The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๒-นางสาวกชกร พรมสาเทศน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2022-05-18 02:33:09

๒-นางสาวกชกร พรมสาเทศน์

๒-นางสาวกชกร พรมสาเทศน์

๔๑

ขาดความรักมักจะมีวิธีเรียกร้องความสนใจและความรักดว้ ยวิธีการที่แปลกๆ เช่น การลักขโมย การชอบ
แหย่ แกล้งเพื่อน และการสง่ เสยี งดังในหอ้ ง

4) ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องและการยอมรับ (Esteem Need)
เป็นความต้องการที่จะให้ตนเองมีค่าในสายตาของตนเองและผู้อื่น เชื่อมั่นในตนเอง ถ้าต้องการอะไรที่
นำมาซึ่งช่ือเสียง และเกียรติยศความสำเร็จ ความรู้ ความสามารถ ตำแหน่งในหนา้ ทีก่ ารงานคนที่ยอมรับ
นับถือตนเองมองเห็นคุณค่าและความสามารถของตนเอง จะมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกจะเป็นคนที่
เชื่อมั่นในตนเอง (Social Esteem or Esteem For Others) ให้ความช่วยเหลอื ต่อสังคมร่วมมือเปน็ มิตร
ยอมรับผู้อื่น ตระหนักในคุณค่าของผูอ้ ื่นว่ามศี ักด์ิศรีเช่นเดียวกับตน คนลักษณะเช่นนี้จะให้ความไวว้ างใจ
คนอื่นว่ามีความสามารถเช่นเดียวกับตนมองโลกในแง่ดีและลักษณะที่สองจะเป็นคนมองเห็นคุณค่าของ
ตัวเอง (Self Esteem) มน่ั ใจในตัวเองสูงไม่ค่อยมีมนุษย์สมั พันธ์ ไมใ่ ครย่ อมรบั และคณุ ค่าของผู้อื่นไม่ชอบ
ช่วยเหลอื ผูท้ ่อี ่อนแอกวา่ คนประเภทนถ้ี า้ หากมอบหมายการงานใหใ้ ครกจ็ ะไมว่ างใจ เพราะคิดว่าไม่มีใคร
ทำงานได้ดีเท่าตน ซึ่งหากวิเคราะห์ลึกๆ แล้วหากพบว่าคนลึกๆ ประเภทนี้มีความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย
สำหรับความต้องการด้านนี้ หากผู้ใดไม่ได้รับการตอบสนอง คนนั้นจะมีความรู้สึกต่ำต้อย ไร้ค่า อ่อนแอ
ทางด้านจิตใจ หมดหวัง และไมม่ ีความหมาย

5) ความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ (Self-Actualization) การที่บุคคลใดๆ
บุคคลหนึ่งต้องการท่ีจะพัฒนาความสามารถของตนเองให้สูงขึ้น เพื่อความต้องการบรสิ ุทธิ ไม่มีสิ่งใดแอบ
แฝงในขนั้ นบ้ี ุคคลต้องการใช้ศักยภาพ ความสามารถ ความสนใจ ความถนดั และความต้องการของตนเอง
ให้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุดพร้อมที่จะเปิดเผยตัวเองมากกว่าที่จะยอมรับความสามารถของใครๆ การ
เปิดรับความสามารถของใครๆ การเปิดรับความสามารถยอมรับในคุณค่าในคนอื่นจึงจ ำกัด
ในขณะเดยี วกันกไ็ ม่อยากให้ใครทราบถึงจุดอ่อนและจดุ บกพร่องของตน

2.๖.2.2 ทฤษฎีความต้องการ ERG ของ แอลเดอร์เฟอร์ (Alderfer's ERG Theory)
เคลย์ตัน พี แอนเดอร์เฟอร์ ได้สนับสนุนทฤษฎีความต้องการลำดับขั้นของมาสโลว์และ

ปรับเปลี่ยนทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ให้เข้าใจง่าย โดยปี 1969 แอลเดอร์เฟอร์ ได้ทำการวิจัยที่
เรียกว่า “An Empirical Test of a New Theory of HumanNeeds” เพื่อทดสอบความต้องการของ
มนษุ ย์ซึง่ รปู แบบความต้องการนี้ ได้รับการยอมรับว่าเปน็ ทฤษฎคี วามตอ้ งการ

ทฤษฎคี วามต้องการ ERG ซง่ึ จำแนกความตอ้ งการออกเปน็ 3 ประเภท คือ
1) ความต้องการการดำรงอยู่ (Existance Needs - E) คือ ความต้องการพื้นฐานเพ่ือ

ดำรงชีวิตและเพื่อการอยู่รอด เป็นความต้องการทางด้านร่างกายและวัตถุทำให้เกิดความเป็นอยู่ที่สุข
สบายและปลอดภัย ซึ่งความต้องการการดำรงอยู่ของแอลเดอร์เฟอร์ได้รวมความต้องการขั้นที่ 1 และ
ความต้องการขั้นที่ 2 ของมาสโลว์เข้าไว้ด้วยกัน คือ ความต้องการทางด้านร่างกาย และความต้องการ
ความมน่ั คงปลอดภัย

2) ความต้องการความสัมพันธ์ (Relation Needs - R) คือ ความต้องการที่เกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบๆ ตัว และบุคคลในสังคม ความต้องการนี้ความกับขั้นที่ 3 ของมาสโลว์

๔๒

ซึ่งเรียกว่าความต้องการทางสังคม (Social Need) ซึ่งแอลเดอร์เฟอร์ได้ให้ความสำคัญกับความต้องการ
ความสัมพันธ์มากเนื่องจากมนุษย์จะอยู่ได้มิใช่ความต้องการพื้นฐานเท่านั้นแต่การรวมตัวอยู่ด้วยกันเป็น
กล่มุ หรอื หมู่ มีความจำเป็น เชน่ ความสัมพันธก์ ับสมาชิกในครอบครัวและเพือ่ นร่วมงาน

3) ความต้องการความเจริญกา้ วหน้า (Growth Need - G) คอื ความต้องการเพ่ือความ
เจริญรอบตวั ให้ก้าวหน้าต่อไปเปน็ ความต้องการที่แอลเดอรเ์ ฟอร์ได้รวมความต้องการขั้นที่ 4 และขั้นที่ 5
ของมาสโลวเ์ ข้าไว้ดว้ ยกัน ซึง่ ความตอ้ งการขน้ั นีจ้ ะบง่ บอกถึงความสงู สุดของชวี ติ มนุษย์

2.๖.2.3 ทฤษฎีความตอ้ งการของแมคเคลแลนด์ (McClellan' AAP Needs Theory)
เดวิด ซี แมคเคลแลนด์ กลา่ ววา่ มนุษยม์ คี วามต้องการสำคัญ 3 ประการ คือ
1) ความต้องการที่จะเข้าร่วมผูกพันกับผู้อื่น (Need for Affiliation) คือ บุคคลที่ให้

ความสำคัญกับการรกั ษาสัมพันธภาพและมิตรภาพใหย้ ่ังยืนแสวงหาการมีรว่ มกบั ผู้อ่นื
2) ความต้องการทจ่ี ะมีอำนาจ (Need for Power) คือบคุ ลทีแ่ สวงหาการใชอ้ ำนาจหรือ

โอกาสในการควบคมุ หรอื มอี ทิ ธพิ ลเหนือผูอ้ ืน่ มีความพอใจการเผชิญหนา้ หรอื โตแ้ ยง้ ต่อสู้กับผอู้ ื่น
3) ความต้องการที่จะทำงานให้สำเร็จ (Need for Achievement) คือ บุคคลที่มีการ

วางเป้าหมายการปฏิบัติงานสูง ชัดเจนและท้าทายความสามารถหรือที่มีความเป็นไปได้ที่จะทำอะไรให้
สำเร็จ มุ่งความสำเร็จของงานมากกว่าผลตอบแทนเพื่อเป็นเครื่องวัดผลงาน และการประเมิน
ความก้าวหน้า และพยายามแสวงหาสถานการณ์ ซึ่งสามารถที่จะป้อนข้อมูลกลับสำหรับการปฏิบัติงาน
ของตน

2.๖.2.4 ทฤษฎีสองปจั จัยของเฮอรซ์ เบริ ์ก (Herzberg' Two-Factor Theory)
เฟรดเดอร์ ริค เฮอร์ซเบิร์ก ได้ศึกษาบุคลากรของหน่วยงาน โดยมุ่งเน้นศึกษาประเด็น

ตา่ ง ๓ ประเด็น คอื
1) เราจะสามารถอธิบายทัศนคติของแต่ละบุคคลที่มีต่องานของบุคคลนั้นได้อย่างไร

(How Can You Spesify The Attitude of Individual Toward His/Her Jop)
2) อะไรกอ่ ให้เกดิ ทศั นคติน้ันๆ (What Lead to These Attitude)
3) ผลลัพธ์ของทัศนคติเหล่านั้นคืออะไร (What are The Consequencesof These

Attitudes) นอกจากนี้ เฮอรซ์ เบิร์ก ยังได้ศึกษาเพิม่ เติมจากทฤษฎีความต้องการตามลำดับขน้ั ของมาสโลว์
โดยเน้นถึงความเข้าใจปัจจัยที่อยู่ภายในตัวบุคคลที่เป็นสาเหตุทำให้บุคคลปฏิบัติในแนวทางหนึ่งๆ โดย
เฮอร์ซเบิร์กและคณะได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติในการทำงาน ซึ่งได้ทำการสัมภาษณ์วิศวกรและนัก
บัญชีจำนวน 203 คน ในเมืองพิทซ์เบิร์ก มลรัฐฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา ว่าคนเราต้องการอะไรจาก
การทำงานและคำตอบที่ค้นพบคือ ความต้องการความสุขจากการทำงาน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดความพึง
พอใจในการทำงาน เฮอร์ซเบิร์กได้อธิบายว่า ปัจจยั ตา่ งๆ ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในงานกับปัจจัยที่ส่งผล
ต่อความไมพ่ ึงพอใจในงานนั้นแยกออกจากกันและไม่เหมือนกัน

๔๓

2.๖.2.5 ทฤษฎีความต้องการของเมอรเ์ รย์ (Murray's Manifest Need Theory)
เฮนรี่ เอ เมอร์เรย์ เป็นทฤษฎีด้านแรงจูงใจที่เป็นที่รู้จักในช่วงปี ค.ศ. 1930-1969

การศึกษาของเมอร์เรย์เขียนไว้ในหนังสือ “Explorations in Personality” โดยเมอร์เรย์พบว่า มนุษย์
สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มได้ โดยพิจารณาจากความต้องการของบุคคล โดยคำนงึ ถึงด้านความรุนแรงของ
ความต้องการ (Intensity) และทิศทางของพฤติกรรม (direction) นอกจากนี้การพิจารณามนุษย์ยังต้อง
มองโดยส่วนรวมพฤติกรรมของบุคคลเป็นผลจากการที่ร่างกายและจิตใจขาดสมดุล หมายถึงการขาดใน
บางสิ่ง ร่างกายการตอบสนองพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวเป็นแนวคิดพื้นฐาน
ของนักคิดนักวิจยั ในสมัยต่อมา ซึ่งรวมถงึ ทฤษฎคี วามต้องการของแมคเคลแลนด์และทฤษฎีความต้องการ
จากลำดบั ขั้นของมาสโลว์ โดยเมอร์เรย์ ได้จำแนกความต้องการของบุคคลเป็น 2 ประเภท คอื

1) ความต้องการพื้นฐานทางร่างกาย (Primary Needs) ซึ่งได้แก่ อาหาร น้ำ อากาศ
ความต้องการทางเพศและการหลกี เลยี่ งความเจบ็ ปวด

2) ความต้องการขั้นทุติยภูมิ (Secondary Needs) มาจากการเรียนรู้จากสังคม เช่น
ต้องการความสำเร็จ ต้องการยอมรับ ต้องการเป็นผู้นำ ต้องการอิสระ ต้องการดูแลเอาใจใส่และต้องการ
ความสนุกสนาน

2.๖.2.6 ทฤษฎีแรงจงู ใจของแมคเกรเกอร์ (McGrgegor's Theory X and Theory Y)
ดักกลาส แมคเกรเกอร์ มีความเชื่อว่า ความก้าวหน้าขององค์กรมีความเกี่ยวข้องเป็น

อยา่ งมากกบั ความสามารถในการทำนายพฤติกรรมและการควบคมุ ผู้ใตบ้ งั คับบญั ชาของผ้บู รหิ าร โดยแมค
เกรเกอร์ ได้แนวคิดทฤษฎี X และทฤษฎี Y โดยได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจว่าจะเกิดขึ้นในทิศทางใด
ย่อมขน้ึ อยกู่ บั ทัศนคติของผู้บริหารทีม่ ีต่อใตผ้ ้บู ังคับบัญชาเป็นสำคัญ ซึ่งแมคเกรเกอร์ ได้แยกประเภทของ
ทศั นคตขิ องผบู้ ังคับบัญชาท่มี ีตอ่ ใตผ้ บู้ ังคบั บัญชาออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่

1) ทฤษฎี X ของมนุษย์ในแงล่ บ (Negative) โดยมีแนวคดิ บนสมมุติฐาน
1.1 โดยปกติมนุษย์มีนิสัยเกียจคร้าน ไม่ชอบทำงานและหลีกเลี่ยงความ

รบั ผดิ ชอบและการทำงานให้มากทส่ี ุด ตอ่ ต้านการเปล่ยี นแปลง สนใจเฉพาะงานของตนไมส่ นใจเป้าหมาย
ขององค์กร

1.2 เนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบทำงาน ทำให้ต้องมีการใช้วิธีบังคับหรือควบคุม
การขม่ ขู่ การชี้นาการสั่งการและการลงโทษ เพือ่ ใหพ้ วกเขาทำงานบรรลเุ ปา้ หมายท่ีองคก์ ารกำหนดไว้

1.3 โดยธรรมชาตมิ นุษยส์ ว่ นใหญ่มกั จะเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ หลีกเล่ียงความ
รบั ผดิ ชอบไมค่ าดหวังความกา้ วหน้า ขาดวนิ ยั และขาดความทะเยอทะยาน แต่สง่ิ หนึ่งพวกเขาตอ้ งการเป็น
อยา่ งมากคือ ความมนั่ คงปลอดภัย

2.๖.2.7 ทฤษฎี Y มองมนุษย์ในแง่บวก (Positive) โดยมีแนวคดิ สมมตุ ิฐาน ดังนี้
1) มนุษย์มีความขยันขันแข็ง มีความจริงจัง ชื่นชอบการทำงานและมองว่าการทำงาน

เป็นความสนุกสนาน

๔๔

2) การควบคมุ การลงโทษ ไม่ใชว่ ธิ ีทำให้มนุษย์ตั้งใจทำงานเพียงอยา่ งเดยี วมนุษย์มีความ
รับผิดชอบ และแสวงหาความรับผิดชอบเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่เขาได้ผูกพันไว้รวมถึงใส่ใจการสร้าง
ความสำเร็จตามวตั ถปุ ระสงค์ขององคก์ าร

3) มนุษย์เห็นว่าความผูกพันต่องานที่ทำความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายขององค์กร
เป็นความสำคญั ของบคุ คลดว้ ย

4) มนุษย์สามารถใช้จินตนาการ มีความเฉลียวฉลาดและความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ไข
ปัญหาตา่ งๆ

5) มนุษย์มีความใฝ่รู้มีความเข้าใจศักยภาพและขีดความสามารถของตนเองมีความ
พฒั นาตนเองและแสวงหาความรับผิดชอบ

6) มนุษย์ต้องการเปน็ ท่ยี อมรบั ของคนทวั่ ไป ตอ้ งการปฏิบตั ิงานและประสบความสำเร็จ
ดว้ ยตนเอง๔๙

จากแนวคิดข้างต้น สรุปได้ว่า ความต้องการของมนุษย์ จะแบ่งออกเป็น 5 ขั้น ดังน้ี
ความต้องการทางกายภาพ ความต้องการความมน่ั คงปลอดภัย ความตอ้ งการการยอมรับ ความต้องการท่ี
จะไดร้ ับการยกยอ่ งและการยอมรบั ความเขา้ ใจตนเองอยา่ งถ่องแท้

2.๖.3 การวดั ความพึงพอใจ
ปริญญา จเรรชั ต์ และคณะ กลา่ วว่า มาตรการวดั ความพึงพอใจความสามารถกระทำได้

หลายวิธี ได้แก่
1) การใช้แบบสอบถาม โดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบ

ความคิดเห็นซึ่งสามารถหาได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระโดยคำถาม
ดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่น การบริการ การบริหาร การบริหารและเงื่อนไขต่างๆ
เป็นต้น

2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิค
และวิธีการท่จี ะให้ได้ขอ้ มลู ที่เปน็ จริง

3) การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจโดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคล
เป้าหมาย ไมว่ า่ จะแสดงออกจากการพูด กิริยาทา่ ทาง วิธีน้ีจะตอ้ งอาศยั การกระทำอยา่ งจริงจงั และสังเกต
อย่างมีระเบียบแบบแผน๕๐

บุญเรือง ขจรศิลป์ ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทัศนคติหรือเจตคติเป็นนามธรรม
เป็นการแสดงออกค่อนข้างซับซ้อน จึงเป็นเป็นการยากที่จะวัดทัศนคติได้โดยตรง แต่เราสามารถที่จะวัด
ทัศนคติได้โดยอ้อม โดยวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นแทน ดังนั้นการวัดความพึงพอใจก็มีขอบเขตท่ี

๔๙ วัฒนาพร ระงับทุกข์, แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ไทย,
๒๕๖๐), หน้า ๖.

๕๐ ปริญญา จเรรัชต์ และคณะ, การวัดความพึงพอใจ, (กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์,
๒๕๔๖), หนา้ ๕.

๔๕

จำกัดด้วยอาจมีความคลาดเคลื่อนขึ้นถ้าบุคคลเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง
ซ่งึ ความคลาดเคลอ่ื นเหลา่ น้ยี อ่ มเกดิ ขึน้ ได้เป็นธรรมดาของการวดั โดยทั่วไป๕๑

ภณิดา ชัยปัญญา ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้น สามารถทำได้หลายวิธี
ดังตอ่ ไปนี้

๑) การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม เพ่ือต้องการทราบความ
คิดเห็นซึ่งสามารถกระทำได้ในลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว
คำถามดงั กล่าวอาจถามความพอใจในด้านต่างๆ

2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของ
บคุ คลเปา้ หมาย ไม่วา่ จะแสดงออกจากการพดู จา กริยา ท่าทาง วิธนี ้ตี ้องอาศยั การกระทำอย่างจริงจังและ
สังเกตอย่างมีระเบียบแบบแผน๕๒

หทัยรตั น์ ประทุมสตู ร กล่าวว่า การวดั ความพึงพอใจเปน็ เรื่องที่เปรียบได้กับความเข้าใจ
ทว่ั ไป ซง่ึ ปกติจะวัดไดโ้ ดยการสอบถามจากบคุ คลท่ตี ้องการจะถาม มีเคร่ืองมือท่ีตอ้ งการจะใชเ้ ปน็ การวิจัย
หลายๆ อย่าง อย่างไรกต็ าม แม้ว่าจะมีวิธีการในการวัดความพึงพอใจอยูห่ ลายด้าน แตก่ ารศึกษาความพึง
พอใจอาจแยกตามแนวทางการวัดตามความคิดเหน็ ของ ซาลีซนคิ ค์ ครสิ เทนส์ คอื

1) วดั จากสภาพท้งั หมดของแต่ละบคุ คล เชน่ ทที่ ำงาน ทบ่ี า้ นและทุกๆ อย่างที่
เกี่ยวข้องกับชีวิต การศึกษาตามแนวทางนี้จะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ แต่ทำให้เกิดความยุ่งยากกับการที่จะวัด
และเปรียบเทียบ

2) วัดได้โดยแยกเป็นองค์ประกอบ เช่น องค์ประกอบที่เกี่ยวกับงาน การนิเทศ
งานเกย่ี วกับนายจา้ ง เป็นตน้ ๕๓

จากแนวคิดข้างต้น สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจ การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือการ
ใช้แบบสอบถาม โดยการสัมภาษณ์และการสังเกตจะทำให้ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงความเป็นจริงท่ีสุดหรือการ
วัดความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถาม เช่น แบบสอบถาม แบบประเมิน ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็วและทำ
ได้มาก โดยจะแยกเป็น วัดโดยสภาพทั้งหมดของบุคคล เช่น ที่ทำงาน บ้าน ชีวิตส่วนตัว และวัดโดยแยก
เปน็ องคป์ ระกอบ เชน่ องคป์ ระกอบของงาน นายจา้ ง

๕๑ บญุ เรือง ขจรศิลป,์ ความพึงพอใจของผู้ใชบ้ รกิ าร, (กรุงเทพฯ : สุวีรยิ าสาสน์ , ๒๕๒๙), หน้า ๗
๕๒ ภณิดา ชัยปัญญา, แนวคดิ ความพึงพอใจ, (เชยี งใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๑), หนา้ ๑๓.
๕๓ หทยั รตั น์ ประทุมสตู ร, ความพึงพอใจในการบริการของงานทะเบยี นและวัดผล, (นนทบุรี : วทิ ยาลัยราช
พฤกษ,์ ๒๕๕๑), หนา้ ๖๗

๔๖

๒.7 งานวจิ ัยท่เี ก่ียวขอ้ ง

2.๗.1 งานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้องกบั ความสามารถในการคดิ สรา้ งสรรค์
ศุภชัย บุญเสริม (2561)๕๔ ได้ศึกษาเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในชั้น

เรียนต่อความคิดสร้างสรรคแ์ ละความพึงพอใจในชั้นเรียนวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนสังกัดนักงานเขตพืน้ ที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 พบว่า 1) ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดสภาพแวดล้อมของการ
เรียนรู้ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์มีระดับของมาตรระดับมาก 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ
สภาพแวดลอ้ มของการเรยี นรู้ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์มีระดบั ของมาตรระดับมาก 3) ความคิดสร้างสรรค์
เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมีระดับของมาตรระดับปานกลาง 4) ความสัมพันธ์ระหว่าง
สภาพแวดล้อมในช้ันเรยี นกับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนทั้ง 4 ด้าน พบว่าร้อยละ 6, 7, 8 และ 12
ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อความคิดริเริ่ม ความคิดยืดหยุ่น ความคิดเชื่อมโยงและนอกกรอบ และความคิด
อย่างละเอียดลออ ตามลำดับ 5) ความสัมพันธ์ของความคิดเห็นของนักเรียนระหว่างสภาพแวดล้อมใน
การจัดการเรียนรูแ้ ละความพึงพอใจในชัน้ เรยี นวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5, 12,
29, และ 14 มีความพึงพอใจต่อด้านกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศการเรียนรู้
ด้านส่ือการเรยี นรู้ และด้านประโยชน์ทไ่ี ด้รับตามลำดบั

ปัทมา อินทร์แช่มช้อย (2562)๕๕ ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์วิชา
คอมพิวเตอร์ โดยใช้แนวคดิ ของกาเย่ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า 1) นักเรียนมีการพัฒนา
ความคิดสร้างสรรค์ในวิชาคอมพวิ เตอร์โดยใช้แนวคิดของกาเย่ มีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
จำนวน 13 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 81.25 ไม่ผ่านเกณฑจ์ ำนวน 3 คน คดิ เป็นร้อยละ 18.75 2) นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05 3) ระดบั ความพงึ พอใจในการจัดการเรียนรโู้ ดยใชแ้ นวคดิ ของกาเย่ โดยภาพรวมมีความพงึ พอใจอยู่
ในระดับมาก

๕๔ ศุภชัย บุญเสริม, ศึกษาเรือ่ งความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนต่อความคิดสร้างสรรคแ์ ละ
ความพึงพอใจในชัน้ เรียนวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนสังกัดนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต ๒๖, [ออนไลน์],
(๒๕๖๑), แหล่งที่มา : http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2561/M126649/Boonserm%20Supphachai.pdf.
สืบคน้ เมื่อ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.

๕๕ ปัทมา อินทร์แช่มช้อย, ศึกษาเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์วิชาคอมพิวเตอร์
โดยใช้แนวคิดของกาเย่ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ , [ออนไลน์], (๒๕๖๒), แหล่งที่มา :
http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Puttama.Inc.pdf. สบื คน้ เม่ือ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๔๗

2.7.๒ งานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ
รณดิ า วงษ์สะพาน (2562)๕๖ ได้ศกึ ษาเรื่อง การพฒั นาความสามารถด้านการอ่านและ

การเขียนภาษาไทยโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ
(Visual Thinking) สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า
1) กิจกรรมการเรยี นรู้แบบร่วมมอื ประกอบกับชดุ การเรยี นรูแ้ บบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) สำหรับ
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.41/72.65
ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 70/70 ที่กำหนด 2) การจัดกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบร่วมมือประกอบ
กับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) เรื่อง มาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนที่มีความ
บกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.64 แปลว่านักเรียนมี
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 64 3) ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านและการ
เขียนภาษาไทยของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างเรียนรู้แบบ
รว่ มมอื ประกอบกบั ชุดการเรยี นรู้แบบคิดเปน็ ภาพ (Visual Thinking)เรอื่ งมาตราตัวสะกด พบว่านักเรียน
ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 มีความสามารถด้านการอ่านและการเขียน
ภาษาไทยในลักษณะที่เป็นแนวโน้มเชิงบวก คือมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและนักเรียนที่เรียน
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) เรื่อง
มาตราตัวสะกดสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความสามารถ
ด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4) นักเรยี นทเ่ี รียนดว้ ยกจิ กรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรยี นรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual
Thinking) เรื่องมาตราตัวสะกดสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
มีความพงึ พอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก

2.7.๓ งานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้องกับเทคนิคการคดิ เป็นภาพ
ปุณยวรี ์ แสงมนตรี (2558)๕๗ ศกึ ษาเรอื่ ง การพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธี

การคดิ จากภาพเพ่ือส่งเสริมความสามารถในการพูดและการเขียนภาษาองั กฤษเชิงสรา้ งสรรคข์ องนักเรียน
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการคิดจากภาพเพ่ือ

๕๖ รณิดา วงษ์สะพาน, ศึกษาเรื่องการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้
กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) สำหรับนักเรียนที่มี
ความบกพร่องทางการเรียนรู้ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๕, [ออนไลน]์ , (๒๕๖๒), แหล่งทีม่ า : https://edu.snru.ac.th/wp-
content/uploads/2020/01/11-ConED-Oral-17-รณดิ าokแก้ไขใหม่.pdf. สบื ค้นเมอ่ื : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๕๗ ปุณยวีร์ แสงมนตร,ี ศกึ ษาเรอื่ งการพฒั นาบทเรียนภาษาอังกฤษโดยใชก้ ลวธิ กี ารคิดจากภาพเพ่ือส่งเสริม
ความสามารถในการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ , [ออนไลน์],
(๒๕๕๘), แหล่งที่มา : http://ires.or.th/spb/main/file/440007505271547705.pdf. สืบค้นเมื่อ : ๘ มีนาคม
๒๕๖๕.

๔๘

ส่งเสริมความสามารถการใ นพูดภาษาอังกฤษและเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ส ำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทาวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง พบว่า ผลการพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธี
การคิดจากภาพ พบว่า บทเรียนภาษาอังกฤษทั้ง 10 บทเรียน มีประสิทธิภาพมากและเหมาะสมกับ
ความรู้ความสามารถของผู้เรียน นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียน
โดยใช้กลวิธีการคิดจากภาพผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับดี และนักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการ
เขยี นภาษาองั กฤษเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนโดยใชก้ ลวิธีการคิดจากภาพผ่านเกณฑ์อยูใ่ นระดบั ดี

บัญชาฤทธิ์ พลพันธ์ (2563)๕๘ ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิด
แก้ปญั หาและผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ดว้ ยการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
(Creative Problem Solving) ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) รายวิชา ส 13101
สังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(ศึกษาศาสตร์) พบว่า ๑) การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
มนี ักเรยี นทผี่ า่ นเกณฑ์ จำนวน 29 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 80.55 คะแนนเฉล่ีย 15.78 คะแนน คดิ เปน็ ร้อย
ละ 78.90 ซึง่ ผ่านเกณฑท์ ี่กำหนดไว้ ๒) การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 3 มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 86.11 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.33
คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.10 ซึ่งผา่ นเกณฑท์ ่กี ำหนดไว้

๕๘ บญั ชาฤทธ์ิ พลพนั ธ,์ ศึกษาเรื่องการพฒั นาความสามารถในการคิดแกป้ ัญหาและผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
ด้วยการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Creative Problem Solving) ร่วมกับเทคนิค
การคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) รายวิชา ส ๑๓๑๐๑ สังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์), [ออนไลน์], (๒๕๖๓), แหล่งที่มา : https://e-
learning.kku.ac.th/enrol/index.php?id=7291. สืบค้นเมอื่ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.

๔๙

๒.8 กรอบแนวคดิ การวจิ ยั

การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับ

เทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัว

น้อย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง จึงได้กำหนดกรอบแนวคิดการ

วจิ ยั ดังนี้

ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม

การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิด ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร คิ ด
เป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนช้ัน สร้างสรรค์ ใชห้ ลกั การประเมิน
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย ตาม ต า ม แ น ว ค ิ ด ก ิ ล ฟ อ ร์ ด
แนวคิดของ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and (Guilford.)
Johnson. )
1) ความคดิ รเิ ร่มิ
1) ข้นั เตรยี ม 2) ความคิดคล่องแคลว่
3) ความคดิ ยดื หยุน่
2) ขนั้ สอน 4) ความคิดละเอียดลออ

3) ขั้นทำกจิ กรรมกลุ่ม เทคนิคการคดิ เปน็ ภาพ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
สว่ นท่ี ๓ องคป์ ระกอบด้านการดำเนนิ งาน
ความพึงพอใจของนักเรยี นชั้น
4) ข้ันตรวจสอบ ประถมศึกษาปที ่ี ๓

ผลงานและทดสอบ

5) ขั้นสรุปบทเรียน
และประเมนิ ผลการ
ทำงานกลุ่ม

ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคิดในการวจิ ัย

๕๐

บทที่ ๓

วิธกี ารดำเนินการวิจัย

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวนอ้ ย ผู้วจิ ัยมีวิธกี ารดำเนินการวจิ ัย ดังนี้

๓.๑ รปู แบบการวิจัย
๓.๒ กลมุ่ เปา้ หมายท่ใี ช้ในการวจิ ัย
๓.๓ เคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย
๓.๔ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
๓.๕ การวิเคราะหข์ ้อมลู
๓.๖ สถติ ิที่ใชใ้ นการวิจยั

๓.๑ รปู แบบการวิจัย

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย เป็นรูปแบบการวจิ ัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยใช้เคร่ืองมือ คือ แผนการ
จัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินคะแนนความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงาน
และแบบประเมินความพึงพอใจท่ีมีต่อการจดั การเรยี นรู้

3.๒ กลมุ่ เปา้ หมายท่ีใช้ในการวิจัย

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบัว
น้อย ตำบลหนองตูม อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ท่ีกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๔
จำนวน ๑๐ คน

๕๑

3.๓ เครอื่ งมือที่ใช้ในการวจิ ัย

3.๓.๑ เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
ในการศึกษาวจิ ยั คร้ังนีผ้ ู้วิจยั ไดอ้ อกแบบเครื่องมือในการทดลอง ดงั นี้
๑. แผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการ

เรียนรู้แบบรว่ มมอื ร่วมกบั เทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
๓ โรงเรียนบ้านหนองบวั นอ้ ย จำนวน ๓ แผนการจัดการเรียนรู้

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง สินคา้ และบรกิ าร
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ท่ี
เรยี กว่าปัจจยั ๔
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 3 เร่ือง หลกั การเลือกสนิ คา้ ที่จำเปน็
๒.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง สินค้าและบริการใน
ชีวิตประจำวัน แบบปรนัย ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อ โดยใช้ทดสอบก่อนการเรียนด้วยวิธีการจัดการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ และเมื่อใช้วิธีการเรียนการสอนด้วยการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคดิ เปน็ ภาพ เสรจ็ สิน้ แลว้ กใ็ ช้แบบทดสอบชดุ เดิมทดสอบหลังเรยี น
๓. แบบประเมินคะแนนความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โดยใช้แบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อประเมินผลงานของนักเรียนโดยใช้หลักการประเมินตามแนวคิด
กิลฟอร์ด (Guilford.) ซ่ึงมี 4 ขัน้ ตอน ดังน้ี 1) ความคิดรเิ รม่ิ 2) ความคดิ คล่องแคลว่ 3) ความคิดยดื หย่นุ

4) ความคิดละเอยี ดลออ พร้อมทั้งมีเกณฑก์ ารประเมนิ ชิ้นงาน
๔. แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ

ร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรยี นบา้ นหนองบวั น้อย เปน็ แบบประเมนิ ความพึงพอใจทจ่ี ำแนกเป็น ๕ ระดับ ทผี่ ู้วจิ ยั สร้างขึน้ จำนวน
ทัง้ สิน้ ๑๐ ข้อ

3.๓.๒ การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพของเครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั
3.๓.๒.๑ การสรา้ งแผนการจดั การเรียนรู้การพฒั นาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์

โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรยี นบ้านหนองบวั น้อย

๑) จดั ทำแผนการจัดการเรยี นรู้เรอื่ ง สินคา้ และบรกิ ารในชวี ิตประจำวัน ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ ๓

๑.๑ ศกึ ษาเอกสารหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขึน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ เกยี่ วกับคุณภาพ
ของผู้เรยี น สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ประเด็นการเรยี นรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓

๕๒

๑.๒ กำหนดกรอบเนื้อหากิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ตัวชี้วัดในการเขียน
แผนการจัดการเรียนรู้เร่ือง สินค้าและบรกิ ารในชีวิตประจำวัน ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓

๑.๓ กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรียนรู้ สื่อ การวัดผลและการประเมินผล
ในแผนการจดั การเรียนรู้เรอ่ื ง สนิ คา้ และบรกิ ารในชีวิตประจำวนั ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๓

๑.๔ ศกึ ษาการออกแบบการเขยี นแผนการจดั การเรยี นรู้เร่อื ง สินคา้ และบริการ
ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ จากหนังสือ เอกสารและหลักการสร้างเพื่อใช้เป็น
แนวทางในการเขยี นตอ่ ไป

๑.๕ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง สินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๓ ตามกรอบเนื้อหาสาระ ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยกรอบเนื้อหาและสาระของการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม อิงจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ มีจำนวน ๓ แผนการ
จดั การเรยี นรู้ คือ

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 1 เรอื่ ง สนิ คา้ และบริการ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่
เรียกวา่ ปจั จัย ๔
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 3 เรือ่ ง หลักการเลอื กสนิ คา้ ท่ีจำเปน็
๒) การหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง สินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน
ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๓ ผูว้ จิ ยั ไดด้ ำเนินการ ดังนี้
๒.๑ ผู้วิจยั นำแผนการจัดการเรยี นรู้เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพ่ือขอคำแนะนำ
และได้ปรับปรงุ แก้ไขตามคำแนะนำ
๒.๒ นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๓ ท่านคือ
๑) ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช ๒) อาจารย์สริญญา มารศรี ๓) อาจารย์วิรัตน์ ทองภู และนำแบบประเมิน
ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ และคะแนนเฉลี่ยทั้งฉบับ แล้วแปลความหมายข้อมูล โดยใช้
เกณฑ์การพิจารณาระดับคะแนนการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ แปลความหมายจากค่าเฉลี่ยตามน้ำหนัก
คะแนนเฉล่ียทีค่ ำนวณได้ จำแนกเป็น ๕ ระดับ

ช่วงคะแนน ๔.๕๑ – ๕.๐๐ หมายถงึ เหมาะสมมากทีส่ ุด
ช่วงคะแนน ๓.๕๑ – ๔.๕๐ หมายถึง เหมาะสมมาก
ช่วงคะแนน ๒.๕๑ – ๓.๕๐ หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง
ช่วงคะแนน ๑.๕๑ – ๒.๕๐ หมายถงึ เหมาะสมน้อย
ชว่ งคะแนน ๑.๐๐ – ๑.๕๐ หมายถงึ เหมาะสมน้อยทสี่ ดุ
โดยคะแนนเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเท่ากับเหมาะสมมากที่สุด
และเมื่อแยกเป็นละแผนพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๕.๐๐, แผนการจัดการ
เรียนรู้ท่ี ๒ มคี ะแนนเฉล่ยี เทา่ กับ ๕.๐๐ และแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๓ มคี ะแนนเฉล่ียเท่ากับ ๕.๐๐

๕๓

๒.๓ ปรับเปลี่ยนแผนการจัดการเรียนรู้ตามผู้เชี่ยวชาญแล้วนำแผนการจัดการ
เรียนรู้ท่ผี ่านการตรวจสอบมาจัดพมิ พ์ฉบบั สมบูรณ์

๓.๓.๒.๒ การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนก่อนและหลังเรยี น
ผู้วิจัยได้จัดทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด

เลอื กตอบ ๔ ตัวเลือกสร้างขนึ้ จำนวน ๓๐ ขอ้ โดยใชท้ ดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียนนกั เรียน ดังนี้
๑) ศึกษาค้นคว้าจาก ตำรา วารสาร บทความ งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้องกบั การพฒั นา

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน
และรายละเอียดวัตถปุ ระสงค์ของการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั
เรียน

๒) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔
ตัวเลือกจำนวน ๓๐ ข้อ โดยแต่ละข้อจะผ่านแบบประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นกับจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

๓) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่
ปรึกษาเพอ่ื ขอคำแนะนำและได้ปรับปรงุ แก้ไขตามคำแนะนำ

๔) ปรับแก้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามอาจารย์ที่ปรึกษา และ
เสนอต่ออาจารย์อีกคร้ัง

๕) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๓ ท่าน
คือ ๑) ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช ๒) อาจารย์สรญิ ญา มารศรี ๓) อาจารย์วิรตั น์ ทองภู เพ่ือตรวจสอบความ
ถูกต้องของเนื้อหา (IOC) เพื่อประเมินความสอดคลอ้ งระหวา่ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกบั
จุดประสงค์การเรยี นรู้ โดยคา่ IOC ทไี่ ดเ้ ท่ากบั ๑.๐๐

๖) ปรับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามผู้เชี่ยวชาญและเลือก
แบบทดสอบให้เหลอื ๒๐ ข้อ เสนอตอ่ อาจารยท์ ป่ี รึกษาอีกคร้งั

๗) นำไป Try out ทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายโรงเรียนบ้านโคกสี
วิทยาเสริม จำนวน ๑๐ คน และนำผลคะแนนมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยความยากง่าย (P) และค่าอำนาจ
จำแนก (r) ของข้อสอบแต่ละข้อ แลว้ คัดเลอื กเอาขอ้ คำถามท่มี ีคา่ ความยากงา่ ยระหว่าง ๐.๒๓-๐.๗๗ และ
ค่าอำนาจจำแนกมีค่า ๐.๒๐-๐.๔๗ โดยคัดเลือกข้อที่เข้าเกณฑ์ไว้ จำนวน ๒๐ ข้อ แล้วนำมาใช้เป็น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน

๘) หาค่าความเช่ือม่ันของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยวธิ ีการ ของดูเดอร์ริชาร์ดสัน
KR-๒๐ ไดค้ า่ ความเชื่อมั่น ๐.๗๓

๙) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านการตรวจสอบมาจัดพิมพ์
ฉบับสมบรู ณ์ เพ่อื นำไปใชใ้ นการเก็บขอ้ มลู การวจิ ยั กับกลุ่มเปา้ หมายต่อไป

๕๔

๓.๓.๒.๓ การสร้างแบบประเมนิ คะแนนความคดิ สร้างสรรคช์ ิ้นงาน
๑) ศึกษาค้นคว้าจาก ตำรา วารสาร บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ

พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สินค้า
และบริการในชีวิตประจำวัน และรายละเอียดวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง
แบบประเมินคะแนนความคดิ สรา้ งสรรคช์ ิ้นงาน

๒) สร้างแบบประเมินคะแนนความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานที่จำแนกออกเป็น ๔
ระดับ จำนวน ๔ ข้อ โดยแต่ละข้อจะผ่านแบบประเมินความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาทางการเรียนกับ
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

๓) นำแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ท่ี
ปรึกษาเพ่ือขอคำแนะนำและได้ปรบั ปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ

๔) ปรับแก้แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานตามอาจารย์ที่ปรึกษา และ
เสนอตอ่ อาจารยอ์ ีกคร้งั

๕) นำแบบประเมินความคิดสร้างสรรคช์ ิน้ งานไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๓ ท่าน
คือ ๑) ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช ๒) อาจารยส์ ริญญา มารศรี ๓) อาจารย์วิรัตน์ ทองภู เพอื่ ตรวจสอบความ
ถกู ต้องของเนื้อหา (IOC) เพ่อื ประเมินความสอดคล้องระหวา่ งแบบประเมนิ ความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานกับ
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยคา่ IOC ทไ่ี ดเ้ ท่ากับ ๑.๐๐

๖) ปรับแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานตามผู้เชี่ยวชาญเสนอต่อ
อาจารยท์ ปี่ รกึ ษาอกี คร้ัง

๗) นำแบบแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ผ่านการตรวจสอบมา
จดั พมิ พ์ฉบบั สมบูรณ์ เพอ่ื นำไปใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัยกับกลุ่มเป้าหมายตอ่ ไป

๓.๓.๒.๔ การสรา้ งแบบประเมนิ ความพึงพอใจท่ีมีตอ่ การจดั การเรยี นรู้
๑) ศึกษาค้นคว้าจาก ตำรา วารสาร บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ

จัดการเรียนรู้ทางการเรยี นวิชาสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรอื่ ง สนิ คา้ และบรกิ ารในชวี ติ ประจำวัน
และรายละเอียดวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจที่มี
ต่อการจัดการเรียนรู้

๒) สร้างแบบประเมนิ ความพึงพอใจท่ีจำแนกออกเปน็ ๕ ระดับ จำนวน ๑๐ ข้อ
โดยแต่ละข้อจะผ่านแบบประเมินความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาทางการเรียนกับจุดประสงค์การเรียนรู้
ให้มีเกณฑ์ครอบคลุมองค์ประกอบของความพึงพอใจ โดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้ว
นำคา่ เฉลีย่ ไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ในการแปลความหมายเปน็ ชว่ งคะแนน ดงั น้ี

ช่วงคะแนน ๔.๕๐ - ๕.๐๐ หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด
ช่วงคะแนน ๓.๕๐ - ๔.๕๙ หมายถึง เหมาะสมมาก
ชว่ งคะแนน ๒.๕๐ - ๓.๕๙ หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง
ชว่ งคะแนน ๑.๕๑ - ๒.๕๙ หมายถึง เหมาะสมนอ้ ย

๕๕

ชว่ งคะแนน ๑.๐๐ - ๑.๕๙ หมายถงึ เหมาะสมน้อยที่สด
แล้วเปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์ในการแปลความ ดงั น้ี

ระดบั ๕ หมายถึง มีความพึงพอใจอย่ใู นระดบั มากที่สุด
ระดับ ๔ หมายถึง มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก
ระดบั ๓ หมายถงึ มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดับปานกลาง
ระดบั ๒ หมายถงึ มีความพึงพอใจอย่ใู นระดบั น้อย
ระดับ ๑ หมายถงึ มีความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั น้อยทีส่ ุด
๓) นำแบบประเมินความพึงพอใจที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอ
คำแนะนำและได้ปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามคำแนะนำ
๔) ปรับแก้แบบประเมินความพึงพอใจตามอาจารย์ที่ปรึกษา และเสนอต่อ
อาจารยอ์ กี ครง้ั
๕) นำแบบประเมินความพึงพอใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๓ ท่านคือ
๑) ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช ๒) อาจารย์สริญญา มารศรี ๓) อาจารย์วิรัตน์ ทองภู เพื่อตรวจสอบความ
ถูกต้องของเนื้อหา (IOC) เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาทางการเรียนกับจุดประสงค์การ
เรยี นรู้ โดยค่า IOC ทไ่ี ด้เท่ากบั ๑.๐๐
๖) ปรับแบบประเมินความพึงพอใจตามผู้เชี่ยวชาญและเลือกแบบประเมินให้
เหลอื ๑๐ ข้อ เสนอตอ่ อาจารยท์ ่ีปรึกษาอกี คร้งั
๗) นำแบบประเมินความพึงพอใจที่ผ่านการตรวจสอบมาจัดพิมพ์ฉบับสมบูรณ์
เพอ่ื นำไปใชใ้ นการเก็บขอ้ มูลการวิจยั กับกลุ่มเปา้ หมายต่อไป

3.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล

การดำเนินการทดลองผู้วิจัยได้ทำการทดลอง และเก็บข้อมูลในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
รวมทั้งสน้ิ ๓ สัปดาห์โดยผู้วจิ ยั แบ่งออกเปน็ ๓ ข้นั ตอน ดงั น้ี

๓.๔.๑ ข้ันเตรียมก่อนการทดลอง
๑) ดำเนินการสร้างเครื่องมือการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการ

เรียนรู้แบบร่วมมือ รว่ มกับเทคนคิ การคดิ เปน็ ภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี
๓ ดังน้ี

๑.๑ แผนการจดั การเรยี นรู้ จำนวน ๓ แผนการจดั การเรยี นรู้ คอื
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 1 เร่ือง สนิ คา้ และบริการ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่

เรียกวา่ ปัจจัย ๔
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 3 เรอื่ ง หลักการเลือกสินคา้ ที่จำเป็น

๑.๒ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน จำนวน ๒๐ ขอ้

๕๖

๑.๓ แบบประเมนิ คะแนนความคดิ สร้างสรรคช์ ิ้นงาน
๑.๔ แบบประเมินความพงึ พอใจทม่ี ีตอ่ การจดั การเรยี นรู้
๓.๔.๒ ขัน้ สอน
๑) ผู้วิจัยชี้แจงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และความพร้อมให้กับนักเรียนก่อนการทดลองใช้
แผนการเรยี นรู้ และทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรอื่ งสนิ คา้ และบริการในชวี ติ ประจำวนั โดยใชแ้ บบทดสอบ
วดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น จำนวน ๒๐ ขอ้
๒) แบง่ กล่มุ นักเรยี นออกเป็นกลุ่ม ครผู ู้สอนจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนที่ประกอบด้วย
การเขา้ สูบ่ ทเรยี น แนะนำเนื้อหา แนะนำแหล่งข้อมูล และมอบหมายงานใหน้ ักเรยี นในแต่ละกล่มุ
๓) ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการทำกิจกรรมกลุ่มตามท่ี
ได้รับมอบหมาย โดยใหน้ ักเรียนฝึกการคดิ ใหเ้ ป็นภาพ
๔) ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าท่ี
ครบถว้ น พร้อมใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอใบกจิ กรรมการเรียนรู้
๕) ขน้ั สรุปบทเรียนและประเมินผลงานความคิดสร้างสรรค์ชน้ิ งานทั้ง ๓ แผนการจัดการ
เรียนรู้ ครูและนักเรยี นช่วยกนั สรปุ บทเรยี นหลังจากผ้วู จิ ยั ไดด้ ำเนนิ การสอนครบทุกแผนการจดั การเรยี นรู้
๓.๔.๓ ขนั้ สรปุ
ครูผู้สอนให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน ๒๐ ข้อ และให้ผู้เรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจที่มี
ต่อการเรียนรายวิชาเศรษฐศาสตร์ จำนวน ๑๐ ข้อ

3.๕ การวิเคราะหข์ อ้ มลู

การวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรียนบ้านหนองบวั น้อย ตำบลหนองตมู อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวดั ขอนแก่น ดงั น้ี

๑) วิเคราะหผ์ ลการพฒั นาความสามารถในการคิดสรา้ งสรรค์ โดยใช้การจัดการเรยี นรู้
แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๓
โรงเรยี นบา้ นหนองบวั นอ้ ย โดยใหน้ ักเรียนไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ ๗๐ ผา่ นเกณฑ์ และมีคะแนนไมน่ อ้ ยกว่า
รอ้ ยละ ๗๐ ข้ึนไป โดยหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลย่ี ( ̅) และค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

๒) วเิ คราะห์ผลการพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนักเรยี น
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบา้ นหนองบัวนอ้ ย โดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ ร่วมกบั เทคนิค
การคิดเป็นภาพ โดยให้นักเรียนไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อยกวา่ ร้อยละ ๗๐
ขน้ึ ไป โดยหาคา่ ร้อยละ (%) ค่าเฉลีย่ ( ̅) และคา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

๕๗

๓) วิเคราะห์ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
บ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ โดยหาคา่ เฉลีย่ ( ̅) และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

3.๖ สถติ ิที่ใชใ้ นการวิจัย

๓.6.1 สถติ ทิ ใี่ ช้ในการวิจยั
ผวู้ ิจัยใช้สถติ พิ ื้นฐานในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ได้แก่
๓.๖.๑ ค่าร้อยละ (%)
๓.๖.๒ ค่าเฉล่ีย ( ̅)
๓.๖.๓ คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

๕๘

บทที่ ๔

ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย เป็นรูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินคะแนนความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงาน และแบบประเมิน
ความพงึ พอใจที่มีตอ่ การจัดการเรยี นรู้ โดยผวู้ ิจยั แบ่งผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลได้ ดงั นี้

๔.๑ ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐
ขน้ึ ไป

๔.๒ ผลการพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี
ที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ
โดยใหน้ กั เรยี นไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ ๗๐ ขน้ึ ไป

๔.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย
โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์

๔.๔ องคค์ วามรู้ใหมท่ ีไ่ ด้จากการวจิ ัย

๕๙

๔.๑ ผลการพฒั นาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๓
โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมี
คะแนนไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ ๗๐ ขนึ้ ไป

การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับ
เทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบวั
น้อย โดยการประเมินความคิดสร้างสรรค์ของชิ้นงานนักเรียนทั้ง ๓ แผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยสามารถ
สรุปขอ้ มูลได้ ดังน้ี

ตารางที่ ๔.๑ แสดงผลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรียนบา้ นหนองบวั นอ้ ย

คะแนนความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ จำนวนนักเรยี นท่ี จำนวนนกั เรียนท่ี

ชิ้นงาน ผ่านเกณฑ์ ผ่านเกณฑ์
ที่
เต็ม ผ่าน ( ̅ ) S.D. ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ
เกณฑ์ (คน) (คน)

๑ ๒๐ ๑๔ 11.7๐ 2.54 ๕๘.๕๐ ๒ ๒๐ ๘ ๘๐

๒ ๒๐ ๑๔ 13.8๐ 2.57 ๖๙ ๕ ๕๐ ๕ ๕๐

๓ ๒๐ ๑๔ 17.6๐ 1.26 ๘๘ ๑๐ ๑๐๐ - -

จากตารางที่ ๔.๑ ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจดั การเรียนรูแ้ บบ
ร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อยกว่า
ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป จำนวน ๑๐ คน พบว่า ชิ้นงานที่ ๑ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๑.๗๐ คิดเป็นร้อยละ
๕๘.๕๐ มนี ักเรียนผ่านเกณฑจ์ ำนวน ๒ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๒๐ และมนี ักเรยี นไม่ผ่านเกณฑ์ ๘ คน คดิ เป็น
ร้อยละ ๘๐, ชิ้นงานที่ ๒ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๓.๘๐ คิดเป็นร้อยละ ๖๙ มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน
๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๐ และมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๐, ชิ้นงานที่ ๓ นักเรียน
ผา่ นเกณฑ์ทกุ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ มคี ะแนนเฉลยี่ เท่ากับ ๑๗.๖๐ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๘๘

๖๐

๔.๒ ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมี
คะแนนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๗๐ ข้ึนไป

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ ด้วยการ
ทำแบบทดสอบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรยี นและหลังเรียน ผ้วู จิ ยั สรุปข้อมลู ได้ ดงั นี้

ตารางที่ ๔.๒ แสดงผลการพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนกั เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการ
คดิ เปน็ ภาพ

แบบทดสอบ คะแนนแบบทดสอบ จำนวนนกั เรียน จำนวนนกั เรียน
ทีผ่ า่ นเกณฑ์ ท่ีผ่านเกณฑ์

เต็ม ผ่าน ( ̅ ) S.D. ร้อยละ จำนวน ร้อย จำนวน รอ้ ย
เกณฑ์ (คน) ละ (คน) ละ

กอ่ นเรียน ๒๐ ๑๔ 10.4๐ 3.47 ๕๒ ๒ ๒๐ ๘ ๘๐

หลงั เรียน ๒๐ ๑๔ 17.2๐ 1.31 ๘๖ ๑๐ ๑๐๐ - -

จากตารางท่ี ๔.๒ ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและหลัง
เรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่าน
เกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป พบว่า จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนก่อนเรียน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ ๗๐ ขึ้นไป จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐ มีคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ 10.4๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๒ ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๘ คน คิดเป็นร้อยละ
๘๐, การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน นักเรียนทุกคนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ
๗๐ ขึ้นไป โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๒๐ คิดเป็นร้อยละ ๘๖ ของคะแนนเต็ม มีจำนวนนักเรียนผ่าน
เกณฑ์ ๑๐ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๐๐

๖๑

๔.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนบา้ นหนองบัว
น้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชา
เศรษฐศาสตร์

การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย ที่มีต่อ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชา
เศรษฐศาสตร์ ผ้วู ิจัยสรุปขอ้ มลู ได้ ดงั นี้

ตารางที่ ๔.๓ แสดงผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย โดยใช้การจดั การเรยี นร้แู บบรว่ มมือ รว่ มกับเทคนคิ การคดิ เป็นภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์

รายการประเมิน ̅ S.D. แปลผล

๑. ครูมกี ารเตรียมการสอน 4.3๐ 0.67 มาก

๒. การจัดบรรยากาศห้องเรียนเออ้ื ตอ่ การเรียนการสอน 4.2๐ 0.63 มาก

๓. รายวชิ าเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของผเู้ รียน 4.5๐ 0.52 มากที่สุด

๔. ครูใชว้ ิธกี ารสอนและใชส้ ่ืออย่างหลากหลาย 4.๐๐ 0.66 มาก

๕. ครมู ีบคุ ลิกภาพ การแต่งกายและการพดู จาเหมาะสม 4.7๐ 0.48 มากทส่ี ุด

๖. มกี ารจดั กิจกรรมการเรียนรูท้ ่เี นน้ ให้นักเรียนมสี ่วนร่วมในกจิ กรรม 4.6๐ 0.51 มากทส่ี ดุ

๗. ครใู ห้โอกาสนกั เรยี นซักถามปญั หา ๔.๑๐ 0.๙๙ มาก

๘. มีกิจกรรมการเรียนการสอนสง่ เสริมการค้นคว้าและ แสวงหาความรู้ 3.๙๐ 0.๘๗ มาก

อยา่ งต่อเนื่อง

๙. กิจกรรมการเรียนรสู้ ่งเสรมิ การพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ 4.9๐ 0.31 มากท่ีสดุ

๑๐. มีการจัดและประเมินผลที่หลากหลาย และเหมาะสมกับเนื้อหาที่ 3.๗๐ 0.82 มาก

สอน

รวม 4.๒๙ 0.2๓ มาก

จากตารางที่ ๔.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์
มีความพึงพอใจโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.๒๙, S.D. = 0.2๓) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อเรียง
จากมากไปน้อย พบว่า ข้อที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการพัฒนาการคิด
สร้างสรรค์ ,uความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.9๐, S.D. = 0.31) รองลงมา คือ ครูมี

๖๒

บุคลิกภาพ การแต่งกายและการพูดจาเหมาะสม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.๗๐, S.D.
= 0.๔๘), มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรยี นมสี ่วนร่วมในกิจกรรม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มากทีส่ ดุ ( ̅ = 4.๖๐, S.D. = 0.๕๑), รายวชิ าเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน อยู่ใน
ระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.๕๐, S.D. = 0.๕๒), ครูมีการเตรียมการสอน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
( ̅ = 4.๓๐, S.D. = 0.๖๗), การจัดบรรยากาศห้องเรียนเอื้อต่อการเรียนการสอน มีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดับมาก ( ̅ = 4.๒๐, S.D. = 0.๖๓), ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มาก ( ̅ = 4.๑๐, S.D. = 0.๙๙), ครใู ชว้ ิธีการสอนและใชส้ อ่ื อยา่ งหลากหลาย มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
มาก ( ̅ = 4.๐๐, S.D. = 0.๖๖), มีกิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมการค้นคว้าและ แสวงหาความรู้
อย่างตอ่ เนอ่ื ง มคี วามพงึ พอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๙๐, S.D. = 0.๘๗), และข้อทม่ี คี วามพงึ พอใจน้อย
ที่สุด คือ มีการจัดและประเมินผลที่หลากหลาย และเหมาะสมกับเนื้อหาที่สอน มีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดบั มาก ( ̅ = ๓.๗๐, S.D. = 0.๘๒)

๔.๔ องคค์ วามรใู้ หม่ทไี่ ดจ้ ากการวจิ ัย

จากการวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและสามารถสรุปองค์ความรู้ คือ จากการศึกษาผู้วิจัย
พบว่าการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์
เรื่อง สินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ทำให้เห็นความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นของผ้เู รยี นมีพัฒนาการทดี่ ีย่ิงขึ้นอย่างเห็นได้ชดั ความสามารถในการคิดสรา้ งสรรค์ หลังการ
จดั การเรียนรแู้ บบร่วมมือ ร่วมกบั เทคนคิ การคิดเป็นภาพ มคี ะแนนเฉล่ียสูงขึน้ เมื่อเทียบกับก่อนเรียนและ
เทียบกับเกณฑ์ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ
เป็นกิจกรรมที่ให้โอกาสให้แก่ผู้เรียนสร้างความรู้และความคิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนได้คิด
ได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง เน้นให้ผู้เรียนคิดเป็นภาพ โดยมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ สามารถพัฒนาผู้เรียนหลายๆ ดา้ น และสามารถสรุปเป็นแผนภาพได้ ดงั นี้

๖๓

การพัฒนาความสามารถในการคิดสรา้ งสรรค์ โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบ
ร่วมมอื ร่วมกบั เทคนคิ การคิดเปน็ ภาพ รายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียน

ชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรยี นบา้ นหนองบวั น้อย

แผนการจัดการ แบบประเมินความพึง
เรียนรู้จำนวน ๓ พอใจ
แผนการจัดการ
แบบประเมนิ คะแนน
เรียนรู้ ความคดิ สรา้ งสรรค์

แบบทดสอบวดั ช้ินงาน
ผลสมั ฤทธท์ิ างการ

เรียน

ประโยชน์
๑. นกั เรียนเกิดกระบวนคิดอยา่ งสร้างสรรค์
๒. นักเรยี นมปี ฏสิ ัมพันธ์ร่วมกันกบั ผู้อน่ื
๓. นกั เรียนมที ักษะการเป็นผ้นู ำและผู้ตามทดี่ ี

ภาพท่ี ๔.๑ องคค์ วามรู้ที่ไดจ้ ากงานวจิ ยั

๖๔

บทท่ี ๕

สรปุ ผล อภิปรายผลการวิจัย และขอ้ เสนอแนะ

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย ๑) เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมี
คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป ๒) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อย
กว่าร้อยละ ๗๐ ขนึ้ ไป ๓) เพอ่ื ศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนอง
บัวน้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์
สามารถสรุปและอภปิ รายผลการศึกษา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

๕.๑ สรปุ ผลการศึกษา
๕.๒ อภปิ รายผลการวจิ ยั
๕.๓ ข้อเสนอแนะ

๖๕

๕.๑ สรุปผลการศึกษา

๕.๑.๑ ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐
ขึ้นไป จำนวน ๑๐ คน พบว่า ชิ้นงานที่ ๑ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๑.๗๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๘.๕๐
มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐ และมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๘ คน คิดเป็นร้อยละ
๘๐, ชิ้นงานที่ ๒ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๓.๘๐ คิดเป็นร้อยละ ๖๙ มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน ๕ คน
คิดเปน็ ร้อยละ ๕๐ และมนี กั เรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๕ คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๕๐, ชน้ิ งานท่ี ๓ นกั เรียนผ่านเกณฑ์
ทุกคน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๐๐ มคี ะแนนเฉลย่ี เทา่ กับ ๑๗.๖๐ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๘๘

๕.๑.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน
รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์
และมคี ะแนนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ ๗๐ ขน้ึ ไป พบวา่ จากการทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อน
เรียน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ
10.4๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๒ ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๐,
การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน นักเรียนทุกคนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ ๗๐
ข้นึ ไป โดยมคี ะแนนเฉล่ยี เท่ากบั ๑๗.๒๐ คดิ เปน็ ร้อยละ ๘๖ ของคะแนนเต็ม มจี ำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์
๑๐ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๑๐๐

๕.๑.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบัว
น้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ มีความ
พึงพอใจโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.๒๙, S.D. = 0.2๓) เม่อื พิจารณาเป็นรายข้อเรียงจากมาก
ไปนอ้ ย พบว่า ข้อทีม่ คี วามพงึ พอใจมากทส่ี ุด คือ กจิ กรรมการเรียนรู้สง่ เสริมการพัฒนาการคิดสร้างสรรค์
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.9๐, S.D. = 0.31 และข้อที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด
คือ มกี ารจดั และประเมนิ ผลท่หี ลากหลาย และเหมาะสมกบั เน้ือหาทส่ี อน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
( ̅ = ๓.๗๐, S.D. = 0.๘๒)

๖๖

๕.๒ อภปิ รายผลการวิจัย

๕.๒.๑ ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้าน
หนองบัวน้อย โดยให้นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐
ขึ้นไป จำนวน ๑๐ คน พบว่า ชิ้นงานที่ ๑ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๑.๗๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๘.๕๐
มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐ และมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๘ คน คิดเป็นร้อยละ
๘๐, ชิ้นงานที่ ๒ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๓.๘๐ คิดเป็นร้อยละ ๖๙ มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน ๕ คน
คิดเปน็ รอ้ ยละ ๕๐ และมีนักเรียนไมผ่ า่ นเกณฑ์ ๕ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๕๐, ชนิ้ งานท่ี ๓ นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์
ทุกคน คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๖๐ คิดเป็นร้อยละ ๘๘ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย
ของ ปัทมา อินทร์แช่มช้อย (2562)๕๙ ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์วิชาคอมพิวเตอร์
โดยใช้แนวคิดของกาเย่ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า 1) นักเรียนมีการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ในวิชาคอมพิวเตอร์โดยใช้แนวคิดของกาเย่ มีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์จำนว น
13 คน คิดเป็นร้อยละ 81.25 ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 18.75 2) นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05 3) ระดบั ความพึงพอใจในการจัดการเรียนร้โู ดยใช้แนวคิดของกาเย่ โดยภาพรวมมีความพงึ พอใจอยู่
ในระดับมาก และ บัญชาฤทธิ์ พลพันธ์ (2563)๖๐ ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิด
แก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดว้ ยการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์
(Creative Problem Solving) ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) รายวิชา ส 13101
สังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(ศกึ ษาศาสตร์) พบวา่ ๑) การพฒั นาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
มนี กั เรยี นทผ่ี า่ นเกณฑ์ จำนวน 29 คน คดิ เป็นร้อยละ 80.55 คะแนนเฉล่ีย 15.78 คะแนน คดิ เป็นร้อย
ละ 78.90 ซ่ึงผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ๒) การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีที่ 3 มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 86.11 คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.33
คะแนน คดิ เปน็ ร้อยละ 81.10 ซึง่ ผา่ นเกณฑท์ กี่ ำหนดไว้

๕๙ปัทมา อินทร์แช่มชอ้ ย, ศึกษาเรื่องการพัฒนาความคดิ สร้างสรรคว์ ชิ าคอมพิวเตอร์ โดยใช้แนวคดิ ของกา
เย่ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ [ออนไลน์], (๒๕๖๒). แหล่งที่มา : http://libdoc.dpu.ac.th/thesis
/Puttama.Inc.pdf. สบื ค้นเมอ่ื : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.

๖๐บัญชาฤทธิ์ พลพนั ธ์, ศึกษาเรือ่ งการพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ (Creative Problem Solving) ร่วมกับเทคนิค
การคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) รายวิชา ส ๑๓๑๐๑ สังคมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) [ออนไลน์], (๒๕๖๓). แหล่งที่มา : https://e-
learning.kku.ac.th/enrol/index.php?id=7291. สืบค้นเมอื่ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๖๗

๕.๒.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน
รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านหนองบัวน้อย โดยใช้การจัดการ
เรียนรแู้ บบรว่ มมือ ร่วมกบั เทคนิคการคิดเป็นภาพ โดยใหน้ ักเรียนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ผา่ นเกณฑ์ และ
มีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป พบว่า จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน
เรียน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ ๗๐ ขึ้นไป จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ
10.4๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๒ ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ ๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๐, การ
ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน นักเรียนทุกคนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ ๗๐ ข้ึน
ไป โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๒๐ คิดเป็นร้อยละ ๘๖ ของคะแนนเต็ม มีจำนวนนักเรียนผ่านเก ณฑ์
๑๐ คน คิดเป็นรอ้ ยละ ๑๐๐ ซึ่งสอดคล้องกับงานวจิ ยั ของ รณิดา วงษ์สะพาน (2562)๖๑ ได้ศึกษาเรือ่ ง
การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ประกอบกับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) สำหรับนักเรยี นที่มีความบกพร่องทางการ
เรยี นรชู้ ้ันประถมศึกษาปีที่ 5 พบวา่ 1) กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบร่วมมือประกอบกบั ชุดการเรียนรู้แบบคิด
เป็นภาพ (Visual Thinking) สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.41/72.65 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 70/70ที่กาหนด 2) การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) เรื่อง
มาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีดัชนี
ประสิทธิผลเท่ากับ 0.64 แปลว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 64 3) ผลการ
ประเมินความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ ( Visual
Thinking)เรื่องมาตราตัวสะกด พบว่านักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
มีความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยในลักษณะที่เป็นแนวโน้มเชิงบวก คือมีคะแนนเฉล่ีย
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรียนรู้
แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) เรื่อง มาตราตัวสะกดสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการ
เรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05 4)นักเรยี นทีเ่ รยี นด้วยกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือประกอบ
กับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) เรื่องมาตราตัวสะกดสำหรับนักเรียนที่มีความ
บกพร่องทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

๖๑รณิดา วงษ์สะพาน, ศึกษาเรื่องการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้
กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบกับชุดการเรียนรู้แบบคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) สำหรับนักเรียนที่มี
ความบกพร่องทางการเรยี นรูช้ ั้นประถมศึกษาปีท่ี ๕ [ออนไลน]์ , (๒๕๖๒). แหล่งที่มา : https://edu.snru.ac.th/wp-
content/uploads/2020/01/11-ConED-Oral-17-รณดิ าokแก้ไขใหม่.pdf. สืบคน้ เม่ือ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.

๖๘

และปุณยวีร์ แสงมนตรี (2558)๖๒ ศึกษาเรื่อง การพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการคิดจาก
ภาพเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการคิดจากภาพเพื่อ
ส่งเสริมความสามารถการในพูดภาษาอังกฤษและเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์สาหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทาวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง พบว่า ผลการพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธี
การคิดจากภาพ พบว่า บทเรียนภาษาอังกฤษทั้ง 10 บทเรียน มีประสิทธิภาพมากและเหมาะสมกับ
ความรู้ความสามารถของผู้เรียน นักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษหลังเรียน
โดยใช้กลวิธีการคิดจากภาพผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับดี และนักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีความสามารถในการ
เขยี นภาษาอังกฤษเชงิ สรา้ งสรรคห์ ลงั เรียนโดยใชก้ ลวธิ กี ารคิดจากภาพผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับดี

๕.๒.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองบัว
น้อย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ มีความ
พึงพอใจโดยภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.๒๙, S.D. = 0.2๓) เมื่อพิจารณาเป็นราย
ข้อเรียงจากมากไปน้อย พบว่า ข้อที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการ
พัฒนาการคิดสร้างสรรค์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( ̅ = 4.9๐, S.D. = 0.31) รองลงมา คือ
ครูมีบุคลิกภาพ การแต่งกายและการพูดจาเหมาะสม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.๗๐,
S.D. = 0.๔๘), มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม มีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดับมากที่สุด ( ̅ = 4.๖๐, S.D. = 0.๕๑), รายวิชาเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของ
ผูเ้ รยี น มีความพงึ พอใจอยใู่ นระดับมากทส่ี ดุ ( ̅ = 4.๕๐, S.D. = 0.๕๒), ครมู กี ารเตรยี มการสอน มีความ
พึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.๓๐, S.D. = 0.๖๗), การจัดบรรยากาศห้องเรียนเอื้อต่อการเรียนการ
สอน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.๒๐, S.D. = 0.๖๓), ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหา
มคี วามพงึ พอใจอยู่ในระดบั มาก ( ̅ = 4.๑๐, S.D. = 0.๙๙), ครูใช้วิธีการสอนและใช้สื่ออยา่ งหลากหลาย
อยู่ในระดับมาก ( ̅ = 4.๐๐, S.D. = 0.๖๖), มีกิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมการค้นคว้าและ
แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๙๐, S.D. = 0.๘๗), และข้อที่มี
ความพึงพอใจน้อยที่สดุ คอื มกี ารจดั และประเมนิ ผลที่หลากหลาย และเหมาะสมกับเนอื้ หาที่สอน มีความ
พึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๗๐, S.D. = 0.๘๒) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ศุภชัย บุญเสริม

๖๒ปุณยวรี ์ แสงมนตรี, ศึกษาเรื่องการพัฒนาบทเรียนภาษาองั กฤษโดยใช้กลวิธีการคิดจากภาพเพื่อส่งเสริม
ความสามารถในการพูดและการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ [ออนไลน์] ,
(๒๕๕๘). แหล่งที่มา : http://ires.or.th/spb/main/file/440007505271547705.pdf. สืบค้นเม่ือ : ๘ มีนาคม
๒๕๖๕.

๖๙

(2561)๖๓ ได้ศึกษาเรือ่ ง ความสัมพนั ธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในชัน้ เรียนตอ่ ความคิดสร้างสรรคแ์ ละความ
พึงพอใจในชั้นเรียนวิทยาศาสตรข์ องนักเรียนสังกัดนกั งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 พบว่า
1) ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์มีระดับของ
มาตรระดับมาก 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ในชั้นเรียน
วิทยาศาสตรม์ ีระดับของมาตรระดบั มาก 3) ความคดิ สร้างสรรค์เกีย่ วกับวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมีระดับ
ของมาตรระดับปานกลาง 4) ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนกับความคิดสร้างสรรค์ของ
นักเรียนทั้ง 4 ด้าน พบว่าร้อยละ 6, 7, 8 และ 12 ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อความคิดริเริ่ม ความคิด
ยืดหยุ่น ความคิดเชื่อมโยงและนอกกรอบ และความคิดอย่างละเอียดลออ ตามลำดับ 5) ความสัมพันธ์
ของความคิดเห็นของนักเรียนระหว่างสภาพแวดล้อมในการจัดการเรียนรู้และความพึงพอใจในชั้นเรียน
วิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5, 12, 29, และ 14 มีความพึงพอใจต่อด้าน
กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศการเรียนรู้ ด้านสื่อการเรียนรู้ และด้านประโยชน์ท่ี
ไดร้ ับตามลำดบั

๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ

จากผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรยี นบา้ นหนองบวั นอ้ ย ผู้วจิ ัยมีข้อเสนอแนะดงั ต่อไปน้ี

๕.๓.๑ ขอ้ เสนอแนะท่ีได้จากการวิจยั
๑) การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมือ ร่วมกบั เทคนิคการคิดเป็นภาพ

มีขั้นตอนในการจดั การเรียนรู้ค่อนขา้ งมาก ดังนั้นผู้สอนควรควบคมุ ระยะเวลาในการทำกิจกรรมตา่ งๆ ให้
มคี วามชดั เจนและเหมาะสม เพือ่ ท่ีจะได้จัดกิจกรรมการเรยี นร้คู รบทุกขัน้ ตอนตามระยะเวลาท่ีกำหนด

๒) เครือ่ งมือในการวิเคราะหผ์ ลการวจิ ัย เช่น แบบวดั ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์
หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรมีการประเมินในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ข้อสอบ
อัตนยั แบบบรรยาย อธิบายหรอื เตมิ คำ เพราะการจัดการเรียนรู้ดว้ ยการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ ร่วมกับ
เทคนิคการคิดเป็นภาพ ไม่สามารถวัดผลการพัฒนาของนักเรียนได้อย่างครบถ้วนด้วยแบบทดสอบ
ประเภทปรนยั แบบตวั เลือกเพียงอยา่ งเดียว

๖๓ศุภชัย บุญเสริม, ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนต่อความคิดสร้างสรรค์และ
ความพึงพอใจในช้ันเรียนวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นสงั กัดนักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต ๒๖ [ออนไลน์],
(๒๕๖๑). แหล่งที่มา : http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2561/M126649/Boonserm%20Supphachai.pdf.
สบื คน้ เมอื่ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๗๐

๓) ในการจัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการกลุ่ม ควรมีการให้นักเรียนได้สรุปเนื้อหาสาระ
และสิ่งที่ได้เรียนรู้เป็นงานเดี่ยวร่วมด้วย เพื่อให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนและสรุปองค์ความรู้ให้นักเรียนได้
อย่างครบถว้ นมากขน้ึ

๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะในการวิจยั คร้ังต่อไป
๑) ในการวิจัยครง้ั ตอ่ ไป สามารถนำการจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยการจัดการเรียนรู้แบบ

ร่วมมือ รว่ มกบั เทคนิคการคิดเป็นภาพ ไปทดลองศกึ ษากบั ตวั แปรทเ่ี นน้ ทักษะอื่นๆ ทมี่ ีความสอดคลอ้ งกับ
รปู แบบการสอน เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดแกป้ ญั หา และการคดิ แบบมวี จิ ารณญาณ เป็นต้น

๒) การจดั กจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบกลุ่ม ควรลดขนาดจำนวนสมาชิกในกลุ่มไม่เกนิ ๔ คน
เนือ่ งจากจำนวนสมาชิกทีม่ ากเกนิ ไปจะทำใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มมสี ว่ นร่วมในการทำกิจกรรมน้อยลง

๓) ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่ม การเสริมแรงบวก เช่น การเพิ่มคะแนนกลุ่ม
สำหรับกลุ่มที่เรียบร้อย, การเพิ่มคะแนนกลุ่มสำหรับกลุ่มที่สมาชิกทำงานร่วมกัน เป็นต้น และการ
เสริมแรงลบ เช่น สมาชกิ ในกลุ่มไมช่ ว่ ยเพื่อนทำงาน สมาชิกกลุ่มหยอกล้อกัน เป็นต้น เป็นแนวทางในการ
ควบคมุ ชั้นเรียนได้เป็นอยา่ งดโี ดยเฉพาะในนักเรียนระดบั ประถมศึกษาตอนตน้

๗๑

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. กระบวนการจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมือ. กรงุ เทพฯ : คุรสุ ภาลาดพร้าว, ๒๕๔๕.
_________. การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ. กรุงเทพฯ : คุรสุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๖.
_________. แนวคดิ ทฤษฎคี วามคดิ สรา้ งสรรคก์ รมวิชาการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ รุสภา, ๒๕๓๕.
_________. พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ที่แกไ้ ขเพ่มิ เติม ฉบบั ที่ ๒. กรุงเทพฯ :

ครุ ุสภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๖.
กรมวชิ าการ. กระทรวงศึกษาธกิ าร. ความคิดสรา้ งสรรค์ หลักการ ทฤษฎี การเรียนการสอน การวัดผล

ประเมินผล. พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ ุสภา, ๒๕๓๔.
_________________________. ความคิดสร้างสรรค์ หลักการ ทฤษฎี การเรยี นการสอนการวัดผล

ประเมนิ ผล. พิมพ์ครัง้ ที่ ๒. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ครสุ ภา, ๒๕๓๕.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐานพทุ ธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ : คุรสุ ภา

ลาดพร้าว, ๒๕๕๑.
คตั สมึ ิ นชิ ิมรู ะ. คิดดว้ ยภาพ = Think in pictures. แปลโดย ประวตั ิ เพยี รเจริญ. กรงุ เทพฯ : ไม่ปรากฎ

โรงพมิ พ,์ ๒๕๕๑.
จนั ทมิ า เมยประโคน. การวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นตามจุดมงุ่ หมาย. กรุงเทพฯ: สำนกั งาน, ๒๕๔๑.
ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์. ความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๔๖.
แดน โรม. เทคนิคการคดิ เป็นภาพ. กรงุ เทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรฟุ๊ แมนเนจเมน้ ท์, ๒๕๖๒.
ทิศนา แขมมณ.ี ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน. กรุงเทพฯ : เลีย่ งเซียง, ๒๕๔๘.
นรีรตั น์ สร้อยศรี. การจัดการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือ. [ออนไลน]์ . ๒๕๕๔. แหลง่ ท่มี า :

http://mathmath2.blogspot.com/2012/09/135-theory-of-cooperative-or.html.
สืบคน้ เม่อื : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.
บัญชาฤทธ์ิ พลพันธ์. ศกึ ษาเรอ่ื งการพฒั นาความสามารถในการคิดแกป้ ญั หาและผลสมั ฤทธทิ์ างการ
เรยี น ดว้ ยการจดั การเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Creative
Problem Solving) ร่วมกับเทคนิคการคิดเป็นภาพ (Visual Thinking) รายวิชา ส
๑๓๑๐๑ สังคมศึกษา ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๓ โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแก่น ฝ่าย
ประถมศกึ ษา (ศึกษาศาสตร์). [ออนไลน์]. ๒๕๖๓. แหลง่ ทีม่ า : https://e-
learning.kku.ac.th/enrol/index.php?id=7291. สบื ค้นเม่ือ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.
บญุ ชม ศรีสะอาด. การสรา้ งแบบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๕.
บญุ เรือง ขจรศิลป์. ความพงึ พอใจของผู้ใช้บรกิ าร. กรงุ เทพฯ : สวุ ีรยิ าสาส์น, ๒๕๒๙.
ปกรณ์ ปรียากร. แนวคดิ เกย่ี วกบั การพฒั นา ในการบริหารการพฒั นา. กรงุ เทพฯ : สามเจริญพาณิช,
๒๕๓๘.

๗๒

ปริญญา จเรรชั ต์ และคณะ. การวดั ความพึงพอใจ. กรุงเทพฯ : สถาบนั บัณฑติ พฒั นาบรหิ ารศาสตร์,
๒๕๔๖

ปทั มา อินทรแ์ ชม่ ชอ้ ย. ศึกษาเรอ่ื งการพฒั นาความคดิ สร้างสรรค์วิชาคอมพวิ เตอร์ โดยใชแ้ นวคดิ ของ
กาเย่ ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖. [ออนไลน์]. ๒๕๖๒. แหลง่ ท่ีมา :
http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Puttama.Inc.pdf. สบื ค้นเมอ่ื : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.

ปุณยวรี ์ แสงมนตรี. ศกึ ษาเรอ่ื งการพัฒนาบทเรยี นภาษาองั กฤษโดยใช้กลวิธกี ารคิดจากภาพเพอ่ื
ส่งเสรมิ ความสามารถในการพูดและการเขยี นภาษาองั กฤษเชิงสรา้ งสรรค์ของนกั เรยี นชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี ๕. [ออนไลน]์ . ๒๕๕๘. แหล่งที่มา :
http://ires.or.th/spb/main/file/440007505271547705.pdf. สบื คน้ เมอื่ : ๘
มีนาคม ๒๕๖๕.

พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์. การเรียนการสอนท่เี น้นผูเ้ รียนเป็นสำคัญ : แนวคดิ วิธีและเทคนคิ การสอน ๑.
กรงุ เทพฯ : เดอะมาสเตอร์กร๊ฟุ แมนเนจเม้นท์, ๒๕๔๔.

ไพฑูรย์ อนันต์ทเขต. เทคนิคการคดิ เปน็ ภาพ. กรงุ เทพฯ : เดอะมาสเตอรก์ ร๊ฟุ แมนเนจเม้นท์, ๒๕๖๑.
ไพศาล หวงั พานชิ . การประเมินผลการเรยี น. กรงุ เทพฯ : สำนักงาน, ๒๕๓๓.
_____________. การประเมนิ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น. กรุงเทพฯ : สำนักงาน, ๒๕๓๓.
ภณิดา ชัยปญั ญา. แนวคิดความพึงพอใจ. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๑.
ภพ เลาหไพบูลย์. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน พมิ พค์ รั้งท่ี ๙. กรุงเทพฯ : ภาพพมิ พ์, ๒๕๔๒.
ภาวนิ ี เจือติระรกั ษ์. เทคนคิ การคิดเปน็ ภาพ. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ, ๒๕๕๙.
รณดิ า วงษ์สะพาน. ศกึ ษาเร่ืองการพฒั นาความสามารถดา้ นการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้

กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือประกอบกับชดุ การเรยี นรแู้ บบคดิ เป็นภาพ (Visual
Thinking) สำหรบั นักเรยี นท่ีมีความบกพรอ่ งทางการเรยี นรชู้ นั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕.
[ออนไลน]์ . ๒๕๖๒. แหลง่ ทม่ี า : https://edu.snru.ac.th/wp-
content/uploads/2020/01/11-ConED-Oral-17-รณดิ าokแกไ้ ขใหม.่ pdf. สบื ค้นเมอื่ : ๘
มนี าคม ๒๕๖๕.
รัชนพี ร มสี ี, วิธกี ารจัดการเรียนรู้ : เพ่ือพัฒนาความรแู้ ละทกั ษะ. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์, ๒๕๔๒.
ลกั ขณา สรวิ ัฒน์. ทฤษฎีการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื (Cooperrative Learning Theory). กรงุ เทพฯ :
กรมฯ, ๒๕๔๔.
วรรณรตั น์ อง้ึ สปุ ระเสรฐิ . ขน้ั ตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน. กรุงเทพฯ :
สำนักงานพมิ พจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๒.
วัฒนาพร ระงบั ทกุ ข์. ความหมายการเรียนแบบรว่ มมือ. กรงุ เทพฯ : สามเจรญิ พานชิ , ๒๕๔๓.
_______________. แนวคดิ ทฤษฎที ี่เก่ยี วขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพไ์ ทย,
๒๕๖๐.
วมิ ลรตั น์ สุนทรโรจน์. การจดั การเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ. กรงุ เทพฯ : กรมฯ, ๒๕๔๙.

๗๓

วรี พันธ์ เกษสงั ข์. พัฒนาทกั ษะการคิด พิชติ การสอน. กรงุ เทพฯ : เลี่ยงเซียง, ๒๕๖๓.
ศศิมา สุขสว่าง. กระบวนการของความคดิ สรา้ งสรรค์. [ออนไลน]์ . (๒๕๕๔). แหล่งทมี่ า :

https://www.sasimasuk.com/17260872/ขั้นตอนในการคิดอย่างสร้างสรรค์-creative-
thinking-process. สืบคน้ เมือ่ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.
ศภุ ชยั บญุ เสรมิ . ศึกษาเรื่องความสมั พันธ์ระหวา่ งสภาพแวดล้อมในชนั้ เรยี นต่อความคิดสรา้ งสรรค์
และความพึงพอใจในชัน้ เรยี นวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียoสงั กดั นักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษา
มธั ยมศกึ ษา เขต ๒๖. [ออนไลน์]. ๒๕๖๑. แหลง่ ทม่ี า :
http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2561/M126649/Boonserm%20Supphachai.pdf
. สบื ค้นเมอื่ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.
สมจติ สวธนไพบูลย์และคณะ. การวจิ ัยและพัฒนาชุดกจิ กรรมการจดั กระบวนการเรียนร้ทู ่เี น้นผู้เรียน
เปน็ สำคัญดว้ ยกจิ กรรมทีห่ ลากหลาย. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยศรนี คริทรวิโรฒ, ๒๕๔๗.
สลาวนิ (Slavin ). การเรยี นแบบร่วมมือ. กรงุ เทพฯ : คุรุสภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๖.
สำนกั งานบริหารและพฒั นาองคค์ วามรู้. คดิ เป็นภาพ. กรงุ เทพฯ : อกั ษรเจรญิ ทศั น์, ๒๕๖๒.
สุวิทย์ มลู คำ และอรทยั มลู คำ. กระบวนการเรียนรู้. กรงุ เทพฯ : กรมฯ, ๒๕๔๕.
หทัยรัตน์ ประทมุ สตู ร. ความพงึ พอใจในการบรกิ ารของงานทะเบยี นและวดั ผล. นนทบุรี : วิทยาลัยราช
พฤกษ,์ ๒๕๕๑.
อัญชนา โพธพิ ลาการ. ผลกระทบตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕.
อาภรณ์ ใจเทยี่ ง. การจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมอื . กรงุ เทพฯ : กรมฯ, ๒๕๔๖.
อารี พนั ธ์มณี. คิดอย่างสร้างสรรค์. พมิ พ์คร้ังที่ 5. กรุงเทพฯ : บรษิ ัทต้นอ้อ, ๒๕๔๐.
อารีย์ คงสวัสด์ิ. สุดยอดวิธกี ารสอนสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม นำไปสู่การจัดการเรียนรู้ของครู
ยคุ ใหม.่ กรุงเทพฯ : อกั ษรเจรญิ ทศั น์, ๒๕๔๔.

๗๔

ภาคผนวก

๗๕

ภาคผนวก ก
รายช่อื ผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบเคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวิจยั

๗๖

รายช่อื ผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบเครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ัย

๑. ผศ.อนสุ รณ์ นางทะราช ประธานหลักสูตรครุศาสตรบัณฑติ สาขาสงั คมศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น

๒. อาจารยว์ ิรัตน์ ทองภู อาจารย์ประจำหลักสตู รครุศาสตรบณั ฑิต สาขาสังคมศึกษา
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๓. อาจารยส์ ริญญา มารศรี อาจารย์ประจำหลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑิต สาขาสงั คมศึกษา
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่

๗๗

ภาคผนวก ข
แบบประเมนิ คณุ ภาพเคร่ืองมือโดยผเู้ ช่ียวชาญ

๗๘

แบบประเมินแผนการจัดการเรยี นรู้

วิชา เศรษฐศาสตร์ รหสั วิชา ส ๑๓๑๐๑ ระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๓

แผนการเรียนรู้ท่ี ๑ เร่อื ง สนิ ค้าและบริการ

คำชี้แจง : ข้อความที่เสนอต่อไปนี้เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โปรดใส่

เคร่ืองหมายถกู (✓) ลงในชอ่ งทีต่ รงกับความคิดเหน็ ลงในแบบประเมนิ และหากทา่ นมขี ้อเสนอแนะกรุณา

ระบุรายละเอียดให้เปน็ แนวทางในการปรบั ปรุงตอ่ ไป

ระดบั ๕ หมายถึง เหมาะสมมากทีส่ ดุ

ระดบั ๔ หมายถึง เหมาะสมมาก
ระดบั ๓ หมายถึง เหมาะสมปานกลาง

ระดบั ๒ หมายถึง เหมาะสมน้อย

ระดบั ๑ หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สดุ
โปรดใสเ่ ครือ่ งหมายถกู (✓) ลงในช่องท่ตี รงกับความคดิ เห็นลงในแบบประเมิน

รายการประเมิน ระดับความคดิ เห็น หมายเหตุ

๕๔๓๒๑
๑. หน่วยการเรียนรู้มีองคป์ ระกอบครบถ้วน
เหมาะสม และมีรายละเอียดที่สอดคล้อง
สมั พันธ์กัน
๒. การเขียนสาระที่สำคัญในแผน กระชับ
ครอบคลุม ตามเป้าหมาย
๓. จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจน
ถูกต้องครอบคลุมเนอ้ื หาสาระ
๔. เนื้อหา / กิจกรรมการสอนเหมาะสมกับ
จำนวนเวลาทีก่ ำหนด
๕. เนื้อหาสาระในแผนถูกต้องตามหลัก
โครงสรา้ งหลักสตู รแกนกลาง
๖. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย /
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และสามารถ
นำไปปฏิบตั ิได้จรงิ

๗๙

รายการประเมนิ ระดับความคดิ เห็น หมายเหตุ

๕๔๓๒๑
๗. แผนการจัดการเรียนรู้มีการกำหนด
ชน้ิ งาน / ภาระงานอยา่ งเหมาะสม
๘. มีการใช้สื่อ / แหล่งการเรียนรู้เนื้อหา
สาระที่เหมาะสมกับผเู้ รยี น
๙. มีรูปแบบการวัดผลและประเมินผลที่
หลากหลาย
๑๐. มกี ารวดั ผลและประเมินผลที่สอดคล้อง
กบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ขอ้ เสนอแนะเพิม่ เตมิ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………............................................................................................................................. ..........

ลงชือ่ ……………………………………………………………..
(……………………………………………………………………)

ผปู้ ระเมนิ

๘๐

แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้

วชิ า เศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา ส ๑๓๑๐๑ ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓

แผนการเรยี นรทู้ ่ี ๒ เรือ่ ง สินคา้ ทีจ่ ำเป็นตอ่ การดำรงชวี ิตของมนุษย์ท่ีเรยี กวา่ ปัจจยั ๔

คำชี้แจง : ข้อความที่เสนอต่อไปนี้เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โปรดใส่

เครื่องหมายถกู (✓) ลงในช่องทีต่ รงกบั ความคิดเหน็ ลงในแบบประเมิน และหากทา่ นมีข้อเสนอแนะกรุณา

ระบุรายละเอยี ดใหเ้ ป็นแนวทางในการปรบั ปรุงต่อไป

ระดบั ๕ หมายถงึ เหมาะสมมากท่ีสุด

ระดบั ๔ หมายถึง เหมาะสมมาก
ระดับ ๓ หมายถงึ เหมาะสมปานกลาง

ระดับ ๒ หมายถงึ เหมาะสมน้อย

ระดับ ๑ หมายถงึ เหมาะสมนอ้ ยท่ีสดุ
โปรดใส่เคร่ืองหมายถูก (✓) ลงในชอ่ งทตี่ รงกบั ความคดิ เหน็ ลงในแบบประเมิน

รายการประเมนิ ระดับความคดิ เห็น หมายเหตุ

๕๔๓๒๑
๑. หน่วยการเรียนรู้มีองค์ประกอบครบถ้วน
เหมาะสม และมีรายละเอียดที่สอดคล้อง
สัมพันธ์กัน
๒. การเขียนสาระที่สำคัญในแผน กระชับ
ครอบคลุม ตามเป้าหมาย
๓. จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจน
ถกู ต้องครอบคลมุ เน้อื หาสาระ
๔. เนื้อหา / กิจกรรมการสอนเหมาะสมกับ
จำนวนเวลาทีก่ ำหนด
๕. เนื้อหาสาระในแผนถูกต้องตามหลัก
โครงสร้างหลักสตู รแกนกลาง
๖. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย /
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และสามารถ
นำไปปฏิบัติไดจ้ รงิ

๘๑

รายการประเมิน ระดบั ความคิดเหน็ หมายเหตุ

๕๔๓๒๑
๗. แผนการจัดการเรียนรู้มีการกำหนด
ชิ้นงาน / ภาระงานอย่างเหมาะสม
๘. มีการใช้สื่อ / แหล่งการเรียนรู้เนื้อหา
สาระทเี่ หมาะสมกับผเู้ รียน
๙. มีรูปแบบการวัดผลและประเมินผลที่
หลากหลาย
๑๐. มกี ารวดั ผลและประเมนิ ผลทีส่ อดคล้อง
กับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
ขอ้ เสนอแนะเพ่ิมเตมิ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..................

ลงชื่อ……………………………………………………………..
(……………………………………………………………………)

ผปู้ ระเมิน

๘๒

แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้

วิชา เศรษฐศาสตร์ รหสั วิชา ส ๑๓๑๐๑ ระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓

แผนการเรียนรทู้ ่ี ๓ เรอื่ ง หลักการเลอื กสินค้าท่จี ำเป็น

คำชี้แจง : ข้อความที่เสนอต่อไปนี้เป็นเกณฑ์พื้นฐานในการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ โปรดใส่

เครือ่ งหมายถูก (✓) ลงในชอ่ งทต่ี รงกับความคิดเห็นลงในแบบประเมนิ และหากทา่ นมีข้อเสนอแนะกรุณา

ระบรุ ายละเอียดให้เป็นแนวทางในการปรบั ปรงุ ต่อไป

ระดบั ๕ หมายถงึ เหมาะสมมากที่สดุ

ระดับ ๔ หมายถงึ เหมาะสมมาก
ระดับ ๓ หมายถึง เหมาะสมปานกลาง

ระดับ ๒ หมายถงึ เหมาะสมนอ้ ย

ระดบั ๑ หมายถึง เหมาะสมนอ้ ยที่สุด
โปรดใสเ่ คร่อื งหมายถกู (✓) ลงในช่องท่ีตรงกบั ความคิดเห็นลงในแบบประเมิน

รายการประเมิน ระดับความคดิ เห็น หมายเหตุ

๕๔๓๒๑
๑. หน่วยการเรียนรู้มีองค์ประกอบครบถ้วน
เหมาะสม และมีรายละเอียดที่สอดคล้อง
สัมพันธ์กนั
๒. การเขียนสาระที่สำคัญในแผน กระชับ
ครอบคลุม ตามเปา้ หมาย
๓. จุดประสงค์การเรียนรู้มีความชัดเจน
ถูกตอ้ งครอบคลมุ เน้ือหาสาระ
๔. เนื้อหา / กิจกรรมการสอนเหมาะสมกับ
จำนวนเวลาที่กำหนด
๕. เนื้อหาสาระในแผนถูกต้องตามหลัก
โครงสร้างหลกั สตู รแกนกลาง
๖. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย /
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และสามารถ
นำไปปฏิบัติไดจ้ รงิ

๘๓

รายการประเมิน ระดับความคิดเหน็ หมายเหตุ

๕๔๓๒๑
๗. แผนการจัดการเรียนรู้มีการกำหนด
ชิ้นงาน / ภาระงานอย่างเหมาะสม
๘. มีการใช้สื่อ / แหล่งการเรียนรู้เนื้อหา
สาระทเี่ หมาะสมกับผเู้ รียน
๙. มีรูปแบบการวัดผลและประเมินผลท่ี
หลากหลาย
๑๐. มกี ารวดั ผลและประเมนิ ผลทีส่ อดคล้อง
กับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ขอ้ เสนอแนะเพ่ิมเตมิ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….................

ลงชอ่ื ……………………………………………………………..
(……………………………………………………………………)

ผปู้ ระเมิน

๘๔

แบบประเมนิ ความสอดคลอ้ งระหว่างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
กับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้

เร่อื ง การพฒั นาความสามารถในการคิดสรา้ งสรรค์ โดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื
รว่ มกับเทคนคิ การคิดเป็นภาพ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓

โรงเรยี นบ้านหนองบัวน้อย

คำชแ้ี จง
โปรดพิจารณาข้อสอบแตล่ ะข้อวา่ สามารถวดั ไดต้ ามตรงวตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ เมื่อพิจารณาแล้ว

ใหท้ ่านทำเคร่อื งหมาย / ลงในชอ่ งท่ีตรงตามกับความคิดเหน็ ของท่านมากทส่ี ดุ โดยใช้เกณฑด์ ังนี้
+๑ หมายถงึ แนใ่ จวา่ ขอ้ สอบมคี วามสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๐ หมายถึง ไมแ่ น่ใจวา่ ขอ้ สอบมคี วามสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
-๑ หมายถงึ แน่ใจว่าข้อสอบไมม่ ีความสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ขอบพระคณุ เปน็ อย่างสงู
นางสาวกชกร พรมสาเทศน์
นสิ ิตระดบั ปริญญาตรี คณะครศุ าสตร์ สาขาสังคมศกึ ษา
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น

๘๕

วัตถปุ ระสงค์ ขอ้ สอบ ระดบั ระดับความ ขอ้ เสนอแนะ
การเรียนรู้ พฤติกรรม สอดคล้อง
1. ขอ้ ใดไมใ่ ช่สินคา้ ท่ีเป็นปัจจัย
นักเรยี น 4 ความ +๑ ๐ -๑
จำแนกความ ก. น้ำด่ืม ข. หมวก เขา้ ใจ
จำเป็นของ ค. ยาแกไ้ อ ง. ไข่เจยี ว
ปจั จัย ๔ ท่ีมี วเิ คราะห์
ผลตอ่ การ เฉลย ข. หมวก
ดำรงชีวติ ได้ 2. การเลอื กซื้อสนิ คา้ และบริการ
นักเรยี นรู้ ในข้อใดเหมาะสมที่สุด
และเขา้ ใจ ก. เลือกซ้ือตามคนอน่ื แนะนำ
สินคา้ และ ข. เลอื กซื้อตามความจำเป็น
บริการ ค. เลือกซื้อตามความพอใจ
ง. เลอื กซอื้ ตามโฆษณา

นกั เรียนรู้ เฉลย ข. เลอื กซ้ือตามความ ความรู้
และเข้าใจ จำเป็น และ
หลกั การ ความจำ
เลือกสนิ ค้าท่ี 3. รา้ นขายสินค้าและบรกิ ารใน
จำเปน็ ข้อใด ขายสนิ คา้ ที่จำเป็นตอ่ การ
ดำรงชวี ิต
ก. รา้ นหนงั สือ
ข. รา้ นอาหาร
ค. รา้ นขายเครือ่ งใช้ไฟฟา้
ง. ร้านขายของเล่น

นักเรียนเหน็ เฉลย ข. รา้ นอาหาร ความ
คณุ คา่ ของ เขา้ ใจ
สินคา้ ที่ 4. สินค้าในขอ้ ใดมคี วามจำเป็น
จำเปน็ ตอ่ นกั เรียนมากท่ีสดุ
ก. โทรทัศน์ ข. รองเทา้ ไปเที่ยว
ค. กระเป๋านักเรยี น ง. สมดุ ภาพ
ระบายสี
เฉลย ค. กระเปา๋ นักเรียน

๘๖

วตั ถปุ ระสงค์ ขอ้ สอบ ระดับ ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
การเรยี นรู้ พฤติกรรม สอดคลอ้ ง

ความ +๑ ๐ -๑
เข้าใจ
นกั เรียนเห็น 5. สนิ คา้ และบรกิ ารในข้อใดท่ี
คณุ คา่ ของ ชว่ ยให้เดนิ ทางไดส้ ะดวก
สินคา้ ที่ ก. รถไฟเหาะ ข. รถมา้ หมุน
จำเป็น ค. รถบังคบั วทิ ยุ ง. รถจักรยาน

นกั เรยี นเห็น เฉลย ง. รถจกั รยาน วเิ คราะห์
คุณคา่ ของ
สนิ ค้าและ 6. ขอ้ ใดคือประโยชนจ์ ากการซ้อื
บริการได้ สนิ ค้าและบริการเพ่ือสนองความ
อยา่ ง ต้องการ
เหมาะสม ก. ทำให้เกดิ ความสขุ
ข. ทำใหผ้ ูอ้ ื่นช่นื ชม
ค. ทำให้มเี งินเพ่มิ มากข้นึ
ง. ทำให้มีเงินเหลอื เก็บ

นักเรียน เฉลย ก. ทำให้เกิดความสุข วเิ คราะห์
จำแนกความ
จำเป็นของ 7. ข้อใดสัมพันธ์กัน
ปจั จัย ๔ ท่มี ี ก. ทอ่ี ยูอ่ าศยั ใหค้ วามอบอ่นุ
ผลตอ่ การ ข. อาหาร หน้าตาสวยงาม
ดำรงชวี ิตได้ ค. เคร่อื งนุ่งห่ม เพ่ือความ
สวยงาม
ง. ยารักษาโรค หายจากอาการ
เจบ็ ปว่ ย

เฉลย ง. ยารกั ษาโรค หายจาก
อาการเจบ็ ป่วย

๘๗

วตั ถปุ ระสงค์ ข้อสอบ ระดับ ระดับความ ข้อเสนอแนะ
การเรยี นรู้ พฤติกรรม สอดคลอ้ ง

วเิ คราะห์ +๑ ๐ -๑

นักเรียนเห็น 8. “อาหารเปน็ ปัจจัย 4 ที่
คณุ คา่ ใน จำเป็นต่อการดำรงชวี ติ ” จาก
ปจั จยั ๔ ที่ ขอ้ ความดงั กล่าวสรุปได้อยา่ งไร
จำเป็นตอ่ ก. อยู่เพ่ือกนิ
การดำรงชวี ิต ข. กนิ เพื่ออยู่

ค. กนิ อยู่อย่างจำกัด
ง. กินอย่กู บั ปาก อยากอยู่กับ
ทอ้ ง
เฉลย ข. กินเพ่อื อยู่

นกั เรียนเหน็ 9. การนำหลักการเลือกซอื้ ความ
คณุ ค่าของ สนิ คา้ ไปใช้ในชวี ิตประจำวนั มี เขา้ ใจ
สินคา้ ท่ี ประโยชน์อยา่ งไร
จำเป็น ก. ไดส้ ินคา้ ท่จี ำเป็น วเิ คราะห์
ข. ได้สินคา้ ท่ีพอใจ และ
นกั เรียนรู้ ค. ไดส้ ินคา้ มาก ความ
และเข้าใจ ง. ได้สนิ ค้าราคาถูก เข้าใจ
หลักการ เฉลย ก. ได้สนิ ค้าทจ่ี ำเปน็
เลือกสนิ คา้ ท่ี
จำเปน็ 10. ขอ้ ใดเปน็ หลักการเลือกซ้ือ
สินคา้ ท่ถี ูกต้อง
ก. เลือกซ้ือสินค้าราคาแพง
คุณภาพดี
ข. เลือกซื้อสินคา้ ราคาถกู
คณุ ภาพดี
ค. เลือกซ้ือสินคา้ ราคาถูก
คณุ ภาพต่ำ
ง. เลอื กซือ้ สินคา้ ราคาแพง
คณุ ภาพต่ำ
เฉลย ข. เลือกซื้อสนิ ค้าราคาถูก
คณุ ภาพดี

๘๘

วัตถุประสงค์ ขอ้ สอบ ระดับ ระดบั ความ ข้อเสนอแนะ
การเรยี นรู้ พฤติกรรม สอดคล้อง
ความจำ
+๑ ๐ -๑
ความ
นกั เรียนรู้ 11. ข้อใดคือความหมายของคาํ เขา้ ใจ
และเขา้ ใจ ว่า “สนิ ค้า”
สนิ คา้ และ ก. สงิ่ ของทีเ่ ป็นสาธารณะ
บรกิ าร ข. ส่ิงของที่นาํ มาแลกเปลี่ยนซือ้
ขายกนั ได้
นักเรียนรู้ ค. สิง่ ของที่ไมส่ ามารถ
และเขา้ ใจ แลกเปลย่ี นกันได้
สินคา้ และ ง. สง่ิ ของสว่ นตัว
บรกิ าร เฉลย ข. สิ่งของที่นาํ มา
แลกเปลีย่ นซอ้ื ขายกนั ได้

12. ข้อใดสอดคล้องกบั คาํ ว่า
“บริการ”
ก. การยึดถือเอาเป็นเจ้าของ
เป็นประโยชนข์ องตน
ข. ขอใหร้ บั ใชเ้ พ่ือให้ประสบ
ผลสำเรจ็
ค. การใหค้ วามสะดวก และให้
ความชว่ ยเหลือ
ง. การขอความชว่ ยเหลอื ให้
สำเรจ็
เฉลย ค. การให้ความสะดวก
และให้ความช่วยเหลอื

๘๙

วตั ถุประสงค์ ข้อสอบ ระดับ ระดบั ความ ข้อเสนอแนะ
การเรยี นรู้ พฤติกรรม สอดคล้อง

วเิ คราะห์ +๑ ๐ -๑

นกั เรียนเห็น 13. ขอ้ ใดคือสิง่ ทตี่ ้องคาํ นึงใน
คุณค่าของ การซือ้ สินค้า
สนิ คา้ ที่ ก. ราคาถูก คณุ ภาพดี มี
จำเป็น ประโยชน์ในการใช้
ข. ราคาถกู คุณภาพไมด่ ีเพราะ
ประหยดั
ค. ของใหม่ ทันสมัย
ง. สวยงาม สีแวววาว

เฉลย ก. ราคาถูก คณุ ภาพดี มี
ประโยชน์ในการใช้

นักเรียน 14. ข้อใดคือสินคา้ ที่ไมจ่ ําเป็น ความ
จำแนกสนิ คา้ ก. ข้าวสาร เขา้ ใจ
ที่จำเปน็ ได้ ข. สมุด ดินสอ

ค. กระเปา๋ หนงั ราคาแพง
ง. น้ำดื่ม

เฉลย ค. กระเป๋าหนงั ราคาแพง

นกั เรยี นรู้ 15. สนิ คา้ ใดทจ่ี าํ เป็นสำหรับใช้ ความ
และเขา้ ใจ ประจำวัน เขา้ ใจ
หลกั การ ก. สร้อยคอ
เลือกสนิ คา้ ท่ี ข. ทีวีจอใหญร่ าคาแพง
จำเปน็ ค. กำไลข้อมือ
ง. สบู่

เฉลย ง. สบู่

๙๐

วตั ถปุ ระสงค์ ข้อสอบ ระดับ ระดบั ความ ขอ้ เสนอแนะ
การเรยี นรู้ พฤติกรรม สอดคลอ้ ง
16. กอ่ นเลอื กซื้อสินค้าควรทำ
นักเรียนเห็น สง่ิ ใด วเิ คราะห์ +๑ ๐ -๑
คณุ คา่ ของ ก. ดรู าคาสินค้าข. เลอื กร้านหรๆู
สินค้าท่ี ค. ตรวจสอบคุณภาพสนิ ค้า
จำเป็น ง. เลอื กตามโฆษณา

เฉลย ค. ตรวจสอบคุณภาพ
สินคา้

นกั เรยี นเหน็ 17. การซื้อสนิ คา้ ควรคำนึงถึง วิเคราะห์
คณุ ค่าของ ข้อใด
สินค้าที่ ก. ความจาํ เป็นในการใชข้ อง
จำเป็น ตนเอง
ข. ตลาด พ่อค้า
ค. กาํ ไรและขาดทุน
ง. ร้านคา้ และสถานท่ี

เฉลย ก. ความจําเป็นในการใช้
ของตนเอง

นักเรยี นรู้ 18. เราควรซื้อสนิ ค้าตามข้อใด วิเคราะห์
และเข้าใจ ก. ตามโฆษณา
หลกั การ ข. ตามความจาํ เป็นของตน
เลอื กสนิ ค้าท่ี ค. ตามคาํ แนะนํา
จำเปน็ ง. ตามผอู้ ่นื

เฉลย ข. ตามความจาํ เป็นของ
ตน


Click to View FlipBook Version