147
2. รถกระบะมวล 1.2 × 103 กโิ ลกรัม ถกู เรง่ ใหเ้ ปล่ียนแปลงความเร็วจาก 60 กิโลเมตรต่อชวั่ โมง เป็น 80 กโิ ลเมตรต่อชวั่ โมง
ดว้ ยแรงขบั สม่ำเสมอในเวลา 20 วนิ าที จงหาแรงทำตอ่ รถกระบะ เม่ือไมค่ ำนึงถงึ แรงตา้ นอากาศ
จากสมการ a = ∆v
∆t
= 8060××16003sm−6600××16003sm
20s
20×103m
= 60×60s
20s
=5
18
= 0.28 m/s2
จากสมการ ∑F = ma
= (1.2 × 103 kg)(0.28 m/s2)
= 333 N
ดังน้ัน แรงทำต่อรถกระบะเท่ากบั 333 นิวตนั
3. ลฟิ ตม์ ีมวล 500 กโิ ลกรมั ต้องการบรรทกุ คนครง้ั ละ 8 คน โดยเฉลย่ี คนหนง่ึ คนมมี วล 80 กโิ ลกรมั โดยลิฟตจ์ ะเคลือ่ นท่ีดว้ ย
อตั ราเรว็ 10 เมตรต่อวินาที หลังจากเริม่ เคลื่อนที่ได้ 25 เมตร วิศวกรจะตอ้ งออกแบบใหเ้ คเบิลรบั แรงไดเ้ ปน็ 2 เท่า เขาจะตอ้ ง
ใชส้ ายเคเบิลที่รับแรงได้ถึงเท่าไร
จากสมการ v2 = u2 + 2ax
102 = 0 + 2a (25)
a = 2 m/s2
จากสมการ ∑F = ma
F – mg = ma
F – [500 + (8 × 80)](10) = [500 + (8 × 80)](2)
F = 27,360 N
จากโจทย์ สายเคเบลิ รบั แรง 2 เท่า
จะได้ F = (2)(27,360)
= 54,720 N
ดงั นั้น วศิ วกรจะต้องใชส้ ายเคเบิลท่รี ับแรงได้ถงึ 54,720 นิวตัน
.
.
148
4. นกั ตกปลาออกแรงดึงปลาขนาด 1.2 กโิ ลกรัม โดยใช้เชือกซง่ึ ทนแรงไดส้ ูงสดุ 20 นวิ ตนั จงหาความเร่งสงู สุดขณะทีด่ งึ ปลา
ขึน้ ในแนวดิง่
จากสมการ ∑F = ma
FT – Fg = ma
a = FT−Fg
m
= FT−mg
m
= FT − g
m
= 20N − 9.8 m/s2
1.2kg
= 6.87 m/s2
ดงั นัน้ ความเร่งสูงสดุ ขณะที่ดึงปลาขน้ึ ในแนวด่งิ เท่ากับ 6.87 เมตรต่อวนิ าที2 .
แบบทดสอบเร่ือง แรง มวล และกฎการเคล่อื นที่ 149
เลขที่ .
ชื่อ – สกลุ ชน้ั
คำชแี้ จง : ใหน้ กั เรยี น คำตอบที่ถกู ต้องเพยี งคำตอบเดียว ลงในกระดาษคำตอบ
1. แรง (force) คือ 4. ข้อใดคือกฎการเคลื่อนทขี่ ้อท่ี 2 ของนิวตัน
ก. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุเกิดการ ก. ถ้าไม่มีแรงภายนอกหรือแรงใด ๆ กระทำต่อวัตถุ
เปล่ยี นชนดิ วัตถจุ ะรักษาหรือคงสภาพการเคลื่อนทเ่ี ดิมไว้
ข. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุเกิดการเปลี่ยน ข. เมื่อมีแรงกระทำระหว่างวัตถุสองวัตถุ แรงที่วัตถุทั้ง
สภาพการเคล่อื นท่ี หรือ เปล่ยี นรปู รา่ ง สองกระทำต่อกนั จะมีขนาดเทา่ กัน แต่ทศิ ทาง ตรงข้ามกัน
ค. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุหยุดการ ค. เมื่อแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะ
เคลอ่ื นท่ี เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง โดยความเร่งจะแปรผัน ตรงกับแรง
ง. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุเคลื่อนที่ได้ ลัพธ์ท่กี ระทำต่อวัตถแุ ละจะแปรผกผนั กบั มวลของวัตถุ
เรว็ ข้นึ ง. ไมม่ ขี อ้ ถูก
2. จงหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ เม่ือแรง F1 และ 5. ข้อใดคือกฎการเคลื่อนทขี่ ้อที่ 3 ของนิวตัน
แรง F2 ทำมุมกัน 90 องศา
ก. เมื่อมีแรงกระทำระหว่างวัตถุสองวัตถุ แรงที่วัตถุท้ัง
ก. แรงลัพธม์ ขี นาด 5 นวิ ตนั และมี สองกระทำตอ่ กนั จะมีขนาดเทา่ กัน แต่ทศิ ทาง ตรงข้ามกนั
ทิศทางทำมุม 53 องศา กบั แรง F1
ข. ถ้าไม่มีแรงภายนอกหรือแรงใด ๆ กระทำต่อวัตถุ
ข. แรงลพั ธ์มีขนาด 10 นวิ ตนั และมี วตั ถุจะรักษาหรือคงสภาพการเคลื่อนท่ีเดิมไว้
ทิศทางทำมมุ 45 องศา กับแรง F1
ค. เมื่อแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะ
ค. แรงลพั ธม์ ีขนาด 5 นวิ ตัน และมี เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง โดยความเร่งจะแปรผัน ตรงกับแรง
ทศิ ทางทำมุม 45 องศา กบั แรง F1 ลพั ธท์ ี่กระทำต่อวตั ถแุ ละจะแปรผกผนั กบั มวลของวัตถุ
ง. แรงลพั ธม์ ีขนาด 10 นิวตัน และมีทศิ ทางทำมมุ 53 องศา
กับแรง F1 ง. ไม่มีขอ้ ถูก
3. ข้อใดคือกฎการเคลอ่ื นทขี่ ้อท่ี 1 ของนิวตัน 6. การคะมำไปขา้ งหนา้ ของผู้โดยสารเมอื่ พนักงานขบั รถ
เหยียบเบรกกะทนั หันเป็นผลมาจาก สง่ิ ใด และอธิบายได้
ก. เมื่อมีแรงกระทำระหว่างวัตถุสองวัตถุ แรงที่ ดว้ ยกฎการเคลอื่ นที่ข้อใดของนิวตัน
วตั ถทุ ง้ั สองกระทำต่อกันจะมีขนาดเทา่ กัน แต่ทิศทาง ตรง ก. กฎข้อท่ี 1
ข้ามกัน ข. กฎข้อที่ 2
ค. กฎข้อที่ 3
ข. เมื่อแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุ ง. ไมม่ ีข้อถูก
จะเคลื่อนที่ด้วยความเร่ง โดยความเร่งจะแปรผัน ตรงกับ
แรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุและจะแปรผกผันกับมวลของ
วัตถุ
ค. ถ้าไม่มีแรงภายนอกหรือแรงใด ๆ กระทำต่อ
วตั ถุ วตั ถุจะรกั ษาหรอื คงสภาพการเคลื่อนที่เดมิ ไว
ง. ไม่มขี ้อถกู
150
7. แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาเป็นแรงสมดุลหรือไม่ 10. แรง 5 นิวตนั และ 12 นวิ ตนั ในระนาบระดับมที ศิ
เพราะเหตุใด ตง้ั ฉากกนั กระทำตอ่ มวล 10 กิโลกรมั บนพนื้ ระดบั ลืน่
จงหาขนาดของความเร่งของมวลน้ี
ก. ไม่สมดุลกัน เพราะแรงทั้งสองจะมีขนาดไม่เท่ากัน
แต่มีทศิ ตรงกันข้ามเสมอ ก. 1.0 m/s2
ข. 1.1 m/s2
ข. ไม่สมดุลกัน เพราะแรงทั้งสองจะมีทิศทางไม่เท่ากัน ค. 1.2 m/s2
มีขนาด ตรงกันข้ามเสมอ ง. 1.3 m/s2
ค. สมดลุ กนั เพราะแรงทั้งสองจะมีทิศทางเท่ากัน แต่มี
ขนาด ตรงกันข้ามเสมอสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้
วตั ถหุ ยุดการเคล่อื นท่ี
ง. สมดุลกัน เพราะแรงทั้งสองจะมีขนาดเท่ากัน แต่มี
ทิศ ตรงกันข้ามเสมอสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุ
เคล่อื นที่ได้เรว็ ขน้ึ
8. ข้อใดคือตัวอย่างการเคลื่อนที่ที่เป็นผลจากการ
กระทำของแรงปฏิกริ ยิ า
ก. การคงสภาวะหยดุ น่งิ
ข. การวง่ิ ชนฝาผนัง
ค. การตีลกู เทนนสิ
ง. ถกู ทกุ ขอ้
9. การท่ีนกั บนิ อวกาศลอยเคว้งควา้ งในอวกาศ เพราะไม่
มีมีแรงใด ๆ รวมทั้ง ประมาณได้ว่าไม่มีแรงดึงดูด แรง
โน้มถ่วงจากโลกหรือดาวดวงใดมากระทำ (ในความเป็น
จริง แรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อนักบินอวกาศมีขนาดน้อย
มาก) นักบินอวกาศจึงสามารถลอยนิ่งอยู่ได้ใน อวกาศ
เปน็ ไปตามกฎขอ้ ใดของนวิ ตนั
ก. กฎข้อท่ี 1
ข. กฎข้อที่ 2
ค. กฎข้อท่ี 3
ง. ไม่มีข้อถูก
เฉลยแบบทดสอบเรอ่ื ง แรง มวล และกฎการเคลือ่ นท่ี 151
เลขที่ .
ชื่อ – สกลุ ช้นั
คำชีแ้ จง : ให้นักเรยี น คำตอบท่ีถกู ต้องเพยี งคำตอบเดียว ลงในกระดาษคำตอบ
1. แรง (force) คอื 4. ข้อใดคือกฎการเคล่ือนทข่ี ้อท่ี 2 ของนิวตัน
ก. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุเกิดการ ก. ถ้าไม่มีแรงภายนอกหรือแรงใด ๆ กระทำต่อวัตถุ
เปลีย่ นชนดิ วตั ถจุ ะรักษาหรอื คงสภาพการเคล่ือนทเ่ี ดิมไว้
ข. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุเกิดการเปลี่ยน ข. เมื่อมีแรงกระทำระหว่างวัตถุสองวัตถุ แรงที่วัตถุท้ัง
สภาพการเคลือ่ นที่ หรือ เปลีย่ นรูปรา่ ง สองกระทำตอ่ กนั จะมีขนาดเทา่ กัน แต่ทิศทาง ตรงข้ามกัน
ค. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุหยุดการ ค. เมื่อแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะ
เคล่อื นที่ เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง โดยความเร่งจะแปรผัน ตรงกับแรง
ง. สิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุเคลื่อนที่ได้ ลพั ธ์ทกี่ ระทำต่อวัตถุและจะแปรผกผนั กบั มวลของวัตถุ
เรว็ ข้ึน ง. ไม่มีข้อถกู
2. จงหาขนาดและทศิ ทางของแรงลัพธ์ เมื่อแรง F1 และ 5. ข้อใดคือกฎการเคล่ือนท่ขี ้อท่ี 3 ของนิวตัน
แรง F2 ทำมมุ กัน 90 องศา
ก. เมื่อมีแรงกระทำระหว่างวัตถุสองวัตถุ แรงที่วัตถุท้ัง
ก. แรงลัพธ์มขี นาด 5 นิวตัน และมี สองกระทำตอ่ กันจะมีขนาดเท่ากนั แต่ทศิ ทาง ตรงข้ามกนั
ทิศทางทำมมุ 53 องศา กบั แรง F1
ข. ถ้าไม่มีแรงภายนอกหรือแรงใด ๆ กระทำต่อวัตถุ
ข. แรงลพั ธ์มขี นาด 10 นิวตัน และมี วตั ถจุ ะรักษาหรอื คงสภาพการเคล่ือนท่ีเดิมไว้
ทิศทางทำมุม 45 องศา กบั แรง F1
ค. เมื่อแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะ
ค. แรงลัพธ์มีขนาด 5 นวิ ตัน และมี เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง โดยความเร่งจะแปรผัน ตรงกับแรง
ทิศทางทำมุม 45 องศา กบั แรง F1 ลัพธ์ทก่ี ระทำตอ่ วัตถแุ ละจะแปรผกผันกับมวลของวตั ถุ
ง. แรงลัพธ์มีขนาด 10 นิวตัน และมีทิศทางทำมุม 53 องศา
กับแรง F1 ง. ไม่มขี ้อถกู
3. ขอ้ ใดคอื กฎการเคล่ือนทข่ี อ้ ที่ 1 ของนิวตนั 6. การคะมำไปขา้ งหนา้ ของผโู้ ดยสารเมือ่ พนักงานขบั รถ
เหยียบเบรกกะทันหนั เป็นผลมาจาก ส่งิ ใด และอธบิ ายได้
ก. เมื่อมีแรงกระทำระหว่างวัตถุสองวัตถุ แรงที่วัตถุทง้ั ดว้ ยกฎการเคล่ือนทีข่ ้อใดของนวิ ตัน
สองกระทำตอ่ กนั จะมีขนาดเท่ากนั แต่ทิศทาง ตรงข้ามกัน ก. กฎข้อที่ 1
ข. กฎข้อที่ 2
ข. เมื่อแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะ ค. กฎข้อท่ี 3
เคลื่อนที่ด้วยความเรง่ โดยความเรง่ จะแปรผนั ตรงกับแรง ง. ไมม่ ีข้อถูก
ลัพธ์ทก่ี ระทำตอ่ วัตถุและจะแปรผกผันกบั มวลของวัตถุ
ค. ถา้ ไม่มีแรงภายนอกหรือแรงใด ๆ กระทำตอ่ วตั ถุ วตั ถุ
จะรักษาหรอื คงสภาพการเคลอ่ื นทีเ่ ดิมไว
ง. ไม่มีขอ้ ถกู
152
7. แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาเป็นแรงสมดุลหรือไม่ 10. แรง 5 นิวตนั และ 12 นวิ ตนั ในระนาบระดับมที ศิ
เพราะเหตุใด ตง้ั ฉากกนั กระทำตอ่ มวล 10 กิโลกรมั บนพนื้ ระดบั ลืน่
จงหาขนาดของความเร่งของมวลน้ี
ก. ไม่สมดุลกัน เพราะแรงทั้งสองจะมีขนาดไม่เท่ากัน
แต่มที ศิ ตรงกันข้ามเสมอ ก. 1.0 m/s2
ข. 1.1 m/s2
ข. ไม่สมดุลกัน เพราะแรงทั้งสองจะมีทิศทางไม่เท่ากัน ค. 1.2 m/s2
มีขนาด ตรงกันข้ามเสมอ ง. 1.3 m/s2
ค. สมดลุ กนั เพราะแรงทั้งสองจะมีทศิ ทางเท่ากัน แต่มี
ขนาด ตรงกันข้ามเสมอสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้
วตั ถหุ ยุดการเคล่อื นท่ี
ง. สมดุลกัน เพราะแรงทั้งสองจะมีขนาดเท่ากัน แต่มี
ทิศ ตรงกันข้ามเสมอสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วส่งผลให้วัตถุ
เคล่อื นที่ได้เรว็ ขน้ึ
8. ข้อใดคือตัวอย่างการเคลื่อนที่ที่เป็นผลจากการ
กระทำของแรงปฏิกิรยิ า
ก. การคงสภาวะหยุดนิง่
ข. การวง่ิ ชนฝาผนัง
ค. การตีลกู เทนนสิ
ง. ถกู ทกุ ขอ้
9. การท่ีนกั บินอวกาศลอยเคว้งคว้างในอวกาศ เพราะไม่
มีมีแรงใด ๆ รวมทั้ง ประมาณได้ว่าไม่มีแรงดึงดูด แรง
โน้มถ่วงจากโลกหรือดาวดวงใดมากระทำ (ในความเป็น
จริง แรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อนักบินอวกาศมีขนาดน้อย
มาก) นักบินอวกาศจึงสามารถลอยนิ่งอยู่ได้ใน อวกาศ
เปน็ ไปตามกฎขอ้ ใดของนิวตัน
ก. กฎข้อท่ี 1
ข. กฎข้อที่ 2
ค. กฎข้อท่ี 3
ง. ไม่มีข้อถูก
153
154
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 5
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา ฟิสกิ ส์เพมิ่ เติม 1 .
ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 เวลา 10 ชวั่ โมง
เร่ือง แรงฟิสกิ ส์ในชีวติ ประจำวนั ครผู สู้ อน นางสาวสธุ ิดา วงษ์สุนทร .
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี 7.1 เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรง
และกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการ
อนุรักษ์พลังงานกล โมเมนตัมและกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การเคลื่อนที่แนวโค้ง รวมทั้งนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
ว. 7.1 ม.4/6 อธิบายกฎความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโน้มถ่วงที่ทำให้วัตถุมีน้ำหนัก
รวมทั้งคำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่เี กย่ี วข้อง
ว. 7.1 ม.4/7 วิเคราะห์ อธิบาย และคำนวณแรงเสยี ดทานระหวา่ งผวิ สัมผัสของวัตถุคูห่ นง่ึ ๆ ใน
กรณีที่วัตถุหยุดนิ่งและวัตถุเคลื่อนที่ รวมทั้งทดลองหาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างผิวสัมผัส
ของวตั ถคุ หู่ น่ึง ๆ และนำความร้เู รอ่ื งแรงเสียดทานไปใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
2.1 นกั เรียนสามารถวิเคราะห์ และอธบิ ายแรงเสียดทานระหวา่ งผิวสมั ผสั ของวัตถุคหู่ น่ึง ๆ ในกรณีท่ีวัตถุ
หยุดน่ิงและวตั ถุเคลอ่ื นท่ีได้ (K)
2.2 นักเรียนสามารถวิเคราะห์ และอธิบายความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโน้มถ่วงที่ทำให้วัตถุมี
น้ำหนักได้อย่างถกู ต้อง (K)
2.3 นักเรยี นสามารถคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกีย่ วขอ้ งกับกฎความโนม้ ถว่ งสากลได้ (P)
2.4 นักเรียนสามารถทดลอง และคำนวณหาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนงึ่
และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ (P)
2.5 นักเรยี นทำงานร่วมกบั ผ้อู ืน่ ได้อยา่ งสรา้ งสรรค์ ยอมรบั ความคิดเหน็ ของสมาชิกในกลุ่มได้ (A)
3. สาระสำคญั
แรงตั้งฉากหรือแรงปฏิกิริยาตั้งฉาก (normal force) คือ แรงที่วัตถุ 2 สิ่งที่กระทำซึ่งกันและกัน จะ
เกิดแรงนขี้ ้นึ เกือบทกุ ครัง้ ทว่ี ัตถสุ ัมผสั กัน (แรงนจ้ี ะไม่เกดิ ในกรณี เช่น ยกกล่องใหล้ อยจากพน้ื พอดี ผิวของ
กลอ่ งกบั พื้นสมั ผัสกนั แต่มนั ไม่มแี รงตอ่ กนั ) ซ่งึ แรงนม้ี ที ศิ ทางต้งั ฉากกบั ผิวสมั ผัสเสมอ
155
แรงเสียดทาน (friction force) เป็นแรงที่ต้านการเคล่ือนที่ของวัตถุ เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ
แรงเสียดทานมี 2 ชนดิ ดังน้ี แรงเสยี ดทานสถติ ิ และแรงเสียดทานจลน์
กฎแรงดึงดูดระหวา่ งมวลของนิวตัน วัตถุทั้งหลายในเอกภพจะออกแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยขนาด
ของแรงดึงดูดระหว่างวัตถุคู่หนึ่ง ๆ จะแปรผันตรงกับผลคูณระหว่างมวลวัตถุทั้งสอง และจะแปรผกผันกับ
กำลังสองของระยะทางระหวา่ งวัตถุท้ังสองนั้น สามารถเขยี นอยู่ในรูปของสมการทางคณติ ศาสตรไ์ ด้ ดังนี้
FG = G m1m2
R2
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันทั้งสามข้อเป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญมากในวิชาฟิสิกส์ ซึ่งสามารถทำให้
เขา้ ใจหรอื ใชอ้ ธบิ ายสาเหตุของการเปลี่ยนสภาพการเคล่ือนท่ีของวัตถทุ ุกชนดิ และทุกกรณี ท้ังการเคลื่อนท่ี
บนโลก นอกโลก และในเอกภพ และยังสามารถอธิบายเรื่องสมดลุ และการเคลื่อนทข่ี องวตั ถุต่าง ๆ ได้
4. สาระการเรยี นรู้
1. แรงเสียดทาน
2. แรงดงึ ดูดระหว่างมวล
3. การประยุกตใ์ ชก้ ฎการเคลอ่ื นที่
5. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ⬜ 2. ซื่อสตั ย์สุจรติ
⬜1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ☑ 4. ใฝเ่ รยี นรู้
☑ 3. มวี นิ ยั ☑ 6. ม่งุ มนั่ ในการทำงาน
⬜ 5. อยู่อย่างพอเพยี ง ⬜ 8. มีจติ สาธารณะ
⬜ 7. รกั ความเปน็ ไทย
6. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน 2. ความสามารถในการคิด
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
7. ทักษะของผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 (3R 8C+2L)
☑ 1. ทักษะการอ่าน (Reading)
☑ 2. ทักษะการเขียน (Writing)
☑ 3. ทกั ษะการ คดิ คำนวณ (Arithmetic)
⬜ 4. ทักษะดา้ นการคดิ อย่างมีวิจารณญาณและทกั ษะในการแกป้ ัญหา (Critical thinking and
problem solving)
156
⬜ 5. ทักษะด้านการสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม (Creativity and innovation)
☑ 6. ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผ้นู ำ (Collaboration, teamwork
and leadership)
⬜ 7. ทกั ษะด้านความเข้าใจตา่ งวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural understanding)
⬜ 8. ทักษะด้าน การส่อื สาร สารสนเทศ และรเู้ ทา่ ทันสื่อ (Communication information and
media literacy)
⬜ 9. ทักษะด้านความเขา้ ใจตา่ งวฒั นธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding)
⬜ 10. ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร (Computing)
⬜ 11. ทกั ษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change)
⬜ 12. ทกั ษะการเปล่ียนแปลง (Change)
☑ 13. ทกั ษะการเรยี นรู้ (Learning Skills)
⬜ 14. ภาวะผูน้ ำ (Leadership)
8. ชิ้นงานหรอื ภาระงาน
8.1 ใบงานท่ี 5.1 เร่อื ง แรงเสียดทาน
8.2 ใบงานที่ 5.2 เรอ่ื ง แรงดงึ ดดู ระหวา่ งมวล
8.3 ใบงานท่ี 5.3 เรื่อง การประยกุ ตใ์ ช้กฎการเคลอื่ นท่ี
8.4 แบบทดสอบเรือ่ ง แรงฟสิ ิกส์ในชีวิตประจำวนั
9. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้
➢ หนว่ ยยอ่ ยท่ี 1 เรอ่ื ง แรงเสียดทาน
ช่วั โมงท่ี 1 : ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ข้ันท่ี 1 : การสรา้ งความสนใจ (Engagement Phase)
1.1 ครชู แี้ จงจุดประสงคก์ ารเรียนรู้และเรอ่ื งทจ่ี ะทำการเรียนการสอนในคาบเรียนใหน้ ักเรียนทราบ
1.2 ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั ทบทวนความรู้เดมิ เก่ยี วกบั แรงและกฎการเคลอ่ื นทข่ี องนิวตนั
1.3 ครูถามคำถามว่า “เหตุใดเวลาที่นักเรียนนั่งบนเก้าอี้ จึงรู้สึกว่ามีแรงมากระทำที่ก้นของ
นักเรยี น”
(แนวตอบ เพราะเกิดแรงตั้งฉากหรอื แรงปฏิกริ ิยาต้ังฉากระหว่างเก้าอี้ที่นักเรียนน่ังกับก้นของ
นักเรียน)
1.4 ครถู ามนกั เรียนต่อว่า นกั เรยี นรู้จักแรงปฏิกิริยาตงั้ ฉากหรือไม่ แรงนีม้ คี วามหมายว่าอยา่ งไร
(แนวตอบ แรงปฏิกริ ยิ าต้งั ฉาก เป็นแรงคกู่ ิรยิ าทว่ี ตั ถุ 2 ส่งิ กระทำซง่ึ กันและกัน จะเกิดแรงน้ี
ขึ้นเกอื บทกุ ครงั้ ที่วตั ถุสมั ผสั กนั ) ครแู จ้งนกั เรียนวา่ จะเรียนในหัวข้อ เรือ่ งแรงปฏิกริ ิยาตั้งฉาก
157
ช่ัวโมงที่ 2 : ใช้รูปแบบการเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ข้นั ท่ี 2 : ขน้ั สำรวจและคน้ พบ (Exploration Phase)
2.1 ครูทบทวนเกี่ยวกับแรงปฏิกิริยาตั้งฉากกัน และอธิบายความหมายแรงปฏิกิริยาตั้งฉากว่า
เป็นแรงคู่กิริยาโดยมีขนาดเท่ากับแรงกิริยาแต่ทิศตรงกันข้าม เพื่อเชื่อมโยงสู่เรื่องแรง
เสียดทาน ซึ่งเปน็ หัวข้อถัดไป
2.2 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแรงเสียดทาน จากหนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม
เล่ม 1 และใบความรู้ท่ี 5.1 เรือ่ ง แรงเสยี ดทาน
ชั่วโมงท่ี 3 : ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นท่ี 3 : ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ( Explanation Phase)
3.1 ครทู บทวนความรูใ้ หก้ ับนักเรยี นเก่ยี วกับแรงเสียดทาน
3.2 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของแรงเสียดทาน จากหนังสือเรียนรายวิชา
เพิ่มเติม ฟิสิกส์ เล่ม 1 และใบความรทู้ ่ี 5.1 เรื่อง แรงเสยี ดทาน
3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับประเภทของแรงเสียดทาน เพื่อให้นักเรียนสรุป
สาระสำคัญลงในสมุดจดบันทึก
3.4 ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเก่ียวกับชนิดของแรงเสียดทาน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แรงเสียด
ทานสถิต และแรงเสียดทานจลน์
3.5 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับแรงเสียดทาน ความหมายของแรงเสียดทาน ชนิด
ของแรงเสยี ดทาน การหาคา่ แรงเสียดทาน ประโยชน์ของแรงเสียดทาน
3.6 ครตู งั้ คำถามเพือ่ นำเข้าสู่การลงขอ้ สรุปคำตอบ แรงเสยี ดทานเกดิ ได้อย่างไร และแรงเสียดทาน
ส่งผลใหเ้ กดิ อะไรได้บา้ ง
ชั่วโมงท่ี 4 : ใช้รูปแบบการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ท่ี 4 : ขนั้ ขยายความรู้ (Expansion Phase)
4.1 ครูนำนกั เรียนอภิปรายและสรุปเก่ียวกับแรงเสียดทาน
4.2 ครูเปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นสอบถามเนือ้ หาเรื่อง แรงเสยี ดทาน
4.3 ครใู ห้นักเรียนทำแบบฝกึ หดั ท่ี 5.1 เรอ่ื ง แรงเสยี ดทาน
ขน้ั ท่ี 5 : ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
5.3 สงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู้และการร่วมกิจกรรมของนักเรยี นในชน้ั เรยี น
5.4 ประเมินจากการทำใบงานท่ี 5.1 เรอ่ื ง แรงเสียดทาน
158
➢ หนว่ ยยอ่ ยที่ 2 เรื่อง แรงดึงดูดระหวา่ งมวล
ช่วั โมงท่ี 1 : ใช้รปู แบบการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ข้นั ท่ี 1 : การสร้างความสนใจ (Engagement Phase)
1.1 ครูชแี้ จงจดุ ประสงค์การเรยี นรูแ้ ละเรอื่ งทีจ่ ะทำการเรียนการสอนในคาบเรยี นใหน้ ักเรียนทราบ
1.2 ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน เพื่อเป็นความรู้
พ้ืนฐานนำไปสกู่ ารศกึ ษา เร่อื ง กฎแรงดงึ ดดู ระหว่างมวลของนิวตนั
1.3 ครถู ามคำถามว่า “เหตุใดดวงจันทร์จงึ โคตรรอบโลก และโลกจงึ โคจรรอบดวงอาทิตย์”
(แนวตอบ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างมวลโลกและมวลดวง
จันทร์ทำหน้าที่เป็นแรงสู่ศูนย์กลาง ให้ดวงจันทร์สามารถโคจรรอบโลกเป็นวงกลมได้ โลกกับ
ดวงอาทิตย์ก็เช่นกันปรากฎการณ์นี้อธิบายได้ด้วยกฎแห่งความโน้มถ่วง (The law of
gravity))ครูแจง้ ใหน้ กั เรียนทราบวา่ จะไดศ้ กึ ษาเรือ่ งการหาแรงลพั ธ์
1.4 ครแู จ้งนกั เรยี นว่าจะเรยี นในหัวขอ้ เรือ่ งแรงดึงดดู ระหวา่ งมวล
ขั้นท่ี 2 : ขั้นสำรวจและค้นพบ (Exploration Phase)
2.1 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแรงดึงดูดระหว่างมวล จากหนังสือเรียนรายวิชาฟิสิกส์
เพ่ิมเติม เล่ม 1 และใบความรทู้ ่ี 5.2 เรือ่ ง แรงดึงดูดระหวา่ งมวล
2.2 ครูร่วมสนทนากับนักเรียน เรื่อง น้ำหนักของวัตถุและการเดินบนโลก และดาวเคราะห์ เพื่อ
นำไปสูค่ ำถามที่วา่ “ทำไมน้ำหนักของวตั ถบุ นโลกและดวงจนั ทร์จงึ หนกั ไม่เทา่ กนั ”
2.3 ครูให้คำถามกับนกั เรียนวา่ “ทำไมนำ้ หนักของวตั ถบุ นโลกและดวงจนั ทร์จึงหนักไมเ่ ทา่ กัน”
2.4 ครูอธิบายเกี่ยวกบั แรงดึงดูดระหว่างมวล เพื่อเชื่อมโยงไปสู่หัวข้อ กฎโน้มถ่วงสากลและสนาม
โน้มถ่วง
ช่วั โมงที่ 2 : ใชร้ ูปแบบการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นที่ 3 : ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรุป ( Explanation Phase)
3.1 ครทู บทวนบทเรียนทีเ่ รยี นมาแลว้ ด้วยการซักถามและอธบิ าย ตอบขอ้ สงสยั ของนกั เรยี น
3.2 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกฎโน้มถ่วงสากล สนามโน้มถ่วง แรงโน้มถ่วง
และนำ้ หนัก
3.3 จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมฟิสิกส์ เล่ม 1 และใบความรู้ที่ 5.2 เรื่อง แรงดึงดูด
ระหว่างมวล
3.4 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง และน้ำหนัก เพื่อให้นักเรียนสรุป
สาระสำคัญลงในสมุดจดบันทึก
159
ชั่วโมงท่ี 3 : ใช้รปู แบบการเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นที่ 4 : ข้นั ขยายความรู้ (Expansion Phase)
4.1 ครูนำนกั เรียนอภิปรายและสรุปเก่ียวกับการหาแรงลัพธ์
4.2 ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรียนสอบถามเนือ้ หาเร่อื ง การหาแรงลพั ธ์
4.3 ครูให้นักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ท่ี 5.2 เร่อื ง แรงดงึ ดดู ระหวา่ งมวล
ขน้ั ที่ 5 : ข้ันประเมนิ (Evaluation)
5.1 สังเกตพฤติกรรมการเรียนรแู้ ละการรว่ มกิจกรรมของนักเรียนในช้นั เรยี น
5.2 ประเมินจากการทำใบงานท่ี 5.2 เรอื่ ง แรงดึงดูดระหวา่ งมวล
➢ หน่วยยอ่ ยท่ี 3 เรอ่ื ง การประยกุ ต์ใช้กฎการเคลอ่ื นที่
ช่ัวโมงท่ี 1 : ใช้รูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นที่ 1 : การสรา้ งความสนใจ (Engagement Phase)
1.1 ครูชแี้ จงจุดประสงค์การเรยี นรแู้ ละเรอื่ งที่จะทำการเรยี นการสอนในคาบเรียนใหน้ ักเรยี นทราบ
1.2 ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับแรง มวล และกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
เพื่อเป็นความรพู้ ื้นฐานนำไปส่กู ารศึกษา เรอื่ ง การประยุกตใ์ ชก้ ฎการเคลอ่ื นท่ี
1.3 ครูถามคำถามว่า “ถา้ ช่ังน้ำหนักในลฟิ ต์ทก่ี ำลงั เคลื่อนที่ นำ้ หนกั จะเปน็ อย่างไร”
(แนวตอบ : เมื่อวัตถุและเครื่องชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ขึ้นลงไปด้วยกันด้วยความเร็วคงตัว (ไม่มี
ความเร่ง) แรงที่วตั ถุกระทำต่อเครื่องชั่งนำ้ หนกั จะยงั คงเทา่ กับในขณะหยุดน่ิง แต่ถ้าวัตถุและ
เครื่องชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ขึ้นลงไปด้วยกันโดยมีความเร่ง แรงกระทำระหว่างกันของท้ังสองส่ิง
จะแตกต่างกับเมื่ออยู่ในขณะหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว ในขณะนั้นเข็มชี้บอก
น้ำหนักเรยี กวา่ เปน็ นำ้ หนกั ปรากฏ (apparent weight)
1.4 ครแู จ้งให้นักเรยี นทราบวา่ คาบน้ีจะเรียนในหัวขอ้ เร่ือง การประยกุ ต์ใช้กฎการเคลอ่ื นที่
ขน้ั ที่ 2 : ขน้ั สำรวจและคน้ พบ (Exploration Phase)
2.1 ครูให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้กฎการเคลื่อนท่ี จากหนังสือเรียนรายวิชา
ฟิสกิ ส์เพิ่มเติม เล่ม 1
2.2 ครอู ธบิ ายเกย่ี วกบั การประยกุ ตใ์ ชก้ ฎการเคล่อื นท่ี
2.3 ครูอธิบายให้นักเรียนทราบว่า การเคลื่อนที่ของวัตถุในชีวิตประจำวัน สามารถนำกฎการ
เคลื่อนที่ของนิวตันและการเขียนแผนภาพวัตถุอิสระ (Free-body diagram) มาช่วยสร้าง
ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ที่เกิดจากแรงที่มากระทำกับวัตถุ
ในแตล่ ะกรณี
160
ช่ัวโมงที่ 2 : ใชร้ ูปแบบการเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ขน้ั ท่ี 3 : ข้ันอธิบายและลงข้อสรปุ ( Explanation Phase)
3.1 ครทู บทวนความรู้ให้กับนักเรียนเก่ียวกับสตู รกฎการเคล่ือนที่ของนวิ ตนั เพ่ือนำไปสหู่ ัวข้อ การ
คำนวณเกย่ี วกับเคล่อื นทต่ี ่างๆ
3.2 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการคำนวณการเคลื่อนท่ีที่เป็นไปตามกฎการ
เคลือ่ นที่ของนิวตนั เพ่ือให้นักเรียนสรุปสาระสำคัญลงในสมุดจดบันทึก
3.3 ครูและนักเรียนแต่ละร่วมกันอภิปรายสรุปเกี่ยวกับการประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ท่ี
เกย่ี วขอ้ งกับการเคล่อื นท่ีตา่ งๆ
ชั่วโมงที่ 3 : ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
ขั้นที่ 4 : ขนั้ ขยายความรู้ (Expansion Phase)
4.1 ครูนำนกั เรยี นอภปิ รายและสรุปเก่ยี วกับเรื่อง การประยกุ ต์ใช้กฎการเคลอื่ นที่
4.2 ครเู ปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นสอบถามเนอ้ื หาเรอื่ ง เรื่อง การประยกุ ต์ใชก้ ฎการเคลื่อนที่
ข้นั ท่ี 5 : ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
5.3 สังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้และการร่วมกิจกรรมของนักเรียนในชน้ั เรียน
5.4 ประเมินจากการทำใบงานท่ี 5.3 เรอ่ื ง เร่ือง การประยกุ ต์ใชก้ ฎการเคลอ่ื นที่
10. นวตั กรรมการศกึ ษา
10.3 สือ่ และอุปกรณ์การเรยี นรู้
10.3.1 หนงั สือเรยี นรายวชิ าฟิสกิ ส์เพ่ิมเติม เล่ม 1 ชนั้ ม.4-6
10.3.2 ใบความรทู้ ี่ 5.1 เรื่อง แรงเสียดทาน
10.3.3 ใบความรู้ที่ 5.2 เร่ือง แรงดึงดูดระหว่างมวล
10.3.4 Powerpoint การประยุกต์ใชก้ ฎการเคลื่อนท่ี
10.4 แหลง่ การเรียนร้ใู นหรอื นอกสถานที่
10.4.1 ห้องเรียนและห้องสมดุ
161
11. การวดั และประเมนิ ผล
ตารางเกณฑก์ ารประเมินใบงาน
ชิน้ งาน/ภาระงาน วิธีการวดั เคร่อื งมอื วดั เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การประเมนิ
ใบงานท่ี 5.1 เรื่อง แรง คะแนน 4 = ดีมาก ผา่ นเกณฑ์อยา่ งน้อยใน
เสยี ดทาน ตรวจใบงานที่ 5.1 แบบประเมินใบงาน คะแนน 3 = ดี ระดับ ดี
คะแนน 2 = พอใช้
ใบงานท่ี 5.2 เรื่อง แรง เรอื่ ง แรงเสยี ดทาน คะแนน 1 = ปรบั ปรงุ ผ่านเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน
ดึงดูดระหว่างมวล คะแนน 4 = ดมี าก ระดับ ดี
ตรวจใบงานที่ 5.2 แบบประเมนิ ใบงาน คะแนน 3 = ดี
ใบงานท่ี 5.3 เรือ่ ง การ เรอื่ ง แรงดงึ ดูด คะแนน 2 = พอใช้ ผา่ นเกณฑอ์ ย่างน้อยใน
ประยุกตใ์ ช้กฎการ ระหวา่ งมวล คะแนน 1 = ปรบั ปรุง ระดบั ดี
เคลื่อนท่ี คะแนน 4 = ดมี าก
ตรวจใบงานที่ 5.2 แบบประเมินใบงาน คะแนน 3 = ดี ผ ่ า น เ ก ณ ฑ ์ ใ น ร ะ ดั บ
แบบทดสอบท้ายหน่วย เร่อื ง การ คะแนน 2 = พอใช้ คะแนนร้อยละ 70 ข้ึน
การเรยี นรู้ท่ี 5 เร่อื ง แรง ประยกุ ตใ์ ช้กฎการ แบบทดสอบ เร่ือง คะแนน 1 = ปรับปรุง ไป
ฟสิ กิ ส์ในชวี ติ ประจำวนั เคล่ือนท่ี แรงฟิสิกสใ์ น ข้อละ 1 คะแนน
ตรวจแบบทดสอบ ชวี ิตประจำวัน
เรอื่ ง แรงฟิสิกส์ใน
ชีวิตประจำวนั
162
ตารางเกณฑก์ ารประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
คุณลกั ษณะอนั พึง วิธกี ารวดั เครื่องมอื วดั เกณฑก์ ารให้คะแนน เกณฑ์การประเมิน
ประสงค์
สงั เกต แบบสงั เกต คะแนน 5 = ดมี าก ผ่านเกณฑอ์ ย่างน้อยใน
1. มีวนิ ัย
คะแนน 4 = ดี ระดับ ปานกลาง
2. ใฝเ่ รียนรู้
คะแนน 3 = ปานกลาง
3. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรับปรงุ
สังเกต 1. แบบสังเกต คะแนน 5 = ดีมาก ผ่านเกณฑ์อย่างน้อยใน
2. ใบงานที่ 5.1 เรื่อง แรง คะแนน 4 = ดี ระดบั ปานกลาง
เสยี ดทาน คะแนน 3 = ปานกลาง
3. ใบงานที่ 5.2 เรื่อง แรง คะแนน 2 = พอใช้
ดึงดดู ระหว่างมวล คะแนน 1 = ปรบั ปรุง
4. ใบงานที่ 5.3 เรื่อง การ
ป ร ะ ย ุ ก ต์ ใ ช ้ ก ฎ ก า ร
เคลื่อนที่
สงั เกต แบบประเมนิ ใบงาน คะแนน 5 = ดมี าก ผา่ นเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน
คะแนน 4 = ดี ระดับ ปานกลาง
คะแนน 3 = ปานกลาง
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรับปรงุ
163
ตารางเกณฑก์ ารประเมนิ ทักษะของผูเ้ รียนในศตวรรษที่ 21
สมรรถะสำคัญของผ้เู รียน วิธีการวัด เครือ่ งมือวดั เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ
1. ทักษะการอา่ น สังเกต แบบสังเกตพฤติกรรม คะแนน 4 = ดีมาก ผ่านเกณฑอ์ ย่างน้อยใน
พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ระดบั พอใช้
แบบสังเกตพฤติกรรม คะแนน 2 = พอใช้
2. ทักษะการเขียน สังเกต คะแนน 1 = ปรับปรงุ ผา่ นเกณฑ์อยา่ งน้อยใน
พฤติกรรม แบบประเมินใบงาน คะแนน 4 = ดมี าก ระดับ พอใช้
คะแนน 3 = ดี
3. ทกั ษะการ คิดคำนวณ ตรวจใบงาน แบบสังเกตพฤติกรรม คะแนน 2 = พอใช้ ผา่ นเกณฑ์อย่างน้อยใน
คะแนน 1 = ปรับปรงุ ระดับ พอใช้
4. ทักษะด้านความร่วมมือ สังเกต แบบสงั เกตพฤติกรรม คะแนน 4 = ดีมาก
การทำงานเป็นทีม และ พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ผ่านเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน
ภาวะผ้นู ำ คะแนน 2 = พอใช้ ระดับ พอใช้
คะแนน 1 = ปรับปรงุ
5. ทกั ษะการเรียนรู้ สงั เกต คะแนน 4 = ดีมาก ผ่านเกณฑ์อยา่ งน้อยใน
พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ระดบั พอใช้
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรบั ปรุง
คะแนน 4 = ดีมาก
คะแนน 3 = ดี
คะแนน 2 = พอใช้
คะแนน 1 = ปรับปรุง
164
แบบประเมินใบงาน
ช่อื -สกลุ เลขท่ี .
ลำดบั ท่ี ประเด็นการประเมิน 4 คณุ ภาพการปฏบิ ตั ิการ
(ดมี าก) 321
(ดี) (ปานกลาง) (พอใช)้
1 เน้อื หาตรงตามจดุ ประสงค์ทกี่ ำหนด
2 เน้อื หามีความถูกตอ้ งสมบรู ณ์
3 ผลงานมีความคิดสร้างสรรค์
4 ผลงานมคี วามเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
5 ส่งงานตรงต่อเวลา
รวม
ลงช่อื ผปู้ ระเมนิ
./ /.
165
เกณฑ์การใหค้ ะแนนใบงาน
คณุ ภาพการปฏบิ ตั ิการ
ประเด็นที่ประเมิน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (ปานกลาง) 5 (พอใช้)
1. เนื้อหาตรงตาม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานไม่มีคว าม
จุดประสงค์ท่ี ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ
กำหนด จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ
เนื้อหาที่เรียนทุก เนื้อหาที่เรียนเป็น เนื้อหาที่เรียนบาง เนือ้ หาท่ีเรยี น
ประเด็น ส่วนใหญ่ ประเดน็
2. เนื้อหามีความ เนื้อหาสาระของ เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง
ถูกตอ้ งสมบูรณ์ ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานมคี วามถูกต้อง ผลงานมคี วามถูกต้อง ผลงานไม่มีคว าม
ถูกต้องครบถ้วน เป็นส่วนใหญ่ บางประเด็น ถกู ต้องบางประเด็น
สมบรู ณ์
3. ผลงานมี ผลงานมีความคิด ผลงานมีคว ามคิด ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานไม่มีความคิด
ความคดิ สร้างสรรค์ แปลก สร้างสรรค์ แปลก น่าสนใจ แต่ยังไม่มี สร้างสรรค์ แปลก
สร้างสรรค์ ใหม่ และมีความ ใหม่ แต่ไม่มีความ ความคิดที่แปลกใหม่ ใหม่ และไม่มีความ
เปน็ ระบบ เปน็ ระบบ เทา่ ที่ควร เป็นระบบ
4. ผลงานมีความ ผลงานมีความเป็น ผลงานมีความเป็น ผลงานส่วนใหญ่มี ผลงานส่วนใหญ่ไม่มี
เ ป ็ น ร ะ เ บ ี ย บ ระเบียบเรียบร้อย ระเบียบเรียบร้อย แต่ ความเป็นระเบียบ ความเป็นระเบียบ
เรยี บร้อย และมีความจูงใจน่า ย ั ง ม ี ข ้ อ บ ก พ ร ่ อง เรียบร้อย และ มี เรียบร้อย และ มี
อา่ นเป็นอยา่ งมาก ปรากฏเลก็ นอ้ ย ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง เ ป็ น ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง เ ป็ น
ปรากฏบางส่วน ปรากฏอย่างมาก
5. ส่งงานตรงต่อ ส่งงานตามเวลาที่ ส่งงานเกินเวลาที่ครู ส่งงานเกินเวลาที่ครู ส่งงานเกินเวลาที่ครู
เวลา ครูกำหนด กำหนด 1-2 วัน กำหนด 3-4 วัน กำหนดเวลามากกว่า
5 วัน
เกณฑก์ ารประเมิน
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
16 - 20 ดมี าก
11 - 15 ดี
6 -10
1-5 ปานกลาง
ปรับปรงุ
166
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
เลขที่ ชื่อ - สกุล มีวนิ ัย ใฝค่ วามรู้ มุ่งม่นั ในการทำงาน
5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 543 2 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
ลงชื่อ / ผู้ประเมนิ
. /.
167
เกณฑก์ ารให้คะแนนคณุ ลักษณอนั พึงประสงค์
พฤตกิ รรมบ่งชี้ คะแนน
1. มีวินัย
2. ใฝ่เรียนรู้ ดมี าก (5) ดี (4) ปานกลาง (3) พอใช้ (2) ปรับปรุง (1)
3. ม่งุ ม่ันในการ มาเรยี นร้อยละ มาเรียนร้อยละ มาเรียนร้อยละ มาเรียนร้อยละ มาเรียนตำ่ กวา่
ทำงาน
80 - 100 70 - 79 60 - 69 50 - 59 รอ้ ยละ 50
ทำการบ้านได้ ทำการบ้านได้ ทำการบ้านได้ ทำการบ้านได้ ทำการบ้านได้
ถูกต้องรอ้ ยละ ถกู ตอ้ งรอ้ ยละ ถกู ต้องร้อยละ ถกู ต้องรอ้ ยละ ถกู ต้องตำ่ กว่า
80 - 100 70 - 79 60 - 69 50 - 59 ร้อยละ 50
ส่งงานครบร้อยละ ส่งงานครบร้อย ส่งงานครบร้อย ส่งงานครบรอ้ ยละ ส่งงานครบต่ำ
80 -100 ละ 70 -79 ละ 60 -69 50 - 59 กว่าร้อยละ 50
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
➢ ตอ้ งผ่านเกณฑ์ทรี่ ะดับปานกลางข้ึนไป
168
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
เลขท่ี ชอ่ื - สกุล ความสามารถในการสือ่ สาร ความสามารถใน ความสามารถในการใช้
การคิด เทคโนโลยี
4 3 2 1 432 143 2 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
ลงชื่อ / ผู้ประเมิน
. /.
169
เกณฑ์การให้คะแนนสมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
พฤตกิ รรมบ่งช้ี คะแนน
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
ดีมาก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรงุ (1)
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ มีความสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถใน ไม่มคี วามสามารถ
เทคโนโลยี ในการพูดสื่อสาร ในการพดู ส่ือสาร การพูดสื่อสาร ในการส่ือสาร
ออกมาได้ดีเยี่ยม ออกมาได้ดีและ ออกมาได้ระดับ
และชัดเจน ชัดเจน ปานกลาง ไม่ค่อย
ชัดเจน
คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้
ร้อยละ 90 - 100 ร้อยละ 70 - 89 ร้อยละ 50 - 69 ตำ่ รอ้ ยละ 50
มีความสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถใน ไม่มคี วามสามารถ
ใ น ก า ร ใ ช้ ใ น ก า ร ใ ช้ การใช้เทคโนโลยี ใ น ก า ร ใ ช้
เทคโนโลยีในการ เทคโนโลย ีใน ในการเรียนใน เทคโนโลยีในการ
เรียนได้ดีเยี่ยม การเรียนได้ดี ระดับปานกลาง เรยี น
และคลอ่ งแคล่ว และคล่องแคลว่ และคล่องแคล่ว
เลก็ นอ้ ย
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
➢ ตอ้ งผา่ นเกณฑ์ในระดับคะแนน พอใช้ ขึ้นไป
170
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล
ทกั ษะของผู้เรยี นในศตวรรษท่ี 21
เลขที่ ชื่อ - สกุล ทกั ษะการ ทักษะการ ทกั ษะการ ทกั ษะด้าน ทกั ษะการ
อา่ น เขียน คดิ คำนวณ ความ เรียนรู้
รว่ มมือฯ
43214321432143214321
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
ลงชอ่ื ผูป้ ระเมนิ
/ /.
171
เกณฑก์ ารให้คะแนนทกั ษะของผ้เู รยี นในศตวรรษที่ 21
พฤตกิ รรมบ่งช้ี คะแนน
1. ทกั ษะการอา่ น
2. ทักษะการเขียน ดมี าก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรุง (1)
3. ทกั ษะการคิด คำนวณ
อ ่ า น ไ ด ้ อ ย ่ า ง อา่ นได้ถกู ต้องแต่ อ่านได้ถูกต้อง อ่านไม่ถูกต้อง
4. ทักษะดา้ นความรว่ มมือ การ
ทำงานเป็นทมี และภาวะผู้นำ ถูกต้อง และไม่ ติดขัดเลก็ น้อย บางตัวแปร แต่ ต้อง สับสนตัว
5. ทกั ษะการเรียนรู้ ติดขัด ตดิ ขดั แปร
เขยี นไดถ้ กู ตอ้ ง เขยี นได้ถกู ตอ้ ง เขยี นไดถ้ กู ต้อง เขยี นผิดทงั้ หมด
ทงั้ หมด เป็นส่วนใหญ่ บางตวั
มคี วามสามารถ มีความสามารถคิด มีความสามารถ ไม่มคี วามสามารถ
คดิ คำนวณไดด้ ี คำนวณได้ดี และ คิดคำนวณได้ ในการคดิ คำนวณ
เยย่ี มและ ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว แตไ่ ม่คลอ่ งตัว
คล่องแคลว่ เ ล ็ ก น ้ อ ย แ ต่
ถกู ต้องสมบรู ณ์ ถกู ตอ้ ง
ให้ความร่วมมือ ใหค้ วามร่วมมือใน ไ ม ่ ใ ห ้ ค ว า ม ไมใ่ ห้ความรว่ มมือ
ใ น ก า ร ท ำ ง า น การทำงาน เป็น ร่วมมือในการ ในการทำงานเปน็
เป็นกลมุ่ ทุกคร้ัง กลุม่ บางครัง้ ทำงานเป็นกลุ่ม กล่มุ เลย
บางครงั้
คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงาน คะแนนใบงานได้
รอ้ ยละ 90 - 100 ร้อยละ 70 - 89 ไดร้ อ้ ยละ ตำ่ กวา่ รอ้ ยละ 50
50 - 69
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
➢ ตอ้ งผ่านเกณฑใ์ นระดับคะแนน พอใช้ ข้ึนไป
กิจกรรมเสนอแนะ 172
.
. .
. .
.
บนั ทึกผลหลงั การสอน คน
สรุปผลการเรียนการสอน จำนวนนักเรียนท่ไี มผ่ ่าน
นกั เรยี นทงั้ หมดจำนวน จำนวนคน ร้อยละ
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ข้อที่ จำนวนนกั เรยี นท่ีผ่าน .
จำนวนคน รอ้ ยละ .
1 .
2 .
3 .
.
ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางแกไ้ ข
.
.
.
ข้อเสนอแนะ
.
.
.
ลงช่ือ .
( )
ตำแหนง่ ครู วิทยฐานะ .
ลงชือ่ หัวหนา้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้
( )
ลงช่อื รองผอู้ ำนวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
( )
173
ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา
ไดท้ ำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ แลว้ มีความคิดเห็นดงั น้ี
6. เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ⬜ พอใช้ ⬜ ควรปรับปรุง
⬜ ดมี าก ⬜ ดี
7. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
⬜ เน้นผูเ้ รยี นเปน็ สำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
⬜ ยงั ไม่เน้นผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ ควรปรบั ปรงุ พฒั นาตอ่ ไป
8. ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ .
. .
. .
.
ลงชื่อ .
( )
ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี น .
174
ใบความรู้ท่ี 5.1 เร่อื ง แรงเสยี ดทาน
แรงเสียดทาน (Friction)
แรงเสยี ดทาน (Friction) เป็นแรงตา้ นการเคลื่อนที่ทีส่ ัมพนั ธ์กับพื้นผิว แรงเสยี ดทานนี้แปรไปตามชนิดของพื้นผิว โดยแรง
เสียดทานซึง่ เป็นแรงต้านจะเกิดขน้ึ ในทิศทางตรงขา้ มกับแรงท่ีกระทำตอ่ วตั ถเุ สมอ
1. ประเภทของแรงเสยี ดทาน มี 2 ประเภท ดงั น้ี
1.1 แรงเสียดทานสถิต ( ) แรงเสียดทานที่เกิดขึ้น ซึ่งต้านไม่ให้วัตถุเคลื่อนที่ เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุ ค่าของ
แรงเสียดทานสถิตจะเท่ากับแรงที่มากระทำกับวัตถุโดยไม่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ และจะมีค่ามากที่สุดเมื่อวัตถุ
เคลื่อนที่ ซึ่งคือ แรงเสยี ดทานสถิตมากทีส่ ดุ (( )
โดย คือสมั ประสทิ ธ์แิ รงเสยี ดทานสถติ
1.2 แรงเสียดทานจลน์ ( ) แรงเสียดทานที่เกิดระหว่างพื้นผิวกับวัตถุ ขณะที่วัตถุเคลื่อนที่ แรงเสียดทานจลน์จะ
คงท่ีตลอดในผิวสัมผสั หนึง่
โดย คอื สัมประสิทธ์แิ รงเสียดทานจลน์ และ จะมากกวา่ เสมอ ในพนื้ ผิวสมั ผัสเดยี วกัน
2. คณุ สมบัติของแรงเสียดทาน
2.1 มที ิศขนานกบั พน้ื ผวิ
2.2 มที ศิ ตา้ นการเคล่ือนท่ีของวตั ถุ
2.3 วัตถุจะต้องสัมผสั พืน้ ผิวถึงจะมีแรงเสยี ดทาน
แผนภาพแสดงเวกเตอร์ของแรงเสยี ดทานสถติ และแรงเสียดทานจลน์
เวกเตอรข์ องแรงเสียดทานจลน์
เวกเตอร์ของแรงเสียดทานสถติ
ใบงานท่ี 5.1 เรือ่ ง แรงเสียดทาน 175
เลขท่ี .
ช่ือ – สกลุ ชัน้
ใหเ้ ตมิ ข้อความหรือความหมายของคำต่อไปนีใ้ ห้ถกู ต้องสมบรู ณ์
.1. แรงเสียดทานสถิตและแรงเสยี ดทานจลน์ เหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
2. จงหาค่าสมั ประสิทธ์ิของแรงเสยี ดทานระหว่างผิววัตถทุ วี่ างอย่บู นโตะ๊ กับวัตถุหนัก 12 กิโลกรมั ออกแรงดงึ 30 นวิ ตนั ใน
แนวราบให้วัตถุเคลื่อนท่ีได้
3. ฉดุ ลากเลื่อนมวล 300 กโิ ลกรัม ดว้ ยม้า เชอื กลากทำมมุ 35o กับแนวระดับ ถ้าสมั ประสทิ ธ์ิความเสียดทานเท่ากับ0.10 จง
หาขนาดของแรงฉุดทนี่ ้อยทีส่ ุดท่ที ำใหเ้ ลื่อนเคล่ือนท่ี
.
176
เฉลยใบงานที่ 5.1 เรอื่ ง แรงเสยี ดทาน
ชือ่ – สกลุ ชั้น เลขที่ .
ใหเ้ ติมข้อความหรือความหมายของคำต่อไปน้ีให้ถูกต้องสมบูรณ์
.1. แรงเสยี ดทานสถติ และแรงเสียดทานจลน์ เหมอื นหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
แรงเสียดทานสถิต (static friction) คอื แรงเสยี ดทานที่เกิดข้ึนระหว่างผวิ สัมผัสของวัตถุ ในสภาวะท่ีวตั ถไุ ด้รับแรง
กระทำแล้วอยู่นิ่ง .
แรงเสยี ดทานจลน์ (kinetic friction) คอื แรงเสยี ดทานทีเ่ กิดข้ึนระหวา่ งผวิ สมั ผสั ของวตั ถุ ในสภาวะท่ีวัตถุไดร้ ับแรง
กระทำแลว้ เกดิ การเคลอื่ นท่ีด้วยความเรว็ คงตวั
2. จงหาคา่ สัมประสิทธข์ิ องแรงเสียดทานระหวา่ งผิววตั ถุทีว่ างอยบู่ นโตะ๊ กับวตั ถุหนกั 12 กโิ ลกรมั ออกแรงดงึ 30 นิวตนั ใน
แนวราบให้วัตถเุ คลอ่ื นท่ีได้
จากสมการ F = fs,max
= µsN
เม่ือ 1 กโิ ลกรัม = 9.8 นิวตนั
แรงกดของวตั ถุ = 12 × 9.8 = 117.6 นิวตนั
และแรงดงึ = 30 นิวตนั
แทนค่า µs = 30 = 0.255
117.6
ดงั นั้น สัมประสทิ ธิ์ของแรงเสียดทานระหว่างผิววตั ถุ 0.255
3. ฉดุ ลากเลื่อนมวล 300 กิโลกรมั ดว้ ยมา้ เชือกลากทำมมุ 35o กบั แนวระดับ ถ้าสมั ประสทิ ธ์คิ วามเสียดทานเทา่ กับ0.10 จง
หาขนาดของแรงฉดุ ทีน่ ้อยที่สุดทีท่ ำให้เลื่อนเคล่ือนท่ี
จาก แรงลากเลื่อนในแนวระดับ = แรงเสียดทาน .
F cos θ = (mg - F sin θ)
F = µmg
µ sin θ+ cos θ
= (0.10)(300)(9.8)
(0.10) sin 35°+ cos 35°
= 335 N
ดงั นนั้ ขนาดของแรงฉุดทีน่ ้อยที่สดุ ท่ที ำใหเ้ ล่ือนเคลื่อนทเ่ี ท่ากบั 335 นิวตนั
177
ใบความรู้ท่ี 5.2 เรอื่ ง แรงดึงดูดระหว่างมวล
นิวตันเสนอกฎแรงดึงดูดระหว่างมวลได้ว่า "วัตถุทั้งหลายในเอกภพจะออกแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยขนาดของแรง
ดึงดูดระหว่างวัตถุคู่หนึ่ง ๆ จะแปรผันตรงกับผลคูณระหว่างมวลวัตถุที่สองและจะแปรผกผันกับก าลังสองของระยะทาง
ระหวา่ งวัตถทุ ้งั สองนั้น
ตามกฎแรงดงึ ดูดระหว่างมวลท่ีนิวตนั เสนอ พจิ ารณาจากรูปที่ 1 เราจะสามารถเขยี นได้วา่
FG = G m1m2
R2
เมื่อ 1และ 2 คือ มวลของวัตถุแตล่ ะก้อน มีหน่วยเป็น กโิ ลกรัม
คือ ระยะระหว่างมวล 1กับ 2 มีหน่วยเป็น เมตร
เปน็ ค่าคงตัวความโน้มถ่วงสากล 6.673 × 10−11 นิวตนั – เมตรต่อกิโลกรัม2
เปน็ แรงดึงดดู ระหว่างมวล 1กับ 2 มหี น่วยเป็น นิวตัน
แรง ตามกฎของนิวตัน มีความหมายว่า เป็นแรงดูดอย่างเดียวไม่มีแรงผลัก และเป็นแรงกระทำร่วม กล่าวคือ
มวล 1และ 2 ตา่ งฝ่ายตา่ งดูดซง่ึ กนั และกนั ด้วยแรงขนาด ตามสมการขา้ งต้น แตท่ ิศทางตรงขา้ มกนั
2. สนามโนม้ ถ่วง แรงโน้มถ่วงและน้ำหนัก
โลกดึงดูดวัตถุนั้น อาจถือว่า โลกแผ่สนามของแรงออกไปรอบๆ เรียกว่า สนามโน้มถ่วง มีทิศทางเข้าสู่
ศูนย์กลางโลก สนามโน้มถ่วงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ แทนด้วยสัญลกั ษณ์ ⃑ โดยสนามโน้มถ่วงของโลกท่ีตำแหน่งใดๆ หาได้จาก
สมการแรงดึงดูดของโลกทีก่ ระทำตอ่ วตั ถุมวลหนึ่ง ด้วยสมการ
g = G มีคา่ เท่ากับ 9.8 /
2
ใบงานท่ี 5.2 เร่อื ง แรงดงึ ดดู ระหวา่ ง 178
เลขที่ .
ชือ่ – สกลุ ช้นั
จงแสดงวธิ ที ำอยา่ งละเอียด
.1. ดาวเคราะหด์ วงหนึง่ มมี วล และรัศมีเปน็ 2 เท่าของโลกจะมคี วามเร่งโน้มถ่วงเป็นกี่เทา่ ของโลก
2. มวล 5 กิโลกรัม และ 10 กิโลกรัม อยู่ห่างกัน 10 เมตร จะมีแรงดึงดูดระหว่างมวลเท่าไร กำหนดให้ G = 6.67 x 10-11
Nm2/kg2
3. ดาวเคราะห์สมมติดวงหนึ่งมีมวล 1/100 เท่าของโลก และมีรศั มี 1/4 เทา่ ของโลก ถา้ คนหนง่ึ หนกั 600 นวิ ตันบนโลก เขา
จะหนกั เท่าใดบนดาวเคราะห์สมมตดิ วงนี้
.
179
เฉลยใบงานที่ 5.2 เร่ือง แรงดึงดูดระหวา่ งมวล
ชอื่ – สกลุ ช้ัน เลขท่ี .
จงแสดงวิธที ำอยา่ งละเอยี ด
.1. ดาวเคราะห์ดวงหน่งึ มมี วล และรัศมเี ป็น 2 เทา่ ของโลกจะมคี วามเร่งโน้มถ่วงเป็นกเี่ ทา่ ของโลก
จากสมการ g= Gme
Re2
m = 2me
r = 2Re
จะได้ g= G2me
(2Re)2
g= 1 Gme
2 R2e
g = 0.5ge
ดงั นั้น ความเรง่ โนม้ ถว่ งเป็น 0.5 เท่าของโลก
2. มวล 5 กิโลกรัม และ 10 กิโลกรัม อยู่ห่างกัน 10 เมตร จะมีแรงดึงดูดระหว่างมวลเท่าไร กำหนดให้ G = 6.67 x 10-11
Nm2/kg2
จากสมการ FG = Gm1m2
R2
= (6.67×10−11)(10)(10)
(10)2
= 3.34 × 10−11 N
ดังนนั้ แรงดึงดูดระหวา่ งมวลเทา่ กับ 3.34 x 10-11 นวิ ตัน
3. ดาวเคราะห์สมมติดวงหน่งึ มีมวล 1/100 เทา่ ของโลก และมรี ัศมี 1/4 เท่าของโลก ถ้าคนหนึง่ หนัก 600 นิวตนั บนโลก เขา
จะหนักเทา่ ใดบนดาวเคราะห์สมมติดวงนี้
จากสมการ g= Gme , m = 1 me , r = 1 R e
Re2 100 4
จะได้ g= G(me/100)
(41Re)2
g= 16 Gme
100 Re2
g = 0.16ge
w = g = 0.16
we ge
w = 0.16we
w = 0.16(600) = 96 N
ดังนัน้ เขาจะหนัก 96 นวิ ตัน บนดาวเคราะห์สมมตดิ วงน้ี
ใบงานท่ี 5.3 เร่ือง การประยกุ ต์ใชก้ ฎการเคลือ่ นท่ี 180
เลขที่ .
ชอ่ื – สกลุ ชัน้
จงแสดงวธิ ีทำอยา่ งละเอียด
.ชายคนหนึง่ มมี วล 60 กโิ ลกรัม ยนื อยูใ่ นลิฟต์ จงหาแรงท่ีพ้ืนกระทำตอ่ ชายคนนี้ ในกรณี
1. ลฟิ ตเ์ คล่อื นทข่ี น้ึ ดว้ ยความเร่ง 5 เมตรต่อวนิ าที2
2. ลิฟตเ์ คลอ่ื นที่ขน้ึ ด้วยความหน่วง 5 เมตรตอ่ วินาที2
3. ลิฟต์เคลื่อนท่ีลงดว้ ยความเรง่ 5 เมตรตอ่ วนิ าที2
4. ลฟิ ต์เคลือ่ นทล่ี งด้วยความหน่วง 5 เมตรตอ่ วินาที2
.
ช่อื – สกลุ เฉลยใบงานที่ 5.3 เร่ือง การประยุกต์ใชก้ ฎการเคลื่อนที่ 181
เลขที่ .
ชั้น
จงแสดงวธิ ที ำอยา่ งละเอยี ด
ชายคนหนงึ่ มมี วล 60 กิโลกรัม ยืนอยู่ในลิฟต์ จงหาแรงท่ีพื้นกระทำต่อชายคนน้ี ในกรณี
1. ลิฟตเ์ คลื่อนท่ีขึ้นด้วยความเรง่ 5 เมตรตอ่ วินาที2
ให้ลฟิ ตเ์ คล่ือนทีด่ ว้ ยความเร่ง a ให้ N1 เป็นแรงที่พ้นื ทล่ี ฟิ ต์กระทำตอ่ ชายคนน้ี และ mg เป็นนำ้ หนักของชายคนนี้
.
จากสมการ ∑F = ma
N1 – mg = ma .
N1 = m(g + a) = 900 N .
ดงั นั้น กรณีที่พน้ื ลิฟต์ออกแรงกระทำ 900 นิวตัน
.
2. ลฟิ ต์เคลอ่ื นทข่ี น้ึ ดว้ ยความหน่วง 5 เมตรตอ่ วนิ าที2
ใหล้ ิฟตเ์ คล่ือนทด่ี ้วยความหน่วง -a ให้ N2 เป็นแรงทีพ่ น้ื ท่ลี ิฟตก์ ระทำต่อชายคนนี้เชน่ เดียวกับข้อ 1 .
จากสมการ ∑F = ma .
.
N2 – mg = ma .
N2 = m(g - a) = 300 N .
.
ดงั นั้น กรณีท่ีพื้นลฟิ ต์ออกแรงกระทำ 300 นิวตัน
.
182
3. ลฟิ ต์เคลอ่ื นทีล่ งด้วยความเร่ง 5 เมตรต่อวินาที2
ใหล้ ฟิ ต์เคล่ือนท่ีด้วยความหน่วง a ให้ N3 เปน็ แรงท่พี น้ื ที่ลฟิ ต์กระทำต่อชายคนน้ี .
จากสมการ ∑F = ma .
mg – N3 = ma .
N3 = m(g - a) = 300 N
ดงั น้ัน กรณีท่ีพ้นื ลิฟต์ออกแรงกระทำ 300 นิวตนั
4. ลฟิ ตเ์ คลอ่ื นทลี่ งด้วยความหน่วง 5 เมตรตอ่ วินาที2
ให้ลฟิ ตเ์ คล่ือนท่ดี ว้ ยความหน่วง -a ให้ N4 เปน็ แรงทพ่ี ืน้ ท่ีลิฟตก์ ระทำต่อชายคนนี้ .
จากสมการ ∑F = ma .
mg – N4 = ma .
N3 = m(g + a) = 900 N
ดงั นน้ั กรณีท่ีพนื้ ลิฟต์ออกแรงกระทำ 900 นวิ ตัน
แบบทดสอบเรอ่ื ง แรงฟิสกิ ส์ในชีวติ ประจำวัน 183
เลขที่ .
ชอื่ – สกลุ ช้ัน
คำชแ้ี จง : ให้นกั เรียน คำตอบที่ถูกต้องเพยี งคำตอบเดียว ลงในกระดาษคำตอบ
1. แรงเสียดทานคอื อะไร 6. ใครคิดคน้ ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง
ก. แรงท่ชี ่วยไม่ให้วัตถจุ มลงในของเหลว
ข. แรงที่ตา้ นการเคลือ่ นทขี่ องวัตถุ ก. อาร์มสตรอง ข. นวิ ตัน
ค. แรงทมี่ ีทศิ เดียวกบั การเคลอ่ื นที่
ง. แรงทช่ี ว่ ยให้ลอยน้ำได้ ค. ไอสไตน์ ง. คลนิ ตัน
2. ขอ้ ใดต่อไปนีเ้ ปน็ การเพมิ่ แรงเสียดทาน 7. ระหวา่ งมวลสองกอ้ น แรงดงึ ดดู ที่กับทำกับมวลแตล่ ะ
ก. ลงข้ีผ้ึงบนผิวพ้นื หอ้ ง
ข. ใส่นำ้ มันหลอ่ ลนื่ ในโซจ่ กั รยาน กอ้ นจะมีขนาดเทา่ กนั แต่ทิศทางของแรงตรงข้ามกนั
ค. ใช้รองเทา้ ทม่ี ีดอกยาง
ง. เทน้ำลงบนพ้นื ซีเมนต์ แรงคู่นเ้ี รียกวา่ แรงอะไร
3. ข้อใดเปน็ ประเภทของแรงเสียดทาน ก. แรงดึง แรงตา้ น
ก. แรงเสยี ดทานจลน์
ข. แรงเสียดทานลพั ธ์ ข. แรงกริ ิยา แรงปฏิกริ ยิ า
ค. แรงเสียดทานข้าว
ง. แรงเสยี ดทานศกั ย์ ค. แรงผลัก แรงกระตุ้น
4. จากภาพ เป็นแรงเสยี ดทานประเภทใด ง. แรงขนึ้ แรงลง
ก. แรงเสยี ดทานจลน์ 8. เพราะเหตใุ ดดาวเทียมหรอื ดวงจนั ทร์จงึ สามารถโคจร
ข. แรงเสยี ดทานสถติ
ค. แรงเสียดทานจลนแ์ ละสถติ รอบโลกได้
ง. ไมม่ ีแรงเสยี ดทาน
5. ขอ้ ใดไมใ่ ชป่ จั จัยทม่ี ผี ลต่อแรงเสียดทาน ก. เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียม
ก. แรงกดตัง้ ฉากผวิ สมั ผสั
ข. ลักษณะผิวสมั ผสั กับโลกซงึ ทำหนา้ ที่เป็นแรงสศู่ นู ย์กลาง
ค. ชนิดผิวสัมผสั
ง. ขนาดผิวสมั ผสั ข. เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียม
กับโลกซงึ ทำหนา้ ท่เี ปน็ แรงเรง่ สู่ศูนย์กลาง
ค. เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียม
กับโลกซงึ ทำหนา้ ท่เี ป็นความเร็วส่ศู ูนย์กลาง
ง. เน่ืองจากมแี รงดงึ ดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียมกับ
โลกซึงทำหน้าท่เี ปน็ แรงตา้ นสู่ศนู ยก์ ลาง
9. แรงทโี่ ลกกระทำกบั เราเรียกว่าอะไร
ก. แรงโน้มถว่ ง ข. แรงดึงดูด
ค. ข้อ 1 และขอ้ 2 ง. ไมม่ ขี อ้ ถูก
10. เหตกุ ารณใ์ ดอธบิ ายแรงโน้มถว่ งได้ดที สี่ ุด
ก. ตกต้นไม้
ข. ตกปลาที่ทะเล
ค. เครือ่ งบินกำลงั บินข้ึน
ง. ลูกโป่งแตก
184
เฉลยแบบทดสอบเร่อื ง แรงฟสิ กิ ส์ในชวี ิตประจำวัน
ชอื่ – สกลุ ชน้ั เลขที่ .
คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรยี น คำตอบที่ถกู ต้องเพยี งคำตอบเดียว ลงในกระดาษคำตอบ
1. แรงเสยี ดทานคอื อะไร 6. ใครคิดค้นทฤษฎีแรงโนม้ ถ่วง
ก. แรงทช่ี ่วยไมใ่ ห้วตั ถุจมลงในของเหลว
ข. แรงท่ตี า้ นการเคล่ือนที่ของวัตถุ ก. อาร์มสตรอง ข. นิวตนั
ค. แรงทม่ี ีทศิ เดียวกับการเคล่ือนท่ี
ง. แรงทชี่ ่วยให้ลอยน้ำได้ ค. ไอสไตน์ ง. คลินตัน
2. ข้อใดต่อไปนเี้ ปน็ การเพม่ิ แรงเสียดทาน 7. ระหวา่ งมวลสองก้อน แรงดึงดดู ที่กับทำกับมวลแต่ละ
ก. ลงข้ีผึ้งบนผวิ พ้ืนหอ้ ง
ข. ใสน่ ้ำมนั หล่อลน่ื ในโซ่จักรยาน ก้อนจะมีขนาดเท่ากนั แตท่ ศิ ทางของแรงตรงข้ามกัน
ค. ใช้รองเท้าที่มีดอกยาง
ง. เทน้ำลงบนพื้นซีเมนต์ แรงคูน่ ี้เรียกว่าแรงอะไร
3. ข้อใดเป็นประเภทของแรงเสียดทาน ก. แรงดงึ แรงต้าน
ก. แรงเสียดทานจลน์
ข. แรงเสยี ดทานลพั ธ์ ข. แรงกิริยา แรงปฏิกิรยิ า
ค. แรงเสยี ดทานข้าว
ง. แรงเสยี ดทานศกั ย์ ค. แรงผลัก แรงกระตนุ้
4. จากภาพ เปน็ แรงเสยี ดทานประเภทใด ง. แรงขึ้น แรงลง
ก. แรงเสียดทานจลน์ 8. เพราะเหตุใดดาวเทียมหรือดวงจนั ทรจ์ ึงสามารถโคจร
ข. แรงเสยี ดทานสถติ
ค. แรงเสยี ดทานจลนแ์ ละสถติ รอบโลกได้
ง. ไมม่ แี รงเสยี ดทาน
5. ขอ้ ใดไมใ่ ชป่ จั จยั ที่มผี ลต่อแรงเสียดทาน ก. เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียม
ก. แรงกดตัง้ ฉากผิวสมั ผัส
ข. ลักษณะผวิ สัมผัส กับโลกซึงทำหน้าท่เี ป็นแรงสศู่ นู ยก์ ลาง
ค. ชนดิ ผิวสัมผัส
ง. ขนาดผิวสมั ผัส ข. เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียม
กับโลกซึงทำหนา้ ทเ่ี ป็นแรงเร่งสู่ศูนย์กลาง
ค. เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียม
กับโลกซงึ ทำหน้าที่เปน็ ความเร็วสศู่ ูนย์กลาง
ง. เนือ่ งจากมแี รงดงึ ดูดระหว่างมวลระหวา่ งดาวเทียมกับ
โลกซึงทำหน้าทีเ่ ป็นแรงต้านสูศ่ ูนย์กลาง
9. แรงทโ่ี ลกกระทำกับเราเรยี กว่าอะไร
ก. แรงโน้มถว่ ง ข. แรงดงึ ดดู
ค. ขอ้ 1 และขอ้ 2 ง. ไมม่ ขี อ้ ถูก
10. เหตกุ ารณ์ใดอธิบายแรงโนม้ ถว่ งได้ดที ส่ี ดุ
ก. ตกตน้ ไม้
ข. ตกปลาทที่ ะเล
ค. เครือ่ งบินกำลังบนิ ข้ึน
ง. ลกู โป่งแตก
185
เอกสารอ้างองิ
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. หนังสือเรียนรายวิชา
เพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฟิสิกส์) ม.4-6 เล่มที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย
186