The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือชาติพันธุ์_

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-10-02 10:17:15

คู่มือชาติพันธุ์_

คู่มือชาติพันธุ์_

Keywords: คู่มชาติพันธ์ุ

ชนเผ่าปลงั มีภาษาพดู ทถี่ ่ายทอดกนั มาแตไ่ มม่ ภี าษาเขียนของตนเอง
และการสอื่ ภาษามกั จะใช้ภาษาลาหเู่ ป็ นภาษากลาง ดงั นนั ้ คนลาห่จู ึงสามารถ
พดู คยุ สอ่ื สารกบั ชาวปลงั ได้ และเนื่องจากความเป็ นชนเผ่าเลก็ น้อยทาให้ชาว
ปลงั มีปัญหาในการรักษาวฒั นธรรมและภาษาของตน
ศำสนำและควำมเช่อื ของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ุ

เริ่มแรกชาวปลังเช่ือในผีเจ้ าป่ าเจ้ าเขา ผีบ้ านผีเรือน เม่ือเกิด
เจบ็ ป่ วยขนึ ้ ผ้ทู ่ีจะชว่ ยได้คอื หมอผี และบางครัง้ หมอผีก็เรียกร้องข้าวสาร เงิน
ทองทาให้เป็ นภาระของชาวบ้าน เพราะทงั ้ ๆ ท่ีชาวบ้านไม่มีจะกินจะด่ืมก็ต้อง
หาสงิ่ ต่างๆ ทีห่ มอผีบอก มีการเซ่นไหว้ขอขมาเจ้าป่ าเจ้าเขาที่ได้เปลย่ี นไปทา
ให้หลายครงั ้ กเ็ กิดความสบั สนในความเชื่อดงั ้ เดิมของตนเองและวิธีกรรมทาง
ศาสนาของพทุ ธ และเมื่อประมาณร้อยปี ที่ผ่านมาชาวปลังคนแรกก็ได้นบั ถือ
คริสตศาสนาและหลงั จากนนั ้ เป็ นต้นมาก็มีชาวปลังท่ีนบั ถือศาสนาคริสต์เพ่ิม
มากขนึ ้

178

พิธีกรรมสำคัญของกลุ่มชำติพันธ์ุปลัง ชาวปลังบางหมู่บ้านยังมีการใช้
กลองมโหระทึกเรียกว่า “กลองกบ” ซึง่ ใช้กนั ในกล่มุ ของปลงั โล โดยจะใช้ใน
ตอนเดือน 6-7 (เมษายน-พฤษภาคม) อนั เป็ นช่วงเวลาท่ีจะ “ใส่ข้าว” หรือ
หยอดข้าวในไร่ เพ่ือเป็ นการขอฝนให้ตกแต่พอเหมาะ

ชาวปลงั มีความเชื่อเร่ืองขวญั โดยเชื่อว่าในร่างกายของคนหนึง่ คนมี
จิต 32 จิต หรือขวญั 32 ขวัญ ทาให้เม่ือเวลาเกิดเหตุไม่ดีจะมีพิธีเช่นพิธีเรียก
ขวญั ตวั อย่างเช่น ถ้าเด็ก ๆ ไม่สบายไม่หายสกั ทีจะต้องทาพิธีเรียกขวัญ คน
แก่ถ้าไมส่ บายกต็ ้องเรียกเช่นเดียวกัน ด้วยความเชื่อเร่ืองขวัญ ทาให้ชาวปลงั
ไมเ่ ช่อื ว่า “วญิ ญาณ” เป็ นเรื่องทีม่ จี ริง

ประเพณแี ละเทศกำลสำคัญของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ุปลงั

มีหลายประเพณีท่ีไม่ปรากฏพบว่ามีหลายเดือนไม่มีงานประเพณีที่
ทาเป็ นประจา

เดือนกรกฎาคม ประเพณีเข้าพรรษา

เดือนตลุ าคม ประเพณอี อกพรรษา

เดอื นเมษายน ประเพณสี งั ขารปี ใหม่

เดือนพฤศจกิ ายน ประเพณกี นิ ข้าวใหม่

179

งำนฝี มือ ตะกร้ าไม้ ไผ่ เข่งไม้ ไผ่ มีด ขวาน เคียว เหล่านีเ้ ป็ นอุปกรณ์
การเกษตรทจี่ าเป็ นและสาคญั ทท่ี กุ ครัวเรือนมี สว่ นอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็ นเหล็ก
นนั ้ ก็มีช่างตีมีด ขวานและเคยี วประจาหมบู่ ้าน

กิจกรรมท่เี ข้ำไปในชมุ ชน กิจกรรมการเรียนรู้วิถชี ีวิตของชาวปลงั
กิจกรรมการการเรียนรู้ภาษา-วฒั นธรรมชมุ ชน

180

181

ชนชาตพิ นั ธ์ุ ลาวแง้ว

ประวัตคิ วำมเป็ นมำชนเผ่ำลำวแง้ว

ลาวแง้วน่าจะถูกกวาดต้อนมาพร้อมกับกลมุ่ ลาวจากหวั เมืองแถบ
หลวงพระบาง เดินทางมาจากลาวในช่วงเหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ ศึกเจ้า
อนวุ งศ์เกิดขนึ ้ ๒ ครัง้ คือ พ.ศ. ๒๓๗๑ และ ๒๓๗๓ รัชกาลที่ ๓ สงั่ เผาเมือง
เวียงจนั ทน์ แล้วต้อนผ้คู นมายงั พระนครหลายระลอกเป็ นจานวนมาก มากจน
มีคากลา่ ววา่ กวาดลาวมาครึง่ ประเทศ ความรู้สกึ นนั ้ ยังถกู ถ่ายทอดส่ลู กู หลาน
ลาวจนปัจจบุ นั กล่มุ คนลาวถกู กวาดต้อนมาด่ังเชลยศกึ มีทงั ้ กลมุ่ พวนและไท
ดาเดนิ ทางมาด้วย

เม่ือครัง้ สมยั อยุธยาที่มีการกวาดต้อนผ้คู นมาจากท่ีต่าง ๆ ก็ไม่ได้
จาแนกคนทถ่ี กู กวาดต้อนมาว่าเป็ นคนกลมุ่ ใด เรียกรวม ๆ ว่า ลาว ซ่งึ เป็ นการ
เ รี ยกที่ ดูถูก ห มายถึง คน ที่ อ ยู่ ท างเ ห นื อ หั วเ มือ ง ภ าคเ ห นื อ แ ล ะ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ เช่น เชียงใหม่ หลวงพระบาง จาปาศกั ด์ิ เรื่อยไปถึงสิบ
สองจไุ ท กลมุ่ ไทดา ลาว ซง่ึ สว่ นใหญ่พดู ภาษาไท-ลาว

จนกระท่งั ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ คนลาวถูกกวาดต้อนยกครัวมาอีก
ระลอก ให้อย่นู อกพระนครทางานเป็ นไพร่หลวงต้องส่งส่วยให้ราชสานัก มีการ
กวาดต้อนผ้คู นจากเชียงแสนเข้ามาอย่รู อบ ๆ พระนคร ไพร่ฟ้ าข้าแผ่นดินท่ี
เดนิ ทางมาสว่ นใหญ่เป็ นกลมุ่ ลาวพวน แตจ่ ะมีกลมุ่ อ่นื ปะปนมาบ้าง

182

แหล่งท่ีอยู่อำศัยปัจจุบันของชำวลำวแง้ว ในปัจจุบนั กล่มุ ลาวแง้วตงั ้ ถ่ิน
ฐานอย่ใู นเขต อาเภอเมือง อาเภอบ้านหม่ี และอาเภอโคกสาโรง จงั หวัดลพบรุ ี
มากทสี่ ดุ นอกนนั ้ กเ็ ป็ นกลมุ่ ท่ีอย่ดู ง่ั เดิมคือในตาบลทองเอน อาเภออินทร์บรุ ี
จงั หวดั สงิ ห์บุรี ซงึ่ มีชาวลาวแง้ว อย่เู กือบทัง้ ตาบลแล้ว ในเขตวัดม่วง วัดโพธิ์
ศรี ตาบลอินทร์บุรี อาเภออินทร์บรุ ี มีคนเชือ้ สายลาวแง้วอาศัยอย่มู ากด้วย
เชน่ กนั นอกจากนีย้ งั มีท่วี ดั ทา่ อฐิ วดั เกาะแก้ว วัดต้มุ หู บางโฉมศรี ตาบลชีนา้
รายอาเภออินทร์บุรี และ แถบตาบลบ้านสิงห์ วัดสาธุ ตาบลโพงพางเสือ
อาเภอบางระจัน ก็มีลาวแง้วอาศัยอยู่ สว่ นใน เขตตาคลี จงั หวัดนครสวรรค์
และอาเภอชยั บาดาล จงั หวดั ลพบรุ ีก็มบี ้าง

กำรแต่งกำยของกล่มุ ชำติพันธ์ุลำว
แง้ว ด้วยไม่มีการบนั ทกึ อย่างชดั เจน
ถึงการแต่งกายของชาวลาวแง้ วใน
เอกสารประวตั ศิ าสตร์ทาให้ไม่สามารถ
ระบุได้อย่างแน่ชัด แต่จากคาบอกเล่า
ถึงความยากลาบากในการเดินทาง
อพยพมาของบรรพบุรุษลาวแง้ว ในช่วงขณะสงครามและจังหวะท่ีถูกกวาด
ต้อน ชาวบ้านสว่ นใหญ่กาลงั ดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั ตามปกตอิ ยู่ ทาให้ไม่มีเวลา
เกบ็ ข้าวของ หรือเตรียมตวั เดนิ ทางมายงั สยาม แต่ในปัจจบุ นั ชาวลาวแง้ว บ้าน
ทองเอนได้ออกแบบและรณรงค์ให้การแต่งกาย โดยน่งุ ซ่ินและพาดสไบ จาก
ผ้าท่ีทอด้วยลวดลายแบบลาว

183

อำหำรของกล่มุ ชำติพันธ์ลุ ำวแง้ว ชาวลาวแง้วปัจจบุ นั สว่ นใหญ่รับประทาน
อาหารเหมือนคนไทยภาคกลาง และด้วยการตงั ้ บ้านเรือนอย่รู ิมนา้ จึงมีการ
ถนอมอาหารโดยเฉพาะการทาปลาร้า ปลาส้ม และทุกมือ้ ต้องมีเมนู นา้ พริก
ผกั สด ผกั ต้ม เป็ นหลกั
ภำษำท่ีใช้พูดและเขียน ตระกลู ภาษาไท-กะได กลมุ่ ตะวันตกเฉียงใต้ ลาว
แง้วทองเอนมีแต่ภาษาพูดไม่มีตัวเขียน ลกั ษณะเสียงจะแปร่ง ชาวลาวแง้ว
ตาบลทองเอนใช้ภาษาแง้ว ในการติดต่อกบั คนกลมุ่ เดียวกัน แต่ถ้าพูดกับคน
ตา่ งกลมุ่ จะใช้ภาษาไทยกลาง
วฒั นธรรมของชำวลำวแง้ว

สว่ นใหญ่ลาวแง้วที่อย่ภู าคกลางมักทาการเกษตร โดยเฉพาะทานา
ปลกู ข้าว พืน้ ที่ทานาถกู ปรับพฒั นาอย่เู ป็ นระยะอย่างต่อเนื่อง จากอดีตมีการ
สง่ สว่ ยให้รัฐเพราะเป็ นเชลยศกึ สงคราม ต่อมารัฐมีการพัฒนาพืน้ ท่ีภาคกลาง
ทาระบบชลประทาน เพ่อื อานวยการปลกู ข้าวของราษฎร

184

ดนตรีและศิลปะกำรแสดงของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ุ
ชาวลาวแง้วเป็ นคนร่าเริง ชอบสนุกสนานและเล่น รวมกนั เป็ นกล่มุ

ในงานวนั สาคญั เทศกาล ตลอดจนงานประเพณีต่างๆ ที่ เป็ นเอกลกั ษณ์ คือ
การ ท าบญุ และการแห่ข้าวพันก้อน การท าบุญวนั สารท (ท่ีทาในวนั เพ็ญ
กลางเดือนสิบ เรียกว่า สารทลาว ) เป็ นต้น สว่ นการเล่นการแสดงท่ีเป็ นอัต
ลกั ษณ์และได้ฟื ้นฟูขนึ ้ ในปัจจบุ ันนี ้ เช่น การฟ้ อนงอบ การฟ้ อนเลบ็ และการ
เลน่ เพลงลาวแง้วไปท่งุ เป็ นต้น

ศำสนำและควำมเช่อื ของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ลุ ำวแง้ว
ลาวแง้ว สว่ นใหญ่ลาวแง้วจะนบั ถอื ผีตาป่ ู (ไทยอีสานจะเรียกผีป่ ตู า)

ผตี าป่ เู ป็ นผีดีคอยค้มุ ครองสมาชิกในหม่บู ้าน หากชาวบ้านเกิดมีปัญหา อาทิ
ของหาย มีเคราะห์ จะพากนั ไปบอกและบนบานผีตาป่ ูประจาหม่บู ้าน การ
เลยี ้ งผีตาป่ ปู ระจาหม่บู ้านจะจดั ขนึ ้ ประมาณเดือน ๖ วนั อังคาร การนบั ถือผีตา
ป่ ูแต่ก่อนจะมี จา้ หรือคนท่ีดูแลพิธีกรรมในการไหว้ผีตาป่ ู ต้องเป็ นผู้ชาย
เท่านนั ้ แต่ปัจจบุ นั ไมม่ ีแล้ว

185

ประเพณแี ละเทศกำลสำคัญของกลุ่มชำติพันธ์ุลำวแง้ว มีหลายประเพณี
ทไ่ี ม่ปรากฏพบว่า เดือน 1 และ 7 ไม่มีงานประเพณีที่ทาเป็ นประจาแต่มีการ
ทาบญุ ตกั บาตรอย่างสม่าเสมอ

เดือนย่ี ทาบญุ คนู ลาน

เดือนสาม ทาบญุ ข้าวจี่

เดือนส่ี ทาบญุ ข้าวหลามและบญุ พระเวส

เดอื นห้า ทาบญุ สงกรานต์

เดือนหก ทาบญุ ยกธงพระขนึ ้ และบญุ กลางบ้าน

เดอื นแปด ทาบญุ เข้าพรรษา

เดือนเก้า ประเพณเี พาะกระจาด

เดอื นสบิ ทาบญุ ข้าวสารท

เดือนสบิ เอ็ด ทาบญุ ออกพรรษา บญุ พระเวส ไต้สงั ฆทีป และ
ประเพณแี หข่ ้าวพนั ก้อน มกั จดั ขนึ ้ ชว่ ง ๑๒ และ ๑๓
คา่ เดอื น ๑๑ เป็ นพิธีกรรมหนงึ่ ในเทศน์มหาชาติ

เดือนสบิ สอง ทาบญุ กฐิน

186

งำนฝี มือ การสานงอบใบลาน

กิจกรรมท่เี ข้ำไปในชมุ ชน กจิ กรรมการเรียนรู้วิถชี ีวิตของชาวลาวแง้ว
กจิ กรรมการอนรุ ัษ์วฒั นธรรมของชาวลาวแง้ว
กจิ กรรมเรียนรู้การสานงอบใบลาน

187

188

ชนชาตพิ นั ธ์ุ ลาวเวยี งหรือลาวกลาง

ประวตั คิ วำมเป็ นมำของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวเวียง

ลาวเวียง เป็ นช่ือเรียกกลุ่มชนท่ีมีการย้ ายถ่ินฐานจากเมือง
เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาอาศัยอยู่ใน
ประเทศไทยตงั ้ แต่สมยั กรุงธนบรุ ี มีการโยกย้ายครัง้ ใหญ่ในสมัยรัตนโกสนิ ทร์
ตอนต้น ตรงกบั รชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกล้าเจ้าอย่หู วั เหตคุ รัง้ นีเ้ ป็ นผล
เนอื่ งจากการก่อกบฏของเจ้าอนวุ งศ์ ใน พ.ศ. 2369 เมื่อการต่อส้สู นิ ้ สดุ ลงและ
กรุงเทพฯ ได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราช
ประสงค์ ให้ กวาดต้ อนผ้ ูคนจากเมืองเวียงจันทน์ และหัวเมืองลาวใกล้ เคียง
กลบั มามากทสี่ ดุ เพราะหากให้เวียงจันทน์ตงั ้ เป็ นบ้านเมืองเพ่ือช่วยดแู ลและ
เกลยี ้ กลอ่ มหวั เมืองลาวต่าง ๆ ให้สวามิภักด์ิต่อกรุงเทพฯ นนั ้ อาจจะไม่มีผู้ท่ีจะ
ไว้ใจให้ดแู ลได้ ทาให้กลมุ่ ชาวลาวเมืองเวียงจันทน์และหวั เมืองลาวใกล้เคียง
ถูกกวาดต้ อนส่งลงมาหลายครัง้ จนเกิดเป็ นชุมชนที่ขยายใหญ่ขึน้ ก่อ
ประโยชน์แกส่ ว่ นกลางทงั ้ ในด้านการเมืองและเศรษฐกจิ

ชาวลาวทีย่ ้ายถิ่นเข้ามาทงั ้ ท่ีถูกกวาดต้อนและอพยพ ถกู ส่งไปยังเมือง
ต่าง ๆ ในเขตหวั เมอื งชนั ้ ใน ในพืน้ ท่ที มี่ ีลกั ษณะภูมปิ ระเทศเหมือนกบั บ้านเกิด
โดยอย่รู วมกลมุ่ กบั ชาวลาวทม่ี าอย่กู อ่ น เพื่องา่ ยต่อการควบคมุ ดแู ล

แหล่งท่ีอยู่อำศยั ในปัจจบุ ัน ปัจจบุ นั กล่มุ ลาวเวียงตงั ้ ถิ่นฐานอย่ใู นจังหวดั
สพุ รรณบุรี นครปฐม เพชรบุรีและราชบุรี บริเวณล่มุ นา้ ท่าจีน ในจังหวัด
สพุ รรณบรุ ี พบชาวลาวเวียงตงั ้ ถิน่ ฐานแถบตาบลพิหารแดง อาเภอเมือง บ้าน

189

ขาม ตาบลพลับพลาชัย บ้านจร้ าเก่า ตาบลบ้านโข้ง อาเภออู่ทอง จังหวัด
นครปฐม บริเวณวดั คเู วียง ตาบลสมั ปทาน อาเภอนครชยั ศรี บริเวณลมุ่ นา้ แม่
กลอง จังหวัดราชบุรี พบชาวลาวเวียงตัง้ ถิ่นฐานอยู่บริเวณตาบลเขาแร้ ง
อาเภอเมอื ง ตาบลบ้านฆ้อง ตาบลบ้านสงิ ห์ ตาบลบ้านเลอื ก ตาบลดอนทราย
อาเภอโพธาราม ตาบลกรับใหญ่ ตาบลหนองกบ ตาบลปากแรด ตาบลหนอง
อ้อ ตาบลท่าผา อาเภอบ้านโป่ ง ตาบลจอมบงึ ตาบลปากช่อง อาเภอจอมบึง
บริเวณล่มุ นา้ เพชรบรุ ี จงั หวัดเพชรบรุ ี ชาวลาวเวียงตัง้ ถิ่นฐานบริเวณตาบล
สระพงั อาเภอเขาย้อย

อำหำรของกลุ่มชำติพันธ์ุลำวเวียง ชาวลาว
เวยี งพนั ผกู กบั วิถีทางการเกษตรโดยมีอาหารหลกั
เลยี ้ งปากท้อง คือ “ข้าว” เดิมทีชาวลาวเวียงกิน
ข้าวเหนยี วเช่นเดียวกบั ลาวกลมุ่ อ่ืน ๆ แต่เมื่อต้อง
มาอยใู่ นสภาพแวดล้อมและความใกล้ชิดกบั กล่มุ
ชาติพันธ์ุที่กินข้าวเจ้าเป็ นหลกั ส่งผลให้ชาวลาว
เวียงปรับตัวให้ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม
โดยรอบข้าว ชาวลาวเวียง ยังมีอาหารอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ป่ นปลา เป็ น
อาหารประเภทนา้ พริกแกงลาว หรือแกงเปรอะ เป็ นแกงท่ีนิยมกินกนั มากใน
กลุ่มชนชาวลาว ปรุงจากผักพืน้ บ้ านและสมุนไพร ลาวเวียงมีขนมที่มี
ลกั ษณะเฉพาะอย่หู ลายชนดิ ยกตวั อยา่ งเช่น ข้าวต้มหัวหงอก ขนมก้นกระทะ
แป้ งจ่ี ข้าวจี่ ขนมข้าวปาดดา เป็ นต้น

190

ภำษำท่ีใช้พูดและเขียน ตระกลู ภาษา ไท-กะได, ภาษาพดู ภาษาลาวเวียง

กำรแต่งกำยของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวเวียง ผ้หู ญิง แต่งกายด้วยผ้าทอจากผ้า
ฝ้ ายย้อมครามหรือย้อมดา คอกลมติดคอ
หรือคอตัง้ ผ่าหน้ าติดกระดุมเสือ้ แขน
กระบอกหรือแขนยาว หรือเสอื ้ คอกระเช้า ผ้า
ห้าตะเข็บหรือใช้ผ้าแถบพนั ตัวเวลาอย่บู ้าน
ซิ่นเป็ นฝ้ ายมดั หม่ีย้อมคราม โดยน่งุ ซ้อนซ่ิน
ที่เป็ นฝ้ ายขาว เพื่อซับเหงื่อและยืดอายกุ าร
ใช้ งาน ของซ่ิน ตัวนอ กที่ใช้ ใ นโอกา สพิเศ ษ
ตา่ ง ๆ เพราะซิ่นฝ้ ายหรือซ่ินมัดหม่ีตีนจกตวั
นอกแทบไม่มีการซัก เมื่อใช้เสร็จจะสะบัด
แล้วผง่ึ ในท่รี ่มและพบั เกบ็

ผ้ชู ายแตง่ กายด้วยเสอื ้ กางเกงขาก๊วย ทอขนึ ้ จากผ้าฝ้ ายย้อมครามหรือ
ย้อมจากเปลอื กต้นคาง (ดอกสแี ดงต้องนาไปหมกโคลนครึ่งวนั จงึ จะได้สีแดง)
มีผ้าขาวม้าเคยี นเอวตอนทานาไร่ หากอย่บู ้านมักไม่ใสเ่ สอื ้ หรือใสเ่ สอื ้ ผ้าป่ าน
คอกลมแขนสนั ้ หรือแขนสามสว่ น ผ้าขาวม้าซึง่ ถือเป็ นผ้าสารพัดประโยชน์ของ
ผ้ชู ายทงั ้ ใช้น่งุ พาดบา่ เคยี นเอว

“ใสเ่ สอื ้ น่งุ ซ่นิ ” คอื คากล่าวขานท่ีแสดงถึงความนิยมในการแต่งกายของหญิง
ชาวลาวเวียง เพราะการน่งุ ซิ่งถือเป็ นโอกาสใช้สอยสถานภาพ และกาลเทศะ
ไว้อย่างมีนยั สาคญั ซง่ึ กลายเป็ นข้อสงั เกต 5 ประการ

191

ซ่นิ ดำย้อมมะเกลือ (ซิ่นมดั หม่ีฝ้ ายย้อมคราม) ไม่ต่อตีนซิ่น หญิงสงู อายนุ ่งุ
ขณะไปทาไร่ทานา อยู่ บ้านโดยทวั่ ไป

ซ่ินดำดำน ซิ่นย้อมสีดาด้วยมะเกลือหรือคราม ช่วงล่างทอสลับเหลือง แดง
เขยี ว หรือสอี ืน่ ๆ ตามชอบ ทใ่ี ช้เฉพาะเด็กผ้หู ญิง

192

ซ่นิ ดอก เป็ นซ่นิ ฝ้ ายใช้ด้ายยืนสแี ดงหรือดา ทอขดิ สลบั จกทงั ้ ผืนด้วยด้ายพ่งุ สี
ต่าง ๆ ทอตนี ซ่นิ กอ่ นด้วยการขิดสลบั จก แล้วทอตวั ซ่ินต่อเป็ นลายดอกไม้ ลาย
เรขาคณิต หรือลายอื่นๆ เป็ นซิ่นแบบโบราณท่ีแทบไม่มีการทอขึน้ มาใหม่
เพราะต้องใช้เวลาทอยาวนาน ตีนซ่ินสีแดงสาหรับหญิงสาวใช้น่งุ ตีนซ่ินสดี า
สาหรบั หญิงสงู อายใุ ช้น่งุ ไปในอกาสพเิ ศษ

ซ่นิ สบิ ซ่วิ (ซ่นิ สบิ เขยี ว) เป็ นซ่ินฝ้ ายพืน้ สดี า ตวั ซ่ินทอขิดด้วยฝ้ ายสีเขียวเป็ น
ลวดลายต่าง ๆ สลับกับการทอผ้าพืน้ ดาตามขวางลาตัวสิบแถวเป็ นซ่ินสอง
ตะเข็บ ทอตีนซิ่นก่อนด้วยวิธีการขิดสลบั จก เป็ นซ่ินสาหรับผ้หู ญิงใช้น่งุ ไปใน
โอกาสพิเศษต่าง ๆ

193

ซ่ินมัดหม่ีตีนจก ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ตัวซ่ินและตีนซิ่น นามาประกอบ
กนั เป็ นซิ่นทงั ้ ผืน ผ้าจกในตีนซิ่นนบั เป็ นสว่ นทส่ี วยที่สดุ และแสดงฝี มือได้ดีท่ีสดุ
เม่ือทอจกเสร็จเรียบร้อยแล้วนาไปเย็บต่อกบั ตัวซิ่น ทาให้เรียกกันโดยท่วั ไปว่า
“ซิ่นตีนจก” สาวลาวเวียงไม่ใช้น่งุ ในชีวิตประจาวันท่วั ไป แต่ใช้น่งุ ในโอกาส
พเิ ศษตา่ ง ๆ เชน่ พิธีแตง่ งาน

วฒั นธรรมของชำวลำวเวยี ง
อาชพี หลกั ของชาวลาวเวียงแต่ดงั ้ เดิม คือ การทาเกษตรแบบหาอยู่

หากินเพ่ือยังชีพ มีรูปแบบลักษณะความผูกพันอยู่กับการเกษตรภายใน
ครวั เรือนและชมุ ชนเป็ นหลกั ได้แก่ การทานาปลกู ข้าว ปลกู พืชไร่บางชนิด เช่น
ฝ้ าย พริก ข้าวโพด ฯลฯ รวมถึงการปลูกพืชยืนต้นจาพวกไม้ผล เช่น ขนุน
กล้วย มะพร้าว เป็ นต้น กระบวนการสร้างผลผลติ ใช้แรงงานในครัวเรือนและ
ชมุ ชนเป็ นหลกั จะนาออกไปแลกเปลย่ี นหรือขายให้แก่ชุมชนอ่ืน เพ่ือซือ้ หรือ
แลกเปลย่ี นเป็ นเคร่ืองอปุ โภคบริโภคท่ผี ลติ ไมไ่ ด้ภายในชุมชน เช่น เกลอื เคียว
มีด ถ้วยชาม ผลผลติ จากการเกษตรโดยเฉพาะข้าว ถือว่าเป็ นพืชเศรษฐกิจที่

194

สามารถผลิตและสร้ างรายได้จากการซือ้ หาแลกเปล่ยี นให้กับครัวเรือนและ
ชมุ ชนท่มี คี วามสาคญั เป็ นอยา่ งมาก

ปัจจุบนั เกิดอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม เช่น การรับราชการ ชาว
ลาวเวียงเร่ิมเห็นความสาคัญของการศึกษา จงึ พยายามสง่ เสียบุตรหลานให้
ได้รบั การศกึ ษาสงู ขนึ ้ เพอ่ื ประกอบอาชีพรบั ราชการ นอกจากนีย้ งั มีพืชชนิดอ่ืน
ๆ ที่เพาะปลกู เพ่ิมมากขนึ ้ เช่น ถั่วเหลอื ง พริก อ้อย ส้มโอ กล้วย รวมถงึ การ
เลยี ้ งสตั ว์เพอ่ื จาหน่าย เช่น ไก่ โคนม เป็ นต้น การเปล่ยี นแปลงวิถีดาเนินชีวิต
แบบดงั ้ เดมิ มาสรู่ ูปแบบใหม่ ช่วยส่งเสริมผลผลิตจากการเกษตรให้มีมากและ
สง่ เสริมอาชพี ให้มหี ลากหลายในกลมุ่ ชาวลาวเวยี งมากย่ิงขนึ ้
ดนตรีและศิลปะกำรแสดงของกล่มุ ชำติพันธ์ุลำวเวียง ดนตรีพืน้ บ้านเป็ น
ดนตรีที่แต่งขึน้ โดยนักดนตรีพืน้ บ้าน เนือ้ หาสานวน และสาเนียงแบบของ
ชาวบ้านในแตล่ ะท้องถิ่น มีการสืบทอดโดยใช้ความจาเป็ นหลกั ดังเช่น ดนตรี
และบทเพลงพืน้ บ้านอีสาน ส่วนใหญ่เกิดจากกิจวัตรประจาวันหรือประจา
ฤดูกาล เช่น การขอฝน การจับสตั ว์นา้ สตั ว์บก การทาไร่ไถนา หรือเก่ียวกับ
ประเพณีความเชื่อ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถงึ ความสนกุ สนานเพลิดเพลนิ เช่น
การแห่ การเซิง้ หมอลา หมอแคน และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม
ประกอบการบรรเลงดนตรีพืน้ บ้าน

195

ประเพณแี ละเทศกำลสำคัญของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ลุ ำวเวยี ง

เดอื นมกรำคม บญุ เข้ากรรมในชว่ งขนึ ้ 15 คา่ เดอื นอ้าย
เรียกอกี ช่อื ว่า “บญุ เดือนอ้าย”

เดอื นกมุ ภำพนั ธ์ บญุ คนู ลาน จดั ขนึ ้ ทว่ี ดั หรือทีบ่ ้านกไ็ ด้ถ้าทา
ทีบ่ ้านเรียกว่า "บญุ ก้มุ ข้าว" กาหนดในเดอื นย่ี
เรียกอยา่ งหนงึ่ ว่า “บญุ เดือนย่ี”

เดือนมีถนุ ำคม บญุ ข้ำวจ่เี ป็ นงานบญุ ประเพณขี องชาวลาว
เวียงที่ทาบญุ โดยนาข้าวจ่ไี ปถวายแก่
พระสงฆ์ ซง่ึ ทาในวนั ขนึ ้ 15 ค่าเดือนสาม

เดือนเมษำยน บญุ สรงนา้ เป็ นงานบญุ ประจาปี เชือ่ กนั ว่า
จะได้บญุ มากเพราะเป็ นวนั ขนึ ้ ปี ใหมข่ องไทย
ด้วยพธิ ีไต้หางพระทายหรือใต้หางพระทราย
เป็ นการบชู าพระทรายในเทศกาลสงกรานต์

เดือนกรกฎำคม บญุ ซาฮะ ซาฮะ คือการชาระล้างสงิ่ สกปรก
รกรุงรังให้สะอาดหมดจด

เดือนสงิ หำคม บญุ เข้าพรรษากาหนดวนั แรม 1 ค่า เดือน 8
จงึ เรียกอีกอยา่ งหนง่ึ วา่ "บญุ เดอื น 8"

เดือนกรกฎำคม บุญข้ำวประดบั ดนิ หนดทาบญุ ใน
เดือน 9 ภายในงานมีการนาอาหาร และของ

196

เดือนตลุ ำคม ขบเคยี ้ วเป็ นห่อ ๆ แล้วนาไปถวายวางแบไว้
เดอื นพฤศจกิ ำยน กบั ดิน จงึ เรียกวา่ "บญุ ข้าวประดบั ดนิ

บญุ ข้ำวสำก นยิ มจดั ในเดอื น 10 โดยการ
เขียนช่ือลงในพาข้าว (สารบั กบั ข้าว) เรียกวา่
ข้าวสาก (สลาก) ญาติโยมจะจดั อาหารเป็ น
หอ่ ๆ แล้วนาไปแขวนไว้ตามต้นไม้
บญุ กระยำสำรท
หรือสารทลาว ตรงกบั วนั ขนึ ้ 15 คา่ เดอื น 10
ของทกุ ปี เป็ นงานบญุ ประเพณที ี่ทาเพอ่ื อทุ ิศ
สว่ นกศุ ลให้แก่บรรพบรุ ุษ ญาตพิ ่ีน้องที่
ลว่ งลบั ไป

พธิ ีใต้หางประทีป เป็ นพธิ ีท่ถี ือปฏิบตั ิสบื ต่อ
กนั มาตงั ้ แต่สมยั บรรพบรุ ุษ จากความเชอ่ื
ตามพทุ ธประวตั ทิ ว่ี า่ พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า
ได้ไปโปรดมารดาบนสวรรค์ในระหว่าง
เข้าพรรษา แล้วเสด็จกลบั ลงมายงั โลกมนษุ ย์
ในวนั ออกพรรษา

197

งำนฝี มอื ทอผ้าฝ้ าย
กจิ กรรมท่เี ข้ำไปในชมุ ชน กจิ กรรมการเรียนรู้วฒั นธรรมของชาว

ลาวเวียง
กจิ กรรมฟื น้ ฟภู ูมปิ ัญญาท้องถ่ิน
กิจกรรมเรียนรู้การทอผ้า

198

199

ชนชาติพนั ธ์ไุ ทใหญ่

ประวตั คิ วำมเป็ นมำไทใหญ่

ชาวไทใหญ่มีถิ่นกาเนิดอย่ทู ่ีรัฐฉาน ประเทศพม่า เรียกตัวเองว่า คน
ไต สว่ นชาวล้านนามกั เรียกว่า เงี้ยว มีเมืองหลวงที่ถือกาเนิดคือ ตองจี มีเมือง
ต่าง ๆ ทเี่ ป็ นเมืองของชาวไทใหญ่มาแตโ่ บราณ ได้แก่ เมอื งแสนหวี สี่ป้ อ นา้ คา
หม่เู จ เมอื งนาย เมอื งปั่น เมืองยองห้วย เมอื งกาเล เมืองยาง เมอื งมดี

นอกจากนนั ้ ยงั มชี าวไทใหญ่อพยพมาอย่ใู นประเทศไทย เช่น จังหวัด
แม่ฮ่องสอน จงั หวดั เชียงราย และอาเภอเชียงดาว อาเภอเวียงแหง ทางตอน
เหนือของจังหวัดเชียงใหม่ และยังมีท่ีอยู่อาศัย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ
มณฑลยนู าน ประเทศจนี เชน่ เมืองมาว เมืองวนั เมืองหล้า เมืองขอน เป็ นต้น
และบางส่วนของรัฐอัสสมั ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะที่ตาบลซ้างปานี แขวง
เมืองสพิ พสาครและอรุณาจลประเทศ

วฒั นธรรม ประเพณี

ชาวไทใหญ่มักประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการค้าขาย นับถือ
ศาสนาพุทธควบค่กู บั ภูตผีและสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ ที่มีวิธีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
สว่ นใหญ่อย่ใู นรูปของเทวดาและผีเสอื ้ บ้านเสอื ้ เมือง และยดึ ถือในการทาบุญ
แต่ละประเพณเี ป็ นอย่างมาก ดงั ประโยคที่กลา่ วไว้วา่ "กินอย่างมา่ น ตานอย่าง
ไต" ซึ่งหมายถึงว่า ชาวไทใหญ่นิยมการทาบญุ ทาทานมาก เทศกาลของไท
ใหญ่ตามปฏิทินจันทรคติ ประกอบด้วยวนั เลินสาม (Wan Lern Saam) ใน
เดือนกมุ ภาพนั ธ์ เช่ือกนั วา่ เป็ นการเริ่มต้นฤดรู ้อน, ปอยสอนนา้

200

(Poy son Nam) หรือ สงกรานต์ และปอยโมกไฟ (Poy Moak Fai)
หรือบญุ บงั ้ ไฟ ในเดือนเมษายน, เข้าวา (Kao Waa) หรือเข้าพรรรษา, ออกวา
(Oak Waa) หรือออกพรรษา และยเ่ี ป็ งหรือลอยกระทง

ศำสนำ ควำมเช่อื

ชาวไทใหญ่ส่วนใหญ่นบั ถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเร่ิมเข้ามามี
บทบาทในกลมุ่ ชาวไทใหญ่ท่ีอาศัยอยู่ในรัฐฉานตัง้ แต่ พ.ศ. 2015 ในช่วงท่ี
พระญาณคัมภีร์เดินทางมาจากเชียงใหม่ไปเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายโยน
ชาวไทใหญ่ยงั นบั ถือเทพและผีเจ้าเมืองด้วย เป็ นความเช่ือดัง่ เดิมท่ีเช่ือว่าเจ้า
เมืองท่ีเสยี ชวี ิตไปแล้วจะยงั คงปกปักรักษาชาวบ้านในชมุ ชน ชาวไทใหญ่ยงั มี
ความเชอื่ ในเร่ืองของโลกหน้าอีกด้วย

กำรต่งกำย

ผ้าหรือกระดมุ โลหะสอดยดึ ห่วง น่งุ
ซ่ินเนือ้ บาง เช่น ซิ่นก้อง ซิ่นส่วยต้อง ซิ่นปะ
ล่อง ซิน้ หล้าย ซ่ินฮายย่า ซ่ินถุงจ้าบ และซ่ิน
ปาเต๊ะ ทรงผมเกล้ามวยตามอายุ ส่วนบุรุษ
นิยมสวมเสอื ้ แซคหรือเสอื ้ แต้กป่ งุ เป็ นเสอื ้ แขน
ยาว คอกลม กระดุมผ่าหน้ า มีกระเป๋ าเสือ้ นุ่งกางเกงสะดอเรียกว่า
เรียกว่า ก๋นไต หรือ โก๋นโห่งโย่ง มดั เอวและเคียนหวั ด้วยผ้าสีอ่อน เช่น สีขาว
ชมพู หรือเหลอื ง

201

ภำษำ ภาษาไทใหญ่เป็ นวิชาเลอื กหนงึ่ ภายในรฐั เจ้าขุนสามซึ่งเป็ นเจ้าหน้าที่
ฝ่ ายวฒั นธรรมรฐั ชานในอดตี เคยออกสารวจคนไทใหญ่ในพม่า พบว่ามีคนไท
ใหญ่พดู ภาษาไทใหญ่มากมายหลายแห่ง แต่ไม่มีจานวนที่แน่นอน เพราะคน
ไทใหญ่เหลา่ นนั ้ จะเรียกตนเองวา่ เป็ นพม่า พดู ภาษาพมา่ แต่งกายเป็ นพม่า

อำหำร
ชาวไทใหญ่นยิ มกินข้าวเจ้าเป็ นอาหารหลกั อาหารท่ีรับประทานสว่ น

ใหญ่ประกอบด้วยผกั ใช้นา้ มนั งาในการปรุงอาหาร อาหารนิยมปรุงจากถั่วเน่า
อาหารไทยใหญ่ เชน่ ข้าวกนั๊ จิน๊ หรือข้าวเงยี ้ ว ข้าวส้ม และอ๊บุ ไก่ เป็ นต้น

202

กำรแสดง การแสดงที่โดดเด่นของชาวไทใหญ่ คือ การฟ้ อนนกกิงกะ
หลา่ เป็ นการแสดงประกอบการเฉลิมฉลองประเพณีออกหว่า หรือ งานออก
พรรษา ซง่ึ ตรงกบั ประเพณีเดือน 11 โดยมีความเช่ือมโยงกับตานานความเชื่อ
ทางพทุ ธศาสนา เม่ือครงั ้ พระพทุ ธเจ้าได้เสดจ็ ไปโปรดพระมารดาและเทวดายงั
ชนั ้ สวรรค์ดาวดงึ ส์ และเมื่อเสด็จนิวัติยงั โลกมนษุ ย์ ซง่ึ ตรงกบั วันออกพรรษา
หรือวนั เทโวโรหณะ

เคร่ืองดนตรีโบรำณ เช่น ระนาดเหล็ก ฆ้องแผง กลองยาว ฉาบ ตียอ หรือ
ไวโอลนิ พม่า

203

งำนฝี มือ ก๊บุ งานจักรสาน หมวกจกั รสานซ่ึงมีประโยชน์ใช้สอย คือใช้สวม
ศรี ษะเพื่อกนั แดดหรือกนั ฝน และสวมในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการ
เดินขบวนกิจกรรมงานประเพณีต่าง ๆ เพื่อแสดงเอกลกั ษณ์ของท้องถิ่นและ
บางแห่งก็ใช้ ในการตกแต่งร้ านค้ าบ้ านเรือนและสถานที่ท่ีมีการแสดง
นทิ รรศการตา่ ง ๆ เพื่อความสวยงามหรือเพือ่ แสดงถงึ เอกลกั ษณ์และประโยชน์
ใช้สอย ในปัจจบุ นั

กิจกรรม CBT จักรสานงานฝี มือ การทาหมวกจักรสานเพ่ือแสดงถึง
เอกลกั ษณ์และประโยชน์ใช้สอย ในปัจจบุ ัน นิยมซือ้ เป็ นของฝากของชาร่วย
ของนกั ท่องเทย่ี วทเ่ี ข้ามาเท่ียวในจงั หวดั แม่ฮอ่ งสอน

204

ประเพณีและเทศกำลท่สี ำคัญของชำวไทใหญ่

เดือนกมุ ภำพันธ์ เทศกำล งำนถวำยข้ำวหย่ำกู้ หรือการ
บริจาคข้าวเหนียวแดง โดยการนาข้าวเหนยี ว
มานง่ึ แล้วคลกุ กบั นา้ อ้อย โรยด้วย เนือ้
มะพร้าวฝอย ถว่ั ลสิ ง นาไปทาบญุ ท่ี

เดือนมีนำคม "เทศกำลปอยส่ำงลอง" คอื การบวชเณร
ของชาวไทยใหญ่

เดอื นเมษำยน เทศกำลสงกรำนต์ จดั เตรียมข้าวปลา
อาหารและครื่องไทยทานไปทาบญุ ทีว่ ดั มพี ิธี
รดนา้ ดาหวั ขอขมาผ้เู ฒ่าผ้แู ก่

เดือนพฤษภำคม เทศกำล "ปอยจ่ำต่ี" คือประเพณีการขน
ทรายเข้าวดั เพ่อื กอ่ เจดีย์ทรายในวนั วิสาขบชู า
ละร่วมกนั ทาบญุ ท่วี ดั

เดือนมถิ นุ ำยน ประเพณีลยี้ งเจ้ำเมือง
ตามศาลเจ้าเมืองต่างๆ

เดอื นกรกฏำคม- กันยำยน ประเพณี ต่ำงซอมต่อโหลง คืองานถวาย
ข้าวมธุปยาส ซงึ่ จดั กนั ตามหมบู่ ้าน และเลยี ้ ง
อาหาคนแกค่ นเฒา่ ทีไ่ ปจาศลิ ภาวนาอยใู่ น
วดั ในเทศกาลเข้าพรรษา

205

เดอื นตลุ ำคม ประเพณี แฮนซอมโก่จำ คอื งานทาบญุ
อทุ ศิ สว่ นกศุ ลไปให้แกผ่ ้ทู ี่ลว่ งลบั ไปแล้ว
นอกจากนีย้ งั มี งำนออกหว่ำ คืองาน ออก
พรรษา หรือเรียกอีกชือ่ หนง่ึ ว่า
งานจองพาราตอนกลางคนื มีการแห่ จอง
พารา หรือปราสาทพระ ไปถวายวดั หรือ
ประดบั บชู าไว้หน้าบ้าน เพื่อความเป็ น
ศิริมงคล

206

207

ชนชาติพนั ธ์ุ ลาวครั่งหรือไทครงั่

ประวตั ิควำมเป็ นมำของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์ลุ ำวคร่ัง

ชาวลาวคร่ังที่เข้ามาอยู่ในอาณาจกั รสยามนนั ้ เดินทางมาเพราะ
เหตขุ องสงคราม เป็ นเชลยศกึ โดยถูก “เทครัว” หรือถกู ย้ายผ้คู นในชุมชนมา
ทงั ้ หมด คือมีทงั ้ ผ้เู ฒ่าชรา ชาย หญิง เด็ก โดยมีกองกาลงั ทัพของฝ่ ายสยาม
กากบั การเคลอื่ นย้าย

เมื่อพิจารณาตามความเป็ นจริงของมนุษย์ ย่อมรักถิ่นฐานบ้ าน
เกิด หวงแหนถ่ินที่ทากิน และรักพวกพ้องวงศ์วาน หากมิใช่เรื่องร้ ายแรง
หรือไม่มีแรงจูงใจท่ีดีกว่า ชาวบ้านชาวเมืองย่อมจะไม่หนีจากถิ่นของตน
เว้นเสยี แต่ภาวะจายอม เช่น เกิดโรคระบาด ผ้คู นล้มตายเป็ นอนั มาก ถูกข่ฆู ่า
เอาชีวิตดงั กรณสี งคราม ดงั นนั ้ เม่ือย้อนพจิ ารณาถึงชาวลาว (นับรวมว่ามีลาว
ครั่งอย่ดู ้วย) ท่ีเป็ นข้าแผ่นดินของเจ้าชีวิตลาวในสมยั อดีต ก็ย่อมรักแผ่นดิน
ถิ่นเกิดเชน่ กนั จงึ เห็นได้ว่า การทีช่ าวลาว (และลาวคร่ัง) จะเดินทางม่งุ หน้ามา
อย่ใู นแผน่ ดินสยามด้วยจติ ท่ชี ื่นบานนนั ้ เป็ นไปได้ยากมาก หรือไม่มีหลกั ฐานท่ี
พอเช่ือถือได้ว่า ได้มีการอพยพมาสยามด้วยเจตนาตนเอง

แหล่งท่ีอยู่อำศยั ในปัจจบุ ันของชำติตืดพันธ์ลำวคร่ัง ในปัจจุบันได้อาศยั
อย่ใู นบริเวณภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ในจงั หวัดต่างๆ เช่น ชัยนาท
อทุ ยั ธานี

208

กำรแต่งกำยของกล่มุ ชำติพันธ์ลุ ำวคร่ัง

การแต่งกายของชาวลาวคร่ังแบบดงั ้ เดิมโดยแท้นนั ้ ไม่อาจทราบได้
แน่ชัด หลักฐานทางด้านภาพถ่ายเพ่ิงเริ่มมีในสยามเมื่อ พ.ศ. 2388 การ
ถา่ ยภาพในยคุ สมยั แรก เป็ นการถ่ายภาพบคุ คลชนชนั ้ สงู และสถานท่ีสาคัญใน
เมอื งหลวง จงึ ไมส่ ามารถหาหลกั ฐานภาพถ่ายท่ีบ่งบอกถึงอัตลกั ษณ์การแต่ง
กายของลาวครัง่ ในช่วงต้นรัตนโกสนิ ทร์ได้

ในปัจจบุ นั ชาวลาวคร่งั ได้สร้าง หรือนาเสนออตั ลกั ษณ์ทางด้านการ
แตง่ กาย โดยสอื่ ความวา่ ผ้าถุงของสตรีชาวลาวครั่งมกั จะเป็ นสีแดง อันเป็ นสี
ที่ได้จากการนาคร่ังมาย้อมเส้นด้ายสอดรับกับชื่อเรียกขานชาติพันธ์ุว่า ลาว
ครง่ั มีการทอยกดอกด้วยลวดลายตา่ ง ๆ แล้วกลา่ วว่าเป็ นลายประจาชาติพนั ธ์ุ
ของลาวคร่งั

ผ้ำซ่นิ ตีนจกโบรำณ ตีนซ่ินหน้ากว้างคืบ
เศษ สีพืน้ แดง แซมด้ วยลายยกดอกริว้
แนวนอน สว่ นตวั ซิน่ นิยมทาลายในแนวตงั ้

ผ้ำซ่นิ ตนี จกโบรำณ ตวั ซิ่นสนี า้ ครามลายขาว และตีนซ่ินยกดอก ทัง้ สองชิน้
ทาให้ตรงึ ติดกนั เป็ นผ้าถงุ 1 ชนิ ้

เน่ืองจากมีประชากรท่ีเรียก
ตนเองว่าเป็ นชาวลาวคร่ังอย่ใู นหลาย

209

จงั หวดั ในประเทศไทย การแต่งกายของลาวคร่ังจงึ แตกต่างกนั ไปตามท้องถิ่น
ขนึ ้ อย่กู บั การออกแบบรูปแบบและสขี องเนือ้ ผ้า ตามแต่ผ้อู อกแบบของแต่ละ
ชมุ ชนจะกาหนดขนึ ้ ซงึ่ มิได้เป็ นเอกภาพเดยี วกนั ทวั่ ทกุ แห่ง หรือกลา่ วอีกอย่าง
ได้ว่า ไม่มีแบบแผนเป็ นหนึ่งเดียวจากบรรพชน เช่น เสือ้ สตรีเป็ นสีคราม สี
เหลอื ง หรือสขี าวด้ายดิบ ตดั เยบ็ เป็ นแขนยาว หรือแขนสามส่วน เย็บขลบิ ด้วย
ผ้าริว้ ลายพืน้ บ้านท่ขี อบแขน สาบอก หรือทีร่ อบคอ เป็ นต้น

กำรแต่งกำยในชวี ติ ประจำวัน

สนั นษิ ฐานว่า เมื่อครงั ้ ที่ชาวลาวครงั่ เข้ามาอย่ใู นดินแดนสยาม ยังคงมี
การน่งุ ห่มหรือการแต่งกายตามอัตภาพของคนในวัฒนธรรมลาว กล่าวคือ
หญิงนุ่งซิ่นและมีผ้าคาดหรือผ้าแถบสาหรับคาดอก หรือการห่มผ้าท่อนบน
คล้ายการหม่ สไบ

อำหำรของกล่มุ ชำติพันธ์ลุ ำวคร่ัง ชาวลาวคร่ังบริโภคข้าวเป็ นหลกั เม่ือยุค
แรกท่ีอพยพมานนั ้ ยังนิยมบริโภคข้าวเหนียวเป็ นพืน้ ครัน้ ต่อมาจึงหันมา
บริ โ ภค ข้ า วเ จ้ า เห มือ นกับค น
ไทยในภาคกลาง ด้ วยพืน้ เพ
เป็ นกล่มุ ชนท่ีมีวัฒนธรรมใน
การปลกู ข้าว ชาวลาวคร่ังส่วน
ใหญ่จึงมีอาชีพทานาเป็ นหลกั
ปลกู ข้าวทงั ้ เพ่ือการบริโภคใน

210

ครัวเรือน หากเหลือหรือมีเกินรับประทานจงึ จะนาไปขายหรือใช้แลกส่ิงของ
อาหาร หรือเคร่ืองใช้จากผ้อู ื่น

ภำษำท่ีใช้พูดและเขียน ภาษาลาวครั่ง อย่ใู นตระกลู ภาษาไท ไม่มีอักษร
และไม่มรี ะบบการเขียนเป็ นการเฉพาะ ใช้อกั ษรลาวร่วมกนั กับกล่มุ ชาติพันธ์ุ
ลาวอื่น ๆ

สงั คมและวัฒนธรรมของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวคร่ัง

ชาวลาวคร่ังมีอัตลกั ษณ์ (identity) หลายประการ แต่ไม่ถึงกับ
เรียกว่าเป็ นเอกลกั ษณ์ (Unified style) หรือลกั ษณะอันเป็ นหนึง่ เดียว ทงั ้ นี ้
เพราะวฒั นธรรมสามารถเลือ่ นไหลหรือกลืนกลายไปมาหาสกู่ ันกบั สงั คมที่
แวดล้อม

ผ้ำถุงพืน้ แดง ทอขิดหรือทอยกดอก ถือเป็ นอัตลกั ษณ์ แต่มิใช่เอกลกั ษณ์
เพราะชาติพนั ธ์ลุ าวท้องถนิ่ อนื่ กม็ ีความรู้เก่ียวกบั การทอผ้าด้วยด้ายหรือไหมสี
แดง และรู้กรรมวิธีย้อมด้ายหรือไหมด้วยคร่ัง ดังปรากฏในวรรณกรรมนิพนธ์
เรื่อง ย่าสอนหลาน ซ่งึ เป็ นวรรณกรรมลาวลมุ่ นา้ โขง
วา่

“ มีไ ห ม คัน บ่ มีค่ั งญ้ อ มสิ เ ป็ น ป่ า น ซ า
วกะเลงิ ดา

บแ่ ดงพอกะเทนิ สว่ นสเิ สยี เซงิ ผ้า”

211

มีความหมายว่า แม้ว่ามีไหม แต่ถ้าไม่มีครั่งเพ่ือนามาย้อมให้แดงใส
งามแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับป่ านของชาวเผ่ากะเลิง รังแต่จะเกิดความ
กระดากระด่าง แม้ทอไปแล้วก็จะได้ผ้าคณุ ภาพไมด่ ี ทาให้เปลา่ ประโยชน์
ดนตรีและศลิ ปะกำรแสดงของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์ลุ ำวคร่ัง
กำรแสดง การแสดงที่ยงั คงรูปรอยแห่งวฒั นธรรมลาวของชาวลาวคร่ังคือการ
ฟ้ อนประกอบแคน บ้างก็เรียกวา่ ลาแคน แตก่ ารแสดงแบบนี ้ ไม่ได้มีเฉพาะใน
หม่ชู าวลาวครงั่ ในภาคกลางเทา่ นนั ้ ชาวลาวเวียง และลาวโส้ง (ไทยทรงดา) ก็
แสดงด้วยเช่นกนั
เคร่ืองดนตรีของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวคร่ัง ดนตรีดงั ้ เดิมของลาวครั่ง จากการ
สอบถามผ้สู งู วยั ในชมุ ชนลาวครั่ง ได้ความว่า แต่เดิมนนั ้ ชาวลาวครั่งมีเครื่อง
ดนตรีเพียงแคน และเคร่ืองกากับจงั หวะคือกลองหน้าเดียว มีลกั ษณะอย่าง
โทนหนงั งเู หลอื ม สง่ิ (ฉิ่ง) สาบ (ฉาบ) และ หมากกบ๊ั แก๊บ (กรบั ไม้)

เพลงของกลุ่มชำติพันธ์ุลำวคร่ัง เพลงที่เป็ นอตั ลกั ษณ์ของกลมุ่ ชาติพันธ์ุ
ลาวในภาพรวมคอื บทขบั หรือบทลา เรียกโดยรวบรดั ว่า ลา แต่ที่เฟ่ื องฟเู ป็ นที่
รู้จกั ของคนท่ัวไปเป็ นบางท้องถ่ิน (dialect ) เท่านนั ้ เช่น ขับเชียงขวาง หรือ
ลาพวน, ขบั ท้มุ หลวงพระบาง, ขบั งึ่มแห่งภาคกลางของ สปป.ลาว, ลาสาละ
วนั , ลาตงั หวาย, ลากลอนของพืน้ ทลี่ าวภาคใต้ เป็ นต้น

212

กำรร่ ำยรำ

การรา หรือร่ายรา ในภาษาลาวครั่งเรียกว่า ฟ้ อน สามารถพบเห็นการ
ฟ้ อนในงานขบวนแห่ท่ีแสดงออกถงึ ความสนุกหรรษา ความร่ืนเริง หรือความ
สวยงามพร้อมเพรียง มี 2 ลกั ษณะคือ ฟ้ อนเกยี ้ ว และฟ้ อนสวยงาม

กำรละเล่นของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวคร่ัง

จากสถานะด้านอาชีพและความเป็ นอย่ขู องชาวลาวคร่ังท่ีประกอบ
อาชีพการเกษตร จัดตัง้ ชุมชนอยู่ในเขตชนบท มีวิถีชีวิตอย่างชาวชนบท
ยังผลให้ มีการแสดงออกทางด้ านการละเล่นท่ีอิงกับวิถีการเกษตรหรือ
เครื่องมอื ในชวี ิตประจาวนั เช่น การเลน่ ผีนางด้ง ผนี างข้อง ผีนางกวกั

การเลน่ เก่ียวกบั ผที งั ้ 3 อย่างนี ้ มีเคลด็ ในการเลน่ ว่า ต้องเป็ นอุปกรณ์
(กระด้ง, ข้อง หรือ กวกั ) ที่ขโมยมาจากบ้านแม่หม้าย (แล้วจึงนาไปคืนเมื่อใช้
เสร็จแล้ว)

ศำสนำและควำมเช่อื ของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ลุ ำวคร่ัง

ชาวลาวครั่งนบั ถอื ศาสนาพทุ ธ แตก่ ็ปฏิบตั ิตามความเชื่อลทั ธิผี และ
ศาสนาฮินดอู ย่หู ลายประการ ชาวลาวครั่งมีการบาเพ็ญบญุ กุศลโดยการตัก
บาตรในตอนเช้า หรือนาอาหารไปถวายพระในตอนเช้า เม่ือถงึ วนั พระ บางคน
งดเว้นไม่ฆ่าสตั ว์ หรือไม่ใช้แรงงานวัวควายลากคราดไถ เพราะถือว่าเป็ นการ
ทรมานสตั ว์

213

ข้อห้ำม ข้อปฏิบตั ิของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ลุ ำวคร่ัง

ชาวลาวคร่ังมีข้อห้ามทางวฒั นธรรมหลายอย่าง ส่วนใหญ่มีเนือ้ หา
เกยี่ วกบั ความเหมาะควรทางพฤติกรรม การแสดงออกด้านมารยาท และการ
ปฏิบตั ติ ่อผ้อู าวโุ ส ซง่ึ ข้อห้ามเหล่านี ้ ไม่มีการตราไว้เป็ นลายลกั ษณ์อักษร แต่
ชาวลาวครง่ั จะบอกสอนบตุ รหลานภายในครวั เรือน

ประเพณี/เทศกำล/พิธกี รรมสำคญั ในรอบปี

ในรอบปี ชาวลาวครั่งมีเทศกาลอย่หู ลายอย่าง ซึ่งเมื่ออดีตเคยใช้
ระบบนับช่วงเวลาตามแบบจันทรคติ หรือการนบั ตามแบบตาราโหราศาสตร์
เรียกว่า ปี หนไท ซึ่งไม่ตรงกับเดือนทางสุริยคติ อันได้แก่การนับว่าเดือน
มกราคม หรือกมุ ภาพนั ธ์

เดือนสาม บญุ คนู ลาน

เดือนสี่ งานปิ ดทองหลวงพอ่ เดมิ

เดอื นห้า เทศกาลสงกรานต์/ ต้อนฮบั สงั ขานต์/ บญุ ปี ใหม่
ไท-ลาว แหธ่ งสงกรานต์ งานตงั ้ ธงสงกรานต์

เดือนหก เลยี ้ งบ้าน/ เลยี ้ งผีตาแฮก

เดอื นเจ็ด เลยี ้ งผเี จ้านาย

เดอื นแปด บญุ เข้าพรรษา

เดอื นเก้า บญุ ข้าวประดบั ดนิ

214

เดือนสบิ บญุ สารทลาว (ขนึ ้ 15 ค่า)

เดอื นสบิ เอด็ บญุ ออกพรรษา/ บญุ กฐิน

เดอื นสบิ สอง ประเพณลี อยกระทง

งำนฝี มอื : การทอผ้า จากใยรงั หนอนไหม เรียกวา่ เส้นไหม หรือ ไหม และจาก
ใยดอกฝ้ ายสกุ การมดั หมี่

กจิ กรรมท่เี ข้ำไปในชุมชน: กิจกรรมกวนข้าวกระยาสารท

กจิ กรรมการอนรุ กั ษ์วิถชี วี ิตของชาวลาวคร่ัง

กิจกรรมการทอผ้าจากใยรงั หนอนไหมและใย
ยอดฝ้ ายสกุ

กจิ กรรมการเรียนรู้วิถีชวี ติ ของชาวลาวครงั่

215

216

ชนชาตพิ นั ธ์ุ ลาวตี ้

ประวัติควำมเป็ นมำของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์ลุ ำวตี้

ลาวตี ้ เป็ นชื่อเรียกกลุ่มคนท่ีมีเชือ้ สายลาวท่ีอพยพมาจากเมือง
“เวียงจันทน์” สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่บางคนเรียกว่า
“ลาวตี”้ เน่ืองจากคนกลมุ่ นีจ้ ะมีคาลงท้ายประโยคว่า “ตี”้ เสมอ โดยท่ีกลุ่ม
ลาวตนี ้ นั ้ บางครัง้ ถกู เรียกรวมกับกลมุ่ ลาวเวียง ซงึ่ เป็ นช่ือเรียกกลมุ่ ชนท่ีมีเชือ้
สายลาวทมี่ าจากเมืองเวียงจนั ทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซ่ึง
บางครงั ้ ถกู เรียกว่า ไทยเวียง หรือลาวตี ้เน่ืองจากกลมุ่ ชนเหลา่ นีม้ ักพูดลงท้าย
ประโยคว่า “ต”ี ้

ลาวตีเ้ป็ นกลมุ่ ชนท่มี กี ารย้ายถ่ินฐานจากเมืองเวียงจันทน์ มาอย่อู าศัย
ในประเทศไทยตงั ้ แต่สมยั กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นอันเป็ นเวลา
มากกวา่ 200 ปี การย้ายถิน่ ฐานของชาวลาวตีม้ ี 2 กล่มุ กล่มุ แรกเป็ นกลมุ่ ที่
อพยพเข้ามาเอง ซึ่งส่วนใหญ่ตงั ้ ถ่ินฐานอย่ใู นแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และกลมุ่ ทีส่ องเป็ นกลมุ่ ที่ถกู กวาดต้อนเข้ามาในฐานะเชลยศกึ โดยถูกสง่ เข้ามา
อย่หู วั เมืองชนั ้ ในต่าง ๆ หรือในบริเวณภาคกลางของประเทศ

แหล่งท่อี ย่อู ำศยั ปัจจบุ ัน

ในปั จจุบัน ชาวลาวตีใ้ นจังหวัดราชบุรีตัง้ ถิ่นฐานอยู่ในพืน้ ท่ี 4
อาเภอ ได้แก่ อาเมืองเมือง อาเภอบ้านโป่ ง อาเภอจอมบึง และอาเภอโพ
ธาราม

217

กำรแต่งกำยของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ลุ ำวตี้
ผ้หู ญิง แต่งกายด้วยเสือ้ ทอจากผ้าฝ้ ายย้อมครามหรือย้อมดา คอ

กลมติดคอหรือคอตงั ้ ผ่าหน้าติดกระดมุ เสอื ้ แขนกระบอกหรือแขนยาว หรือ
เสอื ้ คอกระเช้า เสอื ้ ห้าตะเขบ็ หรือใช้ผ้าแถบพนั ตวั เวลาอย่บู ้าน

ผ้าของผ้หู ญิงท่ีใช้ตา่ กว่าเอว ไม่สามารถตา
กราวเดียวกันกับผ้ าขาวม้ า ผ้ าโสร่งของ
ช า ย จ ะ ต า ก บ น ร า ว ผ้ า ร่ ว ม กั บ เ สื อ้
ผ้าเช็ดหน้า ส่วนซ่ินและซับในของหญิง
จะต้องแยกไปตากราวซ่ินหลงั บ้าน หรือใน
ห้องนา้ อย่างมดิ ชดิ ซง่ึ เป็ นการแบ่งแยกเพศ
และสถานะภาพโดยนยั

ผ้ชู าย จะแต่งกายด้วยเสอื ้ กางเกงขาก๊วย ทอด้วยผ้าฝ้ ายย้อมคราม
หรือย้อมจากเปลือกต้นคาง หรือจามจุรี (ดอกสแี ดงต้องนาไปหมักโคลนครึ่ง
วนั จงึ จะให้สดี า) ถ้าไปทานา มกั เคียนเอวด้วยผ้าขาวม้า ถ้าอย่กู บั เรือนมกั ไม่
สวมเสอื ้ หรือใสเ่ สอื ้ ผ้าป่ านคอกลมแขนสนั ้ หรือแขนสามสว่ น

218

อำหำรของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวตี้

ชาวลาวตีม้ ีอาหารที่มีลกั ษณะเฉพาะ มีอาหารหลายชนิดที่สบื ทอด
กนั มาแต่บรรพบรุ ุษ และทส่ี าคญั คือใช้ปลาร้าเป็ นสว่ นประกอบสาคัญสาหรับ
อาหารคาวแทบทุกชนิดรวมทงั ้ อาหารที่ได้รับอิทธิพลจากชมุ ชนอ่ืน เช่นแกง
กะทิก็มกั ใส่ปลาร้า แกงลาวหรือแกงเปอะ ป่ นปลา แกงผา สว่ นอาหารหวาน
ชาวลาวตี ้เชน่ ข้าวต้มหวั หงอก ขนมก้นกระทะ แป้ งจ่ี ข้าวจ่ี ขนมข้าวปาดดา
เป็ นต้น

ภำษำท่ีใช้พดู และเขียน : ตระกลู ภาษา ไต-กระได (Tai-Kadai)

สังคมและวัฒนธรรมของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์ลุ ำวตี้

ชาวลาวตีม้ ีอาชีพหลกั คือทานา ทาสวน ทาไร่และเลยี ้ งสตั ว์ (ณรงค์
ธารงโชติ, 2502) เดิมมีการทานาปี ที่เน้นการใช้แรงงานในครัวเรือนและใช้วัว
ชว่ ยในการผลติ มกี ารใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยน้อย ในช่วงว่างเว้นจากการทา
นาชาวบ้านก็จะมกี ารปลกู พชื ชนิดอืน่ ๆ สลบั กนั ไป การปลกู พืชโดยมากเอาไว้
บริโภคกนั เอง สว่ นทเ่ี หลอื จงึ นาไปจาหนา่ ย

ปัจจุบนั มีการลดหล่นั ท่ีทาให้เกิดความร่มรื่นและเกิดสนุ ทรียภาพ
ให้กบั ชมุ ชน สว่ นภมู ิปัญญาท่ปี รากฏในการปฏิบตั ิได้แก่ การปรับประเพณีใน
การทาบญุ กลางบ้านให้สามารถประกอบพิธีกรรมที่แยกไปตามแต่ละหม่บู ้าน
เพอื่ ความสะดวกและคลอ่ งตวั การสร้างสรรค์

219

ดนตรีและศลิ ปะกำรแสดงของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์ลุ ำวตี้
ชาวลาวตีเ้ ป็ นกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุท่ีมีเครื่องดนตรีสาคญั ประจาชุมชนคือ

แคน แคน ถอื ได้วา่ เป็ น อตั ลกั ษณ์เด่นอยา่ งหนง่ึ ของชนชาติลาว และเม่ือชาว
ลาวได้เข้ามาอย่ใู นสยามก็ได้นาแคนเข้ามาด้วย และได้รับความนิยมอย่าง
แพร่หลายในสยามจนกลายเป็ นประเด็นทางการเมืองในสมยั รัชกาลท่ี 4 การ
เลน่ "แอ่วลาวเป่ าแคน" ขยายอิทธิพลเป็ นอย่างมากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี 4 ไมเ่ ว้นแม้แต่ในราชสานกั

ศำสนำและควำมเช่อื ของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวตี้
นอกจากพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทท่ีชาวลาวตีน้ บั ถือเหมือนชาวไทย

โดยทั่วไปแล้ว ยังมีความเช่ือเรื่องผีบรรพบรุ ุษ การนบั ถือผีของชาวลาวตีเ้ ป็ น
การนบั ถอื ผตี ามบรรพบรุ ุษ 2 ฝ่ าย คือผีเจ้านายและผีเทวดา ซ่งึ การนบั ถือผีนีม้ ี
อิทธิพลต่อพวกเขามากในแง่ของการดาเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็ นการประกอบ
พธิ ีกรรมหรือการดารงชีวิตประจาวนั กจ็ ะต้องไปข้องเก่ียวกบั ผบี รรพบรุ ุษ

220

พธิ ีกรรมสำคัญของกล่มุ ชำติพนั ธ์ลุ ำวตี้
พิธีเบกิ หอบ้ำน

เป็ นพธิ ีท่ีจดั ขนึ ้ ทกุ ปี เพอ่ื แสดงความเคารพสกั การะผีบรรพบรุ ุษซึง่ เช่ือ
วา่ ผบี รรพบรุ ุษจะเป็ นผที ่ใี ห้ความค้มุ ครองชาวบ้านให้อยเู่ ยน็ เป็ นสขุ

พธิ ไี ต้หำงประทีป
เป็ นพิธีท่ีชาวลาวตีต้ ลอดจนภิกษุสามเณรจุดประทีปโคมไฟ เพ่ือเป็ น

พทุ ธบชู าองค์พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า ในวนั ออกพรรษาเป็ นเวลา 3 วนั ชาวบ้าน
จะร่วมกบั วดั จดั สร้าง “ฮ้านประทีป” ขนึ ้ ทห่ี น้าพระอโุ บสถ ทาพิธี 3 วนั ในวันขนึ ้
14 ค่า 15 คา่ และแรม 1 ค่า เดอื น 11
พิธีไต้หำงพระทรำย คอื การบชู าพระทรายในเทศกาลสงกรานต์ ซ่ึงในพิธีนีจ้ ะ
เริ่มจากการการสรงนา้ พระและแห่ดอกไม้รอบหม่บู ้านในช่วงเย็นของแต่ละวัน
เป็ นเวลา 3 วนั
พธิ ีไหว้ครูบูชำเตำ เป็ นการไหว้บชู าพระภมู ิ พระแม่ธรณบี ชู าเทพเจ้า

221

ประเพณีและเทศกำลสำคัญของกล่มุ ชำตพิ ันธ์ลุ ำวตี้
แต่ละชมุ ชนจะต้องปฏิบตั ิเหมอื นกนั ซง่ึ มีทงั ้ หมด 12 ฮตี ด้วยกนั ดงั ตอ่ ไปนี ้
เดือนเจยี ง บญุ เข้ากรรม
เดือนยี่ บญุ คนู ลาน (บางท้องถ่นิ เรียก “บญุ กองข้าว”)
เดอื นสาม บญุ ข้าวจี่
เดือนสี่ บญุ พระเวส
เดอื นห้า บญุ สงกรานต์
เดอื นหก บญุ บงั ้ ไฟ
เดอื นเจ็ด บญุ ซาฮะ
เดอื นแปด บญุ เข้าพรรษา
เดือนเก้า บญุ หอ่ ข้าวประดบั ดนิ
เดือนสบิ บญุ ข้าวสลาก
เดือนสบิ เอด็ บญุ ออกพรรษา
เดือนสบิ สอง บญุ กฐิน
งำนฝี มือ: การทอผ้า การจกผ้าซิ่น

222

กจิ กรรมท่เี ข้ำไปในชุมชน : กิจกรรมอนรุ กั ษ์การเป่ าแคน
กจิ กรรมอนรุ ักษ์วฒั นธรรมดงั ้ เดมิ ของตนใน
สปป.ลาว
กจิ กรรมการทาบญุ ตามประเพณลี าว
กิจกรรมเยย่ี มเยอื นกนั ระหว่างประชาชนจาก
ทงั ้ สองท้องถ่ิน
กิจกรรมการทอผ้าและจกผ้าซ่นิ

223

จดั ทาโดย

นางสาว ชลธิชา กวนิ ศกั ด์ิสกุล รหสั นักศกึ ษา 63122015
นางสาว มณธจนั ทร์ ชยั วิเศษกุล รหสั นกั ศกึ ษา 63122039
นางสาว รัชนกี ร แซม่ ้า รหสั นกั ศกึ ษา 63122103
นางสาว พรทิพย์ มาเยอะ รหสั นกั ศกึ ษา 63122145

รายวิชาการจดั การท่องเทีย่ วโดยชมุ ชนและกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ (Sec: 03)
รหสั วิชา TOUR2102 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศกึ ษา 2564

คณะมนษุ ย์ศาสตร์และสงั คมศาสตร์ หาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม่

224

225


Click to View FlipBook Version