96
ในช่วงระยะเวลาเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา การเพ่ิมผลผลติ และรายได้ของ ประเทศมาจากการขยายพื้นที่
การเพาะปลูกมากกว่าการเพ่ิมผลผลิตต่อหน่วยพ้ืนที่จนถึงขณะนี้ประมาณได้ว่าพื้นที่ท่ีเหมาะสมต่อ
การเกษตรกรรมได้ใช้ไปจนเกือบหมด และพยายามหาพื้นที่ชดเชยด้วยการอพยพ โยกย้ายเข้าไปในเขตป่า
สงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าไม้ถูกทาลายเพิ่มมากข้ึน เพราะการใช้ที่ดินกันอย่างขาดความระมัดระวังและไม่มี
การบารงุ รกั ษา ซ่ึงทาให้เกิดความเส่อื มโทรม
จากปญั หาดงั กล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั ฯ ทรงพระราชทาน พระราชดารใิ หจ้ ัดตง้ั ศนู ยศ์ ึกษา
การพัฒนาเขาหินซ้อนอัน เน่ืองมาจากพระราชดาริขึ้นเพื่อทาการ ศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างระบบ
อนุรักษ์ดินและน้า เป็นตัวอย่างในการ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การ ขยายพันธ์ุพืชเพ่ืออนุรักษ์ดิน
และบารุงดิน รวมถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุล ทองอันเน่ืองมาจากพระราชดาริที่มีวัตถุประสงค์หลัก
ในการศึกษาและพัฒนา พืน้ ทีพ่ รุ ซึ่งเป็นดินเปรยี้ วให้เปน็ ดินท่ีมีคณุ ภาพ สามารถทาการเพาะปลกู ได้ ตลอดจน
การทาแปลงสาธิตการพัฒนา ที่ดินแก่เกษตรกร ในบางพื้นที่ท่ีมีปัญหา ในการพัฒนาปรับปรุงดินเส่ือมโทรม
ด้วย สาเหตตุ า่ ง ๆ เช่น ดนิ เปรีย้ ว ดนิ ทราย ดินเคม็ ดินดาน ฯลฯ ทั้งน้ี เพอ่ื ใหพ้ ้นื ที่ ทม่ี ีปัญหาเรอ่ื งดินทงั้ หลาย
สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มี ความสาคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก
โดยเฉพาะมนษุ ย์ได้ใช้ทรัพยากรดนิ เปน็ ท่อี ยอู่ าศยั แหล่งผลิตอาหาร เคร่ือง น่งุ หม่ และยารักษาโรค เป็นแหล่ง
เก็บน้าเพ่ือการอุปโภคบริโภค เป็นแหล่ง สาหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และเป็น ที่ตาย กล่าวได้ว่าดิน
เป็นทรัพยากรข้ัน มูลฐานเป็นตัวการให้มนุษย์เก็บเกี่ยวผล ประโยชน์จากทรัพยากรอื่น ๆ ได้เพิ่ม มากข้ึน
อย่างมหาศาล ดังจะเห็นได้จาก การท่ีทรัพยากรดินเป็นตัวกลางในการ ก่อปฏิกิริยาร่วมระหว่างอากาศ
แสงแดด และน้า ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของ พืชพรรณต่าง ๆ และมนุษย์ได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากร
เหล่านีโ้ ดยผ่านสตั วท์ ่กี นิ พชื หรอื อาจไดร้ ับโดยการกินพชื น้ันโดยตรง
97
มนุษย์เราจะใช้ท่ีดินเพื่อสนอง ความต้องการของตนตลอดเวลา และนับ วันจะถูกใช้หนักข้ึนเรื่อยๆ
จนทุกวันน้ี สภาพความสมดุลของดินในหลายพ้ืนท่ี ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไป การใช้ที่ดิน ผิดประเภท
การทาลายผิวดินในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่น การทาไรเล่ือนลอย การตัดไม้ ทาลายป่า การใช้ปุ๋ยเคมีล้วนส่งผล
กระทบต่อสภาวะแวดล้อมอื่น ๆ ในระบบ นิเวศด้วย การทาการเกษตรของเกษตรกร ไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
ก็เชน่ เดยี วกนั มีการ “ปอกเปลือก เปลอ่ี ยดิน” การเผา การใช้สารเคมีท่ีเป็นอัตรายตอ่ สิง่ มชี วี ิต
เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม จึงเป็นวิธีการที่ ผิดธรรมชาติและทาลายธรรมชาติซ่ึงจะ ก่อให้เกิดปัญหา
ในอนาคต การเกษตรที่ไม่ทาลายธรรมชาติ ไม่ปอกเปลือกเปลือยดิน ไม่เผา ไม่ใช้ สารเคมีที่เป็นอันตราย
ต่อส่ิงมีชีวิต เป็น พิษกับส่ิงแวดล้อม อันเป็นแนวทางของ หลักกสิกรรมธรรมชาตท่ีให้ความสาคัญกับการ
ปรับปรุงบารุงดินเป็นอันดับแรก และถือเป็นหัวใจสาคัญ เพราะถือว่าดิน เป็นต้นกาเนิดของชีวิตสังคมไทย
ในอดีต ให้ความสาคัญของดินด้วยความเคารพ บูชาดินเสมือน “แม่” เรียก “พระแม่ ธรณี” การให้ความรัก
และเอาใจใส่พระแม่ธรณี โดยการห่มดินหรือการคลุมดิน ไม่เปลือยดิน โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือ เศษพืชผล
ทางการเกษตรท่ีสามารถย่อย สลายได้เองตามธรรมชาติ และการปรุง อาหารเล้ียงดินโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์
ขีวภาพให้ลงไปเพ่ือให้เป็นอาหารของดิน แล้ว ดินจะปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืช โดย กระบวนการย่อยสลาย
ของจุลินทรีย์ เรียกหลักการนี้ว่า “เลี้ยงดิน ให้ดิน เล้ียงพืช (feed the soil and let the soil feed the
plant)” การปฏิบัติเช่นนี้จะทาให้ดินกลับมามีชีวิต พืชที่ปลูกก็จะเจริญเติบโตแข็งแรงให้ผลผลิตดี ต้นทุนใน
การผลิตลดลง รวมถึง การท่ีผู้ผลิตและผู้บริโภค มีสุขภาพกายสุขภาพจิตท่ีดี จึงมีการให้นิยามของการ ปฏิบัติ
เช่นน้ีว่า “คืนชีวิตให้แผน่ ดิน” ซ่ึงเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญู กตเวที ของ “ลูก” (มนุษย์) ที่มีต่อ “แม่”
(ธรณี)
98
หมายถึง สารธรรมชาติที่ได้จาก กระบวนการหมักบ่มวัตถุดิบจากธรรม ชาติต่าง ๆ ทั้งพืช และสัตว์
จนสลายตัว สมบูรณ์เป็นฮิวมัส วิตามิน ฮอร์โมน และ สารธรรมชาติตางๆ ซึ่งเป็นทั้งอาหารของดิน ตัวเร่งการ
ทางานของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ท่ีอาศัยอยู่ในดิน และอาศัยอยู่ปลายรากของพืชที่สามารถสร้างธาตุอาหารกว่า
๙๓ ชนดิ ให้แก่พืช
ประโยชน์ของปยุ๋ อินทรยี ์ชีวภาพ
๑. เป็นอาหารของส่ิงมชี ีวิตในดิน เช่น แบคทีเรีย เชอ้ื รา และแอคตโิ นมยั ซีส
๒. ใหธ้ าตุอาหาร และกระตุ้นให้จลุ ินทรยี ส์ ร้างอาหารกวา่ ๙๓ ชนดิ แก่พืช
๓. ช่วยปรับปรงุ คุณสมบัตแิ ละโครงสรา้ ง ดินให้ดขี ้นึ
๔. ช่วยดูดซบั หรือดูดยดึ ธาตอุ าหารไว้ ใหแ้ ก่พชื
๕. ช่วยปรับคา่ ความเปน็ กรด-ดา่ ง (pH) ของดินใหอ้ ยใู่ นระดับท่เี หมาะแก่การ เจรญิ เตบิ โตของพชื
๖. ช่วยกาจัด และต่อตา้ นเช้ือจุลินทรีย์ ทีก่ อ่ โรคตา่ งๆ
๗. ทาให้พชื สามารถสรา้ งพษิ ได้เอง ชว่ ยใหต้ า้ นทานโรคและแมลงได้ดี มูลนิธกิ สิกรรมธรรมชาติ
ได้รวบรวมขอ้ มูลประสบการณจ์ ากการปฏบิ ัติของเกษตรกร ผลสรปุ ของนกั วชิ าการ และจากการปฏบิ ตั ิ
อยา่ งจรงิ จงั ภายใน ศนู ย์กสิกรรมธรรมชาตมิ าบเอ้ือง จ. ชลบุรี และเครือข่ายจากภูมิภาคตา่ ง เช่น ศูนย์เรยี นรู้
ชุมชนกล่มุ ปุย๋ ชวี ภาพ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบรุ ี งานวชิ าการเกษตร ศนู ยศ์ ึกษา การพฒั นาอา่ วคุ้งกระเบนอัน
เน่ืองมาจากพระราชดาริ จ.จนั ทบรุ ี, ศูนย์กสกิ รรม สมนุ ไพรไทวงั จนั ทร์ จ.ระยอง, ศูนย์กสกิ รรมธรรมชาติ
มลู นธิ ิใต้รม่ เย็น จ.สตูล, สวนผักปลอดสารพิษมาแซนเทพา จ.สงขลา, ชมรมกสิกรรมธรรมชาติชมุ พร คาบาน่า
จ.ชุมพร และโครงการส่งเสรมิ กสกิ รรมไรส้ ารพษิ วังน้าเขียวอนั เนอื่ งมาจากพระราชดาริ จ.นครราชสมี า เปน็
ตน้ และได้ขอ้ มูลทนี่ า่ สนใจดงั น้ี
99
สตู รปุย๋ อินทรีย์ชีวภาพและปยุ๋ น้าหมักอนิ ทรยี ์ชีวภาพ
สตู รหญ้าผสมขไี ก่
- หญา้ สด ๕๐ กก.
- ข้ไี ก่ ๕ กก.
ไม่ควรเลือกไก่ที่กินยาปฏิชีวนะ เพราะจะทาให้มีกลิ่นเหม็นเน่าและเป็น อันตรายต่อจุลินทรีย์ในดิน
และที่ปลาย รากพืช
วธิ ที า้
นาหญ้าสด ๑๐ กก. ใส่ลงใน ถังหมักพลาสติกขนาด ๒๐๐ ลิตร ย่าให้ แน่น (จะสูงประมาณ ๒๐ ซม.)
โรยขี้ไก่ หมาดๆ ๑ กก. ทับ ลงบนหญ้า ทาซ้า เช่นเดิมอีก ๔ ช้ัน ปิดฝาเก็บไว้ในท่ีร่ม จากนั้นบ่มไว้ประมาณ
๔๕ วัน ขึน้ ไปจะ ไดป้ ุ๋ยน้าเข้มข้นคณุ ภาพดี
วิธีใช้
ผสมนา้ ๑ : ๒๐๐-๕๐๐ รดดินหรอื ผสมน้า ๑:๓๐๐-๑๐๐๐ ฉีดลาต้นและใบ
สูตรเศษอาหาร (ปุ๋ยคน)
- เศษอาหารในครัวเรอื น ๓ กก.
- น้าตาลแดงหรอื กากน้าตาล ๑ กก.
- นา้ สะอาด ๑ –๑๐ ลติร (แล้วแต่ เศษอาหารมีน้ามากหรอื ไม่)
- หัวเช้ือจุลนิ ทรียเ์ ขม้ ขน้ ๑ ลิตร
วธิ ที า้
นาเศษอาหาร ๓ กก. ใส่ลงในถัง พลาสติก แยกผสมน้ากับน้าตาลให้เข้า กันเป็นเนื้อเดียว เติมหัว
เช้ือจุลินทรีย์เข้มข้นลงไป จากน้ันนาไปเททับลงในถังที่ใส่เศษอาหารให้ท่ัวปิดฝาให้สนิท ไม่ให้แสงและอากาศ
เข้าได้ บ่มท้ิงไว้ประมาณ ๙๐ วันจะได้ปุ๋ยน้าคุณภาพดี กล่ินหอม รสเปรี้ยว (pH ประมาณ ๓) ปริมาณ
ส่วนผสมตา่ งๆ ปรับ ได้ตามส่วน
100
วิธีใช้
ผสมน้า ๑:๑๐๐-๔๐๐ รดโคนหรอื ผสมน้า ๑:๒๐๐-๑๐๐๐ ฉดี ลาตน้ และใบ
สูตรพืชผกั
- เศษพืชผักผลไมท้ กุชนิด ๓ กก.
- นา้ ตาลแดงหรือกากนา้ ตาล ๑ กก.
- น้าสะอาด ๑๐ ลติ ร
- หวั เชอื้ จุลินทรีย์เขม้ ขน้ ๑ ลิตร
วิธีทา้
นาเศษผักผลไมใ้ หเ้ ปน็ ชน้ิ เล็ก ๆ ใสใ่ นถงั พลาสติก แยกผสมน้ากับน้าตาล ใหเ้ ข้ากันเปน็ เน้ือเดยี ว
เติมหวั เช้อื จุลนิ ทรียเ์ ข้มขน้ ลงไปจากนั้นนาไปเททบั ลงบนเศษผักผลไม้ในถังให้ท่ัว ใชไ้ มไ้ ผ่ขดั กดใหเ้ ศษผัก
จมน้า ปดิ ฝาใหส้ นทิ ไม่ให้ แสงและอากาศเข้า บม่ ทงิ้ ไวใ้ นที่ร่ม ๙๐ วันเป็นอย่างนอ้ ย ก็จะได้ปุ๋ยนา้ คณุ ภาพดี
กล่ินหอม และรสเปรยี้ ว (pH ๓.๓) เหมาะสาหรับรดพืชผักทกุ ชนดิ ถา้ ต้องการรดผักชนดิ ไหนให้ ใชผ้ กั ชนดิ
นน้ั หมกั เปน็ หลกั รว่ มกับพชื ผกั ท่ชี อบข้นึ ร่วมกบั ผักชนดิ นั้น
วธิ ใี ช้
ผสมน้า ๑:๑๐๐ รดดินหรอื ผสม นา้ ๑ : ๒๐๐-๔๐๐ ฉีดพ่นใบและลาต้น
สูตรหอยเชอรี่หรือสตู รปลา
ส่วนประกอบ
- หอยเชอรหี่ รอื ปลาสด ๓ กก.
- นา้ ตาลทรายแดงหรือกากนา้ ตาล ๑ กก.
101
- นา้ สะอาด ๑๐ ลิตร
- หัวเช้อื จุลนิ ทรยี ์เขม้ ขน้ ๑ ลติ ร
วิธีท้า
นาหอยเชอรี่หรือปลามาสับ ทุบ หรือบดให้พอแหลก แยกผสมน้าน้าตาลและหัวเช่ือจุลินทรีย์เช้มข้น
ให้เข้าเป็นเนอื้ เดยี วกนั แล้วเททับลงบนหอยเชอร่ีหรือปลาในถังใช้ไม้ไผ่ขดั กดให้หอยเชอรี่หรือปลาจมลงในน้า
จากน้ันปิดฝาให้สนิท ไม่ให้แสง และอากาศเข้า บ่มท้ิงไว้ในท่ีร่มประมาณ ๙๐ วัน เป็นอย่างน้อยไม่ควรใช้สูตร
หอยเชอรหี่ รือสูตรปลาเพียงอย่างเดียว ควรใชร้ ่วมกบั สตู รพืชผกั หรอื สตู รสมุนไพรด้วย
ปุย๋ นา้ หมกั แห้งอินทรียช์ ีวภาพ (ชนิดผง)
สูตรมลู สัตว์
- มูลสตั ว์ ๑ กระสอบ
- แกลบ เศษใบไม้ หรอื ซงั ขา้ วโพด ๑ กระสอบ
- ข้เี ถ้าแกลบ ๑ กระสอบ
- ราออ่ น ๑ กระสอบ
- นา้ สะอาด ๑๐ ลิตร (ถา้ วัตถุดบิ แห้งมากก็สามารถเพ่มิ ปรมิ าณขนึ้ )
- หัวเชือ้ จลุ ินทรยี เ์ ขม้ ขน้ ๑ ลติ ร
วิธีท้า
๑) นามูลสตั ว์ แกลบ ขี้เถ้าแกลบ และ ราอ่อนมาผสมคลุกเคล้าใหเ้ ข้าเป็นเนือ้ เดยี วกัน
๒) ผสมน้า กับหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นให้เข้ากันรดลงบนกองวัสดุ และผสมให้เข้ากันจนมีความช้ืน
ประมาณ ๓๕% โดยทดลองกาดจูะเกาะกันเป็นก้อนได้แต่ไม่ เหนียว และเมื่อปลอ่ยท้ิงลงพ้ืนจากความ สูง
ประมาณ ๑ เมตร ก้อนป๋ยุ จะแตกแต่ ยงั มีรอยนว้ิ มอื เหลอื อยู่
๓) คลกุ เคล้าให้เข้ากันดี ตกั ป๋ยุ ใวก่ ระสอบและมัดปากถงุ ใหแ้ น่น
๔) กองกระสอบปยุ๋ ซอ้ นกันเป็นชัน้ ๆ และควรวางกระสอบแต่ละตง้ั ให้ห่างกนั เพื่อให้ความร้อนสามารถ
ระบายออกได้ทงั้ ๔ ดา้ น เพอ่ื ไมต่ ้องกลับกระสอบทุกวนั
๕) ทงิ้ ไว้ประมาณ ๕-๗ วัน ตรวจดูวา่ มี กลิน่ หอมและไม่มไี อรอ้ น ก็สามารถนา ไปใช้งานและเกบ็ รกั ษา
ไว้ได้นาน
102
วิธใี ช้
ควรใช้ต้ังแต่ในข้ันตอนของการ เตรียมดนิ โดยผสมคลุกเคล้ากับดินในแปลง เสร็จแลว้ คลมุ ดินด้วยฟาง
ใบไม้ หรือกิง่ ไม้ และควรหมกั ดนิ ทง้ิ ไว้ ๗ วนั จึงจะเรมิ่ ลงมือปลกู พืช (ในกรณที ่เี ป็น นาขา้ ว พชื ไร่ และพชื ผัก)
- นาขา้ ว ๒๐๐ กก. ตอ่ ๑ ไร่ - พืชไร่/ผกั ๒ กามอื ต่อ ๑ ตารางเมตร
- ไมย้ นื ตน้ พืชสวน ๑ กก. ต่อ ๑ ตารางเมตร
ขอ้ แนะน้า
ในการใช้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ ชีวภาพให้ได้ผลดีนั้น หลังจากหว่านหรือ คลุกผสมปุ๋ยหมักแห้งกับดิน
แล้ว ควรคลุกดินด้วยฟาง เศษหญ้า หรือเศษใบไม้ จากนั้นใช้ปุ๋ยน้าหมักอินทรีย์ชีวภาพรด ลงไป ในอัตราส่วน
๑ : ๒๐๐ จะชว่ ยให้ ดินร่วนซยุ และฟูขึน้ ทาใหร้ ากพืชเติบโตไดด้ ี
ทีม่ า : https://technology.thaiza.com/news/313787/
103
“...สมควรที่จะปลูกแบบป่าสาหรับใช้ไม้หนึ่ง ป่าสาหรับใช้ผลหนึ่ง ป่าสาหรับใช้เป็นฟืนอย่าง
หนงึ่ อันนแี้ จกออกไปเปน็ กวา้ งๆ ใหญๆ่ การทีจ่ ะปลูกตน้ ไมส้ าหรับได้ประโยชนด์ ังนี้
ในคาวิเคราะหข์ องกรมปา่ ไมร้ สู้ กึ ว่าจะไมใ่ ช่ป่าไม้ จะเปน็ สวนมากกว่าเป็นปา่ ไม้
แตว่ ่าในความหมายของการช่วยเพ่ือต้นน้าลาธารนั้น ปา่ ไม้เช่นนีจ้ ะเป็นสวนผลไมก้ ต็ าม
หรอื เป็นสวนไม้ฟืนกต็ าม นนั่ แหละเป็นป่าไม้ที่ถกู ตอ้ ง เพราะทาหน้าท่ีเปน็ ป่า คือเปน็ ตน้ ไม้
และทาหนา้ ทเี่ ป็นทรัพยากรในดา้ นสาหรับเปน็ ผลที่มาเป็นประโยชนแ์ ก่ประชาชนได้...”
พระราชดา้ รัสบางตอนเกี่ยวกบั ปา่ ๓ อยา่ ง โยชน์ ๔ อย่าง
ณ โรงแรมรินคา้ จังหวดั เชียงใหม่ วันท่ี ๗ มกราคม ๒๕๒๓
104
ปา่ ๓ อย่าง โยชน์ ๔ อยา่ งของพระบามสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั
เป็นแนวคิดของการผสมผสานการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรป่าไม้ควบคู่ไปกับความต้องการด้าน
เศรษฐกิจและสังคมของประชาชนเป็นที่ต้ัง ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกิดการอนุรักษ์และเพ่ิมพื้นที่ป่าของประเทศ
ได้อย่างแยบคาย จากการสง่ เสรมิ ใหช้ าวบ้านไดต้ ระหนักและเห็นคณุ ค่าจากการได้ใชป้ ระโยชน์จากป่าไม้ที่ปลูก
สามารถแจกแจงตามการใชป้ ระโยชน์ใหเ้ ข้าใจงา่ ยขน้ึ ดงั น้ี
ประโยชน์เพอ่ื ให้ “พออย”ู่
คือการปลูกต้นไม้ท่ีใช้เน้ือไม้และไม้เชิงเศรษฐกิจให้เป็นป่า ไม้กลุ่มน้ีเป็นไม้อายุยาวนานซึ่งจะเน้น
ประโยชน์ในเน้ือไม้เพื่อสร้างบ้าน ทาเคร่ืองเรือน และถือได้ว่าเป็นการออมทรัพย์เพ่อื สร้างความมั่นคง
ในอนาคตต้นไม้กลมุ่ นี้เช่น ตะเคียนทองยางนา แดง สกั พะยูง พยอม เป็นต้น
ประโยชน์เพอ่ื ให้ “พอกิน”
คอื การปลกู ต้นไม้ท่ีกินไดร้ วมทง้ั ใชเ้ ป็นยาสมนุ ไพร ไมใ้ นกลุ่มนี้ เช่น แค มะรุม ทเุ รียน สะตอ ผักหวาน
ฝาง แฮ่ม กล้วย ฟกั ข้าว เป็นต้น
ประโยชน์เพือ่ ให้ “พอใช้”
คือการปลูกต้นไม้ให้เป็นป่าไม้สาหรับใช้สอยในครัวเรือน อาทิ ทาฟืนเผาถ่าน ทางานหัตถกรรม หรือ
ทาน้ายาซักล้าง ไมใ้ นกลุ่มน้ี เช่น มะคาดีควาย หวาย ไผ่ หมเี หม็น เปน็ ตน้
ประโยชนเ์ พือ่ ให้ “พอรม่ เย็น”
คือประโยชน์อย่างที่ ๔ ท่ีเกิดจากการปลูกป่า ๓ อย่าง “พอร่มเย็น” คือป่าทั้ง ๓ อย่างจะช่วยฟ้ืนฟู
ระบบนเิ วศดนิ และน้า ให้กลบั อุดมสมบูรณร์ ่มรืน่ และฉา่ เยน็ ขน้ึ มา
105
พระราชด้าริ “ปา่ เปยี ก”
เป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้ด้วยการใช้ทรัพยากรน้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างแนวป้องกันไฟ
แบบเปียก(Wet Fire Break) โดยพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั ฯ ทรงตระหนักถึงคุณคา่ อนั อเนกอนันต์ของน้า
เป็นอย่างย่ิง ทรงคานึงว่าทุกสรรพสิ่งในสภาพแวดล้อมของมนุษย์น้ัน จะเก้ือกูลซ่ึงกันและกันได้หากรู้จัก
ประยุกต์ใช้ให้เป็นประโ ยช น์ “ป่าเปียก” เพื่อป้องกันไฟไหม้ป่านั้น จึงเป็นกลวิธีอย่างง่าย
แตไ่ ดป้ ระโยชนส์ งู ที่พระองค์ทรงคิดค้นข้ึน โดยทรงแนะนาให้ศูนย์ศกึ ษาการพัฒนาอันเน่ืองมาจากพระราชดาริ
ทาการศึกษาทดลองและไดร้ บั ผลสาเรจ็ เปน็ ท่นี ่าพอใจ
การสร้าง “ปา่ เปียก”
วิธีที่ ๑ ทาระบบป้องกนั ไฟไหมป้ า่ โดยใช้แนวคลองส่งน้าและแนวพชื ชนิดตา่ ง ๆ ปลูกไวต้ ามแนวคลอง
วธิ ีที่ ๒ สร้างระบบการควบคมุ ไฟป่าดว้ ยปา่ เปียก โดยอาศัยนา้ ชลประทานและนา้ ฝน
วิธีท่ี ๓ ปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมแนวร่องน้า เพื่อให้ความชุ่มช้ืนค่อยๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้า
ซงึ่ จะทาให้ตน้ ไมเ้ ติบโตและช่วยป้องกันไฟป่าเพราะไฟปา่ จะเกิดข้นึ หากปา่ ขาดความชมุ่ ช้ืน
วิธีท่ี ๔ สร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือที่เรียกว่า “Check Dam” ขึ้นเพ่ือปิดกั้นร่องน้าหรือลาธาร
ขนาดเล็กเป็นระยะ ๆ เพื่อใช้เก็บกักน้าและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้าที่เก็บไว้จะซึมเข้าไปสะสมในดิน
ทาให้ความชมุ่ ชื้นแผข่ ยายเขา้ ไปทง้ั สองดา้ นจนกลายเป็น “ปา่ เปียก”
วิธีท่ี ๕ สูบน้าขึ้นท่ีสูงแล้วปล่อยให้ไหลลงมาทีละน้อย เพื่อช่วยเสริมการปลูกป่าบนพ้ืนที่สูงในรูป “ภูเขาป่า”
ให้กลายเปน็ “ปา่ เปยี ก” ช่วยป้องกันไฟป่าได้
วิธีท่ี ๖ ปลูกต้นกล้วย ซ่ึงสามารถอุ้มน้าไว้ได้มากกว่าพืชชนิดอ่ืน ในพื้นท่ีท่ีกาหนดให้เป็นช่องว่างของป่า
กว้าง ๒ เมตร เพ่ือเป็นแนวปะทะกับไฟป่าแนวพระราชดาริ “ป่าเปียก” จึงเป็นทฤษฎีการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้
โดยอาศัยความชุ่มชื้น ช่วยให้ป่าชุ่มฉ่าอยู่เสมอ หากสามารถป้องกันไฟป่าได้ก็จะทาให้เกิดการฟ้ืนฟูป่าไม้ได้ใน
ท่สี ุด
ทฤษฎีการปลกู ปา่ โดยไมต่ ้องปลกู ตามหลักการฟนื้ ฟสู ภาพปา่ ดว้ ยวัฏจกั รธรรมชาติ
(Natural Reforestation)
เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่พระองค์ทรงคิดค้นเพื่อจะเพ่ิมปริมาณป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งจะเน้นการทา
ท่ีเรียบง่ายได้ประโยชน์สูงแต่ประหยัดสุด อีกท้ังยังช่วยฟ้ืนฟูระบบนิเวศก์ป่าไม้แบบดั้งเดิมได้เป็นอย่างดีมี
หลักการอนั หลากหลาย ดงั น้ี
หลักการท่ี ๑. ปลูกปา่ โดยไม่ต้องปลกู
ทรงเสนอแนวทางปฏิบตั ิ ๓ วธิ ี ดังน้ี
๑.๑ ปล่อย “ถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้วก็ท้ิงป่าน้ันไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทาอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโต
ขน้ึ มาเป็นป่าสมบรู ณ์ โดยไมต่ อ้ งไปปลกู สักตน้ เดยี ว...”
106
๑.๒ ปละ “ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทาอะไรเพราะตอไม้จะแตกก่ิงออกมาอีก ถึงแม้
ต้นไม่สวยแตก่ ็เป็นต้นไม้ใหญไ่ ด.้ ..”
๑.๓ ประคบั ประคอง “ไมไ่ ปรงั แกปา่ หรือตอแยตน้ ไม้ เพยี งแตค่ ุม้ ครองใหข้ ึน้ เองเท่านนั้ ...”
หลกั การที่ ๒. ปลกู ปา่ ในท่สี ูง
ทรงแนะวิธีการดังน้ี “...ใช้ไม้จาพวกท่ีมีเมล็ดทั้งหลาย ข้ึนไปปลูกบนยอดท่ีสูง เม่ือโตแล้วออก
ฝกั ออกเมลด็ ก็จะลอยตกลงมาแลว้ งอกเอง ในท่ตี า่ ต่อไป เปน็ การขยายพนั ุธโ์ ดยธรรมชาต.ิ ..”
หลกั การที่ ๓. ปลกู ป่าธรรมชาติ
ทรงเสนอแนวทางปฏบิ ตั ิ ดังน้ี
๓.๑ ปลูกต้นไม้ด้ังเดิม “ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธ์ุไม้ดั้งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามรายการ
ชนดิ ตน้ ไม้ท่ีศึกษามา...”
๓.๒ งดปลูกไม้ต่างถ่ิน “...ไม่ควรนาไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ต่างถ่ินเข้ามาปลูกโดยยังไม่ได้ศึกษา
อย่างแนช่ ัดเสียกอ่ น...”
หลักการที่ ๔. การปลกู ป่าทดแทน
ในขณะที่ประเทศไทยเรามีพ้ืนท่ีป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ ๒๕ ของพ้ืนที่ประเทศหรือประมาณ
๘๐ ล้านไร่ การจะเพิ่มเนื้อท่ีป่าไม้ให้ได้ร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ประเทศแล้ว คนไทยต้องช่วยกันปลูกป่าถึง
๔๘ ล้านไร่ โดยใช้กล้าไม้ไม่ต่ากว่าปีละ ๑๐๐ ล้านต้น และใช้เวลาถึง ๒๐ ปี จึงจะเพิ่มป่าไม้ได้ครบเป้าหมาย
ท่ีกาหนดไว้เท่านั้น การปลูกป่าทดแทนจึงเป็นแนวทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดาริ
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ฯ ไดพ้ ระราชทานในการปลูกป่าทดแทน เพอื่ คนื ธรรมชาตสิ ู่แผ่นดินด้วยวิธีทาง
แบบผสมผสานในเชิงปฏิบัติ ดังพระราชดาริตอนหน่งึ ว่า “...การปลกู ป่าทดแทนจะต้องทาอยา่ งมีแผน โดยการ
ดาเนินการไปพร้อม กับการพัฒนาชาวเขา ในการน้ีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ชลประทาน และฝ่ายเกษตรจะต้อง
ร่วมมือกันสารวจต้นน้าในบริเวณพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อวางแผนปรับปรุงต้นน้าและพัฒนาอาชีพได้อย่างถูกต้อง
...”
หลกั การปลกู ปา่ ในใจคน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงความสาคัญของป่าไม้มาตั้งแต่เสด็จข้ึนครองราชย์
พระองค์เสด็จ พระราชดาเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกภูมิภาค ทรงได้เห็นสภาพป่าไม้ท่ีทรุดโทรมและถูก
ทาลายมากมาย จงึ ทรงมีพระราชดาริใหม้ ีการอนุรักษแ์ ละฟื้นฟูป่าเพ่ือรักษาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศทาง
น้า ดิน และป่าไม้ เพื่อให้ประชาชนได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และสามารถ
พ่ึงพาตนเองได้หลายโครงการ ท้ังที่เป็นโครงการส่วนพระองค์ โครงการพระราชดาริป่าและดิน อาทิ โครงการ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทราโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภพู านจ.สกลนคร โครงการศูนย์
ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชดารัสในเรื่อง
ของการ
ปลูกป่าว่า “...ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่าน้ันก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และ
รักษาตน้ ไมด้ ้วยตนเอง....”
107
หลักการและวธิ กี ารปลกู ปา่ ๕ ระดบั แบบกสกิ รรมธรรมชาติ
การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง และการปลูกต้นไม้แบบกสิกรรมธรรมชาติ ประกอบด้วย
ต้นไม้หลากหลายท้ังชนิดพันธุ์ ช่วงอายุ ลักษณะนิสัยและขนาดความสูง โดยเราสามารถจัดแบ่งตามระดับ
ช่วงความสูงและระบบนเิ วศได้ ๕ ระดับอนั ได้แก่
๑. ไมส้ งู เป็นกลมุ่ ต้นไมเ้ รอื นยอดสูงสดุ และอายยุ ืนไมใ้ นระดบั นี้ เชน่ ตะเคียน ยางนา เตง็ รงั ฯลฯ
๒. ไม้กลาง เป็นกลุ่มต้นไม้ท่ีไม่สูงนัก ไม้ในระดับน้ีได้แก่บรรดาไม้ผลท่ีเก็บกินได้ เช่น มะม่วง ขนุน มังคุด
กระทอ้ น ไผ่ สะตอ ฯลฯ
๓. ไม้เตยี เปน็ กลุม่ ต้นไม้พุ่มเตีย้ ไมใ้ นระดับน้ี เช่น พริก มะเขือ กะเพรา ผักหวานบา้ น ติ้ว เหรยี ง ฯลฯ
๔. ไม้เรย่ี ดนิ ไมใ้ นระดบั น้ีเป็นตระกลู ไมเ้ ล้อื ย เชน่ พรกิ ไทย รางจืด ฯลฯ
๕. ไม้หวั ใตด้ นิ ไม้ในระดับนีเ้ ชน่ ขิง ขา่ มันมือเสือ บกุ กวาวเครอื ฯลฯ
ขอ้ ค้านงึ ในการปลกู ปา่ ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อย่าง
๑. ไม้เบกิ น้า ไมส้ ะเดา มะรุม แค ไม้ผล กล้วย ออ้ ย และพชื ผักอายสุ น้ั ควรหามาปลูกกอ่ น เพอื่ สรา้ งแหล่ง
อาหารของครอบครัว
๒. ไมป้ ลกู เพ่อื อยู่อาศัย ควรปลูกหลงั จากปลกู ไม้ในขอ้ ท่ี ๑ ประมาณ ๑-๒ ปี
๓. ไมส้ มุนไพร จะเจริญเติบโตไดด้ เี มอ่ื มีความร่มรื่นเพียงพอ
๔. นาข้าว กาหนดพ้ืนทีใ่ ห้เหมาะสมหากมพี ื้นที่พอ เพ่ือเก็บขา้ วไว้กินระหวา่ งปโี ดยไมต่ ้องซ้ือ
๕. รอ่ งนา้ ควรขดุ ร่องนา้ ขนาดเลก็ เพื่อใหค้ วามชุ่มชน้ื กบั พืน้ ดนิ และต้นไม้ ซง่ึ จะทาใหส้ ามารถเล้ียงปลา
ธรรมชาติเพอ่ื ใช้เปน็ อาหาร โดยขดุ ใหเ้ ชือ่ มตอ่ กนั กับบ่อขนาดใหญ่
๖. ปลกู ต้นไมใ้ ห้หลากหลาย เพื่อการใชป้ ระโยชน์ไดห้ ลากหลาย ช่วยลดค่าใชจ้ า่ ย สรา้ งความมง่ั ค่ัง มัน่ คง ซึง่
เป็นการเสรมิ สร้างภูมิคุ้มกนั ในครอบครวั และชุมชน
108
ธนาคารตน้ ไม้
ประกันชีวิตที่พอเพียง ม่ังค่ัง ย่ังยืน เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติได้
เสนอแนวคิด “ธนาคารต้นไม้” ให้เป็นเคร่ืองมือในการจัดการหน้ีและสร้างหลักประกันชีวิตของเกษตรกรให้
เกษตรกรทั้งที่มีหนี้และไม่มีหนี้ปลูกต้นไม้มากขึ้น เพ่ือสร้างความม่ันคงให้แก่ตนเอง และตกทอดเป็นมรดกแก่
ลกู หลานได้ โดยการทาบัญชีต้นไม้ฝากไว้ในธนาคาร ซง่ึ เปน็ การเปล่ียนรปู แบบจากการออมเงินดอกเบ้ยี ต่า เปน็
การออมต้นไม้ท่ีให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า อีกท้ังเป็นการใช้จุดแข็งของเกษตรกรและแผ่นดินไทย เป็นฐานการ
สรา้ งไทยให้ย่งั ยืน และสรา้ งผลดแี กโ่ ลก โดยมีหลักการสาคัญ ดังน้ี
• ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก เป็นสิทธิของประชาชนในการเป็นเจ้าของท้ังที่ดินและต้นไม้ มีสิทธิในการ
ดแู ลรักษา คดิ มูลคา่ และตัดเพอื่ เป็นสินคา้ เหมือนพชื เกษตรอ่ืน
• ต้นไมท้ กุ ตน้ ยอ่ มมมี ูลคา่ ในระหวา่ งท่ียังมชี วี ิต (ไม่ใช่ตัดแล้วจึงมคี า่ อย่างปัจจบุ ัน)
• การปลูกตน้ ไม้จะต้องยดึ แนวทางปลูกป่า ๓ อย่าง ไดป้ ระโยชน์ ๔ อย่าง ไดแ้ ก่
(๑) ปลกู ไวก้ ิน คอื กนิ เปน็ อาหาร กินเปน็ เคร่ืองดม่ื กินเปน็ สมุนไพร กนิ เปน็ ขนม
(๒) ปลูกไว้ทาที่อยู่ ได้แก่ ทาไม้พ้ืน ไม้ฝา ไม้เสาและไม้เครื่องบน (๓) ปลูกไว้เพื่อใช้สอย
ได้แก่ ทาฟนื ทาถา่ น ทาป๋ยุ ทาสารไล่แมลง ทาเครื่องมอื เครือ่ งใช้ ใช้งานหัตถกรรม ใช้ทาสี ใชท้ าน้ายา
ซักล้าง
(๔) ปลูกไว้เพือ่ เปน็ ร่มเงาให้ความรม่ เยน็ เปน็ ประโยชน์ต่อส่งิ แวดลอ้ ม
• ต้นไม้ท่ีประชาชนปลูก มีส่วนในการสร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
แก้ปญั หาโลกร้อน และรฐั บาลตอ้ งสนับสนุนการทาคาร์บอนเครดติ สาหรับเกษตรกรรายย่อย
• รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ต้องผลักดัน พัฒนากลไกหนุนเสริมธนาคารต้นไม้ของภาคประชาชน
เพือ่ สรา้ งความมั่นคง มั่งคั่งใหมใ่ นชีวติ สงั คม และประเทศชาตอิ ยา่ งยง่ั ยืนตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
109
“…หลักสาคัญว่า ตอ้ งมีนา้ น้าบรโิ ภคและนา้ ใช้ นา้ เพื่อการเพาะปลูก
เพราะชีวติ อย่ทู ่ีนัน่ ถา้ มีนา้ คนอยู่ไดถ้ า้ ไมม่ ีน้า คนอยูไ่ มไ่ ด้ ไมม่ ีไฟฟา้ คนอยูไ่ ด้
แตถ่ า้ มีไฟฟ้า ไม่มีน้า คนอย่ไู ม่ได้…”
พระราชด้ารสั พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัวฯ
๑๗ มนี าคม ๒๕๓๙
110
น้าเปน็ ปัจจยั พนื ฐานสา้ หรบั ทกุ ชีวิตบนโลก
จากพระราชดารัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “น้า” เป็นปัจจัยพ้ืนฐานท่ีสาคัญสาหรับทุก
ชีวิต ทุกกิจกรรมบนโลก ซึ่งรวมท้ังการทาเกษตรกรรมด้วยเช่นกัน ในทุกคราท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามพ้ืนที่ต่าง ๆ ท่ัวประเทศนั้นทรงทอดพระเนตรพบสภาพปัญหา
การขาดแคลนน้าเพ่ือการปลกู ข้าวจนเกิดแรงดลพระราชหฤทยั และเป็นแนวคิดข้ึนวา่
1. ขา้ วเปน็ พืชที่แขง็ แกรง่ หากไดน้ ้าเพยี งพอจะสามารถเพิ่มปริมาณเม็ดขา้ วได้มากยิ่งขึน้
2. หากเก็บน้าฝนที่ตกลงมาไว้ได้แล้วนามาใช้ในการเพาะปลูกก็จะสามารถเก็บเก่ียวได้มากข้ึน
เชน่ กนั
๓. การสร้างอ่างเก็บน้าขนาดใหญ่นับวันแต่จะยากที่จะดาเนินการได้ เน่ืองจากการขยายตัวของ
ชุมชนและขอ้ จากัดของปรมิ าณท่ดี ิน เปน็ อุปสรรคสาคญั
๔. หากแต่ละครัวเรอื นมสี ระน้าประจาไรน่ าทกุ ครัวเรอื นแลว้ เมอ่ื นับปริมาณรวมกันกย็ อ่ มเท่ากับ
ปริมาณในอ่างเก็บน้าขนาดใหญ่ แตส่ น้ิ คา่ ใชจ่ ่ายน้อยและเกิดประโยชน์สงู สุด โดยตรงมากกว่าเน่ืองจากการทา
เกษตรกรรมของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ เป็นระบบเกษตรกรรมท่ีต้องอาศัยน้าฝนเป็นหลัก ซ่ึงไม่สามารถ
กาหนดควบคุมได้ ในบางปีกเ็ กดิ ภัยแลง้ ขณะทีบ่ างปีกเ็ กิดภัยพบิ ัติน้าท่วม จนทาให้พืชผลและสัตวเ์ ลย้ี งจากการ
กสิกรรมต่าง ๆ เสียหายไปเป็นจานวนไม่น้อยไม่เพียงเท่าน้ัน ปัญหาเก่ียวกับน้ายังคุกคามรวมไปถึงคนเมือง
โดยเฉพาะปัญหาน้าท่วมและปัญหาน้าเน่าเสีย ท่ีสร้างความเดือดร้อนแทบทุกปีการจัดการเพ่ืออนุรักษ์น้า ท้ัง
ในสภาวะที่น้าน้อย น้ามาก และน้าเสีย จึงเป็นสิ่งจาเป็นอันดับต้นๆ ท้ังเพื่อการทากสิกรรมธรรมชาติและการ
ดาเนนิ ชวี ติ ของทุก ๆ ชีวติ บนโลก
111
จากฟากฟา้ ...
โครงการฝนหลวง
วธิ ีทาฝนหลวงมอี ยู่ ๓ ขน้ั ตอน คอื
ข้ันตอนท่ี ๑ ก่อกวน คือ การดัดแปรสภาพอากาศหรือก้อนเมฆในขณะน้ัน เพ่ือกระตุ้นให้มวลอากาศชื้น
ไหลพาข้ึนส่เู บ้อื งบนอนั เปน็ การชกั นาไอน้า หรืออากาศชน้ื เขา้ สูก่ ระบวนการเกิดเมฆ
ขั้นตอนท่ี ๒ เล้ียงให้อ้วน คือ การดัดแปรสภาพอากาศ เพ่ือทาให้เมฆเจริญข้ึนจนมีขนาดใหญ่ หนาแน่น
และพร้อมทจ่ี ะตกลงมาเป็นฝน
ขั้นตอนที่ ๓ โจมตี คือการดัดแปรสภาพอากาศที่จะกระตุ้น ให้เม็ดละอองเมฆปะทะชนกัน แล้วรวมตัวเข้า
ดว้ ยกนั จนมขี นาดใหญ่ขึ้น ขณะเดยี วกันกเ็ ปน็ การลดแรงไหลพาข้นึ เบอ้ื งบน เพ่ือใหเ้ ม็ดน้ามีขนาดใหญ่ตกลงสูเ่ บ้ืองลา่ ง
แลว้ เกดิ เปน็ ฝนตกลงมาสเู่ ป้าหมาย
112
ลงภผู า...
เครื่องดกั หมอก
พระองค์ท่านได้พระราชพระราชดาริให้จัดทาแผงดักหมอก และทดลองใช้บริเวณพระตาหนักภูพิงค์ราช
นเิ วศน์ เม่ือ ๑๔ มนี าคม ๒๕๓๖ โดยหลักการวางแผงดกั หมอกควรจะออกแบบให้สามารถรบั นา้ ได้ท้งั ดา้ นหน้า
และด้านหลังของแผง การติดตั้งแผงควรพิจารณาทิศทางของลมและต้ังขวางทางลม เพื่อดักหมอกและน้าค้าง
ใช้วัสดุอะไรก็ได้ทาแผงดักหมอก แต่ควรเป็นวัสดุท่ีหาง่าย มีในท้องถิ่นและราคาไม่แพงพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยหู่ ัวฯ ไดพ้ ระราชทานพระราชดาริเพิ่มเตมิ วา่
“…แผงดักหมอกน้ีสามารถช่วยบังแดดบังลมกับต้นไม้ในระยะแรกท่ีเร่ิมทาการปลูกต้นไม้
หรือในระยะแรกที่ต้นไม้เริ่มเติบโตขึ้นได้ ด้วยส่วนวัสดุท่ีจะนามาใช้ในการดักหมอกนี้ควรจะเป็นวัสดุประเภท
ที่รูพรนุ มาก ๆ เชน่ ตาข่ายไนล่อน ซงึ่ จะทาใหเ้ กิดการจบั ตัวของหยดน้าไดด้ ี อีกทงั้ การใช้วัสดุที่เป็นเสอื่ ลาแพน
การสานอย่าให้ทึบ ควรสานให้โปร่ง เนื่องจากในอากาศนั้นมีความช้ืนอยู่แล้ว จะทาให้เกิดการควบแน่น
และกลน่ั ตวั เป็น หยดน้าได้…”
ฝายชะลอความชุ่มช้ืน (Check Dam) ใช้วัสดุธรรมชาติท่ีหาง่ายในท้องถ่ิน เช่น ก้อนหิน และไม้
เพอื่ ก่อเป็นฝายขวางรอ่ งนา้ หรือห้วยเล็ก ๆ ทาหนา้ ทกี่ กั กระแสน้าไวใ้ ห้ไหลช้าลง และใหน้ ้าสามารถซึมลงใต้ผิว
ดนิ สร้างความช่มุ ช้นื ในบรเิ วณนน้ั อกี ท้งั ยงั ช่วยดกั ตะกอนดินและทราย ไม่ให้ไหลลงสแู่ หล่งนา้ เบอื้ งล่าง
แฝก
การปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับเพื่อช่วยชะลอความชุ่มชื้นไว้ในดิน โดยรากของหญ้าแฝกจะ
ขยายออกดา้ นข้างเป็นวงเสน้ ผ่าศูนย์กลางไม่เกิน ๕๐ เซนติเมตร และจะแทงลงไปเปน็ แนวลกึ ใตด้ นิ ๑-๓ เมตร
แล้วสานกันเปน็ แนวกาแพงดดู ซบั ความชุ่มช้ืนใหแ้ กผ่ ิวดนิ
113
ผ่านท่งุ นา..
โครงการพัฒนาลุ่มน้าป่าสัก เป็นโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้าและบรรเทาอุทกภัยใน
เขตลุ่มน้าปา่ สกั กรุงเทพฯ และปริมณฑลลกั ษณะเปน็ เขอื่ นดนิ ยาว ๔,๖๘๐ เมตร มีความจุ ๙๖๐ ลา้ นลกู บาศก์
เมตร
“...หากประวิงเวลาต่อไปไม่ได้ทาเราก็ต้องอดน้าแน่ จะกลายเป็นทะเลทรายและเราก็จะอพยพ
ไปไหนไม่ได้ โครงการนี้ คือ สร้างอ่างเก็บน้า ๒ แห่ง แห่งหนึ่งคือที่แม่น้าป่าสัก อีกแห่งคือท่ีแม่น้านครนายก
๒ แห่งรวมกัน จะเก็บน้าเหมาะสมพอเพียงสาหรับการบริโภค การใช้น้าในเขตกรุงเทพและเขตใกล้เคียง
ในทร่ี าบลุ่มของประเทศไทย...” พระราชด้ารสั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั ฯ
ทฤษฎีใหม่เป็นการสร้างแหล่งน้าขนาดเล็กบนผิวดิน ในพื้นที่การเกษตรของเกษตรกร โดยแบ่งท่ีดิน
สาหรับใช้ขุดเป็นสระเก็บน้า ให้สามารถใช้ทาการเกษตรได้ตลอดปีและสามารถเล้ียงปลาไปพร้อม ๆ กัน
นอกจากนีบ้ รเิ วณขอบสระยงั สามารถใชป้ ลูกพืชผกั สวนครวั ได้อีกดว้ ย
“...หากใชท้ ฤษฎีใหม่สมบูรณ์ สระนา้ ทาหน้าที่อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ และเต็มความสามารถ ก็ไม่มี
ความจาเป็นต้องมแี หล่งน้าขนาดใหญ่เพมิ่ เติม...” พระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ฯ
114
โครงการแก้มลงิ
หลักการของโครงการคือ เม่ือเกิดน้าท่วมก็ขุดคลองชักน้าให้ไหลมารวมกันเก็บไว้ในแหล่งพักน้า
แล้วจึงค่อยทาการระบายลงสู่ทะเลผ่านทางประตูระบายน้าในช่วงที่ปริมาณน้าทะเลลดลง ขณะเดียวกัน
กส็ ามารถสูบนา้ ออกจากคลองทเี่ ป็นแก้มลิงลงสูท่ ะเลตลอดเวลา เพอ่ื ท่นี า้ จากตอนบนจะได้ไหลลงมาได้เร่ือย ๆ
และเม่ือใดก็ตามที่ระดับน้าทะเลขึ้นสูงกว่าระดับน้าในคลองท่ีเป็นแก้มลิง ก็ให้ปิดประตูระบายน้า ก้ันไม่ให้น้า
ทะเลไหลย้อนกลับเขา้ มา
โครงการพฒั นาลุม่ น้านครนายกตอนบน
โครงการเขื่อนเก็บกักน้าคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก สร้างอยู่ในบริเวณจุดท่ีต่าจากน้าตกเหวนรก
ลงมา เป็นโครงการที่มีความสาคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้ราษฎรมีน้าใช้เพาะปลูกในฤดูแล้ง
ได้เป็นจานวนนับแสนไร่แล้ว เขื่อนแห่งน้ียังสามารถป้องกันอุทกภัยไว้ได้ทุกปี ขณะเดียวกันในฤดูแล้ง
น้าจากเขื่อนก็จะถูกระบายออกให้แก่เกษตรกร ท้ังยังเป็นการช่วยชะล้างดินเปรี้ยวในพื้นท่ีหลายอาเภอของ
นครนายกได้อีกทางพระราชดาริในการใชน้ ้าดไี ล่น้าเสียเป็นการนาน้าคุณภาพดีจากแม่น้าเจ้าพระยา ส่งเข้าไป
ไล่น้าเสียตามคลองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ คลองบางเขน คลองบางซื่อ คลองแสนแสบ
คลองเทเวศร์ และคลองบางลาภู เพ่ือช่วยลดปัญหาความเน่าเสียของน้าในคลองต่าง ๆ คล้ายกับการ
“ชักโครก” คือ ปิดและเปิดน้าให้ได้จังหวะตามเวลาน้าข้ึน-น้าลง หากน้าข้ึนสูงก็เปิดประตูน้าให้น้าดีเข้าไปไล่
นา้ เสีย คร้นั น้าทะเลลงก็เปิดประตูถ่ายนา้ เสยี ออกจากคลองไปด้วยกงั หันนา้ ชัยพัฒนาใช้บาบัดน้าเสียที่เกิดจาก
ชมุ ชนและอตุ สาหกรรม ลักษณะเปน็ เคร่ืองกลหมุนชา้ แบบทุน่ ลอยเพ่ือช่วยเตมิ ออกซิเจนท่ีผวิ นา้
ส่มู หานที..
115
บาบัดน้าเสียโดยธรรมชาติโครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจาก
พระราชดาริต้ังอยู่ท่ี ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นโครงการศึกษาวิจัยวิธีการบาบัดน้าเสีย
กาจัดขยะมลู ฝอยและการรักษาสภาพปา่ ชายเลนด้วยวธิ ีธรรมชาตติ ามแนวพระราชดาริ มขี ้นั ตอนคอื
๑. ดาเนินการสร้างท่อระบายรวบรวมน้าเสยี (Combine Waste Water System) จากเทศบาลเมือง
เพชรบุรี จากนั้นส่งน้าเสียไปยังสถานีสูบน้าเสียที่คลองยาง ซึ่งเป็นบ่อดักขยะและบ่อตกตะกอนโดยในขั้นต้น
จะสามารถลดคา่ ความสกปรกไปได้ถงึ รอ้ ยละ ๔๐
๒. น้าเสียจากคลองยางจะถูกสูบและส่งไปตามท่อเป็นระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร เข้าสู่ระบบบาบัดน้า
เสียท่ีตาบลแหลมผักเบ้ีย ซึ่งดาเนินการพร้อมกัน ๒ ระบบ คือ ระบบบาบัดน้าเสีย และระบบกาจัดขยะ โดย
ระบบบาบัดน้าเสียแบง่ ออกเปน็
ก. ระบบบาบัดหลักซึ่งประกอบด้วยระบบบาบัดน้าเสีย(Lagoon Treament) จานวน ๕ บ่อ ในพื้นที่
๙๕ ไร่ โดยน้าเสียจะไหลเข้าระบบน้าล้น ตามลาดับคือผ่านบ่อตกตะกอน (Seadimentation Pond) เข้าบ่อ
บาบัด ๑-๓ (Oxidation Pond) ก่อนไหลสู่บ่อปรับคุณภาพน้า (Polishing Pond) เป็นขั้นสุดท้าย จากนั้นจึง
ระบายลงสูป่ ่าชายเลน ซ่ึงนา้ เสยี ขั้นสุดท้ายจะไดร้ บั การตรวจสอบคุณภาพนา้ จากคณะวิจัยอยา่ งใกล้ชดิ
ข. ระบบบาบัดน้ารองอยูร่ ะหว่างดาเนนิ การในพ้ืนท่ปี ระมาณ ๖๐ ไร่ ประกอบด้วย
• ระบบบงึ ชวี ภาพ (Contructed Wetland) เปน็ การดาเนินการโดยให้ นา้ เนา่ เสยี ไหลผา่ นบ่อดนิ ต้ืนๆ
รูปสี่เหล่ียมผืนผ้าท่ีภายในปลูกพืชที่มีรากพุ่งประเภทกกพันธ์ุต่าง ๆ และต้นอ้อพืชเหล่าน้ีมีระบบรากแผ่
กระจายยึดเกาะดิน และสามารถเจริญเติบโตดีในน้าขัง พืชน้าเหล่านี้จะช่วยดูดซับสารพิษและอินทรีย์สารให้
ลดนอ้ ยลง ตลอดจนทาหนา้ ที่ย่อยสลายสารอินทรยี ์ให้หมดไป
• ระบบกรองน้าเสียด้วยหญ้า (Grass Filtration) โดยการปล่อยน้าจากบ่อปรับคุณภาพน้าของระบบ
บอ่ บาบดั นา้ เสียเป็นระยะ (Bat Flow) นานครัง้ ละ ๑–๒ สปั ดาห์ ผ่านเขา้ ไปในแปลงหญ้ามีขนาดและลักษณะ
เหมือนระบบบึงชวี ภาพ จนกระทั่งน้ามีความสะอาดดีย่งิ ขน้ึ
• ระบบกรองน้าเสียด้วยป่าชายเลน(White and Red Mangrove) น้าเสียจะได้รับการบาบัดผ่านเข้า
ไปในพื้นที่ ๓๐ ไร่ ท่ีทาการปลูกป่าชายเลนแบบคละ ผสมผสานกันในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ซ่ึงน้าท่ีผ่านป่า
ชายเลนจะไดร้ ับการบาบดั จนเปน็ นา้ ดตี ามมาตรฐาน
วธิ กี ารจดั การและอนุรักษ์น้ารูปแบบอน่ื ๆ ท่เี ครือขา่ ยกสิกรรมธรรมชาติได้พัฒนาและนา้ มาประยุกต์ใช้
การบา้ บดั น้าเสยี โดยใชจ้ ุลนิ ทรีย์
วิธีที่ ๑ การใช้น้าหมักชีวภาพ โดยการใช้น้าหมักชีวภาพปริมาณ ๑ ต่อ ๕๐๐ ส่วน ราดลงทั้งในน้าท้ิงจาก
ครัวเรือน ตลาดสด ฟาร์มปศุสัตว์ หรือโรงงานอุตสาหกรรม เพ่ือให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายอินทรีย์สารในแหล่งน้า
นอกจากนี้น้าหมกั ชวี ภาพยังสามารถนาไปใช้ได้ดีในการปรับสภาพนา้ ในบ่อประมงทงั้ บ่อเลี้ยงก้งุ และปลาได้เป็นอยา่ งดี
วิธที ่ี ๒ ลกู ระเบิดจลุ นิ ทรยี ์ เป็นการบาบัดฟ้ืนฟแู หล่งน้า ให้ดขี ึน้ ด้วยจลุ นิ ทรีย์ เช่นเดียวกับการใช้น้าหมักประกอบด้วย
โคลนจากท้องน้า ๕๐ กิโลกรัม, รา ๑๐ กิโลกรัม, ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดหรือผง ๕๐ กิโลกรัม และน้าหมักชีวภาพท่ีหมัก
จนได้ที่แล้ว ๓ เดือนข้ึนไป โดยนาทุกอย่างมาผสมเข้าด้วยกัน จนสามารถปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าลกู เปตอง นาไปผง่ึ ไว้
116
ในที่ร่มจนแห้ง สามารถนาไปบาบัดน้าได้ โดยใช้ในอัตราส่วน ๕ กิโลกรัมต่อน้า ๑ ล้านลิตรหรือ ๒๕-๕๐ กิโลกรัม
ต่อพื้นที่ไร่ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับสภาพน้าท่ีเน่าเสียจากการทดลองของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติพบว่า สามารถเพิ่มค่า
DO (Dissolved Oxygen) หรือค่าออกซิเจนท่ีละลายในน้าจาก ๓.๕ ppm (หรือส่วนในล้านส่วน) เป็น ๖.๕ ppm
ในเวลา ๒๒ นาที ออกซเิ จนเป็นสิ่งทีจ่ าเปน็ อย่างยิ่งสาหรับปลา, หอย, พืช และแอโรบิคแบคทเี รีย (แบคท่ีเรียท่ี
ต้องการออกซิเจน) ถ้าหากค่า DO ในน้าต่ากว่า ๓ ppm จะทาให้สิ่งมีชีวิตในน้าอยู่ในภาวะถูกกดดัน
ถ้าค่า DO ต่ากว่า ๒ ppm หรือ ๑ ppm ปลาจะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ เน่ืองจากปลาจะดารงชีวิต
และทากิจกรรมต่าง ๆ ตามปกติได้ที่ค่า DO ๕-๖ ppm ซ่ึงเป็นส่ิงจาเป็นมาก สาหรับอุตสาหกรรม
การเพาะเล้ยี งสตั ว์นา้ และพืชนา้ การเพิ่มออกซเิ จนในแหลง่ นา้ ชว่ ยให้เกิดแบคทีเรยี นท่สี รา้ งสรรคข์ ้ึน ส่งเสรมิ ให้
เกิดสัตว์หน้าเลน เช่น ไส้เดือน แมลงในน้า รวมทั้งไรน้า ซ่ึงเป็นอาหาร ธรรมชาติที่สาคัญยิ่งของสัตว์น้าพวก
ปู กุ้ง ปลา และหอย
เญาะ หมรฺ า้ กล่า้ ซงั
เญาะ (อีสาน) หมฺรา (ใต้) กล่าหรือซั้ง (ตะวันออก) เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย เพ่ือดึงดูดสัตว์น้า
ให้เข้ามาอยู่อาศัยเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้าขนาดเล็กจานวนมาก และช่วยให้สะดวกในการทาประมงมักสร้าง
ด้วยวัสดุท่ีหาได้ในท้องถิ่น เช่น กิ่งไม้ กอไผ่ ใบมะพร้าว เครื่องมือชนิดนี้นอกจากจะถูกประยุกต์มาเป็นแหล่ง
อนุรักษ์สัตว์น้าแล้ว ยังช่วยป้องกันเรือประมงขนาดใหญ่ เช่น เรืออวนลาก เข้ามาทาประมงในเขตน่านน้าหวง
หา้ มได้อีกทางหน่งึ ดว้ ย
117
118
“...ขอบใจทีน่ าสิทธบิ ตั รนี้ ซงึ่ ถอื ว่าเปน็ การประกันวา่ การขา้ วไทยเปน็ ของไทยแท้
ซงึ่ คนหนกั ใจว่า เราเป็นขา้ วไทยมานานแลว้ จะกลายเปน็ ตอ้ งไปกนิ ข้าวฝรั่ง
เพราะว่าสทิ ธิบัตรนีเ้ ปน็ ของฝร่ัง แต่ว่ามาอยา่ งนี้ ก็ถือว่าเป็นว่าเราได้รบั ประกนั วา่
เราเป็นขา้ วไทย และจะกนิ ข้าวไทยตอ่ ไป ฉะนั้นการทีม่ สี ิทธิบัตรนี้ กเ็ ป็นส่ิงท่สี าคญั
และกห็ วังว่า จะตอ้ งทกุ คนจะรกั ษาความเป็นไทยไดด้ ้วยรับประทานกินขา้ วไทย
ไมต่ ้องกินขา้ วฝรงั่ ...”
พระราชดา้ รัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ฯ
ณ พระตา้ หนกั เป่ยี มสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขนั ธ์
เมือ่ วันที่ ๒๔ มถิ นุ ายน ๒๕๕๒
119
โดยมีการค้นพบหลักฐานท่ีชี้วา่ ได้เกิดภูมิปัญญาการปลูกข้าวด้วยการปักดาในวัฒนธรรมบ้านเชียงซ่ึง
มอี ายไุ ม่ต่ากว่า ๕,๐๐๐ ปี และจากการตรวจพบเมลด็ ข้าวเก่าแก่อายุมากกวา่ ๖,๐๐๐ ปี ผสมอย่ใู นภาชนะดิน
เผาที่โนนนกทา จังหวัดขอนแกน่ สนับสนนุ แนวคิดทีว่ า่ บรรพบุรุษของเราชาวเอเชยี อาคเนย์ได้เร่ิมทาการปลูก
ขา้ ว กอ่ นที่วิถแี ห่งขา้ วจะแพรห่ ลายเข้าไปสปู่ ระเทศอนิ เดีย จนี ญป่ี นุ่ และเกาหลี
คนไทยผูกพัน นับถือและบูชาข้าวในนามเรียกขาน“แม่โพสพ” เทพธิดาประจาต้นข้าว ซ่ึงเช่ือว่าคอย
ชว่ ยเหลอื ชาวนาใหส้ ามารถทานาได้พอกนิ และพอสาหรับจนุ เจือเพ่ือนมนุษย์ ดงั คาอธษิ ฐานของชาวนาในอดีต
ระหวา่ งทาการหวา่ นเมลด็ พันธข์ุ ้าว ๓ กาแรก ลงบนผนื นา โดยกาที่ ๑ กล่าววา่ “ทาบญุ ” กาที่ ๒ กล่าววา่ “ทา
ทาน”และกาที่ ๓ กล่าวว่า “เลี้ยงชีวิต” ในขณะท่ีคนไทยบริโภค ๑๕๐-๓๐๐ กิโลกรัมต่อคนต่อปี และข้าว
กลายเป็นอาหารหลักของคนทั่วโลกกว่า ๔,๐๐๐ ล้านคน ทาให้ประเทศไทยส่งออกข้าวได้มากกว่า ๗ ล้านตัน
ต่อปีโดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มียอดการส่งออกมากถึง ๙.๒ ล้านตัน ด้วยเหตปัจจัย หลายอย่างทั้งด้านเศรษฐกจิ
และนโยบายรัฐ นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ จน ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้วีถีการปลูกข้าวด้วย
ความละเมยี ด ทะนุถนอมและเคารพเกื้อกูลตอ่ แมโ่ พสพ ธรรมชาติ และเพ่อื นมนุษย์ ผนื ดนิ ของบรรพชนชาวนา
ไทยไดเ้ ปลีย่ นแปลงไปจากวิถีดั้งเดิมอย่างสน้ิ เชิง การทานาเพื่อ “ทาบญุ ทาทาน เลีย้ งชีวติ เคารพเกื้อกูลในแม่
120
โพสพและธรรมชาติ” เปลี่ยนเป็นการผลิตเพ่ือขาย และการให้ค่ากับผลกาไรและศรัทธาในเงินทอง
เป็นที่ตั้ง ส่งผลให้เกิดการขยายพ้ืนที่ทานาอย่างกว้างขวางข้อมูลจากสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ปี พ.ศ. ๒๕๕๐/๒๕๕๑ ระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ๕๗.๔๒ ล้านไร่ ผลิตข้าวเปลือกได้
๒๓.๓๙ ล้านตัน แตข่ ณะเดียวกันชาวนาไทยกลับยากจนขน้ แค้น เปน็ หนีส้ นิ ทีด่ นิ หลดุ มอื
จากการทานาที่ไม่ต้องใช้เงนิ สักบาทในอดีต ตน้ ทนุ การผลิตขา้ วเฉลีย่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เพมิ่ สูงข้นึ ถงึ
๖,๐๐๐ บาท/ไร่ ซ่งึ ในรายการนร้ี วมถงึ คา่ ซื้อปยุ๋ และสารเคมีจากตา่ งประเทศท่เี พม่ิ ปรมิ าณมากขึ้นในทุก ๆ ปี
ป๋ยุ ฝร่งั เบยี ดแทนท่ีมลู จากควายอดตี เพอื่ นค่กู ายคใู จของบรรพชนชาวนาไทย ซงึ่ นอกจากคอยชว่ ยเหลือชาวนา
ในด้านแรงงานแลว้ ยงั ผลติ ปุ๋ยธรรมชาตใิ หแ้ ก่ชาวนาอกี ดว้ ย โดยควายรนุ่ ท่มี ีนา้ หนักประมาณ ๒๕๐ กิโลกรมั
๑ ตวั จะถา่ ยมลู สดเฉลีย่ วันละ ๑๓.๕ กโิ ลกรมั หรือคิดเป็นมลู แหง้ ๔ กโิ ลกรัม วิถชี าวนายุค “เงนิ ทองเป็น
ใหญ”่ ท่ีดูเหมือนว่าจะเป็นความหวงั อันเรืองรองของพน่ี ้องชาวนา ได้ส่งผลสะทา้ นสะเทือนต่อระบบนเิ วศนา
ข้าวจากทเ่ี คยอุดมสมบูรณ์ดังคากลา่ วท่ีว่า “ในน้ามปี ลาในนามขี า้ ว” กลับล่มสลายกลายเปน็ ผืนนาอนั ไรซ้ ่ึงชีวติ
ไม่มีปูปลาในนาขา้ วเฉกเชน่ ในอดีต ควายเหล็กหรือรถไถนาจากตา่ งชาติบุกทลายไปท่ัวทุกพืน้ ท่ี ผืนนาไทยท่ี
เคยอุดมกโ็ ทรมทรดุ ลงอยา่ งรวดเรว็ ราวกับคนปว่ ยทก่ี าลังสิ้นลมซึง่ นนั่ ก็พอๆ กับวถิ ชี าวนาไทยทีล่ มหายใจ
เริ่มรวยรนิ ภาพของชาวนาไทยผูเ้ คยได้รับการยกย่องเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” กลับกลายเปน็ ภาพของ
ผทู้ ีอ่ ุดมดว้ ยปัญหาหนสี้ ิน ที่ดินเปล่ยี นมือ เปน็ แหลง่ ชุมนุมของปญั หาสุขภาพทั้งกายและใจ และไรซ้ ่ึงศกั ดศิ์ รี
ท้งั หมดคือจุดเริม่ ตน้ ของคาถามแห่งยคุ สมัยท่วี ่า...ขา้ วทเ่ี รากินและส่งขายกันทุกวันนี้ ยงั จะสามารถเรียกว่า
“ขา้ วไทย” ได้อยหู่ รอื ไม่
121
นาข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี
สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกาจัดวัชพืชสารป้องกันกาจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว
ตลอดจนสารเคมีท่ีใช้รมเพื่อป้องกันกาจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บการผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทาให้
ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็น
การพัฒนาการเกษตรแบบย่ังยืนอีกด้วยการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของ
ธรรมชาติเป็นสาคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ
การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพ่ือการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอดุ ม
สมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรค แมลงและ
สัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวท่ีเหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ
ช่วยรักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจดั การพชื ดิน และนา้ ให้ถกู ตอ้ งเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว
เพ่ือทาให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้
เหมาะสมต่อการระบาดของโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้สามารถทาให้ต้นข้าว
ทปี่ ลูกใหผ้ ลผลิตสงู ในระดบั ทนี่ า่ พอใจ โดยมีเทคนคิ และวธิ ีการดังน้ี
122
๑. ยอ่ ยฟางและตอซังให้เป็นปยุ๋
หลังการเก็บเก่ียว อย่าเผาฟางตอซัง หรือหญ้า เพราะจะเป็นการทาลายหน้าดินและจุลินทรีย์ท่ีมี
ประโยชน์ในดนิ ควรปลอ่ ยนา้ เขา้ นาใหไ้ ดร้ ะดับความลึก ๕ - ๑๐ ซม. แทน จากน้นั ใชน้ ้าหมัก หยดไปกบั น้าใน
อัตราไรล่ ะ ๑ ลติ ร ปลอ่ ยทง้ิ ไว้ประมาณ ๓ - ๗ วนั น้าหมักจะกระตุ้นจลุ ินทรีย์ในดินให้ทาการย่อยฟาง สงั เกต
ได้โดยเม่ือหยิบฟางขึ้นดูจะพบว่าฟางเปื่อยยุ่ย กลายเป็นปุ๋ยอย่างดีนอกจากนี้ การหมักฟางยังให้ประโยชน์อีก
หลายประการคือ ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพจากฟางข้าว ซึ่งช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและฟูข้ึน
ทั้งยังช่วยเพ่ิมจุลินทรีย์ท่ีมีประโยชน์ในดิน เมื่อฟางย่อยสลายดีแล้วก็สามารถทาเทือกหว่านหรือปักดาได้ทันที
โดยไมต่ อ้ งไถคราด ช่วยประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยขน้ึ ทง้ั ยงั สามารถปรบั คา่ ความเป็นกรด - ดา่ ง ในดนิ ใหอ้ ยู่ในระดับท่ี
เหมาะสมต่อการทานาข้าวคอื ประมาณ pH ๖.๕
๒. ทบุ ทา้ เทอื ก
หลังจากฟางย่อยสลายดีแล้วหากมีน้าขัง หรือมีความช้ืนมากพอสามารถทุบทาเทือกได้ทันที และควรคราด
พ้ืนที่นาใหเ้ สมอกัน จะทาใหส้ ามารถควบคุมระดบั น้าไดด้ ีนอกจากนนั้ ยงั สามารถควบคุมวชั พชื ได้อีกดว้ ย ทาให้
การงอกของต้นข้าวเป็นไปอย่างสม่าเสมอ สะดวกต่อการทากิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใส่ปุ๋ย
การเก็บเกีย่ วผลผลติ ถา้ พ้ืนทีไ่ ม่เรียบมนี ้าขัง อาจทาให้เมล็ดข้าวทีแ่ ชน่ ้าเนา่ เสียหายได้
๓. การเตรียมเมลด็ พนั ธ์ุขา้ วส้าหรับเพาะปลูก
กอ่ นการหวา่ น หรือการปกั ดาควรนาเมล็ดพันธุข์ ้าวทคี่ ัดไวม้ าแช่หรือคลุกกับน้าหมัก (ท่ีมสี ่วนผสมของ
สมุนไพรท่ีมีฤทธ์ิในการขับไล่หรือกาจัดโรคและแมลงศัตรูพืช หรือแช่หมักในน้าเช้ือราไตรโคเดอร์มา ท้ิงไว้
๑-๒ คืน เมื่อนาไปหว่านจะช่วยในการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน อีกทั้งยังทาให้อัตราการงอก
สูงข้ึนอีกด้วยนอกจากนี้ยังช่วยให้ใช้เวลาในการเพาะต้นกล้าส้ันลง ต้นกล้าท่ีได้สมบูรณ์แข็งแรงง่ายต่อการ
ยา้ ยกล้า และสามารถฟน้ื ตวั ไดเ้ ร็ว
123
๔. การหว่านกล้าและการดา้ นา
หลังจากได้เมล็ดพันธ์ุที่คัดเลือกแล้วก็ทาการหว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะที่เตรียมไว้โดยอาจแบ่งจาก
ท่ีนา ๑ งานเพื่อทาการตกกล้า การตกกล้าจะใช้เมล็ดพันธ์ุข้าว ๑ ถังครึ่งต่อแปลงเพาะขนาด ๑ งาน จะได้ต้น
กล้าที่นาไปปักดาในพ้ืนที่นาประมาณ ๕ ไร่ และเมื่อต้นกล้าเริ่มขึ้นควรให้น้าหมัก ในปริมาณ ๑ ลิตรต่อ ๑ ไร่
หยดไปกับน้าหรือฉีดพ่น โดยผสมน้าหมัก ๑ ลิตร ต่อน้า ๔๐๐ ลิตร เม่ือต้นกล้าอายุได้ประมาณ ๓๐ วัน
ก็สามารถนาไปปักดาได้ โดยต้องตัดใบออกให้เหลือความยาวจากรากประมาณ ๒๐ ซม. เพ่ือลดการคายน้า
ทาให้ต้นข้าวฟ้ืนตัวเร็ว ในกรณีที่เป็นนาหว่าน หลังจากทุบทาเทือกเรียบร้อยแล้ว ใช้เมล็ดพันธุ์ท่ีเตรียมไว้
ประมาณ ๑ ถงั ครงึ่ ตอ่ นา ๑ ไร่ การหว่านควรหว่านให้กระจายทว่ั ท้ังแปลง และไม่ควรใชเ้ มล็ดพันธม์ุ ากเกินไป
เพราะจะทาให้ตน้ ขา้ วข้ึนหนาแน่นสง่ ผลให้ต้นขา้ วแคระแกรนและสน้ิ เปลอื งต้นทนุ ในการใส่ปุ๋ยเพมิ่ มากข้นึ
๕. ให้อาหารดินเพื่อบา้ รงุ ดิน และเรง่ จุลนิ ทรยี ใ์ นดนิ
หลังปักดาหรือหว่านเมล็ดแล้ว ๑๐-๑๕ วัน ควรให้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และฉีดพ่นด้วย
ปุ๋ยน้าหมักชีวภาพเพื่อเร่งราก และสร้างอาหารตามธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นกล้า
โดยจุลินทรีย์ในดินจะช่วยย่อยดิน ทราย และสารอาหารในดินป้อนให้แก่รากกล้า จะส่งผลให้รากลึก
เร่งการแตกรากของข้าวได้มากข้ึน ทาให้ต้นข้าวแข็งแรง กอมีขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี มีภูมิต้านทานโรค
และแมลงสงู เม่ือขา้ วออกรวงเต็มทตี่ ้นจะไม่ล้มขา้ วแตกกอได้มาก ทรงพุ่มต้งั ตรงลาต้นแกรง่ เหนยี ว ใบแข็งแรง
ตั้งตรง รับแสงแดดได้ดี ทาให้สังเคราะห์แสง และปรุงอาหารได้ดี โดยสีของใบจะเป็นสีเขียวนวลไม่ใช่สีเขียว
เข้มบางใบเหมือนใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสีของใบน้ีจะขึ้นอยู่กับความเข้มของแสง และปริมาณของก๊าซ
คารบ์ อนไดออกไซด์
124
๖. บ้ารงุ ดนิ เรง่ จลุ ินทรยี ์ กอ่ นขา้ วตงั ทอ้ ง
ก่อนขา้ วตั้งท้องประมาณ ๑๕ วันควรบารงุ ดนิ ด้วยปุ๋ยหมักแหง้ อินทรยี ช์ ีวภาพ และป๋ยุ น้าหมักอินทรีย์
ชีวภาพกระตุ้นการทางานของจุลินทรีย์ในดินให้เร่งย่อยสลายและสารองอาหารให้เพียงพอกับความต้องการ
ของต้นข้าวในขณะต้ังท้อง และเมื่ออาหารเพียงพอต้นข้าวจะมีลาต้นอวบใหญ่ ปล้องยาวใหญ่พร้อมอุ้มท้อง
และเมอื่ ขา้ วตั้งท้องกจ็ ะได้ข้าวท่ีท้อง อวบยาว สง่ ผลให้รวงยาวใหญ่ เมล็ดมขี นาดสมา่ เสมอ มีจานวนเมล็ดมาก
(๒๕๐-๓๕๐ เมล็ดต่อ ๑ รวง) เมล็ดข้าวเต็มโครง (ไม่มีเมล็ดลีบ) เมล็ดใส (ไม่มีท้องไข่ปลา) รสชาติดี มีกล่ิน
หอม น้าหนักดี (ถังละ ๑๑.๕ – ๑๒ กก.) ผลผลิตไดม้ าตรฐาน เป็นท่ีต้องการของตลาด ราคาสูงนอกจากทาให้
ต้นข้าวแข็งแรงแล้ว การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพยังช่วยฟ้ืนฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ หลังจากเปล่ียนมาทานา
แบบชีวภาพ โดยการไม่เผาฟางและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โครงสร้างดินจะค่อยๆ ดีข้ึน ดินดาร่วนซุย
คา่ ความเปน็ กรด-ดา่ ง มคี วามเหมาะสม มอี าหารพชื ตามธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นเน่ืองจากจุลนิ ทรีย์ในดินทางาน
ไดอ้ ย่างเต็มท่ีและมปี ระสทิ ธิภาพ ช่วยใหล้ ดการใช้ปยุ๋ และสารเคมี จึงประหยดั ตน้ ทุนได้มากขึน้
125
“...แต่ป่าไม้ที่จะปลูกน้ัน สมควรท่ีจะปลูกแบบป่าสาหรับใช้ไม้หนึ่ง ป่าสาหรับใช้ผลหน่ึง
ป่าสาหรับใช้เป็นฟืนอย่างหนึ่ง อันนี้แยกออกไปเป็นกว้างๆ ใหญ่ๆ การที่จะปลูกต้นไม้สาหรับ
ได้ประโยชน์ดังนี้ ในคาวิเคราะห์ของกรมป่าไม้ รู้สึกว่าจะไม่ใช่ป่าไม้ เป็นสวนหรือจะเป็นสวน
มากกว่าเป็นป่าไม้ แต่ว่าในความหมายของการช่วยเพ่ือต้นน้าลาธารน้ัน ป่าไม้เช่นน้ี
จะเป็นสวนผลไม้ก็ตาม หรือเป็นสวนไม้ฟืนก็ตาม นั่นแหละเป็นป่าไม้ที่ถูกต้อง
เ พ ร า ะ ท า ห น้ า ที่ เ ป็ น ป่ า คื อ เ ป็ น ต้ น ไ ม้ แ ล ะ ท า ห น้ า ที่ เ ป็ น ท รั พ ย า ก ร
ในดา้ นสาหรบั เปน็ ผลท่ีมาเปน็ ประโยชนแ์ ก่ประชาชนได้...”
พระราชดา้ รัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวฯ
เกี่ยวกับการพฒั นาป่าไม้ เมอื่ ปีพ.ศ. ๒๕๒๓
126
ท่ามกลางกระแสการรักสุขภาพและการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นท่ีป่าไม้ซ่ึงคาดการณ์ว่า
เหลืออยู่ราวร้อยละ ๒๐ ของพื้นที่ประเทศ “ถ่าน” เป็นส่ิงหนึ่งท่ีได้รับการกล่าวถึงเน่ืองด้วยสาเหตุว่าการปิ้ง
ยา่ งอาหารด้วยถ่านท่ัวไปอาจนาไปสู่การเจบ็ ปว่ ยด้วยโรคมะเร็งในทีส่ ดุ อกี ทัง้ การซ้ือถา่ นมาใช้โดยไม่ทราบท่ีมา
อาจเป็นการส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ การตดั ไมจ้ ากปา่ เพอื่ นามาเผาถา่ นโดยไม่รู้ตวั
ถ่านท่ีมีคุณสมบัติปลอดสารทาร์ ซ่ึงเป็นสารก่อมะเร็งในปริมาณท่ีน้อยเรียกกันท่ัวไปว่า “ถ่านน้าส้ม
ควันไม้” เป็นถ่านคุณภาพทุกคนเร่ิมรู้จักกัน และผลิตใช้กันมากข้ึนโดยเฉพาะในครัวเรือนที่ทากสิกรรม
ธรรมชาติหรอื สวนที่มไี ม้ยืนต้น ซึ่งจะมไี ม้ฟืนจากการตัดแต่งกง่ิ ตน้ ไม้ในสวนเป็นผลพลอยไดจ้ านวนมาก และที่
สาคัญการเผาถ่านดังกล่าว ซึ่งนิยมเผาโดยใช้ถังเหล็กขนาด ๒๐๐ ลิตร ยังได้น้าส้มควันไม้ (Wood Vinegar)
ซึ่งมีสารประกอบทางเคมีมากกว่า ๒๖๐ ชนิด ท่ีสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในด้าน
เกษตรกรรมธรรมชาติที่ปฏิเสธการใชส้ ารเคมอี ย่างสนิ้ เชิง อีกท้ังยงั สามารถนาไปใชใ้ นด้านสุขภาพได้อกี ด้วย ซง่ึ
นับเปน็ ผลพลอยไดช้ น้ิ งามอีกทางหนงึ่ การเผาถา่ นให้ได้ถ่านทบี่ ริสุทธิ์ดงั กล่าว ต้องอาศยั ความรู้ความเขา้ ใจจาก
การทดลองปฏิบัติจริงครั้งแล้วคร้ังเล่าโดยทั้งนี้ข้ึนอยู่กับประเภทของเตาที่ใช้ด้วย เตาเผาถ่านท่ีให้ความร้อน
กระจายตวั ไดด้ ีทั่วถงึ ซ่งึ หมายถงึ การทาใหไ้ ด้ถา่ นที่สกุ ทัว่ ถึงและสม่าเสมอท่ีสุดจะมลี ักษณะเป็นเตารปู ไข่ ซง่ึ จะ
ค่อนข้างยุ่งยากสาหรับการก่อสร้างส่วนเตาเผาถ่านท่ีนิยมกันคือเตาเผาแบบถัง ๒๐๐ ลิตร เพราะหาได้ไม่ยาก
ทั้งยังใชง้ า่ ย รวดเรว็ และเหมาะสาหรบั ใช้เผาถ่านไม้คณุ ภาพในครัวเรือนทีผ่ ลิตในจานวนไม่มากนัก ซึง่ การเผา
127
ถ่านในถังขนาดดังกล่าวแต่ละครงั้ จะไดถ้ ่านประมาณ ๑๕ กิโลกรัม และสามารถเก็บนา้ สม้ ควันไม้ไดถ้ ึง ๕ ลิตร
เพอื่ เกบ็ ไวใ้ ชใ้ นการเกษตรตอ่ ไป
วสั ดุอุปกรณท์ ีใ่ ชใ้ นการท้าเตาเผาถ่านแบบถังแดง
ถงั น้ามันขนาด ๒๐๐ ลิตร
ท่อใยหนิ ขนาดเส้นผา่ ศูนย์กลาง
๔ นวิ้ ยาว ๑ เมตร
ทอ่ ใยหินแบบงอ ๙๐ องศา
อฐิ มอญ ๑๒ ก้อน
ดนิ และทราย
ข้เี ถ้าหรือปนู ซเี มนต์ ๑ กก.
ไมไ้ ผ่ขนาดเสน้ ผ่าศนู ย์กลาง ๓ น้วิ ยาว ๕ เมตร เจาะรูทะลทุ ุกปล้อง
ดินเหนียวผสมแกลบ เพื่อใช้เป็นวัสดุเชอ่ื มขอ้ ตอ่ อดุ รอยรัว่ และปดิ หนา้ เตาเมือ่ ถ่านสุก
ไม้หรอื เศษวัสดทุ ่ีใช้ป้องกนั ดินพงั
กรวยรองน้าฝน
ตะแกรงเหล็ก ใช้วางรองไมฟ้ ืน
ขนั ตอนการตดิ ตงั เตาเผาถา่ นน้าส้มควันไม้
1. นาถัง ๒๐๐ ลิตร ตัดฝาด้านบนออก ให้สามารถเปิดปิดและยึดกับตัวถังได้ เจาะรูท่ีฝาถังเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ขนาด ๒๐x๒๐ ซม. ตรงกน้ ถังเจาะรวู งกลมเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง ๔ นว้ิ
2. ปพู น้ื ด้วยทรายหรอื ดนิ ใหม้ ีขนาดความกวา้ งยาวเทา่ ขนาดถงั แลว้ นาถงั มาวางลงไป
3. ประกอบข้องอ ๙๐ องศา กับท่อใยหินที่ทาหน้าที่เป็นปล่องควัน พร้อมเชื่อมรอยต่อโดยใช้ดินเหนียวผสม
ขี้เถ้าแกลบ แลว้ ใชก้ รวด หนิ หรอื อิฐหักรองรบั นา้ หนักของท่อใยหิน
128
4. หุ้มถังด้วยดินเหนียวหนา ๓๐ ซม. หรือใช้ไม้ตีกรอบล้อมถังและถมดินลงไปให้ท่วมถังเพื่อเป็นฉนวนป้องกัน
ความรอ้ น จากนัน้ ใส่ตะแกรงเหลก็ ในถงั ก่อนจดั เรียงไม้ฟนื ทไ่ี ม่สดหรือแห้งเกนิ ไป โดยควรใช้ฟืนท่ีตัดเกบ็ ไวใ้ นรม่ ๑-๒
อาทิตย์ เรียงซอ้ นกันจนเตม็ เตา โดยเรียงฟนื ขนาดเลก็ ไว้ข้างล่างฟืนใหญ่ไว้ข้างบน
5. ทาการปิดฝาถัง พร้อมใช้ดนิ เหนยี วผสมแกลบดาอดุ ตามรอยแยกของถงั เพือ่ ปอ้ งกนั ไม่ใหอ้ ากาศเข้าตามรอย
แยก จากนั้นนาอิฐบลอ็ กมาวางให้ตรงช่องหน้าเตาที่เจาะไว้ที่ตงั้ ของเตาเผาถ่าน ควรทาหลังคามุงกันแดดกันฝน เพื่อ
ความคงทนและสะดวกในการทางานหน้าเตา ส่วนตาแหน่งท่ีใช้จุดไฟหน้าเตา ควรขุดให้ลาดเอียงเข้าหาปากเตา
เลก็ นอ้ ย และควรให้อย่ตู า่ กว่าพนื้ เตาเพอ่ื ให้ความร้อนถกู ดดู เข้าถงั ได้ง่าย
การเผาถ่าน
๑. การจดุ ไฟหนา้ เตา
ควรจุดใหห้ า่ งปากเตาประมาณ ๑ ฟตุ ปลอ่ ยใหอ้ ากาศรอ้ นเท่านั้นทีไ่ หลเข้าไปในเตา ขั้นตอนนี้เป็นการ
อบไม้ฟืนให้แห้ง ควรให้ความร้อนจากหน้าเตาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรัดโหมไฟจนเกินไป เพ่ือให้ไม้ในเตา
ถูกอบแห้งอย่างท่ัวถึงสม่าเสมอ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง โดยสังเกตควันสีขาวของความช้ืนจากเน้ือไม้
ท่ีปากทอ่ ใยหนิ
๒. การควบคุมไฟเตา
เม่ือไม้ฟืนภายในเตาเริ่มติดไฟลุกไหม้ซ่ึงเป็นขั้นตอนท่ีจะกลายเป็นถ่าน ให้หยุดเติมไฟจากภายนอก
และลดช่องอากาศที่หน้าเตาให้เล็กลง ปล่อยให้เตาเผาไหม้ต่อไปด้วยความร้อนจากภายในเตาเท่านั้นโดย
สังเกตตวั ดุดควันที่ปากท่อซึง่ เปล่ยี นเป็นสีขาวอมเหลอื ง อณุ หภูมิที่ปล่องควนั จะอยู่ที่ ๘๒-๑๒๐ องศาเซลเซียส
ข้ันตอนน้ีเป็นช่วงที่จะทาให้ถ่านปลอดภัยจากสารทาร์ หรือน้ามันดิน ซึ่งเป็นพิษต่อพืช ดิน รวมท้ังเป็น
สารก่อมะเร็ง จงึ เหมาะสมในการดกั เก็บน้าสม้ ควันไม้
๓. การปดิ เตา
ในช่วงถ่านสุกซ่ึงเป็นช่วงที่ไม้กลายเปน็ ถ่านอย่างสมบูรณ์ สังเกตว่าเตาไม่มีควันออกมาจากปากปล่อง
อีกทาการอุดปากเตาและปากปล่อง ด้วยดินเหนียวรวมท้ังรอยร่ัวอื่นๆ อย่าให้มีควันเล็ดลอดออกมาได้โดย
เดด็ ขาด จากน้ันทิง้ เตาไว้ ๑ คนื ใหเ้ ยน็ ลงจนสามารถเปดิ เตานาถา่ นออกมาได้ในเชา้ ของวนั ถัดไป ถา่ นคุณภาพ
จะมีลักษณะเป็นมันวาว แก่นไม้มักมีรอยแตกเป็นรูปดอกไม้ หากใช้น้ิวสัมผัสจะมีฝุ่นถ่านสีดาติดมือมาน้อยมาก
เมือ่ นาไปใชจ้ ะใหค้ วามร้อนสงู
นา้ ส้มควนั ไม้
น้าส้มควันไม้เป็นของเหลวสีน้าตาลใสและมีกลิ่นควันไฟท่ีมาจากการควบแน่นควันที่เกิดมาจากการ
เผาถ่านไม้ในช่วงที่ไม้กาลังเปลี่ยนเป็นถ่านท่ีอุณหภูมิภายในเตา ๓๐๐–๔๐๐ องศาเซลเซียส โดยสารประกอบ
ต่างๆ ในไม้ฟืนจะถูกความร้อนทาให้สลายตัวเกิดเป็นสารประกอบใหม่กว่า ๒๖๐ ชนิด มีความเป็นกรดอ่อนๆ
เนอ่ื งจากมสี ารประกอบมากมายจึงนาไปใช้ประโยชน์ไดห้ ลากหลาย ในทางอตุ สาหกรรมใชผ้ ลิตสารดับกลิ่นตัว
ผลิตสารปรับผ้านุ่ม ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น สาหรับในครัวเรือน นิยมนามาใช้ในการเกษตร เช่น
ใชป้ รบั ปรุงบารงุ ดิน ใชเ้ ปน็ สารป้องกันกาจัดศตั รูพชื สารเร่งการเจรญิ เติบโต ของพชื บริเวณราก ลาตน้ หัว ใบ
ดอก และผล ใชเ้ ปน็ ฮอรโ์ มนพชื เปน็ สารยบั ย้ังและควบคุมโรคพชื ท่มี ีสาเหตจุ ากไส้เดือนฝอยและเชอื้ รา
129
การเกบ็ นา้ ส้มควันไม้
๑. การดักเก็บน้าส้มควันไม้ ใหส้ งั เกตสีของควันเป็นสีเหลอื งน้าตาลปนเทา โดยการนากระเบื้องเคลือบ
สขี าวมาอังทป่ี ล่องไฟดจู ะเป็นสีน้าตาล จากนัน้ นาทอ่ ไม้ไผ่ทเี่ ตรียมไว้มาวางต่อกบั ปล่องควัน โดยตง้ั ท่อไม้ไผ่ให้
เอียงชันข้ึนไปประมาณ ๔๕ องศา ห่างขึ้นไป ๑ ข้อไม้ใผ่ ใช้เลื่อยตัดเปิดท่อไม้ไผ่ให้เป็นรู เพ่ือให้น้าส้มควันไม้
หยดลงมาแล้วหาขวดมารองรับนา้
๒. ที่ระยะห่างข้ึนไปอีก ๑ ข้อไม้ไผ่ หรือราว๔๐ ซม.ให้ติดต้ังระบบควบแน่นด้วยการใช้
ผ้าชุบน้ามาพันรอบท่อ และใช้ขวดพลาสติกบรรจุน้าเจาะรูท่ีฝาขวด ให้น้าหยดตรงบริเวณท่ีพันผ้า เพื่อให้ท่อ
เย็นตลอดเวลา
๓. หมั่นตรวจควันท่ีปล่องเป็นระยะ เม่ือสีน้าส้มควันไม้เข้ม และมีความหนืดมาก จึงหยุดเก็บน้าส้ม
ควนั ไม้
๔. ตารางเวลาการเก็บน้าส้มควันไม้หากเร่ิม ๐๘.๐๐ นาฬิกา ติดไฟหน้าเตาเวลาประมาณ ๑๐.๐๐
นาฬิกา เร่ิมเก็บน้าส้มควันไม้ประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกา หยุดเก็บน้าส้มควันไม้และปิดเตาเวลาประมาณ
๑๘.๓๐ นาฬกิ า ท้งั นี้ ขึน้ อย่กู ับชนิดของไม้ ความชน้ื และความชานาญด้วย
อัตราสว่ นและการใช้ประโยชน์
• ความเขม้ ข้นร้อยละ ๑๐๐ ใชร้ ักษาแผลสด แผลถูกน้าร้อน ไฟลวก น้ากัดเท้า และเชื้อราทผ่ี วิ หนงั
• ผสมนา้ ๒๐ เท่า ใช้รดทาลายมดปลวก
• ผสมนา้ ๕๐ เทา่ พ่นลงดนิ เพอ่ื ฆา่ เช้อื โรคที่ทาลายพชื หากผสมเขม้ ขน้ มากกวา่ นีอ้ าจทาให้พืชตายได้
• ผสมน้า ๑๐๐ เทา่ ใช้ดับกล่นิ ห้องน้า ขยะ กรงสตั ว์ ใช้ในการเกษตร ราดโคนต้นไม้ รักษาโรคราและ
โรคเน่า รวมท้ังป้องกัน แมลงไม่ให้วางไข่ ประสิทธิภาพของน้าส้มควันไม้ที่ความเข้มข้นจะมีฤทธิ์พอๆ กับการ
อบฆ่าเชื้อด้วยการรมควัน โดยผสมรดดินก่อนการเพาะปลูก ๑๐ วัน เพราะน้าส้มควันไม้ที่รดลงดินจะไปทา
ปฏิกิริยากับสารท่ีมีฤทธ์ิเปน็ ด่างเกิดพิษต่อพืชในระยะแรก และเม่ือผ่านกระบวนการทางเคมีหลงั จากนั้นจึงจะ
เปน็ การเพม่ ิ กา๊ ซคารย์ บอนไดออกไซด์ และจะเป็นประโยชน์ต่อพชื
130
• ผสมน้า ๒๐๐ เท่า พ่นท่ีใบพืชและพื้นดินรอบต้นไม้ ๗-๑๕ วัน ใช้ขับไล่แมลงป้องกันและกาจัดเชื้อ
รา กระตุ้นความต้านทานและการเจริญเติบโตของพืชเน่ืองจากความเข้มข้นระดับนี้จะทาลายไข่แมลง
ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่มีโทษต่อพืชและช่วยเพ่ิมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในพื้นที่ที่ใช้สารเคมีอย่างหนักและยาวนาน
อาจจะไม่เหลือเช้ือจุลนิ ทรยี ์ที่มีประโยชน์อยู่เลย ต้องใช้ปุ๋ยหมักร่วมด้วย เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการทางานของ
จุลินทรีย์ ขณะเดียวกันพืชและจุลินทรีย์ท่ีได้รับสารอาหารจากกรดน้าส้มก็จะเปลี่ยนเป็นสารประกอบต่าง ๆ
ช่วยกระตุ้น ให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเรว็ เม่ือใบพืชถูกกระตุ้นด้วยกรดอินทรีย์อ่อนๆ ช่ัวคราว จะกระตุ้นให้
เกิดความต้านทานต่อโรค ทาให้ใบหนา แข็งและเขียวเป็นมันเพ่มิ ปริมาณคลอโรฟิลทาให้ปรุงอาหารได้ดีขึ้น
พืชจะแข็งแรงและเติบโตเร็ว แต่ห้ามใช้อัตราส่วนที่เข้มข้นกว่านี้ฉีดพ่นใบพืช จะทาให้ใบพืชไหม้ อัตราผสม
ในชว่ งนส้ี ามารถนาไปฉีดพน่ กองปยุ๋ หมักเพื่อเพ่ิมปรมิ าณจลุ นิ ทรีย์ชว่ ยย่อยอนิ ทรยี ์วตั ถุใหป้ ุ๋ยหมักไดเ้ รว็
• ผสมน้า ๕๐๐ เท่า ฉีดพ่นผลอ่อนหลังติดผลแล้ว ๑๕ วัน ช่วยขยายให้ผลโตและฉีดพ่นอีกครั้งก่อน
เก็บเกีย่ ว ๒๐ วัน ช่วยเพ่ิมน้าตาลในผลไม้ เนื่องจากนา้ ส้มควนั ไมช้ ่วยสังเคราะห์นา้ ตาลและกรดอะมโิ น
• ในด้านปศุสัตว์ ใช้ลดกล่ินและแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคร้ังแรกให้ผสมน้า ๑๐๐ เท่า
หลังจากน้ันผสมน้าเป็น ๒๐๐ เท่า ใช้ราดคอกสัตว์ รวมท้ังมีการนาไปใช้ผสมอาหารสัตว์เพ่ือช่วยการย่อย
อาหารและปอ้ งกนั โรคทอ้ งเสยี
• ทาปุ๋ยคุณภาพสูง โดยใช้น้าส้มควันไม้เข้มข้นร้อยละ ๑๐๐ หมักกับหอยเชอรี่บด เศษปลา เศษเนื้อ
หรือกากถ่ัวเหลืองโดยใช้โปรตีน ๑ กิโลกรัมต่อน้าส้มควันไม้ ๒ ลิตร หมัก ๑ เดือน แล้วกรองกากออก เวลาใช้
ผสมน้า ๒๐๐ เท่า หมักกับสมุนไพร เช่น ใบสะเดา หางไหลแดง ใบเสม็ด เพ่ิมประสิทธิภาพของน้าส้มควันไม้
ในการไลแ่ มลง ปอ้ งกันโรคและสามารถเกบ็ ไว้ไดน้ านโดยไม่บดู เนา่
• ผสมในอาหารสัตว์ จะช่วยยอ่ ยอาหารและป้องกันโรคท้องเสีย โดยผสมกบั ผงถา่ นในอัตราสว่ นน้าส้ม
ควันไม้ ๒ ลิตร คลุกกับผงถ่าน ๘ กก. แล้วจึงนาผงถ่านชุ่มน้าส้มควันไม้ไปผสมอาหารสัตว์อีก ๙๙๐ กิโลกรัม
คลกุ เคลา้ ใหเ้ ข้ากนั จะไดอ้ าหารสตั ว์ ๑ ตนั
การเกบ็ รักษานา้ สม้ ควนั ไม้ใหบ้ ริสุทธ์ิกอ่ นใช้
131
เนื่องจากน้าส้มควันไม้มีสารประกอบ ๒๖๐ กว่าชนิด ย่อมมีประโยชน์และโทษ จึงต้องทาให้บริสุทธ์ิ
ก่อนใช้โดยมีวิธกี ารดังนี้
๑. การปล่อยให้ตกตะกอน เป็นวิธงี า่ ยๆ ที่นยิ มทากัน โดยนาน้าสม้ ควนั ไม้ดบิ ท่ีกลน่ั ได้ มาเกบ็ ในถงั ที่มี
ความสูงมากกว่าความกว้างประมาณ ๓ เท่า คลุมด้วยวัสดุไม่ให้ถูกแสง ต้ังทิ้งไว้นิ่งๆ ห้ามเขย่าเพ่ือให้
ตกตะกอนในระยะ ๓-๖ เดือน ซ่ึงจะทาให้น้าส้มควันไม้แยกตัวเป็น ๓ ระดับ ชั้นบนจะเป็นน้ามันใส
ช้นั กลางจะเปน็ ของเหลวสีชา ซง่ึ ก็คือนา้ ส้มควันไม้ ที่จะสามารถนาไปใช้ได้ ส่วนช้ันล่างสุดเป็นของเหลวข้นสีดา
ท่ีเรียกว่า น้ามันดินหรือทาร์ สามารถลดเวลาการตกตะกอนโดยการผสมผงถ่านประมาณร้อยละ ๕ ของ
น้าหนักรวมของน้าส้มควันไม้ทั้งหมด โดยผงถ่านจะดูดซับทั้งน้ามันใสช้ันบนและน้ามันดินลงสู่ชั้นล่างสุด ใน
เวลาท่ีเร็วขึ้นเพียง ๔๕ วันเท่าน้ัน ซ่ึงถังตกตะกอนควรติดต้ังวาลว์ ๓ หรือ ๒ ระดับ ในกรณีเลือกใช้ผงถ่าน ใน
การช่วยตกตะกอน โดยวาลว์ นี้จะชว่ ยในการเก็บผลผลิตให้สะดวกข้ึน หลังจากตกตะกอนในถังจนครบกาหนด
แล้วจึงนาของเหลวสีชาช้ันกลางมากรองซ้าอีกครั้งด้วยผ้ากรอง จึงจะสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ โดยน้าส้ม
ควันไม้ท่ีบริสุทธ์ิควรจะมีน้ามันดินไม่เกินร้อยละ ๑ น้าส้มควันไม้ท่ีดีควรมีสีใสจนถึงชา หากมีลักษณะขุ่นดา
แสดงถงึ ความหนาแนน่ ของนา้ มนั ดิน ซ่ึงไม่เปน็ ผลดีในการนาไปใช้งาน
๒. การกรองและกล่ัน เป็นกระบวนการเพื่อทาให้ได้น้าส้มควันไม้มีความบริสุทธิ์มากขึ้นเป็นเทคนิคท่ี
ค่อนข้างยงุ่ ยากนยิ มใช้กันในระดบั โรงงานอตุ สาหกรรมต่าง ๆ ยงั ไมน่ ิยมในการผลติ ระดบั ครวั เรือน
132
“ร่างกายของเราน้ัน ธรรมชาติสร้างมาสาหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ
ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดโี ดยสม่าเสมอ ร่างกายก็เจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว และคงทนยัง่ ยืน
ถ้ า ไ ม่ ใ ช้ แ ร ง เ ล ย ห รื อ ใ ช้ ไ ม่ พี ย ง พ อ ร่ า ง ก า ย ก็ จ ะ เ จ ริ ญ แ ข็ ง แ ร ง อ ยู่ ไ ม่ ไ ด้
แต่จะค่อยๆ เส่ือมไปเป็นลาดับและหมดสมรรถภาพไปก่อนเวลาอันสมควร ดังนั้น
ผู้ท่ีปกติทาการงานโดยไม่ได้ใช้กาลังหรือใช้กาลังแต่น้อย จึงจาเป็นต้องหาเวลาออกกาลังกาย
ให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอทุกวัน มิฉะน้ันจะเป็นท่ีน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ที่เขาจะใช้สติปัญญาความสามารถของเขา ทาประโยชน์ให้แก่ตนเองและแก่ส่วนรวม
ได้น้อยเกินไป เพราะร่างกายอันกลับกลายอ่อนแอลงนั้น จ ะไม่อานวยโอกาสให้
ทาการงานโดยมีประสิทธิภาพได้”
พระราชด้ารสั พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวฯ
133
บรรพบุรุษของเราเคยพูดไว้ว่า “ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว” น้ันสอดคล้องกับผลการวิจัยจานวนมาก
ที่สะท้อนว่า ภาวะจิตใจท่ีไม่สบายนั้น ส่งผลสะเทือนจนก่อให้เกิดโรคทางกายอีกมากมายตามมา การทา
กสิกรรมธรรมชาติและประคองตนในวิถีพอเพียงนั้น ทาให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้ดารงสติให้เกิดเป็นสมาธิ
พรอ้ มกับการทางาน สง่ ผลใหจ้ ิตพบกับความสงบเยน็ ผลหลังจากนน้ั คือการได้มาซ่ึงอาหารคุณภาพดีไรส้ ารพิษ
ครอบครัวไร้หน้ีสิน และความโลภเบาบางลง ทาให้เราอยู่ดีกินดี ซึ่งถือเป็น “ภูมิคุ้มกันทางส่ิงแวดล้อมกาย
และใจ”
การไดช้ ว่ ยเหลอื เกื้อกูลเพ่ือนบ้านและชมุ ชนตามขั้นตอนวิถีพอเพียงท่วี ่าดว้ ย “ทาน” นน้ั ช่วยใหเ้ รามี
มิตรและสงั คมทด่ี ี ซ่งึ ถอื ไดว้ า่ เป็น “ภูมิคมุ้ กนั ดา้ นสงั คม” ผลการปฏบิ ัตติ ามวิถพี อเพยี งและกสิกรรมธรรมชาติ
จึงนับได้ว่ามีความครบถ้วนตามองค์ประกอบของสุขภาพแบบองค์รวมและวถิ ีสุขภาพแบบพอเพียง โดยมุ่งเนน้
การสรา้ งภูมคิ ้มุ กันหรืองานปอ้ งกันทแ่ี ข็งแกร่ง ก่อนการแก้ไขหรือเยยี วยารกั ษา
วถิ แี ห่ง “จิต” เป็นนาย
• จิตเป็นนาย ด้วยการยึดอิทธบิ าท ไม่ขาดวนิ ัย ใหท้ าน มุ่งมั่นกตัญญู
• ยดึ อิทธิบาท คือการมรี ากฐานแหง่ ความสาเรจ็ ด้วยการกล่าวคาปฏิญาณตน การใส่รหัส โดยท้ังหมด
จักไม่ยอ่ หยอ่ นเกนิ ไป ไม่ต้องประคองเกินไป ไมใ่ ห้หดหภู่ ายใน และไม่ฟงุ้ ซา่ นไปในภายนอก
• ไมข่ าดวินยั โดยเร่มิ จากเท้า คือวางรองเท้าอย่างเป็นระเบยี บเรยี บร้อยเป็นการครองสตอิ ยา่ งหนง่ึ
• ให้ทาน (Our loss is Our gain) ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา ทานเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสและความโลภ
ใหเ้ บาบาง ช่วยสร้างสงั คมทเี่ กอื้ กลู
• มุ่งมั่นกตัญญู คือการตอบแทนคุณผู้ให้และค้าจุนชีวิตเรา ด้วยการตอบแทนคุณแม่โพสพ
โดยกนิ อาหารให้หมดจานตอบแทนคุณแมธ่ รณีด้วยการห่มดินและทาเกษตรอนิ ทรยี ์ ตอบแทนคณุ แม่คงคาด้วย
การอนุรกั ษน์ า้ เปน็ ตน้
134
สมาธบิ า้ บดั
หรือเรียกอีกอย่างว่า “ธรรมโอสถ” เป็นสภาวะจิตเหนือกายเบ้ืองต้น ทาให้ความดันโลหิตลดลง
แลกเปล่ียนออกซิเจนได้มากข้ึน ส่งเสรมิ การสร้าง “สารสุข” ทเ่ี อ้ือโอกาสต่อการซ่อมแซมอวัยวะสว่ นทส่ี ึกหรอ
ทาให้ฟื้นตัวจากความเจ็บไข้ และสร้างภูมิคุ้มกันภายในกายได้ดี การศึกษาพบว่านักกีฬาทาให้อัตราการเต้น
ของหัวใจช้าลงได้เพียง ๕๐-๖๐ คร้ัง/นาที แต่การทาสมาธิของพระสงฆ์ สามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจได้
ช้าได้ถึง ๓๐ คร้ัง/นาที ซึ่งทาให้การสึกหรอของร่างกายลดน้อยลงชะลอความแก่ ส่งเสริมให้มีอายุยืนยาว
มากกว่าปกติหลวงปู่ฝ้ัน เป็นตัวอย่างของการใช้สมาธิบาบัดหรือธรรมโอสถ โดยในขณะท่ีท่านป่วยด้วยไข้
มาลาเรียและขาดแคลนยาขณะธุดงค์อยู่ในป่าแถบอีสาน ท่านใช้การทาสมาธิรักษาโรคท่ีกาลังคุกคามอยู่ให้
หายไปได้ ดังนั้นการมีสติเพื่อสร้างสมาธิจึงเป็นสิ่งท่ีชาวกสิกรรมธรรมชาติพึงกระทาควบคู่ไปกับการทางานใน
ชวี ิตประจาวัน
๑. กินข้าวเปน็ หลกั กนิ ผกั เป็นยากนิ ปลาเป็นอาหาร
๑.๑ กินข้าวเป็นหลกั
- ข้าว เป็นเมล็ดธัญพืชที่มีคุณค่าอเนกอนันต์คู่สังคมไทยมายาวนาน ผลวิเคราะห์ของสถาบันวิจัย
โภชนาการมหาวทิ ยาลัยมหดิ ลพบวา่ อุดมดว้ ยสารอาหารดังน้ี
- วิตามินอี ในข้าวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด
ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของโรคท่ีเก่ียวกับหลอดเลือดสมอง หัวใจ บารุง
ตับ ช่วยระบบสืบพันธเุ์ ซลล์ประสาท และกล้ามเน้ือให้ทางานได้ตามปกติ ทาให้ผิวพรรณสดใส ลดร้ิวรอย และ
ชว่ ยสมานแผลไฟไหม้ น้ารอ้ นลวกใหห้ ายเร็วข้นึ เปน็ ตน้
- ลูทีน ที่มีมากในข้าวก่า (มากกว่าข้าวหอมมะลิ ๒๕ เท่า) ช่วยป้องกันโรคต้อกระจกท่ีมักจะเกิดขึ้น
กับผู้สงู อายุ
135
- เบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอหลังจากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ช่วยบารุงสายตา ลดความ
เส่ียงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง สร้างความต้านทาน
ให้ระบบหายใจ มีมากในข้าวกล้องข้าวเหนียวก่าเปลือกดา ควรบริโภคข้าวก่าร่วมกับผักพื้นบ้าน เช่น ยอดแค
กระถนิ ตาลึง ขี้เหลก็ ชะอม ชว่ ยเพมิ่ วิตามินเอให้กบั ร่างกาย
- ธาตเุ หล็ก พบมากในขา้ วหน่วยเขือหอมมะลิแดง หอมมะลิท่วั ไป เหนียวกา่ เปลอื กดา เหนยี วเล้าแตก
และช่อขงิ มธี าตเุ หล็กสูง ๒.๙-๑.๙ เทา่ ของขา้ วเจา้ กลอ้ งท่วั ไป
- ทองแดง มมี ากในข้าวหน่วยเขอื หอมมะลแิ ดง เหนยี วหอมทุ่ง ชว่ ยในการสรา้ งพลงั งานใหแ้ กร่ ่างกาย
การกาจัดอนุมูลอิสระ การสร้างความยืดหยุ่นของผิวหนัง การขาดทองแดงก่อให้เกิดภาวะซีดจากโลหิตจาง
เม็ดเลอื ดขาวมมี ากเม็ดเลอื ดแดงลดลง โคเลสเตอรอลสงู และการเต้นของหัวใจผดิ ปกติ
- แอนติออกซิแดนท์ ท้ังสารทองแดงสังกะสี เบต้าแคโรทีน วิตามินอีเป็นสารท่ีสามารถขจัดอนุมูล
อิสระออกจากร่างกาย ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ลดอัตราเส่ียงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ
โรคความจาเสื่อม โรคโรคไขขอ้ อักเสบ แกเ่ รว็ เปน็ ตน้ มใี นขา้ วพ้นื บ้านมากกวา่ ขา้ วทว่ั ไป
๑.๒ กนิ ผักเป็นยา
การกินอาหารควรกินให้เหมาะกับธาตุเจ้าเรือนและละเว้นอาหารที่ไม่สอดคล้องกับธาตุซึ่งมี
รายละเอียดดังน้ี
• ธาตุดนิ ควรกนิ อาหารรสฝาด หวาน มัน เคม็
• ธาตุน้า ควรกินอาหารรสเปรย้ี ว เล่ียงอาหารรสมนั จัด
• ธาตุลม ควรกนิ อาหารรสเผด็ รอ้ นหลกี เลีย่ งอาหารรสหวานจัด
• ธาตุไฟ ควรกนิ อาหารรสขม ไม่ควรกนิ อาหารรสรอ้ น เปน็ ตน้
ตวั อย่างผกั เป็นยาสามญั ประจาบา้ น
• กระเทียม เป็นยาบารุงกาลัง รักษาโรคพยาธิ หัวใจ ปวดหัว หืด หวัด และไอ โรคเกี่ยวกับ
ประจาเดือน กระตุ้นกาหนัด ขับเสมหะ ลดการปวดเกร็งใช้ขับลม ลดไขมันและโคเลสเตอรอล ลดน้าตาลใน
เลือด ปอ้ งกนั โรคหวั ใจและหลอดเลือด
• เพกา (ลิ้นฟา้ ลิน้ ไม้ มีฤทธิ์ลดโคเลสเตอรอลในเลอื ด มฤี ทธ์ิตา้ นมะเร็ง
• บัวบก (ผักหนอก) เป็นยาแก้ช้าใน ลดการกระหายน้า บารุงกาลัง ช่วยรักษาแผล และรอยเหี่ยวย่น
ลดการอกั เสบ ทาให้จติ ใจสดชื่น แจม่ ใส ความจาดี บารุงประสาท และโลหิต
136
• มะรุม (อีฮุม) บารุงเลือด บารุงกระดูกมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ร่างกาย
ป้องกนั มะเร็งลดไขมันและคลอเลสเตอรอล น้าค้นั ใบมะรุมใชห้ ยอดแก้ปวดหู
• มะระขี้นก (ผักไส่) รักษาโรคเบาหวานมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และไวรัส และน้าค้ันจากผลอ่อนใช้ในการ
ควบคมุ เชอื้ ไวรสั เอชไอวี (เอดส)์
• ผักคาวตอง (พลูคาว) บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ แก้อักเสบ แก้ลมพิษ แก้บิด ขับ
ปสั สาวะ แกอ้ าการบวมน้า ฝอี ักเสบ ปอด หลอดลมอกั เสบ ไอ และบดิ เป็นยาลดไข้ ขจัดสารพษิ รกั ษาแผลใน
กระเพาะอาหาร พิษแมลงกัดตอ่ ย ความดันโลหิตสงู มะเร็ง และไข้มาลาเรยี
• ย่านาง ใช้ในการถอนพิษ แก้ไข้ ปรับสมดุล รักษาโรคหัวใจ ความดันสูง ไซนัสอักเสบ หลอดลม
อักเสบ เบาหวานมะเรง็ โรคเกา๊ ต์ โรคไต
๑.๓ กนิ ปลาเปน็ อาหาร
ปลานอกจากเปน็ อาหารทหี่ าได้ง่ายและเป็นเนื้อสัตว์ทยี่ ่อยง่ายแล้ว ผลการศึกษาจานวนมากพบว่าในเน้ือปลา
มีกรดไขมันชนิดไม่อ่ิมตัวกลุ่มโอเมก้า ๓ ท่ีเป็นประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย ช่วยเสริมสร้างความสามารถใน
การเรียนรู้ พัฒนาการทางสมองและการมองเห็นในเด็ก เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทาให้
นอนหลับสนิท สมองทางานได้ดี ไม่แก่เกินวัย ช่วยควบคุมระดับไขมันอ่ิมตัวในเลือด ป้องกันการอุดตันของ
หลอดเลอื ด ลดอัตราการเสยี่ งตอ่ โรคหวั ใจ และหลอดเลือดได้ มีรายงานการวิจยั เกยี่ วกับนา้ มนั ปลาว่า สามารถ
ลดความเครียดในผู้ป่วยโรคประสาทท่ีมักจะอาละวาด ทาให้อารมณ์เยือกเย็นลงได้ ปลาช่วยบรรเทาอาการ
ซึมเศร้า การศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่า การขาดโอเมก้า ๓ ซ่ึงเป็นกรดไขมันที่จาเปน็ ต่อสมอง
อาจทาใหค้ นมีอาการซึมเศร้า สมาธสิ ั้น นา้ มันปลาช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบจนสามารถลด
การใช้ยาบางส่วนลงได้บรรเทาอาการของโรคผิวหนังอย่างสะเก็ดเงิน ลดความเส่ียงของโรคหัวใจ การบริโภค
ปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑-๒ ครั้ง จะช่วยลดความดันโลหิต ปลาตัวเล็กตัวน้อย เช่น ปลาซิว ปลาข้าวสาร
ปลาฉง้ิ ฉงั้ ช่วยเพม่ิ ธาตุแคลเซยี มทาให้กระดูกและฟันแข็งแรง อีกทั้งปอ้ งกันโรคกระดูกพรนุ และกระดูกหักง่าย
ได้ การกนิ ปลาจงึ เปน็ การเริ่มต้นเพ่ือสขุ ภาพท่ดี ี
๒. การนวด 137
การนวดหรอื หัตถเวชนับเปน็ ภมู ปิ ัญญาอันล้าค่าของคนไทยในการรักษาโรควธิ หี น่ึง โดยเฉพาะโรคท่ีไม่
สามารถบาบัดได้ด้วยการใช้ยาฉีดหรือยากิน ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการนวดได้รับการพัฒนาจนเป็นท่ียอมรับ
สามารถก่อรายไดเ้ ขา้ ประเทศปีละกว่าพนั ล้านบาทการนวดนน้ั ปอ้ งกนั การหย่อนยาน รว่ งโรย รวมถึงชะลอการ
เกิดร้ิวรอยต่าง ๆ ชว่ ยกระตุ้นการไหลเวยี นของโลหติ ใหเ้ ปน็ ไปตามปกติ
การนวดตัวเองอย่างง่าย
- ท่าที่บรรเทาอาการปวดเม่ือยฝ่าเท้าและกระตุ้นอวยั วะภายใน ให้ทางานปกติ ใช้วธิ นี ่ังขดั สมาธิให้ฝ่า
เท้าข้างที่จะนวดหงายขึ้น ใช้ศอกด้านตรงข้ามกับฝ่าเท้ากดจุดแนวกึ่งกางฝ่าเท้า ๓ จุดแล้วใช้น้ิวหัวแม่มือกด
คลงึ ใหท้ วั่ ฝา่ เทา้ และน้ิวเท้า โดยทาประมาณข้างละ ๕ นาที สลบั กันทั้ง ๒ ขา้ งซา้ ย-ขวา
- ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดเข่า ขา หลัง หรือเป็นตะคริวน่องบ่อย ให้น่ังเหยียดขาข้างหน่ึงใช้มือ
ข้างเดียวกับขาข้างที่เหยียดจับปลายเท้าไว้ มืออีกข้างกดเข่าไว้ไม่ให้งอ หายใจเข้า หายใจออก แล้วก้มตัวให้
มากที่สุดหายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ คร้ังแล้วผ่อนออก ทาสลับกันท้ัง ๒ ข้าง ท่าน้ีช่วยยืดกล้ามเนื้อขาด้านหลัง
ด้วย
- ท่าท่ีบรรเทาอาการปวดหลัง เอว และสะโพก ให้ทาท่าขัดสมาธิ ใช้ข้อมือขัดไว้เหนือหัวเข่าด้านตรง
ข้าม บิดลาตัว หายใจเข้า หายใจออก แล้วบิดตัวให้มากที่สุด หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ ครั้ง แล้วผ่อนออก ทา
สลับข้าง
- ท่าทีบ่ รรเทาอาการปวดคอ ศีรษะ และสะบัก ใหท้ าท่านัง่ ขัดสมาธิตวั ตรงพนมมือระหวา่ งอก หายใจ
เข้า หายใจออก ออกแรงดนั มือท่ีพนมไวแ้ ละค่อย ๆ ยกมอื ขน้ึ เหนอื ศรี ษะ ออกแรงดันฝ่ามอื เข้าหากนั ยดื ลาตัว
หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ คร้งั แลว้ ผ่อนออก ท่านช้ี ่วยบรหิ ารกลา้ มเนอ้ื คอและสะบัก ทุกครงั้ ทที่ าต้องหายใจเข้า
ลึก ๆ และค่อยหายใจออกมา เพื่อทาให้ออกซิเจนไปฟอกเลือดท่ีอยู่ภายในร่างกายได้ดีข้ึนหากทาได้ตามนี้
บอ่ ยๆ หรอื ทุกวนั ปัญหาตา่ ง ๆ จะคลายลงไปแถมยงั ทาใหม้ ีอายยุ ืนยาวอกี ดว้ ย
138
๓. การประคบสมุนไพร
การประคบสมุนไพร หมายถึง การนาเอาสมุนไพรทั้งสด หรือแห้งหลาย ๆ ชนิดโขลกพอแหลก และ
คลกุ รวมกัน ห่อดว้ ยผ้า ทาเป็นลกู ประคบ นง่ึ ดว้ ยไอน้าร้อนและนาไปประคบบริเวณที่ต้องการ จะช่วยบรรเทา
อาการปวดเมื่อย ลดอาการบวมอักเสบของกล้ามเนื้อ ข้อต่อหลัง ลดอาการเกร็งของกล้ามเน้ือ และอาการ
ตดิ ขัดของขอ้ ตอ่ ช่วยเพมิ่ การไหลเวยี นของโลหิตและลดอาการปวด
ตวั ยาสมุนไพรที่ใช้ทา้ ลกู ประคบ
• ใบมะขาม ๑๐๐ กรัม
• ใบส้มปอ่ ย ๕๐ กรัม
• ไพล ๕๐๐ กรัม
• ขมนิ้ ชัน ๑๐๐ กรมั
• ผิวมะกรดู ๑๐๐ กรัม
• ตะไครบ้ า้ น ๒๐๐ กรัม
• เกลอื ๖๐ กรมั
• การบูร ๓๐ กรัม
• พมิ เสน ๓๐ กรัม
๔. การอบสมนุ ไพร
เป็นวิธีบาบัดรักษาอย่างหนึ่ง ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ทาให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณเปล่ง
ปลั่งมีน้ามีนวลช่วยให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว รูขุมขนเปิดเพ่ือขับถ่ายของเสียออกทางผิวหนัง ช่วยบรรเทา
อาการปวดเม่ือย ผ่อนคลายกล้ามเน้ือ จะใช้ควบคู่กับการนวดแผนไทย โดยมากมักใช้หลังการนวดเสร็จแล้ว
ช่วยลดอาการเกรง็ ตัวของกลา้ มเน้ือ ขอ้ ตอ่ ชว่ ยให้เนอ้ื เยอื่ พงั ผดื หยุน่ ตวั รา่ งกายสดช่ืน
139
สมนุ ไพรสดทีใ่ ช้ในการอบ
• ไพล : แก้ปวดเมื่อย ครนั่ เนอื้ ครน่ั ตวั
• ขม้ินชัน : แกโ้ รคผวิ หนังสมานแผล
• ตะไคร้ : ดับกล่นิ คาว บารงุ ธาตุไฟ
• ใบ - ผิวมะกรดู : แกล้ มวิงเวียน
• ใบหนาด : แก้โรคผิวหนงั พุพองน้าเหลอื งเสยี
• วา่ นน้า : ช่วยขบั เหงือ่ แก้ไข้
• ใบส้มปอ่ ย : แกห้ วัด แกป้ วดเมอื่ ย
• กระชาย : แก้ปวดเมื่อย ปากแตกเปน็ แผล ใจสัน่
• ใบเปลา้ ใหญ่ : ถอนพษิ ผดิ สาแดงบารงุ ผวิ
สมุนไพรแหง้ ท่ใี ชใ้ นการอบ
• เหงอื กปลาหมอ : แก้โรคผวิ หนังพุพอง
• ชะลดู : แกร้ อ้ นใน กระสับกระส่ายดพี ิการ
• กระวาน : แกเ้ จบ็ ตา ตาแฉะ ตามวั
• เกษรทั้งห้า : แต่งกลิ่น บารุงหวั ใจ
• สมนุ แว้ง
โรคหรอื อาการทส่ี ามารถบ้าบดั รักษาดว้ ยการอบสมนุ ไพร
๑. โรคภูมิแพ้
๒. โรคหอบหืดท่อี าการไม่รุนแรง
๓. เป็นหวดั น้ามกู ไหล แต่ไม่แหง้ คนั
๔. โรคทไ่ี ม่ได้เปน็ การเจบ็ ป่วยเฉพาะท่ี
๕. โรคอนื่ ๆ ทส่ี ามารถใช้การอบร่วมกบั การรกั ษาแบบต่างๆ
๖. ส่งเสริมสุขภาพมารดาหลังคลอดหากมีอาการดังนี้ ห้ามทาการอบสมุนไพร มีไข้สูง เป็นโรคติดต่อ
ร้ายแรง มีโรคประจาตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืดระยะรุนแรง ลมชัก สตรีขณะมีประจาเดือน มีการอักเสบจาก
บาดแผลเปดิ และแผลปิดอ่อนเพลยี อดอาหาร อดนอน หลงั ทานอาหารใหม่ ปวดศรี ษะ ชนิดวิงเวียนศีรษะและ
คล่นื ไส้
๕. การแช่น้า (Water Bath)
เป็นการนาร่างกายทั้งหมดหรือบางสว่ นแช่หรือจุ่มลงในน้า เพ่ือบาบัดรักษาโรคต่าง ๆ มีอยู่ด้วยกัน ๔
แบบ คือ
๕.๑ การแช่น้าเย็น ผู้ที่รับการรักษาจะแช่ตัวลงในน้าเย็นท่ีมีอุณหภูมิราว ๑๐-๑๘ องศาเซลเซียส
เปน็ เวลา ๒-๓ วนิ าที หากต้องการแชเ่ ปน็ เวลานานๆ จะตอ้ งถตู ัวแรงๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย การจมุ่ ตัวในน้าเย็น
จะช่วยทาให้ร่างกายต่ืนตัว เน่ืองจากได้รับการกระตุ้น นอกจากนี้ยังเพ่ิมอัตราการเผาผลาญอาหาร ให้
140
กลายเป็นพลังงานและโปรตีนเพ่ิมการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย เช่น เลือดและน้าเหลือง หลังการแช่
น้าเยน็ ตอ้ งมกี ารบาบดั ด้วยน้ารอ้ นทันที
๕.๒ การแช่น้าอุณหภูมิปกติ ผู้รับการรักษา จะแช่ตัวในน้าที่มีอุณหภูมิ ๓๒-๓๖ องศาเป็นเวลา
๑๕-๒๐ นาที จะช่วยใหร้ สู้ กึ ผอ่ นคลาย เหมาะสาหรบั ผ้มู ปี ญั หานอนไมห่ ลับฟุง้ ซา่ น และกระวนกระวาย
๕.๓ การแช่น้าร้อน วิธีการนี้จะแช่ตัวในน้าร้อนท่ีมีอุณหภูมิ ๔๐-๔๕ องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่เกิน
๒๐ นาที น้าที่มอี ุณหภมู ิสูงกวา่ ๔๕ องศาเซลเซียส จะไม่มผี ลในการรกั ษาโรค และอาจเปน็ อันตรายได้ การแช่
ตัวในน้าร้อนจะช่วยสร้างความรู้สึกกระชุ่มกระชวย แต่ผลท่ีได้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จึงเหมาะกับการบาบัด
อาการปวดปวดทอ้ ง ปวดกล้ามเน้ือและขอ้ ตอ่
๕.๔ การแช่ตวั ในน้าลึก วธิ ีการน้จี ะได้ผลดีถ้าทาร่วมกบั การนวดตวั การออกกาลังกาย หรอื การฉีดน้า
ผลดีของวธิ กี ารนี้มาจากการออกกาลงั กาย การไดล้ อยตัวในน้าเนื่องจากแรงพยุงของนา้ จะทาให้รา่ งกายเบาขึ้น
ช่วยลดผลกระทบจากการกดกระแทกของน้าหนัก เหมาะสาหรับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ โปลิโอ และกล้ามเน้ือ
เสือ่ มสมรรถภาพ ขนาด และการทางานของกล้ามเนื้อผิดปกติ จากอาการของโรคต่าง ๆ
141
“...น้ามันปาล์มทราบว่าดีเป็นน้ามันที่ดีใช้งานได้ ใช้บริโภคแบบใช้น้ามันมาทอดไข่ได้
มาทาครัวได้ เอาน้ามันปาล์มมาใส่รถดีเซลได้ กาลังของน้ามันปาล์มน้ีดีมากได้ผล เพราะว่า
เม่อื ได้มาใส่รถดีเซล ไม่ตอ้ งทาอะไรเลย ใสเ่ ข้าไป แล่นไป คนทแ่ี ลน่ ตามบอกวา่ หอมด.ี ..”
พระราชด้ารสั พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ฯ
142
เชื้อเพลิงเปน็ ปัจจัยสาคัญและจาเป็นต่อการดารงชีวติ ของประชาชนโดยตรง มคี วามสาคญั ตอ่ ภาคการ
ผลติ ทัง้ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคธรุ กจิ การขนสง่ จากการทีร่ าคานา้ มันเชือ้ ในตลาดปจั จุบัน
มีแนวโน้มสูงข้ึนเร่ือย ๆ มีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนที่มีรายได้น้อยโดยเฉพาะเกษตรกร ทาให้ต้นทุนการ
ผลิตเพม่ิ ขึ้น
ไบโอดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากการนาน้ามันพืชชนิดต่าง ๆ หรือน้ามันสัตว์มาสกัดเอายางเหนียว
และส่ิงสกปรกออก จากน้ันนาไปผ่านกระบวนการทางเคมี โดยการเติมแอลกอฮอล์เช่น เอทานอลหรือ
เมทานอล และมีตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ภายใต้สภาวะที่มีอุณหภูมิสูง เพ่ือเปล่ียนโครงสร้าง
น้ามันจาก Triglycerides เป็น Organic Acid Esters เรียกว่า “ไบโอดีเซล” และได้กลีเซอรอลเป็นผลพลอย
ได้ใช้เป็นวัตถุดิบสาหรับอุตสาหกรรมยา เครื่องสาอาง วัตถุประสงค์ของกระบวนการดังกลา่ วคือ ช่วยปรับปรุง
คุณสมบัติของน้ามันในเรื่องความหนืดให้เหมาะสมกับการใช้งานกับเครื่องยนต์ดีเซลและเพ่ิมค่า cetane
number การใช้ไบโอดีเซลสามารถลดมลพิษอากาศ ซ่ึงเป็นผลจากการเผาไหม้ในเคร่ืองยนต์ได้ส่วนหนึ่ง
เน่ืองจากองค์ประกอบของไบโอดีเซลไม่มีธาตุกามะถัน แต่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบประมาณ ๑๐% โดย
นา้ หนกั จึงชว่ ยการเผาไหมไ้ ด้ดีขนึ้ และลดมลพิษซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ ไฮโดรคารบ์ อนคารบ์ อนมอนนอกไซด์ ฯลฯ
นอกจากนี้ไบโอดีเซล มีคุณสมบัติในการหล่อล่ืนดีกว่าน้ามันดีเซลน้ามันเช้ือเพลิงชนิดนี้ สามารถผลิตได้จาก
วตั ถุดบิ จากการเกษตรภายในประเทศ เชน่ ไขมันจากพชื ไขมันจากสตั ว์ และสาหรา่ ยบางชนิด ในระดับชุมชน
สามารถทาการผลิตได้จากพืชน้ามันในท้องถิ่น เช่น น้ามันสบู่ดาหรือโดยการใช้น้ามันประกอบอาหารที่ใช้แล้ว
จากกิจการต่าง ๆ ท้ังในครวั เรือน รา้ นอาหารภัตตราคาร กลมุ่ ผลติ ผลิตภณั ฑ์ OTOP หรือโรงงานอุตสาหกรรม
อาหารในชุมชนซ่ึงจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร หรือเป็นการเพ่ิมคุณค่าของน้ามันที่ใช้แล้ว
และช่วยลดปริมาณของเสยี ทจี่ ะทาให้เกดิ มลพิษต่อสิง่ แวดล้อมในชมุ ชนได้อกี ดว้ ย
143
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดาริให้ศึกษาวิจัยและ
ทดลองผลิตน้ามันไบโอดีเซล นามาใช้กับยานพาหนะในพระราชวังสวนจิตรลดาเมื่อหลายสิบปีท่ีผ่านมา และ
ทรงมีพระราชดารัสเก่ียวกับการใช้น้ามันไบโอดีเซลเปน็พลังงานทดแทนเพ่ือช่วยแก้ปัญหาของชาติด้าน
พลังงาน กับคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าถวายพระพรเน่ืองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ที่ผ่านมา
ดังนน้ั เพ่อื สนองพระราชดาริฯ พสกนกิ รจงึ สมควรน้อมนาเทคโนโลยีการผลิตน้ามนั ไบโอดีเซลมาปฏิบัติ เพอ่ื ทา
ให้สามารถพึ่งตนเองไดด้ า้ นพลงั งานต่อไป
สูตรการทา้ น้ามนั ไบโอดีเซลจากน้ามนั พืช น้ามันสัตว์ทใ่ี ช้แลว้
๑. นานา้ มนั พืชหรือนา้ มันสตั ว์ท่ใี ชแ้ ลว้ กรองเอาเศษอาหารทปี่ นออก จากน้ันยกขน้ึ ตง้ั ไฟ
หากมนี ้าผสมอยใู่ นนา้ มนั (จะมลี กั ษณะขาวข้น) ต้องต้มน้ามนั ในอณุ หภูมิ ประมาณ ๑๑๐ องศา
นานประมาณ ๑๐ นาที แลว้ ดับไฟ
• หากไมม่ ีน้าปน (มลี ักษณะใส) ใหต้ ้มนา้ มนั ทอ่ี ณุ หภูมิ ๕๗ องศาแลว้ ดบั ไฟ ความร้อนจะขึ้นถงึ ๖๐ องศา
๒. นาเมทิลแอลกอฮอล์ ใส่ลงในภาชนะคล้ายแกลลอนท่ีมีฝาปิดและนาโซดาไฟใส่ลงไป ปิดฝาแล้วเขย่า
จนละลายหมด ณ เวลาใกล้เคียงกับน้ามันอุณหภูมิที่ ๖๐ องศา ระหว่างเขย่า ควรหยุดเปิดฝาให้ไอร้อนระเหย
ออกจากแกลลอน แล้วจึงเขย่าอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ควรทาด้วยความระมัดระวัง อย่าสัมผัสส่วนผสมหรอื สูดดมไอ
ระเหย และอยา่ ทาให้เกิดประกายไฟ ควรทาในสถานที่อากาศถ่ายเทไดด้ ีหากมกี ารสัมผัสใหล้ า้ งนา้ สะอาดทนั ที
๓. เม่ือน้ามันที่ต้มมีอุณหภมู ิ ๖๐ องศาให้ยกน้ามันลงจากเตา แล้วนาส่วนผสมของข้อ ๒ เทลงไป กวนให้
เข้ากัน พักทิ้งไว้ ๑ คืน ตอนเช้าจะพบว่ามีฝ้าลอยอยู่บนผิวหน้าให้ตักออก แล้วตักของเหลวใสตอนบน (ไบโอ
ดีเซล) ไปพักไว้ ๗ วัน ค่อยนาไปใช้ เป็นเช้ือเพลิงแทนน้ามันดีเซล ส่วนชั้นล่างเป็นของแข็งสีน้าตาลคือ กลีซอ
รีน สามารถนาไปทาเป็นสบู่ธรรมชาติเพื่อใช้ล้างทาความสะอาดพื้น หรือทาเป็นเช้ือเพลิงติดไฟหากหลังจาก
กวนสว่ นผสม ผลทไ่ี ดเ้ ปน็ ของเหลวคล้ายเจลโดยไม่มีการแยกตัว หมายความว่า โซดาไฟมากไป หากได้เปน็ ๓
ส่วน คือ ส่วนบน- ไบโอดีเซล ส่วนกลาง - น้ามันที่ยังไม่ทาปฏิกิริยา และส่วนล่าง – กลีซอรีน หมายความว่า
โซดาไฟนอ้ ยเกินไป หากใชโ้ ซดาไฟทีช่ ้นื หรอื มนี า้ ปนอยู่ จะได้สว่ นท่ี ๔ เกดิ ขึน้ คอื สบู่
144
การใช้นา้ มนั ไบโอดเี ซล
ควรหม่นั ตรวจไส้กรองดเี ซลและเปลี่ยนตามกาหนด หรอื ถ่ายน้ามนั จากกรองดกั นา้ บ่อย ๆ เพ่ือป้องกัน
การอุดตันของสบู่ หากเครอื่ งยนตม์ อี าการสะดดุ ให้ตรวจสอบระบบทอ่ นา้ มนั และตรวจไสก้ รองน้ามนั ดเี ซล
เป็นแก๊สท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ภายใต้สภาวะท่ีปราศจากออกซิเจน
แก๊สชีวภาพประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นแก๊สมีเทน (CH4) ประมาณ ๕๐-๗๐% และ
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ประมาณ ๓๐-๕๐% ส่วนที่เหลือเป็นแก๊สชนิดอื่นๆ เช่น ไฮโดเจน
(H2)ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ไนโตรเจน (N2) และไอนา้
ระบบแกส๊ ชีวภาพ
เป็นระบบจัดการของเสียควบคู่ไปกับการประบปรุงสภาพแวดล้อมภายในระบบ โดยวิธีทางชีวภาพ
แบบไม่ใช้อากาศด้วยการนาสารอินทรีย์หรือมูลสัตว์ไปหมัก โดยวิธีชีวภาพเพื่อให้กลุ่มจุลินทรีย์ชนิดท่ีไม่
ต้องการออกซิเจนย่อยสลายมูลสัตว์เหล่านั้น และเกิดเป็นแก๊สชีวภาพท่ีสามารถจุดติดไฟได้ โดยมีแก๊สมีเทน
เป็นองค์ประกอบหลัก แก๊สชีวภาพนั้นสามารถนาไปใชเ้ ป็นพลังงานทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงอ่ืน ๆ ได้ น้าเสีย
ที่ผา่ นการบาบัดจากระบบชีวภาพจะกลายเป็นปุ๋ยอนิ ทรีย์คณุ ภาพดี
ขบวนการยอ่ ยสลายสารอินทรยี ์สภาวะปราศจากออกซเิ จน
ขบวนการยอ่ ยสลายประกอบด้วย ๒ ขั้นตอน คือ
๑. ขั้นตอนการย่อยสลายสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ เช่น ไขมันแป้งและโปรตีนซ่ึงอยู่ในรูปสารละลาย
จนกลายเปน็ กรดอินทรียร์ ะเหยงา่ ย (volatile acids) โดยจลุ นิ ทรียก์ ลุม่ สร้างกรด (acid-producing bacteria)
๒. ขั้นตอนการเปลี่ยนกรดอินทรีย์ให้เป็นแก๊สมีเทน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจุลินทรีย์กลุ่ม
สร้างมีเทน (methaneproducing bacteria)
145
ประโยชน์ของแกส๊ ชวี ภาพ
๑. ด้านพลงั งาน
เม่ือพิจารณาถึงเศรษฐกิจแล้วการลงทุนผลิตแก๊สชีวภาพจะลงทุนต่ากว่าการผลิตเชื้อเพลิงชนิดอ่ืน ๆ
สามารถนามาใช้ทดแทนพลังงานเชอ้ื เพลงิ จากแหล่งอืน่ ๆ
๒. ด้านปรับปรงุ สภาพแวดลอ้ ม
โดยการนามูลสัตว์และน้าล้างคอกมาหมักในบ่อแก๊สชีวภาพ จะเป็นการช่วยกาจัดมูลในบริเวณที่เล้ียง ทาให้
กลิ่นเหม็นและแมลงวันในบริเวณนน้ั ลดลง และผลจากการหมักมลู สัตว์ในบ่อแก๊สชีวภาพที่ปราศจากออกซิเจน
เป็นเวลานาน ๆ ทาให้ไข่พยาธิและเช้ือโรคส่วนใหญ่ในมูลสัตว์ตายด้วย ซ่ึงเป็นการทาลายแหล่งเพาะเช้ือโรค
บางชนิด เชน่ โรคบิดอหวิ าต์ และพยาธิ ที่อาจแพรก่ ระจายจากมลู สัตว์ด้วยกนั แลว้ ยังเป็นการป้องกนั ไม่ให้มูล
สัตวถ์ กู ชะล้างลงไปในแหล่งน้าตามธรรมชาติ
๓. ดา้ นการเกษตร
• การทาเป็นปุ๋ย กากท่ีได้จากการหมักแก๊สชีวภาพ เราสามารถนาไปใช้เป็นปุ๋ยได้ดีกว่ามูลสัตว์สดๆ
และปุ๋ยคอก ทั้งนี้เนื่องจากในขณะท่ีหมักจะมีการเปลี่ยนแปลงสารประกอบไนโตรเจนในมูลสัตว์ทาให้พืช
สามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
• การทาเป็นอาหารสัตว์ โดยนาส่วนท่ีเหลือจาการหมัก นาไปตากแห้งแล้วนาไปผสมเป็นอาหารสตั ว์ให้โคและ
สกุ รกนิ ได้ แตท่ ้งั นี้มขี อ้ จากัดคอื ควรใส่อยูร่ ะหวา่ ง ๕-๑๐ กิโลกรัมต่อสว่ น
ขนั ตอนการสร้างถงั หมักแก๊สชวี ภาพจากมูลสัตว์ ขนาดครวั เรอื น
อปุ กรณ์
๑. ถงั หมักแกส๊
• ถังพลาสติกขนาดบรรจุ ๒๐๐ ลิตร ๑ ใบ พรอ้ มฝาปดิ
• ท่อพวี ีซขี นาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ ๑/๒ น้วิ สาหรบั ทาท่อเติมเศษอาหาร และทาตัวประคองแกน
ใบพัดกวนปฏิกูลในถังหมกั แก๊ส
• ทอ่ น้าประปาขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลาง ๑ นว้ิ ทาเป็นแกนเช่ือมเหลก็ แผ่นเป็นใบพัด ๒ ชนั้
• วาล์วปิด-เปิด ๒ ตัว ตัวที่ ๑ สาหรับเปิดส่ิงปฏิกูล เมื่อปฏิกูลหมดอายุใน ๑๐ - ๑๒ เดือน ตัวท่ี ๒
สาหรับเปิดปฏิกูลท้ิงรายวันเม่ือนาเศษอาหารใส่แต่ละม้ือ• เกลียวต่อสายยางท่อนาแก๊ส ออกจากถังหมักแก๊ส
ไปยังถงั รบั แกส๊ ๑ ตวั
• กาว ซลิ ิโคน และอปุ กรณต์ ่าง ๆ
๒. ถังรับแก๊ส
• ถังพลาสติกขนาดบรรจุ ๒๐๐ ลิตร ๑ ใบ เป็นตวั เปลือก
• ถังพลาสติกขนาดบรรจุ ๑๘๐ ผสมทั้งหมด ๑๐ กิโลกรัม จะทาให้สัตว์เจริญเติบโตตามปกติและเปน็
การลดตน้ ทุนการผลติ ลติ ร ๑ ใบ เปน็ ถงั รับแกส๊
• เกลยี วตอ่ สายยาง ๒ ตวั ตวั ที่ ๑ ตอ่ สายยางจากถังหมกั แกส๊ ตวั ท่ี ๒ ตอ่ จากถังรบั แก๊สไปยงั เตาหงุ ต้ม