1
2
แผนการจดั การเรียนรู้รายภาคเรยี น 1/2564
รายวชิ า ว 31201 ฟสิ กิ สเ์ พม่ิ เติม 1 ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จดั ทำโดย
นางสาวสุธิดา วงษส์ นุ ทร
รหสั นกั ศึกษา 6281114001 เลขท่ี 18 หมู่เรียน D4
หลักสตู รครศุ าสตรบัณฑติ สาขาวชิ าฟสิ ิกส์ (ค.บ. 4 ปี)
เสนอ
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พัชรีภรณ์ บางเขยี ว
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบา้ นสมเดจ็ เจ้าพระยา
แผนการจดั การเรียนรู้ ฉบับนี้เปน็ สว่ นหนึง่ ของรายวิชา 1190301 วทิ ยาการจัดการเรียนรู้
3
คำนำ
แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการ
จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พุทธศักราช 2560)
แผนการจดั การเรยี นรูป้ ระกอบดว้ ยเนื้อหาสาระดงั ตอ่ ไปนี้ แผนการจัดการเรียนรรู้ ายภาคเรียนซึ่งประกอบด้วย
มาตรฐานและผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมงทั้งหมด
5 หน่วยจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ธรรมชาติและพัฒนาการทางฟิสิกส์ ปริมาณเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ การประยุกต์
ปริมาณการเคลื่อนท่ี แรงและกฎการเคลื่อนท่ี และแรงฟิสิกส์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ได้ระบุ
มาตรฐาน ผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ที่หลากหลาย อันได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้ชุดการทดลอง และ
รปู แบบการจดั การเรยี นรู้แบบแฮรบ์ ารต์ ซง่ึ แตล่ ะรปู แบบมวี ธิ กี ารจัดการเรยี นการสอนทแ่ี ตกตา่ งกนั แต่ทง้ั หมดนำมาซ่ึง
การบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีใบงานและเกณฑ์การประเมินผล เพื่อใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้
ของนักเรียนแต่ละคนว่าหลังจากเสร็จสิ้นการเรียน นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เนื้อหาสาระมากน้อยเพียงใด
ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินหรือไม่
ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พัชรีภรณ์ บางเขียว เป็นอย่างยิ่ง ที่ให้คำปรึกษาและ
คำแนะนำตลอดระยะเวลาการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการเรียนรู้เล่มน้ี
เป็นประโยชนก์ บั การจัดการเรยี นร้ใู นหอ้ งเรยี น ทำให้ผู้เรยี นสามารถพัฒนาการเรยี นร้ไู ดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพต่อไป
สุธดิ า วงษส์ นุ ทร
ผู้จดั ทำ
สารบญั 4
เร่ือง หนา้
คำนำ 1
สารบญั 5
แผนการจัดการเรยี นรู้รายภาคเรยี น 6
คำอธิบายรายวิชา 9
โครงสร้างรายวิชา 47
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 : ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟิสกิ ส์ 81
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 : ปรมิ าณเก่ียวกับการเคลือ่ นที่ 116
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 : การประยุกตป์ ริมาณการเคล่ือนท่ี 153
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 : แรงและกฎการเคลอื่ นท่ี
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 5 : แรงฟิสิกส์ในชวี ิตประจำวัน
เอกสารอ้างองิ
1
แผนการจัดการเรียนรู้
โรงเรยี น กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี .
รหัสวิชา
ภาคเรยี นที่ ว31201 รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 .
ครูผูสอน
1 ปการศึกษา 2564 เวลา 60 ชั่วโมง
นางสาวสธุ ิดา วงษ์สุนทร .
1. มาตรฐานการเรียนร้/ู ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้ 7.1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง
แรงและกฎการเคลื่อนทขี่ องนิวตัน กฎความโน้มถว่ งสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์
พลงั งานกล โมเมนตัมและกฎการอนรุ ักษ์โมเมนตมั การเคล่ือนทแ่ี นวโคง้ รวมทั้งนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
2. ผลการเรียนรู้
ว. 7.1 ม.4/1 สืบคน้ และอธบิ ายการค้นหาความรทู้ างฟิสิกส์ ประวัตคิ วามเปน็ มา รวมทั้งพัฒนาการของ
หลักการและแนวคดิ ทางฟิสกิ ส์ทมี่ ีผลต่อ การแสวงหาความร้ใู หม่และการพัฒนาเทคโนโลยี
ว. 7.1 ม.4/2 วัดและรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ได้ถูกต้องเหมาะสม โดยนำความคลาดเคลือ่ น
ในการวัดมาพิจารณาในการนำเสนอผล รวมทั้งแสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะห์และแปล
ความหมายจากกราฟเส้นตรง
ว. 7.1 ม.4/3 ทดลอง และอธิบายความสัมพนั ธร์ ะหว่างตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว และความเร่งของ
การเคลื่อนท่ีของวัตถุในแนวตรงที่มคี วามเร่งคงตวั จากกราฟและสมการ รวมทั้งทดลองหาคา่ ความเร่งโน้มถว่ ง
ของโลก และคำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ทีเ่ ก่ียวข้อง
ว. 7.1 ม.4/4 ทดลอง และอธบิ ายการหาแรงลพั ธข์ องแรงสองแรงที่ทำมุมต่อกัน
ว. 7.1 ม.4/5 เขียนแผนภาพของแรงที่กระทำต่อวัตถุอิสระ ทดลอง และอธิบายกฎการเคลื่อนที่ของนิว
ตันและการใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ รวมทั้งคำนวณปริมาณต่าง ๆ
ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
ว. 7.1 ม.4/6 อธิบายกฎความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโน้มถ่วงที่ทำให้วัตถุมีน้ำหนัก รวมท้ัง
คำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้อง
ว. 7.1 ม.4/7 วิเคราะห์ อธิบาย และคำนวณแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ ในกรณีที่
วัตถุหยุดนิ่งและวัตถุเคลือ่ นที่ รวมทั้งทดลองหาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหวา่ งผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ
และนำความรู้เร่ืองแรงเสียดทานไปใช้ในชีวิตประจำวัน
รวม 7 ผลการเรยี น
2
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 : ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟสิ กิ ส์
3.1.1 นักเรียนสามารถสืบค้นและอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติและการค้นหาความรู้ ประวัติ ความเป็นมา
รวมทั้งพัฒนาการของหลกั การและแนวคดิ ทางฟสิ กิ ส์ได้อย่างถกู ตอ้ ง (K)
3.1.2 นักเรียนสามารถวิเคราะหแ์ ละรายงานผลการวดั ปรมิ าณทางฟิสิกส์ได้ถูกตอ้ งเหมาะสม (K)
3.1.3 นกั เรยี นสามารถอภิปรายประวตั ิความเป็นมา รวมทงั้ พฒั นาการของหลักการและแนวคิดทางฟิสิกส์ได้
อยา่ งถูกตอ้ ง (P)
3.1.4 นักเรียนสามารถวัดและนำเสนอผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์และนำความคลาดเคลื่อนในการวัดมา
พจิ ารณาในการทดลองไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง (P)
3.1.5 นกั เรยี นเห็นคณุ ค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยที ่ใี ช้ในชวี ิตประจำวนั ได้ (A)
3.1.6 นกั เรียนทำงานรว่ มกบั ผูอ้ ่ืนไดอ้ ย่างสร้างสรรค์ ยอมรบั ความคิดเหน็ ของสมาชิกในกลุม่ ได้ (A)
3.2 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 : การเคลือ่ นท่ีแนวตรง
3.2.1 นักเรียนสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว และความเร่งของการ
เคลือ่ นทีข่ องวตั ถุในแนวจากกราฟและสมการได้อย่างถูกต้อง (K)
3.2.2 นักเรียนสามารถทดลองหาค่าการกระจัด ความเรว็ ความเร่ง และคำนวณปรมิ าณตา่ งๆ ทีเ่ ก่ียวข้องได้
อย่างถูกต้อง (P)
3.2.3 นกั เรยี นยอมรับผลการทำงานและมคี วามรับผิดชอบต่อหนา้ ที่ทไ่ี ดร้ บั มอบหมายได้ (A)
3.3 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 : การประยกุ ตป์ รมิ าณการเคล่อื นที่
3.3.1 นักเรียนสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว และความเร่งของการ
เคลอ่ื นที่ของวตั ถุในแนวจากกราฟและสมการได้อย่างถูกต้อง (K)
3.3.2 นักเรยี นสามารถอธิบายกราฟและสมการของการเคลือนท่ี รวมถงึ การตกแบบเสรีได้อยา่ งถกู ตอ้ ง (K)
3.3.3 นักเรยี นสามารถทดลองการหาแรงลัพธ์ของแรงสองแรงทท่ี ำมุมต่อกนั และเขยี นเวกเตอรข์ องแรงแบบ
หางต่อหัวไดอ้ ยา่ งถูกต้อง (P)
3.3.4 นกั เรยี นสามารถร่วมกบั ผอู้ ่ืนได้อยา่ งสรา้ งสรรค์ ยอมรบั ความคิดเหน็ ของสมาชกิ ในกลุ่มได้ (A)
3.4 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 : แรงและการเคล่อื นที่
3.4.1 นักเรียนสามารถอธิบายกฎการเคล่ือนที่ของนิวตันและการใช้กฎการเคลื่อนท่ีของนิวตันกับสภาพการ
เคล่อื นท่ตี ่างๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (K)
3.4.2 นักเรยี นสามารถอธบิ ายการหาแรงลพั ธ์ของแรงสองแรงท่ที ำมุมต่อกันไดอ้ ยา่ งถูกต้อง (K)
3.4.3 นักเรียนสามารถเขียนแผนภาพของแรงที่กระทำต่อวัตถุอิสระทดลอง และใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิว
ตันกับสภาพการเคลื่อนทต่ี า่ งๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (P)
3.4.4 นกั เรยี นยอมรับผลการทำงานและมคี วามรับผิดชอบตอ่ หน้าที่ที่ไดร้ ับมอบหมายได้ (A)
3
3.5 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5 : แรงและการเคลอ่ื นที่
3.5.1 นักเรยี นสามารถวิเคราะห์ และอธิบายแรงเสียดทานระหวา่ งผิวสมั ผสั ของวัตถุคู่หนึง่ ๆ ในกรณีทีว่ ตั ถุ
หยดุ นิ่งและวตั ถเุ คลื่อนที่ได้ (K)
3.5.2 นักเรียนสามารถวิเคราะห์ และอธิบายความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโน้มถ่วงที่ทำให้วัตถุมี
นำ้ หนกั ได้อยา่ งถูกตอ้ ง (K)
3.5.3 นักเรียนสามารถคำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ที่เก่ยี วขอ้ งกบั กฎความโนม้ ถว่ งสากลได้ (P)
3.5.4 นกั เรียนสามารถทดลอง และคำนวณหาสัมประสิทธิ์ความเสยี ดทานระหวา่ งผวิ สมั ผัสของวัตถุค่หู น่งึ
และสามารถนำไปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั ได้ (P)
3.5.5 นกั เรียนทำงานรว่ มกับผอู้ ่ืนได้อยา่ งสร้างสรรค์ ยอมรับความคดิ เหน็ ของสมาชิกในกลุม่ ได้ (A)
4. สาระการสำคัญ
ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติทางฟิสิกส์ การวัดและรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ การทดลองทางฟิสิกส์ การ
เคลื่อนที่แนวตรง แรง การหาแรงลัพธ์ มวล แรง และกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน แรงเสียดทาน แรงดึงดูดระหว่างมวล
และการประยุกต์ใช้กฎการเคลื่อนที่ รวมท้ังการนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
5. สาระการเรยี นรู้
3.1 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 : ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟิสกิ ส์
3.1.1 ธรรมชาตทิ างฟิสกิ ส์
3.1.2 การวัดและรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสกิ ส์
3.1.3 การทดลองทางฟิสิกส์
3.2 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 : ปริมาณทเี่ ก่ยี วกบั การเคล่ือนที่
3.2.1 ตำแหนง่
3.2.2 การกระจัดและระยะทาง
3.2.3 อตั ราเรว็ และความเรว็
3.2.4 อตั ราเรง่ และความเร่ง
3.3 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 : การประยุกตป์ รมิ าณการเคล่ือนที่
3.3.1 กราฟของการเคลอื่ นท่แี นวตรง
3.3.2 สมการสำหรบั การเคล่ือนที่แนวตรง
3.3.3 การตกแบบเสรี
4
3.4 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 : แรงและกฎการเคลื่อนท่ี
3.4.1 แรง
3.4.2 การหาแรงลัพธ์
3.4.3 มวล แรง และกฎการเคลอ่ื นท่ี
3.5 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 5 : แรงฟิสกิ ส์ในชวี ิตประจำวนั
3.5.1 แรงเสียดทาน
3.5.2 แรงดึงดูดระหวา่ งมวล
3.5.3 การประยกุ ต์ใชก้ ฎการเคล่ือนท่ี
5
คำอธบิ ายรายวชิ า
รายวชิ า เพิ่มเตมิ กลมุ สาระการเรยี นรู วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี .
รหัสวิชา
ภาคเรยี นท่ี ว31201 รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 .
ครผู ูสอน
1 ปการศึกษา 2564 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต
นางสาวสธุ ิดา วงษ์สนุ ทร .
ฟิสิกส์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพสาขาหนึ่งที่เน้นการศึกษาเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เชิงปฏิบัติ
ทฤษฎี หรือกฎ หรือหลักการฟิสกิ ส์ไดม้ าจากการทดลองและการสังเกตปรากฏการณธ์ รรมชาติ แล้วพยายามหารูปแบบ
และหลักการที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้น ๆ จนเป็นที่ยอมรบั และใชก้ ันอย่างกว้างขวาง เพื่อนำไปสู่การสร้างสิ่งใหม่
ๆ มาช่วยในการแกป้ ญั หา การสรา้ งเคร่ืองอำนวยความสะดวก ทีเ่ รียกวา่ เทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ระหว่าง ตำแหน่ง การกระจัด ความเร็ว และความเร่ง ของการเคลื่อนที่ของวัตถุ ในแนวตรงที่มี
ความเรง่ คงตัวจากกราฟ หาค่าความเร่งโนม้ ถว่ งของโลก การหาแรงลัพธข์ องแรงสองแรงที่ทำมุมต่อกัน แรงทกี่ ระทำต่อ
วัตถุอิสระ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน และการใช้กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันกับสภาพพการเคลื่อนที่ของวัตถุ กฎความ
โนม้ ถว่ งสากลและผลของสนามโน้มถ่วง ท่ีทำให้วตั ถนุ ำ้ หนัก คํานวณ แรงเสียดทาน สัมประสิทธ์ิความเสียดทาน
ให้ผู้เรียนได้มีการสืบค้นข้อมูล การสืบเสาะความรู้ สำรวจตรวจสอบ ทดลอง อภิปราย อธิบาย สรุปและ
แกป้ ญั หาตามสถานการณ์ท่กี ำหนด โดยการใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งทีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรู้
ไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั มีจติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมท่เี หมาะสม
มาตรฐานและผลการเรยี นรู้
1) หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 1 ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟสิ ิกส์ : ว. 7.1 ม.4/1 , ว. 7.1 ม.4/2
2) หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2 การเคลื่อนทแี่ นวตรง : ว. 7.1 ม.4/3 , ว. 7.1 ม.4/4
3) หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 การเคล่ือนที่แนวตรง : ว. 7.1 ม.4/5 , ว. 7.1 ม.4/6 , ว. 7.1 ม.4/7
รวมทั้งหมด : 7 ผลการเรียนรู้ 21 ตัวชวี้ ัด
6
ตารางโครงสรา้ งรายวชิ า
รายวิชา เพิ่มเติม กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี .
รหัสวิชา
ภาคเรยี นที่ ว31201 รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 .
ครูผูสอน
1 ปการศกึ ษา 2564 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ
นางสาวสุธิดา วงษส์ ุนทร .
หนว่ ยท่ี ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ เวลา (ชั่วโมง)
1
2 ธรรมชาติและพัฒนาการทางฟสิ กิ ส์ 15
1.1 ธรรมชาตทิ างฟิสกิ ส์ 3
3 1.2 การวดั และรายงานผลการวัดปรมิ าณทางฟสิ ิกส์ 6
4 1.3 การทดลองทางฟสิ ิกส์ 6
5 10
ปรมิ าณเก่ยี วกับการเคลื่อนท่ี 2
2.1 ตำแหนง่ 2
2.2 การกระจัดและระยะทาง 3
2.3 อัตราเร็ว และความเร็ว 3
2.4 อัตราเรง่ และความเร่ง 10
3
การประยุกตป์ ริมาณการเคลอื่ นที่ 3
3.1 กราฟของการเคลื่อนที่แนวตรง 4
3.2 สมการสำหรับการเคลื่อนท่แี นวตรง 15
3.3 การตกแบบเสรี 5
5
แรงและการเคลือ่ นท่ี 5
4.1 แรง 10
4.2 การหาแรงลัพธ์ 4
4.3 มวล แรง และกฎการเคลอื่ นท่ี 3
3
แรงฟิสิกส์ในชีวติ ประจำวนั 60
5.1 แรงเสยี ดทาน
5.2 แรงดงึ ดูดระหว่างมวล
5.3 การประยุกต์ใช้กฎการเคลือ่ นท่ี
รวมท้ังหมด
7
8
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1
กล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า ฟสิ กิ ส์เพิ่มเติม 1 .
ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 เวลา 15 ชว่ั โมง
เรื่อง ธรรมชาติและพฒั นาการทางฟิสิกส์ ครูผสู้ อน นางสาวสุธดิ า วงษส์ ุนทร .
1. มาตรฐานการเรียนรู/้ ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 7.1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรง
และกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการ
อนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งนำความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้
ว. 7.1 ม.4/1 สืบค้น และอธิบายการค้นหาความรู้ทางฟิสิกส์ ประวัติความเป็นมา รวมทั้ง
พัฒนาการของ หลักการและแนวคิดทางฟิสิกส์ที่มีผลต่อ การแสวงหาความรู้ใหม่และการพัฒนา
เทคโนโลยี
ว. 7.1 ม.4/2 วัดและรายงานผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์ได้ถูกต้องเหมาะสม โดยนำความ
คลาดเคลือ่ นในการวัดมาพจิ ารณาในการนำเสนอผล รวมทง้ั แสดงผลการทดลองในรูปของกราฟ วเิ คราะห์
และแปลความหมายจากกราฟเส้นตรง
2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
2.1 นักเรียนสามารถสืบค้นและอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติและการค้นหาความรู้ ประวัติ ความเป็นมา
รวมทัง้ พฒั นาการของหลักการและแนวคดิ ทางฟิสิกส์ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง (K)
2.2 นกั เรยี นสามารถวิเคราะหแ์ ละรายงานผลการวดั ปรมิ าณทางฟิสิกส์ได้ถูกตอ้ งเหมาะสม (K)
2.3 นกั เรยี นสามารถอภิปรายประวัติความเปน็ มา รวมท้งั พัฒนาการของหลักการและแนวคิดทางฟิสิกส์
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (P)
2.4 นกั เรียนสามารถวัดและนำเสนอผลการวดั ปริมาณทางฟิสิกส์และนำความคลาดเคลื่อนในการวัดมา
พิจารณาในการทดลองได้อย่างถูกตอ้ ง (P)
2.5 นักเรยี นเหน็ คณุ คา่ ของความรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยที ่ใี ชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้ (A)
2.6 นักเรยี นทำงานรว่ มกบั ผอู้ ื่นไดอ้ ยา่ งสร้างสรรค์ ยอมรับความคดิ เหน็ ของสมาชกิ ในกลุ่มได้ (A)
9
3. สาระสำคัญ
ฟิสิกส์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพสาขาหนึ่งที่เน้นการศึกษาเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นเชิงปฏิบัติ ทฤษฎี
หรอื หลกั การฟสิ ิกสไ์ ดม้ าจากการทดลองและการสังเกตปรากฏการณธ์ รรมชาติ
ปรมิ าณที่อธิบายปรากฏการณ์ทางฟสิ ิกส์ หรอื การเปลย่ี นแปลงของปริมาณท่สี งั เกต ปรมิ าณเหล่าน้ีจะ
ถูกแยกเป็นปริมาณฐานและปริมาณอนุพันธ์การกำหนดหน่วยต่างๆ จึงต้องกำหนดให้เข้าใจตรงกันโดยใช้
ระบบหน่วยระหวา่ งชาติ (SI Unit)
การทดลองจึงเป็นการค้นหาคำตอบและความจริงมาวิเคราะห์ และความสำคัญของการบันทึกข้อมูล
จึงนับว่าจำเป็น โดยตัวเลขที่ได้จากการวัดจึงมีความสำคัญในวิชาฟิสิกส์ ตัวเลขเหล่านี้จึงมีนัยสำคัญ
เรียกวา่ เลขนยั สำคญั
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ธรรมชาติของฟสิ ิกส์
4.2 การวดั และการบันทึกผลการบนั ทกึ ผลการวดั ปริมาณทางฟิสิกส์
4.3 การทดลองทางฟิสิกส์
5. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ⬜ 2. ซื่อสตั ย์สุจรติ
⬜1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ☑ 4. ใฝ่เรยี นรู้
☑ 3. มีวนิ ัย ☑ 6. ม่งุ ม่ันในการทำงาน
⬜ 5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง ⬜ 8. มีจิตสาธารณะ
⬜ 7. รักความเปน็ ไทย
6. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน 2. ความสามารถในการคิด
1. ความสามารถในการสือ่ สาร 4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ทกั ษะของผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 (3R 8C+2L)
☑ 1. ทักษะการอา่ น (Reading)
☑ 2. ทักษะการเขยี น (Writing)
☑ 3. ทกั ษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic)
⬜ 4. ทักษะด้านการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณและทักษะในการแกป้ ัญหา (Critical thinking and
problem solving)
10
⬜ 5. ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม (Creativity and innovation)
☑ 6. ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration, teamwork
and leadership)
⬜ 7. ทักษะดา้ นความเขา้ ใจตา่ งวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding)
⬜ 8. ทักษะด้าน การสอื่ สาร สารสนเทศ และรู้เท่าทนั ส่ือ (Communication information and
media literacy)
⬜ 9. ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding)
⬜ 10. ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร (Computing)
⬜ 11. ทักษะอาชีพและทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and learning self-reliance, change)
⬜ 12. ทกั ษะการเปลย่ี นแปลง (Change)
☑ 13. ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills)
⬜ 14. ภาวะผนู้ ำ (Leadership)
8. ชนิ้ งานหรือภาระงาน
8.1 ใบงานที่ 1.1 เรอ่ื ง ธรรมชาตขิ องฟิสิกส์
8.2 ใบงานท่ี 1.2 เร่ือง การวดั และการบนั ทึกผลการวัดปริมาณทางฟสิ ิกส์
8.3 ใบงานที่ 1.3 เร่อื ง การทดลองเครอ่ื งมือวดั ละเอียดทางฟสิ ิกส์
8.4 แบบทดสอบเรอ่ื ง ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟสิ ิกส์
9. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
➢ หน่วยยอ่ ยท่ี 1 เรอ่ื ง ธรรมชาตขิ องฟสิ กิ ส์
ช่ัวโมงที่ 1 : ใช้รปู แบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ที่ 1 : การสรา้ งความสนใจ (Engagement Phase)
1.1 ครูชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้และเรื่องที่จะทำการเรียนการสอนในคาบเรียนให้นักเรียน
ทราบ
1.2 ครูและนักเรียนร่วมสนทนา เกี่ยวกับเรื่อง ปรากฏการณ์ต่างๆในธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่
คำถามที่ว่า “วิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็นสาขา และวิชาฟิสิกส์คืออะไร อยู่ในสาขาใดของ
วิทยาศาสตร์”
11
ขน้ั ที่ 2 : ขน้ั สำรวจและค้นพบ (Exploration Phase)
2.1 ครใู หน้ ักเรยี นสืบคน้ ขอ้ มูลเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ สาขาของวทิ ยาศาสตร์ วชิ าฟสิ กิ ส์
จากหนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม เล่ม 1 และใบความรู้ที่ 1.1 เรื่อง ธรรมชาติของ
ฟสิ ิกส์
ขน้ั ที่ 3 : ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ ( Explanation Phase)
3.1 ครูอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ สาขาของวิทยาศาสตร์ วิชาฟิสิกส์ โดยใช้
ใบความรู้ที่ 1.1 เรือ่ ง ธรรมชาตขิ องฟสิ กิ ส์
3.2 ครใู หน้ กั เรียนนำขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากการสบื ค้น มาอภิปรายร่วมกนั กบั ครูและเพื่อนรว่ มชั้นเรียน
ชวั่ โมงที่ 2 : ใชร้ ูปแบบการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ข้นั ท่ี 3 : ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป ( Explanation Phase)
3.1 ครูอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ สาขาของวิทยาศาสตร์
วิชาฟิสิกส์ และเสริมเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพัฒนาการและผลของพัฒนาการของแนวคิด
ทางฟสิ ิกส์ เพอื่ ให้นกั เรยี นสรุปสาระสำคัญทไ่ี ดล้ งในสมดุ บนั ทึก
3.2 ครใู หน้ ักเรียนทำใบงานท่ี 1.1 เร่ือง ธรรมชาติของฟิสิกส์
ชั่วโมงท่ี 3 : ใช้รูปแบบการเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ที่ 4 : ขน้ั ขยายความรู้ (Expansion Phase)
4.1 นักเรียนสนทนาซักถามครูและตอบคำถามว่า “เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่มีวิชาฟิสิกส์
เข้ามาเกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง ลองใช้หลกั การทางฟสิ กิ สอ์ ธบิ ายครา่ วๆ”
4.2 ครสู รุปความรูเ้ ก่ยี วกับเรื่องธรรมชาติของฟสิ ิกส์ และเฉลยใบงานท่ี 1.1 เร่อื ง ธรรมชาติ
ของฟิสกิ ส์
ขนั้ ท่ี 5 : ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
5.1 สงั เกตพฤติกรรมการเรียนรแู้ ละการรว่ มกจิ กรรมของนักเรยี นในช้นั เรยี น
5.2 ประเมนิ จากการทำใบงานท่ี 1.1 เรื่อง ธรรมชาติของฟิสิกส์
12
➢ หน่วยย่อยท่ี 2 เรอื่ ง การวัดและการบันทึกผลการวัดปริมาณทางฟิสิกส์
ชั่วโมงที่ 1 : ใช้รปู แบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ท่ี 1 : การสร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1.1 ครูชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้และเรื่องที่จะทำการเรียนการสอนในคาบเรียนให้
นกั เรียนทราบ
1.2 ครูและนักเรียนร่วมสนทนา เกี่ยวกับเรื่อง ระบบหน่วยระหว่างชาติ หน่วยฐาน หน่วย
อนุพันธ์ และสัญกรณ์วิทยาศาสตร์คืออะไร เพื่อนำไปสู่คำถามที่ว่า “ระบบหน่วยระหว่าง
ชาติทนี่ กั เรียนรู้จกั มอี ะไรบา้ ง”
1.3 ครูแจ้งให้นักเรียนทราบว่า จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง ระบบหน่วยระหว่างชาติ หน่วยฐาน
หน่วยอนุพันธ์ และสัญกรณ์วิทยาศาสตร์
ข้ันที่ 2 : ขัน้ สำรวจและคน้ พบ (Exploration Phase)
2.1 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมลู เกี่ยวกับ การเปลีย่ นหน่วยของปริมาณ และการเปลี่ยนสัญกรณ์
วิทยาศาสตร์ จากหนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม เล่ม 1 และใบความรู้ที่ 1.2 เรื่อง
การวดั และการบนั ทึกผลการวดั ปรมิ าณทางฟสิ กิ ส์
2.2 ครใู ห้นกั เรียนนำข้อมูลท่ีได้จากการสืบคน้ มาอภปิ รายรว่ มกันกบั ครูและเพ่ือนรว่ มชน้ั เรยี น
ชัว่ โมงที่ 2 : ใชร้ ูปแบบการเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ท่ี 3 : ข้ันอธิบายและลงข้อสรุป ( Explanation Phase)
3.3 ครูอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนหน่วยของปริมาณ และการเปลี่ยนสัญกรณ์
วิทยาศาสตร์ โดยใช้ใบความรู้ที่ 1.2 เรื่อง การวัดและการบันทึกผลการวัดปริมาณทาง
ฟิสกิ ส์ เพ่อื ใหน้ ักเรียนสรุปสาระสำคัญทไี่ ดล้ งในสมดุ บนั ทึก
3.4 ครใู หน้ กั เรยี นทำใบงานท่ี 1.2 เรอื่ ง การวดั และการบนั ทกึ ผลการวดั ปรมิ าณทางฟสิ กิ ส์
ชว่ั โมงท่ี 3 : ใชร้ ปู แบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นที่ 1 : การสรา้ งความสนใจ (Engagement Phase)
1.1 ครูและนักเรียนร่วมสนทนา เกี่ยวกับเรื่อง เลขนัยสำคัญ ความไม่แน่นอนในการวัด และ
การบันทึกผลการคำนวณคืออะไร เพื่อนำไปสู่คำถามที่ว่า “เลขนัยสำคัญมีความสำคัญ
อย่างไรกับการบนั ทึกผลการคำนวณทีไ่ ดจ้ ากการทดลอง”
1.2 ครูแจ้งใหน้ ักเรยี นทราบว่า จะศกึ ษาเกี่ยวกบั เร่ือง เลขนยั สำคัญ ความไม่แน่นอนในการวัด
และการบันทึกผลการคำนวณ
13
ขั้นท่ี 2 : ข้นั สำรวจและค้นพบ (Exploration Phase)
2.1 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ เลขนัยสำคัญ ความไม่แน่นอนในการวัด และการ
บันทึกผลการคำนวณ จากหนังสอื เรียนรายวิชาฟิสิกส์เพ่ิมเติม เล่ม 1 และใบความรู้ที่ 1.2
เรือ่ ง การวัดและการบันทึกผลการวดั ปริมาณทางฟสิ ิกส์
2.2 ครูให้นกั เรยี นนำขอ้ มลู ท่ีได้จากการสบื คน้ มาอภิปรายร่วมกันกับครแู ละเพ่ือนร่วมชัน้ เรยี น
ชัว่ โมงท่ี 4 : ใชร้ ปู แบบการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นที่ 3 : ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป ( Explanation Phase)
3.1 ครูอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับเลขนัยสำคัญ ความไม่แน่นอนในการวัด และการบันทึกผลการ
คำนวณโดยใช้ใบความรู้ที่ 1.2 เรอื่ ง การวัดและการบันทกึ ผลการวดั ปรมิ าณทางฟสิ ิกส์
3.2 ครใู ห้นักเรียนนำข้อมลู ท่ไี ด้จากการสืบคน้ มาอภิปรายรว่ มกนั กับครูและเพอื่ นร่วมชั้นเรียน
ชั่วโมงที่ 5 : ใช้รปู แบบการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ท่ี 3 : ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป ( Explanation Phase) (ตอ่ )
3.1 ครูอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลขนัยสำคัญ ความไม่แน่นอนในการวัด และการบันทึก
ผลการคำนวณ เพือ่ ให้นกั เรยี นสรปุ สาระสำคัญทไี่ ดล้ งในสมดุ บันทกึ
3.2 นกั เรยี นสนทนาซกั ถามครูและตอบคำถามวา่ “ความสัมพนั ธข์ องปริมาณต่างๆ ควรผลลพั ธ์
ทไี่ ด้ควรจะบนั ทึกอยา่ งไร” เพอ่ื นำไปสู่ เร่ือง การบวก ลบ คณู หาร เลขนยั สำคญั และการ
บันทกึ ผลการคำนวณ
3.3 ครใู ห้นักเรยี นทำใบงานที่ 1.2 เรื่อง การวัดและการบนั ทกึ ผลการวัดปรมิ าณทางฟิสิกส์
ชั่วโมงท่ี 6 : ใช้รูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ข้นั ท่ี 4 : ขั้นขยายความรู้ (Expansion Phase)
4.1 ครอู ธบิ ายเพิ่มเตมิ เกย่ี วกับการวดั และการบันทกึ ผลการวดั ปรมิ าณทางฟิสิกส์
4.2 ครสู รุปความรเู้ กี่ยวกับการวัดและการบันทึกผลการวดั ปรมิ าณทางฟสิ ิกส์
ขั้นท่ี 5 : ขั้นประเมนิ (Evaluation)
5.1 ครูให้นกั เรียนสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นร้แู ละการร่วมกิจกรรมของนักเรยี นในชัน้ เรียน
5.2 ประเมินจากการทำใบงานท่ี 1.2 เรือ่ ง การวดั และการบันทกึ ผลการวดั ปรมิ าณทางฟสิ ิกส์
14
➢ หน่วยย่อยที่ 3 เรอื่ ง การทดลองทางฟสิ ิกส์
ช่ัวโมงท่ี 1 : ใช้รปู แบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขนั้ ท่ี 1 : การสรา้ งความสนใจ (Engagement Phase)
1.1 ครูและนักเรียนร่วมสนทนา เกี่ยวกับเรื่อง การทดลองฟิสิกส์ การรายงานความ
คลาดเคลื่อนคืออะไร เพื่อนำไปสู่คำถามที่ว่า “การทดลองฟิสิกส์มีความสำคัญอย่างไรกับ
การบนั ทึกผลการคำนวณทีไ่ ดจ้ ากการทดลอง”
1.2 ครูและนักเรียนรว่ มสนทนาเกยี่ วกบั เรอ่ื ง การทดลองฟิสกิ ส์ การรายงานความคลาดเคลอ่ื น
1.3 ครูยกตัวอย่างการคำนวณการรายงานความคลาดเคลื่อน ให้นักเรียนช่วยกันสังเกตแลว้ ต้ัง
คำถามในขอ้ สงสัยทีไ่ ด้พบ
ชว่ั โมงท่ี 2 : ใช้รูปแบบการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ที่ 2 : ขนั้ สำรวจและค้นพบ (Exploration Phase)
2.1 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลการทดลองฟิสิกส์ การรายงานความคลาดเคลื่อน จากหนังสือ
เรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม เล่ม 1 และใบความรู้ที่ 1.3 เรื่อง การทดลองเครื่องมือวัด
ละเอียดทางฟสิ กิ ส์
2.2 ครใู หน้ กั เรยี นนำข้อมูลที่ได้จากการสืบคน้ มาอภปิ รายรว่ มกันกับครแู ละเพ่ือนรว่ มชนั้ เรียน
ขัน้ ที่ 3 : ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ ( Explanation Phase)
3.3 ครอู ธบิ ายขอ้ มลู เกีย่ วกบั การทดลองฟิสกิ ส์ การรายงานความคลาดเคลื่อน โดยใช้ใบความรู้
ท่ี 1.3 เรอื่ ง การทดลองเครอื่ งมอื วดั ละเอียดทางฟสิ ิกส์
3.4 ครูใหน้ กั เรยี นนำข้อมลู ที่ไดจ้ ากการสืบคน้ มาอภิปรายรว่ มกันกบั ครแู ละเพอ่ื นร่วมชัน้ เรยี น
ชัว่ โมงท่ี 3 : ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขัน้ ที่ 3 : ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป ( Explanation Phase)
3.5 ครูอธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิเคราะห์ผลการทดลอง และเสริมเนื้อหาเพิ่มเติม
เกี่ยวกับลักษณะการวิเคราะห์กราฟความสัมพันธ์ต่างๆทางฟิสิกส์ เพื่อให้นักเรียนสรุป
สาระสำคญั ทไ่ี ดล้ งในสมุดบนั ทึก
3.6 ครูให้นักเรียนทำส่วนที่ 1 ของใบงานที่ 1.3 เรื่อง การทดลองเครื่องมือวัดละเอียดทาง
ฟิสิกส์
15
ชั่วโมงที่ 4 : ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ข้นั ท่ี 4 : ข้ันขยายความรู้ (Expansion Phase)
4.1 ครูนักเรียนรว่ มกันทบทวนความรู้พื้นฐานเก่ียวกับ เรื่องการวัดในวิชาฟิสิกส์ โดยมี 2 แบบ คือ
แบบสเกลกับแบบตัวเลข นำไปสู่การศึกษาเรือ่ ง การวัดอย่างละเอียดและการวิเคราะห์ผลการ
ทดลอง
4.2 ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 4 - 5 คน และครูแจกส่วนที่ 2 ของใบความรู้ที่ 1.3 เรื่องการ
ทดลองเครอื่ งมอื วดั ละเอียดทางฟิสิกส์
4.3 ครูอธบิ ายเน้ือหาเพิ่มเตมิ เก่ยี วกับเคร่ืองมือวัดละเอยี ดและวิธีการใชง้ านของเครื่องมือการวัด
ละเอียดทางฟิสิกส์
ชว่ั โมงท่ี 5 : ใชร้ ูปแบบการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นท่ี 4 : ขน้ั ขยายความรู้ (Expansion Phase)
4.1 ครูนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เพิ่มเติมเครื่องมือวัดละเอียดและวิธีการใช้งานของ
เครื่องมือการวัดละเอียดทางฟิสิกส์นำไปสู่การศึกษาเรื่อง การวัดอย่างละเอียดและการ
วิเคราะหผ์ ลการทดลอง
4.2 ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มทำการทดลองเคร่ืองมือวดั ละเอยี ดทางฟิสกิ ส์ และบันทึกผล
4.3 ครแู ละนักเรียนนำผลทไ่ี ด้จากการทดลองมาอภปิ รายผลการทดลองหนา้ ช้ันเรยี น
ชว่ั โมงท่ี 6 : ใช้รปู แบบการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ท่ี 5 : ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
5.1 ครูให้นกั เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน เรอ่ื ง ธรรมชาติและพฒั นาการทางฟสิ กิ ส์
5.2 สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้และการร่วมกจิ กรรมของนักเรยี นในชนั้ เรยี น
5.3 ประเมินจากการทำใบงานที่ 1.3 เรื่อง การทดลองเครื่องมือวดั ละเอียดทางฟิสกิ ส์
5.4 ประเมินจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน
10. นวัตกรรมการศกึ ษา
10.1 สอื่ และอปุ กรณก์ ารเรยี นรู้
10.1.1 หนังสอื เรียนรายวชิ าฟสิ กิ ส์เพม่ิ เตมิ เล่ม 1 ชนั้ ม.4-6
10.1.2 ใบความรทู้ ี่ 1.1 เรื่อง ธรรมชาตขิ องฟิสกิ ส์
10.1.3 ใบความรู้ที่ 1.2 เรอื่ ง การวัดและการบันทกึ ผลการวดั ปริมาณทางฟิสกิ ส์
10.1.4 ใบความรทู้ ี่ 1.3 เรื่อง การทดลองเครื่องมือวดั ละเอียดทางฟิสกิ ส์
10.1.5 Powerpoint ธรรมชาตแิ ละพฒั นาการทางฟสิ ิกส์
10.2 แหล่งการเรียนรใู้ นหรือนอกสถานที่
10.2.1 หอ้ งเรยี นและห้องสมุด
16
11. การวัดและประเมนิ ผล
ตารางเกณฑ์การประเมนิ ใบงาน
ช้ินงาน/ภาระงาน วธิ ีการวัด เครือ่ งมือวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การประเมนิ
ใบงานที่ 1.1 เรื่อง คะแนน 4 = ดมี าก ผา่ นเกณฑ์อย่างน้อยใน
ธรรมชาตขิ องฟสิ ิกส์ ตรวจใบงานที่ 1.1 แบบประเมนิ ใบงาน คะแนน 3 = ดี ระดบั ดี
คะแนน 2 = พอใช้
ใบงานที่ 1.2 เรื่อง เรอื่ ง ธรรมชาติของ คะแนน 1 = ปรับปรงุ ผา่ นเกณฑอ์ ย่างน้อยใน
การวดั และการบันทกึ ผล คะแนน 4 = ดีมาก ระดับ ดี
การวดั ปรมิ าณทางฟิสกิ ส์ ฟิสิกส์ คะแนน 3 = ดี
คะแนน 2 = พอใช้ ผ่านเกณฑ์อย่างน้อยใน
ใบงานที่ 1.3 เรื่อง ตรวจใบงานท่ี 1.2 แบบประเมนิ ใบงาน คะแนน 1 = ปรับปรงุ ระดับ ดี
การทดลองทางฟสิ ิกส์ เรอื่ ง การวดั และ แบบประเมินใบงาน
การบนั ทึกผลการ คะแนน 4 = ดีมาก ผ ่ า น เ ก ณ ฑ ์ ใ น ร ะ ดั บ
แบบทดสอบท้ายบทที่ 1 วดั ปริมาณทาง คะแนน 3 = ดี คะแนนร้อยละ 70 ข้ึน
เร่อื ง ธรรมชาติและ ฟิสกิ ส์ คะแนน 2 = พอใช้ ไป
พฒั นาการทางฟสิ ิกส์ ตรวจใบงานที่ 1.3 คะแนน 1 = ปรับปรุง
เรื่อง การทดลอง ข้อละ 1 คะแนน
ทางฟิสิกส์
ตรวจแบบทดสอบ แบบทดสอบ เร่ือง
เรอ่ื ง ธรรมชาติ ธรรมชาตแิ ละ
และพัฒนาการทาง พฒั นาการทาง
ฟิสิกส์ ฟิสิกส์
17
เกณฑก์ ารประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คณุ ลกั ษณะอนั พึง วธิ กี ารวัด เคร่ืองมือวัด เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารประเมิน
ประสงค์
สังเกต แบบสงั เกต คะแนน 5 = ดีมาก ผ่านเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน
1. มีวนิ ยั
คะแนน 4 = ดี ระดบั ปานกลาง
2. ใฝ่เรยี นรู้
คะแนน 3 = ปานกลาง
3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรบั ปรุง
สงั เกต 1. แบบสงั เกต คะแนน 5 = ดีมาก ผ่านเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน
2. ใบงานที่ 1.1 เรื่อง คะแนน 4 = ดี ระดบั ปานกลาง
ธรรมชาติของฟิสิกส์ คะแนน 3 = ปานกลาง
3. ใบงานที่ 1.2 เรื่อง การ คะแนน 2 = พอใช้
วัดและการบันทึกผล คะแนน 1 = ปรับปรงุ
การวัดปริมาณทาง
ฟิสกิ ส์
4. ใบงานที่ 1.3 เรื่อง การ
ทดลองทางฟสิ กิ ส์
สังเกต แบบประเมนิ ใบงาน คะแนน 5 = ดมี าก ผ่านเกณฑ์อย่างน้อยใน
คะแนน 4 = ดี ระดับ ปานกลาง
คะแนน 3 = ปานกลาง
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรับปรงุ
18
ตารางเกณฑก์ ารประเมนิ ทักษะของผ้เู รียนในศตวรรษที่ 21
สมรรถะสำคญั ของผู้เรยี น วธิ ีการวดั เครอื่ งมือวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑ์การประเมนิ
1. ทักษะการอา่ น สังเกต แบบสังเกตพฤติกรรม คะแนน 4 = ดีมาก ผ่านเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน
พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ระดบั พอใช้
แบบสงั เกตพฤติกรรม คะแนน 2 = พอใช้
2. ทกั ษะการเขยี น สังเกต คะแนน 1 = ปรับปรุง ผ่านเกณฑ์อยา่ งน้อยใน
พฤติกรรม แบบประเมินใบงาน คะแนน 4 = ดมี าก ระดับ พอใช้
คะแนน 3 = ดี
3. ทกั ษะการ คดิ คำนวณ ตรวจใบงาน แบบสงั เกตพฤติกรรม คะแนน 2 = พอใช้ ผา่ นเกณฑอ์ ย่างน้อยใน
คะแนน 1 = ปรับปรุง ระดับ พอใช้
4. ทักษะด้านความร่วมมือ สงั เกต แบบสังเกตพฤติกรรม คะแนน 4 = ดมี าก
การทำงานเป็นทีม และ พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ผา่ นเกณฑ์อยา่ งน้อยใน
ภาวะผนู้ ำ คะแนน 2 = พอใช้ ระดับ พอใช้
คะแนน 1 = ปรบั ปรุง
5. ทักษะการเรยี นรู้ สังเกต คะแนน 4 = ดีมาก ผ่านเกณฑ์อย่างน้อยใน
พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ระดับ พอใช้
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรับปรุง
คะแนน 4 = ดมี าก
คะแนน 3 = ดี
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรับปรงุ
19
แบบประเมินใบงาน
ชอ่ื -สกลุ เลขท่ี .
ลำดบั ท่ี ประเด็นการประเมนิ 4 คณุ ภาพการปฏบิ ัตกิ าร
(ดมี าก) 321
(ดี) (ปานกลาง) (พอใช)้
1 เน้อื หาตรงตามจดุ ประสงคท์ ก่ี ำหนด
2 เนือ้ หามคี วามถูกต้องสมบรู ณ์
3 ผลงานมคี วามคิดสรา้ งสรรค์
4 ผลงานมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
5 ส่งงานตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงชื่อ ผปู้ ระเมิน
./ /.
20
เกณฑก์ ารให้คะแนนใบงาน
คณุ ภาพการปฏิบัตกิ าร
ประเดน็ ท่ีประเมิน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (ปานกลาง) 1 (พอใช้)
1. เนื้อหาตรงตาม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานไม่มีคว าม
จุดประสงค์ท่ี ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ
กำหนด จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ
เนื้อหาที่เรียนทุก เนื้อหาที่เรียนเป็น เนื้อหาที่เรียนบาง เน้ือหาทีเ่ รียน
ประเดน็ สว่ นใหญ่ ประเด็น
2. เนื้อหามีความ เนื้อหาสาระของ เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง
ถูกตอ้ งสมบรู ณ์ ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานมคี วามถูกต้อง ผลงานมีความถูกต้อง ผลงานไม่มีคว าม
ถูกต้องครบถ้วน เปน็ ส่วนใหญ่ บางประเดน็ ถูกต้องบางประเด็น
สมบรู ณ์
3. ผ ล ง า น มี ผลงานมีความคิด ผลงานมีคว ามคิด ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานไม่มีความคิด
ค ว า ม คิ ด สร้างสรรค์ แปลก สร้างสรรค์ แปลก น่าสนใจ แต่ยังไม่มี สร้างสรรค์ แปลก
สรา้ งสรรค์ ใหม่ และมีความ ใหม่ แต่ไม่มีความ ความคิดที่แปลกใหม่ ใหม่ และไม่มีความ
เป็นระบบ เป็นระบบ เทา่ ทคี่ วร เป็นระบบ
4. ผลงานมีความ ผลงานมีความเป็น ผลงานมีความเป็น ผลงานส่วนใหญ่มี ผลงานส่วนใหญ่ไม่มี
เ ป ็ น ร ะ เ บ ี ย บ ระเบียบเรียบร้อย ระเบียบเรยี บร้อย แต่ ความเป็นระเบียบ ความเป็นระเบียบ
เรยี บร้อย และมีความจูงใจน่า ย ั ง ม ี ข ้ อ บ ก พ ร ่ อง เรีย บร้อย และ มี เรีย บร้อย และ มี
อ่านเป็นอย่างมาก ปรากฏเล็กน้อย ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง เ ป็ น ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง เ ป็ น
ปรากฏบางสว่ น ปรากฏอย่างมาก
5. ส่งงานตรงต่อ ส่งงานตามเวลาท่ี ส่งงานเกินเวลาที่ครู ส่งงานเกินเวลาที่ครู ส่งงานเกินเวลาที่ครู
เวลา ครกู ำหนด กำหนด 1-2 วัน กำหนด 3-4 วัน กำหนดเวลามากกว่า
5 วนั
เกณฑก์ ารประเมิน
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
16 - 20 ดมี าก
11 - 15 ดี
6 -10
1-5 ปานกลาง
ปรบั ปรุง
21
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ
กลุ่มที่ ช่ือกลุ่ม .
ช่อื สมาชิกในกลุ่ม 1. เลขที่ .
2. เลขท่ี .
3. เลขท่ี .
4. เลขที่ .
5. เลขที่ .
ลำดับที่ พฤติกรรมที่สังเกต คุณภาพการปฏิบัติการ
3 21
(สมำ่ เสมอ) (บอ่ ยครัง้ ) (น้อยครง้ั )
1 มสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเห็น
2 มคี วามกระตอื รือร้นในการทำงาน
3 รบั ผดิ ชอบในงานทไี่ ดร้ ับมอบหมาย
4 มขี ้นั ตอนในการทำงานอยา่ งเป็นระบบและ
เป็นระเบยี บเรยี บร้อย
5 ใช้เวลาในการทำงานอยา่ งเหมาะสม
รวม
ลงชื่อ / ผู้ประเมนิ
. /.
ช่วงคะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ
13 - 15
8 - 12 ระดับคุณภาพ
ตำ่ กว่า 8 ดี
พอใช้
ปานกลาง
22
แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
เลขที่ ชอ่ื - สกุล มวี ินยั ใฝ่ความรู้ มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 543 2 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
ลงชื่อ / ผู้ประเมิน
. /.
23
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนคณุ ลกั ษณอันพงึ ประสงค์
พฤตกิ รรมบ่งช้ี คะแนน
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรียนรู้ ดมี าก (5) ดี (4) ปานกลาง (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)
3. ม่งุ มนั่ ใน มาเรียนร้อยละ มาเรียนรอ้ ยละ มาเรยี นร้อยละ มาเรียนร้อยละ มาเรยี นต่ำกว่า
การทำงาน
80 - 100 70 - 79 60 - 69 50 - 59 ร้อยละ 50
ทำการบ้านได้ ทำการบา้ นได้ ทำการบ้านได้ ทำการบา้ นได้ ทำการบ้านได้
ถกู ตอ้ งร้อยละ ถูกตอ้ งร้อยละ ถูกตอ้ งร้อยละ ถูกตอ้ งรอ้ ยละ ถูกตอ้ งตำ่ กวา่
80 - 100 70 - 79 60 - 69 50 - 59 รอ้ ยละ 50
ส่งงานครบร้อยละ ส่งงานครบร้อย ส่งงานครบร้อย ส่งงานครบรอ้ ยละ ส่งงานครบต่ำ
80 -100 ละ 70 -79 ละ 60 -69 50 - 59 กว่ารอ้ ยละ 50
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
➢ ตอ้ งผ่านเกณฑ์ทร่ี ะดับปานกลางขนึ้ ไป
24
แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
เลขที่ ชอ่ื - สกลุ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถใน ความสามารถในการใช้
การคดิ เทคโนโลยี
4 3 2 1 432 143 2 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
ลงชื่อ / ผู้ประเมิน
. /.
25
เกณฑก์ ารให้คะแนนสมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
พฤตกิ รรมบ่งชี้ คะแนน
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
ดีมาก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ มีความสามารถ มีความสามารถ มคี วามสามารถใน ไมม่ คี วามสามารถ
เทคโนโลยี ในการพูดสื่อสาร ในการพูดสื่อสาร การพูดสื่อสาร ในการส่อื สาร
ออกมาได้ดีเยี่ยม ออกมาได้ดีเและ ออกมาได้ระดับ
และชัดเจน ชดั เจน ปานกลาง ไม่ค่อย
ชดั เจน
คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้
ร้อยละ 90 - 100 ร้อยละ 70 - 89 ร้อยละ 50 - 69 ตำ่ รอ้ ยละ 50
มีความสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถใน ไมม่ ีความสามารถ
ใ น ก า ร ใ ช้ ใ น ก า ร ใ ช้ การใช้เทคโนโลยี ใ น ก า ร ใ ช้
เทคโนโลยีในการ เทคโ นโ ลย ี ใ น ในการเรียนใน เทคโนโลยีในการ
เรียนได้ดีเยี่ยม การเรียนได้ดี ระดับปานกลาง เรียน
และคล่องแคล่ว และคล่องแคล่ว และคล่องแคล่ว
เลก็ นอ้ ย
เกณฑก์ ารตัดสินคุณภาพ
➢ ตอ้ งผา่ นเกณฑ์ในระดับคะแนน พอใช้ ขนึ้ ไป
26
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
ทักษะของผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21
เลขที่ ชือ่ - สกุล ทกั ษะการ ทักษะการ ทักษะการ ทกั ษะดา้ น ทกั ษะการ
อา่ น เขยี น คดิ คำนวณ ความ เรียนรู้
ร่วมมอื ฯ
43214321432143214321
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
ลงช่อื ผู้ประเมิน
/ /.
27
เกณฑก์ ารให้คะแนนทกั ษะของผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21
พฤตกิ รรมบ่งช้ี คะแนน
1. ทักษะการอา่ น
2. ทกั ษะการเขียน ดีมาก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรุง (1)
3. ทกั ษะการคิด คำนวณ
อ ่ า น ไ ด ้ อ ย ่ า ง อ่านได้ถกู ต้องแต่ อ่านได้ถูกต้อง อ่านไม่ถูกต้อง
4. ทกั ษะด้านความร่วมมือ การ
ทำงานเป็นทีม และภาวะผนู้ ำ ถูกต้อง และไม่ ตดิ ขัดเลก็ น้อย บางตัวแปร แต่ ต้อง สับสน ตัว
5. ทักษะการเรยี นรู้ ตดิ ขดั ติดขัด แปร
เขยี นได้ถกู ต้อง เขยี นได้ถกู ต้อง เขยี นได้ถูกต้อง เขียนผิดทงั้ หมด
ทัง้ หมด เป็นสว่ นใหญ่ บางตวั
มคี วามสามารถ มีความสามารถคิด มีความสามารถ ไมม่ คี วามสามารถ
คดิ คำนวณไดด้ ี คำนวณได้ดี และ คิดคำนวณได้ ในการคิดคำนวณ
เยีย่ มและ ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว แต่ไม่คล่องตวั
คลอ่ งแคลว่ เ ล ็ ก น ้ อ ย แ ต่
ถกู ต้องสมบูรณ์ ถูกต้อง
ให้ความร่วมมือ ให้ความร่วมมือใน ไ ม ่ ใ ห ้ ค ว า ม ไมใ่ หค้ วามรว่ มมอื
ใ น ก า ร ท ำ ง า น การทำงาน เป็น ร่วมมือในการ ในการทำงานเปน็
เป็นกลมุ่ ทุกครัง้ กลมุ่ บางคร้งั ทำงานเป็นกลุ่ม กล่มุ เลย
บางครั้ง
คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงาน คะแนนใบงานได้
รอ้ ยละ 90 - 100 รอ้ ยละ 70 - 89 ได้รอ้ ยละ ตำ่ กว่าร้อยละ 50
50 - 69
เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ
➢ ต้องผา่ นเกณฑใ์ นระดับคะแนน พอใช้ ขึน้ ไป
กจิ กรรมเสนอแนะ 28
.
. .
. .
.
บันทึกผลหลังการสอน คน
สรุปผลการเรียนการสอน จำนวนนกั เรยี นท่ไี ม่ผา่ น
นักเรียนทงั้ หมดจำนวน จำนวนคน รอ้ ยละ
จุดประสงค์การเรยี นรูข้ ้อที่ จำนวนนักเรียนทีผ่ า่ น .
จำนวนคน ร้อยละ .
1 .
2 .
3 .
.
ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางแกไ้ ข
.
.
.
ข้อเสนอแนะ
.
.
.
ลงช่ือ .
( )
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ .
ลงชอ่ื หัวหนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้
( )
ลงช่ือ รองผู้อำนวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
( )
29
ความเหน็ ของหวั หน้าสถานศึกษา
ไดท้ ำการตรวจแผนการเรยี นรู้ของ แลว้ มีความคดิ เหน็ ดงั น้ี
1. เปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ⬜ พอใช้ ⬜ ควรปรบั ปรงุ
⬜ ดมี าก ⬜ ดี
2. การจัดกจิ กรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้
⬜ เน้นผเู้ รียนเปน็ สำคญั มาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม
⬜ ยังไม่เน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรงุ พัฒนาต่อไป
3. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ .
. .
. .
.
ลงชอ่ื .
( )
ผอู้ ำนวยการโรงเรียน .
30
ใบความรทู้ ่ี 1.1 เร่ือง ธรรมชาติของฟสิ ิกส์
1. วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ และเทคโนโลยี
วชิ าวิทยาศาสตร์ คอื วิชาที่เน้นศกึ ษาเกี่ยวกับสง่ิ ตา่ งๆ ปรากฏการณต์ า่ งๆในธรรมชาติ แบง่ สาขาได้ ดังนี้
2. วิชาฟิสกิ ส์
วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาวทิ ยาศาสตร์กายภาพสาขาหนึ่งที่เน้นศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ศึกษาเกี่ยวกับ
การเคลื่อนที่ มวล แรง พลังงาน โมเมนตัม ความร้อน คลื่น แสง เสียง ไฟฟ้า และแม่เหล็ก เป็นต้น โดยที่วิชาฟิสิกส์เป็น
วิทยาศาสตรท์ ีเ่ นน้ การศึกษาเชงิ ปริมาณ
ขอ้ มูลทีไ่ ดจ้ ากการศกึ ษาทางด้านฟสิ กิ ส์ถกู แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื
1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการสังเกตตามขอบเขตการ
รบั รู้ เชน่ รส, รปู , กล่นิ และสี เป็นต้น ซึ่งขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพเปน็ ข้อมลู ทว่ี ดั ไมไ่ ด้
2. ข้อมูลเชิงกายภาพ (Quantitative Data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการวัดปริมาณต่างๆ ของ
ระบบ โดยใช้เครื่องมือวดั และวิธีวัดที่ถูกต้อง ทำให้ได้ข้อมูลออกมาเป็นเชิงตัวเลข เช่น
ระยะทาง เวลามวล และอณุ หภมู ิ เป็นต้น
3. การคน้ คว้าหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์ มวี ธิ ีการ 2 ทาง ดงั นี้
1. ได้มาจากการสังเกตปรากฏการณธ์ รรมชาติและจากการทดลองในหอ้ งปฏบิ ตั ิการ
2. การสรา้ งแบบจำลองทางความคดิ หรอื สร้างทฤษฎใี หมข่ นึ้ มา เชน่ แบบจำลองอะตอม
การสร้างแบบจำลองของรถยนตป์ ระหยดั พลงั งาน และทดลองใชจ้ นได้ผล จงึ นำไปประดษิ ฐ์
หรอื สรา้ งเป็นรถยนต์
4. เทคโนโลยี เทคโนโลยเี ปน็ การพฒั นาวธิ ีการในการสรา้ ง หรือการผลิตสงิ่ ต่างๆ เพ่ืออำนวยความสะดวกแก่มนษุ ยโ์ ดยตรง
สง่ิ ที่ควรรู้ : ทฤษฎี คอื สมมติฐานทไ่ี ด้พิสูจน์ไวแ้ ลว้ ว่าเป็นจรงิ และมคี วามถูกตอ้ งภายใต้ เงือ่ นไขน้ัน
กฎ คือ ทฤษฎที ี่ใชไ้ ด้และเปน็ จรงิ เสมอ เชน่ กฎการสะท้อนแสง กฎการเคลือ่ นท่ขี องนิวตัน
ใบงานที่ 1.1 เรอ่ื ง ธรรมชาติของฟสิ ิกส์ 31
ช่อื – สกลุ ช้นั เลขที่ .
ให้เติมข้อความหรือความหมายของคำต่อไปน้ีให้ถูกต้องสมบรู ณ์ .
.
1. ฟิสกิ ส์ หมายถงึ .
. .
. .
2. วทิ ยาศาสตรธ์ รรมชาตปิ ระกอบดว้ ยอะไรบ้าง .
. .
. .
. .
. .
. .
3. เทคโนโลยี คอื .
. .
. .
. .
.
4. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มคี วามสมั พนั ธ์กันอยา่ งไร .
.
. .
. .
. .
. .
.
5. ความรู้ทางฟสิ ิกส์ก่อให้เกดิ การพฒั นาทางเทคโนโลยีดา้ นใดบ้าง .
.
. .
. .
. .
. .
.
.
.
.
.
.
32
ใบงานท่ี 1.1 เรอื่ ง ธรรมชาติของฟสิ กิ ส์
ชอ่ื – สกลุ ชัน้ เลขท่ี .
ใหเ้ ติมข้อความหรือความหมายของคำต่อไปนใ้ี ห้ถกู ต้องสมบูรณ์
4. ฟสิ ิกส์ หมายถงึ วชิ าฟสิ กิ ส์เปน็ วชิ าวทิ ยาศาสตร์กายภาพสาขาหน่งึ ท่ีเนน้ ศึกษาเก่ียวกับปรากฏการณธ์ รรมชาติ เชน่
ศกึ ษาเก่ยี วกับ การเคล่ือนที่ มวล แรง พลังงาน โมเมนตัม ความรอ้ น คลนื่ แสง เสยี ง ไฟฟา้ และแมเ่ หลก็ เป็นตน้ โดยที่
วิชาฟสิ กิ สเ์ ปน็ วิทยาศาสตรท์ เ่ี นน้ การศกึ ษาเชงิ ปริมาณ .
5. วทิ ยาศาสตรธ์ รรมชาติประกอบดว้ ยอะไรบา้ งวชิ าวิทยาศาสตร์ แบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 สาขาหลัก คือ .
1. วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ (biological science) คอื การศกึ ษาเฉพาะส่วนทเี่ กีย่ วกับสิ่งมชี ีวิต เชน่ พชื และสตั ว์ .
2. วิทยาศาสตร์กายภาพ (physical science) คือ การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ฟิสิกส์ เคมี ธรณีวิทยา และ
ดาราศาสตร์ เป็นต้น .
6. เทคโนโลยี คือ.เทคโนโลยีเป็นการพัฒนาวิธีการในการสร้าง หรือการผลิตสิ่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์
โดยตรง .
7. วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีความสัมพันธ์กันอย่างไร.วิทยาศาสตร์เป็นตัวความรู้ไม่ใช่ในทางปฏิบัติให้เกิดสิ่งที่เป็น
รูปธรรมได้ วัดได้หรือจับต้องได้ วิทยาศาสตร์จะไม่มีคุณค่าถ้า ไม่มีเทคโนโลยีเชื่อมโยง และเทคโนโลยีที่ปราศจาก
วทิ ยาศาสตร์เป็นพื้นฐานกจ็ ะไมส่ ามารถนำไปใช้ให้ เกิดประโยชนส์ ูงสดุ ได้ .
5. ความรทู้ างฟิสิกสก์ ่อใหเ้ กดิ การพฒั นาทางเทคโนโลยีดา้ นใดบ้าง .
ความรฟู้ สิ กิ ส์ก่อนใหเ้ กดิ การพัฒนาในดา้ นตา่ งๆ ดงั น้ี .
1. ด้านเคมี สว่ นหนึ่งของความรู้เคมเี กีย่ วกบั โครงสร้างอะตอม พนั ธะเคมี อาศัยพนื้ ฐานจากฟสิ กิ ส์อะตอมและฟสิ ิกส์ .
นิวเคลยี ร์ นอกจากนยี้ ังนำเทคนิคและเครื่องมือต่างๆ ที่ถกู พฒั นาจากความร้ฟู สิ ิกสไ์ ปใช้ในดา้ นเคมี .
2. ด้านชีววิทยา อาศัยความรฟู้ สิ ิกสใ์ นการนำไปศกึ ษา ปรากฏการณ์การเคล่ือนย้ายประจรุ ะดบั เซลล์ การถ่ายโอน .
พลงั งาน และยังมกี ารนำความรูฟ้ สิ กิ สใ์ นการพฒั นาเครื่องมอื ตา่ งๆทใี่ ช้ในห้องปฏบิ ัตกิ ารชวี วทิ ยา .
3. ดา้ นพลังงาน นำความรู้ฟิสกิ ส์สาขากลศาสตร์และความรอ้ น นำไปปรับปรงุ ประสทิ ธิภาพของเคร่ืองจักรกลต่างๆที่ .
นำมาใช้ในด้านพลังงาน .
4. ด้านสอ่ื สารโทรคมนาคม เปน็ การนำความรู้ฟิสกิ สใ์ นด้านสาขาไฟฟ้าแม่เหลก็ ในการประดษิ ฐ์อปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการสื่อสาร
เพอ่ื ใช้ในการรบั รขู้ ่าวสารในชว่ งตา่ งๆ .
..
..
..
..
..
..
..
..
33
ใบความรทู้ ี่ 1.2 เรอื่ ง การวัดและการบันทกึ ผลการบันทกึ ผลการวัดปรมิ าณทางฟสิ ิกส์
1. ระบบหน่วยระหวา่ งชาติ
ปรมิ าณทางฟสิ ิกส์ (Physical Quantity) และหน่วย (Unit)
องค์การระหว่างชาติเพื่อการมาตรฐาน (ISO หรือ International Organization for Standardization) ได้กำหนด
ระบบหน่วยมาตรฐาน คอื ระบบเอสไอ (SI Unit) ใหท้ กุ ประเทศใช้กันทวั่ โลก แบง่ เปน็ 3 สว่ น คอื
1.1 หนว่ ยฐาน (Base Unit) คือ ปรมิ าณขั้นตน้ ทจี่ ำเป็นตอ่ การอธิบายปรากฏการณท์ างฟสิ ิกส์ มี 7 ปรมิ าณ ดังน้ี
1.2 หน่วยอนุพนั ธ์ (Derived Unit) คือ ปริมาณท่เี กิดขึ้นจากการนำหนว่ ยฐานมารวมกัน แสดงตวั อย่าง ดังนี้
1.3 หนว่ ยเสรมิ (Supplementary Units)
1. เรเดียน (Radian ; rad) เป็นหน่วยวัดมุมในระนาบโดย มุม 1 เรเดียน คือ มุมที่จุดศูนย์กลาง ของมุม
ทีร่ องรบั ความยาวของส่วนโคง้ ที่มีความยาวเทา่ กับรศั มี
2. สเตอเรเดียน (Steradian ; sr) เป็นหน่วยวัดมุมตัน โดยมุม 1 สเตอเรเดียน คือ มุมที่จุด ศูนย์กลางของ
ทรงกลมที่รองรับพ้นื ท่ีผิวโค้ง ทมี่ พี ้ืนทีเ่ ป็นสี่เหลยี่ มจตั รุ ัสทมี่ คี วามยาวด้านเท่ากับรัศมี
34
1.4 คำอุปสรรค (Prefixes) หรอื คำนำหน้าหนว่ ย
คำอุปสรรค คือ คำทใ่ี ชแ้ ทนตวั พหุคูณทอี่ ย่หู น้าหน่วยฐานหรือหน่วยอนุพนั ธ์ที่มีคา่ มากเกินไปหรอื น้อยเกินไป
อาจจะเขียนค่านั้นอยใู่ นรูปตวั เลขคณู ด้วยตัวพหุคณู ได้ คำอปุ สรรคท่ใี ช้แทนตวั พหคุ ณู และสญั ลกั ษณ์แสดงได้ ดงั น้ี
2. สญั กรณ์วทิ ยาศาสตร์ (Scientific Notation)
การใช้สัญลักษณ์แทนจำนวนอกี รปู แบบหนง่ึ ซ่งึ เขียนอยใู่ นรูปการณ์คูณของเลขยกกำลังทม่ี ีฐานเป็นสบิ และเลขชี้กำลัง
เป็นจำนวนเตม็ มรี ปู ท่วั ไปเปน็ A x 10n เรานยิ มเขยี นจำนวนที่มคี า่ มาก หรอื มคี า่ นอ้ ยๆ ในรปู สัญกรณ์วทิ ยาศาสตร์
- การเขยี นจำนวนท่มี ีมากๆ ใหอ้ ยูใ่ นรปู สญั กรณว์ ิทยาศาสตร์
ตัวอย่าง 70,000 = 7×104 และ 210,000 = 2.1×105
- การเขยี นจำนวนทีม่ คี ่านอ้ ยๆ ในอยใู่ นรูปสญั กรณ์วิทยาศาสตร์
ตวั อย่าง 0.002 = 2×10-3 และ 0.00013 = 1.3×10-4
3. ความไมแ่ นน่ อนในการวดั
การวัดปริมาณตา่ งๆ ดว้ ยเครอ่ื งมือวดั ย่อมมคี วามแมน่ ยำอยู่ในช่วงจำกัด เพราะไม่มีเครือ่ งมอื ใดทส่ี ามารถวัดได้ละเอียด
ทกุ ช่วง เครื่องมือวดั ละเอียดทางฟิสกิ ส์ทคี่ วรรู้ มีดงั น้ี
เวอร์เนียรค์ าลิเปอร์ ไมโครมเิ ตอร์
การบนั ทกึ ผลการคำนวณตวั เลขท่ีมคี วามไมแ่ นน่ อนในการวดั
1. การบวก หรอื ลบกัน ความคลาดเคลือ่ นของผลลัพธ์ตอ้ งคิดจากปริมาณความคลาดเคลื่อนจริง มาบวกกนั เสมอ
2. การคูณ หรือ หารกัน หาเปอร์เซ็นต์( % ) ความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์จากการคูณหรือหาร โดยนำเปอร์เซ็นต์
( % ) ของความคลาดเคลื่อนของแต่ละปริมาณมาบวกกนั
35
4. เลขนัยสำคญั
เป็นตัวเลขที่ได้จากการวัดโดยใช้เครื่องมือที่เป็นสเกล โดยเลขทุกตัวที่บันทึกจะมีความหมายส่วน ความสำคัญของ
ตัวเลขจะไมเ่ ทา่ กนั ดงั นัน้ เลขทุกตวั จงึ มี นยั สำคัญตามความเหมาะสม
หลักการพจิ ารณาจำนวนเลขนัยสำคญั เลขทกุ ตวั ถอื เป็นเลขทีม่ นี ัยสำคญั
5. การบันทกึ ตวั เลขจากการคำนวณ
5.1 การบวกลบเลขนัยสำคัญ โดยบวกลบเลขนัยสำคญั ก่อน เมือ่ ไดผ้ ลลพั ธ์ ให้มีจำนวนทศนยิ มเท่ากบั จำนวนที่
ทศนิยมนอ้ ยที่สดุ เชน่ 12.03 + 152.246 + 2.7 = 166.976 ผลลัพธ์ คอื 167.0
5.2 การคณู หารเลขนัยสำคัญ โดยคณู หารเลขนยั สำคัญกอ่ น แลว้ พิจารณา ผลลพั ธใ์ หม้ ี จำนวนเลขนยั สำคญั เท่ากับ
ตัวเลขทน่ี ัยสำคัญนอ้ ยท่ีสุดที่คณู หารกนั เช่น 54.62 x2.5 = 136.550 = 1.36x102 ผลลัพธ์ คอื 1.4 x 102
36
ใบงานที่ 1.2 เร่อื ง การวดั และการบันทึกผลการบนั ทกึ ผลการวัดปริมาณทางฟสิ กิ ส์
ชอ่ื – สกลุ ชั้น เลขท่ี .
ให้เติมข้อความหรือความหมายของคำตอ่ ไปน้ีให้ถูกต้องสมบูรณ์ .
1. หน่วยฐาน คอื ..
.
2. หนว่ ยอนุพนั ธ์ คือ หนว่ ย ได้แก่
. .
3. หน่วยเสริม ประกอบดว้ ยหนว่ ย .
. .
.
4. คำอุปสรรค คือ .
.
ค่า ได้แก่
5. คำอปุ สรรคท่แี ทนตวั พหคุ ูณ มที งั้ หมด
6. วัตถมุ วล 500 กรัม มคี ่ากกี่ ิโลกรมั , กไ่ี มโครกรัม, กี่มิลลกิ รัม จงหาคำตอบ
. .
.
. .
.
. .
.
.
7. จงทำจำนวนตอ่ ไปนีใ้ ห้อยูใ่ นรูปเลขชี้กำลงั
1000 = .
360000 = .
0.004 = .
0.953 = .
37
8. จงเขียนจำนวนตอ่ ไปน้ีในรูปสัญกรณว์ ิทยาศาสตร์
1) 56,700.000 = . 4) 0.000005 = .
5) 0.0000076 = .
2) 8,000,000,000 = . 6) 0.0000000819 = ..
3) 490,000,000,000 = .
9. นักเรียนคนหนง่ึ บนั ทึกตัวเลขจากการทดลองเป็น 0.0825 กโิ ลกรัม , 650 x10- 2 เมตร , 20.5เซนตเิ มตร , 8.00 วนิ าท
และ 200 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร จำนวนตัวเลขเหล่านม้ี ีเลขนยั สำคัญกี่ตวั
0.0825 กิโลกรัม มีเลขนัยสำคัญ ตวั
650 x10- 2 เมตร มีเลขนยั สำคัญ ตวั
20.5 เซนติเมตร มเี ลขนยั สำคัญ ตวั
8.00 วนิ าที มีเลขนัยสำคัญ ตวั
200ลกู บาศก์เซนตเิ มตร มีเลขนัยสำคญั ตวั
10. จงหาผลลัพธข์ อง 3.50 + 4.95 – 2.52 ตามหลกั เลขนยั สำคัญ
7.0
..
..
..
..
..
..
38
เฉลยใบงานที่ 1.2 เรอื่ ง การวดั และการบันทึกผลการบนั ทกึ ผลการวดั ปริมาณทางฟิสิกส์
ชื่อ – สกลุ ชัน้ เลขที่ .
ให้เติมข้อความหรือความหมายของคำตอ่ ไปน้ใี ห้ถูกต้องสมบรู ณ์
1. หน่วยฐาน คือ หน่วยฐาน (Base Unit) คือ ปรมิ าณขั้นตน้ ท่จี ำเป็นตอ่ การอธบิ ายปรากฏการณ์ทางฟสิ ิกส์ มี 7 ปริมาณ
.
2. หนว่ ยอนุพนั ธ์ คอื หนว่ ยอนพุ นั ธ์ (Derived Unit) คือ ปรมิ าณทเ่ี กิดขึ้นจากการนำหน่วยฐานมารวมกัน .
..
3. หน่วยเสริม ประกอบดว้ ยหน่วย 2 หน่วย ไดแ้ ก่
. 1. เรเดียน (Radian ; rad) เป็นหน่วยวดั มมุ ในระนาบโดย มมุ 1 เรเดียน .
2. สเตอเรเดียน (Steradian ; sr) เป็นหน่วยวัดมมุ ตัน โดยมมุ 1 สเตอเรเดียน .
4. คำอปุ สรรค คอื คำท่ใี ช้แทนตวั พหคุ ณู ที่อยหู่ นา้ หนว่ ยฐานหรือหนว่ ยอนพุ นั ธ์ทม่ี คี า่ มากเกินไปหรอื น้อยเกนิ ไป .
..
5. คำอปุ สรรคทีแ่ ทนตัวพหคุ ูณ มีทงั้ หมด 12 คา่ ไดแ้ ก่
6. วตั ถุมวล 500 กรมั มีค่ากี่กิโลกรมั , กีไ่ มโครกรัม, ก่มี ลิ ลิกรมั จงหาคำตอบ
. วัตถมุ วล 500 กรัม มีคา่ กี่กิโลกรมั .
วิธที ำ วตั ถมุ วล 500 กรมั = 500 = 500 × 10−3 .
103 .
วตั ถุมวล 500 กรมั มคี า่ กีไ่ มโครกรมั
.
วธิ ีทำ วตั ถุมวล 500 กรัม = 500 = 500 × 106 .
10-6
วัตถมุ วล 500 กรัม มีคา่ กม่ี ลิ ลิกรมั .
วิธีทำ วตั ถมุ วล 500 กรัม = 500 = 500 × 103
10-3
7. จงทำจำนวนต่อไปนีใ้ ห้อย่ใู นรูปเลขชกี้ ำลงั
1000 = 1 x 103 .
360000 = 3.6 x 105 .
0.004 = 4 x 10-3 .
0.954 = 954 x 10-3 .
39
8. จงเขยี นจำนวนต่อไปน้ีในรปู สัญกรณ์วทิ ยาศาสตร์
4) 56,700.000 = 5.67 x 105 . 4) 0.000005 = 5 x 10-6 .
5) 0.0000076 = 7.6 x 10-6 .
5) 8,000,000,000 = 8 x 109 . 6) 0.0000000819 = 8.19 x 10-8 ..
6) 490,000,000,000 = 4.9 x 1011 .
9. นักเรียนคนหนึ่งบันทกึ ตัวเลขจากการทดลองเป็น 0.0825 กิโลกรัม , 650 x10- 2 เมตร , 20.5เซนติเมตร , 8.00 วินาที
และ 200 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร จำนวนตัวเลขเหล่านีม้ เี ลขนัยสำคญั ก่ตี วั
0.0825 กิโลกรัม มีเลขนยั สำคัญ 3 ตวั
650 x10- 2 เมตร มเี ลขนยั สำคัญ 3 ตวั
20.5 เซนติเมตร มเี ลขนัยสำคัญ 3 ตวั
8.00 วนิ าที มีเลขนยั สำคัญ 3 ตวั
201ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร มเี ลขนัยสำคัญ 1 ตวั
10. จงหาผลลพั ธข์ อง 3.50 + 4.95 – 2.52 ตามหลกั เลขนยั สำคัญ
7.0
. 3.50 + 4.95 – 2.52 = (0.5) + 4.95 – 2.52 .
7.0 = 2.93 .
ผลลัพธ์ตามหลกั เลขนยั สำคัญ = 2.9 .
.
.
.
40
ใบความรู้ท่ี 1.3 เรือ่ ง การทดลองทาง
1. การทดลองในวชิ าฟิสิกส์ ฟสิ กิ ส์
สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งในการทดลองคือการบันทึกข้อมูลตามความเป็นจริง ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาทางด้านฟิสิกส์
ถกู แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1.1 ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) เปน็ ข้อมลู ท่ไี ด้จากการสังเกตตามขอบเขตการรับรู้ เชน่ รส, รูป,
กลน่ิ และสี เปน็ ตน้ ซ่งึ ข้อมูลเชงิ คณุ ภาพเปน็ ขอ้ มูลที่วัดไม่ได้
1.2 ข้อมลู เชิงกายภาพ (Quantitative Data) เปน็ ข้อมลู ทไ่ี ดจ้ ากการวัดปรมิ าณตา่ งๆ ของระบบท่เี รากำลัง
ศึกษาโดยใช้เครือ่ งมือวัดและวธิ ีวดั ทถี่ กู ตอ้ ง ทำใหไ้ ดข้ ้อมลู ออกมาเปน็ เชงิ
2. เคร่ืองมอื วัดทางวทิ ยาศาสตร์
ความรตู้ ่าง ๆ ทางวทิ ยาศาสตร์ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งความรู้ทางฟสิ ิกส์ที่มกี ารค้นพบข้อมลู ใหม่ ๆ ตอ้ งอาศยั เครื่องมือวัด
และผทู้ ่ีจะใช้ก็ต้องทำความรจู้ ัก ทำความเขา้ ใจเก่ยี วกบั การใช้เครื่องมือวัดตา่ ง ๆ ให้ถ่องแท้ เพือ่ จะไดส้ ามารถตัดสินใจเลือกใช้
เคร่ืองมอื วัดให้เหมาะสมกบั งานท่ที ำ เพ่อื ความปลอดภยั ในการทำงาน ประหยดั เวลา
การแสดงผลจากการวดั
ปจั จบุ ันนี้เครือ่ งมือวดั มภี าคแสดงของเครอ่ื งมือวัด 2 แบบ คือ
1. เคร่ืองมือวดั ที่แสดงผลแบบขีดสเกล
2. เครอื่ งมอื วดั ที่แสดงผลแบบตวั เลข
3. กราฟในวชิ าฟสิ ิกส์ กราฟทมี่ ักพบในวชิ าฟิสิกส์ส่วนใหญ่ ได้แก่ กราฟเส้นตรง และกราฟเสน้ โค้ง เช่น
3.1 กราฟเสน้ ตรง เปน็ กราฟที่แสดงความสมั พนั ธเ์ ชิงเสน้ ของค่า ในแกน X และแกน Y คอื มีกำลงั หนึ่งทัง้ คู่ เชน่
3.2 กราฟพาราโบลา เป็นกราฟที่แสดงความสัมพนั ธข์ องปริมาณหนึ่งเปน็ สดั สว่ นโดยตรงอีกปรมิ าณหน่งึ ยกกำลัง
สอง เช่น สมการกราฟพาราโบลา y = mx2
3.3 กราฟไฮเปอร์โบลา เปน็ กราฟทแี่ สดงความสมั พนั ธ์ในลักษณะที่ปริมาณหนงึ่ แปรผกผนั กับอีกค่าหนงึ่ โดย
ปริมาณทั้งสองมีกำลังหนง่ึ ทั้งคู่ เชน่ สมการกราฟไฮเปอรโ์ บลา xy = k หรอื y = k
x
สมการกราฟพาราโบลา y = mx2 สมการกราฟไฮเปอรโ์ บลา xy = k หรือ y = k
x
41
ใบงานท่ี 1.3 เร่อื ง การทางฟสิ กิ ส์ทดลอง
ช่อื – สกลุ ช้ัน เลขท่ี .
ตอนท่ี 1 ให้เตมิ ข้อความหรือความหมายของคำต่อไปนีใ้ ห้ถูกต้องสมบรู ณ์ .
.
1. การศกึ ษาข้อมลู ทางฟิสิกส์ถูกแบ่งออกเปน็ ประเภท อะไรบ้าง .
. .
. .
. .
. .
. .
.
. .
. .
.
2. ปัจจบุ ันเครือ่ งมอื วัดทางวิทยาศาสตร์ มีภาคแสดงของเครอื่ งมอื วัด แบบ ได้แก่ .
. .
. .
. .
. .
. .
.
.
.
.
42
เฉลยใบงานที่ 1.3 เรอื่ ง การทางฟิสิกส์ทดลอง
ชื่อ – สกลุ ช้ัน เลขท่ี .
ตอนที่ 1 ใหเ้ ติมข้อความหรือความหมายของคำตอ่ ไปน้ใี ห้ถูกต้องสมบูรณ์
1. การศกึ ษาข้อมูลทางฟิสิกส์ถกู แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท อะไรบ้าง
. 1. ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) เปน็ ข้อมลู ที่ไดจ้ ากการสังเกตตามขอบเขตการรับรู้ เชน่ รส, รูป, กลิ่น และ
สี เป็นตน้ ซึ่งข้อมลู เชิงคุณภาพเป็นข้อมูลท่วี ดั ไม่ได้ .
2. ข้อมูลเชิงกายภาพ (Quantitative Data) เปน็ ข้อมูลที่ไดจ้ ากการวดั ปริมาณตา่ งๆ ของระบบท่ีเรากำลงั ศึกษาโดยใช้
เครอ่ื งมือวัดและวิธีวดั ทีถ่ กู ต้อง ทำให้ได้ข้อมูลออกมาเป็นเชิงตวั เลข เชน่ ระยะทาง, เวลา, มวล และอุณหภมู ิ เปน็ ต้น .
..
..
..
..
2. ปจั จุบันเครอ่ื งมอื วัดทางวิทยาศาสตร์ มภี าคแสดงของเคร่ืองมือวดั 2 แบบ ไดแ้ ก่
. 1. เครอ่ื งมอื วัดทแ่ี สดงผลแบบขดี สเกล เป็นรูปแบบแสดงของเคร่ืองมือวดั ทใ่ี ช้กันมานาน และยงั ใชต้ ่อเน่ืองกนั มา .
จนถงึ ปจั จบุ ัน เชน่ สเกลไมบ้ รรทัด สเกลโวลตม์ เิ ตอร์ สเกลบนกระบอกตวง เปน็ ต้น .
2. เครือ่ งมอื วดั ท่ีแสดงผลแบบตวั เลข การแสดงผลแบบน้ีเรม่ิ มคี วามนิยม นำมาใช้แทนการแสดงผล แบบสเกลมาก
ขนึ้ ในปัจจุบัน เนื่องจากสะดวกและรวดเรว็ กวา่ การอ่านภาคแสดงผลแบบขีดสเกล ลองสังเกตได้จากสิ่งของเคร่ืองใชท้ ่ีใช้ .
อย่ใู นชีวติ ประจำวนั เช่น นาฬกิ าข้อมือแบบตัวเลข เป็นต้น .
..
..
..
..
43
การทดลองท่ี 1 เร่อื ง การวัดละเอยี ดโดยใช้เคร่อื งมือทางฟสิ กิ ส์
ช่อื – สกลุ ชนั้ เลขที่ .
ตอนที่ 2 ให้เตมิ ข้อความหรือความหมายของคำต่อไปน้ีให้ถูกต้องสมบูรณ์
วตั ถุประสงค์
1. เพอ่ื ศกึ ษาหลักการพื้นฐานในการใชเ้ วอรเ์ นยี ร์คาลเิ ปอร์ และไมโครมิเตอร์
2. เพอ่ื ทดลองใช้เวอร์เนยี รค์ าลเิ ปอร์ และไมโครมเิ ตอร์
3. เพือ่ ศึกษาวธิ กี ารบันทกึ และวิเคราะหข์ อ้ มลู
อปุ กรณ์
1. เวอร์เนียร์คาลเิ ปอร์
2. ไมโครมเิ ตอร์
3. วัตถทุ รงกลมตัน และทรงกระบอกกลวง
ตารางบนั ทกึ ผลการทดลองที่ 1
การวดั วตั ถุทรงกลม และแท่งเหลก็ โดยใชเ้ วอร์เนียรค์ าลิปเปอร์
ตารางบนั ทกึ ผลการทดลองที่ 2
การวัดวตั ถทุ รงกลม และน็อตกลวงโดยใช้ไมโครมเิ ตอร์
44
อภปิ รายผลการทดลอง .
.
. .
. .
.
. .
สรปุ ผลการทดลอง .
.
. .
.
.
.
คำถามท้ายการทดลอง
1. ถ้าใช้เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ และไมโครมิเตอร์วัดความหนาของวัตถุ ผลที่ได้จะมีค่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
จงอธิบาย
..
..
..
..
..
..
..
..
45
แบบทดสอบเรื่อง ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟิสิกส์
ชือ่ – สกลุ ช้นั เลขท่ี .
คำช้ีแจง : ใหน้ กั เรียน คำตอบท่ีถกู ต้องเพยี งคำตอบเดียว ลงในกระดาษคำตอบ
1. พิจารณาขอ้ ความต่อไปน้ี 5. 0.012 × 10-7 มีเลขนัยสำคญั กตี่ ัว
ก. คนไทยมีการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับการกระทำ
ของเทพเจ้า หรือภูติผีปีศาจเพื่ออธิบาย ก. 1 ตวั ข. 2 ตวั
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ
ข. การสังเกต การทดลอง การเก็บรวบรวมข้อมูล ค. 3 ตัว ง. 4 ตวั
และการสร้า ง แบ บจ ำล อง ท าง คว า ม คิ ด
เปน็ การคน้ คว้าหาความรูๆ้ ทางฟิสกิ ส์ 6. จงหาผลลพั ธข์ องคำถามตอ่ ไปนีต้ ามหลกั เลขนัยสำคญั
ค. แนวคิดใหม่ทางฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นไม่โดนแรงกดดัน
จากทางสงั คม 1.2 + 62.543 + 10.12
ขอ้ ความในขอ้ ใดต่อไปนี้ถูกตอ้ ง ก. 73 ข. 73.86
ก. ขอ้ ก. และ ข. ข. ขอ้ ก. และ ค.
ค. ข้อ ข. และ ค. ง. ขอ้ ก , ข. และ ค. ค. 73.9 ง. 74
2. ปริมาณในข้อใดตอ่ ไปนี้เป็น Base Unit ทัง้ หมด 7. ลูกเหล็กมวล 47.0 กรัม มีปริมาตร 6.0 ลูกบาศก์
ก. ความยาว , แรง , กระแสไฟฟ้า
ข. กำลงั , มวล , เวลา เซนติเมตร ถามว่าตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับค่าความ
ค. กระแสไฟฟ้า , ปริมาณสาร ,ความเข้มการส่อง
สว่าง หนาแน่นของเหล็กแท่งนี้เป็นกี่กรัมต่อลูกบาศก์
ง. แรง , ความถ่ี , โมเมนตัม
เซนติเมตร
3. จงเปลีย่ น 7.31 m ให้เปน็ cm
ก. 7.31×10-3 ก. 7.8 g/cm3 ข. 7.83 g/cm3
ข. 7.31×10-2
ค. 7.31×103 ค. 7.833 g/cm3 ง. 7.8333 g/cm3
ง. 7.31×102
8. 0.506 x 105 มเี ลขนัยสำคญั กี่ตัว
4. 1km/hr คดิ เปน็ เทา่ ใดในหนว่ ย m/s
ก. 2.7 m/s ก. 6 ตวั ข. 4 ตวั
ข. 27 m/s
ค. 270 m/s ค. 4 ตวั ง. 3 ตวั
ง. 0.27 m/s
9. ระยะทาง 100 กโิ ลเมตร มีคา่ ก่ีมิลลิเมตร
ก. 102 ข. 108
ค. 101 ง. 109
10. เชื้อโรคขนาด 4.3 ไมโครเมตร คิดเป็นเท่าใดในหน่วย
กิโลเมตร
ก. 4.3 ×10-3
ข. 4.3 ×10-9
ค. 4.3 ×109
ง. 4.3 ×103
46
เฉลยแบบทดสอบเรือ่ ง ธรรมชาตแิ ละพัฒนาการทางฟสิ กิ ส์
ช่อื – สกลุ ชน้ั เลขท่ี .
คำช้แี จง : ให้นักเรยี น คำตอบที่ถกู ต้องเพยี งคำตอบเดียว ลงในกระดาษคำตอบ
1. พจิ ารณาข้อความต่อไปนี้ 5. 0.012 × 10-7 มีเลขนยั สำคญั กีต่ ัว
ก. คนไทยมีการสร้างเร่ืองราวเก่ียวกับการกระทำของ
เทพเจ้า หรือภูติผีปีศาจเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ ก. 1 ตัว ข. 2 ตวั
ธรรมชาติ
ข. การสังเกต การทดลอง การเก็บรวบรวมข้อมูล ค. 3 ตัว ง. 4 ตวั
และการสร้างแบบจำลองทางความคิด เป็นการ
ค้นควา้ หาความรๆู้ ทางฟสิ ิกส์ 6. จงหาผลลพั ธข์ องคำถามต่อไปนตี้ ามหลักเลขนัยสำคญั
ค. แนวคิดใหม่ทางฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นไม่โดนแรงกดดัน
จากทางสงั คม 1.2 + 62.543 + 10.12
ข้อความในข้อใดต่อไปนี้ถูกตอ้ ง ก. 73 ข. 73.86
ก. ขอ้ ก. และ ข. ข. ขอ้ ก. และ ค.
ค. ข้อ ข. และ ค. ง. ขอ้ ก , ข. และ ค. ค. 73.9 ง. 74
2. ปรมิ าณในข้อใดตอ่ ไปนเี้ ปน็ Base Unit ทง้ั หมด 7. ลูกเหล็กมวล 47.0 กรัม มีปริมาตร 6.0 ลูกบาศก์
ก. ความยาว , แรง , กระแสไฟฟ้า
ข. กำลงั , มวล , เวลา เซนติเมตร ถามว่าตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับค่าความ
ค. กระแสไฟฟ้า , ปริมาณสาร ,ความเข้มการส่อง
สว่าง หนาแน่นของเหล็กแท่งนี้เป็นกี่กรัมต่อลูกบาศก์
ง. แรง , ความถ่ี , โมเมนตัม
เซนติเมตร
3. จงเปลี่ยน 7.31 m ใหเ้ ป็น cm
ก. 7.31×10-3 ก. 7.8 g/cm3 ข. 7.83 g/cm3
ข. 7.31×10-2
ค. 7.31×103 ค. 7.833 g/cm3 ง. 7.8333 g/cm3
ง. 7.31×102
8. 0.506 x 105 มีเลขนัยสำคญั กต่ี วั
4. 1km/hr คดิ เป็นเทา่ ใดในหนว่ ย m/s
ก. 2.7 m/s ก. 6 ตวั ข. 5 ตวั
ข. 27 m/s
ค. 270 m/s ค. 4 ตวั ง. 3 ตวั
ง. 0.27 m/s
9. ระยะทาง 100 กโิ ลเมตร มีคา่ ก่มี ิลลเิ มตร
ก. 102 ข. 108
ค. 101 ง. 109
10. เชื้อโรคขนาด 4.3 ไมโครเมตร คิดเป็นเท่าใดในหน่วย
กโิ ลเมตร
ก. 4.3 ×10-3
ข. 4.3 ×10-9
ค. 4.3 ×109
ง. 4.3 ×103