รายงานศึกษาอิสระทางสงั คมศึกษา
เรื่อง
การพฒั นาสอื่ การสอนวิชาเศรษฐศาสตรด์ ้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint
เรื่อง ความสัมพนั ธ์ทางเศรษฐกจิ สาหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖
โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรรุ าษฎรว์ ิทยา อาเภอเมอื งขอนแกน่ จังหวัดขอนแก่น
โดย
นายปรเมษฐ์ ทองโคตร
รหัส ๖๑๐๕๕๐๒๐๒๒
งานวจิ ัยเล่มน้เี ปน็ สว่ นหน่งึ ของวิชา (๒๐๓ ๔๒๐)
การศกึ ษาอิสระทางสงั คมศกึ ษา ภาคเรียนท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
ตามหลักสตู รครุศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่
////
แบบอนมุ ัติผลงานวจิ ัย
ด้วยหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น อนุมัติให้นับการวิจัย การพัฒนาสื่อการสอนวิชา
เศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับ
นักเรยี น ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วทิ ยา อาเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแกน่
ให้เป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาภาคปฏิบัติของรายวิชาการศึกษาอิสระทางสังคมศึกษา
จานวน ๓ หน่วยกิต ตามวัตถุประสงค์หลักสูตรปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ประจาภาคเรียนท่ี ๒
ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔
ลงชือ่ .....................................ผู้วิจัย
(.....................................................)
................/................../..............
คณะกรรมการประเมิน / อนุมัตกิ ารศกึ ษาอสิ ระทางสังคมศกึ ษา
ลงช่ือ.......................................อาจารย์ทปี่ รกึ ษา/อาจารย์
(................................................)
............./............../...............
ลงช่อื .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชอื่ .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชื่อ.....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชอื่ .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงช่ือ.....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชื่อ...................................... ประธานกรรมการ/ประธานหลกั สตู ร
(................................................)
............../................/...........
ก
หัวขอ้ การวิจยั : การพฒั นาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ดว้ ยโปรแกรม Microsoft
PowerPoint เร่อื ง ความสัมพนั ธท์ างเศรษฐกจิ สาหรับนักเรียน
ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ โรงเรยี นบา้ นดอนดู่คุรรุ าษฎรว์ ทิ ยา อาเภอเมือง
ขอนแกน่ จังหวัดขอนแกน่
ผู้วจิ ัย : นายปรเมษฐ์ ทองโคตร
ปริญญา : ครุศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าสังคมศึกษา
อาจารย์ทีป่ รกึ ษา : ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช
บทคดั ย่อ
การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft
PowerPoint เรือ่ ง มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกจิ สาหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบ้าน
ดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา วัตถุประสงค์ ๑) เพื่อพัฒนาสือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม
Microsoft PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ให้มีประสิทธิภาพตาม
เกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ก่อนเรียนและหลัง
เรียนด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กลุ่ม
ตวั อย่างทใ่ี ช้ในการวจิ ัย คอื นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ ทีก่ าลงั ศกึ ษาในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา
๒๕๖๔ โรงเรียนบ้านดอนดูค่ รุ รุ าษฎร์วทิ ยา อาเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่ สานกั งานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาเขต ๑ จานวน ๒๓ คน โดยการกาหนดแบบเจาะจง
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft
PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบทดสอบวัดผล
สมั ฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าเศรษฐศาสตร์ เร่อื ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู ใช้สูตร (E๑⁄E๒) และ
ใช้สูตร t – test for dependent samples
ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ส่ือการสอนวิชาเศรษฐกิจ โปรแกรม Microsoft PowerPoint
เรอื่ ง ความสมั พันธท์ างเศรษฐกจิ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรยี นบ้านดอนดคู่ ุรรุ าษฎร์
วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๕.๗๔/๘๓.๗๐ สูงกว่าเกณฑ์
๘๐/๘๐ ที่กาหนดไว้ และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ โดยสื่อการสอนวิชาเศรษฐกจิ
โปรแกรม Microsoft PowerPoint เรอ่ื ง ความสมั พันธท์ างเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษา
ปีท่ี ๖ โรงเรยี นบา้ นดอนดู่คุรุราษฎร์วทิ ยา หลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน
ข
กติ ติกรรมประกาศ
วิจัยในช้ันเรียนฉบับนี้ สาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เน่ืองจากได้รับความอนุเคราะห์แนะนาเป็น
อยา่ งดจี าก อาจารยอ์ นุสรณ์ นางทะราช อาจารยท์ ปี่ รกึ ษา ทกี่ รณุ าให้คาปรกึ ษา พรอ้ มท้งั บอกแนวคิด
คาแนะนา ขอ้ เสนอแนะ ตลอดจนช้ีแนะแนวทางการศึกษาวิจัยที่ถกู ต้องเหมาะสม พรอ้ มทง้ั ตรวจสอบ
และปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่บกพร่องเป็นอย่างดี ทาให้การศึกษาอิสระฉบับนี้ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ผ้วู จิ ัยรสู้ ึกซาบซงึ้ เป็นอย่างมาก จึงขอกราบขอบพระคุณเปน็ อยา่ งสงู ไว้ ณ ทน่ี ้ี
ขอกราบขอบพระคุณในความกรุณาของ ดร.วีระศักด์ิ พฤกษเทเวศ นายธนศิทธิ์ ธนสีลัง
กูร และนางฐิดาพร แยบดี ที่กรุณาให้คาปรึกษา และสละเวลาอันมีค่าของท่านเป็นผูเ้ ช่ยี วชาญในการ
ตรวจสอบความเทย่ี งตรงของแบบทดสอบ และประเมินคุณภาพเคร่อื งมือในการวิจยั คร้ังน้ี
ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์ นักวิชาการทุกท่านท่ีเป็นเจ้าของหนังสือ วารสาร
บทความ และงานวิจัยท่ีมีคุณค่า ซ่ึงท่านได้เขียนไว้ให้ได้ศึกษาค้นคว้า เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการ
เขียนงานวจิ ยั ในชนั้ เรยี นคร้ังนี้
ขอกราบขอบพระคุณผู้อานวยการ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมือง
ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น คณะครูท่ีปรึกษาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖ ท่ีให้คาแนะนา และ
ขอขอบใจนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยาทุกคน ที่ได้ให้ความ
ร่วมมือในทาแบบทดสอบ เพอื่ เปน็ ขอ้ มลู ในการวิจัยครงั้ นี้
ขอกราบขอบพระคุณบิดามารดา ท่ีเมตตามอบความรัก ความห่วงใย คอยให้กาลังใจ
และใหก้ ารสนับสนุนการศกึ ษามาโดยตลอด
สุดท้ายน้ี ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างย่ิงว่างานวิจัยในชั้นเรียนฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน
และผู้ท่ีสนใจได้ไม่มากกน็ ้อย และหากมีข้อบกพร่องผดิ พลาดประการใด ผู้วิจัยขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้
เดยี วและขออภยั ไว้ ณ โอกาสน้ี
นายปรเมษฐ์ ทองโคตร
ผวู้ ิจัย
สารบัญ ค
เร่ือง หน้า
บทคัดย่อ ก
กติ ตกิ รรมประกาศ ข
สารบญั ค
สารบัญตาราง จ
สารบัญภาพ ฉ
บทท่ี ๑ บทนา ๑
๑
๑.๑ ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา ๓
๑.๒ วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย ๓
๑.๓ ขอบเขตของการวจิ ัย ๔
๑.๔ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ๕
๑.๕ ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการวิจัย ๖
บทท่ี ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง ๖
๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีท่ีเกี่ยวกับหลกั สตู รกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ
๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎีท่ีเกย่ี วกบั โปรมแกรม Microsoft PowerPoint ๑๗
๒.๓ แนวคิด ทฤษฎีท่ีเกย่ี วกับการหาประสิทธิภาพของสอ่ื ๒๓
๒.๔ แนวคิด ทฤษฎีท่ีเก่ยี วกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๒๖
๒.๕ งานวจิ ัยท่ีเก่ยี วข้อง ๓๗
๒.๖ กรอบแนวคดิ ในการทาวจิ ยั ๔๐
บทที่ ๓ วิธดี าเนินการวิจยั ๔๑
๓.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๔๑
๓.๒ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย ๔๒
๓.๓ การสรา้ งเคร่อื งมือท่ีใช้ในการวิจัย ๔๒
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๔๗
๓.๕ การวิเคราะห์ขอ้ มูล ๔๘
๓.๖ สถติ ิท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ๔๙
บทท่ี ๔ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ๕๑
๔.๑ สัญลกั ษณ์ทใ่ี ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู ๕๑
๔.๒ การนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ๕๒
สารบญั (ตอ่ ) ง
เร่ือง หนา้
บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๕๑
๕๓
๔.๓ ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล ๕๕
บทท่ี ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๕๖
๕๖
๕.๑ สรุปผลการวจิ ยั ๕๙
๕.๒ อภปิ รายผลการวิจัย ๖๐
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะจากผลการวจิ ัย ๖๕
บรรณานุกรม ๖๖
ภาคผนวก ๖๘
ภาคผนวก ก รายชอื่ ผ้เู ชี่ยวชาญทต่ี รวจสอบเคร่ืองมือ ๗๑
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ คุณภาพเคร่ืองมือโดยผู้เชีย่ วชาญ ๗๗
ภาคผนวก ค ส่ือการสอน PowerPoint เรอ่ื ง วันสาคญั ทางพระพทุ ธศาสนา ๘๐
ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ของผูเ้ ชยี่ วชาญ ๑๐๑
ภาคผนวก จ ผลการหาประสิทธภิ าพของส่ือการสอน ๑๐๙
ภาคผนวก ฉ ผลการหาคณุ ภาพของเคร่ืองมือ ๑๑๑
ภาคผนวก ช ภาพการใชส้ อ่ื PowerPoint ในการสอน ๑๑๗
ภาคผนวก ซ แผนการจดั การเรยี นรู้
ประวัติย่อผู้วิจยั
จ
สารบัญตาราง
ตาราง หน้า
ตารางท่ี ๔.๑ แสดงประสทิ ธิภาพของสอ่ื การสอน วิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft
PowerPoint เรอ่ื ง ความสัมพนั ธ์ทางเศรษฐกจิ สาหรับนักเรยี นชนั้
ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรยี นบ้านดอนดคู่ รุ รุ าษฎรว์ ิทยา ๓๗
ตารางท่ี ๔.๒ แสดงการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าเศรษฐศาสตร์ กอ่ นและ
หลงั เรียนของนักเรียนกล่มุ ตัวอย่างท่ีเรยี นดว้ ยสอ่ื การสอนวชิ าเศรษฐศาสตร์
โปรแกรม Microsoft PowerPoint เรอื่ ง ความสมั พนั ธท์ างเศรษฐกิจ ๕๕
ตารางที่ ๔.๓ แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของสื่อการสอน PowerPoint โดย
ผูเ้ ช่ียวชาญ ๗๘
ตารางท่ี ๔.๔ ผลการประเมนิ ค่าความเทย่ี งตรงเชิงเน้ือหา (IOC) ของแบบทดสอบระหว่าง
เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ เรอ่ื ง ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ “หน่วยเศรษฐกจิ ”
โดยผูเ้ ชีย่ วชาญ ๘๓
ตารางที่ ๔.๕ ผลการประเมนิ คา่ ความเทย่ี งตรงเชงิ เนือ้ หา (IOC) ของแบบทดสอบระหว่าง
เรียนวชิ าเศรษฐศาสตร์ เรอื่ ง ความสมั พันธท์ างเศรษฐกจิ “การหารายได้
รายจ่าย การออม การลงทุน ซงึ่ แสดงความสัมพันธ์ ระหวา่ งผผู้ ลติ ผู้บริโภค
และรัฐบาล” โดยผเู้ ชีย่ วชาญ ๘๖
ตารางท่ี ๔.๖ ผลการประเมนิ ค่าความเท่ยี งตรงเชงิ เนื้อหา (IOC) ของแบบทดสอบระหว่าง
เรียนวชิ าเศรษฐศาสตร์ เรือ่ ง ความสมั พนั ธท์ างเศรษฐกจิ “ภาษีและหนว่ ยงานที่
ทาหน้าที่จดั เก็บภาษี” โดยผู้เชีย่ วชาญ ๘๙
ตารางท่ี ๔.๗ ผลการประเมินคา่ ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (IOC) ของแบบทดสอบระหวา่ ง
เรยี น วิชาเศรษฐศาสตร์ เร่อื ง ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ “สทิ ธิของผบู้ ริโภค”
โดยผเู้ ชี่ยวชาญ ๙๒
ตารางที่ ๔.๘ ผลการประเมินคา่ ความเที่ยงตรงเชงิ เน้ือหา (IOC) ของแบบทดสอบระหว่าง
เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ “สทิ ธขิ องผู้ใช้
แรงงาน” โดยผเู้ ชย่ี วชาญ ๙๖
ตารางที่ ๔.๙ ผลการทดลองการใช้ส่อื การสอน PowerPoint ครั้งท่ี ๑ แบบเดยี่ ว จานวน ๓
คน ๙๗
ตารางที่ ๔.๑๐ ผลการทดลองการใช้สอ่ื การสอน PowerPoint ข้นั กลุ่มเล็ก จานวน ๙ คน ๙๘
ตารางที่ ๔.๑๑ ผลการทดลองการใชส้ ่อื การสอน PowerPoint ข้นั กลมุ่ ใหญ่ จานวน ๒๓ คน ๙๙
ฉ
ตารางท่ี ๔.๑๒ ผลการประเมินคา่ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ของแบบทดสอบวัดผล ๑๐๕
สมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าเศรษฐศาสตร์ เร่อื ง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ๑๐๖
โดยผ้เู ชยี่ วชาญ
ตารางท่ี ๔.๑๓ คะแนนผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ก่อนและหลังเรียน โดยใช้สือ่ การสอน
PowerPoint เรือ่ ง ความสัมพนั ธท์ างเศรษฐกิจ ของนกั เรียนกลุม่ ตัวอยา่ ง
สารบญั ภาพ ช
ภาพ หน้า
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคดิ การวิจัย ๔๑
ภาพที่ ๓.๑ ขนั้ ตอนการสรา้ งส่อื การสอน ๔๔
ภาพท่ี ๓.๒ ขนั้ ตอนการประเมนิ ประสิทธภิ าพของสื่อการสอน ๔๖
ภาพท่ี ๓.๓ ขนั้ ตอนการสร้างแบบทดสอบระหวา่ งเรยี น ๔๗
ภาพที่ ๓.๔ ขน้ั ตอนการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์หลังเรยี น ๔๘
ภาพที่ ๓.๕ ขัน้ ตอนการสรา้ งแบบทดสอบระหว่างเรยี น ๔๙
๑
บทท่ี ๑
บทนา
๑.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติในเร่ืองแนวทางการจัด
การศึกษา หมวด ๔ ตามมาตรา ๒๒ ไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมี
ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุดในกระบวนการเรียนรู้
ต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนคานึงถึงความ
แตกต่างระหวา่ งบุคคล จดั ใหผ้ ูเ้ รยี นเรยี นรดู้ ว้ ยวิธตี า่ ง ๆ ตามสตปิ ญั ญา และความสามารถของตนการ
จัดการศึกษาม่งุ เนน้ ความสาคัญ ทัง้ ดา้ นความรู้ ความคดิ ความสามารถ คณุ ธรรม กระบวนการเรียนรู้
และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาคนให้มีความสมดุลโดยยึดหลักผู้เรียนสาคัญท่ีสุด๒ การ
จัดการศึกษาในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ ประกอบด้วย ๘ กลุ่มสาระ ซ่ึงกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระ
การเรียนรู้หนึ่งที่มีความสาคัญที่ใช้เป็นหลักในการเรียนรู้ โดยเป็นวิชาท่ีว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง
มนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสังคม ทาให้ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจการดารงชวี ิต
ของมนุษย์ ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคมการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การ
จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด เข้าถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยตามกาลเวลา ตาม
เหตุปัจจัยต่าง ๆ เกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่น มีความอดทนมีความอดกลั้น ยอมรับในความ
แตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนาความรู้ไปปรับใช้ในการดารงชีวิตเป็นพลเมืองของประเทศชาติ
และสังคมโลก ประกอบด้วย ๕ สาระหลกั ได้แก่ สาระศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม สาระหนา้ ทพ่ี ลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม สาระเศรษฐศาสตร์ สาระประวัติศาสตร์ และสาระภูมศิ าสตร์
โดยสาระด้านศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม ว่าด้วยแนวคิดพ้ืนฐานเกี่ยวกับหลักธรรมของ
พระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ การนาหลักธรรมไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่
ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทาความดี มีค่านิยมที่ดีงามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมท้ังบาเพ็ญ
ประโยชน์ตอ่ สังคม และส่วนรวม๑
๑ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพฯ : ชุมนมุ
สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั , ๒๕๕๑), หน้า ๕.
๒
ปัจจุบันเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ซ่ึงการเรียนรู้ยุคใหม่ตอ้ งเรียนให้
เกิดทักษะเพ่ือการดารงชีวิต ครูจะทาหน้าที่จุดประกายความสนใจใฝ่รู้ให้ศิษย์ได้เรียนจากการลงมือ
ปฏิบัติ เพ่ือนาทักษะในการเรียนรู้และไปหาความรู้ในระดับสูงและไปใช้การทางานในโอกาสต่อไป
ดังน้ัน การนาเอาส่ือและเทคโนโลยีเข้ามาประกอบการจัดการเรียนรู้จึงเป็นส่ิงสาคัญมาก ครูผู้สอนมี
บทบาทสาคัญอย่างยิ่ง ต้องรู้จักนาวิธีการจัดการเรียนรู้หรือเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายมา
ใช้การจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องจัดเน้ือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และ
ความถนดั ของผ้เู รยี น คานงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบคุ คล โดยใชเ้ ทคโนโลยแี ละสื่อสารสนเทศให้เป็น
ประโยชน์ ทาให้ผู้เรียนสามารถเขา้ ถึงบทเรยี นไดอ้ ย่างไมม่ ีขีดจากัด และสามารถเรียนรไู้ ด้ตลอดเวลา๒
จากความสาคัญและปัญหาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาส่ือการสอนวิชา
เศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด
ขอนแก่น ซ่ึงผู้วิจัยเห็นว่าโปรแกรม Microsoft PowerPoint เป็นโปรแกรมประยุกต์ท่ีใช้งานได้ง่าย
ใช้งานได้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งเคร่ืองคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ไม่มีข้อจากัดด้านเวลา และสถานที่
สามารถเปิดใช้งานไดเ้ มื่อต้องการ อีกท้ังสามารถดึงดูดความสนใจในการเรียนรจู้ ากภาพ และเสียง ใส่
ข้อมูลได้ครบถ้วน รวมถึงการเป็นส่ือกลางในการนาสื่อที่เป็นประโยชน์ และข้อมูลท่ีจาเป็นต่าง ๆ
ถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี ทาให้นักเรียนโรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมือง
จงั หวัดขอนแก่น มีความสนใจในการเรียนมากขึ้น และสือ่ การสอนโปรแกรม Microsoft PowerPoint
ดงั กลา่ ว จะช่วยยกระดบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนในรายวิชาเศรษฐศาสตร์ให้ดียง่ิ ขนึ้
๑.๒ วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
๑. เพื่อพัฒนาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint
เร่อื ง ความสมั พันธ์ทางเศรษฐกจิ สาหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนด่คู ุรรุ าษฎร์
วิทยา อาเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวัดขอนแก่น ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐
๒. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน
ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ โรงเรยี นบ้านดอนดู่คุรรุ าษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวัดขอนแกน่
๒ วจิ ารณ์ พานชิ , วถิ ีสรา้ งการเรียนรู้เพอื่ ศษิ ย์ในศตวรรษท่ี ๒๑, (กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์มูลนธิ สิ ดศรี - สฤษดิ์
วงศ์, ๒๕๕๕), หนา้ ๒๕.
๓
๑.๓ ขอบเขตของการวจิ ยั
การวจิ ยั ครั้งนี้ ผวู้ จิ ยั ได้กาหนดขอบเขตไว้ ดงั นี้
๑.๓.๑ ขอบเขตดา้ นกลมุ่ เปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖ ที่กาลังศึกษาใน
ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด
ขอนแก่น สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต ๑ จานวน ๑ ห้อง มีนักเรียนรวม ๒๓ คน
โดยการกาหนดแบบเจาะจง
๑.๓.๒ ขอบเขตดา้ นเน้อื หา
การวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้มุ่งพัฒนาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft
PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบ้าน
ดอนดูค่ รุ รุ าษฎร์วทิ ยา อาเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่ โดยจาแนกเนอื้ หาการเรียนออกเป็น ๕
เร่ือง คือ ๑) หน่วยเศรษฐกิจ ๒) การหารายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน ซ่ึงแสดงความสัมพันธ์
ระหว่างการผลิต ผู้บริโภค และรัฐบาล๓) ภาษีและหน่วยงานท่ีทาหน้าท่ีจัดเก็บภาษี ๔) สิทธิของ
ผูบ้ ริโภค ๕) สิทธขิ องผใู้ ช้แรงงาน
ตัวแปรทจ่ี ะศึกษา
ตัวแปรต้น ได้แก่ ส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft PowerPoint
เรอ่ื ง ความสมั พันธ์ทางเศรษฐกจิ สาหรบั นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบา้ นดอนดู่คุรรุ าษฎร์
วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
ตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิภาพของสื่อการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม
Microsoft PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
เศรษฐศาสตร์
๑.๓.๓ ขอบเขตดา้ นสถานที่
โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สานักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาศึกษาเขต ๑ หมทู่ ่ี ๓ บา้ นดอนดู่ ตาบลบงึ เนยี ม อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
๔๐๐๐๐
๑.๓.๔. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ระยะเวลา ในภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ ระหว่าง วันท่ี
๔ ธนั วาคม ๒๕๖๔ ถึงวนั ท่ี ๑๖ เมษายน ๒๕๖๕
๔
๑.๔ นยิ ามศัพท์เฉพาะ
การพัฒนาสื่อการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เร่ือง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง การสร้างสื่อการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ผ่านทางคอมพิวเตอร์
ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยศึกษาเนื้อหาจาก
หนังสือเรียนรายวิชาเศรษฐศาสตร์ ป.๖ หรือข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เพ่ือนามาสร้างส่ือการสอน เร่ือง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint แล้วนาไปใช้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ให้มี
ประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ทก่ี าหนดไว้
สื่อการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ หมายถึง สื่อการสอนท่ีผู้วิจัยพัฒนาจากโปรแกรม Microsoft PowerPoint เพื่อใช้
ประกอบในการจัดการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึง่ มเี นอื้ หา ๕ เรือ่ ง คอื ๑) หน่วยเศรษฐกิจ ๒)
การหารายได้ รายจ่าย การออม การลงทุน ซ่ึงแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างการผลิต ผู้บริโภค และ
รัฐบาล ๓) ภาษีและหนว่ ยงานทีท่ าหน้าท่ีจัดเกบ็ ภาษี ๔) สิทธขิ องผู้บรโิ ภค ๕) สทิ ธิของผ้ใู ช้แรงงาน
โปรแกรม Microsoft PowerPoint หมายถึง โปรแกรมที่ใช้ทางานนาเสนอบนเครื่อง
คอมพิวเตอร์ โดยเราสามารถพิมพ์ข้อความ แทรกรูป แทรกเสียง ตลอดจนแทรกวิดีโอลงในงาน
นาเสนอ พร้อมทั้งยังสามารถจัดทาลูกเล่นต่าง ๆ ในระหว่างนาเสนอได้อีกด้วย ซ่ึงมีข้ันตอนในการ
นาเสนอพ้ืนฐานอยู่ ๕ ข้ันตอน คือ ๑) สร้างสไลด์ ๒) กรอกข้อความ ๓) ใส่รูปภาพ ตาราง แผนภูมิ
๔) กาหนดลูกเลน่ ตา่ ง ๆ ในสไลด์ และ ๕) นาเสนอผ่านสือ่ ต่าง ๆ
วิชาเศรษฐศาสตร์ หมายถึง เป็นวิชาท่ีศึกษาถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ เพ่ือผลิต
บรโิ ภค กระจาย แลกเปล่ยี นสินค้าและบริการ โดยการจัดสรรทรัพยากร ท่เี ปน็ ปัจจัยการผลิตอันมีอยู่
อย่างจากัดเพือ่ ตอบสนองความต้องการของมนุษยท์ ่ีมอี ย่างไมจ่ ากัด
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖ หมายถึง นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี ๖ ท่ีกาลังศึกษาในภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔ โรงเรียนบ้านดอนดคู่ ุรุราษฎร์
วทิ ยา อาเภอเมือง จงั หวัดขอนแก่น
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ท่ีได้การทา
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น วิชาเศรษฐศาสตร์ เร่อื ง ความสัมพันธท์ างเศรษฐกจิ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน
แบบปรนัย ๔ ตัวเลือก จานวน ๒๐ ข้อ ที่สร้างขึ้นสาหรับใช้วัดความรู้ ความจา ความเข้าใจ การ
นาไปใช้ และการวิเคราะห์ จากการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint
เรื่อง ความสัมพนั ธ์ทางเศรษฐกจิ โดยผ้วู จิ ัยสรา้ งขึ้นเองและหาคุณภาพแล้ว
๕
ประสิทธิภาพของส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft PowerPoint เร่ือง
ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ มปี ระสทิ ธภิ าพไม่ตา่ กวา่ เกณฑ์ ๘๐/๘๐
๘๐ ตวั แรก หมายถงึ คา่ เฉล่ียของคะแนนทน่ี ักเรียนทาแบบฝึกหัดระหวา่ งเรียน โดยใช้ส่ือ
การสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกจิ
๘๐ ตวั หลัง หมายถงึ ค่าเฉลี่ยของคะแนนท่นี ักเรยี นทาแบบทดสอบหลังเรียน ด้วยสอ่ื การ
สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft PowerPoint เรือ่ ง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกจิ
๑.๕ ประโยชนท์ ่ีไดร้ บั จากการวจิ ยั
๑. ได้ส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft PowerPoint เร่ือง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์
วทิ ยา อาเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวัดขอนแกน่ ทมี่ ีประสิทธภิ าพ
๒. ได้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน
ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรยี นบ้านดอนด่คู ุรรุ าษฎร์วทิ ยา อาเภอเมอื งขอนแกน่ จังหวดั ขอนแก่น
๓. ได้แนวทางในการจัดการเรียนรู้รายวิเศรษฐศาสตร์ เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุ
ราษฎร์วทิ ยา อาเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวัดขอนแกน่
๖
บทที่ ๒
แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดต่าง ๆ และงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้องกับการวิจัย เร่ือง การพัฒนาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft
PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้าน
ดอนดูค่ รุ รุ าษฎร์วทิ ยา ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวกับหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม
๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎที ่ีเกยี่ วกบั โปรมแกรม Microsoft PowerPoint
๒.๓ แนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวกบั การหาประสิทธภิ าพของสื่อ
๒.๔ แนวคดิ ทฤษฎีที่เกีย่ วกับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง
๒.๖ กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวกับหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม
๒.๑.๑ ความสาคญั ธรรมชาติ และลักษณะเฉพาะ
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีต้องเรียนตลอด ๑๒
ปีการศึกษา ต้ังแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่
ประกอบมาจากหลายแขนงวิชา จึงมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ โดยนาวิทยาการจากแขนงวิชาต่าง ๆ
ในสาขาสังคมศาสตร์มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ได้แก่ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
นิติศาสตร์ จริยธรรม ประชากรศึกษา สิ่งแวดล้อม รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา และศาสนา
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จงึ เป็นกลุม่ สาระการเรียนรทู้ ีอ่ อกแบบมาเพ่ือ
ส่งเสริมศักยภาพเป็นพลเมืองดีให้แก่ผู้เรียน โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาความเป็นพลเมืองดี
ซง่ึ ถือเป็นความรบั ผดิ ชอบของทกุ กลุม่ สาระการเรยี นรู้
๗
ดังนั้น สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงมีความจาเป็นที่จะต้อง
พฒั นาผูเ้ รียนให้เกิดความเจรญิ งอกงามในดา้ นตา่ ง ๆ คอื
๑. ด้านความรู้ จะให้ความรู้แก่ผู้เรียนในเนื้อหาสาระ ความคิดรวบยอดและหลักการ
สาคัญของวิชาตา่ ง ๆ ในสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จริยธรรม กฎหมาย
เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา ประชากรศึกษา ส่ิงแวดล้อมศึกษา ปรัชญา และศาสนา ตามขอบเขต
ทก่ี าหนดไว้ในแต่ละระดับชั้นในลกั ษณะบูรณาการ
๒. ด้านทักษะกระบวนการ ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาให้เกิดทักษะและกระบวนการ
ตา่ ง ๆ เช่น ทกั ษะทางวชิ าการ และทกั ษะทางสงั คม เป็นตน้
๓. ด้านเจตคติและค่านิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
จะช่วยพัฒนาเจตคติ และค่านิยมเก่ียวกับประชาธิปไตยและความเป็นมนุษย์ เช่น รู้จักตนเอง
พ่ึงตนเอง ซอื่ สัตย์สจุ ริต มวี ินัย มคี วามกตัญญู รักเกยี รติภูมิแหง่ ตน มนี สิ ัยในการเป็นผู้ผลิตท่ดี ี มคี วาม
พอดีในการบริโภค เห็นคุณค่าของการทางาน รู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักการทางานเป็นกลุ่ม เคารพสิทธิ
ของผู้อื่น และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีความผูกพันกับกลุ่มรักท้องถ่ิน รักประเทศชาติ เห็นคุณค่า
อนุรักษ์และพัฒนาศิลปะ วัฒนธรรม และส่ิงแวดล้อม ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา และ
การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์เปน็ ประมุข
กิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
จะชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ ทกั ษะในการทางานเป็นกลุ่ม สามารถนาความรู้ทกั ษะ ค่านยิ ม และเจตคติท่ีได้รับ
การอบรมบ่มนิสัยมาใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในชีวิตประจาวันของผู้เรียนได้ เม่ือมองใน
ภาพรวมแล้ว พบว่า ความสาคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมนั้น
นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ในเร่ืองต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและ
สังคมวัฒนธรรมแล้ว ยงั มที ักษะและกระบวนการต่าง ๆ ทีจ่ ะสามารถนามาใชป้ ระกอบในการตัดสินใจ
ได้อย่างรอบคอบในการดาเนินชีวิต และการมีส่วนร่วมในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลาใน
ฐานะพลเมืองดี ตลอดจนการนาความรู้ทางจรยิ ธรรม หลักธรรมทางศาสนามาพัฒนาตนเองและสังคม
ทาใหผ้ ู้เรียนสามารถดารงชีวติ ในสังคมได้อยา่ งมีความสขุ
ดังนัน้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม จงึ ต้องเชอื่ มโยงสิง่ ต่าง ๆ
ในหลักสูตรเข้าด้วยกัน เป็นศาสตร์บูรณาการวิชาความรู้จากท่ีต่าง ๆ วิธีการและแนวคิดของ
นักวิทยาศาสตร์ กระบวนการของของนักคณิตศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ของนักศิลปะนักดนตรี
๘
ประสบการณ์ของนักศิลปะ และทักษะการถ่ายทอดภาษาออกมา เหล่าน้ีล้วนเป็นส่ิงท่ีต้องปฏิบัติใน
การเรียนการสอนกลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมท้งั สิน้ ๓
การเช่ือมโยงของกลุ่มสาระการเรียนรู้นี้ที่เป็นไปได้ในหลักสูตร และการเรียนการสอน
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ไดแ้ ก่
๑. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เช่ือมโยงได้ดีกับการเรียน
ภาษา ผู้ท่ีเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต้องใช้ภาษาเพ่ือการส่ือสาร
ได้เป็นอย่างดี ใช้ภาษาในการให้เหตุผลและแก้ปัญหา ปกป้องรักษาวัฒนธรรมให้คงไว้การพัฒนา
ทักษะทางภาษาในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม ได้แก่ การอ่าน
เขียน พูด ฟังวรรณกรรมต่าง ๆ จะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ผ้เู รียนได้เข้าใจโลก ด้วยการศึกษาวรรณกรรม
เหล่านี้ในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม วรรณกรรมจากสิ่งพิมพ์ท่ีปรากฏอยู่ในชีวิตประจาวันของ
ผู้เรียนมีมากมาย ท่ีจะพัฒนาทักษะทางภาษาได้ มิใช่แต่เฉพาะจากหนังสือเรียน ทั้งน้ีเพื่อขยาย
ประสบการณ์ทางสังคมท่ีเป็นจริงของผู้เรียนให้กว้างขวางข้ึน ส่ือเทคโนโลยีต่าง ๆ และคอมพิวเตอร์
เปน็ เคร่ืองมืออกี ทางหนึง่ ที่ทาให้ผู้เรียนพฒั นาภาษาเพอื่ การสื่อสารไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ
๒. กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเชื่อมโยงได้กับการเรียน
ศิลปะ เพราะศิลปะช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจมุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับโลก งานศิลปะสะท้อนให้เห็นความ
เป็นจริงของสังคม การเมืองเศรษฐกิจในยุคสมัยต่าง ๆ ได้ ศิลปะสะท้อนความคิดจิตวิญญาณ
ความหวังของมนุษยชาติ ศิลปะเป็นเสมือนบันทึกหลักฐานว่ามนุษย์เรามีชีวิต มีความคิดอย่างไร
ดว้ ยการนาเสนอมุมมองทีเ่ ปน็ เอกลักษณ์ของผ้สู รา้ งงานศิลปะน้ัน ศลิ ปะจงึ ช่วยให้ผู้เรียนได้เรยี นรู้โลก
กว้างทเี่ ขาอาศัยอยู่ การศึกษาสังคมจากงานศิลปะยังทาให้ผเู้ รียนได้พัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์อีกด้วย
๓. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เชื่อมโยงได้กับการเรียน
คณติ ศาสตร์ เพราะคณติ ศาสตร์เป็นเครอื่ งมือท่ีช่วยให้ผู้เรียนไดต้ รวจสอบและแก้ปัญหาต่าง ๆ ผูเ้ รยี น
ได้ใช้แนวคิดทางคณิตศาสตร์ในการจัดระบบวิเคราะห์ และนาเสนอข้อมูลต่าง ๆ ท่ีสัมพันธ์กับ
เหตุการณ์หรือประเด็นปัญหาในสังคมได้ ทั้งยังเช่ือมโยงให้ผู้เรียนได้นาวิธีการแก้ปัญหามาใช้เพ่ือ
ประเมนิ ความสัมพนั ธ์ของเหตุการณ์ในอดีตกับเง่ือนไขในปจั จบุ นั และผลท่ีเกดิ ขน้ึ ในอนาคตดว้ ย
๔. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เชื่อมโยงได้กับการเรียน
วิทยาศาสตร์ เพราะวิธีการทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้ผู้เรียนได้สารวจองค์ประกอบทางการเมือง
เศรษฐกิจลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมท่ีเก่ียวข้อง และที่ปรากฏอยู่ในสังคมท่ีอาศัยอยู่
การเรียนวิทยาศาสตร์เช่ือมโยงกันอย่างใกล้ชิดเก่ียวกับการศึกษาโลกท้ังทางกายภาพและทางสังคม
๓ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๖ ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๒, พิมพ์ครั้ง
ที่ ๑, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๖๒), หนา้ ๑๒๑.
๙
การตรวจสอบผลของธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม การนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มาใช้และผลที่เกิดขึน้
ท้ังสองวิชาสามารถเชื่อมโยงให้ผู้เรียนเห็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นจริง และมองเห็นการปฏิบัติเพ่ือกิจกรรม
ทางสงั คมได้
๕. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เชื่อมโยงได้กับการเรียนสุข
ศึกษาและพลศึกษา เพราะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาเจตคติ ค่านิยม จริยธรรม และวิธีการต่าง ๆ ท่ีมี
อทิ ธิพลต่อกระบวนการแก้ปัญหา และการตัดสินใจในเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ผเู้ รียนสามารถใช้ทักษะและ
การปฏิบัติตนทางสุขศึกษาและพลศึกษามาดารงชีวิตเพื่อพัฒนาร่างกาย อารมณ์ และจิตใจให้
มีคุณภาพได้จึงเป็นการเช่อื มโยงระหว่างคุณค่าทางรา่ งกายและสติปัญญา เพื่อการส่งเสริมการดาเนิน
ชีวิตท่ีดตี อ่ คณุ ภาพ
๖. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เชื่อมโยงได้กับการเรียน
การงานอาชพี และเทคโนโลยี เพราะการเรยี นการงานอาชีพและเทคโนโลยีมงุ่ ใหผ้ ู้เรยี นมีความรู้ ความ
เข้าใจและประสบการณ์ในงานที่เป็นพ้ืนฐานของวิชาอาชีพ มีทักษะในการทางาน มีเจตคติที่ดีต่องาน
อาชีพ มีจริยธรรมคุณธรรมในการทางานและสามารถนาความรู้และทักษะไปใช้ในการดาเนินชีวิต
ซึ่งเช่ือมโยงสัมพันธ์กับการเรียนกลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ท่ีเน้นการดาเนินชีวิตใน
สังคมบนพ้ืนฐานของสัมมาอาชีพที่ประกอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม และสามารถทางานร่วมกับผู้อื่น
โดยถือวา่ การพัฒนาความเป็นพลเมืองดีสว่ นหนึ่งต้องประกอบอาชีพที่สจุ ริต และเปน็ ประโยชน์ต่อตน
และสงั คมสว่ นรวมดว้ ย
ดังนั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงไม่ใช่การเรียนแต่
เน้ือหาความรู้ แต่ตอ้ งการใหผ้ ูเ้ รยี นเปน็ นักวเิ คราะห์เพ่ือแก้ปัญหานาความรู้ไปใชใ้ นสถานการณ์ตา่ ง ๆ
ได้จัดโอกาสให้ผู้เรียนได้สารวจความเป็นไปในสังคมและในโลก พิจารณาว่ามนุษย์พูด เขียน ประเมิน
คานวณ วิเคราะห์ สร้างจินตนาการ และพากเพียรพยายามในเรื่องต่าง ๆ กันอย่างไร สังคมศึกษา
เชื่อมโยงกิจกรรมท่ีมนุษย์ทา โดยเน้นทั้งเรื่องวรรณกรรม ศิลปะ เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ ทั้งในอดีต
ปัจจุบันและอนาคตเข้าด้วยกัน
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงเน้นการเรียนการสอนท่ี
บูรณาการความสาเร็จจากสาระวิชาต่าง ๆ มาหลอมรวมเข้าด้วยกันในประเด็นปัญหาหรือเร่ืองที่จะ
ศึกษา การจัดวางหลักสูตรและหน่วยการเรียน จึงมักเป็นประเด็นปัญหาท่ีเป็นการบูรณาการ
(Integrated Thematic Unit ) ลักษณะหน่วยการเรียนแบบน้ีจะนามาจากแนวคิดรวบยอดปัญหา
หรือโครงงานท่ีต้องการให้ผู้เรียนได้เชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ท่ีเขาต้องแสวงหาและรวบรวมมาเป็น
ประเด็นปัญหาหรือโครงงานเหล่าน้ันอาจเป็นเรื่องท่ีเก่ียวข้องกับสาระหลักต่าง ๆ ในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้
๑๐
สุขศึกษาและพลศึกษา และกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตัวอย่างหน่วยการ
เรียนรู้ลักษณะน้ี เช่น เรื่องการเปล่ียนแปลงวัฒนธรรม ความรับผิดชอบ การพึ่งพา ความขัดแย้ง
ความสมดลุ และความขาดแคลน เป็นต้น จะเห็นไดว้ ่า การนาหนว่ ยการเรียนรูม้ าให้ผูเ้ รยี น เปน็ เรอื่ งที่
ครูต้องค้นหาออกแบบเองมิใช่นามาจากหัวข้อของหนังสือเรียน หน่วยการเรียนรู้ในลักษณะน้ีจะมี
ลกั ษณะสะทอ้ นให้เหน็ ภาพรวมของแนวคิดตา่ ง ๆ ได้กว้างขวางและลกึ ซึ้งมองเห็นวธิ กี ารจัดการเรียนรู้
เพื่อให้ได้ความรู้ในหน่วยการเรียนน้ันได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะด้วยการเรียนเป็นกลุ่มเป็นรายบุคคล
การศึกษาวิจัย การลงมือปฏิบัติงาน การสารวจภาคสนามการทดลองในห้องปฏิบัติการและการใช้
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็นต้น หน่วยการเรียนรู้ในลักษณะนี้จึงต้องใช้เวลาในการศึกษานาน
พอสมควรอาจจะเป็น ๒ สัปดาห์ ถงึ ๒ เดอื น ก็มี มใิ ชห่ นว่ ยการเรียนที่ใช้เวลาเรียนเพยี ง ๓ - ๔ คาบ
สิง่ ที่เรียนจงึ มีความหมายตอ่ ผเู้ รยี น
๒.๑.๒ เป้าหมาย/ความคาดหวัง
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีเป้าหมาย/ความคาดหวังที่
สาคญั คอื ให้ผเู้ รยี นเป็นพลเมืองดี ในวถิ ีชวี ติ ประชาธิปไตย ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การที่จะบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว น้ัน จาเป็นต้องมี
องคป์ ระกอบสาคัญ ๓ ประการ คอื ๔
๑. ความรู้ ความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีความ
กว้างขวางมาก ไม่มีใครที่จะสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ท้ังหมด และนี่คือปัญหาที่สาคัญและ
รนุ แรงมากของการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ท่ีพยายามจะให้เกิด
การเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในศาสตร์ที่ประกอบกันอยู่ในกลุ่มนี้ งานท่ีท้าทายของนักสังคมศึกษาและครู
สังคมศึกษาก็คือ ความสามารถท่ีจะคัดสรรสาระที่จะเรียนได้อย่างเหมาะสมและมีคุณค่า จึงจาเป็นที่
จะต้องร้จู ักการใช้เกณฑใ์ นการคัดเลือกสาระที่จะเรียน เกณฑใ์ นการพจิ ารณาก็คือ ใหพ้ จิ ารณาว่าส่ิงที่
จะนามาเรียนมีนัยสาคัญต่อการพัฒนาความเป็นพลเมืองดีหรือไม่ น่ันก็หมายความว่าการคัดเลือก
สาระเน้ือหามิใช่อยู่บนพื้นฐานของการที่จะให้ผู้เรียนเป็นนักประวัติศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ หรือเป็น
นกั วิชาการท่เี ชยี่ วชาญในความรู้ แต่เปา้ หมายต้องเป็นไปเพื่อสร้างจิตสานกึ ของการเป็นคนดขี องสังคม
เปน็ ประชาชนทม่ี ีการศึกษาเข้าใจปญั หาสังคม เชือ่ มโยงเขา้ กบั การดาเนนิ ชีวิตของผู้เรยี นและของผู้อื่น
ได้ส่งเสริมความเข้าใจโลกปฏิสัมพันธ์ท่ีมนุษย์มีต่อกันความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมรดกทาง
วัฒนธรรมและให้เคร่ืองมือแก่ผู้เรียนในการทาความเข้าใจอดีต เพื่อเป็นสาระในการเผชิญและ
ตัดสินใจใด ๆ ในปัจจุบันโดยตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นและวางแผนสู่อนาคต ดังนั้น ความรู้ในกลุ่ม
๔ กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ, การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๖ ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๒, พิมพ์คร้ัง
ท่ี ๑, (กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพร้าว, ๒๕๖๒), หน้า ๑๓๒.
๑๑
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงมีการผสมผสานการศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ เช่น
มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา
เข้าด้วยกัน ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ยังรวมถึง
การศึกษาคุณลักษณะการเป็นคนดีของสังคม การเป็นพลเมืองท่ีมีส่วนร่วมในการศึกษา ความเป็นไป
ของโลก พหุวัฒนธรรม กฎหมายศึกษา อาชีพศกึ ษา และประเด็นปัญหารว่ มสมัยต่าง ๆ นอกจากน้ียัง
จะต้องบูรณาการสาระความรู้จากกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน ๆ เช่น ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ
คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ อีกด้วย
๒. ทักษะและกระบวนการในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ประกอบด้วยทักษะทางวิชาการและทักษะทางสังคมที่จาเป็นสาหรับการพัฒนาบคุ ลิกภาพของผู้เรียน
ใหเ้ ปน็ ผ้รู อบรมู้ บี คุ ลิกภาพที่เหมาะสมและสามารถอยู่รว่ มกับผ้อู ืน่ ในสงั คมได้อยา่ งมีความสุข
ทักษะทางวิชาการ ได้แก่ ทักษะในการฟัง พูด อ่าน เขียนและการคิดซึ่งนักเรียนต้อง
นามาใชใ้ นการแสวงหาความรู้ จัดการกบั ความรู้ การนาความรไู้ ปใชใ้ นการสร้างองค์ความรใู้ หม่ ดังนี้
- การแสวงหาและจัดการกับข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ทักษะด้านน้ี กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านศึกษา สืบค้น
ข้อมูลความรู้ ใช้กระบวนการศึกษาค้นคว้าทางสงั คมศาสตร์ การสืบสานความรู้ รวมท้ังความสามารถ
ในการใชค้ อมพวิ เตอรแ์ ละสอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์
- การคิดและนาเสนอแนวคิดต่าง ๆ ทักษะด้านนี้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด การจัดระบบข้อมูลการ
ตีความวิเคราะห์ สรุป ประเมินและนาเสนอข้อมูล ความคิดเห็นต่าง ๆ โดยส่ือสารออกมาในรูปแบบ
ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะการเขียน การพูดท่สี ือ่ ความหมายกับผ้อู ่ืนบนพ้ืนฐานท่ีมเี หตุผลและหลักการ เพ่ือจะ
ใช้สนับสนุนและประกอบการพิจารณาตัดสินใจใด ๆ ของบุคคลและสังคมได้อย่างฉลาด และ
มีประสทิ ธภิ าพ
- การสร้างองค์ความรู้ใหม่ กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ที่เป็นความคิดรวบยอดและหลักการได้ สามารถอธิบาย
ความสัมพันธ์และความเป็นเหตุเป็นผลของเรื่องราวต่าง ๆ ได้สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณคิด
สร้างสรรค์ศึกษาค้นคว้า เพ่ือสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่จะมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเร่ืองราว
ต่าง ๆ ของบุคคลและสังคมทีเ่ ราดารงชวี ิตอยู่ และนาไปสู่การนาความรู้ไปใช้ในการวางแผนแก้ปัญหา
ตดั สินใจ และการดาเนนิ ชีวติ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
ทกั ษะทางสังคม ได้แก่ การร่วมมอื และการมีสว่ นรว่ มในสงั คมการดแู ลรักษาการเอาใจใส่
ให้บริการ การมีส่วนร่วมในสังคม ทักษะและกระบวนการกลุ่ม พัฒนาความเป็นผู้นาผู้ตามในการ
ทางานกลุ่ม เห็นคุณค่า เคารพตนเอง และผู้อ่ืน ยอมรับในความคล้ายคลึง และความแตกต่างของ
๑๒
ตนเองและของผู้อื่น เคารพในทรัพย์สินและสิทธิของผู้อื่นเคารพในกฎกติกาของกฎหมายและเคารพ
ในความเป็นมนุษยชาติและสรรพสงิ่ ที่มีชวี ิตทัง้ หลาย
ทักษะและกระบวนการเหล่าน้ี ถือเป็นสาระในองค์ประกอบของหลักสูตร และการเรียน
การสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ท่ีต้องบูรณาการเข้าไปในองค์
ความรู้ต่าง ๆ และต้องเป็นจุดเน้นในการเรียนทุกชั้นปี ทุกรายวิชาตลอดหลักสูตร ซึ่งจะสอนแยก
ตา่ งหากจากการศกึ ษาหาความรตู้ ่าง ๆ ไม่ได้
๓. คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
จะช่วยพัฒนาทักษะเก่ียวกับเจตคติ จริยธรรม ค่านิยม โดยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และทักษะ
ตา่ ง ๆ อยา่ งหลากหลาย ผ้เู รียนจะไดร้ บั การพัฒนาเกยี่ วกับความเป็นสมาชิกทด่ี ใี นสังคมประชาธิปไตย
เช่น การรู้จักตนเอง พ่ึงตนเอง ซ่ือสัตย์สุจริต มีวินัย กตัญญู รักเกียรติภูมิของตน เคารพเหตุผล มี
ความยตุ ธิ รรม หว่ งใยในสวัสดภิ าพของผอู้ ่ืน ยอมรับความแตกตา่ งขจัดข้อขัดแย้งด้วยสนั ติวธิ ี ยึดมน่ั ใน
ความยุติธรรม ความเสมอภาคและเสรีภาพ มีนิสัยในการเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ดี เห็นคุณค่าของ
การทางาน การทางานเป็นกลุ่ม การเคารพสิทธิของผู้อ่ืน เสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีความ
ผูกพันกับกลุ่ม รักท้องถ่ิน รักประเทศชาติ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ภูมิใจในความเป็นไทยเหน็
คุณคา่ อนรุ ักษ์ พฒั นาศลิ ปะ วฒั นธรรม และสง่ิ แวดลอ้ ม และศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา
การจัดการซ่ึงเป็นบทบาทและความรับผิดชอบของผู้เก่ียวข้องฝ่ายต่าง ๆ ได้แก่ผู้เรียน
ซ่ึงต้องมีความรับผิดชอบเบ้ืองต้นท่ีจะต้องศึกษาเล่าเรียนให้ประสบความสาเร็จ นอกจากนั้นการ
เรียนรู้กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จาเป็นต้องอาศัยความพยายามร่วมกันท้ังผู้เรียน พ่อ
แม่ ผ้ปู กครอง ครู และผ้บู รหิ าร ผู้เรยี นตอ้ งรับผิดชอบการเรียนของตน การเรยี นกลมุ่ สาระการเรียนรู้
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมจึงต้อง
๓.๑ แสดงความเข้าใจในสาระความรู้ทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคม
วทิ ยา ศาสนา และวฒั นธรรม และการเปน็ พลเมืองดี
๓.๒ เข้าใจโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบการเมือง การปกครอง ระบบสังคม และระบบ
เศรษฐกิจ
๓.๓ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์กระทาต่างเวลา ต่างสถานท่ี
บนพื้นฐานความคิดทแ่ี ตกต่างกนั นาไปสูค่ วามเป็นสว่ นรวมและความเปน็ ประชาธปิ ไตย
๓.๔ ตระหนักในคุณค่าของหลักการประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และหลักการอ่ืนท่ีปรากฏในรัฐธรรมนูญ รวมท้ังเร่ืองเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และ
ความรับผดิ ชอบ สามารถนามาใชก้ ับตนเอง ผู้อื่น และสังคมได้
๓.๕ มีความปฏิสัมพันธ์และทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างเหมาะสม แสดงออกถึงความ
เคารพตนเองและผอู้ นื่
๑๓
๓.๖ รับผิดชอบต่อผู้อนื่ และต่อสภาพแวดล้อม ซ่งึ เปน็ สาระสาคญั ของคุณลักษณะการเป็น
คนดที ่ีได้รบั การพฒั นาดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม และสาระทเี่ กยี่ วขอ้ งกับการอยู่รอดของมวลมนษุ ย์
๓.๗ มสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะบรกิ ารผู้อื่น และส่งเสริมสิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในสังคม
ครู มีความรับผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ครูจึงต้องจัดเตรียมหลักสูตรกลุ่มสังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมท่ีบูรณาการเป็นหลักสตู รท่ีมีชวี ิตมีความหมายลกึ ซ้ึงและเป็นหลักสูตรที่
ให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยการปฏิบัติจริง จัดเตรียมโอกาสที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนทักษะ
กระบวนการต่าง ๆ เน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการมีวิจารณญาณ รวมทั้งการทาความ
เข้าใจในความรู้ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเช่ือมโยงสิ่งท่ีเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมกับการเรียนกลุ่มอื่น ๆ ได้ด้วยผู้บริหารมีความรับผิดชอบในการส่งเสริม
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ดังนั้น ผู้บริหารจึงต้องสนับสนุนช่วยเหลือในการนาหลกั สูตรกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจัดเตรียมสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่ อ
การเรียนพ่อแม่ ผู้ปกครอง มีความผิดชอบในการสร้างสภาพแวดล้อมในบ้านให้เอ้ือต่อการเรยี นรู้ของ
ผู้เรียน พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของห้องเรียนและโรงเรียนให้
และรับข้อมูลที่เป็นการร่วมมือช่วยเหลือกับทางโรงเรียนกระตุ้นและมีส่วนร่ วมในการพูดคุย
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นปัญหาทางสังคมและเร่ืองท่ีลูกหลานเรียนให้เวลาท่ีจะรับฟัง รับรู้
และทบทวนกิจกรรมตา่ ง ๆ ของโรงเรียนอย่างสม่าเสมอ
๒.๑.๓ คุณภาพของผู้เรียน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กาหนดให้กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานท่ีผู้เรียนต้องเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๖
ประกอบด้วยศาสตร์ต่าง ๆ หลายสาขา มีลักษณะเป็นสหวิทยาการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะ
กระบวนการ มคี ุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยมทพ่ี ึงประสงค์ รวมทั้งได้แสดงบทบาทและความรับผิดชอบ
ทงั้ ต่อตนเอง ตอ่ ผอู้ ่ืน และตอ่ สภาพแวดลอ้ ม
จากองค์ประกอบดังกล่าว จึงทาให้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม มจี ุดเนน้ ในการสร้างคุณภาพของผเู้ รยี น ดังนี้๕
๑. ยึดม่ันในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ สามารถนาหลักธรรม
คาสอนไปใช้ปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันได้ เป็นผู้กระทาความดี มีค่านิยมท่ีดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมท้ังบาเพ็ญตนใหเ้ ป็นประโยชน์กบั สังคมสว่ นรวม
๕ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑ - ๖ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๒, (พิมพ์ครั้ง
ท่ี ๑, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพรา้ ว, ๒๕๖๒), หนา้ ๑๔๖.
๑๔
๒. ยึดมั่นศรัทธาและธารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมขุ ปฏิบตั ติ นเป็นพลเมืองดี ปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณแี ละวัฒนธรรม
ไทย รวมท้งั ถา่ ยทอดสิ่งทีด่ ีงามไวเ้ ป็นมรดกของชาติ เพือ่ สนั ตสิ ุขของสงั คมไทยและสงั คมโลก
๓. มีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ เพ่ือการดารงชีวิต
อย่างมดี ุลยภาพ และสามารถนาหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏบิ ตั ิได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
๔. เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ภาคภูมิใจในความเป็นไทยทั้ง
ในอดีตและปจั จบุ นั สามารถใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์มาวิเคราะหเ์ หตุการณ์ต่าง ๆ อยา่ งเป็นระบบ
และนาไปสร้างองคค์ วามร้ใู หม่ได้
๕. มีปฏิสัมพันธ์ท่ีดีงามระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นผู้สร้าง
วฒั นธรรม มจี ติ สานกึ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาทีย่ ่ังยนื ตลอดระยะเวลา
ท่ีผู้เรียนได้เรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐานน้ัน กลุ่มสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้มี
สว่ นสง่ เสรมิ สนับสนุน และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
๒.๑.๔ มาตรฐานการเรียนร้ชู ่วงชนั้
มาตรฐานการเรียนรชู้ ่วงชน้ั คือ ความคาดหวังในตัวผู้เรียนว่าผ้เู รียนควรรู้และสามารถทา
อะไรไดต้ ามมาตรฐานเม่ือเรียนจบในแตล่ ะชว่ งชัน้ ได้แก่ ชว่ งชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๑ - ๓ ประถมศึกษา
ปีท่ี ๔ - ๖ มัธยมศึกษาปีท่ี ๑ - ๓ และมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ การไม่ระบุมาตรฐานการเรียนรู้ใน
แต่ละชั้นปี เพ่ือให้สถานศึกษามีอิสระในการกาหนดและลาดับสิ่งที่จะเรียนสามารถยืดหยุ่นการ
จัดประสบการณ์การเรียนรู้จากชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑ - ๓ ประถมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ มัธยมศึกษาปีท่ี
๑ - ๓ และมธั ยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ ให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถ่ินและผเู้ รียนไดเ้ อง
มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันที่กาหนดไว้นอกเหนือจากใช้เป็นกรอบทิศทางในการจัด
ประสบการณ์หรือส่ิงท่ีจะให้ผู้เรียนได้เรียนแล้วยังคาดหวังว่าในกิจกรรมการเรียนการสอน และ
การประเมินผลการเรียนรู้คร้ังหน่ึงๆ สามารถสนองมาตรฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้หลายข้อการแยก
เขียนมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันของแต่ละมาตรฐานของแต่ละสาระหลักออกเป็นข้อๆน้ันมิได้หมาย
ว่าผู้เรียนต้องมีภาพความสาเร็จในการบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นข้อนั้น ๆ ต่อการเรียนเพียง
คร้ังเดียว
ทัง้ มาตรฐานและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชน้ั เป็นความคาดหวัง ที่ครอบคลมุ สาระความรู้
ความสามารถ ค่านิยม ศีลธรรม และจริยธรรม โดยเขียนไว้บนพื้นฐานของการเรียนรู้ของผู้เรียน
มาตรฐานการเรียนที่ระบุไว้ในแต่ละช่วงชั้นมิได้หมายความว่าให้ผู้เรียนเรียนรู้สิ้นสุดเฉพาะในช่วงชั้น
เทา่ นั้นมาตรฐานการเรียนรู้เหล่านถี้ ้าจาเปน็ ยงั สามารถเรยี นรซู้ ้าได้อีกในชว่ งชัน้ ปตี ่อไปดว้ ย
มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นบางอย่างต้องส่ังสมต่อไปในช่วงชั้นท่ีสูงขึ้นด้วย สิ่งท่ีคาดหวัง
ให้เกิดข้ึนในตัวผู้เรียนท่ีปรากฏอยู่ในมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันอยู่บนพ้ืนฐานที่ผู้เรียนจะต้องศึกษา
๑๕
ตามวัย ระดับพัฒนาการ และตามชั้นปีของผู้เรียนท้ังมาตรฐาน และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันจาก
สาระตา่ ง ๆ มคี วามสมั พนั ธ์เกี่ยวข้องกันและกัน ที่จะต้องนามาผสมผสานกันในการเรยี นการสอนครั้ง
หน่ึงๆ ตลอดปีในมาตรฐานและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันแต่ละข้อมิได้เป็นการรวบรวมความรู้
ทักษะค่านิยม และจริยธรรม ที่ครูจะหยิบยกมาสอนเพียงคร้ังเดียวประเมินคร้ังเดียวแล้วจะบันทึกไว้
ว่าผู้เรียนบรรลุตามมาตรฐานนั้นแล้ว แต่เป็นส่ิงท่ีครูจะต้องนามาใช้สอนซ้า ๆ บ่อย ๆ ในหน่วยการ
เรียนต่าง ๆ ตลอดทั้งปี การจาแนกมาตรฐานและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นข้อ ๆ ก็มิได้หมายถึง
การเรียงลาดับก่อนหลัง หรือลาดับความสาคัญแต่อย่างใด มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันเป็นเสมือนตวั
บ่งชคี้ วามสาเร็จในการเรียนของผู้เรียนจบชว่ งชั้นนั้น ซ่ึงอาจประเมินหรือไม่ประเมินด้วยแบบทดสอบ
ขอ้ เขียนและแบบประเมินแบบอ่ืน ๆ กไ็ ดก้ ารจะนาสาระหลัก มาตรฐาน และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วง
ชั้นมาจัดไว้ในหลักสูตรอย่างไร แล้วจะนาไปสู่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างไรใช้ส่ือและ
แหล่งเรียนรู้อะไร ใช้เวลาเรียนเท่าไร จะสอนในช้ันปีใด และประเมินผลอย่างไร ให้เป็นไปตาม
มาตรฐานและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันท่ีวางไว้ถือเป็นความรับผิดชอบและการตัดสินใจของ
สถานศึกษาเอง อยา่ งไรก็ตามการนามาตรฐานการเรียนรชู้ ่วงชนั้ มาจัดทามาตรฐานการเรียนรู้แต่ละปี
หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (learning Outcome) และกาหนดสาระการเรียนรู้ (Topic of
Content) จะทาให้สถานศึกษาเห็นแนวทางในการจัดทาหลักสูตรตามมาตรฐานกลุ่มสังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรมได้อย่างชดั เจน
สาระท่ี ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
สาระนี้เป็นความคิดรวบยอดท่ีเก่ียวข้องกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ปรัชญา
ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ที่มุ่งศึกษามาตรฐานความประพฤติของพลเมือง และการ
ยกระดบั ภาวะทางจติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมคี วามรู้ ประสบการณ์ และทกั ษะเกี่ยวกบั จรยิ ธรรม คุณธรรม
ท่ีวา่ ดว้ ยหลกั ความประพฤติ ของคนดีและอุดมคตติ ามแนวความเช่ือของศาสนาที่บุคคลนับถอื
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงต้องให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และประสบการณ์
เก่ียวกับหลักจริยธรรมคุณธรรมในการควบคุมความประพฤติ สามารถนาความคิด ความเช่ือ และ
ความศรัทธาทางศาสนา มาเป็นแนวทางให้ผู้เรียนมีอุดมคติในการดาเนินชีวิต และปฏิบัติตาม
หลักธรรมทางศาสนา เพ่ือพัฒนาตนให้เป็นคนดี บาเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้อยู่
ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
สาระที่ ๒ หน้าทพี่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชีวิตในสังคม
การดาเนินชีวิตในสังคมเป็นขอบข่ายสาระหลักท่ีมีแนวความคิดรวบยอดเกี่ยวข้องกับ
สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ โดยศึกษาระบบความสมั พันธข์ องมนุษย์ในฐานะ
ที่เป็นสมาชิกของสังคม มีวัฒนธรรม มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนเป็นกลุ่ม ศึกษาสถาบันทางสังคมการจัด
ระเบียบทางสังคมมุ่งให้เกิดความเข้าใจต่อระบบการเมือง การปกครอง โดยเฉพาะบทบาทและหนา้ ท่ี
๑๖
ในฐานะพลเมืองของประเทศในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขศึกษาการ
ยตุ ิธรรม ดว้ ยความคิดรวบยอดเหลา่ นี้ ทาใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถดาเนินชวี ติ ได้อย่างมีคุณภาพ
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงต้องให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และประสบการณ์
ท่ีเก่ียวข้องกับกลุ่ม ชุมชน สังคม ที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงและแตกต่างกัน มีการขัดเกลาทางสังคม
ท้ังทางตรงและทางอ้อม ในฐานะเป็นสมาชิกท่ีอยู่ร่วมกัน อันมีบรรทัดฐานทางสังคมมีระบบ ค่านิยม
ความเชื่อ ประเพณีทางสังคม สถาบันต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางสังคมรวมท้ังสามารถ
วิเคราะห์สภาพทางสังคม วัฒนธรรม และความเป็นนอยู่ระหว่างสังคมไทยกับสังคมอ่ืนในโลก เพื่อให้
เกิดความเขา้ ใจอนั ดตี ่อกัน
นอกจากน้ีผู้เรียนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมจะต้องเรียนรู้ และแสวงหา
ประสบการณ์ ทางด้านระบบการเมือง การปกครองประเภทต่าง ๆ ในโลกโดยเฉพาะระบบการเมือง
การปกครองของประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนญู ทั้งต้องเรียนรู้และเข้าใจรฐั ธรรมนญู อันเป็นกฎหมาย
สูงสุดในการปกครองและประเทศ ระบบการปกครองท้องถิ่น และกฎหมายสาคัญที่เก่ียวข้องในชีวิต
ของคนไทย เพ่ือจะได้ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีในวิถีชีวิตประชาธิปไตย และมีส่วนร่วมต่อสังคมอย่าง
มีเหตุผล
สาระที่ ๓ เศรษฐศาสตร์
สาระหลักนี้เป็นความคิดรวบยอดที่เก่ียวข้องกับเศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์
สังคมวิทยา และสิ่งแวดล้อมศึกษา ท่ีมุ่งให้มีความเข้าใจว่ามนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมเพ่ือ
ตอบสนองความต้องการและความจาเป็นต่อการดารงชีวิตอยู่อย่างไร ทั้งน้ีเพราะมนุษย์มีความ
ตอ้ งการและความจาเป็นทไี่ ม่จากัดในขณะท่ตี อ้ งดารงชวี ติ อยู่ในสังคมท่ามกลางทรัพยากรท่ีมอี ยจู่ ากดั
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงต้องให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และประสบการณ์
ที่เกี่ยวข้องการผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้า และบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ท้ังใน
ระดับประเทศ และระดับโลก ตลอดจนบทบาทของเทคโนโลยีท่ีมีต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ
มีความสามารถที่จะฉลาดเลือก ประเมิน คิดพิจารณาผลที่เกิดจากทางเลือก และตัดสินใจอย่าง
มีวจิ ารณญาณ
สาระท่ี ๔ ประวตั ิศาสตร์
สาระหลักน้ีเป็นความคิดรวบยอดท่ีเก่ียวข้องกับประวัติศาสตร์ ปรัชญา มนุษยวิทยา
สังคมวิทยา และโบราณคดี ท่ีมุ่งให้ความเข้าใจว่าววิ ัฒนาการ การดาเนนิ ชวี ติ ของมนุษยชาตนิ ้ัน มกี าร
สั่งสมมาตามกาลเวลาอย่างตอ่ เนื่อง และเปล่ียนแปลงไปตามยุคสมัย การศึกษาเร่ืองราวในอดีตทาให้
เกดิ การเรียนรวู้ ่า มนษุ ย์ในอดตี เผชญิ ปัญหาต่าง ๆ ในขณะดารงชีวติ อยอู่ ยา่ งไร มวี ธิ กี ารจดั การ กบั
ปัญหาต่าง ๆ ทั้งท่ีประสบความสาเร็จและความผิดพลาดอย่างไร เหตุการณ์และการกระทาในอดีตมี
๑๗
ผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในเวลาต่อมาอยา่ งไร อันจะเป็นการสรา้ งประสบการณ์และทางเลือกใน
การดารงชีวิตแกค่ นรนุ่ หลงั ต่อไป
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จึงต้องให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และประสบการณ์
เก่ียวกบั ความเป็นมาของตนเอง ของสังคม และของประเทศชาตวิ ่ามวี วิ ฒั นาการมาอยา่ งตอ่ เน่ือง และ
เปล่ียนแปลงมาสู่ปัจจุบันอย่างไร มีความสามารถในการตีความและอธิบายนัยสาคัญของเหตุการณ์
ปัญหา และแบบแผนการเปลี่ยนแปลงตา่ ง ๆ เชิงประวัติศาสตร์ของประเทศและสังคมอ่ืนจากอดีตมา
ทาความเข้าใจปัจจบุ นั และท่จี ะเปลีย่ นแปลงในอนาคต
สาระที่ ๕ ภมู ศิ าสตร์
สาระหลกั น้ีเป็นความคิดรวบยอดที่เก่ยี วขอ้ งกับภูมิศาสตรส์ ิ่งแวดลอ้ มศึกษาประวตั ิศาสตร์
มานุษยวิทยา ที่มุ่งให้มีความเข้าใจในเรอ่ื งมิตสิ มั พันธท์ างภมู ิศาสตรก์ ับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทปี่ รากฏ
อยู่ในโลก ความสมั พันธต์ อ่ กนั และกัน และตอ่ การดารงชีวิตของมนุษย์
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จึงต้องให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และประสบการณ์
ในการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในเชิงมิติสัมพันธ์ ทั้งในส่วนของประเทศไทยกับ
โลกท่ีเราอาศยั อยู่ มีความสามารถท่จี ะอธิบายลกั ษณะตาแหนง่ แหล่งท่ีมา แบบแผนและกระบวนการ
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปรากฏการณ์ของส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม
คิดวิเคราะห์ และตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อสังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมท่ีเก่ียวข้อง
กับผลประโยชนข์ องชาติและผลกระทบทีม่ ตี ่อโลก๖
องค์ความรู้ทั้ง ๕ สาระนี้ จะต้องจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้ครบทุกสาระในทุกปีตลอด ๑๒ ปี
ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดลาดับประสบการณ์การเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นที่ ๒
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๔-๖ คอื เรอื่ งราวของตวั ผู้เรยี น ท้องถิน่ จังหวัด ภาค และประเทศและการมีส่วน
รว่ มในกจิ กรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมทอ้ งถ่นิ ของตนได้มากขึน้ เชื่อมโยงกับสงั คม
อืน่ ๆ ทงั้ ในประเทศและในโลก
๖ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑ - ๖ ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๒, (พิมพ์ครั้ง
ท่ี ๑, กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพร้าว, ๒๕๖๒), หนา้ ๑๙๘.
๑๘
๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎีที่เก่ียวกบั โปรมแกรม Microsoft PowerPoint
๒.๒.๑ ความหมายของโปรแกรม PowerPoint
ดวงพร เก๋ียงคา (ได้อธิบายเกี่ยวกับโปรแกรม PowerPoint ไว้ว่าเป็นโปรแกรมหนึ่งท่อี ยู่
ในชุดของ Microsoft Office โปรแกรมนี้เน้นในเรื่องการแสดงภาพประกอบคาอธิบาย ใช้เพ่ือการ
นาเสนองาน โดยทาเปน็ หน้า ๆ อาจทาใหม้ ีเสยี งบรรยายประกอบด้วยกไ็ ด้๗
สุรชัย ศรีใส อธิบายความหมายของโปรแกรม PowerPoint ว่าเป็นโปรแกรมในการ
นาเสนอได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนาเสนอแบบเป็นอักษร ภาพ หรือเสียง โดยตัวโปรแกรมน้ัน
สามารถนาส่อื เหล่าน้มี าผสมผสานไดอ้ ยา่ งลงตัวและมปี ระสิทธิภาพมากท่สี ดุ ๘
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความหมายของโปรแกรม PowerPoint ว่าเป็น
โปรแกรมหน่ึงท่ีมีประสิทธิภาพในการนาเสนอ เป็นเคร่ืองมือสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ได้เป็น
อย่างดี และเป็นการเตรียมความพร้อมอย่างดีของผู้สอน เปรียบเสมือนเข็มทิศนาทางที่ทาให้ผู้สอน
สามารถสือ่ สารกับผ้เู รียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ๙
สรุปได้ว่า PowerPoint เป็นโปรแกรมในการนาเสนอได้ในหลายรูปแบบทั้งอักษร ภาพ
และเสียง ท่ีนามาผสมผสานอย่างมีประสิทธิภาพมากท่ีสุดเป็นเครื่องมือส่ือสารระหว่างผู้สอนและ
ผเู้ รยี นได้
๒.๒.๒ ประวตั ิความเป็นมาของโปแกรม PowerPoint
สุรชัย ศรีใส กล่าวถึงความเป็นมาของโปรแกรม PowerPoint ว่าเริ่มแรกนั้นได้รับการ
พัฒนาโดย บ็อบ กัสกินส์ (Bob Guskins) อดีตนักศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอ
เนีย เบิร์กเลย์ (University of California, Berkley) โดยกัสกินส์เขียนโปรแกรมสร้างแผ่นสไลด์
สามารถนาสไลดม์ าเรยี งลาดับเป็นผลงานการนาเสนอแบบงา่ ย ๆ
พ.ศ. ๒๕๒๗ กัสกินส์ ได้ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ในซิลิคอน แวลล่ี ช่ือ ฟอร์ธ็อท
และว่าจ้างนายแดนิส ออสติน มาพัฒนาโปรแกรมให้ดีข้ึน ใช้ชื่อว่า โปรแกรม พรีเซนเตอร์
(Presenter) และไดเ้ ปลี่ยนชื่อใหม่ว่า เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint)
พ.ศ. ๒๕๓๐ ไดม้ ีการสร้างโปรแกรม PowerPoint เวอร์ชั่น ๑.๐ ขน้ึ ให้กบั เคร่ืองแอปเปิล
แม็คอินทอช เป็นหน้าจอแบบขาวดาเหมือนกล้องถ่ายขาวดา สามารถฉายออกเคร่ืองฉายแผ่นสไลด์
๗ ดวงพร เกี๋ยงคา, คู่มือใช้งาน PowerPoint ๒๐๑๓ ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร : ไอดีซีพรีเมียร,์
๒๕๕๗), หน้า ๕.
๘ สรุ ชยั ศรใี ส, เทคโนโลยีทางการศกึ ษา, (อุบลราชธานี : มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, ๒๕๕๕), หน้า ๙.
๙ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา, (นนทบรุ ี :
สานักพิมพม์ หาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๔๙), หน้า ๑๘.
๑๙
และในปนี ้ี บริษัทไมโครซอฟต์คอร์ปอเรชนั่ ไดเ้ ข้าซ้ือบรษิ ทั ฟอรธ์ ็อท และโปรแกรม PowerPoint ใน
ราคา ๑๔ ลา้ นดอลลาร์
พ.ศ. ๒๕๓๑ ไมโครซอฟต์ได้พัฒนาโปรแกรม PowerPoint ให้ใช้กับระบบปฏิบัติการ
Windows และ Dos เปน็ เวอร์ช่นั แรก
ปัจจุบันโปรแกรม PowerPoint ได้พัฒนามาถึงรุ่น ๒๐๐๘ หรือรุ่น ๑๑.๐ ซ่ึงมีชื่อเป็น
ทางการว่า ไมโครซอฟต์ออฟฟิศ เพาเวอร์พอยต์ ๒๐๐๓ (Microsoft Office PowerPoint ๒๐๐๓)
รวมอยใู่ นชุดไมโครซอฟต์ออฟฟิศ ๒๐๐๓๑๐
๒.๒.๓ ลักษณะของโปรแกรม PowerPoint
ดวงพร เก๋ียงคา๑๑ ได้อธิบายเก่ียวกับโปรแกรม Microsoft PowerPoint ว่าเป็น
โปรแกรมส่ังงานคอมพวิ เตอร์ทถ่ี กู ออกแบบมาให้ใชก้ ับงานด้านการนาเสนอเร่ืองราวต่าง ๆ ในลักษณะ
คล้ายกับการฉายสไลด์ โดยเราสามารถใช้คาส่ังของ PowerPoint สร้างแผ่นสไลด์ที่มีรูปภาพและ
บรรยายเร่ืองท่ีต้องการจะนาเสนอได้อย่างรวดเร็ว พร้อมท้ังกาหนดลักษณะแสงเงาและลวดลายสีพื้น
ให้สไลด์แต่ละแผ่นมีความสวยงามน่าสนใจย่ิงข้ึน นอกจากนี้ เรายังสามารถกาหนดรูปแบบการฉาย
สไลด์แต่ละแผ่นได้ต่อเนื่อง และใช้เทคนิคพิเศษในการแสดงข้อความแต่ละบรรทัด เพ่ือให้ผู้ชมการ
ฉายสไลด์ค่อย ๆ เห็นข้อความ และภาพบรรยายเหล่าน้ีทลี ะขั้น ๆ อยา่ งต่อเน่ืองกนั เปน็ เร่ืองราวตาม
ระยะเวลาทเี่ รากาหนดไว้
สรุปวา่ โปรแกรม PowerPoint ถงึ จะเป็นโปรแกรมท่ีมีประสิทธภิ าพในการนาเสนอก็อาจ
มีข้อจากัดบ้าง จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเน้ือหาเพ่ือจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการส่ือสาร
ส่งิ สาคัญ คือ ผู้ใชต้ อ้ งมคี วามร้คู วามเขา้ ใจในเนื้อหาท่จี ะบรรยายเปน็ อยา่ งดี จงึ จะสามารถส่งสารไปถึง
ผู้รับสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรแกรม PowerPoint เป็นเพียงเคร่ืองมืออย่างหนึ่งที่ให้มนุษย์ใช้
ติดต่อส่ือสาร รวมถึงความต้ังใจจริงของผ้สู ่งสารที่จะถ่ายทอดความรูแ้ ละผู้รับสารที่มีความพร้อมที่จะ
เรียนรู้จากสาร การส่ือสารน้นั จงึ จะประสบผลสาเร็จ
๒.๒.๔ ประโยชน์ของโปรแกรม PowerPoint
ดวงพร เกี๋ยงคา ได้อธิบายเกย่ี วกับประโยชนข์ องโปรแกรม PowerPoint ว่า
๑. สามารถสร้างงานนาเสนอได้ แม้วา่ จะไมเ่ คยสร้างงานนาเสนอมาก่อนเนื่องจากมีระบบ
ช่วยเหลือ (Office Assistant) ใน PowerPoint ซึ่งจะคอยแนะนาหลักการในการสร้างงานนาเสนอ
อยา่ งเปน็ ขนั้ ตอน การเลอื กสมี าใช้กบั สไลด์ และจดั องคป์ ระกอบทางศิลปไ์ ด้โดยอัตโนมตั ิ
๑๐ สรุ ชยั ศรใี ส, เทคโนโลยที างการศึกษา, (อุบลราชธานี : มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี, ๒๕๕๕), หนา้ ๑๔.
๑๑ ดวงพร เกีย๋ งคา, ค่มู ือใชง้ าน PowerPoint ๒๐๑๓ ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร : ไอดซี พี รเี มยี ร์,
๒๕๕๗), หน้า ๘.
๒๐
๒. ในส่วนการนาเสนอภาพน่ิง สามารถท่ีจะนาองค์ประกอบมัลติมีเดีย เช่น นาเอฟเฟค
เสยี ง ดนตรี และวีดีโอ มาใช้ประกอบร่วมได้
๓. นอกจากสิ่งที่ได้เตรียมมานาเสนอแล้ว ยังสามารถใช้ PowerPoint เตรียมเอกสาร
ประกอบคาบรรยายและในขณะท่ีมีการนาเสนองาน ก็จะสามารถใช้เมาส์วาดเส้นบนสไลด์ท่ีแสดงอยู่
ในขณะนั้นเพอ่ื เน้นประเดน็ สาคัญได้
๔. สามารถที่จะดัดแปลงงานนาเสนอที่เป็นไฟล์ PowerPoint เป็นสไลด์ ๓๕ ม.ม. เพื่อใช้
นาเสนอผ่านเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ หรอื เครือข่ายอินทราเน็ตภายในองคก์ รได๑้ ๒
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ กล่าวถึงประโยชน์ของโปรแกรม PowerPoint ในด้านการศึกษา ไว้
ดังน้ี
๑. ช่วยเพิ่มคุณภาพในการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนท่ีผลิตด้วยโปรแกรม
PowerPoint สามารถนาไปประยุกต์กับสื่ออื่น ๆ ได้หลายประเภท ท้ังสื่อภาพน่ิง สื่อภาพเคลื่อนไหว
สือ่ เสยี ง
๒. ทาให้การเรียนการสอนสะดวกรวดเร็วกว่าวิธีดั้งเดิม ประหยัดงบประมาณ และเวลา
ในการผลิตสือ่ การเรยี นการสอน
๓. ทาให้เกิดเครือข่ายของความรู้ สื่อการเรียนการสอนที่ผลิตด้วยโปรแกรม Power
Point สามารถจดั เก็บไว้บนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต ผเู้ รียนสามารถเข้าไปค้นคว้าศึกษาได้อยา่ งไม่จากัด
เวลาและสถานท่ี ทาให้เกิดคลังความรู้ขนาดมหาศาล และเป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีทันสมัยกว่าเอกสารและ
ตาราทว่ั ไป เพราะมกี ารปรับปรงุ ข้อมูลใหท้ นั สมยั อย่เู สมอ
๔. ความสาคัญด้านการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารความรแู้ ละการอบรม งานทุกอย่างจะต้อง
มีการส่ือสารเพ่ือถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ซ่ึงกันและกัน เช่น การท่ีครูสอนนักเรียนจาเป็น
อย่างย่ิง ทจ่ี ะต้องอาศยั การสอื่ สารทีด่ มี คี ณุ ภาพ เพ่ือให้การเรียนการสอนบรรลเุ ป้าหมายทต่ี งั้ ไว้
๕. เป็นเคร่ืองประกันประสิทธิภาพการเรียนการสอน ขั้นตอนการสอนที่ออกแบบไว้ ต้อง
มีการทดสอบและการนาไปใช้ เพ่ือสร้างความมั่นใจว่า การดาเนินการสอนตามขั้นตอนท่ีออกแบบไว้
ทาใหก้ ารเรยี นการสอนมปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธิผล
๖. เป็นเครื่องมือส่ือสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เนื้อหาการเรียนการสอนได้ถูกจัดทาใน
รูปแบบของชดุ การสอน ด้วยโปรแกรม PowerPoint ผสู้ อนคนอน่ื สามารถนาไปสอนได้
๑๒ ดวงพร เกี๋ยงคา, คมู่ ือใช้งาน PowerPoint ๒๐๑๓ ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร : ไอดีซีพรเี มียร์,
๒๕๕๗), หน้า ๑๒.
๒๑
๗. เป็นเคร่ืองมือเตรียมความพร้อมระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนระบบการสอนที่ถูกออกแบบ
ไว้อย่างสมบูรณ์แล้วและได้กาหนดลาดับข้ันตอนต่าง ๆ ไว้อย่างดีแล้ว ทาให้ผู้สอนสอนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ จนบรรลวุ ัตถุประสงคก์ ารเรยี นรทู้ ่ีตัง้ ไว้
๘. เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนการสอน จากการนาเสนอเนื้อหาต่าง ๆ ด้วย
โปรแกรม PowerPoint จะมีข้อมูลย้อนกลับ ท้ังข้อดีและข้อจากัด เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุง
พัฒนาตอ่ ไป๑๓
จากแนวคิดของนักวิชาการและองค์กรทางการศึกษาจะเห็นได้ว่า โปรแกรม Power
Point เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างส่ือเพื่อจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน
ทาใหผ้ เู้ รียนสนใจ ใฝ่เรียนรู้ และทาใหม้ ีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู ข้ึนได้
๒.๒.๕ แนวทางการสร้างสื่อของโปรแกรม PowerPoint
การสร้างสื่อ PowerPoint ที่ดีควรทาอย่างเป็นขั้นตอน โดยเร่ิมจากการวางโครงร่าง
ของสอ่ื จากนนั้ จงึ ลงรายละเอียด และจดั ทาเพื่อนาเสนอให้เป็นไปอย่างรวดเรว็ จึงควรทาตามขั้นตอน
ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. การวางโครงร่าง ก่อนเร่ิมเตรียมสร้างส่ือ PowerPoint ควรมีความชัดเจนในสิ่งท่ี
ต้องการที่จะสร้าง โดยศึกษาหลักสูตร ผลการเรียนรู้รายวิชา การเร่ิมเตรียมการวางโครงร่างเพื่อเป็น
การถ่ายทอด ความคดิ ของผนู้ าเสนอเป็นแนวทางทาให้เกดิ ความชดั เจนเกี่ยวกบั ส่ือทจี่ ะนาเสนอ ซ่งึ จะ
ช่วยให้ไม่พลาดหวั ขอ้ สาคญั ท่ีต้องนาเสนอ นอกจากน้ันการวางโครงร่างยังเปรียบเสมือนแผนท่ีในการ
ดาเนิน เร่อื ง จะไดม้ คี วามมัน่ ใจว่าการนาเสนอสอ่ื นัน้ ไดผ้ ลลัพธ์ตรงตามจดุ ประสงค์ท่ีวางไว้
๒. การลงรายละเอียดเน้ือหา หลังจากวางโครงร่างตั้งแต่เริ่มจนจบแล้ว ต่อไปเป็นการลง
รายละเอียดในหัวข้อต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นท่ีกลุ่มผู้เรียนเป็นหลักว่าส่ือที่จะนาเสนอต้องมีเน้ือหาหรือ
รูปแบบท่ีเหมาะสม ซง่ึ ตอ้ งพจิ ารณาตัง้ แต่องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ท่ใี ช้ อาทิ ภาพ สี และแนวการนาเสนอ
เช่น การบรรยายเชงิ วิชาการกค็ วรใหโ้ ทนสีของสือ่ สอดคล้องกบั เนือ้ หาทีเ่ นน้ ไปทางสาระและข้อมลู
๓. การใส่ข้อความ รูปภาพ กราฟ หรืออ่ืน ๆ ในส่ือ เป็นข้ันตอนที่นาเอาสิ่งต่าง ๆ
ที่ต้องการนาเสนอมาใส่ในสไลด์แต่ละแผ่น โดยขั้นตอนน้ีอาจจะไม่ต้องประณีตเกี่ยวกับความสวยงาม
มากนัก แต่ควรเน้นให้มีเนอื้ หามีความครบถ้วนสมบรู ณ์ และมีความสอดคลอ้ งกันทั้งข้อความ รูปภาพ
และกราฟ
๑๓ ชัยยงค์ พรหมวงศ์, เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีและส่อื สารการศึกษาหน่วยที่ ๑ - ๕ (ระบบ
สื่อการสอน), (พิมพ์คร้ังที่ ๒, นนทบุรี : สานักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๕๖),
หน้า ๑๕.
๒๒
๔. การปรับแต่งส่ือให้มีสีสันสวยงาม หลังจากที่ได้ใส่ข้อความที่ต้องการนาเสนอแล้ว
ต่อไปจะต้องปรับแต่งตัวอกั ษร สที ่ใี ชก้ บั สอื่ และรปู แบบขององคป์ ระกอบต่าง ๆ ทีแ่ สดง เพ่ือให้ สื่อดดู ี
สวยงามและนา่ ติดตาม เช่น การใช้ขอ้ ความอักษรศลิ ป์ใหเ้ งากบั วัตถุ กาหนดภาพสามมติ ิ เป็นตน้
๕. การเพิม่ ความน่าสนใจใหก้ ับส่ือในขณะนาเสนอ กรณีใช้คอมพวิ เตอรใ์ นการนาเสนอสื่อ
ก็อาจนาเทคนิคในการเปล่ียนแผ่นส่ือมาใช้ เนื่องจากมีมากมายหลายแบบให้เลือกใช้ เพ่ือเพิ่มความ
นา่ สนใจให้กบั การนาเสนอข้อมูลได้
๖. เตรยี มการนาเสนองานจริง หลงั จากไดส้ อ่ื เพื่อนาเสนอทีส่ มบูรณ์แล้ว กอ่ นถงึ เวลาที่จะ
ต้องนาเสนอ ควรซ้อมการพูดให้เข้ากับแผ่นสื่อที่เตรียม ควรมีการจับเวลาที่ใช้นาเสนอด้วยเพื่อจะได้
ทราบเวลาบรรยายจริง และจะได้ปรบั ลดให้เหมาะสมย่ิงขึน้ ๑๔
๒.๒.๖ ข้อดีและขอ้ จากดั ของโปรแกรม PowerPoint
สุรชยั ศรใี ส (๒๕๕๕) กลา่ วถงึ การใชโ้ ปรแกรม PowerPoint วา่ มขี อ้ ดแี ละขอ้ จากดั ดงั นี้
๑. ข้อดีของโปรแกรม PowerPoint
(๑) สาหรบั นาเสนอขอ้ มูลในรปู แบบของข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคล่ือนไหว
(๒) สามารถตกแต่งตัวอักษรใหส้ วย ๆ ด้วย Word Art ท่ีพิเศษกวา่ PowerPoint
(๓) การทางานจะแบง่ ออกเปน็ หน้า ๆ แต่ละหนา้ เรียกว่า Slide
(๔) การสร้างจะมี Slide Lay out ชว่ ยในการออกแบบและใสข่ อ้ มูล
(๕) รปู แบบหรือ Themes จะมี Design สาหรบั รูป ชว่ ยสร้างสอื่ ได้สะดวกมากขึ้น
(๖) รองรบั ไฟล์ข้อมลู ประเภทตา่ งๆ เชน่ ตารางจาก Microsoft Excel เป็นต้น
(๗) รองรับภาพเคลอื่ นไหวเช่น เชน่ Flash, Gif Animation, Video เป็นตน้
(๘) สามารถสง่ั รนั แบบอัตโนมตั ิได้
(๙) สามารถสง่ั พิมพ์ในรูปแบบตา่ ง ๆ เช่น พมิ พ์แบบ Slide, Handout เปน็ ตน้
(๑๐) ถา้ ไฟล์ที่สรา้ งเป็นไฟล์ PPSX จะสามารถรบั Presentation แบบอัตโนมัติได้
๒. ข้อจากัดของโปรแกรม PowerPoint
(๑) ไมส่ ามารถใส่เนื้อหาในสไลด์ทีละมาก ๆ เพราะตัวหนังสอื จะเล็กจนมองเหน็ ยาก
(๒) ตวั อักษรต้องมขี นาดพอเหมาะ เพราะถา้ เล็กมากจะทาให้ผชู้ มมองไม่เห็น๑๕
สาหรับ ดวงพร เก๋ียงคา ได้อธิบายเก่ียวกับข้อดีและข้อจากัดของการใช้โปรแกรม
PowerPoint ไว้ดังน้ี
๑๔ ชัยยงค์ พรหมวงศ์, เอกสารการสอนชุดวิชาเทคโนโลยีและส่ือสารการศึกษาหน่วยท่ี ๑ - ๕ (ระบบ
สื่อการสอน), (พิมพ์ครั้งที่ ๒, นนทบุรี : สานักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๕๖),
หนา้ ๑๗.
๑๕ สรุ ชยั ศรใี ส, เทคโนโลยีทางการศึกษา, (อบุ ลราชธานี : มหาวิทยาลยั อบุ ลราชธานี, ๒๕๕๕), หน้า ๒๑.
๒๓
๑. ข้อดีของโปรแกรม PowerPoint
(๑) เป็นมิตรกับผู้ใช้ ด้วยหน้าตาและเครื่องมีที่มีอยู่ในโปรแกรม ที่ทาให้ผู้ใช้ใช้งาน
ง่าย เพราะมันใกล้เคยี งกับ Microsoft Word จงึ ทาให้ผใู้ ช้ส่วนใหญ่เรยี นรูว้ ธิ ีใชง้ านไดง้ ่าย
(๒) เคร่ืองมือที่ใช้งานง่าย PowerPoint มาพร้อมกับเครื่องมือสาเร็จรูปในการ
ออกแบบ สไลด์มาแล้ว ซึ่งคุณสามารถเลือกชุดสี ตัวหนังสือ กราฟิก และ Background ได้ทั้งหมดใน
โปรแกรม
(๓) มี Transition และอนิเมช่ัน คุณสามารถใช้อนิเมช่ันที่มีมากับโปรแกรมเพ่ือเพ่ิม
รปู แบบในการนาเสนอสไลด์ได้
(๔) มี Hyperlinks คือ คุณสามารถใส่มันลงไปให้คลิกได้ จะเป็นการคลิกเพื่อเข้า
เว็บไซต์ หรือคลกิ เพอื่ ไปอกี สไลดห์ นึ่งก็ทาได้
(๕) เชอื่ มต่อกบั SlideShare ได้ คณุ สามารถอัพโหลด Presentation ลงบนเวบ็ ไซต์
ออนไลน์อยา่ ง SlideShare เพื่อแชร์ได้
(๖) สามารถปรนิ้ สไลดอ์ อกมาได้ ทาใหจ้ ดสิง่ ที่สาคัญไว้ได้
(๗) มกี ราฟและตาราง เพื่อทาให้งานนาเสนอของคณุ แบ่งข้อมูลเปน็ หมวดหมู่
๒. ข้อเสียของ PowerPoint
(๑) มีการเล่าเรื่องแบบเส้นตรง ซ่ึงบางคนอาจต้องการให้การนาเสนอเป็นการเล่า
เรือ่ ง แบบขา้ มไปอีกสไลด์หนงึ่ แต่ PowerPoint ตอ้ งไปตามเส้นตรง
(๒) ไฟล์ใหญ่ ทาให้เกิดไฟล์ที่ใหญ่มากถ้าคุณใส่รูปภาพ เสีย หรือวิดีโอลงไป แล้วถ้า
เกดิ คณุ ต้องการสง่ อีเมล มนั อาจจะเป็นเร่อื งท่ยี งุ่ ยากในบางครั้ง๑๖
จากข้อดีและข้อจากัดดังกล่าวข้างต้น ผู้ท่ีจะใช้โปรแกรม PowerPoint จึงต้องพิจารณา
ให้เหมาะสมกับความต้องการของงานที่ต้องการจะทาเพื่อประสิทธิภาพของผลงานที่ต้องการ ได้
ผลลัพธ์รวดเร็วข้ึน สามารถสื่อสารกับผใู้ ช้ในหลายแพลตฟอร์มและอุปกรณ์ และยังสามรถใชเ้ ค้าโครง
ทก่ี าหนดเองเพ่ือประกอบการเสนองานไดอ้ ย่างรวดเร็ว
๒.๓ แนวคิด ทฤษฎที ่ีเก่ียวกับการหาประสิทธิภาพของส่อื
๒.๓.๑ ความหมายของการหาประสทิ ธภิ าพของส่อื
ในการหาประสิทธิภาพมีผ้ใู ห้ความหมาย และการประเมนิ สอื่ การสอนไว้ ดังนี้
ไชยยศ เรืองสุวรรณ กล่าวถึงการประเมินสื่อการเรียนการสอนว่าเป็นการพิจารณาหา
ประสิทธิภาพ และหาคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน ดังนั้นการประเมินสื่อจึงเร่ิมด้วย การกาหนด
๑๖ ดวงพร เก๋ียงคา, ค่มู ือใช้งาน PowerPoint ๒๐๑๓ ฉบับสมบูรณ์, (กรงุ เทพมหานคร : ไอดีซีพรเี มียร์,
๒๕๕๗), หนา้ ๑๗.
๒๔
ปัญหา หรือคาถาม เช่นเดียวกับการวิจัย ด้วยเหตุนี้การประเมินส่ือจึงเป็นการวิจัยอีกแบบหน่ึงที่
เรียกวา่ การวจิ ัยประเมนิ (Evaluation Research)๑๗
เผชิญ กิจระการ ไดก้ ล่าวถึง ประสิทธิภาพของสื่อการการสอนวา่ หมายถึงความสามารถ
ของบทเรียนในการสร้างผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ถึงระดับ
เกณฑ์ที่คาดไว้ ประสิทธิภาพท่ีวัดออกมาจะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทาแบบฝึกหัดหรือ
กระบวนการปฏิสมั พันธ์กับเปอร์เซ็นต์การทาแบบทดสอบเมื่อจบบทเรียน๑๘
จากความหมายของการหาประสทิ ธภิ าพของสอ่ื ท่นี ักการศกึ ษาได้ให้ความหมาย สรปุ ได้วา่
การหาประสิทธิภาพของส่ือการสอนเป็นกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาคุณค่าของสื่ออย่างมี
ระบบกอ่ นนาส่ือไปใชง้ านจริงในการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพต่อไป
๒.๓.๒ เกณฑป์ ระสิทธภิ าพของส่ือ
การกาหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน ๒ ประเภท คือ
พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมข้ันสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกาหนดค่าประสิทธิภาพ
เป็น E๑ = ประสิทธิภาพกระบวนการ, E๒ = ประสทิ ธภิ าพของผลลพั ธ์๑๙
๑. ประสิทธิภาพพฤติกรรมต่อเน่ือง (transitional behavior) คือ ประเมินผลต่อเน่ือง
ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยหลาย ๆ พฤติกรรม เรียกว่า กระบวนการ (process) ของผู้เรียนท่ี
สังเกตจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม (รายงานของกลุ่ม) และรายงานบุคคล ได้แก่ งานท่ีมอบหมาย
และกิจกรรมอนื่ ใดที่ผสู้ อนกาหนดไว้
๒. ประเมินพฤติกรรมขนั้ สุดท้าย (terminal behavior) คอื ประเมนิ ผลลัพธ์ (products)
ของผู้เรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่ ประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่นจะ
กาหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นท่ีพึงพอใจ โดยกาหนดให้เป็น
เปอร์เซ็นต์ของผลเฉล่ียของคะแนนการทางาน และการประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อ
เปอร์เซ็นต์ของผลการสอบหลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมด น่ันคือ E๑/E๒ คือ ประสิทธิภาพของ
กระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์ โดย E๑ และ E๒ มคี วามหมาย ดงั นี้
E๑ หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยท่ีเกิดจากการทากิจกรรมระหว่างเรียนจากชุด
การสอนของผเู้ รียน (ประสทิ ธิภาพของกระบวนการเรียนรู)้
๑๗ ไชยยศ เรืองสุวรรณ, การจัดระบบงานส่ือและเทคโนโลยีการศึกษาและห้องสมุดสื่อโรงเรียน,
(มหาสารคาม : ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๔๘),
หนา้ ๑๓๔.
๑๘ เผชิญ กิจระการ, ดัชนีประสิทธิผล, (มหาสารคาม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,
๒๕๔๖), หน้า ๓๓.
๑๙ ชัยยงค์ พรหมวงศ์, ระบบสือ่ การสอน, (สานกั พมิ พจ์ ฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๕๖), หนา้ ๑๔๓.
๒๕
E๒ หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยท่ีเกิดจากการทาแบบทดสอบหลังการเรียนของ
ผเู้ รยี น (ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์การเรียนร้)ู
๒.๓.๓ ขนั้ ตอนการหาประสิทธภิ าพของสือ่
เม่ือผลิตชุดการสอนข้ึนเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนาชุดการสอนไปหาประสิทธิภาพตาม
ข้นั ตอนตอ่ ไปนี้
๑. แบบเด่ยี ว (๑ : ๑) คือ ทดลองกับผู้เรยี น ๓ คน โดยใชเ้ ด็กอ่อน ปานกลาง และเด็กเก่ง
คานวณหาประสทิ ธิภาพ เสร็จแล้วปรบั ปรุงให้ดขี น้ึ โดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดลองแบบเดี่ยวน้ีจะ
ได้คะแนนต่ากวา่ เกณฑ์มากแต่ไมต่ ้องวิตกเม่อื ปรับปรุงแล้วจะสูงขึน้ มาก
๒. แบบกลุ่ม (๑ : ๑๐) คือ ทดลองกับผู้เรียน ๖ - ๑๐ คน คละผู้เรียนท่ีเก่งกับอ่อน
คานวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุง ในคราวน้ีคะแนนของผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าเกณฑ์โดย
เฉลี่ยจะหา่ งจากเกณฑป์ ระมาณ ๑๐% นนั่ คือ ทไี่ ด้จะมคี า่ ประมาณ ๗๐/๗๐
๓. ภาคสนาม (๑: ๑๐๐) คือ ทดลองกับผู้เรียนทั้งช้ัน ๑๒ คน คานวณหาประสิทธิภาพ
แลว้ ให้เทยี บค่า E๑/E๒ ทห่ี าได้จากชดุ การสอนกบั E๑/E๒ เกณฑ์ เพือ่ ดูว่าเราจะยอมรับประสทิ ธิภาพ
หรือไม่ การยอมรับประสิทธิภาพให้ถือค่าแปรปรวน ๒.๕ – ๕% น่ันคือประสิทธิภาพของบทเรียนไม่
ควรต่ากวา่ เกณฑ์เกิน ๕% แตโ่ ดยปกตเิ ราจะกาหนดไว้ ๒.๕% อาทิ เราตัง้ เกณฑ์ประสิทธิภาพไว้ ๙๐/
๙๐ เม่ือทดลองแบบ ๑ : ๑๐๐ แล้วบทเรียนนน้ั มีประสิทธภิ าพ ๘๗.๕/๘๗.๕ เราก็สามารถยอมรับได้
ว่าบทเรียนนนั้ มปี ระสทิ ธิภาพ
๒.๓.๔ สูตรการคานวณหาประสทิ ธภิ าพ
การหาประสทิ ธภิ าพของแอพพลิเคชั่นของบทเรยี นวิชาสงั คมฯสามารถคานวณได้จากสูตร
ดงั ต่อไปน้ี๒๐
∑χ ∑F
สตู ร E๑ = N × ๑๐๐ E๒ = N × ๑๐๐
A B
เมื่อ E๑ แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการเรียนรู้
E๒ แทน คา่ ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์การเรียนรู้
∑ χ แทน คะแนนรวมจากการทาแบบฝึกหดั ระหว่างเรยี น
N แทน จานวนผูเ้ รยี น
A แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝึกหดั กจิ กรรมระหว่างเรยี น
∑ F แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบย่อยหลังเรยี น
๒๐ ชัยยงค์ พรหมวงศ์, ระบบส่ือการสอน, (กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๖),
หนา้ ๘.
๒๖
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบยอ่ ยหลังเรียน
๒.๔ แนวคิด ทฤษฎีที่เกีย่ วกับผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
๒.๔.๑ ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ชวาล แพรัตกุล ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการ
เรียน (Achievement) เป็นสมรรถภาพของสมองในด้านต่าง ๆ ท่ีนักเรียนได้รับจากประสบการณ์ ทั้ง
ทางตรงและทางออ้ มจากครู ซ่งึ สามารถวัดไดจ้ ากการตอบแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ผตู้ อบไดค้ ะแนน
มาก คือ ผู้ทีม่ ีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสูง ส่วนผู้ตอบไดค้ ะแนนน้อย ถอื ว่าไดม้ ผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ตา่ ๒๑
สุชา จันทร์เอมและสุรางค์ จันทร์เอม ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลของ
ความสาเร็จหรือผลงานท่ีนักเรียนได้กระทาในการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งได้แก่ ความรู้ท่ีได้จากการสอน
ทักษะท่ีได้พัฒนาข้ึนตามลาดับข้ันในวิชาต่าง ๆ เพ่ิมขึ้นเพียงใด จาเป็นจะต้องอาศัยเครื่องมือในการ
วัดผล การศกึ ษาเขา้ มาชว่ ยเป็นการวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน๒๒
ไพศาล หวงั พานิช (ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง คุณลกั ษณะ
และความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกฝน อบรม หรือการเรียนรู้การสอน และการวัดผลสัมฤทธิ์
เป็นการตรวจสอบความสามารถ หรือความสัมฤทธิ์ผลของบุคคลว่าเรียนรู้แล้วเท่าใด มีความสามารถ
ชนิดใด๒๓
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้บัญญัติความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนไว้
ในหนังสือประมวลศัพท์บัญญัติการศึกษาว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสาเร็จหรือ
ความสามารถในการกระทาใด ๆ ที่ต้องอาศัยทักษะหรือมิฉะนั้นก็ต้องอาศัยความรอบรู้ในวิชาใดวิชา
หน่งึ โดยเฉพาะ๒๔
๒๑ ชวาล แพรัตกุล, เทคนิคการวัดผล (พิมพ์คร้ังที่ ๗, กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์วัฒนาพานิช,
๒๕๕๒), หน้า ๒๔.
๒๒ สุชา จันทร์เอมและสุรางค์ จันทร์เอม, สถิติและการประเมินผลการเรียน, (กรุงเทพมหานคร : สานัก
พมิ พ์อักษรบัณฑติ , ๒๕๕๑), หนา้ ๖.
๒๓ ไพศาล หวังพานิช, การวัดผลการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๖),
หน้า ๑๒.
๒๔ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, ความรู้เก่ียวกับส่ือมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพค์ รุ สุ ภา, ๒๕๕๑), หนา้ ๓๕.
๒๗
จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และทศั นคติของนักเรียนอันเกิดจากการเรียนรู้เร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ซง่ึ อาจวัด
ได้จากการทดสอบหรือวิธีการอ่ืน ในระหว่างหรือหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ออกมาเป็น
คะแนน จากการได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว อันเป็นกระบวนการต่าง ๆ ที่ผู้สอน
กาหนดขึ้น นอกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะบอกคุณภาพของนักเรียนแล้วยังแสดงให้เห็นคุณค่า
ของหลักสูตร คุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจนความรู้ความสามารถของครูผู้สอน
และผู้บรหิ ารอกี ด้วย
๒.๔.๒ ความสาคญั ของการวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
สมหวัง พธิ ยิ านุวฒั น์ กลา่ วถึงความสาคัญการวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ดงั นี้
๑. เพ่อื วินจิ ฉัยความรู้ความสามารถ ทักษะ และกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม
ค่านิยมของผู้เรียน และเพ่ือส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะได้เต็มตาม
ศกั ยภาพ
๒. เพ่อื ใช้เปน็ ข้อมลู ป้อนกลับให้แก่ตวั ผู้เรียนเองว่าบรรลตุ ามมาตรฐานการเรยี นรเู้ พยี งใด
๓. เพื่อใชเ้ ปน็ ข้อมลู สรปุ ผลการเรียนร้แู ละเปรยี บเทียบถงึ ระดบั พฒั นาการการเรียนรู้๒๕
ภัทรา นิคมานนท์ ได้จาแนกความสาคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพ่ือพัฒนา
นักเรียนให้มีคุณภาพเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสติปัญญาหรือการเปล่ียนแปลง พฤติกรรม
ด้านพุทธพิสยั ความสามารถแบง่ ออกเป็น ๖ ระดับ ได้แก่
๑. ความรู้ ความจา คือ การระลึกถึงเร่ืองราวท่ีเคยมีประสบการณ์มาก่อน จะโดยวิธีใด
ก็ตาม เช่น จากการเรียนในห้องเรียน ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ เป็นต้น พฤติกรรมด้านความรู้ ความจา
ยังจาแนกได้ อีก ๓ ลักษณะใหญ่ ๆ คือ ความรู้เฉพาะเร่ือง ความรู้ในการดาเนินการและความรู้ จาก
ความคิดรวบยอด
๒. ความเข้าใจ คือ ความสามารถในการข้ันสติปัญญาที่เป็นผลมาจากการนาความรู้ และ
ประสบการณ์จากขั้นที่หน่ึงมาผสมผสานจนกลายเป็นความรู้ชนิดใหม่ แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ
การแปลความ ตคี วาม และการขายความ
๓. การนาไปใช้ คือ ความสามารถในการนาความรู้ ความเข้าใจในเร่ืองที่เรียนรู้มาแล้วไป
แก้ปัญหาที่แปลกใหมห่ รอื สถานการณใ์ หม่ท่ีไมเ่ คยพบเหน็ มาก่อน
๔. การวิเคราะห์ คือ ความสามารถในการนาองค์ประกอบย่อยต่าง ๆ ได้ ทาให้มองเห็น
ความสัมพันธ์กันได้อย่างชัดเจน สามารถค้นหาความจริงที่ซ่อนแขวงอยู่ในเร่ืองนั้น ๆ โดยวิเคราะห์
๓ ลกั ษณะ ได้แก่ การวิเคราะหค์ วามสาคญั การวิเคราะห์ความสัมพนั ธ์ และการวิเคราะห์ข้อความ
๒๕ สมหวัง พิธิยานุวัฒน์, วิธีการทางการประเมินศาสตร์แห่งคุณค่า, (พิมพ์คร้ังท่ี ๒, กรุงเทพมหานคร :
จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า ๔๗.
๒๘
๕. การสังเคราะห์ คือ ความสามารถในการนาองค์ประกอบย่อยตา่ ง ๆ ตั้งแต่ ๒ ส่ิงขึ้นไป
มารวมเป็นเรื่องราวเดียวกันเพื่อให้เห็นโครงสร้างท่ีชัดเจน ซ่ึงเป็นผลลัพธ์ใหม่ มีคุณค่าต่อการ
สังเคราะห์ ๓ ประการ คือ การสังเคราะห์ข้อความ การสังเคราะห์แผนงาน และการสังเคราะห์
ความสัมพนั ธ์
๖. การประเมินค่า คือ ความสามารถในการตัดสินเกี่ยวกับคุณค่าของเนื้อหาและวิธีการ
ต่าง ๆ โดยมีการสรุปอย่างมีหลักเกณฑ์ว่าเหมาะสม มีคุณค่า ดี เลว การประเมินค่าต้องอาศัยเกณฑ์
ประกอบการตัดสินใจ การประเมินค่ามี ๒ ลักษณะ คือ การตัดสินใจโดยอาศัยข้อเท็จจริง และการ
ตดั สินใจโดยอาศยั เกณฑ์ภายนอก เปน็ เกณฑท์ ่ีไม่ไดป้ รากฏตามเนอ้ื หานน้ั ๆ๒๖
สรุปได้ว่า ความสาคัญของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดพฤติกรรมด้าน
ความรู้ ความสามารถของผู้เรียนในด้านความรู้ ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์
การสงั เคราะห์ และการประเมินค่า และเปรียบเทียบถึงระดบั พัฒนาการของการเรียนรู้ของผู้เรียน
๒.๔.๓ องคป์ ระกอบทมี่ อี ทิ ธิพลต่อผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
มีนกั วชิ าการศึกษาได้กล่าวถงึ องค์ประกอบทม่ี ีอิทธพิ ลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ไว้ดงั น้ี
กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนสาคัญท่ีสุดและใช้
เป็นการจดั กระบวนท่ีมีความสาคัญ ดังนี้
๑. ม่งุ ประโยชน์สงู สดุ แกผ่ ้เู รยี น
๒. ผูเ้ รยี นได้พฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพ
๓. ผ้เู รียนมีทกั ษะในการแสวงหาความรจู้ ากแหลง่ เรียนรู้ท่ีหลากหลาย
๔. ผู้เรียนสามารถนาวธิ ีการเรียนรไู้ ปใช้ในชวี ิตจรงิ ได้
๕. ทุกฝ่ายมสี ่วนรว่ มในทุกข้ันตอนเพ่ือพัฒนาผูเ้ รียน
ปัจจัยสาคญั ในการสนบั สนนุ กระบวนการเรียนรู้
๑. กระบวนการเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้ดี ถ้าผู้เรียนมีโอกาสคิด ทา สร้างสรรค์ โดยที่ครูช่วย
จดั บรรยากาศการเรยี นรู้ จดั ส่อื และสรุปสาระการเรยี นรู้รว่ มกัน
๒. คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความสามารถทางสติปัญญา อารมณ์
สังคม ความพร้อมของร่างกาย และจิตใจ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่
หลากหลาย
๓. สาระการเรียนรู้มีความสมดุลเหมาะสมกับวัย ความถนัด ความสนใจของผู้เรียนและ
ความคาดหวังของสังคม ทั้งนี้ผลการเรียนรู้จากสาระและกระบวนการ จะต้องทาให้ผู้เรียน มีความรู้
ความคิด ความสามารถ ความดี และมคี วามสขุ ในการเรยี น
๒๖ ภทั รา นคิ มานนท์, การประเมินผลการเรยี น, (กรงุ เทพมหานคร : ทิพยวิสุทธิ์, ๒๕๔๓), หน้า ๒๕.
๒๙
๔. แหล่งเรยี นรมู้ ีหลากหลาย และเพยี งพอที่จะให้ผู้เรยี นได้ใช้เปน็ แหล่งค้นคว้า หาความรู้
ตามความถนดั ความสนใจ
๕. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครูและระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนเป็นกัลยาณมิตรท่ีช่วย
เหลือเก้ือกูล ห่วงใย มีกิจกรรมร่วมกันในกระบวนกรเรียนรู้ คือ แลกเปล่ียนความรู้ ถ่ายทอดความรู้
ถา่ ยทอดความคิด พชิ ติ ปญั หารว่ มกัน
๖. ศิษย์มีความศรัทธาต่อครูผู้สอน สาระที่เรียนรวมท้ังกระบวนการที่จะก่อให้เกิดการ
เรียนรู้ ผู้เรียนใฝ่รู้ มีใจรักท่ีจะเรียนรู้ ทั้งนี้ครูต้องมีความเช่ือว่าศิษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ และ
มีวธิ ีการเรียนร้ทู แี่ ตกต่างกนั
๗. สาระและกระบวนการเรียนรเู้ ช่ือมโยงกับเหตกุ ารณแ์ ละสิ่งแวดล้อมรอบตัว ของผู้เรยี น
จนผูเ้ รยี นสามารถนาผลจากการเรยี นรู้ ไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้ในชวี ติ จริง
๘. กระบวนการเรียนรู้ มีการเชื่อโยงกับกับเครือข่ายอื่น ๆ เช่น ชุมชน ครอบครัวองค์กร
ต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือกันให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้รับประโยชน์ จากการ
เรียนรู้ สงู สุด โดยมีตัวบง่ ช้ีการเรยี นของนกั เรียนท่วี ดั ถึงผลสมั ฤทธ์ขิ องการเรียนรู้
(๑) นกั เรยี นมปี ระสบการณ์ตรงกบั ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
(๒) นักเรยี นฝกึ ปฏิบตั จิ นคน้ พบความถนัดและวธิ กี ารของตนเอง
(๓) นกั เรยี นทากจิ กรรมแลกเปล่ียนเรียนร้จู ากกลมุ่
(๔) นักเรียนฝึกหัดอ่านหลากหลายและสร้างสรรค์จิตนาการ ตลอดจนได้แสดงออก
อยา่ งชัดเจนและมเี หตผุ ล
(๕) นักเรียนไดร้ ับการเสรมิ แรงให้คน้ หาคาตอบแก้ปัญหาดว้ ยตนเอง
(๖) นกั เรยี นได้ฝกึ คน้ รวบรวมข้อมลู และสร้างสรรค์ความร้ดู ว้ ยตนเอง
(๗) นักเรียนเลือกทากิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของ
ตนเอง อย่างมคี วามสุข
(๘) นักเรียนฝกึ ตนเองให้มีวนิ ยั และรบั ผดิ ชอบในการทางาน
(๙) นักเรียนฝึกประเมนิ ปรับปรุงตนเองและยอมรับผู้อื่นตลอดจนใฝ่หาความรู้อย่าง
ตอ่ เน่ือง๒๗
สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีหลายด้านตั้งแต่
กระบวนการเรียนรู้ ความสมดุล ปฏิสัมพันธ์และความศรัทธาที่มีต่อครู ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน
ผู้เรียน ความสนใจ ความสามารถ ความถนัด รวบรวมข้อมูลใฝ่หาความรู้ และการฝึกตนเองอย่าง
๒๗ กระทรวงศึกษาธิการ, หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพมหานคร
: โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๒), หนา้ ๔๓.
๓๐
สม่าเสมอ ตลอดจนมีวินัยความรับผิดชอบต่อการงานท่ีได้รับมอบหมาย ดังน้ัน จึงเป็นหน้าที่ของครู
และผู้ปกครองท่จี ะตอ้ งรว่ มมือกนั เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของผู้เรียน
๒.๔.๔ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
๑) ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
คาว่าแบบทดสอบวัดผมสัมฤทธ์ิ (Achievement) นักวัดผลและนักการศึกษาไทยมีการ
เรียกชื่อ แตกต่างกันไปเป็นแบบทดสอบความสัมฤทธิ์ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ หรือแบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธ์ิ และได้ให้ความหมายไวใ้ นแนวทางเดยี วกัน ดงั นี้
ชวาล แพรัตนกุล ให้ความหมายว่า แบบทดสอบความสัมฤทธ์ิ หมายถึง แบบทดสอบที่
วัดความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพสมองด้านต่างๆ ท่ีเด็กได้รับจากประสบการณ์ทั้งปวง ท้ังจาก
โรงเรียนและทางบ้าน ยกเว้นการวัดทางรายการ ความถนัด และทางบุคคลกับสังคม สาหรับใน
โรงเรยี นแลว้ แบบทดสอบประเภทผลสมั ฤทธ์ิที่จะวดั ความสาเรจ็ ในวิชกาการเป็นสว่ นใหญ่๒๘
เยาวดี วิบูลย์ศรี ได้สรุปให้แนวคิดไว้ว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เป็นแบบทดสอบ วัด
ความรู้เชิงวิชาการ มักใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เน้นการวัดความรู้ ความสามารถ จากการเรียนรู้
ในอดตี หรือในสภาพปจั จบุ ันของแต่ละบคุ คล๒๙
กล่าวโดยสรุปแบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิเป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดความรู้ ทักษะ และความ
สามารถทางวิชาการทน่ี กั เรยี นไดเ้ รียนรูแ้ ล้ววา่ บรรลุผลสาเร็จตามจุดประสงค์ทกี่ าหนดไว้ว่ามีเพียงใด
๒) ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
แบบทดสอบวดั วัดผลสัมฤทธ์แิ บง่ ออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองหมายถึงแบบทดสอบที่มุ่งวัดวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
เฉพาะกลุ่มท่ีครูผู้สอนเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้กันโดยทั่วไปในสถานศึกษามีลักษณะเป็นแบบ
ทดสอบขอ้ เขยี น (Paper and Pencil Test) ซง่ึ แบ่งออกไดเ้ ป็น ๒ ชนิด คือ
ก) แบบทดสอบอัตนัย (Subjective or Essay Test) เป็นแบบทดสอบที่กาหนด
คาถาม หรอื ปญั หาไว้แลว้ ใหผ้ ตู้ อบเขียนโดยแสดงความรู้ ความคิด เจตคตไิ ดอ้ ยา่ งเต็มที่
ข) แบบทดสอบปรนยั หรือแบบใหต้ อบสน้ั ๆ (Objective Test or Short Answer)
๒. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการ
หรือ กระบวนการท่ีซับซอ้ น มากกว่าแบบทดสอบทคี่ รูสรา้ งข้นึ เอง เมอ่ื สร้างข้ึนแลว้ มกี ารนาไปทดลอง
๒๘ ชวาล แพรัตกุล, เทคนิคการวัดผล (พิมพ์ครั้งที่ ๗, กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์วัฒนาพานิช,
๒๕๕๒), หน้า ๔๘.
๒๙ เยาวดี วิบูลย์ศรี, การวัดผลและการสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐), หนา้ ๕๓.
๓๑
สอบ วิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติหลายครั้ง เพ่ือปรับปรุงให้มีคุณภาพดี มีความมาตรฐาน แบบทดสอบ
มาตรฐานจะมีความเปน็ มาตรฐานอยู่ ๒ ประการ คอื
ก) มาตรฐานในการดาเนินการสอบ เพื่อควบคุมตัวแปรที่จะมีผลกระทบต่อคะแนน
ของผู้สอบ ดังน้ัน ข้อสอบมาตรฐานจึงจาเป็นต้องมีคู่มือดาเนินการสอบไว้เป็นแนวปฏิบัติสาหรับผู้ใช้
ข้อสอบ
ข) มาตรฐานในการแปลความหมายคะแนนข้อสอบมาตรฐานมีเกณฑ์สาหรับ
เปรียบเทียบ คะแนนใหเ้ ป็นมาตรฐานเดยี วกัน ซง่ึ เรยี กว่า เกณฑป์ กติ (Norn)๓๐
พิชิต ฤทธ์ิจรูญ ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และ
เสนอแนะแนวทางการสรา้ งแบบทดสอบแต่ละประเภทไว้ ดังนี้
๑. ข้อสอบอัตนัยหรอื ความเรียง หลกั ในการสร้างขอ้ สอบมี ดังนี้
(๑) เขียนคาช้แี จงเก่ยี วกบั วธิ ีการตอบให้ชดั เจน ระบจุ านวนขอ้ คาถาม เวลาท่ีใช้สอบ
และคะแนนเต็มของแต่ละข้อ
(๒) เนือ่ งจากขอ้ สอบแบบนีม้ ีเฉพาะคาถาม ควรเขียนคาถามให้ชัดเจน
(๓) การตง้ั คาถามใหใ้ ชค้ วามคิด
(๔) กาหนดเวลาให้นานพอสมควร
(๕) เลือกถามเฉพาะจดุ ท่ีสาคญั ของเร่ือง
(๖) ไมค่ วรให้มีการเลอื กตอบเป็นบางขอ้
๒. ข้อสอบแบบกาถูก - ผิด หลักในการสรา้ งข้อสอบมี ดังน้ี
(๑) เขยี นคาถามใหร้ ดั กมุ สั้น ๆ แต่มีข้อมูลพอทจ่ี ะตดั สินใจไดว้ ่าถูกหรือผดิ
(๒) ควรเขยี นขอ้ ความด้วยภาษางา่ ย ๆ ชดั เจน
(๓) ไม่ควรใช้คาว่า เสมอ ๆ ไม่ค่อยจะ อาจจะ บางคร้ัง บ่อย ๆ เพราะคาเหล่านี้
จะทาใหผ้ ตู้ อบพจิ ารณาได้ง่ายว่าถูกหรอื ผิด
(๔) ควรออกขอ้ สอบให้มขี ้อถูกกบั ผิดจานวนใกลเ้ คียงกัน
(๕) หลักการใหค้ ะแนน ไม่ควรใชว้ ธิ หี ักคะแนนหรือติดลบในขอ้ ทผ่ี ิด
๓. ข้อสอบแบบเติมคา หลักในการสรา้ งขอ้ สอบมี ดงั นี้
(๑) ไม่ควรใช้ข้อความหรือประโยคจากหนังสือแล้วตัดคาบางคาหรือข้อความบาง
ข้อความออกมาใชเ้ ป็นคาถาม
(๒) คาตอบท่ีต้องการให้เติมหรือท่ีถูก จะต้องเป็นคาตอบที่เฉพาะเจาะจงไม่ตีความ
ไดห้ ลายนยั
๓๐ เยาวดี วิบูลย์ศรี, การวัดผลและการสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๕๐), หน้า ๕๕.
๓๒
(๓) แต่ละข้อควรให้เติมแห่งเดียวตอนท้ายของประโยคหรือข้อความ แต่ถ้าจาเป็น
อาจเวน้ ให้เตมิ สว่ นอืน่ และมากกวา่ หนงึ่ แหง่ ก็ได้
(๔) ตาแหน่งทใ่ี ห้เตมิ ต้องเป็นจดุ ท่ีสาคญั จริง ๆ
๔. ขอ้ ทดสอบแบบสัน้ ๆ หลกั ในการสรา้ งขอ้ สอบมี ดงั น้ี
(๑) คาตอบท่ีต้องการมักจะส้ันเป็นคาเดียว วลีเดียว หรือประโยคส้ัน ๆ ได้ใจความ
ครบถว้ นสมบูรณ์
(๒) คาตอบทไี่ ด้ตอ้ งเป็นประเภทตายตวั แนน่ อน
(๓) มักจะเป็นคาถามท่เี กย่ี วกบั ศัพท์ กฎ นยิ าม ทฤษฎี สัจพจน์ หลักการ
๕. ข้อสอบจบั คู่ หลกั ในการสร้างขอ้ สอบมดี งั นี้
(๑) ตัวเลือกตอ้ งมีจานวนมากกว่าตวั ยืน ๒ - ๔ ขอ้
(๒) ตัวยืนควรจะมีจานวน ๕ - ๑๕ ขอ้
(๓) ขอ้ ความในแตล่ ะชดุ ต้องเปน็ เอกพนั ธ์ คือ เป็นเรือ่ งราวในลกั ษณะเดยี วกนั
(๔) ตัวยืนในแตล่ ะข้อมีโอกาสจับคู่กบั ตัวเลอื กทุกข้อ
(๕) ขอ้ สอบในชุดตวั ยืนและตัวเลอื กทุกขอ้ ต้องอยู่ในหน้าเดยี วกนั
(๖) ตอ้ งระบคุ วามสัมพันธข์ องขอ้ ความทง้ั สองชุดใหช้ ัดเจน
(๗) รปู แบบของข้อสอบจับคู่ สว่ นใหญ่จะให้ผู้ตอบนาอักษรหน้าข้อความทางขวามือ
ไปใสใ่ นวงเล็บหนา้ ข้อความทางซา้ ยมือทคี่ ดิ วา่ สัมพนั ธก์ นั
๖. ข้อสอบแบบเลือกตอบ หลกั ในการสรา้ งข้อสอบมี ดังนี้
(๑) เขยี นตอนนาให้เป็นประโยคคาถามสมบูรณ์
(๒) เน้นเร่อื งจะถามใหช้ ดั เจนและตรงจดุ ไมค่ ลมุ เครือ
(๓) ควรถามในเรื่องท่ีมีคุณค่าต่อการวัดหรือถามในส่ิงที่ดีงาม มีประโยชน์ คาถาม
แบบเลอื กตอบสามารถถามพฤตกิ รรมในสมองไดห้ ลาย ๆ ด้าน
(๔) หลีกเล่ียงคาถามปฏิเสธ ถ้าจาเป็นต้องใช้ก็ต้องขีดเส้นใต้คาปฏิเสธ แต่ปฏิเสธ
ซอ้ น ไมค่ วรใช้เปน็ อยา่ งยง่ิ
(๕) อย่าใช้คาฟุ่มเฟือยควรถามปัญหาโดยตรง สิ่งใดไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ใช้
ประโยชน์ เงอื่ นไขในการคิดกไ็ ม่ตอ้ งนามาเขยี นไวใ้ นคาถามจะชว่ ยให้รดั กมุ ในเจนขน้ึ
(๖) เขียนตัวเลือกให้เป็นเอกพันธ์ หมายถึง เขียนตัวเลือกทุกตัวให้เป็นลักษณะใด
ลกั ษณะหนง่ึ หรอื มีทิศทางแบบเดียวกนั หรอื มโี ครงสรา้ งทานองเดยี วกนั
(๗) ควรเรียงลาดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ ได้แก่ คาตอบที่เป็นตัวเลขนิยมเรียง
จากนอ้ ยไปหามาก
(๘) ใชต้ วั เลือกปลายเปดิ และปลายปิดให้เหมาะสม
๓๓
(๙) ขอ้ เดยี วต้องมคี าตอบเดียว
(๑๐) เขียนท้ังตัวถูกและตัวผิดให้ถูกหรือผิดตามหลักวิชา คือ จะกาหนดตัวถูก หรือ
ตัวผิด เพราะสอดคล้องกบั ความเชอื่ ของสังคมหรอื กับคาพงั เพยทง้ั ๆ ไปไม่ได้
(๑๑) เขียนตัวเลือกให้อิสระจากกัน คือ อย่าให้ตัวเลือกตัวใดตัวหน่ึงเป็นส่วนหนึ่ง
หรอื ส่วนประกอบของตัวเลอื กอ่นื
(๑๒) ควรมีตัวเลือก ๔ – ๕ ตัว ข้อสอบแบบเลือกตอบน้ี ถ้าเขียนตัวเลือกเพียง
๒ ตัวเลือก ก็กลายเป็นข้อสอบแบบกาถูก ผิด หากเป็นข้อสอบระดับมัธยมควรใช้ ๔ ตัวเลือกและสูง
กว่าระดับ มัธยมศึกษาขน้ึ ไปควรใช้ ๕ ตวั เลือก
(๑๓) อย่าแนะคาตอบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแบบเลือกตอบใช้วัด
ได้ครอบคลุมท้ังด้านความรู้ความคิด หลักการ ทฤษฎี การตัดสินใจ การประเมินตัวแปร การแปล
ความหมายข้อมูลตลอดจนความสามารถด้านทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ มีส่วนประกอบ
สาคัญ ๒ ส่วน คือ (๑) สว่ นของคาถาม (๒) สว่ นของคาตอบ เรยี กวา่ ตวั เลือก ซ่งึ เป็นตวั ท่เี ปน็ คาตอบ
ถกู และตัวเลือก ท่เี ป็นคาตอบผิด เรียกว่า ตวั ลวง๓๑
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนมีความสาคัญมากสาหรับนักเรียน ครูจึงจาเป็นต้องสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ เพราะแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ถือว่าเป็นเคร่ืองมือสาคัญสาหรับครูที่ใช้
ในการตรวจสอบผลการเรียนรู้หรือพฤติกรรมของนักเรียน อันเนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอน
ของครู ว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถหรือมีผลสัมฤทธ์ิในแต่ละรายวิชามากน้อยเพียงใดผลการ
ทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพตามจุดประสงค์การเรียนรู้
หรือตาม มาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กาหนดไว้เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการพัฒนาของครูให้มี
คุณภาพและประสิทธภิ าพยิ่งข้นึ การท่ีจะใหใ้ ห้ได้ผลการทดสอบมคี วามถูกต้อง เทีย่ งตรง เช่ือถอื ได้น้ัน
จะตอ้ งใช้ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ที่มีคณุ ภาพ ซึ่งไดผ้ า่ นการสรา้ งอย่างถูกต้อง ตามหลกั วิชา ดังนั้น
การได้ ศึกษาเรียนรู้เก่ียวกับหลักการและวิธีการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิจึงเป็นประโยชน์ต่อผู้
ศกึ ษาหรือครูอย่างยิ่ง
๒.๔.๕ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
การสร้างแบบทดสอบวดั วดั ผลสมั ฤทธ์มิ ีขน้ั ตอนในการดาเนนิ การ ดังนี้
๑. วิเคราะหห์ ลกั สูตร และสรา้ งตารางวเิ คราะห์หลกั สตู ร
การสร้างแบบทดสอบควรเริ่มต้นด้วยการวเิ คราะห์หลกั สูตรและการสร้างตารางวิเคราะห์
หลักสูตร เพ่ือวิเคราะห์เนื้อหาสาระและพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด ตารางวิเคราะห์หลักสูตรจะไปใช้
เปน็ กรอบในการออกข้อสอบซึ่งระบจุ านวนข้อสอบในแตล่ ะเร่ืองและพฤตกิ รรมท่ีต้องการจะวดั ได้
๓๑ พิชิต ฤทธิ์จารูญ, หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๕๐), หน้า ๔๓.
๓๔
๒. กาหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้เป็นพฤติกรรมท่ีเป็นผลการเรียนรู้ท่ีผู้สอนมุ่งหวังจะให้เกิดข้ึนกับ
ผู้เรียนซ่ึงผู้สอนจะต้องกาหนดไว้ล่วงหน้าสาหรับเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและสร้าง
ข้อสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
๓. กาหนดชนดิ ของขอ้ สอบและศึกษาวิธสี ร้าง
โดยการศึกษาตารางวิเคราะห์หลักสูตรและจุดประสงค์การเรียนรู้ ผู้ออกข้อสอบต้อง
พิจารณาตัดสินใจเลือกใช้ชนิดของข้อสอบที่จะใช้ว่าเป็นแบบใดโดยต้องเลือกให้สอดคล้องกับ
จุดประสงค์ของการเรียนรู้และเหมาะกับวัยของผู้เรียน แล้วศึกษาวิธีเขียนข้อสอบชนิดน้ันให้มีความรู้
ความเข้าใจในหลักและวธิ ีการเขยี นขอ้ สอบ
๔. เขียนข้อสอบ
ผู้ออกข้อสอบลงมือเขียนข้อสอบตามรายละเอียดที่กาหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร
และให้สอดคลอ้ งกบั ผลการเรยี นรู้โดยอาศัยหลกั วิธกี ารเขยี นข้อสอบท่ีได้ศึกษามาแล้วในขัน้ ท่ี ๓
๕. ตรวจทานขอ้ สอบ
เพ่ือให้ข้อสอบท่ีเขียนไว้แล้วในขั้นที่ มีความถูกต้องตามหลักวิชาความสมบูรณ์ครบถ้วน
ตามรายละเอียดที่กาหนดไว้ในตารางวิเคราะหห์ ลักสตู ร ผู้ออกข้อสอบต้องพจิ ารณาทบทวนตรวจทาน
ข้อสอบอกี ครงั้ ก่อนทจ่ี ะจัดพมิ พแ์ ละนาไปใช้ต่อไป
๖. จดั พมิ พแ์ บบทดสอบฉบับทดลอง
เม่ือตรวจทานข้อสอบเสรจ็ แลว้ ให้พิมพ์ข้อสอบ จัดทาเป็นแบบทดสอบฉบับทดสอง โดยมี
คาช้แี จงหรือคาอธิบายวธิ ีตอบแบบทดสอบ (Direction) แล้วจดั วางรปู แบบการพมิ พใ์ ห้เหมาะสม
๗. ทดลองใช้สอบและวิเคราะหข์ ้อสอบ
การทดลองใช้แบบทดสอบและวิเคราะห์ข้อสอบ เป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพของ
แบบทดสอบก่อนนาไปใช้จริง โดยนาแบบทดสอบไปทดลองใช้สอบกับกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
กบั กลมุ่ ท่ีต้องการสอนจริงแล้วนาผลการสอบมาวเิ คราะห์และปรับปรุงข้อสอบใหม้ ีคุณภาพ โดยสภาพ
การปฏิบัติจริงของการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิในโรงเรียนมักไม่ค่อยมีการทดลองใช้สอบและวิเคราะห์
ข้อสอบ ส่วนใหญ่นาแบบทดสอบไปใช้ทดสอบแล้วจึงวิเคราะห์ข้อสอบเพื่อปรับปรุงข้อสอบและ
นาไปใช้ในครัง้ ต่อ ๆ ไป
๘. จัดทาแบบทดสอบฉบับจรงิ
๓๕
จากผลการวิเคราะห์ข้อสอบหากพบว่าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพหรือมีคุณภาพไม่ดีพอ
อาจจะตอ้ งตัดท้งิ หรือปรับปรุงแก้ไขข้อสอบใหม้ ีคณุ ภาพดีขึน้ แลว้ จงึ จดั ทาเปน็ แบบทดสอบฉบับจริงท่ี
จะนาไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายตอ่ ไป๓๒
สมบญุ ภู่นวล เสนอขน้ั ตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ ดังตอ่ ไปนี้
๑. ศึกษาจุดมุ่งหมายของการวัดผลประเมินผล สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้
ผลการเรยี นรูแ้ ละมโนทัศน์ของแตล่ ะเรอื่ ง
๒. กาหนดสาระการเรยี นรู้และผลการเรยี นร้ทู ี่ตอ้ งการวัด
๓. เลือกประเภทแบบทดสอบอย่างหลากหลาย เพ่ือให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความรู้
ความสามารถอยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ
๔. กาหนดจานวนข้อสอบ การกระจายของเนอ้ื หาสาระ และเวลาทีใ่ ช้ทดสอบ
๕. สร้างแบบทดสอบตามคุณลักษณะที่กาหนด โดยคานึงถึงเทคนิคของการสร้างแบบ
ทดสอบและความสอดคลอ้ งกับจุดมงุ่ หมาย
๖. ตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเช่ือมั่นของแบบทดสอบ สาหรับแบบทดสอบบาง
แบบอาจต้องตรวจสอบความเปน็ ปรนยั ดว้ ย๓๓
สรุปได้ว่า ข้ันตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนจะต้องมีการวิเคราะห์
หลักสูตร กาหนดผลการเรียนรู้ ศึกษาวิธีการสร้างข้อสอบแต่ละชนิดเขียนแบบทดสอบ ให้สอดคล้อง
ดงั ตารางวิเคราะหห์ ลกั สูตรและจุดประสงค์ แลว้ นาขอ้ สอบไปทดลองใช้และวิเคราะห์คุณภาพก่อนนา
ไปใช้กับกล่มุ ตวั อย่างต่อไป
๒.๔.๖ การหาประสทิ ธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
การหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นการพัฒนาคุณภาพ
แบบทดสอบ เพอ่ื ให้มคี ุณภาพตามเกณฑ์ท่ีจะนาไปใชว้ ดั ระดบั คณุ ภาพผู้เรยี น ดังนี้
๑. หาความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) โดยนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนท่ีสร้างเสร็จแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ๓ คนและผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและ
ประเมินผล ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาว่าข้อสอบวัดได้ตรงตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
หรอื ไม่ โดยต้อง มีคา่ เฉล่ียต้ังแต่ ๐.๕๐ ข้นึ ไป
จากใช้หลักเกณฑ์ในการกาหนดคะแนนความคดิ เหน็ ดงั นี้
+ ๑ หมายถงึ แนใ่ จวา่ ข้อคาถามสอดคล้องกับจดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมที่ระบุไว้
๓๒ พิชิต ฤทธิ์จารูญ, หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่ง
จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐), หนา้ ๔๕.
๓๓ สมบุญ ภู่นวล, การประเมินผลการสร้างแบบทดสอบ, (กรุงเทพมหานคร : บารมีการพิมพ์, ๒๕๕๕),
หน้า ๓๒.
๓๖
๐ หมายถึง ไม่แน่ใจว่าขอ้ คาถามสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมทรี่ ะบุไว้
- ๑ หมายถงึ แนใ่ จวา่ ขอ้ คาถามไมส่ อดคล้องกบั จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมทีร่ ะบุไว้
๒. หาค่าดัชนีความสอดคลอ้ งระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยนาผลการ
พิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง
ข้อสอบ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งข้อสอบท่ีจะนาไปใช้ต้องมีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า
๐.๕ และถ้าค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมท่ีมีค่าตั้งแต่ ๐.๖๐-
๑.๐๐ จะใชไ้ ด้ดี
๓. วิเคราะห์ค่าความยาก (Difficulty) และค่าอานาจจาแนก (Discrimination) ของ
ข้อสอบแต่ละข้อ โดยนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วไปทดสอบกบั
นกั เรยี นในระดับชั้นนน้ั ท่ีตอบถกู ให้ ๑ คะแนน ข้อท่ตี อบผิดหรือไม่ตอบให้ ๐ คะแนนแลว้ จงึ วเิ คราะห์
หาค่าความยาก (Difficulty) และค่าอานาจจาแนก (Discrimination) ของข้อสอบแต่ละข้อ และ
คัดเลอื ก ขอ้ สอบทมี่ คี ่าความยากต้ังแต่ ๐.๒๐ - ๐.๘๐ และมีค่าอานาจจาแนก ๐.๒๐ ขึ้นไป
๔. การหาค่าความเช่ือมั่น โดยนาข้อสอบท่ีผ่านการหาค่าความยากและค่าอานาจจาแนก
ตามเกณฑ์ทีก่ าหนดไว้ ไปทดสอบกบั นกั เรยี นท่ีเคยเรยี นเน้อื หาจานวน ๓๐ คน และนาผลท่ไี ด้จากการ
ทดสอบนักศึกษา มาหาค่าความเช่ือมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบโดยใช้สูตร KR – ๒๐ ของ
คูเดอร์ - ริชารด์ สันแลว้ นาผลทไี่ ดม้ าวเิ คราะห์ คา่ ความเชื่อมัน่ ท่ยี อมรับได้ ควรมีค่าตัง้ แต่ ๗๐ ขึน้ ไป๓๔
๒.๕ งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
อ่ิมทอง ปัญญา ได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ส่ิงแวดล้อม เร่ือง ชุมชนของเรา
ของนักเรียนช่วงช้ันที่ ๓ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการ
เรียนรู้ส่ิงแวดล้อม เร่ือง ชุมชนของเรา มีประสิทธิภาพ ๘๖.๓๓/๘๔.๘๓ นักเรียนมีผลการเรียนรู้หลัง
เรียน สูงกว่าก่อนเรียน ทักษะการเรียนรู้อยู่ในระดับดี และมีเจตคติต่อสิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน๓๕
พยูรณี ตันมิ่ง ได้พัฒนาสื่อประสมประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
เร่ือง กฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับชีวิตประจาวัน ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๔ ผลการวิจัยพบว่า ๑. สื่อประสม
ประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม วิชาสังคมศึกษา เรื่อง
๓๔ สมบญุ ภู่นวล, การประเมินผลการสรา้ งแบบทดสอบ, (กรงุ เทพมหานคร : บารมีการพิมพ,์ ๒๕๕๕),
หนา้ ๓๒.
๓๕ อ่ิมทอง ปัญญา, การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ส่ิงแวดล้อม เรื่อง ชุมชนของเรา ของนักเรียน
ช่วงช้ันที่ ๓ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ปทุมธานี, ปริญญานิพนธ์มหาบัณฑิต, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมิตร, ๒๕๔๙), บทคดั ย่อ.
๓๗
กฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับชีวิตประจาวัน มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๘.๖๓/๘๓.๕๗ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน โดยใช้สื่อประสมประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
วชิ า สังคมศึกษา เรอื่ ง กฎหมายทเ่ี ก่ยี วข้องกับชวี ิตประจาวัน และมคี ะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนอยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติท่ีระดับ .๐๑ ๓. ความพงึ พอใจของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๔ ทม่ี ตี ่อ
การจัดการเรียนรู้ โดยใช้ส่ือประสมประกอบการเรียนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับ
ชวี ติ ประจาวันในระดบั มากขน้ึ ไป๓๖
เสริมศักด์ิ คงสมบัติ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสงั คมศึกษา เร่ือง แผนท่ีโดย
ใช้บทเรียนชุดส่ือประสม สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ผลการวิจัยพบว่า ๑. การจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนชุดสื่อประสม เร่ือง แผนที่เป็นสื่อที่ช่วยสร้างความสนใจความ
กระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมซ่ึงสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ทาให้ผู้เรียน มีความสนใจ
และไดล้ งมือปฏบิ ตั ิจริง ทาให้เกิดการสรา้ งองค์ความรู้ แก้ปญั หาโดยใช้กระบวนการกลุม่ เปน็ เครื่องมือ
๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องแผนท่ี หลังการเรียนด้วยบทเรียนชุดส่ือประสมสูงกว่าก่อนเรียน คิด
เป็นร้อยละ ๙๑.๑๙ ๓. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนส่ือประสม เร่ือง
แผนที่ พบว่า นักเรยี นพึงพอใจตอ่ ชุดสื่อประสมอยู่ในระดับมากทีส่ ดุ โดยมพี ิสยั ๔.๕๐ – ๕.๐๐๓๗
สุพัตรา เกษมเรืองวิชชญ์ ได้พัฒนาชุดส่ือประสม หลักธรรมนาชีวิต เพ่ือยกระดับ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๓ ผลการวิจัยพบว่า ๑.
ชุดสื่อประสมหลักธรรมนาชวี ิต ที่พัฒนามีประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๕.๔๒/๘๙.๐๔ ๒. ดัชนีประสิทธิผล
ของชุดสื่อประสมหลักธรรมนาชีวิต มีค่าเท่ากับ ๐.๖๘๔ แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าจากการ
เรียนเพ่ิมขึ้น ร้อยละ ๖๘.๔๐ ๓. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดส่ือประสมหลักธรรมนา
ชวี ติ ภาพรวมอยู่ ในระดบั มากทส่ี ุด๓๘
ประภากร ไชยเสนา ได้พัฒนาชุดการเรยี นแบบสือ่ ประสม เร่ือง ชีวิตกับ ส่ิงแวดล้อมของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ผลการวิจัยพบว่า ๑. ชุดการเรียนแบบสื่อประสม เรื่องชีวิตกับ
สิ่งแวดล้อม ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๓ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๐.๘๑/๘๕.๖๔ ๒. ดัชนีประสิทธิผลของ
การเรียนด้วยชุดการเรียนแบบสื่อประสม เร่ือง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เท่ากับ
๓๖ พยูรณี ตันมิ่ง, การพัฒนาสื่อประสม ประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา เรื่อง
กฎหมายทเี่ ก่ียวข้องกบั ชวี ิตประจาวัน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๔, (เลย : โรงเรยี นเชยี งคาน, ๒๕๕๑), บทคดั ย่อ.
๓๗ เสรมิ ศักด์ิ คงสมบตั ิ, การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าสังคมศกึ ษา เรื่อง แผนท่ี โดยใช้บทเรยี น
ชุดส่ือประสมสาหรับนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๔, (ชุมพร : โรงเรียนทุ่งตะโกวทิ ยา, ๒๕๕๔), บทคดั ย่อ.
๓๘ สุพัตรา เกษมเรืองวิชชญ์, การพัฒนาชุดส่ือประสม หลักธรรมนาชีวิต เพ่ือยกระดับผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓, (เชยี งใหม่ : โรงเรียนเทศบาลวดั ศรปี ิงเมอื ง,
๒๕๕๔), บทคดั ยอ่ .
๓๘
๐.๓๔ ๓. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตกับส่ิงแวดล้อม ร้อยละ ๗๐ ของคะแนนเต็ม
ข้ึนไป ๔. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบส่ือประสม สูงกว่าก่อน
เรยี นอย่าง มีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดับ .๐๕ ๕. นกั เรียนมจี ติ วิทยาศาสตร์หลังเรียนโดยใชช้ ุดการเรียน
แบบสอ่ื ประสม สูงกว่ากอ่ นเรยี นอย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .๐๕๓๙
วลิ าวัณย์ พินสุวรรณและคณะ ได้พัฒนาหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อประสมกลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เร่อื ง หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒
ผลการวจิ ัยพบว่า ๑) หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์แบบสื่อประสมมปี ระสิทธิภาพเทา่ กบั ๘๖.๘๓/๘๑.๒๒ สงู
กว่าเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มท่ีเรียนด้วยหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์แบบส่ือประสมสูงกว่านักเรียนกลุ่มท่ีเรียนด้วยวิธีเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญที่
ระดับ .๐๕ ๓) ความพึงพอใจของผู้เรียนท่ีมีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบส่ือประสม อยู่ในระดับมาก
ทส่ี ดุ (๔.๕๕)๔๐
สุรินทร์ โสฬส ได้พัฒนาส่ือประสม สาระเศรษฐศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ส๒๑๑๐๑ ช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑ ผลการวจิ ยั พบวา่ ๑. ส่อื ประสมสาระเศรษฐศาสตร์ วิชาสังคมศกึ ษา ส๒๑๑๐๑ ช้นั
มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่พัฒนาข้ึนมีประสิทธิภาพ ๙๐.๐๗/๘๔.๒๗ สูงกว่าเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒. ดัชนี
ประสิทธิผลของสื่อประสม สาระเศรษฐศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ส๒๑๑๐๑ ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ ๑ ที่
พฒั นาขนึ้ มีคา่ เท่ากับ ๐.๗๔๔๒ แสดงว่า นกั เรยี นมีความรูเ้ พิ่มขน้ึ จากก่อนเรยี นดว้ ย สื่อ
ประสม สาระเศรษฐศาสตร์วิชาสังคมศึกษา ส๒๑๑๐๑ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ร้อยละ ๗๔.๔๒
๓. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อประสม สาระเศรษฐศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ส๒๑๑๐๑ ช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี ๑ โดยรวมอย่ใู นระดบั พอใจมากทส่ี ดุ (ค่าเฉลีย่ เท่ากับ ๔.๘๓)๔๑
พีรวัฒน์ แสงเขียวและคณะ การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่องเหตุการณ์สาคัญ
ทางประวตั ิศาสตรส์ ากลที่มีผลต่อโลกปัจจุบัน ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๕ โดยใช้ชุดการเรียนประกอบ
กบั สือ่ ประสมและเทคนิคจ๊ิกซอว์ ผลการวิจัยพบวา่ ๑) ชดุ การเรียนประกอบกับส่ือประสมและเทคนิค
จ๊ิกซอว์ เร่ือง เหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์สากลท่ีมีผลต่อโลกปัจจุบัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ มี
ประสิทธภิ าพ ๘๔.๖๐/๘๒.๒๒ สงู กวา่ เกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) นกั เรียนที่เรยี นดว้ ยชุดการเรยี นประกอบกับ
๓๙ ประภากร ไชยเสนา, การพัฒนาชุดการเรียนแบบสื่อประสม เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓, (ขอนแก่น : โรงเรยี นโนนศิลาวทิ ยาคม, ๒๕๕๕), บทคัดย่อ.
๔๐ วิลาวัณย์ พินสุวรรณ และคณะ, การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบสื่อประสม กลุ่มสาระการ
เรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรอื่ ง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๒, (สงขลา :
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ทักษิณ, ๒๕๕๕), บทคดั ย่อ.
๔๑ สุรินทร์ โสฬส, การพัฒนาส่ือประสม สาระเศรษฐศาสตร์ วิชา สังคมศึกษา ส๒๑๑๐๑ ช้ัน
มัธยมศึกษาปที ่ี ๑, (สรุ ินทร์ : โรงเรียนศขี รภมู พิ สิ ัย, ๒๕๕๖), บทคดั ยอ่ .
๓๙
สื่อประสม และเทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง เหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์สากลท่ีมีผลต่อโลกปัจจุบัน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๕ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติท่ีระดับ .๐๕ ๓) นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๕ มีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดการเรียน ประกอบ
กับส่ือประสมและเทคนิคจก๊ิ ซอว์ เรื่อง เหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตรส์ ากลท่ีมีผลต่อโลกปจั จบุ ัน
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๕ อยใู่ นระดบั มากทสี่ ุด๔๒
๒.๖ กรอบแนวคดิ การวิจัย
การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft
PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้าน
ดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา มีวัตถุประสงค์ ๑) เพ่ือพัฒนาสื่อการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม
Microsoft PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖
โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ทอง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพ่ือเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยโปรแกรม Microsoft
PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้าน
ดอนด่คู รุ รุ าษฎร์วทิ ยา อาเภอเมอื งขอนแกน่ จังหวดั ขอนแกน่ ซ่งึ มีตัวแปรตน้ และตวั แปรตาม สามารถ
นามาเขียนแสดงเป็นกรอบแนวคิดการวจิ ยั ได้ดงั นี้
ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม
ส่ือการสอนวชิ าเศรษฐศาสตร์ โปรแกรม ๑) ประสทิ ธภิ าพของสอื่ การสอนวชิ า
เศรษฐศาสตร์ โปรแกรม Microsoft
Microsoft PowerPoint PowerPoint เร่ือง ความสัมพันธท์ าง
เรอ่ื ง ความสมั พนั ธท์ างเศรษฐกจิ สาหรบั เศรษฐกจิ
นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรยี น ๒) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
บา้ นดอนดคู่ ุรรุ าษฎรว์ ทิ ยา อาเภอเมอื ง วชิ าเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม
Microsoft PowerPoint
ขอนแกน่ จังหวดั ขอนแกน่ เรื่อง ความสมั พันธท์ างเศรษฐกิจ
ภาพที่ ๒.๑ กรอบแนวคิดการวจิ ัย
๔๒ พีรวัฒน์ แสงเขียว และคณะ, การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง เหตุการณ์สาคัญทาง
ประวัติศาสตร์สากลท่ีมีผลต่อโลกปัจจุบันชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๕ โดยใช้ชุดการเรียนประกอบกับส่ือประสมและ
เทคนิคจิ๊กซอว์, (มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม, ๒๕๕๘), บทคัดยอ่ .
๔๐
บทที่ ๓
ระเบยี บวิธวี ิจัย
การศึกษาวิจัย เร่ือง การพัฒนาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ ด้วยโปรแกรม Microsoft
PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้าน
ดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อพัฒนาส่ือการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยโปรแกรม
Microsoft PowerPoint เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖
โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเศรษฐกิจ ก่อนเรียนและหลังเรยี นด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint
เรื่อง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุ
ราษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซ่ึงผู้วิจัยได้กาหนดแนวทางในการดาเนินการ
วิจยั ดังตอ่ ไปน้ี
๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั
๓.๒ ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
๓.๓ เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
๓.๔ การสร้างเครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
๓.๕ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
๓.๖ การวิเคราะห์ขอ้ มูล
๓.๗ สถิติทีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู
๓.๑ รูปแบบการวจิ ยั
การวิจัยเร่ืองการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุราษฎร์วิทยา อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ โปรแกรม Microsoft PowerPoint เรื่อง ความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจ เปน็ งานวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research) โดยงานวิจยั ในคร้งั นเ้ี คร่อื งมอื ท่ีใช้
คือแผนการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบทางการเรียนก่อนและ
หลังเรียน เพ่ือวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนบ้านดอนดู่คุรุ
ราษฎร์วทิ ยา