~ ๔๑ ~ชิงเปรต "ต่อรือก็ถึงวันทําบุญเดือนสิบหลังแล้ว หวันบ่ายนี้พี่ผันไปตัดยอดพ้อมาให้ทําต้มหึตตะ" แม่บอกกับพ่อในวงข้าวมื้อ เที่ยง (ต่อรือ = วันมะรืน. หวันบ่าย = ตอนบ่าย, ต้ม = ขนมต้ม. หึต = จํานวนเล็กน้อย) สี่คน...พ่อ แม่ ไข่เลี่ยม และพี่ปานนั่งล้อมวงกินข้าวบนเสื่อจูดที่แครไม้ไผ่เพิงหลังคาจากหลังครัว แคร่ฟากไม้ไผ่เตี้ย แค่เข่า แต่กว้างนั่งได้หลายคน พ่อเพิ่งทําใช้เสร็จเมื่อไม่นาน พ่อรูดเด็ดยอดหมุยทีเดียวสองสามก้านมัวนรวมกัน แล้วจิ้ม ลงถ้วยน้ําพริกก่อนส่งใส่ปากเคี้ยวพร้อมข้าว พยักหน้ารับคําสั่งยิ้ม ๆ ส่งเสียงอืม ๆ เพราะข้าวอยู่เต็มปาก "ต่อรือถึงวันชิงเปรตแล้วเหอแม่" พี่ปานถามบ้าง แม่ว่า เออสิหยิบตัวปลาโคกย่างมาปอกเกล็ดออก ไข่ในพุงเอาใส่ในจานของไข่เลี่ยมตับไตในพุงทั้งขี้ปลาใส่ปากเคี้ยวเอง "แม่จะไปวัดไหน" ไข่เลี่ยมเอ่ยถาม "จะวัดไหน...ก็วัดบ้านเรานี่แหละ ไม่ต้องไปวัดไกลหรอก"ที่ไข่เลี่ยมถาม เพราะเห็นบางปีแม่กลับไปร่วมทําบุญ เดือนสิบกับญาติที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เลี่ยมกับพี่ปานเคยไปกับแม่ครั้งหนึ่ง วัดที่นครศรีธรรมราช เขาจัดกันใหญ่โต ผู้คนเยอะแยะ สนุกสนาน แถมยังได้เที่ยวงานเดือนสิบวัดมหาธาตุอีกด้วย ประเพณี"การขิงเปรต" หรือทําบุญเดือนสิบของชาวพุทธทางภาคใต้นั้น ว่ากันว่ามีความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจาก ศาสนาพราหมณ์ผสมกับความเชื่อ ทางพุทธ โดยเชื่อว่า เป็นการทําบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณของบรรพ ชนของตนที่ได้ล่วงลับไปแล้วซึ่งในช่วงวันเวลาดังกล่าวได้ถูกปลดปล่อยมาจากนรกภูมิที่ถูกจองจําอยู่เพื่อกลับมาขอรับ ส่วนบุญยังโลกมนุษย์ชิงเปรต วันทําบุญเดือนสิบหรือสารทเดือนสิบก็คือ วันสารทไทยของชาวพุทธนั่นเอง แต่จังหวัดในทางภาคใต้จะเรียกว่า บุญเดือนสิบ เพราะตรงกับเดือนสิบของไทย โดยจะไปวัดทําบุญกันสองครั้งในวันแรม ๑ ค่ํา กับแรม ๑๕ วันแรมหนึ่งคํา เรียกกันว่า "บุญแรก" ซึ่งมีความเชื่อว่า เป็นการทําบุญ เพื่อรับวิญญาณปู่ย่าตายายและญาติทั้งหลายที่ได้กลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมารอรับบุญจากลูกหลานถัดไปอีกสิบห้า วัน คือ วันแรมสิบห้าค่ําก็จะไปทําบุญที่วัดกันอีกครั้ง เรียกว่า"บุญหลัง" โดยบุญหลังนี้เป็นการส่งท้ายการชิงเปรต ให้ตา ยายกลับสู่ยมโลก "เวลาไปทําบุญเดือนสิบ แม่ว่า ทําบุญไปให้ตายาย แล้วเขามีการตั้งอาหารบนร้านเปรต แถมยังชิงเปรตกันด้วย แล้วญาติเรานี่เขาเป็นเปรตเหอแม่" พี่ปานถามแม่แปลก ๆ พลอยให้ไข่เลี่ยมพาสงสัยไปด้วยเห็นเขาชอบด่าคนชั่ว คนไม่ดีกันว่า ไอ้เปรต ! รึตายายเราจะเป็นคนไม่ดีอย่างพี่ปานว่า แม่จึงเอื้อมมือไปแจกมะเหงกบนหัวพี่ป่านเสียหนึ่งโป๊ก เบา ๆ "มันไม่ใช่เปรตแบบเปรต ...ที่คนทั่วไปเรียกกันหรอกลูกเอ๊ย นั่นมันคําด่า คําเขาว่าเปรียบเทียบ เปรตที่นี้คือ คนที่ตายแล้ว แต่ยังต้องตกอยู่ในนรก เมื่อตอนเป็นคนอาจเคยทําบาปมาก ยังไม่ได้ไปเกิดน่ะซึ่งแม่ก็ไม่รู้ว่าใครตายไป เป็นเปรตมั่ง ทําบุญไปให้ก่อน เขาเชื่อกันอย่างนั้น แม่เองก็ไม่เคยเห็นหรอก" สองพี่น้องหัวร่อคิกชอบใจ...เมื่อวาน พ่อเข้าป่ายางหลังบ้านไปตัดยอดกะพ้อมาให้แม่ได้สิบกว่ายอด บ่ายวันนี้แม่จึงเตรียมข้าวเหนียวเพื่อจะห่อ ขนมต้ม แม่เอากระทะตั้งบนเตาไฟที่ใช้ฟิน โดยพ่อได้ติดไฟรอไว้แล้วที่เพิงหลังบ้าน น้ํากะทิขาวมันข้นเกือบครึ่งหม้อ
~ ๔๒ ~พ่อปั้นคั่นเตรียมไว้ให้แม่ยกหม้อเทน้ํากะทิทั้งหมดลงกระทะ น้ําตาลทรายสองสามซ้อน เกลือครึ่งซ้อน หยิบไม้พาย สําหรับกวน น้ํากะทิเดือด แม่ก็เทข้าวสารข้าวเหนียวที่ล้างเตรียมไว้ก่อนมาณลิตรกว่าลงไปในกระทะคราวเดียวกัน ไข่เลี่ยมนั่งดูแม่หยิบไม้พายมากวนต่อ กวนไปเรื่อยจนน้ํากะทิแห้งหนืด ปนกับข้าวเริ่มสุก ๆ ดิบ ๆ พ่อเรียกการทําแบบนี้ว่า "การผัด เหนียว" กลิ่นข้าวหอมโชยฟุ้ง สักพักแม่ก็ยกกระทะเทข้าวเหนียวหนืดๆ ลงหม้ออีกใบ การไปทําบุญเดือนสิบที่วัด นอกจากทํากับข้าว ยกปิ่นโตไปถวายพระแล้วยังต้องทําขนมตามประเพณีไปอีกหลาย อย่างด้วยงร้านเปรต บางส่วนเอาไปร่วมจัด "หมรับ" หมรับ...คือ การหลายอย่างรวมกันอยู่ในภาชนะ บ้างใช้กะละมัง บ้างใช้ถาด ใช้แผ่นขนมลาห่อหุ้มขึ้นเป็นรูปทรงยอดแหลมเหมือนเจดีย์นําไปถวายพระเพื่อทําบุญปให้ญาติตายาย ภายในหมรับซึ่งบรรจุของแห้งที่เป็นเหมือนเสบียงไปให้เปรตนั้นจะมีพวกของกินของใช้ทั่วไปในครัวเรือน เช่น ข้าวสาร เกลือ กะปิน้ําปลาน้ําตาล พริก ไม้ขีดไฟ เข็ม ด้าย อะไรทํานองนี้(หมรับ = สํารับ) วันนี้แม่จะทําขนมเพียงสองอย่าง คือ ขนมต้มกับขนมเทียน ขนมต้มนั้นเป็นขนมทั่วไปที่ทําง่าย ใช้ได้กับทุกงาน ประเพณีส่วนขนมอย่างอื่นที่สําคัญในพิธีแม่เตรียมไว้ก่อนแล้ว โดยหาซื้อมาจากตลาดนัดใกล้บ้านซึ่งในช่วงเดือนสิบ แบบนี้จะมีแม่ค้าชาวพุทธเอามาขายอยู่สองสามเจ้า ขนมบางอย่างแม่ค้าเป็นคนทําเอง เช่น ขนมข้าวพอง ขนมเจาะหู (ขนมเจาะหูหรือขนมดีซํา มีลักษณะเป็นวงกลม รูกลวงเหมือนเลขศูนย์แบบขนมโดนัต ในสตูลจะเรียก"ขนมแนหรํา" เป็นคําเรียกภาษายาวีท้องถิ่น ขนมนี้คนมุสลิมก็ทํากินในเทศกาลต่าง ๆ ของอิสลามเช่นกัน) ขนมบ้า ส่วนขนมลานั้น ขายจากจังหวันครศรีธรรมราชเป็นส่วนใหญ่แต่บางทีก็เป็นขนลงกวนเบา ๆ ถึงก้นกระทะรอให้กะทิเดือที่มาจากจังหวัด สงขลา "แล้วหนมอย่างอื่นอีกหลายอย่างนี่เราไม่ต้องทําเหอแม"่คนอยากรู้ถามขึ้นอีก "อ๋อ หนมอื่น แม่ซื้อไว้แล้ว สะดวกดีไม่ต้องทํา" แม่บอก มือก็ห่อข้าวเหนียวไปพลาง ไข่เลี่ยมนั่งมองแม่กับพ่อที่นั่งอยู่บนแคร่มีหม้อข้าวเหนียวอยู่ตรงกลาง ช่วยกันห่อข้าวเหนียวกับยอดกะพ้อหรือที่เรียกกันว่า แทงต้มพ่อกําลังขยุ้มหยิบข้าวเหนียวผัดจุกลงในยอดกะพ้อที่มัวนทําเป็นรูปกรวยหัวแม่โป้งดันข้าวเหนียวลง ให้แน่น พับวนห่อเป็นสามเหลี่ยมสองครั้งก็ใช้ก้านแข็งส่วนโคนยอดใบกะพ้อสอดลอดใต้รอยพับด้านบน ทะลุออกยอด เหลี่ยมล่างมือดึงปลายที่โผล่ออกอีกทีให้แน่น แล้วมัดเป็นปมตาไก่ไว้เป็นอันเสร็จหนึ่งลูกก่อนโยนลงไปรวมไว้ในหม้อ ลังถึง (หนม = ขนม) (หม้อลังถึง = ภาชนะมีฝ่าใช้นึ่งอาหาร) "แล้วแต่ละอย่างนี่มันมีความหมายพันพรือ อย่างหนมลานิ...เห็นทุกคนต้องเอามาทั้งเพเวลาทําบุญเดือนสิบ" ไข่เลี่ยมลูกบ่าวจอมอยากรู้อยากเห็นคอยซักแม่ (พันพรีอ = อย่างไร. ทั้งเพ = ทั้งหมด) แม่แทงต้มไปพลางเล่าให้ฟังพลางว่า ขนมต่างๆ ที่ทําบุญไปให้เปรตนั้น เขามีความเชื่อในการเช่นไหว้ปูย่าตายายกัน ว่า...ขนมลานั้นนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ขนมเจาะหูหรือขนมดีซําแทนเงินสตางค์เอาที่เป็นรูเพราะเมื่อก่อน เขาใช้สตางค์เป็นเหรียญมีรูตรงกลาง ขนมบ้าใช้แทนลูกสะบ้าเอาไว้เป็นของเล่น แต่บางคนก็ว่า ขนมบ้านี่ใช้แทนเงินแบบไม่มีรูขนม เทียนเอาไว้ใช้แทนหมอน ส่วนขนมข้าวพองนั้นใช้
~ ๔๓ ~ เป็นยานพาหนะสําหรับเดินทางกลับไปยังภพภูมิยมโลกบางจังหวัดในภาคใต้จะไม่มีขนมเทียนจะมีเป็นขนมกง (ไข่ปลา) เป็นสัญลักษแทนเครื่องประดับ) "ดีจัง..." พี่ปานเพิ่งมานั่งร่วมฟังแม่เล่าด้วยเอ่ยยิ้มๆ พ่อช่วยแม่แทงต้มจนเสร็จก็เพิ่มฟืนลงในเตา เตรียมนึ่งขนมต้มคอยกําชับนักหนาว่า ต้องนึ่งให้นาน ๆ หน่อย อย่างน้อยก็สองชั่วโมงขึ้นไปเหนียวจะได้แน่นรัดตัวดีเนื้อต้มจะสวย แม่จะพิถีพิถันเป็นพิเศษการทําขนมเสมอ โดยเฉพาะขนมที่จะนําไปวัด กําชับพ่อเรื่องต้มแล้วแม่ก็ฉวยมีดไปหาใบตองมาเตรียมทําห่อขนมเทียนต่อ เช้าวันรุ่งขึ้น...วันนี้แรม ๑๕ ค่ํา เดือน ๑๐ เป็นวันชิงเปรตทําบุญเดือนสิบ ส่งตายายกัน แดดสาย ๆ ครอบครัวไข่เลี่ยมก็เตรียมตัวไปวัดแม่ทํากับข้าวสําหรับอาหารถวายเพลพระเสร็จแล้ว ใส่ปั่นโตสีเหลืองครีมลายเส้นขอบสีเขียวห้า ชั้น หูแต่ละชั้นและสายปิ่นโตผูกด้ายสีแดงทําเป็นเครื่องหมายไว้ครบ แม่บอกไข่เลี่ยมว่า...อันนี้เป็นยันต์กันหาย พ่อหัวเราะหึๆ ตะกร้าหวายมีหูหิ้วใส่ดอกไม้ธูปเทียน รวมทั้งขนมที่เตรียมไว้ทั้งหมดแม่จัดส่วนหนึ่งแยกไว้เป็นชุด ทั้งข้าว ทั้งแกง และขนมสําหรับตั้งร้านเปรตขนมลา ขนมพอง ขนมเจาะหูขนมบ้า ขนมเทียน ขนมต้มกับขนมเทียนแม่เอาไปมากกว่า อย่างอื่น เพราะเป็นขนมที่ทําเองไว้มาก ไข่เลี่ยมกับพ่อ แม่พี่ปาน พากันเดินไปยังวัดของหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากบ้านนัก วันนี้พ่อสวมเสื้อแขนยาวสีเขียวอ่อน กางเกงขายาวสีดําแต่ไม่ลืมผ้าขาวม้าคาดเอวอีกผืน ดูสะอาดเรียบร้อย หวีผมเรียบแปล้สวนแม่ยิ่งแต่งตัวพิเศษกว่าวันใด สวมเสื้อลูกไม้สีเหลืองนวล นุ่งผ้าปาเต๊ะสีลายสด รัดเข็มขัดทองเหลืองเหมือนลายฉลุทั้งสี่เดินไปวัดด้วยอารมณ์สดชื่น แจ่มใส ยิ่งสองพี่น้องไข่เลี่ยมกับปานนั้น สีหน้ารื่นเริงคึกคักกันพ่อซึ่งหิ้วทั้งตะกร้าและปิ่นโตบอกกับไข่เลี่ยมว่าเดินไป ไม่ถึงกิโลหรอกผ่านทางบ้านป้าจัน เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง เลี่ยมนึกไปถึงไอ้ทองลูกกับพี่ป่านบอกว่า วันนี้มันคงไปวัด ร่วมชิงเปรตด้วยแน่น แดดสายจ้าแล้ว ทั้งหมดก็มาถึงบริเวณวัดของหมู่บ้าน ผู้คนที่มาทําบุญที่ไข่เลี่ยมรู้จักต่างมาถึงกันมากหน้าหลายตา แล้ว ทั้งตาเผือกปู่ไอ้ทองกับป้าจันแม่ของมัน น้าเอียดน้องของแม่กับน้องชัยน้องเขย ลุงเหลิมลุงเขียว นั่งคุยกันอยู่ใน ศาลาโรงธรรมของวัดซึ่งพื้นเป็นลานคอนกรีตขัดพื้นด้านในส่วนหน้าที่ใกล้แท่นพระพุทธรูป ปูด้วยเสื่อรองนั่ง ทั้งเสื่อเตย ลานศาลาโรงธรรมกว้างพอจุผู้คนที่มาร่วมบุญได้ทั้งหมด พ่อเดินเข้าศาลาโรงธรรมก็แวะลงนั่งคุยกับกลุ่มลุงพร้อม ลุงเขียวและน้าชัย แม่กับพี่ปานหิ้วตะกร้ากับปิ่นโตเดินตรง เข้าด้านในสุดไปยังน้ําเรียดที่กําลังเอาขนมต่าง ๆ จัดเหมารับเพิ่มเติมกันอยู่หน้าแท่นพระสงฆ์แม่เอาขนมบางส่วน เพิ่มเติมลงในเหมารับ ยอดเหมารับ น้าเอียดปักก้านมะพร้าวที่ดินแบงค์สิบไว้หลายใบ แม่ติดเพิ่มไปอีกสองใบ เหมารับ ป้าจันกับญาติกับของคนอื่นอีกสองเหมารับจัดเสร็จเรียบร้อยตั้งโชว์อยู่ก่อนแล้ว "ไอ้ทองมาม่าย ป้าจัน..." ไข่เลี่ยมเดินไปถึงป้าจันก็ถามหาเพื่อนเกลอ "มาสิไม่มาได้พรือ มันคงเที่ยวเล่นอยู่นอกโน่นแหละ" ป้าจันขี้มือ ไปทางนอกศาลาที่มีคนเดินไปมาอยู่หลายคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (พรือ = อย่างไร) บริเวณรอบศาลาโรงธรรมของวัดล้อมรอบด้วยลานกว้าง มีต้นไม้ปลูกห่าง ๆ กัน ทั้งมะม่วงเบา ชมพู่มะพร้าว มะขาม ลานส่วนใหญ่เป็นพื้นทรายหยาบ แต่มีหญ้าขึ้นเป็นหย่อม ๆ ด้านข้างออกไปทางซ้าย เยื้องไปทางหลังเป็นโรง
~ ๔๔ ~ ครัว แนวหลังสุดเป็นกุฏิพระ ลานทางขวาเยื้องมาด้านหน้าทําร้านตั้งเปรตไว้สูงเสมออก แบบนั่งร้านชั่วคราวเหมือนแคร่สูง ยืนสี่เสาด้วยไม้กลมสด เป็นไม้แสมทั้งเปลือก ปูพื้นร้านด้วยแผ่นไม้กระดานบางๆบนร้านเริ่มมีคนเอาชุดขนมต่าง ๆ ใส่กระทงใบตองมาวางเกือบเต็มแล้วทั้งขนมลา ขนมข้าวพอง ขนมเจาะหูขนมต้ม ข้าวตอก ขนมถั่วสีขาวผลไม้ดอกไม้ต่าง ๆ พร้อมทั้งกระทงใส่ข้าว แกง น้ําพริก ขวดน้ําดื่ม ของใช้ในครัวกะปีพริกแห้ง เกลือ หอม กระเทียม เงินเหรียญ ทั้งเหรียญสลึง สองสลึงและเหรียญบาท ด้านหน้าศาลาโรงธรรมออกมายังมีเสาไม้หมากที่เหลาเปลือกออก ขัดถูด้วยน้ํามันจากกากมะพร้าวเป็นมัน แผล็บ ปักดินแน่นโด่โชว์ผิวสีน้ําตาลอยู่ร่วม ๆ ห้าเมตร ส่วนบนสุดยอดเสาผูกโยงเชือกเป็นยงมาถึงพื้น แยกเป็นสี่เส้นสี่ทิศ ติดด้วยผ้าสามเหลี่ยมสีสันต่างมาพรายตา ปลายยอดสุดของเสามีขนมต้มผูกห้อยไว้สี่พวง กลางปานไม้ไผ่ไว้เป็นธง เล็ก ๆ โดยผืนธงนั้นเป็นแบงค์ร้อยสีแดงผ่า "มานานแล้วเห้อ อ้ายทอง" ไข่เลี่ยมเดินเข้าไปทักเพื่อนเกลอที่ร้านยายคนหนึ่ง ปูเสื่อนั่งขายถั่วลิสง ถั่วหรั่งตัมอยู่ใต้ร่มมะขามใหญ่"นานพอได้ช่วยแม่ถือหมรับมา" ไอ้ทองบอก พร้อมยื่นถั่วลิสงต้มให้กิน "เห็นใบร้อยบนยอดเสานั่นม่าย เขาติดไว้ให้คนชิงเปรต เดี๋ยวจะปืนขึ้นเอาให้ได้ถ้าแล... " ไอ้ทองชี้ให้ดูที่ปลายเสา พูดพลางยิ้มอารมณ์ดี(ถ้าแล = คอยดู) "เด็ก ๆ ก็ขึ้นได้เหอ" ไข่เลี่ยมมองตามความสูงเสาด้วยแววตาสงสัย "ได้เพแหละ ทั้งเด็กทั้งคนใหญ่แล้วแต่" แล้วสองเกลอก็ทําท่าชุบซิบคิดวางแผนที่จะขึ้นปืนไปพิชิตใบร้อยนั้นกันด้วย ความรื่นเริงคึกคัก ในโรงธรรม ตอนนี้ชาวบ้านที่มาทําบุญเดือนสิบนั่งกันตามสบายกระจายอยู่เกือบเต็ม ปิ่นโตขนาดและสีส้นต่าง ๆ วางเรียงเป็นแนวอยู่หน้าหมู่พระสงฆ์ชาวบ้านส่วนใหญ่จะนั่งกันตามกลุ่มญาติตัวเอง มีคุณลุงที่เป็นมัคนายกสวมชุดขาว เสื้อ กางเกงขายาว ร่างโย่งยืนเด่นอยู่ด้านหน้าระหว่างแถวหมู่พระสงฆ์และคนที่มานั่งร่วมทําบุญไหว้พระ เอ่ยเสี่ยงดังฟัง ชัดกันทั่วประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องขั้นตอนต่าง ๆ ในพิธีสงฆ์การถวายสังฆทานการสวดบังสุกุลไปให้ญาติพี่น้องของ ตนนั้น ลุงแกว่า ให้เขียนชื่อใส่กระดาแล้วเอามาใส่ไว้ที่ภาชนะด้านหน้า รวมทั้งเงินทองที่ทําบุญให้วัด คุณลุงยังด้วย ท่าทางตลกอีกว่า เมื่อถึงขั้นตอนการชิงเปรตนั้น...อย่าแขบให้ฟังสัญญาณจากการตีโพน (กลองวัด) ก่อน แล้วค่อยชิงกัน (แขบ=รีบ) "ให้พ่อเขียนชื่อตายายและญาติๆ ที่จะทําบุญไปให้ด้วยนะไข่เลี่ยม" แม่นึกขึ้นได้จากที่ลุงมัคนายกพูดเมื่อกี้จึงล้วง กระดาษและดินสอจากตระกร้ายื่นให้ไข่เลี่ยม ส่งให้พ่อที่นั่งข้าง พ่อรับไปยิ้ม ๆ ส่งให้พี่ปานลายมือสวย ให้พี่ปานเป็นคน เขียนก็แล้วกัน เดี๋ยวพ่อบอกชื่อให้ ในขณะที่พระสงฆ์สวดมนต์ไปตามขั้นตอนพิธีทําบุญอุทิศส่วนกุศลผู้คนบางส่วนก็ลุกแยกออกมานอกศาลา เพื่อมา จุดธูปเทียนปักไว้ตามและภาชนะต่าง ๆ ที่ใส่อาหารคาวหวานบนร้านเปรต มีสายสิญจน์ผูกล้อมทั้งตัวร้านโยงไปถึงหมู่พระสงฆ์ที่สวดอยู่ควันธูปเทียนลอยฟุ้ง กลิ่นธูปหอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ...กระทั่งพิธีการใกล้เสร็จสิ้น ทั้งเด็กเล็ก
~ ๔๕ ~ เด็กน้อยผู้ใหญ่บางส่วนต่างก็ลุกออกไป พากันยืนมุงห้อมล้อมอยู่รอบร้านเปรตและที่เสาไม้หมากก็ล้อมวงอยู่หลายคน หนึ่งในนั้น ไข่เลี่ยมก็เห็นลุงเหลิมขี้เมาคนหนึ่งล่ะ และแล้ว....สัญญาณรอคอยของพิธีบุญวันนี้ก็มาถึง เมื่อเสียงโพนจากการตีของมัคนายกดังขึ้น ตูม ๆ...ตูม ...การชิงเปรตก็อุบัติขึ้นเสียงเฮกันอย่างชอบใจดังลั่นมาจากกลุ่มคนที่ร้านตั้งเปรต ทั้งเด็กเล็กเด็กโต ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ที่ห้อมล้อมรอบร้านตั้งเปรต ต่างยืดตัว เขย่งขา ยื่นแขนออกไป สลอนยังกับฝึกถั่ว ต่างไขว่คว้า ฉวยจับ แข่งกันหยิบฉวยขนมผลไม้สิ่งของต่าง ๆ ที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน อื้ออึง เด็ก ๆ นั้นต่างพากันคลําหากันแต่เหรียญ บาท ใครได้ก็เฮยกขึ้นๆโอ้อวด ไข่เลียมกับพี่ป่านนั้น ได้ขนมลามาสามสี่พับ พ่อฉวยต้ม ยื่นมาให้อีกหลายพวง ไอ้ทองได้ขนมเจาะ!ขนมบ้า กับส้มแป้น ลางสาดสองพวงรอบ ร้านตั้งเปรตนั้น น้าชัยซึ่งเป็น ระหว่างที่ชุลมุนกันอยู่กรรมการวัดอยู่ด้วยก็ถือขันสีเงินใบใหญ่ออกมา ล้วงกําเหรียญซึ่งหุ้มไว้ด้วยกระดาษว่าวสีสัน ต่างๆที่เรียกว่า "ลูกกําพริก" โยนหว่านไปรอบ ๆ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่จึงละจากร้านเปรต หันมาตะครุบชิงลูกกําพริกแทนนานจนหัวชนกันโป๊กเป๊ก ตามด้วยเสียงหัวร่อ นี่ถ้ามองเห็นเปรตตายาเปรตทั้งหลายที่มาร่วมรับของเซ่นไหว้ในวันนี้อยู่ชิงด้วยล่ะก็คงจะซื้อแพลูกพล่านอีกทีขนาดไหน ตายายคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อิ่มบุญถ้วนหน้าทีเดียว (หว่านกําพริก = โปรยทาน) เลิกราจากร้านเปรต ผู้คนก็หันมาห้อมล้อมกันที่เสาไม้หมากต่อเชียร์กันว่า ใครจะเป็นผู้พิจิตใบแดงบนยอดเสานั้น ตอนนี้ลุงเหลิผู้มีฉายาประจําหมู่บ้านว่า...เหลิมเหล้าขาว เป็นคนแรกที่แย่งอาสาขึ้นปีนเสาก่อนใครเพื่อน ลุงแกคงหมาย ตาใบแดงนั้นไว้นานแล้วว่า ถ้าฉวยมาได้แกคงไว้เป็นค่ากบเหล้าขาวฉ่ําคอไปได้หลายวันแหง ๆ "มึงจิมีแรงขึ้นรอดเห้อไอ้เหลิม ยังแต่โดกยังงั้น..." บรรยากาศที่สนุกครึกครื้น ตาหลวงคําซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่านมา ยืนชมดูอยู่ด้วย มองลุงเหลิมแล้วหัวเราะหึๆ (ยังแต่โดก = มีแต่กระดูก, ยังงั้น = อย่างนั้น) ลุงเหลิมวัยเลยกลางคนแล้ว ใส่กางเกงขาสั้นสีเทาหลวม ๆ อยู่ตัวเดียวเสื้อยืดสีแดงเก่าถอดโยนลงไว้ใกล้โคนเสา เปลือยร่างท่อนบนผิวสีคล้ํามีริ้ว หย่อนอยู่หลายส่วน พุงแฟบ ร่างผอมกะหร่อง เนื้อหนังที่หุ้มตัวอยู่บดบังซี่โครงแล้ว แต่ก็ยังเห็นเป็นซี่ๆ เด่นชัดเหมือน ที่ตาหลวงว่า "ฮาย...บาย ๆ ตาหลวงเห้อ เดี๋ยวผมขึ้นไปเอาเบี้ยให้แล" ลุงเหลิมบอกตาหลวง แต่หันไปยิ้มยิงฟันที่เหลืออยู่ไม่กี่ซี่ให้รอบวงเชียร์ลุงเหลิมถอดรองเท้าแตะที่พื้นเหี้ยนตามรอยนิ้วออกวางข้างเสา สองมือยกสูงโอบต้นเสา ยืดตัว ยกขา งอเข่า เอาฝ่า เท้าแตะเสาไว้อีกข้างหนึ่งทําตาม หนีบเสาไม้ไว้ตรงกลางหว่างขา สองฝ่าเท้าเปลือยที่ประกบผิวเสาทั้งสองข้างออก แรงดันส่ง เริ่มขยับปีนขึ้นเสาไม้หมากกระดึ๊บ ๆ เป็นจังหวะ ทุกครั้งที่ขยับมือ เท้า คีบตัวขึ้น เสียงเฮ เสียงโห่ก็ดังตาม แกหันหน้าส่งยิ้มไปทั่ว "เห็นม่าย บาย ๆ นิ... !" แกยังยิ้ม วงเชียร์หัวเราะชอบใจ
~ ๔๖ ~ ลุงเหลิมปืนขึ้นไปได้สักสองเมตรเศษ ผิวลื่นมันจากกากม ก็เริ่มสําแดงฤทธิ์แกขยับมือขาขึ้นหนึ่งคืบ กลับไถลรูดลงสอง คืบ คราวนี้งงลั่นกว่าเดิม ลุงเหลิมพยายามเกร็ง หนีบสองขากับมือที่โอ ให้แน่นขึ้น แต่เสาไม้หมากนเป็นมันจึงปีนได้ยากเย็น แผ่นหลังแ เหงื่อแตกเป็นมันไม่แพ้กัน แต่ยังยิ้ม "ขึ้นเหลย...ขึ้นเหลย...แค่แล้ว...ฮ่าๆ" น้าชัยยืนอยู่ใกล้พ่อ ตะโกนเชียร์พลาง หัวเราะพลาง (เหลย = อีก) ลุงเหลิมปีนเสาขึ้นไป พอจะเลยหัวคนร้องเชียร์อยู่สักหน่อยก็เริ่มขาลงเรื่อย ๆ หอบแฮ่กจนพุงแฟบนั้นแขม่วพอง ยุบ พองยุบ ถึงตอนคนดูนอกจากขบขันแล้วยังเป็นที่หวาดเสียวลูกกะตาสาว ๆ อีกต่างหากเมื่อเวลาแกขยับสองฝาเท้า ขึ้นแล้ว สองเข่าแบะอ้าออก ช่องกระบอกขากางเกงหลวม ๆ ของแกเริ่มโชว์ของบางอย่างที่พกมาคู่กายในนั้นอยู่แพลม ๆ เสียงฮาเสียงเฮยิ่งดังลั่น ไอ้ทองที่ยืนกับไข่เลี่ยมหัวเราะชอบใจ มันนั้นก็อยากได้ใบแดงด้วยจึงอยากให้ลุงเหลิมพลัดลง มาไว ๆ "อ้าว ๆ...ฉวยให้ชับ ๆ อย่าหล่น" ลุงพร้อมส่งเสียงตะโกนบอกอย่างขํา ๆ มาจากศาลาอีกคน (ฉวย = จับ,ชับ = แน่น) ลุงเหลิมปืนขึ้นไปได้ไม่ถึงสี่เมตร แกก็กอดรัดเสาพักเหนื่อยหอบอยู่นาน แล้วเหงื่อตัวบวกกับมันกากมะพร้าวของผิว เปลือกไม้หมากก็ทําให้ตัวแกขยับเลื่อน เปล่า....ไม่ได้เลื่อนขึ้น แต่เลื่อนลง แกยิ่งออกแรงกอดเสาแน่นกว่าเดิมเพื่อไม่ให้ เสียตําแหน่ง แต่แรงโน้มถ่วงกลับเป็นฝ่ายขนะเมื่อร่างผอม ๆ ของลุงเหลิมเริ่มต้านไม่อยู่ค่อย ๆ รูดลงอย่างช้า ๆ แบบ สโลว์โมชันกระทั่งกันมากระแทกหมับลงแตะถึงพื้น สองมือยันพื้นทางด้านหลัง นั่งหอบซี่โครงบานอยู่ตรงโคนเสา เสียง หัวเราะเอิ้ก ๆ ดังลั่นรอบวง ลุงเหลิมยิ้มแหยๆ ก่อนพึมพําสบถว่า... "แม่ม ดีนะที่ยังดิน ที่จริงไม่โหร่หล่นถึงไหน..." แกยังอารมณ์ดีให้คนดูได้หัวเราะอีกครั้ง (ไม่โหร่= ไม่รู้) เมื่อลุงเหลิมต้องสละสิทธิ์ไปอย่างจําเป็นจําใจจึงมีบางคนบอกว่าน่าจะให้เด็ก ๆ ได้ลองปืนมั่ง คราวนี้ไอ้ทองจึงยก มือหราแจ้นออกไปที่กลางวง พ่อเดินเข้ามากระซิบกับไข่เลี่ยมเบา ๆ พร้อมกับถอดผ้าขาวม้าออกมายึดออกตามยาว ให้ลูกบ่าวจับปลายไว้ข้างหนึ่ง แล้วพ่อก็หมุนปลายอีกด้านหนึ่ง หมุนควั่นจนเป็นเกลียว ผืนผ้าก็กลายเป็นเชือกกลมทบ ปลายทั้งสองผูกเข้าด้วยกันเป็นบ่วง พูดเบา ๆ กับไข่เลี่ยมอีกครั้ง บุ้ยปากไปยังไอ้ทองเพื่อนเกลอ ไข่เลี่ยมอมยิ้ม พยัก หน้าหงึก ๆ ไอ้ทองสวมเสื้อยืดกีฬาสีน้ําเงินกับกางเกงขาสั้นสีเดียวกันกําลังถอดรองเท้าแตะ ตั้งท่าเตรียมจะปีนเสา ไข่เลี่ยมก็ เดินเข้าไปหาพร้อมกับห่วงผ้าขาวม้ายื่นส่งให้ป้องมือกระซิบข้างหูมัน ไอ้เกลอพยักหน้าเป็นทีเข้าใจ เสียงเชียร์เริ่มดังอีกครั้ง ป้าจันยิ้มแฉ่งออกมายืนเชียร์ลูกบ่าวด้านหน้าวงล้อมคนอื่น ๆ ไอ้ทองเอาห่วงเชือกผ้าขาวม้า ของพ่อวนทบซ้อนเป็นสองวงทําให้เล็กลง แล้วพันโอบไว้กับโคนเสา ปลายเท้าทั้งสองข้างสอดเข้าห่วงผ้าให้เนื้อผ้าแนบ เสาเป็นปลอกใช้ปีนเหมือนคนปีนต้นมะพร้าว ถึงตอนนี้หลายคน รู้ทันว่า มันใช้เครื่องมือช่วย บางคนก็ว่า ไม่เป็นไรดอก มันไม่ได้มีกติกานี่บางคนว่า มันเป็นเด็ก ไม่พรีอหรอก บางคนก็ชมว่า มันฉลาด จึงไม่มีใครต่างถือสาจริงจัง พากันส่งเสียงเชียร์ต่อให้สนุกสนาน
~ ๔๗ ~ ไอ้ทองที่มีผ้าเป็นปลอกรัดเสาในการปั่น มันจึงออกแรงสองแขนโอบเสา ดึงพาตัวขึ้นได้ง่ายขึ้น ขยับแขนขาดันตัวขึ้น ไปได้เป็นจังหวะ ๆ พร้อมกับเสียงเฮฮาตามส่ง น้าชัยตะโกนว่า ขึ้นเหลย...ขึ้นให้ได้ลูกบ่าว ไข่เลี่ยมกับพี่ปานป้องปากโห่กระโดดโลดเต้น เชียร์ไอ้ทองที่ขยับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เริ่มข้าลง เมื่อห่างจากยอดเสาไม่ถึงวา ทําท่าจะลื่นตรงที่มือโอบอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ดีที่ความมันลื่นของเสาหลุดลงไปบ้างแล้วจากการที่ลุงเหลิมขึ้น ปืนก่อน จวบกับตัวมันยังเล็ก น้ําหนักถ่วงน้อยแถมเสื้อและปลอกผ้าชาวมาช่วยเพิ่มแรงเสียดทานให้จึงไม่เสียทีรูดตัวลง ยิ่งไอ้ทองขยับตัวสูงขึ้นทีละหน่อย เสียงให้ก็ยิ่งดังกระทั่งมันปีนถึงยอดเสาสําเร็จ เสียงตบมือก็ดังลั่นรอบวง ป้าจันรูสอง มือหรา เดินเข้ามาที่โคนเสา ปากส่งเสียงว่า หรอย ...ลูกบ่าวฉาน เอาเลย ๆ ไอ้ทอง มือหนึ่งโอบรัดเลา มือหนึ่งยื่นขึ้นปลดพวงขนมต้ม โยนมาให้ป้าจันข้างล่างหนึ่งพวง อีกสามจับเหวี่ยงสุ่ม ลงไปให้คนอื่นรอบวนไม้ไผ่ที่มีใบร้อยแดง ๆ ติดอยู่ถอนขึ้นจากยอดเสา ยกมือ ถือโชว์ขึ้น แล้วค่อย ๆ พาตัวรูดกลับลงมา ท่ามกลางเสียงเฮและตบมือกันอย่างสนุกสนาน... (ฉาน = ฉัน) สี่คนพ่อแม่ลูกร่วมกันกินข้าวเที่ยงที่เหลือจากปิ่นโตร่วมกับเพื่อนหมู่บ้าน ต่างหมู่บ้านที่มาทําบุญ อิ่มพุงกันแล้วก็เดิน ออกจากวัด พ่อช่วยแม่หิ้วปั่นโตเปล่าเดินกลับบ้านกันด้วยใบหน้าแช่มชื่นอิ่มบุญระหว่างทางที่เดินกลับ แม่เอียงหน้ามา ถามยิ้ม ๆ ขึ้นว่า "เออ พรีอล่ะ ได้หนมชิงเปรตมามากไหม ไข่เลี่ยม" "ได้หนมลามาหลายพับเลยแม่" พี่ปานส่งยิ้ม หันมาชิงบอก "หนมพอง หนมบ้าก็ได้" ไข่เลี่ยมบอกมั่ง "รู้ม่าย...โบราณเขาว่าไว้หนมชิงเปรตที่เราได้นี่เขาจะเอากลับไปผูกแขวนให้ต้นไม้ที่เราปลูกนะ "ผูกไว้ทําไมเหอแม่" ไข่เลี่ยม ถามอย่างสงสัย "เขาว่า จะทําให้มันออกลูกดกน่ะสิอย่างหนมต้มนิเดี๋ยวถึงบ้านแกสองคนอย่าลืมเอาไปผูกโยงไว้กับต้นจําดะ ต้น ตอ ต้นเรียน เสียให้หมดทุกตันล่ะ ถึงคราวออกลูก มันจิได้ติดลูกดกเหมือนเม็ดข้าวเหนียวต้มไงแม่พูดอย่างอารมณ์ดี(ไง= อย่างไรล่ะ) เหมือนเม็ดเหนียวเหอพ่อ" ไข่เลี่ยมหันไปถามพ่อยิ้ม ๆ "จริงเหอแม่เอ่อ...แล้วหนมต้มนี่ถ้าแม่กินเข้าไป ผมไม่มีน้องดก "เออเนาะ ท่าจะดีเหมือน"พ่อเดินหัวร่อหึๆ แต่แม่เหวี่ยงแขนไปหยิกหมับเข้าให้ที่ข้างพุงเสียงหัวร่อจึงเปลี่ยนเป็นเสี่ยงร้องโอยแทนทันใด
~ ๔๘ ~ ใบงานที่๑ การคาดเดาเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนดูรูปภาพจากวรรณกรรมเยาวชนสะท้อนชีวิตของชาวปักษ์ใต้เรื่อง ชีวิตบ้าน ๆ ตอน “ชิงเปรต” กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน ออกแบบแผนภาพทางความคิดเพื่อสรุปใจความสําคัญของเรื่อง ดังต่อไปนี้๑. แก่นของเรื่อง ๒. ตัวละคร และลักษณะนิสัยตัวละคร ๓. สถานที่/บรรยากาศ ๔. วิถีชีวิต สังคม ความเชื่อ วัฒนธรรม ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
~ ๔๙ ~แนวคําตอบใบงานที่๑ การคาดเดาเรื่อง - คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน -
~ ๕๐ ~ ใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ นักเรียนอ่านออกเสียงวรรณกรรมเยาวชนสะท้อนชีวิตของชาวปักษ์ใต้เรื่อง “ชิงเปรต” เพื่อให้นักเรียน รู้จักจังหวะการหายใจ วรรคตอนและการเปล่งเสียงคําที่ถูกต้องทีละคน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถาม โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ดังนี้๑. ตัวละครที่สําคัญในเรื่องมีใครบ้าง ๒. จากเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ๓. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นที่ไหน ๔. ขนมที่ใช้ในพิธีมีขนมอะไรบ้าง จงยกตัวอย่าง ๕. สารทเดือนสิบ ตรงกับวันอะไรของชาวพุทธ ๖. ความรู้ใหม่ที่ได้จากเรื่องนี้คืออะไร ๗. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจพร้อมบอกเหตุผล ๘. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ ๙. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน นักเรียนสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้อย่างไร ๑๐. นักเรียนสามารถนําความรู้จากเรื่องไปปรับใช้ให้เข้ากับสังคมได้อ่างไร กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนพิจารณาคําศัพท์ใหม่หรือคําแปลกใหม่พร้อมทั้งหาความหมายของคําศัพท์กิจกรรมที่๔ ให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคําสําคัญ โดยเลือกอย่างน้อย ๕ คํา ดังนี้ชิงเปรต บุญเดือนสิบ ประเพณีความเชื่อ ทําบุญ ปิ่นโต ศาลา โรงธรรม ต้นหญ้า ไหว้พระ
~ ๕๑ ~แนวคําตอบใบงานที่๒ จับประเด็นทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. ตัวละครที่สําคัญในเรื่องมีใครบ้าง คําตอบ พ่อ แม่ ไข่เลี่ยม พี่ปาน ๒. จากเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร คําตอบ ประเพณีและความเชื่อที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณของชาวภาคใต้๓. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นที่ไหน คําตอบ ที่วัดใกล้บ้าน ๔. ขนมที่ใช้ในพิธีมีขนมอะไรบ้าง จงยกตัวอย่าง คําตอบ ขนมต้มกับขนมเทียน ฯ ล ฯ ๕. สารทเดือนสิบ ตรงกับวันอะไรของชาวพุทธ คําตอบ วันสารทไทย ๖. ความรู้ใหม่ที่ได้จากเรื่องนี้คืออะไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๗. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจพร้อมบอกเหตุผล คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๘. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๙. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน นักเรียนสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้อย่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๑๐. นักเรียนสามารถนําความรู้จากเรื่องไปปรับใช้ให้เข้ากับสังคมได้อ่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๓ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๔ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน
~ ๕๒ ~ ใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. คําว่า “พันพรือ” ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร ๒. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน คิดว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรในความคิดของนักเรียน ๓. คําว่า “ชิงเปรต” ในความคิดของนักเรียนคืออะไร ๔. นักเรียนคิดว่ามีการทํากิจกรรมอะไรภายในเรื่องอีก ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องคืออะไร
~ ๕๓ ~แนวคําตอบใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. คําว่า “พันพรือ” ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร คําตอบ อย่างไร ๒. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน คิดว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรในความคิดของนักเรียน คําตอบ คําตอบพิจารณาจากดุลพินิจของครูผู้สอน ๓. คําว่า “ชิงเปรต” ในความคิดของนักเรียนคืออะไร คําตอบ การทําบุญหาบรรพบุรุษที่ได้จากไป หรือจะเรียกได้ว่าเป็นประเพณีความเชื่อ ๔. นักเรียนคิดว่ามีการทํากิจกรรมอะไรภายในเรื่องอีก คําตอบ การปีนเสาไม้หมากต่อ ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องคืออะไร คําตอบ คําตอบพิจารณาจากดุลพินิจของครูผู้สอน
~ ๕๔ ~ ใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนเขียนตามคําบอก ดังนี้ เสื่อจูด ชิงเปรต ดวงวิญญาณ ส่วนกุศล วันสารทไทย กะละมัง เสบียง เจดีย์อารมณ์ชุลมุน กิจกรรมที่๒ จงบอกว่าคําที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้คําใดที่เป็น คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําวิเศษณ์คําบุพบท หรือคําสันธาน ๑. เขาเดินไปที่วัด……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. เธอจะไปนัดเจอกันที่วัดหรือลานหมู่บ้าน……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. ฉันจะไปกินข้าวที่ศาลาโรงธรรม แต่แม่เรียกใช้งานเสียก่อนจึงยังไม่ได้ไป……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. แม่บอกว่า ให้ค่อย ๆ เดิน ต่อแถวกันไป ช้า ๆ ให้เป็นระเบียบ เพื่อที่จะได้เข้าไปนั่งที่ศาลา……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๕. พ่อ แม่และเด็ก นั่งพูดคุยกันอยู่ในศาลาโรงธรรม……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๖. แมบ่อกให้ทุกคนช่วยกันจัดเรียงขนมเพื่อที่จะนําไปวัด……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
~ ๕๕ ~ กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนเขียนเล่าประสบการณ์การเดินทางของตนเอง ความยาวประมาณ ๘-๑๐ บรรทัด พร้อมตั้งชื่อเรื่อง เรื่อง.......................................................................... ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................…………….
~ ๕๖ ~แนวคําตอบใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๒ จงบอกว่าคําที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้คําใดที่เป็น คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําวิเศษณ์คําบุพบท หรือคําสันธาน ๑. เขาเดินไปที่วัด คําตอบ เขา เป็นคํา บุรุษสรรพนาม ๒. เธอจะไปนัดเจอกันที่วัดหรือลานหมู่บ้าน คําตอบ หรือ เป็นคํา สันธาน ๓. ฉันจะไปกินข้าวที่ศาลาโรงธรรม แต่แม่เรียกใช้งานเสียก่อนจึงยังไม่ได้ไป คําตอบ แต่เป็นคํา สันธาน ๔. แม่บอกว่า ให้ค่อย ๆ เดิน ต่อแถวกันไป ช้า ๆ ให้เป็นระเบียบ เพื่อที่จะได้เข้าไปนั่งที่ศาลา คําตอบ ช้า ๆ เป็นคํา วิเศษณ์๕. พ่อ แม่และเด็ก นั่งพูดคุยกันอยู่ในศาลาโรงธรรม คําตอบ ในศาลาโรงธรรม เป็นคํา บุพบทบอกตําแหน่ง ๖. แมบ่อกให้ทุกคนช่วยกันจัดเรียงขนมเพื่อที่จะนําไปวัด คําตอบ แม่เป็นคํา บุรุษสรรพนาม กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน
~ ๕๗ ~ ใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ กิจกรรม ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔ - ๕ คน แต่งนิทานเกี่ยวกับการผจญภัยในโลกกว้าง ของตัวละครที่อาจจะเป็น คน หรือสัตว์ก็ได้โดยเขียนสื่อสาร และสาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่างๆ เช่น การแต่งนิทาน การเขียนเรื่องสั้น การเขียน การ์ตูนช่อง การเขียนโปสเตอร์การเขียนงานรีวิว หนังสือเล่มเล็ก การวาดภาพเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องผ่านโปรแกรม คอมพิวเตอร์E-book การทําวีดีทัศน์นําเสนอ ฯลฯ โดยสะท้อนตัวละครและลักษณะนิสัยตัวละคร สถานที่บรรยากาศ การใชถ้้อยคําสํานวน วิถีชีวิตความเป็นอยู่สังคมความเชื่อและวัฒนธรรม เป็นต้น
~ ๕๘ ~แนวคําตอบใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ -คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอน-
~ ๕๙ ~ เรื่อง วรรณกรรมเยาวชนสะท้อนชีวิตของชาวปักษ์ใต้ชีวิตวัยนักเรียน เรื่อง ห้องอาหาร...ลับเฉพาะ ผู้แต่ง สายันต์เอี่ยวเหล็ก
~ ๖๐ ~ห้องอาหาร...ลับเฉพาะ อีกหนึ่งจุด รายการสถานที่สําคัญ...ที่ใช้นัดหมาย นัดพบกันของบรรดากลุ่มเด็ก ๆ ก็คือ...ใต้ถุนอาคารเรียน ! ใต้ถุนของอาคารเรียนยกพื้นสูงหลังเดียว ใช้เป็นห้องเรียนของชั้นประถม ๕ กับประถม ๖ การนัดหมายกันของพวกเขาที่ใต้ถุนห้องเรียนนี้ทําไมต้องลับ ๆ ล่อ ๆ แอบมาพบกันในที่ลับตานี้ เที่ยงวันหนึ่ง...ไข่เลี่ยมกับเพื่อนอีกสองคน ไอ้บ่าว ไอ้เลาะห์ในชุดนักเรียน กางเกงกากีขาสั้น รองเท้าผ้าใบสีน้ําตาลที่วันนี้มีใส่กัน ทุกคน ถุงเท้าสีน้ําตาลของแต่ละคนนั้นหลวมโพรก เฉพาะไอ้เลาะห์นั้น บ่อยที่ขอบถุงเท้าไปกองอยู่ตาตุ่ม เผยให้เห็น หน้าแข้งจุดด่างดวงจากรอยตุ่มคัน ครูก็สั่งให้ดึงขึ้นทุกทีที่พบเห็น มันเอายางเส้นมารัดเพิ่มเพื่อให้ดึงได้สูง แล้วม้วนขอบ ถุงเท้าลงทับอีกทีเสื้อนักเรียนก็ขาวหมองด้วยความเก่า ส่วนกระเป๋ากางเกงของไอ้บ่าวนั้น ปลายถุงขาดต้องใช้ยางเส้น รัดไว้ถ้าเผลอใส่กระเป๋าข้างนี้เงินค่ากินขนมก็หล่นหาย สามเกลอมายืนรอไอ้ทองกันอยู่ที่หลังอาคารเรียนมีใต้ถุน ไอ้เลาะห์นั้นผมสั้น แต่ตีนผมยาวค้ําใบหูแล้ว เมื่อเช้า ครูจิตรเอาหัวแม่โป้งกดที่ตีนผมท้ายทอย แล้วไถดันขึ้นไปกลางหัว แสบจี๊ดจนมันร้องคราง น้ําตาเล็ด "หัวรกยังเล่า เต่ามันเลยขึ้นควนได้.... " เสียงครูจิตรดุว่าเสียงเข้มที่ครูเอาปลายนิ้วโป้งกดที่ตีนผมตรงท้ายทอย แล้ว ดันรูดขึ้นไปบนหัว เรียกกันว่า...เต่าขึ้นควน ! "ตัดผมได้แล้ว... " ครูจิตรสั่งย้ํา "ค้าบ...อูยยย..." ไอ้เลาะห์ได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ยิ้มแหยฯ จนเห็นฟันเหลืองอ๋อย ไอ้บ่าวนั้นเตี้ยกว่า ผิวขาว ปากแดงน่ารัก ผมสั้นเกรียนติดหนังหัวแต่ไม่ได้เกรียนเตียนเรียบธรรมดา มียาวบ้างเป็น ริ้ว ๆ เป็นเกล็ดฟ้า มันว่า ไกรคีบผม (ปัตตาเลี่ยน) ของนายช่างไม่คม ตัดแต่ละทีนั่งสะดุ้งยืก ๆ เหมือนคนเสียเส้น แต่ต้องตัด เพราะวันนี้ครูจิตรตรวจผม เสื้อขาวหมองของมันมีรอยด่างดวงของน้ําลูกหัวครก (ผลมะม่วงหิมพานต์) ที่ย้อย เปื้อนเสื้อ จากการกัดกิน ทั้งสามคนยืนสอดส่ายตาล่อกแล่กอยู่หลังอาคารไม้พื้นยกสูง ขนาดที่ผู้ใหญ่พอก้มลอดได้เป็นห้องเรียนชั้นประถม ๕-ประถม ๖ และห้องพักครูตัวอาคารตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของพื้นที่โรงเรียน ผนังกั้นด้วยไม้กระดาน ซ้อนกันในแนวนอน ทาสีน้ําตาลเหมือนสีสนิม หลังคาสังกะสีส่วนปลายหลังคาด้านหัวอาคาร ลบเหลี่ยมหักลงแบบหัวจระเข้หน้าห้องเป็น ระเบียงพื้นกระดาน กลางอาคารมีบันได เสา สองข้างบันได มีต้นลายเสือโคร่งเลื้อยใบลายสวยงาม ติดกับเสามีรั้วลูกกรงตีไขว้เป็นกากบาทต่อกันเป็นแนวกั้นขอบ ระเบียงทั้งสองด้าน ลูกกรงระเบียงที่กั้นระเบียงหน้าห้องเป็นขึ้นไม้รูปกากบาทนี่ทําไอ้เลาะห์ต้องจําไปตลอดชีวิต ระหว่างกรอบสี่เหลี่ยม ติดกันจะเป็นในแนวดิ่ง กว้างขนาดหัวของมันลอดได้พอดีเย็นวันหนึ่งมีการแข่งขันฟุตบอลกีฬากลุ่มโรงเรียน การนั่งดูฟุตบอลในสนาม โดยนั่งห้อยขาอยู่บนระเบียงนี้ถือว่า เป็นทําเลเหมาะที่ใคร ๆ ก็แย่งกันจอง ฟุตบอลในสนามกําลังสนุก เจ้าถิ่นโรงเรียนของมันยิงนําอยู่แค่ประตูเดียวและทีมเยือนต่างโรงเรียนก็กําลังโหมบุก อย่างหนัก ไอ้เลาะห์ก็ลุ้นทีมโรงเรียนเอง เอาหัวมุดลอดโผล่หน้าออกมาทางช่องไม้รั้วระเบียงโห่ร้องเชียร์ด้วยความ
~ ๖๑ ~ ตื่นเต้น โบกมือแกว่งขาไปนอกลูกกรง แต่พอจะดึงหัวกลับ แก้มกรามดันติดอยู่กับขอบไม้ทั้งสองข้าง ยิ่งดึงก็ยิ่งติดมือทั้ง สองจับลูกกรงซ้ายขวา ยิ่งดันดึงด้วยความตกใจยิ่งติดแน่น มันกลัวจนหน้าซีด แหกปากร้องไห้ฮือ ๆ ไอ้ทอง ไอ้บ่าว ที่นั่ง อยู่ติดกันพากันไปตามบังแมะ นักการภารโรงมาดูให้บังแมะมาถึงก็แค่จับหน้ามันให้อยู่ตรง ๆ แล้วดันคางผลักหลุดไป อย่างง่ายดาย ไอ้เลาะห์ได้แต่ยิ้มแหย ๆ แต่สองเกลอหัวร่อก๊าก...ไอ้เลาะห์ยืนอยู่ด้านหน้าเลี่ยม มันมองลอดเข้าไปยังใต้ถุนที่มีแสงรําไรจากด้านหลังอาคาร พื้นใต้ถุนเป็นดินเหนียว ชื้น ตะไคร่น้ําขึ้นเขียวเป็นหย่อม ๆ ปลวกขุดดินขึ้นสร้างเป็นจอมสีเหลืองบ้างขาวบ้าง สูง ๆ ต่ํา ๆ คล้ายในถ้ํา เมื่อมอง จากด้านหลังอาคารจะสูงลาดชันขึ้นไปเกือบจดคานไม้ด้านหน้า หากมองมายังใต้ถุนอาคารจากด้านหน้าจึงไม่เห็น ต้อง ตั้งใจก้มมองช่องใต้คาน ถึงจะรู้ว่า ใต้ถุนมีอะไร "ไอ้ทองมันนัดมากินข้าวที่ใต้ถุนเมื่อแรกเข้า แล้วมันมายัง ?"มันส่งเสียงบ่นถาม... (แรกเข้า = เมื่อเข้า) "มาแล้ว..โน่นไง นั่งหันหลังอยู่ริมเสาข้างดินปลวกนุเห็นมั้ย" เลี่ยมมองตามไอ้บ่าว ไอ้บ่าวชี้ยิ้มแป้นอย่างดีใจ ก่อนพากันเดินอย่างระมัดระวัง กลัวลื่นจากเนินดินบางส่วนที่ขึ้นเปียก แสงรําไรและ กลิ่นอับขึ้นจากตะไคร่จากดินปสวกโชยแตะจมูก ทําให้บรรยากาศใต้ถุนอาคารดูเงียบสงบ ห่างไกลผู้คนและลับเฉพาะ เหตุที่พวกเขานัดกันมากินข้าวใต้ถุนอาคารนี้ก็ด้วยความเขินอายที่จะมีใครมารู้ว่า "กับข้าว" ของพวกเขามีอะไร เพราะนั่นอาจจะนําไปสู่การขายหน้าครั้งใหญ่จากการเที่ยวเอาไปโพนทะนากันในหมู่หัวเกรียนล้อเลียนกันไม่รู้จบ ล้อกัน ว่า ที่บ้านยากจนต้องกินแต่ปลาเค็มบ้าง ตั้งชื่อว่าไอ้ไข่ต้มบ้าง ความลับเรื่องกับข้าวที่เอามากินข้าวห่อจึงเป็นเรื่องใหญ่อย่างไรก็พยายามหลบเลี่ยงสายตาเพื่อนต่างกลุ่มกัน เมื่อพร้อมหน้ากัน สี่เกลอก็นั่งล้อมวง บนพื้นดินแห้งข้างโคนเสาคอนกรีตใต้อาคาร ไอ้ทองเอาปิ่นโตชั้นเดียวออกมา จากถุงผ้าเล็ก ๆ ไข่เลี่ยม ไอ้บ่าว ไอ้เลาะห์แกะห่อข้าวใบตองวางพื้น กับข้าวมื้อเที่ยงนี้ของเลี่ยมเป็นข้าวผัดไข่ไก่บ้านที่เรียกว่า ข้าวคั่ว ไอ้บ่าวเป็นปลาลังทอดวางทับข้าวสวยขาว ๆ กับช้อนเขียวคว่ําอยู่ในข้าวโผล่หลังให้เห็นอยู่อีกหางส่วน ไอ้เลาะห์นั้นเป็นไข่เป็ดต้มลูกเดียว "ของกูไข่เป็ดเจี้ยนว้อย..." ไอ้ทองส่งเสียงขึ้น ...(ไข่เจี้ยน = ไข่เจียว เจี้ยน = ทอด) มันใช้ช้อนตักไข่เจียวที่ขึ้นไอน้ําจากข้าวด้านล่างขึ้น หอมแดงที่ซอยเป็นแว่น ๆ ในเนื้อไข่เจียว ตอนนี้กลายเป็นสี เขียว ๆ เพราะถูกอบจาก ไอเหงื่อข้าว "วันเสาร์นี้กูว่า จะไปธงเบ็ดหน่อย เผื่อได้ปลาดุกมั่ง ถ้าได้...วันจันทร์กูจะให้แม่ผัดเผ็ด ไม่ก็แกงใส่ใบส้มแป้น เอา มากินกับข้าวห่อ" ไอ้ทองเล่าความคิด "ได้ผัดเผ็ดปลาดุกก็เรียมส.ิ.." ไอ้บ่าวชอบใจ ทุกคนต่างก็อ้างกันว่า เป็นกับข้าวชั้นยอด แต่ก็อายคนเห็น...ใต้ถุนอาคารนี่เป็นทําเลเหมาะ เป็นห้องอาหารที่ลับตา ที่สุด ต่างก็ใช้ช้อนเขียวตักข้าว... ปลาทอด...ไข่ต้ม...ไข่เจียว เคี้ยวกินกันอย่างเอร์ดอร่อย แลกเปลี่ยนกับข้าว เปลี่ยน รสชาติกินกัน คุยกันไปอย่างอบอุ่นเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน "อย่าแหลงดังนักล่ะ ใครโฉได้ยิน เดี๋ยวมาเห็นเข้าหล่าวหร้อก... "
~ ๖๒ ~ ....(แหลง = พูด, ใครโฉ้= ใครบางคน, หล่าว = อีกแล้ว) ไอ้ทองส่งเสียงหัวเราะคิกคัก เงยหน้าขึ้นจากวงข้าว ส่งเสียงปรามเพื่อนเบา ๆ ทํานองให้ระวังแหล่งกินข้าวแห่งใหม่นี้กันให้ดีมีใครมาพบเห็นต้องอายเขา...ก่อนหน้านี้สามเกลอของเลี่ยมหาที่นัดกันกินข้าวมาแล้วสองที่แต่เมื่อเพื่อนไปพบเห็นก็ย้ายที่กันใหม่ที่กินข้าวห่อ กันคราก่อนคือ โคนยางพื้นบ้านต้นใหญ่ในสวนติดรั้วโรงเรียนหลังอาคารชั้นประถม ๑สวนยางค่อนข้างรกไปด้วยไม้ป่า เล็ก ๆ เตียนโล่ง อยู่บริเวณโคนต้นยาง แต่ถึงจะรกอย่างไร เพื่อนก็มักเห็นเวลาเดินเข้าไป เพื่อนขี้สงสัยจะตามไปแอบดูอีกแห่ง คือ ป่าสาคูริมห้วยหลังโรงเรียน ที่กอต้นลาคูนั้น ใกล้โคนต้นจะเป็นลานเตียนโล่งบริเวณเล็ก ๆ แต่ต้องเดิน ผ่านโรงอาหาร เพื่อนที่ชอบแกล้งล้อเรื่องกับข้าวก็มักเห็นได้หากไปช้ากว่าคนที่กินข้าวโรงอาหาร เมื่อครูปล่อยพักเที่ยง ต้องรีบไปทันที (แรกเดี๋ยว = เมื่อครู่เมื่อกี้) "เออ...เชื่อหัวไอ้ทองสิกูเดินมาหลังเพื่อนนิหันดูข้างหลังแล้ว ไม่มีใครหรอก" คนถูกถามให้ความมั่นใจ ไอ้บ่าวนั่งลงแกะห่อใบตองอ้าออก เผยปลาโคกมีมีดกรีดกันเนื้อตามขวางเป็นริ้ว ๆ ทอดขมิ้นอนเหลืองอ๋อยอยู่บน ข้าวสวยสีขาว ไอ้เลาะห์ก็แกะห่อออก ปลาหลังเขียวเค็มวางเรียงบนข้าวอยู่สองตัว ส่วนไอ้ทอง ยังไม่ทันเปิดฝาชั้นปิ่นโต ออก... "ฮั่นแน.่..ไอ้เลาะห์กินข้าวกับปลาเค็ม... !" เสียงประหลาดจากคนที่ไม่ได้รับเชิญดังลั่นขึ้นที่ข้างหลัง "อ้ายเปรต...กอเฉ็ม ใครเขาชวนมึงมา ออกไปไกล ๆ เลย" ไอ้ทอง ตัวใหญ่กว่าเพื่อนเงยหน้าขึ้นตวาด กอเจ็ม...นักเรียนชั้นประถม ๓ ร่างสูงใหญ่เกินเพื่อนในชั้นเรียนกอเจ็ม...นักเรียนชั้นประถม ๓ ร่างสูงใหญ่เกินเพื่อน ในชั้นเรียนหน้าสี่เหลี่ยม แก้มโหนกนูน มีขี้แมลงวันขึ้นอยู่ประปราย ชอบพูดเสียงดังสบถ' นิสัยก้าวร้าว เกเร ชอบแกล้ง เพื่อน เพราะตัวใหญ่กว่า คนอื่นจึงไม่กล้า มีเรื่องด้วย "ฮ่า ฮ่า ไอ้พวกนี้มาหยบกินข้าวห่อ กินกับปลาเค็ม เอิ๊กๆ ไอ้เลาะห์ปลาเค็ม... !" ... (หยบ = แอบ ซ่อน) ...เรื่องพาข้าวห่อมากินที่โรงเรียน สําหรับเด็กหลายคนยังเป็นเรื่องที่น่าอายมากในความรู้สึกของพวกเขา อายเรื่อง กับข้าวและอายที่จะถือปิ่นโต เลี่ยมกับเพื่อนจึงมักห่อข้าวใบตอง กินแล้วทิ้ง ไอ้ทองคนเดียวที่คดข้าวห่อใส่ปั่นโตใบเดียว ใช้ยางเส้นรัดฝาปิดแทนขาปิ่นโต ใส่ไว้มิดชิดในถุงผ้าอีกที เพื่อนนักเรียนคนใดที่พาข้าวห่อมาโรงเรียน โดยถือปิ่นโตมาทั้งสายและนั่งกินในห้องเรียนตอนพักเที่ยง แสดงว่า พ่อ แม่ได้ใส่กับข้าวอย่างดีมาให้อย่างปลาทอด ผัดผัก แกงเนื้อ แกงไก่ ใครพบเห็นเข้าก็ไม่เอาไปล้อเลียนกัน เด็กชนบทในยุคก่อนมักทําอะไรด้วยความไร้เดียงสา บริสุทธิ์ใจแต่ก็ไม่กล้าแสดงออก แม้จะเป็นการทําในสิ่งที่ดีสิ่ง ที่ถูกต้อง สิ่งดีงามแต่พวกเขาก็มักจะอาย มิใช่หรือ... ?
~ ๖๓ ~ ใบงานที่๑ คาดเดาเรื่อง กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนดูรูปภาพจากวรรณกรรมเยาวชนสะท้อนชีวิตของชาวปักษ์ใต้เรื่อง “ห้องอาหาร...ลับเฉพาะ”นักเรียนเห็นอะไรบ้างและรู้สึกอย่างไร กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔-๕ คน ออกแบบแผนภาพทางความคิดเพื่อสรุปใจความสําคัญของเรื่อง ดังต่อไปนี้๑. แก่นของเรื่อง ๒. ตัวละคร และลักษณะนิสัยตัวละคร ๓. สถานที่/บรรยากาศ ๔. วิถีชีวิต สังคม ความเชื่อ วัฒนธรรม ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
~ ๖๔ ~แนวคําตอบใบงานที่๑ คาดเดาเรื่อง - คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน -
~ ๖๕ ~ ใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ นักเรียนอ่านออกเสียงวรรณกรรมเยาวชนสะท้อนชีวิตของชาวปักษ์ใต้เรื่อง “ห้องอาหาร...ลับเฉพาะ” เพื่อให้นักเรียนรู้จักจังหวะการหายใจ วรรคตอนและการเปล่งเสียงคําที่ถูกต้องทีละคน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถาม โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ดังนี้๑. ตัวละครที่สําคัญในเรื่องมีใครบ้าง ๒. จากเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ๓. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นที่ไหน ๔. ลักษณะของอาคารเรียนเป็นอย่างไร ๕. อาคารที่ยกพื้นสูงเป็นของนักเรียนในระดับใด ๖. ความรู้ใหม่ที่ได้จากเรื่องนี้คืออะไร ๗. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจพร้อมบอกเหตุผล ๘. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ ๙. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน นักเรียนสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้อย่างไร ๑๐. นักเรียนสามารถนําความรู้จากเรื่องไปปรับใช้ให้เข้ากับสังคมได้อ่างไร กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนพิจารณาคําศัพท์ใหม่หรือคําแปลกใหม่พร้อมทั้งหาความหมายของคําศัพท์กิจกรรมที่๔ ให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคําสําคัญ โดยเลือกอย่างน้อย ๕ คํา ดังนี้ห้องอาหาร ใต้ถุน อาคารเรียน สามเกลอ หัวแม่โป้ง ลูกกรง ระเบียง โบกมือ แรกเช้า เงียบสงบ
~ ๖๖ ~แนวคําตอบใบงานที่๒ จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง กิจกรรมที่๑ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. ตัวละครที่สําคัญในเรื่องมีใครบ้าง คําตอบ ไข่เลี่ยม ไอ้บ่าว ไอ้เลาะห์ครูจิต ๒. จากเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร คําตอบ การรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันของนักเรียน ที่นําเอาอาหารมาแชร์กันในเวลาพักกลางวัน ๓. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นที่ไหน คําตอบ ใต้ถุนอาคารนักรียน ๔. ลักษณะของอาคารเรียนเป็นอย่างไร คําตอบ ตัวอาคารตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของพื้นที่โรงเรียน ผนังกั้นด้วยไม้กระดาน ซ้อนกันในแนวนอน ทาสีน้ําตาล เหมือนสีสนิม หลังคาสังกะสีส่วนปลายหลังคาด้านหัวอาคาร ลบเหลี่ยมหักลงแบบหัวจระเข้หน้าห้องเป็นระเบียงพื้น กระดาน กลางอาคารมีบันได เสาสองข้างบันได มีต้นลายเสือโคร่งเลื้อยใบลายสวยงาม ติดกับเสามีรั้วลูกกรงตีไขว้เป็น กากบาทต่อกันเป็นแนวกั้นขอบระเบียงทั้งสองด้าน ๕. อาคารที่ยกพื้นสูงเป็นของนักเรียนในระดับใด คําตอบ ประถมศึกษาปีที่๕ ประถมศึกษาปีที่๖ ๖. ความรู้ใหม่ที่ได้จากเรื่องนี้คืออะไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๗. ยกตัวอย่างตอนที่นักเรียนประทับใจพร้อมบอกเหตุผล คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๘. สรุปใจความสําคัญของเรื่องตามลําดับ คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๙. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน นักเรียนสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันได้อย่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๑๐. นักเรียนสามารถนําความรู้จากเรื่องไปปรับใช้ให้เข้ากับสังคมได้อ่างไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๔ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน
~ ๖๗ ~ ใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. คําว่า “แรกเช้า” ในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาใด ๒. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน คิดว่าโรงเรียนมีลักษณะอย่างไรในความคิดของนักเรียน ๓. "อ้ายเปรต...กอเจ็ม ใครเขาชวนมึงมา ออกไปไกล ๆ เลย" ไอ้ทอง ตัวใหญ่กว่าเพื่อนเงยหน้าขึ้นตวาด นักเรียนคิดว่า กอเจ็มมีลักษณะนิสัยอย่างไร ๔. นักเรียนคิดว่าตอนสุดท้ายเด็ก ๆ ทุกคนจะเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องคืออะไร
~ ๖๘ ~แนวคําตอบใบงานที่๓ ตีความใต้บรรทัดและนําไปใช้กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. คําว่า “แรกเช้า” ในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาใด คําตอบ “แรกเช้า” หมายถึงช่วง เมื่อเช้า ๒. จากเรื่องที่นักเรียนอ่าน คิดว่าโรงเรียนมีลักษณะอย่างไรในความคิดของนักเรียน คําตอบ เป็นโรงเรียนที่อยู่ในชนบท อยู่กันอย่างพอเพียงและมีความสุขในรูปแบบของชาวชนบท ๓. "อ้ายเปรต...กอเจ็ม ใครเขาชวนมึงมา ออกไปไกล ๆ เลย" ไอ้ทอง ตัวใหญ่กว่าเพื่อนเงยหน้าขึ้นตวาด นักเรียนคิดว่า กอเจ็มมีลักษณะนิสัยอย่างไร คําตอบ นิสัยก้าวร้าว เกเร ชอบแกล้งเพื่อน ๔. นักเรียนคิดว่าตอนสุดท้ายเด็ก ๆ ทุกคนจะเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด คําตอบ เด็กชนบทในยุคก่อนมักทําอะไรด้วยความไร้เดียงสา บริสุทธิ์ใจแต่ก็ไม่กล้าแสดงออก แม้จะเป็นการทําในสิ่ง ที่ดีสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งดีงามแต่พวกเขาก็มักจะอาย ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องคืออะไร คําตอบ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน
~ ๖๙ ~ ใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนเขียนตามคําบอก ดังนี้ใต้ถุน น้ําตาเล็ด ปัตตาเลี่ยน มะม่วงหิมพานต์ ไม้กระดาน ลูกกรง แกว่งขา ภารโรง ตะไคร่น้ํา แสงรําไร กิจกรรมที่๒ จงบอกว่าคําที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้คําใดที่เป็น คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําวิเศษณ์คําบุพบท หรือคําสันธาน ๑. เขาเดินไปที่ใต้ถุนอาคารโรงเรียน……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. เธอจะไปนัดเจอกันที่ใต้ถุนอาคารหรือใต้ต้นไม้……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. ฉันจะไปกินข้าวที่โรงอาหาร แต่ครูจิตรเรียกใช้งานเสียก่อนจึงยังไม่ได้ไป……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. ครูจิตรบอกว่า ให้นักเรียนค่อย ๆ เดิน ต่อแถวกันไป ช้า ๆ ให้เป็นระเบียบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๕. เด็ก ๆ และครูจิตรนั่งพูดคุยกันอยู่ใต้อาคาร……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๖. คนเรามันจะมีความดีหรือ ความเลว มันอยู่ที่จิตใต้สํานึก……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
~ ๗๐ ~ กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนเขียนเล่าประสบการณ์การเดินทางของตนเอง ความยาวประมาณ ๘-๑๐ บรรทัด พร้อมตั้งชื่อเรื่อง เรื่อง.......................................................................... ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................
~ ๗๑ ~ แนวคําตอบใบงานที่๔ เชื่อมโยงหลักภาษา กิจกรรมที่๑ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน กิจกรรมที่๒ จงบอกว่าคําที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้คําใดที่เป็น คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําวิเศษณ์คําบุพบท หรือคําสันธาน ๑. เขาเดินไปที่ใต้ถุนอาคารโรงเรียน คําตอบ เขา เป็นคํา บุรุษสรรพนาม ๒. เธอจะไปนัดเจอกันที่ใต้ถุนอาคารหรือใต้ต้นไม้คําตอบ หรือ เป็นคํา สันธาน ๓. ฉันจะไปกินข้าวที่โรงอาหาร แต่ครูจิตรเรียกใช้งานเสียก่อนจึงยังไม่ได้ไป คําตอบ แต่เป็นคํา สันธาน ๔. ครูจิตรบอกว่า ให้นักเรียนค่อย ๆ เดิน ต่อแถวกันไป ช้า ๆ ให้เป็นระเบียบ คําตอบ ช้า ๆ เป็นคํา วิเศษณ์๕. เด็ก ๆ และครูจิตรนั่งพูดคุยกันอยู่ใต้อาคาร คําตอบ ใต้อาคาร เป็นคํา บุพบทบอกตําแหน่ง ๖. คนเรามันจะมีความดีหรือ ความเลว มันอยู่ที่จิตใต้สํานึก คําตอบ ความดีความเลว เป็นคําอาการนาม กิจกรรมที่๓ คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน
~ ๗๒ ~ ใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ กิจกรรม ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๔ - ๕ คน แต่งนิทานเกี่ยวกับการผจญภัยในโลกกว้าง ของตัวละครที่อาจจะเป็น คน หรือสัตว์ก็ได้โดยเขียนสื่อสาร และสาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่างๆ เช่น การแต่งนิทาน การเขียนเรื่องสั้น การเขียน การ์ตูนช่อง การเขียนโปสเตอร์การเขียนงานรีวิว หนังสือเล่มเล็ก การวาดภาพเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องผ่านโปรแกรม คอมพิวเตอร์E-book การทําวีดีทัศน์นําเสนอ ฯลฯ โดยสะท้อนตัวละครและลักษณะนิสัยตัวละคร สถานที่บรรยากาศ การใชถ้้อยคําสํานวน วิถีชีวิตความเป็นอยู่สังคมความเชื่อและวัฒนธรรม เป็นต้น
~ ๗๓ ~แนวคําตอบใบงานที่๕ การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ -คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน-
~ ๗๔ ~หนังสือเรื่อง พระมหาชนก ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
~ ๗๕ ~พระมหาชนก พระเจ้ามหาชนก พระมหากษัตริย์ผู้ครองราชย์อยู่ยังนครมิถิลา เมืองหลวงแห่งแคว้นวิเทหะ ทรงมีพระราช โอรสสองพระองค์คือ พระอริฏฐชนก และพระโปลชนก หลังจากพระราชบิดาสวรรคตพระอริฏฐชนกผู้เป็นพระมหา อุปราช ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อมา โดยทรงแต่งตั้งพระโปลชนก ผู้อนุชาเป็น พระมหาอุปราช ในเวลาต่อได้มีเหล่าอํามาตย์ผู้ทุจริตบางคนออกอุบายให้พระอริฏฐชนกเกิดความระแวงพระอนุชา โดยพากัน เพ็ดทูลว่า พระโปลชนกกําลังวางแผนคิดการเป็นขบถ พระราชาทรงหลงเชื่ออํามาตย์เหล่านั้นจึงทรงให้ราชมัลจับกุม พระโปลชนกไปขังไว้ทว่าด้วยบุญบารมีของพระโปลชนก พระองค์จึงสามารถหลบออกจากที่คุมขัง และเสด็จหนีไปยัง ชายแดนได้ครั้นเมื่อไปถึง ก็มีบรรดาราษฏรผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์พากันมาเข้าเป็นพวกด้วยเป็นอันมาก และเมื่อถึงกาล ที่เอื้ออํานวย พระโปลชนกก็ทรงตัดสินพระทัยยกกองทัพไปยังนครมิถิลา ครั้นเมื่อทัพของพระองค์ไปถึง บรรดาทหาร รักษาเมืองจํานวนมากได้พากันแปรภักดิ์มาเข้ากับพระโปลชนกเนื่องจากเห็นใจที่พระโปลชนกถูกจับไปขังไว้โดยไม่ยุติธรรม เมื่อพระพระอริฏฐชนกทรงทราบว่าพระอนุชายกทัพมาชิงราชสมบัติและได้มีเหล่าไพร่พลจํานวนมากไปเข้า ด้วย พระองค์ตรัสสั่งพระมเหสีซึ่งกําลังทรงครรภ์แก่ ให้ทรงหลบหนีเอาตัวรอด ส่วนพระองค์เองทรงยกทัพออกทํา สงครามกับพระอนุชาจนสิ้นพระชนม์ในสนามรบพระโปลชนกจึงทรงได้เป็นกษัตริย์ครองนครมิถิลาสืบต่อมา ฝ่ายพระมเหสีของพระพระอริฏฐชนกได้เสด็จหนีไปยังเมือง กาลจัมปากะ โดยระหว่างทางพระอินทร์เสด็จลงมา ช่วย โดยทรงแปลงกายเป็นชายชราขับเกวียนพาพระนางเสด็จไปถึงยังเมืองนั้น และให้พระนางนั่งพักอยู่ในศาลาแห่ง หนึ่งภายในเมือง บังเอิญพราหมณ์ทิศาปราโมกข์เดินผ่านมา เกิดความเอ็นดูสงสาร จึงรับพระนางไปอยู่ด้วย และ อุปการะเลี้ยงดูดุจเป็นน้องสาว ไม่นานนัก พระมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนกก็ประสูติพระโอรส ทรงตั้งพระนามว่า มหาชนกกุมาร ตามพระนามของพระอัยกา วันหนึ่ง มหาชนกกุมารได้ชกต่อยกับเพื่อนเนื่องจากถูกล้อเลียนว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ มหาชนกกุมารพยายามถาม ความจริง พระมารดาจึงตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทราบ พระองค์จึงตั้งพระทัยว่า เมื่อเติบใหญ่ก็จะเสด็จไปเอาราชสมบัติ เมืองมิถิลากลับคืนมา ครั้นเมื่อพระมหาชนกกุมารเจริญวัยเติบใหญ่พระองค์ก็ตรัสแก่พระมารดาว่าจะไปล่องเรือสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ เพื่อทําการค้าสะสมทุนรอน และกําลังคนเพื่อชิงเอาราชสมบัตินครมิถิลากลับคืน พระมารดาจึงทรงนําเอาทรัพย์สินมีค่า มาจากมิถิลา ๓ สิ่ง คือ แก้วมณีแก้วมุกดา และแก้ววิเชียร เพื่อเป็นทุนล่องเรือไปค้าขายที่สุวรรณภูมิ ในระหว่างทางเกิดพายุใหญ่ โหมกระหน่ําอย่างรุนแรงจนเรือจะล่ม บรรดาลูกเรือต่างหวาดกลัว และร้องคร่ํา ครวญหนีตายจนเกิดโกลาหล ฝ่ายมหาชนกกุมารนั้น เมื่อทรงทราบว่าเรือจะจมแน่แล้ว ก็เสวยอาหารจนอิ่มหนํา
~ ๗๖ ~ จากนั้นทรงนําผ้ามาชุบน้ํามันจนชุ่ม แล้วนุ่งผ้านั้นอย่างแน่นหนา ครั้นเมื่อเรือจมลง เหล่าพ่อค้าและกลาสีเรือทั้งปวงก็จมน้ํากลายเป็นอาหารของปลาและเต่า ส่วนพระมหาชนกทรงว่ายน้ําอยู่ในมหาสมุทรนานถึง ๗ วัน ๗ คืน กระทั่งได้พบ กับนางมณีเมขลา ในคืนวันที่๗ นางมณีเมขลาเทวดาซึ่งมีหน้าที่ดูแลมหาสมุทร เห็นพระมหาชนกกําลังว่ายน้ําอยู่จึงกล่าวขึ้นว่า“ใครหนอ พยายามว่ายน้ําในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งอยู่เช่นนี้ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงได้พยายามว่ายอยู่อย่างนี้”พระมหาชนกตอบว่า “ดูก่อนเทพธิดา เราได้พิจารณาเห็นธรรมเนียมของโลก และผลของความพยายาม จึงได้พยายามว่ายน้ําอยู่ในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งนี้”นางมณีเมขลาถามอีกว่า “ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ําไป ก็จะต้องตาย เสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้”พระมหาชนกตอบว่า “ดูก่อนเทพธิดา เมื่อบุคคลทําความเพียรอยู่ถึงจะตายไปก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นที่ติเตียนของ บิดามารดาวงศาคณาญาติตลอดถึงเทพยดาทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลตั้งใจทําหน้าที่ของตนอย่างสุด ความสามารถแล้ว ย่อมจะไม่เสียใจภายหลัง”นางมณีเมขลากล่าวว่า “การพยายามทํางานอันใดแล้วยังไม่สําเร็จ แต่เกิดอุปสรรคถึงกับเสียชีวิตไปก่อน ก็ไม่ควรทําความพยายามนั้นเลย เพราะความพยายามที่ทํามาทั้งหมดสูญเปล่า”พระมหาชนกตอบว่า “ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทําไปจะไม่สําเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตรายบุคคลนั้นชื่อว่า ไม่รักษาชีวิตตน ถ้าบุคคลนั้นละความเพียรเสีย ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตนบางคนได้เห็นผลแห่งความ ประสงค์ของตน แล้วตั้งใจทํางาน ถึงการงานจะสําเร็จหรือไม่ก็ตาม ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน ท่านจงดูคนทั้งหลาย ที่มาในสําเภาเดียวกับเราเถิด คนพวกนั้นพากันย่อท้อต่ออันตรายไม่พยายามว่ายน้ําจนสุดความสามารถก่อน จึงพากัน จมน้ําตายในมหาสมุทรทั้งสิ้น เหลือแต่เราผู้เดียวที่สู้ทนว่ายน้ําข้ามมหาสมุทรอยู่ถึง ๗ วันเข้าแล้ว บัดนี้เราได้เห็นผล
~ ๗๗ ~ ของความเพียรนั้นแล้ว คือเราได้เห็นท่านซึ่งเป็นเทวดาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ท่านจะมาบอกว่าความพยายามของ เราสูญเปล่าได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เราจักพยายามว่ายน้ําอีกต่อไป จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรให้จงได้”นางมณีเมขลาเข้าใจในปรัชญาของการบําเพ็ญวิริยบารมีนางมณีเมขลาจึงช่วยอุ้มพามหาชนกกุมาร ไปจนถึง ฝั่งเมืองมิถิลา ยามนั้นที่นครมิถิลา ฝ่ายพระเจ้าโปลชนกทรงประชวรหนัก พระองค์ไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดา พระนามว่า สิวลีพระโปลชนกทรงรู้ว่าพระองค์ใกล้สิ้นพระชนม์แล้ว จึงตรัสสั่งอํามาตย์ว่า ผู้ใดสามารถไขปริศนาขุมทรัพย์ได้ก็ยก บ้านเมืองให้แก่ผู้นั้น ในที่สุด หลังจากพระโปลชนกสิ้นพระชนม์ลง บรรดาเสนาข้าราชบริพารจึงตั้งพิธีเสี่ยงราชรถ ราช รถได้มาหยุดอยู่หน้าศาลาที่พระมหาชนกกุมารทรงประทับอยู่พระองค์ทรงไขปริศนาได้ทั้งหมด ผู้คนจึงพากันสรรเสริญ ปัญญาของพระมหาชนก ก่อนจะอัญเชิญพระองค์อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสิวลีและขึ้นครองราชย์สมบัติแคว้นวิเทหะ พระมหาชนกทรงครองราชย์ด้วยความผาสุกมาโดยตลอด เนื่องด้วยทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ต่อมาพระนางสิวลีประสูติพระโอรส ทรงนามว่า ทีฆาวุกุมาร ครั้นเมื่อเจริญวัยขึ้น พระบิดาทรงโปรดให้ดํารงตําแหน่งมหาอุปราช อยู่มาวันหนึ่ง พระราชามหาชนกได้เสด็จอุทยานทอดพระเนตร เห็นมะม่วงต้นหนึ่งมีผล ต้นหนึ่งไม่มีผล โดยต้น ที่มีผลนั้น ผลมีรสชาติอร่อย พระองค์ได้ทรงชิมและตรัสชม ทั้งทรงตั้งใจว่าจะกลับมาเสวยอีกครั้งในยามเย็น ทว่าเมื่อ ทรงออกจากพระราชอุทยานไปแล้ว มะม่วงต้นที่มีผลรสชาติดีก็เสียหายจนหมดเพราะผู้คนพากันมาโค่นเพื่อเอาผล มะม่วง ส่วนต้นที่ไม่มีผลยังอยู่รอดได้
~ ๗๘ ~ เมื่อพระมหาชนกทรงทราบเรื่อง จึงทรงคิดได้ว่า ราชสมบัติก็เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลที่อาจถูกทําลาย แม้จะ ไม่ถูกทําลายก็ต้องคอยระแวดระวังรักษา ให้เกิดความกังวล พระองค์ประสงค์จะทําตนเป็นผู้ไม่มีกังวลเหมือนต้นไม้ไม่มีผล แต่ก็ไม่ทรงทําเช่นนั้นเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของพระราชาที่จะทําให้สังคมอยู่รอดพ้นก่อน ทั้งนี้เนื่องด้วยเพราะผู้คน ในสังคมยังขาดสติปัญญาเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ดุจดังผู้ที่ทําลายต้นมะม่วงเพียงเพราะต้องการผลมะม่วงโดยไม่คิดเก็บไว้กินในวันหน้า เมื่อพระมหาชนก ทรงคิดดังนั้นแล้ว จึงให้ผู้รู้วิชามาทํานุบํารุงต้นมะม่วงด้วยหลักวิชาการทางการเกษตร และ จัดตั้งสถานศึกษาชื่อ ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย เพื่อสร้างคนผู้เป็นคนดีมีสติปัญญาให้แก่สังคม เพื่อสังคมจะได้ เจริญรุ่งเรืองและดํารงอยู่อย่างผาสุกสืบไป
~ ๗๙ ~ ใบงานที่๑ จินตนาการพาสร้างสรรค์(คาดเดาเรื่องจากภาพ) กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนดูรูปภาพจากเรื่อง พระมหาชนก จากนั้นให้นักเรียนบอกสิ่งที่เห็นว่ามีอะไรบ้าง กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คนจัดทําแผนตามความคิดเพื่อสรุปใจความความสําคัญ ของเรื่องตาม หัวข้อ ดังต่อไปนี้๑. แก่นของเรื่องคืออะไร ๒. ตัวละครในเรื่อง และลักษณะนิสัย ๓. สถานที่๔. วิถีชีวิต วัฒนธรรม ๕. ข้อคิดจากเรื่อง
~ ๘๐ ~แนวคําตอบใบงานที่๑ จินตนาการพาสร้างสรรค์(คาดเดาเรื่องจากภาพ) ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน )
~ ๘๑ ~ ใบงานที่๒ ร้อยเรียงเรื่องราว (จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง) กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนอ่านแอกเสียง เรื่อง พระมหาชนก เพื่อให้ทราบถึงจังหวะการหายใจ การแบ่งวรรคตอน และ การอ่านออกเสียงคําที่ถูกต้อง กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนอ่านเรื่อง พระมหาชนก แล้วตอบคําถามต่อไปนี้โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ๑. ตัวละครหลักของเรื่องคือใคร ๒. เขากําลังจะไปที่ไหน แล้วระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น ๓. เขาทําอย่างไรเมื่อเรือล่ม และได้รับความช่วยเหลือจากใคร ๔. ชาวเมืองทําอย่างไรกับต้นมะม่วง และสาเหตุมาจากอะไร ๕. ยกตัวอย่างฉากที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล ๖. นักเรียนชอบตัวละครใดในเรื่องพระมหาชนก พร้อมทั้งบอกเหตุผลที่ชอบ ๗. จากเรื่องนักเรียนคิดว่าตัวละครใดมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีพฤติกรรมอย่างไร และเพราะเหตุใดตัวละครนั้นจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนพิจารณาคําศัพท์ใหม่หรือคําที่แปลกใหม่พร้อมหาความหมายของคําศัพท์นั้น กิจกรรมที่๔ ให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคําสําคัญที่กําหนดให้อย่างน้อย ๗ คํา กษัตริย์ผู้ทุจริต ขบด ราษฎร ดินแดนสุวรรณภูมิค้าขาย พ่อค้า อาหาร ความเพียร ความพยายาม สรรเสริญ สังคม
~ ๘๒ ~แนวคําตอบใบงานที่๒ ร้อยเรียงเรื่องราว (จับประเด็น ทําความเข้าใจเรื่อง) กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนอ่านแอกเสียง เรื่อง พระมหาชนก เพื่อให้ทราบถึงจังหวะการหายใจ การแบ่งวรรคตอน และ การอ่านออกเสียงคําที่ถูกต้อง ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ) กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนอ่านเรื่อง พระมหาชนก แล้วตอบคําถามต่อไปนี้โดยใช้กระบวนการ Learn and Share ๑. ตัวละครหลักของเรื่องคือใคร ตอบ พระมหาชนก ๒. เขากําลังจะไปที่ไหน แล้วระหว่างทางเกิดอะไรขึ้น ตอบ พระมหาชนกกําลังเดินทางไปค้าขายที่เมือง สุวรรณภูมิระหว่างทางเกิดพายุทําให้เรือล่มพ่อค้าที่มาด้วยเสียชีวิต ทั้งหมด มีแค่พระมหาชนกรอดชีวิตเพียงคนเดียว ๓. เขาทําอย่างไรเมื่อเรือล่ม และได้รับความช่วยเหลือจากใคร ตอบ พระมหาชนกทรงว่ายน้ํากลางทะเลอยู่๗ วัน ๗ คืน ในคืนที่๗ ได้เจอกับนางเมขลาแล้วได้สนทนากัน จากนั้นก็ได้รับการช่วยเหลือจากนางเมขลา ๔. ชาวเมืองทําอย่างไรกับต้นมะม่วง และสาเหตุมาจากอะไร ตอบ ชาวเมืองได้โค่นต้นมะม่วง เพราะพระมหาชนกได้ชิมผลมะม่วงสุกแล้วตรัสว่าอร่อย ชาวเมืองอยากกินด้วยจึงโค่น ต้นมะม่วงเพื่อเก็บผลมะม่วง ๕. ยกตัวอย่างฉากที่นักเรียนประทับใจ พร้อมทั้งบอกเหตุผล ตอบ ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ) ๖. นักเรียนชอบตัวละครใดในเรื่องพระมหาชนก พร้อมทั้งบอกเหตุผลที่ชอบ ตอบ ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ) ๗. จากเรื่องนักเรียนคิดว่าตัวละครใดมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีพฤติกรรมอย่างไร และเพราะเหตุใดตัวละครนั้นจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น ตอบ ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ) กิจกรรมที่๓ ให้นักเรียนพิจารณาคําศัพท์ใหม่หรือคําที่แปลกใหม่พร้อมหาความหมายของคําศัพท์นั้น ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน )
~ ๘๓ ~ กิจกรรมที่๔ ให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคําสําคัญที่กําหนดให้อย่างน้อย ๗ คํา ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน )
~ ๘๔ ~ ใบงานที่๓ ตีความตามท้องเรื่อง (ขยายขอบเขตความรู้) กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนบอกความหมายของคําศัพท์ต่อไปนี้คํา ความหมาย ๑. พระโอรส ๒. ราชรถ ๓. สวรรคต ๔. พระอนุชา ๕. ขบถ กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. พระมหาชนกเป็นบุคคลที่มีการวางแผน พร้อมรับมือกับอุปสรรคที่เจอสังเกตได้จากที่ใด ๒. “ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทําไปจะไม่สําเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตราย บุคคลนั้นชื่อว่าไม่รักษาชีวิตตน ถ้า บุคคลนั้นละความเพียรเสีย ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตน บางคนได้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน แล้วตั้งใจทํางาน ถึงการงานจะสําเร็จหรือไม่ก็ตาม ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน” จากข้อความต้องการสอนในเรื่องใด ๓. “ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ําไป ก็จะต้องตายเสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้” จาก ข้อความผู้พูดมีความรู้สึกอย่างไร และหากนักเรียนเป็นผู้ฟังนักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร และจะทําอย่างไร ๔. “ราชสมบัติก็เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลที่อาจถูกทําลาย แม้จะไม่ถูกทําลายก็ต้องคอยระแวดระวังรักษา ให้เกิดความ กังวล” จากข้อความดังกล่าวผู้พูดมีความรู้สึกอย่างไร ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องคือ ๖. หากนักเรียนเป็น พระมหาชนก นักเรียนจะทําอย่างไร ๗. เรื่องพระมหาชนกสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตในครอบครัว และการใช้ชีวิตในสังคมอย่างไร นักเรียนจะปฏิบัติตน อย่างไรในการใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข
~ ๘๕ ~แนวคําตอบใบงานที่๓ ตีความตามท้องเรื่อง (ขยายขอบเขตความรู้) กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนบอกความหมายของคําศัพท์ต่อไปนี้คํา ความหมาย ๑. พระโอรส ลูกชาย ๒. ราชรถ ยานพาหนะชนิดล้อเลื่อน มีเรือนยกบุษบกใช้ประดิษฐานพระบรมโกศและพระโกศ ๓. สวรรคต ไปสู่สวรรค,์ตาย (ใช้กับพระมหากษัตริย์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรม-ราชินีหรือผู้ที่ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อนเป็นการเฉพาะ) ๔. พระอนุชา น้องชาย ๕. ขบถ ประทุษร้ายต่อทางอาณาจักร, ทรยศ กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนตอบคําถามต่อไปนี้๑. พระมหาชนกเป็นบุคคลที่มีการวางแผน พร้อมรับมือกับอุปสรรคที่เจอสังเกตได้จากที่ใด ตอบ สังเกตจากตอนที่มีพายุโหมกระหน่ําเรือ เมื่อทรงทราบว่าเรือจะจมแน่แล้ว ก็เสวยอาหารจนอิ่มหนํา จากนั้นทรง นําผ้ามาชุบน้ํามันจนชุ่ม แล้วนุ่งผ้านั้นอย่างแน่นหนา ๒. “ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทําไปจะไม่สําเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตราย บุคคลนั้นชื่อว่าไม่รักษาชีวิตตน ถ้า บุคคลนั้นละความเพียรเสีย ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตน บางคนได้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน แล้วตั้งใจทํางาน ถึงการงานจะสําเร็จหรือไม่ก็ตาม ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน” จากข้อความต้องการสอนในเรื่องใด ตอบ การวางแผน และความพยายาม ๓. “ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ําไป ก็จะต้องตายเสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้” จาก ข้อความผู้พูดมีความรู้สึกอย่างไร และหากนักเรียนเป็นผู้ฟังนักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร และจะทําอย่างไร ตอบ ผู้พูดพูดเพื่อตัดกําลังใจของผู้ฟัง และคําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ๔. “ราชสมบัติก็เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลที่อาจถูกทําลาย แม้จะไม่ถูกทําลายก็ต้องคอยระแวดระวังรักษา ให้เกิดความ กังวล” จากข้อความดังกล่าวผู้พูดมีความรู้สึกอย่างไร ตอบ ผู้พูดรู้สึกเป็นกังวลว่าราชสมบัติตนเองจะถูกทําลาย และยังรู้สึกพะวงใจ ๕. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องคือ ตอบ ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน )
~ ๘๖ ~๖. หากนักเรียนเป็น พระมหาชนก นักเรียนจะทําอย่างไร ตอบ ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน ) ๗. เรื่องพระมหาชนกสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตในครอบครัว และการใช้ชีวิตในสังคมอย่างไร นักเรียนจะปฏิบัติตน อย่างไรในการใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข ตอบ ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน )
~ ๘๗ ~ ใบงานที่๔ เรื่องราวสู่ภาษา (เชื่อมโยงหลักภาษาไทย) กิจกรรมที่๑ ให้นักเรียนเขียนตามคําบอก ดังต่อไปนี้พระมหาอุปราช พระมหากษัตริย์ทุจริต ขบถ แปรภักดิ์ ไพร่พล มเหสีสุวรรณภูมิคร่ําครวญ กลาสีเรือ สูญเปล่า ปรัชญา พระชนม์ราชสมบัติผาสุก กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนบอกเสียงพยัญชนะต้น และพยัญชนะท้ายของคําต่อไปนี้ข้อที่คํา เสียงพยัญชนะต้น เสียงพยัญชนะท้าย ๑. ตรัส ๒. เทพ ๓. แคว้น ๔. ขบด ๕. เกษตร ๖. ปัญญา ๗. เจริญ ๘. เกียจคร้าน ๙. สูญเปล่า ๑๐. อัญเชิญ ๑๑. บุคคล ๑๒. ประสูติ
~ ๘๘ ~แนวคําตอบใบงานที่๔ เรื่องราวสู่ภาษา (เชื่อมโยงหลักภาษาไทย) กิจกรรมที่๒ ให้นักเรียนบอกเสียงพยัญชนะต้น และพยัญชนะท้ายของคําต่อไปนี้ข้อที่คํา เสียงพยัญชนะต้น เสียงพยัญชนะท้าย ๑. ตรัส /ตร/ /ส/ ๒. เทพ /ท/ /บ/ ๓. แคว้น /คว/ /น/ ๔. ขบด /ข/, /บ/ /ด/ ๕. เกษตร /ก/, /ส/ /ด/ ๖. ปัญญา /ป/, /ย/ /น/ ๗. เจริญ /จ/, /ร/ /น/ ๘. เกียจคร้าน /ก/, /คร/ /ด/, /น/ ๙. สูญเปล่า /ส/, /ปล/ /น/ ๑๐. อัญเชิญ /อ/, /ช/ /น/, /น/ ๑๑. บุคคล /บ/, /ค/ /ก/, /น/ ๑๒. ประสูติ /ปร/, /ส/ /ด/
~ ๘๙ ~ ใบงานที่๕ บทสรุปของเรื่องราว (การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ) กิจกรรม ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน เขียนเล่าเรื่อง พระมหาชนก ในรูปแบบการเขียนการ์ตูนช่อง โดยสะท้อน ให้เห็นถึงตัวละคร ลักษณะนิสัยของตัวละคร สถานที่การใช้ถ้อยคํา วิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรม พร้อมทั้งนําเสนอหน้า ชั้นเรียน
~ ๙๐ ~แนวคําตอบใบงานที่๕ บทสรุปของเรื่องราว (การสื่อสาร สาระสําคัญผ่านสื่อแบบต่าง ๆ) กิจกรรม ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๕ คน เขียนเล่าเรื่อง พระมหาชนก ในรูปแบบการเขียนการ์ตูนช่อง โดยสะท้อน ให้เห็นถึงตัวละคร ลักษณะนิสัยของตัวละคร สถานที่การใช้ถ้อยคํา วิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรม พร้อมทั้งนําเสนอหน้า ชั้นเรียน ( คําตอบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอน )