The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลักษณะรายวิชา
1. ชื่อวิชา ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ รหัสวิชา 20001-1003
2. ระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
3. จำนวนหน่วยกิต 2 หน่วยกิต / (1ท – 2ป – 2น) เวลาเรียน 2 คาบ/สัปดาห์
4. หมวดวิชา ทักษะวิชาชีพ กลุ่มสมรรถนะ ทักษะวิชาชีพพื้นฐาน

5. จุดประสงค์รายวิชา
1. เข้าใจเกี่ยวกับหลักการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ ธุรกิจและการเป็น ผู้ประกอบการ หลักการจัดการการเงิน หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตเบื้องต้น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. สามารถจัดทำแผนธุรกิจอย่างง่าย โดยประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิต
3. มีเจตคติที่ดีต่อการเป็นผู้ประกอบการ และมีกิจนิสัยในการทำงานด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ ขยัน ประหยัด และอดทน

6. สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ หลักการจัดการการเงิน หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตเบื้องต้น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. จัดทำแผนธุรกิจอย่างง่าย
3. ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการวางแผนและดำเนินงาน
4. ประยุกต์ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในการวางแผนและดำเนินงาน

7. คำอธิบายรายวิชา
ศึกษา และปฏิบัติเกี่ยวกับการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพการออมและกาลงทุน ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ การจัดหาและวางแผนทางการเงิน กฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ รูปแบบและการจัดทำแผนธุรกิจ หลักเบื้องต้นในบริการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กรและการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aom22sin2546, 2023-01-13 02:15:12

หนังสือรายวิชาธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

ลักษณะรายวิชา
1. ชื่อวิชา ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ รหัสวิชา 20001-1003
2. ระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
3. จำนวนหน่วยกิต 2 หน่วยกิต / (1ท – 2ป – 2น) เวลาเรียน 2 คาบ/สัปดาห์
4. หมวดวิชา ทักษะวิชาชีพ กลุ่มสมรรถนะ ทักษะวิชาชีพพื้นฐาน

5. จุดประสงค์รายวิชา
1. เข้าใจเกี่ยวกับหลักการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ ธุรกิจและการเป็น ผู้ประกอบการ หลักการจัดการการเงิน หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตเบื้องต้น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. สามารถจัดทำแผนธุรกิจอย่างง่าย โดยประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิต
3. มีเจตคติที่ดีต่อการเป็นผู้ประกอบการ และมีกิจนิสัยในการทำงานด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ ขยัน ประหยัด และอดทน

6. สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพ ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ หลักการจัดการการเงิน หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตเบื้องต้น และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. จัดทำแผนธุรกิจอย่างง่าย
3. ประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการวางแผนและดำเนินงาน
4. ประยุกต์ใช้หลักการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในการวางแผนและดำเนินงาน

7. คำอธิบายรายวิชา
ศึกษา และปฏิบัติเกี่ยวกับการวางแผนเป้าหมายชีวิตด้วยวงจรควบคุมคุณภาพการออมและกาลงทุน ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ การจัดหาและวางแผนทางการเงิน กฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ รูปแบบและการจัดทำแผนธุรกิจ หลักเบื้องต้นในบริการบริหารงานคุณภาพและเพิ่มผลผลิตในองค์กรและการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ

51 พร้อมจำหน่ายหรือพร้อมอุปโภค บริโภค เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป การผลิตสบู่ การผลิต รถยนต์ เป็นต้น 2.2 ธุรกิจการจัดจำหน่ายหรือธุรกิจซื้อมาขายไป (Distribution Business/Business to buy) เป็นธุรกิจที่ดำเนินการซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายโดยซื้อมาอย่างไรจะจำหน่ายไปอย่างนั้น ซึ่ง การจำหน่ายสินค้าอาจจะจำหน่ายในรูปแบบใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายปลีก การจำหน่ายส่ง การจำหน่ายออนไลน์ การจำหน่ายแบบไดรเลคเซลล์ เป็นต้น 2.3 ธุรกิจบริการ (Service) เป็นธุรกิจที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อื่นหรือการขายความรู้ ความสามารถ ขายความพึงพอใจให้กับลูกค้า เช่น ธุรกิจเสริมสวย ธุรกิจซ่อมรถยนต์ ธุรกิจล้างรถ ธุรกิจท่องเที่ยว ฯลฯ 3. องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อ กัน ซึ่งประกอบด้วย 5 อย่าง ดังนี้ 3.1 การค้าขาย (Commerce) คือ การทำธุรกรรมในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หากผู้ขายต้องการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจผู้ขายจะต้องทราบความ ต้องการของลูกค้าและจัดหาสินค้าให้ตรงตามความต้องการและผู้ซื้อมีความพึงพอใจในสินค้าและ บริการนั้น ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ขายมีกำไรจากการค้าด้วย 3.2 กำไร (Profitability) คือ เป้าหมายหลักของธุรกิจหรือผลตอบแทนจากการทำธุรกิจที่ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย 3.3 เงินทุน (Capital) คือ ปัจจัยหลักที่ใช้ในการดำเนินการก่อตั้งธุรกิจ ขยายธุรกิจ และ เป็นเงินหมุนเวียนในธุรกิจ ดังนั้นเงินทุนจึงเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่เป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจจะ ขาดหรือเสียไม่ได้จะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักทันที 3.4 ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) คือ ความไม่แน่นอนทางธุรกิจซึ่งอาจเกิดจาก การดำเนินงานและส่งผลให้ธุรกิจไม่ได้รับผลตอบแทนตามวัตถุประสงค์หรือทำให้ธุรกิจมีผลการ ดำเนินงานขาดทุน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น การทุจริต การบริหารงานที่ไม่มี ประสิทธิภาพ สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราดอกเบี้ยผันผวน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า และเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา เป็นต้น 3.5 การบริหารจัดการ (Management) คือ การบริหารจัดการโดยการนำความรู้ความ ชำนาญและประสบการณ์ทางธุรกิจมาวางแผนในการบริหารเงินทุน บริหารทรัพย์สินและบุคลากรใน องค์กรให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด เป้าหมายของการประกอบธุรกิจแบ่งออกเป็นเป้าหมายใหญ่ ๆ 4 ประการ คือ 1. กำไร คือ เป้าหมายหลักหรือเป้าหมายสูงสุดที่ผู้ดำเนินธุรกิจทุกคนต้องการ ดังนั้นการ คำนวณหากำไรสามารถคำนวณได้จากยอดขายหักต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดย เขียนเป็นสมการได้ดังนี้ 4. เป้าหมายของการประกอบการ กำไรจากการดำเนินงาน = ยอดขาย – ต้นทุนขาย – ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน


52 2. ความต่อเนื่องของธุรกิจหรือความยั่งยืนของธุรกิจ เป็นเป้าหมายหลักรองจากกำไรที่ ผู้ลงทุนคาดหวังจะเห็นธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค หรือเลิกกิจการ 3. ความก้าวหน้าของธุรกิจ เมื่อการดำเนินธุรกิจมีกำไรและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่าง ต่อเนื่องและยั่งยืนแล้ว เป้าหมายถัดไปของผู้ลงทุนคือ ต้องการเห็นธุรกิจมีความเจริญก้าวหน้า มีการเพิ่มหรือขยายกิจการ หรือขยายการลงทุนเพิ่มไปอีกเรื่อย ๆ 4. คืนประโยชน์สู่สังคม เมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายที่ 1 เป้าหมาย ที่ 2 และเป้าหมายที่ 3 แล้วถัดมาคือ กิจการต้องหันกลับมาพัฒนาภายในหรือสภาพแวดล้อมของ กิจการซึ่งอาจจะเป็นสำนักงาน ตัวผลิตภัณฑ์ ดูแลสิ่งแวดล้อม พัฒนาสวัสดิการให้แก่พนักงาน ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการคืนประโยชน์สู่สังคมทั้งสิ้น การเป็นผู้ประกอบการแตกต่างจากการเป็นผู้จัดการ ดังนี้ ผู้ประกอบการ เป็นผู้ที่เริ่มก่อตั้ง กิจการค่อยกำกับบริหารจัดการสร้างแนวคิดวิธีการเพื่อให้การดำเนินงานของธุรกิจมีผลกำไรตามที่ ได้วางเป้าหมายไว้ ผู้จัดการ อาจจะเป็นผู้ประกอบการหรือไม่เป็นผู้ประกอบการก็ได้หรืออาจจะ เป็นผู้ที่ได้รับการว่าจ้างจากผู้ประกอบการเพื่อมาบริหารจัดการกิจการแทน ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการกับผู้จัดการ ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ผู้จัดการ (Manager) 1. บุคคลที่ก่อตั้งธุรกิจใหม่ 1. เป็นผู้กำกับดูแลกิจการ 2. เป็นบุคคลที่มุ่งแสวงหาโอกาสหรือพยายาม สร้างสรรค์โอกาสต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นหรือที่มีอยู่ แล้วให้เป็นไปตามเป้าหมาย 2. เป็นผู้บริหารทรัพยากรต่าง ๆ ในกิจการ เพื่อให้ การดำเนินงานของกิจการมีประสิทธิภาพ เช่น บุคลากร เครื่องมือเครื่องใช้ และวัตถุดิบ เป็นต้น ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการกับผู้จัดการ (ต่อ) ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ผู้จัดการ (Manager) 3. ยอมรับความเสี่ยงเพื่อแลกกับกำไร 3. ทำหน้าที่บริหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและ ความมั่นคงของธุรกิจให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและราบรื่น 5. ข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการกับผู้จัดการ


53 4. เป็นผู้ก่อตั้งหรือให้กำเนิดกิจการ หรือที่ เรียกว่า “เถ้าแก่” เป็นผู้นำต่อยอดความคิด กระทั่งสามารถก่อตั้งกิจการได้ และประสบ ความสำเร็จได้รับผลตอบแทนตาม วัตถุประสงค์และยอมรับความเสี่ยงได้ หากไม่ประสบความสำเร็จ 4. ทำหน้าที่บริหาร กำกับดูแลและควบคุม กิจการ ซึ่งอาจจะเป็นคนเดียวหรือคนละคนกับ ผู้ประกอบการก็ได้ การเป็นผู้ประกอบการก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการควรศึกษาความน่าจะเป็นและภาระงานที่ จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานให้ละเอียดรอบคอบว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ผู้ประกอบการยอมรับ ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่เพียงใด ดังนั้นก่อนการตัดสินใจควรเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย ของการเป็นผู้ประกอบการ ดังนี้ ตารางเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ ข้อดี ข้อเสีย 1. มีความเป็นอิสระเรื่องเวลาในการทำงาน สามารถกำหนดเวลาได้ด้วยตนเอง เช่น การ ลา 1. อาจต้องทำงานหนักตลอดเวลาไม่มีวันหยุด เลยในช่วงที่กิจการยังไม่มั่นคงหรือช่วงเริ่ม กิจการใหม่ ๆ 2. ผลตอบแทนที่ได้รับไม่ต้องแบ่งปันผู้อื่น ผลตอบแทนจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความสามารถและความขยันอดทนของตนเอง 2. กรณีที่การดำเนินงานเกิดข้อผิดพลาดหรือ เกิดผลขาดทุน แทนที่จะได้รับผลตอบแทน อาจจะต้องสูญเสียเงินออม 3. มีเสรีทางความคิด สามารถสร้างสรรค์ ผลงานหรือชื่อเสียงตามผลงานของตนเอง 3. ต้องมีความรับผิดชอบสูงในด้านการบริหาร จัดการองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน เรื่องงาน ต่าง ๆ ฯลฯ 4. เป็นนายตนเอง ไม่ต้องขึ้นกับใครไม่ต้องอยู่ใต้ บังคับบัญชาของใคร 4. งานทุกอย่างต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองไม่ว่า จะเป็นงานถนัดหรือไม่ถนัดก็ตาม หรือชอบ หรือไม่ชอบก็ตาม 6. ข้อดีและข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ


54 การเป็นผู้ประกอบการเมื่อดำเนินธุรกิจแล้วผู้ประกอบการทุกคนไม่ได้ประสบความสำเร็จ ทั้งหมดอาจประสบความล้มเหลวบ้างประสบความสำเร็จบ้างขึ้นอยู่ปัจจัยหลายอย่าง แต่มีปัจจัยที่ สำคัญอยู่ปัจจัยหนึ่ง คือ คุณสมบัติของผู้ประกอบการ เพราะส่วนใหญ่การดำเนินธุรกิจจะประสบ ความสำเร็จหรือประสบความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจนั้นล้วนเกิดจากผู้ประกอบการหรือเจ้าของ กิจการเป็นอันดับแรก คุณสมบัติของผู้ประกอบการมีดังนี้ 1. คุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 1.1 มีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่า คือ ผู้ประกอบการต้องมี ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เสมอ เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงสินค้าหรือบริการที่มีอยู่ให้เกิด ประโยชน์และเป็นที่ต้องการของตลาด 1.2 มีความกล้าเสี่ยงและกล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผล คือ การเป็นผู้ประกอบการทุกคน ต้องกล้ายอมรับในความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในธุรกิจได้ และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความมั่นใจ ตนเองว่าสามารถนำพาธุรกิจไปได้ มีความคิดริเริ่ม มองการณ์ไกล สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์ สภาวะการตลาด สภาพทั่วไปได้ รู้จักติดตามข่าวสาร สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อนำมาปรับกล ยุทธ์ในการดำเนินกิจการไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย 1.3 มีภาวะผู้นำ มีทักษะในการบริหารจัดการและด้านความคิด คือ ผู้ประกอบการ มีหน้าที่หลักในการบริหาร กำหนดนโยบายหลักและกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์กร ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องมีความสามารถในการวางระบบการบริหารบุคคลและบริหารงานควบคู่กันไป 1.4 มีความเป็นอิสระและไม่ชอบอยู่ใต้บังคับบัญชาผู้ใด คือ ผู้ประกอบการต้องเป็นคน ที่ทันต่อเทคโนโลยี ทันต่อเหตุการณ์บ้านเมืองเหตุการณ์โลก เป็นบุคคลที่ต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง เป็นผู้ที่มีอิสระทางด้านความคิด รู้จักการบูรณาการ เป็นต้น 2. คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย 2.1 มีเป้าหมายชัดเจน คือ ผู้ประกอบการต้องตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าจะ ประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจโดยมีการวางแผน ปฏิบัติงาน ติดตามและประเมินผลเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ (PDCA) ดังนั้นผู้ประกอบการจึง ต้องมีความขยัน อดทน ไม่ย่อท้อแม้จะมีอุปสรรคใด ๆ 2.2 มีความมั่นใจในตนเอง คือ ผู้ประกอบการต้องเป็นบุคคลที่ไม่กลัวที่จะต่อสู้กับ อุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ เพราะคุณสมบัติข้อนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคลากรที่ร่วม ปฏิบัติงานด้วย ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการและบุคลากรที่ร่วมปฏิบัติงานมีความมั่นใจในตนเองโอกาส ในการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายสูงก็ทำให้กิจการประสบความสำเร็จได้เร็วและสูงกว่า ผู้ประกอบการที่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง 2.3 กล้าเสี่ยงและกล้าตัดสินใจ คือ ในการเป็นผู้ประกอบการสิ่งที่ควบคู่กันมาเมื่อเริ่ม ดำเนินกิจการคือความเสี่ยง ดังนั้นผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวนั้นปัจจัย สำคัญประการหนึ่ง คือ การตัดสินใจที่รวดเร็วและดีต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ของ 7. คุณสมบัติของผู้ประกอบการ


55 ผู้ประกอบการเพื่อจะนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลว เช่น การลดต้นทุนอย่างไร เพื่อลดค่าใช้จ่าย การขยายกิจการ เป็นต้น 2.4 มีการวางแผนที่เป็นระบบ คือ ในเชิงธุรกิจหรือการเป็นผู้ประกอบการการวางแผน ที่เป็นระบบเรียกว่า แผนธุรกิจ (Business Plan) เพราะแผนธุรกิจเปรียบเสมือนเข็มทิศหรือแผนที่ ในการเดินทางของธุรกิจที่จะทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ปฏิบัติงานไม่หลงทาง เนื่องจากในแผนธุรกิจ จะมีตัวกำหนดทิศทางการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจว่าทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด โดย ใคร ต้องใช้งบประมาณเท่าใดและจะได้ผลอย่างไร ดังนั้นในการที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ได้ตามเป้าหมายนั้นผู้ประกอบการต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจให้ชัดเจนเพื่อช่วยให้สามารถวิเคราะห์ สถานการณ์ที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นอนาคตได้ 2.5 มีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ การดำเนินธุรกิจทุกประเภทต้องเกี่ยวข้องกับ คนหลายประเภทหลายแบบหลายฝ่าย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีความซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบ สูงมาก เพราะหากเสียชื่อเสียงอาจทำให้ธุรกิจประสบความล้มเหลวได้ 2.6 มีสุขภาพและวัยที่เหมาะสมในการทำงาน การเป็นผู้ประกอบการนั้นผู้ประกอบการ ต้องเป็นบุคคลที่มีสุขภาพดี แข็งแรงและมีความมั่นคงทางอารมณ์ เนื่องจากเมื่อเจอปัญหาใด ๆ ก็สามารถเผชิญกับปัญหาและแก้ไขได้ 2.7 มีงบประมาณในการลงทุนและสามารถบริหารเงินได้ การเป็นผู้ประกอบการนั้นควร นำเงินออมที่เหลือสำหรับการลงทุนในเริ่มแรกและต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อไว้เป็นทุนหมุนเวียนใน กิจการ และผู้ประกอบการควรมีความรู้หรือต้องมีการพัฒนาทักษะความรู้เรื่องการเงินและบัญชี รู้ วิธีการตรวจสอบฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการ ไม่ควรปล่อยให้พนักงานบัญชี ดำเนินการเพียงลำพัง 2.8 มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี การมีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์หรือมีทักษะในการประสานงาน ทั้งภายในและภายนอกองค์การ มีทักษะการสื่อสาร มีภาวะผู้นำ การถ่ายทอดงาน สิ่งเหล่านี้เป็น ทักษะสำคัญสำหรับผู้ประกอบการเพราะจะทำให้การดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นสามารถ สร้างเครือข่ายได้ดีมีประโยชน์ต่อธุรกิจการค้า 2.9 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการควรมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ แปลก ๆ รวมทั้งมีกระบวนการผลิต การตลาดและการบริหารจัดการทรัพยากรที่ทันต่อเทคโนโลยี ไม่ลอกเลียนแบบบุคคลอื่น 2.10 มีความรู้ด้านเทคนิค ผู้ประกอบการควรมีความรู้ความชำนาญและหาความรู้ เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับเทคนิคการปฏิบัติงาน การผลิต การออกแบบสินค้าและบริการ เพื่อให้มีการพัฒนาสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ ๆ และทันยุคทันสมัยตลอดเวลา 2.11 มีการจัดองค์กรที่เหมาะสม การบริหารจัดการองค์กรควรมีสายงานการบังคับ บัญชาที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อนเหมาะสมกับกิจการ เหมือนกับมีคำกล่าวไว้ว่า “ใช้งานให้ถูกกับคนใช้คน ให้ถูกกับงาน” และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ขององค์กร 3. คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสบความล้มเหลว ประกอบด้วย 3.1 ขาดประสบการณ์และความชำนาญ ผู้ประกอบการไม่มีประสบการณ์และไม่มี ความรู้ความชำนาญด้านการบริหารธุรกิจ บริหารคน บริหารเงินและบริหารทรัพยากร เป็นต้น ทำ ให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและประสบกับความล้มเหลวได้ง่าย


56 3.2 ขาดการกำกับและติดตาม เมื่อผู้ประกอบการเปิดกิจการแล้วปล่อยปละละเลย ไม่ลงไปควบคุมกำกับดูและติดตามด้วยตนเอง อาจทำให้เกิดความเสียหายมาสู่ธุรกิจได้ 3.3 ขาดความรู้และทักษะด้านการตลาด ผู้ประกอบการไม่ศึกษาความต้องการทางการ ตลาดของลูกค้าหรือไม่เข้าใจความต้องการของลูกค้า ไม่มีตลาดทำให้ลูกค้าน้อยไม่คุ้มกับเงินทุนที่ลง หรือขายสินค้าไม่ได้ ขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือสินค้าและบริการไม่มีคุณภาพสู้คู่แข่งขัน ทางการตลาดไม่ได้ 3.4 ขาดทักษะการบริหารหนี้ ผู้ประกอบการต้องมีทักษะและความรู้ในการบริหาร ลูกหนี้และเจ้าหนี้ เพื่อไม่เกิดหนี้เสีย 3.5 ขาดประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ ผู้ประกอบการต้องมีความรู้และทักษะใน การบริหารทรัพยากรด้วย เพราะเนื่องจากในบางครั้งหากกิจการมีสินทรัพย์บางประเภทในกิจการ มากหรือน้อยเกินไป ทำให้มีผลต่อสภาพคล่องทางธุรกิจและการเงิน เช่น มีเครื่องจักรมากเกินกว่า สินค้าที่จะผลิตทำให้เงินทุนที่นำไปซื้อสินทรัพย์จมส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ เป็นต้น 3.6 มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น ไม่มีการควบคุมค่าใช้จ่ายในกิจการทำให้มีค่าใช้จ่าย เกินความจำเป็น เช่น ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง เงินเดือนพนักงาน เป็นต้น 3.7 การบริหารสินค้าคงคลัง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจการหากผู้ประกอบการ ขาดประสบการณ์ในการบริหารสินค้าคงคลังปล่อยให้มีสินค้าคงคลังมากหรือน้อยเกินไปไม่กำหนด จุดสั่งซื้อ หรือเป็นสินค้าเสื่อมคุณภาพ ไม่ทันสมัย ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้เงินทุนจม หรือ สินค้าขาดตลาดลูกค้าเกิดการเบื่อหน่ายหันไปสั่งสินค้าจากกิจการอื่นแทนได้ 3.8 ทำเลที่ตั้ง การเลือกทำเลที่ตั้งเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นจุดขายสำคัญอย่างหนึ่งของ กิจการ ทำให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายในการมาติดต่อกิจการ เช่น สถานที่จอดรถ ที่ตั้งห่างไกล ชุมชน เป็นต้น 3.9 บุคลิกภาพส่วนตัวของผู้ประกอบการ บางครั้งบุคลิกภาพส่วนตัวของผู้ประกอบการ อาจทำให้เป็นอุปสรรคและทำให้ประสบความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจได้เช่นกัน เช่น เป็นคน อ่อนแอ กลัวปัญหา บริหารเวลาไม่เป็น นำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงาน ไม่สามารถแก้ปัญหา ด้วยตนเองได้ มีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น วิสัยทัศน์แคบ ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่ชัดเจน เป็นต้น


57 การเริ่มต้นธุรกิจของผู้ประกอบการแต่ละรายมีความเป็นมาและลักษณะที่แตกต่างกันไปตาม สภาพของบุคคล เช่น ผู้ประกอบการบางคนก่อตั้งธุรกิจด้วยตนเอง บางคนสืบทอดมรดกจากธุรกิจ ครอบครัว บางคนซื้อกิจการต่อจากบุคคลอื่น เป็นต้น แต่ไม่ว่าการเริ่มต้นของธุรกิจของ ผู้ประกอบการจะมีความเป็นมาและลักษณะอย่างไรก็ตามในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษากระบวนการเริ่มต้นทำธุรกิจให้เข้าใจเพื่อเตรียมการก่อตั้ง ธุรกิจได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ กระบวนการเริ่มต้นธุรกิจประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การแสวงหาธุรกิจ การประกอบธุรกิจมีมากมายหลายประเภทดังนี้ผู้ประกอบการต้องศึกษาและสำรวจโอกาส ด้วยตนเอง หาแนวทางและโอกาสทางธุรกิจตามแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ เช่น จากความรู้และ ประสบการณ์ งานประจำที่ทำ งานอดิเรก งานแสดงสินค้า งานนิทรรศการสินค้า สภาพแวดล้อม ในชุมชนและสังคมที่ใกล้เคียง ความถนัด ความชอบ ความสามารถพิเศษ หนังสือตำราต่าง ๆ อินเตอร์เน็ต ขอคำปรึกษาจากบุคคลหรือหน่วยงานที่ให้คำแนะนำทางธุรกิจ เช่น กรมส่งเสริม อุตสาหกรรม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เป็นต้น ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการต้องรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นหรือคัดกรองข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประกอบการตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจ เช่น ข้อมูลทางการตลาด กลุ่มเป้าหมาย ทำเลที่ตั้ง สาธารณูปโภค คู่แข่งขันทางธุรกิจ ข้อมูลทางการเงินและผลตอบแทน แหล่งที่มาของเงินทุน จุดคุ้มทุน ระยะเวลาคืนทุน ประมาณการรายได้และประมาณการรายจ่ายใน การลงทุน และที่สำคัญคือความต้องการทางการตลาดของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนที่ 3 การตัดสินใจ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะเมื่อผู้ประกอบการได้ข้อมูลครบถ้วนเพียงพอแล้ว ผู้ประกอบการต้องตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจว่าจะทำธุรกิจอะไร แบบไหนและใช้วิธีการใด แต่ที่ สำคัญที่สุดในการตัดสินใจผู้ประกอบการต้องแน่ใจว่าธุรกิจที่เลือกนั้นเหมาะสมกับตนเอง ดังนั้น ปัจจัยในการพิจารณาว่าผู้ประกอบการจะเลือกธุรกิจใดที่เหมาะสมกับตนเองนั้นให้พิจารณาดังนี้ - ประการแรกต้องเป็นธุรกิจที่ตนเองชอบหรือเกี่ยวข้อง - วิเคราะห์ความต้องการของตลาด โดยดูจากสภาพปัญหาและสิ่งแวดล้อมของชุมชนที่จะไปตั้ง - โอกาสในการประกอบธุรกิจ ดูว่าธุรกิจที่จะดำเนินการอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลงมีโอกาส ที่จะเจริญเติบโตหรือไม่ หรือตลาดมีความอิ่มตัวแล้ว - ทักษะและความสามารถพิเศษ ควรประเมินทักษะความสามารถของตนเองว่ามีด้านใดบ้างที่ จำเป็นต้องใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ หากด้านใดยังด้อยอยู่ให้หาวิธีการพัฒนาปรับปรุงและแก้ไข เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกธุรกิจแบบไหน ต่อไปก็ต้องมาดูว่าผู้ประกอบการจะ เริ่มต้นธุรกิจอย่างไร ซึ่งวิธีการเริ่มต้นธุรกิจมีหลายวิธี เช่น การเริ่มก่อตั้งธุรกิจใหม่ การซื้อธุรกิจจาก บุคคลอื่น การซื้อเฟรนไซส์ เป็นต้น การที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจเลือกวิธีการใดนั้นผู้ประกอบการ 8. กระบวนการเริ่มต้นธุรกิจ


58 ต้องศึกษาข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธีให้รอบคอบ รวมทั้งให้พิจารณาศักยภาพและข้อจำกัดของ ตัวผู้ประกอบการเองด้วยเพื่อให้ได้ธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเองให้มากที่สุด นอกจากนั้นผู้ประกอบการ ควรศึกษาด้วยว่าในการดำเนินธุรกิจควรจะจัดตั้งเป็นกิจการประเภทใด เช่น กิจการประเภทเจ้าของ คนเดียว กิจการห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท เป็นต้น เพราะกิจการแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสีย รวมถึงข้อกฎหมายและผลตอบแทนที่ได้รับแตกต่างกัน แนวคิดในการเลือกธุรกิจที่เหมาะสม 1. พิจารณาอย่างรอบคอบและรอช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมไม่เร่งรีบ ต้องอาศัยทักษะและ ประสบการณ์จึงจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ง่าย 2. ไม่ควรเลือกธุรกิจที่ท้าทายมาก เพราะเมื่อท้าทายมากความเสี่ยงก็มีสูง ควรเลือกธุรกิจที่ มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป มีความมั่นคง 3. เลือกธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว มีตลาดที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้ 4. เลือกธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายมากและกว้างมีแนวโน้มในการเติบโต 5. ผู้ประกอบการต้องมีความอดทนในการหาข้อมูลทางการตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูล อย่างรอบคอบ ขั้นตอนที่ 4 การวางแผนการดำเนินงาน ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการกำหนดวิธีการทำงานโดยการจัดทำแผนการทำงานทุกด้าน เช่น แผนการเงิน แผนการขาย แผนการตลาด แผนการจัดการในองค์กร แผนการดำเนินงาน การ กำหนดเป้าหมายการทำงาน แนวทางการดำเนินงาน กิจกรรมและวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุ ตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายอย่างชัดเจน จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายพร้อม ทั้งกำหนดระยะเวลาเสร็จสิ้นของแต่ละเป้าหมาย เช่น หากต้องการเปิดร้านมินิมาร์ท เป้าหมายแรก คือ การเปิดร้านมินิมาร์ท เป้าหมายที่ 2 คือ กำหนดเปิดให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 6 เดือน ดังนั้น หากจะสร้างตัวอาคารร้านใหม่ก็ต้องให้แล้วเสร็จทันตามเวลารวมถึงการตกแต่งภายในร้าน เพราะ ภายใน 6 เดือน คือการเปิดร้านใหม่ซึ่งในเป้าหมายที่ 2 มากำหนดเป้าหมายแยกย่อยอีกครั้งก็จะ ชัดเจนมากขึ้น เช่น ก่อสร้างอาคารร้านให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ถัดมาตกแต่งร้านให้แล้วเสร็จ ภายใน 1 เดือน เป้าหมายถัดมาสั่งซื้อสินค้าเข้าร้านให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และเป้าหมาย สุดท้ายจัดร้านให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน 2. กำหนดแนวทางการทำงาน เพื่อเป็นกรอบและแนวทางให้ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้เป็นไป ในแนวทางเดียวกันและเกิดผลตามที่ต้องการ 3. กำหนดวิธีการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ 4. เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนที่ 5 การลงมือประกอบธุรกิจ เมื่อมีการวางแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือ การลงมือ ปฏิบัติงานตามสิ่งที่ได้วางแผนไว้ ดังนี้ - การเลือกทำเลที่ตั้ง เลือกทำเลที่ตั้งตามกลุ่มเป้าหมายโดยดูว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่จุดใด มากควรไปตั้งที่จุดนั้น แต่ต้องความสะดวกในด้านการคมนาคมและมีที่จอดรถด้วย


59 - การสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบ ต้องมีความรอบคอบและสั่งในจำนวนที่เหมาะสมตามจำนวน จุดสั่งซื้อที่กำหนดไว้ มีการตรวจนับสินค้าและตรวจสอบคุณภาพของสินค้าหรือวัตถุดิบ มีความ รอบคอบในการทำสัญญาข้อตกลงกับคู่ค้า - การระดมเงินทุน ต้องรวบรวมเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ และต้องมี เงินทุนหมุนเวียนคล่องตัว พร้อมทั้งมีเงินสำรองไว้ยามฉุกเฉินด้วย - ศึกษาปัญหาและการแก้ปัญหาธุรกิจ เมื่อเกิดปัญหาจากการดำเนินงานผู้ประกอบการต้อง หาสาเหตุให้เจอและแก้ไขปัญหาได้ เช่น การปรับกระบวนการทำงาน การพัฒนาความสามารถของ บุคลากร เป็นต้น ผู้ประกอบการคือผู้เริ่มก่อตั้งธุรกิจซึ่งอาจจะได้มาแบบใดก็ได้และมีการดำเนินธุรกิจโดยใช้ เงินทุนของตนเองในการบริหารงานสามารถยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินธุรกิจของ ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบตามความถนัดและสามารถของผู้ประกอบการซึ่ง ผู้ประกอบการจะดำเนินธุรกิจใดก็ตามควรมีความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการประกอบธุรกิจนั้น อย่างชัดเจน และในการเลือกธุรกิจผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อดีและข้อเสียของแต่ละธุรกิจให้ ละเอียดรอบคอบที่สำคัญต้องดูด้วยว่าตนเองมีคุณสมบัติในการเป็นผู้ประกอบการหรือไม่เพื่อให้ธุรกิจ ที่ดำเนินการประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย ในการเปิดดำเนินธุรกิจผู้ประกอบการต้องศึกษา กระบวนการเริ่มต้นธุรกิจและมีการวางแผนให้ครอบคลุมเพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพและ ประสบความสำเร็จและที่สำคัญผู้ประกอบการต้องจัดทำแผนธุรกิจแบบสมบูรณ์ คือ มีครบทุกแผน และในการดำเนินธุรกิจต้องเป็นไปตามแผน ต้องหมั่นติดตามตรวจสอบธุรกิจอย่างสม่ำเสมอเพราะ หากธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนจะได้หาวิธีการปรับเปลี่ยนได้ทันเหตุการณ์ และทำให้การบริหารจัดการ ธุรกิจดำเนินการต่อไปอย่างยั่งยืน สรุป


60 คำสั่ง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1 จงอธิบายความหมายของผู้ประกอบการ ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................. .................................. ................................................................................................ ............................................................... 2. ขั้นตอนการประกอบธุรกิจมีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง ............................................................................................................................. .................................. ................................................................................................ ............................................................... ............................................................................................................................................................... 3. ให้บอกลักษณะบุคลิกภาพของผู้ประกอบการที่ทำให้การประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จ ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... 4. ให้บอกลักษณะบุคลิกภาพของผู้ประกอบการที่ทำให้การประกอบธุรกิจประสบความล้มเหลว ............................................................................................................................. .................................. .............................................................................................................................. ................................. ............................................................................................................................................................... 5. องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจมีกี่อย่าง อะไรบ้าง ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... 6. คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ประกอบการมีอะไรบ้าง ........................................................................................................................... .................................... ............................................................................................................................. .................................. ......................................................................................................................................... ...................... 7. การเป็นผู้ประกอบการที่ดีมีอะไรบ้าง ให้บอกมาอย่างน้อย 5 ข้อ ............................................................................................................................. .................................. ................................................................................................ ............................................................... ............................................................................................................................................................... 8. ธุรกิจ หมายถึงอะไรจงอธิบายพอสังเขป ............................................................................................................................. ..................................


61 ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... 9. จงบอกความสำคัญของธุรกิจอย่างละเอียด ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... 10. จงบอกข้อดีและข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................................


62 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. Entrepreneurs มีความหมายตรงกับข้อใด ก. การประกอบธุรกิจ ข. นักลงทุน ค. ผู้ประกอบการ ง. การค้าขาย 2. ข้อใดคือ ข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ ก. เสี่ยงต่อการตกงาน ข. ทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของผู้อื่น ค. ทำงานหนักไม่มีวันหยุด ง. มีอิสระมากเกินไป 3. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ ก. มีความเชื่อมมั่นในตนเอง ข. ประหยัด อดออม ค. เรียนรู้ตลอดชีวิต ง. ต้องรู้จักผู้มีอิทธิพล 4. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจ ก. ความเสี่ยงทางธุรกิจ ข. ผลกำไร ค. การค้าขาย ง. ประโยชน์สู่สังคม 5. ข้อใดคือขั้นตอนแรกของการเริ่มต้นทำธุรกิจ ก. การระดมเงินทุน ข. การเลือกธุรกิจ ค. การเลือกทำเลที่ตั้ง ง. การแสวงหาโอกาส 6. สิ่งสำคัญที่สุดในการวัดความสำเร็จของผู้ประกอบการคือ ก. การเสียภาษีให้รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข. สร้างประโยชน์ให้สังคมมากที่สุด ค. ความพึงพอใจของลูกค้า ง. เป็นเจ้าของกิจการ


63 7. ข้อใดเป็นส่วนประกอบสำคัญของความหมายของผู้ประกอบการ ก. ความเสี่ยง ข. กำไร ค. การตลาด ง. เป็นเจ้าของกิจการ 8. ข้อใดคือหน้าที่ที่สำคัญของผู้ประกอบการ ก. เป็นผู้นำเงินมาลงทุน ข. เป็นผู้นำนวัตกรรมมาใช้ ค. เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของกิจการ ง. เป็นผู้จัดการ 9. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ก. ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ข. มีการส่งเสริมการขายที่ดี ค. คิดหาทางทำธุรกิจใหม่ ๆ ง. ต้องมีฐานะการเงินมั่นคงอยู่ก่อนแล้ว 10. ข้อใด เป็นจรรยาบรรณของผู้ประกอบการที่รับผิดชอบแก่ลูกค้า ก. จ่ายค่าจ้างด้วยความเป็นธรรม ข. ไม่สร้างมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม ค. การติดตามและให้บริการหลังการขาย ง. ให้ทุนวิจัยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม


64 การวางแผนทางการเงินและการ จัดหาเงินทุน 1. ความหมาย ความสำคัญ และจุดประสงค์ของการวางแผน ทางการเงิน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการ วางแผนทางการเงิน องค์ประกอบของการประกอบ ธุรกิจ 3. ความหมายของเงินทุน ประเภทของเงินทุน และการจัดหาเงินทุน


65 การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่เป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือ การทำกำไร สูงสุด การบริหารจัดการเรื่องของการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญตั้งแต่เริ่มตั้งกิจการ ไม่เพียงแต่ผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการเท่านั้นที่จะให้ความสำคัญ สมาชิก ทีมงาน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจล้วน มีความสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งสิ้น เพราะการบริหารจัดการด้านการเงินโดยเริ่ม ตั้งแต่การวางแผนเพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม แผนการใช้จ่ายในการลงทุนเกี่ยวกับทรัพย์สิน ต่าง ๆ การบริหารจัดการเพื่อให้มีสภาพคล่อง มีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการอย่างเพียงพอ การจัดการด้านการเงินในเรื่องต่าง ๆ จำเป็นต้องมีการวางแผนที่รอบคอบ มีการจัดทำระบบบัญชีที่ดี และมีประสิทธิภาพเพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ 1. ความหมาย ความสำคัญและจุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงิน 2. เครื่องมือที่ใช้วางแผนทางการเงิน 3. ความหมายของเงินทุน ประเภทของเงินทุน และการจัดหาเงินทุน เมื่อศึกษาหน่วยที่ 4 จบแล้วผู้เรียนสามารถ 1. บอกความหมาย ความสำคัญและจุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงินได้ 2. บอกเครื่องมือที่ใช้วางแผนทางการเงินได้ 3. บอกความหมายของเงินทุน ประเภทของเงินทุน และการจัดหาเงินทุนได้ 4. บอกแหล่งที่มาของเงินทุนได้ 5. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อย่างมีเหตุผล มีเจตคติที่ดีและเห็นคุณค่าของการวางแผนทางการเงิน และการจัดหาเงินทุน 1. สาระสำคัญ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 2. สาระการเรียนรู้


66 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 3. ข้อใดคือ ความหมายของแหล่งเงินทุน ก. ที่มาของทรัพย์สินที่ไม่ใช่เงินสด ข. ที่มาของเงินสด ค. ที่มาของเงินทุนเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ ง. ที่มาของเงินสดจ่าย 2. เงินทุน หมายถึง ก. สินค้า ข. หนี้สิน ค. เงินสด ง. ทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ 3. จุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงิน คือ ก. เพื่อทราบความเคลื่อนไหวทางการเงิน ข. เพื่อสภาพคล่องของกิจการ ค. เพื่อจัดรูปแบบทางการเงิน ง. เพื่อจัดทำบัญชีของกิจการ 4. ข้อใดคือ ความหมายของสถาบันการงเงิน ก. หน่วยงานที่ดูแลด้านการเงินของบุคคล ข. สถาบันการเงินที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ ค. สถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เก็บรักษาออกเงินให้ประชาชน ง. สถาบันการเงินที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย 5. การกู้แบบ O/D หมายถึง ก. ผู้กู้ขอกู้เงินจากธนาคาร ข. ผู้กู้ขอสินเชื่อจากผู้ขายและจะชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา ค. ผู้กู้เขียนเช็คเบิกเงินเกินกว่าจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ง. ผู้กู้ขอกู้จากโรงรับจำนำ 6. ธนาคารพาณิชย์คือแหล่งเงินทุนประเภทใด ก. ในระบบ ข. นอกระบบ ค. เงินทุนของประชาชน ง. เงินทุนจากการระดมทุน


67 7. ข้อใดเป็นแหล่งเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ ก. เงินออมส่วนบุคคล ข. สินเชื่อทางการค้า ค. การกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ง. การเบิกเงินเกินบัญชี 8. ข้อใดคือเป้าหมายของการลงทุน ก. ให้คำปรึกษาด้านเงินทุน ข. เสนอข้อมูลทางการลงทุน ค. เพิ่มรายได้ ง. กระจายความเสี่ยง 9. ข้อใดจัดเป็นแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม ก. เงินออมส่วนบุคคล ข. สินเชื่อทางการค้า ค. การกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ง. การเบิกเงินเกินบัญชี 10. การลงทุนประเภทใดที่ทำให้มีสภาพเป็นเจ้าของกิจการ ก. หุ้นสามัญ ข. หุ้นกู้ ค. หุ้นกองทุนรวม ง. พันธบัตร


68 การบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจากการวางแผนทางการเงินที่ดี การจัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม การใช้เงินทุนให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะเงินทุนเป็นทรัพยากรที่มีข้อจำกัด ผู้ประกอบการจึงต้องมีการวางแผนทาง การเงินที่รอบคอบและมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ผู้ประกอบการทราบถึงสถานการณ์ทางการเงินใน ธุรกิจของตนเองและเพื่อจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะส่งผลทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงและยั่งยืน ความหมายของการวางแผนทางการเงิน การวางแผนทางการเงิน (Financial Planning) คือ การจัดเตรียมข้อมูลทางการเงินของธุรกิจ ไว้ล่วงหน้า โดยต้องมีการวิเคราะห์ตัวเลขไว้ล่วงหน้าว่ากิจการจะมียอดขาย ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายที่ เกิดขึ้นเท่าไร รวมถึงต้องมีการประมาณการกำไรขาดทุนไว้ด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสิ่งกำหนด ทิศทาง กิจกรรม หรือวิธีการดำเนินงานของธุรกิจให้ดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ทางการเงินเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนทางการเงิน ที่เป็นตัวช่วยในการ กำหนดทิศทางและวิธีการดำเนินงานเพื่อเป็นข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจในการเลือกวิธีการจัดสรร เงินทุน จำนวนเงิน แหล่งเงินทุน ตลอดถึงการจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้น และเพื่อสร้างความมั่นคงในธุรกิจ ความสำคัญของการวางแผนทางการเงิน การวางแผนทางการเงินของธุรกิจมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการดังนี้ 1. เพื่อให้ทราบสถานะทางการเงินของธุรกิจได้ตลอดเวลา การทราบสถานะทางการเงินเป็น ปัจจุบัน ทำให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาทางการเงินได้ เช่น การขาดแคลนเงินทุน การขาด สภาพคล่อง ขาดความสามารถในการชำระหนี้ ฯลฯ เพราะการวางแผนทางการเงินที่ดีทำให้ ผู้ประกอบการทราบล่วงหน้าว่า ณ เวลานี้กิจการต้องการจำนวนเงินสดเท่าใด และจะดำเนินการ อย่างไร ด้วยวิธีการใด จึงทำให้ธุรกิจดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ 2. เพื่อให้ทราบข้อมูลทางการเงิน การประเมินเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีการ ประเมินค่า (Evaluation) ของความต้องการเงินทุนเพื่อการวางแผนขยายกิจการและเป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนและการจัดหาเงินทุน จุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงิน 1. เพื่อให้เกิดความคล่องตัว (Liquidity) การวางแผนทางการเงินเป็นการประเมินความ เคลื่อนไหวของเงินสด (Forecasting Cash Flow) ด้วยการวางแผนทางการเงินทั้งระยะสั้นและระยะ ยาว ทำให้กิจการมีความเชื่อมั่นว่ามี่เงินสดเพียงพอสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของกิจการ หากพบว่าเมื่อใดที่กิจการมีเงินสดไม่เพียงพอหรือขาดสภาพคล่อง กิจการจะดำเนินการวางแผนเพื่อ 1. สาระสำคัญ 2. ความหมาย ความสำคัญและจุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงิน


69 จัดหาเงินสดมาเพิ่ม เพราะหากกิจการขาดสภาพคล่องธุรกิจอาจเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นกิจการ จึงต้องมีการวางแผนการเงินด้านการบริหารเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital Management) 2. เพื่อประโยชน์ในด้านการหากำไร (Profitability) เมื่อผู้ประกอบการจัดหาเงินทุน (Raising Funds) ได้เหมาะสมกับความต้องการใช้เงินตามแผนการเงิน แสดงว่าผู้ประกอบการตัดสินใจเลือก วิธีการจัดหาเงินทุนและเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมกับความต้องการใช้เงิน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์กับกิจการ ย่อมจะส่งผลให้กิจการมีโอกาสทำกำไรได้เพิ่มมากขึ้น การวางแผนทางการเงินสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์หรือคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตจากการดำเนินงานของกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของการวางแผนทาง การเงิน เครื่องมือที่ใช้ในการวางแผนทางการเงินจะประกอบด้วย การจัดทำแผนการลงทุน การจัดทำ งบประมาณดำเนินการ และการจัดทำงบประมาณทางการเงิน ดังนี้ 3.1 แผนการลงทุน (Investment Plan) คือ การประมาณการเกี่ยวกับเงินลงทุนของกิจการโดย เริ่มตั้งแต่จำนวนเงินลงทุนตั้งต้น การแสวงหาแหล่งเงินทุน การจัดสรรเงินลงทุน เช่น การพิจารณา ว่าสัดส่วนเงินลงทุนนี้ได้มาจากแหล่งใดบ้าง มาจากเงินส่วนตัวเท่าไร จากการกู้ยืมจำนวนเท่าไร จากผู้เป็นหุ้นส่วนเท่าไร และจะนำเงินทุนนี้ไปลงทุนในสิ่งใด จำนวนเท่าไร สำหรับแผนการลงทุน เบื้องต้นผู้ประกอบการต้องเตรียมเงินทุนไว้จำนวน 2 ส่วน คือ 1. เงินลงทุนสำหรับการประกอบธุรกิจ การจัดการเงินทุนเริ่มต้นกิจการของผู้ประกอบการ ใหม่ สามารถจัดทำได้ 3 ส่วน คือ 1.1 เงินลงทุนเริ่มต้น (Setup Capital) คือ จำนวนเงินที่ใช้สำหรับการลงทุนเพื่อ ก่อตั้งกิจการในครั้งแรก ได้แก่ - เงินทุนเพื่อจัดหาสินทรัพย์มาใช้ในกิจการ เช่น เงินลงทุนในอาคารสำนักงาน เครื่องจักร อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องตกแต่ง เป็นต้น - ค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานเพื่อเริ่มก่อตั้งกิจการ เช่น ค่าจดทะเบียน การค้า ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นต้น 1.2 เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าจ้าง เงินเดือนพนักงาน ค่าวัสดุหีบห่อ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นต้น เงินทุนหมุนเวียนในที่นี้ยัง รวมถึงเงินสำรองไว้สำหรับการชำระหนี้ระยะสั้นในกรณีที่กิจการมีรายได้จากการขายไม่เป็นไปตาม เป้าหมาย อย่างไรก็ตามกิจการต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอตลอดปี ในการดำเนินธุรกิจเมื่อ กิจการมีเงินสดเข้ามาควรจัดสรรเงินออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่หนึ่งสำหรับใช้ส่วนตัวและส่วนที่สอง สำหรับเป็นเงินใช้ในธุรกิจ โดยแยกบัญชีเงินฝาก 1.3 เงินสดสำรอง (Cash Reserve) คือ การกันเงินสดส่วนหนึ่งไว้ใช้ในยาม ฉุกเฉินหรือเมื่อมีเหตุจำเป็น ผู้ประกอบการต้องกันเงินสำรองไว้ใช้จ่ายโดยให้คำนวณว่าสามารถใช้ จ่ายได้ประมาณ 1–2 เดือน หรือประมาณร้อยละ 10–15 ของเงินทุนเริ่มต้น หากมีการนำเงินสำรอง ออกมาใช้กิจการจะต้องหาคืนกลับโดยแล้วและเป็นจำนวนเท่าเดิม 3. เครื่องมือที่ใช้วางแผนทางการเงิน


70 2. เงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว คือ การออมเงินสดจำนวนหนึ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวและ ครอบครัวในระหว่างที่ไม่มีรายได้จากการประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายคนที่ประสบปัญหาทาง การเงินส่วนใหญ่มักเกิดจากการไม่แยกเงินที่ใช้สำหรับส่วนตัวและเงินที่ใช้ในธุรกิจ ดังนั้นข้อควร ระมัดระวังและจำเป็นที่สุดในการประกอบธุรกิจผู้ประกอบการต้องทำรายการแยกบัญชีระหว่างเงิน ส่วนตัวกับเงินที่ใช้ในธุรกิจอย่างเด็ดขาด สำหรับการวางแผนการลงทุนผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจประเภทของเงินทุน แหล่งเงินทุน ที่มาของเงินทุน และการจัดหาเงินทุนให้เหมาะสมกับการใช้แหล่งเงินทุน ดังนี้ 3.2 การจัดทำงบประมาณดำเนินการ การจัดทำงบประมาณการดำเนินการเป็นการ คาดคะเนศักยภาพในการดำเนินงานของกิจการล่วงหน้าว่ากิจการมีความสามารถในการทำกำไรได้ เป็นจำนวนเท่าใด การจัดทำงบประมาณการดำเนินการยังใช้เป็นแนวทางในการวางแผนทางการเงิน ในการกำหนดยอดขาย รายได้ และกำหนดค่าใช้จ่ายของกิจการ การจัดทำงบประมาณจะจัดทำเป็น รายปี รายครึ่งปี รายไตรมาสก็ได้ การจัดทำงบประมาณการดำเนินการมี 2 ประเภท คือ งบประมาณรายได้และงบประมาณค่าใช้จ่าย ดังนี้ 1. การจัดทำงบประมาณรายได้ เป็นการคาดคะเนว่ากิจการจะมีรายได้จากการ ดำเนินงาน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นจำนวนเท่าไร การพยากรณ์ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จากการสำรวจตลาด หรือจากยอดขายในอดีต เป็นต้น นอกจากนั้นผู้ประกอบการต้องมีการ ประมาณรายได้อื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในกิจการด้วย เช่น รายได้จากดอกเบี้ยรับ เงินปันผล ค่าเช่ารับ เป็นต้น ตัวอย่างที่ 1 งบประมาณรายได้ บริษัท เอบีซี จำกัด งบประมาณรายได้ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 รวม ประมาณการยอดขาย (หน่วย) 20,000 22,000 23,000 24,000 89,000 ราคาขายต่อหน่วย 20 20 20 20 20 รวมยอดขาย (บาท) 400,000 440,000 460,000 480,000 1,780,000 ประมาณการจากรายได้อื่น ๆ รับชำระหนี้ 6,000 6,000 6,000 6,000 24,000 ดอกเบี้ยรับ 4,000 4,000 4,000 4,000 16,000 ค่าเช่ารับ 5,000 5,000 5,000 5,000 20,000 รวมรายได้อื่น ๆ 15,000 15,000 15,000 15,000 60,000 รวมรายได้ทั้งสิ้น 415,000 455,000 475,000 495,000 1,840,000


71 2. การจัดทำงบประมาณค่าใช้จ่าย เป็นการคาดคะเนค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก การดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าภาษี เงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน เป็นต้น ตัวอย่างที่ 2 งบประมาณค่าใช้จ่าย บริษัท เอบีซี จำกัด งบประมาณรายได้ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 รวม ต้นทุนขาย ยอดขาย (หน่วย) 20,000 22,000 23,000 24,000 89,000 ต้นทุนขายต่อหน่วย 10 10 10 10 10 รวมยอดขาย (บาท) 200,000 220,000 230,000 240,000 890,000 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เงินเดือน 16,000 16,000 16,000 16,000 64,000 ค่าโฆษณา 4,000 4,000 4,000 4,000 16,000 ดอกเบี้ยจ่าย 5,000 5,000 5,000 5,000 20,000 ชำระคืนเงินกู้ 15,000 15,000 15,000 15,000 60,000 ค่าบำรุงรักษายานพาหนะ 6,000 6,000 6,000 6,000 24,000 รวมค่าใช้จ่ายในการขาย 46,000 46,000 46,000 46,000 184,000 รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 246,000 266,000 276,000 286,000 1,074,000 3. การจัดทำงบประมาณทางการเงิน เป็นการนำตัวเลขจากการประมาณการผลการ ดำเนินงานมาเปรียบเทียบกับการลงทุน เพื่อคำนวณหากำไรขาดทุนจากการดำเนินงาน คำนวณหา กระแสเงินสดสุทธิ และแสดงฐานะทางการเงินของกิจการ งบประมาณการเงินนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อใช้ ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนการจัดการธุรกิจและการวางแผนทางการเงิน เพราะงบประมาณ ทางการเงินจะสะท้อนให้เห็นความสามารถในการดำเนินงาน และใช้เป็นเครื่องมือควบคุมการ ดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่ได้ประมาณการไว้ งบประมาณการเงินประกอบด้วย งบประมาณ กระแสเงิน งบประมาณกำไรขาดทุน และงบประมาณแสดงฐานะทางการเงิน ดังนี้ 3.1 งบประมาณกระแสเงินสด เป็นการแสดงรายการทางการเงินด้วยการนำเงินสดรับ และเงินสดจ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การจัดทำงบประมาณกระแสเงินสดจัดทำโดยการนำ ข้อมูลจากการประมาณการเงินสดรับและเงินสดจ่ายในแต่ละช่วงเวลา หาผลต่างของเงินสดรับและ เงินสดจ่ายผลลัพธ์ที่ได้นำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนทางการเงินและควบคุมกระแสเงินสดของ กิจการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถทำให้กิจการทราบว่ามีความต้องการใช้เงินสดจำนวนเท่าใด


72 ตัวอย่างที่ 3 งบประมาณกระแสเงินสด บริษัท เอบีซี จำกัด งบประมาณกระแสเงินสด สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 รวม เงินสดรับ เงินสดคงเหลือต้นงวด 120,000 274,000 248,000 432,000 1,074,000 ยอดขาย 400,000 440,000 460,000 480,000 1,780,000 รวมเงินสดรับ 520,000 714,000 708,000 912,000 2,854,000 เงินสดจ่าย ต้นทุนขาย 200,000 220,000 230,000 240,000 890,000 เงินสดจ่ายจากการ ลงทุน - 200,000 - - 200,000 ค่าใช้จ่ายในการขาย 46,000 46,000 46,000 46,000 184,000 รวมเงินสดจ่าย 246,000 466,000 276,000 286,000 1,274,000 เงินสดสุทธิ 274,000 248,000 432,000 626,000 1,580,000 3.2 งบประมาณกำไรขาดทุน เป็นประมาณการรายได้และประมาณการค่าใช้จ่ายมา เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของธุรกิจล่วงหน้า การจัดทำงบประมาณกำไรขาดทุนใช้เป็นเครื่องมือ ในการประเมินผลการดำเนินงานของกิจการล่วงหน้า และใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิตและ การขาย


73 ตัวอย่างที่ 4 งบประมาณกำไรขาดทุน บริษัท เอบีซี จำกัด งบประมาณกำไรขาดทุน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 รวม ยอดขาย 400,000 440,000 460,000 480,000 1,780,000 หัก ต้นทุนขาย 200,000 220,000 230,000 240,000 890,000 หัก ค่าใช้จ่าย ในการขาย 41,000 41,000 41,000 41,000 164,000 กำไรจากการ ดำเนินการ 159,000 179,000 189,000 199,000 726,000 หัก ดอกเบี้ยจ่าย 5,000 5,000 5,000 5,000 20,000 กำไรก่อนหักภาษี 154,000 174,000 184,000 194,000 706,000 หัก ภาษี 20% 30,800 34,800 36,800 38,800 141,200 กำไรสุทธิ 123,200 139,200 147,200 155,200 564,800 3.3 งบประมาณแสดงฐานะทางการเงิน เป็นการรวบรวมข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ที่เกิดจากการดำเนินงานของกิจการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยใช้ข้อมูล ณ วันสิ้นปี และเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกับงบประมาณกำไรขาดทุน การจัดทำ งบประมาณแสดงฐานะการเงินของกิจการสามารถนำไปใช้ในการวางแผนทางการเงินและการควบคุม ทางการเงินได้ โดยการวัดผลการดำเนินงานด้วยการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า


74 ตัวอย่างที่ 5 งบประมาณแสดงฐานะทางการเงิน บริษัท เอบีซี จำกัด งบประมาณแสดงฐานะทางการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน เงินสด 1,580,000 เจ้าหนี้การค้า 130,000 เงินฝาก 100,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน ลูกหนี้ 200,000 หนี้สินระยะยาว 400,000 สินค้าคงเหลือ 50,000 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 1,930,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 530,000 สินทรัพย์ถาวร ส่วนของผู้ถือหุ้น อาคารสำนักงาน 500,000 ผู้ถือหุ้น 2,000,000 ยานพาหนะ 400,000 กำไรสะสม 280,000 เครื่องใช้สำนักงาน 130,000 รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 2,280,000 ค่าเสื่อมราคาสะสม (150,000) รวมสินทรัพย์ถาวร 880,000 รวมสินทรัพย์ทั้งสิ้น 2,810,000 รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 2,810,000 ความหมายของเงินทุน เงินทุน (Money Capital) หมายถึง สินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจอาจจะเป็นเงินสดหรือ สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย เงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการลงทุนของ ผู้ประกอบการ เพราะปัจจัยอื่น ๆ ที่ใช้ในการลงทุนล้วนจัดหามาด้วยการใช้เงินลงทุนในการจัดซื้อ หรือจัดหาทั้งสิ้น และคำว่า “เงินทุน” สามารถให้ความหมายได้หลายลักษณะดังนี้ 1. เงินทุน หมายถึง เงินที่ใช้ในการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลตอบแทน 2. เงินทุน หมายถึง เงินสดซึ่งมีความจำเป็นทำให้เกิดความคล่องตัว ราบรื่นและต่อเนื่อง 3. เงินทุนหมุนเวียน หมายถึง เงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องอื่น ๆ คือ ลูกหนี้ สินค้า 4. สินทรัพย์ทั้งหมดเป็นเงินทุนที่มีความหมายกว้างที่สุด เพราะเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินทั้งหมดของกิจการ ประเภทของเงินทุน และการจัดหาเงินทุน เงินทุนที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินทุน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 4. ความหมายของเงินทุน ประเภทของเงินทุน และการจัดหาเงินทุน


75 1.1 เงินทุนถาวร (Fixed Capital) หมายถึง การนำเงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ใช้ในการ ประกอบกิจการในระยะยาว เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงาน การจัดหา เงินทุนถาวรได้จากส่วนของเจ้าของกิจการคือ เงินทุนส่วนตัว การลงหุ้นจากผู้ถือหุ้นหรือการกู้ยืมระยะยาว 1.2 เงินทุนหมุนเวียน “Working Capital) หมายถึง เงินทุนที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง เงินทุนหมุนเวียน ได้แก่ เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เงินทุนหมุนเวียนจะทำให้ธุรกิจมีสภาพคล่องและทำให้ธุรกิจดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจด้วยความราบรื่น ไม่ติดขัด เงินทุนหมุนเวียนจะนำไปใช้จ่ายในการซื้อสินค้า จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าจ้าง ค่าโฆษณา ฯลฯ การจัดหาเงินทุนหมุนเวียนสามารถหาได้จากแหล่งเงินทุนภายในกิจการเป็นส่วนใหญ่ จากรายการสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการ คือ เงินสดเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่ดีที่สุด เงินฝาก ธนาคาร ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ สำหรับบัญชีลูกหนี้เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพใกล้เคียงกับเงินสด มากที่สุด เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย เมื่อธุรกิจต้องการใช้เงินสดก็สามารถนำ บัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ตามข้อตกลงโดยนำบัญชีลูกหนี้ค้ำ ประกันเงินกู้นั่นเอง ซึ่งวิธีนี้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบในการเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้มาชำระหนี้ให้ ผู้ให้กู้ตามข้อตกลงหรืออาจจะขายบัญชีลูกหนี้ให้กับสถาบันการเงิน ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบการจัดหาเงินทุน การใช้เงินทุนถาวร และการใช้เงินทุนหมุนเวียน เงินทุนหมุนเวียน เงินทุนถาวร การจัดหา การใช้ไปของเงินทุน การจัดหา การใช้ไปของเงินทุน - เงินสด - เงินฝากธนาคาร - สินเชื่อทางการค้า - ตั๋วแลกเงิน - ตั๋วสัญญาใช้เงิน - รายจ่ายค้างจ่าย - เงินกู้ระยะสั้น ฯลฯ - ซื้อวัตถุดิบ - ซื้อสินค้า - จ่ายค่าจ้าง - จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า - จ่ายดอกเบี้ย - จ่ายค่าภาษี - จ่ายค่าน้ำมัน ฯลฯ - เงินทุนส่วนตัว - หุ้นสามัญ - หุ้นบุริมสิทธิ - กำไรสะสม - หุ้นกู้ - การกู้ยืมจากญาติ - ฯลฯ - ซื้อเครื่องจักร - ก่อสร้างอาคาร - ซื้อที่ดิน - ซื้อยานพาหนะ - ซื้อวัสดุสำนักงาน - ซื้ออุปกรณ์สำนักงาน - ฯลฯ 2.แบ่งตามระยะเวลาคืนทุน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้ 2.1 เงินทุนระยะสั้น (Short Term Financing) หมายถึง เงินทุนที่กิจการกู้ยืมมาโดยมี กำหนดระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 1 ปี ส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เช่น ตั๋วเงิน ระยะสั้น ตั๋วเงินคลัง เป็นต้น การจัดหาเงินทุนระยะสั้น มิวิธีการจัดหาได้ 3 วิธี ดังนี้ 1. สินเชื่อทางการค้า (Trade Credit) เป็นการซื้อขายเป็นเงินเชื่อโดยผู้ขายจะให้ สินเชื่อแก่ผู้ซื้อ ด้วยการส่งมอบสินค้าให้ก่อนโดยมีเงื่อนไขให้ผู้ซื้อชำระเงินในภายหลังการส่งมอบ เช่น การตกลงซื้อขายเป็นเงินเชื่อภายใต้เงื่อนไข 2/10, n/30 หมายความว่า ผู้ซื้อต้องชำระหนี้คืน ภายใน 30 วัน แต่หากชำระภายใน 10 วันหลังจากที่มีการส่งมอบสินค้าผู้ซื้อจะได้รับส่วนลดอีก 2%


76 2. ตราสารพาณิชย์ (Commercial Paper) คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และเป็นการออกตราสารโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน การจัดหาเงินทุนด้วยวิธีนี้จะต้องเป็น กิจการที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง ประเทศไทยตราสารประเภทนี้มีใช้ในบริษัทเงินทุนเท่านั้น โดย ออกตั๋วสัญญาใช้เงินในลักษณะต่าง ๆ เช่น ออกตั๋วประเภททวงถาม 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6–12 เดือน เป็น ต้น ตั๋วสัญญาใช้เงิน คือ หนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นสัญญา ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับเงิน 3. เงินกู้ระยะสั้น (Short Term Loans) เป็นการกู้เงินที่มีกำหนดชำระคืนภายใน เวลาไม่เกิน 1 ปี การกู้ยืมวิธีนี้อาจจะมีหลักประกันหรือไม่มีหลักประกันก็ได้โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การเบิกเงินเกินบัญชี การขายลดตั๋วเงิน และเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ 3.1 การเบิกเงินเกินบัญชี (Over Draft : O/D) เป็นการเบิกเงินเกินกว่าเงินที่ ลูกค้ามีอยู่ในบัญชีเงินฝากในธนาคารประเภทเงินฝากกระแสรายวัน โดยลูกค้าที่มีเงินฝากกระแส รายวันสามารถสั่งจ่ายเงินด้วยเช็คได้ในจำนวนที่มากกว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชีเงินฝาก เช่น นาย ก มีเงิน ฝากในบัญชีกระแสรายวันจำนวน 200,000 บาท และได้ขออนุมัติเงินกู้จากธนาคารไว้ 100,000 บาท คือ ขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้จำนวน 100,000 บาท ดังนั้น นาย ก สามารถสั่งจ่ายเช็คได้ในจำนวนเงิน 300,000 บาท โดยหากจ่ายเกิน 200,000 บาท ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่เกินจาก 200,000 บาทเท่านั้น ซึ่งการกู้แบบนี้สามารถกู้ได้เรื่อย ๆ เมื่อมีการนำเงินเข้าบัญชีครบเป็นการหมุนเวียนเงิน 3.2 การขายลดตั๋วเงิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ - การขายลดเช็คการค้า (Cheque Bill Discount : CBD) เช็คการค้า คือ เช็คที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าหรือบริการเป็นเงินเชื่อ โดยใช้เช็คเป็นหลักประกัน คือ ผู้ซื้อจะจ่าย ค่าสินค้าเป็นเช็คจ่ายล่วงหน้า เช็คการค้าเป็นเช็คที่มีคุณภาพดีที่สุดเพราะเป็นเช็คที่มีมูลค่าหนี้มาจาก การซื้อขายสินค้า การขายลดเช็คทำได้โดยผู้ทรงเช็คนำเช็คไปเบิกเงินสดจากธนาคารก่อนวันครบ กำหนดจ่ายเงินในเช็ค และผู้ถือเช็คจะต้องจ่ายส่วนลดให้กับธนาคารในอัตราที่ธนาคารกำหนด เช็ค (Cheque) คือ หนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้สั่งจ่าย สั่ง ให้ธนาคารใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคน หนึ่งซึ่งเรียกว่า ผู้รับเงิน -ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน (Discount Promissory Note) กรณีที่ผู้ประกอบการ ได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทคู่ค้า และผู้ประกอบการต้องการใช้เงินสดมาหมุนเวียนในกิจการก่อน ตั๋วสัญญาใช้เงินครบกำหนด ผู้ประกอบการอาจนำตั๋วสัญญาใช้เงินให้สถาบันการเงินรับรองหรือรับ อาวัลก่อน แล้วจึงนำตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้ไปขายลดให้แก่ธนาคารโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการขาย ลดเช็คการค้า แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของวงเงินขายลดเช็ค คือ วงเงินขายลดเช็คการค้าขึ้นอยู่ กับฐานะทางการเงินของผู้ออกเช็ค ส่วนวงเงินขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินขึ้นอยู่กับผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือสถาบันการเงินที่อาวัลหรือรับรองตั๋ว 3.3 การกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ (Short Term Loans) การกู้ยืมเงิน จากธนาคารพาณิชย์มี 2 ประเภท คือ


77 - การกู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกัน เป็นการกู้ยืมภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ขอกู้ สำหรับวงเงินและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่าง ลูกค้ากับธนาคาร ธนาคารจะวิเคราะห์สินเชื่อจากผลการดำเนินงานและความต้องการของลูกค้า - การกู้ยืมเงินที่มีหลักประกัน เป็นการกู้ยืมเงินตามจำนวนที่ลูกค้าขอกู้ และไม่เกินวงเงินกู้สูงสุดที่ธนาคารกำหนด การกู้ยืมแบบนี้ผู้ขอกู้ต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันเงินกู้ ได้แก่ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เครื่องจักร หรือสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการประเภทบัญชีลูกหนี้ บัญชีสินค้าคงเหลือ เป็นต้น 2.2 เงินทุนระยะปานกลาง (Intermediate Term Financing) เป็นการจัดหาเงินทุนที่มีกำหนดใช้ คืนระหว่าง 1–5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปลงทุนในกิจการเพิ่มขึ้น เช่น ลูกหนี้ สินค้า เป็น ต้น หรืออาจนำไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น เช่น จัดหาเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือการขยายกิจการ เป็นต้น การจัดหาเงินทุนระยะปานกลาง มีวิธีการจัดหาเงินทุนประเภทนี้ 3 วิธี คือ 1. เงินกู้ระยะปานกลาง (Term Loan) หมายถึง การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างๆ โดยมีกำหนดชำระคืนมากกว่า 1–5 ปี การชำระคืนเงินกู้แบบนี้ส่วนใหญ่จะกำหนดให้ชำระคืนเป็น งวด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น งวด 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน เป็นต้น การขอกู้ แบบนี้มักมีจำนวนเงินต้นที่สูงกว่าเงินทุนหมุนเวียนทั่วไป เพราะเป็นการกู้เงินเพื่อนำไปลงทุนใน สินทรัพย์ต่าง ๆ และเป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน การชำระคืนส่วนใหญ่มาจากเงินรายได้ จากการดำเนินงานของกิจการ 2. สินเชื่อและการเช่าซื้ออุปกรณ์ (Equipment Loans and Lease) สินเชื่อ ประเภทนี้เป็นลักษณะของการซื้อโดยวิธีเช่าซื้อ ซึ่งมีการจ่ายเงินดาวน์ประมาณ 25–30% ตามที่ ผู้ขายกำหนดและมีช่วงระยะเวลาการผ่อนส่งตามสัญญาการเช่าซื้อส่วนใหญ่โดยประมาณ 30-60 เดือน ซึ่งนิยมใช้ในกิจการ 3. การเช่าทรัพย์สิน (Lease Financing) สินเชื่อประเภทนี้มักใช้ในกรณีที่กิจการ ต้องการซื้อสินทรัพย์ถาวรมาใช้ในการดำเนินงานและไม่ต้องการจ่ายเงินซื้อสินทรัพย์ถาวรด้วยจำนวน เงินที่สูง จึงเลือกใช้วิธีเช่าทรัพย์สินแทนการนำเงินสดของกิจการไปซื้อ การจ่ายค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่า จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ซึ่งการเข่ามีข้อดีหลายประการ คือ ลดปัญหาความล่าสมัยของ ทรัพย์สินที่เช่า เป็นประโยชน์ทางการบัญชี คือ ไม่ต้องแสดงฐานะหนี้สินที่เกิดขึ้นแต่นำค่าเช่าไปเป็น ค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี สำหรับข้อเสียของการเช่าคือ ต้นทุนค่าเช่าสูงกว่าการซื้อ เพราะผู้ให้เช่ามักกำหนดอัตราดอกเบี้ยค่าเช่าสูง 2.3 เงินทุนระยะยาว (Long Term Funding) หมายถึง การจัดหาเงินลงทุนเพื่อใช้ในการ ลงทุนซื้อที่ดิน การก่อสร้างอาคาร ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีกำหนดใช้คืนระยะเวลาระหว่าง 5–10 ปี การจัดหาเงินทุนระยะยาว สามารถจัดหาได้ 2 วิธี คือ 1. เงินทุนระยะยาวภายในกิจการ การกู้ยืมแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่มีการดำเนินงานมาแล้ว อย่างน้อย 1 ปี และมีเงินทุนภายในกิจการจำนวนหนึ่ง คือ กำไรสะสม และยังไม่มีการจ่ายเงินปันผล ให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการจะยืมเงินส่วนนี้มาใช้ในการขยายกิจการก่อน


78 2. เงินทุนระยะยาวภายนอกกิจการ เป็นการจัดหาเงินกู้ยืมในระบบ คือ เป็นการกู้ยืมเงินจาก สถาบันการเงินหรือเงินกู้นอกระบบ หรือการออกหุ้นกู้เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป ตารางที่ 2 เปรียบเทียบการจัดหาเงินทุน การใช้เงินทุนของเงินทุนระยะสั้น ระยะปานกลางและ ระยะยาว เงินทุนระยะสั้น เงินทุนระยะปานกลาง เงินทุนระยะยาว การจัดหา เงินทุน การใช้ไปของ เงินทุน การจัดหา เงินทุน การใช้ไปของ เงินทุน การจัดหา เงินทุน การใช้ไป ของเงินทุน -เงินเบิกเกิน บัญชี -สินเชื่อ ทางการค้า -ตราสาร พาณิชย์ -ตั๋วแลกเงิน -ตั๋วสัญญา ใช้เงิน -รายจ่าย ค้างจ่าย -เงินกู้ระยะสั้น -เงินกู้ นอกระบบ -การซื้อลด ตั๋วเงิน -ฯลฯ -ซื้อวัตถุดิบ -ซื้อสินค้า -ค่าจ้าง แรงงาน -ค่า สาธารณูปโภค -ค่าน้ำมัน เชื้อเพลิง -ดอกเบี้ยจ่าย -ค่าภาษี -ฯลฯ -เงินกู้ สถาบัน การเงิน -สินเชื่อ เช่าซื้อ อุปกรณ์ -การเช่า ทรัพย์สิน -ฯลฯ -เงินทุน หมุนเวียน เพื่อรักษา สภาพคล่อง -เช่าซื้ออุปกรณ์ -เช่าซื้อ ทรัพย์สิน -ฯลฯ -เงินทุนส่วนตัว -หุ้นสามัญ -หุ้นบุริมสิทธิ -หุ้นกู้ -กำไรสะสม -การเช่าซื้อ -การกู้ยืมจาก สถาบันการเงิน -การกู้ยืม จากญาติ -ฯลฯ -ซื้อ เครื่องจักร -ก่อสร้าง อาคาร -ซื้อที่ดิน -ซื้อ ยานพาหนะ -ตกแต่ง สำนักงาน -ซื้อวัสดุ อุปกรณ์ -ฯลฯ การวางแผนทางการเงิน คือ การจัดเตรียมข้อมูลทางการเงินของธุรกิจไว้ล่วงหน้า โดยการ วิเคราะห์การเงินและประมาณการไว้ล่วงหน้าว่ากิจการมียอดขาย ต้นทุนขาย และค่าใช้จ่ายในการ ขาย ตลอดถึงการประมาณการว่ากิจการจะมีผลกำไรหรือขาดทุนเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางหรือวิธีการดำเนินงานของธุรกิจให้ดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ไว้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญต่อผู้ประกอบการเพราะทำให้ ผู้ประกอบการสามารถทราบสถานะทางการเงินของกิจการได้ตลอดเวลา และยังสามารถใช้เป็น เครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ทางการเงินล่วงหน้า ดังนั้นจะเห็นว่าการวางแผนทางการเงินมี เครื่องมือที่สำคัญ 3 ประการ คือ แผนการลงทุน การจัดทำงบประมาณการดำเนินงาน และการ จัดทำงบประมาณทางการเงิน สรุป


79 คำสั่ง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. จงอธิบายการวางแผนทางการเงินมาพอเข้าใจ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... 2. จงอธิบายถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินมาอย่างละเอียด ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... 3. จงอธิบายความหมายของเงินลงทุน ......................................................................................................................................... ....................... ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... 4. จงอธิบายวิธีการจัดหาแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ......................................................................................................................................... ....................... ............................................................................................................... ................................................. ............................................................................................................................. ................................... 5. จงอธิบายวิธีจัดทำงบประมาณกำไรขาดทุนมาพอเข้าใจ พร้อมยกตัวอย่าง ............................................................................................................................. ................................... ......................................................................................................................................... ....................... ............................................................................................................................. ................................... 6. แหล่งเงินทุนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ............................................................................................................................. ................................... ......................................................................................................................................... ....................... ...................................................................................................................... .......................................... 7. จงอธิบายความแตกต่างของเงินกู้ในระบบและนอกระบบอย่างละเอียด ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ................................... 8. จงอธิบายวิธีการจัดทำงบประมาณค่าใช้จ่าย พร้อมยกตัวอย่าง


80 ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... 9. จงอธิบายวิธีการจัดทำงบกระแสเงินสด พร้อมยกตัวอย่าง ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... 10. จงอธิบายวิธีการจัดทำงบประมาณรายได้ พร้อมยกตัวอย่าง ............................................................................................................................. ................................... ....................................................................................................................................... ......................... ......................................................................................................... .......................................................


81 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. ข้อใดคือความหมายของแหล่งเงินทุน ก.ที่มาของทรัพย์สินที่ไม่ใช่เงินสด ข.ที่มาของเงินสด ค.ที่มาของเงินทุนเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ ง.ที่มาของเงินสดจ่าย 2. เงินทุน หมายถึง ก. สินค้า ข. หนี้สิน ค. เงินสด ง. ทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ 3. จุดประสงค์ของการวางแผนทางการเงิน คือ ก. เพื่อทราบความเคลื่อนไหวทางการเงิน ข. เพื่อสภาพคล่องของกิจการ ค. เพื่อจัดรูปแบบทางการเงิน ง. เพื่อจัดทำบัญชีของกิจการ 4. ข้อใดคือ ความหมายของสถาบันการเงิน ก. หน่วยงานที่ดูแลด้านการเงินของบุคคล ข. สถาบันการเงินที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ ค. สถาบันการเงินที่ทำหน้าที่เก็บรักษาออกเงินให้ประชาชน ง. สถาบันการเงินที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย 5. การกู้แบบ O/D หมายถึง ก. ผู้กู้ขอกู้เงินจากธนาคาร ข. ผู้กู้ขอสินเชื่อจากผู้ขายและจะชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา ค. ผู้กู้เขียนเช็คเบิกเงินเกินกว่าจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ง. ผู้กู้ขอกู้จากโรงรับจำนำ 6. ธนาคารพาณิชย์คือแหล่งเงินทุนประเภทใด ก. ในระบบ ข. นอกระบบ


82 ค. เงินทุนของประชาชน ง. เงินทุนจากการระดมทุน 7. ข้อใดเป็นแหล่งเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ ก. เงินออมส่วนบุคคล ข. สินเชื่อทางการค้า ค. การกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ง. การเบิกเงินเกินบัญชี 8. ข้อใดคือเป้าหมายของการลงทุน ก. ให้คำปรึกษาด้านเงินทุน ข. เสนอข้อมูลทางการลงทุน ค. เพิ่มรายได้ ง. กระจายความเสี่ยง 9. ข้อใดจัดเป็นแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม ก. เงินออมส่วนบุคคล ข. สินเชื่อทางการค้า ค. การกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ ง. การเบิกเงินเกินบัญชี 10. การลงทุนประเภทใดที่ทำให้มีสภาพเป็นเจ้าของกิจการ ก. หุ้นสามัญ ข. หุ้นกู้ ค. หุ้นกองทุนรวม ง. พันธบัตร


83 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การเป็นผู้ประกอบการ 1. กฎหมายทะเบียนพาณิชย์ 5. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา องค์ประกอบของการประกอบ ธุรกิจ 3. ภาษีเงินได้นิติบุคคล 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7. กฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า 6. กฎหมายแรงงาน 8. ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน และที่ดิน


84 การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องศึกษาถึงวิธีการเป็น ผู้ประกอบการแล้วผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองและ กฎหมายที่สำคัญหลัก ๆ เพื่อเป็นการป้องกันข้อผิดพลาดในการทำนิติกรรมสัญญาต่าง ๆ เพราะ อาจจะมีโอกาสเสียเปรียบบุคคลอื่นได้ นอกจากกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรมแล้ว ผู้ประกอบการต้องศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทุกประเภทด้วย การตัดสินใจดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทุกเรื่องจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งสิ้น 1. กฎหมายทะเบียนพาณิชย์ 2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3. ภาษีเงินได้นิติบุคคล 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 5. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 6. กฎหมายแรงงาน 7. กฎหมายลิขสิทธิ์สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า 8. ภาษีป้ายภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อศึกษาหน่วยที่ 5 จบแล้วผู้เรียนสามารถ 1. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทะเบียนพาณิชย์ 2. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล 4. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม 5. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 6. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน 7. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า 8. เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับภาษีป้ายภาษีโรงเรือนและที่ดิน 1. สาระสำคัญ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 2. สาระการเรียนรู้


85 9. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างมีเหตุผล 10. มีเจตคติที่ดีและเห็นคุณค่าของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ประกอบการ


86 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1.ข้อใดไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทน ก. ลูกจ้างทำงานให้นายจ้างด้วยสมอง ข. นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ค. ลูกจ้างทำงานให้นายจ้างด้วยแรงงาน ง. หากเป็นคนดีลูกจะได้รับมรดก 2. สัญญาซื้อขายที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์เรียกว่าสัญญาอะไร ก. จะซื้อจะขาย ข. ยอมความ ค. คำมั่นว่าจะซื้อหรือจะขาย ง. ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด 3. ข้อใดไม่ใช่เหตุแห่งการระงับสัญญาจ้างแรงงาน ก. ครบเวลาจ้างตามที่ตกลงกันไว้ ข. สิ้นสุดสัญญาจ้าง ค. งานที่จ้างได้สำเร็จลุล่วงลง ง. จ้างทำล่วงเวลาต่อ 4. กิจการที่มีรายได้ต่อปีเกินเท่าไหร่จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ก. 2,200,000 ข. 2,000,000 ค. 1,800,000 ง. 1,600,000 5. กิจการใดที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ก. สหกรณ์ ข. มูลนิธิ ค. การค้าเร่ ง. การค้าแผงลอย 6. สิ่งสำคัญที่สุดในการวัดความสำเร็จของผู้ประกอบการคือ ก. การเสียภาษีให้รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข. สร้างประโยชน์ให้สังคมมากที่สุด ค. ความพึงพอใจของลูกค้า


87 ง. เป็นเจ้าของกิจการ 7. เงินได้พึงประเมินประเภทใดที่ต้องเสียภาษีครึ่งปี ก. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1, 2, 3 ข. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4, 5, 6 ค. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7, 8 ง. ถูกทุกข้อ 8. ข้อใดคืออัตราภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก. อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ข. อัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี ค. อัตราร้อยละ 10 ต่อปี ง. อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี 9. ข้อใดต่อไปนี้กฎหมายไม่ให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์ ก. งานหนังสือ ข. ข่าว ค. เพลง ง. การแสดง 10. เครื่องหมายการค้ามีอายุการคุ้มครองกี่ปีก. 3 ปีข. 5 ปีค. 10 ปีง. 20 ปี


88 การเป็นผู้ประกอบการจะต้องมีการติดต่อประสานงานและเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายไม่ว่า จะเป็นลูกค้า คู่แข่งขันทางการค้า พนักงาน ชุมชน สิ่งแวดล้อมและคู่ค้า เป็นต้น การเกี่ยวข้องกับ บุคคลหลายฝ่ายอาจทำให้กิจการได้รับความเสียหายที่กระทบต่อการประกอบการได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจเพื่อกฎหมายจะได้คุ้มครองให้ความ ช่วยเหลือและเป็นการสร้างความมั่นใจ มั่นคงและความเจริญเติบโตยั่งยืนของธุรกิจ กฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจแบ่งตามกลุ่มดังนี้ 1. กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจทั่วไป 2. กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรม 3. กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าและบริการ 4. กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค ในหน่วยนี้จะขอกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ประกอบการโดยตรงเท่านั้น เพื่อ เป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการที่จะเริ่มต้นธุรกิจ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพาณิชย์ เรียกว่า “ผู้ประกอบพาณิชยกิจ” ไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ซึ่งประกอบพาณิชยกิจเป็นอาชีพปกติให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ทะเบียน พาณิชย์ สรุปได้ดังนี้ 1.1 กิจการพาณิชยกิจ 1. กิจการพาณิชยกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ ตามมาตรา 6 กำหนดให้ธุรกิจพาณิชย์ต่อไปนี้ต้องจดทะเบียน ต่อไปนี้ ∆ การซื้อ การขาย การขายทอดตลาด การแลกเปลี่ยน ∆ การให้เช่า การให้เช่าซื้อ ∆ การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนค้าต่าง ๆ ∆ การขนส่ง ∆ การหัตถกรรม การอุตสาหกรรม ∆ การรับจ้างทำของ ∆ การให้กู้ยืมเงิน การรับจำนำ การรับจำนอง ∆ การคลังสินค้า ∆ การรับแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อหรือขายตั๋วเงิน การธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การโพยก๊วน ∆ การรับประกันภัย ∆ กิจการอื่นซึ่งกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา 2. กิจการพาณิชยกิจที่ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ตามมาตรา 7 ได้แก่ ∆ การค้าเร่ การค้าแผงลอย 1. สาระสำคัญ 2. กฎหมายทะเบียนพาณิชย์


89 ∆ พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล ∆ พาณิชยกิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น ∆ พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม ∆ พาณิชยกิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ ∆ พาณิชยกิจซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 2.2 การจดทะเบียนพาณิชย์ 1. การยื่นคำขอจดทะเบียน ผู้ประกอบการพาณิชย์จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียน พาณิชย์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่เริ่มประกอบการ 2. สถานที่ยื่นคำขอจดทะเบียน การจดทะเบียนนั้นผู้ประกอบการพาณิชยกิจตั้ง สำนักงานใหญ่ในท้องที่ใดให้จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่นั้น กรณีสำนักงาน ใหญ่ตั้งอยู่ที่ต่างประเทศและมาประกอบกิจการในประเทศไทย สำนักงานสาขาใหญ่ตั้งในเขตท้องที่ ใดให้จดทะเบียนพาณิชย์ ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่นั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวง พาณิชย์เป็นสำนักงานทะเบียนกลางในกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ เพื่อจดทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่ของตน 3. การปฏิบัติเมื่อได้รับทะเบียนพาณิชย์ เมื่อนายทะเบียนพาณิชย์รับจดทะเบียนและ ออกใบทะเบียนแล้ว ให้ผู้ประกอบการแสดงใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายผู้ประกอบการณ์ยื่นคำขอรับใบแทน ใบทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่สูนหาย 4. ป้ายชื่อกิจการ เมื่อจดทะเบียนพาณิชย์แล้วให้ผู้ประกอบการจัดให้มีป้ายชื่อกิจการ ที่ใช้ในการประกอบการโดยติดไว้หน้าสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่จด ทะเบียน ป้ายชื่อนี้ให้เขียนเป็นอักษรไทยอ่านได้ง่ายและชัดเจนและจะมีอักษรต่างประเทศด้วยก็ได้ ป้ายชื่อกิจการหรือเอกสารใดๆ ก็ตามต้องใช้ให้ตรงกับชื่อจดทะเบียนและถ้าเป็นสำนักงานสาขาต้องมี สาขาด้วย 2.3 บทลงโทษ ผู้ประกอบการพาณิชย์ใดที่ไม่จดทะเบียน แสดงรายการเท็จหรือไม่มาให้นายทะเบียน สอบสวน ไม่ยอมให้ถ้อยคำ หรือไม่ยอมให้นายทะเบียนตรวจสอบ มีความผิดระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และในกรณีไม่จดทะเบียนอันเป็นความผิดต่อเนื่อง ให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากบุคคลทั่วไปซึ่งมีรายได้ตามเกณฑ์ที่ กฎหมายกำหนดหรือจากหน่วยงานที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด 3.1 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมา โดยมีสถานะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ 1. บุคคลธรรมดา หมายถึง ผู้บรรลุนิติภาวะ ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือน ไร้ความสามารถ 3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


90 2. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล 3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี 4. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง 3.2 เงินได้พึงประเมิน หมายถึง เงินได้ที่เข้าลักษณะต้องนำมาเสียภาษีรวมถึงทรัพย์สินอื่น หรือประโยชน์อื่นที่ได้รับที่อาจคำนวณเป็นเงินได้ เงินค่าภาษีที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ และ เครดิตภาษีที่กฎหมายกำหนดด้วย เงินได้พึงประเมินแบ่งเป็น 8 ประเภท ดังนี้ 1. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ และบำนาญ 2. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ได้แก่ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือหน้าที่ตำแหน่ง งานที่ทำหรือการรับทำงานให้ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส และเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ 3. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ได้แก่ เงินจากค่ากูดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิ อย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้เนื่องจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล 4. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 เป็นเงินได้จากการลงทุน ได้แก่ ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เงินปันผล ส่วนแบ่งผลกำไรหรือ ผลประโยชน์อื่น เงินโบนัสที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นต้น 5. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ได้แก่ เงินหรือประโยชน์อื่นที่ได้เนื่องจากการให้เช่า ทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อนที่ผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อ ขายโดยไม่ต้องคืนเงิน หรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว 6. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 เงินได้จากวิชาชีพอิสระ ได้แก่ กฎหมาย การ ประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอื่นที่ได้มี พระราชกฤษฎีกากำหนดไว้ 7. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องมาลงทุนโดย การจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ 8. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ได้แก่ การประกอบธุรกิจการพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในประเภทที่ 1 ถึงประเภทที่ 7 แล้ว


91 3.3 การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการชำระภาษี 1. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการชำระภาษี ชื่อแบบ เงื่อนไขการยื่นแบบ กำหนดเวลายื่น ภ.ง.ด. 90 กรณีมีเงินได้พึงประเมินหลายประเภทหรือ ประเภทอื่นอย่างเดียว มกราคม – มีนาคมของปีภาษีถัดไป ภ.ง.ด. 91 กรณีที่มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ประเภทเดียว มกราคม – มีนาคมของปีภาษีถัดไป ภ.ง.ด. 93 มีเงินได้ขอชำระภาษีล่วงหน้า ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบตามปกติ ภ.ง.ด. 94 ยื่นครึ่งปีสำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินเฉพาะ ประเภทที่ 5, 6, 7 และ 8 กรกฎาคม – กันยายนของปีภาษีนั้น 2. สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการ ∆ เขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สาขาในท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ∆ เขตจังหวัดอื่นให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ณ สรรพากรเขตพื้นที่สำนักงานตั้งอยู่ ∆ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีอากรประเภทหนึ่งที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร จัดเก็บจาก เงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ หมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย 4.1 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มีดังนี้ 1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่ บริษัทจำกัด บริษัท มหาชนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน 2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย 3. กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาล ต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ 4. กิจการร่วมค้า (Joint Venture) ได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางการค้าหรือ หากำไรระหว่างบุคคล เช่น บริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา บริษัทและหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลกับคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เป็นต้น 5. มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล 4. ภาษีเงินได้นิติบุคคล


92 6. นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร 4.2 ฐานภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากเงินได้ที่ ใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษีคูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนด (อัตราภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลร้อยละ 30) เพื่อความเป็นธรรมและอุดช่องว่างในการจัดเก็บภาษีเงินได้ จึงได้มีการบัญญัติการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงินได้หรือฐานภาษีที่แตกต่างกันดังนี้ ∆ กำไรสุทธิ ∆ ยอดรวมรายได้ก่อนหักรายจ่าย ∆ เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศ ∆ การจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย 4.3 การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและการชำระภาษี 1. แบบแสดงรายการ ภาษีภ.ง.ด. 50, ภ.ง.ด. 51, ภ.ง.ด. 53, และ ภ.ง.ด. 54 2. สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการ ∆ เขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ สาขาในท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ∆ เขตจังหวัดอื่น ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ณ สรรพากรเขตพื้นที่ที่สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ ∆ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ขายสินค้าและบริการในประเทศ และการนำเข้าสินค้า ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการทางธุรกิจหรือวิชาชีพที่เป็นปกติธุระไม่ว่าจะประกอบกิจการ ในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคลใด ๆ หาก มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจด ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน 5.1 ความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) หมายถึง ภาษีที่เรียก เก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการในส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นตอนของการผลิตและการจำหน่ายสินค้า หรือบริการชนิดต่างๆ ภาษีขาย (Sales Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บจาก ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการเมื่อได้ขายสินค้าหรือบริการ หากภาษีขายเกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีขายของเดือน นั้น โดยไม่คำนึงว่าสินค้าที่ขายหรือบริการจะซื้อมาหรือเป็นผลมาจากการผลิตในเดือนใดก็ตาม 5. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ


93 ภาษีซื้อ (Purchase Tax) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จ่ายให้กับ ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่น เมื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการเพื่อใช้ใน กิจการของตนทั้งที่เป็นวัตถุดิบหรือสินค้าประเภทเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ เป็นต้น หาก ภาษีซื้อเกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีซื้อเดือนนั้น โดยไม่คำนึงว่าสินค้าที่ซื้อนั้นจะขายหรือนำไปใช้ใน การผลิตเดือนใดก็ตาม ถ้าภาษีขาย “มากกว่า” ภาษีซื้อ กิจการต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าภาษีขาย “น้อยกว่า” ภาษีซื้อ กิจการขอคืนภาษีได้ 5.2 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการที่อยู่ในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล ส่วนราชการ หรือองค์กรของรัฐบาลที่มีรายได้เกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี และ ประกอบธุรกิจต่อไปนี้ 1. ผู้ประกอบการ ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ขายปลีก ผู้ส่องออก ซึ่งขายสินค้าหรือ ให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ และประกอบกิจการในราชอาณาจักร 2. ผู้นำเข้า ได้แก่ ผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและ ยังรวมถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือสินค้าที่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่า ด้วยศุลกากรออกจากเขตอุตสาหกรรมส่งออก โดยมิใช่เพื่อการส่งออกด้วย 3. ผู้ที่กฎหมายกำหนดเป็นพิเศษให้เป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อประโยชน์ใน การจัดเก็บภาษี เช่น ตัวแทนของผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และขายสินค้าหรือ ให้บริการในราชอาณาจักรเป็นปกติ หรือในกรณีที่ผู้รับโอนสินค้าจากการนำเข้าที่ได้รับการยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เป็นต้น 5.3 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการให้ ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ. 01 เมื่อเจ้าพนักงานได้รับคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ. 01 พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้วจะออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ. 20) ให้ผู้ประกอบการซึ่งจะมีผลให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่ระบุไว้ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นต้นไป เมื่อกรมสรรพากรออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ .20) ให้แก่สถานประกอบการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องนำใบทะเบียนดังกล่าวไปแสดงไว้ ณ สถานประกอบการแต่ละแห่ง ในสถานที่ที่เห็นได้ง่ายและเปิดเผย กรณีที่ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ผู้ประกอบการจด ทะเบียนจะต้องยื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไว้ภายใน 15 วัน นับวันแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ซึ่งใบแทนดังกล่าวถือเป็น ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 5.4 การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและการชำระภาษี การยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีและชำระภาษีโดยยื่น “แบบ ภ.พ. 30” ณ ที่ว่าการอำเอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าจะมีการขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม 5.5 หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 1. เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และออกใบกำกับภาษีเพื่อเป็น หลักฐานในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม


94 2. จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่ ∆ รายงานภาษีซื้อ ∆ รายงานภาษีขาย ∆ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ 3. ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามแบบ ภ.พ.30 กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของคนในสังคม โดยทั่วไปจะ เกี่ยวข้องกับการบริโภคสินค้าและการใช้บริการ สืบเนื่องจากระบบเศรษฐกิจเสรีซึ่งเป็นระบบที่เปิด โอกาสให้เอกชนแข่งขันในทางการค้า รัฐบาลในฐานะผู้คุ้มครองดูแลประชาชนหากพบว่าประชาชน ได้รับความเดือดร้อนจากการบริโภคสินค้าและบริการจะต้องรีบเข้าไปแก้ไขเยียวยาและชดเชยความ เสียหายให้กับประชาชน โดยมีคณะกรรมการการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. มีหน้าที่ในการรับ เรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีหน้าที่ในการตรวจการโฆษณาสินค้า และฉลากสินค้าต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคไว้ด้วยการตรากฎหมายขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิของ ผู้บริโภค และเข้าไปดำเนินคดีเมื่อผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิ์ ผู้ประกอบการจึงต้องศึกษากฎระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นข้อห้ามหรือข้อควรปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคมี 3 ส่วน ดังนี้ 6.1 การคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา โฆษณา หมายความถึง การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็นทราบข้อความเพื่อ ประโยชน์ทางการค้า (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522) การใช้งาน โฆษณาในบางครั้งได้ฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอย่างใด อย่างหนึ่ง กฎหมายกำหนดการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาไว้ดังนี้ 1. การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือใช้ข้อความที่ อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับ แหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพหรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือ การใช้สินค้าหรือบริการ ข้อความที่ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือเป็น ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสังคมเป็นส่วนรวม มีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.1 ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง 1.2 ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใด 1.3 ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้มีการกระทำผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมหรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชีวิต 6. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค


95 1.4 ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ ประชาชน 1.5 ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง *** ข้อความที่ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นจริงโดยแน่แท้ ไม่เป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณาตามข้อ 1. 2. การโฆษณาจะต้องไม่กระทำด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายหรือ จิตใจ หรืออันก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง 6.2 การคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก ฉลาก คือ รูปรอยประดิษฐ์กระดาษหรือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ปรากฏข้อความเกี่ยวกับสินค้า ฉลากสินค้า (Labeling) คือ รายละเอียดของข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดมีบรรจุภัณฑ์ต้องปรากฏข้อมูลต่อไปนี้บนบรรจุภัณฑ์ด้วยทุกชนิด 1. สินค้าที่ควบคุมฉลาก กฎหมายกำหนดประเภทสินค้าที่ควบคุมฉลากมี 3 ประเภท ดังนี้ ประเภทที่ 1 กฎหมายกำหนดให้สินค้าที่ผลิตเพื่อขายโดยโรงงานตามกฎหมายว่า ด้วยโรงงานและสินค้าที่สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ประเภทที่ 2 สินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพร่างกายหรือจิตใจ เนื่องในการใช้ สินค้าหรือโดยสภาพของสินค้านั้นหรือเป็นสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้เป็นประจำ 2. ลักษณะฉลากที่ควบคุม ต้องมีลักษณะดังนี้ ∆ ต้องตรงตามเป็นจริง ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาระสำคัญของสินค้า นั้น ∆ ต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาไทยกำกับภาษาต่างประเทศ สามารถเห็นและ อ่านได้ชัดเจน โดยฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากจะต้องระบุข้อความต่อไปนี้ 1. ชื่อประเภทหรือชนิดของสินค้า 2. ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตหรือของผู้นำเข้าแล้วแต่กรณี 3. สถานที่ผลิตหรือสถานที่ประกอบธุรกิจนำเข้าแล้วแต่กรณี (ที่อยู่–สถานที่ตั้ง ที่สามารถติดต่อได้จริง) 4. ระบุข้อความที่แสดงให้เข้าใจว่าสินค้านั้นเป็นอะไร ในกรณีนำเข้าให้ระบุ ประเทศผู้ผลิตด้วย 5. ต้องระบุข้อความอันจำเป็น ได้แก่ ราคา ปริมาณ ขนาด มิติ ปริมาตร น้ำหนัก หรือจำนวนบรรจุ วิธีใช้ ข้อแนะนำในการใช้หรือห้ามใช้ คำเตือน (ถ้ามี) วันเดือนปีที่ผลิตหรือ หมดอายุ หรือที่ควรใช้ก่อน 3. การแสดงฉลากสินค้าต้องแสดงไว้ที่ตัวสินค้า ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อ สอดแทรก หรือรวมไว้กับสินค้า เอกสารหรือคู่มือ ป้ายที่ติดไว้กับสินค้า หรือเอกสารที่สินค้าหรือภาชนะที่บรรจุ 6.3 การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา


96 การทำสัญญา คือ การที่บุคคลสองคนหรือสองฝ่ายขึ้นไปมาตกลงกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่งขึ้นเพื่อให้มีผลผูกพันกันในทางกฎหมาย เช่น การทำสัญญาซื้อขาย ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน ทำสัญญากู้ยืมเงิน ขายฝาก จำนอง เป็นต้น การทำสัญญาซื้อขายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด เพราะผู้ซื้อจะต้องลงชื่อผูกพันใน หนังสือสัญญากับผู้ขาย การเอารัดเอาเปรียบของผู้ขายหรือความเสียเปรียบของผู้ขาย หรือความ เสียเปรียบของผู้ซื้อ อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไรอยู่ที่หนังสือสัญญา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ไม่ประมาทและป้องกันปัญหาที่จะตามภายหลัง จึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาเอาไว้ด้วย เช่น การกู้ยืมเงิน การนำทรัพย์สินไปจำนองหรือขายฝาก เป็นต้น 1. สัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการ การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือบริการใด ถ้า สัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการนั้นมีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือที่ตามปกติ ประเพณีทำเป็นหนังสือ ในการประกอบธุรกิจที่ควบคุมสัญญา สัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับ ผู้บริโภคจะต้องมีลักษณะดังนี้ ∆ ใช้ข้อสัญญาที่จำเป็นซึ่งหากมิได้ใช้ข้อสัญญาเช่นนั้นจะทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ ผู้ประกอบธุรกิจเกินสมควร ∆ ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค 2. หลักฐานการรับเงิน การประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งและ เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินได้ ในการประกอบธุรกิจที่ควบคุมรายการใน หลักฐานการรับเงิน หลักฐานการรับเงินจะต้องมีลักษณะดังนี้ ∆ มีรายการและใช้ข้อความที่จำเป็น ซึ่งหากมิได้มายการหรือมิได้ใช้ข้อความ เช่นนั้นจะทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจเกินสมควร ∆ ห้ามใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค 6.4 สิทธิของผู้บริโภค ผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. การคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งมีอยู่ 5 ประการ ดังนี้ 1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับ สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะรับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษ ภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและ เพียงพอที่จะไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือบริการโดยไม่เป็นธรรม 2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือ บริการโดยความสมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม 3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับ สินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิด อันตรายต่อชีวิตร่างกาย หรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้า หรือบริการนั้นแล้ว 4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดย ไม่เอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ


97 5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการ คุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหายเมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1–4 ดังกล่าวแล้ว กฎหมายแรงงาน เป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง ลูกจ้าง องค์กรของนายจ้าง และองค์กรของลูกจ้าง รวมทั้งมาตรการที่กำหนดให้นายจ้าง ลูกจ้าง และองค์กรปฏิบัติต่อกัน ทั้งนี้เพื่อให้การจ้างงานและการใช้งาน การประกอบกิจการและ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างและนายจ้างและรัฐเป็นไปด้วยความเหมาะสม กฎหมายแรงงานที่ ผู้ประกอบการใหม่จำเป็นต้องทราบมีดังต่อไปนี้ 7.1 การคุ้มครองกำหนดเวลาทำงาน เจ้าของธุรกิจจะต้องเป็นผู้กำหนดเวลาทำงานปกติ ลูกจ้างไม่ให้เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีหลักเกณฑ์การแบ่งได้ดังต่อไปนี้ 1. งานอุตสาหกรรม เวลาทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง 2. งานขนส่ง เวลาทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง 3. งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดไว้ เวลาทำงานต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง 4. งานพาณิชยกรรมหรืองานอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นถูก กำหนดเวลาทำงานไว้ไม่เกิน 54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 7.2 สิทธิของลูกจ้างพักผ่อนระหว่างการทำงาน ในวันทำงานนายจ้างต้องกำหนดให้ ลูกจ้างมีเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงภายหลังจากที่เริ่มทำงานไปแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง หรือมี ข้อตกลงกันว่าให้ลูกจ้างพักระหว่างวันแต่ละครั้งต้องไม่น้อยไปกว่า 20 นาที และเมื่อนำมานับรวมกัน แล้วต้องไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ภายใน 1 วันก็ได้ 7.3 สิทธิลูกจ้างในการมีวันหยุด วันหยุดทำงานมี 3 ประเภทดังนี้ 1. วันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างมีสิทธิ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน โดยที่วันหยุดประจำ สัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน 2. วันหยุดตามประเพณี ในหนึ่งปีผู้เป็นนายจ้างต้องทำการประกาศวันหยุดให้ลูกจ้าง ทราบไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี ซึ่งถ้าวันหยุดตามประเพณีในวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ให้ เลื่อนจากวันหยุดตามประเพณีไปหยุดในวันทำงานถัดไป คือวันหยุดชดเชยนั่นเอง 3. วันหยุดพักผ่อนประจำปี ถ้าลูกจ้างทำงานครบ 1 ปี ลูกจ้างจะหยุดพักผ่อน ประจำปีได้อย่างน้อย 6 วันทำงาน หรือสามารถที่จะตกลงให้ลูกจ้างเลื่อนวันหยุดประจำปีสะสมใน ปีหน้าก็ได้ 7.4 สิทธิในการได้รับค่าจ้างในวันหยุด ในกรณีนายจ้างประสงค์ให้ลูกจ้างมาทำงานใน วันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างดังนี้ 1. จ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างปกติในวันทำงานให้แก่ลูกจ้างชั่วคราว 2. จ่ายค่าจ้าง 1 เท่าของค่าจ้างวันปกติแก่ลูกจ้างประจำ 7.5 สิทธิในการลาของลูกจ้าง 7. กฎหมายแรงงาน


98 1. ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วัน โดยได้ค่าจ้างปกติ 2. สิทธิ์ในการลาเพื่อเข้ารับราชการทหาร โดยได้รับค่าจ้างตลอดแต่ต้องไม่เกิน 60 วัน 3. ลูกจ้างที่เป็นสตรีและกำลังมีครรภ์ สามารถลาคลอดได้ทั้งก่อนและหลังจากคลอด แต่ต้องไม่เกิน 90 วัน และได้รับค่าจ้างตามปกติ 4. ในกรณีลูกจ้างมีสถานภาพเป็นผู้นำสหภาพแรงงานต่าง ๆ ก็มีสิทธิ์ลาเพื่อไปดำเนิน กิจกรรมต่าง ๆ ของทางสหภาพได้ด้วย 7.6 สิทธิในการได้รับการคุ้มครองแรงงาน 1. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่จะมีความ แตกต่างกันออกไป ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดสามารถดูได้ที่ เว็บไซต์หลักของกระทรวงแรงงาน www.mol.go.th นายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างตามอัตราค่าจ้าง ขั้นต่ำเท่านั้น ยกเว้นลูกจ้างคนใดอยู่ในช่วงของการทดลองงาน โดยนายจ้างต้องทำหนังสือเป็น ลายลักษณ์อักษรแจ้งให้ลูกจ้าง คนดังกล่าวทราบตั้งแต่ต้น โดยมีระยะทดลองปฏิบัติงานไม่เกิน 60 วัน 2. ค่าล่วงเวลา กรณีนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานเกินเวลามากกว่าปกติที่กำหนด ต้องจ่ายค่า ล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1 เท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในเวลางานปกติ สำหรับในส่วนของเวลาที่ ได้ทำเพิ่มขึ้นมา หรือถ้านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ต้องจ่ายค่าจ้างถึง 3 เท่าของ ค่าจ้างปกติในวันทำงาน สำหรับจำนวนชั่วโมงที่เกินมาจากปกติ 3. ห้ามจ้างแรงงานเด็กต่ำกว่า 15 ปี ถ้าจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องแจ้งต่อ พนักงานตรวจแรงงาน 4. ห้ามนายจ้างเรียกเก็บเงินประกันการจ้างงาน 7.7 สิทธิได้รับเงินทดแทน เมื่อลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตาย ในขณะทำงาน ลูกจ้างมีสิทธิและสามารถได้เงินทดแทนจากนายจ้างโดยจำแนกตามประเภทดังต่อไปนี้ 1. ค่ารักษาพยาบาล ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากนายจ้างไม่เกิน 30,000 บาท 2. ค่าทดแทน เมื่อลูกจ้างประสบอุบัติเหตุหรือล้มป่วยจนถึงแก่ความตาย นายจ้าง ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนเป็นรายเดือน เช่น จ่ายเงินทดแทนรายเดือนร้อยละ 60 ของเงินเดือน ใน กรณีที่ลูกจ้างมีการสูญเสียอวัยวะบางส่วนจ่ายตามประเภทอวัยวะที่สูญเสีย และตามระยะเวลาที่ กระทรวงมหาดไทยจะกำหนดด้วยแต่ระยะเวลาต้องไม่เกิน 10 ปี 7.8 ลักษณะการเลิกจ้าง การเลิกจ้างมักเกิดจากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดการกระทำผิดขึ้น โดยไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเลิกสัญญาได้ในทันที เช่น 1. การทำงานของลูกจ้างตกเป็นพ้นวิสัยโดยลูกจ้าง 2. ลูกจ้างไร้ฝีมือ 3. นายจ้างโอนสิทธิหรือลูกจ้างโอนหน้าที่ให้บุคคลภายนอก โดยคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ยินยอม 4. ลูกจ้างกระทำความผิดโดยเข้าลักษณะอันร้ายแรง เช่น จงใจขัดคำสั่งของนายจ้างหรือ ทำการละเลยไม่ทำตามคำสั่งที่ได้รับมา ทิ้งหน้าที่และงานที่รับผิดชอบ กระทำผิดความผิดร้ายแรง หรือทำงานอื่นโดยไม่สนใจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้าง หมายเหตุ : กฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีหลายฉบับและที่สำคัญ ได้แก่


99 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน 2. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 3. พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 4. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 5. พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 6. พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ทั้งนี้กฎหมายลำดับที่ 1 - 3 และลำดับที่ 5 อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงาน (http://www.labour.go.th) กฎหมายลำดับที่ 4 อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานประกันสังคม (http://www.sso.mol.sw.go.th) และกฎหมายลำดับที่ 6 อยู่ในความ รับผิดชอบของกรมการจัดหางาน (http://www.doe.go.th) 8.1 กฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright) คือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ ในการทำซ้ำ หรือดัดแปลง เผยแพร่ ให้เช่า ให้ประโยชน์ อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ดังนั้นลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่เจ้าของสิทธิกันไม่ให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเป็นสิทธิ์ที่กฎหมายมีให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานหรือผู้เป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ 1. งานที่ให้กฎหมายสิทธิ์ให้ความคุ้มครองแก่งานสร้างสรรค์ 9 ประเภท ได้แก่ ∆ งานวรรณกรรม ได้แก่ งานนิพนธ์ทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ชุดเอกสาร และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กฎหมายให้ความคุ้มครองตลอดชีวิตของผู้สร้างสรรค์และ นับต่อไปอีก 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ตาย ∆ งานนาฏกรรม ได้แก่ การรำ การเต้น หรือการแสดง คุ้มครองตลอดชีวิตของ ผู้สร้างสรรค์และอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ตาย ∆ งานศิลปกรรม ได้แก่ งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรม ภายถ่าย ภาพประกอบ งานศิลปะประยุกต์ คุ้มครองตลอดชีวิตและอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ตาย ยกเว้น งานศิลปะประยุกต์คุ้มครอง 25 ปี ∆ งานดนตรีกรรม ได้แก่ เพลง หนังสือเพลง โน้ตเพลง คุ้มครองตลอดชีวิตของ ผู้สร้างสรรค์และอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ตาย ∆ งานโสตทัศนวัสดุ ได้แก่ งานบันทึกภาพลงในวัสดุนำมาเล่นซ้ำได้อีก เช่น VDO, DVD, Laser Disc คุ้มครอง 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานขึ้น ∆ งานภาพยนตร์ ได้แก่ ภาพยนตร์ทุกชนิด คุ้มครอง 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานขึ้น ∆ สิ่งบันทึกเสียง ได้แก่ เทปบันทึกเสียง ซีดี บันทึกเพลง คุ้มครอง 50 ปี นับ แต่ได้สร้างสรรค์งานขึ้น ∆ งานแพร่เสียงแพร่ภาพ ได้แก่ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ เคเบิลทีวี คุ้มครอง 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานขึ้น 8. กฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้า


100 2. งานที่กฎหมายไม่คุ้มครองลิขสิทธิ์ ได้แก่ ∆ ข่าวและข้อเท็จจริง ∆ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ∆ ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานใด ของรัฐ ∆ คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย ∆ คำแปลและการรวบรวมของรัฐ เหตุผลที่งานดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น เพราะเป็นงานที่ราชการทำขึ้นและ เป็นเรื่องที่ต้องส่งเสริมและเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปทราบ เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมาใหม่ด้วยความ วิริยะอุตสาหะ เช่น หากเอกชนนำพระราชบัญญัติต่าง ๆ มารวบรวมเป็นรูปเล่ม เอกชนซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ ก็จะกลายเป็นผู้มีสิทธิ์ในงานนั้น เมื่อเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แล้ว 3. การคุ้มครองสิทธิ์ เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการกระทำต่อไปนี้ 1. ทำซ้ำหรือดัดแปลง 2. เผยแพร่ต่อสาธารณชน 3. ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และ สิ่งบันทึกเสียง หรือสำเนางาน 4. ให้ประโยชน์โดยยกเลิกลิขสิทธิ์ให้ผู้อื่น 5. อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ตาม ข้อ 1 ข้อ 2 หรือข้อ 3 โดยกำหนดเงื่อนไขอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือไม่ก็ได้ 4. การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ เมื่อผู้ใดสร้างสรรค์งานขึ้น จะได้ลิขสิทธิ์ทันทีโดยไม่ต้องไปขึ้น ทะเบียน หรือจะไปแจ้งจดทะเบียนไว้ก็ได้ กฎหมายบัญญัติให้ความคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ (Automatic protection) ไม่มีแบบพิธี (Non-Formability) ไม่ต้องนำงานไปขอจดทะเบียน แต่การไม่แจ้ง ข้อมูลก็ไม่มีผลทำให้งานนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองแต่อย่างใด หากเจ้าของผลงานต้องการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายต้องนำงานอันมี “ลิขสิทธิ์” ไปขอ จดทะเบียนเพื่อได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดให้มีระบบการ แจ้งงานอันมีลิขสิทธิ์ต่อกรทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการสร้างสรรค์งานในวันที่มีการจด แจ้งต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้สร้างสรรค์งานเพราะมีหลักฐานชัดเจนของทาง ราชการว่าผู้สร้างสรรค์ได้แจ้งต่อ ทางราชการซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานตั้งแต่วัน ดังกล่าวซึ่งง่ายต่อการพิสูจน์หากมีข้อพิพาทในศาล 5. การละเมิดลิขสิทธิ์และบทลงโทษ การละเมิดลิขสิทธิ์ หมายถึง การทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ผลงาน ของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และการกระทำการนั้นเป็นการกระทำเพื่อ แสวงหากำไร บทลงโทษ ∆ ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกลงโทษปรับตั้งแต่ 10,000 บาท – 400,000 บาท ∆ ถ้าการกระทำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการกระทำเพื่อการค้าผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 เดือนถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000–400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


Click to View FlipBook Version