The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือพราหมณ์นครศรีธรรมราช(pdf.io)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bomchanathip, 2021-10-18 22:03:11

หนังสือพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช(pdf.io)

หนังสือพราหมณ์นครศรีธรรมราช(pdf.io)

ล�ำดับพฒั นาการในการตั้งหลกั แหลง่ ของพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราช

๑. ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานว่าผู้คนในนครศรีธรรมราชอาศัยอยู่ตามเชิงเขาและลุ่มนำ้� ต่างๆ หลักฐาน
เหล่าน้ีกระจายทั่วนครศรีธรรมราช ทั้งเครื่องมือหิน กลองมโหระทึก เครื่องปั้นดินเผา ต่อมาได้พัฒนาการมาเป็นชุมชน
เกษตรกรรมและชุมชนการค้า
๒. พุทธศตวรรษท่ี ๗-๘ พราหมณ์จากอินเดียเร่ิมเข้ามาท�ำการค้าขาย ปรากฏหลักฐานตามคัมภีร์มหานิเทศ
ตสิ สเมตเตยยสตู ร และคมั ภีร์มิลนิ ทปัญหา ส่วนใหญจ่ ะพักช่วั คราวตามชุมชนการค้า มบี างสว่ นเริม่ อาศยั ตามชุมชนการค้า
เพอ่ื รวบรวมสนิ คา้ เตรยี มการส�ำหรับฤดูกาลตอ่ ไป และเร่ิมนำ� พธิ กี รรมทางศาสนามาประกอบพธิ แี ละเผยแผส่ คู่ นพ้นื เมอื ง
แตม่ นี ้อยเพราะส่วนใหญ่เปน็ พราหมณ์วรรณไวศยะ (แพทย์) และศูทร
๓. พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑ พราหมณ์ในวรรณะพราหมณ์ได้เข้ามามากข้ึน และมีหลักฐานพราหมณ์
ลทั ธไิ วษณพนกิ าย อาศยั อยมู่ ากทางฝง่ั อนั ดามนั สว่ นพราหมณล์ ทั ธไิ ศวนกิ ายมกั ขา้ มเทอื กเขามาตง้ั หลกั แหลง่ ฝง่ั ตะวนั ออก
ต้งั แต่นครศรธี รรมราชจรดสงขลา
๔. พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔ เป็นช่วงความรุ่งเรืองของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะลัทธิไศวนิกาย
มหี ลกั แหลง่ อาศยั ทหี่ นาแนน่ ทงั้ มณั ฑละเขาคา มณั ฑละโมคลาน และมปี รากฏกระจดั กระจายเลก็ นอ้ ยในมณั ฑละเมอื งโบราณ
โดยเฉพาะมณั ฑละโมคลานทง้ั ๕ สายนำ�้ เปน็ แหลง่ ชมุ ชนพราหมณท์ หี่ นาแนน่ จนบนั ทกึ ตา่ งชาตอิ ธบิ ายวา่ เปน็ ชมุ ชนอนิ เดยี
และยคุ น้เี ป็นจุดกำ� เนดิ รัฐตามพรลิงค์ อันเปน็ ตน้ เคา้ ของนครศรธี รรมราช
นอกจากปรากฏหลกั ฐานการตง้ั ถนิ่ ฐานแลว้ ยงั พบศลิ าจารกึ หบุ เขาชอ่ งคอย และศลิ าจารกึ วดั มเหยงค์ ทำ� ใหท้ ราบ
ถึงการอยู่ร่วมกันของพราหมณ์ พระสงฆ์ รวมถึงการติดต่อค้าขายกับจีน ตามบันทึกของหลวงจีนอ้ีจิง ช่วงระหว่าง
พ.ศ.๑๒๑๓-๑๒๓๖ พบวา่ ศรวี ชิ ยั จากทางใตไ้ ดข้ ยายอำ� นาจขน้ึ สแู่ หลมมลายู และนำ� พระพทุ ธศาสนาฝา่ ยมหายานควบคเู่ ขา้
มาดว้ ย
๕. พุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๗ พุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความรุ่งเรืองจนมาแทนที่ศาสนาพราหมณ์ แต่เมือง
ตามพรลงิ ค์ ยังคงรุง่ เรอื งอยู่ ตามหนังสือซุ้งฉี พ.ศ. ๑๕๔๔ ตันหม่าหลงิ (ตามพรลงิ ค)์ ไดส้ ง่ ไมฝ้ างหม่นื ชง่ั ไปบรรณาธิการจีน
ถึง พ.ศ. ๑๕๖๘ จารึกตันชอร์ในอินเดียใต้ระบุว่าพระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ ๑ จากอินเดียใต้เข้าโจมตีปล้นสะดมศรีวิชัย
พรอ้ มเมอื งในเครอื ขา่ ยการคา้ ๑๒ เมอื ง ซง่ึ รวมถงึ รฐั ตามพรลงิ คด์ ว้ ยจากเมอื งเครอื ขา่ ยทง้ั หมด ๑๕ เมอื ง (ดงั ปรากฏในจารกึ
เจาจกู ัว) รัฐตามพรลงิ ค์ยคุ แรกท่เี ขาคาจึงลม่ สลาย ศูนย์กลางใหมจ่ ึงไปเกิดทเี่ มืองโบราณพระเวียง พร้อมการนำ� พราหมณ์
บางสว่ นเข้าสรู่ าชธานีใหมด่ ้วย
๖. พทุ ธศตวรรษที่ ๑๘-๒๐ พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทรงุ่ เรอื งในนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะแบบลังกาวงศ์
ท่เี ผยแผ่มาจากลังกา โดยคณะของพระราหุลซึ่งเปน็ พระมอญ ในฐานะศษิ ยพ์ ระฉปฏที่ไปเรยี นหลักธรรมจากพระสังฆราช
อุทุมพรศรีมหากัสสปะจากลังกาเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และการรับมาจากพระเจ้าจันทรภานุท่ีไปตีเมืองลังกา คร้ังท่ี ๑
พ.ศ.๑๗๙๐ และคร้ังท่ี ๒ พ.ศ.๑๘๐๓ โดยน�ำพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเป็นศาสนาหลักของรัฐ ประมาณ พ.ศ.๑๙๐๐
นครศรธี รรมราชตกใตอ้ ำ� นาจของอยธุ ยา เหตกุ ารณท์ งั้ หมดสง่ ผลใหพ้ ราหมณใ์ นนครศรธี รรมราชลดนอ้ ยลง ตำ� นานพราหมณ์

42

เมืองนครศรีธรรมราชระบุว่ากษัตริย์แห่งอยุธยาได้กัลปนาท่ีดินส�ำหรับท่ีต้ังหลักแหล่งในเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผลให้
เกิดการสร้างหอพระอิศวร หอพระนารายณ์ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมของท้ังสองนิกาย ต่อจากฐาน
พระสยมทม่ี อี ยเู่ ดมิ
๗. พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๓ ราชธานีอยุธยาคงเหลือพราหมณ์ประกอบพิธีราชส�ำนัก ที่ผสมผสานกับพิธีพุทธ
แต่เมื่อถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชา ราชธานีให้ความส�ำคัญแก่พราหมณ์ลดลง ส่งผลให้นครศรีธรรมราชขาดพราหมณ์
ทีเ่ ชยี่ วชาญ และเมอื่ มาถึงสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช โปรดฯ ให้พราหมณเ์ มืองนครศรีธรรมราช
พัทลุง เพชรบุรี ไปประจ�ำเทวสถานพระนคร พราหมณ์ในนครศรีธรรมราชจึงเหลือน้อย และที่เหลือก็กระจัดกระจาย
ไม่เป็นศูนย์รวมแห่งพราหมณ์ดังเดิม แม้จะมีการส่งพราหมณ์ไปอบรมที่อยุธยาสมัย พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศอยู่บ้าง
แตก่ ไ็ มเ่ ปน็ กลมุ่ กอ้ นใหญ่ และสว่ นหนง่ึ ไดอ้ พยพกลบั จากอยธุ ยาตอนเสยี กรงุ มาอยทู่ นี่ ครศรธี รรมราชอนั เปน็ ภมู ลิ ำ� เนาเดมิ
๘. พทุ ธศตวรรษที่ ๒๔ – ปจั จุบนั ในพ.ศ.๒๓๕๔ สมยั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย รชั กาลที่ ๒
พราหมณ์เมืองนครได้รับการปรับปรุงต�ำแหน่งตามท�ำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช เพ่ือท�ำหน้าท่ีดูแลเทวสถาน
และประกอบพธิ กี รรมตา่ งๆ แตก่ ข็ าดการอปุ ถมั ภ์ ชมุ ชนหลกั แหลง่ พราหมณท์ เี่ คยมอี ยบู่ า้ งกห็ มดสนิ้ ไป เหลอื เพยี งครอบครวั
ทเี่ ป็นเชอ้ื สายพราหมณไ์ ม่ก่คี รอบครัว และหนั ไปประกอบอาชพี แบบชาวบา้ นท่ัวไป
ในพ.ศ.๒๕๔๕ เป็นช่วงแห่งความเติบโตของวัตถุมงคล “จตุคามรามเทพ” ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพใน
จังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งน้ัน เปิดโอกาสให้พราหมณ์ได้ใช้ความรู้ในพิธีกรรมอีกคร้ัง เพราะการสร้างวัตถุมงคลจตุคาม
รามเทพจะตอ้ งมพี ธิ กี รรมอภเิ ษกแบบพราหมณแ์ ละพธิ พี ทุ ธาภเิ ษกแบบพทุ ธ จดั สรา้ งกนั ตอ่ เนอื่ งตลอดปพี .ศ.๒๕๔๕-๒๕๕๐
ท้ังท่ีวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารและวัดข้างเคียง เหตุนี้จึงมีการเชิญพราหมณ์ไปประกอบพิธีกรรมดังกล่าวกันกว้างขวาง
แตล่ ะวนั มพี ราหมณท์ งั้ ทเี่ ปน็ เชอื้ สายพราหมณโ์ ดยตรงและไมม่ เี ชอื้ สายโดยตรงจำ� นวนนบั สบิ คณะไปประกอบพธิ ี ทำ� ใหเ้ กดิ
รายได้แก่ครอบครัวพราหมณ์เป็นกอบเป็นก�ำข้ึน สังคมไทยเร่ิมได้เห็นบทบาทพราหมณ์ในพิธีกรรมและความเช่ือโบราณ
ของพราหมณ์อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดี หลักแหล่งของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช ไม่ปรากฏชุมชนให้เห็นเด่นชัดเหมือน
ในยคุ ก่อน

43

เส้นทางการเขา้ มาของพราหมณ์

การเข้ามาของพราหมณ์สู่ดินแดนทางตอนใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จากชายฝั่ง
ทะเลตะวนั ออกของประเทศอนิ เดยี ในฤดกู าลของลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใตม้ กี ระแสนำ้� ทางตอนเหนอื ของมหาสมทุ รอนิ เดยี
ไหลเลยี บฝง่ั ตะวนั ออก ทำ� ใหก้ ารเดนิ ทางทางทะเลเกดิ ความสะดวก พอ่ คา้ วานชิ สว่ นหนงึ่ ซงึ่ นบั ถอื ศาสนาพราหมณน์ ำ� สนิ คา้
จากอินเดียมาสู่ชายฝั่งประเทศพม่าลงมาสู่ชายฝั่งของแหลมมลายูถึงตอนใต้ของประเทศไทยโดยเฉพาะที่ตะก่ัวป่า พ่อค้า
เหล่านั้นส่วนหน่ึงจะอาศัยแม่น�้ำข้ามแหลมมลายูไปทางตะวันออกบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพรและนครศรีธรรมราช
และอีกส่วนจะเดินทางไปถึงช่องแคบมะละกาสู่หมู่เกาะอินเดียตะวันออก ซ่ึงหมายถึงประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน
และตงั้ มน่ั คงอยทู่ เี่ กาะบาหลจี นถงึ ปจั จบุ นั และอกี พวกหนง่ึ หลงั จากผา่ นชอ่ งแคบมะละกาแลว้ ไปสดู่ นิ แดนเอเชยี ตะวนั ออก
เฉียงใต้ รวมถงึ จังหวดั ทางภาคใตข้ องประเทศไทยซึง่ รวมถงึ จงั หวดั นครศรีธรรมราชด้วย สรุปไดด้ งั ต่อไปน้ี
๑) เส้นทางจากคอคอดกระ เป็นเส้นทางผ่านส่วนแคบท่ีสุดของคาบสมุทรจากแม่น้�ำกระบุรี อ�ำเภอ กระบุรี
จงั หวดั ระนอง มาออกฝงั่ ตะวนั ออกทจี่ ังหวดั ชมุ พร จากชมุ พรสามารถเดนิ ทางเลียบฝง่ั อ่าวไทยผา่ นเขตจงั หวัดสุราษฎร์ธานี
ไปยังจังหวดั นครศรีธรรมราช
๒) เส้นทางจากแม่นำ�้ ตะกั่วปา่ จังหวัดพงั งา เป็นเส้นทางออกสอู่ า่ วบา้ นดอนจังหวัดสุราษฎร์ธานี แตต่ อ้ งเดิน
ขา้ มเขาสกแลว้ มาลงคลองสกจนกระท่ังออกสู่แมน่ ำ�้ พุมดวงในเขตอ�ำเภอคีรีรัฐนิคม ก่อนถงึ อ่าวบ้านดอนสามารถขึน้ ไปตาม
ล�ำน้�ำหลวงเข้าสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ โดยผ่านทางอ�ำเภอเวียงสระ อ�ำเภอฉวาง ถ้าออกอ่าวไทยทางอ่าวบ้านดอน
ก็สามารถไปสู่จังหวัดตา่ งๆ ริมอ่าวไทยได้เช่นกัน
๓) เสน้ ทางจากจงั หวดั ตรัง เปน็ เส้นทางแม่นำ�้ กันตงั ผ่านอำ� เภอคลองทอ่ ม จงั หวัดกระบี่ แลว้ ลงสู่คลองสนิ ปูน
จากคลองสนิ ปูนกส็ ามารถออกส่แู มน่ ้ำ� ตาปี (แมน่ ้ำ� หลวง) ได้
๔) เสน้ ทางจากกระบ่ี เปน็ เสน้ ทางคลองปะกาไสย ผา่ นอำ� เภอเมอื งและอำ� เภอเขาพนมเพอ่ื ไปลงยงั คลองสนิ ปนู
จากคลองสนิ ปนู กส็ ามารถไปตามล�ำนำ�้ ไปบรรจบกบั แมน่ ำ�้ หลวงทีอ่ ำ� เภอพระแสง จงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี
๕) เส้นทางจากจังหวัดตรัง เป็นเส้นทางล�ำน้�ำกันตังผ่านควนธานีอันเป็นเมืองตรังเก่า ผ่านท่าจีนในเขต
อ�ำเภอห้วยยอดเข้าสู่เขตอ�ำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วออกอ่าวไทย แม้ในยุครัชกาลท่ี ๕ และที่ ๖
แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ ประชาชนในจงั หวัดก็ใช้เสน้ ทางน้ที ัง้ ทางน�ำ้ และทางบกเพือ่ เดนิ ทางเขา้ กรงุ เทพฯ
๖) เส้นทางจากจังหวัดสงขลา เป็นเส้นทางเข้าสู่อ�ำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา จากทะเลสาบสงขลา ก็เข้าสู่
นครศรีธรรมราชไดโ้ ดยผา่ นทางคลองระโนด ผา่ นหวั ไทร เชยี รใหญ่ และออกสู่อา่ วไทยทอ่ี �ำเภอปากพนัง
๗) เส้นทางจากไทรบุรี เข้าสู่จังหวัดสงขลาและจังหวัดริมฝั่งทะเลด้านตะวันออกอ่ืนๆ ผู้ท่ีเดินทางผ่าน
คาบสมทุ รทองไมไ่ ดม้ เี พยี งแตช่ าวอนิ เดยี เทา่ นน้ั ชาวจนี กใ็ ชเ้ สน้ ทางนี้ ดงั บนั ทกึ ของคณะทตู สมยั จกั รพรรดฮิ น่ั วดู ี (Han Wuti)
ในปี ๑๔๑-๘๗ ก่อนคริสตกาล พวกเขาได้เดินทางข้ามคาบสมุทรไปยังอ่าวเบงกอล เม่ือต้องการไข่มุก เพชรนิลจินดา
และของแปลกๆ จากคาบสมุทร

44

แผนท่แี สดงเสน้ ทางคาบสมทุ รไทย (จาก “ตามพรลงิ ค์” โดยประทุม ช่มุ เพ็งพนั ธ์)ุ

45

บรรณานกุ รม

เกรียงไกร เกดิ ศริ ิ. พระบรมธาตนุ ครศรธี รรมราช : มรดกพุทธศาสนสถาปตั ยกรรม ศนู ยก์ ลางพระพุทธศาสนาเถรวาท
แห่งคาบสมุทรภาคใต้. คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๖๑.
จ�ำรัส เพชรทับ. เขาคา มหาเทวาลัยแหง่ พระศวิ ะ. นครศรธี รรมราช, องคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดนครศรีธรรมราช. ม.ป.ป.
จ�ำรัส เพชรทบั . ประวัติศาสตร์สชิ ล คน สนั ทราย และสายนำ้� . พมิ พ์ครงั้ ที่ ๓. นครศรธี รรมราช, โรงพิมพ์ประยูรการพิมพ์,
๒๕๕๖.
ชะเอม แกว้ คล้าย. “วเิ คราะห์ตามพรลงิ ค์” ใน อารยธรรมแดนใต้ ตามพรลงิ ค์ ลงั กาสกุ ะ ศรวี ิชัย และนครศรธี รรมราช
(เมือง ๑๒ นกั ษตั ร). นครศรธี รรมราช, สำ� นกั งานการทอ่ งเทยี่ วและกฬี าจงั หวัดนครศรธี รรมราช. ๒๕๕๔.
ชมุ พล คชวงศ.์ “นครศรีธรรมราชสมยั รัตนโกสนิ ทร”์ ใน ประวัติศาสตร์โบราณคดีนครศรีธรรมราช. กรงุ เทพฯ,
บรษิ ทั เอ.พี.กราฟิค ดไี ซนแ์ ละการพิมพ์ จำ� กดั , ๒๕๔๓.
ดาหวัน สะเม๊าะ. พราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราช สมัยพระเจา้ จันทรภาณุศรีธรรมาโศกราช –
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. ๑๘๐๐- ๒๓๕๒). สารนิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต
(ประวตั ิศาสตร)์ มหาวทิ ยาลัยรามค�ำแหง, ๒๕๕๗.
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั , กรม.ทีด่ นิ ชายทะเลและพืน้ ทช่ี ายฝัง่ ทะเล (เอกสารเผยแพร่ ฉบบั ท่ี ๔) ส�ำนักอนุรักษ์
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝัง่ , ๒๕๔๘.
นงคราญ ศรีชาย. “เขาคา : วิมานแห่งพระศิวะมหาเทพ” ใน ประวัตศิ าสตรโ์ บราณคดีนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ,
บริษทั เอ.พ.ี กราฟคิ ดีไซน์และการพิมพ์ จำ� กัด, ๒๕๔๓.
นงคราญ ศรชี าย. ถอดรหัสพระเจา้ ฮินดู. กรุงเทพฯ, ห้างหุน้ สว่ นจ�ำกัด พระรามครเี อชั่น, ๒๕๖๑.
นงคราญ ศรชี าย. พระพฆิ เนศ เทพเจา้ แหง่ ความสำ� เรจ็ อนั ยงิ่ ใหญ.่ กรงุ เทพฯ, หา้ งหนุ้ สว่ นจำ� กดั พระรามครเี อชนั่ . ๒๕๖๑.
นงคราญ ศรชี าย. “นครศรีธรรมราชกอ่ นพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙” ใน ประวัติศาสตรโ์ บราณคดีนครศรีธรรมราช. กรงุ เทพฯ,
บริษทั เอ.พ.ี กราฟิค ดไี ซน์และการพมิ พ์ จำ� กดั , ๒๕๔๓.
นงคราญ ศรชี าย. “ศาสนาและมรดกทางประวตั ศิ าสตรท์ สี่ ำ� คญั ในทา่ ศาลา” ใน ประวตั ศิ าสตรโ์ บราณคดนี ครศรธี รรมราช.
กรงุ เทพฯ, บรษิ ัท เอ.พ.ี กราฟคิ ดไี ซนแ์ ละการพิมพ์ จำ� กัด. ๒๕๔๓.
นงคราญ ศรชี าย. “ต้นก�ำเนิดตามพรลงิ ค”์ ใน อารยธรรมแดนใต้ ตามพรลงิ ค์ ลังกาสุกะ ศรวี ชิ ยั และนครศรธี รรมราช
(เมือง ๑๒ นกั ษัตร). นครศรธี รรมราช, สำ� นักงานการท่องเทีย่ วและกีฬาจงั หวัดนครศรธี รรมราช. ๒๕๕๔.

46

บญั ชา พงษพ์ านชิ . “พลกิ แผน่ ดนิ ตามหาตามพรลงิ คจ์ ากรอยลกู ปดั ” ใน อารยธรรมแดนใต้ ตามพรลงิ ค์ ลงั กาสกุ ะ ศรวี ชิ ยั
และนครศรธี รรมราช (เมือง ๑๒ นักษัตร). นครศรธี รรมราช, สำ� นกั งานการทอ่ งเที่ยวและกฬี า
จงั หวัดนครศรีธรรมราช. ๒๕๕๔.
ประทุม ชุม่ เพง็ พันธุ.์ “ตามพรลงิ ค์” ใน รายงานการสมั มนาประวัตศิ าสตร์นครศรธี รรมราช ครง้ั ที่ ๑. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒.
นครศรธี รรมราช, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. ๒๕๕๒.
ปรชี า นนุ่ สขุ .“ชมุ ชนโบราณโมคลาน” ใน รายงานการสัมมนาประวตั ิศาสตรน์ ครศรีธรรมราช ครงั้ ที่ ๒. พมิ พ์คร้งั ที่ ๒.
นครศรธี รรมราช, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, ๒๕๕๒.
ปรชี า น่นุ สขุ “ชุมชนโบราณโมคลาน : บนั ทกึ หนา้ ต้นของประวตั ศิ าสตรน์ ครศรธี รรมราช” ใน ตามพรลงิ ค์ ลังกาสกุ ะ
ศรีวิชัย และนครศรีธรรมราช (เมอื ง ๑๒ นักษัตร). นครศรธี รรมราช, ส�ำนกั งานการท่องเที่ยวและกีฬา
จังหวัดนครศรธี รรมราช, ๒๕๕๔.
ปรชี า น่นุ สขุ “จารึกบนตราประทับรุน่ แรกในภาคใต”้ ใน ประวัติศาสตรแ์ ละโบราณคดีนครศรธี รรมราช ครงั้ ท่ี ๕.
นครศรีธรรมราช, วิทยาลัยครูนครศรธี รรมราช, ๒๕๓๑.
ปรชี า นนุ่ สขุ ประวตั ศิ าสตรน์ ครศรธี รรมราช : พฒั นาการของรฐั บนคาบสมทุ รไทยในพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑-๑๙. วทิ ยานพิ นธ์
ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๔๔.
ภคั พดี อยคู่ งด.ี “นครศรธี รรมราชระหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙-๒๓ (รว่ มสมยั สโุ ขทยั - อยธุ ยา)” ใน ประวตั ศิ าสตรโ์ บราณคดี
นครศรีธรรมราช. กรงุ เทพฯ, บริษัท เอ.พ.ี กราฟคิ ดไี ซน์และการพมิ พ์ จำ� กัด, ๒๕๔๓.
มานะ ชว่ ยช.ู ตัวตนและการธ�ำรงความเป็นพราหมณ์นครศรธี รรมราช. วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวชิ าวฒั นธรรมศึกษา มหาวทิ ยาลยั วลยั ลักษณ์, ๒๕๔๘.
มานิต วัลลโิ ภดม. “สภาพของอาณาจกั รตา่ งๆในภาคใต้ของประเทศไทยกอ่ นศรวี ชิ ัยมอี ำ� นาจ” ใน รายงานการสมั มนา
เรอ่ื งประวตั ศิ าสตร-์ โบราณคดีศรวี ิชัย. กรมศิลปากร, ๒๕๒๕.
ลังกากมุ าร (พระมหาพจน์ สวุ โจ). ของดศี รลี งั กา. นครปฐม, สาละพิมพการ, ๒๕๕๕.
วนิ ัย พงศศ์ รีเพียร. “จารึกพระเจ้ากรุงศรีวิชยั และจารึกศรมี หาราช” ใน ๑๐๐ เอกสารส�ำคัญ : สรรพสาระ
ประวัตศิ าสตรไ์ ทย ล�ำดับที่ ๑๐. ส�ำนกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวิจยั (สกว.) ๒๕๕๔.
ศรศี กั ร วัลลิโภดม “ชมุ ชนโบราณในภาคใต”้ รายงานการสัมมนาประวตั ิศาสตรน์ ครศรธี รรมราช ครั้งท่ี ๑ พิมพค์ ร้ังท่ี ๒
นครศรีธรรมราช. มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช. ๒๕๕๒.

47

ศลิ ปากร, มหาวทิ ยาลยั . “พฒั นาการของรัฐบนคาบสมทุ รไทยในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๙” ใน อารยธรรมแดนใต้
ตามพรลงิ ค์ลังกาสกุ ะ ศรวี ิชยั และนครศรีธรรมราช (เมือง ๑๒ นักษตั ร). นครศรีธรรมราช,
สำ� นักงานการทอ่ งเที่ยวและกฬี าจงั หวัดนครศรีธรรมราช, ๒๕๕๔.
สิน สนิ สกุล. ชายฝง่ั ทะเลภาคใต.้ กรมทรัพยากรธรณี, ๒๕๔๕.
สวุ ทิ ย์ ทองศรเี กต.ุ “อิทธพิ ลของศาสนาพราหมณ์ในจังหวัดนครศรธี รรมราช” ใน รายงานการสมั มนาประวตั ิศาสตร์
นครศรีธรรมราช ครง้ั ท่ี ๒. นครศรธี รรมราช, มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครศรธี รรมราช, ๒๕๕๒.
อมรา ศรสี ุชาติ. ศรวี ิชัยในสวุ รรณทวีป. กรมศิลปากร, ๒๕๕๗.
อมรา ศรีสชุ าต.ิ สายรากภาคใต้ : ภูมิลักษณ์ รูปลักษณ์ จิดลกั ษณ์. ส�ำนกั งานกองทุนสนับสนนุ การวิจยั (สกว.), ๒๕๔๔.

48



บทบาทของพราหมณ์
ในนครศรีธรรมราช

บทบาทของพราหมณ์ในอินเดียกอ่ นอพยพเข้าสตู่ ามพรลงิ ค์ (นครศรธี รรมราช)

ศาสนาพราหมณน์ เี้ ปน็ ศาสนาทไี่ มม่ ศี าสดา จงึ เปน็ การยากทอ่ี ธบิ าย ทจ่ี ะเขยี น ทจี่ ะพดู ทจ่ี ะหาจดุ ทถี่ กู ตอ้ งแนน่ อน
เพราะศาสนานไี้ มม่ ศี าสดาเปน็ มนษุ ย์ ศาสดาไมไ่ ดอ้ ยใู่ นโลกมนษุ ย์ เปน็ เรอ่ื งเลา่ จนหาหลกั ฐานแนน่ อนไมไ่ ดว้ า่ มมี าตง้ั แตเ่ มอื่ ไร
ขอ้ ความในลัทธิ เช่น พิธกี รรม บทสวด เป็นต้น เดมิ ใชท้ ่องจ�ำดว้ ยปากและปกปดิ เป็นสมบัตสิ ว่ นตัว แตเ่ มื่อถงึ คราวเขยี น
ก็มีผู้เขียนกันหลายคน เช่น ฤาษีวยาส เป็นผู้เขียนคัมภีร์พระเวทเป็นคนแรก ต่อมาก็เขียนกันอีกหลายยุคหลายสมัย
ซ่งึ มที ง้ั คัมภรี ์เกา่ แก่ เก่ากลาง และใหม่ เน้ือความกป็ ะปนสบั สนเขา้ ใจยาก ขดั แย้งกนั สมัยหน่ึงเป็นอยา่ งหน่ึงอีกสมัยหน่งึ
ก็เป็นอย่างหน่ึง ฐานะของเทพก็ไม่แน่นอน ภาวะของลัทธิศาสนา ก็แปรไปเร่ือยๆ จนในที่สุดกลายเป็นศาสนาฮินดู
ตอ่ มาภายหลังพุทธกาลเรยี กศาสนาพราหมณ์

บณั ฑิต สทุ ธมสุ กิ เรียบเรยี ง

49

ยุคของศาสนาพราหมณ์

ยุคของลทั ธศิ าสนานี้มีการจดั เป็น ๔ สมัย คอื
๑) ยุคอริยะ (เรยี กตามสมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส) กอ่ นก�ำเนดิ พราหมณเ์ ปน็ ยคุ สมัย
พระอินทร์ เทพเจ้ามขี ึน้ มาเอง
๒) ยุคพระเวท เปน็ ยุคสมยั ท่ีมีคัมภรี ์ไตรเพท และเพม่ิ อาถรรพเวท
๓) ยคุ พราหมณ์กะ เปน็ ผ้สู รา้ งพระพรหมและยกย่องไว้เหนือพระอนิ ทร์
๔) ยุคอุปนิษัท-ฮินดู เป็นยุคสมัยที่กล่าวถึงคัมภีร์เก่าแก่ท่ีสุด เป็นการแสดงถึงวิธีบรรลุถึงความหลุดพ้น
โดยไม่เกยี่ วกับการบวงสรวง แต่ดว้ ยการบำ� เพญ็ ตบะกับโยคะ
ในท่ีนี้จะกล่าวถึงสมัยพราหมณ์กะ ซึ่งเป็นสมัยที่มีการสร้างพระพรหมขึ้นนับถือบูชา กล่าวว่าพราหมณ์มา
จากพระพรหมและยกยอ่ งไวเ้ หนอื พระอนิ ทร์ โดยพระพรหมเปน็ ผสู้ รา้ งทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง เปน็ ปฐมวญิ ญาณ ไมม่ ตี วั ตน ไมม่ เี พศ
พระพรหมจงึ ต้องแบง่ ภาคเป็นพระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นพระศวิ ะ (พระอศิ วร) จึงเกิดเป็น ๓ รูป เรยี กวา่ “ตรมี ูรต”ิ
ซง่ึ หมายถงึ พระพรหมเปน็ ผสู้ รา้ ง (อปุ าท)ิ พระวษิ ณุ (นารายณ)์ เปน็ ผพู้ ทิ กั ษ์ (ฐติ )ิ และพระศวิ ะ (อศิ วร) เปน็ ผทู้ ำ� ลาย (ภงั คะ)

พราหมณ์

ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน หมายถงึ คนในวรรณะท่ี ๑ แหง่ สงั คมพราหมณ-์ ฮนิ ดทู พี่ ระพรหมเปน็ ผสู้ รา้ ง
มี ๔ วรรณะ ได้แก่ พราหมณ์ กษัตรยิ ์ แพศย์ และศทู ร เปน็ ผู้ท่มี ีลักษณะ ไว้ผมมวย น่งุ ขาวหม่ ขาว เชน่ พราหมณ์ปุโรหิต
พราหมณ์พฤฒิมาศ เปน็ ผทู้ ่ไี ดร้ ับการยกย่องยอมรบั วา่ สามารถเผยแผค่ วามรู้ทางศาสนาให้แกผ่ ้อู ่ืนได้ นอกจากน้พี ราหมณ์
ยังไดร้ ับการยกย่องให้เปน็ ผปู้ ระกอบพิธกี รรมต่างๆ ไดอ้ ีกดว้ ย พราหมณแ์ บ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๑. พราหมณ์โดยก�ำเนิด คือผู้ที่เกิดมาในวรรณะพราหมณ์ ท่ีเรียกว่าพราหมณ์แม้จะไม่มีอาชีพประกอบกิจ
ทางศาสนา (ผทู้ �ำพธิ )ี ก็ได้เปน็ พราหมณ์ด้วยชาตกิ �ำเนดิ มาจากการสบื เช้ือสายพราหมณ์
๒. พราหมณ์โดยคุณวุฒิ คือพราหมณ์ที่เรียนจบตามข้ันตอนของวิชาและพราหมณาจารย์ ได้ท�ำพิธีคล้อง
สายยัชโญปวีต (สายธุร�ำ) ให้ถือว่าสมบูรณ์แบบในการท�ำพิธีทางศาสนา เป็นผู้สืบทอดพราหมณ์พิธีได้ตามกฎระเบียบ
ท่ีวางไว้อย่างเคร่งครัด ถ้าเป็นเช้ือสายพราหมณ์ก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบบางครั้งไม่มีบุคคลอาจรับคนจากวรรณะอื่น
ใน ๔ วรรณะก็ได้
ด้วยเหตุน้ีจึงมีความเช่ือว่าพราหมณ์เกิดมาเพื่อส่ังสอนคนในสังคม ถือว่าเป็นบุคคลท่ีมีความส�ำคัญในสังคมคน
อินเดีย เพราะอุทิศตนเพื่อประกอบพิธีกรรม บวงสรวงเทพเจ้า เป็นส่ือกลางเช่ือมเทพเจ้ากับมนุษย์ และเป็นครูอาจารย์
ให้ความรู้แก่คนในสังคม สามารถกระท�ำพิธีกรรมอันเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่บ้านเมือง เข้ารับราชการชี้น�ำ
ทางการปกครอง เปน็ ทปี่ รกึ ษาคอยแนะนำ� ใหแ้ กผ่ คู้ รองนคร (พระราชา) จงึ ทำ� ใหพ้ ราหมณม์ บี ทบาทสำ� คญั ตอ่ สงั คมอยา่ งมาก
โดยเฉพาะมนุษยก์ บั เทพเจา้ พราหมณ์คือเครอ่ื งหมายหรอื สัญลักษณ์ และองคป์ ระกอบการสร้างสถานะใหแ้ กค่ นทวั่ ไป

50

คมั ภีร์ของพราหมณ์

ตำ� ราทใี่ ชป้ ระกอบพธิ กี รรมของพราหมณ์ เรยี กวา่ คมั ภรี พ์ ระเวท เปน็ คมั ภรี ท์ มี่ เี นอื้ หาของบทสวดของชาวอารยนั
รวบรวมเปน็ หมวดหม่เู ดิมมี ๔ เล่ม คอื
๑. ฤคเวท เป็นค�ำฉันท์ส�ำหรบั สวดออ้ นวอนและสรรเสริญเทพเจา้
๒. ยชรุ เวท เปน็ ค�ำร้อยแกว้ วา่ ด้วยพธิ ที ำ� พลีกรรมและบวงสรวง
๓. สามเวท เป็นค�ำฉันทท์ ใ่ี ช้สวดในพธิ ถี วายของแกเ่ ทพเจ้าและขบั กลอ่ มเทพเจา้ และตอ่ มา
มกี ารเพิ่มอาถรรพเวท
๔. อาถรรพเวท เปน็ เรื่องอาคม คาถา มนตข์ ลัง น�ำสิรมิ งคลมาส่คู น นำ� ความชว่ั ไปสผู่ ้อู ่ืน
และวธิ ีแก้อาถรรพณต์ ่างๆ
เทพเจ้าของพราหมณ์
เทพเจ้ามี ๓ พวก คือ
๑. อยู่บนสวรรค์ ไดแ้ ก่ วรุณ สุร สวติ ถ วิษณุ อุษา อทิติ มติ ระ อรยมัน และอัศวนิ
๒. อยบู่ นฟ้า ได้แก่ วาตะ อินทรา รทุ ระ มารตุ ชนั ยะ
๓. อยู่บนโลก ไดแ้ ก่ อัคนี โสม ยม
นิกายของพราหมณ์
นิกายพราหมณใ์ นอนิ เดยี ตามไตรเพทมี ๓ นกิ าย คือ
๑. นกิ ายโหรตา มีหนา้ ที่ บูชาในพิธี มคี ัมภีร์ฤคเวทเปน็ ค่มู ือ
๒. นิกายอัธวรรยุ มหี น้าท่ี จดั ทำ� พิธี มีคมั ภีรย์ ชุรเวทเปน็ คูม่ อื
๓. นิกายอทุ คาดา มีหน้าที่ สวดขบั สงั เวย มคี ัมภีร์สามเวทเป็นคู่มือ
ประเภทของพราหมณ์
หนา้ ทขี่ องพราหมณ์ในยคุ คัมภีรพ์ ระเวทมี ๓ ประการ คือการส่งั สอน สงั เวย และรับทกั ษณิ า ในยุคนพี้ ระอินทร์
ยังเปน็ ใหญ่กว่าเทพอ่นื ๆ มกี ารจัดแบง่ พราหมณ์ออกเปน็ ๒ พวก คือ
๑. สมณพราหมณ์ คือ พราหมณ์นกั บวชท่ไี มม่ คี รอบครัว
๒. คฤหบดีพราหมณ์ คอื พราหมณ์นักบวชทม่ี ีครอบครัว

51

ขณะเดียวกนั ต�ำรามานวธรรมศาสตร์ จดั แบ่งพราหมณเ์ ปน็ ๔ อาศรมคอื
๑. พรหมจารี หมายถึงพราหมณ์บวชใหม่หรือนักศึกษา ก่อนเข้าศึกษา สมณพราหมณ์จะท�ำพิธี เสกมนต์
บนตัวนักศึกษาโดยใช้ด้ายศักด์ิสิทธิ์เรียกว่า “ยัชโญปวีต” (คือสายธุร�ำหรือสายคุร�ำหรือสายมงคล) ในนครศรีธรรมราช
ยังมพี ิธีนี้อยู่ พราหมณพ์ วกนถี้ ือว่าเกดิ อกี ครงั้ หน่ึงเปน็ “ทวิช” คอื เกิดสองครง้ั
๒. คฤหัสถ์ หมายถึงพราหมณ์ผู้อยู่บ้าน เป็นหัวหน้าครอบครัว ท�ำหน้าท่ีอ่านคัมภีร์สอบบูชาเองในครอบครัว
และช่วยผ้อู นื่ บูชา
๓. วนปรสั ถ์ หมายถงึ พราหมณอ์ ยปู่ า่ ละบา้ นเรอื นและครอบครวั มอบทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งใหล้ กู หลาน แลว้ ไปบำ� เพญ็
ตบะในปา่ มชี ่อื เรียกต่างกันดงั น้ี
๑) ฤาษี – ผแู้ สวงหาโมกษะ
๒) โยคี – ผู้บ�ำเพ็ญโยคะทรมานใจ เพอื่ ใหใ้ จหรอื อาตมนั บริสทุ ธ์ิ แล้วไปรวมกบั ปรมาตมันคือพระพรหม
๓) ดาบส – ผบู้ �ำเพ็ญตบะทรมานกาย
๔) มนุ ี - ผูส้ งบบำ� เพญ็ ตบะนุ่งหม่ สเี หลือง
๕) สทิ ธา – ผสู้ ำ� เรจ็ ได้ฌานสมาบัติ คอื ผู้บ�ำเพ็ญตบะหรอื โยคะสำ� เร็จแลว้
๖) นักพรต - ผู้บวชบ�ำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ตามแบบพราหมณ์
๗) ชฏิล - ผู้มนุ่ ผมสูงเปน็ ชฎา นงุ่ ห่มหนงั สัตว์ท้ัง ๗ อาศัยในบรรณศาลาคอื กระท่อมใบไมอ้ ยู่ และหากอยู่
รวมกันหลายๆ คนเรยี กวา่ “อาศรม” เลย้ี งชพี ดว้ ยผลไม้ รากไม้ ใบไม้ในป่า และต่อมาเกิด “คัมภรี ์อารณั ยกะ” สำ� หรบั ให้
นกั บวชเหลา่ นไี้ ด้ศกึ ษา
๔. สันยาสี หมายถึงพราหมณผ์ ูท้ อ่ งเท่ียว เล้ียงชพี ดว้ ยการภกิ ขาจาร ใจมุง่ ตรงตอ่ พระพรหม

ประเภทของพราหมณใ์ นประเทศไทย

การประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ เป็นไปตามความถนัดในการศึกษาเวทมนต์ของพราหมณ์แต่ละสาย
ทีอ่ าจไม่เหมอื นกันโดยชยั ภูมิพ้ืนท่ี ไดม้ กี ารแตกแขนงวชิ าความรคู้ วามเชี่ยวชาญมีดงั นี้
๑. พราหมณ์โหรราจารย์ เป็นพราหมณ์ผู้เช่ียวชาญต�ำราศาสตร์ต่างๆ มาจากเมืองพัทลุง ท�ำหน้าท่ีสวดสดุดี
และอาราธนาเทพตา่ งๆ ให้มาร่วมในพธิ ีการบูชาบวงสรวง
๒. พราหมณ์ศิวเวท (หรือพราหมณ์พิธี) เป็นพราหมณ์ท�ำหน้าที่ประกอบพิธีเก่ียวกับกษัตริย์ในการส่งเสริม
พระบรมเดชานุภาพ และหนา้ ท่ปี ระกอบพิธีจากชมุ ชนพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช
๓. พราหมณพ์ ฤตบิ าส เปน็ พราหมณ์ท�ำหน้าทเี่ ก่ยี วกบั ชา้ งมาจากเขมร มหี น้าท่ีหลักทางคชศาสตร์และพิธกี รรม
ต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง ซึ่งถือว่าช้างเป็นพาหนะคู่บุญญาบารมีพระมหากษัตริย์ในอดีตใช้ในการสงคราม พราหมณ์พวกนี้
ตอ้ งเลอื กช้างเข้ามาเสรมิ สร้างบารมเี พอ่ื พระราชอสิ ริยยศแกก่ ษัตรยิ ์

52

พงศาวดารเมอื งนครศรธี รรมราชฉบบั หอสมดุ แหง่ ชาตพิ ระนคร เลขท่ี ๓๖ ฆ บน้ั กลาง ตอนพระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช
สร้างวัดท่าช้างพระอารามหลวงและวัดบริวารมีการกล่าวถึงหมอช้าง ๔ คน คือ หมอเฒ่าแก้ว หมอเฒ่าจัน หมอเฒ่าศรี
และหมอเฒา่ ไชย มคี วามรเู้ รอ่ื งชา้ ง ดลู กั ษณะชา้ ง และคลอ้ งชา้ งเพอื่ ถวายพระเจา้ ศรธี รรมาโศกราชและสมเดจ็ เจา้ โพธสิ มภาร
เจ้าอาวาสวัดท่าช้างพระอารามหลวง เชื่อว่าทั้ง ๔ คนคงเป็นพราหมณ์มาก่อนและได้รับการถ่ายทอดวิชาคชศาสตร์
มาหลายยุคหลายสมัย พงศาวดารฉบบั นี้กล่าวถึงสมัยโคตรครี ีเศรษฐี ท้าวราช ทา้ วศรี อพยพมาจากเมืองมอญ เขา้ มาอาศัย
อยใู่ นบริเวณวดั ทา่ มอญ (วัดศรที วีในปัจจุบัน) ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘
ในการสบื เชอ้ื สายของพราหมณ์ ผทู้ เี่ ปน็ พราหมณอ์ ยา่ งสมบรู ณน์ นั้ จะตอ้ งทำ� พธิ บี วชใหถ้ กู ตอ้ ง ตามหลกั คมั ภรี ก์ อ่ น
จึงจะกระท�ำพิธีกรรมของราชส�ำนักและของราษฎร์ได้ พิธีบวชเป็นพิธีศักด์ิสิทธิ์จะเกิดข้ึนได้เม่ือมีความถูกต้องตามหลัก
ผู้ที่เป็นพราหมณ์โดยก�ำเนิดเรียกว่า “พราหมณ์ทวิชาติ” คือก�ำเนิดคร้ังแรกคือเกิดจากบิดามารดาก�ำเนิดคร้ังที่สอง
คือการบวชตามประเพณีพราหมณ์ ในการบวชตามประเพณีน้ันผู้ขอบวชต้องผ่านหลักเกณฑ์ขั้นตอน และต้องมีคุณสมบัติ
ทเี่ หมาะสมแกก่ ารครองตนในการเปน็ ผขู้ อบวชดงั น้ี
๑. ต้องน�ำหลักฐานการสืบเช้ือสายมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น มีหนังสือรับรองว่ามีความประสงค์จะบวช
และมีญาตพิ ่นี อ้ งเป็นพราหมณ์มาก่อนแลว้ สามารถสบื ค้นได้ไม่ไกลนกั
๒. ได้รับความเห็นชอบจากคณะพราหมณ์ โดยมีประธานพระครูพราหมณ์เป็นผู้คัดเลือก หลักเกณฑ์การเลือก
ประกอบด้วย
๒.๑ ชาติวฒุ ิ ตอ้ งมเี ชอื้ สายพราหมณ์ เป็นชายแตก่ �ำเนดิ
๒.๒ วัยวุฒิ ต้องมอี ายเุ หมาะสม รวมทงั้ วฒุ ภิ าวะสมบรู ณ์
๒.๓ คณุ วฒุ ิ ตอ้ งประพฤตดิ ี ไม่มเี รอ่ื งเส่อื มเสยี แก่ตนเอง และสมคั รใจเข้ามาเปน็ พราหมณ์
๒.๔ ปัญญาวุฒิ ต้องมีปัญญาคือการอ่านออกเขียนได้ รู้จักหลักค�ำสอนและคัมภีร์พระเวท ขยันฝึกฝน
และพัฒนาตนอยเู่ สมอ
พราหมณใ์ นพุทธศตวรรษท่ี ๗-๙
พทุ ธศตวรรษที่ ๗-๙ จากคมั ภรี ม์ หานเิ ทศทแ่ี ตง่ เปน็ ภาษาบาลใี นชอ่ื “ตามพรลงิ ค”์ (Tambalinga) และคำ� บรรยาย
ของเอกสารฝ่ายจีน กล่าวว่าอาณาจักรตุน-ชุน (Tun-Hsun) มีอาณาเขตติดบริเวณชายฝั่งทะเลของคาบสมุทรท้ังสองด้าน
มกี ารตดิ ตอ่ กบั อนิ เดยี และดนิ แดนในบรเิ วณทะเลแดงทไี่ กลออกไป รวมทงั้ ดนิ แดนทต่ี งั้ อยบู่ รเิ วณฐานของคาบสมทุ รบรเิ วณ
ปากอา่ วไทย บรเิ วณตอนกลางของลมุ่ แมน่ ำ�้ เจา้ พระยา ไปจนถงึ บรเิ วณลมุ่ แมน่ ำ้� โขงตอนลา่ งในยคุ ตน้ ตนุ – ชนุ เปน็ ศนู ยก์ ลาง
ขนถ่ายสินค้า ท่ีส�ำคัญมีชุมชนมอญบริเวณท่ีราบลุ่มแม่น�้ำแม่กลองซ่ึงอยู่ติดกับปลายเส้นทางการค้าด้านตะวันออก
ของอาณาจักรนี้ ชุมชนบริเวณคาบสมุทรตดิ ตอ่ กับชุมชนมอญทีอ่ ยูใ่ นบริเวณชายฝัง่ อีกด้านหน่ึงของภเู ขา โดยทางที่ตดั ขา้ ม
ด่านเจดียส์ ามองค์ไปยังเมอื งทะวายบริเวณอ่าวมะตะบัน

53

ตามบันทกึ ของฝา่ ยจีนระบุว่า อาณาจักรตุน – ชนุ มีกษตั ริย์ ๕ องค์ ( ๕ อาณาจกั ร) ต�ำแหน่งกษัตริย์เรียกว่า
คุน – ลุน (Kun – Lun) แปลวา่ กษตั ริยแ์ หง่ ภเู ขา ในเมอื งมีครอบครัวพอ่ ค้าท่มี าจากอินเดยี ๕๐๐ ครอบครวั มีพระสงฆ์
ในพทุ ธศาสนา ๒๐๐ รปู และมพี ราหมณจ์ ากอนิ เดยี กวา่ ๑,๐๐๐ คน ประชาชนในตนุ – ชนุ นบั ถอื ศาสนาพราหมณแ์ ละพทุ ธ
ทง้ั พราหมณแ์ ละพอ่ คา้ ทม่ี าจากอนิ เดยี ตา่ งกแ็ ตง่ งานกบั หญงิ พน้ื เมอื ง และตงั้ ถน่ิ ฐานอยู่ ณ ทน่ี น่ั กอ่ ใหเ้ กดิ ประเพณวี ฒั นธรรม
ท่ีเป็นการผสมผสานของคนอินเดียและคนในทอ้ งถน่ิ ไวม้ ากมาย
ความเช่ือ พราหมณท์ ี่เดินทางมาในศตวรรษน้ียังคงรักษาความศรทั ธาและความจงรักภกั ดีในเทพเจา้ ทต่ี นนับถือ
ซงึ่ มี ๓ นกิ าย คอื ไศวนกิ าย ไวษณพนกิ าย และศักติ จากรอ่ งรอยรูปแกะสลักมลี กั ษณะเปน็ เทพเจา้ จากสญั ลกั ษณ์บง่ บอก
ว่านับถอื และเชอื่ ในเทพเจา้ วญิ ญาณ และธรรมชาติ
พธิ กี รรม พราหมณท์ เ่ี ปน็ ผปู้ ระกอบพธิ กี รรมเปน็ คนกลางสอ่ื ระหวา่ งมนษุ ยก์ บั เทพเจา้ โดยใชไ้ ฟ (ดวงไฟ) บวงสรวง
รูป-เทวรูป แทนพระผู้เป็นเจ้า มีการประกอบ พลีกรรม – ท�ำบุญอุทิศแก่เทวดา บรรพชน และสิ่งท่ีตนรักและเคารพ
และท�ำพธิ ีมงคลตา่ งๆ เช่น การเกดิ การแตง่ งาน การหาคู่ครอง การตั้งช่ือ การตาย การแตง่ กายสว่ นใหญจ่ ะคล้ายคัมภีร์
ยุคพระเวทในคัมภีร์ท่ี ๔ (อาถรรพเวท)
ฐานะในสังคม ในศตวรรษนี้พราหมณ์โดยวรรณะยังได้รับความนับถือจากพวกพราหมณ์ด้วยกัน โดยความ
เป็นผู้ประกอบพิธีส่ือระหว่างเทพกับมนุษย์ และเป็นครูคอยแนะน�ำบุคคลในสังคมในเร่ืองความเป็นอยู่ โดยอาศัยความรู้
ที่ได้ศึกษามา มักจะได้รับยกย่องให้เป็นผู้น�ำสังคม พราหมณ์บางคนก็ได้เลิกความคิดเรื่องวรรณะด้วยโดยมาแต่งงาน
กับคนท้องถน่ิ ปรับเปลยี่ นวถิ ีชวี ิตมาอยใู่ นฐานะพอ่ ค้า ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน จงึ เป็นอิสระมากกว่าในอดีต
พราหมณใ์ นพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๒
ในยุคน้ีพราหมณ์อินเดียนามว่า “โกญฑัญญะ” ซ่ึงบรรพชนเคยอาศัยอยู่ในคาบสมุทรมลายู นักประวัติศาสตร์
หลายทา่ นกลา่ ววา่ อพยพไปจากตามพรลงิ ค์ (นครศรธี รรมราช) ไดม้ อี ำ� นาจเหนอื อาณาจกั รฟนู นั และไดเ้ ปลย่ี นขนบธรรมเนยี ม
ประเพณีทกุ อย่างไปตามแบบอินเดีย เรม่ิ ปกครองขอม (เขมร) สร้างอาณาจกั รฟนู นั มีพระนามว่า “โกณฑญั ญะ ชยั วรมนั ”
มีพระโอรสนามว่า “รุทธรวรมัน” ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ของแหลม อินโดจีนเป็นท่ีเชื่อมระหว่างดูอารยธรรมใหญ่
ในทวีปเอเชียสองแห่ง คืออารยธรรมอินเดียและจีน ดังนั้นศิลปะอินเดียได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อขอม (เขมร) ก็มิใช่มีแต่
เพียงเฉพาะในอาณาจักรฟนู นั เดิมเทา่ น้นั
อาณาจกั รขอมในเวลามอี ำ� นาจปกครองเหนอื ดนิ แดนลมุ่ นำ�้ เจา้ พระยา ตลอดไปถงึ อาณาจกั รศรวี ชิ ยั อนั เปน็ ดนิ แดน
ของตามพรลงิ ค์ และหมูเ่ กาะในอนิ โดนเี ซยี สมุ าตราและชวา อาณาจักรขอมตงั้ แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๑๐-๑๗ ไดร้ ับอิทธพิ ล
ของศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู มกี ารตงั้ พระนามกษตั รยิ ์ เชน่ รทุ ธวรมนั อนั เปน็ นามของพระศวิ ะ เปน็ ตน้ เมอ่ื สนิ้ พระชนมแ์ ลว้
จะมพี ระนามเรยี กขานเปน็ เทพเจา้ ในศาสนาพราหมณเ์ กอื บทงั้ สนิ้ เชน่ วษิ ณโุ ลก อศิ วรโลก สทุ ธโลก พรหมโลก แมพ้ ระนาม
ยังมีชือ่ พระเจ้าซงึ่ เปน็ จอมเทพของอินเดียโบราณ เชน่ สุรยิ วรมนั อินทรวรมัน เป็นต้น


54

การเดินทางของชาวอินเดีย (พราหมณ์) ในยุคนี้ มาพร้อมกับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้น�ำภาษา อักษร
มาจารึกเป็นหลักฐานไว้ เช่น ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย อ�ำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอักษรปัลลวะ
ภาษาสันสกฤต อายุพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑

พราหมณ์ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ (ตรงกบั สมยั สโุ ขทัย)
หลกั ฐานท่แี สดงใหเ้ ห็นถงึ อทิ ธพิ ลของศาสนาพราหมณส์ มัยสุโขทยั ไม่ปรากฏใหเ้ ห็นเดน่ ชัดมากนัก แตท่ ีเ่ ก่ียวกับ
พราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช มีเอกสารบางอย่างกล่าวว่าสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หน่ึง
ในประวัติศาสตร์กัมพูชา สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ พระองค์เป็นโอรสแห่งรัฐ ตามพรลิงค์
(หรือนครศรธี รรมราช)
เน่ืองจากเป็นผู้มีความชอบธรรมในสิทธิทางการปกครองอาณาจักรขอมโดยผ่านเชื้อสายทางพระราชมารดา
ซ่ึงอยู่ในสกุลพระเจ้าอินทรวรมันท่ี ๑ และเม่ือได้อ�ำนาจขึ้นสู่ราชบัลลังก์ขอมอย่างสมบูรณ์แล้วจึงปรากฏว่า
พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ พระองค์นี้มีอ�ำนาจจนขยายพ้ืนท่ีของอาณาจักรไปทั่วบริเวณของลุ่มน้�ำแม่น�้ำเจ้าพระยา
(ผพู้ ชิ ติ ลมุ่ นำ�้ เจา้ พระยา) ตอนลา่ ง จวบจนถงึ ภาคใตข้ องประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคกลางนนั้ เรมิ่ ตน้ ทจ่ี งั หวดั ลพบรุ กี อ่ น
โดยมีหลักฐานในจารึกหลักท่ี ๑๘ ท่ีศาลสูงจากลพบุรี อ้างว่าจักรวรรดิของพระเจ้าสุริยวรมันท่ี ๑ ได้รวมอาณาจักรมอญ
ทวารวดี มลายู และนครศรีธรรมราชไว้ด้วยกัน ซ่ึงเรื่องราวและจารึกท่ีลพบุรี ได้มีการกล่าวถึงไว้ถึงบทบาทกษัตริย์ขอม
เชื้อสายนครศรีธรรมราช ว่าพระองค์คือผู้พิชิตดินแดนมารวมไว้จ�ำนวนมาก เรื่องราวท่ีปรากฏน้ีสันนิษฐานได้ว่าพระองค์
มกี ารวางแผนทางดา้ นการปกครองไวเ้ ปน็ อยา่ งดี โดยมพี ราหมณแ์ ละเสนาอำ� มาตยผ์ มู้ คี วามรอบรใู้ หค้ ำ� ปรกึ ษาตอ่ การขยาย
อ�ำนาจและอิทธิพล ท�ำให้พราหมณ์มีสถานะและบทบาทสูงในขอม และกษัตริย์ได้ยกย่องพราหมณ์ให้เป็นครูและปุโรหิต
ชว่ ยราชการงานทกุ ๆ ด้าน รวมทั้งแบง่ เบาภาระงานทางปกครอง
อีกทางหน่ึงเนื่องจากท่ีเป็นเชื้อสายของราชวงศ์ปัทมวงศ์ เม่ือเข้ามาแทรกแซงบทบาทและสร้างอิทธิพลในขอม
ได้นั้น คงจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากพราหมณ์ท่ีนครศรีธรรมราชในการสนับสนุนเกี่ยวกับหลักแห่งสิทธิอันชอบธรรม
เพอ่ื อา้ งสทิ ธมิ าแตฝ่ า่ ยของพระมารดา กถ็ อื วา่ คอื กศุ โลบายอนั แยบยลและมเี หตผุ ลในเรอื่ งของการเขา้ สอู่ ำ� นาจ นคี่ อื จดุ เรมิ่ ตน้
ของการทพ่ี ราหมณพ์ ธิ จี ากเมอื งนครศรธี รรมราช ตอ้ งเดนิ ทางไปสอู่ าณาจกั รขอม เพอื่ ใหค้ ำ� ปรกึ ษา และแนะนำ� กระบวนการ
และวธิ กี ารปกครองรว่ มกนั กบั พราหมณท์ ม่ี อี ยเู่ ดมิ ของขอม การผสมผสานดงั กลา่ วไดถ้ า่ ยทอดกนั ออกมาเปน็ หลกั แหง่ ความ
ศรทั ธาของลทั ธิไศวนกิ าย ซง่ึ เป็นลัทธทิ ่ีนยิ มบชู าพระจันทร์ ผสมกับไวษณพนกิ ายที่นยิ มบชู าพระอาทติ ย์ (สรุ ยิ ะ) ซึ่งท�ำให้
พราหมณ์พิธีจากเมืองนครศรีธรรมราช และพราหมณ์ พฤฒิบาสขอม (เขมร) คือพราหมณ์ผู้ช�ำนาญการเร่ืองคชลักษณ์
อนั เปน็ พราหมณก์ ลมุ่ สำ� คญั ทมี่ สี ว่ นทำ� ใหก้ ารขยายอำ� นาจอทิ ธพิ ลครอบครองพนื้ ทไ่ี ดแ้ ผไ่ พศาล และสรา้ งความรงุ่ เรอื งแกข่ อม
ในช่วงเวลาดังกลา่ ว
สว่ นเมอื งนครศรธี รรมราชกต็ กอยภู่ ายใตอ้ ำ� นาจอทิ ธพิ ลของพระเจา้ สรุ ยิ วรมนั ที่ ๑ ในแงข่ องเมอื งทม่ี คี วามสมั พนั ธ์
ฉันเครือญาติ และต้องข้ึนตรงกับขอม ตลอดรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันท่ี ๑ และหลังจากพระเจ้า สุริยวรมันท่ี ๑
สวรรคตแลว้ เมอื งนครศรธี รรมราชอาจจะเปน็ อสิ ระอยชู่ ว่ั ขณะหนง่ึ ราว พ.ศ. ๑๕๖๐ – ๑๗๒๕ ในระหวา่ งนเ้ี กอื บ ๒ ศตวรรษ

55

อาณาจกั รขอมมที งั้ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งคละเคลา้ ไปกบั การแยง่ ชงิ อำ� นาจ มกี ารตง้ั ราชวงศใ์ หมข่ น้ึ มา ในสมยั พระเจา้ ชยั วรมนั
ที่ ๖ พ.ศ.๑๖๒๓-๑๖๕๐ หลงั จากนน้ั พระเจา้ ธรณนี ทรวรมนั ท่ี ๑ พ.ศ.๑๖๕๐-๑๖๕๖ พระเจา้ สรุ ยิ วรมนั ท่ี ๒ พ.ศ.๑๖๕๖-๑๖๘๘
จนถึงพระเจา้ ธรณีนทรวรมนั ที่ ๒ พ.ศ.๑๗๐๓ ถูกพราหมณต์ รภี วู นาทิตยวรมันเขา้ ยึดอำ� นาจ ตัง้ ตนเปน็ กษตั รยิ ์ ตงั้ ราชวงศ์
ใหม่ มพี ระนามว่าพระเจา้ ตรีภวู นาทติ ยวรมนั (อิศวรทวีป) (บางทา่ นเรยี กวา่ ภารตะราห)ู ครองอำ� นาจ พ.ศ.๑๗๐๘-๑๗๒๐
ในชว่ งนน้ี ครศรธี รรมราชเปน็ อสิ ระจากขอม แตย่ งั มคี วามสมั พนั ธก์ บั พราหมณร์ าชสำ� นกั ขอมมาจากยคุ สมยั นครศรธี รรมราช
ด�ำรงอยู่ได้ด้วยพระพุทธศาสนาและพราหมณ์ช่วยกันยกย่องผู้น�ำของบ้านเมือง โดยสถาปนาผู้น�ำข้ึนเป็นกษัตริย์
มพี ระนามวา่ “พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช” ในช่วงเป็นอิสระจากการปกครองของขอม
ในเวลาตอ่ มา พ.ศ.๑๗๒๐ กองทพั จามรว่ มกบั พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี ๗ รว่ มทำ� สงครามขบั ไลพ่ ระเจา้ ตรี ภวู นาทติ ยวรมนั
ท�ำสงครามอยู่ ๓-๔ ปี พระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมันถูกประหารชีวิต พ.ศ.๑๗๒๔ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ข้ึนเสวยราชย์
ปกครองขอม (เขมร) สรา้ งเมอื งพระนครหลวง (ศนู ยก์ ลางปราสาทบายน) บางทา่ นกลา่ ววา่ นครศรธี รรมราชตกอยใู่ นอำ� นาจ
ของขอมอกี เชน่ เดมิ แตผ่ เู้ ขยี นเขา้ ใจวา่ ถงึ แมว้ า่ จะอยใู่ นอำ� นาจของขอม แตค่ วามสมั พนั ธโ์ ดยสายพราหมณน์ ครศรธี รรมราช
และสายเครอื ญาตยิ งั มอี ยู่ ความสมั พนั ธข์ องพราหมณย์ งั เดนิ ทางเขา้ สขู่ อมในสมยั พระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๗ และดว้ ยความเฉลยี ว
ฉลาดของพราหมณ์ท่ีเขา้ สู่ราชส�ำนกั ขอมในขณะนัน้ ทำ� ให้พราหมณ์นครศรีธรรมราชเสนอแนวคิดแดพ่ ระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ใหช้ ว่ ยกนั บำ� รงุ ศาสนาพทุ ธ ดว้ ยเหตผุ ลทพ่ี ระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๗ จงเกลยี ดจงชงั ตรภี วู นาทติ ยวรมนั ทปี่ ระหารชวี ติ พระราชบดิ า
(พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ และพระเชษฐา) จึงได้หันมานับถือพระพุทธศาสนามหายาน โดยได้รับการสนับสนุนจากพระสงฆ์
เมืองนครศรีธรรมราช ท้ังให้เกิดการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรขึ้นมากมายในอาณาจักรของพระองค์ จึงเห็นได้ว่า
ท้ังพราหมณ์ท้ังคณะสงฆ์เมืองนครศรีธรรมราชโดยความอุปถัมภ์ของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ท�ำให้เรามิได้เป็นศัตรู
กบั อาณาจกั รขอม อันจะท�ำใหเ้ กดิ ศึกสงครามขน้ึ ได้
ในช่วงน้ีเองมีประวัติต�ำนานเมืองนครศรีธรรมราชท่ีกล่าวถึงพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าจันทรภานุ
และพระเจา้ พงษาสรุ ะแหง่ ราชวงศป์ ทมุ วงศเ์ ดนิ ทางมาจากอนิ ทปตั ถ์ ผเู้ ขยี นเชอ่ื วา่ เมอื งอนิ ทปตั ถ์ กค็ งจะอยใู่ นอาณาจกั รขอม
คอื เมอื งพระนครหลวง (หรอื เมอื งพระนครธม) คอื พระเจา้ อนิ ทรวรมนั ท่ี ๑ และยโสวรมนั ที่ ๑ ซง่ึ เปน็ ตน้ วงศข์ องตามพรลงิ ค์
เมอื่ พ.ศ.๑๗๒๔ พระเจ้าชยั วรมันที่ ๗ ขึ้นครองราชยแ์ ลว้ กษตั ริยส์ ามพนี่ อ้ งจึงเดนิ ทางออกจากเมอื งหลวงเดมิ ของพระเจ้า
อินทรวรมันท่ี ๑ มายงั ตามพรลงิ ค์ราว พ.ศ.๑๗๓๐ ในชว่ งนพ้ี ระเจ้าชยั วรมันท่ี ๗ กลับมานบั ถือพระพุทธศาสนามหายาน
แต่พราหมณ์ก็คงมีอ�ำนาจอยู่ในฐานะผู้รู้หรือปุโรหิตผู้ให้ความคิดเห็นแก่กษัตริย์ การขึ้นครองอ�ำนาจตามประเพณีของขอม
โบราณ มีการประกอบพิธีราชาภิเษกโดยพราหมณ์ การสร้างวัง สร้างปราสาท ก็ด้วยอาศัยก�ำลังพลและผู้รู้ การสร้า
งอโรคยาศาล เพ่ือบ�ำเพ็ญบารมีของกษัตริย์ ก็ต้องมีพราหมณ์ผู้มีความรู้ในแขนงวิชาการต่างๆ ช่วยให้เกิดความส�ำเร็จ
จงึ ทำ� ใหพ้ ราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชและพราหมณข์ อม (เขมร) มคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งลกึ ซง้ึ ผเู้ ขยี นเชอ่ื วา่ อาจเปน็ พนี่ อ้ ง
เครอื ญาตดิ ้วยกัน เหน็ ไดว้ ่าอ�ำนาจพระเจา้ ชัยวรมันที่ ๗ มีเหนือจ�ำปา คอื ลาวและญวณบางสว่ น แม่นำ�้ เจ้าพระยาตอนบน
และตอนลา่ ง กล่าววา่ มถี ึง ๒๓ เมอื ง ไชยา (ตามพรลิงค์) กอ็ ยใู่ นพระราชอำ� นาจ ปลาย พ.ศ.๑๗๖๓ พระเจ้าชยั วรมนั ท่ี ๗
สวรรคต ขอม (เขมร) ออ่ นแอมาก ไดม้ กี ารถอนทพั ขอม (เขมร) ออกจากจำ� ปา รวมถงึ อาณาจกั รตา่ งๆ ทอี่ ยภู่ ายใตก้ ารปกครอง
กลับเป็นรัฐอิสระ นครศรีธรรมราช (ตามพรลิงค์) มีกษัตริย์ปกครอง ดังท่ีปรากฏในศิลาจารึกวัดเวียง อ�ำเภอไชยา
จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี

56

อาณาจักรสุโขทัยตอนบนแม่นำ�้ เจ้าพระยาไดม้ กี �ำลงั เข้มแขง็ ขึน้ และตงั้ ตนเป็นอสิ ระ ขับไลข่ อมออกจากแผ่นดิน
ท�ำให้ชอมกับสุโขทัยขาดความสัมพันธ์ เกิดฐานอ�ำนาจขึ้นที่สุโขทัย มีการสร้างอิทธิพลทางการเมืองการปกครองข้ึน
ในสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นต้นวงศ์ของราชวงศ์พระร่วง โดยความร่วมมือกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด
ขับไล่ขอมให้ออกจากสุโขทัย แล้วพ่อขุนผาเมืองได้มอบราชสมบัติให้แก่ขุนศรีอินทราทิตย์ปกครองอาณาจักรสุโขทัย
และไดจ้ ดั ใหม้ พี ธิ รี าชาภเิ ษกขนึ้ ดงั ในศลิ าจารกึ ท่ี ๒ วดั ศรชี มุ ตอนที่ ๓ ความวา่ “...พอ่ ขนุ ผาเมอื งอภเิ ษกพอ่ ขนุ บางกลางหาว
ตั้งราชวงศส์ โุ ขทัย หรือราชวงศ์พระรวง ถวายพระนามให้สหายเรยี กอนิ ทรบดินทราทิตย...”
พิธีนี้มีความส�ำคัญ เพราะได้แสดงถึงสัญลักษณ์ว่ามีการอัญเชิญเทพเจ้ามาสถิตอยู่ในองค์พระมหากษัตริย์
โดยพราหมณจ์ ะถวายสงั วาลของพระศวิ ะ และอาวธุ ของพระนารายณ์ อนั แสดงถงึ การพธิ รี าชาภเิ ษกทสี่ มบรู ณโ์ ดยพราหมณ์
ขอมหรอื เช้อื สายพราหมณน์ ครศรธี รรมราช ไดก้ ระท�ำพธิ สี รา้ งสทิ ธิของกษัตรยิ ผ์ ู้มีอำ� นาจแห่งเทวราชา แมแ้ ตพ่ ระนามยงั มี
ค�ำว่า ศรี+อินทร์+อาทิตย์ อันหมายถึงสัญลักษณ์เคร่ืองหมายบ่งบอกถึงส่ิงท่ีพราหมณ์ในอินเดียเคยเคารพยกย่อง เช่น
ค�ำว่า ศรี หมายถึงความงาม ความสว่าง มักจะใช้น�ำหน้าเทพเจ้า เช่น ค�ำว่า ศรีราม ศรีกฤษณะ เป็นต้น ค�ำว่า อินทร์
หมายถงึ จอมเทพ ซง่ึ ชนชาวอารยนั ใหค้ วามเคารพนบั ถอื มากอ่ นจะเกดิ พราหมณ์ อาทติ ย์ หมายถงึ สรุ ยิ เทพ เปน็ เทพธรรมชาติ
ท่มี นุษยห์ ลายชนชาตินับถือและสกั การะ บางครั้งในพระนามของพระวษิ ณเุ ทพ หมายถงึ แสงสว่างและปญั ญา พระนามช่ือ
นี้เป็นพระนามที่ตั้งขึ้นโดยพราหมณ์ผู้มีปัญญา มีความรอบรู้ในคัมภีร์ไตรเภท จึงท�ำให้พระนามเป็นท่ีรวมแห่งเทพเจ้า
ของพราหมณ์ ค�ำว่าศรี จึงเป็นนามข้ึนต้นที่ปรากฏในจารึกพ่อขุนรามค�ำแหงในเวลาต่อมาว่า “ศรีธรรมราช” ซึ่งใช้นาม
ขององคธ์ รรมราช คอื ยธุ ษิ เฐยี ร พอี่ งคใ์ หญข่ องตระกลู ปานฑป วงศแ์ หง่ ธรรมกษตั รยิ ์ (ธรรมราชา ๕ องค์ แหง่ “อนิ ทรภ์ ารต”)
คือ ยุธษิ เฐยี ร ภีม อรชนุ นกุล และสหเทพ
ก�ำเนดิ พราหมณ์เมืองนครศรธี รรมราชและขอมโบราณที่ฤาษีวายาสเล่าให้พระพิฆเณศวร์จดบันทึกไว้อย่ใู นคมั ภรี ์
ของอนิ เดยี ชอ่ื “ภควคตี า” กล่าวถึงสงครามทงุ่ กุรุ เปน็ มหากาพยม์ หาภารตยุทธ ซ่ึงเรื่องราวของมหากาพย์นีม้ อี ิทธิพลตอ่
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับมหากาพย์รามายณะ (รามเกียรต์ิ) ด้วย ชื่อนครศรีธรรมราช ศรีธรรมราช กล่าวได้ว่า
เป็นได้ท้ังพุทธและพราหมณ์ ดังนั้นค�ำว่า “อินทรปัตถ์” ในต�ำนานเมืองนครศรีธรรมราชท่ีกล่าวว่า เป็นเมืองท่ี
พระเจา้ ศรธี รรมาโศกราช เจา้ จนั ทรภาณแุ ละพงษาสรุ ะมาแตเ่ มอื งอนิ ทปถั ต์ เสยี งเดมิ ของชาวอนิ เดยี กลา่ ววา่ “อนิ ทรภ์ ารต”
เป็นเมืองทภ่ี ีมะสร้างใหป้ าณฑปทง้ั ๕ องค์
เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สวรรคต พ่อขุนบานเมือง พระเชษฐาของพ่อขุนรามค�ำแหงขึ้นปกครองเพียงระยะส้ัน
ก็สวรรคต จึงทำ� ใหบ้ ทบาทและอทิ ธพิ ลอ�ำนาจการปกครองทเ่ี กิดข้ึนในชว่ ง พ.ศ.๑๘๒๒ สุโขทยั ได้มผี นู้ �ำทีเ่ ข้มแขง็ มากกวา่
ทกุ รชั กาล พ่อขนุ รามค�ำแหงได้อ�ำนาจปกครองดินแดนต่างๆ ตามจารกึ หลกั ท่ี ๑ ดา้ นที่ ๔ กล่าวไว้วา่ ทิศใตน้ ้นั ไดข้ ยาย
อ�ำนาจลงไปต้ังแต่ราชบุรี เพชรบุรี จรดถึงนครศรีธรรมราช และคาบสมุทรมลายู การที่ได้จารึกถึงเมืองต่างๆ รวมถึง
เมอื งนครศรธี รรมราชนน้ั กเ็ พอ่ื แสดงหลกั ฐานวา่ พระองคไ์ ดย้ กกำ� ลงั โจมตถี งึ เมอื งนครศรธี รรมราชจรงิ เขา้ ใจวา่ ใน พ.ศ.๑๘๓๗
นา่ จะเปน็ พระเจา้ ศรธี รรมาโศกพงษาสรุ ะมากกวา่ พระเจา้ จนั ทรภาณุ เพราะมหี ลกั ฐานวา่ พระเจา้ จนั ทรภาณยุ กทพั ไปตลี งั กา
คร้ังที่ ๒ และสวรรคตราว พ.ศ.๑๘๐๗ นครศรีธรรมราชจึงสูญเสียกองทัพ ผู้คนล้มตายจ�ำนวนมาก จึงเกิดความอ่อนแอ
มาสู่สมัยของพระเจ้าศรีธรรมโศก พงษาสุระ เป็นโอกาสให้พ่อขุนรามค�ำแหงได้เข้ามาอย่างง่ายได้ ท�ำให้นครศรีธรรมราช
ตกอย่ใู นอำ� นาจของสุโขทยั

57

อย่างไรก็ดี นครศรีธรรมราชยังมีความแข็งแกร่งทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือเป็นพราหมณ์ ล้วนเป็น
ผู้ทรงความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยเฉพาะทางอักษรศาสตร์ และศาสตร์เก่ียวกับจิตวิญญาณที่เป็นต้นทุนเดิมแห่งความดี
งามของศาสนาทั้งสอง และอยู่ในช่วงท่ีลังกาได้ส่งพระสงฆ์มาเผยแผ่พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ท�ำให้เกิดลัทธิลังกาวงศ์
มีหลักการและพิธีการทั้งฝ่ายพุทธศาสนาและฝ่ายพราหมณ์ พิธีกรรมท่ีมีมาอย่างสมบูรณ์อยู่แล้วอาจจะมีประโยชน์
สามารถประกอบพธิ กี รรมและสร้างความเจรญิ ร่งุ เรืองใหก้ ับสุโขทัยได้ จงึ เป็นท่ีมาของสาเหตใุ ห้พระราชาและพราหมณพ์ ธิ ี
ทางเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการอัญเชิญข้ึนไปทางตอนบนของประเทศ เพ่ือร่วมประกอบพิธีกรรมกับปู่ครูหรือปุโรหิต
ท่ีมาจากขอม (เขมร) ซ่ึงเดิมทีก็น่าจะได้รับเชิญมาเช่นกัน เม่ือคร้ังจัดพระราชพิธีอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวเป็นพ่อขุนศรี
อนิ ทราทติ ย์ ถา้ ยอ้ นรอยไปในครงั้ พระเจา้ สรุ ยิ วรมนั ที่ ๑ จนถงึ สมยั พระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๗ กม็ เี หตใุ หพ้ ราหมณน์ ครศรธี รรมราช
และพราหมณข์ อม (เขมร) ตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ นั อยใู่ นระบบเครือญาติฝ่ายบิดาของพระเจ้าสุรยิ วรมันท่ี ๑ กบั ฝ่ายพระมารดา
ซ่งึ เป็นเชือ้ พระวงศ์เขมร นักปราชญฝ์ ่ายเขมรกลา่ ววา่ นางเสืองพระราชมารดาของพ่อขนุ รามค�ำแหงมหาราช เป็นเจ้าหญงิ
ในราชวงศข์ องขอม ดงั นนั้ จงึ มติ อ้ งสงสยั เลยวา่ ความสมั พนั ธข์ องพราหมณใ์ นนครศรธี รรมราชกบั พราหมณพ์ ธิ กี รรมของขอม
(เขมร) ลว้ นแตเ่ ป็นพราหมณ์ ทรี่ าชส�ำนักทงั้ สองได้คดั เลอื กไวแ้ ลว้ ทั้งสนิ้ เพ่ือเป็นเกียรติแกร่ าชสำ� นักท้งั สองราชอาณาจกั ร
ดงั นนั้ พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราชตอ้ งการเชอ่ื มสมั พนั ธใ์ หเ้ กดิ การผสมผสานพราหมณพ์ ธิ กี รรมของนครศรธี รรมราช พราหมณ์
ขอม (เขมร) เขา้ ด้วยกันท่อี าณาจักรสุโขทยั พราหมณ์ขอม (เขมร) มาจากอินเดยี พราหมณน์ ครศรีธรรมราชก็มาจากอนิ เดีย
เหมือนกนั สโุ ขทัยจงึ เป็นศูนย์กลางของวฒั นธรรมที่มีผู้ทรงความรคู้ อื พราหมณ์ ผู้น�ำทางศาสนาพราหมณป์ ระกอบพิธีกรรม
ต่างๆ ถวายแด่พระราชา
นอกจากนย้ี งั มพี ระสงฆผ์ ทู้ รงความรเู้ ปน็ สงั ฆราชา มพี ทุ ธศาสนาลทั ธลิ งั กาวงศจ์ ากนครศรธี รรมราช เขา้ มาในสโุ ขทยั
จนเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท พ.ศ.๑๘๙๐ พระองค์ทรงน�ำพิธีกรรมของพราหมณ์มาช่วยเสริม
สถานะมากกวา่ พระราชาพระองคใ์ ดๆ ไดร้ บั เอาหลกั เทวราชามาชว่ ยในการขยายอาณาเขตทีเ่ คยแตกแยกออกไป พระองค์
ได้ศึกษาต�ำราจากผู้รู้ศาสนาพราหมณ์ มีหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๔ (จารึกวัดป่ามะม่วง) ด้านท่ี ๑ ตอนที่ ๑
เป็นอักษรขอม มีข้อความว่าพญาลือไทเสด็จออกจากเมืองศรีสัชนาลัยไปปราบจลาจลในเมืองสุโขทัย เมื่อ พ.ศ.๑๘๙๐
ด้วยเหตุพญาเลอไท พระชนกเพิ่งสิ้นพระชนม์ เม่ือได้เมืองแล้ว พญาลือไทได้ท�ำพระราชพิธีราชาภิเษกในกรุงสุโขทัย
แล้วทรงพระนามว่า “พระบาทกัมรเตงอัญศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช” ในจารึกหลักน้ียังได้ระบุไว้ด้วยว่า
ในการพระราชพิธีราชาภิเษกของพระยาลิไทเป็นกษัตริย์ ได้มีการถวายเคร่ืองราชูปโภค มีมงกุฎ พระขรรค์ชัยศรี
และเศวตรฉัตร การถวายเคร่ืองราชูปโภคเช่นนี้ เหมือนกับการถวายเครื่องเบญจราชกุธภัณฑ์แด่พระมหากษัตริย์ของไทย
ที่เนื่องด้วยพิธีราชาภิเษก เพื่อสถาปนาพระองค์ข้ึนเป็นเทวราชา ซ่ึงแต่เดิมเป็นของพราหมณ์ในอินเดีย และมีอยู่
ในราชอาณาจักรขอม (เขมร) ในสมัยชัยวรมันท่ี ๗ ดังน้ันสมัยของพระยาลิไทจึงเป็นอีกสมัยหน่ึงท่ีพราหมณ์มีบทบาท
และอทิ ธพิ ลมาก ก่อนท่อี ำ� นาจการปกครองจะมาตกอย่ทู ี่อยุธยาในเวลาตอ่ มา


58

พราหมณใ์ นพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑-๒๔ (ตรงกับสมัยอยธุ ยา)
นครศรีธรรมราชเม่ือคร้ังที่รุ่งเรืองทางอ�ำนาจอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สามารถมีเมืองบริวารได้ถึง ๑๒ เมือง
โดยพราหมณ์จัดให้มีการเรียกชื่อเมืองท้ัง ๑๒ เมืองตามแบบระบบนักษัตร เพ่ือจะได้จัดแบ่งให้ง่ายต่อการปกครอง
โดยมนี ครศรธี รรมราชเปน็ ศนู ยก์ ลาง และมอี งคพ์ ระมหาธาตเุ จดยี เ์ ปน็ จดุ ศนู ยร์ วมจติ ใจ ดจุ ดงั เทพเจา้ ของศาสนาพราหมณ์
ทเี่ ปน็ ตรีมูรติ (พระพรหม พระศวิ ะ และพระนารายณ)์ โดยนครศรีธรรมราชก็มีพระรตั นตรยั รวมเป็นสัญลกั ษณอ์ ย่ใู นองค์
พระมหาธาตุเจดีย์
เม่ือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) เร่ิมก่อสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของดินแดนบริเวณที่ราบลุ่ม
ของแมน่ ำ�้ เจา้ พระยาใน พ.ศ.๑๘๙๓ พระองค์ได้น้อมน�ำแนวคิด ความเช่ือ และแนวปฏิบัติด้านพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์
เขา้ มาสอู่ ยธุ ยา แลว้ กำ� หนดใหเ้ ปน็ แบบแผนของพธิ กี รรมเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ตอ่ จากนนั้ จงึ ปรากฏเดน่ ชดั ขน้ึ มาวา่ มกี ารผสมผสาน
คติความเชื่อและแบบแผนประเพณี ท่ีมีความเก่ียวข้องกับศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์อยู่ในส�ำนักอยุธยาสืบเนื่อง
มาตลอดสมัย ถือนี้เป็นจุดเร่ิมต้นท่ีท�ำให้พราหมณ์หลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยท่ีอยุธยา ในช่วงแรกๆ ที่ก�ำลังมีการก่อสร้าง
กรงุ ศรอี ยธุ ยาซงึ่ ขณะนน้ั มศี กึ กบั ขอม (เขมร) ทางดา้ นสโุ ขทยั ทเี่ พงิ่ สญู เสยี อำ� นาจ กย็ งั มศี กึ อยกู่ บั เชยี งใหมแ่ ละนครศรธี รรมราช
อย่างต่อเน่ือง มีปัญหามากมาย แต่พระองค์ได้ขุนหลวงพะง่ัว ซ่ึงเป็นพี่เขยอยู่ท่ีสุพรรณบุรี พร้อมด้วยสายสกุลช่าง
แถบลุ่มน้�ำเจ้าพระยามีมอญเป็นหลัก จึงท�ำให้สร้างกรุงศรีอยุธยาส�ำเร็จ พระองค์ตั้งใจจะบ�ำรุงศาสนาต่างๆ จึงต้องใช้
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้ามาปกครอง โดยมีกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย หรือกฎมณเฑียรบาล เพื่อจะได้ทรงตัดสิน
พระทยั ได้อย่างรวดเร็ว และฉบั ไว การก่อต้ังอาณาจักร จึงมพี ราหมณท์ กี่ ระท�ำพธิ กี รรมสว่ นหนึ่งเดนิ ทางมาจากขอม (เขมร)
ที่เรียกกันว่าพราหมณ์เขมร มีความเช่ียวชาญในวิชาทางไสยเวท มีความรู้ในการจัดพิธีกรรมในราชส�ำนักตามแบบ
อย่างราชสำ� นักของขอม (เขมร) และคงเข้ามาจากการกวาดต้อนส่วนหน่ึง ส่วนพราหมณพ์ ิธีหรือพราหมณ์ภาคใตก้ ็คงไม่พ้น
ไปจากพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช โดยตกอยู่ในความปกครองของอยุธยา เมืองนครศรีธรรมราชท่ีเคยมีสถานะ
เป็นอาณาจักรตามพรลิงค์ ก็ถูกลดสถานะลงเป็นหัวเมืองเอกในสมัยน้ี ความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับอยุธยา
ได้เร่ิมต้นข้ึนเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) เข้ายึดเมืองได้ แล้วโปรดฯให้อัญเชิญพราหมณ์ระดับผู้น�ำของเมือง
นครศรีธรรมราช ที่มีหลักแหล่งม่ันคงอยู่นานในสายวงศ์พรต เข้ามาช่วยในการประกอบพิธีกรรมสร้างเมือง และพิธีอื่น
ที่เกี่ยวกบั ฐานะแห่งราชอำ� นาจ
ใน พ.ศ.๑๙๖๗ ไดม้ กี ารสถาปนาพระปรางคว์ ดั ราชบรู ณะในรชั สมยั สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชท่ี ๒ (เจา้ สามพระยา)
มีจารึกแผ่นทองค�ำว่า “ศรีจันทรภานุชัยวรรทธ โหราธิบดี อวยภมรเตงธรรมาภินันทานาม” จากจารึกนี้แสดงว่า
ศรจี นั ทรภานชุ ยั วรรทธเปน็ โหราธบิ ดี เปน็ โหรหลวง (พราหมณ)์ ทพี่ ยากรณก์ ารสถาปนาพระปรางคอ์ งคน์ ้ี ชอ่ื “ธรรมาภนิ นั ท”์
เป็นพราหมณ์สายเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยนาม “ศรีจันทรภานุ” เป็นนามของกษัตริย์ตามพรลิงค์อันเป็นต้นเค้า
ของนครศรธี รรมราช
ช่วงระยะเวลาดังกล่าว พราหมณ์คือผู้สถาปนาองค์พระมหากษัตริย์ ยกย่องเชิดชูให้พระองค์เปรียบเสมือน
เทวราชาหรือองค์สมมุติเทพ ตามแบบฉบับจากอินเดียโบราณ และพระองค์ก็ให้ความส�ำคัญกับพราหมณ์เมือง
นครศรีธรรมราชมาก ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งต�ำแหน่งพราหมณ์ท่ีมาจากรามนคร (พาราณสี) อินเดีย “แผดงธรรม

59

นารายณ์” และ “แผดงศรกี าเกยี ” เป็นหวั หนา้ และรองหัวหนา้ พราหมณ์ตามลำ� ดับ โดยทรงแตง่ ตง้ั มาจากราชธานี (อยุธยา)
และมีกระแสรบั สง่ั ใหพ้ ราหมณเ์ ข้ารับราชการราชสำ� นักมาโดยตลอดมไิ ดข้ าด คติความเชื่อเหล่าน้ที �ำใหก้ ษัตรยิ ์สมัยอยุธยา
แตกต่างจากสุโขทัย ซ่ึงเป็นพระมหากษัตริย์ได้รับการยกย่องให้เป็น “พ่อหลวง” หรือ “พ่อขุน” ส่วนอยุธยารับรูปแบบ
จากพราหมณ์ กค็ อื พระมหากษตั รยิ เ์ ปรยี บเสมอื นเทวดาจตุ ลิ งมาเปน็ มนษุ ย์ เอาพระนามของวษิ ณเุ ทพหรอื นารายณท์ อี่ วตาร
มาเป็นพระรามในมหากาพย์รามายณะ มาเป็นพระนามในการสถาปนาสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เท่ากับเสริมสร้าง
ความเข้มแข็งทางการปกครองให้แก่ราชอาณาจักรอยุธยา พราหมณ์จึงเป็นผู้สร้างความศักด์ิสิทธ์ิควบคู่กับการใช้
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์จึงมีอ�ำนาจและหน้าที่สูงสุด พระบรมราชโองการจึงเป็นประดุจกฎหมายที่ทุกคน
จะต้องรบั ใสเ่ กลา้ ใสก่ ระหม่อม และตอ้ งปฏิบัตติ าม
ดังน้ันพิธีกรรมของการบรมราชาภิเษกถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองการครองราชย์ โดยจะมีประเพณีการชักนาค
ดกึ ดำ� บรรพ์ เปน็ ประเพณอี นั เปน็ สริ มิ งคลแกพ่ ระมหากษตั รยิ ์ ซง่ึ เปน็ การกลา่ วถงึ พระนารายณก์ วนเกษยี รสมทุ รทำ� นำ้� อมฤต
เพอ่ื ความแสดงถึงอมฤตธรรม (ความไม่ตาย) แห่งพระมหากษัตริยพ์ ระองคน์ นั้ อันเป็นคตขิ องพราหมณ์ และพระราชพิธีถอื
นำ้� พพิ ฒั นส์ ตั ยาจดั ขนึ้ ทวี่ ดั สำ� คญั ของราชสำ� นกั คอื วดั พระศรสี รรเพชญ์ พระราชพธิ นี เี้ หลา่ ขนุ นางและเจา้ เมอื งประเทศราช
ทเี่ ขา้ รว่ มในพระราชพธิ นี ตี้ อ้ งเตรยี มตวั ใหเ้ ปน็ ไปตามเงอ่ื นไขทป่ี รากฏในกฎมณเฑยี รบาล ถอื วา่ ไดร้ บั การยอมรบั และถอื ปฏบิ ตั ิ
สบื ตอ่ กนั มา นบั เปน็ การปรากฏครงั้ แรกในสมยั ของสมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี ๑ (อทู่ อง) โดยมเี จตนารมณเ์ พอ่ื ใหร้ าชอาณาจกั ร
ของพระองคย์ ิง่ ใหญ่ขนึ้ และลดอ�ำนาจของขอม (เขมร) ไม่ใหม้ ีอำ� นาจเหนือกวา่ ราชอาณาจักรอยธุ ยา
จากสาเหตุน้ีคงเป็นปัจจัยหลักท�ำให้พราหมณ์นครศรีธรรรมราชท่ีเคยรุ่งโรจน์ในสมัยสามพ่ีน้อง (พระเจ้า
ศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าจันทรภาณุ และพงษาสุระ) เม่ือนครศรีธรรมราชถูกลดลงเป็นหัวเมืองเอก พราหมณ์พิธีกรรม
จงึ ถกู เชญิ ขึ้นไปเสริมราชอาณาจกั รสว่ นกลางอยุธยาได้รบั ยศ ตำ� แหนง่ หนา้ ทก่ี ารงานสูงกว่าครงั้ อยู่ทเ่ี มืองนครศรีธรรมราช
ในสมัยต่อมา มีหลักฐานว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีความสัมพันธ์กับเจ้าเมืองรามนคร (พาราณสี)
แห่งประเทศอินเดีย มีการส่งเทวรูปพระนารายณ์ พระศรีลักษมี พระมเหวารีย์บรมหงส์ ชิงช้าทองแดง มาถวายให้
สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช เพอื่ ความสัมพันธก์ นั ระหว่างเมอื งรามนคร (รามราช) กับกรงุ ศรอี ยธุ ยา ครัง้ นน้ั มเี หตุการณ์
อศั จรรยบ์ างอยา่ งตำ� นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชระบวุ า่ พระองคใ์ หอ้ ญั เชญิ เทวรปู เหลา่ นไ้ี วท้ เ่ี มอื งนครศรธี รรมราช
ได้สร้างหอเทวรูปประดิษฐานไว้ ในกาลน้ันมีพราหมณ์จากรามนครเดินทางมาด้วย จึงแต่งต้ังให้มีต�ำแหน่งสูงขึ้น
คือ “แผดงธรรมนารายณ์” เป็น ออกพระธรรมนารายณ์เวทภักดีศรีรัตนโกษา และให้ “ผแดงศรีกาเกียสเภาลักจัน”
เปน็ ออกพระศรรี าชโกเมนทร์ นรนิ ทรภ์ ักดศี รอี าคมชมุ แพ เปน็ ผู้ดแู ลคณะพราหมณท์ เี่ มอื งนครศรีธรรมราช ท�ำให้พราหมณ์
ในเมืองนครศรีธรรมราชกลับฟื้นขึ้นมาอีก มีพื้นที่ประดิษฐานเทวรูปอยู่บริเวณตลาดท่าม้าในปัจจุบัน บริเวณน้ันได้
รับการกัลปนาให้เป็นท่ีอยู่ของพราหมณ์ และถวายไว้แก่เทวาลัยต่างๆ เช่นเดียวกับที่กัลปนาให้วัดในพระพุทธศาสนา
และพระเจา้ อยหู่ วั โปรดใหป้ ระกอบพธิ ตี รยี มั ปวาย ตรปี วาย พธิ ตี รษุ (สงกรานต)์ ดว้ ย ซงึ่ เวลานนั้ มกี ารผสมผสานกบั พราหมณ์
เดิมเมืองนครศรีธรรมราชและขอม (เขมร) พราหมณ์พิธีและพราหมณ์จากเมอื งนครศรีธรรมราช ทไี่ ด้รับการสนับสนนุ เช่นนี้
ท�ำให้พราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชมีความแข็งแรง ได้รับการเชิญไปประกอบพิธีร่วมกับพราหมณ์ในกรุงศรีอยุธยา
เหมือนครั้ง พ.ศ.๑๘๙๓ ท่ีมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยา มีพ่อพราหมณ์ให้ฤกษ์ต้ังพิธีกลบบาตร “กลบบัตรสุมเพลิง”

60

ตามลัทธพิ ราหมณ์ สรา้ งพระที่นงั่ ไพฑรู ยม์ หาปราสาท และพระท่ีนั่งไพชยนต์มหาปราสาท กอ่ นท่พี ระเจา้ อูท่ องเสด็จเขา้ มา
ครองราชยส์ มบัติ
ต�ำนานพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชได้กล่าวถึงพิธีการของพราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราชไว้ตอนหนึ่งว่า
“สมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช มตี รามหาราชครู แลตราเจา้ พระยาโกษา โปรดออกมาลแุ กเ่ จา้ เมอื งผรู้ งั้ (นครศรธี รรมราช)
กรมการผู้ได้เป็นพนักงานส�ำหรับแผ่นดินเมืองนครศรีธรรมราชให้ท�ำพิธีมงคล โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้
สำ� หรบั พิธีกรมโรหิตในนี้ พิธีจองตง้ั เปรยี งสาดโคม ตรียัมปวาย ตรีปวาย พธิ ยี กประตเู มืองท้ังเกา้ และท�ำภลมนิ ลงบนค่าย
ปากน้�ำ ต้ังพระหลักเมือง พิธีเสกท�ำอุบาทว์เมือง (แก้อุบาทว์เมือง) พิธีสรงสนาน ฝังหลักช้างโรง โขลนทวาร
เบิกไพรทอดเชอื ก ดามเชอื ก สระหัวชา้ ง ๕ อยา่ งนี้ คอื โขลนทวาร สระหวั ชา้ ง นา่ จะเปน็ หนา้ ท่ขี องพราหมณ์พฤฒมิ าส
(ขอม) กมั พชู า พิธีสดู เมฆใหฝ้ นตก (ขอฝน) สรุ ิยอปุ ราคา สนานลาไพร ท�ำหมอควาญคงคราวยะ มงคลพิธี ๒๐ ประการ
ทรงพระกรุณาโปรดให้ไว้เป็นพิธีพราหมณ์ตั้งกุณฑ์มงคลฝ่ายเดียว ให้เสกสมโภชท่ีพระศรีรัตนมหาธาตุ สัพพันมงคล
เดือนสิบข้ึนศรีมงคล และเดือนส่ีก็ดี แลบริสุทธ์ิอุบาทว์มงคลศรีรัตนมหาธาตุ แลอัฐยันศรียะ พิธี ๕ ประการนี้ โปรดไว้
ใหส้ งฆ์และพราหมณต์ ัง้ กณุ ฑพ์ ธิ เี ขา้ กนั ”
ย่ิงกวา่ นน้ั พระมหากษตั รยิ ใ์ นกรุงศรอี ยธุ ยาสมยั หลงั รชั กาลสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช ก็ยังโปรดเกล้าฯ ให้จดั
ข้าวของมาร่วมงานพิธีต่างๆ ของพราหมณ์ ท่ียังท�ำพิธียังเทวสถานเมืองนครศรีธรรมราชตลอดมา ท�ำให้เห็นความรุ่งเรือง
ของพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช ส่วนความตกต่�ำของพราหมณ์มาปรากฏในสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พ.ศ.๒๒๗๗ ตามประวัติกล่าวว่า พราหมณ์ในเมืองนครศรีธรรมราชเกิดทะเลาะวิวาทกับพระสงฆ์ และทะเลาะกันเอง
ด้วยลาภสักการะ เกดิ อสัตย์อธรรมในคณะพราหมณ์ จึงได้ลงโทษพราหมณใ์ นฐานะผู้น�ำทางจติ วญิ ญาณ แต่กลบั ท�ำผิดฐาน
ประพฤตมิ ชิ อบ ไมส่ มควรเป็นผปู้ ระกอบพิธี ถา้ พราหมณใ์ ดยงั มสี ัจอยูบ่ า้ ง แต่ไมร่ ู้พิธีก็ให้ส่งมาอบรมในกรงุ ศรอี ยธุ ยา

พราหมณ์ในพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ (ตรงกบั สมัยธนบรุ ี)
หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า พ.ศ.๒๓๑๐ บ้านเมืองถูกเผาท�ำลายจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่ซากพังทลาย
เกินก�ำลังท่ีจะบูรณะข้ึนใหม่ได้ ต�ำราต่างๆ ท้ังทางพุทธศาสนาและพราหมณ์ ท่ีเป็นสรรพวิชาทุกแขนงก็ถูกเผาผลาญ
ไปในกองเพลิง ดังนนั้ จึงท�ำให้สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราชตัดสนิ พระทยั สร้างราชธานีใหม่ ณ กรงุ ธนบุรี
อนง่ึ ในขณะทก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยาใกลแ้ ตก ผคู้ นอพยพไปอยตู่ ามปา่ เขา บางคนกลบั ภมู ลิ ำ� เนาเดมิ มที ง้ั ชาวบา้ น พระสงฆ์
และพราหมณ์ส่วนหนึ่งอพยพไปท่ีเมืองนครศรีธรรมราชซ่ึงอยู่ไกลจากอยุธยา เจ้าพระยานคร หนู (หลวงสิทธินายเวร)
ขณะกรุงแตกได้ต้ังตนเป็นอิสระ เม่ือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๑
จึงยกกองทัพมาปราบชุมนมุ เจา้ นครศรีธรรมราช เมอ่ื พ.ศ.๒๓๑๒
ในช่วงเวลาท่ีประทับอยู่ท่ีนครศรีธรรมราช ด้วยพระหฤทัยท่ีเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาในพระพุทธศาสนา
และทรงปรารถนาที่จะให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ทรงต้องการคนมีความรู้เป็นนักปราชญ์ไปช่วยพัฒนาบ้านเมือง
จึงนิมนต์พระอาจารย์ (สี) พระอาจารย์รูปน้ีเป็นชาวนครศรีธรรมราช เดิมอยู่วัดพนัญเชิง (อยุธยา) เม่ือกรุงศรีอยุธยา
ใกล้แตก พ.ศ.๒๓๐๙ พระอาจารย์ (สี) เดินทางกลับนครศรีธรรมราชพร้อมลูกศิษย์ เม่ือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

61

ทรงทราบเร่ือง ก็ได้นิมนต์พระอาจารย์รูปน้ีไปยังกรุงธนบุรี และได้สถาปนาเป็น “สมเด็จพระสังฆราช” ประทับ
ณ วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆษิตาราม) ขณะเดียวกันก็ทรงทราบว่าที่นครศรีธรรมราชยังมีพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์
เก็บรักษาอยู่ที่วัดหอไตร (ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช) จึงอัญเชิญไปคัดลอกเพื่อใช้ในราชธานี (ก่อนจะส่งคืนมา
เมอื งนครศรธี รรมราชภายหลงั คดั ลอกเสรจ็ ) ในคราวเสดจ็ กลบั ราชธานปี นี นั้ ทงั้ พระสงฆแ์ ละพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช
ก็มีโอกาสถวายงานสนองสมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช โดยเฉพาะพธิ ีพราหมณ์ในงานพระราชพิธีต่างๆ ของราชธานี
ใน พ.ศ.๒๓๑๙ สมเดจ็ พระเจ้ากรุงธนบุรี ไดท้ รงสถาปนาเจ้าพระยานคร (หนู) ขน้ึ เป็นพระเจ้าขตั ติยราชนิคมฯ
เปน็ พระเจา้ แผน่ ดนิ เทยี บเมอื งประเทศราช (เขมร) ดงั นนั้ ในสมยั นกี้ ารสถาปนากม็ พี ราหมณพ์ ธิ แี ละพระสงฆไ์ ดร้ ว่ มประกอบ
พิธีอภิเษกอยา่ งเชน่ พระมหากษัตรยิ ์ มเี จ้าเมอื งทางฝ่ายใตเ้ ข้ามาร่วมพิธี พร้อมมกี ารถอื นำ�้ พระพิพฒั นส์ ตั ยาตามธรรมเนยี ม
ประเพณีโบราณ

พราหมณ์ในพุทธศตวรรษท่ี ๒๔-๒๖ (ตรงกับสมยั รัตนโกสินทร์)
พราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชที่เหลืออยู่ในกรุงธนบุรีก็ยังได้ท�ำหน้าที่พราหมณ์พิธีในสมัยรัชกาลท่ี ๑ ที่ได้
ทรงสถาปนาพระนครแหง่ ใหม่ เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๒๕ จากกรงุ ธนบรุ มี าตง้ั บนฝง่ั ตะวนั ออกของแมน่ ำ�้ เจา้ พระยา คอื กรงุ เทพมหานคร
การสถาปนาเมืองหลวง และการปราบดาภิเษก และการต้ังศาลหลักเมืองในสมัยนี้ล้วนต้องการพราหมณ์พิธีผู้มีความรู้
ผทู้ รงความรหู้ ลายทา่ นไดก้ ลา่ ววา่ เมอ่ื ราชธานใี หมไ่ ดแ้ ลว้ เสรจ็ ในพ.ศ.๒๓๒๕ พระองคไ์ ดป้ ระกอบพระราชพธิ รี าชาภเิ ษกขนึ้
อีกครง้ั พราหมณใ์ นกรุงธนบุรแี ละพราหมณใ์ นนครศรีธรรมราชคงจะเดินทางไปรว่ มพธิ คี รง้ั น้ดี ้วย
สมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพทรงอธิบายเสริมว่า เม่ือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงสรา้ งกรงุ เทพมหานครแลว้ เสรจ็ มพี ระราชประสงคจ์ ะฟน้ื ฟขู นบธรรมเนยี มราชการใหเ้ ปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยเหมอื นอยา่ ง
สมัยกรุงศรีอยุธยา (เรียกกันว่า “คร้ังเมื่อบ้านเมืองดี”) จึงโปรดฯ ให้หาต�ำราต่างๆ ท่ีมีเหลืออยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช
และโปรดฯ ใหม้ กี ารคดั ลอกตำ� ราเกย่ี วกบั พธิ ตี า่ งๆ จากเมอื งนครศรธี รรมราชไวท้ ร่ี าชธานี โดยมรี บั สง่ั ใหส้ มเดจ็ พระสงั ฆราช
วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆัง) มีลิขิตไปยังสังฆราชาวัดหน้าพระลานเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อให้คัดลอกเกี่ยวกับพิธีต่างๆ
จากต้นฉบับท่ีมีอยู่หรือสูญหายไปบ้างแล้ว หรือท่ีสังฆราชาวัดหน้าพระลานยังจ�ำได้บ้าง ดังข้อความตอบกลับไปยัง
พระสังฆราชวัดบางหว้าใหญ่ ความว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวประสงค์ด้วยต�ำราพระราชพิธีตรุษ พระราชพิธีสารท
สำ� หรบั นครศรธี รรมราช แต่ก่อนมาน้ันเสียหายไปแลว้ แต่ด้วยเหตุวา่ ขา้ พเจา้ ทง้ั หลายในคณะสังฆราชาลังกาแกว้ ไดท้ ำ� การ
สืบมา จำ� ได้แมน่ มน่ั ” ทำ� ใหท้ ราบว่าการเขยี นตำ� ราพธิ ีตรุษของเมอื งนครศรีธรรมราช คือคณะพระสงฆ์ สว่ นคณะพราหมณ์
เปน็ ผทู้ ำ� พธิ ขี องพราหมณ์ การจดั พธิ ตี อ้ งขนึ้ อยกู่ บั ตำ� แหนง่ ของบคุ คล เชน่ ถา้ เปน็ พระราชาจะตอ้ งจดั อยา่ งไร ถา้ เปน็ เจา้ พระยา
จะตอ้ งจดั อยา่ งไร
พิธีตรุษเมืองนครศรีธรรมราชกับพิธีตรุษในสมัยธนบุรีและสมัยอยุธยาก็มีลักษณะคล้ายกัน จะแตกต่างกัน
โดยเฉพาะสถานท่ี (ตำ� แหนง่ เมอื ง) โครงสร้างพธิ เี หมอื นกนั ราชธานจี ึงได้ตน้ ฉบับไปจากนครศรธี รรมราช พระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช จงึ ไดโ้ ปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ราหมณจ์ ากภาคใตข้ น้ึ มารบั สนองพระบรมราชโองการ โดยยดึ แบบ
สืบมาแต่กรงุ เก่า ใหส้ รา้ งเทวสถานโบสถพ์ ราหมณ์ เสาชงิ ช้า และเสาหลกั เมือง ตามความเชือ่ ของพราหมณ์ สรา้ งไว้ส�ำหรับ

62

พระนคร เพื่อใชใ้ นการประกอบพระราชพิธี เมือ่ แล้วเสร็จจงึ ได้ประกอบพธิ ีตรียัมปวาย ตรีปวายโล้ชิงช้าซึ่งเปน็ การอัญเชญิ
เทพเจ้า คือพระอิศวรและพระนารายณ์ ให้มาปกป้องพิทักษ์รักษาพระนครให้มั่นคง แข็งแรง อุดมสมบูรณ์ ปราศจาก
ความทุกช์ร้อน อันเกิดจากภัยต่างๆ หลังจากสร้างพระนครแล้วเสร็จ ทรงโปรดฯให้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก
เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ิ และสถาปนาพระองคเ์ ปน็ องคส์ มมตเิ ทพอยา่ งสมบรู ณ์ ปกครองอาณาประชาราษฎรใ์ หอ้ ยเู่ ยน็ เปน็ สขุ
และโปรดเกล้าฯ ให้พราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช พราหมณ์พัทลุง และพราหมณ์ไชยา ซ่ึงเป็นพราหมณ์ท่ีสืบเช้ือสาย
มาจากอนิ เดียแตเ่ ดมิ ยงั คงปฏบิ ัตพิ ระราชพิธสี บื มาถึงปัจจบุ ัน
กล่าวโดยสรุปบทบาทและหน้าท่ีหลักของพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชในแต่ละสมัย ต้ังแต่สุโขทัย อยุธยา
ธนบุรี และรตั นโกสินทร์ มีดงั นี้
๑. เป็นครขู องพระราชา สอนสรรพวิชาต่างๆ ให้ เชน่ อาวุธ และเวทมนต์
๒. เป็นที่ปรึกษาราชการแผน่ ดนิ ถวายคำ� แนะนำ� ในการบริหาราชการ
๓. เปน็ โหราจารย์ ท�ำนายดวงชะตา และเหตุการณบ์ ้านเมอื ง
๔. เป็นผู้ประกอบพิธีต่างๆ เพ่ือพระราชา
๕. เป็นผู้อำ� นวยขวัญและกำ� ลังใจ (สวัสดี) ในการออกศึกสงคราม
๖. เป็นผูร้ อู้ รรถรูธ้ รรม ชว่ ยตัดสินคดีความ
๗. เปน็ ผู้น�ำ (เป็นพระราชา)
บทบาทหน้าทีข่ องพราหมณถ์ อื เป็นสิง่ สำ� คัญ เพราะเปน็ การเชดิ ชเู กียรติยศของพระราชาและราชวงศ์ พราหมณ์
จึงเป็นผู้ท่ีมีฐานะผู้สร้างความศักดิ์สิทธ์ิแก่องค์พระประมุข ยกย่องพระองค์ ท่ีเปรียบดังองค์อวตารของพระนารายณ์
เปน็ สมมตเิ ทพหรอื เทวราชา อำ� นาจสงู สดุ จงึ ตกอยกู่ บั พระราชาทมี่ พี ราหมณผ์ มู้ คี วามรู้ ปญั ญาในนติ ธิ รรมตามพระธรรมศาสตร์
คอยใหค้ ำ� ปรกึ ษา ส่งิ เหล่านี้ปรากฏอยูใ่ นศลิ าจารึกหลกั ท่ี ๒๓ (จารกึ วดั เสมาเมอื ง)

สถานะของพราหมณใ์ นสมัยกรงุ สโุ ขทยั
นครศรธี รรมราชกอ่ นสโุ ขทยั สมยั ของพระเจา้ สรุ ยิ วรมนั ท่ี ๑ กษตั รยิ ผ์ ยู้ งิ่ ใหญข่ องขอม (กมั พชู า) พระองคส์ บื เชอ้ื สาย
มาจากพระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี ๕ ทรงเปน็ พระโอรสแหง่ ตามพรลงิ ค์ (นครศรธี รรมราช) ในเวลาตอ่ มาพระองคค์ อื ผมู้ คี วามชอบธรรม
ในสิทธิทางการปกครองอาณาจกั รขอม (กัมพูชา) โดยผา่ นเช้ือสายทางพระราชมารดา ซ่ึงอยู่ในสกลุ พระเจา้ อนิ ทรวรมนั ที่ ๑
และ ๕ เมื่อได้อ�ำนาจขึ้นสู่ราชบัลลังก์ขอม (กัมพูชา) พระองค์ทรงพระนามว่าพระเจ้าสุริยวรมันท่ี ๑ ได้ขยายอาณาเขต
ทว่ั บริเวณลมุ่ แม่นำ้� เจา้ พระยาตอนล่าง ลพบุรี จวบจนถึงภาคใต้ปัจจบุ นั อาณาเขตดงั กลา่ วมหี ลกั ฐานจากจารกึ หลกั ท่ี ๑๘
ทศ่ี าลสงู ลพบุรี
การขนึ้ สอู่ �ำนาจของพระองค์มกี ารวางแผนทางด้านการปกครองไวเ้ ปน็ อยา่ งดี โดยมีพราหมณ์และเสนาอำ� มาตย์
ผรู้ อบรใู้ นพระธรรมศาสตรใ์ หค้ ำ� ปรกึ ษา จงึ ทำ� ใหพ้ ราหมณม์ สี ถานะบทบาทสงู ในขอม (กมั พชู า) ไดร้ บั ยกยอ่ งใหเ้ ปน็ เสนาบดี
ตามศิลาจารึกดงแมน่ างเมอื ง ความวา่ “มหาเสนาบดีผ้หู นงึ่ ชื่อศรีภูวนาทติ ย์อศิ วรทวปี ” ดงั นั้นสถานะของพราหมณใ์ นขอม
(กมั พชู า) ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ คือมหาเสนาบดีอิศวรทวีป อำ� มาตย์ ปโุ รหติ ราชครู ผปู้ ระกอบพิธรี าชาภิเษกใหแ้ ก่

63

พระมหากษัตริย์ขอม (กัมพูชา) และในต่อกาลต่อมา มหาเสนาบดีอิศวรทวีปได้ท�ำการยึดอ�ำนาจปกครองเขมร
ในราว พ.ศ.๑๗๒๐ มีนามวา่ “ตรภี วู นาทติ ยวรมัน (มหาภารตราห)ู ”
เมอื่ ถงึ สมยั สโุ ขทยั มกี ารสถาปนาพอ่ ขนุ บางกลางหาวโดยขนุ ผาเมอื งเจา้ เมอื งราด ใหก้ ารอภเิ ษกพอ่ ขนุ บางกลางหาว
ขนึ้ เป็นพ่อขนุ ศรอี ินทราทิตย์ พราหมณท์ ี่ทำ� หนา้ ทใ่ี นราชพิธีอภเิ ษกก็คงเปน็ พราหมณ์พธิ ีของขอมโบราณ และอีกส่วนหนง่ึ
เป็นพราหมณ์ที่ท�ำพิธีถวายลูกหลานของราชวงศ์ปัทมวงศ์จากนครศรีธรรมราช เข้าร่วมในพิธี นอกจากน้ียังมีพราหมณ์
พฤฒบิ าศเขมร ผมู้ สี ว่ นในการจบั ชา้ ง ดลู กั ษณะชา้ ง เพอื่ เสรมิ บารมใี หแ้ กพ่ ระมหากษตั รยิ ข์ อมในอดตี โดยพราหมณพ์ ธิ ขี อม
โบราณ พราหมณ์พิธีเมืองนครศรีธรรมราช และพราหมณ์พฤฒิมาศเขมร ได้ช่วยเสริมให้สุโขทัยมีอ�ำนาจเข้มแข็งเหมือน
ดงั อาณาจักรขอมในอดีต
สถานะของพราหมณ์ในสมัยสุโขทัยคงมีสถานะเช่นเดียวกับขอมโบราณ คือเป็นมหาเสนาบดี ปุโรหิต ราชครู
พราหมณ์พธิ ี พราหมณ์พฤฒิบาศ (ขอม) ในฐานะท่ีปรึกษาให้ข้อเสนอแนะ ทงั้ การปกครอง การศึกษา และการประกอบ
พิธีกรรมแกพ่ ระราชาตามราชกจิ นนั้ ๆ ตลอดรชั สมัยราชวงศส์ โุ ขทัย

สถานะของพราหมณ์ในสมยั กรงุ ศรอี ยุธยา
เมื่อสร้างกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๑๘๙๓ มีการได้สร้างวังและวัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของพระนครให้ส�ำเร็จลุล่วงไปได้
จ�ำเป็นจะต้องน�ำสรรพวิชามาเสริมสร้างท้ังศาสตร์และศิลป์ พราหมณ์มีบทบาทส�ำคัญในการสร้างพระนคร โดยเฉพาะ
ขุนหลวงพะง่ัวพี่เขยของพระเจ้าอู่ทองผู้มีอ�ำนาจ มีช่างฝีมือทั้งชาวขอมท่ีเป็นพราหมณ์พิธี และนายช่างจากสุพรรณบุรี
ทกุ แขนงวชิ าชว่ ยกนั รงั สรรคใ์ หเ้ กดิ ความสำ� เรจ็ และอกี สว่ นหนงึ่ ทพ่ี ราหมณจ์ ากนครศรธี รรมราช ไดข้ นึ้ ไปใหค้ วามชว่ ยเหลอื
เพ่ือให้อยุธยาเป็นราชธานีศูนย์กลางของชาวสยาม ดังนั้นทั้งพราหมณ์พิธีของขอม (กัมพูชา) พราหมณ์พิธีสุโขทัย
ร่วมกับพราหมณ์พิธีนครศรีธรรมราชท่ีก่อก�ำเนิดจากรามนคร (เมืองพาราณสี) มีพิธีการคงไม่ผิดแปลกแตกต่างกันมากนัก
หลงั จากเมอื่ สรา้ งพระนครศรอี ยธุ ยาเสรจ็ จงึ จดั พธิ บี รมราชาภเิ ษก ถวายพระนามวา่ “สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี่ ๑” พระนามวา่
“รามาธิบดี” น้นั หมายถึงพระมหากษตั รยิ พ์ ระองค์นเ้ี ป็นประดจุ “นารายณ์อวตาร” มาเพื่อชว่ ยเหลอื อาณาประชาราษฎร์
สมมตพิ ระองค์เป็นเทพเจ้า (พระนารายณ์) คณะพราหมณ์ผปู้ ระกอบพิธี ซ่ึงมที ง้ั พราหมณพ์ ิธขี อม (กัมพชู า) พราหมณ์พิธี
นครศรีธรรมราช พราหมณ์สุโขทัย และพราหมณ์พฤฒิบาศ (ขอม) ดูแลเรื่องคชศาสตร์ถวายพระมหากษัตริย์ เริ่มใช้
การปกครองแบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ โดยมพี ระมหากษตั รยิ อ์ ยเู่ หนอื กฎหมาย หรอื กฏมณเฑยี รบาล เพอื่ ทรงตดั สนิ พระทยั
อย่างรวดเร็วฉับไว ทันเหตุการณ์ ขณะเดียวกันก็ลดอ�ำนาจพราหมณ์ลงเป็นเพียงผู้ให้ค�ำปรึกษา ผู้กระท�ำพิธีการให้แก่
พระมหากษตั ริย์
ในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี๒๐นครศรธี รรมราชเปน็ สว่ นหนง่ึ ของอาณาจกั รอยธุ ยาตำ� นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช
กล่าวว่า องค์นารายณ์รามาธิราชแห่งรามนครพาราณสีได้ถวายเทวรูปนารายณ์ พระศรีลักษมี พระมหาวรีย์บรมหงษ์
ชิงช้าทองแดง แด่สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑ (อู่ทอง) เพ่ือเป็นไมตรีต่อกัน ด้วยเหตุอันอัศจรรย์ จึงมีพระบรมราชโองการ
ให้เทวรูปทั้งหมดไปประดิษฐานอยู่ท่ีนครศรีธรรมราช มีพระราชโองการให้ขอพราหมณ์ในนครศรีธรรมราช
โดยให้ออกพระนารายณ์ฯ เป็นหัวหน้าคณะพราหมณ์ เป็นประธานในพระราชพิธีการกุศลทางศาสนาพราหมณ์

64

ออกพระศรรี าชโกเมนทร์ฯ เปน็ รองหวั หน้าคณะพราหมณ์ เปน็ ผู้นำ� คณะชีพราหมณใ์ นเมอื งนครศรีธรรมราช ที่ได้ถือปฏิบัติ
มาตามพระราชโองการของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับคณะพราหมณ์
ในนครศรธี รรมราช ท่ีมหี ัวหนา้ คณะและรองหวั หนา้ คณะเปน็ พราหมณ์ท่ีมาจากรามนคร เมอื งพาราณสี ประเทศอนิ เดีย
พราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราชไดป้ ระกอบพระราชพธิ มี งคลไวถ้ งึ ๒๐ ประการ เพยี งแตช่ อื่ ไดเ้ ปลยี่ นไปบา้ งตามกาล
ได้เปลีย่ นหน้าท่มี าเปน็ ผู้ดูแลเทวสถาน เช่น โบสถ์พราหมณ์ หอพระอศิ วร หอพระนารายณ์ ฐานพระสยมภวู นาถ เสาชิงช้า
สถานทเี่ หลา่ นไี้ ดม้ เี จา้ หนา้ ทรี่ บั ผดิ ชอบและจดั ทำ� พธิ ตี ามกาลของพธิ นี น้ั สบื มา ชอ่ื ตำ� แหนง่ เลยี นแบบขา้ ราชการอน่ื ๆ มศี กั ดนิ า
บางยคุ สมยั เรยี กสถานะ เชน่ ขนุ นางกรมทา่ ขวา โดยเรยี กพราหมณว์ า่ พราหมณเ์ ทพ หรอื พราหมณแ์ ขก ซงึ่ หมายถงึ ชาวอนิ เดยี
บางต�ำแหนง่ อยู่ในขุนนางตำ� แหน่ง “หลวงนนทเกษ” เป็นเจา้ ท่าพราหมณ์เทศ ในสงั กัดกรมทา่ ขวา เหลา่ น้ปี รากฏอยู่ใน
ตำ� นานพราหมณเ์ มอื งนครศรธี รรมราช เชน่ ออกพระนารายณ์ ออกพระศรรี าชโกเมนทรฯ์ พราหมณผ์ ดู้ แู ลเทวสถาน พราหมณ์
ผปู้ ระกอบพิธมี งคลในราชส�ำนัก
สถานะพราหมณ์ในสมัยกรงุ ธนบรุ ี
ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ประกาศเกียรติยศโดยพราหมณ์พิธีจากนครศรีธรรมราช
ได้ถวายพระสพุ รรณบัฏหรอื พระนามพระเจ้าแผน่ ดินด้วยรับพระราชโองการเป็นปฐม โดยพระนามาภิไธยของพระองค์ คือ
สมเดจ็ พระศรสี รรเพชญท์ ี่ ๘ หรอื สมเดจ็ พระบรมราชาท่ี ๔ สถานะของพระองคค์ อื องคส์ มมตเิ ทพโดยตรง พระบรมราชโองการ
คอื กฎหมายท่ีทกุ คนจะตอ้ งปฏบิ ตั ติ าม ดงั นั้นพราหมณท์ ่ีประกอบพระราชพธิ ใี นเวลานน้ั คือพราหมณเ์ มืองนครศรีธรรมราช
ซึ่งอยู่ในความปกครองของพระองค์ และเป็นท่ีไว้วางพระราชหฤทัย ทรงพระราชทานต�ำแหน่งให้กับข้าราชบริพาร
สมณชีพราหมณ์ เพ่ือความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง และสมณ ชีพราหมณ์ เข้าใจว่าคงจะจัดให้อยู่ในสถานะที่ปรึกษา
ของพระมหากษตั รยิ ์ รบั ผดิ ชอบในเรอื่ งของการศกึ ษา ขนบธรรมเนยี มประเพณี นอกจากนยี้ งั มพี ระราชพธิ ถี อื นำ้� พระพพิ ฒั น์
สัตยา ดว้ ยเหตทุ พี่ ระองค์เพง่ิ ได้รวบรวมชมุ นุมตา่ งๆ ดว้ ยการชนะอย่างเดด็ ขาด ดังนน้ั เพ่อื ความมน่ั คงของชาติจงึ จดั ใหม้ พี ธิ ี
น้ีขึน้ มา
สรปุ แลว้ สถานะของพราหมณใ์ นสมยั กรงุ ธนบรุ ี ไดป้ ระกอบพธิ ปี ราบดาภเิ ษกและพธิ บี รมราชาภเิ ษกเปน็ พราหมณ์
ท่ีนครศรีธรรมราช ที่พระองค์น�ำขึ้นไปยังกรุงธนบุรี ใน พ.ศ. ๒๓๑๒ คณะพราหมณ์เหล่านี้เป็นคณะพราหมณ์ด้ังเดิม
ในนครศรธี รรมราชที่สืบวงศพ์ รตมาแตส่ มัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๗-๑๘ และพุทธศตวรรษที่ ๑๙
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คณะพราหมณ์ส่วนหนึ่งในราชธานี ก็น่าจะเป็นพราหมณ์จากนครศรีธรรมราชซ่ึงมีสายสัมพันธ์
กับคณะพราหมณ์จากเขมร (ขอมโบราณ) ท่เี ชอื่ มโยงถงึ คณะพราหมณ์ของกรงุ สโุ ขทัยดว้ ย

65

ทิวทศั น์ริมฝ่งั แม่น�ำ้ เจ้าพระยา เมื่อครั้งต้งั กรุงรตั นโกสินทรไ์ ด้ ๑๐๐ ปี ฝง่ั ทม่ี ีดงตน้ ไม้คือฝั่งกรงุ ธนบุรี
(ภาพจากหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต)ิ

สถานะพราหมณ์ในสมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์ – ปจั จบุ ัน
พราหมณท์ เี่ ข้ามาอยู่ในราชสำ� นักกรุงรตั นโกสินทร์ เชอื่ วา่ คอื คณะพราหมณ์ทเ่ี คยมีอย่ใู นสมยั กรงุ ธนบุรี เพยี งแต่
ได้เข้ามาสวามิภักดิ์ในราชส�ำนักกรุงรัตนโกสินทร์ เม่ือคราวทรงปราบดาภิเษกในปี พ.ศ.๒๓๒๕ โดยมีคณะพราหมณ์เดิม
และคณะพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช แล้วได้ทรงยกฐานะพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชให้เป็นพราหมณ์ประจ�ำ
ราชส�ำนักรัตนโกสินทร์ ท�ำหน้าท่ีปฏิบัติพระราชพิธีส�ำหรับพระมหากษัตริย์ และงานพิธีส�ำคัญต่างๆ ที่เก่ียวกับบ้านเมือง
และพระราชวงศ์ โดยพิธีแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดเกล้าฯ ให้คณะพราหมณ์ในราชส�ำนัก
ทม่ี าจากนครศรธี รรมราชกระทำ� การถวายงานครง้ั แรก คอื เมอ่ื การประกอบพธิ ขี นึ้ ครองราชย์ เชน่ เดยี วกบั สมยั กรงุ ธนบรุ ี คอื
พธิ ปี ราบดาภเิ ษกโดยคณะพราหมณ์ และมกี ารพธิ สี ำ� หรบั การยา้ ยราชธานมี าอยฝู่ ง่ั ตะวนั ออกของแมน่ ำ�้ เจา้ พระยา พราหมณ์
เปน็ ผกู้ ำ� หนดวนั เวลาโดยเอามหาฤกษ์ มงคลฤกษ์ ของสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ทรงเรอื พระทนี่ ง่ั บลั ลงั กส์ กั ลาด ประดบั ดว้ ย
เรือของท้าวพระยาขา้ ทูลละอองธลุ พี ระบาททงั้ ปวง โดยขบวนพยหุ ยาตราหน้าหลังพรั่งพร้อม เสดจ็ ขา้ มมายงั ฝงั่ ตะวนั ออก
เสดจ็ ขน้ึ ฉนวนหนา้ พระราชวงั ใหม่ ทรงพระราชยานตำ� รวจแหห่ นา้ -หลงั เสดจ็ ขนึ้ ยงั พระราชมณเฑยี รสถาน ทำ� การพระราชพธิ ี
ปราบดาภิเษก โดยความปลาบปล้ืมยินดีของไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ที่พระองค์ขึ้นสู่พิภพแห่งราชสมบัติขณะที่มี
พระชนมายไุ ด้ ๔๖ พรรษา พราหมณ์ถวายพระนามท่ปี รากฏในสพุ รรณบัฏ คอื “พระบรมราชารามาธบิ ดี ศรีสนิ ทรบรม
มหาจักรพรรดิ ราชาธบิ ดนิ ทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ”์

66

ภาพถ่ายทางอากาศสมยั รชั กาลที่ ๗ แสดงภาพพนื้ ที่ใจกลางกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ จะสังเกตเหน็ เสาชงิ ช้าอย่หู น้าวดั สุทศั น์เทพวราราม
(ภาพจากหอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ)

หลังจากน้ันได้รับการพระราชพิธีราชาภิเษกถูกต้องตามโบราณราชประเพณีแล้ว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ผู้รู้
ธรรมเนยี มการบรหิ ารราชการแบบกรงุ เกา่ (อยธุ ยา) มเี จา้ พระยาเพชรพชิ ยั เปน็ ประธาน ประชมุ ปรกึ ษาหารอื กบั คณะพราหมณ์
ราชส�ำนัก และสมเด็จพระสงั ฆราช ท�ำการศกึ ษารวบรวมพิธกี รรมใหค้ รบถว้ นตามแบบพิธบี รมราชาภิเษกเหมอื นอยา่ งครัง้
กรงุ เก่า (อยธุ ยา)
ใน พ.ศ.๒๓๒๘ จัดใหม้ ีพธิ ีบรมราชาภเิ ษกโดยพราหมณ์พธิ ี จัด ณ พระทีน่ ่ังอมรินทราภิเษก พระบรมมหาราชวัง
ซ่ึงจัดเป็นครั้งที่ ๒ จัดได้ดีกว่าคร้ังแรกจนถึงเป็นแบบอย่างในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในกาลต่อมาทุกรัชกาล มีล�ำดับ
ข้ันตอนดงั น้ี
๑) พธิ ีท�ำน้ำ� อภเิ ษก คอื การเปิดประตูศวิ าลยั เพ่ืออญั เชญิ พระอศิ วรเพอื่ ประสาทพร
๒) พิธีสรงน้�ำบรมราชาภิเษก คือการสรงน�้ำเพื่อสวัสดิมงคล ถวายสังวาลพราหมณ์ขึ้นประทับบนพระแท่น
ภทั รบิฐ โดยพราหมณเ์ ปน็ ผู้แทนในพระทีน่ ง่ั ภทั รบฐิ
๓) พธิ ที รงรบั พระสพุ รรณบฏั คอื การจารกึ พระปรมาภไิ ธยและเครอื่ งราชกธุ ภณั ฑจ์ ากพระมหาราชครพู ราหมณ์
ผทู้ ำ� พธิ รี าชาภเิ ษก แลว้ จงึ เสดจ็ ขน้ึ เฉลมิ พระราชมณเฑยี ร ครอบครองสริ ริ าชสมบตั สิ มบรู ณด์ ว้ ยพระเกยี รตยิ ศ
แห่งพระมหากษัตริย์ มีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ” มีพระราชปณิธานว่า
“ตั้งใจจะอปุ ถมั ภก ยอยกพระพุทธศาสนา ปอ้ งกันขอบขัณฑสมี า รักษาประชาชนและมนตรี”

67

สถานะของพราหมณ์พระราชพิธีในต�ำแหน่งพระมหาราชครู เชื่อว่าเป็นพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช
ก่อนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปราบดาภิเษก เมืองนครศรีธรรมราชมีพระเจ้าขัตติยราชนิคม
เปน็ เจ้าประเทศราชอยกู่ อ่ น มีอุปราชคอื เจา้ พระยานคร (พฒั น)์ นครศรีธรรมราชจงึ มพี ราหมณป์ ระกอบพระราชพธิ ตี า่ งๆ
อยา่ งตอ่ เนอื่ งเรอื่ ยมา เมอื่ ทรงปราบดาภเิ ษกและพธิ บี รมราชาภเิ ษก พรามหณใ์ นพธิ กี ค็ อื พราหมณข์ องเมอื งนครศรธี รรมราช
และทรงลดตำ� แหน่งเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเจ้าพระยามหานครเปน็ “หัวเมืองชัน้ เอก”
ตำ� แหนง่ พราหมณใ์ นสมัยรตั นโกสนิ ทร์ แบง่ หน้าทอี่ อกเป็นสามตำ� แหนง่ คอื
๑. พราหมณโ์ หราจารย์ ผบู้ ูชาในลัทธิ
๒. พราหมณอ์ ุทาคาตา สวดขบั ดุษฎสี งั เวย
๓. พราหมณอ์ ัชวรรยุ จดั ท�ำพธิ ีในลทั ธิ

คณะพราหมณ์จากนครศรีธรรมราชท่ีขึ้นมารับสนองพระบรมราชโองการเป็นพราหมณ์ประจ�ำราชส�ำนัก
ปฏบิ ัตพิ ระราชพิธสี ำ� หรบั พระองคแ์ ละประเทศชาติ โดยประกอบพระราชพิธีตรียมั ปวาย โล้ชิงชา้ ซึง่ เป็นการขอพรเทพเจ้า
จากพระอิศวร ให้พระนครมีความม่ันคงแข็งแรง และมีความอุดมสมบูรณ์ หลังจากการสร้างพระนครแล้วเสร็จโปรดฯ
ให้ประกอบพิธีปราบดาภิเษก เถลิงราชสมบัติ และสถาปนาพระองค์เป็นสมมติเทพ ปกครองประชาราษฎร และ
ทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ราหมณป์ ฏบิ ตั พิ ระราชพธิ ตี อ่ มาทกุ รชั กาล จนถงึ รชั กาลที่ ๗ หลงั การเปลย่ี นแปลงการปกครองเลก็ นอ้ ย
ก็ให้ยกเลิกกรมพิธพี ราหมณ์ กระทรวงวัง ซึง่ ในขณะนน้ั เปน็ หนว่ ยงานของรฐั ลว่ งมาสมัยรชั กาลที่ ๙ ทรงพระมหากรุณา
โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ให้พราหมณ์ปฏิบัติพระราชพิธีส�ำหรับพระองค์และประเทศชาติต่อไป
โดยใหข้ ึ้นตรงกับสำ� นักพระราชวัง และปฏบิ ัตศิ าสนกิจที่ เทวสถานส�ำหรับพระนคร เสาชงิ ช้า กรุงเทพมหานคร

ต�ำแหนง่ พราหมณส์ มัยรัตนโกสินทรต์ อนต้น
- พระมหาราชครู พระครูมหธิ รธรรมราชสุภาวดศี รวี ิสุทธคิ ณุ วิบลู ธรรม
วิสทุ ธพิ รหมจารยิ าธบิ ดศี รพี ฒุ าจารย์ นา ๑๐๐๐๐
- พระราชครู พระครูพิเชฐษรราชธบิ ดศี รีษรดม นา ๕๐๐๐
- พระธรรมศาสตรราชโหราจารย์ ปลัดมหธิ ร นา ๓๐๐๐
- พระญาณประภาษอธบิ ดโี หราจารย์ นา ๓๐๐๐
- พระอัฐยาปรชี าธบิ ดีโหราจารย์ ปลัดพระครูพิเชต นา ๓๐๐๐
- พระศรลี งั กาธบิ ดี โหราอาจารย์ นา ๓๐๐๐
- ขุนไชยอาญามหาวสิ ทุ ธิปรชี าจารย์ นา ๑๕๐๐
- ขุนจนิ ดาพิรมยพรมเทพวสิ ทุ ธิปรชี าจารย์ นา ๑๕๐๐
- พระครรู าชพทิ ธีจางวาง นา ๑๐๐๐
- พระครูอษั ฎาจารยเ์ จา้ กรม นา ๘๐๐

68

- หลวงราชมณีปลดั กรม นา ๖๐๐
- ขนุ พรหไสมย ครโู ล้ชิงชา้ นา ๔๐๐
- ขุนสุภาเทพ ๑ ขนุ สภุ าพาน ๑ ปลดั นง่ั ศาล นา ๔๐๐
- ขุนธรรมณารายสมบาญชยี นา ๓๐๐
- พระอิศวรธบิ ดีศรีสทิ ธิพฤทธิบาท จางวาง นา ๑๐๐๐
- หลวงสิทธิไชยบดี เจา้ กรม นา ๘๐๐
- หลวงเทพาจารยิ รองพระตำ� รบั ขวา นา ๖๐๐
- หลวงอินทาไชยไชยาธิบดศี รยี ศบาทรองพระตำ� รับซ้าย นา ๖๐๐
- ขนุ ในกรม นา ๓๐๐
- ขุนในกรม พฤทธบิ าท นา ๓๐๐
- หม่ืนในกรม นา ๒๐๐
- หม่นื ในกรมพฤทธบิ าท นา ๒๐๐
- ประแดงราชมณี นา ๒๐๐
- พราหมณ์เลวรกั ษาเทวสถาน นา ๕๐
- พระมหาราชครู พระราชประโรหติ ตาจารย์ สภุ าวดี
ศรีบรมหงษอ์ งคปรุ โิ สตมพรหมญาณวิบูลสลี สจริต
วิวิทธเวทยพ์ รหมพฒุ าจารย ์ นา ๑๐๐๐๐
- พระราชครู พระครพู ิรามราชสุภาวดตี รเี วทจุฑามณี ศรีบรมหงส ์ นา ๕๐๐๐
- พระเทพราชธาดาบดีศรวี าสุเทพ ปลดั พระราชครปู ระโรหิต นา ๓๐๐๐
- พระจกั ปานีศรีสีลวสิ ทุ ธิ ปลดั พระครพู ิราม นา ๓๐๐๐
- พระเกษมราชสุภาวดศี รีมณธาดุลยราช เจา้ กรมแพ่งกระเษม นา ๓๐๐๐
- ขนุ หลวงพระไกรศรรี าชสภุ าวดีศรีมณธาดุลราช เจา้ กรมแพ่งกลาง นา ๓๐๐๐
บรรดาศักดข์ิ องพราหมณ์ในสมยั ต้นรัตนโกสนิ ทร์ มนี าตงั้ แต่ ๑๐๐๐๐ – ๕๐ ไร่ ที่รับราชการอยใู่ นต�ำแหน่งตา่ งๆ

ในท�ำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช คร้ังรัชกาลท่ี ๒ ระบุว่า มีต�ำแหน่งสังกัดศาลตุลาการ อย่างน้อย
๑๖ ต�ำแหน่ง ถือศักดินา ๒๐๐ เป็นพนักงานปฏิบัติราชการเนื่องด้วยหอพระอิศวรและเสาชิงช้า ภายใต้การก�ำกับ
ของขุนยศโสธรณพ์ ญารยิ ศศรนี าคเทวญั ถอื ศักดินา ๘๐๐ ดังน้ี
๑. ขนุ เทา้ เพ็ชร พนักงานชิงชา้ แลรักษาเทวสถาน
๒. ขนุ โหราจารย์ พนกั งานชงิ ช้าแลรักษาเทวสถาน
๓. ขนุ ฤทธ์เิ สวียน พนกั งานชงิ ช้าแลรักษาเทวสถาน
๔. ขุนศรีสเภา พนักงานชิงชา้ แลรักษาเทวสถาน

69

๕. ขนุ ศรีราชภเู บนทร์ พนกั งานชงิ ช้าแลรกั ษาเทวสถาน
๖. ขนุ ศรีโสภร พนักงานชิงช้าแลรกั ษาเทวสถาน
๗. ขุนเทวภณั ฑ์ พนักงานเชญิ พระไปสำ� หรับพิธี
๘. ขนุ รศั วรี พนักงานขนาบนำ�้ พระ
๙. ขนุ ญาณสยมภวู ์ พนกั งานถวายน�้ำสังข์ ทำ� โขลนทวาร
๑๐. ขนุ พันทนเวก พนักงานอ่านพิชัยยาตรา
๑๑. ขุนญาณภกั ดี พนกั งานอา่ นตรปี ระวาย สำ� หรบั พระอศิ วร
๑๒. ขนุ ศรีภักดี พนักงานอา่ นตรปี ระวายส�ำหรบั พระอศิ วร
๑๓. ขุนศรกี าดาล พนกั งานอ่านตรปี ระวาย ส�ำหรับพระอิศวร
๑๔. ขุนญาณชดู พนักงานอา่ นตรปี ระวายส�ำหรบั พระอศิ วร
๑๕. ขุนรัณไภรี พนักงานอา่ นตีกลองแห่พระ
๑๖. ขุนสวัสดิญาณ พนกั งานเร่งรัดเจ้าพนักงานสิรพิ ราหมณ์

ต�ำแหน่งพนักงานทั้ง ๑๖ ต�ำแหน่ง ล้วนเป็นพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราชท่ีสืบเชื้อสายมาตั้งแต่พระเจ้า
ศรธี รรมโศกราช ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ และสมยั สโุ ขทยั อยธุ ยา ธนบรุ ี และสมยั รตั นโกสนิ ทร์ ดว้ ยเหตทุ พ่ี ราหมณม์ คี รอบครวั
มลี กู หลานสบื ตอ่ กนั มา ดว้ ยการประกอบพธิ กี รรมใหก้ บั กษตั รยิ เ์ มอื งนครศรธี รรมราช และเจา้ พระยามหานคร จากหลกั ฐาน
พ.ศ.๑๘๙๓ สมัยอยุธยา เทวสถานต่างๆ ณ บริเวณตลาดท่าม้าในปัจจุบัน เป็นที่อยู่ของคณะพราหมณ์เหล่านี้มาทุกสมัย
คณะพราหมณ์ทั้ง ๑๖ ต�ำแหน่ง รับหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ต�ำแหน่งท่ีมีสถานะเป็นพนักงานราชการในสังกัดตุลาการ
ในรัชกาลท่ี ๒ ภายใตก้ ารกำ� กับของขุนยศโสธรณพ์ ญารยิ ยศศรีนาคเทวญั
นาม “ขุนญาณสยมภูร์” ในทำ� เนียบพราหมณ์ ๑๖ ต�ำแหนง่ ทราบมาว่าเป็นพราหมณข์ องเจา้ พระยานคร (นอ้ ย)
อยใู่ นวงั เจา้ พระยานครนอ้ ย เปน็ บดิ าของพราหมณก์ อ้ ง ผเู้ ปน็ บดิ าของพราหมณอ์ รณุ สยมภพ ซง่ึ เปน็ พราหมณป์ ฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี
เป็นพราหมณ์ประจ�ำส�ำนักพระราชวัง กรุงเทพฯ ได้รับพระราบทานแต่งต้ังเป็น “พระครู สตานันทมุนี” เม่ือวันที่ ๕
ธันวาคม ๒๕๓๐ มีบุตร ๗ คน ขณะน้ีบุตรคนท่ี ๗ คือพราหมณ์ปาฏิหาริย์ สยมภพ เป็นพราหมณ์ประจ�ำราชส�ำนัก
ปฏบิ ตั หิ นา้ ทพี่ ราหมณพ์ ธิ ี พระครสู ตานนั ทมนุ ถี งึ แกอ่ นจิ กรรมเมอ่ื วนั จนั ทรท์ ่ี ๑๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ ซงึ่ ทา่ นเปน็ พราหมณ์
นครศรธี รรมราชเขา้ รบั ราชการในราชสำ� นกั มาตลอดชวี ติ ผทู้ จี่ ะทำ� หนา้ ทพ่ี ราหมณผ์ ปู้ ระกอบพธิ จี ะตอ้ งมเี ชอ้ื สายพราหมณ์
มาก่อน และท�ำพธิ ีกรรมได้ก็จะต้องไดร้ บั การบวชเปน็ พราหมณ์ จึงจะสมบรู ณถ์ ูกต้อง
เหตุนี้พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีจึงมีจ�ำนวนลดลง เห็นได้จากท�ำเนียบพราหมณ์ในกรุงเทพฯ และพราหมณ์
เมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแตร่ ัชกาลที่ ๑-๓ ในรัชกาลที่ ๔ เสดจ็ เมอื งนครศรีธรรมราชเมอื่ พ.ศ.๒๔๐๒ กม็ ีคณะพราหมณ์
ประกอบพิธีสรงน้�ำเทพมนต์ ในรัชกาลท่ี ๕ คร้ังเสด็จเมืองนครนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ และ พ.ศ.๒๔๔๑
(เปน็ ปเี ดยี วกบั ทรงพระราชนพิ นธพ์ ระราชพธิ สี บิ สองเดอื น) พระองคท์ รงทราบถงึ สถานะของพราหมณใ์ นเมอื งนครศรธี รรมราช
ว่ามนี อ้ ย ประกอบพิธกี รรมเพยี งเล็กนอ้ ย เชน่ พธิ ียกศาลพระภมู ิ วางเสาเอกบา้ น พิธบี วงสรวงตามความประสงคใ์ นงานนัน้

70

ผเู้ ขยี นเขา้ ใจวา่ เกดิ จากลกู หลานพราหมณใ์ นยคุ ตอ่ มาไมช่ อบในอาชพี น้ี มพี ฤตกิ รรมทเ่ี หน็ จากบดิ าทกี่ ระทำ� อยจู่ นเกดิ ความ
เบ่ือหน่าย ที่ต้องอยู่ในระเบียบแบบแผน ไม่เป็นอิสระ ต้ังแต่การแต่งตัว การกิน การท่ีจะต้องเรียนมนต์พิธี และในเวลา
ต่อมาหลังจากการเปล่ยี นแปลงการปกครองแล้ว จะเหน็ ว่าพธิ ีแห่นางดานกไ็ ม่มใี ครสบื ทอด
ล่วงมาถึง พ.ศ.๒๕๔๔ การทอ่ งเทยี่ วแหง่ ประเทศไทย (ททท.) รว่ มกับเทศบาลนครนครศรธี รรมราช ได้เชญิ ผ้รู ู้
จากชมรมรักบา้ นเกดิ วิทยาลัยนาฏศลิ ปนครศรีธรรมราช และสถาบันราชภัฏนครศรธี รรมราช (ช่อื สมัยน้ัน) ร่วมกนั รือ้ ฟื้น
ประเพณนี ้ีขึ้นมาอกี ครงั้ โดยจัดในรปู การสาธิตสง่ เสรมิ การทอ่ งเทย่ี วในวนั สงกรานต์
สถานะของพราหมณใ์ นเมอื งนครศรธี รรมราช จงึ กลายสภาพมาเปน็ ผู้ทำ� พิธโี ดยความชอบสว่ นตน จะมีลกู หลาน
เชื้อสายพราหมณ์บ้างท่ียังท�ำพิธีอยู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่น ท�ำพิธีต้ังศาลพระภูมิ ท�ำพิธียกเสาเอกข้ึนบ้านใหม่
ท�ำพธิ ี เทวาภิเษกวัตถมุ งคล เชน่ ในปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ขณะนส้ี ิง่ เหล่านป้ี ระชาชน ผู้คนจ�ำนวนมากจะหันไปพึง่
ทางสงฆ์ ดงั นน้ั จงึ มพี ธิ บี วงสรวงโดยพราหมณ์ สว่ นพทุ ธาภเิ ษกโดยพระสงฆ์ บางครงั้ พราหมณท์ ำ� พธิ ไี มไ่ ด้ จงึ มกี ารสมมตเิ อา
ฆราวาสบ้าง พระสงฆ์บ้าง ลูกหลานพราหมณ์บ้าง จึงกลายสภาพมาท�ำงานอย่างอ่ืน เช่น ข้าราชการ พ่อค้า ท�ำขนม
ทำ� บายศรี ท�ำเครอ่ื งประกอบพธิ สี ังเวย ทำ� นา ทำ� สวน ทำ� ไร่ เหลอื ไวแ้ ต่สกุลพราหมณท์ ่ีมีร่องรอยใหเ้ ป็นทร่ี จู้ ักไมม่ ากนัก
เม่ือมีพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๑๐ ในพ.ศ.๒๕๖๒ มีการตักน�้ำศักด์ิสิทธ์ิจากแหล่งน้�ำส�ำคัญ จังหวัดต่างๆ
ทราบดีว่าต้องเป็นพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช เพราะพราหมณ์พิธีไม่มีในจังหวัดอ่ืน เม่ือพูดถึงพราหมณ์ภาคใต้
ก็ต้องเป็นพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช อันท่ีจริงพราหมณ์ไชยา พราหมณ์พัทลุง ไม่ว่าจะเป็นพราหมณ์ท่ีไหนในภาคใต้
ก็คือพราหมณ์ของเมืองนครศรีธรรมราชน่ันเอง รวมท้ังพราหมณ์ในส�ำนักพระราชวังปัจจุบันก็มีเชื้อสายของพราหมณ์
เมืองนครศรธี รรมราชเป็นส่วนใหญ่
ตำ� แหน่งพราหมณใ์ นปัจจุบนั
พราหมณ์ได้รบั พระราชทานต�ำแหน่งจากพระมหากษตั รยิ ใ์ หม้ ีต�ำแหนง่ เปน็ พระมหาราชครู พระราชครู พระครู
และพราหมณพ์ ิธีพราหมณเ์ หลา่ นี้ ขึน้ ตรงกบั กองพระราชพิธี สำ� นกั พระราชวงั
อนึ่ง ลำ� ดบั ต�ำแหนง่ ของพราหมณใ์ นสำ� นักพระราชวงั มี ๕ ต�ำแหน่งดังน้ี
๑. พระมหาราชครู พระราชครวู ามเทพมนุ ี เป็นหัวหนา้ หรอื ประธานพระครพู ราหมณ์
๒. พระครอู ษั ฎาจารย์ เปน็ ผู้ช่วยฝ่ายขวา
๓. พระครูสุตานันทมุนี เป็นผชู้ ว่ ยฝา่ ยซา้ ย
๔. พระครศู วิ าจารย์ เปน็ ผชู้ ่วยทวั่ ไป
๕. พราหมณ์ผจู้ ัดเตรียมพิธีกรรม

71

บรรณานกุ รม

กาญจนา สุวรรณวงศ.์ วิถชี ีวิต พธิ กี รรม และการธ�ำรงเอกลกั ษณท์ างวฒั นธรรมของกลุ่มพราหมณ์ราชส�ำนกั
ในสงั คมไทย : ศึกษาเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ พระนคร. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙.
จนั ทร์ ไพจิตร (ป.ธ.๙.). ประมวลพิธมี งคลไทย.พิมพ์เนอ่ื งในงานพระราชทานเพลิงศพพระราชปรยิ ัติโมลี
(วงศ์ อาภากโร ป.ธ.๙) วัดชนะสงคราม. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพร์ ่งุ เรอื งสาส์นการพมิ พ์, ๒๕๓๐.
ญาณวโรดม, พระ. (ประยรู สนตฺ งฺกโุ ร ป.ธ.๙). ศาสนาต่างๆ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศกั ดโ์ิ สภาการพิมพ์, ๒๕๒๙.
ดาหวัน สาเม๊าะ. พราหมณเ์ มืองนครศรีธรรมราชสมยั พระเจ้าจันทรภาณศุ รีธรรมาโศกราช – พระบาทสมเด็จพระพทุ ธ

ยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช (พ.ศ.๑๘๐๒ - ๒๓๕๒).สารนพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรม์ หาบณั ฑติ (ประวตั ศิ าสตร)์ มหาวทิ ยาลยั
รามค�ำแหง, ๒๕๕๗.
ด�ำรงราชานภุ าพ, สมเด็จกรมพระยา. ต�ำนานพราหมณเ์ มอื งนครศรีธรรมราช. พิมพเ์ น่อื งในงานพระราชทานเพลงิ ศพ
อ�ำมาตยเ์ อก พระยารัษฎานปุ ระดษิ ฐ์ (สิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ๒๕ กนั ยายน ๒๔๙๙.กรงุ เทพฯ :
โรงพมิ พโ์ สภณพพิ รรฒธนากร, ๒๔๗๓.
นายสวนมหาดเลก็ . โคลงยอพระเกยี รตพิ ระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี : วรรณกรรมสมยั ธนบรุ .ี กรงุ เทพฯ : หอพระสมดุ วชริ ญาณ, ๒๔๖๕.
มานะ ช่วยช.ู ตัวตนและการธ�ำรงความเปน็ พราหมณ์นครศรีธรรมราช.วทิ ยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชา
วัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลยั วลัยลกั ษณ์, ๒๕๔๘.
รวมเรือ่ งเมืองนครศรธี รรมราช. พิมพเ์ ปน็ อนุสรณใ์ นงานพระราชทานเพลงิ ศพ พลเอกเจ้าพระยาบดนิ ทรเดชานุชติ
(แยม้ ณ นคร) ณ เมรหุ นา้ พลบั พลาอสิ รยิ าภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕.กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพร์ ุ่งเรืองรตั น,์ ๒๕๐๕.
พระมหาราชครพู ธิ ีศรีวสิ ทุ ธิคุณ วิบูลย์เวทย์บรมหงส์ พรหมพงศ์พฤฒาจารย์ (ชวิน รงั สิพราหมณกลุ ), เอกสารประกอบการ

สมั มนาทางวชิ าการ เรอ่ื งประวตั ศิ าสตรน์ ครศรธี รรมราช.นครศรธี รรมราช : วทิ ยาลยั ครนู ครศรธี รรมราช, ๒๕๒๑.
ภาณุรังษีสวา่ งวงศ์, กรมพระยา และกรมพระยาภาณพุ ันธวุ งศว์ รเดช. ชวี ิวฒั น์. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ ุสภา, ๒๕๐๔.
ศิรพิ จน์ เหล่ามานะเจรญิ เทวสถานโบราณพราหมณ์ เสาชงิ ชา้ กรงุ เทพฯ : สำ� นกั ผังเมือง กรุงเทพมหานคร, ๒๕๕๐.
สุภัทรดศิ ดศิ กลุ , หม่อมเจ้า. ศาสนาพราหมณใ์ นอาณาจกั รขอม. กรุงเทพฯ : มตชิ น, ๒๕๔๗.
สุวทิ ย ์ ทองศรเี กต.ุ พธิ กี รรมตา่ งๆ ในนครศรีธรรมราชทไี่ ด้รับอทิ ธิพลจากศาสนาพราหมณ์.นครศรธี รรมราช.,
: ศนู ย์วัฒนธรรมภาคใต้ วทิ ยาลัยครนู ครศรธี รรมราช, ๒๕๒๓.
เสฐียร พนั ธรงั ษ.ี ศาสนาเปรยี บเทยี บ. อนสุ รณพ์ ระราชทานเพลิงศพพระครูอษั ฎาจารย์ (พราหมณล์ ะมัย รตั นพราหมณ)์
กรงุ เทพฯ : สุขภาพใจ, ๒๕๔๒.

72



พิธกี รรมของพราหมณ์
ในนครศรธี รรมราช

แนวคดิ หลกั ของศาสนาพราหมณ์ คอื การยอมรบั อำ� นาจตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเปน็ อำ� นาจทไี่ มม่ ตี วั ตนหรอื อำ� นาจทม่ี ตี วั ตน
เช่นเป็นวิญญาณร้าย เป็นรุกขเทวดา และเป็นเทพเจ้า การยอมรับอ�ำนาจเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดพิธีกรรมทางศาสนา
แนวความคดิ หลักเหล่าน้เี ปน็ เรือ่ งของพราหมณ์โดยเฉพาะ และพฒั นารูปแบบการบวงสรวงจนละเอยี ดและซบั ซอ้ นมากขน้ึ
เป็นที่ยอมรับกันว่าในบรรดาพิธีกรรมทั้งหลายของศาสนาในโลก พิธีกรรมศาสนาพราหมณ์มีมากมายกว่า
ศาสนาใดๆ ทง้ั นมี้ าจากความเชอื่ ของศาสนานี้ จนทำ� ใหเ้ กดิ เทวรปู หรอื รปู เคารพมมี ากมายกวา่ ศาสนาอนื่ ๆ แมส้ มยั ปจั จบุ นั
จะมคี วามเจริญกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มากขน้ึ แตก่ ม็ อิ าจจะลบล้างความเชือ่ ศรทั ธาต่อเทพเจา้
พธิ กี รรมตา่ งๆ ของพราหมณน์ ครศรธี รรมราชทถี่ อื ปฏบิ ตั มิ าตง้ั แตส่ มยั อยธุ ยา มปี ระมาณ ๒๐ พธิ ี เปน็ การบง่ บอก
ถงึ ความเช่ือและความศรัทธาของสังคมการเรยี นร้โู ดยผ่านพธิ กี รรม ท�ำใหเ้ ขา้ ถงึ ความประสงค์ รปู แบบ สถานที่ และบคุ คล
ที่เก่ียวข้อง จนพิธีกรรมเหล่าน้ีคลี่คลายมาเป็นสามประเภทในปัจจุบัน คือพิธีกรรมเกี่ยวกับชุมชน พิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต
และพธิ กี รรมอืน่ ๆ แตล่ ะประเภทมรี ายละเอยี ดดงั นี้

บณั ฑิต สทุ ธมุสกิ เรยี บเรยี ง

73

๑. พิธกี รรมเกีย่ วกบั ชุมชน

๑.๑ พิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย เป็นพิธีโล้ชิงช้าต้อนรับพระศิวะ (อิศวร) เสด็จลงมาตรวจตราโลกมนุษย์
ว่ายงั มน่ั คงแขง็ แรงอยหู่ รือไม่ จัดข้ึนในวนั ขึน้ ๖ ค่ำ� ถึง 15 ค่ำ� เดอื นยี่แล้วเสด็จกลบั รวมเวลา ๑๐ วนั
- รปู แบบของพิธกี าร มพี ธิ ตี อ้ นรับและสง่ ทำ� กนั อยา่ งเอิกเกรกิ โดยตั้งกุณท์มงคล (สถานที่ตัง้ พระรูป
หรอื ศวิ ลงึ คบ์ ชู า พรอ้ มของบชู า ซง่ึ มใี บมะตมู หญา้ คา ขา้ วตอก เมลด็ ขา้ ว เมลด็ พชื พนั ธ์ุ นำ้� นมสด เครอื่ งหอมดอกไมส้ แี ดง
ดอกไมส้ เี หลือง ดอกไมห้ อม มะพร้าวอ่อน ขนมหวาน อาหารคาว ขว้ี ัวแหง้ ธูป เทยี น และพวงมาลัย มีการกลา่ วคาถา
บชู า “โอม นะมสั สวิ ายะ” เพอื่ อญั เชญิ พระอศิ วรเสดจ็ ลงมา เรยี กวา่ “พธิ เี ปดิ ศวิ าลยั ” เพอื่ ขอพร จากพระศวิ ะผปู้ ระทานพร
เมื่อได้รบั พรแล้วกม็ ีการเล่นสนุกสนาน เรยี กพิธีนว้ี า่ “ตรยี มั พวาย”
- สถานที่จัด หอพระอศิ วร
- ความคลค่ี ลายของพธิ กี รรมในปจั จบุ นั พธิ นี ไ้ี ดเ้ ลอื นหายไปเพราะไมม่ ศี าสนกิ ชนในศาสนาพราหมณ์
ตอ่ มาการทอ่ งเทย่ี วแหง่ ประเทศไทย สำ� นกั งานนครศรธี รรมราช จงึ รว่ มกบั เทศบาลนครนครศรธี รรมราช สถาบนั ราชภฏั
นครศรีธรรมราช และวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราชได้จัดร้ือฟื้นขึ้นมาในลักษณะเป็นการสาธิตเสริมการท่องเท่ียว
ในกลางเดือนเมษายนช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัด ณ สนามหอพระอิศวร นับแต่นั้นมาจึงมีพิธีน้ีต่อเนื่องมาทุกปี
ในวันที่ ๑๔ – ๑๕ เมษายน
อนึ่ง หลังจากพระอิศวรเสด็จกลับ พระนารายณ์ก็จะเสด็จลงมาในข้ึนแรม ๑ ค่�ำ – ๕ ค่�ำ เดือนย่ี
รวมเวลา ๕ วนั เรยี กพธิ ีนี้วา่ “ตรีปวาย”
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพ่ือเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ด้วยพระองค์ทรงเป็นเทพ
ผู้พทิ กั ษ์ปกปอ้ งและปราบปรามมารของผูก้ ระทำ� ดี
- รปู แบบของพิธีการ มกี ารเตรยี มพระรูปเพือ่ บชู า มเี ครื่องบชู าเปน็ กระทงใบตองใสข่ ้าวตอก ดอกไม้
อาหารคาว นมสด เนย ใบกระเพรา เมล็ดข้าว เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วแดง ตะเกียงน้�ำมันมะพร้าว เคร่ืองหอมต่างๆ
ขนมหวาน ผลไม้ กล้วย มะพรา้ วออ่ น อ้อย ธงผนื น้อยๆ สีเขยี ว ๗ ผนื ผา้ แพรผืนเล็กๆ ๓ ผืน สีแดง สีเขียว สเี หลอื ง
มีแท่ง ตุ๊กตาดนิ และไม้แกะเปน็ รปู ม้า วัว ช้าง ควายเป็นดิน กล่าวคาถาบูชา “โอม นารายะมะ นาชะ รามะ” เปน็ ตน้
- สถานทีแ่ ละบุคคลท่ีเกี่ยวขอ้ ง จดั ทีห่ อพระนารายณ์ ผูเ้ กีย่ วข้องคือผูท้ ี่นับถอื ไวษณพนกิ าย
- ความคลี่คลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ในอดีตมีการแห่ขบวนมาต้อนรับพระนารายณ์อย่างสงบ
(ไม่เอิกเกริกอย่างพระอิศวร) ในกาลต่อมาพิธีทั้งสองนี้ได้มากระท�ำที่นครศรีธรรมราชในเดือนย่ี ขึ้นแรมยังเหมือนเดิม
จึงมสี �ำนวนของคนนครศรธี รรมราชกลา่ ววา่ “อศิ วรมาเดือนหงาย นารายณ์มาเดือนมืด” พราหมณ์นครไดเ้ รยี กพิธนี ีว้ า่
“แห่นางดาน” โดยใช้ไม้กระดาน ๓ แผ่นแกะเป็นรูปพระอาทิตย์-พระจันทร์ ๑ แผ่น รูปพระแม่คงคา ๑ แผ่น
และรปู พระแม่ธรณี ๑ แผ่น แหแ่ หนจากฐานพระสยมภูวนาถไปยงั หอพระอิศวร

74

ขบวนแหน่ างดาน ในงานแห่นางดานและมหาสงกรานต์เมืองนคร

พิธีโล้ชงิ ชา้ ณ หอพระอิศวร ในงานแหน่ างดานและมหาสงกรานตเ์ มอื งนคร

75

๑.๒ พธิ แี รกนาขวัญ เปน็ พธิ ีประจ�ำเมอื งท่ีมีมานาน กระท�ำกันในชว่ งเดือน ๖ ตามปกตแิ ลว้ พธิ แี รกนาขวัญ
ในหัวเมืองมักจะมีของหลวงพระราชทานให้ด้วย แต่ส�ำหรับเมืองนครศรีธรรมราชไม่มีของหลวงพระราชทาน
สว่ นมากพราหมณเ์ ปน็ ธรุ ะทำ� พิธใี นครัง้ แรกๆ ครน้ั ชว่ งหลงั มพี ระสงฆเ์ ขา้ รว่ มพธิ ี
- ความมงุ่ หมายของพิธีกรรม เพ่ือเป็นขวญั กำ� ลงั ใจแกช่ าวนาให้ปลูกขา้ วเมื่อถึงฤดูกาลทำ� นา
- รูปแบบของพิธกี าร มกี ารต้งั โรงพิธีเคร่อื งบวงสรวงเทพพระพริ ุณ ผู้ประกอบพิธคี ือพราหมณ์
- สถานทีแ่ ละบุคคลท่เี ก่ยี วขอ้ ง จัดทบ่ี รเิ วณหลาทวด (ศาลาทวด) ใกลด้ อนนาแรก (อยู่ทางทิศอีสาน
ของหน่วยศิลปากรที่ ๑๒ ในปัจจุบัน) ผู้เข้าร่วมพิธีมีพราหมณ์และชาวนา ต่อมามีพระสงฆ์
ท�ำพธิ ีมงคลดว้ ย
- ความคลี่คลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ปัจจุบันพิธีแรกนาขวัญในนครศรีธรรมราชได้เลิกไป
มีเฉพาะในกรงุ เทพ ฯ (บรเิ วณสนามหลวง) เรยี กวา่ “พธิ จี รดพระนังคัลแรกนาขวญั ” สมัยรชั กาลท่ี ๔
ไดเ้ พม่ิ พธิ สี งฆเ์ รยี กวา่ “พธิ พี ชื มงคล” รวมเรยี กวา่ “พระราชพธิ พี ชื มงคล จรดพระนงั คลั แรก นาขวญั ”
๑.๓ พิธสี วดขับยกั ษ์เพอื่ ไลภ่ ูตผีปศี าจ เปน็ พิธกี รรมส่วนหนงึ่ ของพิธตี รุษ (หรอื พิธีสัมพจั ฉรฉนิ ท)์ ทจี่ ดั ขึ้น
ในช่วงสิ้นปี เป็นพิธีการท่ีสืบเนื่องมาจากพิธีพราหมณ์แห่งอินเดียใต้ เม่ือศาสนาพราหมณ์ได้แผ่เข้ามาสู่ประเทศ
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งในนครศรีธรรมราช พิธีน้ีก็ได้เข้ามาด้วย แม้ชนแถบน้ีจะยังนับถือศาสนาพุทธ
หรือศาสนาอิสลาม แต่ความเชื่อในเร่ืองภูตผีปีศาจก็ยังไม่จางหายไป เดิมเรียกว่า “พิธีแทรกท�ำอุบาทว์เมือง” ซึ่งเป็น
ของพราหมณ์ ในเวลาต่อมาได้นิมนต์พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธี เรียกว่า “สวดภาณยักษ์” (ขับยักษ์) มักจะท�ำ
ในพระวหิ ารหลวง วดั พระมหาธาตุ วรมหาวิหาร
- ความมุ่งหมายของพธิ ีกรรม เพ่ือขับไลส่ งิ่ ชั่วรา้ ยออกไป ใหเ้ กิดความเป็นสิริมงคลแกบ่ ้านเมอื ง
- รปู แบบของพิธกี าร เป็นพิธสี ่วนหนง่ึ ของพธิ ีตรุษ หรือพิธีสัมพจั ฉรฉนิ ท์ของพราหมณ์ในอนิ เดียใต้
- สถานที่และบุคคลที่เก่ียวข้อง แต่เดิมจัดท่ีบริเวณโบสถ์พราหมณ์ และเทวสถานของพราหมณ์
บคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ งมพี ราหมณเ์ ปน็ ผปู้ ระกอบพธิ แี ละเจา้ เมอื ง ตลอดจนขา้ ราชการในสมยั นน้ั ตอ่ มาเมอื่
น�ำมาจัดเป็นพิธีพุทธจึงใช้พระวิหารหลวง ดังเช่นการสวดขับยักษ์ในสมัยรัชกาลท่ี ๖ ก็จัดข้ึนที่
พระวหิ ารหลวงในวดั พระมหาธาตุ วรมหาวหิ าร
- ความคลคี่ ลายของพธิ กี รรมในปจั จบุ นั ปจั จบุ นั ไมม่ กี ารสบื ทอด แตม่ พี ธิ สี งกรานตม์ าแทน มพี ราหมณ์
ประกอบพิธบี วงสรวง และมพี ระสงฆ์เข้ามาร่วมสวดชยันโต

76

๑.๔ พิธีถือน้�ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นพิธีของนักรบหรือกษัตริย์ในอินเดียโบราณ โดยมีพราหมณ์
เปน็ ผปู้ ระกอบพธิ ี ดว้ ยการสาบานตนของผถู้ อื อาวธุ และผเู้ ขา้ มาสวามภิ กั ดติ์ อ่ กษตั รยิ ์ วา่ จะซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ยงิ่ หากถา้ ทจุ รติ
หรือคิดไม่ซ่ือก็ขอให้มีอันเป็นไป ส่วนในประเทศไทยเข้าใจว่าพิธีนี้เจริญเต็มท่ีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาถูกยกเลิกไป
ใน พ.ศ.๒๔๗๕ ในอดีตผู้ร่วมพิธีน้ีล้วนเป็นข้าราชการ ส่วนในเมืองนครศรีธรรมราชเคยมีการถือน้�ำพระพิพัฒน์สัตยา
ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะนครศรีธรรมราชเคยปกครองดูแลหัวเมืองในปกครอง
เชน่ เดียวกนั
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพ่ือให้เกิดความสวามิภักด์ิจงรักภักดีในหมู่ทหารหรือนักรบ ส่งผลให้
เกดิ ความรักสามคั คแี ละความสงบสขุ ในบ้านเมือง
- รูปแบบของพธิ กี าร ผปู้ ระกอบพธิ ีคอื หวั หน้าพราหมณ์ มกี ารตงั้ เครอื่ งบูชาต่อรปู เทพเจ้า มขี นั สาคร
ใส่น้�ำเทพมนต์ ใช้อาวธุ จุ่มลงไปในขันสาคร มพี ราหมณป์ ระกาศโองการ ตอ่ จากน้ันผู้เขา้ รว่ มสโมสรทกุ คนตักน�้ำนี้ดื่ม
- สถานท่ีและบคุ คลทีเ่ กย่ี วข้อง เดมิ จดั ท่ีโบสถ์พราหมณ์ ตอ่ มาจัดท่พี ระวิหารหลวง ผเู้ ขา้ รว่ มพธิ คี อื
ขา้ ราชการ พราหมณ์ และพระสงฆท์ รงสมณศักดิ์
- ความคลี่คลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ในสมัยปัจจุบันมีพระสงฆ์ร่วมเจริญพุทธมนต์และท�ำน�้ำ
พระพุทธมนต์ประพรมแก่ผเู้ ขา้ ร่วมพธิ ี
๑.๕ พิธีขอฝน เป็นพิธีบูชาเทพเจ้าเพื่อขอให้บันดาลให้ฝนตก ในอดีตเรียกว่า “พิธีสูดเมฆให้ฝนตก”
อยู่ในพิธีมงคลของเมืองนครศรีธรรมราช ฝน (น้�ำ) เป็นปัจจัยส�ำคัญต่อการท�ำกสิกรรมและความเป็นอยู่ของมนุษย์
ในอดีตหากฝนไม่ตกจะท�ำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้นท�ำพิธีขอฝนโดยใช้ต�ำราพระพิรุณศาสตร์มาประกอบพิธี
แต่ในทางพระพุทธศาสนามีการบูชาพระ “สภุ ูติเถระ” เพือ่ บนั ดาลให้ฝนตก ในวดั พระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ปจั จุบันมี
วิหารส�ำหรบั ประดิษฐานพระพุทธรูปองคน์ ้อี ยู่ เรยี กวา่ “วหิ ารพระมหากจั จายนะ”
- ความมงุ่ หมายของพิธีกรรม เป็นการบชู าพระพริ ณุ เทพเจ้าแหง่ ฝนเพอื่ บันดาลใหฝ้ นตกต้องฤดูกาล
- รูปแบบของพิธีการ มีเคร่ืองบูชา ได้แก่ ข้าวตอก ข้าวสวย อาหารคาว ๓ อย่าง ขนมหวาน
ดอกไม้หอม พวงมาลัยดอกดาวเรอื ง-ดอกมะลิ ผลไมห้ ลายชนดิ เชน่ กล้วยสุก มะพรา้ ว นำ้� เมล็ดงา เมล็ดถัว่ นม เนย
ขนมหวาน เมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ มีรูปจระเข้ (พาหนะของพระพิรุณ) มีผ้าแพรสีแดง-เขียว-ขาว สีละ ๑ ผืน
พรอ้ มเครื่องบายศรี พราหมณเ์ ป็นผปู้ ระกอบพธิ สี วดคาถาบูชาพระพิรณุ (วรณุ ) เสรจ็ แล้วขอพร
- สถานท่ีและบุคคลท่ีเก่ียวข้อง ที่จัดท�ำท่ีโบสถ์พราหมณ์ หรือพระวิหารหลวง ในวัดพระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร โดยมพี ราหมณ์เปน็ ผทู้ �ำพิธี
- ความคลี่คลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ที่นครศรีธรรมราช หากปีใดที่ฝนท้ิงช่วงก็จะประกอบพิธี
ขอฝน โดยนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ท�ำการบูชาพระสุภูติ ท่ีเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปสาวกศักดิ์สิทธ์ิคู่บ้านเมือง
ใหป้ ระชาชนสกั การะ โดยเฉพาะพธิ พี ราหมณไ์ ด้เลือนหายไปแล้ว

77

๑.๖ พิธีสารทเดือนสบิ เป็นพธิ ที ำ� บญุ ในกลางเดือนสบิ คือแรม ๑ ค�่ำ ถงึ แรม ๑๕ ค�ำ่ เดอื น ๑๐ หรือตกอย่ใู น
เดือนกันยายน-ตุลาคมตามสุริยคติ เมื่อถึงวันนี้แล้วชาวนครและชาวภาคใต้ถือว่าเป็นการท�ำบุญอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับ
เป็นวันที่ยมบาลเปิดประตูนรกให้เปรตมาขอส่วนบุญจากญาติในเมืองมนุษย์ ในวันแรมค่�ำจนถึงวันแรม ๑๕ ค�่ำเดือนสิบ
แตช่ าวนครนิยมประกอบพธิ กี รรมในสามวันสุดท้าย คอื วนั แรม ๑๓ ค่ำ� เปน็ “วนั จ่าย” จะไปจา่ ยตลาดซือ้ ขนมตามเทศกาล
จัดหาผลไม้ ของคาว-หวานจัดเตรียมส�ำรับ วันรุ่งขึ้นคือวันแรม ๑๔ ค�่ำ เป็นวันยกส�ำรับไปวัด เรียกว่า “วันยกหมฺรับ”
ส่วนวันสุดท้ายคือวันแรม ๑๕ ค่�ำเป็น “วันส่งตายาย” ซ่ึงเป็นวันที่บรรพชนกลับนรกภูมิ ตามความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ
และเรอ่ื งกรรม
- พิธีสารทเดือนสิบ เดิมทีเร่ิมจากพราหมณ์ผู้ท�ำพิธีได้น�ำแนวคิดนี้มาใช้เป็นการบูชาผีบ้านผีเรือน
อันเป็นวญิ ญาณผดู้ ูแลเฝ้ารักษาบ้านเรือน แต่แลว้ มาสอดคลอ้ งกบั พระพทุ ธศาสนา ดงั น้นั จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่าง
ความเช่ือในศาสนาพราหมณ์กับพระพุทธศาสนา พราหมณ์ในอดีตแม้ว่าจะนับถือศาสนาพราหมณ์ แต่ในช้ันหลังลูกหลาน
ไดห้ นั มานบั ถือศาสนาพทุ ธและประกอบพธิ พี ราหมณ์อยู่ในชุมชน
- ความมงุ่ หมายของพธิ กี รรม เปน็ เรอ่ื งความเชอ่ื เรอื่ งจติ วญิ ญาณและเรอ่ื งกรรม การทำ� บญุ อทุ ศิ สว่ นกศุ ล
ให้จะถึงผู้ที่ตนอทุ ศิ เจาะจงไปให้
- รูปแบบของพิธีการ มีการท�ำอาหารคาว-หวาน ผลไม้ ขนมด้วยการจัดส�ำรับขึ้น (หฺมฺรับ) ยกไปถวาย
พระสงฆ์ในวันแรม ๑๔ ค�่ำ แรม ๑๕ คำ�่ เดอื น ๑๐ บงั สุกุลอุทิศสง่ ตา-ยาย (บรรพชน) อกี ครัง้ ถา้ เป็นของพราหมณ์ในอดีต
มีการจัดส�ำรับ (เครื่องสังเวย) ผ่านเทพเจา้ ที่ตนนับถอื
- สถานทแี่ ละบคุ คลทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ในอดตี พราหมณจ์ ะประกอบพธิ กี รรมตามเทวสถาน ในปจั จบุ นั จดั ขนึ้ ทว่ี ดั
บคุ คลที่เขา้ รว่ มพิธีคือญาติของผู้ทลี่ ว่ งลบั เช่น ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นตน้
- ความคลค่ี ลายของพธิ กี รรมในปจั จบุ นั กลายเปน็ การทำ� บญุ ตามคตทิ างพระพทุ ธศาสนาโดยอาศยั คำ� สอน
ทางพระพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั

หมฺ รฺ ับ (หรอื สำ� รบั ) ท่ีจัดข้ึนในพธิ ีสารทเดอื นสบิ ของจังหวดั นครศรีธรรมราช

78

๑.๗ พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีเฉลิมฉลองศักราชใหม่ โดยอาศัยการแนวคิดทางสุริยคติมาค�ำนวณการโคจร
ของดวงอาทิตย์ว่าโคจรเข้าสู่ราศีเมษเวลาและวันใด ให้ถือวันน้ันเป็นวันเปล่ียนศักราชใหม่ วันที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าสู่
ราศีเมษนี้ เรียกวา่ “วันสงกรานต”์ ปกตจิ ะตกอย่ใู นวันที่ ๑๐-๑๘ เมษายนของทุกปี พธิ สี งกรานตข์ องเมอื งนครศรีธรรมราช
วา่ นา่ จะมาจากชาวมอญหรอื พราหมณท์ อ่ี ยใู่ นเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เชน่ พมา่ มอญ ลาว เขมร และไทย แตท่ น่ี ครศรธี รรมราช
มีพธิ ีตา่ งจากภมู ิภาคอ่ืน คือวันท่ี ๑๓ เมษายนเปน็ “วันมหาสงกรานต”์ และเป็น “วนั สง่ เจา้ เมอื งเกา่ ” วนั ที่ ๑๔ เมษายน
เป็น “วนั วา่ ง” และวันที่ ๑๕ เมษายนเปน็ วนั “เถลงิ ศก” หรอื “วันรับเจ้าเมอื งใหม่”
ต�ำนานสงกรานต์มีความเช่ือในเร่ือง “การแห่เศียรท้าวมหาพรหม” อันเป็นความเช่ือของพราหมณ์
โดยกล่าวถึง ปฐมวิญญาณเป็นผู้สร้างสรรพส่ิงทั้งหลายในโลก มีต�ำนานหรือนิทานอยู่ในประชุมจารึกวัดโพธ์ิ และ
โบราณคดมี อญ วา่ เปน็ การการทา้ ทายหรอื ประลองปญั ญาระหวา่ งธรรมบาลกมุ ารกบั ทา้ วกบลิ พรหม โดยมศี รี ษะเปน็ เดมิ พนั
มกี ารตงั้ คำ� ถามหรอื ปญั หาโดยทา้ วกบลิ พรหมถามธรรมบาลกมุ าร เรอ่ื งมนษุ ยส์ ามราศคี อื อะไร โดยถามวา่ เวลาเชา้ ราศอี ยทู่ ใ่ี ด
เวลาเท่ียงราศีอยู่ที่ใด เวลาค่�ำราศีอยู่ที่ใด ผลสุดท้ายธรรมบาลกุมารตอบได้ ท้าวกบิลพรหมจึงต้องถูกตัดเศียร
เศียรท้าวกบิลพรหมมีอิทธิฤทธิ์หากโยนไปในอากาศ ฝนก็จะแล้ง หากโยนไปในทะเลมหาสมุทร น�้ำก็จะแห้ง หากโยนทิ้ง
บนดนิ กจ็ ะไหม้โลกธาตุ จึงใหล้ ูกสาวทัง้ ๗ นางเอาพานมารองรับไปไว้ในมณฑปถ�ำ้ คนั ธมาลีแห่งเขาไกรลาส
- ความมงุ่ หมายของพธิ กี รรม เปน็ ความเชอื่ เรอ่ื งวนั เปลยี่ นปจี ลุ ศกั ราช ดงั นน้ั กอ่ นถงึ สงกรานต์ กจ็ ะตกแตง่
บา้ นเรือน และเครือ่ งใชใ้ นบ้านใหส้ ะอาดเรยี บร้อย เพื่อเปน็ สิรมิ งคล เทวดาจะได้ชว่ ยพทิ ักษ์รกั ษาให้อยู่เยน็ เปน็ สุขตลอดปี
นอกจากนย้ี ังสอนให้คนรจู้ กั หน้าท่ีในวยั ต่างๆ คอื เวลาเชา้ เวลาเทีย่ ง เวลาค�ำ่ ช่วยกนั รักษาพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ
(คือเมตตา กรุณา มทุ ติ า อุเบกขา) ใหอ้ ยู่ในจติ ใจอย่าละเลย และเป็นวันของครอบครวั ทร่ี ่วมกนั ทำ� บญุ
- รปู แบบของพธิ กี าร เมอื่ ถงึ วนั นจี้ ะตอ้ งปฏบิ ตั ดิ แู ลบา้ นเรอื นทำ� ความสะอาดเครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช้ จดั วางในท่ี
เหมาะสมเปน็ การตอ้ นรับวนั เดือนปีใหมท่ ่จี ะมาถึง
- สถานทแ่ี ละบคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ใชบ้ า้ นหรอื สถานทก่ี ลางเชน่ ชมุ ชน วดั สนามหนา้ เมอื ง สนามหนา้ ทว่ี า่ การ
อำ� เภอ โดยเชิญชวนชาวเมอื งมารว่ มงาน ท้ังงานบุญและงานร่นื เริง
- ความคล่ีคลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน อันท่ีจริงแล้วพิธีสงกรานต์เป็นเรื่องที่น�ำเอาพระรัตนตรัย
ในพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการส่งท้ายปีเก่า มีการสรงน�้ำพระพุทธสิหิงค์ สรงน้�ำพระสงฆ์ รดน้�ำขอพรผู้สูงอายุ
โดยทำ� พิธีรดบน “เบญจา” เรยี กวา่ “ขนึ้ เบญจา” และเลน่ สนุกสนาน ดว้ ยการรดนำ้�

79

พระพุทธสิหงิ คใ์ นพิธีสงกรานต์ เบญจาส�ำหรบั รดนำ้� ผอู้ าวโุ ส

๒. พธิ กี รรมเกยี่ วกับชีวิต

เป็นพิธีที่มุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองต่อชีวิตโดยตรง เช่น ต้องการให้มีพลานามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยต่างๆ
ต้องการให้มอี ายุยืน ผวิ พรรณผอ่ งใส ตอ้ งการให้คนอ่ืนเมตตาเอน็ ดู ประกอบดว้ ยวธิ ตี ่างๆ
๒.๑ พิธีฝังรก เป็นพิธีฝังรกของเด็กต้ังแต่วันคลอดไป ๗-๑๐ วัน โดยดูฤกษ์ยามให้เป็นสิริมงคลแก่เด็ก
กำ� หนดทศิ ทางใหต้ รงตามตำ� ราพรหมชาติ เมอ่ื จะฝงั ใหเ้ อาแปง้ หอม นำ้� มนั หอม ขา้ วตอก ดอกไม้ ธปู เทยี น บวงสรวงเทพยดา
ฟ้าดิน ใหเ้ สรจ็ ส้นิ เสยี ก่อนจงึ เร่มิ พธิ ีฝงั
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพ่ือเป็นสิริมงคลแก่ทารก (เด็ก) ให้มีอายุยืนยาวนาน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
มีผวิ พรรณดี เป็นท่ีรกั เมตตาเอน็ ดูของผพู้ บเหน็
- รูปแบบของพธิ ีการ ก่อนฝงั ตอ้ งบวงสรวงเทพยดา ขอทขี่ อทางก่อน ในระยะเวลาท่ีกำ� หนด
- สถานท่ีและบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง สถานท่ีฝังรกคือบ้านหรือสวนของตน บางท่ีปลูกต้นไม้ก�ำกับไว้
เป็นเครอื่ งหมาย ผทู้ �ำพธิ คี อื พราหมณ์หรือผู้รู้ และญาตขิ องเดก็
- ความคล่ีคลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ปัจจุบันพิธีน้ีไม่มีการปฏิบัติอีกแล้วเพราะมารดาไปคลอด
ท่โี รงพยาบาล จึงไมน่ ิยมเก็บรกมาฝังตามแบบโบราณ

80

๒.๒ พธิ เี ชญิ แมซ่ อื้ เปน็ พธิ ที เี่ กดิ จากความเชอ่ื ทว่ี า่ เมอื่ เดก็ เกดิ มาใหมๆ่ จะมพี เ่ี ลยี้ งคอยดแู ล พเ่ี ลย้ี งในทนี่ ห้ี มาย
ถงึ เทพธดิ า เรยี กวา่ “แมซ่ อื้ ” ถอื กนั วา่ พระอศิ วรไดส้ ง่ มาเพอื่ รกั ษาเดก็ ใหป้ ราศจากโรคภยั ไขเ้ จบ็ ขณะเดยี วกนั กอ็ ยเู่ ปน็ เพอ่ื น
เด็กไมใ่ หเ้ หงา
- ความมงุ่ หมายของพธิ กี รรม เพือ่ ใหเ้ ทพธิดา (แมซ่ ้ือ) คอยปกป้องคมุ้ ครองเดก็ ใหป้ ราศจากภยั อนั ตราย
และความเจบ็ ปว่ ย
- รปู แบบของพธิ ีการ เมือ่ หมอผทู้ �ำคลอด (หมอต�ำแย) ทำ� คลอดเดก็ เสรจ็ แล้ว ก็อาบนำ�้ ชำ� ระรา่ งกายเดก็
ใหส้ ะอาด กอ่ นลงเปลกบ็ อกเทพธดิ า (แมซ่ ้ือ) ช่วยปกป้องพทิ กั ษร์ กั ษาเด็กทารก
- สถานท่แี ละบุคคลที่เก่ยี วขอ้ ง จดั ทีบ่ า้ นของแมท่ ารก โดยหมอตำ� แยหรือผู้ร้เู ปน็ ผปู้ ระกอบพธิ ี มีญาติๆ
ร่วมแสดงความยินดีกบั สมาชิกคนใหมข่ องครอบครัว
- ความคลี่คลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน พิธีน้ีเป็นพิธีท่ีไม่สลับซับซ้อนหรือยากล�ำบาก ผู้นิยมวิถีชีวิต
แบบโบราณยงั มกี ารทำ� อยบู่ า้ น ในครอบครวั ทม่ี ผี สู้ งู อายซุ ง่ึ เคยเหน็ การประกอบพธิ กี รรมนมี้ ากอ่ น จะชว่ ยประกอบพธิ กี รรม
รับขวญั เดก็ และบอกกลา่ วเทพยดามาปกปอ้ งค้มุ ครองรักษาได้
๒.๓ พธิ ที ำ� ขวญั เดก็ เปน็ พธิ เี พอ่ื ใหเ้ กดิ สริ มิ งคลแกเ่ ดก็ ใหป้ ราศจากโรคภยั ไขเ้ จบ็ ตา่ งๆ ใหม้ สี ตสิ มบรู ณ์ ไมส่ ะดงุ้
ตกใจง่าย มีอารมณแ์ จ่มใส เปน็ พธิ ีปอ้ งกนั ไม่ใหข้ วัญออกจากตัวเดก็ และเรียกขวัญท่อี อกไปแลว้ ใหเ้ ข้ามาอยู่ประจำ� ตัวเด็ก
นิยมท�ำพิธเี มอื่ เดก็ มคี วามตกใจ นอนสะดงุ้ รอ้ งไหบ้ ่อย พอ่ แม่และญาตๆิ ก็เป็นหว่ ง จงึ ไดเ้ ชญิ พราหมณผ์ ูร้ มู้ าช่วยประกอบ
พิธี โดยมีพิธีทำ� ขวัญคลา้ ยพิธขี ้นึ เปล (ลงเปล) เพ่ือเรยี กขวัญกลับมา
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพ่ือให้เกิดสิริมงคลแก่เด็ก ให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีสติสมบูรณ์
ไมต่ กใจง่าย มีอารมณแ์ จม่ ใส
- รปู แบบของพิธีการ ต้องมีเครื่องมงคลคลา้ ยพิธขี น้ึ เปลหรือลงเปล พรอ้ มด้วยพราหมณ์หรือผรู้ ู้ประกอบ
พิธีปัดจัญไรส่งิ ช่วั ร้ายใหอ้ อกไปจากตวั เดก็ ตอ่ จากนัน้ ก็มพี ิธีเวยี นแวน่ รบั ขวญั โดยญาตผิ ู้ใหญร่ ่วมกันใหพ้ ร
- สถานที่และบุคคลท่ีเก่ียวข้อง สถานที่จัดคือบ้านของเด็ก มีพ่อแม่และญาติๆ เข้าร่วมพิธีพราหมณ์
หรือผ้รู เู้ ปน็ ผู้ประกอบพธิ ี
- ความคล่ีคลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ปัจจุบันหาพราหมณ์หรือผู้รู้มาประกอบพิธีกรรมได้ยาก
จึงต้องนิมนตพ์ ระสงฆ์มาเจรญิ พระพทุ ธมนต์ ใหพ้ รเด็กและผู้เข้ารว่ มงาน บางรายเดก็ มีอาการร้องไห้ เจบ็ ป่วย พ่อแมก่ ังวล
ลกู จะตายจากไป จึงถวายลูก (เด็ก) ใหเ้ ป็นของพระสงฆ์ แตอ่ ยใู่ นความดแู ลของพอ่ และแม่
๒.๔ พิธีท�ำขวัญนาค เป็นพิธีให้เกิดสิริมงคลแก่กุลบุตรที่จะขอบรรพชาอุปสมบท ด้วยความเชื่อว่าขวัญ
ของเจ้านาคจะอยู่ไม่เป็นปกติหรือเร่ร่อนไปในสถานท่ีต่างๆ จึงเชิญมาประจ�ำตัวเจ้านาค อีกประการหน่ึงเป็นโอกาสดี
ส�ำหรับหมอผู้ท�ำพิธีจะได้พรรณนาคุณของบิดามารดาให้เจ้านาคฟัง เพื่อสะท้อนถึงอุปการคุณของบิดามารดาท่ีบุตร
ควรตอบแทน จึงจัดให้มีพิธีท�ำขวัญนาคขึ้น ดูแล้วน่าจะเป็นพิธีพุทธ มีการท�ำเคร่ืองบูชาท่ีมีบายศรี ๓ ช้ัน ๕ ช้ัน ๗ ชั้น
หรือ ๙ ช้ัน ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับฐานะของเจ้างาน ส่วนผู้ท�ำพิธีในอดีตเป็นพราหมณ์หรือผู้รู้ตอนของพิธี มีการอัญเชิญเทพเจ้า

81

ในศาสนาพราหมณ์มาประชุม จากน้ันก็มีการเวียนเทียนรับขวัญ โดยญาติๆ และผู้มาร่วมงานตั้งวงล้อมรอบเจ้านาค
และเคร่ืองอฐั บริขารและบายศรี
- ความมุง่ หมายของพิธกี รรม เพอื่ รวมสรรพก�ำลงั ใจแกเ่ จา้ นาค ใหเ้ กดิ ความเชอื่ มั่น เปน็ สริ มิ งคลในการ
เขา้ สรู่ ่มผา้ กาสาวพัสตร์ สละชวี ติ ทางโลกเข้าสู่ทางธรรม และจะไดน้ ้อมรำ� ลึกถงึ คณุ ูปการของบดิ ามารดาตง้ั แตเ่ ปน็ ทารกจน
เตบิ ใหญ่ว่ามคี วามลำ� บากยากเข็ญ จะท�ำใหเ้ จ้านาคตง้ั ใจทดแทนคุณตอบแทนค่านำ้� นม
- รปู แบบของพธิ กี าร ผทู้ ำ� พธิ ี (พราหมณห์ รอื หมอทำ� ขวญั ) จะจดั เครอ่ื งบชู ารบั ขวญั ไวใ้ นพธิ จี ะทำ� กอ่ นการ
ทำ� บรรพชาอุปสมบท ๑ วนั โดยมากจะท�ำขวญั นาคในเวลาใกล้ค่�ำ
- สถานทแ่ี ละบคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ ง สถานทค่ี อื บา้ นของเจา้ นาค บคุ คลทม่ี ารว่ มงานมพี ราหมณห์ รอื หมอทำ� ขวญั
พอ่ แมแ่ ละญาติๆ ของเจ้านาค ตลอดผ้ทู ีไ่ ด้รบั เชิญ
- ความคล่ีคลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ในภาคใต้พิธีท�ำขวัญนาคมีน้อย ท่ีท�ำกันอยู่ก็ใช้วิธีด้วย
หาหมอทำ� ขวญั ปัจจุบันจึงนยิ มนมิ นต์พระสงฆ์สวดผา้ เจริญพระพุทธมนต์ และฉลองอฐั บรขิ าร
๒.๕ พิธีแต่งงาน เป็นพิธีเพ่ือให้เกิดสิริมงคลแก่คู่สมรสตามประเพณีไทย มีข้ันตอนตั้งแต่พิธีสู่ขอ พิธีหม้ัน
พธิ ปี ลูกเรือนหอ พิธีแห่ขนั หมาก พิธีรดนำ�้ พธิ ไี หว้ปู่ย่าตายาย พธิ เี รยี งหมอนส่งตัวเจา้ สาวตามฤกษย์ าม ดงั น้ันพิธีแตง่ งาน
จึงมีทง้ั พธิ ีทางพุทธและพิธีพราหมณ์ผสมผสานกนั ไปตามความตอ้ งการของเจา้ งาน ในทีน่ ีจ้ ะกลา่ วเฉพาะพิธพี ราหมณ์
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลและความมั่นคงของคู่สมรสตามประเพณี
ทถ่ี ูกตอ้ ง
- รปู แบบของพธิ กี าร เรม่ิ ตงั้ แตก่ ารสขู่ อของฝา่ ยชาย มกี ารหมนั้ หมาย มกี ารปลกู เรอื นหอ จนถงึ วนั แตง่ งาน
มกี ารแหข่ นั มาก ๓ ขนั คอื ขนั หมากเอก ๑ ขนั ขนั หมากรอง ๒ ขนั แตล่ ะชนั้ มวี ธิ จี ดั ตามประเพณี มพี านสนิ สอด มกี ารกนั้ ประตู
ที่ฝ่ายชายผ่าน พิธีรดน�้ำมีการสวมมงคลแฝดแก่คู่บ่าวสาว พิธีเจิม พิธีรดน้�ำสังข์ พิธีรับไหว้ของญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย
สว่ นพธิ เี รยี งหมอนและพิธีส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอ (ห้องนอน) จะกระท�ำกันในเวลาค่ำ� หากมีพิธพี ุทธกใ็ หบ้ ูชาพระรตั นตรัยก่อน
เข้าหอ
- สถานทแี่ ละบคุ คลทเี่ กย่ี วขอ้ ง สถานทคี่ อื บา้ นของฝา่ ยหญงิ มญี าตทิ งั้ สองฝา่ ยเขา้ รว่ มงานพรอ้ มทงั้ เรยี น
ผใู้ กลช้ ิดเขา้ รว่ มพธิ ี มีพราหมณ์หรอื ผูร้ ้เู ป็นผูท้ ำ� พิธี
- ความคลี่คลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ในปัจจุบันช่วงเช้าจะมีพิธีสงฆ์ โดยนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบ
พธิ ีทางพุทธศาสนา ใหค้ บู่ ่าวสาวได้ตกั บาตรทำ� บุญใหท้ านตามประเพณี สถานทใี่ นปจั จบุ ันที่นยิ มประกอบพิธมี ักกระทำ� กัน
ท่โี รงแรมเป็นส่วนใหญ่ เพือ่ ความสะดวกเจ้าภาพ โดยเฉพาะพิธเี ลีย้ งฉลองมงคลสมรส
๒.๖ พิธรี บั ขวญั (ทำ� ขวญั ) เป็นพิธสี ำ� หรบั รบั สมาชกิ ใหมข่ องครอบครวั มลู เหตุท่เี กดิ พิธรี บั ขวัญ (ท�ำขวัญ) ข้นึ
เพราะเมอื่ มบี ตุ รกอ็ ยากจะเลย้ี งบำ� รงุ รกั ษา ไมอ่ ยากใหเ้ กดิ ภยั อนั ตรายแกบ่ ตุ ร คนโบราณนนั้ ถอื วา่ การคลอดบตุ รเสยี่ งอนั ตราย
แก่ชีวิตย่ิงนัก คลอดบุตรคร้ังหน่ึงประหนึ่งออกศึกสงครามครั้งหนึ่ง เป็นหรือตายเท่ากัน หากเกิดมีอันตรายข้ึนโดยสาเหตุ
สุดวิสัยก็ถือว่าผีเอาไป ด้วยเหตุนี้จึงได้คิดอ่านป้องกันด้วยวิธีการต่างๆ ตามความคิดเห็น จึงกลายมาเป็นประเพณีสืบมา
จนถงึ ปัจจุบนั

82

วิธีป้องกันผีมีหลายอย่าง เช่น ในเวลาคลอดจะซ้ือตุ๊กตามาท�ำพิธีแล้วบอกเล่าให้แก่ผี (คล้ายกับว่าตุ๊กตา
แทนตัวเด็กผู้มาเกิด) อีกอย่างหนึ่งเอาใส่กระด้งร่อนแล้วพูดว่า “๓ วันเป็นลูกผี ๔ วันเป็นลูกคน ลูกของใครรับไปเน้อ”
แล้วมีผู้ใดผู้หน่ึงเอาเบี้ยมาซ้ือเป็นราคา ๓๓ เบี้ย เรียกว่าแม่ซ้ือ นอกจากน้ียังมีการต้ังชื่อเด็กมิให้ไพเราะ เพ่ือต้องการให้
ผเี กลยี ด (เมอ่ื โตขน้ึ จงึ เปลย่ี นชอ่ื ใหม)่ รวมความวา่ เปน็ อบุ ายปอ้ งกนั ผแี ละเมอื่ ทำ� ขวญั (รบั ขวญั ) จะเปน็ ขวญั วนั หรอื ขวญั เดอื น
กม็ กี ารวา่ คำ� ทำ� ขวญั (รบั ขวญั ) โดยมคี วามวา่ “ขอเชดิ พระนารายณธ์ บิ ดี ทงั้ พระอศิ วรผมู้ ศี กั ดาเดช เปน็ จอมมกฏุ เกศไกรลาส
ขออภิวาทวันทนบูชา พระอุมาภควดี อันมีศรีเฉลิมโลก พร้อมทั้งพระพาย พระเพลิง พระกาล พระพรหม พญายม
ทา้ วจตุโลกบาล พระอาทิตย์ พระจนั ทร์ และพระอินทร์”
คร้ันแล้วเชิญผีแม่ซื้อทั้ง ๗ ตน คือนางวิจิตรนาวัน นางวรรณานงคราญ นางยักษ์บริสุทธ์ิ นางศามุลทัศ
นางกาโลทุก นางยักษ์นงเยาว์ และนางเอกาไลย (ประจ�ำวันท้ัง ๗ นับตามล�ำดับมา) ให้มารับเคร่ืองเซ่นแล้วบอกให้ไป
แล้วพรรณนาลักษณะแม่ซ้ือที่ให้โทษแก่เด็กโดยประการต่างๆ และบอกให้มากินเน้ือพล่าปลาย�ำแล้วขอเชิญกลับ
มกี ารออ้ นวอนอยา่ ใหม้ าเบยี ดเบียนเด็กท่เี กิดมา ให้ไปอย่ตู ามภูผา เถื่อนถำ้� เปน็ ต้น พรอ้ มกันนัน้ ก็บอกวา่ ตนจะเลยี้ งดเู ดก็
ใหว้ ัฒนาการ เป็นชายจะไดเ้ ปน็ สงฆ์ เปน็ หญงิ จะได้เปน็ ชี จะแผส่ ง่ บญุ กศุ ลไปให้ สรปุ ความว่าโบราณถือกันวา่ เดก็ คลอดมา
ภายใน ๓ วันยังเป็นลูกผี พ้นมาถึงวันท่ี ๔ จึงเป็นลูกคน ดังน้ันจึงมีการท�ำขวัญวันท่ีครบ ๑ เดือน มีการท�ำขวัญเดือน
(รบั ขวัญเดอื น) ต่อจนครบรอบปี ทำ� ขวญั ปตี อ่ ไปเรอ่ื ยๆ จนกลายมาเปน็ การทำ� บุญอายุกนั ในปจั จุบนั
อนึ่ง พิธีรับขวัญ (ท�ำขวัญ) บางครั้งกระท�ำกันหลังจากประสบภัยพิบัติ (อุบัติเหตุ) เม่ือรอดชีวีมา
ได้ก็จัดพิธีรับขวัญ ทั้งทางพิธีพราหมณ์และพิธีพุทธ หรือเกิดฝันร้ายแก่บุคคลใดก็จะท�ำพิธีรับขวัญ สะเดาะเคราะห์
ท�ำบุญใหท้ าน เพอ่ื เป็นการต่ออายุ (ชวี ิต) มกี ารปล่อยโค กระบือ และสตั วต์ ่างๆ เป็นตน้
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพ่อื ให้เกิดความเปน็ สิริมงคลแกผ่ ู้ประสบภัยและทารกผเู้ กดิ มา เพ่ือให้เกดิ
ความเชอ่ื มนั่ มีชีวิตท่ดี ีทา่ มกลางญาตๆิ และเพ่อื นบ้าน
- รูปแบบของพิธีการ มกี ารตั้งเครอ่ื งเซน่ ไหว้ส่ิงศักด์สิ ทิ ธ์ิ โดยพราหมณ์หรือผ้รู ู้ประกอบพิธีตามประเพณี
โบราณ และความเชอ่ื ท่ีมีอยู่ บางครง้ั มีพธิ ีเวียนแว่นโดยพ่อแม่ ญาติๆ ผูเ้ ขา้ ร่วมนัง่ ล้อมวงเวียน ๓ รอบ
- สถานทแ่ี ละบุคคลท่ีเกยี่ วข้อง ส่วนใหญจ่ ัดท�ำท่ีบ้าน มพี ราหมณห์ รือผูร้ ู้ทำ� พิธมี พี อ่ แม่ ญาตๆิ เขา้ ร่วมพธิ ี
- ความคล่ีคลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน เน่ืองจากในปัจจุบันจะหาพราหมณ์ผู้รู้ท�ำพิธีได้ยาก
พิธีจึงกลายเป็นการนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ประพรมน�้ำมนต์แก่เด็กหรือผู้ประสบภัย มีการถวายภัตตาหารแด่
พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนา เปน็ อนั จบพธิ ี
๒.๗ พิธีศพ เป็นพิธีจัดการศพ นอกจากจัดตามจารีตของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีพิธีที่แฝงไปด้วยความเชื่อ
วญิ ญาณ ท่ผี ูอ้ ยู่จะพงึ ท�ำให้ผู้จากไปใหไ้ ปส่สู คุ ตภิ พสวรรค์ ไมฝ่ ืนประเพณคี วามเช่อื ของคนโบราณ จงึ มีพธิ ีขนั้ ตอนหลายขน้ั
เช่น พิธีอาบน�้ำศพ ประดับตกแต่งศพ ท�ำโลงศพ ตั้งโลงศพ ก�ำหนดวันเผา ก่อนเผาจะต้องใช้น้�ำมะพร้าวล้างหน้าศพ
ก่อนน�ำศพออกจากบ้านสู่ฌาปนสถานจะต้องเตรียมข้าวบอก ท้งั น้ีเพอ่ื บอกทางไปสู่สุคตใิ นสมั ปรายภพ และท�ำให้ลกู หลาน
และญาติๆ อยู่กันอย่างสบายใจ ด้วยการท�ำตามประเพณีนิยมท่ีถูกต้อง มีพระสงฆ์หรือพราหมณ์ท�ำพิธีช่วยท�ำให้ถูกต้อง
ตามจารตี ดง้ั เดิม

83

- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพ่ือให้ผู้จากไปได้ไปสู่สุคติ และให้ผู้อยู่ซึ่งเป็นลูกหลานญาติอยู่กันอย่าง
สบายใจคลายความเศร้าโศก
- รปู แบบของพธิ กี าร มรี ปู แบบและพธิ กี รรมอยา่ งชาวพทุ ธ มกี ารจดั สถานทตี่ ามธรรมเนยี มพระพทุ ธศาสนา
มพี ระสงฆม์ าแสดงธรรมและสวดพระอภธิ รรมทกุ คำ�่ คนื วนั เผาศพมกี ารบงั สกุ ลุ ทอดผา้ บงั สกุ ลุ พระสงฆช์ กั ผา้ สว่ นพธิ พี ราหมณ์
ก็แฝงเขา้ มากมาย เช่น ตัง้ อาหารให้ผลู้ ่วงลบั ก่อนเคล่อื นศพมกี ารขอขมาศพ (ขออโหสิกรรม) จัดท�ำขา้ วบอกเพอ่ื ขอทท่ี าง
แกเ่ จา้ ทีเ่ สยี ก่อน เมอื่ เผาศพแล้วมกี ารเกบ็ อังคาร (เถา้ กระดกู ) ไปลอยนำ�้ คล้ายกบั ท่พี ราหมณ์ในอินเดยี นิยมท�ำ หรอื เกบ็ ไว้
บางสว่ นเพอื่ ท�ำบญุ อทุ ศิ ให้ทุกปีในเดือน ๑๐
- สถานท่ีและบุคคลท่ีเก่ียวข้อง จัดขึ้นท่ีบ้านหรือวัดอันเป็นสถานท่ีต้ังศพ ผู้ร่วมงานได้แก่ญาติๆ
และผ้ทู ีเ่ คารพนับถอื ผู้และญาติของผู้ล่วงลับ
- ความคล่ีคลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน ปัจจุบันมีเฉพาะพิธีทางพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังแฝงความเชื่อ
เรอื่ งของพราหมณ์อยู่บ้าง เช่น การเผาและการนำ� อังคาร (เถ้ากระดูก) ทีเ่ หลือไปลอยนำ้� ในทะเลหรือแม่น�้ำ

๓. พธิ มี งคลอื่นๆ

๓.๑ พิธีชุมนุมเทวดา เป็นพิธีที่ส�ำคัญอย่างหนึ่งที่พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีต้องจะอัญเชิญรับเครื่องบวงสรวง
(สังเวย) ในพิธตี า่ งๆ เช่น การต้ังศาลพระภมู ิ ขน้ึ บ้านใหม่ วางศิลาฤกษ์ ยกเสาเอก หล่อพระพุทธรูป เป็นตน้ เสรจ็ พิธีแล้ว
ผู้ท�ำพิธีจะต้องอัญเชิญเทวดากลับด้วย ถ้าเป็นเร่ืองของพราหมณ์ พราหมณ์จะเป็นผู้ประกอบพิธีก่อนเชิญเทพมาชุมนุม
จะมกี ารแกวง่ บัณเฑาะว์ อันหมายถงึ เชญิ พระอศิ วร (ศวิ ะ) เปา่ สังข์ อนั หมายถึงเชญิ พระนารายณ์ (วิษณ)ุ ย�ำ่ ฆอ้ งอันหมาย
ถงึ เชิญพระพรหม ต่อจากน้นั ผู้ทำ� พธิ จี ะอ่านโองการพร้อมเชญิ เทพมาชุมนมุ ณ มณฑลพิธี
สว่ นในพธิ ีสงฆ์ พระสงฆ์จะขัดสคั เค เชิญเทวดามาชุมนุมก่อนเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อเสร็จพธิ ีแลว้ ก็จะเชญิ
กลบั ดว้ ยพระคาถาทกุ ขปั ปัตตาจะนิททุกขา จนจบ
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพื่ออัญเชิญเทวดาทั้งหมดมาประชุมพร้อมกันเป็นสักขีพยานแก่เจ้างาน
ในการประกอบพธิ มี งคลต่างๆ และรับเคร่ืองบวงสรวง หากเป็นพิธีพุทธกเ็ ชญิ มาฟงั ธรรมพรอ้ มกบั ผู้มารว่ มงาน เพอื่ ใหเ้ กิด
สริ มิ งคลแก่เจ้าของงาน (เจ้าภาพ)
- รปู แบบของพธิ กี าร เมอ่ื ตงั้ ของบวงสรวงแลว้ ตอ่ จากนน้ั ผทู้ ำ� พธิ จี ะตอ้ งเชญิ เทวดา บางงานของพราหมณ์
ก็ขัดสัคเคคล้ายกับพระสงฆ์ และออกนามเทวดาที่เชิญมาชุมนุมด้วย เสร็จพิธีก็เชิญเทวดากลับด้วยบททุกขัปปัตตาจะนิท
ทกุ ขา พร้อมมีการย�่ำฆอ้ ง เปา่ สังข์ และแกวง่ บณั เฑาะว์ จนจบพิธี
- สถานทแี่ ละบคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ้ ง จดั ทวี่ ดั โบสถพ์ ราหมณ์ บา้ น สำ� นกั งานทเ่ี หมาะสม ผเู้ ขา้ รว่ มพธิ มี พี ราหมณ์
และผู้รู้พธิ ี เจา้ ภาพ ผู้ท่ีไดร้ ับเชิญจากเจ้าภาพเข้ารว่ มพิธี
- ความคลคี่ ลายของพธิ กี รรมในปจั จบุ นั การชมุ นมุ เทวดาจดั เปน็ เรอ่ื งสำ� คญั ของพธิ กี รรมตา่ งๆ ในศาสนา
พราหมณ์ แมใ้ นทางพระพทุ ธศาสนากม็ ีการชมุ นมุ เทวดาดว้ ย พระสงฆ์รปู ที่ ๒ (หรอื ๓) เรียกวา่ “ขัดสคั เค” ต่อจากน้ัน
ประธานสงฆ์จะน�ำสวดเจริญพระพุทธมนต์ไปตามล�ำดับจนเสร็จพิธี แต่ในพิธีพราหมณ์จะต้องเชิญมหาเทพทั้งสาม
คอื พระอศิ วร พระนารายณ์ และพระพรหม เมอื่ เสรจ็ พธิ จี ะนำ� นำ้� เทพมนตป์ ระพรมผมู้ ารว่ มงาน โดยพราหมณผ์ ปู้ ระกอบพธิ ี

84

๓.๒ พิธีท�ำขวัญเรือ เป็นพิธีท�ำความเป็นสิริมงคลแก่เรือ เพราะเรือคือยานพาหนะในการประกอบอาชีพ
ไม่ว่าจะเป็นการท�ำประมงและรับส่งผู้คน พร้อมท้ังสินค้าท่ีหมาย มีโอกาสเกิดอันตรายท�ำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ด้วยความเชื่อที่ว่าต้นไม้ทั้งที่ปลูกเองหรืออยู่ในป่า ล้วนมีเทพยดาประจ�ำอยู่ เรียกว่า “รุกขเทวดา” ดังนั้นเมื่อจะสร้างเรือ
จึงมีพิธีกรรมตั้งแต่ตัดไม้ในวันดี จะประกอบพิธีต่อเรือต้องดูฤกษ์ยาม ทั้งนี้เพ่ือให้เกิดสิริมงคลแก่เรือและเจ้าของเรือ
กอ่ นน�ำเรอื ลงน้ำ� ต้องมีพธิ ที �ำขวัญเรอื ทกุ ปี ชาวบ้านเรยี กวา่ “แม่ยา่ นาง” หรือผีผ้หู ญิงรักษาเรือ
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เพื่อใหเ้ กดิ สริ มิ งคลและความเช่อื มนั่ ทางจติ ใจ
- รูปแบบของพธิ ีการ จดั ทำ� บายศรแี ละเคร่ืองบวงสรวง (สังเวย) ตามพธิ ีของพราหมณ์
- สถานท่ีและบุคคลทเี่ กีย่ วข้อง จดั ทีบ่ า้ น เรอื หรือทา่ เรอื โดยมเี จ้าภาพ เจา้ ของเรือ มพี ราหมณ์หรอื ผูร้ ู้
รว่ มประกอบพิธี บางครง้ั ก็เชญิ ผใู้ หญ่ (แขก) มาร่วมงานดว้ ย
- ความคล่คี ลายของพิธกี รรมในปจั จุบัน ในอดตี มีพราหมณผ์ ูร้ ู้ประกอบพธิ ีพราหมณ์ ปจั จบุ ันเจา้ ของเรือ
ได้นิมนตพ์ ระสงฆ์มาประกอบพธิ ี มกี ารประพรมน้�ำพุทธมนตแ์ ก่เรือ
๓.๓ พิธีท�ำขวัญข้าว เป็นพิธีท�ำความเป็นสิริมงคลข้าว เพราะข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ดังน้ันจึงเป็นที่
จะต้องให้ความส�ำคัญแก่ข้าว และเรียกขานนามเทวดาว่า “แม่โพสพ” หรือ “พระแม่โพสพ” เพราะกว่าจะได้ข้าวมากิน
ต้องใช้แรงงานของคน วัวและควายในการไถ คราด หว่าน ปลูก ชักน�้ำเข้าชักน�้ำออกจากนา เพื่อท่ีจะได้ข้าวที่สมบูรณ์
ผลผลิตดี โดยเฉพาะท่ีนครศรีธรรมราชมีพิธีเก็บเก่ียวโดยใช้แกะเก็บรวงข้าวทีละรวง จากหลายๆ รวงมารวมกันเป็นเรียง
แลว้ หกั คอเรยี งผกู มดั ดว้ ยฟางขา้ ว แลว้ นำ� ขนึ้ ฉางเพอื่ เอาไวก้ นิ เหลอื กนิ กข็ าย การทำ� นามคี วามเสยี่ งตอ่ ภยั พบิ ตั ิ บางปฝี นแลง้
บางปนี ำ�้ มาก ดังนั้นเมอื่ ไดข้ า้ วมาแลว้ จึงรับขวัญขา้ ว เรยี กว่า “ท�ำขวัญขา้ ว” เพ่ือจะไดเ้ กบ็ เมล็ดพนั ธุ์ไวเ้ พาะปลกู ในตอ่ ไป
นอกจากนขี้ า้ วยงั นำ� มาใชใ้ นพธิ พี ราหมณเ์ พอื่ บชู าเทพเจา้ เชน่ ขา้ วเมา่ ขา้ วอวบ ขา้ วตอก ขา้ วออ้ ดงั นน้ั ขา้ วจงึ มคี วามสำ� คญั
ต่อพธิ กี รรมของพราหมณม์ าโดยตลอด
- ความมงุ่ หมายของพธิ กี รรม เพอ่ื ใหเ้ กดิ สริ มิ งคลแกช่ าวนา ทำ� ใหเ้ กดิ ความเชอ่ื มน่ั ทางจติ ใจ เปน็ การเทดิ ทนู
ข้าวประดุจเทพเจ้าผู้มีพระคุณย่ิง จึงให้นามว่า “พระแม่โพสพ” เป็นต้นทุนในการด�ำรงชีวิตที่จะขาดมิได้ ชาวนา
จึงตอ้ งประกอบพธิ ีกรรมนเ้ี พอ่ื ใหเ้ กดิ ความอดุ มสมบรู ณ์
- รูปแบบของพิธีการ มีการตั้งเครื่องบายศรีและอาหารสังเวยเทพ มีพราหมณ์หรือผู้รู้ประกอบพิธีกล่าว
บทท�ำขวญั ข้าว เชน่ “สิบนวิ้ ขา้ ขอไหว้ ขอเชญิ ท่านไท้เสด็จมาทุกแม่ ตาบุตรยายบตั ิ ตาสีพฒั น์ ยายพุทโธ ทา่ นน้นั รักษาอยู่
เปน็ ราชครทู ุกไร่นา โอมม่ัน แม่กมู ัน่ โอมคง แมก่ ูคง สทิ ธิปงั หลัง ประสิทธิ เม.”
- สถานทแี่ ละบคุ คลทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ทบ่ี า้ นหรอื นา ถา้ ทำ� รว่ มกนั กจ็ ะหาสถานทส่ี าธารณะ เชน่ ศาลา วดั เปน็ ตน้
บคุ คลที่มาคอื ชาวนาน�ำขา้ วใส่ภาชนะพร้อมด้วยของบูชามาประกอบพธิ รี ่วมกัน
- ความคลี่คลายของพิธีกรรมในปัจจุบัน มีการนิมนต์พระสงฆ์ไปท�ำพิธีมงคล เจริญพระพุทธมนต์
พรมนำ�้ พระพทุ ธมนต์แกช่ าวนา และข้าวทนี่ �ำมาในพิธี

85

๓.๔ พิธีสะเดาะเคราะห์ เป็นพิธีก�ำจัดผัดผ่อนเคราะห์ที่เป็นโทษให้กลายเป็นดี ลดอ�ำนาจของเคราะห์ภัยให้
บางเบาหรือกระทั่งหมดไปในท่ีสุด ทั้งหมดน้ีข้ึนอยู่กับพราหมณ์ผู้รู้ทางไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ (หมอท�ำนายทายทัก)
ตรวจดูวันเดือนปีเกิดเพ่ือทราบเทวดานพเคราะห์ จึงเป็นมูลเหตุให้เกิดการบูชาดาวนพเคราะห์ท้ัง ๙ ข้ึน จัดเป็นเรื่อ
งอาถรรพเวท (ไสยเวท) ของพราหมณเ์ ช่นกนั
- ความมงุ่ หมายของพิธีกรรม เพ่อื ป้องกนั เคราะห์ (ความชว่ั รา้ ย) ไม่ใหเ้ กดิ หรือทก่ี �ำลงั จะเกิดใหเ้ บาบาง
หายไป ให้เกดิ สริ มิ งคลและความม่นั ใจ
- รูปแบบของพิธีการ มีการท�ำเครื่องบวงสรวงเทพด้วยอาหารคาว-หวาน ผลไม้ โดยมีพราหมณ์หรือผู้รู้
ประกอบพิธี เพื่อส่ือสารกับเทพด้วยการกล่าวเชิญรับเคร่ืองบวงสรวง (สังเวย) เสร็จพิธีแล้วพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี
จะพรมน�้ำเทพมนตใ์ ห้ผูม้ เี คราะหแ์ ละผมู้ าร่วมงาน
- สถานท่ีและบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง ท่ีบ้านของผู้มีเคราะห์หรือสถานที่ที่เหมาะสม ผู้เข้าร่วมพิธีมีพราหมณ์
และผรู้ ู้ ตลอดถึงเจ้าภาพและผูเ้ ขา้ ร่วมงานที่ไดร้ บั เชิญ
- ความคลค่ี ลายของพธิ กี รรมในปจั จบุ นั ในปจั จบุ นั ผสู้ ะเดาะเคราะหจ์ ะนยิ มไปถวายสงั ฆทานแดพ่ ระสงฆ์
ในวดั ตา่ งๆ เน้นความสะดวก ถ้าทำ� พิธีแบบพราหมณ์กค็ งจะส้ินเปลืองมากมาย ยกเวน้ ผมู้ ีเคราะห์มที รัพย์พอที่จะประกอบ
พิธพี ราหมณ์
๓.๕ พิธีมหาร�ำลึก (บทมหาร�ำลึก) เป็นพิธีท�ำบัตรพลีบูชาเทพเจ้าผู้รักษาพ้ืนท่ี (บ้านเรือนท่ีดิน) ที่อยู่อาศัย
มคี วามเชอื่ วา่ สถานที่ (ทด่ี นิ ) ทกุ หนแหง่ มเี จา้ ทเี่ ปน็ ผรู้ กั ษาอยู่ เมอ่ื จะปลกู บา้ นหรอื ทำ� กจิ การอนั ใดในพนื้ ทน่ี น้ั ๆ ตอ้ งขออนญุ าต
เสียก่อน ถ้าหากไม่ขออนุญาตก็จะประสบภัยพิบัติ หากท�ำถูกต้องตามข้ันตอนพิธีแล้ว ส่ิงที่เป็นภัยพิบัติจะกลายดีได้ เช่น
ทำ� บัตรพลีบชู าพญานาค ขุดหลมุ เสาแรกสร้างบา้ น ต้งั ศาลพระภมู ิ ก่อนสรา้ งบา้ นจึงมกี ารขอสถานท่ตี อ่ เทพเจา้ ผู้ดูแลรักษา
ที่น้ันๆ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพราหมณ์หรือโหราจารย์ผู้ท�ำพิธีจะให้ค�ำแนะน�ำ เพ่ือเจ้าของสถานที่ได้เข้าอยู่อย่างมีความเชื่อมั่น
วา่ ครอบครวั จะอยเู่ ย็นเป็นสขุ
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เป็นความเชื่อว่าพ้ืนท่ีท้ังหลายมีผู้ครอบครอง มีเทพยดารักษามาก่อน
จงึ จำ� เปน็ ที่จะต้องขอสถานท่สี รา้ งบ้าน ทอี่ ยอู่ าศัย ปอ้ งกนั ภัยพบิ ตั ิทจี่ ะเกดิ มคี วามม่นั คงในชวี ติ ครอบครวั
- รปู แบบของพธิ กี าร มกี ารตง้ั บายศรี เครอ่ื งสงั เวยตามแบบพธิ ขี องพราหมณ์ โดยขอตอ่ เจา้ ท่ี เจา้ กรงุ พาลี
เสรจ็ พธิ มี กี ารรบั นำ�้ เทพมนต์จากพราหมณ์
- สถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบพิธีท่ีบ้าน มีพราหมณ์หรือผู้รู้ท�ำพิธี มีเจ้าของบ้าน ญาติๆ
และผ้ไู ดร้ บั เชิญเขา้ รว่ มพธิ ี
- ความคลค่ี ลายของพิธีกรรมในปัจจุบนั ก็ยังมพี ิธีพราหมณ์หรอื ผู้มาประกอบพธิ ี แต่เพือ่ ใหเ้ กดิ ความเชื่อ
ม่ันมากข้นึ เจ้าบา้ นมักนมิ นตพ์ ระสงฆม์ าประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา

86

๓.๖ พิธลี งยันต์ เป็นพธิ เี ขียนหรอื สลักภาพแผนภูมิหรืออกั ษรคาถา ในอดตี มีสองแบบคอื
๑) แผนภูมหิ รอื แผนผงั ซึ่งเช่ือกันวา่ มอี ำ� นาจลกึ ลับแฝงอยู่ ส่วนมากแลว้ มักสลักบนแผน่ โลหะ เช่น ตะกั่ว
ทองเหลอื ง หรือวาดลงบนผา้ มรี ปู รา่ งแตกต่างกนั ไป รูปอกั ขระเป็นอกั ษรขอม
๒) คาถาสำ� หรับเสกลงไปในวัตถุตา่ งๆ เพือ่ ใช้เป็นเครอื่ งรางของขลัง
- ความมุ่งหมายของพิธีกรรม เป็นเรื่องของความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณและอ�ำนาจลึกลับเพ่ือให้เกิดความ
มน่ั ใจ เปน็ เกราะปอ้ งกันภัยให้กบั ผศู้ รัทธาในวตั ถุน้นั ๆ
- รูปแบบของพิธีการ ผู้ศรัทธาจะเข้าไปหาเจ้าส�ำนักหรือเจ้าพิธีเพ่ือแสดงตนเป็นศิษย์แล้วรับวัตถุมงคลท่ี
ตนเชอื่ มาประดบั ตนและมักจะได้รับคำ� แนะน�ำในการปฏิบัตติ นใหถ้ กู ต้องตามกฎกติกาทีเ่ จ้าส�ำนกั ตงั้ ไว้
- สถานทแี่ ละบคุ คลทเี่ กยี่ วขอ้ ง จดั ท่ีวัด บา้ น หรือสำ� นกั ของอาจารย์ ผรู้ ่วมพิธีคอื ผ้สู มคั รเปน็ ศษิ ย์
- ความคลคี่ ลายของพธิ กี รรมในปจั จบุ นั พธิ ลี งยนั ตใ์ นอดตี มพี ระสงฆป์ ระกอบพธิ ใี หแ้ กท่ หารเพอ่ื เปน็ ขวญั
กำ� ลังใจอย่างในสมยั อยุธยา ปจั จุบนั กย็ งั มอี ย่บู ้างแตม่ เี จ้าสำ� นกั จัดตงั้ ประกอบพิธสี ักยันต์ และลงยันต์กนั มากโดยนยิ มสักท่ี
บางคนสักเพ่ือความสวยงาม บางคนสักเพือ่ ศรทั ธา

ความเชื่อของพราหมณใ์ นจงั หวดั นครศรธี รรมราช

ชาวอินเดียผู้ได้อพยพเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคาบสมุทรไทยตั้งแต่โบราณ มีการสืบเช้ือสายมา
จนถึงปจั จุบัน พราหมณเ์ หลา่ นี้เขา้ มาอาศยั อยู่นานจนมสี ถานะเป็นคนไทย ทัง้ เชือ้ ชาตแิ ละสัญชาติ เพยี งแต่ ชาติพันธ์เุ ดมิ
เป็นชนชาติอินเดยี เท่านัน้ โดยเฉพาะพราหมณ์ในเมอื งนครศรีธรรมราชได้ถูกกลนื เขา้ กบั วัฒนธรรมเดมิ และเรียกตดิ ปากวา่
“พราหมณ์เมืองนครฯ” คล้อยตามความเช่ือที่มีอยู่เดิมของคนท้องถ่ิน ได้รวมผสมผสานกับพระพุทธศาสนา จนกลาย
มาเปน็ พราหมณพ์ ทุ ธ แตก่ ย็ งั ไมท่ งิ้ ศาสนกจิ ของความเชอ่ื ในองคเ์ ทพเจา้ ทสี่ ำ� คญั อาทิ พระอศิ วร (ศวิ ะ) พระวษิ ณุ (นารายณ)์
พระพรหม และยงั มเี ทพธรรมชาติ เชน่ พระวรณุ พระอคั นี พระคงคา พระธรณี อกี ทงั้ ความเชอ่ื เรอื่ งกรรมในพระพทุ ธศาสนา
และความเชื่อเรอื่ งไสยศาสตร์ หรือเวทยม์ นตค์ ณุ ไสยในศาสนาพราหมณ์ มาผสมผสานกนั กัน เพ่อื ให้เกดิ โชคลาภแกผ่ ้ทู �ำพธิ ี
และทำ� คณุ ไสยใหเ้ กดิ แกศ่ ตั รู ผมู้ ชิ อบใหเ้ กดิ เภทภยั ซง่ึ พธิ เี หลา่ นน้ี า่ จะหมายถงึ อาถรรพเ์ วท อนั เปน็ พระเวทที่ ๔ ของพราหมณ์
ทีย่ ังมอี ยู่ในนครศรธี รรมราชมาตลอดจนถงึ สมัยปจั จบุ ัน ความเช่อื ของพราหมณ์ในนครศรธี รรมราชมดี งั น้ี
๔.๑ ความเชอื่ เกี่ยวกับเทพเจา้ ความเชอื่ นปี้ รากฏในหลกั ฐานศลิ าจารกึ ๓ หลักตอ่ ไปน้ี
๑) จารกึ หบุ เขาช่องคอย กล่าวถึงพระสวามขี องนางวิทยา (คือพระอศิ วร) กล่าวถงึ เทพเจ้าแหง่ ป่า
๒) จารกึ วดั มเหยงคณ์ กลา่ วถงึ คณะพราหมณพ์ ระอคั สตมิ หาตมนั หมายถงึ คณะพราหมณท์ ม่ี ี พระอคสติ
มหาตมัน หมายถึงผ้นู �ำคณะพราหมณ์ทไี่ ด้รับยกยอ่ งวา่ เป็นมหาตมะ (ผู้มีใจสงู )
๓) จารึกวดั หัวเวียงเมืองไชยา กล่าวถึงพระอาทิตยแ์ ละพระจันทร์ซึ่งเปน็ เทพเจา้ พระอาทติ ย์ หมายถงึ
พระวษิ ณุ พระจันทร์หมายถงึ พระศิวะ

87

นอกจากนี้พราหมณ์นครศรีธรรมราช ยังได้บูรณาการองค์เทพตรีมูรติไว้ในรูปของศิวลึงค์ กล่าวคือส่วนยอดสุด
เป็น “รุทธภาค” หมายถงึ พระศิวะ สว่ นกลางมี ๘ เหลยี่ มเปน็ “วษิ ณภุ าค” หมายถึงพระนารายณ์ ส่วนล่าง ๔ เหลี่ยม
เปน็ “พรหมภาค” หมายถงึ พระพรหม นอกจากนย้ี งั ไดใ้ ชฐ้ านโยนโิ ทรณะ หมายถงึ อติ ถลี งึ คข์ องพระนางอมุ า อนั เปน็ ลทั ธศิ กั ติ
ซึ่งยังปรากฏอย่ใู นนครศรีธรรมราชเปน็ จำ� นวนไม่นอ้ ย
กอ่ นทจ่ี ะประกอบพธิ กี รรมทกุ ครงั้ กจ็ ะมกี ารอญั เชญิ เทพเจา้ เรยี กวา่ “ชมุ นมุ เทวดา” ชาวบา้ นเรยี กวา่ “ขดั สกั เค”
เปน็ การอญั เชญิ เทพเจา้ ประจำ� ทศิ ทง้ั แปดมาประชมุ ในมณฑลพธิ ี สำ� หรบั พราหมณใ์ นเมอื งนครศรธี รรมราชจะอญั เชญิ เทพเจา้
สงู สดุ ในศาสนาพราหมณ์ พบวา่ ผปู้ ระกอบพธิ จี ะนบั ถอื พระอศิ วร (ศวิ ะ) มากทสี่ ดุ รองลงมาคอื พระนารายณ์ และพระพรหม
ในพิธีอัญเชิญจะใช้เคร่ืองดนตรีสามชิ้นมาประกอบพิธี คือบัณเฑาะว์ สังข์ และฆ้อง การบรรเลงเครื่องดนตรีทั้งสาม
มีความเช่ือแฝงอยู่ กล่าวคือการแกว่งบัณเฑาะว์หมายถึงการบูชาพระอิศวร การเป่าสังข์หมายถึงการบูชาพระนารายณ์
การย�่ำฆ้องหมายถึงการบชู าพระพรหม ดังน้นั บัณเฑาะว์ สังข์ และฆ้องจงึ ตอ้ งมีในพธิ กี รรมอญั เชญิ เทพเจา้

การแห่นางดาน (แห่นางกระดาน) และโล้ชิงชา้ ทีห่ อพระอศิ วร

88

ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีหอเทพเจ้าท่ีประดิษฐานสัญลักษณ์ของเทพสามแห่งคือ หอพระอิศวร (ไศวนิกาย)
หอพระนารายณ์ (ไวษณพนกิ าย) และโบสถพ์ ราหมณซ์ งึ่ ประดษิ ฐานตรมี รู ติ และเปน็ สถานทบ่ี วชพราหมณเ์ พอ่ื สบื วงศพ์ ราหมณ์
เฉพาะทหี่ อพระอศิ วรมเี สาชงิ ชา้ สำ� หรบั ใชพ้ ธิ โี ลช้ งิ ชา้ ในพธิ ตี รยี มั ปวาย เสาชงิ ชา้ ดงั กลา่ วเปน็ สญั ลกั ษณซ์ ง่ึ หมายถงึ พระบาท
ทง้ั สองของพระอศิ วรทห่ี ยอ่ นลงมา เพอื่ ตรวจตราทดสอบความแขง็ แรงของพน้ื โลก ในการโลช้ งิ ชา้ แตล่ ะปกี ำ� หนดใหน้ าลวิ นั
เป็นผู้โลค้ ราวละ ๓ กระดาน กระดานละ ๔ คน (รวม ๑๒ คน) หากการโล้เป็นไปอย่างราบร่ืน (ไมห่ กั ไม่ลม้ ) กถ็ อื ว่าพนื้ โลก
ยงั แขง็ แรง สามารถรองรบั นำ้� หนกั ของบ้านเรือนส่งิ ก่อสร้างต่อไปไดอ้ กี ปหี น่งึ
๔.๒ ความเชอ่ื เกีย่ วกบั วญิ ญาณและขวญั
ค�ำว่า “วิญญาณ” หมายถึงส่ิงที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในร่างกายยามมีชีวิต แต่เม่ือตายลงก็จะออกจากกายผู้นั้น
ล่องลอยไปหาท่เี กิดใหม่ วิญญาณจึงสมั พันธ์กบั ชวี ิตมนษุ ย์ก่อนตาย คือหากว่าผตู้ ายเปน็ ผู้ทำ� ความดี เม่ือตายไปแลว้ ก็ได้รับ
การยกย่องให้เป็นเจ้าแม่เจ้าพ่อ หากเป็นผู้ท�ำความช่ัว เม่ือตายไปก็อาจเป็นผีร้ายก็ได้ ต้องสร้างที่อยู่ให้เรียกว่า “ศาล”
ดังนั้นเมื่อผู้ใดเสียชีวิต ผู้เกี่ยวข้องจึงมักจะท�ำทุกวิถีทางเพ่ือป้องกันวิญญาณ โดยอุทิศส่วนบุญกุศลให้วิญญาณผู้ตาย
นอกเหนอื ไปจากความจำ� เปน็ อยา่ งอ่ืน ความเชือ่ เรอื่ งวิญญาณ และเรือ่ งเก่ียวกบั อ�ำนาจต่างๆ หลังจากร่างกายอันเปน็ วัตถุ
ไดส้ ลายไป โดยทวั่ ไปพลงั อำ� นาจทเ่ี หนอื วตั ถมุ สี องลกั ษณะ คอื มรี ปู รา่ งเปน็ ตวั เปน็ ตนตามความคดิ ของมนษุ ย์ เรยี กวา่ เทพเจา้
เทวดาประจ�ำทอ้ งถน่ิ เทวดาประจำ� เมอื ง และอ�ำนาจทอ่ี ย่เู หนือธรรมชาตซิ งึ่ รวมถึงวญิ ญาณดว้ ย
ส่วนค�ำว่า “ขวัญ” หมายถึงผมหรือขนท่ีขึ้นเวียนเป็นก้นหอย หรือสิ่งท่ีไม่มีตัวตนแต่มีอยู่ประจ�ำชีวิต
ของคนต้ังแต่เกิด เชื่อกันว่าขวัญอยู่กับตัวก็จะเป็นสิริมงคลและช่วยให้จิตใจม่ันคง นอกจากมีประจ�ำบุคคลแล้ว ส่ิงอื่นท่ีมี
ความสำ� คัญกถ็ อื ว่ามีขวัญประจำ� ด้วย เชน่ ขวญั บา้ น ขวัญเมอื ง ขวญั ขา้ ว ขวัญช้าง ความเชอ่ื ในเรอื่ งขวัญเปน็ ความเชอื่ หน่ึง
ทอี่ ยใู่ นวถิ ชี วี ติ ชาวนคร มกี ารถอื ปฏบิ ตั อิ ยหู่ ลายเรอ่ื งเชน่ “การทำ� ขวญั เรอื ” กเ็ พอื่ เรยี กขวญั ไมท้ น่ี ำ� มาทำ� เรอื คอื “แมย่ า่ นาง”
ให้ช่วยมาคุ้มครองเจ้าของเรือ เพ่ือให้ท�ำมาหากินสะดวกและเจริญรุ่งเรือง “การท�ำขวัญ” คือการบูชาพระแม่โพสพ
“การท�ำขวัญปีใหม่” คือน�ำเครื่องมือเคร่ืองใช้ เช่น ครก สากไปแช่น�้ำในวันส้ินปี เช่ือกันว่าสิ่งเหล่าน้ีต้องการพักผ่อน
ซ่ึงแท้ที่จรงิ แล้วอาจถือได้ว่านคี่ อื กุศโลบายถนอมรักษาเคร่อื งใช้สอยในบ้านเรอื นของตน
บรรพชนในนครศรีธรรมราชมคี วามปรารถนาใหพ้ ระมหาธาตุเจดยี ์ยนื ยงอยา่ งมนั่ คงถาวร จึงสรา้ งเทพข้ึน
พทิ กั ษช์ อื่ วา่ “ทา้ วขตั ตคุ ามรามเทพ” ในสมยั รชั กาลที่ ๔ สรา้ งเทพรกั ษาเศวตฉตั รและพระนคร ชอ่ื วา่ “พระสยาม เทวาธริ าช”
หากเทียบกับชาวบ้านก็คือการสร้างผีบ้านผีเรือน สร้างศาลพระภูมิเจ้าท่ีไว้ไหว้บูชา เพ่ือให้ผู้บูชามีขวัญก�ำลังใจอบอุ่นใจ
วา่ มีเทพคอยพทิ ักษร์ กั ษาแล้ว
กลา่ วโดยสรปุ ทง้ั วญิ ญาณและขวญั ตา่ งเปน็ “นามธรรม” ซงึ่ เปน็ ความเชอ่ื ในทส่ี อดคลอ้ งกบั ศาสนาพราหมณ์
ในคัมภีร์ที่ ๔ (อาถรรพเวท) และความเชื่อท่ีว่าสรรพส่ิงท้ังหลายเม่ือสลายแล้วซึ่งจะได้กลับไปอยู่กับพระพรหม
เพราะพระพรหมเปน็ ผู้สรา้ ง ดังนน้ั เมือ่ สลายดบั ไปก็กลบั ไปอยกู่ ับผสู้ รา้ งเดิม

89

นาลวี นั กำ� ลงั โลช้ งิ ช้าท่ีหอพระอิศวร

๔.๓ ความเช่อื เรื่องไสยศาสตร์
เปน็ ความเช่อื เกา่ ทมี่ ีอยใู่ นนครศรธี รรมราช คือเรอื่ งผบี ้านผีเรือน เรือ่ งธรรมชาติ (เชน่ ดวงดาว นำ้� ดิน ลม
และไฟ) ต่อมาแนวคิดเรอ่ื งเทพเจา้ ที่พราหมณ์นำ� มาเผยแพร่ ท�ำให้ชาวนครน้ยี อมรบั ด้วยเกดิ ความศรัทธา ตอ่ มาเปลี่ยนมา
เปน็ การยอมรับ เชน่
๑) การยอมรับอ�ำนาจธรรมชาตทิ ม่ี ตี วั ตน ไดแ้ ก่ เทพเจ้าตา่ งๆ รูปเคารพ
๒) การยอมรบั เร่อื งวญิ ญาณ หรอื อาตมนั ตามหลกั ศาสนาพราหมณ์วา่ ด�ำรงอยไู่ ด้หลงั จากวตั ถุสลาย
ความเชื่อเร่ืองกรรม การเกิดใหม่ ชาติน้ี ชาตหิ นา้ และพลังอำ� นาจที่ไม่มีตัวตน (มองไม่เหน็ )
๓) การยอมรับอำ� นาจท่สี ูงกวา่ ดว้ ยเวทมนตค์ าถา ซงึ่ บงั คับให้เปน็ ไปตามความประสงค์
ท้ังสามอย่างน้ีมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เรื่องไสยศาสตร์เป็นลักษณะข้อท่ีสาม คือการใช้เวทมนตร์
คาถาทัง้ ทางตรงและทางออ้ ม ความเช่ือในเรือ่ งพลังอำ� นาจทม่ี อี ยู่ในเครื่องรางของขลัง ทงั้ ท่เี กดิ ตามธรรมชาติ และเกิดจาก
การปลกุ เสกเวทมนตรค์ าถาเขา้ ไป ความเชอื่ เรอื่ งโชคลาง ซง่ึ มคี วามสมั พนั ธก์ บั บคุ คล สถานทแี่ ละเวลา กลา่ วไดว้ า่ ไสยศาสตร์
เปน็ เรอ่ื งของการใชอ่ ำ� นาจ เวทมนตถ์ าคา และพลงั อำ� นาจเหนอื ธรรมชาตทิ มี่ อี ยแู่ ลว้ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ เพอ่ื ปอ้ งกนั เพอ่ื รกุ ราน
เพื่อความเจริญรุ่งเรือง ไสยศาสตร์น่าจะเป็นรูปแบบของความเช่ือในศาสนาพราหมณ์ตามคัมภีร์ท่ี ๔ คืออาถรรพเวท

90

วิวัฒนาการมาจนถึงยุคตันตระ ซ่ึงเจริญในเบงกอลตะวันออก ต้ังแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา เป็นความเชื่อ
ในเรื่องเคราะห์ เชื่อว่าส่ิงเหล่านี้เกิดจากอ�ำนาจภายนอก ถ้าไม่ประกอบพิธีให้ถูกต้องตามเวลา สถานที่ และทิศทาง
ก็จะเกดิ เหตรุ า้ ยตา่ งๆ แก่ตนได้
๔.๔ พธิ กี รรม
จากอิทธิพลความเชอื่ ของศาสนาพราหมณท์ ปี่ รากฏ จงึ ท�ำให้มีการประกอบพธิ กี รรมต่างๆ ที่เก่ยี วกับเรอ่ื ง
ความเช่ือเหล่าน้ีควบคู่กัน โดยพราหมณ์มีบทบาทส�ำคัญในการประกอบพิธีกรรม เฉพาะพิธีกรรมของพราหมณ์
นครศรธี รรมราชในสมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช มหี ลกั ฐานพระบรมราชโองการใหพ้ ระมหาราชครแู ละพระยาโกษาธบิ ดี
มีตราบอกให้แกเ่ จา้ เมอื ง ผู้รง้ั เมือง และกรมการเมืองนครศรธี รรมราช ใหป้ ระกอบพิธกี รรม ๑๘ พธิ คี ือ
๑) พธิ ีจองต้ังเปรียงสาดโคม (จองเปรยี ง ชักโคม-ลอยโคม ขอขมาพระคงคา)
๒) พธิ ีตรยี มั พวาย
๓) พิธตี รปี วาย
๔) พิธยี กประตูเมืองท้ัง ๙
๕) พิธีท�ำภลมินลงบาคา่ ยปากนำ้�
๖) พิธตี ง้ั พระหลักเมือง
๗) พิธีทำ� อบุ าทว์เมือง (ทำ� พธิ ขี บั ยักษห์ รอื สวดภาณยักษ)์
๘) พธิ ีสรงสนาน
๙) พิธีฝงั หลกั ข้างโรง
๑๐) พธิ ีเบกิ โขลนทวาร
๑๑) พธิ เี บกิ ไพร
๑๒) พิธที อดเชือก
๑๓) พธิ ดี ามเชอื ก
๑๔) พิธสี ระหวั ชา้ ง
๑๕) พธิ สี ดู เมฆใหฝ้ นตก (พธิ ีขอฝนหรือพธิ พี ริ ุณศาสตร์)
๑๖) พิธีสรุ ยิ อปุ ราคา (สุรยิ ปุ ราคา)
๑๗) พธิ ีท�ำของหมอควาญ
๑๘) พธิ ีท�ำหมอควาญ คงคราวยะ (หมอชา้ งนำ� ชา้ งลงอาบนำ้� )

91


Click to View FlipBook Version