The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการฝึอบรม2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chetpetcharat, 2021-07-29 05:11:27

เอกสารประกอบการฝึอบรม2

เอกสารประกอบการฝึอบรม2

46

กังหันน้าชัยพัฒนา ใช้บาบัดน้าเสียที่เกิดจาก
ชุมชนและอุตสาหกรรม ลักษณะเป็นเครื่องกลหมุนช้า
แบบทุ่นลอยเพ่ือช่วยเติมออกซเิ จนทผี่ ิวน้า

สู่มหานที.. บาบัดน้าเสียโดยธรรมชาติ
โครงการวิจยั และพัฒนาสงิ่ แวดลอ้ ม แหลมผกั เบ้ีย
อันเน่ืองมาจากพระราชดาริ ต้ังอยู่ท่ี ต.แหลมผักเบี้ย อ.
บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นโครงการศึกษาวิจัยวิธีการ
บาบัดน้าเสีย กาจัดขยะมูลฝอยและการรักษาสภาพป่า
ชายเลนด้วยวิธธี รรมชาติตามแนวพระราชดาริ มขี ั้นตอนคอื

๑. ดาเนนิ การสร้างท่อระบายรวบรวมน้าเสีย (Combine Waste Water System) จากเทศบาลเมือง
เพชรบุรี จากนั้นส่งน้าเสียไปยังสถานีสูบน้าเสียท่ีคลองยาง ซึ่งเป็นบ่อดักขยะและบ่อตกตะกอน โดยในขั้นต้น
จะสามารถลดค่าความสกปรกไปไดถ้ งึ ร้อยละ ๔๐

๒. น้าเสียจากคลองยางจะถูกสูบและส่งไปตามท่อเป็นระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร เข้าสู่ระบบบาบัดน้า
เสียที่ตาบลแหลมผักเบี้ย ซ่ึงดาเนินการพร้อมกัน ๒ ระบบ คือ ระบบบาบัดน้าเสีย และระบบกาจัดขยะ โดย
ระบบบาบดั นา้ เสยี แบ่งออกเป็น

ก. ระบบบาบัดหลัก ซงึ่ ประกอบด้วยระบบบาบัดนา้ เสีย (Lagoon Treatment) จานวน ๕ บ่อ ใน
พื้นท่ี ๙๕ ไร่ โดยน้าเสียจะไหลเข้าระบบน้าล้นตามลาดับคือผ่านบ่อตกตะกอน (Sedimentation Pond) เข้า
บ่อบาบัด ๑-๓ (Oxidation Pond) ก่อนไหลสู่บ่อปรับคุณภาพน้า (Polishing Pond) เป็นขั้นสุดท้าย จากน้ัน
จึงระบายลงส่ปู า่ ชายเลน ซ่ึงนา้ เสยี ข้ันสดุ ท้ายจะไดร้ ับการตรวจสอบคุณภาพน้าจากคณะวจิ ยั อย่างใกลช้ ิด

ข. ระบบบาบัดน้ารอง อยรู่ ะหว่างดาเนนิ การในพื้นทปี่ ระมาณ ๖๐ ไร่ ประกอบดว้ ย

ระบบบึงชีวภาพ (Constructed Wetland) เป็นการดาเนินการโดยให้น้า
เน่าเสียไหลผ่านบ่อดินต้ืนๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าท่ีภายในปลูกพืชที่มีรากพุ่งประเภทกก พันธ์ุต่าง ๆ และต้นอ้อ
พืชเหล่าน้ีมีระบบรากแผ่กระจายยึดเกาะดิน และสามารถเจริญเติบโตดีในน้าขัง พืชน้าเหล่าน้ีจะช่วยดูดซับ
สารพิษและอนิ ทรยี ์สารให้ลดนอ้ ยลง ตลอดจนทาหน้าทย่ี อ่ ยสลายสารอนิ ทรีย์ให้หมดไป

ระบบกรองน้าเสียด้วยหญ้า (Grass Filtration) โดยการปล่อยน้าจากบ่อ
ปรบั คณุ ภาพน้าของระบบบ่อบาบัดนา้ เสียเปน็ ระยะ (Bat Flow) นานคร้งั ละ ๑–๒ สปั ดาห์ ผ่านเข้าไปในแปลง
หญา้ มขี นาดและลักษณะเหมอื นระบบบงึ ชวี ภาพ จนกระทงั่ น้ามคี วามสะอาดดีย่งิ ขึ้น

ระบบกรองน้าเสียด้วยป่าชายเลน (White and Red Mangrove) น้าเสีย
จะได้รับการบาบัดผ่านเข้าไปในพื้นท่ี ๓๐ ไร่ ที่ทาการปลูกป่าชายเลนแบบคละผสมผสานกันในลักษณะที่เป็น
ธรรมชาติ ซ่ึงน้าท่ผี ่านป่าชายเลนจะไดร้ บั การบาบัดจนเปน็ น้าดตี ามมาตรฐาน

การบาบัดนา้ เสียโดยใช้จุลนิ ทรยี ์

วิธที ี่ ๑ การใชน้ ้าหมักชวี ภาพ โดยการใชน้ า้ หมกั ชีวภาพปรมิ าณ ๑ ต่อ ๕๐๐ สว่ น ราดลงทั้งในนา้ ท้ิง
จาก ครัวเรือน ตลาดสด ฟาร์มปศุสัตว์ หรือโรงงานอุตสาหกรรม เพ่ือให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายอินทรียส์ ารใน
แหลง่ นา้ นอกจากน้ี นา้ หมกั ชวี ภาพยังสามารถนาไปใช้ได้ดีในการปรับสภาพน้าในบ่อประมงทง้ั บ่อเลยี้ งกุ้งและ
ปลาไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

47

วธิ ที ่ี ๒ ลกู ระเบิดจลุ ินทรีย์
เป็นการบาบัดและฟื้นฟูแหล่งน้าให้ดีข้ึนด้วยจุลินทีย์เช่นเดียวกับการใช้น้าหมัก ประกอบด้วยโคลน
จากทอ้ งน้า ๕๐ กโิ ลกรัม, รา ๑๐ กิโลกรมั ,ปุย๋ อนิ ทรียเ์ มด็ หรอื ผง ๕๐ กิโลกรมั และนา้ หมักชีวภาพทีห่ มักจนได้
ที่แล้ว ๓ เดือนข้ึนไป โดยนาทุกอย่างมาผสมเข้าด้วยกัน จนสามารถป้ันเป็นก้อนขนาดเท่าลูกเปตอง นาไปผ่ึง
ไว้ในท่ีร่มจนแห้ง สามารถนาไปบาบัดน้าได้โดยใช้ในอัตราส่วน ๕ กิโลกรัมต่อน้า ๑ ล้านลิตร หรือ ๒๕-๕๐
กิโลกรัม ตอ่ พ้นื ที่ไร่ ท้งั นี้ข้ึนอยู่กับสภาพนา้ ทเ่ี น่าเสยี
ออกซิเจนเป็นส่ิงทีจ่ าเปน็ อยา่ งยิ่ง สาหรับปลา, หอย, พชื และแอโรบิคแบคทเี รยี (แบคทีเ่ รยี ทตี่ ้องการ
ออกซิเจน) ถา้ หากค่า DO ในนา้ ต่ากวา่ ๓ ppm จะทาให้สิง่ มีชวี ติ ในนา้ อยู่ในภาวะถูกกดดัน ถา้ คา่ DO ตา่ กว่า
๒ ppm หรือ ๑ ppm ปลาจะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากปลาจะดารงชีวิตและทากิจกรรมต่างๆ
ตามปกติไดท้ ค่ี ่า DO ๕-๖ ppm ซึง่ เปน็ สิ่งจาเปน็ มากสาหรบั อตุ สาหกรรมการเพาะเลย้ี งสัตว์น้าและพชื น้า การ
เพ่ิมออกซิเจนในแหล่งน้าช่วยให้เกิดแบคทีเรียท่ีสร้างสรรค์ขึ้นอย่างทวีคูณ ส่งเสริมให้เกิดสัตว์หน้าเลน เช่น
ไส้เดือน แมลงในนา้ รวมทัง้ ไรน้า ซ่งึ เป็นอาหารธรรมชาตทิ ่สี าคญั ย่ิงของสตั ว์นา้ พวก ปู กงุ้ ปลา และหอย
เญาะ หมรฺ า กลา่ ซง้ั

เญาะ (อสี าน) หมรฺ า (ใต)้ กลา่ หรอื ซ้ัง (ตะวันออก) เป็นภูมิปญั ญาพื้นบ้านของไทย เพอื่ ดงึ ดูด
สัตว์น้าให้เข้ามาอยู่อาศัย เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้าขนาดเล็กจานวนมาก และช่วยให้สะดวกในการทาประมง
มักสรา้ งด้วยวัสดุทห่ี าได้ในท้องถิน่ เช่น ก่งิ ไม้ กอไผ่ ใบมะพร้าว เคร่ืองมอื ชนดิ นี้ นอกจากจะถกู ประยุกตม์ าเป็น
แหลง่ อนุรักษส์ ัตว์น้าแล้ว ยงั ชว่ ยปอ้ งกนั เรือประมงขนาดใหญ่ เชน่ เรืออวนลาก เข้ามาทาประมงในเขตน่านน้า
หวงหา้ มไดอ้ ีกทางหนงึ่ ดว้ ย

48

๔. ฐานตนรกั ษแ์ ม่โพสพ

“...ขอบใจท่ีนาสิทธิบัตรน้ี ซึ่งถือว่าเป็นการประกันว่าการข้าวไทยเป็นของไทยแท้
ซ่ึงคนหนักใจว่า เราเป็นข้าวไทยมานานแล้วจะกลายเป็นต้องไปกินข้าวฝรั่ง เพราะว่าสิทธิบัตรนี้เป็นของ
ฝร่งั แต่ว่ามาอยา่ งนี้ ก็ถือวา่ เปน็ ว่าเราไดร้ ับประกันวา่ เราเปน็ ข้าวไทย และจะกนิ ขา้ วไทยต่อไป ฉะน้นั การ
ท่ีมีสิทธิบัตร ก็เป็นส่ิงท่ีสาคัญ และก็หวังว่าทุกคนจะรักษาความเป็นไทยได้ด้วยรับประทานกนิ ข้าวไทย ไม่
ตอ้ งกนิ ขา้ วฝร่งั ...”

พระราชดารสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ รชั กาลท่ี๙
ณ พระตาหนกั เปยี่ มสขุ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบครี ขี ันธ์ เมือ่ วันท่ี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒
ข้าวเป็นพืชท่ีหล่อเลี้ยงเผ่าพันธุค์ นไทยมานับตั้งแตโ่ บราณกาล โดยมีการค้นพบหลักฐานที่ชี้วา่ ได้เกิด
ภูมิปัญญาการปลูกข้าวด้วยการปักดาในวัฒนธรรมบ้านเชียงซ่ึงมีอายุไม่ต่ากว่า ๕,๐๐๐ ปี และจากการตรวจ
พบเมล็ดข้าวเก่าแก่อายุมากกว่า ๖,๐๐๐ ปี ผสมอยู่ในภาชนะดินเผาท่ีโนนนกทา จังหวัดขอนแก่น สนับสนุน
แนวคิดทีว่า บรรพบุรุษของเราชาวเอเชียอาคเนย์ ได้เริ่มทาการปลูกข้าวก่อนท่ี วิถีแห่งข้าวจะแพร่หลายเข้า
ไปส่ปู ระเทศอินเดีย จนี ญ่ปี นุ่ และเกาหลี
คนไทยผูกพัน นับถือและบูชาข้าวในนามเรยี กขาน “แม่โพสพ” เทพธิดาประจาต้นข้าว ซึ่งเชื่อว่าคอย
ชว่ ยเหลือชาวนาให้สามารถทานาได้พอกินและพอสาหรบั จุนเจือเพ่ือนมนุษย์ ดงั คาอธิษฐาน ของชาวนาในอดีต
ระหว่างทาการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ๓ กาแรก ลงบนผืนนา โดยกาท่ี ๑ กล่าวว่า “ทาบุญ” กาที่ ๒ กล่าวว่า
“ทาทาน” และกาที่ ๓ กล่าวว่า “เลย้ี งชวี ิต”

การทานาเพื่อ “ทาบุญ ทาทาน เล้ียงชีวิต เคารพเก้ือกูลในแม่โพสพและธรรมชาติ ”
เปล่ียนเป็นการผลิตเพ่ือขาย และการให้ค่ากับผลกาไรและศรัทธาในเงินทองเป็นที่ต้ัง ส่งผลให้เกิดการขยาย
พืน้ ทท่ี านาอยา่ งกว้างขวาง

จากการทานาที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาทในอดีต ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยปี พ.ศ. ๒๕๕๑
เพ่ิมสูงขึ้นถึง ๖,๐๐๐ บาท/ไร่ ซึ่งในรายการนี้รวมถึงค่าซื้อปุ๋ยและสารเคมีจากต่างประเทศท่ีเพ่ิมปริมาณมาก
ขึ้นในทุก ๆ ปี ปุ๋ยฝร่ังเบียดแทนที่มูลจากควายอดีตเพ่ือนคู่กายคูใจของบรรพชนชาวนาไทย ซ่ึงนอกจาก
คอยช่วยเหลือชาวนาในด้านแรงงานแล้วยังผลิตปุ๋ยธรรมชาติให้แก่ชาวนาอีกด้วย โดยควายรุ่นท่ีมีน้าหนัก
ประมาณ ๒๕๐ กิโลกรมั ๑ ตัว จะถา่ ยมูลสดเฉลี่ยวันละ ๑๓.๕ กิโลกรัมหรอื คดิ เป็นมลู แห้ง ๔ กโิ ลกรมั

นาขา้ วอนิ ทรยี .์ ..กชู้ วี ิตชาวนาไทย
นาขา้ วอินทรีย์ เป็นระบบการผลติ ข้าวทไี่ ม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นตน้ ว่า ป๋ยุ เคมี

สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกาจัดวัชพืชสารป้องกันกาจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว
ตลอดจนสารเคมีท่ีใช้รมเพ่ือป้องกันกาจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บการผลิตข้าวอินทรีย์ นอกจากจะทาให้
ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชา ติ
และเปน็ การพฒั นาการเกษตรแบบยั่งยนื อีกดว้ ย

การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรท่ีเน้นเร่ืองของธรรมชาติเป็นสาคัญ
ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟ้ืนฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติ
และการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพ่ือการผลิตอย่างย่ังยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการ

49

ปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอ่ืน ควบคุมโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธี
ผสมผสานไมใ่ ช้สารเคมี

การเลือกใช้พันธ์ุข้าวท่ีเหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ ช่ วยรักษาสมดุล
ของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืชดิน และน้า ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพ่ือทาให้ต้น
ข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการ
ระบาดของโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น การปฏิบัติเช่นน้ีสามารถทาให้ต้นข้าวท่ีปลูก ให้ผลผลิตสูงใน
ระดับท่ีนา่ พอใจ โดยมเี ทคนิคและวิธีการดังนี้

๑. ย่อยฟางและตอซังให้เป็นปุ๋ยหลังการเก็บเก่ียว อย่าเผาฟางตอซัง หรือหญ้า
เพราะจะเป็นการทาลายหน้าดินและจุลินทรีย์ท่ีมีประโยชน์ในดิน ควรปล่อยน้าเข้านาให้ได้ระดับความลึก
๕ - ๑๐ ซม. แทน จากน้ันใช้น้าหมักหยดไปกับน้าในอัตราไร่ละ ๑ ลิตร ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๓ - ๗ วัน
น้าหมักจะกระตุ้นจุลินทรีย์ในดินให้ทาการย่อยฟาง สังเกตได้โดยเม่ือหยิบฟางข้ึนดูจะพบว่าฟางเปื่อยยุ่ย
กลายเป็นปุ๋ยอย่างดีนอกจากน้ี การหมักฟางยังให้ประโยชน์อีกหลายประการคือ ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ
จากฟางข้าว ซ่ึงช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและฟูขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน
เม่ือฟางย่อยสลายดีแล้วก็สามารถทาเทือกหวา่ นหรอื ปักดาได้ทันที โดยไม่ต้องไถคราด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
ทั้งยงั สามารถปรบั ค่าความเป็นกรด-ด่างในดินใหอ้ ยใู่ นระดบั ทเ่ี หมาะสมต่อการทานาข้าวคือประมาณ pH ๖.๕

๒. ทุบทาเทือก หลังจากฟางย่อยสลายดีแล้วหากมีน้าขัง หรือมีความช้ืนมากพอสามารถทุบ
ทาเทือกได้ทันที และควรคราดพื้นที่นาให้เสมอกัน จะทาให้สามารถควบคุมระดับน้าได้ดี นอกจากนั้น
ยังสามารถควบคุมวัชพืชได้อีกด้วย ทาให้การงอกของต้นข้าวเป็นไปอย่างสม่าเสมอ สะดวกต่ อการทา
กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าพ้ืนที่ไม่เรียบมีน้าขัง อาจทาให้เมล็ดข้าว
ทแ่ี ช่นา้ เน่าเสยี หายได้

๓. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสาหรับเพาะปลูกก่อนการหว่าน หรือการปักดาควรนา
เมล็ดพันธ์ุข้าวท่ีคัดไว้มาแช่หรือ คลุกกับน้าหมัก (ท่ีมีส่วนผสมของสมุนไพรท่ีมีฤทธ์ิในการขับไล่หรือกาจัด
โรคและแมลงศัตรูพืช) หรือแช่หมักในน้าเชื้อราไตรโคเดอร์มาทิ้งไว้ ๑-๒ คืน เม่ือนาไปหว่านจะช่วย
ในการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน อีกท้ังยังทาให้อัตราการงอกสูงข้ึนอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้
ใช้เวลาในการเพาะต้นกล้าสนั้ ลง ตน้ กล้าท่ีไดส้ มบูรณ์แข็งแรงงา่ ยตอ่ การย้ายกลา้ และสามารถฟ้นื ตวั ไดเ้ ร็ว

๔. การหว่านกล้าและการดานา หลังจากได้เมล็ดพันธ์ุท่ีคัดเลือกแล้ว ก็ทาการหว่านเมล็ด
ลงในแปลงเพาะท่ีเตรียมไว้โดยอาจแบ่งจากท่ีนา ๑ งาน เพื่อทาการตกกล้า การตกกล้าจะใช้เมล็ดพันธ์ุข้าว
๑ ถังคร่ึงต่อแปลงเพาะ ขนาด ๑ งาน จะได้ต้นกล้าที่นาไปปักดาในพ้ืนที่นาประมาณ ๕ ไร่ และเมื่อต้นกล้า
เร่ิมข้ึนควรให้น้าหมัก ในปริมาณ ๑ ลิตรต่อ ๑ ไร่ หยดไปกับน้าหรือฉีดพ่น โดยผสมน้าหมัก ๑ ลิตร
ต่อน้า ๔๐๐ ลิตร เม่ือต้นกล้าอายุได้ประมาณ ๓๐ วัน ก็สามารถนาไปปักดาได้ โดยต้องตัดใบออกให้เหลือ
ความยาวจากรากประมาณ ๒๐ ซม. เพือ่ ลดการคายนา้ ทาใหต้ น้ ขา้ วฟน้ื ตัวเร็ว

ในกรณีที่เป็นนาหว่าน หลังจากทุบทาเทือกเรียบร้อยแล้ว ใช้เมล็ดพันธ์ุที่เตรียมไว้ประมาณ
๑ ถงั คร่ึงตอ่ นา ๑ ไร่ การหว่านควรหว่านให้กระจายทว่ั ทั้งแปลง และไม่ควรใช้เมล็ดพนั ธุ์มากเกินไป เพราะจะ
ทาให้ต้นขา้ วขึน้ หนาแนน่ สง่ ผลใหต้ ้นข้าวแคระแกรนและส้นิ เปลอื งต้นทุนในการใสป่ ุย๋ เพิม่ มากขึน้

๕. ให้อาหารดินเพ่ือบารุงดิน และเร่งจุลินทรีย์ในดิน หลังปักดาหรือหว่านเมล็ดแล้ว
๑๐-๑๕ วัน ควรให้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้าหมักชวี ภาพเพ่ือเร่งราก และสร้างอาหาร
ตามธรรมชาตใิ ห้เพียงพอต่อความต้องการของตน้ กล้า โดยจลุ นิ ทรยี ์ในดนิ จะชว่ ยย่อยดนิ ทราย และสารอาหาร

50

ในดินป้อนให้แก่รากกล้า จะส่งผลให้รากลึกเร่งการแตกรากของข้าวได้มากขึ้น ทาให้ต้นข้าวแข็งแรง กอจะมี
ขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี มีภมู ติ า้ นทานโรคและแมลงสงู

เมื่อข้าวออกรวงเต็มท่ีต้นจะไม่ล้มข้าวแตกกอได้มาก ทรงพุ่มต้ังตรงลาต้นแกร่ง เหนียว
ใบแข็งแรงตั้งตรงรับแสงแดดได้ดี ทาให้สังเคราะห์แสง และปรุงอาหารได้ดี โดยสีของใบจะเป็นสีเขียวนวล
ไม่ใช่สีเขียวเข้มบ้าใบเหมือนใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสีของใบนี้จะข้ึนอยู่กับความเข้มของแสง และปริมาณของ
ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์

๖. บารุงดินเร่งจุลินทรีย์ ก่อนข้าวต้ังท้องประมาณ ๑๕ วัน ควรบารุงดินด้วยปุ๋ยหมักแห้ง
อินทรีย์ชีวภาพ และปุ๋ยน้าหมักอินทรีย์ชีวภาพ กระตุ้นการทางานของจุลินทรีย์ในดินให้เร่งย่อยสลาย
และสารองอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของต้นข้าวในขณะต้ังท้อง และเมื่ออาหารเพียงพอต้นข้าวจะมี
ลาต้นอวบใหญ่ ปล้องยาวใหญ่ พร้อมอุ้มท้อง และเมื่อข้าวต้ังท้องก็จะได้ข้าวท่ีท้อง อวบยาว ส่งผลให้รวง
ยาวใหญ่ เมล็ดมีขนาดสม่าเสมอ มีจานวนเมล็ดมาก (๒๕๐-๓๕๐ เมล็ดต่อ ๑ รวง) เมล็ดข้าวเต็มโครง (ไม่มี
เมล็ดลีบ) เมล็ดใส (ไม่มีท้องไข่ปลา) รสชาติดี มีกลิ่นหอม น้าหนักดี (ถังละ ๑๑.๕ – ๑๒ กก.) ผลผลิต
ไดม้ าตรฐาน เปน็ ท่ีต้องการของตลาด ราคาสงู

นอกจากทาให้ต้นข้าวแข็งแรงแล้ว การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพยังช่วยฟ้ืนฟูดินให้กลับมา
อุดมสมบูรณ์ หลังจากเปลี่ยนมาทานาแบบชีวภาพ โดยการไม่เผาฟางและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โครงสร้างดิน
จะค่อยๆ ดีข้ึน ดินดาร่วนซุย ค่าความเป็นกรด-ด่างมีความเหมาะสมมีอาหารพืชตามธรรมชาติเพ่ิมมากข้ึน
เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินทางานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลดการใช้ปุย๋ และสารเคมี จึงประหยัด
ต้นทนุ ไดม้ ากขนึ้

51

๕. ฐานตนมไี ฟ

“...น้ามันปาล์มทราบว่าดีเป็นนา้ มันท่ีดีใช้งานได้ ใช้บริโภคแบบใช้นา้ มันมาทอดไข่ได้ มา
ทาครัวได้ เอาน้ามันปาล์มมาใส่รถดีเซลได้ กาลังของน้ามันปาล์มน้ีดีมากได้ผล เพราะว่าเม่ือได้มาใส่รถ
ดเี ซล ไมต่ ้องทาอะไรเลย ใสเ่ ข้าไป แล่นไป คนทแ่ี ลน่ ตามบอกว่าหอมดี...”

พระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ฯ รัชกาลที่ ๙

ไบโอดเี ซล (Biodiesel) ทางเลือกหนึง่ ของพลังงานทดแทน
น้ามันเช้ือเพลิงเป็นปัจจัยสาคัญและจาเป็นต่อการดารงชีวิตของประชาชนโดยตรง

มคี วามสาคัญต่อภาคการผลิต ทั้งภาคอตุ สาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคธรุ กิจการขนส่ง จากการท่ีราคา
น้ามันเช้ือเพลิงในตลาดปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ มีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนที่มีรายได้น้อย
โดยเฉพาะเกษตรกร ทาใหต้ น้ ทุนการผลิตเพ่ิมขึ้น

ไบโอดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากการนาน้ามันพืชชนิดต่างๆ หรือน้ามันสัตว์มาสกัด
เอายางเหนียวและสิ่งสกปรกออก จากน้ันนาไปผ่านกระบวนการทางเคมี โดยการเติมแอลกอฮอล์
เช่น เอทานอลหรือเมทานอล และมีตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ภายใต้สภาวะที่มีอุณหภูมิสูง
เพ่ือเปล่ียนโครงสร้างน้ามันจาก Triglycerides เป็น Organic Acid Esters เรียกว่า “ไบโอดีเซล”
และได้กลีเซอรอลเป็นผลพลอยได้ใช้เป็นวัตถุดิบสาหรับอุตสาหกรรมยา เคร่ืองสาอางค์ วัตถุประสงค์ของ
กระบวนการดังกล่าวคือ ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของน้ามันในเร่ืองความหนืดให้เหมาะสมกับการใช้งาน
กับเครื่องยนต์ดีเซล และเพิ่มค่า cetane number การใช้ไบโอดีเซล สามารถลดมลพิษอากาศ ซ่ึงเป็นผล
จากการเผาไหม้ในเคร่ืองยนต์ได้ส่วนหน่ึง เน่ืองจากองค์ประกอบของไบโอดีเซลไม่มีธาตุกามะถัน
แต่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบประมาณ ๑๐% โดยน้าหนัก จึงช่วยการเผาไหม้ได้ดีขึ้นและลดมลพิษ
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน คาร์บอนมอนนอกไซด์ ฯลฯ นอกจากน้ี ไบโอดีเซลมีคุณสมบัติ
ในการหลอ่ ลนื่ ดีกว่านา้ มันดเี ซล

น้ามันเช้ือเพลิงชนิดน้ี สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบจากการเกษตรภายในประเทศ
เช่น ไขมันจากพืช ไขมันจากสัตว์ และสาหร่ายบางชนิด ในระดับชุมชนสามารถทาการผลิตได้จากพืช
น้ามันในท้องถิ่น เช่น น้ามันสบู่ดาหรือโดยการใช้น้ามันประกอบอาหารท่ีใช้แล้วจากกิจการต่างๆ
ท้ังในครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตราคาร กลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP หรือโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในชุมชน
ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร หรือเป็นการเพ่ิมคุณค่าของน้ามันท่ีใช้แล้ว และช่วยลด
ปริมาณของเสียท่ีจะทาให้เกิดมลพิษต่อส่ิงแวดล้อม ในชุมชนได้อีกด้วย ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดาริให้ศึกษาวิจัยและทดลองผลิตน้ามันไบโอดีเซล นามาใช้กับ
ยานพาหนะในพระราชวังสวนจิตรลดาเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา และทรงมีพระราชดารัสเกี่ยวกับการใช้
น้ า มั น ไ บ โ อ ดี เ ซ ล เ ป็ น พ ลั ง ง า น ท ด แ ทน เ พ่ื อ ช่ ว ย แ ก้ ปั ญ ห า ข อ ง ช า ติ ด้ า น พ ลั ง ง า น กั บ ค ณ ะ บุ ค ค ล ท่ี เ ข้า เ ฝ้ า
ถวายพระพรเน่อื งในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ท่ผี ่านมา

ดังนนั้ เพอ่ื สนองพระราชดาริฯ พสกนิกรจึงสมควรน้อมนาเทคโนโลยีการผลิตน้ามนั ไบโอดีเซล
มาปฏบิ ัติ เพอ่ื ทาให้สามารถพงึ่ ตนเองไดด้ ้านพลงั งานต่อไป

52

สูตรการทาน้ามันไบโอดเี ซลจากนา้ มันพืช นา้ มนั สตั ว์ท่ใี ชแ้ ล้ว
๑. นานา้ มันพชื หรอื น้ามันสัตว์ท่ใี ช้แล้วกรองเอาเศษอาหารท่ปี นออกจากนน้ั ยกข้นึ ตง้ั ไฟ
- หากมีน้าผสมอยู่ในน้ามัน (จะมีลักษณะขาวข้น) ต้องต้มน้ามันในอุณหภูมิประมาณ

๑๑๐ องศา นานประมาณ ๑๐ นาที แลว้ ดับไฟ
- หากไมม่ ีน้าปน (มีลกั ษณะใส) ให้ตม้ น้ามันท่อี ุณหภมู ิ ๕๗ องศาแล้วดับไฟ ความร้อน

จะข้ึนถงึ ๖๐ องศา
๒. นาเมทิลแอลกอฮอล์ใส่ลงในภาชนะ คล้ายแกลลอนที่มีฝาปิดและนาโซดาไฟใส่ลงไป ปิดฝาแล้ว

เขย่าจนละลายหมด ณ เวลาใกล้เคียงกับน้ามันอุณหภูมิท่ี ๖๐ องศา ระหว่างเขย่าควรหยุดเปิดฝาให้ไอร้อน
ระเหยออกจากแกลลอน แล้วจึงเขย่าอีกครั้ง ข้ันตอนน้ีควรทาด้วยความระมัดระวัง อย่าสัมผัสส่วนผสมหรือสูด
ดมไอระเหย และอย่าทาใหเ้ กิดประกายไฟ ควรทาในสถานท่อี ากาศถ่ายเทได้ดี ไบโอดีเซลมีคุณสมบตั ใิ นการหล่อ
ลืน่ ดีกวา่ นา้ มนั ดีเซล หากมีการสัมผสั ใหล้ ้างน้าสะอาดทนั ที

๓. เมื่อน้ามันท่ีต้มมีอุณหภูมิ ๖๐ องศา ให้ยกน้ามันลงจากเตา แล้วนาส่วนผสมของข้อ ๒
เทลงไป กวนให้เขา้ กัน พักทิง้ ไว้ ๑ คืน ตอนเชา้ จะพบว่ามีฝ้าลอยอยู่บนผวิ หน้าใหต้ ักออก แล้วตักของเหลวใส
ตอนบน (ไบโอดีเซล) ไปพักไว้ ๗ วัน ค่อยนาไปใช้เป็นเช้ือเพลิงแทนน้ามัน ดีเซล ส่วนช้ันล่างเป็นของแข็งสี
น้าตาล คือ กลซี อรีน สามารถนาไปทาเป็นสบูธ่ รรมชาติเพื่อใช้ล้างทาความสะอาดพ้ืน หรอื ทาเป็นเชือ้ เพลิงติดไฟ

หากหลังจากกวนส่วนผสม ผลท่ีได้เป็นของเหลวคล้ายเจลโดยไม่มีการแยกตัวหมายความว่าโซดาไฟ
มากไป

หากได้เป็น ๓ สว่ น คอื ส่วนบน - ไบโอดเี ซล สว่ นกลาง – น้ามนั ท่ยี ังไมท่ าปฏกิ ริ ยิ า และสว่ นลา่ ง
- กลีซอรนี หมายความวา่ โซดาไฟนอ้ ยเกินไป หากใช้โซดาไฟที่ชื้นหรือมีน้าปน อยู่ จะได้สว่ นที่ ๔ เกิดขน้ึ คือ สบู่

การใชน้ ้ามนั ไบโอดีเซล
ควรหม่นั ตรวจไส้กรองดเี ซลและเปลยี่ นตามกาหนด หรือถา่ ยน้ามนั จากกรอง ดักนา้ บอ่ ยๆ

เพื่อป้องกันการอุดตันของสบู่ หากเครื่องยนต์มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบระบบท่อน้ามัน และตรวจไส้กรอง
น้ามนั ดเี ซล

แก๊สชวี ภาพ หรือ ไบโอแกส๊
เป็นแก๊สท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ภายใต้สภาวะท่ีปราศจาก

ออกซเิ จน แก๊สชวี ภาพ ประกอบดว้ ยแก๊สหลายชนิด ส่วนใหญ่เปน็ แก๊สมเี ทน (CH4) ประมาณ ๕๐- ๗๐% และ
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ประมาณ ๓๐-๕๐% ส่วนที่เหลือ เป็นแก๊สชนิดอื่นๆ เช่น ไฮโดเจน (H2)
ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ไนโตรเจน (N2) และไอน้า

ระบบแก๊สชีวภาพ
เป็นระบบจัดการของเสียควบคู่ไปกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในระบบ โดยวิธีทาง

ชีวภาพแบบไม่ใช้อากาศ ด้วยการนาสารอินทรีย์หรือมูลสัตว์ไปหมักโดยวิธีชีวภาพเพื่อให้กลุ่มจุลินทรีย์
ชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนย่อยสลายมูลสัตว์เหล่านั้น และเกิดเป็นแก๊สชีวภาพที่สามารถจุดติดไฟได้โดยมี
แก๊สมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก แก๊สชีวภาพน้ันสามารถนาไปใช้เป็นพลังงานทดแทนพลังงานเช้ือเพลิงอื่นๆ
ได้น้าเสียทผี่ ่านการบาบดั จากระบบชวี ภาพจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรยี ์คุณภาพดี

53

ขบวนการย่อยสลายสารอินทรยี ์ สภาวะปราศจากออกซเิ จน
ขบวนการย่อยสลายประกอบ ดว้ ย ๒ ข้ันตอน คอื
๑. ข้ันตอนการย่อยสลายสารอินทรีย์ โมเลกุลใหญ่ เช่น ไขมันแป้งและโปรตีน ซ่ึงอยู่ในรูป

สารละลายจนกลายเป็นกรด อินทรีย์ระเหยง่าย ( volatile acids) โดย จุลินทรีย์กลุ่มสร้างกรด
(acid-producing bacteria)

๒. ข้ันตอนการเปล่ียนกรดอินทรีย์ให้เป็น แก๊สมีเทน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดย จุลินทรีย์
กล่มุ สรา้ งมเี ทน (methaneproducing bacteria)

ประโยชน์ของแก๊สชีวภาพ
๑. ด้านพลังงาน เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจแล้วการลงทุนผลิตแก๊สชีวภาพจะลงทุนต่ากว่า

การผลติ เชอ้ื เพลิงชนดิ อน่ื ๆ สามารถนามาใช้ทดแทนพลังงานเชอื้ เพลิงจากแหลง่ อืน่ ๆ
๒. ด้านปรับปรุงสภาพแวดล้อม โดยการนามูลสัตว์และน้าล้างคอกมาหมักในบ่อแก๊สชีวภาพ

จะเป็นการช่วยกาจัดมูลในบริเวณที่เล้ียง ทาให้กล่ินเหม็นและแมลงวันในบริเวณน้ันลดลง และผลจาก
การหมักมูลสัตว์ในบ่อ แก๊สชีวภาพท่ีปราศจากอกซิเจนเป็นเวลา นานๆ ทาให้ไข่พยาธิและเช้ือโรคส่วนใหญ่
ในมูลสัตว์ตายด้วย ซึ่งเป็นการทาลายแหล่งเพาะเช้ือโรคบางชนิด เช่น โรคบิดอหิวาต์ และพยาธิท่ีอาจ
แพร่กระจายจากมลู สัตว์ดว้ ยกนั แล้ว ยังเป็นการปอ้ งกนั ไม่ใหม้ ูลสตั ว์ถกู ชะลา้ งลงไปในแหลง่ น้าตามธรรมชาติ

๓. ด้านการเกษตร
- การทาเป็นปุ๋ย กากท่ีได้จากการหมักแก๊สชีวภาพเราสามารถนาไปใช้เป็นปุ๋ยได้ดีกว่ามูล

สัตว์สดๆ และปุ๋ยคอก ทั้งนี้เน่ืองจากในขณะท่ีหมักจะมีการเปลี่ยนแปลงสารประกอบ ไนโตรเจนในมูลสัตว์ทา
ใหพ้ ืชสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้

- การทาเป็นอาหารสัตว์ โดยนาส่วนที่เหลือจาการหมัก นาไปตากแห้งแล้วนาไปผสมเป็น
อาหารสัตว์ให้โค และสุกรกินได้ แต่ท้ังนี้มีข้อจากัด คือ ควรใส่อยู่ระหว่าง ๕-๑๐ กิโลกรัม ต่อส่วนผสมท้ังหมด
๑๐ กิโลกรมั จะทาใหส้ ัตว์เจรญิ เตบิ โตตามปกติ และเป็นการลดต้นทนุ การผลิต

ขัน้ ตอนการสรา้ งถงั หมกั แก๊สชีวภาพ จากมลู สัตว์ ขนาดครวั เรือน
อุปกรณ์
๑. ถังหมักแกส๊
- ถังพลาสติกขนาดบรรจุ ๒๐๐ ลติ ร ๑ ใบ พรอ้ มฝาปดิ
- ทอ่ พีวซี ีขนาดเส้นผ่าศนู ย์กลาง ๒ ๑/๒ นิ้ว สาหรบั ทาท่อเตมิ เศษอาหาร และทาตัวประคอง

แกนใบพดั กวนปฏกิ ูลในถังหมักแกส๊
- ทอ่ นา้ ประปาขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลาง ๑ นิว้ ทาเปน็ แกนเช่อื มเหลก็ แผน่ เป็นใบพัด ๒ ช้นั
- วาล์วปิด-เปิด ๒ ตัว ตัวท่ี ๑ สาหรับเปิดส่ิงปฏกิ ูล เมื่อปฏิกูลหมดอายุ ใน ๑๐ - ๑๒ เดือน

ตัวที่ ๒ สาหรบั เปิดปฏกิ ูลทิ้งรายวัน เมือ่ นาเศษอาหารใส่แต่ละม้อื
- เกลียวต่อสายยางทอ่ นาแก๊สออกจากถังหมักแกส๊ ไปยังถังรบั แก๊ส ๑ ตวั
- กาวซลิ ิโคน และอปุ กรณ์ต่างๆ

๒. ถงั รับแก๊ส
- ถงั พลาสตกิ ขนาดบรรจุ ๒๐๐ ลติ ร ๑ ใบ เปน็ ตัวเปลือก
- ถงั พลาสตกิ ขนาดบรรจุ ๑๘๐ลติ ร ๑ ใบ เป็นถงั รบั แกส๊

54

- เกลียวต่อสายยาง ๒ ตัว ตัวที่ ๑ ต่อสายยางจากถังหมักแก๊ส ตัวท่ี ๒
ตอ่ จากถงั รับแก๊สไปยังเตาหงุ ตม้

วิธที า
๑. วิธที าถงั หมักแกส๊

- เจาะคว้านฝาครอบถังบรรจแุ ก๊ส ๒ รู ขนาดเสน้ ผ่าศูนย์กลาง ๒ ๑/๒ น้วิ เพ่ือทา
ชอ่ งใส่เศษอาหารแต่ละมื้อ กับช่องประคองแกน กวนปฏกิ ูล

- เจาะรูท่ีฝาครอบถังหมักแก๊ส ๒ รู เพ่ือใส่อุปกรณ์ต่อกับสายยางนาแก๊ส จากถัง
หมกั ไปยงั ถังบรรจแุ กส๊

- เจาะรูท่ขี า้ งถงั หมักแกส๊ ๒ รู รทู ่ี ๑ ใชท้ ง้ิ ปฏกิ ลู ทห่ี มดอายุ (กาหนดปฏิกลู
๑๐ - ๑๒ เดือน) และรูที่ ๒ สาหรับ ทิง้ ปฏิกูลรายวนั

๒. วิธที าถงั เก็บแก๊ส
- นาถงั เก็บแกส๊ ควา่ ลงในถังเปลอื ก
- เจาะก้นถงั เก็บแก๊ส ๒ รู รทู ่ี ๑ สาหรบั ตอ่ สายยางนาแก๊สจากถงั หมักแกส๊ มาเกบ็

รูท่ี ๒ สาหรับต่อสายยาง นาแกส๊ ออกไปใชโ้ ดยตดิ ตง้ั กับเตา นาน้าเทใสร่ ะหว่างถงั เปลือกกบั ถังเก็บแกส๊
เพ่ือเปน็ ตัวก้นั กันแกส๊ ออกจากถัง

๓. วิธีหมักมูลสตั วท์ ี่ทาใหเ้ กดิ แกส๊
ใชม้ ลู สัตว์ ๑ ปีบ๊ (เปน็ มลู สดจะดี กว่ามลู แหง้ ) นานา้ เปลา่ ๑ ปี๊บ (ควรเปน็
น้าประปาท่ีรองทิ้งไว้เกิน ๘ ชม. เพื่อให้กลิ่นและฤทธ์ิคลอรีนลดลง หรือน้าท่ีไม่มีคลอรีนจะดีกว่า) นาน้าผสม
มูลสตั ว์เทใส่ถังหมกั นาน ๑๐ วนั จะเกดิ แก๊สเรมิ่ ตน้ และจะผลติ แก๊สไดน้ าน ๑๐ - ๑๒ เดือน
การเตมิ เศษอาหารลงถังหมักเพ่ือ เพม่ิ คุณภาพของจุลนิ ทรีย์ที่ทาให้เกดิ แกส๊ ใหเ้ ตมิ เศษอาหาร
ในครัวเรือนท่ีไม่มีรสเปร้ียวใดๆ ท้ังส้ิน ๑ กก. ในช่องทางเติมเศษอาหาร แล้วกวนให้เข้ากันกับปฏิกูลที่มีอยู่ใน
ถงั หมกั เดมิ เปิดช่องทางระบายด้านขา้ งเพ่ือให้ปฏกิ ูลส่วนเกนิ ไหลออกมาปริมาณ ๑ กก.

55

๖. ฐานตนรกั ษส์ ุขภาพ

“ร่างกายของเราน้ัน ธรรมชาติสร้างมาสาหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้
แรงให้พอเหมาะพอดี โดยสม่าเสมอ รา่ งกายก็เจรญิ แข็งแรง คล่องแคล่ว และคงทนยั่งยืน ถ้าไม่ใชแ้ รงเลย
หรือใช้ไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะเจริญแข็งแรงอยู่ไม่ได้แตจ่ ะค่อยๆ เส่ือมไปเป็นลาดบั และหมดสมรรถภาพ
ไปก่อนเวลาอันสมควร ดังน้ัน ผู้ท่ีปกติทาการงานโดยไม่ได้ใช้กาลังหรือใช้กาลังแต่น้อย จึงจาเป็นต้องหา
เวลาออกกาลังกายให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอทุกวัน มิฉะน้ัน จะเป็นท่ีน่าเสียดาย
อย่างยิ่งที่เขาจะใช้สติปัญญาความสามารถของเขาทาประโยชน์ให้แก่ตนเอง และแก่ส่วนรวมได้น้อย
เกินไป เพราะร่างกาย อันกลับกลายอ่อนแอลงน้ัน จะไม่อานวยโอกาสให้ทาการงานโดยมีประสทิ ธิภาพ
ได้”

พระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัว รัชกาลท่ี ๙

วิถีสุขภาพแบบพอเพียงของชาวกสิกรรมธรรมชาติ

บรรพบุรุษของเราเคยพูดไว้ว่า “ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว” นั้นสอดคล้องกับ ผลการวิจัย

จานวนมากที่สะท้อนว่า ภาวะจิตใจท่ีไม่สบายนั้น ส่งผลสะเทือน จนก่อให้เกิดโรคทางกายอีกมากมายตามมา

การทากสิกรรมธรรมชาติและประคองตนในวิถีพอเพียงนั้น ทาให้เกิดส่ิงแวดล้อมที่ดี ได้ดารงสติให้เกิดเป็น

สมาธิพร้อมกับการทางาน ส่งผลให้จิตพบกับความสงบเย็น ผลหลังจาก นั้นคือการได้มาซ่ึงอาหารคุณภาพดี

ไร้สารพิษ ครอบครัวไร้หนี้สิน และความโลภเบาบางลง ทาให้เรากิ นดีอยู่ดี ซึ่งถือเป็น “ภูมิคุ้มกัน

ทางสิ่งแวดล้อมกายและใจ”

การได้ช่วยเหลือเก้ือกูลเพ่ือนบ้านและชุมชนตามขั้นตอน วิถีพอเพียงท่ีว่าด้วย “ทาน” นั้น

ช่วยให้เรามีมิตรและสังคมที่ดี ซึ่งถือได้ว่าเป็น “ภูมิคุ้มกันด้านสังคม” ผลการปฏิบัติตามวิถีพอเพียง

และกสิกรรมธรรมชาติ จึงนับได้ว่ามีความครบถ้วนตามองค์ประกอบของสุขภาพแบบองค์รวมและวิถีสุขภาพ

แบบพอเพียง โดยมุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันหรืองานป้องกันที่แข็งแกร่ง ก่อนการแก้ไขหรือเยียวยารักษา

วิถแี ห่ง “จิต” เปน็ นาย

จติ เปน็ นาย ดว้ ยการยดึ อิทธิบาท ไม่ขาดวนิ ัย ใหท้ าน มุ่งมั่นกตญั ญู

ยึดอิทธิบาท คือการมีรากฐานแห่งความสาเร็จ ด้วยการกล่าวคาปฏิญาณตน

การใส่รหัส โดยทั้งหมดจักไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไม่ให้หดหู่ภายใน และไม่ฟุ้งซ่านไปใน

ภายนอก

ไม่ขาดวินัย โดยเริม่ จากเทา้ คือวางรองเท้าอยา่ งเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย ชเป็น

การครองสตอิ ยา่ งหนง่ึ

ให้ทาน (Our loss is Our gain) ย่ิงให้ไปยิ่งได้มาทานเป็นเคร่ืองขัดเกลากิเลสและความ

โลภใหเ้ บาบาง ชว่ ยสรา้ งสังคมทเี่ กอ้ื กลู

มุ่งม่ันกตัญญู คือการตอบแทนคุณผู้ให้และค้าจุนชีวิตเรา ด้วยการตอบแทนคุณ

แมโ่ พสพโดยกนิ อาหารให้หมดจาน ตอบแทนคณุ แม่ธรณีด้วยการห่มดินและทาเกษตรอนิ ทรีย์ ตอบแทนคุณแม่

คงคาด้วยการอนุรักษน์ ้า เปน็ ตน้

56

สมาธบิ าบดั
หรือเรียกอีกอย่างว่า “ธรรมโอสถ” เป็นสภาวะจิตเหนือกายเบื้องต้น ทาให้ความดันโลหิต

ลดลง แลกเปล่ียนออกซิเจนได้มากข้ึน ส่งเสริมการสร้าง“สารสุข”ท่ีเอ้ือโอกาสต่อการซ่อมแซมอวัยวะ
ส่วนที่สึกหรอ ทาให้ฟ้ืนตัวจากความเจ็บไข้ และสร้างภูมิคุ้มกันภายในกายได้ดี การศึกษา พบว่านักกีฬาทาให้
อัตราการเตน้ ของหวั ใจ ชา้ ลงได้เพียง ๕๐-๖๐ ครั้ง/นาที แตก่ ารทาสมาธิของพระสงฆส์ ามารถลดอัตราการเต้น
ของหัวใจได้ช้าได้ถึง ๓๐ คร้ัง/นาที ซ่ึงทาให้การสึกหรอของร่างกายลดน้อยลง ชะลอความแก่ ส่งเสริมให้
มีอายุยืนยาวมากกว่าปกติ

หลวงปู่ฝั้น เป็นตัวอย่างของการใช้สมาธิบาบัดหรือธรรมโอสถ โดยในขณะที่ท่านป่วย
ด้วยไขม้ าลาเรียและขาดแคลนยาขณะธุดงค์อยู่ในปา่ แถบอีสาน ทา่ นใชก้ ารทาสมาธิรกั ษาโรคท่ีกาลังคุกคามอยู่
ให้หายไปได้ ดงั นัน้ การมสี ติเพ่ือสร้างสมาธิจึงเปน็ สิ่งท่ชี าวกสิกรรมธรรมชาติพึงกระทา ควบคไู่ ปกับการทางาน
ในชีวติ ประจาวนั

วิถแี หง่ “กาย” เป็นบ่าว
๑. กินข้าวเป็นหลกั กนิ ผกั เปน็ ยา กนิ ปลาเป็นอาหาร
๑.๑ กินข้าวเป็นหลัก
- ข้าว เป็นเมล็ดธัญพืชที่มีคุณค่าอเนกอนันต์คู่สังคมไทยมายาวนานผลวิเคราะห์ของ

สถาบนั วจิ ยั โภชนาการ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ลพบวา่ อุดมดว้ ยสารอาหารดังนี้
๑. วิตามินอี ในข้าวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการ

แข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลอื ดลดอัตราเสยี่ งของโรคที่เก่ียวกับหลอดเลือด สมอง
หัวใจ บารุงตับ ช่วยระบบสืบพันธ์ุ เซลล์ประสาท และกล้ามเน้ือให้ทางานได้ตามปกติ ผิวพรรณสดใส ลด ร้ิว
รอย ชว่ ยสมานแผลไฟไหม้ นา้ รอ้ นลวกใหห้ ายเรว็ ขนึ้

๒. ลูทีน ท่ีมีมากในข้าวก่า (มากกว่าข้าว หอมมะลิ ๒๕ เท่า) ช่วยป้องกัน โรคต้อกระจก
ท่ีมกั จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ

๓. เบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปล่ียนเป็นวิตามินเอหลังจากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายช่วยบารุง
สายตา ลดความเส่ียงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง สร้าง
ความต้านทานให้ระบบหายใจมีมากในข้าวกล้องข้าวเหนียวก่าเปลือกดา ควรบริโภคข้าวก่าร่วมกับ
ผักพ้นื บา้ น เชน่ ยอดแค กระถนิ ตาลงึ ข้ีเหล็กชะอม ช่วยเพ่มิ วติ ามินเอให้กบั รา่ งกาย

๔. ธาตุเหล็ก พบมากในข้าวหน่วยเขือ หอมมะลิแดง หอมมะลิทั่วไป เหนียวก่า เปลือก
ดา เหนยี วเลา้ แตก และช่อขิง มีธาตุเหล็กสูง ๒.๙-๑.๙ เท่าของข้าวเจ้ากลอ้ งทัว่ ไป

๕. ทองแดง มีมากในข้าวหน่วยเขือ หอมมะลิแดง เหนียวหอมทุ่งช่วยในการสร้าง
พลังงานให้แก่ร่างกาย การกาจัด อนุมูลอิสระ การสร้างความยืดหยุ่นของผิวหนัง การขาดทองแดงก่อให้เกิด
ภาวะซีดจากโลหิตจาง เม็ดเลือดขาว มมี ากเม็ดเลอื ดแดงลดลง โคเลสเตอรอลสงู และการเตน้ ของหวั ใจผิดปกติ

๖. แอนติออกซิแดนท์ ทั้งสารทองแดง สังกะสี เบต้าแคโรทีน วิตามินอี เป็นสารที่
สามารถขจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ลดอัตราเส่ียงต่อการเป็นโรคหลอด
เลือด และหัวใจ โรคความจาเสื่อม โรคโรคไข ข้ออักเสบ แก่เร็ว เป็นต้น มีในข้าวพื้นบ้านมากกว่าข้าวทั่วไป

๑.๒ กินผกั เปน็ ยา การกินอาหารควรกนิ ใหเ้ หมาะกบั ธาตเุ จ้าเรือนและละเวน้ อาหารทีไ่ มส่ อดคล้อง
กบั ธาตุซ่ึงมรี ายละเอียดดงั น้ี

- ธาตุดิน ควรกนิ อาหารรสฝาด หวาน มัน เคม็
- ธาตุนา้ ควรกินอาหารรสเปร้ียว เลี่ยงอาหารรสมันจัด

57

- ธาตลุ ม ควรกินอาหารรสเผด็ ร้อน หลกี เลย่ี งอาหารรสหวานจัด
- ธาตุไฟ ควรกนิ อาหารรสขม ไม่ควรกนิ อาหารรสรอ้ น เป็นต้น

ตวั อย่างผักเปน็ ยาสามญั ประจาบ้าน
- กระเทียม เปน็ ยาบารุงกาลงั รกั ษา โรคพยาธิ หัวใจ ปวดหวั หืด หวดั และ ไอ โรคเกี่ยวกบั ประจาเดอื น

กระตุ้น กาหนัด ขับเสมหะ ลดการปวดเกร็ง ใช้ขับลม ลดไขมันและโคเลสเตอรอล ลดน้าตาลในเลือด ป้องกัน
โรคหัวใจ และหลอดเลอื ด

- เพกา (ล้ินฟ้า ลิ้นไม้ มฤี ทธิ์ลดโคเลสเตอรอลในเลอื ด มฤี ทธ์ติ า้ นมะเร็ง
- บัวบก (ผักหนอก) เป็นยาแก้ช้าใน ลดการกระหายน้า บารุงกาลัง ช่วย รักษาแผล และรอยเหี่ยวย่น
ลดการอกั เสบ ทาให้จิตใจสดชน่ื แจม่ ใส ความจาดี บารุงประสาท และโลหติ
- มะรุม (อีฮุม) บารุงเลือด บารุงกระดูก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเส่ือมสภาพของเซลล์ร่างกาย
ปอ้ งกันมะเร็ง ลดไขมนั และคลอเลสเตอรอล น้าค้ัน ใบมะรุมใช้หยอดแกป้ วดหู
- มะระข้ีนก (ผักไส่) รักษาโรคเบาหวาน มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และไวรัส และน้าคั้นจากผลอ่อนใช้ในการ
ควบคมุ เช้ือไวรัสเอชไอวี (เอดส์)
- ผักคาวตอง (พลูคาว) บรรเทาอาการ ริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะแก้อักเสบ แก้ลมพิษ แก้บิด ขับ
ปัสสาวะ แก้อาการ บวมน้า ฝีอักเสบ ปอด หลอดลมอักเสบ ไอ และบิด เป็นยาลดไข้ ขจัดสารพิษ รักษาแผล
ในกระเพาะอาหาร พิษแมลง กดั ตอ่ ย ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และไข้มาลาเรยี
- ยา่ นาง ใชใ้ นการถอนพิษ แก้ไข้ ปรบั สมดลุ รักษาโรคหัวใจ ความดนั สูง ไซนสั อักเสบ หลอดลมอักเสบ
เบาหวาน มะเรง็ โรคเกา๊ ต์ โรคไต

๑.๓ กนิ ปลาเป็นอาหาร
ปลานอกจากเปน็ อาหารทีห่ าได้ง่าย และเปน็ เนื้อสัตวท์ ่ีย่อยงา่ ยแลว้ ผลการศึกษาจานวนมาก

พบว่าในเน้ือปลามีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า ๓ ที่เป็นประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย ช่วยเสริมสร้าง
ความสามารถในการเรียนรู้ พัฒนาการทางสมองและการมองเห็นในเด็ก เป็นส่วนประกอบของสารสร้าง
ภูมิคุ้มกันโรค ทาให้นอนหลับสนิท สมองทางานได้ดี ไม่แก่เกินวัย ช่วยควบคุม ระดับไขมันอ่ิมตัวในเลือด
ป้องกนั การอุดตันของหลอดเลือด ลดอัตราการเสยี่ งต่อโรคหวั ใจ และหลอดเลือดได้

มีรายงานการวิจัยเก่ียวกับน้ามันปลาว่า สามารถลดความเครียดในผู้ป่วย โรคประสาทท่ี
มักจะอาละวาด ทาใหอ้ ารมณ์เยือกเยน็ ลงได้ ปลาชว่ ยบรรเทาอาการซมึ เศรา้ การศึกษาของมหาวทิ ยาลยั ออกซ์
ฟอร์ด พบว่า การขาดโอเมก้า ๓ ซ่ึงเป็นกรดไขมันท่ีจาเป็นต่อสมอง อาจทาให้คนมีอาการซึมเศร้า สมาธิส้ัน
น้ามันปลาช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบจนสามารถลดการใช้ยาบางส่วนลงได้ บรรเทาอาการ
ของโรคผวิ หนงั อยา่ งสะเกด็ เงิน ลดความเสย่ี งของโรคหัวใจ

การบริโภคปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้ง จะช่วยลดความดันโลหิต ปลาตัวเล็กตัวน้อย
เช่น ปลาซิว ปลาข้าวสาร ปลาฉ้ิงฉั้ง ช่วยเพ่ิมธาตุแคลเซียมทาให้กระดูกและฟันแข็งแรง อีกทั้งป้องกันโรค
กระดกู พรนุ และกระดกู หักง่ายได้ การกินปลาจึงเป็นการเริ่มต้นเพือ่ สุขภาพที่ดี

๒. การนวด
การนวดหรือหัตถเวชนับเป็นภูมิปัญญาอันล้าค่าของคนไทยในการรักษาโรควธิ ีหน่ึง โดยเฉพาะโรค

ที่ไม่สามารถบาบัดได้ด้วยการใช้ยาฉีดหรือยากิน ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการนวดได้รับการพัฒนาจนเป็นท่ี
ยอมรับ สามารถก่อรายได้เข้าประเทศปีละกว่าพันล้านบาท การนวดนั้นป้องกันกล้ามเนื้อหย่อนยาน ร่วงโรย
รวมถงึ ชะลอการเกดิ รว้ิ รอยตา่ งๆ ช่วยกระตนุ้ การไหลเวยี นของโลหติ ให้เปน็ ไปตามปกติ

58

การนวดตัวเองอย่างงา่ ย

- ท่าที่บรรเทาอาการปวดเม่ือยฝ่าเท้า และกระตุ้นอวัยวะภายในให้ทางานปกติ ใช้วิธี

นั่งขดั สมาธิใหฝ้ า่ เทา้ ข้างทจี่ ะนวดหงายขึ้น ใชศ้ อกด้านตรงข้ามกับฝา่ เท้ากดจุดแนวกึ่งกางฝา่ เท้า ๓ จุด แล้วใช้

นวิ้ หวั แม่มอื กดคลึงใหท้ วั่ ฝ่าเท้า และนิ้วเทา้ โดยทาประมาณขา้ งละ ๕ นาที สลับกนั ทั้ง ๒ ข้างซา้ ย-ขวา

- ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดเข่า ขา หลัง หรือเป็นตะคริวน่องบ่อย ให้น่ังเหยียดขาข้างหน่ึงใช้มือ

ข้างเดียวกับขาข้างท่ีเหยียดจับปลายเท้าไว้ มืออีกข้างกดเข่า ไว้ไม่ให้งอ หายใจเข้า หายใจออก แล้วก้มตัวให้

มากทส่ี ดุ หายใจเขา้ ออกปกติ ๓-๕ ครัง้ แลว้ ผ่อนออก ทาสลับกนั ทั้ง ๒ ข้าง ท่านี้ชว่ ยยดื กล้ามเน้ือขาดา้ นหลัง

ดว้ ย

- ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดหลัง เอวและ สะโพก ให้ทาท่าขัดสมาธิ ใช้ข้อมือขัดไว้เหนือหัวเข่า

ด้านตรงข้าม บิดลาตัว หายใจเข้า หายใจออก แล้วบิดตัวให้มากท่ีสุดหายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ คร้ัง แล้วผ่อน

ออกทาสลบั ข้าง

- ท่าท่บี รรเทาอาการปวดคอ ศีรษะ และสะบัก ใหท้ าทา่ นง่ั ขัดสมาธิตัวตรง พนมมอื ระหว่างอก

หายใจเข้า หายใจออก ออกแรงดันมือที่พนมไว้และค่อยๆ ยกมือขึ้น เหนือศีรษะ ออกแรงดันฝ่ามือเข้าหากัน

ยืดลาตัวหายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ คร้ัง แล้วผ่อนออก ท่าน้ีช่วยบรหิ ารกล้ามเนื้อคอและสะบัก ทุกคร้ังท่ีทาต้อง

หายใจเข้าลึกๆ และค่อยหายใจออกมา เพื่อทาให้ออกซิเจนไปฟอกเลือดที่อยู่ภายในรา่ งกายได้ดีข้ึน หากทาได้

ตามน้ีบอ่ ยๆ หรอื ทุกวนั ปญั หาตา่ งๆ จะคลายลงไปแถมยงั ทาให้มีอายยุ ืนยาวอกี ดว้ ย

๓. การประคบสมุนไพร

การประคบสมุนไพร หมายถึง การนาเอาสมุนไพรทั้งสด หรือแห้งหลายๆ ชนิด โขลกพอแหลก

และคลุกรวมกัน ห่อด้วยผ้า ทาเป็นลูกประคบ นึ่งด้วยไอน้าร้อน และนาไปประคบบริเวณที่ต้องการ จะช่วย

บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเน้ือ ข้อต่อหลัง ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

และอาการติดขดั ของข้อต่อ ชว่ ยเพม่ิ การไหลเวียนของโลหติ และลดอาการปวด

ตวั ยาสมนุ ไพรท่ีใชท้ าลกู ประคบ

- ใบมะขาม ๑๐๐ กรัม

- ใบสม้ ปอ่ ย ๕๐ กรมั

- ไพล ๕๐๐ กรมั

- ขมิ้นชัน ๑๐๐ กรมั

- ผิวมะกรูด ๑๐๐ กรัม

- ตะไคร้บ้าน ๒๐๐ กรมั

- เกลือ ๖๐ กรมั

- การบูร ๓๐ กรัม

- พิมเสน ๓๐ กรัม

๔. การอบสมุนไพร

เป็นวิธีบาบัดรักษาอย่างหนึ่ง ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ทาให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณ

เปล่งปลงั่ มีนา้ มนี วล ช่วยใหเ้ สน้ เลือดฝอยขยายตัวรขู มุ ขนเปดิ เพ่ือขับถ่ายของเสียออกทางผิวหนงั ชว่ ยบรรเทา

อาการปวดเมื่อย ผ่อนคลายกล้ามเน้ือ จะใช้ควบคู่กับการนวดแผนไทยโดยมากมักใช้หลังการนวดเสร็จแล้ว

ชว่ ยลดอาการเกรง็ ตัวของกลา้ มเนือ้ ขอ้ ต่อ ช่วยใหเ้ น้อื เยอ่ื พงั ผดื หย่นุ ตัว รา่ งกายสดช่ืน

59

สมุนไพรสดทีใ่ ช้ในการอบ
- ไพล : แกป้ วดเม่ือย คร่นั เนื้อครนั่ ตวั
- ขม้นิ ชนั : แกโ้ รคผิวหนงั สมานแผล
- ตะไคร้ : ดบั กลิน่ คาว บารงุ ธาตุไฟ
- ใบ - ผิวมะกรดู : แกล้ มวิงเวยี น
- ใบหนาด : แกโ้ รคผิวหนงั พพุ อง นา้ เหลอื งเสยี
- วา่ นน้า : ชว่ ยขับเหงื่อ แกไ้ ข้
- ใบสม้ ปอ่ ย : แก้หวดั แกป้ วดเม่อื ย
- กระชาย : แกป้ วดเมือ่ ย ปากแตก เปน็ แผล ใจสนั่
- ใบเปลา้ ใหญ่ : ถอนพิษ ผดิ สาแดง บารุงผิว สมนุ ไพรแหง้ ท่ีใชใ้ นการอบ
- เหงือกปลาหมอ : แกโ้ รคผวิ หนัง พุพอง
- ชะลดู : แก้รอ้ นใน กระสับกระส่าย
- กระวาน : แกเ้ จบ็ ตา ตาแฉะ ตามวั
- เกษรทงั้ ห้า : แตง่ กล่นิ บารงุ หัวใจ
- สมุนแว้ง

โรคหรืออาการทส่ี ามารถบาบดั รักษา ด้วยการอบสมุนไพร
๑. โรคภมู แิ พ้
๒. โรคหอบหดื ทีอ่ าการไม่รุนแรง
๓. เปน็ หวดั น้ามกู ไหล แต่ไม่แหง้ คนั
๔. โรคที่ไมไ่ ด้เปน็ การเจ็บป่วยเฉพาะที่
๕. โรคอน่ื ๆ ท่สี ามารถใช้การอบร่วมกบั การรักษาแบบต่างๆ
๖. ส่งเสริมสุขภาพมารดาหลังคลอด

หากมีอาการดังนี้ ห้ามทาการอบสมุนไพร มไี ขส้ ูง เป็นโรคติดต่อร้ายแรง มีโรคประจาตวั เช่น
โรคหัวใจ หอบหืดระยะ รุนแรง ลมชัก สตรขี ณะมปี ระจาเดือนมกี ารอักเสบจากบาดแผลเปิดและแผลปดิ
ออ่ นเพลยี อดอาหาร อดนอนหลงั รับประทานอาหารใหม่ ปวดศรี ษะ ชนิดวงิ เวยี นศรี ษะ และคลน่ื ไส้

๕. การแช่น้า (Water Bath)
เป็นการนาร่างกายทัง้ หมดหรือบาง สว่ นแชห่ รือจุม่ ลงในน้า เพื่อบาบัดรกั ษาโรคต่างๆ มอี ยู่ด้วยกัน

๔ แบบ คอื
๕.๑ การแชน่ า้ เย็น ผทู้ ่รี ับการรักษาจะแช่ ตวั ลงในน้าเย็นท่ีมีอุณหภูมิ ราว ๑๐-๑๘ องศาเซลเซียส

เปน็ เวลา ๒-๓ วินาที หาก ต้องการแช่เปน็ เวลานานๆ จะตอ้ งถูตัวแรงๆ ไปพรอ้ มๆ กนั ดว้ ย การจุม่ ตวั ในน้าเย็น
จะช่วยทาให้ร่างกายต่ืนตัว เน่ืองจากได้รับการกระตุ้น นอกจากน้ียังเพิ่มอัตราการเผาผลาญ อาหารให้
กลายเป็นพลังงานและโปรตีน เพิ่มการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย เช่น เลือดและน้าเหลอื ง หลังการแช่
น้าเยน็ ต้องมีการบาบัดดว้ ยนา้ ร้อนทันที

5.2 การแช่นา้ อณุ หภูมิปกติ ผู้รบั การรักษาจะแช่ตัวในน้าท่ีมอี ุณหภูมิ ๓๒-๓๖ องศา
เป็นเวลา ๑๕-๒๐ นาที จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมาะสาหรับผู้มีปัญหานอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน และกระวน
กระวาย

๕.๓ การแช่น้าร้อน วิธีการนี้จะแช่ตัวในน้าร้อนที่มีอุณหภูมิ ๔๐-๔๕ องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่
เกิน ๒๐ นาที น้าท่ีมีอุณหภูมิ สูงกว่า ๔๕ องศาเซลเซียส จะไม่มีผลในการรักษาโรค และอาจเป็นอันตรายได้

60

การแช่ตัวในน้ารอ้ นจะช่วยสร้างความรสู้ ึก กระชุ่มกระชวย แตผ่ ลท่ไี ดจ้ ะเกดิ ขน้ึ เพยี งช่ัวคราว จึงเหมาะกับการ
บาบัดอาการปวดปวดท้อง ปวดกล้ามเน้ือและขอ้ ต่อ

๕.๔ การแชต่ วั ในนา้ ลกึ จะได้ผลดถี า้ ทาร่วมกับการนวดตัว การออกกาลังกาย หรือการฉีดนา้ ผลดี
ของวิธีการน้ีมาจากการออกกาลังกาย การได้ลอยตัวในน้า เนื่องจากแรงพยุงของน้าจะทาให้ร่างกายเบาขึ้น
ช่วยลดผลกระทบจากการกดกระแทกของน้าหนักเหมาะสาหรับผู้ท่ีเป็นโรคข้ออักเสบ โปลิโอ และกล้ามเนื้อ
เสื่อม สมรรถภาพขนาดและการทางานของกล้ามเนื้อผดิ ปกติจากอาการของโรคตา่ งๆ

61

. ฐานตนมีน้ายา

“…การจะเปน็ เสือนั้นไมส่ าคัญ สาคัญอยทู่ ่ีเรามเี ศรษฐกจิ แบบพอมพี อกิน แบบพอมพี อกิน
น้นั หมายความวา่ อุ้มชูตัวเองได้ ใหม้ พี อเพยี งกบั ตัวเอง อนั นกี้ เ็ คยบอกวา่ ความพอเพียงนไ้ี มไ่ ด้หมายความ
ว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างน้ันมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือใน
อาเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างท่ีผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้ แต่
ขายในทีไ่ ม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ตอ้ งเสียค่าขนสง่ มากนกั ...”

พระราชดารัสพระราชทานแก่บคุ คลต่างๆ ท่ีเขา้ เฝ้าฯ ถวายชยั มงคล
เนือ่ งในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลยั สวนจติ รลดาฯ พระราชวังดุสิต

วนั พฤหสั บดีที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๐
น้ายาเอนกประสงค์ ลดรายจา่ ยในครวั เรอื น

พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ ัวฯ ข้างต้น ทรงม่งุ หวงั ให้พสกนิกรของพระองค์มีความ
เป็นอยู่ท่ีพอเพียง สามารถพ่ึงตนเองได้ ไม่ต้องด้ินรนมากจนเกินกาลัง พสกนิกรจึงควรมาร่วมกันสนอง
พระราชประสงค์ข้างต้นด้วยการหันมาพึ่งตัวเองให้มากข้ึน โดยการพยายามผลิตผลิตภัณฑ์ท่ีใช้ในครัวเรือน
เป็นประจา เพ่ือเป็นการเสริมรายได้และลดรายจ่ายของครอบครัว ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือนท่ีสามารถผลิต
ไดด้ ว้ ยตนเองโดยใช้วสั ดอุ ุปกรณ์ท่หี าได้ง่ายในทอ้ งถ่นิ

เนือ่ งจากในการดาเนินชีวติ บนวิถแี ห่งเศรษฐกิจพอเพยี งน้นั การลดรายจ่ายของครอบครัว เปน็ หนงึ่ ส่ิง
ท่ีสาคัญ โดยเฉพาะรายจ่ายสาหรับซื้อน้ายาหรอื สารทาความสะอาด เช่น สบู่ น้ายาล้างจาน น้ายาซักผัก หรือ
ทาความสะอาดต่างๆ นั้น เป็นรูรั่วทางการเงินท่ีสาคัญ ซ่ึงทาให้แต่ละบ้านต้องจ่ายเงินไปเป็นจานวน ไม่น้อย
การทาน้ายาเอนกประสงค์ด้วยวิธีการที่ง่ายดายเพ่ือใช้เองและอุดรูรั่วทางการเงินของครอบครัว ด้วยผลผลิต
เหลอื กินเหลือใชแ้ ละหาได้ง่ายในท้องถ่ิน จงึ ถือเป็นทางเลอื กแหง่ วถิ ีการพึง่ ตนเองท่ชี าญฉลาดของครอบครัวยุค
ใหม่

น้าหมักชีวภาพ คือของเหลวสี น้าตาล ที่มีท้ังจุลินทรีย์และสารอินทรีย์ท่ีเป็นประโยชน์ ต่อการ
เพาะปลูก เป็นส่วนประกอบหน่ึงของน้ายาเอนกประสงค์ สูตรชีวภาพ สามารถทาใช้ได้ทุกครัวเรือน โดยนา
ผลไม้หรือพืชผัก และเศษอาหารมาหมักกับน้าตาลทรายแดง น้าตาลอ้อย หรือกากน้าตาล หมัก ๑๕ วัน-๓
เดือน (ยิ่งนานย่ิงดี) ก็จะได้น้าหมัก ท่ีมีจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถนามาใช้ในชีวิตประจาวันได้ เช่น ใช้ซักผ้า
ล้างห้องน้า ล้างรถ เช็ดกระจก ดับกล่ิน ใช้ใส่แผลฟกช้า ใช้เป็นปุ๋ยบารุงต้นไม้รักษาสภาดิน ใช้แทนสบู่ได้
เพราะมีกรดอ่อนๆ ใช้แทนยาสระผม หรือใช้แทนผงซักผ้าก็ได้ ไม่เกิดเป็นมลพิษต่อโลก เพราะสามารถย่อย
สลายไดเ้ องตามธรรมชาติ

นา้ ยาอเนกประสงคส์ ูตรตา่ งๆ
น้ายาอเนกประสงค์ (สูตรชวี ภาพ)
เคร่ืองมือและอุปกรณท์ ใ่ี ช้
๑. ถงั พลาสตกิ สเี ขม้ มฝี าปดิ มิดชิด ขนาด ความจุ ๓๒ แกลลอน ๑ ใบ
๒. ตะกร้าพลาสติก
๓. เครื่องชัง่ นา้ หนัก
๔. ถ้วยตวงน้า ๑ ใบ
๕. ช้อน ไม้พาย สาหรบั คน ๑ คนั

62

๖. ผา้ ขาวบางสาหรับกรอง ๑ ผนื
๗. ช้อนตวง ๑ ชดุ

สว่ นผสม
๑. เปลือกสบั ปะรดหรอื ผลไม้รสเปร้ียว เชน่ มะกรดู มะนาว มะเฟือง
ปรมิ าณ ๓๐ กก. (สรรพคณุ เปน็ กรด ขจัดคราบมัน)
๒. หัวเช้อื น้าหมักชวี ภาพหรือ EM ๑.๕ กก. (สรรพคุณช่วยยอ่ ยสลายสบั ปะรด)
๓. นา้ ตาลทรายแดง ๑ กก. (เปน็ อาหาร ของจลุ นิ ทรีย)์
๔. นา้ สะอาดไมม่ ีคลอรนี (นา้ ประปาพักไว้ ๑ คนื ก่อนนามาใช)้

วธิ ที า
๑. ลา้ งถงั และตะกร้าพลาสตกิ ทงิ้ ไว้ให้แห้งนาตะกรา้ ใส่ในถงั พลาสติก
๒. นาเปลือกสับปะรดหรือผลไม้รสเปร้ยี ว มาล้างน้าใหส้ ะอาด แลว้ แช่ในน้าหมักชวี ภาพหรอื EM
โดยผสมนา้ สะอาดในอัตรา ๑:๑๐๐ เพอ่ื ล้างสารเคมีที่ติดมากับเปลอื ก แช่ทิ้งไวป้ ระมาณครึ่งชั่วโมง
๓. สบั เปลือกสบั ปะรดหรอื ผลไมร้ สเปรย้ี ว เปน็ ช้นิ เล็ก แลว้ นาไปเทใส่ในตะกรา้
๔. นาน้าตาลทรายแดงผสมกับน้าหมักชีวภาพหรือ EM คนจนละลายหมด
๕. นาส่วนผสมข้อ ๓ และ ๔ เทลงในตะกร้า สบั ปะรด คนใหเ้ ข้ากัน เติมน้าสะอาด ให้ทว่ ม ปิด
ฝาท้ิงไว้ เม่ือหมักได้ ๒-๓ วัน คน ให้เข้ากันอีกครั้ง หมักต่อจนครบ ๑๕ วัน จึงเปิดออก กรองด้วยผ้าขาวบาง
โดยไม่ต้องบีบค้ันกาก นาน้าสกัดชีวภาพท่ีกรองใส่ถัง ปิดไว้ให้แน่น และปล่อยให้ตกตะกอนอีก ๒-๓ วัน
ระยะแรกๆ สีของน้าจะขุ่นต่อมา จะตกตะกอน กล่ินจะฉุนคล้ายไวน์มากขึ้นเรื่อย ๆ และสีจะใสน่าใช้ยิ่งขึ้น
(หากคน้ั กาก นา้ สกัดท่ไี ดส้ ีจะขุ่นไมน่ ่าใช้ สว่ นกากทเี่ หลอื สามารถนาไปผสมดินปลูกตน้ ไม้ได้) ถงั ท่ีหมกั ควรเก็บ
ในที่มีแสงน้อย ภายในห้องหรือในท่ีร่มอุณหภูมิปกติ เพราะ เชื้อจุลินทรีย์ในน้าหมักชีวภาพชอบความมืด และ
ต้องอย่ใู นที่ไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัด การหมกั จะเกิดฝา้ ขาวเหนือผวิ นา้ แสดงวา่ การหมกั ไดผ้ ล เม่อื กวนลงไปฝา้ สี
ขาวจะสลายตวั กลบั ไปอยู่ในนา้ เหมือนเดิม
วิธใี ช้

ใช้ล้างจาน พ้ืนห้องน้า พื้นบ้าน โดยไม่ต้องผสมน้า ใช้เหมือนน้ายาตามท้องตลาด การล้าง
จานจานวนมากควรแช่จาน ในน้ายาผสมน้า อัตราส่วน ๑:๕ แช่ท้ิงไว้ ประมาณ ๒๐ นาทีก่อนล้าง เพื่อให้
สะอาดทั่วถึงแล้วจึงล้างออกด้วยน้าสะอาด ควรตากจานให้แห้งก่อนนาไปใช้ เพ่ือป้องกันการตกค้างของ
จลุ ินทรีย์ในหยดนา้ ทีเ่ กาะอย่บู นจาน

น้ายาเอนกประสงค์สามารถนาไปใช้ในการขจัดคราบมันได้เป็นอย่างดีจากสองพลังบวก คือ
กรดเปรยี้ วจากนา้ ผลไม้ ซ่งึ ช่วยทาใหไ้ ขมนั แตกตวั และเชอ้ื จุลินทรีย์ ซึ่งจะย่อยคราบไขมนั ทาให้ไม่มกี ลิ่นตกค้าง
เหม็นบูด อีกท้ังยังถนอมมือไม่ทาให้มือแห้ง แตกหรือลอกเหมือนน้ายาเคมีตามท้องตลาด ที่สาคัญไม่ทาลาย
ส่งิ แวดลอ้ มและไม่เป็นอันตรายตอ่ สขุ ภาพ

หมายเหตุ วัสดุที่ใช้แทนเปลือกสับปะรด ได้แก่ มะขามเปียก มะกรูด มะเฟือง กากกระเจ๊ียบ
ท่ีต้มน้าแล้ว เปลือกมะนาว เปลือกส้ม เปลือกเสาวรส เปลือกส้มโอ หรือเปลือก ผลไม้ที่มีรสเปร้ียวๆ เพราะมี
สภาพเป็นกรด เหมือนกับสับปะรด ฤดูกาลไหน วัสดุใดมีราคาถูกก็ใช้วัสดุน้ัน ตามหลักควรใชเ้ ปลือก หลังจาก
หมักทาน้ายาก็เอากากที่หมักแล้วไปทาปุ๋ยไม่มีการท้ิงเปล่า การทา น้ายาอเนกประสงค์ จานวนมากน้อยให้ใช้
ตามสัดส่วนดังกลา่ วข้างตน้

63

สรปุ เปรียบเทียบ จากผลการใชน้ ้ายาเอนกประสงค์ สามารถเห็นความแตกต่างจากนา้ ยาเคมตี ามท้องตลาด คือ
- กรณีที่ไม่ไดต้ ากผา้ ในทันทีหลังซัก โดยท้งิ ไว้หลายชวั่ โมง ผา้ ท่ีซกั ดว้ ยนา้ ยาเอนกประสงค์จะ

ไม่เหมน็ บดู เนอื่ งจากน้าชีวภาพมีจุลนิ ทรีย์ท่ีดี สามารถควบคุมและกาจัดจุลนิ ทรยี ท์ ี่ไมด่ ี ซงึ่ จะทาใหเ้ สื้อผ้าหรือ
สิ่งของเน่าเหม็น น้ายาเอนกประสงค์ จึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการหมักหมม อันเกิดจากแบคทีเรีย
หรอื จุลินทรียต์ ัวร้าย

- เส้ือผ้าหรือสิ่งของที่ซักลา้ งด้วยน้ายาทาเองน้ีจะเหม็นช้า แม้แต่เส้ือท่ีใส่เล่นกีฬาหรือทางาน
กลางแดดทโี่ ดนเหงอ่ื ออกมาทง้ั วัน ก็จะมีกลนิ่ เหม็น น้อยกว่าเส้ือผา้ หรอื ส่งิ ของที่ซักล้างจากสารเคมี

- เม่ือใช้ล้างจานมือจะไม่ลอกเป็นขุย เหมือนใช้น้ายาล้างจานตามท้องตลาด เนื่องจากเรา
ไม่ได้ใช้สารขจัดคราบหาก ในบางจดุ ของภาชนะยงั มีความมนั อยู่ ใหเ้ ทนา้ ยาชวี ภาพลงไป แล้วลา้ งเฉพาะที่ ลา้ ง
ทาความสะอาดอกี คร้ัง จะพบว่า จดั ความมันไดด้ ีมาก

สตู รการทาแชมพูมะกรูด ๑๐๐% ไรส้ ารพิษ
ส่วนผสม
มะกรดู แกจ่ ัดตามจานวนทีต่ ้องการ
วธิ ที า
๑. นามะกรดู ไปย่างไฟให้พอเหลือง ผ่าควกั เอาเมลด็ ออก หนั่ เปน็ ช้นิ ขนาดพอเหมาะ
๒. เตมิ นา้ พอทว่ ม แลว้ ป่ันให้ละเอียด
๓. กรองเอาเฉพาะน้าโดยใช้ผ้าขาวบาง จากนั้นนามาต้ังไฟให้พออุ่นเพื่อฆ่าเชื้อ
แล้วกรอกใสข่ วดขณะยังอุ่นอยู่

วธิ ีใช้
๑. ชโลมผมให้เปียกดว้ ยน้าแลว้ นวด เพื่อเปิดรูขมุ ขน หรอื ใชผ้ สมน้าอาบก็ได้
๒. เกบ็ ในตเู้ ย็น ถา้ เกบ็ ที่อุณหภูมิห้องปกตสิ ามารถเกบ็ ไวไ้ ด้ ๑ เดอื น
หมายเหตุ ไม่มีฟอง เหมาะสาหรับผู้ที่ห่วงใยในเส้นผมและผิวพรรณเป็นพิเศษ
เพราะไม่มีสว่ นผสมของสารเคมี

การทานา้ ยาเอนกประสงค์สตู รมีฟอง
ส่วนผสมแชมพสู มุนไพร
๑. หวั เชือ้ แชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรัม
๒. นา้ เกลือ ๔๐๐ กรมั
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรมั
๔. นา้ มนั มะกอก ๑๐๐ กรัม
๕. ลาโนลนี ๑๐๐ กรัม
๖. กลนิ่ (ใชห้ ัวน้าหอม) ๑ ออนซ์
๗. น้าสมนุ ไพร ๓,๗๕๐ กรัม
๘. น้าสะอาด ๒ ลติ ร
สมนุ ไพรทใ่ี ช้ เช่น นา้ ดอกอญั ชญั นา้ มะกรดู ควรต้มใหเ้ ดือด
สว่ นผสมครมี อาบนา้ สมนุ ไพร
๑. หวั เชื้อแชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรัม
๒. นา้ เกลือ ๔๐๐ กรมั
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรัม

64

๔. น้าผ้ึง ๑๐๐ กรัม
๕. ลาโนลีน ๑๐๐ กรมั
๖. กลิ่นสบู่ ๑ ออนซ์
๗. น้าสมุนไพร ๓,๗๕๐ กรมั
๘. น้าสะอาด ๒ ลติ ร
สมนุ ไพรท่ีใช้ เช่น นา้ มะขามเปียก น้าขม้นิ ควรต้มใหเ้ ดอื ดกอ่ น
สว่ นผสมน้ายาซกั ผา้
๑. หัวเชอ้ื แชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรัม
๒. น้าเกลอื ๔๐๐ กรมั
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรัม
๔. น้าดา่ ง ๕ ลติ ร
๕. ลาโนลนี ๑๐๐ กรมั
๖. กลน่ิ (หัวนา้ หอม) ๑ ออนซ์
สว่ นผสมนา้ ยาล้างจาน
๑. หัวเชอื้ แชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรมั
๒. นา้ เกลือ ๔๐๐ กรมั
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรมั
๔. น้าดา่ ง ๕ ลิตร
๕. กลิ่นมะนาว ๑ ออนซ์
การเตรยี มสว่ นผสม (ใชว้ ิธเี ดยี วกัน)
๑. ละลายลาโนลนี และผงฟองในนา้ อุ่น ครึง่ ลิตร
๒. วิธีทาน้าด่าง ใช้ข้ีเถ้าไม้ท่ีขาว สะอาดและใหม่ ใส่ในถังปริมาณคร่ึงถัง เติมน้า
จนเตม็ ท้งิ ไว้ให้ขเ้ี ถา้ ตกตะกอนใช้เวลา ประมาณ ๗-๑๐ วนั รินเอานา้ ดา่ งเฉพาะ ส่วนทใ่ี สมากรองใหส้ ะอาด
๓. วิธีทาน้าเกลือ ใช้เกลือที่ขาว สะอาด ๑.๕ กก. ผสมกับน้า ๔ ลิตร ต้มให้ละลาย
ทิง้ ไวใ้ ห้ตกตะกอน รนิ เอาเฉพาะนา้ ส่วนทีใ่ สมากรองให้สะอาด

วธิ กี ารทา (ใช้วิธีเดยี วกัน)
๑. กวนหัวเช้ือแชมพู และน้าเกลือจนเป็นเน้ือเดียวกัน สังเกตได้จากเน้ือครีมจะมี
ความเนยี นลื่น โดยให้กวนไปทางเดยี วกนั ตลอดหา้ มวนกลับเพราะจะเกดิ ฟอง
๒. จากน้ันเติมส่วนผสมในข้อ ๓, ๔ และ ๕ กวนช้าๆ แล้วค่อยๆ เติมน้า สมุนไพร
ทลี ะนอ้ ย กวนชา้ ๆ โดยกวนไปทางเดยี วกนั เช่นเดิม
๓. เติมส่วนผสมท่ีเหลือ กวนให้เข้ากัน ไม่น้อยกว่า ๒๐ นาที แล้วต้ังไว้ให้หมดฟอง
จงึ บรรจใุ สภ่ าชนะ

ข้อควรระวัง
๑. ถา้ กวนไปคนละทางจะเกิดฟอง และต้องกวนนานๆ เพอ่ื ปอ้ งกันไมใ่ ห้เนอื้ น้ายาตกตะกอน
๒. นา้ สมุนไพรท่ีจะนามาผสมตอ้ งตงั้ ทิ้งไวใ้ ห้ตกตะกอนเสียกอ่ น
๓. ถ้าน้ายาเอนกประสงค์เหลวเกนิ ไป ใหเ้ ตมิ น้าเกลอื เพ่ิม และถ้าข้นเกินไป ให้เติมน้าสะอาด
๔. หลังจากทาเสรจ็ ควรเก็บไว้ ๒๔ ช่วั โมง เพอ่ื ให้ตัวยาและสมุนไพรได้ทาปฏิกริ ยิ ากนั ก่อนนาไปใช้

65

วชิ า “สุขภาพพึง่ ตน พัฒนา 3 ขุมพลงั ” พลังกาย พลงั ใจ พลัง

ปญั ญา

จากปัญหาที่พบ ตามวีดีทัศน์ และเสนอเสนอ มุมมอง เป็นประโยชน์มากต่อการนาไปใช้
การพัฒนากสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง กอปรกับการพัฒนาของกรมการพั ฒนาชุมชน
ให้สอดคล้องกบั ยุทธศาสตร์การพฒั นาประเทศทเ่ี หมาะสม ตามระบบโครงการทางสังคมในมิติต่าง ๆ ทกุ ระบบ
และสร้างฐานความรู้ให้เป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปล่ียนแปลงอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการกระจายความเจริญ
และการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมือง ตามปรากฏการณ์และสถานการณ์ของ
สังคม อย่างเป็นธรรมและทั่วถงึ โดยใช้ฐานความร้ขู องคน ชุมชน ในการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายที่จะนาพา
ชวี ิตเขา้ ส่แู นวทางตามวถิ ชี ีวติ เศรษฐกิจพอเพยี ง (โคก หนอง นา โมเดล)

ส่ิงเดียวที่จะพาคนไทยกลับบ้านได้ คือ ต้องน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั ฯ รัชกาลที่ 9 มาเปน็ แนวทางในการดาเนนิ ชวี ิต

การพัฒนา 3 ขุมพลัง “จิตอาสา” การพัฒนาพลังสมาธิ พลังจิตใจ พลังกาย โดยเร่ิมจาก
การปลกุ สมองให้พร้อมสาหรับการรบั รู้เรื่องราวใหม่ ๆ ทจ่ี ะได้รับ วิทยากรใหน้ ง่ั นง่ั สมาธิพร้อมกับมีเสียงดนตรี
ดังเบา ๆ ให้จิตใจสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ต่อด้วยการออกกาลังกายเบา ๆ เพ่ือเป็นการกระตุ้นร่างกาย โดยใช้
การออกกาลงั กาย 10 ท่าพญายม หลังจากน้ันวทิ ยากรไดน้ าเลน่ กจิ กรรมเพอ่ื เรยี กความพร้อม

เม่ือเกิดความพร้อมแล้ววิทยากรให้แต่กลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีดีเล่าสู่กันฟัง
โดยให้ผู้ฟังในกลุ่มต้ังใจฟังให้จบก่อนจะซักถามโดยมีเวลาจากัดให้ทุกคนในกลุ่มได้เล่าประสบการณ์ทุกคน
จากนั้นให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกตัวแทนที่เห็นว่าเหมาะสมท่ีจะไปแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อน ผู้เข้าอบรมในท่ี
ประชุมได้ฟัง เมื่อได้ตัวแทนกลุ่มแล้วจึงให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มนาเสนอ ได้รับรู้เรื่องราวและแลกเปลี่ยน
ประสบการณก์ นั เกดิ เปน็ ความประทบั ใจให้ผเู้ ขา้ อบรม

เม่ือฟ้าสาง ( 06.30 น.) ผู้เข้าเอารมได้ร่วมกันปลุกต้นรวงผ้ึง บริเวณอาคารรวงผึ้ง
(ห้องอาหารใหม่) และทาการห่มดินร่วมกับการใส่ปุ๋ย (แห้งชาม น้าชาม) และเดินทางไปศึกษาดูงานพร้อมกับ
การทากิจกรรมตลอดทง้ั วนั ท่ีศนู ยภ์ มู ริ ักษธ์ รรมชาติ

66

วิชา “จติ อาสาพัฒนา เอาม้อื สามัคคี พัฒนาพื้นทตี่ ามหลกั ทฤษฎี
ใหม่”

วิชาเอาม้ือสามัคคี เป็นวิชาที่เน้นการสร้างเครือข่าย เพ่ือให้เกิดการแลกเปลี่ยนแรงงานและ
เป็นการและเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านกสิกรรมธรรมชาติ โดยประชาชนส่วนใหญ่มักรู้จักในช่ือ กิจกรรม
“ลงแขก” หรือ “เอาแรง” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมชุมชนท่ีอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างช้านาน โดยในช่วงหลังมานี้
นอกจากจะเปน็ การแลกเปลยี่ นในด้านแรงงานแลว้ ยังไดเ้ น้นให้เกดิ การสร้างความรู้ทเี่ หมาะสมกบั สภาพพื้นที

กิจกรรมการเอามื้อสามัคคีได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 5 ช่วงเวลา ได้แก่ 1) การสารวจพื้นที่
2) การวางแผนการดาเนินการ 3) การแบ่งกลุ่มผู้เข้าอบรมร่วมพลังกันในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง 4) พัฒนาพ้ืนที่ตามหลกั ทฤษฎใี หม่ และ 5) ฝึกปฏิบัตโิ ดยมีกิจกรรมท่ีดาเนนิ การตามบริบท
ของพน้ื ท่ี

ขั้นตอนการตรวจแปลงตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ 10 ข้ันตอน ซ่ึงเป็น 10 ข้อสาคัญที่จะต้องมีตามหลัก
กสกิ รรมธรรมชาติ ประกอบด้วย

1. การจัดกลุ่ม จัดคน สารวจพ้ืนท่ีแบ่งหนา้ ท่ี แบง่ คน ใช้หลักความสามัคคี
2. การเตรียมดนิ ขนุ ร่องนา้ /ฝาย
3. การปลกู ป่า 5 ระดับ
4. ปลูกแฝกอนุรกั ษ์ดนิ และน้า
5. ปลกู ดอกไมเ้ พือ่ บริหารแมลง
6. การหม่ ดนิ ฟาง เศษใบไม้แหง้
7. การเลย้ี งดนิ ใสป่ ุย๋ อินทรยี ์ (แห้งชาม นา้ ชาม)
8. กิจกรรมการทอ่ งคาถาเล้ียงดนิ 5 ภาษา
9. ศลิ ปะ ความเรยี บร้อย สวยงามของแปลง
10. การจดั เกบ็ อุปกรณ์ ล้างทาความสะอาด จดั วางใหเ้ ป็นระเบียบ พร้อมเกบ็ เข้าที่
ใหเ้ รียบร้อย

67

วชิ า การออกแบบเชงิ ภมู สิ ังคมไทย ตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยนื เพ่อื การพงึ่ ตนเอง
และรองรบั ภัยพิบัติ

1. กรมการพฒั นาชมุ ชน เดินหน้าเสริมสรา้ งความเข้มแข็งชุมชน ขับเคลือ่ นโคก หนอง นา โมเดล
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ทรงพระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
โดย ดร.วิวัฒน์ ศัลยกาธร ได้นามาใช้บริหารจัดการท่ีดนิ และเรียกอย่างง่ายว่า "โคก หนอง นา โมเดล" อันเป็น
แนวทางของการที่จะช่วยทาให้มนุษย์สามารถดารงชีวิตอยู่ได้อย่างม่ันคง มั่งคั่ง และยังยืน
ขจัดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ท่ีเป็นวิกฤตของโลกให้หมดส้ินไป ทั้งภัยแล้ง น้าท่วม อาหารไม่ปลอดภัย
ดว้ ยสารเคมี ยาฆา่ แมลง ฝนุ่ ละออง ปา่ ไมล้ ดลงจนทาให้ธรรมชาตขิ าดสมดลุ

กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า
เจา้ คณุ ทหารลาดกระบัง และ Earth Save ร่วมขบั เคลือ่ นใหแ้ นวทางตามแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 9 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมไปยังทุกตาบลทุกหมู่บ้าน ด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ
และเพ่ิมทักษะให้กับบุคลากรกรมการพัฒนาชุมชน นาแนวทางและวิธีการบริหารจัดการพื้นท่ี
ดว้ ยรูปแบบ "โคก หนอง นา โมเดล" มาปรับใช้

นอกจากนั้น ยังได้ ปรับปรุงและพัฒนาพ้ืนที่ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุ มช น
วิทยาลัยการพัฒนาชุมชน และศูนย์พัฒนาอาชีพ 18 แห่ง ท่ัวประเทศ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต และสร้าง
ครัวเรือนตัวอย่างที่มีการนาเอา "โคก หนอง นา โมเดล" มาบริหารจัดการพื้นท่ีอย่างน้อยหมู่ บ้านละ
1 ครอบครัว ซ่ึงการดาเนินงานจะยึดหลักการมีส่วนร่วม และการช่วยเหลือซ่ึงกันและกันของพ่ีน้องประชาชน
ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และนาไปปรับประยุกต์ใช้ตามภูมิสังคมและภูมินิเวศน์ของแต่พื้นที่ เพื่อให้เกิด
การ "พอกิน พออยู่ พอใช้ พอรม่ เย็น" เปน็ ขัน้ พนื้ ฐาน

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ทางรอดของประเทศ กล่าวคือ การพัฒนาภายใต้
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะนามาซึ่งความพออยู่ พอกิน และการพึ่งตนเอง การพัฒนาหรือการแปลง
ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอนนั้นและส่งิ ที่จะต้องทราบและทาความเข้าใจ
ให้ถ่องแท้มี 5 ขอ้ ดงั นี้

1) ความหมายและความสาคัญของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2) ทฤษฎใี หม่จานวนกวา่ 40 ทฤษฎี ทง้ั ทางด้านการจัดการดิน น้า ป่าไม้ และคน
3) มีวิธีการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน ซ่ึงจะต้องสร้างพ้ืนฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้
ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบ้ืองต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ท่ีประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา
และเมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะ
ทางเศรษฐกิจข้ันที่สูงขึ้นในลาดับต่อไป หรือก้าวสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า คือ พอเพียง แบ่งปัน
และแขง่ ขนั ได้ นนั่ เอง

68

4) เทคนิคหรือนวัตกรรม ที่สามารถถอดบทเรียนได้มากกว่า 47,000 บทเรียน จาก
โครงการในพระราชดาริ 4,741 โครงการ

5) มีการบริหารแบบคนจน ดังพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เน่ืองในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
วนั ที่ ๕ ธนั วาคม 2534 ณ ศาลาดสุ ิดาลยั

2. สถานการณว์ ิกฤตโลก (น้า อาหาร พลงั งาน)
- น้า จากสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศ การเติบโตของประชากรโลก

การเปลี่ยนแปลงวิถีการดาเนินชีวิตและความต้องการอาหารที่เพ่ิมข้ึนในขณะที่ทรัพยากรน้าจากธรรมชาติ
ซ่ึงมีบทบาทสาคัญต่อการดารงชีวิตของมนุษย์มีปริมาณลดลง อาจนาไปสู่ความขัดแย้งเร่ืองน้าอย่างรุนแรง
ในอนาคต จงึ เป็นทมี่ าของคาว่า Water Footprint หรอื ร่องรอยการใชน้ ้า มีตัวเลขจากองค์การสหประชาชาติ
ยืนยันว่าแม้โลกจะมีน้าเป็นองค์ประกอบถึง 3 ใน 4 ส่วน แต่ประชากร 1 ใน 5 ของโลกกลับขาดแคลน
น้าสะอาดสาหรับการบริโภคส่งผลให้มีคนเสียชีวิตจากโรคภัยท่ีเกิดจากการขาดแคลนน้าสะอาดสาหรับ
การบริโภคถึงปีละ 27 ล้านคน สาเหตุสาคัญท่ีทาให้ปัญหาเร่ืองน้ากลายเป็นวิกฤติโลก มิใช่เพียงอัตรา
การเติบโตของประชากรโลกเท่าน้ันหากยังเกิดจากการอพยพเข้ามาสู่สังคมเมืองมากขึ้นภาคอุตสาหกรรม
เติบโต

- อาหาร สถานการณ์ราคาอาหารโลกได้เข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยเฉพาะราคาธัญพืช ข้าวเจ้า
และข้าวสาลีได้เพ่ิมข้ึนมากท่ีสุด ราคาข้าวเจ้าเพ่ิมขึ้นเป็นเท่าตัวต้ังแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยภาพรวมแล้ว
ในรอบ 3 ปี ราคาอาหารไดเ้ พิ่มข้นึ เรอ่ื ย ๆ ถึงเกือบเทา่ ตวั และจากราคาอาหารทเ่ี พิม่ ข้ึน ทาใหป้ ระเทศยากจน
ท่ีต้องนาเข้าอาหารประสบวิกฤตอย่างหนัก ราคาอาหารในประเทศท่ีเพิ่มมากขึ้น ทาให้คนจนในประเทศ
ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหาร จึงนาไปสู่การเดินขบวนประท้วงและความวุ่นวายในหลายประเทศ ที่หนักท่ีสุด
เห็นจะเป็นในทวีปแอฟริกา นอกจากนั้นประเทศในเอเชียใต้ก็ประสบปัญหาอย่างหนัก เช่น อินเดีย
และบังคลาเทศ รวมไปถงึ ประเทศแถบอเมริกากลาง อย่างเชน่ ไฮติ กเ็ กดิ การจลาจลว่นุ วายข้นึ

- แหล่งพลังงานธรรมชาติประเภทสร้างทดแทนใหม่ไม่ได้ เช่น น้ามัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ
กาลังขาดแคลน จวนเจียนจะหมดโลก ทาให้พลังงานยิ่งมีราคาแพงมากข้ึน ความหวาดวิตกว่าพลังงาน
จะหมดโลก มีราคาแพง ทาให้มนุษย์รู้สึกว่าเกิดวิกฤตพลังงานท่ีต้องเร่งแก้ไขจัดการป้องกัน การผลิตและ
การใช้พลังงานของมนุษย์ ทาให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างรุนแรง
อย่างชนิดที่ไม่เคยเกิดข้ึนมาก่อน เช่น การใช้พื้นท่ีป่าเพ่ือสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้าได้ทาลายระบบนิเวศ
ของป่าไปท่ัวโลก การขนส่งน้ามันก่อให้เกิดมลพิษทางน้าจากการร่ัวไหลของน้ามัน และการรั่วไหลของ
สารกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และกากนิวเคลียร์ การเกิดควันพิษ หมอกพิษในเมืองต่าง
ๆ ท่ัวโลก ฯลฯ ผลจากการใช้พลังงานมาก ทาให้โลกเกิดอาการร้อนผิดปกติที่เรียกว่าปฏิกิริยาเรือนกระจก
และเกดิ ช่องโหว่ในบรรยากาศชัน้ โอโซน ท่ีก่อผลกระทบตอ่ สขุ ภาพมนษุ ย์
3. แนวทางแก้ไขและรองรบั ภยั พิบตั ิด้วยการบริหารจดั การพืน้ ที่ “โคก หนอง นา”

ท่ า ม ก ล า ง ปั ญ ห า ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ส ภ า พ ภู มิ อ า ก า ศ ท่ี มี ส า เ ห ตุ ห ลั ก ม า จ า ก ก า ร ใ ช้
ทรพั ยากรธรรมชาติอย่างไร ขอบเขตของมนษุ ย์ได้ส่งผลกระทบในวงกวา้ งต่อสมดลุ ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
การเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ท่ีเป็นภัยคุกคามต่อแหล่งอาหาร เช่น ความแห้งแล้ง น้าท่วม โรคระบาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างมาก คือ การเกิดภัยแล้งท่ีนับวันจะมี
ความรุนแรงเพิ่มข้ึนทุกปี ที่ผ่านมาประเทศไทยรับมือกับปัญหาภัยแล้งในหลากหลายรูปแบบ

69

เช่น การสร้างอ่างเก็บน้าการ สร้างเขื่อนหรือการจัดทาระบบชลประทาน ซึ่งรูปแบบเหล่านี้สามารถใช้
แก้ไขปัญหาได้ในบางพื้นท่ีของประเทศไทยเท่าน้ันสาหรับพื้นท่ีห่างไกลนอกเขตชลประทานท่ีมีพ้ืนที่ถึง
121,200,000 ไร่ ยงั คงตอ้ งประสบกบั ปัญหาการขาดแคลนน้าเพอื่ ใชใ้ นการเกษตร

โคกหนองนาโมเดลจึงเป็นรูปแบบหน่ึงของการแก้ไขปัญหาของเร่ืองการจัดการน้า
ที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติได้น้อมนาพระราชดารัสในรัชกาลท่ี 9
ด้านการทาเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการน้าและพื้นที่การเกษตร โดยมี
การผสมผสานกบั ภมู ปิ ัญญาพน้ื บา้ นให้สอดคล้องกัน

หลกั การออกแบบพน้ื ทตี่ ามหลักภูมิสังคม (Geosocial) มีตวั แปรสาคัญ 5 ประการ ไดแ้ ก่
1) ไฟ (ทิศทางของแสง) สารวจ ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และทิศทางการข้ึนของ

ดวงอาทิตย์
2) ลม การออกแบบบ้านให้มีทิศทางของช่องลมสอดรับกับลมที่พัดมาในแต่ละฤดูกาล

จะช่วยลดการใช้พลังงานในบ้าน และเพื่อให้บ้านเย็นอยู่สบาย โดยตามหลักปกติ ลมฝนจะพัดมา
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และลมหนาวหรือลมข้าวเบาจะพัดมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ท้ังนี้ควร
วางตาแหนง่ อาคาร บ้านเรือน ลานตากขา้ ว และลานนวดข้าว ไมใ่ ห้ขวางทิศทางลมหนาว

3) ดนิ วางแผนการขุดหนองนา้ และการปรับปรงุ สภาพดินให้เหมาะสม โดยนาดนิ ที่ขดุ หนอง
มาทาโคก ให้โคกอยู่ทางทิศตะวันตกและปลูกไม้ใหญ่ไว้บนโคก พร้อมปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
เมอื่ ตน้ ไมส้ งู ใหญ่จะช่วยบังแดดและใหร้ ่มเงา

4) น้า ขุดหนองน้า โดยดูทางไหลของน้าเข้าและออกจากพ้ืนที่ วางตาแหน่งหนองน้า
ในทิศที่ให้ลมร้อนพัดผ่าน จะทาให้บ้านร่มเย็น ขุดหนองให้มีขอบคดโค้งเพื่อเพิ่มพื้นท่ีเพาะปลูก และทาตะพัก
ให้ลดหลั่นตามระดับความสูง โดยช้ันแรกควรมีความสูงเท่ากับระดับของแสงแดด ท่ีส่องลงไปถึงปลูกไม้น้า
หรือพชื น้าเพื่อใหป้ ลาสามารถวางไข่ อนุบาลสตั ว์น้าและเป็นทอ่ี ยู่อาศยั

5) คน ออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการ ฐานะ และกาลังของเจา้ ของทด่ี ิน

4. กรณีศึกษาความสาเร็จ “โคก หนอง นา”
โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปี 5 พ.ศ. 2560

จ.เชียงใหม่ โครงการฯ ในปีที่ 5 น้ี ได้ดาเนินงานเดินหน้าขยายผลจัดการ ดิน น้า ป่า อย่างย่ังยืน
ตามศาสตร์พระราชา ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด "แตกตัวทั่วไทย
เอาม้ือสามัคคี" เพื่อน้อมราลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวความสาเร็จของ
ผูน้ าศาสตรพ์ ระราชามาประยุกต์ใชใ้ ห้เหมาะสมตามสภาพภูมิสงั คม เพอื่ เผยแพร่องคค์ วามรู้ สกู่ ารลงมือปฏิบัติ
พร้อมขยายผลความสาเร็จของโครงการฯ จากลุ่มน้าป่าสักสู่ลุ่มน้าอื่น ๆ อันจะนาไปสู่การแก้ปัญหา น้าท่วม
น้าแลง้ อย่างยง่ั ยนื

การ "เอามื้อสามัคคี" หรือ "การลงแขก" ตามประเพณีด้ังเดิมของคนไทย ถูกนามาเป็นกลวิธี
ในการขับเคลื่อนเพ่ือประสานความสามัคคีเช่ือมโยงเครือข่ายต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน และขณะเดียวกัน
ก็เป็นเคร่ืองมอื ในการขยายเครอื ข่ายทม่ี ีประสทิ ธิภาพอีกดว้ ย

70

สรา้ งหุ่นจาลองการจัดการพ้ืนที่ ตามหลักทฤษฎีใหมป่ ระยุกต์สู่ “โคก หนอง นา
โมเดล

โคก หนอง นา โมเดล คือ การจัดการพ้ืนที่ซ่ึงเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นผสมผสาน
เกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพ้ืนบ้านท่ีอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพ้ืนที่น้ัน ๆ โคก หนอง นา
โมเดล เป็นการทใ่ี ห้ธรรมชาตจิ ดั การตวั มันเองโดยมี มนษุ ยเ์ ปน็ สว่ นส่งเสรมิ ใหม้ ันสาเร็จเร็วขน้ึ อยา่ งเปน็ ระบบ

โคก-หนอง-นา โมเดล มีองคป์ ระกอบดงั นี้
๑. โคก: พนื้ ทีส่ งู
- ดินที่ขุดทาหนองน้าน้นั ให้นามาทาโคก บนโคกปลกู "ป่า 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อย่าง”ตามแนวทาง

พระราชดาริ
- ปลูกพชื ผัก สวนครวั เล้ยี งหมู เล้ยี งไก่ เล้ยี งปลา ทาให้พออยู่ พอกนิ พอใช้ พอรม่ เยน็

เป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งขัน้ พนื้ ฐาน ก่อนเข้าสู่ข้ันก้าวหนา้ คือ ทาบญุ ทาทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเช่อื มโยง
เปน็ เครอื ข่าย

- ปลูกท่ีอยูอ่ าศัยให้สอดคล้องกบั สภาพภมู ิประเทศ และภูมิอากาศ
2. หนอง: หนองน้าหรือแหล่งนา้

- ขดุ หนองเพอื่ กกั เก็บนา้ ไว้ใช้ยามหน้าแลง้ หรือจาเป็น และเป็นท่ีรับน้ายามนา้ ทว่ ม (หลมุ ขนมครก)
- ขดุ "คลองไส้ไก”่ หรือคลองระบายนา้ รอบพ้นื ที่ตามภูมิปัญญาชาวบา้ น โดยขดุ ใหค้ ดเคี้ยวไปตาม
พ้นื ทเ่ี พื่อใหน้ ้ากระจายเต็มพ้ืนทเ่ี พิ่มความชุ่มช้นื ลดพลังงานในการรดน้าต้นไม้
- ทาฝายทดน้า เพื่อเกบ็ น้าเข้าไว้ในพืน้ ท่ีใหม้ ากทส่ี ดุ โดยเฉพาะเมื่อพื้นท่โี ดยรอบ
ไมม่ ีการกักเกบ็ นา้ นา้ จะหลากลงมายงั หนองน้า และคลองไสไ้ ก่ ให้ทาฝายทดน้าเก็บไว้ใชย้ ามหนา้ แล้ง
- พฒั นาแหลง่ นา้ ในพนื้ ท่ี ท้ังการขดุ ลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บนา้ ไวใ้ ช้ยามหน้าแลง้ และเพิ่ม
การระบายน้ายามน้าหลาก
3. นา
- พืน้ ทน่ี านน้ั ให้ปลกู ข้าวอนิ ทรยี พ์ น้ื บา้ น โดยเรม่ิ จากการฟื้นฟดู นิ ด้วยการทาเกษตรอินทรยี ์ย่ังยืน
คนื ชวี ิตเล็ก ๆ หรือจุลินทรยี ์กลับคืนแผน่ ดินใชก้ ารควบคุมปริมาณน้าในนาเพื่อคมุ หญา้ ทาให้ปลอดสารเคมีได้
ปลอดภยั ทงั้ คนปลูก คนกนิ
- ยกคันนาใหม้ คี วามสูงและกว้าง เพ่ือใช้เปน็ ท่รี ับน้ายามนา้ ทว่ ม ปลกู พชื อาหารตามคันนา

71

“Team Building หาอยู่ หากนิ ”

1. พึง่ ตนเอง และการใช้ทรพั ยากรธรรมชาตมิ มี่ อี ย่อู ย่างจากัดและเกดิ ประโยชน์สงู สดุ

การพ่ึงตนเอง หมายถึง ความสามารถในการดารงตนอยู่ได้อย่างอิสระ ม่ันคง สมบูรณ์ซ่ึงการ
พึ่งตนเองได้นนั้ มที ั้งในระดบั บุคคล และชมุ ชน การพ่งึ ตนเอง ตอ้ งสามารถผันเปลีย่ นไปตามเวลาได้ เพอ่ื ใหเ้ กิด
ความเหมาะสม สอดคลอ้ ง และสมดุล

การใช้ทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติม่ีมีอยู่อ ย่างจากัดและเกิดประโยช น์สูงสุด
เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างฉลาด โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีอยู่เพ่ื อให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด โดยคานึงถึงระยะเวลาในการใช้ให้ยาวนาน และก่อให้เกิดผลเสียหายตอ่ สิ่งแวดล้อมน้อยที่สดุ
รวมทง้ั ตอ้ งมกี ารกระจายการใชท้ รัพยากรธรรมชาติอยา่ งท่ัวถึง

2. การดารงชีวติ ในภาวะวกิ ฤต / การประสบภัยพิบตั ิ

การดารงชีวิตในภาวะวิกฤต / การประสบภัยพิบัติ คือ การดารงชีวิตในสถานการณ์ท่ีไม่ปกติ
สถานการณ์ท่กี อ่ ให้เกดิ ความเสียหายที่มีความรุนแรงตอ่ ชวี ติ และทรพั ยส์ ินของบุคคลในรูปแบบใดรปู แบบหน่ึง
สามารถดาเนินชวี ิตควบค่ไู ปกับสถานการณต์ า่ งๆ ได้ เช่น สถานการณท์ างเศรษฐกิจ การประสบภัยพิบัตติ ่าง ๆ

3. การร้จู กั การวางแผนการทางานเปน็ ทมี ได้ฝึกวินยั และคณุ ธรรม

การวางแผนทางานเป็นทมี คอื การ
วางแผนการทางานของกลุ่มบุคคลที่มีการทางาน
ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน และทางานได้
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและได้ผลลัพธท์ ีด่ ตี ่อองค์กร

72

การขบั เคลือ่ นสืบสานศาสตรพ์ ระราชากลไก 357

1. กลไกการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชากลไก 357
จากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการสืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชา เพ่ือสร้างความอยู่ดีมีสขุ
แก่ประชาชน พระองค์ทรงเริ่มต้นด้วยการปลุกจิตอาสาท่ีมีอยู่ในใจของคนไทยทุกคน มาเป็นแรงขับเคล่ือน
ซึ่งการท่ีทุกคนจะร่วมกันขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนน้ัน จะต้องมี
วิธีการคิดแบบองค์รวม ทาอย่างเป็นระบบ ขับเคลื่อนการดาเนินงานไปพร้อม ๆ กันอย่างเป็นแบบแผน
ไมแ่ ตกแยกไปคนละทิศทาง

“สืบสานศาสตร์พระราชา” พระราชประสงคข์ องในหลวงรชั กาลที่ 10
“เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข
แหง่ อาณาราษฎรตลอดไป” พระปฐมบรมราชโองการของในหลวงรัชกาลท่ี 10 วันที่ 4 พฤษภาคม 2562
โดยความหมายของคาว่า สืบสาน รักษา และต่อยอด ในที่น้ีคือ การสืบสานศาสตร์พระราชา
รกั ษาภมู ปิ ัญญาของบรรพบุรุษ และต่อยอดนวตั กรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับภูมสิ ังคม นั่นเอง

จากท่ีได้กล่าวมา ด้วยพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันกว้างไกลของ
กษัตริย์นักบินพระองค์นี้ จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการฝึกจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจา “เป็นเบ้า
เป็นแม่พิมพ์” ท่ีมีการประยุกต์แนวพระราชดาริเกษตรทฤษฎีใหม่เพ่ือพ่ึงพาตนเองและรองรับภัยพิบัติ
โดยมีระยะเวลาการฝึก 50 วัน มีผู้เข้ารับการฝึกรุ่นละประมาณ 500 คน ซึ่งการฝึกจิตอาสา 904
ใน 3 รุ่นแรก ได้ใช้พ้ืนที่ฝึกท่ีศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอ้ือง อาเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี มีการจาลอง
การใช้ชีวิตในโลกอนาคตซ่ึงมนุษยชาติอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ
ผู้เข้ารับการฝึกจึงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงในโลกอนาคตเหล่าน้ัน เช่น ได้มี
การปรับพ้ืนที่สาหรับการดารงชีวิต มีการกักเก็บน้าฝนอย่างเป็นระบบ อาหารการกินท่ีได้มาจากปลาท่ีเลี้ยง
และพืชพรรณธัญญาหารท่ีปลูกเอง จึงทาให้ไม่มีต้นทุนทางอาหาร ซ่ึงองค์ความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่
ในหลวง รัชกาลท่ี 9 ทรงสอนพวกเรามาเป็นเวลาช้านานแลว้ เป็นภมู ิปญั ญาบรรพบรุ ุษ แต่เหตุใดเราจึงไม่เชื่อ
เราไมเ่ คยสนใจเพราะคนไทยไมเ่ ช่อื คนไทยดว้ ยกนั เอง

73

การฝึกจติ อาสา 904 หลกั สูตรหลักประจา “เป็นเบา้ เปน็ แม่พิมพ์” ปจั จุบันได้มกี ารขยายตัว
เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลท่ี 10 ยังทรงมีพระราชประสงค์ให้มีหลักสูตรพื้นฐานท่ีมีระยะเวลา
การฝึก 15 วันด้วย ซ่ึงในช่วงเร่ิมแรกได้ฝึกในพื้นท่ีประมาณ 10 ไร่ ที่กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราช
วัลลภรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.11 ทม.รอ.) ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน
กรุงเทพมหานคร และได้ทาการฝึกไปแล้ว 3 รุ่น มีผู้เข้ารับการฝึกประมาณ 1,500 คน แต่หากรวม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการฝึกจิตอาสา 904 ทั้งหลักสูตรหลักประจาและหลักสูตรพ้ืนฐาน
มีผูเ้ ขา้ รบั การฝึกไปแล้วท้ังสิ้นนบั หลายพันคน

ในส่วนพ้ืนที่ฝึกก็มีการ
ขยายเพิ่มข้ึนเรื่อย ๆ เช่นกัน จาก 10 ไร่
เป็น 30 ไร่ 40 ไร่ จนปัจจุบันเป็นพ้ืนที่
เกือบ 200 ไร่ ผู้ที่เข้ารับการฝึกมีหลาย
ช่วงวัยที่มาจากต่างสาขาอาชีพ ทั้งทหาร
ระดับพลเอก นักเรียนนายร้อย พยาบาล
อธิการบดี คณบดี ข้าราชการ นิสิต
นักศึกษา ฯลฯ ทง้ั นใ้ี นหลวงรัชกาลท่ี 10
ทรงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเยาวชนเป็นหลกั ทรง
เล็งเห็นว่าการที่จะสืบสานงานของพระ
ราชบิดาให้ย่ังยืนนับร้อยนับพันปี จาเป็น
อยา่ งย่ิงทจี่ ะต้องวางรากฐานเขา้ ไปในระบบโครงสรา้ งของสงั คมโดยเฉพาะอย่างย่งิ โครงสรา้ งทางการศึกษา

3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคี’ กญุ แจสาคญั ของการขบั เคล่อื นสืบสานศาสตร์พระราชา
หลักการขับเคล่ือนสืบสานศาสตร์พระราชาให้ยั่งยืน ซ่ึงเป็นการพัฒนาท่ีมีประชาชน

เป็นแกนกลาง และภาคีอ่ืน ๆ ร่วมบูรณาการเพ่ือเสริมกลไกเดิมของภาครัฐที่มีอยู่ เป็นการขับเคล่ือนในพ้ืนท่ี
3 ระดับ เป็นอย่างน้อย คือ ระดับชุมชนหรือลุ่มน้า ระดับจังหวัดหรือภูมิภาค และระดับชาติ ภายใต้
การมีส่วนร่วมของ 5 กลไก ที่จะช่วยหนุนเสริมงานขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ประกอบด้วย
กลไกการประสานงานภาคีเครือข่าย กลไกแผนงานและยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการ กลไกการติดตาม
และประเมนิ ผล กลไกการจัดการความรู้ อนั เป็นองค์ความรู้ท่ีได้จากการปฏิบัติท่ีต้องนามาจัดทาเปน็ ตาราหรือ
คู่มือเฉพาะในแต่ละพื้นที่ และกลไกการสื่อสารสังคมให้รับรู้ ร่วมด้วย การบูรณาการของ 7 ภาคี คือ ภาครัฐ
ที่ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ กฎหมาย รวมถึงเคร่ืองมือต่าง ๆ ภาควิชาการและสถาบันการศึกษา
ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสงั คม และภาคสื่อมวลชน

ระบบ 3-5-7 น้ี จะช่วยหนุนเสริมให้การขับเคล่ือนสืบสานศาสตร์พระราชาบรรลุ
เป้าหมายความย่ังยืนของโลกได้ทั้ง 17 ข้อ ซ่ึงในความเป็นจริงแล้ว แม้สิ่งที่ในหลวงรัชกาลท่ี 9 ได้ทรงปฏิบัติ
พระราชกรณียกิจมาตลอดระยะเวลา 70 ปีของการครองราชย์ จะทาให้บรรลุเป้าหมายความย่ังยืนได้
เกือบครบทั้ง 17 ข้อแล้ว แต่พระองค์ทรงเน้นที่ข้อ 2 เป็นหลัก ในเรื่องการขจัดความอดอยากและสร้าง
ความม่ันคงทางอาหาร ซ่ึงครั้งหน่ึงเคยมีสื่อต่างชาติมาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสัมภาษณ์พระองค์
ว่าทรงกาลังสู้รบกับระบบคอมมิวนิสต์อยู่หรือ พระองค์พระราชทานสัมภาษณ์กลับไปว่าทรงกาลังสู้รบอยู่กับ
ความอดอยาก ความหวิ โหยของประชาชนภายในชาติ

74

หากถามวา่ ทาไมจึงเลือกพ้ืนที่ของ กฟผ. ในการดาเนนิ งานขับเคล่ือนสบื สานศาสตร์พระราชา
ก็ตอบได้โดยเปรียบเทียบว่าถ้าประเทศไทยเป็นร่างกายมนุษย์ กฟผ. ก็เปรียบได้ว่าเป็นระบบประสาท
(Nervous System) ที่ทาหน้าท่ีส่งผ่านพลังงานไปท่ัวร่างกายหรือประเทศ หากระบบประสาทชารุดเสียหาย
ร่างกายหรือประเทศก็เดินหน้าต่อไม่ได้ จึงเป็นเรื่องจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องทาให้ระบบประสาทของประเทศ
แข็งแกร่ง ให้มีความมั่นคงทางพลังงาน นอกจากน้ี ด้วยสมรรถภาพขององค์การ ศักยภาพของบุคลากร
และเคร่ืองมือต่าง ๆ หาก กฟผ. ดาเนินงานอย่างถูกต้องและจริงจัง ก็เช่ือม่ันได้ว่าในพื้นที่การดาเนินงาน
ของกฟผ. จะเปน็ ต้นแบบทางดา้ นความยัง่ ยืนของโลกไดภ้ ายในระยะเวลาไมเ่ กิน 3 ปี

และนี่เองคือเป้าหมายท่ีจะสร้างความย่ังยืนให้เกิดข้ึนในโลกให้ได้ โดยเริ่มจากประเทศไทย
เป็นพ้นื ทแ่ี รกด้วย ‘ศาสตร์ของพระราชา

2. ปรัชญา 3 ระบบ
ปรชั ญาแบง่ ออกเป็น 3 ระบบคือ
1. เอกนิยม (Monism) ได้แก่พวกท่ีถือว่า ความแท้จริงของสรรพส่ิงมีเพียงส่ิงเดียว จะเป็น

รปู ธรรม (สสาร) หรือนามธรรม (จิต) กไ็ ด้
2. ทวินิยม (Dualism) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของสรรพส่ิงมี 2 อย่างเป็นของคู่กัน

คือเปน็ ทัง้ รูปธรรม (สสาร) และนามธรรม (จติ )
3. พหุนิยม (Pluralism) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุมีจานวนมากมาย

อาจจะเป็นรูปธรรม (สสาร) หรือนามธรรม (จิต) ก็ได้
ดังน้ัน เราอาจสรุประบบปรชั ญาในปัจจุบนั ไดเ้ ป็น 5 ระบบคือ
1. เอกนิยมฝ่ายจิต (Idealistic Monism) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุ

มีเพียงส่งิ เดียว มีลกั ษณะเป็นนามธรรม นน่ั คอื “จติ ” เชน่ ปรัชญาเอกนิยมของสปิโนซ่า (Spinoza) เป็นตน้
2. เอกนิยมฝ่ายสสาร (Materialistic Monism) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุ

มีเพียงสิ่งเดยี ว มีลักษณะเป็นรูปธรรม นัน่ คือ “สสาร” เชน่ ปรัชญาสสารนยิ มของธาเลส (Thales) เปน็ ตน้
3. ทวินิยม (Dualism) ได้แก่พวกท่ีถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุมี 2 อย่างคือ

มีทงั้ นามธรรมและรปู ธรรม เชน่ ปรัชญาทวนิ ิยม (Dualism) ของเดสก์ าร์ตส์ (Descartes) เป็นต้น
4. พหุนิยมฝ่ายจิต (Idealistic Pluralism) ได้แก่พวกที่ถือว่า ความแท้จริงของปฐมธาตุ

มมี ากมาย แต่มลี ักษณะเปน็ นามธรรม (จิต) เชน่ ปรชั ญาเก่ียวกับโมนาด (Monad) ของไลบ์นซิ (Leibniz)
5. พหุนิยมฝ่ายสสาร (Materialistic Pluralism) ได้แก่พวกท่ีถือว่า ความแท้จริงของปฐม

ธาตุมีมากมาย แต่มีลักษณะเป็นรูปธรรม (สสาร) เช่น ปรัชญาเกี่ยวกับปรมาณูนิยม (Atomism) ของเดโมคริ
ตสุ (Democritus) เป็นตน้

3. ทฤษฎีใหมก่ วา่ 40 ทฤษฎตี ามศาสตร์พระราชา
1. แกล้งดิน
เป็นแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เก่ียวกับ

การแก้ปัญหาดินเปร้ียว หรือดินเป็นกรด โดยมีการขังน้าไว้ในพื้นท่ี จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาเคมีทาให้
ดินเปรี้ยวจัดจนถึงท่ีสุด แล้วจึงระบายน้าออกและปรับสภาพฟ้ืนฟูดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งดิน
มสี ภาพดพี อที่จะใชใ้ นการเพาะปลกู ได้

75

2. หญ้าแฝก
หญ้าแฝกจะเคยถูกมองว่าเป็นวัชพืชไร้ค่า แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล -

อดลุ ยเดช ทรงนามาศกึ ษาจนพบวา่ เป็นตน้ หญา้ ทช่ี ว่ ยแกป้ ัญหาเรอ่ื งดินและมปี ระโยชนอ์ ืน่ ๆ อีกมากมาย
หลังจากที่ธนาคารโลกมีการรณรงค์ให้ใช้หญ้าแฝกในการแก้ปัญหาหน้าดินถูกชะล้าง ซ่ึงเป็น

ปญั หาใหญท่ ่ที าให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2534 พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั ภมู พิ ลอดุลยเดช
จึงได้ทรงนาเร่ืองหญ้าแฝกจากเอกสารของธนาคารโลกมาศึกษาต่อ ก่อนจะมีพระราชดาริขอความร่วมมือ
จากหน่วยงานภาครัฐที่เก่ียวข้องดาเนินงานพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก เร่ิมจากการทดลองปลูก
ขยายพันธุ์ และนาไปแจกจา่ ยใหป้ ระชาชนทส่ี นใจนาไปใชป้ ระโยชน์ในการบารุงดนิ และน้า

3. การหม่ ดิน
การ “ห่มดิน” หรือ “คลุมดิน” โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ท่ีสามารถย่อยสลายได้เอง

ตามธรรมชาติ และใส่อาหารใหแ้ กด่ นิ ด้วยการใส่ปยุ๋ อนิ ทรยี ช์ ีวภาพลงไป เพอ่ื ให้อาหารแกด่ ิน แลว้ ดินจะปลอ่ ย
ธาตุอาหารให้พืช โดยกระบวนการยอ่ ยสลายของจุลนิ ทรียเ์ รียกหลกั การน้วี ่า “เลยี้ งดิน ใหด้ นิ เลีย้ งพืช”

การปฏบิ ัติเชน่ น้ี จะทาใหด้ นิ กลับมามชี วี ติ เปน็ การ “คนื ชีวิตให้แผ่นดนิ ”
ประโยชน์ของการห่มดิน

- เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรยี ์
- เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดิน เช่น ไส้เดือน กิ้งกือ ฯลฯ ช่วยพรวนดิน และถ่ายมูล
เปน็ ปยุ๋ ให้พชื
- เกบ็ รกั ษาความช้นื
- เมอื่ ย่อยสลายจะกลายเปน็ ฮิวมัส ซง่ึ เปน็ ปยุ๋ ใหก้ ับพชื
4. ดินเสื่อมโทรม (ดนิ ดาน)
ผลมาจากการชะลางดินโดยน้าหรือลม ดินเค็ม ดินชุมน้าการที่พืชดูดเอาธาตุอาหารจากดิน
ไปใชในการเจริญเติบโตแลวตัด หรือเก็บเกี่ยวออกไป การสูญเสียโครงสรางที่ดีของดิน การเปนทะเลทราย
และท่ีสาคัญก็คือ พ้ืนท่ีทิ้งรางที่ปลอยวางเปลาไวไมได้ใชประโยชนกอใหเกิดมลภาวะแกส่ิงแวดล อม
เปนจานวนมาก การเส่ือมโทรมของดินมีผลโดยตรงตอการเกษตรและปาไมนอกจากทาใหผลผลิตลดลงแลว
ยังทาใหความสมดุลของน้าในธรรมชาติถูกทาลาย นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจ รวมท้ังสภาพแวดลอมตลอดจน
อุตสาหกรรมและพาณิชยก็ถูกกระทบกระเทือนอยางรุนแรงเชนเดียวกัน อาทิ การเกิดน้าท วม หรือ
การที่ตะกอนดินลงไปทับถมในแมน้า หรือเข่ือน หรือทาเรือตาง ๆ และยังมีผูใหนิยามไวอีกหลายความหมาย
ทง้ั ในประเทศและตางประเทศ
ดนิ คณุ ภาพต่า (สารเคม)ี
สารมลพิษในดินมีแหล่งกาเนิดมาจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสาคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กิจกรรมด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม วัสดุเหลือใช้ และน้าทิ้งจากชุมชน จะเห็นได้ว่า แหล่งกาเนิด
สารมลพษิ แต่ละแหลง่ ทาให้เกดิ สารมลพิษทแ่ี ตกต่าง การใชส้ ารเคมฆี า่ ศตั รพู ชื ทาใหด้ นิ เปน็ แหล่งสะสมสารเคมี
ท่ีมีผลตกค้างนาน เช่น สารประเภทคลอรีนอินทรีย์ เป็นต้น สารกาจัดศัตรูพืชประเภทอนินทรีย์มักจะใช้ธาตุ
พิษเป็นองคป์ ระกอบหลกั เชน่ สารหนู ทองแดง ปรอท ฯลฯ ซึ่งเปน็ ธาตุทีอ่ ยูใ่ นรูปของสารพษิ ในดินได้นาน
การใช้ปุ๋ยเคมี และการไถพรวนที่ไม่เหมาะสม เป็นการแพร่กระจายธาตุปุ๋ย และอนุภาค
แขวนลอยสู่แหล่งน้า ซ่ึงการชะล้างพังทลายของดินจากการใช้ที่ดินไม่เหมาะสม เช่น การเพาะปลูกพืชท่ีขาด
ส่ิงปกคลุมผิวหน้าดิน การทาเหมืองเปิด ฯลฯ ก็ทาให้เกิดการแพร่กระจายดังกล่าวได้เช่นกัน นอกจากน้ันแล้ว

76

การชะล้างพังทลายหน้าดินในปริมาณมากจะทาให้อนุภาคขนาดทราย หรือกรวด เคล่ือนทับถมทางน้า ทาให้
การระบายน้าลดลง และอาจรนุ แรงถึงข้นั ทาลายทีอ่ ยู่อาศัย หรือสถานที่วางไขข่ องปลาไดเ้ ช่นกัน

การใชด้ ินทไี่ ม่ถูกต้อง ทีท่ าให้เกดิ การเร่งให้ดนิ เป็นกรด-ด่าง เชน่ การใชป้ นู ท่ีมากเกนิ ไป หรอื
การใช้ป๋ยุ ทมี ีฤทธต์ิ กค้างเปน็ ด่างเวลานาน การทานาเกลอื ฯลฯ อาจทาให้เกิดการสะสมเกลอื บรเิ วณผวิ หน้าดิน
ทาให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ผล ทาให้แหล่งน้าในบริเวณดังกล่าวมีคุณภาพลดลงจนถึงขั้นไม่อาจนามา
ใช้ประโยชน์ได้ นอกจากน้ัน ในกรณีที่มีเกลือบริเวณผิวดินมาก เม่ือมีการไหลของเกลือไปกับน้าไหลบ่า จะทา
ให้ดินและแหล่งน้าข้างเคียงมีการสะสมเกลือเพ่ิมข้ึนได้ ในสภาพที่ดินเป็นกรด หากดินนั้นมีปริมาณซัลเฟต
ในดินสูงจะทาให้ดินและน้าในแหล่งนั้นเป็นกรดจัด ทาให้ธาตุอาหารพืชท่ีละลายได้น้อยในสภาพ กรด
โดยเฉพาะอย่างย่ิงฟอสฟอรัส เกิดการขาดแคลน และในสภาพเช่นน้ี เหล็ก และอะลูมินัม ซ่ึงละลายได้ดี
อาจมีมากในสารละลายดนิ จนถงึ ระดบั เปน็ พิษตอ่ พืชได้

การใช้ดินเป็นแหล่งทิ้งวัสดุเหลือใช้ และการทิ้งน้าทิ้งที่มีสารมลพิษในปริมาณสูงลงไปในดิน
เป็นการสะสมสารมลพิษในดนิ ได้เชน่ กัน ส่วนสารมลพิษจะเป็นชนิดใดย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดเุ หลือใชห้ รอื
น้าท้ิงชนิดนั้น ตัวอย่างเช่น วัสดุเหลือใช้ในการเกษตร หรือน้าทิ้งจากบ้านเรือน อาจเป็นการสะสมสารพิษ
ประเภทอินทรีย์ของไนโตรเจน หรือฟอสฟอรัส แต่หากเป็นวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมหรือขยะ
จากตัวเมือง หรือน้าท้ิงจากโรงงานอุตสาหกรรม อาจเป็นการสะสมธาตุพิษ หรือสารพิษประเภทอนินทรีย์ใน
ดนิ

5. บารงุ ดิน
การพฒั นาทด่ี ินทไ่ี ม่เหมาะสมต่อการเกษตรให้สามารถใช้ทาการเพาะปลูกให้เจริญเตบิ โตและ

ให้ผลผลิตได้ตามปกติ หรือ ปรับปรุงบารุงดินให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะในการปลูกพืชให้เจริญเติบโต
และให้ผลผลิตดีอย่างย่ังยืน การทาการเกษตรติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยขาดการปรับปรุงบารุงดิน เช่น
การเพ่ิมอินทรียวัตถุให้แก่ดิน จะส่งผลต่อสมบัติของดินท้ังทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ ทาให้ไม่เหมาะสม
ต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยหลักการปรับปรุงบารุงดิน คือ การจัดการเพื่อมุ่งสู่การทาให้ดินอยู่ในสภาพท่ี
เหมาะสมสาหรับพืชท่ีต้องการปลูก ในดินเดียวกันหากปลูกพืชต่างชนิดกัน อาจจะมีรายละเอียดของ
การปรบั ปรุงดินต่างกัน ดัง้ น้นั ควรมีการตรวจสอบดนิ และวเิ คราะหด์ นิ ซ่ึงจะนาไปสู่วิธกี ารปรบั ปรงุ บารุงดนิ

วธิ ีการปรับปรงุ บารงุ ดิน
เป็นการช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และช่วยเพ่ิมความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช
ด้วยวิธีการตา่ งๆ ดงั น้ี
1. การปรับปรงุ บารุงดินดว้ ยปุย๋ แรธ่ าตุ แบง่ ออก เปน็ 2 กล่มุ

- กลุ่มท่ี 1 ปุ๋ยแร่ธาตุท่ีได้จากหินและแร่ธรรมชาติ คือ หินฟอสเฟต และแร่ซิลไวท์ เช่น
ปุ๋ยโพแทสเซยี ม ฯลฯ

- กลุ่มท่ี 2 ปุ๋ยแร่ธาตุที่ได้จากการผลิตโดยวิธีการทางเคมี เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต
ปุ๋ยทรปิ เปิล้ ซเู ปอรฟ์ อสเฟต ฯลฯ

ปยุ๋ แรธ่ าตทุ งั้ 2 กล่มุ น้ี จะช่วยเพมิ่ ปริมาณธาตุอาหารให้ดินตามระยะเวลาท่ีพชื ต้องการ เพ่ือ
นาไปสร้างการเจรญิ เติบโตและผลผลิตได้ทนั ความต้องการของพชื

2. การปรับปรงุ บารุงดนิ ด้วยปยุ๋ อนิ ทรีย์ ไดแ้ ก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และป๋ยุ พชื สด
2.1 ปุ๋ยหมัก ใช้เพ่ือเพิ่มหรือยกระดับปริมาณอินทรียวัตถุในดินช่วยปรับปรุงโครงสร้าง

ดนิ ใหด้ ีข้นึ ทาใหด้ นิ มีความเหมาะสมต่อการเจริญเตบิ โตของพชื มากยงิ่ ขน้ึ

77

2.2 ปุ๋ยคอก ใช้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
ทาให้ดินมีการระบายน้าและอากาศดีขึ้นช่วยเพ่ิมความคงทนของการจับตัวเป็นเม็ดดิน และเป็นแหล่งอาหาร
ให้แก่จุลนิ ทรียท์ เ่ี ป็นประโยชนใ์ นดิน

2.3 ปุ๋ยพืชสด ได้จากการไถกลบพืชปุ๋ยสดในขณะท่ียังเขียวสดอยู่ลงดิน นิยมไถกลบ
ในช่วงออกดอกเพื่อให้ได้ปริมาณน้าหนักสดและธาตุอาหารสูง ปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลายระยะเวลา 7-14 วัน
จะให้ธาตอุ าหารและอนิ ทรยี วตั ถแุ ก่ดนิ จงึ ทาการปลกู พชื หลกั ทตี่ อ้ งการ พชื ปยุ๋ สดที่นยิ มปลูก ไดแ้ ก่ พืชตระกูล
ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ปอเทือง (Crotalaria juncea) ถ่ัวพร้า (Canavalia spp.) ถ่ัวพุ่ม (Vigna spp.) ถ่ัวมะแฮะ
(Cajanus cajan) และโสนอัฟริกัน (Sesbania rostratra) ควรเลอื กพืชทเ่ี หมาะสมกับสภาพพืน้ ท่ี ดงั นี้

- สภาพพ้ืนท่ลี ุ่ม ดนิ มีการระบายน้าไม่ดี เลอื กชนดิ พืชทที่ นตอ่ นา้ ขงั คอื โสนอฟั รกิ นั
- สภาพพื้นท่ีดอน ดินมีการระบายน้าและอากาศดี ควรปลูกปอเทือง ถวั่ พ่มุ ถ่ัวพรา้ และ ถ่วั มะแฮะ

3. การปรบั ปรงุ บารงุ ดินด้วยปยุ๋ ชีวภาพ (Biofertilizer)
เป็นปุ๋ยที่ได้จากวัสดุท่ีมีจุลินทรีย์ท่ีมีชีวิต ซึ่งเป็นตัวช่วยสร้างหรือปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็น

ประโยชน์ใหก้ บั พืช แยกตามชนดิ ของจุลนิ ทรยี ์ ดังน้ี
3.1 จุลนิ ทรีย์ท่ใี หธ้ าตุไนโตรเจน เปน็ กล่มุ จุลนิ ทรียท์ ต่ี รึงไนโตรเจน จากอากาศ เพือ่ ให้

พืชนาไปใช้ประโยชน์ได้ จุลินทรีย์ในกลุ่มน้ี เช่น Azotobacter sp., Bacillus sp. สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน
เชื้อไรโซเบยี ม ฯลฯ

3.2 จุลินทรีย์ท่ีให้ธาตุฟอสฟอรัส เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ท่ีละลายสารประกอบฟอสเฟตให้
เป็นประโยชน์และพืชสามารถนาไปใช้ได้ จุลินทรีย์ในกลุ่มนี้ เช่น Flavobacterium sp., Pseudomonas sp.
ฯลฯ และกลุ่มจลุ ินทรียท์ ช่ี ว่ ยละลายและดูดซับธาตุฟอสฟอรัสท่เี ปน็ ประโยชน์ให้กบั พืชมากขึน้ เชน่ เชอื้ ราไมโค
ไรซา่

3.3 จุลินทรีย์ที่ให้ธาตุโพแทสเซียม เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ปลดปล่อยกรดออกมา เพื่อ
ละลายแร่ในกลุ่มไมก้า และแร่ในกลุ่มเฟลด์ปาร์ จุลินทรีย์ในกลุ่มน้ี เช่น Bacillus, biotite และ microcline
ช่วยเปลย่ี นธาตุโพแทสเซยี มให้อยใู่ นรูปทพี่ ชื นาไปใช้ประโยชน์ได้

3.4 จุลินทรีย์ท่ีผลิตฮอร์โมน เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ผลิตฮอร์โมนและวิตามิน ซ่ึงเป็นสาร
ชว่ ยกระตุ้นใหพ้ ชื เจรญิ เตบิ โตได้ดยี ่ิงขน้ึ จุลินทรยี ์ในกลุ่มนี้ เช่น Azospirillum, Azotobacter และ Bacillus

4. การปรับปรงุ บารงุ ดนิ ดว้ ยการไถกลบตอซัง
เป็นการเพิ่มอินทรยี วัตถุให้แก่ดิน ช่วยปรับปรุงบารุงดินท้งั ด้านกายภาพ เคมี และชวี ภาพของดิน

ก่อใหเ้ กดิ ผลดี ดงั นี้
4.1 ปรบั ปรงุ สมบตั ทิ างกายภาพของดนิ ช่วยทาใหด้ นิ โปร่ง ร่วนซยุ งา่ ยต่อการเตรียมดิน

การระบายอากาศในดนิ เพิ่มข้นึ การซึมผ่านของนา้ และการอุ้มน้าของดนิ ดีขึน้
4.2 ปรับปรุงสมบัติทางเคมีของดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการเพ่ิมธาตุ

อาหารหลกั ธาตอุ าหารรอง และจุลธาตุใหแ้ ก่ดินซึง่ ธาตุอาหารเหล่านีจ้ ะปลดปล่อยสูด่ ินจึงเปน็ ประโยชน์ต่อพืช
ไดร้ ะยะยาว

4.3 ปรับปรุงสมบัติทางชีวภาพของดิน ช่วยทาให้ปริมาณและกิจกรรมจุลินทรีย์เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับการเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดนิ ใหอ้ ยู่ในรูปทเี่ ปน็ ประโยชน์ต่อพชื

78

6. ฝนหลวง
การทาฝนเทียมหรือฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหน่ียวนาน้าจากฟ้า ใช้เครื่องบินบรรจุสารเคมี

ข้ึนไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความช้ืนของเมฆและสภาพทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสาคัญท่ีทาให้เกิดฝน
คือ ความร้อนช้ืนปะทะความเย็น และมีแกนกล่ันตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่ าวคือ
เม่ือมวลอากาศร้อนช้ืนท่ีระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบ้ืองบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่าลง จนถึงความสูง
ท่ีระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่าลงน้ันมากพอ ก็จะทาให้ไอน้าในมวลอากาศอ่ิมตัว จะเกิดขบวนการ
กล่ันตัวเองของไอน้าในมวลอากาศข้ึนบนแกนกล่ันตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะน้ันสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย
"สูตรร้อน" ใช้เพ่ือกระตุ้นเร่งเร้ากลไกการของบรรยากาศ, "สูตรเย็น" ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของ
ละอองเมฆให้โตข้ึนเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความช้ืน เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัว
ให้มีประสทิ ธิภาพสงู ขนึ้

7. หนอง
ขุดหนอง รูปร่างคดโค้งอิสระ ไม่เป็นส่ีเหล่ียม เพ่ือเก็บน้าไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจาเป็น

และสามารถใช้เป็นท่ีรองรับนา้ ยามน้าทว่ มหลาก และเปน็ แหลง่ ทอี่ ยูอ่ าศัยของปลา

8. คลองไสไ้ ก่
ช่วยระบายน้ารอบพื้นท่ี โดยขุดให้มีลักษณะคดเคี้ยว เพื่อให้น้าไหลได้ทั่วถึงตลอดท้ังพ้ืนที่

เพื่อใชท้ าการเกษตรและช่วยเพิม่ ความช่มุ ช้นื ใหก้ บั ผนื ดินและตน้ ไม้โดยรอบ

9. ฝายชะลอน้า + คนั ก้ันนา้
ช่วยชะลอและกักเก็บน้าจากต้นน้าไว้ในพื้นท่ี เพื่อไม่ให้น้าหลากลงมาสร้างความเสียหาย

กับพ้ืนท่ีลุ่มด้านล่างและช่วยกักตะกอนดินไม่ให้ลงมาสะสมในหนอง คลอง บึง หรือเข่ือน นอกจากน้ัน
สาหรับพ้นื ท่ีกลางนา้ ฝายชะลอน้ายงั ช่วยยกระดบั น้าเพอื่ เก็บไวใ้ นพน้ื ท่ีอกี ด้วย

10. เขื่อนกกั เก็บนา้
เข่ือนที่สร้างปิดก้ันลาน้าธรรมชาติระหว่างหุบเขา หรือเนินสูง เพ่ือกักก้ันน้าที่มีไหลมามาก

ในฤดฝู นเก็บไว้ทางด้านเหนือเขื่อน ทาให้เกดิ เป็นอ่างเก็บนา้ ขนาดตา่ งๆ เรียกว่า "เข่ือนเก็บกักนา้ " น้าที่เก็บกัก
จะนาออกมาทางอาคารท่ีตัวเข่ือนได้ทุกเวลาท่ีต้องการ โดยอาจระบายลงไปตามลาน้าให้แก่เข่ือนทดน้า
ที่สร้างอยู่ทางตอนล่าง หรืออาจส่งเข้าคลองส่งน้า สาหรับโครงการชลประทานที่มีคลองส่งน้ารับน้า
จากเข่อื นเก็บกักนนั้ โดยตรง

11. โครงการแก้มลงิ
โครงการแก้มลิงสร้างข้ึนเพื่อแก้ปัญหาน้าท่วมขัง โดยใช้หลักการทางธรรมชาติคือ

กักเก็บน้าฝนเอาไว้ เพอ่ื รอเวลาระบายออก ซง่ึ ลักษณะการดาเนินงานของแกม้ ลงิ จะมีขนั้ ตอนดังต่อไปนี้
ลกั ษณะและวิธีการของโครงการแกม้ ลงิ
1. ดาเนินการระบายน้าออกจากพื้นที่ตอนบนให้ไหลไปตามคลองในแนวเหนือ -ใต้

ลงคลองพักน้าขนาดใหญ่ท่ีบริเวณชายทะเล เช่น คลองชายทะเลของฝ่ังตะวันออก ซ่ึงจะทาหน้าที่เป็นบ่อเก็บ
นา้ ขนาดใหญ่ คอื แก้มลงิ ตอ่ ไป

2. เม่ือระดับน้าทะเลลดต่าลงกว่าระดับน้าในคลอง ก็ทาการระบายน้าจากคลองดังกล่าว
ออกทางประตูระบายน้า โดยอาศยั ทฤษฎแี รงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ตามธรรมชาติ

79

3. สบู นา้ ออกจากคลองทท่ี าหน้าที่ แกม้ ลงิ ใหร้ ะบายออกในระดับตา่ ท่ีสุดออกสู่ทะเล เพื่อจะ
ได้ทาให้นา้ ตอนบนค่อย ๆ ไหลมาเองอย่างต่อเนอ่ื ง สง่ ผลให้ปริมาณน้าท่วมพืน้ ท่ลี ดนอ้ ยลง
4. เม่ือระดับน้าทะเลสูงกว่าระดับน้าในลาคลองให้ทาการปิดประตูระบายน้า เพ่ือป้องกันไม่ให้น้าทะเลไหล
ยอ้ นกลับ โดยยึดหลกั นา้ ไหลทางเดียว (One Way Flow)

โครงการแกม้ ลิงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยแยกตามขนาดของแกม้ ลิง ดังน้ี
1. แกม้ ลิงขนาดใหญ่
แก้มลิงขนาดใหญ่ เปรียบได้กับสระน้าหรือบึงขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้า ฝายทุ่ง

เกษตรกรรม เป็นตน้ โดยแก้มลงิ ขนาดใหญ่จะคอยรองรับนา้ ฝนจากพน้ื ที่บริเวณน้นั ๆ และจะกักเก็บนา้ ไว้เป็น
ระยะเวลาหน่ึงกอ่ นท่จี ะระบายลงสลู่ าน้า

อย่างไรก็ตาม แก้มลิงขนาดใหญ่อย่างเขื่อน อ่างเก็บน้า ฝาย ทุ่งเกษตรกรรมจะมีวัตถุประสงค์อื่น
ประกอบด้วย เช่น เพอื่ การชลประทานหรอื เพ่อื การประมง เป็นตน้

2. แกม้ ลงิ ขนาดกลาง
เป็นพื้นท่ีชะลอน้าที่มีขนาดเล็กกว่า ก่อสร้างในระดับลุ่มน้า มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง

บงึ คลอง เป็นตน้
3. แกม้ ลงิ ขนาดเลก็
แก้มลิงขนาดเล็กมักเป็นพ้ืนที่สาธารณะ เช่น สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ หรือสนามในบ้าน ซึ่งต่อ

เข้ากับระบบระบายน้าหรือคลอง ทั้งนี้แก้มลิงที่อยู่ในพ้ืนทีเ่ อกชนจะเรยี กวา่ "แก้มลิงเอกชน" ส่วนท่ีอยู่ในพ้ืนที่
ของราชการและรฐั วสิ าหกจิ จะเรียกว่า "แก้มลงิ สาธารณะ"

12. โคก หนอง นา โมเดล
การจัดการพื้นท่ีซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซ่ึงเป็นผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับ

ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นนั้ ๆ โคก-หนอง-นา โมเดล เป็นการท่ีให้ธรรมชาติ
จัดการตวั มนั เองโดยมี มนษุ ยเ์ ป็นสว่ นส่งเสริมใหม้ ันสาเร็จเร็วข้ึน อย่างเปน็ ระบบ

โคก-หนอง-นา โมเดล ซ่ึงเป็นแนวทางทาเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน
โดยมีองคป์ ระกอบดังน้ี

1. โคก: พนื้ ที่สูง
– ดินท่ีขุดทาหนองน้านั้นให้นามาทาโ คก บนโคกปลูก “ป่า 3 อย่าง

ประโยชน์ 4 อยา่ ง” ตามแนวทางพระราชดาริ

– ปลูกพืช ผัก สวนครัว เล้ียงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทาให้พออยู่ พอกิน พอใช้
พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงข้ันพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ข้ันก้าวหน้า คือ ทาบุญทาทาน เก็บรักษา ค้าขาย และ
เชอื่ มโยงเปน็ เครือข่าย

– ปลกู ท่อี ยอู่ าศัยใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพภมู ิประเทศ และภมู ิอากาศ
2. หนอง: หนองนา้ หรอื แหล่งนา้

– ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้าไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจาเป็น และเป็นที่รับน้ายามน้าท่วม
(หลมุ ขนมครก)

– ขุด “คลองไส้ไก่” หรือคลองระบายน้ารอบพ้ืนท่ีตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุด
ให้คดเคี้ยวไปตามพืน้ ทเ่ี พ่ือใหน้ ้ากระจายเต็มพื้นทเี่ พ่ิมความชุม่ ช้ืน ลดพลงั งานในการรดน้าตน้ ไม้

80

– ทาฝายทดนา้ เพื่อเก็บน้าเข้าไว้ในพื้นท่ีให้มากท่สี ุด โดยเฉพาะเม่ือพ้ืนทโี่ ดยรอบไม่
มกี ารกักเก็บนา้ น้าจะหลากลงมายังหนองนา้ และคลองไส้ไก่ ให้ทาฝายทดน้าเกบ็ ไวใ้ ช้ยามหนา้ แลง้

– พัฒนาแหล่งน้าในพ้ืนท่ี ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพ่ือกักเก็บน้าไว้ใช้
ยามหนา้ แลง้ และเพิม่ การระบายน้ายามนา้ หลาก

3. นา:
– พ้ืนที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทา

เกษตรอนิ ทรียย์ ั่งยืน คืนชวี ติ เลก็ ๆ หรอื จุลนิ ทรีย์กลบั คนื แผ่นดินใช้การควบคุมปรมิ าณน้าในนาเพื่อคุมหญ้า ทา
ใหป้ ลอดสารเคมไี ด้ ปลอดภยั ทงั้ คนปลกู คนกนิ

– ยกคันนาให้มีความสูงและกว้าง เพ่ือใช้เป็นท่ีรับน้ายามน้าท่วม ปลูกพืชอาหาร
ตามคันนา

13. น้าดไี ล่นา้ เสีย
การใช้น้าคุณภาพดีมาช่วยบรรเทาน้าเน่าเสีย หรือท่ีเรียกกันว่า “น้าดีไล่น้าเสีย” น้ัน ได้แก่

การใช้น้าท่ีมีคุณ ภาพดีช่วยผลักดันน้าเนา่ เสียออกไป และช่วยให้น้าเนา่ เสีย มีสภาพเจือจางลง ท้ังน้ีโดยรับนา้
จากแม่น้าเจ้าพระยา หรือจากแหล่ง น้าภายนอก ส่งเข้าไปตามคลองต่าง ๆ เช่น คลองบางเขน คลองบางซื่อ
คลองแสนแสบ คลองเทเวศร์ หรือคลองบางลาพู ฯลฯ เป็นต้น ซ่ึงกระแสน้าจะไหลแผ่กระจายขยายไป
ตามคลองซอยท่ีเช่ือมกับแม่น้าเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นเม่ือ การกาหนดวงรอบ เก่ียวกับการไหลของน้า
ไปตามคลองต่าง ๆ นับแต่ปากคลอง ที่น้าไหลเข้าจนถึงปลายคลองที่น้าไหลออกได้อย่างเหมาะสม โดยท่ีน้า
สามารถไหลเวียนไปตามลาคลองได้ตลอดแล้ว ย่อมสามารถเจือจางน้าเน่าเสียและชักพาสิ่งโสโครกไปได้มาก
ซึ่งจะเป็นวิธีการช่วยบรรเทาน้าเน่าเสียในคลองต่าง ๆ ตอนช่วงฤดูแล้งได้อย่างดี จากแนวพระราชดาริ
ดังกลา่ วขา้ งตน้ น้ี จึงบังเกิดกรรมวิธีในการบาบดั น้าเสีย 2 ประการ ตามแนวพระราชดาริ “น้าดีไล่นา้ เสีย”

กรรมวิธใี นการบาบัดนา้ เสียวธิ ที ี่หนึง่
วิธีที่หน่ึง ให้เปิดประตูอาคารควบคุมน้ารับน้าจากแม่น้าเจ้าพระยาในช่วงจังหวะ น้าข้ึนและ
ระบายออกสู่แม่น้าเจา้ พระยา ตอนระยะน้าลง ซง่ึ มีผลทาใหน้ า้ ตามลาคลองมโี อกาสไหลถ่ายเทกนั ไปมามากข้ึน
กว่าเดิม เกิดมกี ารหมนุ เวยี นของน้าทม่ี ีสภาพเนา่ เสีย กลน่ิ เหมน็ กลายเปน็ นา้ ทีม่ ีคุณภาพดีข้ึน
กรรมวธิ ใี นการบาบัดนา้ เสยี วธิ ีทีส่ อง
วิธีท่ีสอง ให้ขุดลอกคลองเปรมประชากร พร้อมทั้งกาจัดวัชพืชเพื่อให้เป็นคลองสายหลัก
ในการผันน้าคุณภาพดีไปช่วยบรรเทาให้น้าเสียเจือจางลง และให้คลองเปรมประชากรตอนล่างเป็นคลองท่ี
สามารถรับน้าจากแม่น้าเจ้าพระยาไปช่วยบรรเทาน้าเสียโดยส่งกระจายไปตามคลองต่าง ๆ
ของกรุงเทพมหานคร ส่วนคลองเปรมประชากรตอนบนนั้น ให้หาวิธีรับน้าเข้าคลองเป็นปริมาณมาก
อย่างรวดเร็ว เพ่ือเป็นการเพ่ิมระดับน้าให้สูงข้ึนจะได้สามารถกระจายน้าเข้าสู่ทุ่งบางไทร-บางปะอินเพื่อ
การเพาะปลูก และเพ่ือให้คลองเปรมประชากรตอนบน มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้า เพื่อใช้ผลักดันน้าเน่าเสีย
ในคลองเปรมประชากรตอนลา่ งต่อไปได้
14. อธรรมปราบอธรรม
แนวปฏิบัติท่ีสาคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปล่ียนแปลงสภาวะท่ีไม่ปกติให้ เข้าสู่ระบบ
ที่เป็นปกติ เช่น การนาน้าดีขับไล่น้าเสีย หรือเจือจางน้าเสียให้กลับเป็นน้าดี ตามจังหวะการข้ึนลงตาม
ธรรมชาติของน้า การบาบัดน้าเสียโดยใช้ผักตบชวาซ่ึงมีตามธรรมชาติ ให้ดูดซับส่ิงสกปรกปนเปื้อนในน้า
ดงั พระราชดารัสว่า “ใช้อธรรมปราบอธรรม”

81

15. ระบบลม แสงแดด
การเคล่ือนที่หมุนเวียนถ่ายเทของอากาศ ในลักษณะเป็นวงรอบ (Circulation) ซึ่งเกิดข้ึน

ด้วยความแตกต่างของความกดอากาศ (อุณหภูมิ) เหนือพื้นผิว การหมุนเวียนอากาศมีท้ังวงรอบขนาดเล็ก
ปกคลุมพ้ืนท่ีเพียงไม่ถึงตารางกิโลเมตร และวงรอบขนาดใหญ่ ปกคลุมพ้ืนท่ีทั้ งทวีปและมหาสมุทร
เราแบง่ สเกลการหมนุ เวียนอากาศได้ ดงั นี้

พลงั งานทเี่ กิดจากแสงและพลังงานที่เกดิ จากความร้อน
พลังงานท่ีเกิดจากแสง รูปแบบการนาพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอย่างกว้าง ๆ
เปน็ 2 รปู แบบ ขึน้ อยกู่ บั วธิ ีการในการจบั พลังงานแสง การแปรรูปใหเ้ ป็นพลงั งานอกี รูปหนง่ึ และการแจกจ่าย
พลังงานที่ได้ใหม่น้ัน รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธีการของโฟโตโวลตาอิคส์ หรือ
solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน
โดยตรง อีกรูปแบบหน่ึงก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การออกแบบอาคารใน
ประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มท่ี หรือ การติดต้ังวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ thermal mass เพื่อปรับสมดุล
ของอากาศในอาคาร หรือติดตง้ั วัสดทุ ี่มีคุณสมบตั ิกระจายแสง หรอื การออกแบบพน้ื ท่วี ่างให้ อากาศหมุนเวียน
โดยธรรมชาติ พลังงานทเี่ กิดจากความร้อน เช่น พลงั งานลม พลังงานนา้ พลงั งานคล่ืน
16. ระบบบาบัดน้าเสยี แบบส่งิ ประดิษฐ์
เป็นระบบบาบัดน้าเสียที่อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติกาลังเป็นท่ีนิยมมากข้ึนในปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในการใช้ปรับปรุงคุณภาพน้าท้ิงท่ีผ่านการบาบัดแล้ว แต่ต้องการลดปริมาณไนโตรเจนและ
ฟอสฟอรัสก่อนระบายออกสู่แหลง่ รองรบั น้าทิ้ง นอกจากน้รี ะบบบงึ ประดิษฐ์กย็ ังสามารถใชเ้ ป็นระบบบาบัดน้า
เสียในขั้นที่ 2 (Secondary Treatment) สาหรับบาบัดน้าเสียจากชุมชนได้อีกด้วย ซ่ึงข้อดีของระบบน้ี คือ
ไม่ซับซ้อนและไม่ตอ้ งใช้เทคโนโลยีในการบาบดั สูง
17. ระบบสระเตมิ อากาศ
เป็นระบบบาบัดน้าเสียท่ีอาศัยการเติมออกซิเจนจากเครื่องเติมอากาศ (Aerator) ที่ติดต้ัง
แบบทุ่นลอยหรือยึดติดกับแท่นก็ได้ เพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้าให้มีปริมาณเพียงพอ สาหรับจุลินทรีย์สามารถ
นาไปใช้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้าเสียได้เร็วขึ้นกว่าการปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ทาให้ระบบบาบัด
น้าเสียแบบบ่อเติมอากาศสามารถบาบัดน้าเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดปริมาณความสกปรกของ
น้าเสียในรูปของค่าบีโอดี ( Biochemical Oxygen Demand; BOD) ได้ร้อยละ 80-95 โดยอาศัย
หลักการทางานของจุลินทรีย์ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน (Aerobic) โดยมีเครื่องเติมอากาศ ซ่ึงนอกจากจะทา
หน้าที่เพิ่มออกซิเจนในน้าแล้วยังทาให้เกิดการกวนผสมของน้าในบ่อด้วย ทาให้เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์
ไดอ้ ยา่ งท่ัวถึงภายในบ่อ
หลักการทางานของระบบบาบัดน้าเสียแบบบ่อเติมอากาศ สามารถบาบัดน้าเสียได้ท้ังน้าเสีย
จากแหล่งชุมชนท่ีมีความสกปรกค่อนข้างมาก และน้าเสียจากอุตสาหกรรม โดยปกติจะออกแบบให้บ่อ
มีความลึกประมาณ 2-6 เมตร ระยะเวลาเก็บกักน้า (Detention Time) ภายในบ่อเติมอากาศประมาณ
3-10 วัน และเคร่ืองเติมอากาศจะต้องออกแบบให้มีประสิทธิภาพสามารถทาให้เกิดการผสมกันของตะกอน
จุลินทรีย์ ออกซิเจนละลายในน้า และน้าเสีย นอกจากน้ีจะต้องมีบ่อบ่ม (Polishing Pond หรือ Maturation
Pond) รับน้าเสียจากบ่อเติมอากาศเพ่ือตกตะกอนและปรับสภาพน้าทิ้งก่อนระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้จะต้องควบคุมอัตราการไหลของน้าภายในบ่อบ่มและระยะเวลาเก็บกักให้เหมาะสมไม่นานเกินไป เพ่ือ
ไมใ่ ห้เกดิ ปญั หาการเจริญเตบิ โตเพม่ิ ปรมิ าณของสาหรา่ ย (Algae) ในบ่อบ่มมากเกินไป

82

18. กงั หันชยั พฒั นา
กังหันน้าเพ่ือบาบัดน้าเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เพ่ือพัฒนา

แหล่งน้าแก่ปวงชน ทางานโดยการหมุนปั่น เพื่อเติมอากาศให้น้าเสียกลายเป็นน้าดี สามารถประยุกต์ใช้
บาบัดน้าเสียจากการอุปโภคของประชาชน น้าเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเพ่ิมออกซิเจน ให้กับ
บ่อเพาะเลยี้ งสตั ว์นา้ ทางการเกษตรส่วนประกอบ

กังหันชัยพัฒนา เป็นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้าหมุนช้าแบบทุ่นลอย (สามารถลอยขึ้นและ
ลงได้เองตามระดับน้า)

ประกอบด้วยซองวิดน้า มีใบพัดท่ีออกแบบเป็น ซองตักน้ารูปส่ีเหล่ียมคางหมูจานวน 6 ซอง
แต่ละซองจะถูกแบง่ ออกเปน็ 3 หอ้ งเทา่ ๆ กนั ทัง้ หมดถกู ติดตงั้ บนโครงเหล็ก 12 โครงใน 2 ดา้ น

มีศูนย์กลางของกังหันที่เรียกว่า "เพลากังหัน" ซึ่งวางตัวอยู่บนตุ๊กตารองรับเพลา ที่ติดตั้งอยู่
บนทุ่นลอย และมีระบบขับส่งกาลัง ด้วยเฟืองจานขนาดใหญ่ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 2 แรงม้า สาหรับ
ขบั เคล่อื นซองน้า ให้หมุนรอบเป็นวงกลม อยู่บนโครงเหลก็ ที่ยดึ ทุ่นทั้ง 2 ดา้ นเขา้ ไวด้ ้วยกนั ด้านล่างของกังหัน
ในสว่ น ทจ่ี มน้าจะมแี ผ่นไฮโดรฟอยลย์ ดึ ปลายของทุ่นลอยดา้ นลา่ ง

19. การบรหิ ารจดั การนา้ จากภูผาสูม่ หานที
เกิดจากความต้ังใจที่จะถ่ายทอดการบริหารจัดการน้าอย่างยั่งยืนให้ชุมชนเข้าใจและ

นาไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดการพึ่งพาตนเอง โดยน้อมนาพระราชดาริ
การบริหารจัดการน้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 9 มาเป็นแนวทางการดูแลจัดการน้า
ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นท่ี ต้ังแต่ต้นน้า กลางน้า สู่ปลายน้า ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับคนใน
ชุมชนให้เข้าใจการบริหารจัดการน้าในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้ทุกคนมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน
ไม่ใช่เพียงช่วยรักษาแค่สิ่งแวดล้อมเท่าน้ัน แต่ยังส่งผลให้ชุมชนเกิดการพัฒนาสู่การมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน
อยา่ งเป็นรปู ธรรม นามาซึ่งสายธารความสาเร็จจากภูผา สูม่ หานทีอย่างแท้จรงิ

20. ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง
"...การปลูกป่า 3 อย่าง แต่ให้ประโยชน์ 4 อย่าง ซ่ึงได้ไม้ผล ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืนนั้น

สามารถให้ประโยชน์ได้ถงึ 4 อยา่ ง คือ นอกจากประโยชน์ในตวั เองตามชอ่ื แล้ว ยังสามารถใหป้ ระโยชนอ์ นั ท่ี 4
ซึ่งเปน็ ข้อสาคัญ คือ สามารถชว่ ยอนรุ กั ษ์ดนิ และต้นน้าลาธารดว้ ย..."

ประโยชนข์ องปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อยา่ ง
พอกิน คือ การปลูกต้นไม้ท่ีกินได้ รวมท้ังใช้เป็นยาสมุนไพร ไม้ในกลุ่มน้ี เช่น แค มะรุม
ทุเรยี น สะตอ ผักหวาน ฝาง แห้ม กลว้ ย ฟักขา้ ว ไม้ผลต่าง ๆ
พอใช้ คือ การปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าไม้ สาหรับทาเคร่ืองใช้สอยในครัวเรือน อาทิ ทาฟืน
เผาถ่าน ทางานหตั ถกรรม หรือทานา้ ยาซักล้าง ไม้ในกล่มุ น้ี เชน่ มะคาดีควาย หวาย ไผ่ หมีเหม็น
พออยู่ คือ การปลูกต้นไม้ท่ีใช้เนื้อไม้และไม้เชิงเศรษฐกิจให้เป็นป่า ไม้กลุ่มนี้เป็นไม้อายุยืน
เพ่อื ใช้สรา้ งบา้ น ทาเคร่อื งเรือน ต้นไม้กลมุ่ นี้ เช่น ตะเคยี นทอง ยางนา สัก พะยูง พยอม
พอร่มเย็น คือ ประโยชน์อย่างท่ี 4 ที่เกิดจากการปลูกป่า 3 อย่าง จะช่วยฟ้ืนฟูระบบนิเวศ
ดนิ และนา้ ให้กลับมาอุดมสมบรู ณ์ รม่ รน่ื และฉา่ เยน็ ขน้ึ มา
การปลกู ป่า 5 ระดบั แบบกสกิ รรมธรรมชาติ
ประกอบด้วยต้นไม้หลากหลายชนิดพันธุ์ โดยเราสามารถจัดแบ่งตามระดับช่วงความสูงและ
ระบบนิเวศได้ 5 ระดบั ดงั น้ี

83

- ไมส้ งู เปน็ กลุ่มไมเ้ รือนยอดสงู สุดและอายยุ ืน ไม้ในระดบั น้ี เชน่ ตะเคยี น ยางนา เต็งรัง
- ไม้กลาง เป็นกลุ่มต้นไม้ท่ีไม่สูงนัก ไม้ในระดับน้ี ได้แก่ บรรดาไม้ผลที่เก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน

มังคุด กระทอ้ น ไผ่ สะตอ
- ไมเ้ ตยี้ เปน็ กล่มุ ต้นไม้พนั ธพ์ุ ุม่ เตย้ี ไมใ้ นระดับนี้ เช่น พริก มะเขอื กะเพรา ติว้ ผักหวานบ้าน เหลียง
- ไม้เลื้อยเรี่ยดิน ไม้ในระดับน้ีเป็นตระกูลไม้ล้มลุกที่ทอดยอดเล้ือยได้ เช่น พริกไทย รางจืด ฟักทอง
แตงกวา
- ไม้หัวใต้ดิน ไมห้ วั อยูใ่ ต้ดิน ไม้ในระดบั น้ี คอื มนั เผอื ก กลอย กวาวเครือ ขงิ ขา่

21. การปลูกป่าทดแทน
การปลูกป่าทดแทนเป็นแนวทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ อันเนื่องมาจากพระราชดาริ

ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ฯ ไดพ้ ระราชทานในการปลูกป่าทดแทนเพื่อคนื ธรรมชาติ โดยมีพระราชดาริว่า
จะต้องทาอย่างมีแผน โดยการดาเนินการไปพร้อมกับการพัฒนาชาวเขา โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทาน
และฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกันสารวจต้นน้า เพ่ือวางแผนปรับปรุงต้นน้าและพัฒนาอาชีพได้ถูกต้อง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานคาแนะนาให้มีการปลูกป่าทดแทนตามสภาพภูมิศาสตร์
และสภาวะแวดล้อมของพื้นที่ที่เหมาะสม กล่าวคือ

การปลูกป่าทดแทนตามไหล่เขา ทรงมีพระราชดารัสว่า การปลูกป่าทดแทนตามไหล่เขา
จะต้องปลูกต้นไม้หลายๆ ชนิด เพื่อให้ได้ประโยชน์อเนกประสงค์ คือ มีทั้งไม้ผล ไม้สาหรับก่อสร้าง
และไมส้ าหรบั ทาฟนื ซึง่ ราษฎรจาเป็นตอ้ งใช้ ซึง่ เม่ือตดั ไปใช้แล้วกป็ ลกู ทดแทนเพอ่ื หมนุ เวยี นทนั ที

การปลูกป่าทดแทนในพ้ืนท่ีป่าเสื่อมโทรม ทรงมีพระราชดารัสว่า ให้ปลูกต้นไม้ชนิดโตเร็ว
คลุมแนวร่องน้าเสียก่อนเพ่ือให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีข้ึน และแผ่ขยายกว้างออกไปท้ังสองข้างร่อ งน้า
อันจะทาใหต้ ้นไมง้ อกงามขึ้น และจามีสว่ นช่วยปอ้ งกันไฟปา่ ได้

การปลูกป่าทดแทนบริเวณต้นน้าบนยอดเขาและเนินสูง ต้องมีการปลูกป่าโดยปลูกไม้ยืนต้น
และปลูกไม้ฟืนซ่ึงไม้ฟืนนั้นราษฎรสามารถ ตัดไปใช้ได้แต่ต้องมีการปลูกทดแทนเป็นระยะส่วนไม้ยืนต้น
จะช่วยให้อากาศมีความชุ่มช้ืน ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของระบบการให้ฝนแบบธรรมชาติท้ังยังช่วยยึดดินบนเขา
ไมใ่ หพ้ งั ทลายเมอื่ เกดิ ฝนตกอกี ดว้ ย

22. พระราชดารัส ภูเขาป่า
ทฤษฎีการพัฒนาฟ้นื ฟปู ่าไม้โดยใช้ความรู้เบ้ืองตน้ ทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีมาเป็น

หลักการดาเนินการ การสร้างภูเขาป่าอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ เป็นมรรควิธีที่พระราชทานแนวคิดที่เป็น
ทฤษฎีการพัฒนา อนั เป็นมิตใิ หม่แกว่ งการป่าไม้ 2 ประการ คือ

ประการแรก หากมนี า้ ใกล้เคียงบรเิ วณนั้นโดยมพี ระราชดารสั วา่
ป่าต้นน้า“...ควรสารวจแหล่งน้าเพ่ือการพิจารณาสร้างฝายขนาดเล็กปิดกั้นร่องน้าในเขตต้น
น้าลาธารทั้งนี้เพ่ือแผ่กระจายความชุ่มช้ืนออกไปให้กว้างขวางอันจะช่วยฟื้นฟูสภาพป่าในบริเวณที่สูงให้
สมบูรณ์ข้ึน บริเวณดังกล่าวจะได้กลายเป็น “ภูเขาป่า” ในอนาคต ซึ่งหมายความว่า มีต้นไม้นานาชนิดซ่ึงปก
คลุมดิน ในอัตราหนาแน่นที่เหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศแต่ละแห่ง ต้นไม้เหล่าน้ันจะมีผลชว่ ยรักษาระดบั
ความชุ่มช้ืนในธรรมชาติให้อยู่ในเกณฑ์ท่ีพอเหมาะ ไม่แห้งแล้งเกินไปและยังช่วยยึดพื้นผิวดิน อันมีค่าไม่ให้ถูก
น้าเซาะทลายลงมายังพ้ืนทรี่ าบอีกดว้ ย...”

84

23. ปา่ เปียก
เป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้โดยใช้ทรัพยากรน้าใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุดในการสร้างแนวป้องกัน

ไฟเปียก (wet fire break) ความชุ่มชื้นที่เกิดข้ึนทาให้ไฟป่าเกิดยากส่งผลให้การพัฒนาและอนุรักษ์ฟื้นฟูง่าย
และไดผ้ ลมากข้ึนวธิ ีการสรา้ งป่าเปียก

1. ใชแ้ นวคลองส่งนา้
2. สร้างระบบควบคมุ ไฟด้วยแนวกันไฟอาศัยนา้ ชลประทานและน้าฝน
3. ปลกู ไม้โตเร็วคลุมรอ่ งนา้
4. สร้างฝายชะลอความชุม่ ชื้น check dam
5. สูบน้าด้วยพลังงานธรรมชาติขึ้นที่สูงแล้วปล่อยลงมาให้ไหลซึม ช่วยเร่งรัดการปลูกป่าไม้
ชว่ ยแปร สภาพโครงการภูเขาปา่ ให้เป็นป่าเปยี ก
6. ปลูกกลว้ ยเปน็ แนวปะทะ 2 เมตร เพราะกล้วยสามารถอุ้มนา้ ไวไ้ ดม้ าก
24. ปา่ ไมส้ าธติ
ในระยะต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดาเนินแปรพระราชฐาน
ไปประทบั ณ พระราชวังไกลกงั วล อาเภอหัวหนิ จังหวดั ประจวบครี ีชนั ธ์เป็นประจาแทบทุกปี โดยในระยะแรก
จะเสด็จฯ ด้วยรถไฟพระท่ีน่ัง ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมดีข้ึน จึงเสด็จฯโดยรถยนต์พระท่ีน่ัง
ประมาณปี พ.ศ. 2503-2504 ขณะเสด็จพระราชดาเนินผ่านจังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี
เมอ่ื รถยนต์พระท่นี ัง่ ผา่ นอาเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรนี ้ัน
มีต้นยางขนาดใหญ่ปลูกเรียงรายทั้งสองข้างทาง จึงได้มีพระราชดาริท่ีจะสงวนบริเวณ
ป่ายางนี้ไว้ให้เป็นส่วนสาธารณะ แต่ในระยะน้ันไม่อาจดาเนินการได้เน่ืองจากต้องจ่ายเงินค่าทดแทน
ในอัตราทีส่ งู เพราะมรี าษฎรมาทาไร่ทาสวนในบรเิ วณน้นั จานวนมาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มทดลองปลูกต้นยางด้วยพระองค์เอง โดยทรง
เพาะเมล็ดยางในกระถางบนพระตาหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล และได้ทรงปลูกต้นยางน้ันในแปลงป่า
ไม้ทดลองในบริเวณแปลงทดลองปลูกต้นยางนาพร้อมข้าราชบริพาร เม่ือวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2504
จานวน 1,250 ต้น ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นาพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ทั่วประเทศมาปลูกในบริเวณท่ี
ประทับสวนจิตรลดาในลักษณะป่าไม้สาธิต นอกจากน้ียังได้สร้างพระตาหนักเรือนต้นในบริเวณป่าไม้สาธิตนั้น
เพื่อทรงศึกษาธรรมชาตวิ ิทยาของปา่ ไมด้ ว้ ยพระองค์เองอยา่ งใกลช้ ดิ และลกึ ซ้งึ ในปี พ.ศ. 2508
แนวพระราชดารดิ า้ นป่าไม:้ ทรงคดิ ค้นนานาวิธีท่ีจะอนุรกั ษ์ป่าไม้ใหย้ นื ยง
ทรงสร้างความตระหนักให้มีความรักป่าไม้ด้วยจิตสานึกร่วมกัน ( Awareness and
Sharing Participation) มากกวา่ วธิ ีการใช้อานาจบงั คบั
ณ หน่วยงานพัฒนาต้นน้าทุ่งจ๊อ ในปี พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้พระราชทานพระราชดาริให้มีการปลูกต้นไม้ 3 ชนิด ท่ีแตกต่างกัน คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ
เพ่ือจะทาให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างย่ังยืน สามารถตอบสนอง
ความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนประการสาคัญนั้นมีพระราชดาริท่ียึดเป็นทฤษฎีการพัฒนา
ดา้ นปา่ ไม้โดยปลูกฝงั จิตสานึกแก่ประชาชนวา่
เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็พากันปลูกต้นไม้
ลงบนแผน่ ดนิ และรกั ษาต้นไมด้ ว้ ยตนเอง... นับเปน็ ทฤษฎที ่ีเปน็ ปรัชญาในดา้ นการพฒั นาป่าไมท้ ย่ี ง่ิ ใหญ่โดยแท้

85

25. ปลกู ป่าบนทีส่ ูง
ใช้ไม้จาพวกท่ีมีเมล็ดทั้งหลายขึ้นไปปลูกบนยอดท่ีสูง เม่ือโตแล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะลอย

ตกลงมาแล้วงอกเองในที่ต่าตอ่ ไป เป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ...” พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวทรงใหใ้ ช้
ไม้ประเภทที่มีเมล็ดท้ังหลายข้ึนไปปลูกบนยอดเขาสูง เม่ือโตแล้วออกฝักออกเมล็ดก็จะลอยตกลงมา
แล้วงอกข้ึนเองในที่ต่าต่อไป เป็นการขยายพันธ์ุโดยธรรมชาติ เป็นการปลูกป่าท่ีอาศัยหลักธรรมชาติ
พลงั แรงโนม้ ถ่วงของโลก คอื สิง่ ทอ่ี ยพู่ ื้นที่สูงยอ่ มตกลงสู่ทีต่ ่ากว่าเสมอ ซึง่ ทาให้ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย
ในการปลกู ปา่

26. ปลูกปา่ ในใจคน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงความสาคัญของป่าไม้มาต้ังแต่

เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์เสด็จพระราชดาเนินไปเย่ียมราษฎรท่ัวทุกภูมิภาค ทรงได้เห็นสภาพป่าไม้
ท่ีทรุดโทรมและถูกทาลายมากมาย จึงทรงมีพระราชดาริให้มีการอนรุ ักษ์และฟ้ืนฟูปา่ เพื่อรกั ษาสภาพแวดล้อม
และระบบนิเวศทางน้า ดิน และป่าไม้ เพ่ือให้ประชาชนได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีในสภาพแวดล้ อม
ท่ีอุดมสมบูรณ์ และสามารถพึ่งพาตนเองได้หลายโครงการ ท้ังที่เป็นโครงการส่วนพระองค์
โครงการพระราชดารปิ า่ และดิน

ปลูกต้นไม้ในใจคน หมายถึง ประการแรก ต้องเข้าใจว่าเราปลูกต้นไม้ทาไมต้องให้เห็น
ประโยชน์ว่าประโยชน์คืออะไร จาเป็นต่อชีวิตอย่างไร ประการที่สองปลูกต้นไม้เป็นการปลูกจิตสานึกเกี่ยวกับ
ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม ดินนา้ ลมไฟทีอ่ ยรู่ อบตัวเรา

27. ปลกู ปา่ ต้นนา้ ลาธาร หรอื การปลูกปา่ ธรรมชาติ
: ปลูกต้นไม้ที่ข้ึนอยู่เดิม คือ ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั่งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซม

ตามรายการชนดิ ตน้ ไม้ทศ่ี ึกษามาได้
: งดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม คือ ไม่ควรนาไม้แปลกปลอมต่างพันธ์ุต่างถ่ินเข้ามาปลูก

โดยยังไม่ได้ศกึ ษาอยา่ งแน่ชดั เสียกอ่ น
- การปลูกป่าทดแทน ในขณะท่ีประเทศไทยเรามีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ 25

ของพ้ืนท่ีประเทศประมาณการได้เพียง 80 ล้านไร่เท่าน้ัน หากจะเพ่ิมเน้ือท่ีป่าไม้ให้ได้ประมาณร้อยละ 40
ของพ้ืนท่ีประเทศแล้ว คนไทยต้องช่วยกันปลูกป่าถึง 48 ล้านไร่ โดยใช้กล้าปลูกไม่ต่ากว่าปีละ 100 ล้านต้น
ใช้เวลาถึง 20 ปี จึงจะเพ่ิมป่าไม้ได้ครบเป้าหมายที่กาหนดไว้เท่าน้ัน การปลูกป่าทดแทนจึงเป็น
แนวทฤษฎีการพัฒนาปา่ ไม้อนั เนื่องมาจากพระราชดาริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู วั ได้พระราชทานมรรควิธี
ในการปลูกปา่ ทดแทน เพื่อคนื ธรรมชาตสิ ู่แผ่นดินด้วยวธิ ีทางแบบผสมผสานกันในเชงิ ปฏิบัติ

28. ปลกู ปา่ โดยไมต่ อ้ งปลกู
ท ฤ ษ ฎี ก า ร ป ลู ก ป่ า โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง ป ลู ก ต า ม ห ลั ก ก า ร ฟ้ื น ฟู ส ภ า พ ป่ า ด้ ว ย วั ฏ ธ ร ร ม ช า ติ

(Natural Reforestation) ป่าต้นน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในปัญหาปริมาณป่าไม้ลดลง
เป็นอย่างมาก จึงทรงพยายามค้นหาวิธีนานาประการท่ีจะเพิ่มปริมาณป่าไม้ของประเทศไทยให้เพ่ิมข้ึน
อย่างมั่นคงและถาวร โดยวิธีการที่เรียบง่าย และประหยัดในการดาเนินงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริม
ระบบวงจรป่าไมใ้ นลักษณะอันเปน็ ธรรมชาตดิ งั่ เดมิ ซงึ่ ได้พระราชทานพระราชดารหิ ลายวธิ กี าร คือ

วิธที ่ี 1 ปลูกปา่ โดยไมต่ อ้ งปลกู ดว้ ยวธิ ีการ 3 วธิ ี คือ
1) “...ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่าน้ันไว้ตรงน้ัน ไม่ต้องไปทาอะไรเลย

ป่าจะเจรญิ เตบิ โตข้ึนมาเป็นปา่ สมบรู ณ์ โดยไม่ตอ้ กงไปปลกู สกั ตน้ เดียว...”

86

2) “...ไม่ไปรงั แกปา่ หรอื ตอแยตน้ ไม้ เพยี งแตค่ ้มุ ครองใหข้ ้ึนเองเท่านน้ั ...”
3) “...ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเส่ือมโทรมไม่ต้องทาอะไรเพราะตอไม้จะแตกกิ่ง
ออกมาอีก ถึงแมต้ น้ ไม่สวยแต่กเ็ ปน็ ต้นไม้ใหญไ่ ด.้ ..”
วธิ ีที่ 2 ปลูกปา่ ในทีส่ งู ทรงแนะวธิ ีการ ดังน้ี
“...ใช้ไม้จาพวกที่มีเมล็ดทั้งลายข้ึนไปปลูกบนยอดที่สูง เม่ือโตแล้วออกฝักออกเมล็ด
ก็จะลอยตกลงมาแล้วงอกเองในท่ีต่าต่อไป เปน็ การขยายพนั ธุ์โดยธรรมชาต.ิ ..”
วิธที ่ี 3 ปลกู ป่าตน้ น้าลาธาร หรอื การปลกู ป่าธรรมชาติ ทรงเสนอแนวทางปฏบิ ัตวิ ่า
1) ปลูกต้นไม้ทข่ี นึ้ อยู่เดิม คอื
“...ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั่งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามรายการชนดิ ต้นไม้
ที่ศึกษามาได้
2) งดปลกู ไม้ผดิ แผกจากถ่ินเดิม คือ
“...ไม่ควรนาไม้แปลกปลอมต่างพันธ์ุตา่ งถิน่ เขา้ มาปลกู โดยยังไมได้ศึกษาอย่างแน่ชัด
เสียกอ่ น...”
วิธที ่ี 4 การปลูกป่าทดแทน
ในขณะที่ประเทศไทยเรามีพ้ืนท่ีป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ 25 ของพ้ืนท่ีประเทศ
ประมาณการได้เพียง 80 ล้านไร่เท่านั้น หากจะเพิ่มเนื้อที่ป่าไม้ให้ได้ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นท่ีประเทศ
แล้ว คนไทยต้องช่วยกันปลูกป่าถึง 48 ล้านไร่ โดยใช้กล้าปลูกไม่ต่ากว่าปีละ 100 ล้านต้น ใช้เวลาถึง 20 ปี
จึงจะเพิ่มป่าไม้ได้ครบเป้าหมายท่ีกาหนดไว้เท่านั้น การปลูกป่า ทดแทนจึงเป็นแนวทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้อัน
เนื่องมาจากพระราชดาริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานมรรควิธี ในการปลูกป่าทดแทน เพื่อ
คืนธรรมชาติสู่แผ่นดินด้วยวิธีทางแบบผสมผสานกันในเชิงปฏิบัติดังพระราชดาริตอนหนึ่งว่า “...การปลูกป่า
ทดแทนจะต้องทาอย่างมีแผนโดยการดาเนินการไปพร้อมกับการพัฒนาชาวเขา ในการน้ีเจ้าหน้าที่ป่าไม้
ชลประทานและฝ่ายเกษตรจะต้องร่วมมือกันสารวจต้นน้าในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพ่ือวางแผนปรับปรุงต้น
น้าและพฒั นาอาชีพไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง...”
29. การอนรุ กั ษส์ ัตวป์ ่า
การอนุรักษ์สัตว์ป่า ทาได้โดยการควบคุมป้องกันรักษาสภาพพื้นท่ีป่าไม้ ซึ่งเป็น
แหล่งท่ีอยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งน้า และที่หลบภัย ตลอดจนการเพาะเล้ียงขยายพันธ์ุสัตว์ป่าให้มีจานวน
เพ่ิมมากขึ้น เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เป็นการช่วยรักษา และเสริมสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศน์
ของพ้ืนท่ีแล้ว ยังสามารถพัฒนาปรับปรุงให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้
สร้างจิตสานึกให้แก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ประชาชน ให้มีความรักหวงแหน ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า
สิง่ แวดลอ้ ม โดยการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนแล้ว ยังสามารถสร้างเป็นรายได้เสรมิ ให้แก่ประชาชนอกี ทางหนึ่งดว้ ย
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่ืออนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ใหส้ ญู พันธุ์ และเพ่ิมมากขน้ึ เพ่อื คนื ความสมดุลของระบบนิเวศนใ์ นพ้นื ที่ศนู ย์ฯ ภพู าน
2. เพอ่ื การศกึ ษาการเพาะเล้ยี งขยายพนั ธ์สุ ัตว์ปา่ ให้มีจานวนเพิ่มมากขนึ้ เพอื่ ปล่อยคืนสธู่ รรมชาติ
3. เพ่อื เป็นสถานทพี่ ักผอ่ นหยอ่ นใจ ศึกษาธรรมชาติ สัตวป์ ่า สง่ิ แวดลอ้ ม
4. เปน็ แหล่งศกึ ษาหาความรู้

87

30. การอนรุ กั ษพ์ ันธพ์ุ ืช
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เป็นโครงการท่ีจัดตั้งข้ึนเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๓๖ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้าง
ความเขา้ ใจ และทาใหต้ ระหนักถึงความสาคัญของพันธุกรรมพชื ต่างๆ ท่ีมอี ย่ใู นประเทศไทย กอ่ ใหเ้ กดิ กิจกรรม
เพ่ือให้มีการร่วมคิด ร่วมปฏิบัติท่ีนาผลประโยชน์มาถึงประชาชนชาวไทย ตลอดจนให้มีการจัดทาระบบข้อมูล
พันธุกรรมพืช ให้แพรห่ ลายสามารถสือ่ ถงึ กันได้ท่วั ประเทศ

31. การจัดการสงิ่ แวดลอ้ ม (ขยะชุมชน)
การดาเนินงานเพื่อจัดการขยะมูลฝอยที่ผ่านมา ท้องถ่ินส่วนใหญ่สามารถให้บริการ

เก็บรวบรวมขยะมูลฝอยได้มากขึ้น ทาให้ปัญหาขยะตกค้างน้อยลง แต่ยังมีปัญหากาจัดขยะมูลฝอย
ไม่ถูกสุขลักษณะอยู่มากตกค้างน้อยลง แต่ยังมีปัญหากาจัดขยะมูลฝอยไม่ถูกสุขลักษณะอยู่มาก แม้จะมี
การจัดสรรงบประมาณ เพ่ือก่อสร้างระบบกาจัดท่ีถูกสุขลักษณะมากข้ึน แต่ยังมีหลายพ้ืนท่ีท่ียังไม่ได้รับ
การสนับสนุนงบประมาณ และยังมีท้องถ่ินหลายแห่งท่ีมีระบบแล้วก็ไม่สามารถกาจัดขยะมูลฝอย
ได้ถูกสุขลักษณะตามท่ีได้ออกแบบไว้ได้ และบางแห่งได้รับการต่อต้านคัดค้านจากประชาชนจนไม่สามารถ
เขา้ ใช้พน้ื ทีไ่ ด้

3๒. การศกึ ษา
การศึกษานอกจากจะทาให้มนุษย์เกิดความรู้และพัฒนาตนได้แล้ว ส่ิงน้ียังสามารถเป็น

ตวั กาหนดทิศทางของประเทศได้อกี ด้วย เพราะหากประเทศไหนมีการส่งเสริมการศึกษาท่ีถูกทิศทาง ตลอดจน
วางแผนการผลิตทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีประสิทธิภาพ ย่อมทาให้ประเทศน้ันมีต้นทุนที่เป็นทรัพยากรมนุษย์
ที่มีศักยภาพในการร่วมกันสร้างประเทศให้ก้าวไกล นั่นรวมถึงหน่วยย่อยอย่างองค์กรด้วยท่ีหากคัดสรร
ทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีคุณภาพเข้ามาทางานก็ย่อมส่งผลให้องค์กรพัฒนาได้อย่างก้าวไกลเช่นกัน ขณะเดียวกัน
องค์กรก็ควรไม่หยุดท่ีจะพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรด้วย เพราะการศึกษานั้นไม่มีวันจบ ทุกคนสามารถ
ทจ่ี ะเรียนรู้ไปตลอดได้ และพฒั นาตนเองไดต้ ลอดเวลาดว้ ยเช่นกนั

3๓. สหกรณ์
องคก์ รทางเศรษฐกจิ และสงั คมทีส่ มาชิกรว่ มกนั จัดต้ังข้ึนดว้ ยการลงหนุ้ รว่ มกนั จดั การรว่ มกัน

ในการผลิต การจาหนา่ ยสนิ ค้า หรอื บริการตามความต้องการหรือผลประโยชน์อย่างเดียวกนั ของบรรดาสมาชิก
สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิ์ออกเสียงได้หนึ่งเสียงในการบริหารสหกรณ์ โดยไม่ขึ้นกับจานวนหุ้นที่ถืออยู่ เช่น
สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์โคนม, (กฎ) คณะบุคคลซ่ึงร่วมกันดาเนินกิจการเพื่อประโยชน์
ทางเศรษฐกจิ และสงั คม โดยช่วยตนเองและชว่ ยเหลือซ่ึงกนั และกัน

3๔. รางวลั ความสาเร็จด้านการพัฒนามนุษย์
เป็นรางวัลเกียรติยศด้านการพัฒนาของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ โดยจะมอบแก่

National Human Development Report ที่ มี ผ ล ง า น ดี เ ด่ น ทุ ก 2 ปี ซึ่ ง แ บ่ ง ไ ว้ เ ป็ น 6 ป ร ะ เ ภ ท
โดยรางวัลเกียรตยิ ศท่ีได้ทูลเกลา้ ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เปน็ ความคดิ ริเร่ิมของสานักเลขาธิการ
สหประชาชาติ ซ่ึงเป็นกรณีพิเศษท่ีมอบแก่บุคคลอันเป็นรางวัลประเภท Life-long achievement
ท่ีริเริ่มข้ึนใหม่ โดยพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ฯ เปน็ พระองคแ์ รกท่ไี ด้รับรางวลั ดังกล่าว

ตัวรางวลั เป็นรปู พานทรงกลมทาด้วยเงนิ บรสิ ุทธิ์ ด้านในของพานขดั มันผวิ เรยี บ ส่วนด้านนอก
ผิวมีลักษณะเป็นคล่ืนคล้ายสายน้า ต้ังอยู่บนฐานท่ีทาจากไม้สัก มีแผ่นป้ายคาจารึกที่ฐานไม้มีข้อความว่า
'To His Majesty King Bhumibol Adulyadej in Recognition of Lifetime Achievement in Human
Development May 2006' เพ่ือเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

88

โดยผู้คัดเลือกรูปแบบของรางวัลต้ังใจให้รางวัลเป็นรูปพานทรงกลม เพื่อสื่อความหมายถึงภาชนะท่ีสามารถ
ใช้รองรับน้าได้ เช่นเดียวกับผิวนอกของพาน ทาให้มองคล้ายสายน้า เน่ืองจากเล็งเห็นว่าพระราชกรณียกิจ
ด้านการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ส่วนมากเก่ียวข้องกับน้าและการจัดการทรัพยากรน้า
เป็นประเด็นพ้ืนฐานที่สาคัญท่ีสุดประเด็นหนึ่งในการพัฒนา จึงสมควรแก่การยกย่องเฉลิมพระเกียรติ
ในพระปรีชาสามารถในดา้ นนเ้ี ปน็ กรณพี ิเศษ

3๕. บวร
คือ แนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซ่ึงเป็นแนวทางการพัฒนาชุมชน

ให้เข้มแข็ง ด้วยหลักการมีส่วนร่วมของ บ้าน วัด โรงเรียน ตลอดถึงหน่วยงานราชการและภาคเอกชน
ศูนย์ศึกษาอาเซียนโรงเรียนบ้านน้ากระจาย ได้นาหลักการ บ .ว .ร.โมเดล ” มาใช้ในการขับเคลื่อน
ศูนย์ศึกษาอาเซียน โดยดึงการมีส่วนร่วมของบ้าน หมายถึงชุมชนท้องถ่ิน, วัด หมายรวมถึงมัสยิดหรือ
สถาบันศาสนา และโรงเรียน สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เอกชน บริษัท ห้างร้าน
รวมถึงกลุ่มพลังมวลชนสาขาต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาอาเซียนของโรงเรียน ซึ่งพ้ืนท่ี
โดยรอบของโรงเรียนบ้านน้ากระจายเป็นที่ตั้งของโรงงาน ศูนย์การค้า และหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึง
เป็นที่ต้ังของชุมชนท่ีมีความหลากหลายในเร่ืองของศาสนา ด้วยความตั้งใจจริงของผู้บริหารและคณะครู
โรงเรยี นบ้านนา้ กระจาย ศูนย์ศกึ ษาอาเซียนแห่งน้จี ึงได้รับความรว่ มมอื อยา่ งดยี ิ่งจากทุกภาคส่วน

3๖. ทาแบบคนจน
คือ ทาวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทาไป ก็เลยบอกว่า

ถ้าจะแนะนาก็ทา แนะนาได้ ทาแบบคนจน เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้
แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก แล้วไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเรา
เป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมากมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นท่ีเขาเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมสูง
มีแต่ถอยหลังและถอยหลงั อยา่ งน่ากลวั

3๗. เศรษฐกจิ พอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาช้ีถึงแนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดบั

ต้ังแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดาเนินไป
ในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพ่ือให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง
ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดีพอสมควร
ต่อการกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปล่ียนแปลงท้ังภายในภายนอก ทั้งน้ี จะต้องอาศัยความรอบรู้
ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดาเนินการ
ทุกข้ันตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพ้ืนฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าท่ีของรัฐ
นักทฤษฎี และนกั ธุรกจิ ในทุกระดับ ใหม้ ีสานึกในคณุ ธรรม ความซอ่ื สัตย์สจุ รติ และใหม้ คี วามรอบรู้ท่ีเหมาะสม
ดาเนนิ ชวี ติ ดว้ ยความอดทน ความเพยี ร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพอื่ ให้สมดุลและพรอ้ มตอ่ การรองรับ
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ท้ังด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอก
ได้เปน็ อยา่ งดี

3๘. ข้าว
เป็นเมล็ดของพืชในสกุลข้าวท่ีพบมากในเอเชีย ช่ือวิทยาศาสตร์: Oryza sativa

ข้าวเป็นธัญพืชซ่ึงประชากรโลกบริโภคเป็นอาหารสาคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเ ชีย จากข้อมูล
เมื่อปี 2553 ข้าวเป็นธัญพืชซ่ึงมกี ารปลูกมากทส่ี ุดเปน็ อันดับสามทั่วโลก รองจากข้าวสาลีและข้าวโพด

89

ข้าวเป็นธัญพืชสาคัญท่ีสุดในด้านโภชนาการและการได้รับแคลอรีของมนุษย์ เพราะข้าวโพด
ส่วนใหญป่ ลูกเพื่อจดุ ประสงคอ์ ่นื มใิ ช่ให้มนุษย์บรโิ ภค ข้าวคิดเปน็ พลังงานกว่าหนงึ่ ในหา้ ท่ีมนุษย์ทว่ั โลกบริโภค

๓๙. พลังงานทดแทน
โดยทั่วไปหมายถึงพลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน, ปิโตรเลียม

และแก๊สธรรมชาติซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลอันเป็นสาเหตุโลกร้อน ตัวอย่างพลังงานทดแทนที่
สาคัญเช่น พลังงานลม, พลังงานน้า, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานน้าขึ้นน้าลง, พลังงานคล่ืน,
พลังงานความร้อนใต้พิภพ, เช้ือเพลิงชีวภาพ พลังงานนามันดิบ น้ามันปาล์ม พลังงานน้ามันพืช เป็นต้น ในปี
2555 ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนเพียง 18.2% ของพลังงานท้ังหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เพียง
1.8% โดยที่พลังงานแสงอาทิตย์ และเช้ือเพลิงชีวภาพ เพ่ิมขึ้น 23% แต่พลังงานจากฟืน ถ่าน แกลบ
และวสั ดุเหลือใช้ทางเกษตร โดยนามาใช้เป็นเชอื้ เพลงิ ด้ังเดมิ มีอตั ราลดลง

พลังงานทดแทนอีกประเภทหน่ึงเป็นพลังงานที่ถูกทาข้ึนใหม่ (renewable) ได้อย่างต่อเน่ือง
(เช่นมวลของลมกลุ่มแรกผ่านกังหันลมไป มวลของลมกลุ่มใหม่ก็ตามมาอย่างต่อเนื่องเป็นต้น) เรียกว่า
พลังงานหมนุ เวยี น (renewal energy) ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม น้า และไฮโดรเจนเปน็ ต้น

4. แนวทางในการปฏบิ ตั ใิ นการใชช้ วี ติ ในการทางานตามศาสตรพ์ ระราชา
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ท่ีทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นท่ีมาของนิยาม

"3 ห่วง 2 เง่ือนไข" ท่ีคณะอนุกรรมการขับเคล่ือนเศรษฐกิจพอเพียง สานักงานคณะกรรมการพัฒนา
การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นามาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านช่องทาง
สื่อต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" บนเง่ือนไข "ความรู้"
และ "คุณธรรม"

เศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพได้อย่างย่ังยืน และใช้จ่ายเงิน
ให้ได้มาอย่างพอเพียงและประหยัด ตามกาลังของเงินของบุคคลนั้น โดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน และถ้า
มีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน ช่วยเหลือผู้อ่ืนบางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพ่ือปัจจัยเสริมอีกบางส่วน
สาเหตุที่แนวทางการดารงชีวิตอย่างพอเพียง ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะสภาพการ
ดารงชวี ติ ของสังคมทุนนยิ ม

ในปัจจุบันได้ถูกปลูกฝัง สร้าง หรือกระตุ้น ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องท่ีไม่
เก่ียวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดารงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ความ
สวยความงาม การแต่งตัวตามแฟช่ัน การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น จนทาให้ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อตอบสนอง
ความต้องการเหล่าน้ัน ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้
ถ้าไม่เปล่ียนแนวทางในการดารงชวี ติ

ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง 3 หว่ ง
ห่วง 1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มา กเกินไป

โดยไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผ้อู ืน่
ห่วง 2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้อง

เป็นไปอยา่ งมเี หตผุ ล โดยพจิ ารณาจากเหตุปจั จัยทีเ่ กีย่ วข้องตลอดจนคานงึ ถงึ ผลทค่ี าดว่าจะเกิดขึน้
ห่วง 3. การมีภูมิคุ้มกันท่ีดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และ

การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ท่ีจะเกิดขึ้นโดยคานึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีคาดว่าจะเกิดขึ้น
ในอนาคตทัง้ ใกลแ้ ละไกล

90

ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง 2 เงื่อนไข
1. เง่อื นไข ความรู้ ประกอบดว้ ย ความรอบรเู้ กี่ยวกับวชิ าการต่างๆ ทเี่ กี่ยวข้องอยา่ งรอบด้าน

ความรอบคอบที่จะนาความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เช่ือมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและ
ความระมัดระวงั ในข้นั ปฏิบตั ิ

2. เง่ือนไข คุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม
มีความช่ือสัตย์สจุ รติ และมคี วามอดทน มีความพากเพยี ร ใช้สติปัญญาในการดาเนินชีวิต

การนาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้น ข้ันแรก ต้องยึดหลัก "พ่ึงตนเอง" คือ พยายาม
พงึ่ ตนเองใหไ้ ดก้ อ่ น ในแตล่ ะครอบครวั มกี ารบริหารจดั การอย่างพอดี ประหยดั ไม่ฟุ่มเฟอื ย สมาชกิ ในครอบครัว
แต่ละคนต้องร้จู ักตนเอง เชน่ ขอ้ มลู รายรบั -รายจ่าย ในครอบครวั ของตนเอง สามารถรกั ษาระดับการใช้จ่าย
ของตน ไมใ่ ห้เปน็ หน้ี และรู้จกั ดงึ ศกั ยภาพในตัวเองในเรื่องของปจั จยั สี่ให้ได้ในระดบั หนึ่ง

การพัฒนาตนเองให้สามารถ "อยู่ได้อย่างพอเพียง" คือ ดาเนินชีวิตโดยยึดหลักทางสายกลาง
ให้อยู่ได้อย่างสมดุล คือ มีความสุขที่แท้ ไม่ให้รู้สึกขาดแคลนจนต้องเบียดเบียนตนเอง หรือดาเนินชีวิต
อยา่ งเกนิ พอดี จนต้องเบยี ดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบยี นส่งิ แวดล้อม โดย

- ยดึ หลกั พออยู่ พอกนิ พอใช้
- ยดึ ความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่าย ลดความฟุ่มเฟือยในการดารงชีพ
- ยึดถอื การประกอบอาชพี ดว้ ยความถกู ต้องและสจุ ริต
- ละเลกิ การแก่งแย่งผลประโยชนแ์ ละแขง่ ขันในการคา้ ขาย
- มุ่งเนน้ หาขา้ วหาปลา ก่อนมงุ่ เนน้ หาเงิน หาทอง
- ทามาหากินก่อนทามาคา้ ขาย
- ภูมปิ ญั ญาชาวบ้านและทดี่ ินทากนิ คือ ทุนทางสงั คม
- ตั้งสติท่ีม่ันคง ร่างกายที่แข็งแรง ปัญญาท่ีเฉียบแหลม นาความรู้ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เพอ่ื ปรบั วถิ ชี ีวติ สู่การพฒั นาท่ียั่งยืน
๕. การบรหิ ารแบคนจน การทางานแบบคนจน
แบบคนจน...ไมต่ ดิ ตารา
“แบบท่ีเรียกว่าทาแบบคนจน คือ ทาวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่าง
ของเขา เราก็ทาไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนาก็ทา แนะนาได้ ทาแบบคนจน เพราะเรา เราไม่ได้เป็นประเทศ
ท่ีรวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศท่ีก้าวหน้าอย่างมาก แล้วไม่อยากจะเป็นประเทศ
อย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมากมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น
ทีเ่ ขาเป็นประเทศท่มี อี ุตสาหกรรมสูง มีแตถ่ อยหลงั และถอยหลงั อย่างนา่ กลวั
...แต่ถ้าเรามีการปกครอง แบบ...เรียกว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตารามากเกินไป ทา
อย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากันก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทาตามบัญชี ตามวิชาการแล้วก็วันหนงึ่
ก็วิชาการน้ันเราดูตาราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย ในหน้าสุดท้ายน้ันเขาบอก อนาคตยังมีแต่ไม่บอกว่าต้อง
อย่างไร เวลาปิดเล่มแล้ว มันก็ปิดตารา ปิดตาราแล้วไม่รู้จะทาอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่
เปดิ หนา้ แรกกเ็ ริม่ ต้นใหม่ ถอยหลงั เข้าคลอง แต่ถา้ เราใชต้ าราแบบท่ีเราอะลุม่ อะลว่ ยกนั ตาราน้ันไม่จบ

91

ยุทธศาสตรก์ ารขบั เคลือ่ นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงสู่การปฏบิ ัติ

1. การกาหนดเป้าหมายของชวี ติ บนวิถชี ีวติ เศรษฐกิจพอเพยี ง
1. การใช้ชีวิตบนพ้ืนฐานของการรู้จักตนเอง และทาส่ิงต่าง ๆ ตามความสามารถของตนเอง

รู้จกั พัฒนาตนเองดว้ ยการทาจติ ใจใหผ้ ่องใส พัฒนาความร้คู วามสามารถของตนด้วยการเขา้ รับการศึกษาอบรม
ใฝ่หาความรู้

2. สามารถพ่ึงพาตนเองและพึ่งพาซ่ึงกันและกัน ในการดาเนินชีวิตประจาวันเม่ือต้องประสบ
กับปัญหาก็ให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาบนพ้ืนฐานของเหตุและผลด้วยตนเอง ก่อนที่จะ
พ่ึงพาคนอ่ืนและเมื่อต้องพ่ึงพาผู้อื่น ก็ให้เป็นคนท่ีมีเหตุผล รับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน มีการปรึกษาหารือ
ช่วยเหลือซ่ึงกันและกันโดยจะต้องยึดหลักการพ่ึงตนเองในครอบครัวก่อน สมาชิกจะต้องรู้ราบรับ-รายจ่าย
ของครอบครัว สามารถบริหารการเงินในครอบครัวได้ หลีกเล่ียงการเป็นหนี้และใช้ศักยภาพของตน
ให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด

3. ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง รู้จักยับย้ังใจตนเอง ลดความต้องการของตนเองลงโดยคานึงถึง
ความมีอยู่ของตนเอง เช่น คานึงถึงรายรับหรือรายได้ของตนเองก่อนท่ีจะตัดสินใจซื้อสิ่งของ ยึดทางสายกลาง
ในการดาเนินชีวิตให้ตนเองอยู่อย่างสมดุลเพื่อการมีความสุขอย่างแท้จริง ไม่รู้สึกขาดแคลนและต้องไม่
เบียดเบียนผู้อ่ืนหรือสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ในสังคมชนบทซึ่งมีท่ีดินท่ีสามารถทาการเพาะปลูกได้ ก็ทา
เกษตรแบบพออยู่พอกิน ปลูกผักไว้กินเองก่อน ถ้าหากเหลือก็นาไปขาย แจกจ่ายเพื่อนบ้าน ทาให้เราสามารถ
ลดค่าใชจ้ ่ายลงได้ และสามารถสร้างรายไดใ้ ห้กับครอบครวั ไดอ้ ีกดว้ ย

จึงกล่าวได้ว่าเป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เพื่อให้คนไทยอยู่ในสังคมไทยได้
อย่างมีความสขุ ทกุ ระดับ

- ระดับครอบครัว สมาชิกในครอบครัวมีความเป็นอยู่ท่ีดี พึ่งพาตนเองได้ มีความสุขทั้งทาง
กายและใจ ดาเนินชีวิตโดยไม่เบยี ดเบียนตนเองและผู้อื่น ไม่เป็นหน้ที ีไ่ มส่ ามารถชาระคืนได้ มีเงนิ เหลือเป็นเงิน
ออมสาหรบั ครอบครวั

- ระดับชุมชน รวมกลุ่มในการสร้างงานสร้างอาชีพเพ่ือสร้างความเข้มแข็ง ทางด้านเศรษฐกิจ
ของชุมชนรวมกลุ่มทาประโยชน์เพื่อส่วนรวม สามารถนาทรัพยากรซึ่งเป็นทุนของชุมชนมาใช้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ เพ่ือใหเ้ กิดความเปน็ อยู่ ทีพ่ อเพยี ง

- ระดับสังคม สังคมเข้มแข็ง มีการสร้างงานสร้างอาชีพที่ม่ันคง สมาชิกในสังคม มีความ
เป็นอยู่ท่ีดี มีการแลกเปล่ียนความรู้ เข้ารับการศึกษาอบรม ร่วมกันสืบทอดภูมิปัญญาและร่วมกันพัฒนาตาม
แนวทางเศรษฐกิจพอเพยี ง เพื่อสร้างเป็นเครอื ข่ายทง้ั ในและนอกสงั คม

2. ออกแบบพนื้ ที่ชีวติ การดารงอย่บู นพน้ื ฐานของการพงึ่ พาตนเอง
หลกั การพึ่งตนเอง ตอ้ งมีความพอดี 5 ประการ
1. ความพอดีด้านจิตใจ ต้องเข็มแข็ง พึ่งตนเองได้ มีจิตสานึกที่ดี เอ้ืออาทร และนึกถึง

ประโยชน์ส่วนรวม
2. ความพอดีด้านสังคม ต้องชว่ ยเหลอื เก้ือกลู กัน สร้างความเข้มแข็งใหช้ ุมชน รู้จกั ผนกึ กาลัง

และมกี ระบวนการเรียนรู้ท่เี กดิ จากรากฐานทีม่ ั่นคงและแขง็ แรง

92

3. ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาด
รอบคอบ เพ่ือให้เกิดความย่ังยืนสูงสุด และใช้ทรัพยากรในประเทศเพื่อพัฒนาประเทศให้มั่นคงอยู่เป็นข้ันเป็น
ตอนไป

4. ความพอดีด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการ
และควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเอง เพ่ือสอดคล้องและเป็นประโยชน์ต่อ
สภาพแวดล้อมของเราเอง

5. ความพอดดี า้ นเศรษฐกิจ เพอ่ื รายได้ ลดรายจา่ ย ดารงชีวิตอย่างพอเพยี ง
การปฏบิ ัตติ นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
1. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการดารงชีพ
อยา่ งจรงิ จงั ดงั พระราชดารสั ว่า . . . ความเป็นอยทู่ ีต่ อ้ งไม่ฟุ้งเฟอ้ ตอ้ งประหยัดไปในทางทถี่ กู ตอ้ ง. . .
2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลน
ในการดารงชีพก็ตาม ดังพระราชดารัสที่วา่ . . . ความเจริญของคนท้ังหลายย่อมเกิดมาจาก การประพฤติชอบ
และการหาเล้ียงชีพของตนเป็นหลักสาคญั . . .
3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้
กันอย่างรนุ แรงดังอดตี ซงึ่ มพี ระราชดารัสเรื่องนวี้ ่า
…ความสุขความเจริญอันแท้จริงน้ัน หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้
ด้วยความเป็นธรรมท้ังในเจตนา และการกระทา ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบัง
มาจากผู้อ่นื …
4. ไม่หยุดนิ่งท่ีจะหาทางในชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากคร้ังน้ี โดยต้องขวนขวายใฝ่หา
ความร้ใู หเ้ กดิ มรี ายได้เพิ่มพนู ข้ึนจนถึงข้ันพอเพยี งเปน็ เปา้ หมายสาคัญ พระราชดารัสตอนหน่ึงทีใ่ ห้ความชัดเจน
ว่าการที่ต้องการให้ทุกคนพยายามท่ี จะหาความรู้ และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพ่ือตนเอง เพื่อที่จะให้ตัวเอง
มีความเปน็ อยูท่ ี่ก้าวหน้า ทมี่ คี วามสุข พอมีพอกินเป็นขน้ั หน่ึง และข้นั ต่อไป ก็คือให้มเี กียรตวิ ่ายืนไดด้ ้วยตัวเอง
5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีลดละสิ่งย่ัวกิเลสให้หมดส้ินไป ทั้งน้ีด้วยสังคมไทยที่ล่มสลายลง
ในคร้ังนี้ เพราะยังมีบุคคลจานวนมิใช่น้อยท่ีดาเนินการโดยปราศจากละอายต่อแผ่นดิน พระบาทสมเด็จ -
พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราโชวาทว่า พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทาลายตัว ทาลายผู้อ่ืน
พยายามลด พยายามละความช่วั ท่ีตัวเองมีอยู่ พยายามกอ่ ความดีใหแ้ ก่ตัวอยเู่ สมอ พยายามรกั ษา และเพ่ิมพูน
ความดีที่มอี ยนู่ น้ั ให้งอกงามสมบูรณข์ ึน้

๓. กาหนดยทุ ธศาสตรก์ ารขบั เคล่ือนปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งส่กู ารปฏบิ ตั สิ ถานทีจ่ รงิ
หลกั การและเหตผุ ล
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้เพื่อเป็นแนว

ทางการดาเนินชวี ิตทเ่ี น้นการพงึ่ พาตนเอง และสามารถนาไปประยุกต์ใช้กับการพฒั นา และการบริหารจัดการ
ในภาคสว่ นตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม จึงมีหนว่ ยงานท้งั ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนทวั่ ไป นาหลกั ปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในแนวทางและวิธีการต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละ
หน่วยงานแต่ละพื้นที่ ในลักษณะที่ต่างคนต่างขาดการบูรณากา ในการปฏิบัติ การแลกเปล่ียนข้อมูล หรือการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ส่งผลให้มีความเข้าใจ และการปฏิบัติที่หลากหลาย สานักงานปลัดสานัก
นายกรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงความสาคัญและความจาเป็นที่จะต้องมีการจัดทาแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการ
การขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือใช้เป็นกรอบและแนวทางในการบูรณาการ

93

การปฏิบตั งิ านร่วมกนั และสง่ เสรมิ การขับเคลื่อนการพฒั นาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านต่าง ๆ ใหบ้ รรลุ
เป้าหมายและเปน็ ไปในทศิ ทางเดียวกัน

แผนยุทธศาสตร์การบูรณาการการขบั เคลอ่ื นการพฒั นาตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
(พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๖๐) เป็นแผนระยะ ๔ ปี ท่ีสานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงาน
ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง จัดทาขน้ึ เพ่อื การขับเคลือ่ นการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปสู่การปฏบิ ตั ิใหส้ ามารถ
บรรลุเป้าหมายและเปน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน
ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การบูรณาการการขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง (พ.ศ. ๒๕๕๗ – ๒๕๖๐) มียุทธศาสตร์คือ “บูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งของทกุ ภาคส่วน” โดยมยี ทุ ธศาสตรท์ ีต่ ้องบูรณาการการปฏิบตั ิงานร่วมกันรวม ๗ ด้าน ดังน้ี
ยุทธศาสตร์ท่ี 1. ส่งเสริมการขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในภาค
การเกษตรและชนบท เน้นพ้ืนท่ี (Area Approach) เป็นหลัก โดยบูรณาการการทางานในพื้นท่ี เพื่อรับทราบ
ปัญหาและความต้องการท่ีแท้จรงิ ของเกษตรกร ประชากรชมุ ชนหรอื หม่บู ้านต่าง ๆ ซึง่ จะดาเนนิ การรว่ มกันทุก
ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคชุมชน และภาควิชาการ เพ่ือสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้ประชาชนในพ้ืนท่ี ทราบ
ปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของตนเอง โดยใชเ้ ครอื่ งมือต่าง ๆ เชน่ บัญชีครัวเรอื น ขอ้ มูลชมุ ชนข้อมูลน้า
และความต้องการการใช้น้า เพ่ือนาไปสู่การจัดทาแผนชุมชน หรือแผนพัฒนาเชิงพื้นท่ีและกาหนดพ้ืนที่
เป้าหมายโดยแบ่งพื้นท่ีออกเปน็ กลุ่ม มีเป้าหมายรวมอยู่ที่ ๒๕% ของหมู่บ้านในประเทศ มีการนาหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี งไปประยุกต์ใช้
ยุทธศาสตร์ที่ 2. ส่งเสริมการขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในภาค
การศึกษา มุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อปลูกฝังให้เด็ก เยาวชนและ
ประชาชน มีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง การพัฒนาแบบอย่างท่ีเป็นเลิศ การพัฒนาศูนย์การเรยี นรู้ ตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาการพัฒนาหลักสูตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในวิชาชีพครู
การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้เพ่ือปลูกฝังปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับปฐมวัย และสร้าง
เครือข่ายแหล่งเรียนรตู้ ามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในระดับพื้นท่ี
ยุทธศาสตร์ท่ี 3. ส่งเสริมการขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในภาคธุรกิจ
บริการ การท่องเท่ียว อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการรายย่อย มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจภาคเอกชน
อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการรายย่อย ดาเนินธุรกิจตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย
การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุน การสร้างความรู้ความเข้าใจ การสร้างภาคเี ครือข่ายให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างมี
ประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้ภาคธรุ กิจเอกชน อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการท่ีมีความพร้อมในการเข้าไปมี
ส่วนร่วมจัดกจิ กรรมการพฒั นาในชุมชนตา่ ง ๆ ตามบรบิ ทของแต่ละพน้ื ท่ี
ยุทธศาสตร์ที่ 4. ส่งเสริมการขับเคล่ือนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการ
ต่างประเทศ มุ่งเผยแพร่องค์ความรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ใหแ้ กป่ ระเทศตา่ ง ๆ มคี วามเขา้ ใจในหลักปรัชญานี้อยา่ งถกู ต้อง และสามารถนาไปปรับใช้ ในประเทศนั้น ๆ ได้
อย่างเหมาะสม เพ่ือเสริมสร้างความสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศในด้าน
ต่าง ๆ
ยุทธศาสตร์ท่ี 5. เพ่ิมบทบาทการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุก เพื่อเผยแพร่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงส่สู าธารณชนในวงกวา้ ง ม่งุ ใหห้ น่วยงานการประชาสัมพนั ธ์และสื่อสารมวลชน สามารถประชาสัมพันธ์
สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพ่ือส่งเสริมการน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่ภาคปฏิบัติ
ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผลการพัฒนาหรือการ

94

ขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของทุกยุทธศาสตร์และของภาคส่วนต่า ง ๆ ให้
สาธารณชนไดร้ ับทราบในวงกวา้ ง

ยุทธศาสตร์ท่ี 6. การพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความม่ันคงมุ่งบูรณาการการ
ขับเคลื่อนระหว่างกองทัพกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้สามารถนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในพ้ืนท่ีได้อย่างบรรลุวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะประชาชนในพ้ืนท่ี
ตามแนวบรเิ วณชายแดน ซง่ึ มผี ลต่อความม่นั คง เพอ่ื สง่ เสริมคุณภาพชวี ติ ของประชาชนใหด้ ีข้ึนมีรายไดเ้ พิ่มข้ึน
มีรายจา่ ยลดลง อันจะนามาซ่ึงความมีเสถียรภาพดา้ นความมนั่ คงในภาพรวมของประเทศ

ยุทธศาสตร์ท่ี 7. สร้างกลไกการบริหารจัดการ ในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพ่ือให้การพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทุกด้านมี
การบูรณาการการปฏิบัติร่วมกัน โดยมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมขึ้น ในสานักงานปลัดหน้า ๕ สานัก
นายกรัฐมนตรี เพ่ือขับเคลื่อนการบูรณาการ โดยเป็นศูนย์กลางการประสานติดตาม และส่งเสริมให้การ
ปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ มีการเชื่อมโยงและสนับสนุนกันและกัน มีการแลกเปล่ียนเรียนรู้และข้อมูล
ระหว่างกนั

***************

95

“การปรับปรุงท่ีดินน้ัน ต้องอนุรักษ์ผิวดินซ่ึงมีความสมบูรณ์ไว้ ไม่ให้ไถหรือลอกหน้าดินทิ้งไป
สงวนไมย้ นื ต้นทยี่ งั เหลืออยู่ เพื่อทจ่ี ะรกั ษาความชุ่มชน้ื ของผนื ดิน”

พระราชดารสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ฯ เกย่ี วกับการอนุรกั ษ์ดิน


Click to View FlipBook Version