146
วิธีทา้
๑. วิธีทาถังหมกั แก๊ส
• เจาะคว้านฝาครอบถังบรรจุแก๊ส ๒ รู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ ๑/๒ นิ้ว เพื่อทาช่องใส่เศษอาหาร
แต่ละม้อื กับช่องประคองแกนกวนปฏกิ ลู
• เจาะรูทีฝ่ าครอบถงั หมักแก๊ส ๒ รู เพอ่ื ใสอ่ ุปกรณ์ตอ่ กับสายยางนาแก๊สจากถังหมักไปยังถงั บรรจุแกส๊
• เจาะรทู ี่ข้างถังหมักแกส๊ ๒ รู รทู ี่ ๑ ใช้ทิง้ ปฏิกลู ทีห่ มดอายุ (กาหนดปฏิกูล ๑๐ - ๑๒ เดือน) และรูท่ี
๒ สาหรบั ทิง้ ปฏิกูลรายวนั
๒. วธิ ีทาถังเก็บแก๊ส
• นาถังเกบ็ แก๊สคว่าลงในถังเปลือก
• เจาะก้นถังเก็บแก๊ส ๒ รู รูที่ ๑ สาหรับต่อสายยางนาแก๊สจากถังหมักแก๊สมาเก็บ รูท่ี ๒ สาหรับ
ต่อสายยางนาแก๊สออกไปใช้โดยติดต้งั กบั เตาเกบ็ แกส๊ เพอ่ื เป็นตวั กั้นกันแก๊สออกจากถัง
๓. วิธีหมักมลู สตั วท์ ท่ี าให้เกดิ แกส๊
ใชม้ ลู สตั ว์ ๑ ป๊ีบ (เป็นมลู สดจะดีกว่ามูลแห้ง) นาน้าเปล่า ๑ ปบ๊ี (ควรเป็นนา้ ประปาทีร่ องทิ้งไวเ้ กิน ๘
ชม. เพ่อื ใหก้ ลน่ิ และฤทธ์ิคลอรนี ลดลง หรือน้าทไ่ี ม่มคี ลอรีนจะดกี ว่า) นาน้าผสมมูลสัตว์เทใสถ่ ังหมักนาน ๑๐
วัน จะเกิดแก๊สเริ่มตน้ และจะผลิตแก๊สไดน้ าน ๑๐ - ๑๒ เดอื น การเตมิ เศษอาหารลงถังหมึกเพ่ือเพมิ่ คุณภาพ
ของจลุ นิ ทรีย์ทีท่ าให้เกดิ แก๊ส ให้เติมเศษอาหารในครวั เรอื นท่ไี ม่มีรสเปรี้ยวใด ๆ ท้งั ส้นิ ๑ กก. ในชอ่ งทาง
เตมิ เศษอาหาร แลว้ กวนให้เข้ากนั กบั ปฏกิ ลู ท่ีมีอยู่ในถังหมักเดมิ เปิดชอ่ งทางระบายด้านขา้ งเพ่ือให้ปฏิกูล
สว่ นเกินไหลออกมา ปริมาณ ๑ กก. (สามารถนาไปทาเปน็ ปยุ๋ ได)้
ขอขอบคณุ ข้อมูลเพ่มิ เตมิ จาก
http://gotoknow.org/blog/rutchanee/213006
147
คนมีน้ายา
“…การจะเป็นเสือน้ันไม่สาคัญสาคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกินแบบพอมีพอกินน้ัน
หมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง อันนี้ก็เคยบอกว่าความพอเพียงน้ีไม่ได้
หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวจะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป
แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอาเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางส่ิงบางอย่างที่ผลิตได้
มากกวา่ ความตอ้ งการก็ขายได้ แตข่ ายในท่ไี ม่ห่างไกลเทา่ ไหร่ ไมต่ อ้ งเสียคา่ ขนสง่ มากนกั ...”
พระราชด้ารัสพระราชทานแกบ่ คุ คลต่างๆ
ที่เขา้ เฝ้าฯ ถวายชยั มงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดสุ ิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดสุ ิต
วนั พฤหสั บดที ่ี ๔ ธนั วาคม ๒๕๕๐
148
พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยในความ
เป็นอยู่ของพสกนิกรในพระองค์เป็นอย่างย่ิงทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่พอเพียง
สามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องดิ้นรนมากจนเกินกาลัง พสกนิกรจึงควรมาร่วมกันสนองพระราชประสงค์ข้างต้น
ด้วยการหันมาพึ่งตัวเองให้มากข้ึน โดยการพยายามผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือนเป็นประจา เพื่อเป็นการ
เสริมรายได้และลดรายจ่ายของครอบครัว ผลิตภัณฑ์ท่ีใช้ในครัวเรือนที่สามารถผลิตได้ด้วยตนเองโดยใช้วัสดุ
อปุ กรณท์ ี่หาได้งา่ ยในทอ้ งถนิ่
เน่อื งจากในการดาเนินชวี ิตบนวิถีแหง่ เศรษฐกจิ พอเพยี งน้ันการลดรายจา่ ยของครอบครวั เป็นหน่ึงส่ิงท่ี
สาคญั โดยเฉพาะรายจา่ ยสาหรับซ้ือนา้ ยาหรือสารทาความสะอาด เชน่ สบู่ น้ายาล้างจาน นา้ ยาซักผัก หรือทา
ความสะอาดต่าง ๆ น้ัน เป็นรูรั่วทางการเงินท่ีสาคัญ ซึ่งทาให้แต่ละบ้านต้องจ่ายเงินไปเป็นจานวนไม่น้อย
การทาน้ายาเอนกประสงค์ด้วยวิธีการที่ง่ายดายเพ่ือใช้เองและอุดรูร่ัวทางการเงินของครอบครัว ด้วยผลผลิต
เหลือกนิ เหลือใช้และหาได้ง่ายในท้องถิน่ จึงถือเป็นทางเลือกแห้งวิถีการพงึ่ ตนเองที่ชาญฉลาดของครอบครัวยุค
ใหม่
น้าหมักชีวภาพ คือของเหลวสีน้าตาล ท่ีมีท้ังจุลินทรีย์และสารอินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการ
เพาะปลูก เป็นส่วนประกอบหน่ึงของน้ายาเอนกประสงค์ สูตรชีวภาพ สามารถทาใช้ได้ทุกครัวเรือน โดยนา
ผลไม้หรือพืชผัก และเศษอาหาร มาหมักกับน้าตาลทรายแดงน้าตาลอ้อย หรือกากน้าตาล หมัก ๑๕ วัน ๓
เดือน (ย่ิงนานยิ่งดี) ก็จะได้น้าหมักท่ีมีจุลินทรีย์ ซ่ึงสามารถนามาใช้ในชีวิตประจาวันได้ เช่น ใช้ซักผ้า ล้าง
หอ้ งน้า ล้างรถ เชด็ กระจก ดับกลน่ิ ใชใ้ สแ่ ผลฟกช้า ใชเ้ ปน็ ปยุ๋ บารงุ ตน้ ไม้รักษาสภาพดิน ใชแ้ ทนสบไู่ ด้เพราะมี
กรดอ่อนๆ ใช้แทนยาสระผม หรือใช้แทนผงซักผ้าก็ได้และยังช่วยรักษาส่ิงแวดล้อม ไม่เกิดเป็นมลพิษต่อโลก
เพราะสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
น้ายาอเนกประสงค์ (สตู รชวี ภาพ)
เครอื่ งมอื และอุปกรณท์ ่ใี ช้
๑. ถงั พลาสติกสีเขม้ มีฝาปดิ มดิ ชดิ ขนาดความจุ ๓๒ แกลลอน ๑ ใบ
๒. ตะกรา้ พลาสติก
๓. เครอื่ งช่งั นา้ หนกั
๔. ถ้วยตวงน้า ๑ ใบ
๕. ชอ้ น ไม้พาย สาหรบั คน ๑ คนั
๖. ผ้าขาวบางสาหรบั กรอง ๑ ผืน
๗. ชอ้ นตวง ๑ ชุด
สว่ นผสม
๑. เปลือกสับปะรดหรือผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว มะเฟือง ปริมาณ ๓๐ กก. (สรรพคุณ
เป็นกรด ขจดั คราบมัน)
๒. หวั เช้อื นา้ หมกั ชีวภาพหรอื EM ๑.๕ กก. (สรรพคุณชว่ ยย่อยสลายสบั ปะรด)
149
๓. น้าตาลทรายแดง ๑ กก. (เป็นอาหารของจุลินทรยี )์
๔. น้าสะอาดไมม่ ีคลอรนี (น้าประปาพกั ไว้ ๑ คนื กอ่ นนามาใช)้
วิธีทา้
๑. ลา้ งถงั และตะกร้าพลาสตกิ ท้ิงไว้ใหแ้ หง้ นาตะกร้าใส่ในถงั พลาสตกิ
๒. นาเปลือกสับปะรดหรือผลไม้รสเปรี้ยวมาล้างน้าให้สะอาด แล้วแช่ในน้าหมักชีวภาพหรือ EM โดย
ผสมน้าสะอาดในอัตรา ๑:๑๐๐ เพอ่ื ล้างสารเคมีทีต่ ิดมากับเปลอื กแช่ทงิ้ ไวป้ ระมาณครง่ึ ชวั่ โมง
๓. สบั เปลือกสบั ปะรดหรอื ผลไม้รสเปรีย้ วเป็นชน้ิ เลก็ แลว้ นาไปเทใส่ในตะกรา้
๔. นาน้าตาลทรายแดงผสมกับนา้ หมักชีวภาพหรือ EM คนจนละลายหมด
๕. นาส่วนผสมข้อ ๓ และ ๔ เทลงในตะกร้าสับปะรด คนให้เข้ากัน เติมน้าสะอาดให้ท่วม ปิดฝาทิ้งไว้
เมื่อหมักได้ ๒-๓ วัน คนให้เข้ากันอีกครั้ง หมักต่อจนครบ ๑๕ วัน จึงเปิดออก กรองด้วยผ้าขาวบางโดยไม่ต้อง
บีบคนั้ กาก นานา้ สกดั ชวี ภาพท่ีกรองใส่ถังปดิ ไว้ให้แนน่ และปล่อยใหต้ กตะกอนอีก ๒-๓ วัน ระยะแรกๆ สีของ
นา้ จะขนุ่ ตอ่ มาจะตกตะกอน กลิ่นจะฉุนคลา้ ยไวน์มากขึน้ เรื่อย ๆ และสจี ะใสน่าใชย้ ิ่งขน้ึ (หากค้นั กากนา้ สกัดท่ี
ได้สีจะขุ่นไม่น่าใช้ ส่วนกากท่ีเหลอื สามารถนาไปผสมดินปลูกต้นไม้ได้) ถังที่หมักควรเก็บในท่ีมีแสงน้อยภายใน
ห้องหรือในที่ร่มอุณหภูมิปกติ เพราะ เชื้อจุลินทรีย์ในน้าหมักชีวภาพชอบความมืดและต้องอยู่ในที่ไม่ร้อนจัด
หรือเย็นจดั การหมกั จะเกิดฝ้าขาวเหนือผิวน้าแสดงว่าการหมักได้ผล เมือ่ กวนลงไปฝา้ สีขาวจะสลายตวั กลับไป
อยใู่ นน้าเหมอื นเดมิ
วิธีใช้
ใชล้ ้างจาน พืน้ หอ้ งน้า พืน้ บ้าน โดยไมต่ ้องผสมน้า ใชเ้ หมือนน้ายาตามท้องตลาด การล้างจานจานวน
มากควรแช่จานในนา้ ยาผสมน้า อัตราส่วน ๑:๕ แช่ท้ิงไว้ประมาณ ๒๐ นาทีก่อนล้าง เพื่อให้สะอาดท่ัวถึง แล้ว
จึงล้างออกด้วยน้าสะอาด ควรตากจานให้แห้งก่อนนาไปใช้ เพื่อป้องกันการตกค้างของจุลินทรีย์ในหยดน้าที่
เกาะอยู่บนจานน้ายาเอนกประสงค์สามารถนาไปใช้ในการขจัดคราบมันได้เป็นอย่างดี จากสองพลังบวก คือ
กรดเปร้ียวจากน้าผลไม้ซ่ึงชว่ ยทาให้ไขมันแตกตัว และเช้ือจลุ นิ ทรีย์ซ่ึงจะย่อยคราบไขมันทาให้ไม่มีกลิ่นตกค้าง
เหม็นบูด อีกท้ังยังถนอมมือไม่ทาให้มือแห้งแตกหรือลอกเหมือนน้ายาเคมีตามท้องตลาด ที่สาคัญไม่ทาลาย
สง่ิ แวดล้อมและไม่เปน็ อันตรายต่อสุขภาพ
หมายเหตุ วัสดุท่ีใช้แทนเปลือกสับปะรด ได้แก่ มะขามเปียก มะกรูด มะเฟือง กากกระเจ๊ียบที่ต้มน้าแล้ว
เปลือกมะนาว เปลือกส้ม เปลือกเสาวรส เปลือกส้มโอ หรือเปลือกผลไม้ท่ีมีรสเปร้ยี วๆ เพราะมีสภาพเป็นกรด
เหมือนกับสับปะรด ฤดูกาลไหน วัสดุใดมีราคาถูกก็ใช้วัสดุน้ัน ตามหลักควรใช้เปลือกหลังจากหมักทาน้ายาก็
เอากากท่ีหมักแล้วไปทาปุ๋ย ไม่มีการทิ้งเปล่า การทาน้ายาอเนกประสงค์ จานวนมากน้อยให้ใช้ตามสัดส่วน
ดงั กลา่ วขา้ งตน้
150
สรุปเปรียบเทยี บ
จากผลการใช้นา้ ยาเอนกประสงค์สามารถเห็นความแตกต่าง จากนา้ ยาเคมีตามทอ้ งตลาด คอื
- กรณีท่ีไม่ได้ตากผ้าในทันทีหลังซักโดยทิ้งไว้หลายชั่วโมง ผ้าที่ซักด้วยน้ายาเอนกประสงค์จะไม่เหม็น
บูด เน่ืองจากน้าชีวภาพมีจุลินทรีย์ท่ีดี สามารถควบคุมและกาจัดจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ซ่ึงจะทาให้เส้ือผ้าหรือส่ิงของ
เนา่ เหม็น นา้ ยาเอนกประสงค์ จงึ ชว่ ยป้องกนั ไม่ใหเ้ กิดการหมักหมม อันเกดิ จากแบคทเี รียหรือจุลนิ ทรีย์ตวั ร้าย
- เสอื้ ผ้าหรือสิ่งของ ทซ่ี ักล้างด้วยน้ายาทาเองน้จี ะเหมน็ ชา้ แม้แตเ่ สือ้ ทใี่ สเ่ ลน่ กีฬาหรือทางานกลาง
แดดท่ีโดนเหงื่อออกมาทั้งวนั กจ็ ะมีกลิน่ เหม็นน้อยกวา่ เสือ้ ผา้ หรอื สงิ่ ของทีซ่ ักลา้ งจากสารเคมี
- เม่ือใช้ล้างจานมือจะไม่ลอกเป็นขุยเหมือนใช้น้ายาล้างจานตามท้องตลาด เน่ืองจากเราไม่ได้ใช้สาร
ขจัดคราบหากในบางจุดของภาชนะยังมีความมันอยู่ให้เทน้ายาชีวภาพลงไป แล้วล้างเฉพาะท่ี ล้างทาความ
สะอาดอีกครัง้ จะพบวา่ ขจดั ความมันไดด้ ีมาก
สูตรการทา้ แชมพูมะกรูด ๑๐๐% ไรส้ ารพษิ
สว่ นผสม
มะกรูดแก่จัดตามจานวนท่ตี ้องการ
วิธที า้
๑. นามะกรดู ไปยา่ งไฟให้พอเหลอื งผ่าควักเอาเมลด็ ออก หั่นเปน็ ช้นิ ขนาดพอเหมาะ
๒. เตมิ นา้ พอทว่ ม แล้วปั่นให้ละเอียด
๓. กรองเอาเฉพาะน้าโดยใช้ผา้ ขาวบางจากนนั้ นามาตง้ั ไฟให้พออุ่นเพ่อื ฆ่าเชอ้ื แลว้ กรอกใส่ขวดขณะยังอุ่นอยู่
วิธีใช้
๑. ชโลมผมใหเ้ ปียกดว้ ยนา้ แล้วนวด เพอ่ื เปดิ รขู ุมขน หรอื ใชผ้ สมนา้ อาบกไ็ ด้
๒. เก็บในตูเ้ ย็น ถ้าเกบ็ ที่อุณหภูมิหอ้ งปกติสามารถเกบ็ ไว้ได้ ๑ เดือน
หมายเหตุ ไม่มีฟอง เหมาะสาหรบั ผู้ทีห่ ว่ งใยในเส้นผมและผิวพรรณเป็นพิเศษ เพราะไมม่ สี ว่ นผสมของสารเคมี
151
การทา้ นา้ ยาเอนกประสงคส์ ตู รมฟี อง
สว่ นผสมแชมพสู มนุ ไพร
๑. หวั เช้ือแชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรมั
๒. น้าเกลอื ๔๐๐ กรมั
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรัม
๔. น้ามันมะกอก ๑๐๐ กรมั
๕. ลาโนลนี ๑๐๐ กรมั
๖. กลิ่น (ใช้หวั น้าหอม) ๑ ออนซ์
๗. นา้ สมนุ ไพร ๓,๗๕๐ กรัม
๘. นา้ สะอาด ๒ ลติ ร
ส่วนผสมครีมอาบนา้ สมนุ ไพร
๑. หวั เชื้อแชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรมั
๒. นา้ เกลือ ๔๐๐ กรมั
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรมั
๔. น้าผ้งึ ๑๐๐ กรัม
๕. ลาโนลีน ๑๐๐ กรัม
๖. กล่ินสบู่ ๑ ออนซ์
๗. นา้ สมุนไพร ๓,๗๕๐ กรัม
๘. น้าสะอาด ๒ ลติ ร
สมนุ ไพรทีใ่ ช้ เชน่ นา้ มะขามเปียก นา้ ขมิ้น นา้ ดอกอญั ชัญ น้ามะกรดู ควรตม้ ให้เดอื ดก่อน
ส่วนผสมนา้ ยาซักผา้
๑. หวั เช้อื แชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรมั
๒. นา้ เกลอื ๔๐๐ กรมั
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรมั
๔. น้าดา่ ง ๕ ลติ ร
๕. ลาโนลีน ๑๐๐ กรมั
๖. กลน่ิ (หวั นา้ หอม) ๑ ออนซ์
สว่ นผสมนา้ ยาล้างจาน
๑. หัวเชอ้ื แชมพู (N ๗๐) ๑,๐๐๐ กรัม
๒. น้าเกลือ ๔๐๐ กรัม
๓. ผงฟอง ๑๐๐ กรมั
๔. นา้ ด่าง ๕ ลติ ร
๕. กลน่ิ มะนาว ๑ ออนซ์
152
การเตรียมสว่ นผสม (ใชว้ ธิ เี ดียวกัน)
๑. ละลายลาโนลนี และผงฟองในนา้ อุ่นครึ่งลิตร
๒. วิธีทาน้าด่าง ใช้ข้ีเถ้าไม้ท่ีขาว สะอาดและใหม่ ใส่ในถังปริมาณคร่ึงถัง เติมน้าจนเต็ม ทิ้งไว้ให้ข้ีเถ้า
ตกตะกอนใชเ้ วลาประมาณ ๗-๑๐ วนั รนิ เอานา้ ด่างเฉพาะสว่ นทีใ่ สมากรองใหส้ ะอาด
๓. วิธีทาน้าเกลือ ใช้เกลือท่ีขาว สะอาด ๑.๕ กก. ผสมกับน้า ๔ ลิตร ต้มให้ละลายทิ้งไว้ให้ตกตะกอน
รนิ เอาเฉพาะน้าสว่ นที่ใสมากรองใหส้ ะอาด
วิธกี ารท้า (ใชว้ ิธเี ดยี วกัน)
๑. กวนหัวเชื้อแชมพู และน้าเกลือจนเป็นเนอื้ เดียวกัน สังเกตได้จากเน้ือครีมจะมีความเนียนลื่น โดยให้
กวนไปทางเดยี วกนั ตลอดหา้ มวนกลบั เพราะจะเกิดฟอง
๒. จากน้ันเติมส่วนผสมในข้อ ๓, ๔ และ ๕ กวนช้า ๆ แล้วค่อยๆ เติมน้าสมุนไพรทีละน้อย กวนช้า ๆ
โดยกวนไปทางเดยี วกนั เชน่ เดิม
๓. เตมิ ส่วนผสมท่ีเหลือ กวนให้เข้ากนั ไม่นอ้ ยกวา่ ๒๐ นาที แลว้ ตงั้ ไวใ้ หห้ มดฟอง จงึ บรรจใุ ส่ภาชนะ
ขอ้ ควรระวงั
๑. ถา้ กวนไปคนละทางจะเกดิ ฟอง และตอ้ งกวนนาน ๆ เพอื่ ป้องกนั ไม่ใหเ้ น้ือน้ายาตกตะกอน
๒. นา้ สมุนไพรที่จะนามาผสมตอ้ งต้งั ทิ้งไวใ้ หต้ กตะกอนเสียก่อน
๓. ถ้าน้ายาเอนกประสงคเ์ หลวเกนิ ไปใหเ้ ตมิ นา้ เกลอื เพ่ิม และถ้าข้นเกินไปใหเ้ ติมน้าสะอาด
๔. หลังจากทาเสรจ็ ควรเกบ็ ไว้ ๒๔ ชัว่ โมง เพอ่ื ให้ตวั ยาและสมนุ ไพรได้ทาปฏกิ รยิ ากนั กอ่ นนาไปใช้
เร่อื งนา่ รขู้ องฅนมนี ้ายา
• คณุ รู้หรอื ไม่ว่า ? N ๗๐ คืออะไร
N ๗๐ คือ ผงหนืด เป็นสารเคมีชนิดหน่ึง มีค่าเป็นด่างผสมเพื่อให้น้ายามีความหนืด ช่วยในการชาระ
ลา้ งและทาให้มีฟองเล็กน้อย ควรใชใ้ นอตั ราเล็กน้อยไม่เกนิ ๑๕ % ของปรมิ าณทผ่ี สมได้ทั้งหมด
• คุณรู้หรอื ไมว่ า่ ? ท้าไมเราถึงเลือกใช้ N ๗๐
ก็เพราะ N ๗๐ มีราคาถูก คุณภาพก็พอใช้ได้ ท่ีสาคัญคือสามารถใช้ได้กับทุกสภาพน้า ให้ฟองดี และ
คงทน แต่ N ๗๐ กม็ ขี ้อเสยี ตรงทม่ี ือมคี า่ ความเปน็ ด่าง และทาให้เกิดประจลุ บ
• คณุ รหู้ รอื ไม่ว่า ? ความเปน็ ด่างและประจลุ บมผี ลอยา่ งไร
เรื่องของเรื่องก็คือ ความเป็นด่างจะทาให้ล้างไขมันออกจากร่างกายมากเกินไปส่วนประจุลบทาให้
ร่างกายเสียสมดุลทางประจุไฟฟ้า ผลก็คือเวลาใช้จะทาให้ผมแห้งผิวแห้ง รู้สึกคันตามผิวหนัง ผมหวียาก ช้ีฟู
และพนั กนั ภา
153
• คุณรู้หรือไม่ว่า ? เรามีวธิ แี กค้ วามเปน็ ด่างและประจุลบอยา่ งไร
ถ้าเป็นต่าง เราก็ใส่สารที่เป็นกรด เช่น น้ามะนาว น้ามะกรูดลงไป ส่วนประจุ ลบก็ใส่สารท่ีมีค่าประจุ
บวก เช่น สารกลุม่ CITRIMONIUM และ POLYQUATERNIUM ๑๐ หรอื ใส่สารที่มคี ่าสองประจุ เช่น สารกลุ่ม
COCAMIDOPROPLY BETAINE ก็ไดเ้ ชน่ กัน
• คุณรหู้ รือไม่ว่า ? เราใสเ่ กลือลงใน N ๗๐ ทา้ ไม
ก็เพราะว่าเกลือเป็นสารท่ีช่วยทาให้เกิดการแบ่งตัวทางเคมี จึงทาให้ N ๗๐ มีความหนืดข้ึน แต่ถ้าใส่
เกลือมากไปจะทาให้ N ๗๐ คืนตัวเป็นของเหลว และทาให้เกิด การระคายเคือง หากใส่น้อยเกินไปจะทาให้
ไม่หนืด จึงควรใสแ่ ค่ ๓-๔ % ของปริมาณท่ีผสมไดท้ ั้งหมดก็พอ
• คุณรหู้ รือไมว่ ่า ? ทา้ ไมเราไม่ควรใส่นา้ สมนุ ไพรมากๆ
เพราะถ้าเราใส่น้าสมุนไพรมากเกนิ ๒๐ % ของปริมาณท่ีผสมไดท้ ง้ั หมด กจ็ ะทาให้นา้ ยาของเราบดู เร็ว
• คุณรหู้ รอื ไม่ว่า ? เรามวี ิธที า้ ให้น้ายาของเรามีกล่ินหอมและไมเ่ สียเรว็
หากต้องการกล่ินหอม ให้ใส่นา้ หอมลงไป แค่ ๐.๑-๐.๓ % ก็พอ แล้วก็ใสส่ ารกันเสียลงไป ๐.๑ % ของ
ปริมาณท่ีผสมได้ท้ังหมด แต่ก็ไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะอาจทาให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ ท่ีสาคัญ
เป็นการส้นิ เปลืองโดยใชเ่ หตุ
154
155
“...ฉนั พูดเศรษฐกจิ พอเพียงความหมายคอื ทาอะไรให้เหมาะสมกบั ฐานะของตวั เอง
คือทาจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ข้ึนไปเป็นสองหมื่น สามหม่ืนบาทคนชอบเอาคาพดู ของฉัน
เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะเศรษฐกิจพอเพียง คือทาเป็น Self-Sufficiency มัน
ไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉนั คิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้า
เขาต้องการดูทีวีก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจากัดเขาไม่ให้ซ้ือทีวีดู เขาต้องการดูเพ่ือความ
สนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอร่ี เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า
Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไท
เวอร์ซาเช่ อันน้ีกเ็ กินไป...”
พระราชดารัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวฯ
ณ พระตาหนกั เปย่ี มสขุ วังไกลกงั วล ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔
156
ป้ันดินให้เป็นบ้าน
บ้านหน่ึงหลัง ต้องตัดต้นไม้ที่มีอายุคร่ึงค่อนชีวิตของคน หรือระเบิดภูเขาหิน เพ่ือนามาสร้าง ป่าไม้
หรือภูเขาหินเหล่านี้ คงไม่มีโอกาสท่ีจะกลับมาเป็นแบบเดิมได้อีก ป่าเขาและธรรมชาติที่มีอยู่น้อยแล้วคงต้อง
หมดไป บา้ นปกตหิ นงึ่ หลงั มอี ายุประมาณ ๕๐ ปี ปูนจะเริ่มร่อนต้องรื้อท้งิ แตบ่ า้ นดินท่จี ังหวดั อุบลราชธานีเป็น
ห้องแถว ท่ีชาวจีนล่องตามน้าโขงมาค้าขายและได้สร้างข้ึน ปัจจุบันมีอายุเกือบ ๑๐๐ ปี ถึงแม้ไม้ที่เป็น
องค์ประกอบจะผุกรอ่ นไป แต่ในส่วนของดนิ กย็ งั คงอยู่ ไมเ่ สอ่ื มสลายบา้ นดินจงึ เป็นบา้ นทมี่ คี วามคงทนแข็งแรง
คุณภาพเทียบเทา่ หรือดกี ว่าบา้ นปกติ
บ้ า น ดิ น เ ป็ น ห น่ึ ง ข อ ง ก า ร น า แ น ว คิ ด ใ น ก า ร ใ ช้ วั ส ดุ ใ น ท้ อ ง ถิ่ น ม า ส ร้ า ง เ ป็ น ที่ พั ก อ า ศั ย พ้ื น ถิ่ น
ซงึ่ หมายถึงสง่ิ ก่อสร้างต่างๆ ในแตล่ ะท้องถนิ่ ที่มลี ักษณะแตกต่างกนั ไปตามสภาพแวดล้อม เพอื่ ใหเ้ หมาะสมกับ
การดาเนินชวี ติ เป็นสถาปัตยกรรมธรรมชาติ เพราะวัสดุท่ีนามาใช้เป็นวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติ สอดคล้องกับ
วิถีชีวิต หรืออาจเกิดจากการนาวัสดุมาใช้ให้เกิดการหมุนเวียนอย่างคุ้มค่า คุณค่าของการสร้างบ้านดิน
จึงอยู่ตรงการสร้างบ้านบนวิถีพ่ึงพาตนเอง ลดการซ้ือหาปัจจัยจากภายนอกชุมชน ทาให้มนุษย์ สรรพสัตว์
ส่ิงแวดล้อมอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและลงตัว บ้านดิน ถูกสร้างขึ้นโดยการเปล่ียนรูปจากดินให้เป็นบ้านเท่านั้น
เม่ือเราสร้างข้ึนแล้วไม่พอใจเราสามารถร้ือและสร้างใหม่ได้ทันที บ้านดินจะเปล่ียนกลับเปน็ ดินดังเดิมมีคนเคย
กล่าวไว้ว่า “เม่ือลือลงบ้านดินสามารถปลูกผักได้ทันที” บ้านดินจึงเป็นบ้านท่ีเป็นมิตรกับธรรมชาติอย่าง
แท้จริง บ้านดินมีอุณภูมิภายในท่ี ๒๔ - ๒๖ องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นอุณภูมิท่ีเราสามารถอยู่ได้อย่าง
สบายโดยไม่ตอ้ งตดิ แอร์
บ้านดิน คือบ้านมีชีวิตสามารถหายใจได้ ในประเทศเกาหลีเชื่อว่าธาตุท่ีอยู่ในตัวเราประกอบไปด้วย
ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุลม และธาตุไฟ สมัยนี้คนเราแทบจะไม่ได้สัมผัสกับดิน จึงทาให้ขาดสมดุลภายในร่างกาย
การได้สัมผัสดินจะทาให้เกิดความสมดุลข้ึน และยังเชื่ออีกว่าถ้าคนเราอยู่ในบ้านท่ีสร้างด้วยดินธาตุในดินจะ
ระเหยแซกซึมเข้าสู่ร่างกาย ทาให้สุขภาพแข็งแรง ซ่ึงเราสังเกตได้ว่าสมัยน้ีคนเราป่วยเข้าโรงพยาบาล
157
กันเป็นจานวนมากเพราะไม่ได้สัมผัสกับดิน จนบางคนกล่าวว่า “บ้านปูนดูดพลังจากเราส่วนบ้านดินนันให้
พลงั กับชีวิต”
เตรียมการก่อนสรา้ งบ้านดนิ
๑.แรงงาน ในการทาบา้ นดนิ ขนาด ๔ x ๔ ตารางเมตร ใช้แรงงาน ๒-๓ คน แตถ่ า้ เป็นอาคารหลังใหญ่
อาจใชแ้ รงงานมากกว่าแรงงานจากเพือ่ น หรอื เพอื่ นบ้านทส่ี นใจจะช่วยไดม้ ากและทาให้เสร็จได้ตามต้องการ
๒.เวลา เวลาในการสร้างบ้านดินแยกเป็นสองส่วนคือเวลาในการทาก้อนดินกับเวลาในการสร้างตัว
อาคาร
- เวลาในการทาก้อนดิน คานวณจากพื้นท่ี ๑ ตร.ม. ใช้ก้อนดิน ๓๕ ก้อน บ้านขนาด ๔ x ๖ เมตร
มหี น้าต่าง ๔ ช่อง และประตู ๑ ช่อง จะใชก้ ้อนอฐิ ดนิ ดิบ ๑,๐๐๐ ถึง ๑,๒๐๐ กอ้ น ถ้าวนั หนง่ึ ทาได้ ๑๒๐ ก้อน
ระยะเวลา ๑๒ วัน กจ็ ะไดก้ อ้ นดนิ ตามตอ้ งการ
- เวลาในการก่อตัวอาคาร ต้องคานวณประกอบกับจานวนคน เช่น บ้านขนาด ๔ x ๖ ตร.ม. มี
กาลังคนประมาณ ๓-๔ คน จะใช้เวลาสร้างประมาณ ๑๔ วัน (ไม่รวมเวลาทาสีเพราะต้องรอให้ดินแห้ง จึงจะ
สามารถทาสดี นิ ได)้
๓.แหล่งดิน ดินร่วนปนทรายนั้นเหมาะแก่การทาก้อนดินดิบท่ีสุด พิจารณาลักษณะดินในพ้ืนที่และ
ระยะทางการขนส่งดนิ ที่จะทาให้ต้นทุนเพมิ่ ขนึ้
การทดสอบดนิ ในพนื ที่
ดนิ ท่ีดีในการนามาทาก้อนดนิ ดิบคอื ดนิ ร่วนปนทราย ในแถบภาคอสี าน
วิธีท่ี ๑ ทดสอบโดยนาดินมาบดให้ละเอียดใส่ลงไปในขวดแก้วใสแล้วละลายกับน้าผสมเกลือเล็กน้อย
เขย่าแรงๆ ท้ิงไว้ให้ดินตกตะกอนดินจะแยกตัวเป็น ๓ ช้ัน โดยชั้นบนจะเป็นดินเหนียวชั้นกลางจะเป็นดิน
ตะกอนและชั้นล่างจะเป็นดินทรายดินท่ีใช้ทาบ้านดินได้ดี จะต้องมีดินชั้นบนกับชั้นกลางหนารวมกันประมาณ
ร้อยละ ๓๐-๕๐ ถ้าน้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ต้องมีการเติมดินเหนียวในดินที่จะสร้างอาคาร แต่ถ้าช้ันบนและ
ชน้ั กลางรวมกันแลว้ มากกว่าร้อยละ ๕๐ ตอ้ งใสท่ รายลงไปผสม ดนิ ชั้นล่างสุดจะต้องมีสดั ส่วนประมาณร้อยละ
๕๐-๗๐
วิธที ่ี ๒ ทดสอบโดยการป้นั เป็นแทง่ เท่ากับน้ิวโป้ง แล้วทาการแกวง่ ดูถ้าดนิ ไม่ขาดเปน็ สองทอ่ นแสดง
ว่ามีส่วนของดนิ เหนียวมากเกินไป ต้องเติมดินทรายเขา้ ไป หากแกวง่ แล้วดนิ รว่ งทันที แสดงว่ามสี ่วนของทราย
มากเกินไปต้องเติมดนิ เหนียวเพ่ิม
วิธีท่ี ๓ ทดลองป้ันเป็นแผน่ เทา่ ขนมคุกกี้แล้วตากแดดใหแ้ หง้ จากน้ันลองหักถ้าดินแตกละเอียดแสดง
ว่าดินเป็นดินทรายต้องเพิ่มดินเหนียวเข้าไป แต่ถ้าหักไม่ได้แสดงว่าดินเป็นดินเหนียว ต้องเพิ่มดินทรายเข้าไป
และถา้ ทดลองหักแลว้ ดินแตกเป็นสองถงึ สามส่วนแสดงวา่ ดนิ มคี วามเหมาะสม
158
อปุ กรณ์ท้าบ้านดิน
• ไมแ้ บบขนาดกวา้ งคูณยาวคณู สงู เทา่ กบั ๘ x ๑๖ x ๓ นว้ิ
• ถังปนู ประมาณ ๔-๖ ใบ
• จอบขดุ ดนิ ๑ – ๒ ดา้ ม
• เกยี งฉาบปูน
• แปรงทาสี และฟองนา้
• ระดบั น้า
• วสั ดุมุงหลงั คาและไมท้ าโครงหลงั คา
• ตะปู
• ทปี่ าดปนู เวลาฉาบเรยี บ
• ไม้จับระดบั (ถา้ ต้องการ)
• กะละมังผสมสีดนิ ทา
• ถงั ใสน่ า้
159
การเลอื กพนื ท่ีสร้างบ้าน
การเลอื กพืน้ ที่มขี อ้ ควรระวงั ดงั น้ี
• บรเิ วณท่ีจะสร้างบา้ นดิน จะต้องเป็นบรเิ วณทไี่ ม่มนี า้ ทว่ มขัง เพราะอาจทาใหฐ้ านรากบ้านพงั
• บริเวณท่ีจะสร้างบ้านดินต้องไม่เป็นที่น้าไหลผา่ น หรือหากเล่ียงไม่ได้ต้องมีการทาทางนา้ ให้ไหลผา่ น
ไปทางอ่ืน
• เปน็ ท่ีดอนหรือมกี ารถมดนิ ให้สูงกวา่ บรเิ วณโดยรอบ
การเทคานฐานราก
คานฐานรากเปน็ สว่ นสาคัญในการยดึ โครงสร้างบา้ นดนิ ทีน่ ิยมในเมืองไทยมีด้วยกนั ๒ ชนดิ คอื
๑. ฐานรากจากกอ้ นหิน โดยการนาหนิ มาวางเรียงเป็นช้นั ๆ วิธนี ช้ี ว่ ยประหยัดตน้ ทนุ ในการสรา้ งไปไดม้ าก
๒. ฐานรากจากคอนกรตี เหมาะสาหรบั ผู้ท่มี ีทนุ มาก เพราะฐานรากจะแขง็ แรงกวา่
การทา้ ก้อนอิฐดินดบิ
ส่วนผสมในการทามี ๓ อยา่ งคอื นา้ ,ดินรว่ นปนทราย และแกลบดิบจากโรงสี
วธิ ีการท้า
๑. ขุดดนิ ทีใ่ นพนื้ ที่ให้ร่วนซุยตามต้องการ
๒. ปลอ่ ยนา้ ใหท้ ่วมขงั ในบอ่ ดิน ทิ้งไวใ้ ห้ดนิ อิม่ ตัวประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง
๓. เหยียบนวดดินให้เป็นโคลนแลว้ ใส่แกลบดบิ ลงไปในดินโคลน อัตราสว่ น ๑:๑
๔. เหยียบนวดดนิ และแกลบอีกครงั้ ให้ดนิ โคลนและแกลบเข้ากัน
๕. นาไปเทใสไ่ ม้แบบท่ีเตรยี มไว้
๖. หลงั จากอดั ดนิ จนเต็มแบบแลว้ ยกไมแ้ บบออกจะได้ก้อนดินดิบทย่ี ังไม่แห้ง
๗. ทิ้งอิฐตากแดดให้แห้งประมาณ ๓ วันแล้วทาการพลิกก้อนดินตั้งข้ึน ตากก้อนดินต่ออีก ๔-๕ วัน
เพื่อให้ดินแห้งท้งั ก้อน จะไดก้ ้อนอฐิ ดินดิบที่พรอ้ มจะนาไปทาบ้าน
160
การกอ่ ผนงั บา้ นดนิ
ก่อนการก่อผนังดิน ต้องทาการผสมดินก่อ โดยใช้ดิน ๑ ส่วน ต่อแกลบ ๑ ส่วน ผสมให้เข้ากัน ดินก่อ
ต้องใสน่ า้ มากกวา่ การทากอ้ นดนิ ดิบ อย่าให้เหลวหรอื ข้นเกนิ ไป
ขนั ตอนการกอ่ ผนงั
๑. วางดินก่อลงไปก่อน แล้วนาก้อนดินดิบมาวางทับกดให้แน่น จากน้ันก่อเรียงต่อกันไปเร่ือย ๆ จน
จบชัน้ แรก
๒. ในการก่อชัน้ ตอ่ ไป ตอ้ งวางสลับกับชนั้ แรกเพื่อให้ผนังเกิดความแขง็ แรง การก่อผนงั ให้ทาแบบค่อย
เป็นค่อยไปก่อทลี ะชั้นและระวงั อย่าให้ผนังเอียง
๓. ในกรณที ่ีทาช่องหนา้ ต่างหรอื ประตูโดยไมใ่ ชว้ งกบ ให้เว้นช่องว่างที่จะเป็นหนา้ ตา่ งและประตไู ว้
๔. หากมวี งกบหน้าต่างใหต้ ั้งไวก้ ่อนแลว้ ค่อยๆ กอ่ ก้อนดินชดิ วงกบ
การตงั วงกบประตแู ละหน้าต่าง
ในการวางแผนสร้างบ้านดิน ต้องมีการกาหนดจุดในการใส่ช่องหน้าต่างและประตูให้แน่นอน ซ่ึงเมื่อ
กาหนดจุดได้แล้วก็ให้นาวงกบมาต้ังในจุดนั้นแล้วใช้ไม้ค้ายันไว้ เม่ือทาการก่อผนังกาแพง ให้ก่อชนกับวงกบ
ประตูและหน้าตา่ งไดเ้ ลย
การใส่ช่องลมในบ้านดิน
ช่องลมท่ีนิยมทามีด้วยกัน ๒ แบบคือช่องลมแบบสามเหล่ียมและช่องลมแบบส่ีเหล่ียม ซึ่งในการใส่
ชอ่ งลมน้ันสามารถใส่ไดห้ ลายชนั้ แลว้ แต่ความต้องการ เมอ่ื ใสช่ อ่ งลมแลว้ ต้องมีการก่อดินทับอีก ๑–๒ ช้นั เพ่ือ
ความแข็งแรงของขอบผนงั ดนิ
161
การฉาบผนงั ดิน
ให้ผสมดินเช่นเดียวกับการทาดินก่อและก้อนดินดิบ แต่ผสมให้เหลวกว่า การฉาบทาได้ ๒ วิธี ตาม
ความชอบ
๑. การฉาบดว้ ยมือ โดยใช้องุ้ มือค่อยๆ ปาดขน้ึ อย่างช้า ๆ หา้ มปาดลงเพราะดินจะหกเสียหาย ในการ
ฉาบดว้ ยมอื นจี้ ะไดพ้ ื้นผวิ ท่คี อ่ นข้างขรุขระ
๒. การฉาบโดยใชเ้ กียงฉาบปูน ซึง่ จะไดผ้ วิ ของผนังดนิ คอ่ นข้างเรยี บ
การทา้ สีดิน
ผนงั ดนิ ถา้ ไม่มกี ารเคลือบจะทาใหข้ องในบ้านเปื้อนฝ่นุ ได้งา่ ย การเคลอื บผนงั ดว้ ยสดี ิน (ตัวเคลอื บผนัง)
จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าว ซึ่งในต่างประเทศมีการใช้ตัวเคลือบผนังอยู่หลายชนิด แต่ที่ได้ทดลองว่าเหมาะ
กับสภาพเมืองไทยมีส่วนผสมดงั น้ี
• ดินสนี ามาร่อนจนไดส้ ีดนิ ๑ สว่ น
• ดนิ ทรายรอ่ น ๑ ส่วน
• กาวแปง้ เปียก ๑ สว่ น
นาส่วนผสมท้ังสามมาเทลงในกะละมังปากกว้างแล้วคลกุ เคล้าใหเ้ ข้ากัน ระวังอย่าให้เหลวเพราะเวลา
ทาสีดินจะยดึ ตดิ ผนังได้ไมด่ ี
การทาสีดิน
๑. ใชม้ ือทาโดยใชอ้ ุ้งมือค่อยๆ ลบู ขึ้น
๒. ใช้แปรงทาสีทาหรือใชแ้ ปรงลูกกลิ้ง วิธีนต้ี อ้ งผสมใหส้ ีดินเหลวกวา่ ปกติ
162
การทา้ โครงสร้างหลังคาบา้ นดนิ
ในการทาหลังคาท่ีนิยมมีอยู่ ๔ แบบคือหลังคาหญ้า (ราคาถูกที่สุด) หลังคาสังกะสีหลังคากระเบื้อง
และหลงั คาดิน (ใช้ดินป้นั เปน็ หลังคาแล้วใชป้ ูนฉาบบาง ๆ กนั นา้ เขา้ )
การท้าเสาดิน
โดยการนาดินมาก่อเป็นช้ัน ๆ สลับกันไปช้ันละ ๒ ก้อน ให้ได้ความสูงตามต้องการโดยในการก่อดิน
เม่ือก่อได้ ๕-๖ ชั้น ต้องมีการพักดินให้แห้งก่อนแล้วจึงก่อต่อไปเพื่อให้ดินช้ันล่างแข็งตัว ก่อนที่จะวางคานยึด
หัวเสาดิน ต้องรอให้เสาดินแห้งดีเสียก่อนจึงจะสามารถรับน้าหนักของโครงหลังคาได้ เสาดินท่ีถูกฉาบผิวนอก
แล้วจะมีความแข็งแรงไม่แพ้เสาปูน บนหัวเสาสามารถฝังไม้หรือฝังเหล็ก เพ่ือเป็นตัวยึดโครงหลังคาได้
ตามตอ้ งการ
การทา้ ห้องน้าดิน
บา้ นดนิ สามารถทาห้องน้าได้เหมือนบ้านท่ัว ๆ ไปโดยมวี ธิ กี ารคือก่อผนังดินเป็นกาแพงเหมือนก่อผนัง
ท่ัวไปแล้วตีตะแกรงลวด กับผนังดิน หลังจากน้ันจึงฉาบด้วยปูน เท่าน้ีก็สามารถได้ผนังห้องน้าดินท่ีกันน้าได้
หากตอ้ งการปูกระเบือ้ งผนังกส็ ามารถทาได้ตามปกติ
การทา้ ฝา้ ดิน
บ้านดินจะไม่เย็นเลย ถ้าเราไม่สามารถป้องกันความร้อนที่แผ่ลงมาจากหลังคาได้เพราะความร้อนจะ
เข้ามาจากสองทางคือทางผนังและทางหลังคา หลังคาหญ้าหรือหลังคาดิน จะช่วยกันความร้อนได้ดีกว่า
กระเบื้องหรือสังกะสี และการทาฝา้ ดนิ เสรมิ จะชว่ ยกันความร้อนไดด้ ยี ่ิงข้นึ การทาฝา้ ดินมวี ธิ กี ารดงั นี้
๑. ทาผนงั ดินใหเ้ สร็จเรยี บร้อยเสยี กอ่ น
๒. เตรยี มอุปกรณใ์ นการทาฝ้าดนิ ซ่ึงไดแ้ ก่
• ไม้เนือ้ แข็งท่สี ามารถรับนา้ หนักของดนิ ได้ เชน่ ไมย้ ูคา ไมส้ น
• ไมไ้ ผ่ หรือไมส้ น 163
• กอ้ นดนิ ดิบที่แห้งแลว้
• ตาข่ายเชือก หรือตาขา่ ยลวด
• ตะปู หรือลวดสาหรบั มดั
• ดนิ ผสมแกลบสาหรบั ฉาบ
๓. นาไม้เนือ้ แข็งวางพาดระหว่างผนงั ดินทง้ั สองด้าน โดยวางไมใ้ หม้ รี ะยะหา่ งประมาณ ๒๐ – ๓๐ ซม.
๔. นาไมไ้ ผห่ รอื ไมย้ ูคาขนาดเล็กมาวางพาดบนไมเ้ น้ือเข็งอกี ครั้ง
๕. นาตะแกรงมาวางพาดบนไมไ้ ผ่
๖. นาดินกอ่ มาวางบนตะแกรง จากนั้นนากอ้ นดนิ วางในแนวนอน โดยมดี ินเหลวเป็นตัวเชื่อม
๗. คอ่ ยๆ วางดนิ จนเตม็ พ้ืนที่
๘. ฉาบดา้ นใต้ของฝา้ ดนิ ด้วยดนิ ฉาบ
๙. หลงั จากดนิ แหง้ ให้ จงึ ทาสีดินอีกคร้ังโดยสว่ นท่เี ป็นไม้สามารถใช้สีพลาสติกหรือสีนา้ มันทาได้
บา้ นดินหนา้ ฝน
การทาบา้ นดนิ ส่วนใหญจ่ ะเวน้ ช่วงหน้าฝนไว้ เพราะไม่สามารถทาก้อนดินได้ ดงั น้นั ในชว่ งท่ีผ่านมาจะ
เห็นได้ว่าหลายที่งดทาบ้านดินหน้าฝน แต่จากการศึกษาทดลองพบว่า มีวิธีที่สามารถทาบ้านดินในหน้าฝนได้
แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพ่ิมในส่วนของวัสดุกันฝน ด้วยการทา“อุโมงค์อบก้อนดิน” ซ่ึงสามารถทาให้ก้อนดินแห้งได้
เร็วขึ้น โดยทาโครงหลังคาเป็นรูปจ่ัวสูงประมาณ ๗๐–๘๐ ซม. เป็นแนวยาวตามปริมาณของอิฐ และวางแนว
ตามทศิ ทางลม เมือ่ มฝี นตกใหน้ าผ้ากันฝนมาคลุม แต่ถา้ ฝนไม่ตกใหน้ าผา้ ออกส่วนการทาตัวบา้ นดนิ กใ็ ห้ทาเสา
หลังคาคลุมกันฝนในลักษณะเดียวกนั
คาถาเลีย้ งดนิ
เล้ียงดนิ ใหด้ นิ เล้ียงพืช
Feed the soil and let the soil
feed the plant
(ฟีด เดอะ ซอย แอนด์ เลท็ เดอะ ซอย ฟีด เดอะ แฟลนด์)
เจยี มได๋ ออยได๋ เจียมตะนา
เลีย่ งเทะ อดึ เทะ เลี่ยงละชิว
เลี้ยงแม่ธรณี ให้แม่ธรณี
เลีย้ งแม่โพสพ
ผู้จดั ทาเล่มคมู่ อื
ทีป่ รกึ ษา อธิบดกี รมการพัฒนาชมุ ชน
นายสุทธพิ งษ์ จุลเจริญ
คณะผจู้ ดั ทา ผูอ้ านวยการศนู ย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนเพชรบรุ ี
นายธรรมนญู ไขว้พันธ์ุ ผชู้ ่วยผอู้ านวยการศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนเพชรบรุ ี
นางขวญั ตา พว่ งทอง นกั ทรัพยากรบคุ คลชานาญการ
นางสาวอญั ชิษฐา สงิ หส์ ทุ ศั น์
หนว่ ยงานสนับสนุนขอ้ มลู
สถาบันการพัฒนาชุมชน
ผู้ออกแบบปก นกั ทรัพยากรบุคคลชานาญการ
นางสาวอัญชษิ ฐา สงิ หส์ ทุ ศั น์
เดือน ปี ทจ่ี ัดพิมพ์ คร้งั ท่ี 2 มกราคม 2564
จานวนท่ีพิมพ์ 411 เลม่
จดั พมิ พโ์ ดย ศนู ย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนเพชรบรุ ี
สถาบนั การพัฒนาชุมชน กรมการพฒั นาชมุ ชน
กระทรวงมหาดไทย