บรรณานกุ รม
จนั ทร์จิรายุ รัชนี ม.จ. “นครศรธี รรมราชในสมยั ศรวี ิชัย” รายงานการสมั มนาประวัติศาสตร์นครศรธี รรมราช
นครศรธี รรมราช : วิทยาลัยครูนครศรธี รรมราช, ๒๕๒๑.
ชูศักดิ์ ทิพย์เกษร และชะเอม แกว้ คลา้ ย “ศลิ าจารกึ หุบเขาชอ่ งคอย” ศิลปากร ๒๔ (๔) : ๘๙-๙๓, กนั ยายน ๒๕๒๓.
เซเดส์, ยอรช์ . ชนชาติต่างๆ ในแหลมอนิ โดจนี แปลโดย ปัญญา บริสทุ ธ์ิ กรงุ เทพมหานคร : มูลนธิ ิโครงการ
ตาํ ราสงั คมศาสตร์และมนษุ ยศาสตร์, ๒๕๒๑.
เซเดส,์ ยอร์ช. ประชุมศิลาจารกึ ภาคท่ี ๒ : จารึกทวารวดี ศรวี ชิ ยั ละโว้ พมิ พค์ ร้งั ที่ ๒
กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๐๔.
ธราพงศ์ ศรสี ชุ าติ และอมรา ขันติสทิ ธ์ิ แนวความคดิ และขอ้ สังเกตบางประการเก่ียวกับ
กอ่ นประวัติศาสตร์ภาคใต้ ๒๕๒๔ (อดั สําเนา)
นครศรธี รรมราช, วทิ ยาลัยครู รายงานการสัมมนาประวตั ิศาสตร์นครศรีธรรมราช. กรงุ เทพมหานคร :
โรงพิมพก์ รุงสยามการพมิ พ,์ ๒๕๒๑.
ประทมุ ช่มุ เพง่ิ พนั ธุ์ โบราณวตั ถุสถานในภาคใต้ตอนเหนอื รวม ๗ จงั หวดั , กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, ๒๕๑๗
ประทมุ ชุ่มเพง่ิ พันธ์ุ ไชยา-สุราษฎรธ์ าน,ี กรงุ เทพฯ : โรงพิมพก์ รงุ สยามการพมิ พ์, ๒๕๑๙.
ประเสริฐ ณ นคร “จารกึ ที่พบในนครศรธี รรมราช” รายงานการสัมมนาประวัติศาสตร์
นครศรธี รรมราช, นครศรีธรรมราช : วิทยาลัยครนู ครศรีธรรมราช, ๒๕๒๑
ปรีชา นุ่นสขุ “จารึกหบุ เขาช่องคอย : หน้าใหม่ของประวัตศิ าสตร์ภาคใต”้ ศิลปวฒั นธรรม
๑ (๗) ๔๘-๕๙, พฤษภาคม ๒๕๒๓.
พิรยิ ะ ไกรฤกษ์ ศิลปะทักษิณกอ่ นพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร, ๒๕๒๓.
วเิ ชียร ณ นคร และคนอืน่ ๆ นครศรีธรรมราช กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์อักษรสมั พนั ธ์, ๒๕๒๑.
ศรีศกั ร วัลลิโภดม “ชมุ ชนโบราณภาคใต้” รายงานการสัมมนาประวตั ิศาสตร์นครศรีธรรมราช
นครศรีธรรมราช : วทิ ยาลัยครนู ครศรีธรรมราช, ๒๕๒๑.
142
๗
เชอ้ื สายและตระกลู ของพราหมณ์
ในนครศรีธรรมราช
พราหมณใ์ นภาคใตม้ หี ลกั ฐานการเขา้ มาตง้ั ถนิ่ ฐานตง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ เปน็ อยา่ งนอ้ ย ดงั หลกั ฐานทก่ี ลา่ วถงึ
เช้ือสายพราหมณ์ปรากฏในจารึกและหนังสือบุด (สมุดข่อย) หลักฐานนี้ได้กล่าวถึงพราหมณ์ในภาคใต้ไว้แทบทุกช่วงสมัย
จารกึ บางหลกั สะทอ้ นใหเ้ หน็ อยา่ งชดั เจนวา่ พราหมณใ์ นภาคใตแ้ ละนครศรธี รรมราชทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ ผนู้ ำ� ทางปญั ญาแกร่ าชธานี
เช่น ในจารกึ หลักที่ น.ศ.๑๑ เป็นต้น
นอกจากน้ีเอกสารโบราณจ�ำนวนไม่น้อยได้บันทึกถึงความรุ่งเรืองและความเป็นเอกลักษณ์ของพราหมณ์
ในภาคใต้ไว้ จากการศึกษาเอกสารโบราณ เชื่อได้ว่าพราหมณ์ในภาคใต้ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากอินเดียภาคใต้
อนั เปน็ ถนิ่ ฐานทพี่ ราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ ายหนาแนน่ เมอ่ื เขา้ มาอยแู่ ลว้ กม็ สี ว่ นสรา้ งความรแู้ ละขนบธรรมเนยี มใหมข่ นึ้ ในภมู ภิ าคนี้
ท�ำให้พราหมณ์มีอทิ ธพิ ลตอ่ ราชสาํ นักนบั ตั้งแต่สมัยสโุ ขทัยและอยธุ ยาเป็นต้นมา
ดว้ ยเหตทุ ด่ี นิ แดนภาคใตข้ องไทยอยบู่ นคาบสมทุ ร มที ะเลขนาบอยทู่ งั้ สองดา้ น คอื ทะเลอา่ วไทยและทะเลอนั ดามนั
จึงท�ำให้สะดวกแก่การติดต่อกับดินแดนอ่ืนโดยทางเรือ โดยเฉพาะภาคใต้ฝ่งตะวันออกเป็นพ้ืนท่ีราบกว้างกว่าฝั่งตะวันตก
เหมาะแกก่ ารต้งั ถิ่นฐานทำ� มาหากนิ จงึ เป็นแรงดึงดดู ให้ผู้คนจากดินแดนอื่นเขา้ มาอยอู่ าศยั
เกรยี งศกั ด์ิ จนั ทพนั ธ ์ และมานะ ช่วยชู เรียบเรียง
143
ตระกูลพราหมณ์
พื้นที่ซึ่งมีพราหมณ์จากอินเดียใต้เข้ามาต้ังรกรากและถ่ินฐานมากท่ีสุดในสมัยโบราณ คือพ้ืนท่ี
จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และอ�ำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี บรรพบุรุษของพราหมณ์เหล่าน้ีส่วนใหญ่
เดนิ ทางมาจากเมอื งรามนคร ซง่ึ อยใู่ นอนิ เดยี ตอนใต้ โดยอยกู่ นั เปน็ กลมุ่ กอ้ นหรอื เปน็ ชมุ ชน ประกอบอาชพี ทำ� นาเปน็ สว่ นใหญ่
โดยมีหัวหน้าพราหมณ์แต่ละชุมชนเป็นผู้ประกอบพิธีการทางศาสนา และเป็นศูนย์รวมต�ำราวิทยาการ และเวทมนต์คาถา
ของแตล่ ะตระกูล
๑. พราหมณ์เมืองไชยา
ศาสตราจารยช์ วน เพชรแกว้ ไดส้ ำ� รวจตระกลู พราหมณใ์ นอำ� เภอไชยา เมอื่ พ.ศ.๒๕๒๗ พบวา่ ตระกลู พราหมณ์
ในอ�ำเภอไชยามีอยู่ ๙ ตระกูล คือตระกูลชัยสิทธ์ิ พัฒน์เวช เช้ือพราหมณ์ ชัยพราหมณ์ เช้ือพราหมณ์แพรักษาพราหมณ์
ศวิ ายพราหมณ์ ใสสะอาด และกวีพราหมณ์ ปัจจุบนั (พ.ศ.๒๕๒๗) มเี พียง ๒ ตระกลู เทา่ นนั้ ทย่ี ังด�ำรงการเปน็ พราหมณ์
และสืบทอดพธิ พี ราหมณ์จากบรรพบรุ ุษ คอื ตระกลู ชยั สิทธิ์ และตระกูลพัฒนเ์ วช
๒. พราหมณ์เมืองพัทลุง
อาจารย์ชัยวุฒิ พิยะกุล และอาจารย์ปรมินทร์ อินทรักษา ได้ส�ำรวจตระกูลพราหมณ์ในจังหวัดพัทลุง
เม่ือ พ.ศ.๒๕๓๗ พบว่าพราหมณ์ด้ังเดิมในจังหวัดส่วนใหญ่เป็นพราหมณ์โหราจารย์ การแต่งต้ังจากเจ้าเมืองพัทลุง
ให้เป็นพราหมณ์ในฝ่ายพิธีการหลายคน มีหัวหน้าพราหมณ์ ๔ คน ประกอบด้วย ขุนศรีสยมภู ๑ หัวหน้าพราหมณ์
ขนุ ศรสี พสมยั ๑ เปน็ ผถู้ อื บญั ชพี ราหมณข์ นุ ไชยปาวี ๑ ขนุ สทิ ธไิ ชย ๑ เปน็ ผนู้ ำ� เจา้ เมอื งเขา้ เมอื ง นอกจากน้ี มผี ชู้ ว่ ยอกี ๔ คน
คอื ขนุ ไชยธรรม ผู้ช่วย ๑ ขุนเทพมุนี ผ้ชู ่วย ๑ ขุนยศ ผชู้ ่วย ๑ ขนุ น้อย ผชู้ ่วย ๑ มีพราหมณบ์ ณั เฑาะว์ชาวสงั ข์อกี ๑๒ คน
๒ คู่ ๘ คน ผลดั เปลย่ี นกนั คนแกวง่ บณั เฑาะว์ ๑ คู่ ๔ คน
ตระกลู พราหมณใ์ นเมอื งพทั ลงุ ไดเ้ ขา้ มาคราวเดยี วกบั พราหมณเ์ มอื งนคร ตน้ ตระกลู พราหมณม์ าจากรามนคร
(พาราณสี) แต่เน่อื งจากพัทลงุ เป็นเมอื งเล็ก พธิ ีรีตองไม่ได้ท�ำใหญโ่ ตเหมอื นเมืองนครซ่งึ เป็นเมืองใหญ่ ผทู้ ีส่ นิทกบั พราหมณ์
ในจงั หวดั สงขลา ใหค้ วามเหน็ วา่ เหน็ วา่ พราหมณเ์ มอื งพทั ลงุ มลี กั ษณะเปน็ พราหมณด์ งั้ เดมิ มากกวา่ และเปน็ ตระกลู พราหมณ์
มง่ั มโี ภคทรพั ย์ ไดเ้ ดนิ ทางเขา้ มาภาคใตต้ งั้ แตป่ ระมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ แลว้ ตงั้ รกรากและทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ พราหมณโ์ หรดาจารย์
พงศาวดารเมืองพัทลุงฉบับหลวงศรีวรฉัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) พ.ศ.๒๔๖๒ ระบุว่าพราหมณ์เมือง พัทลุง
ในสมยั รชั กาลท่ี ๓-๕ แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ จำ� นวน ๘ คนไดท้ ำ� หนา้ ทเี่ ปน็ พนกั งานพธิ ขี องเจา้ เมอื ง ประกอบดว้ ยขนุ ศรสี ยมภู
ขุนศรีสพสมัย ขุนไชยปาวี ขุนปะไหมสุหรี ขุนสิทธิชัย ขุนไชยธรรม ขุนเทพมุนี และ ขุนยศ ส่วนปัจจุบันยังคงเหลือ
อยู่เพียงตระกูลเดียว คือตระกูล “ชายเกล้ียง” ประกอบด้วยพราหมณ์ทอง พราหมณ์บุญมา พราหมณ์บุญจันทร์ และ
พราหมณ์บัว
144
๓. พราหมณ์เมอื งนคร
พราหมณเ์ มอื งนครเขา้ มาตง้ั ถน่ิ ฐานอยสู่ องระลอก ระลอกแรกเปน็ พราหมณไ์ ศวนกิ ายซง่ึ เดนิ ทางมาจากอนิ เดยี
ใตต้ งั้ แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ เปน็ ตน้ มา สว่ นใหญต่ ง้ั ถนิ่ ฐานในพนื้ ทรี่ มิ ฝ่งั ทะเลและมภี เู ขาสงู อยเู่ ป็นชยั ภมู หิ ลกั ไดแ้ ก่ บรเิ วณ
อ�ำเภอสิชล อ�ำเภอทา่ ศาลา และอ�ำเภอนบพติ ำ� พราหมณเ์ หล่าน้นี ิยมสรา้ งเทวาลัยและรปู เคารพเนอื่ งในศาสนาพราหมณ์
ไว้ในท้องท่ีที่ตนอาศัย ดังเห็นได้จากเทวาลัยเขาคา เทวาลัยวัดสระสี่มุม และเทวาลัย บ้านพังก�ำ เป็นต้น ระลอกหลัง
เป็นพราหมณ์ไศวนิกาย และพราหมณ์ไวษณพนิกาย ซึ่งเดินทางมาจากเมืองรามราชนครเมื่อพุทธศตวรรษท่ี ๑๖-๑๗
ส่วนใหญ่ตั้งถ่ินฐานในพื้นที่ราบด้านตะวันตกของอ�ำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ประกอบอาชีพหลักคือเป็นพราหมณ์
พธิ ีในสำ� นักของเจา้ เมือง ในเรื่องนี้สมเด็จกรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพอธิบายว่า
“…ท่ีเมืองนครซึ่งอยู่ทางทิศปัจฉิม พวกพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชมีต้นสกุลมาแต่เมืองรามราชนคร
ที่เรยี กว่ารามราชนครน้เี ปน็ แต่โวหาร พวกพราหมณ์โหรดาจารยเ์ มืองพทั ลุงอธิบายว่า ตน้ สกลุ สบื มาแต่เมืองนครพาราณสี
สอบไดค้ วามว่าเป็นจังหวัดเดยี วกนั น่ันเอง วงั อันเป็นทีป่ ระทับของเจา้ ผูค้ รองนครพาราณสีกย็ ังเรยี กวา่ รามนคร...”
จากหลกั ฐานประวตั ศิ าสตรท์ พี่ อสรปุ ไดว้ า่ พราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช เขา้ มาตง้ั แตร่ าวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑
โดยมาจากอินเดียใต้ ได้มีการเผยแพร่ความเช่ือในศาสนาพราหมณ์จนได้รับการยอมรับมากขึ้นโดยล�ำดับ ในพุทธศตวรรษ
ท่ี ๑๖-๑๗ มีการมีการเคล่ือนย้ายมาต้ังถ่ินฐานอีกหลายระลอกหนึ่ง แต่หลังจากท่ีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๑ เปน็ ต้นมา บทบาทของพราหมณ์กล็ ดน้อยลงไปจนพราหมณ์ตอ้ งแสดงความเปน็ “ตวั ตน” เพอ่ื รกั ษาพนื้ ท่ี
ทางสังคมเอาไว้โดยผ่านเอกสาร “ต�ำนานพราหมณ์เมืองนคร” เมือ่ พ.ศ. ๒๒๗๖ เนน้ การบอกเลา่ ประวัตคิ วามเปน็ มาและ
สทิ ธติ า่ งๆ ของพวกตน ลว่ งถึงรชั กาลที่ ๒ ไดม้ กี ารตราระเบียบการปกครองพราหมณใ์ นนครศรีธรรมราชขึน้ เปน็ แผนกหนึง่
ของระบบราชการ ทำ� ใหพ้ ราหมณม์ ยี ศถาบรรดาศกั ดิ์ และมศี กั ดนิ า รวมทงั้ ไดร้ บั การคมุ้ ครองจากกษตั รยิ ์ ผใู้ ดจะทำ� อนั ตราย
หรือเบียดเบียนมิได้ ซ่งึ แสดงใหเ้ หน็ วา่ พราหมณย์ งั คงสามารถรักษาสถานะของตวั เองมาได้อีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ดี หลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง บทบาทของพราหมณ์นครศรีธรรมราชก็ลดลงเร่ือยๆ
ได้มีการลดเลิกระเบียบว่าด้วยพราหมณ์ในระบบราชการในหัวเมือง ท�ำให้พราหมณ์นครศรีธรรมราชลดจ�ำนวนลง
คงมีเฉพาะพราหมณ์ราชส�ำนักเท่านั้นท่ีเป็นส่วนหนึ่งในระบบราชการ ส�ำหรับท�ำหน้าท่ีประกอบพระราชพิธีส�ำคัญต่างๆ
ที่เก่ียวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากน้ีประเพณีการสืบทอดความเป็นพราหมณ์ของแต่ละตระกูลก็ไม่เข้มแข็ง
จงึ เปน็ เหตใุ หจ้ ำ� นวนครวั เรอื นพราหมณล์ ดนอ้ ยถอยลงทง้ั ในเมอื งไชยา เมอื งพัทลงุ และเมอื งนครศรธี รรมราช
ปัจจุบันความเชื่อของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชนั้น สังคมมีการรับรู้ว่ากลุ่มพราหมณ์นครศรีธรรมราช
เป็นผู้ทีน่ บั ถอื ศาสนาพุทธ มีการปฏิบตั ติ ัวเชน่ เดยี วกับชาวพทุ ธทั่วไป ต่างกนั เฉพาะการปฏบิ ัติในชีวติ ประจำ� วันท่พี ราหมณ์
ยังรักษาข้อห้ามโดยเฉพาะศีลห้ามั่นคงอยู่ บทบาทพราหมณ์นครศรีธรรมราชในปัจจุบันเป็นบทบาทประกอบพิธีกรรม
อย่างเดียวแล้ว ไม่สามารถที่จะชักจูงในเรื่องของศาสนา หรือการขยายศาสนิกหรือสาวกได้ เพราะว่าไม่มีพลังเพียง
พอท่ีจะไปฟื้น แม้แต่การท�ำพิธีกรรมบวงสรวง หรือการท�ำขวัญ ปัจจุบันนี้ก็มีผู้อ่ืนท�ำหน้าที่แทนพราหมณ์ ประกอบกับ
ชาวบา้ นทว่ั ไปไมม่ เี งนิ เพยี งพอท่ีจะไปประกอบพิธีกับพราหมณ์โดยตรง สังเกตได้ว่าผูท้ เี่ ปน็ ศาสนกิ ของพราหมณ์ทยี่ งั เหลือ
ก็นอ้ ยเตม็ ที เพราะวา่ บุตรหลานถูกหลอมกลายกลืนเปน็ ชาวพทุ ธเสียเปน็ สว่ นใหญ่
145
เป็นที่น่าสังเกตว่าประเพณีสืบทอดการเป็นพราหมณ์จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ในแต่ละตระกูล
ไม่ได้เป็นการบังคับ แต่ถือเอาความสมัครใจของผู้รับเป็นส�ำคัญ บางตระกูลอาจไม่มีใครรับช่วงในรุ่นลูก แต่มารับช่วง
ในรุ่นหลานก็มี การรับมอบจะมีข้ึนขณะที่ผู้รับมอบยังมีชีวิตด้วยการสั่งสอนอบรมให้รู้จักสวดมนต์ รู้จักปฏิบัติพิธีกรรม
จนกระทั่งผู้รับช่วงสามารถปฏิบัติด้วยตนเอง จึงมอบต�ำรา สังข์และลูกประค�ำให้เพ่ือปฏิบัติต่อไป จากเหตุดังกล่าวนี้เอง
จึงท�ำให้พราหมณ์ท่ีสืบทอดพิธีพราหมณ์จากบรรพบุรุษน้อยลง ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
ทีเ่ ปน็ ไปอยา่ งรวดเรว็ ในปจั จุบนั และการประกอบพิธกี รรมตา่ งๆ จึงมักจะทำ� กนั ในวงจ�ำกัด ประหยัด เรียบง่าย ทงั้ รปู แบบ
และเนือ้ หา บทบาทของพราหมณจ์ งึ มีน้อยลง
หอพระอิศวร เทวาลัยของพราหมณ์ไศวนกิ ายในเมืองนคร หอพระนารายณ์ เทวาลัยของพราหมณไ์ วษณพนกิ ายในเมือง
เชอ้ื สายและตระกูลของพราหมณ์เมอื งนครศรธี รรมราช
เชอ้ื สาย ตวั ตน และตระกลู ความเปน็ พราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช ทยี่ งั คงมวี ถิ คี วามเปน็ พราหมณแ์ ละยงั คงรกั ษา
รูปแบบวิถีเดิมๆ ของบรรพบุรุษพราหมณ์ในปัจจุบัน (พุทธศักราช ๒๕๖๒) ยังมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ยังรักษารากเหง้า
และตัวตนไวไ้ ด้ ซงึ่ ขอประมวลประวัติพราหมณ์เหลา่ นไี้ วใ้ หป้ รากฏจำ� นวน ๑๐ ตระกูลดงั นี้
146
๑. พราหมณแ์ จ้ง พรหมชาติ
ประวัติ
พราหมณแ์ จ้ง พรหมชาติ เกิดทบ่ี า้ นเลขท่ี ๕ หมู่ท่ี ๘ ต�ำบลคลองกระบือ อำ� เภอปากพนัง จงั หวัดนครศรีธรรมราช
(ใกลว้ ดั ฝา่ พระบาทราษฎร์บำ� รุง) จบการศกึ ษาประถมปีที่ ๔ สมรสกับนางเจยี ม พรหมชาติ มีบุตรด้วยกัน ๕ คน (ชาย ๔ คน
หญงิ ๑ คน) คือนายประทนิ นายสเุ ทพ นายสมศกั ดิ์ นายสเุ มธ และนางอาภรณ์ถงึ แก่กรรมขณะมอี ายุ ๑๐๐ ปี
ประวัติตระกูลพราหมณ์
พราหมณแ์ จง้ สบื เชอื้ สายตระกลู “พรหมชาต”ิ ซงึ่ มตี น้ สกลุ มาจากขนุ รตั นเทเวศ และมขี นุ พรหมชฎาเปน็ ผสู้ บื ทอด
ขุนพรหมชฎานี้ทําหน้าที่เฝ้าหอพระอิศวรได้เงินเดือนๆ ละ ๕ เหรียญ ปัจจุบันท่ีบ้านของพราหมณ์แจ้งยังคงเก็บของใช้
ของขุนพรหมชฎาไว้ เช่น กาน้�ำร้อน ดาบ หอก ขวาน (แต่นายแก้วลูกของขุนพรหมชฎา ซ่ึงเป็นบิดาของพราหมณ์แจ้ง
ไม่ไดบ้ วช)
การเขา้ สูก่ ารเป็นพราหมณ์
บวชพราหมณ์เม่ืออายุ ๓๕ ปี สาเหตุท่ีได้บวชเน่ืองจากในคร้ังท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙
เสดจ็ พระราชดำ� เนินมาจังหวดั นครศรีธรรมราชเม่อื พ.ศ. ๒๕๐๒ พราหมณแ์ จง้ ได้ร่วมกบั คณะพราหมณร์ ับเสด็จ และได้พบ
กับข้าราชการที่ตามเสด็จได้แนะน�ำให้ไปบวชพราหมณ์ที่กรุงเทพฯ และควรสมัครท�ำงานในส�ำนักพระราชวัง หลังจากน้ัน
พราหมณ์แจ้งจึงได้บวชและฝึกฝนเรียนรู้เก่ียวกับการท�ำพิธีกรรมอยู่ ๒ ปี จึงได้เข้าท�ำงานในพระราชวัง จนเกษียณอายุ
ราชการและทางส�ำนกั พระราชวงั จา้ งท�ำงานตอ่ อกี ๕ ปี จงึ ยุตหิ น้าทีก่ ารงานลง
การดำ� รงชีวติ ประจำ� วัน
หลังจากที่เกษียณอายุราชการ พราหมณ์แจ้งได้กลับมาอยู่ที่บ้านต�ำบลคลองกระบือ อ�ำเภอปากพนัง
จังหวัดนครศรีธรรมราช บ้านเดิมของพราหมณ์แจ้งน้ันอยู่ในตัวอ�ำเภอปากพนัง แต่เม่ือบิดาได้ขยับขยายออกมาท�ำนา
จงึ อพยพมาสรา้ งบา้ นอยรู่ มิ คลองสขุ มุ ตอ่ มามลี กู หลานขยายบา้ นเรอื นออกไปเรอื่ ยๆ บา้ นของพราหมณแ์ จง้ จงึ อยใู่ นวงลอ้ ม
ของญาติๆ ของภรรยาที่บริเวณหน้าวัดฝ่าพระบาทราษฎร์บ�ำรุง ลักษณะเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงท่ีมีอายุเก่ามากแล้ว
และไดม้ กี ารตอ่ เตมิ ดา้ นหนา้ เปน็ ลานออกมา โดยการยกพน้ื ปกู ระเบอื้ ง มโี ตะ๊ และเกา้ อสี้ ำ� หรบั นง่ั พบปะพดู คยุ พราหมณแ์ จง้
นิยมแต่งชุดขาวตลอดเวลาและไว้ผมมวย ซ่ึงจะไม่มีการตัดเลยตลอดชีวิต ส่วนการสวดมนต์น้ันไม่ได้ท�ำแล้ว เพราะมีอายุ
มากข้ึน แต่ยังเคร่งครัดในการประพฤติตามครรลองของพราหมณ์ กล่าวคือไม่รับประทานเนื้อวัว ควาย เต่า ตะพาบน�้ำ
ปลาไหล ทุกปีพราหมณแ์ จง้ จะจัดพิธีการไหว้ครใู นเดอื น ๑๑ โดยเชญิ ญาติและเพ่อื นบ้านในบริเวณใกล้เคยี งมารว่ มพธิ ี
147
๒. พราหมณ์สเุ มธ พรหมชาติ
ประวตั ิ
เป็นบุตรของพราหมณ์แจ้ง พรหมชาติ เกิดที่ต�ำบลคลองกระบือ อ�ำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
จบการศกึ ษาประถมปที ่ี ๔ ชวี ติ ครอบครวั สมรสกบั นางยพุ ณิ มบี ตุ รชายดว้ ยกนั ๑ คน และมบี ตุ รชายจากภรรยาคนกอ่ น ๑ คน
เดมิ เคยทำ� งานบรษิ ทั อยทู่ ก่ี รงุ เทพฯ ถงึ ๒๐ ปี และกลบั มาประกอบธรุ กจิ อซู่ อ่ มรถทอี่ ำ� เภอปากพนงั ปจั จบุ นั อยบู่ า้ นเลขท่ี ๕
(บ้านเสมด็ เอน) ต�ำบลคลองกระบือ อ�ำเภอปากพนงั
ประวัตติ ระกูลพราหมณ์
ในการสบื เชือ้ สายพราหมณ์ พราหมณส์ ุเมธมีความภูมใิ จทีส่ ืบเชื้อสายพราหมณม์ าก เคยเล่าวา่ ในการไปประกอบ
พิธีเททองหล่อพระท่ีจังหวัดพังงา ซ่ึงในคร้ังนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จเป็นประธานในพิธี ระหว่าง
เสด็จพระราชด�ำเนินผ่านแถวท่ีรอรับเสด็จ ทรงมีปฏิสันถารกับพราหมณ์แจ้ง นอกจากน้ีพราหมณ์แจ้งยังเป็นผู้ที่ประกอบ
พระราชพิธีข้ึนพระอู่แก่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พราหมณ์สุเมธจึงมีความภูมิใจในตัวพราหมณ์แจ้ง
ผู้เปน็ บิดามาก
การเขา้ ส่กู ารเป็นพราหมณ์
บวชเปน็ พราหมณ์เมอ่ื พ.ศ.๒๕๒๑ โดยพระราชครวู ามเทพมุนีบวชใหท้ ีโ่ บสถ์พราหมณก์ รงุ เทพฯ แตไ่ ม่ได้ทำ� งาน
ในส�ำนักพระราชวัง เนื่องจากท�ำงานบริษัทอยู่ก่อน ก่อนบวชพราหมณ์เคยติดตามบิดา ในการประกอบพระราชพิธี เช่น
พระราชพิธีแรกนาขวัญเป็นเวลา ๓ ปี หลังจากน้ันเมื่อพราหมณ์แจ้งเกษียณประกอบพิธีกรรมไม่ค่อยไหว พราหมณ์สุเมธ
จงึ รบั ทำ� พธิ มี ากขน้ึ ระยะแรกทที่ ำ� พธิ ี พราหมณแ์ จง้ จะกลา่ วโองการครงึ่ หนงึ่ แลว้ พราหมณส์ เุ มธกลา่ วโองการตอ่ อกี ครง่ึ หนงึ่
แต่หลังจากพราหมณ์แจ้งเสยี ชีวติ แลว้ พราหมณส์ เุ มธสามารถทำ� พธิ ีคนเดียวได้อยา่ งครบถว้ น ในฐานะเปน็ พราหมณ์เต็มตวั
คณะของพราหมณส์ ุเมธทไ่ี ปประกอบพธิ กี รรม ประกอบด้วยลกู ชาย ทำ� หน้าท่เี ป่าสงั ข์ มีนางอาภรณ์นอ้ งสาวท�ำ
หน้าที่แกว่งบัณเฑาะว์ สามีของนางอาภรณ์ท�ำหน้าท่ีตีฆ้อง และลูกชายของนางอาภรณ์ท�ำหน้าท่ีเป่าสังข์ คู่กับลูกชาย
ของพราหมณส์ เุ มธ (ผเู้ ปา่ สงั ขจ์ ะเปา่ เปน็ คู่ คอื สงั ขต์ วั ผแู้ ละสงั ขต์ วั เมยี ) ซง่ึ ทกุ คนสามารถใชอ้ ปุ กรณด์ งั กลา่ วไดอ้ ยา่ งชำ� นาญ
การด�ำรงชวี ติ ประจ�ำวนั
พราหมณส์ เุ มธมักต่ืนนอนตีห้าเพ่อื ไหวพ้ ระ นงั่ สมาธแิ ละทบทวนการสวดโองการประมาณ ๑ ชวั่ โมง โดยมหี ้องท่ี
จดั ไว้สำ� หรบั กจิ ในเร่อื งนี้โดยเฉพาะ เพ่ือไมใ่ ห้ใครไปรบกวน หลงั จากน้นั ปรกตกิ ็จะไปน่ังประจำ� ทบ่ี ้านบิดา (พราหมณแ์ จ้ง)
ท้ังน้ีเพ่ือจะรับโทรศัพท์ที่มีผู้ติดต่อนัดหมายให้ไปท�ำพิธี พราหมณ์สุเมธนิยมแต่งกายด้วยชุดขาวทุกวัน ได้เริ่มไว้ผมมวยมา
ตงั้ แต่ พ.ศ.๒๕๔๗ ตามคำ� แนะนำ� ของผอู้ าวโุ สทเี่ สนอแนะใหป้ ฏบิ ตั แิ ละแตง่ กายเหมอื นพราหมณส์ มยั โบราณ จะไดร้ บั ทำ� พธิ ี
ไดอ้ ย่างสมจริงยิ่งข้นึ
148
๓. พระครูสตานนั ทมุนี (พราหมณอ์ รณุ สยมภพ)
ประวตั ิ
พระครูสตานันทมุนี เดิมชื่ออรุณ สยมภพ เกิดท่ีตัวเมืองนครศรีธรรมราช จบการศึกษาช้ันประถมปีที่ ๔ ชีวิต
ครอบครัวสมรสกับนางติม มีบตุ ร ๔ คน (ชาย ๒ คน หญงิ ๒ คน) บุตรคนโตคือพราหมณภ์ พสาม พราหมณอ์ รุณรับราชการ
ในราชส�ำนักได้บรรดาศักด์ิเป็น “พระครูสุตานันทมุนี” เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐ ต่อมาลาออกจากราชสํานัก เนื่องจากป่วย
เป็นอัมพฤกษ์ และกลับมารักษาตัวที่นครศรีธรรมราช ระหว่างรักษาตัวได้ช่วยภรรยาประกอบอาชีพค้าขายไปด้วย
จนถงึ แกก่ รรมขณะอายุได้ ๙๒ ปี
ประวัตติ ระกูลพราหมณ์
ตระกูลสยมภพเป็นตระกูลพราหมณ์ท่ีมีถ่ินฐานบ้านเกิดท่ีจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบครัวของพราหมณ์อรุณ
เปน็ ทรี่ จู้ กั กนั ดใี นหมพู่ ราหมณเ์ มอื งนคร เพราะไดข้ นึ้ มารบั ราชการในสำ� นกั พระราชวงั จนไดร้ บั ตำ� แหนง่ พระครสู ตุ านนั ทมนุ ี
นามสกลุ “สยมภพ” มาจากคำ� วา่ สยมภู (สะ หยม พ)ู ซงึ่ หมายถงึ พระอิศวรผู้เปน็ เจ้า ถือเป็นนามสิรมิ งคลแกว่ งศต์ ระกลู
ภาคภมู ใิ จทไี่ ดเ้ กดิ มาในตระกลู พราหมณ์ มหี นา้ ทรี่ บั ใชเ้ ทพเจา้ (พระอศิ วร) และสบื สายตระกลู มาจากพราหมณค์ ง ซงึ่ เปน็ บดิ า
การเข้าสูก่ ารเป็นพราหมณ์
พราหมณ์อรุณบวชพราหมณ์เมื่ออายุ ๒๒ ปี ท่ีกรุงเทพฯ เม่ือบวชแล้วก็เข้ารับราชการท่ีสํานักพระราชวัง
ไดร้ บั เงนิ เดอื นครง้ั แรก ๕๔๐ บาท และเงนิ เดอื นครง้ั สดุ ทา้ ย ๘,๐๐๐ บาท เมอ่ื อายใุ กลเ้ กษยี ณเรมิ่ มอี าการปว่ ยเปน็ อมั พฤกษ์
จงึ ลาออกจากราชการและกลบั มารกั ษาตวั ทนี่ ครศรธี รรมราช กอ่ นลาออกไดเ้ สนอชอื่ “พราหมณภ์ พสาม” ซงึ่ เปน็ บตุ รคนโต
ให้เข้ารับราชการเพื่อสืบทอดหน้าท่ีพราหมณ์แทนตนเอง เพราะได้รับการปลูกฝังความรู้เร่ืองพราหมณ์มาต้ังแต่เด็กๆ
เม่อื ได้บวชพระแลว้ จงึ ได้ติดตามบดิ ามาบวชพราหมณท์ ี่กรงุ เทพฯ เมอ่ื พ.ศ.๒๕๑๖ ณ เทวสถานโบสถพ์ ราหมณ์กรุงเทพฯ
ขณะมอี ายไุ ด้ ๒๑ ปี โดยมพี ระราชครวู ามเทพมนุ ี (สมจติ ต์ รงั สพิ ราหมณกลุ ) เปน็ ผบู้ วชให้ รบั ราชการมาระยะหนงึ่ พราหมณ์
ภพสามได้เสียชีวิตเน่ืองจากโรคเก่ียวกับระบบเลือด ท�ำให้ทายาทท่ีจะสืบทอดความเป็นพราหมณ์ของพระครูสุตานันทมุนี
(พราหมณอ์ รณุ สยมภพ) สิน้ สดุ ลงเมือ่ พ.ศ.๒๕๔๗
149
๔. พราหมณเ์ อี่ยม นกุ ูลชยั
ประวตั ิ
เกิดท่ตี �ำบลท้ายสำ� เภา อ�ำเภอพระพรหม จงั หวัดนครศรีธรรมราช จบการศกึ ษาชั้นประถมปีที่ ๔ สมรสเมือ่ อายุ
๒๒ ปี กับนางเจียม มีบุตร ๖ คน (ชาย ๒ คน หญิง ๔ คน) ที่อยู่ปัจจุบันคือบ้านเลขท่ี ๓ หมู่ที่ ๒ ต�ำบลท้ายส�ำเภา
อำ� เภอพระพรหม จงั หวดั นครศรธี รรมราช เดมิ มอี าชพี ทำ� นาทำ� ไร่ และพชื ผกั สวนครวั เชน่ สวนมะนาว สวนสม้ แปน้ เปน็ ตน้
สรา้ งรายได้เล้ียงครอบครวั ได้ ตามสมควร แต่เสยี หายหมดเนอื่ งจากถกู พายุเม่อื พ.ศ. ๒๕๓๒ ปัจจบุ นั พักอย่บู ้านเลขที่ ๓
หมูท่ ่ี ๗ ต�ำบลท้ายสำ� เภา อำ� เภอพระพรหม มีรายได้จากการประกอบพธิ ี
ประวตั ิตระกลู พราหมณ์
ตระกูลนุกลู ชัยมี “ขุนชัยราย” เปน็ ต้นตระกูล ขนุ ชยั รายมีบตุ รช่ือพราหมณ์อม่ิ เป็นผ้สู บื ทอดต่อมา พราหมณอ์ ิ่ม
มีบุตรคนเดียว ซึ่งต่อมาได้บวชสืบทอดคือพราหมณ์เอี่ยม ก่อนท่ีพราหมณ์อิ่มจะเสียชีวิตได้ถ่ายทอดวิชาพราหมณ์
โดยเฉพาะการทำ� พิธีตา่ งๆ ทกุ คร้ังท่ตี ิดตามไปรว่ มทำ� พธิ ี
พราหมณ์เอ่ยี มมีพนี่ ้องทงั้ หมด ๔ คน (ชาย ๑ คน ผหู้ ญงิ ๓ คน) พราหมณ์เอี่ยมซงึ่ เป็นบตุ รสุดทอ้ ง จงึ ถกู คาดหวัง
จากครอบครัวให้รับช่วงการเป็นพราหมณ์ต่อจากบิดา จากความคาดหวังท�ำให้พราหมณ์เอี่ยมได้รับการปูทางไว้เพ่ือให้
ก้าวเข้าสู่การเป็นพราหมณ์ โดยพราหมณ์อ่ิมผู้เป็นบิดาให้ติดตามไปร่วมพิธีกรรมต่างๆ ตลอดมา รวมทั้งมารดา
ก็ให้การสนบั สนนุ ส่งเสริมให้ก�ำลงั ใจ ในการทำ� หนา้ ทพี่ ราหมณต์ ลอดมา
การเขา้ ส่กู ารเป็นพราหมณ์
ก่อนบวชพราหมณ์ ได้บวชสามเณรและบวชพระที่วัดหน้าพระลานอยู่ ๕ พรรษาจนได้นักธรรมตรี แต่ก็ต้องลา
สกิ ขาเพราะปว่ ยเปน็ โรคทอลซลิ อกั เสบ หลงั จากสกึ แลว้ กม็ าอยบู่ า้ นทำ� สวน และตดิ ตามบดิ าไปประกอบพธิ กี รรมตามทต่ี า่ งๆ
และตอ่ มาไดบ้ วชพราหมณ์เมอ่ื อายุ ๓๕ ปี ได้รบั การ “ครอบมือ” อนั หมายถึงการรบั ชว่ งการเปน็ พราหมณ์อย่างสมบูรณ์
จากบิดา ได้น�ำดอกไมธ้ ูปเทยี นไปไหวอ้ าจารย์ ระยะแรกสามารถประกอบพิธีได้ แต่ก็ยังไมช่ ำ� นาญมากนกั แตห่ ลังจากน้นั
ไมน่ านกป็ ระกอบพธิ กี รรมในทตี่ า่ งๆ ได้ สามารถทจ่ี ะวา่ บทสวดตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ เหมอื นดงั มรี า่ งเขา้ ประทบั เขา้ ทรง
ช่วยให้พิธีกรรมราบรื่น พราหมณ์เอี่ยมได้รับสังข์ สายประค�ำ รูปพระนารายณ์ มีดหมอ และหนังสือบทสวดมาจากบิดา
สิ่งของและอุปกรณต์ ำ� ราทบ่ี ิดาท้ิงไวใ้ ห้ ปจั จุบันยงั อยู่ในสภาพท่สี มบูรณ์ และไดใ้ ช้ในการประกอบพธิ ีอยเู่ ปน็ ประจ�ำ
การด�ำรงชวี ิตประจ�ำวนั
บ้านพราหมณ์เอ่ียมปัจจุบันเป็นบ้านเดิมของครอบครัว ตั้งอยู่กลางสวนบนเนื้อที่ ๙ ไร่ มีเพื่อนบ้านในละแวก
ใกล้เคยี งไมก่ ่หี ลัง ต่อมาปรบั ปรุงให้เปน็ บา้ นคอนกรีตชน้ั เดยี ว มมุ ห้องมีห้งิ วางตำ� ราสมนุ ไพร และต�ำราทําเสน่ห์ หากไมม่ ี
นัดหมายไปท�ำพิธีกรรมท่ีใด พราหมณ์เอี่ยมก็จะท�ำสวนอยู่หลังบ้าน เมื่ออยู่บ้านก็จะสวมเส้ือสีขาว แต่เม่ือไปประกอบพิธี
จะสวมขาวทัง้ ชุด โดยนุง่ ผ้าโจงกระเบนและสวมเสอ้ื ราชปะแตน สวมถุงเทา้ ยาวสขี าว รองเท้าขาวและไวผ้ มมวย
150
๕. พราหมณจ์ ิตร เทวรัตน์
ประวัติ
พราหมณจ์ ติ ร หรอื นายจติ ร เทวรตั น์ อยบู่ า้ นทวดทองเหนอื ตำ� บลโพธเ์ิ สดจ็ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
จบการศึกษาชัน้ ประถมปที ี่ ๔ มภี รรยาชื่อนางเบญจวรรณ วาดอกั ษร มีบตุ ร ๙ คน (ชาย ๓ คน หญิง ๖ คน) อาชพี เดิม
ท�ำนาและปลูกผักสวนครัว ปัจจุบันเนื่องจากอายุมากขึ้น จึงไม่ได้ประกอบอาชีพอย่างอ่ืน นอกจากรับประกอบพิธีกรรม
ในศาสนาพราหมณ์
ประวัติตระกลู พราหมณ์
ต้นตระกูลของ “เทวรัตน์” คือขุนรัตน์วารี ซึ่งได้มีการสืบทอดมาจากพราหมณ์ศรีนวล พราหมณ์บุญคง
และพราหมณ์พรหม เทวรัตน์ (ซงึ่ เปน็ บิดาของพราหมณ์จิตร) พราหมณบ์ ญุ คงมีหนา้ ทีเ่ ฝ้าหอพระนารายณ์ พราหมณ์พรหม
ไมไ่ ดบ้ วชพราหมณ์ แตก่ ็ยงั คงสืบทอดการทำ� พธิ พี ราหมณ์ สว่ นน้องชายพราหมณ์พรหมคือ พราหมณแ์ ดงไดบ้ วชพราหมณ์
และรบั ประกอบพธิ กี รรมด้วย พราหมณต์ ระกูลนม้ี ีความใกลช้ ิดสนิทสนมกบั พราหมณแ์ จ้งซึง่ ไปมาหาส่กู ันเป็นประจ�ำ
การเขา้ สกู่ ารเป็นพราหมณ์
เดิมทีบิดา (พราหมณ์พรหม) ประสงคจ์ ะถา่ ยทอดวชิ าพราหมณ์ให้แก่บุตรชายคนหน่ึง (ซ่งึ เปน็ น้องชายพราหมณ์
จิตร) แต่เน่ืองจากบุตรคนน้ีไม่สามารถจดจ�ำบทสวดต่างๆ ได้ เมื่อท�ำพิธีครอบมือก็เกิดอาการร้อนรน ซ่ึงเชื่อกันว่า
เป็นเพราะวิญญาณของบรรพบุรุษไม่ยอมรับ พราหมณ์พรหมจึงได้ให้พราหมณ์จิตรรับช่วงแทน โดยท�ำพิธีครอบมือให้
เม่อื พราหมณ์จติ รอายุ ๔๗ ปี (พ.ศ.๒๕๑๘) ในช่วงแรกเคยไปทำ� พธิ ีรว่ มกบั บิดาเป็นเวลา ๓ ปี ต่อมาได้ศึกษาบทสวดตา่ งๆ
จนจดจำ� ไดค้ รบแลว้ บดิ าจงึ ใหส้ วดเปน็ บางชว่ ง เหมอื นฝกึ ฝนใหค้ นุ้ เคย เมอื่ ถงึ เวลาทปี่ ระกอบพธิ จี งึ ไมป่ ระหมา่ พราหมณจ์ ติ ร
สามารถทําได้ดี จึงเชื่อกันว่าเพราะ “ครูหมอยอมรับ” เมื่อผ่านการท�ำพิธีกรรมครอบมือ พราหมณ์จิตรก็ปฏิบัติตน
ให้เป็นท่ีนบั ถอื ของผู้คนทัว่ ไป เช่น ไม่ดื่มสุรา เลกิ สบู บุหรี่ เลิกกนิ หมาก และเลิกเล่นการพนัน เร่ืองการครองเรอื นกซ็ อ่ื สัตย์
ต่อภรรยา ไม่เห็นด้วยกับการมีภรรยาหลายคน สรุปว่าเรื่องการปฏิบัติตนเป็นเร่ืองที่พราหมณ์จิตรให้ความส�ำคัญ
เพราะนอกจากจะเปน็ แบบอยา่ งให้ผอู้ ่ืนแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดีใหแ้ กล่ ูก ๆ ดว้ ย
การด�ำรงชวี ติ ประจ�ำวนั
ในชีวิตประจ�ำวัน พราหมณ์จิตรจะสวดมนต์ทุกวันเวลา ๑๘.๐๐ น. เป็นการสวดบทส้ันๆ ก่อนเข้านอน
สว่ นในวนั พฤหสั แรกของเดอื น ๙ พราหมณจ์ ติ รจะจดั พธิ ไี หวค้ รขู น้ึ ทบ่ี า้ นเปน็ ประจำ� ซง่ึ นอกจากจะมลี กู และญาตมิ ารว่ มแลว้
ยงั มผี คู้ นรู้จกั เคารพนบั ถอื มารว่ มอีกหลายคน โดยเฉพาะคนทนี่ ับถอื ครูหมอตา่ งๆ ทส่ี ามารถทำ� พิธกี รรมเองได้
151
๖. พราหมณโ์ ชติ ทวิสุวรรณ
ประวตั ิ
พราหมณป์ ระโชติ ทวสิ วุ รรณ เกิดเม่ือ พ.ศ.๒๔๙๗ ท่ีบา้ นโคกพลา อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ตรงั จบช้นั มัธยมศึกษา
ปีที่ ๓ จากโรงเรียนวัดควนวิเศษ เดิมตั้งใจจะเรียนต่อ ป.กศ. แต่เนื่องจากไม่มีทุน จึงได้ไปเป็นครูช่วยสอนท่ี
โรงเรียนบ้านหนองเสม็ด ต�ำบลวงั วน อ�ำเภอกนั ตงั จงั หวัดตรัง ได้คา่ ตอบแทนเดือนละ ๖๐๐ บาท ทําอยู่ ๒ ปีจึงลาออกมา
เปน็ ลูกจา้ งชวั่ คราวท่ีส�ำนกั งานชลประทานท่ี ๑๕ ต่อมาลาออกไปประกอบอาชพี ทําขนมขาย และเริม่ อาชพี ประกอบพิธี
พราหมณ์ จนกระทั่งผู้คนมาติดต่อมากข้ึน จึงเลิกอาชีพขายขนม รับทําพิธีกรรมพราหมณ์อย่างเดียว ปัจจุบันอยู่
บา้ นเลขที่ ๒๔/๔ หมทู่ ่ี ๔ ตำ� บลปากนคร อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช สมรสกบั นางบญุ เครอื ทวสิ วุ รรณ มบี ตุ ร ๔ คน
(ชาย ๒ คน หญงิ ๒ คน)
ประวัตติ ระกูลพราหมณ์
พราหมณ์โชติเล่าว่าพราหมณ์ต้นตระกูล ต้นตระกูล “ทวิสุวรรณ” คือ “ขุนพรหมเทวัญ” ซ่ึงเป็นเพ่ือนกับ
ขุนพรหมชาติ (ปู่ของพราหมณ์แจ้ง พรหมชาติ) ผู้ที่สืบทอดต่อมาคือหลานของขุนพรหมเทวัญชื่อนายพุธ ทวีปสุวรรณ
ซึ่งได้บวชและได้ย้ายไปอยู่ท่ีจังหวัดตรัง ต่อมาได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดตรัง ผู้ที่สืบทอดต่อมาคือนายคล้าย ทวิสุวรรณ
ซึ่งรับท�ำพิธีพราหมณ์แต่ไม่ได้บวชพราหมณ์ มีศักดิ์เป็นปู่ของพราหมณ์โชติ แต่บุตรของนายคล้าย คือนายเริง ทวิสุวรรณ
(บิดาของพราหมณ์โชติ) ไม่ได้รับสืบทอดไว้ ล่วงมาถึงนายโชติ ทวิสุวรรณ ได้บวชพราหมณ์อย่างถูกต้อง จึงกล่าวได้ว่า
พราหมณ์โชติเปน็ ผสู้ ืบเชือ้ สายพราหมณร์ ุ่นท่ี ๕
การเขา้ ส่กู ารเปน็ พราหมณ์
ปฐมบทการเข้าสู่การเป็นพราหมณ์เริ่มจากมีบรรพบุรุษมาเข้าฝัน ว่าประสงค์จะให้สืบทอดการเป็นพราหมณ์
จึงเริ่มทําพิธีกรรมจนมีช่ือเสียงมากข้ึน เม่ือเริ่มท�ำพิธีกรรมอย่างจริงจังจึงเลิกอาชีพค้าขาย เน้นการไปประกอบพิธี
ให้หน่วยงานราชการต่างๆ มากขึ้น และมีผู้มาแนะน�ำให้บวชพราหมณ์ให้ถูกต้องตามจารีต เพื่อจะได้ประกอบพิธี
ไดอ้ ย่างสมบูรณ์ จึงไดข้ อให้พราหมณ์แจง้ บวชพราหมณใ์ ห้ทีว่ ัดพระมหาธาตุ วรมหาวหิ ารเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒
การด�ำรงชีวิตประจ�ำวนั
พราหมณโ์ ชตริ บั งานประกอบพธิ กี รรมมาก จงึ ไมค่ อ่ ยไดอ้ ยบู่ า้ น เพราะตอ้ งเดนิ ทางไปประกอบพธิ ใี นจงั หวดั ตา่ งๆ
ถึงแม้ว่าพราหมณ์โชติจะท�ำพิธีพราหมณ์ และได้ผ่านการบวชพราหมณ์แล้วก็ตาม แต่ก็นับถือศาสนาพุทธและปฏิบัติ
ศาสนกจิ ตามครรลองของชาวพุทธ วันปกติจะถือศีล ๕ สว่ นวันพระจะถอื ศีล ๘ แตก่ ็ยดึ หยุ่นไดต้ ามความจ�ำเป็น
กจิ วตั รประจำ� วันคอื สวดมนต์ไหวพ้ ระในตอนเช้า โดยใช้บทสรรเสริญคณุ พระรัตนตรัย ส่งเสรมิ ใหม้ กี ตญั ญูกตเวที
ต่อคุณบิดามารดา (ไหว้สัสดีใหญ่) และไหว้เทวดาท้ัง ๘ ทิศ นิยมแต่งกายด้วยชุดขาวตลอดวัน และเมื่อประกอบพิธี
จะแต่งชุดราชปะแตน และไว้ผมมวย ไม่รับประทานเนื้อวัว ควาย ปลาไหล ซ่ึงเป็นกติกาของครอบครัวพราหมณ์โชติ
ทถ่ี ือปฏบิ ตั มิ าต้งั แตก่ อ่ นบวชแลว้
152
๗. พราหมณพ์ ิณ พรหมเพศ
ประวตั ิ
พราหมณพ์ ณิ พรหมเพศ เปน็ ชาวอำ� เภอทงุ่ สง จงั หวดั นครศรธี รรมราช จบการศกึ ษาชนั้ ประถมปที ี่ ๔ อาชพี ทาํ สวน
ครอบครวั มบี ุตร ๒ คน
ประวัตติ ระกูลพราหมณ์
ตน้ ตระกลู ของพราหมณ์พิณมาจาก “ขนุ เวศสหนพู ักต”์ ผทู้ ่ีรับช่วงต่อมาคอื “ขุนสิทธิเวศ” (หรอื พราหมณน์ ุ่น)
ผู้รับช่วงตอ่ คอื พราหมณ์พมุ่ ซ่ึงเปน็ ลกู ของพราหมณ์นุ่น พราหมณน์ นุ่ มบี ตุ ร ๔ คน (ชาย ๒ คน หญงิ ๒ คน) พราหมณ์พณิ
เปน็ บตุ รคนทสี่ อง ไดร้ บั ชว่ งความเปน็ พราหมณต์ อ่ มาจากบดิ า (พราหมณพ์ มุ่ ) เปน็ การสบื ทอดทางสายตระกลู พราหมณพ์ ณิ
มลี กู พ่ลี ูกน้องทบี่ วชพราหมณ์ คือพราหมณ์สมพงษ์ ซ่ึงบวชเม่ืออายุ ๖๐ ปี หลงั จากบวชก็ไดร้ ่วมกับพราหมณ์พิณเดินทาง
ไปประกอบพิธีพราหมณใ์ นทต่ี า่ งๆ
การเขา้ สู่การเปน็ พราหมณ์
พราหมณพ์ ณิ บวชพราหมณเ์ มอ่ื อายปุ ระมาณ ๔๐ ปี ตามคำ� แนะนำ� ของพระสงฆ์ เพราะมพี ราหมณค์ นหนง่ึ ทไี่ ปบวช
อยู่ก่อนแล้ว (ช่ือพราหมณ์ขก) ไปบวชท่ีโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า กรุงเทพฯ โดยมีพราหมณ์แจ้งเป็นพี่เลี้ยงคอยให้การ
สนบั สนุน เชน่ ทําหนังสอื รบั รองการสบื สายเลือดพราหมณจ์ ากทางอาํ เภอ ได้ศกึ ษาและติดตามพราหมณพ์ ุ่มซึง่ เป็นบดิ าไป
ในการทำ� พธิ แี ละศกึ ษาจากตำ� รา เชน่ หนงั สอื พระราชพธิ สี บิ สองเดอื น และตำ� ราประกอบพธิ พี ราหมณ์ เปน็ ตน้ ทำ� ใหม้ คี วาม
รแู้ ละทักษะการประกอบพธิ พี ราหมณ์
การด�ำรงชวี ติ ประจ�ำวัน
พราหมณ์พิณพักอาศัยในบ้านก่ออิฐถือปูนช้ันเดียวหลังเล็ก สภาพทรุดโทรม อยู่กับภรรยา บุตรชาย ๒ คน
และหลานอกี ๒ คน ขา้ งบา้ นดดั แปลงงา่ ย ๆ ตามหลกั ปฏบิ ตั ทิ พี่ ราหมณพ์ ณิ ยดึ ถอื จดุ เดน่ ของพราหมณพ์ ณิ คอื การเครง่ ครดั
ในการรักษาศลี ๕ โดยเฉพาะการรกั ษาคำ� พูด เมื่อตกปากรับคำ� จะไปทำ� พธิ ีใหก้ ็จะต้องไปตามนดั จะไม่เปลยี่ นใหพ้ ราหมณ์
อื่นแทนเป็นอันขาด ถ้ามีหลายรายพร้อมกัน ก็จะจัดตามล�ำดับการติดต่อก่อนหลัง นอกจากนี้พราหมณ์พิณยังยึดถือ
เร่ืองการรับประทานอาหารเช่นเดียวกับพราหมณ์ทั่วไป คือไม่รับประทานเน้ือวัว ควาย ปลาไหล ส่วนการแต่งกาย
เมอื่ ทำ� พธิ กี รรมจะแตง่ กายชดุ ขาว เสอื้ ราชปะแตนและผา้ โจงกระเบนสขี าว เวน้ แตเ่ มอื่ ไปทำ� กจิ ธรุ ะกแ็ ตง่ กายดว้ ยเสอ้ื ผา้ สอี น่ื
แต่ส่วนใหญก่ ็จะสวมชดุ ขาวและไว้ผมมวย
153
๘. พราหมณค์ ล้งิ ยิง่ คํานงึ
ประวตั ิ
พราหมณ์คลิ้ง ยิ่งค�ำนึง เกิดเม่ือ พ.ศ.๒๔๗๖ ที่บ้านหมู่ที่ ๓ (วัดพระเพรง) ตําบลนาสาร อ�ำเภอพระพรหม
จงั หวดั นครศรธี รรมราช ชวี ติ ครอบครวั แตง่ งานกบั นางเสรมิ มบี ตุ ร ๘ คน ปจั จบุ นั อยทู่ บี่ า้ นหนองเข้ หมทู่ ี่ ๕ ซอยราษฎรย์ นิ ดี
ต�ำบลนาสาร อ�ำเภอพระพรหม ในสมัยเด็กสนใจการเรียน จนสอบไล่ชั้นประถมปีที่ ๔ อายุ ๑๓ ปี โดยได้คะแนน
ถงึ ๗๕.๕ เปอรเ์ ซน็ ต์ ครแู นะนาํ วา่ ใหไ้ ปเรยี นหนงั สอื ในตวั เมอื ง แตเ่ กดิ สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ จงึ ไมไ่ ดเ้ รยี น จนกระทงั่ อายุ ๒๐ ปี
จึงตดั สนิ ใจบวชทว่ี ัดส้มทอง จนสอบนกั ธรรมตรีและโทได้ แล้วจึงยา้ ยจากวดั ส้มทองไปอยู่วัดชะเมา จากน้นั ใน พ.ศ.๒๕๐๐
จึงสึกมารักษาตัว เมื่อหายป่วยแล้วก็ไปฝึกขับรถและฝึกเรียนพิมพ์ดีดท่ีโรงเรียนสันติพิมพ์ดีด จบได้ประกาศนียบัตร
ต่อมาหัดติดตั้งเครื่องขยายเสียง ทําเครื่องปั่นไฟตามงานต่าง ๆ และเฝ้าเครื่องไฟ เครื่องฉายหนังแก่พรรคประชาธิปัตย์
ตระเวนฉายหนัง หาเสียงไปท่ัวจังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี สองปีต่อมาเข้าท�ำงานในหน้าท่ีภารโรง
ของโรงเรยี นจรสั พชิ ากร และสามารถสอบบรรจเุ ปน็ พนกั งานของหนว่ ยงานมาลาเรยี กรมอนามยั ไดเ้ งนิ เดอื นๆ ละ ๖๐๐ บาท
และเมอ่ื เกษยี ณอายุ อาจารยจ์ รสั เสอื ทองชกั ชวนใหก้ ลบั ไปชว่ ยงานทโี่ รงเรยี นจรสั พชิ ากรอกี ครงั้ โดยชว่ ยงานทางศาสนพธิ ี
ประวตั ิตระกลู พราหมณ์
พราหมณค์ ลิง้ เปน็ ลูกของนายหนแู ละนางสมแก้ว ยิง่ คาํ นึง ซงึ่ นางส้มแก้วเป็นลูกของพราหมณ์ขาว พราหมณข์ าว
มีบตุ ร ๗ คน มีนายเพชรไดร้ บั การถ่ายทอดการเป็นพราหมณต์ อ่ จากบิดา คอื พราหมณป์ ัน้ เสนากปั ส์ ซึง่ ไดส้ ืบทอดต่อไปยงั
พราหมณค์ ลิง้ พราหมณ์คล้ิงจงึ มเี ชอื้ สายพราหมณ์ทางมารดา
การเขา้ สูก่ ารเปน็ พราหมณ์
เมอื่ พราหมณป์ น้ั เสนากปั ส์ ใกลจ้ ะถงึ แกก่ รรม ไดบ้ อกกบั ญาตวิ า่ หากไมม่ คี นสบื ทอดกจ็ ะไมย่ อมตาย ญาตไิ ดห้ ารอื
และลงความเหน็ วา่ มพี ราหมณค์ ลง้ิ คนเดยี วเทา่ นนั้ ทจ่ี ะพอรบั ชว่ งตอ่ ได้ เพราะเหน็ วา่ เคยบวชเรยี นมากอ่ น แตพ่ ราหมณค์ ลงิ้
ก็บ่ายเบี่ยง แต่สุดท้ายก็ยอมรับ พราหมณ์ปั้นจึงครอบมือให้และทําพิธีขวัญนาคในวันนั้นเลย หลังจากครอบมือแล้ว
ก็ให้ต�ำรามาศึกษา และให้อุปกรณ์มาใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น มีดครู สังข์ หลังจากน้ันพราหมณ์ปั้น เสนากัปส์
ก็ถงึ แกก่ รรม แตเ่ มื่อมารับแล้วพราหมณ์คลิง้ สามารถทาํ พธิ วี า่ บทสวดได้ ทั้งๆ ทีไ่ มเ่ คยฝึกมากอ่ น
การดำ� รงชวี ิตประจ�ำวนั
กิจวัตรประจําวันของพราหมณ์คล้ิง คือ ตื่นตอนตีส่ี ทําวัตรเช้าบูชาพระและกรวดน้�ำ ประมาณ ๒๐ นาที
ถา้ เวลาเหลอื กจ็ ะสวดพาหงุ แลว้ จงึ ไปวงิ่ ออกกาํ ลงั กายประมาณ ๓๐ นาที จากนน้ั จงึ ไปอาบนำ้� กนิ ขา้ วและไปทาํ งานทโี่ รงเรยี น
จรัสพิชากร ส่วนกลางคืนก่อนนอนกจ็ ะไหวพ้ ระ สวดมนตท์ าํ วตั รค่ำ� สวดพาหงุ และนง่ั สมาธิ คติที่พราหมณค์ ลิ้งยึดถอื ใน
การดำ� เนินชวี ิต คือจะยึดถือในความซื่อสตั ยเ์ ปน็ สรณะ
154
๙. พราหมณบ์ ุญสม สงวนพรอ้ ม
ประวตั ิ
พราหมณ์บุญสม สงวนพร้อม เกิดท่ีบ้านปอบ ต�ำบลนาพรุ อ�ำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช
จบการศกึ ษาชนั้ ประถมปที ่ี ๔ ชวี ติ ครอบครวั สมรสกับนางสมใจ มีบุตร ๘ คน (หญิง ๕ คน ชาย ๓ คน) ประกอบอาชีพ
ทำ� สวนผลไม้ เม่อื ถึงวยั บวชเรยี น ไดไ้ ปบวชทว่ี ดั หนา้ พระลาน และไปเรยี นปริยัติธรรมทวี่ ัดพระมหาธาตฯุ หลังจากลาสกิ ขา
จึงได้ไปท�ำงานท่ีโรงงานหล่อพระเครื่องท่ีกรุงเทพฯ หลังจากน้ันได้ไปอยู่ที่วัดบางปะอิน จังหวัดนนทบุรี ๓ ปี รับหน้าท่ี
เปน็ ผูป้ ระกอบพธิ ีบวงสรวงทว่ี ดั จากนน้ั จงึ กลบั มาอยู่บา้ นทีน่ ครศรธี รรมราช
ประวัติตระกูลพราหมณ์
บิดามารดาคือ นายแดง-นางคล้ิง มีเช้ือสายพราหมณ์จากตระกูล “นุกูลชัย” ซ่ึงสืบทอดมาจากทางมารดา
โดยทางเครือญาติแล้วเป็นญาติกับพราหมณ์ไชยราย ซ่ึงเป็นบิดาของพราหมณ์อ่ิม และเป็นปู่ของพราหมณ์เอ่ียม
เนอื่ งจากพราหมณไ์ ชยรายนนั้ เปน็ พชี่ ายของยา่ ของตน พราหมณบ์ ญุ สมเลา่ วา่ ตอนทตี่ นเดก็ ๆ ไดย้ นิ วา่ มพี ราหมณห์ ลายคน
ได้รับแต่งตั้งให้ทําหน้าที่เฝ้าหอพระนารายณ์ หอพระอิศวร และหอพระพุทธสิหิงค์ เช่น พราหมณ์สม พราหมณ์ไชยราช
เปน็ ต้น ท�ำให้ตนเกิดแรงบนั ดาลใจทอี่ ยากจะประกอบพิธีพราหมณ์
การเข้าสกู่ ารเปน็ พราหมณ์
พราหมณบ์ ญุ สมบอกวา่ ตนเองไมไ่ ดบ้ วชพราหมณท์ ถี่ กู ตอ้ งเตม็ รปู แบบ เพราะสบื เชอ้ื มาทางมารดา จงึ ไมส่ ามารถ
บวชพราหมณ์ได้ แตส่ นใจศกึ ษาเก่ยี วกบั เรื่องตําราพิธกี รรมต่าง ๆ มาต้ังแตเ่ ยาว์ ได้มีโอกาสเรยี นร้พู ธิ กี ารจากพราหมณอ์ ิ่ม
และไปเรยี นกบั ผ้ทู ่ีชาํ นาญด้านไสยศาสตร์ เช่น หมออิน หมอคลุ่ม พ่อเฒา่ เปน็ ต้น จึงอยากเข้า สวู่ งการพราหมณม์ าก
การด�ำรงชีวติ ประจ�ำวัน
พราหมณ์บุญสมจะเคร่งครัดในเร่ืองในการถือศีลห้า โดยเฉพาะในเร่ืองห้ามฆ่าสัตว์ แม้ว่าเพ่ือนบ้านบอกให้
เอาปลาเป็นๆ ไปท�ำกับข้าวที่บ้านก็จะไม่รับ และในเรื่องการห้ามลักทรัพย์ การสัมพันธ์กับเพ่ือนบ้าน ตนเองถือเคร่งครัด
ดังนั้นหากได้รับเชิญไปร่วมงานพิธีต่างๆ จะไม่ไปร่วมในเวลามีงานเลี้ยง แต่จะไปก่อนงานเพื่อเอาเงินไปมอบให้
เปน็ การชว่ ยเหลอื งาน เหตทุ ไี่ มไ่ ปรว่ มงานเพราะคาดวา่ งานนน้ั มกี ารฆา่ สตั วม์ าปรงุ อาหารเลย้ี งกนั ถอื วา่ จะเปน็ กรรมตอ่ คน
หรือสัตวท์ ่ีตอ้ งล่วงลบั ไปเพราะงานเล้ยี ง ตนจงึ ไมต่ ้องการไป “หุ้นบาป” ดว้ ย
155
๑๐. พราหมณเ์ ล็ก เขาเหมน
ประวัติ
พราหมณ์เล็ก เขาเหมน มีนามจริงว่านายเกรียงศักดิ์ จันทพันธ์ เกิดเม่ือ พ.ศ.๒๕๒๘ ท่ีบ้านหน้าเขาเหมน
(หรอื เขา พระสเุ มร)ุ ตำ� บลชา้ งกลาง อำ� เภอชา้ งกลาง จงั หวดั นครศรธี รรมราช จบการศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี ชวี ติ ครอบครวั
สมรสกบั นางภคพร จันทพนั ธ์ มบี ุตรสาวหนง่ึ คน ปัจจบุ นั อยู่บ้านเลขที่ ๒๕๖ หมทู่ ่ี ๑๒ ต�ำบลช้างกลาง อ�ำเภอช้างกลาง
จังหวดั นครศรธี รรมราช มีอาชพี พนักงานรฐั วิสาหกิจ สังกดั การไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค
ประวัติตระกูลพราหมณ์
พราหมณ์เล็ก เขาเหมน ได้สืบทอดสายพราหมณ์ท้ังฝ่ายพ่อและแม่ ชีวิตได้ผูกพันกับเร่ืองราวของพราหมณ์
และยงั ไดฝ้ ากตวั เปน็ ศษิ ยข์ องพระอาจารยก์ ลน่ั อคั ธมั โม วดั เขาออ้ โดยไดศ้ กึ ษาศาสตรว์ ชิ าพราหมณเ์ พมิ่ เตมิ จากสำ� นกั เขาออ้
ส�ำนักพระเวทย์ท่ีฝึกวิชาอย่างเข้มข้น และยังเป็นศิษย์พลต�ำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช เช่ียวชาญในศาสตร์พราหมณ์
ส�ำหรบั ประกอบพธิ กี รรมจนเป็นทยี่ อมรับและประจักษ์แกผ่ ้ศู รัทธา
การเข้าส่กู ารเป็นพราหมณ์
พราหมณ์เล็ก เขาเหมน ได้สืบทอดวิชาพราหมณ์จากทวดราม ทวดแดง จันทพันธ์ โดยเริ่มฝึกอ่านพระเวท
ตงั้ แต่อายุ ๗ ขวบ ชีวิตผกู พนั กับวิถีพราหมณ์ ต้งั แต่การเปน็ อยู่ มนต์ พระเวท โองการ และการปฏบิ ัติตัว ท้ังยังมีเชือ้ สาย
พราหมณ์ทางฝา่ ยมารดา ยดึ ถือขนบความเช่อื ของพราหมณ์ ด้วยการน่งุ ขาวห่มขาวในขณะสวดมนต์ และในช่วงประกอบ
พิธีกรรมต่างๆ ยังละเว้นการรับประทานเน้ือสัตว์ เช่น วัว ควาย ปลาไหล ท�ำกิจวัตรท่ีปฏิบัติตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน
คอื การสวดมนต์ และทกุ วันเสาร์ จะช่วยสงเคราะหใ์ ห้ค�ำปรึกษาแก่ผมู้ าหาดว้ ยศาสตรข์ องพราหมณ์อยู่เสมอ
การด�ำรงชวี ติ ประจำ� วัน
แตล่ ะวนั นอกจากท�ำหนา้ ทเี่ ป็นพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ การไฟฟ้าสว่ นภมู ภิ าคแล้ว ยังรบั หน้าท่ใี นสายพราหมณ์ คอื
รับท�ำพิธีต่างๆ ในจังหวัดและพื้นท่ีท่ัวประเทศ เคยได้รับเชิญให้ประกอบพิธีส�ำคัญต่างๆ เช่น พิธีกวนข้าวมธุปายาส
วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร, พิธสี รา้ งอนุสาวรียส์ มเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราชในค่ายวชริ าวุธ, พธิ บี วงสรวงพระมหาธาตุ
เจดีย์นครฯ, พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช, พิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีระไทย ค่ายวชิราวุธ, พิธีบวงสรวง
พระต�ำหนักประทับแรมอ�ำเภอปากพนัง, พิธีบวงสรวงค่ายสิรินธร ค่ายอโณทัย จังหวัดยะลา เพื่อเป็นขวัญและก�ำลังใจ
แก่ทหารสามจังหวัดชายแดนภาคใต้, พธิ บี วงสรวงสร้างและร้อื ถอนพระเมรมุ าศจำ� ลอง พระพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว
รัชกาลท่ี ๙ ณ สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช, พิธีท�ำขวัญข้าวอ�ำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช, พิธีบวงสรวง
อนุสาวรยี ท์ ้าวเทพกษัตรีย์ศรีสุนทรค่ายเทพสตรศี รสี ุนทร, พธิ บี วงสรวงแหลมตะลมุ พกุ เมอ่ื คร้ังเกิดพายุปาบึก พ.ศ.๒๕๖๒
เพ่ือเป็นขวัญกำ� ลังใจแก่ชาวบ้าน, พิธีบวงสรวงพลีกรรมตักน้�ำห้วยเขามหาชัย, พิธีอภิเษกนำ้� ในวิหารหลวงวัดพระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร ในพระราชพธิ ีบรมราชาภเิ ษก รัชกาลที่ ๑๐ รวมทั้งพิธขี องหนว่ ยงานราชการ และวัดต่างๆ หลายแหง่
156
เม่ือ พ.ศ.๒๕๖๒ ได้สร้างบารมีครั้งส�ำคัญท่ีสุดให้แก่ชีวิต คือการสร้างพระเจดีย์ศรีรัตนชาติ วัดหน้าเขาเหมน
ต�ำบลช้างกลาง อ�ำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่ีได้รับพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ จากสมเด็จ
พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพ่ือน�ำมาบรรจุบนยอดพระเจดีย์ศรีรัตนชาติ
เมื่อวนั ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๒
พราหมณเ์ ลก็ เขาเหมน ผสู้ บื สายเลอื ดพราหมณโ์ บราณของนครศรธี รรมราชพยายามรกั ษาอตั ลกั ษณ์ และศาสตร์
วิชาที่สืบทอดกันมา ด้วยการประกอบพิธีกรรมตามศาสตร์พราหมณ์โบราณอย่างเคร่งครัด เพ่ือรักษาเอกลักษณ์ตัวตน
ของพราหมณน์ ครศรีธรรมราชใหด้ �ำรงอย่สู บื ไป
สรปุ
จากชวี ประวตั แิ ละวตั รปฏบิ ตั ขิ องพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชทงั้ ๑๐ คน ทย่ี งั ประกอบพธิ กี รรมอยใู่ นปจั จบุ นั
ส่วนใหญ่เป็นการปฏิบัติตามประเพณีที่เชื่อในอ�ำนาจของเทพเจ้า ว่าเป็นผู้บันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้าย
แก่มนุษย์ได้ คือเทพเจ้าการแสดงความเคารพนอบน้อมต่อเทพเจ้าด้วยการสวดมนต์และเซ่นสังเวย เมื่อเซ่นสังเวยต่อ
เทพเจา้ แลว้ เทพเจ้าจะรับคำ� วิงวอนร้องขอตามท่ีมนษุ ยต์ อ้ งการ
พิธีกรรมของการปฏิบัติท่ีพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีติดต่อเทพเจ้าคือการสวดมนต์ตามต้นสมุดพราหมณ์ท่ีสืบทอด
จากบรรพบรุ ษุ โดยการนมสั การเทพเจา้ ทั้งสี่คือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระนางอุมา และพระพฆิ เนศวร รวมทัง้ เทวดา
บรวิ ารทงั้ หลายในจกั รวาล โดยอญั เชญิ เทพเจา้ และบรวิ ารเหลา่ นนั้ มารบั เครอ่ื งเซน่ สงั เวย นอกจากนบ้ี างคนยงั นมสั การเทวดา
อารักษ์ผู้มีอ�ำนาจเหนือธรรมชาติและปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ท�ำให้มนุษย์มีความกลัวหรือขาดเคร่ืองเหนี่ยวทางใจ
การน้อมรับและเช่ือในเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ในภาคพ้ืนคาบสมุทรภาคใต้ตั้งแต่ในศตวรรษที่ ๑๑ ถือเป็นการยอมรับ
อารยธรรมของประเทศที่เจริญกว่า และมีอิทธิพลต่อการปกครองที่รับเอาลัทธิเทวราชของพราหมณ์มาใช้ในการปกครอง
บา้ นเมอื ง โดยถอื เอาพระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ สมมตเิ ทพทอ่ี วตารลงมาปกครอง มพี ราหมณซ์ งึ่ มคี วามรทู้ างไสยเวทเปน็ ผปู้ ระกอบ
พิธีสร้างความศักดิ์สิทธิ์ต่อพิธีกรรมทั้งประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์ จนกระท่ังพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมได้กลาย
เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาระยะหน่ึง แล้วค่อย ๆ ลดความส�ำคัญลงเป็นล�ำดับ เม่ือวิถีการปกครองของไทย
ได้ปรับเปลีย่ นจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเชน่ ปจั จุบัน
157
พราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช
พราหมณ์แจ้ง พรหมชาติ พราหมณส์ ุเมธ พรหมชาติ
พราหมณ์อรุณ สยมภพ พราหมณโ์ ชต ิ ทวิสุวรรณ
158
พราหมณส์ เุ มธ พรหมชาติ กำ� ลังประกอบพธิ ีบวงสรวง
พิธบี วงสรวง ณ ลานหอพระอศิ วร
159
บรรณานุกรม
ชวน เพชรแกว้ . “พราหมณ์เมอื งไชยา” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม ๑๒ หน้า ๕๒๖๑. มลู นิธิ
สารานุกรมวฒั นธรรม ธนาคารไทยพาณชิ ย์ จำ� กดั , ๒๕๔๒.
ชัยวฒุ ิ พิยะกุล และปรมนิ ทร์ อนิ ทรักษา “พราหมณเ์ มอื งพัทลงุ ” ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่ม ๑๒
หน้า ๕๒๖๒-๕๒๖๗. มลู นธิ สิ ารานกุ รมวัฒนธรรม ธนาคารไทยพาณชิ ย์ จ�ำกดั , ๒๕๔๒
ดาหวัน สะเมา๊ ะ. พราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราชสมัยพระเจ้าจันทรภาณุศรธี รรมาโศกราช – พระบาท
สมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ.๑๘๐๒ - ๒๓๕๒).สารนิพนธ์ศลิ ปศาสตร มหาบณั ฑิต
(ประวัติศาสตร)์ มหาวทิ ยาลยั รามค�ำแหง, ๒๕๕๗.
ปรมินทร์ อินทรักษา. ประเพณีของพราหมณพ์ ัทลุง. ปรญิ ญานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าไทยคดศี กึ ษา
มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ , ๒๕๔๓.
พระมหาราชครูพธิ ศี รีวสิ ุทธคิ ุณ วิบุลยเ์ วทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์พฤฒาจารย์ (ชวนิ รังสพิ ราหมณกลุ ).
เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องประวตั ิศาสตร์นครศรธี รรมราช.
นครศรีธรรมราช , วิทยาลยั ครนู ครศรธี รรมราช, ๒๕๒๑.
มานะ ชว่ ยชู. ตัวตนและการธำ� รงความเป็นพราหมณน์ ครศรีธรรมราช. วิทยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าวัฒนธรรมศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั วลัยลกั ษณ,์ ๒๕๔๘.
รวมเรอื่ งเมอื งนครศรีธรรมราช. พมิ พเ์ ปน็ อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอกเจ้าพระยาบดินทร
เดชานชุ ติ (แย้ม ณ นคร) ณ เมรุหนา้ พลับพลาอิสรยิ าภรณ์ วัดเทพศิรนิ ทราวาส วนั ที่ ๒๗ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๐๕.
กรงุ เทพฯ , โรงพิมพ์ร่งุ เรืองรตั น์, ๒๕๐๕.
สุวิทย์ ทองศรีเกต.ุ พิธีกรรมต่างๆ ในนครศรธี รรมราชท่ีไดร้ บั อทิ ธิพลจากศาสนาพราหมณ.์
นครศรธี รรมราช , ศูนยว์ ัฒนธรรมภาคใต้ วทิ ยาลัยครนู ครศรธี รรมราช , ๒๕๒๓.
160
๘
ภาพของศาสนาพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช
จากตำ� นานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช
๑. บทนำ�
บทความนี้มีเจตนาที่จะมองภาพศาสนาพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชในระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๘-๒๓
โดยอาศัย “ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” เป็นเคร่ืองมือ และจะใช้หลักฐานอ่ืนๆ ประกอบบ้างเท่าที่จ�ำเป็น
ซึ่งการมองโดยอาศัย “ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” เป็นเคร่ืองมือที่มีข้อจำ� กัดอยู่ไม่น้อย ดังน้ัน การมองด้วย
วิธีนี้อาจจะเป็นเพียงพ้ืนฐานท่ีจะช่วยในการศึกษา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ ในนครศรีธรรมราช
ในชว่ งดงั กลา่ วและศาสตรแ์ ขนงอน่ื ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งเทา่ นน้ั ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ ควรจะไดร้ บั การปรบั ปรงุ ในโอกาสตอ่ ไป และในทำ� นอง
เดยี วกนั บทความนีก้ เ็ ปน็ เพยี งการศึกษาเบื้องตน้ ท่ีควรจะได้รับการพฒั นาในโอกาสตอ่ ไปเช่นกัน
๒. ความเปน็ มา
ดูเหมือนว่า “ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” จะเป็นศาสตร์อันล้ีลับส�ำหรับวงวิชาการในบ้านเรา
เพราะได้รับการเอาใจใส่ในการศึกษาค้นคว้าน้อยมากเมื่อเทียบกับเอกสารโบราณประเภทตำ� นานและพงศาวดารเร่ืองอ่ืนๆ
จึงไมน่ า่ แปลกใจแตอ่ ย่างใดที่ “ตำ� นานพราหมณเ์ มืองนครศรธี รรมราช” ไดร้ ับการตพี ิมพอ์ ย่างเป็นทางการคร้งั เดยี วเทา่ นน้ั
คอื ในงานพระราชทานเพลิงศพอ�ำมาตยเ์ อก พระยารษั ฎานปุ ระดษิ ฐ์ (สนิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เม่ือปีมะเมยี พ.ศ.๒๔๗๓
รศ.ดร.ปรชี า นุน่ สุข เรยี บเรียง ตพี มิ พค์ รงั้ แรกในวารสารวชิ ชา ของวิทยาลยั ครูนครศรธี รรมราช ปที ่ี ๑๐ ฉบับที่ ๒ หน้า
๒๐-๓๐, ตลุ าคม – ธนั วาคม ๒๕๒๘ ในชื่อ “ตำ� นานพราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราช : ภาพของศาสนาพราหมณ์ในนครศรธี รรมราช :
พทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๓”
161
ในการพิมพ์คร้ังน้ี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ค�ำน�ำด้วยพระองค์เอง
ในฐานะนายกราชบัณฑิตยสภา เม่ือวนั ที่ ๙ ธนั วาคม พ.ศ.๒๔๙๓ โดยทรงกลา่ วถึงทพ่ี บและพระดำ� ริเกีย่ วกับตำ� นานเร่อื งนี้
ไว้ในตอนตน้ ของคำ� นำ� ท่ที รงนพิ นธ์วา่ ดงั น้ี
“เรื่องพงศาวดารพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชนี้ ข้าพเจ้าได้มาจากเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว
ต้ังใจจะตรวจท�ำค�ำอธิบายหมายเลขเสียก่อนแล้วจึงจะพิมพ์ แต่ติดกิจการต่างๆ ต้องท้ิงเริศร้างมาจนบัดนี้
เมอ่ื นายสฤษดิ เทพหสั ดิน ณ อยุธยา ผเู้ ปน็ บุตรมาขอหนงั สือซง่ึ จะพมิ พ์แจกในงานศพอำ� มาตยเ์ อก พระยารษั ฎานุประดิษฐ์
(สนิ เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา) ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นครศรธี รรมราช ซงึ่ เคยเปน็ ผไู้ ดช้ ว่ ยราชบณั ฑติ ยสภาตรวจรกั ษาโบราณวตั ถุ
สถานมามาก ข้าพเจ้าเห็นว่าควรจะหาหนังสือซ่ึงเก่ียวเน่ืองด้วยเมืองนครศรีธรรมราช ได้ค้นพบหนังสือเร่ืองนี้
จึงได้พิมพ์ส�ำหรับแจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสียก่อน
ส่วนการตรวจท�ำค�ำอธิบายหมายเลขน้ันไว้หาโอกาสท�ำต่อไป และคิดว่าการที่พิมพ์คร้ังน้ีจะมีประโยชน์ ท�ำให้ผู้อ่ืนท่ีเอาใจ
ใสใ่ นโบราณคดี เมอ่ื ไดห้ นงั สอื ฉบบั ตพี มิ พไ์ ปจะไดช้ ว่ ยตรวจใหเ้ ปน็ หลายแรงดว้ ยกนั หวงั ไวว้ า่ ถา้ ทา่ นผใู้ ดอา่ นตรวจเหน็ ควร
จะทำ� ค�ำอธบิ ายหมายเลขอย่างไร ใหบ้ อกมาให้ทราบทรี่ าชบัณฑิตยสภา”
เป็นท่ีน่าเสียดายว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ มิได้ทรงกล่าวถึงลักษณ์
หรือรายละเอียดของเอกสารโบราณฉบับน้ีไว้ อีกทั้งพระองค์ยังไม่สามารถท่ีจะทรงด�ำเนินการต่อไปตามพระด�ำริอีกด้วย
และยงั ไมม่ ผี ู้ใดสืบทอดพระดำ� รพิ ระองคต์ ราบจนถงึ ปัจจุบนั (พฤศจิกายน ๒๕๒๘)
๓. เน้ือหาโดยย่อ
ในที่น้ผี ู้เขียนไดอ้ าศยั “ตำ� นานพราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราช” ทีต่ พี ิมพ์ในโอกาสดังกล่าวขา้ งต้นเปน็ เคร่อื งมือ
ในการศกึ ษา เพราะยงั ไม่สามารถคน้ หาต้นฉบบั เดิมได้และยงั ไม่พบฉบับอน่ื เพอ่ื ความสะดวกในการอ้างองิ ผเู้ ขยี นขอแยก
“ต�ำนานพราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราช” ออกเปน็ ๓ ตอน คอื
๓.๑ ตอนท่ี ๑
กล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่ทรงพระนามโดยมีค�ำว่า “ราม” อันเป็นอวตารของพระนารายณ์ (วิษณุ)
ซ่ึงเป็นเทพองค์หนึ่งในตรีมูรติของศาสนาพราหมณ์น�ำหน้าพระนาม คือ พระองค์แรก ได้แก่ พระรามาธิราช
เจ้าผคู้ รองนครพาราณสี (รามนคร) ในประเทศอนิ เดีย ครองราชย์ต้งั แต่ พ.ศ.๑๙๗๒ พระองค์สอง ไดแ้ ก่ พระรามาธบิ ดี
ครองราชย์ในกรุงศรีอยุธยา เม่ือ พ.ศ.๑๘๙๓ พระรามาธิราชแห่งพาราณสีทรงทราบเร่ืองราวเก่ียวกับพระรามาธิบดี
แห่งกรุงศรีอยุธยาจากนายส�ำเภา จึงได้ทรงส่งส่ิงของมาถวายเป็นพระราชไมตรี พระรามาธิบดีจึงทรงส่งทูตไปกราบทูล
ขอพระบรมรูปต่างพระองค์ของพระรามาธิราช พระรามาธิราชจึงพระราชทานมาโดยทางเรือพร้อมด้วยเทวรูป
พระศรลี กั ษมบี รมหงส์ และชิงชา้ ทองแดง พร้อมดว้ ยพราหมณ์
162
แต่เรือดังกล่าวถูกพายุพัดพาเข้าที่ปากแม่น�้ำตรัง เทวรูปทั้งหมดและพราหมณ์ไม่เป็นอันตรายและได้มีการน�ำ
มายังเมืองนคร พระยานครจึงมีหนังสือแจ้งไปยังกรุงศรีอยุธยา พระรามาธิบดีจึงรับสั่งให้พระยาโกษาธิบดีเดินทางมารับ
เทวรูปทั้งหมดท่ีเมืองนคร แต่เกิดอัศจรรย์ลมพายุพัดตลอดสัปดาห์ จะอัญเชิญเทวรูปไปจากเมืองนครไม่ได้
และพระยาโกษาธบิ ดีไดฝ้ ันว่ารปู ทรงมพี ระประสงคจ์ ะประทับที่เมืองนคร จะไมป่ ระทับท่ีกรุงศรอี ยุธยา
พระยาโกษาธิบดีจึงได้เดินทางกลับพร้อมกับพราหมณ์กึ่งหน่ึงโดยมิได้อัญเชิญเทวรูปไปด้วย แล้วกราบทูล
พระรามาธิบดีเพื่อทรงทราบ พระรามาธิบดีจึงรับสั่งให้เมืองนครจัดท่ีประดิษฐานเทวรูปดังกล่าว พระยานครจึงได้จัด
ท่ีประดิษฐานเทวรูปเหล่าน้ีที่ท้ายเมืองในต�ำบลท่าม้า และมอบให้พราหมณ์ผู้หนึ่งซ่ึงเดินทางจากพาราณสีพร้อมกับเทวรูป
เปน็ ผ้ดู ูแลรกั ษา
พระรามาธิบดีรับส่ังให้พระยาโกษาธิบดีออกมาจัดพิธียัมพวายตรีปวายเพื่อบูชาเทวรูปที่เมืองนครในเดือนอ้าย
โดยให้พระยาโกษาธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบในวันแรม ๑ ค�่ำ แล้วต่อวันๆ ไปให้พระยานคร กรมการเมือง และพราหมณ์
ผลัดเปลีย่ นกันจัดทกุ วนั จนครบ ๑๕ วนั ในพิธนี ม้ี พี ธิ ีการและเครอื่ งบชู ามากมาย (หนา้ ๕-๙)
พระยาโกษาธิบดีได้เดินทางมาจัดพิธีดังกล่าวที่เมืองนครได้เฉพาะใน ๓ ปีแรกเท่าน้ัน หลังจากนั้นมาไม่ได้
เพราะเดือน ๑๒ เป็นฤดูมรสุม เมืองนครจึงขอจัดพิธีดังกล่าวเอง พระรามาธิบดีจึงทรงประทานอนุญาตพร้อมด้วย
ไดท้ รงแตง่ ตง้ั ตำ� แหนง่ หวั หนา้ พราหมณป์ ระจำ� เมอื งนคร และพระราชทานชาวชา่ งชาวสรว่ ยหญงิ ชาย ๒๐๐ (คน ? ครอบครวั ?)
ส�ำหรับเป็นข้าพระรักษาเทวสถานและถือเคร่ืองราชทานส�ำหรับพระราชพิธีถวายพระราชกุศล พร้อมทั้งได้ออกพระราช
กำ� หนดกฎหมายสำ� หรบั การคมุ้ ครองพราหมณ์ และกำ� หนดทท่ี ำ� นาของพรหมณ์ เปน็ ตน้ (หนา้ ๙-๑๗) และตอนทา้ ยไดก้ ลา่ ว
ไว้วา่ “กลา่ ววงษาวดารเทา่ น้แี ล” (หน้า ๑๗)
๓.๒ ตอนท่ี ๒
กลา่ ววา่ เมอ่ื พ.ศ.๒๐๘๖ ออกพระขนั ธาราชจทุ ธมนุ ศี รที พิ จกั ษรุ ยิ อาญาเขา้ ไปกรงุ กราบทลู พระบาทพระนารายณ์
เมืองหาง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ว่า “หมายความว่าสมเด็จพระนเรศวร
มหาราช เพราะสวรรคตทเ่ี มอื งหาง จึงเรียกพระนารายณ์เมอื งหางใหผ้ ดิ กบั พระนารายณ์ลพบรุ ี”
จึงรับส่ังให้พระยาโกษาแต่งตราออกมายังพญานคร ได้ก�ำซับเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแก่พราหมณ์ เช่น
ไมใ่ หใ้ ช้งาน ไมใ่ หเ้ รยี กเก็บภาษี และอยา่ ให้รงั แก เปน็ ต้น และหากใครกระทำ� ดงั กล่าวจะได้รับโทษสถานหนกั และตกนรก
อกี ทง้ั ยงั ใหบ้ รู ณะเทวสถาน (หนา้ ๑๘) ไดบ้ ญั ญตั มิ งคลพธิ จี ำ� นวน ๒๐ พธิ ขี องเมอื งนครใหพ้ ราหมณเ์ ปน็ ผกู้ ระทำ� สว่ นอกี ๕ พธิ ี
ให้พราหมณก์ ระทำ� ร่วมกับพระสงฆ์ (หน้า ๒๐) ย�้ำบทลงโทษผ้กู ระท�ำผิดต่อพราหมณ์ (หนา้ ๒๓) อานสิ งสข์ องการสมโภช
โดยพราหมณ์ (หนา้ ๒๓) การละเวน้ โทษพราหมณแ์ ละโทษของการลงโทษพราหมณ์ (หนา้ ๒๓-๒๖) และการคมุ้ ครองบรวิ าร
พราหมณ์ (หน้า ๓๖-๓๘)
163
๓.๓ ตอนท่ี ๓
กล่าวว่าเมื่อ พ.ศ.๑๘๔๐ สมเด็จบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว สมเด็จองค์นารายณ์รามาธิบดีได้นมัสการ
พระศรีรัตนมหาธาตุแล้ว “ตรัสด้วยชุมนุมทั้งหลายอันมาแต่เน่ืองศรีธรรมราช” ซ่ึงได้กราบทูลเกี่ยวกับความเดือดร้อน
ของพราหมณ์ เกี่ยวกับท่ีท�ำมาหากิน ถูกน�ำตัวข้ึนโรงศาล ถูกจ่ายค่าธรรมเนียมโรงศาลและค่าภาษี เป็นการเสียเกียรติ
พราหมณ์ จึงมีพระราชโองการตรัสแก่ขุนพิพัฒน์โกษาให้แต่งตั้งพระก�ำหนดและพระธรรมศาสตร์ให้แก่พราหมณ์
เมอื งนครศรธี รรมราช ใหพ้ ระยานครและชาวตา่ งชาตใิ นนครงดเวน้ การกระทำ� ดงั กลา่ ว (หนา้ ๓๘-๔๒) และใหพ้ ระกำ� หนดนี้
คุ้มครองไปถึงบรวิ ารของพราหมณ์ด้วย
ท้ายตอนที่ ๓ น้ีได้เขียนบอกไว้ว่าเขียนจบเม่ือ พ.ศ.๒๒๗๗ แต่ได้มีหนังสือของพระครูพิเชษฐโหรดาจารย์
มาถึงหัวหน้าและคณะพราหมณ์เมืองนคร ว่าศาสนาพราหมณ์ในเมืองนครร่วงโรย จึงขอให้ปลัดเมืองช่วยบ�ำรุง
ศาสนาพราหมณ์ ใหพ้ ราหมณ์ปฏบิ ัตกิ จิ อยใู่ นศีลในสตั ย์ใหม้ ่นั คงเหมอื นในกรงุ ให้รกั ษาเทวสถานท้งั ปวง หากพราหมณ์ผู้ใด
ไม่ปฏิบัติ ก็ให้ลงโทษสถานหนักถึงประหารชีวิต (หน้า ๕๙-๔๗) หากตระกูลใดส้ินทายาทแล้วให้เอาตระกูลอื่นมาบวช
เป็นพราหมณป์ ระกอบพธิ ีได้ (หนา้ ๔๗) หากจะใหผ้ ้ใู ดเล่าเรยี นในกรุงกไ็ ด้ และจบลงในตอนทว่ี า่
“ให้ทา่ นกรมพระปลัดเห็นแกศ่ าสนา ยกฝา่ ยไสยศาสตร์ชาตพิ ราหมณ์ไว้คร้งั หน่ึงกอ่ น ทา่ นก็จะไดไ้ ชยพระอศิ วร
พระนารายณน์ นั้ มาเป็นท่ีพึ่งแก่ชพี พราหมณส์ ืบตอ่ ไป ในทุกวันนี้และจะเกดิ ศรสี วสั ดิพพิ ัฒนมงคลมหาชนสุขจงทุกประการ
ฯพณฯ และวัฒนาการสืบไปฯ
หอพระอิศวร (ถ่ายเมือ่ พ.ศ.๒๕๒๓) หอพระนารายณ์ (ถา่ ยเม่อื พ.ศ.๒๕๒๓)
164
๔. ข้อสงั เกตเกยี่ วกบั “ตำ� นานพราหมณ์เมอื งนครศรธี รรมราช”
๔.๑ ชอื่
เอกสารโบราณฉบับนี้ออกจะมีช่ือท่ีสับสนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการใช้ชื่อน�ำหน้าเรื่องระหว่างค�ำว่า “ต�ำนาน”
และ “พงศาวดาร” กล่าวคือท่ีปกและปกในให้ชื่อเรื่องว่า “ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” ทั้งๆ ท่ีในค�ำน�ำ
ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์นั้น ได้ทรงกล่าวไว้ในตอนต้นว่า “เร่ืองพงศาวดาร
พราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชน้ี ขา้ พเจา้ ไดม้ าจากเมอื งนครศรธี รรมราชนานแลว้ ” ครน้ั ถงึ ตอนตน้ เรอ่ื งจรงิ ๆ ไดก้ ลา่ วไวว้ า่
ดังน้ี “…ศรีศภุ มัศดรุ เิ รก ๑๒๕๑ ศกปี ประถมญาณ จ�ำเดิมบรู พาการกม็ ตี �ำนานนครอยฝู่ า่ ยปจั ฉมิ ทิศา...” และในตอนจบ
ของตอนเดยี วกันนก้ี ไ็ ด้กล่าวไว้วา่ “…กลา่ ววงษาวตารจบเท่านี้แล…”
๔.๒ ผู้เขยี น
ถงึ แมว้ า่ ในเนอ้ื หาขา้ งตน้ แทบทกุ ตอนจะอา้ งองิ วา่ เขยี นโดยพระบรมราชโองการของพระมหากษตั รยิ แ์ หง่ ราชธานี
มายงั เข้าพระยานครกต็ าม แตข่ ้อความทีเ่ ขียนมขี ้อที่น่าสงั เกตว่ามีค�ำภาษาถน่ิ ภาคใต้ปะบนอยแู่ ทบทกุ ตอน เช่น
เป็นใบ้เงือ่ งแน้ง - จัง จัง (หน้า ๒)
รักษาไว้เทา่ รงุ่ - รักษาไว้จนรุ่ง (หนา้ ๓)
เช้าอกเกยี นหนึ่ง - เกวยี น (หน้า ๖)
หัวมันลูกแดง - มนั แดง (หนา้ ๗)
น�ำ้ มนั หมากพร้าวเนยี งหน่งึ - ภาชนะท�ำด้วยดนิ มปี ากกวา้ ง (หน้า ๗)
หัวเหมิน - หัวหมืน่ (หน้า ๒๕)
หวะปาก - ผ่าปาก (หน้า ๒๗)
ลำ� ลาบสาบสญู - ค่อยๆ สญู หายไป (หนา้ ๔๕)
เสบิ ไป - สืบไป (หน้า ๑๖)
ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ อาจสนั นษิ ฐานไดว้ า่ เอกสารโบราณฉบบั นอ้ี าจจะเขยี นโดยพราหมณจ์ ากนครศรธี รรมราชทเ่ี ขา้ ไปรบั
ราชการกเ็ ป็นได้
๔.๓ อายุและการล�ำดบั ความ
การก�ำหนดอายุของเอกสารโบราณ โดยอาศัยวิธีการศึกษาวิวัฒนาการของตัวอักษรในเอกสารฉบับน้ีกระท�ำได้
ยาก เพราะยังไม่พบต้นฉบับเดิม อีกท้ังยังยากที่จะกล่าวว่าการปริวรรตมาตีพิมพ์ในครั้งนี้ได้คงไว้ซ่ึงอักขรวิธีตามท่ีปรากฏ
ในต้นฉบบั เดิมอย่างครบถว้ นเพยี งใด
สว่ นเน้อื หาของเรอ่ื งน้ีกลา่ วได้วา่ มีศักราชกำ� กับอยา่ งชดั เจนมาก เพียงแต่วา่ ลำ� ดบั ความอาจจะสับทีก่ ันบ้าง เช่น
ตอนที่หนึ่งกล่าวว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนตอนท่ีสามกลับมีอายุมากกว่า เพราะกล่าวถึงเหตุการณ์
เม่อื พ.ศ.๑๘๔๐ เปน็ ตน้
165
อกี ประการหนง่ึ เหตกุ ารณต์ อนตน้ ของตอนทส่ี ามนน้ั นบั วา่ นา่ สนใจมาก เพราะศกั ราชทรี่ ะบนุ น้ั เปน็ ครง้ั กรงุ สโุ ขทยั
ชอื่ “พระศรรี ตั นมหาธาต”ุ กช็ วนใหน้ กึ ถงึ “พระศรรี ตั นมหาธาตเุ มอื งเชลยี ง” ยงิ่ ดขู อ้ ความทว่ี า่ “...ตรสั ดว้ ยชมุ นมุ ทง้ั หลาย
อันมาแต่เน่ืองศรีธรรมราช…” แล้วน�ำไปเปรียบเทียบกับข้อความท่ีว่า “...มหาเถรสังฆราช ปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร
หลวกกวา่ ปคู่ รูในเมอื งนี้ ทกุ คนลกุ แตศ่ รีธรรมราชมา…” ในศลิ าจารกึ หลกั ท่ี ๑ ของสโุ ขทัย ก็ท�ำให้คิดถงึ สมั พันธภาพอันดี
ระหวา่ งนครศรธี รรมราชกบั สโุ ขทยั โดยเฉพาะการแลกเปลยี่ นทางศลิ ปวฒั นธรรมและศาสนา ยงิ่ พจิ ารณาคำ� วา่ “ศรธี รรมราช”
ที่ใช้ตรงกันระหว่างเอกสารทั้งสองฉบับน้ีด้วยแล้ว ท�ำให้เหตุการณ์ตอนน้ีสมจริงสมจังข้ึนมาก อีกทั้งยังน่าจะรับรองได้ว่า
ศกั ราชดงั กลา่ วนา่ จะถูกตอ้ ง
๔.๔ ความมงุ่ หมาย
“ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” นี้คงจะเขียนขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายท่ีจ�ำเพาะเจาะจง และเตือนความ
ทรงจำ� ของชมุ ชนทพี่ ราหมณเ์ กย่ี วขอ้ งอยแู่ ละชมุ นมุ ภายนอก นอกจากนย้ี งั เปน็ การเรยี กรอ้ งกฎหมายคมุ้ ครองและสทิ ธพิ เิ ศษ
ของกลุ่มพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช อันสงั เกตไดจ้ ากกฎและพระกำ� หนดที่ออกมาในระยะแรกๆ ทั้งตอนที่ ๑, ๒ และ ๓
ดังกล่าวมาแลว้ ซึง่ ชใี้ หเ้ ห็นว่าพราหมณ์เหลา่ นีม้ ิไดถ้ กู ปกครองโดยเมอื งนคร หากแต่ปกครองโดยกษัตริย์แห่งราชธานี
๔.๕ ลกั ษณะพเิ ศษ
“ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” ฉบับน้ีประกอบด้วยลักษณะพิเศษมากมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยว
กับประเพณีต่างๆ โครงสร้างทางสังคมของชุมชนพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช และรายละเอียดในการปักปันเขตถือครอง
ทีด่ ินของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช
๔.๖ สถานภาพ
เอกสารโบราณฉบับน้ี ได้แสดงให้เห็นถึงความตกต�่ำของศาสนาพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช ในตอนต้น
พุทธศตวรรษท่ี ๒๑ อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับวิวัฒนาการอันรุ่งโรจน์ด้วยเวลาอันยาวนานของศาสนาน้ี
ในนครศรธี รรมราชตงั้ แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ กระนน้ั กต็ าม มไิ ดห้ มายความวา่ ศาสนานจี้ ะเสอื่ มสน้ิ ศรทั ธาไปจากนครศรธี รรมราช
หลักฐานไม่น้อยที่แสดงให้เห็นว่าศาสนานี้ยังได้รับความนิยมอยู่ในนครศรีธรรมราชในช่วงนั้น อาทิ จารึกหลักที่ น.ศ.๑๑
(น.ศ.พเิ ศษ) ซงึ่ จารบนตวั นาคทห่ี วั ระฆงั สำ� รดิ ซงึ่ คน้ พบบรเิ วณวดั คงคาวดีตำ� บลกะหรอ อำ� เภอทา่ ศาลา จงั หวดั นครศรธี รรมราช
จารึกหลักนี้จารด้วยอักษรไทย ภาษาไทย ภาษาเขมร และภาษาบาลี เม่อื พ.ศ.๒๒๐๓ ดงั มขี ้อความในค�ำแปลบางตอนดังนี้
...ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าทายกพร้อมด้วยพระสงฆ์ในวัดนี้ ได้สร้างระฆัง (ร่วม) กับพระสงฆ์และทายกนั้น ข้าพเจ้า
เกิดในภพใดๆ ก็ขอให้ยินดีในยศศักดิ์เป็นผู้แกล้วกล้า ยินดีในศีล ยินดีในธรรมมีมิ่งขวัญผิวพรรณและโภคทรัพย์ลือในโลก
ทั้งสาม ได้มธุรสอันหาท่ีติมิได้ ด้วยการถือเอาสมณพราหมณ์เป็นสีต้นอาจารย์ จึงไม่เสียชื่อเสียง ด้วยการท�ำบุญนี้ขอให้
ข้าพเจา้ เป็นพระพทุ ธเจ้าในอนาคต...
166
๔.๗ ศาสตรท์ ่ีเก่ยี วข้อง
เอกสารโบราณฉบับนี้มีศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องอยู่หลายสาขา แต่ในทน่ี ้จี ะกลา่ วเพยี งบางสาขาท่เี หน็ ว่าเดน่ ชัดมาก คอื
๔.๗.๑ ประวัติศาสตร์ศาสนา
ศาสนาพราหมณไ์ ด้เริ่มปรากฏร่องรอยในนครศรธี รรมราชมาตั้งแต่ราวพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ - ๑๔ ศาสนานี้
ทงั้ ไศวนกิ ายและไวษณพนกิ ายไดเ้ จรญิ สงู สดุ ในนครศรธี รรมราช โดยมหี ลกั ฐานทง้ั โบราณวตั ถสุ ถานและศลิ าจารกึ สนบั สนนุ
และได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกับพุทธศาสนามาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ ศาสนาน้ีได้ส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิต
ของนครศรีธรรมราชอย่างสูงมาจนปัจจุบันน้ี คร้ันในพุทธศตวรรษท่ี ๑๙-๒๓ นั้นเอกสารโบราณฉบับน้ีได้แสดงให้เห็นว่า
ศาสนาพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชได้ซบเซาลงไปมาก แตย่ งั คงดำ� รงสภาพเปน็ สถาบันท่สี �ำคญั ของนครศรธี รรมราช
๔.๗.๒ ดา้ นโบราณคดี
หลกั ฐานทางดา้ นโบราณคดเี กยี่ วกบั ศาสนาพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราชในชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๓ นนั้
แมจ้ ะมไี มม่ ากนกั เมอ่ื เทยี บกบั ชว่ งกอ่ นหนา้ น้ี แตโ่ บราณวตั ถทุ ค่ี น้ พบหลายชน้ิ รว่ มสมยั กบั เอกสารฉบบั นเ้ี ปน็ อยา่ งมาก เชน่
พระวิษณุ ส�ำรดิ หลายองค์ พระศิวนาฏราชสำ� รดิ พระอมุ าส�ำรดิ พระคเณศส�ำรดิ และหงสส์ ำ� รดิ เปน็ ตน้ โบราณวัตถเุ หล่า
นี้ค้นพบท่ีเทวสถานบริเวณตลาดท่าม้า ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรงตามท่ีกล่าวไว้ในเอกสาร
ฉบบั นี้ โบราณวตั ถเุ หล่านี้ปจั จบุ ันจดั แสดง ณ พพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ นครศรีธรรมราช
ส่วนโบราณสถานที่กล่าวไว้ในเอกสารฉบับนี้ก็ตรงกับที่ปรากฏในนครศรีธรรมราชคือ โบราณสถานบริเวณ
ตลาดท่าม้า และถนนท่าชี อันไม่ห่างจากตลาดท่าม้ามากนัก โบราณสถานเหล่าน้ี ได้แก่ หอพระนารายณ์ หอพระอิศวร
โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า และฐานพระสยม โบราณสถานเหล่านี้ได้บูรณะใหม่ไปบ้างแล้ว และที่ยังไม่ได้รับการบูรณะ
ก็ยังคงมีอยู่ แต่ยังเป็นการยากท่ีจะก�ำหนดอายุของโบราณสถานเหล่าน้ีได้ เพราะในขณะนี้ยังไม่ได้ด�ำเนินการขุดค้น
ทางโบราณคดี
๔.๗.๓ ด้านประวัตศิ าสตร์
เอกสารโบราณฉบับน้ีได้สะท้อนให้เราเห็นสัมพันธ์ภาพระหว่างราชธานีกับนครศรีธรรมราช ในระหว่าง
พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๔-๒๓ พอควร แตท่ ่มี องเหน็ ได้ชดั เจนมาก คือสภาพสังคมของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช ความสัมพันธ์
ระหว่างพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชกับพราหมณ์ในราชธานี ตลอดจนการที่พราหมณ์ในนครศรีธรรมราชได้พยายาม
ทจ่ี ะอาศยั อำ� นาจของราชธานมี าสงั่ การใหเ้ จา้ พระยานครศรธี รรมราชปฏบิ ตั เิ พอื่ สทิ ธพิ เิ ศษและผลประโยชนข์ องตนอยเู่ สมอ
นอกจากนีเ้ อกสารโบราณฉบับน้ีได้สะท้อนให้เหน็ ชนชาตติ า่ งๆ ที่เข้ามาต้ังถ่ินฐานหรอื ไปมาคา้ ขายในนครศรีธรรมราช เชน่
จนี วลิ นั ดา และแขก เปน็ ต้น
จากท่ีกล่าวมาโดยตลอดอาจจะกล่าวได้ว่า “ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช” ได้สะท้อนให้เราเห็นภาพ
แหง่ ศาสนาพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช ในระหว่างพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๓ ไดด้ ี ถงึ แม้จะมบี างภาพท่เี ลอื นรางอยู่บา้ ง
นอกจากนีเ้ อกสารโบราณฉบบั นยี้ ังสมั พันธ์กบั ศาสตรส์ าขาต่างๆ อีกหลายสาขา
167
บรรณานกุ รม
สุภัทรดิศ ดิศกลุ , ม.จ. หลกั การคน้ คว้าวชิ าโบราณคดสี มยั ประวัตศิ าสตร์ กรุงเทพฯฯ : ภาควชิ าโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๖.
อัญชนา จิตสุทธิญาณ “อกั ษรและภาษาท่พี บในจารกึ ภาคใตก้ ่อนพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙” เอกสารประชมุ ทาง
วชิ าการ ๗๐๐ ปีลายสอื ไทย จดั โดยคณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ สงขลา
วนั ที่ ๑๔-๑๖ กรกฎาคม ๒๕๑๖ ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา,๒๕๑๖.
ปรีชา นนุ่ สุข “จารกึ หุบเขาชอ่ งคอย : หน้าใหม่ของประวตั ศิ าสตรภ์ าคใต้” ศลิ ปวัฒนธรรม ปีท่ี ๑ ฉบับที่ ๗
(พฤษภาคม ๒๕๒๓). หนา้ ๔๘-๕๙.
ชูศกั ดิ์ ทพิ ยเ์ กษร และชะเอม แกว้ คล้าย, “ศลิ าจารกึ หุบเขาช่องคอย” ศิลปากร ปที ี่ ๒๔ ฉบบั ท่ี ๔
(กันยายน ๒๕๒๓), หนา้ ๘๙-๙๓.
ด�ำรงราชานุภาพ, สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยา, ตำ� นานพราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราช พมิ พ์ในงาน
พระราชทานเพลิงศพ อ�ำมาตย์เอกพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (สนิ เทพหัสดนิ ณ อยุธยา) กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพโ์ สภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๓.
เซเดส,์ ยอรซ์ ประชมุ ศิลาจารึกภาคที่ ๒ : จารกึ ทวารวดี ศรีวชิ ัย ละโว้ พิมพค์ รง้ั ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๐๔.
วเิ ชยี ร ณ นคร และคนอื่นๆ นครศรธี รรมราช กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์อกั ษรสัมพันธ์, ๒๕๒๑.
ประเสรฐิ ณ นคร “จารกึ ทีพ่ บในนครศรีธรรมราช” ใน รายงานการสัมมนาประวตั ิศาสตรน์ ครศรีธรรมราช
นครศรีธรรมราช : วิทยาลัยครนู ครศรีธรรมราช, ๒๕๒๑.
สุภัทรดศิ ดิศกลุ , ม.จ. ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจกั รขอม กรุงเทพฯ : คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๑๖.
Quaritch Wales, H.G. Siamese State Ceremonies. London, 1931.
Wyatt, David K. The Crystal Sands : The Chronicles of Nagara Sri Dharmmaraja
(Data paper No.98), New York : Southeast Asia Program, Cornell University, 1975.
168
๙
ตำ� นานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช
ภาพสะท้อนชวี ติ และสังคมพราหมณใ์ นสมัยอยุธยา
๑. บทน�ำ
ในสงั คมอยธุ ยาการจดั แบง่ ลำ� ดบั ชน้ั ทางสงั คมไดเ้ รม่ิ ขน้ึ พรอ้ มกบั การสถาปนากรงุ ศรอี ยธุ ยา ซงึ่ เปน็ มรดกตกทอด
มาจากวัฒนธรรมเขมร และวัฒนธรรมกอ่ นอยุธยาอีกทอดหนึง่ ภาพทเี่ ห็นไดช้ ัดคอื กษตั รยิ ์ และขุนนาง มฐี านะอยใู่ นชนช้ัน
ผ้ปู กครอง ขณะทีไ่ พร่และทาสตกอย่ใู นฐานะของชนชัน้ ผอู้ ยู่ภายใต้การปกครอง ระหว่างช่วงห่างของกลุม่ คนท้งั สองชนช้ัน
ยังมีกลุ่มคนชนช้ันพิเศษอยู่ตรงกลางคือนักบวชได้แก่ พระสงฆ์ และพราหมณ์ ซ่ึงต่างมีบทบาทเป็นตัวเช่ือมประสาน
ความแตกต่างทางชนชั้นระหวา่ งกล่มุ คนท้งั สอง ดว้ ยหลกั คำ� สอนทางศาสนา รวมถงึ การสรา้ งพ้ืนท่ีในการประกอบศาสนกิจ
ร่วมกัน แต่ในทางตรงข้าม ศาสนาก็กลายส่ิงที่ช่วยส่งเสริมความแตกต่างระหว่างกลุ่มชนช้ันทั้งสอง ผ่านรูปแบบพิธีกรรม
ทางศาสนาอนั ศักดิส์ ทิ ธิ์
กลุ่มพระสงฆ์และพราหมณ์ถือว่าเป็นกลุ่มคนท่ีมีบทบาทอย่างมากในราชส�ำนักอยุธยา แต่มักเข้าใจกันว่า
เปน็ บทบาททางธรรมมากกวา่ ทางโลก หากพจิ ารณากนั อกี ทแี ลว้ ทงั้ พระสงฆ์ และพราหมณต์ า่ งมบี ทบาททางโลกอยไู่ มน่ อ้ ย
ในสังคมอยุธยา ด้วยเป็นเพราะในโลกทางความคิดของคนสมัยอยุธยาหรือแม้กระท่ังรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้ผสานตนเอง
เข้ากับโลกแห่งศาสนา (ecclesiastic) มากกวา่ ความจริงทางโลก (secular) ดว้ ยเหตุนจี้ งึ ทำ� ใหศ้ าสนาไมส่ ามารถแยกออก
จากการเมือง สงั คม และวิถชี วี ติ ของผู้คนในสงั คมได้ เพราะการกระท�ำทุกอย่างสามารถอธบิ ายไดด้ ว้ ยความเช่ือทางศาสนา
เช่น เรือ่ งบาปบญุ หรอื ชาติกำ� เนิด เปน็ ตน้
ผศ.พพิ ัฒน์ กระแจะจนั ทร์ เรยี บเรยี ง ตีพิมพ์คร้ังแรกในวารสารอกั ษรศาสตร์ ปที ่ี ๓๖ ฉบับท่ี ๑ มกราคม – มถิ ุนายน ๒๕๕๐
หน้า ๑ – ๓๖
169
บทบาทพระสงฆใ์ นสงั คมอยธุ ยามดี ว้ ยกนั หลายดา้ น นบั ตงั้ แตก่ ารประกอบพธิ กี รรมตามความเชอ่ื (แบบพทุ ธเถรวาท
ปนผีปนพทุ ธมหายานปนพราหมณ)์ การทำ� นายทายทกั การศกึ ษา การกลอ่ มเกลาทางสงั คม และรวมถงึ การสง่ เสริมอำ� นาจ
ของสถาบันกษัตรยิ ์ แต่ก็มคี วามชดั เจนที่ถูกกันใหอ้ อกจากการขอ้ งเกย่ี วทางดา้ นเศรษฐกจิ (ทางตรง) อันเป็นผลมาจากวินัย
และหลกั คำ� สอนทางศาสนา
ส่วนพราหมณ์ในสังคมอยุธยามักอยู่ในฐานะของกลุ่มคนใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์อย่างแนบแน่น ทั้งในฐานะ
ของราชครปู โุ รหติ ผถู้ า่ ยทอดสรรพวชิ า การทำ� นายดวงชะตา และประกอบพธิ กี รรมเพอ่ื สง่ เสรมิ ความเปน็ กษตั รยิ ใ์ หส้ มบรู ณ์
(เชน่ กาญจนา สวุ รรณวงศ์ ๒๕๓๖; ปรชี า นนุ่ สขุ ๒๕๒๗; พระราชครวู ามเทพมนุ ี ๒๕๒๑) แตก่ น็ บั วา่ มคี วามอสิ ระและสามารถ
ทำ� กิจทางโลกไดม้ ากกว่าพระสงฆ์
อย่างไรก็ดี เท่าที่ผ่านมาแนวโน้มของการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เก่ียวเนื่องกับกลุ่มนักบวช อันได้แก่
พระสงฆ์และพราหมณ์ มักเน้นเรื่องการแปลความหน้าท่ีทางศาสนกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์หรือราชส�ำนัก
เป็นหลักฐานประเภทเอกสารหรือโบราณวัตถุสถาน แต่ภาพท่ีขาดหายไประหว่างทางของการศึกษา คือ การศึกษา
ถึงปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มพระสงฆ์และพราหมณ์ในฐานะท่ีเป็นส่วนหน่ึงของภาพกลุ่มคนที่หลากหลายในสังคมอยุธยาที่มีชีวิต
เคลอ่ื นไหวสัมพันธก์ นั รวมถงึ การศึกษาอำ� นาจของรฐั ในการจัดการควบคุมนกั บวชผา่ น ตัวบทกฎหมายตา่ งๆ
บทความน้ีได้มุ่งความสนใจไปที่กลุ่มของพราหมณ์ในสมัยอยุธยาท้ังนี้เน่ืองจากเป็นกลุ่มคนในสังคมอยุธยา
ทม่ี บี ทบาทอยา่ งมากตอ่ สถาบนั กษตั รยิ ์ แตก่ ลบั ไมไ่ ดร้ บั การศกึ ษาเทา่ ทคี่ วร อยา่ งไรกด็ ี เปน็ เรอ่ื งยากพอสมควรในการศกึ ษา
พราหมณ์ในเมืองอยุธยา ด้วยเป็นเพราะหลักฐานประเภทเอกสารท่ีมีอยู่น้อย สาเหตุท่ีเป็นเช่นนั้นส่วนหน่ึงอาจเป็นเพราะ
เอกสารถูกท�ำลายไปเม่ือครั้งเสียกรุงเป็นส่วนใหญ่ และเป็นไปได้ท่ีกรุงศรีอยุธยาเองไม่ได้ให้ความสนใจกับพราหมณ์
ในเขตราชธานีมากเท่ากับในพ้ืนที่รอบนอก ท้ังนี้เน่ืองจากว่ากลุ่มของพราหมณ์ในกรุงศรีอยุธยามีจ�ำนวนไม่มากนัก
ท�ำให้ไม่จ�ำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อควบคุมอย่างจริงจัง ดังเห็นได้จากเม่ือภายหลังการช�ำระกฎหมายตราสามดวง
คร้ังตัง้ กรงุ รตั นโกสินทร์ ลว้ นเปน็ กฎหมายทอ่ี อกมาเพ่อื ควบคุมพระสงฆ์เป็นสว่ นใหญ่
อยา่ งไรกต็ าม สาเหตอุ กี ประการหนง่ึ อยทู่ แ่ี นวโนม้ ของการศกึ ษาดา้ นประวตั ศิ าสตรท์ ผ่ี า่ นมา มงุ่ เนน้ ทป่ี ระวตั ศิ าสตร์
ของกลุม่ ชนชั้นนำ� สยาม จงึ ท�ำใหข้ าดการศึกษาประวตั ิศาสตร์ของกลุม่ ชนอนื่ ๆ ทอ่ี ยู่ร่วมในสงั คมอยุธยา และเทา่ ที่ผ่านมา
ภาพของกลุ่มพราหมณ์ในสังคมอยุธยามักมองด้วยระนาบทางความคิดว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีหน้าที่ทางด้านพิธีกรรมศาสนา
และการสง่ เสรมิ สถาบันกษัตรยิ เ์ ท่าน้นั โดยลมื นกึ วา่ กล่มุ เหลา่ น้ียังมีวิถีชีวติ บทบาท และยงั ดำ� รงและสัมพนั ธอ์ ยู่กับกล่มุ คน
อืน่ ๆ ในสังคมอยธุ ยาลงมาจนกระทง่ั ถึงสมยั รัตนโกสนิ ทรด์ ้วย
ในบรรดาหัวเมืองปักษ์ใต้ นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองที่มีความน่าสนใจหลายประการ กล่าวคือ เป็นเมือง
ท่ีพบร่องรอยของศาสนาพราหมณ์อันเก่าแก่ท้ังด้านโบราณวัตถุโบราณสถาน อย่างน้อยตั้งแต่พุทธศตวรรษท่ี ๙ ลงมา
บริเวณนี้คงจะเกิดชุมชนของกลุ่มผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) เพ่ือใช้ในการเดินทางข้ามคาบสมุทรเป็นแหล่งขาย
และกักตุนสินค้า ร่องรอยในปัจจุบันยังคงปรากฏหอพระนารายณ์ หอพระอิศวร และเสาชิงช้า (ที่ได้รับการบูรณะใหม่)
ย่อมแสดงให้เห็นถึงการเป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์ในอดีตได้เป็นอย่างดี ส่ิงท่ีสนับสนุนความจริงในข้อนี้ คือ
เม่ือคร้ังสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้โปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพราหมณ์
จากเมอื งนครศรธี รรมราชเข้ามาประกอบพิธกี รรม
170
นอกจากนี้แล้วที่นครศรีธรรมราชยังได้พบหลักฐานประเภทเอกสารส�ำคัญคือ “ต�ำนานพราหมณ์เมือง
นครศรธี รรมราช” ซง่ึ แมจ้ ะเปน็ เอกสารประเภทบนั ทกึ เหตกุ ารณแ์ ละกฎหมาย แตก่ ลบั เตม็ ไปดว้ ยภาพวถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยู่
และสงั คมของพราหมณท์ ย่ี งั ไมไ่ ดร้ บั การกลา่ วถงึ มากนกั ในงานศกึ ษาทผ่ี า่ นมา (เชน่ ในปรชี า นนุ่ สขุ ๒๕๒๗; ไมเคลิ ไรท์ ๒๕๓๑)
รวมถึงยังช้ีให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางอ�ำนาจของอยุธยาตอนต้น-ตอนปลายท่ีมีต่อนครศรีธรรมราชได้เป็นอย่างดี
ซ่ึงในประเด็นเร่ืองอ�ำนาจของอยุธยาตอนต้น – ตอนปลายนี้ถือเป็นส่ิงท่ีได้รับการถกเถียงกันพอสมควร โดยเฉพาะ
การที่เมืองนครศรีธรรมราชตกอยู่ภายใต้อ�ำนาจของอยุธยาในรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งนักวิชาการหลายท่านได้
ตงั้ ขอ้ สังเกตวา่ อาจเป็นเพยี งโวหารเพือ่ แสดงอำ� นาจของอยุธยาเหนอื เมืองนครเทา่ นน้ั
บทความน้ีผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ ประการแรก เพื่อศึกษาวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคมของพราหมณ์
ในเมอื งนครศรธี รรมราชจากตำ� นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช ซงึ่ ยงั เปน็ แงม่ มุ ทไ่ี ดร้ บั การกลา่ วถงึ อยนู่ อ้ ยประการทสี่ อง
เพอื่ วิเคราะห์ความสมั พนั ธท์ างอำ� นาจของอยธุ ยาทีม่ ีเหนอื เมอื งนครศรีธรรมราช
พราหมณ์คือใคร?
กอ่ นทจี่ ะไปไกลกวา่ น้ี ควรจะทำ� ความเขา้ ใจเสยี กอ่ นวา่ พราหมณค์ อื ใคร ในเวบ็ ไซดว์ กิ พี เิ ดยี ไดใ้ หค้ ำ� จำ� กดั ความไวว้ า่
พราหมณค์ อื เปน็ วรรณะหนง่ึ ในสว่ี รรณะของสงั คมอนิ เดยี เปน็ ผสู้ บื ทอดวชิ าความรใู้ นคมั ภรี ไ์ ตรเวท พธิ กี รรม จารตี ประเพณี
ศิลปะ วัฒนธรรม และคติความเช่ือต่างๆ ให้สืบทอดต่อไป หรือไม่สืบทอดก็ได้โดยใช้ชีวิตตามปกติชนคนธรรมดาท่ัวไป
คงให้ไว้ผู้ใดในตระกูลสืบทอดแทนเป็นผู้มีสิทธ์ิเลือก แบ่งแยกเป็นสองนิกาย คือ นิกายไศวนิกายนับถือพระศิวะ
ลักษณะของนักบวชในนิกายนี้จะถือเพศนุ่งขาวห่มขาว ไว้มวยผม ถือศีลจริยวัตรของพราหมณ์ มีครอบครัวได้ อยู่บ้าน
หรือเทวสถานประจ�ำลัทธินิกายแห่งตน อีกนิกายหน่ึงคือไวษณพนิกายนับถือ พระนารายณ์ (วิษณุ) ลักษณะของนักบวช
ในนกิ ายน้จี ะไว้ผมเปยี หรอื มวยผม ถือเพศพรหมจรรย์ กนิ มงั สวริ ัติ ไม่ถกู ตอ้ งตวั สตรีเพศ นุ่งหม่ สขี าว หรือสีอน่ื ๆ และอาศัย
อยู่ในเทวสถานเช่นกนั (http://th.wikipedia.org/wiki)
ในสมัยอยุธยามีพราหมณ์หลายประเภท มีช่ือเรียกตามภาษาที่พราหมณ์ใช้ เช่น พราหมณ์ไวยถึกภาษา
พราหมณพ์ าราณสภี าษา เปน็ ตน้ นอกจากนแ้ี ลว้ ยงั มปี โุ รหติ พราหมณใ์ นตำ� แหนง่ โลช้ งิ ชา้ ๕ ตำ� แหนง่ คอื ไวยถกึ เวรำ� มเหศวร
อะวะดาร บรมเทสันตรี และพญารี คร้ันสมัยรัตนโกสินทร์บทบาทของพราหมณ์ลดลงมาก จึงปรากฏพราหมณ์เพียง
๓ ประเภท คอื “พราหมณพ์ ิธ”ี เป็นพวกที่มาจากเมอื งนครศรีธรรมราชหรือพราหมณ์ไวยถกึ “พราหมณโ์ หรดาจารย”์ คือ
อาจารย์บูชาไฟอนั เป็นพราหมณพ์ ธิ เี ชน่ กนั และ “พราหมณพ์ ฤฒบิ าศ” คือพราหมณม์ าจากเมืองเขมร เชี่ยวชาญการจบั ช้าง
(กาญจนา สุวรรณวงศ์ ๒๕๓๙: ๖๑-๖๒)
หากกลา่ วโดยสรปุ แลว้ พราหมณอ์ าจแบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๒ กลมุ่ หลกั ๆ คอื พราหมณท์ หี่ มายถงึ นกั บวช และพราหมณ์
ท่ีหมายถงึ ผนู้ ับถอื ศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) แต่ในสงั คมไทยท่ัวไปแลว้ มักเขา้ ใจว่าพราหมณ์หมายถงึ นกั บวชเท่านน้ั ดังเชน่
ท่เี หน็ ได้จากต�ำนานพราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราช
171
อายุสมยั ของ “ต�ำนานพราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราช”
ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเอกสารส�ำคัญท่ีใช้ศึกษาเกี่ยวกับพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช
สมยั อยุธยาได้มากพอสมควร (ได้แก่ กาญจนาคพนั ธุ์ ๒๕๑๒; พระราชครูวามเทพมุน;ี ปรีชา นุ่นสขุ ๒๕๒๙; ไมเคิล ไรท์
๒๕๓๑; กาญจนา สุวรรณวงศ์ ๒๕๓๙; สุกัญญา ห่อประทุม ๒๕๓๑) ซ่ึงมักเน้นในฐานะเป็นหลักฐานแสดงการติดต่อ
ระหว่างเมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองรามราช ประเทศอินเดียในยุคต้นของประวัติศาสตร์อยุธยา (ปรีชา นุ่นสุข ๒๕๒๙;
ไมเคลิ ไรท์ ๒๕๓๑)
ในความเหน็ ของผเู้ ขยี น ความนา่ สนใจของเอกสารนี้ กลบั อยทู่ เี่ นอ้ื หาในสว่ นของกฎหมายทร่ี ฐั ศนู ยก์ ลาง คอื อยธุ ยา
ตราออกมาเพื่อใช้ควบคุมกลุ่มพราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราช แสดงให้เห็นถึงปัญหาท่ีเกิดข้ึนกับพราหมณ์
และความสัมพันธ์ในเมืองนครกับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนคร นอกจากนี้ต�ำนานยังมีประเด็น ท่ีสามารถน�ำไปศึกษา
วิเคราะห์ได้อีกมาก เช่น การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเร่ืองความสืบเนื่องของชุมชนโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา
จนถงึ สมัยปจั จุบัน ซึง่ เปน็ เรอ่ื งน่าสนใจอยู่ไมน่ ้อย เปน็ ตน้ ๑
ถงึ แมว้ า่ เอกสารเรอื่ งนจ้ี ะมคี วามนา่ สนใจมากเพยี งใด แตเ่ อกสารนกี้ ก็ ลบั มปี ญั หาเรอ่ื งศกั ราชในเอกสารทมี่ กี ารสลบั
กนั ไปมา ดังเชน่ ทส่ี มเด็จฯ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพได้ทรงต้งั ขอ้ สงสยั ไว้ในทุกศักราชและทกุ ราย พระนามของกษัตรยิ ์
ที่ปรากฏ นอกจากนี้ผู้เขียนยังเห็นว่ามีค�ำศัพท์และส�ำนวนหลายจุดที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่ามีการช�ำระเขียนใหม่ข้ึนใน
ภายหลงั ทำ� ใหข้ าดความเหมาะสมตอ่ การอา้ งองิ และเปน็ ทมี่ าของการทนี่ กั วชิ าการหลายทา่ นไดใ้ ชเ้ ฉพาะชว่ งตน้ ของเอกสาร
เทา่ นน้ั ในการศกึ ษาประวัตกิ ารติดต่อระหวา่ งเมอื งนครศรีธรรมราชกบั เมือง รามราช ด้วยเหตนุ ้เี องผเู้ ขยี นจงึ ต้องกลา่ วถึง
ล�ำดับอายุสมัยของต�ำนาน อันเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสังคมและบริบทร่วมทางประวัติศาสตร์ระหว่างเมืองนคร
กบั กรงุ ศรอี ยธุ ยา อยา่ งไรกต็ าม การวพิ ากษอ์ ายขุ องตำ� นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช ไดใ้ ชฉ้ บบั ทตี่ พี มิ พเ์ มอ่ื พ.ศ๒๔๗๓
เปน็ หลกั
อายุต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช หากยึดอายุตามศักราชซึ่งเป็นจุลศักราช และมหาศักราชแล้ว
จะแบง่ ออกได้เป็น ๒ ช่วงเวลาด้วยกันคอื สมัยกอ่ นกรงุ ศรีอยุธยา และสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา แต่เนื้อหาแทบทั้งหมดเป็นเรื่อง
ในสมัยอยธุ ยา
สมยั กอ่ นกรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ เรอื่ งทเ่ี กดิ ขนึ้ ในอนิ เดยี เมอ่ื มหาศกั ราช ๑๒๕๑ (พ.ศ.๑๘๗๒) โดยระบวุ า่ เปน็ ปที ส่ี มเดจ็
เป็นเจา้ รามาธิราช ได้เสดจ็ ขน้ึ ครองราชยเ์ มอื งรามราช หลังจากพระองคค์ รองราชย์ได้ ๒๑ ปี จงึ ได้ตดิ ต่อกบั พระเจ้าอ่ทู อง
หรอื สมเดจ็ องคน์ ารายณ์เปน็ เจา้ รามาธบิ ดีศรเี อกาธริ าช
๑ผู้เขียนได้ทดลองสืบค้นต�ำแหน่งชื่อของบ้าน ต�ำบล ชุมชนต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่ในต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชจาก
คนในทอ้ งถนิ่ และจากการไปเมอื งนครศรธี รรมราชเมอ่ื 2 ปกี อ่ นพบวา่ ชอ่ื บา้ น วดั เทวสถานพราหมณ์ และชมุ ชนทอี่ ยรู่ อบเมอื งนครศรธี รรมราช
หลายแหง่ ยงั คงปรากฏมาถึงปัจจบุ นั เช่น ชมุ ชนทา่ ม้า แม้วา่ หลายแห่งจะมีชอื่ ทผ่ี ิดเพี้ยนไปบา้ งกต็ าม เช่น ปากน�้ำกนอม ก็คือปากน�ำ้ ขนอม
จังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน แต่ก็สามารถท�ำให้เข้าใจถึงรากเหง้าของพื้นท่ีแห่งน้ันได้ดียิ่งขึ้น และอาจแตกประเด็นไปสู่การศึกษา
เรื่อง Peer Politic ได้ด้วย
172
ส�ำหรับสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏจุลศักราชอยู่ ๔ ศักราช คือเริ่มเรื่องตั้งแต่จุลศักราช ๗๑๒ (พ.ศ.๑๘๙๓)
ตรงกบั รชั สมัยสมเดจ็ พระรามาธบิ ดีท่ี ๑ หรอื พระเจา้ อ่ทู อง ตามสำ� นวนของเอกสารเรยี กพระองค์วา่ “สมเด็จองคน์ ารายน์
รามาธิบดี” จุลศักราช ๘๙๙ (พ.ศ.๒๐๘๐) ตรงกับรัชสมัยพระชัยราชาธิราช ซ่ึงยังเป็นที่น่าสงสัยว่าเป็นรัชกาลน้ีหรือไม่
เนื่องจากว่าได้ปรากฏพระนาม “พระนารายน์เมืองหาง” ซ่ึงสมเด็จฯกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่าหมายถึง
สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
ตอ่ มาปรากฏจลุ ศกั ราช ๙๑๑ (พ.ศ.๒๐๙๒) ตรงกบั รชั สมยั พระมหาจกั รพรรดิ (สมเดจ็ ฯกรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ
สันนิษฐานว่าศักราชอาจผิด น่าจะอยู่ในรัชสมัยของพระนารายณ์) และสุดท้ายมาจบท่ีจุลศักราช ๑๐๙๖ (พ.ศ.๒๒๗๗)
ตรงกบั รัชสมยั พระเจา้ อยูห่ ัวบรมโกษฐ์ (สมเด็จฯ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ, ๒๔๗๓)
แมเ้ อกสารชนิ้ นจี้ ะมศี กั ราชระบไุ วอ้ ยา่ งชดั เจนและคอ่ นขา้ งเรยี งเนอ้ื เรอื่ งตามลำ� ดบั เวลา แตก่ ป็ รากฏวา่ ในตอนทา้ ย
ของเอกสารชน้ิ นไ้ี ดป้ รากฏจลุ ศกั ราช ๖๕๙ (พ.ศ.๑๘๔๐) แทรกขน้ึ มาในหนา้ ๓๘ ผเู้ ขยี นคดิ วา่ จดุ นเี้ อง ทนี่ กั วชิ าการหลายทา่ น
ได้ลดทอนความเช่ือถือของเอกสารช้ินนี้ลง จนถึงกับไม่ใช้เอกสารชิ้นนี้ในส่วนท้ายเพื่อศึกษาเร่ืองพราหมณ์สมัยอยุธยา
แต่จากการล�ำดับเรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารแล้ว ท�ำให้สันนิษฐานได้ว่าเอกสารชิ้นนี้อาจเกิดการสลับหน้าขึ้น ซ่ึงอาจเป็น
ความผดิ พลาดในขน้ั ตอนชำ� ระเอกสารในสมยั โบราณโดยอาลกั ษณ์ ผคู้ ดั ลอกตำ� นาน เรอ่ื งราวตอนนจ้ี งึ ไดย้ อ้ นกลบั ไปเลา่ ถงึ
สมเด็จองค์นารายน์รามาธิบดอี ีกครั้งหน่งึ (ในหน้า ๓๘ - ๔๔)
ความผดิ พลาดของเอกสารอาจเปน็ ผลจากการชำ� ระเอกสารหลายครงั้ นบั ตงั้ แตร่ ชั สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
ลงมา ดังเห็นได้จากการท่ีเน้ือความของเอกสารแสดงถึงการก�ำหนดศักดินาของข้าราชการขุนนาง และพราหมณ์ไว้อย่าง
ชัดเจน ซึ่งการก�ำหนดศักดินาเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตัวอย่างความผิดพลาดอีกส่วนหน่ึงเห็นได้
จากเนื้อความในรัชสมัยพระเจ้าอู่ทองซ่ึงกล่าวว่า “.....ลูกขุนหัวเมืองแลแขกจีนไปมา ฝร่ังนานาประเทศก็ดี” (หน้า ๑๐)
แสดงถึงความไม่สมเหตุผล เพราะตามหลักฐานฝร่ังเพ่ิงเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาอย่างเร็วที่สุดคือในรัชสมัยสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ โดยชาตแิ รกทเ่ี ข้ามาคอื โปรตุเกส (จุฬศิ พงศ์ จฬุ ารตั น์ ๒๕๔๖) นอกจากนี้ยงั มีหลกั ฐานอีกว่า เนอ้ื ความในรัช
สมัยพระมหาจกั รพรรดิมกี ารกลา่ วถึง “...จีนสรุ ังวลิ นั ตา แขกไทยนานาประเทศตา่ งภาษาก็ด”ี (หนา้ ๒๙) ซึง่ แสดงใหเ้ หน็
วา่ เอกสารชนิ้ นมี้ กี ารชำ� ระภายหลงั คอ่ นขา้ ง แนช่ ดั เพราะวลิ นั ตาหรอื ฮอลนั ดาเพงิ่ เขา้ มาตดิ ตอ่ การคา้ ขายกบั อยธุ ยาในรชั สมยั
สมเด็จพระนเรศวร และปรากฏบทบาทชัดเจนในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยฮอลันดากับอยุธยาท�ำการค้าครั้งแรก
ใน พ.ศ.๒๑๔๗ (ขนุ วิจติ รมาตรา ๒๕๑๑) ค�ำว่า “วิลนั ตา” น้ียงั ปรากฏในเน้ือความในรัชสมัยขององค์นารายณร์ ามาธิบดี
ทีม่ ีศกั ราชก�ำกับอยู่คอื พ.ศ.๑๘๔๐ อกี ดว้ ย
มคี วามเปน็ ไปไดท้ เ่ี อกสารทง้ั หมดอาจชำ� ระครง้ั หลงั สดุ ในรชั สมยั พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกษฐด์ งั จะเหน็ ไดจ้ ากในเอกสาร
หลายตอนปรากฏตำ� แหนง่ ของโกษาธิบดี ซึ่งเป็นตำ� แหน่งผคู้ วบคมุ หวั เมอื งฝ่ายใต้แทนตำ� แหนง่ ของ สมุหกลาโหมเดิมทที่ ำ�
หน้าท่นี ้ี สนั นิษฐานว่าเรม่ิ ข้นึ ในรัชกาลสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกษฐ์ (มานพ ถาวรวัฒน์สกลุ ๒๕๔๗: ๑๑๔ – ๑๑๖) ดงั
เห็นได้จากความตอนหน่ึงว่า “แลองค์นารายน์รามาธิบดี ตรัสว่าจารีตธรรมเนียม พระนารายน์เทวารูปท�ำเปนประการใด
แลเจา้ พญาโกษาธบิ ดถี ามชพี อ่ เบญจภาษา...” (หนา้ ๕) ซงึ่ การปรากฏขน้ึ ของตำ� แหนง่ โกษาธบิ ดใี นเอกสารมคี วามสอดคลอ้ ง
กับการพบวา่ ต�ำนานพราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราชมีการเขยี นข้นึ อกี คร้ังในรัชสมยั ของพระองค์ ความผดิ พลาดของลำ� ดับ
173
อายุสมัยและเนื้อความท่ีกล่าวมาข้างต้นนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าเน่ืองจากสาระส�ำคัญของการช�ำระต�ำนานพราหมณ์
เมอื งนครศรธี รรมราชคงเปน็ ไปเพอ่ื จดุ ประสงคใ์ หก้ ฎหมายหรอื พระราชกำ� หนดทง้ั หลายเพอื่ ใหม้ คี วามทนั สมยั และใหเ้ กดิ ผล
ในการบังคบั ใช้ แม้จะอา้ งองิ จากกฎหมายสมัยโบราณกต็ าม๒
สังเขปเน้ือหาในต�ำนานพราหมณ์เมอื งนครศรีธรรมราช
เพอื่ ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจภาพเหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ และนำ� ไปคดิ ตอ่ ผเู้ ขยี นจงึ ขอสรปุ เนอ้ื หาและคดั เลอื กประเดน็ ทเี่ หน็ วา่
มคี วามสำ� คัญของต�ำนานพราหมณ์เมอื งนครศรธี รรมราชกล่าวไว้โดยสังเขป โดยแบง่ เนือ้ หาออกเปน็ ๔ ตอน
ตอนท่ี ๑ รัชสมัยสมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง
เริ่มต้นเม่ือ พ.ศ.๑๘๙๓ องค์นารายณ์รามาธิบดีซ่ึงครองอยู่เมืองรามราชมหานคร (พาราณสี) กับองค์นารายณ์
รามาธบิ ดกี ษตั รยิ ก์ รงุ ศรอี ยธุ ยา ทรงกระชบั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั โดยการชกั นำ� ของนายวานชิ (พอ่ คา้ ) กษตั รยิ เ์ มอื งรามราช
ทรงส่งเทวรูปพระนารายณ์ พระศรีลักษมี พระมเหวารีย์บรมหงส์ และชิงช้าทองแดงมายังอยุธยา โดยมีชีพ่อเบญจภาษา
เปน็ ผอู้ ญั เชญิ มาเรอื ทอ่ี ญั เชญิ เทวรปู ไดต้ ดิ พายอุ ยทู่ ป่ี ากนำ�้ ตรงั กรมการเมอื งตรงั จงึ สง่ ขา่ วไปยงั เจา้ พญานคร และพระหลวง
กรมการท้ังสองได้อัญเชิญเทวรูปมาไว้ยังเมืองนคร และแจ้งเร่ืองต่อไปยังเจ้าพญาโกษาท่ีอยุธยาเพื่อที่จะอัญเชิญเทวรูป
เหล่าน้ันไปที่อยุธยาอีกต่อหน่ึง แต่สุดท้ายเทวรูปไม่ยอมไปอยุธยา จึงน�ำไปไว้ที่ต�ำบลท่าม้า ในเมืองนครศรีธรรมราช
เจ้าพญาโกษาได้ตรวจเมื่อเห็นตามนน้ั จึงได้กลับไปอยธุ ยาพรอ้ มพราหมณ์ (ต�ำแหน่งผแดง)
พระเจ้าอู่ทองจึงโปรดให้ผแดงธรรมนารายน์ และผแดงศรีกาเกียสเภาลักจัน เข้าเฝ้าท่ีอยุธยา และแต่งตั้ง
ใหผ้ แดงธรรมนารายน์ เป็นออกพระธรรมนารายนเ์ วทภกั ดศี รรี ันโกษา สว่ นผแดงศรีกาเกียสเภาลักจนั เปน็ ออกพระศรรี าช
โกเมนทรภ์ ักดีศรอี าคมชมุ นม แลว้ ให้กลบั ไปดูแลเทวรูปทเ่ี มืองนคร พรอ้ มกันนีไ้ ดป้ ระกาศกัลปนาทดี่ ินสร้างหอพระเทวรูป
ทเ่ี มืองนครและข้าพระชายหญิงอกี ๒๐๐ คน จากอยธุ ยาใหไ้ ปอยู่ยังเมอื งนครด้วย อกี ทงั้ ยังออกกฎหมายค้มุ ครองข้าพระ
ที่กัลปนายังเมืองนคร และให้เจ้าพญาโกษาไปประกอบพิธีกรรมบูชาเทวรูปที่เมืองนครทุกปี แต่มีอยู่ปีหนึ่งเจ้าพญาโกษา
๒การช�ำระนั้นไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะไม่มีความน่าเชื่อถือเสียทีเดียว แนวคิดแบบไทยเก่ียวกับการช�ำระเอกสาร
ทางประวัติศาสตร์น้ันมีนัยยะหลากหลาย การช�ำระไม่เพียงแต่หมายถึงการแก้ไขข้อผิดพลาดในเอกสาร เช่นการเปล่ียนแปลงศักราช
(เพราะเห็นว่าเป็นกาลกิณี) การแก้ไขค�ำท่ีสะกดผิด การเติมข้อความท่ีขาดหาย การตัดส่วนท่ีเติมมาในภายหลังออก หรือการตัดส่วนที่มี
ความขดั แย้งออกไป แตย่ ังหมายถึงการเปลีย่ นแปลงเอกสารในสาระส�ำคญั ด้วย เชน่ เปลีย่ นช่ือตำ� แหนง่ ของบุคคลใหต้ รงกับตำ� แหน่งทดี่ ำ� รง
อยใู่ นสมยั หลัง การเติมข้อความ และรวมถงึ การเขยี นใหมด่ ว้ ย
ดังน้ันกระบวนการช�ำระนน้ั เปน็ สง่ิ ท่ีทำ� อยา่ งตอ่ เน่อื งมกี ารเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของเวลา การเมือง (โยเนโอะ อชิ ิอิ เขยี น,นธิ ิ
เอยี วศรวี งศ์ แปล ๒๕๓๖: ๑๔) ซงึ่ ทง้ั หมดนเ้ี ปน็ จติ สำ� นกึ ทมี่ คี วามแตกตา่ งจาก นกั ประวตั ศิ าสตรป์ จั จบุ นั และคนในอดตี กไ็ มไ่ ดถ้ อื วา่ เปน็ เรอื่ ง
ทม่ี คี วามผดิ ในฐานะของการปลอมแปลงเอกสาร เพราะการเปลยี่ นแปลงเนอ้ื หาเหลา่ นเ้ี กดิ ขน้ึ ในวงจำ� กดั และมกั เปน็ คำ� สง่ั จากกษตั รยิ เ์ ทา่ นน้ั
แต่ก็มักเป็นท่ีมาของการประมนิ ความนา่ เชอ่ื ถอื ของเอกสารทางประวัติศาสตร์
174
ไม่สามารถเดินทางไปบูชาเทวรูปได้ เพราะวันท่ีก�ำหนดให้ไปบูชาทุกปีนั้น ตรงกับฤดูมรสุมเสมอ พราหมณ์จากเมืองนคร
จงึ ไดม้ าทลู ขอทำ� พธิ กี รรมบชู าเอง ซง่ึ พระเจา้ อทู่ องกท็ รงมพี ระบรม ราชานญุ าต หลงั จากนน้ั จงึ ไดม้ กี ารประกาศตรากฎหมาย
เกี่ยวกับการแบ่งคน อนั เกิดจากการสมรสของข้าพระ กฎหมายค้มุ ครองพราหมณ์ กฎหมายห้ามการเรียกแรงงานและเงิน
จากพราหมณ์ ลูกพราหมณ์และขา้ พระ
เนอื้ หาในตอนท่ี ๑ นีย้ งั ไปปรากฏอกี คร้ังในหน้า ๓๘ - ๔๔ ซ่ึงห่างจากเนื้อความของตอนที่ ๑ (หนา้ ๑ - ๑๗)
อยหู่ ลายหน้า แตพ่ บวา่ สำ� นวนและเรื่องราวมีความต่อเน่ืองกบั ตอนท่ี ๑ เชน่ เรือ่ งการกลั ปนาคร ๒๐๐ เป็นต้น
เนอ้ื หาในสว่ นนกี้ ลา่ วถงึ ราชการในเมอื งนครทอี่ ยธุ ยาเขา้ ไปควบคมุ และเรอื่ งการพจิ ารณาคดใี นโรงศาลเนอื่ งดว้ ย
ทางนครศรีธรรมราชเกิดคดีความขึ้น องค์นารายน์รามาธิบดีทรงพระกรุณามีพระราชโองการตรัสแก่ ขุนพิพัฒน์โกษา
ให้แต่งตั้งพระก�ำหนดและพระธรรมศาสตร์ให้แก่ชีพราหมณ์ท้ังหลาย “...ว่าซึ่งลูกเมียพรรคพวกชีพ่อพราหมณ์ท้ังหลาย
มีคดีส่ิงใด” (หน้า ๓๙) นอกจากน้ียังมีกฎหมายออกมาควบคุมก�ำลังพลอีกหลายมาตราที่ส�ำคัญได้กล่าวถึงไพร่ต่างๆ เช่น
“ไพร่พทุ สาด จีนแขกไทยฝรัง่ วลิ ันดานานาประเทศกด็ ี คือ แม่งัว พอ่ งัว ข้าส่วยแลอาสาแขก ไทยบโทนและนักการต่างๆ
ภาษากด็ ไี พรส่ มั กดั พนั ...ขา้ พระอศิ วรนารายนช์ พี อ่ พราหมณท์ ง้ั หลายกด็ ”ี กฎหมายสำ� คญั ในชว่ งนอี้ กี อยา่ งหนง่ึ คอื กฎหมาย
คุม้ ครองพราหมณ์และลงโทษพราหมณ์ดว้ ยการปรบั ไหม
ตอนท่ี ๒ รัชสมยั สมเดจ็ พระชัยราชาธริ าช (?)
เนอ้ื หาในสว่ นนี้ (หนา้ ท่ี ๑๘-๑๙) ยงั มคี วามนา่ สงสยั วา่ เกดิ ขนึ้ ในรชั สมยั ใด หากยดึ ตามจลุ ศกั ราชทปี่ รากฏคอื ๘๙๙
จะตรงกับรัชสมัยพระชัยราชาธิราช และดูจะมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ เพราะในหน้าถัดไปจะเป็นศักราช ในรัชสมัย
ของพระมหาจกั รพรรดิ แตส่ มเดจ็ ฯกรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพกไ็ ดต้ งั้ ขอ้ สงั เกตวา่ เนอื้ ความเมอ่ื จลุ ศกั ราช ๘๙๙ นไ้ี ดป้ รากฏ
ช่อื ของ “พระนารายน์เมอื งหาง” พระองคท์ รงเห็นวา่ นา่ จะเปน็ สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ซง่ึ ยงั เป็นประเดน็ ทน่ี ่าสงสยั
และคงต้องตรวจสอบตอ่ ไป
เนื้อความตอนนี้เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกฎหมายเพ่ือคุ้มครองพราหมณ์ไม่ให้ใครเข้ามากรรโชกชี
พ่อพราหมณ์และข้าพระ กฎหมายควบคุมและห้ามเรียกค่าต่างๆ เช่น อากร ขนอนตลาด ฤชา จากข้าพระเทวรูป ๒๐๐
(ซ่ึงน่าจะเป็นข้าพระที่พระเจ้าอู่ทองได้กัลปนาให้น่ันเอง เพราะมีจ�ำนวนตรงกัน) เงินเหล่านี้ห้ามเอาเข้าคลังหลวง
เพราะเป็นเงนิ สินทาน กฎหมายห้ามเรียกเอาขา้ พระไปใช้งาน เช่น งานโยธา การตดั หนัง และเอาไปเล้ยี งช้าง
ตอนท่ี ๓ รัชสมัยสมเดจ็ พระมหาจักรพรรดิ (?)
ในรัชสมัยน้ี (หน้า ๑๙ - ๓๘) เป็นช่วงทม่ี กี ฎหมายตา่ งๆ ออกมาเป็นจำ� นวนมาก เม่อื เทียบกับรัชสมยั กอ่ นหนา้
ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงความวุ่นวายของชุมชนพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช และยังแสดงถึงอ�ำนาจจากส่วนกลาง
ของอยุธยาที่เข้ามาควบคุมเมืองนครศรธี รรมราชมากข้นึ
175
เนื้อหาได้กล่าวถึงการปฏิสังขรณ์เทวสถาน โดยมีชีพัทลุง ชีพ่อท้ังหลายและพราหมณ์ไวถึกท่ีอยู่เมืองนคร
น�ำเอาส่ิงของต่างๆ มาช่วยกันปฏิสังขรณ์ โดยแจ้งไปยัง “กรุง” ศรีอยุธยาด้วย ในการนี้ยังมีการท�ำพิธีกรรมต่างๆ เช่น
พิธีตรีย�ำพวาย พิธียกประตูเมืองทั้งเก้า และพิธีต้ังพระหลักเมือง เป็นต้น พิธีกรรมเหล่าน้ีได้กระท�ำร่วมกันระหว่าง
“สงฆแ์ ละพราหมณ์ตัง้ กณุ ฑพ์ ธิ เี ข้าด้วยกัน”
ในรชั สมยั นไี้ ดม้ กี ฎหมายออกมาเปน็ จำ� นวนมาก ไดแ้ ก่ กฎหมายทต่ี กั เตอื นขา้ ราชการในทอ้ งถน่ิ รวมถงึ พญานคร
ห้ามเรียกเอาเงินค่านอนไฟและค่าท�ำเรือนจากพราหมณ์ กฎหมายการสืบทอดมรดกด้วยการสืบบ�ำเหน็จต่อจากพราหมณ์
ผตู้ าย กฎหมายการลงโทษผกู้ ระทำ� ผดิ ตอ่ พราหมณ์ และลงโทษพราหมณ์ กฎหมายหา้ มลงโทษพราหมณด์ ว้ ยความไมย่ ตุ ธิ รรม
ในระยะน้ีชุมชนพราหมณ์ในเมืองนครคงขยายตัวข้ึน เห็นได้จากการปรากฏ “ปโรหิตหัวชุมนุมพราหมณ์ชีพ่อท้ังหลาย
ผู้กรมการฤามารดาบดิ าพ่ีน้องปา้ ผู้ใดๆ ร่วมย่าทวดเดยี วกนั ก็ด”ี
เนือ้ หาในตำ� นานพราหมณฯ์ สมัยนไ้ี ดเ้ ปล่ียนแปลงไปโดยมกี ารกลา่ วถงึ พธิ ีกรรมศพของพราหมณ์ และทน่ี ่าสนใจ
คือการกล่าวถึงศักดินาของขุนนาง เพื่อใช้ในการก�ำหนดโทษแก่ผู้ที่ละเมิดต่อพราหมณ์ ซ่ึงจะเกี่ยวพันกับบทลงโทษ
และการปรบั ไหมตา่ งๆ
อาจกล่าวได้ว่าในช่วงสมัยนี้ปัญหาความขัดแย้งของพราหมณ์รุนแรงมากข้ึน ดังเห็นได้จากความตอนหน่ึงว่า
“แลชพี อ่ ผมู้ พี รตกด็ ชี นะแกส่ ำ� นวนแกโ่ สตแล [ผรษุ ] ชน ฤานานาประเทศพริ ธุ แลว้ และชพี อ่ ผมู้ พี รตชนะสงู คดใี นสำ� นวน ฤา
ว่าโสดสิบสองภาษาพิรุธจริงแล้วไซร้ หรือให้ปรับไหมผู้น้ันโดยยศถาศักดิ” (หน้า ๓๒) การตัดสินคดีท้ังหมดอ้างอิงอยู่กับ
“พระธรรมสารทแพง่ อาญาธรรธกิ รณ มโนสาเรดจุ เดยี ว” (หนา้ ๓๗) ในชว่ งเวลานมี้ พี ราหมณป์ ระเภทตา่ งๆ เชน่ ชมุ ชนเทศรี
พราหมณ์ชุมชนราชครูปุโรหิต ชีพ่อ พราหมณ์โหรดาจารย์ คุณุปอาดานมชุมนุม พราหมณ์ชุมชน เป็นต้น ความซับซ้อน
ของโครงสร้างหนา้ ทข่ี องพราหมณ์มากขน้ึ น้ียังสอดคลอ้ งกับการเกิดขน้ึ ของ “ทวยราษฎร์กตุมภี” (หน้า ๒๙) “กตมุ ภี” คอื
“กระฎมุ พ”ี ในคำ� ปัจจบุ ันซึง่ หมายถงึ กลุ่มชนชน้ั กลางทม่ี กี �ำลงั ทรัพย์
ตอนท่ี ๔ สมยั สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกษฐ์ (บรมโกศ)
เอกสารในสมยั น้ี (หนา้ ๔๕ - ๔๘) กลา่ วถงึ ความเสอื่ มโทรมของพราหมณใ์ นเมอื งนครโดยขา่ วรไู้ ปถงึ กรงุ ศรอี ยธุ ยา
ว่าไม่มีพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ (อุปไวยะทึกอาจารย์) ด้วยเป็นเพราะในขณะนั้นมีแต่ “ชาติแขกชิวิร�ำมเหศอาดานพิริ”
ท�ำให้ขาดผู้อุปถัมภ์ค้�ำชูศาสนา และขาด “พระต�ำรากฎพระธรรมศาตร์พระราชก�ำหนด” ซึ่งจะใช้ในการบวชพรต ดังนั้น
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ จึงมีพระราชโองการขอให้ปลัดเมืองนครช่วยบ�ำรุงพราหมณ์ บังคับให้ปฏิบัติตามกิจจาริต
วานิชพราหมณ์ และให้อยู่ในศีลพรตให้เหมือนอย่างในกรุงศรีอยุธยา และให้ดูแลเทวสถานพระนารายณ์ พระอิศวร
และพระวิฆิเนศร์ หากพราหมณ์ผู้ใดไม่ปฏิบัติก็ให้ลงโทษสถานหนัก หรือพราหมณ์ผู้ใดที่พ้นโทษแล้วก็อนุญาตให้กลับไป
บวชพราหมณ์ใหม่ได้ และอย่าให้ชาติตระกูลพราหมณ์ “แปลกปนกันเปนหินชาติจัณฑาลผิดจาริตวาริชพราหมณ์ๆ ที่ดีๆ
ก็พลอยเศร้าหมองมุนทิลเสียด้วย แลจะไปสู่โทษอบายทุกข์เปนอันแท้ฯ” ส�ำหรับการลงโทษพราหมณ์ได้ปรากฏไว้อย่าง
ชัดเจนว่า “ให้ชุมนุมพราหมณ์พร้อมกันกระท�ำโทษ ถอดสุวรรณชักเกสาชักกุณทานเด็จทุร�ำถอดประวิศ สินเกสาให้นิราศ
โดษเสยี แลจกั ใหเ้ ขา้ มาเปน็ พราหมณท์ ำ� การมงคลพธิ สี ง่ิ ใดอกี เลา่ นน้ั ไมเ่ ปน็ การมงคล” (หนา้ ๔๗) สว่ นถา้ หากเหน็ วา่ พราหมณ์
ผใู้ ดมปี ญั ญา ก็ใหป้ รกึ ษากันใหจ้ ดั เขา้ มาเล่าเรยี นในกรงุ ศรีอยุธยา
176
สงั คมและวถิ ีชวี ิตของพราหมณใ์ นเมืองนครศรีธรรมราช
การปรากฏต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช ซ่ึงมีลักษณะเป็นกฎหมาย ย่อมแสดงให้เห็นว่า ในขณะน้ัน
นครศรีธรรมราชเป็นเมืองท่ีมีกลุ่มของพราหมณ์ตั้งถ่ินฐานอยู่เป็นจ�ำนวนมาก และยังเป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์
ท่ีส�ำคัญในอาณาเขตการปกครองของอยุธยา แต่โดยนัยยะท่ีมากไปกว่าน้ันแล้ว กฎหมายเกิดขึ้นจากความพยายามแก้ไข
หรือป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในสังคม ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชจึงช่วยให้เราเข้าใจสังคมและวิถีชีวิต
ของพราหมณ์ในเมอื งนครศรีธรรมราชไดเ้ ปน็ อยา่ งดี แตป่ ระเด็นนี้ยงั ไม่ได้มีการศกึ ษาวิเคราะหม์ ากนัก
นับต้ังแต่รัชสมยั ของสมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ ๑ (พระเจา้ อู่ทอง) รัชสมยั ของสมเดจ็ พระชัยราชาธริ าช และรชั สมยั
ของสมเด็จพระมหาจกั รพรรดิ ลกั ษณะกฎหมายทีอ่ อกมามักเปน็ มาตราหรือเรอื่ งทซี่ ้ำ� ๆ กัน ซ่ึงแสดงใหเ้ หน็ วา่ สภาพสงั คม
และการดำ� เนนิ ชวี ติ ของพราหมณใ์ นเมอื งนคร มรี ปู แบบชวี ติ ทใี่ กลเ้ คยี งกนั ในแตล่ ะชว่ งสมยั แตเ่ มอ่ื บรบิ ททางสงั คมเศรษฐกจิ
ของอยุธยาเปล่ียนแปลง โดยเฉพาะในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย พบว่าสภาพ
ของพราหมณใ์ นเมอื งนครอยใู่ นภาวะเสอื่ มโทรมถงึ ทสี่ ดุ จนถงึ ขน้ั ตอ้ งสง่ พราหมณจ์ ากเมอื งนครเขา้ ไปเรยี นความรทู้ างศาสนา
ในกรุงศรีอยธุ ยา
รูปแบบการปกครองพราหมณ์ของเมืองนครกับอยุธยามีความแตกต่างกันพอสมควรในด้านโครงสร้าง เห็นได้
จากท่จี ฬุ ิศพงศ์ จฬุ ารตั น์ (๒๕๔๖) ไดศ้ กึ ษาบทบาทของขุนนางกรมทา่ ขวาสมยั อยธุ ยา พบว่าพราหมณไ์ ดร้ ับการจัดให้อยู่
ในการควบคมุ ของขนุ นางกรมท่าขวา โดยเรียกพราหมณว์ า่ “พราหมณเ์ ทศ” หรือ “แขกพราหมณ์” อันหมายถงึ ชาวอนิ เดีย
ท่ีนับถือศาสนาฮินดู ซึ่งเดินทางเข้ามาค้าขายและต้ังถ่ินฐานในสยาม กาญจนาคพันธุ์เช่ือว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่พราหมณ์พิธี
แตเ่ ปน็ ราษฎรธรรมดาสามญั ทม่ี าจากอนิ เดยี เพอ่ื มาทำ� การคา้ และยงั ปรากฏพระอยั การตำ� แหนง่ นาพลเรอื นอกี ดว้ ย พราหมณ์
เหล่าน้ีได้ตั้งประชาคมหรือชุมชนขึ้นในอยุธยา โดยมีขุนนางต�ำแหน่ง “หลวงนนทเกษ” เป็นเจ้าท่าพราหมณ์เทศในสังกัด
กรมทา่ ขวา แต่ต�ำแหนง่ เหล่าน้กี ลบั ไมป่ รากฎอยใู่ นต�ำนานพราหมณ์เมืองนคร สาเหตุทเี่ ปน็ เช่นน้นั อาจเป็นเพราะต�ำแหนง่
เหลา่ นเ้ี ปน็ เรอ่ื งของการปกครองจากสว่ นกลาง สว่ นทอ้ งถน่ิ หรอื หวั เมอื งนา่ จะมอี สิ ระในการปกครอง หรอื มอี งคก์ รปกครอง
ดูแลเปน็ ของตนเอง เพยี งแตท่ างรฐั ส่วนกลางไดอ้ อกกฎหมายข้ึนมาควบคุมเพ่อื ให้เกดิ บรรทดั ฐานของการปกครอง
ความซับซ้อนของการปกครองพราหมณ์ในสมัยอยุธยาคงไม่ได้ขึ้นตรงแต่เพียงขุนนางกรมท่าขวาเท่าน้ัน
ดังเห็นได้จากในพระอัยการต�ำแหน่งนาพลเรือน พบต�ำแหน่งพระมหาราชครูที่เป็นพราหมณ์อยู่อีกถึง ๒ ต�ำแหน่ง
คือพระมหาราชครูพระครูมหิธรธรรมราชสุภาวดีศรีวิสุทธคุณวิบูลธรรมวิทุทธิพรหมาจาริยาธิบดีพุทธาจารย์ นาหม่ืน
กบั พระมหาราชครพู ระราชปโรหติ ดาจารยส์ ภุ าวดศี รบี รมหงษอ์ งคปรุ โิ สดมพรหมญาณวบิ ลู สลี สรุ ติ ววิ ธิ เวทยาพรหมพทุ ธาจารย์
นาหมน่ื และยงั ปรากฏศกั ดนิ าของพราหมณ์ นา ๑๐,๐๐๐ และ ๕,๐๐๐ เปน็ ตน้
แสดงวา่ ตงั้ แตใ่ นรชั สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเปน็ ตน้ มา เปน็ ชว่ งเวลาทพี่ ราหมณถ์ กู กาํ หนดหนา้ ทข่ี อบเขต
ของอํานาจอย่างชัดเจนในสังคมอยุธยา ตําแหน่งของพราหมณ์ทั้งสองคือ มหาราชครูปุโรหิต และมหา ราชครูมหิธร
ซงึ่ เปน็ หวั หนา้ พราหมณใ์ นสงั กดั กรมวงั มหี นา้ ทสี่ าํ คญั ในการออกกฎหมายหรอื ชต้ี วั บทกฎหมายในคดตี า่ งๆ เนอ่ื งจากเปน็ กลมุ่
ของพราหมณท์ ีม่ คี วามรู้ในคมั ภีรพ์ ระธรรมศาสตร์อยา่ งดี แตจ่ ะไม่มีอาํ นาจในการบังคับคดี (กาญจนา สวุ รรณวงศ,์ ๒๕๓๙)
177
สําหรับในเมืองนครศรีธรรมราชซ่ึงเป็นเมืองที่มีพราหมณ์อยู่เป็นจํานวนมาก ทําให้สังคมของกลุ่มพราหมณ์น้ี
มีความซบั ซอ้ น ดังเห็นไดจ้ ากการใช้คําวา่ “ชมุ นมุ พราหมณ”์ ในตาํ นานฯ ชมุ ชนเหล่านีม้ หี ลายชุมนุมดว้ ยกนั คงข้ึนอยกู่ ับ
ความเช่ือของพราหมณ์ในการนับถือเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ที่มีความแตกต่างกัน จากเอกสารพบว่ามีกลุ่มท่ีนับถือ
พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพิฆเณศ กล่มุ พราหมณ์ทพี่ บประกอบด้วยพราหมณ์ราชครปู โรหิต ชี พ่อ (บางครั้งเขียนวา่
“ชีพอ่ พราหมณ์” ตดิ กัน) พราหมณโ์ หรดาจารย์ พราหมณ์ ครปู อาตานมชมุ นุม พราหมณช์ มุ นุม และพญารยิ ในรชั สมัย
พระมหาจักรพรรดพิ ราหมณเ์ หลา่ นไ้ี ดร้ ับการกาํ หนดศักดินา ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นถึงความ ซับซ้อนดา้ นการปกครอง ซึ่งทง้ั หมด
จาํ เปน็ จะตอ้ งอา้ งองิ กบั คมั ภรี ท์ างศาสนา ดว้ ยเหตนุ เี้ องจงึ เหน็ ไดว้ า่ ในตาํ นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช ตง้ั อยบู่ นพน้ื ฐาน
ของคมั ภรี พ์ ระธรรมศาสตร์ ความเขา้ ใจของราชสาํ นกั อยธุ ยาทมี่ ตี อ่ คมั ภรี ข์ า้ งตน้ พจิ ารณาจากพระราชกาํ หนดดา่ งๆ ตวั อยา่ ง
เชน่ บทลงโทษพราหมณ์ท่ีกระทําผดิ จะลงโทษตีด้วยไมไ้ ผ่ หรือใหเ้ นรเทศ และการปลงพรต สงั วาล ซ่งึ ถอื เปน็ สัญลกั ษณ์
ของความเป็นพราหมณ์ นอกจากนี้แล้วกษัตริย์ยัง ไม่อาจทรงลงพระอาญาประหารพราหมณ์ให้เลือดตกแผ่นดิน
หากมคี วามผดิ ฐานเปน็ กบฏจะไดร้ บั โทษถงึ ตาย กจ็ ะไมป่ ระหารชวี ติ ดว้ ยการตดั คอ แตจ่ ะถว่ งลงมหาสมทุ ร หลกั การลงโทษ
นม้ี าจาก “คมั ภรี ม์ านวธรรมศาสตร”์ ซง่ึ กลา่ วถงึ กฎหมายและบทลงโทษผทู้ ฆี่ า่ พราหมณ์ และรวมถงึ การลงโทษแกพ่ ราหมณ์
(สุกัญญา หอประทมุ ๒๕๓๑: ๙๓ - ๙๔)
เนื่องจากพราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราชเป็นกลุ่มคนท่ีมีจํานวนมาก และพราหมณ์เองก็มีความแตกต่าง
จากพระสงฆ์ จงึ เปน็ ธรรมดาทจ่ี ะเกดิ การทะเลาะววิ าทกบั กลมุ่ คนอนื่ ๆ ในสงั คม แตพ่ ราหมณเ์ องกม็ สี ถานภาพพเิ ศษในสงั คม
ยุคน้นั เหน็ ไดจ้ ากในตาํ นานฯ กลา่ วไวว้ า่ ถา้ ผู้ใดทะเลาะกบั พราหมณ์ กจ็ ะโดนโทษปรบั ไหม และในชั้นศาลกย็ งั หา้ มเอาเงิน
จากพราหมณ์ ดังเชน่ “พระยาและอธิบดเี สนามนตรแี ละหวั เมืองอําเภอทีใ่ ดกด็ อี ย่าพึงไหมเอาเงินของชีพ่อพราหมณ์ผพู้ ิรธุ
คดีแพ้สํานวนเลย แลให้ไหมเอาทองแดงแทนตามบรรดาศักดินา” และส่ิงที่ถูกปรับเป็นไหมเหล่าน้ีก็จะไม่นําเข้าคลัง
แต่จะนาํ ไปทมุ่ มหาสมุทรแทน (หน้า ๓๐) ในทางตรงกนั ขา้ ม ผู้ทที่ ํารา้ ยพราหมณจ์ ะไดร้ บั การลงโทษอยา่ งหนกั ด้วยการใช้
หลักการปรบั จากศกั ดนิ าเช่นเดยี วกนั ดงั เช่นตอนหนงึ่ ในตํานานฯ คือ พระเจ้าอยู่หัวมีพระบณั ฑรู ว่า พญาหมน่ื มียศถาศกั ดิ
หรือผู้ท่ีเป็นญาติ หากล่วงเกินพราหมณ์ให้ลงโทษด้วยการใช้ไม้ไผ่ตี ๕๐ ที และให้ปรับไหมตามศักดินา ไม่ว่าจะเป็นผู้ท่ี
ถอื ศกั ดนิ า ๑๐,๐๐๐ จนถงึ ๒๐ ทรพั ย์ที่ไดจ้ ากการปรับไหมจะตกเป็นผลประโยชนแ์ กพ่ ราหมณ์
178
ในเรอ่ื งของกฎหมายทปี่ รากฏในตาํ นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชนี้ พบวา่ เมอื่ จดั แบง่ ออกเปน็ หมวดหมแู่ ลว้
มีความสอดคล้องกับกฎหมายในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งรวบรวมขึ้นในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ กฎหมาย
แทบทั้งหมดเป็นกฎหมายเก่าครั้งสมัยอยุธยา ประเภทของกฎหมายในตํานานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชหรือเนื้อหา
ของกฎหมายที่ปรากฏ อาจแบง่ ออกได้เป็นเรือ่ งดงั นี้
ตารางเปรยี บเทยี บกฎหมายในตํานานพราหมณเ์ มืองนครศรธี รรมราช
กบั กฎหมายตราสามดวง
กฎหมายใน ตํานาน กฎหมายตราสามดวง๓
พราหมณ์ฯ
= พระราชกาํ หนด เป็นกฎหมายเท่าคร้ังสมยั อยธุ ยา
พระกําหนด = พระธรรมสาสตร์ (พระธรรมศาสตร)์ ประกอบด้วยเร่ืองมหาสมมตริ าซ,
พระธรรมสาสตร
เร่ืองทางตระลาการ มูลคดที างตระลาการ ถอื เป็นรากฐานของกฎหมาย
กฎหมายควบคมุ และ = เทียบเทา่ กบั การออกกฎหมายกฎพระสงฆ์เพ่อื ควบคมุ และคุ้มครองความประพฤติ
คุ้มครองพราหมณ์
กฎหมายเกย่ี วกบั ให้เรียบรอ้ ย
พราหมณ์มาตราต่างๆ = สามารถจัดหมวดหม่ไู ด้ตรงกบั กฎหมายตราสามดวงหลายเรือ่ ง
- พระธรรมนญู เปน็ กฎหมายวา่ ดว้ ยเรือ่ งการศาล
- พรหมศกั ดิ ว่าด้วยค่าชดเชยทผี่ นั แปรกบั ศักดินา
- ตําแหน่งนาพลเรือน เปน็ กฎหมายกําหนดศักดินา ซงึ่ ปรากฏวา่ พราหมณ์
ได้รับการกําหนดศักดิ์
- กฎหมายการแบ่งคน (บางแผนก}
- ลักษณะรบั ฟอ้ ง
- ลักษณะมรดก
- ลกั ษณะเบ็ดเสร็จท่ีประกอบดว้ ยหลายเร่อื งด้วยกัน เชน่ สาเหตุ (แห่งการววิ าท)
- ลกั ษณะการววิ าทตีดา่ กนั เปน็ ต้น
๓สรุปและจดั หมวดหม่จู าก โยเนโอะ ออิ ิ เขยี น นธิ ิ เอียวศรีวงศ์ แปล ๒๕๓๖
179
จากตารางขา้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ แทท้ จ่ี รงิ แลว้ โลกทศั นใ์ นการปกครองในสมยั อยธุ ยา อา้ งองิ กบั รปู แบบการปกครอง
ทางศาสนา จนอาจกลา่ วได้วา่ สงั คมอยุธยา การเมืองและศาสนาไมส่ ามารถแยกออกจากกนั ไดอ้ ยา่ ง เดด็ ขาด จากกฎหมาย
ตราสามดวงกับกฎหมายที่ปรากฏในตํานานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช สะท้อนให้เห็นว่าการปกครอง
ในเมืองนครศรธี รรมราช ตั้งอยูบ่ นบรรทัดฐานเดยี วกันกับการปกครองในอยธุ ยา
ในทางสังคมแล้วสถานภาพของพราหมณ์นับว่าสูง สาเหตุที่เป็นเช่นน้ันเน่ืองจากพราหมณ์ได้รับการยกย่อง
อยใู่ นวรรณะสงู และมบี ทบาททางศาสนา การทกี่ ษตั รยิ อ์ ยธุ ยาจาํ เปน็ ตอ้ งปกปอ้ งพราหมณใ์ นเมอื งนครศรธี รรมราชอยา่ งมาก
(เช่น ห้ามปรับไหมหรือเอาเงินจากพราหมณ์ เป็นต้น) อาจเนื่องมาจากโลกทัศน์ของคนอยุธยาซึ่งถือว่าศาสนาเป็นเร่ือง
จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต จึงทําให้พราหมณ์ได้รับการยกย่องมากเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมและติดต่อ
กบั อาํ นาจเหนอื ธรรมชาติ แตส่ งิ่ ทซ่ี อ้ นเรน้ ไปพรอ้ มกนั นนั้ สว่ นหนง่ึ เนอื่ งจากพราหมณเ์ ปน็ กลมุ่ ชนชนั้ ทสี่ ง่ เสรมิ สถาบนั กษตั รยิ ์
พราหมณ์เป็นกลุ่มคนที่ดํารงไว้ซึ่งความศักด์ิสิทธ์ิของสถาบันทางศาสนา อีกท้ังยังช่วยทําให้รัฐสร้างความศักดิ์สิทธิ์
และความชอบธรรมในการปกครองด้วย
แมว้ า่ พราหมณจ์ ะไดร้ บั การคมุ้ ครองทางกฎหมายมาก แตป่ ญั หาความขดั แยง้ ของพราหมณใ์ นเมอื งนครศรธี รรมราช
ตลอดสมยั อยธุ ยากลบั เกดิ ข้นึ เปน็ ระยะๆ ดงั จะพิจารณาไดจ้ ากเน้ือหาในต�ำนานพราหมณ์เมอื ง นครศรธี รรมราช ที่กล่าวถึง
การที่กรุงศรีอยุธยาจําเป็นต้องออกกฎหมายมาบังคับพวกพราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราชซ�้ำกันหลายคร้ังและต่อเนื่อง
หลายรัชกาล มกี ารปรบั และชําระกฎหมายท้ังในอดีตทเ่ี คยมกี ษัตริย์พระองค์ก่อนๆ ทรงตราไว้
ชว่ งแรกของตำ� นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชในรชั สมยั พระเจา้ อทู่ อง เปน็ ทน่ี า่ สงั เกตวา่ มกี ารออกกฎหมาย
เก่ียวกับพราหมณ์ โดยอ้างถึงปัญหาต่างๆที่เคยเกิดข้ึนมาแล้วในอดีต ซึ่งหมายความว่าก่อนหน้ารัชสมัยพระเจ้าอู่ทอง
ท้ังในอยุธยาและนครศรีธรรมราชมีกลุ่มของพราหมณ์อาศัยอยู่ก่อนแล้ว อีกท้ังยังพบว่ามีการระบุศักราชที่เก่าก่อน
หนา้ การสถาปนากรงุ ศรีอยธุ ยา (คือ พ.ศ.๑๘๔๐) อยา่ งไรก็ตาม ยงั ไมอ่ าจปกั ใจเช่ือได้ว่าศกั ราชดังกล่าวถูกต้อง เนือ่ งจาก
สาํ นวนภาษาและหลักฐานหลายอย่าง เชน่ การปรากฏคาํ ว่า “วิลนั ดา” ในช่วงเวลาน้ี ทําใหไ้ มอ่ าจเชอ่ื ถือศกั ราชท่ีปรากฏ
ได้ อยา่ งไรกด็ ี มคี วามเปน็ ไปไดท้ กี่ อ่ นหนา้ สมยั อยธุ ยา กลมุ่ ของพราหมณค์ งไดเ้ คยกอ่ ปญั หาขดั แยง้ กบั กลมุ่ คนตา่ งๆ มาแลว้
ปัญหาความขัดแย้งท้ังหมดนี้อาจเกิดจากพราหมณ์เอง หรือผู้อ่ืนเป็นผู้กระทําต่อพราหมณ์ ทําให้พระเจ้าอู่ทอง
หรอื องค์นารายณร์ ามาธิบดี ต้องออกกฎหมายจํานวนมากเพ่อื คุ้มครองพราหมณ์ในเมอื งนครศรธี รรมราช
พราหมณ์ในเมืองนคร นอกจากจะมีหน้าท่ีในการดแู ลเทวรูปพระนารายณ์ พระอศิ วร และพระลักษมซี ่ึงอญั เชญิ
มาจากเมืองรามราชในอินเดียแล้ว บรรดาชีพ่อพราหมณ์พรรคพวกลูกหลานจะหาเล้ียงชีพด้วยการ ทํา “สวนไร่นา”
อาจมีการทํา “นำ�้ เหลา้ ” หา “หัวป่าคา่ มันดนิ ” ซง่ึ คงเป็นหัวเผือกหวั มนั แตก่ ไ็ มม่ กี ารเรียกเก็บอากรหรือส่วยจากพราหมณ์
ไมว่ า่ จะหามาไดม้ ากเท่าไร ทงั้ น้เี พราะกลมุ่ คนเหล่าน้มี ีหน้าทตี่ อ้ งนําของท่ีหามาได้สว่ นหนึ่งไปถวายเทวรปู
ความศกั ดส์ิ ทิ ธข์ิ องกฎหมายคงดาํ รงอยมู่ าชา้ นาน จนลว่ งถงึ รชั สมยั สมเดจ็ พระชยั ราชาธริ าชจงึ มกี ารตรากฎหมาย
ออกมาอีกคร้ังหน่ึง แต่ก็เป็นกฎหมายท่ีมีข้อความซ�้ำกับในรัชกาลก่อนๆ ต่อมาจึงได้ทําการคัดลอก ต่อเนื่องลงไปในตัว
ต�ำนานพราหมณ์ เช่นเดียวกับการคัดลอกพระราชกําหนดเก่าในกฎหมายตราสามดวงที่มีข้อความซ้�ำกับกฎหมายเดิม
เปลี่ยนแต่ศักราชและขอ้ ความบางสว่ น
180
ครน้ั มาถงึ จลุ ศกั ราช ๙๑๑ หรอื พ.ศ.๒๐๙๒ สนั นษิ ฐานวา่ ตรงกบั รชั สมยั พระมหาจกั รพรรดิ ในชว่ งเวลานส้ี งั คมของพราหมณ์
เมืองนครเร่ิมส่อเค้าถึงความวุ่นวายในระดับรุนแรงมากข้ึน สังเกตได้จากมีการปรับไหม การลงโทษ และการตัดสินคดี
อย่างเป็นระบบ กลุ่มพราหมณ์เกิดปัญหาขัดแย้งกับกลุ่มคนทุกระดับ รวมถึงชาวต่างชาติต่างภาษา และกระฎุมพี
ซง่ึ หมายถึงกลมุ่ ชนช้ันกลางผู้มกี ําลังทรัพย์หรือพวกพอ่ ค้า และนา่ จะเป็นเหตผุ ลสาํ คัญทีท่ าํ ใหศ้ าสนาพราหมณ์ในเมอื งนคร
รว่ งโรย เมื่อถงึ รชั สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั บรมโกษฐ์ จึงต้องมีการสง่ พราหมณเ์ มอื งนครไปเรียนความรู้ท่กี รุงศรอี ยธุ ยา
ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชสะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนที่เก่ียวข้องกับคดีความในการทําร้ายพราหมณ์
ประกอบด้วยกล่มุ คนท่ีหลากหลาย ได้แก่ ชาวจนี สุรัง (ซงึ่ น่าจะหมายถงึ ชาวอนิ เดยี จากสรุ ฐั ) วลิ นั ดา (ฮอลนั ดา) ฝร่ัง แขก
(นา่ จะหมายถงึ มสุ ลมิ ) และคนไทย รวมถงึ ขนุ นางทปี่ กครองพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราชดว้ ย อาจเปน็ ไปไดว้ า่ กลมุ่ พราหมณ์
ในเมืองนคร ได้เข้าไปยุ่งเก่ียวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นในเมืองนครจากการค้าทางทะเลตั้งแต่สมัยอยุธยา
ตอนกลางเร่ือยมา จึงทําให้เกิดการกระทบกระท่ังกัน อันเป็นที่มาของการชําระกฎหมายในตํานานพราหมณ์
เมอื งนครศรีธรรมราช
ในเน้ือหาของตํานานฯ ช่วงท้ายซ่ึงศักราชไปตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้กล่าวถึงพวกกระฎุมพี
ซึ่งจากการวิเคราะห์ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวว่า ชนชั้นกระฎุมพีนี้คงเกิดข้ึนในสมัยอยุธยาตอนปลาย อันเป็นผล
มาจากการค้า แต่มาปรากฏบทบาทอย่างชัดเจนในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนดัน (นิธิ เอียวศรีวงศ์ ๒๕๒๗) อย่างไรก็ตาม
ประเด็นของการกําเนิดข้ึนของกระฎุมพีน้ียังเป็นเร่ืองน่าสงสัย และไม่ใช่ประเด็นที่จะมาตรวจสอบใน บทความน้ี
แต่เรอ่ื งที่นา่ สนใจและจะอธิบายตอ่ ไป คอื พราหมณ์ในเมอื งนครเข้าไปขอ้ งเกีย่ วกับการคา้ ประเภทใดและอยา่ งไร
ในกฎหมายตราสามดวงมีพระราชกาํ หนดเกา่ มาตราหนงึ่ กล่าวว่า “แขก พราหมณ ยวน ประเทศฝ่ารัง องั กฤษ
จนี จาม วลิ ันดา ฉวา มลายู กวย ขอม พม่า เขา้ มาค้าขายทางบกทางเรือ ให้เจา้ พนกั งานเก็บเคร่อื ง ศาสตราวธุ และอยา่ ให้
ลอบลักซื้อขายกฤษนา ฝาง ดบี กุ ” (อ้างตาม ปาริชาติ วิลาวรรณ ๒๕๒๗) กฎหมายมาตราข้างต้นนม้ี ีสนิ ค้าสําคัญชนดิ หนึง่
คอื ดบี กุ ซง่ึ มแี หลง่ ผลติ และแหลง่ การคา้ สาํ คญั อยใู่ นพน้ื ทแี่ ถบภเู กต็ และนครศรธี รรมราช โดยนครศรธี รรมราชเปน็ เมอื งสาํ คญั
ที่ควบคุมการค้าดีบุก (Pombeibeira ๒๐๐๒ ปาริชาติ วิลาวรรณ ๒๕๒๗) สันนิษฐานว่าความเติบโตทางการค้า
ในนครศรีธรรมราชคงเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลางลงมา ซ่ึงเป็นช่วงที่เก่ียวข้องกับการค้าทางตะวันตก โดยเฉพาะ
การค้าดีบกุ ซ่ึงเตบิ โตอย่างมากในสมัยอยุธยาตอน
ปลายซ่ึงปรากฏหลักฐานในสมัยพระนารายณ์ (ขนุ วิจติ รมาตรา ๒๕๑๑; กรมศิลปากร ๒๕๔๕) ผลจากการเตบิ โต
ทางการคา้ นเี้ องอาจสมั พนั ธก์ บั เหตกุ ารณท์ ส่ี มเดจ็ พระนารายณโ์ ปรดใหจ้ ดั ขา้ วของจากกรงุ ศรอี ยธุ ยาออกไปทาํ พธิ เี ทวสถาน
เมอื งนครศรธี รรมราช (กาญจนา สวุ รรณวงศ์ ๒๕๓๙: ๔๘) การเตบิ โตดา้ นการคา้ ดบี กุ ยงั คงตอ่ เนอ่ื ง จนถงึ รชั สมยั พระเจา้ อยหู่ วั
บรมโกษฐ์ ซึ่งถือเป็นรัชกาลสุดท้ายที่การค้าของอยุธยารุ่งเรือง (ขุนวิจิตรมาตรา ๒๕๑๑) ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจ
ที่ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์จึงทรงออกกฎหมายเพื่อคุ้มครอง และลงโทษพราหมณ์ซึ่งถืออภิสิทธิ์พิเศษ
ในสังคมเป็นจํานวนหลายมาตรา อย่างไรก็ตาม การเข้าไปเก่ียวข้องกับผลประโยชน์ทางการค้า ทําให้ศาสนาพราหมณ์
ในเมอื งนครไดถ้ ึงความเสอื่ มลงในรชั กาลของพระองค์ เพราะพราหมณ์ทอ่ี ยู่ในเมืองนครไม่ได้สนใจศาสนกจิ แตไ่ ปหมกมุน่
กบั ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกจิ และการแสวงหาโภคทรพั ย์นัน่ เอง
181
อาจกล่าวไดว้ า่ พราหมณ์ในเมอื งนครศรีธรรมราชเป็นกล่มุ คนท่มี ีความซบั ซอ้ นและมีจํานวนมาก จนกระทั่งทาํ ให้
ทางกรงุ ศรอี ยธุ ยาตอ้ งออกกฎหมายเพอ่ื ควบคมุ ความสงบเรยี บรอ้ ย อกี ทง้ั เพอื่ ไมใ่ หค้ นเหลา่ นนั้ ใช้ สถานภาพพเิ ศษทางสงั คม
ในการแสวงหาผลประโยชน์ ความเปลยี่ นแปลงบทบาทของกลมุ่ พราหมณใ์ นเมอื งนครสมั พนั ธก์ บั บรบิ ททางสงั คมในขณะนนั้
และในท้ายที่สุดแล้วศาสนาพราหมณ์ในเมืองนครก็เส่ือมลง อันเป็นผลมาจากการท่ีพวกพราหมณ์เข้าไปข้องเกี่ยวกับผล
ประโยชน์ทางการคา้ จนกอ่ เหตุความขดั แยง้ และปญั หาต่างๆ ตามมา
อยุธยา-นครศรธี รรมราช: การเมืองในตํานานพราหมณ์เมืองนคร
อีกประเด็นท่ีผู้เขียนต้องการวิเคราะห์ด้วย คือในตํานานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช แสดงว่ากรุงศรีอยุธยา
หรืออยุธยามีอํานาจทางการเมืองเหนือเมืองนครศรีธรรมราชอย่างชัดเจน เห็นได้จากการท่ีสมเด็จพระรามาธิบดี
(พระเจ้าอู่ทอง) มีพระราชอํานาจในการส่ังการขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองนครศรีธรรมราชให้เคล่ือนย้ายเทวรูปท่ีมา
จากเมอื งรามราช และยงั ทรงกลั ปนาขา้ พระจาํ นวน ๒๐๐ คน เพอื่ อทุ ศิ ใหแ้ กเ่ ทวรปู พระนารายณ์ พระอศิ วร และพระลกั ษมี
รวมถงึ การออกกฎหมายดลอดจนพระราชกาํ หนดตา่ งๆ เพ่อื คุ้มครองขา้ พระและลงโทษผทู้ ที่ ํารา้ ยขา้ พระเหลา่ น้ี ท้งั หมดนี้
ดูจะขัดแย้งกับข้อสังเกตของนักประวัติศาสตร์บางท่านท่ีให้ความเห็นว่าอยุธยาไม่น่าจะมีอํานาจเหนือเมืองนครได้เลย
ในชว่ งแรกของการตงั้ กรงุ ศรอี ยธุ ยา (อโยธยา) หรอื แมแ้ ตใ่ นสมยั หลงั ลงมา หากเชอ่ื ตามขอ้ สนั นษิ ฐานดงั กลา่ ว ตำ� นานพราหมณ์
เมืองนครศรีธรรมราชจึงตั้งอยู่บนความน่าสงสัยอีกเช่นกัน ไม่ต่างไปจากความน่าสงสัยเกี่ยวกับอายุสมัยในตํานาน
ท่ีมีการสลับไปมาในบางช่วงบางตอน แท้ท่ีจริงแล้วกรุงศรีอยุธยามีอํานาจเบ็ดเสร็จเหนือเมืองนครศรีธรรมราช จนถึงข้ัน
ออกกฎหมายมาควบคมุ พราหมณไ์ ดจ้ รงิ แทม้ ากนอ้ ยเพยี งใด การวเิ คราะหใ์ นประเดน็ นอี้ าศยั หลกั ฐานแวดลอ้ ม เพอ่ื เปดิ เวที
ให้รว่ มขบคดิ ไปพร้อมกัน
หากย้อนกลับไปก่อนท่ีอยุธยาจะแผ่แสนยานุภาพทางการเมืองเหนือนครศรีธรรมราชได้นั้น เมืองแห่งนี้มี
พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์เปน็ ของตนเอง ระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕ - ๑๘ ในนามแคว้นตามพรลงิ ค์ (นครศรธี รรมราช)
แคว้นน้ีเป็นคู่ค้าสําคัญกับจีนและติดต่อกับอินเดีย พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ชี้ให้เห็นว่านครศรีธรรมราช
เป็นเมืองประเทศราชในบรรดา ๑๖ เมือง อยู่ในความครอบครองของอยุธยาแล้วต้ังแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑
แต่นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าอํานาจทางการเมืองของอยุธยาท่ีแท้จริงคงเร่ิมข้ึนในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ฐานะของเมืองนครศรีธรรมราชองเป็นเมืองประเทศราชก่อนท่ีจะมาเป็นเมืองพระยามหานคร ดังปรากฏอยู่ใน
กฎมณเฑียรบาลรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยเจ้าเมืองต้องเข้ามาด่ืมน้�ำพระพิพัฒน์สัตยา อํานาจของอยุธยา
เหนือเมืองนครยังเห็นได้จากพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติท่ีกล่าวว่า พ.ศ. ๑๙๙๘ สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถทรงแต่งทัพใหไ้ ปเอาเมืองมะละกา ซง่ึ หมายความว่านครศรธี รรมราชคงกลายเปน็ เมอื งในอาณาเขตของอยุธยา
แล้วในขณะน้ัน จากบันทึกของลาลูแบร์ และคําให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่าเมืองนครศรีธรรมราชปกครองโดยขุนนาง
ที่ส่งมาจากเมืองหลวง หรือบุคคลท้องถ่ินที่ได้รับความเห็นชอบจากเมืองหลวง ซ่ึงเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย
(มานพ ถาวรวฒั น์สกลุ ๒๕๔๗: ๘๔)
182
หลกั ฐานจากรายงานของโตเม ปีเรส (Tome Pires) ชาวโปรตเุ กสที่เดินทางเขา้ มายงั มะละกา ได้บันทกึ เร่อื งราว
เกี่ยวกับเมืองท่าสําคัญๆ ท่ีมีบทบาททางการค้าระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตกช่วงกลางของพุทธ ศตวรรษท่ี ๒๑
ในจํานวนเมืองท่าสําคัญที่ปรากฏช่ือในเอกสารของโตเม ปิเรส เรื่อง The Suma Oriental มีชื่อเมืองนครศรีธรรมราช
รวมอยู่ด้วย โดยให้ภาพบทบาทและความสําคัญของนครศรีธรรมราชแดกต่างจากเอกสารของฝ่ายอยุธยา ซึ่งเน้นความ
สัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างนครศรีธรรมราชกับกษัตริย์อยุธยาเป็นส่วนใหญ่ และแสดงฐานะท่ีเมืองนครศรีธรรมราช
ถูกลดทอนใหด้ ้อยกวา่ อยุธยา๔
โตเม ปิเรส ระบวุ ่าผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชมฐี านะเปน็ อปุ ราชซ่งึ เป็นตําแหน่งทส่ี ําคญั รองลงมา จากกษตั ริย์
เขายังกล่าวด้วยว่าเมืองนครศรีธรรมราช (รวมทั้งเมืองท่าสําคัญอ่ืน ๆ) ล้วนมีเจ้าเมืองปกครองเย่ียง กษัตริย์ และกษัตริย์
ในเมืองเหล่าน้ยี งั สามารถดาํ เนนิ การคา้ สําเภาของตนเอง มีเจ้าผคู้ รองเมืองทา่ จํานวนไมน่ ้อยทีพ่ ยายามจะแขง็ ข้อต่ออยธุ ยา
และสาํ หรับเจ้าเมอื งนครแลว้ ถือเปน็ ผู้ทม่ี ่งั ค่ัง แตใ่ นขณะนน้ั เมืองนครกเ็ ปน็ เมอื งในขอบขัณฑสีมาของอยุธยา ซ่งึ สอดคล้อง
กับหลักฐานเอกสารทางฝ่ายอยุธยาเอกสารของชาวฮอลันดาในสมัยอยุธยาตอนกลาง ที่กล่าวถึงความสําคัญของเมือง
นครศรีธรรมราชในฐานะเมืองทา่ ที่ส่งพริกไทยและดบี ุกป้อนตลาด อษุ าคเนย์ (สุเนตร ชุตนิ ธรานนท์ ๒๕๓๔)
ตลอดสมัยการปกครองของกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอยุธยา เมืองนครศรีธรรมราชเกิดกบฏขึ้นหลายคร้ัง เช่น
ใน พ.ศ.๒๒๓๕ อยุธยาต้องยก กองทัพทง้ั ทางบกและทางเรือไปตเี มืองนครศรธี รรมราช การสู้รบดาํ เนนิ เป็น เวลายาวนาน
ถึง ๓ ปี ในที่สุดกองทัพอยุธยาก็เข้ายึดเมืองสําเร็จ และเพ่ือควบคุมเมืองนครให้ได้เบ็ดเสร็จ พระเพทราชาทรงนําวิธีการ
กัลปนาวัดกลับมาใช้อีกครั้ง คือให้อํานาจการควบคุมชุมชนมาอยู่ที่พระสงฆ์ ซ่ึงมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับราชสํานัก
สว่ นกลางหรอื ผ้ปู กครองจากสว่ นกลาง
จากท่ีกล่าวมาน้ีผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นถึงอํานาจทางการเมืองของอยุธยา ว่าอยู่เหนือเมืองนครมากน้อย
เพียงใด หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะเห็นว่าเมืองนครศรีธรรมราชภายใต้การควบคุมของอยุธยากลับมีอิสระ
ในการปกครองตนเองในระดบั สงู จนบางครงั้ ถึงขน้ั แข็งเมอื งได้ ดงั นั้นการออกกฎหมายซึง่ อ้างถึงในตํานานพราหมณ์เมอื ง
นครศรีธรรมราชจึงอาจมิได้มีผลบังคับใช้มากนัก หรือมิได้ดํารงอยู่อย่างถาวรและศักด์ิสิทธิ์ดังที่ปรากฏอยู่ในลายลักษณ์
ท้ังนี้ท้ังน้ันน่าจะข้ึนอยู่กับความเข้มแข็งและบารมีของกษัตริย์อยุธยาในแต่ละช่วงเวลา ด้วย เหตุน้ีเองจึงทําให้อยุธยา
ตอ้ งออกกฎหมายในเรอื่ งเดิมซำ�้ ๆ กันหลายครง้ั เพ่ือควบคุมพราหมณใ์ นเมอื งนคร
4The Suma Oriental ปจั จุบันเปน็ เอกสารท่ไี ดร้ ับการอ้างอิงถงึ กันมาก โดยเฉพาะการศกึ ษาประวัตศิ าสตรโ์ บราณคดเี ก่ยี วกบั
ภาคใตห้ รอื ในคาบสมทุ รมลายู ผเู้ ขยี นมขี อ้ สงั เกตวา่ การใชเ้ อกสารชนิ้ นคี้ วรมคี วามระมดั ระวงั ในเรอื่ งของฐานคดิ ใน การใชง้ านอยา่ งมากกลา่ ว
คือ หากยืนอยู่บนแนวคิดของประวัติศาสตร์อิสระ เอกสารชิ้นนี้จะมีค่าในมุมมองของการไม่เชื่อในเร่ืองอํานาจเบ็ดเสร็จของอยุธยาที่มีต่อ
เมืองนครศรีธรรมราชหรือเมืองอื่นๆ แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งเอกสารช้ินนี้ ก็เกิดจากการบันทึกข้ึนโดยคนนอก ซึ่งไม่ได้เข้าใจรูปแบบ
ความสมั พนั ธ์แบบรฐั บรรณาการของอยธุ ยา
183
ประเด็นที่น่าขบคิดอีกประเด็นหน่ึง คือหากนําหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองนครกับอยุธยา
มาพจิ ารณารว่ ม กจ็ ะพบวา่ นครศรธี รรมราชเปน็ เมอื งทม่ี กี ลมุ่ ของเจา้ เมอื งดง้ั เดมิ ปกครองอยู่ จงึ ดาํ รง สถานภาพของหวั เมอื ง
ประเทศราช ท้ังยังเป็นศูนย์กลางของหัวเมืองทางใต้ ดังน้ันการดํารงอยู่ของสถานภาพพิเศษทางสังคมของพราหมณ์
ในเมอื งนคร คงไมไ่ ดเ้ กยี่ วเนอื่ งเฉพาะเรอื่ งศาสนาเทา่ นน้ั แตย่ งั เกย่ี วพนั กบั การคำ้� ชสู ถาบนั กษตั รยิ ์ ทจี่ าํ เปน็ ตอ้ งใชพ้ ราหมณ์
ในการประกอบพิธีกรรมในการติดต่อกับเทพเจ้า และเสริมสร้างความเป็นกษัตริย์ตามแนวคิดเทวราชาหรือสมมติเทพ
ทําให้พราหมณ์ในเมืองนครมีโครงสร้างและกลุ่มที่ซับซ้อนเทียบช้ันได้กับ พราหมณ์ในกรุงศรีอยุธยา และในขณะเดียวกัน
การบาํ รงุ ศาสนาพราหมณใ์ หค้ งอยู่ ยงั ถอื เปน็ หนา้ ทหี่ รอื อดุ มการณข์ องกษตั รยิ ท์ จี่ ะตอ้ งคำ�้ ชศู าสนาใหด้ าํ รงอยไู่ ดต้ ามแนวคดิ
ของรัฐสมยั โบราณ ท่ีถือวา่ โลกท่เี รายืนอยนู่ มี้ ีสณั ฐานตามโลกทางศาสนา มากกวา่ โลกทางกายภาพที่เราเหน็ ทุกวนั น้ี
สรปุ
ในการปกครองพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชนั้น อาํ นาจของกรงุ ศรีอยุธยามสี ่วนสาํ คัญอยา่ งยงิ่ ต่อการกําหนด
รูปแบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมผ่านตัวบทกฎหมาย ซ่ึงดูเหมือนว่าพราหมณ์ในสังคมอยุธยาเป็นกลุ่มคนท่ีได้รับ
การยกย่องอย่างมาก สาเหตุท่ีเป็นเช่นนั้นเพราะในสังคมอยุธยาได้ยึดถืออุดมคติในการทํานุบํารุงศาสนาเป็นเร่ืองสําคัญ
ของชีวิต และเป็นอุดมการณ์ของรัฐ ส่วนในด้านของรูปแบบการปกครองพราหมณ์เมืองนครถูก ควบคุมผ่านโครงสร้าง
ทางสงั คมในระบบการปกครองของอยุธยา ซง่ึ เห็นได้จากการกําหนดศกั ดินา ตาํ แหน่ง หน้าทไี่ ว้อยา่ งชดั เจน ซงึ่ มปี ระโยชน์
อยา่ งยิง่ ต่อการควบคมุ ความสมั พันธ์เชงิ อาํ นาจของกลมุ่ พราหมณท์ ีข่ ยายตวั เพิ่มขึ้นในเมืองนคร
นอกจากนี้แล้ววิถีชีวิตของพราหมณ์ตามความเข้าใจโดยท่ัวไป มักมองว่ามีความเก่ียวข้องเฉพาะพิธีกรรม
ของราชสํานักและกษัตริย์ แต่ผลจากการศึกษาคร้ังน้ีได้ทําให้เห็นมิติของพราหมณ์ที่หลากหลายข้ึน โดยเฉพาะ บทบาท
ทางด้านเศรษฐกิจ ซ่ึงตํานานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชแม้ว่าจะไม่ได้เป็นหลักฐานทางตรงที่บอกในเรื่องนี้ แต่เมื่อ
นาํ มาประมวลเขา้ กบั หลกั ฐานอน่ื และสภาพการณแ์ วดลอ้ มแลว้ กจ็ ะพบวา่ กฎหมายในตาํ นาน พราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช
ตราข้ึนมาจากสาเหตุความวุ่นวาย อันเกิดข้ึนจากเศรษฐกิจของเมืองนครท่ีขยายตัวข้ึนในสมัยอยุธยาตอนปลาย
ซึ่งในขณะเดียวกันก็ทําให้เห็นว่า ด้วยแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจน่ีเองที่ทําให้สังคม พราหมณ์ในเมืองนครเกิดความซับซ้อน
และมีปัญหาตามมา จนในท้ายท่ีสุดอาจก่อให้เกิดความเส่ือมโทรมข้ึนในหมู่พราหมณ์ เพราะมัวแต่มุ่งหาผลประโยชน์
ทางด้านเศรษฐกิจ ความวุ่นวายท่ีเกิดข้ึนกับพราหมณ์เมืองนครคงส่งผลกระทบต่อทางกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน ท้ังทาง
ดา้ นการเมอื ง คอื ความมนั่ คงของสถาบนั กษตั รยิ ์ และทางดา้ นเศรษฐกจิ คอื สง่ ผลกระทบตอ่ การคา้ การทอ่ี ยธุ ยาใหค้ วามสาํ คญั
กบั เมอื งนครศรธี รรมราชเชน่ น้ี กเ็ พราะนครศรธี รรมราชเปน็ เมอื งทา่ การคา้ สาํ คญั และเปน็ เมอื งทค่ี วบคมุ ความสงบเรยี บรอ้ ย
ของหวั เมอื งในคาบสมุทรมลายู (มานพ ถาวรวฒั นส์ กุล ๒๕๔๗: สเุ นตร ชุตินธรานนท์ ๒๕๓๔) ดงั นั้นความสงบเรียบรอ้ ย
ของวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนคร โดยเฉพาะกลุ่มพราหมณ์ซ่ึงในขณะน้ันคงเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่นเดียว
กับกลุ่มคนที่นับถือพุทธศาสนาในเมืองนคร จึงจําเป็นต้องรักษาความสงบทางหัวเมืองด้วยการออกกฎหมายควบคุม
ซึง่ จะส่งเสรมิ เสถยี รภาพทางการเมอื งให้แก่อยุธยาไปพรอ้ มกัน
184
บทความนี้ผู้เขียนยอมรับว่า ไม่อาจสามารถจัดการกับความซับซ้อนทั้งหมดของตํานานพราหมณ์
เมืองนครศรีธรรมราช แต่ส่ิงที่ผู้เขียนเองได้พยายามชี้ให้เห็นไปพร้อมกันในการศึกษาประวัติศาสตร์ คือการวิเคราะห์
หลักฐานร่วมกับบริบทหรือเหตุการณ์แวดล้อม และรวมถึงการทําความเข้าใจระบบคิดของเอกสารโบราณ ซึ่งหวังว่า
จะมปี ระโยชนก์ ับผูอ้ า่ นไม่มากกน็ ้อย
ท้ิงทา้ ย
ในสงั คมไทยทกุ วนั นคี้ วามหลากหลายของกลมุ่ คน ไดก้ ลายเปน็ ประเดน็ ทไี่ ดร้ บั การพดู ถงึ มากขน้ึ โดยเฉพาะแนวทาง
การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข การศึกษาประวัติศาสตร์นับเป็นกระบวนการหนึ่งที่สามารถช่วยให้ เข้าใจการก่อรูปของรัฐ
ในปจั จบุ นั ทยี่ นื อยบู่ นพนื้ ฐานของความหลากหลายของกลมุ่ คนในสงั คมประเทศไทยได้ แตใ่ ชว่ า่ ผเู้ ขยี นไมส่ นบั สนนุ การศกึ ษา
ประวตั ศิ าสตรก์ ระแสหลกั แตท่ วา่ การศกึ ษาประวตั ศิ าสตรก์ ระแสหลกั ไมค่ วร ตง้ั อยบู่ นพนื้ ฐานของจติ สาํ นกึ แหง่ ความเปน็ ไทย
มากจนเกนิ ไป ดงั เชน่ ทป่ี รากฏอยใู่ นหนงั สอื ตาํ ราเรยี นทางดา้ นประวตั ศิ าสดรโ์ บราณคดี ภาพยนตร์ และละครองิ ประวตั ศิ าสตร์
มากมายเช่นทุกวันน้ี ซึ่งแฝงไปด้วยการเมืองของ ลัทธิชาตินิยม จนทําให้ผู้คนในสังคมไทยหลงลืมการเคารพถึงความ
หลากหลาย ทง้ั ทางดา้ นศาสนา วัฒนธรรม และชาตพิ นั ธท์ุ ี่กวา่ ทจี่ ะกอ่ ตวั มาเป็นสงั คมไทยได้ในทกุ วันน้ี
บรรณานุกรม
กฏหมายตราสามดวง, กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์และการเมอื ง ๒๕๔๘.
กรมศิลปากร.พงศาวดารฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ (เจิม), พระนคร: ไทยพาณิชยการ, ๒๕๐๓.
“ ” .กฎหมายตราสามดวง. เลม่ ๑. กรุงเทพฯ: องคก์ ารคา้ ของ ครุ ุสภา, ๒๕๑๕
“ ” ประวตั ิศาสตร์ โบราณคดีนครศรธี รรมราช, นครศรธี รรมราช : สาํ นักงานโบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ
ท่ี ๑๑ นครศรีธรรมราช ๒๕๔๔.
“ ” สาํ นกั โบราณคดีและพพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาต,ิ ทาํ เนียบโบราณสถานในเขตจงั หวัดนครศรธี รรมราช. เอกสาร
ประกอบการประชุมสัมมนา เรอ่ื งการบริหารจัดการทรพั ย์สินทางศิลปวฒั นธรรมของชาติ กับองคก์ ารปกครอง
ส่วนท้องถ่ินในเขตจงั หวัดนครศรีธรรมราช, วันท่ี ๑๔-๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๕, จังหวดั นครศรธี รรมราช. ๒๕๔๕.
(เอกสารอดั สําเนา)
กาญจนา สวรรณวงศ์, วิถชี ีวิต พธิ กี รรม และการธํารงเอกลักษณท์ างวฒั นธรรมของกลมุ่ พราหมณ์ราชสํานกั
ในสงั คมไทย : ศึกษากรณเี ทวสถานโบสถพ์ ราหมณพ์ ระนคร. วิทยานพิ นธร์ ะดบั มหาบณั ฑติ , จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙.
กาญจนาคพันธ,ุ์ (นามแฝง) ภูมิศาสตร์วัดโพธ.์ิ พมิ พ์ครั้งที่ ๒. พระนคร: สาสน์ สวรรค,์ ๒๕๑๒.
ขุนวิจิตรมาตรา. ประวัติการค้าไทย, พระนคร: รวมสาสน์ ๒๕๑๑.
185
จุฬศิ พงศ์ จุฬารัตน์, ขนุ นางกรมทา่ ขวา : การศกึ ษาบทบาทและหนา้ ที่ในสมัยอยุธยาถึงสมยั รตั นโกสินทร์
พ.ศ.๒๑๕๓-๒๔๓๕. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพรผ่ ลงานวชิ าการคณะอกั ษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
ชาญวทิ ย์ เกษตรศิร,ิ อยธุ ยา: ประวตั ศิ าสตรแ์ ละการเมอื ง กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์ ๒๕๔๒.
ชยั วุฒิ พิยะกลุ . ตําราพราหมณ์เมอื งพัทลงุ สงขลา : สถาบันทักษณิ คดีศึกษา มหาวิทยาลยั ทักษิณ. ๒๕๔๓.
ดาํ รงราชานภุ าพ, สมเดจ็ กรมพระยา. ตํานานพราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราช. พระนคร : โรงพมิ พโ์ สภณพิพรรณธนากร,
๒๔๗๓.
นิธิ เอยี วศรวี งศ,์ ปากไก่และใบเรือ. กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรก์ ารพมิ พ.์ ๒๕๒๗.
ปาริชาติ วิลาวรรณ. การค้าของป่าในประวตั ิศาสตรอ์ ยุธยา พ.ศ.๑๘๙๓-๒๓๑๐. วทิ ยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑติ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗.
ปรชี า นนุ่ สขุ . รอ่ งรอยชมุ ชนโบราณของพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช. วทิ ยานพิ นธร์ ะดบั มหาบณั ฑติ ,มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร,
๒๕๒๗.
“ ” “ตาํ นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช : ภาพของศาสนาพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราชพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙-๒๓”,
ศลิ ปวัฒนธรรม, ปีท่ี ๗ ฉบบั ท่ี ๗, ๒๕๒๙.
พระราชครูวามเทพมุนี “พราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช” รายงานการสัมมนาประวัตศิ าสตรน์ ครศรธี รรมราช.
นครศรธี รรมราช : วิทยาลัยครูนครศรธี รรมราช, ๒๕๒๑.
มานพ ถาวรวัฒนส์ กลุ . ขุนนางอยุธยา พมิ พ์คร้งั ท่ี ๒, กรุงเทพฯ : สํานกั พิมพม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗.
ไมเคลิ ไรท.์ “พราหมณก์ รุงเทพมาจากไหน”, ศลิ ปวัฒนธรรม, ปีที่ ๙, ฉบบั ที่ ๙. ๒๕๓๑.
สกุ ญั ญา หอประชุม. การศึกษาวิเคราะห์เร่ืองปโุ รหิตในวรรณคดีสนั สกฤตและในวัฒนธรรมไทย, วิทยานิพนธ์ระดับมหา
บัณฑิตจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๓๑
สเุ นตร ชุตนิ ธรานนท,์ “ลักษณะเฉพาะของเมืองนครศรธี รรมราช : ศกึ ษาจาก The Suma Oriental ของ Tome Pires”,
เมืองโบราณ, ปที ่ี ๑๗ ฉบับที่ ๑ ๒๕๓๔ หน้า ๘๔-๘๘.
สํานกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. กฎหมายตราสามดวงกับสงั คมไทย. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพร้าว,
๒๕๓๖.
Dhiravat na Pombejbeira. “Towards a History of Seventeenth-Century Phuket”, Recalling Local
Pasts: Automonous History In Southeast Asia. 2002 : 89 - 126.
186
๑๐
ศลิ ปวตั ถุและประเพณพี ราหมณ์
ในนครศรีธรรมราช
พระวษิ ณุ
เก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
เดิมเป็นรปู เคารพ ในเทวสถานโบสถพ์ ราหมณ์ อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ขนย้ายมาเมอื่ พุทธศักราช ๒๕๑๕ ไปไวพ้ ิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ นครศรีธรรมราช
Vishnu
Preserved and displayed at the National Museum, Nakhon Si
Thammarat. Once a worship statue in the temple of Brahmin, Muang
District, Nakhon Si Thammarat. It was moved to the museum in 1972.
พระวิษณุ
เก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
พบที่วดั เกาะพระนารายณ์ อําเภอท่าศาลา จงั หวัดนครศรีธรรมราช มีอายุราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๐-๑๑
Vishnu
Preserved and displayed at the National Museum, Nakhon Si
Thammarat. Discovered at Wat KhaoNarai Temple, Tha Sala District,
Nakhon Si Thammarat, dating back to 5th-6th century.
ผศ.พพิ ฒั น์ กระแจะจนั ทร ์ เรยี บเรยี ง ตพี มิ พ์คร้ังแรกในวารสารอกั ษรศาสตร์ ปที ี่ ๓๖ ฉบบั ท่ี ๑ มกราคม – มิถนุ ายน ๒๕๕๐
หน้า ๑ – ๓๖
187
พระวิษณุ
เก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
พบที่วัดเกาะพระนารายณ์ อําเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอายุราว
พุทธศตวรรษท่ี ๑๓ - ๑๔
Vishnu.
Preserved and displayed at the National Museum, Nakhon Si
Thammarat. Discovered in Wat PraNarai Temple, Tha Sala District, Nakhon
Si Thammart, dating around the 7th - 8th century.
ศิวลึงค์ ศลิ า
เก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
พบท่ีหอพระอิศวร อาํ เภอเมือง จังหวดั นครศรธี รรมราช
Stone Sivalinga
Preserved and displayed at the National Museum, Nakhon Si
Thammarat. Discovered at the Shiva Hall, Muang District, Nakhon Si
Thammarat.
พระอมุ า
เก็บรักษาและจัดแสดงท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
พบทเ่ี ทวสถานโบสถพราหมณ์ อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั นครศรธี รรมราช ศลิ ปะแบบลพบรุ ี
อายรุ าวพุทธศตวรรษท่ี 22 - 23
Pra Uma
Preserved and displayed at the National Museum, Nakhon Si
Thammarat. Found at temple of Brahmin, Muang District, Nakhon Si
Thammarat. In the style of Lopburi period, dating around the
17th - 18th century.
188
พระคเณศ
เก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
พบท่ีเทวสถานโบสถพราหมณ์ อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ศิลปะลพบุรี
อายรุ าวพุทธศตวรรษที่ 18
Pra Ganesh
Preserved and displayed at the National Museum, Nakhon Si
Thammarat. Found at temple of Brahmin, Muang District, Nakhon Si
Thammarat, In the style of Lopburi period, dating around the 13th century.
ศิวลงึ ค์ทองค�ำ
บรรจบุ นฐานเงนิ และแผน่ ทองเลก็ ๆ 3 แผน่ ในผอบเงนิ พบในถำ�้ เขาพลเี มอื ง อำ� เภอสชิ ล จงั หวดั นครศรธี รรมราช
พทุ ธศตวรรษที่ 11 - 12 จัดแสดงอยทู่ พี่ ิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
Golden sivalinga
Golden sivalinga with silver pedestal, three gold sheets and a silver casket,Found ina cave
of Khao Pli Muang, Sichon district, Nakhon Si Thammarat Province, 6th– 7th century CE, Preserved and
displayed at the National Museum, Nakhon Si Thammarat
ท่มี า : อมรา ศรสี ุชาติ. ศรวี ชิ ยั ในสุวรรณทวปี . กรมศิลปากร,๑๕๕๗.
189
พิธีโลช้ ิงช้า
พิธีโล้ชิงช้าเป็นพิธีหน่ึงในประเพณีตรียัมปวาย (หรือแห่นางดาน) ซึ่งเป็นประเพณีรับเสด็จพระอิศวรที่พราหมณ์
ในเมอื งนครศรธี รรมราชสมยั โบราณจดั ขนึ้ ในเดอื นย่ี ชว่ งวนั ขน้ึ ๗ คำ่� ถงึ ขนึ้ ๑๕ คำ่� ในภาพนเ้ี ปน็ การแสดงสาธติ โดยนกั ศกึ ษา
วทิ ยาลัยนาฏศลิ ปนครศรธี รรมราช
เสาชงิ ชา้ ทง้ั สองขา้ งเปรยี บเสมอื นยอดเขาไกรลาสและเขาพระสเุ มรุ ถา้ พธิ กี ารโลช้ งิ ชา้ เสรจ็ เรยี บรอ้ ย เสาไมม่ นั่ คง
ตอ้ งทำ� เสาใหม่ แตถ่ า้ เสาชงิ ช้ายงั ปกตดิ ไี มห่ กั โค่น ถือว่าโลกยงั แขง็ แรง พระอศิ วรจะประทานพรใหผ้ มู้ าเฝา้ บรรดานาลวิ นั
ออกมารา่ ยราํ และประพรมนำ�้ เทพมนต์ เรียกว่า “รำ� เสน่ง”
นาทติกร นารผี ล : ถ่ายภาพ
190
พิธีโลช้ ิงชา้
ประเพณีแห่นางดาน (หรือนางกระดาน) เรียกอีกชื่อหน่ึงว่าพิธีตรียัมปวาย อันเป็นประเพณีโบราณทางศาสนา
พราหมณ ์ ตามความเชอื่ ในตำ� นานเรอ่ื งพระอศิ วรเสดจ็ ลงมาเยยี่ มโลกในวนั ขนึ้ ๗ คำ�่ ถงึ วนั ขน้ึ ๑๕ คำ่� เดอื นยี่ ณ หอพระอศิ วร
(ซงึ่ ปัจจบุ ันตัง้ อยู่ที่ตลาดท่ามา้ ถนนราชด�ำเนนิ ต�ำบลในเมอื ง อำ� เภอเมือง จังหวดั นครศรธี รรมราช)
ประเพณีนี้จัดข้ึนในเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่คร้ังกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยเร่ิมต้ังต้ังแต่ฐานพระสยม
(บริเวณตลาดท่าช)ี แล้วมาประกอบพธิ ีทหี่ อพระอศิ วร โดยมีพระยายนื ชงิ ช้า เปน็ ประธานในพธิ ี หลังจากประธานประกอบ
พิธที างศาสนาพราหมณ์แล้ว กจ็ ะมี “พิธีโล้ชิงชา้ ” โดยมี “นาลิวนั ” ทำ� การโล้สามกระดาน กระดานละ ๔ คน (รวม ๑๒ คน)
เสร็จพิธโี ลแ้ ลว้ นาลวิ นั ก็แสดงความยินดีด้วยการรำ� เสนง่ และประพรมนำ�้ เทพมนตแ์ ก่ผู้ร่วมพธิ ี
นาทตกิ ร นารผี ล : ถ่ายภาพ
191