The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือพราหมณ์นครศรีธรรมราช(pdf.io)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bomchanathip, 2021-10-18 22:03:11

หนังสือพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช(pdf.io)

หนังสือพราหมณ์นครศรีธรรมราช(pdf.io)

บรรณานกุ รม

กาญจนา สุวรรณวงศ.์ วิถีชีวติ พธิ ีกรรม และการธำ� รงเอกลกั ษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุม่ พราหมณ์ราช
สำ� นกั ในสงั คมไทย : ศกึ ษาเทวสถานโบสถพ์ ราหมณ์ พระนคร.วทิ ยานพิ นธอ์ กั ษรศาสตรมหาบณั ฑติ จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
ชยั วฒั น์ สแี ก้ว. ภมู ถิ ิน่ แผน่ ดนิ นคร. นครศรธี รรมราช : โรงพิมพป์ ระยูรการพิมพ,์ ๒๕๖๑.
ดาหวนั สะเม๊าะ. พราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราชสมัยพระเจ้าจนั ทรภาณศุ รีธรรมาโศกราช –
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ.๑๘๐๒ - ๒๓๕๒). สารนพิ นธ์ศิลปศาสตร
มหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลยั รามค�ำแหง, ๒๕๕๗.
ดำ� รงราชานภุ าพ, สมเดจ็ กรมพระยา. ต�ำนานพราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราช. พมิ พ์เน่ืองในงานพระราชทานเพลงิ ศพ
อำ� มาตยเ์ อกพระยารัษฎานปุ ระดษิ ฐ์ (สนิ เทพหสั ดิน ณ อยุธยา วนั ท่ี ๒๕ กนั ยายน ๒๔๙๙).
กรุงเทพฯ : โรงพิมพโ์ สภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๓.
บวร ธญั พืช. สมเดจ็ พระเจ้าอโศกมหาราช ม.ป.ท., ม.ป.ป.
พพิ ัฒน์ กระแจะจนั ทร.์ “ต�ำนานพราหมณเ์ มืองนครศรธี รรมราช : ภาพสะท้อนชวี ิตและสงั คมพราหมณใ์ น
สมยั อยุธยา”. วารสารอักษรศาสตร์ ปที ่ี ๓๖ ฉบบั ท่ี ๑ หนา้ ๑-๓๖. มกราคม - มถิ นุ ายน ๒๕๕๐.
มานะ ช่วยชู. ตวั ตนและการธำ� รงความเปน็ พราหมณ์นครศรีธรรมราช. วิทยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชาวฒั นธรรมศึกษา มหาวทิ ยาลยั วลยั ลักษณ,์ ๒๕๔๘.
รวมเรอ่ื งเมอื งนครศรีธรรมราช. พิมพเ์ ปน็ อนสุ รณใ์ นงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอกเจ้าพระยาบดนิ ทร
เดชานุชติ (แยม้ ณ นคร) ณ เมรุหน้าพลบั พลาอิสรยิ าภรณ์ วดั เทพศิรนิ ทราวาส วนั ที่ ๒๗ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๐๕.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์รงุ่ เรอื งรตั น์, ๒๕๐๕.
พระมหาราชครูพธิ ีศรีวิสุทธิคณุ วิบุลยเ์ วทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์พฤฒาจารย์ (ชวนิ รงั สิพราหมณกุล),
เอกสารประกอบการสมั มนาทางวชิ าการ เรื่องประวตั ิศาสตร์นครศรธี รรมราช. นครศรธี รรมราช :
วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช, ๒๕๒๑.
สุวทิ ย์ ทองศรเี กตุ. พิธีกรรมตา่ งๆ ในนครศรธี รรมราชทไ่ี ดร้ ับอทิ ธพิ ลจากศาสนาพราหมณ.์ นครศรธี รรมราช :
ศนู ย์วัฒนธรรมภาคใต้ วทิ ยาลัยครูนครศรีธรรมราช, ๒๕๒๓.

92



มรดกของพราหมณ์
ในนครศรีธรรมราช

พราหมณ์ (Brahman) เป็นค�ำทค่ี นไทยไดย้ ินกันมาเปน็ เวลานานมากแล้ว หากยอ้ นหลงั ไปก็คงมีค�ำน้ีในภาคใต้
ของประเทศไทยนับเป็นพันปีหรือกว่า ท้ังการออกเสียงและการเขียนเป็นตัวอักษร ค�ำน้ีส่งต่อสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน
ทั้งในรูปของการเขียนและการออกเสียง ส่วนอักษรในยุคก่อน จากหลักฐานศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยพบว่าเป็นอักษร
ปัลลวะของอินเดียใต้ ศิลาจารึกหลักอื่นๆ จารึกด้วยอักษรขอม (ก๋อม) อักษรมอญ และอักษรอ่ืนที่ยังให้ค�ำตอบไม่ได้ก็มี
ในศลิ าจารกึ ทมี่ อี ยู่นนั้ มีการเขียนคำ� ว่าพราหมณ์เอาไว้บา้ ง นั่นย่อมแสดงวา่ พราหมณ์หรือเร่อื งเกี่ยวกบั พราหมณไ์ ดเ้ ขา้ มา
ในภาคใตข้ องประเทศไทยมานานแลว้
นอกจากตวั อกั ษรแลว้ กม็ เี สยี งพดู ออกมาวา่ พราหมณ์ ซง่ึ ในความเปน็ จรงิ นน้ั เสยี งพดู ยอ่ มเกดิ ขน้ึ มากอ่ นตวั อกั ษร
อกี ค�ำหน่งึ ที่มีต่อท้ายพว่ งมากับคำ� วา่ พราหมณ์คอื “ฮนิ ด”ู คำ� ทง้ั สองน้ีมีความหมายท่ไี ปดว้ ยกนั คอื “พราหมณ์” หมายถึง
คนที่สืบเชื้อสายมาจากพรหม หรือคนที่ถือปฏิบัติอย่างหลักการของพราหมณ์ เช่น การบูชาเทพเจ้า การบูชายัญ
และการแต่งกาย เป็นต้น

รศ.ดร.สืบพงศ์ ธรรมชาติ และชัยวัฒน ์ สแี ก้ว เรียบเรียง

93

สว่ นคำ� “ฮนิ ด”ู เปน็ คำ� ทมี่ ปี ระวตั วิ า่ ศาสนาพราหมณก์ ำ� เนดิ ทฝ่ี ง่ั แมน่ ำ�้ “สนิ ธ”ุ แตเ่ สยี งชาวอนิ เดยี ออกวา่ “ฮนิ ด”ู
จึงมีค�ำว่า “พราหมณ์-ฮินดู” บางท่านให้ความรู้ว่า พราหมณ์ที่เรียกว่าฮินดูด้วยจะมีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามหลัก
การของพราหมณ์ มากกวา่ อย่างไรก็ตาม จะเรียกว่า พราหมณ์ หรือพราหมณ์ฮินดู หรอื ฮนิ ดู ทงั้ หมดนีก้ ็คือเน้อื น้�ำเดียวกัน
นน่ั เอง
การมีค�ำว่าพราหมณ์เกิดข้ึนมาในโลกน้ีก็เกิดจากคนอินเดียท่ีมีความคิดและสติปัญญาสังเกตธรรมชาติที่มีอยู่
และเหน็ วา่ มพี ลงั จงึ คดิ ตอ่ วา่ จะตอ้ งมอี ะไรสกั อยา่ งทที่ ำ� ใหเ้ กดิ พลงั นนั้ ๆ ขนึ้ มา ไมว่ า่ แสงแดด ลม และนำ้� เปน็ ตน้ ดว้ ยความ
กลวั ในพลังจากธรรมชาติท่ีมีอยูด่ ังกลา่ วจงึ เอาใจผู้อยเู่ บอ้ื งหลังพลงั เหล่านแี้ ละเรยี กว่า “เทพเจ้า” และต้งั ช่อื ตา่ งกันออกไป
เช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระอินทร์ และพระอุมา เป็นตน้ การเปน็ เชน่ นใ้ี นอินเดยี น้ัน เม่อื นบั พนั ปีมาแลว้
ดว้ ยความตอ้ งการที่จะบอกทม่ี าของการเกิดของคนจงึ ยกใหพ้ ระพรหมเปน็ ใหญ่ และเรียกกลุ่มของตนว่า “พราหมณ์” คอื
คนทเ่ี กิดจากพรหม และคดิ หลกั ปฏบิ ัติขน้ึ มาสืบทอดจากรนุ่ สูร่ ุ่น ส่ลู ูกหลานเหลนไม่ส้ินสดุ สบื ต่อจนปัจจบุ นั พราหมณ์ไมม่ ี
ศาสดาเพยี งแตม่ พี ราหมณเ์ ปน็ ผทู้ ำ� พธิ แี ละสบื ทอดคำ� สอนผรู้ บู้ างทา่ นจงึ กลา่ ววา่ พราหมณไ์ มเ่ ขา้ คณุ สมบตั ศิ าสนา แตก่ เ็ รยี ก
กนั ว่าศาสนาพราหมณ์ หรือพราหมณ์-ฮินดู กันมาจนกระท่งั ปจั จบุ นั น้ี
ดินแดนไทยภาคใต้หากนับย้อนหลังไปตามหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์แล้วจะยาวนานมาก
หากยดึ เอาพระโสณะและพระอตุ ระ พระธรรมทตู ทมี่ าเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ในนามของพระธรรมทตู สายท่ี ๘ ของพระเจา้
อโศกมหาราช จักรพรรดิแห่งอินเดียแล้วก็นับเอา พ.ศ.๒๓๕ ถ้านับเอาข้อความในคัมภีร์มหานิเทศที่มีค�ำว่า “ตมฺลิงคมฺ”
(ตามพรลิงค์ ภาษาสันสกฤต) ก็ราว พ.ศ.๕๐๐ เพราะมีข้อยุติแล้วว่า “ตามพรลิงค์” (หรือตมะลิ กมลิ ตั้งเหม่ยหลิง)
ศนู ย์อำ� นาจการคา้ และการปกครองในคาบสมทุ รไทย อย่ใู นพ้นื ทอี่ ำ� เภอท่าศาลา สชิ ล และขนอม
การศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ พบว่าพราหมณ์หรือพราหมณ์-ฮินดูเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นศาสนา
แรกของโลก แมบ้ างคนวา่ เปน็ ลทั ธคิ วามเชอ่ื เพราะไมม่ ศี าสดาอยา่ งศาสนาอนื่ ๆ กต็ าม แตค่ วามเชอื่ หรอื ลทั ธนิ ไี้ ดเ้ ขา้ มาเผยแผ่
ในภาคใต้มาเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว ส่วนชนชาติพันธุ์ท่ีนับถือปฏิบัติตามในสมัยนั้นจะเป็นบรรพชนไทยสยามหรือไม่
ก็อยู่ท่ีหลักฐานยืนยันกันต่อไป บางคนบางกลุ่มก็สรุปว่าก็บรรพชนไท (ไทย) เพราะแผ่นดินไทยภาคใต้มีคนไทยมากที่สุด
ประเพณีและวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันก็คือไทย ด้วยเหตุน้ีในดินแดนไทยภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราช
มสี ง่ิ ทแี่ สดงถงึ ความเปน็ พราหมณม์ ากมาย ทงั้ โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ความเชอ่ื และการปฏบิ ตั ติ า่ งๆ แมป้ จั จบุ นั จะมเี หลอื
สบื ทอดมาใหเ้ ห็นไมม่ ากนัก แต่กม็ รี อ่ งรอยของความเป็นพราหมณ์ไม่น้อย
เฉพาะในที่จังหวัดนครศรีธรรมราชน้ันมีร่องรอยความเป็นพราหมณ์ ดังเช่นในต�ำนานพราหมณ์เมือง
นครศรีธรรมราช มขี อ้ ความตอนหน่งึ วา่ “แลเรือต้องพายซัดเข้าปากน้�ำตรงั แลกรมการบอกหนังสือส่งขา่ วมาเถงิ เมอื งนคร
จึงเจ้าพญานครคิดด้วยกรมหลวงกรมการ ส่ังให้ต�ำรวจมหาดไทยให้ออกไปรับองค์รูปพระนารายณ์เทวารูป พระศรีลักษมี
พระมเหวารยี บ์ รมหงษ์ แลเผดยี งธรรมนารายณช์ พี อ่ เบญจภาษานนั้ เขา้ มาเมอื งนคร ไวต้ ำ� บลฝา่ ยปจั จมิ เมอื ง แลเจา้ พญานคร
กรมการบอกหนงั สือไปเถิงเจา้ พระยาโกษา เอากราบทลู ลอองธุลฯี วา่ องคพ์ ระนรายณเ์ ทวารปู ซ่งึ เป็นพระราชโองการตรสั
ไปแกจ่ ตทุ หารนน้ั แลบดั นเี้ ขา้ มาเถงิ นคร และองคน์ ารายณร์ ามาธบิ ดี มพี ระราชโองการใหเ้ จา้ พญาโกษาแตง่ เรอื ใหญล่ ำ� หนง่ึ
เรือน้อย ๖ ล�ำ ออกไปเมอื งนคร จอดไวต้ �ำบลปากน�ำ้ นครรถา ...เหตุว่าหาดแกว้ มีสาริกอิศราตอ้ งเทวาทำ� นายจงึ รวู้ า่ มายา
พระนารายณเ์ ทวรปู เสดจ็ อยู่เมอื งนคร..”

94

ขอ้ ความในตำ� นานดงั กลา่ ว ทำ� ใหเ้ หน็ รอ่ งรอยทเ่ี ปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรเกย่ี วกบั พราหมณ์ และศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู
ท่เี ข้ามาฝงั รากลึกในนครศรธี รรมราช ซ่งึ เคยเป็นศนู ยก์ ลางอ�ำนาจทางการค้าและการปกครองของในคาบสมุทรไทยในอดตี
ดงั น้ี

๑. โบราณสถาน

ในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่เป็นร่องรอยโบราณสถานของพราหมณ์ ๘ แห่ง ล้วนความเป็นรัฐตามพรลิงค์
ในช่วงก่อนพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ ส่วนในภาคใตม้ อี าณาจักรโบราณ ๓ อาณาจักร คอื ตามพรลิงค์ ศรีวชิ ัย และศรธี รรมราช
มหานคร ที่เป็นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความเป็นพราหมณ์ในปัจจุบัน ส่วนลังกาสุกะซึ่งอยู่บริเวณตอนล่างในปัจจุบัน
และทเี่ ป็นประเทศมาเลเซีย ลว้ นมคี วามสัมพนั ธ์ทางสายชาตพิ ันธุ์ไทย

ปากน้ำ� สิชล ซ่งึ เคยเปน็ พื้นท่กี ารค้าทางทะเลของรัฐตามพรลงิ ค์

95

เขตพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในสมัยรัชกาลที่ ๕ เม่ือมีการเปล่ียนระบบบริหารราชการเป็นมณฑล
และจงั หวดั พน้ื ทนี่ บี้ างอำ� เภอเคยเปน็ ศนู ยอ์ ำ� นาจในการปกครองของอาณาจกั รตามพรลงิ ค์ ศรวี ชิ ยั และศรธี รรมราชมหานคร
เช่น สิชล ขนอม นบพิต�ำ ท่าศาลา และลานสกา ในเขตอ�ำเภอเหล่านี้มีหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ยืนยัน
ถงึ การเปน็ เมอื งส�ำคญั ท่ีบ่งช้ีถงึ ความมีอำ� นาจ ความเปน็ ศนู ยก์ ลางหลายด้าน เช่น ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม เศรษฐกิจ
และการเมืองการปกครอง เปน็ ต้น
ในเขตพื้นท่ีดังกล่าวนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และนักมนุษยวิทยา ได้ศึกษาค้นคว้ากันมาพอสมควร
จนได้หลักฐานท่ียืนยันได้ว่าเป็นดินแดนเก่าแก่ที่ต้ังในคาบสมุทรสยามหรือคาบสมุทรไทยมาตั้งแต่ราว พ.ศ.๕๐๐
หรอื กอ่ นหนา้ น้ี อาณาจกั รทกี่ ลา่ วข้างต้น คอื ตามพรลงิ ค์ (ตมั ลิงคมั ) ศรีวิชยั ศรธี รรมราชมหานคร และลงั กาสกุ ะหลกั ฐาน
ส�ำคัญอย่างหนึ่งท่ีบ่งชี้หรือบอกได้ว่าอาณาจักรหรือเมืองเก่าต่างๆ เกิดข้ึนในยุคสมัยใด คือ หลักฐานทางโบราณคดี
ที่เป็นโบราณสถาน เคยเปน็ ศนู ยก์ ลางการปกครองของ ๓ อาณาจกั ร คอื ตามพรลงิ ค์ ศรวี ชิ ยั และศรธี รรมราชมหานคร
จงึ ปรากฏมโี บราณสถานต่างๆ ท่ีบอกถงึ ความเปน็ ศูนยก์ ลางของอาณาจกั รเกา่ หลายแห่งดงั น้ี
๑.๑ โบราณสถานเขาคา เป็นโบราณสถานซ่ึงตั้งอยู่ในพ้ืนที่อ�ำเภอสิชล บนเนินเขาท่ีช่ือว่า “เขาคา”
ชื่อนี้สนั นิษฐานกันวา่ มาจากชอื่ “นางทุรคา” ซงึ่ เป็นช่อื หน่ึงของพระนางอุมาพระชายาของพระอิศวร อกี กระแสหนงึ่ เช่ือว่า
พื้นทนี่ ้มี ีหญ้าคาขึ้นเปน็ ท่ีบริเวณกว้างจึงเรยี กวา่ “เขาคา” และบ้างกว็ ่าก่อสร้างค้างคา จึงเรียกว่า “เขาคา” ในสว่ นของท่มี า
ช่ือโบราณสถานแห่งน้ีก็คงให้ความคิดเห็นกันแต่ยังไม่มีข้อยุติ จากการสันนิษฐานและประมาณการอายุของนักโบราณคดี
นั้นประมาณอายุว่าสร้างข้ึนในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ คือ พ.ศ.๑๒๐๐ เศษ ซึ่งจะมีอายุร่วมสมัยกับปรมานันท์โบราณสถาน
พราหมณฮ์ นิ ดู ซง่ึ อยใู่ กลเ้ คยี งกบั บโุ รพทุ โธ โบราณสถานพทุ ธในประเทศอนิ โดนเี ซยี รวมทงั้ บจู งั วลั เลย่ ์ โบราณสถานพราหมณ์
ปนพทุ ธในรัฐเคดะห์ (ไทรบรุ )ี ประเทศมาเลเซยี ในปจั จบุ นั จุดทีต่ ง้ั ของเขาคาอยใู่ กลท้ างน�ำ้ เปน็ การบอกว่าสถานที่ท�ำพธิ ี
จะตอ้ งมนี ำ้� ซงึ่ เปน็ ปจั จยั สำ� คญั ตามความเชอื่ ของพราหมณ-์ ฮนิ ดู นนั่ คอื เรอื่ งพระแมค่ งคาทจ่ี ะนำ� พลงั จติ วญิ ญาณไปสสู่ วรรค์
และเรียกแม่น้�ำคงคาว่าคงคาสวรรค์ เขาคาตั้งอยู่ท่ีใกล้กับคลองทน เมื่อลงจากเขาคาก็จะถึงริมฝั่งคลองทน ประหนึ่งเป็น
แม่น�้ำคงคา
จากการศึกษาของนักโบราณคดีและประวัติศาสตร์สรุปได้ว่า เขาคาเป็นศูนย์กลางของการบูชาเทพ
รายชุมชนรายรอบซึ่งเป็นมัณฑละ (มณฑล) เปรียบได้กับวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารที่มีองค์พระมหาธาตุเจดีย์อยู่กลาง
และมเี จดยี ร์ าย ๑๕๐ องค์ มณั ฑละรอบบรเิ วณเขาคาตั้งอย่เู ปน็ ลักษณะวงกลมรายรอบ ในการส�ำรวจแหลง่ โบราณสถาน
ในอ�ำเภอสิชล ท่าศาลา นบพิต�ำน้ัน นักโบราณคดีกล่าวว่ายังมีมัณฑละอยู่อีกราว ๓๐ แห่ง ซึ่งยังมิได้ด�ำเนินการขุดค้น
หากไดด้ ำ� เนนิ การขดุ คน้ หลกั ฐานทางโบราณคดขี องอาณาจกั รตามพรลงิ คก์ จ็ ะเพม่ิ ขน้ึ อนั จะเปน็ หลกั ฐานสำ� คญั ในการศกึ ษา
และวจิ ัยทางด้านโบราณคดีและประวตั ศิ าสตร์
ในเร่อื งนนี้ ักโบราณคดีคนส�ำคญั คนหน่ึง (ดร.พสิ ฐิ เจรญิ วงศ)์ กล่าววา่ ขณะน้กี ารขุดคน้ ในพ้ืนทบ่ี รเิ วณ
น้มี ีนอ้ ย ควรจะได้ด�ำเนนิ ขุดคน้ ศกึ ษาให้มากขน้ึ เพอ่ื หาคุณค่าทางดา้ นโบราณคดี ประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม และด้านอ่นื ๆ
จะได้เกิดตามมา ทั้งน้ีเพื่อให้ค�ำตอบเก่ียวกับตามพรลิงค์ ศรีวิชัย รวมท้ังศรีธรรมราชมหานครได้ชัดเจนย่ิงขึ้นด้วย
เพราะสามอาณาจักรแดนใต้น้ีมีความเชื่อมโยงต่อเน่ืองกันทางด้านการปกครอง และเชื่อว่าชนชาติท่ีอยู่ร่วมกันในพ้ืนท่ีนี้

96

มที ้ังไทสยาม ชวา-มลายู อินเดยี และศรีลงั กา ไทยสยามเปน็ ประชากรหลัก เพราะจากสายธารทางศลิ ปะและวัฒนธรรม
ทไ่ี หลมาถงึ ปัจจุบันยังมอี ยู่เป็นจำ� นวนมาก ในลกั ษณะการผสมผสานท่เี รยี กวา่ “พหุวัฒนธรรม”
โบราณสถานเขาคาตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ขึ้นบันไดหลายข้ันจึงจะถึงตัวอาคารก่อสร้างซ่ึงมีหลายอาคาร
ท้ังขนาดกลาง ขนาดใหญ่ จากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหน่ึงเป็นทางต่างระดับ สองข้างขวาซ้ายมีทางลง และมีบาราย
(แหล่งน�้ำศักดิ์สิทธ์ิ) น�้ำในบารายนี้จะตักไปสรงองค์ศิวลึงค์และโยนิที่ตั้งอยู่ในอาคารหลังใหญ่ศูนย์กลางของโบราณสถาน
เขาคา มีการสร้างด้วยอิฐยกระดับขึ้นสูงจากพ้ืน เดิมเคยมีศิวลึงค์และโยนิจ�ำนวนมาก ปัจจุบันถูกเคล่ือนย้ายไปยังท่ีอ่ืน
ขณะน้ีเหลือฐานโยนิหรือโยนิโทรณะขนาดใหญ่อยู่ ๑ อัน เมื่อมีการสรงน�้ำจากองค์ศิวลึงค์และผ่านลงไปยังฐานโยนิ
หรอื โยนลิ งึ ค์ นำ้� ศกั ดสิ์ ทิ ธก์ิ จ็ ะไหลลงไปตามทอ่ โสมสตู รลงไปยงั ดา้ นลา่ งรอบขา้ งตวั อาคารพธิ ี ผทู้ เี่ ขา้ ไปพน้ื ทดี่ งั กลา่ วจะรองรบั
น�้ำศกั ด์ิสิทธ์ิ มาลูบหวั ลบู หน้าหรือดมื่ เพอ่ื เปน็ สิริมงคล ลักษณะเช่นนกี้ พ็ อเทียบไดก้ ับนำ้� พระพทุ ธมนต์ในพระพทุ ธศาสนา

โบราณสถานเขาคา

97

ท่ีเขาคามีส่ิงส�ำคัญย่ิงอีกอย่างหน่ึงตามความเช่ือของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นลึงคบรรพต
หรือสวยัมภูลึงค์ เป็นศิวลึงค์ท่ีเทพเจ้าสร้างขึ้นบูชามีขนาดใหญ่ เป็นหินก้อนท่ีมีลักษณะอวัยวะเพศชายซึ่งหมายถึงเฉพาะ
ศิวลึงค์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้อาณาจักรแห่งนี้จึงมีชื่อว่า “ตามพรลิงค์” (หรือตัมลิงคัม) ซึ่งมีความหมายว่า ไข่สีทองแดง
(อวัยวะเพศชายสีทองแดง) และสัญลักษณ์น้ีก็สอดคล้องกับค�ำว่า ดินแดนสุวรรณภูมิที่แปลว่า ดินแดนทอง (สีทอง)
อย่างไรก็ตาม การศึกษาเรื่องตามพรลิงค์ยังมีการศึกษากันต่อไป และเป็นเร่ืองที่น่าสนใจ เพราะเป็นอาณาจักรที่ต่างชาติ
บนั ทึกช่อื เอาไวห้ ลายชื่อ เช่น ตมลิ กมลิ ต้งั เหมย่ หลิง และลิกอร์ เปน็ ตน้ อาณาจักรนเี้ ช่ือวา่ มคี นนับถือท้งั ศาสนาพราหมณ์
และพุทธในระยะเวลาใกล้เคียงกัน นักโบราณคดีท่านหน่ึงสรุปว่า กมลิ และตมลิ หมายถึงดอกบัวซ่ึงเป็นสัญลักษณ์
ทางพระพุทธศาสนานนั่ เอง
๑.๒. โบราณสถานตุมปัง เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔
ส�ำนักศิลปากรท่ี ๑๒ ได้เข้าไปส�ำรวจ ได้พบช้ินส่วนรูปเคารพท่อนล่าง ครั้งแรกสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระนารายณ์
คร้ันเมอ่ื ขดุ แต่งและบรู ณะ โบราณสถานตุมปังใน พ.ศ.๒๕๔๕ กข็ ดุ พบอีกสองชิน้ คอื ส่วนกลาง และส่วนบน เมือ่ ตอ่ กนั แล้ว
นักประมานตวิ ิทยาสรุปว่าพระโพธสิ ตั ว์อวโลกิเตศวร บา้ งก็สรปุ ว่า พระโพธสิ ัตวอ์ ริยเมตไตร ซงึ่ เปน็ สัญลกั ษณ์ของพระพุทธ
ศาสนามหายาน ซงึ่ พอสรปุ ไดว้ า่ โบราณสถานตมุ ปงั เปน็ โบราณสถานทเ่ี กยี่ วเนอ่ื งกนั ของสองศาสนาคอื ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู
และศาสนาพุทธ อาคารพิธีสามหลังของโบราณสถานตุมปังมีความสอดคล้องกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของปรมานัน
พราหมณสถานในอินโดนีเซียซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ด้วยมีการหาค่าอายุอิฐของโบราณสถานตุมปัง แล้วคือเฉลี่ย
จากอายอุ ฐิ ผลปรากฏว่าไดค้ า่ อายตุ รงกบั พ.ศ.๑๒๘๐
โบราณสถานแห่งนี้จึงเชื่อมโยงไปสู่โบราณสถานส�ำคัญของนครศรีธรรมราชอย่างน้อยอีก ๒ แห่ง คือ
โมคลาน และวดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร ดว้ ยมคี ำ� รอ้ ยกรองเปน็ หลกั ฐานวา่ “ตง้ั ดนิ ตงั้ ฟา้ ตง้ั หญา้ เขด็ มอน โมคลานตง้ั กอ่ น
เมืองคอนต้ังหลัง...” ข้อความน้ีจึงบอกถึงความเก่าแก่ และเชื่อมโยงไปสู่การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช
เพราะมตี �ำนานพระเจ้าศรธี รรมาโศกราชวา่ ใน พ.ศ.๑๕๓๕ มกี ารสรา้ งวัด ๙ วัด เชน่ วดั ปะ วัดทา่ ไทร และวดั ตะปัง เปน็ ตน้
วัดตะปังที่วา่ น้ีคือ วดั ตมุ ปังนัน่ เอง สง่ิ น้ียอ่ มบอกไดว้ า่ เม่อื พราหมณ์สร้างสถานอาคารพิธีเอาไว้เมอ่ื ศาสนาพราหมณเ์ ส่ือมลง
ศาสนาพุทธก็เข้าไปแทนท่ีอย่างกรณีของโบราณสถานตุมปัง ดังน้ันจึงกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาเคลื่อนจากบริเวณพ้ืนท่ี
ท่าศาลาไปสูศ่ ูนยก์ ลางศรีธรรมราช คือพระมหาธาตุเจดยี น์ ครศรธี รรมราช
๑.๓. โบราณสถานโมคลาน เปน็ โบราณสถานท่ตี ้งั อยใู่ นชมุ ชนบ้านโมคลานซ่งึ เปน็ ชุมชนใหญ่ อุดมสมบูรณ์
ดว้ ยทรพั ยากรธรรมชาติ การต้งั ถิน่ ฐานของประชากรในชมุ ชนอยตู่ ามแนวยาวของสนั ทรายเกา่ ลักษณะของชมุ ชนกระจาย
ในแนวยาวเหนอื -ใต้ มลี ำ� นำ้� ไหลมาจากเทอื กเขานครศรธี รรมราช ผา่ นชมุ ชนโมคลาน ๒ สาย แลว้ ไปลงทะเลทอี่ า่ วไทย ไดแ้ ก่
คลองชมุ ขลงิ (คลองยงิ ) และคลองโตะ๊ แนง็ (คลองโมคลาน) แตเ่ ดมิ คลองทง้ั สองนค้ี งเปน็ ลำ� นำ�้ ขนาดใหญเ่ พราะยงั มรี อ่ งรอย
ของตะกอนและการกัดเซาะ
โบราณสถานโมคลานเป็นเทวสถานโบราณของพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย มีอายุประมาณพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๒–๑๔ ต่อมาถูกท้ิงร้างไป มีการค้นพบร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีได้แก่ เนินซากโบราณสถาน สระน�้ำโบราณ
เปน็ สว่ นของสถาปัตยกรรมมาแต่เดมิ โบราณวตั ถุจ�ำพวกหิน เช่น ฐานโยนิ เศษภาชนะดินเผา แสดงใหเ้ หน็ วา่ โบราณสถาน

98

แห่งนี้เป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ท่ีมีมาก่อนการต้ังถิ่นฐานของเมืองนครศรีธรรมราช ค้นพบครั้งแรกเม่ือ พ.ศ.๒๔๗๗
สภาพทวั่ ไปในขณะนนั้ ยงั เปน็ ปา่ ทบึ ตอ่ มา พ.ศ.๒๕๑๑ โครงการสำ� รวจทางโบราณคดไี ทย-องั กฤษ นำ� โดยศาสตราจารยล์ ฟู ส์
(H.H.E.Loofs) ไดเ้ ขา้ สำ� รวจพบเสาหนิ เปน็ จำ� นวนมากถกู นำ� มาปกั ไวเ้ ปน็ ระยะหา่ งเทา่ ๆกนั หลกั หนิ แนวแรกกบั แนวสดุ ทา้ ย
วัดจากทิศเหนือสุดถึงใต้สุดอยู่ห่างกันประมาณ ๔๖เมตร (บ้างก็ว่าในการค้นพบครั้งแรกเม่ือ พ.ศ.๒๔๗๗ แนวหลักหิน
อยหู่ า่ งกนั ประมาณ ๔๐๐ เมตร โดยหลกั หนิ แนวนอกสดุ ถกู ทำ� ลายลงจากการบกุ รกุ จบั จองทด่ี นิ ทำ� กนิ ของชาวบา้ นบรเิ วณน้ี
ปัจจุบันถกู รอ้ื ถอนหมดแล้ว) ร่องรอยหลักฐานอืน่ ๆ ที่พบกอ่ นการขดุ แตง่ บรู ณะโดยกรมศลิ ปากร มสี ภาพเป็นเนินดนิ ปนอฐิ
ขนาดประมาณ ๖๐ x ๙๐ เมตร ด้านทิศตะวันออกของเนินโบราณสถานมีร่องรอยสระน�้ำขนาดใหญ่ ๑ สระ
ลักษณะเป็นรูปสี่เหล่ียมผืนผ้า ทอดยาวขนานไปกับแนวโบราณสถาน ปัจจุบันต้ืนเขินเกือบไม่เห็นร่องรอย โบราณสถาน
วัดโมคลานได้ถูกทิ้งร้างไปจนถึง พ.ศ.๒๔๘๐ จึงได้มีพระภิกษุเข้ามาสร้างเป็นส�ำนักสงฆ์ ต่อมาได้ยกฐานะเป็นวัดคือ
“วัดโมคลาน”

ฐานพระสยม บรเิ วณตลาดท่าชี ต�ำบลในเมอื ง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช

๑.๔ โบราณสถานฐานพระสยม เป็นโบราณสถานซ่ึงตั้งอยู่ที่ถนนท่าชี ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมือง
นครศรีธรรมราช ค�ำว่า “พระสยม” หรือ “รัสยมภูวนาถ” เป็นพระนามหนึ่งของพระอิศวรหมายถึง “ผู้ที่เกิดขึ้นเอง”
ลักษณะศาสนสถานเหลือเพียงส่วนฐานของอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อาคารแบ่งออก
เปน็ สองสว่ น ส่วนแรกเปน็ คหู ารูปสี่เหลีย่ มจตั รุ สั ภายในประดษิ ฐานศิวลึงคบ์ นฐานโยนิ ส่วนท่ีสองเปน็ ร่องรอยพื้นอฐิ ตดิ ตอ่

99

กับฐานอาคารยาวต่อเนือ่ งไปทางดา้ นหนา้ มีแทน่ ฐานเสา สนั นษิ ฐานวา่ สว่ นนเ้ี ปน็ อาคารโถง หลงั คาเคร่อื งไมม้ ุงกระเบอ้ื ง
และมีแท่นฐานที่สันนิษฐานว่าส�ำหรับประดิษฐานรูปโคนนทิ (ปัจจุบันใช้เป็นท่ีต้ังของฐานโยนิอีกฐานหนึ่ง) อายุสมัย
ตกอยใู่ นสมยั แรกเรมิ่ ประวัติศาสตรถ์ งึ สมัยอยธุ ยาตอนต้น
ฐานพระสยมนี้แสดงให้เห็นว่าศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายแพร่เข้ามาในเขตเมืองนครศรีธรรมราช
อย่างน้อยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ จึงอาจเป็นไปได้ว่าฐานพระสยมคือหอพระอิศวรดั้งเดิมของชุมชนพราหมณ์
ก่อนทจี่ ะมีการสรา้ งหอพระอศิ วรท่ีถนนราชดำ� เนิน ในท�ำเนยี บข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชครัง้ รชั กาลที่ ๒ ระบุว่าใหม้ ี
ตำ� แหนง่ “ขนุ รามราชา” ถอื ศกั ดนิ า ๒๐๐ เปน็ พนกั งานรกั ษาพระสยมภวู นาถ สงั กดั ในศาลตลุ ากร กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศ
ขน้ึ ทะเบยี นเปน็ โบราณสถาน ในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๕๓ ตอนท่ี ๓๔ หนา้ ๑๕๓๐ วนั ท่ี ๒๗ กนั ยายน ๒๔๗๙ และประกาศ
ก�ำหนดเขตทีด่ นิ โบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๕ ตอนที่ ๑๒๖ หน้า ๓๙๘๒ วนั ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๑
เนอ้ื ทโ่ี บราณสถานประมาณ ๒ งาน ๑๔.๓๒ ตารางวา
๑.๕ โบราณสถานโบสถ์พราหมณ์ เป็นโบราณสถานซ่งึ ตั้งอยู่ท่ีถนนราชดำ� เนิน ตลาดท่ามา้ ต�ำบลในเมอื ง
อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช อยใู่ นบรเิ วณเดยี วกบั หอพระอศิ วร หา่ งไปทางทศิ ใตป้ ระมาณ ๘ เมตร เทวสถานโบสถพ์ ราหมณ์
เปน็ ศูนยร์ วมของพราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราช เพ่อื ประกอบพิธกี รรมทส่ี �ำคญั มาแต่โบราณ โดยเฉพาะพิธีตรียมั ปวาย
และตรพี วาย อันเปน็ พิธสี ำ� คญั มากของพราหมณ์ทง้ั ลัทธไิ ศวนิกายและไวษณพนกิ าย

โบสถ์พราหมณ์ หลังจากกรมศลิ ปากรขดุ ค้นทางโบราณคดีเมอ่ื พ.ศ.๒๕๕๘

100

เทวรปู สำ� คญั ทพี่ บหรอื มปี ระวตั วิ า่ เคยนำ� มาเกบ็ รกั ษาทโ่ี บสถพ์ ราหมณ์ ไดแ้ ก่ พระศวิ นาฏราชสกี่ รสำ� รดิ
ศลิ ปะอนิ เดยี ภาคใต้ ราชวงศโ์ จฬะ พระอมุ า สำ� รดิ ศลิ ปะอนิ เดยี ภาคใต้ พระวษิ ณุ ๔ กร สำ� รดิ ศลิ ปะลพบรุ ี พระหรหิ ระ ๔ กร
ส�ำริด ศลิ ปะสุโขทัย พระคเณศ ๔ กร ส�ำริด จ�ำนวน ๒ องค์ และพระคเณศสองกรส�ำริด นอกจากนีย้ ังพบประตมิ ากรรมหงส์
สำ� ริด ศิลปะอินเดียภาคใต้ และนางกระดานไม้
จากการขุดค้นทางโบราณคดีเม่ือ พ.ศ.๒๕๕๘ ได้พบร่องรอยฐานรากอาคารก่ออิฐ มีแผนผังเป็นรูป
สเ่ี หลยี่ มผนื ผา้ ขนาดกวา้ ง ๖.๕๐ เมตร ยาว ๒๒ เมตร พน้ื ทด่ี า้ นในเปน็ หอ้ งคหู า ดา้ นหนา้ เปน็ อาคารโถงลกั ษณะแบบเดยี วกนั
กับโบราณสถานฐานพระสยม ท่ีถนนท่าชี ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช อายุการสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น กรมศิลปากร
ได้ประกาศข้นึ ทะเบยี นโบราณสถานในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๕๓ ตอนที่ ๓๔ หน้า ๑๕๓๐ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙
๑.๖ โบราณสถานหอพระอิศวร เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนราชด�ำเนิน ตลาดท่าม้า ต�ำบลในเมือง
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณล์ ทั ธิไศวนกิ าย บชู าพระอศิ วรหรือพระศิวะเปน็ ใหญ่ สรา้ ง
ขึ้นเพ่ือเป็นท่ปี ระดิษฐานศวิ ลึงค์ศิลา ซึ่งเปน็ สญั ลกั ษณข์ องพระศวิ ะ ภายในยงั เคยเปน็ ท่ปี ระดษิ ฐานเทวรูปสำ� รดิ อื่นๆ ไดแ้ ก่
พระศวิ นาฏราช พระอมุ า พระคเณศ และหงส์

หอพระอศิ วร หลงั จากกรมศลิ ปากรบรู ณะเม่อื พ.ศ.๒๕๕๘

101

หอพระอิศวรมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐปูน แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๖.๕๐ เมตร
ยาว ๘.๕๐ เมตร สูงประมาณ ๙ เมตร หลงั คาหน้าจั่วทรงไทย ไมม่ ชี อ่ ฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประวัติการสร้างนน้ั ไม่ปรากฏชัด
แตส่ นั นษิ ฐานวา่ คงสรา้ งรนุ่ เดยี วกบั หอพระนารายณ์ และโบสถพ์ ราหมณ์ ตงั้ แตส่ มยั อยธุ ยา ตามความเชอื่ ในศาสนาพราหมณ-์
ฮินดู บริเวณด้านหน้าของหอพระอิศวรเป็นท่ีต้ังของ “เสาชิงช้า” จากหลักฐานภาพถ่ายเก่าแสดงให้เห็นว่าเคยตั้งอยู่ใน
บริเวณนี้มาก่อน ต่อมาได้มีการย้ายไปต้ังในพื้นที่ทางด้านทิศใต้ ทับอยู่บนซากโบราณสถานโบสถ์พราหมณ์ กระทั่งใน
พ.ศ.๒๕๕๘ กรมศิลปากรไดท้ �ำการบรู ณะขนึ้ ใหม่ จึงย้ายเสากลับมาต้งั ยังตำ� แหนง่ ดั้งเดมิ
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขนึ้ ทะเบยี นโบราณสถานในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๕๓ ตอนท่ี ๓๔ หนา้ ๑๕๓๐
วนั ที่ ๒๗ กนั ยายน ๒๔๗๙ และประกาศกำ� หนดเขตทดี่ นิ โบราณสถาน ในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๙๕ ตอนท่ี ๑๒๖ หนา้ ๓๙๘๑
วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ พืน้ ที่โบราณสถานประมาณ ๑ ไร่ ๖๒.๕ ตารางวา
๑.๗ โบราณสถานหอพระนารายณ์ เปน็ โบราณสถานซึ่งตั้งอย่ทู ี่ถนนราชดำ� เนิน ตลาดทา่ ม้า ตำ� บลในเมอื ง
อ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ตรงข้ามกับหอพระอิศวร เป็นโบราณสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย
บชู าพระนารายณเ์ ปน็ ใหญ่ สรา้ งขนึ้ เพอ่ื ใชป้ ระกอบพธิ กี รรมเนอ่ื งในลทั ธไิ วษณพนกิ าย และประดษิ ฐานเทวรปู พระนารายณ์

หอพระนารายณ์

102

หอพระนารายณ์ มีการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง การบูรณะครั้งใหญ่ที่สุดเกิดข้ึนในสมัยพระยารัษฎา
นุประดิษฐ์ (สนิ เทพหสั ดนิ ณ อยุธยา) เมื่อครัง้ ดำ� รงต�ำแหนง่ ขา้ หลวงประจ�ำจงั หวดั นครศรีธรรมราช (พ.ศ.๒๔๖๒-๒๔๗๕)
โบราณวัตถุส�ำคัญที่พบในหอพระนารายณ์ ได้แก่เทวรูปพระนารายณ์สี่กร ท�ำด้วยหินทราย ลักษณะเป็นเทวรูปรุ่นเก่า
อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๑ ปัจจุบันน�ำมาเก็บรักษาและจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
ส่วนเทวรูปพระนารายณ์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในหอน้ัน กรมศิลปากรจ�ำลองแบบตามภาพถ่ายเก่า ลักษณะเป็นเทวรูป
ในศลิ ปะอยธุ ยา และผลจากการขดุ คน้ ทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๘ พบวา่ อาคารหอพระนารายณห์ ลังปัจจบุ นั สร้างทบั
อาคารหลงั เก่าทสี่ ร้างมาตงั้ แต่สมัยอยุธยา แตอ่ าคารปจั จบุ นั มีขนาดเลก็ กว่า
กรมศลิ ปากรไดป้ ระกาศขนึ้ ทะเบยี นโบราณสถานในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๕๓ ตอนท่ี ๓๔ หนา้ ๑๕๓๐
วันที่ ๒๗ กนั ยายน ๒๔๗๙
๑.๘ แหล่งน�้ำศักดิ์สิทธ์ิ เป็นแหล่งน�้ำท่ีใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกส�ำหรับกษัตริย์อินเดียตั้งแต่สมัยพระเวท
เรยี กวา่ “พธิ รี าชสยู ะ” (พธิ รี าชาภเิ ษกของกษตั รยิ )์ ตอ่ มาพธิ นี แี้ พรเ่ ขา้ มาสนู่ ครศรธี รรมราช ในพธิ ดี งั กลา่ วพราหมณผ์ ปู้ ระกอบ
พธิ เี ตรยี มสรงนำ้� มรุ ธาภเิ ษก กอ่ นทจี่ ะรบั การถวายสริ ริ าชสมบตั ิ นำ�้ อภเิ ษกนต้ี ามตำ� ราของพราหมณใ์ หใ้ ชน้ ำ้� จากแมน่ ำ้� ๕ สาย
ในชมพูทวีป คอื แมน่ �้ำคงคา แม่นำ้� ยมนา แม่น้ำ� นที แมน่ �ำ้ อจริ วดี และแม่นำ้� สรภู ซง่ึ เรียกรวมวา่ “ปญั จนที” สาเหตทุ ่ตี ้อง
ใช้แม่น�้ำดังกล่าว เพราะน�้ำในแมน่ ้�ำท้ัง ๕ สายน้ี ไหลมาจากเขาไกรลาส ซ่งึ ถือวา่ เปน็ ทส่ี ถติ ของพระศิวะ (บังอร ปยิ ะพันธุ,์
ประวตั ิศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ๒๕๓๗ หนา้ ๕๕)
การประกอบพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ไทย จะใช้น้�ำศักด์ิสิทธ์ิจากแหล่งต่างๆ ในประเทศไทย
ไปทำ� น�้ำอภิเษก เฉพาะที่จงั หวดั นครศรีธรรมราช ใชน้ ำ้� จากแหลง่ นำ้� ศกั ด์สิ ทิ ธิ์ ๖ แหง่ คอื
๑) บอ่ นำ้� ศกั ดิ์สทิ ธว์ิ ดั หนา้ พระลาน ต�ำบลในเมอื ง อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช
๒) บอ่ น้ำ� ศกั ดิ์สทิ ธิว์ ัดเสมาเมอื ง ต�ำบลในเมอื ง อำ� เภอเมืองนครศรีธรรมราช
๓) บ่อน้�ำศักด์ิสิทธ์ิวัดเสมาชัย (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง) อยู่บริเวณโรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง
ต�ำบลในเมอื ง อ�ำเภอเมอื งนครศรีธรรมราช
๔) บ่อน้�ำศักด์ิสิทธ์ิวัดประตูขาว (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง) อยู่บริเวณโรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช
(ณ นครอุทศิ ) ตำ� บลคลัง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
๕) แหล่งนำ�้ ศกั ดิ์สิทธ์ิหว้ ยเขามหาชัย ตำ� บลท่างิว้ อ�ำเภอเมืองนครศรธี รรมราช
๖) แหลง่ นำ�้ ศักดิ์สทิ ธิห์ ้วยปากนาคราช ต�ำบลเขาแกว้ อ�ำเภอลานสกา จงั หวัดนครศรีธรรมราช

103

บอ่ นำ้� วัดหนา้ พระลาน บอ่ นำ้� วัดเสมาเมอื ง

บอ่ น้ำ� วดั เสมาชยั

บอ่ น้�ำวัดประตขู าว

104

แหลง่ น้�ำห้วยเขามหาชัย แหล่งน้ำ� หว้ ยปากนาคราช

นอกจากการใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ยงั ใชใ้ นพธิ ถี ือน้�ำพระพพิ ฒั น์สตั ยา หรือพิธีด่ืมนำ�้ สาบานดว้ ย
พิธีถือน้�ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นพิธีของกษัตริย์ในอินเดีย เป็นพิธีมีความส�ำคัญต่อผู้ถืออาวุธหรือผู้หาเล้ียงชีพด้วยคมอาวุธ
บุคคลดังกล่าวต้องท�ำพิธีสาบานตนเข้าสวามิภักด์ิต่อกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองนครว่าจะซ่ือสัตย์สุจริต พิธีจะเริ่มโดยใช้อาวุธ
หอก ดาบกรชิ ซง่ึ เปน็ อาวธุ ไปลา้ งทำ� ความสะอาด พราหมณจ์ ะทำ� พธิ โี องการแชง่ นำ�้ ลงไปในนำ�้ มนตท์ ไี่ ดม้ าจากการลา้ งอาวธุ
แลว้ พราหมณใ์ นพธิ ีท�ำการตักน้�ำพระพิพัฒนส์ ตั ยาใหผ้ รู้ ่วมพธิ ีด่มื กนิ
ผลของการถือน�้ำพระพพิ ฒั นส์ ัตยา เชื่อกันวา่ ผู้ทุจริตคดิ ไม่ชอื่ จะมีอนั เป็นไปต่าง ๆ นานา อาวุธทีใ่ ช้ล้าง
น้�ำน�้ำมนต์จะกลับมาท�ำร้ายผู้นั้น พิธีน้ีถือว่าเป็นพิธีศักด์ิสิทธ์ิพิธีหนึ่งของพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช สมัยแรกท�ำพิธีที่
โบสถ์พราหมณ์ สมยั ตอ่ มาคือสมัยอยธุ ยาตอนปลายได้เปลี่ยนไปใชพ้ ระวหิ ารหลวงในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ ารแทน

๒. โบราณวตั ถุ

๒.๑ เทวรูปพระศิวะ (หรือพระอิศวร) เป็นเทพเจ้าชั้นสูงองค์หนึ่งของศาสนาพราหมณ์ตามลัทธิไศวนิกาย
เป็นหนึ่งในเทพเจ้าดง้ั เดมิ ของพวกทมฬิ ในอินเดยี ใต้ พระศวิ ะยงั เป็นท่นี ับถือของพวกนับถอื ผีและผู้ทีเ่ ก่ียวข้องกับความตาย
โดยปรกตพิ ระศวิ ะไดร้ บั การกล่าวถงึ ในสองลกั ษณะ คือ ลกั ษณะแรก คือผ้ไู ม่มรี ูปรา่ ง พระองค์ คือผู้ทีร่ วมกันกับพรหมมัน
เกิดข้ึนตามธรรมชาติ ลักษณะที่สอง คือผู้ที่ปรากฏรูปศิวลึงค์คู่กับโยนิ (อุปมาได้ว่าพระศิวะประทับคู่พระปารวตี)
ลักษณะทีส่ องนีเ้ ปน็ ความเชือ่ ท่พี ราหมณ์ได้น�ำเขา้ มาทเ่ี มอื งนครศรธี รรมราช
พระศวิ ะมพี ระนามทงั้ หมด ๑๐๘ ชอื่ แตล่ ะชอ่ื ลว้ นกท็ รงอทิ ธฤิ ทธไิ์ มน่ อ้ ย ซงึ่ เปน็ ทมี าของตวั เลข “๑๐๘”
เช่น อรหันต์ ๑๐๘ ลกู ประคำ� ๑๐๘ คาถา ๑๐๘ สมุนไพร ๑๐๘ เป็นต้น

105

พระอิศวรมพี ระชายาคอื พระปารวตปี ระทบั อยู่ ณ เขาไกรลาส อันเปน็ ศูนย์กลางแห่งจกั รวาล พาหนะ
ของพระอศิ วรคอื โคนนทิ (หรอื โคอุสภุ ราช) ช่ึงเป็นววั เพศผู้สขี าวลว้ น ถือเปน็ สัตวม์ งคลแห่งศาสนาพราหมณ์ (บวร ธญั พชื .
สมเดจ็ พระเจา้ อโศกมหาราช ม.ป.ป. หน้า ๒๑๙)
นอกจากเทวรูปพระศิวะในรูปแบบ “ศิวลึงค์” แล้วยังมีโบราณวัตถุส�ำคัญองค์หนึ่งคือ “ศิวนาฏราช”
ถือเป็นปางหนึ่งของพระศิวะ เป็นบรมครูของศิลปะการร่ายร�ำหรือนาฏยศาสตร์ของอินเดีย และเชื่อว่าการเต้นร�ำ
ของพระศิวะก่อให้เกิดการสร้างโลกและมนุษย์ ประติมากรรมโลหะส�ำริดน้ีเป็นศิลปะอินเดียภาคใต้ในราชวงศ์โจฬะ
จากโจฬะมณฑล ประเทศอินเดยี ปัจจบุ นั เกบ็ รกั ษาและจัดแสดงอยูท่ พ่ี ิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

ศวิ นาฏราช ศวิ ลึงค์และโยนิ (องคก์ ลาง)

๒.๒ ศวิ ลงึ ค์ เปน็ รปู เคารพแทนองคพ์ ระศวิ ะ ทำ� เปน็ รปู อวยั วะเพศชาย ถอื เปน็ สญั ลกั ษณพ์ ระศวิ ะทพ่ี ราหมณ์
ลัทธิไศวนิกายนับถือในพื้นท่ีจังหวัดนครศรีธรรมราชตอนเหนือ (อ�ำเภอสิชล อ�ำเภอขนอม) ได้พบศิวลึงค์ซึ่งท�ำด้วยหิน
เป็นจ�ำนวนมาก แสดงให้เห็นชัดเจนวา่ พน้ื ทบ่ี รเิ วณนเ้ี คยเป็นชมุ ชนพราหมณล์ ัทธิไศวนิกายที่นับถอื พระศวิ ะหรอื พระอศิ วร
เปน็ เจ้าอยมู่ าก
ศิวลึงค์องค์ท่ีโดดเด่นในจังหวัดนครศรีธรรมราชคือศิวลึงค์ทองค�ำขนาดเล็กซึ่งพบท่ีถ�้ำเขาพลีเมือง
ต�ำบล สิชล อ�ำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช อายุประมาณ ๑,๓๖๐ ปี ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
นครศรีธรรมราชตั้งแตว่ ันท่ี ๑ เมษายน ๒๕๕๗ เปน็ ต้นมา
ความเช่ือเร่ืองศิวลึงค์เป็นความเชื่อของชาวอินเดียใต้ท่ีนับถือพระศิวะเป็นเจ้า ชื่อพระศิวะท่ีผูกพัน
กับสิ่งแวดล้อมและสัมพันธ์กับพระองค์ เช่นกับภูเขา และกับความตาย ดังนั้นจึงมีช่ือท่ีผูกอยู่กับส่ิงนั้น เช่น ศิวาลัย
(ท่อี ยู่ของพระศวิ ะ) คีรีศะ (ผู้เป็นใหญ่แหง่ ภเู ขา) ภูเตศวร (พระผู้เปน็ ใหญ่แห่งความตาย) เป็นตน้

106

มนี ทิ านบอกเลา่ สาเหตขุ องการนบั ถอื ศวิ ลงึ ค์ วา่ เชา้ วนั หนงึ่ เทวดาทงั้ หลายพรอ้ มทจี่ ะขนึ้ ไปเฝา้ พระศวิ ะ
แล้ว แต่พระศิวะยังนอนแก้ผ้าอยู่กับพระอุมา จนรู้สึกแปลกใจว่าท�ำไมไม่มีใครมา พอมองไปรอบๆ กลับต้องตกพระทัย
อยา่ งยง่ิ ทไี่ ดเ้ หน็ เทวดาทงั้ หลายทอดพระเนตรพระองคอ์ ยู่ ดว้ ยความละอายพระทยั พระศวิ ะจงึ ตรสั ขนึ้ ดว้ ยความเดอื ดดาล
ว่า “ตอ่ น้ีสบื ไปเบ้อื งหน้า ใหเ้ ทวดาและมนุษย์ทง้ั หลาย จงนบั ถอื ลึงค์ของข้าแทนขา้ ” ตง้ั แตน่ ั้นมาเทวดาและมนษุ ย์ก็นบั ถอื
ศิวลึงค์หรอื อวยั วะเพศชายของพระศิวะแทนองค์พระศวิ ะ

ศวิ ลงึ ค์ จดั แสดงอยทู่ พี่ ิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ ศวิ ลึงคท์ องค�ำ พบที่เขาพลเี มอื ง อ�ำเภอสิชล นครศรีธรรมราช

๒.๔ พระพิฆเนศ (พิฆเนศวร) เป็นเทพเจ้าชั้นสูงลักษณะเด่นคือมีงาสองงา มีประวัติว่าครั้งหนึ่งปรศุราม
(ซึ่งเป็นอวตารปางหน่ึงของพระวิษณุ) ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่เขาไกรลาส เวลานั้นพระศิวะก�ำลังบรรทม พระพิฆเนศ
จึงห้ามมิให้ปศุรามเข้าไป แต่ปรศุรามถือว่าตนเองเป็นคนโปรดของพระศิวะ จะเข้าไปเฝ้าพระศิวะให้ได้ จึงเกิดวิวาทกัน
กับพระพฆิ เนศถงึ ขนั้ รบกัน พระพิฆเนศใชง้ วงจับปรศุรามหมนุ และขว้างไป จนปรศุรามสลบ เมือ่ ฟน้ื ขึ้นมาปรศรุ ามใช้ขวาน
ซึง่ เปน็ อาวธุ ทพี่ ระศวิ ะประทานมาขวา้ งไปทีพ่ ระพิฆเนศ พระพิฆเนศเหน็ ขวานและจำ� ไดว้ า่ เป็นอาวธุ ของพระศวิ ะพระบิดา
ซึ่งประทานให้ ปรศุวารจึงไม่ยอมต่อสู้เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาวุธของพระบิดา แต่กลับก้มลงรับคมขวานด้วย งาข้างหนึ่ง
ทำ� ใหง้ าข้างหน่ึงหักไป
ส่วนท่ีพระพิฆเนศ (หรือพระขันธกุมาร) มีเศียรเป็นช้างมีต�ำนานบอกเล่าว่า เนื่องจากเมื่อเจริญวัย
ถึงข้นั ทำ� พิธโี สกนั ต์ (โกนจุก) พระศิวะพระบิดาได้มีบัญชาใหเ้ ชญิ เทพเจา้ ตา่ ง ๆ มาร่วมในงานพธิ ี ขณะนั้นพระวิษณซุ ึ่งก�ำลงั
บรรทมอยู่ ณ เกษยี รสมทุ ร เมอ่ื ถกู ปลกุ ใหต้ น่ื จากบรรทม ทรงพลงั้ โอษฐไ์ ปวา่ “ไอล้ กู หวั หาย ชา่ งกวนใจจรงิ ” ดว้ ยวาจาสทิ ธ์ิ
ของพระวษิ ณนุ ไ้ี ดท้ ำ� ใหศ้ รี ษะของพระขนั ธกมุ ารหายไปทนั ที ทา่ มกลางความตกใจของเหลา่ ทวยเทพ พระศวิ ะจงึ มบี ญั ชาให้
พระวิษณุกรรมลงไปยังโลกมนุษย์ เพ่ือหาหัวคนที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยต้องเอาผู้ท่ีนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก
อันเป็นทิศของคนตายมาต่อเป็นเศียรพระขันธกุมาร ปรากฏว่ายังไม่มีผู้ใดถึงที่ตาย พบแต่เพียงช้างแม่ลูกอ่อนคู่หน่ึง
ทีน่ อนหัวหนั ไปทางทศิ ตะวนั ตก จงึ ตัดหวั ช้างมาสวมให้ พระขนั ธกมุ ารจงึ มีเศยี รเป็นชา้ งต้ังแตบ่ ัดนนั้

107

เทวรูปพระพิฆเนศ (ของเดิมอยู่ในโบสถพ์ ราหมณ)์ เทวรปู พระพฆิ เนศ (วดั พระนครสรา้ ง พ.ศ.๒๕๕๒)

๒.๕ พญาอนันตนาคราช เป็นพญานาคท�ำหน้าท่ีรองรับพระวรกายของพระนารายณ์ขณะบรรทม (นอน)
(พระนารายณ์บรรทมสินธุ์) และเช่ือกันว่าพญาอนันตนาคราช (พญานาค) คอยปกปักรักษาและกราบไหว้บูชาพระบรม
สารีริกธาตุ ในต�ำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ภายในองค์พระธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช มีสระกว้าง
ยาวด้านละ ๘ วา ลึก ๘ วา รองด้วยศิลาแผ่นใหญ่ ภายในน้ันมีสระเล็กอีกสระหน่ึง หล่อด้วยปูนเพชรกว้างยาว ๒ วา
ลึก ๒ วา ภายในใส่น�้ำพิษพญานาค เชื่อว่าเป็นสถานที่ท่ีมีแม่ขันทองซึ่งใส่ผอบทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าลอยอยู่ และในสระนัน้ มที องคำ� ๔ ตุม่ หนกั ตุ่มละ ๓๘ คนหาม ต้ังอยู่ส่มี มุ สระน�้ำ โดยมพี ญานาค
เจ้าของพิษคอยปกปักรักษาและกราบไหวบ้ ชู าพระบรมสารรี กิ ธาตุ
๒.๖ พญาครุฑ เป็นนกในป่าหิมพานต์ ซ่ึงเป็นใหญ่เหนือนกทุกเผ่าพันธุ์ในโลก และยังเป็นสัญลักษณ์
แห่งพระมหากษัตริย์ คือเป็นพาหนะของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ส�ำหรับประเทศไทยได้น�ำครุฑมาเป็นตราแผ่นดิน
ของไทย คือตราพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ เทพพาหนะของพระนารายณ์ ใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระราชอ�ำนาจ
แห่งพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติและเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ตามแนวคิดสมมติเทพ โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่
รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ตัง้ แต่หลัง พ.ศ.๒๔๓๖ เปน็ ตน้ มา

108

คุณสมบตั โิ ดดเด่นทีพ่ ญาครฑุ ไดร้ บั การยกยอ่ งเปน็ พญาแหง่ วหิ คทั้งหลายมีสามประการคือ
๑) มพี ละก�ำลงั มหาศาล กำ� ลงั วังชาไมม่ วี นั หมด แมแ้ ตอ่ งค์พระนารายณ์ยงั ต้องขอผูกมิตร
๒) มเี ชาวน์ปัญญาอนั ล�้ำเลศิ
๓) มีความกตัญญูกตเวทีต่อบพุ การีอย่างสูงส่ง

พญาครฑุ วัตถมุ งคลรุ่นโคตรมหาเศรษฐี (สรา้ งโดยวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารนครศรธี รรมราช)

๓. ความเชือ่ เรื่องวิญญาณและกรรม

วิญญาณ (ในศาสนาพราหมณ์) หมายถึง พลังอ�ำนาจต่างๆ อันเป็นพลังงานที่ไม่สลายไปตามกาลเวลา
โดยมีความเช่ือว่าวิญญาณที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ เมื่อมนุษย์และสัตว์ตาย ร่างกายเท่าน้ันท่ีแตกดับสลายไป
แต่วญิ ญาณไม่แตกดบั ไปด้วย วญิ ญาณจะออกจากร่างกายวนเวียนอย่ใู นสถานท่ีใดที่หนงึ่ แลว้ จะไปหารา่ งอยใู่ หม่
กรรม (ตามศาสนาพราหมณ์) หมายถึงสง่ิ ค�้ำจนุ หรือสนบั สนนุ เปน็ กฎของจักรวาลและกฎศลี ธรรมของสังคม
ต่อมาในยคุ ที่มีการเซ่นสรวงบูชาเฟอื่ งฟู คำ� น้ีมีความหมายถึงยัญพธิ อี ันเปน็ ลักษณะเดน่ ของการบชู าเทพเจา้ ในสมัยนั้น
ความเชอ่ื เรอ่ื งวญิ ญาณและกรรมมกั มคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั บญุ กศุ ลเดมิ ทเ่ี คยกระทำ� มาแลว้ ไดค้ อยหนนุ สง่ ใหไ้ ป
เกิดในภพภูมิที่ดี หากไม่ได้สร้างบุญกุศล วิญญาณก็จะเร่ร่อนและไม่ได้ไปเกิดในภพภูมิท่ีดี บุตรหลานเห็นความส�ำคัญ
ของเร่อื งวญิ ญาณและกรรม จึงมกี ารท�ำบุญอทุ ิศสว่ นกศุ ล เพ่ือให้วญิ ญาณทเ่ี รร่ อ่ นไดไ้ ปเกดิ ในภพภมู ทิ ด่ี ี เชน่ วันสงกรานต์
เดือนห้า (วันว่าง) และวันสารทเดือนสิบ (ชิงเปรต) ของชาวนครศรีธรรมราช เรื่องนี้เกิดข้ึนจากความเช่ือเร่ืองวิญญาณ
และกรรม

109

ความเช่ือของชาวนครศรีธรรมราชที่เก่ียวข้องกับเรื่องวิญญาณและกรรม ซ่ึงเป็นมรดกทางความเชื่อ
ของพราหมณ์มดี งั น้ี
๓.๑ ความเชอ่ื เร่ืองสงกรานต์
๓.๒ ความเช่อื เร่ืองข้นึ เบญจา
๓.๓ ความเชื่อเรอ่ื งสารทเดอื นสิบ
๓.๔ ความเชื่อเรอ่ื งเทพ
๓.๕ ความเชอ่ื เรอ่ื งศาลหลักเมือง
๓.๖ ความเชื่อเรื่องศาลพระภมู ิ
๓.๗ ความเชอ่ื เรอ่ื งพระแมโ่ พสพ
๓.๘ ความเชื่อเรอ่ื งรา่ งทรงและการทรงเจ้า
๓.๙ ความเชอ่ื เรอ่ื งไสยศาสตร์
ความเชอ่ื ดงั กล่าวมีรายละเอียดดังน้ี
๓.๑ ความเช่อื เร่ืองสงกรานต์
เป็นความเช่ือท่ีมีต้นเค้าจากชาวอินเดียใต้ซึ่งถือว่าวันสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ มีการตกแต่งประดับ
รา่ งกายอยา่ งสวยงาม ในวนั นส้ี ตั วใ์ ชง้ านและเครอื่ งใชจ้ ะไดห้ ยดุ งานและจดั เกบ็ เปน็ ระเบยี บในลกั ษณะเดยี วกนั จดั ขน้ึ สามวนั
ในเดอื นเมษายน เรยี กวนั ท่ี ๑๓ ว่า “วันเจ้าเมอื งเกา่ ” เรยี กวันที่ ๑๔ ว่า “วนั วา่ ง” และเรยี กวนั ท่ี ๑๕ ว่า “วนั เจ้าเมืองใหม่”
และในวนั ที่ ๑๕ มกั จะจัดพิธีขึน้ เบญจา แด่ผูส้ ูงอายอุ ันเปน็ พธิ ีพราหมณ์
เมอื่ ความสริ มิ งคลแกช่ าวเมอื ง จงึ มกี ารการอญั เชญิ พระพทุ ธสหิ งิ คม์ าสรงนำ้� เปน็ สริ มิ งคลในวนั ขนึ้ ปใี หม่
(สงกรานต)์ พระพุทธสิหงิ ค์เป็นพระพุทธรปู ค่บู ้านค่เู มืองนครศรีธรรมราช สมัยก่อนน่าจะมพี ร้อมกบั แห่สงกรานต์ตามลทั ธิ
ศาสนาพราหมณ์ ซ่ึงก�ำหนดวันตามสุริยคติ ที่ว่าดวงอาทิตย์เคล่ือนจากราศีมีนขึ้นสู่ราศีเมษบริบูรณ์ในวันที่ ๑๓ เมษายน
ของทกุ ปี

110

กจิ กรรมการสรงนำ้� พระพทุ ธสิหงิ ค์ในลานวดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร

กจิ กรรมวันสงกรานต์ ณ ลานวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร

111

๓.๒ ความเช่อื เรอ่ื งขนึ้ เบญจา
เป็นความเช่ือในเรื่องการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาของลูกหลานทีมีต่อผู้ที่อาวุโส รวมถึงพระสงฆ์
ช้ันผู้ใหญ่ โดยการรดน้�ำบนโรงพิธีที่เรียกว่า “เบญจา” ซึ่งประดิษฐ์เป็นบุษบกเรือนยอดทรงปราสาท ๕ ชั้น ประดับด้วย
หยวกฉลุลายที่เรียกว่า “แทงหยวก” ซึ่งเป็นงานประณีตศิลป์แขนงหน่ึง เป็นโรงพิธีแบบจตุรมุข ซึ่งมีมุขสี่ด้านตรงกลาง
มยี อดแหลม โดยมเี สาสี่เสา มีหลงั คา ๑-๕ ชั้น ตงั้ แทน่ หรือที่น่งั กลางโรงพธิ ี ในวนั สงกรานต์ก็จะมกี ารอาบน�้ำให้ผูเ้ ฒ่าผูแ้ ก่
ของชุมชน โดยการน�ำเรอื ขนาดยอ่ มไปไวใ้ นทีส่ ูง (เชน่ ต้นมะขาม) ใส่นำ�้ ไวใ้ นเรือ แล้วใช้ไมไ้ ผ่ ทะลุปล้องออก เพื่อใหน้ ำ�้ ไหล
ลงมาทางล�ำไม้ไผ่ไปยงั โรงพธิ ี ตกแต่งลำ� ไม้ไผใ่ หส้ วยงามเสมือนลำ� ตวั พญานาค แลว้ ปล่อยน�้ำไปทางหวั พญานาค คล้ายนำ�้
ถกู พ่นจากปากพญานาค
เมื่อเตรียมเบญจาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เชิญผู้อาวุโสหรือผู้ใหญ่ซ่ึงเป็นที่เคารพนับถือ “ขึ้นสู่เบญจา”
ในระหว่างนั้นพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ สวดชัยมงคลคาถาอวยพร เม่ือน้�ำโปรยปรายจากปากพญานาคราช ลูกหลาน
จะช่วยกันรดน�ำ้ อาบน้ำ� บตุ รหลานหรอื ผ้ใู กล้ชดิ ชว่ ยขัดถูทีร่ ่างกายเริ่มจากปลายเทา้ แขนขา และล�ำตวั เมือ่ อาบน�ำ้ เสร็จ
ก็เปล่ยี นเสอื้ ผา้ ชุดใหม่แกผ่ ู้เฒ่าผ้แู ก่ แลว้ ท่านก็ใหพ้ รแกล่ ูกหลาน

กจิ กรรมขึ้นเบญจาสรงน้ำ� พระพทุ ธสหิ งิ ค์ ณ ลานวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร

112

พธิ ี “ข้นึ เบญจา” ของชุมชนบ้านหัวสวน-คลองใหม่ ณ วัดโบสถ์ หมทู่ ่ี ๗ ตำ� บลเกาะทวด อำ� เภอปากพนงั จงั หวัดนครศรธี รรมราช
โดยมีพอ่ ทา่ นมุ่ย (พระครูนิโครธจรรยานยุ ตุ ) วดั ป่าระกำ� เหนือ เปน็ ผู้ควบคุมการสรา้ ง
ตระกลู “พนั ธรังษ”ี ถ่ายภาพนไี้ ว้เม่ือราว พ.ศ.๒๔๙๖

113

๓.๓ ความเชือ่ เรอ่ื งสารทเดอื นสบิ
เป็นความเช่ือเรื่องวิญญาณและกรรมของบรรพบุรุษในชาติท่ีแล้ว ซึ่งอาจจะขึ้นสวรรค์ หรือลงนรก
ตามแต่กรรมที่ท�ำไว้ในขณะมีชีวิต วิญญาณท่ีตกนรกจะเป็นเปรต เปรตเหล่านี้ปีหนึ่งๆ ได้รับอนุญาตจากยมบาลให้ข้ึน
จากนรกภูมิ เพื่อกลับไปเย่ียมเยียนบุตรหลานในมนุษยโลกได้ ๑๕ วัน คือตั้งแต่วันแรมค�่ำถึงวันแรม ๑๕ ค�่ำเดือนสิบ
ดงั น้นั ในวันแรมค่�ำ เดอื นสิบ เปรตจะขน้ึ มารับผลบุญ และกลับในวันแรม ๑๕ ค่�ำ เดือนสิบลกู หลานจงึ พรอ้ มใจกนั ทำ� บุญ
ในโอกาสนี้ ความเช่ือน้ตี รงกับพธิ ีของพราหมณ์ คือ “พธิ ศี ราทธ”

หมฺ รฺ บั หรือสำ� รบั ทจี่ ดั มาท�ำบุญในงานสารทเดอื นสิบ ขบวนแหห่ มฺ รฺ บั ท่จี ดั ขึ้นทกุ ปี เพอื่ ไปถวายพระสงฆ์และอทุ ศิ ส่วนกุศล
แดบ่ รรพบุรษุ ท่ตี กนรกไปเป็นเปรต

ขบวนแห่หมฺ ฺรบั ในประเพณสี ารทเดือนสบิ ของชาวนครศรีธรรมราช ทจี่ ดั ขนึ้ บรเิ วณหน้าวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร

114

๓.๔ ความเชอื่ เรื่องเทพ
เป็นความเชื่อเร่ืองการบูชาเทพระดับต่างๆ ที่รับมาจากพราหมณ์ ซ่ึงเป็นเทพสองกลุ่ม กลุ่มแรก
คอื เทพชนั้ สงู (เรยี กวา่ “ตรีมรู ติ”) กลมุ่ ที่สอง คือเทพชั้นรอง แต่ละกล่มุ มรี ายละเอยี ดดังนี้
๑) เทพชัน้ สูง เป็นเทพเจ้าสูงสุดซงึ่ ประกอบดว้ ยสามสภาวะ คือ พรหม ศิวะ วษิ ณุเรยี กวา่ “ตรีมรู ติ”
จงึ มพี ลงั ในรปู หนง่ึ เดยี ว คอื การสรา้ งโลกซงึ่ เปน็ พลงั ของพระพรหม การรกั ษาโลกซง่ึ เปน็ พลงั ของพระวษิ ณุ และการทำ� ลาย
โลกซึ่งเป็นพลงั ของพระศิวะ ตรมี รู ตมิ สี ามเศยี ร หกกร แต่ละพระหัตถ์ทรงอาวุธ เช่น ตรศี ลู จักร สงั ข์ หม้อน้�ำ บณั เฑาะว์
มพี าหนะเช่น สุนัข พระโค ความเช่อื เร่อื งเทพชน้ั สงู นีเ้ ป็นท่ียึดเหนี่ยวของพราหมณ์ หากมีเรอ่ื งเดือดรอ้ นและมกี ารออ้ นวอน
เทพเจา้ ก็จะส�ำเร็จสมประสงค์
๒) เทพชนั้ รอง เปน็ เทพเจา้ ทมี่ คี วามสำ� คญั รองลงมาจากเทพตรมี รู ตชิ น้ั รองอกี จำ� นวนหนงึ่ ในยคุ แรกๆ
ท่มี กี ารนับถือและออ้ นวอน คอื เทพเจา้ ประจำ� ทิศท้งั แปด ได้แก่
๑. พระอนิ ทร์ เทพเจา้ ประจำ� ทิศบูรพา
๒. พระยม เทพเจา้ ประจำ� ทิศทกั ษณิ
๓. พระพระวรุณ เทพเจา้ ประจำ� ทศิ ประจมิ
๔. พระกเุ วร เทพเจ้าประจ�ำทิศอุดร
๕. พระอคั น ี เทพเจ้าประจำ� ทศิ อาคเนย์
๖. พระสรุ ิยาทติ ย์ เทพเจา้ ประจ�ำทิศหรดี
๗. พระวายุ เทพเจ้าประจ�ำทศิ พายพั
๘. พระอศิ าน เทพเจา้ ประจ�ำทิศอสี าน

115

พระอินทร์ เปน็ เทพอภบิ าลโลก พระยม เป็นเทพผูด้ ูแลรักษาวัฏสงสาร

พระวรุณ เปน็ เทพเจา้ แหง่ ฝน ท้าวกุเวร เป็นเทพแหง่ ความร่ำ� รวย

116

พระอัคนี เปน็ เทพแห่งไฟ พระสุรยิ าทิตย์ เปน็ เทพแหง่ ดวงอาทติ ย์

พระวายุ เปน็ เทพแห่งลมและพายุ พระอศี าน เปน็ เทพเจา้ แหง่ ความยง่ิ ใหญ่

117

๓.๕ ความเช่อื เร่อื งศาลหลักเมอื ง
เปน็ ความเชอื่ เรอื่ งความมน่ั คงของบา้ นเมอื ง โดยการสรา้ งเสาหลกั ของเมอื งเอาไวเ้ พอื่ เปน็ ทส่ี ถติ ของเทพ
หรือเทวดาท่ีท�ำหน้าท่ีอารักษ์เมืองไว้ เรียกว่า “เสาหลักเมือง” เสาน้ีเมื่อประกอบพิธีกรรมอัญเชิญเทพมาสถิตแล้ว
ก็จะสร้างศาลหรือศาลาครอบไว้ เรยี กวา่ “ศาลหลกั เมอื ง”
ศาลหลักเมืองเป็นท่ีประดิษฐานหลักเมืองของจังหวัด (มุมทิศเหนือของสนามหน้าเมือง) สร้างเมื่อ
พ.ศ.๒๕๒๖ มเี นอ้ื ที่ประมาณ ๒ ไร่ มีอาคารหลกั ๑ หลงั และอาคาร ๔ หลงั หลังกลางเปน็ ที่ประดษิ ฐานของเสาหลกั เมอื ง
ออกแบบให้มลี กั ษณะคล้ายศลิ ปะศรวี ชิ ัย เรียกว่า “ทรงเหมราชลลี า” สว่ นอาคารประกอบท้ังสี่หลงั ถอื เป็นบรวิ าร สท่ี ศิ
เรยี กวา่ “ศาลจตโุ ลกเทพ” ประกอบด้วยพระเสื้อเมอื ง พระทรงเมอื ง พระพรหมเมือง และพระบนั ดาลเมือง
ศาลนี้จึงเป็นเสมือนส่ิงศักด์ิสิทธ์ิคอยปกป้องรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากภัยอันตรายชาวเมืองเคยรับรู้ถึง
ความศักดสิ์ ิทธ์ขิ องศาลหลักเมอื ง จากค�ำบอกเล่าผ่านองคจ์ ตุคามรามเทพ เทวดารกั ษาเมือง ซงึ่ อยยู่ อดเสาของหลกั เมอื ง

ศาลหลกั เมืองนครศรีธรรมราช (ด้านทิศใต้) ศาลหลักเมือง (ดา้ นทิศตะวันออก)

ภายในศาลหลกั เมอื ง

118

๓.๖ ความเช่ือเรื่องศาลพระภูมิ
เป็นความเชื่อในเร่ืองเทวดาปกปักรักษาบ้านเรือนและผู้อยู่อาศัย นิยมสร้างเป็นศาลเสาเดียว
มีความสูงเท่าระดับสายตาคนยนื แล้วอัญเชิญพระชัยมงคล (เทพบุตรองคห์ นึง่ ซึ่งเปน็ บุตรของเจา้ กรงุ พาลีมาสถติ เรียกว่า
“ศาลพระภูมิ” แต่หากเป็นอาคารใหญ่ เช่น โรงงาน อาคารพาณิชย์ นิยมอัญเชิญพระพรหมมาปกปักคุ้มครอง เรียกว่า
“ศาลพระพรหม” บางคนมีความศรทั ธาในเทพเจ้าองคอ์ นื่ กอ็ ัญเชิญมาสถิตดว้ ยก็ได้ เชน่ พระพฆิ เนศ ท้าวจตคุ ามรามเทพ
เป็นต้น
การต้ังศาลพระภูมิแต่ละศาล นิยมใช้พราหมณ์เป็นผู้เลือกท�ำเลหรือต�ำแหน่งท่ีตั้ง โดยมีหลักเกณฑ์
และพธิ ีการ ๗ ประการคือ
๑. ยกศาลพระภมู ใิ หอ้ ยใู่ นพ้ืนท่รี ะดับท่ีสงู กว่าระดับพนื้ ที่บ้าน ก่อนยกเสาพระภมู นิ ำ� เอาใบเงนิ ใบทอง
ไปใส่ไว้ใต้เสา
๒. ยกศาลพระภูมิขึ้นต้งั บนเสาตามทิศท่ีถกู ตอ้ ง
๓. อัญเชญิ พระภูมเิ จ้าที่มาสิงสถิต
๔. อญั เชญิ สง่ิ ศกั ดท์ิ ง้ั หลายมารบั ของเซน่ ไหวบ้ วงสรวง (โดยพราหมณเ์ ปน็ ผทู้ ำ� พธิ )ี เรมิ่ ดว้ ยไหวพ้ ระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์ จากน้ันเจ้าของบ้านกล่าวค�ำถวายเครื่องสังเวยพระภูมิเจ้าท่ี ด้วยการกล่าว
นโม ๓ จบ และตอ่ ด้วยบทถวายเครอื่ งสังเวย
๕. เบกิ เนตรพระชัยมงคล พร้อมผกู ผ้าแดง ขาว น้�ำเงิน
๖. พราหมณ์กล่าวลาเจ้าบ้านแล้วโปรยข้าวตอกดอกไม้ โดยพราหมณ์กล่าวลา ๓ รอบ และเจ้าบ้าน
๓ รอบ
๗. พรมน�้ำมนต์ จุดประทดั เจา้ ของบ้านกล่าวค�ำอำ� ลาพระภมู ิ เปน็ อันเสร็จพธิ ี

ภายในศาลหลกั เมอื ง

119

๓.๗ ความเชื่อเร่อื งพระแมโ่ พสพ
เปน็ ความเชอื่ เรอื่ งเทพเจา้ ผดู้ แู ลการทำ�
นาและผลิตข้าว ซึ่งมีชื่อว่า “พระแม่โพสพ” เทพเจ้า
หรือเทวดาองค์นี้เช่ือกันว่าก�ำเนิดจากการแบ่งภาค
ของ “พระพรหม” บอกเล่าเป็นต�ำนานว่าทรงร้อนอาสน์
เนอื่ งจากความเดอื ดรอ้ นของมวลมนษุ ย์ เมอื่ ตรวจดกู พ็ บวา่
ประไลยโกฏดาบสได้บ�ำเพ็ญตบะด้วยความมุ่งม่ัน แต่ต้อง
หิวโหยอดอยากเพราะขาดอาหารอยู่ในป่าริมแม่น�้ำ
จึงอวตารลงมาในนาม “พระไพรศรพณ์” บันดาลให้เกิด
ฝนตกท่ัวบริเวณอาศรม เมื่อฝนซาก็ปรากฏเมล็ดข้าวสาลี
ตกอยู่ทั่วบริเวณ และเจริญเติบโตเป็นรวงข้าวเหลืองอร่าม
พระดาบสก็ไปเก็บเก่ียวมารับประทานและแจกจ่ายแก่ พระแม่โพสพ (พระไพรศรพณ์) เทพธดิ าแห่งข้าว

ชาวบ้าน บางส่วนก็เป็นอาหารแกน่ กกา จากนัน้ ทา่ นก็ดแู ลรดนำ�้ อยา่ งสม่�ำเสมอ และไดแ้ บ่งเมลด็ พันธ์ุแก่ชาวบา้ นได้น�ำไป
เพาะปลกู จนมขี า้ วสาลมี ากมาย ทำ� ใหช้ าวบา้ นพน้ จากความอดอยาก ประไลยโกฏดาบสจงึ บอกกลา่ วใหช้ าวบา้ นบชู าบวงสรวง
“พระแมไ่ พรศรพณ์” ซึ่งเปน็ ผู้ประทานข้าวให้แกเ่ หล่ามวลมนุษย์ จนเป็นความเช่ือสบื ต่อมาจวบปจั จบุ ัน

พิธที �ำขวัญขา้ วของชาวบ้านตำ� บลควนชะลิก อ�ำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรธี รรมราช เมอ่ื วันท่ี ๓ มิถนุ ายน ๒๕๖๒

120

๓.๘ ความเชื่อเรอ่ื งร่างทรงและการทรงเจา้
เป็นความเช่ือท่ีเก่ียวข้องกับจิตวิญญาณ มีรากเหง้าที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณ
ของมนุษย์ แต่การทรงเจ้าถูกปลูกฝังไปพร้อมกับความเช่ือในสังคมไทยโบราณคือการนับถือผีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพลัง
เหนือธรรมชาติ พลังจากบรรพบุรุษ หรือส่ิงศักด์ิสิทธิ์อ่ืนๆ ความเช่ือแบบนี้อยู่ในสังคมไทยมาอย่างนาน การทรงเจ้า
ได้ถูกปลูกฝังไปพร้อมกับหลักธรรมค�ำสอนในศาสนาพราหมณ์ ท่ีนับถือเทพเจ้าหลายองค์ จนเกิดพราหมณ์
ในจังหวัดนครศรีธรรมราชหลายคนท�ำหน้าท่ีเป็นร่างทรงของเทพเจ้า เช่น พราหมณ์คลิ้งเป็นร่างทรงของพระศิวะ
และพราหมณ์โชติเป็นรา่ งทรงของพระวษิ ณุ เปน็ ต้น

พราหมณ์ผูป้ ระกอบพิธี รา่ งทรง (หรอื คนทรง)

๓.๙. ความเช่ือเรอ่ื งไสยศาสตร์
เป็นความเช่ือเรื่องพลังอ�ำนาจเหนือธรรมชาติที่เกิดจากเวทมนต์ โดยใช้ต�ำราไสยศาสตร์ มาประกอบ
พิธกี รรม เปน็ การแสดงความเคารพต่อเทพเจา้ จนเกดิ เป็น “ลัทธิภกั ด”ี คือการมอบกายและใจเทพเจา้ แสดงความเช่อื มั่น
จงรักภักดีต่อเทพเจ้า วิธีการแสดงความจงรักภักดีนั้น พราหมณ์ได้ท�ำพิธีเปล่งค�ำนมัสการและค�ำสรรเสริญเทพเจ้าสูงสุด
จนกลายเปน็ เวทมนต์คาถา
พราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราช นิยมประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์โดยใช้เคร่ืองรางของขลัง ได้แก่
ยันตแ์ ละการสักยนั ต์ และปลดั ขิกเป็นอปุ กรณส์ ำ� คญั
๑) ยันต์ เปน็ อุปกรณเ์ ข้าถงึ อำ� นาจของพระศวิ ะได้อีกทางหน่ึง ยันตม์ หี ลายชนดิ มีรปู แบบท่ีแตกต่าง
กันออกไป เช่น ยันต์ตรีนิสิงเห ยันต์โสฬสมงคล และยันต์มงคลท่ีสักตามร่างกาย เป็นต้น นิยมเขียนลงบนแผ่นโลหะ
หรอื ผา้ เปน็ รปู สามเหลย่ี มบา้ ง รปู สเี่ หลยี่ มบา้ ง ถอื เปน็ เครอ่ื งรางของขลงั ทเี่ ชอ่ื วา่ หากตดิ ไวก้ บั ตวั จะเปน็ เครอื่ งชว่ ยคมุ้ ครอง
ภยั อนั ตราย หรือผอ่ นจากหนักเปน็ เบาแกผ่ ูค้ รอบครองยันต์ได้

121

ยันต์ตรีนสิ งิ เห ยนั ตโ์ สฬสมงคล ยันต์ทส่ี ักลงบนแผ่นหลัง

๒) การสกั ยนั ตบ์ นรา่ งกาย เดมิ เปน็ เครอ่ื งรางประจำ� กายมจี ดุ ประสงคห์ ลกั ตามความเชอื่ ทางไสยศาสตร์
คือ จะท�ำให้มีโชค แคล้วคลาดปลอดภัย อยู่ยงคงกระพัน และพ้นจากอันตรายต่างๆ และเชื่อว่ารูปแบบลายสักหรือยันต์
แตล่ ะชนิดจะให้คณุ ทตี่ ่างกัน
๓) ปลัดขิก เป็นอุปกรณ์เครื่องรางอย่างหน่ึง มักท�ำด้วยไม้โดยการเหลาเป็นรูปอวัยวะเพศชาย
เรียกวา่ อ้ายขิก ไอ้ขิก หรอื ขนุ เพ็ด

ปลดั ขกิ เคร่ืองรางของขลงั ตามความเช่อื ทางไสยศาสตร์

122

๔. การบวชพราหมณ์

การบวชพราหมณ์ เป็นข้นั ตอนการผ่านพิธกี รรมสู่การเปน็ พราหมณ์ เป็นการเปลย่ี นสถานะจากชาวบ้านไปสู่
การเป็นพราหมณ์ที่สมบูรณ์ จะต้องผ่านพิธีการบวชพราหมณ์ เรียกว่า การบวช “ทวิชาติ” การบวชพราหมณ์ในปัจจุบัน
บวชได้ ๓ แหง่ คอื ทีก่ รงุ เทพฯ (เทวสถานโบสถพ์ ราหมณ)์ ที่จงั หวัดพัทลงุ และท่จี ังหวัดนครศรธี รรมราช
๔.๑ การบวชพราหมณท์ ีก่ รุงเทพฯ มเี งอื่ นไขดังนี้
๑. ผู้บวชจะต้องสืบเชื้อสายทางบิดาเท่านั้น โดยมีหลักฐานทางราชการรับรอง เช่น ให้ผู้ว่าราชการ
จงั หวัดรบั รอง สจู บิ ตั รท่รี ะบุว่า เปน็ ผ้ทู ่สี ืบเช้ือสายจากพราหมณอ์ ย่างแท้จรงิ
๒. จะต้องมอี ายคุ รบ ๔๐ ปี
๓. จะต้องผ่านการบวชพระมาก่อน
๔. จะต้องศึกษาการประกอบพิธกี รรมของพราหมณม์ ากอ่ น จนสามารถประกอบพิธีต่างๆ ได้
๕. เมอ่ื บวชแลว้ จะตอ้ งไวผ้ มมวยไปตลอดชีวติ
๖. เมื่อบวชแล้ว ไม่สามารถลาบวชกลับไปเปน็ ชาวบ้านได้อีก
๔.๒ การบวชพราหมณท์ ี่จังหวัดพัทลุง มเี งอื่ นไขดงั นี้
๑. ต้องเป็นชายทมี่ อี ายคุ รบ ๔๐ ปี
๒. ต้องมเี ชื้อสายพราหมณ์โดยกำ� เนดิ คอื บรรพบุรุษทีเ่ ปน็ เพศชายบวชต่อเนือ่ งกันมาไมข่ าดสาย
๓. ตอ้ งไว้ผมมวยไปตลอดชีวิต โกนผมเฉพาะวนั โกนเท่าน้นั
๔. ตอ้ งเรยี นสวดมนตท์ ่องคัมภรี ์จากต้นสมุดพราหมณไ์ ด้
๕. ต้องบวชในวันบวชซ่ึงมีเพียงวันเดียวเท่านั้นในรอบปี คือวันที่ท�ำบุญสรงน้�ำเทวรูป ซึ่งตรงกับ
วันขน้ึ ๑ ค่ำ� เดือน ๔

พราหมณ์ อุปกรณใ์ นการบวช

123

๖. เม่อื บวชแลว้ ไมส่ ามารถลาบวชเปน็ ชาวบ้านธรรมดาไดอ้ กี
๗. ตอ้ งประกอบพิธกี รรมตามประเพณที ่ีชาวบ้านนมิ นตไ์ ด้
๘. ตอ้ งครองเพศนักบวชนุง่ ขาวห่มขาวไปตลอดชีวติ
๙. ต้องเปา่ สงั ขม์ ีเสียงกังวาน
๑๐. ไม่สามารถประกอบอาชพี เลยี้ งตัวเองได้ ครอบครวั จะตอ้ งมคี วามพร้อมทางเศรษฐกจิ
๑๑. ไม่เรยี กร้องคา่ ตอบแทนในการประกอบพธิ ีกรรม
๑๒. ไม่บรโิ ภคมงั สัง
๔.๓ การบวชพราหมณ์ท่จี งั หวดั นครศรีธรรมราช มเี งือ่ นไขดงั น้ี
เงอ่ื นไขของการบวช
๑) ตอ้ งสบื เชอ้ื สายพราหมณท์ างบดิ าเทา่ นนั้ (อาจบอกกลา่ วทางวาจา ไมเ่ ครง่ ครดั ในเรอื่ งการมเี อกสาร
ทางราชการมารบั รอง)
๒) ต้องมีอายุครบ ๔๐ ปี
๓) ตอ้ งไม่ผา่ นการบวชพราหมณม์ ากอ่ น
๔) ตอ้ งศึกษาการประกอบพิธกี รรมของพราหมณ์กอ่ น จนสามารถประกอบพิธกี รรมตา่ งๆ
๕) ตอ้ งไว้ผมมวยไปตลอดชีวิตภายหลงั บวช
๖) ต้องถอื ศีลหา้ อยา่ งเคร่งครดั
๗) เมอ่ื บวชแลว้ ไม่สามารถลาออกมาเป็นชาวบา้ นได้อีก
ขน้ั ตอนการบวช
๑) กำ� หนดวนั ดตี ามต�ำราพราหมณ์
๒) สามารถท่จี ะบวชท่ีโบสถ์วัดใดกไ็ ด้
๓) พราหมณ์แจง้ ทำ� หนา้ ท่ีเปน็ อปุ ัชฌาย์
๔) ผบู้ วชน�ำเครอ่ื งสังเวยและพานไหวค้ รูมาถวาย
๕) เปลยี่ นผ้านุ่งเป็นผ้าขาว รบั ศีล แตไ่ มม่ กี ารโกนหัว โกนคว้ิ
นา่ สงั เกตวา่ การบวชพราหมณท์ นี่ ครศรธี รรมราช มเี งอื่ นไขและขนั้ ตอนนอ้ ยกวา่ การบวชพราหมณท์ กี่ รงุ เทพฯ
ทั้งนเี้ นื่องจากพราหมณส์ ่วนหนึ่งไม่สามารถปฏิบตั ิตามเงอื่ นไขและข้นั ตอนท่โี บสถ์พราหมณก์ ำ� หนดได้

124

การบวชพราหมณท์ ่ีนครศรีธรรมราชไดข้ าดหายไปช่วงหน่ึง แตก่ ไ็ ด้รเิ ร่ิมข้นึ อกี คร้ัง เป็นการสืบทอด การบวช
พราหมณ์ ในปัจจุบันมีพราหมณ์นครศรีธรรมราชที่ผ่านการบวชพราหมณ์ จ�ำนวน ๖ คน คือพราหมณ์แจ้ง พรหมชาติ
พราหมณส์ เุ มธ พรหมชาติ พราหมณ์อรณุ สยมภู และพราหมณ์พณิ พรหมเพศ ทง้ั ส่คี นได้ผา่ นการบวชทโี่ บสถพ์ ราหมณ์
กรุงเทพฯ สว่ นมีพราหมณ์ทีบ่ วชที่นครศรีธรรมราชมสี องคน คอื พราหมณเ์ อย่ี ม นุกูลชยั และพราหมณโ์ ชติ ประทปี สวุ รรณ
สำ� หรบั พราหมณท์ ี่ไมไ่ ดผ้ ่านการบวช มี ๓ คน คอื พราหมณจ์ ิตร เทวรัตน์ พราหมณค์ ล้ิง ย่ิงคำ� นงึ และพราหมณ์บญุ สม
สงวนพร้อม
รอ่ งรอยพราหมณห์ รอื มรดกของของพราหมณท์ เี่ หลอื อยใู่ นนครศรธี รรมราชทกี่ ลา่ วมาขา้ งตน้ ทง้ั โบราณสถาน
โบราณวัตถุ ความเช่อื ต่าง ๆ ทั้งเรือ่ งวญิ ญาณ เรอื่ งเทพเจา้ ต่าง ๆ รวมถงึ การบวชพราหมณ์ เปน็ เพยี งส่วนหน่ึงท่หี ยิบยกมา
เพอ่ื ฉายภาพใหม้ องเหน็ เปน็ ตวั อยา่ ง เชอ่ื วา่ ยงั มมี รดกพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราชอกี มากมายทย่ี งั ทา้ ทายใหผ้ สู้ นใจไดศ้ กึ ษา
ค้นคว้าเพิ่มเติม เช่น การออกรูปพระอิศวรทรงโคของหนังตะลุง การต้ังช่ือบ้านนามเมือง เช่น พระพรหม พรหมโลก
พรหมคีรี ช่ือธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เช่น เขาเหมน (เขาพระสุเมรุ) ห้วยนาคราช และการต้ังนามสกุล เช่น พรหมชาติ
พรหมอินทร์ เชือ้ พราหมณ์ รักษาพราหมณ์ เปน็ ต้น ลว้ นแตม่ ที ีม่ าจากมรดกพราหมณ์หรอื ไม่ ซ่งึ ผสู้ นใจควรได้ศึกษาต่อไป

ตำ� ราบวชพราหมณ์ จากหนังสอื สมุดไทยดำ� (บุดดำ� ) เดิมเก็บรกั ษาไว้ทีพ่ พิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาตนิ ครศรีธรรมราช
ต่อมาได้น�ำมาอนุรักษไ์ วท้ ีห่ อสมุดแห่งชาติ นครศรธี รรมราช

125

เมื่อผ่านการบวชพราหมณแ์ ลว้ พราหมณแ์ ต่ละคนก็ไปประกอบพิธีได้อย่างสมบูรณ์

กจิ กรรมทางศาสนาหลายอย่างในจังหวดั นครศรีธรรมราช มกั มพี ธิ ีพราหมณ์กอ่ นจะมพี ิธีสงฆ์ ดงั เช่นพิธกี วนขา้ ว มธปุ ายาส
ณ วดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร

126

พราหมณ์ในพิธที �ำน�้ำอภเิ ษกของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรสี ินทร มหาวชริ าลงกรณ พระวชิรเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
ณ พระวหิ ารหลวงวดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร วนั ท่ี ๘ เมษายน พทุ ธศักราช ๒๕๖๒

พราหมณ์ในพธิ ีสมโภชนำ�้ อภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรสี นิ ทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอย่หู วั
ณ พระวิหารหลวงวดั พระมหาธาตุ วรมหาวิหาร วนั ที่ ๙ เมษายน พุทธศกั ราช ๒๕๖๒

127

บรรณานกุ รม

กาญจนา สวุ รรณวงศ์. วิถีชวี ติ พธิ กี รรม และการธำ� รงเอกลกั ษณท์ างวฒั นธรรมของกลุ่มพราหมณ์ราชส�ำนกั
ในสงั คมไทย : ศึกษาเทวสถานโบสถพ์ ราหมณพ์ ระนคร.วทิ ยานิพนธอ์ ักษรศาสตรมหาบัณฑิต
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙.
ชยั วัฒน์ สแี กว้ . ภูมถิ ิ่นแผน่ ดินนคร. นครศรธี รรมราช : โรงพมิ พ์ประยรู การพิมพ์,๒๕๖๑.
ดาหวนั สะเมา๊ ะ. พราหมณ์เมืองนครศรธี รรมราชสมัยพระเจา้ จนั ทรภาณุศรีธรรมาโศกราช – พระบาทสมเดจ็
พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช (พ.ศ.๑๘๐๒ - ๒๓๕๒).สารนพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑติ (ประวตั ิศาสตร์)
มหาวิทยาลยั รามคำ� แหง, ๒๕๕๗.
ดำ� รงราชานภุ าพ, สมเด็จกรมพระยา. ต�ำนานพราหมณเ์ มืองนครศรีธรรมราช. พมิ พ์เน่ืองในงานพระราชทานเพลงิ ศพ
อ�ำมาตยเ์ อก พระยารษั ฎานปุ ระดิษฐ์ (สิน เทพหสั ดิน ณ อยธุ ยา ๒๕ กนั ยายน ๒๔๙๙).กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
โสภณพพิ รรฒธนากร, ๒๔๗๓.
พระมหาราชครูพธิ ศี รวี ิสุทธิคณุ วบิ ุลยเ์ วทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์พฤฒาจารย์ (ชวนิ รังสิพราหมณ์กลุ ), เอกสารประกอบ
การสมั มนาทางวิชาการ เรอ่ื งประวตั ิศาสตรน์ ครศรธี รรมราช. นครศรีธรรมราช : วทิ ยาลยั ครนู ครศรธี รรมราช,
๒๕๒๑.
บวร ธัญพืช. สมเดจ็ พระเจ้าอโศกมหาราช ม.ป.ท., ม.ป.ป.
บังอร ปิยะพนั ธ์ุ ประวตั ิศาสตรเ์ อเชียตะวนั ออกเฉียงใต้. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคำ� แหง, ๒๕๓๗.
พิพฒั น์ กระแจะจนั ทร.์ “ตำ� นานพราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราช:ภาพสะท้อนชีวิตและสงั คมพราหมณ์ในสมัยอยธุ ยา”.
วารสารอักษรศาสตร์ ปที ี่ ๓๖ ฉบับท่ี ๑ มกราคม - มิถนุ ายน ๒๕๕๐ , หน้า ๑-๓๖.
มานะ ช่วยชู. ตัวตนและการธำ� รงความเป็นพราหมณ์นครศรธี รรมราช. วิทยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ า
วัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ,์ ๒๕๔๘.
รวมเร่ืองเมอื งนครศรธี รรมราช. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอกเจา้ พระยาบดนิ ทรเดชานุชติ
(แยม้ ณ นคร) ณ เมรหุ น้าพลบั พลาอิสรยิ าภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ๒๗ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๐๕. กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พ์ร่งุ เรืองรัตน,์ ๒๕๐๕.
ศิลปากร,กรม. ๒๔๗ โบราณสถานภาคใต้ท่ีขึน้ ทะเบียนแลว้ และข้อมลู หลกั ฐานใหม่ทางโบราณคดี. นครศรธี รรมราช,
สำ� นักศลิ ปากรที่ ๑๑ (สงขลา) และสำ� นักศิลปากรที่ ๑๒ (นครศรีธรรมราช) ๒๕๖๑.
สวุ ิทย์ ทองศรเี กต.ุ พธิ ีกรรมต่างๆ ในนครศรธี รรมราชทีไ่ ด้รบั อิทธพิ ลจากศาสนาพราหมณ์. นครศรธี รรมราช :
ศูนยว์ ัฒนธรรมภาคใต้ วิทยาลัยครนู ครศรีธรรมราช, ๒๕๒๓.
อมรา ศรสี ุชาต.ิ ศรีวิชัยในสวุ รรณทวีป. กรงุ เทพมหานคร : กรมศิลปากร, 2557.

128



ศิลาจารกึ ของพราหมณ์
ในนครศรธี รรมราช

๑. จารึกหุบเขาช่องคอย

ชื่อ ศลิ าจารึกหุบเขาช่องคอย
อกั ษร ปลั ลวะ
ภาษา สันสกฤต
อาย ุ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๒
วตั ถุ ศิลา
ลกั ษณะ แผ่นศลิ าในพน้ื ทบี่ รเิ วณหบุ เขาชอ่ งคอย
ขนาด เป็นแท่งหินธรรมชาติ กวา้ ง ๑.๖๐ เมตร ยาว ๖.๘๓ เมตร หนา ๑.๒๐ เมตร
แบ่งออกเปน็ ๓ ตอน
ตอนท่ี ๑ มี ๑ บรรทัด ตวั อกั ษรสงู ๒๕ เซนติเมตร
ตอนที่ ๒ มี ๔ บรรทดั ตัวอกั ษรสงู ๗ เซนตเิ มตร
ตอนท่ี ๓ มี ๒ บรรทัด ตวั อักษรสูง ๗ เซนติเมตร
สถานทพี่ บ หุบเขาชอ่ งคอย บรเิ วณร่องน้ำ� ระหวา่ งหบุ เขา
ปจั จุบันอยทู่ ่ี หบุ เขาชอ่ งคอย ตำ� บลทุ่งโพธ์ิ อ�ำเภอจฬุ าภรณ์ จังหวัดนครศรธี รรมราช

ประวตั ิ

เมือ่ วนั ท่ี ๑๐ กนั ยายน ๒๕๒๒ นายจรง ชกู ลิน่ และนายถวิล ช่วยเกดิ ชาวบ้านคลองท้อน ได้เดนิ ทางไปในปา่
แถบหุบเขาช่องคอย ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านคลองท้อน ต�ำบลควนเกย อ�ำเภอร่อนพิบูลย์ ไปทางทิศใต้ประมาณ ๒ กิโลเมตร
บุคคลท้ังสองได้พบแทง่ หนิ ขนาดใหญอ่ ยูใ่ กลก้ บั รอ่ งน้�ำระหวา่ งหุบเขา มเี สน้ เปน็ รอยลกึ ขดี ไปมาคล้ายตัวอกั ษร

บณั ฑิต สุทธมิ ุสิก เรยี บเรียง

129

ต่อมาวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๒๓ นายอ�ำไพ ขันธาโรจน์ เจ้าหน้าท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช
ไดท้ ราบเรือ่ งการพบศลิ าจารกึ จากพระภกิ ษเุ พ่ิม เจ้าอาวาสวดั หนองหม้อ อ�ำเภอเชียรใหญ่ จึงรายงานใหน้ างกัลยา จุลนวล
หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราชทราบ และไปท�ำการส�ำรวจ ในวันที่ ๑๗ และ ๑๙ มกราคม ๒๕๒๓
พรอ้ มท้ังทำ� ส�ำเนาจารึกสง่ ไปยังกองพิพธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ กรมศิลปากรเมือ่ วนั ที่ ๑๗ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๒๓ และไดส้ ง่ ต่อ
ไปยังกองหอสมุดแห่งชาติ ผู้อ�ำนวยการกองหอสมุดแห่งชาติมอบหมายให้นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ แปลสรุปความ
และนายชศู กั ด์ิ ทพิ ยเ์ กษร นายชะเอม แกว้ คลา้ ย อา่ นแปลและวเิ คราะหร์ ปู จารกึ อกั ษรอกี ครงั้ หนงึ่ ซง่ึ ไดเ้ นอ้ื หาความใกลเ้ คยี ง
กนั ดังน้ี
คำ� จารึก
ตอนที่ ๑ ศรฺ วี ิทฺยาธิการสยฺ
ค�ำแปล (โดยนางสาวก่องแกว้ วรี ะประจักษ)์
ตอนที่ ๑ แห่ง (พระศิวะ) พระสวามีของพระนางศรวี ิทยา

ศิลาจารึกหบุ เขาช่องคอย ตอนท่ี ๑

ศลิ าจารกึ หุบเขาช่องคอย ตอนที่ ๒ ศลิ าจารึกหบุ เขาช่องคอย ตอนท่ี ๓

ตอนท่ี ๒ บรรทดั ที่ ๑ นโมสฺตฺตสฺมปตเยวนาน�ำ (ขอความนอบน้อม จงมแี กพ่ ระผู้เปน็ เจ้าแห่งป่าทงั้ หลาย)
บรรทดั ท่ี ๒ นโมสฺตตฺ สมฺ ปตเยสรุ าณามฺ (ขอความนอบน้อม จงมีแกพ่ ระผูเ้ ปน็ เจ้าแห่งเทวดาทง้ั หลาย)
บรรทดั ที่ ๓ ปรโฺ ยชนาจฺฉวนมา คตาสตฺ (ผู้นอบน้อมตอ่ องค์พระศิวะพึงทราบในความส�ำคัญน้ี (ว่า)
บรรทัดที่ ๔ ทาตวยฺ มิตยฺ ตรฺ ภวทภฺ เิ รภย (พระองคจ์ ะประทานพรแกเ่ ขาท้งั หลาย)
ตอนท่ี ๓ บรรทัดที่ ๑ เยษานฺนิลยเทเศษฺ ดษิ ฺฐนฺติมนฺชาวราะ
ค�ำแปล คนดี (บคุ คลผู้ประพฤตดิ ี) ทง้ั หลายอยใู่ นหมบู่ า้ นของชนเหล่าใด
บรรทดั ท่ี ๒ ยทิ เตษ�ำปรฺ สาทาจจฺ การยฺ ยฺ นุเตษ�ำ ภวษิ ยฺ ติ
ค�ำแปล ความสขุ และผลสำ� เรจ็ ในกิจการงานย่อมมแี กค่ นเหล่านั้น

130

๒. จารึกวดั มเหยงค์

ชือ่ จารกึ หลกั ท่ี ๒๗ วัดมเหยงค ์ จารกึ หลกั ท่ี K ๔๐๗
อกั ษร ปัลลวะ
ภาษา สันสกฤต
อาย ุ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒
วตั ถ ุ ศลิ าสดี ำ�
ลักษณะ แผ่นสี่เหล่ยี ม ช�ำรุด มีรอยหกั บรเิ วณมมุ บนท้งั ดา้ นซ้ายและขวา
ขนาด กว้าง ๕๘ เซนติเมตร ยาว ๑๑๒ เซนติเมตร หนา ๑๑ เซนติเมตร
สถานที่พบ วดั มเหยงค์ (ร้าง) อ�ำเภอทา่ ศาลา จงั หวดั นครศรธี รรมราช พ.ศ. ๒๔๖๖
ปจั จุบันอยู่ท ี่ ห้องอตุ ราภมิ ุข พพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร
ค�ำแปล (โดยมองสเิ ออร ์ บาร์ถ)
...........พระระเบียงและหอ้ งอาหารกบั อุโบสถาคาร อาหารส�ำหรบั คณะสงฆ์และบุคคลต่างๆ
...........การนมัสการพระบารมี การเขยี นหนังสอื จ�ำหนา่ ยนำ�้ หมึกกับแผ่น (สำ� หรับเขียน) เครอ่ื งบูชา
อาหารเคร่อื งบ�ำรงุ คณะพราหมณข์ องพระอคสั ตมิ หาตมนั ..............มีทง้ั ธรรมกถา ประกอบด้วย
ธูปประทีป พวงมาลยั ธงพิดาน จามร ประดับดว้ ยธงจีน................บญุ กุศลอ่ืนๆ ตามค�ำสอน คอื การ
ปฏิบัติพระธรรมไม่ขาดสักเวลา การบรบิ าลประชาราษฎร์ การทนตอ่ อิฏฐารมณ์และอนฏิ ฐารมณ์ การชำ� นะ
อนิ ทรยี ์ (ใหส้ งบ)........................ผู้ได้ทรพั ย์สมบตั โิ ดยความองอาจ.........................ชอื่ อรรณาย

131

ความเช่ือ จากหลักฐานศิลาจารึกหลักน้ี ท�ำให้ทราบว่าหากบูชาเทพเจ้า (พระเจ้า) พระองค์ท่านจะให้พรด้วย
การบ�ำรุงพระพุทธศาสนาและคณะพราหมณ์ด้วยวัตถุต่างๆ และการปฏิบัติธรรมในความเชื่อท่ีตนนับถือ ย่อมน�ำสุขมาให้
เป็นความเชือ่ เรือ่ งบญุ กรรม ละจากโลกนแ้ี ล้วไปสู่ภพใหมท่ ด่ี ขี นึ้ เปน็ ความเชือ่ เรอ่ื งจิตวญิ ญาณท่มี อี ยูใ่ นสมยั นี้
พิธีกรรม การกล่าวสรรเสริญคุณพระเจ้าที่ตนนับถือ มีพระศิวเทพ เป็นต้น การท�ำบุญในศาสนาท่ีตนนับถือ
มีการบ�ำรุงพระสงฆ์และคณะพราหมณ์ท่ีมีนามว่า “พระอคัสติมหาตมัน” มีการฟังธรรม ล้วนเป็นพิธีกรรมในสมัยน้ี
และยงั บง่ บอกถงึ การประดบั สถานท่ี ดว้ ย ธูปเทียน พวงมาลัย ธงพธิ าน ธงจนี เป็นตน้
ฐานะในสังคม จากศิลาจารึกท้ังหลักนี้ ผู้จารึกมีภูมิความรู้ทางภาษาและอักษรอินเดีย (ปัลลวะ) เป็นอย่างดี
ยอ่ มอยใู่ นฐานะท่จี ะเปน็ ครผู ู้สอน หรอื เปน็ ผ้นู �ำพธิ ี
ศิลาจารึกที่วัดมเหยงค์ (ร้าง) ได้กล่าวถึงท้ังสองศาสนา คือพราหมณ์และพุทธ มีคณะพราหมณ์ของ
พระอคสั ตมิ หาตมนั เขา้ ใจวา่ คงจะเปน็ หวั หนา้ พราหมณใ์ นขณะนนั้ ซงึ่ เปน็ ผนู้ ำ� คณะพราหมณผ์ ทู้ ไี่ ดร้ บั การบำ� รงุ จากศาสนกิ
ในขณะนั้น เสียดายท่ีไม่ได้ทราบข้อความท่ีหายไปเพราะถ้ามีข้อความเต็มจะได้ข้อมูลมากข้ึน นามพระอคัสมหาตมัน
ถา้ แปลตามศัพท์ “อคสต”ิ หมายถงึ ผมู้ ีสตอิ นั เลิศ “มหาตมนั ” หมายถงึ ผู้มจี ิตใจสงู บางครง้ั อินเดียใชค้ �ำนนี้ �ำหนา้ ชอื่ บคุ คล
เช่น มหาตม คานธี เปน็ ต้น

แนวก�ำแพงอิฐโบราณในวดั มเหยงค์ (รา้ ง) ต�ำบลสระแก้ว อ�ำเภอทา่ ศาลา จังหวดั นครศรีธรรมราช

132

๓. จารกึ วดั เสมาเมือง

จารึกเสมาเมอื ง นศ.๙ ดา้ นที่ ๒
จารึกเสมาเมือง นศ.๙ ด้านที่ ๑
ชอื่ จารึกหลักท่ี ๒๓ วัดเสมาเมอื ง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช
อกั ษร หลังปัลลวะ
ภาษา สนั สกฤต
อาย ุ พุทธศักราช ๑๓๑๘
วัตถ ุ หินทรายสีแดง
ลักษณะ แผน่ รปู ใบเสมา มีจารกึ ทง้ั สองดา้ น
ขนาด กว้าง ๕๐ เซนติเมตร สงู ๑๐๔ เซนติเมตร หนา ๙ เซนติเมตร
สถานท่พี บ วัดเสมาชัย (รา้ ง) ซึง่ เปน็ วัดคแู่ ฝดกบั วัดเสมาเมอื ง ท้องที่ต�ำบลในเมือง อำ� เภอเมอื ง
จงั หวัดนครศรธี รรมราช (พบเม่ือวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๕๐)
ปัจจบุ นั อยู่ท ี่ หอ้ งอตุ ราภมิ ขุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตพิ ระนคร กรุงเทพมหานคร

133

โรงอาหาร แผนผงั วัดเสมาชยั (รา้ ง) ๑. เจดียอ์ งค์ท่ี ๑
๒. เจดียอ์ งค์ที่ ๒
ศาลจารกึ อาคารเรียน ๑ ๓. เจดีย์องค์ที่ ๓
หลักที่ ๒๓ เรือนจำ�
วัดเสมาเมือง อาคารเ ีรยน ๓ ๑
วัดเสมาชัย

ศาลเจา้ พอ่ เสมาชยั

บอ่ น้�ำอภเิ ษก ต้นโพธิ์

ประตู ไปสแ่ี ยกทา่ วัง
ไปพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ

แผนผงั วัดเสมาชัย (ซ่ึงเป็นวดั คแู่ ฝดกบั วดั เสมาเมือง มกี ารค้นพบศิลาจารึกหลักท่ี ๒๓ (เมือ่ พ.ศ.๒๔๕๐)
ปจั จุบันพื้นทนี่ เี้ ป็นวัดร้าง เทศบาลจงึ ขออนุญาตใชพ้ ้ืนทเ่ี ป็นทต่ี ้งั อาคารโรงเรยี นเทศบาลวดั เสมาเมือง

134

คำ� จารกึ ด้านท่ี ๑

๑. // วิสาริณฺยา กรี ตฺ ตฺ ยฺ า นยวินยเศารยฺ ยฺ ศฺรตุ ศมกฺษมา
๒. ไธรยฺ ยฺ ตฺยาคทยฺ ตุ มิ ตทิ ยาทฺยกฺยภุวา ปรํ ยสฺยา
๓. กรฺ านตฺ า ภวุ นกภุ ุชำ� กีรฺตฺตีวสิ รามยขุ าส ดาราณ�ำ ศรทิ
๔. ตหุ ินางฺ โศริว รจฺ า // คุณานามาะรสฺ ตหุ ินคริ ิ
๕. กฏู าธิกรจฺ า คุณาฒยฺ านำ� ปสุ ามปิ ชคติ ยสฺ ตงุ ฺค
๖. ยศสามฺ มณนี �ำทรุ ิตภิททุ นฺวานิว มหา
๗. นฺ มณิโชยติรเฺ ลลขฺ าวลยศิริสาญฺ จาปิ ผณนิ ามฺ //
๘. ธนวิกลตาพหนชิ ฺวาลาวลกิ ษฺ ปติ ศยา ยม
๙. ภิปตติ า เย เต สฺวาสฺถยฺ ํ สมปุ าคตาะ หรฺ ทมิ
๑๐. ว คชา นิตฺยาโศษยํ ปฺรสนนฺ ศุภามฺสํ สวิตริ ต
๑๑. ปตยฺ คุ รฺ เสวยฺ ํ สโรชรโชรณฺ มฺ // คุณภฤตมปุ
๑๒. คมฺย ยํ คุณาฒยฺ า (นชุ น) รา มนนุ า สมิ สมนฺตาตฺ
๑๓. มธุสมยมวิ ามฺรเกสราทฺยาศฺ ศรฺ ยิ มธิภานุ ทธเต ม
๑๔. หีรเฺ หนฺทฺราะ // ชยตยฺ ยํ ศรฺ ิวชิ เยนฺทฺรราชา
๑๕. สมนฺตราชารฺจฺจิตคิ ฺมาสนศระ ปรฺ ศสฺตธรมฺ มสถฺ ริ โตนมฺ เุ ขน
๑๖. วนิ ิรมฺ ฺมโิ ต วิศวฺ สฤเชว ยตนฺ าตฺ // ศฺรีวชิ เยศวฺ รภปุ ติ
๑๗. เรษ คเุ ณาฆะกษฺ ิตติ ลสรฺววสมนตฺ นฤโปตตฺ ม เอกะ
๑๘. สถาปิด ไอษฏฺ ิกเคหวรตฺรยเมตตฺ กชกรมารนิ
๑๙. สูทนพชรฺ นิ วิ าสํ // สนฺตตเมตตฺ ตฺริสมยไจตยฺ นิเกตํ
๒๐. นฺ ทศทคิ วสถฺ ติ สรฺวฺวชิโนตฺตมทตฺตมฺ สรฺวฺวชคตฺมลภู
๒๑. ธรกุสิศวรนฺ ตรฺ ิภววิภตู ิวเิ ศษทมมาปม/ฺ /
ปนุ รปิ ชยนตฺ นามา ราชสถฺ วโิ ร นฤเปน สุนยิ กุ ฺตะ สตฺ ู
๒๒. ปตรฺ ยมสิ กุรฺววฺ ติ ยตสฺ ส ตททิ นุ ตถา กฤตวานุ // สฺวรเิ ต
๒๓. สฺมสึ ฺ ตจฉฺ ิโษยฺ ธมิ กุ ฺติรภจู ฺ จ นามตสฺ สถวริ ะ อิษฺฏกิ ไจ
๒๔. ตยฺ ทฺวิตยํ ไจตยฺ ตฺริตยานตฺ ิเก กฤตวานฺ // วฤทธฺ ยฺ า
๒๕. ปฺเต ศากราเช มุนินวรสไกรฺ มฺมาธไวกาทศาเห ศุกลฺ โก
๒๖. สีรลคฺเน ภฤคสุ ุตสหเิ ต จารฺยฺยมญฺชยฺ ตริ ารฺยย เทเว
๒๗. นทฺ รฺ าเภน จ ศฺรีวิชเยนฤปตนิ านฺยกฺษิตีโศตฺตเมน ไตร
๒๙. โลกฺยกาครฺ ฺยจนิ ตฺ ามณิวปษุ อิ (ว สฺถา) ปิตาสฺ ส(ตู) ป ไ

135

ค�ำแปลด้านท่ี ๑

พระองค์ทรงคุณเป็นบ่อเกิด ใช่แต่เท่าน้ันในโลกนี้พระองค์ยังเป็นที่พึ่งของสาธุชนอันมีช่ือเสียงเลื่องลือ
อันประกอบด้วยคุณที่ส่งแสงราวกับว่าแสงยอดเขาหิมาลัย อุปมาดังมหาสมุทรซึ่งล้างความช่ัว มิใช่เป็นแต่บ่อเกิดแห่งแก้ว
มกุ ดา เพชร พลอย ทงั้ ปวงเทา่ น้ัน ยังเปน็ ทีพ่ ง่ึ ของพวกนาคอันมศี ีรษะประดับด้วยแสงแกว้
ผ้ใู ดมีใจรอ้ นรมุ ดว้ ยเปลวเพลงิ คอื ความยากจน เข้ามาสพู่ ระมหากรณุ าธิคุณของพระองค์เปน็ ทพ่ี ึ่ง อปุ มาดงั ช้าง
เวลาแดดรอ้ นไปสู่หนองอนั มีนำ้� ใสเตม็ ไปดว้ ยเกสรดอกบวั
สาธชุ นทง้ั หลายมาจากทว่ั ทกุ แหง่ เมอื่ ไดเ้ ขา้ สพู่ ระองคผ์ ทู้ รงพระคณุ คลา้ ยกบั พระมนุ ี กไ็ ดร้ บั สงิ่ อนั ประเสรฐิ อปุ มา
ดงั บรรดาต้นไม้มตี น้ มะมว่ งแลต้นพกิ ุล เปน็ อาทิ เวลาระดมู ธุสมัยก็ไดร้ บั สิรอิ ันประเสรฐิ ยงิ่ นกั
พระเจา้ กรงุ ศรวี ชิ ยั มชี ยั ชนะแลพระสริ ขิ าว พระองคม์ วี าสนาอนั รอ้ ยดว้ ยเพลงิ รศั มซี งึ่ เกดิ จากพระราชาแหง่ ประเทศ
ใกลเ้ คยี ง พระองคน์ ้ี พระพรหมไดอ้ ตุ สา่ หบ์ นั ดาลใหบ้ งั เกดิ ราวกบั วา่ ทรงพระประสงคท์ จ่ี ะทำ� ให้ พระธรรมมน่ั คงในอนาคตกาล
พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ผู้เป็นเจ้าแห่งพระราชาท้ังหลายในโลกทั้งปวง ได้ทรงสร้างปราสาทอิฐทั้งสามนี้ เป็นที่บูชา
พระโพธิสัตว์เจ้าผถู้ ือดอกบัว (คือปทมุ ปาณ)ี พระผู้ผจญพญามารแลพระโพธิสัตว์เจา้ ผู้ถอื วชิระ (คอื วฺชรปาณี)
ปราสาทท้งั สามนี้งามราวกบั เพชรในภเู ขาอันเปน็ มลทนิ ของโลกทั้งปวง และเป็นท่ีบงั เกิดความรงุ่ เรืองแก่ไตรโลก
พระองคไ์ ดถ้ วายแก่พระชินราช ประกอบด้วยพระสริ ิ อันเลิศกวา่ พระชินะท้ังหลายซง่ึ สถติ อยใู่ นทศทิศ
ภายหลังทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้พระราชสถวริ ะ สร้างพระสถปู สามองค์
เม่ือชยันตะถึงมรณภาพแล้ว พระสถวิระ อธิมุกติ ผู้เป็นศิษย์ ได้สร้างพระเจดีย์อิฐสององค์ใกล้ปราสาททั้งสาม
(มหาศักราช) ๖๙๗ ขึน้ ๑๑ ค่�ำ มาธวมาส เดือน ๖ เมอื่ เวลาพระอาทิตย์พรอ้ มกบั พระศกุ รอ์ ุทยั ในดาวกรกฎ พระเจ้ากรุงศรี
วชิ ยั พระองคม์ รี ปู พรรณสณั ฐานคลา้ ยกบั เทวราช แลประกอบดว้ ยสริ อิ นั ประเสรฐิ ยงิ่ กวา่ พระราชาอน่ื ๆ พระองคส์ ง่ แสงรศั มี
ราวกบั แก้วจนิ ดามณี ทรงเอาพระทยั ใสใ่ นไตรโลก ได้สรา้ งพระสถูป

บริเวณสถานทพี่ บจารึกวดั เสมาเมือง บ่อน�ำ้ ศักดส์ิ ิทธ์วิ ัดเสมาชัย
ปัจจุบนั เปน็ โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง

136

จารึกด้านที่ ๒

พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งพระราชาท้ังปวง ทรงเดชานุภาพคล้ายกับพระอาทิตย์ ทรงบ�ำบัดความมืดมัวฝูงศัตรู
ของพระองค์ รูปพรรณสัณฐานของพระองค์งามราวกับว่าพระจันทร์ อันปราศจากมลทินเมื่อฤดูศราท หรือพระกาม
เมื่อเอาปฏิสนธใิ นโลกน้ี หรือพระนารายณ์ทรงเปน็ หัวหน้าแหง่ ไศเลนทรวงศ์ ทรงพระนามศรมี หาราช

ประวตั ิ

๑. หลักฐานเก่ามีหมายเหตวุ า่ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ� รงราชานุภาพ เม่อื ทรงด�ำรงตำ� แหนง่
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงน�ำจารกึ หลักน้ีมาแต่ต�ำบลเวียงศักดิ์ แขวงเมอื งนครศรธี รรมราช คราวเสดจ็ ตรวจราชการ
หัวเมืองชายทะเลตะวันตก และโปรดเกล้าประทานไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมาได้น�ำมาตรวจอ่านเม่ือวันที่ ๓๐
เมษายน ร.ศ.๑๒๖ มนี ายสทิ ธิ์ เปน็ ผอู้ ่าน จนั ทรามาตย์ เป็นผทู้ าน และนายชิต เป็นผ้คู ัด
๒. ศาสตราจารย์ยอรช์ เซเดย์ กล่าวไว้ในประชุมศิลาจารึกสยามภาคท่ี ๒ จารึกทวารวดี ศรีวชิ ัย ละโว้ ไวว้ า่
๒.๑ ในภาคภาษาไทยว่า จารึกหลักนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ทรงได้มา
จาก วดั เสมาเมือง แล้วไดร้ ับสั่งให้สง่ มายังหอพระสมุดฯ
๒.๒ ในภาคภาษาฝรง่ั เศสวา่ จารกึ หลกั นี้ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ ทรงไดม้ า
จากต�ำบลเวยี งสระ อ�ำเภอบา้ นนา จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี แล้วได้รับสงั่ ใหส้ ่งมายังหอพระสมุดฯ

ค�ำจารกึ ด้านท่ี ๒

๑. สฺวสฺติ โย เสา ราชาธิราชสฺ สกลรปิ คุ ณธวฺ านฺตสรู ฺยฺโยป
๒. ไมกสฺ สฺวาโชภะิ กานตฺ ลกฺษฺมฺยา ศรทมลศศี มนฺถาโภ วปุ
๓. ษมนฺ วษิ ฺณฺวาขยฺ เศษสรวฺ ฺวาริมทวมิ ถนศฺ จ ทวฺ ติ ยี สฺ สฺวศกตฺ ฺยา เสา
๔. ยมฺ ไศเลนฺทฺรวงศฺ ปรฺ ภวนคิ ทติ ะ ศรฺ มี หาราชนามา // ตสฺย จ สกลรา

ค�ำแปลด้านที่ ๒ (แปลโดยศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์)

(พระเจา้ กรงุ ศรวี ชิ ยั ) พระองคท์ รงพระคณุ ประสทิ ธิ คอื วนิ ยั คณุ ความประพฤติ เศารยคณุ ความสภุ าพศรตุ คณุ ความรู้
ศมคณุ ความอดทน กษมาคณุ ความเพยี ร ไธรยคณุ ความกลา้ หาญ ตยคคณุ ความบรจิ าค ทยตุ คิ ณุ ความสงา่ มตคิ ณุ ความฉลาด
ทยคณุ ความเมตตาจติ ย์ พระองคซ์ งึ่ ประกอบดว้ ยคณุ ทงั้ นนั้ เปน็ อาทิ มพี ระเกยี รตปิ ราศจากเหตอุ นั ตรายแลเวลาแพรห่ ลาย...
(ต่างประเทศ)...บังเกิดความเล่ือมใสแห่งพระเกียรติของพระราชาอื่นๆ ดุจดังแสงดาวเส่ือมลงไปเม่ือพระจันทร์อุทัย
เม่ือฤดศู ราท (คือฤดใู บไม้ร่วง)

137

๑. ขอ้ ความซึง่ ปรากฏอยู่ด้านหลังสำ� เนาจารกึ ดา้ นท่ี ๑ เขียนไว้ดว้ ยดินสอสแี ดง ความว่าสำ� เนาจารึกอกั ษรขอม
โบราณ ต�ำบลเวยี งสระ อ�ำเภอบ้านนา จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี
๒. นายประสาร บุญประคอง อดีตผู้เช่ียวชาญการอ่านจารึกของหอสมุดแห่งชาติได้บันทึกไว้ด้วยดินสอด�ำ
เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ ความว่า ศิลาจารึกหลักน้ีเป็นหินทรายสีแดงเป็นรูปใบเสมา ขนาดกว้าง ๕๐ ซ.ม. สูง ๑๐๖ ซ.ม.
หนา ๘.๕ ซ.ม มี ๒ ดา้ น ด้านที่ ๑ มี ๒๙ บรรทดั ดา้ นท่ี ๒ มี ๔ บรรทดั เวลานอี้ ยใู่ นแผนกหนงั สือตวั เขยี นและจารึก
กองหอสมุดแห่งชาติ กรมศลิ ปากร ศิลาจารึกหลักน้ีในข้นั แรก เขา้ ใจกันวา่ สมเด็จกรมพระยาดำ� รงราชานุภาพไดท้ รงนำ� มา
จากตำ� บลเวยี งสระในเขตจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ตอ่ มาพระสงฆร์ ปู หนงึ่ ซงึ่ เปน็ ชาวนครศรธี รรมราช มาเหน็ เขา้ จำ� ไดว้ า่ ศลิ าจารกึ
หลกั นเี้ คยอยใู่ นวดั เสมาเมอื ง อำ� เภอเมอื งนครศรธี รรมราช ตง้ั แตน่ นั้ มาจงึ ใหช้ อื่ ศลิ าจารกึ หลกั นว้ี า่ “ศลิ าจารกึ วดั เสมาเมอื ง”
อยา่ งไรก็ตาม แมจ้ ะยังไมส่ ามารถระบทุ ีม่ าของจารึกหลักน้ไี ด้ชัดเจนนัก เพยี งแตส่ รุปโดยสงั เขปวา่ สมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพโปรดให้น�ำมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช เมื่อครั้งเสด็จตรวจ
ราชการหัวเมืองชายทะเลตะวันตก เม่ือจารึกมาถึงกรุงเทพในคราวแรกทรงประทานในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมา
จึงน�ำไปจัดแสดงไว้ท่ีท้องพระโรงพระท่ีนั่งศิวโมกขพิมาน ในเขตพระราชวังบวรสถานมงคลเดิม ครั้นถึง พ.ศ.๒๕๑๐
จึงย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่อาคารหอวชิราวุธ จนกระทั่ง พ.ศ.๒๕๑๑ กรมศิลปากรมีนโยบายจะให้ศิลาจารึกซ่ึงมีฐานะ
เป็นโบราณวัตถุ อยู่ในความรับผิดชอบของกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตามกฎหมาย จึงได้ย้ายหลักศิลาจารึกส่วนใหญ่
รวมทง้ั จารกึ วดั เสมาเมืองไปจัดแสดงไวใ้ นหมู่พระวิมาน ณ ห้องอตุ ราภมิ ุข พิพิธภณั ฑสถานแห่งชาตพิ ระนคร จนถงึ ปจั จุบนั
การอ่านและแปลศิลาจารึกหลกั น้ีมมี าแลว้ ๕ คร้ัง กลา่ วคือ
๑. พ.ศ.๒๔๕๐ (ร.ศ.๑๒๖) สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ โปรดใหน้ ายสทิ ธิ์ เปน็ ผอู้ า่ น
จันทรามาตยเ์ ปน็ ผู้ทาน นายชิตเปน็ ผคู้ ดั
๒. พ.ศ.๒๔๗๒ ศาสตราจารย์ยอรช์ เซย์เดย์ อ่านแปลและตีพมิ พใ์ นหนงั สอื ประชมุ ศลิ าจารึกสยาม ภาคท่ี ๒
๓. พ.ศ.๒๕๑๐ ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิฑรู อา่ นและแปลใหม่
๔. พ.ศ.๒๕๒๖ นายชะเอม แก้วคล้าย อ่านแปลกลุ่มจารึกท่ีมาจากภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อศึกษาค้นคว้า
เก่ียวกบั อาณาจกั รศรวี ชิ ยั
๕. พ.ศ.๒๕๒๖ นายจีรพัฒน์ ประพนั ธว์ ทิ ยา อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร แปลและสรุปค�ำ
จารึกไวใ้ นวารสารของมหาวิทยาลัยศิลปากร
จากจารึกหลักนี้ ท�ำให้รู้ว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัย ราชวงศ์ไศเลนทรทรงมีพระนิติธรรมท่ีทรงปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา
จนเป็นท่ียอมรับของพระราชาใกล้เคียงตลอดจนประชาราษฎร์ พระองค์ทรงอุปถัมภ์ทั้งศาสนาพุทธมหายาน เห็นได้
จากทรงสนบั สนุนใหส้ รา้ งสถปู ๓ หลัง เพอ่ื บชู าพระโพธสิ ัตวป์ ทุมปาณี พระโพธสิ ตั ว์วชิรปาณี และพระผผู้ จญพระยามาร
(หมายถึงพระพุทธเจ้าพระชินมุนีที่สถิตอยู่ในทิศทั้ง ๑๐ และทรงอุปถัมภ์ให้พระสถวิระสร้างสถูป ๓ องค์เมื่อพระชยันตะ
มรณภาพแลว้ กใ็ หพ้ ระสถวริ ะอธมิ กุ ติ ผเู้ ปน็ ศษิ ยไ์ ดส้ รา้ งสถปู อกี ๒ องค์ คำ� วา่ “สถวริ ะ” คำ� นี้ เขา้ ใจวา่ เปน็ พระสงฆฝ์ า่ ยเถรวาท
ซงึ่ ปฏบิ ตั เิ ครง่ ครดั ในพระวนิ ยั ตามคำ� สอนของพระมหาเถระเมอื่ ครงั้ ปฐมสงั คายนา ดงั นนั้ นา่ จะหมายถงึ บำ� รงุ พระพทุ ธศาสนา
ทงั้ สองฝา่ ย คือฝ่ายมหายานและฝ่ายเถรวาท

138

ศรีวิชัยบนดินแดนไทยในบริเวณเมืองโบราณไชยาเริ่มมีตัวตนขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มีการสร้าง
ศาสนสถานสำ� คญั ภายในเมือง ปจั จบุ ันเหลอื รอ่ งรอยซากโบราณอยู่จ�ำนวน ๒ แห่ง คอื วัดแก้วและวดั หลง ซ่ึงนกั วชิ าการ
เชอื่ วา่ คอื อาคาร ๒ ใน ๓ หลงั ทพ่ี ระเจา้ กรงุ ศรวี ชิ ยั ในจารกึ หลกั ที่ ๒๓ สงั่ ใหส้ รา้ งขนึ้ ตามคตคิ วามเชอื่ ในพทุ ธศาสนามหายาน
เม่ือพุทธศักราช ๑๓๑๘ อันแสดงให้เห็นว่าเมืองไชยาเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ น่าจะมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ
กับราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวาภาคกลาง ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติน้ี เป็นเง่ือนไขในการรวมกันเป็นสังคมการเมือง
ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซ่ึงหากต้องการขยายสังคมการเมืองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
กม็ กั จะใชเ้ งอื่ นไขหรอื ขอ้ อา้ งการเปน็ เครอื ญาตผิ า่ นการแตง่ งาน โดยผนู้ ำ� แตล่ ะชว่ งสมยั จะยอมรบั นบั ถอื ผทู้ มี่ คี วามสามารถ
ในบรรดาเครอื ญาตจิ ากศนู ยอ์ �ำนาจต่างๆ ขน้ึ เปน็ ผนู้ ำ�
อนึ่ง จากการศึกษาพบว่าศาสนาความเช่ือในศรีวิชัย มีทั้งนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและฝ่ายเถรวาท
รวมถึงศาสนาฮินดู ทั้งไศวนิกายและไวษณพนิกาย โดยศาสนาพุทธมหายานสามารถศึกษาได้จากศิลาจารึกหลักท่ี ๒๓
(จารึกวัดเสมาเมือง) ส่วนประติมากรรมกลุ่มใหญ่พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสงขลา
สรา้ งดว้ ยศลิ าและสำ� รดิ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลศลิ ปะอนิ เดยี แบบคปุ ตะ นยิ มทำ� รปู พระโพธส์ิ ตั วอ์ วโลกเิ ตศวร พระโพธสิ ตั วป์ ทั มปาณิ
และพระโพธสิ ตั วว์ ัชรปาณิ รวมถึงพระพมิ พ์ดินดบิ ตามถ�้ำตา่ งๆ ต้งั แต่จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านจี นถึงจงั หวัดปัตตานี
ขณะเดยี วกนั ยงั มกี ารบำ� รงุ ศาสนาพราหมณด์ ว้ ย เหน็ ไดจ้ ากคำ� จารกึ ทก่ี ลา่ วถงึ พระพรหม (พระมน)ู กลา่ วถงึ ไตรโลก
พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระนารายณ์ ท่ีส่งให้พระเจ้ากรุงศรีวิชัยมาเป็นหัวหน้าแห่งราชวงศ์ไศเลนทร์ มีพระนามว่า
“ศรีมหาราชา”

139

๔. จารกึ วดั พระมหาธาตุ

ชอื่ จารึกภาษาทมิฬท่ีวดั พระมหาธาตุ จงั หวัดนครศรีธรรมราช
จารกึ หลกั ท่ี ๒๙ วัดพระมหาธาตวุ รมหาวิหาร
อกั ษร ทมฬิ
ภาษา ภาษาสันสกฤตและภาษาทมิฬ
อาย ุ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕ - ๑๗
วัตถ ุ หนิ ออ่ นสชี มพู
ลกั ษณะ แผ่นสีเ่ หลี่ยม
ขนาด กวา้ ง ๘๐ เซนติเมตร สูง ๘๐ เซนติเมตร หนา ๑๕ เซนตเิ มตร
สถานที่พบ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร จังหวดั นครศรีธรรมราช
ปัจจุบันอยู่ที่ วิหารโพธ์ลิ งั กา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร จังหวัดนครศรธี รรมราช
ประวัติ
ศิลาจารกึ หลกั น้ี Aymonier ได้กลา่ วไวใ้ นหนงั สอื เร่อื ง Combodge เลม่ ๒ หนา้ ๗๖ โดยสันนิษฐานว่าเป็น
จารกึ ภาษาสนั กฤตในพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ ต่อมา L.Finot เขียนไว้ในวารสาร BCAI เมอ่ื ค.ศ.๑๙๑๐ (พ.ศ.๒๔๕๓)
หน้า ๑๕๒ วา่ ตัวอกั ษรในจารกึ หลักน้หี ลายตัวเหมอื นกบั จารกึ ทีพ่ บทีต่ ะกัว่ ปา่ แต่เนอื่ งจากขณะนั้น เขาไมท่ ราบว่า
จารกึ ท่ตี ะกัว่ ปา่ เปน็ ภาษาทมิฬ จงึ ไม่ไดค้ ดิ วา่ จะพบจารกึ ภาษาทมฬิ ในนครศรีธรรมราช ในเวลาตอ่ มาศาสตราจารย์
ยอรช์ เซเดส์ ไดส้ ง่ สำ� เนาจารกึ หลกั นไ้ี ปใหศ้ าสตราจารย์ Hultzsch อา่ นและแปลเทา่ ทจี่ ะสามารถทำ� ได้ (แปลไดเ้ พยี ง
ดา้ นเดยี ว) ซง่ึ พบว่าจารึกน้มี ีสองดา้ น ดา้ นท่ี ๑ มี ๑๖ บรรทดั ดา้ นท่ี ๒ มี ๒๔ บรรทดั ท้งั หมดจารกึ ดว้ ยอักษรทมฬิ
ภาษาทมฬิ เว้นแต่ตอนตน้ ของหนา้ แรกท่ีใชอ้ ักษรทมฬิ แตจ่ ารึกด้วยภาษาสนั สกฤต

140

คำ� จารึก คำ� แปล
๑. (สวฺ )สฺติ ศก......................................... ๑. .......................................................................
๒. ...........(ญ) รรฺ ฺ (อ) ญฺชุ เศณฺร ๒. .............................รอ้ ย........หา้ ............ลา่ งแล้ว
๓. ........มฺ เปรฺร ติ (งคฺ ตกฺ ฬิ ไม)........ ๓. .................วนั จันทร.์ .......ตรงกับ..........
๔. .......ว(เร) นฺ ตนฺมเศ(นาปต)ิ ........ ๔. ...............ธรรมเสนาบดี....................
๕. .......(ป)รศิ าวทฺ พฺราหฺมณรฺ(ว)ิ ยา..... ๕. ..............ดังนี้....คอื ....พราหมณ์........
๖. ........สตฺ ฺ ตนมฺ เศนาปตคิ ฬฺ โศรปฺ ฑ.ิ ...... ๖. ..........โดยค�ำสั่ง.....ธรรมเสนาบดี.....
๗. ........กกฺ ฬกฺ ฬกมฺ ฺ โอณรฺ .ฺ ..................... ๗. .............หนึ่ง....................................
๘. ........วนฺกฺกฺ ทนฺมญฺ เข....................... ๘. ...............ธรรม..............................
๙. ........ไต อฬวิ ฺ เศ (ยฺว) (นฺ) อุณฑฺ าน(ล) เคง.ฺ ...... ๙. ..........ถ้าผูใ้ ดท�ำอนั ตรายแก่....คงคา
๑๐. ........งฺ กุรา(ล)ปศุ กกฺ ฌฺ (ร)................ ๑๐. .......โคสแี ดง...........ถูกฆา่ เสยี .........
๑๑. ......มุ มาตา..................................... ๑๑. ............................มารดา...............
๑๒. ............ปาวมมุ ................................ ๑๒. ..........................บาป....................
๑๓. ............เตลลฺ าม .............................. ๑๓. ....................................................
๑๔. ..............ลษฎฺ มุนท ........................... ๑๔. ...................... ค�ำรบแปด ..........

คำ� แปล

จากจารึกหลักน้ี ท�ำให้ทราบว่า ศาสนาพราหมณ์มีความประสงค์ไม่ให้ใครย่�ำยีพราหมณ์ และสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ
ท่ีพวกตนนับถือ ผ้ไู ม่ปฏบิ ัติจะตอ้ งได้รบั โทษ ขอ้ ความบรรทัดท่ี ๖-๙ โดยคำ� สัง่ ธรรมเสนาบดี
...............หนง่ึ ....................
...............ธรรม..................
.............ถ้าผู้ใดทำ� อนั ตรายแก.่ .........คงคา

จากหลักฐานน้ีแสดงให้เห็นว่าศาสนาพราหมณ์ต้ังม่ันอยู่ในนครศรีธรรมราชและได้รับความคุ้มครอง
เมืองนครศรีธรรมราช (ตามพรลิงค์) ด้วยดีตลอดมา เข้าใจว่าศิลาจารึกหลักนี้ เน้นกฎหมายท่ีประกาศบอกวัน เดือนปี
แต่ท่ีน่าเสียดายได้ลบเสียหายไม่สามารถทราบได้ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อความที่เหลือศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์
สง่ ใหศ้ าสตราจารย์ Hultzsch เปน็ ผู้อา่ นและแปลไว้ (แต่แปลไว้เพียง ๑ หนา้ )

141


Click to View FlipBook Version