The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นางสาวภัสวรินทร์ พจนา วิจัยในชั้นเรียน 63040102202

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 202 ภัสวรินทร์ พจนา, 2024-01-30 02:52:04

นางสาวภัสวรินทร์ พจนา วิจัยในชั้นเรียน

นางสาวภัสวรินทร์ พจนา วิจัยในชั้นเรียน 63040102202

1 ผลการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ และความคงทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 THE EFFECTS OF USING MNEMONICS TECHNIQUE AND INTERACTIVE BOOK TO DEVELOP VOCABULARY LEARNING AND RETENTION FOR GRADE 4 STUDENTS ภัสวรินทร์ พจนา วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


2 2566 ผลการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ และความคงทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 THE EFFECTS OF USING MNEMONICS TECHNIQUE AND INTERACTIVE BOOK TO DEVELOP VOCABULARY LEARNING AND RETENTION FOR GRADE 4 STUDENTS ภัสวรินทร์ พจนา วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


3 หัวข้อวิจัยชั้นเรียน ผลการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้าน คำศัพท์และความคงทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย นางสาวภัสวรินทร์ พจนา สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิชตา ธนชิตดิษยา ครูพี่เลี้ยง นางอัชรา ปลื้มกิจมงคล อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (อาจารย์บุรัชต์ ภูดอกไม้) วันที่..........เดือน...................พ.ศ............... คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ที่ปรึกษา) .................................................................. กรรมการ (อาจารย์ประจำสาขา/หลักสูตร/คณะครุศาสตร์) .................................................................. กรรมการ (ครูพี่เลี้ยง) .................................................................. กรรมการ (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ/หัวหน้าหมวด)


ก หัวข้อวิทยานิพนธ์ ผลการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้าน คำศัพท์และความคงทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย นางสาวภัสวรินทร์ พจนา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิชตา ธนชิตดิษยา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือ ภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบ พัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคงทนในการจำด้านคำศัพท์หลังการเรียนโดยใช้เทคนิคนี โมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จํานวน 30 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการ พัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา จำนวน 10 แผน รวมเวลาเรียน 14 ชั่วโมง 2. นวัตกรรม หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์จำนวน 1 เล่ม 3. แบบทดสอบการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อน-หลัง เรียนและความคงทนในการจดจำคำศัพท์ แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อสถิติที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และค่าประสิทธิภาพ กระบวนการ (E1/ E2) ผลวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คะแนนกระบวนการระหว่างเรียน (E1 ) และคะแนนหลังการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ (E2 )ที่มีประสิทธิภาพ 86.40/83.22 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75/75


ก 2. การเปรียบเทียบพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน คะแนนเฉลี่ยนก่อเรียนเท่ากับ 13.53 คะแนน และหลังเรียนเท่ากับ 24.96 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนหลังเรียน ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคงทนในการจำด้านคำศัพท์หลังการเรียนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.96 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.15 และคะแนนความคงทนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.46 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.04 พบว่า ความคงทน ในการจำคำศัพท์หลังเรียน โดยผ่านไป 14 วัน ไม่แตกต่างกันมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 จากการใช้ เทคนิคนีโมนิคนีโมนิค ประเภท Rhyme Mnemonics Technique(การใช้บทเพลงเล่นเสียงสัมผัส) พบว่าเทคนิค นี้ทำให้นักเรียนสามารถจำคำศัพท์ได้มากกว่าเทคนิคอื่นๆ เนื่องจากมีการร้องเพลงที่ใช้เสียงสัมผัสทำให้นักเรียนมี ความสนุกสนาร่วมด้วยจึงสามารถจำคำศัพท์ได้รวดเร็วกว่าเทคนิคอื่นๆ


ข Thesis topic THE EFFECTS OF USING MNEMONICS TECHNIQUE AND INTERACTIVE BOOK TO DEVELOP VOCABULARY LEARNING AND RETENTION FOR GRADE 4 STUDENTS Author Miss. Phatwarin Potjana Thesis Advisor Assistant Professor Nichata Thanachitditsaya Academic Years 2023 ABSTRACT The objectives are 1. To develop vocabulary learning by using the mnemonic technique with interactive book for grade 4 students according to the 75/75 criteria. 2. To compare the development of vocabulary learning by using the mnemonic technique with interactive book for grade 4 students before studying and after studying. 3. To study the retention of vocabulary memory after learning using the mnemonic technique with interactive book for grade 4 students. The sample group used in this research was 30 students in Grade 4/3 in the first semester of the 2023 academic year, municipality Thetsaban 5 Siharakwittaya, Udon Thani Province. Obtained from purposive sample. The tools used in this research consisted of: 1. Lesson plans for developing vocabulary and retention learning using mnemonic technique with interactive book for grade 4 students, 10 plans, total class time 14 hours. 2. 1 interactive book. 3. A test for the development of English vocabulary learning before and after studying and the durability of remembering words, the multiple choice test has 4 options and 30 questions. The statistics used in the research include mean (X) and standard deviation (S.D.), index of consistency (IOC), and process efficiency values (E1/ E2).


ค กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สําเร็จด้วยความกรุณาผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิชตา ธนชิตดิษยา อาจารย์ที่ปรึกษา ที่กรุณาให้คําปรึกษาคําแนะนํา อ่าน และแก้ไข ข้อบกพร่องต่างๆ จนสําเร็จสมบูรณ์ ทั้งเสียสละเวลาและให้กําลังใจ ผู้วิจัยมาโดยตลอดจนสําเร็จเรียบร้อย ขอกราบขอบพระคุณ คุณครูอัชรา ปลื้มกิจมงคล คุณครูน้ำฝน สันที และ คุณครูประไพศรี ทัพแก้ว ที่ กรุณาให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและให้ข้อเสนอแนะตลอดระยะเวลาดําเนินการ วิจัย ขอขอบพระคุณ ผู้อํานวยการโรงเรียน คณะครู โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ตำบลหมากแข้ง อำเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานีและขอบคุณนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 ที่ให้ความอนุเคราะห์ ทดลองใช้เครื่องมือในการวิจัยและให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจนได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา และครอบครัว ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนคอยช่วยเหลือ และให้กําลังใจผู้วิจัยเสมอมา ประโยชน์และคุณค่าจากวิจัยฉบับนี้ผู้วิจัยขอกุศลแห่งความดีในครั้งนี้แด่พระคุณบิดา มารดา ผู้มีพระคุณ และครูอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในการทําวิจัย ทําให้ผู้วิจัยประสบ ความสําเร็จในครั้งนี้ ภัสวรินทร์ (นางสาวภัสวรินทร์ พจนา)


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก Abstract ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง-จ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมุติฐานของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพทเฉพาะ 6 ประโยชน์ที่ได้รับ 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 10 การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 14 เทคนิคนีโมนิค (Mnemonics Technique) 19 แนวคิดเกี่ยวกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ 26 ความคงทนในการจำคำศัพท์ 29 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 31 กรอบแนวคิด 34 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 35 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 35 แบบแผนการทดลอง 35 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 36 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 36 การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล 41 การวิเคราะห์ข้อมูล 41


จ สารบัญ (ต่อ) หน้า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 51 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 51 สมมุติฐานของการวิจัย 51 สรุปผลการวิจัย 51-52 อภิปรายผล 52 ข้อเสนอแนะ 54 บรรณานุกรม 55-56 ภาคผนวก 57 ภาคผนวก ก. รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 59 ภาคผนวก ข. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 60 ภาคผนวก ค. แบบประเมินเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 106 ภาคผนวก ง. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 126 ประวัติผู้วิจัย 136


1 บทที่1 บทนำ 1. ชื่อวิจัย ผลการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2. ที่มาและความสำคัญของปัญหา ในสังคมโลกปัจจุบันการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความ เข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลกและตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมอง ของสังคมโลกนำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่างๆช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและ ผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่าง ประเทศเพื่อการสื่อสาร ได้รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆได้ง่ายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิตภาษาต่างประเทศที่เป็น สาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือภาษาอังกฤษ (ฟาฏินา วงศ์เลขา, 2553) ด้านการศึกษาของประเทศไทยนั้นกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความความสําคัญของภาษาอังกฤษ จึงมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรของการเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นไปตามกระแสของสังคม โดยหลักสูตรภาษาอังกฤษ พุทธศักราช 2551 ได้กําหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศตั้งแต่ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทย และพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการ ใช้ภาษาอังกฤษในระดับติดต่อสื่อสารได้โดยสามารถรับและส่งสาร และมีความรู้ความเข้าใจสารสนเทศต่าง ๆ ได้ เป็นอย่างดี โดยเน้นความรู้ความสามารถของผู้เรียนด้านวัฒนธรรมและทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้านคือ ทักษะการฟัง ทักษะการ พูด ทักษะการอ่านและทักษะการเขียนไปพร้อม ๆ กัน (กรมวิชาการ, 2544: 1-2) ในการเรียนและการ สอนภาษาต่างประเทศโดยทั่วไปเริ่มต้นจากสอนคําศัพท์ คําศัพท์เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างความหมายที่มี ความสําคัญในการสื่อสารมาก ดังที่ Wilkins (1972) กล่าวว่า ถ้าไม่มีความรู้ไวยากรณ์จะทําให้สื่อความหมายได้ น้อยมาก แต่ถ้าไม่รู้คําศัพท์จะไม่สามารถสื่อความหมายได้เลย หมายความว่าการเรียนภาษาที่สองต้องมีความรู้ ด้านคําศัพท์ที่เพียงพอเพื่อให้การสื่อสารสามารถเข้าใจได้ ภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สองไม่มีความรู้ด้านคําศัพท์จะไม่สามารถเข้าใจและสื่อสารอะไรได้เลย การที่ ผู้เรียนจะสามารถเขียนหรือแต่งประโยคได้อย่างถูกต้องนั้น ผู้เรียนจะต้องรู้จักคําศัพท์ความหมาย หน้าที่ของ


2 คําศัพท์ที่จะนํามาใช้เพื่อให้การเขียนนั้นถูกต้องตามรูปแบบไวยากรณ์ และจะนําไปสู่การสื่อสารที่ถูกต้อง การเรียนรู้ เกี่ยวกับการใช้คําศัพท์ก็เป็นสิ่งที่สําคัญมาก เพราะคําศัพท์สามารถช่วยให้นักเรียนมีความรู้ เข้าใจข้อมูล เนื้อหาและ สามารถนําไปใช้ได้อย่างถูกต้องอีกทั้งยังสามารถใช้ในการสนทนาอย่างง่าย ๆ ในชีวิตประจําวัน เพราะการสนทนา โดยใช้คําศัพท์เพียงคําเดียว อาจจะช่วยให้ผู้ที่สนทนาด้วยเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น จึงทําให้การเรียนรู้คําศัพท์มีอิทธิพลต่อ การเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาในด้านอื่น ๆอีกด้วย (Jordan, 1997) หากไม่มีความรู้ในเรื่องของคําศัพท์เลย การเรียนการ สอนก็จะเป็นไปได้ช้าและยากลําบากการเรียนรู้ ฉะนั้นการเรียนรู้คําศัพท์จึงนับเป็นสิ่งจําเป็นอย่างมากสําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ซึ่งเป็นชั้นเริ่มเรียน ครูผู้สอนควรมุ่งสอนคําศัพท์แก่นักเรียนเพื่อนักเรียนจะสามารถ นําไปใช้ในประโยคพื้นฐานต่าง ๆ อีกทั้งการเรียนรู้คําศัพท์เป็นพื้นฐานที่จะทําให้ผู้เรียนสร้างประโยคง่าย ๆ ที่พอจะ สื่อสารได้รู้เรื่องก่อนที่จะพูดประโยคขั้นสูง ๆ ต่อไป ฉะนั้นการสอนศัพท์ต้องสอนให้ถูกต้อง รู้ความหมายและ สามารถใช้คําศัพท์นั้นในประโยคหรือชีวิตจริงได้ ทั้งนี้ทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษจะได้ผลดีนั้นนักเรียนต้องมีความรู้ ศัพท์เพื่อสามารถสื่อสาร โต้ตอบเข้าใจข้อความที่ฟัง หรืออ่านได้ อีกทั้งยังสามารถเขียนประโยคเพื่อสื่อความหมาย ได้ (อรุณีวิริยะจิตรา 2548: 119-120) จากงานวิจัยที่ผ่านมา Mnemonics สามารถทำหน้าที่ได้ดีในการเชื่อมโยงสิ่งที่รู้และสิ่งที่ไม่รู้ให้กับนักเรียน เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการเพิ่มความจำโดยการเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับคำที่คุ้นเคย การทำงานของสมองที่ยิ่งต้องการ ความคิดที่ละเอียด หรือเป็นขบวนการจะสามารถช่วยในการเรียนคำศัพท์ได้มากขึ้นอีกด้วย (Craik and Lockhart, 1972) เทคนิคช่วยจําเป็นวิธีการที่ดีที่จะช่วยให้นักเรียนจดจำคำศัพท์ได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งการสอนเทคนิคช่วย จำให้แก่นักเรียนช่วยให้นักเรียนสามารถเก็บสิ่งที่เรียนรู้ไว้ในความทรงจำได้นานอีกด้วย (ชลลดา เรืองฤทธิ์ราวี, 2553) การสอนโดยใช้สมุดภาพว่าสมุดภาพทำให้เด็กมีความสนใจที่จะอยากเรียนมากขึ้น จดจำคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น และทำให้มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ (จุฬารัตน์ ดวงแก้ว, 2552) ภาพเป็นสิ่งที่ข้องเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก เราสามารถใช้ภาพในการสื่อสารและสื่อ ความหมายได้ดีภาพช่วยให้จดจําได้ดีกว่าตัวอักษร ช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากนามธรรมเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นิรินทร์ชัย พัฒนพงศา (2542: 159) กล่าวว่า สื่อภาพจะเป็นแรงจูงใจการรับสารได้ดีโดยเฉพาะภาพถ่ายและ ภาพวาดที่ดีภาพจากหนังสือจะช่วยให้จำข่าวสารได้ดีกว่าตัวอักษรและหากว่าเนื้อเรื่องซับซ้อนการใช้สื่อภาพจะต้อง มีความจําเป็นมากเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้มนุษย์สามารถจดจําเรื่องราวจากการอ่านร้อยละ 10 ในขณะที่สามารถ จดจําเรื่องจากการมองเห็นได้ร้อยละ 30 นอกจากนี้ยังใช้ภาพเพื่อจูงใจให้มารับทราบข่าวสารอย่างไม่เบื่อ แล้วภาพ ยังทำให้เรื่องที่ยากเข้าใจง่ายขึ้น ช่วยให้รับรู้ และจดจําข่าวสารได้ดีขึ้น ทั้งนี้ผู้วิจัยจึงสนใจในการใช้ภาพในการช่วย ให้เด็กจดจําคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้นควบคู่กับการสอนคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคแทนที่จะอ่านจากตัวอักษรเพียง เท่านั้น


3 จากเหตุผลที่นําเสนอข้างต้น ผู้สอนควรให้ความสำคัญในการหาวิธีในการจัดการเรียนการสอนคำศัพท์ที่ เหมาะสมมาใช้เพื่อให้ผู้เรียนให้ได้พัฒนาความสามารถ ผู้วิจัยต้องการพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนี โมนิคนิค (Mnemonics Technique) ร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา โดยผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคนีโมนิค (Mnemonics Technique) ร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจดจําคำศัพท์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัวนักเรียนต่อไป วัตถุประสงค์ในงานวิจัย 1. เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคงทนในการจำด้านคำศัพท์หลังการเรียนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบ ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สมมุติฐานในงานวิจัย การเปรียบเทียบการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าเกฑณ์เกินร้อยละ 75 ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มประชากร กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจำนวน 3 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 93 คน


4 1.1 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจํานวน 30 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample) 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 2.2 ตัวแปรตาม ความสามารถในการจำคำศัพท์ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหาจากกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดชั้นปีและสาระการเรียนรู้แกนกลางในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) และจากหนังสือเรียน ภาษาอังกฤษ Smart English 4 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 Unit 2 เรื่อง What’s the weather like? ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า sunny, cloudy, windy, rainy, spring, autumn, winter, hot season, rainy season, cool season จำนวน 2 แผน เวลา 3 ชั่วโมง แผนที่ 1 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า sunny, cloudy, windy, rainy จำนวน 1 แผน เวลา 2 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Physical Mnemonics แผนที่ 2 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า spring, autumn, winter, hot season, rainy season, cool season จำนวน 1 แผน เวลา 1 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Physical Mnemonics Unit 3 เรื่อง In My Town ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า cafe, bank, school, bus station, cinema, post office, in front of, behind, next to, opposite จำนวน 2 แผน เวลา 3 ชั่วโมง แผนที่ 3 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า hotel, bank, temple, museum, cinema, post office จำนวน 1 แผน เวลา 1 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Rhyme Mnemonics แผนที่ 4 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า in front of, behind, next to, opposite จำนวน 1 แผน เวลา 2 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Physical Mnemonics Technique, Rhyme Mnemonics Technique


5 Unit 4 เรื่อง Jobs ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า bus driver, cook, doctor, teacher, police officer, bus station, cafe, hospital, school, police station จำนวน 2 แผน เวลา 3 ชั่วโมง แผนที่ 5 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า bus driver, cook, doctor, teacher, police officer จำนวน 1 แผน เวลา 1 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Rhyme Mnemonics แผนที่ 6 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า bus station, cafe, hospital, school, police station จำนวน 1 แผน เวลา 2 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Rhyme Mnemonics Technique Unit 5 เรื่อง At School ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า Thai, English, Mathematics, Science, Art, Music, easy, hard, fun, boring จำนวน 2 แผน เวลา 3 ชั่วโมง แผนที่ 7 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า Thai, English, Mathematics, Science, Art, Music จำนวน 1 แผน เวลา 2 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Rhyme Mnemonics แผนที่ 8 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า easy, hard, fun, boring จำนวน 1 แผน เวลา 1 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคช่วยจำแบบ Rhyme Mnemonics Unit 7 เรื่อง At the Toy Shop ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า a soft toy, a robot, a scooter, a dollhouse, a hand spinner, playing cards, crayons, stickers, marbles, toy soldiers จำนวน 2 แผน เวลา 2 ชั่วโมง แผนที่ 9 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า a soft toy, a robot, a scooter, a dollhouse, a hand spinner จำนวน 1 แผน เวลา 1 ชั่วโมง Loci Mnemonics แผนที่ 10 ประกอบไปด้วยคำศัพท์คำว่า playing cards, crayons, stickers, marbles, toy soldiers จำนวน 1 แผน เวลา 1 ชั่วโมง Loci Mnemonics 4. ระยะเวลาในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จัดกิจกรรมทั้งหมด 10 แผนการเรียนรู้ แผนละ 1 ชั่วโมง จำนวน 6 แผน และแผนละ 2 ชั่วโมง จำนวน 4 แผน สอบ Pre-test, Posttest ครั้งละ 1 ชั่วโมง รวมเวลา ทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง ใช้เวลา 8 สัปดาห์


6 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เทคนิคนีโมนิค (Mnemonics Technique) หมายถึง การนำเทคนิคตามทฤษฎีThompson กล่าวว่า การใช้ภาพเป็นกลยุทธ์ช่วยจำ การใช้เทคนิคช่วยจำในการ ใช้ภาพ (Picture) เป็นการให้นักเรียนจับคู่ภาพกับคำศัพท์ใหม่ เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพราะเป็นวิธีที่ ทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ดีที่สุดในการจัดระบบการจำในสมอง โดยผู้วิจัยนำภาพที่เกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนเรื่อง What’s the weather like?, In My Town, Jobs, At School และ At the Toy Shop มาใช้เพื่อให้นักเรียน คุ้นเคยและง่ายต่อการจดจำ ซึ่งเทคนิคนีโมนิค มีวิธีการที่หลากหลาย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเทคนิคนีโมนิค มาใช้ทั้งสิ้น 4 วิธี ได้แก่ 1. การใช้เทคนิคช่วยจำด้านร่างกาย (Physical Mnemonics) เป็นการแสดงออก ทางด้านร่างกายเพื่อช่วย ในการจดจํา ซึ่งให้ผลได้ดีกว่าการท่องจำแน่นอน มีเทคนิคที่ใช้แนวคิดจากเทคนิคช่วยจำด้านร่างกายคือ วิธีการ สอนแบบเงียบ (Silent Way) และวิธีการสอนแบบตอบสนองท่างทาง (Total Physical Response) 2.วิธีโลไซ (Loci) เป็นวิธีการจำโดยการสร้างมโนภาพเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องการจะจำโดยใช้สถานที่และ ตำแหน่งเป็นสิ่งเตือนความจำ 3. Rhyme Mnemonics คือ การใช้บทเพลง เราสามารถนำข้อมูลมาร้อยเรียงเป็นบทกลอนหรือคำคล้อง จองต่าง ๆ ได้ ซึ่งความเรียงที่สอดคล้องกันนี้จะช่วยให้สมองสามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีขึ้นและลืมเลือนได้ยาก เช่น การท่องสูตรคูณ และ การท่องคำคล้องจอง ก.ไก่ ถึง ฮ นกฮูก 4. Image Mnemonics คือ การใช้รูปภาพเพื่ออธิบายถึงข้อมูลที่ได้เรียนรู้หรือรับรู้ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็น ภาพที่แสดงออกมา ภาพที่สร้างในจิตของตัวเองก็นับว่าเป็นเทคนิคการจำในรูปแบบนี้ด้วย วิธีการนี้ไม่จำเป็นว่า จะต้องมีทักษะทางศิลปะ เราสามารถที่จะวาดภาพแบบใดก็ได้ ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจและทำให้ระลึกถึงข้อมูลนั้น 2. หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์หมายถึง หนังสือภาพที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยในหนังสือจะประกอบด้วยรูปภาพและคำศัพท์ หรือประโยคสั้น ๆ ในวิจัย ฉบับนี้ มีทั้งหมด 5 เรื่อง เป็นการช่วยพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของผู้เรียนได้ดีและเข้าใจง่ายมาก ขึ้น เนื่องจากมีภาพประกอบกับคำศัพท์ ซึ่งทำให้ผู้เรียนสามารถจดจำได้ง่ายมากขึ้น เนื่องจากผู้สอนได้ออกแบบ หนังสือภาพปฏิสัมพันธ์ให้มีความน่าสนใจ ทำให้ผู้เรียนเพลิดเพลินไปกับการอ่านและนั้นทำให้ผู้เรียนสามารถจำ คำศัพท์จากรูปภาพและการมีปฏิสัมพันธ์ในการใช้หนังสือภาพนี้ได้อย่างง่ายและคล่อง อีกทั้งยังช่วยให้นักเรียน สนใจที่จะพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษและสนุกไปด้วย 3. การเรียนรู้ด้านคำศัพท์หมายถึง คำศัพท์ที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำเป็นต้องทราบตามสาระการเรียนรู้แกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ)


7 4. ความคงทนในการจดจำคำศัพท์หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์ผู้เรียนยังระลึกได้หรือคงไว้ซึ่ง ความรู้นั้นได้ 5. นักเรียน หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ดีขึ้น 2. ทำให้ทราบผลการเปรียบเทียบการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบ ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3. ทำให้ทราบความคงทนในการจำด้านคำศัพท์หลังการเรียนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพ แบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4


8 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเรื่อง ผลการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้าน คำศัพท์และความคงทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ศึกษาทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1.1 หลักการ 1.2 ความสำคัญ 1.3 คุณภาพของผู้เรียน 1.4 สาระสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1.5 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2.การสอนด้านคำศัพท์ 2.1 ความหมายของคำศัพท์ 2.2 ความสำคัญของคำศัพท์ 2.3 ประเภทของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2.4 หลักในการเลือกคำศัพท์ในการสอน 2.5 วิธีการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3.เทคนิคนีโมนิค (Mnemonics Technique) 3.1 ความหมายของเทคนิคนีโมนิค 3.2 ประเภทของเทคนิคนีโมนิค 3.3 การสอนโดยใช้เทคนิคนีโมนิค 4.แนวคิดเกี่ยวกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ 4.1 ความหมายและความสำคัญของหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ 4.2 การใช้ภาพในการเรียนการสอนองค์ประกอบของนวัตกรรม หนังสือภาพปฏิสัมพันธ์ 4.3 องค์ประกอบของนวัตกรรม หนังสือภาพปฏิสัมพันธ์ 4.4 ลักษณะของนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ดี 5.ความคงทนในการจำคำศัพท์ 5.1 ความหมาย/ลักษณะ 5.2 วิธีการวัด/ประเมินผลที่เกิดขึ้น 5.3 เกณฑ์ในการพิจารณา


9 6.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ 7.กรอบแนวคิดการวิจัย


10 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1.1 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1.1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้เป็น เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ทักษะ เจตคติและคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่ กับความเป็นสากล 1.1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาค และ มีคุณภาพ 1.1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 1.1.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ จัดการเรียนรู้ 1.1.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ 1.2 ความสำคัญ ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งใน ชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหา ความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้าง ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและ มุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและ ความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจ ตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้า ใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการ สื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่าย กว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บาลีและภาษากลุ่ม ประเทศเพื่อนบ้าน หรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทำ รายวิชาและจัดการเรียนรู้ตาม ความเหมาะสม


11 1.3 คุณภาพของผู้เรียน คุณภาพผู้เรียนเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนจะต้องมีความรู้และ ความสามารถใน ภาษาอังกฤษ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 3) ดังนี้1.3.1 ปฏิบัติตามคำสั่ง คำ ขอร้อง และคำแนะนำที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ นิทาน และบทกลอนสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการ อ่าน เลือก/ระบุประโยคและข้อความตรงตามความหมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่อ่าน บอกใจความสำคัญ และตอบคำถามจากการฟังและ อ่าน บทสนทนา นิทานง่ายๆ และเรื่องเล่า 1.3.2 พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่างบุคคล ใช้คำสั่ง คำขอร้อง และให้คำแนะนำ พูด/ เขียนแสดง ความต้องการ ขอความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์ง่ายๆ พูดและเขียนเพื่อ ขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และเรื่องใกล้ตัว พูด/เขียน แสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ ตัว กิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆ ประกอบ 1.3.3 พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิ และ ตารางแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ฟังและอ่าน พูด/เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว 1.3.4 ใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และกิริยาท่าทางอย่างสุภาพ เหมาะสม ตามมารยาทสังคมและ วัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำคัญ/งานฉลอง/ชีวิตความเป็นอยู่ของ เจ้าของภาษา เข้าร่วมกิจกรรม ทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ 1.3.5 บอกความเหมือน /ความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆ การใช้เครื่องหมายวรรค ตอน และการลำดับคำ ตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบความเหมือน/ ความแตกต่างระหว่างเทศกาล งานฉลองและประเพณีของเจ้าของภาษากับ ของไทย 1.3.6 ค้นคว้า รวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และ นำเสนอ ด้วยการพูด/การเขียน 1.3.7 ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและสถานศึกษา 1.3.8 ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลต่างๆ 1.3.9 มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่อง เกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพ และสวัสดิการ การซื้อ-ขาย และลมฟ้าอากาศ ภายในวงคำศัพท์ประมาณ 1,050-1,200 คำ (คำศัพท์ที่ เป็นรูปธรรมและนามธรรม) 1.3.10 ใช้ ประโยคเดี่ยวและประโยคผสม (Compound Sentences) สื่อความหมายตาม บริบทต่างๆ


12 1.4 สาระสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมุ่งหวังให้ ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรม อันหลากหลายของประชาคมโลก และสามารถถ่ายทอด ความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้ 1.4.1. ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยน ข้อมูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความ นำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอดและความ คิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม 1.4.2. ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ความสัมพันธ์ ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ภาษา และวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษากับวัฒนธรรมไทยและนำไปใช้อย่างเหมาะสม 1.4.3. ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาต่างประเทศในการ เชื่อมโยง ความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น เป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลก ทัศน์ของตน 1.4.4. ภาษา กับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพและ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 1.5 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สาระที่1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดง ความคิดเห็นอย่างมี เหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดง ความรู้สึก และ ความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและ การเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และ นำไปใช้ได้อย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ


13 มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษากับ ภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐาน ในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบ อาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ สังคมโลก


14 2. การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2.1 ความหมายของคำศัพท์ จากการศึกษาเกี่ยวกับความหมายของคำศัพท์ มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ ฟรายส์ (Fries. 1972 อ้างถึงใน ดวงกมล คําเอี่ยม, 2540) กล่าวว่า คำศัพท์ คือ คําที่มีการประสมเสียง นำมาใช้เป็นสิ่งเร้าให้นึกถึงประสบการณ์ที่เคยผ่านมา ซึ่งจะมีความหมายต่างกันหลายอย่าง แต่จะมีเพียง ประสบการณ์เดียวที่เด่นกว่าที่ใช้ร่วมกันแบ่งถึงสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ดังนั้นคํา ๆ หนึ่งอาจมีหลาย ความหมาย ซึ่งข้อความที่อ่านจะประกอบด้วยความหมายอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1. Lexical Meaning คือ ความหมายตามตัวหนังสือเฉพาะคํา 2. Structural Meaning คือ ความหมายตามโครงสร้าง 3. Contextual Meaning คือ ความหมายตามข้อความที่ใช้ ศิธร แสงธนู และคิด พงศทัต (2514 อ้างถึงใน จารุวรรณ อำพันกาญจน์, 2541) กล่าวว่า คำศัพท์คือ กลุ่ม เสียงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความหมายให้รู้ว่าเป็นคน เป็นสิ่งของ อาการ หรือลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง และได้แบ่ง ความหมายของคำศัพท์ออกเป็น 4 นัยด้วยกัน คือ 1. Lexical Meaning คือ ความหมายตามพจนานุกรม คําหนึ่ง ๆ มีความหมายหลายอย่างบางคํา อาจใช้ ในความหมายแตกต่างกันนับร้อย ทำให้บางคนเข้าใจว่าความหมายที่ต่างออกไปหรือความหมายที่ตนไม่ค่อยรู้จัก นั้นเป็น “สํานวน” ของภาษา 2. Morphological Meaning หมายถึง ความหมายทางไวยากรณ์ศัพท์ประเภทนี้ เมื่ออยู่ตามลำพังโดด ๆ จะเดาความหมายได้ยาก เช่น S เมื่อไปอยู่ท้ายคํานามบางจําพวก 3. Structural Meaning หมายถึง ความหมายที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่การเรียงลำดับ 4. Social-Cultural Meaning หมายถึง ความหมายของคําที่เปลี่ยนไปตามเสียงขึ้น ลงที่ผู้พูดเปล่งออกมา ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่มีพยางค์เดียวหรือมากกว่า จารุวรรณ อำพันกาญจน์, 2541 ได้แบ่งความหมายออกเป็นดังนี้ 1. Denotation Meaning หมายถึง ความหมายแฝง หรือความหมายที่ไม่เป็นไปตามรูปคำ หรือหลายคน เรียกความหมายนี้ว่า ความหมายเปรียบเปรย 2. Social-Cultural Meaning หมายถึง ความหมายทางสังคม วัฒนธรรม ประเพณีค่านิยม และ ความ สนใจของกลุ่มคนที่ใช้ภาษานั้น ๆ จากการศึกษาความหมายของคำศัพท์ สรุปได้ว่า คำศัพท์ หมายถึง การประสมเสียงให้เกิดเป็นคำหรือวลี เพื่อสื่อความหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ หรือลักษณะอาการใด ๆ โดยคําหนึ่งคําอาจมีได้หลาย


15 ความหมาย เช่น ความหมายตามพจนานุกรม ความหมายตามโครงสร้างภาษา ความหมายตามข้อความที่ใช้ ความหมายที่ขึ้นอยู่กับการเรียงลำดับคำ ความหมายแฝงความหมายตามประเพณีและสังคม เป็นต้น 2.2 ความสำคัญของคำศัพท์ จากการศึกษาเกี่ยวกับความสำคัญของคำศัพท์ มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญของคำศัพท์ ดังนี้ รัสเซล (Russell อ้างถึงใน ทัศนีย์ พันธ์ โยธาชาติ, 2534 ) กล่าวว่า คำศัพท์เป็นรากฐานของการเรียนวิชา ต่าง ๆ เด็กจะอ่าน พูด เขียน หรือแสดงความคิดเห็นได้ที่ต้องเข้าใจคำศัพท์จึงจะเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ได้ เอลเลน และวอลเลท (Allen & Valette 1977) กล่าวว่า การรู้ความหมายของคำศัพท์จะทำให้เกิดความ มั่นใจในการใช้ภาษา สื่อความหมายในสถานการณ์ต่าง ๆ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547) กล่าวว่า การรู้คำศัพท์จะช่วยให้นักเรียนจะช่วยให้นักเรียน เข้าใจความหมายของคําสามารถเรียงลำดับตัวอักษรได้ถูกต้อง กล้าพูด อ่าน และเขียนเป็นประโยคอย่างมั่นใจ จากการศึกษาความสำคัญของคำศัพท์สรุปได้ว่า คำศัพท์เป็นหน่วยพื้นฐานทางภาษาที่นักเรียนจำเป็นต้อง รู้เป็นอันดับแรก เพราะคำศัพท์จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจความหมายของคําที่อ่านนําไปสู่การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียนอย่างถูกต้อง อีกทั้งการรู้คำศัพท์ยังช่วยส่งเสริมความมั่นใจของนักเรียนให้กล้าที่จะอ่านและพูด ภาษาอังกฤษอีกด้วย 2.3 ประเภทของคำศัพท์ จากการศึกษาประเภทของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ มีนักการศึกษาได้แบ่งประเภทของคำศัพท์ไว้ดังนี้ บํารุง โตรัตน์ (2534: 77) กล่าวว่า ชนิดของคำศัพท์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามลักษณะของการใช้ในแต่ละ ระดับของนักเรียน คือ 1. Active Vocabulary คือ คำศัพท์ที่นักเรียนใช้มากในการฟังพูดอ่านเขียน นอกจากครูจะสอนให้รู้จัก ความหมายแล้ว จะต้องสอนให้นักเรียนสามารถใช้คําและประโยคได้ทั้งใน การพูดและการเขียนบ่อย ๆ 2. Passive Vocabulary คือ คำศัพท์ที่นักเรียนในระดับชั้นนั้น ๆ ไม่ค่อยพบเห็น หรือนาน ๆจะปรากฏ ครั้งหนึ่งในการฟังและการอ่าน การสอนคำศัพท์ที่นักเรียนไม่ค่อยพบเห็นบ่อย ครูเพียงสอนแต่ให้รู้ความหมายที่ใช้ ในประโยคก็เพียงพอ เน้นให้นักเรียนทั้งฟังและอ่านได้เข้าใจ โดยไม่เน้นให้ นักเรียนเอาคำศัพท์นั้นมาใช้ในการพูดและเขียน Elis (1994) กล่าวว่า ประเภทของคำศัพท์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ


16 1. Explicit vocabulary คำศัพท์ที่เรียนรู้โดยตรง คือ คำศัพท์ที่ครูต้องการให้ นักเรียนเรียนรู้โดยที่ครู สอนความหมาย โดยการใช้คําที่มีความหมายเหมือน และคําที่มีความหมาย ตรงกันข้าม และรวมถึงการให้กับ นักเรียนโดยตรง 2. Implicit vocabulary คำศัพท์ที่เรียนรู้ทางอ้อม คือ คำศัพท์ที่นักเรียนเรียนรู้จาก สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น จากการอ่านหนังสือ จากบทสนทนาในห้อง และนอกห้องเรียน เป็นต้น เป็นการเรียนรู้ ความหมายคำศัพท์ในบริบท ซึ่งช่วยให้เข้าใจและจดจําได้ดี Hatch and Brown (1995: 370) กล่าวว่า คำศัพท์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. คำศัพท์เพื่อการรับรู้(Receptive Vocabulary) คือคำศัพท์ที่นักเรียนได้รับรู้จาก การฟังและการอ่าน นักเรียนรับรู้แต่ไม่สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในบริบทหรือชีวิตประจำวันได้ ครูสอนแต่ให้ความหมายเท่านั้น 2. คำศัพท์เพื่อการสื่อสาร (Productive Vocabulary) คือคำศัพท์ที่นักเรียนเข้าใจ ออกเสียงได้ รู้ ความหมาย และสามารถนําไปใช้อย่างถูกต้องในทั้งการพูดและการเขียน ครูฝึกให้นักเรียนนําไปใช้ชีวิตประจำวันได้ Lewis (1997) กล่าวว่า คำศัพท์แบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้ 1. คําเดียว เช่น book, pen 2. คําร่วม เช่น by the way, upside down 3. คําที่ปรากฏร่วมกัน เช่น Community service, absolutely convinced 4. คําสํานวน เช่น I’ll get it, We’ll see, That’ll do 5. คำขึ้นต้นด้วยประโยค เช่น That is not as...as you think, he fact/suggestion/problem/danger was......, Firstly...., Secondly...., Finally.... Nation (2001, cited in nation Paul and Chung Teresa, 2003) กล่าวว่า คำศัพท์สามารถแบ่งตาม การใช้ ออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. High frequency words คําที่ใช้บ่อย คือ คําที่ถูกใช้บ่อยครั้งทั้งในบทความ หนังสือพิมพ์บทสนทนา และนิตยสารต่าง ๆ เป็นคำศัพท์สำคัญที่สื่อความว่าบทความนั้นเกี่ยวกับอะไร 2. Technical vocabulary คำศัพท์เฉพาะทาง คือ คำศัพท์ที่ใช้และเป็นที่รู้จักใน กลุ่มคนที่ทำงานใน สาขาเดียวกัน หรือมีความสนใจในสิ่งที่เหมือนกัน 3. Academic Vocabulary คำศัพท์ทางวิชาการ คือ คำศัพท์ที่ใช้ในเอกสาร หรือ บทความทางวิชาการ และเป็นคำศัพท์ที่ใช้บ่อยในสาขาอาชีพทั่วไป ไม่ได้เจาะจงสาขาอาชีพ 4. Low frequency words คําที่ไม่ใช้บ่อย คือ คําที่ใช้ไม่บ่อยนัก ซึ่งบทความหนึ่ง อาจมีคำศัพท์ประเภท น้อยเพียงร้อยละ 5 ของบทความทั้งหมด


17 จากการศึกษาประเภทของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สรุปได้ว่า คำศัพท์สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1. คำศัพท์ที่รับรู้โดยตรง เป็นคำศัพท์ที่ครูตั้งใจสอนความหมาย 2. คำศัพท์ที่สื่อสารทางอ้อม เป็นคำศัพท์ที่นักเรียน พบเจอและเรียนรู้จากบริบทต่าง ๆรอบตัวเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนพบเห็นและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน 2.4 หลักในการเลือกคำศัพท์ในการสอน จากการศึกษาหลักการเลือกคำศัพท์ในการสอนมีนักการศึกษากล่าวไว้ ดังนี้ Robert (1988: 119-120) กล่าวว่าคำศัพท์ที่ควรนํามาสอน มีดังนี้ 1. ควรเป็นคำศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และความสนใจของนักเรียน 2. ควรมีปริมาณของตัวอักษรในคำศัพท์ที่เหมาะสมต่อช่วงอายุของนักเรียน 3. ไม่ควรมีคำศัพท์มากหรือน้อยเกินไปต่อหนึ่งบทเรียน ควรเหมาะกับสติปัญญาของนักเรียน 4. ควรเป็นคำศัพท์ที่มีประโยชน์ต่อนักเรียน สามารถนําไปใช้ในชีวิตประจำวัน Mackey (1997: 176-177) กล่าวว่า การเลือกคำศัพท์ที่นักเรียนได้ยินบ่อย ๆ หรือมีความถี่ในการใช้มาก แล้วจึงคัดเลือกมาสอน เพื่อให้นักเรียนรู้จักใช้อย่างถูกต้อง หรือเป็นคำศัพท์ที่ปรากฏในหนังสือตําราหลาย ๆ เล่ม หลายๆ สถานการณ์ หรืออาจจะเป็นคำศัพท์ที่มีความจําเป็นต่อสถานการณ์ใดสถาณการณ์หนึ่ง ไม่ปรากฏบ่อย เช่น Chalk ซึ่งปรากฏแค่ในชั้นเรียนและคำศัพท์ที่เลือกมาควรเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ง่าย มี องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องคือคำศัพท์ที่นํามาสอนมีความคล้ายคลึงกับภาษาเดิมของนักเรียนทำให้จดจําได้ง่ายขึ้น คำศัพท์บางคํามีความหมายชัดเจน สั้น ออกเสียงง่ายทำให้จดจําได้เร็วขึ้นหรือเป็นคำศัพท์ที่เรียนมาแล้วพอเจออีก ครั้งก็ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและจดจํา จากการศึกษาหลักการเลือกคำศัพท์ในการสอน สรุปได้ว่า การเลือกคำศัพท์ควรนําคำศัพท์ที่นักเรียนได้ยิน หรือพบเจอบ่อย ๆ หรือคำศัพท์ที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันมาสอนหรือเป็นคําที่มีความเหมาะสมกับระดับช่วง ชั้นของนักเรียนให้ง่ายต่อการเรียนรู้และจดจํา และเพื่อให้นักเรียนรู้จักใช้ได้อย่างถูกต้อง 2.5 วิธีการสอนด้านคำศัพท์ จากการศึกษาวิธีการสอนคำศัพท์ มีนักการศึกษากล่าวไว้ ดังนี้ Nation (2003) กล่าวว่า หลักการสอน คำศัพท์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 1. การเลือกเนื้อหาและการจัดลำดับเนื้อหา (Content and Sequencing) เลือกคำศัพท์จากความถี่ใน การพบเห็น นักเรียนจะได้ฝึกการใช้คำศัพท์อย่างเพียงพอ ครูควรเสนอโอกาสในการให้นักเรียนได้เรียนรู้ศัพท์ หลากหลายวิธี


18 2. วิธีการนําเสนอ ครูต้องเลือกคำศัพท์ที่พบบ่อยมานําเสนอ เด็กมีมาตรฐานในการเดาความหมาย 3. การใช้ภาษามีทักษะในการใช้กลวิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคำศัพท์ ครูสนับสนุนการเรียน ให้นําคําไปใช้ ทบทวนฝึกฝนซ้ำๆ นําเสนอโอกาสให้นักเรียนได้เพิ่มความรู้และปริมาณของคำศัพท์ อุทัย ภิรมย์รื่นและ เพ็ญศรี รังสิยากูล (2535) กล่าวว่า วิธีการสอนคำศัพท์ต้องเริ่มสอนจากเรื่องง่าย ๆ และเป็นคำศัพท์ที่สามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวัน การให้เด็กรู้ความหมายนั้นครูสามารถใช้ภาพจริงหรือแสดง ท่าทางประกอบเพื่อเพิ่มความสนใจและทำให้เด็กเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้นเมื่อสอนศัพท์ไปแล้วครูก็ควรให้เห็นรูป ประโยคหรือกลุ่มคํา ทิศนา แขมณี (2545: 229 - 231) กล่าวว่า วิธีการสอนแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นนําเสนอ สิ่งสำคัญในการนําเสนอคำศัพท์ ประกอบด้วย 1.1 การให้ตัวอย่าง เช่น การให้ดูภาพหรือของจริง 1.2 การสอนด้วยเทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response) 1.3 การแสดงละครและการใช้ท่าทาง 1.4 การให้คําที่มีความหมายเหมือนกันหรือคําที่มีความหมายตรงกันข้าม 1.5 การให้คําจํากัดความที่ชัดเจน 1.6 การให้นักเรียนเดาความหมายจากบริบท ซึ่งบริบทนั้นต้องชัดเจน 1.7 การแปล ครูสามารถใช้วิธีการแปลเพื่อสอนคําที่เป็นนามธรรม 2. ขั้นฝึก สามารถฝึกนักเรียนได้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 การฝึกคำศัพท์ควรเริ่มจากคําเดี่ยว ต่อจากนั้นฝึกเป็นประโยคและฝึกข้อความที่ เกี่ยวเนื่องกัน ขั้นที่ 2 ให้นักเรียนตอบคําถาม ขั้นที่ 3 ให้นักเรียนบรรยาย ขั้นที่ 4 ให้นักเรียนเปรียบเทียบ 3. ขั้นนําไปใช้ อิสรา สาระงาม (2530: 78-81) กล่าวว่า แนวทางการสอนคำศัพท์ควรมี ดังนี้ 1. Real Object คือการใช้ของจริง เหมาะสำหรับการสอนคำศัพท์ที่เป็นรูปธรรมนําของจริงมา สอน และไม่สร้างความยุ่งยากแก่ครูในการนํามาประกอบการเรียนการสอน 2. Models คือการใช้หุ่นจําลอง เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้กับเด็กกรณีที่ไม่ สามารถนําของจริงมาให้เด็กดูได้ เช่น ผลไม้ หรือ คำศัพท์เกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ


19 3. Pictures คือ การใช้รูปภาพเป็นอุปกรณ์ที่เสริมสร้างความเข้าใจในคำศัพท์ได้มากที่สุดอย่าง หนึ่ง สามารถใช้ได้กับคำศัพท์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งภาพนั้นครูครูสามารถวาดขึ้นมาเองหรือนำมาจาก สิ่งพิมพ์ก็ได้ ทั้งนี้ภาพต้องมีขนาดใหญ่พอที่นักเรียนจะเห็นทั้งหมด 4. Actions คือการใช้กริยาท่าทาง ในกรณีที่คำศัพท์ที่จะสอนนั้นสามารถแสดงกริยาท่าทางให้ นักเรียนได้เห็นอย่างเด่นชัด ครูก็สามารถแสดงท่าทางประกอบการสอนได้ เช่น การสอนคำกริยา บุพบท หรือกริยา วิเศษณ์ 5. Definition คือการใช้คํานิยาม ในกรณีที่คํานั้นสามารถใช้ในประโยคง่าย ๆ 6. Context คือ การใช้บริบท ในกรณีที่คำศัพท์นั้น ๆ ไม่สามารถนิยามความหมายได้ จำเป็นต้อง ใช้ประโยคข้างเคียงช่วยบอกความหมาย 7. Synonym คือ คําพ้องความหมาย การใช้คําพ้องความหมายนักเรียนจะต้องรู้คำศัพท์เพื่อ นํามาเปรียบเทียบกับคำศัพท์ที่จะสอน เช่น quick = fast 8. Antonym คือ การใช้คําตรงกันข้าม นักเรียนจะต้องรู้คำศัพท์ที่จะเอาเปรียบเทียบกับคำศัพท์ ใหม่ เช่น A's house is small but B's house is big 9. Translation คือการใช้วิธีแปล ครูสามารถใช้วิธีการแปลศัพท์โดยตรงหากไม่สามารถใช้วิธีอื่น ได้แล้วจริง ๆ หรือเห็นว่าเหมาะสมที่สุดกว่าวิธีการอื่น ๆ แต่ในการแปลนั้น ครูต้องหลีกเลี่ยงการอธิบายยาว ๆ จากการศึกษาวิธีการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สรุปได้ว่า การสอนคำศัพท์มีหลากหลายวิธีโดยเลือกตาม ความเหมาะสมของนักเรียนและคำศัพท์ หลักสำคัญคือการรู้ความหมาย เมื่อมีการสอนคำศัพท์ใหม่ ครูควรถาม ตอบนักเรียนบ่อย ๆ เพื่อให้นักเรียนสามารถจดจําและนําไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันเทคนิคนีโมนิค (Mnemonics Technique) 3. เทคนิคนีโมนิค (Mnemonic Technique) 3.1 ความหมายของเทคนิคนีโมนิค จากการศึกษาความหมายของเทคนิคนีโมนิค มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ นรรัชต์ ฝันเชียร (2565: Web Site) กล่าวว่า นีโมนิค Mnemonic คือเทคนิคช่วยจำ ที่ช่วยให้เราจดจำ ข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบโดยใช้ประโยชน์จากการรับรู้ของสมองเพื่อให้สมอง สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ เช่น การจดจำคำศัพท์ กฎเกณฑ์ สูตร และทฤษฎีได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น คำว่า Mnemonic นั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า mnēmonikos ซึ่งในภาษากรีกที่แปลว่าความจำโดยมีที่มาจากชื่อของ เทพีMnemosyne (นีมอซินี) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความทรงจำนั่นเอง


20 The Access Center (2000: Website) กล่าวว่า เทคนิคนีโมนิค หมายถึง ยุทธวิธีการสอนที่เชื่อมโยง ข้อมูลเก่าและข้อมูลใหม่ หรือความรู้เก่ากับความรู้ใหม่ของนักเรียนเข้าด้วยกันLevin (1993) กล่าวว่า Mnemonics Technique เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ในการเพิ่มความจําโดยการเชื่อโยงความรู้ใหม่เข้ากับคําที่คุ้นเคยและและใช้รูปภาพ Mastropieri and Scruggs (1998) กล่าวว่า กลยุทธ์ช่วยจำ คือ เทคนิคหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการเรียนวิชาการ ต่าง ๆ ในห้องเรียน ซึ่งเทคนิคนีโมนิคนั้นเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างกว้างขวางเทคนิคนีโมนิคที่สำคัญจะเกี่ยวกับ จำนวนกิจกรรมที่เชื่อมโยง เช่น การเชื่อมโยงตัวอักษรและคํา เช่น A -Apple, B- Bee, C-Cat ครูจะสอนนักเรียนใน การใช้เทคนิคช่วยจำทั้งภาพและสัญลักษณ์ กล่าวได้ว่าเทคนิคช่วยจำ มี3 เทคนิค ได้แก่ เทคนิคการจำคําสำคัญ (Key Word) เทคนิคตัวหมุด (Peg Word) เทคนิคตัวอักษร (Letter Strategies) Scuggs (2005, อ้างในบ ทความของ Cara Bafile: Website) กล่าวว่า MnemonicsTechnique สามารถ ทำหน้าที่ได้ดีในการเชื่อมโยงสิ่งที่รู้และสิ่งที่ไม่รู้ให้กับนักเรียนได้ เช่นคําว่า rana เป็นภาษาอิตาลีแปลว่า “กบ” และ มีความคล้ายกับคําว่า “ rain” นักเรียนสร้างรูปภาพหรือ จินตนาการขึ้นมาในหัวได้ว่า “กบที่กําลังนั่งกลางสายฝน” นักเรียนจะสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่รู้เข้ากับคำศัพท์ใหม่ได้ และสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกฝึกอย่างเป็นกิจวัตร ฝึกซ้ำบ่อย ๆ หากจัดการเรียนการสอนเรื่องเทคนิคช่วยจำได้ดี เด็กจะสามารถจดจําไปได้ตลอดไป แนวคิดนี้สามารถเรียกว่า แนวคิดเครือข่ายความทรงจำ แนวคิดเรื่องเครือข่ายความทรงจำนั้น กล่าวถึงการที่ข้อมูลหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับสิ่ง ๆ หนึ่ง ถูกจัดเก็บในความทรงจำในรูปแบบของความเชื่อมโยงกันในลักษณะคล้ายตาข่ายและการเชื่อมโยงนี้เกิดเป็น ความหมายของสิ่ง ๆ นั้นขึ้นมาในความคิดของมนุษย์ หรือในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึง แอปเปิล คนอาจนึกถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแอปเปิล เช่น สีแดง หรือรวมไปถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ไอโฟน จากการศึกษาความหมายของ Mnemonic ข้างต้นแล้ว เทคนิคช่วยจําเป็นวิธีการที่ดีที่จะช่วยให้นักเรียน จดจําคำศัพท์ได้อย่างเป็นระบบเป็นเทคนิคการสอนที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนคำศัพท์ได้ นอกจากนั้นยังสามารถช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้และจดจําคำศัพท์ได้อย่างเป็นระบบจดจําได้นานและ สามารถนําไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 3.2 ประเภทของเทคนิคนีโมนิค จากการศึกษาประเภทของเทคนิคนีโมนิค มีนักการศึกษาได้แบ่งประเภทไว้ ดังนี้ นรรัชต์ ฝันเชียร (2565: Web Site) กล่าวว่า ประเภทของประเภทของนีโมนิค 9 รูปแบบ ดังต่อไปนี้ 1. Music Mnemonics คือ สมองของคนเราสามารถจดจำข้อมูลที่ร้อยเรียงกันได้ดีทำให้เวลาฟังเพลง เรา มักจะจำเนื้อเพลงได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นการนำข้อมูลความรู้มาเรียบเรียงเป็นบทเพลง จะช่วยให้เราสามารถ


21 จดจำข้อมูลทั้งหมดอย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้นซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของเทคนิคการจำรูปแบบนี้ คือ การร้องเพลง ABC ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถจำตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 28 ตัวได้อย่างรวดเร็ว 2. Name Mnemonics คือ แทนที่เราจะจำข้อมูลหลาย ๆ อย่างในคราวเดียว เราอาจจะจับกลุ่มข้อมูล เหล่านั้น แล้วนำเอาตัวอักษรแรกที่บอกถึงข้อมูล เช่น คำศัพท์หรือหัวข้อของเรื่องมารวมเป็นคำใหม่ เพื่อให้เรา สามารถจดจำข้อมูลทั้งหมดได้ง่ายขึ้น 3. Expression/Word Mnemonic คือการนำข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นวลีหรือประโยคที่เข้าใจง่ายเพื่อให้เรา จดจำวลีหรือประโยคเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถระลึกถึงข้อมูลเบื้องต้นได้เช่น การจำอักษรกลางในภาษาไทย ด้วยประโยคที่ว่า “ไก่จิกเด็กจายบนปากโอ่ง” หรือจดจำอักษรสูง ด้วยประโยคที่ว่า “ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน” เป็น ต้น 4. Model Mnemonic คือ การนำข้อมูลมาออกแบบใหม่ ในรูปของแผนผังหรือแผนภูมิ เพื่อช่วยให้เรา ความเข้าใจและระลึกถึงข้อมูลที่สำคัญเหล่านั้นได้ดีขึ้น เช่น ภาพตารางธาตุที่ช่วยในการเรียนวิชาเคมี หรือภาพวัฏ จักรธรรมชาติต่าง ๆ ที่สามารถอธิบายวงจรในวิชาชีววิทยา 5. Ode/Rhyme Mnemonics คือ การใช้บทเพลง เราสามารถนำข้อมูลมาร้อยเรียงเป็นบทกลอนหรือคำ คล้องจองต่าง ๆ ได้ ซึ่งความเรียงที่สอดคล้องกันนี้จะช่วยให้สมองสามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีขึ้นและลืมเลือนได้ ยากเช่น การท่องสูตรคูณ และ การท่องคำคล้องจอง ก.ไก่ ถึง ฮ นกฮูก 6. Note Organization คือการจัดระเบียบข้อมูล โดยการบันทึกย่อ ซึ่งช่วยให้เราสามารถเรียกคืนความจำ ได้จากการนำบันทึกนั้นกลับมาอ่านอีกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น การใช้แฟลชการ์ดเพื่อช่วยในการจดจำคำศัพท์ การ เขียน Mind map หรือ การบันทึกย่อในหนังสือตามจุดที่สำคัญ เป็นต้น 7. Image Mnemonics คือ การใช้รูปภาพเพื่ออธิบายถึงข้อมูลที่ได้เรียนรู้หรือรับรู้ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็น ภาพที่แสดงออกมา ภาพที่สร้างในจิตของตัวเองก็นับว่าเป็นเทคนิคการจำในรูปแบบนี้ด้วย วิธีการนี้ไม่จำเป็นว่า จะต้องมีทักษะทางศิลปะ เราสามารถที่จะวาดภาพแบบใดก็ได้ ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจและทำให้ระลึกถึงข้อมูลนั้น เช่น การวาดแผนที่ประเทศไทย เพื่อช่วยในการจำสภาพภูมิศาสตร์ต่าง ๆ หรือ การใช้นิ้วมือ เพื่อช่วยในการจำสูตร หาค่า sin cos tan ในวิชาคณิตศาสตร์ 8. Connection Mnemonics คือ เทคนิคการจำรูปแบบนี้เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลเดิมเข้ากับข้อมูลใหม่ โดยการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรารู้แล้ว มาช่วยให้เราจดจำข้อมูลใหม่ได้ง่ายมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น การจำประเทศ ต่าง ๆ ด้วยรูปร่างในแผนที่ (ประเทศไทย-ขวาน) (ประเทศอิตาลี-รองเท้าบูท) หรือในการจดจำชื่อของบุคคลสำคัญ ในประวัติศาสตร์ เราอาจจะนึกถึงวีรกรรมที่เขาได้ทำเพื่อให้นึกถึงบุคคลนั้น (พระเจ้าตากสิน - ตั้งกรุงธนบุรี) (พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว - เลิกทาส) เป็นต้น


22 9. Spelling Mnemonics คือการใช้ประโยชน์จากการสะกดคำ เพื่อให้เกิดการจดจำได้ดี เช่น การใช้ ประโยคที่ว่า “อย่า อยู่ อย่าง อยาก” เพื่อบอกถึงคำสี่คำที่อักษร อ นำอักษร ย แต่ไม่ต้องอ่านออกเสียงอักษร อ เหมือนเป็นอักษรนำเป็นต้น ทิศนา แขมณี (2545 : 229) กล่าวว่า ประเภทของเทคนิคนีโมนิคมี 6 ประการ ดังนี้ 1. การตระหนักรู้ (Awareness) 2. การเชื่อมโยง (Association) 3. ระบบการเชื่อมโยง (Link System) 4. การเชื่อมโยงที่น่าขบขัน (Ridiculous Association) 5. ระบบการใช้คําทดแทน 6. การใช้คําสำคัญ (Key Word) The Access Center (2000: Web Site) กล่าวว่า ประเภทของเทคนิคนีโมนิค มีดังนี้ 1. เทคนิคการจำคําสำคัญ (Key Word) นิยมใช้กันมากในวิชาภาษาต่างประเทศเป็น การเชื่อมคํากับ ข้อมูล ซึ่งเข้ารหัสเรียบร้อยแล้ว ครูสอนคำศัพท์ใหม่โดยใช้คําสำคัญ ออกเสียงคําโดย ใช้รูปภาพและการวาดภาพ ต่อจากนั้นครูสร้างภาพเชื่อมโยงกับคําและนิยาม การจำคําสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อได้เรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ เช่น การ นิยามคำศัพท์ใหม่ ครูจะถามนักเรียนถึงความหมายของคําเดิมนักเรียนก็จะตอบคําสำคัญได้ดีเช่น war แปลว่า สงคราม แต่ Wardrobe หมายความว่าตู้เสื้อผ้า ครูสอนให้นักเรียนนึกภาพสงความที่มีตู้เสื้อผ้าตั้งอยู่ เป็นต้น เมื่อ ถามนักเรียนถึงคําว่า wardrobe นักเรียนจะมีวิธีการนึกถึงความหมายนั้น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นการกลับไปคิดคํา สำคัญ จากนั้นขั้นนึกถึงภาพ จากนั้นนักเรียนจดจําสิ่งที่เกิดขึ้นในรูปภาพ และสุดท้ายนักเรียนจะสามารถจำคํา นิยามคำศัพท์นั้น 2. เทคนิคหมุด (Peg Word Strategies) คือ การใช้เสียงสัมผัสในบทกวีออกมา เป็นตัวเลขหรือคำสั่ง คํา สัมผัสหรือ Peg Word จะเป็นภาพที่เชื่อมโยงกับทฤษฎีหรือเหตุการณ์ ซึ่งช่วยให้นักเรียนเชื่อมต่อเหตุการณ์กับ ตัวเลขในคําคล้องจอง เทคนิคหมุดมีประโยชน์ในการจำคำสั่ง และ ลำดับข้อมูล เช่น One - bun, Two - shoe, Three – tree, Four - Flour เป็นต้น 3. เทคนิคตัวอักษร (Letter Strategy) คือ เทคนิคการใช้พยัญชนะตัวแรก (Acronym) และโคลงกระทู้ (Acrostics) รวมกัน คําย่อ พยัญชนะตัวแรก (Acronym) จะเป็นข้อมูล พื้นฐาน เช่น Home H = Huron, O =


23 Ontario, M = Michigan ส่วนโคลงกระทู้ (Acrostics) คือ การจำตัวอักษรตัวแรกของข้อมูล เช่น My very education mother just served us nine pizzas. M = Mercury, V = Venus, E = Earth, M = Mar, J = Jupiter, U = Uranus, N = Neptune, P = Pluto 4. วิธีโลไซ (Loci Method) วิธีโลไซนับว่าเป็นวิธีช่วยความจำที่เก่าแก่ที่สุด คำว่า "Loci" แปลว่า ตำแหน่ง แหล่งที่มาของวิธีโลไซไม่ปรากฏแน่ชัด แต่มีเรื่องนิยายเกี่ยวกับวิธีช่วยความจำโลไซที่เล่าต่อ ๆ กันมาเป็นเวลาหลาย ร้อยปีวิธีโลไซเน้นหลักการจำโดยการสร้างมโนภาพเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องการจะจำ โดยใช้สถานที่และตำแหน่ง เป็นสิ่งเตือนความจำ (Memory Pegs) เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อราว 450 ปี ก่อนคริสตกาล วิธีช่วยความจำ โลไซมักจะใช้ช่วยความจำเกี่ยวกับสถานที่ เช่น ห้องต่าง ๆ ในบ้าน อาคารต่าง ๆ ของโรงเรียนหรือ มหาวิทยาลัย หรือร้านค้าต่าง ๆ บนถนนก็ได้ กฎเกณฑ์พื้นฐานของวิธีช่วยความจำโลไซมีดังต่อไปนี้ 4.1 สถานที่หรือตำแหน่งต่าง ๆ ที่จะเลือกใช้ควรจะอยู่ใกล้กัน 4.2 จำนวนสถานที่หรือตำแหน่งที่จะใช้ควรจะเป็นจำนวนไม่เกิน 10 แห่ง 4.3 ควรกำหนดหมายเลขให้แต่ละสถานที่ตามลำดับตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงสถานที่สุดท้าย และควรจะ สามารถระลึกได้ทั้งหน้าไปหลังและหลังไปหน้า 4.4. สถานที่ใช้ควรจะเป็นที่ ๆ คุ้นเคย และผู้ใช้สามารถจะนึกภาพได้อย่างชัดเจน ฉะนั้นสถานที่ ๆ จะใช้ ควรจะมาจากประสบการณ์ 4.5 สถานที่จะใช้เป็นเครื่องช่วยความจำโลไซ ควรจะมีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นชัด ผู้ใช้ควร จะเน้นสิ่งเด่นของแต่ละสถานที่ 4.6 ผู้ใช้จะต้องสามารถที่จะสร้างจินตนาการภาพของลักษณะเดิมของแต่ละสถานที่ได้ เป็นต้นว่าเครื่อง แต่งห้องมีลักษณะพิเศษอะไรบ้าง


24 ในการปฏิบัติ ผู้ที่ประสงค์จะใช้วิธีช่วยความจำโลไซจะต้องนำมาเป็นสิ่งแรกคือ เลือกหาสถานที่ซึ่ง ประกอบด้วยส่วนประกอบตามธรรมชาติ เช่น บ้าน สิ่งแรกคือห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องครัว เป็นต้น หลังจากนั้น ก็นำสิ่งที่คนอยากจะจดจำ อาจจะเป็นสิ่งของเหตุการณ์หรือความคิดก็ได้ พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่จะจำกับสถานที่ หรือสิ่งของที่ได้ให้หมายเลขไว้ และเมื่อจะระลึกถึงสิ่งที่ต้องการจำก็เริ่มจากหมายเลข 1 เป็นต้นไป Knowledge rush (2014: Website) และ Memory Bank (2014: Website) ได้ แบ่งประเภทไว้ดังนี้ 1. Mnemonic Verses เป็นกลยุทธ์ช่วยจำที่นําโคลง ฉันท์ กาพย์กลอน บทกวีหรือ จังหวะมาใช้ในการจำ คำศัพท์ 2. Link System เป็นการเชื่อมโยงคำศัพท์ที่ต้องการจำเข้ากับเรื่องที่แต่งขึ้นอาจจะเป็นเรื่องสั้น ๆ หรือเรื่อง ยาวก็ได้ 3. Story System เป็นการใช้นิทานหรือเรื่องเล่าที่นักเรียนชอบนําคำศัพท์ที่เรียนเข้าไปใส่ในเรื่องเรื่องนั้น เพื่อช่วยให้การจำคำศัพท์ง่ายยิ่งขึ้น 4. Journey System วิธีนี้คือการจดบันทึกในสิ่งที่ต้องจำ 5. Room System วิธีนี้จะคล้ายกับ Method of Loci คือการจินตนาการณ์ถึง สถานการณ์หรือห้องว่าง ๆ ที่จะสามารถนําสิ่งของไปวาง และให้คิดถึงคำศัพท์และคิดว่าจะวางสิ่งของ นั้นไว้ในตำแหน่งใดในห้อง 6. Major System บางครั้งถูกเรียกว่า Phonetic System หรือ Phonetic Mnemonic System เป็น กลยุทธ์ที่นิยมใช้ในการจำตัวเลข โดยวิธีการเปลี่ยนตัวเลขเป็นตัวอักษรหรือ คําที่ช่วยให้จำง่ายขึ้น 7. Dominic System เป็นจินตนากรณ์โดยการนําบุคคลที่เรารู้จักเป็นอย่างดีมาใส่ รหัสในการท่องจำ 8. Goroawase System เป็นกลยุทธ์เทคนิคของญี่ปุ่นซึ่งใช้หลักการเดียวกับ Major System โดย เปลี่ยนตัวเลขเป็นตัวอักษรหรือคํา Thompson (2007: Website) กล่าวว่า การใช้ภาพเป็นกลยุทธ์ช่วยจำและการใช้ร่างกาย ช่วยจำมีดังนี้ 1. การใช้เทคนิคช่วยจำด้านร่างกาย (Physical Mnemonics) เป็นการแสดงออก ทางด้านร่างกายเพื่อช่วย ในการจดจํา ซึ่งให้ผลได้ดีกว่าการท่องจำแน่นอน มีเทคนิคที่ใช้แนวคิดจากเทคนิคช่วยจำด้านร่างกายคือ วิธีการ สอนแบบเงียบ (Silent Way) และวิธีการสอนแบบตอบสนองท่างทาง (Total Physical Response) 2. การใช้เทคนิคช่วยจำในการใช้ภาพ (Picture) เป็นการให้นักเรียนจับคู่ภาพกับ คำศัพท์ใหม่เป็นเทคนิคที่ มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพราะเป็นวิธีที่ทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ดีที่สุดใน การจัดระบบการจำในสมอง จากการศึกษาประเภทของเทคนิคนีโมนิคสรุปได้ว่า เทคนิคช่วยจําเป็นสิ่งที่ช่วยให้การจัดการเรียนการสอน ง่ายขึ้น แต่ละประเภทของเทคนิคนีโมนิคล้วนแล้วแต่เป็นวิธีที่ส่งเสริมการทำงานด้านการจำคำศัพท์ให้ดีขึ้น สามสิ่ง


25 ที่เป็นพื้นฐานของเทคนิคนีโมนิคได้แก่ การจินตนาการ การเชื่อมโยง และการจัดวางตำแหน่ง การจินตนาการช่วย ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงทำให้การจำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ครูควรใช้เทคนิคนีโมนิคที่หลากหลาย เพื่อให้อิสระแก่นักเรียนในการจดจํา 3.3 การสอนโดยใช้เทคนิคนีโมนิค จากการศึกษาประเภทของเทคนิคนีโมนิค มีนักการศึกษากล่าวถึงการสอนโดยใช้เทคนิคนีโมนิค ดังนี้ Language Centre (2003: Website) ได้นําเทคนิคนีโมนิคคำศัพท์ไปใช้ในการสอนดังนี้ 1. พูดหรือเขียนคำศัพท์ที่เรียน 2. บันทึกเสียงที่เป็นเจ้าของภาษาและเปิดฟังของตนเองเพื่อฟังการออกเสียงเพื่อที่จะแก้ไขให้ดี ขึ้น 3. บันทึกเสียงคํา วลี หรือประโยคและเปิดฟังเมื่อมีเวลาว่าง 4. เปิด Audiotapes หรือ Videotapes บ่อย ๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง จะช่วยจำศัพท์ได้ดีขึ้น 5. เขียนคำศัพท์ที่ต้องจำลงในกระดาษแล้วติดไว้รอบ ๆ บ้าน หรือรอบ ๆ ห้องเป็นแบบ Method of Loci 6. เล่นเกมจับคู่คำศัพท์และความหมายของคํา Pelmanism 7. สร้างโคลง เพลง หรือประโยคจากคำศัพท์ 8. เชื่อมโยงคำศัพท์ใหม่เข้ากับความรู้เดิม โดยการจัดหัวข้อคำศัพท์ในรูปแบบของตาราง หรือ Mind Mapping หรือ รูปภาพต่าง ๆ หรืออาจะใช้เทคนิคคําสำคัญ Keyword หาความสัมพันธ์ของความรู้เดิมกับ ความรู้ใหม่ 9. เชื่อมคำศัพท์ใหม่ให้เข้ากับความคุ้นเคย เพื่อจินตนาการเป็นรูปภาพ เช่น คําว่า mourning คือ ความเศร้าโศก การอาลัย ให้จินตนาการถึงภาพความตายของบางคนที่ทำให้เราเสียใจแล้วเราจะรู้สึกถึงคําคํานั้น Allen (1983) กล่าวว่า การใช้เทคนิคนีโมนิคในการสอนเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนใช้คำศัพท์ในการสื่อสาร หรือแสดงความคิดเห็น ใช้ภาพในการจินตนาการนักเรียนจะสนใจในการจินตนาการภาพ การใช้ภาพนั้นเป็นสิ่ง สำคัญในชั้นเรียนภาษาต่างประเทศ นอกจากนี้ครูยังสามารถจัดกิจกรรมเพื่อเสริมแรงการเรียนรู้คำศัพท์เพื่อให้ นักเรียนพัฒนาคำศัพท์ของตน ดังนี้ 1. ให้ทำสมุดภาพจดคำศัพท์ 2. ให้แบ่งกลุ่มนําคําที่ครูกำหนดมาสอนเพื่อน 3. ให้หาคำศัพท์ใหม่จากบทอ่านมาจากบ้านและนํามาสอนเพื่อน


26 4. ทบทวนคำศัพท์โดยใช้เกมหรือกิจกรรม 5. กระตุ้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองที่บ้าน 6. สอนทักษะที่จําเป็นโดยใช้เทคนิคคําหลัก (Key Word Method) เช่น ให้นักเรียน คิดภาพความสัมพันธ์ระหว่างคําใหม่กับคำศัพท์เดิมที่ออกเสียงคล้ายกัน 7. จัดบอร์ดคำศัพท์ที่ครูสอน 8. ทบทวนอย่างสม่ำเสมอ 9. ฝึกกิจกรรมสื่อความหมาย (Communicative Activities) โดยใช้คำศัพท์ที่เรียน 10. ให้นักเรียนอ่านหนังสือนอกเวลาได้ จากการศึกษาประเภทและการสอนโดยใช้เทคนิคนีโมนิค ผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคนีโมนิคมาใช้ทั้งสิ้น 3 วิธี ได้แก่ การใช้เทคนิคช่วยจำด้านร่างกาย (Physical Mnemonics) วิธีโลไซ (Loci) การใช้บทเพลง (Rhyme Mnemonics) ซึ่งเป็นเทคนิคที่สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหาวิชาตลอดจนทักษะและความสามารถของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4. แนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรม หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ 4.1 ความหมายและความสำคัญของหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์หมายถึง หนังสือภาพที่ครูสร้างขึ้นโดยในหนังสือจะประกอบด้วยเนื้อหา ซึ่งก็ คือ รูปภาพประกอบกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษตามที่ครูได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ในหน่วยนั้นๆ รวบรวมเอาไว้ใน หนังสือ 1 เล่ม ซึ่งจุดมุ่งหมายของหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ คือให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ในการพัฒนาทักษะการ อ่านออกเสียงผ่านการมองภาพประกอบกับการอ่านคำศัพท์ รวมทั้งมีรูปประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ย่อยในหน่วยที่จัดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะการสื่อสารเป็นประโยคและสามารถจำคำศัพท์ไปในตัว ของผู้เรียนได้แม่นยำและคล่องแคล่วมากขึ้น การสอนอ่านคำศัพท์โดยใช้หนังสือภาพปฏิสัมพันธ์เป็นการช่วยพัฒนาทักษะในการอ่านออกเสียงของ ผู้เรียนได้ดีและเข้าใจง่ายมากขึ้น เนื่องจากมีภาพประกอบกับคำศัพท์ ซึ่งทำให้ผู้เรียนสามารถจดจำได้ง่ายและ สามารถอ่านได้คล่องมากขึ้น ในขณะที่อ่านคำศัพท์จากหนังสือภาพปฏิสัมพันธ์นั้น ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมด้วย เนื่องจากผู้สอนได้ออกแบบหนังสือภาพปฏิสัมพันธ์ให้มีความน่าสนใจ ทำให้ผู้เรียนเพลิดเพลินไปกับการอ่านและ นั้นทำให้ผู้เรียนสามารถจำคำศัพท์จากรูปภาพและการมีปฏิสัมพันธ์ในการใช้หนังสือภาพนี้ได้อย่างง่ายและคล่อง อีกทั้งยังช่วยให้นักเรียนสนใจที่จะพัฒนาการอ่านออกเสียงคำศัพท์และสนุกไปด้วย


27 4.2 การใช้ภาพในการเรียนการสอน การใช้ภาพเป็นสื่อในการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถฝึกได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตามผู้สอน ควรตระหนักถึงวิธีการใช้ภาพข้อดีและข้อจํากัดของการใช้ภาพให้มีประสิทธิภาพมีดังนี้ 1. กระตุ้นให้ผู้เรียนดูภาพแล้วเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์เดิมของตนเพื่อเกิดความเข้าใจและผลของการ เรียนรู้ 2. อย่าใช้ภาพมากเกินความจําเป็นเพราะอาจทำให้ผู้เรียนไข้เขวได้ 3. ควรลดการพูดหรืออธิบายให้น้อยลงเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาจากรายละเอียดของภาพมากขึ้น 4. กระตุ้นให้ผู้เรียนมีการแสดงออกและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากการดูภาพ 5. ควรมีคําถามตรงเฉพาะเรื่องเพื่อให้นักเรียนคิดคําตอบจากภาพนั้น นิรินทร์ชัย พัฒนพงศา (2542: 188-190) กล่าวถึงเหตุผลการใช้ภาพประกอบว่าส่วนใหญ่จะใช้ภาพถ่าย ภาพเหมือน ภาพวาด กราฟ และแผนภาพ และยังกล่าวถึงเหตุผลของการใช้ภาพ ต่างๆ คือ เพื่อเสริมและตอกย้ำ ข่าวสาร ต่อไปเพื่อแก้ปัญหาผู้ที่มีทักษะการอ่านดีพอ ดูภาพก็เข้าใจได้นอกจากนี้ยังใช้ภาพเพื่อจูงใจให้มารับทราบ ข่าวสารอย่างไม่เบื่อ แล้วภาพยังทำให้เรื่องที่ยากเข้าใจง่ายขึ้น และสุดท้ายช่วยให้รับรู้และจดจําข่าวสารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ภาพเป็นสื่อการเรียนการสอนที่หาได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย สะดวกและ รวดเร็วในการนำมาใช้ ภาพสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอน ขั้นนําเข้าหรือขั้นสรุปบทเรียนตลอดจนนําไปใช้ในการจัดป้ายนิทรรศการ อีกด้วย (วาสนา ชาวหา, 2533 : 26-27) หลักการเลือกรูปภาพมาใช้ในการเรียนการสอน 1. เสนอเรื่องราวหรือเนื้อหาที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง 2. ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน 3. เหมาะกับความสนใจและวัยของผู้เรียน 4. เกี่ยวข้องกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน 5. แสดงเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียวและชี้ชัดในสิ่งที่ต้องการจะสื่อความหมาย 6. มีขนาดใหญ่ คมชัด สามารถมองเห็นได้ชัดเจนและทั่วถึงทุกคน 7. มีสัดส่วนและขนาดที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์หรือเปรียบเทียบ ขนาด เช่น ภาพอาคาร ก็ต้องมีขนาดใหญ่ ไม่ใช่ว่าตัวคน จะใหญ่กว่าอาคาร 8. มีการจัดองค์ประกอบที่ดี มีความสมดุล สวยงาม น่าสนใจ จากการศึกษาเกี่ยวกับภาพและการนำมาใช้ในการเรียนการสอนสรุปได้ว่า ภาพมีความสำคัญต่อการรับรู้ ของคน ครูสามารถนําภาพมาใช้ในการเรียนการสอนผลิตสื่อ ใช้ภาพในการนําเสนอ โดยเลือกให้เหมาะสมกับ


28 พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ผู้วิจัยจึงเชื่อมั่นว่าการใช้ภาพมาทำเป็นหนังสือภาพปฏิสัมพันธ์นั้น สามารถช่วยให้ เด็กสามารถเรียนรู้คำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษผ่านหนังสือภาพเพื่อส่งเสริมทักษาะด้านคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น แต่ การใช้ภาพอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอผู้วิจัยจึงเลือก นําเทคนิคนีโมนิคร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์มาใช้ในการจัดการ เรียนการสอน 4.3 องค์ประกอบของนวัตกรรม หนังสือภาพปฏิสัมพันธ์ หนังสือภาพปฏิสัมพันธ์ควรมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. ปกหนังสือ - ชื่อเรื่อง - ภาพประกอบ 2. ส่วนใน หรือ เนื้อหา - สรุปเนื้อหาในเรื่องที่เรียน - รูปภาพ คำศัพท์ และประโยคง่าย ๆ 4.4 ลักษณะของนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ดี นวัตกรรมการเรียนการสอนที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. มีลักษณะแปลกใหม่ ยังไม่เคยมีใครประดิษฐ์คิดค้นมาก่อน 2. มีความทันสมัย และล้ำสมัย เพราะคิดค้นขึ้นมาใหม่ 3. มีคุณภาพ สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามเป้าหมาย 4. มีคุณค่าต่อวงการศึกษา 5. สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง 6. จัดทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก 7. ไม่ใช้วัสดุราคาแพง แต่ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น 8. มีความสะดวก ใช้ง่าย ไม่สลับซับซ้อน 9. มีลักษณะคงทน 10. สามารถจัดเก็บได้ง่าย 11. มีลักษณะสอดคล้อง คือสอดคล้องกับเนื้อหาหรือเรื่องที่ต้องการแก้ไข 12. เป็นสื่อมีชีวิต ไม่ตาย มีลักษณะเคลื่อนไหว กระตุ้นและเร้าความสนใจได้จริง


29 5. ความคงทนในการจำคำศัพท์ 5.1 ความหมาย/ลักษณะ สุรางค์ โด้วตระกูล (2550, น. 250-260) ให้ความหมายไว้ว่า การจำ เป็นเรื่องของการระลึกย้อนกลับว่า หลังจากที่เว้นระยะไว้ช่วงหนึ่งแล้ว สิ่งที่เรียนยังคงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใดความสัมพันธ์ของช่วงเวลาที่ผ่านไปและ ปริมาณที่คงอยู่ของสิ่งที่เรียนรู้จึงเรียกว่าเป็น "ความคงทนของการจำ" (Retention) ส่วนของการเรียนรู้ที่ขาด หายไปจากทิ้งช่วงระยะเวลาหนึ่งจะ เรียกว่า "การลืม"การวัดความคงทนในการจำจึงเป็นการวัดว่าในขณะนั้นผู้เรียน สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่เรียนรู้มาแล้วได้มากน้อยเพียงใด การตอบสนองที่จะแสคงว่ายังจำได้ดีเพียงใดนั้น จะ สังเกตจากการทคสอบการท่อง การบรรยาย การเล่า เป็นต้น การวัดการจำจึงเป็นการวัดสิ่ง ที่คงอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ขาด หายไป Adam (1998, p. 9) และ ชัยพร วิชชาวุธ (2540, น. 19) กล่าวว่า ความคงทนทางการจำ คือ การคงไว้ซึ่ง ผลการเรียนหรือความสามารถที่จะระลึกได้ต่อสิ่งเร้าที่เคยเรียนหรือเคยมีประสบการณ์การรับรู้มาแล้ว หลังจากที่ ใด้ทิ้งระยะไว้ระยะหนึ่ง สมพร วราวิทยศรี (2539 : 24) กล่าวว่า ความตงทนในการเรียนรู้ (Learning Retention) คือการคงไว้ซึ่ง การเรียน หรือความสามารถที่จะระลึกถึงสิ่งเร้าที่เคยเรียนมาหลังจากได้ทิ้งไว้ชั่วระยะหนึ่ง ความจำเป็นพฤติกรรม ภายใน (Covert Behavior) ความรู้สึกการรับรู้การชอบและจินตนาการของมนุษย์ อคัม (Adam. 1967 : 9 ; อ้างถึงใน สมพร วราวิทยาศรี. 2539: 24) การที่จะจดจำสิ่งที่เรียนมามากน้อย เพียงใดขึ้นอยู่กับกระบวนการเรียนรู้ส่งศรี สาริบุตร (2541: 41) กล่าวว่าความดงทนในการเรียนรู้ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว หลังจากผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งความคงทนทางการเรียนรู้คือ ความจำนั่นเอง จากการศึกษาความหมายของความคงทนในการจำพบว่ามีนักจิตวิทยาหลายท่าน (Adams,1967 : 9, Aikinson and Shiffin, 1968 : 89 - 195 ; ไสว เลี่ยมแก้ว, 2528 : 9 - 17) ได้กล่าวสรุปถึงความหมายของความ คงทนในการงำ คือ การคงไว้ซึ่งผลของการเรียนหรือความสามารถที่จะระลึกได้ ต่อสิ่งเร้าที่เคยเรียนเคขมี ประสบการณ์กรรับรู้มาแล้ว หลังจากที่ทิ้งระยะเวลาไว้ระยะหนึ่ง ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความคงทนในการจำมี 2 ประการคือ ลักษณะความต่อเนื่องหรือความสัมพันธ์ของประสบการณ์ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้และการทบทวน สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้วเสมอนักจิตวิทยากลุ่มความคิดนิยมเชื่อว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นกระบวนการทางสมองที่ กระทำกับสารที่เรียนซึ่งเรียกว่า กระบวนการจัดสาร (information processing) ที่สามารถอธิบายได้ด้วย โครงสร้างความจำ ซึ่ง Atkinson และ Shiffin (1968: 89 - 195) ได้อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างความจำซึ่งประกอบ ไปด้วย ขั้นตอน (Stages) และกระบวนการ (process) ดังนี้


30 1. ขั้นตอน (stages) ในโครงสร้างความจำ มีอยู่ 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 1.1 ความจำจากการรู้สึกสัมผัส (Sensory memory) หรือ SM หมายถึง การคงอยู่ความรู้สึก สัมผัสหลังจากเสนอสิ่งเร้าสิ้นสุดลง การสัมผัสด้วยอวัยวะสัมผัสทั้ง 5 1.2 ความจำระยะสั้น (short-term memory) หรือ STM คือ ความจำหลังการเรียนรู้เป็นความจำ ที่คงอยู่ในระยะเวลาอันสั้น (ประมาณ 30 วินาที) ที่ตั้งใจจำหรือใจจดใจจ่อต่อสิ่งนั้นเท่านั้น เมื่อไม่ได้ใส่ใจในสิ่ง เหล่านั้นแล้วความจำก็จะเลือนหายไป 1.3 ความจำระยะยาว (long-term memory) หรือ LTM คือ ความจำที่คงทนถาวรมากกว่า ความจำระยะสั้น ไม่ว่าจะทิ้งระยะไว้นานเพียงใด ถ้ำเมื่อต้องการรื้อฟื้นความจำนั้นๆ อาจจะระลึกออกมาได้ทันที และถกต้อง ระบบความจำระชะยาวนี้ เป็นระบบความงำที่มีคณค่ายิ่ง เป็นความหมายหรือความเข้าใจในสิ่งที่ตน รู้สึกว่าเป็นการตีความ จึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิม ความสนใจและความเชื่อของแต่ละคน 2.กระบวนการ (process) กระบวนการเป็นการจัดกระทำต่อข้อมูลหรือสารที่เกิดขึ้นในโครงสร้างความจำ ในแต่ละขั้นตอนซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้การ 2.1 เข้ารหัส (encode) การแปลงสารจากลักขณะหนึ่งไปแฝงไว้ในสารอีกลักษณะหนึ่งเพื่อที่จะ เข้าสู่ขั้นตอนอื่นๆการเก็บรหัส (storage) หมายถึง การคงอยู่ของรหัสในโครงสร้างความจำ โดยที่รหัสนั้นคงทนต่อ การรบกวนของสารอื่นๆ หรือ คงทนต่อการเลือนทายของรอยความจำ 2.2 การถอดรหัส (retrieval) เป็นการดึงรหัสมาใช้ เช่นในการเรียนรู้คำว่า daughter อาจเข้ารหัส เป็นความหมายโดยเอาความรู้เดิมที่มีอยู่ในขอบข่ายความหมายเดียวกันมาสัมพันธ์การลืม (forgetting) หมายถึง การที่สมองไม่สามารถเก็บสารที่เรียน รู้ไว้ได้หรือไม่สามารถนำเอาความรู้ที่เก็บออกมาใช้ได้ นอกจากนั้น Akinson และ Shirin ได้กล่าวถึงทฤษฎีความจำสองกระบวนการซึ่งมีAtkinson และ Shiffrin ได้กล่าวถึงทฤษฎีความจำสองกระบวนการซึ่งมีใจความว่า STM (shortterm memory) เป็นความจำชั่วคราว สิ่งใด ก็ตามถ้าอยู่ใน STM ต้องได้รับการทบทวนตลอดเวลามิฉะนั้นความจำสิ่งนั้นก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว และสิ่งใด ก็ตามถ้าอยู่ใน STM เป็นระยะเวลายิ่งนาน สิ่งนั้นก็จะมีไอกาสฝังตัวอยู่ใน LTM (long-term memory) ยิ่งมาก ถ้ำ เราจำสิ่งใดไว้ใน LTM สิ่งนั้นก็จะติดอยู่กับความจำตลอดไปกลายเป็นความจำที่ถาวร ซึ่งสามารถจะรื้อฟื้นขึ้นมาได้ ซึ่งความจำระยะยาวที่กล่าวถึงในทฤษฎีความจำสองกระบวนการก็คือ ความคงทนในการจำนั่นเอง ส่วนช่วง ระยะเวลาที่ความจำระยะสั้นจะฝังตัวกลายเป็นความจำระยะขาวหรือความคงทน ในการจำนั้นจะใช้เวลาประมาณ 14 วัน ซึ่งอาจแสดงกระบวนการของ STM กับกระบวนการ LTM เป็นแผนภูมิดังต่อไปนี้


31 แผนภูมิที่ 1 แสดงทฤษฎีความจำสองกระบวนการของ Atkinson และ Shiffrin สรุปได้ว่า ความคงทนในการจำ คือ ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้วเมื่อผ่านช่วง ระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือเกิดประสบการณ์ขึ้นแล้ว ผู้เรียนยังระลึกได้หรือคงไว้ซึ่งความรู้นั้นได้และใน การที่จะจดจำสิ่งที่เรียนมามากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการเรียนรู้ของตัวผู้เรียน 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ ญาณิน แพงจันทร์ (2563) ได้วิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ โดยใช้ หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสือภาพแบบ ปฏิสัมพันธ์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์70/70 2) เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือภาพแบบ ปฏิสัมพันธ์ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของ นักเรียนที่เรียนด้วยการอ่าน ออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียน หนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 33 คน ที่ได้มาจากการเลือก แบบตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) นวัตกรรมหนังสือ ภาพแบบปฏิสัมพันธ์ ทั้งหมด 4 เล่ม 3) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนและ หลังเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึง พอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ เรียนด้วยการอ่านออกเสียง คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง โดยใช้หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 89.18/90.15 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์70/70 ที่ตั้งไว้2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วย


32 การอ่าน ออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง โดยใช้หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ มีคะแนนเฉลี่ย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนเท่ากับ 8.97 คะแนน และหลังเรียนเท่ากับ 18.03 คะแนน เมื่อ เปรียบเทียบ ระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการ อ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ อย่างถูกต้อง โดยใช้หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ โดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด ( = 4.97) ธีร์วรา ปลาตะเพียนทอง (2562) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ด้านคำศัพท์และ ความ คงทนโดยใช้เทคนิคช่วยจำร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน อนุบาล นครปฐม การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ด้านคำศัพท์ของนักเรียน ก่อนและหลัง การสอนโดยใช้เทคนิคช่วยจำร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์ 2) เพื่อศึกษาความ คิดเห็นของ นักเรียนที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษต่อการสอนโดยใช้เทคนิคช่วยจำร่วมกับสมุดภาพ คำศัพท์และ 3) เพื่อศึกษาความคงทนในการจำ คำศัพท์ หลังการเรียนโดยใช้เทคนิคช่วยจำร่วมกับ สมุดภาพคำศัพท์กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลนครปฐม จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 2 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบ สํารวจคำศัพท์ที่เหมาะสมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค ช่วยจำร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์ 3) แบบทดสอบประเมินความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและ หลัง เรียน จำนวน 20 ข้อและใช้เพื่อวัดความคงทนในการจำคำศัพท์ 4) แบบสอบถามความคิดเห็น ของ นักเรียนที่มีต่อ การเรียนภาษาอังกฤษโดยการสอนโดยใช้เทคนิคช่วยจำร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้คำศัพท์โดยการใช้เทคนิคช่วยจำร่วมกับสมุดภาพ คำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลนครปฐมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ .05 2) ความคิดเห็นของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาล นครปฐมที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยเทคนิคช่วยจำร่วมกับสมุดภาพ คำศัพท์ โดยภาพรวมทั้งหมด มีระดับความคิดเห็น เห็นด้วยมากที่สุด 3) ความคงทนในการเรียนรู้คำศัพท์โดยการ ใช้เทคนิคช่วยจำ ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลนครปฐมไม่แตกต่าง กัน กับการทดสอบหลังเลิกเรียน พิรมลักษณ์ ต้นปาน (2561) ได้ทำการศึกษาเรื่องการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวภาษาเพื่อ การสื่อสารประกอบ เทคนิคนี้โมนิค โดยมีวัตถุประสงค์การทำวิจัย ได้แก่ เพื่อพัฒนาแผนการจัดการ เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการ เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคก่อนเรียนและ หลังเรียน ศึกษาความคงทนในการจำ คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการสอนโดย ใช้เทคนิคนีโมนิค และศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ เทคนิคนี้โมนิค กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแก้งใหม่ สังกัด


33 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 8 คน ซึ่ง ได้มาโดยวิธีการ สุ่มแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัยเป็นรูปแบบการวิจัยเชิง ทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One group pretest - posttest design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เทคนิคนีโมนิค จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัด ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ และแบบวัดเจต คติต่อการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคนีโมนิคสถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที่แบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Samples) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษก่อนเรียนเฉลี่ยร้อยละ 18.00 และหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 60.00 คะแนนเฉลี่ยของการ ทดสอบหลัง เรียน มีค่าเท่ากับ 23.75 คิดเป็นร้อยละ 79.17 และเมื่อทดสอบความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ย พบว่า ความสามารถ ในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนได้ คะแนนการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนคำศัพท์ ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคนีโมนิค มีความคงทนในการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ 3. นักเรียนมีเจตคติต่อการ สอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิคนีโมนิคอยู่ในระดับดี อัสมิน มูลา (2554) ได้ทำการศึกษาผลของการใช้เทคนิคช่วยจำ: กลวิธีการใช้คําสำคัญต่อการ รับรู้คำศัพท์ และความคงทนในการจำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาปัตตานี เขต 1 งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการใช้กลวิธีการใช้คําสำคัญต่อ การรับรู้และความคงทนในการจำ คำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลของการใช้กลวิธีการใช้คําสำคัญต่อการรับรู้ และความคงทนในการจำคำศัพท์ของนักเรียน กลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนขนาด ใหญ่ในอำภอเมือง จำนวน 5 โรง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีเขต 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 242 คน กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียนรู้ด้วยกลวิธีการใช้คำสำคัญและกลุ่มที่เรียนรู้ ด้วยการ ท่องจำ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1)ชุดฝึกกลวิธีการใช้คําสำคัญและวิธีการท่องจำ 2) แบบทดสอบความสามารถในการจำคำศัพท์ก่อนและหลังการใช้กลวิธีการใช้คําสำคัญและวิธีการ ท่องจำและ แบบทดสอบความสามารถในการจำคำศัพท์ในระยะยาว ใช้ Item Objective Congruence (IOC) เพื่อวิเคราะห์ ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบความสามารถในการจำคำศัพท์ก่อนและหลังการใช้กลวิธีการใช้คําสำคัญและ วิธีการท่องจำ และใช้ KR-21 (Kuder Richardon) เพื่อวิเคราะห์ค่าความเที่ยงตรงของแบบทดสอบก่อนและหลัง วิเคราะห์ผลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที่ (t-test) เพื่อทคสอบค่าความแตกต่างของผลการทดสอบก่อนเละหลังการใช้กล วิธีการใช้คําสำคัญเละ การท่องจำ รวมทั้งผลของการทดสอบความสามารถในการจำคำศัพท์ในระยะยาว ผลการวิจัยพบว่า หลังจากที่ผู้เรียนได้ใช้กลวิธีการใช้คําสำคัญคะแนนของนักเรียนทั้ง 5 โรงเรียนในการทำ แบบทดสอบหลังเรียนมีค่าสูงกว่าคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนโดยมีค่าเฉลี่ย 3.45 และ 0.23 ตามลำดับความ


34 แตกต่างของความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภายหลังการใช้กลวิธีการใช้คําสำคัญทันทีและหลังจาก 2 สัปดาห์ มี ความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญที่ระดับ 0.05 และการเปรียบเทียบความคงทนในการจำของ กลวิธีการใช้คำสำคัญ หลังจาก 2 สัปดาห์กับวิธีการท่องจำพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญที่ ระดับ 0.05 ผลการศึกษาแสดงให้ เห็นว่ากลวิธีการใช้คําสำคัญมีผลต่อการจำสูงกกว่าการท่องจำทั้ง ภายหลังการใช้ทันทีและหลังจาก 2 สัปดาห์ ซึ่ง หมายความว่า กลวิธีการใช้คําสำคัญมีประสิทธิภาพใน การช่วยให้ผู้เรียนรับรู้คำศัพท์และจำคำศัพท์ได้ดีทั้งในระยะ สั้นและระยะยาว ซึ่งควรนำมาใช้ในการ เรียนการสอนภาษาอังกฤษจริง จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับเทคนิคนีโมนิค การสอนภาษาอังกฤษและการใช้สื่อภาพ สรุปได้ว่า การ สอนคำศัพท์ที่ใช้วิธีการที่หลากหลายสามารถเป็นการพัฒนาให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถด้านการจำคำศัพท์ มากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลต่อทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอีกด้วย แต่จากการศึกษาพบว่า มีการใช้เทคนิคนี โมนิค หรือการใช้สื่อภาพในการสอนเพียงอย่างเดียว ซึ่ง อาจทำให้ประสิทธิภาพในการจดจําคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ดังนั้น ผู้วิจัย จึงเห็นว่าการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับใช้หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ เป็นสื่อที่สามารถช่วยให้การ จัดการเรียนการสอนประสบความสำเร็จได้ การใช้หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์จะเป็น ตัวช่วยสร้าง แรงกระตุ้นในการเรียนให้กับนักเรียนเกิดความสนใจ และช่วยในการพัฒนาความสามารถในการ เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากภาพ และเทคนิคที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนจดจําคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น โดย มุ่งหวังว่าจะพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้สูงขึ้น รวมทั้งให้นักเรียนเห็น ประโยชน์และความสำคัญ ของการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษตลอดจนนําไปใช้ในการดำรงชีวิตได้ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะใช้เทคนิคนีโม นิคร่วมกับใช้หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์มาจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา จังหวัดอุดรธานีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นต่อไป 7.กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการเรียนรู้ด้านคำศัพท์โดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีการดำเนินการภายใต้กรอบแนวคิด ดังแสดงในภาพที่ 1 บทที่3 วิธีดำเนินการวิจัย


35 การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับ หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ผู้วิจัยได้นำเสนอ วิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จํานวน 30 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sample) 2. แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง การทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (Cambell and Stanley, 1969) กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2


36 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน วิธีการหรือสื่อนวัตกรรมที่เลือกใช้ T2แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบ ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน รวมเวลาเรียน 14 ชั่วโมง 2. นวัตกรรมหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์จำนวน 1 เล่ม 3. แบบทดสอบการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อน-หลังเรียนและความคงทนในการจดจำ คำศัพท์ แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองดังนี้ 4.1 แผนการพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพ แบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน ใช้เวลาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง ได้ดำเนินการสร้าง ตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 4.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ระดับประถมศึกษา เกี่ยวกับสาระมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด กระบวนการเรียนรู้สื่อและแหล่ง เรียนรู้ การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ 4.1.2 ศึกษาเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง What’s the weather like?, หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง In My


37 Town, หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง Jobs, หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง At School และหน่วยการเรียนที่รู้ที่ 7 เรื่อง At the Toy Shop 4.1.3 4.1.3 เลือกเนื้อหาสาระที่จะนำมาใช้ในการทดลอง ได้แก่ • Pretest จำนวน 1 ชั่วโมง • Weather จำนวน 2 ชั่วโมง • Seasons จำนวน 1 ชั่วโมง • Places จำนวน 1 ชั่วโมง • Prepositions จำนวน 2 ชั่วโมง • Jobs จำนวน 1 ชั่วโมง • Workplaces จำนวน 2 ชั่วโมง • Subjects จำนวน 2 ชั่วโมง • Adjectives จำนวน 1 ชั่วโมง • Toys จำนวน 2 ชั่วโมง • Posttest จำนวน 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น จำนวน 16 ชั่วโมง 4.1.4 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การพัฒนาการเรียนรู้ด้าน คำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ เพื่อเป็นแนวทางในการจัด กิจกรรมเรียนการสอน 4.1.5 กำหนดรูปแบบเพื่อเขียนแผนการพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิค ร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4.1.6 นำแผนการจัดแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้ เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์มาปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนวิชา ภาษาอังกฤษ ด้านหลักสูตรและการวัดประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้อง ด้านการวัดการประเมินผล ด้านเนื้อหา


38 ด้านวิธีสอนและตรวจสอบความสอดคล้อง รวมทั้งความเป็นไปได้ระหว่างวัตถุประสงค์ เนื้อหา นิยามศัพท์เฉพาะ กิจกรรม วิธีดำเนินการ และการประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความเห็นและให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและสอดคล้องซึ่ง กันและกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและสอดคล้องซึ่ง กันและกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมไม่มีความเหมาะสมและไม่สอดคล้อง ซึ่งกันและกันแล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item – objective Congruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 4.1.7 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดกิจกรรมตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย 4.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อแก้ไขปรับปรุง เวลา สื่อการสอน ปริมาณเนื้อหาและกิจกรรมใน แต่ละแผนการจัดกิจกรรม บันทึกปัญหา ข้อบกพร่องต่างๆ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 4.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและ ปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลอง 4.1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4.2 หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง What’s the weather like?, หน่วยการ เรียนรู้ที่3 เรื่อง In My Town, หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง Jobs, หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง At School และหน่วย การเรียนที่รู้ที่ 7 เรื่อง At the Toy Shop กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหา คุณภาพตามลำดับ ดังนี้ 4.2.1 ศึกษาหลักสูตรโรงเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และเอกสาร ประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ประกอบด้วย หลักการ จุดหมาย สาระและมาตรฐานการ เรียนรู้ คุณภาพผู้เรียน สาระการเรียนรู้แกนกลางตัวชี้วัดชั้นปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และหลักการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ 4.2.2 ศึกษาหลักการ ทฤษฎี หลักจิตวิทยาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ เรื่อง What’s the weather like?, เรื่อง In My Town, เรื่อง Jobs, เรื่อง At School และเรื่อง At the Toy Shop


39 4.2.3 ศึกษาเรื่อง What’s the weather like?, เรื่อง In My Town, เรื่อง Jobs, เรื่อง At School และ เรื่อง At the Toy Shop กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากหนังสือและเอกสารที่ เกี่ยวข้อง 4.2.4 สร้างหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เรื่อง ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง What’s the weather like?, เรื่อง In My Town, เรื่อง Jobs, เรื่อง At School และเรื่อง At the Toy Shop ให้ครอบคลุมเนื้อหาสอดคล้องกับ สาระการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปี จำนวน 1 เล่ม 4.2.5 นำหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้ข้อเสนอแนะ 4.2.6 นำหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน หลักสูตรและการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผล ประเมินผล และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลง ความเห็นและให้คะแนน โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าบทเรียนเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และ เนื้อหา ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าบทเรียนเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และ เนื้อหา ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าบทเรียนไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และ เนื้อหา จากนั้นนำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of ItemObjective Congruence: IOC) ซึ่งผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญพบว่าหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์มีค่าอยู่ ระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 4.2.7 ปรับปรุงแก้ไข ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4.2.8 นำหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ที่แก้ไข ปรับปรุง แล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบอีกครั้ง 4.2.9 นำหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์แก้ไข ที่ปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างคือ เป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จํานวน 30 คน ที่ ไม่เคยเรียนมาก่อนเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของสื่อการสอนและนำเสนอภาพตัวอย่างนวัตกรรมประกอบแผน ไปปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์


40 4.2.10 นำหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กับกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยต่อไป 4.3 แบบทดสอบการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง What’s the weather like?, เรื่อง In My Town, เรื่อง Jobs, เรื่อง At School และเรื่อง At the Toy Shop โดยการพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์ และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบมีลำดับขั้นตอนการสร้างดังนี้ 4.3.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร คู่มือครู คู่มือการวัดและการประเมินผล และเทคนิควิธีสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3.2 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง What’s the weather like?, เรื่อง In My Town, เรื่อง Jobs, เรื่อง At School และเรื่อง At the Toy Shop 4.3.3 ดำเนินการสร้างแบบทดสอบการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 4.3.4 แบบทดสอบการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเหมาะสม แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขถูกต้องตรงตามลักษณะ ข้อเสนอแนะ 4.3.5 แบบทดสอบการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ของ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเหมาะสม เพื่อ นำมาปรับปรุงแก้ไขให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งมีเกณฑ์ การให้คะแนนความคิดเห็น ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 4.3.6 นำคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับความจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) เป็นรายข้อ โดยข้อสอบแต่ละข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 ซึ่งเป็นค่าที่ผ่านเกณฑ์ 4.3.7 จัดทำแบบทดสอบฉบับจริง พร้อมที่จะนำไปใช้ในการทดลองต่อไป


41 5. การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยดำเนินการ ดังนี้ 5.1 ชี้แจงให้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน จำนวน 30 คน ให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลการศึกษา พร้อมทั้งแนะนำวิธีการใช้แบบทดสอบก่อนเรียน จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนทำ แบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 30 ข้อ ระยะเวลา 1 ชั่วโมงที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้วบันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนน ก่อนเรียน 5.2 ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการสอนเองโดยใช้แผน จำนวน 10 แผน ใช้เวลาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง 5.3 ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน ด้วยแบบทดสอบการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 30 ข้อ เวลา 1 ชั่วโมง โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน แล้วบันทึกผลการสอบไว้เป็น คะแนนหลังเรียน 5.4 หลังเรียน 14 วัน ทำการทดสอบความคงทนในการจดจำคำศัพท์โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกับ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน แต่นำมาสลับข้อใหม่ 5.5 เก็บรวบรวมข้อมูลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียนและความคงทนในการจดจำคำศัพท์ไปทำ การวิเคราะห์และเปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการเรียน และนำคะแนนแบบทดสอบก่อน-หลังเรียนและความ คงทนหลังเรียนไปวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของนวัตกรรม 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ด้านคำศัพท์และความคงทนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาผลของการวัดทักษะพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโมนิคร่วมกับ หนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการหาค่าเฉลี่ย (μ) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (σ) และร้อยละ 2. เปรียบเทียบผลของการวัดทักษะการพัฒนาการเรียนรู้ด้านคำศัพท์และความคงทนโดยใช้เทคนิคนีโม นิคร่วมกับหนังสือภาพแบบปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดย


Click to View FlipBook Version