The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรเป็นพลเมืองที่ดี รายวิชา "ไทยวรรณกรรม" กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนหนองไผ่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หลักสูตรไทยวรรณกรรม

หลักสูตรเป็นพลเมืองที่ดี รายวิชา "ไทยวรรณกรรม" กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนหนองไผ่

~58 ~


~ 58 ~หลักสูตรเป็นพลเมืองที่ดีรายวิชา “ไทยวรรณกรรม”กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๑ ภาคเรียนที่๑ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ปีการศึกษา ๒๕๖๖) โรงเรียนหนองไผ่สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


~ 59 ~กิตติกรรมประกาศ ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่๑๐ ทางโรงเรียนหนองไผ่ได้ดําเนินการและบริหาร จัดการหลักสูตรเป็นพลเมืองที่ดีในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๑ ประกอบด้วย ๑) รายวิชาไทยวรรณกรรม ภาคเรียนที่๑ และ ๒) รายวิชามารยาทที่ดีในสังคม ภาคเรียนที่๒ ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยความร่วมมืออย่างดียิ่งจากคณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วย ๑) สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์๒) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนหนองไผ่ที่ส่งเสริม สนับสนุนการดําเนินการ ข้อมูลสารสนเทศ การให้คําแนะนําการดําเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย ๑) ดร.วรจักร์มั่นคง ๒) นางปรารถนา แจ่มอ่วม ๓) นายสมปอง ตาลเพชร และขอขอบคุณคณะทํางาน ประกอบด้วย ๑) กลุ่มบริหารงานวิชาการ ๒) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๓) งานคอมพิวเตอร์๔) งานพัฒนาหลักสูตร และ ๕) งานวัดและประเมินผลที่ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นโดยร่วมกันให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการรวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้อง สร้างสื่อการเรียนรู้พร้อมทั้งทดลองใช้และประเมินผลหลักสูตรเป็นพลเมืองที่ดีรายวิชา“ไทยวรรณกรรม” เป็นกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๑ ภาคเรียนที่ 1 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ทางโรงเรียนหนองไผ่ขอนําคุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากผลงานทางวิชาการ หลักสูตรเป็นพลเมืองที่ดีตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ครั้งนี้ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา คณุภาพนกัเรียนในกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๑ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตสํานึก และปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดีมีค่านิยมที่ดีงาม มีวินัย ธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย แสดงออกถึงมารยาทไทยที่เหมาะสมกับกาลเทศะ มีจิตสาธารณะ และสามารถนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจําวัน ให้สามารถดํารงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งสถานศึกษาในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่สนใจสามารถนําหลักสูตรดังกล่าวฯ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนร่วมกัน ทั้งระบบ นางสาวอารีรัตน์ชูรวง ผู้อํานวยการโรงเรียนหนองไผ่


~ 60 ~สารบัญ เรื่อง หน้า หน่วยที่๑ วรรณกรรมพื้นบ้าน……………………………………………………………………………………. ๑ ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี........................................................................................... ๑ คุณความดีเณรมั่นเณรคง.............……………………………………………………………… ๑๓ บูชาองค์เจดีย์ลอยบ้านโภชน.์.............................................................................. ๒๗ หน่วยที่๒ วรรณกรรมบันเทิงคดี............................................................................................ ๔๐ ชีวิตบ้าน ๆ ......................................................................................................... ๔๐ ชีวิตวัยนักเรียน....……………………………………………………………………………………. ๕๙ พระมหาชนก....................................................................................................... ๗๔ เจ้าหงิญ............................................................................................................... ๙๑ หน่วยที่๓ วรรณกรรมสารคดี................................................................................................. ๑๐๖ มันอาจจะไม่โรแมนติกอย่างที่เธอคิด.................................................................. ๑๐7 หน่วยที่๔ วรรณกรรมร้อยกรอง............................................................................................ ๑๓๑ คําหยาด ตอน บนพรมใบไผ่...............……………………………………………………….. ๑๓2 หน่วยที่๕ วรรณกรรมทั่วไป.................................................................................................. ๑๔4 นักดนตรีแห่งเมืองเบรเมน......................................................…….….……………... ๑45


~ 61 ~กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ทําไมต้องเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทําให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดํารงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีตลอดจนนําไปใช้ในการพัฒนาอาชีพ ให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ําค่าควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชํานาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่าง มีประสิทธิภาพ และเพื่อนําไปใช้ในชีวิตจริง การอ่าน การอ่านออกเสียงคํา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คําประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่าน ในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่านเพื่อนําไปปรับใช้ ในชีวิตประจําวัน การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธีการเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคําและรูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์และเขียนเชิงสร้างสรรค์ การฟัง การดูและการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลําดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็น ทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม กับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทําความเข้าใจบทเห่บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณีเรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจ ในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


~ 62 ~คุณภาพผู้เรียน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่๓ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรองเป็นทํานองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสําคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็น และข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้วิเคราะห์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ลําดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมิน ความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน เขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคําได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียน คําขวัญ คําคม คําอวยพรในโอกาสต่าง ๆ โฆษณา คติพจน์สุนทรพจน์ชีวประวัติอัตชีวประวัติและประสบการณ์ต่าง ๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์วิจารณ์และแสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและเขียน โครงงาน พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์วิจารณ์ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดูนําข้อคิดไปประยุกตใ์ช้ ในชีวิตประจําวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่างๆได้ตรงตามวตัถุประสงค์และพูดโนม้น้าวอย่างมีเหตุผลนา่เชอื่ถือ รวมทั้งมีมารยาทในการฟังดูและพูด เข้าใจและใช้คําราชาศัพท์คําบาลีสันสกฤต คําภาษาต่างประเทศอื่นๆ คําทับศัพท์และศัพท์บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ กาพย์และโคลงสี่สุภาพ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสําคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่า ที่ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง อ


~ 63 ~ ไทยวรรณกรรม วรรณกรรมเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สามารถแสดงออกถึงศิลปะอันประณีต การศึกษาหรือการอ่าน วรรณกรรมจะทําให้ผู้อ่านมองสภาพสังคม วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่บรรดานักเขียนได้บรรจง ถ่ายทอดออกมาในแต่ละยุคสมัย ซึ่งวรรณกรรมมีปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในพระราชบัญญัติคุ้มครองศิลปะ และวรรณกรรม พ.ศ. ๒๔๗๕ วรรณกรรมปัจจุบันเป็นวรรณกรรมที่มีลักษณะต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะรับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมหรือแนวคิดของชาวตะวันตกมีขอบข่ายคลุมถึง (จรรยวรรณ เทพศรีเมือง,๒๕๖๐,หน้า ๑-๑๑) ดังนี้๑. วรรณกรรมประเภท ๑.๑ วรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว ๑.๑.๑ สารคดีได้แก่ความเรียง บทความ สารคดีท่องเที่ยวสารดีชวีประวัติอนทุิน จดหมายเหตุ๑.๑.๒ บนัเทิงคดีได้แก่นวนิยาย เรื่องสนั้บทละคร ๑.๒ วรรณกรรมประเภทร้อยกรอง ๑.๒.๑ ร้อยกรองตามฉันทลักษณ์เดิม ประกอบด้วยคําประพันธ์โคลง ฉันท์กาพย์กลอนร่าย โดยการประพันธ์เน้น “ข้อคิด” หรือ “ความคิด”๑.๒.๒ ร้อยกรองตามฉันทลักษณ์ที่กําหนดใหม่เพื่อสื่อความคิดมากกว่าความไพเราะ เช่น กลอนเปล่า ๒. กลวิธีในการแต่ง ได้แก่เนื้อเรื่อง ทัศนะในการสร้างเค้าโครงเรื่อง การสร้างตัวละคร ๓. แนวคิดและปรัชญาในการแต่ง คุณค่าของวรรณกรรมไทย โดยผู้อ่านหรือผู้ศึกษาวรรณกรรมจะได้รับทั้งความรู้ความบันเทิง และแง่คิดมุมมองต่าง ๆ ของชีวิต ในขณะเดียวกันวรรณกรรมยังมีคุณค่ามากขึ้นในระดับสังคมโดยการเป็น เครื่องมือ เป็นสื่อสะท้อนภาพ และมโนทัศน์สังคมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังนี้๑. คุณค่าของวรรณกรรมระดับปัจเจกบุคคล ๑.๑ ส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะการอ่านวรรณกรรมเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ส่งเสริม การเรียนรู้ภาษา และเปิดโอกาสให้ฝึกทักษะการอ่านในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิด ประโยชน์อกีดว้ย


~ 64 ~๑.๒ ให้ความบันเทิงใจ วรรณกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ให้ความเพลิดเพลินทําให้ผู้อ่านเกิด ความสนุกสนานไปกับตัวหนังสือที่ถ่ายทอดเนื้อเรื่องที่สะเทือนอารมณ์ทั้ง รัก โกรธ แค้น สงสาร เห็นอกเห็นใจ ฯลฯ อีกทั้งยังสร้างจินตนาการให้ผู้อ่านฝันไปกับท้องเรื่องอีกด้วย ๑.๓ ประเทืองปัญญา ได้แก่การชี้ให้เห็นสภาพชีวิตของคนในสังคมนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน รวมถึง การให้แง่คิด ประสบการณ์จําลองของชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่เพียบพร้อม สมบูรณ์ชีวิตที่ตกอับ ยากแค้น อาภัพ โชคร้าย ฯลฯ อีกทั้งให้มโนทัศน์ต่าง ๆ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคม ๒. คุณค่าของวรรณกรรมในระดับสังคม ๒.๑ วรรณกรรมบางเรื่องบางตอนสะท้อนถึงกฎเกณฑ์ทางสังคม อันได้แก่ศีลธรรม กรอบ จารีต และธรรมเนียมนิยมต่างๆ ๒.๒ การนําเสนอมโนทัศน์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม แนวคิดร่วมของการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม ไม่หยุดนิ่ง เพื่อนําไปสู่สภาพของสังคมที่ดียิ่งขึ้น


~ 65 ~สาระการเรียนรู้/มาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาไทยวรรณกรรม สาระที่๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนําไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดําเนิน ชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ๗. วิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากการอ่าน งานเขียนอย่างหลากหลายเพื่อนําไปใช้แก้ปัญหา ในชีวิต ตัวชี้วัด ๘. มีมารยาทในการอ่าน สาระที่๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ ต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ๖. เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ได้รับ ตัวชี้วัด ๙. มีมารยาทในการเขียน สาระที่๓ การฟัง การดูและการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณและพูดแสดงความรู้ความคิด และความรู้สึก ในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ตัวชี้วัด ๓. พูดแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดูตัวชี้วัด ๖. มีมารยาทในการฟัง การดูและการพูด สาระที่๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า และนํามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด ๑. สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ตัวชี้วัด ๓. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน ตัวชี้วัด ๔. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


~ 66 ~การวิเคราะห์โครงสร้างหลักสูตรไทยวรรณกรรม หน่วย ที่ลักษณะ วรรณกรรม ประเภท วรรณกรรม สาระการเรียนรู้เวลา (ชั่วโมง) ๑ วรรณกรรม พื้นบ้าน มุขปาฐะ ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี๓ ๒ มุขปาฐะ คุณความดีเณรมั่นเณรคง ๓ ๓ มุขปาฐะ บูชาองค์เจดีย์ลอยบ้านโภชน์๓ ๔ ชีวประวัติตํานานพ่อขุนผาเมือง ๓ ๕ วรรณกรรม บันเทิงคดี เรื่องสั้น ชีวิตบ้าน ๆ ๓ ๖ เรื่องสั้น ชีวิตวัยนักเรียน ๓ ๗ ปรัชญา ศาสนา พระมหาชนก ๓ วรรณกรรมซีไรต์เจ้าหงิญ ๓ ๘ วรรณกรรม สารคดีสารคดีท่องเที่ยว มันอาจจะไม่โรแมนติกอย่างที่เธอคิด ๓ ๙ วรรณกรรม ร้อยกรอง บทกวีนิพนธ์คําหยาด ตอน บนพรมใบไผ่๔ ๑๐ วรรณกรรม สากล นิทานกริมม์นักดนตรีแห่งเมืองเบรเมน ๔ รวมระหว่างภาค ๓๖ สอบกลางภาค / ปลายภาค ๔ รวม ๔๐


~ ๑ ~ปู่สังกะสาย่าสังกะสีปู่สากับย่าสีเป็นบรรพบุรุษแรกเริ่มของมวลมนุษยชาติจึงมีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชเป็นอย่างมาก เวลาจะทําอะไร ก็จะเกิดผลอันยิ่งใหญ่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ บนพื้นดิน ปู่กับย่าได้ตั้งบ้านเรือนกันอยู่ที่บ้านหลักวัวทอง (บ้านนางั่วในปัจจุบัน) และเลี้ยงวัวไว้ตัวหนึ่งชื่อ จําปาทองคํา ต่อมา ปู่ได้ไปหลงเสน่ห์สาวชาวบน ซึ่งคนชนเผ่าโบราณ อาศัยอยู่บนเขา พูดภาษามอญโบราณ มีความสามารถทางไสยศาสตร์ทําเสน่ห์สามารถเป่าปลายไม้ธรรมดา แหย่เข้า ไปในรูแย้แย้ก็จะออกมาจากรูให้จับได้อย่างง่ายดาย ปู่หลงเสน่ห์เป็นอย่างมากจนทะเลาะกับย่า ย่าจับก้อนหินขนาด เท่าโอ่งใหญ่ขว้างไปยังปู่และเลยไปติดค้างอยู่สามง่ามต้นเต็งรัง (ในอดีตเคยมีต้นเต็งรังที่มีก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นไปติดค้าง อยู่จริง แต่ปัจจุบันต้นไม้ดังกล่าวได้หายไปแล้ว) ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว ซึ่งยังมีอยู่จนทุกวันนี้ปู่เองก็ยังหลงเสน่ห์สาวชาวบนมากจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ไม่กลับมาหาย่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง บรรดาลูกหลาน ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้กลับมาหาย่า ซึ่งในครั้งนั้น ปู่ก็รับปากว่าจะกลับไป ย่าและบรรดาลูกหลานต่างดีใจ จึงได้ตระเตรียมอาหารที่ปู่ชอบไว้คอยต้อนรับ นั่นคือแกงหอยขมและปลาปิ้ง การเตรียมทําอาหารก็ได้ลงมือตัดตูดหอย ออกแล้วเพื่อเตรียมแกง และได้นําปลาไปใส่ไม้หนีบไว้แล้วเพื่อเตรียมปิ้ง แต่ก็มีคนมาบอกว่า ปู่เปลี่ยนใจ ไม่มาแล้ว ย่าจึงโกรธ จึงสาดหอยและปลาทิ้งกระเด็นไปตกที่ลําน้ําเข็กบริเวณหนองแม่นา หอยและปลาก็กลับมีชีวิตคืนมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีหอยตูดตัดและปลาขาวติดปิ้ง ที่มีรอยไม้หนีบติดอยู่ข้างลําตัวอยู่ส่วนย่าเองก็ไม่ยอม ต้องการจะใช้ ไสยศาสตร์สู้เพื่อเอาปู่กลับมาให้ได้จึงได้ขึ้นเขาไปทํายาเสน่ห์ปลุกเสกอยู่หลายวัน จนได้ขี้ผึ้งเสน่ห์มา ๓ อ่าง ระหว่าง ขนใส่เกวียนลงมาจากเขา เกวียนเกิดหัก ขี้ผึ้งทั้งสามอ่างหกลงพื้นหมดจนเกิดเป็นหนองสามอ่างและนาสามอ่าง ทางเหนือหมู่บ้าน มีน้ําไหลออกมาจากหนอง ผ่านมาทางหมู่บ้านชื่อว่า ห้วยขรัว ซึ่งมีผักบุ้งขึ้นอุดมสมบูรณ์จํานวนมาก ฉะนั้น ด้วยมนต์ขลังแห่งยาเสน่ห์ที่ย่าได้ทําไว้จึงทําให้มีผลถึงผักบุ้งในห้วยดังกล่าวด้วย จนมีคํากล่าวของคนนางั่วว่า“กินผักบุ้งห้วยขรัว หนีนางั่วไม่พ้น” หมายความว่า ใครได้กินผักบุ้งที่เก็บจากห้วยขรัวแล้ว จะต้องได้กลับมามีครอบครัว และปักหลักตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นางั่วทุกรายไปสุดท้าย ย่าได้กลับขึ้นไปอยู่บนเขาและไม่ลงมาอีกเลย จึงยังมีคํากล่าว ของชาวนางั่วว่า ถ้าใครขึ้นไปทํามาหากินบนเขา(นั่นก็คือเขาค้อ) ห้ามพูดเรื่องปู่โดยเด็ดขาด เดี๋ยวย่าจะโกรธและทําให้ เกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้น นิทานปู่สังกะสา ย่าสังกะสียังเชื่อมโยงไปถึงเขาปู่เขาย่า ที่ยังคงมีอยู่จริงที่อําเภอเขาค้อ และถ้ํา ปู่ย่าที่เคยอยู่ด้วยกันที่เขาถ้ําพระอีกด้วย อ้างอิง วิศัลย์โฆษิตานนท์. (๒๕๖๑, เมษายน ๒๐). ตํานาน “ปู่สังกะสา ย่าสังกะสี”. ใน บันทึกตํานานเพชรบูรณ์๑๖ เรื่อง. ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์๑, ๒๕๖๕. จากแหล่งที่มา https://wisonk.wordpress.com/ ๒๐๑๘/๐๔/๒๐/บันทึก-๙-ตํานานเพชรบูรณ์


~ ๒ ~ ใบงานที่๑ คาดเดาเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนดูรูปภาพจากวรรณกรรมพื้นบ้าน ประเภทมุขปาฐะ และชีวประวัติ เรื่อง ตํานานรักปู่สังกะสาย่าสังกะสีนักเรียนเห็น อะไรบ้างและนักเรียนรู้สึกอย่างไร กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน ออกแบบแผนภาพทางความคิดเพื่อสรุปใจความสําคัญของเรื่อง ดังต่อไปนี้๑. แก่นของเรื่อง ๒. ตัวละคร และลักษณะนิสัยตัวละคร ๓. สถานที่/บรรยากาศ ๔. วิถีชีวิต สังคม ความเชื่อ วัฒนธรรม ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง


~ ๓ ~แนวคําตอบใบงานที่๑ คาดเดาเรื่อง -- คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน –


~ ๔ ~ ใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนอ่านออกเสียงวรรณกรรมพื้นบ้าน ประเภทมุขปาฐะ และชีวประวัติเรื่อง ตํานานรักปู่สังกะสา ย่าสังกะสีเพื่อให้นักเรียนรู้จังหวะการหายใจ วรรคตอนและการเปล่งเสียงคําที่ถูกต้องทีละคน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถาม โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ดังนี้๑. ตัวละครสําคัญของเรื่องคือใคร ๒. บ้านหลักทองปัจจุบันคือหมู่บ้านใด ๓. เพราะเหตุใดปู่จึงไปอยู่กับสาวชาวบน ๔. สาวชาวบน มีความสามารถอย่างไร ๕. ย่ามีวิธีการใดที่ให้ปู่กลับคืน ๖. ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้คืออะไร ๗. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ ๘. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล ๙. หลังจากได้อ่านเรื่องนี้นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร ชอบ/ไม่ชอบ เพราะเหตุใด ๑๐. จากการอ่านเรื่องนี้นักเรียนสามรถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันอย่างไร กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนพิจารณาคําศัพท์ใหม่หรือคําแปลกใหม่พร้อมทั้งหาความหมายของคําศัพท์กิจกรรมที่๔ ให้นักให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคําสําคัญ โดยเลือกอย่างน้อย ๕ คํา ดังนี้บรรพบุรุษ อิทธิฤทธิ์ โบราณ ไสยศาสตร์ลูกหลาน แกงหอยขม หนองแม่นา เกวียน ผักบุ้ง อุดมสมบูรณ์


~ ๕ ~แนวคําตอบใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนอ่านออกเสียงวรรณกรรมพื้นบ้าน ประเภทมุขปาฐะ และชีวประวัติเรื่อง ตํานานรักปู่สังกะสา ย่าสังกะสีเพื่อให้นักเรียนรู้จังหวะการหายใจ วรรคตอนและการเปล่งเสียงคําที่ถูกต้องทีละคน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถามดังนี้๑. ตัวละครสําคัญของเรื่องคือใคร คําตอบ ปู่สา ย่าสีสาวชาวบน ๒. บ้านหลักทองปัจจุบันคือหมู่บ้านใด คําตอบ บ้านนางั่ว ๓. เพราะเหตุใดปู่จึงไปอยู่กับสาวชาวบน คําตอบ ปู่ได้ไปหลงเสน่ห์สาวชาวบน ๔. สาวชาวบน มีความสามารถอย่างไร คําตอบ พูดภาษามอญโบราณ มีความสามารถทางไสยศาสตร์ทําเสน่ห์สามารถเป่าปลายไม้ธรรมดา แหย่เข้าไปในรูแย้แย้ก็จะออกมาจากรูให้จับได้อย่างง่ายดาย ๕. ย่ามีวิธีการใดที่ให้ปู่กลับคืน คําตอบ ใช้ไสยศาสตร์สู้เพื่อเอาปู่กลับมาให้ได้จึงได้ขึ้นเขาไปทํายาเสน่ห์ปลุกเสกอยู่หลายวัน ๖. ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้คืออะไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๗. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๘. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๙. หลังจากได้อ่านเรื่องนี้นักเรียนมีความรู้สึดอย่างไร ชอบ/ไม่ชอบ เพราะเหตุใด คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๑๐. จากการอ่านเรื่องนี้นักเรียนสามรถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันอย่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๔ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน


~ ๖ ~ ใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. “มีอยู่ครั้งหนึ่ง บรรดาลูกหลานได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้กลับมาหาย่า ซึ่งในครั้งนั้นปู่ก็รับปากว่าจะกลับไป ย่าและบรรดาลูกหลานต่างดีใจจึงได้ตระเตรียมอาหารที่ปู่ชอบไว้คอยต้อนรับ นั่นคือแกงหอยขมและปลาปิ้ง การเตรียมทําอาหารก็ได้ลงมือตัดตูดหอยออกแล้วเพื่อเตรียมแกง และได้นําปลาไปใส่ไม้หนีบไว้แล้วเพื่อเตรียมปิ้ง” จากข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าย่ามีลักษณะอย่างไร ๒. “กินผักบุ้งห้วยขรัว หนีนางั่วไม่พ้น” หมายความว่าอย่างไร ๓. “ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว ซึ่งยังมีอยู่จนทุกวันนี้ปู่เองก็ยังหลงเสน่ห์สาวชาวบนมากจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ไม่กลับมาหาย่า” จากข้อความอะไรเป็นต้นเหตุให้ย่าโกรธ ๔. “ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว” จากประโยคนี้ตรงกับโวหารใด ๕. ข้อคิดจากเรื่องนี้คืออะไร


~ ๗ ~แนวคําตอบใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. “มีอยู่ครั้งหนึ่ง บรรดาลูกหลานได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้กลับมาหาย่า ซึ่งในครั้งนั้นปู่ก็รับปากว่าจะกลับไป ย่าและบรรดาลูกหลานต่างดีใจจึงได้ตระเตรียมอาหารที่ปู่ชอบไว้คอยต้อนรับ นั่นคือแกงหอยขมและปลาปิ้ง การเตรียมทําอาหารก็ได้ลงมือตัดตูดหอยออกแล้วเพื่อเตรียมแกง และได้นําปลาไปใส่ไม้หนีบไว้แล้วเพื่อเตรียมปิ้ง” จากข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าย่ามีลักษณะอย่างไร ตอบ มีความเป็นกุลสตรีไทยในการจัดเตรียมอาหารไว้รอสามีรู้ว่าสามีชอสิ่งใดก็จะทําไว้รอ ๒. “กินผักบุ้งห้วยขรัว หนีนางั่วไม่พ้น” หมายความว่าอย่างไร ตอบ ใครได้กินผักบุ้งที่เก็บจากห้วยขรัวแล้ว จะต้องได้กลับมามีครอบครัวและปักหลักตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นางวั่ทุกรายไป สุดท้าย ๓. “ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว ซึ่งยังมีอยู่จนทุกวันนี้ปู่เองก็ยังหลงเสน่ห์สาวชาวบนมาก จนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ไม่กลับมาหาย่า” จากข้อความอะไรเป็นต้นเหตุให้ย่าโกรธ ตอบ เพราะปู่หลงเสน่ห์สาวชาวบนไม่ยอมกลับบ้าน ๔. “ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว” จากประโยคนี้ตรงกับโวหารใด ตอบ อธิพจน์โวหาร (กล่าวเกินจริง) ๕. ข้อคิดจากเรื่องนี้คืออะไร ตอบ ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์


~ ๘ ~ ใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนเขียนตามคําบอก ดังนี้มนุษยชาติอิทธิฤทธิ์ ไสยศาสตร์ ปัจจุบัน โบราณ อาศัย ยาเสน่ห์มนต์ขลัง ปลุกเสก บรรพบุรุษ กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนพิจารณาคําที่ขีดเส้นใต้ว่าเป็นการสร้างคําประเภทใดและเลือกคําที่กําหนดให้ไปตอบให้ถูกต้อง ๑. ปู่กับย่าได้ตั้งบ้านเรือนกันอยู่ที่บ้านหลักวัวทอง (บ้านนางั่วในปัจจุบัน) ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๒. ปู่เองก็ยังหลงเสน่ห์สาวชาวบนมากจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๓. ห้ามพูดเรื่องปู่โดยเด็ดขาด เดี๋ยวย่าจะโกรธและทําให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๔. ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๕.ย่าและบรรดาลูกหลานต่างดีใจจึงได้ตระเตรียมอาหารที่ปู่ชอบไว้คอยต้อนรับ ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๖. ส่วนย่าเองก็ไม่ยอมต้องการจะใช้ไสยศาสตร์สู้เพื่อเอาปู่กลับมาให้ได้จึงได้ขึ้นเขาไปทํายาเสน่ห์ปลุกเสก อยู่หลายวัน ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๗. ย่าจับก้อนหินขนาดเท่าโอ่งใหญ่ขว้างไปยังปู่และเลยไปติดค้างอยู่สามง่ามต้นเต็งรัง ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๘. ใครได้กินผักบุ้งที่เก็บจากห้วยขรัวแล้ว จะต้องได้กลับมามีครอบครัวและปักหลักตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นางั่วทุกราย ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................


~ ๙ ~ กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนเขียนเล่าตํานานประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านของนักเรียน ความยาว ๘ – ๑๐ บรรทัด พร้อมตั้งชื่อเรื่อง เรื่อง.............................................. .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................


~ ๑๐ ~แนวคําตอบใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนพิจารณาคําที่ขีดเส้นใต้ว่าเป็นการสร้างคําประเภทใดและเลือกคําที่กําหนดให้ไปตอบให้ถูกต้อง ๑. ปู่กับย่าได้ตั้งบ้านเรือนกันอยู่ที่บ้านหลักวัวทอง (บ้านนางั่วในปัจจุบัน) ตอบ บ้านเรือน = คําซ้อน บ้านหลักวัวทอง = คําประสม ๒. ปู่เองก็ยังหลงเสน่ห์สาวชาวบนมากจนไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ตอบ สาวชาวบน = คําประสม กลับบ้านกลับช่อง= คําซ้อน ๓. ห้ามพูดเรื่องปู่โดยเด็ดขาด เดี๋ยวย่าจะโกรธและทําให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ตอบ สาวชาวบน = คําประสม กลับบ้านกลับช่อง= คําซ้อน ๔. ย่าด่าปู่จนเยี่ยวราดไหลออกมาเป็นคลองย่าเยี่ยว ตอบ เยี่ยวราด = คําประสม คลองย่าเยี่ยว = คําประสม ๕.ย่าและบรรดาลูกหลานต่างดีใจจึงได้ตระเตรียมอาหารที่ปู่ชอบไว้คอยต้อนรับ ตอบ สาวชาวบน = คําประสม กลับบ้านกลับช่อง= คําซ้อน ๖. ส่วนย่าเองก็ไม่ยอมต้องการจะใช้ไสยศาสตร์สู้เพื่อเอาปู่กลับมาให้ได้จึงได้ขึ้นเขาไปทํายาเสน่ห์ปลุกเสก อยู่หลายวัน ตอบ ปลุกเสก = คําซ้อน ๗. ย่าจับก้อนหินขนาดเท่าโอ่งใหญ่ขว้างไปยังปู่และเลยไปติดค้างอยู่สามง่ามต้นเต็งรัง ตอบ ก้อนหิน = คําประสม ติดค้าง = คําซ้อน ๘. ใครได้กินผักบุ้งที่เก็บจากห้วยขรัวแล้ว จะต้องได้กลับมามีครอบครัวและปักหลักตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นางั่วทุกราย ตอบ ปักหลัก = คําประสม กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน


~ ๑๑ ~ ใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ กิจกรรม ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน เขียนเล่าเรื่อง ๑) ตํานานรัก ปู่สังกะสา ย่าสังกะสีหรือ ๒) ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านของนักเรียน โดยเขียนสื่อสาร และสาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่างๆ เช่น การแต่งนิทาน การเขยีน เรื่องสั้น การเขียนการ์ตูนช่อง การเขียนโปสเตอร์การเขียนงานรีวิว หนังสือเล่มเล็ก การวาดภาพเล่าเรื่อง การเล่าเรื่อง ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์E-book การทําวีดีทัศน์นําเสนอ ฯลฯ โดยสะท้อนตัวละครและลักษณะนิสัยตัวละคร สถานที่บรรยากาศการใช้ถ้อยคําสํานวน วถิีชีวติความเป็นอยู่สังคมความเชื่อ และวัฒนธรรม เป็นต้น


~ ๑๒ ~แนวคําตอบใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ -คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน-


~ ๑๓ ~คุณความดีเณรมั่น เณรคง การสร้างกําแพงเมืองที่มั่นคงถาวรก่ออิฐถือปูนเริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงศรีอยุธยา กําแพงเมือง จะประกอบด้วยแนวกําแพง ป้อมปราการและประตูเมืองในแต่ละด้านทั้ง ๔ ด้าน โดยประตูเมืองของแต่ละเมืองนั้นจะมีประตูที่มีความสําคัญประการหนึ่งตามการใช้สอย เรียกว่า”ประตูผี” เพราะเป็นประตูที่ใช้ขนศพคนตายออกไป นอกเมือง และเป็นประตูที่กองทัพทหารจะเดินทัพออกจากเมืองไปสู้รบในศึกสงคราม ทั้งนี้เพื่อเป็นเคล็ดว่า ทหารทุก คนได้ตายไปหมดแล้ว จึงสู้รบได้อย่างไม่ต้องกลัวตายอีก ตรงกับประตูผีนั้น จะต้องเป็นที่ตั้งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ของเมือง เพื่อเป็นการป้องกันยันไว้ไม่ให้สิ่งชั่วร้ายหรืออัปมงคลเข้ามาในเมืองได้กําแพงโบราณของเมืองเพชรบูรณ์ได้ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงศรีอยุธยา เช่นกัน ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ปีที่แล้ว ประกอบด้วยแนวกําแพงเมืองทั้ง ๔ ด้าน มีป้อมปราการทั้ง ๔ มุม คือป้อมศาลเจ้าพ่อ ป้อมถนนหลักเมือง ป้อมสนามชัย ป้อมศาลเจ้าแม่และมีประตูเมืองอยู่กึ่งกลางกําแพงแต่ละด้านทั้ง ๔ ทิศ คือ ประตูโพธิ์เย็น ประตูดาว ประตูประชาสรรค์และประตูชุมพล เมืองเพชรบูรณ์สมัยโบราณมีประตูผีอยู่ด้านทิศตะวันออกคือ ประตูดาว ซึ่งมีพระประธานในโบสถ์วัดไตรภูมิหันหน้าไปตรงค้ํายันกับประตูดาวดังกล่าว ส่วนประตูเมืองหลักที่ถือเป็นด้านหน้าของเมืองคือ ประตูชุมพล เป็นป้อมประตูที่ทางทิศตะวันตกของเมือง ซึ่งเป็นการหันหน้าไปยังบริเวณเมืองเพชรบูรณ์เก่าดั้งเดิมตั้งแต่สมัยสุโขทัย ที่ป้อมประตูชุมพลแห่งนี้เป็นที่เชื่อตามตํานานที่คนเพชรบูรณ์เล่าขานสืบทอดกันมาว่า เป็นที่ฝั่งทั้งเป็นเณรมั่น เณรคง มีตํานานและเป็นเรื่องเล่าที่ตรงกันในสถานที่หลาย ๆ แห่ง นั่นคือ สมัยก่อนเมื่อมีการสร้างเมือง ซึ่งจะต้องสร้างประตู เมืองและกําแพงเมืองพร้อมกันด้วยนั้น ได้มีคติความเชื่อในสมัยนั้นว่า ต้องนําคนมาฝั่งทั้งเป็นไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเป็น วิญญาณศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง โดยจะใช้คนที่มีชื่อว่า อินทร์จันทร์มั่น คง อยู่ดีการสร้างเมืองเพชรบูรณ์ก็เช่นเดียวกัน เจ้าเมืองได้ประกาศให้หาคนมาฝั่งทั้งเป็นที่ประตูด้านทิศตะวันตกแห่งนี้แต่เนื่องจากเพชรบูรณ์เป็นเมืองเล็ก จึงทําให้หาคนที่มีชื่อตามต้องการได้ลําบาก จึงให้ประกาศให้หาเฉพาะ ชื่อมั่น และชื่อคง แม้กระนั้นก็ดีการหาคนชื่อมั่น ชื่อคง ก็ยังหายากมาก เหล่าทหารได้ออกค้นหามาหลายวันก็ยังไม่พบ จนถึง วันกําหนดพิธีซึ่งจะต้องจัดตอนเที่ยงเวลาใกล้เพล เหล่าทหารก็ประกาศหา คนชื่อมั่น ชื่อคง มาจนถึงวัดไตรภูมิตะโกน ว่า “กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย ใครชื่อมั่นชื่อคง ให้ออกมาหน่อย” ก็มีเณร ๒ รูปที่กวาดลานวัดอยู่ในวัดไตร ภูมิตะโกนขานรับออกมา “โว้ย…” เหล่าทหารจึงรีบเขาไปคุมตัวจะนํามาเข้าพิธีเจ้าอาวาสเห็นเช่นนั้นก็ได้ออกมาห้าม ปราม แต่เหล่าทหารได้อธิบายความจําเป็นที่จะต้องนําตัวไปร่วมพิธีเพื่อบ้านเพื่อเมืองดังกล่าว เจ้าอาวาสเห็น เป็นเช่นนั้น ก็ยอม แต่ขอให้เณรทั้ง ๒ ได้ฉันเพลก่อนแล้วค่อยนําตัวไป แต่เหล่าทหารเห็นว่า เวลาใกล้จะเริ่มพิธีแล้ว จึงได้นําตัวไปทันทีโดยไม่ยอมให้ฉันเพล ทําให้เจ้าอาวาสโกรธ และสาปแช่งเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ทุกคนไว้ว่า เจ้าเมือง เพชรบูรณ์คนใดครองเมืองเพชรบูรณ์เกินกว่า ๓ ปีขอให้มีอันเป็นไป จากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีเจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนใดครองเมืองเกินกว่า ๓ ปีแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งทุกวันนี้ส่วนดวงวิญญาณเณรมั่น เณรคง ก็ได้สิงสถิตอยู่ที่ประตูเมือง เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้การปกปักรักษาและให้พรแก่คน เพชรบูรณ์มาช้านาน โดยคนเพชรบูรณ์ได้สร้างศาลไว้ที่บนป้อมประตูเมืองด้วย และคนรุ่นเก่า ๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองจะรู้ดีถึงเรื่องนี้มีการไปขอพร บนบานศาลกล่าวต่าง ๆ และเมื่อผ่านไปมาก็จะยกมือไหว้กันทุกคน จนทุกวันนี้ป้อมประตู


~ ๑๔ ~ ชุมพลที่อยู่ทิศตะวันตกของเมืองนี้ปัจจุบันจะเห็นเป็นซากโบราณสถานที่ก่อด้วยอิฐประกอบด้วยหินทราย ตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้สี่แยกถนนเพชรรัตน์ทางไปวัดไตรภูมิซึ่งยังคงมองเห็นได้จนปัจจุบันนี้อนึ่งการฝังคนทั้งเป็นเพื่อให้เป็นวิญญาณเฝ้าเมืองนั้น เป็นคติความเชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีอิทธิพลความ เชื่อมาจากศาสนาพราหมณ์ซึ่งก็ตรงกับหลักฐานทางประวิติศาสตร์ของช่วงเวลาในการก่อสร้างกําแพงเมืองเพชรบูรณ์ส่วนที่ศาลหลักเมืองปัจจุบันนี้ก็ตั้งอยู่บนป้อมปราการเช่นเดียวกัน แต่เป็นมุมกําแพง ไม่ใช่ประตูเมืองซึ่งเสาหลักเมือง เพชรบูรณ์นี้ตามหลักฐานของกรมศิลปากร เพิ่งมีการปักเมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว คือ พ.ศ. ๒๔๔๓ นี่เอง ซึ่งตอนนั้น บ้านเมืองเรานับถือศาสนาพุทธแล้ว จึงคงจะไม่มีการฝังคนทั้งเป็นอย่างเด็ดขาดเณรมั่นเณรคง จึงไม่ได้ถูกฝัง อยู่ที่ศาลหลักเมืองในปัจจุบันนี้แต่อย่างใด หากแต่เมื่อมีการตั้งเสาหลักเมืองขึ้นมา ก็อาจจะมีการอัญเชิญดวงวิญญาณ เณรมั่นเณรคงไปสถิตอยู่ที่ศาลหลักเมืองดังกล่าวในภายหลัง ก็อาจเป็นได้อ้างอิง ตํานาน “เณรมั่น เณรคง” วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ปกป้องเมืองเพชรบูรณ์. (๒๕๖๓,มกราคม ๑๖). ตํานาน วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ปกป้องเมืองเพชรบูรณ์หรือตํานาน "เณรมั่น เณรคง" ค้นเมื่อ กุมภาพันธ์๑, ๒๕๖๕. จากแหล่งที่มา https://phetchabun.org/history/๑๓๗๓๘


~ ๑๕ ~ ใบงานที่๑ คาดเดาเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนดูรูปภาพจากวรรณกรรมพื้นบ้าน ประเภทมุขปาฐะ และชีวประวัติเรื่อง คุณความดีเณรมั่นเณร คง นักเรียนเห็น อะไรบ้างและนักเรียนรู้สึกอย่างไร กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน ออกแบบแผนภาพทางความคิดเพื่อสรุปใจความสําคัญของเรื่อง ดังต่อไปนี้๑. แก่นของเรื่อง ๒. ตัวละคร และลักษณะนิสัยตัวละคร ๓. สถานที่/บรรยากาศ ๔. วิถีชีวิต สังคม ความเชื่อ วัฒนธรรม ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง


~ ๑๖ ~แนวคําตอบใบงานที่๑ คาดเดาเรื่อง --คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน–


~ ๑๗ ~ ใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนอ่านออกเสียงวรรณกรรมพื้นบ้าน ประเภทมุขปาฐะ และชีวประวัติเรื่อง คุณความดีเณรมั่น เณรคง เพื่อให้นักเรียนรู้จังหวะการหายใจ วรรคตอนและการเปล่งเสียงคําที่ถูกต้องทีละคน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถาม โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ดังนี้๑. ประตูผีคืออะไร ๒. ป้อมปราการทั้ง ๔ มุม ของเมืองเพชรบูรณ์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ๓. ประตูผีของเมืองเพชรบูรณ์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกคือประตูใด ๔. เพราะเหตุใดการสร้างประตูเมือและกําแกงเมืองจึงต้องฝังทั้งเป็น ๕. เณรมั่น เณรคง อยู่วัดอะไร ๖. ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้คืออะไร ๗. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ ๘. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล ๙. หลังจากได้อ่านเรื่องนี้นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร ชอบ/ไม่ชอบ เพราะเหตุใด ๑๐. จากการอ่านเรื่องนี้นักเรียนสามรถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันอย่างไร ๑๑. นักเรียนสามารถนําไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนพิจารณาคําศัพท์ใหม่หรือคําแปลกใหม่พร้อมทั้งหาความหมายของคําศัพท์กิจกรรมที่๔ ให้นักให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคําสําคัญ โดยเลือกอย่างน้อย ๕ คํา ดังนี้ป้อมปราการ ประตูผีเมืองเพชรบูรณ์กรุงศรีอยุธยา วิญญาณ สาปแช่ง ศาสนาพราหมณ์ศักดิ์สิทธิ์ความเชื่อ อิทธิพล


~ ๑๘ ~แนวคําตอบใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนอ่านออกเสียงวรรณกรรมพื้นบ้าน ประเภทมุขปาฐะ และชีวประวัติเรื่อง คุณความดีเณรมั่น เณรคง เพื่อให้นักเรียนรู้จังหวะการหายใจ วรรคตอนและการเปล่งเสียงคําที่ถูกต้องทีละคน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถาม โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ดังนี้๑. ประตูผีคืออะไร ตอบ ประตูที่ใช้ขนศพคนตายออกไปนอกเมือง ๒. ป้อมปราการทั้ง ๔ มุม ของเมืองเพชรบูรณ์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ตอบ ป้อมศาลเจ้าพ่อ ป้อมถนนหลักเมือง ป้อมสนามชัย ป้อมศาลเจ้าแม่๓. ประตูผีของเมืองเพชรบูรณ์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกคือประตูใด ตอบ ประตูดาว ๔. เพราะเหตุใดการสร้างประตูเมือและกําแกงเมืองจึงต้องฝังทั้งเป็น ตอบ เพื่อเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง โดยจะใช้คนที่มีชื่อว่า อินทร์จันทร์มั่น คง อยู่ดี๕. เณรมั่น เณรคง อยู่วัดอะไร ตอบ วัดไตรภูมิ๖. ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้คืออะไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๗. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๘. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๙. หลังจากได้อ่านเรื่องนี้นักเรียนมีความรู้สึดอย่างไร ชอบ/ไม่ชอบ เพราะเหตุใด คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๑๐. จากการอ่านเรื่องนี้นักเรียนสามรถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันอย่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๑๑. นักเรียนสามารถนําไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๔ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน


~ ๑๙ ~ ใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. เวลาใกล้เพล เหล่าทหารก็ประกาศหา คนชื่อมั่น ชื่อคง มาจนถึงวัดไตรภูมิตะโกนว่า “กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย ใครชื่อมั่นชื่อคง ให้ออกมาหน่อย ก็มีเณร ๒ รูปที่กวาดลานวัดอยู่ในวัดไตรภูมิตะโกนขานรับออกมา“โว้ย…” เหล่าทหารจึงรีบเขาไปคุมตัวจะนํามาเข้าพิธีจากข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นทหารมีพฤติกรรมเหาะสมหรือไม่เพราะเหตุใด ๒. “เจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนใดครองเมืองเพชรบูรณ์เกินกว่า ๓ ปีขอให้มีอันเป็นไป” จากข้อความ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ๓. “การฝังคนทั้งเป็นเพื่อให้เป็นวิญญาณเฝ้าเมืองนั้น เป็นคติความเชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยา” จากข้อความ คําว่าการฝัง คนทั้งเป็น เป็นความเชื่อของศาสนาใด ๔. “มีคติความเชื่อในสมัยนั้นว่า ต้องนําคนมาฝั่งทั้งเป็นไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง โดยจะใช้คนที่มีชื่อว่า อินทร์จันทร์มั่น คง อยู่ดี” จากข้อความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่ออย่างไร ๕. ข้อคิดจากเรื่องนี้คืออะไร


~ ๒๐ ~แนวคําตอบใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. เวลาใกล้เพล เหล่าทหารก็ประกาศหา คนชื่อมั่น ชื่อคง มาจนถึงวัดไตรภูมิตะโกนว่า “กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย ใครชื่อมั่นชื่อคง ให้ออกมาหน่อย ก็มีเณร ๒ รูปที่กวาดลานวัดอยู่ในวัดไตรภูมิตะโกนขานรับออกมา“โว้ย…” เหล่าทหารจึงรีบเขาไปคุมตัวจะนํามาเข้าพิธีจากข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นทหารมีพฤติกรรมเหาะสมหรือไม่เพราะเหตุใด ตอบ ไม่เหมาะสม ควรให้เกียรติเจ้าอาวาสเพราะท่านคือผู้ปกครองวัดแห่งนี้และควรให้เณรทั้งสองได้ฉันเพลเสียก่อน ๒. “เจ้าเมืองเพชรบูรณ์คนใดครองเมืองเพชรบูรณ์เกินกว่า ๓ ปีขอให้มีอันเป็นไป” จากข้อความ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ตอบ เพราะเจ้าอาวาสโกรธที่ทหารไม่เชื่อฟัง ไม่ทําตามที่ท่านขอ จึงสาปแช่งให้คนที่ครองเมืองอยู่ได้ไม่เกินสามปี๓. “การฝังคนทั้งเป็นเพื่อให้เป็นวิญญาณเฝ้าเมืองนั้น เป็นคติความเชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยา” จากข้อความ คําว่าการฝัง คนทั้งเป็น เป็นความเชื่อของศาสนาใด ตอบ ศาสนาพรหมณ์๔. “มีคติความเชื่อในสมัยนั้นว่า ต้องนําคนมาฝั่งทั้งเป็นไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง โดยจะใช้คนที่มีชื่อว่า อินทร์จันทร์มั่น คง อยู่ดี” จากข้อความนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่ออย่างไร ตอบ ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเมืองในสมัยโบราณ คือการทําพิธีอาถรรพ์ทั้ง ๔ ที่ประตูเมือง เสาหลักเมือง หรือเสามหาปราสาท โดยการนําคนที่มีชีวิตชื่อ อิน จัน มั่น คง มาฝังลงหลุม เพราะเชื่อกันว่าทั้ง ๔ คน เมื่อตายไป จะกลายเป็น “ผีราษฎร” คอยปกปักรักษาบ้านเมืองและเจ้าฟ้าเจ้ากษัตริย์จากอริราชศัตรู๕. ข้อคิดจากเรื่องนี้คืออะไร ตอบ ในการสร้างประตูเมืองต้องนําคนมาฝั่งทั้งเป็นไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง


~ ๒๑ ~ ใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนเขียนตามคําบอก ดังนี้กรุงศรีอยุธยา ศักดิ์สิทธิ์สาปแช่ง ประวัติศาสตร์อิทธิพล สิงสถิต โบราณสถาน กรมศิลปากร เพชรรัตน์ศาสนาพราหมณ์กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนพิจารณาคําที่ขีดเส้นใต้ว่าเป็นคําเป็นหรือคําตายและเลือกคําที่กําหนดให้ไปตอบให้ถูกต้อง ๑. การสร้างกําแพงเมืองที่มั่นคงถาวรก่ออิฐถือปูนเริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงศรีอยุธยา ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๒. เมืองเพชรบูรณ์สมัยโบราณมีประตูผีอยู่ด้านทิศตะวันออกคือ ประตูดาว ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๓. คติความเชื่อในสมัยนั้นว่า ต้องนําคนมาฝั่งทั้งเป็นไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๔. “กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย ใครชื่อมั่นชื่อคง ให้ออกมาหน่อย”ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๕.ปัจจุบันจะเห็นเป็นซากโบราณสถานที่ก่อด้วยอิฐประกอบด้วยหินทราย ตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้สี่แยกถนนเพชรรัตน์ทางไปวัดไตรภูมิตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๖. เจ้าอาวาสเห็นเป็นเช่นนั้นก็ยอม แต่ขอให้เณรทั้ง ๒ ได้ฉันเพลก่อนแล้วค่อยนําตัวไป แต่เหล่าทหารเห็นว่า เวลาใกล้จะเริ่มพิธีแล้ว ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................๗. ดวงวิญญาณเณรมั่น เณรคง ก็ได้สิงสถิตอยู่ที่ประตูเมือง เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้การปกปักรักษาและให้พรแก่คน เพชรบูรณ์มาช้านาน ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................


~ ๒๒ ~๘. อนึ่งการฝังคนทั้งเป็นเพื่อให้เป็นวิญญาณเฝ้าเมืองนั้น เป็นคติความเชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มอีิทธิพลความเชื่อมา จากศาสนาพราหมณ์ตอบ ........................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนเขียนเล่าตํานานประวัติความเป็นมาของสถานที่สําคัญในจังหวัดเพชรบูรณ์ความยาว ๘ – ๑๐ บรรทัด พร้อมตั้งชื่อเรื่อง เรื่อง............................................ .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................


~ ๒๓ ~แนวคําตอบใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนพิจารณาคําที่ขีดเส้นใต้ว่าเป็นคําเป็นหรือคําตายและเลือกคําที่กําหนดให้ไปตอบให้ถูกต้อง ๑. การสร้างกําแพงเมืองที่มั่นคงถาวรก่ออิฐถือปูนเริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่สมัยกลางกรุงศรีอยุธยา ตอบ การ = คําเป็น สร้าง = คําเป็น กํา = คําเป็น แพง = คําเป็น เมือง = คําเป็น ๒. เมืองเพชรบูรณ์สมัยโบราณมีประตูผีอยู่ด้านทิศตะวันออกคือ ประตูดาว ตอบ ประ = คําตาย ตู= คําเป็น ดาว = คําเป็น ๓. คติความเชื่อในสมัยนั้นว่า ต้องนําคนมาฝั่งทั้งเป็นไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เฝ้าปกปักรักษาเมือง ตอบ ศักดิ์= คําตาย สิทธิ์= คําตาย ๔. “กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ๊ย ใครชื่อมั่นชื่อคง ให้ออกมาหน่อย”ตอบ กระ = คําตาย จอง = คําเป็น งอง = คําเป็น ๕.ปัจจุบันจะเห็นเป็นซากโบราณสถานที่ก่อด้วยอิฐประกอบด้วยหินทราย ตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้สี่แยกถนนเพชรรัตน์ทางไปวัดไตรภูมิตอบ ปัจ = คําตาย จุ= คําตาย บัน = คําเป็น ๖. เจ้าอาวาสเห็นเป็นเช่นนั้นก็ยอม แต่ขอให้เณรทั้ง ๒ ได้ฉันเพลก่อนแล้วค่อยนําตัวไป แต่เหล่าทหารเห็นว่า เวลาใกล้จะเริ่มพิธีแล้ว ตอบ ฉัน = คําเป็น เพล = คําเป็น


~ ๒๔ ~๗. ดวงวิญญาณเณรมั่น เณรคง ก็ได้สิงสถิตอยู่ที่ประตูเมือง เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้การปกปักรักษาและให้พรแก่คน เพชรบูรณ์มาช้านาน ตอบ ดวง = คําเป็น วิญ = คําเป็น ญาณ = คําเป็น ๘. อนึ่งการฝังคนทั้งเป็นเพื่อให้เป็นวิญญาณเฝ้าเมืองนั้น เป็นคติความเชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มอีิทธิพลความเชื่อมา จากศาสนาพราหมณ์ตอบ อิท = คําตาย ธิ= คําตาย พล = คําเป็น กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน


~ ๒๕ ~ ใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ กิจกรรม ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔ - ๕ คน เขียนอธิบายตํานานประวัติการก่อตั้งอําเภอหนองไผ่ โดยเขียน สื่อสาร และสาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่างๆ เช่น การแต่งนิทาน การเขียนเรื่องสั้น การเขียนการ์ตูนช่อง การเขียน โปสเตอร์การเขียนงานรีวิว หนังสือเล่มเล็ก การวาดภาพเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์E-book การทําวีดีทัศน์นําเสนอ ฯลฯ โดยสะท้อนตัวละครและลักษณะนิสัยตัวละคร สถานที่บรรยากาศ การใช้ถ้อยคํา สํานวน วิถีชวีิตความเป็นอยู่สังคมความเชื่อ และวัฒนธรรม เป็นต้น


~ ๒๖ ~แนวคําตอบใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ -คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน-


~ ๒๗ ~ตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์อ.หนองไผ่จ.เพชรบูรณ์ตํานาน (Myth) คือเรื่องที่เล่าสืบทอดต่อ ๆ กันมา ปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น หลายชั่วอายุคน โดยมิได้มีหลักฐาน ชัดเจนที่จะใช้อ้างอิงทางวิชาการหรือทางประวัติศาสตร์ได้แต่ตํานาน ก็ได้มีปรากฏให้ได้ยินและมีเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเรื่องในบรรดาตํานานเหล่านั้น ก็ล้วนแต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวในท้องถิ่นนั้น ๆ ทั้งสิ้น ตํานาน จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่สําคัญที่จะใช้เรียนรู้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแต่ละแห่งได้พอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น ตํานาน ก็ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่จะบอกเล่าเรื่องราวความเชื่อของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งอาจเชื่อโยงไปถึงประเพณีสถานที่หรือแม้แต่พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้คนในพื้นที่นั้น ๆ ได้อีกด้วย หลวงตามีหรือพระอธิการมีอภิชาโต วัย ๘๕ ปีเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เจดีย์ลอยศักดาราม หมู่๑๒ หมู่บ้านเจดีย์ลอย ตําบลบ้านโภชน์อําเภอหนองไผ่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้ให้รายละเอียดและสะท้อน หลักฐานอิงประวัติศาสตร์ขององค์พระเจดีย์ที่อยู่ภายในรั้วของวัดว่า องค์พระเจดีย์ที่มีอายุการสร้างมา นานหลายร้อยปีองค์นี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้าง ในยุคสมัยใด เป็นเพียงคําเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระเจดีย์ที่ชาวบ้านพากันไปกราบไหว้ขอพรสิ่งใด มักได้สําเร็จสมปรารถนา แล้วเล่าต่อกันมา หลายชั่วอายุคน โดยหลวงตามีกล่าวตามคําบอกเล่าของบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตา ยาย ที่สืบทอดกันต่อๆ มาว่า เดิมนั้นวัดแห่งนี้เป็นวัดร้าง ก่อสร้างมานานหลายร้อยปีกระทั่งในราวปี๒๓๕๘ ได้มีพระภิกษุสงฆ์เข้าอยู่แล้วชาวบ้านได้ร่วมกันก่อสร้างองค์พระเจดีย์ขึ้นภายในบริเวณวัด ขณะที่ชาวบ้านกําลังช่วยกัน ขนปูน ทราย อิฐ จากเตาเผาที่ผลิตขึ้นเองในสมัยนั้นเพื่อสร้างเจดีย์มีฐานเส้นผ่าศูนย์กลาง ยาว ๔ เมตร สูง ๙.๑๙ เมตร อยู่นั้น ได้เกิดอาเพศขึ้น อากาศ ท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน โดย กะทันหัน เสียงฟ้าดังสนั่นหวั่นไหว ชาวบ้านไม่สามารถออกจากบ้านไปประกอบอาชีพได้ตามปกติและ เมื่อท้องฟ้าแจ่มใสเป็นปกติสิ่งที่ทุกคนได้เห็นก็คือ "องค์พระเจดีย์" ลอยอยู่เหนือพื้นดินขนาดกลอง เพลใบย่อมกลิ้งผ่านไปมาได้ได้ปรากฏขึ้นอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบ เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ทําให้ชาวบ้านต่างพากันโจษขานว่า เทวดาสร้างให้เป็นสมบัติคู่บ้านโภชน์คู่เมืองเพชรบูรณ์กาลเวลาต่อมา องค์เจดีย์ลอยถูกภัยธรรมชาติชะล้างและดินหินทรายได้ทับถม ทําให้ฐานขององค์พระเจดีย์ที่ลอยอยู่นั้นตื้นเขินพอที่จะให้แม่ไก่เข้าไปอาศัยฟักไข่ได้เท่านั้น และจากคําบอกเล่ากันต่อๆ มาจากผู้สูงอายุว่า คนยากจนขัดสนเงินทองพากันมาอาศัยพึ่งเงินและทองที่อยู่ใต้ฐานองค์เจดีย์ยืมไปใช้จ่าย ถึงเวลาก็นํากลับคืนเข้ายังที่เดิมต่อมาคนเกียจคร้านที่ไม่ยอมทํามาหากิน ได้หยิบยืมเงินทองที่อยู่ใต้ฐานหลวงพ่อ เจดีย์ลอยไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เล่นการพนันบ้าง ดื่มสุราบ้าง เมื่อถึงเวลานัดแล้วไม่ส่งคืนอย่างเดิม ตั้งแต่นั้นมาองค์พระเจดีย์ก็จมลงใต้ดินมาถึงตราบ ปัจจุบัน และเมื่อถึงวันขึ้น ๑ ค่ํา เดือน ๕ ของทุกๆ ปีซึ่งเป็นวันที่ปรากฏการณ์ขององค์พระเจดีย์ชาวบ้านจะพากัน ทําบุญตักบาตร จัดมโหรสพสมโภช สรงน้าองค์พระเจดีย์และเปลี่ยนผ้า สามสีที่ห่มองค์เจดีย์เป็นประจําทุกปีตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์อ.หนองไผ่จ.เพชรบูรณ์วัดโพธิ์เจดีย์ลอย เป็นวัดเก่าแก่แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด ในวัดมีเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์อยู่องค์หนึ่ง เรียกว่า เจดีย์ลอย


~ ๒๘ ~ ตํานานเล่าว่า วัดนี้เคยร้างค้างคาการก่อสร้างมาหลายร้อยปีต่อมาชาวบ้านได้ร่วมกันจะสร้างองค์พระเจดีย์ขึ้น ขณะกําลังลงแรงช่วยอยู่กัน ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นบนท้องฟ้า เมฆดําปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิดเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน จนชาวบ้านไม่สามารถออกไปทํางาน ทําไร่ทํานาได้เลย จากนั้น ในวันขึ้น ๑ ค่ําเดือน ๕ ก็ได้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ขึ้น เมื่อเสียงเงียบลงและท้องฟ้ากลับมาแจ่มใส ทุกคนก็ได้เห็น องค์พระเจดีย์ขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือพื้นดินขนาดกลอง เพลกลิ้งลอดได้สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ชาวบ้านยิ่งนัก เชื่อกันว่า เป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์เทวดาเป็นผู้สร้างให้เพื่อเป็น สมบัติคู่บ้านคู่เมือง จึงเรียกชื่อว่า เจดีย์ลอย กาลเวลาผ่านไป ธรรมชาติก็ได้มีการพัดพาดิน หิน ทราย มาทับถมพื้นเป็นเวลานาน ทําให้พื้นใต้ฐานเจดีย์ตื้น เขินขึ้น เหลือช่องเพียงพอให้แม่ไก่เข้าไปฟักไข่ได้และสุดท้าย ตํานานเล่าต่อไปว่า แต่เดิมนั้น ที่ใต้ฐานเจดีย์มีเงินทองอยู่มากมาย ชาวบ้านสามารถหยิบยืมไปใช้ยามขัดสนเพื่อคลายทุกข์ได้แต่เมื่อมีแล้ว ต้องนําไปส่งคืนไว้ที่เดิมอย่าให้ขาด ซึ่งชาวบ้านทุกคนได้ถือปฏิบัติกันมาตลอด จนกระทั้ง ในช่วงหลัง ผู้คนเริ่มโลภมากขึ้น ได้พากันยืมเงินทองจากฐานเจดีย์แล้วไม่นํากลับไปคืนที่เดิม จึงเป็นเหตุให้ฐานเจดีย์ทรุดโทรมต่ําลงมาจนฐานจมดินตราบจนทุกวันนี้ด้วยความเชื่อความศรัทธาที่มีมาแต่ดั้งเดิม เมื่อถึงวันขึ้น ๑ ค่ําเดือน ๕ ของทุกปีชาวบ้านจะพากันทําบุญ ตักบาตร จัดมหรสพสมโภชน์สรงน้ําองค์พระเจดีย์เปลี่ยนผ้าสามสีเป็นประจําทุกปี


~ ๒๙ ~ ใบงานที่๑ กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนดูรูปภาพ ตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์นักเรียนเห็นอะไรบ้างและนักเรียนรู้สึกอย่างไร กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน ออกแบบแผนภาพทางความคิดเพื่อสรุปใจความสําคัญของเรื่อง ดังต่อไปนี้๑.รูปแบบการแต่ง ๒. เรื่องย่อ ๓. สถานท/ี่บรรยากาศ ๔. การใช้ถ้อยคํา/สํานวนภาษา ๕. ข้อคิด


~ ๓๐ ~แนวคําตอบใบงานที่๑ คาดเดาเรื่อง -คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน-


~ ๓๑ ~ ใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนอ่านออกเสียงเรื่อง ตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์เพื่อให้นักเรียนรู้จักจังหวะการหายใจ วรรคตอนและการเปล่งเสียงคําที่ถูกต้องทีละคน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถาม โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ดังนี้๑. ความหมายของ ตํานาน มีลักษณะอย่างไร ๒. ตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์อยู่ในจังหวัดอะไร ๓. อะไรเป็นเหตุผลที่ทําให้ตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์มีชื่อเสียง ๔. ในราวปีพ.ศ. ใดได้มีพระภิกษุสงฆ์เข้าอยู่แล้วชาวบ้านได้ร่วมกันก่อสร้างองค์พระเจดีย์ขึ้น ๕. เกิดปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นบนท้องฟ้าอย่างไร ๖. ความรู้ใหม่ที่ได้จากเรื่องนี้คืออะไร ๗. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ ๘. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล ๙. หลังจากได้อ่านเรื่องนี้นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร ชอบ/ไม่ชอบ เพราะเหตุใด ๑๐. จากการอ่านเรื่องนี้นักเรียนสามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้อย่างไร ๑๑. นักเรียนสามารถนําไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไร กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนพิจารณาคําศัพท์ใหม่หรือคําแปลกใหม่พร้อมทั้งหาความหมายของคําศัพท์กิจกรรมที่๔ ให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคําสําคัญ โดยเลือกอย่างน้อย ๕ คํา ดังนี้ เจดีย์กาลเวลา สมบัติท้องฟ้า คลายทุกข์คุณค่า มหัศจรรย์แจ่มใส มหรสพ ประวัติศาสตร์


~ ๓๒ ~แนวคําตอบใบงานที่๒ อ่านจับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถามดังนี้๑.ความหมายของ ตํานาน มีลักษณะอย่างไร คําตอบ เรื่องที่เล่าสืบทอดต่อ ๆ กันมา ปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น หลายชั่วอายุคน โดยมิได้มีหลักฐานชัดเจนที่จะใช้อ้างอิงทางวิชาการหรือทางประวัติศาสตร์ได้๒. ตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์อยู่ในจังหวัดอะไร คําตอบ จ.เพชรบูรณ์๓. อะไรเป็นเหตุผลที่ทําให้ตํานานเจดีย์ลอย บ้านโภชน์มีชื่อเสียง คําตอบ เชื่อกันว่า เป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์เทวดาเป็นผู้สร้างให้เพื่อเป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมือง ๔. ในราวปีพ.ศ. ใดได้มีพระภิกษุสงฆ์เข้าอยู่แล้วชาวบ้านได้ร่วมกันก่อสร้างองค์พระเจดีย์ขึ้น คําตอบ ปี๒๓๕๘ ๕. เกิดปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นบนท้องฟ้าอย่างไร คําตอบ เมฆดําปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิดเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ๖. ความรู้ใหม่ที่ได้จากเรื่องนี้คืออะไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๗. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๘. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๙. หลังจากได้อ่านเรื่องนี้นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร ชอบ/ไม่ชอบ เพราะเหตุผล คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๑๐.จากการอ่านเรื่องนี้นักเรียนสามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้อย่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน ๑๑.นักเรียนสามารถนําไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๔ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน


~ ๓๓ ~ ใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถาม ดังนี้๑. คําว่า “ตํานาน” หมายถึงอะไร ๒ .คนยากจนขัดสนเงินทองพากันมาอาศัยพึ่งเงินและทองที่อยู่ใต้ฐานองค์เจดีย์ยืมไปใช้จ่าย ถึงเวลาก็นํากลับคืนเข้ายัง ที่เดิมต่อมาคนเกียจคร้านที่ไม่ยอมทํามาหากิน ได้หยิบยืมเงินทองที่อยู่ใต้ฐานหลวงพ่อ เจดีย์ลอยไปใช้ในทางที่ผิด จาก ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้มีลักษณะนิสัยอย่างไร ๓. สาเหตุที่ทําให้ฐานเจดีย์ทรุดต่ําลงมาจนฐานจมดินตราบจนทุกวันนี้คือเหตุใด ๔. นักเรียนคิดว่าตอนสุดท้ายของเรื่อง เจดีย์ลอย บ้านโภชน์จะเป็นอย่างไร ๕. ข้อคิดของเรื่องนี้คืออะไร


~ ๓๔ ~แนวคําตอบใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ๑. คําว่า “ตํานาน” หมายถึงอะไร คําตอบ เรื่องที่เล่าสืบทอดต่อ ๆ กันมา ปากต่อปาก รุ่นต่อรุ่น หลายชั่วอายุคน ๒ .คนยากจนขัดสนเงินทองพากันมาอาศัยพึ่งเงินและทองที่อยู่ใต้ฐานองค์เจดีย์ยืมไปใช้จ่าย ถึงเวลาก็นํากลับคืนเข้ายัง ที่เดิมต่อมาคนเกียจคร้านที่ไม่ยอมทํามาหากิน ได้หยิบยืมเงินทองที่อยู่ใต้ฐานหลวงพ่อ เจดีย์ลอยไปใช้ในทางที่ผิด จากข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้มีลักษณะนิสัยอย่างไร คําตอบ คนเกียจคร้านที่ไม่ยอมทํามาหากิน ๓. สาเหตุที่ทําให้ฐานเจดีย์ทรุดต่ําลงมาจนฐานจมดินตราบจนทุกวันนี้คือเหตุใด คําตอบ ผู้คนเริ่มโลภมากขึ้น ได้พากันยืมเงินทองจากฐานเจดีย์แล้วไม่นํากลับไปคืนที่เดิม ๔. นักเรียนคิดว่าตอนสุดท้ายของเรื่อง เจดีย์ลอย บ้านโภชน์จะเป็นอย่างไร คําตอบ ไม่เหลือสมบัติไว้ให้คนรุ่นหลัง ๕. ข้อคิดของเรื่องนี้คืออะไร คําตอบ จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่


~ ๓๕ ~ ใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนเขียนตามคําบอก ดังนี้ เกียจคร้าน โลภมาก เจดีย์องค์พระ คลายทุกข์ประวัติศาสตร์คุณค่า มหัศจรรย์อัศจรรย์สมบัติท้องถิ่น เชื่อมโยง ประเพณีสนั่น สมัย กิจกรรมที่๒ จงบอกว่าคําที่กําหนดให้ต่อไปนี้เป็น คําประสม หรือ คําซ้อน ทับถม บอกเล่า เงินทอง แจ่มใส เกียจคร้าน ชาวบ้าน ท้องฟ้า ขัดสน โลภมาก ทรุดโทรม แตกต่าง ท้องถิ่น คําประสม คําซ้อน ๑. ๑.๒. ๒.๓. ๓.๔. ๔.๕. ๕.๖. ๖.


~ ๓๖ ~ กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนเขียนเล่าประสบการณ์ความเชื่อ ความศรัทธา ความยาว ๘-๑๐ บรรทัด พร้อมตั้งชื่อเรื่อง เรื่อง.............................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................


~ ๓๗ ~แนวคําตอบใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน กิจกรรมที่๒ จงบอกว่าคําที่กําหนดให้ต่อไปนี้เป็น คําประสม หรือ คําซ้อน ทับถม บอกเล่า เงินทอง แจ่มใส เกียจคร้าน ชาวบ้าน ท้องฟ้า ขัดสน โลภมาก ทรุดโทรม แตกต่าง ท้องถิ่น คําประสม คําซ้อน ๑. ชาวบ้าน ๑. ทับถม ๒. ท้องฟ้า ๒. บอกเล่า ๓. ขัดสน ๓. เงินทอง ๔. โลภมาก ๔. แจ่มใส ๕ ท้องถิ่น ๕. เกียจคร้าน ๖. ทรุดโทรม ๗. แตกต่าง กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน


~ ๓๘ ~ ใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ กิจกรรม ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔ - ๕ คน ศึกษา เรื่องเล่าตํานานพระเจดีย์ลอย อําเภอหนองไผ่จังหวัด เพชรบูรณ์ โดยเขียนสื่อสาร และสาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่างๆ เช่น การแต่งนิทาน การเขียนเรื่องสั้น การเขียนการ์ตูน ช่อง การเขียนโปสเตอร์การเขียนงานรีวิว หนังสือเล่มเล็ก การวาดภาพเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์E-book การทําวีดีทัศน์นําเสนอ ฯลฯ โดยสะท้อนตัวละครและลักษณะนิสัยตัวละคร สถานที่บรรยากาศ การใช้ถ้อยคํา สํานวน วถิีชวีติความเป็นอยู่สังคมความเชื่อและวัฒนธรรม เป็นต้น


~ ๓๙ ~แนวคําตอบใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ -คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน-


~ ๔๐ ~ เรื่อง วรรณกรรมเยาวชนสะท้อนชีวิตของชาวปักษ์ใต้ชีวิตบ้าน ๆ เรื่อง ชิงเปรต ผู้แต่ง สายันต์เอี่ยวเหล็ก


Click to View FlipBook Version