101 a. กฎหมายสิทธิบัตร สิทธิบัตร หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์(Invention) การ ออกแบบ ผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมาย กำหนด หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นการประดิษฐ์ขึ้น ใหม่มีอายุ 20 ปี การประดิษฐ์ (Invention) คือ ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับลักษณะ องค์ประกอบโครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การรักษา หรือปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) คือ การคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับการทำให้รูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์เกิดความสวยงามและแตกต่างกันไปจากเดิม ผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อนุสิทธิบัตร” (Petty Patent) จะมีลักษณะคล้ายกับการประดิษฐ์ แต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับเทคโนโลยีไม่สูง มาก หรือเป็น การประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อย แบบผังภูมิของวงจรรวม หมายถึง แผนผังหรือแบบที่ทำขึ้นเพื่อแสดงถึงการจัดวางแผนและการ เชื่อมต่อวงจรต่อวงจรไฟฟ้า เช่น ตัวนำพาไฟฟ้าหรือต้านทาน 1. คุณสมบัติของการประดิษฐ์ที่ได้รับความคุ้มครอง การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรได้ กฎหมายกำหนดว่าจะต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 อย่าง ดังต่อไปนี้ ∆ เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ คือ ยังไม่เคยมีจำหน่ายหรือขายมาก่อน หรือยังไม่เคย เปิดเผยรายละเอียดของสิ่งประดิษฐ์ในเอกสารสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุมาก่อน เว้นแต่การตีพิมพ์ เผยแพร่ของเอกสารนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่เพื่อสาธารณประโยชน์ในการสร้างสรรค์งาน ประดิษฐ์ที่จัดขึ้นโดยรัฐฯ ∆ มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น คือ ไม่เป็นขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สามารถทำได้ง่ายโดยผู้ พบเห็นทั่วไป หรืออาจพูดได้ว่ามีการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคของสิ่งประดิษฐ์ที่มีมาก่อน ∆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิต ทั้งทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม และพาณิชกรรมได้ 2. การยื่นคำขอสิทธิบัตร การมาซึ่งสิทธิบัตรต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาผู้ได้รับสิทธิบัตรมีดังนี้ ∆ มีสิทธิ์ในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ∆ มีสิทธิ์ใช้คำว่า “สิทธิบัตรไทย” ปรากฏที่ผลิตภัณฑ์ ∆ อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ของตน 3. บทลงโทษ ผู้ละเมิดสิทธิบัตร ต้องโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษทางแพ่งจะถูกฟ้องรียกค่าเสียหาย 8.3 ความหมายเครื่องหมายการค้า 1. ความหมายและประเภท เครื่องหมาย หมายถึง ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่างหรือรูปทรงวัตถุ หรือสิ่งเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกัน โดยมีกฎหมายคุ้มครอง คือพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า โดยกฎหมายเครื่องหมาย การค้าหรือได้ความคุ้มครองเครื่องหมาย 4 ประเภท ดังนี้
102 ∆ เครื่องหมายการค้า (Trademark) หมายถึง เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือ เกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าการบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เครื่องหมายการค้า มีอายุ 10 ปี เช่น กระทิงแดง คาลเท็กซ์ โค้ก เป็นต้น ∆ เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือ เกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าการบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมาย การค้าของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น ∆ เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมาย บริการที่ใช้โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กร อื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น กลุ่ม 7-Eleven กลุ่มบริษัท ปตท. กลุ่มปูนซีเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น 2. การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ∆ ลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนได้ ต้องมีลักษณะดังนี้ 1. มีลักษณะบ่งเฉพาะ อาจเป็นชื่อ คำ ข้อความ ภาพ ลายมือ หรือสี 2. ไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น คล้ายตราแผ่นดิน พระปรมาภิไธย ภาพลามก เป็นต้น 3. ไม่คล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว ∆ การยื่นคำขอจดทะเบียน ผู้ขอเครื่องหมายการค้าต้องยืนยันจดทะเบียนขอเครื่องหมาย การค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาและขอต่ออายุทุก 10 ปี 3. บทลงโทษ ผู้ละเมิดลอกเลียนหรือปลอมเครื่องหมายการค้า มีความผิดทางอาญาโทษ สูงสุดจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษทางแพ่งจะถูกฟ้องเรียก ค่าเสียหาย 9.1 ภาษีป้าย หมายถึง ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่น เพื่อหารายได้ ภาษีป้ายเป็นภาษีที่จัดเก็บจากป้าย ป้ายชื่อร้าน ชื่อบริษัท ป้ายโฆษณา ต้องเสียภาษีทั้งสิ้น การเสียภาษีป้าย เจ้าของป้ายต้องยื่นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล กรุงเทพมหานคร เป็นต้น การเสียภาษีเป็นรายปีมีขั้นตอนดังนี้ 1. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี เจ้าของ ป้ายมีหน้าที่เสียภาษีเป็นรายปี โดยยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายใน วันที่ 31 มีนาคมของทุกปี กรณีติดตั้งป้ายใหม่จะต้องยื่น ภ.ป. 1 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ติดตั้ง ป้ายใหม่ 2. ฐานภาษีและอัตราภาษี คือ เนื้อที่ของป้ายและประเภทของป้ายรวมกัน ถ้าเป็นป้ายที่มี ขอบเขตกำหนดได้ 3. การคำนวณพื้นที่ป้าย ให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดเป็นขอบเขตของป้าย ถ้าเป็นป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้ให้ถือเอาตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดที่เป็น ขอบเขตสำหรับกำหนดส่วนที่กว้างที่สุดและยาวที่สุด โดยคำนวณเป็นตารางเซนติเมตรเศษของ 500 ตารางเซนติเมตร ถ้าเกินครึ่งให้นับเป็น 500 ตารางเซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าให้ปัดทิ้ง 4. อัตราภาษีป้าย มีดังนี้ 9. ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
103 ประเภทที่ 1 ป้ายอักษรที่มีไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ประเภทที่ 2 ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ หรือปนกับภาพหรือ เครื่องหมายอื่น ให้คิดอัตรา 20 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ประเภทที่ 3 ป้ายที่ไม่มีอักษร ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือ ทั้งหมด ป้ายที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วน ในป้ายใต้หรือ ต่ำกว่าอักษรต่างประเทศให้คิดอัตรา 40 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร หมายเหตุ : การคำนวณพื้นที่ป้ายทุกประเภท เมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามี อัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท 5. บทลงโทษ ผู้ฝ่าฝืนไม่เสียภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับอย่างสูงไม่เกิน 50,000 บาท 6. ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี กฎหมายภาษีป้ายได้ยกเว้นป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษีไว้ 13 กรณี เช่น ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพ ป้ายของทางราชการ ป้ายโรงเรียน วัด สมาคม มูลนิธิ เป็นต้น 9.2 ภาษีโรงเรือนและที่ดิน เป็นภาษีที่จัดเก็บจากโรงเรือนกบที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับ โรงเรือนนั้น ๆ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสิ่งปลูกสร้างนั้น โรงเรือน หมายถึง บ้าน ตึกแถว ร้านค้า สำนักงาน ธนาคาร โรงแรม ซึ่งมีลักษณะการ ก่อสร้างติดกับที่ดินเป็นการถาวร ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ หมายถึง ที่ดิน ซึ่งปลูกโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นและบริเวณต่อเนื่องกัน ปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างนั้น 1. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หมายถึง ผู้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ 2. การชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ผู้รับประเมิน (เจ้าของสินทรัพย์) จะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 2 ณ ส่วนการคลังงานจัดเก็บรายได้ขององค์การบริหารส่วนตำบล ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของ ทุกปี เมื่อผู้รับประเมินได้รับแจ้งการประเมินค่าภาษี แบบ ภ.ร.ด.8 จะต้องชำระค่าภาษีภายใน 30 วัน นับ จากวันที่ได้รับแจ้งค่าภาษี 3. การยื่นอุทธรณ์ เมื่อผู้รับการประเมินได้รับใบแจ้งการประเมินค่าภาษีแล้วไม่พอใจ ในการ ประเมินค่าภาษี ให้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินค่าภาษีใหม่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ ได้รับแจ้งการประเมินภาษีแบบ ภ.ร.ด.8 4. อัตราค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ผู้รับการประเมินจะต้องเสียภาษี ค่าภาษีในอัตราร้อย ละ 12.5 ของค่ารายปี (ค่าเช่า) 5. โทษของการไม่ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในกำหนดเวลา กรณีไม่ยื่นแบบแสดง รายการเพื่อชำระภาษีภายในกำหนด ต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 200 บาท กรณีผู้รับการประเมินไม่ชำระ ภาษีภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมินค่าเสียภาษี จะต้องเสียเงินเพิ่มอีกดังนี้ ∆ ค้างชำระไม่เกิน 1 เดือนนับแต่วันพ้นกำหนด จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2.5 ของค่าภาษี ∆ ค้างชำระเกิน 1 เดือนแต่ไม่เกิน 2 เดือน จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 5 ของค่าภาษี ∆ ค้างชำระเกิน 2 เดือนแต่ไม่เกิน 3 เดือน จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 7.5 ของค่าภาษี ∆ ค้างชำระเกิน 3 เดือนแต่ไม่เกิน 4 เดือน จะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษี
104 เป้าหมายสูงสุดของการประกอบธุรกิจ คือ กำไร แต่ในการประกอบธุรกิจผู้ประกอบการ ควรระวังในการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยซึ่งจะมีทั้งทางแพ่งพาณิชย์และอาญา ผู้ที่การละเมิดแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริโภค หุ้นส่วน คู่สัญญา ลูกจ้าง หากมีการฟ้องร้องเรียก ค่าเสียหายจะอาจถูกดำเนินคดีได้ กรณีที่มีรายได้ก็ต้องถูกหักบางส่วนเป็นภาษีเงินได้ส่งให้แก่รัฐบาล โดยผู้ประกอบการไม่ส่งไม่ได้และจะอ้างว่าไม่ทราบกฎหมายไม่ได้ สรุป
105 คำสั่ง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. จงอธิบายความหมายของผู้ประกอบการ ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 2. ขั้นตอนการประกอบธุรกิจมีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 3. ให้บอกลักษณะบุคลิกภาพของผู้ประกอบการที่ทำให้การประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จ ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 4. ให้บอกลักษณะบุคลิกภาพของผู้ประกอบการที่ทำให้การประกอบธุรกิจประสบความล้มเหลว ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 5. องค์ประกอบของการประกอบธุรกิจมีกี่อย่าง อะไรบ้าง ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 6. คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ประกอบการมีอะไรบ้าง ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 7. การเป็นผู้ประกอบการที่ดีมีอะไรบ้าง ให้บอกมาอย่างน้อย 5 ข้อ ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 8. ธุรกิจ หมายถึงอะไรจงอธิบายพอสังเขป แบบฝึกหัดหน่วยที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ประกอบการ
106 ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 9. จงบอกความสำคัญของธุรกิจอย่างละเอียด ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... 10. จงบอกข้อดีและข้อเสียของการเป็นผู้ประกอบการ ......................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... .........................................................................................................................................
107 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. ข้อใดไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทน ก. ลูกจ้างทำงานให้นายจ้างด้วยสมอง ข. นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ค. ลูกจ้างทำงานให้นายจ้างด้วยแรงงาน ง. หากเป็นคนดีลูกจะได้รับมรดก 2. ข้อใดไม่เป็นสัญญาซื้อขาย ก. จะซื้อจะขาย ข. ยอมความ ค. คำมั่นว่าจะซื้อหรือจะขาย ง. ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด 3. ข้อใดไม่ใช่เหตุแห่งการระงับสัญญาจ้างแรงงาน ก. ครบเวลาจ้างตามที่ตกลงกันไว้ ข. สิ้นสุดสัญญาจ้าง ค. งานที่จ้างได้สำเร็จลุล่วงลง ง. จ้างทำล่วงเวลาต่อ 4. กิจการที่มีรายได้ต่อปีเกินเท่าไหร่จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ก. 2,200,000 ข. 2,000,000 ค. 1,800,000 ง. 1,600,000 5. กิจการใดที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ก. สหกรณ์ ข. มูลนิธิ ค. การค้าเร่ ง. การค้าแผงลอย 6. สิ่งสำคัญที่สุดในการวัดความสำเร็จของผู้ประกอบการคือ ก. การเสียภาษีให้รัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข. สร้างประโยชน์ให้สังคมมากที่สุด ค. ความพึงพอใจของลูกค้า ง. เป็นเจ้าของกิจการ
108 7. เงินได้พึงประเมินประเภทใดที่ต้องเสียภาษีครึ่งปีก. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1, 2, 3ข. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4, 5, 6ค. เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7, 8ง. ถูกทุกข้อ 8. ข้อใดคืออัตราภาษีโรงเรือนและที่ดินก. อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ข. อัตราร้อยละ 3.5 ต่อปี ค. อัตราร้อยละ 10 ต่อปี ง. อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี 9. ข้อใดต่อไปนี้กฎหมายไม่ให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์ก. งานหนังสือ ข. ข่าว ค. เพลง ง. การแสดง 10. เครื่องหมายการค้ามีอายุการคุ้มครองกี่ปี ก. 3 ปี ข. 5 ปี ค. 10 ปี ง. 12.5 ปี
109 รูปแบบแผนธุรกิจ 1. ความหมายของแผนธุรกิจ 2. วัตถุประสงค์ของการเขียนแผนธุรกิจ 3. ประโยชน์ของแผนธุรกิจ 4. ขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจ 5. รูปแบบของแผนธุรกิจ
110 แผนธุรกิจ คือ ผลสรุปหรือผลรวมแห่งกระบวนการคิดพิจารณาและการตัดสินใจของ ผู้ประกอบการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ และเป็นตัวช่วยในการชี้แนะการดำเนินงาน ขั้นตอนในการดำเนินกิจการ เพราะแผนธุรกิจมีรายละเอียดที่ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นแผน ทางด้านการตลาด การแข่งขัน กลยุทธ์ และประมาณการทางการเงิน ซึ่งสามารถชี้ให้เห็นถึง จุดอ่อนและข้อควรระวังต่าง ๆ เหตุผลหลักที่ผู้ประกอบการต้องจัดทำแผนธุรกิจ เพราะได้เห็น ทิศทางเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจเป็นการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่สามารถ จัดสรรเงินทุนให้ทราบถึงความเป็นไปได้ของโครงการ 1. ความหมายของแผนธุรกิจ 2. วัตถุประสงค์ของการเขียนแผนธุรกิจ 3. ประโยชน์ของแผนธุรกิจ 4. ขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจ 5. รูปแบบของแผนธุรกิจ เมื่อศึกษาหน่วยที่ 6 จบแล้วผู้เรียนสามารถ 1. บอกความหมายของแผนธุรกิจได้ 2. บอกวัตถุประสงค์ของการเขียนแผนธุรกิจได้ 3. บอกประโยชน์ของแผนธุรกิจได้ 4. อธิบายขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจได้ 5. อธิบายรูปแบบของแผนธุรกิจได้ 6. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างมีเหตุผล 7.มีเจตคติที่ดีและเห็นคุณค่าของการแผนธุรกิจ 1. สาระสำคัญ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 2. สาระการเรียนรู้
111 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. ข้อใด คือ จุดแข็งของการประกอบธุรกิจ ก. สินค้าที่มีอยู่เสื่อมความนิยมง่าย ข. สินค้ามีราคาแพงกว่าคู่แข่งขัน ค. รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินค้าของธุรกิจ ง. มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยในการควบคุมสต๊อคสินค้า 2. Business Plan หมายถึง ก. แผนการลงทุน ข. แผนการเงิน ค. แผนงาน ง. แผนธุรกิจ 3. Business Model หมายถึง ก. คู่มือในการลงทุนดำเนินธุรกิจ ข. รูปแบบของสินค้าหรือบริการของกิจการ ค. การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ง. แนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อให้มีรายได้อย่างยั่งยืนที่เป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ ของธุรกิจ 4. ข้อใด คือ หลักการเขียนแผนธุรกิจ ก. เขียนแผนธุรกิจตามหลักวิชาการ ด้วยศัพท์วิชาการ ข. เขียนแผนธุรกิจตามแบบฟอร์มที่มีอยู่ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง ค. เขียนแผนให้เข้าใจง่าย กระชับ รัดกุม และไม่วกวน ง. ไม่มีแนวทางการเขียนแผนที่ชัดเจนแล้วแต่เจ้าของกิจการ 5. ข้อใดไม่ใช่ส่วนประสมของตลาด ก. Place ข. Property ค. Product ง. Price 6. ระยะเวลาที่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นกระแสเงินสดเท่ากับเงินทุนเริ่มต้น เรียกว่า ก. อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ข. ระยะเวลาคืนทุน
112 ค. จุดคุ้มทุน ง. เงินสดสุทธิ 7. ข้อใดกล่าวถึงสาระสำคัญของแผนธุรกิจทั้งหมดจะดำเนินการ ก. บทสรุปแผนธุรกิจ ข. แนวคิดและขอบเขต ค. บทสรุปผู้บริหาร ง. โอกาสทางธุรกิจ 8. ข้อใดเป็นแผนที่ต้องมีความสัมพันธ์กับกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้กำหนดไว้ ก. แผนธุรกิจ ข. แผนการตลาด ค. แผนการขาย ง. แผนบริหารจัดการ 9. ข้อใดเป็นสิ่งแรกที่ผู้อ่านแผนธุรกิจจะได้เห็น ก. ปกหน้า ข. สารบัญ ค. บทสรุปผู้บริหาร ง. แนวคิดทางการตลาด 10. ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญของแผนธุรกิจ ก. เพิ่มขั้นตอนการทำงาน ข. เป็นเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ค. เป็นเครื่องมือควบคุมการทำงาน ง. เป็นเครื่องมือในการแสวงหาเงินทุน
113 แผนธุรกิจ (Business Plan) เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งกิจการ เพราะแผนธุรกิจเป็นการรวบยอดกระบวนการทางความคิดของผู้ประกอบการทำให้เห็นถึงโอกาสทาง ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แผนธุรกิจเปรียบเสมือนเข็มทิศในการนำทางที่จะชี้แนวทางในการดำเนิน ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ การแข่งขันทางตลาด การคาดคะเนทางการเงิน เพื่อ จะนำผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จหรือแม้กระทั่งเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งรวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทำการปรับปรุงแก้ไขต่อไป ความหมายของการวางแผนทางการเงิน แผนธุรกิจ (Business Plan) หมายถึง แผนการดำเนินงานของธุรกิจที่ผู้ประกอบการจัดทำ ขึ้นมาเพื่อบอกขั้นตอนหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รูปแบบธุรกิจ แผน ด้านการเงิน แผนการลงทุน แผนการตลาด แผนการผลิต การวิเคราะห์สถานการณ์ รวมทั้งการ ประมาณการรายได้และรายจ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ความสำคัญของการจัดทำแผนธุรกิจ การจัดทำแผนธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งและเป็นมาตรฐานในการทำธุรกิจให้ทันสมัย โดยเฉพาะในการยื่นเรื่องขอกู้เงินหรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาลงทุน เพราะจะทำให้ ผู้ประกอบการ ผู้ร่วมทำธุรกิจ หรือสถาบันการเงินได้เห็นภาพรวมของการทำธุรกิจ รวมถึงสามารถ ประเมินความเป็นไปได้ของโครงการต่าง ๆ ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด จะถึงจุดคุ้มทุน เมื่อใด มีความสามารถในการชำระหนี้คืนหรือไม่ แผนธุรกิจนอกจากจะเป็นการประเมินความเป็นไป ได้ของโครงการแล้วยังเป็นสิ่งที่สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อสามารถกำหนดเป็นแผนงานและแผนการ ควบคุมการดำเนินงานของผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่งด้วย 1. สาระสำคัญ 2. ความหมายของแผนธุรกิจ
114 แผนธุรกิจเป็นแผนงานของผู้ประกอบการที่เกิดจากความคิดต้องการประกอบธุรกิจตั้งแต่เริ่ม ก่อตั้งจนถึงระหว่างการดำเนินการ และการขยายกิจการ โดยผู้ประกอบการจะต้องนำแนวคิดและ วิธีการทางธุรกิจมาเขียนเป็นกิจกรรมการทำงานที่ชัดเจน ด้วยการจัดทำแผนธุรกิจตามวัตถุประสงค์ ของการเขียนแผนธุรกิจดังนี้ 1. เพื่อใช้เป็นคู่มือหรือเป็นแผนงานในการลงทุนและประกอบการ 2. เพื่อใช้เป็นแนวทางและเครื่องมือในการควบคุมการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนตั้งแต่การเริ่มต้น ในการลงทุนและการขยายกิจการ 3. เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและประเมินปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจ 4. เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน แผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการได้จัดทำขึ้นมีประโยชน์ 3 ลักษณะ ดังนี้คือ 1. เป็นคู่มือในการปฏิบัติงานในการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ แผนธุรกิจเป็นเครื่องมือ ที่ใช้ในการวางแผนการดำเนินงานของกิจการ เพราะแผนธุรกิจถูกจัดทำขึ้นมาจากข้อมูลที่ผ่านการ วิเคราะห์อย่างรอบคอบ มีการศึกษาความเป็นไปได้มาอย่างละเอียด การจัดทำแผนธุรกิจทำให้การ ดำเนินงานทางธุรกิจเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2. เป็นแผนที่สำหรับการประกอบธุรกิจ แผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นได้ผ่านกระบวนการคิดและ วิเคราะห์อย่างถูกต้อง ละเอียดรอบคอบและรัดกุม ดังนั้นสิ่งที่เขียนไว้ในแผนธุรกิจสามารถนำไปใช้ ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจนว่าจะทำอะไร เมื่อใด โดยใคร ในเวลาใด อย่างไร จึงทำให้ธุรกิจ ดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน 3. เป็นข้อตกลงและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง แผนธุรกิจจะบอกถึงแหล่งเงินทุน วิธีการดำเนินธุรกิจ ระยะเวลาผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน ลด ความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจและมั่นใจในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดีไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นผู้ถือ หุ้น เจ้าหนี้ หรือคู่ค้า เพราะบุคคลเหล่านี้เมื่อทราบสถานการณ์ล่วงหน้าย่อมคาดการณ์อนาคตของ ธุรกิจได้อย่างถูกต้อง และได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือให้ธุรกิจมีความก้าวหน้าและยั่งยืน ดังนั้น แผนธุรกิจจึงเปรียบเสมือนข้อตกลงระหว่างธุรกิจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง 3. วัตถุประสงค์ของการเขียนแผนธุรกิจ 4. ประโยชน์ของแผนธุรกิจ
115 แนวทางในการเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจมี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. เลือกประเภทธุรกิจ 2. รวบรวมข้อมูล 3. วิเคราะห์ตลาดและวิเคราะห์ธุรกิจ 4. กำหนดรูปแบบของธุรกิจ 5. เขียนแผนธุรกิจ ขั้นที่ 1 เลือกประเภทธุรกิจ (Select Business Type) ผู้ประกอบการควรเลือกธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเองเพราะจะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ มากกว่าธุรกิจที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง ลักษณะธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น เป็นธุรกิจที่ชอบ และถนัด มีความชำนาญ ธุรกิจมีหลายประเภท ได้แก่ ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต ธุรกิจด้าน เทคโนโลยี ธุรกิจเกษตร ฯลฯ หลักการพิจารณาประเภทธุรกิจต้องพิจารณาจากอุปนิสัยของตนเอง ก่อน ความชอบหรือไม่ชอบ ความถนัดหรือไม่ถนัด ความรู้และความชำนาญที่มีอยู่ หลังจากนั้นจึง พิจารณาโอกาสความเป็นไปได้ของธุรกิจ ลูกค้าเป้าหมายมีปริมาณมากเพียงพอจะลงทุนหรือไม่ โอกาสของตลาด ฯลฯ ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูล (Collect Information) เป็นขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล คัดเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เป็นพื้นฐานและจำเป็นต่อ ธุรกิจ ข้อมูลที่จำเป็นในการใช้เขียนแผนธุรกิจสามารถค้นหาได้ 2 แหล่ง ดังนี้คือ 1. แหล่งข้อมูลภายในกิจการ (Internal Data) ได้แก่ - ทะเบียนการค้า ใบอนุญาตประกอบกิจการ ทะเบียนผู้ถือหุ้น และงบการเงิน - เอกสารการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่แจ้งให้ลูกค้าทราบ - เอกสารที่เกี่ยวโยงกับลูกค้า เจ้าหนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สัญญาเงินกู้ยืมจาก ธนาคาร สัญญาเช่าอาคาร / ที่ดิน - เอกสารรับรองจากหน่วยงานราชการ เช่น มาตรฐาน มอก. มาตรฐาน ISO หรือรางวัล ที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ฯลฯ - ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือสถานประกอบการ ได้แก่ ภาพถ่ายสินค้าหรือบริการ - ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดองค์กร เช่น แผนผังการจัดองค์กร ประวัติผู้จัดการ หรือ คณะกรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารหลักของธุรกิจ ค่าจ้าง เงินเดือน จำนวนบุคคล แนวคิด ประวัติความเป็นมาของธุรกิจ ฯลฯ - ข้อมูลด้านเงื่อนไขการค้าและสถิติการดำเนินงาน เช่น นโยบายเครดิต นโยบายการ บริหารการเงิน นโยบายการบริหารเงินทุนหมุนเวียน - ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการขาย ได้แก่ ยอดขายแต่ละเดือน ต้นทุนการผลิตหรือค่าใช้จ่าย ในแต่ละเดือน 2. แหล่งข้อมูลภายนอกกิจการ (External Data) ข้อมูลที่ธุรกิจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง โดยตรงและโดยอ้อมที่มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ ได้แก่ 5. ขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจ
116 2.1 คู่แข่ง ข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งให้พิจารณาคู่แข่งหลักและคู่แข่งรอง เพื่อนำข้อมูลมา เปรียบเทียบในการวิเคราะห์ตลาดและนำมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด ข้อมูลที่ควร รวบรวม ได้แก่ ชื่อธุรกิจคู่แข่ง รายละเอียดของสินค้าหรือบริการของคู่แข่ง คือ ลักษณะ รูปแบบ การตั้งราคาและเงื่อนไขการขาย จุดเด่น จุดด้อย ยอดขาย หรือต้นทุนค่าใช้จ่าของคู่แข่ง ฯลฯ - คู่แข่งหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่มีลักษณะและรายละเอียดของสินค้าหรือบริการแบบ เดียวกันกับธุรกิจของเรา - คู่แข่งรอง คือ ธุรกิจที่มีลักษณะและรายละเอียดสินค้าหรือบริการที่แตกต่างกัน กับธุรกิจของเรา แต่ก็สามารถทดแทนกันได้ เช่น ธุรกิจร้านขายราดหน้า “ร้านราดหน้ายอดผัก” คู่แข่งหลัก คือ ร้านขายราดหน้าเหมือนกัน คู่แข่งรอง คือ ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายอาหารตาม สั่ง ร้านขายข้าวมันไก่ ที่อยู่บริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เป็นต้น 2.2 ข้อมูลทางเศรษฐกิจ สภาวะตลาด และอุตสาหกรรม เป็นการหาข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพื่อนำมาใช้อ้างอิงในแผนธุรกิจเกี่ยวกับสภาวะตลาด การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในภาพรวมและการ แสดงถึงการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น ข้อมูลจากภาครัฐจะเป็นข้อมูลจำนวนลูกค้า ยอดขาย มูลค่าของรายได้ หรือหากเป็นข้อมูลทางภาคเอกชนสามารถหาได้จากหอการค้า ธนาคารแห่ง ประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์วิจัยกสิกร หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ทางธุรกิจ เป็นต้น ขั้นที่ 3 วิเคราะห์ตลาดและวิเคราะห์ธุรกิจ (Analyze Market) ขั้นตอนนี้เป็นการนำข้อมูลมาวิเคราะห์สภาพตลาดและสภาพของธุรกิจที่เป็นอยู่ ด้วยการ วิเคราะห์ SWOT SWOT Analysis คือ การวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจว่ามีปัญหา อุปสรรค จุดเด่นและ จุดด้อยอย่างไร โดยการวิเคราะห์ปัจจัยสองด้าน คือ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจ ที่สามารถแก้ไข ปรับปรุง หรือพัฒนาได้ด้วยตัวธุรกิจเอง มี 2 ประการ คือ จุดแข็งและจุดอ่อน ได้แก่ - จุดแข็ง (Strengths : S) คือ การค้นหาจุดเด่นของธุรกิจหรือของผู้ประกอบการที่เป็น ประโยชน์ต่อกิจการ เช่น มีแหล่งวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ มีความรู้ความชำนาญทางเทคนิคที่ดีกว่า มีสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า มีประสบการณ์ มีระบบการจัดจำหน่ายสินค้าที่ดีและทันสมัย มีการปรับปรุง สินค้าให้ทันสมัยเสมอ มีสภาพคล่องสูง ฯลฯ - จุดอ่อน (Weaknesses : W) คือ การวิเคราะห์หาข้อบกพร่องหรือข้อด้อยของธุรกิจหรือ ผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความขาดแคลน ความบกพร่อง ความผิดพลาดที่กิจการสามารถควบคุม และปรับปรุงแก้ไขได้ เช่น ระบบการควบคุมสินค้าไม่ดี ระบบการขายไม่ดี มีเทคโนโลยีและเครื่องจักร ที่ล้าสมัย มีเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการขาดความรู้และความชำนาญ ในการบริหารจัดการ ฯลฯ 2. การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เป็นการวิเคราะห์หาปัจจัยที่อยู่ภายนอกซึ่งมีผลกระทบต่อ กิจการ ซึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของสิ่งแวดล้อม คู่แข่ง นโยบายของรัฐบาลหรือภัยจากธรรมชาติ ปัจจัย ภายนอกเป็นปัจจัยที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมหรือแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง แต่ต้องศึกษาหาวิธีการที่ลด หรือเลี่ยงการดำเนินการที่อาจจะมีผลกระทบต่อธุรกิจ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ โอกาสและอุปสรรค ดังนี้
117 - โอกาส (Opportunities : O) คือ การวิเคราะห์หาปัจจัยที่สนับสนุนการประกอบ ธุรกิจให้ได้เปรียบคู่แข่งที่ทำให้ธุรกิจเจริญรวดเร็วกว่า “โอกาส” เป็นข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการ เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยนี้ได้แก่ คู่แข่งขันมีน้อย เป็นผู้ผลิตรายเดียว ในตลาด ทำเลที่ตั้งดีมีที่จอดรถ รัฐบาลให้การสนับสนุน ฯลฯ - ปัญหาและอุปสรรค (Threats : T) คือ การวิเคราะห์สิ่งที่เป็นผลลบต่อธุรกิจ ทำให้ ธุรกิจดำเนินกิจการได้ยากขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ธุรกิจมีลูกค้าที่ลดลงหรือมียอดขายลดลง เป็น ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจและผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้และยังส่งผลต่อ ความสำเร็จของธุรกิจหากผู้ประกอบการไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การที่ผู้ประกอบวิเคราะห์หา อุปสรรคเพื่อหาวิธีการหลีกเลี่ยงหรือเป็นการเพิ่มความระมัดระวังเพื่อให้เกิดผลกระทบในการ ดำเนินงานของธุรกิจให้น้อยที่สุด เช่น ค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ฯลฯ ในการวิเคราะห์ตลาดหรือการวิเคราะห์ธุรกิจ ผู้ประกอบการจะวิเคราะห์ด้านใดก่อนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของธุรกิจ เช่น การวิเคราะห์จากปัจจัยภายในไปสู่ปัจจัยภายนอก หรือ วิเคราะห์จากปัจจัยภายนอกเข้ามาสู่ปัจจัยภายใน เป็นต้น ขั้นที่ 4 กำหนดรูปแบบของธุรกิจ (Define Business Model) เป็นการกำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจให้มีรูปแบบที่เป็นจุดเด่นหรือสามารถแข่งขันกับ ผู้ประกอบการรายอื่นได้ หรือเป็นการหาวิธีการเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน รูปแบบธุรกิจ (Business Model) หมายถึง แนวทางการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เพื่อให้มีรายได้และมีผลกำไรที่ยั่งยืน เป็นการหาจุดเด่นของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและสามารถ เอาชนะคู่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อของบริษัท ซีพีออล จำกัด หรือร้าน 7-Eleven ได้กำหนด Business Model ไว้ 2 ประการ ดังนี้ ประการที่ 1 คือ การส่งมอบสินค้าที่สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า ได้แก่ การเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ประการที่ 2 คือ การสร้างรูปแบบการแสวงหารายได้ให้ธุรกิจ ได้แก่ การหารายได้เสริมจาก การบริการอื่น ๆ ด้วยการคิดค่าธรรมเนียม รายได้จากการให้บริการธุรกรรมด้วยการรับ–จ่ายค่า สาธารณูปโภค ฯลฯ ขั้นที่ 5 เขียนแผนธุรกิจ (Write Business Plan) เมื่อผู้ประกอบการได้กำหนด Business Model แล้วว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด ใช้กลยุทธ์หรือวิธีการใดในการสร้างจุดเด่นหรือใช้กลยุทธ์ใดในการแข่งขันทางการตลาดกับคู่แข่งขัน ทางการค้า ลำดับถัดไปผู้ประกอบการต้องเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งการเขียนแผนธุรกิจเป็นหัวใจสำคัญ ที่ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องศึกษาหาความรู้และจัดทำ
118 การเขียนแผนธุรกิจนั้นไม่มีโครงสร้างหรือคู่มือการเขียนแผนธุรกิจใดที่ดีที่สุดหรือสามารถ ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีลักษณะที่แตกต่างกันในการดำเนินงาน ดังนั้น จุดประสงค์ของการเขียนแผนธุรกิจจึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของธุรกิจนั้น ๆ หลักการเขียนแผนธุรกิจ คือ ต้องเขียนให้เข้าใจง่าย กระชับและไม่วกวน มีความเป็นไปได้ ในเชิงพาณิชย์ มีความถูกต้องตามกฎหมายและข้อสมมุติฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะแต่หากไม่ สามารถหลีกเลี่ยงได้ให้เขียนคำนิยามศัพท์ไว้เพื่ออธิบายด้วย รูปแบบการเขียนแผนธุรกิจแบ่งออก ส่วนประกอบออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เรียกว่า ส่วนแรก ประกอบด้วย ปกหน้าและสารบัญ ส่วนที่ 2 เรียกว่า ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย บทสรุปของผู้บริหารหรือบทสรุปของโครงการ วัตถุประสงค์ในการนำเสนอแผนธุรกิจ ความเป็นมาของโครงการ ผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ตลาดและ การวิเคราะห์ธุรกิจ แผนการบริหารจัดการ แผนการตลาดและการขาย และการวางแผนด้านการเงิน ส่วนที่ 3 เรียกว่า ส่วนสุดท้าย ประกอบด้วย เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม และภาคผนวก/ เอกสารแนบ รูปแบบและวิธีการเขียนแผนธุรกิจ ส่วนที่ 1 ส่วนแรก ประกอบด้วย 1.1 ปกหน้า ในส่วนนี้จะเป็นส่วนของรายละเอียดของชื่อธุรกิจ ชื่อผู้จัดทำ ที่อยู่ที่สามารถ ติดต่อได้สะดวก ซึ่งจะประกอบด้วยเบอร์แฟกซ์ E-mail หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น แผนธุรกิจ ชื่อธุรกิจ.............................................................................. ที่อยู่.................................................................................... โทรศัพท์.................................แฟกซ์................................... e-mail.......................................................................... นำเสนอต่อ ..................................................................................... วัตถุประสงค์เพื่อ ..................................................................................... 6. รูปแบบของแผนธุรกิจ โลโก้
119 1.2 สารบัญ คือ ส่วนที่แสดงถึงลำดับเนื้อหาของแผนธุรกิจ การเรียงลำดับก่อนหลังตาม เนื้อหาที่ปรากฏในแผนธุรกิจ กรณีที่มีหัวข้อย่อยหรือมีรายละเอียดเป็นจำนวนมาก ควรแบ่งหัวข้อ ออกเป็นลำดับ โดยมีตัวเลขกำกับพร้อมลำดับหัวข้อย่อย เช่น หัวข้อที่ 1 หัวข้อย่อยที่ 1.1 และ 1.1.1 และหากมีตารางหรือรูปภาพควรจัดทำสารบัญตารางหรือสารบัญรูปภาพประกอบด้วย สารบัญ หน้า บทสรุปผู้บริหาร วัตถุประสงค์ในการนำเสนอ บทที่ 1 ความเป็นมาของโครงการ บทที่ 2 สินค้า บริการ 2.1 รายละเอียดของสินค้า บทที่ 3 การวิเคราะห์ตลาดและวิเคราะห์ธุรกิจ 3.1 สภาวะอุตสาหกรรมและตลาด 3.2 ตลาดเป้าหมาย 3.3 การวิเคราะห์ปัจจัย ส่วนที่ 2 ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย 2.1 บทสรุปของผู้บริหารหรือบทสรุปของโครงการ การเขียนบทสรุปของผู้บริหารควรเลือกเฉพาะประเด็นสำคัญ ให้มีความกระชับและ รัดกุม ไม่มีรายละเอียดมากเกินไป และไม่ควรเขียนเกิน 1 – 2 หน้ากระดาษ หัวข้อที่จำเป็นต้องมี ในบทสรุปผู้บริหาร ได้แก่ ชื่อโครงการ / บริษัท / ห้างหุ้นส่วน / กิจการ ที่ตั้งของกิจการ เหตุผลใน การเลือกดำเนินธุรกิจ เหตุผลในการเลือกผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การ บริหารจัดการ ความสามารถทางการแข่งขันและวิธีการแข่งขัน การบริหารจัดการ สรุปผลทาง การเงิน ฯลฯ สารบัญ หน้า บทสรุปผู้บริหาร วัตถุประสงค์ในการนำเสนอ บทที่ 1 ความเป็นมาของโครงการ บทที่ 2 สินค้า บริการ 2.1 รายละเอียดของสินค้า บทที่ 3 การวิเคราะห์ตลาดและวิเคราะห์ธุรกิจ 3.1 สภาวะอุตสาหกรรมและตลาด 3.2 ตลาดเป้าหมาย 3.3 การวิเคราะห์ปัจจัย
120 2.2 วัตถุประสงค์ในการนำเสนอแผนธุรกิจ เป็นการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การนำเสนอแผนธุรกิจ เช่น เพื่อขอ สนับสนุนจากหน่วยงาน เพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกู้หรือเพื่อขอสนับสนุนในการร่วมลงทุน ฯลฯ โดยมีการแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น จำนวนวงเงินที่ขอกู้ วัตถุประสงค์ ของการใช้เงิน หลักประกันในการขอกู้ การให้ผลตอบแทนหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ฯลฯ การแสดงใน ส่วนวัตถุประสงค์นี้ควรแยกออกเป็นหน้าเอกสรต่างหากเฉพาะ เพื่อเน้นความสำคัญให้ผู้อ่านหรือผู้ พิจารณาชัดเจนยิ่งขึ้น 2.3 บทที่ 1 ความเป็นมาของโครงการ ความเป็นมาของโครงการเป็นการกล่าวถึงแนวคิดในการก่อตั้งกิจการ ผู้ก่อตั้ง ปีที่ก่อตั้ง ทุนจดทะเบียน / ทุนที่ชำระแล้ว การเติบโตของกิจการ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร รายชื่อผู้ถือหุ้นหรือ รายชื่อหุ้นส่วน ประวัติของผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น และสรุปผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี บทที่ 1 ความเป็นมาของโครงการ ประวัติกิจการ / ผู้เริ่มก่อตั้งกิจการ .................................................................................................. ทุนจดทะเบียน.......................................................................... รายชื่อผู้ถือหุ้น.......................................................................... แนวความคิดในการก่อตั้งกิจการ.............................................. สรุปผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี..................................... ................................................................................................. ................................................................................................ 2.4 บทที่ 2 ผลิตภัณฑ์ สินค้า / บริการ สำหรับผลิตภัณฑ์ สินค้า / บริการ ในส่วนนี้ให้นำเสนอ 2 รายการ คือ 1. รายละเอียดของผลิตภัณฑ์หรือบริการของธุรกิจ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของ ผลิตภัณฑ์หรือบริการ รูปแบบของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ราคาขายแต่ละแบบ การบรรจุหีบห่อ ตราของสินค้า การให้บริการก่อนการขายและหลังการขาย เป็นต้น 2. รูปภาพสินค้า เป็นการนำเสนอภาพตัวอย่างสินค้า / บริการของธุรกิจ เช่น สถานที่ การให้บริการ ขั้นตอนการบริการ บรรยากาศต่าง ๆ ฯลฯ โดยแสดงเป็นภาพถ่ายตัวอย่าง รวมถึง ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์สินค้าจำเป็นต้องใช้บริการ หรือกรณีที่มีแผ่นพับหรือคู่มือกระบวนการบริการ อาจแนบแผ่นพับดังกล่าวไว้เพิ่มเติมไว้ในภาคผนวก
121 2.5 บทที่ 3 การวิเคราะห์ตลาดและการวิเคราะห์ธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาดและการวิเคราะห์ธุรกิจ เป็นการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะ อุตสาหกรรมและสภาวะตลาด การแบ่งส่วนตลาดและส่วนแบ่งทางการตลาด แนวโน้มทางการตลาด ตลาดเป้าหมาย คู่แข่ง รายละเอียดเปรียบเทียบคู่แข่ง นำมาวิเคราะห์สภาพตลาดโดยทั่วไป และ สภาพของธุรกิจที่เป็นอยู่ว่ามีสภาพเป็นเช่นไร โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบจุดเด่นและจุดด้อยของสินค้า และบริการของเรากับคู่แข่ง วิเคราะห์ปัจจัยด้วยวิธี SWOT Analysis การวิเคราะห์สถานการณ์ในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยภายในธุรกิจเอง และปัจจัยภายนอกหรือสิ่งที่อยู่ภายนอกธุรกิจ ซึ่งธุรกิจไม่ สามารถควบคุมได้ทำให้ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจ บทที่ 3 การวิเคราะห์ตลาดและการวิเคราะห์ธุรกิจ สภาวะตลาดทั่วไป....................................................................................... .... ตลาดเป้าหมาย............................................................................................... สภาพการแข่งขัน............................................................................................ เปรียบเทียบคู่แข่งขันแต่ละราย รายการ ธุรกิจเรา คู่แข่ง 1 คู่แข่ง 2 ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการตลาด วิเคราะห์ SWOT Analysis จุดแข็ง / จุดเด่น 1………………………………………………………..……………………… 2……………………………………………………………………………… จุดอ่อน 1……………………………………………………………………………… 2……………………………………………………………………………… โอกาส 1……………………………………………………………………………… 2……………………………………………………………………………… อุปสรรค 1……………………………………………………………………………… 2………………………………………………………………………………
122 2.6 บทที่ 4 แผนการบริหารจัดการ เป็นการนำเสนอข้อมูลของกิจการ ได้แก่ ชื่อกิจการ ชื่อกรรมการ/ผู้จัดการ/เจ้าของ กิจการ รายชื่อผู้ถือหุ้น / ผู้เป็นหุ้นส่วน ประวัติของกรรมการผู้บริหาร โครงสร้างองค์กร หน้าที่และ ความรับผิดชอบของบุคลากรหลัก แผนงานและค่าใช้จ่ายบุคลากร วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย ธุรกิจ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ นโยบายจ่ายปันผล หรือเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผล บทที่ 4 แผนการบริหารจัดการ ข้อมูลธุรกิจ ชื่อกิจการ................................................................................ ที่อยู่ / ที่ตั้ง............................................................................. รูปแบบการดำเนินงานธุรกิจ................................................... ทุนจดทะเบียน........................................................................ โครงสร้างผู้ถือหุ้น (ห้างหุ้นส่วน) 1. นาย / น.ส....................................ผู้ถือหุ้นที่รับผิดชอบโดย ไม่ จำกัดจำนวน เงินลงทุน..............................................บาท มีหน้าที่.............................................................................. แผนงานและค่าใช้จ่ายบุคลากร 1. ตำแหน่ง.................ผู้รับผิดชอบ คือ................................... การศึกษา............................................................................... ประสบการณ์......................................................................... ผลตอบแทน / เงินเดือน........................................................ 2.7 บทที่ 5 แผนการตลาดและการขาย เป็นการนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ ระบุสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าและบริการของเรา เช่น ความสะดวก ความพึงพอใจในการซื้อ สินค้าและบริการ รายละเอียดของส่วนผสมทางการตลาด (4P) ได้แก่ - ผลิตภัณฑ์ (Product) ให้นำเสนอเกี่ยวกับประเภทของสินค้าของกิจการและ ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าประเภทนั้น ๆ - ราคา (Price) เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิธีกำหนดราคา การคำนวณราคาต่อหน่วย ส่วนลดราคา รอบระยะการชำระเครดิตทางการค้า ราคาสินค้าแต่ละชนิด - สถานที่ตั้ง (Place) ระบุตำแหน่งทำเลที่ตั้งของสถานประกอบการ และรายละเอียด ของสถานประกอบการทั้งภายในและภายนอก สิ่งแวดล้อมภายในอาคาร ลักษณะอาคาร ความสูง รูปแบบ พื้นที่ แผนผังร้าน การวางผังภายใน และสภาพแวดล้อมภายนอกอาคาร เป็นต้น - การส่งเสริมการขาย (Promotion) เป็นการเขียนรายละเอียดนำเสนอเกี่ยวกับ
123 ขั้นตอนกระบวนการขาย ช่องทางการจัดจำหน่าย แสดงกระบวนการขายโดยแสดงเป็นแผนผัง (Flowchart) ตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น แสดงกระบวนการซื้อขายสินค้าตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเริ่มตั้งแต่ การซื้อสินค้ามาขาย การให้บริการทางการขาย การรับเงินค่าสินค้าจากลูกค้า ฯลฯ บทที่ 5 แผนการตลาดและการขาย 1. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ................................................... 1.1 สิ่งที่ลูกค้าต้องการ คือ............................................. 1.2 ประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ คือ...................................... 1.3 ความสะดวกต่อลูกค้า............................................... 2. ส่วนผสมทางการตลาด 2.1 ผลิตภัณฑ์ (Product) มี...........ประเภท คือ 2.1.1………………………………………………………………. 2.1.2………………………………………………………………. 2.2 ราคา (Price) 2.2.1 ต้นทุนสินค้าประกอบด้วย............................... 2.2.2 โครงสร้างราคา............................................... ประเภทสินค้า ราคาสินค้าต่อหน่วย 1…………………………................ ราคา........................บาท 2…………………………................ ราคา........................บาท 2.3 สถานที่ประกอบการ (Place) 2.3.1 ที่ตั้งเลขที่...............................……………………. 2.3.2 แผนผังภายในอาคารสำนักงาน.........…………. …...............………………………………………………………………………………... …………………................……………………………………………………………….. 2.4 การส่งเสริมการขาย (Promotion) 2.4.1 ช่องทางการจัดจำหน่าย................................... 2.4.2 กระบวนการขาย (เขียนแผนผังประกอบ) 2.4.3 วิธีการชำระเงิน............................................... ฯลฯ 2.8 บทที่ 6 การวางแผนด้านการเงิน แผนการเงินที่ดีจะต้องมีการนำเสนอรายละเอียดของสิ่งที่จะต้องแสดงในการวางแผน ด้านการเงิน เช่น ประมาณการเงินลงทุน แหล่งที่มาของเงินทุน การใช้ไปของเงินทุน ประมาณ การงบแสดงฐานะการเงินของกิจการ ประมาณการงบกำไรขาดทุน ประมาณการงบกระแสเงินสด
124 ระยะเวลาคืนทุน การวางแผนด้านการเงินต้องประมาณการบนพื้นฐานของความจริงของธุรกิจ สิ่งที่ จะต้องประมาณการ ได้แก่ ประมาณการยอดขาย รายได้ของกิจการ ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ บทที่ 6 การวางแผนด้านการเงิน ประมาณการเงินลงทุน บริษัท / ร้าน.................................มีเงินลงทุนแรกเริ่ม จำนวน...................................บาท.......................................... ................................................................................................ โดยมีแหล่งที่มาของเงินทุนและใช้เงินทุนดังนี้ ที่มาของเงินทุน ส่วนของเจ้าของ XXXX การกู้ยืมเงินจากธนาคาร XXXX รวมเงินทุนแรกเริ่ม XXXX - ประมาณการเงินลงทุน เป็นการแสดงการประมาการแหล่งที่มาและใช้เงินทุน โดยมีรายละเอียดว่าเงินทุนที่ธุรกิจนำมาลงทุนนี้ได้มาจากที่ใด จำนวนเท่าใด และนำไปลงทุนใน สินทรัพย์อะไรบ้าง การใช้ไปของเงินทุน ค่าซื้อสินค้ามาจำหน่าย XXXX ตกแต่งร้าน XXXX อุปกรณ์เครื่องมือ – เครื่องใช้ XXXX ค่ามัดจำ XXXX เครื่องปรับอากาศ XXXX …………………………………………… …………………………………………… รวมเงินทุนเริ่มแรก XXXX
125 - ประมาณการงบแสดงฐานะการเงิน คือ การประมาณการมูลค่าของสินทรัพย์ที่ กิจการมีอยู่ และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ เงินสด เงินฝาก ที่ดิน อาคาร ยานพาหนะ เครื่องจักร หนี้สินทั้งระยะสั้นและระยะยาว และส่วนของเจ้าของ ประมาณการงบแสดงฐานะการเงิน สินทรัพย์ ...................................... XX ....…………………………………. XX XXX หนี้สินและทุน หนี้สิน............................. XX ………….....………………………. XX XXX ทุน................................... XXX - ประมาณการค่าใช้จ่าย เป็นการประมาณการค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมด จากการดำเนินงานทั้งปี และประมาณการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ประมาณการค่าใช้จ่าย รายการ ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 ค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขาย เงินเดือนบุคลากร ค่าสาธารณูปโภค ดอกเบี้ยเงินกู้ ....................................... รวมค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขาย (1) ค่าเสื่อมราคา ........................................ รวมค่าเสื่อมราคา (2) รวมค่าใช้จ่าย (1) + (2) XXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXXX XXXXX XXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXXX XXXXX XXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXXX XXXXX - ประมาณการรายได้ เป็นการคาดคะเนรายได้ที่ธุรกิจจะได้รับจกกาการประกอบธุรกิจ ตั้งแต่รายได้หลัก รายได้อื่น ๆ ซึ่งเป็นการประมาณการไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี
126 ประมาณการรายได้ รายการ ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 1. รายได้จาก................................................. 2. รายได้จาก................................................. 3. รายได้จาก................................................. 4. รายได้จาก................................................. 5. รายได้จาก................................................. รวม XXX XXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXX XXX XXX XXXX - งบประมาณกำไร – ขาดทุน เป็นการคาดการณล่วงหน้าว่ากิจการจะมีผลตอบแทนจากการดำเนินงานเท่าใด ด้วยการนำเอาผลลัพธ์จากประมาณการรายได้และประมาณการค่าใช้จ่ายมาเปรียบเทียบกัน หาก ประมาณการรายได้มากกว่าประมาณการค่าใช้จ่าย แสดงว่ากิจการมีผลกำไร แต่ถ้าประมาณการ รายได้น้อยกว่าประมาณการค่าใช้จ่าย แสดงว่ากิจการมีผลขาดทุน งบประมาณการกำไรขาดทุน รายการ ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 ประมาณการรายได้ หัก ประมาณการค่าใช้จ่าย กำไร (ขาดทุน) XXX XXX XXXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXXX - ประมาณการงบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสด คือ งบประมาณที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินว่ามี ที่มา และได้มีการใช้ไปอย่างไรในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ซี่งงบกระแสเงินสดจะแสดงให้เห็นถึง กระแสเงินสดที่ไหลเข้าและกระแสเงินสดที่ไหลออก การจัดทำงบกระแสเงินสดเป็นการคาดคะเนว่า กิจการจะมีเงินสดเข้ามา และกระแสเงินออกไปปีละประมาณเท่าใด แล้วนำมาเปรียบเทียบกันจะทำ ให้กิจการทราบถึงกระแสเงินสดสุทธิ หากกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก แสดงว่ามีกระแสเงินสดเข้า มากกว่ากระแสเงินสดจ่าย ย่อมแสดงให้เห็นว่ากิจการมีสภาพคล่องที่ดี สามารถวิเคราะห์ได้ถึงการ ขยายกิจการเพราะสามารถนำเงินไปลงทุนได้อีก
127 ประมาณกระแสเงินสด รายการ ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เงินสดรับ ............................................ ............................................. ............................................. รวมเงินสดรับ (1) เงินสดจ่าย .......................................... ......................................... รวมเงินสดจ่าย (2) กระแสเงินสดสุทธิ (1) – (2) XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXX XXXX XXX XXX XXX XXXX - ข้อมูลทางการเงินจากการลงทุน เป็นการนำเสนอข้อมูลทางการเงินที่เป็นการ วิเคราะห์การเงินซึ่งมีหลายอย่าง เช่น ะยะเวลาการคืนทุน (Payback Period) หมายถึง ระยะเวลา ที่ได้รับผลตอบแทนในรูปของกระแสเงินสดรับเท่ากับกระแสเงินสดจ่าย ซึ่งการคำนวณหาระยะเวลา คืนทุน คือ เวลาที่เป็นผลรวมสะสมของกระแสเงินสดรับเท่ากับเงินลงทุนในครั้งแรกเมื่อใดก็จะ เท่ากับระยะเวลาคืนทุน เช่น นาย ก ใช้เงินลงทุนในกิจการครั้งแรกเป็นเงิน 1,500,000 บาท เมื่อ นาย ก ดำเนินกิจการทำให้ได้รับกระแสเงินสดปีละ 500,000 บาท เป็นเวลา 6 ปี เพราะฉะนั้น เมื่อครบปีที่ 3 นาย ก จะได้รับกระแสเงินสดรวม 1,500,000 บาทเท่ากับเงินลงทุนครั้งแรกแสดงว่า ระยะเวลาคืนทุนของนาย ก คือ 3 ปี ข้อมูลทางการเงินจากการลงทุน 1. ระยะเวลาคืนทุน...............................................ปี 2. จุดคุ้มทุน............................................................ 3. อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ปีที่ 1 = ………………….% ปีที่ 2 = ………………….% ปีที่ 3 = ………………….% จุดคุ้มทุน (Break Even Point) หมายถึง ระดับที่ยอดขายของกิจการที่เท่ากับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกิจการ ซึ่งคือจุดที่กิจการไม่มีผลกำไรหรือขาดทุนนั่นเอง โดยมีสูตรในการ คำนวณ ดังนี้
128 อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment : ROI) คือ การวัดค่าผลตอบแทน จากการลงทุนในรูปของอัตราส่วน ซึ่งคิดเป็นร้อยละของผลตอบแทนสุทธิจากการดำเนินงาน เช่น ถ้าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหรือค่า ROI เท่ากับ 40% หมายความว่า หากกิจการลงทุนไป 100 บาท แสดงว่ากิจการจะได้รับผลตอบแทนจากการดำเนินงานเป็นจำนวน 40 บาทต่อปี ซึ่ง สามารถคำนวณได้ดังนี้ ส่วนที่ 3 ส่วนสุดท้าย ประกอบด้วย 3.1 เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรม เป็นการนำเสนอแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ในการ เขียนแผนธุรกิจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 3.2 ภาคผนวก / เอกสารแนบ เป็นการนำเสนอเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ และเป็นเอกสารที่ช่วยสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏในแผนธุรกิจ ในภาคผนวกของแผน ธุรกิจมี 2 ส่วน คือ 1. เอกสารที่เกี่ยวกับธุรกิจ เช่น สำเนาทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัท สำเนาบัญชีธนาคาร (Bank Statement) ของกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน สำเนาบัตร ประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท เป็นต้น 2. เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลงานในอดีตที่ผ่านมา Portfolio ของ ธุรกิจ รางวัลต่าง ๆ ที่รับจากการดำเนินธุรกิจ สำเนาเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น สำเนา ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ฯลฯ จุดคุ้มทุน (ต่อหน่วย) ต้นทุนคงที่ ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย จุดคุ้มทุน (ยอดขาย) = หน่วยที่คุ้มทุน X ราคาขายต่อหน่วย ROI = ผลตอบแทนจากการลงทุน – เงินลงทุนสุทธิ X 100 เงินลงทุนเริ่มแรก
129 ภาคผนวกและเอกสารแนบ …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. …………………………………………………………….. แผนธุรกิจ คือ แผนงานที่ธุรกิจจัดทำขึ้นมาเพื่อบอกเล่ากิจกรรมต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจ ของผู้ประกอบการ มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นคู่มือในการควบคุมการทำงาน ประเมินความเสี่ยงและ ยื่นขอกู้เงิน การเขียนแผนธุรกิจมี 5 ขั้นตอน คือ เลือก รวบรวบข้อมูล วิเคราะห์ กำหนดรูปแบบ และเขียนแผนธุรกิจ สรุป
130 คำสั่ง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1แผนธุรกิจ คือ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. 2 จงประโยชน์และความสำคัญของการเขียนแผนธุรกิจอย่างละเอียด ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... 3 จงอธิบายขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจอย่างสมบูรณ์ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... 4 จงบอกถึงแหล่งการเก็บข้อมูลเพื่อเขียนแผนธุรกิจมีอะไรบ้าง ......................................................................................................................................... ....................... ................................................................................................................. ............................................... ............................................................................................................................. ................................. 5 จงอธิบายวิธีการวิเคราะห์ SWOT Analysis .................................................................................................................................... ............................ ...................................................................................................... .......................................................... ............................................................................................................................. ................................... 6 ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มทำงานกลุ่มละ 5 คน เพื่อเขียนแผนธุรกิจโดยเลือกธุรกิจที่ผู้เรียนสนใจ มากลุ่มละ 1 แผน และนำแผนมาเสนอหน้าชั้นเรียนเป็น Power Point ใช้เวลากลุ่มละ ประมาณ 20 นาที ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. แบบฝึกหัดหน่วยที่ 6 รูปแบบแผนธุรกิจ
131 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. ข้อใด คือ จุดแข็งของการประกอบธุรกิจ ก. สินค้าที่มีอยู่เสื่อมความนิยมง่าย ข. สินค้ามีราคาแพงกว่าคู่แข่งขัน ค. รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินค้าของธุรกิจ ง. มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยในการควบคุมสต๊อคสินค้า 2. Business Plan หมายถึง ข. แผนการลงทุน ข. แผนการเงิน ค. แผนงาน ง. แผนธุรกิจ 3. Business Model หมายถึง ก. คู่มือในการลงทุนดำเนินธุรกิจ ข. รูปแบบของสินค้าหรือบริการของกิจการ ค. การวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ง. แนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อให้มีรายได้อย่างยั่งยืนที่เป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ ของธุรกิจ 4. ข้อใด คือ หลักการเขียนแผนธุรกิจ ก. เขียนแผนธุรกิจตามหลักวิชาการ ด้วยศัพท์วิชาการ ข. เขียนแผนธุรกิจตามแบบฟอร์มที่มีอยู่ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง ค. เขียนแผนให้เข้าใจง่าย กระชับ รัดกุม และไม่วกวน ง. ไม่มีแนวทางการเขียนแผนที่ชัดเจนแล้วแต่เจ้าของกิจการ 5. ข้อใดไม่ใช่ส่วนประสมของตลาด ก. Place ข. Property ค. Product ง. Price 6. ระยะเวลาที่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นกระแสเงินสดเท่ากับเงินทุนเริ่มต้น เรียกว่า ก. อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ข. ระยะเวลาคืนทุน
132 ค. จุดคุ้มทุน ง. เงินสดสุทธิ 7. ข้อใดกล่าวถึงสาระสำคัญของแผนธุรกิจทั้งหมดจะดำเนินการ ก. บทสรุปแผนธุรกิจ ข. แนวคิดและขอบเขต ค. บทสรุปผู้บริหาร ง. โอกาสทางธุรกิจ 8. ข้อใดเป็นแผนที่ต้องมีความสัมพันธ์กับกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้กำหนดไว้ ก. แผนธุรกิจ ข. แผนการตลาด ค. แผนการขาย ง. แผนบริหารจัดการ 9. ข้อใดเป็นสิ่งแรกที่ผู้อ่านแผนธุรกิจจะได้เห็น ก. ปกหน้า ข. สารบัญ ค. บทสรุปผู้บริหาร ง. แนวคิดทางการตลาด 10. ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญของแผนธุรกิจ ก. เพิ่มขั้นตอนการทำงาน ข. เป็นเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ค. เป็นเครื่องมือควบคุมการทำงาน ง. เป็นเครื่องมือในการแสวงหาเงินทุน
133 หลักการเบื้องต้นในการบริหารงาน คุณภาพและการเพิ่มผลผลิต 1. ความหมายของการบริหารงาน คุณภาพและการเพิ่มผลผลิต 2. แนวคิดของการบริหารงานคุณภาพ และการเพิ่มผลผลิต 3. หลักการบริหารงานคุณภาพ 4. องค์ประกอบของการเพิ่มผลผลิต 5. เทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิต
134 การบริหารงานคุณภาพเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกองค์กร เพราะหากองค์กรมีคุณภาพก็จะ ส่งผลให้องค์กรนั้นมีความเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์เร็วขึ้น ซึ่งเทคนิคที่ สามารถใช้เป็นกลไกในการพัฒนาระบบบริหารงานคุณภาพที่สำคัญ ได้แก่ ระบบ 5 ส. กิจกรรม Q.C.C ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงระบบงาน (Suggestion) การศึกษาการทำงาน (Work Study) และการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (TOM / TQC) 1. ความหมายของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต 2. แนวคิดของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต 3. หลักการบริหารงานคุณภาพ 4. องค์ประกอบของการเพิ่มผลผลิต 5. เทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิต เมื่อศึกษาหน่วยที่ 7 จบแล้วผู้เรียนสามารถ 1. บอกความหมายของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิตได้ 2. อธิบายแนวคิดของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิตได้ 3. อธิบายหลักการบริหารงานคุณภาพได้ 4. บอกองค์ประกอบของการเพิ่มผลผลิตได้ 5. บอกเทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิตได้ 6. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างมีเหตุผล 7. มีเจตคติที่ดีและเห็นคุณค่าของหลักการเบื้องต้นในการบริหารงานคุณภาพและ การเพิ่มผลผลิต 1. สาระสำคัญ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 2. สาระการเรียนรู้
135 คำชี้แจง จงทำเครื่องหมาย (X) ลงหน้าข้อที่ถูกต้องที่สุด 1. เทคนิคพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ในการบริหารงานคุณภาพในองค์กร คือข้อใด ก. Q.C.C ข. TQC ค. 5 ส. ง. Suggestion 2. การสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและบริการให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ และตลอด เข้าเป้าหมายเทคนิคการบริหารคุณภาพเทคนิคใด ก. Q.C.C ข. TQC ค. 5 ส. ง. Suggestion 3. ความสำเร็จในระบบ TQC ต้องดำเนินการอย่างไร ก. อาศัยข้อมูล ข. ทำอย่างมีหลักการ ค. ทำอย่างทั่วถึง ง. ทำอย่างเป็นระบบ 4. ข้อเสนอแนะใดที่จะไม่ได้รับพิจารณาในการปรับปรุงงาน ก. เสนอให้ซ่อมแซมอาคาร ข. เสนอวันหยุดพักผ่อนของพนักงานให้มากขึ้น ค. เสนอให้ขึ้นเงินเดือนและสวัสดิการ ง. เสนอเพื่อลดเวลาในการปฏิบัติงาน 5. ข้อใด คือ หลักการของ QCC ก. ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ข. ใช้วงจร PDCA ค. ใช้ข้อมูลและวิธีการทางสถิติ ง. มีการรวมกลุ่มคนที่ปฏิบัติงาน 6. แนวทางหลักในการจัดการคุณภาพ คือ ก. มุ่งขายให้จำนวนมาก ข. มุ่งเน้นบริการหลังการขาย ค. มุ่งเน้นกำไรสูงสุด
136 ง. มุ่งเน้นการผลิตสินค้าและบริการ 7. การตรวจสอบคุณภาพหมายถึงอะไร ก. การตรวจตรา วัด ทดสอบ และเปรียบเทียบคุณสมบัติ ข. การตรวจวัด ทดสอบ และการผลิต ค. การตรวจวัด และการบริการหลังการขาย ง. การตรวจตรา และทดสอบ 8. ข้อใดไม่ใช่การจัดการคุณภาพทั้งองค์การ ก. ค่านิยมหลัก ข. เครื่องมือในองค์การ ค. การบริการหลังการขาย ง. เทคนิคต่าง ๆ 9. การเพิ่มผลผลิตคืออะไร ก. กำไรที่ผู้ประกอบการหวังจะได้รับเป็นผลตอบแทน ข. การเพิ่มราคาขายให้สูงขึ้น ค. การลดค่าแรงของพนักงาน ง. ใช้ปัจจัยนำเข้าหรือทรัพยากรการผลิตอย่างประหยัดให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ที่สุด 10. ผู้บริหารควรตรวจสอบทางด้านการเงินอย่างไร ก. ใช้เทคนิคและการบริหารเงินให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ข. อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่นำเงินกู้ระยะสั้นหรือระยะยาวได้ในการตรวจสอบ ค. ควรจัดวางระบบบัญชี ง. ถูกทุกข้อ
137 การบริหารงานคุณภาพ เป็นการจัดการคุณภาพทั้งองค์กรโดยให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม ในกระบวนการปรับปรุงสินค้าและบริการ องค์กรที่มีคุณภาพส่วนใหญ่จะมีบุคลากรที่เป็นมืออาชีพ และทีมงานที่มีความเป็นเลิศแข็งแกร่ง ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดในทุกองค์กรจึงต้องการบริหารงาน คุณภาพขึ้น แนวคิดในการวิเคราะห์คุณภาพเชิงระบบที่จะนำไปสู่การบริหารงานคุณภาพขององค์กร ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมกันในแต่ละองค์กรได้อย่างถูกต้อง เพราะแต่ละองค์กรย่อมมีความ แตกต่างกันรูปแบบที่ใช้อาจไม่เหมือนกัน หลักเบื้องต้นในการเพิ่มคุณภาพในการผลิต จะต้องศึกษาแนวทางในการกำหนดหรือแนวทางลด ความสูญเสียในการผลิตว่าเกิดความสูญเสียขึ้น ณ จุดใด แล้วหากหาทางขจัดความสูญเสียให้หมดไป พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคุณภาพว่า หมายถึง ลักษณะความดี ลักษณะประจำตัวของบุคคลหรือสิ่งของ กล่าวคือ เน้นระบบและการบริหาร คุณภาพ วรภัทร ภู่เจริญ (2541 : 10) ได้อฺธิบายความหมายคุณภาพไว้ว่า เน้นไปที่ลูกค้า ให้ลูกค้า พึงพอใจ หรือตรงตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าเป็นความต้องการจริง ๆ (Need) หรือความ คาดหวัง (Expectation) ทั้งในปัจจุบันและอนาคต อุษณีย์ จิตตะปาโล (2552 : 3) ระบุไว้ว่า คุณภาพ หมายถึง การดำเนินงานให้เป็นไป ตามข้อกำหนดหรือมาตรฐานโดยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า และมีต้นทุนการดำเนินการที่ เหมาะสม Nishibori (อ้างถึงในจักร ติงศภัทิย์ 2549: 131) ได้นิยามการบริหารคุณภาพไว้ว่า เป็นกิจกรรม ที่ใช้แรงงาน เป็นความคิดสร้างสรรค์ และเป็นการแบ่งปันทุกข์ สุข กับผู้อื่น ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ลูกค้า มีความพึงพอใจ และได้รับความพึงพอใจในระยะยาว อารยา อินทร์จันทร์ (2557 : 120) ได้ให้ความหมายของการบริหารงานคุณภาพ (Quality Management) ไว้ว่า หมายถึง การบริหารงานองค์กรอย่างถูกต้องและมีคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะ ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์และบริการแล้วยังครอบคลุมถึงทุกกิจกรรมในองค์กรนั้นด้วย การบริหารงาน คุณภาพเป็นข้อกำหนดที่องค์กรแสดงความสามารถที่จะตอบสนองความต้องการหรือความคาดหวัง ของลูกค้าทั้งในด้านผลิตภัณฑ์หรืองานบริการ และยังใช้เป็นกรอบสำหรับตรวจสอบผลการ บริหารงานทั้งระบบ ด้วยการตรวจสอบโดยบุคลากรภายในองค์กรเอง เรียกว่า Internal Audit (IA) และการตรวจสอบโดยบุคลากรภายนอก เรียกว่า External Audit (EA) จึงสรุปได้ว่า คุณภาพ หมายถึง การดำเนินงานที่เป็นไปตามข้อกำหนดตามความต้องการที่ สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถตอบสนองความต้องการของ ลูกค้าได้ 1. สาระสำคัญ 2. ความหมายของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต
138 ถนอม สง่าพงษ์ (2556 : 93) ได้ให้ความหมายของการเพิ่มผลผลิตไว้ว่า หมายถึง กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิผล คือ การเพิ่มปริมาณ เพิ่มคุณภาพ เพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการ อารยา อินทร์จันทร์ (2557 : 120) ได้ให้ความหมายของการเพิ่มผลผลิต (Productivity) ไว้ว่า หมายถึง เครื่องมือหรือวิธีการที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการ สูญเสียน้อยที่สุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้รับบริการ ทั้งลูกค้าภายนอกและลูกค้าภายในองค์กร จึงสรุปได้ว่า การเพิ่มผลผลิต หมายถึง เครื่องมือหรือกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ หรือวิธีการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณและ คุณภาพของสินค้าและบริการ แนวคิดเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิต เป็นแนวคิดของการบริหารจัดการองค์กรตามหลัก วิทยาศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของพนักงานและฝ่ายบริหารองค์กรให้มีความร่วมมือกันทุก ฝ่าย การบริหารงานคุณภาพเป็นหลักพื้นฐานในการผลักดันองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการ บริหารงาน โดยใช้เทคนิควิธีการบริหารงานคุณภาพหรืออาศัยเครื่องมือในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อให้ เกิดระบบการบริหารงานคุณภาพที่ดี คือ การเลือกใช้วิธีการหรือเทคนิคที่เหมาะสมด้วยการเพิ่ม ผลผลิต 3 ด้าน คือ ด้านแรงงาน ด้านวัตถุดิบและด้านต้นทุน ซึ่งการเพิ่มผลผลิตตามหลักการคิด ทางวิทยาศาสตร์สามารถวัดการเพิ่มผลผลิตได้ 2 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 การวัดการเพิ่มผลผลิต “ด้านกายภาพ” (Physical Productivity) คือ การวัด ขนาดของผลงานที่วัดเป็นจำนวน น้ำหนัก เวลา ชิ้นงานหรือจำนวนคนงาน แนวทางที่ 2 การวัดการเพิ่มผลผลิต “ด้านคุณค่า” (Value Productivity) คือ การวัดค่า เป็นจำนวนเงิน ซึ่งค่าที่เป็นจำนวนเงินมีการวัดค่าได้ 4 รูปแบบ คือ แบบที่ 1 ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ใช้ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม แบบที่ 2 ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ใช้ปัจจัยการผลิตลดลง แบบที่ 3 ผลผลิตเท่าเดิม แต่ใช้ปัจจัยการผลิตลดลง แบบที่ 1 ผลผลิตและปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มในอัตราส่วน ที่ต่ำกว่าอัตราการเพิ่มของผลผลิต เช่น ใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 เกิดผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 หลักการบริหารงานคุณภาพ (Quality Management Process : QMP) มี 8 ประการ คือ 1. หลักการบริหารองค์กรที่เน้นลูกค้าเป็นสำคัญ องค์กรต้องกำหนดนโยบายและ วัตถุประสงค์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ความสำเร็จขององค์กร คือ ความสามารถใน 3. แนวคิดของการบริหารงานคุณภาพและการเพิ่มผลผลิต 4. หลักการบริหารงานคุณภาพ
139 การสร้างความพึงพอใจที่ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในองค์กร แนวทางการปฏิบัติของหลักการ บริหารงานองค์กรที่เน้นลูกค้าเป็นสำคัญ ได้แก่ 1.1 การกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์กร ต้องมีข้อมูลความต้องการ ความ คาดหวัง c และความพึงพอใจของลูกค้าอย่างถูกต้องและชัดเจน 1.2 การตอบสนองความต้องการของลูกค้าต้องมีความสมดุลกับการตอบสนองความ คาดหวังขององค์กร บุคลากร ชุมชนและสังคม 1.3 ทำให้บุคลากรทั่วทั้งองค์กรยอมรับและดำเนินการตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของ องค์กร 1.4 ประเมินผลการดำเนินงานขององค์กรตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ ความพึงพอใจของลูกค้า 1.5 มีระบบบริหารงานที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า CSSR : Corporate Social Responsibility) 2. หลักการบริหารด้วยความเป็นผู้นำ ผู้บริหารขององค์กรทุกระดับต้องใช้ภาวะผู้นำในการ จัดการบริหารให้องค์กรดำเนินการไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กรอย่างเป็นเอกภาพ โดยสร้างบรรยากาศการทำงานที่จูงใจบุคลากรให้ร่วมสร้างผลงานเพื่อตอบสนองความต้องการของ ลูกค้า ลักษณะผู้บริหารงานที่มีภาวะผู้นำ คือ มีบุคลิกภาพที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ มี ความสามารถในการแก้ปัญหา มีวิสัยทัศน์ในการบริหารและที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ทัศนคติหรือ แนวคิดในการบริหารงานควรเป็นแบบประชาธิปไตยที่ยอมรับในความเท่าเทียมกันของมนุษย์และ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แนวทางปฏิบัติของผู้บริหารด้วยความเป็นผู้นำ ได้แก่ 2.1 กำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) และพันธกิจ (Mission) ขององค์กรและหน่วยงานให้ สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กร คือ “เน้นลูกค้าคือคนสำคัญ” 2.2 มีความตื่นตัวในการดำเนินการให้เป็นแบบอย่างแก่บุคลากรในองค์กร 2.3 สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการบริหารงาน 2.4 สร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคลากร เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในองค์กรขจัด ความกลัว ความหวาดระแวงในความมั่นคงของตนเองของบุคลากร 2.5 ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายความสามารถของบุคลากรและให้การสนับสนุนเพื่อการพัฒนา องค์กร 2.6 ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของบุคลากรและให้โอกาสทางการศึกษา 2.7 จัดให้มีระบบการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจทั่วทั้งองค์กร 2.8 สร้างค่านิยม “ความร่วมมือ” ของบุคลากรและใช้คุณธรรมในการบริหารงานทุกระดับ 3. หลักการมีส่วนร่วมของบุคลากร การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จได้นั้นย่อมเกิดจาก ความร่วมมือกันของบุคลากรในองค์กร เพราะการทำงานของบุคลากรในองค์การไม่ใช่จะทำเฉพาะ หน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเท่านั้นแต่ต้องให้ความร่วมมือร่วมใจกันในการสร้างผลงานให้สำเร็จตาม เป้าหมายขององค์กร การนำพาองค์กรให้บรรลุเป้าหมายย่อมเกิดจากผลงานของหน่วยงานทุก หน่วยงานในองค์กรที่ส่งผลต่อเนื่องและเกี่ยวข้องกัน ถึงแม้จะทำงานแตกต่างกันก็ตาม แนวทางการ ปฏิบัติขององค์กรเพื่อให้เกิดหลักการมีส่วนร่วมของบุคลากร ได้แก่
140 3.1 สร้างความตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองต่องานที่ได้รับมอบหมาย ต่อความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานและความสำเร็จขององค์กร 3.2 สร้างการยอมรับในการเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญขององค์กรในการ ความสำเร็จและช่วยแก้ปัญหาขององค์กร 3.3 สร้างความกระตือรือร้นต่อการปรับปรุงการทำงานทั้งของตนเองและของหน่วยงาน 3.4 สร้างความกระตือรือร้นในการเพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์ทำงานเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดและเต็มตามศักยภาพของตนเอง 3.5 ให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ระหว่างเพื่อร่วมงานภายใน องค์กรอย่างอิสระ 3.6 สร้างความเป็นตัวแทนขององค์กรเพื่อให้ลูกค้าและบุคคลทั่วไปในสังคมยอมรับ 3.7 สร้างความพึงพอใจในงานที่ทำ 3.8 สร้างความภาคภูมิใจในองค์กรของตนเอง 4. หลักการดำเนินงานอย่างเป็นกระบวนการ ความสำเร็จของงานเกิดจากการมีปัจจัยหรือ ทรัพยากรเพียงพอในการสนับสนุน และมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ อย่างเป็นกระบวนการ กระบวนการ คือ การนำเอาทรัพยากรหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องป้อนเข้าสู่ระบบการ ทำงานเพื่อให้เกิดผลงานตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ หลักการดำเนินงานแบบนี้เน้นให้องค์กร บริหารงานโดยมองการบริหารงานทั้งกระบวนการ ไม่ได้มองหรือให้ความสำคัญเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยมีแนวทางปฏิบัติตามหลักการดำเนินงานอย่างเป็นกระบวนการ ดังนี้ 4.1 กำหนดกระบวนการบริหารงานขององค์กรที่ทำให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมาย 4.2 กำหนดปัจจัยที่ใช้ป้อนเข้าโดยบ่งชี้ผลตอบสนองต่อระบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง กำหนดกิจกรรที่ทำให้เกิดการดำเนินงานโดยบ่งชี้ผลที่ได้จากกิจกรรมและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 4.3 กำหนดจุดเชื่อมโยงหรือจุดประสานงานระหว่างหน่วยงาน 4.4 ประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งปัจจัยป้อนเข้าและระบบการทำงานของ หน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้อง 4.5 กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจการบริหารงานที่ชัดเจน 5. หลักการบริหารงานอย่างเป็นระบบ คือ การกำหนดระบบความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกัน ของปัจจัยการผลิตและกระบวนการดำเนินงาน เพื่อให้องค์กรตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารงานอย่างเป็นระบบจะถือว่าเป้าหมายขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดย พิจารณาปัจจัยนำเข้าให้มีความสัมพันธ์อย่างสอดคล้องและเกิดประสิทธิภาพในกระบวนการ ดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า แนวทางปฏิบัติตามหลักการ บริหารงานอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 5.1 กำหนดเป้าหมายและวิธีการดำเนินงานให้ชัดเจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือความพึง พอใจของลูกค้า 5.2 วางโครงสร้างการบริหารงานอย่างชัดเจนให้เห็นระบบความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง 5.3 สร้างความเข้าใจและความตระหนักในระบบความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
141 5.4 ประเมินผลการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายขององค์กรเป็นเกณฑ์ก่อนพิจารณาผล การดำเนินงานที่ส่งผลต่อหน่วยอื่น ๆ 5.5 การแก้ไขปัญหาขององค์กร ณ จุดหนึ่งแต่สามารถมองเห็นผลสืบเนื่องอีกจุดหนึ่ง ตามระบบความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกัน 6. หลักการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เป็นการบริหารงานที่เกิดจากวงจรบริหารงาน คุณภาพแบบ PDCA คือ การวางแผนการดำเนินงาน การตรวจสอบประเมินผลงาน และการ ปรับปรุงแก้ไขงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้การดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรต้อง กำหนดวัตถุประสงค์การปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรในการ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า แนวทางการปฏิบัติตามหลักการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 6.1 กำหนดนโยบายขององค์กรให้มีการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง 6.2 กำหนดแผนการประเมินผลงานและเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน 6.3 การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยป้อนเข้า และกระบวนการ ดำเนินงานให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน 6.4 จัดอบรมวิธีการและการใช้เครื่องมือในการปรับปรุง คือ วงจรคุณภาพ PDCA เทคนิคปรับรื้อระบบ (Re-engineering) กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ (QC : Quality Control Circle) หรือการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการดำเนินงาน 6.5 จัดระบบการวัดและประเมินผลการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้การ ยอมรับและยกย่องหน่วยงานที่มีการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง 7. หลักการใช้ข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ การตัดสินใจที่ถูกต้องและทำให้การ บริหารงานมีประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ได้จากข้อมูลที่ถูกต้องและมีการ วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ข้อมูลที่ใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการบริหารงานมีหลากหลายและ ได้มาจากหลายแหล่ง เช่น บุคลากร หน่วยงาน ลูกค้า หรืออื่น ๆ ดังนั้นการนำข้อมูลใดมาใช้ใน การประกอบการตัดสินใจผู้บริหารย่อมต้องมั่นใจว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ และต้องมี ระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพก่อนที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจ แนวปฏิบัติในการนำข้อเท็จจริง เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ ได้แก่ 7.1 มีระบบควบคุมและจัดเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งภายในและภายนอกองค์กร 7.2 มีระบบสารสนเทศที่ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมาใช้ได้ทันทีตามความต้องการ 7.3 มีระบบการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ 7.4 มีความเข้าใจและเห็นคุณค่าของข้อมูลเชิงสถิติ ซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงความเป็นจริง มากกว่าข้อมูลเชิงความคิดเห็นที่ไม่แน่นอน 7.5 การตัดสินใจควรใช้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ ซึ่งมีพื้นฐานที่ใกล้เคียง ความจริงมากกว่าข้อมูลเชิงความคิด 8. หลักการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ส่งมอบบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่เสมอภาคกัน องค์กร และผู้ส่งมอบแม้จะเป็นอิสระต่อกันแต่สัมพันธภาพที่มีต่อกันอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ ร่วมกันและมีความเสมอภา เพื่อส่งเสริมให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าต่อลูกค้า ผู้ส่ง มอบ หรือตัวแทนจำหน่วย ซึ่งเป็นหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความสำคัญต่อองค์กร ดังนั้นการสร้าง สัมพันธภาพกับผู้ส่งมอบจึงควรอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคด้านผลประโยชน์ เพราะทั้งสองฝ่าย ต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากองค์กรและผู้ส่งมอบมีความเข้าใจกันและมีความสัมพันธ์อันดี
142 ต่อกัน ย่อมส่งผลในเชิงสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งสองฝ่าย แนวทางปฏิบัติเพื่อสร้าง สัมพันธภาพกับผู้ส่งมอบ ได้แก่ 8.1 เลือกสรรผู้ส่งมอบที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อองค์กร 8.2 สร้างสัมพันธภาพระหว่างองค์กรกับผู้ส่งมอบโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่าง ผลประโยชน์ที่ได้รับในระยะสั้น และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว 8.3 มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนเปิดเผยเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย 8.4 มีความร่วมมือกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บุคลากร กระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกัน 8.5 มีการกระตุ้นและส่งเสริมให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสร้างคุณค่าเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน การเพิ่มผลผลิตที่ดีประกอบด้วยคุณภาพของสินค้าและบริการที่ลูกค้าพึงพอใจด้วยต้นทุนต่ำ และสามารถส่งมอบได้ทันเวลา พนักงานมีความปลอดภัย มีขวัญและกำลังใจในการทำงานที่ดี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และผู้ประกอบการมีจริยธรรมทางธุรกิจ การเพิ่มผลผลิตประกอบด้วย องค์ประกอบ 7 อย่าง คือ คุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ ความปลอดภัย ขวัญและกำลังใจในการทำงาน สิ่งแวดล้อมและจริยธรรมทางธุรกิจ ดังนี้ 1. คุณภาพ (Quality) คุณภาพ คือ สิ่งที่ลูกค้าพึงพอใจในการตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของ ลูกค้าได้ลูกค้า คือ บุคคลภายในองค์กรและบุคคลภายนอกองค์กร ลูกค้าที่สำคัญที่สุดและมีผลต่อ ความอยู่รอดขององค์กร คือ ลูกค้าภายนอกองค์กร ความพอใจของลูกค้าคือเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อหรือใช้สินค้าและบริการของกิจการใด กิจการหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เช่น หากเราเป็นลูกค้าของร้านตัดเย็บเสื้อผ้าร้าน ก เมื่อเราไปสั่งตัดเย็บ เสื้อผ้าเราจะบอกรายละเอียดว่าต้องการรูปแบบใดตามที่ต้องการ แต่สิ่งที่เราคาดหวังมักจะไม่ได้บอก ไปด้วย เช่น ความประณีตของการตัดเย็บ ฝีจักรในการเย็บ การเข้าตะเข็บเสื้อผ้าและที่สำคัญเมื่อ ตัดเย็บเสร็จลูกค้าสามารถสวมใส่ได้เข้ารูปและสวยงามไม่มีการแก้ไข ฯลฯ คุณภาพจึงไม่ใช่แค่ทำงาน ไม่บกพร่อง ไม่มีปัญหาแต่สามารถทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึก 3 ลักษณะ คือ การยอมรับ อยากได้ และชื่นชมด้วยผลงานที่มีคุณภาพ ตรงต่อความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าซึ่งต้องวัดจาก ความรู้สึกของลูกค้า คุณภาพที่สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าประกอบด้วย 2 ประการ คือ 1.1 คุณภาพที่ต้องมี(Must – have Quality) คือ คุณภาพที่ต้องมีในตัวสินค้า เป็น คุณลักษณะสำคัญที่ขาดไม่ได้ของสินค้าหรือบริการนั้น ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศต้องมีการปรับอุณภูมิ อัตโนมัติตามสภาวะห้อง เสียงไม่ดัง ประหยัดไฟ เป็นต้น 1.2 คุณภาพชนิดดึงดูดใจ (Attractive Quality) คือ คุณลักษณะพิเศษของสินค้า ซึ่ง เป็นสิ่งกระตุ้นให้ลูกค้าอยากซื้อหรืออยากใช้บริการมากขึ้น เช่น เครื่องปรับอากาศที่ออกแบบให้มี ความสะดวกในการใช้ รูปลักษณ์สวยถือเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านได้และประหยัดไฟฟ้ามาก ๆ เป็นต้น ซึ่งคุณภาพที่ดึงดูดใจเมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็จะกลายเป็นคุณภาพที่ต้องมีและทำให้ลูกค้าไม่รู้สึก ว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษทำให้การดึงดูดใจน้อยลง 2. ต้นทุน (Cost) 5. องค์ประกอบของการเพิ่ม ผลผลิต
143 ต้นทุนเป็นเรื่องแรก ๆ ที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ เพื่อเป็นข้อมูลการ บริหารงานคุณภาพที่สามารถเพิ่มผลผลิต หรือเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต ต้นทุนการผลิต คือ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อก่อให้เกิดการผลิตสินค้าหรือบริการ เช่น วัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้า ค่าโสหุ้ยการผลิต วัสดุสิ้นเปลืองในการผลิตต่าง ๆ ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกิจการและก่อให้เกิดรายได้ ของกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงานขาย ค่าน้ำค่าไฟสำนักงาน ค่าโทรศัพท์ ค่าโฆษณา ฯลฯ ต้นทุนของธุรกิจ คือ ต้นทุนขายสินค้า/ต้นทุนการผลิต บวก ค่าใช้จ่ายในการขายและ บริหาร ผลต่างคือ กำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน การลดต้นทุนการผลิตผู้ประกอบการต้องไม่ลดคุณภาพในการผลิต แต่ให้ควบคุมคุณภาพ การผลิตควบคู่กันไปแทน เพราะการลดคุณภาพการผลิตอาจทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการผลิตได้ เช่น ถ้าลดต้นทุนการผลิตด้วยการซื้อวัตถุดิบราคาถูกโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของวัตถุดิบเมื่อนำไปใช้ ในกระบวนการผลิตย่อมก่อให้เกิดของเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเสียเวลา เสียแรงงาน และวัตถุดิบที่ใช้ ในการผลิต ในบางครั้งทำให้เสียเวลาและแรงงานในการแยกของดีกับของเสียออกจากกันอีก หรือ เสียเวลาในการแก้ไขงาน ดังนั้นในการลดต้นทุนการผลิตผู้ประกอบการต้องทำให้ถูกวิธี ดังนี้ 1. การลดต้นทุนวัตถุดิบ การลดต้นทุนวัตถุดิบ หมายถึง การที่ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารวิเคราะห์การใช้ วัตถุดิบ โดยอาศัยหลักทางวิศวกรรม ไม่ใช่การซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกหรือลดคุณภาพวัตถุดิบลง โดยหลักวิศวกรรมที่ใช้ในการวิเคราะห์มีดังนี้ 1.1 วิเคราะห์ความเหมาะสมของวัตถุดิบกับการผลิตว่าเหมาะสมกับการใช้งาน หรือไม่ โดยการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพใกล้เคียงหรือดีกว่าแต่มีราคาที่ต่ำกว่า เช่น การใช้ท่อ พลาสติกพีวีซีแทนท่อเหล็กเพื่อลดปัญหาการเกิดสนิม และมีน้ำหนักเบากว่า ราคาถูกกว่า เป็นต้น 1.2 หาวิธีการผลิตที่ขจัดของเสียในกระบวนการผลิต เช่น เปลี่ยนวิธีการผลิต การ จัดระบบการจัดเก็บและควบคุมวัสดุคงเหลือให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดยอดคงเหลือของวัตถุดิบช่วยให้ พนักงานทำงานง่ายขึ้น ลดเวลาในการเช็คสต๊อก และลดปริมาณวัสดุเสื่อมสภาพเนื่องจากมีวัสดุ คงเหลือในสต๊อกมากและนานเกินไป 2. การลดต้นทุนค่าจ้างพนักงาน การลดต้นทุนค่าจ้างพนักงาน หมายถึง การพัฒนาคุณภาพของพนักงานให้ทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการทำงาน แต่ไม่ใช่การลดเงินเดือนค่าจ้างหรือการลด พนักงาน โดยสามารถทำได้ดังนี้ 2.1 ฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการทำงานอย่างถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานแต่ละคนทำงานได้อย่างมีคุณภาพ 2.2 ปรับปรุงวิธีการทำงานให้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพ 2.3 ฝึกพนักงานให้สามารถทำงานได้หลายด้านมากขึ้น เพื่อให้พนักงานสามารถ ทำงานแทนกันได้เมื่อมีบุคคลใดขาดหรือลางาน 3. การลดต้นทุนการทำงานของเครื่องจักร / เครื่องมือ / เครื่องใช้ การลดต้นทุนและการควบคุมรายจ่ายที่เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องจักร เป็นการลด รายจ่ายที่เกี่ยวกับค่าซ่อมบำรุง ค่าดูแลรักษา ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงด้วย แนวทางใน การลดต้นทุนการทำงานมีดังนี้
144 3.1 ทำความสะอาดและบำรุงรักษาเครื่องจักร โดยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง ตั้งแต่พนักงานควบคุมเครื่อง ผู้ใช้เครื่องและฝ่ายซ่อมบำรุง 3.2 ฝ่ายซ่อมบำรุงต้องจัดทำแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือ ทั้งในส่วน ที่ได้รับแจ้งจากพนักงาน ผู้ใช้เครื่องและดำเนินตามแผนงานที่วางไว้ 3.3 เรียนรู้วิธีการใช้เครื่องจักร / เครื่องมือให้ถูกวิธี เพื่อให้เครื่องจักรใช้งานได้นาน ไม่ต้องซ่อมแซมบ่อย ๆ 3.4 ไม่ปล่อยให้เครื่องจักรเดินเครื่องโดยไม่มีการผลิต เพราะจะเสียค่าพลังงาน เชื้อเพลิง ค่าแรงงาน และค่าโสหุ้ยในการเดินเครื่องโดยเปล่าประโยชน์ เป็นต้น 3. การส่งมอบ (Delivery) การส่งมอบ หมายถึง วิธีการนำสินค้าและบริการมอบให้ลูกค้าทันตามกำหนดเวลาและ ถูกต้องทั้งปริมาณ (Quality) จำนวน (Quantity) เงื่อนไข (Condition) สถานที่ (Place) และ ความปลอดภัย (Safety) ตลอดทั้งกรณีลูกค้าส่งสินค้าต่อไปให้หน่วยงานอื่นต้องมีคุณภาพเช่นกัน การส่งมอบสินค้าและบริการที่รวดเร็วและทันเวลา เป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ ลูกค้าอีกอย่างหนึ่งและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจได้เปรียบคู่แข่งขัน ซึ่งในทางธุรกิจเรียกวิธีการแบบ นี้ว่า วิธีการส่งมอบที่ทันเวลา (Just – in –Time) ซึ่งวิธีนี้องค์กรจะต้องมีระบบการส่งมอบภายในที่ ดี พนักงานทุกคนมีความสามัคคีกันการทำงานทุกขั้นตอนต้องมีความสมดุลและมีการควบคุมการไหล ของงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียระหว่างการส่งมอบงานแต่ละฝ่าย เพื่อเป็นการลดการ รอคอยของลูกค้า 4. ความปลอดภัย (Safety) ความปลอดภัย หมายถึง สภาวการณ์ที่ปราศจากอุบัติเหตุ หรือสภาวะที่ปราศจากภัย ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสียเนื่องจากกระบวนการผลิตหรือการทำงานในองค์กร และยัง หมายรวมถึงวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากระบวนการผลิตหรือเกิดการสูญเสียให้น้อยที่สุด การสร้างความปลอดภัย หมายถึง การควบคุมความสูญเสียที่เกิดจากอุบัติเหตุซึ่งอาจทำ ให้เกิดการบาดเจ็บ และการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ 4.1 การป้องกันและการควบคุมอุบัติเหตุ องค์กรต้องมีระบบการควบคุมความปลอดภัย ที่ดี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้นกับพนักงาน ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ 1.การจัดการบริหารองค์กรด้านความปลอดภัย คือ การมีนโยบายเกี่ยวกับความ ปลอดภัย คือ การสร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานด้านความปลอดภัย เช่น มีคู่มือการปฏิบัติงาน การ ใช้คนให้เหมาะกับงาน และการมีแผนควบคุมความเสียหาย 2.การควบคุมอันตรายโดยทั่วไป ได้แก่ การออกแบบติดตั้งเครื่องจักรและเครื่องมือ ด้วยการติดตั้งเครื่องหมายป้องกันอันตราย และมีเครื่องมือป้องกันอันตรายอย่างเพียงพอ จัดพื้นที่ การทำงานที่มีการระบายอากาศและแสงสว่างอย่างเพียงพอ และระดับเสียงไม่เกินมาตรฐาน มี อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล คือ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐาน และมีการอบรม หรือมีการแนะนำในการใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างถูกต้อง 3.การควบคุมอันตรายในกระบวนการผลิต ได้แก่ การป้องกันอันตรายจากสารเคมี เช่น การแจ้งรายละเอียดของสิ่งที่เป็นอันตรายแก่พนักงานให้ทราบก่อนการปฏิบัติงาน 4.การให้ความรู้ด้านการสื่อสารและการให้ความรู้ด้านความปลอดภัย ได้แก่ การ ฝึกอบรมด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน ผู้บริหารและผู้ควบคุม เพื่อเป็นการปลูกฝังทัศนคติด้าน
145 ความปลอดภัย จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน การเรียนรู้แนวทางป้องและแก้ไข จัดประชุมสัมมนาเชิง ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย ฯลฯ 4.2 ประโยชน์ของความปลอดภัยในการทำงาน การสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ให้รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่ดี มีประโยชน์ต่อธุรกิจดังนี้ 1.ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง ระหว่างผู้จัดการ กับพนักงาน เมื่อพนักงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยย่อมเกิดจิตสำนึกที่ดีในการทำงาน มีความรับผิดชอบและจงรักภักดีต่อองค์กรทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพงานที่ดี 2.ต้นทุนการผลิตลดลงและมีกำไรเพิ่มขึ้น เมื่อการทำงานมีความปลอดภัยส่งผล ให้ธุรกิจลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินค่าทดแทนการบาดเจ็บ ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร ฯลฯ เมื่อองค์กรมีความปลอดภัยไม่เกิดอุบัติเหตุ โรงงานไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ต้นทุนการผลิตย่อมลดลงทำให้กิจการมีกำไรเพิ่มขึ้น 5. ขวัญและกำลังใจในการทำงาน (Morale) ขวัญและกำลังใจในการทำงาน คือ ความรู้สึก ความคิดที่เกิดจากสิ่งเร้าที่เป็นปัจจัยซึ่ง เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในองค์กรและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการทำงานและกระทบต่อผลงานของ บุคคลในองค์กร หากบุคลากรมีขวัญและกำลังใจในการทำงานดีย่อมส่งผลให้พนักงานทำงานได้ดี สิ่งที่ตามมา คือ กิจการมีการเพิ่มผลผลิต ดังนั้นหากพนักงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงานหรือ มีความสุขและสนุกในการทำงาน มีความรัก ความผูกพันในองค์กร บุคลากรก็มีความมั่นคงในการ ทำงานและตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเต็มศักยภาพ 5.1 ปัจจัยที่มีต่อขวัญและกำลังใจ ขวัญและกำลังใจมีลักษณะเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ ก็ได้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มีลักษณะไม่หยุดนิ่ง การดำรงอยู่และเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่ กับระดับความรุนแรงของบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ ดังนั้นผู้บริหารต้องมีการประเมิน ขวัญและกำลังใจของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าอยู่ในระดับต่ำต้องรีบหาวิธีการแก้ไขเพื่อ สร้างขวัญและกำลังใจใหม่ เพราะขวัญและกำลังใจจะเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยแวดล้อมที่มากระทบ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประการ คือ 1. บรรยากาศในการทำงาน เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการ ทำงานในองค์กรทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ ผู้บริหาร พนักงาน ผู้ถือหุ้น เพื่อร่วมงาน สหภาพ แรงงาน ลูกค้า คู่แข่ง ซึ่งความสัมพันธ์ของบุคคลเหล่านี้มีผลต่อขวัญและกำลังใจในการทำงานของ พนักงานและก่อให้เกิดบรรยากาศในการทำงานที่ดีและไม่ดีทั้งสิ้น ดังนั้นผู้บริหารจึงควรสร้าง บรรยากาศที่ดีในการทำงานให้เกิดขึ้นในองค์กร กำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี 2. สภาพแวดล้อมในการทำงาน ได้แก่ สถานที่ทำงาน พื้นที่ในการปฏิบัติงาน แสงสว่าง อุณหภูมิที่เหมาะสม การมีเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ และเครื่องอำนวยความสะดวกในการ ทำงาน ร่วมทั้งระบบงาน นโยบาย ระเบียบข้อบังคับ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน โอกาสความก้าวหน้า และระบบการสื่อสารในองค์กร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสภาพแวดล้อมภายในองค์กรที่ควรทำให้ ถูกสุขลักษณะ เพราะจะทำให้พนักงานมีความมั่นใจ สบายใจและเกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 5.2 การสร้างขวัญและกำลังใจ ขวัญและกำลังใจในการทำงานเป็นการสะท้อนสภาวะ จิตใจที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน หรือการแสดงออกถึงความตั้งใจและความกระตือรือร้น
146 ในการทำงาน ดังนั้นการสร้างขวัญและกำลังใจจึงเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาโดยตรง มีวิธีการ เสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ดังนี้ 1.ควรศึกษาปฏิกิริยาของพนักงานที่มีต่องานหรือหัวหน้างาน เพื่อจะได้ทราบปัญหา ที่แท้จริงแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง วิธีที่ทำให้ทราบปฏิกิริยาของพนักงานสามารถทำได้โดย การสำรวจ สังเกต สัมภาษณ์ ทำแบบสอบถาม และการเก็บประวัติการทำงานของพนักงาน หรือ อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือใช้หลาย ๆ วิธีพร้อม ๆ กันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเหมาะสม 2. มีความเป็นธรรมในการวัดผลสำเร็จของงานแต่ละบุคคล โดยเฉพาะการเลื่อนขั้น เงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง การพิจารณาความดีความชอบ การโยกย้าย เป็นต้น การดำเนินการที่ เกี่ยวข้องต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับที่เป็นธรรมต่อบุคลากรทุกฝ่าย 3.การรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน หมายถึง การเปิดโอกาสให้ลูกน้องหรือ พนักงานแสดงความคิดเห็นทั้งในด้านบวกและด้านลบ หรือความอึดอัดใจของพนักงาน ซึ่งเมื่อ ผู้บริหารมีการรับฟังความคิดเห็นหรือปัญหาต่าง ๆ จากผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะส่งผลให้สิ่งที่ค้างคาใจอยู่ ของพนักงานลดลง การทำงานย่อมราบรื่นขึ้น 4. ผู้บังคับบัญชาเป็นที่ปรึกษาที่ดี คือ สามารถแก้ปัญหาให้แก่พนักงานได้ทั้งเรื่อง ส่วนตัวและเรื่องงาน ด้วยการให้คำแนะนำ แก้ปัญหาและปรับปรุงแก้ไขอย่างเหมาะสม 5. ชมเชยและให้รางวัลด้วยความจริงใจ เพราะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีแก่พนักงาน 6. สร้างบรรยากาศการทำงานให้มีความหวัง ทำให้พนักงานมีโอกาสก้าวหน้าใน หน้าที่และตำแหน่งที่ทำ เปิดโอกาสให้พนักงานแสวงหาความก้าวหน้าเท่าเทียมกัน และส่งเสริมและ สนับสนุนให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม 7. ผู้บังคับบัญชาต้องวางตัวเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี มีน้ำใจ เมตตากรุณา ด้วยการ วางตัวให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่วางตัวเป็นเจ้านาย วางอำนาจ กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่กล้าเข้าหา 8. ส่งเสริมดูแลด้านสุขภาพอนามัยของพนักงานให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี มีการจัดสวัสดิการการรักษาพยาบาล 6. สิ่งแวดล้อม (Environment) การเพิ่มผลผลิตด้านสิ่งแวดล้อม คือ การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เรียกว่าการผลิตสีเขียว (Green Productivity : GP) การผลิตสีเขียว (Green Productivity : GP) หมายถึง การปรับปรุงการผลิตโดยใช้ กระบวนการผลิตที่สะอาดขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิต รวมถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อการผลิต สินค้าและบริการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดี ขึ้น และสามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืน แนวคิด Green Productivity : GP เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังและ ต่อเนื่องส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน วิธีการเพิ่มผลผลิตด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ในองค์กรธุรกิจทำได้ 2 ด้าน คือ 1. กระบวนการผลิตที่สะอาด (Cleaner Productivity) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการ เพิ่มผลผลิตที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทำได้โดยการใช้วัตถุดิบและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่เป็นพิษหรือลดความเป็นพิษที่ก่อให้เกิด
147 มลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการเศษของเหลือใช้จากการผลิตและการใช้งาน โดยยึดหลัก 3R คือ Reduce, Recuse และ Recycle 2. ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี (Environment Management System : EMS) หมายถึง กระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ที่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งระบบการผลิต การ จัดส่ง การจำหน่าย และการจัดการกับซากเศษเหลือทิ้ง โดยจะต้องทำการตรวจหาผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงกับกระบวนการผลิต ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) มุ่งเน้นเพื่อ ป้องกันมลพิษที่เกิดจากกิจกรรมจากการผลิตของธุรกิจจากกระบวนการทำงาน การจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยนำเอาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่เรียกว่า ISO14000 มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและบริษัทขั้นนำหลายแห่งแล้ว 7. จริยธรรมทางธุรกิจ (Business Ethic) จริยธรรม (Ethics) เป็นเรื่องของความรู้สึก สำนึกความรับผิดชอบชั่วดี (Recognition) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ของความดี และความเลว รวมทั้งภาระหน้าที่ทางศีลธรรมที่คำนึงถึงเพื่อนมนุษย์ จริยธรรมทางธุรกิจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสะท้อนถึงค่านิยมในกระบวนการตัดสินใจของ ธุรกิจ การตัดสินใจมีผลต่อกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ และผู้บริหารสามารถนำไปใช้ในการบริหารงาน ประจำวันได้อย่างไร จริยธรรมทางธุรกิจ คือ การปฏิบัติของผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน มีกฎเกณฑ์กติกาใน การดำเนินธุรกิจซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับลูกค้า ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ พนักงานและลูกจ้าง ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน คู่แข่ง รัฐบาล สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ประกอบการควรมีจริยธรรมทางธุรกิจ ดังนี้ 1. ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ซื้อหรือลูกค้า การผู้ซื้อหรือลูกค้ายึดมั่นในการซื้อสินค้าของ ผู้ประกอบการ คือ ความซื่อสัตย์และจริงใจของลูกค้า ผู้ประกอบการจะต้องไม่โกงในเรื่องการชั่ง ตวง วัด ไม่ปลอมแปลงผลิตภัณฑ์ 2. ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบ เช่น กดราคาวัตถุดิบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ตำหนิวัตถุดิบว่าไม่ดี เพื่อจะได้ต่อรองราคาให้ต่ำลง ไม่จ่ายเงินให้ตามกำหนดนัดหมาย ฯลฯ 3. ไม่เอารัดเอาเปรียบพนักงานและลูกจ้าง เช่น จ่ายค่าจ้างไม่เป็นธรรม ไม่จัด สวัสดิการที่ควรได้รับให้พนักงาน ใช้แรงงานเด็ก สภาพแวดล้อมในการทำงานมีอันตราย ฯลฯ 4. ไม่เอารัดเอาเปรียบหุ้นส่วน ธุรกิจส่วนใหญ่มีแหล่งเงินทุนมาจากนักลงทุนหลาย ๆ คน ซึ่งเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องเปิดเผยข้อมูลทางธุรกิจที่แท้จริง ดำเนินกิจการด้วยความซื่อสัตย์ และรายงานผลประกอบการที่แท้จริง แบ่งปันผลกำไรตามสัดส่วน ของการลงทุน 5. ไม่เอารัดเอาเปรียบคู่แข่งขัน เช่น ให้สินบนหรือให้รางวัลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อแย่ง ลูกค้ากัน หรือปล่อยข่าวลือที่ไม่ดีเพื่อให้คู่แข่งขันเสียหาย ฯลฯ 6. ไม่เอารัดเอาเปรียบรัฐบาล เช่น หลบเลี่ยงภาษี ปรับแต่งบัญชีผลประกอบการเพื่อ เสียภาษีให้น้อยลง 7. ไม่เอารัดเอาเปรียบสังคม เช่น โฆษณาเกินความเป็นจริง รวมกลุ่มธุรกิจเพื่อผูกขาดทาง การค้า
148 8. ไม่เอารัดเอาเปรียบสิ่งแวดล้อม เพราะจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพชีวิตของ ประชากรในประเทศ การประกอบธุรกิจไม่ควรทำลายมลพิษ เช่น ปล่อยควันพิษและกากวัตถุดิบที่ ปนเปื้อนสารพิษลงสู่แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น เครื่องมือหรือเทคนิควิธีการที่ใช้ในการเพิ่มผลผลิตมีอยู่หลายวิธี การจะเลือกใช้วิธีการใดนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ แต่มีเทคนิควิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมและสามารถเพิ่มผลผลิตได้มาก ที่สุด คือ วิธีให้พนักงานทุกคนและทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากที่สุด ได้แก่ วงจรคุณภาพ PDCA กิจกรรม 5 ส. กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ (QC : Circle) การส่งมอบแบบทันเวลา (Just – in – Time) การบำรุงรักษาทวีผลโดยทุกคนมีส่วนร่วม (TPM) และระบบข้อเสนอแนะ (Suggestion System) 6.1 วงจรคุณภาพ PDCA วงจรคุณภาพ PDCA หรือวงจรเดมมิ่ง ได้แก่ วงจรการบริหารการทำงานที่เริ่มจาก การวางแผน (Plan) การปฏิบัติตามแผน (Do) การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act) 6.2 กิจกรรม 5 ส. กิจกรรม 5 ส. หรือกิจกรรม 5S เป็นกิจกรรมที่สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยใน สถานที่ทำงานและเป็นกิจกรรมที่ใช้หลักการพื้นฐานมาปรับปรุงสภาพการทำงนให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดความปลอดภัย และเกิดคุณภาพในการทำงาน กิจกรรม 5 ส. เป็นกิจกรรมพื้นฐานของการเพิ่ม ผลผลิต และเป็นกิจกรรมที่ทำโดยพนักงานผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานนั้น ๆ กิจกรรม 5 ส. เริ่มใช้ ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น และคำว่า 5S เป็นคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นประกอบด้วย 5 คำ คือ 1. SERI (อ่านว่า เซริ) : สะสาง คือ การแยกของที่ต้องการออกจากของที่ไม่ต้องการ และขจัดของที่ไม่ต้องการทิ้งไป การทำกิจกรรมสะสางเริ่มจากการสำรวจสิ่งของ คัดแยก หากสิ่งใด ต้องการจัดเก็บให้เป็นระเบียบ สิ่งใดไม่ต้องการนำไปกำจัดอาจทำกิจกรรม Big Cleaning Day 2. SEITON (อ่านว่า เซตง) : สะดวก คือ การจัดวางสิ่งของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเพื่อ ความสะดวกและปลอดภัย และลดเวลาในการค้นหา โดยมีหลักการดังนี้ คือ - กำหนดที่วางให้ชัดเจน และหยิบง่าย - มีป้ายบอกชื่อ รหัส หรือหมายเลข - ทำตารางแสดงตำแหน่งสิ่งของ 3. SEISO (อ่านว่า เซโซ) : สะอาด คือ การทำความสะอาดเครื่องมือ อุปกรณ์ และ สถานที่ทำงาน ตู้เก็บเอกสาร หรือห้องน้ำ เป็นต้น หากมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอจะทำ ให้ง่ายต่อการตรวจสอบความบกพร่องของเครื่องมือและอุปกรณ์ในเบื้องต้น และสามารถซ่อม บำรุงรักษาได้ง่าย 4. SEIKETSU (อ่านว่า เซเกะสึ) : สุขลักษณะ คือ เป็นผลที่เกิดจากการทำกิจกรรม สะสาง สะดวก สะอาดอย่างต่อเนื่องและรักษาตลอดไป ซึ่งทำให้สถานที่ทำงานมีสภาพสะอาดทำให้ 6. เทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิต
149 เกิดสุขลักษณะที่ดี และกิจกรรม 3 ส.แรก เป็นการขจัดต้นเหตุของมลพิษในที่ทำงานทำให้สภาวะ แวดล้อมสดชื่อ บุคลากรมีความรู้สึกดีต่อสถานที่ทำงาน ย่อมส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพและ มีความมั่นใจว่าปลอดภัย 5. SHITSUKE (อ่านว่า ซิสึเกะ) : สร้างนิสัย คือ การกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ย่อมก่อให้เกิดเป็นนิสัย ดังนั้นการสร้างนิสัยจึงเริ่มจากการให้การอบรมเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใน กิจกรรม 5 ส. หลังจากนั้นจึงสร้างความตระหนักให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการทำกิจกรรม ควบคู่กับการลงมือปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอหรืออาจจะกำหนดให้เป็นระเบียบปฏิบัติขององค์กร เช่น กำหนดว่าทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้งหลังใช้งาน จัดเก็บเอกสารบนโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ก่อนกลับบ้าน เป็นต้น 6.3 กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ (QC : Circle) กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ หรือ QC. Circle (Quality Control Circle) คือ กิจกรรมที่ บุคลากรในหน่วยงานรวมกลุ่มกันประมาณ 3 – 10 คน ด้วยความสมัครใจโดยมีผู้บังคับบัญชาเป็น แกนนำเพื่อร่วมกันดำเนินการปรับปรุงคุณภาพงานหรือแก้ไขปัญหางานที่รับผิดชอบอย่างอิสระโดยไม่ ขัดกับนโยบายขององค์กร ภายใต้การควบคุมและติดตามอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการกิจกรรมกลุ่ม QC. Circle มีขบวนการดำเนินการดังนี้ คือ เมื่อมีการ จัดตั้งกลุ่มเสร็จให้เลือกหัวหน้ากลุ่มและเลขากลุ่ม กำหนดการประชุมกลุ่มอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน หลักการดำเนินงานกิจกรรมกลุ่ม QC. Circle มี 7 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การค้นหาปัญหาและการกำหนดหัวข้อเรื่อง ขั้นที่ 2 การกำหนดเป้าหมาย ขั้นที่ 3 สำรวจสภาพปัญหา ขั้นที่ 4 วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ขั้นที่ 5 การแก้ไขปัญหาด้วยวงจรคุณภาพ PDCA ขั้นที่ 6 การกำหนดเป็นมาตรฐาน ขั้นที่ 7 สรุปผลและวางแผนกิจกรรมต่อไป 6.4 การส่งมอบแบบทันเวลา (Just – in – Time) การส่งมอบแบบทันเวลา เรียกว่า JIT (Just-in-Time) หมายถึง การจัดการกระบวนการ ต่างๆ ในการบริหารเพื่อให้การส่งมอบผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าทันตามเวลาที่ตกลงกัน ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในบริการ การส่งมอบแบบทันเวลาพอดี มีนัยครอบคลุมถึงการส่งมอบที่มีความถูกต้องทั้งคุณภาพ จำนวน เงื่อนไข สถานที่ และความปลอดภัย ซึ่งต้องเป็นระบบที่เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กรเป็นแบบ ทันเวลาโดยมุ่งเน้นต่อความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ต้องอาศัยความเชื่อมโยงของข้อมูลข่าวสารรวมถึง การสร้างสัมพันธภาพที่ดีทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพของคุณค่า ความร่วมมือให้กับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพัสดุ การจัดหาและการส่งมอบ สำหรับการส่งมอบ แบบทันเวลาในกระบวนการผลิตนั้นเรียกว่า “การผลิตแบบทันเวลาพอดี” โดยเน้นกระบวนการ ทำงานในกระบวนการผลิตให้ทันกับความต้องการใช้งานจริงของอีกหน่วยงาน และมุ่งเน้นในการขจัด การสูญเสียหรือกิจกรรมที่ไม่เกิดมูลค่าออกไปจากกระบวนการทำงานเพื่อลดการสูญเสียและลดต้นทุน ที่เกิดจากการค้างวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตลอดทั้งเป็นการลดภาระงานที่มีมากเกินไปใน ระหว่างกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลิตได้ทันเวลาพอดี
150 6.5 การบำรุงรักษาทวีผล (Total Productivity Maintenance : TPM) การบำรุงรักษาทวีผล หรือ TPM (Total Productivity Maintenance) คือ ระบบการ บำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือและเครื่องใช้ โดยผู้ที่ดูแลจะต้องบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้ งาน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ การดำเนินกิจกรรม TPM คือการใช้กิจกรรมกลุ่มย่อยโดยให้ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรและเครื่องใช้ทำการบำรุงรักษาด้วยตนเอง ซึ่งมี วิธีการดำเนินการ 7 ประการ ดังนี้ 1. การรักษาความสะอาดของสถานที่และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องหรือในแผนก 2. จำแนกสาเหตุและทำความสะอาดอย่างเคร่งครัด 3. รักษามาตรฐานความสะอาดและการหล่อลื่นของเครื่องจักร 4. ให้ทบทวนระบบการทำงานของเครื่องจักรทั้งหมด 5. กำหนดมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบ 6. ให้ตรวจสอบสภาพทุกจุดว่าอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย 7. นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เช่น กำหนดว่าให้ทุกแผนกทำความสะอาดเครื่องจักรทุก สัปดาห์ 6.6 ระบบข้อเสนอแนะ (Suggestion System) ระบบข้อเสนอแนะ คือ วิธีการพัฒนางานองค์กรด้วยวิธีการที่ให้บุคลากรในองค์กร ทุกคนช่วยกันคิดและเสนอแนะวิธีการทำงาน แก้ไขการทำงาน ปรับปรุงคุณภาพงาน หรือพัฒนางาน ในองค์กร ด้วยการเสนอแนะความคิดต่อฝ่ายบริหาร หากเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสามารถ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรอาจมีการมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ระบบข้อเสนอแนะ ผู้บริหารต้องจูงใจและโน้มน้าวจิตใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความ สามัคคีกันในการเสนอแนะความคิดเห็นต่อฝ่ายบริหาร เพื่อนำความคิดมาพัฒนาองค์กรและนำไปสู่ เป้าหมายตามที่กำหนดไว้ ระบบข้อเสนอแนะเป็นระบบที่สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรเกิดการพัฒนา งานเพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น เพราะบุคลากรมีส่วนร่วมในการคิดวิธีแก้ไขหรือปรับปรุงงานด้วยตนเอง ดังนั้นบุคลากรจะมีความภาคภูมิใจในความสำเร็จของงานที่เกิดจากความคิดเห็นของตนเอง ทำให้ บุคลากรเกิดความรักในองค์กรมากขึ้น