128
ชนชาติพนั ธ์มุ อแกนหรือบะซิง ตระกลู ออสโตรนีเซีย
ประวตั ิควำมเป็ นมำชนเผ่ำมอแกนหรือบะซิง
ชาว"มอแกน" หรือท่ีเรียกกนั ว่าชาวเล ชาวเกาะ มอแกนเล มอแกนเกาะ ถูก
บญั ญัตวิ า่ เป็ น "ชาวไทยใหม่" หรือทร่ี ู้จกั กนั ในนาม "ยิปซีทะเล" สบื เชือ้ สายมา
จากโปร์โตมาเล อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งหรือหมู่เกาะในประเทศฟิ ลิปิ นส์
มาเลเซีย อินโดนีเซีย และในหม่เู กาะสรุ ินทร์ จงั หวดั พังงา ของประเทศไทย
แหล่งท่อี ย่ปู ัจจบุ ัน ชาวมอแกนในประเทศไทยอาศยั อย่ใู นหม่เู กาะสรุ ินทร์
ภำษำท่ีใช้ พูดและเขียน ภาษาพูดใช้ ภาษามอแกน อยู่ตระกูลภาษา
ออสโตรนเี ชยี น ไม่มีภาษาเขียนอาหารของกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุมอแกน อาหารหลกั
ของมอแกน คือ หัวมัน หวั กลอย พืชผัก ยอดไม้ ผลไม้ป่ า ปลา ปู หอยชนิด
ต่างๆ ข้าวถอื ว่าเป็ นอาหารพเิ ศษทห่ี าได้ยาก ต่อมาเมื่อมอแกนถูกดงึ เข้ามาใน
ระบบค้าขายแลกเปลย่ี น ข้าวจงึ กลายเป็ นอาหารหลกั
ศำสนำและควำมเช่ือ ของมอแกน ชาวมอ
แกนนับถือภูตผี วิญญาณและธรรมชาติ มี
“ห ล่อ โ บ่ ง ”เ สาวิ ญญ าณ บ รร พ บุ รุ ษ เ ป็ น
สัญลักษณ์ มี “ออลางปูตี”เป็ นผู้นาทางจิต
วิญญาณ พิธี กรรมที่สาคัญคือ ฉลองเสา
วิญญาณบรรพบรุ ุษ ในเดือน 5 ทางจนั ทรคติ
ชาวมอแกนเลือกที่ตงั ้ ของบ้านเพื่อไม่ให้คนใน
129
บ้านเจบ็ ป่ วยและอย่บู ้านอยา่ งมีความสขุ โดยจะไม่นิยมหันหน้าบ้านไปทางใต้
และบนั ไดบ้านต้องเป็ นเลขค่ีเท่านนั ้ ในสมยั ก่อนเม่ือเจ็บไข้จะมีหมอพืน้ บ้าน
เข้าทรงเพื่อเจรจาคยุ กบั วิญญาณให้ปัดเป่ าสิ่งช่วั ร้ายออกไป แต่ในปัจจุบัน
การแพทย์สมยั ใหมเ่ ข้าถงึ ทาให้พวกเขาหนั ไปพง่ึ ยารักษาแทน
พิธีกรรม สาคัญของกลมุ่ ชาติพันธ์ุมอแกน พิธีกรรมสาคัญประจาปี ของมอ
แกน คือ พธิ ีฉลองเสาวิญญาณบรรพบรุ ุษ หรือเรียกว่า “เหน่เอนหลอ่ โบง” จดั
ขนึ ้ ในช่วงเดือน 5 หรือประมาณเดือนเมษายนของทุกปี เป็ นพิธีกรรมท่ีสร้าง
เงอื่ นไขในการรวมญาติพิธีหน่ึง ชาวมอแกนจากเกาะต่างๆ ทยอยเดินทางมา
ร่วมงาน พบปะสงั สรรค์กนั อีกทงั ้ ยงั สะท้อนความสมั พนั ธ์ระหว่างมนษุ ย์กับสิ่ง
เหนอื ธรรมชาติ
กำรแต่งกำย มอแกนไม่มีเสือ้ ผ้า เครื่องแต่งกายหรือชุดประจาเผ่าที่เป็ น
เอกลกั ษณ์ เสอื ้ ผ้าเครื่องแต่งกายของมอแกนเป็ นแบบเรียบง่าย มีเพียงเสือ้
กางเกง หรือผ้าน่งุ ผ้าขาวม้าแบบคนในท้องถิ่นภาคใต้ หน่มุ สาวมอแกนสมยั
นีแ้ ต่งตวั ทนั สมยั ตามแฟชน่ั เช่นคนเมอื งมากขนึ ้
130
อำหำร คือหัวมัน หัวกลอย พืชผัก ยอดไม้ ผลไม้ป่ า ปลา ปู หอยชนิดต่างๆ
ข้าวถอื ว่าเป็ นอาหารพเิ ศษทห่ี าได้ยาก ตอ่ มาเมื่อมอแกนถกู ดึงเข้ามาในระบบ
ค้าขายแลกเปล่ียน ข้าวจึงกลายเป็ นอาหารหลกั และยังเป็ นเคร่ืองประกัน
ความอ่ิมท้องเพราะเก็บรกั ษาได้นานไมเ่ หมือนอาหารสดอื่นๆ
ดนตรีและศิลปะกำรแสดง เคร่ืองดนตรีพืน้ บ้านท่ีสาคัญของชาวมอแกนมี
เคร่ืองสาย และเคร่ืองตีกระทบ สาหรับเคร่ืองตีกระทบ มีรามะนา ฉ่ิง และ
ฆ้อง ท่ีชาวมอแกนใช้ตีกากับจังหวะของเพลง และประกอบการร่ายรา
ต่างๆ สว่ นเครื่องสายประเภทใช้คนั สเี รียกว่า “กาติ๊ง” เป็ นเครื่องสายที่ทาขนึ ้
จากจากปล้องไม้ไผ่ มีสายท่ีทาจากเส้นเอ็น 2 สาย หรือบางครัง้ ก็ทาจากไม้
แกะสลกั มีรูปลกั ษณะคล้ายกบั ไวโอลนิ นอกจากนนั ้ ก็มีกาติ๊งที่มีคอเป็ นไม้แต่
ใช้กระป๋ องเปลา่ เป็ นตวั ทาให้เกดิ ความก้องของเสยี ง
เพลงของกล่มุ ชำตพิ ันธ์มุ อแกน ชาวมอแกนใช้กาติ๊งบรรเลงเพลงในโอกาส
ต่างๆ เรวดี อึง้ โพธ์ิ แสดงถึงความสขุ สนุกสนาน นอกจากนีย้ งั เป็ นการปลูก
สามคั คี
131
งำนฝี มือ การใช้ไม้กระดานทาเรือ
กิจกรรมท่ีเข้ำไปในชุมชน กิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวมอแกน
กิจกรรมการเดินเรือทาประมง
132
133
ชนชาติพนั ธ์เุ ญอหรือกวยเยอ
ประวัติควำมเป็ นมำชนเผ่ำเญอหรือเผ่ำเยอ
อพยพย้ายถิ่นฐานมาจาก ประเทศจีนตอนบน ซงึ่ ไม่ทราบแน่ชัดว่า
ย้ายมากอ่ น หรือหลงั สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ซ่ึงคนเผ่าเยอ ย้ายมาถึงจังหวัดศรีสะ
เกษ ตงั ้ ถน่ิ ฐานอยใู่ น อาเภอราษีไศล จงั หวดั ศรีสะเกษ ต่อมาเกิดโรคระบาดจึง
ได้ได้แบ่งออกเป็ นหลาย 4 กล่มุ ย้ายถ่ินท่ีอย่ใู หม่ กล่มุ แรก เดินทางไปตงั ้ ถิ่น
ฐานอย่ทู ่เี มืองปราสาทเยอ ซงึ่ ในปัจจบุ นั คือบ้านปราสาทเยอ ตงั ้ อย่ใู น อาเภอ
ไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ กล่มุ ที่ 2 ได้ย้ายไปตัง้ ถ่ินฐานใน อาเภออุทุมพร
พิสยั และอาเภอห้วยทับทัน ส่วนกล่มุ ที่ 3 และกล่มุ ที่ 4 อาศยั อย่ใู น อาเภอ
เมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในปัจจุบัน ช่ือหมู่บ้านว่า บ้ านขมิน้ อยู่
ใน ตาบลทมุ่ อาเภอเมืองศรีสะเกษ จงั หวดั ศรีสะเกษ และบ้านโพนค้อ ตาบล
โพนค้อ อาเภอเมอื งศรีสะเกษ จงั หวดั ศรีสะเกษ
แหล่งท่อี ยู่อำศัยในปัจจุบัน ชาวเยอปัจจบุ ันตงั ้ ถ่ินฐานในเฉพาะจงั หวัดศรี
สะเกษมี 5 กลมุ่
กลมุ่ ใหญ่ทสี่ ดุ คอื ในตาบลเมอื งคง อาเภอราษีไศล
กลมุ่ ที่ 2 คอื ชมุ ชนเยอที่เคยร่วมตงั ้ ถนิ่ ฐานกบั เยอราษี
กลมุ่ ที่ 3 คือชมุ ชนเยอบ้านขมนิ ้ บ้านโนนแกด ตาบลท่มุ อาเภอเมอื งศรีสะเกษ
กลมุ่ ที่ 4 คอื ชมุ ชนเยอบ้านโพนค้อ ตาบลท่มุ อาเภอเมอื งศรีสะเกษ
134
กล่มุ ท่ี 5 คือชุมชนเยอบ้านปราสาทเยอ บ้านพิทักษ์ บ้านโพนปลัด ตาบล
ปราสาทเยอ อาเภอไพรบงึ
อำหำร
ชาวเยอนิยมบริโภคข้าวเจ้าหรือข้าวสวยมาตงั ้ แต่ในอดีตส่วนการ
บริโภคข้าวเหนียวที่เป็ นวัฒนธรรมของชาวไทยอีสาน ชาวเยอจะบริโภคใน
บางโอกาสอาหารท่ีพบว่ารับประทานกนั เป็ นประจา คือ พริกตาและแกงกบ
หรือกบย่าง พริกตาจะใสพ่ ริกสด เกลือและหัวหอมตาเข้าด้วยกัน แกงกบ
เหมอื นต้มโคล้ง ใสใ่ บทม่ี ีรสชาติเปรีย้ ว เช่น ใบมะขาม
ภำษำท่ีใช้พูดและเขียน ไม่มีภาษาเขียน สว่ นภาษาพดู ภาษาเยอ อยู่ใน
ตระกลู ออสโตรเอเชยี ตกิ สาขามอญ-เขมร
135
กำรเต้นรำ การฟ้ อนสะไนยงั เป็ นประเพณที ไ่ี ด้รับการสบื ทอดและอนุรักษ์จาก
รุ่นส่รู ุ่นของกลมุ่ ชาติพันธ์ุเยอที่อาเภอราษีไศล อาทิ บ้านโนนท่ีมีการอนรุ ักษ์
การฟ้ อนสะไนร่วมกับโรงเรียน
(ดา กตะศิลา: สมั ภาษณ์) และ
บ้านหลบุ โมกซ่งึ ยงั คงอนุรักษ์การ
ฟ้ อนสะไนไว้ เป็ นหนึ่งในชุมชน
ตวั อยา่ งของกลมุ่ ชาติพนั ธ์เุ ยอ
กำรแต่งกำย ในอดีตกล่มุ ชาติพนั ธ์ุเยอนิยมปลกู หม่อนเลีย้ งไหมไว้ทุกบ้าน
เพ่อื นามาทอผ้าไว้ใช้ โดยนิยมทอลายไหมเหยียบ ผ้าน่งุ เป็ นลายไหมเข็น เมื่อ
ตัดเย็บเสอื ้ ผ้าเสร็จจะนามาย้อมสีดาด้วยมะเกลือ เพราะทาให้ผ้านุ่มและมี
ความคงทน เสือ้ ของผู้หญิงจะเป็ นเสอื ้ แขนกระบอก เสอื ้ ผ่ากลางมีกระดุม
สาหรบั ตดิ สว่ นผ้ทู ม่ี ฐี านะดีกระดมุ ที่ใช้ตดิ จะทามาจากเงินพดด้วง ผ้าน่งุ ของ
ผ้หู ญิงหรือซิ่นจะประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง เป็ นส่วนตัวผ้าซิ่น ส่วนที่
สองเรียกว่า “เชิงผ้า” นิยมทาเป็ นลวดลายมดั หมี่ สว่ นล่างสดุ เรียกว่า “เสลิก”
ผ้หู ญิงนิยมใช้เบีย่ ง (สไบ)
ในปัจจบุ ันกระแสสงั คมและการเปลีย่ นแปลงทางด้านการแต่งกาย
ในสงั คมโลกาภิวตั น์ ชาวบ้านจงึ นยิ มนาชดุ ผ้าย้อมมะเกลอื มาสวมใสใ่ นโอกาส
สาคญั เชน่ สวมใสไ่ ปวดั และงานบญุ สาคญั ในหม่บู ้านเท่านนั ้
136
ดนตรีและศลิ ปะกำรแสดง ศลิ ปะการแสดงท่ีนิยมของชาวเยอ คือ การฟ้ อน
ราและเซงิ ้ สะไน สะไน เป็ นเคร่ืองดนตรีศกั ดิ์สทิ ธิ์ประเภทเป่ าของชาวเยอ ทา
จากเขาสตั ว์ นิยมใช้เขาควายสดี าในการทา มีรูอย่บู ริเวณโคนเขา ส่วนกลาง
เจาะเป็ นรูใสล่ นิ ้ ไม้ไผเ่ พือ่ ใช้เป่ าให้เกิดเสยี ง
ศำสนำและควำมเช่ือ กล่มุ ชาติพันธ์ุเยอมีความเช่ือและนบั ถือผีควบค่กู ับ
การนับ ถือพระ พุทธศา สนาคล้ ายกับผ้ ูคนในแ ถบเอเ ชียตะวันออกเ ฉียงใ ต้
โดยทวั่ ไป ในอดีตเคยมีความเช่ือต่อพญาแถนในฐานะผีท่ีมีความสาคญั ที่สดุ
แต่ต่อมาเปลยี่ นมานับถือผีแม่ธรณีควบค่กู ับความเชื่อเรื่องผีเชือ้ และผีป่ ตู า
ตามพิธีกรรมเซ่นไหว้สาคญั ท่ีพบในชุมชน อาทิ พิธีกรรมไหว้ศาลป่ ตู า วิถีชีวิต
ของกลมุ่ ชาติพนั ธ์เุ ยอยงั ผกู โยงกบั ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูซึ่งเป็ นความเช่ือท่ีม่งุ
สร้างขวญั กาลงั ใจในพธิ ีกรรมตา่ งๆ อาทิ พธิ ีสขู่ วญั ในวนั แต่งงาน พิธีบวช และ
พระพทุ ธศาสนา ซง่ึ ถือเป็ นหลกั คาสอน จารีตของชีวิต
137
ประเพณี12เดือน
เดอื น มนี าคม บญุ ข้าวจี่ มขี นึ ้ หลงั จากเกบ็ เกี่ยวเสร็จ
เดือนมถิ นุ ายน ประเพณเี ซน่ ไหว้บรรพ โดยทาเคร่ืองเซน่ ไหว้
มาเป็ นของเซน่ ไหว้ท่บี ริเวณศาลป่ ตู าประจา
หม่บู ้านในชว่ งวนั 15 ค่า เดอื น 6
เดือนพฤษภาคม เทศกาลเพาะปลกู การแรกนา
เดือน สงิ หาคม บญุ ข้าวสาก เป็ นประเพณีทม่ี ขี นึ ้ หลงั จากการ
ดานาเสร็จสนิ ้
เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม เทศกาลเก็บเก่ยี วผลผลติ
งำนฝี มือ การทอผ้าและหตั ถกรรม
CBT กิจกรรมอนุรักษ์ สืบสาน และพัฒนาด้ านการทอผ้ าและหัตถกรรม
กิจกรรมอนรุ ักษ์การฟ้ อนสะไน
138
139
ชนชาติพนั ธ์ไุ ทโส้
ประวัติควำมเป็ นมำชนเผ่ำไทโส้
ชาวไทยโส้เป็ นกลุ่มชาติพันธ์หนึ่งในจังหวัดนครพนมที่มีปะวัติ
ศาสตร์ยาวนานซึ่งชาวบ้านโพนจานเล่าว่าแรกเร่ิมนนั ้ บรรพบุรุษของตนได้
อพยพมาจากดินแดนฝั่งซ้ายของแม่นา้ โขงบาตงั ้ รกรากบริเวณต้นนา้ ห้วยกดุ
ยางซ่ึงบริเวณนัน้ มีต้นยางใหญ่และมีรังผึง้ หลวงอาศัยอยู่เป็ นจานวนมาก
ชาวบ้านจงึ เรียกว่าบ้านฮ้างต้นผง่ึ เม่ือปี พ.ศ. 2260 ชาวบ้านได้อพยพไปทาง
เหนอื และเปลย่ี นชือ่ บ้านเป็ น บ้านนาจาน
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2300 ได้เกิดโรคระบาดร้ายแรง จึงพากนั ย้ายถิ่น
ฐานมาตัง้ บริเวณที่อย่ปู ัจจุบนั ซงึ่ มีลกั ษณะพืน้ ท่ีเป็ นเนินหรือโพน และมีต้น
จานเป็ นจานวนมาก จึงเรียกว่าบ้านโพนจาน ต่อมามีชาวไทยโส้บ้างสว่ นได้
อพยพมาสมทบแต่อย่คู นละฟากฝั่งท้องท่งุ และได้รวมเอาชาวบ้านห่วยไร่เข้า
เป็ นหม่บู ้านเดียวกนั ตงั ้ เป็ นบ้านบงคาทาให้ชาวกะเลงิ ที่เคยอาศัยอย่ใู นพืน้ ท่ี
ระแวกนนั ้ แยกตวั ออกไปทางทิศตะวนั ตก
ภำษำ ภาษาโส้เป็ นภาษาตระกูลหนึ่งในตระกลู ออสโตรเอเซียติก จดั อยู่ใน
กล่มุ ภาษามอญ-เขมรตะวันออก และกล่มุ ย่อยกะตู มีลกั ษณะร่วมกันกับ
ภาษากยู กวย หรือสว่ ย ภาษาเญอ ภาษาบรู
140
กำรแต่งกำย ผ้หู ญิงไว้ผมสงู น่งุ ซนิ่ สรวมเสอื ้ กระบอกย้อมคราม ห่มผ้าแถบ
ผ้ชู ายแตง่ กายอย่างคนเมือง แตเ่ ดมิ ว่าน่งุ ผ้าเตี่ยวไว้ชายข้างหน้าข้างหนงึ่
ศำสนำ ควำมเช่ือ ชาวโส้มีความเชื่อเก่ียวกับผี กลา่ วคือ เชื่อว่าผีเป็ นสิง่ ท่ีมี
อานาจ สามารถดลบันดาลให้เกิดสิ่งที่ดีงามหรือสง่ิ ท่ีไม่ดีกับคนได้ ซงึ่ ความ
เช่ือดังกลา่ วสะท้อนให้เห็นวิธีคิดของชาวบ้านที่มีต่ออานาจเหนือธรรมชาติ
และเกดิ ประเพณปี ฏิบตั ติ อ่ ผี ทงั ้ ในประเพณีทีเ่ กี่ยวข้องกบั ชีวติ และประเพณีใน
รอบปี ความเชอื่ ในเร่ืองผีจึงมีตงั ้ แต่ผีดีและผีร้าย ได้แก่ ผีบรรพบุรุษ ผีพ่อผีแม่
ผหี มอ ผีนา ผีโคก เหลา่ นลี ้ ้วนเป็ นผีดี ควรค่าแก่การเซ่นไหว้และบัดพลี ส่วนปี
เชอื ้ ผปี อบ เป็ นผีไมด่ ตี ้องขบั ไลไ่ ปให้พ้น
141
อำหำร ชาวไทยโส้จะใช้ ชีวิตท่ี
เรียบง่าย หาของป่ ารับประทาน
ส่วนใหญ่จะเป็ นการเก็บเห็ดป่ า
นามาประกอบอาหาร เพราะเห็ด
หางา่ ยและมีเกอื บทกุ ฤดู จงึ เลอื ก เหด็ ป่ าขนึ ้ มาเป็ นเมนหู ลกั ของชนเผ่า
พิธกี รรม ประเพณี
ชาวไทยโส้ ตัง้ กุศโล
บายในการประกอบพิธีกรรมที่
เก่ียวข้องกบั การเคารพบชู าผีไร่ผี
นา โดยเฉพาะพิธีกรรมแชงชะนามท่ีกระทาสืบทอดกนั มาทกุ ปี อีกทงั ้ พิธีกรรม
ดังกล่าวยังเป็ นกุศโลบายที่จะใช้ ในการเริมสร้ าง ความสัมพันธ์ภายใน
ครอบครัว เนอ่ื งจากเป็ นพธิ ีที่พ่อแมล่ กู หลานจะอย่ดู ้วยกนั พร้อมหน้าพร้อมตา
กนั และมกี ารแบง่ บทบาทหน้าท่ีในการเตรียมประกอบพิธีอย่างชดั เจน
เคร่ืองดนตรี
สมัยก่อนเคร่ืองดนตรีต่าง ๆ มักใช้ ในการประกอบพิธีเหยา
ประกอบด้วย แคน กลอง กระจบั ป่ี ฉง่ิ ใช้เลน่ ในขณะทเ่ี ดินทางทงั ้ ใกล้และไกล
เพอื่ ผ่อนคลาย ทาให้ไม่รู้สกึ เหงา ไม่รู้สกึ ว่าเส้นทางนนั ้ เปลย่ี วหรือมืด ดนตรี
จงึ เป็ นเสมอื นเพอ่ื นเดินทางของชาวบ้านนอกจากนีจ้ ดุ เด่นอีกประการหนึ่งของ
142
ดนตรีพืน้ บ้านคือ นาไปใช้เล่นสาว ทงั ้ นี ้ การเรียนดนตรีของคนสมัยนนั ้ จะใช้
วธิ ี “ครูพกั ลกั จา” กลา่ วคอื เมื่อต้องการเลน่ เครื่องดนตรีนนั ้ ก็ใช้การสงั เกตคนที่
เลน่ เป็ นและนาไปฝึกเลน่ เองจนชานาญ
กำรละเล่น การเลน่ ลายกลอง เป็ นการแสดงลลี าท่าทางประกอบการตีกลอง
มกั เล่นเป็ นหม่คู ณะ ภายในคณะประกอบด้วย ผ้เู ล่นลายกลอง ผ้เู ลน่ เครื่อง
ดนตรีประกอบ ได้แก่ กลอง แคน ซอ กระจับป่ี ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง พังฮาด ไม้แก๊บ
และผ้เู ลน่ ลายมวย
143
วัฒนธรรม ชาวไทยโส้บ้านโพนจานมวี ิถชี ีวิตความเป็ นอย่อู ย่างพอเพียงเคียง
ค่ธู รรมชาติและยงั มีความเชอ่ื ในเรื่องผีและอานาจส่งิ ศกั ด์ิสิทธ์เหนือธรรมชาติ
ดงั นนั ้ ชนเผา่ ไทยโส้ยงั คงมีวถิ ชี วี ติ ความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีท่ีดีงามอยู่
คชู่ มุ ชน
งำนฝี มือ การทอผ้า ซ่ึงลวดลายผ้ามีความประณีตสวยงาม ลวดลายผ้ามี
เอกลกั ษณ์โดยเฉพาะ
CBT ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท่ีโดดเด่นเป็ นอักลักษณ์ของชุมชน คือ การ
ประกอบพิธีกรรมแชงชะนาม จะจัดขึน้ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน
นอกจากนีย้ งั มยี งั มดี อนป่ ตู า วดั โพนทราย และแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตร
เช่น สวนยาพารา สวนพริก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวใกล้ๆชุมชนเช่น
พระพทุ ธรูปองค์ใหญ่ทวี่ ดั ศรีสวา่ งบ้านกลางจาน พระธาตจุ าปา
และพระธาตุ โพนสวรรคบ้ านโพนจอาเภอโพนสวรรค์จังหวัด
นครพนมได้ รับการคัดเลือกให้ เป็ น หมู่บ้ านท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม
144
145
ชนชาติพนั ธ์ไุ ทพวนหรือลาวพวน
ประวตั ิควำมเป็ นมำชนเผ่ำไทพวนหรือลำวพวน
เมอ่ื ครงั ้ สมยั กรุงธนบรุ ี ชาวลาวเวียงได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาเมื่อพ่าย
ตอ่ สงคราม ปลายพุทธศักราช 2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรุ ีทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้สมเดจ็ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศกึ และเจ้าพระยาสรุ สีห์ยกทับไป
ตีเวียงจันทน์ ภายหลังกองทัพกรุงธนบุรีสามารถยึดเวียงจันทน์ได้ สาเร็จ
ใน พ.ศ. 2322 (สลิ า วรี ะวงส์, 2535: 150) ทาให้เกิดการกวาดต้อนครัวเรือน
ชาวลาวลงมายังกรุงธนบุรี ชาวลาวท่ีถูกกวาดต้อนมานนั ้ ถูกส่งไปยังเมือง
ตา่ งๆ เชน่ สระบรุ ี ลพบรุ ี นครนายกฉะเชิงเทรา
หลกั ฐานครงั ้ สดุ ท้ายที่ปรากฏว่ามีชาวลาวเวยี งและชาวลาวพวนย้าย
ครัวเรือนมาตงั ้ ถ่ินฐานในภาคตะวันออกได้ปรากฏในช่วงปี พุทธศกั ราช 2403
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์มีนโยบาย
เกลียดกลอ่ มชาวลาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวลาวพวนที่เข้ามาตัง้ ถิ่นฐานใน
ภาคตะวนั ออกเป็ นจานวนมาก ด้วยทรงตระหนักดีว่าเมืองพวนนนั ้ อย่ใู กล้ชิด
กบั เขตแดนของญวนมาก พระองค์ไม่สามารถดูแลควบคุมเมืองพวนไว้ได้ ทา
ให้ต้องใช้วิธีโยกย้ายประชากรออกจากพืน้ ที่เพื่อไม่ให้เหลอื เป็ นกาลงั แก่ฝ่ าย
ญวน ผลจากการย้ายครัวลาวพวนมาอย่ใู นไทยทาให้ชาวลาวพวนเข้ามาตัง้ ถิ่น
ฐานอย่จู านวนมาก โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในเมืองพนมสารคาม เมอื งฉะเชิงเทรา
146
แหล่งท่อี ย่อู ำศยั ปัจจบุ ัน
ปัจจบุ นั ชาวไทพวนได้ตงั ้ ถิ่นฐานในประเทศไทยหลายจงั หวัด ได้แก่
จงั หวดั หนองคาย อดุ รธานี สโุ ขทยั แพร่ พจิ ิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สพุ รรณบุรี
สงิ ห์บรุ ี สระบรุ ี ลพบรุ ี นครนายก ปราจนี บรุ ี นา่ น
กำรแต่งกำย
การแต่งกายของสตรีชาวไทยพวนจะนิยมนุ่งผ้าซ่ินตีนจกต่อหัวต่อ
เอวคาดเขม็ ขดั เงนิ สวมเสอื ้ คอกระเช้า ภาษาพวน เรียกว่า เสอื ้ คอกระทะหรือ
เสอื ้ อเี ป้ า สว่ นผ้ชู ายจะน่งุ โส้งขาก้อม สวมเสอื ้ ย้อมคราม หากไปทาบุญท่ีวัดจะ
น่งุ เสอื ้ ผ้าฝ้ ายสขี าวมีผ้าพาดบ่า ซง่ึ สตรีชาวไทยพวนจะนิยมน่งุ ผ้าท่ีตนเองเป็ น
ผ้ทู อขนึ ้ ไว้ใช้เอง มีลวดลายสสี นั สวยงาม
147
ชดุ ไทยพวนเพชรบุรี
1. ชดุ ในกล่มุ ของ "นวลลีลำวดี" จะมีหลากหลายให้สงั เกตุท่ีสไบว่าสี
อะไร ก็ตงั ้ ช่ือตามนนั ้ ซ้ายมือคือ "นวลนิล" สไบจะเป็ นสีดา ซิ่นจกหยกั ฝ้ ายทอ
ไหมสที อง ขวามือ(ยกเว้นชดุ กลาง) ช่ือ "นวลชาด" สไบสีแดง ซิ่นจกหยกั ฝ้ าย
ทอไหม สว่ นชุดกลาง ช่ือชุด "เจ้านางพวน" ซิ่นจกหยกั ฝ้ ายทอไหมสีขาวออฟ
ไวท์
2. กล่มุ “นิลลีลำ” ดทู ี่ซิ่นมีพืน้ ดาต่อเชิงด้วยตีนจกแบบลาว ได้ทงั ้ แบบเหล็ก
แบบใหญ่ดงั ภาพ ใช้ตนี จกทาสไบ เครื่องประดับเงิน โอกาสท่ีใช้..ใสใ่ นงานพิธี
การแสดงหรือโอกาสพเิ ศษต่าง ๆหากจะใส่ไปงานศพเสอื ้ แขนกระบอกไม่ต้อง
พาดสไบ "เรียบง่ายสบายตาสงา่ งาม...นามนิลลลี า"
148
ตวั อย่างเสอื ้ ผ้าของกลมุ่ นลิ ลลี า
3. จำปำขำว ซิ่นจกหยักฝ้ ายทอไหมสีขาว
ออฟไวท์ (ซ่ินจาปาขาว) ใส่กับเสือ้ คอปี น
(ป้ าวขาว) แขนยาวแบบเขียงขวาง ไม่
จาเป็ นต้องมเี ครื่องประดับ หากจาเป็ นต้องใช้
ก็ใช้เคร่ืองประดับมุขสีขาว โอกาสท่ีใช้ ใสไ่ ป
ทาบญุ ตักบาตร เป็ นชดุ เจ้าสาวตอนตกั บาตร
เช้ า หรือทากิจกรรมอื่นๆ เช่น ไม่ต้ องเป็ น
ทางการนกั ใสไ่ ปทางานสานักงานก็ได้ "เรีบบ
ง่าย..สวยหวาน ตรึงตา..นามวา่ จาปาขาว
149
4. ป้ ำวเชียงขวำง ซิ่นแบบ "นิลลลี า" ใส่
กับเสือ้ ป้ าวสีดาแบบของเชียงขวางแท้
เครื่องประดับเงิน โอกาศท่ีใช้ ชุดนีใ้ ช้
สาหรับการแสดง "ราไทพวน" หรือใน
โอกาสพิเศษ ต่าง ๆ (หมายเหตุ..ชุดนี ้
ได้รับการสนับสนุนเสือ้ ป้ าวสีดาแบบไท
พวนแท้ๆ ตนั แบบจากเชียงขวาง จากท่าน
อ.อดศิ กั ดิ์ สาศริ ิ) งดงาม คลาสสคิ ..ทรงคณุ คา่ นามวา่ "ป้ าวเชียงขวาง
5. เจ้ำนำงพวน ซิ่นจกหยกั ฝ้ ายทอ
ไหม พิเศษ ปักมุกระบายชายซ่ินสี
ทอง เป็ นเอกลกั ษณ์ของชุดนีจ้ ะใส
ด้วยเสือ้ เกาะอก แขนกระบอก คอ
ก ล ม ห รื อ แ บ บ ปี น ( ป้ า ว ข า ว )
ประยุกต์ลกั ษณะเป็ นเสือ้ คลมุ ก็ได้
ใช้เครืงประดับทอง โอกาสท่ีใช้ ใช้
เป็ นชดุ บ่าวสาว หรือชุดเข้าเฝ้ าราช
วงค์โอกาสพิเศษงานสาคญั เชน่ ใช่ในการแสดง ชดุ ประกวดนางงาม และอื่นๆ
"สวยหรูสงา่ งาม..นามเจ้านางพวน"
150
อำหำร
อาหารของชาวไทพวนท่ีมีประจาทกุ ครัวเรือนคือ ปลาร้า เม่ือมีงาน
บญุ มกั นยิ มทาขนมจนี และข้าวหลาม สว่ นอาหารอ่นื ๆ จะเป็ นอาหารง่าย ๆ ท่ี
ประกอบจากพชื ผกั ปลา ท่มี ใี นท้องถ่ิน เช่น ปลาส้ม ปลาส้มฟัก เป็ นต้น
ภำษำท่ใี ช้พูดและเขยี น ภาษาไทย, ภาษาไท-กะได (ตระกูล South-western
Tai)
สังคมและวฒั นธรรม
สงั คมคนลาวพวนหรือไทพวนนนั ้ ผกู พนั อย่กู ับอาชีพเกษตรกรรม ทา
นา ทาสวน ทาไร่ นิยมทาเคร่ืองจกั สานไมว่ ่าจะเป็ นเคร่ืองใช้ในครัวเรือน ได้แก่
กระบงุ กระบาย ตะกร้า กะโล่ กระด้ง หมวกกะโล่ งอบ ตะแกรง กระชอน ถัง
ตกั นา้ บ้งุ กี๋ กระจาด หรือพดั นอกจากนนั ้ ยังมีอุปกรณ์จบปลา ได้แก่ ข้อง ส่มุ
ไซ ชะนาง ต้มุ อีจู้ กระสนุ เป็ นต้น ปัจจบุ นั นีส้ งั คมคนไทพวนมีพืน้ ฐานอาชีพ
เกษตรกรรมเสียเป็ นส่วนใหญ่ โดยจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบริบท
จงั หวดั ทม่ี ชี าวพวนอาศยั อย่อู ย่างกระจดั กระจายในประเทศไทย โดยมีค่านิยม
สง่ ลกู หลายให้เรียนสงู ๆ เพราะอาชีพเกษตรกรรมนบั เป็ นอาชีพที่ต่ากว่าอาชีพ
อ่ืนๆ ทาให้ลกู หลานคนไทพวน ในปัจจุบนั หันไปประกอบอาชีพตามค่านิยม
ของสงั คม เชน่ รบั ราชการ ทหาร ตารวจ หมอ หรือพยาบาล
151
ดนตรีและศลิ ปะกำรแสดง
ลำพวน ลาพวนเป็ นเพลงพืน้ บ้านของชาวไทพวนท่ีสืบทอดต่อกัน
มาตงั ้ แตบ่ รรพบรุ ุษ นิยมร้องรากนั ในอาเภอปากพลี โดยมีหมอลาชาย หมอลา
หญิงจะร้องโต้ตอบกนั ครงั ้ ละ 1 คู่ หรือ 2-3 คู่ สลบั สบั เปลีย่ นกันไป มีการเป่ า
แคนประกอบ เมือ่ หมอลาร้องถกู ใจ หรือร้องกลอนจบแต่ละตอน ลกู ค่หู รือผ้ฟู ั ง
จะพากนั สง่ เสยี งร้องป๊ี บ เพื่อความสนกุ สนานเร้าใจ
รำโทน การเลน่ ราโทน จะใช้กลองรามะนา หากไม่มีจะใช้ปี๊ บนา้ มัน
แทน กองเชียร์ร้องเพลงก็แต่งกันในวงราโทนนนั ้ เอง จะออกมารากันเป็ นคู่ๆ
ผ้หู ญิงจะทาท่าไปตามเนือ้ เพลงที่ร้ อง ส่วนการแต่งกายนนั ้ นางรามักจะนุ่ง
กระโปรงยาว เสอื ้ ตามท่ีจะหากได้ ถ้าเลน่ ในหมบู่ ้านกจ็ ะนิยมใสผ่ ้าถงุ
เคร่ืองดนตรี
ตีกลองทำน กลองทานเป็ นเครื่องดนตรีชนิดหน่ึงท่ีมีลกั ษณะเป็ น
กลองขนาดใหญ่นยิ มตที ่ีวดั ในหม่บู ้านคนพวน ยามมีงานบญุ งานทานจะต้อง
ตีบอกให้รูว่าตอนนีม้ งี านบญุ และขอเชิญให้มาร่วมช่วยกัน เม่ือชาวบ้านได้ยิน
เสยี งกลอง แสดงวา่ มงี านบญุ แน่แล้ว ใช้ผ้แู สดงหรือผ้เู ล่น 3 คน มีกลอง 1 ใบ
ฆ้อง 2 ใบ และฉาบ 1 คู่ ร่วมกนั ตใี ห้เข้าจงั หวะ
กำรละเล่นของกล่มุ ชำติพนั ธ์ไุ ทพวน
กำรละเล่น นำงด้ง นำงสุ่ม นำงลิงลม นำงสะ และนำงกวัก
เป็ นการละเลน่ ที่แฝงไปด้วยความเช่ือเรื่องผี ของคนไทยพวน โดยกระทาเพ่ือ
ติดต่อวิญญาณของผู้ตายไปแล้ว ให้กลับมาเพ่ือถามสารทุกข์สุกดิบและ
152
เร่ืองราวตา่ งๆ ว่าผ้ตู ายต้องการอะไรมีความเป็ นอย่อู ย่างไร เพ่ือทางญาติจะได้
อทุ ิศส่วนกศุ ลไปให้ มีการถามถึงเนือ้ คู่ โชคลาภกบั วิญญาณที่มาสงิ สไู่ ด้อีก
ด้วย โดยการละเล่นดังกล่าวคล้ายกบั การดูดวง ทาให้ผ้มู าร่วมพิธีเกิดความ
กระจา่ ง โดยมีตวั แทนของผ้เู ลน่ ทม่ี ีอาวโุ สเป็ นคนเชิญดวงวิญญาณ แล้วทาพิธี
ขอขมาลาโทษต่อเจ้าที่เจ้าทางกอ่ นเลน่ อีกด้วย
การละเลน่ นางด้ง
การละเลน่ นางกวกั
153
ศำสนำและควำมเช่อื ของกล่มุ ชำติพนั ธ์ไุ ทพวน
ชาวไทพวนนบั ถือศาสนาพทุ ธและเชอ่ื ในสงิ่ เหนือธรรมชาติ ในแง่ของ
ความเชอื่ เรื่องผบี รรพบรุ ุษและผี ชาวไทพวนศรทั ธาแรงกล้าในพระพุทธศาสนา
ความสมั พนั ธ์ระหว่างคนไทพวนกับวดั และชุมชน ถือเป็ นส่งิ ยดึ เหน่ียวจิตใจ
และธารงสงั คมของชาวไทพวนเอาไว้
นอกจากนนั ้ ความเช่ือเรื่องผี โดยเฉพาะผีป่ ตู าหรือผีตาป่ ู สงั เกตได้
จากการมีศาลผีป่ ูตาทุกหมู่บ้ าน โดยเชื่อว่าผีป่ ูตาคือผีอารักษ์ ผู้ปกป้ อง
ค้มุ ครองหม่บู ้าน มกั จะสร้างศาลหันไปทางทิศตะวนั ออก หรือทิศเหนือของ
หมบู่ ้าน และจะมพี ธิ ีกรรมเลยี ้ งผปี ่ ตู าทกุ ปี ในเดอื นสามและเดือนหก โดยจะจัด
ปี ละสองครงั ้
พิธีกรรมสำคญั ของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์ไุ ทพวน
พธิ ีเลยี ้ งผปี ่ ตู านนั ้ จดั ขนึ ้ ปี ละสองครงั ้ โดยแต่ละบ้านในหม่บู ้านจะนา
เครื่องเซ่นมาบูชาเช่น ไก่ต้ ม เหล้า หมาก พลู บุหร่ี ธูปเทียนและเงิน 1
บาท เมื่อเสร็จพิธีจะมีการถวายพระและแจกจา่ ยกนั ร่วมรับประทาน แต่จะไม่
นากลบั บ้าน
154
ประเพณีและเทศกำลสำคัญของกล่มุ ชำติพนั ธ์ุไทพวน
ฮีต 12 หมายถึง จารีต 12 ประการ หรือประเพณี ส่ิงท่ีนิยมนับถือปฏิบตั ิสืบ
ต่อกนั มา จนเป็ นขนบธรรมเนียม เชน่ เดียวกนั ประเพณี 12 เดือนในภาคกลาง
โดยฮตี 12 ประกอบไปด้วย
ฮตี เดือนอ้าย เก่ยี วข้าว เฮ้านา เอาแรง นวดข้าว
ฮีตเดอื นยี่ นาข้าวเข้าย้งุ ทาบญุ ลานข้าว เอาฟื น เอาแวง งานกนิ
ดอง งานบวชนาค
ฮตี เดอื นสาม เดอื น 3 ขนึ ้ 3 คา่ ทาบญุ กาฟ้ า ทานข้าวหลาม ทาน
ข้าวจี่ เฮยี่ ะขวญั ข้าวเข้าย้งุ สู่
ประเพณีขวญั ข้าว
ฮตี เดอื นส่ี งานประจาปี ปิ ดทองทว่ี ดั งานกินดอง ขนึ ้ บ้านใหม่
ฮีตเดือนห้า บญุ สงกรานต์ อาบนา้ ก่อนกา สตู รเสอื ้ สตู รผ้า สรงนา้
พระพทุ ธรูป สรงนา้ พระสงฆ์ รด
นา้ ดาหวั ผ้สู งู อายุ ก่อพระทราย
ฮีตเดือนหก ทาบญุ เปตะพี เลยี ้ งป่ ตู า สง่ กระทง สะเดาะเคราะห์
ทาบญุ กลางบ้าน
ฮตี เดือนเจด็ สขู่ วญั พระพทุ ธ บายสพี ระสงฆ์
ฮตี เดอื นแปด ทาบญุ เข้าพรรษา
155
ฮตี เดอื นเก้า ประเพณีสารทพวน สขู่ วัญควาย
ฮีตเดือนสบิ ทานข้าวสะ บญุ สลากภตั ร
ฮีตเดือนสบิ เอด็ บญุ ออกพรรษา ตักบาตรเทโว
ฮีตเดอื นสบิ สอง ทาบญุ กฐิน บญุ พระเวส ลอยกระทง ทานข้าวเม่า เลยี ้ ง
ข้าวเม่าป่ ตู า
งำนฝี มือ : มัดหม่ี คือการมัดลายแล้วก็เอาไปทอ เหมือนกบั ทางภาคอีสาน
ผ้าชาติพนั ธ์ลุ าวจะต้องมีหวั ซิ่น ตวั ซ่นิ และตีนซิน่
แบบจกหรือแบบขดิ แบบจกท่ดี งั ท่ีสดุ ในประเทศไทยคือ จกเมือง
สโุ ขทยั เป็ นเมอื งผ้ดู ี เขาเรียก เมืองผู้ดี ก็คือคนสโุ ขทัย ส่วนเมืองพวนเมือง
ผ้รู ้ายคือเพชรบรุ ี น่ีคอื อตั ลกั ษณ์ของคนพวนมี 2 แบบ
156
กิจกรรมท่เี ข้ำไปในชุมชน : กิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวติ ของชาวไทพวน
กิจกรรมการทามดั หมี่และแบบจก
กิจกรรมชมนิทศการลายผ้าซน่ิ ไทพวน
เพชรบรุ ี
157
158
ชนชาตพิ นั ธ์ุ ซาเรหรือสาเหร
ประวัติควำมเป็ นมำชนเผ่ำซำเรหรือสำเหร
กล่มุ ซาเร นัน้ ถ่ินกาเนิดโบราณอย่ใู นบริเวณเชิงเขา ทางตะวันตก
ของเทือกเขากุเลน (Kulen Mountain) ในจงั หวัดเสียมเรียบ (Siem Riep) อยู่
ในอย่ใู กล้นครวดั (Angor Wat) ไปทางเหนือเป็ นศนู ย์กลางของอาณาจกั รเขมร
โบราณ พวกเขาตงั ้ ถิ่นฐานมายาวนานก่อนประชาชนเขมรรุ่นใหม่จะเกิดขนึ ้ ก็
มาจากบริเวณนนั ้ Jean Moura ชาวฝรั่งเศส เป็ นชาวตะวันตกรุ่นแรกแรกให้
ข้อมลู เก่ยี วกบั ชาวซาเรวา่ เขาเห็นชาวซาเรในเสยี มเรียบเป็ นทหารป้ องกันของ
ราชสานกั และวดั โบราณมีจานวนมากอย่บู ริเวณรอบนครวัด สมาชิกของกลมุ่
เหลา่ นี ้ Pol Kravanh หรือ Samre Kravanh หรือซาเรของเทือกเขาบรรทัด
(Cardamon Mountain) หรือ ซาเรตะวันออก (Eastern Samre) อยู่ใต้
ปกครองของพระมหากษัตริย์เพ่ือช่วยเก็บกระวานท่ีนั่น คนซาเรเป็ นกล่มุ ท่ีอยู่
ตามแนวป่ า กล่าวได้ว่า ซาเรถงึ เป็ นกล่มุ ที่มีความป่ าเถ่ือนถูกจดั ให้มีสถานะ
ทางสงั คมตา่ ที่สดุ ในสงั คมเขมร
แหล่งท่อี ย่อู ำศัยในปัจจบุ นั ของชำวซำเร
ปัจจุบันอาศัยอยู่ในเขตภาคตะวันตก โดยเฉพาะในพืน้ ท่ีจังหวัด
ตราด กระจายตัวอย่ใู นหลายอาเภอ มีความหนาแน่นในพืน้ ที่ตาบลนนทรีย์
อาเภอบอ่ ไร่ จงั หวดั ตราด
159
กำรแต่งกำยของกลุ่มชำติพันธ์ุซำเร เคร่ืองแต่งกายไม่ได้สวมเคร่ืองแต่ง
กายตามประเพณีดงั ้ เดมิ ของพวกเขาแล้ว แต่สวมเคร่ืองแตง่ กายเหมือนชาวนา
เขมรทว่ั ไป ผ้หู ญิงซาเรสวมเสอื ้ ผ้าหลายสมี ีกระโปร่งยาวและมีผ้านุ่งอีกชนั ้ ผู้
ชายซาเรสวมเสอื ้ เชิต้ แขนสนั ้ หรือเสอื ้ คอกลมและกางเกงขายาวเมื่อทางานท่ี
บ้านหรืออย่ใู นทงุ่ นาพวกเขาจะถอดเสอื ้ ออก ผ้หู ญิงซาเรไม่ตกแต่งหรือสวมใส่
เคร่ืองประดบั อญั มณใี ดใด ผ้หู ญิงสงู วยั เกล้าผมมวย สว่ นผ้หู ญิงท่ีอ่อนอาวโุ ส
ลงมาจะไว้ผมยาว โดยปลอ่ ยผม
อำหำรของกล่มุ ชำติพนั ธ์ซุ ำเร เชน่ เดียวกบั คนไทยทวั่ ไป
ภำษำท่ีใช้พูดและเขียน ไม่มีภาษาเขียนของตนเอง ส่วนภาษาพูด ถกู จัด
จาแนกในตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก (Austro-Asiatic) สาขามอญ-เขมร
ตะวนั ออก (Eastern Mon-Khmer) กลมุ่ เพียริก (Pearic)
160
วัฒนธรรมของกล่มุ ชำติพนั ธ์ซุ ำเร
ชาวซาเรในพืน้ ที่นีส้ ่วนใหญ่ทาการเกษตรเป็ นหลัก ส่วนใหญ่
ประกอบอาชพี ด้านการเกษตร รบั จ้างสวนปาลม์ เพาะพนั ธ์ุกล้าไม้กฤษณา(ไม้
หอม) สวนยางพารา สวนผลไม้ และอาชีพเก็บของป่ าขาย อีกส่วนหนึ่งก็
รับจ้างทัว่ ไป รายได้ของประชากรในพืน้ ท่ีต่อปี พอประมาณจานวน 52,000
บาทต่อ/ครอบครัว/ปี
นอกจากนนั ้ ผลติ ภณั ฑ์เครื่องจกั สานจากคล้มุ ของ “กล่มุ วิสาหกิจชมุ ชน
จักสานบ้านคลองโอน” ก่อตงั ้ เมื่อวนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2550 โดยใช้ งบ
SML มาจัดซือ้ อุปกรณ์ในการผลิตซงึ่ เป็ นการรวมกล่มุ เพ่ืออนุรักษ์ภูมิปัญญา
ชาวบ้านให้ อยู่คู่ชุมชนตลอดไป กลุ่มอาชีพสตรี ผลิตภัณฑ์จักสาน ได้จด
วสิ าหกจิ แล้วเมื่อวนั ที่ 14 ก.พ.2551 และยงั ได้รับเป็ นผลติ ภัณฑ์ OTOP ระดบั
สามดาว ได้รับมาตรฐานผลติ ภัณฑ์อตุ สาหกรรม เป็ นเภทผลติ ภัณฑ์จกั สานไม้
ไผ่ และคล้มุ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2553 และ 2555
เคร่ืองดนตรีของกลุ่มชำติพันธ์ุ
ซำเร กลองยาว, ตะโพน ใช้ใน
งานประเพณีเซน่ ไหว้ผีเดอื น 3
161
เพลงของกลุ่มชำติพันธ์ุซำเร ไม่ปรากฏชัด มักเป็ นการร้องสดในประเพณี
เซน่ ไหว้ผีแม่มด
กำรเต้นรำของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์ซุ ำเร ร่ายราในงานประเพณเี ซ่นไหว้ผแี ม่มด
ศำสนำและควำมเช่อื ของกล่มุ ชำติพันธ์ซุ ำเร
ชาวซาเรนับถือภูตผีวิญญาณ เชื่อในเร่ืองผี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผีที่
เกยี่ วข้องกบั บรรพบรุ ุษ ชาวซาเรจะประกอบพิธีบชู าผี โดยเซ่นไหว้ด้วยอาหาร
และเหล้า แตเ่ ดมิ ทกุ ปี แต่ละครอบครวั จะทาพธิ ีเซน่ ไหว้บชู าผใี นชว่ งเดือน 4 ถึง
เดือน 6 (ตามปฏิทนิ จนั ทรคติ) เพ่ือขอให้ผบี รรพบรุ ุษปกป้ องค้มุ ครองลกู หลาน
และขอพรจากบรรพบรุ ุษ
162
ประเพณีและเทศกำลสำคัญของกล่มุ ชำติพันธ์ซุ ำเร
เดือนมกราคม ประเพณีกำรขนึ้ ปี ใหม่ เช่นเดยี วกบั คนไทย
เดือนกมุ ภาพนั ธ์ุ-เดือนมนี าคม พธิ เี ล่นผีแม่มด ซงึ่ ทากนั ในเวลา
กลางคืน พธิ ีหรือประเพณีนเี ้ป็ นการ
แสดงออกถงึ ความ เช่ือวา่ ด้วยเร่ืองผี และเช่อื
วา่ จะนาสง่ิ ดมี าให้กบั ชมุ ชนและครอบครวั
ขณะเดียวกนั กเ็ ป็ นการปัดเป่ าสง่ิ ชวั่ ร้าย
ออกไป
เดือนพฤษภาคม – มิถนุ ายน เทศกำลเกบ็ เก่ยี วผลผลิตตามฤดกู าล
แบบคนไทยท้องถน่ิ จงั หวดั ตราด
เดอื นตลุ าคม ประเพณเี ซ่นไหว้บรรพชนเป็ นไปตามการ
บชู าเซ่นไหว้ตามเทศกาลพทุ ธศาสนา
เดอื นกนั ยายน เทศกำลเพำะปลูก ตามฤดกู าลแบบคน
ไทยท้องถน่ิ จงั หวดั ตราด
งำนฝี มอื และสินค้ำ OTOP ผลติ ภัณฑ์เคร่ืองจกั สาน
กิจกรรมท่เี ข้ำไปในชมุ ชน กจิ กรรมอนรุ กั ษ์ภมู ิปัญญาชาวบ้านให้อย่คู ่ชู ุมชน
กิจกรรมการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวซาเร
163
164
ชนชาตพิ นั ธ์ุ นามธารีหรือซิกขน์ ามธารี
ประวัตคิ วำมเป็ นมำของกล่มุ ชำตพิ ันธ์นุ ำมธำรี
ชาวนามธารีสนั นิษฐานว่าอพยพเข้ามาในสงั คมไทยร่วมศตวรรษ
ตัง้ แต่สมัยรัชกาลท่ี 5 เช่นเดียวกับชาวอินเดียกล่มุ อ่ืน ๆ ส่วนใหญ่ จาก
การศกึ ษาของ มานติ ย์ คณะโต (อ้างในอภิรัฐ 2559) พบว่าชาวอินเดียมสุ ลิม
เป็ นกล่มุ แรกท่ีเดินทางเข้ามาในเมืองเชียงใหม่ราวปี ค.ศ. 1757 ปัจจัยท่ี
สนบั สนนุ ให้ชาวซิกข์ออกจากปัญจาบมาตงั ้ ถิ่นฐานในสยามและล้านนา มี 2
ประเดน็ หลกั ด้วยกนั คือจากสภาพการเมืองในรัฐปัญจาบภายใต้การปกครอง
ของอาณานิคมอังกฤษ และเน่ืองจากความรุนแรงของการแบ่งแยกประเทศ
ระหวา่ งอนิ เดยี กับปากีสาถานหลงั จากที่เป็ นอิสรภาพจากอาณานิคมอังกฤษ
ในปี ค.ศ. 1947
เช่นเดียวกบั ชาวอินเดียท่ีนับถือศาสนาซิกข์อ่ืน ๆ ถิ่นกาเนิดกาเนิดของ
พวกเขาอยู่ในแคว้นปัญจาบในทงั ้ อินเดีย (และในปากีสถานในปัจจุบนั ) อัต
ลกั ษณ์ของพวกเขาเป็ นการซ้อนทบั กนั ระหว่างความเป็ นปัญจาบกบั ซิกข์ และ
หากจะนบั ว่าการอพยพมาตงั ้ ถ่ินฐานในไทยของชาวอินเดีย ชาวนานามธารีก็
จดั วา่ เป็ นรุ่นท่ี 3 นบั จากกลมุ่ ทอี่ พยพมาในช่วงหลงั สงครามโลกครัง้ ที่ 2 (ในปี
พ.ศ. 2487) และหากนบั ตงั ้ แต่รัชกาลที่ 5 ก็จัดว่าเป็ นคนรุ่นท่ี 5 พวกเขาจัดว่า
เป็ น “คนพลัดถ่ิน”(Diaspora)ที่การแสดงอัตลกั ษณ์ของพวกมีทงั ้ ธารงค์อัต
ลกั ษณ์เดิมไว้และปรับเปลยี่ นไปตามเงือ่ นไขของรัฐทพ่ี วกเขาตงั ้ ถน่ิ ฐาน
165
แหล่งท่ีอยู่อำศัยในปัจจุบันของชำวนำมธำรี ปัจจุบันชาวนามธารี ตงั ้ ถ่ิน
ฐานอย่ทู ่ีจังหวดั กรุงเทพฯ ตงั ้ อยู่ ณ เลขที่ 127/1 ซอยอโศก ถนนสขุ มุ วิท 21
แขวงคลองเตยเหนอื เขตวฒั นา กรุงเทพฯ และท่ีจังหวัดเชียงใหม่ “คุรุ ทวารา”
ตัง้ อยู่ ณ เลขที่ 20-24 ถนนช้ างม่อย ซอย 1 ตาบลช้างม่อย อาเภอเมือง
จงั หวดั เชียงใหม่
กำรแต่งกำยของกล่มุ ชำติพันธ์นุ ำมธำรี
นามธารี(ผ้ชู าย) มีลักษณะอันโดดเด่นเพราะการแต่งตัว เช่น การ
โพกศรี ษะด้วยผ้าสขี าว การไว้ผมยาว และหนวดเครา ผ้หู ญิงก็จะไว้ผมยาว ซ่งึ
เป็ นสญั ลกั ษณ์ทางศาสนาทต่ี งั ้ แตเ่ กดิ มาพวกเขาไมเ่ คยตดั แต่งใดๆ เลย ปลอ่ ย
ไว้ตามธรรมชาติเสมอ ที่ข้อมือของศาสนิกชนชาวนามธารีทกุ เพศทุกวยั จะมี
กาไลเหลก็ สวมใสไ่ ว้
การโพกศรี ษะ (Turban หรือ Dastar)
ชาวซิกข์มีลกั ษณะการแต่งกายแตกต่างจากชนกล่มุ อื่นในอินเดีย ดูจาก
การโพกผ้าบนศีรษะ
166
พิธีโพกศีรษะเร่ิมเป็ นครงั ้ แรกเมื่อเด็กโตเป็ นหนมุ่ และผ้าโพกศีรษะนีจ้ ะถูกถอด
ออกต่อเม่ือเป็ นการลงโทษหรือเป็ นการลบหล่เู กียรติ ฉะนนั ้ เมื่อมีผ้ปู ัดผ้าโพก
ศรี ษะผ้อู น่ื ออก ผ้นู นั ้ จะถกู ลงโทษไม่ให้เข้าร่วมในพิธีต่างๆ จนกว่าจะขอขมา
โทษ และรบั โทษตามท่ีได้บญั ญตั ไิ ว้
สตรีชาวนามธารีไม่จาเป็ นจะต้ องสวมผ้าคลุมหน้า แต่การสวม
เสอื ้ ผ้าท่ีไมส่ ภุ าพเรียบร้อย จะถอื เป็ นการเสอื่ มเสยี เกยี รต์ิเป็ นอยา่ งยิง่
อำหำรของกล่มุ ชำตพิ ันธ์นุ ำมธำรี
นามธารี ได้ให้ความสาคญั ของอาหารไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าศาสนาอ่ืน
ๆ โดยมีแนวทางกินมังสวิรัติเช่นเดียวกับอีกหลายความเชื่อ แต่อาจจะ
เคร่งครัดกว่าตรงทว่ี า่ ซิกข์นามธารีจะไมย่ อมรับมงั สวิรัติท่ีถือว่าไม่บริสทุ ธ์ิและ
ไมต่ รงกบั หลกั ความเช่อื ฉะนนั ้ นามธารีทกุ ครอบครัวจึงใส่ใจและพิถีพิถันเป็ น
พเิ ศษในการประกอบอาหารเสมอ
โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงในครอบครัวจะสวดมนต์ไปด้ วยระหว่าง
ทาอาหารทกุ มอื ้ ให้ทกุ คนในครอบครวั รบั ประทาน เพราะถือว่าการทาจิตใจให้
สะอาดบริสทุ ธิ์ระหวา่ งประกอบอาหารนนั ้ ย่อมทาให้อาหารนนั ้ บริสทุ ธ์ิมากขนึ ้
ไปด้วยเพื่อให้ผู้รับประทานได้ รับแต่ส่ิงที่ดีต่อร่างกายและจิตวิญญาณใน
ขณะเดียวกัน โดยศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีส่วนใหญ่มกั นาอาหารจากท่ี
บ้านไปทานที่ทางาน หรือโรงเรียนเสมอ
ภำษำท่ีใช้พูดและเขียน ภาษาพดู ภาษาปัญจาบีหรืออีกช่ือหนึ่งเรียกว่า
“ครุ ุ มขุ ขิ” (Gur Mukhi) ซง่ึ แปลวา่ ภาษาของครู ภาษาเขยี น ภาษาปัญจาบี
167
วัฒนธรรมของชำวนำมธำรี
ชาวนามธารีเน้นความเรียบง่าย ตามคากล่าวที่ว่า “Simple living,
High thinking” ถกู ปลกู ฝังคุณธรรมเข้าไปในชีวิต และจิตวิญญาณตงั ้ แต่แรก
เกิดเสยี ด้วยซา้ เพราะเหตทุ บ่ี ิดามารดา และบรรพบรุ ุษกด็ ารงชวี ิตอนั เต็มเปี่ ยม
ไปด้วยคณุ ธรรม และความดีงาม รวมทงั ้ สอดคล้องต่อหลกั ธรรมชาติ วิถีชีวิต
ของนามธารีดาเนินไปทุกวันทัง้ ในด้านความคิด วิจารณญาณ อาหาร และ
อาชีพอันสุจริต ความยึดม่ันในคุณงามความดี รวมทัง้ คุณธรรม การไม่
เบียดเบยี นทกุ สรรพชวี ิต สงิ่ เหลา่ นหี ้ ลอ่ หลอมให้ศาสนิกชนชาวนามธารีทุกคน
ได้รับการปลกู ฝังให้อยอู่ ยา่ งเรียบง่าย และพอเพียงเผื่อแผ่ผ้อู ื่นเสมอ โดยที่ส่ิง
เหล่านีค้ ่อยๆ ซึมซับเข้าไปในชีวิตทุกวันจนกลายเป็ นความเคยชินในการ
ดารงชวี ิตอนั ดงี ามอยา่ งไม่รู้สกึ ว่าเป็ นเร่ืองท่ียาก
อาชพี การค้าผ้า ค้าขายทวั่ ไป และทาธรุ กจิ พฒั นาอสงั หาริมทรพั ย์
เคร่ืองดนตรีของกล่มุ ชำติพันธ์นุ ำมธำรี
กำรเล่นดนตรีสวรรค์ (Kirtan)
การเล่นดนตีประเภทนีเ้ ป็ นแบบอย่างหนึง่ ของการแสดงออกซ่ึงความ
เคารพในพระผู้เป็ นเจ้า ซ่ึงชาวซิกข์นิยมสวดมนต์พร้ อมกับมีดนตรีบรรเลง
ประกอบ และถือกนั ว่าเป็ นดนตรีสวรรค์ท่ีจะช่วยให้ผ้สู วดได้มีจิตแนบแน่นกบั
พระผ้เู ป็ นเจ้าได้รวดเร็วและดีขนึ ้ เคร่ืองดนตรีที่ใช้บรรเลงมีลักษณะเหมือนหีบ
สเ่ี หลย่ี ม ซงึ่ เราอาจจะเรียกวา่ ”หีบเพลง”กค็ งไมผ่ ดิ กบั ลกั ษณะทีเ่ ป็ นอยู่
168
ศำสนำและควำมเช่อื ของกลุ่มชำติพันธ์ุนำมธำรี ทกุ เช้าก่อนพระอาทิตย์
ขนึ ้ ศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีจะต่ืนและอาบนา้ ชาระล้างร่างกายตัง้ แต่
ศรี ษะจรดปลายเท้า หลงั จากนนั ้ จะชาระล้างจิตใจด้วยการทาสมาธิสวดมนต์
ระลกึ ถงึ พระนามของพระผ้เู ป็ นเจ้าเสมอ
ข้อห้ำม ข้อปฏบิ ตั ิของกล่มุ ชำตพิ นั ธ์นุ ำมธำรี
ห้ามมิให้ซิกข์กบั ซิกข์ววิ าทกนั เอง
ห้ามมิให้พดู ปด
ห้ามทาผิดในเรื่องกามารมณ์ โลภ โกรธ หลง
ห้ามคบคนท่เี ป็ นปฏิปักษ์ต่อศาสนา
ห้ามคบคนท่ไี ม่สง่ เสริมการก้ชู าติ
169
ห้ามนยิ มใช้สแี ดง เชน่ เสอื ้ แดง หมวกแดง
ห้ามแก้ผ้าโพกศีรษะออกนอกจากเวลาอาบนา้
ห้ามเลน่ การพนนั ทกุ ชนดิ
ห้ามตดั ผม โกนหนวด โกนผม โกนเครา
ห้ามเกี่ยวข้องกบั บคุ คลทีเ่ บยี ดเบียนศาสนา
ห้ามแตง่ กายหรูหราไร้สาระ
นอกจากการปฏิบตั ิตามหลกั ศาสนาซิกข์แล้ว ยังต้องถือบญั ญัติของ
องค์พระศาสดา ศิริ สตั ครุ ุ ราม ซงิ ห์ ด้วย เช่น ห้ามกินเนือ้ สตั ว์ และไข่ทกุ ชนิด
ชายต้ องโพกศีรษะด้ วยผ้าสีขาวเท่านัน้ ผู้หญิงห้ามใช้ เคร่ืองประดับหรือ
แต่งหน้าทาปาก เน้นชีวิตเรียบง่าย
พิธีกรรมสำคัญของกล่มุ ชำติพันธ์นุ ำมธำรี
พธิ ีปำหลุ พิธีกรรมที่ชาวซิกข์ทกุ คนต้องทา คือ พิธีปาหลุ ได้แก่ พิธีล้างบาป
เมอ่ื เสร็จพิธีแล้วกจ็ ะรับเอา ”ก”ทงั ้ 5 ประการ ดงั นี ้
1. เกศา การไม่ตดั ผม
2. กงั ฆะ หวขี นาดเลก็
3. การา กาไลมือทาด้วยเหลก็ กล้า
4. กริ ปาน ดาบ
170
5. กฉา กางเกงขาสนั ้
ผ้ใู ดทาพิธีล้างบาปแล้วก็ได้นามว่า ”สิงห์” ต่อท้ายช่ือเหมือนกันหมด
ทกุ คนเพราะถือว่าได้ผ่านคาลซาแห่ง ”วาเฮคุรุ ”คือความเป็ นสมบัติของพระ
เจ้าเองแล้ว
พิธรี ับนำ้ อมฤต (The Sikh Baptism)
ชาวซกิ ข์จะต้องเข้าพธิ ีรับนา้ อมฤตเพื่อแสดงความเป็ นซิกข์ท่ีดี และเป็ น
การรบั คนเข้า ในศาสนา พธิ ีนีไ้ ด้เริ่มเกิดขนึ ้ อย่างเป็ นระบบในสมยั ของศาสดา
ครุ ุโควนิ ทสงิ ห์ โดยจดั ให้มี ”ปัญจปิ ยะ” (PanjPyare) 5 คน ซงึ่ หมายถึงผ้เู ป็ นท่ี
รกั ของพระเจ้า
ประเพณแี ละเทศกำลสำคัญของกล่มุ ชำตพิ ันธ์นุ ำมธำรี
วนั ท่ี 5 มกราคม วนั คล้ำยวันประสูตขิ องพระศำสดำครุ ุโค วนิ ท์สิงห์
(พระศาสดาพระองค์ท่ี 10 แห่งศาสนาซกิ ข์)
วนั ที่ 13-14 เมษายน วันวสิ ำขี เป็ นวนั ท่ีพระเป็ นวนั ท่ีพระศาสดาครุ ุโค
วินท์สงิ ห์ทรงสถาปนาประชาคมซกิ ข์ (คาลซา)
ในปี พ.ศ. 2242 เป็ น ครงั ้ แรก และได้ทรงประทานศา
สนสญั ลกั ษณ์ “5 ก” เป็ นศาสนสญั ลกั ษณ์
ประจากายของซิกข์ศาสนกิ ชน เทศกาลและพธิ ีกรรม
ของศาสนาซิกข์
171
วนั ท่ี 1 กนั ยายน วนั ปฐมปรำกำศของพระมหำคัมภีร์ศิรีคุรุ ครันถ์
ซำฮบิ เป็ นวนั ท่ีพระศาสดาครุ ุโควนิ ท์สงิ ห์ พระศาสดา
พระองค์ทีส่ บิ ได้ทรงสถาปนาพระมหาคมั ภีร์ศริ ีครุ ุ
ครนั ถ์ซาฮบิ เป็ นพระศาสดานิรนั ดร์กาลแหง่ ศาสนาซกิ ข์
สบื ทอด ต่อจากพระองค์
เดือน มนี าคม ประเพณีครัวทำน เป็ นการสร้างภราดรภาพร่วมกนั
อนั เป็ นหลกั สาคญั ในศาสนา
งำนฝี มอื การเย็บผ้า
กิจกรรมท่ีเข้ำไปในชุมชน กิจกรรมอาบนา้ ชาระร่างกายและล้างจิตใจ
กิจกรรมการเรียนรู้วิถีชวี ิตและวฒั นธรรมชาวนามธารี
172
173
ชนชาตพิ นั ธ์ุ ปลงั หรือคาปลงั
ประวัติควำมเป็ นมำชนเผ่ำปลงั
ดงั ้ เดิมแล้ว ชาวปลังอาศัยอยู่ในพืน้ ที่รอยต่อระหว่างประเทศพม่า
และจนี โดยในเขตประเทศจีนอาศยั อย่กู นั มากในเขตสบิ สองปันนา โดยเฉพาะ
ในเมือง Daluozhen ส่วนในเขตพม่าอาศัยอย่มู ากในเขตรัฐฉาน ที่เมืองลา
(Mong La) ซ่ึงตงั ้ อย่ตู ิดกับเมือง(Daluozhen) เมืองยาง (Mong Yang /
Yong) และเมืองเชียงตงุ ส่วนสาเหตทุ ่ีชาวปลงั ต้องอพยพมาหางานทาใน
ประเทศไทยมีหลายเหตผุ ลด้วยกนั แต่เหตผุ ลหลกั คือการหนีทหารและการกด
ข่ขี องชาวไทใหญ่ และอาจมีพมา่ รวมอย่ดู ้วย
เส้นทางการอพยพของชาวปลงั ทุกกล่มุ เช่นจากเมืองยาง จากเมือง
ลา จะต้องเดินทางมายงั เมืองเชียงตงุ เสียก่อน จากนนั ้ จะผ่านแม่สายหรือแม่
จัน จ.เชียงราย แล้วลงมายังพืน้ ท่ี จ.นครปฐม เลย โดยไม่แวะทางานที่
เชียงใหม่เลย การเดินทางมีทัง้ ที่เดินทางมาตามลาพังทงั ้ ครอบครัว ลดั เลาะ
ตามป่ าเขา หรือบางคนบวชเป็ นพระแล้วเดินทางข้ามพรมแดนมาไทยก็ทาการ
สกึ ชาวปลงั รุ่นแรกเข้ามาเม่ือไหร่นนั ้ ข้อมลู ยงั มีความสบั สนแตกต่างกนั ไป
บางข้อมลู เลา่ ว่าชาวปลงั อพยพมาอย่ทู ่ี อ.แม่ฟ้ าหลวง เวียงป่ าเป้ า และพาน
จ.เชยี งราย เป็ นรุ่นแรก ๆ คาดว่ามาอย่กู อ่ นหน้าปี ค.ศ.1970 หลงั จากนนั ้ ก็จะ
อพยพเข้ามาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
174
แหล่งท่ีอย่อู ำศยั ในปัจจบุ นั ของชำวปลัง
ปัจจุบันชาวปลังอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ได้แก่ เขต อ.คลองโยง, อ.พุทธมณฑล, ทวีวัฒนา อ.ศาลายา , ศาลาธรรม
ปลาง อ.บางเลน จ.นครปฐม, เขตมีนบุรี , วดั หลกั สาม เขตหนองแขม จ.
กรุงเทพฯ, ต.มหาชยั อ.เมอื ง และ ต.อ้อมน้อย อ.กระทมุ่ แบน จ.สมทุ รสาคร
ภำษำท่ีใช้พดู และเขียน ภาษาปลงั จัดอย่ใู นตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก
(Austro-Asiatic) กลมุ่ เหนือ สาขาย่อยปะหลอ่ งตะวนั ออก (East-Palaungic)
ในกลมุ่ ว้า (Waic) สาขาย่อยบหู ลงั /ปหู ลงั (Bulang)
อำหำรของกลุ่มชำติพันธ์ุปลัง ชาวปลงั บริโภคข้าวอาหารหลกั และบริโภค
อาหารทหี่ าได้จากธรรมชาติได้แก่ ข้าวโพด แตง ฟักทอง และนา้ เต้า ทงั ้ นีเ้ พ่ือ
เป็ นอาหาร และโดยเฉพาะเวลาไปอย่ใู นไร่ก็จะได้มีอาหารกินด้วย ในช่วงฤดู
แล้ง หรือหลงั จากการเก็บเกี่ยว ผ้ชู ายจะทาการเข้าป่ าล่าสตั ว์ เช่น กวาง หมี
เสอื ไก่ป่ า เป้ าหมายหลกั เพอ่ื การกิน
ดนตรีและศิลปะกำรแสดงของกลุ่ม
ชำตพิ นั ธ์ุปลงั
ก า ร เ ต้ น ร า ก า ร ขั บ ร้ อ ง ช า ย แ ล ะ
หญิง ซึง กลอง โมง ฉาบ การเต้นรา
ของชาวปลงั จะเต้นช่วงปี ใหม่ วนั ปี ใหม่
เป็ นวันที่ชาวบ้านจะเต็มไปด้วยความสขุ
175
สนุกสนานเพราะได้พบได้เจอเพื่อนบ้านท่ีมาร่วมงาน สว่ นบทเพลงนนั ้ ชาว
ปลงั มกั จะร้องขณะที่เดินทางไปทาไร่ หรือขณะที่กลบั มาจากการทางาน ร้อง
บรรยายถงึ สภาพความเป็ นอย่ขู องตน ธรรมชาติ เสยี งนกร้องประสาน
กำรแต่งกำยของกล่มุ ชำติพันธ์ปุ ลัง
การแต่งกายของผู้ชายและผู้หญิงคล้ายกัน ผู้หญิงจะนุ่งผ้ าซ่ิน
(ผ้าถงุ ) ในภาษาปลงั เรียกวา่ “โรงด้วย” คาว่า “โรง” แปลว่าสีดา ดงั นนั ้ ผ้าซิ่น
ที่ผ้หู ญิงน่งุ จงึ มีสดี า ผ้าน่งุ แบ่งออกเป็ น 3 ตอนคือ หัวซ่ิน ตวั ซิ่น และชายซิ่น
ในภาษาปลงั หวั ซิ่นเรียกว่า “ด้าย เซมลือ” แปลว่า “ผ้าซ่ิน ไทลอื ้ ” สะท้อนว่า
ได้รับอิทธิพลจากกลมุ่ ของชาวไทลอื ้ อย่างมาก (ดังนนั ้ “เซม” หรือ “แซม” ที่
ชาวปลงั หมายถงึ นนั ้ สว่ นใหญ่จะสมั พนั ธ์กบั กลมุ่ คนไท 2 กลมุ่ คือ ชาวไทใหญ่
และชาวไทลอื ้ ) ตัวซ่ินเรียกว่า “ด้าย” ส่วนชายซิ่นเรียกว่า “ด้ายปาย” คาว่า
“ปาย” แปลวา่ สขี าว มีการคาดเข็มขดั เงินทบั ผ้าซ่ิน
ผ้ชู ายชาวปลงั ในชดุ แตง่ กาย ผ้หู ญิงชาวปลงั ในชุดแต่งกายประจา
ประจาเผา่ เผา่
176
หัวผ้าซ่ินเป็ นลายแบบไทลอื ้ การแต่งกายของผ้หู ญิงชาวปลงั เพ่ือใช้
เป็ นชดุ ในพิธีสาคัญมีความคล้ายคลงึ กับชาวไทลอื ้ ในเขตสบิ สองปันนาเป็ น
อยา่ งมาก
วัฒนธรรมของชำวปลัง
ชนเผ่าปลงั มีความเป็ นอย่แู บบเรียบง่าย การสร้างบ้านส่วนใหญ่ทา
ด้วยไม้ไผ่ มุงหญ้ าคา ทุกเช้ าชาวบ้ านจะต่ืนประมาณตีส่ีตีห้ าเพื่อตาข้าว
เนื่องจากบ้านหนึ่งๆอยู่กันหลายครอบครัว จึงมีเสียงตาข้าวตอนเช้าทุกวัน
พวกเขาต้องต่นื มาตกั นา้ เตรียมอาหารพร้อมสาหรับการออกไปทาไร่ เมื่อตะวนั
ขนึ ้ ชาวบ้านจะทยอยออกไปทาภารกิจตา่ งๆ ของตนเองยามเย็นก่อนตะวนั ลบั
ฟ้ าบ้างก็กลบั จากท่ีทางานและบางคนค้างคืนในไร่บางครอบครัวพาสมาชิก
ของรอบครวั ไปทงั ้ หมด ขณะท่ีบางครอบครัวทิง้ ลกู ๆให้ผ้สู งู อายใุ นครอบครัวท่ี
ไม่สามารถทางานหนกั ได้เป็ นผ้ดู แู ลอย่างไรก็ตามในสภาวะสงครามระหว่าง
รัฐบาลกลางของพม่ากับกองกาลงั ของชนกล่มุ น้อยที่ต่อส้เู พื่อการเป็ นอิสระ
ปกครองตนเอง ทาให้ชาวปลงั ต้องประสบความยากลาบากในการดาเนินชวี ิต
177