ชนชาตติ ิพนั ธ์ไุ ตหยา่
ประวัติควำมเป็ นมำชนเผ่ำไตหย่ำ
ชาวไตหยา่ คอื กลมุ่ คนที่อพยพ มาจากเมืองหย่า หรือซินผิงมณฑล
ยนู นาน ซง่ึ ตงั ้ อย่ทู างทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ของ สาธารณรฐั ประชาชนจีน ชาวจีน
เรียก คนไทยกล่มุ นีว้ ่า ฮวาเย่าไต แปลว่า ไทเอวลาย ชาวไตหย่าบางสว่ นได้
อพยพ มายงั สบิ สองปันนา บางสว่ นเข้าส่พู ม่า และไทย มีประชากร ๖๐,๐๐๐
คน
ภำษำ ไตหย่าคล้ายกบั ภาษา ไทยถิ่นเหนือ ชาวไตหย่ามีภาษาพดู แต่ ไม่มี
ภาษาเขียนเป็ นภาษาหนึ่งในตระกูล จีน - ธิเบตในปัจจุบนั ภาษาไตหย่ากบั
ภาษาไทยถ่ินเหนอื มีลกั ษณะคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างอย่บู ้าง เช่น หน่วย
เสียงพยัญชนะและสระต่างกัน เช่น เสียง “ต” ในภาษาไทยกลางและ
ภาษาไทยถิน่ เหนอื จะเป็ นเสยี ง “ล” ในภาษาไตหย่า เชน่ ดอกไม้เป็ น ลอกไม้สี
ดา เป็ น สลี า เป็ นต้น ภาษาไต หย่าไม่มีระบบเสยี งควบกลา้ เช่น ปลา เป็ น ปา
เป็ นต้น ในด้านสาเนียงการพดู พบว่า สาเนียงไตหย่าต่างจาก ภาษาไทยถ่ิน
เหนอื เนอ่ื งจากภาษาไตหย่ามีหน่วยเสียง พยัญชนะ ๑๘ เสยี ง เสยี งสระ ๑๘
เสยี งวรรณยกุ ต์๕
กำรแต่งกำย ปัจจบุ นั ชาวไตหย่าจะแตง่ กายตามสมัยนิยม และจะแต่งกายใน
ชดุ ประจากลมุ่ ชนในงาน ประเพณีเช่น งานชุมนมุ ประจาปี เคร่ืองแต่งกายของ
สตรีชาวไตหยา่ จะประกอบด้วยผ้าซนิ่ ๒ ผนื ซ้อนกัน ผืนแรกเรียกว่า ผ้าไต่เซิน
เป็ นผ้าพืน้ สีดา ประดับด้วยริว้ ผ้าสตี ่างๆเย็บเป็ นแถบชายซิ่น สว่ นผ้าผืนท่ี ๒
78
เรียกว่า ผ้าเซิน เป็ นผ้าพนื ้ สดี าประดับชายผ้าด้วยริว้ ผ้าสแี ต่ไม่เย็บด้านข้างให้
ตดิ กนั
ผู้หญิง มักนิยมไว้ผมยาว เกล้าเป็ น
มวยสงู กลางศีรษะ และจะพันศีรษะ
ด้วย ผ้ าสีดา ๒ ผืน คือ ผ้ าแหแย่ง
และผ้าหว่างโห ส่วน เคร่ืองประดับ
ห ญิ ง ไ ต ห ย่ า ทุ ก ค น จ ะ เ จ า ะ หู แ ล ะ
สวมต้มุ หซู ง่ึ มลี กั ษณะเป็ นวงขนาดใหญ่ สวม กาไลข้อมือและแหวน ท่ีเป็ นเงิน
ซงึ่ สามารถ บ่งบอกให้ผ้อู ่ืนทราบถงึ ฐานะทางเศรษฐกิจ และสงั คมของผ้สู วม
ใส่ เด็กหญิงชาวไตหย่า จะเริ่มสวมใส่
เคร่ืองแต่งกายประจากล่มุ เม่ือ อายุครบ
๑๒ ปี และผ้หู ญิงไตหย่าที่มีอายุ ๔๐ ปี จะ
ไม่สวมใสเ่ ครื่องประดบั อะไรอีก
ผู้ชำย ประกอบด้วยกางเกงขาตรงสี ดาหรือสคี ราม เสอื ้ คอจีนแขนยาวสีดา ไม่
ประดับลวดลายใดๆ ทรงผมตัดสนั ้ ตามสมัย นิยม และผ้ชู ายสามารถใช้ชุด
ประจา
กลมุ่ ไต หยา่ ได้เม่อื อายคุ รบ ๑๘ ปี
อำหำรกำรกิน ของชาวไต
หย่า มี วัฒนธรรมการดองอาหาร ๒
79
แบบ คือ การดองเนือ้ สตั ว์และการดองผกั การดองสตั ว์เชน่ เนือ้ ววั เนือ้ หมูและ
ปลา โดยใช้เครื่องเทศ เช่น ลกู จันป่ น พริก ไทยป่ น ข้าวคัว่ กระเทียม เม็ดซ่ิ
วซาง และเหล้าขาว คลกุ เคล้าและดอง ประมาณ ๑ เดือน การดองผกั ชาวไต
หย่าจะนิยมดองผกั กาดเขียวด้วยข้าวสกุ และเกลอื ใช้เวลาดองประมาณ ๗
วนั ก็ สามารถรับประทานได้
วัฒนธรรมประเพณี งานพิธีต่าง
ๆ ของชาวไทหย่ามีงานปี ใหม่ งาน
แต่งงานและงานตามพิธีศาสนา
ใหม่ของเขา งานปี ใหม่ ชาวไทหย่า
เรียกงานนีว้ ่า “ป่ าเย” มีการฆ่าหมู
ไก่ ตาข้าวเหนียว ทาขนมปังข้าว
เหนียว คลกุ เมล็ดงา ร่วมกันร้องเพลงแจกของขวญั และเลยี ้ งอาหารกัน หน่มุ
สาวและคนเฒ่าแก่พากันแต่ง ตวั อย่างสวยงามตามจารีตประเพณีคือผ้หู ญิง
โพกศรี ษะสวมเสอื ้ ผ้านงุ่ ๒ ชนั ้ ประดบั ด้วยผ้าลาย ดอกไม้และกระดุมเปลือก
หอย ใส่ต่างหูกาไลมือ พากันไปเที่ยวตามหมู่บ้านญาติพี่น้อง ซ่ึงตัง้ อยู่ใน
หมบู่ ้านใกล้เคยี งเพอ่ื กราบไหว้อวยพรซงึ่
ศำสนำ พิธีกรรม ชาวไตหย่าในประทศไทยกว่าร้อยละ 90 นับถือศาสนาศ
ริสต์ ประเพณีกรรมสาคญั ตา่ ง ๆ จึงขนึ ้ อย่กู ับวนั สาคญั ของศาสนาคริสต์ ส่วน
80
ชาวไตหย่าท่ีอยู่ในประเทศจีนยังคงนับถือผี มีแม่มด ย่ามด เป็ นผู้ประกอบ
พธิ ีกรรมตา่ ง ๆ
งำนฝี มือ เครื่องเงินการทอผ้าของคนในชมุ ชน
CBT ศลิ ปะการทาเคร่ืองเงิน การทอผ้าของคนชาตพิ นั ธ์ไุ ทหยา่
81
82
ชนชาติพนั ธ์ไุ ทเขนิ
ประวตั ิควำมเป็ นมำชนเผ่ำไทเขนิ
ไทเขิน หรือ ไทขนึ เป็ นชนชาติหนงึ่ ท่ีเรียกตนเองตามพืน้ ท่ีอย่อู าศยั
ในลมุ่ แมน่ า้ “ขนึ ”โดยมี เมอื งเชียงตงุ เป็ นศนู ย์กลาง เป็ นเมืองในหบุ เขา อย่ทู าง
ตะวนั ตกของแม่นา้ สาละวิน ในเขตการ ปกครอง สหภาพพม่า จากแผ่นพับ
เผยแพร่ความรู้ของ ชมรมอนรุ ักษ์วฒั นธรรมไทยเขนิ แม่สาย ได้ ระบุไว้ว่า “ไท
เขิน นบั อยใู่ นกลมุ่ คนที่พูดภาษาตระกูลไทย สาขาจ้วงไทย ซึง่ มีถิ่นกาเนิดอยู่
ในภาค อษุ าคเนย์กลมุ่ หนงึ่ และได้แยกสาขามาจากกล่มุ ไทยโยนก (ไทยยวน
หรือคนเมือง) แล้วขนึ ้ ไปตัง้ เมืองเชียงตงุ บริเวณล่มุ แม่นา้ เขิน ตงั ้ แต่ ปี พ.ศ.
๑๗๙๖”
ภำษำ พดู และเขียนของไท เขินมีความคล้ายคลงึ กนั กับ ไทยยองและไทลือ้
มาก พดู ภาษาไทขืน ซง่ึ เป็ นภาษาใน กล่มุ ภาษาย่อยไทพายพั ใน กล่มุ ภาษา
คา-ไต ตระกลู ภาษาไท-กะได
กำรแต่งกำย การแต่งกายของผ้ชู าย สวมกางเกงขวากว้าง
เรียกว่า “เต่ียว ห่วงกลาง” สวมเสอื ้ คอกลมหรือคอตงั ้ แขน
ยาว ผ่ากลาง ติดกระดมุ ผ้าตลอดแนวสาบเสอื ้ โพก ศีรษะ
ด้วยผ้าเคยี นหวั ยาว ๙ ศอก มีชายผ้าตงั ้ ขนึ ้ เหนือหูด้านขวา
เสอื ้ ผ้ามีสสี นั ทง่ี ดงาม เป็ น เอกลกั ษณ์ของชุมชน สวมรองเท้า
เตะ ทาด้วย หนงั ควายเรียกวา่ “แขบ็ หนงั ควาย”
83
การแตง่ กายของผ้หู ญิง สวมผ้าซ่ินท่ีมีหัวซ่ินหรือเอว
ซนิ่ ตวั ซ่ิน หรือกลางซ่ินและหางซ่ิน สวมเสอื ้ ตัวนอกแขน ยาว
แขนกระบอก ชายเสอื ้ ยาวงอน ป้ ายด้าน หน้าเรียนกว่า “หน้า
หว้าย” หรือ “เสอื ้ ป๊ัด” มี สายเชือกผกู ข้างเอวด้านใดด้านหนึ่ง
สายเสอื ้ และปลายแขนปักลวดลายสวยงาม ไว้ผมยาว เกล้า
เป็ นมวย แล้วโพกศีรษะด้วยผ้าเคยี นหัว ยาว ๙ – ๑๒ ศอก ไม่
มีชายผ้าตงั ้ เหนือหูสวม รองเท้าไม้ เรียกว่า “แข็บไม้” ,“กก
กาก” หรือ “รองเท้าหนงั ควาย” มหี ลายรูปแบบเชน่ แข็บ หวั แอน่ และแข็บเปื๋ อ
งก๊ดุ เป้ นต้น
ควำมเช่ือและศำสนำ ศาสนาของไทเขินคือพุทธศาสนานิกาย เถรวาท
นอกจากนนั ้ ยงั มีความเชอื่ เรื่องผีและวญิ ญาณ สว่ นระบบเศรษฐกิจของไทเขิน
คือ การทานา และการ เลยี ้ งสตั ว์ ช่ือจริงของชนนีก้ ็คือ “ไทขนึ ” แต่คนไทย
เรียกว่า “ไทเขิน” ก็เพราะว่าชาวไทเขินจะเก่งทางด้าน ทาเคร่ืองเขิน คาว่า
“ขนึ ” คอื การออกเสยี งของคาวา่ “เขิน” เช่นเดยี วกบั คาว่า “เงนิ ”
อำหำร ชาวไทเขินรับประทานข้ าวเหนียว
เชน่ เดยี วกบั ชาวไทยวนและไทลอื ้ อาหารท่ีขนึ ้ ชื่อ
ของชาวไทเขนิ คือ ข้าวซอยหน้อย หรือ ข้าวซอย
อ่อน เป็ นอาหารประจาถิ่นของชาวไทเขิน และ
ชาวไทใหญ่ นอกจากนีย้ งั มีอาหารอย่างอ่ืนท่ีเป็ น
เอกลกั ษณ์ของชาวไทเขิน เชน่ แกงผกั แว่น ไส้อั่ว (ไส้ล้องพิก) พริกข่า ข้าวฟื น
84
ข้าวฟื นถวั่ ลนั เตาทอด ในสว่ นของหวานนนั ้ มหี ลายอย่าง เช่น ข้าวต้มหัวหงอก
ข้าวบกุ ข้าวมุนห่อ ปัจจบุ นั นีก้ ารประกอบอาหารของชาวไทเขินดังกลา่ วนัน้
ยงั คงนยิ มทากนั เกอื บทกุ ครัวเรือน
ประเพณีและเป็ นวฒั นธรรม ของ
ชาวไทเขนิ มคี วามคล้ายคลงึ กบั ชาว
ล้านนาในการจัดพิธีสืบชะตาหรือ
ต่ออายุหมู่บ้านเพื่อเป็ นพลงั ให้แก่
กลมุ่ ชน ส่วนศิลปะการแสดงที่นิยม
เล่นกันตามงานประเพณี เช่น การ
ฟ้ อนราหางนกยงู ฟ้ อนฆ้องเชิง ฟ้ อนรานก ฟ้ อนราดาบ ฟ้ อนโต ซึง่ การฟ้ อนโต
เป็ นการแสดงถงึ วฒั นธรรมร่วมของชาวไทใหญ่และชาวไทเขนิ
งำนฝี มือ หตั ถกรรมประเภทเครื่องเงิน เครื่องเขนิ และ เค่ียนไม้(กลงึ ไม้)
ปุง เป็ นภาชนะที่มีโครงเป็ นเครื่องสาน
คล้ายกลอ่ งข้าวเหนยี ว ก้นเป็ นสีเหล่ียม คอ
คอดทรงกระบอกมีฝาปิ ดคล้ายๆ ขวดโหล
แก้ ว ฐานของปุงจะทาด้ วยไม้ เป็ นกรอบ
สเี่ หลีย่ มจัตรุ ัสมีเส้นหวายคาดรัดติดกบั ปงุ
โดยยึดกับคอของภาชนะ ตัวปงุ มีลกั ษณะ
อ้วนป่ องทาด้วยยางรักหนาพอสมควร ปงุ จงึ มีลกั ษณะแข็งแรงและรองรับการ
85
กระทบกระทงั่ ได้ดี การตกแต่งสว่ นใหญ่จะเป็ นการเขียนลวดลายด้วยชาด เป็ น
ลายพันธ์ุพฤกษาแบบพืน้ เมือง ไม่นิยมมีรูปสัตว์ ลวดลายที่ตกแต่งจะเน้น
ด้านข้างของภาชนะทงั ้ สี่ด้าน ไม่นิยมติดทองคาเปลวหรืองานประดบั กระจก
ปกตจิ ะมรี ูสาหรับร้อยเชือกจากฐานไม้โยงผ่านหปู ลอกหวายที่คอของภาชนะ
สาหรับหิว้ หรือหาบ หน้าท่ีการใช้งานคือเป็ นที่เก็บเมล็ดพันธ์ุพืชและของใช้
สว่ นตวั
ประเพณี 12 เดือนของชำวไทยเขนิ
เดอื นสาม (มกราคม) ประเพณบี ชู าเทวดา
เดือนสี่ (กุมภาพันธ์) ประเพณีอปุ สมบทพระภิกษุ บรรพชาสามเณร
เดือนห้า (มีนาคม) ประเพณีไหว้พระธาตแุ ละเดือนแรมเลยี ้ ง
เทวดาอารกั ษ์
เดอื นหก (เมษายน) ประเพณแี ขวนกลองและขอนา้ ฝน
เดือนเจ็ด (พฤษภาคม) ประเพณไี หว้พระธาตจุ ดุ บงั ้ ไฟจรวด และอ่าน
มาด (กลอนยาว)
เดือนแปด (มิถนุ ายน) ประเพณีทาบญุ เจดยี ์ทราย ๑๐๘ องค์และ
ประเพณีสบื ชะตาเมือง
เดือนเก้า (กรกฎาคม) ประเพณเี ข้าพรรษา และสง่ พระเคราะห์เมือง
เดอื นสบิ (สงิ หาคม) ประเพณีชมุ นมุ อโุ บสถครงั ้ ใหญ่
86
เดือนสบิ เอด็ (กนั ยายน) ประเพณตี งั ้ ธรรมหาป๋ าง หรือฟังเทศน์พระ
ธรรมมหาเวสสนั ดรชาดก
เดอื นสบิ สอง (ตลุ าคม) ประเพณีออกพรรษา ทาบญุ ต้นแปก
(ต้นเกยี๊ ะ) และจดุ บงั ้ ไฟดอกไม้
เดอื นเก๋ียง (พฤศจิกายน) ประเพณถี วายผ้ากฐิน และทาบญุ บชู าพระเจ้า
หลวงระแข่ง
เดอื นย่ี (ธันวาคม) ประเพณีเข้าปริวาสกรรม และทาบญุ ทวาย
นา้ อ้อย
กจิ กรรมท่เี ข้ำไปในชมุ ชน กิจกรรมการเรียนรู้การทาเคร่ืองเขนิ และการ
จกั รสาน
กิจกรรมสบื สานภูมิปัญญาของชาวเขิน
87
88
ชนชาติพนั ธ์มุ อญ
ประวตั ิควำมเป็ นมำชนเผ่ำมอญ
เป็ นชนชาติเก่าแก่ มีอารยธรรมรุ่งเรืองมากชนชาติหนึ่ง จาก
พงศาวดารพม่ากลา่ วว่า "มอญเป็ นชนชาติแรกท่ีตงั ้ ถิ่นฐานอย่ใู นพม่า มาเป็ น
เวลาหลายศตวรรษกอ่ นคริสตกาล" คาดว่าน่าจะอพยพมาจากตอนกลางของ
ทวปี เอเชีย เข้ามาตงั ้ อาณาจกั รของตนทางตอนใต้ บริเวณล่มุ แม่นา้ สาละวิน
และแม่นา้ สะโตง ซึ่งบริเวณนีใ้ นเอกสารของจีนและอินเดียเรียกว่า "ดินแดน
สวุ รรณภมู "ิ
ปัจจบุ ัน ชาวมอญท่ีอาศยั อยใู่ นชมุ ชนมอญในประเทศไทยยังนิยมเรียกตนเอง
ว่า“ชาวไทยรามัญ” (พชั รินทร์ สริ สนุ ทร, 2558, หน้า 8, 22) คาว่า “มอญ”
สว่ นใหญ่คนมอญมกั จะใช้ในการส่อื สารในลกั ษณะท่ีไม่เป็ นทางการ หรือเป็ น
การสอื่ สารกนั ภายในกล่มุ ส่วนคาว่า “รามัญ” หรือ “ไทยรามัญ” มกั จะใช้ใน
การสอื่ สารแบบทางการ โดยสงั เกตได้อย่างชัดเจนจากช่ือของกลมุ่ องค์กรของ
คนมอญ อาทิเช่น สมาคมไทยรามัญ สมาพันธ์ุชาวไทยเชือ้ สายรามัญ จ .
ปทมุ ธานี และมลู นิธิรามญั รักษ์
ภำษำ อกั ษรมอญและวัฒนธรรมภาษามอญ ในอดีตกลมุ่ ท่ีพูดภาษามอญ
ส่วนใหญ่ตัง้ ถ่ินฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง
ใต้ ในปัจจุบนั มีผ้พู ูดภาษามอญตงั ้ ถิ่นฐานอย่ใู นประเทศพม่าและประเทศ
ภาษามอญในประเทศไทยพดู กนั ในกลมุ่ ชาวไทยเชอื ้ สายมอญในจงั หวัดต่าง ๆ
ในทกุ ภาค โดยเฉพาะภาคกลางในบริเวณที่ราบลมุ่ ใกล้แม่นา้ เช่น ในจงั หวัด
89
กรุงเทพมหานคร สมทุ รปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ราชบรุ ี
กาญจนบรุ ี ลพบรุ ี พระนครศรีอยธุ ยา จงึ มกี ารถา่ ยเทภาษามอญของถิ่นต่าง ๆ
อยเู่ สมอ ทาให้แม้จะมีภาษามอญหลายถ่นิ แตก่ ส็ ามารถใช้สอ่ื สารได้
ศลิ ปะวัฒนธรรม ศิลปวฒั นธรรมมอญนนั ้ กลายเป็ นศิลปวฒั นธรรมของพม่า
ไปหมด เพราะศิลปวัฒนธรรมส่วนใหญ่นัน้ พม่าได้รับไปจากมอญ ศิลป
สถาปัตยกรรมประเภทเรือนยอด (กุฎา
คาร) หรือหลังคาท่ีมียอดแหลมต่อขึน้
ไป โดยเฉพาะเรือนยอดทรงมณฑปนี ้
เป็ นสถาปั ตยกรรมมอญ ท่ีไทยและ
พม่านามาดดั แปลงใช้ต่อ
อำห ำร ชาวมอ ญมักจะน าพื ช
ท้องถนิ่ หรือส่งิ ท่ีมีอย่ใู นธรรมชาติมา
ประกอบอาหาร และด้วยวิถีอย่งู ่าย
กินง่ายกับธรรมชาติของชาวมอญ
สารบั อาหารจึงเต็มไปด้วยพืชผักท้องถ่ินน โดยพืชท้องถิ่นที่ชาวมอญนิยมกิน
และนามาประกอบอาหารนนั ้ สว่ นมากจะเป็ นพืชทม่ี เี มือกลน่ื หรือมีรสเปรีย้ ว
สว่ นใหญ่จะนิยมนาพืชผักพืน้ บ้านท่ีมีตามฤดูกาลมาทาเป็ นเมนูแกง อาหาร
มอญยงั ถอื เป็ นภมู ปิ ัญญาท่สี บื ทอดต่อกนั มายาวนาน
90
กำรแต่งกำย
ชำย ชำวมอญ สวม เกลดิ เรียกวา่ เกลดิ ฮะเหลนิ่ แปลว่า ผ้าน่งุ ยาว
(ลอยชาย) สว่ นเสือ้ เป็ นเสอื ้ คอกลมผ่าอกตลอด แขนกระบอก มีกระดุมผ้า
หรือเชอื กผกู เข้ากนั
หญิงมอญ สวม หนิ่น คล้ายผ้าน่งุ ของผ้ชู าย แต่ลายของผ้หู ญิง
ละเอียด สวยงามกวา่ และวธิ ีการน่งุ ต่างกนั สวมเสอื ้ ตัวในคอกลมแขนกุดตัว
สนั ้ แค่เอว เล็กพอดีตัว สีสด สวมทับด้ วยเสือ้ แขนยาวทรงกระบอก เป็ น
ผ้าลกู ไม้เนือ้ บาง สอี ่อน มองเห็นเสอื ้ ตวั ใน ถ้ายังสาวอยู่แขนเสือ้ จะยาวถึง
ข้อมอื หากมีครอบครวั แล้ว จะเป็ นแขนสามสว่ น หญิงมอญนิยมเกล้าผมมวย
ค่อนต่าลงมาทางด้านหลงั โดยมีเคร่ืองประดับ ๒ ชิน้ บงั คบั ไม่ให้ผมมวยหลดุ
คือ
โลหะรูปตวั ยคู ว่า U แคบๆ และ โลหะรูปปี กกา } ตามแนวนอน ภาษามอญ
เรียกวา่ อะนด่ โซก่ และ ฮะเหลีย่ งโซ่ก จากนนั ้ ประดับด้วย “แหมะเกวี่ยปาว
ซก่ “ รอบมวยผม
91
ดนตรี
ทะแยมอญ (ซะมาแขวก) สะบ้าทอย
กฬี าหนมุ่ ชาวมอญ ฆ้องมอญ ตะโพน
มอ ญ เ ปิ งมางค อ ก มอ ญซ่อ น ผ้ า
มอญรา นาฏศิลป์ ชัน้ สงู ของชาวมอญ
ปี่ พาทย์มอญ ป่ี มอญ สะบ้าบ่อน
ประเพณแี ละศำสนำ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาว
มอญนัน้ มีวัฒนธรรมเป็ นแบบฉบับมา
ยาวนาน บางอย่างมีอิทธิพลให้ กับชนชาติ
ใกล้เคียง เช่น ประเพณีสงกรานต์ ข้าวแช่ ฯลฯ บางอย่างก็ถือปฏิบตั ิกนั แต่
เฉพาะในหมู่ชนมอญเท่านัน้ ชาวมอญมีเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่าง
ลกึ ซงึ ้ ขณะเดียวกนั ก็นบั ถอื ผีบรรพบรุ ุษกบั ผีอ่ืน ๆ ที่มีอิทธิฤทธิ์ รวมทงั ้ เทวดา
ประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ของภาคกลางใน จังหวัดสมทุ รปราการ โดยชาว
พระประแดง (มอญปาก-ลดั ) ปกติมกั จัดขนึ ้ ในวันท่ี 13 เมษายนหรือตรงกับ
ชว่ งวนั สงกรานต์ ความเป็ นมาหรือสาระสาคญั ของประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ
ก็เพ่ือเป็ นการระลกึ และเป็ นการบชู า
92
ประเพณี 12 เดอื น บญุ สงกรานต์
1. เดือนห้า แรกนาขวญั
2. เดอื นหก ถวายผ้าอาบนา้ ฝน
3. เดอื นเจ็ด เข้าพรรษา - ถวายเทียนพรรษา
4. เดอื นแปด ทาบญุ แด่ผ้ลู ว่ งลบั - หวา่ นข้าวทานาดา
5. เดอื นเก้า ตกั บาตรนา้ ผงึ ้ - ตาข้าวเหนียว
6. เดือนสบิ บญุ ออกพรรษา - กวนกระยาสารท
7. เดอื นสบิ เอ็ด ไหว้แมโ่ พสพ - ตงั ้ ศาล
8. เดอื นสบิ สอง ทาข้าวเม่าถวายผเี รือน - ตาข้าวเมา่
9. เดอื นอ้าย ลงแขกเกย่ี วข้าวนวดข้าว
10. เดือนย่ี บญุ โอะห์ตา่ น - บญุ ข้าวหลาม
11. เดือนสาม ฤดทู านาสะสางงานบ้าน - ผ้ชู ายจกั สาน
12. เดอื นสี่ ผ้หู ญิงทอผ้า
93
งำนฝี มอื ผ้าสไบมอญลายดอก งานปัก-งานถกั ”
CBT แหลง่ เรียนรู้ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวฒั นธรรมของคนเชือ้ สาย
มอญ โดยจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ต่างๆ ของชาวมอญ ตงั ้ อย่ใู นวัดคนั ลัด
เนืองจากชนเผ่ามอญมีงานฝี มือการวาดฝาผนงั วัดจึงมีการจัดการแสดงของ
ของความสวยงานทแี่ สดงออกจากฝาผนงั วดั งานปัก-งานถกั ”ผ้าม่าน ผ้าปโู ต๊ะ
ปลอกหมอน ผ้าเช็ดมอื ของใช้ตกแตง่ บ้าน ผ้าถงุ ประยกุ ต์ และเสอื ้ สาเร็จรูป
94
95
ชนชาติพนั ธ์ลุ ะว้าหรือลวั ะ
ประวตั ิควำมเป็ นมำชนเผ่ำละว้ำ
ความเป็ นมาประมาณ 1,300 ปี มาแล้ว ก่อนที่พวกมอญจะนา
ความเจริญรุ่งเรืองมาส่เู ขตล่มุ นา้ ปิ ง บรรพบรุ ุษ ของละว้า ได้ตงั ้ ถ่ินฐานอยู่
แล้ว ละว้าหรือท่คี นไทยภาคเหนอื เรียกว่า “ลวั ะ” นนั ้ เป็ นกล่มุ ชนออสโตรนี
เซียนและเรียกตัวเองว่า “ละเวียะ” ถิ่นกาเนิดที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด
ลวั ะ หรือละว้า เป็ นเจ้าของถ่ินเดิมภาคเหนือก่อนท่ีไทยเราจะอพยพลงมาสู่
แคว้นสุวรรณภูมิ ตามตานานของเชียงรายได้บันทึกไว้ ว่า ชาวละว้าเคยมี
อานาจปกครองไทยสมัยหนึ่ง แต่ต่อมาภายหลงั ได้เกิดการต่อส้รู บพ่งุ กนั ไทย
ประสบชยั ชนะได้ฆ่าฟันขบั ไลแ่ ละทาลายล้างชาติละว้า ชาวละว้าหรือลวั ะเป็ น
จานวนไม่น้อยทหี่ นีกระจดั กระจายไปอย่ใู นเขตจงั หวดั เชียงใหม่ ลาพนู ลาปาง
อาศยั อย่ใู นบริเวณหา่ งไกลจากเขตเจริญ โดยตงั ้ บ้านเรือนรวมกันเป็ นหม่บู ้าน
เฉพาะพวกของเขา
ภำษำ เป็ นเป็ นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก กล่มุ มอญ-เขมร โดยอย่ใู น
สาขาย่อยของปะหล่อง-ล้าอีกทีหนึ่ง ลกั ษณะที่เห็นได้ชัดเจนว่าภาษาเป็ น
ภาษาท่ีอยู่ร่วมกันในตระกูลกับภาษามอญ-เขมร คือ การท่ีภาษาลัวะไม่มี
ระบบเสยี ง นอกจากนีช้ นเผ่าลวั ะยังมีสถานที่ศักด์ิสิทธ์ิ ท่ีชนเผ่าลวั ะให้ความ
เคารพยาเกรง ซ่ึงได้แก่ ญู่ เป็ นสถานท่ีประกอบพิธีกรรมของหม่บู ้านซึง่ จะทา
ขนึ ้ เป็ นประจาทกุ ปี โดยมีเสาอินทขิลเป็ นสญั ลกั ษณ์ ญู่ เป็ นสถานที่ประกอบ
พิธีกรรมตามฤดกู าล เช่น ก่อนเร่ิมปลกู การเกษตร และหลังเก็บเก่ียวผลผลิต
96
ซง่ึ ในหมบู่ ้านจะมี ๓ จดุ และโม เป็ นป่ าอนุรักษ์ ท่ีใช้ไม้สาหรับทาโลงศพ ห้าม
นาไปใช้อย่างอน่ื
กำรแต่งกำย ชาวถิ่นไม่มีการทอผ้า จะซือ้ เสือ้ ผ้าเคร่ืองน่งุ ห่มจากภายนอก
ผ้หู ญิงจะน่งุ ผ้าซ่ิน ตามแบบชาวไทลอื ้ สวมเสอื ้ 2 ตวั ตัวในเป็ นเสอื ้ คอกลม
แขนสนั ้ หรือไม่มแี ขน (บางทใี ช้เสอื ้ ผ้าลายเรียกว่า เสอื ้ ดอก) และสวมเสอื ้ แขน
ยาวทบั เป็ นเสอื ้ ชนั ้ นอก เรียกว่า “เสอื ้ ดา” (เป็ นเสอื ้ ฝ้ ายหรือเสอื ้ สีม่อฮ่อม) จะ
ใช้ผ้าขาวม้าพนั ศีรษะ เรียกวา่ “ผ้าหวั ” ผ้ชู าย จะแต่งกายเหมือนชายไทยท่วั ไป
สวมกางเกงขายาวหรือเสอื ้ ตามสมยั นิยม
อำหำรกำรกิน นิยมกินข้าวเหนียวนึ่ง
ใส่ “แอ๊บ” (กระต๊ิก) ไว้กินทัง้ สามมือ้ มี
เกลือและพริก เป็ นเครื่องชูรสท่ีขาด
ไม่ได้ อาหารยอดนิยมคือนา้ ปู เป็ น
97
เครื่องจิม้ สาหรับผกั และข้าวเหนียว ประเภทเนือ้ สตั ว์จะกินในโอกาสพิเศษ
หรือยามเซน่ ผี
ดนตรี ปิ ร์ เป็ นเคร่ืองดนตรีประจา
ชนเผ่าลวั ะ ทามาจากไม้ไผ่ชนิดหนงึ่
เรียกวา่ "ไม้เฮียะ" เป็ นทรงกระบอก
ด้านหนึ่งกลวง เหนือด้านท่ีตันจะ
เจาะรูท่ตี วั กระบอก 2 ด้าน แล้วใช้ไม้ไผท่ เ่ี หลาให้เรียวยาวเสยี บลงไปในรูนี ้ ให้
ทะลกุ ระบอกไม้ไผ่ออกไปเรียกวา่ "ขาปิ ร์" เวลาเลน่ กจ็ ะนาไม้ไผ่อีกอันหนึ่งมาตี
ขาปิ ร์นี ้ ก็จะได้เสยี งดังกังวานออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ ปิ ร์ชดุ หน่งึ จะมี 2-3
ตวั แล้วแตข่ นาด ผ้ตู ี 1 คนก็จะตปี ิ ร์ชดุ หนงึ่
ศำสนำและควำมเช่ือ ลวั ะ นับ
ถือ ปี ศาจ เมื่อเจ็บป่ วยหรือมี
เหตุการณ์อย่างไร ก็เซ่นบูชาผี
ต่าง ๆ ด้วยไก่ สุกร โค กระบือ
เสมอ ลวั ะนบั ถือผีกนั มาก คอื ผีละมาง แบ่งออกเป็ น ๒ อย่าง คือ ผีละมางอยู่
กบั บ้านเรือน และผีละมางบิดามารดา ซ่งึ ถงึ แก่กรรม ไปแล้ว ผีละมางอย่กู ับ
บ้าน ถือเป็ นผีเรือน คอยค้มุ ครองรักษาป้ องกันภัยให้แก่สมาชิกในครอบครัว
สว่ นผีละมาง ดวงวิญญาณบิดามารดา เรียกว่า ผีละมางพ่อแม่ การเซ่นผีนี ้
เมื่อมคี นภายในบ้านไม่สบาย
98
กำรละเล่น การยิงหนงั สติกลวั ะ การเล่นไม่
ตอ่ ขา และการเลน่ สะบ้า(เรอเกฮะ)
วฒั นธรรมประเพณี
ลวั ะมพี นื ้ ฐานจาก การนบั ถือผี
ความเชื่อเร่ืองผี แม้ ส่วนใหญ่ถือพุทธ
แตก่ ็ไม่ทิง้ การนบั ถือผี พิธีกรรมที่ปฏิบัติ
ตามกล่มุ เครือญาติ“ผีตระกูล” สอนใน
เร่ืองความเช่ือ บางกลมุ่ ไม่กินเนือ้ กวาง
เพราะเช่ือว่าเป็ นสัตว์ท่ีให้ ต้ นตระกูล
ตนเองดดู นม ถ้าฝื นความเช่อื กินเข้าไป ต้องรีบออกไปทาพิธีเซ่นไหว้
การเลยี ้ งผี เป็ นความเชอ่ื ท่สี บื ทอดกนั มามเี หนยี วแนน่ มาก
1.การเลยี ้ งผหี ลกั เมือง(โนก สไปต) เป็ นการเลยี ้ งผีเจ้า
2.การเลีย้ งผีตะตู(โนก ตะตู) ซึ่งเป็ นการเลีย้ งผีของแต่ละบ้านให้คุ้มครอง
หมบู่ ้าน
3.การเลยี ้ งผหี วั บนั ใด (โนกไกญโบง) เป็ นการเลยี ้ งผขี องแต่ละหลงั คา
99
4.การเลยี ้ งผีเรียกขวญั (โนก รบกุ )เป็ นการเลยี ้ งผีเพ่อื เรียกขวญั เดก็ ทีช่ อบป่ วย
5.การเลยี ้ งผไี ร่,นา การเลยี ้ งซงึ่ เชอ่ื ว่าจะทาให้ผลติ ผลทางการเกษตรมีผลดี
งำนฝี มือ การสานสอ่ื กระบงุ ยา่ ม ทอผ้า ทาเคร่ืองเงิน กาไลแขน กล้องยาสบู
ตเี หลก็
100
101
ชนชาติพนั ธ์คุ ะฉน่ิ
ประวตั ควำมเป็ นมำชนเผ่ำคะฉ่นิ
คะฉ่ิน เรียกตนเองว่า "จิงปอ" หรือ “ จิ่งเผาะ ” อพยพจากรัฐฉาน
ประเทศพม่า เฉพาะกลมุ่ คะฉิ่น ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ เข้ามาทางดอยลาง อ.แม่
อาย จ.เชยี งใหม่ ไปอย่ทู ี่ดอยวาวี อ.แม่สรวย จ. เชียงราย แล้วอพยพมาอย่ทู ่ี
บ้านหนองเขียว อ.เชียงดาว จ.เชยี งใหม่ คะฉิ่นมีความใกล้ชิดกบั ไทใหญ่ ลซี อ
มเู ซอ และอาขา่ เน่อื งจากอย่ใู นกลมุ่ ตระกลู ภาษาทิเบต-พม่า เช่นเดียวกนั คะ
ฉน่ิ หรือ “ จงิ่ เผาะ ” แบ่งออกเป็ น 7 กลมุ่ ได้แก่ จิมเผาะ, แหม่ล่,ู ระวาง, แหล่ชี,
อ่าจยี, หลีซ่ ู, หง่อชาง ซ่งึ มีภาษาและวฒั นธรรมคล้ายกัน ชนเผ่าคะฉิ่นมีการ
อาศัยอย่ใู นสองจังหวัดของประเทศไทยได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัด
แมฮ่ อ่ งสอน
ภำษำ ภาษาจงิ เผาะเป็ นภาษากลมุ่ ทเิ บต-พมา่ สาขา จิง่ พวั -โบโด-โกนยกั เป็ น
ภาษามี วรรณยกุ ต์ ชาวไทตรุ ง ในรัฐอัสสมั พูดภาษาจิงเผาะสาเนียงที่ผสมกบั
ภาษาไทซ่ึงเรียกว่าภาษาสิงผ่อ ระบบกริยาในภาษาจิงเผาะมีการแสดง
เครื่องหมายของประธานและกรรมตรงและมแี ต่ภาษาพดู ไมม่ ีภาษาเขยี น
อำหำร อาหารพืน้ เมืองของคะฉ่ินจะเสริ ์ฟด้วย
การห่อใบไม้ในแบบเฉพาะ และมีชาวบ้านไม่กี่
คนท่ยี งั สามารถหอ่ อาหารเหลา่ นไี ้ ด้
102
กำรแต่งกำย ชายหญิงแต่งกายเหมือนกนั ทุกวยั หมวกผ้ชู ายประดับด้วยฟัน
หมปู ่ าเพ่อื ป้ องกันศัตรู ให้เกรงกลวั ชุดของหญิงคะฉ่ินแขนยาวสดี ามีเม็ดเงิน
ประดบั ตามอก ผ้าซนิ่ สแี ดง ปักลวดลาย มีผ้าคาดเอว มีผ้าพนั น่อง ชนเผ่าคะฉ่ิ
นมีความเชื่อเก่ียวกบั เม็ดเงินท่ีประดับไว้ในเสือ้ ของผ้หู ญิงว่า เปรียบเสมือน
พืน้ ดิน ผ้ชู ายจงึ ให้เกียรติผ้หู ญิงสงู เพราะเช่ือว่าหากไม่ให้เกียรติผ้หู ญิงจะทา
การใดไมข่ นึ ้ ปลกู พืชผกั ก็จะไมง่ อกงาม
ศำสนำ วัฒนธรรม ประเพณี คะ
ฉิ่นนบั ถอื ผีบรรพบรุ ุษ ผเี จ้าท่ี ต่อมา
ห ลัง จ า ก เ ป ลี่ ย น ม า นั บ ถื อ ค ริ ส ต์
ศาสนา ชาวคะฉิ่นที่บ้านหนองเขียว
ได้เปลยี่ นมาประกอบพธิ ีกรรมท่ีโบสถ์แทนศาลเจ้าที่ เชน่ พธิ ีกินข้าวใหม่ จะนา
พนั ธ์พุ ืชทจ่ี ะปลกู เข้าร่วมในพิธี และหลงั จากเก็บเกย่ี วแล้วก็จะนาผลผลติ อย่าง
ละเลก็ ละน้อยของแต่ละครอบครัวไป ทาพิธีขอพรและขอบพระคณุ พระเจ้าที่
ได้ชว่ ยปกป้ องรกั ษาให้มีผลผลติ ท่อี ดุ มสมบรู ณ์
103
พธิ ีกรรม ในบ้านหรือหม่บู ้านเมือ่ เจบ็ ไข้ได้ป่ วยบ่อยๆ หมอผีหรือ “ตึม่ ซา” จะ
ดวู ่าหมบู่ ้านเป็ นอะไร เทพเจ้าต้องการอะไรกจ็ ะทาพธิ ีล้างด้วยสง่ิ ของที่เทพเจ้า
ต้องการ ส่วนใหญ่ที่เคยทาจะเป็ นการล้างสิ่งชว่ั ร้ายด้วยเลอื ดสตั ว์ หมอผีจะ
เป็ นคนกาหนดสถานท่ีวา่ ทาท่ไี หน
งำนช่ำงฝี มอื การทอผ้าของชนเผ่าคะฉ่นิ มีหลากลายลาย สว่ นใหญ่ได้มาจาก
การสงั เกตจากธรรมชาติหรือพืชพรรณตา่ ง ๆ เชน่ ผกั กดู ดลู วดลายจากพืช ผกั
ผลไม้ แล้วนามาเย็บเป็ นลายสวยงาม หลงั จากท่ีทอผ้าเสร็จแล้วก็จะนาไปเย็บ
และปักเป็ นลายตา่ ง ๆ ตามความสวยงาม ซงึ่ จะใช้ช่วงเวลาที่ว่างจากการทาไร่
ทาสวนมาเย็บผ้า การทาเครื่องเงิน เมื่อก่อนมีความเช่ือว่าบ้านของชนเผ่าคะ
ฉิน่ จะมเี งนิ ออกเอง ใช้เอง สว่ นมากใช้เงินแท้ ตีกนั เองเพ่ือทาเป็ นเคร่ืองประดบั
เอง รวมถงึ เครื่องมือการเกษตรด้วย
104
ศิลปะกำรแสดง ศิลปะการแสดงของชนเผ่าคะฉิ่นมีหลากหลาย เช่น การ
แสดงถ่องก่า มีการสบื ทอดกันมาตัง้ แต่บรรพบุรส ซ่ึงสมยั นนั ้ การเต้าถ่องก่า
เป็ นการเต้นแสดงความยินดีต่อผ้อู าวุโส ผ้เู ลือ่ นยศตาแหน่ง และชยั ชนะจาก
การส้รู บ และการแสดงความยินดตี ่อเจ้าภาพเช่นขนึ ้ บ้านใหม่งานแต่งงานเป็ น
ต้น
เคร่ืองดนตรี คะฉิน่ หรือ “จิมเผาะ” มีการเฉลมิ ฉลองเต้นรา โดยใช้กลอง ฆ้อง
ฉาบ เป็ นเคร่ืองดนตรี เพ่อื แสดงถงึ การรวมพลงั ความสามคั คกี นั ของคนในเผา่
กจิ กรรม CBT พีธีมะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่น ร่วมกิจกรรมเต้นราทาเพลงและ
ศกึ ษาประเพณวี ฒั นธรรมจองชนเผ่าคะฉนิ่
105
106
ชนชาติพนั ธ์ไุ ทยทรงดา
ประวัติควำมเป็ นมำชนเผ่ำไทยทรงดำ
ลาวโซ่งหรือไทยดา เป็ นคาเรียกของชนเผ่าไทย คนไทยเรียกชนกลมุ่
นีว้ ่า ลาว หรือ ลาวโซง่ เพราะอพยพจากเมืองเดียนเบียนฟู อย่ทู างตอนเหนือ
ของ ประเทศเวยี ดนาม ผ่านมายงั ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน
ลาว มีประวัติการอพยพเข้ามาในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบรุ ี พ.ศ. ๒๓๒๑ ตงั ้
ถิ่นฐานอย่ทู ว่ั ไป ประมาณ ๔๐ จงั หวดั เพชรบรุ ีเป็ นเมืองแม่ ใต้สดุ อย่ทุ ี่จงั หวดั
สรุ าษฏร์ธานี นอกนนั ้ มีอาศยั อยู่ท่ี ราชบุรี สพุ รรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี
สมทุ รสงคราม สมทุ รสาคร กาแพงเพชร พษิ ณโุ ลก สโุ ขทยั เลย ฯลฯ
ภำษำ ชาวไทยทรงดาจะมีภาษาพดู เฉพาะของตนเองเมื่ออย่กู ับพวกพ่ีน้อง
หรือญาติสนทิ กนั จะ สง่ ภาษาเดียวกนั แต่ภาษาเขียนของชาวไทยทรงดาไม่มี
ใครเขียนได้แม้กระทงั ้ ผู้สงู วัยบางท่านยังเขียนภาษาไทยทรงดาไม่ได้ โซ่ง
หรือไทยทรงดา เป็ นกลมุ่ ชนทม่ี ีทงั ้ ภาษาพดู และภาษาเขียนของตนเอง ภาษา
โซ่งเป็ นภาาาตระกลู ไทซง่ึ หมอวิลเลย่ี ม คลิฟตัน ดอดจ์ ได้แบ่งไทยออกตาม
ลกั ษณะอักขระแล้วปรากฏว่าโซ่ง-เป็ นไทยท่ีใช้อักขระไทยดา และได้มีผ้แู บ่ง
พวกที่ใช้ภาษาตระกูลไท เป็ น 3 พวก พวกหน่ึงคือ “ภาษาไทยของคนไทย
ตะวนั ออก ได้แกไ่ ทยโท้ ไทยนงุ ผ้ไู ทย (ภูไทย ภู่ไทย) วึ่งแยกออกเป็ นภูไทของ
ภไู ทยแดง ภไู ทยดา ภูไทลาย (พวกโซ่งในราชบรุ ี เพชรบุรี ก็เห็นจะเป็ นพวกภู
ไทยดานน่ั เอง)ดังนัน้ อักษรโซ่งที่ใช้อย่กู ็คืออกั ษรไทยดานน่ั เอง และการเขียน
107
หรือบันทึกอักษรนิยมเขียนในสมุดพับเป็ นชัน้ ๆ เช่นเดียวกับสมุดข่อย แต่
เรียกวา่ “ปั๊บ
อำหำร
เป็ นอาหารรสจัด จะมีพริกพราน (มะแข่น) เป็ นเคร่ืองเทศบ่งบอก
เอกลกั ษณ์ประจาชนเผ่าอาหารหลกั เชน่ แก่งหน่อส่ม แกงหยวั ้ ะ แกงผ้า แกง
โฮ
ศำสนำ
ศาสนา ไทยโซ่งในปัจจุบนั นับถือศาสนาพุทธ มีส่วนน้อยที่นับถือ
ศาสนาคริสต์ ครอบครวั ใดท่นี บั ถอื ศาสนาคริสต์ จะไม่มีการนับถือผีเรือน ไทย
โซ่งเช่อื ตามกฏแห่งกรรม ทาดไี ด้ดี ทาชว่ั ได้ชวั่ ทาบาปจะตกนรก ทาบญุ จะได้
ขนึ ้ สวรรค์
ควำมเช่อื พธิ ีกรรม
ความเชอ่ื ในเรื่องผีและขวัญ เนื่องจากเช่ือว่าผีนนั ้ เป็ นเทพยดาที่ให้
ความค้มุ ครองพิทกั ษ์รักษา หรืออาจให้โทษถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
เร่ือง ผีเรือน ประดจุ ดงั่ ศาสดาประจาตน ซึ่งทาในสง่ิ ไม่ดีจะเป็ นการผิดผี ผี
เรือนอาจจะลงโทษได้ ผแี ถนหรือผฟี ้ า ผีบ้านผีเมอื ง ผีบรรพบุรุษ ผีป่ าขวงและ
ผีอื่นๆ พธิ ีเสนคือการเซ่นไหว้ผีบรรพบรุ ุษ นอกนนั ้ มีการเซ่นไหว้แถนเซ่นเสนปุ
กล้วยเมืองฟ้ า เสนปกุ ล้วยเมอื งลมุ เสนตอ่ มีงตอ่ แนน พิธีเซ่นไหว้ผีมด ผีบ้านผี
เม่ือง เสนฆ่าเกือด เสนแก้เคราะห์เรือน เสนกวกั กว้าย
108
กำรละเล่น
เลน่ ตาบลอน่ื ไม่เลน่ ตาบลของตวั ) มกั รวมกัน 5 –10 คน ในจานวน
นีม้ ักมีหมอแคน (คนเป่ าแคน) หมอขบั (คนว่าแก้กนั ) หมอลา (หวั หน้าร้อง
เพลงเกยี ้ วกนั ) ไปด้วย การแต่งกายในขณะเล่นคอน โดยเฉพาะการทอดลกู
ช่วง ทงั ้ ชาย หญิง นิยมสวมเสอื ้ ฮไี มเ่ อาลายออก ระหว่างนีจ้ ะมีการเอาเคร่ือง
แตง่ กายคอื สะใบ เสอื ้ ฮี ผ้าซน่ิ กางเกง มาอวดกนั ของใครสวยกว่ากัน มี
การวิจารณ์ซึ่งกันและกัน หากใครสนใจของผู้ใดก็จะสอบถามกันถึงการ
ผลติ การตกแต่ง และยงั มีการปฏิสมั พนั ธ์กนั ถงึ เรื่องอ่ืน ๆ ตลอดเวลาการเล่น
คอน แต่ก็อนโุ ลมไม่ใช้เสอื ้ ฮีก็ได้ เผ่ือบางคนยังไม่
พร้ อม การเล่นคอน แบ่งออกเป็ น 2 อย่าง คือ
เลน่ คอนธรรมดา เลน่ คอนค้าง
วัฒนธรรม การแต่งกายของสตรี ผ้หู ญิงท่ีแต่งงาน
แล้วจะมวยผมปัน้ เกล้ายกสงู ขนึ ้ ไว้บนกลางศีรษะ
เสอื ้ ใส่แขนทรงกระบอกสีดา คอเสือ้ มนกลม และ
น่งุ ซิ่นสีดายาว หรือไม่ก็ลายซิ่นแบบลายแตงโม จะมีผ้าเปี ยวโพกคลุมไว้ท่ี
ศรี ษะกรณีทีอ่ อกไปทาไร่ทานาหรือออกไปข้างนอก
กำรแต่งกำย ผู้ชาย คือ ใส่เสือ้ ไทติดกระดุมเงินตงั ้ แต่
11 เม็ดขนึ ้ ไป สวมซ่วงก้อม หรือ (กางเกงขาสนั ้ ) คาด
ด้ วยสายคาดเอว หรือ (ฝั กเอว) ใส่เสือ้ ฮีชายในชุด
109
พิธีกรรม ผ้หู ญิง คือ ใส่เสอื ้ ก้อมติดกระดมุ เงินไม่เกิน 11 เม็ด ฮ้างผ้าซ่ินลาย
แตงโม ทรงหน้าววั หรือหน้าสนั ้ หลงั ยาว ผาดบ่าด้วยผ้าเปี ยว สะพายกะเหล็บ
ใสเ่ สอื ้ ฮหี ญิงในชดุ พิธีกรรม
งำนฝี มือ
ชาวไทยทรงดาเดมิ นิยมทอผ้าเอง และนามาตดั เย็บเป็ นเคร่ืองน่งุ ห่ม
ท่ีนอน หมอน ม้งุ และสญั ลกั ษณ์ทางวัฒนธรรมความเช่ือ โดยเฉพาะเคร่ือง
แต่งกายท่ีเป็ นเอกลกั ษณ์ของชาติพนั ธ์ุไทยทรงดาในจงั หวัดเพชรบรุ ีท่ีสาคัญ
คือ ผ้าซ่ินลายแตงโม เสอื ้ ก้อม เสือ้ ไท เสอื ้ ห่งเห่ง เสือ้ ฮี และผ้าเปี ยว สีของ
ผ้าซิน่ ทเ่ี ป็ นสดี าหรือสพี ืน้ เข้มเป็ นหลกั
110
กิจกรรม CBT
ศนู ย์วัฒนธรรมไทยทรงดา ก่อตัง้ โดยชาวบ้านร่วมมือกับเทศบาล
ตาบลเขาย้ อย พัฒนาที่สาธารณะเปล่าประโยชน์มาเป็ นแหล่งรวบรวม
วฒั นธรรมและประเพณีของชาวไทยทรงดา และสามารถสร้ างรายได้ให้กับ
ชาวบ้าน ภายในมีทงั ้ นิทรรศการให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวและบุคคลท่ัวไป
รวมถึงโฮมสเตย์เพ่ือให้นักท่องเที่ยวได้สมั ผัสกบั บรรยากาศ กลนิ่ อายและวิถี
ชีวิตความเป็ นอยขู่ องชาวไทยทรงดาได้จากสถานท่ีจริง
ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเก่ียวกับ นิทรรศการประวัติและ
วิวฒั นาการเร่ืองราวการอพยพมาอย่ใู นประเทศไทยของชาวไทยทรงดา กลมุ่
ชนเผ่า จัดแสดงเรือนที่พักอาศัย เคร่ืองมือเครื่องใช้ในชีวิตประจาวนั เครื่อง
แต่งกายของชาวไทยทรงดา วฒั นธรรมประเพณี จดั แสดงเกี่ยวกับความเช่ือ
และพธิ ีกรรมของชาวไทยทรงดา เช่น พธิ ีเสนเรือน พธิ ีแต่งงาน
111
112
ชนชาติพนั ธ์ญุ ฮั กรุ
ประวตั ิควำมเป็ นมำชนเผ่ำญัฮกรุ
ญฮั กรุ หรือเนียะกุล หรือที่คนไทยเรียกว่า "ชาวบน" ซ่งึ ไม่เป็ นที่ชอบ
ใจนกั ของชาวญฮั กรุ ญัฮกุรคือชุมชนที่ใช้ภาษามอญโบราณ อย่บู นภูเขาแถบ
แม่นา้ ป่ าสกั ในเขตจังหวดั เพชรบรู ณ์ และจังหวัดนครราชสมี า โดยเฉพาะท่ี
จังหวัดชัยภูมิ อยู่ในเขตอาเภอหนองบัวระเหว และอาเภอจัตุรัส กล่มุ ชน
ดังกลา่ วเรียกตนเองว่า “ญัฮกุร”แปลว่า “คนภูเขา” คนไทยในเมืองเรียกชน
กล่มุ นีว้ ่า “ชาวบน” ญัฮกุรเป็ นชนกลมุ่ น้อยท่ีอาศัยอย่ตู ามไหล่เขาหรือเนิน
เตีย้ ๆ แถบบริเวณด้านในของริมที่ราบสงู โคราช จงั หวัดนครราชสีมา จงั หวัด
ชยั ภมู ิ และจงั หวดั เพชรบรู ณ์ ทีม่ อี าณาเขตตดิ ต่อกบั จงั หวดั ชยั ภูมิ
ในอดีตมกั มกี ารย้ายถ่ินท่อี ยใู่ นบริเวณ แม้ปัจจบุ ันจะตงั ้ หลกั แหลง่ ท่ี
แน่นอนแต่การไปมาหาสู่ เยี่ยมเยียนและการนับเครือญาติในหมู่ญัฮ กุร
(อพยพมาจากบ้านไทรย้อย ตาบลจระเข้หนิ อาเภอครบุรี เพราะนา้ เหนือเขื่อน
นา้ มลู ท่วมหมบู่ ้านเดิม) จงั หวัดนครราชสมี าบ้านนา้ เลา บ้านห้วยไคร้ อาเภอ
เมือง จังหวัดเพชรบรู ณ์ ส่วนบ้านท่าด้วงถิ่นที่อยู่อาศัยดงั ้ เดิมอย่ใู นป่ าแถบ
เทือกเขาพังเหย มีอาณาบริเวณคาบเกี่ยวต่อเน่ือง 3 จังหวัดคือ จังหวัด
นครราชสมี า จงั หวดั ชยั ภูมิ และจงั หวดั เพชรบรู ณ์
113
กำรแต่งกำย ญัฮกุร มีผิวค่อนข้างดา
ตาโตกว่าคนไทย แต่ไม่ต่างจากคนไทย
มากนักรูปร่างสูงปานกลาง ผู้หญิงจะ
หน้ าตาดีการแต่งกายแบบดัง้ เดิมของ
ชาวญัฮกุร คือ ผู้หญิงจะสวมเสือ้ เก๊าะ
และน่งุ ผ้าน่งุ มีชายผ้าใหญ่ สวมสร้อยเงิน และเจาะใบหูกว้างเพ่ือสวมต้มุ หู
ใหญ่ ญัฮกรุ เรียกกะจอน ทาด้วยไม้มีกระจกติดข้างหน้า ไว้ผมยาวเกล้ามวย
สว่ นผ้ชู ายน่งุ ผ้าโสร่งตาหมากรุก วิธีการน่งุ แบบเหน็บธรรมดา
ภำษำ
ของญัฮกุรจัดอยู่ในตระกูลภาษาตระกูลมอญ-เขมร สาขามอญ
เพราะมีความใกล้เคียงกบั ภาษามอญโบราณ และภาษามอญปัจจุบันมากกว่า
เขมร ชาวญฮั กรุ ทชี่ ยั ภมู ิ จัดอย่ใู นภาษาญัฮกุรถิ่นใต้ ในปัจจุบนั ชาวญัฮกุรถูก
กลืนด้วยประเพณีวัฒนธรรมอีสานอย่างรวดเร็ว มีบางหมู่บ้านเท่านัน้ ท่ีพูด
ภาษาถ่ินของตนเองได้ คนรุ่นใหม่จะพดู ภาษารอบข้างที่คนส่วนใหญ่พดู กัน
อกี ประการหนงึ่ ภาษาของชาวญัฮกรุ ไม่มีระบบการเขียน จึงเป็ นสาเหตหุ น่งึ ที่
ทาให้ชาวญัฮกุรถูกกลืนได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบนั ชาวญัฮกุรพูดภาษาญัฮกุร
เฉพาะผ้ทู ่ีอายเุ กิน 60 ปี ขนึ ้ ไปนอกจากนนั ้ ใช้ภาษาไทยโคราช เชน่ เดียวกับชาว
มอญ ทอี่ าศยั อยใู่ นพืน้ ท่ใี กล้เคยี งกนั
114
อำหำร เม่ียงคาไส้ผักที่หาได้ ใน
ท้องถิน่ ขนมลนิ ้ หมา
ศำสนำ ปัจจุบันชาวญัฮกุรนับถือ
ศาสนาพทุ ธ เชื่อในเร่ืองภตู ผิ ีวิญญาณ ชาวญฮั กรุ นิยมแต่งงานในหม่ชู าวญัฮกุ
รด้วยกนั การละเลน่ มีการเป่ าใบไม้ซ่ึงบางครัง้ จะเป่ าเป็ นสญั ญาณเรียกหากนั
มีการเล่นเพลงพืน้ บ้านเรียกว่า กระแจ๊ะ หรือ ปะเรเร เป็ นการร้องโต้ตอบกัน
ระหวา่ งชาย-หญิง ฝ่ ายหญิงเป็ นผ้ตู ีโทนให้จงั หวะ เนือ้ หาเป็ นการเกีย้ วพาราสี
กนั ระหวา่ งหนมุ่ สาว
ประเพณี ประเพณีชาวญัฮกุรมี
ป ร ะ เ พ ณี ส ง ก ร า น ต์ ป ร ะ เ พ ณี
กระแจ๊ะหอดอกผงึ ้ ประเพณีแห่พระ
แ ล ะ จุ ด พ ลุ ป ร ะ เ พ ณี แ ต่ งง า น
ชาวญัฮกุรไม่รู้จกั กรรมวิธีการทอผ้า แต่จะปลกู ฝ้ ายเพ่ือไปแลกกับผ้าทอของ
คนกลมุ่ ไทย และลาว
115
กำรละเล่นพนื้ บ้ำน กำรแข่งเรือบก
แขง่ เรือบก อปุ กรณ์และวธิ ีการเลน่ ไม้กระดาน 2 แผ่น ยาวประมาณ
1 วาเศษ พร้อมเชอื กทีจ่ ะใช้รัดหลงั เท้าตดิ กบั ไม้ วธิ ีการเลน่ ผ้เู ลน่ แบ่งเป็ นกลมุ่
ๆ ละ 2-5 คน โดยจะรัดเท้าทงั ้ ๒ข้างไว้กับกระดาน ๒แผ่นมือจับเอวหรือจบั
ไหลข่ องผ้ทู ่ีอยขู่ ้างหน้าอาศยั ความพร้อมเพรียงจะยกเท้าซ้ายพร้อม ๆ กัน ดนั
ไม้กระดานไปข้างหน้ากลมุ่ ใดถึงเส้นชัยก่อนถือว่าชนะ โอกาสหรือเวลาท่ีเลน่
สว่ นใหญ่จะเลน่ ในเทศกาลสงกรานต์ นอกจากจะเป็ นการออกกาลงั ขาแล้วยัง
สร้างความสามคั คใี นหม่คู ณะสร้างความสนกุ สนาน การแข่งเรือบกจะเล่นกัน
ในพืน้ ที่ ๆ ไม่มีแมน่ า้ ไหลผา่ น
เคร่ืองดนตรี การเป่ าใบไม่แทนเคร่ืองดนตรี
กลอ่ น แค้น
งำนฝี มือ งานจกั รสานเช่น กระเป๋ า ตะกร้า
CBT สัมผัสวิธีชีวิตชาวญัฮกุร หมู่บ้านมอญโบ
ราญ อาเภอเทพสถิต จังหวัดชยั ภูมิ มีกิจกรรมเดินชมลกั ษณะบ้านเรือนของ
ชาวญัฮกุรในโบราณ ชมวิธีชีวิต และร่วมกิจกรรมทาอาหารและขนมของ
ชา ว ญั ฮ กุ รมี กิ จก ก รม ใ ห้ นั ก ท่ อ ง เ ท่ี ย ว ร่ ว ม ดา น าป ลูพื ช ผั กต่ า ง ๆ
116
117
ชนชาติพนั ธ์มุ ลาบรี
ประวิติควำมเป็ นมำชนเผ่ำมลำบรี
เป็ นช่ือของกล่มุ ชาติพันธ์ุพวกหนงึ่ ที่อาศัยอย่ใู นประเทศไทย และ
ประเทศลาว เเละไมค่ วรเรียกเขาว่า "ผตี องเหลอื ง" เพราะมลาบรีแปลว่ามนษุ ย์
ปัจจบุ นั มปี ระชากรอย่ปู ระมาณ 300 หรือน้อยกวา่ นี ้นบั เป็ นชาวเขาเผ่าหนึง่ ใน
ภาคเหนอื ของประเทศไทย อาศยั ใกล้ชายแดนไทยลาว นบั เป็ นชนเร่ร่อนเก็บ
ของป่ าและลา่ สตั ว์
มลาบรีเป็ นกล่มุ ชาติพันธ์ุมองโกลอยด์ดงั ้ เดิม เป็ นกลมุ่ ชนเร่ร่อนไม่
ตงั ้ ถ่นิ ฐานเป็ นหลกั แหลง่ เดมิ มถี น่ิ ฐานอยใู่ น เขตจงั หวดั สายะบรุ ี ประเทศลาว
ต่อมาเริ่มอพยพไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น แถบภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ แถบภู
กระดงึ จงั หวดั เลย และตามดอยสงู ในป่ าทางภาคเหนอื
ภำษำ
เป็ นภาษาของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุมลาบรี ภาษามลาบรีเป็ นภาษาหนงึ่ จดั
อยใู่ นตระกลู ภาษาออสโตร-เอเชียติก ภาษากลมุ่ มอญ-เขมร สาขามอญ-เขมร
เหนอื สาขายอ่ ยขมุ โดยสามารถแบ่งได้เป็ น 3 สาขาด้วยกนั คือสาขาที่พูดกัน
ในประเทศลาวสาขาหนงึ่ สว่ นอกี สองสาขาพดู กันในประเทศไทย นอกจากนนั ้
ยงั เข้าในภาษาม้งและภาษาถิ่นเหนอื
วัฒนธรรม ของคนมลาบรีเคลอ่ื นย้ายไปตามแหลง่ ที่มีอาหารที่อุดมสมบรู ณ์
มีความรู้เร่ืองการใช้ ประโยชน์จากพรรณพืชเพ่ือเป็ นอาหาร ยาสมุนไพร
118
เครื่องใช้ เป็ นกลมุ่ ชนทีร่ กั สนั โดษ มกี ารแบ่งปันอาหารและสิ่งท่ีได้มาให้กบั คน
ในกลมุ่ อย่างเหมาะสมและเทา่ เทยี ม รกั ธรรมชาติ ต้นไม้ ป่ าเขา
กำรแต่งกำย การแตง่ กายแบบดงั ้ เดมิ ของผ้ชู ายจะใช้เปลือกไม้มาน่งุ หรือผ้า
เตี่ยวพนั สว่ นล่างเรียกว่าผ้า“ตะแหย้ด”ไม่สวมเสือ้ ผู้หญิงก็สวมชดุ ท่ีทาจาก
เปลอื กไม้ ปัจจบุ นั แต่งกายตามปกติเหมือนคนทวั่ ไป
119
เคร่ืองดนตรี
ตองเหลืองจะใช้ กระบอกไม้ไผ่ มา
เคาะเป็ นจังหวะ ประกอบการร้องราทาเพลง
เวลาทมี่ ีความดีใจท่หี าอาหารมาได้ นอกจากนี ้
ยงั มีการเป่ าแคนเป็ นทานองแบบลาว การเป่ า
ขลยุ่ แบบชาวม้ง
ควำมเช่อื พธิ กี รรม
ชนเผ่าตองเหลืองส่วนใหญ่แล้ว มีการนับถือวิญญาณและเซ่นสรวงบรรพ
บรุ ุษ งเป็ นผีผ้รู ักษาป่ าและภเู ขา
แม่นา้ ต่างๆอันเป็ นแหล่งอาหารหรือเส้นชีวิตของชาวตองเหลืองแต่การ
การผิดผีของชนเผ่าตองเหลอื งไม่ซบั ซ้อนเหมือนกบั ชนเผา่ อืน่ ๆ
120
อำหำรกำรกิน กินอาหารที่หาได้ในป่ า จาพวกเผือกมนั หรือสตั ว์ป่ าท่ีลา่ มา
ได้ จะมกี ารปรุงให้สกุ โดยการหลามในกระบอกไม้ไผ่
กิจกรรมทำง CBT
อทุ ยานแหง่ ชาตนิ นั ทบรุ ีครอบคลมุ พืน้ ท่ีอาเภอเมืองน่านและอาเภอ
บ้านหลวง รวมทงั ้ พืน้ ท่ีป่ าสงวนแห่งชาติ ป่ านา้ ยาว-นา้ สวก สภาพทัว่ ไปของ
อุทยานฯ มีลกั ษณะผืนป่ าเป็ นป่ าผสมผลดั ใบ ดิบแล้ง ดิบเขา มีไม้สกั ประดู่
ตะแบก ฯลฯ นอกจากพืชพรรณน่าสนใจท่ีมีมากมายแล้ว ในเขตอุทยานฯ ยัง
เป็ นถิน่ อาศยั ของชนเผ่ามลาบรี หรือผีตองเหลือง มีกิจกรรมเดินชมธรรมชาติ
เช่น ดอยผาจิ นา้ ตก พนั ธ์นุ กและพนั ธ์ไุ ม้นานาชนิด
121
122
ชนชาติพนั ธ์บุ ซี ู
ประวตั ิควำมเป็ นมำชนเผ่ำบีซู
ชนเผ่าพืน้ เมืองบีซู เป็ นกล่มุ ชาติพันธ์ุดัง้ เดิมท่ีอยู่ในพืน้ ท่ีจังหวัด
เชยี งราย โดยมกี ารเปิ ดเผยตวั ตนให้ เป็ นทร่ี ู้จกั ของคนทว่ั ไปเมื่อปี พ.ศ.2548 ที่
ชนเผ่าพนื ้ เมืองบีซูได้เข้าร่วมกบั เครือข่ายชนเผ่าพืน้ เมืองแห่ง ประเทศไทย ท่ี
จดั งานเดนิ รณรงค์ในจังหวดั เชียงใหม่ เพ่ือให้สงั คมรับรู้ว่ามีกลมุ่ ชาติพันธ์ุบีซู
เป็ นชนเผา่ พืน้ เมืองอยใู่ นจงั หวดั เชียงรายของประเทศไทย ชนเผ่าพืน้ เมืองบีซู
ที่อาศัยอย่ใู นพืน้ ท่ีจงั หวัดเชียงราย คาดว่าเป็ นกล่มุ ชนดงั ้ เดิมในพืน้ ท่ีจังหวดั
เชียงราย บรรพบุรุษของพวกเขาเข้ามาตงั ้ ถ่ินฐานอย่ตู ัง้ แต่ยุคสมัยใดนัน้ ไม่
สามารถระบไุ ด้
แหล่งท่อี ยู่ปัจจบุ ัน มกี ารตงั ้ ถน่ิ ฐานอย่ใู นจงั หวัดเชียงราย เกือบทงั ้ หมด และ
มีการอ้างอิงถงึ การตงั ้ ถ่ินฐานในจังหวัดล าปางด้วย แต่ไม่สามารถระบุพืน้ ที่
การตงั ้ ถิ่นฐาน ได้ชดั เจนนกั
ภำษำ ภาษาบีซูมีความ ใกล้เคยี งกบั ภาษาชนเผ่าแถบประเทศจีนตอนใต้ และ
จากหลกั ฐานพงศาวดารจีน ปี พ.ศ. 2344 พอจะบอก ได้วา่ ชาวบีซูกบั ชาวละหู่
ในแถบนนั ้ ได้ร่วมมือกนั ต่อต้านผ้วู า่ ราชการจงั หวดั และจกั รพรรดิเจยี ซ่งิ
1) ทมี่ คี วามโหดร้ายมาก แต่พ่ายแพ้จงึ หนเี ข้ามาในประเทศไทย และตงั ้ รกราก
อย่ใู นจังหวัดเชียงราย (พิบูลย์ชัย สวสั ด์ิสกลุ ไพร และคณะ, 2553) ชนเผ่า
พืน้ เมืองบซี ู ท่ีตงั ้ รกรากอย่ใู นจังหวดั เชียงราย แต่เดิมนนั ้ ถูกเรียกรวมกับกล่มุ
ชาติพนั ธ์ลุ วั ะ หรือละว้า โดยกลมุ่ คนเมือง (ไทยวน)
123
2) ในพืน้ ที่ ซง่ึ ชอบดถู กู กลมุ่ ชนชาติพันธ์ุลวั ะและบีซูในเรื่องของความ สกปรก
ความซ่ือทร่ี ู้ไมเ่ ท่าทนั คนเมอื ง จงึ เป็ นท่ีมาของการกลน่ั แกล้งชาวบีซูตงั ้ แต่เด็ก
ไปจนถงึ ผ้ใู หญ่
อำหำร “ลาบพริก” เป็ นช่ืออาหารชาติพันธ์ุของชนเผ่าบีซู มีลกั ษณะคล้าย
นา้ พริกหน่มุ แต่มีรสชาติเผ็ด ซ่งึ ลาบพริกเป็ นภูมิปัญญาที่ชนเผ่าบีซูได้คิดค้น
ขนึ ้ จากการดารงชวี ิตประจาวนั ต้องออกไปทาไร่ ทาสวน จงึ หาวตั ถุดิบในการ
ประกอบอาหารท่ีอยู่ในท้องถิ่นท่ีหาได้ง่ายมาประกอบอาหาร ซึ่งลาบพริก
ประกอบด้วยสมุนไพรนานาชนิดและมีวิธีทาท่ีไม่เหมือนกับอาหารประเภท
ชนดิ อ่ืน ๆ จงึ เป็ นอาหารท่ีโดดเด่น
124
วฒั นธรรมกำรแต่งกำย ชาวบีซู บีซูทงั ้ หญิงและชายมีการแต่งกายตามสมัย
นยิ ม ไม่มีการแต่งกายในชดุ ประจ าเผ่าให้เห็น โดยทวั่ ไปแล้ว แต่จะมีให้เห็น
เฉพาะในชว่ งงานเทศกาลสาคัญๆ เท่านนั ้ แต่ชดุ แต่งกายในปัจจบุ นั เป็ นการ
ประยกุ ต์จากความทรงจาของชาวบีซรู ุ่นปัจจบุ นั
ดนตรีและศิลปะกำรแสดง
ศิลปะการแสดงเต้นราชนเผ่าบีซู เป็ นกลุ่ม
ชาติพันธ์ุที่อาศัยอยู่หนาแน่นที่บ้ านดอย
ชมภู ตาบลโป่ งแพร่ อาเภอ แม่ลาว จังหวัง
เชียงราย ประมาณ 200 คน คนทั่วไปท่ีไม่
ทราบเกี่ยวกบั ชนเผ่าบีซู มักเรียกบีซูว่าลว๊ั ะ
หรือละว้า แต่จริง ๆ แล้วชนเผ่าลว๊ั ะ เป็ นอีก
ชนเผ่าหนงึ่ ทอี่ ยใู่ นประเทศไทยซง่ึ ไม่ใช่ชนเผ่าบีซู ชนเผ่าบีซูมีศิลปะการแสดง
ทเ่ี ป็ นเอกลกั ษณ์โดดเด่นเรียกว่า การเต้นราชนเผา่ บีซู
125
ศำสนำและควำมเช่อื
บีซูนับถือศาสนาพุทธและมีความผูกพันแน่นแฟ้ นกับวัดและ
พระสงฆ์ และมคี วามเคร่งครัดในการปฏิบตั ิศาสนกิจตามขนบประเพณีดงั ้ เดิม
ในขณะเดียวกันก็ยงั คงนบั ถือผีด้วยเช่นกนั มีทงั ้ ผีหม่บู ้าน ผีในป่ า ผีในถา้ ใน
ท่งุ นาและผบี รรพบรุ ุษ บีซเู รียกผีทีด่ แู ลหม่บู ้านหรือเสอื ้ บ้านว่า “องั จาว’’ ซึ่งมี
ผ้ชู ่วยชอ่ื “ม้า’’
ประเพณี 12 เดอื น
126
งำนฝี มือ กระเป๋ ารีไซเคิล ผลติ จากวสั ดเุ หลอื ใช้ เช่น ซองกาแฟ , ซองโอวลั ติน
, ซองนา้ ยาปรบั ผ้านมุ่ , ซองผงซกั ผ้า
ผลิตภัณฑ์ จากเส้นพลาสตกิ อาทิเชน่ กระเป๋ า , ตะกร้า , กระเป๋ าใสแ่ ก้วนา้
กิจกรรมท่ีเข้ำไปในชุมชน กิจกรรมการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมบีซู
กิจกรรมการสอนเขยี น-อ่านภาษาบซี ูที่ประดิษฐ์ขนึ ้
127