พราหมณเ์ มืองนครศรธี รรมราช
The Brahamans of Nakhon Si Thammarat
(1)
รวมบทความของ
อาจารย์สมพุทธ ธุระเจน
ผศ.สุวิทย์ ทองศรเี กตุ
ผศ.ประหยัด เกษม
ผศ.ฉัตรชัย ศกุ ระกาญจน์
อาจารย์จ�ำรสั เพชรทบั
อาจารย์บณั ฑติ สทุ ธมสุ กิ
รศ.ดร.สืบพงศ์ ธรรมชาติ
นายชัยวัฒน์ สีแกว้
นายเกรยี งศกั ด์ิ จันทพันธ์
นายมานะ ช่วยชู
รศ.ดร.ปรชี า นุ่นสุข
ผศ.พิพฒั น์ กระแจะจันทร์
จารกึ หุบเขาชอ่ งคอย อ�ำเภอจุฬาภรณ์
เปน็ จารกึ ของพราหมณ์ซึ่งมีอายุเกา่ แกท่ ่สี ดุ ในภาคใต้
(2)
พราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราช
The Brahamans of Nakhon Si Thammarat
ผศ.ฉตั รชยั ศุกระกาญจน์
นายชยั วฒั น์ สแี ก้ว
บรรณาธิการ
จงั หวดั นครศรีธรรมราช
โดยสำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดนครศรธี รรมราช
และสภาวฒั นธรรมจงั หวดั นครศรีธรรมราช
จดั พมิ พ์
กนั ยายน ๒๕๖๒
(3)
ช่ือหนังสอื พราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช
ชือ่ ผแู้ ตง่ ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน,์ ชัยวัฒน์ สแี ก้ว บรรณาธิการ
ผจู้ ัดพิมพ์ ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นครศรธี รรมราช และสภาวฒั นธรรมจงั หวดั นครศรีธรรมราช
ครั้งทพี่ มิ พ์ พิมพ์ครงั้ แรก (กนั ยายน ๒๕๖๒)
ผพู้ ิมพต์ ้นฉบับ นายปกรณ์ กายโรจน์ น.ส.ปภาวี ทองจนั ทรแ์ ก้ว น.ส.พนติ นาฏ ชดู อนตรอ
จำ� นวนพิมพ์ ๔๗๐ เลม่
สถานทีพ่ ิมพ ์ หจก. โรงพมิ พ์ประยรู การพมิ พ์
เลขท่ี ๑๑๘/๖-๘ ถนนนครฯ-ทุ่งสง ต�ำบลช้างซา้ ย อ�ำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช
โทร. (๐๗๕) ๔๔๖-๑๕๕ , (๐๘๑) ๘๙๕-๙๑๔๒
ผพู้ ิมพแ์ ละผโู้ ฆษณา นายประยูร เงินพรหม
เลขสากลประจ�ำหนงั สอื /ISBN : ๙๗๘-๖๑๖-๕๔๓–๖๔๔-๑
(ข้อมูลส�ำหรบั หอ้ งสมดุ )
๒๙๔.๕๐๙๒ ฉตั รชยั ศกุ ระกาญจน์, ชัยวัฒน์ สแี กว้ บรรณาธกิ าร.
ฉ-พ พราหมณ์เมอื งนครศรธี รรมราช/ฉัตรชัย ศกุ ระกาญจน,์ ชัยวฒั น์ สีแกว้ บรรณาธกิ าร.
๒๕๖๒ พิมพค์ รั้งท่ี ๑. นครศรธี รรมราช : สำ� นักงานวัฒนธรรมจังหวดั นครศรีธรรมราช
และสภาวัฒนธรรมจงั หวัดนครศรธี รรมราช, ๒๕๖๒.
(๘) ๑๙๒ หนา้ : ภาพประกอบ ; ๒๔ ซม.
๑. พราหมณ์. ๒.นครศรีธรรมราช- ประวตั ศิ าสตร์.
(๑) ช่อื เรือ่ ง.
(4)
ค�ำปรารภ
จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ช่ือว่าเป็น “เมืองพระ” ควบคู่กับการเป็น “เมืองปราชญ์” มาแต่โบราณกาล
ผู้คนส่วนใหญ่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ ส่งผลให้บ้านเมืองกลายเป็น “แหล่งความเจริญทางการศึกษาและศาสนา” อีกแห่งหน่ึง
ในคาบสมทุ รไทย เร่อื งนถี้ ือเป็นความโดดเดน่ ท่ผี ูค้ นและสว่ นราชการทเ่ี ก่ยี วขอ้ งพึงรกั ษาและส่งเสริมเอาไว้อยา่ งตอ่ เน่อื ง
ในปงี บประมาณ ๒๕๖๒ จงั หวดั ไดร้ บั การจดั สรรงบประมาณจากงบยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาจงั หวดั เพอ่ื ใชใ้ นภารกจิ
ตา่ งๆ จำ� นวนหน่งึ เพ่อื จดั ทำ� หนงั สอื ออกเผยแพร่จำ� นวน ๓ ชอื่ เรือ่ ง คอื เรอ่ื ง “จดหมายเหตุงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พุทธศักราช ๒๕๖๒ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช” เรื่อง “พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ : คนดีในความทรงจ�ำ
ของชาวนครศรีธรรมราช” และเร่ือง “พราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” โดยมีนักวิชาการและผู้สันทัดการสืบค้นข้อมูล
มาช่วยกันเรยี บเรียงและจดั พิมพเ์ ป็นรูปเล่มออกเผยแพร่
จังหวัดนครศรีธรรมราชหวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ทั้งในแง่การประเทืองปัญญา
เป็นฐานความรู้เดิมเพื่อไปเสริมสร้างความรู้ใหม่ในโลกอนาคต ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างความภูมิใจแก่ผู้อ่าน โดยเฉพาะ
ผมู้ เี ลอื ดเนอ้ื เชอื้ ไขชาวนครศรธี รรมราช ใหเ้ กดิ ความรกั หวงแหนในคณุ คา่ มรดกของบา้ นเมอื งของตนไปอกี เปน็ รอ้ ยเทา่ ทวคี ณู
(นายจำ� เริญ ทิพญพงศธ์ าดา)
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
(5)
ค�ำน�ำ
ในบรรดารัฐโบราณคาบสมุทรไทย เห็นจะไม่มีรัฐใดซ่ึงมีขนาดพ้ืนท่ีกว้างขวาง และมีบทบาทส�ำคัญการค้า
การปกครอง และการศาสนาเท่าเทียม “รัฐตามพรลิงค์” ช่ือรัฐนี้เป็นท่ีรู้จักในหมู่นักเดินเรือและผู้เผยแผ่ศาสนา
ตัง้ แตพ่ ุทธศตวรรษท่ี ๕ เปน็ ตน้ มา ในชอื่ “กมลี” บ้าง “ตามพรลิงค”์ บ้าง และ “ตันหม่าหลิง” บ้าง มีระบบการเมือง
การปกครองทไ่ี ดร้ บั อทิ ธพิ ลวฒั นธรรมพราหมณจ์ ากอนิ เดยี จนเตบิ โตเปน็ “รฐั ” ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ - ๑๖ และมอี ำ� นาจ
เหนอื อาณาบรเิ วณคาบสมทุ รไทยทงั้ หมด จนอาจกลา่ วไดว้ า่ “ตามพรลงิ ค”์ หรอื “นครศรธี รรมราช” คอื ดนิ แดนของพราหมณ์
ความเจริญเติบโตของรัฐตามพรลิงค์ในยุคแรก เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากการค้าทางทะเล ที่มีพ่อค้า
จากอินเดีย ทมิฬ ชวา และจีน เข้ามาซ้ือขายสินค้า ภายใต้ปัจจัยส�ำคัญคือการมีทรัพยากรท้องถ่ินท่ีหายากในดินแดนอ่ืน
โดยมีพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายเป็นกลุ่มท่ีมีบทบาทในการขับเคลื่อนความเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการขยายความเช่ือ
ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ก่อนที่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจะเข้ามามีบทบาทแทนในศตวรรษท่ี ๑๘ เป็นต้นมา
สง่ ผลใหอ้ ทิ ธพิ ลของพราหมณ์คอ่ ยลดลงๆ
แม้ว่าปัจจุบันพราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราชจะเหลือน้อย จนแทบจะหาความเป็นพราหมณ์ที่บริสุทธิ์
และเขม้ ข้นไมไ่ ดแ้ ล้วก็ตาม แต่รอ่ งรอยทงั้ ทีเ่ ปน็ โบราณวัตถุ โบราณสถาน ความเช่อื ขนบประเพณหี ลากหลายก็ยังปรากฏ
ให้เห็นไดท้ ัว่ จังหวัด เรื่องราวของพราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราชจงึ เป็นเรื่องทนี่ ่าบนั ทกึ น่าศึกษา ก่อนที่ขอ้ มูลจะสญู สลาย
ไปตามกาลเวลา
ในนามจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอขอบคุณผู้เรียบเรียงและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่มีส่วนผลักดันให้หนังสือนี้สำ� เร็จ
ตามวัตถุประสงค์และเปา้ หมายของจงั หวัดโดยทุกประการ
(นางกฤตษญา ตระบันพฤกษ)์
วัฒนธรรมจงั หวัดนครศรีธรรมราช
(6)
สารบญั
๑. พราหมณ์ : กำ�เนิดและการเขา้ มาในนครศรธี รรมราช อ.สมพทุ ธ ธรุ ะเจน ๑
ผศ.สุวิทย์ ทองศรีเกตุ
๒. หลักแหล่งของพราหมณ์ ผศ.ประหยัด เกษม, อ.จำ�รสั เพชรทับ ๑๗
ในนครศรีธรรมราช ผศ.ฉตั รชัย ศกุ ระกาญจน์
อ.บัณฑติ สุทธมสุ กิ ๔๙
๓. บทบาทของพราหมณใ์ นนครศรีธรรมราช อ.บัณฑิต สทุ ธมสุ ิก ๗๓
๔. พธิ ีกรรมของพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช รศ.ดร.สบื พงศ์ ธรรมชาติ ๙๓
๕. มรดกพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช อ.ชัยวัฒน์ สแี กว้
อ.บัณฑติ สุทธมุสกิ ๑๒๙
6. ศลิ าจารกึ ของพราหมณใ์ นนครศรีธรรมราช เกรยี งไกร จนั ทพันธ์ ๑๔๓
7. เชอ้ื สายและตระกลู ของพราหมณ์ อ.มานะ ชว่ ยชู
รศ.ดร.ปรีชา นุ่นสุข ๑๖๑
ในนครศรีธรรมราช
๘. ภาพของศาสนาพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช ผศ.พิพัฒน ์ กระแจะจนั ทร์ ๑๖๙
จากตำ�นานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช นพ.รงั สิต ทองสมคั ร์ ๑๘๗
๙. ตำ�นานพราหมณ์เมืองนครศรธี รรมราช และชมรมชา่ งภาพนครศรีธรรมราช
ภาพสะทอ้ นชวี ิตและสังคมพราหมณ์ในสมัยอยุธยา
๑๐. ศิลปวตั ถแุ ละประเพณพี ราหมณ์
ในนครศรีธรรมราช
(7)
ศวิ ลงึ คท์ องค�ำบนฐานเงนิ และแผ่นทองเลก็ ๆ ๓ แผน่ ในผอบเงิน
พบในถ�ำ้ เขาพลเี มอื ง อ�ำเภอสิชล จังหวดั นครศรธี รรมราช พุทธศตวรรษท่ี ๑๑ - ๑๒ พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ
นครศรธี รรมราช
Golden sivalinga with silver pedestal, three gold sheets and a silver casket,
Found ina cave of Khao Pli Muang, Sichon district, Nakhon Si Thammarat Province,
6th– 7th century CE, National Museum, Nakhon Si Thammarat
ภาพ : อมรา ศรสี ุชาติ. ศรีวชิ ยั ในสุวรรณทวปี . กรมศิลปากร, ๒๕๕๙.
(8)
๑
ก�ำเนดิ และการเข้ามาของพราหมณ์
ในนครศรีธรรมราช
ก�ำเนดิ และการเข้ามาของพราหมณ์
ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูเป็นศาสนาที่มีแหล่งก�ำเนิดในเอเชียใต้คืออินเดีย ผู้นับถือที่เรียกว่าศาสนนิกชนฮินดู
ส่วนมากอยู่ในประเทศอินเดยี ทีม่ ีอยู่ในประเทศอน่ื บา้ งแตก่ เ็ ป็นจำ� นวนน้อย เชน่ ศรลี งั กา ฟลิ ปิ ปนิ ส์ อนิ โดนเี ซยี มาเลเซีย
ไทย และแอฟรกิ าใต้ เป็นต้น
ศาสนาพราหมณห์ รอื ฮินดเู ปน็ ศาสนาทีเ่ กา่ แก่ศาสนาหน่ึง เพราะมอี ายุกว่า ๔,๐๐๐ ปี เปน็ ศาสนาที่ไมม่ ีศาสดา
หรือผู้ก่อต้ัง ค�ำสอนต่างๆเกิดจากการได้ยินได้ฟังต่อๆ กันมา หรือเกิดจากประสบการณ์ของชาวฮินดูร่วมกัน จนเกิด
เป็นค�ำสอนและเป็นคัมภีร์ขึ้นจนผู้นับถือมาก มีความเช่ือและแนวทางปฏิบัติท่ีต่างกัน ท้ังในสมัยเดียวกันและต่างสมัยกัน
แม้แตช่ ่อื ของศาสนาเองก็ยงั เรียกตา่ งกนั ไปตามกาลเวลา เชน่ “ศาสนาพราหมณ์” แปลว่า “คำ� สอนของพราหมณาจารย์”
“ศาสนาฮนิ ด”ู แปลวา่ “ธรรมทส่ี อนลทั ธอิ หงิ สา” แตศ่ าสนาพราหมณแ์ ละฮนิ ดู กค็ อื ศาสนาเดยี วกนั ซง่ึ บางครง้ั เรยี กรวมกนั
วา่ “พราหมณ์-ฮินด”ู
การทมี่ ีชื่อเรยี กควบคกู่ ันไปสองชอ่ื คือ “พราหมณ์-ฮินด”ู เพราะผใู้ ห้กำ� เนิดศาสนาน้ี ในระยะแรกเริ่มเรยี กตัวเอง
วา่ “พราหมณ”์ ตอ่ มาศาสนาเสือ่ มลงระยะหนึง่ และไดม้ าฟื้นฟปู รับปรงุ เป็น “ศาสนาฮินดู” โดยเพิ่มหลกั ปฏิบัตบิ างอยา่ ง
เข้าไป มกี ารปรบั ปรงุ เนอื้ หาหลกั ธรรมค�ำสอนใหด้ ขี นึ้ คำ� วา่ “ฮนิ ด”ู เป็นภาษาเปอรเ์ ซีย แปลว่าแม่นำ้� สนิ ธุ และเป็นคำ� ทีใ่ ช้
เรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพ้ืนเมืองน้ีได้พัฒนาศาสนาพราหมณ์แล้วเรียกศาสนา
ทปี่ รับปรงุ ใหมน่ ้วี ่า “ศาสนาฮินดู” เหตนุ ้ศี าสนานจ้ี งึ มอี กี ช่อื ใหม่ว่า “ฮินดู”
สมพทุ ธ ธรุ ะเจน และ ผศ.สวุ ทิ ย์ ทองศรีเกต เรียบเรยี ง
1
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาเก่าแก่ท่ียากแก่การศึกษาเร่ืองราวให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนเหมือนศาสนาอ่ืน
เพราะว่าเนื้อหาอันเป็นแก่นแท้ของลัทธิเกิดจากแนวคิดและมโนคติท่ีลึกซ้ึงและสูงย่ิง อีกท้ังมีวิวัฒนาการที่เกิด
จากการผสมผสาน ปรบั ปรงุ เปลยี่ นแปลง และเกย่ี วขอ้ งกบั การเมอื งการปกครองทหี่ ลายซบั หลายซอ้ น จนยากแกก่ ารจำ� แนก
แจกแจงข้นั ตอนใหเ้ ห็นเดน่ ชัด
นอกจากน้ีเอกสารที่เป็นคัมภีร์ต่างๆ อันเป็นหลักฐานส�ำคัญของศาสนาน้ี แม้จะมีมากและมีมานานนับพันปี
แต่ก็มิได้รับการเผยแพร่เพราะถูกสงวนไว้เป็นสมบัติส่วนตัวของพราหมณ์แต่ละตระกูล คงมีการถ่ายทอดให้แก่ทายาท
ผู้สืบเช้ือสายเท่าน้ัน คัมภีร์เหล่านี้เพิ่งจะมีผู้รวบรวมเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๗๕๐ แต่ก็เป็นหลักฐานที่มิได้มีการตรวจสอบ
รับรองความถูกต้องมาก่อน เพราะศาสนานี้ไม่มีศาสดา ค�ำสอนทั้งปวงพราหมณ์อ้างว่าได้ยินได้ฟังมาจากเสียงสวรรค์
หรือจากโอษฐ์ของเทพเจ้าโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ค�ำสอนอันเป็นแก่นแท้ของศาสนาพราหมณ์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวท ก็เป็นพ้ืนฐานให้เกิด
ศาสนาอน่ื ทส่ี ำ� คญั หลายศาสนา เปน็ หลกั ฐานทสี่ นใจศกึ ษากนั ในหมนู่ กั ปรชั ญาสมยั ปจั จบุ นั ยง่ิ กวา่ นน้ั คำ� อธบิ ายเรอ่ื งกำ� เนดิ
จกั รวาลของศาสนาน้ี ยงั มคี วามสอดคลอ้ งและทา้ ทายขอ้ พสิ จู นท์ ฤษฎใี หมเ่ กย่ี วกบั กำ� เนดิ ของสรุ ยิ จกั รวาล ทน่ี กั วทิ ยาศาสตร์
สมยั ปจั จบุ ันก�ำลงั ศกึ ษาคน้ ควา้ กันอยู่
สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คืออักษรเทวนาครี อ่านว่า “โอม” ซ่ึงย่อมาจากอักษร อ อุ และ ม
หมายถึงเทพยิ่งใหญ่ทั้งสาม อักษร “อ” แทนพระศิวะ อักษร “อุ” แทนพระวิษณุ และอักษร “ม” แทนพระพรหม
สัญลกั ษณ์นี้บางคร้ังเรยี กวา่ “สวสั ต”ิ หรอื “สวัสตกิ ะ”
สญั ลกั ษณ์ “สวัสต”ิ หรือ “สวัสตกิ ะ”ของพราหมณ์
2
ยคุ ของศาสนาพราหมณ์
ศาสนาพราหมณ์เกิดจาการผสมผสานความเช่ือเรื่องเทพเจ้าต่างๆ ของพวกอารยันเองเข้ากับความเชื่อของชน
ถน่ิ เดิม มวี ิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศกั ราชผ่านยุคตา่ งๆ จนยากที่จะกำ� หนดยุคได้แน่นอน อย่างไรก็ตามพอทจี่ ะ
ก�ำหนดยุคได้เปน็ ๕ ยคุ คอื ยุคก่อนอารยัน (หรอื ยุคอินเดยี โบราณ) ยคุ อารยนั ยุคพระเวท ยคุ พราหมณะ และยุคฮนิ ดู
๑. ยุคกอ่ นอารยนั (หรอื ยุคอนิ เดียโบราณ)
สภาพภูมิศาสตร์ของอินเดียมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์อารยธรรมของอินเดียทุกสาขา โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ด้านสังคม การปกครอง และศาสนา ประเทศอินเดียมีพรมแดนธรรมชาติล้อมรอบทุกด้าน ทางทิศเหนือมีภูเขาหิมาลัย
เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติต้ังแต่อัฟกานิสถาน ทางตะวันตกไปจดอัสสัมทางตะวันออก มีฝั่งทะเลล้อมสามด้าน
คอื ทศิ ตะวนั ตกจดทะเลอาหรบั ทศิ ใตจ้ ดมหาสมทุ รอินเดีย ทศิ ตะวนั ออกจดอ่าวเบงกอล
แมน่ ้ำ� สำ� คญั มสี ามสาย คือแม่น�้ำสนิ ธุ (Indus) ทางทศิ ตะวนั ตกบริเวณแควน้ ปนั จาบ แม่นำ�้ คงคา (Gangese)
ในบรเิ วณทรี่ าบภาคกลางตอนเหนอื และแมน่ ำ้� พรหมบตุ ร ซง่ึ ไหลจากทเิ บตผา่ นอสั สมั และมาแตกออกเปน็ สาขายอ่ ยมากมาย
บรเิ วณทแ่ี มน่ ำ้� ทง้ั สามสายมารวมกนั เรยี กวา่ “เขตฮนิ ดสู ถาน” เปน็ แหลง่ อารยธรรมของอนิ เดยี ตงั้ แตอ่ ดตี จนกระทงั่ ปจั จบุ นั
เรยี กว่า “อารยธรรมลุ่มน�ำ้ สนิ ธ”ุ (Indus Civiliztion)
อารยธรรมลุ่มน้�ำสินธุ (Indus Civiliztion) หมายถึงอารยธรรมโบราณก่อนประวัติศาสตร์ เพ่ิงเป็นท่ีรู้จัก
ของนักประวัตศิ าสตร์และนกั โบราณคดีในต้นคริสตศ์ ตวรรษที่ ๒๐ หลงั จากที่เซอร์ จอห์น มาร์แชล (Sir John Marshall)
อธบิ ดกี รมโบราณคดขี องอนิ เดยี และคณะไดข้ ดุ คน้ ซากปรกั หกั พงั ทเ่ี มอื งโมเฮน็ โจ ทาโร (Mohenjo Daro) และเมอื งฮารปั ปา
(Harappa) ในช่วงปคี รสิ ต์ศกั ราช ๑๙๒๑-๑๙๒๔
แผนทปี่ ระเทศอนิ เดีย
3
จากหลกั ฐานทางโบราณวัตถทุ ีข่ ุดได้ ท�ำให้ทราบวา่ เมืองทง้ั สองแหง่ มีอายปุ ระมาณ ๓,๐๐๐ ปกี อ่ นคริสต์ศกั ราช
และจากการขดุ ค้นเมืองทัง้ สองแหง่ หลายครง้ั นักโบราณคดีได้พบหลกั ฐานท่แี สดงถึงความเจรญิ ด้านตา่ งๆดงั น้ี
ด้านศาสนา จากรูปเคารพทพี่ บและจากภาพของสระน�้ำสี่เหล่ียมท่อี ยู่ในเขตเมืองโมเฮ็นโจ ทาโร แสดงให้เห็นว่า
ประชาชนในสมยั น้นั มีการบูชาเจ้าแม่ (Mother Goddess) กันอยา่ งแพรห่ ลาย มีการบชู าเทพเจา้ ผชู้ ายซง่ึ เป็นสญั ลกั ษณ์
แทนพระศิวะ ในดวงตราบางดวงมีรูปพระศิวะนั่งท�ำโยคะและมีสัตว์ชนิดต่างๆแวดล้อม แสดงว่าพระศิวะเป็นเจ้าแห่งสัตว์
และมคี วามเชอื่ เรอ่ื งวิญญาณ (Animism)
ด้านผังเมือง จากผังพื้นท่ีพบว่ามีการตัดถนนอย่างเป็นระเบียบและเป็นระบบลดหล่ันกันไปคือ มีถนนสายหลัก
และถนนซอย ถนนตดั กนั ตรงทำ� มมุ ได้ ๙๐° เมอื งมกี �ำแพงลอ้ มรอบ แสดงให้เห็นถงึ การวางผังเมืองอยา่ งดี
ดา้ นสงั คมและการด�ำรงชพี จากหลักฐานทพ่ี บ แสดงใหเ้ หน็ ความเหล่อื มล�ำ้ ของที่อย่อู าศัย คือมีบา้ นขนาดใหญ่
และเลก็ อาหารหลกั มขี า้ วสาลี ขา้ วบารเ์ ลย์ อนิ ทผลมั และเนอื้ สตั ว์ สตั วเ์ ลย้ี งมวี วั ควาย แกะ แพะ แตไ่ มพ่ บหลกั ฐานของมา้
สว่ นเสือ้ ผ้าที่มีมากคือผา้ ฝา้ ย
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่กล่าวมาทั้งหมด ท�ำให้เราทราบว่าชนถ่ินเดิม ได้แก่ ดราวิเดียน (หรือทัสยุ)
ซง่ึ นกั ประวตั ศิ าสตรแ์ ละนกั ศาสนาของไทยนยิ มเรยี กวา่ “มลิ กั ขะ” เปน็ กลมุ่ ชนทมี่ คี วามเจรญิ มากอ่ น มวี ฒั นธรรมของตนเอง
มาช้านาน ก่อนท่ีพวกอารยันจะเข้ามารุกราน พวกมิลักขะมีวัฒนธรรมด้อยกว่าพวกอารยัน เหตุปัจจัยส�ำคัญท่ีท�ำให้
พวกอารยันรบชนะดราวิเดียน (ทสั ย)ุ คอื การใชม้ ้าเป็นพาหนะ
๒. ยคุ อารยัน
นกั ประวตั ศิ าสตรย์ อมรบั วา่ พวกอารยนั ไมใ่ ชช่ นถน่ิ เดมิ ของอนิ เดยี แตเ่ ปน็ ชนทอี่ พยพมาจากดนิ แดนภายนอก
เข้าสู่ประเทศอินเดีย และได้รุกรานชนถิ่นเดิมเม่ือประมาณ ๑,๕๐๐-๒,๕๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช มีข้อถกเถียงกันมา
เก่ียวกับก�ำเนิดของชนชาติอารยันและระยะเวลาที่เข้ามาสู่อินเดียและประเทศใกล้เคียง นักประวัติศาสตร์ชาติต่างๆ ได้
พยายามหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่า ประเทศของตนเป็นถ่ินฐานเดิมของชนชาติอารยัน ถ่ินเดิมของชนชาติอารยัน มีทฤษฎี
ท่กี ล่าวถึงหลายทฤษฎี แตม่ ีทฤษฎที ีน่ ักประวตั ศิ าสตร์ยอมรับ ๒ ทฤษฎี คอื
๒) ทฤษฎีของแมคโดเนลล์ (Mc.Donell) ทฤษฎนี เี้ ชื่อวา่ ถ่ินเดิมของชนชาตอิ ารยันอย่ทู างทศิ ตะวนั ออก
เฉียงใต้ ระหว่างเทอื กเขาออสเตรยี น แอลป์ (Austrian Alps) ทางตะวันตก ภเู ขาโบเมอร์ วาลต์ (Bohmer Wald) ทางเหนือ
ภูเขาคาร์เปเธียนส์ (Carpathians) และคาบสมุทรบอลข่านทางใต้ อันได้แก่บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศออสเตรีย
และฮังการี ทฤษฎีน้ีได้รับการสนับสนุนจาก ดร.กิลเลส (Dr.Giles) ที่กล่าวว่าพวกอารยันเดิมเรียกว่า “วิโรส” (Wiros)
และเรยี กตวั เองว่า “อารยะ”
๒) ทฤษฎีการแพร่กระจาย ทฤษฎีน้ีได้ประมวลข้อคิดเห็นของบรรดานักปราชญ์เข้าด้วยกัน แล้วสรุปว่า
ชนชาติอารยันสืบเช้ือสายมาจากต้นตระกูลคอเคเซียน พวกอารยันได้รวมตัวกันอย่างเป็นปึกแผ่นที่บริเวณภูเขาคอคะซัส
4
และบริเวณรอบๆ ทะเลสาบแคสเปียนอันเป็นตอนกลางของทวีปเอเชีย เม่อื กาลเวลาผา่ นไปหลายศตวรรษ ชนชาติอารยนั
ก็ได้แตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า ไปเป็นบรรพบุรุษของชนชาติต่างๆ ท้ังในทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ซึ่งพอจะแบ่งได้
เป็น ๓ กลมุ่ ใหญ่ คอื
กลุ่มท่ี ๑ เดนิ ทางไปทางทศิ ตะวนั ตกของทะเลสาบแคสเปยี น ไปเป็นบรรพบุรษุ ของชาวยุโรป ได้แก่ อติ าลี กรซี
กลมุ่ ประเทศสแกนดเิ นเวีย เยอรมนี และรสั เซยี ในบรรดาชนชาติเหล่าน้ี ชนชาติเยอรมันไดย้ ืนยันชดั เจนจนกระทัง่ ปัจจุบัน
วา่ พวกตนสืบเชอื้ สายมาจากชนชาติอารยนั
กลุ่มท่ี ๒ เดินทางผ่านคาบสมุทรบอลข่านข้ามช่องแคบดาร์ดะเนลล์และบอสฟอรัสซึ่งอยู่ระหว่างทวีปยุโรป
และทวปี เอเชีย เขา้ ไปตั้งถนิ่ ฐานในอฟั กานิสถานและเปอร์เซยี และไปเปน็ บรรพบรุ ุษของชาวอหิ ร่านในปัจจบุ นั
กลุ่มที่ ๓ เดินทางเข้าสู่ประเทศอินเดียทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านช่องแคบไคเบอร์ (Khyber) การาโกรัม
(Karakoram) และโพลนั (Bolan) เปน็ ต้น จากน้นั พวกอารยันก็คอ่ ยๆ รกุ รานอนิ เดียเร่มิ จากท่ีราบลมุ่ น้�ำปนั จาบ ลมุ่ น้�ำสนิ ธุ
และลุ่มน�ำ้ คงคาตามล�ำดับ
แมว้ า่ พวกอารยนั จะแยกยา้ ยออกไปเปน็ บรรพบรุ ษุ ของชนชาตติ า่ งๆ มาเปน็ เวลานาน แตก่ ม็ ลี กั ษณะรว่ มทปี่ รากฏ
ใหเ้ ห็น คือมีรปู รา่ งดี สูง บกึ บึน ผิวพรรณดี ภาษาท่ีใช้ก็มลี ักษณะอย่างเดียวกนั คือภาษาท่มี วี ิภตั ปิ ัจจัย ดังที่ เชอร์ วลิ เลยี่ ม
โจนส์ (Sir William Jones) นักภาษาศาสตรไ์ ด้ยืนยนั ไว้ พวกอารยันกลุม่ ที่ได้อพยพเข้าไปสปู่ ระเทศอินเดยี และได้รุกราน
ชนถน่ิ เดมิ เมอ่ื ประมาณ ๒,๕๐๐ – ๑,๕๐๐ ปกี อ่ นครสิ ตศ์ กั ราชนนั้ เปน็ กลมุ่ ทไ่ี ดใ้ หก้ ำ� เนดิ สงั คมทมี่ ชี น้ั วรรณะในศาสนาพราหมณ์
และศาสนาเชนในเวลาตอ่ มา
สังคมและศาสนาของชนชาติอารยัน เป็นสังคมชนเผ่าท่ียึดเกษตรกรรมและการเล้ียงสัตว์เป็นงานหลัก เช่น
การท�ำนา การเล้ียงแพะ แกะ และม้า เป็นต้น จากวิถีชีวิตของพวกอารยันเช่นน้ี จึงจ�ำเป็นต้องมีผู้ปกครองหรือผู้น�ำเผ่า
เรียกว่ากษัตริย์หรือราชา เพ่ือท�ำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินและรักษาความปลอดภัย เม่ือพวกอารยันรบชนะชนถิ่นเดิม
เดด็ ขาดแลว้ กเ็ รมิ่ จัดสรรหน้าที่การงานใหแ้ กค่ นของตนเองและชนถิน่ เดิม โดยมอบหมายหน้าทก่ี ารงานดีๆ ให้แก่ชนในเผา่
ของตนเอง ส่วนชนถิ่นเดิมที่เรียกว่ามิลักขะผู้มีผิวคล้�ำและด�ำ ก็ถูกก�ำหนดให้มีหน้าที่รับใช้พวกอารยัน เหตุน้ีจึงเกิดระบบ
แบ่งช้นั เป็น “วรรณะส”่ี คือ พราหมณ์ กษตั รยิ ์ แพศย์ และศทู ร
ด้านความเช่ือ พวกอารยันเชื่อและบูชาเทพเจ้าประจ�ำสวรรค์ ได้แก่ พระปชาบดี พระวรุณ และพระสาวิตรี
เทพเจ้าประจ�ำอากาศ ได้แก่ พระวายุ พระอินทร์ และพระรุทระ เทพเจ้าประจ�ำภาคพ้ืนดิน ได้แก่ พระยม พระอัคคี
และพระปฤถวี ยุคนเ้ี ป็นจดุ เริม่ ตน้ ของพหเุ ทวนิยม คอื การนบั ถอื เทพเจา้ หลายองค์
5
๓. ยุคพระเวท
เป็นช่วงเวลาประมาณ ๑,๕๐๐ – ๕๐๐ ปีกอ่ นคริสตศ์ กั ราช ศาสนาพราหมณใ์ นยุคเริ่มแรกนม้ี ลี กั ษณะเด่น
๒ ประการคือ
• ก�ำเนิดคัมภรี ์ทางศาสนาข้นึ เรียกวา่ “คัมภีรพ์ ระเวท” ไดแ้ ก่
๑) ฤคเวท เป็นรอ้ ยกรองเพือ่ ใชส้ ำ� หรับสวดอ้อนวอนเทพเจ้า
๒) ยชรุ เวท เป็นบทร้อยกรองที่คัดลอกมาจากฤคเวท น�ำมาจัดให้เป็นหมวดหมู่ ใช้ส�ำหรับสวด
อ้อนวอนเทพเจ้าเฉพาะองค์
๓) สามเวท เป็นบทสวดเพ่อื เสกนำ�้ โสมให้เปน็ น�้ำอมฤต เพ่ือใชบ้ ชู าพระอินทร์
๔) อาถรรพเวท ว่าด้วยการท�ำคุณไสยท้ังดีและร้าย ถือกันว่าคัมภีร์พระเวทเป็นศรุติ คือ เป็นคัมภีร์
ทไ่ี ด้รบั จากเทพเจา้ ผู้สงู ศักดโ์ิ ดยตรง
• ก�ำเนิดวรรณะส่ี คัมภีร์ฤคเวทได้กล่าวว่าวรรณะทั้งสี่เกิดจากส่วนต่างๆ ของพระพรหม มิได้เกิดจากการ
แบง่ งานกนั ตามหนา้ ท่ีด่ังเช่นในยุคอารยนั กำ� เนดิ ของวรรณะสี่คือ
๑) พราหมณ์ เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม มีหน้าท่ีประกอบพิธีกรรมต่างและเป็นที่ปรึกษา
ของกษัตรยิ ์
๒) กษัตรยิ ์ เกดิ จากพระอรุ ะของพระพรหม มีหน้าท่ปี ้องกันประเทศ
๓) แพศย์ เกดิ จากพระพาหาของพระพรหม มหี นา้ ท่ีคา้ ขายสร้างฐานะทางเศรษฐกจิ
๔) ศูทร เกดิ จากพระบาทาของพระพรหม เป็นผูใ้ ชแ้ รงงานมีหน้าท่ีรบั ใช้พวกอารยัน
ทั้ง ๓ วรรณะ
ในยุคพระเวทเป็นยุคที่ศาสนาพราหมณ์ได้วิวัฒนาการถึงจุดสมบูรณ์ มีความชัดเจน เราอาจจะกล่าวได้ว่า
ศาสนาพราหมณ์ได้เกิดในยคุ น้ี เมอ่ื พวกอารยันไดร้ บชนะพวกมลิ กั ขะ ไดป้ กครองดนิ แดนเดมิ ของชนถิ่นเดมิ อยา่ งเบ็ดเสร็จ
ก่อใหเ้ กิดความสามคั คีและเกดิ ความมน่ั คงทางศาสนา พวกอารยนั ไดน้ ำ� สง่ิ ตา่ งๆ ที่ชนถ่นิ เดมิ นับถอื เช่น ดิน นำ้� ลม ไฟ
ตน้ ไมใ้ หญ่ ยกยอ่ งใหเ้ ปน็ เทพเจา้ รว่ มกบั เทพเจา้ ของชนชาตอิ ารยนั เทพเจา้ ทสี่ ำ� คญั เชน่ พระสาวติ รี (เทพเจา้ แหง่ พระอาทติ ย)์
พระวรณุ (เทพเจ้าแหง่ ฝน) พระอนิ ทร์ (เทพเจา้ ผูส้ รา้ งโลก) และพระยม (เทพเจ้าแหง่ ความตาย) เป็นต้น
๔. ยุคพราหมณะ
เป็นช่วงเวลาประมาณ ๑,๕๐๐ – ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อมีการคัดลอกคัมภีร์คฤเวทมาจัดเป็น
หมวดหมู่เรียกว่า “ยชุรเวท” น้ัน การประกอบพิธีกรรมตามคัมภีร์มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น จะต้องมีการประกอบพิธี
ให้ถูกต้องทุกข้ันตอน เทพเจ้าจึงจะลงมาอวยพรตามค�ำอ้อนวอนของเจ้าบ้าน ถ้าท�ำพิธีไม่ถูกต้อง เทพเจ้าก็จะลงโทษ
6
แทนทอ่ี ำ� นวยประโยชนใ์ หผ้ ู้เรียนรแู้ ละผเู้ ชยี่ วชาญการประกอบพธิ ีมีพวกเดียวคอื พวกพราหมณ์ ฉะนนั้ ผู้ท่ีจะทำ� พิธีบชู ายญั
จะต้องมอบใหพ้ ราหมณเ์ ท่านนั้ พวกพราหมณ์จึงมอี ทิ ธิพลมากทสี่ ุด ดังมคี �ำอุปมาวา่ “จกั รวาลทัง้ หมดอยู่ใต้อ�ำนาจเทพเจ้า
เทพเจ้าอยู่ใต้อ�ำนาจเวทมนต์ เวทมนต์อยู่ใต้อ�ำนวยพวกพราหมณ์ ฉะนั้นพวกพราหมณ์จึงเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง” ในยุคนี้
พวกพราหมณม์ ีอำ� นาจและลาภสักการะมาก จนมวั เมาในลาภสักการะและประพฤตติ นไม่เหมาะ มกี ารชกั ชวนใหผ้ ศู้ รทั ธา
ใชส้ ตั วแ์ ละมนษุ ย์เปน็ เครือ่ งเซ่นสรวงบชู า แทนท่ีจะใชด้ อกไม้ ธูปเทยี น ก�ำยาน ดังเชน่ แตก่ อ่ น เม่อื เปน็ เชน่ นีพ้ วกพราหมณ์
ท่ีมีอุดมการณ์ก็มองว่าการประกอบพิธีบูชายัญของพวกพราหมณ์เป็นส่ิงไร้สาระ ก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้อ่ืน จึงได้แสดง
ความคิดเห็นคัดค้าน แต่เนื่องจากไม่สามารถทัดทานความคิดอนุรักษ์นิยมได้ พวกพราหมณ์หนุ่มเหล่าน้ีจึงได้หนีไปอยู่ป่า
เรียกว่า “อรัณยะกะ” ไปเป็นฤษีบ�ำเพ็ญเพียร และขบคิดวิธีจะเข้าถึงโมกษะด้วยวิธีอื่นแทนวิธีบูชายัญ เหตุน้ีจึงเกิดลัทธิ
ทรมานตนเอง (Ascetics) เมอ่ื แนวคดิ ของพวกฤษแี พรห่ ลาย กไ็ ดพ้ ฒั นาเปน็ ยคุ การใชป้ ญั ญาและเหตผุ ล เรยี กวา่ “อปุ นษิ ทั ”
อุปนิษัท หมายถึงการเข้าไปนั่งใกล้พระอาจารย์ เพื่อศึกษาวิชาอันเป็นวิธีแสวงหาความรู้ในสมัยน้ัน และในยุค
อุปนิษัทนี้จะส่งเสริมการใช้เหตุผล การใช้ปัญญา หรือการใช้ความคิด ฉะน้ัน “ชญาณมรรค” (Way of Knowledge)
เปน็ วธิ เี ขา้ ถงึ โมกษะทมี่ อี ทิ ธพิ ลมากทสี่ ดุ เปน็ ทน่ี า่ สงั เกตวา่ พระพทุ ธศาสนากเ็ กดิ ในยคุ นี้ (ประมาณ ๖๐๐ ปี กอ่ นครสิ ตศ์ กั ราช)
พระพุทธศาสนาจึงได้รับอิทธิพลทางความคิดหรือระบบคิดจากยุคนี้ด้วย คือการยกย่องปัญญาให้เป็นมรรควิธีสูงสุด
ทจี่ ะน�ำไปส่คู วามพน้ ทกุ ข์ คอื เข้าถงึ นพิ พาน
๕. ยคุ ฮนิ ดู
เป็นช่วงเวลาประมาณ ๑๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราชถึงปัจจุบัน พวกพราหมณ์คิดปฏิรูปศาสนาของตน
นอกจากเพราะความเหลวแหลกของพราหมณโ์ ดยตรงแลว้ สาเหตสุ ำ� คญั ประการหนง่ึ คอื กลวั อทิ ธพิ ลของพทุ ธศาสนาสมยั นน้ั
เกรงวา่ ศาสนกิ ชนจะหนั กลบั มานบั ถอื พทุ ธศาสนากนั หมด โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในสมยั ของพระเจา้ อโศกมหาราช ทที่ รงรว่ มมอื
กับพระเถระทำ� สังคายนา ครั้งที่ ๓ เมอื่ พ.ศ.๒๓๔ แลว้ ได้สง่ พระภกิ ษุไปเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ
พราหมณ์ผนู้ �ำการปฏิรปู ในยุคน้ี คือ “ศงั กราจารย”์ ได้รว่ มมอื กับพระเจ้าคังกะ กษตั ริย์ผนู้ บั ถอื ศาสนาพราหมณ์
รว่ มกันปฏิรปู ศาสนาพราหมณค์ รงั้ ใหญ่ วิธีการปฏิรปู มหี ลายวิธี แต่วธิ ีทก่ี อ่ ให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงมากท่ีสดุ คือ
๑. การยกยอ่ งเทพเจ้าท่ีชนเผา่ ต่างๆ นบั ถือ ซ่งึ แต่เดิมชนเผ่านั้นกจ็ ะยกยอ่ งวา่ เทพเจา้ ทีต่ นนบั ถอื สงู กวา่ เทพเจ้า
องค์อ่ืน เรียกว่า “อติเทวนิยม” (Henotheism) พวกพราหมณ์ได้ยกย่องให้เสมอกัน เรียกว่า “ตรีมูรติ” (Trimurati)
คอื ยกยอ่ งพระพรหมเทพเจา้ ด้งั เดิมของชนชาตอิ ารยันให้เป็นผ้สู รา้ ง (Creator) ยกยอ่ งพระวิษณเุ ทพเจ้าดงั้ เดิมของอนิ เดยี
ตอนเหนือใหเ้ ปน็ ผ้รู กั ษา (Preserver) และยกยอ่ งพระศวิ ะเทพเจา้ ดั้งเดมิ ของพวกมิลกั ขะให้เปน็ ผู้ทำ� ลาย (Destroyer)
๒. การประกาศวา่ พระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ ๑๐ ปาง เรียกว่า พทุ ธอวตาร
7
๓. การแนะน�ำวิธีบูชาเทพเจ้าและเข้าถึงโมกษะอย่างง่ายๆ ด้วยการน�ำเครื่องสักการะไปเซ่นไหว้ อธิษฐานให้
เทพเจา้ ช่วยเหลือ เรียกว่า วธิ ีแสดงความภักดี (Way of Devotion) วิธีนี้คนทุกชนช้ันไมว่ ่าผู้มคี วามรหู้ รือผคู้ งแกเ่ รียน มั่งมี
ยากจน ทุกเพศทกุ วยั สามารถท�ำได้
จากผลการปฏิรูปครั้งน้ปี รากฏวา่ ประชาชนได้มานบั ถอื ศาสนาฮนิ ดูมากข้ึน จงึ อาจกลา่ วได้ว่าศาสนาพราหมณไ์ ด้
วิวัฒนาการมาเปน็ ศาสนาฮินดอู ยา่ งสมบูรณ์ต้งั แตย่ ุคน้ี
นิกายในศาสนาพราหมณ์
นิกายในศาสนาพราหมณ์ปรากฏชัดเจนในยุคที่ศาสนาน้ีได้วิวัฒนาการเป็นศาสนาฮินดูในยุคต้นพุทธกาล
เม่อื เทพเจ้าทัง้ สามพระองค์ คือ พระพรหม พระวษิ ณุ และพระศิวะ ได้รับการนบั ถือให้เปน็ เทพเจา้ สูงสุดเสมอกัน เรยี กว่า
“ตรีมูรติ” ขณะเดียวกันระบบคิดในยุคนี้ก็เน้นเร่ืองการมีเทพเจ้าองค์เดียว เรียกว่า “เอกเทวนิยม” (Monotheism)
และพฒั นาเปน็ อดุ มคตวิ า่ “พระพรหม” มหี นงึ่ เดยี วเทา่ นนั้ เรยี กวา่ “เอกนยิ ม” (Monism) แตแ่ สดงตนออกมาในรปู ลกั ษณ์
ท่แี ตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ชาวอินเดียทมี่ ีชาตพิ นั ธ์แุ ตกต่างกนั กน็ ับถอื เทพเจ้าด้ังเดมิ ของตน ว่าสูงส่งกวา่ เทพเจา้ องคอ์ ืน่
อยดู่ ี จึงเปน็ สาเหตใุ หเ้ กิดนิกายตา่ งๆ กลา่ วคือ
๑) นกิ ายไวษณว (หรือไวษณพนกิ าย) นกิ ายนนี้ ับถือพระวิษณุหรือพระนารายณเ์ ป็นเจ้า ถอื เปน็ เทพเจ้าสูงสุด
สูงกว่าพระพรหมและพระศิวะ เช่ือว่าพระองค์เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ท�ำลาย กล่าวอีกนัยหน่ึงก็คือ นิกายน้ีได้รวม
คณุ ลกั ษณะเชน่ นเ้ี ปน็ อตเิ ทวนยิ ม การนบั ถอื เทพเจา้ องคน์ สี้ งู กวา่ องคอ์ น่ื ดงั กลา่ วแลว้ อยา่ งไรกต็ าม หนา้ ทห่ี ลกั ของพระวษิ ณุ
คอื การปกป้องโลกทีพ่ ระพรหมไดส้ รา้ งข้นึ ดังนนั้ เมอื่ โลกเกดิ ยคุ เข็ญ พระองค์ก็จะเสดจ็ ลงมาชว่ ยโลกเปน็ คร้งั คราว เรยี กวา่
“อวตาร” (Incarnation) การเสด็จลงมาน้ันอาจจะมาในรปู สัตวห์ รือมนษุ ย์ก็ได้
การอวตารของพระนารายณม์ ี ๑๐ ปาง (๑๐ คร้ัง) ประกอบด้วย
ปางที่ ๑ มัสยาวตาร อวตารมาเปน็ ปลา ในสมยั กฤดายคุ (หรอื สัตยยคุ )
ปางท่ี ๒ กูรมาวตาร อวตารมาเป็นเตา่ ในสมัยกฤดายคุ
ปางที่ ๓ วราหาวตาร อวตารมาเปน็ หมู ในสมัยกฤดายคุ
ปางท่ี ๔ นรสงิ หาวตาร อวตารมาเป็นนรสิงห์ ในสมัยกฤดายคุ
ปางที่ ๕ วามนาวตาร อวตารมาเป็นคนคอ่ มหรอื คนแคระ ในสมัยไตรดายุค
ปางที่ ๖ ปรศรุ ามาวตาร อวตารมาเปน็ รามสรู ผู้มีขวานเพชร ในสมยั ไตรดายคุ
ปางท่ี ๗ รามจนั ทราวตาร อวตารมาเปน็ พระรามหรอื รามจนั ทร์ ในสมัยไตรดายคุ
ปางท่ี ๘ กฤษณาวตาร อวตารมาเปน็ พระกฤษณะ กษตั รยิ ์จนั ทรวงศแ์ หง่ กรุงทวารกา
ในสมยั ทวาปรยคุ
8
ปางที่ ๙ พุทธาวตาร อวตารมาเปน็ พระพทุ ธเจา้ ในสมัยกลยี คุ
ปางที่ ๑๐ กลั กยาวตาร อวตารมาเปน็ พระกลั กี ในตอนใกลจ้ ะส้ินกลยี ุค เป็นปางท่จี ะมีมาในอนาคต
เป็นบุรุษขี่ม้าขาวถือดาบท่ีเป็นประกายรุ่งโรจน์ดังแสงดาวหาง ปราบเหล่าร้ายให้สิ้นไป
และสถาปนาสันติสุขขึน้ ใหม่ในโลก
นารายณ์ ๑๐ ปางน้ี คนไทยคนุ้ เคยรจู้ กั กนั ดใี นปางท่ี ๗ คอื อวตารลงมาเปน็ พระรามเพอ่ื ปราบทศกณั ฑต์ ามเนอ้ื เรอื่ ง
ในคมั ภรี ร์ ามายณะ (รามเกยี รต)ิ ปางท่ี ๘ คอื อวตารลงมาเปน็ พระกฤษณะ ผทู้ ำ� หนา้ ทเี่ ปน็ สารถใี หท้ า้ วอรชนุ ตอ่ สกู้ บั กษตั รยิ ์
ทรุ โยชน์ ดงั ปรากฏในมหากาพยม์ หาภารตยุทธในคมั ภีรภ์ ควัทคตี ะ ปางที่ ๙ อวตารลงมาเป็นพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ เปน็ กศุ โลบาย
ของพราหมณผ์ ู้ปฏริ ูปศาสนาท่ีจะตอ่ ต้านอทิ ธิพลของพระพทุ ธศาสนา
พระนารายณ์หรือพระวิษณุมี ๔ กร มีพญาครุฑเป็นพาหนะ เสด็จประทับบนหลังอนันตนาคราชในวิมานแก้ว
เรียกว่าไวกูณฐซ์ ่งึ อยู่ใตส้ ะดือทะเลหรอื เกษียรสมทุ ร เรียกว่า “นารายณบ์ รรทมสินธุ”์ มีพระชายานามว่า “ลักษมี”
๒) นิกายไศวะ (หรือไศวนิกาย) นิกายน้ีนับถือพระศิวะหรือพระอิศวรว่าเป็นเจ้าผู้สูงส่งกว่าพระพรหม
และพระวษิ ณุ ทรงเปน็ ทง้ั ผสู้ รา้ ง ผรู้ กั ษา และผทู้ ำ� ลาย คอื รวมเอาคณุ ลกั ษณะของพระพรหมและพระวษิ ณมุ าไวใ้ นพระศวิ ะ
องค์เดียว มีโคนันทิเป็นพาหนะ มีตรีศูลเป็นอาวุธ สถิต ณ เขาไกรลาส พระชายานามว่า “อุมาเทวี” อย่างไรก็ตาม
หนา้ ทหี่ ลกั ของพระศวิ ะคอื การทำ� ลาย พระองคจ์ ึงมกั ถกู มองวา่ เปน็ เทพทีด่ รุ า้ ย
ศาสนิกของนิกายน้ีบูชาศิวลึงค์ อันเป็นสัญลักษณ์ของบุรุษเพศผู้สร้างโลก แสดงพัฒนาการความเจริญงอกงาม
เปน็ ตวั แทนของพระศวิ ะ (Sri Shivalingam The symbol of Lord Shiva) นบั ถอื โคนนั ทพิ าหนะของพระศวิ ะวา่ เปน็ เสมอื น
มารดาของมนษุ ย์ (Nandi – The bull a transport of Lord Shiva) พระศวิ ะมีพระโอรสท่ีประชาชนเคารพบูชาเทยี บเท่า
พระองค์อยู่สององค์ คือพระพิฆเนศ เทพเจ้าแห่งความส�ำเร็จ และพระขันธกุมาร เทพเจ้าผู้มีฤทธิ์มาก เทพทั้งสององค์น้ี
เป็นโอรสของพระศวิ ะอันเกิดจากพระชายาอุมาเทวี
พระศิวะเป็นเทพเจ้าด้ังเดิมของชาวอินเดียฝ่ายใต้หรือพวกมิลักขะ ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาเทพเสมอด้วย
พระพรหมและพระวษิ ณุ ตามกศุ โลบายของชนชาติอารยันทต่ี ้องการปฏริ ปู ศาสนาพราหมณ์ให้เป็นศาสนาฮนิ ดูเพ่อื ต่อต้าน
อทิ ธพิ ลของพระพทุ ธศาสนาในรชั สมยั ของพระเจา้ อโศกมหาราช ประชาชนในรฐั ตอนใตข้ องอนิ เดยี คอื ทมฬิ กานาเรส เตลคุ ุ
คชุ ราต และมหาราษฎร์ ต่างนับถือพระศิวะวา่ เป็นเทพเจา้ สูงสุด
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นท่ียอมรับกันว่าพวกพราหมณ์ท่ีเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทย ส่วนมากเป็นพราหมณ์ที่มาจากอินเดียใต้ พวกพราหมณ์เหล่านี้น�ำศาสนาพราหมณ์
นกิ ายไศวะเขา้ มาดว้ ย ทำ� ใหน้ กิ ายนม้ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ภาคใตข้ องประเทศไทย โดยเฉพาะนครศรธี รรมราช ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากพธิ กี รรม
ต่างๆ มุ่งเน้นบูชาพระศิวะมากกว่าพระวิษณุ เช่น ตรียัมปวาย มีการประกอบพิธีเพื่อพระศิวะ ๑๐ วัน แต่ประกอบพิธี
เพ่อื พระวิษณเุ พยี ง ๕ วนั
9
๓) นกิ ายศกั ติ นกิ ายนเี้ คารพนบั ถอื เซน่ สรวงบชู าชายาของจอมเทพทงั้ สาม คอื พระสรุ สั วดี (ชายาของพระพรหม)
พระลกั ษมี (ชายาของพระวษิ ณ)ุ และพระอมุ า (ชายาของพระศวิ ะ) คำ� วา่ ศกั ตแิ ปลวา่ อำ� นาจ พลงั ความสามารถ พลงั สง่ ใหม้ ศี รี
หมายถึงพลังท่ีสนับสนุนให้ชีวิตด�ำเนินไปด้วยดี เพราะเช่ือว่าในโลกนี้มีของคู่กัน มีมืดก็มีสว่าง มีร้อนก็มีหนาว มีบุรุษเพศ
ก็มีสตรีเพศ ดังน้ันเมื่อมีเทพผู้ชายก็มีเทวีผู้หญิงเป็นคู่บารมี เดชศักดาของมหาเทพผู้ชายผู้เป็นสวามีย่อมเผ่ือแผ่ถึงเทวี
ของเทพด้วย อีกอย่างมนุษย์มีความเช่ือว่าการเข้าถึงมหาเทพโดยตรงนั้นท�ำได้ยาก ถ้าจะท�ำอะไรให้ส�ำเร็จสมประสงค์
จะต้องบชู าบวงสรวงศกั ติ คือชายาของเทพองคน์ น้ั ดว้ ย
กลา่ วเฉพาะชายาของพระอศิ วร แมจ้ ะมีองคเ์ ดยี วคอื พระนางอมุ าก็จริง แต่มีชอ่ื เรยี กตา่ งๆ มากมายตามลักษณะ
ของศักด์ิหรือภาระหน้าที่ท่ีต่างออกไป เช่น ชื่อว่า กาลี เป็นภาคดุร้ายคู่กับพระศิวะในช่ือว่า รุทระ ชื่อว่า ทุรคา
ค่กู บั พระศิวะ ในชอ่ื ว่า ภเู ตศวร คือเจา้ แห่งภูตผี ชอื่ วา่ ปารวตี แปลวา่ นางบนภูเขา เป็นภาคท่ปี ระทับอยบู่ นภูเขาไกรลาส
กับพระศวิ ะ เปน็ ตน้ แตพ่ ระนางอุมาเทวใี นภาคตา่ งๆ ไมไ่ ดร้ ับการเคารพนับถือมากกว่าเทวอี งค์อื่นๆ
อีกประการหน่ึงมีผู้สงสัยว่าท�ำไมจึงไม่มีนิกายที่ยกย่องพระพรหม ค�ำตอบก็คือในยุคน้ีพระพรหมตกต�่ำมาก
เพราะพระพรหมมีลักษณะอุดมการณ์เป็นนามธรรม เป็นเอกนิยม หรือไม่แสดงออกเป็นรูปธรรม ไม่สามารถมีรูปร่าง
ท่ีมองเห็นชัดเจนได้ สามัญชนไม่สามารถเห็นและเข้าใจได้ จะมีเพียงนักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนเท่าน้ันท่ีนับถือ ประกอบกับ
พระพรหมไม่สามารถแสดงอิทธฤิ ทธิห์ รอื ให้คณุ ให้โทษ คนท่วั ไปจึงนยิ มนับถอื พระวิษณุและพระศวิ ะมากกวา่
สาเหตกุ ารเขา้ มาของพราหมณ์
การเข้ามาของศาสนาพราหมณ์สู่ดินแดนสุวรรณภูมิ มีผลการศึกษาว่าดินแดนสุวรรณภูมิ คือดินแดนเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความเหมาะสมทั้งด้านความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและท�ำเลที่ต้ัง จึงเป็นท่ีตั้งถ่ินฐาน
ของมนษุ ยห์ ลากหลายเผา่ พนั ธผ์ุ สมผสานกนั มแี หลง่ วตั ถดุ บิ อาหาร ผลผลติ ทางการเกษตรทม่ี คี วามหลากหลายทางชวี ภาพ
กลายเปน็ ตลาดการคา้ ขนาดใหญ่ นอกจากทองคำ� ทเ่ี ชอ่ื วา่ มกี นั มาก เปน็ ทต่ี อ้ งการของชาวอนิ เดยี แลว้ ยงั เปน็ แหลง่ เครอ่ื งเทศ
และผลติ ผลจากปา่ สินคา้ หายากเปน็ ทีต่ ้องการ เปน็ ดนิ แดนแห่งความใฝ่ฝนั ของพ่อค้านักแสวงหาโชค เป็นจดุ หมายปลาย
ทางของการแสวงหาความร�่ำรวยมาตั้งแต่ยุคโบราณมีท้ังแผ่นดินใหญ่และเกาะในทะเล เป็นแนวเขตมหาสมุทรอินเดีย
และมหาสมุทรแปซิฟิก จึงเป็นจุดยุทะศาสตร์ส�ำคัญท้ังการคมนาคม การค้า การทหาร เฉพาะอย่างยิ่งคือเป็นสะพาน
เช่ือมต่อของเส้นเดินเรือ เป็นจุดนัดพบของพ่อค้า นักเดินทางมานับพันปี รวมทั้งเป็นพื้นที่รับวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะ
จากอินเดีย ทีส่ �ำคญั คือระบบคณุ คา่ ทางศาสนาพราหมณ์ และพระพุทธศาสนา
ด้วยธรณีสัณฐานท่ีมีลักษณะพิเศษหลายประการ กล่าวคือเป็นคาบสมุทรแคบๆระหว่างสองมหาสมุทรส�ำคัญ
ของโลก เสมอื นแผน่ ดนิ ทคี่ น่ั ระหวา่ งโลกตะวนั ตกและตะวนั ออก พรอ้ มกบั ทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ เสมอื นสะพานแผน่ ดนิ จากผนื แผน่ ดนิ
ทวีปอันกว้างใหญ่ไพศาลของเอเชีย ยุโรป ต่อเน่ืองถึงแอฟริกา ลงไปอีกซีกโลกใต้อันเป็นหมู่เกาะใหญ่และกลางทวีป
ออสเตรเลีย บริเวณกลางมหาสมุทรตั้งอยู่ใกล้ศูนย์สูตร มีลมมรสุมพัดผ่าน ผ่านกระบวนการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา
10
น�ำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งดิน หิน บนบกและในน้�ำ ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุและโลหะ โดยเฉพาะ
ทองแดง ดบี กุ เหลก็ ตะกวั่ แมก้ ระทงั่ ทองคำ� ซง่ึ ลว้ นแตเ่ ปน็ แรธ่ าตสุ ำ� คญั ในสายววิ ฒั นาการดา้ นเทคโนโลยกี ารผลติ ของมนษุ ย์
รวมทั้งอญั มณมี ีค่า ผลผลิตจากปา่ สารพัด ทงั้ พืชพนั ธุธ์ ัญญาหารและสตั ว์ป่า ไม้หอม และเคร่อื งเทศ สมุนไพร ยาอายุวัฒนะ
ตลอดจนเคร่ืองหอม ซงึ่ เปน็ ทต่ี ้องการของโลกตั้งแตโ่ บราณกาล โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ตลาดของคนชนั้ สงู ในกรกี อียปิ ต์ โรมนั
อารเบยี อนิ เดยี และจนี แมก้ ระทงั่ ทรพั ยากรจากทะเล ตง้ั แตอ่ าหารจนกระทง่ั กระดองเตา่ กระดองกระ กระดกู ปลา ปะการงั
เปลือกหอยและไข่มุก ล้วนได้รับการระบุว่าเป็นของเฉพาะถิ่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นของดีท่ีสุดซ่ึงเป็นแหล่งที่ผู้คน
ตอ้ งการและเสาะแสวงหามากที่สุด
สองมหาสมุทรที่ขนาบอยู่คือมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก มีทะเลย่อยท่ีล้วนส�ำคัญ ไม่ว่าทะเลแดง
อา่ วเปอร์เซีย ทะเลอารเบีย อ่าวเบงกอล ทะเลอนั ดามนั อ่าวไทย ทะเลจนี ใต้ ทะเลชวา ทะเลฟลิ ปิ ปนิ ส์ จนถงึ อ่าวตงั เกีย๋
มีกระแสลมและกระแสน้�ำพัดพา โดยเฉพาะลมมรสุมท่ีพัดไปตามฤดูกาล น�ำพาให้เกิดและการเดินทางสัญจรทางน้�ำ
ในหลายลักษณะ ขณะที่ภาคพื้นทวีปและแผ่นดินมีเกาะแก่ง อ่าวชะวากเวิ้งที่เหมาะต่อการจอดพักหลบคล่ืนลมแรงได้
เปน็ ระยะๆ ทสี่ ำ� คญั คอื อา่ วทะเลมหาสมทุ รเหลา่ นี้ ลว้ นเชอ่ื มตอ่ กบั ทร่ี าบและลมุ่ นำ�้ สำ� คญั ทอ่ี ดุ มสมบรู ณ์ อนั เปน็ ทต่ี งั้ ถนิ่ ฐาน
ก่อเกิดอารยธรรมแรกๆของโลก ท้ังลุ่มแม่น้�ำไนล์แห่งอารยธรรมอียิปต์โบราณ ลุ่มแม่น�้ำไทกริส-ยูเฟรติสแห่งอารยธรรม
เมโสโปเตเมีย ลมุ่ แม่นำ�้ สินธแุ หง่ อารยธรรมอนิ เดีย
ดา้ นภมู ิศาสตร์
นักเดินทางเพื่อค้าขายส่วนใหญ่มักเป็นพ่อค้าชาวจีน และชาวอินเดีย นิยมเดินทางข้ามน้�ำทะเลมายังบริเวณ
คาบสมุทรภาคใต้เมืองนครศรีธรรมราช รวมถึงฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่บริเวณพื้นท่ีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปจนกระทั่ง
จดช่องแคบมะละกา ไปจนถงึ ประเทศมาเลเซยี และสงิ คโปร์
พนื้ ทบ่ี รเิ วณดงั กลา่ วขา้ งตน้ เปน็ ดนิ แดนทม่ี ลี กั ษณะมสี องดา้ น คอื ดา้ นตะวนั ตกเปน็ ทะเลอนั ดามนั ดา้ นตะวนั ออก
เปน็ ทะเลจีนใต้ ส่วนทแ่ี คบท่ีสุดในดินแดนแถบนี้คือคอคอดกระ ซงึ่ กวา้ งประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เป็นเส้นทางทส่ี ามารถย่น
ระยะทางในการเดินเรือได้ โดยท่ีไม่ต้องลงเรือไปถึงช่องแคบมะละกาปลายสุดของคาบสมุทรมลายู ซึ่งวิธีการเดินทาง
ตอ้ งใช้วธิ ีขนถา่ ยสนิ คา้ ลงจากเรอื และใช้เสน้ ทางบกในการเดินทางข้ามจากบรเิ วณคอคอดกระ ระหวา่ งฝ่งั ทะเลอนั ดามันใน
จังหวัดระนอง กับทะเลอา่ วไทยในจังหวดั ชมุ พร
เสน้ ทางผา่ นคอคอดกระนเี้ ปน็ ทน่ี ยิ มของพอ่ คา้ และพราหมณท์ เ่ี ดนิ ทางเขา้ มาเผยแผศ่ าสนา สาเหตเุ พราะวา่ สะดวก
รวดเรว็ และสามารถหลีกเลีย่ งจากการถูกปล้นสนิ ค้าโดยโจรสลดั ในบรเิ วณช่องแคบมะละกา
เมอื่ การเดนิ ทางสะดวกปลอดภยั จงึ ทำ� ใหพ้ อ่ คา้ พอใจทจ่ี ะนำ� สนิ คา้ เขา้ มาตดิ ตอ่ คา้ ขาย โดยเฉพาะทเ่ี มอื งทา่ สำ� คญั
เช่นเมืองนครศรีธรรมราช และเม่ือจ�ำหน่ายสินค้าที่น�ำมาจากประเทศของตนได้ ก็สามารถน�ำผลก�ำไรติดต่อสั่งซื้อสินค้า
จากนครศรธี รรมราชกลับไปจ�ำหนา่ ยที่ประเทศของตนดว้ ย
11
ดา้ นการค้าขายพาณชิ ยการและบริการ
ดินแดนสุวรรณภูมิอุดมด้วยผลิตผลและผลิตภัณฑ์อันเป็นสินค้าหายาก และสินค้าชั้นดีเป็นที่ต้องการของโลก
ซึ่งจากหลักฐานบันทึกจดหมายเหตุต่างๆ ท้ังของจีน อินเดีย กรีก โรมัน และอาหรับ รวมทั้งจากผลการศึกษาค้นคว้า
ทางโบราณคดี พบวา่ มรี อ่ งรอยของผลติ ผลและผลติ ภณั ฑใ์ นตลาดการคา้ ทเ่ี กย่ี วเนอ่ื งถงึ กนั ตง้ั แตท่ ม่ี ถี นิ่ กำ� เนดิ ในภาคพน้ื ทวปี
และท่ีถกู น�ำมาแลกเปลีย่ นในดนิ แดนสุวรรณภมู ิ (หรือจนิ หลนิ ) เป็นจำ� นวนมากเช่น
๑) ผลิตผลอันเกิดแต่ทะเล ได้แก่ กระดองกระ กระดองเต่า หางปลากระเบน กระดูกปลา เปลือกหอย
เปลอื กหอยเบย้ี (Cowrie) ไขม่ กุ ปะการงั ปลาแหง้ ปลงิ สาหรา่ ย โดยมกี ารระบชุ ดั ในตำ� ราเดนิ เรอื ของกรกี สมยั พทุ ธศตวรรษที่ ๗
Periplus of the Erythraean Sea ท่ี Chryse หรือสวุ รรณภูมนิ ี้ดที ส่ี ดุ
๒) ผลิตผลพืชพันธุจ์ ากปา่ ไดแ้ ก่ ข้าว อาหาร พชื ผล ผลไม้ จากสาคู มะพร้าว ไผ่ กล้วย สม้ ไม้ซงุ ไมใ้ ช้งาน
เปลือกไม้ ฝา้ ย สยี อ้ มผ้า เถาวลั ย์ หวาย ไมห้ อม ไมก้ ฤษณา (Gharu-wood) ไมม้ ะเกลือ ธูป นำ้� มนั น�้ำหอม นำ�้ อบ อำ� พนั
ข้ชี นั นำ้� มนั ปาล์ม ยางไม้ ไม้หอม เคร่ืองหอม เภสชั สมนุ ไพร สมุนไพรหายาก เครอื่ งเทศ พรกิ ไทย กานพลู ลูกจนั ทน์ การบูร
ขงิ ข่า ขมิ้น กำ� ยาน อบเชย น้ำ� ผงึ้ ครงั่ ชาด สียอ้ มผา้ คราม เหลา้ โดยในหนงั สอื อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะ มหาปโุ รหติ
แห่งราชวงศโ์ มรยิ ะเมอ่ื พทุ ธศตวรรษท่ี ๓ ไดร้ ะบุว่าไม้หอมช้นั ดีน้ันต้องมาจากสวุ รรณภูมิ
๓) ผลิตผลจากสัตวป์ า่ ได้แก่ เสือ ชา้ ง งาช้าง แรด นอแรด หนงั สตั ว์ เขาสตั ว์ กระดูกสตั ว์ ซากสตั ว์ ขนเมน่
นานานก นกแกว้ นกยงู กาขาว ไกฟ่ า้ ขนนก ขนนกกระเต็น จะงอยปากเหย่ยี ว รงั นก
๔) แรธ่ าตุและโลหะมคี า่ (ทงั้ ท่เี ป็นวัตถดุ บิ และผลิตภัณฑ)์ ได้แก่ ทอง เงนิ ดีบกุ ตะกว่ั เหลก็ ทองแดง สำ� ริด
พลวง กำ� มะถนั แกว้ ก้อน เกลือ สีสกดั โดยสุวรรณภมู ิเป็นแหล่งดีบุกทใี่ หญ่ทีส่ ุดของโลก
๕) รตั นชาติ เครื่องประดับ ได้แก่ หยก เพชร พลอย หินมีค่า หินเขียนสมี ลี าย เพชรนลิ จนิ ดา ทบั ทิม หยก
เครือ่ งประดบั แก้ว แก้วทบึ แสง ลกู ปัด เครอื่ งรางของเคารพ พระทันตธาตุ สถูปเขยี นสพี ระธาตุ ใบโพธ์ิ ทม่ี ีการระบุชดั ถงึ
การมงุ่ เดินทางไปแสวงหาในพงศาวดารราชวงศฮ์ น่ั พทุ ธศตวรรษท่ี ๔-๖
๖) เส้นใยและผ้าผ่อน เครื่องนุ่งห่มชั้นดี ได้แก่ ไหมดิบ เส้นไหม เข็ดไหม ผ้าแพร ผ้าไหม ผ้ามัสลิน
ผา้ เน้ือทอชนดิ ดี ผ้าฝ้าย ผ้าที่ทำ� มาจากแร่ใยหนิ เยียระบบั พรม เส่อื ทอ ท่ีฝา่ ยโลกตะวนั ตกระบวุ า่ สามารถหาซ้อื ไหมชัน้ ดี
จากจีนไดท้ ี่สุวรรณภมู ิ ขณะท่ีฝา่ ยจีนกร็ ะบวุ ่าหาซือ้ ผา้ ฝา้ ยไดท้ ส่ี ุวรรณภูมเิ ชน่ กนั
๗) อืน่ ๆ ได้แก่ เคร่อื งโลหะ เครอื่ งตัด เครื่องจ้ิม เกราะ สิง่ ของที่ท�ำด้วยงาชา้ ง ทเี่ ผาธูปหอม แมก้ ระทั่งขนั ที
คนฝึกช้าง ทาสเหล่าน้ีล้วนมีความหลากหลาย สูงค่า เป็นท่ีปรารถนาของชั้นในทุกอารยธรรมช้ันน�ำของโลกในสมัยน้ัน
และส่วนใหญล่ ้วนมีถิน่ ก�ำเนิดในอาณาบรเิ วณทเี่ รยี กว่าสวุ รรณภูมิ หรอื ไมก่ ต็ ้องสง่ ผ่านสุวรรณภูมิ
พ่อค้าซึ่งเป็นชาวอินเดีย มักต้องการสินค้าจ�ำพวกเครื่องเทศและเครื่องหอม เพราะถือว่าสินค้าจ�ำพวกดังกล่าว
โดยเฉพาะเครอื่ งหอมถอื วา่ มคี า่ มาก เพราะนำ� ไปใชส้ ำ� หรบั บชู าพระผเู้ ปน็ เจา้ หรอื เทพเจา้ ในอาณาจกั รหรอื บา้ นเมอื งของตน
ความสัมพันธ์ทางการคา้ ระหว่างพ่อค้าชาวอนิ เดียกับชนพนื้ เมืองจงึ แนน่ แฟน้ ย่ิงขนึ้ เมื่อกลมุ่ พอ่ คา้ ชาวอนิ เดยี มาทำ� การค้า
12
นานเข้า จึงท�ำให้ห่างหายต่อการปฏิบัติต่อเทพเจ้า แม้ปฏิบัติศาสนกิจก็ไม่เข้าถึงแก่นของศาสนา เพราะขาดนักบวช
หรอื ผปู้ ระกอบพธิ กี รรม แตพ่ อ่ คา้ จำ� ตอ้ งประกอบศาสนกจิ พธิ กี รรมดว้ ยตนเอง โดยนำ� ความรกู้ ารประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา
จากประเทศของตนมาเผยแผ่ เป็นเหตใุ หค้ นพ้ืนเมอื งหนั มาสนใจ เพราะต้องปฏิสมั พนั ธ์กนั ทางการค้า
ต่อมาพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ในเร่ืองการปฏิบัติศาสนกิจและพิธีกรรมเร่ิมเดินทางเข้ามาพร้อมกับพ่อค้า
ชาวอนิ เดีย เพื่อประกอบศาสนกิจและพิธกี รรมใหแ้ ก่พ่อค้า จงึ ได้เผยแพรค่ วามรเู้ กย่ี วกับการปฏบิ ัตศิ าสนกจิ และความเชื่อ
ตา่ งๆ ไปสชู่ าวพืน้ เมืองทีอ่ ยทู่ ่ีเมอื งทา่ ต่างๆ รวมท้งั ท่นี ครศรีธรรมราช
การเผยแพร่วัฒนธรรมของพราหมณ์ เร่ิมต้นจากการศึกษาพ้ืนฐานความเช่ือและพิธีกรรมต่างๆ ที่ชาวพื้นเมือง
ปฏิบัติตามความศรัทธาและแสดงความกตัญญูต่อวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับ โดยน�ำความเชื่อเดิมของชาวพื้นเมือง
ผสมผสานเข้ากับความเชื่อทางไสยศาสตร์ของพราหมณ์ เป็นต้น ศาสนาพราหมณ์มีความเชื่อเก่ียวกับธรรมชาติ ว่าทุกส่ิง
ทุกอย่างท่ีเกิดข้ึนมานั้น ก็เพราะเทพเจ้าเป็นผู้ลิขิตและดลบันดาลให้เกิดข้ึน ดังน้ันเมื่อพราหมณ์เดินทางไปเผยแผ่ศาสนา
ณ ที่ใด กจ็ ะมีผู้ยอมรบั และนบั ถอื ตามจำ� นวนมาก
โดยเหตทุ พ่ี ราหมณเ์ ปน็ ผทู้ คี่ วามความรอบรู้ จงึ มกั จะเปน็ ผมู้ อี ำ� นาจและบทบาทในราชสำ� นกั ของแตล่ ะอาณาจกั ร
จึงได้เข้ารับราชการถึงขั้นเป็นท่ีปรึกษาของราชส�ำนักในต�ำแหน่งปุโรหิต พราหมณ์จึงมีฐานะท่ีสูงส่งและเป็นท่ีโปรดปราน
ของผู้ปกครอง โดยเฉพาะรัฐตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ดี พราหมณ์ท่ีเดินทางเข้ามากับพ่อค้า
ยงั เมอื งนครศรธี รรมราชน้นั สนั นษิ ฐานวา่ สว่ นใหญ่นา่ จะเป็นพราหมณท์ ่ีมาจากอนิ เดยี ใต้ (ลทั ธิไศวนิกาย) อาจมีบางสว่ น
ที่เป็นพวกอินเดียเหนือ (ไวษณพนิกาย) พราหมณ์เหล่านี้เดินทางมาเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนผู้ปกครองต้ังบ้านเมือง
เพราะเปน็ ผมู้ ภี มู ริ ู้ โดยทห่ี ลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรย์ งั ระบไุ ดว้ า่ พราหมณท์ ม่ี คี วามสามารถมกั จะเปน็ ผมู้ อี ำ� นาจและบทบาท
ในราชส�ำนักของแต่ละอาณาจักร และจะเข้ารับราชการถึงข้ึนเป็นท่ีปรึกษาของราชส�ำนักในต�ำแหน่งปุโรหิต พราหมณ์
จงึ มฐี านะอนั สงู สง่ และเปน็ ทโ่ี ปรดปรานของผปู้ กครอง โดยเฉพาะรฐั ตามพรลงิ ค์ หรอื เมอื งนครศรธี รรมราชทเ่ี รม่ิ ขยายอทิ ธพิ ล
ทางการปกครอง จำ� เป็นทีจ่ ะตอ้ งใช้พราหมณเ์ พอื่ ยกฐานะและอ�ำนาจของพระมหากษตั รยิ ์ และเมอ่ื พราหมณ์ไดส้ รา้ งความ
พอพระทัยแก่พระมหากษัตริย์แล้ว พระมหากษัตริย์จึงโปรดให้มีการสร้างศาสนสถานส�ำหรับพราหมณ์ในการประกอบพิธี
ทางศาสนา ดังปรากฏร่องรอยศาสนสถานมาถึงปัจจุบัน และในศาสนสถานดังกล่าวเป็นสิ่งท่ีบ่งบอกถึงกลุ่มพราหมณ์ว่า
ไดม้ ีการถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณคี วามเชอื่ ของตนแกช่ นพื้นเมอื งในทแ่ี หง่ น้ี
13
เสาชงิ ช้า : สัญลกั ษณ์ประเพณสี �ำคัญของพราหมณ์ เปน็ เสาชงิ ชา้ เดมิ ในกรงุ เทพฯ ซึง่ ตงั้ อย่หู น้าเทวสถานพราหมณใ์ นกรุงเทพฯ
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ (ภาพจากหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต)ิ
14
ดงั นน้ั การเขา้ มาของพราหมณม์ กั จะมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ทำ� พธิ ใี หก้ บั พอ่ คา้ อนิ เดยี และเผยแพรศ่ าสนาแกค่ นพนื้ เมอื ง
ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นถึงร่องรอยเส้นทางชายฝั่งตะวันตกท่ีติดกับมหาสมุทรอินเดีย และเป็นเส้นทางที่พ่อค้ากับพราหมณ์
ชาวอินเดียทางใต้ ลังกา อาหรบั ได้ใช้เดนิ ทางผ่านเขา้ มาแวะหาวตั ถุดบิ และเป็นการเช่อื มต่อใหน้ ักบวชพราหมณ์ได้เดนิ ทาง
มายังเมืองนครศรีธรรมราช และในช่วงเวลานี้ก็ท�ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนของการเข้ามาของพราหมณ์ที่ไม่มีการถือตัว
หรือมีการยึดติดกับชนชั้นวรรณะอย่างในอดีตเหมือนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่ห้ามพราหมณ์เดินออกมาปะปนกับวรรณะอ่ืน
เพราะพราหมณเ์ กรงว่าจะเสียความบรสิ ุทธิ์ จงึ ท�ำให้พราหมณเ์ ดินทางมากบั พ่อค้าเผยแพร่ความรู้ และในขณะเดยี วกนั นั้น
พราหมณก์ เ็ ปน็ ผทู้ ำ� การคา้ ไปดว้ ย เพราะมหี ลกั ฐานปรากฏวา่ พราหมณอ์ นิ เดยี มกี ารทำ� การคา้ เพอ่ื หาเลยี้ งครอบครวั พรอ้ มๆ
ไปกบั การประกอบพธิ กี รรม จงึ ทำ� ใหพ้ ราหมณจ์ ำ� ตอ้ งหาทางทำ� การคา้ และเผยแผศ่ าสนาแกช่ มุ ชนในสมยั นนั้ อาจจะเปน็ กลมุ่
คนพน้ื เมอื งหรอื ชาวนำ้� ทอ่ี าศยั อยรู่ มิ ทะเลตามปากอา่ ว ซง่ึ อยอู่ าศยั กระจายกนั ทวั่ บรเิ วณ ความจำ� เปน็ ตอ่ ปากทอ้ งคอื สาเหตุ
หลักท่ีท�ำให้มนุษย์ทุกชนชาติต้องสร้างสัมพันธ์ทางการค้าเศรษฐกิจ พ่อค้าชาวอินเดียและพราหมณ์ก็เช่นกัน จึงเลือก
ทจี่ ะเข้ามาแสวงหาวัตถุดบิ จำ� พวกเครอ่ื งเทศ เครอ่ื งหอม ไดน้ �ำกลับไปขายตอ่ ยังบา้ นเมอื งของตน เมอ่ื ร้วู า่ นครศรธี รรมราช
สถาปนารัฐหรืออาณาจักรขึ้นมา จึงได้สมัครใจมาตามเส้นทางดังกล่าว เพื่อเผยแผ่หลักธรรมทางศาสนาพราหมณ์
ที่นครศรธี รรมราชควบคกู่ ับการคา้ ขาย
15
บรรณานกุ รม
จกั รชยั อภิชาตบตุ ร. ศาสนาพราหมณใ์ นประเทศไทย. วทิ ยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร.๒๕๑๕.
ดาหวนั สะเมา๊ ะ. พราหมณ์เมอื งนครศรธี รรมราช สมัยพระเจา้ จันทรภาณุศรีธรรมาโศกราช –
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช (พ.ศ. ๑๘๐๒ - ๒๓๕๒). สารนพิ นธ์
ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ (ประวัติศาสตร์). มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง, ๒๕๕๗.
ตรี อมาตยกุล. รวมเร่ืองเมืองนครศรธี รรมราช. พมิ พเ์ นื่องในอนุสรณใ์ นงานพระราชทานเพลิงศพ
พลเอกเจา้ พระยาบดนิ ทรเดชานุชิต (แยม้ ณ นคร) พระนคร : กรมศลิ ปากร, ๒๕๐๕.
ธิดา สาระยา. ประวัตศิ าสตรม์ หาสมุทรอนิ เดีย. กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.
บัญชา พงษ์พานิช. สวุ รรณภมู ิ ภมู ิอารยธรรมเช่ือมโยงโลก. มลู นธิ หิ อจดหมายเหตุพทุ ธทาส อนิ ทปญั โญ ๒๕๖๒.
บ�ำรงุ คำ� เอก. รายงานการวจิ ยั เรอ่ื ง อทิ ธพิ ลของพราหมณ์ - ฮินดูในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตน้ .
กรงุ เทพมหานคร : ภาควชิ าตะวนั ออก คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๔๗.
ผาสกุ อนิ ทราวธุ . ทวารวดี : การศึกษาเชงิ วเิ คราะหจ์ ากหลกั ฐานทางโบราณคด.ี กรงุ เทพมหานคร. โรงพมิ พ์
อักษรสมยั , ๒๕๔๒.
พระมหาราชครพู ิธีศรวี ิสุทธิคุณ วิบลุ ยเ์ วทยบ์ รมหงส์ พรหมพงศ์พฤฒาจารย์ (ชวนิ รังสพิ ราหมณกุล). เอกสาร
ประกอบการสัมมนาทางวิชาการ เร่อื งประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช.นครศรธี รรมราช : วิทยาลัยครู
นครศรีธรรมราช, ๒๕๒๑.
มานะ ช่วยชู. ตัวตนและการธ�ำรงความเปน็ พราหมณ์นครศรีธรรมราช. วทิ ยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ
สาขาวชิ าวัฒนธรรมศึกษา มหาวทิ ยาลยั วลยั ลักษณ์. ๒๕๔๘.
สุวทิ ย์ ทองศรเี กตุ. “การศึกษาวิเคราะห์อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ทีม่ ตี อ่ พฤติกรรมทางศาสนาของ
พุทธศาสนกิ ชนในจงั หวดั นครศรธี รรมราช. วิทยานพิ นธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหดิ ล.๒๕๒๔.
สุวิทย์ ทองศรีเกตุ .เอกสารประกอบการประชุมสมั มนาเร่ือง เส้นทางศาสนาเข้าสคู่ าบสมุทรไทย.
นครศรีธรรมราช : คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ สถาบันราชภฏั นครศรีธรรมราช, ๒๕๔๗.
สวุ ทิ ย์ ทองศรีเกตุ.รายงานการสมั มนาประวตั ศิ าสตรน์ ครศรีธรรมราช ครัง้ ที่ ๒ เรอ่ื งประวตั ศิ าสตร์เศรษฐกิจและสังคม
นครศรธี รรมราช พิมพ์ครัง้ ท่ี ๒. มหาวิทยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช, ๒๕๕๒.
16
๒
หลกั แหลง่ ของพราหมณ์
ในนครศรีธรรมราช
เป็นท่ีทราบกันโดยทั่วไปว่า ดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๕ เป็นต้นมา
ได้มีชาวอินเดียเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายและเผยแผ่ศาสนาอย่างต่อเนื่อง จนท�ำให้วัฒนธรรมและอารยธรรมของอินเดีย
แผ่ขยายครอบคลุมดินแดนแถบนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะที่ติดกับทะเลหรือมหาสมุทร ซึ่งอยู่บน “คาบสมุทรไทย”
ตอ่ มาชมุ ชนบนคาบสมทุ รไดเ้ ตบิ โตขนึ้ เปน็ บา้ นเมอื งนอ้ ยใหญ่ ภายใตอ้ ทิ ธพิ ลวฒั นธรรมอนิ เดยี โดยเฉพาะ “นครศรธี รรมราช”
ในบทน้ีจึงกลา่ วถึงการตง้ั หลักแหลง่ ของพราหมณบ์ นคาบสมุทรไทยและนครศรธี รรมราชเป็นการเฉพาะ
คาบสมุทรไทย
“คาบสมทุ รไทย” เปน็ คาบสมทุ รภาคใตข้ องประเทศไทย (หรอื สยาม) เปน็ ดนิ แดนสว่ นบนของ “คาบสมทุ รมลาย”ู
(Malay Peninsula) คาบสมุทรส่วนบนนี้มีช่ือเรียกหลายชื่อ เช่น คาบสมุทรสยาม (Peninsular Siam) และคาบสมุทร
ภาคใต้ประเทศไทย (Peninsular Southern Thailand) เป็นต้น ภูมิลักษณ์ทางธรณีสัณฐานมีลักษณะเป็นแผ่นดินแคบ
และยาว วางตวั อย่ใู นแนวเหนอื -ใต้ ท่ที อดตวั ลงไปจากภาคพืน้ ทวปี (Main Land Southeast Asia) ปัจจุบันพนื้ ท่นี ้แี บ่งเขต
ปกครองเป็น ๑๔ จังหวดั จังหวดั จงั หวดั สุราษฎรธ์ านีมพี ื้นที่มากทส่ี ุด (ประมาณ ๘.๑ ล้านไร่) และจงั หวัดภูเกต็ มพี ้นื ทนี่ ้อย
ทสี่ ดุ (ประมาณ ๐.๓ ลา้ นไร)่ อาณาเขตของคาบสมทุ รไทยดา้ นทตี่ ดิ ตอ่ กบั ชายฝง่ั ตะวนั ออก (ฝง่ั อา่ วไทย) มรี ะยะทางประมาณ
๙๓๔ กิโลเมตร และด้านชายฝง่ั ตะวนั ตก (ฝัง่ อันดามัน) มีระยะทางประมาณ ๗๐๙ กิโลเมตร มพี ืน้ ทีป่ ระมาณ ๗๐,๗๑๕.๒๐
ตารางกโิ ลเมตร คิดเปน็ ร้อยละ ๑๓.๗๘ ของพ้นื ท่ปี ระเทศไทย
ผศ.ประหยดั เกษม อาจารยจ์ ำ� รสั เพชรทับ และ ผศ.ฉตั รชยั ศกุ ระกาญจน์ เรยี บเรยี ง
17
ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์
ตอนกลางพื้นท่ีของคาบสมุทรเกิดการโก่งตัวของหินในมหายุคปฐมชีวิน (Precambrian Era) และมัชฌิมชีวิน
(Paleozoic Era) ซึ่งก่อให้เกิดเป็น “เทือกเขานครศรีธรรมราช” ในตอนกลาง เปรียบเป็นกระดูกสันหลังของคาบสมุทร
ก่อนจะยกตัวเป็น “เทือกเขาบรรทัด” ในตอนใต้ของคาบสมุทร มีทะเลขนาบอยู่ท้ังสองฟาก โดยชายฝั่งด้านฝั่งตะวันตก
เปน็ ชายฝง่ั ยบุ ตวั มหี มเู่ กาะมาก จงึ เหมาะเปน็ ทก่ี ำ� บงั คลน่ื ลม มคี งุ้ อา่ วและชะวากทะเลทเี่ กดิ ขน้ึ จากปากแมน่ ำ�้ จงึ เหมาะสม
แก่การตั้งถ่ินฐานและที่อาศัยของพ่อค้าทางทะเลที่มาจากอินเดียอยู่หลายชุมชน๒ ส่วนชายฝั่งด้านตะวันออก (อ่าวไทย)
เปน็ ชายฝงั่ ยกตวั มีตะกอนทรายตามแนวชายฝัง่ มาก จนก่อตัวเปน็ สนั ทรายที่เกดิ จากลานตะพักชายฝง่ั (Marine Terace)
เปน็ แนวยาวตงั้ แตจ่ ังหวัดสุราษฎร์ธานลี งมายังจงั หวดั นครศรธี รรมราช และจงั หวัดสงขลา
บนคาบสมุทรมีแม่น�้ำหลายสาย เป็นสายส้ันๆ เกิดจากเทือกเขาตอนกลางและตอนล่าง เช่น แม่น้�ำหลังสวน
แมน่ ้�ำตาปี แม่น�ำ้ ตรัง แมน่ �้ำปากพนัง แม่นำ�้ ปตั ตานี และแมน่ �้ำบางนรา สว่ นใหญ่ไหลลงสู่อา่ วไทยตามลักษณะการเอยี งลาด
ของพนื้ ท่ี และดว้ ยเหตทุ ธี่ รรมชาตเิ ออ้ื อำ� นวย จงึ เกดิ ธรุ กจิ การคา้ ทางทะเล มเี มอื งทา่ ทเี่ ปน็ เครอื ขา่ ยหลายแหง่ มพี อ่ คา้ คนกลาง
ที่มีความช�ำนาญทะเล ผนวกกับมีสินค้าจากทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอยู่มาก คาบสมุทรไทย
จงึ เปน็ ดินแดนทกี่ ารค้าทางทะเลเฟอื่ งฟูต้ังแต่ พุทธศตวรรษท่ี ๕ เป็นต้นมา
จากกระบวนการอุทกศาสตร์ของคลื่นลม น�้ำข้ึนน�้ำลง และกระแสนำ้� ที่กระทบแนวชายฝั่ง รวมท้ังกระบวนการ
ทางธรณีสัณฐานและโครงสร้างธรณีวิทยาของพื้นที่คาบสมุทรภาคใต้ฝั่งตะวันออก พบว่าท�ำให้เกิดการทับถมของตะกอน
ทราย ตะกอนทรายเหล่านี้เกิดจากการรุกท่วมของน�้ำทะเลเม่ือประมาณ ๖,๐๐๐ ปี ที่ผ่านมา๑ ต่อมาเม่ือน้�ำทะเลลด
หรือถอยร่นออกไป จึงท�ำให้เกิดเป็นแนวหาดทรายขนานกับแผ่นดินซ่ึงสู่ทะเล จากการศึกษาชั้นตะกอนของสิน สินสกุล
แหง่ กรมทรพั ยากรธรณ๒ี พบวา่ นำ้� ทะเลทม่ี รี ะดบั สงู ขนึ้ ไดท้ ว่ มเขา้ มาในแผน่ ดนิ เมอื่ ประมาณ ๖,๐๐๐ ปมี าแลว้ ระดบั นำ�้ ทะเลที่
ขึ้นสูงสุดคร้ังน้ัน มีระดับสูงกว่าน้�ำทะเลปัจจุบันประมาณ ๔-๕ เมตร น้�ำได้ไหลเอ่อเข้ามาในพื้นที่ลุ่มต�่ำรอบอ่าวไทย โดย
เฉพาะท่รี าบภาคกลาง ปรากฏว่าน�้ำได้ท่วมเขา้ ไปจนถงึ พืน้ ท่ตี อนเหนอื ของจงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
ตอ่ มาเมอื่ นำ�้ ทะเลลดระดบั ลง เกดิ การแกวง่ (Fluctuation) ระดบั การขน้ึ และลงของนำ้� ในชว่ งประมาณ ๔,๐๐๐-
๓,๐๐๐ ปีท่ีผ่านมา จากน้ันระดับน�้ำทะเลได้ลดลงมาอยู่ท่ีในระดับปัจจุบันเม่ือประมาณ ๒,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา๒ ท�ำให้เกิด
หาดทรายและสันทรายเป็นแนวยาวขนานไปกบั ชายฝ่งั ทะเล ลกั ษณะเนอื้ ดินเปน็ ทรายละเอียด มดี ินอยลู่ กึ การระบายน้ำ�
ค่อนขา้ งยาก ประกอบกับชายฝัง่ ทะเลอา่ วไทยหลายแหง่ ถูกลมพดั พาตะกอนทรายมารวมกันตามแนวฝง่ั ทะเล จงึ เรียกว่า
“สันดอนทราย” (Barrier beach หรือ Sand dune) ศรีศักร วัลลิโภดม๓ อธิบายว่าลักษณะนี้เกิดข้ึนตั้งแต่อ�ำเภอไชยา
๑กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ท่ดี ินชายทะเลและพนื้ ที่ชายฝง่ั ทะเล (เอกสารเผยแพร่ ฉบับที่ ๔) สำ� นกั งานอนรุ ักษ์
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่งั ๒๕๔๘.
๒สิน สินสกลุ ชายฝงั่ ทะเลภาคใต้ กรมทรพั ยากรธรณ ี ๒๕๔๕ หน้า ๓๔.
๓ศรีศักร วัลลโิ ภดม “ชมุ ชนโบราณในภาคใต้” รายงานการสัมมนาประวตั ศิ าสตรน์ ครศรธี รรมราช ครงั้ ที่ ๑ พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒
นครศรธี รรมราช มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช ๒๕๕๒ หน้า ๑๗.
18
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปถึงอ�ำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา รวมทั้งอ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะ
ทต่ี ง้ั องคพ์ ระบรมธาตุเจดยี ์ซง่ึ รจู้ กั กันในช่อื “หาดทรายแกว้ ”๑
ลักษณะทางวฒั นธรรม
วิถีวัฒนธรรมบนคาบสมุทรไทย เกิดจากการติดต่อสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอินเดียอย่างแน่นแฟ้น ต้ังแต่สมัย
พทุ ธศตวรรษท่ี ๕ หรือเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา การติดต่อสมั พันธ์ดงั กลา่ วมาจากสาเหตุทเ่ี ปน็ สถานกี ารคา้ ริมอา่ ว
ในคาบสมุทรไทยท้งั สองฝ่ัง ในทีส่ ดุ กพ็ ัฒนาขนึ้ เป็นระบบเครอื ข่ายการคา้ นานาชาตใิ นสมัยพทุ ธศตวรรษท่ี ๘ ความรุ่งเรือง
ดังกล่าว นอกจากจะส่งผลให้หลายชุมชนบนคาบสมุทรได้พัฒนาเป็นสถานีการค้าและแหล่งหัตถกรรมการผลิตลูกปัด
เครอื่ งประดบั และเครอื่ งใชแ้ ลว้ ยงั มโี บราณวตั ถใุ นชมุ ชนโบราณ ซง่ึ สะทอ้ นรอ่ งรอยอทิ ธพิ ลศาสนาพราหมณแ์ ละพทุ ธศาสนา
ด้วย โดยเฉพาะราวกลางพทุ ธศตวรรษที่ ๘ ซ่งึ ผลกั ดนั ให้เกดิ รฐั บนคาบสมุทรไทยในเวลาตอ่ มา
การเข้ามาของชาวอินเดียได้สร้างหลักคิดและต้นแบบให้แก่ชุมชนในคาบสมุทรไทยหลายประการ เช่น ระบบ
การเมือง การปกครอง ศาสนา ประเพณี และอักษรศาสตร์ เปน็ ต้น ซงึ่ เป็นผลใหเ้ กดิ รูปแบบการต้งั ถนิ่ ฐาน การจัดการรัฐ
การสรา้ งเครอ่ื งใช้ ภาษา ตราประทบั เงนิ ตรา เครอื่ งประดบั และสถาปตั ยกรรม สะทอ้ นถงึ “กระบวนการทำ� ใหเ้ ปน็ อนิ เดยี ”
(Indianization) พื้นที่คาบสมุทรไทย อย่างไรก็ดี ผู้คนบนคาบสมุทรเลือกรับและปรับคุณค่า ด้วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้
จนเกดิ เปน็ วถิ วี ฒั นธรรมภายใตค้ วามเชอ่ื ในศาสนา โดยเฉพาะพระพทุ ธศาสนา ตงั้ แตพ่ ทุ ธศตวรรษที่ ๑๐ กอ่ นเกดิ เปน็ ศาสนา
ประจำ� รฐั ศรวี ชิ ยั รัฐลงั กาสกุ ะ และรฐั ตามพรลงิ ค์ (นครศรีธรรมราช)
ผลการเข้ามาของชาวอนิ เดียตงั้ แต่พทุ ธศตวรรษที่ ๕-๖ ดร.อมรา ศรสี ุชาติ๒ อธบิ ายวา่ ชุมชน บนคาบสมทุ รไทย
เริ่มรับวัฒนธรรมการบันทึกในเร่ืองการใช้ตัวอักษรของต่างแดน อันได้แก่อักษรพราหมี ภาษาสันสกฤต และปรากฤต
เพอ่ื สื่อทางการคา้ และความเช่อื หรือเคร่ืองราง หลักฐานโบราณคดี น�ำไปสู่การปฏิเสธแนวคิดทฤษฏี “อาณานคิ มอินเดยี ”
หรอื “ รฐั แบบอนิ เดยี ” (Indianization) ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ ชมุ ชนภาคใตม้ พี นื้ ฐานภมู ปิ ญั ญาและพฒั นาการทางเทคโนโลยที กี่ า้ วหนา้
มากอ่ นแล้ว การตดิ ต่อปะทะสังสรรค์กบั อนิ เดยี จงึ เปน็ ลักษณะท้งั ให้และรับกนั และกนั
การค้นพบโบราณวัตถุต้ังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์สืบเนื่องมา โดยเฉพาะในราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐
ได้คน้ พบพระวษิ ณศุ ลิ าแบบเดยี วกับทพี่ บ ณ วัดศาลาทงึ อ�ำเภอไชยา จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี ซง่ึ เปน็ พระวษิ ณทุ เี่ ก่าแก่ทส่ี ดุ
ในเอเชียตะวันออกเฉยี งใตถ้ งึ ๒ องค์ ในเขตอำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช ไดพ้ บโบราณวัตถุสถานทไี่ ด้รับอิทธิพลของศาสนา
พราหมณ์ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๔ เป็นจำ� นวนมากในชุมชนโบราณอ�ำเภอสชิ ล อ�ำเภอทา่ ศาลา และเขตอ�ำเภอเมือง
นครศรธี รรมราชไดพ้ บประตมิ ากรรมอน่ื เช่น ศิวลึงค์ โยนโิ ทรณะ พระวษิ ณุ พระพิฆเนศวร เปน็ ตน้ ในระยะเวลาเดยี วกนั น้ี
ได้พบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเน่ืองในพระพุทธศาสนา แสดงว่าศาสนาท้ังสองนี้ได้สร้างมรดกทางวัฒนธรรมใน
คาบสมุทรน้ที ัง้ ความเชอื่ ประเพณี และพิธกี รรมไว้มาก
๑ศรศี กั ร วัลลิโภดม “ชุมชนโบราณในภาคใต้” รายงานการสัมมนาประวัตศิ าสตรน์ ครศรธี รรมราช ครั้งท่ี ๑ พิมพ์ครง้ั ที่ ๒
นครศรธี รรมราช มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ๒๕๕๒ หนา้ ๑๗.
๒อมรา ศรีสชุ าติ สายรากภาคใต้ : ภมู ิลักษณ์ รูปลกั ษณ์ จิตลักษณ์ สำ� นกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ัย (สกว.) ๒๕๔๔ หนา้ ๑๐.
19
แผนที่ภาคใต้ แสดงต�ำแหน่งชุมชนพราหมณ์สมัยโบราณ คือในอ�ำเภอไชยา (Chaiya) ในอ�ำเภอเมืองพัทลุง (Phattalung) และ
ในอ�ำเภอท่าศาลา-อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช (Nakhon Si Thammarat) จากศิลปะทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดย
ศาสตราจารย์ ดร.พริ ยิ ะ ไกรฤกษ์
20
การเตบิ โตของคาบสมทุ รไทย
การท่ีชุมชนบนคาบสมุทรไทยเติบโตข้ึนเป็น “รัฐ” มีวิถีวัฒนธรรมในลักษณะ “อารยธรรมอินเดีย” ก็เพราะมี
ปจั จยั สนบั สนนุ สามประการคอื ปจั จยั จากการคา้ ปจั จยั จากศาสนา และปจั จยั จากเทคโนโลยกี ารผลติ ซง่ึ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี
๑. ปัจจัยจากการค้า
โดยเหตุที่คาบสมุทรนี้ทอดตัวอยู่ในลักษณะคร่อมเส้นทางหรือช่องทางท่ีเรือเดินผ่านไปมาอย่างสม่�ำเสมอ
ในทะเลเปิดทั้งสองด้าน สามารถเช่อื มโยงจีนเขา้ กบั อินเดยี อาหรับ และตะวันออกกลางได้ คาบสมุทรนจี้ งึ เปน็ “เสน้ ทาง
ข้ามคาบสมุทร” (Trans-Peninsular Route) ท่ีช่วยย่นระยะทางได้ถึงประมาณ ๑,๖๐๐ กิโลเมตร จึงเป็นเส้นทางที่เรือ
นิยมแล่นผ่านหรือแวะพัก จนท�ำให้มีการตั้งหลักแหล่งเป็นสถานีการค้าและเป็นบ้านเมืองเพิ่มขึ้น บริเวณที่เจริญถึง
ขน้ึ เปน็ สังคมเมอื งหรือเปน็ รฐั สว่ นใหญ่อยู่ทางฝัง่ ตะวนั ออก สว่ นทางฝ่ังตะวันตกมีชมุ ชนเบาบางกว่า เช่น กระบุรี ตกั โกละ
และกระบี่ ซ่ึงตอ่ มากย็ ังคงมสี ภาพเปน็ เมืองเทา่ น้นั
ผคู้ นสองฝง่ั คาบสมทุ รไทยในสมยั ตน้ ประวตั ศิ าสตรม์ วี ฒั นธรรมแตกตา่ งกนั สองพวก พวกแรก ไดแ้ กค่ นพนื้ เมอื ง
ทม่ี คี วามเปน็ อยลู่ ้าหลงั มอี าชีพประมงหรือล่าสัตว์ และทำ� ไร่เล่อื นลอย อยกู่ นั เปน็ ชุมชนเลก็ ไมส่ ามารถขยายตวั เป็นเมอื ง
ใหญไ่ ด้ ส่วนพวกทีส่ อง ไดแ้ กพ่ ่อค้าชาวตา่ งชาติ หรอื นักแสวงโชคทีเ่ ขา้ มาต้ังแหลง่ พักสนิ ค้า หรอื ขุดแรธ่ าตเุ ปน็ สินคา้ ออก
มเี มืองทา่ ทีเ่ ปน็ เครอื ขา่ ยหลายแหง่ และมพี ่อคา้ คนกลางทม่ี ปี ระสบการณ์ ผนวกกบั มสี นิ ค้าจากทรพั ยากรอนั เป็นที่ตอ้ งการ
ของตลาดโลกอยู่มาก
การค้าทางทะเลในคาบสมุทรไทยช่วงกลางพุทธศตวรรษท่ี ๕-๒๐ ดร.อมรา ศรีสุชาติ อธิบายว่าเป็นช่วงส�ำคัญ
ทส่ี ร้างความเติบโตข้นึ อาจจำ� แนกลักษณะการค้าไดเ้ ป็น ๘ ชว่ งคอื
ช่วงที่หน่งึ (พทุ ธศตวรรษท่ี ๕-๖) เตบิ โตจากการคา้ วัสดมุ คี ่า เชน่ ไขม่ ุก เครือ่ งแก้ว อญั มณี และไม้หอม จนได้รับ
สมญาว่า “ดินแดนทอง” หรือ “มลยทวีป” ซึ่งแปลว่าดินแดนที่มีไม้หอม มีเมืองท่าส�ำคัญคือ ลังกาโศภะ กฏาหทวีป
และตกั โกละ๑ โดยมีชาวอินเดยี เปน็ พอ่ คา้ หลัก
ชว่ งทส่ี อง (พทุ ธศตวรรษที่ ๗-๘) เตบิ โตจากการทเ่ี สน้ ทางการคา้ ทางบกในเอเชยี กลาง (ระหวา่ งอนิ เดยี -เบรกเทรยี )
ถูกปิด ท�ำให้พ่อค้าทางบกโดยเฉพาะอินเดียหันมาใช้เส้นทางทะเลเพื่อซื้อสินค้าในคาบสมุทรมากข้ึน๒ มีเมืองท่าส�ำคัญ
คอื เตีย่ นซุน่ (เพชรบุร-ี ไชยา) จว้ีจือ (นครศรธี รรมราช-กระบ)่ี จวล่ี ี่ (ตักโกละ-กระบี่) โดยมชี าวอนิ เดียเป็นพ่อค้าหลกั
ช่วงท่ีสาม (พุทธศตวรรษท่ี ๙-๑๑) เติบโตจากการค้าวัตถุเครื่องประดับ เช่นลูกปัด เช่นเดียวกับช่วงที่สอง
มีเมืองท่าส�ำคัญส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก ได้แก่ แหล่งควนลูกปัด (กระบ่ี) แหล่งเขาขนาบน้�ำ (กระบี่)
ควนพระเหนอ (พงั งา) และแหล่งสุไหงมาส (เคดะห)์ ๓
๑อมรา ศรสี ุชาติ สายรากภาคใต้ : ภูมิลักษณ์ รูปลกั ษณ์ จติ ลกั ษณ์ ส�ำนักงานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (สกว.) ๒๕๔๔ หน้า ๙.
๒ด. หนา้ ๑๐.
๓ด. หนา้ ๑๑.
21
ช่วงที่ส่ี (พุทธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๓) เติบโตจากการค้ายาและเคร่ืองเทศ โดยมีพ่อค้าชาวเปอร์เซีย อาหรับ
และจีนเป็นคนกลาง มีศูนย์กลางการค้าอยู่ที่ซิลิโฟซิ หรืออาณาจักรศรีวิชัย ท่ีมีรากฐานความรุ่งเรืองจากพระพุทธศาสนา
มหายาน
ชว่ งทห่ี า้ (พทุ ธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕) เตบิ โตจากการคา้ เครอื่ งเทศ และของปา่ ทห่ี าไดใ้ นคาบสมทุ ร อนั เปน็ ทต่ี อ้ งการ
ของพ่อค้าอินเดียและพ่อค้าจีน ภายใต้ระบบการค้าแบบ “พ่อค้าคนกลาง” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รศ.ดร.ปรีชา นุ่นสุข๑
ใหค้ วามเหน็ วา่ เปน็ การคา้ รว่ มกนั ในลกั ษณะ “สมาพนั ธรฐั ” มสี นิ คา้ บรโิ ภคและอปุ โภค เชน่ ขา้ ว เกลอื นำ�้ ตาล เครอื่ งปน้ั ดนิ เผา
เคร่ืองเคลือบ ขี้ผึ้ง ไม้จันทน์หอม การบูร งาช้าง และนอแรด โดยมีพ่อค้าจีนสมัยราชวงศ์ซุ่งภาคใต้เป็นพ่อค้าคนกลาง
มีศนู ยก์ ลางการคา้ อยทู่ เี่ มอื ง ตามพรลงิ ค์ (หรือนครศรธี รรมราช) เมืองสทิงพระ และเมอื งหลั่งหยาซวิ (หรอื ลังกาสกุ ะ)
ช่วงท่ีหก (พุทธศตวรรษท่ี ๑๖) เติบโตจากการค้าท่ีต่อเนื่องจากช่วงที่ห้า มีเมืองท่าที่เติบโตเพิ่มข้ึนคือกฎหะ
(รฐั เคดะห์ ประเทศมาเลเชีย) และกลาฮ์ (หรือกูห้ ลิว สันนิษฐานวา่ เปน็ อ�ำเภอครุ ะบุรี จงั หวดั พงั งา) สินคา้ ในเมืองท่าเหล่าน้ี
ไดแ้ ก่ กระดองเตา่ การบูร กระวาน กานพลู ครั่ง ไมฝ้ าง ยางไม้หอม ไม้จันทนห์ อม และไมก้ ฤษณา เปน็ ตน้ แต่ในคร่ึงหลัง
ของพทุ ธศตวรรษนี้ เมอื งทา่ ตา่ งๆ ในคาบสมทุ รไดถ้ กู โจมตีโดยกองทัพเรือของพระเจา้ ราเชนทรโจฬะ แหง่ แคว้นทมฬิ นาดู
(อนิ เดยี ใต้)๒ ท�ำให้การค้าทางทะเลซบเซาไประยะหนึง่
ช่วงท่ีเจ็ด (พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘) เติบโตข้ึนภายหลังการโจมตีของพระเจ้าราเชนทรโจฬะ จากอินเดียใต้
เม่ือ พ.ศ.๑๕๖๘ มีเมืองท่าหลายแห่งฟื้นตัวจากภัยสงคราม ท�ำให้กลายเป็นเมืองท่าแห่งใหม่ ได้แก่ ตามพรลิงค์
(นครศรธี รรมราช) สทงิ พระ และลงั กาโศภะ (ยะรงั )
ช่วงที่แปด (พุทธศตวรรษท่ี ๑๙-๒๐) เติบโตขึ้นในฐานะเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรอยุธยา การค้าทางทะเล
จากคาบสมุทรไทยจึงเปลี่ยนศูนย์กลางไปยังชุมชนบริเวณลุ่มน้�ำเจ้าพระยาแทน สภาพความรุ่งเรืองทางการค้าทางทะเลได้
ลดลง เนื่องจากพ่อค้าคนกลางได้แล่นเรือสินค้าขนาดใหญ่เข้าไปถึงชุมชนและเมืองท่าที่มีแม่น้�ำเจ้าพระยาเป็นล�ำน�้ำหลัก
สามารถหาซ้อื แลกเปลีย่ นสินค้าไดม้ ากวา่ เมอื งท่าเดิมในคาบสมทุ รไทย
๑ปรีชา น่นุ สขุ ประวตั ิศาสตรน์ ครศรีธรรมราช : พัฒนาการของรฐั บนคาบสมุทรไทยในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๙ วทิ ยานิพนธ์
อักษรศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ๒๕๔๔ หน้า ๗๖.
๒อมรา ศรีสุชาติ สายรากภาคใต้ ภมู ิลักษณ์ รปู ลักษณ์ จิตลกั ษณ ์ สำ� นักงานกองทนุ สนับสนุนการวจิ ยั (สกว.) หนา้ ๑๑.
22
๒. ปจั จยั จากศาสนา
จากการทชี่ มุ ชนบนคาบสมทุ รไทยมคี วามผกู พนั กบั ระบบเครอื ขา่ ยทางการคา้ ตา่ งชาติ สง่ ผลใหช้ มุ ชนเหลา่ นี้
มีความรุ่งเรืองขึ้น ขณะเดียวกันระบบความเชื่อจากแหล่งอารยธรรมส�ำคัญบางแหล่งได้หล่ังไหลมากับการค้า โดยเฉพาะ
ระบบความเชอ่ื ในศาสนาจากอนิ เดยี ตง้ั แตก่ ลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๕-๘ ไดป้ รากฏสญั ลกั ษณโ์ บราณหลายอยา่ งซงึ่ เปน็ ทเ่ี คารพ
ยึดเหน่ียวจิตใจ หรือเครื่องรางซึ่งเป็นที่นิยมทั้งในหมู่ของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธบนคาบสมุทรไทย
แบบเดียวกับที่พบในแหล่งโบราณคดีร่วมสมัยหลายแห่งในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีบริเวณเมืองโบราณ
ตกั สิลา๑
ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ ได้ปรากฏรูปเคารพเน่ืองในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธขึ้นในชุมชน
หลายแห่งบนคาบสมุทรไทย โดยเฉพาะในลัทธิไศวนิกาย ได้พบศิวลึงค์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในคาบสมุทรไทย คือ
“เอกามุขลึงค์” ที่อ�ำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเอกามุขลึงค์
ในแคว้นมัธยมประเทศ อกี ช้ินหนึ่ง คอื “ศิวลงึ คว์ ดั เทพราช” พบทว่ี ดั เทพราช (ร้าง) อ�ำเภอสชิ ล ซึ่งใหญท่ ส่ี ุดในคาบสมทุ รน้ี
อายุราวกลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๓ (ปจั จุบันเคลื่อนย้ายมาไวท้ วี่ ดั นันทาราม อำ� เภอปากพนงั จงั หวดั นครศรธี รรมราช)
ส่วนประติมากรรมรปู เคารพในลัทธิไวษณพนกิ าย คือ “พระวษิ ณ”ุ ซึง่ เปน็ เทพเจ้าสูงสุดพบเทวรูปพระวษิ ณุ
เก่าแกท่ ส่ี ุดในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ พบท่ีวดั ศาลาทงึ อำ� เภอไชยา จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี อายุราวกลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๐
ได้รับอิทธิพลทางศิลปะอินเดียในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย แสดงว่าในสมัยนั้นมีการติดต่อระหว่างอินเดีย
ภาคตะวนั ออกเฉยี งใต้ กบั ชมุ ชนบรเิ วณคอคอดกระในคาบสมทุ รไทย และเปน็ หลักฐานทย่ี นื ยนั ถึงความสมั พนั ธ์ทางศาสนา
และรูปแบบศิลปะ
ในเวลาใกลเ้ คยี งกนั ไดพ้ บประตมิ ากรรมพระพทุ ธศาสนาทงั้ เถรวาทและมหายานจำ� นวนมาก ดงั เชน่ “พระพทุ ธ
รปู ศลิ าทราย” สเี ทาอมเหลอื ง ทอ่ี ำ� เภอเวยี งสระ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี อายรุ าวครงึ่ แรกของพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ ลกั ษณะคลา้ ย
กับประติมากรรมในศิลปะอินเดียสกุลช่างสารนาถ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย นอกจากน้ียังพบ
“เศยี รพระพทุ ธรปู ” พบทอี่ ำ� เภอสชิ ล จงั หวดั นครศรธี รรมราช มลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกบั พระพทุ ธรปู ในศลิ ปะอนิ เดยี ภาคตะวนั
ออกเฉียงใต้ (จากลุ่มน้�ำกฤษณา) ซ่ึงแสดงให้เห็นเส้นทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาในอินเดียที่ข้ามมายังคาบสมุทรไทย เช่น
เดยี วกบั วฒั นธรรมศาสนาพราหมณ์
เส้นทางพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์เข้ามาถึงคาบสมุทรไทย ล้วนผ่านมาทางเครือข่ายการค้าใน
ภมู ภิ าคนเ้ี ปน็ หลกั ดว้ ยเหตทุ ศ่ี าสนาทง้ั สองเออ้ื อำ� นวยตอ่ การคา้ เชน่ นี้ เมอ่ื ไดเ้ ขา้ มาสชู่ มุ ชนในทอ้ งถน่ิ พรอ้ มกบั ระบบเครอื ขา่ ย
ทางการคา้ จงึ ทำ� ใหศ้ าสนาสามารถเขา้ ถงึ ชมุ ชนไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และคงจะไดร้ บั การอปุ ถมั ภค์ ำ้� ชจู ากบรรดาผปู้ กครองทอ้ งถน่ิ
หลังจากท่ีศาสนาท้ังสองนี้ได้สถาปนาลงอย่างมั่นคงในศูนย์กลางของชุมชนทางการค้าแล้ว จึงค่อยๆ ขยายไปสู่ชุมชนอ่ืน
โดยล�ำดับ ในทสี่ ดุ ศาสนาทัง้ สองนไี้ ดส้ ถาปนาลงอยา่ งมน่ั คงและเป็นปัจจัยส�ำคญั ทส่ี รา้ งความเติบโตแก่คาบสมุทรไทย
๑ปรีชา นุ่นสุข, “จารึกบนตราประทับรุ่นแรกในภาคใต้” ใน ประวัติศาสตร์และโบราณคดีนครศรีธรรมราช คร้ังที่ ๕.
นครศรีธรรมราช วิทยาลยั ครูนครศรธี รรมราช ๒๔๓๑ หนา้ ๑๐๒-๑๑๒.
23
๓. ปจั จัยจากเทคโนโลยีการผลิต
สว่ นพฒั นาการดา้ นเทคโนโลยกี ารผลติ กอ่ นทศี่ าสนาทงั้ สองและเครอื ขา่ ยการคา้ จะเกดิ ขน้ึ บนคาบสมทุ รไทย
ชมุ ชนบนคาบสมทุ รแหง่ นไ้ี ดเ้ รยี นรแู้ ละสบื ทอดวฒั นธรรมการสรา้ งสรรคเ์ ครอื่ งมอื เครอ่ื งใชอ้ ยา่ งงา่ ยดว้ ยวสั ดทุ ม่ี อี ยใู่ นทอ้ งถนิ่
โดยเฉพาะเครื่องมือที่ท�ำด้วยหินซ่ึงสืบทอดมานานและหลายรูปแบบ ตลอดจนการใช้ภาชนะดินเผาท่ีมีหลายรูปแบบเช่น
เดยี วกนั ตงั้ แตเ่ รม่ิ มศี าสนาดงั กลา่ วและระบบเครอื ขา่ ยทางการคา้ ไดเ้ ขา้ มา มกี ารเปลย่ี นแปลงและพฒั นาทางดา้ นเทคโนโลยี
เกิดข้ึน ไดแ้ กก่ ารทำ� ภาชนะดนิ เผา การหลอมโลหะและหลอมแกว้ และการท�ำเคร่อื งประดับ เป็นต้น
ในด้านการท�ำภาชนะดินเผา ก่อนท่ีศาสนาทั้งสองและระบบเครือข่ายทางการค้าจะเข้ามาสู่คาบสมุทรไทย
ชมุ ชนบนคาบสมทุ รแหง่ นม้ี คี วามรคู้ วามเขา้ ใจเรอื่ งเทคนคิ วธิ กี ารผลติ ดว้ ยดนิ ชนดิ ตา่ งๆ และปรบั เปลย่ี นหรอื พฒั นารปู แบบ
จากเดมิ ทม่ี เี พยี งไมก่ ร่ี ปู แบบ แตเ่ มอ่ื ชมุ ชนไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากวฒั นธรรมอนิ เดยี ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๐ เปน็ ตน้ มา เทคโนโลยี
การผลิตภาชนะดินเผาก็มีรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น ภาชนะดินเผาที่ค้นพบในชุมชนโบราณภูเขาทอง รูปแบบ
ดังกลา่ วมีความคลา้ ยคลึงหรือร่วมสมัยกับภาชนะที่พบในภาคตะวนั ออกเฉยี งใตข้ องประเทศอนิ เดยี
ในด้านการหลอมโลหะและหลอมแก้ว ถือเปน็ การหลอมสนิ แรท่ ี่เปน็ เทคโนโลยกี ารผลิตท่กี า้ วหน้าของชมุ ชน
ได้พบหลักฐานคือเบ้าหรือแม่พิมพ์ส�ำหรับหล่อศิลปวัตถุและผลิตภัณฑ์อ่ืนที่เกิดจากการหลอมในชุมชนเหล่านี้ เฉพาะด้าน
การหลอมแก้ว ได้พบหลักฐานเศษแก้วหลอมซ่ึงท�ำเป็นลูกปัดในชุมชนโบราณหลายแห่ง พบเศษลูกปัดแก้วท่ีถูกท้ิง
เนื่องจากหล่อไม่ดีหรือไม่สมบูรณ์ ความรู้เก่ียวกับเทคโนโลยีการหลอมแก้วท�ำลูกปัดนี้ นับความรู้ข้ันสูงอย่างหนึ่ง
เพราะเป็นเทคโนโลยีท่ีต้องใช้ความรู้เร่ืองคุณสมบัติของวัสดุการควบคุมอุณหภูมิในการหลอม และเทคนิคการทำ� ลวดลาย
ลูกปดั เปน็ ตน้
ในด้านการท�ำเคร่ืองประดับ ในระยะแรกเป็นการท�ำด้วยดินเผา รูปแบบมีเฉพาะรูปทรงคล้ายผลส้ม
ครนั้ ลว่ งถงึ ศตวรรษที่ ๑๐ เทคโนโลยกี ารผลติ เครอื่ งประดบั กไ็ ดเ้ ปลยี่ นแปลง โดยเรม่ิ จากทำ� เครอื่ งประดบั ดว้ ยหนิ คารเ์ นเลยี น
ไปจนถึงท่ที ำ� ดว้ ยแก้วและทองคำ� นอกจากนีท้ ำ� ลกู ปดั โดยใช้เทคนิคการฝงั ลายเขยี นสไี วใ้ นเน้ือหนิ ซึ่งต้องอาศยั เทคโนโลยี
ทส่ี ลบั ซบั ซอ้ นกวา่ เดมิ ๑ ลกู ปดั ทพี่ บในคาบสมทุ รไทยมจี ำ� นวนมากแบบ เชน่ ลกู ปดั แกว้ โมเสกและลกู ปดั ตา ลกู ปดั แกว้ สลบั สี
ลกู ปดั ลายแถบ ลูกปัดแก้วนำ้� เคลอื บ และลูกปดั นกแสงตะวนั เป็นตน้
เทคโนโลยีการผลิตลูกปัดเป็นองค์ประกอบส�ำคัญท่ีท�ำให้สามารถผลิตลูกปัดได้สวยงามและได้ปริมาณมาก
สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ท้ังทางตะวันออกและตะวันตก ส่งผลให้พ่อค้าจากบ้านเมืองโพ้นทะเล
โดยเฉพาะอาณาจักรโรมันและรัฐในเอเชียตะวันตก ได้เร่ิมเปลี่ยนจากเส้นทางการค้าทางบก มาค้าทางทะเลกับอินเดีย
และเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้มากข้ึน โดยอาศยั สถานกี ารค้าและเมอื งทา่ แถบนี้ เพ่อื เปน็ จดุ แวะพักขนถา่ ยสนิ คา้ เปลยี่ นเรือ
หรอื ซ่อมเรอื โดยเฉพาะบางฤดทู ี่มลี มมรสมุ และคลนื่ แรง จงึ จ�ำเปน็ ต้องแวะพักตามเมอื งท่าเหล่านี้
24
กลา่ วโดยสรุป คาบสมทุ รไทยถอื เป็น “สะพานขา้ ม” มหาสมุทรอินเดยี กับมหาสมุทรแปซิฟิก ของผู้คนท่ีด�ำเนิน
วิถีการค้าทางทะเลและการเผยแผ่ศาสนาในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นอู่อารยธรรมหลักทางการค้าและศาสนาที่ประเทศอินเดีย
และจนี มาตง้ั แตค่ รงั้ พทุ ธกาล สง่ ผลใหค้ าบสมทุ รไทยเปน็ ดนิ แดนทธี่ ำ� รงรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมทเ่ี ผยแผม่ าจากออู่ ารยธรรม
ส�ำคัญทง้ั สองแห่งของโลกไว้อีกจุดหนง่ึ โดยเฉพาะคอื “รฐั ตามพรลิงค”์
แผนท่ี แสดงเส้นทางการเชอ่ื มต่อทางการคา้ การเผยแผ่ศาสนาและวฒั นธรรมจากอินเดยี ส่เู อเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้คาบสมุทรไทย
และเอเชยี ตะวันออก
ทมี่ า : เกรยี งไกร เกดิ ศริ ิ พระบรมธาตนุ ครศรธี รรมราช : มรดกพทุ ธศาสนสถาปตั ยกรรม ศนู ยก์ ลาง พระพทุ ธศาสนาเถรวาทแหง่ คาบสมทุ ร
ภาคใต้ คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ๒๕๖๐ หน้า ๗.
25
รฐั ตามพรลงิ ค์ (หรอื นครศรธี รรมราช)
ในบรรดารฐั โบราณบนคาบสมุทรไทย เหน็ จะไมม่ ีรฐั ใดจะมขี นาดพน้ื ทก่ี ว้างขวาง และมีบทบาทสำ� คญั ทั้งการค้า
การปกครอง และการศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพราหมณเ์ ท่าเทยี ม “รัฐตามพรลิงค”์
“ตามพรลงิ ค”์ (Tambralinga) เปน็ ชอ่ื รฐั โบราณทส่ี ำ� คญั รฐั หนง่ึ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ตง้ั อยบู่ นคาบสมทุ รไทย
เป็นทร่ี ู้จักในหม่นู กั เดนิ เรือและผเู้ ผยแผศ่ าสนามาตัง้ แต่พทุ ธศตวรรษท่ี ๕ เป็นตน้ มาในชื่อ “กมลี” บ้าง “ตามพรลิงค์” บ้าง
และ “ตนั หมา่ หลงิ ” บา้ ง พฒั นาจากสถานที างการคา้ ทางทะเลจนเตบิ โตเปน็ รฐั ซง่ึ มรี ะบบทางการเมอื งการปกครองทไ่ี ดร้ บั
อทิ ธพิ ลวฒั นธรรมจากอนิ เดยี จนกลายเปน็ “รฐั ” ในราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ และมอี ำ� นาจเหนอื อาณาบรเิ วณคาบสมทุ รไทย
ทงั้ หมด จนกระทง่ั พุทธศตวรรษที่ ๒๐ จึงรวมอย่ใู นราชอาณาจกั รไทย
อาณาเขตของรัฐตามพรลิงค์ครอบคลุมพื้นท่ีตอนบนของคาบสมุทรไทย ต้ังแต่บริเวณจังหวัดชุมพรลงไปจนถึง
จังหวัดนครศรีธรรมราชของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งในเอกสารโบราณของจีนเรียกว่า “เตี่ยนซุน” หรือ “ตุ้นซวิ่น”
ดร.อมรา ศรีสุชาติ๑ อธิบายว่าน่าจะอยู่ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง มาถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี
และตอนบนของจังหวัดนครศรีธรรมราช คือแถบอ�ำเภอขนอม และอ�ำเภอสิชล มีอ่าวเป็นส่วนโค้งเว้ายื่นไปในทะเล
มภี เู ขาโผลข่ น้ึ มาจากทะเล ซงึ่ ตรงกบั บรเิ วณเกาะสมยุ เกาะพะงนั จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี และอำ� เภอสชิ ล จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ปัจจบุ นั
มานิต วัลลิโภดม๒ อธิบายว่าพัฒนาการของรัฐตามพรลิงค์หลักฐานชัดเจนในสมัยก่ึงประวัติศาสตร์จากเอกสาร
โบราณทีช่ อื่ “คมั ภีรม์ หานิทเทศ” ซง่ึ แตง่ ขน้ึ เป็นภาษาบาลี คัมภรี ด์ งั กล่าวมชี ือ่ “กะมะลิง” ตอ่ มาในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑
รฐั นม้ี คี วามสมั พนั ธท์ างดา้ นการเมอื ง เศรษฐกจิ และการคา้ กบั ดนิ แดนอนั มหี ลกั ฐานปรากฏชดั เจนสองแหง่ คอื ชวาภาคกลาง
และอนิ เดยี ภาคใต้ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ความสมั พนั ธก์ บั ราชวงศโ์ จฬะในอนิ เดยี ภาคใต้ ซงึ่ สบื เนอ่ื งตอ่ จนถงึ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖
ดังปรากฏในศลิ าจารกึ หลกั ท่ี ๒๖ (จารึกเขาพระนารายณ์ จังหวัดพงั งา)
ในพุทธศตวรรษท่ี ๑๕ เอกสารจีนเรียกรัฐนี้ว่า “ตันหม่าหลิง” บทบาทและความส�ำคัญของตามพรลิงค์ผูกพัน
กบั สภาพการคา้ ในคาบสมทุ รอยมู่ าก ไมเ่ พยี งแตเ่ ฉพาะทางฝง่ั ตะวนั ออกซงึ่ อยใู่ นเสน้ ทางผา่ นของการคา้ ของจนี และอนิ เดยี
เทา่ นน้ั หากแตย่ งั เปน็ จดุ ทมี่ คี วามสำ� คญั ในแงข่ องการคา้ อกี ดว้ ย เพราะสนิ คา้ จากบรเิ วณ “ตามพรลงิ ค”์ กลายเปน็ ทตี่ อ้ งการ
ของประเทศทท่ี �ำการคา้ ด้วย เช่น จนี ซึง่ ตอ้ งการไมเ้ นือ้ หอมจากดินแดนแถบนี้ รศ.ดร.ปรชี า น่นุ สุข๓ อธบิ ายว่าเป็นโอกาส
ส�ำคญั ท่ี “ตามพรลิงค์” ใชค้ วามไดเ้ ปรียบด้วยฐานะทางเศรษฐกิจการคา้ น้ีไปส่งเสรมิ อำ� นาจการควบคมุ ทางทะเลดว้ ย
๑อมรา ศรีสุชาติ ศรีวิชยั ในสวุ รรณทวีป กรมศลิ ปากร ๒๕๗๗ หนา้ ๗๙.
๒มานติ วัลลโิ ภดม, “สภาพของอาณาจักรตา่ งๆ ในภาคใตข้ องประเทศไทยกอ่ นศรวี ิชยั มีอำ� นาจ,” ใน รายงานการสัมมนาเรอ่ื ง
ประวัตศิ าสตร-์ โบราณคดีศรวี ิชยั กรมศลิ ปากร, ๒๕๒๕ หน้า ๖๘.
๓ปรีชา น่นุ สุข ประวัติศาสตร์นครศรธี รรมราช : พัฒนาการของรัฐบนคาบสมุทรไทยในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๙ วทิ ยานิพนธ์
ปริญญาอักษรศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ๒๕๔๔ หน้า ๗๗.
26
ในราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕ เปน็ ชว่ งแหง่ ความขดั แยง้ ระหวา่ งอำ� นาจทางการเมอื งทส่ี ำ� คญั ในภมู ภิ าคนี้ เมอ่ื พวกทมฬิ
มอี ำ� นาจขน้ึ ทางฝง่ั ตะวนั ออกของอนิ เดยี และอำ� นาจทางทะเลทางภาคตะวนั ตกของอนิ เดยี กเ็ พมิ่ มากขนึ้ เปน็ เหตใุ หส้ องฝา่ ย
ต่างแข่งขันกัน ประกอบกับราชวงศ์ซ้องหรือซุ่ง (Sung) สามารถรวมแคว้นต่างๆในจีนได้ จึงเปิดเส้นทางการค้าออกสู่
ทะเลจีนใตอ้ กี คร้งั หนงึ่ อยา่ งไรกต็ าม ด้วยเหตทุ ่ีพวกโจฬะมอี �ำนาจในภูมภิ าคแถบน้ี จึงสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้
เม่ือพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ ผลทางตรงในการแข่งขันซึ่งกันและกันครั้งน้ัน ท�ำให้รูปแบบของการเดินเรือค้าขายเปล่ียนแปลง
ภาคตะวันออกของคาบสมุทรไทยจึงความส�ำคัญต่อการค้ามากกว่าเดิม เพราะเป็นแหล่งเอ้ืออ�ำนวยในการค้าขายกับจีน
ขณะเดยี วกนั ดนิ แดนภาคตะวันออกที่อย่ใู นเสน้ ทางข้ามคาบสมุทร กย็ ังคงมคี วามสำ� คญั อยู่
ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ขอมเริ่มให้ความสนใจต่อฝั่งตะวันออกของคาบสมุทร อันเป็นส่วนหนึ่งในการขยาย
อำ� นาจของตนทางตะวนั ตกของอาณาจกั รในสมยั พระเจา้ สรุ ยิ วรมนั ท่ี ๑ เหน็ ไดจ้ ากโบราณวตั ถซุ ง่ึ แสดงถงึ อทิ ธพิ ลของศลิ ปะ
ขอมบนคาบสมทุ รไทยตงั้ แตช่ ว่ งเวลานมี้ าก เสน้ ทางการคา้ ทพี่ วกขอมใชน้ า่ จะเปน็ เสน้ ทางเรอื ทรี่ จู้ กั กนั ดอี ยแู่ ลว้ คอื จากฝง่ั จาม
ตัดเข้าอ่าวไทยไปยังเกาะ สมุยในคาบสมุทร ถือได้ว่าความสำ� คัญของเส้นทางนี้มีต่อรูปแบบของการค้า เป็นความสัมพันธ์
ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ตามพรลงิ คโ์ ดยตรง ตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕ เมอ่ื ขอมเรมิ่ ทวคี วามสนใจออกมาทำ� การคา้ แตต่ อ่ มากเ็ กดิ ภาวะ
ชะงักงันในกลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ เมอื่ สิ้นสมัยของพระเจ้าสรุ ยิ วรมนั ท่ี ๑
ขณะเดยี วกนั ในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๖ ตามพรลงิ คเ์ รม่ิ มอี ำ� นาจในบรเิ วณนเี้ พม่ิ ขน้ึ กลา่ วคอื เมอื่ โจฬะเรม่ิ เสอ่ื มอำ� นาจ
กษัตริย์วิชัยพาหุที่ ๑ แห่งลังกาก็พยายามสร้างความสัมพันธ์กับอาณาจักรพุกามสมัยพระเจ้านรปติสิทธู โดยนิมนต์ภิกษุ
จากพมา่ ไปชำ� ระคมั ภรี พ์ ระพทุ ธศาสนาทล่ี งั กา พกุ ามเองกเ็ คยแผอ่ ำ� นาจเขา้ คอคอดกระ ทำ� ใหพ้ วกโจฬะตอ้ งกวาดลา้ งอทิ ธพิ ล
แถบนอ้ี กี ครงั้ หนง่ึ เมอื่ พ.ศ.๑๖๐๐ ในขณะทฝ่ี ง่ั ตะวนั ออกของคาบสมทุ รยงั มคี วามสมั พนั ธท์ างการคา้ กบั จนี อยู่ ดงั ทไี่ ดค้ น้ พบ
เคร่ืองถ้วยจีนอายุต้ังแต่สมัยราชวงศ์ถัง (Tang) ถึงราชวงศ์ซุ่งและหยวน (Sung-Yuan) สภาพเช่นน้ีจึงท�ำให้ตามพรลิงค์
ขยายตัวทางเศรษฐกจิ และสามารถส่งทตู ไปเจริญสมั พนั ธไมตรีกับจีนไดเ้ มอ่ื พ.ศ.๑๖๑๐
ลว่ งมาประมาณ พ.ศ.๑๖๗๓-๑๗๑๙ ตามพรลงิ คไ์ ดอ้ ยใู่ นขอบเขตอทิ ธพิ ลของลงั กาและพกุ าม เมอื งทเ่ี ปน็ ศนู ยก์ ลาง
ของตามพรลิงค์ระยะนี้คอื “กรงุ ศรีธรรมาโศก” ตามทปี่ รากฏในศลิ าจารึกหลกั ที่ ๓๕ (จารึกดงแมน่ างเมอื ง) พ.ศ.๑๗๑๐
อันเป็นจารึกมคธและภาษาขอม กล่าวถึงราชาจากกรุงศรีธรรมาโศกกัลปนาถวายที่ดินอุทิศให้ผู้ซ่ึงเป็นท่ีเคารพ
ค�ำว่า “ศรีธรรมาโศก” สัมพันธ์กับเรื่องราวของรัฐตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราชอยู่มาก จากศิลาจารึกหลักที่ ๒๔
ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร๑ ให้ความเห็นว่าสะท้อนให้เห็นภาพทางการเมืองของรัฐตามพรลิงค์ชัดเจน พร้อมกับการเกิดข้ึน
ของพระเจา้ จนั ทรภาณแุ หง่ “ปทั มวงศ”์ ตามพรลงิ คว์ วิ ฒั นาการเปน็ รฐั ทม่ี อี ำ� นาจทางการเมอื งสงู สามารถสง่ กำ� ลงั ไปตลี งั กา
สองครง้ั แม้จะพ่ายแพก้ ลบั มา แต่อำ� นาจของพระองคเ์ หนือรัฐดงั กล่าวกย็ ังปรากฏอยู่ในหนา้ ประวตั ศิ าสตร์
๑วนิ ยั พงศศ์ รีเพยี ร “จารกึ พระเจ้ากรุงศรีวิชัยและจารกึ ศรมี หาราช” ใน ๑๐๐ เอกสารส�ำคญั : สรรพสาระประวัติศาสตร์ไทย
ลำ� ดับท่ี ๑๐ ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั (สกว.) หนา้ ๒๙.
27
เมอื งทา่ สำ� คญั ทป่ี รากฏขน้ึ ในรฐั ตามพรลงิ คใ์ นพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๗-๑๘ ดร.อมรา ศรสี ชุ าต๑ิ ใหค้ วามเหน็ วา่ นา่ จะมอี ยู่
หลายแหง่ ทางฝัง่ ทะเลตะวนั ออก ได้แก่ แหลง่ หวั มนี า ใกลค้ ลองท่าเรือ อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช (อยูใ่ กลก้ บั
เมอื งพระเวยี ง) ซงึ่ สนั นษิ ฐานวา่ เปน็ ศนู ยก์ ลางการปกครองหรอื เมอื งสำ� คญั ของรฐั “ตามพรลงิ ค”์ และวดั หรงั อำ� เภอหวั ไทร
จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนเมืองท่าฝั่งตะวันตกน่าจะอยู่ท่ีแหล่งกันตัง จังหวัดตรัง ส่วนเมืองท่าฝั่งอันดามันไม่ปรากฏ
หลักฐานทางโบราณคดีในแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ท่ีชัดเจนพอที่จะกล่าวได้ว่าเป็นแหล่งเมืองท่าที่อาหรับเรียก “กลาฮ์”
แต่น่าจะเคลือ่ นลงมาทางใต้แถบจงั หวดั ตรงั ถงึ จังหวัดสตูล เพราะพบแหลง่ ท่าเรอื โบราณอยหู่ ลายแห่ง
ในบรรดาเมืองท่าร่วมสมัยเดียวกันน้ี แหล่งเมืองท่าท่ีหัวมีนา ดูจะเฟื่องฟูที่สุดในการเป็นสถานีการค้ากับจีน
และยงั คงมบี ทบาทการเปน็ พอ่ คา้ คนกลางทข่ี ายแกเ่ รอื ชาตอิ น่ื ๆ แหลง่ เมอื งทา่ ของรฐั ตามพรลงิ คใ์ นชว่ งนี้ ดร.อมรา ศรสี ชุ าต๒ิ
ให้ความเห็นว่ามิได้มีบทบาทเป็นเมืองท่าค้าขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแหล่งยุทธศาสตร์ที่พระเจ้าจันทรภาณุใช้ใน
การยกทัพเรือไปโจมตีศรีลังกาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อย่างไรก็ดี ในศตวรรษต่อมา เมืองท่าเหล่านี้ก็กลายมาเป็นแหล่ง
ที่กองทัพเรือจากภายนอกยกมาข้ึนฝั่งเพ่ือโจมตีเมืองต่างๆ บนคาบสมุทรบ้าง เช่น กรณีกองทัพจากชวา หรือกองทัพ
ของอุชงคตนะจากปลายเกาะสุมาตรายกมาโจมตีรฐั ตามพรลิงค์ เป็นตน้
ในด้านศิลปวัฒนธรรม ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๔ ดินแดนคาบสมุทรไทยและคาบสมุทร มลายูตอนเหนือ
โดยเฉพาะตามพรลิงค์ได้รับอิทธิพลจากอินเดียอย่างมาก ส่งผลให้ศาสนาพราหมณ์ซึ่งฝังรากม่ันคง ดังเห็นได้จากการพบ
โบราณวัตถุสถานมากกว่าที่ใดในคาบสมุทรไทย รวมท้ังชื่อรัฐ “ตามพรลิงค์” ก็ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าเป็นผลมา
จากศาสนาพราหมณ์ มกี ารขยายตัวของชมุ ชนตามแหล่งทีเ่ หมาะสมทางภมู ศิ าสตร์ ซ่ึงตอ่ มาไดเ้ จริญเติบโตข้นึ เป็นเมอื งท่า
ชายฝั่งตะวันตกและตะวันออกของคาบสมุทรไทยในระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๔ ซ่ึงเป็นผลประโยชน์จากการควบคุม
ดแู ลทางการค้าทางทะเลอนั เปน็ เศรษฐกิจหลักของรฐั น้ี
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ตามพรลงิ ค์เริ่มมีฐานะเปน็ ศูนยก์ ลางทางการค้า การเมอื ง การปกครอง และศลิ ป
วัฒนธรรมบนคาบสมุทรไทยท้ังฝา่ ยตะวนั ตกและตะวนั ออกทเ่ี ก่ียวพันกบั รัฐตามพรลงิ ค์เสมอ ต่างกันแต่เพยี งมากบ้างน้อย
บา้ งเท่านน้ั ครั้นพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ สามารถปกครองแหลมมลายูตอนเหนอื ท้ังหมด จดั เครือข่ายเป็น “เมือง ๑๒ นกั ษตั ร”
ซง่ึ แตล่ ะเมอื งกใ็ หถ้ อื ตราสตั วป์ ระจำ� เมอื งกำ� กบั ไว้ ในชว่ งศตวรรษดงั กลา่ วตามพรลงิ คไ์ ดเ้ ปลย่ี นชอื่ รฐั เปน็ “นครศรธี รรมราช”
มีความสัมพันธไมตรีกับรัฐไทยตอนบน คือสุโขทัย และมีสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรกับประเทศศรีลังกา เป็นการสัมพันธ์
ทางเครอื ญาตแิ ละศาสนา กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงคตนิ ยิ มทางพระพทุ ธศาสนา และเปน็ ผลใหล้ ทั ธเิ ถรวาทจนเจรญิ รงุ่ เรอื ง
และสามารถประดิษฐานมนั่ คงแผ่กวา้ งไปทวั่ ดินแดนภาคใต้ตอนบน
๑อมรา ศรสี ชุ าต ิ สายรากภาคใต้ : ภมู ลิ กั ษณ์ รปู ลกั ษณ์ จติ ลกั ษณ์ สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.) ๒๕๔๔ หนา้ ๑๓.
๒ด.หนา้ ๑๕.
28
“ตามพรลงิ ค”์ ถอื เปน็ รฐั หรอื อาณาจกั รทางพทุ ธศาสนาและเศรษฐกจิ ของผคู้ นในสงั คมบนคาบสมทุ รไทยทโี่ ดดเดน่
ยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มิใช่เพียงเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เป็นท่ีต้องการของตลาดโลก
หรือสามารถผลิตสินค้าได้ตามกระแสความต้องการของตลาดสากลเท่าน้ัน แต่ยังมีการบริหารจัดการในการสร้างระบบ
เมอื งทา่ เครอื ขา่ ย และระบบการจดั การธรุ กจิ แบบพอ่ คา้ คนกลางทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ทงั้ ยงั มกี ารพฒั นาการยทุ ธนาวเี พอ่ื ปกปอ้ ง
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยา่ งจรงิ จังโดยเฉพาะในชว่ งท่พี ระเจ้าจนั ทรภาณเุ ปน็ กษตั ริยข์ องอาณาจักรน้ี
เหนืออ่ืนใด ตามพรลิงค์ยังถือเป็นผู้น�ำในการส่งเสริมวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทให้ประดิษฐาน
อย่างมั่นคงและย่ังยืนยาวนานบนคาบสมุทรไทย รวมท้ังบนดินแดนภาคพ้ืนทวีป ซ่ึงมีส่วนส�ำคัญท่ีท�ำให้หลักปรัชญา
ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่บ่มเพาะงอกงามในดินแดนเอเชียใต้ มาเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายอยู่ในประเทศไทย
และดินแดนขา้ งเคยี ง ความเจริญรุ่งเรืองน้ี นอกจากมีสว่ นในการสรา้ งสรรคว์ ถิ ีชวี ิต และแนวคิดในศาสนาแลว้ ยงั เปน็ แรง
บันดาลใจส�ำคัญที่ก่อให้เกิดการรังสรรค์ศิลปกรรมที่งดงามจนตกทอดเป็นมรดกภูมิปัญญาของประชาชาติที่มีอารยธรรมสูง
ไมแ่ พ้ทีใ่ ดในโลก
อย่างไรกด็ ี กอ่ นสิ้นสดุ พุทธศตวรรษที่ ๑๙ รัฐบริเวณลุ่มเจา้ พระยารุ่งเรอื งขน้ึ มีศูนย์กลางอำ� นาจทก่ี รงุ ศรีอยธุ ยา
พระเจา้ อทู่ องยกทพั แผอ่ ำ� นาจลงมาทางใต้ และรวบรวมนครศรธี รรมราชไวใ้ นขอบขณั ฑสมี า ดำ� รงสถานะเปน็ “หวั เมอื งเอก”
ของราชอาณาจกั รอยธุ ยา ประวตั ศิ าสตรอ์ นั รงุ่ เรอื งและมอี สิ ระในการปกครองตนเองของนครศรธี รรมราชยนื ยาวไมน่ านนกั
เพราะในชว่ งเวลานั้นเปน็ เวลาของการรวบรวมบา้ นเมอื งเข้าเป็นอนั หน่งึ อันเดียวกันในท้องที่ภาคกลาง โดยมกี รุงศรีอยุธยา
เปน็ ผู้นำ� ตั้งแตก่ ่อน พ.ศ.๑๘๙๓ อันเปน็ ปีสถาปนากรุงศรอี ยุธยาอยา่ งเปน็ ทางการ
วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร จังหวดั นครศรีธรรมราช ศนู ย์กลางพระพทุ ธศาสนาเถรวาทบนคาบสมทุ รไทย
29
กลา่ วโดยสรปุ หลกั ฐานประวตั ศิ าสตรแ์ ละหลกั ฐานโบราณคดที ค่ี น้ พบบนคาบสมทุ รไทย และในดนิ แดนประเทศ
ข้างเคยี ง จงึ แบง่ ยคุ สมยั ของรฐั ตามพรลิงค์หรอื นครศรีธรรมราชไดเ้ ป็นสีส่ มยั ดงั นี้
สมัยแรก เปน็ ช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ ๕-๑๐ ซึง่ เป็นชว่ งเรมิ่ แรกท่ดี นิ แดนบนคาบสมุทรไทยไดร้ ับอทิ ธิพล
จากอินเดีย ทั้งด้านความเชื่อ ศาสนา ประเพณี กฎหมาย ภาษาและวรรณกรรม ดังปรากฏในเอกสารของอินเดีย
ขณะเดียวกันก็มีเอกสารของจีนที่ระบุช่ือเมืองท่ีมาค้าขาย เอกสารโบราณของจีนและอินเดียได้สะท้อนให้เห็นว่า
ในช่วงเวลาน้ันชุมชนหลายแห่งบนคาบสมุทรไทยได้พัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าหรือศูนย์กลางทางการค้าในระบบเครือข่าย
การคา้ นานาชาติ โดยเฉพาะเมือง “กะมะลงิ ” หรือ “ตะมะลิง” หรอื “ตามพรลงิ ค์” (Tambralinga) ซง่ึ ชือ่ น้ีปรากฏใน
เอกสารโบราณของอินเดียตั้งแตเ่ มอื่ ราวพุทธศตวรรษที่ ๗
สมัยที่สอง เป็นช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๖ ซ่ึงเป็นช่วงที่พัฒนาการของรัฐนี้ผูกพันแนบแน่น
กบั การคา้ และความรงุ่ เรอื งของศาสนาพราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ าย อนั เปน็ ศาสนาทม่ี บี ทบาทอยา่ งสำ� คญั ตอ่ พฒั นาการของรฐั
แม้ว่าในสมัยนี้พระพุทธศาสนาจะมีบทบาทอยู่ควบคู่กับศาสนาพราหมณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีบทบาทท่ีโดดเด่นเท่า
ศาสนาพราหมณ์ แม้แตใ่ นช่วงทีพ่ ระพทุ ธศาสนาลัทธมิ หายานเจรญิ สูงสดุ ในรฐั คอื ในระหวา่ งกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๔
ถึงกลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๕ ก็ตาม ร่องรอยความเจริญของศาสนาพราหมณ์ก็ยังปรากฏอยู่ในรัฐน้ี ตั้งแต่พ้ืนที่ตอนบน
จนถงึ ลุ่มทะเลสาบสงขลาซ่งึ เป็นพืน้ ที่ตอนกลางของรฐั
สมัยที่สาม เป็นช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๗-๑๙ ซึ่งเป็นช่วงที่พัฒนาการของรัฐแห่งน้ีได้ผูกพันอยู่กับ
พระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศรีลังกา เรียกกันว่า “ลัทธิลังกาวงศ์” หรือ “นิกายลังกาวงศ์”
ซ่ึงเป็นศาสนาท่ีมีบทบาทส�ำคัญต่อรัฐตามพรลิงค์ต้ังแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา ประเทศในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ ตั้งแต่พม่าไปจนถึงอินโดนีเชีย ให้การยอมรับและมุ่งมั่นที่จะเอาแนวทางของลัทธิลังกาวงศ์เป็นเครื่องน�ำทาง
และแรงบนั ดาลใจ ครนั้ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ อิทธพิ ลของพุทธศาสนาจากศรลี ังกาจงึ ได้ต้งั มนั่ ในดนิ แดนแถบเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใตส้ องแห่งคือ รัฐพกุ าม(Pagan) ของประเทศพมา่ และรฐั ตามพรลงิ ค์ (Tambralinga) ของประเทศไทย
สมัยที่สี่ เป็นช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-ปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงท่ีพัฒนาการของรัฐน้ีได้ผูกพันกับอ�ำนาจ
รฐั ไทย ซึ่งมีกรุงศรีอยธุ ยาเป็นราชธานี พระเจา้ อู่ทองปฐมกษตั ริย์แหง่ กรุงศรีอยุธยาได้เรมิ่ ตน้ ขยายขอบวงของอ�ำนาจลง
มายังคาบสมุทรไทย จนมีอ�ำนาจเหนือนครศรีธรรมราชต่อเนื่องไปถึงคาบสมุทรมลายู และเม่ือล่วงมาถึงรัชสมัย
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองนครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองเอก ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาสืบมา
และเม่ือศูนย์อ�ำนาจเปลี่ยนเป็นธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ นครศรีธรรมราชก็หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของราชอาณาจกั รไทยสืบมาจนปัจจุบนั
“ตามพรลิงค์” หรือ “นครศรีธรรมราช” ในปัจจุบันแม้มิได้เป็นรัฐอิสระและปกครองตนเองอย่างอดีตก็จริง
แต่จุดเด่นทางประวัติศาสตร์ของการเป็นที่ต้ังพระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์เป็นแห่งแรกก่อนท่ีแห่งใดบนผืนทวีป
ยังได้รับการกล่าวถึงอยู่ตลอดมา ทั้งท่ีเห็นเป็นรูปแบบพระสถูปทรงลังกาขนาดใหญ่ และเข้าใจถึงความหมาย
และความสำ� คญั ดงั ทป่ี รากฏในต�ำนานพระธาตุเมอื งนครศรีธรรมราชโดยไมส่ ิน้ สูญ
30
พัฒนาการของการต้งั ถ่ินฐานของพราหมณ์
๑. การคา้ และความเช่อื ส่กู ารตัง้ หลักแหล่ง
จากหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของหลายชนชาติ มีความสอดคล้องกันว่าภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์รวมทางการค้า เป็นจุดนัดพบของนักเดินทางทั้งจากจีน ฟูนัน อินเดีย เปอร์เซีย
และแดนอาหรับอื่นๆ มีเมืองท่าส�ำคัญเรียงรายตามชายฝั่ง ตลอดคาบสมุทรภาคใต้ของไทย จรดช่องแคบมะละกา
รวมถงึ หมเู่ กาะตา่ งๆ นกั เดนิ ทางทจ่ี ะมาทำ� การคา้ แสวงหาสนิ คา้ หรอื เพอ่ื สรา้ งความมง่ั คง่ั ภมู ภิ าคนเี้ ปน็ เปา้ หมายสำ� คญั
ของพ่อค้า เพราะอุดมไปด้วยทรัพยากรท่ีเป็นที่ต้องการในยุคสมัยน้ันมาก การเดินทางส่วนหน่ึงจะเลียบชายฝั่งอ้อมไป
ทางชอ่ งแคบมะละกา และอกี สว่ นหนงึ่ จะนยิ มตดั ขา้ มพนื้ ทภี่ าคใตข้ องไทยทเี่ ปน็ ปลายแหลมยาวและแคบ ระหวา่ งทะเล
อนั ดามนั กบั อา่ วไทย ประกอบกบั มสี ายนำ�้ ทงั้ สองฝง่ั เปน็ ระยะ สะดวกตอ่ การเดนิ ทางลำ� เลยี งสง่ิ ของ และทส่ี ำ� คญั มากคอื
เป็นพ้ืนดินที่มีเคร่ืองเทศและเคร่ืองหอม ซ่ึงเป็นสินค้าที่อินเดียมีความต้องการสูงมาก เพระเป็นท้ังเคร่ืองบูชาเทพเจ้า
และใช้ประกอบกิจกรรม ประเพณีต่างๆ ของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ จากหลักฐานบันทึกต่างๆ ในการซ้ือขายสินค้า
แถบภมู ภิ าคนปี้ รากฏชอื่ เมอื งสำ� คญั บรเิ วณกงึ่ กลางของคาบสมทุ รภาคใต้ คอื “ตามพรลงิ ค”์ ซงึ่ อาจออกเสยี งแตกตา่ งกนั
ตามสำ� เนยี งของแตล่ ะชาติ หลักฐานเหล่าน้ีเกดิ มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗-๘
การค้าท่ีเพ่ิมมากขึ้นในรัฐตามพรลิงค์ ซึ่งเป็นจุดนัดพบส�ำคัญระหว่างภูมิภาคตะวันตกกับตะวันออก
ส่งผลให้พ่อค้าต่างชาติกับคนพ้ืนเมืองมีปฏิสัมพันธ์กัน การแลกเปล่ียนวัฒนธรรมก็เกิดขึ้น ชนชาติอินเดียซ่ึงนับถือ
ศาสนาพราหมณ์ก็ได้น�ำรูปแบบและความเช่ือของศาสนาเข้ามาด้วย จากเพื่อการค้าต่อมานักบวชเผยแผ่ศาสนา
กไ็ ดร้ ว่ มเดนิ ทางมาดว้ ย วฒั นธรรมและศาสนาทเ่ี ป็นระบบมากกวา่ กไ็ ดแ้ พรก่ ระจายเขา้ สู่คนพน้ื เมืองซ่ึงเดิมเนน้ การบูชา
ผีบรรพบุรุษของกลุ่มต่างๆ ก็ผสมกลมกลืนกันเข้า คนพ้ืนเมืองก็เริ่มรับหลักค�ำสอนและพิธีกรรมตามศาสนาพราหมณ์
มากข้นึ เม่ือถึงพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ เมืองตามพรลงิ ค์กร็ ับศาสนาพราหมณ์เขา้ มาเปน็ ศาสนาหลักในการดำ� รงชวี ิต
การเขา้ มาของศาสนาพราหมณ์ในเบอ้ื งตน้ ส่วนใหญ่จะมาจากอนิ เดยี ตอนใต้ ซง่ึ เป็นพราหมณ์ลัทธไิ ศวนกิ าย
มีพระศิวะหรือพระอิศวรเป็นใหญ่กว่าเทพเจ้าทั้งปวง ในความเชื่อของพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย พระศิวะประทับ
บนยอดไกรลาส ซ่ึงถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เม่ือเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาท่ีใดจึงพยายามค้นหาภูเขาที่มีลักษณะ
ภูมิสถานตามคัมภีร์ เพื่อจ�ำลองข้ึนเป็นเขาพระสุเมรุ ส�ำหรับเป็นศูนย์รวมประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธ์ิท้ังฝ่ายพราหมณ์
และฝ่ายกษัตริย์ โดยผู้นับถือลัทธิไศวนิกาย ถือว่าพระราชาคือกษัตริย์แห่งภูเขา (King of the Mountain) และ
ถา้ สถานทใ่ี ดมีลักษณะเปน็ หินบนยอดภเู ขา มรี ูปลกั ษณะแบบศวิ ลึงค์ ซ่ึงพราหมณ์เรยี กวา่ ลึงคบรรพต หรอื สยมภวู ลงึ ค์
จะถือวา่ เป็นภเู ขาศกั ดิ์สทิ ธ์ดิ งั่ เขาพระสุเมรุ เปน็ แดนสถติ ยแ์ หง่ องค์พระศวิ ะ เป็นสญั ลักษณ์ของการสร้างบ้านสรา้ งเมอื ง
การสถาปนาอ�ำนาจของกษัตรยิ ์และความเจรญิ ของบา้ นเมอื งจึงผกู พันกับการท�ำพธิ ีบชู าศวิ ลงึ ค์
31
ในความเชื่อของพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ถ้าลึงคบรรพตหรือสยมภูวลึงค์เกิดร้าวหรือแตกหัก จะเกิด
อุบัติภัยใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง จะต้องประกอบพิธีกรรมบูชาเทพ และหุ้มห่อลึงคบรรพตด้วยทองค�ำ หรือทองแดง
จากความเชอ่ื นแ้ี ละภมู สิ ถานของเขาคาทตี่ อ้ งตามลกั ษณะแหง่ คมั ภรี ์ และมรี อ่ งรอยการสกดั ลงึ คบรรพต นกั วชิ าการหลายทา่ น
จึงสันนิษฐาน ว่าลึงคบรรพตท่ียอดเขาคาอาจจะเคยห่อหุ้มด้วยทองแดง ซ่ึงเป็นท่ีมาของชื่อเมืองแรกในคาบสมุทรภาคใต้
ว่า ตามพรลงิ ค์ อนั หมายถึง ศวิ ลึงคท์ องแดง และเขาคาจงึ เป็นศนู ยก์ ลางของไศวภมู ิมณฑลในช่วงตน้ ของการตั้งบ้านเมือง
๒. การอาศยั อยูข่ องคนพนื้ เมืองเดิม
ก่อนที่พราหมณ์จากอินเดียจะเข้าสู่นครศรีธรรมราช หลักฐานทางโบราณคดีและร่องรอยผู้คนในพื้นที่
จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์พบแหล่งท่ีอาศัยท้ังที่เป็นถ�้ำเพิงผามาแต่ยุคหิน และหลักฐานใน
พื้นที่ราบเป็นลักษณะชุมชนเกษตรกรรมแรกเร่ิม สืบเน่ืองต่อมาถึงยุคที่พัฒนาเป็นชุมชนเมืองท่า และสถานีการค้า
ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๗-๘ เป็นตน้ มา ซึ่งเป็นยคุ ทม่ี สี ินคา้ จากต่างชาติ มกี ลมุ่ พ่อค้า นักแสวงโชค นักบวชทัง้ พราหมณ์
และพระสงฆ์เร่ิมเข้ามาและมีบางส่วนมาต้ังถ่ินฐาน ทั้งเพื่อรวบรวมผลผลิตพื้นเมืองไว้คอยเรือสินค้าที่จะกลับมาอีก
เมอ่ื ถงึ ฤดกู าลคา้ ขายครง้ั ใหม่ โดยเฉพาะกลมุ่ พราหมณ์ ซงึ่ ไดพ้ บประตมิ ากรรมรปู เคารพในศาสนาตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๐
ซ่ึงน�ำเข้าจากอินเดียโดยตรง และเร่มิ มปี ระติมากรรมท่ีผลิตในท้องถน่ิ ตัง้ แต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๑ เป็นตน้ มา
จากการทค่ี นอนิ เดยี เรม่ิ มาอาศยั รวบรวมสนิ คา้ กไ็ ดพ้ ฒั นาชมุ ชนทา่ นำ�้ เดมิ ขน้ึ เปน็ ชมุ ชนการคา้ ในดา้ นศาสนา
กเ็ รม่ิ ทำ� รปู เคารพ เทวสถาน ขนึ้ ในชมุ ชนเพอ่ื ยดึ เหนย่ี วจติ ใจ สำ� หรบั พราหมณน์ อกจากสรา้ งสถานทเ่ี คารพในชมุ ชนการคา้ แลว้
กไ็ ดส้ รา้ งเทวาลัยขนาดใหญเ่ พือ่ เปน็ ศูนย์รวมความเชื่อและพธิ กี รรมขึ้นเพือ่ ใหเ้ ปน็ แหล่งศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิของชมุ ชน มอี าณาบริเวณ
ครอบคลุมชุมชนเล็กๆ เป็นเขตที่เรียกว่า “มัณฑละ” ซ่ึงได้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมจากแบบชนเผ่าเดิม
มาเป็นการน�ำของพราหมณ์ หรือส่งเสริมให้หัวหน้าเผ่าได้รับการยกฐานะเป็นตัวแทนแห่งเทพ เป็นการลดบทบาทของผี
ประจำ� บา้ นประจำ� เผา่ พฒั นามาเปน็ การเคารพบชู าเทพสงู สดุ ซง่ึ สง่ ผลใหพ้ ราหมณก์ บั ชนชนั้ ปกครองกลายเปน็ สว่ นสนบั สนนุ
ตอ่ กนั ในการสรา้ งบา้ นสรา้ งเมือง
32
ปากน�้ำสชิ ล
33
ชุมชนเดิมในนครศรีธรรมราชพัฒนาเป็นชุมชนการค้า ส่วนใหญ่เรียงรายหนาแน่นตามสันทรายชายทะเล
โดยอาศัยสายนำ�้ ส�ำคญั ซ่งึ ได้พบหลักฐาน ดังน้ี
๑. ชุมชนคลองท่าเรือรี ในเขตอ�ำเภอสิชล มีแหล่งโบราณคดีส�ำคัญ คือบริเวณภูเขาจอมทอง พบชิ้นส่วน
ของเทวาลยั และพบศิวลึงคท์ องคำ� บรเิ วณวดั นาขอม พบศวิ ลึงค์ถงึ ๕ องค์ และรอ่ งรอยเทวาลยั
๒. ชุมชนคลองท่าควาย ในเขตอ�ำเภอสิชล มีแหล่งโบราณคดีส�ำคัญ คือกลุ่มโบราณสถานบ้านท่าควาย
หรอื วดั คงคาเลยี บ บา้ นไสสบั บา้ นตนี พบแหลง่ โบราณสถานจำ� นวนมาก รวมถงึ ศวิ ลงึ ค์ ฐานโยนิ และชนิ้ สว่ นสถาปตั ยกรรม
ต่างๆ
๓. ชมุ ชนคลองทา่ เชยี่ ว ในเขตอำ� เภอสชิ ล มแี หลง่ โบราณสถานวดั เบกิ บา้ นนาหนั บา้ นหวั ทอน สวนหวั แหวน
บา้ นพงั กำ� วัดพระโอน (รา้ ง) ซ่ึงเป็นชุมชนโบราณที่อาศยั อยูห่ นาแนน่ เช่อื มตอ่ กับคลองทา่ เชยี่ ว และคลองท่าทน
๔. ชุมชนคลองทา่ ทน ในเขตอำ� เภอสชิ ล มแี หลง่ โบราณคดีทบี่ า้ นเขาคา บ้านตอ่ เรือ บา้ นเทพราช บา้ นสงวน
บา้ นไสหนิ บ้านสระกดู บ้านพังกำ� คลองไกฟ่ ัก บา้ นไสนุ่น บ้านถนนใน และบา้ นเขายวนเฒา่ ซ่ึงพบกลองมโหระทกึ ทนี่ ่ี
๕. ชุมชนคลองท่าหิน ในเขตรอยต่ออ�ำเภอสิชลกับอ�ำเภอท่าศาลา พบโบราณสถานที่บ้านสีสา บ้านทุ่งพัน
บ้านนาเหรง และบา้ นนดู
๖. ชุมชนคลองกลาย ในเขตอ�ำเภอท่าศาลา พบเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ยุคหิน และมีแหล่งโบราณสถาน
วดั มเหยงค์ (ร้าง) หาดทอนไม้สงู บ้านชุมโลง
๗. ชุมชนคลองทา่ พดุ - ท่าสงู ในเขตอำ� เภอท่าศาลา มแี หลง่ โบราณสถานวัดพระนางตรา เกาะพระนารายณ์
วดั ตุมปงั (ร้าง)
๘. ชุมชนคลองปากพะยิง-ชมุ ขลงิ ตน้ น�้ำจากอ�ำเภอพรหมครี ไี หลผ่านอ�ำเภอท่าศาลา พบแหล่งโบราณสถาน
บา้ นพรหมโลก แหลง่ โบราณคดบี ้านโมคลาน บ้านทุ่งน�ำ้ เค็ม
๙. ชุมชนคลองท่าดี - ปากเหล้า - ปากนคร ต้นน้�ำจากอ�ำเภอลานสกา ไหลผ่านอ�ำเภอพระพรหม
และอำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช มแี หลง่ โบราณสถานวดั หวา้ ยาน (รา้ ง) บา้ นกำ� โลน และในเขตตวั เมอื งนครศรธี รรมราช
ท้ังเมืองโบราณนครศรธี รรมราช ฐานพระสยม และโบราณวตั ถใุ นวัดพระมหาธาตวุ รมหาวหิ าร
๑๐. ชุมชนคลองท่าเรือ ต้นน�้ำจากเขาหลวง ซ่ึงมีสายน้�ำหลายสายมารวมกัน เช่น คลองจังหูน คลองวังวัว
คลองพรหุ ว้ ยพระ และมแี มน่ ำ้� ทมี่ าบรรจบใกลต้ วั เมอื ง คอื คลองคพู าย คลองสวนหลวง คลองปา่ เหลา้ และคลองนครนอ้ ย
ไดพ้ บโบราณสถานทีว่ ัดพระเพรง วดั คนั นาราม เมืองโบราณพระเวียง วัดสวนหลวง วดั พระเวยี ง (ร้าง) วดั ทา่ โพธิ์ (ร้าง)
และแหล่งโบราณคดบี า้ นทา่ เรอื
๑๑. ชุมชนคลองเสาธง – คลองโคกคราม - คลองชะเมา ต้นน�้ำจากอ�ำเภอลานสกา อ�ำเภอร่อนพิบูลย์
อ�ำเภอพระพรหม ไหลผ่านอำ� เภอปากพนงั พบแหลง่ โบราณสถานวดั สระเหรยี ง หรอื วัดสระเนรมิต
34
นอกจาก ๑๑ ลมุ่ นำ�้ ทแ่ี สดงถงึ การตงั้ ชมุ ชนเมอ่ื กอ่ นแลว้ ยงั พบกระจดั กระจายอยทู่ กุ อำ� เภอ โดยเฉพาะสายลมุ่ นำ�้
ดา้ นเขตอ�ำเภอฉวาง อ�ำเภอทุ่งใหญ่ และอ�ำเภอถำ�้ พรรณรา ลุม่ น�้ำตรังเขตอำ� เภอทุ่งสง ลุม่ นำ�้ ปากพนังเขตอ�ำเภอชะอวด
และลมุ่ นำ�้ ขนอมเขตอ�ำเภอขนอม
เมอ่ื พราหมณเ์ ขา้ มาเปน็ สว่ นหนงึ่ ของชมุ ชนและเปน็ ผนู้ ำ� ในการเปลย่ี นความเชอื่ พธิ กี รรมในชวี ติ จนคนสว่ นใหญ่
นับถือศาสนาพราหมณ์ ชุมชนต่างๆ จึงได้สร้าง เทวสถาน รูปเคารพ เพ่ือไว้บูชาและประกอบพิธีกรรม จากเดิม
เปน็ ชมุ ชนเล็กๆ ของชนพ้นื เมืองไดพ้ ฒั นาเป็นชมุ ชนใหญ่และหลายๆ ชมุ ชนไดก้ ลายเปน็ มณั ฑละ และหลายๆ มัณฑละ
รวมกนั เปน็ เมอื งหรอื รฐั ขนึ้ โดยศนู ยก์ ลางของเมอื งมกี ารเปลย่ี นแปลงตามอำ� นาจของผปู้ กครอง หรอื มเี หตกุ ารณภ์ ายนอก
มาเปน็ ตวั แปร สำ� หรบั ในเมอื งจะมคี ณะพราหมณเ์ ปน็ ผนู้ ำ� หรอื เปน็ ผปู้ ระกอบพธิ กี รรมแกผ่ นู้ ำ� พราหมณท์ ม่ี คี วามสามารถ
มักจะเป็นผู้มีอ�ำนาจ มีบทบาทต่อเมืองน้ันๆ ผู้น�ำก็จะจัดให้พราหมณ์พักอาศัยเป็นกลุ่มๆ ได้รับการปกป้องจากผู้น�ำ
สว่ นพราหมณ์ทเ่ี ปน็ พอ่ ค้าวานิช ก็จะอาศยั ตามชมุ ชนตลาดการคา้ ทว่ั ไป
๓. หลักแหล่งทีอ่ าศัยของพราหมณ์
หลกั แหลง่ ทอี่ าศยั ของพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช ซง่ึ กระจายอยหู่ นาแนน่ ตามแนวสนั ทรายในทที่ ส่ี ามารถ
เดินทางตดิ ต่อและคา้ ขายได้สะดวก โดยยุคต้นเกือบท้งั หมดจะเป็นลทั ธไิ ศวนิกาย มลี ัทธไิ วษณพนกิ ายกระจายแทรกอยู่
บ้างแต่เป็นส่วนน้อย รูปแบบการตั้งหลักแหล่งอาศัยจะรวมชุมชนเป็นกลุ่มๆ ที่เรียกว่ามัณฑละ อาจมีมัณฑละ
ท่ีเป็นศนู ย์กลางในแตล่ ะยุคสมัย ซ่ึงจากหลักฐานความหนาแน่นของชมุ ชน นครศรีธรรมราชน่าจะจัดไดเ้ ป็น ๓ มณั ฑละ
โดยศนู ย์กลางเรม่ิ ตน้ อยู่ท่ีเขาคา แลว้ เปลยี่ นเปน็ เมืองโบราณในเวลาต่อมา
๓.๑ หลักแหลง่ แห่งมัณฑละเขาคา
เขาคาเปน็ แหลง่ เรม่ิ ตน้ ของพราหมณใ์ นการตง้ั บา้ นตงั้ เมอื งตามคตลิ ทั ธไิ ศวนกิ ายทจ่ี ะหาภเู ขาศกั ดส์ิ ทิ ธิ์
เพือ่ จ�ำลองเปน็ เขาพระสุเมรุ ซึง่ เขาคาเป็นภูเขาลูกโดด ไมส่ ูงมากนกั สามารถสร้างเทวาลยั ได้ และบนยอดเขายงั เปน็ ท่ี
สถิตของลึงคบรรพต แบบเดียวกับภูเขาบนฝั่งแม่น้�ำโขง เขตเมืองจ�ำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
และแควน้ ปาณฑะรังคะ ซึ่งเปน็ ของพวกจามทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม เขาคายังมคี ลองท่าทนซึง่ เปรยี บเสมือน
แมน่ ำ้� คงคาไหลเลยี บออ้ มภเู ขา ส่วนบนยอดภเู ขายงั เป็นท่ีสถติ ของลึงคบรรพต เขาคาจงึ เปน็ สถานทีศ่ กั ดิส์ ทิ ธทิ์ ่เี ปน็ ศูนย์
รวมจิตใจของพราหมณ์ เม่ือมีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์มาอาศัยอยู่ในบริเวณโดยรอบภูเขามากจึงได้สร้างเทวาลัย
สถาปนาเมือง สถาปนากษตั รยิ ์และสรา้ งมัณฑละทก่ี วา้ งข้ึน
จากหลกั ฐานทางดา้ นโบราณคดแี ละรอ่ งรอยทช่ี าวบา้ นพบโดยรอบเขาคา มโี บราณสถานนบั รอ้ ยแหลง่
ตลอดสันทรายในเขตอ�ำเภอสิชลปัจจุบัน โดยมีเทวสถานระดับรองลงไปตามสายน�้ำต่างๆ คือ บริเวณเหนือสุด
ของคลองท่าเรือรี พบร่องรอยการอยู่อาศัยท่ีบ้านจอมทอง สถานที่พบศิวลึงค์ทองค�ำ และพบเทวสถานย่อยๆ บริเวณ
บ้านเขาเปลือกไม้ บ้านนากลาง ต�ำบลสิชล ถัดลงมาทางใต้ที่คลองท่าควาย พบโบราณสถานพราหมณ์และรูปเคารพ
จ�ำนวนมากท่ีบ้านท่าควาย บ้านนาขอม ถัดต่อมาท่ีคลองท่าเชี่ยว พบโบราณสถานพราหมณ์มากที่บริเวณบ้านเขาพรง
35
บา้ นทงุ่ ครง้ั วดั เบกิ สว่ นทคี่ ลองทา่ หนิ ทางใตส้ ดุ บรเิ วณรอยตอ่ เขตอำ� เภอทา่ ศาลา พบโบราณสถานพราหมณม์ ากทบี่ รเิ วณ
วัดดอนไคร บ้านทุ่งพัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีชุมชนพราหมณ์อยู่ทั่วเขตอ�ำเภอสิชล และมีพราหมณ์อยู่อาศัยจ�ำนวนมาก
พอสมควร จึงสามารถสรา้ งเทวสถานได้ทว่ั พื้นท่ี
สว่ นทเี่ ขาคา จากหลกั ฐานทคี่ น้ พบเปน็ ชมุ ชนใหญม่ าก เชอื่ มตอ่ กบั บรเิ วณขา้ งเคยี งโดยรอบ และจากคตคิ วามเชอ่ื
ตามคมั ภรี พ์ ราหมณ์ ถอื เปน็ ศนู ยก์ ลางของเมอื งตามพรลงิ ค์ ดว้ ยการสรา้ งเทวาลยั ตลอดสนั ของภเู ขาทยี่ าวเกอื บ ๘๐๐ เมตร
ซึ่งจะต้องใช้ก�ำลังคนจ�ำนวนมากและต่อเน่ืองหลายปี จากการทดสอบส�ำรวจพบว่าหินที่น�ำมาก่อสร้างบนเทวาลัยยอด
ภูเขา ทั้งรูปเคารพ ธรณีประตู ฐานโยนิ ฐานรากของเทวาลัย เป็นหินต่างชนิดกับบนเขาคา เม่ือทดสอบเปรียบเทียบ
ในพื้นทโี่ ดยรอบเป็นหนิ ชนิดเดียวกันกบั เขาพรง ซ่งึ อยูท่ างด้านทศิ เหนือไปประมาณ ๕ กิโลเมตร และมรี ่องรอยการขุด
คลองเช่ือมระหว่างคลองท่าเชี่ยวท่ีเลียบเขาพรง ไปสู่คลองท่าทนที่เลียบเขาคา เพื่อการล�ำเลียงหินและเป็นเส้นทาง
คมนาคม ปจั จบุ นั ชาวบา้ นเรยี กวา่ คลองไกฟ่ กั เปน็ สายนำ้� เหนอื ลงใตแ้ ตกตา่ งจากสายนำ�้ อน่ื ๆ ในพนื้ ทแี่ ละไมเ่ ปน็ ไปตาม
สภาพปกติทางภูมิศาสตร์ แสดงถึงการใช้ก�ำลังคนจ�ำนวนมาก ท้ังการสกัดหินล�ำเลียงตามสายน้�ำน�ำข้ึนสู่เขาคาก่อสร้าง
เทวาลัยและรวมถงึ การผลติ และน�ำอฐิ ขึน้ ส่บู นยอดเขาคา
การส�ำรวจชุมชนโบราณแหล่งอาศัยท่ีเขาคา พบหลักฐานร่องรอยการอาศัยโดยรอบ มีเฉพาะด้านตะวันออก
ท่ีปรากฏร่องรอยหลักฐานห่างจากเชิงเขาเพียงประมาณ ๓๐๐ เมตร ซ่ึงสันนิษฐานว่าเดิมแนวหาดทรายชายทะเล
คงไม่ไกลจากภูเขาปัจจุบัน และจากการขุดพื้นท่ีด้านตะวันออกท้ังขุดสระ ขุดบ่อ ของชาวบ้านประมาณ ๕-๑๐ เมตร
จะพบการทับถมของซากพืช ซากสัตว์ และลักษณะป่าชายเลนทั้งหมด จึงเชื่อได้ว่าเดิมผู้คนจะอาศัยทางด้านทิศเหนือ
ทิศตะวันตก และทิศใต้ของเขาคา ส่วนด้านทิศตะวันออกอาศัยในพื้นท่ีแคบๆ เชิงเขา และเขาคาจะสามารถมองเห็น
จากเรอื ในทะเลไดอ้ ย่างชดั เจนสามารถเปน็ จดุ หมาย (Land Mark) ส�ำคัญของพ่อค้าเดนิ เรือได้
หลักฐานการตั้งชุมชนหนาแน่นท่ีสุดของพราหมณ์ในอ�ำเภอสิชลอยู่ทางด้านทิศเหนือฝั่งตรงข้ามของสายน้�ำ
บริเวณบา้ นสระใหญ่ บ้านพังกำ� บ้านสงวน บา้ นสระกดู และบ้านไสนุน่ เป็นต้น ซง่ึ พบร่องรอยเทวสถานยอ่ ย ท่อี ยู่อาศัย
สระนำ้� ขนาดใหญก่ ระจายอยทู่ ว่ั ชมุ ชน เปน็ ลกั ษณะของการตงั้ ชมุ ชนขนาดใหญ่ มผี คู้ นอาศยั จำ� นวนมาก ลกั ษณะเสมอื น
ศนู ยก์ ลางแหง่ เมอื ง สอดคลอ้ งกบั เทวาลยั บนเขาคาทอ่ี าจสนั นษิ ฐานไดว้ า่ เปน็ แหลง่ เรม่ิ ตน้ ของการสรา้ งเมอื งตามพรลงิ ค์
ทั้งคติการตั้งเมืองของพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย โดยถือลึงคบรรพตเป็นประธาน การสร้างเทวาลัยขนาดใหญ่
เพ่ือเปน็ ศนู ย์กลางของจกั รวาล พร้อมหลกั ฐานชุมชนพราหมณ์รายรอบรศั มีนบั ๑๐ กโิ ลเมตร รวมถึงการพบวตั ถุมงคล
ส�ำคญั ในพิธกี รรมครง้ั ตงั้ เมือง ดงั เช่นแผน่ ดนุ ทองคำ� รูปช้าง และพระพิฆเนศทองค�ำ เปน็ ต้น
การต้ังชุมชนพราหมณ์ในเขตมัณฑละเขาคา ได้ปรากฏหลักฐานหนาแน่นในเขตลุ่มน้�ำท่าทน และเชื่อมต่อ
เป็นชุมชนเดียวกันกับคลองท่าเชี่ยวและคลองท่าควาย ซ่ึงทั้งสามลุ่มน้�ำพบโบราณสถานต่อเน่ือง ลักษณะเป็นเมือง
สามสายนำ�้ มผี นู้ บั ถอื ศาสนาพราหมณอ์ าศยั อยจู่ ำ� นวนมาก และเกอื บทง้ั หมดเปน็ ลทั ธไิ ศวนกิ าย สว่ นรปู เคารพพระวษิ ณุ
ซึ่งเป็นลัทธิไวษณพนิกายพบบ้างเล็กน้อย เท่าท่ีพบได้แก่เทวรูปพระวิษณุบ้านพังก�ำ บ้านจอมทอง และผ่านสลักศิลา
รปู นูนบนเขาคา เป็นต้น
36
จากหลักฐานทางโบราณคดี สอดคล้องกับคติความเชื่อศาสนาพราหมณ์ กลุ่มลัทธิไศวนิกายท่ีเข้ามาใน
นครศรีธรรมราชก่อน และใช้เขาคาซึ่งมีภูมิลักษณ์สอดคล้องตามคัมภีร์ มีลึงคบรรพตเป็นองค์ประธาน สร้างเป็นเทวาลัย
จำ� ลองเขาพระสเุ มรแุ ดนสถติ ยข์ องพระศวิ ะ และสรา้ งชมุ ชนโดยรอบเปน็ มณั ฑละ โดยยดึ สายนำ�้ เปน็ ทอี่ าศยั เพอื่ ความสะดวก
แกก่ ารเดนิ ทางและคา้ ขาย ในจดุ ยอ่ ยของชมุ ชนกส็ รา้ งเทวาลยั ขนาดเลก็ ไวบ้ ชู าประกอบพธิ กี รรมระดบั ชมุ ชน สำ� หรบั พธิ กี รรม
สำ� คญั ในระดบั เมอื งกใ็ ชเ้ ทวาลัยเขาคาเป็นทร่ี วมของศาสนิกพราหมณ์
ความเจรญิ ของพราหมณใ์ นเขตมณั ฑละเขาคา จากหลกั ฐานโบราณสถาน โบราณวตั ถุ พบวา่ อยใู่ นชว่ งพทุ ธศตวรรษ
ที่ ๑๑-๑๕ หลังจากนั้นศูนย์กลางอ�ำนาจคงจะมีการเปล่ียนแปลง เพราะหลักฐานการก่อสร้างไม่มีการเพิ่มเติมจากยุค
แหง่ เมอื งตามพรลงิ ค์ ชว่ งตน้ ทน่ี บั ถอื ศาสนาพราหมณเ์ ปน็ ศาสนาหลกั โดยเฉพาะลทั ธไิ ศวนกิ ายกเ็ สอื่ มโทรมลง อาจทง้ั อำ� นาจ
ของผปู้ กครองใหม่ การเปลย่ี นแปลงศาสนาหลกั และการถกู ปลน้ สะดม ความเจรญิ จงึ ไปปรากฏเปน็ หลกั ฐานในเมอื งพระเวยี ง
อันเปน็ ชุมชนบนสันทรายเมืองนครศรีธรรมราช
เทวาลัยเขาคา ตัง้ อยู่ท่ีตำ� บลเสาเภา อ�ำเภอสิชล จงั หวดั นครศรธี รรมราช
37
๓.๒ หลกั แหลง่ แหง่ มัณฑละโมคลาน
แหล่งชุมชนโมคลานเป็นแหล่งที่ต่อเน่ืองกับแหล่งมัณฑละเขาคา ในลักษณะเป็นมัณฑละเดียวกัน
ซึ่งรวมสายน�้ำท้ังสองมัณฑละ นับ ๑๐ สายน�้ำที่มีชุมชนพราหมณ์อาศัยอยู่ตลอดทุกสาย จากการศึกษาหลักฐาน
นอกจากพธิ กี รรมในระดบั เมอื งทป่ี ระกอบพธิ ที เี่ ขาคาแลว้ พธิ กี รรมซง่ึ มคี วามสำ� คญั ของชมุ ชนทว่ั ไปทโ่ี มคลานเปน็ แหลง่ ใหญ่
ที่สามารถเป็นศูนย์กลางแห่งมัณฑละได้ พร้อมบริเวณโดยรอบก็พบโบราณสถานพราหมณ์จ�ำนวนมาก แม้จะไม่หนาแน่น
เหมือนมณั ฑละเขาคาก็ตาม จงึ สามารถนับเปน็ มณั ฑละหนง่ึ ได้
โมคลานเป็นแหล่งชุมชนพราหมณ์ที่ตั้งพ้ืนที่ลุ่มชายทะเล มีท่าเรือทุ่งน้�ำเค็มเป็นตลาดส�ำคัญ
และเปน็ แหลง่ อาศยั ของพราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ ายตอ่ เนอ่ื งจากเขาคา เปน็ ชมุ ชนทเี่ นน้ การคา้ ขายเปน็ สำ� คญั การตง้ั หลกั แหลง่
อาศยั และประกอบพธิ กี รรม ไดส้ รา้ งเทวาลยั ขนาดใหญบ่ นทรี่ าบตำ�่ ครอบคลมุ พนื้ ทปี่ ระมาณ ๖๐ x ๙๐ เมตร แสดงถงึ ชมุ ชน
โดยรอบมีประชากรพราหมณ์อาศัยอยู่จ�ำนวนมาก และมีหลักฐานติดต่อค้าขายกับหลายชาติ เพราะมีการพบเหรียญแบบ
ทวารวดใี นลมุ่ นำ�้ เค็ม ซึง่ พบมากในภาคกลาง โมคลานจึงนา่ จะตดิ ต่อกบั ภาคกลางต้ังแต่พทุ ธศตวรรษที่ ๑๒
จากหลักฐานทางโบราณคดี นอกจากชุมชนโดยรอบของโมคลานแล้ว ยังพบแหล่งโบราณสถานย่อย
ในลมุ่ นำ้� ใกลเ้ คยี งจำ� นวนมาก บรเิ วณคลองกลายพบแหลง่ โบราณสถานวดั มเหยงค์ และนอกจากพราหมณแ์ ลว้ ยงั มผี นู้ บั ถอื
ศาสนาพุทธฝา่ ยมหายานที่อาศยั อยู่รว่ มกนั ใช้สายน้�ำคลองกลายบริเวณปากแม่นำ�้ เพ่ือเปน็ เส้นทางการคา้
ในเขตลุ่มน้�ำคลองกลาย ซ่ึงต่อเนื่องกับคลองท่าหินทางด้านทิศเหนือ ยังได้พบแหล่งโบราณสถาน
พราหมณ์ร่วมยุคสมัยอีกจ�ำนวนมาก เช่น บริเวณวัดดอนไคร พบศิวลึงค์ ฐานโยนิ บริเวณบ้านทุ่งพัน พบศิวลึงค์
และธรณีประตู บรเิ วณวดั ปา่ เรยี นพบศิวลึงค์และฐานโยนิ บรเิ วณบา้ นนางนำ� สงั ข์ทอง เขตบา้ นทุง่ พนั พบศวิ ลงึ ค์ ฐานโยนิ
พระพิฆเนศ และสระน้�ำโบราณ ทางด้านขวาของคลองกลาย เขตต�ำบลสระแก้ว ได้พบศิวลึงค์ท่ีบ้านนางพัว กาญจนธานี
รวมถึงตามค�ำบอกเล่าของชาวบ้าน ก็แสดงให้เห็นว่าลุ่มน้�ำคลองกลายมีพราหมณ์อาศัยอยู่หนาแน่น เช่ือมต่อมา
จากมัณฑละเขาคาอย่างไม่ขาดชว่ ง
ในเขตลุ่มน้�ำคลองท่าพุด ถัดจากลุ่มน้�ำคลองกลายไปทางด้านทิศใต้ ก็พบโบราณสถานพราหมณ์
และพทุ ธ กระจายอยู่ทั่วไปเช่นกัน เชน่ วดั นางตรา เกาะพระนารายณ์ พบเทวรปู ศลิ าพระวษิ ณุ ๒ องค์ โบราณสถานตมุ ปงั
ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เพราะพบรูปพระอวโลกิเตศวรศิลา จากหลักฐานที่พบเหล่านี้ คลองท่าพุด
นา่ จะเปน็ ทตี่ ้ังหลกั แหลง่ ของผนู้ ับถือศาสนาพุทธและพราหมณล์ ทั ธิไวษณพนิกายเปน็ สว่ นใหญ่
ส�ำหรับในเขตลุ่มน�้ำปากพะยิง ซ่ึงมีต้นน้�ำคือคลองอ้ายเขียว คลองปลายอวน คลองนอกท่า ถือว่า
โมคลานเป็นศูนย์กลางชุมชนแห่งลุ่มน�้ำ มีทุ่งน�้ำเค็มเป็นศูนย์กลางการค้าตามที่กล่าวมา และตอนต้นน�้ำบ้านพรหมโลก
ก็มีการพบศิวลึงค์ และในรัศมีดา้ นตะวันตก ไมไ่ กลจากโมคลานระยะทางประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร พบฐานโยนิที่วดั ไทรงาม
พบเทวรปู พระวิษณุศิลาทีว่ ดั ตาเณร และแหล่งย่อยอ่นื ๆ
โดยสรปุ จากหลกั ฐานในเขตมณั ฑละโมคลาน ตงั้ แตส่ ายนำ้� คลองทา่ หนิ ดา้ นทศิ เหนอื ถดั มาคลองกลาย
คลองทา่ พดุ และคลองปากพะยงิ มชี มุ ชนพราหมณอ์ าศยั กระจายอยทู่ วั่ ไป สว่ นใหญเ่ ปน็ ลทั ธไิ ศวนกิ าย มลี ทั ธไิ วษณพนกิ าย
จ�ำนวนน้อย และอย่รู ่วมกนั กับผนู้ ับถอื ศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน
38
โบราณสถานโมคลาน ต�ำบลโมคลาน อ�ำเภอทา่ ศาลา เดิมเป็นมณั ฑละของพราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ าย
โบราณสถานโมคลาน (ถ่ายจากอีกมุมหนึง่ )
39
๓.๓ กลุ่มมัณฑละเมอื งโบราณ
เม่ือศูนย์กลางของพราหมณ์แห่งมัณฑละเขาคาล่มสลายลง ทั้งเร่ืองของการเปล่ียนแปลงอ�ำนาจ
การปกครอง ควบคู่กับการเปล่ียนแปลงการนับถือศาสนาของผู้ปกครอง ความรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์ลดน้อยลง
ศาสนาพุทธลัทธิมหายานรุ่งเรืองขึ้นและต่อเนื่องด้วยลัทธิหินยานหรือเถรวาท ประกอบกับการโจมตีและปล้นสะดม
ของพระเจ้าโจฬะท่ี ๑ เม่ือ พ.ศ.๑๕๖๘ และมีอ�ำนาจครอบครองอยู่ถึง ๑๕ ปี ปัจจัยเหล่านี้ จึงมีการย้ายศูนย์กลาง
ของเมืองตามพรลิงค์มาสู่เมืองโบราณราชธานีใหม่ ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะเปล่ียนการนับถือศาสนาตามพระราชา แม้ว่า
จะมีการเรียกชื่อว่าเมืองตามพรลิงค์อีกนับ ๑๐๐ ปี แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็หันไปนับถือศาสนาพุทธ คณะพราหมณ์
นอกจากจะมกี ารเปลย่ี นการนบั ถอื ศาสนาแลว้ มบี างสว่ นทย่ี า้ ยมาอยเู่ ขตราชธานี เขตชานเมอื ง จงึ ปรากฏหลกั ฐานพราหมณ์
ในยุคนีข้ ึน้ หลายชมุ ชน
ชว่ งทเ่ี มอื งโบราณเจรญิ รงุ่ เรอื ง มกี ารคา้ ขายตดิ ตอ่ กบั พน้ื ทใี่ กลเ้ คยี งและตา่ งชาตมิ าก รวมถงึ ความสมั พนั ธ์
ของกลุม่ พราหมณก์ ับเมอื งใกล้เคียง โดยเฉพาะนครศรธี รรมราชยงั สามารถเดนิ ทางเส้นทางทะเลเช่อื มต่อกบั เมืองตา่ งๆ ได้
พราหมณ์นครศรีธรรมราชจึงสมั พนั ธ์กับพราหมณ์พทั ลงุ โดยเฉพาะแถบบางแก้ว และพราหมณ์สงขลา ซงึ่ มีกลุ่มพราหมณ์
ท่ีวัดถ�้ำคูหา วัดพะโคะ ส่วนในตัวเมืองได้สร้างเทวาลัยฐานพระสยม เป็นศูนย์รวมพิธีกรรมของพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย
บริเวณท่ีพบโบราณสถานพราหมณ์ในเขตมัณฑละเมืองโบราณ ท้ังในกลุ่มเมืองโบราณมีฐานพระสยม หอพระอิศวร
หอพระนารายณ์ วัดสวนหลวง (บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช) สวนสาธารณะศรี ธรรมาโศกราช
และนอกกลมุ่ เมอื ง เชน่ บา้ นกำ� โลน อำ� เภอลานสกา กลมุ่ ชมุ ชนคลองทา่ ดี วดั พระเพรง กลมุ่ ชมุ ชนคลองทา่ เรอื วดั สระเหรยี ง
กลมุ่ ชุมชนโบราณคลองเสาธง เปน็ ตน้
ภาพวาดแสดงท่ีตัง้ เมืองพระเวียง ซึง่ ตั้งอยู่บนสันทรายของรฐั ตามพรลิงค์
40
กลุ่มชุมชนท้ังสามมัณฑละที่ปรากฏในหลักฐานใน ๑๑ สายน้�ำ ว่ามีผู้คนต้ังถ่ินฐานต้ังแต่ยุคแรก
เริ่มประวัติศาสตร์ เมื่อเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ ๗-๘ พราหมณ์ได้เร่ิมเดินทางเข้ามาและเกิดชุมชนพราหมณ์กระจายอยู่ท่ัวไป
บรเิ วณท่ีเป็นหลกั แหล่งขนาดใหญ่ คอื มณั ฑละเขาคา มณั ฑละโมคลาน และมัณฑละเมอื งโบราณ โดยแรกเรม่ิ ความเจริญ
เกิดข้ึนท่ีมัณฑละเขาคา เมื่อมีการเปล่ียนแปลงอ�ำนาจการปกครอง ส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงทางศาสนา ศูนย์กลาง
จึงเกิดขึ้นใหม่ท่ีมัณฑละเมืองโบราณ ปรากฏหลักฐานที่วัดพระเพรงและหอพระนารายณ์ จึงถือได้ว่านครศรีธรรมราช
ยุคที่ศาสนาพราหมณ์รุ่งเรืองสว่ นใหญเ่ ป็นลัทธไิ ศวนิกาย
นอกจาก ๑๑ ลมุ่ นำ้� แลว้ ยงั ปรากฏหลกั ฐานการตง้ั หลกั แหลง่ อยบู่ า้ งแถบเชงิ เขาและทางดา้ นทศิ ตะวนั ตก
ของเทือกเขานครศรีธรรมราช โดยเฉพาะที่ปรากฏศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย อ�ำเภอจุฬาภรณ์ เป็นจารึกอักษรปัลลวะ
ภาษาสนั สกฤต ซงึ่ เปน็ ทนี่ ยิ มใชข้ องพราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ าย แตจ่ ากสภาพภมู ศิ าสตรท์ เี่ ปน็ ภเู ขาและหลกั ฐานทางโบราณคดี
อ่ืนๆ สันนิษฐานว่าสถานท่ีแห่งน้ีเป็นที่พักช่ัวคราว หรือจุดรวมคณะเดินทาง ประกอบพิธีบูชาเจ้าแห่งป่า เทพเจ้าต่างๆ
ก่อนเข้าสู่ชุมชนเมือง รวมถึงการให้คติค�ำสอนในความเป็นคนดี เพ่ือความสุขในการอาศัยอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน จุดน้ีจึงไม่น่าจะ
เปน็ แหลง่ ตงั้ หลกั แหลง่ อาศยั สว่ นหลกั ฐานเขตพน้ื ทอ่ี นื่ ๆ กเ็ ปน็ เพยี งเสน้ ทางเดนิ ผา่ นเพอ่ื มาตงั้ หลกั แหลง่ อาศยั ในเขตทรี่ าบ
ชายฝง่ั ดา้ นตะวนั ออกหรอื เดนิ ทางตอ่ ไปชมุ ชนทพี่ ราหมณอ์ าศยั อยหู่ นาแนน่ จงึ เกดิ ขน้ึ ตามลมุ่ นำ้� ไมห่ า่ งไกลจากทะเลมากนกั
และรวมกันเปน็ กลุ่มตามความเชอ่ื ในลทั ธิศาสนาทน่ี บั ถือเป็นสำ� คัญ
บริเวณหบุ เขาช่องคอย ซึง่ มศี ลิ าจารึกประดษิ ฐานอย่กู ลางหบุ เขา (กรมศิลปากรได้สร้างอาคารคลุมไว้)
41