The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-12-07 23:20:05

คู่มือการศึกษาวิจัยเพื่อการปลูกไม้เศรษฐกิจ

“คู่มือการศึกษาวิจัยเพื่อการปลูกไม้เศรษฐกิจ”














































คงศักดิ์ มีแก้ว









ผู้อ ำนวยกำรส่วนวนวัฒนวิจัย




ต ำแหน่งนักวิชำกำรป่ำไม้ช ำนำญกำรพิเศษ



ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้ กรมป่ำไม้



พ.ศ. 2560

(1)



สารบัญ




หน้ำ


สำรบัญ (1)


สำรบัญภำพ (2)


ค ำน ำ 1


คู่มือกำรศึกษำวิจัยเพื่อกำรปลูกไม้เศรษฐกิจ


บทที่ 1 บทน ำ 3


บทที่ 2 กำรวิจัยด้ำนนิเวศวิทยำป่ำไม้ ๘



บทที่ ๓ กำรวิจัยด้ำนกำรปลูกป่ำ 27


บทที่ ๔ กำรวิจัยด้ำนโรคและแมลงป่ำไม้ 55


บทที่ ๕ กำรวิจัยด้ำนกำรใช้ประโยชน์จำกไม้ ๘3


บทที่ ๖ กำรวิจัยด้ำนเศรษฐศำสตร์ป่ำไม้ 104


บทที่ 7 กำรส่งเสริมและกำรถ่ำยทอดเทคโนโลยี 132


บทที่ 8 บทสรุป 154


ภำคผนวก ๑58

(2)



สารบัญภาพ




ภาพท ี่ หนา

1 แปลงทดลองขนำด ๑๐๐ x๑๐๐ เมตร และแปลงย่อยขนำด ๑๐ x 13

๑๐ เมตร ๔ x 4เมตร และ ๑x ๑ เมตร

2 ตัวอย่ำงProfile diagram และ crown cover ของไม้ต้น 16

(DBH>๔.๕ ซม.) ที่อุทยำนแห่งชำติกุยบุรี

3 รูปแบบ sigmoid curve 31

4 รูปแบบแปลงทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สักที่สถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำ 44

ประจวบคีรีขันธ์

5 ระดับควำมหนักเบำของกำรตัดขยำยระยะแบบ Low thinning ใน 85

หมู่ไม้ 4 เกรด


6 ภำพหมู่ไม้กำรตัดขยำยระยะแบบ Crown thinning 86

7 ภำพหมู่ไม้กำรตัดขยำยระยะแบบ Selection thinning หรือ High 87

thinning

8 ภำพหมู่ไม้ก่อนและหลังกำรตัดขยำยระยะวิธี Mechanical thinning 89

แบบ Spacing thinning

9 ภำพหมู่ไม้ก่อนและหลังกำรตัดขยำยระยะวิธี Mechanical thinning 89

แบบ Row thinning หรือ Line thinning

10 แผนภำพคู่มือกำรวิจัยเพื่อกำรปลูกไม้เศรษฐกิจ 222

1


ค าน า




จำกนโยบำยรัฐบำลข้อที่ 9 กำรรักษำควำมมั่นคงของฐำนทรัพยำกรและกำรสร้ำงสมดุล

ระหว่ำงกำรอนุรักษ์กับกำรใชประโยชน์อย่ำงยั่งยืน น ำมำสู่กำรจัดท ำยุทธศำสตร์กรมป่ำไม้ พ.ศ.


2559 – 2564 โดยก ำหนดวิสัยทัศน์กรมป่ำไม้ว่ำ “กำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้ให้มั่นคง

และยั่งยืน” และมีพันธกิจข้อที่ 5) วิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้เพื่อกำรใชประโยชน์อย่ำงยั่งยืน โดยมี

ประเด็นยุทธศำสตร์ที่ 7. ส่งเสริมและสนับสนุนกำรวิจัยเพื่อพัฒนำกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกร

ป่ำไม้ภำยใต้กลยุทธที่ 1 ศึกษำวิจัย พัฒนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้ำนป่ำไม้โดยบูรณำกำรทุก

ภำคส่วน มีแนวทำงกำรด ำเนินงำนดังนี้ 1) วิจัยเพื่อกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้อย่ำงยั่งยืน


โดยกำรมีส่วนร่วม 2) พัฒนำและต่อยอดงำนวิจัยด้ำนป่ำไม้สู่เชงพำณิชย์ และ 3) ส่งเสริม
สนับสนุนกำรวิจัยและสร้ำงวัฒนธรรมกำรวิจัยให้ทุกภำคส่วนเข้ำมำมีส่วนร่วม และกลยุทธ์ที่ 3

แนวทำงด ำเนินงำนข้อ 3.4) ส่งเสริมและถ่ำยทอดองค์ควำมรู้ผลงำนวิจัยกำรป่ำไม้ไปใชประโยชน์

เพื่อกำรสร้ำงอำชีพ สร้ำงรำยได้ และต่อยอดเชิงพำณิชย์



ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้เป็นหน่วยงำนหลักของกรมป่ำไม้ที่มีหน้ำที่ ภำรกิจหลักใน

กำรศึกษำวิจัยด้ำนกำรป่ำไม้ ดังนั้นจึงจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องน ำยุทธศำสตร์กรมป่ำไม้ พ.ศ.

2559 – 2564 มำพิจำรณำให้ถ่องแท้ และจัดท ำแผนงำนโครงกำรวิจัยให้สอดคล้องกันเพื่อ


สนับสนุนให้นโยบำยของรัฐบำลข้อที่ 9 ได้ส ำเร็จบรรลุตำมวัตถุประสงค์



ผู้เชยวชำญเฉพำะด้ำนวิจัยกำรจัดกำรป่ำไม้ เป็นต ำแหน่งที่มีหน้ำที่หนึ่งคือกำรให้
ี่
ค ำแนะน ำและเสนอควำมคิดเห็นเกี่ยวกับงำนวิจัยกำรป่ำไม้ในกำรก ำหนดกลยุทธ์ และชวยวำง

ื่
แนวทำงในกำรด ำเนินงำนขององค์กรให้เกิดควำมสอดคล้องและเชอมโยงกับนโยบำย วิสัยทัศน์
พันธกิจ และเป้ำหมำยของส่วนรำชกำร โดยกำรวำงแผนหรือร่วมด ำเนินกำรวำงแผน ก ำกับ

ติดตำม แก้ปัญหำเพื่อให้บรรลุเป้ำหมำยและผลสัมฤทธิ์ที่ก ำหนด จึงได้จัดท ำหนังสือคู่มือ กำร

ศึกษำวิจัยเพื่อกำรปลูกป่ำเศรษฐกิจขึ้นมำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทำงประกอบกำร

พิจำรณำศึกษำเรียนรู้ในกำรจัดท ำแผนงำนวิจัยกำรปลูกไม้เศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับยุทธศำสตร์

กรมป่ำไม้ พ.ศ. 2559 – 2564 และพันธกิจข้อที่ 5 ในประเด็นยุทธศำสตร์ข้อที่ 7. เพื่อให้

2




ผลงำนวิจัยสำมำรถน ำไปใชประโยชน์เพื่อกำรสร้ำงอำชพ รำยได้ และต่อยอดเชงพำณิชย์ได้ เป็น

กำรตอบสนองนโยบำยรัฐบำลให้กำรรักษำควำมมั่นคงของฐำนทรัพยำกรและกำรสร้ำงสมดุล
ระหว่ำงกำรอนุรักษ์กับกำรใช้ประโยชน์อย่ำงยั่งยืนสืบต่อไป




ดร.คงศักดิ์ มีแก้ว

3


“คู่มือการศึกษาวิจัยเพื่อการปลูกไม้เศรษฐกิจ”


บทที่ ๑ บทน า




การศกษาวิจัยเพื่อการปลูกไม้เศรษฐกิจนั้น จะต้องวิจัยชนิดไม้นั้น ๆ ให้ครบวงจรและ

ประชำชนสำมำรถน ำไปใชประโยชน์ พัฒนำกำรปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจได้ ซึ่งในกำรศึกษำวิจัยไม้
ชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น จะต้องครอบคลุมทุกมิติของไม้ชนิดนั้นอย่ำงครบวงจร ตั้งแต่สภำพธรรมชำติ

ลักษณะทำงนิเวศน์หรือสิ่งแวดล้อมดั้งเดิม กำรออกดอกติดผล เมล็ด เพื่อใชในกำรปรับปรุงสำย


พันธุ์และกำรจัดกำรเมล็ดที่ดีมีคุณภำพเพื่อจะได้น ำมำเพำะชำกล้ำไม้ ให้ได้กล้ำไม้ที่ดี มีคุณภำพ
และประสิทธิภำพส ำหรับกำรเริ่มต้นที่ดีของกำรปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจ นอกจำกนั้นแล้วยังจ ำต้องมี

กำรปลูกและกำรจัดกำรสวนป่ำอย่ำงเหมำะสมกับภูมิสังคม สิ่งแวดล้อมตลอดจนกำรศึกษำวิจัย


ด้ำนคุณสมบัติของเนือไม้ กำรใชประโยชน์ กำรท ำผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมีกำรถ่ำยทอดองค์ควำมรู้

และส่งเสริมให้ถึงประชำชนเพื่อจะได้น ำไปพัฒนำหรือประยุกต์ใชเป็นแนวทำงในกำรปลูกป่ำเพื่อ

เศรษฐกิจได้ส ำเร็จซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทำงตรงและทำงอ้อมต่อประชำชนและประเทศชำติ


สืบต่อไป

กำรพัฒนำงำนด้ำนป่ำไม้เพื่อสอดรับกำรปฏิรูปพัฒนำเศรษฐกิจของประเทศ มีควำม

จ ำเป็นอย่ำงยิ่งจ ำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับกำรเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่ำงรวดเร็วในอนำคต

“งำนวิจัยด้ำนป่ำไม้” เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ส ำคัญและเป็นก ำลังหนุนให้ “กำรป่ำไม้ 4.0”

สำมำรถเดินหน้ำไปได้ กำรรวบรวมองค์ควำมรู้ในอดีตให้เป็นระบบแล้วเป็นรำกฐำนในกำรวิจัย

ต่อไปในอนำคตเป็นสิ่งจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องตระหนักและให้ควำมส ำคัญเพื่อจะได้งำนวิจัยที่

ทรงคุณค่ำ สำมำรถตอบปัญหำและควำมต้องกำรของประชำชนได้ และน ำไปสู่กำรพัฒนำที่ยั่งยืน

ต่อไป


ไม้เศรษฐกิจ หมำยถึง ไม้ยืนต้นที่มีกำรปลูกเพื่อน ำเนือไม้มำใชประโยชน์โดยตรงหรือเพื่อ




กำรค้ำ รวมถึงกำรใชประโยชน์ในด้ำนอื่นๆ เชน กำรสกัดน้ ำมันหอมระเหย น้ ำยำง เป็นต้น โดยไม้
เศรษฐกิจที่มีกำรปลูกในปัจจุบัน สำมำรถแบ่งตำมลักษณะกำรใชประโยชน์ ได้แก่๑. ไม้แผ่น และ



ไม้แปรรูปม้ที่สำมำรถน ำมำใชประโยชน์ในกำรแปรรูปได้มักเป็นไม้เนือแข็งที่มีอำยุมำกกว่ำ 2 ปี

ขึ้น ไป และนิยมน ำไม้ที่มีลักษณะของสี และลวดลำยที่สวยงำมมำใชประโยชน์เป็นอย่ำงมำกอำทิ
เชน ไม้สัก ไม้พะยูง ไม้ชงชง ไม้ประดู่ เป็นต้น ๒. ไม้เนอเยื่อ และการใช้สอยอำทิเชน ไม้ยูคำ


ื้



4


ลิปตัสไม้ไผ่ไม้แปรรูปชนิดต่ำงๆที่มีอำยุน้อย เช่น กระถินเทพำ สะเดำ เป็นต้น 3. ไม้สกัดยาง และ


นามันหอมระเหยเชน ไม้ยำงพำรำไม้กฤษณำไม้เศรษฐกิจยืนต้นจ ำพวกนี้มีลักษณะที่มียำงหรือ

น้ ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบของล ำต้นอยู่มำก และมีลักษณะเด่นที่แตกต่ำงไปจำกไม้ยืนต้น



ชนิดอื่นทั้งนี้ ไม้เศรษฐกิจบำงชนิดสำมำรถน ำมำใชประโยชน์ได้มำกกว่ำหนึ่งอย่ำง โดยมักมี
ผลประโยชน์พลอยได้อย่ำงอื่นตำมมำด้วย เชน ไม้ยูคำลิปตัสนิยมปลูกเพื่อขำยต้นส ำหรับน ำมำบด

เยื่อท ำกระดำษ แต่กำรตัดไม้ก็สำมำรถน ำกิ่งมำใช้ประโยชน์อย่ำงอื่นได้ และสำมำรถแปรรูปเป็นไม้

แผ่นหำกล ำต้นมีขนำดใหญ่ รวมถึงยังนิยมน ำมำเป็นไม้ค้ ำยันในงำนก่อสร้ำงด้วยเชนกัน ในปัจจุบัน

กำรเพิ่มพื้นที่ป่ำให้ประเทศจ ำเป็นต้องสอดคล้องกับกำรพัฒนำของระบบเศรษฐกิจ ภำครัฐจึง

จ ำเป็นต้องส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจมำกขึ้น เพื่อรักษำ ฟื้นฟูทรัพยำกรธรรมชำติ และ

กำรใช้ประโยชน์ให้กับประเทศช่วยเพิ่มพื้นที่ป่ำเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 15 และส่งเสริมให้เกษตรกร

มีอำชีพที่มั่นคงจำกกำรปลูกป่ำเศรษฐกิจ ด้วยกำรให้เกษตรกรที่อำศัยอยู่ในพื้นที่รอบสวนป่ำปลูก


ไม้เศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์ ซึ่งถือว่ำเป็นกำรสร้ำงอำชพทำงเลือกให้กับเกษตรกร โดยเฉพำะ

พื้นที่ท ำกำรเกษตรชนิดอื่นที่ได้ผลผลิตต่ ำ และชวยเพิ่มพื้นที่ป่ำเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยกำร
ปรับเปลี่ยนที่ดินท ำกินที่ขำดควำมอุดมสมบูรณ์ พื้นที่ป่ำชมชนถูกทิ้งร้ำงให้กลำยเป็นพื้นที่ป่ำ




เศรษฐกิจที่สำมำรถให้ผลผลิตที่ยั่งยืนและสร้ำงรำยได้อย่ำงต่อเนือง ซึ่งเป็นชองทำงสนับสนุน
นโยบำยของรัฐบำลด้ำนกำรรักษำควำมมั่นคงของฐำนทรัพยำกรและสร้ำงควำมสมดุลระหว่ำงกำร

ใชประโยชน์อย่ำงยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมทั้งต่อยอดจัดกิจกรรมกำรส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้

เศรษฐกิจอย่ำงเป็นรูปธรรมมำกขึ้น

5



กำรจัดท ำคู่มือ “การศกษาวิจัยเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจ” ฉบับนี้ขึ้นมำเพื่อจะได้ใช ้

ประกอบส ำหรับกำรศึกษำ เรียนรู้ของนักวิชำกำรหรือนักวิจัยได้ใชเป็นแนวคิดพิจำรณำเป็น
แนวทำงในกำรวิจัยเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจให้ครบวงจร ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประชำชนและ

ประเทศชำติอย่ำงกว้ำงขวำงต่อไป



คู่มือกำรศึกษำวิจัยเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจนั้น นอกจำกจะเป็นกำรวิจัยอย่ำงครบวงจรในทุก
มิติแล้ว ในเนื้อหำยังประกอบด้วยแนวคิด ทฤษฎี วิธีกำรศึกษำวิจัย กำรวำงแปลงทดลองกำรปลูก


กำรเก็บข้อมูล และกำรวิเครำะห์ข้อมูลทำงสถิติตลอดจนตัวอย่ำงของผลงำนวิจัยในแต่ละด้ำนที่ได้

ท ำส ำเร็จแล้ว ซึ่งนักวิจัยและนักวิชำกำรรุ่นใหม่หรือบุคคลทั่วไปสำมำรถน ำมำศึกษำเรียนรู้และ


พัฒนำให้งำนวิจัยเกิดประสิทธิภำพในกำรปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจได้เป็นอย่ำงดีต่อไป เนือหำ
ครอบคลุมงำนวิจัยเพื่อกำรปลูกป่ำเศรษฐกิจทุกมิติตั้งแต่ต้นทำงจนถึงปลำยทำงซึ่งประชำชน

สำมำรถน ำมำพัฒนำและใช้ประโยชน์ได้ดังนี ้


บทที่ ๑ บทน ำ กล่ำวถึงปัญหำของงำนวิจัยในปัจจุบันที่ประชำชนไม่สำมำรถน ำไปใช ้

ประโยชน์ได้และแนวคิดทิศทำงที่นักวิชำกำรหรือนักวิจัยสำมำรถใช้เป็นบทเรียนเพื่อพัฒนำงำนวิจัย

ต่อไปให้เกิดประโยชน์ต่อประชำชนและสอดคล้องกับแผนนโยบำยของกำรปฏิรูปและพัฒนำ

ประเทศ 20ปีข้ำงหน้ำ


บทที่ ๒ กำรวิจัยด้ำนนิเวศวิทยำป่ำไม้ เป็นกำรศึกษำด้ำนชนิดพืช องค์ประกอบและ


โครงสร้ำงป่ำ ตลอดจนควำมสัมพันธ์ของพืชกับสิ่งแวดล้อมโดยกำรวิเครำะห์ในเชงปริมำณและ

คุณภำพเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐำนที่ส ำคัญในกำรต่อยอดพัฒนำสู่งำนวิจัยในด้ำนต่ำงๆต่อไปโดยมี

ตัวอย่ำงงำนวิจัยประกอบ


บทที่ ๓ กำรวิจัยด้ำนกำรปลูกป่ำ จะกล่ำวถึงกำรวิจัยอย่ำงครบวงจรในกำรปลูกป่ำเพื่อ

เศรษฐกิจตั้งแต่กระบวนกำรคัดเลือกพันธุ์ คัดเลือกแม่ไม้หรือแหล่งพันธุกรรม กำรผลิตกล้ำไม้

คุณภำพ ระยะปลูก กำรดูแลจัดกำรสวนป่ำตลอดจนกำรติดตำมกำรเจริญเติบโตผลผลิตที่ได้เพื่อ

น ำสู่กำรวิเครำะห์ผลตอบแทนทำงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อไป ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดทฤษฎี

ตัวอย่ำงกำรวิจัยรูปแบบต่ำงๆ ประกอบ

6


บทที่ 4 กำรวิจัยด้ำนโรคและแมลงป่ำไม้ จะต้องมีอยู่ในทุกโครงกำรวิจัยไม้เพื่อเศรษฐกิจ

ซึ่งหำกเกิดปัญหำขึ้นแล้วจะท ำควำมเสียหำยอย่ำงมำกต่อนักลงทุนและยำกที่จะแก้ไขเยียวยำได้

ดังนั้นจึงมีควำมส ำคัญอย่ำงยิ่งที่จะต้องมีกำรศึกษำวิจัยด้ำนโรคและแมลงเพื่อหำแนวทำงป้องกัน

และก ำจัดไม่ให้เกิดควำมเสียหำยแก่สวนป่ำต่อไป



บทที่ 5 กำรวิจัยด้ำนกำรใชประโยชน์จำกไม้ ซึ่งจะต้องศึกษำวิจัยเพื่อพัฒนำกำรใช ้
ประโยชน์จำกไม้ตั้งแต่ขนำดเล็ก อำยุน้อย ตลอดจนถึงรอบตัดฟันสุดท้ำย เพื่อให้ได้ผลตอบแทน


ทำงเศรษฐกิจสูงสุดและผลกระทบทำงสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จะต้องมีกำรศึกษำตัวอย่ำงกำรใช ้

ประโยชน์ไม้ทั้งในส่วนของเนือไม้ ใบ หรือส่วนอื่นๆเพื่อตอบสนองควำมต้องกำรทั้งทำงตรงและ

ทำงอ้อม ตลอดจนกำรวำงแผนกำรจัดกำรใช้ประโยชน์จำกไม้ป่ำอย่ำงยั่งยืน


บทที่ 6 กำรวิจัยด้ำนเศรษฐศำสตร์ป่ำไม้ เพื่อประเมินผลตอบแทนทำงเศรษฐกิจทั้ง

ทำงตรงและทำงอ้อมในกำรปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นข้อมูลหรือค ำตอบหลักของกำรที่

เอกชน ประชำชนจะต้องตัดสินใจในกำรลงทุนปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจต่อไป ในกำรวิจัยที่ผ่ำนมำก

มักจะไม่ได้ค ำนึงถึงมำกนัก จึงไม่มีค ำตอบซึ่งจูงใจให้มีกำรลงทุนปลูกป่ำกันมำกนัก จึงเป็นหัวข้อ

หลักที่ส ำคัญมำกอีกทำงหนึ่ง


บทที่ ๗ กำรส่งเสริมและกำรถ่ำยทอดผลงำนวิจัยให้ถึงประชำชนจึงต้องอำศัยรูปแบบและ

เทคนิคต่ำงๆเพื่อให้องค์ควำมรู้ถึงประชำชนเป็นที่ยอมรับและยินดีที่จะน ำไปปฏิบัติตำม มิใช ่

เพียงแต่ตีพิมพ์ในวำรสำรทำงวิชำกำรหรือกำรสัมมนำอบรมเท่ำนั้น จะต้องมีกระบวนกำรท ำงำนที่


ถูกต้องชดเจนเป็นรูปธรรมภำยใต้แนวคิด “เข้ำใจ เข้ำถึง พัฒนำ” และกำรสร้ำงศรัทธำควำมเชอ
ื่
ควำมยอมรับในบุคลำกร ข้อมูลที่เป็นจริงแสดงควำมจริงใจในกำรส่งเสริมซึ่งจะได้มีตัวอย่ำงที่


ส ำเร็จแล้วมำประกอบให้เป็นรูปธรรม

บทที่ ๘ บทสรุป จะกล่ำวถึงหลักส ำคัญของกำรวิจัยเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจให้ประสบ

ควำมส ำเร็จแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชำชนจึงสำมำรถน ำไปประยุกต์ใชได้นั้นจะต้องมีกำรวิจัย


ื่
อย่ำงครบวงจรภำยใต้ชนิดพันธุ์ไม้นั้นๆแต่ละเรืองจะต้องสอดคล้องเชอมโยงกันและสำมำรถน ำมำ

สู่กำรแก้ไขปัญหำต่ำงๆได้ตรงประเด็น เชนงำนวิจัยไม้เทพทำโรซึ่งผู้เขียนได้วำงแนวคิดจัดท ำชด

โครงกำรวิจัยอย่ำงครบวงจรตั้งแต่กำรกระจำยพันธุ์ตำมธรรมชำติ, กำรทดสอบสำยพันธุ์และถิ่น

ก ำเนิด กำรเจริญเติบโตและผลผลิตมวลชวภำพ กำรกลั่นน้ ำมันหอมระเหยและกำรท ำผลิตภัณฑ์

ตลอดจนกำรส่งเสริมและกำรถ่ำยทอดเทคโนโลยีให้กับประชำชนจนสำมำรถน ำไปท ำผลิตภัณฑ์

7



และประกอบอำชพได้ส ำเร็จจนได้รับรำงวัลจำกส ำนักงำนคณะกรรมกำรวิจัยแห่งชำติและ

โครงกำรอื่นๆ เช่น กำรวิจัยไม้หอมแก่นจันทน์เพื่อกำรค้ำและโครงกำรวิจัยกำรใชประโยชน์ไม้เสม็ด
ขำวอย่ำงครบวงจรของมูลนิธิชัยพัฒนำ ตำมพระรำชด ำริสมเด็จพระเทพรัตนรำชสุดำฯ สยำมบรม

รำชกุมำรี

หนังสือคู่มือกำรวิจัยเพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจ จึงได้รวบรวมแนวคิดทฤษฎี องค์ควำมรู้และ

ประสบกำรณ์ต่ำงๆจำกกำรปฏิบัติหน้ำที่รำชกำรด้ำนกำรวิจัยและพัฒนำงำนสู่ประชำชนตลอด

ระยะเวลำยำวนำนนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อนักวิชำกำร นักวิจัย หรือผู้ที่สนใจงำนวิจัยเพื่อกำร


ปลูกป่ำเศรษฐกิจให้ประสบควำมส ำเร็จได้อย่ำงดียิ่งขึ้นต่อไป

8


บทที่ ๒การวิจัยด้านนิเวศวิทยาป่าไม้


ประเทศไทยยังมีกำรศึกษำวิจัยด้ำนนิเวศวิทยำป่ำไม้อยู่น้อยมำก ทั้งที่เป็นข้อมูลที่ส ำคัญใน


กำรฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยำกรป่ำไม้ ดังนั้นกำรศึกษำในเรืองของชนิดพันธุ์ โครงสร้ำง และ
องค์ประกอบของป่ำ จึงเป็นเรื่องที่มีควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่งต่อกำรอนุรักษ์กำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้

และกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำเชิงเศรษฐกิจ



๑. แนวคิด ทฤษฎี

ระบบนิเวศป่ำไม้ (Forest ecosystem) เป็นระบบที่เป็นศูนย์รวมควำมหลำกหลำยทำง

ชีวภำพที่ส ำคัญที่สุด และเป็นปัจจัยหลักที่เกื้อกูลกำรด ำรงชวิตของมนุษย์ ทั้งยังชวยควบคุมสภำพ



อำกำศให้เหมำะสม เนืองจำกเป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคำร์บอน กำรที่มนุษย์ตัดไม้ท ำลำยป่ำ

กำรแบ่งป่ำเป็นผืนเล็กผืนน้อย และท ำให้ป่ำเสื่อมสภำพลง ส่งผลให้เกิดกำรสูญเสียควำม

หลำกหลำยทำงชีวภำพของป่ำไม้ทั่วโลก โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในป่ำเขตร้อนที่มีควำมหลำกหลำยทำง


ชวภำพสูงสุดนิเวศป่ำไม้ในประทศไทยสำมำรถแบ่งย่อยเป็นหลำยชนิดได้แก่ ระบบนิเวศป่ำบก
(terrestrial ecosystem) ซึ่งประกอบไปด้วยระบบนิเวศย่อยที่ส ำคัญ2 ระบบ คือ ระบบนิเวศป่ำผลัด

ใบ (deciduous forest ecosystem) ประกอบด้วยชนิดป่ำที่ส ำคัญ ๔ชนิด คือ ป่ำผสมผลัดใบ (mixed

deciduous forest) ป่ำเต็งรัง (deciduous dipterocarp forest) ป่ำทุ่ง (savannah forest) และทุ่งหญ้ำ

(grassland) และระบบนิเวศป่ำไม่ผลัดใบ (evergreen forest ecosystem) ประกอบด้วยป่ำที่ส ำคัญ

6 ชนิด คือ ป่ำดิบชื้น (moist evergreen forest) ป่ำดิบแล้ง (dry evergreen forest) ป่ำดิบเขำ

(montane evergreen forest) ป่ำสนเขำ (pine forest) ป่ำชำยหำด (beach forest) และป่ำชำยเลน


(mangrove forest) ซึ่งป่ำแต่ละชนิดมีควำมส ำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ำกัน เนือหำในบทนี่จะเกี่ยวข้อง
ถึงกำรศึกษำวิจัยด้ำนนิเวศวิทยำป่ำไม้เป็นกำรศึกษำถึงชนิดพันธุ์ องค์ประกอบ โครงสร้ำง



ตลอดจนควำมสัมพันธ์ของสิ่งมีชวิต และไม่มีชวิตต่ำง ๆ ในระบบนิเวศผ่ำนวิธีกำรวิเครำะห์ในเชง



ปริมำณ (quantitative ecology) และเชงคุณภำพ (qualitative ecology) งำนวิจัยด้ำนนิเวศวิทยำป่ำ
ไม้เป็นงำนวิจัยพื้นฐำนที่ส ำคัญในกำรต่อยอดไปสู่งำนวิจัยในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

9


๒. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

๑) คงศักดิ์ และคณะ (๒๕๕๒) ได้ศึกษำระบบนิเวศบำงประกำรของไม้จันทน์หอมในป่ำ

ธรรมชำติ เพื่อจัดท ำเป็นข้อมูลพื้นฐำนในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้จันทน์หอมต่อไป ซึ่งไม้จันทน์



ั้
หอมจัดเป็นไม้ที่มีค่ำหำยำกชนิดหนึ่ง จัดเป็นไม้มงคลชนสูงใชในพระรำชพิธีมำตั้งแต่สมัยโบรำณ
ื่
โดยเฉพำะพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระบรมศพ ไม้จันทน์หอมมีชอทำงวิทยำศำสตร์ว่ำ Mansoniagagei
J.R. Drummond ในวงศ์ Sterculiaceaeเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบขนำดกลำงถึงขนำดใหญ่ สูง

ประมำณ ๓o เมตร เรือนยอดเป็นรูปกรวยต่ ำ หรือเป็นพุ่มค่อนข้ำงโปร่ง พบขึ้นกระจำยห่ำงๆตำม

ป่ำดงดิบป่ำเบญจพรรณ และภูเขำหินปูน ล ำต้นมีลักษณะเปลำตรง เปลือกสีขำวอมเทำหรือสีเทำ

กิ่งอ่อนมีขนประปรำย ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปมนแกมรูปหอก ท้องใบมีขนอ่อนประปรำย

หลังใบเกลี้ยง ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่ำงๆ ขนำดกว้ำง ๓-๖ เซนติเมตร ยำว ๘-๑๔ เซนติเมตร

ดอกขนำดเล็ก สีเหลืองอ่อนหรือสีขำว ออกเป็นชอตำมปลำยกิ่งและง่ำมใบใกล้ปลำยกิ่ง ชอยำว


ประมำณ ๑๕ เซนติเมตร ออกดอกช่วงเดือนสิงหำคมถึงเดือนกันยำยน ผลเป็นประเภทแห้งแก่แล้ว


ไม่แตก มีปีกเดียว ผลอ่อนสีเขียวเมือแก่จะเป็นสีเหลืองอ่อนจนเป็นสีน้ ำตำล ผลทรงกระสวยเล็กๆ
กว้ำง ๕–๗ มิลลิเมตร ยำว ๑๐ – ๑๕ มิลลิเมตร ส่วนปลำยมีครีบเป็นปีกรูปสำมเหลี่ยม ๑ ปีก


กว้ำง ๑ -๑.๕ เซนติเมตร ยำว ๒.๕-๓ เซนติเมตร มีจ ำนวนผลเฉลี่ยประมำณ ๒,๖๔๓ ผลต่อ




กิโลกรัม และผลจะแก่ชวงเดือนธันวำคมถึงเดือนมกรำคม เนือไม้มีสีน้ ำตำลอ่อน เสี้ยนตรง เนือ

ละเอียด เป็นไม้เนือแข็ง ตบแต่งง่ำย แก่นสีน้ ำตำลเข้ม จัดอยู่ในไม้ที่มีควำมแข็งแรงสูงตำม
มำตรฐำนกรมป่ำไม้ และควำมทนทำนตำมธรรมชำติต่ ำ (กรมป่ำไม้, ๒๕๒๖) ประโยชน์ของไม้


จันทน์หอม นิยมใชท ำหีบใส่เสื้อผ้ำในสมัยโบรำณ ท ำเครืองกลึง แกะสลักท ำเสำหลักเมือง ท ำหวี

ธูป น้ ำหอม เครืองหอม เครืองส ำอำงต่ำงๆ และใชเป็นยำสมุนไพร น้ ำมันที่กลั่นจำกเนือไม้ใชเป็น





ยำบ ำรุงหัวใจ เนือไม้ใชเป็นยำบ ำรุงประสำท เป็นยำแก้ไอ แก้โลหิตเสีย แก้ดี แก้กระหำยน้ ำ


อ่อนเพลียเป็นต้น
๒) สรำยุทธ (๒๕๕๕) ได้ท ำกำรศึกษำโครงสร้ำงและพลวัตของป่ำเต็งรัง ป่ำเบญจพรรณ
แล้ง และป่ำเบญจพรรณชื้นจำกกำรวำงแปลงตัวอย่ำงถำวรขนำดใหญ่ขนำด ๑๖เฮกแตร์

(๔00 x๔00 เมตร) วัดต้นไม้ทุกต้นที่มีเนื้อไม้ขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอกตั้งแต่ ๑ เซนติเมตร


เก็บข้อมูล ๒ ครั้งโดยเว้นชวงห่ำงกัน ๔-๕ ปี พบว่ำชนิดพันธุ์ไม้ในป่ำเต็งรัง มีค่ำน้อยที่สุดคือ

๑๒๐ ชนิด รองลงมำคือป่ำเบญจพรรณชื้น ๒๐๗ ชนิด และป่ำเบญจพรรณแล้งมีจ ำนวนพรรณไม้

10



สูงที่สุด คือ ๒๓๓ ชนิด และในชวงระยะเวลำ ๕ ปี ป่ำเต็งรังมีจ ำนวนชนิดพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็น ๑๓๕
ชนิด ป่ำเบญจพรรณชื้นมีชนิดพันธุ์ไม้เพิ่มขึ้นเป็น ๒๑๙ ชนิด ส่วนป่ำเบญจพรรณแล้ง ชนิดพันธุ์

ลดลงเหลือ ๒๓๐ชนิด

๓) สรำยุทธ (๒๕๕๕)ได้ท ำกำรศึกษำโครงสร้ำงและพลวัตของป่ำดิบเขำและป่ำสนอีก

ด้วย โดยท ำกำรวำงแปลงตัวอย่ำงถำวรขนำด ๑เฮกแตร์จ ำนวน ๗ แปลงในพื้นที่จังหวัดเลย


เชยงใหม่ จันทบุรี และจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อศึกษำป่ำดิบเขำ และท ำกำรวำงแปลงตัวอย่ำงขนำด
๑ เฮกแตร์ จ ำนวน ๖ แปลง ในพื้นที่จังหวัดเชยงใหม่ สุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ และจังหวัดล ำพูน



เพื่อศึกษำป่ำสน เก็บข้อมูลไม้ทุกต้นที่มีเนือไม้ขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอกตั้งแต่ ๔.๕
เซนติเมตรขึ้นไป ท ำกำรเก็บข้อมูล ๒ ครั้ง โดยเว้นช่วงห่ำงกัน ๔ – ๕ ปี พบว่ำป่ำดิบเขำมีชนิดพันธุ์

ไม้ต่อแปลงเฉลี่ย ๘๖ ชนิดต่อเฮกแตร์ ในชวงระยะเวลำ ๕ ปี ชนิดพันธุ์ไม้เพิ่มสูงขึ้นเป็น ๘๙ ชนิด

ต่อเฮกแตร์ ป่ำสนมีจ ำนวนชนิดพันธุ์ไม้ต่อแปลงน้อยกว่ำป่ำดิบเขำมำกเฉลี่ย ๓๘.๘ ชนิดต่อเฮก

แตร์ และเพิ่มขึ้นเป็น ๓๙ ชนิดในกำรวัดครั้งที่ ๒ในขณะที่ป่ำดิบชื้นมีพันธุ์ไม้เฉลี่ย ๑๗๙ ชนิดต่อ

เฮกแตร์ และเพิ่มขึ้นเป็น ๑๘๒ ชนิดต่อเฮกแตร์ในกำรเก็บข้อมูลครั้งที่ ๒ ส่วนป่ำดิบแล้งมีชนิดพันธุ์

ไม้เฉลี่ย๑๐๖ ชนิดต่อเฮกแตร์ และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในกำรเก็บข้อมูลครั้งที่ ๒ เป็น ๑๐๗ ชนิดต่อ

เฮกแตร์

๔) ขวัญใจและคณะ (๒๕๕๖)ได้ท ำกำรศึกษำโครงสร้ำงสังคมพืชป่ำบุ่งป่ำทำมในลุ่มน้ ำมูล

ท ำกำรเก็บข้อมูลโดยกำรคัดเลือกพื้นที่วำงแปลงตัวอย่ำงจำกกำรใชข้อมูลภำพถ่ำยดำวเทียมให้


ครอบคลุมและกระจำยทั่วลุ่มน้ ำมูล ซึ่งท ำกำรแบ่งพื้นที่จุดส ำรวจโดยใชลักษณะภูมิประเทศตำม

ั้
หลักกำรแบ่งชนคุณภำพลุ่มน้ ำ แบ่งพื้นที่ลุ่มน้ ำออกเป็น ๓ ส่วน คือตอนบน ตอนกลำง และ
ตอนล่ำง ทั้ง ๓ ตอนเลือกพื้นที่วำงแปลงตัวอย่ำงตอนละ ๓ หมู่ไม้ รวมเป็น ๙ หมู่ไม้ และมีวิธีกำร

วำงแผนศึกษำ ดังนี ้

(๑)วำงแปลงตั้งฉำกกับแนวล ำน้ ำ ก ำหนดเส้นแนวส ำรวจตำมแนว line transect

method วำงแปลงตัวอย่ำงชั่วครำวรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนำด ๓o x ๓o เมตร หมู่ไม้ละ ๓ แปลง รวม

ทุกหมู่ไม้จ ำนวน ๒๗ แปลง และแบ่งเป็น แปลงย่อยขนำด ๑o x ๑o เมตร วำงแปลงขนำด ๔ x ๔

เมตร และ ๑ x ๑ เมตร ซ้อนทับมุมขวำล่ำงของแปลงย่อยขนำด ๑๐ x ๑๐ เมตร (อุทิศ, ๒๕๔๒)

และเก็บข้อมูลพรรณพืช และปัจจัยแวดล้อม

(๒)กำรเก็บข้อมูลพรรณพืช ในแปลงขนำด ๑๐ x ๑๐ เมตรท ำกำรเก็บข้อมูลไม้ยืนต้น

(tree) ไม้ยืนต้นขนำดเล็ก (small tree) ปำล์ม (palm) และไผ่ (bamboo) ที่มีควำมสูงตั้งแต่ ๑.๓๐

11


ื่
เมตรขึ้นไป และขนำดวัดรอบอก (GBH) ตั้งแต่ ๑๐ เซนติเมตรขึ้นไป ท ำกำรเก็บข้อมูลชอ ขนำด
GBH ควำมสูง และนับจ ำนวนล ำไผ่ต่อกอ ส่วนแปลงขนำด ๔ x ๔ เมตร เก็บข้อมูลไม้พุ่ม ไม้เถำ

หวำย และลูกไม้ ที่มีควำมสูงตั้งแต่ ๑.๓๐ เมตรขึ้นไปและ GBH น้อยกว่ำ ๑๐ เซนติเมตร โดยท ำ

ื่
กำรบันทึกชอชนิด GBH ควำมสูง และจ ำนวนต้น ในแปลงขนำด ๑ x ๑ เมตร ท ำกำรเก็บข้อมูล
กล้ำไม้ ที่มีควำมสูงน้อยกว่ำ ๑.๓๐ เมตร รวมทั้งพืชที่มีระบบท่อล ำเลียงทุกชนิด

(๓)กำรเก็บข้อมูลปัจจัยแวดล้อม ท ำกำรเก็บตัวอย่ำงดินในแต่ละหมู่ไม้ ในต ำแหน่ง

ใกล้กับจุดศูนย์กลำงของแปลง สุ่มขุดดินจ ำนวนแปลงละ ๓ หลุม ที่ระดับควำมลึก ๐–๒๐


เซนติเมตร และ ๒๐ – ๔๐ เซนติเมตร มำคลุกเคล้ำกันจ ำนวน ๒ กิโลกรัม เพื่อวิเครำะห์สมบัติทำง


ฟิสิกส์และเคมีของตัวอย่ำงดิน ส่วนระดับควำมลึกและชวงระยะเวลำกำรท่วมขังของน้ ำนั้น ได้ท ำ
กำรสังเกตร่องรอยกำรท่วมขังของน้ ำในชวงปีที่ผ่ำนมำ ซึ่งปรำกฏเป็นครำบน้ ำหรือโคลนตมบน

ต้นไม้ และไม้พื้นล่ำง และสอบถำมชำวบ้ำนที่ตั้งบ้ำนเรือนในบริเวณนั้น

๕) สรำยุทธ (๒๕๓๗)ได้ศึกษำกำรจัดล ำดับหมู่ไม้กำรศึกษำในป่ำดิบแล้ง โดย

ท ำกำรศึกษำรูปแบบสังคมพืชป่ำดิบชื้นที่สะแกรำช จังหวัดนครรำชสีมำ โดยกำรวำงแปลงตัวอย่ำง

ขนำด ๒๐ x ๕๐ เมตร จ ำนวน ๒ แปลงต่อหมู่ไม้ จ ำนวน ๑๒ หมู่ไม้ เป็นหมู่ไม้ที่มีสภำพสมบูรณ์

ถูกรบกวนน้อยที่สุด และมีควำมสม่ ำเสมอในแง่ขององค์ประกอบพันธุ์พืช ชนิดดิน และสภำพภูมิ

ประเทศแต่ละแปลงแบ่งออกเป็นแปลงย่อยขนำด ๑๐ x ๑๐ เมตรจ ำนวน ๑๐ แปลง รวม ๒๐

แปลงย่อยต่อหมู่ไม้ วัดต้นไม้ทุกต้นที่มีขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอก (DBH) ตั้งแต่ ๔.๕

ั้
เซนติเมตรขึ้นไป ประมำณควำมสูงของเรือนยอดชนบน บันทึกควำมสูงเหนือระดับน้ ำทะเลปำน


กลำง ควำมลำดชน และทิศด้ำนลำด เก็บข้อมูลดิน โดยแต่ละหมู่ไม้ขุดดินจ ำนวน 2 หลุม เก็บ
ตัวอย่ำงดินที่ระดับควำมลึก ๐– ๕, ๑๐– ๑๕, ๒๐– ๒๕, ๓๐– ๓๕ และ ๔๐– ๔๕ เซนติเมตรจำก

ผิวดิน เพื่อน ำไปวิเครำะห์คุณสมบัติทำงเคมีและฟิสิกส์น ำข้อมูลที่ได้จำกกำรวัดต้นไม้ในแปลง

ตัวอย่ำง มำวิเครำะห์หำพื้นที่หน้ำตัด ควำมหนำแน่น ควำมถี่ แปลงค่ำทั้งสำมเป็นร้อยละ และ

ค ำนวณค่ำดัชนีควำมส ำคัญ (IVI) ของพันธุ์ไม้แต่ละชนิดในแต่ละหมู่ไม้

จำกตัวอย่ำงผลงำนวิจัยต่ำง ๆ ที่ได้เสริมมำนั้น จะเห็นได้ว่ำ กำรวำงแปลง ขนำดแปลง มี

ควำมแตกต่ำงกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และสภำพพื้นที่ กำรกระจำยพันธุ์ของชนิดไม้ แล้ว

น ำมำประกอบในกำรพิจำรณำในรำยละเอียดของวิจัยนั้น ๆ

12


๓. วิธีการศึกษาวิจัย

3.๑อุปกรณ์ในกำรศึกษำ

๑) แผนที่มำตรำส่วน ๑:๕o,ooo

๒)เข็มทิศ

๓)เครื่องก ำหนดค่ำพิกัดบนพื้นโลก (GPS)


๔)เครื่องมือวัดระดับควำมสูงจำกน้ ำทะเล (altimeter)


๕)เชอกหมำยระยะหรือเทปวัดระยะ (distance measurement tape)๕o เมตร และ
๒๕ เมตร

๖)เครื่องวัดHaga hypsometer

๗)สำยวัด หรือ เทปวัดขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำง (diameter tape)

๘)กล้องถ่ำยรูป

๙)กล้องส่องทำงไกลแบบสองตำ

๑๐)Tagระบุรหัสต้นไม้

๑๑)อุปกรณ์ส ำหรับเก็บตัวอย่ำงพรรณไม้ ประกอบด้วย กรรไกรตัดกิ่ง ไม้สอย มีด


พับ เสียม ถุงพลำสติก ค้อน ตะปู เชอกฟำง แผงอัดพรรณไม้ กระดำษฟำงหรือกระดำษ
หนังสือพิมพ์ และป้ำยบอกรำยละเอียดของพรรณไม้ตัวอย่ำง


๑๒)อุปกรณ์ส ำหรับบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย ตำรำงบันทึกข้อมูล ดินสอ กระดำษ

กรำฟ และแผ่นรองเขียน

๑๓)คู่มือกำรจ ำแนกชนิดพรรณไม้

๑๔)เครื่องมือและอุปกรณ์เก็บตัวอย่ำงดิน

๑๕)เครื่องมือวัดแสง

๑๖)แผ่นอลูมิเนียมตอกหมำยเลขติดพันธุ์ไม้ (tag)

๑๗)เครื่องมือวัดพิกัดทำงภูมิศำสตร์ (global positioning system)

๓.๒ วิธีกำรศึกษำ

๑)กำรวำงแปลง

13


กำรวำงแปลงศึกษำสังคมพืชสำมำรถท ำได้หลำยวิธี ขึ้นอยู่กับสภำพพื้นที่ ภูมิประเทศ หรือ


โครงสร้ำงของสังคมพืชเอง แต่ที่นิยมทั่วไปในสภำพพื้นที่ปกติ มักใชรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนำด
100 x 100 เมตร ตัวอย่ำงเช่น


























ภาพที 1 แปลงทดลองขนำด ๑๐๐ x๑๐๐ เมตร และแปลงย่อยขนำด ๑๐ x ๑๐ เมตร ๔ x 4


เมตร และ ๑x ๑ เมตร (คงศักดิ์และคณะ, ๒๕๕๒)



๒) กำรเก็บข้อมูล

(1) ขนำดแปลงย่อย 10 x 10 เมตร จ ำนวน 100 แปลง ท ำกำรบันทึกชนิด

ขนำดควำมโตที่เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับ 1.30 เมตร และวัดควำมสูงของต้นไม้ใหญ่ที่มีขนำด

DBH มำกกว่ำ 4.5 เซนติเมตรทุกต้น

(๒) สุ่มแปลงย่อย ขนำด 10 x 10 เมตร จ ำนวน 20 แปลง เพื่อวำงแปลง

ขนำด 4 x 4 เมตร บริเวณมุมล่ำงซ้ำยของแปลง ท ำกำรบันทึกข้อมูล ชนิดไม้ จ ำนวน

เส้นผ่ำศูนย์กลำง (DBH) และควำมสูง ของไม้หนุ่มทุกต้นที่มี DBH น้อยกว่ำ 4.5 เซนติเมตร แต่มี

ควำมสูงมำกกว่ำ 1.30 เมตร

14


(๓) วำงแปลงขนำด 1 x 1 เมตร บริเวณมุมล่ำงซ้ำยของแปลง 4 x 4 เมตร

ทุกแปลงเพื่อบันทึกข้อมูลชนิด จ ำนวน เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับโคนต้น (Do) และควำมสูงของ

ต้นไม้ทุกต้น ที่มีควำมสูงน้อยกว่ำ 1.30 เมตร

(๔) วัดต ำแหน่งของต้นไม้ใหญ่ในแกน x และแกน y พร้อมทั้งวัดควำมกว้ำง

ของเรือนยอดทั้ง 2 ด้ำนที่ท ำมุมฉำกต่อกัน เพื่อน ำมำวิเครำะห์โครงสร้ำงเรือนยอดต่อไป

๓) กำรวิเครำะห์ข้อมูลโครงสร้ำงป่ำ

ั้
๑) กำรวิเครำะห์ชั้นเรือนยอดทำงด้ำนตั้ง (Stratification)กำรศึกษำชนเรือนยอด

ทำงด้ำนตั้ง (ดอกรัก, ๒๕๔๗) ได้กล่ำวว่ำ ปริมำณของชั้นเรือนยอดในแต่ละสังคมพืชแตกต่ำงกัน

ไปตำมลักษณะของสังคมนั้น ๆ ชั้นเรือนยอดของสังคมที่อยู่ในขั้นของกำรทดแทนมีกำร

เปลี่ยนแปลงได้แต่ในสังคมที่เป็นสังคมถำวรมักมีสภำพคงที่ ในป่ำใหญ่อำจประกอบด้วยชั้นเรือน

ยอดตั้งแต่ ๕ ถึง ๗ ชั้น คืออำจประกอบด้วยไม้ใหญ่ ๒–๓ ชั้น ไม้พุ่ม ๒ ชน และชนของไม้ล้มลุก
ั้
ั้
และลูกไม้ ส่วนที่ผิวดินเป็นชั้นของมอสส์และไลเคนท์ ส่วนในดินอำจจ ำแนกชั้นลึกลงไปได้ตำม

ระดับชั้นของเรือนรำกและสิ่งมีชีวิตในดิน กำรจัดจ ำแนกชั้นโดยทั่วไปอำจแบ่งได้ดังนี้

(๑) ชั้นเหนือเรือนยอดป่ำ (emergent) เป็นชั้นไม้ที่มีควำมสูงเป็นพิเศษโผล่

เหนือเรือนยอดไม้อื่นอยู่ห่ำง ๆ เช่น ชั้นของไม้สนในป่ำเต็งรังผสมสน เป็นต้น

ั้
(๒) ชนเรือนยอดบนสุด (top canopy or upper story or layer) เป็นไม้ที่
ั้
ประกอบเป็นเรือนยอดชนบนของสังคม มีเรือนยอดในระดับเดียวกันและต่อเนืองกันไป อำจมี

ชองว่ำง (gaps) เกิดขึ้นได้ในบำงตอน ควำมห่ำงของเรือนยอดของต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งอยู่กับ


ชนิดสังคม ในป่ำดงดิบมักต่อเนื่องกันเกือบสนิท ส่วนในป่ำเต็งรังมีกำรเว้นช่องว่ำงเป็นตอนๆ

ั้
ั้
(๓) ชนเรือนยอดชนรอง (secondary canopy or story or layer) เป็นไม้ที่มี
ั้
ขีดจ ำกัดควำมโตขนำดกลำง ต้องกำรแสงน้อยกว่ำชนิดไม้ที่อยู่ในชนบน ชนไม้นี้มักสอดแทรกอยู่
ั้
ั้
ั้
ระหว่ำงชองว่ำงของไม้ชนบนและท ำให้เรือนยอดป่ำแน่นทึบเรือนยอดชนล่ำง (lower canopy or

story or layer) เป็นไม้ขนำดเล็ก มีควำมทนร่มสูงบำงครั้งขึ้นผสมกับไม้พุ่มสูงปรำกฏอยู่ภำยใต้
เรือนยอดชั้นบน

(๔)ชนเรือนยอดของไม้พุ่มเตี้ย (lower shrub layer) เป็นชนของไม้พุ่มเตี้ย มี
ั้
ั้
ควำมสูงไม่เกิน ๒ เมตร

(๕)ชั้นของหญ้ำและพืชล้มลุก (grass and herb layer) เป็นชั้นที่ประกอบด้วย

รูปชีวิตจ ำพวกหญ้ำและพืชล้มลุก บำงครั้งอำจเรียกชั้นของ undergrowth หรือ forest floor

15


(๖)ชั้นผิวดิน (ground surface cover) เป็นชั้นของมอสส์ไลเคนหรือ

พืชขนำดเล็ก


ั้
ั้
(๗)ชนใต้ดิน (subterranean layer) เป็นชนของรำกพืชและสิ่งมีชวิตขนำด
เล็กในดิน ซึ่งในกำรศึกษำอำจแยกตำมควำมลึกที่ก ำหนด


กำรวิเครำะห์ชั้นเรือนยอดทำงด้ำนตั้ง (Stratification) เริ่มด้วยกำรเลือกแปลงตัวอย่ำงตำม

ขนำดที่ก ำหนดจำกพื้นที่ที่คิดว่ำเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของสังคมพืชนั้นโดยเฉพำะเพื่อแสดงโครงสร้ำง


ทำงด้ำนตั้งของสังคม ท ำกำรปักหลักหมำยขอบแปลงทุก ๆ ๕ เมตรทำงด้ำนควำมยำว และด้ำน

กว้ำง เมื่อท ำกำรเตรียมแปลงตัวอย่ำงเรียบร้อยแล้วให้วำงเทปผ้ำไปตำมควำมยำวด้ำนใดด้ำนหนึ่ง

ท ำกำรลำกแนวจำกต้นไม้ทุกต้นในแปลงขนำนกันกับแนวด้ำนกว้ำงมำยังเส้นเทปทำงด้ำนยำวเพื่อ

ก ำหนดจุดที่ตั้งของต้นไม้แต่ละต้นบนเทป ท ำกำรเขียนกรำฟแนวแกน X โดยย่อส่วนมำจำกด้ำน

ยำวของแปลงตัวอย่ำงที่วำงเทปไว้ ก ำหนดจุดที่ตั้งของต้นไม้ทุกต้นลงบนแนวแกน X ตำมสัดส่วน

จำกตัวเทป ท ำกำรวัดควำมสูงของต้นไม้แต่ละต้นโดยเฉพำะควำมสูงทั้งหมด ควำมสูงถึงกิ่งแรก

และควำมกว้ำงของเรือนยอดแต่ละด้ำน ท ำกำรเขียนแนวแกน Y เป็นควำมสูงของต้นไม้และเรือน

ยอดโดยถ่ำยทอดมำจำกควำมสูงแท้จริงที่วัดได้ วัดจุดต่ ำสุดของตัวเรือนยอด ขนำดของต้นไม้ และ

เขียนภำพเค้ำโครงของต้นไม้ลงในกระดำษกรำฟ สร้ำงมำตรำส่วนและตบแต่งให้เรียบร้อยพร้อมค ำ

บรรยำยใต้ภำพก็จะได้ profile diagram ของสังคมพืชหรือหมู่ไม้ที่ต้องกำร

ในทำงปฏิบัติเพื่อให้ profile diagram มีคุณค่ำยิ่งขึ้นอำจท ำกำรเขียนผังจุดที่ตั้งของต้นไม้


และกำรปกคลุมของเรือนยอดประกอบด้วยซึ่งอำจเรียกว่ำ crown cover chart หรือ plot plan เป็น

กำรเขียนแผนผังจุดที่ตั้งของต้นไม้ทุกต้นในแปลงพร้อมกับขอบเขตของเรือนยอด อำจรวมถึง

ขอบเขตของเรือนยอดของไม้นอกแปลงที่ยื่นล ำเข้ำมำด้วย กำรซ้อนทับของเรือนยอดอำจแสดงให้


เห็นได้โดยใชเส้นเต็มหรือทึบส ำหรับเรือนยอดที่อยู่บนและเส้นประส ำหรับเรือนยอดที่ถูกบดบัง
(ภำพที่ ๒)

16



















ภาพที่ ๒ตัวอย่ำงProfile diagram และ crown cover ของไม้ต้น (DBH>๔.๕ ซม.) ที่อุทยำนแห่งชำติ

กุยบุรี (คงศักดิ์และคณะ,๒๕๕๒)



๔. กำรวิเครำะห์องค์ประกอบของหมู่ไม้ทำงสถิติ

๑) กำรวิเครำะห์กำรจัดกลุ่มหมู่ไม้ (Cluster Analysis) ด้วยวิธีกำร Relative

Sorensen’sDistanceและ Ward’s Linkage Method (วิเครำะห์ข้อมูลโดยโปรแกรม PCOR Version

๔) โดยวัดควำมคล้ำยด้วยระยะห่ำงจำกสูตร


2
= ∑ ( − )



=1

ก ำหนดให้ EDij= Euclidean Distance

Xi, Xj= ผลรวมของค่ำ Importance Value ของพันธุ์ไม้ทุกชนิดของหมู่ไม้

ที่ iและ j ตำมล ำดับ



๒)ค่ำดัชนีควำมส ำคัญของชนิดพันธุ์ไม้ (Importance Value Index, IVI)

กำรหำค่ำดัชนีควำมส ำคัญ (Important Value Index, IVI) โดยมีสูตรกำรค ำนวณตำมแนวทำงของ

อุทิศ (๒๕๔๒) ดังนี ้

IVI = RD + RF + RDo

17


โดย RD, RF และ RDoหำได้จำกควำมหนำแน่นของชนิดพันธุ์ A (Density = D) คือ จ ำนวนต้นไม้

ทั้งหมดของชนิดพันธุ์ A ที่ปรำกฏในแปลงถำวรต่อจ ำนวนแปลงทั้งหมดที่ท ำกำรส ำรวจ

จ ำนวนต้นของชนิดพันธุ์ A ที่ปรำกฏในแปลงถำวร
D =
จ ำนวนแปลงทั้งหมดที่ท ำกำรส ำรวจ


น ำควำมหนำแน่นที่ได้ไปค ำนวณหำควำมหนำแน่นสัมพัทธ์ (Relative Dominant = RD)

ควำมหนำแน่นของชนิดพันธุ์ A
RD (%) = X 100
ผลรวมของควำมหนำแน่นของทุกชนิดพันธุ์


ควำมถี่ของชนิดพันธุ์ A (Frequency = F) คือ จ ำนวนแปลงย่อยที่ชนิดพันธุ์ A ปรำกฏต่อจ ำนวน

แปลงทั้งหมดที่ส ำรวจ ท ำให้อยู่ในรูปของร้อยละโดยคูณด้วย ๑๐๐

ควำมถี่ของชนิดพันธุ์ A
F = x๑๐๐
จ ำนวนแปลงทั้งหมดที่ท ำกำรส ำรวจ


จำกนั้นน ำควำมถี่ที่ได้ไปค ำนวณหำควำมถี่สัมพัทธ์ (Relative Frequency = RF) โดย

ควำมถี่ของชนิดพันธุ์ A
RF = x๑๐๐
ผลรวมของควำมถี่ของทุกชนิดพันธุ



ควำมเด่น (Dominance = Do) ควำมเด่นในด้ำนพื้นที่หน้ำตัด (Basal Area = BA) คือ

พื้นที่หน้ำตัดล ำต้นของต้นไม้ที่วัดระดับอก (๑.๓o เมตร) ต่อจ ำนวนแปลงทั้งหมดที่ท ำกำรส ำรวจ

ผลรวมของพื้นที่หน้ำตัดชนดพันธุ์ A

BA =
พื้นที่ที่ท ำกำรส ำรวจ


จำกนั้นน ำควำมเด่นที่ได้ไปค ำนวณหำควำมเด่นสัมพัทธ์ (Relative Dominance = RDo)

ควำมเด่นของชนิดพันธุ์ A
RDo = x ๑๐๐
ผลรวมควำมเด่นของทุกชนิดพันธุ์

18


ทั้งนี้ ผลรวมของค่ำ RD, RF และ RDoในไม้ยืนต้นจะมีค่ำเท่ำกับ ๓๐๐ ยกเว้นกรณีกำร


ค ำนวณค่ำดัชนีควำมส ำคัญ (IVI) ของไม้หนุ่ม และกล้ำไม้ต้องใชค่ำควำมเด่น (Do) จึงมีเฉพำะค่ำ
RD และ RF รวมกันเท่ำกับ ๒๐๐

ผลรวมของค่ำควำมหนำแน่นสัมพัทธ์ ควำมเด่นสัมพัทธ์ และควำมถี่สัมพัทธ์ ของชนิดไม้

นั้นในสังคมซึ่งมีค่ำรวมเท่ำกับ ๓00 (IVI = ๓๐๐) ซึ่งหำได้จำกสูตร

IVA = RDA + RDoA+ RFA

น ำค่ำควำมส ำคัญมำแปลงเป็นค่ำควำมส ำคัญสัมพัทธ์ (Relative Importance Value, RIV) มีค่ำรวม


เท่ำกับ ๑๐๐น ำค่ำ RIV ของพันธุ์ไม้แต่ละหมู่ไม้มำใช้จ ำแนกสังคม (community classification)



๓) หำค่ำดัชนีควำมคล้ำยคลึง (Similarity Index, ISs) กำรหำค่ำดัชนีควำม

คล้ำยคลึง (Similarity Index, ISs) ของแต่ละสังคมพืชโดยใช้สมกำรของ Sorrensen(๑๙๔๘) ดังนี ้

2
= + x100




เมื่อ ISs = ดัชนีควำมคล้ำยคลึง

W = จำนวนชนิดที่ปรำกฏทั้งในสังคม A และ B

A = จำนวนชนิดที่ปรำกฏทั้งหมดในสังคม A

B = จำนวนชนิดที่ปรำกฏทั้งหมดในสังคม B



๔) ดัชนีควำมหลำกหลำยของแชลนอนวีเนอร์ (Shannon - Wiener Index)มีกำร

ใช้อย่ำงแพร่หลำยมำกในหมู่นักนิเวศวิทยำ โดยหลักกำรแล้ว ดัชนีควำมหลำกหลำยของแชนนอนวี



เนอร์ (Shannon - Wiener Index) จะเพิ่มสูงขึ้นเมือมีจ ำนวนชนิดในสังคมเพิ่มขึ้นและมีควำม
สม่ ำเสมอในกำรกระจำยของจ ำนวนต้นในแต่ละชนิด ก็สำมำรถให้ ค่ำH' สำมำรถมีค่ำได้สูงสุดและ


ค่ำH' มีค่ำเท่ำกับ0 เมือมีจ ำนวนชนิดในสังคมเพียงแค่ชนิดเดียวอย่ำงไรก็ตำมในทำงปฏิบัติพบว่ำ



ค่ำH' มีค่ำได้ไม่เกิน ๕ กำรวัดควำมหลำกหลำยทำงชวภำพโดยใชดัชนีควำมหลำกหลำยของ

แชนนอนวีเนอร์(Shannon - Wiener Index) เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับกำรยอมรับและน ำมำใชอย่ำง
แพร่หลำยทั้งในด้ำนกำรส ำรวจทำงพืชพรรณและสัตว์ป่ำ มีสูตรในกำรค ำนวณที่อ้ำงโดย อุทิศ

(๒๕๔๒) ดังนี ้

19




H = ∑(p p )
i
i
=1


โดย H = ค่ำดัชนีควำมหลำกของ Shannon - Wiener diversity


Pi = สัดส่วนระหว่ำงจ ำนวนต้นไม้ชนิดiต่อจำนวนต้นไม้ทั้งหมด
S = จ ำนวนชนิดที่พบในสังคม





๕)ดัชนีควำมหลำกหลำยของซิมป์สัน (Simpson’s Diversity Index,D)ดัชนีควำม
หลำกหลำยของซิมป์สัน (Simpson’s Diversity Index) ถูกเสนอขึ้นมำเพื่อแก้ปัญหำควำมซับซ้อน





ของข้อมูลกำรกระจำยของสิ่งมีชวิต เป็นกำรวัดควำมหลำกหลำยทำงชวภำพโดยใชกำรค ำนวณ
จำกจ ำนวนในแต่ละชนิดพันธุ์ที่ปรำกฏโดยใช้หลักกำรว่ำหำกมีจ ำนวนชนิดพันธุ์มำกและจ ำนวนของ

แต่ละชนิดพันธุ์ที่พบมีจ ำนวนเท่ำๆกันค่ำควำมหลำกหลำยทำงชวภำพก็มำกโดยค่ำ D จะอยู่ในชวง

ระหว่ำง 0 ถึง ๑ ซึ่งหำกเป็น 0 จะหมำยถึงไมมีควำมหลำกหลำยทำงชวภำพและหำกเป็น ๑ จะ

หมำยถึงมีควำมหลำกหลำยชีวภำพมำก


ni(ni − 1)
= ∑
N(N − 1)
=1


โดยni= จ ำนวน ต้นของพรรณไม้ชนิดที่ iในแปลงถำวร (เมื่อ i=๑,๒,…N)


N = จ ำนวนต้นของพรรณไม้ทั้งหมดในแปลงถำวร
S = จ ำนวนชนิดพรรณไม้ทั้งหมดในแปลงถำวร




๖) กำรสร้ำงสมกำรประมำณหำมวลชวภำพ(biomass equation)มีวิธีที่นิยมท ำ

กันมำกคือวิธีกำรตัดฟันไม้ (Stratified clip technique) ท ำกำรจัดชนขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงของไม้
ั้
ั้
ั้
แต่ละชนิดๆ ละ ๕ชน หำต้นไม้ตัวอย่ำงเพื่อเป็นตัวแทนของชนเส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกแต่ละชน
ั้

ตัดไม้ เพื่อเป็นตัวอย่ำงชนละ ๑ต้น โดยกำรตัดชดดินและวัดไม้ตัวอย่ำงแต่ละต้น ดังนี้ วัดขนำด
ั้

เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับชดดิน (D0) ที่ระดับควำมสูง๕o.๓o เมตร (D๓0) ที่ระดับควำมสูง ๑.๓o
เมตร (DBH) และทุกๆ ๑ เมตร จนถึงปลำยยอด และควำมสูงทั้งหมด (H) จำกนั้นตัดทอนล ำต้น

20


ออกเป็นท่อนๆ ตั้งแต่ระดับ ๓๐ เซนติเมตร จำกโคนและตัดทอนไม้ยำวท่อนละ ๑ เมตร จนตลอด

ควำมยำวของล ำต้น ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินในแต่ละท่อน แยกเป็นส่วนต่ำงๆ คือ ล ำต้น กิ่ง และใบ

ชั่งน้ ำหนักสดแต่ละส่วนของไม้ตัวอย่ำง ท ำกำรสุ่มเก็บตัวอย่ำง เพื่อน ำไปอบแห้งในตู้อบที่อุณหภูมิ

๘๐ องศำเซลเซียส นำน ๗๒ ชั่วโมง จนน้ ำหนักคงที่ เพื่อค ำนวณหำปริมำณควำมชื้นในรูปร้อยละ

จำกน้ ำหนักสดและน้ ำหนักแห้ง จำกสูตรข้ำงล่ำงเพื่อน ำไปค ำนวณน้ ำหนักแห้งทั้งหมดของต้นไม้


น้ ำหนักสด– น้ ำหนักแห้ง
ร้อยละควำมชื้น = x ๑๐๐
น้ ำหนักแห้ง



ั้
กำรศึกษำมวลชีวภำพของรำกโดยเลือกต้นไม้จำกชนขนำดเล็กที่สุดและชนขนำดใหญ่ที่สุด
ั้
อย่ำงละ 1 ต้น ขุดดินบริเวณต ำแหน่งรำกของไม้ตัวอย่ำงลึกลงไปประมำณ ๑.๕๐ เมตร ให้

ครอบคลุมส่วนที่เป็นรำก ทั้งหมดของไม้ตัวอย่ำง โดยควำมกว้ำงของบริเวณรำกที่ขุดเท่ำกับขนำด

ควำมกว้ำงของทรงพุ่ม เก็บตัวอย่ำงรำกโดยแบ่งเป็นสองขนำด คือ รำกขนำดเล็ก (fine root) มี

ขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงเล็กกว่ำ ๕ มิลลิเมตร และรำกขนำดใหญ่ (coarse root) มีขนำด

เส้นผ่ำศูนย์กลำงใหญ่กว่ำ ๕ มิลลิเมตร ชงน้ ำหนักสด และสุ่มเก็บตัวอย่ำงเพื่อน ำไปอบแห้งและ
ั่
ค ำนวณน้ ำหนักแห้งของรำกเช่นเดียวกับส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน นอกจำกนี้ยังท ำกำรค ำนวณสัดส่วน


ของมวลชีวภำพใต้ดิน(รำก) ต่อมวลชีวภำพทั้งหมด เพื่อน ำไปใชในกำรประมำณค่ำต้นไม้ตัวอย่ำงที่

ไม่ได้มีกำรศึกษำน้ ำหนักแห้งของรำกสร้ำงสมกำรที่ใชประมำณมวลชวภำพของไม้แต่ละชนิดจำก

ควำมสัมพันธ์ในรูปแอลโล-เมตรี ดังสูตร
b
Y = aX


เมื่อ Y คือ ปริมำณมวลชีวภำพของส่วนต่ำงๆของต้นไม้

2
X คือ ค่ำตัวแปรอิสระในรูป parabolic volume (D H)

Aและ b คือ ค่ำคงที่ของสมกำร



เลือกสมกำรควำมสัมพันธ์ระหว่ำงขนำดกับมวลชวภำพของส่วนต่ำงๆ ที่ให้ค่ำสัมประสิทธิ์

2
ตัวก ำหนด (coefficient of determination, R ) สูง และมีตัวแปรอิสระ (ขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำง) ที่
2
ง่ำยและสะดวกต่อกำรปฏิบัติงำน เช่นDBH Hตำมตัวอย่ำงสมกำรประเมินมวลชีวภำพไม้ดังนี้

21


2

สัก (Tectonagrandis) Y = ๐.๘๗๑๙ X o.o๕๔๘ , R = ๐.๙๗๒๔ (ชงชย, ๒๕๔๖) โดยที่ X

คือขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับอก (cm)Y คือ มวลชีวภำพรวม (kg)
ประดู่ป่ำ (Pterocarpusmacrocarpus) Y = ๐.๐๒๘๙X o.๙๒๙๘, R2= ๐.๙๓๙๓ (รำตรี

และคณะ,๒๕๕๙)โดยที่ X คือขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอกของล ำต้นยกก ำลังสองคูณกับควำม

สูงทั้งหมดของต้นไม้ Y คือ มวลชีวภำพล ำต้น (Kg)




๔.ตัวอย่างผลงานวิจัย

ศึกษาลักษณะทางนิเวศวิทยาบางประการของไม้จันทน์หอม (Mansoniagagei J.R.

DRUMMOND )Some Ecological Aspects of Mansoniagagei J.R. DRUMMOND

1
คงศักดิ์ มีแก้ว Kongsak Meekaew 1

พรเทพ เหมือนพงษ์ Ponthep Meunpong 2

ขนิษฐำ จันทโชติ 1 Chanittha Chuntachod 1



บทคัดย่อ

กำรศึกษำลักษณะทำงนิเวศวิทยำบำงประกำรของไม้จันทน์หอม ในพื้นที่จังหวัด

ประจวบคีรีขันธ์บริเวณป่ำธรรมชำติ จำก ๓พื้นที่คือ อุทยำนแห่งชำติกุยบุรี อุทยำนแห่งชำติน้ ำตก

ห้วยยำง และอุทยำนแห่งชำติเขำสำมร้อยยอดโดยลักษณะนิเวศวิทยำของไม้จันทน์หอมที่ได้


ท ำกำรศึกษำ ได้แก่ กำรกระจำยพันธุ์ กำรงอกของเมล็ด กำรเติบโตของกล้ำไม้ รวมทั้งผลผลิตไม้

จันทน์หอมในสวนป่ำอำยุ ๑-๑๐ ปี ผลกำรศึกษำพบว่ำ ค่ำดรรชนีควำมส ำคัญของไม้จันทน์หอม

ในแต่ละพื้นที่ต่ำงกัน โดยมีมำกที่สุดอุทยำนแห่งชำติกุยบุรีอัตรำกำรงอกของเมล็ดไม้จันทน์หอมมี

มำกที่สุดในวัสดุปลูกที่เป็นทรำย รองลงมำ ขุยมะพร้ำว และ หน้ำดิน กำรเติบโตทำงควำมสูงของ

กล้ำไม้อำยุ ๑๒ เดือน มีควำมสูงเฉลี่ย ๒๔๗๕ และ๒๔.๕๒ เซนติเมตร โดยมีผลผลิตมวลชวภำพ

ของล ำต้น ใบ กิ่ง และมวลชวภำพรวมเท่ำกับ ๒๔.๐๒๓, ๑๑.๔๗๓, ๓.๕๖๘ และ ๔๐.๐๖๕ ตัน

ต่อเฮกแตร์ตำมล ำดับ

ค าหลัก: จันทร์หอม นิเวศวิทยำ ประจวบคีรีขันธ์

22


ค าน า


ไม้จันทน์หอมเป็นไม้มีค่ำที่หำยำกชนิดหนึ่ง เนือไม้จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งจัดเป็นไม้มงคล
ั้
ชนสูงใชในพระรำชประเพณีตั้งแต่สมัยโบรำณมำจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งพระรำช

ประเพณีเกี่ยวกับพระบรมศพโดยน ำเอำไม้จันทน์หอมที่ยืนต้นตำยเองตำมธรรมชำติ มำสร้ำงพระ

ื่
รองประดับพระโกศพระบรมศพไม้จันทน์หอมมีชอทำงพฤกษศำสตร์ว่ำ Mansoniagagei J.R.

Drummond วงศ์ Sterculiaceaeปัจจุบันมีกำรใชประโยชน์ไม้จันทน์หอมกันอย่ำงแพร่หลำยแต่

กำรศึกษำไม้จันทน์หอมกลับมีอยู่อย่ำงจ ำกัด ดังนั้น จึงจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะมีกำรศึกษำลักษณะทำง

นิเวศวิทยำต่ำงๆ ของไม้จันทน์หอม เชน กำรกระจำยพันธุ์ตำมธรรมชำติ กำรขยำยพันธุ์ กำร

เจริญเติบโตและ ผลผลิตเพื่อใชเป็นข้อมูลพื้นฐำนประกอบกำรอนุรักษ์และกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ

เพื่อกำรประโยชน์อย่ำงยั่งยืนในอนำคต



อุปกรณ์และวิธีการ

๑. ศึกษำลักษณะโครงสร้ำงป่ำ โดยก ำหนดพื้นที่ศึกษำในป่ำธรรมชำติที่มีไม้จันทน์หอม

ขึ้นอยู่ในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3 แปลงคือ 1) อุทยำนแห่งชำติกุยบุรี 2) อุทยำนแห่งชำติ


น ำตกห้วยยำง และ 3) อุทยำนแห่งชำติเขำสำมร้อยยอดจำกนั้นท ำกำรวำงแปลงทดลองขนำด

100 x 100 เมตร ในพื้นที่ที่ไม้จันทน์หอมขึ้นอยู่ และแบ่งเป็นแปลงย่อยขนำด 10 x10 เมตร

จ ำนวน 100 แปลงย่อยและวัดเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับควำมสูงเพียงอก (dbh) ของต้นไม้ทุกต้นที่

มีขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตร ขึ้นไป และเลือกแปลงย่อยขนำด 10 x

10 เมตร จ จ ำนวน 20 แปลง โดยกำรสุ่มแล้วแบ่งแปลงย่อยขนำด 4 x 4เมตร เพื่อบันทึกข้อมูล

ชนิด และ จ ำนวนไม้รุ่นที่มี dbhน้อยกว่ำ 4.5 เซนติเมตร และแปลงย่อยขนำด 1 x 1 เมตร


๒. ศึกษำกำรงอกของเมล็ดในวัสดุเพำะที่ต่ำงกัน โดยใช ทรำยละเอียด หน้ำดิน และขุย

มะพร้ำวเป็นวัสดุเพำะ จ ำนวน 4 ซ้ ำซ้ ำ ละ 100 เมล็ด รดน้ ำเชำ เย็น ดูแลสม่ ำเสมอบันทึกกำร
งอกของเมล็ด และศึกษำกำรเติบโตของกล้ำไม้โดยใชถุงเพำะชำต่ำงกัน ๒ ขนำด 4 x 6 และ 5 x


8 นิ้ว ในกำรทดลองปัจจัยวัสดุเพำะที่ต่ำงกัน ๓ แบบ คือ หน้ำดิน ขุยมะพร้ำว และขุยมะพร้ำว

ผสมหน้ำดิน ท ำกำรวำงแผนกำรทดลองแบบ RBDจ ำนวน ๔ ซ้ ำ ซ้ ำละ ๑๐๐ ถุง บันทึกกำรเติบโต


ทำงด้ำนควำมสูงในทุกเดือน จนกล้ำอำยุครบ ๑๒ เดือน น ำไปวิเครำะห์ค่ำควำมแปรปรวน โดยใช ้
โปรแกรมวิเครำะห์ทำงสถิติ SPSS version 12 โดยกำรเติบโตของไม้จันทน์หอมในสวนป่ำ โดยกำร

23


ปลูกกล้ำในระยะปลูก ๒ x ๒ เมตร ในขนำดพื้นที่ ๑๐๐ x ๑๐๐ เมตร วัดกำรเติบโตในด้ำนควำม

สูงทุกปีตั้งแต่อำยุ ๑ – ๑๐ ปี รวมทั้งหำผลิตมวลชีวภำพ





ผลและวิจารณ
จำกกำรศึกษำดังกล่ำวพบว่ำ อุทยำนแห่งชำติน้ ำตกห้วยยำงมีจ ำนวนชนิดพรรณไม้ที่ขึ้นอยู่

ร่วมกับไม้จันทน์หอมมำกที่สุดเท่ำกับ 63 ชนิด แต่อุทยำนแห่งชำติกุยบุรีกับอุทยำนแห่งชำติเขำ

สำมร้อยยอดมีชนิดพรรณไม้ที่ขึ้นร่วมกับไม้จันทน์หอมใกล้เคียงกัน คือ ๒๗ และ ๒๘ ชนิด ส่วน

ควำมหนำแน่นของไม้จันทน์หอมที่เป็นไม้ใหญ่ทั้ง ๓ พื้นที่มีค่ำใกล้เคียงกัน คือ ๒๗, ๓๒ และ ๓๕


ต้นต่อเฮกแตร์ แต่ควำมหนำแน่นของไม้รุ่นจันทน์หอมในอุทยำนแห่งชำติกุยบุรีมค่ำมำกที่สุดเท่ำกับ
๑๕๖ ต้นต่อเฮกแตร์รองลงมำคืออุทยำนแห่งชำติเขำสำมร้อยยอด ๙๓ ต้นต่อเฮกแตร์ และอุทยำน

แห่งชำติน้ ำตกห้วยยำง ๖๓ ต้นต่อเฮกแตร์ ส่วนกำรงอกของเมล็ดในวัสดุเพำะที่ต่ำงต่ำงกัน พบว่ำ

เมล็ดไม้จันทน์หอมในวัสดุเพำะที่เป็นทรำย จะให้เมล็ดงอกสูงที่สุด เท่ำกับ 85 % ส่วนขุยมะพร้ำว

และหน้ำดิน จะให้ค่ำกำรงอกเท่ำกับ 72 และ 60 % ตำมล ำดับ กำรเติบโตในถุงพลำสติก ขนำด

5x8 นิ้ว มีผลต่อควำมสูงของกล้ำในวัสดุเพำะที่ต่ำงกัน คือ หน้ำดิน ขุยมะพร้ำว และขุยมะพร้ำว


ผสมดิน มีควำมสูงเฉลี่ย24.52 , 10.03 และ 21.14 ตำมล ำดับ ซึ่งกล้ำไม้ที่ใชหน้ำดินเป็นวัสดุ


เพำะชำมีกำรเจริญเติบโตทำงควำมสูงมำกที่สุดในถุงพลำสติกทั้ง 2 ขนำด และแตกต่ำงกันทำง
สถิติอย่ำงมีนัยส ำคัญที่ 0.05กำรเติบโตของไม้จันทน์หอมที่อำยุ10 ปี พบว่ำ มีกำรเจริญเติบโต

ทำงควำมสูงเฉลี่ย 6.59 ± 1.15 เมตร กำรเจริญเติบโตทำงเส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้นเฉลี่ย

11.67 ± 2.16 เซนติเมตร และกำรเติบโตทำงเส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกเฉลี่ย 9.16 ± 2.14

เซนติเมตร และมีอัตรำกำรเพิ่มพูนเฉลี่ยตลอดปี จัดอยู่ในกลุ่มไม้โตปกติของกรมป่ำไม้



สรุป

จำกกำรศึกษำกำรงอกของเมล็ดไม้จันทน์หอม พบว่ำ มีอัตรำกำรงอกสูงที่สุดในวัสดุเพำะ


ชำที่เป็นทรำย เท่ำกับ 85 % และ กำรศึกษำถึงกำรเติบโตของไม้จันทน์หอมในสวนป่ำพบว่ำ เมือ


อำยุ 10 ปี จะมีควำมสูงเฉลี่ย6.59 + 1.15 เมตร ขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้นเฉลี่ย 11.67 +

2.16 และขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกเฉลี่ย 9.16 + 2.14 เซนติเมตร โดยมีผลผลิตมวล

24


ชีวภำพของล ำต้น ใบ กิ่ง และมวลชีวภำพรวมเท่ำกับ25.023, 11.473, 3.568 และ 40.065

ตันต่อเฮกแตร์ ตำมล ำดับ โดยคิดเป็นปริมำตรไม้เท่ำกับ 31.125ลูกบำศก์เมตรต่อเฮกแตร์




ข้อเสนอแนะ

ในป่ำธรรมชำติในทุกพื้นที่มีกำรพัฒนำของกล้ำไม้ไปสู่ระยะไม้รุ่นและไม้ใหญ่ใน

อัตรำส่วนที่น้อยมำก ซึ่งอำจส่งผลให้เกิดกำรขำดแคลนแม่ไม้ และน ำไปสู่กำรสูญหำยของไม้จันทน์


หอมจำกพื้นที่ในอนำคต ดังนั้นกำรชวยเหลือและส่งเสริมให้ไม้ชนิดนี้ยังคงอยู่วิธีกำรหนึ่ง คือกำร
ขยำยพันธุ์ โดยวิธีกำรต่ำงๆ ผลกำรศึกษำพบว่ำ ทรำยเป็นวัสดุเพำะเมล็ดไม้จันทน์หอมที่ดีที่สุดมี



อัตรำกำรงอกถึง 85 เปอร์เซ็นต์และเมื่อย้ำยกล้ำไม้ลงถุงเพำะชำพบว่ำ หน้ำดินเป็นวัสดุเพำะชำที่

มีควำมเหมำะสมมำกที่สุด ในขณะที่ขนำดของถุงเพำะชำไม่พบว่ำมีผลต่อกำรเติบโตของกล้ำไม้แต่


อย่ำงใด ดังนั้นจึงควรใชถุงเพำะชำขนำดเล็กเพื่อเป็นกำรประหยัดต้นทุนด ำเนินกำร กำร
เจริญเติบโตของไม้จันทน์หอมในสวนป่ำ พบว่ำ มีอัตรำกำรเจริญเติบโตที่ค่อนข้ำงชำ ให้ผลผลิต



เนือไม้และมวลชวภำพโดยรวมไม่สูงนัก เมือเทียบกับไม้โตเร็วชนิดอื่น แต่อย่ำงไรก็ดีคุณค่ำและ


คุณประโยชน์ของไม้จันทน์หอมมีค่ำสูงตำมลักษณะกำรใชประโยชน์เฉพำะอย่ำงนอกเหนือจำกกำร

ค ำนึงถึงปริมำตรเนือไม้แต่เพียงอย่ำงเดียว ดังนั้นจึงมีควำมส ำคัญเป็นอย่ำงยิ่งในกำรอนุรักษ์ ไม้
จันทน์หอมไว้ในป่ำตำมธรรมชำติ เพื่อควำมหลำกหลำยทำงพันธุกรรม รวมถึงควรมีกำรส่งเสริมให้

ปลูกไม้จันทน์หอมในรูปแบบของสวนป่ำเพื่อกำรใช้ประโยชน์อย่ำงยั่งยืนต่อไปในอนำคต



หมายเหตุ: เอกสำรฉบับเต็มที่ได้ตีพิมพ์วำรสำรแล้วแสดงปรำกฏไว้ในภำคผนวก หรือ

http://bioff.forest.ku.ac.th/PDF_FILE/SEP_2014/JTPR2.pdf

25


๕. สรุปผล

กำรวิจัยด้ำนนิเวศวิทยำป่ำไม้ เป็นกำรศึกษำด้ำนชนิดพืช องค์ประกอบและโครงสร้ำงป่ำ

ไม้ ตลอดจนควำมสัมพันธ์ของพืชกับสิ่งแวดล้อมโดยกำรวิเครำะห์ในเชงปริมำณและคุณภำพเพื่อ

เป็นข้อมูลพื้นฐำนที่ส ำคัญในกำรต่อยอดพัฒนำสู่งำนวิจัยในด้ำนต่ำงๆต่อไป ซึ่งประเทศไทยยังมี


กำรศึกษำด้ำนนิเวศวิทยำป่ำไม้อยู่ไม่มำก กำรศึกษำในเรืองของชนิดพันธุ์ โครงสร้ำง และ

องค์ประกอบของป่ำจึงมีควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่งต่อกำรอนุรักษ์กำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้และ

เศรษฐกิจ โดยระบบนิเวศป่ำไม้เป็นระบบที่มีควำมหลำกหลำยทำงชวภำพที่ส ำคัญ เป็นปัจจัยหลัก

ที่ควบคุมสภำพอำกำศให้เหมำะสม เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคำร์บอน ในงำนวิจัยต่ำงๆ กำรวำง

แปลง ขนำดแปลงทดลอง รวมถึงกำรวิเครำะห์ข้อมูลนั้นมีควำมแตกต่ำงกันซึ่งจะขึ้นอยู่กับ

ั้
วัตถุประสงค์ของงำนวิจัย สภำพพื้นที่กำรศึกษำ และกำรกระจำยพันธุ์ของชนิดไม้นั้นๆ ซึ่งชนเรือน

ยอดในแต่ละสังคมพืชจะมีควำมแตกต่ำงกันไปตำมลักษณะของสังคมพืชนั้นๆ อำทิเชน ในสังคมพืช
ั้
ั้
ถำวรมักมีสภำพคงที่ อำจประกอบด้วยชนเรือนยอดตั้งแต่ 5-7ชนเรือนยอด คือ ชนเรือนยอด
ั้
ั้
ั้
ั้
ั้
ใหญ่ 2-3 ชน ไม้พุ่ม 2 ชนและชนของไม้ล้มลุกและลูกไม้ ส่วนที่ผิวดินเป็นชนของมอสส์และไล
เคนท์ ส่วนในดินสำมำรถจ ำแนกได้ตำมควำมลึกของระดับชั้นของรำกและสิ่งมีชีวิตในดิน เป็นต้น


เอกสารและสิ่งอ้างอิง



กรมป่ำไม้. 2526. ประโยชนของไม้จันทน์หอม. กรมป่ำไม้.

________. 2526. ไม้และของป่าบางชนิดในประเทศไทย. บำงเขน, กรุงเทพฯ.


________. 2536. เอกสารส่งเสริมการปลูกไม้ป่า. กองบ ำรุง กรมป่ำไม้ บำงเขน, กรุงเทพฯ.


ขวัญใจ ค ำมงคล ยงยุทธ ไตรสุรัตน์ ประทีป ด้วงแค และ สรำวุธ สังข์แก้ว. 2556. การศกษา


โครงสร้างสังคมพืชป่าบุ่งป่าทามในลุ่มนามูล. วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัย

เกษตร์ศำสตร์.

คงศักดิ์ มีแก้วพรเทพ เหมือนพงษ์ และ ชนิษฐำจันทโชติ. 2552. ลักษณะทำงนิเวศวิทยำบำง

ประกำรของไม้จันทน์หอม (Mansoniagagei J.R. Drummond). Journal of Tropical

Plants Research. 2:38-4

26




ชงชย วิริยะบัญชำ. 2546. คู่มือการประมาณมวลชีวภาพของหมู่ไม้. ฝ่ำยวนวัฒนวิจัยและ
พฤกษศำสตร์: กรมอุทยำน สัตว์ป่ำ และพันธุ์พืช.

ดอกรัก มำรอด. ๒๕๔๗. การวิเคราะห์ชั้นเรือนยอดทางด้านตั้ง (Stratification). ภำควิชำ


ชีววิทยำป่ำไม้, คณะวนศำสตร์.



สรำยุทธบุณยะเวชชวิน. 2537. รูปแบบสังคมพืชป่าดิบแล้งทีสะแกราช จังหวัด
นครราชสีมา. กรมป่ำไม้.

สรำยุทธบุณยะเวชชวิน. 25๕๕. โครงสร้างและพลวัตของป่าดิบเขาระดับต่ า และป่าสน.

ส่วนวิจัยกำรอนุรักษ์ป่ำไม้ ส ำนักวิจัยกำรอนุรักษ์ป่ำไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยำนแห่งชำติ


สัตว์ป่ำและพันธุ์พืช.


สรำยุทธบุณยะเวชชวิน. 2555. รายงานฉบับสมบูรณ์โครงสร้างและพลวัตของป่าเต็งรัง.

ส่วนวิจัยการอนรักษ์ป่าไม้ ส านกวิจัยการอนรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. กรมอุทยำน


แห่งชำติ สัตว์ป่ำ และพันธุ์พืช.
อุทิศกุฎอินทร์. 2542.นิเวศวิทยาพื้นฐานเพื่อการป่าไม้.ภำควิชำชีววิทยำป่ำไม้


คณะวนศำสตร์มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์. กรุงเทพฯ.

Sorensen T. 1948. A method of establishing groups of equal amplitude in plant

sociology based on similarity of species content. Biol. Skr.5 (4): 1-34.

27


บทที่ ๓การวิจัยด้านการปลูกป่า




ป่ำไม้ของประเทศไทยถูกท ำลำยลงอย่ำงรวดเร็วตำมแรงหนุนเนืองของประชำกรที่เพิ่มขึ้น
ผนวกกับพลังผลักดันทำงเศรษฐกิจระบบทุนนิยมเสรี โดยในอดีตที่ผ่ำนมำระหว่ำง พ.ศ. ๒๔๔๙–


๒๕o๓ ประเทศไทยมีกำรใชป่ำเป็นสินค้ำส ำคัญเชงพำณิชย์ กำรท ำไม้ออกจำกป่ำไม้โดยเฉพำะไม้

สัก และส่งออกเป็นสินค้ำส่งออกอันดับ ๒ รองจำกข้ำว ระยะต่อมำพ.ศ. ๒๕o๓ -๒๕๓๒ มีกำร



ลดลงของทรัพยำกรป่ำไม้อย่ำงรวดเร็วเนืองจำกกำรเพิ่มขึ้นของประชำกร กำรขยำยตัวของชมชน
และกำรเพิ่มพื้นที่ภำคเกษตรกรรม ต้นน้ ำล ำธำรถูกท ำลำย ฝนไม่ตกต้องตำมฤดูกำลก่อให้เกิด


ภำวะแห้งแล้ง เมือยำมน้ ำหลำกก็เกิดน้ ำท่วมฉับพลันและมีกำรพังทลำยของดินอย่ำงรุนแรง
สถำนกำรณ์ป่ำไม้ที่อยู่ในภำวะวิกฤตินั้นส่งผลให้เกิดกำรประกำศปิดป่ำในปี ๒๕๓๒ ชวงเวลำหลัง


จำกนั้นจึงนับได้ว่ำเป็นชวงของกำรฟื้นฟูสภำพป่ำที่เสื่อมโทรมให้กลับฟื้นคืนสภำพ โดยหนึ่งในกำร
ด ำเนินกำรฟื้นฟูสภำพป่ำที่ส ำคัญคือ “กำรปลูกป่ำ (Plantation)” ซึ่งกำรปลูกป่ำนั้นยังสำมำรถ


แบ่งย่อยได้อีกเป็น ๒ กลุ่มคือ ๑) กำรปลูกฟื้นฟูป่ำ (Forest restoration) ซึ่งเป็นกำรปลูกโดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อให้พื้นที่กลับคืนเป็นป่ำที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ตำมเดิม และ ๒) กำรปลูกป่ำ



เศรษฐกิจ (Commercial plantation) เป็นกำรปลูกป่ำเพื่อตอบสนองควำมต้องกำรใชประโยชน์จำก
ไม้ซึ่งมีอัตรำควำมต้องกำรเพิ่มขึ้นตลอดเวลำ กำรปลูกป่ำประเภทนี้มักด ำเนินกำรในพื้นที่นอกเขต

ป่ำ หรือที่ดินซึ่งมีกรรมสิทธิ์ของเอกชน ในบทนี้จะกล่ำวถึงกำรวิจัยอย่ำงครบวงจรในกำรปลูกป่ำ

เพื่อเศรษฐกิจเต็มรูปแบบเริ่มตั้งแต่กระบวนกำรคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ กำรคัดเลือกแม่ไม้ หรือ

แหล่งพันธุกรรม กำรผลิตกล้ำไม้คุณภำพ กำรปลูก กำรดูแลรักษำ ตลอดจนกำรจัดกำรสวนป่ำ



กำรตัดขยำยระยะ และตัดฟันเมือไม้ครบรอบตัดฟัน เนือหำในบทนี้จะเป็นแนวทำงในกำรท ำวิจัย
เพื่อแสวงหำค ำตอบในกำรปลูกป่ำในแต่ละขั้นตอนเพื่อให้ได้มำซึ่งข้อมูลที่ตอบโจทย์ในประเด็น

ปัญหำที่ผู้ปลูกป่ำสนใจได้อย่ำงสมบูรณ์ และถูกต้องที่สุด




๑. แนวคิด ทฤษฎี

๑.๑กำรคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้

กำรตัดสินใจเบื้องต้นของกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ คือ กำรคัดเลือกชนิดไม้ที่ถูกต้อง


และเหมำะสม ซึ่งจะมีผลต่อเนือง และส ำคัญอย่ำงยิ่งต่อควำมส ำเร็จหรือควำมล้มเหลวของกำร
ปลูกสร้ำงสวนป่ำ ดังนั้น จึงจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องตัดสินใจอย่ำงรอบคอบ มีข้อมูลพร้อมที่จะ

28


ตัดสินใจอย่ำงรอบคอบ ผู้ตัดสินใจแทนผู้ลงทุน เพรำะฉะนั้น กำรขำดทุน ก ำไรขึ้นอยู่กับกำรเริ่มต้น

เป็นสิ่งส ำคัญ เจริญ กำรกสิขวิธี (๒๕๑๕) กล่ำวไว้ตอนหนึ่งว่ำ กำรเลือกชนิดไม้ที่จะปลูกนั้น

ย่อมขึ้นอยู่กับ ๑) ควำมต้องกำร ๒) ควำมเหมำะสมของดินฟ้ำอำกำศ และ ๓) ควำมเหมำะสมใน


กำรตัดฟันชกลำกขนส่ง และยังได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อไปอีกว่ำ ท้องที่ใดมีควำมประสงค์จะ
ปลูกป่ำเพื่อหวังผลทำงกำรเงินหรือผลตอบแทนโดยตรงทำงเศรษฐกิจนั้น จะต้องพิจำรณำถึง


ตลำด และรำคำไม้ เป็นส ำคัญเพรำะไม้ที่สำมำรถเติบโตได้เหมำะสมในพื้นที่นั้นไม่ใชว่ำจะให้ผล

ทำงกำรเงินดีเสมอไป เชน ไม้สัก แม้กำรเติบโตไม่ดีนักในพื้นที่บำงแห่ง แต่ถ้ำปลูกไม้สักแล้ว

สำมำรถเติบโตได้ก็จะมีผลตอบแทนทำงกำรเงินได้ดีกว่ำไม้อื่น ๆ ที่มีกำรเติบโตได้ดีกว่ำไม้สัก

ส ำหรับกำรปลูกป่ำเพื่อสนองควำมต้องกำรของรำษฎรในท้องถิ่นนั้น จะต้องพิจำรณำควำม


ต้องกำรดังกล่ำวเป็นเกณฑ์ เชน ถ้ำรำษฎรหรือชมชนต้องกำรไม้เสำ ไม้ฟืน ก็ควรปลูกชนิดไม้ที่


เหมำะสม ส ำหรับใชไม้ท ำเสำและท ำฟืนได้ดี ถ้ำพื้นที่ที่ปลูกป่ำนั้น มีกำรขนส่งสะดวกอยู่ใกล้
โรงงำน หรือแหล่งรับซื้อก็ควรเลือกปลูกไม้ชนิดที่ตลำดหรือแหล่งรับซื้อนั้นต้องกำร เพรำะจะได้

ลดต้นทุนในกำรขนส่งและมีตลำดรองรับที่แน่นอน กำรลงทุนกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำนั้น เป็นกำร

ลงทุนระยะยำว ดังนั้นเงินทุนจึงเป็นปัจจัยส ำคัญหนึ่ง ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนทำง

กำรเงินในด้ำนอื่น ๆ หำกใชระยะเวลำยำวนำนมำกเท่ำใด ก็ยิ่งจะท ำให้ต้นทุนและดอกเบี้ยเพิ่มสูง

มำกยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้ลงทุนจึงจะมองหำชนิดไม้ที่มีรอบตัดฟันสั้น ๆ หรือให้ผลตอบแทนทำงกำรเงินใน

ระยะสั้น ๆ จึงต้องพิจำรณำต่อเนื่องไปอีกถึงชนิดไม้ที่มีกำรเติบโตเร็ว มีตลำดต้องกำรไม้ขนำดเล็ก

ระยะเวลำกำรปลูกประมำณ ๕ – ๑o ปี ก็สำมำรถใชประโยชน์ได้ ดังนั้น กำรคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้


จึงเป็นสิ่งส ำคัญยิ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจปลูกสร้ำงสวนป่ำในพื้นที่ขนำดใหญ่ โดยจะต้องพิจำรณำถึง

ปัจจัยต่ำง ๆ ดังต่อไปนี้

๑)ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสิ่งแวดล้อมกับควำมต้องกำรทำงวนวัฒน์ของพันธุ์ไม้

๒) วัตถุประสงค์เฉพำะอย่ำงของสวนป่ำ

๓)ควำมสำมำรถในกำรจัดกำรตำมควำมต้องกำรทำงวนวัฒนวิธี

๔)ผลกระทบของท้องที่ต่อพันธุ์ไม้เฉพำะอย่ำง

๕) ค่ำใช้จ่ำยในกำรปลูกและกำรจัดกำรตลอดระยะเวลำ

กำรเลือกชนิดไม้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ จำกที่ได้กล่ำวมำแล้วว่ำวัตถุประสงค์ของ


กำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ มีอยู่ ๒ ประกำรใหญ่ๆ แต่เพื่อกำรคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ให้ถูกต้องแน่ชดนั้น
ควรจะก ำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนและลึกลงไปอีกว่ำ กำรปลูกเพื่อผลตอบแทนทำงกำรเงินหรือ

29





ผลตอบแทนจำกเนือไม้โดยตรงนั้น ในรูปแบบไหน จะต้องกำรใชท ำอะไร เชน เพื่อท ำฟืนถ่ำน
เสำเข็ม ไม้ขนำดเล็กหรือเพื่อแปรรูป ส ำหรับกำรก่อสร้ำง หรือเพื่อโรงงำนเยื่อกระดำษ ไม้อัดหรือ
อื่นๆ ซึ่งจะได้น ำมำพิจำรณำจัดกลุ่มของชนิดพันธุ์ไม้ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่ำว แต่หำก



ต้องกำรปลูกเพื่อผลทำงอ้อมในด้ำนใดๆ ก็ควรก ำหนดให้ชดเจน เชน ป้องกันลม ป้องกันดิน
พังทลำย หรือ กำรปรับปรุงดิน เป็นต้น



เมือก ำหนดวัตถุประสงค์ได้อย่ำงชดเจนแล้ว จึงพิจำรณำหำชนิดไม้ต่ำงๆที่มีคุณสมบัติ
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่ำว แล้วน ำมำวำงแผนส ำหรับกำรศึกษำทดลองปลูกเพื่อหำ


ศักยภำพของกำรเจริญเติบโตต่อไป

กำรเลือกชนิดไม้ที่สำมำรถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่นั้นๆ เป็นกำรคัดเลือกเพื่อให้สอดคล้อง

กับสภำพภูมิอำกำศและสภำพภูมิประเทศ โดยจะต้องพิจำรณำถึงพื้นที่นั้นๆ ว่ำ ๑) สภำพ


ภูมิอำกำศเป็นอย่ำงไร โดยค ำนึงถึงปริมำณน้ ำฝน จ ำนวนวันที่ตก ชวงเวลำที่ตก ชวงเวลำที่ฝนทิ้ง


ช่วง อุณหภูมิสูงสุด ต่ ำสุด ควำมชื้นสัมพัทธ์ในอำกำศ ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับธรรมชำติ เชน
อุทกภัย วำตภัย และอัคคีภัย เป็นต้น ๒) สภำพภูมิประเทศที่ส ำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติของดินทั้งทำง



เคมี และฟิสิกส์ ตลอดจนควำมลำดชนของพื้นที่ ควำมสูงจำกระดับน้ ำทะเล และกำรใชประโยชน์
จำกพื้นที่นั้นมำก่อน

นอกจำกที่ได้กล่ำวมำแล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่ควรค ำนึงคือ พืชพรรณที่ขึ้นอยู่ตำมธรรมชำติ ซึ่ง


นั้นหมำยถึงพืชชนิดนั้นๆ สำมำรถปรับตัวขึ้นอยู่ได้ก่อนแล้ว แต่เมือสภำพแวดล้อมถูกท ำลำยให้
เปลี่ยนไป พืชบำงชนิดยังคงสำมำรถเจริญเติบโตได้ดี แต่บำงชนิดไม่สำมำรถปรับตัวขึ้นอยู่ได้อีก


ต่อไป ซึ่งมีควำมจ ำเป็นที่จะต้องหำชนิดพรรณไม้ใหม่มำทดลอง เพื่อศึกษำดูควำมเป็นไปได้และ


ควำมเหมำะสมกับพื้นที่ต่อไป เชน บำงพื้นที่ เมือป่ำไม้ถูกท ำลำยลงจนหมดสิ้น เกิดสภำพ


สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เชน ดินเค็ม เนืองจำกระดับน้ ำใต้ดินที่เค็มถูกดันสูงขึ้นมำยังผิวดิน

ดังนั้นไม่สำมำรถปลูกพรรณไม้พื้นเดิมได้ จึงต้องหำชนิดพรรณไม้ใหม่ที่มีควำมทนเค็มมำปลูก

ทดแทนในพื้นที่ดังกล่ำว ดังกรณีตัวอย่ำง สภำพพื้นที่ป่ำชำยเลนคลองวำฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


เดิมมีร่องน้ ำ หรือคลองน้ ำขึ้นน้ ำลง ได้จะมีพรรณไม้ป่ำชำยเลนขึ้นอยู่ แต่เมือมีกำรท ำถนนถม
คลองน้ ำไม่สำมำรถขึ้นลงได้ตำมปกติ พืชเดิมเป็นไม้ป่ำชำยเลน เชน โกงกำง ก็จะตำยไป และไม่

สำมำรถปลูกป่ำชำยเลนทดแทนได้อีก แม้ว่ำน้ ำจะท่วมขังก็ตำม ซึ่งได้น ำไม้ป่ำพรุหรือชนิดไม้ที่


ุ่
สำมำรถขึ้นในพื้นที่ชมน้ ำได้ เชน เสม็ด แต่ไม่สำมำรถขึ้นได้ดี จนต้องขุดคลองน้ ำให้น้ ำขึ้นลงได้

30


เช่นเดิม และเมื่อทิ้งไว้ระยะเวลำหนึ่งจึงสำมำรถปลูกไม้แสม โปรงขำว โปรงแดง ถั่วขำว โกงกำงใบ

เล็กและโกงกำงใบใหญ่ได้ในเวลำต่อมำ

ในกำรส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่ำเศรษฐกิจตำมโครงกำรส่งเสริมเกษตรกรปลูกป่ำ โดยกรม

ป่ำไม้ มักจะประสบปัญหำและค ำถำมจำกเกษตรกรอยู่เสมอว่ำ “ปลูกไม้อะไรดี” ดังนั้น จึงจ ำเป็น

ที่จะต้องศึกษำหำข้อมูลเพื่อตอบปัญหำและหำค ำตอบให้แก่เกษตรกรว่ำควรจะเลือกปลูกไม้อะไรดี

ที่เหมำะสมกับพื้นที่นั้น ๆ ไม้มีกำรเติบโตดี เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยสูง และ ให้ผลคุ้มค่ำทำง

เศรษฐกิจ โดยมีกำรวำงแผนทดลองเพื่อคัดเลือกชนิดพรรณไม้ส ำหรับกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำต่อไป


๑.๒กำรศึกษำกำรเติบโต และกำรจัดกำรสวนป่ำ


กำรเติบโต (Growth) เป็นกระบวนกำรเปลี่ยนแปลงทำงด้ำนปริมำณที่ไม่สำมำรถคืน


กลับ (irreversible) เชน กำรเพิ่มขึ้นของขนำด ปริมำตร มวลของต้นไม้ ซึ่งเกิดจำกกำรแบ่งเซลล์
และขนำดของเซลล์ จำกกระบวนกำรทำงสรีรวิทยำของพืช รูปแบบของกำรเติบโตหรือ ชวงระยะ

กำรเติบโตของต้นไม้ส่วนใหญ่ในกำรศึกษำกำรเติบโตของต้นไม้นั้น จะแสดงในรูปของเส้นโค้งกำร


เติบโต ( growth curve) เพื่อให้เห็นถึงกำรเติบโตอย่ำงต่อเนือง ทั้งกำรเพิ่มขนำด ปริมำตร น้ ำหนัก
โดยจะสัมพันธ์กับเวลำที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกำรเปลี่ยนแปลงจะมีรูปแบบที่มีลักษณะเป็นรูปตัว


เอส (S, sigmoid curve) มีอัตรำกำรเติบโตบำงชวงรวดเร็ว บำงชวงหยุดชะงัก อัตรำกำรเติบโตจะ

แตกต่ำงขึ้นอยู่กับรูปแบบวงจรของแต่ละชนิดไม้และระยะเวลำ (อำยุไม้)ดังภำพที่ 3

31

















ภาพที่ ๓รูปแบบ sigmoid curve ซึ่งอธิบำยถึงควำมสัมพันธ์ของกำรเติบโตและช่วงเวลำ

(ลดำวัลย์, 2550)




โดยที่Exponential phase คือ ระยะอัตรำกำรเติบโตเพิ่มขึ้นอย่ำงชำ ๆLinear phase คือ
ระยะอัตรำกำรเติบโตเพิ่มขึ้นอย่ำงรวดเร็ว (ควำมชนของกรำฟสูง)Declining phase คือ ระยะอัตรำ



กำรเติบโตชำลงSteady state คือ ระยะมั่นคงของระบบ (ควำมชนลดลงเรือย ๆ จนขนำนกับแกน

นอน) หรือไม่มีกำรเติบโตส่วนปัจจัยที่มีผลต่อกำรเติบโตของต้นไม้ประกอบด้วยดังนี้
๑)ปัจจัยภำยใน ได้แก่ พันธุกรรม จะเป็นสิ่งที่ควบคุมให้พืชแต่ละชนิดแต่ละพันธุ์มี

ลักษณะแตกต่ำงกันโดยพันธุกรรมเป็นตัวก ำหนดขอบเขตสูงสุดหรือศักย์ (potential) ที่จะเป็นไปได้

เป็นตัวก ำหนดขอบเขตของกำรเติบโต โดยกำรเติบโตและพัฒนำของต้นไม้นั้นจะถูกควบคุมโดย จีน


(gene) ท ำหน้ำที่ก ำหนดชนิด จ ำนวน ขนำด รูปร่ำง และควบคุมกำรท ำงำนในระดับเซลล์ให้เป็นไป

ตำมแบบแผน และสำมำรถถ่ำยทอดลักษณะดังกล่ำวไปยังลูกหลำนได้ ท ำหน้ำที่ควบคุมลักษณะ



ต่ำง ๆ ของสิ่งมีชวิตทั้งลักษณะที่สำมำรถมองเห็นได้ เชน รูปร่ำง ทรงต้น ควำมสูง ลักษณะใบ
ลักษณะดอก รูปทรงผลเป็นต้น และลักษณะที่ไม่สำมำรถมองเห็นได้ เชน คุณภำพของผลผลิต


(น้ ำตำล แป้ง ไขมัน โปรตีน ) กำรใชน้ ำ กำรใชอำหำรแร่ธำตุ เป็นต้น ซึ่งจะมีควำมสัมพันธ์กับ

ลักษณะทำงสัณฐำนวิทยำของต้นไม้โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง สัดส่วนระหว่ำงรำกกับส่วนเหนือดิน (ล ำ

ต้น กิ่ง และใบ) กำรเติบโตและพัฒนำระบบรำกจะขึ้นอยู่กับใบ ซึ่งท ำหน้ำที่ในกำรสร้ำงอำหำรและ

ฮอร์โมน กำรเติบโตของส่วนเหนือดิน ก็ขึ้นอยู่กับรำกที่ท ำหน้ำที่หำน้ ำ และธำตุอำหำรซึ่งจะผันแปร

ไปตำมชนิดไม้ และอำยุของต้นไม้แต่กำรควบคุมโดย จีน อำจเปลี่ยนแปลงไปตำมสภำวะแวดล้อม

32


ก่อให้เกิดควำมผันแปรของลักษณะทำงพันธุกรรม ได้แก่ กำรกลำยพันธุ์ (mutation) ซึ่งอำจเกิดขึ้น

จำกกำรเปลี่ยนแปลงหรือเกิดควำมผิดปกติของยีน โครโมโซม หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของโครโมโซม


อันเกิดขึ้นจำกสิ่งเร้ำภำยนอก ซึ่งสำมำรถน ำหลักกำรและควำมรู้ในเรืองควำมผันแปรมำใชในกำร

ผสมพันธุ์พืช ปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะดีตำมควำมต้องกำร เชน กำรคัดเลือก แม่ไม้ กำรคัดเลือก

สำยพันธุ์ กำรผสมเทียม กำรเลือกใชพันธุ์ที่ดีประกอบกับกำรจัดกำรให้สภำพแวดล้อมอื่น ๆ

เหมำะสมต่อกำรเจริญเติบโตของพืชย่อมท ำให้ผลผลิตสูงขึ้น กำรเลือกใชพันธุ์ที่ดีในกำรเพำะปลูก

ท ำให้มีโอกำสที่จะได้ผลผลิตสูง และถือเป็นกำรจัดกำรที่ดีและยั่งยืน


๒) ปัจจัยภำยนอก เป็น ปัจจัยแวดล้อมต่ำงๆ ในบริเวณที่ต้นไม้ขึ้นอยู่ ปัจจัย

ภำยนอกนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงกำรเติบโตของต้นไม้โดยตรงแต่จะส่งผลทำงอ้อมต่ออัตรำกำรเติบโต

และกระบวนกำรทำงสรีรวิทยำที่เกี่ยวข้องกับกำรเติบโต ได้แก่ กระบวนกำรสังเครำะห์แสง กำร

หำยใจ กำรสร้ำงอำหำร กำรสังเครำะห์ฮอร์โมน กำรดูดน้ ำและแร่ธำตุอำหำร และกำรขนย้ำย

สำรอำหำร เป็นต้นปัจจัยภำยนอกประกอบด้วย

(๑)ปัจจัยที่ไม่มีชวิต (biotic factors)ได้แก่ แสง น้ ำ อุณหภูมิ ลม ธำตุอำหำร

และมลพิษทำงอำกำศเป็นต้น


(๒) ปัจจยที่มีชีวิต (abiotic factors) ได้แก่ โรค แมลง กำรแทะเล็มของสัตว์ และ
กิจกรรมของมนุษย์ เป็นต้น

ลดำวัลย์ (๒๕๕o) กล่ำวว่ำ กำรศึกษำอิทธิพลของสภำพแวดล้อมที่มีผลต่อกำรเติบโตของ

ต้นไม้นั้น ไม่สำมำรถจ ำแนกออกเป็นเชิงปริมำณอย่ำงเด่นชัด เนื่องมำจำกสำเหตุหลำยประกำร


ได้แก่


๑. ปัจจัยแวดล้อมบำงประกำรส่งผลต่อต้นไม้อย่ำงต่อเนือง ในขณะที่ปัจจัยแวดล้อมบำง
ประกำรส่งผลต่อต้นไม้เป็นครั้งครำว

๒. ควำมส ำคัญของปัจจัยแวดล้อมหนึ่งๆ ต่อกำรเติบโตของต้นไม้จะแปรผันไปตำมเวลำ

๓. กำรเปลี่ยนแปลงกำรเติบโตอันเนื่องมำจำกกำรตอบสนองต่อสิงแวดล้อมอำจไม่ปรำกฏ

ให้เห็นเมื่อเวลำผ่ำนไป

๔. กำรตอบสนองของกำรเติบโตต่อสภำพแวดล้อมเป็นผลมำจำกสภำพแวดล้อมก่อน

หน้ำนี้

๕. ควำมผันแปรของกำรเติบโตต่อสภำพแวดล้อมขึ้นอยู่กับควำมแข็งแรงของต้นไม้

33



๖. กำรปรับตัวทำงสัณฐำนวิทยำของต้นไม้เมือเวลำผ่ำนไปจะมีผลต่อกระบวนกำรทำง
สรีรวิทยำของต้นไม้อย่ำงถำวร

๑.๓กำรปรับปรุงพันธุ์ไม้ป่ำ

เป็นกระบวนกำรพัฒนำทรัพยำกรป่ำไม้ที่มีอยู่วิธีหนึ่งให้มีคุณภำพสูงขึ้น หรือมี


คุณภำพตรงตำมควำมต้องกำรเพื่อพัฒนำทรัพยำกรพันธุกรรมไม้ป่ำเพื่อน ำไปใชประโยชน์อย่ำง
ยั่งยืนในกำรพัฒนำทรัพยำกรป่ำไม้โดยผ่ำนกระบวนกำรปรับปรุงพันธุ์ และต้องด ำเนินกำรหลำย

ขั้นตอน อำศัยควำมรู้ ควำมเข้ำใจในวิชำพันธุศำสตร์ และสถิติศำสตร์ตำมสมควร



วิเชยร (2550) กล่ำวว่ำต้นไม้ชนิดเดียวกันนั้นจะมีควำมแตกต่ำงของลักษณะต่ำงๆ ให้
เห็น เชน ในป่ำไม้สัก บำงต้นล ำต้นกลม เปลำ ตรง บำงต้นคดงอ มีพูพอน รูปร่ำงเบี้ยว หรือ บำง

ต้นมีกิ่งใหญ่ บำงต้นกิ่งเล็ก ลักษณะกำรแตกกิ่งก้ำนก็แตกต่ำงกัน หรือเรือนยอดมีลักษณะต่ำงกัน

เชน มีลักษณะเรือนยอดกลม ได้สัดส่วนกับล ำต้น บำงต้นเรือนยอดรี หรือไม่มีรูปแบบใดๆ เลย

บำงต้นมีร่องรอยจำกกำรเข้ำท ำลำยของโรคและแมลงมำกมำย บ้ำงต้นมีบ้ำงเล็กน้อย หรือบำงต้น


ไม่มีเลย ดังนี้เป็นต้น ควำมแตกต่ำงเหล่ำนี้เองที่นักปรับปรับพันธุ์ไม้ป่ำน ำมำใชประโยชน์ เพื่อ

ปรับปรุงลักษณะต่ำงๆ ให้ได้ตำมควำมต้องกำร เชน ให้มีควำมเจริญเติบโตสูง เนือไม้ดี ต้ำนทำน

ต่อโรคและแมลง หรือได้ควำมยำวเยื่อตำมขนำดที่ต้องกำร หำกกำรปรับปรุงพันธุ์กระท ำเพื่อผลิต

เยื่อกระดำษ เป็นต้น ในทำงตรงกันข้ำม หำกต้นไม้ในป่ำไม่ว่ำจะขึ้นอยู่ที่ใดก็ตำม ไม่มีควำม

แตกต่ำงกันเลย หรือมีบ้ำงแต่ก็น้อยมำกตำมปกติแล้วควำมแตกต่ำงของต้นไม้ในธรรมชำติเกิดจำก

สำเหตุ ๓ ประกำร คือ


๑) ควำมแตกต่ำงของสิ่งแวดล้อมที่ต้นไม้นั้นขึ้นอยู่ (environmental variation)

๒) ควำมแตกต่ำงทำงด้ำนพันธุกรรมของต้นไม้ชนิดนั้นๆ (genetic variation)

๓) ผลของกำรกระท ำต่อกัน (interaction) ระหว่ำงพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อมที่ต้นไม้

นั้นๆ ขึ้นอยู่ (Zobel and Talbert, 1984)

กำรศึกษำถึงกำรปรับปรุงพันธุ์มีวิธีกำรศึกษำพอสังเขป ดังนี ้

๑)กำรทดลองถิ่นก ำเนิด (Provenance trial) คือกำรทดสอบถิ่นก ำเนิดจะศึกษำกำร

กระจำยพันธุ์หรือแหล่งพันธุกรรมทั้งธรรมชำติหรือแหล่งพันธุกรรมที่มีกำรปลูกอยู่แล้วของชนิดไม้

นั้นเพื่อต้องกำรทรำบว่ำมีแหล่งพันธุกรรมหรือถิ่นก ำเนิดที่ใดบ้ำงที่ดีมีควำมเหมำะสม ในกำร

คัดเลือกแหล่งเมล็ดพันธุ์หรือถิ่นก ำเนิดของแหล่งเมล็ดนั้นจะท ำให้ได้กล้ำไม้ที่มีคุณภำพดีกำร

เจริญเติบโตดี ทนทำนต่อโรค แมลง และสภำพแวดล้อมให้ดี ในกำรทดลองถิ่นก ำเนิดชนิดไม้ต่ำงๆ

34



นั้นมีอยู่หลำยชนิด เชน กำรทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สะเดำ(บุญชบ และคณะ, 2540) กำรทดลองถิ่น

ก ำเนิดไม้กระถินณรงค์(พรศักดิ์ และคณะ, 2533) กำรทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สัก (พรศักดิ์ และ

คณะ, 2544) เป็นต้นปัจจุบันมีกำรทดลองชนิดและถิ่นก ำเนิดควบคู่กันไปในเวลำเดียวกันเพื่อ

ประหยัดทรัพยำกรและเวลำแต่ทั้งนี้ก็จะต้องมีข้อมูลกำรศึกษำเบื้องต้นบ้ำงแล้วในกำร

คัดเลือกชนิดไม้เพื่อลดจ ำนวนชนิดไม้ลงไป (สุวรรณ, ๒๕๕๗)

ถิ่นก ำเนิด (Provenance) หมำยถึง ท้องที่หรือท้องถิ่นของหมู่ไม้ที่ใช้เก็บเมล็ดพันธุ์ขึ้นอยู่ ซึ่ง

หมู่ไม้ดังกล่ำวอำจเป็นป่ำธรรมชำติดั้งเดิม หรืออำจเป็นไม้ต่ำงถิ่นที่น ำเข้ำมำปลูกในรูปแบบของ


สวนป่ำรวมทั้งที่น ำมำปลูกไว้จนมีกำรกระจำยตำมธรรมชำติอย่ำงกว้ำงขวำง หรือพบกระจำยอยู่

หลำยพื้นที่ ไม้ชนิดดังกล่ำวมักจะมีควำมผันในด้ำนลักษณะรูปทรงภำยนอก กำรเจริญเติบโต อีก

ทั้งควำมทนทำนต่อสภำพแวดล้อมด้วยภูมิศำสตร์ดั้งเดิม หรือถิ่นก ำเนิดของเมล็ดไม้ จึงมีอิทธิพล

ต่อลักษณะกำรเจริญเติบโตเป็นอย่ำงมำก โดยมีวัตถุประสงค์ในกำรทดลองถิ่นก ำเนิดดังนี้

(๑)เพื่อคัดเลือกหำแหล่งเมล็ดซึ่งน ำมำปลูกแล้ว ได้ผลดีที่สุดทั้งในด้ำนปริมำณ

คุณภำพ และใช้ถิ่นก ำเนิดที่คัดเลือกไว้ได้นั้นมำปรับปรุงและบ ำรุงพันธุ์ต่อไป

(๒)เพื่อจัดสร้ำงสวนผลิตเมล็ดพันธุ์จำกถิ่นก ำเนิดที่คัดเลือกไว้แล้ว ส ำหรับกำร

ปลูกสร้ำงสวนป่ำ

(๓)เพื่อเป็นกำรสงวนและอนุรักษ์พันธุ์ไม้จำกแหล่งที่ดี และเหมำะสมไว้

ตลอดไป

ส ำหรับถิ่นก ำเนิดที่ดีที่สุดนั้นไม่ได้หมำยถึงว่ำ ถิ่นก ำเนิดที่มีกำรเจริญเติบโตดี


ที่สุดเสมอไป แต่อำจหมำยถึงลักษณะอย่ำงอื่นดี เชนเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ผลผลิตของเนือไม้


ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ก ำหนดขึ้น(คงศักดิ์, ๒๕๒๘)

๒)กำรทดสอบสำยพันธุ์ (Progeny trial) กำรทดสอบสำยพันธุ์ไม้ หรือกำรทดสอบ

ลูกไม้ เป็นส่วนส ำคัญของกำรปรับปรุงพันธุ์ไม้ โดยกิจกรรมคัดเลือกพันธุ์และผสมพันธุ์ (Selection

and breeding) ที่เป็นหัวใจของกำรปรับปรุงพันธุ์ ก็จะอยู่ในกำรทดสอบสำยพันธุ์ โดยกำร

ด ำเนินกำรจะเริ่มจำกกำรเก็บเมล็ดพันธุ์ชนิดที่ต้องกำรจำกแหล่งพันธุกรรมต่ำงๆ ที่มีลักษณะดี

หรือแหล่งพันธุกรรมที่ได้มีกำรทดสอบถิ่นก ำเนิดมำแล้วว่ำมีคุณภำพดี ซึ่งจะมีควำมหลำกหลำย

ทำงพันธุกรรมสูง โดยมีกำรแยกเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมำจำกแต่ละต้นไว้ ซึ่งจะเรียกเมล็ดพันธุ์ดังกล่ำว

เป็นสำยพันธุ์หรือ Family ส ำหรับจ ำนวนสำยพันธุ์ที่เก็บมำนั้นควรมีให้มำกที่สุด เพื่อจะได้เป็นฐำน

พันธุกรรมในกำรปรับปรุงพันธุ์ต่อไป (สุวรรณ, ๒๕๕๗)

35




๒. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

๒.๑ กำรคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมำะสม (Species trials)


๑)พรศักดิ์ และคณะ (๒๕๓๓)ได้ทดสอบชนิดและแหล่งเมล็ดไม้ของไม้สกุลอะเคเซีย

ในสถำนีปลูกพรรณไม้ทรำยทอง อ ำเภอบำงสะพำนน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยศึกษำไม้สกุล

อะเคเซียจ ำนวน ๑๑ ชนิด จำก ๒๒ แหล่งเมล็ดแม่ไม้ มีระยะปลูก ๒ x ๒เมตร เก็บข้อมูลกำร

เติบโต ควำมสูง และเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ซึ่งจำกกำรศึกษำพบว่ำ เมือไม้อำยุครบ ๓ ปี Acacia

crassicarpaเบอร์ ๑๓๖๘๓ จำกปำปัวนิวกินี มีกำรเติบโตทำงด้ำนเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับอก และ

ควำมสูงมำกที่สุด มีค่ำเท่ำกับ ๑๔.๙๔๒ เซนติเมตร และ ๑๔.๖๙ เมตร ตำมล ำดับ ส่วน Acacia

melanoxylonเบอร์ ๑๔๑๗๖จำกควีนส์แลนด์ มีค่ำน้อยที่สุดโดยมีค่ำเพียง ๒.๒๐ เซนติเมตร และ

๓.๘๖ เมตร ตำมล ำดับ ส่วนกำรรอดตำยพบว่ำ Acacia auriculiformisเบอร์ ๑๓๘๕๔ มีเปอร์เซ็นต์

กำรรอดตำยสูงที่สุด คือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วน Acacia crassicarpaเบอร์ ๑๓๖๘๓ มีเปอร์เซ็นต์

กำรรอดตำย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกำรเลือกชนิดไม้และแหล่งเมล็ดไม้ที่ดีไปปลูก ต้องพิจำรณำกำร

เติบโตและเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยควบคู่กันไป


(อ้ำงอิง: http://www.lib.ku.ac.th/ejournal/tjf/tjfv009n001a003.pdf)

๒)นิศรำ และคณะ (๒๕๕6) ได้ศึกษำลักษณะกำรเติบโต และผลผลิตพันธุ์ไม้วงศ์

ยำง ๘ชนิด ได้แก่ ยำงนำ ยำงแดง พลวง เหียง พะยอม เต็ง รัง และ ตะเคียนทองที่มีระยะปลูก


๒ x ๔ เมตรในสถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูม จังหวัดกำญจนบุรีเพื่อน ำมำคัดเลือกชนิดที่มีควำม
เหมำะสมน ำมำปลูกในพื้นที่ ท ำกำรทดลองโดยใช้แผนกำรทดลองแบบ Randomized Complete

Block Design แบ่งเป็น ๔block ตำมลักษณะพื้นที่ลำดชนที่แตกต่ำงกัน และเก็บข้อมูลชนิดไม้ละ

๒๗ ต้น ผลกำรศึกษำพบว่ำ เมื่อไม้อำยุ ๑๔ ปี พลวงและรังจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตรำกำรรอดตำยสูง

มีค่ำเฉลี่ยอยู่ที่ ๙๕.๓๗ และ ๙๔.๔๔ เปอร์เซ็นต์ตำมล ำดับ ยำงนำเป็นไม้ที่มีเส้นผ่ำศูนย์กลำง

เพียงอก ควำมสูงทั้งหมด ควำมเพิ่มพูนเฉลี่ยรำยปีทำงเส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอก และควำมเพิ่มพูน

เฉลี่ยรำยปีทำงควำมสูงทั้งหมด สูง มีค่ำเท่ำกับ ๑๙.๐๙ เซนติเมตร, ๑๗.๖๐เมตร, ๑.๓๖

เซนติเมตรต่อปี และ ๑.๒๖ เมตรต่อปี ยำงนำและพลวง จัดอยู่ในกลุ่มที่มีมวลชีวภำพของส่วนที่อยู่


เหนือพื้นดินสูง ดัชนีพื้นที่ผิวใบ เต็ง มีค่ำเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ำกับ ๒.๑๒ และยำงนำมีค่ำเฉลี่ยต่ ำที่สุด

36


เท่ำกับ ๑.๖๘ ซึ่งผลจำกกำรศึกษำครั้งนี้ ชนิดไม้ที่เหมำะสมในกำรปลูกในสภำพพื้นที่ที่ศึกษำ คือ

ยำงนำและพลวง โดยพิจำรณำจำกกำรเติบโตและให้ผลผลิตสูง


๒.๒กำรศึกษำกำรเติบโต และกำรจัดกำรสวนป่ำ


๑)พรศกดิ์ (๒๕๔๐) ได้ทดลองระยะปลูกของไม้สะเดำ ในสถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำ

อ ำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกำรวำงแผนกำรทดลองแบบ Randomized Block Design
ระยะปลูก ๕ แบบ คือ ๑x ๑ เมตร ๑x ๒ เมตร ๒x ๔ เมตร และ ๔x ๔ เมตร เก็บข้อมูลโดยกำร


วัดค่ำกำรเติบโตทำงด้ำนควำมสูง เส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับ ๑๐ เซนติเมตร เปอร์เซ็นต์กำรรอด

ตำย เส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอกเมืออำยุ ๒ และ ๓ ปี ซึ่งผลกำรศึกษำพบว่ำเมือไม้สะเดำ



อำยุ ๓ ปีทุกระยะปลูกมีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และเมือวิเครำะห์กำรเติบโต
พบว่ำที่ระยะปลูก ๒x ๔ เมตร มีค่ำกำรเติบโตทำงด้ำนควำมสูง เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับ ๑๐

เซนติเมตร เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอก มำกที่สุด โดยมีค่ำ ๓.๑๘ เมตร ๘.๙๙ เซนติเมตร

และ ๖.๗๐ เซนติเมตร ตำมล ำดับ และระยะกำรเติบโตน้อยที่สุดในระยะ ๑x ๒ เมตร จำก

กำรศึกษำน ำมำประยุกต์ในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สะเดำ โดยหำระยะปลูกที่เหมำะสม และ

เป็นข้อมูลพื้นฐำนในกำรส่งเสริมกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำให้มีประสิทธิภำพมำกที่สุด

๒)คงศักดิ์ (๒๕๔๗) ได้ศึกษำกำรเจริญเติบโตและผลผลิตมวลชีวภำพของไม้


จันทนหอม ในแปลงปลูกไม้จันทนหอมที่อ ำเภอกุยบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเริ่มปลูกในปี

๒๕๔๑ ระยะปลูก ๒x ๒ เมตร ท ำกำรวำงแปลงตัวอย่ำงถำวรขนำด ๑๐x ๑๐ เมตร จ ำนวน ๔

แปลง จ ำนวน ๒๕ ต้นต่อแปลง และเก็บข้อมูลโดยวัดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับโคนต้น ระดับสูง

เพียงอก และควำมสูงตั้งแต่อำยุ ๑– ๕ ปี ผลกำรศึกษำพบว่ำ กล้ำจันทน์หอมมีอัตรำกำรเติบโต


ทำงด้ำนควำมสูงค่ำเฉลี่ยเท่ำกับ ๐.๕๖๔ เซนติเมตรต่อปี มีอัตรำกำรเติบโตสูงสุดในชวงอำยุ ๓–

๔ ปี เท่ำกับ ๐.๗๖ เมตรอัตรำกำรเจริญเติบโตต่ ำสุดอยู่ในชวงอำยุ ๑ –๒ ปี เท่ำกับ ๐.๒๙ เมตร
ส่วนกำรเติบโตทำงด้ำนเส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้นมีอัตรำกำรเจริญเติบโตเฉลี่ยเท่ำกับ๑.๔๒๘

เซนติเมตรต่อปีซึ่งจะมีอัตรำกำรเจริญเติบโตสูงสุดในชวงอำยุ ๔-๕ ปี มีค่ำเท่ำกับ ๑.๘๖


เซนติเมตรส่วนกำรเติบโตทำงด้ำนเส้นผ่ำศูนย์กลำงระดับอกจะสำมำรถเก็บข้อมูลได้ เมือกล้ำ
จันทน์หอมอำยุ ๓ ปี โดยมีควำมสูง ๑.๔๗ เมตร เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับอก เท่ำกับ ๑.๐๔


เซนติเมตรมีอัตรำกำรเติบโตเฉลี่ย เทำกับ ๑.๑๓ เซนติเมตร ซึ่งจะมีอัตรำกำรเติบโตสูงสุดในชวง

๔– ๕ ปี เท่ำกับ ๑.๕๕ เซนติเมตร ไมจันทนหอมอำยุ ๕ ปี จะมีกำรเจริญเติบโตทำง

37


เส้นผ่ำศูนย์กลำงระดับอก เท่ำกับ ๓.๓๙ เซนติเมตร ส่วนเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยตั้งแต่เริ่มปลูกใน

เดือนแรกมีอัตรำกำรรอดตำยเฉลี่ย 89 เปอร์เซ็นต์ ท ำกำรปลูกซ่อมครบ ๑๐๐เปอร์เซ็นต์

จนกระทั่งกล้ำจันทน์หอมอำยุ ๕ ปี มีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ๘๙ เปอร์เซ็นต์

(อ้ำงอิง;http://www.forest.go.th/silvic/index.php?option=com_docman&task=doc_download&gid

=33&Itemid=426&lang=th)


๓)กันตินันท์ และ ชงชย (๒๕๔๕) ได้ศึกษำกำรเจริญเติบโตและมวลชวภำพเหนือ


พื้นดินของไมกระถินเทพำในสวนป่ำลำดกระทิงจังหวัดฉะเชงเทรำ ซึ่งพื้นที่ศึกษำเป็นแปลงปลูกที่มี

รอบตัดฟันประมำณ ๖ – ๘ ปี ท ำกำรวำงแปลงตัวอย่ำงถำวร ขนำด ๒๐ x ๒๐ เมตร เป็นจ ำนวน

๑๗ แปลง เก็บข้อมูลโดยวัดกำรเติบโตครอบคลุมระยะปลูก ตั้งแต่อำยุ ๒ – ๑๘ ปี ซึ่งผลจำก

กำรศึกษำท ำให้ทรำบถึงข้อมูลกำรเติบโต และกำรกระจำยของขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกของ

แต่ละแปลงตัวอย่ำงและควำมสัมพันธ์ระหว่ำงเส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกและควำมสูงทั้งหมดของ

ต้นไม้ในรูปสมกำร hyperbolic โดยพบว่ำ แปลงไม้กระถินเทพำ อำยุ ๑๘ ปี ระยะปลูก ๘ x ๘

เมตร ซึ่งเป็นแปลงแม่ไม้ส ำหรับเก็บเมล็ด มีอัตรำกำรรอดตำยสูงที่สุด เท่ำกับ ๙๘.๔๔ เปอร์เซ็นต์

เมื่อเปรียบเทียบอัตรำกำรรอดตำยในอำยุเดียวกัน พบว่ำ ระยะปลูก ๒ x ๓ เมตร จะให้อัตรำกำร


รอดตำยสูงกว่ำระยะปลูก ๑ x ๓ เมตร นอกจำกนี้ยังพบว่ำ มวลชวภำพของไม้กระถินเทพำ อำยุ
๗ ปีสำมำรถประมำณมวลชวภำพล ำต้น ใบ กิ่ง และมวลชวภำพทั้งหมดได้ โดยมีค่ำเท่ำกับ


๑๓.๖๑๖, ๐.๕๔๔, ๑.๒ และ ๑๕.๓๒๘ ตันต่อไร ตำมล ำดับ

๔)วำทินี (๒๕๕๘) ได้ศึกษำกำรเติบโตและผลผลิตของไม้พะยูงที่ปลูกแบบเชงเดี่ยว


และเชงผสม ๓ รูปแบบคือ ปลูกพะยูงผสมยำงพำรำ ปลูกพะยูงผสมยำงพำรำกับประดู่ป่ำ และ

ปลูกพะยูงผสมสักกับประดู่ ในสวนป่ำท่ำกุ่มโนโบรุอุเมดะจังหวัดตรำดได้ท ำกำรวำงแปลงตัวอย่ำง

ขนำด ๔๐ x ๔๐ เมตร จ ำนวนรูปแบบกำรปลูกละ ๓ แปลง ท ำกำรวัดกำรเติบโตของ


เส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอก และควำมสูงทั้งหมด รวมทั้งค ำนวณปริมำตรไม้และมวลชวภำพเหนือ
พื้นดิน จำกกำรศึกษำพบว่ำเมือเปรียบเทียบกำรเติบโตและผลผลิตของพะยูงมีเฉพำะขนำด

เส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกของพะยูงที่ปลูกรูปแบบต่ำงกันมีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำง

สถิติ โดยแปลงปลูกพะยูงเชงเดียวและแปลงปลูกพะยูงผสมยำงพำรำและประดู่ป่ำมีขนำด

เส้นผ่ำศูนย์กลำงเพียงอกและควำมสูงดีกว่ำต้นไม้ในแปลงปลูกพะยูงผสมยำงพำรำ และแปลงปลูก

พะยูงผสมสักและประดู่ป่ำแต่กำรปลูกทุกรูปแบบให้ผลผลิตด้ำนปริมำตรไม้และมวลชวภำพเหนือ

พื้นดินไม่แตกต่ำงกัน

38



๕)ชชรินทร์ และ พรเทพ (๒๕๕๘)ได้ศึกษำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรเติบโตและ
ขนำดแก่นของไม้พะยูง อำยุ 26 ปีณ สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิจังหวัดกำญจนบุรี เพื่อหำ

ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรเติบโตของไม้พะยูงในรูปมิติของเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่โคนต้น (D0), เส้น

ผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับ 30 เซนติเมตรจำกพื้นดิน (D30), เส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอก(DBH), กำร

ปกคลุมเรือนยอด (crown cover)และควำมสูงทั้งหมด (total height) ผลกำรศึกษำพบว่ำ ขนำดของ

แก่นมีควำมสัมพันธ์กับเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอกโดยมีค่ำสัมประสิทธิ์ตัวก ำหนดมำกที่สุด ในขณะ

ที่ควำมสัมพันธ์ของขนำดของแก่นกับควำมสูง มีค่ำสัมประสิทธิ์ตัวก ำหนดน้อยที่สุด แล้วสร้ำง



สมกำรเส้นตรง(linear equation) เพื่อใชในกำรประมำณค่ำของขนำดของแก่นของไม้พะยูง ณ
สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิพบว่ำมีควำมสัมพันธ์อย่ำงมีนัยส ำคัญยิ่งทำงสถิติกับเส้นผ่ำน

ศูนย์กลำงเพียงอก โดยy= 0.0159x – 0.047(P<0.01) ดังนั้น DBHจึงเป็นตัวแปรที่เหมำะสม

ที่สุดในกำรใช้ประเมินขนำดแก่นของไม้พะยูงที่มีอำยุเท่ำกันและจำกกำรประมำณปริมำตรของแก่น

โดยใช้สมกำรประเมินปริมำตรไม้พบว่ำ ไม้พะยูงที่ปลูกที่สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิจะมีปริมำตร

ของแก่นเท่ำกับ 12.24 ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ และมีปริมำตรของล ำต้นทั้งหมด 36.82ลูกบำศก์

เมตรต่อไร

๖) Wanthongchai and Sahunalu (2000) ได้ศึกษำผลกระทบกำรตัดขยำยระยะ

ต่อกำรเติบโตและผลผลิตของ สวนป่ำ Eucalyptus camaldulensisในปี พ.ศ. 2535 -2538 โดย

ได้ท ำกำรศึกษำในสถำนีทดลองปลูกพรรณไม้รำชบุรี ในบริเวณแปลงปลูก Eucalyptus

camaldulensisอำยุ 7 ปีก่อนมีกำรตัดสำงขยำยระยะ และหลังจำกกำรตัดสำงขยำยระยะแบบแถว


เว้นแถวไปแล้ว 2 และ 3 ปี ซึ่งมีอำยุ 9 และ 10 ปี ได้วำงแปลงทดลองจ ำนวนอย่ำงละ4 แปลง


ระยะปลูก 2 x 2 เมตร และท ำกำรเก็บข้อมูลวัดขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับชดดิน เส้นผ่ำน
ศูนย์กลำงระยะ 30 เซนติเมตรจำกพื้นดิน และเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับอกของไม้ใหญ่ และท ำ

กำรสุ่มวัดขนำดควำมโตในหน่อที่เกิดภำยหลังจำกกำรตัดสำงระยะ แปลงละ 10 กอ ตำมชนขนำด
ั้
ควำมโตที่โคนเพื่อเป็นตัวแทนของแต่ละแปลง วัดขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับชดดินและเส้น

ผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับอก ค ำนวณค่ำกำรเติบโตและควำมเพิ่มพูนรำยปีของกำรเติบโตต่ำง ๆ ผล

กำรศึกษำพบว่ำหลังจำกตัดสำงขยำยระยะ Eucalyptus camaldulensisไปเป็นเวลำ 3 ปี มีค่ำควำม


เพิ่มพูนรำยปี มวลชวภำพไม้ใหญ่ในส่วนที่เป็นล ำต้น มวลชวภำพไม้ใหญ่ส่วนที่อยู่เหนือดินทั้งหมด

และอัตรำกำรเติบโตสัมพัทธ์ทำงด้ำนควำมโตและควำมสูง มีค่ำมำกกว่ำ แปลงที่ไม่มีกำรตัดสำง

ขยำยระยะเมื่อพิจำรณำกำรเติบโตสัมพัทธ์และหน่อรวมกัน พบว่ำ แปลงที่มีกำรตัดสำงขยำยระยะ

39


มีกำรเติบโตที่มำกกว่ำแปลงที่ไม่มีกำรตัดขยำยระยะ และกำรตัดขยำยระยะนั้นจะส่งผลต่ออัตรำ

กำรเติบโตที่ดีกว่ำในแปลงที่ไม่มีกำรตัดสำงขยำยระยะซึ่งท ำให้มีผลผลิตที่เพิ่มมำกยิ่งขึ้น


๒.๓ กำรปรับปรุงพันธุ์ไม้ป่ำ

๑)ตัวอย่ำงกำรทดลองถิ่นก ำเนิด

(๑)พรศักดิ์ (๒๕๓๕)ได้ศึกษำควำมผันแปรทำงพันธุกรรมของไม้สักด้ำนกำร

เติบโต ผลผลิต และปริมำณธำตุอำหำรในใบโดยท ำกำรศึกษำที่สวนผลิตพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ อ ำเภอ



เมือง จงหวัดพะเยำ ซึ่งผลกำรศึกษำพบว่ำ ไม้สักอำยุ ๒๐ ปี ในสำยต้น v.๔ ให้ปริมำตรเนื้อไม้
เฉลี่ยมำกที่สุด เท่ำกับ ๐.๕๙ ลูกบำศก์เมตรต่อต้น และ v.๒๘ มีปริมำตรน้อยที่สุด เท่ำกับ ๐.๓๒

ลูกบำศก์เมตรต่อต้น ส่วนผลผลิตเมล็ดสัก ให้ผลผลิตเฉลี่ยใน ๕ ปี (๒๕๒๘ –๒๕๓๒) เท่ำกับ

๖๕๙.๒กรัม คิดเป็น ๒,๐๐๑ เมล็ด ซึ่งในแต่ละสำยต้นให้เมล็ดแตกต่ำงกัน โดย V.๓๔และ V.๒๕

ให้ผลผลิตเมล็ดมำกที่สุด เมื่อพิจำรณำควำมมีชีวิตในเมล็ด V.๓๔มีเปอร์เซ็นต์ควำมชีวิตเท่ำกับ

๘๑.๖เปอร์เซ็นต์ แต่กลับพบว่ำ V.๒๕มีเปอร์เซ็นต์ควำมชีวิตเพียง ๒๓.๒เปอร์เซ็นต์ส่วนปริมำณแร่

ธำตุอำหำรในใบพบว่ำ V.๓มีปริมำณแร่ไนโตรเจนและ แคลเซียม มำกที่สุด เท่ำกับ ๑.๖๔๘๒

เปอร์เซ็นต์ และ ๑.๑๘๐๐เปอร์เซ็นต์ ส่วน V.๒๖มีปริมำณแร่ธำตุฟอสฟอรัสมำกสุด มีค่ำเท่ำกับ

๐.๑๖๑๔เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมำณแร่ธำตุอำหำรในใบไม่มีควำมสัมพันธ์กับกำรผลิตเมล็ด ซึ่งกำร

พิจำรณำไม้สักเพื่อน ำไปปรับปรุงพันธุ์ หรือปลูกในสวนป่ำควรคัดเลือกจำก จำกเติบโตมำกกว่ำ

ค่ำเฉลี่ย คือ V.๓, และ V.๔ควรคัดเลือกแม่ไม้ที่ไม่แก่มำเกินไป คัดเลือกไม้หนุ่ม ในสภำพแวดล้อม


ที่ใกล้เคียงกับสถำนที่ที่จะน ำไปปลูกเพื่อลดข้อจ ำกัดจำกปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อกำรเติบโตของสัก

ซึ่งถ้ำต้องกำรปลูกเพื่อผลิตเมล็ดควรเลือกสำยพันธุ์ V.๔

(อ้ำงอิง;http://kukr.lib.ku.ac.th/db/BKN/search_detail/result/212371,

http://intanin.lib.ku.ac.th/search*thx)

(๒)พรศกดิ์ และคณะ (๒๕๔๔)ได้ท ำกำรกำรทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สักจำก

แหล่งเมล็ดจ ำนวน ๑o ถิ่นก ำเนิด ที่สถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำประจวบคิรีขันธ์ อ ำเภอกุยบุรีจังหวัด


ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะดินเป็นชดท่ำยำง เป็นดินร่วนปนทรำยมีควำมอุดมสมบูรณ์ต่ ำ
ปริมำณน้ ำฝนประมำณ ๑,๑๘oมิลลิเมตรต่อปี โดยที่แหล่งเมล็ดไม้สักที่มีกำรเจริญเติบโตทำง

เส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้น ควำมสูง เส้นผ่ำศูนย์กลำงระดับอก และปริมำตรไม้เฉลี่ยต่อไร่สูงสุด คือ


แหล่งเมล็ดจำกสถำนีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ จังหวัดพะเยำ มีค่ำเท่ำกับ ๑๓.๖๓ เซนติเมตร

40


๗๖๖.๖๗ เซนติเมตร ๑o.๑๖ เซนติเมตร และ ๔.๕๘๘๓๓ ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ ตำมล ำดับ ส่วน

เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยเฉลี่ยเท่ำกับ ๘๒.๔oเปอร์เซ็นต์ แหล่งเมล็ดจำกจังหวัดพิษณุโลกมี

เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยมำกที่สุดถึง ๙๖ เปอร์เซ็นต์จำกสถำนีผลิตเมล็ดพันธ์ไม้ป่ำแม่กำมี

เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนแหล่งเมล็ดไม้ที่มีกำรเจริญเติบโตน้อยที่สุด คือ

แหล่งผลิตจำกอ ำเภอสอง จังหวัดแพร่ ซึ่งมีกำรเจริญเติบโตทำงเส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้นควำมสูง

เส้นผ่ำศูนย์กลำงระดับอก และปริมำตรเท่ำกับ ๙.๙๗ เซนติเมตร ๕๗๒.๑๑ เซนติเมตร และ ๑.๖

o๓๔๓ ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ ตำมล ำดับ และมีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยเพียง ๗๖ เปอร์เซ็นต์เท่ำนั้น


ดังนั้น ในกำรปลูกสวนป่ำไม้สักในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ควรเลือกแหล่งเมล็ดจำกสถำนี

ผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ จังหวัดพะเยำ แต่ไม่ควรเลือกแหล่งผลิตจำกอ ำเภอสอง จังหวัดแพร่

(อ้ำงอิง; http://app.dnp.go.th/opac/multimedia/research/1074_44.pdf)

๒) ตัวอย่ำงกำรทดสอบสำยพันธุ์

(๑)วิฑูรย์ และคณะ (๒๕๔๒)ได้ศึกษำลักษณะสำยพันธุ์รุ่นที่สองของไม้กระถิน

ณรงค์ที่สถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสถำนีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำ

เขำสอยดำว จังหวัดจันทบุรี โดยคัดเลือกสำยพันธุ์ที่เกิดจำกต้นแม่ที่มีลักษณะกำรเติบโตดีและล ำ

ต้นเปลำตรงเพื่อกำรปรับปรุงสำยพันธุ์กระถินณรงค์ที่ดีขึ้น จำกแปลงสวนผลิตพันธุ์ไม้กระถิน

ณรงค์รุ่นที่ ๑ จ ำนวน ๑๐๖สำยพันธุ์ใน ๔ภูมิภำคเดิม ได้แก่ พื้นที่ของแหล่งสำยพันธุ์ต้นก ำเนิดเดิม

ในประเทศไทย จ ำนวน ๑๓ สำยพันธุ์ ปำปัวนิวกีนี จ ำนวน ๔๗ สำยพันธุ์ เขตรัฐควีนส์แลนด์

ประเทศออตเตรเลีย จ ำนวน ๒๕ สำยพันธุ์ และเขตนอ์เทอร์นเทอร์ริทอรี่ประเทศออสเตรเลีย


จ ำนวน ๒๑ สำยพันธุ์ ผลกำรศึกษำ พบว่ำ อัตรำกำรเติบโตของไม้กระถินณรงค์ เมือมีอำยุ 2 ปี

สำยพันธุ์ที่มำจำกแหล่งภูมิภำคเดิมในประเทศไทยมีอัตรำกำรเติบโตที่ต่ ำมำก เมือเปรียบเทียบกับ

ไม้จำกแหล่งสำยพันธุ์ก ำเนิดเดิมอื่น ๆ โดยไม้กระถินณรงค์จำกควีนส์แลนสด์มีกำรเติบโตทำงด้ำน

ล ำต้นและกิ่งก้ำนมำกที่สุด ซึ่งจำกผลกำรปรับปรุงพันธุ์ไม้โดยกำรน ำไม้กระถินณรงค์จำก

ออสเตรเลีย และปำปัวนิวกีนีจะชวยในกำรปรับปรุงไม้กระถินณรงค์ในประเทศไทยดียิ่งขึ้น และ

สำมำรถน ำมำคัดเลือกสำยพันธุ์ที่ดีในกำรน ำไปปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้กระถินณรงค์ เพื่อกำรเพิ่ม

ผลผลิตมำกขึ้น โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง แหล่งควีนส์แลนด์ ที่จะให้ผลผลิตกำรเติบโตมำกที่สุด

(๒)สมคิด และสุธีร์(๒๐๐๕) ได้ศึกษำลักษณะภำยนอกและกำรเติบโตโดย

วิเครำะห์จำกลูกผสมยูคำลิปตัสระหว่ำงสำยต้นเดียวกัน ของ Eucalyptus camaldulensisและ

ลูกผสมจำกต่ำงชนิดกันระหว่ำง E.camaldulensisX E. urophylla, E.camaldulensisX E. tereticornis

41


และ E.camaldulensisX E. citriodoraจำกแปลงปลูกทดสอบลูกผสมยูคำลิปตัส บริเวณสวนป่ำคลอง


ตะเกรำ จังหวัดฉะเชงเทรำ ท ำกำรเก็บข้อมูล ลักษณะสัณฐำนวิทยำของใบ เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่

ระดับอก (DBH) ควำมสูง (H) และควำมรุนแรงกำรเกิดโรคเมือปลูกทดสอบเป็นระยะเวลำ 1 ปี ใน
๒๙คู่ผสม คู่ผสมละ ๑๐ สำยต้น(Clones) รวม ๒๙๐ สำยต้น พบว่ำ ลูกยูคำลิปปตัสที่เกิดภำยใน


ชนิดเดียวกัน เชนสำยต้น E.camaldulensis(T๕)มีเปอร์เซ็นต์กำรเกิดโรคสูงและจะรุนแรงในชวงที่มี


ฝนตกหนักเนืองมำจำกพันธุกรรมที่เกิดกำรถ่ำยทอดโรคมำยังรุ่นลูก แต่เมือน ำมำผสมกันในยูคำ

ลิปตัสต่ำงชนิดกัน จะได้ลูกที่สมบูรณ์เมือพิจำรณำผลกำรเติบโตแตกต่ำงกันและในแต่ละคู่มีควำม


แปรปรวนสูง ขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงเฉลี่ย ของทุกคู่ผสมมีขนำดเล็กกว่ำ ๓.๐๐ มิลลิเมตร และค่ำ

ควำมสูงเฉลี่ยน้อยกว่ำ 4 เมตร ยกเว้นในคู่ผสมของลูกผสม E.camaldulensis(T๕) X E. urophylla

และ E.camaldulensis(SF๘) X E. citriodoraมีเส้นผ่ำศูนย์กลำงเฉลี่ยเท่ำกับ ๓.๓๘ และ ๓.๐๑

มิลลิเมตรตำมล ำดับ และค่ำควำมสูงเฉลี่ยใน 3 คู่ผสม E.camaldulensis(T๕) X E. urophylla,

E.camaldulensis(SF๘) X E. citriodora และ E.camaldulensis(T๕) X E. tereticornis มีค่ำควำมสูง

เฉลี่ยเท่ำกับ ๔.๒๒, ๔.๗๒ และ ๔.๐๓ มิลลิเมตรตำมล ำดับ และลูกผสมทีมีกำรเติบโตดีที่สุดเมือ

อำยุ ๑ ปี คือ ลูกผสมที่เกิดจำกสำยต้น T



๓. วิธีการศึกษาวิจัย


๓.๑ กำรคัดเลือกชนิดไม้

๑. อุปกรณ์ในกำรศึกษำ

๑)วัสดุปลูกชนิดไม้

๒)เมล็ดแม่ไม้จำกหลำยแหล่งเมล็ด

๓)Diameter tape

๔) Measuring pole

๒. วิธีกำรศึกษำ

๑) วำงแผนกำรทดลอง

๒)ปลูกเมล็ดไม้ในแปลง วัดเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย และท ำกำรวัดกำรเติบโตเส้น


ผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอก (DBH) และวัดควำมสูงทั้งหมด (H)

42


๓) วิเครำะห์ข้อมูล โดยใช้ค่ำเฉลี่ยจำกค่ำวัดกำรเติบโต และเปอร์เซ็นต์กำรรอด

ตำยน ำมำวิเครำะห์วิเครำะห์ข้อมูลทำงสถิติ

๓.๒ กำรศึกษำเรื่องกำรเติบโต

๑. อุปกรณ์ในกำรศึกษำ

๑)แผนที่บริเวณแปลงศึกษำ

๒)Diameter tape

๓)Haga hypsometer


๔)เครื่องชั่งน้ ำหนัก

๕) อุปกรณ์ในกำรวำงแปลงศึกษำ เช่น เชือก ไม้หลัก เข็มทิศ

๒. วิธีกำรศึกษำ

๑) เลือกพื้นที่ศึกษำและวำงแผนกำรทดลอง

๒) เก็บข้อมูลในแปลงตัวอย่ำง โดยกำรวัดกำรเติบโตที่เส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่


ระดับชดดิน (Do) เส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอก (DBH) และวัดควำมสูง (H)ทุก 3 หรือ 6 เดือน หรือ
ตลอดเวลำตำมควำมเหมำะสม


๓) วิเครำะห์ข้อมูล โดยใชค่ำเฉลี่ยจำกค่ำวัดกำรเติบโต ค ำนวณปริมำตรไม้
และวิเครำะห์ข้อมูลทำงสถิติ

๓.๓ กำรปรับปรุงพันธุ์

๑. อุปกรณ์ในกำรศึกษำ


๑) อุปกรณ์เก็บเมล็ด ได้แก่ ไม้สอย ถุงใส่เมล็ดเป็นต้น

๒) อุปกรณ์เพำะช ำกล้ำไม้ ได้แก่ ถุงเพำะช ำกรรไกรตัดรำก อุปกรณ์รดน้ ำ

เป็นต้น

๓) อุปกรณ์เตรียมพื้นที่ปลูก ได้แก่ รถแทรกเตอร์ หลักหมำยระยะปลูก (เสำ

ปูนขนำด 3x3 นิ้ว ยำว 80 เซนติเมตรอุปกรณ์ก ำจัดวัชพืช เป็นต้น

๔) อุปกรณ์วัดกำรเจริญเติบโต ได้แก่ calipers และ measuring pole

๕) อุปกรณ์ในกำรวำงแปลงศึกษำ เช่น เชือก ไม้หลัก เข็มทิศ

๒. วิธีกำรศึกษำ

๑) กำรคัดเลือกพื้นที่ศึกษำ กำรทดสอบชนิดไม้ กำรทดลองถิ่นก ำเนิด หรือ


กำรทดสอบสำยพันธุ์ โดยศึกษำเกี่ยวกับลักษณะพื้นที่ ควำมลำดชน ควำมสูงจำกระดับน้ ำทะเล

43



ลักษณะดิน ปริมำณธำตุอำหำรปริมำณน้ ำฝนอุณหภูมิ โดยตัวอย่ำงของกำรศึกษำ เชน กำรศึกษำ

ของพรศักดิ์ และคณะ (๒๕๔๔)ได้ท ำกำรศึกษำกำรทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สักและไม้ยำงนำที่ปลูกเมือ
พ.ศ. ๒๕๓๘ ที่สถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำประจวบคีรีขันธ์ บ้ำนย่ำนซื่อ ต ำบลหำดขำม อ ำเภอกุยบุรี


จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลักษณะของพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลำดถึงเนินเขำ ควำมลำดชนประมำณ
๓-๒๕เปอร์เซ็นต์ สูงจำกระดับน้ ำทะเลปำนกลำงประมำณ ๓o เมตร ลักษณะดินเป็นดินชดท่ำยำง

ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรำยและดินร่วนปนเหนียว ปนเศษหินหรือปนกรวด ดินตื้นมำก ควำมอุดม

สมบูรณ์ทำงธรรมชำติต่ ำ pH ประมำณ ๕ –๗ ปริมำณน้ ำฝนเฉลี่ย ๑,๑๘o มิลลิเมตรต่อปี



อุณหภูมิเฉลี่ยรำยปี ๒๗. ๔ องศำเซลเซียสเพื่อนจะได้น ำไปประยุกต์ใชกับพื้นที่อื่น ๆ ที่มีลักษณะ
สิ่งแวดล้อมใกล้เคียงกัน

๒)กำรเก็บเมล็ดและกำรเพำะชำกล้ำไม้ ต้องคัดเลือกเมล็ดที่ดีมีคุณภำพตำม

วัตถุประสงค์ของกำรทดลองนั้น ๆ เชน กำรทดลองถิ่นก ำเนิดของชนิดไม้ โดยกำรเก็บเมล็ดจำก

แหล่งในระดับจังหวัด สุ่มเก็บเมล็ดแม่ไม้โดยใชเมล็ดจำกแม่ไม้หลำยต้นรวมกัน แล้วน ำเมล็ดมำ

เพำะชำเพื่อจัดเตรียมกล้ำไม้ส ำหรับปลูกทดลองเชน กำรทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สักของพรศักดิ์และ


คณะ (๒๕๔๔) ได้ท ำกำรคัดเลือกแหล่งเมล็ดพันธุ์ไม้สักจำกภำคเหนือของประเทศไทย จ ำนวน ๑o

แหล่ง ได้แก่ ๑) สถำนีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ จังหวัดพะเยำ ๒) จังหวัดพิษณุโลก ๓) อ ำเภอแม่


ริม จังหวัดเชยงใหม่ ๔) อ ำเภอแม่สอด จังหวัดตำก ๕) อ ำเภอเมือง จังหวัดพะเยำ ๖) อ ำเภองำว

จังหวัดล ำปำง ๗) อ ำเภอพำน จังหวัดเชยงรำย ๘) พม่ำ (ด่ำนแม่ฮ่องสอน) ๙) จังหวัดแม่ฮ่องสอน
และ ๑o) อ ำเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยน ำเมล็ดจำกแหล่งต่ำงๆมำเพำะเป็นกล้ำไม้ แล้วย้ำยชำลงใน


ถุง ๕x๘ นิ้ว แหล่งเมล็ดละ ๒00 ถุง ดูแลกล้ำไม้ด้วยกำรรดน้ ำอย่ำงสม่ ำเสมอ ตัดรำก จัดเรียง

ขนำดจนกล้ำอำยุได้ประมำณ ๑๖ เดือน จึงน ำไปปลูกในแปลงทดลอง

๓. กำรเตรียมพื้นที่และกำรปลูกกำรเตรียมพื้นที่ศึกษำท ำโดยคัดเลือกพื้นที่ที่มี

ควำมสม่ ำเสมอ จัดเตรียมพื้นที่ วำงแผนผังกำรปลูก ปักหลักหมำยแนวให้ถูกต้องก่อน น ำกล้ำที่

เตรียมไว้ปลูกตำมผังกำรทดลอง และหลังจำกกำรปลูก ท ำกำรส ำรวจอัตรำกำรรอดตำย และปลูก

ซ่อมเสริม เช่น กำรทดสอบถิ่นก ำเนิดไม้สักของพรศักดิ์ และคณะ (๒๕๔๔) ท ำกำรศึกษำ เริ่มจำก

กำรคัดเลือกพื้นที่ที่มีควำมสม่ ำเสมอประมำณ ๑๕ ไร่ เอำรถแทรกเตอร์ไถดันเอำเศษไม้ออกไป

แล้ว ๒ ครั้ง (ไถตะและไถพรวน) จึงปักหลักหมำยระยะปลูก โดยใชระยะ ๓ x ๓ เมตร แล้วปักแบ่ง


บล็อกและเบอร์ตำมผังกำรทดลอง (ภำพที่ ๔) ให้เสร็จสิ้นก่อนฤดูกำลปลูกเมือกล้ำไม้อำยุ ๑๖
เดือน น ำกล้ำไม้ที่เตรียมไว้ปลูกตำมผัง โดยกำรวำงผังกำรทดลองปลูกแบบ Randomized

44


Complete Block Design โดยให้ถิ่นก ำเนิดของเมล็ดไม้เป็นสิ่งทดลอง (treatment) มี ๑0 สิ่งทดลอง

๔ ซ้ ำๆละ ๒๕ ต้น ภำยหลังกำรปลูกได้ส ำรวจอัตรำกำรรอดตำย ปลูกซ่อม และก ำจัดวัชพืชเป็น

ประจ ำ


























ภาพที่ ๔ รูปแบบแปลงทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สักที่สถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำประจวบคีรีขันธ์

(พรศักดิ์และคณะ, ๒๕๔๔)




๔.กำรเก็บและวิเครำะห์ข้อมูล

๑)บันทึกข้อมูลโดยกำรวัดกำรเจริญเติบโตทำงเส้นผ่ำศูนย์กลำง

(diameter)ที่ระดับ ๑oเซนติเมตร โดยใช้ calipersวัดกำรเจริญเติบโตทำงควำมสูง (total height)โดย


ใช measuring poleของไม้ทุกต้น เมืออำยุ ๖, ๑๒, ๑๘, ๒๔, ๓o และ ๓๖ เดือน หรือต่อไปทุกปี

ตำมควำมเหมำะสม น ำข้อมูลทั้งหมดไปวิเครำะห์ควำมแตกต่ำงทำงสถิติ โดยใช ANOVA และ



LSD(พรศกดิ์และบุญชุบ, ๒๕๔o)และค ำนวณหำอัตรำกำรรอดตำยและผลผลิตมวลชวภำพ
ต่อไป

45


๔. ตัวอย่างผลงานวิจัย

๔.๑ กำรคัดเลือกชนิดไม้

การทดสอบชนิดและแหล่งเมล็ดไม้สกุลอเคเซีย


(SPECIES AND SEED SOURCES TRIALS OF ACACIAS)

พรศักดิ์ มีแก้ว PornsakMeekaew

บุญชุบ บุญทวี BoonchoobBoontawee

บพิตร เกียรติวุฒินนท์ BopitKletvutinon

วิฑูรย์ เหลืองวิริยแสง VitoonLuangviriyashaeng



บทคัดย่อ



กำรศึกษำเรืองนี้ได้ทดสอบชนิดและแหล่งเมล็ดไม้ของไม้สกุลอะเคเซีย ในสถำนีปลูก
พรรณไม้ทรำยทอง อ ำเภอบำงสะพำนน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยศึกษำไม้สกุลอะเคเซีย

จ ำนวน ๑๑ ชนิด จำก ๒๒ แหล่งเมล็ดแม่ไม้ มีระยะปลูก ๒ x ๒เมตร เก็บข้อมูลกำรเติบโต ควำม


สูง และเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ซึ่งจำกกำรศึกษำพบว่ำ เมือไม้อำยุครบ ๓ ปี Acacia crassicarpa
เบอร์ ๑๓๖๘๓ จำกปำปัวนิวกินี มีกำรเติบโตทำงด้ำนเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับอก และควำมสูง

มำกที่สุด มีค่ำเท่ำกับ ๑๔.๙๔๒ เซนติเมตร และ ๑๔.๖๙ เมตร ตำมล ำดับ ส่วน Acacia

melanoxylonเบอร์ ๑๔๑๗๖จำกควีนส์แลนด์ มีค่ำน้อยที่สุดโดยมีค่ำเพียง ๒.๒๐ เซนติเมตร และ

๓.๘๖ เมตร ตำมล ำดับ ส่วนกำรรอดตำยพบว่ำ Acacia auriculiformisเบอร์ ๑๓๘๕๔ มีเปอร์เซ็นต์

กำรรอดตำยสูงที่สุด คือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วน Acacia crassicarpaเบอร์ ๑๓๖๘๓ มีเปอร์เซ็นต์

กำรรอดตำย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกำรเลือกชนิดไม้และแหล่งเมล็ดไม้ที่ดีไปปลูก ต้องพิจำรณำกำร

เติบโตและเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยควบคู่กันไป




ค าน า

กำรปลูกไม้โตเร็วในปัจจุบันได้มีกำรส่งเสริมและเป็นที่ยอมรับกันมำกขึ้น ทั้งในภำครัฐ


เอกชน และชมชนในท้องถิ่น โดยชนิดไม้โตเร็วที่นิยมปลูกรองลงมำจำกยูคำลิปตัส คือ กระถิน
ณรงค์ (Acacia auriculiformis) โดยมีถิ่นก ำเนิดจำกออสเตรเลีย เป็นไม้ที่โตเร็วและทนทำน และมี


กำรน ำเข้ำมำปลูกในไทยเมื่อ ๒๔๗๘ มีกำรขยำยพันธุ์ ทดลองปลูกรวมทั้งน ำมำใชประโยชน์ต่ำง ๆ

46



นอกจำกนี้ยังมีไม้ชนิดอื่น ๆที่เป็นที่นิยม เชน กระถินเทพำ (Acacia mangium) โดยไม้สกุลอะเคเซีย
นั้นมีมำกมำยหลำยชนิด จึงได้คัดเลือกชนิดจำก ๒๒ แหล่งเมล็ดไท้ที่เติบโตได้ดีและเหมำะสมต่อ

กำรปลูกสร้ำงสวนป่ำต่อไป




อุปกรณ์และวิธีการ

ศึกษำไม้สกุลอะเคเซียจ ำนวน ๑๑ ชนิด จำก ๒๒ แหล่งเมล็ดแม่ไม้ มีระยะปลูก ๒ x ๒

เมตร และวำงแปลงทดลองแบบ Randomized Block Design เก็บข้อมูลกำรเติบโต ควำมสูง และ

เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย และวิเครำะห์ทำงสถิติโดยใช้ค่ำเฉลี่ยควำมแปรปรวน ANOVA และ LSD



ผลและวิจารณ ์


เมือไม้อำยุครบ ๓ ปี Acacia crassicarpaเบอร์ ๑๓๖๘๓ จำกปำปัวนิวกินี มีกำรเติบโต

ทำงด้ำนเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับอก และควำมสูงมำกที่สุด มค่ำเท่ำกับ ๑๔.๙๔๒ เซนติเมตร และ

๑๔.๖๙ เมตร ตำมล ำดับ ส่วน Acacia melanoxylonเบอร์ ๑๔๑๗๖จำกควีนส์แลนด์ มีค่ำน้อยที่สุด

โดยมีค่ำเพียง ๒.๒๐ เซนติเมตร และ ๓.๘๖ เมตร ตำมล ำดับ ส่วนกำรรอดตำยพบว่ำ Acacia

auriculiformisเบอร์ ๑๓๘๕๔ มีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยสูงที่สุด คือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วน Acacia

crassicarpaเบอร์ ๑๓๖๘๓ มีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ๙๐ เปอร์เซ็นต์




สรุปและข้อเสนอแนะ

กำรคัดเลือกชนิดไม้และแหล่งเมล็ดไม้ที่ดีไปปลูกที่ สถำนีปลูกพรรณไม้ทรำยทอง อ ำเภอ

บำงสะพำนน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ควรใช Acacia crassicarpaเบอร์ ๑๓๖๘๓ จำกปำปัว


นิวกินี เนืองจำกมีกำรเติบโตทำงด้ำนเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับอก และควำมสูงมำกที่สุด ส่วน
เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย อยู่ในระดับสูง ซึ่งกำรคัดเลือกชนิดไม้และแหล่งเมล็ดไม้ที่ดีไปปลูก ต้อง

พิจำรณำกำรเติบโตและเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยควบคู่กันไป



หมายเหตุ: เอกสำรฉบับเต็มที่ได้ตีพิมพ์วำรสำรแล้วปรำกฏไว้ในภำคผนวก หรือ

http://anchan.lib.ku.ac.th/kukr/handle/003/23648


http://anchan.lib.ku.ac.th/thai-ciard/handle/009/40311

47


๔.๒ กำรเติบโตและกำรจัดกำรสวนป่ำ

การทดลองระยะปลูกไม้สะเดา

Spacing Trials of Azadirachtaindicavar. siamensis


พรศักดิ์ มีแก้ว PornsakMeekaew



บทคัดย่อ

กำรทดลองระยะปลูกของไม้สะเดำ ในสถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำ อ ำเภอเมือง จังหวัด

ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหำรระยะปลูกที่เหมำะสม ไว้เป็นข้อมูลกำรส่งเสริมกำร

ปลูกสร้ำงสวนป่ำ โดยกำรวำงแผนกำรทดลองแบบ Randomized Block Design ระยะปลูก ๕ แบบ

คือ ๑x ๑ เมตร ๑x ๒ เมตร ๒x ๔ เมตร และ ๔x ๔ เมตร เก็บข้อมูลโดยกำรวัดค่ำกำรเติบโต

ทำงด้ำนควำมสูง เส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับ ๑๐ เซนติเมตร เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย เส้นผ่ำน

ศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอกเมื่ออำยุ ๒ และ ๓ ปี


ผลกำรศึกษำพบว่ำเมือไม้สะเดำอำยุ ๓ ปีทุกระยะปลูกมีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย

๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และเมือวิเครำะห์กำรเติบโตพบว่ำที่ระยะปลูก ๒x ๔ เมตร มีค่ำกำรเติบโต

ทำงด้ำนควำมสูง เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับ ๑๐ เซนติเมตร เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอก มำก

ที่สุด โดยมีค่ำ ๓.๑๘ เมตร ๘.๙๙ เซนติเมตร และ ๖.๗๐ เซนติเมตร ตำมล ำดับ และระยะกำร

เติบโตน้อยที่สุดในระยะ ๑x ๒ เมตร จำกกำรศึกษำน ำมำประยุกต์ในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้

สะเดำ โดยหำระยะปลูกที่เหมำะสม และเป็นข้อมูลพื้นฐำนในกำรส่งเสริมกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำให้

มีประสิทธิภำพมำกที่สุด



ค าน า


ไม้สะเดำมีชอวิทยำศำสตร์ว่ำ Azdirachtaindica var. siamensis อยู่ในวงศ์Meliaceaeพบ
ื่
กระจำยตำมธรรมชำติในป่ำเบญจพรรณแล้งและป่ำแดงในภำคกลำง ภำคเหนือตอนล่ำง ภำคใต้


ตอนบน ภำคตะวันออก และภำคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นไม้ผลัดใบ สำมำรถงอกงำมได้ใน

ท้องถิ่นที่มีอำกำศชื้นและร้อนได้ถึง ๔๔ องศำเซลเซียส ขึ้นได้ในดินทุกสภำพ ดินที่มีควำม

เหมำะสมต่อกำรขึ้นของสะเดำ คือดินที่มีลักษณะเป็นกรดเล็กน้อย กำรศึกษำเรืองกำรทดลอง


Click to View FlipBook Version