1
รายงานศึกษาอสิ ระทางสงั คมศกึ ษา
เรอื่ ง
การพฒั นาความสามารถในการคดิ สรา้ งสรรค์ โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้
แบบร่วมมือรว่ มกบั เทคนคิ การคิดเปน็ ภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์
ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ โรงเรียนบา้ นหนองบัวน้อย
โดย
นางสาวกชกร พรมสาเทศน์
รหัส ๖๑๐๕๕๐๒๐๐๙
งานวจิ ัยเลม่ นี้เปน็ ส่วนหน่ึงของวิชา (๒๐๓ ๔๒๐)
การศึกษาอสิ ระทางสังคมศกึ ษา ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔
ตามหลกั สตู รครุศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่
2
แบบอนุมตั ิผลงานวิจยั
ด้วยหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น อนุมัติให้นับการวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิด
สร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนบา้ นหนองบัวนอ้ ย
ให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคปฏิบัติของรายวิชาการศึกษาอิสระทางสังคมศึกษา จำนวน ๓
หน่วยกิต ตามวัตถุประสงค์หลักสูตรปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น ประจำภาคเรียนที่ ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔
ลงชอ่ื .....................................ผูว้ จิ ยั
(.....................................................)
................/................../..............
คณะกรรมการประเมนิ / อนุมัตกิ ารศึกษาอิสระทางสังคมศึกษา
ลงชอ่ื .....................................อาจารย์ท่ีปรึกษา/อาจารย์
(................................................)
............./............../...............
ลงชอื่ .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
3
ลงชอ่ื ..............................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชอ่ื ..............................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงช่อื ..............................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงช่อื ...........................................ประธานกรรมการ/ประธานหลักสูตร
(................................................)
............../................/............
ก
ชื่องานวิจัย : เรือ่ ง การพฒั นาความสามารถในการคดิ สรา้ งสรรค์ โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้
แบบร่วมมือ ร่วมกบั เทคนคิ การคดิ เป็นภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์
ผูว้ จิ ยั ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๓ โรงเรียนบ้านหนองบวั น้อย
ปรญิ ญา
อาจารย์ทปี่ รกึ ษา : นางสาวกชกร พรมสาเทศน์
ปีการศกึ ษา : ครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวิชาสังคมศกึ ษา
: อาจารย์พันทวิ า ทบั ภูมี
: ๒๕๖๔
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์
โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
และมีคะแนนไม่น้อยกวา่ ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป ๒) เพื่อพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อย
กว่ารอ้ ยละ ๗๐ ขน้ึ ไป ๓) เพือ่ ศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ โรงเรยี นบา้ นหนอง
บัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์
กล่มุ เปา้ หมายทีใ่ ชใ้ นการวิจัย คอื นกั เรยี นท่กี ำลังศึกษาชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓ ภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา
๒๕๖๔ จำนวน ๑๐ คน โดยเป็นการวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research) เครื่องมือท่ใี ช้ในการวิจัย
ได้แก่ ๑) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ๓ แผนการจัดการเรียนรู้ ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน แบบปรนัย ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อ ๓) แบบประเมินคะแนนความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงาน
๔) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ๑) ค่าร้อยละ
(%) ๒) ค่าเฉลีย่ ( ̅) ๓) คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจยั พบว่า
๑. ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ พบว่า ชิ้นงานที่ ๑ มีคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ ๑๑.๗๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๘.๕๐ มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐ และมี
นักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๐, ชิ้นงานที่ ๒ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๓.๘๐ คิดเป็นร้อย
ละ ๖๙ มนี ักเรยี นผา่ นเกณฑ์จำนวน ๕ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๕๐ และมนี ักเรียนไมผ่ ่านเกณฑ์ ๕ คน คิดเป็น
ร้อยละ ๕๐, ชิ้นงานที่ ๓ นักเรียนผ่านเกณฑ์ทุกคน คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๖๐
คดิ เป็นรอ้ ยละ ๘๘
ข
๒. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า
จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป
จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.4๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๒ ของคะแนนเต็ม
และมีนักเรียนไมผ่ ่านเกณฑ์ ๘ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๘๐, การทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนหลัง
เรียน นักเรียนทุกคนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๒๐ คิดเป็น
ร้อยละ ๘๖ ของคะแนนเต็ม มีจำนวนนักเรยี นผ่านเกณฑ์ ๑๐ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๐๐
๓. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย
โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ รายการ
ประเมนิ โดยภาพรวม มคี วามพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มาก ( ̅ = 4.๒๙, S.D. = 0.2๓)
ค
กิตตกิ รรมประกาศ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย เล่มนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำอย่างดียิ่งจาก
อาจารยพ์ นั ทวิ า ทับภูมี อาจารยท์ ีป่ รึกษาท่ีกรุณาให้คำปรึกษา ตลอดจนการตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ
และใหก้ ำลงั ใจในการศึกษามาโดยตลอด ผูว้ จิ ยั ขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสูง
ขอขอบพระคุณในความกรุณาของผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ ท่าน ได้แก่ ผศ.อนุสรณ์ นามทะราช
อาจารย์วิรัตน์ ทองภู และอาจารย์สริญญา มารศรี ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบเครื่องมือ
สำหรับใช้ในงานวิจัยและให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขจนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีความถูกต้องสมบูรณ์
ครบถ้วน
ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการ คณะครู โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย ที่อำนวยความสะดวกใน
การเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างการทำวิจัย ให้คำแนะนำ และแก้ไขข้อบกพร่องให้งานวิจัยนี้สมบูรณ์
ยง่ิ ขึน้
ขอขอบพระคุณคณาจารย์ นักวิชาการทุกท่านที่เป็นเจ้าของหนังสือและงานวิจัยที่มีคุณค่า
ซึง่ ทา่ นไดเ้ ขยี นงานเอกสารไวใ้ หไ้ ดศ้ กึ ษาค้นควา้ เพ่ือเป็นขอ้ มลู ประกอบในการเขียนงานวจิ ยั ในครงั้ น้ี
ขอขอบคุณเพื่อน ครอบครัว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน
ให้คำแนะนำ และให้กำลังใจตลอดการทำวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยเล่มนี้จะเป็น
ประโยชนแ์ กผ่ ูท้ ่ีสนใจต่อไป
นางสางกชกร พรมสาเทศน์
ผวู้ ิจยั
สารบัญ ง
เรอ่ื ง หน้า
บทคดั ย่อ ก
กติ ตกิ รรมประกาศ ค
สารบัญ ง
สารบญั ตาราง ฉ
สารบญั ภาพ ช
บทท่ี ๑ บทนำ ๑
๑
๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหาการวิจยั ๓
๑.๒ วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย ๔
๑.๓ ขอบเขตของการวจิ ัย ๔
๑.๔ นิยามศพั ท์เฉพาะในการวิจัย ๗
๑.๕ ประโยชน์ทไ่ี ด้รับจากการวิจัย ๘
บทที่ ๒ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง ๘
๒.๑ หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๑๔
๒.๒ แนวคดิ และทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ ๑๘
๒.๓ แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือ ๒๔
๒.๔ แนวคดิ และทฤษฎีเทคนิคการคดิ เป็นภาพ ๓๐
๒.๕ แนวคิดและทฤษฎีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ๓๙
๒.๖ แนวคดิ และทฤษฎีความพึงพอใจ ๔๖
๒.๗ งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง ๔๙
๒.๘ กรอบแนวคดิ การวจิ ยั ๕๐
บทที่ ๓ วธิ ีการดำเนนิ การวิจัย ๕๐
๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั ๕๐
๓.๒ กล่มุ เปา้ หมายท่ใี ชใ้ นการวิจัย ๕๑
๓.๓ เครอ่ื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย ๕๕
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมลู ๕๖
๓.๕ การวเิ คราะหข์ ้อมูล ๕๗
๓.๖ สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวจิ ยั
จ
สารบัญ (ตอ่ ) หน้า
๕๘
เร่อื ง ๕๙
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
๖๐
๔.๑ ผลการพฒั นาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรู้
แบบร่วมมือ รว่ มกับเทคนิคการคิดเปน็ ภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนัก ๖๑
เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓ โรงเรียนบา้ นหนองบัวน้อย โดยใหน้ กั เรียนไม่
น้อยกวา่ รอ้ ยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๗๐ ขนึ้ ไป ๖๒
๖๔
๔.๒ ผลการพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนกั เรยี น ๖๕
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรยี นบา้ นหนองบวั น้อย โดยใช้การจดั การเรียน ๖๖
รแู้ บบรว่ มมอื ร่วมกบั เทคนคิ การคดิ เปน็ ภาพ โดยให้นกั เรยี นไม่น้อยกว่าร้อย ๖๙
ละ ๗๐ ผา่ นเกณฑ์ และมคี ะแนนไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ ๗๐ ขน้ึ ไป ๗๑
๗๔
๔.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนบา้ น ๗๕
หนองบวั นอ้ ย โดยใชก้ ารจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมือ รว่ มกับเทคนิคการคิดเปน็ ๗๗
ภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ๑๐๐
๑๐๘
๔.๔ องคค์ วามรใู้ หม่ทไ่ี ด้จากการวิจัย ๑๕๘
บทท่ี ๕ สรปุ ผล อภปิ รายผลการวจิ ัย และข้อเสนอแนะ ๑๖๖
๕.๑ สรุปผลการศึกษา
๕.๒ อภิปรายผลการวจิ ยั
๕.๓ ข้อเสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก รายชอื่ ผู้เช่ยี วชาญตรวจสอบเครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวิจัย
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ คุณภาพเคร่ืองมอื โดยผเู้ ชี่ยวชาญ
ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู เครื่องมอื โดยผเู้ ชย่ี วชาญ
ภาคผนวก ง เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ยั
ภาคผนวก จ ภาพประกอบการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ประวัตผิ ้วู ิจยั
ฉ
สารบญั ตาราง หนา้
๕๙
ตารางท่ี
ตารางที่ ๔.๑ แสดงผลการพัฒนาความสามารถในการคดิ สรา้ งสรรค์ โดยใช้การ ๖๐
๖๑
จัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื รว่ มกับเทคนคิ การคดิ เป็นภาพ รายวิชา ๑๐๐
เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนบา้ น ๑๐๑
หนองบัวนอ้ ย ๑๐๒
ตารางที่ ๔.๒ แสดงผลการพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ๑๐๓
ของนกั เรียน ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรยี นบา้ นหนองบัวนอ้ ย ๑๐๕
โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื รว่ มกบั เทคนิคการคดิ เป็นภาพ ๑๐๖
ตารางที่ ๔.๓ แสดงผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๓
โรงเรยี นบ้านหนองบวั นอ้ ย โดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ
รว่ มกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์
ตารางที่ ๔.๔ ผลวเิ คราะหค์ ะแนนความคิดเหน็ ผ้เู ชี่ยวชาญด้านความสอดคลอ้ ง
ระหวา่ งแผนการจดั การเรียนรกู้ บั แผนการเรยี นรทู้ ่ี ๑ เรอื่ ง สนิ คา้
และบริการ
ตารางที่ ๔.๕ ผลวิเคราะห์คะแนนความคิดเหน็ ผ้เู ช่ียวชาญดา้ นความสอดคล้อง
ระหวา่ งแผนการจัดการเรยี นรกู้ บั แผนการเรยี นรูท้ ่ี ๒ เรือ่ ง สนิ ค้า
ท่จี ำเปน็ ต่อการดำรงชวี ิตของมนุษย์ท่เี รียกวา่ ปัจจัย ๔
ตารางท่ี ๔.๖ ผลวิเคราะหค์ ะแนนความคดิ เห็นผูเ้ ชยี่ วชาญด้านความสอดคล้อง
ระหวา่ งแผนการจัดการเรยี นรู้กบั แผนการเรียนรู้ท่ี ๓ เร่ือง
หลักการเลอื กสนิ คา้ ท่ีจำเปน็
ตารางที่ ๔.๗ ผลวเิ คราะหค์ ะแนนความคดิ เหน็ ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นความสอดคลอ้ ง
ระหวา่ งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนกบั จุดประสงค์
การเรียนรู้
ตารางท่ี ๔.๘ ผลวิเคราะหค์ ะแนนความคดิ เหน็ ผ้เู ช่ยี วชาญด้านความสอดคล้อง
ระหวา่ งแบบประเมินคะแนนความคดิ สรา้ งสรรค์ช้นิ งาน
ตารางที่ ๔.๙ ผลวเิ คราะหค์ ะแนนความคิดเหน็ ผเู้ ชีย่ วชาญดา้ นความสอดคลอ้ ง
ระหวา่ งแบบประเมินความพงึ พอใจตอ่ การจัดการเรยี นรู้
สารบัญภาพ ช
ภาพที่ หน้า
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคิดการวิจยั ๔๙
ภาพที่ ๔.๑ องค์ความรู้ทไ่ี ดจ้ ากงานวจิ ยั ๖๓
๑
บทท่ี 1
บทนำ
1.๑ ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หาการวจิ ัย
การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในปัจจุบัน ทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาที่จะต้องมี
การพัฒนาทักษะที่สำคัญควบคู่ไปกับการเรียนรู้เนื้อหารายวิชา เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการดำรงตนได้
อย่างมั่นคงในสังคม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 หมวด 4 แนวทางการจัดการศึกษา
มาตรา 24 ที่ได้ระบุให้สถาบันการศึกษาจะต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนฝึกทักษะ กระบวนการคิด การ
จัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีเป้าหมายให้
คนไทยทุกคนมีทักษะและกระบวนการคิดการคิดสร้างสรรค์ มีการใฝ่รู้และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้
ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนั้นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ยงั ไดก้ ำหนดให้ทกั ษะการคิดแก้ปัญหาเป็นสมรรถนะสำคัญที่นักเรียนทุกคนพึงได้รับการพัฒนาให้
มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด และรวมไปถึงความสามารถในการสื่อสาร การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
การคิดวิเคราะห์ การใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาตนเองและสังคม
ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงานอย่างสร้างสรรค์ ให้รู้จักจัดการกับปัญหาและความขัดแย้งตา่ งๆ
ได้อย่างเหมาะสม รู้จักสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ
สภาพแวดล้อม รูจ้ ักหลกี เลย่ี งพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทสี่ ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่ืน ป้องกันตัวเองใน
ภาวะคับขันและจัดการกับชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งการจัดการ
เรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ ก็มีความมุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่พัฒนาได้
เนื่องจากเป็นทักษะที่มีอยู่ในตัวบุคคล โดยผ่านกระบวนการคิด จินตนาการ ประสบการณ์ ความรู้
ความเชีย่ วชาญและการฝึกปฏิบตั เิ พอ่ื เขา้ สสู่ ังคมแห่งการเรยี นรู้๑
ความคิดสรา้ งสรรค๒์ เปน็ กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคดิ ไดห้ ลากหลายและ
แปลกใหม่จากเดิม โดยสามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎี หรือหลกั การได้อย่างรอบคอบและมีความถูกต้องจน
นำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่หรือรูปแบบความคิด การมีความคิดสร้างสรรค์ในการ
๑กรมวิชาการ, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒, (กรุงเทพฯ :
คุรสุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๖), หน้า ๘๕.
๒กรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ, ความคิดสร้างสรรค์ หลักการ ทฤษฎี การเรียนการสอน การวัดผล
ประเมนิ ผล, พมิ พค์ ร้งั ที่ ๑, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ ุรสุ ภา, ๒๕๓๔), หน้า ๓๓.
๒
ทำงาน การเรียน หรือกิจกรรมที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ด้วย ซึ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดมาตรฐานตวั ช้ีวัดด้านความคิดสร้างสรรค์ไวใ้ นกลุ่มสาระการเรียนรู้
ไว้หลายประการ โดยจะมีการเรียนรู้แบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ๓ เชื่อมโยงกับการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ส่งเสริมให้นักเรียนทำงาน
รว่ มกันโดยในกล่มุ ประกอบดว้ ยสมาชิกท่ีมีความสามารถแตกตา่ งกนั มกี ารแลกเปลีย่ นความคิดเห็น มีการ
ช่วยเหลือพึง่ พาซ่ึงกันและกัน และมคี วามรบั ผิดชอบรว่ มกัน ทง้ั ในส่วนตนและสว่ นรวม เพ่ือให้ตนเองและ
สมาชิกทกุ คนในกล่มุ ประสบความสำเร็จตามเปา้ หมายที่วางไว้
จากบรบิ ทของโรงเรียนบ้านหนองบวั น้อย ตำบลหนองตูม อำเภอเมืองขอนแกน่ จังหวดั ขอนแก่น
ที่มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการใช้โจทย์สถานการณ์และปัญหาปลายเปิดในการขับเคลื่อนกระบวนการ
เรียนรู้ของผู้เรยี น โดยที่ผู้เรียนแต่ละคนเป็นผู้นำเสนอวิธีการแก้ปญั หาของตน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ร่วมกันในชั้นเรียน เพื่อเรียนรู้วิธีการคิดและวิธีการทำความเข้าใจทั้งของตนเองและของผู้อื่นร่วมกันนั้น
แนวทางในการปรับตวั เข้ากับความเปลย่ี นแปลงของยุคสมยั ในปัจจุบนั การพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์
จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 256๔
ในรายวิชา ส ๑๓๑๐๑ เศรษฐศาสตร์ โรงเรยี นบ้านหนองบวั นอ้ ย นกั เรียนยังไม่สามารถคิดสรา้ งสรรค์ได้ดี
เท่าที่ควร อีกทั้งขาดในการคิดสร้างสรรค์ รวมถึงจากการทำใบกิจกรรมนักเรียนยังไม่สามารถคิดเป็นภาพ
ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ครูผู้สอนกำหนดขึ้นได้ ซึ่งครูควรจะต้องพัฒนาความสามารถของนักเรียนใน
การคดิ สร้างสรรคน์ ใ้ี ห้ดี และมปี ระสทิ ธภิ าพมากยิง่ ขน้ึ
เทคนคิ การคิดเป็นภาพ เปน็ เทคนคิ ช่วยพฒั นาทกั ษะการคิดแกป้ ญั หา การหาทางเลอื ก การจดจำ
รวมถึงช่วยในการวางแผนต่างๆ ให้เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน นอกจากนี้การฝึกเขียน
ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้คิดอย่างเป็นกระบวนการ ทั้งการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการ
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และเทคนิคการคิดเป็นภาพ จึงมีความเหมาะสมในการนำมาพัฒนา
ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนที่ยงั ขาดทกั ษะในด้านดงั กล่าวทักษะคิดเช่ือมโยง หลงั จาก
การฟังและถามข้อมูลเพิ่ม ผู้ที่ทำหน้าที่จดบันทึกจะต้องทำการเชื่อมโยงภาพในจินตนาการให้ตรงกับคำ
สำคัญที่สุด ก่อนที่จะวาดออกมา การคิดด้วยภาพนำไปสู่ความรู้และความเข้าใจแนวคิดสำคัญ หลายครั้ง
ในการประชุมหรือการนำเสนอ อาจก่อให้เกิดปัญหาคือความไม่เข้าใจ หรือที่แย่กว่านั้นคือเข้าใจ แต่เป็น
ความเข้าใจกันคนละทิศละทาง การนำภาพมาใช้จึงช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เป็นนามธรรมให้สามารถจับต้อง
ได้มากขึ้น ก่อให้เกิดข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ภาพวาดจะช่วยให้เราสามารถตีความและเข้าใจสิ่งทีผ่ ู้
นำเสนอต้องการได้อย่างชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เทคนิคการคิดเป็นภาพ จะช่วยกระตุ้นการ
๓พิมพันธ์ เดชะคุปต์, การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ : แนวคิดวิธีและเทคนิคการสอน ๑,
(กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอรก์ รุฟ๊ แมนเนจเมน้ ท์, ๒๕๔๔), หน้า ๖๖.
๓
ทำงานของสมองให้คิดอย่างเป็นกระบวนการ สร้างความไหลลื่น ทำให้จดจำได้ดีขึ้น เกิดเข้าใจได้ชัดเจน
กว่าการจดการเขยี นแบบทวั่ ไป ช่วยขยายมมุ มองความคดิ และเสริมสร้างจินตนาการ กระตนุ้ ใหเ้ กิดการคิด
และระดมความรู้โดยการใช้ภาพเป็นสำคัญ พร้อมทั้งช่วยฝึกทักษะต่างๆ เช่น ทักษะการฟังจับประเด็น
ทักษะการถามตอบ ทักษะการคิดเชื่อมโยง การวาดภาพ เป็นต้น ส่งผลให้เรามองเห็นภาพรวมของการ
เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น นำไปสู่ความรู้และความเข้าใจแนวคิดสำคัญ และจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้อย่าง
อตั โนมตั ริ ะหวา่ งกระบวนการคดิ โดยเฉพาะในกระบวนการคดิ สรา้ งสรรค๔์
ด้วยแนวคิดและความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะนำการพัฒนาความสามารถ
ในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย ผู้วิจัยคาดหวังว่า การ
จัดการเรียนการเรียนรจู้ ะชว่ ยสง่ เสริมพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนใหด้ ีย่ิงข้ึน โดยพัฒนาความสามารถใน
การคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตลอดจนช่วยทำให้นักเรียนเกิดสามารถสร้างผลงาน
ออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล อีกทง้ั ยงั เปน็ แนวทางในการพัฒนาการจดั การเรียนการสอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการศึกษาไทย
ต่อไป
๑.2 วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
๑.๒.๑ เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวนอ้ ย โดยใหน้ ักเรยี นไมน่ ้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผา่ นเกณฑ์ และมคี ะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ข้ึน
ไป
๑.๒.๒ เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี
ที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ
โดยให้นักเรยี นไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมคี ะแนนไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ ๗๐ ขึน้ ไป
๑.๒.๓ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย
โดยใช้การจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมือ ร่วมกบั เทคนคิ การคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์
๔ คตั สมึ ิ นิชิมูระ, คิดด้วยภาพ = Think in pictures, แปลโดย ประวตั ิ เพยี รเจรญิ , (กรงุ เทพฯ. ไมป่ รากฏ
โรงพมิ พ,์ ๒๕๕๑), หนา้ ๔๔.
๔
๑.๓ ขอบเขตการวิจยั
๑.3.๑ ขอบเขตดา้ นเน้ือหา
ผู้วจิ ัยไดศ้ ึกษาแนวคิดตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐานท่ีเกี่ยวข้องกบั นักเรียน
ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 รายวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยใช้หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องสินค้าและบริการใน
ชีวิตประจำวนั โดยใช้แผนจดั การเรียนรู้ จำนวน ๓ แผนการจดั การเรยี นรู้
ตัวแปรท่จี ะศกึ ษา
ตัวแปรตน้ คือ การจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ รว่ มกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ
ตวั แปรตาม คือ ความสามารถในการคิดสรา้ งสรรค์
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
ความพงึ พอใจของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
๑.3.๒ ขอบเขตด้านกลุม่ เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจยั เป็นนักเรียนท่ีกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปที ี่
3 ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔ จำนวน ๑๐ คน
๑.3.๓ ขอบเขตด้านสถานท่ี
โรงเรียนบา้ นหนองบวั นอ้ ย ตำบลหนองตูม อำเภอเมอื งขอนแก่น จงั หวัดขอนแก่น
๑.3.๔ ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้ระยะในการดำเนินงานวิจัย ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๔
รวมระยะเวลา ๔ เดอื น ต้ังแต่ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ถงึ มีนาคม ๒๕๖๕
๑.๔ นิยามศัพทเ์ ฉพาะในการวิจัย
ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถทางสมองท่ีคิดในลกั ษณะอเนกนัยนำไปสู่การคิดค้น
พบสิ่งแปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลง ปรุงแต่ง ผสมผสานกันให้เกิดสิ่งใหม่ รวมทั้งการประดิษฐ์คิดค้น
ทฤษฎีหลักการได้สำเร็จ ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้นี้มิใช่เพียงแต่คิดในสิ่งที่เป็นไปได้หรือสิ่งที่เป็น
เหตุเป็นผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ความคิดจินตนาการก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดความแปลก
ใหม่ แต่ต้องควบคู่กันไปกับความพยายามที่จะสร้างความคิดฝันหรือจินตนาการให้เป็นไปได้ จึงทำให้
เกิดผลผลติ ท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อสงั คม ตามแนวคิด กลิ ฟอรด์ ซง่ึ มี 4 ขน้ั ตอน ดงั นี้
1) ความคิดริเริ่ม (Originality) เป็นลักษณะความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างไปจากความคุ้นเคย
โดยอาจแสดงออกในลักษณะทางกระบวนการคิด หรือลักษณะทางผลผลิต ซึ่งในบางครั้งความคิดริเร่ิม
อาจไม่ใช่สิ่งใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่เป็นการประยุกต์ดัดแปลงให้ดีขึ้น ให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน
ซง่ึ สิ่งประดิษฐส์ ่วนใหญล่ ้วนอาศยั แนวทางการพฒั นาอย่างตอ่ เนื่อง
๕
2) ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) หมายถึง ความสามารถในการผลิตความคิดที่แตกต่างและ
หลายหลากภายใต้การจำกัดของเวลา อันนำไปสู่การคิดอย่างมีคุณภาพเพื่อการแก้ปัญหาอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ เชน่ สามารถบอกถึงประโยชนข์ องกระดาษได้มากทสี่ ดุ ภายในเวลา 3 นาที เป็นความคล่อง
ในการคิด นอกจากนี้ยังชว่ ยใหม้ ที างเลอื กที่หลากหลายในการแก่ปัญหาต่างๆ
3) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นความสามารถในการคิดนอกกรอบของความคิดท่ีไม่อยู่
ภายใต้กฎเกณฑ์หรือความคุ้นเคยเดิม ความยืดหยุ่นทำให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในแง่มุมใหม่ๆ
เปน็ ความคดิ พ้ืนฐานทีจ่ ะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ กลา่ วคอื สามารถหาคำตอบได้หลายหมวดหมู่ หลาย
ประเภท รวมถึงมที างเลือกไดห้ ลายทางเลอื ก ดงั นน้ั ความคดิ ยดื หยนุ่ จึงเป็นสว่ นช่วยเสริมคณุ ภาพความคิด
ใหด้ ยี งิ่ ข้นึ
4) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) เป็นการคิดตกแต่งในรายละเอียดเพื่อขยายความคิด
หลักให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งความคิดละเอียดลออนี้จะสัมพันธ์กับความสามารถในการสังเกต ไม่ละเลยใน
รายละเอยี ดเล็กๆ นอ้ ยๆ๕
การจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมือ (Cooperative Learning) หมายถึง กจิ กรรมการเรยี นการสอน
ที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันโดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มี
ความสามารถแตกตา่ งกนั มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลอื พึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีความ
รับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จ
ตามเป้าหมายที่วางไว้ ตามแนวคิดของ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson.) ได้เสนอ
ขนั้ ตอนของการเรียนรู้แบบร่วมมอื มี ๕ ขน้ั ตอนหลัก ดงั น้ี
1) ขั้นเตรียม ประกอบด้วยครูเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกี่ยวกับบทบาทของนักเรียน
การแบ่งกลุ่มการเรียน แจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียนในแต่ละบทเรียน แต่ละคาบ และฝึกฝนทักษะ
พืน้ ฐานท่จี ำเปน็ สำหรับการทำกิจกรรมกลุ่ม
2) ขั้นสอน ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยการเข้าสู่บทเรียน แนะนำเนื้อหา
แนะนำแหล่งข้อมูล และมอบหมายงานให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มได้รับงานเป็นชดุ เพื่อฝึกความรับผิดชอบ
ในการคิดตดั สนิ ใจแบง่ ปันงานให้สมาชกิ ในกลมุ่
3) ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการทำกิจกรรมกลุ่มตามที่ได้รับ
มอบหมาย และจะช่วยเหลือกันเพื่อให้งานนั้นสำเร็จ เป็นการเสริมแรงและสนับสนุนกัน ให้กำลังใจกัน
และพึ่งพาอาศยั กัน
4) ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าท่ีครบถ้วนหรือไม่
ผลการปฏบิ ตั ิเป็นอยา่ งไร เนน้ การตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล และตอ่ จากนัน้ เปน็ การทดสอบ
๕ กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธกิ าร, ความคิดสร้างสรรค์ หลักการ ทฤษฎี การเรยี นการสอนการวดั ผล
ประเมนิ ผล, พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๒, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ครสุ ภา, ๒๕๓๕), หน้า ๖๗.
๖
5) ขัน้ สรุปบทเรยี นและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ครูและนกั เรียนช่วยกันสรปุ บทเรียน ถา้ มีสิง่ ที่
ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติมและช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มหาจุดเด่นและสิ่งที่ควร
ปรบั ปรุงแก้ไข๖
เทคนคิ การคดิ เปน็ ภาพ (Visual Thinking) หมายถึง การคดิ อยา่ งเป็นระบบ ระเบยี บโดยการ
คิดและวาดภาพไปพร้อมกัน จากนั้นจึงถ่ายทอดเปน็ ภาพเพ่ือให้ผูอ้ ืน่ เขา้ ใจและมองเห็นภาพเดียวกัน โดย
ไมเ่ นน้ ความสวยงาม แต่เน้นทก่ี ระบวนการคิดวเิ คราะห์ และสอ่ื สารออกมาด้วยภาพอย่างงา่ ย๗
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ
(Visual Thinking) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยได้นำมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยนำ
แนวคิดของ จอหน์ สัน และจอหน์ สัน ได้เสนอขนั้ ตอนของการเรียนรู้แบบรว่ มมอื มี ๕ ขั้นตอนหลกั
1) ขั้นเตรียม ประกอบด้วยครูแจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียนในแต่ละบทเรียน แต่ละคาบ
และฝกึ ฝนทกั ษะพน้ื ฐานทีจ่ ำเป็นสำหรบั การทำกจิ กรรมกลุ่ม
2) ขั้นสอน ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยการเข้าสู่บทเรียน แนะนำเนื้อหา
แนะนำแหลง่ ขอ้ มลู และมอบหมายงานใหน้ กั เรียนในแต่ละกลุม่
3) ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการทำกิจกรรมกลุ่มตามที่ได้รับ
มอบหมาย โดยใหน้ กั เรียนฝกึ การคดิ ให้เปน็ ภาพ
4) ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน
พร้อมให้นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานำเสนอใบกิจกรรมการเรยี นรู้
5) ขน้ั สรปุ บทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ครแู ละนักเรยี นชว่ ยกนั สรุปบทเรยี น
แบบประเมนิ ชนิ้ งานความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง แบบประเมนิ ท่ผี ูว้ ิจยั สร้างข้ึนเพื่อประเมินผล
งานของนักเรียนโดยใช้หลักการประเมินตามแนวคิด กิลฟอร์ด ซึ่งมี 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ความคิดริเริ่ม
2) ความคิดคล่องแคล่ว 3) ความคิดยืดหยุ่น 4) ความคิดละเอียดลออ พร้อมทั้งมีเกณฑ์การประเมิน
ชิน้ งาน โดยมคี ะแนนประเมนิ ผลงานตามแผนการจัดการเรยี นรู้ ๒๐ คะแนน
การพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างสรา้ งสรรค์ หมายถึง คะแนนของนักเรียนท่ีได้จากการ
ประเมินชิ้นงานความคิดสร้างสรรค์ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ๔ ด้าน คะแนนรวม ๒๐
คะแนน ใหน้ กั เรยี นไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ ๗๐ มคี ะแนนผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ ๗๐ ขึ้นไป
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง คะแนนหลังเรียนท่ี
นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
๖ นรีรัตน์ สร้อยศรี, การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ, [ออนไลน์], (๒๕๕๔), แหล่งที่มา : http://mathmath2.
blogspot.com/2012/09/135-theory-of-cooperative-or.html. สืบคน้ เมื่อ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.
๗ คัตสึมิ นิชิมูระ, คิดด้วยภาพ = Think in pictures, แปลโดย ประวัติ เพียรเจริญ, (กรุงเทพฯ, ไม่ปรากฏ
โรงพิมพ์, ๒๕๕๑), หน้า ๔๖.
๗
รว่ มกบั เทคนคิ การคดิ เป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๓ ท่ผี ู้วิจยั สร้างขึ้น
จำนวน ๒๐ ข้อ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔ ตวั เลือก ใหน้ ักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐
มคี ะแนนผ่านเกณฑร์ ้อยละ ๗๐ ข้นึ ไป
ความพึงพอใจต่อการจดั การเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคดิ
เป็นภาพ หมายถึง แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย
เกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ ในหน่วย
การเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง สินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ในรายวิชาเศรษฐศาสตร์ จำนวน ๑๐ ข้อ
แบ่งเกณฑก์ ารให้คะแนนเป็น ๕ ระดบั คอื มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยทส่ี ุด
๑.๕ ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการวจิ ัย
๑.๕.๑ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น และได้พัฒนาความสามารถในการคิด
สรา้ งสรรค์ตามกระบวนการและขน้ั ตอนไดอ้ ย่างเหมาะสม
๑.๕.๒ ได้รูปแบบการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ รว่ มกับเทคนคิ การคิดเป็นภาพ
๑.๕.๓ สามารถนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ
ไปประยกุ ต์ใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้รายวชิ าอ่ืนได้
๘
บทที่ ๒
แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเี่ กยี่ วขอ้ ง
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวนอ้ ย ผู้วิจัยไดศ้ ึกษาแนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง เสนอตามลำดับหวั ขอ้ ดังตอ่ ไปนี้
๒.๑ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
2.๒ แนวคดิ และทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์
2.๓ แนวคิดและทฤษฎีการจดั การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื
2.๔ แนวคิดและทฤษฎีเทคนิคการคิดเปน็ ภาพ
2.๕ แนวคิดและทฤษฎีผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
2.๖ แนวคิดและทฤษฎีความพึงพอใจ
๒.7 งานวิจยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
๒.8 กรอบแนวคดิ การวิจัย
๒.๑ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑๘
กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อเป็น
แนวทางสำหรบั การจัดกจิ กรรมการเรยี นร้ใู นสถานศึกษาตา่ งๆ ซ่งึ มีรายละเอียดดงั น้ี
๒.๑.๑ วสิ ยั ทัศน์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นกำลังของชาติให้
เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น
พลโลกยึดมัน่ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และ
ทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย
มุ่งเนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเช่อื ว่าทกุ คนสามารถเรยี นร้แู ละพัฒนาตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ
๘ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑, (กรงุ เทพฯ : ครุ ุสภา
ลาดพร้าว, ๒๕๕๑), หนา้ ๘๙.
๙
๒.๑.๒ หลักการ
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน มีหลักการท่ีสำคัญ ดังนี้
๑) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน
ของความเปน็ ไทยควบคกู่ ับความเปน็ สากล
๒) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง
เสมอภาค และมคี ณุ ภาพ
๓) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศกึ ษาให้สอดคลอ้ งกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถ่นิ
๔) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ
จัดการเรยี นรู้
๕) เปน็ หลกั สตู รการศึกษาท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั
๖) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลมุ ทกุ กลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์
๒.๑.๓ จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา
มีความสุขมีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน
เมอื่ จบการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน ดงั นี้
๑) มคี ุณธรรม จรยิ ธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มีวินัย
และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
๒) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้
เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต
๓) มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ที่ดี มสี ขุ นิสัย และรกั การออกกำลังกาย
๔) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถี
ชวี ติ และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมขุ
๕) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และ
พัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม
อยา่ งมคี วามสุข
๒.๑.๔ สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
ในการพฒั นาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน มุ่งเนน้ พัฒนาผู้เรียนให้
มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกดิ สมรรถนะสำคญั และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ดังนี้
๑๐
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ
ดงั นี้
๑) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร
มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อ
แลกเปลีย่ นขอ้ มูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชนต์ ่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมท้ังการ
เจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก
เหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่ี
เกิดข้ึนตอ่ ตนเองและสงั คม
๒) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด
สงั เคราะหก์ ารคดิ อยา่ งสรา้ งสรรค์ การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ และการคดิ เป็นระบบ เพื่อนำไปส่กู ารสร้าง
องค์ความรูห้ รือสารสนเทศเพื่อการตดั สินใจเกยี่ วกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
๓) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ
อปุ สรรคต่างๆ ทเี่ ผชิญได้อย่างถกู ต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ
เขา้ ใจความสัมพันธแ์ ละการเปลย่ี นแปลงของเหตุการณต์ า่ งๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยกุ ต์ความรู้มา
ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดข้ึน
ต่อตนเอง สังคมและส่งิ แวดลอ้ ม
๔) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการ
ต่างๆไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน
และการอยู่ร่วมกนั ในสงั คมดว้ ยการสร้างเสริมความสมั พนั ธ์อนั ดีระหว่างบคุ คลการจดั การปญั หาและความ
ขัดแย้งตา่ งๆ อย่างเหมาะสม การปรบั ตัวให้ทนั กับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการ
รู้จกั หลกี เลีย่ งพฤติกรรมไมพ่ ึงประสงค์ที่สง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อนื่
๕) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้
เทคโนโลยดี า้ นตา่ งๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพือ่ การพฒั นาตนเองและสังคม ในด้านการ
เรียนรูก้ ารสอ่ื สาร การทำงาน การแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
๒.๑.๕ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มงุ่ พฒั นาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพอ่ื ให้สามารถอยรู่ ว่ มกับผู้อน่ื ในสงั คมได้อยา่ งมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้
๑) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒) ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ
๓) มีวนิ ยั
๔) ใฝ่เรียนรู้
๕) อยู่อย่างพอเพียง
๖) มุ่งมัน่ ในการทำงาน
๑๑
๗) รกั ความเปน็ ไทย
๘) มีจติ สาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้อง
ตามบรบิ ท และจดุ เนน้ ของตนเอง
๒.๑.๖ มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและ
พหุปัญญาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ดงั น้ี
๑) ภาษาไทย
๒) คณติ ศาสตร์
๓) วิทยาศาสตร์
๔) สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
๕) สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
๖) ศลิ ปะ
๗) การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๘) ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรยี นรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ปฏิบตั ิได้มีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม
ที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการ
ขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร
จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพ
การศกึ ษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคณุ ภาพภายนอกซึง่ รวมถงึ การทดสอบ
ระดบั เขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพือ่ ประกนั คุณภาพดังกล่าวเป็น
สิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการ
เรยี นรู้กำหนดเพยี งใด
๒.๑.๗ ตวั ชี้วัด
ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละ
ระดับชั้นซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการ
กำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัด
ประเมนิ ผลเพอ่ื ตรวจสอบคุณภาพผเู้ รยี น
๑) ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาค
บงั คับ (ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ – มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓)
๑๒
๒) ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
(มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๔ – ๖)
๒.๑.๘ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม
ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดลอ้ ม เปน็ พลเมอื งดี มคี วามรับผดิ ชอบ มคี วามรู้ ทกั ษะ คณุ ธรรม และค่านยิ มที่เหมาะสม
โดยไดก้ ำหนดสาระตา่ งๆ ไว้ ดังน้ี
ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนา
ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมทัง้ บำเพ็ญประโยชน์ตอ่ สังคมและส่วนรวม
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคม
ปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข ลักษณะและความสำคัญ
การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อปลูกฝังค่านิยม
ด้านประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข สิทธิ หน้าท่ี เสรีภาพการดำเนนิ ชีวิตอย่างสันติสุข
ในสังคมไทยและสังคมโลก
เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหาร
จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลัก
เศรษฐกจิ พอเพียงไปใชใ้ นชีวิตประจำวัน
ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมยั ทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์พัฒนาการ
ของมนุษยชาตจิ ากอดตี ถงึ ปจั จบุ นั ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ตา่ งๆผลกระทบทเ่ี กิดจาก
เหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอดีตความเป็นมาของชาติ
ไทย วัฒนธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย แหล่งอารยธรรมทสี่ ำคญั ของโลก
ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากรและ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของส่ิงต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสมั พนั ธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
และส่ิงท่มี นุษยส์ รา้ งขึน้ การนำเสนอขอ้ มลู ภมู ิสารสนเทศ การอนรุ กั ษส์ ิ่งแวดล้อมเพือ่ การพัฒนาทยี่ ่งั ยนื
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐาน ส ๑.๑ รู้ และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอ่ืน
๑๓
มศี รทั ธาทถ่ี ูกต้อง ยดึ มน่ั และปฏิบตั ติ ามหลักธรรม เพื่ออยู่
รว่ มกันอยา่ งสันตสิ ุข
มาตรฐาน ส ๑.๒ เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรง
รกั ษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ตี นนบั ถือ
สาระที่ ๒ หน้าที่พลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวิตในสังคม
มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี
มีค่านิยมที่ดีงาม และธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรม
ไทย ดำรงชวี ิตอยรู่ ว่ มกันในสงั คมไทย และ สังคมโลกอย่าง
สนั ตสิ ุข
มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น
ศรัทธาและธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส.๓.๑ เข้าใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรัพยากรในการผลติ และ
การบรโิ ภคการใช้ทรพั ยากรทีม่ อี ยจู่ ำกัดได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพและคมุ้ ค่า รวมท้ังเข้าใจหลักการของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง เพอ่ื การดำรงชีวติ อย่างมดี ลุ ยภาพ
มาตรฐาน ส.๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจตา่ งๆ ความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจ และความจำเป็นของการร่วมมือกันทาง
เศรษฐกจิ ในสังคมโลก
สาระที่ ๔ ประวตั ิศาสตร์
มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทาง
ประวัติศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มา
วเิ คราะห์เหตุการณต์ า่ งๆ อยา่ งเปน็ ระบบ
มาตรฐาน ส ๔.๒ เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ใน
ด้านความสมั พนั ธแ์ ละการเปล่ยี นแปลงของเหตุการณ์อย่าง
ต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถวิเคราะห์
ผลกระทบท่ีเกดิ ขนึ้
มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย
มีความรกั ความภมู ิใจและธำรงความเป็นไทย
๑๔
สาระท่ี ๕ ภูมศิ าสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พุทธศักราช ๒๕๖๐)
มาตรฐาน ส ๕.๑ เขา้ ใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์
ของสรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกัน ใช้แผนที่ และเครื่องมือทาง
ภูมิศาสตร์ในการค้นหาวิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ตาม
กระบวนการทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศ
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ส ๕.๒ เข้าใจปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างมนษุ ย์กบั สิ่งแวดลอ้ มทาง
กายภาพท่กี อ่ ใหเ้ กิดการสร้างสรรคว์ ถิ ีการดำเนนิ ชวี ิต มี
จิตสำนกึ และมีส่วนรว่ มในการจดั การทรัพยากร และ
สิ่งแวดลอ้ มเพื่อการพฒั นาที่ยั่งยนื
จากการศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผวู้ ิจยั สนใจท่ีจะทำการ
วจิ ยั รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๑ เร่อื งสินคา้ และบรกิ ารในชวี ติ ประจำวัน ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๓ โดยนำมาจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ เพื่อส่งเสริมความสามารถใน
การคิดอยา่ งสรา้ งสรรค์
2.๒ แนวคดิ และทฤษฎีความคดิ สร้างสรรค์
๒.2.1 ความหมายของการพัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์๙ คือ ความสามารถทางสมองที่คิดในลักษณะอเนกนัย
นำไปสู่การคิดค้นพบสิ่งแปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลง ปรุงแต่ง ผสมผสานกันให้เกิดสิ่งใหม่ รวมทั้งการ
ประดษิ ฐ์คิดค้นทฤษฎีหลักการได้สำเรจ็ ความคดิ สรา้ งสรรค์จะเกดิ ข้นึ ไดน้ ้ีมใิ ช่เพียงแต่คิดในสิ่งท่ีเป็นไปได้
หรือสิ่งที่เป็นเหตเุ ป็นผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ความคิดจินตนาการก็เป็นส่ิงสำคัญที่จะก่อให้เกิด
ความแปลกใหม่ แต่ต้องควบคู่กันไปกับความพยายามที่จะสร้างความคิดฝันหรือจินตนาการให้เป็นไปได้
จงึ ทำให้เกิดผลผลิตที่เป็นประโยชนต์ อ่ สังคม
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นลักษณะความคิดที่แปลกใหม่ ซึ่งอาจเกิดจากการคิดปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงจากความคิดเดิม ให้เป็นความคิดที่แปลกใหม่และแตกต่างจากความคิดเดิม เป็นความคิดท่ี
เป็นประโยชน์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการทางสมองที่คิดในลักษณะเอนกอนัยอันนาไปสู่การ
คิดค้นสิ่งแปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลง ปรุงแต่งจากความคดิ เดิมผสมผสานกันเกิดสิ่งใหม่ ซึ่งรวมทัง้ การ
ประดิษฐ์คดิ ค้นส่ิงต่างๆ ตลอดจนวิธกี ารคิดทฤษฎีหลักการได้สำเร็จ กระบวนการคิดของสมองซึ่งสามารถ
คิดได้หลากหลายและแปลกใหม่ สามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎีหรือปฏิบัติได้อยางรอบคอบและถูกต้อง
จนนำไปสู่การคดิ ค้นและนวัตกรรม
๙ ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน,์ ความคิดสร้างสรรค,์ (กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หน้า ๓๓.
๑๕
Creativity มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน “Creo” = To Create, To Make = สร้าง
หรือทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์คือ ปรากฏการณ์ที่บุคคลสร้างสรรค์ “สิ่งใหม่” อาทิ ผลผลิตการ
แก้ปัญหา นวัตกรรมหรืองานศิลปะ เป็นต้น ซึ่งมีคุณค่าการจะตีความเกี่ยวกับ “ความใหม่” ขึ้นอยู่กับ
ผู้สร้างสรรคห์ รือสงั คมหรือแวดวงทีส่ ิ่งใหม่นั้นเกิดข้ึน การประเมินคุณคา่ ก็ในทำนองเดียวกัน คุณสมบัติที่
มักใช้ในการตีความ “ความใหม่” ประกอบด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนสิ่งประดิษฐ์ที่อาจ
ปรากฏอยู่ท่ีอื่น แต่มีผสู้ ร้างสรรคข์ ้นึ ใหม่โดยอสิ ระการคดิ วิธดี ำเนนิ การใหม่ ปรบั กระบวนการผลผลิตเข้าสู่
ตลาดท่แี ตกตา่ งออกไป คิดวธิ กี ารใหม่ในการแกไ้ ขปัญหา และเปล่ยี นแนวคิดทีแ่ ตกตา่ งจากผอู้ ่นื
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นความสามารถทางสมองในการคิดได้หลายทิศทาง หรือเรียกว่า
ลักษณะการคิดอเนกนัยหรือการคิดแบบกระจาย (Divergent Thinking) ซึ่งลักษณะการคิดเช่นนี้จะ
นำไปสู่การประดิษฐ์ในสิ่งแปลกใหม่รวมถงึ การคน้ พบวธิ ีการแกปัญหาได้สำเรจ็ ด้วยและยังอธิบายเพ่ิมเติม
เก่ียวกบความคดิ แบบอเนกนัย ตามแนวคิด กิลฟอรด์ ซง่ึ มี 4 ขนั้ ตอน ดงั นี้
1) ความคิดริเริ่ม (Originality) เป็นลักษณะความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างไปจาก
ความคุ้นเคย โดยอาจแสดงออกในลักษณะทางกระบวนการคิด หรือลักษณะทางผลผลิต ซึ่งในบางครั้ง
ความคิดริเริ่มอาจไม่ใช่สิ่งใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อน แต่เป็นการประยุกต์ดัดแปลงให้ดีขึ้น ให้มี
ประสิทธิภาพมากขน้ึ ซงึ่ การประดิษฐ์สว่ นใหญล่ ้วนอาศัยแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนอ่ื ง
2) ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency) หมายถึง ความสามารถในการผลิตความคิดท่ี
แตกต่างและหลายหลากภายใต้การจำกัดของเวลา อันนำไปสู่การคิดอย่างมีคุณภาพเพื่อการแก้ปัญหา
อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถบอกถึงประโยชน์ของกระดาษได้มากที่สุดภายในเวลา 3 นาที
เป็นความคลอ่ งในการคดิ นอกจากนี้ยงั ช่วยใหม้ ีทางเลอื กท่ีหลากหลายในการแก่ปัญหาต่างๆ
3) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) เป็นความสามารถในการคิดนอกกรอบของความคดิ ที่
ไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรือความคุ้นเคยเดิม ความยืดหยุ่นทำให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในแง่มุมใหม่ๆ
เป็นความคิดพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ กล่าวคือ สามารถหาคำตอบได้หลายหมวดหมู่หลาย
ประเภท รวมถึงมที างเลอื กไดห้ ลายทางเลอื ก ดงั นัน้ ความคดิ ยดื หยุ่นจงึ เป็นสว่ นชว่ ยเสรมิ คณุ ภาพความคิด
ให้ดยี ิ่งขึน้
4) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) เป็นการคิดตกแต่งในรายละเอียดเพื่อขยาย
ความคิดหลักให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ซึ่งความคิดละเอียดลออนี้จะสัมพันธ์กับความสามารถในการสังเกต
ไมล่ ะเลยในรายละเอยี ดเล็กๆ นอ้ ยๆ๑๐
๑๐ อารี พันธม์ ณี, คดิ อย่างสรา้ งสรรค,์ พิมพค์ ร้ังท่ี ๕, (กรงุ เทพฯ : บริษัทต้นออ้ , ๒๕๔๐), หนา้ ๕๗.
๑๖
จากการศกึ ษาความหมายของความคิดสรา้ งสรรค์ สามารถสรปุ ได้วา่ จากแนวคิดข้างต้น
ความคดิ สร้างสรรคเ์ ปน็ ความคดิ ท่ีมคี วามแปลกใหม่เป็นความคิดที่มจี ินตนาการ การคดิ อยา่ งสร้างสรรค์ไม่
มขี อบเขตจำกดั หรือรูปแบบทีต่ ายตวั สามารถคดิ หลากกหลายวธิ ี จากปัญหาเพียงปัญหาเดยี ว โดยการคิด
สร้างสรรค์จะเป็นการคิดที่นำไปสู่กระบวนการแก้ปญั หาที่หลากหลายรูปแบบ หรือเป็นการคิดที่ทำให้คน
พบความรวู้ ิทยาการใหมๆ่ สามารถนำไปพัฒนาเป็นเทคโนโลยตี ่างๆ ได้
2.2.2 กระบวนการของความคดิ สร้างสรรค์
Mumford ได้เสนอแนวคิดต่อกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์อาจเกิดขึ้นโดย
บังเอิญหรือโดยความตั้งใจ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการศึกษา การอบรมฝึกฝน การระดมสมอง (Brain-
Storming) มากกว่าครึ่งหนึ่งของการค้นพบที่ย่ิงใหญ่ของโลก เกิดจากการค้นพบ โดยบังเอิญ (Serenity)
หรอื การคน้ พบสงิ่ หนงึ่ ซง่ึ ใหม่ ในขณะที่กำลังต้องการค้นพบสิ่งอ่นื มากกว่าการคิดเชิงสร้างสรรคจ์ ึงเป็นการ
คิด เพื่อการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงหรือที่เรียกว่ า
"นวตั กรรม" (Innovation) ความคดิ สร้างสรรค์ มีความหมายแยกได้เป็น 3 ประเดน็ หลกั คอื เป็นความคิด
แง่บวก หรือ Positive Thinking เป็นการกระทำที่ไม่ทำร้ายใคร หรือ Constructive Thinking เป็นการ
คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรอื Creative Thinking
ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้ 2 ทาง คือเริ่มจากจินตนาการแล้วย้อนสู่ความจริ ง
เกิดจากการที่นำความฝันและจินตนาการซึ่งเป็นเพียงความคิด ความใฝ่ฝันที่ยังไม่เป็นจริง แต่เกิดความ
ปรารถนาอย่างแรงกลา้ ทีจ่ ะทำให้ความฝันนั้นเป็นจรงิ เร่ิมจากความรู้ที่มีแล้วคิดต่อยอดสู่สิ่งใหม่ที่เรียกวา่
นวัตกรรม (Innovation) เกิดจากการนำข้อมูลหรือความรู้ที่มีอยู่มาคิดต่อยอด หรือคิดเพิ่มฐานข้อมูลที่มี
อยู่ จะเปน็ เหมือนตัวเกลย่ี ความคดิ ใหเ้ ราคดิ ในเรื่องใหมๆ่
กระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์เกิดส่ิงกระทบความรู้สึกให้ต้องคิด เป็นต้นเหตุ
หรือสาเหตุของเรื่องที่ต้องใช้ความคิดในการทำให้เรื่องนั้นๆ บรรลุตามวัตถุประสงค์รวบรวมข้อมูล
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทุกประเด็น ทุกแง่มุมแจกแจง วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ
ข้อมูล นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาแจกแจง วิเคราะห์ ความสัมพันธ์หรือดูความเช่ือมโยงระหว่างกนการ
คิดและทำให้กระจ่างชัด จัดระบบความคิดตามข้อมูลที่ได้แจกแจงและวิเคราะห์ความสัมพันธ์แล้วให้
สามารถมองเห็นภาพ ขั้นตอน ความเชื่อมโยงของแตล่ ะส่วนได้อย่างชัดเจนแสดงออกเป็นการนำเสนอผล
จากการคิดเพื่อทดสอบความคิดและพิสูจน์ใหเ้ ห็นจริง๑๑
๑๑ ศศิมา สุขสว่าง, กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์, [ออนไลน์], (๒๕๕๔), แหล่งที่มา :
https://www.sasimasuk.com/17260872/ขั้นตอนในการคิดอย่างสร้างสรรค์-creative-thinking-process. สืบค้น
เม่ือ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.
๑๗
จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
หรือโดยความตั้งใจ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการศึกษา การอบรมฝึกฝน การระดมสมอง ซึ่งส่วนมากพบว่า
เกิดขึ้นโดยบังเอญิ ความคดิ สร้างสรรค์เกิดข้นึ ได้ 2 ทาง คือเริ่มจากจนิ ตนาการแล้วยอ้ นส่คู วามจริง
2.2.3 แนวคิดทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์
David ได้รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของนักจิตวิทยาที่ได้กล่าวถึง
ทฤษฎีความคดิ สร้างสรรค์ โดยแบง่ เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 4 กลมุ่ คอื
2.2.3.1 ทฤษฎีความคดิ สร้างสรรค์เชงิ จติ วเิ คราะห์
นักจิตวิทยาทางจิตวิเคราะห์หลายคน เช่น Freudและ Kris ได้เสนอ
แนวความคดิ เกี่ยวกับการเกิดความคดิ สรา้ งสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในจิต
ใต้สำนึกระหว่างแรงขับทางเพศ (Libido) กับความรู้สึกผิดชอบทางสังคม (Social Conscience) ส่วน
Kubie กับ Rugg ซึ่งเป็นนักจิตวิเคราะห์แนวใหม่กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นระหว่างการรู้สติกับ
จติ ใต้สำนึกซึ่งอยู่ในขอบเขตของจติ ส่วนทีเ่ รียกว่า จติ ก่อนสำนกึ
2.2.3.2 ทฤษฎีความคิดสรา้ งสรรค์เชงิ พฤตกิ รรมนยิ ม
นักจิตวทิ ยากล่มุ นี้มคี วามคิดเกย่ี วกบั เรื่องความคิดสร้างสรรคว์ า่ เป็นพฤติกรรม
ที่เกิดจากการเรียนรู้ โดยเน้นที่ความสำคัญของการเสริมแรงการตอบสนองที่ถูกต้องกับส่ิงเร้าเฉพาะหรือ
สถานการณ์ นอกจากนีย้ ังไดเ้ นน้ ความสัมพันธ์ทางปัญญา คือ การโยงความสมั พนั ธ์จากสงิ่ เร้าหนึ่งไปยังส่ิง
ตา่ งๆ ทำให้เกดิ ความคิดใหมห่ รอื สิง่ ใหมเ่ กิดขึ้น
2.2.3.3 ทฤษฎคี วามคดิ สรา้ งสรรค์เชงิ มนุษย์นิยม
นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีแนวความคิดว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มนุษย์มีติด
ตัวมาแต่กำเนิด ผู้ที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้ได้ คือ ผู้มีสัจจะการแห่งตน คือ รู้จักตนเอง
พอใจตนเอง และใชต้ นเองเต็มศักยภาพของตน มนุษย์จะสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนออกมา
ได้อย่างเต็มที่น้ัน ขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะหรือบรรยากาศทีเ่ อื้ออำนวยได้กล่าวถึงบรรยากาศที่สำคัญใน
การสร้างสรรค์ว่า ประกอบด้วยความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยาความมันคงของจิตใจ ความปรารถนาที่จะ
เล่นกบั ความคิด การเปดิ กว้างทจี่ ะรับประสบการณ์ใหม่
2.2.3.4 ทฤษฎี AUTA
1) การตระหนัก (Awareness) คือ ตระหนักถึงความสำคัญของความคิด
สร้างสรรค์ของความคิดสรา้ งสรรค์ที่มีต่อตนเอง สงั คม ทงั้ ในปจั จบุ นั และอนาคต และตระหนกั ถึงความคิด
สร้างสรรคท์ ี่มอี ยู่ในตนเอง
2) ความเข้าใจ (Understanding) คือ มีความรู้ความเข้าใจอยางลึกซ้ึงใน
เรื่องราวต่างๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกับความคดิ สร้างสรรค์
๑๘
3) เทคนิควิธี (Techniques) คือ การรู้เทคนิควิธีในการพัฒนาความคิด
สรา้ งสรรค์ ทงั้ ที่เปน็ เทคนิคสว่ นบคุ คลและเทคนคิ ที่เป็นมาตรฐาน
4) การตระหนักในความจริงของส่ิงต่างๆ (Actualization) คือ การรู้จักหรือ
ตระหนักในตนเอง พอใจในตนเอง และพยายามใช้ตนเองเต็มศักยภาพ รวมทั้งการเปิดกว้างรับ
ประสบการณ์ต่างๆ โดยมีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม การตระหนักถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันการผลิต
ผลงานด้วยตนเองและการมคี วามคดิ ท่ียืดหยนุ เขา้ กับทุกรูปแบบของชวี ิต๑๒
จากแนวคิดข้างตน้ สรปุ ไดว้ ่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสง่ิ ทม่ี นุษย์มีติดตัวมาแตก่ ำเนิดหรือ
เป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในจิตใต้สำนึกระหว่างแรงขับทางเพศ กับความรู้สึกผิดชอบทางสังคม
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ โดยเน้นที่ความสำคัญของการเสริมแรงการ
ตอบสนองที่ถกู ตอ้ งกบั สิ่งเรา้ เฉพาะหรือสถานการณ์ นอกจากนยี้ งั ได้เนน้ ความสัมพนั ธท์ างปัญญา
2.๓ แนวคดิ และทฤษฎีการจดั การเรียนรูแ้ บบร่วมมอื
๒.3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื
จอห์นสันและจอห์นสัน กล่าวว่า การร่วมมือกันคือ การทำงานร่วมกันภายในกิจกรรมท่ี
ทำรว่ มกันน้ี แต่ละคนจะแสวงหาผลลัพธท์ เ่ี ปน็ ประโยชนต์ ่อตนเองและเปน็ ประโยชนต์ อ่ สมาชิกคนอ่นื การ
เรียนรู้แบบร่วมมือใช้ในการสอนกลุ่มเล็กๆ ที่ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเรียน
สูงสุดแก่ตนเอง ในสถานการณ์การเรียนรู้แบบร่วมมือจะมีการพึ่งพากันทางบวก (positive
interdependence) ในการมุ่งผลสำเรจ็ ของผ้เู รยี น๑๓
สลาวิน (Slavin) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการสอนอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งกำหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยปกติจะมี 4 คน
เป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน เรียนปานกลาง 2 คนและเรียนอ่อน 1 คน การทดสอบแบ่งเป็น 2
ตอน ตอนแรกหาค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ส่วนครั้งที่สอง พิจารณาคะแนนทดสอบเป็นรายบุคคล การเรียนรู้
แบบรว่ มมอื เป็นการเรียนรู้ทีน่ ักเรียนต้องเรยี นร่วมกันรับผดิ ชอบงานของกลมุ่ รว่ มกนั โดยทก่ี ลมุ่ จะประสบ
ความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน นั่นคือการเรียนเป็นกลุ่ม
หรอื เปน็ ทมี อย่างมปี ระสิทธภิ าพ๑๔
วัฒนาพร ระงับทุกข์ ได้กล่าวถึง ความหมาย การเรียนแบบร่วมมือไว้ว่าการเรียนแบบ
ร่วมมือเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้
เรียนรรู้ ว่ มกันเปน็ กลมุ่ เลก็ ๆ แต่ละกลมุ่ ประกอบดว้ ยสมาชิกทม่ี คี วามรู้ ความสามารถแตกต่างกัน โดยทแี่ ต่
๑๒ กรมวิชาการ, แนวคดิ ทฤษฎคี วามคดิ สร้างสรรค์กรมวิชาการ, (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ครุสภา. ๒๕๓๕), หน้า
๖๘.
๑๓ กรมวชิ าการ, การจดั การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือ, (กรงุ เทพฯ : คุรุสภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๖), หนา้ ๑๐.
๑๔ สลาวิน (Slavin ), การเรียนแบบร่วมมอื , (กรงุ เทพฯ : คุรสุ ภาลาดพร้าว, ๒๕๔๖), หนา้ ๔.
๑๙
ละคนมสี ว่ นร่วมอย่างแท้จรงิ ในการเรียนรูแ้ ละในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือ คนท่ี
อ่อนกวา่ สมาชิกในกลุม่ ไม่เพยี งแต่รับผดิ ชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านน้ั หากแต่จะต้องรวมรับผิดชอบ
ตอ่ การเรยี นรขู้ องเพื่อน สมาชิกทกุ คนในกลมุ่ สำเรจ็ ของแตล่ ะบคุ คล คือความสำเรจ็ ของกลุ่ม๑๕
กรมวิชาการ กล่าวสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกัน โดยในกลุ่ม
ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกันมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมีการช่วยเหลือพึ่งพาซ่ึง
กันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนใน
กลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายท่ีกำหนด ซึ่งการจัดการเรียนรูด้ ังกล่าวมคี วามหมายตรงกันข้ามกบั
การเรียนที่เน้นการแข่งขัน (competitive Learning) และการเรียนตามลำพัง (lndividualized
Learning)๑๖
อาภรณ์ ใจเที่ยง กล่าวว่า เป็นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ที่ผูเ้ รียนมคี วามรู้ความสามารถ
ต่างกัน ได้ร่วมมือกันทำงานกลมุ่ ด้วยความตั้งใจแลเต็มใจรบั ผิดชอบในบทบาทหน้าท่ีในกลุ่มของตน ทำให้
งานของกลมุ่ ดำเนนิ ไปส่เู ปา้ หมายของงานได้๑๗
สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง
กระบวนการเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียน ได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มี
ความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจน มีการทำงาน
รว่ มกนั มกี ารแลกเปล่ียนความคิดเหน็ มกี ารชว่ ยเหลอื พึ่งพาอาศัยซงึ่ กันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกัน
ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่
กำหนดไว้๑๘
วิมลรตั น์ สุนทรโรจน์ กลา่ วว่า การจดั การเรียนร้แู บบรว่ มมอื หมายถงึ เป็นวิธีการจัดการ
เรยี นรทู้ ี่เนน้ การสอนท่ีจดั สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ใหแ้ ก่ผ้เู รยี นไดเ้ รยี นรรู้ ว่ มกันเปน็ กลุ่มเล็กๆ แต่ละกลุ่ม
ประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถต่างกัน โดยแต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และ
ในความสำเร็จของกลุ่มทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งเป็น
กำลังใจกันและกนั คนที่เรียนเกง่ จะชว่ ยคนท่เี รียนอ่อน๑๙
จากความหมายทีก่ ลา่ วมาขา้ งต้นสรุปไดว้ า่ การเรยี นแบบรว่ มมือเปน็ การจดั กจิ กรรมการ
เรยี นการสอนท่ียึดผู้เรียนเปน็ ศูนย์กลาง (Child Center) โดยแบง่ นกั เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ สมาชิกในกลุ่มมี
๑๕วัฒนาพร ระงับทกุ ข์, ความหมายการเรยี นแบบรว่ มมอื , (กรุงเทพฯ : สามเจริญพานชิ , ๒๕๔๓), หน้า ๓๘.
๑๖กรมวิชาการ, การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื , (กรงุ เทพฯ : คุรสุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๔), หนา้ ๔.
๑๗อาภรณ์ ใจเทีย่ ง, การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ, (กรุงเทพฯ : กรมฯ, ๒๕๔๖), หน้า ๑๒๑.
๑๘สวุ ทิ ย์ มูลคำ และอรทยั มลู คำ, กระบวนการเรยี นร,ู้ (กรงุ เทพฯ : กรมฯ, ๒๕๔๕), หน้า ๑๓๔.
๑๙วมิ ลรัตน์ สุนทรโรจน์, การจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ, (กรงุ เทพฯ : กรมฯ, ๒๕๔๙), หนา้ ๔๕.
๒๐
ความแตกตา่ งกนั ทัง้ อายุ เพศ และความรู้ความสามารถ แต่มีเปา้ หมายในการเรียนรว่ มกัน สมาชิกในกลุ่ม
มีบทบาทที่ชัดเจนในการเรียนหรือการทำกิจกรรมอย่างเท่าเทียมกัน และได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ภายใน
กลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ได้พัฒนาทักษะความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม สามารถ
สอ่ื สารกนั และร่วมกันปฏบิ ัติงานท่ไี ดร้ บั มอบหมาย
๒.๓.๒ กระบวนการของการจัดการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือ
การจดั การเรียนรูแ้ บบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นกิจกรรมการเรียนการสอน
ที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันโดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มี
ความสามารถแตกต่างกนั มีการแลกเปลีย่ นความคิดเห็น มีการช่วยเหลอื พึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีความ
รับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จ
ตามเป้าหมายที่วางไว้ ตามแนวคิดของ จอห์นสัน และจอห์นสัน ได้เสนอขั้นตอนของการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ มี ๕ ขนั้ ตอนหลัก ดังนี้
1) ขั้นเตรียม ประกอบด้วยครูเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกี่ยวกับบทบาทของ
นักเรียน การแบ่งกลุ่มการเรียน แจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียนในแต่ละบทเรียน แต่ละคาบ และฝึกฝน
ทกั ษะพนื้ ฐานทีจ่ ำเป็นสำหรับการทำกจิ กรรมกลุม่
2) ขั้นสอน ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยการเข้าสู่บทเรียน
แนะนำเนื้อหา แนะนำแหล่งข้อมูล และมอบหมายงานให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มได้รับงานเป็นชุด เพื่อฝึก
ความรับผิดชอบในการคิดตดั สนิ ใจแบง่ ปนั งานใหส้ มาชกิ ในกลุม่
3) ขนั้ ทำกิจกรรมกลุม่ นกั เรยี นแตล่ ะคนมบี ทบาทหนา้ ท่ีในการทำกิจกรรมกลุ่ม
ตามที่ได้รับมอบหมาย และจะช่วยเหลือกันเพื่อให้งานนั้นสำเร็จ เป็นการเสริมแรงและสนับสนุนกัน
ให้กำลงั ใจกนั และพงึ่ พาอาศัยกนั
4) ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติ
หน้าที่ครบถ้วนหรือไม่ ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล และ
ตอ่ จากนัน้ เปน็ การทดสอบ
5) ข้ันสรปุ บทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ครแู ละนักเรยี นช่วยกันสรุป
บทเรียน ถ้ามีส่ิงที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติมและช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มหา
จดุ เดน่ และสิง่ ท่คี วรปรบั ปรุงแกไ้ ข๒๐
๒๐ กรมวิชาการ, กระบวนการจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมอื , (กรุงเทพฯ : คุรสุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๕), หนา้ ๑๐๑.
๒๑
2.3.๓ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Theory of Cooperative or Collaborative
Learning)
ลักขณา สริวัฒน์๒๑ ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperrative Learning
Theory) ไว้ดังน้ี
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperrative Learning Theory) การเรียนรู้แบบ
รว่ มมือเปน็ วิธกี ารจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการท่ีเน้นให้ครูใช้วิธีการสอน
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เนื่องจากมีรูปแบบการสอนให้เลือกอย่างหลากหลายตามวัตถุประสงค์ของการ
จัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆ สำหรับเนื้อหาและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ
จำแนกเป็น 8 เรอื่ ง ได้แก่ ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ วตั ถุประสงคข์ องการเรียนร้แู บบร่วมมือ
องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมอื ลักษณะสำคัญของการเรียนรู้แบบรว่ มมือ เทคนิคการเรียนร้แู บบ
รว่ มมือ ขน้ั ตอนการเรียนรแู้ บบร่วมมอื และการประยกุ ตใ์ ชห้ ลักการเรยี นรู้แบบร่วมมอื ในการสอน
2.3.๔ หลักการของการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื จอห์นสนั และจอห์นสัน
แนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือควรร่วมมือกันในการเรียนรู้มากกว่าการแข่งขันกันเพราะการ
แข่งขันก่อให้เกิดสภาพการณ์ของการแพ้-ชนะ ต่างจากการร่วมมือกันซึ่งก่อให้เกิดสภาพการณ์ของการ
ชนะ-ชนะ อันเป็นสภาพการณ์ที่ดีกว่าทั้งทางด้านจิตใจและสติปัญญา และหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ประกอบด้วยหลกั การท่สี ำคญั 5 ประการ ไดแ้ ก่
1) การเรยี นร้ตู ้องอาศยั หลักการพ่ึงพากัน (Positive Interdependence) โดยถือว่าทุก
คนมีความสำคัญเท่าเทียมกนั และจะตอ้ งพง่ึ พากันเพื่อความสำเรจ็ รว่ มกนั
2) การเรียนรู้ที่ดีต้องอาศัยการหันหน้าเข้าหากัน มีปฏิสัมพันธ์กัน (Face to Face
Interaction) เพือ่ แลกเปลี่ยนความคดิ เห็น ข้อมลู และการเรยี นร้ตู า่ งๆ
3) การเรียนรู้ร่วมกันต้องอาศัยทักษะทางสังคม (Social Skills) โดยเฉพาะทักษะการ
ทำงานร่วมกัน
4) การเรียนรู้ร่วมกันควรมีการวิเคราะห์กระบวนการของกลุ่ม (Group Processing)
ที่ใชใ้ นการทำงาน
5) การเรยี นรรู้ ว่ มกนั จะตอ้ งมผี ลงานหรือผลสัมฤทธิ์ท้ังรายบคุ คลและรายกลุ่มท่ีสามารถ
ตรวจสอบและวัดประเมินได้ (Individual Accountability) หากผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้แบบร่วมมือกัน
นอกจากจะช่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทง้ั ด้านเน้ือหาสาระต่างๆ ไดก้ วา้ งขึน้ และลึกซึ้งขึ้นและยังสามารถ
พัฒนาผู้เรียนทางด้านสังคมและอารมณ์มากขึ้นด้วยรวมทั้งมีโอกาสได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะกระบวนการ
ต่างๆ ท่จี ำเป็นตอ่ การดำรงชีวติ ได้อกี มากมาย
๒๑ ลักขณา สริวฒั น์, ทฤษฎกี ารเรยี นรแู้ บบร่วมมือ (Cooperrative Learning Theory), (กรงุ เทพฯ :
กรมฯ, ๒๕๔๔), หนา้ ๑๑๑.
๒๒
2.3.๕ องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and
Johnson. 1994) อธิบายว่าการเรียนร้แู บบร่วมมอื เกดิ ขน้ึ ไดต้ ้องมีองคป์ ระกอบท่สี ำคัญ 5 ประการดังน้ี
1) การพึ่งพาและช่วยเหลือกัน (Positive Interdependence) การเรียนรู้แบบร่วมมือ
จะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสมาชิกกลุ่มทุกคนมีความสำคัญเท่ากันเพราะความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับ
สมาชิกทุกคนในกลุ่มใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ในขณะเดียวกนสมาชิกแต่ละคนจะประสบความสำเร็จได้
เมื่อกลุ่มประสบความสำเร็จเท่านั้น และความสำเร็จของบุคคลรวมทั้งของกลุ่มนั้นขึ้นอยู่กับกันและกัน
ดังนั้นในแต่ละคนจึงต้องมีความรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ของตนและในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือ
สมาชกิ คนอื่นๆ ดว้ ยเพอื่ ประโยชนร์ ่วมกนั ของกลุม่
2) การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด (Face –to-face Promotion Interaction) เป็น
การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ด้วยการพึ่งพากันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ทำให้ผู้เรียนมีแนวทางดำเนินการให้กลุ่มบรรลุเป้าหมาย มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
มีการอธิบายความรู้ให้แก่เพื่อนในกลุ่ม จนในที่สุดสมาชิกกลุ่มจะเกิดความรู้สึกไว้วางใจกัน ส่งเสริมและ
ช่วยเหลือกันและกันในการทำงานต่างๆ ร่วมกันส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันจึงควรมีการให้ข้อมูล
ยอ้ นกลับและเปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวคดิ ใหมๆ่ เพื่อเลอื กในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
3) ความรับผิดชอบของแต่ละคนที่สามารถตรวจสอบได้ (Individual Accountability)
สมาชิกกลุ่มการเรียนรู้ทุกคนจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ เป็นความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของสมาชิกแต่
ละบุคคลท่ีจะต้องมีการช่วยเหลือสง่ เสรมิ ซง่ึ กนั และกัน เพื่อใหเ้ กดิ ความสำเร็จตามเปา้ หมายของกลุ่ม โดย
ที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจและพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล ดังนั้นทุกคนจะต้อง
พยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถเพราะไม่มีใครที่จะได้รับประโยชน์โดยไม่ทำ
หน้าที่ของตน กลุ่มจำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบผลงานที่เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม สำหรับวธิ ีการที่
สามารถสง่ เสริมให้ทุกคนทำหน้าท่ีของตนอยา่ งเต็มที่มหี ลายวิธี เชน่ การจัดกล่มุ ให้เล็กเพื่อจะได้มีการเอา
ใจใส่กนั และกันอยา่ งทั่วถึง การทดสอบเป็นรายบุคคล การส่มุ เรยี กชื่อให้รายงาน ครสู ังเกตพฤติกรรมของ
ผเู้ รยี นในกลมุ่ การจดั ใหก้ ล่มุ มผี ู้สังเกตการณ์ หรอื การให้ผู้เรยี นสอนซ่ึงกันและกัน เป็นตน้
4) การใช้ทักษะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุค คลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย
(Interpersonal and Small-group Skills) การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือจะประสบผลสำเร็จได้ต้องอาศัยทักษะ
ที่สำคัญหลายประการ เช่น ทักษะทางสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะ
การสื่อสาร และทักษะการแก้ปัญหาขัดแย้ง รวมทั้งการเคารพยอมรับและไว้วางใจกันและกัน ดังนั้นครู
ต้องฝึกทักษะผู้เรียนเพื่อให้เกิดทักษะต่างๆ ดังกล่าวเพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานกลุ่ม
ประสบผลสำเร็จไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
5) การใช้กระบวนการกลุ่ม (Group Processing) กระบวนการกลุ่มเป็นกระบวนการ
ทำงานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการที่จะช่วยให้มีการดำเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีงานร่วมกัน และดำเนินงาน
ตามแผน ตลอดจนมีการประเมินผลและปรับปรุงงาน นอกจากนี้จะต้องมีการวิเคราะห์กระบวนการ
ทำงานของกลุ่มเพื่อช่วยให้กลุม่ เกิดการเรียนรู้และปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น การวิเคราะห์กระบวนการ
๒๓
กลุ่มครอบคลุมการวิเคราะห์เกี่ยวกับวิธีการทำงานกลุ่ม พฤติกรรมของสมาชิกกลุ่มและผลงานกลุ่ม
การวิเคราะห์การเรียนรู้นี้อาจทำได้โดยครู หรือผู้เรียน หรือทั้งสองฝ่าย การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มนี้
เป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้กลุ่มต้ังใจทำงาน เพราะรู้ว่าจะได้รับข้อมูลป้อนกลับ และช่วยฝึกทักษะการรู้
คดิ (Metacognition) คอื สามารถทจี่ ะประเมินการคดิ และพฤติกรรมของตนท่ีได้ทำไป แนวคดิ ของจอห์น
สัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson) ยังคงสอดคล้องกับแนวคิดของโอสเสน และคาแกน๒๒
ท่ไี ด้อธิบายองคป์ ระกอบการเรียนแบบร่วมมือไว้ ดงั น้ี
5.1) การพึง่ พาอาศัยกันในทางที่ดี (Positive Interdependent) การพ่ึงพากัน
ในทางที่ดีจะเกิดขึ้นเมื่อผลประโยชน์แต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของบุคคลอื่นๆ กล่าวคือ
เมอ่ื ผู้เรยี นคนหนึง่ ไดร้ ับผลสำเร็จ ผ้เู รยี นคนอน่ื กจ็ ะได้รบั ผลประโยชน์ไปดว้ ย ซึ่งจะต้องมีการจัดโครงสร้าง
ภาระงาน กำหนดโครงสร้างวิชาการและโครงสร้างทางผลลัพธ์ ดงั น้ี
๕.๑.1 การพึ่งพาอาศัยโดยใช้โครงสร้างทางผลลัพธ์ อาจกำหนดให้
ผู้เรียนมีเป้าหมายเดียวกัน โดยมอบหมายภาระงานให้เพียง 1 ชิ้น เขียนบรรยายภาพส่ง 1 ชิ้น หรืออาจ
กำหนดใหร้ างวัลกลุ่มโดยนำคะแนนของสมาชกิ แต่ละคนในกลุ่มมาแปลเป็นคะแนนของลมุ่ ก็ได้
๕.๑.2 การพ่ึงพาอาศัยโดยใช้โครงสร้างทางวิชาการ สมาชิกแต่ละคน
จะได้รับมอบหมายบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น อธิบายหรือผู้ตรวจสอบซึ่งทุกคนจะรับผิดชอบใน
หน้าท่ขี องตนและปฏิบัติตามบทบาทน้นั ครจู ะใช้วสั ดุอปุ กรณห์ รือใบงานให้เสร็จทุกคนก่อนจะเริ่มทำงาน
ตอ่ ไป
5.2) การสร้างทีมงาน (Team Formation) การจัดลุ่มหรือทีมงานสามารถทำ
ได้โดยครูกำหนดให้หรือนักเรียนจัดกลุ่มกันเอง หัวหน้ากลุ่มด้วยจากการคัดเลือกของสมาชิกและมีการ
ผลดั เปลี่ยนตำแหนง่ กนั แตอ่ ยา่ งไรตามการจดั กลมุ่ อยา่ งเป็นทางการมีความเหมาะสมกวา่ ซงึ่ สามารถทำได้
4 วิธี ดังน้ี
๕.๒.1 การจัดกลุ่มตามความแตกต่างด้านทางเพศ เชื้อชาติ ภาษา
และระดบั ความสามารถ
๕.2.๒ การจัดกลุ่มแบบกลุ่มโดยใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์
บางอยา่ ง เช่น กระดาษสี ผู้เรียนที่ไดส้ ัญลักษณส์ ีเดยี วกันจะได้อยูก่ ลุ่มเดียวกนั
๕.๒.3 การจัดกลุ่มตามความแตกต่างและระดับความสามารถทาง
ภาษา
๕.๒.4 การจัดกลุม่ ตามความสนใจ ความชอบ และลกั ษณะนสิ ยั
5.3) ความรับผิดชอบ (Accountability) ความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อ
กลมุ่ มีความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบร่วมมือ และเป็นลักษณะเดน่ ของการเรียนแบบนี้ผู้เรียน
๒๒ Olsen and Kagan, การใช้กระบวนการกลุ่ม, [ออนไลน์], (๒๕๓๕), แหล่งที่มา : https://scholar.
google.co.th/scholar?q=(Olsen+and+Kagan.+1992)&hl=th&as_sdt=0&as_vis=1&oi=scholart, สืบค้นเมื่อ :
๘ มีนาคม ๒๕๖๕.
๒๔
จะได้รับหมอบหมายความรับผิดชอบเป็นรายบุคคล มีการให้คะแนนในส่วนรวมที่ตนเองร่วมทำงานของ
กลุ่ม ซึ่งสามารถตรวจสอบความรับผิดชอบได้ด้วยการทดสอบเรื่องทักษะทางสังคม และโครงสร้างการ
เรยี นร้แู ละวธิ จัดโครงสรา้ ง
5.4) ทักษะกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไป
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพนกั เรยี นจำเป็นตอ้ งมีความสัมพันธ์ทดี่ ีระหว่างบุคคล และกลุ่มยอ่ ย
5.5) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม เพื่อช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้และ
ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น เช่น การวิเคราะห์เกี่ยวกับวิธีการทำงานของกลุ่ม พฤติกรรมของสมาชิกใน
กลุ่ม และผลงานของกลมุ่ เปน็ ตน้ ๒๓
สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบด้วย การพึ่งพาซึ่งกันและกัน
เพื่อช่วยเหลือกันและเกื้อกูลกัน การปรึกษาหารือกันเพื่อคอยให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาระหว่างบุคคล
อย่างใกล้ชิด ความรับผิดชอบของสมาชิกเพื่อให้ผลงานมีประสิทธิภาพควรมีการแบ่งหน้าที่ความ
รับผิดชอบของนักเรียนแต่ละคน ทักษะกระบวนการปฏิสัมพันธ์เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพนักเรียนจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคลและกลุ่มย่อยและการวิเคร าะห์
กระบวนการกลุ่มเพ่ือชว่ ยให้กล่มุ เกิดการเรียนรู้และปรับปรุงการทำงานใหด้ ีขน้ึ เช่น การวิเคราะหเ์ กยี่ วกับ
วิธีการทำงานของกลุ่ม พฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม และผลงานของกลุ่ม องค์ประกอบทั้ง 5 นี้ ต่างก็มี
ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในการช่วยให้การเรียนแบบร่วมมือดำเนินไปได้ด้วยดี และบรรลุเป้าหมายท่ี
กลุ่มต้องการคือสมาชิกกลุ่มเกดิ ความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำทกั ษะเหลา่ นีไ้ ปใช้ใหเ้ กิดประโยชนไ์ ด้
อยา่ งเต็มที่
2.๔ แนวคิดและทฤษฎีเทคนคิ การคิดเปน็ ภาพ (Visual Thinking)
2.4.1 ความหมายของเทคนคิ การคิดเป็นภาพ
เทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) หมายถึง การคิดเป็นภาพ เป็นกระบวนการ
เรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ช่วยฝึกทักษะในการคิดของผู้เรียนโดยถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจผ่านรูปภาพ
ซึ่งมีนกั วชิ าการหลายท่านไดใ้ ห้ความหมายไว้ ดังต่อไปนี้
แดน โรม กล่าวว่า เทคนิคการคิดเป็นภาพ เป็นการวาดรูปเพื่อแก้ปัญหาที่มีความ
ซบั ซอ้ น ทำใหม้ องเห็นได้ชัดเจนข้ึน เกดิ วิธกี ารแก้ปญั หาใหม่ๆ เกิดการสอื่ สารทีม่ ปี ระสิทธภิ าพและชัดเจน
กวา่ เดิม ซึง่ ไม่เก่ียวข้องกบั ศิลปะที่ต้องเน้นความสวยงาม แตเ่ กยี่ วกบั การคิดและการถ่ายทอดความคิดนั้น
ออกมาเป็นภาพ เราทุกคนสามารถสร้างนวัตกรรมดว้ ยการวาดรูปได้๒๔
๒๓ ลักขณา สริวัฒน์, ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperrative Learning Theory), (กรุงเทพฯ :
กรมฯ, ๒๕๔๔), หนา้ ๑๒๓.
๒๔ แดน โรม, เทคนิคการคิดเป็นภาพ, (กรงุ เทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเม้นท์, ๒๕๖๒), หน้า ๑๑.
๒๕
ไพฑรู ย์ อนันตท์ เขต กล่าววา่ เทคนิคการคดิ เป็นภาพ คือ กระบวนการออกแบบความคิด
ท่ีจะชว่ ยสร้างวิธคี ิดใหม่ ทำให้เราคิดและมองอะไรชัดขึ้น ง่ายขึน้ เห็นความเชื่อมโยงในส่งิ ตา่ งๆ๒๕
ภาวินี เจือติระรักษ์ กล่าวว่า เทคนิคการคิดเป็นภาพ คือ วิธีที่จะจัดระเบียบความคิด
พร้อมเพิ่มทักษะการคิดและความสามารถในการสื่อสารด้วยภาพท่ีเรียบง่าย แทนการใช้คำพูด เน้นที่การ
สามารถอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาสื่อสารได้ด้วยภาพอย่างง่ายที่ใครๆ ก็สามารถวาดได้ หากรู้เทคนิคมี
การใชก้ ราฟแผนที่ และไดอะแกรมต่างๆ เขา้ มาเป็นตัวชว่ ย๒๖
วีรพันธ์ เกษสังข์ กล่าวว่า เทคนิคการคิดเป็นภาพ เป็นการใช้ภาพแทนข้อมูล ข่าวสาร
โดยมุ่งเน้นที่ภาพวาดเป็นหลักเนื่องจากเส้นสาย รูปทรง ตัวอักษรประกอบเกิดจากกระบวนการคิดและ
เลือกใชส้ ัญลักษณ์เหล่าน้ันแทนข้อมลู ท่ีรับเข้ามาสรุปผ่านรูปวาด ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดในการจดจำตัวอักษร
ของสมอง๒๗
สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ กล่าวว่า เทคนิคการคิดเป็นภาพ เป็นเครื่องมือ
ช่วยให้สมองคิดอย่างเป็นระบบระเบียบโดยการคิดและวาดภาพไปพร้อมกัน จากนั้นจึงถ่ายทอดเป็นภาพ
เพ่อื ใหผ้ ูอ้ ื่นเข้าใจและมองเหน็ ภาพเดียวกัน๒๘
จากการศึกษาความหมายของเทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) สามารถสรุป
ได้ว่า การคิดเป็นภาพ เป็นการจัดระเบียบความคิดโดยการใช้ภาพแทนชุดของข้อมูลข่าวสารที่เป็น
ตัวหนังสือ เน้นอธิบายสิ่งทีต่ นเองคิด สื่อสารและถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
โดยอาศัยเทคนิคต่างๆ เช่น การใช้กราฟ แผนท่ี และไดอะแกรม เขา้ มาชว่ ยอธิบาย เพ่อื ลดข้อจำกัดในการ
จดจำตัวอกั ษรของสมอง
2.4.2 ความสำคัญของเทคนิคการคดิ เปน็ ภาพ (Visual Thinking)
วีรพันธ์ เกษสังข์ ได้กล่าวว่า สมอง คือ คอมพิวเตอร์มหัศจรรย์ ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์
ทุกคน หากรจู้ ักพฒั นาและใช้มันให้คุ้มค่า ผลงานทางปญั ญาก็จะเกิดขึ้นอีกมากมาย เราจึงควรสั่งให้สมอง
คดิ ในด้านทเ่ี ป็นประโยชน์ ซ่ึงทักษะการคดิ เปน็ สิ่งทีต่ อ้ งฝึกฝนและพัฒนาอย่างตอ่ เน่ือง ในโลกการทำงาน
และการดำเนินชีวติ ในปัจจุบัน ประกอบด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาล ซึ่งเกินกว่าความสามารถของ
สมองมนุษย์ทั่วไปจะรับรู้และจดจำได้หมด วิธีการหรือเครื่องมือ เทคนิคที่สามารถเพิ่มการรับเข้าของ
ข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น นั่นคือ เทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) หรือการใช้ภาพแทนข้อมูล
ข่าวสาร มุ่งเน้นที่ภาพวาดเป็นหลกั เนื่องจากเส้นสาย รูปทรง ตัวอักษรประกอบเกิดจากกระบวนการคิด
และเลือกใช้สัญลักษณ์เหล่านั้นแทนข้อมูลที่รับเข้ามาสรุปผ่านรูปวาด จะช่วยลดข้อจำกัดในการจดจำ
ตัวอักษรของสมอง ซึ่งไม่ใช่แค่การฝึกวาดภาพ แต่เป็นการใช้ภาพวาดเพื่อสื่อความหมายของการคิดแทน
๒๕ ไพฑูรย์ อนันต์ทเขต, เทคนิคการคิดเป็นภาพ, (กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเม้นท์, ๒๕๖๑),
หนา้ ๑๑.
๒๖ ภาวนิ ี เจือตริ ะรกั ษ์, เทคนคิ การคิดเปน็ ภาพ, (กรงุ เทพฯ : พัฒนาคณุ ภาพวชิ าการ, ๒๕๕๙), หน้า ๑๕.
๒๗ วรี พันธ์ เกษสังข,์ พัฒนาทักษะการคิด พชิ ิตการสอน, (กรุงเทพฯ : เล่ียงเซยี ง, ๒๕๖๓), หน้า ๗๗.
๒๘ สำนักงานบริหารและพัฒนาองคค์ วามรู,้ คิดเปน็ ภาพ, (กรุงเทพฯ : อกั ษรเจริญทัศน์, ๒๕๖๒), หนา้ ๕๕.
๒๖
การเขียนเป็นตัวหนงั สือ ประโยค หรือถ้อยคำ เนื่องจากการภาพจะชว่ ยเพ่ิมการจดจำในเรื่องทีส่ ื่อออกไป
มากกว่าตัวอกั ษร
เนื่องจากมีข้อมูลมากมายอยู่ที่ปลายนิ้ว รอคอยให้เราได้ถ่ายทอดออกสู่โลกกว้าง
วา่ คนเราก็ยงั ไมส่ ามารถนำเสนอข้อมลู ท่ีมีอยู่มากมายนีไ้ ด้ เมอ่ื เราเจอกบั ข้อมูลหรือมคี วามคดิ ทม่ี ากเกินไป
เราจะหาวิธีบอกต่อไม่เจอ และเมื่อความคิดไม่ถูกวาดออกมา ข้อมูลเหล่านั้นก็จะไม่ถูกถ่ายทอดสักที
ทักษะ visual thinking จึงเป็นทักษะสำคัญในการพัฒนาความคิดและออกแบบการสื่อสารเพื่อที่จะ
สามารถนำเสนอความคิดนั้นออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความเข้าใจ
ร่วมกนั กบั บุคคลอ่ืนๆ และสามารถดำเนินการให้ไอเดียน้นั เปน็ จรงิ ข้ึนมา๒๙
สอดคล้องกับ ภาวินี เจือติระรักษ์ ที่กล่าวไว้วา่ การใช้ภาพประกอบด้วย จะทำให้สมอง
ทำงานถนัดขึ้น ยิ่งมีภาพและตัวอักษรจำนวนไม่มากมาประกอบด้วย คนฟังจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสาร
ได้มากขนึ้ มากๆ ไม่น่าเบอ่ื หรือง่วงหลับไปก่อนการนำเสนอ และยงั ทำใหเ้ ราเห็นความสัมพนั ธ์ของส่ิงแต่ละ
สิ่ง เห็นลำดบั ความสำคญั ทิศทาง และภาพรวม ซึ่งทั้งหมดน้ีจะชว่ ยให้เราสามารถมองเห็นโอกาสที่เราไม่
เคยมองเห็นจากตวั หนังสือหรือตารางตวั เลข ทำให้เราเหน็ ต้นเหตุของปญั หา และทางแก้ไขปญั หาทชี่ ัดเจน
มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การใช้กลไกการมองเห็นผ่านดวงตา จิตใจ จะช่วยให้เราเข้าใจโลกรอบตัวได้ดีกว่า
เดิม การใช้ความรู้สึกในการมองเห็น ส่งเสริมให้เราเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้น เป็นนักสื่อสารที่ดีกว่าเดิม
และเป็นผคู้ ิดคน้ นวตั กรรมใหม่ๆ ไดอ้ กี ดว้ ย๓๐
จากการศึกษาความสำคัญของเทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) สามารถสรุป
ไดว้ า่ ปัจจุบันนเ้ี ป็นยคุ ของข้อมูลข่าวสาร ท่นี ับวนั จะเพิ่มจำนวนขนึ้ เรื่อยๆ ถ้าไมม่ กี ารจัดระบบความคิดให้
เป็นระเบียบ ย่อมทำให้สมองทำงานหนักขึ้นและไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารนั้นได้ทั้งหมด การใช้เทคนคิ
คิดเปน็ ภาพ จะชว่ ยให้สมองทำงานได้ถนดั ยิ่งขนึ้ ช่วยเพมิ่ การจดจำในข้อมลู ทส่ี ่ือออกไปมากกว่าตัวอักษร
ก่อให้เกดิ ความเข้าใจที่ตรงกัน และสามารถถา่ ยทอดใหแ้ ก่ผ้อู ืน่ ได้อยา่ งไมน่ า่ เบ่ืออีกดว้ ย
2.4.3 ประโยชน์ของเทคนคิ การคดิ เป็นภาพ (Visual Thinking)
เทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) ช่วยพัฒนาทักษะการคิด แก้ปัญหา การหา
ทางเลือก การจดจำ รวมถึงช่วยในการประชุม วางแผนต่างๆ ให้เป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เกิดความเข้าใจท่ี
ชัดเจน และทำให้ไม่น่าเบื่อด้วย โดยเครื่องมือที่ใช้ในก็มีหลากหลายแบบ เช่น Mind Mapping หรือการ
จดโน้ตแบบ Sketchbook ที่มีการใช้ภาพเข้ามาช่วย แทนที่จะมีแค่ตัวหนังสือกับตัวเลข เป็นต้น
นอกจากนก้ี ารฝึกเขยี น Visual Thinking ยังชว่ ยกระตนุ้ การทำงานของสมองให้คดิ อย่างเปน็ กระบวนการ
๒๙ วีรพันธ์ เกษสงั ข์, พัฒนาทักษะการคดิ พชิ ติ การสอน, (กรุงเทพฯ : เล่ียงเซยี ง, ๒๕๖๓), หน้า ๘๐.
๓๐ แดน โรม, เทคนิคการคดิ เป็นภาพ, (กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเมน้ ท์, ๒๕๖๒), หนา้ ๒๑.
๒๗
สร้างความไหลลื่น จดจำได้ดีขึ้นรวมทั้งเข้าใจได้ชัดเจนกว่าการจดการเขียนแบบทั่วไป ขยายมุมมอง
ความคดิ ใหก้ วา้ ง จนิ ตนาการออกไปมากกวา่ ตัวหนังสือทอ่ี าจเป็นกรอบของการคิด๓๑
ไพฑูรย์ อนนั ตท์ เขต กล่าวว่าถงึ ประโยชน์ของเทคนคิ การคิดเป็นภาพไว้ ดังนี้
1) เร้าการคิด ด้วยภาพง่ายๆ (Visual Note-taking) การได้จดข้อมูลเป็นการ
ขยับร่างกายหนึ่งเดียวระหว่างรับความรู้ ข้อมูลต่างๆ จากการฟังบรรยาย หากเปลี่ยนการจดมาเป็นการ
วาดภาพง่ายๆ ใช้สีสัน เส้น และลดปริมาณตัวอักษรให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญ จะทำให้เห็นภาพรวม
ของเรื่องทั้งหมด และเห็นความเชื่องโยงกลุ่มข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังทำให้คงสมาธิของผู้เรียนได้นานข้ึน
เพราะได้คิดภาพและวาดตาม สามารถถามประเด็นที่ตกหล่น สงสัย หรือหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้
งา่ ย
2) ใช้ภาพช่วยเล่าเรื่อง (Visual Aid for Storytelling) ในการสอนแบบ
บรรยาย การเล่าเรื่องราวต่างๆ หากใช้การวาดภาพประกอบการเล่าไปด้วย จะส่งผลให้เราพูดไปยัง
ประเด็นสำคญั กอ่ น ซึ่งหากมเี วลาการพดู จำกดั น้ันจะทำใหผ้ ู้เล่าเรื่องถา่ ยทอดประเดน็ สำคญั ได้ นอกจากนี้
การวาดภาพยังชว่ ยให้เห็นความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยงต่างๆ ของข้อมูลได้ตรงกันทั้งผู้เล่าและผู้ฟังแม้จะ
เล่าเรือ่ งราวทซี่ บั ซ้อนมากๆ หรอื มีเล่าเรอ่ื งสลบั ประเด็นไปมา แตผ่ ฟู้ งั ก็จะสามารถเห็นประเด็นท่ีเล่าอยู่ได้
จากภาพทวี่ าดเอาไวไ้ ด้
3) ช่วยระดมไอเดียด้วยภาพ (Visual Facilitation) ในการเป็น Facilitator
หรือเป็นผู้นำวงสนทนาต่างๆ มักจะใช้ทักษะการจดบนั ทึก จดรวบรวมแนวคิด ทบทวนความคิดเห็นตา่ งๆ
และสรุปการสนทนา ซึ่งการวาดภาพลงไปในการจดกระดาน หรือจดประเด็นแนวคิด จะสามารถเห็น
ภาพรวมได้ง่าย หรือเห็นประเด็นที่ซ้ำซ้อน ตกหล่น เพื่อให้ Facilitator ได้สอบถามทำความเข้าใจให้
ถกู ต้องท่ีสุดไดง้ ่ายข้นึ
4) ช่วยการสอนของครู (Visual Accelerated Classroom) ในการสอน
นอกจากจะช่วยการเล่าบรรยายของครู อาจารย์ วิทยากร และการจดบันทึกของผู้เรียนแล้วภาพ Visual
ยังสามารถประยุกต์ไปทำเป็นกิจกรรมต่างๆ ในห้องเรียนได้อีกด้วย เช่น ให้ผู้เรียนวาดเนื้อหาความรู้เป็น
ภาพ แล้วผลัดกันสอนในหอ้ ง เป็นต้น และยังกอ่ ให้เกดิ ทักษะท่ีต้องการ ซึ่งเป็นทกั ษะพื้นฐาน ดังนี้
๔.1) ทักษะการฟังจับประเด็น เป็นการฟังอย่างตั้งใจและจับประเด็น
ให้ไดเ้ พอื่ นำไปวาด ลดการสอดแทรกความคิดเหน็ สว่ นตัวใหม้ ากทสี่ ดุ
๔.2) ทกั ษะถามตอบ เพ่อื ทำให้ได้รายละเอียดของข้อมูลครบถ้วน หรือ
ไขขอ้ สงสัยในบางจดุ ดังนนั้ การถามตอบเพิ่มเตมิ จึงเป็นอีกทกั ษะสำคญั สำหรบั Visual thinking
๔.3) ทักษะคิดเชื่อมโยง หลังจากการฟังและถามข้อมูลเพิ่ม ผู้ที่ทำ
หนา้ ท่จี ดบันทกึ จะตอ้ งทำการเช่ือมโยงภาพในจนิ ตนาการให้ตรงกับคำสำคัญท่สี ุด กอ่ นทจี่ ะวาดออกมา
๓๑ วรี พันธ์ เกษสังข์, พฒั นาทกั ษะการคิด พิชิตการสอนคิดเปน็ ภาพ, (กรงุ เทพฯ : เลีย่ งเซยี ง, ๒๕๖๑), หน้า
๗๙.
๒๘
๔.4) ทักษะการวาด หลังจากทำการคิดภาพในจินตนาการได้เรยี บร้อย
ก็จะทำการวาดภาพนั้นออกมา โดยเน้นที่ความรวดเร็ว และสื่อสารได้ชัดเจนพอ ไม่จำเป็นต้องลง
รายละเอียดใหส้ วยงามก็ได้
สอดคล้องกับ InsKru Thailand ๓๒ ที่กล่าวว่า เทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual
Thinking) เป็นแนวคิดสำคัญที่ช่วยให้พัฒนาทักษะต่างๆ ได้แก่ ทักษะในการจัดระเบียบและวิเคราะห์
ขอ้ มลู ในลักษณะอน่ื นอกเหนือจากรูปแบบเชิงรายงานหรือวิจัย ทักษะการเก็บเกยี่ วข้อมลู ผ่านภาพ รวมถึง
ทกั ษะการไดร้ บั ขอ้ มลู อยา่ งชัดเจนผา่ นภาพประกอบคำพดู
นอกจากนี้ ADGES๓๓ ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการคิดด้วยภาพ (Visual Thinking)
ไว้ดังน้ี
1) การคิดด้วยภาพช่วยให้มองเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น การ
เปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งตามมาด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ต้องทำความเข้าใจ แต่ถึงจะมีข้อมูลเหล่าน้ี
พวกเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความคิดเห็นถูกมองข้าม
และข้อมลู เหล่าน้ันก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้จรงิ การขาดความรว่ มมือและความเข้าใจ ท่ีอาจเป็นปัญหาหลัก
ในการเปลี่ยนแปลงขององค์กร แต่การนำ Mind mapping มาใช้ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของข้อมูลได้ดี
ขึ้น มันคือหนึ่งในเครื่องมือการคิดด้วยภาพที่เรยี บง่ายแต่สามารถใช้งานได้จรงิ Mind mapping สามารถ
เปลี่ยนองค์ประกอบต่างๆ ให้เชื่อมโยงกันได้ด้วยหัวข้อหลักเพียงหัวข้อเดียว ช่วยให้การนำเสนอข้อมูลมี
ความเรียบง่ายแต่เจาะลึก ถือเปน็ เคร่ืองมือทีม่ ปี ระโยชน์อยา่ งมาก
2) การคิดด้วยภาพนำไปสู่ความรู้และความเข้าใจแนวคิดสำคัญหลายๆ ครั้งใน
การประชุมหรือการนำเสนอ อาจก่อให้เกิดปัญหาคือความไม่เข้าใจ หรือที่แย่กว่านั้นคือเข้าใจ แต่เป็น
ความเข้าใจกันคนละทิศละทาง การนำภาพมาใช้จึงช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เป็นนามธรรมให้สามารถจับต้อง
ได้มากขึ้น ก่อให้เกิดข้อมูลที่เป็นประโยชนม์ ากขึ้น ภาพวาดจะช่วยใหเ้ ราสามารถตีความและเข้าใจสิ่งทีผ่ ู้
นำเสนอตอ้ งการได้อยา่ งชัดเจนและเปน็ ไปในทิศทางเดียวกัน
3) การมองเห็นช่วยให้เราจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น สมองสามารถประมวลผลภาพได้
เร็วกว่าตัวอักษรถึง 60,000 เท่า และจากคำกล่าวที่ว่า “เราจำสิ่งที่ได้ยิน 10% จำสิ่งที่อ่าน 20% แต่
จำสิ่งที่เราเห็นและทำได้ถึง 80%” นั้นล้วนแต่แสดงให้เห็นว่า ภาพวาดสามารถสะท้อนสิ่งต่างๆ ออกมา
ได้มากกว่าข้อความหรือคำพูด เมื่อเราวาดภาพแนวคิดต่างๆ สมองจะเกิดการจดจำอัตโนมัติระหว่าง
กระบวนการคิด ทำให้แนวคิดนั้นเข้าใจง่ายขึ้น และจดจำได้ดีขึ้น เราเรียกกระบวนการนี้ว่า “Draw
Effect” ลองยกตวั อย่างการอธิบายคำวา่ “การก้าวล้ำ (Groundbreaking)”
Observe – เร่มิ จากการคดิ ถึงคุณสมบัติทางกายภาพของคำน้ี
Visualize – คิดถงึ ภาพคุณสมบตั ขิ องมนั เชน่ จรวด
๓๒ สำนกั งานบริหารและพฒั นาองค์ความรู้, คดิ เป็นภาพ, (กรงุ เทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๖๒), หนา้ ๗๗.
๓๓ ไพฑูรย์ อนันต์ทเขต, เทคนิคการคิดเป็นภาพ, (กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเม้นท์, ๒๕๖๑),
หน้า ๕๑.
๒๙
Draw – วาดรูปจรวดลงบนกระดาษ
See – และสดุ ทา้ ยเราเก็บภาพของคำน้ีเอาไว้ในใจ
จากการศึกษาประโยชน์ของเทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) สามารถสรุปได้
ว่า เทคนิคการคิดเป็นภาพ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้คิดอย่างเป็นกระบวนการ สร้างความ
ไหลลื่น ทำให้จดจำไดด้ ีขึ้น เกิดเข้าใจได้ชัดเจนกว่าการจดการเขียนแบบทั่วไป ช่วยขยายมุมมองความคิด
และเสริมสรา้ งจนิ ตนาการ กระตุ้นใหเ้ กิดการคิดและระดมความรู้โดยการใช้ภาพเป็นสำคัญ พร้อมทั้งช่วย
ฝึกทักษะต่างๆ เช่น ทักษะการฟังจับประเด็น ทักษะการถามตอบ ทักษะการคิดเชื่อมโยง การวาดภาพ
การจดั ระเบยี บและวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการคิดและแก้ปัญหา เปน็ ตน้ สง่ ผลให้เรามองเห็นภาพรวมของ
การเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น นำไปสู่ความรู้และความเข้าใจแนวคิดสำคัญ และจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้อย่าง
อัตโนมัติระหว่างกระบวนการคิด อาศัยเทคนิคกระบวนการ เช่น Draw Effect เข้ามาช่วยในการจัด
ระเบยี บของข้อมลู
2.4.4 เทคนิคการวาดภาพของ Visual Thinking
ไพฑูรย์ อนนั ต์ทเขต กล่าวถึงเทคนิคการวาดภาพของ Visual Thinking ไว้ดงั น้ี
การวาดภาพสำหรับ Visual Thinking นี้ เป็นเพียงถ่ายทอดภาพในจินตนาการให้ตรง
กับประเด็นสำคัญ (Keyword) ของเรื่องเท่านั้น โดยมากจะเน้นไปที่ความรวดเร็ว วาดได้ง่าย และชัดเจน
พอที่จะมองออกว่าสื่อสารถึงอะไร ไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางศิลปะมาก หรือสวยงาม ซึ่งมีเทคนิค
ดงั ต่อไปนี้
1) วาดเป็นสัญลักษณ์ (Symbol/Icon) ใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เข้าช่วย หรือเป็น
ภาพสง่ิ ของตา่ งๆในรปู แบบเรียบงา่ ย เช่น วาดภาพหน้าตา ท่าทางต่างๆ ของคน วาดสงิ่ ของ เปน็ ต้น
2) วาดเปน็ แผนภาพ (Diagram) ใชแ้ ผนภาพชว่ ยในการวาด คำทีเ่ ป็นนามธรรม
หรอื จินตนาการภาพไดย้ าก เชน่ กระบวนการตัดสินใจตา่ งๆ การจดั หมวดหมู่ กราฟ เปน็ ตน้
3) วาดเชิงเปรียบเทียบ (Analogy) ใช้การเปรียบเทียบเขา้ ชว่ ย เช่น ความรู้คือ
ทรัพยส์ มบัติ การเตบิ โตดัง่ ตน้ ไม้ เปน็ ตน้
4) วาดฉาก/เรื่องราว (Scene) ใช้เหตุการณ์ ประสบการณ์ ของตนเองมา
ส่ือสาร โดยมากจะวาดเปน็ ฉากละครที่มาจากมุมมองของตวั ผูว้ าดเองเปน็ หลกั ๓๔
จากการศึกษาเทคนิคการวาดภาพของ Visual Thinking สามารถสรุปได้ว่า การวาด
ภาพลักษณ์นี้จะเน้นการถ่ายทอดภาพในจินตนาการให้ตรงกับประเด็นสำคัญของเรื่องเท่านั้น รวดเร็ว
วาดได้ง่าย และชัดเจนไม่ได้เน้นทักษะทางศิลปะหรือสวยงาม ซึ่งมีหลายเทคนิค เช่น การวาดเป็น
สัญลกั ษณ์ แผนภาพ เชิงเปรยี บเทยี บ และการวาดเป็นฉาก/เร่อื งราว เปน็ ตน้
๓๔ ไพฑูรย์ อนันต์ทเขต, เทคนิคการคิดเป็นภาพ, (กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเม้นท์, ๒๕๖๑),
หนา้ ๗๕.
๓๐
2.4.5 การประยุกตใ์ ช้เทคนคิ การคดิ เปน็ ภาพ (Visual Thinking) ในชนั้ เรียน
ครูต้องมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้นักเรียนกล้าใช้เทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual
Thinking) โดยเริ่มต้นด้วยการสร้างความมั่นใจให้แก่นักเรียน และให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนว่าจะไม่ตำหนิ
และตัดสิน หากพวกเขาวาดออกมาแล้วไม่สวยงาม และครูควรรว่ มใช้ Visual Thinking ด้วย เพื่อเป็นสอ่ื
การสอนเพื่อเป็นตวั อย่างให้นักเรยี นด้วยเช่นกัน โดยอาศัยเทคนิคตา่ งๆ ไดแ้ ก่
1) จบั ความคดิ ตวั เองด้วยภาพ + คำ
2) ใช้ภาพ + คำ ช่วยเลา่ เรื่อง
3) ใช้ภาพ + คำ ชว่ ยระดมไอเดยี
นอกจากน้ี ยังมวี ิธีแปลงคำเป็นภาพอยา่ งงา่ ยๆ ดงั นี้
1) Symbol (สัญลักษณ์) : เหน็ คำน้แี ลว้ นึกถงึ อะไร เช่น ความรู้ = หนังสือกองโต
2) Diagram (แผนภาพ) : เหมาะกบั การจดั ระเบยี บขอ้ มลู เชน่ แผนภูมวิ งกลม กราฟ
3) Analogy (การเปรยี บเทยี บ) : ใชท้ ักษะการอปุ มาอุปไมยได้อยา่ งเต็มท่ี เชน่ ความรู้ =
ขมุ ทรพั ย์
4) Scenes (ฉากทีม่ คี นอยู่) : การใส่คนเข้าไปในภาพ เพ่อื แสดงถึงการกระทำ เช่น
ความรู้ = คนที่ทดลองทำแลว้ จดจำผลของการกระทำเหลา่ นน้ั ๓๕
จากการศึกษาการประยุกต์ใช้เทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) ในชั้นเรียน
สามารถสรปุ ได้วา่ ขัน้ แรกของการเรม่ิ ตน้ ครคู วรผลักดันให้นักเรยี นกลา้ ใชเ้ ทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual
Thinking) โดยสรา้ งความมนั่ ใจใหแ้ กน่ ักเรียน ไม่ตำหนิหรอื ตดั สินความสวยงาม และครคู วรใชด้ ว้ ยส่ือการ
สอนที่มาจากกระบวนการคิดเป็นภาพด้วย เพื่อให้เกิดความเขา้ ใจมากยิ่งขึ้น อาศัยเทคนิคตา่ งๆ เช่น การ
จบั ความคิดตัวเองด้วยภาพและคำ การใช้ภาพและคำ ในการเล่าเร่ืองหรือระดมไอเดีย อาศัยวิธีการแปลง
คำเป็นภาพอยา่ งง่ายๆ เปน็ ตน้
2.๕ แนวคดิ และทฤษฎีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
2.๕.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
มนี ักวิชาการหลายทา่ นได้ให้ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นไว้ ดังนี้
ทิศนา แขมมณี ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้
การพัฒนาทักษะในด้านการเรียน ซึ่งอาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้จากงานที่ครู
มอบหมายให้หรือท้ังสองอย่าง๓๖
๓๕ สำนกั งานบริหารและพฒั นาองคค์ วามรู้, คดิ เป็นภาพ, (กรงุ เทพฯ : อักษรเจรญิ ทศั น์, ๒๕๖๒), หน้า ๗๗.
๓๖ ทิศนา แขมมณ,ี ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน, (กรุงเทพฯ : เลยี่ งเซยี ง, ๒๕๔๘), หน้า ๓๓.
๓๑
ภพ เลาหไพบูลย์ ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมท่ี
แสดงออกถึงความสามารถในการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากที่ไม่เคยทำหรือกระทำได้น้อยก่อนที่จะมีการ
เรยี นการสอนซง่ึ เปน็ พฤติกรรมที่วดั ได้๓๗
ไพศาล หวังพานิช ให้ความหมายวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถึง คุณลักษณะและ
ความสามารถของบุคคล อันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์
การเรียนรทู้ ่ีเกิดจากการฝกึ อบรมหรอื การสอน๓๘
จากความหมายของผลสัมฤทธส์ิ ามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเป็นการเข้าถึง
ความรู้ การพัฒนาทักษะในด้านการเรียน ซึ่งอาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้จาก
งานที่ครมู อบหมายให้หรือทง้ั สองอยา่ ง การเรยี นการสอนซึง่ เปน็ พฤตกิ รรมทวี่ ดั ได้
2.๕.2 ลกั ษณะของการวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ไพศาล หวังพานิช ได้แบ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดมุ่งหมายและลักษณะ
วชิ าท่ีสอน ซึง่ สามารถ วดั ได้ 2 แบบ คอื
1) การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือ
ทักษะของผู้เรียนโดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปของการกระทำจริงให้ออกเป็น
ผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติ
(Performance Test)
2) การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา อันเป็น
ประสบการณ์ การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆ สามารถวัด ได้โดยใช้
ขอ้ สอบวัดผลสัมฤทธ์ิ (Achievement Test)
การวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม 3 ดา้ น
คอื
1) ด้านความรู้ ความคิด (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวกับ
กระบวนการตา่ งๆ ทางดา้ นสตปิ ญั ญา และสมอง ประกอบด้วยพฤติกรรม 6 ดา้ น ดังนี้
1.1) ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถระลึกถึง
ประสบการณท์ ี่ผา่ นมา
1.2) ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจความ การ
แปลความ การตีความ การขยายความของเรอ่ื งได้
1.3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้หรือหลัก
วิชาทีเ่ รียนมาแล้วในการสรา้ งสถานการณ์จริงๆ หรือสถานการณท์ ี่คล้ายคลึงกนั
๓๗ ภพ เลาหไพบูลย์, ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๙, (กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๑๑
๓๘ ไพศาล หวงั พานิช, การประเมินผลการเรียน, (กรงุ เทพฯ : สำนักงาน, ๒๕๓๓), หนา้ ๖๖
๓๒
1.4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราว
ต่างๆ หรือวัตถุสิ่งของเพื่อต้องการค้นหาสาเหตุเบื้องต้น หาความสัมพันธ์ระหว่างใจความ ระหว่าง
ส่วนรวม ระหว่างตอน ตลอดจนหาหลกั การทแ่ี ฝงอยู่ในเรื่อง
1.5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้มา
จดั ระบบใหม่ เปน็ เรือ่ งใหมท่ ไ่ี ม่เหมอื นเดิม มีความหมายและประสิทธภิ าพสูงกวา่ เดิม
1.6) การประเมินค่า หมายถึง การวินิจฉัยคุณค่าของสิ่งต่างๆ อย่างมี
หลกั เกณฑ์
2) ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับการ
เจรญิ เตบิ โต และพฒั นาการในด้านความสนใจ คณุ ค่า ความซาบซงึ้ และเจตคตติ า่ งๆ ของนกั เรยี น
3) ด้านการปฏิบัติการ (Psycho-motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้อง
กับการพฒั นาทักษะในการปฏิบตั แิ ละการดำเนนิ การ เช่น การทดลอง เป็นต้น
จากการศึกษาลักษณะของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาที่สอน นั้นมี 2 แบบหลักๆ ได้แก่ การวัดด้านปฏิบัติ และ
การวดั ดา้ นเน้ือหา ซ่ึงควรสอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม 3 ดา้ น คือ ดา้ นความรู้ ความคิด ด้าน
ความรสู้ ึก และดา้ นการปฏบิ ัติการ๓๙
2.๕.3 ปัจจัยท่สี ่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
อารยี ์ คงสวัสดิ์ กลา่ วถึง ปจั จัยท่ที ำให้เกิดผลกระทบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ดงั นี้
1) ด้านคุณลักษณะการจัดระบบในโรงเรียน ตัวแปรด้านนี้จะประกอบไปด้วย
ขนาดของโรงเรียน อัตราส่วนของนักเรียนต่อครู นักเรียนต่อห้อง นักเรียนเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับ
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
2) ด้านคุณลักษณะของคุณครู ตัวแปรด้านคุณลักษณะของครูประกอบด้วย
อายุ วฒุ ิครู ประสบการณ์ของครู ความเอาใจใส่ในหน้าที่ ตัวแปรเหล่าน้ีล้วนมีความสัมพันธ์ต่อผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นทัง้ สนิ้
3) ด้านคุณลักษณะของนักเรียน ประกอบด้วยตัวแปรที่เกี่ยวกับการเรียน
สมาชิกในครอบครัว ความพร้อมทัศนคติเกี่ยวกับการเรียนการสอน ตัวแปรเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับ
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
4) ด้านภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของนักเรียน การศึกษา
เก่ยี วกับความสมั พนั ธร์ ะหว่างสภาพทางเศรษฐกิจสังคมกบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน๔๐
๓๙ จันทิมา เมยประโคน, การวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นตามจุดม่งุ หมาย, (กรุงเทพฯ : สำนกั งาน, ๒๕๔๑),
หนา้ ๖๙.
๔๐ อารีย์ คงสวัสดิ์, สุดยอดวิธีการสอนสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม นำไปสู่การจัดการเรียนรู้ของครู
ยคุ ใหม,่ (กรุงเทพฯ : อกั ษรเจรญิ ทศั น,์ ๒๕๔๔), หนา้ ๔๔.
๓๓
อัญชนา โพธิพลาการ กล่าวว่า มีองค์ประกอบหลายประการที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อ
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน คือ ดา้ นตวั นักเรียน เชน่ สตปิ ัญญา อารมณ์ ความสนใจ เจตคตติ อ่ การเรียน ดา้ น
ตัวครู เช่น คุณภาพของครู การจัดระบบการบริหารของผู้บริหาร ด้านสังคม เช่น สภาพเศรษฐกิจและ
สังคมของครอบครัวนักเรียน เป็นต้น แต่ปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งทางตรงและ
ทางอ้อม เช่น ความสนใจ สติปัญญา เจตคติต่อการเรียน ตัวครู สังคม สิ่งแวดล้อมของนักเรียน และ
องคป์ ระกอบทสี่ ำคญั ที่ทำใหน้ กั เรยี นมผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนดโี ดยตรง คอื วธิ ีการสอนของครู๔๑
บลูม กลา่ วถึง สง่ิ ท่ีมีอิทธพิ ลต่อผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนว่ามีอยู่ 3 ตัวแปร คือ
1) พฤติกรรมทางสติปัญญา เป็นพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
หมายถึง การเรียนรู้ที่จำเป็นต่อการเรียนเรื่องนั้นๆ และมีมาก่อนเรียน ได้แก่ ความถนัด และพื้น
ฐานความรเู้ ดิมของผเู้ รียน
2) ลักษณะทางอารมณ์ เป็นตัวกำหนดด้านอารมณ์ หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์
ความกระตือรือรน้ ท่ีมีต่อเนื้อหาการเรยี น รวมถึงทัศนคติของนักเรยี นที่มีต่อเน้ือหาวชิ าต่อโรงเรียน ระบบ
การเรียน และมโนภาพเก่ียวกบั ตนเอง
3) คุณภาพของการสอน เป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพในการเรียนของผู้เรียน
ซึ่งประกอบด้วยการชี้แนะ หมายถึง การบอกจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน และงานที่จะต้องทำให้
นักเรียนทราบอย่างชัดเจน การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การให้การเสริมแรงของครู
การใชข้ ้อมลู ยอ้ นกลับ หรอื การให้ผเู้ รียนร้ผู ลวา่ ตนเองกระทำไดถ้ กู ตอ้ งหรอื ไม่๔๒
จากการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรุปได้ว่า สิ่งที่มี
ผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้แก่ ด้านคุณลักษณะการจัดระบบในโรงเรียน คุณลักษณะของ
คุณครู คุณลักษณะของนักเรียน ภูมิหลังทางเศรษฐกิจ และองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีโดยตรง คือ วิธกี ารสอนของครหู รือคุณภาพของการสอนนั่นเอง
2.๕.4 เครื่องมือทใี่ ช้ในการวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูที่จะใช้ตรวจสอบ
พฤติกรรม หรือผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอันเนื่องมาจากการเรียนการสอนของครูว่าผู้เรียนมีความรู้
ความสามารถ หรือประสบผลสำเร็จในการเรียนมากน้อยเพียงใด ซึ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนี้จะ
เป็นแนวทาง ในการปรบั ปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
บุญชม ศรีสะอาด ได้เสนอลักษณะของเครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ 2
ประเภท คือ
๔๑ อัญชนา โพธิพลาการ, ผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕), หนา้ ๘๘.
๔๒ จันทิมา เมยประโคน, การวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตามจุดม่งุ หมาย, (กรงุ เทพฯ : สำนกั งาน, ๒๕๔๑),
หน้า ๗๐.
๓๔
1) แบบทดสอบองิ เกณฑ์ (Criterion Referenced Test) หมายถงึ แบบทดสอบ
ท่สี ร้างข้ึนตามจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม มคี ะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สำหรบั ตดั สนิ ว่าผู้สอบมีความรู้
ตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ การวัดตามจุดประสงค์นั้น เป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบ
ประเภทน้ี
2) แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm Reference Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่ง
สรา้ งเพ่อื ให้วัดครอบคลุมหลกั สตู ร จึงสร้างตามตารางวเิ คราะห์หลกั สตู รความสามารถในการจำแนกผู้สอบ
ตามความเกง่ อ่อนได้ดีเป็นหวั ใจของขอ้ สอบประเภทนี้ การรายงานผลการสอบอาศัยคะแนนมาตรฐาน ซึ่ง
เป็นคะแนนที่ใช้ความสามารถในการให้ความหมาย และแสดงถึงศักยภาพของบุคคลน้ัน เมื่อเปรียบเทยี บ
กับบุคคลอืน่ ๆ ท่ใี ช้เป็นกลมุ่ เปรียบเทยี บ
ไพโรจน์ คะเชนทร์ ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบ
มาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทัง้ 2 ประเภทจะถามเนือ้ หาเหมือนกัน คอื ถามสิ่งที่ผเู้ รยี นได้รับจาก
การเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้
การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน
1) แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการ
ทดสอบผเู้ รียนในช้ันเรยี น แบ่งเป็น 2 ประเภท คอื
1.1) แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่แบบถูก – ผิด
แบบจับคู่ แบบเตมิ คำให้สมบูรณ์ หรือแบบคำตอบสั้น และแบบเลือกตอบ
1.2) แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัด และแบบไม่จำกัด
ความตอบ หรือตอบอย่างเสรี
2) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง
โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของ
แบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย
(Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่
California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Standford Achievement Test และthe
Metropolitan Achievement tests เป็นต้น๔๓
จากการศกึ ษาเคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรปุ ไดว้ ่า แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูที่จะใช้ตรวจสอบพฤติกรรมหรือผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
โดยแบ่งออกเป็นแบบทดสอบอิงเกณฑ์ แบบทดสอบอิงกลุ่ม และยังมีแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้เอง
และแบบทดสอบมาตรฐานอีกดว้ ย
๔๓ ปกรณ์ ปรยี ากร, แนวคดิ เกี่ยวกบั การพัฒนา ในการบริหารการพัฒนา, (กรงุ เทพฯ : สามเจรญิ พาณชิ ,
๒๕๓๘), หน้า ๔.
๓๕
2.๕.5 หลักเกณฑ์เบือ้ งต้นในการสรา้ งแบบทดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
รัชนีพร มีสี กล่าวถึงการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น มีหลักเกณฑ์
เบอ้ื งตน้ ทคี่ วรพิจารณาประกอบในการสรา้ งแบบทดสอบดังต่อไปนี้
1) วัดให้ตรงกับวัตถุประสงค์ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน
ควรจะวัดตามจุดมุ่งหมายทุกอย่างของการสอน และจะต้องมั่นใจได้ว่าสิ่งที่ต้องการจะวัด ได้จริงใน
ปจั จบุ ันกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดจดุ ประสงค์การเรียนรู้ในทกุ รายวชิ า ดงั น้ันจงึ จำเป็นต้องวัดให้ตรง
และครบจดุ ประสงค์
2) การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียน
การเปลย่ี นแปลงและความก้าวหนา้ ไปสู่จุดมุ่งหมายท่ีวางไว้ ดงั นนั้ ครูควรจะทราบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมี
ความร้คู วามสามารถอยา่ งไร
3) การวัดผลเป็นการวัดทางอ้อม เป็นการยากที่จะใช้สอบแบบเขียนตอบ
วดั พฤตกิ รรมทจี่ ะสอบวัดจะต้องทำอยา่ งรอบครอบและถูกตอ้ ง
4) การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดที่ไม่สมบูรณ์ เป็นการยากที่จะวัดทุกสิ่ง
ทกุ อย่างที่สอนไวภ้ ายในเวลาจำกดั สง่ิ ท่ีสอบได้วดั ไดเ้ ป็นเพยี งตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านนั้ ดังน้ัน
จงึ ตอ้ งม่ันใจว่าสง่ิ ทีส่ อบวดั นัน้ เปน็ ตัวแทนทแ่ี ทจ้ ริงได้
5) การวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาน้ัน มใิ ชเ่ พยี งเพ่ือจะให้เกรดเท่าน้ัน การวัดผล
เป็นเคร่อื งชว่ ยในการพัฒนาการสอนของครู เปน็ เครือ่ งช่วยในการเรียนของนักเรียน ดังนั้นการสอบปลาย
ภาคครั้งเดียวจงึ ไม่พอท่จี ะวัดกระบวนการเจรญิ งอกงามของนกั เรียนได้
6) ในการให้การศึกษาทีส่ มบูรณ์นั้น สง่ิ สำคญั ไม่ได้อยู่ที่การทดสอบแค่เพียงอย่าง
เดยี ว กระบวนการสอนของครกู ็เป็นสง่ิ สำคญั ย่งิ
7) การวัดผลการศึกษามีความผิดพลาด ของที่ชั่งได้น้ำหนักเท่ากันโดย ตาชั่ง
หยาบๆ อาจมนี ้ำหนักตา่ งกนั ถ้าชัง่ โดยตาชัง่ ละเอียด ทฤษฎกี ารวดั ผล เชอ่ื ว่าคะแนนทีส่ อบ ได้ = คะแนน
จริง + ความผิดพลาดในการวดั
8) การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรจะเน้นการวัดความสามารถในการใช้
ความรู้ ให้เปน็ ประโยชน์ หรือการนำความรไู้ ปใช้ในสถานการณใ์ หมๆ่
9) ควรคำนึงถึงขีดจำกัดของเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เครื่องมือที่ใช้โดยมากคือข้อสอบขีดจำกัดของข้อสอบได้แก่การเลือกตัวแทนของเนื้อหา เพื่อมาเขียน
ขอ้ สอบ ความเช่อื ถือได้คะแนน และการตคี วามหมายของคะแนน เปน็ ต้น
10) ควรจะใช้ชนิดของแบบทดสอบ หรือคำถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาเพื่อ วิชาที่
สอบและจดุ ประสงคท์ ่สี อบวดั
11) ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน คะแนนที่สอบได้อาจแตกต่างกัน ดังนั้น ในการ
วัดผลการศกึ ษาจึงจะทำข้อสอบได้เสร็จ
๓๖
12) ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่างๆ เช่น มีความยาก
ง่ายพอเหมาะมีระดับความยากง่ายของภาษาที่ใช้เหมาะสมมีเวลาสอบนานพอที่นักเรียนส่วนใหญ่ จะทำ
ขอ้ สอบไดเ้ สร็จ๔๔
จากการศึกษาหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สามารถสรปุ ได้วา่ การสรา้ งแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรมุ่งวดั ให้ตรงกับวัตถปุ ระสงค์ ซึ่งการ
วัดที่ดีจะการเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาการสอนของครู ควรเน้นการวัดความสามารถในการใช้
ความรู้ ให้เป็นประโยชน์ หรือการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ สร้างข้อสอบมีความเหมาะสมกับ
นักเรียนในด้านต่างๆ และควรคำนึงถึงกระบวนการสอนของครูว่าสามารถจัดการเรียนรู้ได้ตรงกับ
วตั ถปุ ระสงคท์ ่ตี ัง้ ไว้ได้หรือไม่อย่างไร
2.๕.6 การวัดและประเมนิ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
1) การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กล่าวว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่าเป็นการ
ตรวจสอบระดับความสามารถหรือสัมฤทธิ์ผล (level of accomplishment ) ของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้
เทา่ ไร มคี วามสามารถชนดิ ใด ซึง่ สามารถวัดได้ 2 แบบตามจดุ มงุ่ หมายและวิชาทส่ี อน คือ
1.1) การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือ
ทักษะของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถดังกล่าวในรูปการกระทำจริงให้ออกม าเป็น
ผลงาน เช่น วิชาศลิ ปศกึ ษา พลศกึ ษา การชา่ ง เปน็ ต้น การวัดแบบน้ีจึงต้องวัด โดยใช้ ข้อสอบภาคปฏิบัติ
(performance test)
1.2) การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามรถเกี่ยวกับ เนื้อหาวิชา
(content) อันเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถใน ด้านต่างๆ
สามารถวดั ไดโ้ ดยใช้ข้อสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ (achievement test)
2) การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์ทต่ี อ้ งการให้เกดิ ข้ึนกบั ผ้เู รยี น
บลูม ได้กล่าวถึงลำดับขั้นของที่ใช้ในการเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมด้านความรู้
ความคดิ ไว้ 6 ข้นั ดังน้ี
2.1) ความรู้ความจำ หมายถึง การระลึกหรือท่องจำความรู้ต่างๆ ที่ได้เรียน
มาแล้วโดยตรงในขั้นนี้รวมถึงการระลึกถึงข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ไปจนถึงกฎเกณฑ์ ทฤษฎี จากตำรา
ดงั นนั้ ขั้นความรู้ ความจำ จึงจัดได้วา่ เป็นข้ันต่ำสดุ
2.2) ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถจับใจความสำคัญของ เนื้อหาที่ได้
เรยี นหรืออาจแปลความจากตัวเลข การสรปุ การยอ่ ความต่างๆ การเรียนรูใ้ นขั้นน้ี ถือวา่ เป็นขั้นท่ีสูงกว่า
การทอ่ งจำตามปกติอีกข้นั หน่งึ
๔๔ รัชนีพร มีสี, วิธีการจัดการเรียนรู้ : เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ, (กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า
๘๙.
๓๗
2.3) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถที่จะนำความรู้ที่นักเรียน ได้เรียน
มาแล้วไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ดังนั้นในขั้นนี้จึงรวมถึงความสามารถในการเอากฎมโนทัศน์หลักสำคัญ
วธิ ีการนำไปใช้ การเรยี นรใู้ นขั้นนี้ถือว่านักเรียนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดีเสียก่อนจึงจะนำ
ความรู้ไปใชไ้ ด้ ดังน้ันจึงจัดอนั ดบั ใหส้ งู กวา่ ความเขา้ ใจ
2.4) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะเนื้อหาวิชา ลงไปเป็น
องค์ประกอบย่อยๆ เหล่านั้นเพื่อที่จะได้มองเห็นหรือเข้าใจความเกี่ยวโยงต่างๆ ในขั้นนี้ จึงรวมถึงการ
แยกแยะหาสว่ นประกอบย่อย หาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยเหล่าน้นั ตลอดจนหลกั สำคญั ต่างๆ ท่ีเข้า
มาเกยี่ วขอ้ งกับการเรียนรู้ในข้นั นี้ ถอื วา่ สงู กวา่ การนำเอาไปใช้ และตอ้ งเข้าใจท้ังเน้ือหาและโครงสร้างของ
บทเรียน
2.5) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนำเอาส่วนย่อย มาประกอบกัน
เป็นสิ่งใหม่ การสังเคราะห์จึงเกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบการทดลอง การตั้งสมมติฐาน
การแกป้ ญั หาท่ยี ากการเรยี นรู้ในระดับน้ี เป็นการเนน้ พฤตกิ รรมทสี่ ร้างสรรค์
2.6) การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าต่างๆ
ซึ่งต้องวางแผนอยู่บนเกณฑ์ที่แน่นอน การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่าเป็นการเรียนรู้ขั้นสูงสุดของความรู้
ความจำ๔๕
จากการศึกษาการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน กล่าวว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่าเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถหรือ
สัมฤทธ์ผิ ลของบคุ คลวา่ เรียนแล้วรู้เท่าไร มีความสามารถชนิดใด ซ่งึ สามารถวดั ได้ 2 แบบตามจุดมุ่งหมาย
และวิชาที่สอน คือ การวัดด้านปฏิบัติ การวัดด้านเนื้อหา และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ได้กล่าวถึงลำดับขั้นของที่ใช้ในการเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมด้านความรู้ความคิดไว้ ดังน้ี ความรู้
ความจำ ความเขา้ ใจ ความนำไปใช้ การวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ การประเมินค่า
2.๕.7 การสรา้ งแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
บุญชม ศรีสะอาด กล่าวว่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิง
เกณฑ์ มขี น้ั ตอนดังนี้
1) วิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาขั้นแรกจะต้องทำการวิเคราะห์ว่ามีเนื้อหาใดบ้างที่
ตอ้ งการให้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้และเกิดพฤติกรรมหรอื สมรรถภาพ
2) กำหนดจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรมและกำหนดจำนวนข้อในการสอบ โดยควรออก
ข้อสอบเกินกว่าจำนวนที่จะนำไปใช้จริง เพราะหลังการนำไปทดลองใช้และวิเคราะห์หาคุณภาพของ
ข้อสอบรายข้อแล้ว อาจจะได้ตดั ข้อทมี่ คี ณุ ภาพตำ่ กว่าเกณฑท์ ้ิง
3) กำหนดรูปแบบของข้อคำถามและศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบ เช่น ศึกษาหลักใน
การเขียนคำถามแบบนน้ั ๆ ศกึ ษาวธิ เี ขยี นข้อสอบเพ่ือวัดจุดประสงค์ประเภทต่างๆ ศกึ ษาเทคโนโลยีในการ
เขียนข้อสอบ
๔๕ ไพศาล หวังพานิช, การประเมนิ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น, (กรงุ เทพฯ : สำนักงาน, ๒๕๓๓), หน้า ๖๘.
๓๘
4) เขียนข้อสอบ เขียนข้อสอบตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ตามตารางที่กำหนด
จำนวนข้อสอบของแต่ละจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม และใช้รูปแบบเทคนคิ การเขียนตามทีศ่ กึ ษาในข้นั ท่ี 3
5) ตรวจทานข้อสอบ นำข้อสอบที่เขียนไว้ มาพิจารณาทบทวนตามความถูกต้อง
ตามหลักวิชาว่าแต่ละข้อวัดพฤติกรรมย่อยหรือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องการหรือไม่ ตัวถูกลวง
เหมาะสมเข้าเกณฑห์ รอื ไม่ และทำการปรบั ปรุงให้เหมาะสมย่ิงขนึ้
6) ให้เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเนื้อหา นำจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
และข้อสอบที่วัดแต่ละจุดประสงค์ไปให้ผู้เชีย่ วชาญด้านการวัดผลและด้านเนื้อหาจำนวนไม่ต่ำกว่า 3 คน
พิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อวัดตามจุดประสงค์ที่ระบุไว้นั้นหรือไม่ ถ้ามีข้อที่ไม่เข้าเกณฑ์ ควรพิจารณา
ปรับปรงุ ใหเ้ หมาะสม เว้นแต่จะไม่สามารถปรบั ปรุงให้ดขี ึ้นได้อย่างชดั เจน
7) พิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง นำข้อสอบทั้งหมดที่ผ่านการพิจารณาว่า
เหมาะสมเข้าเกณฑ์ในขั้นที่ 6 มาพิมพ์เป็นแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับแบบทดสอบ วิธีตอบ จัดวาง
รูปแบบการพิมพ์ใหเ้ หมาสม
8) ทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์หาคุณภาพของข้อสอบ ได้แก่ ค่าความยากง่าย
คา่ อำนาจจำแนก และความเชอ่ื ม่ันของขอ้ สอบท้ังฉบับ
9) พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง นำข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนกเข้าเกณฑ์ จากผล
การวเิ คราะห์ในขน้ั ท่ี 8 มาพมิ พ์เปน็ แบบทดสอบฉบบั จริงต่อไป๔๖
วรรณรัตน์ อ้ึงสุประเสรฐิ ได้กล่าวถงึ ขัน้ ตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการ
เรียน ไวด้ งั น้ี
1) กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบทดสอบให้ชัดเจนว่า ต้องการนำ
แบบทดสอบไปใช้กับบุคคลกลุ่มใดโดยมีวัตถุประสงค์อย่างไร เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนด
เนอื้ หาพฤตกิ รรม และรูปแบบของข้อสอบ
2) กำหนดเนือ้ หาและพฤตกิ รรมท่ีตอ้ งการวดั
3) สรา้ งตารางวิเคราะห์เนื้อหาและพฤติกรรม (test blueprint) โดยกำหนดกรอบ
เน้อื หาทตี่ อ้ งการวัดใหช้ ัดเจน และพิจารณาวา่ เนอ้ื หาที่จะวดั น้ันควรวัดพฤตกิ รรมในระดบั ใด
4) เขียนข้อสอบตามรูปแบบที่เหมาะสมลงในบัตรคำ บัตรละ 1 ข้อ
5) เรียบเรียงข้อสอบแล้วจัดให้เป็นรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งต้องสะดวกแก่การตอบ
และการตรวจใหค้ ะแนน
6) ใหผ้ ู้เช่ยี วชาญตรวจดูความเทย่ี งตรงตามเน้อื หาของขอ้ สอบ
7) แก้ไข ปรับปรงุ แลว้ นำไปทดลองใช้
8) วเิ คราะห์หาความเชือ่ มั่นของแบบทดสอบ
9) แกไ้ ขปรบั ปรุง
๔๖ บญุ ชม ศรีสะอาด, การสรา้ งแบบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน, (กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๔๕), หน้า
๒.
๓๙
10) ไดแ้ บบทดสอบท่มี ีคณุ ภาพ๔๗
จากการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัย
สามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบในรายวิชาเศรษ
ศาสตร์ โดยใชแ้ บบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เปน็ เครือ่ งมือในการเก็บข้อมลู ซงึ่ เป็นแบบทดสอบ
แบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน ๒0 ข้อ
2.๖ แนวคดิ และทฤษฎีความพงึ พอใจ
2.๖.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
วิจิตรา แสงชัย ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน หมายถึงความรู้สึกที่
ผู้ปฏิบัติงานมีทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน ความรู้สึกนี้จะจูงให้ให้ผู้ปฏิบัติงานรักงานที่รับผิดชอบ อยาก
ทำงาน คิดต้นวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่วิธีการปฏิบัติงานที่ดี และจะทำให้องค์กรบรรลุ
วตั ถุประสงคต์ ามความต้องการ
คำเขื่อน อิ่มใจ ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด
หรือทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานที่มีต่อการปฏิบัติงานรวมทั้งกระบวนการองค์ประกอบ ตลอดจนปัจจัยที่
เกี่ยวข้องงานนั้นๆ หากเป็นผลไปในทางบวกจะเป็นผลให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน จะมีการ
เสียสละ อุทิศแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ และสติปัญญาให้แก่งานมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามหาก
ผูป้ ฏบิ ัตงิ านมคี วามรูส้ ึกนึกคิดหรือทัศนคติในการปฏิบตั ิงานเปน็ ไปในทางลบ จะมีผลทำให้เกิดความไม่พึง
พอใจต่อการปฏิบัติงาน ความกระตือรือร้นปฏิบัตงิ านไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ความพึงพอใจในการทำงาน
จะมีผลมาจากการสร้างแรงจูงใจของผู้บริหาร มีความสุขใจและใช้พลังที่มีอยู่ปฏิบัติงานให้ประสบ
ความสำเรจ็ ตามหมายขององค์กรหรือหน่วงงานท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ
ปนัดดา ยอดระบา ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ดี ที่ชอบพอใจ หรือท่ี
ประทบั ใจของบคุ คลต่อสิง่ ใดสิง่ หนึง่ ท่ีได้รับ โดยส่งิ นนั้ สามารถตอบสนองความตอ้ งการท้ังด้านรา่ งกายและ
จิตใจ บุคคลทุกคนมีความต้องการหลายสิ่งหลายอย่างและมีความต้องการหลายระดับ ซึ่งหากได้รับการ
ตอบสนองกจ็ ะได้รับความพงึ พอใจ
บังอร ควรประสงค์ ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกหรือทัศนคติทางด้วน
บวกของบุคคลซึ่งมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการใหแ้ ก่บุคคลนัน้ ได้ ความพึง
พอใจยอ่ มมคี วามแตกต่างกัน ขน้ึ อยู่กับประสบการณข์ องบุคคลทไ่ี ด้รับ
พิชิต บุตรสีสวย ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึง ระดับความรู้สึกชอบ ความรัก
ความยินดียอมรับ และการมีเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงาน ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกรวมของบุคคลที่มี
ต่อการทำงานในเชิงบวก เป็นความสุขของบุคคลที่เกิดจากการปฏิบัติงาน ทำให้เกิดความกระตือรือร้น
๔๗ วรรณรัตน์ อึ้งสุประเสริฐ, ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, (กรุงเทพฯ :
สำนกั งานพมิ พ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๒), หน้า ๙๘.
๔๐
มุ่งมั่น มีความคิดสร้างสรรค์ และมีกำลังตอ่ การปฏิบัติงาน ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลของ
งานจนบรรลุความสำเร็จขององค์กร๔๘
จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรูสึกในทางบวก ความรู้สึก
ชอบ พอใจ หรือยินดี เมื่อสิ่งที่ตนต้องการได้รับการตอบสนอง เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถกระตุน้
หรอื ส่งเสรมิ ใหม้ แี รงผลกั ดนั ในการทำงานหรือการปฏบิ ัตหิ นา้ ทีน่ นั้ ๆ ต่อไป
2.๖.2 แนวคิดทฤษฎที ี่เกีย่ วข้องกบั ความพงึ พอใจ
2.๖.2.1 ทฤษฎขี องมาสโลว์ (Maslows General Theory of Human Motivation)
มาสโลว์ (Maslow) ซึ่งกล่าวถึงความต้องการของมนุษย์ ( Human
NasicNeeds) จะแบ่งออกเปน็ 5 ขนั้ และความตอ้ งการขน้ั ตอนแรกจะต้องไดร้ บั การตอบสนองก่อนจึงจะ
สามารถตอบสนองความต้องการข้นั ตอ่ ไปได้ โดยแบง่ ความตอ้ งการพืน้ ฐานของมนุษย์ออกเป็น 5 ข้ัน ดงั นี้
1) ความต้องการทางกายภาพ (Physiological Need) เป็นความต้องการขั้น
พน้ื ฐานท่สี ำคญั ท่ีสุดในการดำรงชวี ติ ไดแ้ ก่ อาหาร น้ำ อากาศ เคร่อื งนุง่ หม่ ยารกั ษาโรค การขับถ่าย การ
หายใจ ความต้องการทางเพศทั้งหมดน้ี เป็นความต้องการท่ีลองได้รับการตอบสนองเพื่อความพึงพอใจใน
แต่ละเวลาแต่ละครั้ง ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะหมกมุ่นอยู่กับการบำบัดสนองความต้องการที่จำเป็น เพื่อให้
ร่างกายได้อยู่รอด เป็นสุขสบายเสียก่อน เช่น เรื่องความหิว ตราบใดที่เรายังมีความหิวโหยเราจะติดอยู่
เพียงอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจึงจะบำบัดความหิวนี้ลงได้ ดังนั้นความต้องการอาหารจะเป็นตัวกระตุ้นให้
คนแสดงพฤตกิ รรม
2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Need)
เปน็ ความต้องการการปกป้องคุ้มครองควรเป็นปึกแผ่น ความร้สู กึ ท่ปี ลอดภัยไม่มสี ิ่งคุกคาม ไม่มีความวิตก
กังวล ความมั่นคงทางจิตใจและความปลอดภัยทางกาย เช่น กรณีของนักเรียนเด็กทุกคนจะต้องไป
โรงเรยี นและเด็กจะอยากไปโรงเรยี นถ้ารู้สกึ ว่าห้องเรียนเป็นท่ีปลอดภยั มบี รรยากาศที่อบอุ่นไม่มีการรังแก
ขู่เขญ็ ท้งั จากครแู ละเพ่ือนๆ ไมม่ ีการลงโทษแต่ถ้าเด็กมีความรสู้ ึกว่าทั้งทโ่ี รงเรยี นและทีห่ ้องเรยี นเป็นที่ที่ไม่
ปลอดภัยอดึ อดั ไม่มีความเป็นกันเอง วิตกกงั วล มีการเอารัดเอาเปรยี บ เด็กกไ็ ม่อยากไปโรงเรยี น
3) ความต้องการการยอมรับ (Belongingness and Love Need) หากความ
ต้องการในขั้นแรกทั้งสองขั้นได้รับการตอบสนองด้วยดีและเพียงพอมนุษย์ก็จะมีความต้องการต่อเนื่อง
สงู ข้ึนไปอีกนนั่ คือความต้องการยอมรับ รวมทงั้ การไดร้ บั การยอมรับตวั เองและผลงาน ความรกั ความเอ้ือ
อาทร อยากอยใู่ นกลุ่มเพื่อน อยากอย่ใู นแวดวงเพ่อื นๆ ตอ้ งการเป็นส่วนหน่ึงของกลมุ่ ท่ีตนเก่ียวขอ้ ง อยาก
มีคนรัก ความต้องการประเภทนี้ ย่ิงคนที่ขาดมากจะยิง่ ต้องการมาก มนุษย์ทกุ คนมีความปรารถนาภายใน
เช่น การต้องการความรัก ความห่วงใย ความใกล้ชิดต้องการให้บุคคลอื่นเห็นตนเองว่ามีคุณค่า
มีความสำคัญเกิดความอิ่มเอิบอบอุ่น และเกิดความรู้สึกที่ดีงาม เช่น คนที่ขาดพ่อแม่ เพื่อน ก็ยิ่งจะ
ต้องการความรักจากคนอ่ืนเข้ามาชมเชยมากขึ้นเพื่อทดแทนความรู้สกึ หรือสิ่งที่ขาดหายไป โดยปกติเด็กท่ี
๔๘ สมจิต สวธนไพบูลยแ์ ละคณะ, การวิจยั และพฒั นาชดุ กิจกรรมการจดั กระบวนการเรียนรู้ที่เนน้ ผู้เรียนเป็น
สำคญั ดว้ ยกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย, (กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรนี คริทรวิโรฒ, ๒๕๔๗) หน้า ๔๘.