1 Pak Thong Chai Technical College
2 คำนำ dddddddเอกสารประกอบการสอน/เอกสารคำสอนรายวิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการฉบับนี้ ได้จัดทำขึ้น เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายรายวิชาและคำอธิบายรายวิชา โดยได้แบ่ง เนื้อหาออกเป็น 8 หน่วย คือ dddddddหน่วยที่ 1 การวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ dddddddหน่วยที่ 2 การออมและการลงทุน dddddddหน่วยที่ 3 ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ dddddddหน่วยที่ 4 การจัดหาและวางแผนทางการเงิน dddddddหน่วยที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ dddddddหน่วยที่ 6 รูปแบบและการจัดทำแผนธุรกิจ dddddddหน่วยที่ 7 หลักเบื้องต้นในการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิต dddddddหน่วยที่ 8 การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง dddddddในการจัดทำเอกสารประกอบการสอนรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการฉบับนี้ผู้จัดทำ ขอขอบคุณ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่ได้แบ่งปันความรู้ในเรื่องการเป็นผู้ประกอบการผ่านทางสื่อ ต่าง ๆ ซึ่งผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียน การสอนในรายวิชา ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ บัณฑิตา ผาสูงเนิน และคณะผู้จัดทำ 2565 ก
3 สารบัญ คำนำ ก สารบัญ ข ลักษณะรายวิชา ค หน่วยที่ 1 การวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ แบบทดสอบก่อนเรียน 9 สาระสำคัญ 11 ความหมายและความสำคัญของเป้าหมายชีวิต 11 ลักษณะของเป้าหมายชีวิต 13 หลักการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดี 13 วงจรควบคุม 14 ประโยชน์ของวงจรควบคุมคุณภาพ 15 ชีวิตประจำวันกับวงจรควบคุมคุณภาพ 16 การวางแผนเป้าหมายชีวิตกับวงจรควบคุมคุณภาพ PDCA 17 สรุป 21 แบบฝึกหัด 22 แบบทดสอบหลังเรียน 23 หน่วยที่ 2 การออมและการลงทุน แบบทดสอบก่อนเรียน 28 สาระสำคัญ 30 ความหมาย ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการออม 30 วิธีการออม 31 จำนวนเงินออมที่เหมาะสม 32 ความหมายและความสำคัญของการลงทุน 33 ข้อแตกต่างระหว่างการออมกับการลงทุน 34 ประเภทของการลงทุน 34 ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน 35 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุน 36 หลักการลงทุน 37 ข้อควรปฏิบัติสำหรับการลงทุน 38 สรุป 39 แบบฝึกหัด 40 แบบทดสอบหลังเรียน 42 หน่วยที่ 3 ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ แบบทดสอบก่อนเรียน 47 สาระสำคัญ 49 ข
4 ความหมายของการเป็นผู้ประกอบการ 49 ความหมาย ประเภทและองค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ 50 เป้าหมายของการประกอบการ 51 ข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการกับผู้จัดการ 52 ข้อดีและข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ 53 คุณสมบัติของผู้ประกอบการ 54 กระบวนการเริ่มต้นธุรกิจ 57 สรุป 59 แบบฝึกหัด 60 แบบทดสอบหลังเรียน 62 หน่วยที่ 4 การจัดหาและวางแผนทางการเงิน แบบทดสอบก่อนเรียน 66 สาระสำคัญ 68 ความหมาย ความสำคัญและจุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงิน 68 เครื่องมือที่ใช้วางแผนทางการเงิน 69 ความหมายของเงินทุน ประเภทของเงินทุน และการจัดหาเงินทุน 74 สรุป 78 แบบฝึกหัด 79 แบบทดสอบหลังเรียน 81 หน่วยที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ แบบทดสอบก่อนเรียน 86 สาระสำคัญ 88 กฎหมายทะเบียนพาณิชย์ 88 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 89 ภาษีเงินได้นิติบุคคล 91 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 92 กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 94 กฎหมายแรงงาน 97 กฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า 99 ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 102 สรุป 104 แบบฝึกหัด 105 แบบทดสอบหลังเรียน 107 หน่วยที่ 6 รูปแบบและการจัดทำแผนธุรกิจ แบบทดสอบก่อนเรียน 111 สาระสำคัญ 113 ข
5 ความหมายของแผนธุรกิจ 113 วัตถุประสงค์ของการเขียนแผนธุรกิจ 114 ประโยชน์ของแผนธุรกิจ 114 ขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจ 115 รูปแบบของแผนธุรกิจ 118 สรุป 129 แบบฝึกหัด 130 แบบทดสอบหลังเรียน 131 หน่วยที่ 7 หลักเบื้องต้นในการการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต แบบทดสอบก่อนเรียน 135 สาระสำคัญ 137 ความหมายของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต 137 แนวคิดของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต 138 หลักการบริหารงานคุณภาพ 138 องค์ประกอบของการเพิ่ม 142 เทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิต 148 สรุป 151 แบบฝึกหัด 152 แบบทดสอบหลังเรียน 154 หน่วยที่ 8 การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แบบทดสอบก่อนเรียน 158 สาระสำคัญ 160 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการประกอบธุรกิจ 160 ประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับจากการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมา 163 ความหมายและเงื่อนไข “องค์กรธุรกิจที่ยั่งยืน” 163 การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการเป็นผู้ประกอบการ 165 แบบฝึกหัด 174 แบบทดสอบหลังเรียน 176 บรรณานุกรม 178 ข
6 ลักษณะรายวิชา 1. ชื่อวิชา ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ รหัสวิชา 20001-1003 2. ระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 3. จำนวนหน่วยกิต 2 หน่วยกิต / (1ท – 2ป – 2น) เวลาเรียน 2 คาบ/สัปดาห์ 4. หมวดวิชา ทักษะวิชาชีพ กลุ่มสมรรถนะ ทักษะวิชาชีพพื้นฐาน 5. จุดประสงค์รายวิชา 1. เข้าใจเกี่ยวกับหลักการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ ธุรกิจและการเป็น ผู้ประกอบการ หลักการจัดการการเงิน หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตเบื้องต้น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2. สามารถจัดทำแผนธุรกิจอย่างง่าย โดยประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและ หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิต 3. มีเจตคติที่ดีต่อการเป็นผู้ประกอบการ และมีกิจนิสัยในการทำงานด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ ขยัน ประหยัด และอดทน 6. สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ ธุรกิจและ การเป็นผู้ประกอบการ หลักการจัดการการเงิน หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตเบื้องต้น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2. จัดทำแผนธุรกิจอย่างง่าย 3. ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการวางแผนและดำเนินงาน 4. ประยุกต์ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในการวางแผนและดำเนินงาน 7. คำอธิบายรายวิชา ศึกษา และปฏิบัติเกี่ยวกับการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพการออมและ กาลงทุน ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ การจัดหาและวางแผนทางการเงิน กฎหมายที่เกี่ยวกับ ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ รูปแบบและการจัดทำแผนธุรกิจ หลักเบื้องต้นในบริการบริหารงาน คุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กรและการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในธุรกิจและการ เป็นผู้ประกอบการ ค
7 การวางแผนเป้าหมายชีวิต ด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ 1. ความหมายและความสำคัญ ของเป้าหมายชีวิต 5. ประโยชน์ของวงจร ควบคุมคุณภาพ 2. ลักษณะของเป้าหมายชีวิต 3. หลักการกำหนดเป้าหมาย ชีวิตที่ดี 4. วงจรควบคุมคุณภาพ 7. การวางแผนเป้าหมายชีวิตกับ วงจรควบคุมคุณภาพ 6. ชีวิตประจำวันกับวงจร ควบคุมคุณภาพ
8 การวางแผนเป้าหมายชีวิตที่ดีหรือมีการวางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้า เปรียบเสมือนชีวิตที่มี เข็มทิศนำทางสามารถทำให้การดำเนินชีวิตบรรลุตามวัตถุประสงค์และประสบความสำเร็จตาม เป้าหมายที่วางไว้ ชีวิตมีความก้าวหน้าอย่างมีคุณค่า มีความสุข ความสบายและมีกำไรชีวิตตามที่ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ดังนั้นการดำเนินชีวิตเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้จะต้องมีวิธีการและการดำเนิน กิจกรรมต่าง ๆ โดยอาจจะใช้หลักการและวิธีการที่หลากหลายขี้นอยู่กับสถานะของแต่ละบุคคล 1. ความหมายและความสำคัญของเป้าหมายชีวิต 2. ลักษณะของเป้าหมายชีวิต 3. หลักการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดี 4. วงจรควบคุมคุณภาพ 5. ประโยชน์ของวงจรควบคุมคุณภาพ 6. ชีวิตประจำวันกับวงจรควบคุมคุณภาพ 7. การวางแผนเป้าหมายชีวิตกับวงจรควบคุมคุณภาพ เมื่อศึกษาหน่วยที่ 1 จบแล้วผู้เรียนสามารถ 1. อธิบายความหมายและความสำคัญของเป้าหมายชีวิตได้ 2. อธิบายลักษณะของเป้าหมายชีวิตได้ 3. บอกหลักการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดีได้ 4. อธิบายเกี่ยวกับวงจรควบคุมคุณภาพได้ 5. บอกประโยชน์ของวงจรควบคุมคุณภาพได้ 6. สามารถนำประโยชน์ของวงจรควบคุมคุณภาพไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 7. สามารถนำวงจรควบคุมคุณภาพไปใช้ในการวางแผนเป้าหมายชีวิตได้ 8. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อย่างมีเหตุผล 9. มีเจตคติที่ดีและเห็นคุณค่าของการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ 1. สาระสำคัญ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 2. สาระการเรียนรู้
9 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. เป้าหมายคืออะไร ก. การกำหนดวิธีการทำงานที่ดี ข. เข็มทิศที่นำทางสู่ความสำเร็จ ค. เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน ง. ความต้องการในอนาคต 2. เปรียบเทียบการดำเนินชีวิตกับเป้าหมายชีวิตที่ได้ดีที่สุด คือ ก. เป้าหมายชีวิตเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิต ข. เป้าหมายชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้มีฐานะร่ำรวย ค. เป้าหมายชีวิตเป็นความคิดของคนที่ขาดความมุ่งมั่น ง. เป้าหมายชีวิตเป็นความคิดของคนทีมีการศึกษาสูง 3. การกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายและผู้รับผิดชอบกำหนดไว้ในขั้นใดของวงจรควบคุม คุณภาพ ก. วางแผน ข. ตรวจสอบ ค. ปฏิบัติ ง. ปรับปรุงแก้ไข และประเมินผล 4. ข้อใดหมายถึง “วงจรควบคุมคุณภาพ” ก. วงจรชีวิตของสินค้า ข. วงจรของเศรษฐกิจ ค. กิจกรรมพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน ง. กระบวนการทำงานในองค์กรให้มีความทันสมัย 5. การวางแผนเป้าหมายชีวิต ควรกำหนดสิ่งใดก่อน ก. จุดมุ่งหมายชัดเจน ข. ความต้องการชัดเจน ค. แรงจูงใจชัดเจน ง. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน 6. ขั้นใดหมายถึง “การรับรู้สภาพการทำงานจริง ผลลัพธ์จากการทำงานนำมาเปรียบเทียบกับ สิ่งที่กำหนดไว้ในแผน” ก. วางแผน ข. ปฏิบัติการ ดำเนินการ
10 ค. ปรับปรุงแก้ไข รายงานผล ง. ตรวจสอบ ประเมินผล 7. หลักการการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดี คือ ก. ชัดเจน แม่นยำ ท้าทาย ขยายผลได้ เชื่อถือ ข. ชัดเจน วัดผลได้ บรรลุผล เป็นจริง มีกำหนดเวลา ค. ชัดเจน แน่นอน ซื่อสัตย์ เที่ยงตรง มั่นคง ง. แน่นอน เป็นจริง วัดผลได้ ซื่อสัตย์ มีกำหนดเวลา 8. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA “A” หมายถึง ก. Account ข. Action ค. Achievable ง. Arrow 9. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องที่สุด ก. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA สามารถใช้ได้ทุกระดับทั้งในองค์กรและบุคคล ข. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA สามารถใช้ได้เฉพาะการบริหารงานในธุรกิจเท่านั้น ค. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA สามารถใช้ได้กับการบริหารงานในองค์กรเท่านั้น ง. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA ไม่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ 10. “ฉันอยากทำงานเป็นผู้พิพากษา” คือเป้าหมายชีวิตแบบใด ก. เป้าหมายด้านการศึกษา ข. เป้าหมายด้านสังคม ค. เป้าหมายด้านอาชีพ ง. เป้าหมายด้านครอบครัว
11 มนุษย์มีความต้องการเป็นแรงผลักดันและกำลังใจในการทำงาน ความต้องการของมนุษย์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามฐานะ สิ่งแวดล้อมของแต่ละบุคคล และความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มี ที่สิ้นสุด ดังนั้นการตั้งเป้าหมายจะช่วยให้บุคคลทราบถึงความต้องการของตนเองซึ่งเป็นการกระตุ้น ให้มีความพยายามเพื่อไปให้บรรลุเป้าหมายตามความต้องการและเป็นสิ่งจูงใจให้เกิดการลงมือทำ การวางแผนเป้าหมายชีวิตเป็นการกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน เช่น เป้าหมายต้องการ ศึกษาทางด้านไหน ต้องการประกอบอาชีพอะไร ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตด้านใด เป็นต้น ในการวางแผนเป้าหมายชีวิตไม่ว่าจะในด้านใด ๆ ต้องหาวิธีการและกิจกรรมเพื่อดำเนินชีวิตไปสู่ ความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการวางแผนเป้าหมายชีวิตให้ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ คือ การนำหลักการวงจรควบคุมคุณภาพ PDCA มาใช้ในการ วางแผนเป้าหมายชีวิต 1. ความหมายของเป้าหมายชีวิต เป้าหมาย (Goals) หมายถึง สิ่งที่ต้องการจะไปให้ถึง : ซึ่งมีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ หลากหลาย ดังนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยหอการค้า (2553) ได้ให้ ความหมายไว้ ดังนี้ เป้าหมาย หมายถึง การกำหนดสิ่งที่ต้องการในอนาคตซึ่งหน่วยงานจะต้องพยายาม ให้เกิดขึ้น หรือเป้าหมาย หมายถึง การกำหนดพันธกิจ/ภารกิจในรูปของผลลัพธ์ที่สำคัญที่ต้องเป็น คำตอบของคำถามที่ว่า อะไร คือ สิ่งที่หน่วยงานยึดมั่นและผูกพันที่จะต้องทำให้เสร็จ ฉะนั้นเป้าหมายที่ดี จะต้องได้มาจาก พันธกิจและค่านิยมของหน่วยงานที่กำหนดขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงนำเอามาแปล ความหมาย ตีความ และขยายความออกมา เพื่อกำหนดเป็นแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ ดังนั้น การ ตั้งเป้าหมายกระทำได้หลายแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ เช่น 1) เป้าหมายที่สะท้อนถึงการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ระดับของการปฏิบัติงาน บางประเภทมีกำหนดอยู่ในระเบียบ ข้อบังคับ เช่น การให้บริการแก่นักศึกษาเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติ ระเบียบของมหาวิทยาลัย ฉะนั้นการตั้งเป้าหมายประเภทนี้ต้องใช้ระเบียบตามที่หน่วยงานกำหนด 2) เป้าหมายที่ตั้งตามระดับผลการปฏิบัติงานในปัจจุบัน เป้าหมายประเภทนี้แสดงให้ เห็นว่าผลการปฏิบัติงานที่เป็นอยู่น่าพึงพอใจขนาดไหน 3) เป้าหมายในระดับที่สามารถบรรลุผลได้ เป็นการตั้งเป้าหมายให้อยู่เหนือระดับผล การปฏิบัติงานในปัจจุบันไม่กำหนดให้สูงเกินไป เพื่อระดับที่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่กำหนด 4) เป้าหมายแบบท้าทาย การกำหนดเป้าหมายและท้าทาย เพื่อกระตุ้นผลการปฏิบัติ ให้สูงขึ้น ในกรณีเช่นนี้หน่วยงานต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือต้องการปรับปรุงผลการปฏิบัติงาน ให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเน้นการทบทวนและค่อยปรับระดับเพิ่มที่ละน้อยผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น ในอนาคต 1. สาระสำคัญ 2. ความหมายและความสำคัญของเป้าหมายชีวิต
12 จิรพัฒน์ จันทะไพร (2012) ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ เป้าหมาย (Target) คือ ระดับหรือ มาตรฐานผลการปฏิบัติงานที่คาดหวัง องค์กรกำหนดเป้าหมายเป็นหลักสำหรับเปรียบเทียบเพื่อวัด ความก้าวหน้าของความสำเร็จขององค์กร ผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย ของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักเพราะเป็นผู้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กร รู้ ทิศทางว่าองค์กรควรมีเป้าหมายอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่มากที่สุดและเป็น ผู้รับผิดชอบผลการปฏิบัติงานทั้งหมด ส่วนราชการจะต้องแจ้งเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบผล การปฏิบัติงานนั้นได้รับรู้ด้วย รศ.ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ (2552) ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ เป้าหมาย หมายถึง การ กำหนดสิ่งที่ต้องการในอนาคต ซึ่งองค์การจะต้องพยายามให้เกิดขึ้นหรือหมายถึง เป็นการกำหนด ภารกิจของธุรกิจในรูปของผลลัพธ์สำคัญที่ต้องการ เป้าหมายมีความเฉพาะเจาะจงน้อยกว่า วัตถุประสงค์ (Objectives) วัตถุประสงค์จะกำหนดขึ้นหลังจากกำหนดเป้าหมายแล้ว เป้าหมาย เชิงกลยุทธ์จะช่วยผู้บริหารให้คิดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งธุรกิจต้องบรรลุผล เป้าหมายโดยทั่วไปเป็นปรัชญาของ จุดมุ่งหมาย สรุป เป้าหมาย หมายถึง การวางแผนกำหนดสิ่งที่ต้องการในอนาคต โดยมีการวางแผนการ ดำเนินงานต่าง ๆ กำหนดทิศทางและแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ได้กำหนดไว้ และสามารถวัดผลได้จริง เป้าหมายชีวิต หรือเป้าหมายในการดำเนินชีวิต (Goals in Life) หมายถึง สิ่งที่บุคคลอยากมี อยากได้ อยากเป็นเจ้าของ และอยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง เป้าหมายของชีวิตมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น เป้าหมายด้านครอบครัว เป้าหมายด้านอาชีพ เป้าหมายด้านการศึกษา เป้าหมายด้านสุขภาพ เป้าหมายด้านสันทนาการ เป็นต้น เป้าหมายชีวิตส่วนใหญ่กำหนดขึ้นเพื่อให้ตนเองหรือบุคคลใน ครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดหรือบุคคลที่ตนเองรักมีความสุขมีความพึงพอใจ ซึ่งอาจจะกำหนดมูลค่า เป็นตัวเงินหรือไม่ก็ได้ 2. ความสำคัญของเป้าหมายชีวิต การกำหนดเป้าหมายของชีวิตเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เพราะเป้าหมายของชีวิตเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางให้บรรลุความสำเร็จตามความต้องการได้ง่ายและ ชัดเจน ซึ่งบุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น เพราะมีการตั้งเป้าหมายชีวิตไว้อย่าง ชัดเจน ดังนั้นเมื่อลงมือปฏิบัติจึงสามารถเห็นช่องทางในการดำเนินชีวิตได้อย่างหลากหลายและเกิด การเรียนรู้ การวางแผนเป้าหมายชีวิต เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตของบุคคลที่วางแผนไว้ด้วยวิธีการ ที่เหมาะสมเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของชีวิตในอนาคต ซึ่งอาจจะวางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องตั้งตัว สร้างฐานะให้ได้โดยการนำความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาประกอบอาชีพอย่างสุจริตและสร้างความ มั่นคงให้กับครอบครัว ซึ่งการวางเป้าหมายในชีวิตของแต่ละบุคคลย่อมจะมีความแตกต่างกันไป เช่น
13 การวางแผนการศึกษา การวางแผนเกี่ยวกับอาชีพ การวางแผนเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่าย ประจำเดือน การวางแผนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ เป็นต้น เมื่อมีการวางแผนแล้วขั้นตอนต่อไป คือ การนำแผนนั้นไปปฏิบัติตามกรอบที่ได้มีการวางแผนไว้ เมื่อปฏิบัติแล้วหากเกิดปัญหาและอุปสรรคก็ สามารถหาจุดบกพร่องที่เกิดขึ้นและนำมาพิจารณาและทบทวนขั้นตอนเพื่อแก้ไขพัฒนาและปรับปรุง ให้ชีวิตมีคุณภาพและเกิดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขและประสบความสำเร็จต่อไป ลักษณะของเป้าหมายชีวิตแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. เป้าหมายชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน (Non – Financial Goals) คือ ความต้องการ หรือเป้าหมายที่บุคคลต้องการให้เกิดขึ้นกับตนเองซึ่งไม่สามารถระบุเป็นตัวเงินได้เป้าหมายลักษณะนี้ มักได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมของบุคคลนั้น ๆ เช่น ครอบครัว ศาสนา ความคิด ทัศนคติหรือ อุดมการณ์ เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายประเภทนี้เรียกว่า “เป้าหมายด้านจิตใจและด้านสังคม” อยากมี งานทำดี ๆ และมีความมั่นคง อยากให้เมืองไทยเกิดความสงบร่มเย็น อยากมีอาชีพเป็นนักแสดง ฯลฯ 2. เป้าหมายด้านการเงินหรือเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน (Financial Goals) คือ ความ ต้องการที่บุคคลอยากมี อยากได้และอยากเป็น ซึ่งสามารถระบุเป็นจำนวนเงินได้ เป้าหมายลักษณะนี้จะ บรรลุผลสำเร็จได้ต้องใช้เงินสนับสนุน เช่น อยากมีบ้าน อยากมีรถยนต์ อยากมีเงินไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท เป็นต้น บุคคลแต่ละคนย่อมมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันไปตามที่ตนเองต้องการ ซึ่งบุคคลคนหนึ่ง อาจจะมีลักษณะของเป้าหมายชีวิตได้พร้อม ๆ กันทั้งสองลักษณะ คือ ทั้งเป้าหมายชีวิตที่ไม่ เกี่ยวข้องกับตัวเงินและเป้าหมายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตัวเงิน การกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดีสามารถนำหลักของ “SMART” มาใช้เป็นหลักในการกำหนด เป้าหมายชีวิต เพราะหลักการกำหนดเป้าหมายแบบนี้สามารถเจาะจง วัดผลได้ บรรลุผลได้ มีเหตุผล และเป็นจริงได้ โดยมีกำหนดเวลา ดังรายละเอียด คือ 1. การตั้งเป้าหมายชัดเจนและเจาะจงได้ (S : Specicfic) การตั้งเป้าหมายแบบนี้เป็นการ ตั้งเป้าหมายที่จะต้องมีการลงลึกถึงรายละเอียดในสิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนและเจาะจง เช่น นางชบา มีเป้าหมายเก็บเงินไว้เพื่อสร้างบ้าน 2. การตั้งเป้าหมายมีเกณฑ์ที่วัดผลได้ (M : Measurable) การตั้งเป้าหมายแบบนี้ต้อง กำหนดระดับความต้องการที่ชัดเจนแน่นอนของผลสำเร็จและขอบเขตของเป้าหมายทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพ เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องมีเงินจำนวน 20 ล้านบาทจึงจะไปเที่ยวรอบโลก 3. การตั้งเป้าหมายสามารถปฏิบัติให้บรรลุผลได้(A : Achievable) การตั้งเป้าหมาย แบบนี้เป็นการตั้งเป้าหมายที่สามารถกำหนดวิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและสามารถปฏิบัติ ได้จริงมีขอบเขตที่สามารถควบคุมได้และทำได้สำเร็จ เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าเมื่อจบการศึกษาและ 3. ลักษณะของเป้าหมายชีวิต 4. หลักการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดี
14 ทำงานได้จะชำระหนี้แทนพ่อแม่ให้หมดภายใน 5 ปี โดยเมื่อทำงานแล้วจะต้องออมเงินอย่างน้อย เดือนละ 2,500 บาท 4. การตั้งเป้าหมายมีเหตุผลและเป็นจริงได้ (R : Realistic) การตั้งเป้าหมายแบบนี้เป็นการ กำหนดเป้าหมายที่สามารถทำได้สำเร็จอย่างมีเหตุผลและมีแนวโน้มเป็นไปได้จริง ซึ่งการตั้งเป้าหมาย แบบนี้จะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เหมาะสมตามฐานะ ทำให้ เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นไปตามความต้องการ เช่น นายคิดดี เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งได้รับเงินเดือน เดือนละ 35,000 บาท ตั้งเป้าไว้ว่าอยากจะมีรถยนต์สัก 1 คันโดยต้องออมอย่างน้อยเงินเดือนละ 8,000 บาท 5. การตั้งเป้าหมายมีกำหนดระยะเวลา (T : Time Bound) การตั้งเป้าหมายแบบนี้เป็นการ กำหนดเป้าหมายแบบมีกรอบเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ซึ่งการดำเนินการแบบนี้จะใช้เงื่อนเวลามาเป็น ตัวกำหนดไปสู่ผลสำเร็จ เช่น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องมีบ้านและรถยนต์ก่อนอายุครบ 40 ปี สรุป การตั้งเป้าหมายในชีวิตควรเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้ (Feasibility) ไม่ใช่เป็นแค่เพียง ความฝันที่เกินความเป็นจริงหรือเป็นการจินตนาการเท่านั้น วงจรควบคุมคุณภาพ หมายถึง วงจรที่แสดงกิจกรรมพื้นฐานของกระบวนการทำงานเพื่อ พัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพในการดำเนินงาน วงจรควบคุมคุณภาพเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยใน การปรับปรุงกระบวนการทำงานและค้นหาอุปสรรคในการทำงาน ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่มักจะ เรียกว่า “วงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือ วงจร PDCA” ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ วางแผน (Plan) ปฏิบัติ (Do) ตรวจสอบ (Check) และปรับปรุงแก้ไข (Action) ดังนี้ 1. วางแผน (Plan) : P หมายถึง การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ วิธีการ ขั้นตอนการ ดำเนินงานและผู้รับผิดชอบ รวมถึงการกำหนดค่าชี้วัดความสำเร็จของเป้าหมายไว้ล่วงหน้า การ ทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ต้องมีการวางแผนที่ดี การวางแผนถือว่าเป็น หัวใจหลักของการทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และมีคุณภาพ การวางแผนต้องดำเนินการอย่าง รอบคอบ ครอบคลุมทุกกระบวนการสามารถพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้ เทคนิคการวางแผน ที่ดีต้องมีการวิเคราะห์โดยอาศัยหลัก 5W 1H ได้แก่ - W : Why = ทำไม ได้แก่ กำหนดจุดประสงค์หรือเป้าหมาย - W : What = ทำอะไร ได้แก่ การกำหนดภารกิจที่ต้องทำ มี กิจกรรมอะไรบ้าง - W : Where = ที่ไหน ได้แก่ การกำหนดสถานที่ หน่วยงาน หรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง - W : When = เมื่อไร ได้แก่ การกำหนดเวลาดำเนินการอาจ กำหนดเป็นรอบระยะเวลาที่เป็นจำนวนวัน จำนวนเดือนหรือจำนวนปี รวมถึงกรอบเวลา 5. วงจรควบคุม คุณภาพ
15 วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด - W : Who = ใคร ได้แก่ การกำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละ กิจกรรม กำหนดผู้ประสานงานหรือผู้ที่ เกี่ยวข้อง - H : How = ทำอย่างไร ได้แก่ การกำหนดขั้นตอน วิธีดำเนินการไว้อย่างขัดเจน 2. การปฏิบัติ (Do) : D หมายถึง การลงมือปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งต้องมีการศึกษา ข้อมูลและสภาพแวดล้อมของการปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และในการ ปฏิบัติงานจำเป็นจะต้องมีการเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลไว้ด้วยเพื่อที่จะสามารถนำข้อมูลในการ ดำเนินงานไปใช้ในขั้นตอนต่อไปได้อีก 3. ตรวจสอบ (Check) : C หมายถึง การตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน จากสภาพการปฏิบัติงานจริงเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแผนที่ได้วางไว้ และต้องมีการตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ หากมีปัญหาเกิดขึ้นสามารถทราบข้อมูลได้ทันท่วงที เพราะ ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นย่อมจะมีผลต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการปฏิบัติงาน ดังนั้นการ ตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลเป็นสิงสำคัญที่ต้องปฏิบัติควบคู่กับการปฏิบัติงานเพื่อที่จะนำข้อมูล ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพของการดำเนินงานให้เป็นไปตาม มาตรฐานที่กำหนดไว้และเพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพของงาน 4. ปรับปรุงแก้ไข (Action) : A หมายถึง การนำผลการประเมินมาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขให้ เหมาะสมซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาจเป็นการปรับปรุงแก้ไขแบบเฉพาะหน้า แบบเร่งด่วน หรือเป็นการ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหรือข้อผิดพลาดซ้ำ การปรับปรุงแก้ไขอาจมีวิธีการปฏิบัติงานไม่เหมือนเดิม หรือแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากการปรับปรุงแก้ไขโดยการนำระบบวงจรควบคุมคุณภาพ PDCA มาใช้ในการดำเนินงาน สามารถทำให้การปฏิบัติงานที่ได้วางแผนไว้มีความสมบูรณ์ มี ประสิทธิภาพและคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด การปรับปรุงแก้ไขโดยการนำระบบวงจรควบคุม คุณภาพ PDCA มาใช้มีหลายขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกหาวิธีการแก้ปัญหาหรือแก้จุดอ่อนให้ได้ ขั้นตอนที่สองหาวิธีการเสริมข้อดีหรือการเสริมจุดแข็งเพิ่มมากขึ้น และขั้นตอนสุดท้ายคือการนำไปใช้ หากใช้วิธีการใดแก้ไขปัญหาหรือปรับปรุงแล้วเกิดผลดีมีประสิทธิภาพและคุณภาพ ให้นำวิธีการนั้นไป ใช้ในการวางแผนในครั้งต่อไป สรุป การวางแผนเป้าหมายในชีวิตหรือการบริหารงานในองค์กร ตั้งแต่ระดับเล็กสุดกระทั่ง ไปถึงระดับใหญ่สุดจำเป็นต้องนำระบบวงจรควบคุมคุณภาพ PDCA มาใช้ในการดำเนินกิจกรรม ซึ่งอาจจะนำมาใช้แบบครบวงจรหรือใช้เพียงบางส่วนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพหรือความแตกต่างของ ลักษณะงานหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน 1. เป็นการป้องกันปัญหา การวางแผนที่ดีเป็นการป้องกันการเกิดปัญหา ช่วยลดขั้นตอน กระบวนการปฏิบัติงาน ลดการสูญเสียในรูปแบบต่าง ๆ เพราะการนำระบบวงจรควบคุมคุณภาพ PDCA มาใช้ในการปฏิบัติงานนั้น ถือว่าเป็นการตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลทุกขั้นตอน กระบวนการทำงานอย่างรัดกุมและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที 6. ประโยชน์ของวงจรควบคุมคุณภาพ
16 2. เป็นการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การนำระบบวงจรควบคุม คุณภาพ PDCA มาใช้ถือว่าเป็นการปฏิบัติงานที่มีการตรวจสอบตลอดเวลา หากพบปัญหาก็สามารถ นำปัญหานั้นมาวางแผนและทำการแก้ไข ส่งผลให้การปฏิบัติงานทุกขั้นตอนมีการปรับปรุงคุณภาพ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ 3. เป็นการบริหารจัดการ กระบวนการ PDCA เป็นกระบวนการและวิธีการที่มีการ ตรวจสอบและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้วยการทดลอง หรือวิธีการใหม่ ๆ ที่ดีกว่าวิธีเดิมย่อมจะเป็น การพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมได้ดีกว่าเดิม และช่วยให้การบริหารจัดการภาระงาน ต่าง ๆ ได้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐานมากยิ่งขึ้น วงจร PDCA ได้นำมาใช้อย่างแพร่หลายในการบริหารงานในทุกระดับ คือ ในกระบวนการ ทำงานทุกหน่วยงานทุกระดับจะต้องมีการนำ PDCA มาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เพราะการนำวงจร คุณภาพ PDCA มาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคล เช่น การไปโรงเรียน การทำการบ้าน การทำกิจกรรมทุกกิจกรรมสามารถใช้ PDCA เป็นปกติเพียงแต่ไม่ได้แยกขั้นตอนของ PDCA เท่านั้น ดังนั้นในชีวิตประจำวันของบุคคลไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตปกติหรือการทำงานที่ได้รับ มอบหมายหากต้องการให้งานประสบความสำเร็จลงด้วยดีหรือเป็นไปตามวัตถุประสงค์ย่อมจะต้องใช้ PDCA ควบคู่เสมอ เช่น ตัวอย่างที่ 1 เมื่อนาง ก ต้องเตรียมตัวเดินทางไปต่างจังหวัดและได้นำ PDCA มาใช้ในการ เตรียมตัวดังนี้ Plan : การวางแผน เมื่อทราบกำหนดการว่าต้องเดินทางกี่วันจะมีการวางแผนทันทีว่า จะต้องเตรียมเสื้อผ้ากี่ชุด ชุดอะไรบ้าง ของใช้ส่วนตัวมีอะไรบ้าง ยาประจำตัว รองเท้ากี่คู่ ใช้กระเป๋าเดินทางใบไหน ออกจากบ้าน เวลากี่โมง จัดกระเป๋าเวลาใด เป็นต้น Do : การปฏิบัติตามแผน ก่อนวันเดินทาง ดำเนินการจัดกระเป๋าตามที่ได้วางแผนไว้ให้ครบ และเสื้อผ้าที่ใส่เดินทางให้พร้อม วันเดินทาง ตื่นนอนเวลากี่โมงเพื่ออาบน้ำและแต่งตัวให้ทันกับ เวลาที่รถออก Check : ตรวจสอบ ตรวจสอบของใช้ตามที่ได้วางแผนไว้ว่าจัดครบถ้วนหรือไม่ Act : ปรับปรุงแก้ไข การดำเนินการให้เหมาะสม ดูความผิดพลาดในการเดินทางมีอะไรเพื่อนำไปปรับปรุงในครั้ง ต่อไป เช่น ลืมแปรงสีฟัน ตื่นสาย เป็นต้น 7. ชีวิตประจำวันกับวงจรควบคุมคุณภาพ
17 มนุษย์ทุกคนย่อมจะมีความต้องการที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางความคิด การศึกษา ทางสังคม แต่มีอยู่ประการหนึ่งที่มนุษย์มีความต้องการที่ไม่แตกต่างกัน คือ ความ ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะได้มาอย่างง่ายดายจากการศึกษา ข้อมูลหลาย ๆ บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่บุคคลเหล่านั้นจะมีการบริหารชีวิตอย่าง รอบคอบ ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า และที่สำคัญบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคนล้วนมีการวางแผน เป้าหมายชีวิตที่ดีมีความมุ่งมั่น ตรวจสอบ รู้จักการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคมีการพัฒนาตนเองตลอด การวางแผนเป้าหมายชีวิตจะเริ่มต้นจากการวางแผนเช่นเดียวกับการวางแผนธุรกิจ ดังนั้นการวางแผน เป้าหมายชีวิตที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ควรจะมีการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุม คุณภาพ PDCA ดังนี้ 1. การวางแผนเป้าหมายชีวิต (Plan : P) เป็นการกำหนดวิธีการในการดำเนินชีวิต ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายชีวิตที่ได้วางไว้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการกำหนดทิศทางของชีวิต หรือวิถีชีวิตไว้ว่าจะดำเนินชีวิตไปในทางใด เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการ เป็นการเตรียมตัว ล่วงหน้าก่อนลงมือปฏิบัติ โดยมีการวางแผนไว้ว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร ทำกับใคร และทำวิธีไหน การวางแผนเป้าหมายชีวิตจะสำเร็จได้ต้องมีข้อมูลพื้นฐานในเรื่องนั้น ๆ มาสนับสนุนเพื่อ เป็นตัวช่วยในการวางแผนชีวิต ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้มี 5 ประการ คือ การประเมินตนเอง การกำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ การกำหนดเป้าหมายย่อย การกำหนดทางเลือกของป้าหมายย่อย และการวางแผนปฏิบัติแต่ละทางเลือก ดังนี้ 1) การประเมินตนเอง เมื่อมีการวางแผนเป้าหมายชีวิตแล้วให้ทำการประเมินตนเองด้วย การวิเคราะห์ว่าตนเองมีจุดแข็ง (Strength) อะไรบ้างที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และมีจุดอ่อนหรือจุด ด้อย (Weaknesses) อะไรบ้างที่จะต้องทำการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ วางไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องวิเคราะห์ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกอะไรบ้างที่เอื้ออำนวย (Opportunities) และเป็นอุปสรรค (Threats) ต่อการประสบความสำเร็จ ซึ่งการประเมินตนเองวิธีนี้ เรียกว่า การประเมินตนเองด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แบบ SWOT Analysis ซึ่งจะทำให้เข้าใจตนเอง และยอมรับข้อบกพร่องของตนเองและพร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้ถูกต้อง เหมาะสมและสอดคล้องกับ การวางแผนเป้าหมายชีวิต 8. การวางแผนเป้าหมายชีวิตกับวงจรควบคุมคุณภาพ PDCA
18 การประเมินตนเองด้วยการวิเคราะห์ SWOT Analysis เป้าหมายชีวิต คือ การเป็นผู้ประกอบการ จุดแข็งหรือจุดเด่น (Strength) ข้อดีหรือข้อได้เปรียบที่อยู่ในตนเอง - มีเงินทุนเพียงพอ - เป็นธุรกิจของครอบครัว - มีประสบการณ์ ความชำนาญฯลฯ - มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เป็นอย่างดี จุดอ่อนหรือจุดด้อย (Weaknesses) ข ้ อ ด ้ อ ย ข ้ อ เ ส ี ย เ ป ร ี ย บ ห รื อ ข้อบกพร่องที่มีในตนเอง - เงินทุนมีน้อย - ไม่มีความรู้และประสบการณ์ - อายุมากเกินไป หรือน้อยเกินไป - สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย โอกาส (Opportunities) คือ ปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ส่งเสริม และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ ตามแผน - ทำเลที่ตั้งดี อยู่ในย่านชุมชน - ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล - เศรษฐกิจอยู่ในช่วงรุ่งเรือง - เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้า - มีโครงการรถไฟความเร็วสูง อุปสรรค (Threats) ปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ทำให้เป็น อุปสรรคต่อการดำเนินการตามแผน - มีโครงการตัดถนนหกเลน ผ่านหน้าร้าน - อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มสูงขึ้น - คนงานหายาก - รัฐบาลออกกฎหมายควบคุม - เศรษฐกิจตกต่ำ 2) กำหนดปัจจัยสู่ความสำเร็จ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การวางแผนเป้าหมาย ในชีวิตบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะหากขาดสิ่งนี้ไปก็ไม่สามารถทำให้เป้าหมาย ในชีวิตที่วางไว้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้โดยเด็ดขาด เช่น เป้าหมายในชีวิต คือเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่กำหนดให้สู่ความสำเร็จได้แก่ เงินลงทุน ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถและ ผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดของผู้บริหาร ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เป็นต้น เป้าหมายของชีวิต ปัจจัยที่ทำให้สู่ความสำเร็จ เป็นผู้ประกอบการ - เงินทุนในการดำเนินงาน - มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านธุรกิจ - มีกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภค 3) กำหนดเป้าหมายย่อยของปัจจัยของความสำเร็จ การวางแผนเป้าหมายในชีวิต ในการที่จะประสบความสำเร็จได้สมตามวัตถุประสงค์นั้น นอกจากจะมีการกำหนดปัจจัยหลักแล้ว และได้นำเทคนิคการวิเคราะห์ SWOT Analysis มาใช้ในการประเมินตนเองกระทั่งทำให้ทราบ ปัจจัยภายใน ที่นำไปปรับปรุง แก้ไขและพัฒนาให้ ดีขึ้นด้วยตัวเอง ปัจจัยภายนอก สภาพแวดล้อม ที่เกิดจากบุคคล หรือองค์กรอื่น
19 จุดอ่อน จุดแข็ง ปัญหาและอุปสรรคแล้ว ควรนำปัจจัยหลักของความสำเร็จเหล่านั้นมากำหนด เป้าหมายย่อยของปัจจัยของความสำเร็จอีกขั้นตอนหนึ่ง เพราะเป้าหมายย่อยของปัจจัยหลักเป็น ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานเป้าหมายประสบความสำเร็จได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น กรณีที่ ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ปัจจัยหลักของความสำเร็จ คือ เงินลงทุน แต่ผู้ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ หากมีเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จได้หากผู้บริหารไม่มีความรู้ ความสามารถในการประกอบธุรกิจแต่อย่างไร การกำหนดเป้าหมายย่อยของปัจจัยของความสำเร็จควรมีการจัดลำดับความสำคัญของ เป้าหมายย่อยด้วยว่าเป้าหมายย่อยใดมีความสำคัญมากที่สุดเรียงตามความสำคัญก่อนหลัง โดย พิจารณาถึงความยากง่ายที่จะช่วยสนับสนุนให้ปัจจัยหลักบรรลุวัตถุประสงค์ได้เร็วขึ้น เช่น ต้องการ เป็นผู้ประกอบการ ปัจจัยของความสำเร็จ คือ เงินลงทุน ความรู้ความสามารถของผู้บริหารธุรกิจ หากผู้ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการมีเงินลงทุนแล้วแต่ไม่มีความรู้ความสามารถด้านการบริหารธุรกิจเลย ดังนั้น ในการจะเป็นผู้ประกอบให้สำเร็จนั้นต้องเรียงลำดับความสำคัญของการกำหนดปัจจัยก่อน ดังนี้ ปัจจัยที่ 1 คือ ต้องไปศึกษาหาความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ ปัจจัยที่ 2 คือ เมื่อมีความรู้แล้ว ก็ต้องไปหาแหล่งเงินลงทุน เป็นต้น 4) กำหนดทางเลือกของเป้าหมายย่อย หลังจากมีการกำหนดเป้าหมายหลักและ เป้าหมายย่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาผู้ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการก็ต้องมีการกำหนด ทางเลือกของเป้าหมายย่อยนั้น ๆ ที่วางไว้ เพื่อที่จะหาทางเลือกให้เหมาะสมมากที่สุดจะได้ไปสู่ ความสำเร็จตามที่วางไว้เร็วที่สุดนั่นเอง เช่น ต้องการเป็นผู้ประกอบการ มีการกำหนดปัจจัยไว้ 2 ประการ คือ เงินลงทุนและความรู้ความสามารถในการบริหารธุรกิจ ดังนั้นผู้ที่ต้องการเป็น ผู้ประกอบการก็ต้องนำปัจจัยทั้ง 2 ประการ มาพิจารณาหาทางเลือกเพื่อทำให้เป้าหมายที่ต้องการเป็น ผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จ ดังนี้
20 5) การวางแผนปฏิบัติทางเลือกของเป้าหมายย่อย เมื่อมีการตัดสินใจเลือกทางเลือกใด ทางเลือกหนึ่งแล้วนั้นขั้นตอนต่อมา คือ นำทางเลือกที่เลือกไว้มาทำการวางแผนเพื่อดำเนินการให้ เหมาะสมตามสถานการณ์หรืออาจจะดำเนินการควบคู่กันไปพร้อม ๆ กัน โดยมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้ คือ นำภารกิจที่จะต้องปฏิบัติมาจัดทำ Action Plan ให้ชัดเจน โดยนำแนวทางการวิเคราะห์ แบบ 5 W 1 H มาใช้ในการดำเนินการ คือ ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ฯลฯ ประเด็นสำคัญ อีกประเด็นหนึ่ง นอกจากมีการวางแผนการปฏิบัติการแล้วควรจะมีการวางแผนปฏิบัติการสำรอง ของแต่ละทางเลือกไว้ด้วย เพื่อไว้ใช้ในกรณีที่แผนหลักไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ เช่น ความต้องการเป็นผู้ประกอบการได้เลือกแผนไว้ คือ “หาความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ” โดยวางแผนปฏิบัติไว้คือ ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาวิชาบริหารธุรกิจในสถาบันการศึกษา ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพิ่มจากสถาบันการศึกษาที่เลือกเรียนและหา ประสบการณ์ด้านการปฏิบัติงานควบคู่กันไปด้วยการทำงาน Part Time กับธุรกิจของครอบครัวที่ ประสบความสำเร็จ และในขณะเดียวกันก็ออมเงินของตนเองเพื่อเก็บไว้เป็นเงินลงทุนด้วย เป้าหมายย่อย คือ ต้องการเงินลงทุน กู้เงินจาก สถาบันการเงิน กู้เงินจากญาติ พี่น้อง เก็บออมสะสม ด้วยตนเอง ทางเลือก เป้าหมายย่อย คือ ความรู้ และประสบการณ์ ทางเลือก ศึกษาใน สถาบันการศึกษา เรียนรู้ประสบการณ์ จากสถานประกอบการ อบรมหลักสูตร ระยะสั้น
21 การวางแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เป้าหมายย่อยปัจจัยของความสำเร็จ คือ หาความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสถาบันการศึกษา ศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ภายนอก ฝึกประสบการณ์ทำงานกับธุรกิจครอบครัว ทำงาน Part Time และสะสมเงินออมด้วย ตนเอง แผนสำรอง หากเก็บเงินออมได้ไม่ครบตามจำนวนต้องการ ในส่วนที่ขาดเตรียมข้อมูลไว้ เพื่อกู้จากสถาบันการเงิน 2. การปฏิบัติตามแผน (Do : D) เมื่อมีการวางแผนแล้วขั้นตอนต่อไปคือ การลงมือทำตาม แผนที่ได้วางไว้หากมีข้อบกพร่อง หรือมีปัญหามีอุปสรรค หรือทำตามแผนไม่ได้เนื่องจากแผน มีข้อบกพร่อง ให้ปรับแผนระหว่างปฏิบัติตามแผนได้ ตัวอย่างเช่น ต้องการเป็นผู้ประกอบการและ หาความรู้ประสบการณ์ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น เมื่อเรียนจบระดับ ปวส. ให้สมัครเรียนต่อในระดับ ปริญญาตรีและสมัครงานกับธุรกิจของครอบครัวไปพร้อม ๆ กันเพื่อหาประสบการณ์และเก็บออมเงิน 3. การตรวจสอบผลลัพธ์ (Check : C) เพื่อให้ทราบผลของการปฏิบัติว่ามีผลลัพธ์เกิดขึ้น เป็นไปตามแผนหรือไม่นั้น ต้องมีการตรวจสอบเป็นระยะ ๆ คือ ตรวจสอบความก้าวหน้า หาข้อบกพร่อง เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ตามตัวอย่างเดิม ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ภายใน 5 ปี และมีปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ ต้องมีเงินทุน 300,000 บาท (เฉลี่ยปีละ 60,000 บาท) โดยเลือกที่จะเก็บออมด้วยตนเอง การตรวจสอบคือ เมื่อครบเวลา 1 ปี ให้ดูความมีจำนวนเงินครบ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่หากไม่ครบก็ต้องหาสาเหตุเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป 4. การปรับปรุงแก้ไข (Act : A) เมื่อตรวจสอบพบข้อบกพร่องหรืออุปสรรคที่ทำให้แผนปฏิบัติ การล้มเหลว ต้องนำข้อบกพร่องนั้นไปปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และหากแผนมีความ สมบูรณ์แล้วก็ให้จัดทำไว้เป็นหลักการเพื่อนำไปใช้เพื่อการศึกษาเรียนรู้ในการดำเนินชีวิตต่อไป การวางแผนเป้าหมายชีวิตเปรียบเสมือนแผนการบริหารชีวิตที่ต้องคำนึงถึง PDCA ตลอดเวลา และวงจรคุณภาพ PDCA สามารถนำไปใช้ในการตั้งเป้าหมายหลักของชีวิต เป้าหมายย่อย หรือ เป้าหมายสนับสนุนอื่น ๆ ได้เช่น แผนการจัดหาเงินทุน แผนการหาความความรู้และประสบการณ์ ดังนั้นการประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงาน การดำเนินชีวิตประจำวันล้วนนำวงจร คุณภาพ PDCA ไปใช้ในการดำเนินการทั้งสิ้น สรุป
22 ข้อ 1 ให้ผู้เรียนกำหนดจำนวนเงินที่ต้องใช้ในเป้าหมายต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ และให้กำหนดเป้าหมาย ที่ต้องการเพิ่มเติมได้อีก พร้อมทั้งกำหนดช่วงเวลาที่ทำให้เป้าหมายสำเร็จ เป้าหมายชีวิตในอนาคต จำนวนเงิน (บาท) ปีที่กำหนด พ.ศ. ระยะเวลา 1. ค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน 2. ทุนการศึกษาระดับปริญญา 3. ซื้อรถยนต์ 4. เงินออมไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ 5. ซื้อบ้านใหม่ 6. 7. 8. 9. ข้อ 2 ให้ผู้เรียนจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายตามข้อ 1 โดยเรียงจากสำคัญที่สุด ลำดับที่ เหตุผล 1. 2. 3. ข้อ 3 ให้ผู้เรียนเลือกเป้าหมายตามข้อ 2 นำมาวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรคุณภาพ PDCA วงจรคุณภาพ กิจกรรม P : Plan D : Do C : Check A : Act
23 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. เป้าหมายคืออะไร ก. การกำหนดวิธีการทำงานที่ดี ข. เข็มทิศที่นำทางสู่ความสำเร็จ ค. เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผน ง. ความต้องการในอนาคต 2. เปรียบเทียบการดำเนินชีวิตกับเป้าหมายชีวิตที่ได้ดีที่สุด คือ ก. เป้าหมายชีวิตเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิต ข. เป้าหมายชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้มีฐานะร่ำรวย ค. เป้าหมายชีวิตเป็นความคิดของคนที่ขาดความมุ่งมั่น ง. เป้าหมายชีวิตเป็นความคิดของคนทีมีการศึกษาสูง 3. การกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมายและผู้รับผิดชอบกำหนดไว้ในขั้นใดของวงจรควบคุม คุณภาพ ก. วางแผน ข. ตรวจสอบ ค. ปฏิบัติ ง. ปรับปรุงแก้ไข และประเมินผล 4. ข้อใดหมายถึง “วงจรควบคุมคุณภาพ” ก. วงจรชีวิตของสินค้า ข. วงจรของเศรษฐกิจ ค. กิจกรรมพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน ง. กระบวนการทำงานในองค์กรให้มีความทันสมัย 5. การวางแผนเป้าหมายชีวิต ควรกำหนดสิ่งใดก่อน ก. จุดมุ่งหมายชัดเจน ข. ความต้องการชัดเจน ค. แรงจูงใจชัดเจน ง. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน 6. ขั้นใดหมายถึง “การรับรู้สภาพการทำงานจริง ผลลัพธ์จากการทำงานนำมาเปรียบเทียบกับ สิ่งที่กำหนดไว้ในแผน” ก. วางแผน ข. ปฏิบัติการ ดำเนินการ ค. ปรับปรุงแก้ไข รายงานผล ง. ตรวจสอบ ประเมินผล
24 7. หลักการการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดี คือ ก. ชัดเจน แม่นยำ ท้าทาย ขยายผลได้ เชื่อถือ ข. ชัดเจน วัดผลได้ บรรลุผล เป็นจริง มีกำหนดเวลา ค. ชัดเจน แน่นอน ซื่อสัตย์ เที่ยงตรง มั่นคง ง. แน่นอน เป็นจริง วัดผลได้ ซื่อสัตย์ มีกำหนดเวลา 8. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA “A” หมายถึง ก. Account ข. Action ค. Achievable ง. Arrow 9. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องที่สุด ก. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA สามารถใช้ได้ทุกระดับทั้งในองค์กรและบุคคล ข. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA สามารถใช้ได้เฉพาะการบริหารงานในธุรกิจเท่านั้น ค. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA สามารถใช้ได้กับการบริหารงานในองค์กรเท่านั้น ง. วงจรควบคุมคุณภาพ PDCA ไม่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ 10. “ฉันอยากทำงานเป็นผู้พิพากษา” คือเป้าหมายชีวิตแบบใด ก. เป้าหมายด้านการศึกษา ข. เป้าหมายด้านสังคม ค. เป้าหมายด้านอาชีพ ง. เป้าหมายด้านครอบครัว
25 การออมและการลงทุน 1. ความหมาย ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของการออม 6. ประเภทของการลงทุน 2. วิธีการออมเงิน 3. จำนวนเงินออมที่เหมาะสม 4. ความหมายและความสำคัญ ของการลงทุน 8. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุน 7. ผลตอบแทนและความเสี่ยง จากการลงทุน คุณภาพ 5. ข้อแตกต่างระหว่างการออม กับการลงทุน ของการลงทุน 9. หลักการลงทุน 10. ข้อควรปฏิบัติสำหรับการ ลงทุน
26 การดำเนินชีวิตให้มีความสุข ความสบายนั้นย่อมมีปัจจัยหลาย ๆ ปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ปัจจัยด้านการเงิน เงินเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตเพราะหากบุคคลใด มีสภาพการเงินไม่คล่องย่อมจะมีความอึดอัด ดังนั้นแนวทางที่จะทำให้บุคคลมีเงิน คือ การรู้จักการ ออม ซึ่งในการออมต้องมีการวางแผนเพื่อนำเงินออมมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์หรือก่อให้เกิดรายได้ โดยการนำเงินออมไปลงทุน แต่การลงทุนต้องระวังความเสี่ยงจากการลงทุนด้วยเพราะหากการลงทุน ใดที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน 1. ความหมาย ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการออม 2. วิธีการออมเงิน 3. จำนวนเงินออมที่เหมาะสม 4. ความหมายและความสำคัญของการลงทุน 5. ข้อแตกต่างระหว่างการออมกับการลงทุน 6. ประเภทของการลงทุน 7. ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน 8. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุน 9. หลักการลงทุน 10. ข้อควรปฏิบัติสำหรับการลงทุน 1. สาระสำคัญ 2. สาระการเรียนรู้
27 เมื่อศึกษาหน่วยที่ 2 จบแล้วผู้เรียนสามารถ 1. อธิบายความหมาย ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการออมได้ 2. สามารถบอกวิธีการออมเงินได้ 3. อธิบายจำนวนเงินออมที่เหมาะสมได้ 4. อธิบายความหมายและความสำคัญของการลงทุนได้ 5. บอกข้อแตกต่างระหว่างการออมกับการลงทุนได้ 6. บอกประเภทของการลงทุนได้ 7. บอกผลตอบแทนและอธิบายความเสี่ยงจากการลงทุนได้ 8. อธิบายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนได้ 9. อธิบายหลักการลงทุนได้ 10. บอกข้อควรปฏิบัติสำหรับการลงทุนได้ 11. เตรียมความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ในการเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้สอดคล้องกับแบบฝึกปฏิบัติและใบมอบหมายงาน 12. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อย่างมีเหตุผล 13. มีเจตคติที่ดีและเห็นคุณค่าของการออมและการลงทุน จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
28 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. Investment มีความหมายตรงกับข้อใด ก. การประกอบธุรกิจ ข. การออม ค. การลงทุน ง. การแลกเปลี่ยน 2. ข้อใดถือว่าเป็นสมการ การออมที่ดีที่สุด ก. การออม = รายได้ – รายจ่าย ข. รายได้ = รายจ่าย – การออม ค. รายจ่าย = รายได้ – การออม ง. รายได้ = รายจ่าย + การออม 3. การลงทุนควรคำนึงถึงข้อใดให้มากที่สุด ก. เวลาสำหรับการลงทุน ข. ความปลอดภัยของเงินลงทุน ค. ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน ง. ภาระความรับผิดชอบของผู้ลงทุน 4. ข้อใดไม่ใช่วิธีการออมเงินที่ถูกต้อง ก. เงินเก็บของตนเอง ข. สะสมจากประกันชีวิต ค. ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ ง. เล่นแชร์ 5. ข้อใดไม่ใช่การสร้างวินัยการใช้เงิน ก. หากมีเงินเหลือจะนำเก็บออมไว้ ข. นำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ค. ใช้เงินไม่มากกว่าเงินที่มีอยู่ ง. ใช้เงินทุนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ 6. ข้อใดคือความหมายของคำว่า Saving ก. การถอนเงิน ข. การออมเงิน ค. การฝากเงิน ง. การลงทุน 7. ข้อใดไม่ใช้ความสำคัญของการลงทุน ก. ปกป้องค่าของเงิน
29 ข. สามารถรักษาอำนาจซื้อค. ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ง. ปกป้องค่าของเงิน 8. ข้อใดเป็นตราสารทุน ก. หุ้นสามัญ ข. พันธบัตรรัฐบาล ค. ตั๋วเงินคลัง ง. หุ้นกู้ 9. ข้อใดไม่ใช้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของบุคคล ก. การกู้ยืมเงินเพื่อขยายกิจการ ข. ภาระความรับผิดชอบของผู้ลงทุน ค. ความกล้าเสี่ยงของผู้ลงทุน ง. เวลาสำหรับติดตามการลงทุน 10. ข้อใด เป็นการลงทุนตรง ก. การประกอบธุรกิจ ข. การซื้อหุ้น ค. การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ง. การลงทุนในกองทุนรวม
30 รากฐานการเริ่มต้นชีวิตที่สำคัญ คือ รากฐานด้านการเงิน ดังนั้นมนุษย์จะมีเงินได้ก็ต้องรู้จัก การออม การออมเป็นการสะสมเงินไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินเมื่อสะสมได้ตามวัตถุประสงค์แล้วควรนำ เงินออมไปลงทุนเพิ่มเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น การลงทุนทำให้บุคคล มีรายได้จากการลงทุนและมีเงินออมเพิ่มมากขึ้นตามผลตอบแทนของการลงทุน หากมีการลงทุนที่มี ผลตอบแทนสูงจะทำให้มีเงินออมสูงขึ้นเช่นกัน แต่พึงระวังว่าการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงย่อมจะมี ความเสี่ยงสูงเช่นกัน 1. ความหมายของการออม การออม (Saving) หมายถึง การเก็บหอมรอมริบ : ซึ่งมีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ หลากหลาย ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) ได้ให้ความหมายว่า การออม หมายถึง ก. เก็บหอมรอมริบ เช่น ออมทรัพย์ ; ถนอม, สงวน, เช่น ออมแรง ณัฐผไท สุทธิเสริม (2560) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การออม หมายถึง การเก็บ สะสมเงินรายได้ ในส่วนต่างๆ ไว้ใช้จ่ายในอนาคตหมายรวมถึงการสะสมสิ่งที่มีค่าเป็นตัวเงินและมีประโยชน์ต่อครอบครัว พจีกานต์ หว่านพืช (2559) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การออม หมายถึง รายได้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือจากการใช้จ่าย โดยทั่วไปการออมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ในระบบ เศรษฐกิจยิ่งมีเงินออมมากเท่าใดก็จะสามารถนำไปใช้ลงทุนและนำไปใช้พัฒนาประเทศได้มากขึ้น อารยา อินทร์จันทร์ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การออม คือ การสะสมเงินส่วนหนึ่งของ รายได้ปัจจุบันไว้ใช้ในอนาคต โดยต้องลดรายจ่ายบางรายการ เพื่อให้มีเงินเหลือออมมากขึ้น การออม เงินเป็นการยอมเสียสละเงินที่ต้องใช้จ่ายในปัจจุบันเพื่อจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในอนาคตแทน สรุป การออม หมายถึง การเก็บออมเงินจากรายได้ส่วนหนึ่งไว้เพื่อใช้จ่ายและเป็นทุนสำรอง ในอนาคต ซึ่งอาจจะออมในรูปแบบของเงินสด เงินฝากธนาคารหรือกองทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ก็ได้ การออมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล 2. ความสำคัญของการออม การออมเป็นการสร้างหลักประกันและสร้างความมั่นคงให้ตนเองและครอบครัว ดังนั้น การออมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป้าหมายในชีวิตเป็นจริงได้ การที่คนมีเป้าหมายในอนาคตอย่าง ชัดเจนย่อมจะส่งผลให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะออมมากยิ่งขึ้น เช่น อยากมีบ้านและที่ดินเป็นของ ตนเอง อย่างมีการศึกษาสูง ๆ อยากมีชีวิตสุขสบายยามเกษียณอายุ หรืออยากมีฐานะความเป็นอยู่ ที่มั่นคง เป็นต้น ดังนั้นเป้าหมายในชีวิตจึงเป็นตัวกำหนดความแตกต่างของจำนวนเงินและระยะเวลา ในการออมของแต่ละบุคคล การออมยังมีความสำคัญต่อประเทศชาติเพราะหากประชาชนมีการออม ที่ดีมีความมั่นคงก็จะส่งผลให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น 1. สาระสำคัญ 2. ความหมาย ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการออม
31 2. วัตถุประสงค์ของการออม การออมของแต่ละบุคคลย่อมจะมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันตามความจำเป็น และความสามารถของบุคคล จากการศึกษาวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คนไทยมี วัตถุประสงค์ในการออมเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ 1. เก็บไว้ใช้ในยามเจ็บป่วยหรือยามชรา 2. เพื่อเป็นทุนการศึกษา 3. เพื่อเป็นเงินลงทุนในการประกอบอาชีพ 4. ต้องการดอกเบี้ย 5. เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน 6. เพื่อไว้ซื้อสินทรัพย์อื่น ๆ 7. เพื่อกิจกรรมทางศาสนาหรือประเพณี 8. เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ การออม จะประสบความสำเร็จหรือจะมีมากหรือน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความพยายามและ ความตั้งใจของแต่ละบุคคล หากบุคคลมีการฝึกฝนและมีการวางแผนในการออมโอกาสที่จะประสบ ความสำเร็จย่อมจะมีมากขึ้น ดังนั้นการออมควรจัดทำงบประมาณเงินสดส่วนบุคคลขึ้นเพื่อจะได้ทราบ ว่าแต่ละเดือนมีเงินสดคงเหลือเป็นเงินออมเท่าไหร่ ในทางปฏิบัติเพื่อให้ออมได้ผลจริง ๆ ควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. ทำงบประมาณรายได้และรายจ่ายเพื่อจะได้ทราบว่ามีเงินเหลือที่จะเก็บออมเท่าไหร่ 2. เมื่อจัดทำงบประมาณจะทราบว่าสามารถออมเงินได้เดือนละเท่าไหร่ ซึ่งตามปกติจะต้องเก็บ ประมาณ 20% ของยอดรายได้สุทธิในแต่ละเดือน ดังนั้น จึงควรกันเงินออมส่วนนี้ไว้และนำไปฝากธนาคาร 3. รายได้ที่เกิดจากการออม เช่น ดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารควรนำไปลงทุนต่อเพื่อเป็นการ ต่อยอดเงินออมให้เพิ่มเร็วขึ้น 4. นำเงินออมไปลงทุนหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด และถูกวิธี แต่มีความเสี่ยงต่ำ 5. สร้างวินัยการออม ด้วยการกำหนดจำนวนเงินออมขั้นต่ำให้แน่นอนว่าจะออมเดือนละ เท่าไหร่ วันละเท่าไหร่ เพื่อให้ได้เงินออมตามจำนวนที่ต้องการ โดยต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น ต้องการออมเงินอย่างน้อยเดือนละ 2,000 บาททุกเดือน 6. ประหยัด คือ การใช้เงินน้อยกว่าเงินที่หาได้ หรือให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้และจะต้อง จ่ายไม่เกินจากงบประมาณที่ตั้งไว้ โดยใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นและคุ้มค่า 7. สร้างนิสัยการออมให้กับคนในครอบครัว สร้างความตระหนักให้คนในครอบครัวถือว่าการ ออมเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องกระทำและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ 3. วิธีการออม เงินรายได้ - เงินออม = เงินรายจ่าย
32 8. แยกประเภทเงินออมตามประเภทเป้าหมายการออมเงิน ทำให้เห็นจำนวนเงินที่ชัดเจนกว่า การฝากเพียงบัญชีเดียวและยังเป็นการป้องกันการใช้จ่ายเกินความจำเป็นด้วย เช่น 9. การออมเพื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน การออมเพื่อซื้อทรัพย์สิน การออมไว้หลังเกษียณอายุ การออมเพื่อการศึกษาบุตร เป็นต้น ควรจะออมเงินไว้เท่าไหร่จึงจะเหมาะสมและเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตได้ อย่างสะดวกสบายในทุกสถานการณ์ นักการเงินจึงได้แนะนำวิธีการตรวจสอบจำนวนเงินออมไว้ ดังนี้ 1. จำนวนเงินออมสำหรับสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จำนวนเงินก้อนนี้ต้องออมไว้ไม่น้อยกว่า 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น หากมีรายจ่ายประมาณเดือนละ 5,000 บาท จะต้องเก็บเงิน ออมเท่ากับ 5,000 X 6 = 30,000 บาท 2. ตรวจสอบจำนวนเงินออมที่เหมาะสมกับอายุ จำนวนเงินออมทำให้ชีวิตสามารถดำเนิน ได้อย่างสบายและมีความมั่นคงในอนาคต ดังนั้นเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์จึงสามารถคำนวน จำนวนเงินออมได้จากสมการ ดังนี้ จำนวนเงินออมที่เหมาะสมเมื่ออายุ................ปี = อายุปัจจุบัน – รายได้ต่อปี 10 การออมนั้นถึงแม้จะมีการวางแผนไว้อย่างเหมาะสมเพียงใดก็ตาม หากผู้ออมขาดวินัย ในการออมก็จะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ยาก ดังนั้นในการออมเงินนอกจากจะมีการ วางแผนที่ดีแล้ว จะต้องมีวินัยในการออมด้วย การสร้างวินัยในการออมเงิน (Saving Discipline) คือ ความตั้งใจปฏิบัติตามกฎระเบียบที่จะเก็บเงินตามจำนวนและระยะเวลาที่ตนตั้งกฎเกณฑ์ไว้อย่าง เคร่งครัด การออมเงินนั้นผู้ออมจะต้องตระหนักว่าไม่ใช่ออมเมื่อมีเงินเหลือใช้แต่ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่ง ออมและเงินส่วนที่เหลือจึงใช้จ่าย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฝึกการออมเงินให้เป็นนิสัยโดยให้คิดว่าการ ออมเงินเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน วิธีการสร้างวินัยในการออมเงินมี ดังนี้ 1. ต้องมีการวางแผนและตั้งเป้าหมายว่าจะออมเงินเพื่ออะไรและใช้เวลานานเท่าใด 2. ปรับทัศนคติการออมเงิน โดยให้คิดว่าจะเก็บออมเงินให้มากที่สุดและใช้จ่ายให้น้อยที่สุด 3. ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือยออกให้หมด หรือคิดให้รอบคอบก่อนใช้จ่ายทุกครั้ง 4. มีศิลปะในการออมโดยฝึกแข่งขันกับตนเองและจดสถิติไว้ พร้อมต้องทำลายสถิติทุกครั้ง ในขณะเดียวกันผู้ออมต้องมีจิตใจมั่นคง ซื่อสัตย์ต่อตนเองและรักษาวินัยในตนเอง 5. สร้างเครื่องมือช่วยบังคับการออมเงิน เช่น ฝากเงินประเภทเงินฝากประจำ ไม่ทำบัตร ATM ไม่ฝากเงินประเภทกระแสรายวัน 6. จัดสรรเงินออมตามเป้าหมาย ตามระยะเวลาให้เหมาะสมกับช่วงของชีวิต 4. จำนวนเงินออมที่เหมาะสม
33 การลงทุน (Investment) คือ การนำเงินออมที่มีไปก่อให้เกิดประโยชน์และได้รับผลตอบแทน กลับมาในอัตราที่ผู้ลงทุนพอใจและยอมรับในความเสี่ยงได้ การลงทุนถือเป็นการบริหารเงินออมที่มี ให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร ความหมายของการลงทุน มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของการลงทุนไว้ดังนี้ สุขใจ น้ำผุด ได้ให้ความหมายของการลงทุนไว้ว่า การลงทุน หมายถึง การนำทรัพย์สินที่ บุคคลมีอยู่ไปดำเนินการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ซึ่งจะมีผลตอบแทนกลับคืนมาในช่วงระยะเวลานั้น อารยา อินทร์จันทร์ ได้ให้ความหมายของการลงทุนไว้ว่า การลงทุน หมายถึง การนำเงินออม ที่เก็บสะสมไว้นำไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินออม หรือเป็นการนำทรัพย์สินที่มีอยู่ ไปดำเนินการให้ได้ผลตอบแทนกลับคืนมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง Money Mart : Knowledge ได้ให้ความหมายของการลงทุนไว้ว่า การลงทุน คือ การนำ เงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือหลักทรัพย์ ต่าง ๆ ซึ่งจะมี ความเสี่ยง ที่สูงขึ้น ปราย ON : ทฤษฎีการลงทุน ได้ให้ความหมายของการลงทุนไว้ว่า การลงทุน (investment) หมายถึง การซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือหลักทรัพย์ของบุคคลหรือสถาบัน ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นสัดส่วน กับความเสี่ยงตลอดเวลาอันยาวนานประมาณ 10 ปี แต่อย่างต่ำไม่เกิน 3 ปี สรุป การลงทุน หมายถึง การนำเงินออมที่เก็บสะสมไว้ไปสร้างผลตอบแทน โดยอาจจะ นำไปลงทุนในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาลหรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ความสำคัญของการลงทุน 1. ทำให้เงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น การลงทุนคือการจัดการเงินออมที่มีอยู่ให้เพิ่มขึ้นจากการเริ่ม ลงทุนในครั้งแรกและการนำผลกำไรที่ได้รับไปลงทุนต่อ 2. ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอเท่ากับเป็นการสร้าง รายได้ประจำให้แก่ผู้ลงทุน เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล การลงทุนในหุ้นต่าง ๆ หรือการ ลงทุนในธุรกิจ 3. เป็นการป้องกันค่าของเงินไม่ให้ลดลง การลงทุนถือว่าเป็นการรักษาอำนาจซื้อของไม่ให้ ลดลงตามสภาวะเงินเฟ้อ เพราะหากการลงทุนได้รับผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อก็ย่อมป้องกัน ค่าของเงินได้ 4. สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ การลงทุนบางประเภทสามารถนำไปยกเว้นภาษี หรือหักลดหย่อนภาษีได้ เช่น การลงทุนในหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุน รวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RTF) การลงทุนในเบี้ยประกันชีวิต เช่น นาย ก อายุ 40 ปี มีรายได้เดือนละ 40.000 บาท อยากทราบว่า ณ เวลานี้นาย ก ควรมีเงินออมเท่าใด วิธีการคำนวณ จำนวนเงินออมที่นาย ก ควรมี ณ เวลานี้ = 40 X (40,000 X 12) 10 = 1,920,000 บาท 5. ความหมายและความสำคัญของการลงทุน
34 การออมและการลงทุนเป็นวิธีการช่วยให้บุคคลมีรายได้เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่มีลักษณะ บางอย่างที่แตกต่างกัน ดังนี้ ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างการออมกับการลงทุน รายการ การออม การลงทุน วัตถุประสงค์ เป็นการสะสมที่ละเล็กละน้อย และเพื่อ เป็นทุนสำรองเผื่อฉุกเฉิน เป็นการนำเงินออมที่มีอยู่ทำให้งอก เงยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องระยะยาว วิธีการสะสม ฝากเงินกับธนาคารหรือบริษัทเงินทุน ซื่อพันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลงทุนใน ทรัพย์สินมีค่า ความเสี่ยง มีความเสี่ยงต่ำ มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับ ประเภทและลักษณะของหลักทรัพย์ ที่ลงทุน ผลตอบแทน ดอกเบี้ยต่ำ ดอกเบี้ย เงินปันผล และผลกำไรหรือ ขาดทุนจากการลงทุน ข้อได้เปรียบ มีสภาพคล่องสูง ได้รับผลตอบแทนอัตราสูงกว่าและ ระยะยาว ข้อเสียเปรียบ ผลตอบแทนต่ำ มีความเสี่ยงต่อการขาดทุน การลงทุนของบุคคลมี 2 ประเภท คือ การลงทุนทางตรงและการลงทุนทางอ้อม ดังนี้ 1. การลงทุนทางตรง (Direct Investment) หมายถึง การลงทุนที่ผู้ลงทุนใช้เงินออมหรือ เงินรายได้ที่มีไปลงทุนในสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ได้รับผลตอบแทนกลับมา โดยมีการดำเนินงานและ การตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในทรัพย์สินมีค่า การประกอบธุรกิจ/การเป็นผู้ประกอบการ 2. การลงทุนทางอ้อมหรือการลงทุนทางการเงิน (Indirect or Financial Investment) หมายถึง การนำเงินลงทุนผ่านทางสถาบันการเงินหรือนำไปซื้อตราสารทางการเงินหรือหลักทรัพย์ที่ ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ลงทุนมากกว่าเงินออม ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับมักจะเป็นเงินปันผล ดอกเบี้ย หรือกำไรส่วนเกิน 6. ข้อแตกต่างระหว่างการออมกับการลงทุน 7. ประเภทของการลงทุน
35 ผลตอบแทนจาการลงทุน (Returns) หมายถึง ผลประโยชน์ที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการลงทุน ซึ่งทำให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนมีหลายชนิด ดังนี้ 1. เงินปันผล (Dividend) คือ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารทุน เช่น การ ลงทุนในหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ และหน่วยการลงทุน เมื่อบริษัทมีผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจก็จะ ประกาศจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นชนิดต่าง ๆ ตามจำนวนหุ้น 2. ดอกเบี้ย (Interest) คือ ผลตอบแทนที่ได้รับจากตราสารหนี้และเป็นผลตอบแทนที่ได้รับ ในอัตราที่แน่นอนและสม่ำเสมอ 3. กำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital Gain) คือ ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาขาย หลักทรัพย์ หากขายได้ในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ซื้อมาเรียกว่า “กำไรส่วนเกิน” และหากขายได้ใน ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ซื้อมาเรียกว่า “ขาดทุนส่วนเกิน” 4. สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ (Right) คือ ผลประโยชน์ที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุน เช่น สิทธิ ในการจองหุ้นสามัญออกใหม่ สิทธิในการบริหารกิจการ เป็นต้น ความเสี่ยงจากการลงทุน (Investment Risk) หมายถึง ความไม่แน่นอนที่เกิดจากการ ลงทุนของนักลงทุน ซึ่งก่อนการลงทุนผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และเมื่อลงทุนผู้ลงทุนจะต้องยอมรับความเสี่ยงให้ได้ ความเสี่ยงจากการลงทุนแบ่งออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 1. ความเสี่ยงเกิดจากตลาด (Market Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความตื่นตระหนกหรือ ความรู้สึกของผู้ลงทุนจนเกิดผลกระทบต่อตลาดและมีผลให้ราคาหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลง เช่น สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นของโลกเปลี่ยนแปลงเป็นลบ ซึ่งจะมีผลกระทบทำให้ผู้ลงทุนตื่น ตระหนกหรือมีผลต่อความรู้สึกของผู้ลงทุนในตลาดหุ้น อาจจะทำให้ผู้ลงทุนซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ตัวนั้นจนกระทั่งเกิดผลขาดทุนในหลักทรัพย์ได้ 8. ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุน ประเภทการลงทุน การลงทุนทางตรง การลงทุนทางอ้อม/ การลงทุนทางการเงิน 1. การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ 2. การลงทุนทรัพย์สินมีค่า 3. การลงทุนประกอบธุรกิจ 1. การฝากเงินกับธนาคาร 2. การลงทุนในตราสารหนี้ 3. การลงทุนในตราสารทุน 4. การลงทุนในกองทุนรวม
36 2. ความเสี่ยงเกิดจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน โดยหากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะทำให้ราคาตลาดของหลักทรัพย์ ลดลง ในทางตรงกันข้ามหากอัตราดอกเบี้ยลดลงจะทำให้ราคาตลาดของหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 3. ความเสี่ยงเกิดจากอำนาจซื้อลดลง (Purchasing Power Risk) คือ สภาวะเงินเฟ้อจะมี ผลทำให้อำนาจซื้อลดลงเนื่องจากราคาสินค้าโดยเฉลี่ยสูงขึ้น คือ มีเงินเท่าเดิมแต่ซื้อสินค้าได้น้อย กว่าเดิมหรือหากต้องการซื้อสินค้าในจำนวนเท่าเดิมก็จะต้องใช้เงินมากกว่าเดิมนั้นเอง ดังนั้นภาวะ เงินเฟ้อจึงทำให้ผลตอบแทนมีมูลค่าลดลงโดยเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีการจ่ายผลตอบแทนในอัตราคงที่ เช่น การลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หรือการฝากเงินกับธนาคาร เป็นต้น 4. ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Currency Risk) คือ ความ เสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เกิดกับการค้า ระหว่างประเทศ โดยจะเกิดในวันทำสัญญาซื้อขายกับวันชำระเงินค่าสินค้าซึ่งเกิดมีต่างจากอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราไม่เท่ากันทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อยอดขาย ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ส่งผล ให้เกิดผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น ในวันทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาเท่ากับ 31 บาทแต่วันที่ชำระเงิน 1 ดอลล่าร์เท่ากับ 35 บาท ผลต่างจากอัตรา แลกเปลี่ยนในวันทำสัญญากับวันชำระเงินต่างกันเท่ากับ 4 บาท ดังนั้น แสดงว่าเราต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไปอีกดอลล่าร์ละ 4 บาทส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 4 บาท เป็นต้น 5. ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของธุรกิจ (Business Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการ ดำเนินธุรกิจ ซึ่งเกิดจากสภาวการณ์ที่ธุรกิจหารายได้น้อยกว่ารายจ่ายหรือภาระผูกพันธุรกิจมีอยู่ อาจจะด้วยการบริหารงานผิดพลาดหรือต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ยอดขายลดลง เกิดผลขาดทุนหรือผล กำไรลดลง จึงส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนทำให้ผู้ลงทุนต้องสูญเสียรายได้ เป็นต้น 6. ความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท (Financial Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากภาระหนี้สิน ของบริษัทที่ผู้ลงทุนได้ก่อหนี้สินไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อมีหนี้สินมากก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาก แต่ใน ขณะเดียวกันความสามารถในการหารายได้ของบริษัทไม่พอกับภาระหนี้สิน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะ ล้มละลายได้ 7. ความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะทางการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาล (Political Risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่มี ผลกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจ และมีผลต่อราคาหลักทรัพย์ของกิจการ เช่น หากนโยบาย ของรัฐที่เปลี่ยนแปลงเป็นประโยชน์ต่อกิจการส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่หาก นโยบายของรัฐที่เปลี่ยนแปลงเป็นผลเสียต่อกิจการก็จะส่งผลให้ราคาหลักทรัพย์มีมูลค่าลดลง เป็นต้น การลงทุนมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน ซึ่งผู้ลงทุนจะลงทุนมากหรือ น้อยก็มีผลกระทบมาจากปัจจัย ดังนี้ 1. ความกล้าเสี่ยงของผู้ลงทุน คือ ผู้ลงทุนจะเลือกว่าจะลงทุนอย่างไร เช่น ลงทุนในหลักทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงน้อยและความมั่นคงสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล การฝากเงินกับธนาคาร เป็นต้น หรือ ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสียงสูงก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง เป็นต้น 9. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุน
37 2. จำนวนเงินทุนที่มีอยู่ของผู้ลงทุน คือ ตัวแปรสำคัญในการลงทุนหากผู้ลงทุนมีทุนมาก ก็สามารถลงทุนได้มากกระจายการลงทุนได้หลายประเภทและลดความเสี่ยงได้ดีกว่าผู้ที่มีทุนน้อย มีทุนน้อยก็ลงทุนได้น้อย 3. อายุและสุขภาพของผู้ลงทุน คือ ผู้ลงทุนที่มีอายุน้อยและสุขภาพดีสามารถยอมรับความเสี่ยง ได้ดีกว่าผู้ที่มีอายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรง ดังนั้น ผู้เกษียณอายุแล้วควรลงทุนในหลักทรัพย์ที่มี ผลตอบแทนมั่นคงและมีสภาพคล่องดีมีความเสี่ยงน้อย 4. ภาระความรับผิดชอบของผู้ลงทุน คือ โดยทั่วไปความรับผิดชอบของบุคคลจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและความรับผิดชอบต่อภาระหนี้สิน ดังนั้น หากผู้ลงทุนมี ภาระความรับผิดชอบมากไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็จะส่งผลให้เงินออมมีน้อยการลงทุนจึงมีน้อย 5. ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน คือ การที่ผู้ลงทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทใดควรศึกษา หากความรู้ในเรื่องที่จะลงทุนให้มากที่สุด หรือต้องมีความรู้อย่างแท้จริงในเรื่องที่จะลงทุน เพื่อลด ความเสี่ยง หรือหากมีความรู้น้อยก็ควรเลี่ยงไปลงทุนทางอ้อมแทน 6. เวลาสำหรับติดตามการลงทุน คือ การลงทุนทุกประเภทผู้ลงทุนต้องมีเวลาในการ ติดตามความเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารทางเศรษฐกิจ ราคาหุ้น เป็นต้น เพราะหากไม่มีการติดตามข่าวสารอาจมีผลกระทบต่อราคาหุ้นทำให้เสียผลประโยชน์ได้ เช่นเดียวกับการลงทุนประกอบธุรกิจผู้ลงทุนต้องมีเวลาในการควบคุมดูแลกิจการ การลงทุนย่อมจะมีความเสี่ยงเสมอไม่มากก็น้อย ดังนั้น ก่อนที่จะลงทุนผู้ลงทุนควรยึด หลักการลงทุนดังนี้ 1. ความปลอดภัยของเงินทุน หมายถึง การลงทุนสิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ลงทุนจะต้องคำนึงถึง ความปลอดภัยของเงินลงทุนให้มากที่สุด โดยต้องพยายามรักษาเงินลงทุนเริ่มต้นไว้ให้คงที่ เพื่อ ป้องกันความเสี่ยงซึ่งเกิดจากอำนาจซื้อลดลงจากภาวะเงินเฟ้อ การลงทุนที่มีความปลอดภัยสูงสุด ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นบุริมสิทธิ์ เป็นต้น 2. การกระจายความเสี่ยง หมายถึง หากการลงทุนใดที่มีความเสี่ยงสูงผู้ลงทุนไม่ควรทุ่มเท เงินลงทุนมาก เพราะหากธุรกิจประสบปัญหาล้มเหลวจะทำให้เกิดการสูญเสียสูงมาก มีความเสี่ยงสูง เพราะฉะนั้นผู้ลงทุนควรกระจายความเสี่ยงด้วยการสร้างพอร์ตการลงทุน (Investment Portfolio) คือ การกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ประเภท หรือหลาย ๆ อุตสาหกรรมเพื่อลดความ เสี่ยง 3. สภาพคล่องจากการลงทุน หมายถึง ผู้ลงทุนควรเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่สามารถซื้อ ขายได้ง่าย ๆ เพื่อรักษาสภาพคล่องจากการลงทุนซึ่งจะส่งผลถึงสภาพคล่องทางการเงินด้วย ผู้ลงทุน สามารถเบิกถอนเงินสดมาใช้ได้ตามความต้องการตลอดเวลา ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรเลือกลงทุนใน หลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาดเพื่อที่จะสามารถได้รับเงินคืนเป็นเงินสดได้ตามความ ต้องการ 4. ช่วยลดภาระภาษีของผู้ลงทุน หมายถึง การลงทุนในหลักทรัพย์บางประเภทผู้ลงทุนจะ ได้รับผลตอบแทนโดยการได้รับยกเว้นภาษี ลดหย่อนภาษี เช่น การซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF หรือกองทุน LTF ยกเว้นภาษีสำหรับเงินสะสมเข้ากองทุน กบข. เป็นต้น แต่มีการลงทุนบาง 10. หลักการลงทุน
38 ประเภทที่ผลตอบแทนไม่สามารถนำไปยกเว้นภาษีหรือลดหย่อนภาษีแต่ต้องนำผลตอบแทนที่ได้รับไป เสียภาษีอีก เช่น ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ กำไรจากการซื้อขายบ้านหรือที่ดิน เป็นต้น ทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่แท้จริงน้อยลงเพราะต้องเสียภาษีอีก ดังนั้นในการลงทุนผู้ ลงทุนควรนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีมาพิจารณาในการเลือกลงทุนเพื่อช่วยลดภาระภาษีจากการลงทุน 5. สภาวะเศรษฐกิจและการเมือง หมายถึง การที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือ ประเทศมีการเปลี่ยนผู้นำย่อมจะมีผลกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น นโยบายด้าน ภาษี นโยบายการลงทุน นโยบายการค้าต่างประเทศ นโยบายการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งนโยบาย เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อระดับการออมและการลงทุนของบุคคล ผู้ลงทุนควรติดตามข่าวสาร ทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อจะได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน และอัตราผลตอบแทน แนวทางการปฏิบัติสำหรับการลงทุน เพื่อความปลอดภัยและเป็นการลดความเสี่ยงในการ ลงทุน ดังนั้นผู้ลงทุนควรจะปฏิบัติ ดังนี้ 1. การจัดสรรเงินรายได้ก่อนการลงทุน การจัดสรรเงินรายได้ออกเป็นส่วน ๆ ตามเป้าหมาย ทางการเงินควรจัดลำดับความจำเป็นก่อนหลัง ดังนี้ ความสำคัญอันดับที่ 1 เงินออมเมื่อเกษียณอายุ ความสำคัญอันดับที่ 2 เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ความสำคัญอันดับที่ 3 เงินออมในยามฉุกเฉิน ความสำคัญอันดับที่ 4 เงินออมเพื่อซื้อทรัพย์สินพิเศษ เช่น บ้าน รถยนต์ เป็นต้น ความสำคัญอันดับที่ 5 เงินออมเพื่อการลงทุน 3. ควรลงทุนอย่างมีแบบแผน โดยกำหนดเป้าหมายของการลงทุนและระยะเวลาในการ ลงทุนให้ชัดเจน ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัดและคอยติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างใกล้ชิด หากมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เปลี่ยนแปลงแผนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสภาวะ เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป 4. ควรลงทุนอย่างมีเหตุผล ในการลงทุนผู้ลงทุนควรหาข้อมูลมาประกอบการพิจารณา ตัดสินใจในการลงทุน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการลงทุน ผู้ลงทุนควรเลือกการลงทุน ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การลงทุนแต่ละทางเลือกมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน ดังนี้ ตารางเปรียบเทียบระดับความเสี่ยงจากการลงทุน 11. ข้อควรปฏิบัติสำหรับการลงทุน
39 ระดับความเสี่ยงต่ำ ระดับความเสี่ยงปานกลาง ระดับความเสี่ยงสูง 1. การฝากเงินกับธนาคาร 2. การซื้อพันธบัตรรัฐบาล 3. การฝากเงินกับบริษัทเงินทุน 4. การฝากเงินกับบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์ 5. การฝากเงินกับสหกรณ์ ออมทรัพย์ 1. การลงทุนซื้อทองคำ 2. การลงทุนซื้อที่ดิน 3. การลงทุนในทรัพย์สินมีค่า อย่างอื่น 1. การลงทุนในหุ้นสามัญ และ หุ้นบุริมสิทธิ 2. การลงทุนนอกระบบ เช่น การปล่อยเงินกู้ ที่มา : อารยา อินทร์จันทร์.2522 : 98 4. ไม่ควรกู้ยืมเงินมาเพื่อการลงทุน ในการลงทุนผู้ลงทุนควรตระหนักว่าหากไม่มีเงินออม ก็ไม่ควรกู้ยืมเงินมาเพื่อการลงทุน เพราะอาจได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย หรือใน บางครั้งอาจจะกลายเป็นว่าการลงทุนเพื่อหาเงินจ่ายดอกเบี้ย สรุปสุดท้ายกลายเป็นมีหนี้สินเพิ่มขึ้น มากกว่าเดิม การออมของบุคคลอย่ารอให้เงินเหลือจ่ายควรมีการวางแผนและจัดสรรเงินออมไว้ส่วนหนึ่ง จากรายได้ และมีการวางแผนในการออมโดยตั้งเป้าหมาย ระยะเวลาไว้ว่าออมไว้เพื่อทำอะไรและ จำนวนเท่าใด เมื่อมีการออมได้เป็นจำนวนมากหรือตามเป้าหมายแล้วควรนำเงินออมไปลงทุนเพื่อจะ ได้ทำให้เงินออมงอกเงยเพิ่มขึ้น ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนมี 2 ประการ ปัจจัยแรกเป็นปัจจัย เฉพาะตัวของผู้ลงทุน ซึ่งได้แก่ อายุ สุขภาพ ครอบครัว ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน เวลาในการติดตาม การลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เป็นต้น ปัจจัยที่สอง คือ ปัจจัยทางการเงินที่ผู้ลงทุน ต้องการ ได้แก่ ผลตอบแทนที่จะได้รับ เป็นต้น การเลือกในการตัดสินใจในการลงทุนมี 2 แบบ คือ การลงทุนทางตรงและการลงทุนทางอ้อม การลงทุนทางอ้อมผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งสามารถแยกได้เป็น 3 ระดับ คือระดับความเสี่ยงต่ำ ระดับความเสี่ยงปานกลางและระดับความเสี่ยงสูง ระดับความเสี่ยงต่ำ เช่น การลงทุนในสถาบันการเงินของรัฐบาลและเอกชน ระดับความเสี่ยงปานกลาง เช่น การลงทุนซื้อ ที่ดิน ทองคำและทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่น ส่วนความเสี่ยงระดับสูง เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์ ตลาด เงินนอกระบบ เป็นต้น ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และอีกปัจจัยหนึ่งที่มี ความสำคัญต่อการลงทุนคือสภาพคล่องเพราะหากผู้ลงทุนต้องการใช้เงินเร่งด่วน สภาพคล่องของ เงินทุนก็มีความสำคัญมากเช่นกัน และการกระจายเงินลงทุนในระดับความเสี่ยงต่าง ๆ จะช่วยให้ ผู้ลงทุนมีอัตราการเสี่ยงและมีความปลอดภัยของเงินลงทุนมากขึ้น สรุป
40 คำสั่ง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. วัตถุประสงค์ของการออม คือ ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 2. จงบอกวิธีการออมมาพอสังเขป ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 3. จงอธิบายความหมายของการลงทุนทางตรง และการลงทุนทางอ้อม พร้อมยกตัวอย่าง ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 4. จงบอกปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนมาอย่างละเอียด ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 5. จงอธิบายความหมายของการลงทุนมาพอสังเขป ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 6. จงบอกข้อแตกต่างระหว่างการออมกับการลงทุน ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 7. จงอธิบายหลักการลงทุนมาอย่างละเอียด ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... .........................................................................................................................................
41 8. จงบอกหลักคิดก่อนการตัดสินใจลงทุนว่ามีอะไรบ้าง ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 9. จงบอกความเสี่ยงในระดับปานกลางมาอย่างน้อย 2 ข้อ ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 10. จงบอกความเสี่ยงในระดับต่ำมาอย่างน้อย 3 ข้อ ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... .........................................................................................................................................
42 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. Investment มีความหมายตรงกับข้อใด ก. การประกอบธุรกิจ ข. การออม ค. การลงทุน ง. การแลกเปลี่ยน 2. ข้อใดถือว่าเป็นสมการ การออมที่ดีที่สุด ก. การออม = รายได้ – รายจ่าย ข. รายได้ = รายจ่าย – การออม ค. รายจ่าย = รายได้ – การออม ง. รายได้ = รายจ่าย + การออม 3. การลงทุนควรคำนึงถึงข้อใดให้มากที่สุด ก. เวลาสำหรับการลงทุน ข. ความปลอดภัยของเงินลงทุน ค. ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน ง. ภาระความรับผิดชอบของผู้ลงทุน 4. ข้อใดไม่ใช่วิธีการออมเงินที่ถูกต้อง ก. เงินเก็บของตนเอง ข. สะสมจากประกันชีวิต ค. ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์ ง. เล่นแชร์ 5. ข้อใดไม่ใช่การสร้างวินัยการใช้เงิน ก. หากมีเงินเหลือจะนำเก็บออมไว้ ข. นำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ค. ใช้เงินไม่มากกว่าเงินที่มีอยู่ ง. ใช้เงินทุนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ 6. ข้อใดคือความหมายของคำว่า Saving ก. การถอนเงิน ข. การออมเงิน ค. การฝากเงิน ง. การลงทุน
43 7. ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญของการลงทุน ก. ปกป้องค่าของเงิน ข. สามารถรักษาอำนาจซื้อ ค. ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ง. ปกป้องค่าของเงิน 8. ข้อใดเป็นตราสารทุน ก. หุ้นสามัญ ข. พันธบัตรรัฐบาล ค. ตั๋วเงินคลัง ง. หุ้นกู้ 9. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของบุคคล ก. การกู้ยืมเงินเพื่อขยายกิจการ ข. ภาระความรับผิดชอบของผู้ลงทุน ค. ความกล้าเสี่ยงของผู้ลงทุน ง. เวลาสำหรับติดตามการลงทุน 10. ข้อใด เป็นการลงทุนตรง ก. การประกอบธุรกิจ ข. การซื้อหุ้น ค. การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ง. การลงทุนในกองทุนรวม
44 การเป็นผู้ประกอบการ 1. ความหมายของการเป็น ผู้ประกอบการ 5. ข้อดีและข้อเสียของการเป็น ผู้ประกอบการ 2. ความหมาย ประเภทและ องค์ประกอบของการประกอบ ธุรกิจ 3. เป้าหมายของการ ประกอบการ 4. ข้อแตกต่างระหว่าง ผู้ประกอบการกับผู้จัดการ ของการลงทุน 7. กระบวนการเริ่มต้นธุรกิจ 6. คุณสมบัติของผู้ประกอบการ คุณภาพ
45 คนรุ่นใหม่ในยุคทศวรรษที่ 21 ส่วนใหญ่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองไม่ต้องการเป็น ลูกจ้างใคร ต้องการอิสระในการทำงานและต้องการความร่ำรวย แต่ยังขาดความกล้าในการลงมือ ประกอบธุรกิจเพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เรื่องธุรกิจดีพอ ประกอบกับไม่มีเงินทุน จึงไม่กล้าเสี่ยงที่จะดำเนินกิจการของตนเอง การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการเป็นผู้ประกอบการจึง เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ผู้สนใจได้ศึกษาวิธีการเป็นผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของ ตนเองมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นและเปิดโอกาสในการสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ต่อไป 1. ความหมายของการเป็นผู้ประกอบการ 2. ความหมาย ประเภทและองค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ 3. เป้าหมายของการประกอบการ 4. ข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการกับผู้จัดการ 5. ข้อดีและข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ 6. คุณสมบัติของผู้ประกอบการ 7. กระบวนการเริ่มต้นธุรกิจ เมื่อศึกษาหน่วยที่ 3 จบแล้วผู้เรียนสามารถ 1. อธิบายความหมายของการเป็นผู้ประกอบการได้ 2. อธิบายความหมาย บอกประเภทและองค์ประกอบของการประกอบธุรกิจได้ 3. บอกเป้าหมายของการประกอบการได้ 4. บอกข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการกับผู้จัดการได้ 5. บอกข้อดีและข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการได้ 6. บอกคุณสมบัติของผู้ประกอบการได้ 7. อธิบายกระบวนการเริ่มต้นธุรกิจได้ 1. สาระสำคัญ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 2. สาระการเรียนรู้
46 8. เตรียมความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ในการเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้สอดคล้องกับแบบฝึกปฏิบัติและใบมอบหมายงาน 9. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อย่างมีเหตุผล 10. มีเจตคติที่ดีและเห็นคุณค่าของการเป็นผู้ประกอบการ
47 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. Entrepreneurs มีความหมายตรงกับข้อใด ก. การประกอบธุรกิจ ข. นักลงทุน ค. ผู้ประกอบการ ง. การค้าขาย 2. ข้อใดคือ ข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ จ. เสี่ยงต่อการตกงาน ฉ. ทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของผู้อื่น ช. ทำงานหนักไม่มีวันหยุด ซ. มีอิสระมากเกินไป 3. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ ก. มีความเชื่อมมั่นในตนเอง ข. ประหยัด อดออม ค. เรียนรู้ตลอดชีวิต ง. ต้องรู้จักผู้มีอิทธิพล 4. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ จ. ความเสี่ยงทางธุรกิจ ฉ. ผลกำไร ช. การค้าขาย ซ. ประโยชน์สู่สังคม 5. ข้อใดคือขั้นตอนแรกของการเริ่มต้นทำธุรกิจ ก. การระดมเงินทุน ข. การเลือกธุรกิจ ค. การเลือกทำเลที่ตั้ง ง. การแสวงหาโอกาส 6. สิ่งสำคัญที่สุดในการวัดความสำเร็จของผู้ประกอบการคือ ก. การเสียภาษีให้รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย
48 ข. สร้างประโยชน์ให้สังคมมากที่สุด ค. ความพึงพอใจของลูกค้า ง. เป็นเจ้าของกิจการ 7. ข้อใดเป็นส่วนประกอบสำคัญของความหมายของผู้ประกอบการ จ. ความเสี่ยง ฉ. กำไร ช. การตลาด ซ. เป็นเจ้าของกิจการ 8. ข้อใดคือหน้าที่ที่สำคัญของผู้ประกอบการ ก. เป็นผู้นำเงินมาลงทุน ข. เป็นผู้นำนวัตกรรมมาใช้ ค. เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของกิจการ ง. เป็นผู้จัดการ 9. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ก. ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ข. มีการส่งเสริมการขายที่ดี ค. คิดหาทางทำธุรกิจใหม่ ๆ ง. ต้องมีฐานะการเงินมั่นคงอยู่ก่อนแล้ว 10. ข้อใด เป็นจรรยาบรรณของผู้ประกอบการที่รับผิดชอบแก่ลูกค้า ก. จ่ายค่าจ้างด้วยความเป็นธรรม ข. ไม่สร้างมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม ค. การติดตามและให้บริการหลังการขาย ง. ให้ทุนวิจัยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
49 ผู้ประกอบการเป็นผู้ที่สร้างผลกำไรจากความเสี่ยงและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของ ผู้ประกอบการ การที่บุคคลจะเป็นผู้ประกอบการนั้นต้องมีลักษณะเฉพาะตัวหลายประการเพราะการ เป็นผู้ประกอบการคือ การเป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นผู้จัดการและเป็นผู้ลงมือปฏิบัติงานเองไปพร้อมกัน และการที่จะเป็นผู้ประกอบการที่ดีต้องมีจริยธรรมต่อลูกค้า สังคม และคู่แข่งขันทางการตลาด การ เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ การเงิน ลูกค้า การ ดำเนินงาน การเรียนรู้และการเติบโต เป็นต้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) ได้ให้ความหมายว่า ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) หมายถึง บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับ ประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ จอห์น คาโอ นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ให้ความหมายของการประกอบการว่า การประกอบการ หมายถึง ความพยายามในการสร้างมูลค่าด้วยการตระหนักถึงโอกาสต่าง ๆ ในการ ประกอบธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับโอกาสต่าง ๆ ด้วยทักษะทางการ สื่อสาร การบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ การเงิน และเพื่อให้โครงการต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จ อารยา อินทร์จันทร์ (2557) ได้ให้ความหมายของผู้ประกอบการ ไว้ว่า ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) หมายถึง ผู้ริเริ่มในการก่อตั้งธุรกิจและดำเนินธุรกิจนั้นด้วยตนเอง ตั้งแต่การใช้ เงินทุน บริหารงานด้วยตนเอง หรือจะจ้างคนอื่นเข้ามาดำเนินงานด้วยก็ได้และมุ่งหวังผลกำไรจาก การประกอบการ โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ยอมรับความเสี่ยงทางธุรกิจ กล่าวได้ว่าผู้ประกอบการ คือ ผู้ประกอบธุรกิจ นั่นเอง ถนอม สง่าพงษ์ (2556) ได้ให้ความหมายของผู้ประกอบการไว้ว่า ผู้ประกอบการ คือ บุคคลที่จัดตั้งองค์กรธุรกิจ อุทิศตัวเพื่อความสำเร็จของธุรกิจโดยเต็มใจ และยอมรับความเสี่ยงทั้งใน ด้านการเงินและชื่อเสียงเพื่อความสำเร็จคือกำไร สรุป ผู้ประกอบการ หมายถึง บุคคลที่ริเริ่มในการก่อตั้งธุรกิจและดำเนินธุรกิจโดยใช้ เงินทุนรวมถึงการบริหารงานด้วยตนเองเพื่อมุ่งหวังผลกำไร และสามารถยอมรับในความเสี่ยงทาง ธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดหวัง 1. สาระสำคัญ 2. ความหมายของการเป็นผู้ประกอบการ
50 1. ความหมายของธุรกิจ (Business) สมคิด บางโม ได้ให้ความหมายของธุรกิจไว้ว่า ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่องของมวลมนุษย์ที่เกี่ยวกับการผลิต การแลกเปลี่ยนการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยมี จุดหมายที่จะแสวงหากำไรจากการประกอบธุรกิจนั้น ๆ ถนอม สง่าพงษ์ ได้ให้ความหมายของธุรกิจไว้ว่า ธุรกิจ หมายถึง ความพยายามที่เป็น แบบแผนของนักธุรกิจในการผลิตและขายสินค้าหรือบริการ เพื่อสนองความต้องการของสังคมโดย มุ่งหวังกำไร นอกจากนี้เป็นความพยายามที่จะประกอบธุรกิจตามความถนัด เพื่อให้ประสบ ความสำเร็จได้ตามเป้าหมายโดยการจัดการอย่างเป็นแบบแผน และสนองตามความต้องการของ ลูกค้าได้ ทวี บัวทอง และพวก ได้ให้ความหมายของธุรกิจไว้ว่า ธุรกิจ หมายถึง การประกอบ กิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างโดยคน ๆ เดียวหรือหลายคน และมีวัตถุประสงค์ในการ แสวงหากำไร วินัยชาญ สรรพโรจน์พัฒนา (2560 : 1) ได้ให้ความหมายของธุรกิจไว้ว่า ธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมที่คนหรือกลุ่มคนทำเป็นประจำเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็นหรือของมีค่า กับค่าตอบแทนที่เป็นผลกำไร โดยที่สิ่งของจำเป็นหรือของมีค่าแต่จับต้องไม่ได้ กิจกรรมประจำนั้น คือ การประกอบธุรกิจ หรือที่เราเรียกว่า การทำธุรกิจ และคนหรือกลุ่มคนที่ทำกิจกรรมนี้เรียกว่า ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจกรรมนี้เอง นุตประวีณ์ เลิศกาญจนวัติ และคณะ (2554 : 3) ได้ให้ความหมายของธุรกิจไว้ว่า ธุรกิจ (Business) หมายถึง กระบวนการของกิจการทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์เป็นระบบและอย่างต่อเนื่องใน ด้านการผลิต การซื้อขายแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะได้กำไรหรือ ผลตอบแทนจากกิจกรรมนั้น สรุป ธุรกิจ หมายถึง การประกอบกิจการที่เกี่ยวกับการผลิต การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน เกี่ยวกับสินค้าและบริการ โดยมุ่งหวังกำไรหรือผลตอบแทนซึ่งอาจจะประกอบกิจการอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่าง และจะดำเนินกิจการคนเดียวหรือหลายคน 2. ประเภทของธุรกิจ การประกอบธุรกิจสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ซึ่งอาจจะแบ่งตามลักษณะการ ดำเนินงาน แบ่งตามลักษณะความเป็นเจ้าของ แบ่งตามลักษณะของการประกอบการธุรกิจ แบ่ง ตามลักษณะการจัดจำหน่ายสินค้า เป็นต้น ซึ่งในการจะแบ่งตามลักษณะใดนั้นขึ้นอยู่กับแนวคิดที่ แตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไปการประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มักจะแบ่งตามลักษณะของสินค้าและ การได้มาของสินค้า ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบใหญ่ ๆ ดังนี้ 2.1 ประเภทธุรกิจการผลิตสินค้าหรือธุรกิจอุตสาหกรรม (Industry/Manufacturing) เป็น ธุรกิจที่ดำเนินการผลิตสินค้าและบริการจากทรัพยากรหรือการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป 3. ความหมาย ประเภทและองค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ