48
ระยะปลูกของไม้สะเดำ มีแนวทำงและวิธีกำรจัดกำรไม้สะเดำ โดยก ำหนดระยะปลูกให้เหมำะสม
ส ำหรับเป็นข้อมูลเบื้องต้นในกำรส่งเสริมกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สะเดำ
อุปกรณ์และวิธีการ
ท ำกำรวำงแปลงทดลองบริเวณแปลงทดลองห้วยทรำย สถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำ อ ำเภอกุย
บุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก ำหนดระยะปลูก 5 ระดับ คือ ๑x ๑ เมตร ๑x ๒ เมตร ๒x ๔ เมตร
และ ๔x ๔ เมตร เก็บข้อมูลโดยกำรวัดค่ำกำรเติบโตทำงด้ำนควำมสูง เส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับ
่
๑๐ เซนติเมตร เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย เส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอกเมืออำยุ ๒ และ ๓ ปี o
น ำมำวิเครำะห์ค่ำควำมแปรปรวนทำงสถิติโดยใช้ ANOVA ด้วยโปรแกรม SPSS
ผลและวิจารณ์ผล
่
่
เมือไม้สะเดำอำยุ ๓ ปีทุกระยะปลูกมีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และเมือ
วิเครำะห์กำรเติบโตพบว่ำที่ระยะปลูก ๒x ๔ เมตร มีค่ำกำรเติบโตทำงด้ำนควำมสูง
เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับ ๑๐ เซนติเมตร เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอก มำกที่สุด โดยมีค่ำ
๓.๑๘ เมตร ๘.๙๙ เซนติเมตร และ ๖.๗๐ เซนติเมตร ตำมล ำดับ และระยะกำรเติบโตน้อยที่สุด
ในระยะ ๑x ๒เมตร
สรุปและข้อเสนอแนะ
่
ระยะปลูก ๒x ๔ เมตร มีค่ำกำรเติบโตทำงด้ำนควำมสูง เส้นผำศูนย์กลำงที่ระดับ ๑๐
เซนติเมตร เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอก มำกที่สุด โดยมีค่ำ ๓.๑๘ เมตร ๘.๙๙ เซนติเมตร
และ ๖.๗๐ เซนติเมตร ตำมล ำดับเป็นระยะปลูกที่เหมำะสมของกำรปลูกไม้สะเดำ ในกำรส่งเสริม
กำรปลูกสร้ำงสวนป่ำให้มีประสิทธิภำพมำกที่สุด
หมายเหตุ: เอกสำรฉบับเต็มที่ได้ตีพิมพ์วำรสำรแล้วแสดงไว้ในภำคผนวก
49
๔.๓ กำรทดสอบสำยพันธุ์
การทดลองถิ่นก าเนิดไม้สัก
Provenances Trial of TectonagrandisLinn.f.
พรศักดิ์ มีแก้ว PornsakMeekaew
ประพำย แก่นนำค PrapaiKannark
ประสิทธิ์ เพียรอนุรักษ์ PrasitPianhanuruk
บทคัดย่อ
กำรทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สักจำกแหล่งเมล็ดจ ำนวน ๑๐ ถิ่นก ำเนิด ที่สถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำ
ุ
ประจวบคีรีขันธ์ อ ำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยพื้นที่ดังกล่ำวมีลักษณะดินเป็นชดท่ำยำง
ดินร่วนปนทรำย และมีควำมอุดมสมบูรณ์ต่ ำ ปริมำณน้ ำฝนประมำณ ๑,๑๘oมิลลิเมตรต่อปี โดยที่
แหล่งเมล็ดไม้สักที่มีกำรเจริญเติบโตทำงเส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้น ควำมสูง เส้นผ่ำศูนย์กลำงระดับ
อก และปริมำตรไม้เฉลี่ยต่อไร่สูงสุด คือแหล่งเมล็ดจำกสถำนีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ จังหวัด
พะเยำ มีค่ำเท่ำกับ ๑๓.๖๓ เซนติเมตร ๗๖๖.๖๗ เซนติเมตร ๑o.๑๖ เซนติเมตร และ ๔.๕๘๘๓๓
ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ ตำมล ำดับ ส่วนเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยเฉลี่ยเท่ำกับ ๘๒.๔oเปอร์เซ็นต์ แหล่ง
เมล็ดจำกจังหวัดพิษณุโลกมีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยมำกที่สุดถึง ๙๖ เปอร์เซ็นต์จำกสถำนีผลิต
เมล็ดพันธ์ไม้ป่ำแม่กำมีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำย ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนแหล่งเมล็ดไม้ที่มีกำร
เจริญเติบโตน้อยที่สุด คือ แหล่งผลิตจำกอ ำเภอสอง จังหวัดแพร่ ซึ่งมีกำรเจริญเติบโตทำง
เส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้นควำมสูง เส้นผ่ำศูนย์กลำงระดับอก และปริมำตรเท่ำกับ ๙.๙๗
เซนติเมตร ๕๗๒.๑๑ เซนติเมตร และ ๑.๖o๓๔๓ ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ ตำมล ำดับ และมี
เปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยเพียง ๗๖ เปอร์เซ็นต์เท่ำนั้น ดังนั้น ในกำรปลูกสวนป่ำไม้สักในท้องที่
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ควรเลือกแหล่งเมล็ดจำกสถำนีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ จังหวัดพะเยำ
แต่ไม่ควรเลือกแหล่งผลิตจำกอ ำเภอสอง จังหวัดแพร่
ค าน า
ถิ่นก ำเนิด (provenance) ท้องที่หรือท้องถิ่นที่หมู่ไม้ซึ่งใช้เก็บเมล็ดพันธุ์ อำจเป็นป่ำ
ธรรมชำติดั้งเดิมหรือสวนป่ำ หรือไม้ต่ำงถิ่นที่น ำมำปลูกจนมีกำรกระจำยพันธุ์ตำมธรรมชำติ เกิด
50
เป็นหมู่ไม้ โดยทั่วไปจะพบกำรกระจำยในหลำยพื้นที่ อำจเกิดกำรผันแปรในลักษณะรูปทรง
ภำยนอก กำรเติบโต และควำมทนทำนต่อสภำพแวดล้อมแตกต่ำงกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำรปรับตัว
และกำรตอบสนองของไม้นั้น ๆ
ไม้สัก (TectonagradisLinn.f.) เป็นไม้ผลัดใบในป่ำเขตร้อน วงศ์ Rubiatae (ปัจจุบันวงศ์
Lamiaceae)มีต้นก ำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย และมีแหล่งธรรมชำติของโลกเฉพำะถิ่นในประเทศอินเดีย
พม่ำ ไทย ลำว และ อินโดนีเซีย เท่ำนั้น ส ำหรับในประเทศไทย ไม้สักขึ้นอยู่ตำมธรรมชำติใน
ภำคเหนือ และภำคกลำงตอนบน มักพบตำมบริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขำสูงที่มีหินโผล่ ในภำคใต้พบที่
จังหวัดสุรำษฎร์ธำนี ไม้สักชอบขึ้นตำมพื้นที่ที่เป็นภูเขำ ดินมีกำรระบำยน้ ำได้ดี โดยเฉพำะดินที่เกิด
จำกดินทรำย และดินดำน
ในปัจจุบันกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สักเป็นที่นิยมกันอย่ำงมำก แม้แต่ในท้องที่จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีไม้สักขึ้นอยู่ตำมธรรมชำติดั้งเดิม แต่ก็ยังมีผู้สนใจที่จะปลูกกัน
อย่ำงกว้ำงขวำง ดังนั้นกำรศึกษำจึงจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องวิจัยเรื่องกำรปลูกและกำรคัดเลือกสำย
พันธุ์ไม้สัก เพื่อหำรแนวทำงในกำรให้ค ำแนะน ำแก่เกษตรกรและผู้สนใจ
อุปกรณ์และวิธีการ
ท ำกำรคัดเลือกแหล่งเมล็ดไม้สักจำกภำคเหนือ จ ำนวน ๑0 ถิ่นก ำเนิด ได้แก่ 1) สถำนี
ี
ผลิตเมล็ดไม้ป่ำแม่กำ จังหวัดพะเยำ ๒) พิษณุโลก ๓) อ.แม่ริม จังหวัดเชยงใหม่ ๔) อ.แม่สอด
จังหวัดตำก ๕) อ.เมือง จ.พะเยำ ๖) อ.งำว จ.ล ำปำง ๗) อ.พำน จ.เชยงรำย ๘) พม่ำ (ด่ำนแม่
ี
สอด) ๙) จ.แม่ฮ่องสอน และ ๑๐) อ.สอง จ.แพร่ น ำมำเพำะเมล็ด แหล่งละ ๒๐๐ ต้น ดูแลรดน้ ำ
่
จนกล้ำไม้อำยุประมำณ 16 เดือน จึงท ำน ำมำในแปลงปลูกไม้สัก (ปลูกเมือพ.ศ. ๒๕๓๘)ที่สถำนี
้
บ ำรุงพันธุ์ไม้ป่ำประจวบคีรีขันธ์ โดยใชระยะปลูก ๓ x ๓ เมตรโดยวำงแผนกำรทดลองแบบ
Randomized Complete Block Design มี 10 แหล่งถิ่นก ำเนิดแม่ไม้ (treatment) ท ำซ้ ำจ ำนวน ๔ ซ้ ำ
ซ้ ำละ ๑๕ ต้น ส ำรวจอัตรำกำรรอดตำย และวัดกำรเติบโตทำงด้ำนควำมสูงและเส้นผ่ำน
ศูนย์กลำงที่โคนต้นของกล้ำไม้เมือเริ่มปลูกและทุก ๆ 6 เดือน ระยะเวลำ 5 ปี และท ำกำรวัด
่
เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับอก เมือไม้สูงกว่ำ 1.30 เมตร น ำมำวิเครำะห์ควำมแปรปรวนควำม
่
แตกต่ำงค่ำเฉลี่ยโดยใช้ ANOVA
51
ผลและวิจารณ์ผล
เมื่อกล้ำไม้อำยุ 5 ปี แหล่งเมล็ดไม้จำกถิ่นก ำเนินที่มีเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่โคนต้น ควำมสูง
และเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับอกมำกที่สุด คือ แหล่งเมล็ดไม้จำกสถำนีผลิตพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ
(13.63 เซนติเมตร 776.77 เซนติเมตร และ ๑๐.๑๖ เซนติเมตร ตำมล ำดับ) และน้อยสุดจำก
ั
แหล่งเมล็ดไม้จำก อ.สอง จงหวัดแพร่ (๙.๙๗ เซนติเมตร ๕๗๒.๑๑เซนติเมตร และ ๗.๑๔
เซนติเมตร) โดยอัตรำกำรเติบโตเฉลี่ยทั้ง 1๐ แหล่งเมล็ดจะเห็นได้ว่ำกำรเติบโตของไม้สัก
โดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นในช่วงอำยุปีแรกของกำรปลูก และเมื่อไม้สักอำยุ 5 ปี มีอัตรำกำรเติบโตเฉลี่ย
๒.๑๓ เซนติเมตรต่อปี
สรุปและข้อเสนอแนะ
กำรทดลองถิ่นก ำเนิดไม้สักจำกแหล่งเมล็ดไม้ จ ำนวน ๑0 ถิ่นก ำเนิด ในสถำนีบ ำรุงพันธุ์ไม้
ป่ำ อ ำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำกกำรศึกษำ พบว่ำแหล่งเมล็ดแม่ไม้จำกสถำนีผลิต
เมล็ดไม้ป่ำแม่กำ จังหวัดพะเยำ มีค่ำกำรเติบโตทำงด้ำนเส้นผ่ำศูนย์กลำงโคนต้น เส้นผ่ำศูนย์กลำง
ที่ระดับอก ควำมสูง และ ปริมำตรไม้เฉลี่ยต่อไรสูงที่สุด และมีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยเฉลี่ย ๘๗
เปอร์เซ็นต์ ส่วนแหล่งเมล็ดไม้จำกจำกจังหวัดพิษณุโลก มีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยสูงที่สุดถึง ๙๖
เปอร์เซ็นต์ ส่วนแหล่งเมล็ดไม้ที่มีกำรเติบโตน้อยที่สุด คือ แหล่งเมล็ดจำกอ ำเภอสอง จังหวัดแพร่
ดังนั้นควรเลือกแหล่งเมล็ดไม้จำกสถำนีผลิตเมล็ดไม้ป่ำแม่กำ จังหวัดพะเยำ เพื่อปลูกสร้ำงสวนป่ำ
ไม้สักในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
หมายเหตุ: เอกสำรฉบับเต็มที่ได้ตีพิมพ์วำรสำรแล้วแสดงไว้ในภำคผนวก หรือ
http://app.dnp.go.th/opac/multimedia/research/1074_44.pdf
52
๕. สรุปผล
กำรวิจัยด้ำนกำรปลูกป่ำ เป็นกำรวิจัยเพื่อกำรปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจ ตั้งแต่กระบวนกำร
กำรคัดเลือกชนิดพันธุ์ กำรคัดเลือกแม่ไม้ กำรผลิตกล้ำไม้ ระยะกำรปลูก กำรจัดกำร ดูแลสวนป่ำ
ตลอดจนกำรติดตำมกำรเจริญเติบโต ผลผลิตที่ได้เพื่อน ำไปสู่กำรวิเครำะห์ผลตอบแทนทำง
่
เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อไป ในปัจจุบันทรัพยำกรป่ำไม้มีกำรลดลงอย่ำงรวดเร็วเนืองจำกกำร
ุ
เพิ่มขึ้นของประชำกร กำรขยำยตัวของชมชน และกำรเพิ่มขึ้นของภำคเกษตรกรรม ท ำให้พื้นที่ต้น
น้ ำถูกท ำลำย เกิดกำรเปลี่ยนแปลงทำงสภำพภูมิอำกำศ โดยกำรปลูกป่ำเป็นวิธีที่สำมำรถฟื้นฟู
สภำพป่ำไม้ให้กลับคืนมำได้ กำรปลูกป่ำสำมำรถแบ่งย่อยได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กำรปลูกฟื้นฟูป่ำ
และกำรปลูกป่ำเศรษฐกิจ ในกำรปลูกป่ำเศรษฐกิจเต็มรูปแบบกระบวนกำรจะเริ่มตั้งแต่
กระบวนกำรคัดเลือกชนิดพันธุ์ กำรคัดเลือกแม่ไม้หรือแหล่งพันธุกรรม กำรผลิตกล้ำไม้คุณภำพ
่
กำรปลูก กำรดูแลรักษำ ตลอดจนกำรจัดกำรสวนป่ำ กำรตัดขยำยระยะ และตัดฟันไม้เมือ
ครบรอบตัดฟัน ดังนั้นในกำรตัดสินใจในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ จ ำเป็นต้องมีกำรคัดเลือกชนิดพันธุ์
ที่มีควำมเหมำะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ สภำพพื้นที่ สภำพภูมิอำกำศ ระบบกำรจัดกำรด้ำน
ั
่
วนวัฒนวิธี และงบประมำณต่ำงๆด้วย เมือสำมำรถก ำหนดวัตถุประสงค์ที่ชดเจนแล้วจึงพิจำรณำ
ชนิดไม้ที่มีคุณสมบัติตำมวัตถุประสงค์ แล้วน ำมำวำงแผนส ำหรับศึกษำทดลองปลูกเพื่อทดสอบ
ศักยภำพกำรเติบโตที่ดีในพื้นที่นั้นๆ โดยปัจจัยที่มีผลต่อกำรเติบโตนั้นประกอบไปด้วยปัจจัยภำยใน
คือ พันธุกรรม และปัจจัยภำยนอก คือ ปัจจัยแวดล้อมต่ำงๆ จึงจ ำเป็นต้องมีกำรศึกษำเกี่ยวกับ
ปัจจัยที่มีผลต่อกำรเติบโตของพืชในลักษณะต่ำงๆ และกระบวนกำรพัฒนำทรัพยำกรป่ำไม้ กำร
ปรับปรุงพันธุ์เป็นวิธีที่เพิ่มให้คุณภำพของไม้มีคุณภำพสูงขึ้น ตรงตำมควำมต้องกำรเพื่อน ำไปใช ้
ประโยชน์อย่ำงยั่งยืน โดยต้นไม้ชนิดเดียวกันนั้นจะมีควำมแตกต่ำงของลักษณะต่ำงๆ จ ำพวกควำม
เปลำตรง พูพอน กำรแตกกิ่งที่แตกต่ำงกัน เพื่อให้ได้คุณภำพและลักษณะตรงตำมควำมต้องกำร
้
่
เชน กำรเติบโตที่สูง เนือไม้ดี ต้ำนทำนโรคและแมลง จึงต้องมีกำรศึกษำถึงกำรปรับปรุงพันธุ์พืช
ควบคู่ไปด้วย
53
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
กันตินันท์ ผิวสะอำด และ ชิงชัย วิริยะบัญชำ. 2545. กำรเจริญเติบโตและมวลชีวภำพเหนือ
พื้นดินของไมกระถินเทพำ. รายงานวนวัฒนวิจัยประจ าป 2545. 130 – 146.
คงศักดิ์ ภิญโญภูษำฤกษ์. 2528. กำรศึกษำและกำรทดลองถิ่นก ำเนิด. เอกสารการ
เผยแพร่ทางวิชาการป่าไม้. ส่วนวนวัฒนวิจัย กองบ ำรุง กรมป่ำไม้
คงศักดิ์ มีแก้ว. 2547. ไม้จันทนหอม (MansoniagageiDrumm.). สถำนีวนวัฒนวิจัย
์
ประจวบคีรีขันธ อ ำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ.
ิ
เจริญ กำรกสิขวิธี. ๒๕๑๕. การเลือกชนดพรรณไม้ปลูก. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
กรุงเทพฯ.
ฉัตรชย กำญจนะคช. ๒๕๔๐. อัตราการเจริญเติบโต ผลผลิต และรูปทรง ของสวนป่าไม้
ั
สะเดา อายุ 12 ปี ทีปลูกด้วยความหนาแนนต่างกัน. วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท.
่
่
มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์
ชัชรินทร์ เป็นบุญ และ พรเทพ เหมือนพงษ์. ๒๕๕๘. ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรเติบ โตและขนำด
แก่นของไม้พะยูง อำยุ 26 ปี ณ สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิ จังหวัดกำญจนบุรี. การ
ประชุมป่าไม้ครั้งที่ 1ประจ าปี พ.ศ. 2558. คณะวนศำสตร์, กรุงเทพฯ.
นิศรำ จีนสุกแสง จงรัก วัชรินทร์รัตน์ พรเทพ เหมือนพงษ์ และ สันต์ เกตุปรำณีต. . ๒๕๕๖. กำร
ทดลองพันธุ์ไม้วงศ์ยำง ๘ ชนิด ในสถำนีวนวัฒน์วิจัยทองผำภูมิ จังหวัดกำญจนบุรี.
วารสารวนศาสตร์. 32:๒,๑๔-๒๔.
ิ
่
บุญชบ บุญทวีและ สุขสันต์ สำยวำ และ พรศักดิ์ มีแก้ว. ๒๕๔๐. การทดลองถินก าเนดไม้
ุ
สะเดาไทย. ส ำนักวิจัยกำรอนุรักษ์ป่ำไม้และพันธุ์พืช.
พรศักดิ์ มีแก้ว บุญชุบ บุญทวี บพิตร เกียรติวุฒินนท์ และ วิฑูรย์ เหลืองวิริยะแสง. 2533. กำร
ทดสอบชนิดและแหล่งเมล็ดไม้ของไม้สกุลอเคเซีย. วารสารวนศาสตร์. 9: 23-35.
พรศักดิ์ มีแก้ว. 2535. ความผันแปรทางพันธุกรรมของไม้สักด้านการเติบโต ผลผลิต และ
ปริมาณธาตุอาหารในใบโดยท าการศกษาทีสวนผลิตพันธุ์ไม้ป่าแม่กา อ าเภอเมือง
ึ
่
จังหวัดพะเยา. วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
54
พรศักดิ์ มีแก้ว. 2540. การทดลองระยะปลูกของไม้สะเดา. ส่วนวนวัฒนวิจัยส ำนักวิชำกำร
ป่ำไม้: กรมป่ำไม้.
้
พรศักดิ์ มีแก้ว. ๒๕๔๐. รายงานความก้าวหนาโครงการวิจัย. ส่วนวนวัฒน์วิจัย ส ำนัก
วิชำกำรป่ำไม้ กรมป่ำไม้
ิ
พรศักดิ์ มีแก้ว ประพำย แก่นนำค และ ประสิทธิ์ เพียรอนุรักษ์. 2544. การทดลองถินก าเนด
่
ไม้สัก. ส่วนวนวัฒนวิจัยส ำนักวิชำกำรป่ำไม้: กรมป่ำไม้.
ลดำวัลย์ พวงจิตร. 2550. เอกสารประกอบการสอนวิชารากฐานวัฒนวิทยา (Silvics).
คณะวนศำสตร์. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
่
วำทินี สวนผกำ. 2558. การเติบโตและผลผลิตของไม้พะยูงทีปลูกแบบเชิงเดี่ยวและเชิง
ผสมในสวนป่าท่ากุ่มโนโบรุอุเมดะจังหวัดตราด. ภำควิชำวนวัฒนวิทยำ
คณะวนศำสตร์ มหำวิทยำลยเกษตรศำสตร์, กรุงเทพ.
วิฑูรย์ เหลืองวิริยะแสง K. Pinyopusarerkสุรชย ปรำณศิลป์ และพรศักดิ์ มีแก้ว. ๒๕๔๒.
ั
ลักษณะสายพันธุ์รุ่นที่สองของการปรับปรุงพันธุ์ไม้กระถินณรงค์. กลุ่มปรับปรุงพันธุ์
ไม้ป่ำส่วนวนวัฒนวิจัย. ส ำนักวิชำกำรป่ำไม้. กรมป่ำไม้.
วิเชียรสุมันตกุล. 2550. การอนุรักษ์พันธุ์ไม้ป่าเพื่อพัฒนาทรัพยากรป่าไม้. กรมอุทยำน
แห่งชำติสัตว์ป่ำและพันธุ์พืช, 180 หน้ำ.
สมคิด สิริพัฒนำดิลก และ สุธีร์ ดวงใจ. กำรวิเครำะห์ลูกผสมยูคำลิปตัสโดยใชลักษณะภำยนอก
้
และกำรเจริญเติบโต. วารสารวนศาสตร์. 24:1 -12.
สุวรรณ ตั้งมิตรเจริญ. 2557. แนวทางการพัฒนาแหล่งเมล็ดพันธุ์ไม้ป่า. ส ำนักวิจัยและ
พัฒนำกำรป่ำไม้, กรมป่ำไม้. กรุงเทพฯ.
อ ำนวย คอวนิช. ๒๕๒๕. ไม้โตเร็วและแนวความคิดเกี่ยวกับการปลูกสร้างสวนป่าใน
ประเทศไทย. สมำคมป่ำไม้แห่งประเทศไทย. กทม.
Wanthongchai K. and P. Sahunalu. 2000. Effect of Thinning on growth and yield of
Eucalyptus CamaldulensisDehnh. Plantation. Thai J. For. 19 – 21: 9 – 20.
Zobel, B., and J. Talbert. 1984. Applied Forest Tree Improvement. John Wiley and
Sons. New York, NY, USA.
55
บทที่ 4 งานวิจัยด้านโรค และ แมลงป่าไม้
ทรัพยำกรป่ำไม้ในธรรมชำติที่สมบูรณ์และสมดุลทำงระบบนิเวศ ก็จะมี แมลงป่ำไม้ และ
ี
่
สิ่งมีชวิตขนำดเล็ก เชน จุลินทรีย์ต่ำง ๆ อำศัยอยู่ร่วมกันอย่ำงสมดุลได้เป็นอย่ำงดี แต่จำกกำร
เปลี่ยนแปลงที่เกิดจำกมนุษย์เข้ำไปตัดไม้ท ำลำยป่ำจนระบบนิเวศถูกท ำลำย ท ำให้ควำมสมดุลทำง
ิ
ธรรมชำติเปลี่ยนแปลงไป และ ประกอบกับกำรปลูกพืชเกษตรเชงเดี่ยว หรือกำรปลูกป่ำเชง
ิ
เศรษฐกิจ จึงถูกรบกวนและมีกำรเข้ำท ำลำยของโรคและแมลง ก่อให้เกิดควำมเสียหำยอย่ำง
มำกมำย ดังนั้น กำรเข้ำใจและเรียนรู้ในเรื่องโรคและแมลงนั้น นับว่ำเป็นสิ่งจ ำเป็น เพรำะจะชวยใน
่
กำรลดกำรสูญเสียทรัพยำกรป่ำไม้ สำมำรถป้องกัน หำวิธีแก้ปัญหำก ำจัดโรคและแมลงที่เกิดขึ้น
ได้ทันท่วงที ลดควำมสูญเสียที่อำจเกิดขึ้นทำงเศรษฐกิจ และยังเกิดกำรพัฒนำ ค้นคว้ำวิจัย ต่อ
ยอดเพื่อกำรจัดกำรป่ำไม้ที่ดีและยั่งยืน
๑. แนวคิด ทฤษฎี
๑.แมลงป่าไม้
ี
แมลงป่ำไม้เป็นสิ่งมีชวิตกลุ่มหนึ่งที่อำศัยอยู่ในป่ำ เป็นส่วนประกอบที่ส ำคัญของป่ำ
และมีบทบำทส ำคัญในทำงป่ำไม้แตกต่ำงกัน โดยจะสำมำรถพบแมลงได้ในทุกที่ในป่ำ ทั้งนี้ ชนิด
กำรปรำกฏของแมลงนั้น จะขึ้นอยู่กับ สภำพแวดล้อมในป่ำ ชนิดพืชป่ำ แหล่งที่ตั้งป่ำ สภำพพื้นที่
ป่ำ รวมทั้งสัตว์ป่ำที่แมลงอำศัย กิจกรรมของแมลงจะมีอิทธิพลต่อกำรควบคุมผลผลิตของป่ำ
่
้
่
่
กล่ำวคือ แมลงสำมำรถเป็นตัวชวยในกำรเพิ่มผลผลิตของป่ำ เชน กำรชวยผสมเกสรของผึงและ
แมลงผสมเกสร ซึ่งชวยให้พืชมีกำรผลิตเมล็ดก่อให้เกิดกำรสืบพันธุ์ของต้นไม้ และในทำงตรงกัน
่
ข้ำม แมลงป่ำไม้ก็มีส่วนให้ผลผลิตของป่ำลดลง เชน แมลงที่เข้ำท ำลำยต้นไม้ ทั้งในส่วนของเนือไม้
้
่
หรือรำก ส่งผลต่อกำรเติบโตของต้นไม้ในป่ำ ซึ่งระยะกำรท ำลำยหรือกำรระบำดก็จะแตกต่ำงกัน
ไปตำมชนิดของแมลง พืช และเวลำ
ในปี 1995Hutacharernand Tubtimได้กล่ำวว่ำประเทศไทย มีกำรจดบันทึกแมลงป่ำ
ไม้ไว้ 3,867 ชนิด และจัดรวบรวมไว้ 5 กลุ่ม ดังนี้
1) แมลงป่ำไม้ที่ไม่แสดงผลกระทบต่อป่ำไม้ (General forest Insects) เป็นแมลงที่
อำศัยอยู่ตำมต้นพืช หรืออยู่ในดิน ใบไม้ โดยไม่ท ำลำยต้นไม้ มีทั้งหมด 2,690 ชนิด
56
ี
2) แมลงศัตรูป่ำไม้ (Insect pests of Forest trees) เป็นแมลงที่ท ำลำยต้นไม้ที่ยังมีชวิต
อยู่ ซึ่งท ำควำมเสียหำยต่อต้นไม้ที่มีกำรใช้ประโยชน์และมีคุณค่ำทำงเศรษฐกิจ เป็นแมลงที่มี
ควำมส ำคัญต่อกำรจัดกำรป่ำไม้ เพรำะแมลงจำเข้ำท ำลำยในทุกระยะกำรเติบโตของต้นไม้ ม ี
ทั้งหมด 642 ชนิด
3) แมลงศัตรูผลิตผลป่ำไม้ (Insect pests of Forestproducts) เป็นแมลงที่ก่อควำม
่
เสียหำยต่อผลิตป่ำไม้ ซึ่งเปอร์เซ็นต์กำรท ำลำยมีสูงมำกพอกับแมลงศัตรูป่ำไม้ เชน แมลงที่เข้ำ
ท ำลำยครั่ง แมลงศัตรูผลิตผลป่ำไม้ มีทั้งหมด 103 ชนิด
4) แมลงป่ำไม้ที่เป็นประโยชน์ (Beneficial forest Insect) เป็นแมลงศัตรูธรรมชำติของ
แมลงศัตรูป่ำไม้ และแมลงศัตรูผลิตผลป่ำไม้ ซึ่งได้แก่ ตัวห้ำ (predator) และตัวเบียน (parasite)
โดยจะกินแมลงศัตรูป่ำไม้ จึงเป็นตัวควบคุมปริมำณให้แมลงศัตรูป่ำไม้ ลดลง เกิดควำมสมดุล
่
ในทำงป่ำไม้ ยกตัวอย่ำงเชน ตัวห้ำในวงศ์ Cleridea, Elateridaeและ Carabidaeเป็นต้น แมลงป่ำไม้
ที่เป็นประโยชน์ มีทั้งหมด 407 ชนิด
5) แมลงดูดกินน้ ำจำกสัตว์ (Moths known to drink Mammalian fluid) เป็นแมลงกิน
อำหำรจำกสำรคัดหลั่งแตกต่ำงกัน เช่น ยุงดูดเลือด บำดแผลจำกกำรบำดเจ็บ น้ ำตำจำกสัตว์ชนิด
ต่ำงๆ และมนุษย์ มีจ ำนวน 25 ชนิดถือได้ว่ำ แมลงป่ำไม้มีควำมส ำคัญต่อกำรจัดกำรป่ำไม้
โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง แมลงศัตรูป่ำไม้ และแมลงศัตรูผลิตผลป่ำไม้ ซึ่งมีผลต่อกำรเข้ำท ำลำยป่ำไม้
ท ำลำยผลผลิตของป่ำ ดังนั้นนักจัดกำรป่ำไม้ หรือ นักปลูกสร้ำงสวนป่ำ จะต้องเรียนรู้ เพื่อป้องกัน
และควบคุมไม่ให้ต้นไม้ถูกท ำลำยหรือสร้ำงควำมเสียหำยให้กับกำรเติบโตหรือผลผลิตของป่ำไม้
เพื่อกำรจัดกำรที่ดีและยั่งยืน
๑.๑ กำรจัดจำแนกแมลงศัตรูป่ำไม้
ด ำรง ( 2519) ได้จัดจ ำแนกแมลงศัตรูป่ำไม้ไว้ 7 ประเภท โดยก ำหนดตำม
ลักษณะส่วนต่ำง ๆ ของต้นไม้ที่ถูกแมลงเข้ำท ำลำย ดังนี ้
1) แมลงกินใบ (leaf feeders) เป็นแมลงที่ก่อให้เกิดควำมเสียหำยแก่ใบ ซึ่งเป็น
ลักษณะกำรเข้ำท ำลำยของแมลงศัตรูป่ำไม้ที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ กำรท ำลำยโดยกำรกัดกิน ท ำให้
ใบเว้ำแหว่ง เป็นรูพรุน กัดกินเฉพำะเนือใบหรือผิวใบ อย่ำงเป็นระเบียบ หรือไม่เป็นระเบียบ
้
่
ลักษณะชอนไช (mining) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับชนิดของแมลง ยกตัวอย่ำงเชนหนอนผีเสือกินใบสัก
(Hyblaeapuera) กัดกินใบท ำให้ใบแหว่ง หนอนกินใบแดง (Charaxes solon sulphureus) กัดกินใบ
เฉพำะใบแก่ หนอนผีเสื้อกินผิวใบสัก (Eutectonamachaeralis) กัดกินเฉพำะผิวหรือเนือใบสักเหลือ
้
57
แต่เส้นใบ เห็นเป็นร่ำงแห (skeletonizing) ลักษณะกำรท ำลำยนี้จะส่งผลต่อกำรเติบโตของพืช
่
เนืองจำกใบพืชถูกท ำลำยส่งผลต่อกำรสังเครำะห์แสงเพื่อกำรเติบโตของพืชลดลง และในพืชที่
พบว่ำมีกำรระบำดรุนแรงอย่ำงต่อเนื่อง อำจส่งผลให้พืชอ่อนแอและตำยไปในที่สุด
2) แมลงท ำลำยล ำต้นและกิ่ง (trunk and branch borers) เป็นแมลงก่อควำม
เสียหำยให้กับล ำต้น หรือกิ่งก้ำน ซึ่งต้นพืชที่ถูกแมลงกลุ่มนี้เข้ำท ำลำยจะไม่ปรำกฏให้เห็นโดยทั่วไป
่
โดยจะแสดงอำกำรจำกกำรท ำลำย เชน กิ่งแห้งตำย กำรเข้ำท ำลำยภำยในล ำต้นโดยกำรเจำะ
ท ำลำยโครงสร้ำงเนื้อไม้ภำยในล ำต้นโดยตรงหรือกิ่งก้ำนขนำดใหญ่ เกิดรอยแผล รอยต ำหนิ หรือ
รูเจำะ ที่ปรำกฏอยู่บนผิวเนื้อไม้ ยกตัวอย่ำงเช่น มอดป่ำเจำะต้นสัก (Xyleutesceramicus)
แมลงในกลุ่มนี้มีควำมส ำคัญ เนื่องจำกสร้ำงควำมเสียหำยในส่วนของเนื้อไม้ ซึ่งเป็นผลิตผลของป่ำ
3) แมลงกัดกินรำก ( root feeders) เป็นแมลงที่ก่อควำมเสียหำยหรือเป็น
อันตรำยต่อต้นไม้ให้ตำยได้ในเวลำไม่นำนนัก เนืองจำกกำรกัดกินและท ำลำยระบบรำก ซึ่งเป็น
่
้
หัวใจในกำรดูดซึมน้ ำและแร่ธำตุต่ำงๆ มำใชเพื่อกำรเติบโตของพืช กำรท ำลำยที่เกิดขึ้นท ำให้ต้นไม้
เหี่ยวและตำยในที่สุด ยกตัวอย่ำงเชน หนอนด้วงในวงศ์ Scarabaeidaeที่เรียกกันว่ำ white grub ซึ่ง
่
เป็นหนอนที่มีวงจรชีวิตช่วงหนึ่งในดิน และจะสำมำรถกัดกินรำกไม้ได้หลำยชนิด เชนยูคำลิปตัส สน
่
ประดิพัทธ์ สนทะเล เหง้ำสักและสักขนำดเล็ก เป็นต้น นอกจำกนี้ยังพบกำรท ำลำยที่เป็นแบบ
honeycombing เป็นลักษณะกำรท ำลำยแบบคล้ำยรังผึ้ง ได้แก่ พวกปลวก (termite) และพวกมดไม้
(carpenter ants) ซึ่งมีขอบเขตกำรท ำลำยไม่สม่ ำเสมอ และกระจำยไปทั้ง กระพี้ไม้ (Sapwood)
และแก่นไม้ (Heart wood) ในพื้นที่ที่มีกำรระบำดอย่ำงต่อเนืองท ำให้โครงสร้ำงของไม้รวมทั้งระบบ
่
รำกถูกท ำลำยเป็นวงกว้ำงและต้นไม้ตำยไปในที่สุด (เดชำ, 2543)
4) แมลงท ำลำยดอก (inflorescense destroyers) เป็นแมลงที่ก่อควำมเสียหำย
่
กับดอก ซึ่งท ำให้พืชขำดกำรสืบต่อพันธุ์ ผลผลิตเมล็ดลดลง ยกตัวอย่ำงเชน หนอนผีเสื้อกินดอก
สัก (Pagidasalvaris) โดยจะกินช่วงที่สักเป็นดอกตูม ด้วงน้ ำมัน (Mylabrisphalerata) กัดกินดอกสัก
และ เพลี้ยกระโดดดูดน้ ำเลี้ยงดอกสัก (Machaerotaelegan)
5) แมลงท ำลำยยอดอ่อน (Shoot borers) เป็นแมลงทีก่อควำมเสียหำยกับยอด
อ่อนของต้นไม้ ยกตัวอย่ำง หนอนผีเสื้อเจำะยอดมะฮอกกำนี (Hypsipylarobusta) ท ำให้ยอดไม้
เหี่ยวและตำย
6) แมลงดูดน้ ำเลี้ยง (sap sucking) เป็นแมลงทีก่อควำมเสียหำยกับพืชโดยกำร
ดูดกินน้ ำเลี้ยงจำกพืช ท ำให้พืชมีใบแห้งเหี่ยว หรือดูดน้ ำเลี้ยงจำกล ำต้น กำรเข้ำท ำลำยนี้อำจส่งผล
58
่
่
่
ต่อกำรเติบโตของพืชในชวงระยะเวลำกำรเติบโตต่ำงกัน เชนถ้ำเกิดระบำดในชวงพืชออกดอก
แมลงบำงชนิดจะดูดน้ ำเลี้ยงจำกดอก ท ำให้ดอกเหี่ยวและร่วงโรยได้ ยกตัวอย่ำงเชน เพลี้ยกระโดด
่
ดูดน้ ำเลี้ยงช่อดอกสัก (Machaerotaelegan)
7) แมลงศัตรูเมล็ดและผล (seed and fruit insect pests) แมลงที่ก่อควำม
เสียหำยกับเมล็ดและผลของพรรณไม้มีหลำยชนิด ซึ่งผลและเมล็ดนั้นเป็นส่วนส ำคัญในกำร
ขยำยพันธุ์ และน ำไปปลูกสร้ำงสวนป่ำต่อไป แมลงที่เข้ำท ำลำยจะส่งผลให้ เมล็ดมีคุณภำพต่ ำ ไม่
สำมำรถน ำไปเพำะเป็นต้นกล้ำได้ ยกตัวอย่ำงเชน นอนผีเสื้อเจำะเมล็ดสัก
่
(Dichocrosispunctiferalis)
๑.๒ หลักกำรและวิธีป้องกันแมลงศัตรูป่ำไม้
เดชำ (2543) ได้กล่ำวว่ำหลักกำรและวิธีกำรป้องกันแมลงศัตรูป่ำไม้ มี
ี
ี
่
ลักษณะซับซ้อน เนืองจำกกำรด ำรงชวิต หรือวงจรชวิตของแมลงแต่ละชนิดแตกต่ำงกัน รวมทั้ง
ลักษณะกำรเติบโตและกำรเข้ำท ำลำยในพืช แต่ละชนิดต่ำงกัน จึงได้แบ่งวิธีกำรป้องกันก ำจัด
แมลงศัตรูพืชตำมวัตถุประสงค์ เป็น 4 แบบ ดังนี ้
1) exclusion ป้องกันไม่ให้ศัตรูชนิดใหม่ ๆ เข้ำมำในพื้นที่ โดยกำรกักกันพืช
และกำรใช้เมล็ดพันธุ์และกิ่งพันธุ์ที่ปรำศจำกโรค
2) avoidance หลีกเลี่ยงกำรเกิดปัญหำศัตรูพืช โดยกำรคัดเลือกพันธุ์ที่
ต้ำนทำน
3) protection กำรป้องกัน ในที่นี้จะใชสำรเคมีเป็นส่วนใหญ่ เพื่อป้องกันก ำจัด
้
ศัตรูพืช
4)eradiacationกำรก ำจัดให้สิ้นซำก ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่พบกำรระบำด โดย
กำร อบดิน ฆ่ำเชื้อในดิน
วิธีกำรป้องกันและก ำจัดแมลงศัตรูป่ำไม้ แบ่งออกเป็น 2 วิธีกำรดังนี ้
1) กำรป้องกันโดยวิธีธรรมชำติ (Natural control) จะต้องค ำนึงถึง ปัจจัย
แวดล้อมที่มีผลต่อแมลง ได้แก่ เช่นอุณหภูมิ ควำมชน แสงสว่ำง กระแสลม ปัจจัยภูมิประเทศ ซึ่งมี
ื้
ผลต่อกำรย้ำยถิ่นฐำนในกำรหำอำหำรเพื่อด ำรงชีวิตของแมลง ปัจจัยชีวภำพซึ่งได้แก่ตัวห้ ำ
ตัวเบียน
2) กำรป้องกันแบบประยุกต์ (Applied control) เป็นกำรควบคุมทำงอ้อมโดย
เทคนิคทำงวนวัฒนวิธีและกำรจัดกำร เป็นกำรป้องกันก ำจัดได้ในระยะยำว เชน กำรปรับปรุงพันธุ์
่
59
ให้ต้นไม้โตเร็วและแข็งแรงต่อโรคและแมลง ควบคุมโดยกำรวงจรชวิตกำรด ำรงชวิตของแมลง
ี
ี
ดัดแปลงให้อุณหภูมิ ควำมชน และก ำจัดโดยใช้ชีววิธี
ื้
่
เมือต้นไม้ถูกรบกวนด้วยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่ำงกะทันหัน หรือแม้แต่กำรเข้ำ
ท ำลำยและเป็นพำหะน ำโรคของแมลง ก็จะส่งผลต่อกำรเติบโตเนืองจำกเซลล์ในพืชท ำงำนที่
่
ผิดปกติไปจำกเดิม กระบวนกำรท ำงำนของระบบต่ำง ๆ ทั้งทำงด้ำนสรีรวิทยำ หรือ ทำงเคมี ไม่
เป็นไปตำมปกติ คือไม่มีกำรแบ่งเซลล์หรือกำรพัฒนำเซลล์เพื่อท ำหน้ำที่ต่ำง ๆ ในกำรเติบโตของ
พืช เซลล์บำงส่วนมีกำรเปลี่ยนแปลงรูปร่ำง บำงส่วนถูกยับยั้ง เซลล์พืชมีกำรตอบสนองต่อปัจจัย
แวดล้อมที่รบกวนอย่ำงต่อเนือง ท ำให้เซลล์ผิดปกติและตำยไป ต้นไม้จึงอ่อนแอ และแสดงอำกำร
่
่
ของโรค (Symptoms) เชน อำกำรไหม้ หงิก ปุ่มปม เหียว เป็นอำกำรผิดปกติที่พืชแสดงที่สำมำรถ
่
มองเห็นได้
๒. โรคพืช
Whelzel (1935) ได้ให้ค ำจัดควำมว่ำ เป็นกระบวนกำรทำงสรีรวิทยำ กระบวนกำร
่
หนึ่งหรือ หลำยกระบวนกำร เกิดกำรถูกท ำลำยจำกกำรรบกวนอย่ำงต่อเนืองของตัวกำรที่เป็น
สำเหตุเริ่มแรก (Primary agent) จนท ำให้เซลล์ผิดปกติ แล้วจึงแสดงผลออกมำทำงลักษณะ
สัณฐำนวิทยำ ซึ่งถ้ำมีสิ่งที่มำท ำให้พืชหรือต้นไม้เสียหำย โดยเกิดขึ้นในทันที ไม่ได้เกิดจำกกำร
รบกวนอย่ำงต่อเนื่อง เช่น แมลงกัดกินใบแหว่ง มีดฟันถูกต้นไม้ พืชได้รับบำดแผล เรียกว่ำ เป็นพืช
ได้รับอันตรำย (plant injury) จะไม่เรียกว่ำพืชเป็นโรค (Plant disease) ถึงแม้ว่ำบำดแผลเหล่ำนี้จะ
่
ใชโรคพืช แต่มักพบว่ำเมือพืชเกิดแผล พืชอำจเกิดกำรอ่อนแอ และแผลนี้เองจะเป็นชองทำงให้
่
่
ตัวกำรเข้ำก่อให้เกิดโรค เข้ำสู่ต้นพืชได้โดยง่ำย และเกิดกำรกระท ำต่อกันระหว่ำงตัวกำรก่อให้เกิด
โรคพืชและต้นพืช
โรคพืชหรือโรคต้นไม้ จึงหมำยถึง พืชหรือต้นไม้ที่ท ำหน้ำที่ต่ำง ๆ เชน หน้ำที่กำร
่
สังเครำะห์ด้วยแสง หน้ำที่ล ำเลียงน้ ำจำกรำกไปยังส่วนต่ำง ๆ ของล ำต้น หรือโครงสร้ำง เชน ผนัง
่
้
เซลล์ของเนือไม้ มีกำรผิดปกติ เกิดอำกำรผุ รูปร่ำงหน้ำตำผิดปกติไปจำกเดิม โดยมีสำเหตุปัจจัย
แวดล้อมทั้งมีชวิตและไม่มีชวิต จำกสำรเคมี หรือปัจจัยแวดล้อมทำงกำยภำพ (อุทัยวรรณ,
ี
ี
๒๕๕๐)
60
๒.๑ สำเหตุที่ท ำให้พืชเป็นโรค
สำเหตุที่ท ำให้พืชเป็นโรคหรือแสดงอำกำรผิดปกติไปจำกเดิม แบ่งออกเป็น 2
กลุ่ม (วรรณวิไล, 2545) ได้แก่
ี
1) สำเหตุที่เกิดจำกสิ่งมีชวิต หรือโรคชนิดติดเชื้อ (Infections plant diseases)
ซึ่งสำเหตุดังกล่ำวนี้สำมำรถติดต่อหรือถ่ำยทอดจำกต้นที่ไม่เป็นโรค ไปสู่ต้นที่เป็นโรคได้ โดยขึ้นอยู่
กับ ควำมอ่อนแอของพืชต่อกำรเข้ำท ำลำยของโรค ควำมรุนแรงของโรคต่อพืช สภำพแวดล้อมที่
่
เหมำะสมในกำรเกิดโรค และระยะเวลำที่เชื้อสัมผัสกับพืช เชน เชื้อรำ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อ
่
ไฟโตพลำสมำ และไส้เดือนฝอย ส่งผลให้พืชแสดงอำกำร ใบไหม้ ใบจุด รำกเน่ำ ต้นเหียว ผลเน่ำ
เป็นต้น
2) สำเหตุที่เกิดจำกสิ่งไม่มีชีวิต หรือโรคชนิดไม่ติดเชื้อ (Non - infections plant
diseases ) สำเหตุดังกล่ำวนี้ไม่แพร่ระบำด ติดต่อ เป็นควำมผิดปกติที่เกิดจำกระบบสรีรวิทยำ
(Physiological disorders เกิดจำกสภำพแวดล้อมที่ไม่เหมำะสม เชน ดินขำดธำตุอำหำร ดิน เป็น
่
กรดหรือด่ำงมำกเกินไป อำกำศร้อน แสงแดดจัด ส่งผลให้พืชแสดงอำกำร ใบเหลืองซีด ใบร่วง ใบ
ไหม้ ผลผลิตลดลง เป็นต้น
๒.๒ หลักกำรเกิดโรคพืช
หลักกำรเกิดโรคหรือสำมเหลี่ยมโรคพืช โดยกำรที่ต้นไม้จะเกิดโรคได้จะเกิด
จำก 3 ปัจจัยที่ส ำคัญคือ
1) พืชที่อ่อนแอ
2) เชื้อโรค หรือสำเหตุของโรค
3) สภำพแวดล้อมที่เหมำะสมต่อกำรเกิดโรค
้
ซึ่งสำมำรถน ำหลักกำรทั้ง 3 ปัจจัยของสำมเหลี่ยมโรคพืช มำใชในกำรประยุกต์
จัดกำร หรือควบคุมไม่ให้พืชเป็นโรค
๒.๓ หลักกำรป้องกันก ำจัดโรคพืชหรือกำรลดควำมรุนแรงของโรคพืชชนิดโรคติดต่อ
มี 6 วิธีกำร คือ
่
1) กำรหลีกเลี่ยงโรค เป็นกำรจัดกำรหลีกเลี่ยงกำรปลูกพืชใน ชวงที่มี
่
สภำพแวดล้อมที่ง่ำยต่อกำรเกิดโรค หรือชวงที่มีโรคระบำด หรือปลูกในพื้นที่ที่มีเชื้อโรคระบำดมำ
ก่อน
61
2) กำรกีดกัน เป็นกำรจัดกำรไม่ให้เชื้อโรคเข้ำมำสู่บริเวณที่ปลูกพืชทั้งใน
ระดับประเทศและระดับท้องถิ่น โดยใช้มำตรกำรทำงกฎหมำยจ ำกัดกำรน ำวัสดุหรือพันธุ์พืช ที่อำจ
มีเชื้อสำเหตุของโรคเข้ำประเทศ
3) กำรป้องกัน เป็นกำรป้องกันกำรเข้ำท ำลำยพืชของเชื้อโรค โดยไม่ให้ เชื้อ
โรคสัมผัสกับพืชด้วยวิธีกำรต่ำงๆ เชน กำรปลูกพืชกันลมเป็นกำรลดกำรแพร่ระบำดของโรคที่
่
อำศัยลมเป็นตัวน ำมำสู่พืช กำรปลูกพืชในโรงเรือนกระจกในโรงเรือนเพำะชำ เพื่อควบคุม
สภำพแวดล้อมป้องกันเชื้อโรคหรือแมลงพำหะไปสัมผัสกับพืช หรือกำรใช้สำรเคมีในกำรป้องกัน
4) กำรท ำลำยให้หมดไป เป็นกำรก ำจัดหรือกำร ท ำลำยแหล่งสะสมเชื้อโรคให้
้
หมดไป โดยกำรเผำท ำลำยพืชที่เป็นโรค วิธีกำรนี้ใชกับ เชื้อโรคที่มีกำรระบำดสร้ำงควำมเสียหำย
ต่อพืชอย่ำงรุนแรง
5) ใชพันธุ์ต้ำนทำนโรค เป็นกำรป้องกันกำรเข้ำท ำลำยของเชื้อโรคโดยกำร
้
้
ปลูกพืชที่มีควำมต้ำนทำนโรค ท ำให้เกิดโรคน้อยลงหรือเกิดโรคชำลงจนไม่มีผลเสียหำยหรือ
ผลกระทบในทำงเศรษฐกิจ วิธีกำรนี้เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย และควรปฏิบัติมำกที่สุด
6) กำรรักษำ เป็นกำรรักษำพืชที่เป็นโรคแล้ว เพื่อให้หำยเป็นปกติหรือให้
ผลผลิตตำมต้องกำร โดยส่วนใหญ่จะใชสำรเคมีสังเครำะห์ เชน สำรเคมีก ำจัดเชื้อรำ แบคทีเรียซึ่ง
่
้
ต้องเข้ำใจวิธีกำรใช้ที่ถูกวิธี เพื่อกำรควบคุมโรคที่มีประสิทธิภำพ
๒. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
๒.๑ แมลงป่ำไม้
ั
๑) สุรชย (2530) ได้ศึกษำอิทธิพลของส่วนประกอบดินและคุณสมบัติบำง
ประกำรของต้นสักต่อกำรท ำลำยของหนอนผีเสื้อเจำะต้นสัก ((Xyleutesceramicus) บริเวณแปลง
สวนป่ำสักอำยุ 20 ปี สวนสักสบพลึง อ ำเภองำว จังหวัดล ำปำง โดยท ำกำรเก็บตัวอย่ำงจำกสัก
40 ต้น เก็บตัวอย่ำงดินและเปลือกไม้ รวมทั้งศึกษำรวมกับปัจจัยแวดล้อมอื่น 18 ปัจจัย แบ่งเป็น
ปัจจัยเกี่ยวกับดิน 11 ปัจจัย และ ปัจจัยจำกคุณสมบัติของต้น 7 ปัจจัย เมือวิเครำะห์ข้อมูลโดย
่
วิธีสเตปไวสรีเกรสชน พบว่ำมีเพียง 9 ปัจจัย ที่มีควำมสัมพันธ์ต่อกำรเข้ำเจำะท ำลำยของหนอน
ั
ผีเสื้อเจำะต้นสัก แบ่งเป็นปัจจัยดิน 5 ปัจจัย คือ ค่ำควำมเป็นกรดเป็นด่ำงของดิน (pH)สูง ปริมำณ
แมงกำนีสน้อย เปอร์เซ็นต์ควำมเป็นดินเหนียวในดินสูง ปริมำณแร่ธำตุแคลเซียมและโซเดียมในดิน
62
สูง จะมีกำรเข้ำท ำลำยของหนอนผีเสื้อเจำะต้นสักมำก ส่วนปัจจัยคุณสมบัติของต้น 4 ปัจจัย คือ
้
ขนำดควำมโต(G.B.H.) มำก สำรแทรกในเนือไม้สูง ควำมหนำของเปลือกและควำมแข็งน้อยจะถูก
หนอนผีเสื้อเจำะต้นสักมำก ซึ่งกำรศึกษำครั้งนี้ครอบคลุมเฉพำะพื้นที่กำรศึกษำเท่ำนั้น ยังมีปัจจัย
่
อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เชน แสง อุณหภูมิ ปริมำณน้ ำฝน ควำมหนำแน่นของวัชพืช และแมลง
ศัตรูธรรมชำติ
๒) สุรชย และ ฉวีวรรณ (2531) ได้ศึกษำควำมเป็นไปได้ในกำรใชกับดักแสงไฟ
้
ั
ส ำรวจปริมำณของผีเสื้อหนอนท ำลำยใบสัก 2 ชนิดที่เป็นศัตรูส ำคัญเข้ำระบำดและเข้ำท ำลำยใบ
สักในหลำยพื้นที่ จนมีผลท ำให้ผลผลิตลดลง คือ หนอนกินใบสักชนิด Hyblaeapueraและ หนอนกิน
ผิวใบสักชนิด Eutectonamachaeralisกำรส ำรวจครั้งนี้ส ำรวจที่บริเวณสวนสักเขำบิน จังหวัดรำชบุรี
และเริ่มท ำกำรศึกษำปลำยเดือนพฤษภำคม ซึ่งผลจำกกำรศึกษำพบว่ำปริมำณของผีเสื้อ
Eutectonamachaeralisมีปริมำณมำกสุดในชวงกลำงเดือนมิถุนำยน (10 -25 มิถุนำยน) และ
่
หลังจำกนั้นมีปริมำณลดน้อยลงและไม่มีกำรปรำกฏในเดือนกันยำยน พบกำรท ำลำยอยู่ในระดับ
5 – 10 เปอร์เซ็นต์เป็นกำรระบำดไม่ถึงขั้นระบำดท ำให้เกิดควำมเสียหำยในพื้นที่ ส่วนปริมำณ
ผีเสื้อ Hyblaeapueraจำกกำรศึกษำพบเพียง 8 ตัว และพบกำรม้วนใบของสักในพื้นที่ซึ่งเป็น
ลักษณะอำกำรของหนอน Hyblaeapueraแต่พบได้ในปริมำณที่น้อยท ำให้ไม่สำมำรถประเมินควำม
่
้
เสียหำยได้ วิธีกำรใชกับดักแสงไฟจะเป็นวิธีที่ชวยในกำรประมำณเวลำของกำรระบำดได้ และ
แสดงให้เห็นควำมสัมพันธ์บำงประกำรที่เกี่ยวข้องกับปริมำณใบสักที่ถูกหนอนกินผิวใบสักท ำลำย
่
และมีข้อสังเกตว่ำชวงที่มีฝนตกซึ่งเป็นเฉพำะในเดือน พฤษภำคม ตกติดต่อกัน 7 วันส่งผลให้ต้น
สักผลิใบอ่อนและหลักจำกนั้นก็พบกำรระบำดของหนอนผีเสื้อท ำลำยสัก กำรมีฝนตกติดต่อกัน
่
กำรผลิใบของสัก และกำรระบำดของตัวหนอนอำจมีควำมสัมพันธ์กัน เพรำะในชวงเดือนมิถุนำยน
ถึงกันยำยน ไม่เกิดกำรตกที่ติดต่อกัน เป็นช่วงเดือนที่แห้งแล้ง ปริมำณของหนอนก็ลดลง
๓) พรทิพย์ และคณะ (2535) ได้ศึกษำกำรตำยธรรมชำติของมอดป่ำเจำะต้นสัก
ี
ที่สวนผลิตพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ อ ำเภอเมือง จังหวัดพะเยำ ตำรำงชวิตของมอดป่ำที่ได้จำกกำรศึกษำนี้
แสดงให้เห็นว่ำอัตรำกำรตำยจะอยู่ในชวงอำยุขัยสูงสุดของมอดป่ำเกิดกับระยะไข่และหนอนก่อน
่
เจำะเข้ำล ำต้น โดยมีอัตรำ 18.34 เปอร์เซ็นต์ และ 80.84 เปอร์เซ็นต์ ตำมล ำดับโดยพบว่ำมีมด
เป็นศัตรูธรรมชำติที่ส ำคัญในกำรกินไข่และตัวอ่อนแรกฟัก และหลังจำกกำรที่หนอนเจำะเข้ำไปใน
ล ำต้นอัตรำกำรตำยของหนอนมอดป่ำเจำะต้นสักก็ยังมีสูงในชวงที่หนอนยังมีขนำดเล็กและอำศัย
่
เพียงบริเวณเปลือก แต่ถ้ำหนอนมอดป่ำเจำะต้นสักเข้ำไปในเนือไม้แล้วอัตรำกำรตำยจะลดต่ ำลง
้
63
ส่วนกำรตำยในระยะดักแด้ เกิดจำกมดกัดกินและ เชื้อรำเข้ำท ำลำย โดยกำรศึกษำนี้จะเป็น
้
ี
้
ประโยชน์ในกำรวำงแผนจัดกำรโดยใชชววิธีใชมด ไปปรับใชกับวงจรชวิตของกำรท ำลำยมอดป่ำ
ี
้
เจำะต้นสัก ในช่วงระยะกำรฟักไข่ และระยะดักแด้
ั
๔) ฉวีวรรณ และ สุรชย (2538)ได้ส ำรวจศัตรูธรรมชำติของหนอนผีเสื้อกินใบสัก
่
ใน 6 จังหวัดที่มีกำรระบำดของหนอนกินใบสัก ท ำกำรเก็บข้อมูลในชวงเดือน มิถุนำยน ถึง เดือน
พฤศจิกำยน ซึ่งเป็นชวงที่มีกำรระบำดโดยท ำกำรส ำรวจและเก็บตัวหนอนและดักแด้ ใน แปลง
่
เพำะช ำสักบริเวณ สวนผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำเขำดำว จังหวัดจันทบุรี สวนป่ำบ้ำนพัสดุกลำง จังหวัด
กำญจนบุรี สวนสักกลำงดง จังหวัดนครรำชสีมำ สวนผลิตเมล็ดไม้แม่กำ จังหวัดพะเยำ สวนสัก
ธรรมชำติบริเวณค่ำยประตูผำ จังหวัดล ำปำง และสวนสักดงลำน จังหวัดขอนแก่น หลังจำกนั้น
บันทึกชนิดตัวห้ำ โดยในพื้นที่ขนำดเล็กจะเก็บตัวอย่ำงใน 1 วัน แต่ในพื้นที่ขนำดใหญ่จะเก็บ
ตัวอย่ำงแปลงเว้นแปลง ส่วนบริเวณที่พบกำรท ำลำยของหนอนกินใบสัก ในสวนป่ำและป่ำ
ธรรมชำติจะรอจนถึงหนอนเข้ำสู่ระยะดักแด้ และเก็บดักแด้ภำยใต้พุ่มสักมีพื้นที่ขนำด 2 ตำรำง
เมตร เก็บตัวอย่ำงทุกต้นในพื้นที่ที่พบกำรท ำลำยของหนอนกินใบสัก 1 ไร่ และสุ่มเก็บตัวอย่ำงใน
1 ไร่ ในพื้นที่มีกำรท ำลำยเกินกว่ำ 1 ไร่ จำกกำรศึกษำพบแมลงที่เป็นศัตรูธรรมชำติของหนอนกิน
ใบสัก คือ แมลงเบียนของตัวหนอน 4 ชนิด ได้แก่ Apanteles sp. Cotesia sp. Dolichogenidea sp.
Tachinid A. และดักแด้ 3 ชนิด ได้แก่ Brachymeria spp. EchthromorphanotulatoriaและTachinid
B. แมลงห้ำ 5 ชนิด ได้แก่ มวนเพชฌฆำต (Sycanuscollaris) มวนเพชฌฆำต (Sycanus sp.) มวน
เพชฌฆำต (Eocantheconafurcellata) มดแดง และ มวนตัวห้ำ (Harpactorfuscipes) F.และ ตัวห้ำ
้
ชนิดอื่น ๆ เชน ไก่ป่ำ ซึ่งกำรใชพื้นที่เพื่อท ำกิจกรรมทำงกำรเกษตร ท ำให้ศัตรูธรรมชำติเปลี่ยนไป
่
ทั้งชนิดและปริมำณ ก่อให้เกิดกำรระบำดของโรค หรือแมลงศัตรูพืช ศัตรูธรรมชำติของหนอนกิน
ใบสักจึงเป็นปัจจัยที่สำมำรถควบคุมประชำกรหนอนกินใบสักอยู่ในระดับสมดุล น ำแมลงศัตรู
่
ธรรมชำติ ปล่อยในเวลำที่เหมำะสมจะชวยในกำรลดกำรระบำด ซึ่งกำรศึกษำนี้มีหลำยชนิด
ยกตัวอย่ำง แมลงศัตรูธรรมชำติที่มีแนวโน้มในกำรน ำมำขยำยพันธุ์หรือเพำะเลี้ยง เชน
่
Brachymerialasusและ E. notularoria F. ควรมีศึกษำกำรเพิ่มปริมำณศัตรูธรรมชำติของหนอน
้
ผีเสื้อกินใบสัก เพื่อใช้ในกำรควบคุมปริมำณหนอนกินใบสัก เพื่อทดแทนกำรใชสำรเคมี และเป็นวิธี
ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ และ สิ่งแวดล้อม
๕) วัฒนชย และคณะ (๒๕๔๓) ได้ศึกษำบทบำทและพฤติกรรมของแมลงที่ส ำคัญ
ั
่
บำงชนิดในกำรชวยผสมเกสรดอกสัก (TectonagrandisLinn.f.) ที่สถำนีผลิตเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ
64
จ.พะเยำ โดยศึกษำชนิดและพฤติกรรมกำรหำอำหำร อัตรำกำรลงตอมดอกจ ำนวนแมลงที่ลงตอม
่
ดอกในชวงเวลำแต่ละวัน ประสิทธิภำพในกำรเคลื่อนย้ำยละอองเรณูไปยังยอดเกสรเพศเมียโดย
่
ด ำเนินกำรศึกษำตั้งแต่เดือนกรกฎำคม 2541ถึงตุลำคม 2543 ซึ่งจำกกำรศึกษำแมลงที่ชวย
ผสมเกสรดอกสัก พบแมลงทั้งสิ้น 59 ชนิด ใน 23 วงศ์ (Family) และ 3 อันดับ (Order) คืออันดับ
Lepidoptera พบจ ำนวน 28 ชนิด, อันดับ Hymenoptera จ ำนวน 22 ชนิด และอันดับ Diptera
จ ำนวน 9 ชนิด ที่ลงตอมดอกสัก แมลงลงตอมดอกสักมีจ ำนวนชนิดและจ ำนวนตัวมำกที่สุด
่
ในชวงเวลำ 10.00-12.00 น. พบชนโรงคอลลินำ (Trigonacollina) ลงตอมดอกสักบ่อยครั้งมำก
ั
ที่สุดคิดเป็นร้อยละ 73.95 ผึงเจำะรูดิน (Nomia sp.) มีอัตรำควำมเร็วของกำรตอมดอกเฉลี่ยสูง
้
้
ที่สุด 1.85 วินำที/ดอก โดยในพื้นที่แมลงซึ่งเป็นกลุ่มผึงป่ำ คือ ชนโรงคอลลินำ (Trigonacollina),
ั
ั
ชนโรงเทอร์มินำต้ำ (T. terminata), ชนโรงลำวิเซปส์ (T. laeviceps), ผึงเจำะรูดิน (Nomia sp.) และ
้
ั
ผึงเจำะหลอดไม้ (Ceratina spp.) เป็นแมลงที่มีประสิทธิภำพในกำรเคลื่อนย้ำยละอองเรณูพบว่ำ
้
้
สำมำรถเคลื่อนย้ำยละอองเรณูได้ดีเฉลี่ยร้อยละ 65.5 และพบว่ำผึงเจำะรูดินสำมำรถเคลื่อนย้ำย
ละอองเรณูไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมียได้จ ำนวนมำกที่สุดถึง 6-7 เรณูในแต่ละครั้งที่ลงบนดอก
จำกข้อมูลดังกล่ำวท ำให้ทรำบจ ำนวนแมลงรวมทั้งบทบำทที่ส ำคัญของแมลงภำยในพื้นที่ สำมำรถ
น ำมำจัดกำรทรัพยำกรแมลง น ำมำเลี้ยงหรือขยำยให้ได้ปริมำณมำกๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภำพ
สูงสุด
๒.๒โรคพืช
๑) สุธำทิพย์ และ อรุณี ( 2530)ได้ศึกษำควำมทนทำนตำมธรรมชำติของไม้ยูคำ
ลิปตัส คำมำลดูเลนซีสเปรียบเทียบ กับไม้โตเร็ว 4 ชนิด คือ มะฮอกกำนีใบใหญ่ นนทรี ตะกู และ
ยำงพำรำต่อกำรเข้ำท ำลำยโดยเชื้อรำ white rot และ brown rot ซึ่งผลกำรศึกษำพบว่ำ P.
่
sanguineusเป็นเชื้อรำ white rot ที่สำมำรถท ำลำยไม้ยูคำลิปตัสได้มำกที่สุด (36.60%) เมือ
เปรียบเทียบกับกำรท ำลำยไม้โตเร็วชนิดอื่น ๆ ส่วน G. sepiariumเป็นเชื้อรำ brown rot สำมำรถ
่
ท ำลำยไม้ยูคำลิปตัสได้มำกถึง (47.06%) มำกกว่ำไม้โตเร็วชนิดอื่นเชนเดียวกัน ทั้งนี้ควำม
ทนทำนต่อกำรเข้ำท ำลำย ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อรำแต่ละชนิดมีกำรตอบสนองกำรท ำลำยไม้
แตกต่ำง ชนิดของไม้ซึ่งมีส่วนประกอบภำยในต่ำงกัน รวมทั้งสำรเคมีของไม้ ได้แก่ลิกนินและ
เซลลูโลส เป็นแหล่งอำหำรที่ส ำคัญ ควำมรุนแรงในกำรเข้ำท ำลำยไม้ในระดับสูง จะท ำให้ควำม
ทนทำนของไม้ลดน้อยลง
65
๒) พจนำ (2556) ได้จัดจ ำแนกเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสำเหตุของโรคใบไหม้และใบจุด
ที่ท ำลำยต้นกล้ำยูคำลิปตัสที่ปลูกในโรงเรือนเพำะชำ โดยเก็บตัวอย่ำงจำกจังหวัดกำญจนบุรี และ
จังหวัดขอนแกน ซึ่งลักษณะอำกำรที่แสดงเป็นอำกำรแผลจุดเหลี่ยม ฉ่ ำน้ ำ แผลสีน้ ำตำลด ำ โดย
พบแผลจุดเหลี่ยมตำมแนวเสน กลำงใบ ขอบใบ หรือกระจำยทั่วใบ ซึ่งยังไมทรำบชนิดเชื้อสำเหตุ
่
้
โรค จึงได้ท ำกำรแยกเชื้อสำเหตุ โดยน ำมำล้ำงน้ ำและแช ethanol 70% จำกนั้นตัดเนือเยื่อใบ
บริเวณรอยต่อที่แสดงอำกำร น ำชิ้นส่วนพืชใสในน้ ำกลั่นนึ่งฆ่ำเชื้อ เขย่ำด้วยเครือง vortex mixer
่
้
แล้วใชลูปแตะสำรแขวนลอยมำ cross streak บนอำหำร NA และทดสอบควำมสำมำรถกำร
ก่อให้เกิดโรค ตรวจสอบคุณสมบัติทำงชีวเคมี วิเครำะห์ชนิดกรดไขมัน และลักษณะทำงชวโมเลกุล
ี
ของเชื้อแบคทีเรียสำเหตุโรคที่แยกไดจำกแหล่งผลิตกลำยูคำลิปตัส และทดสอบประสิทธิภำพของ
สำรเคมีในกำรควบคุมเชื้อแบคทีเรียสำเหตุโรคของยูคำลิปตัส โดยใช้สำรเคมีจ ำนวน 14 ชนิด โดย
กำรเทอำหำร NA ปริมำตร 10 ml ที่นึ่งฆ่ำเชื้อแล้วในจำนอำหำร น ำเซลล์แขวนลอยของเชื้อ
แบคทีเรียไอโซเลท ที่มีค่ำดูดกลืนแสง 0.2 (ควำมยำวคลื่น 600 nm) ปริมำตร 1 ml ผสมกับ
อำหำร NA ปริมำตร 9 m เขย่ำให้เข้ำกันที่อุณหภูมิ 45-50 องศำเซลเซียส เททับบนอำหำร NA
จำกนั้นน ำกระดำษกรองที่มีเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ผ่ำนกำร น ำมำนึ่งฆ่ำเชื้อขนำด 6 mm มำหยด
่
สำรเคมี 7 ไมโครลิตร ผึงให้แห้ง แล้ววำงบนอำหำรที่ได้เทเชื้อไว้ 5 ต ำแหน่งต่อจำนเลี้ยงเชื้อ
กระดำษแต่ละต ำแหน่งหยดสำรเคมีต่ำงชนิดกัน โดยต ำแหน่งตรงกลำงจำนอำหำรหยดน้ ำที่ผ่ำน
่
กำรนึ่งฆ่ำเชื้อ เพื่อเป็นตัวควบคุม ซึ่งผลจำกกำรแยกเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมด 105 ไอโซเลท เมือ
ปลูกเชื้อในต้นยูคำลิปตัส โดยวิธีกำรฉีดพ่น เป็นเชื้อที่ก่อโรคเพียง 80 ไอโซเลท คัดเลือกเชื้อก่อ
โรคบำงไอโซเลทน ำไปศึกษำจัดจ ำแนกชนิดของแบคทีเรีย โดยกำรจัดจ ำแนกทำงสัณฐำนวิทยำ
โดยมีรูปร่ำงท่อนตรง ขนำดควำมกว้ำง 0.5-0.8 µm ควำมยำว 1.6 3.0 µm เป็นแบคทีเรียแกม
ลบ สร้ำงรงควัตถุ และวิเครำะห์ล ำดับนิวคลีโอไทดของยีน 16S rRNA, gyrBจ ำแนกเชื้อไดเป็น
Xanthomonasaxonopodisหลังจำกนั้นทดสอบประสิทธิภำพของสำรเคมีพบว่ำ Streptomycin 20%
+ OxytetracyclineHCl 5%, Streptomycin22.5% + OxytetracyclineHCl 5% + Penicillin G
3.5%, Bordeaux mixture 63% + Zineb 4% +Mancozeb 4%, Thiramและ Mancozebสำมำรถ
ควบคุมเชื้อแบคทีเรียสำเหตุโรคใบจุดเหลี่ยมของยูคำลิปตัสได้
๓) สมใจ (2547)ได้ศึกษำผลของแบคทีเรียจำกดินปลวกและจำกเมล็ดพืชป่ำต่อ
กำรเจริญเติบโตของกระถินเทพำ (Acacia mangium) และ สัก (Tectonagrandis) ทดสอบ
ประสิทธิภำพกำรโดยรวบรวมเชื้อแบคทีเรียจำกดินปลวกจำกจังหวัดกำญจนบุรีและเมล็ดพืช
66
ทดสอบได้ทั้งหมด 524 ไอโซเลท จำกดินปลวก 362 ไอโซเลท และจำกเมล็ดกระถินเทพำและ
สัก แยกจำกเมล็ดสมบูรณปลอดโรคและเมล็ดที่มีแนวโน้มเป็นโรค ได 162 และ 37 ไอโซเลท
โดยพบว่ำNGA เป็นอำหำรเลี้ยงเชื้อที่สำมำรถแยกชนิดและปริมำณแบคทีเรียเป้ำหมำยในดินปลวก
ไดมำกที่สุด ซึ่งจำกกำรศึกษำเชื้อโรคที่ติดมำกับเมล็ด พบว่ำเชื้อรำจ ำนวน 6 จำก 37 ไอโซเลท
ก่อให้เกิดโรค เน่ำคอดินกบพืชทดสอบ และพบว่ำไอโซเลทที่ก่อให้เกิดโรครุนแรงและรวดเร็วที่สุด
คือ Pythium sp. โดยไอโซเลทSPf9 และ SPf37 ก่อให้เกิดโรคเน่ำคอดินในกระถินเทพำและสัก
่
ตำมล ำดับ เมือน ำแบคทีเรียจำกทั้งสองแหล่งมำทดสอบประสิทธิภำพในกำรส่งเสริมกำร
เจริญเติบโตของกระถนเทพำภำยใต้ห้องงปฏิบัติกำร พบว่ำ ไอโซเลทSPt245 และ SPt143 จำก
ดินปลวกสำมำรถส่งเสริมควำมสูงของต้นและควำมยำวรำกกระถินเทพำไดดีที่สุด และ ไอโซเลท
SPd155และ SPd20 จำกเมล็ดสักและกระถินเทพำให้ผลรองลงมำ กำรคัดเลือกเชื้อปฏิปักษกำร
ยับยั้ง Pythiumsp. พบว่ำไอโซเลทSPd155 จำกเมล็ดสักมีประสิทธิภำพสูงในกำรยับยั้งเชื้อรำได้
และ กำรทดสอบประสิทธิภำพในกำรควบคุมโรคเน่ำคอดินของกระถินเทพำและสักที่เกิดจำกเชื้อ
รำ Pythium sp. .ใน ไอโซเลทSPf9 และ SPf37 ภำยใต้สภำพโรงเรือน พบว่ำ ไอโซเลทSPt360
จำกดินปลวก ในกรรมวิธีคลุกเมล็ดร่วมมกับรำดดิน และวิธีกำรรำดดินอย่ำงเดียว สำมำรถลดกำร
เกิดโรคบนกระถินเทพำไดอย่ำงมีนัยส ำคัญ และมีกำรรอดตำย 87 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีประสิทธิภำพ
ดีกว่ำ สำรเคมี terraclorและในกำรควบคุมโรคเน่ำคอดินในกลำสัก พบว่ำไอโซเลทSPt360 และ
SPd155 จำกดินปลวกและเมล็ดสัก สำมำรถลดกำรเกิดโรคได้อย่ำงมีนัยส ำคัญ โดยมีกำรรอด
ตำย 87 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กำรใช้สำรเคมี terraclorมีกำรรอดตำย 90 เปอร์เซ็นต์ และกรรมวิธี
ที่ไม่ได้ใส่แบคทีเรีย มีกำรรอดตำย 30 เปอร์เซ็นต์
๔) เทคโน (2556)ได้จ ำแนกชนิดและควำมหลำกหลำยทำงพันธุกรรมของเชื้อ
แบคทีเรียสำเหตุโรคใบจุดเหลี่ยมในกล้ำยูคำลิปตัสและกำรควบคุมโดยชววิธี โดยลักษณะกำร
ี
แสดงอำกำรกำรระบำดของแบคทีเรีย เป็นใบจุด ฉ่ ำน้ ำต่อมำพัฒนำเป็นจุดเหลี่ยมขนำดเล็ก
ล้อมรอบด้วยอำกำรเหลืองแบบ halo กระจำยทั่วไปทั้งด้ำนหน้ำและหลังใบ ซึ่งกำรระบำดรุนแรง
ในฤดูฝนซึ่งมีควำมชื้นและสภำพแวดล้อมที่เหมำะสมต่อกำรเกิดโรคและแพร่กระจำยได้ดี ต ำแหน่ง
กำรเกิดโรคจะพบกำรเกิดโรคที่ใบล่ำง มำสู่ใบคู่ด้ำนบน ลักษณะอำกำรและสีบริเวณแผลใบมี
ลักษณะแตกต่ำงกันขึ้นอยู่กับอำยุพืช สภำพแวดล้อม และสำยพันธุ์ยูลำลิปตัส โดยพบกำรระบำด
รุนแรงมำกสุดในลูกผสม EucarlytuscamaldulensisxE.degluptaและ E. grandisน ำมำแยกเชื้อและ
น ำเชื้อมำพิสูจน์ตำมหลักกำร Koch’s postulation แยกเชื้อแบคทีเรียเบื้องต้นแตกต่ำงกัน 3 กลุ่ม
67
ตำมลักษณะบำดแผลหรือกำรก่อให้เกิดโรคบนใบ โดยกลุ่มที่ 1 เป็นเชื้อ Xanthomonas spp. มี
ลักษณะเซลล์ตำย แผลจุดเหลี่ยม ขนำด 1-4 มิลลิเมตร จ ำกัดด้วยเส้นใบ มีโคโลนีสีเหลืองอ่อน
ใส กลมนูน แยกเชื้อได้ 84.4เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มที่ 2 เป็นเชื้อ Pantoeaananatisมีลักษณะอำกำร
แผลเป็นจุด กลำงแผลสีน้ ำตำลอ่อน ขอบแผลสีเข้ม 3-5 มิลลิเมตร ก้ำนใบด ำแยก โคโลนีสี
เหลืองอ่อน โปร่งแสง เชื้อได้ 9.8 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มที่ 3 เซลล์ตำยเป็นแผลจุด ขนำดแผล 4-
7 มิลลิเมตร แยกเชื้อได้เพียง 5.8 เปอร์เซ็นต์ ทดสอบแกรม พิสูจน์ HR พิสูจน์กำรเป็นเชื้อสำเหตุ
โรคโดยกำรพ่น cell-suspension ซึ่งในกำรศึกษำได้ทดสอบกำรก่อให้เกิดโรคใน 2 กลุ่มแรก
่
ก่อให้เกิดโรคโดยพืชแสดงอำกำรผิดปกติเชนเดียวกัน หลังจำกกำรปลูกเชื้อไป ส่วนกลุ่มที่ 3 ไม่มี
่
กำรเกิดโรคจึงไม่ใชเชื้อสำเหตุของโรคพืช ผลกำรคัดเลือกพันธุ์ต้ำนทำนโดยวิธีกำร พ่น cell-
suspension ลงบนยูคำลิปตัส8 สำยพันธุ์ พบว่ำ 4 สำยพันธุ์ ได้แก่ Eucarlytuscamaldulensis x E.
deglupta, E. grandisและ E. urophylla (N1) และ E. urophylla (N2) มีกำรเข้ำท ำลำยของโรค
ตำมล ำดับ โดย Eucarlytuscamaldulensis x E. degluptaเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดมีควำมรุนแรงของ
โรคถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และอีก 4 สำยพันธุ์ไม่แสดงอำกำรของโรค และไม่สำมำรถแยกเชื้อกลับได้
ถือเป็นพันธุ์ต้ำนทำนต่อโรค ได้แก่ E. camaldulensis x E. pellitaและ E. camaldulensis x E.
brassiana (N1), E. camaldulensis x E. brassiana (N2) และ E. camaldulensis x E. brassiana
่
(N3) เมือวิเครำะห์ลักษณะทำงชวโมเลกุล บริเวณยีนอนุรักษ์ 16S rDNA, ITS-PCR และ hrpFSมี
ี
ิ
ควำมใกล้ชดกัน 98 เปอร์เซ็นต์ จำก 190 สำยพันธุ์ เชื้อสำเหตุโรคนั้นคือ
Xanthomonasaxonopodispv. Eucalypti :เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคเฉพำะยูคำลิปตัส ซึ่งกำรศึกษำเชื้อ
สำเหตุโรคนี้เป็นมีกำรรำยงำนครั้งแรกว่ำมีกำรก่อให้เกิดโรคทำงใบของยูคำลิปตัส และเป็นโรคที่
ส ำคัญที่ส่งผลและสร้ำงควำมเสียหำยต่อกล้ำยูคำลิปตัสอำยุ 3 สัปดำห์จนน ำออกจำกโรงเรือน
เพื่อรอกำรปลูกลงแปลง มีกำรแสดงควำมรุนแรงของโรคสูง ในระยะต้นกล้ำหลังปักชำอำยุ 3 – 9
้
สัปดำห์ พบกำรระบำดเฉลี่ย 73.8 เปอร์เซ็นต์ กำรควบคุมโดยชีววิธีโดยใชแบคทีเรียปฏิปักษ์สำย
พันธุ์ใหม่ที่แยกและจ ำแนกจำกผิวใบและผิวรำกของยูคำลิปตัสที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ท ำกำร
ทดสอบปริสิทธิภำพกำรยับยั้งด้วยวิธี dual culture ซึ่งเชื้อที่สำมำรถยับยั้งหรือควบคุมโรคใบจุด
เหลี่ยมได้ คือ Bacillus licheniformis
68
๓. วิธีการศึกษาวิจัย
๓.๑ แมลงป่ำไม้
๑. อุปกรณ์ในกำรศึกษำ
๑) กับดักแสงไฟ และพัดลมดูดอำกำศ
๒) ถุงผ้ำโปร่ง
๒. วิธีกำรศึกษำ
1) สังเกตกำรท ำลำยของแมลงในพื้นที่
2) ติดตั้งกับดักแสงไฟ
๓.๒ โรคพืช
๑. อุปกรณ์ในกำรศึกษำ
๑) อุปกรณ์ในกำรเก็บตัวอย่ำง ยกตัวอย่ำงเชน ถุงซิปเก็บชิ้นตัวอย่ำงชิ้นส่วนที่
่
เป็นโรค
๒) อุปกรณ์ในกำรแยกเชอ เชน ชิ้นตัวอย่ำงพืช เข็มเขี่ย ตะเกียงแอลกอฮอล์
ื่
่
Clorox Potato Dextrose Agar (PDA) และ Slant Agar
๒. วิธีกำรศึกษำ
1) เก็บตัวอย่ำงในพื้นที่ที่มีกำรเกิดโรคหรือเกิดกำรระบำดของโรค โดยกำร
่
สังเกตเก็บตัวอย่ำงใบที่มีลักษณะผิดปกติจำกเดิม เชน ลักษณะใบจุดกลม ใบจุดเหลี่ยม ขอบใบ
หรือลักษณะกำรไหม้ แผลไหม้ รำแป้ง รำกเน่ำโคนเน่ำ ลักษณะกำรเข้ำท ำลำยแมลง ตัวอ่อน โดย
แยกเก็บลักษณะอำกำรของโรคที่เกิดเก็บแยกไว้เป็นถุง โดยสังเกตว่ำโรคที่เกิดจำกเชื้อรำจะมี
ลักษณะที่เป็นเส้นใยฟู และแบคทีเรียจะเป็นลักษณะฉ่ ำน้ ำ เมือกๆ มีสำรเหลวข้น (ooze) ที่ไหล
ออกมำจำกบริเวณที่เป็นโรค หลังจำกนั้นบันทึกข้อมูลก ำกับ ชนิดตัวอย่ำงพืช สถำนที่เก็บตัวอย่ำง
อำกำรเบื้องต้น และวันที่เก็บตัวอย่ำง
2) น ำตัวอย่ำงที่เก็บมำวินิจฉัย และแยกเชื้อสำเหตุโรคพืช
(๑) แยกเชื้อโดยโดยวิธีตัดใบ บริเวณที่เป็นโรค ( Cross-section, X-
section, Freehand section) ที่ติดต่อกับกับเนือเยื่อปกติเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้ำเล็ก ๆ ประมำณ 0.5
้
x 0.5 เซนติเมตร:ซึ่งขนำดของชนที่ตัดก็มีส่วนในกำรส ำคัญในกำรแยกเชื้อส ำเร็จ ในชิ้นที่ใหญ่เกิด
ิ้
69
ไปก็เสี่ยงที่จะไม่ได้เชื้อบริสุทธิ์ น ำไปแยกเชื้อให้บริสุทธิ์ด้วยวิธี tissue transplanting technique โดย
แชชิ้นใบพืชใน Clorox ซับให้แห้ง และน ำชิ้นตัวอย่ำงวำงลงบน Potato Dextrose Agar ( PDA ) และ
บ่มเชื้อไว้ที่อุณหภูมิห้อง จนเส้นใยออกมำจำกชิ้นตัวอย่ำงพืช ท ำกำรแยกเชื้อและเก็บเชื้อไว้ใน
หลอดอำหำรเอียง (Slant Agar) และจ ำแนกชนิดเชื้อสำเหตุของโรคพืช
(2) กำรวินิจฉัยเชื้อโดยกำรท ำให้พืชมีควำมชื้น (moist chamber ) น ำ
กระดำษทิชชูวำงในถุงพลำสติก หรือกล่องพลำสติก หรือจำนเลี้ยงเชื้อ ฉีดน้ ำให้วัสดุมีควำมชื้น น ำ
ชิ้นพืชที่ต้องกำรตรวจวำงไว้ด้ำนบน ปิดปำกถุงหรือปิดฝำให้สนิท ทิ้งไว้ประมำณ 2-3 วัน จึงน ำ
ชิ้นพืชมำตรวจดูใต้กล้องจุลทรรศน์ เชื้อรำสร้ำงส่วนขยำยพันธุ์ออกมำทำงปำกใบ หรือเนือเยื่อ
้
แผลที่เปื่อย กรณีที่เห็น สปอร์และเส้นใยชดเจน น ำเข็มเขี่ย ส่วนของเส้นใยวำงลงบนน้ ำกลั่นหรือ
ั
Lactophenolบนสไลด์ ส่องดูและสำมำรถจัดจ ำแนกรำใต้กล้องจุลทรรศน์
(3) กำรใชเหยื่อล่อ วิธีนี้จะใชในกรณีที่พืชเป็นโรครำกเน่ำ-โคนเน่ำ ที่
้
้
่
สงสัยว่ำมีสำเหตุมำจำกเชื้อรำจ ำพวกรำน้ ำ เชน เชื้อ Pythium sp. Phytophthoraspโดยน ำส่วนที่
่
เป็นโรคหรือดินบริเวณที่เป็นโรคมำแช่น้ ำไว้ แล้วใช้ใบพืช ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ มำลอยไว้ เชน ใบกระถิน
เทพำ หรือใบส้ม ใบมะนำว เพื่อเป็นเหยื่อล่อ ให้เชื้อรำว่ำยน้ ำมำอำศัยเติบโต ซึ่งจะเห็นเป็นเส้นใยสี
ขำวๆเจริญขึ้นรอบๆ เหยื่อล่อนั้น แล้วน ำใบดังกล่ำวที่เป็นเหยื่อล่อมำตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนำดเล็ก
วำงลงบนอำหำร PDA เพื่อให้เชื้อรำสร้ำงเส้นใย และสปอร์ แล้วน ำไปตรวจดูโครงสร้ำงของด้วย
กล้องจุลทรรศน์
(4) ในกรณีของกำรตรวจแบคทีเรียสำเหตุโรคพืช จะตรวจว่ำ สำรเหลว
ข้น ( ooze ) ที่พบเป็น สำรเหลวข้นที่เกิดจำก แบคทีเรียสำเหตุโรคพืชหรือไม่ โดยกำรน ำ สำรเหลว
ข้นที่ต้องกำรตรวจสอบมำกวน ผสมกับสำรละลำย โปรตัสเซียมไฮดรอกไซด์ เข้มข้น 3%
(KOH3%) บนแผ่นกระจกสไลด์ ถ้ำสำรผสมที่ได้มีลักษณะเหนียว สำมำรถ ยืดเป็นเส้นได้ แสดงว่ำ
่
เป็นแบคทีเรียสำเหตุโรคพืช ( แกรมลบ ) และน ำชิ้นตัวอย่ำงที่มีลักษณะดังกล่ำวใบมำแชใน
ethanol 70% จำกนั้นตัดเนือเยื่อใบบริเวณรอยต่อที่แสดงอำกำรและส่วนที่ปกติให้เป็นชิ้นเล็กๆ
้
้
น ำชิ้นส่วนพืชใสในน้ ำกลั่น เขย่ำด้วยเครือง vortex mixer แลวใชลูปแตะสำรแขวนลอยมำ cross
่
streak เลี้ยงเชื้อแบคทีเรียบนอำหำร NA (beef extract 3 g, peptone 5 g, agar 15 g ต่ออำหำร
ั่
1 L) เป็นเวลำ 24-48 ชวโมง บ่มที่อุณหภูมิ 30 องศำเซลเซียส ท ำซ้ ำจนได้เชื้อบริสุทธิ์ บันทึก
ลักษณะโคโลนี เก็บรักษำเชื้อโดยเขี่ยเชื้อแบคทีเรียประมำณ 5-6 ลูปมำเจือจำงในสำรละลำย
70
20% glycerol ที่ผ่ำนกำรนึ่งฆ่ำเชื้อและบรรจุในหลอดเก็บเชื้อ เขย่ำให้เซลล์แบคทีเรียกระจำย
อย่ำงสม่ ำเสมอ เก็บที่อุณหภูมิ-20 และ -80 ºC
5) ในกรณีของกำรตรวจไวรัสสำเหตุโรคพืช กำรวินิจฉัยเบื้องต้นสำมำรถ
่
ท ำได้เพียงกำรสังเกตอำกำร ของโรคที่แสดงบนต้นพืชโดยตรง เชน พืชแตกพุ่มมำกกว่ำปกติ หรือ
่
เป็นหมัน พืชแสดงอำกำรเปลี่ยนสี เชน สีไม่สม่ ำเสมอ ซีด ด่ำง ใบเปลี่ยนรูปร่ำง บิดเบี้ยว หงิก งอ
ม้วน ลักษณะอำกำรส่วนใหญ่จะแสดงที่บริเวณยอด หรือใบอ่อน ในขณะที่ใบแก่จะแสดงอำกำร
้
น้อยมำกหรือไม่แสดงอำกำรเลย ส่วนกำรวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นๆ ค่อนข้ำงยุ่งยำก ซับซ้อน ค่ำใชจ่ำย
่
้
้
สูง (อุปกรณ์และสำรเคมีที่ใชมีรำคำแพง) และต้องใชผู้ที่มีควำมชำนำญด้ำนนี้โดยตรง เชน กำร
้
้
ตรวจวินิจฉัยโดยกำร ใชกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron microscope) หรือกำรใชเทคนิคทำง
เซรุ่มวิทยำ (Serology)
6) ในกรณีของกำรตรวจไส้เดือนฝอยโรคพืช น ำส่วนของพืชที่เป็นโรค
่
่
เชน รำก มำฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วเอำไป แชน้ ำไว้สักครู่ น ำมำส่องดูด้วยกล้องสเตอริโอจะพบตัว
ไส้เดือนฝอยว่ำยน้ ำออกมำจำกชิ้นพืช หรือใช้วิธีกรองผ่ำนตะแกรง ( Sieving method )
๓)ทดสอบกำรก่อให้เกิดโรค ตำมวิธีของ Koch (Koch’s postulation ) (Brock
และ Brock, 1978) โดยกำรน ำเชื้อรำที่แยกได้จำกตัวอย่ำงพืช มำเลี้ยงบนอำหำร Potato
้
Dextrose Agar (PDA) เป็นเวลำ 7 – 10 วัน ใช cork borer เจำะบริเวณขอบของโคโลนีเชื้อรำ
น ำไปวำงบนต้นพืชที่เก็บตัวอย่ำง ซึ่งกำรปลูกเชื้อจะมีทั้งท ำให้ใบต้นพืชมีแผลและไม่เป็นแผล
จำกนั้นน ำไปบ่มเชื้อโดยวำงในกลองพลำสติก ที่อุณหภูมิหอง ตรวจดูอำกำรโรคที่เกิดขึ้น หรือปลูก
เชื้อใช้วิธีพ่นเชื้อลงบนต้นพืช ปลูกเชื้อโดยผสมกับดิน และแยกเชื้ออีกครั้งเพื่อทดสอบซ้ ำ
้
๔)หำวิธีกำรป้องกันหรือก ำจัด โดยกำรใชจุลินทรีย์อื่นยับยั้ง หรือใชสำรเคมี
้
สำรเคมีปองกันก ำจัดเชื้อรำที่มีกำรน ำมำใชในกำรควบคุมโรคแบคทีเรียไดแก bordeaux mixture,
zineb, maneb, mancozeb, thiram, iprodione, carboxinและ cabendazim (Agriose, 2005; Yang
et al., 2011) ในกรณีแมลงใช้ชีววิธีโดยกำรใช้ตัวห้ ำตัวเบียน
71
๔. ตัวอย่างผลงานวิจัย
โครงการวิจัย
การส ารวจแมลงในต้นกฤษณา
Investigation insects in Agarwood
๊
สุภโชติ อึงวิจำรณ์ปัญญำ และ คงศักดิ์ มีแก้ว
บทคัดย่อ
้
กำรส ำรวจและศึกษำวิจัยใชแมลงชกน ำให้เกิดน้ ำมันหอมในต้นกฤษณำ ได้ท ำกำรส ำรวจ
ั
และศึกษำวิจัยในแปลงปลูกกฤษณำในท้องที่จังหวัดนครรำชสีมำ ตรำด ประจวบคีรีขันธ์ และสุ
้
้
ั
รำษฎร์ธำนี พบว่ำต้นกฤษณำสำมำรถชกน ำให้เกิดสำรน้ ำมันหอมในเนือไม้ได้โดยกำรใชวัสดุแข็ง
ท ำให้ต้นกฤษณำเกิดบำดแผล หรืออำจเจำะเป็นรูแล้วใส่สำรบำงอย่ำงหรือจุลินทรีย์เข้ำไปในรอย
้
้
แผล ท ำให้เกิดปฏิกิริยำทำงเคมีในเนือไม้ของต้นกฤษณำก่อให้เกิดสำรน้ ำมันหอมขึ้นในเนือไม้
ปริมำณและคุณภำพของสำรน้ ำมันหอมในเนือไม้จะแตกต่ำงกันขึ้นกับต้นกฤษณำ วิธีกำรและ
้
้
คุณภำพของสำรที่ใส่ลงไป วิธีกำรดังกล่ำวนี้ท ำให้ต้นกฤษณำสร้ำงสำรน้ ำมันหอมในเนือไม้ได้ เมือ
่
น ำไปกลั่นได้เป็นน้ ำมันหอม น้ ำมันหอมนี้มีรำคำแพงสำมำรถน ำไปจ ำหน่ำยเป็นเพิ่มรำยได้ให้กับ
เกษตรกรผู้ปลูกกฤษณำ แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำมำรถท ำให้ต้นกฤษณำสำมำรถสร้ำงสำรน้ ำมันหอม
ได้ คือ หนอนผีเสื้อเจำะล ำต้น ซึ่งพบว่ำต้นกฤษณำอำยุ 5-10 ปี มีหนอนผีเสื้อกลำงคืนในวงศ์
้
Cossidaeเจำะล ำต้นกฤษณำเข้ำไปท ำร่องอำศัยภำยในเนือไม้เป็นกำรกระตุ้นให้ต้นกฤษณำสร้ำง
่
สำรน้ ำมันหอมรอบๆ บริเวณร่องเจำะของแมลงและสำมำรถขยำยพื้นที่เพิ่มขึ้น เมือระยะเวลำนำน
ขึ้น เมื่อน ำส่วนของเนื้อไม้กฤษณำที่มีสำรน้ ำมันหอมนี้ไปกลั่นด้วยเครื่องควบกลั่นในห้องปฏิบัติกำร
จะได้น้ ำมันหอมกฤษณำ สีเหลืองอ ำพัน ใส มีกลิ่นหอม ซึ่งเป็นน้ ำมันหอมกฤษณำเกรด A เป็น
เกรดที่มีคุณภำพดี แสดงว่ำหนอนผีเสื้อที่เจำะต้นกฤษณำสำมำรถจะกระตุ้นและท ำให้ต้นกฤษณำ
้
้
สร้ำงสำรกฤษณำในเนือไม้รอบรอยเจำะได้และเป็นน้ ำมันหอมที่มีคุณภำพดี ดังนั้นกำรใชหนอน
ผีเสื้อชนิดนี้เพื่อชกน ำให้ต้นกฤษณำสร้ำงสำรกฤษณำในเนือไม้ จึงเป็นทำงเลือกหนึ่งที่น่ำจะมีกำร
ั
้
ศึกษำวิจัยอย่ำงพัฒนำต่อไป
ค าหลัก กฤษณำ สำรกฤษณำ น้ำมันหอมกฤษณำ แมลงเจำะต้นกฤษณำ
72
ABSTRACT
Investigation on aromatic resin induction from agar wood by insects had been
conducted in the agar wood plantation at NakhonRatchasima, Trad, PrachuapKhiri Khan, and
SuratThani province. It was found that aromatic resin in agar wood tree can be induced by
using hard material to make the tree wound or to drill the tree and inject some micro-
organism to cause chemical reactions in the wood. The quality and quantity of aromatic resins
gained from the wood are different due to the agar wood individual, induction procedures and
quality of chemical substance injected. The mentioned procedures can induce agar wood to
produce the infected wood with aromatic resin that can be refined to produce aromatic oil.
The price of the aromatic oil is high which can generate more income for the farmer who
plant agar wood. However, there is another procedure for aromatic resin induction from agar
wood. This procedure is the use of stem boring caterpillar. It was found that the 5 – 10
years old of agar wood tree usually attacked by the moth caterpillar familyCossidae by drilling
the stem and enter to stay in the tunnel of wood. This will cause stimulating of aromatic resin
around the wounded tunnel and the stimulated area will expand when the time is passed.
When the piece of agar wood with aromatic resin contained is refined using refinery
equipment in the laboratory, the high quality of aromatic oil will be obtained. Therefore, the
aromatic resin induction from agar wood by insects should be the promising procedure to be
concerned and studied further.
Keywords: Agarwood, resin agarwood, stem borer of Aquilaria sp.
ค าน า
กฤษณำ เป็นไม้ยืนต้นขนำดเล็กถึงขนำดใหญ่ สูงตั้งแต่ ๕-๔๐ เมตร ไม่ผลัดใบ ล ำต้น
เปลำตรง เมื่ออำยุมำกมักมีพูพอนบริเวณโคนต้น เปลือกล ำต้นชั้นนอก เรียบ มีสีเทำอ่อน มีรอยปริ
ี
เป็นร่องเล็กๆ ของช่องระบำยอำกำศ เปลือกล ำต้นชั้นใน มสีขำวอมเหลือง เรือนยอดมีลักษณะเป็น
พุ่มเจดีย์ต่ ำ หรือรูปกรวย ใบเป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ปลำยใบแหลม ขอบใบเรียบหรือหยักเป็นคลื่น ใบ
่
เป็นมัน เรียงสลับกัน ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นชอ เล็กๆ ตำมง่ำมใบ มี ๔-๖ ดอกต่อชอ
่
73
มีขนอ่อนปกคลุม มีสีขำวหรือเหลืองอ่อน ผลมีลักษณะค่อนข้ำงกลมมีขนนุ่มปกคลุม ผลแก่ แห้ง
้
้
้
แล้วแตก มีเมล็ด ๑-๒ เมล็ด อยู่ภำยใน เนือไม้มีสีขำวนวล เป็นไม้เนืออ่อน เสี้ยนตรง ปกติเนือไม้
้
้
ไม่มีกลิ่นหอม หำกมีกำรสะสมน้ ำมันในเนือไม้ เนือไม้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ ำตำลถึงสีน้ ำตำลเข้ม ท ำให้
มีกลิ่นหอม โดยเฉพำะเมื่อน ำไปเผำไฟ ขึ้นในป่ำดิบชื้นและป่ำดิบแล้ง
ไม้กฤษณำเป็นทรงคุณค่ำมำแต่โบรำณก่อนประวัติศำสตร์ มีหลักฐำนปรำกฏเกี่ยวกับกำร
ใช้ประโยชน์จำกกฤษณำมำตั้งแต่ก่อนพุทธกำล โดยเฉพำะกำรใช้ในทำงพิธีกรรมต่ำงๆ ไม้กฤษณำ
เป็นไม้เศรษฐกิจที่ส ำคัญและมีคุณค่ำทำงประวัติศำสตร์ของไทย ซึ่งมีปรำกฏหลักฐำนอ้ำงอิงเป็น
ครั้งแรกในสมัยสุโขทัย จำกหนังสือไตรภูมิพระร่วง พระรำชนิพนธ์ในพระมหำธรรมรำชำที่ ๑ พญำ
ลิไท เมือ พ.ศ. ๑๘๘๘ ได้กล่ำวเรืองกฤษณำหลำยตอน ในปี พ.ศ. ๑๙๓๐ สมัยพระบรม
่
่
รำชำธิรำชที่ ๑ ได้มีกำรส่งไม้กฤษณำเป็นเครืองรำชบรรณำกำรไปถวำยพระเจ้ำกรุงจีน และใน
่
สมัยสมเด็จพระนำรำยณ์ พ.ศ. ๒๒๒๙ ได้ส่งไม้กฤษณำ หนัก ๖ ปอนด์ครึ่ง ไปถวำยพระเจ้ำหลุยส์
ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสด้วย นอกจำกนี้มีหลักฐำนกำรส่งไม้กฤษณำจ ำนวนมำกเป็นสินค้ำออกของ
สยำมอยู่เสมอ เพรำะไม้กฤษณำมีสรรพคุณทั้งด้ำนควำมหอม และสรรพคุณสมุนไพร ท ำให้เป็นที่
ั้
ต้องกำรของสังคมชนสูงทั่วโลก และมีรำคำแพงดั่งทองค ำ (อ้ำงตำม กลุ่มอนุสัญญำคุ้มครองพันธุ์
พืช กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชำกำรเกษตรกรรม, ๒๕๕๔)
กฤษณำ เป็นพืชในสกุลAquilariaอยู่ในวงศ์ Thymelaeaceaeมีชอสำมัญว่ำ Agarwood,
ื่
Egle wood, Lignum Alore, Alore wood กฤษณำที่พบในโลกมีทั้งหมด ๒๖ ชนิด มีเพียง ๖ ชนิด
เท่ำนั้นที่สร้ำงสะสมสรกฤษณำในเนือไม้ได้ (Eurling and graveendeel, ๒๐๐๓) ในประเทศไทยมี
้
พันธุ์ไม้สกุลกฤษณำ จ ำนวน ๕ ชนิด คือ กฤษณำ (Aquilariacrassna Pierre x lecomte) จะแน (A.
hirtaRidl.) ไม้หอม (A. malaccensisLam.) กฤษณำดอย (A. rugosaKiet& Kessler) และ ก ำแย (A.
subintegraDingHou) แต่มีเพียง ๒ ชนิดเท่ำนั้น ที่สำมำรถพัฒนำให้เกิดสำรกฤษณำได้ คือ
AquilariacrassnaPierreexlecomte และ AquilariamalaccensisLam.
สำรกฤษณำ คือ สำรประกอบอินทรีย์ ประเภท เรซิน (resin) ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นสำร
ประเภทเทอร์ปีนส์ (Terpenes) โดยเฉพำะสำรประกอบ Sesquiterpenes(ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำร
ป่ำไม้, ๒๕๕๖.) ต้นกฤษณำที่อยู่ในป่ำธรรมชำติ บำงต้นสำมำรถเกิดสำรกฤษณำภำยในเนือไม้ได้
้
้
เป็นจ ำนวนมำก สำรกฤษณำในเนือไม้นี้เมือน ำไปกลั่นจะได้น้ ำมันที่มีกลิ่นหอม คุณภำพดี รำคำ
่
้
แพง รำคำของเนือไม้ที่มีสำรหอมมีรำคำถึงกิโลกรัมละ ๕,๐๐๐ – ๑๐๐,๐๐๐บำท ขึ้นกับคุณภำพ
74
้
ของสำรหอมในเนือไม้ เมือสกัดเป็นน้ ำมันหอมแล้วจะยิ่งมีรำคำแพงมำกขึ้น ซึ่งเป็นที่ต้องกำรของ
่
ตลำดโดยเฉพำะในแถบเอเชียตะวันออกกลำง
้
ดังนั้นจึงมีกำรส ำรวจและศึกษำวิจัยเกี่ยวกับสำเหตุกำรเกิดสำรกฤษณำในเนือไม้ ซึ่งเคย
ื่
เชอว่ำ เกิดจำกกำรกระท ำของเชื้อโรค หรือแมลงเจำะล ำต้น ต่อมำได้มีกำรส ำรวจและศึกษำวิจัย
เกี่ยวกับเชื้อรำที่อำจเกี่ยวข้องกับกำรเกิดสำรกฤษณำในต้นกฤษณำ วนิดำและคณะ (๒๕๒๗)
รำยงำนว่ำพบเชื้อรำจ ำนวน ๑๗ ชนิด จำกตัวอย่ำงไม้กฤษณำ ๙ ตัวอย่ำง ที่เก็บจำกป่ำดิบชื้นใน
จังหวัดระยอง จันทบุรี ตรำด นครรำชสีมำ กระบี่ ตรัง และพัทลุง ได้มีกำรศึกษำกำรใชเชื้อรำชนิด
้
่
ั
ต่ำงๆ กับไม้กฤษณำเพื่อให้เกิดสำรกฤษณำ และพบว่ำเชื้อรำไม่ใชปัจจัยที่จะชี้ชดลงไปได้ว่ำท ำให้
่
เกิดสำรกฤษณำได้ เนืองจำกต้นที่ไม่ได้ใส่เชื้อรำลงไปในล ำต้นก็สำมำรถสำรกฤษณำได้ (Rahman
and Basak, 1982; Rahgman and Khisa, 1984) จำกกำรศึกษำวิจัยของ Siripatanadilok et al.
(1991) พบว่ำ สำเหตุที่ท ำให้เกิดสำรกฤษณำในเนือไม้นั้น เนืองมำจำกขบวนกำรทำงธรรมชำติ
้
่
ของต้นกฤษณำในกำรรักษำแผลที่เกิดขึ้น โดยกำรสร้ำงสำรออกมำสะสมบริเวณแผลเกิดเป็นสำร
้
กฤษณำ เชื้อรำที่ใส่เข้ำในเนือไม้อำจท ำให้ต้นกฤษณำเกิดแผลขึ้น แต่ไม่ใชสำเหตุหลักที่ท ำให้เกิด
่
สำรกฤษณำขึ้นในเนื้อไม้
จำกำรส ำรวจแปลงปลูกต้นกฤษณำพบว่ำต้นกฤษณำที่ถูกแมลงเข้ำเจำะล ำต้น พบว่ำมีสำร
กฤษณำเกิดขึ้นรอบรอยแผลที่หนอนแมลงเจำะในเนือไม้ของต้นกฤษณำนั้น แสดงว่ำหนอนแมลงที่เจำะ
้
เข้ำล ำต้นกฤษณำที่ท ำให้เกิดรอยแผลและร่องเข้ำไปในเนือไม้สำมำรถกระตุ้นให้ต้นกฤษณำสร้ำงสำร
้
กฤษณำบริเวณรอบร่องนั้นได้ ดังนั้นกำรส ำรวจและศึกษำวิจัยหนอนผีเสื้อเจำะล ำต้นและกิ่งของไม้
้
กฤษณำที่ท ำให้เกิดสำรกฤษณำในเนือไม้ จึงควรจะมีกำรด ำเนินกำรศึกษำวิจัย และด ำเนินกำร
้
เพื่อเป็นแนวทำงกำรใชหนอนผีเสื้อชกน ำให้เกิดน้ ำมันหอมในเนือไม้ของต้นกฤษณำโดยวิธีทำง
ั
้
ธรรมชำติและเป็นกำรเพิ่มรำยได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกฤษณำต่อไป
วิธีการ
กำรส ำรวจและศึกษำวิจัยกำรใช้แมลงชักน ำให้เกิดน้ ำมันหอมในเนื้อไม้กฤษณำ ด ำเนินกำร
ส ำรวจในพื้นที่ที่ปลูกต้นกฤษณำ เพื่อกำรกระตุ้นให้เกิดน้ ำมันหอม ทั้งในพื้นที่ของภำครัฐ และ
เอกชน มีขั้นตอนดังนี้
ส ำรวจและคัดเลือกพื้นที่เพื่อด ำเนินกำรวิจัย
75
ส ำรวจและเก็บตัวอย่ำงแมลง
ศึกษำชีววิทยำ และนิเวศวิทยำของแมลงแต่ละชนิด และวิเครำะห์ผล
สถานที่ท าการทดลอง
พื้นที่ปลูกต้นกฤษณาทั้งของรัฐบาล และเอกชนเช่น สถานีวนวัฒนวิจัยนครราชสีมา กรมป่าไม้
จังหวัดนครราชสีมา สุราษฎร์ธานี สวนปลูกกฤษณาของเอกชน จังหวัดตราดและสวนปลูก
กฤษณาของเอกชน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
์
ผลการศึกษาและวิจารณผล
ส ารวจชนิดแมลงเจาะล าต้นกฤษณา
ส ำรวจ และตรวจหำแมลงเจำะต้นกฤษณำบริเวณต้นกฤษณำ โดยสังเกตรู หรือรอยแผลที่
ปรำกฏบนเปลือกของล ำต้นกฤษณำ และจำกขุยไม้ซึ่งเป็นมูลของหนอนแมลงขับออกจำกต้น บริเวณ
ปำกรูบนเปลือกล ำต้นและบริเวณใต้โคนต้นกฤษณำ เมื่อพบขุยไม้ให้ตรวจหำรูของหนอนโดยตรวจ
ตำมล ำต้นเหนือขุยไม้ หำกขุยไม้มีลักษณะกระจัดกระจำย แสดงว่ำรูหนอนอยู่ระดับสูง ถ้ำขุยไม้กอง
รวมกันให้มองหำรูเจำะบริเวณใกล้ขุยไม้นั้น โดยกำรสังเกตขนำดของหนอน สังเกตได้จำกขนำด
ของขุยไม้ หำกขุยไม้มีขนำดเล็กมำกเกือบเป็นผง แสดงว่ำหนอนยังมีขนำดเล็ก หำกขุยไม้มีขนำด
ใหญ่เห็นชดเจน แสดงว่ำหนอนมีขนำดใหญ่ กรณีไม่พบขุยไม้ออกจำกต้นกฤษณำเพิ่มขึ้น
ั
สันนิษฐำนได้ว่ำหนอนอำจเข้ำดักแด้ภำยในต้นกฤษณำแล้ว ชวงนี้ต้องตรวจสอบกำรออกจำกต้น
่
กฤษณำของผีเสื้อในกับดัก อย่ำรอให้ผีเสื้อออกมำนำนถึง ๒วัน เพรำะผีเสื้อจะกระพือปีก ท ำให้ปีก
ผีเสื้อได้รับควำมเสียหำย ซึ่งยำกต่อกำรจ ำแนกชนิดของแมลง
การเก็บตัวอย่างหนอนแมลงเจาะต้นกฤษณา
จำกกำรตรวจหำแมลงเจำะต้นกฤษณำในแปลงปลูกกฤษณำตั้งแต่อำยุ ๑-๕ ปี โดยกำร
สังเกตุรอยแผลที่เกิดขึ้นบนเปลือกของต้นกฤษณำและขุยไม้ หรือมูลของหนอนบนเปลือกต้น
กฤษณำและตกอยู่ที่โคนต้น หำกพบขุยไม้ที่โคนต้นให้มองไล่ขึ้นไปตำมล ำต้น จะพบรูที่หนอนแมลง
เจำะเข้ำล ำตน เมื่อตรวจพบรูเจำะของหนอนแมลง น ำตำข่ำยไนล่อนปิดล้อมล ำต้นบริเวณที่มีรูของ
หนอนผเสื้อเจำะ โดยให้ส่วนกลำงของตำข่ำยโป่งพองเป็นพื้นที่ว่ำงเพื่อให้ผีเสื้อที่ออกจำกรูมีที่ว่ำง
ี
เพียงพอส ำหรับกำงปีก ซึ่งจะท ำให้ได้ ผีเสื้อที่มีปีกลักษณะสมบูรณ์ มีรำยละเอียดครบถ้วน
สำมำรถจ ำแนกชนิดผีเสื้อได้ตำมหลักวิชำกำร บริเวณปลำยของตำข่ำยทั้งสองด้ำนให้รวบติดกับ
76
ต้นกฤษณำ แล้วติดด้วยลวดเย็บเอกสำรแบบใช้เครื่องยิง ตำข่ำยนี้เป็นกับดักผีเสื้อ เพื่อผีเสื้อที่ออก
จำกต้นกฤษณำติดอยู่ภำยในกับดัก จำกนั้นจึงเก็บตัวอย่ำงผีเสื้อในกับดักเพื่อน ำไปทดลองวิจัยใน
ขั้นตอนต่อไป
หนอนผีเสื้อเจาะล าต้นกฤษณา
ผลกำรติดกับดักแบบตำข่ำยบนต้นกฤษณำและตรวจสอบหนอนแมลงที่เจำะต้นกฤษณำ
พบว่ำ ต้นกฤษณำขนำดเล็กอำยุ 1-2 ปี ที่แปลงทดลองสถำนีวนวัฒนวิจัยสุรำษฎร์ธำนี มีหนอน
แมลงเจำะเข้ำท ำลำยล ำต้น เป็นหนอนผีเสื้อกลำงคืน อยู่ในอันดับ Lepidoptera วงศ์ Cossidaeสกุล
Zuezeraตัวหนอนมีสีแดงชมพู ล ำตัวมีขนเป็นเส้นบำงๆ มองเกือบไม่เห็น แต่ไม่มำกนัก ส่วนหัว
้
ด้ำนบนมีแผ่นสีน้ ำตำล ปำกคม หนอนเจำะเข้ำต้นกฤษณำตั้งแต่มีขนำดเล็ก และชอนไชกินเนือไม้
่
ภำยในล ำต้น ท ำอุโมงค์หรือชองอำศัยทั้งแบบขึ้นสู่ยอดและลงสู่รำก แต่โดยทั่วไปมักพบว่ำหนอน
เจำะล ำต้นขึ้นสู่ยอด โดยหนอนจะท ำรูกลมที่ล ำต้น เพื่อเป็นรูส ำหรับขับขุยไม้ หรือมูลออกจำกต้น
ขุยไม้นี้จะตกอยู่บริเวณโคนต้น บำงครั้งอำจพบขุยไม้ติดบริเวณปำกรู ขุยไม้ดังกล่ำวมีลักษณะ
ี
เป็นท่อนเล็กๆ สีขำวนวล (ตำมสีของเนื้อไม้) หนอนเข้ำดักแด้ภำยในล ำต้น เมื่อผเสื้อออกจำกดักแด้
และต้นกฤษณำจะทิ้งครำบดักแด้ไว้ที่ปำกรูที่ตัวหนอนเจำะเข้ำ ผีเสื้อมีขนำดกลำงสีขำว มีแต้มสีด ำ
ทั่วไป ต้นกฤษณำที่ถูกหนอนเจำะล ำต้น จะหักง่ำยตรงรอยที่หนอนผีเสื้อเจำะเมือลมพัดแรง ท ำให้
่
ส่วนยอดหักและแห้งตำย พบกำรท ำลำยของหนอนชนิดนี้ประมำณ 20%
ส ำหรับต้นกฤษณำที่ขนำดใหญ่อำยุ 7-10 ปี ในพื้นที่จังหวัดนครรำชสีมำและ
ประจวบคีรีขันธ์ พบว่ำหนอนผีเสื้อเจำะเข้ำท ำลำยต้นกฤษณำ โดยเข้ำกัดกินเนือไม้กฤษณำภำยใน
้
ล ำต้น และท ำช่องหรืออุโมงค์อยู่ภำยใน หนอนขับขุยไม้เป็นท่อนขนำดเล็กสีขำวนวล ออกจำกปำก
รู ตกอยู่บริเวณโคนต้นใกล้ปำกรู พบว่ำหนอนแมลงที่เจำะต้นกฤษณำขนำดใหญ่เป็นหนอนผีเสื้อ
กลำงคืนขนำดกลำงใน วงศ์ Cossidaeอันดับ Lepidoptera ลักษณะของผีเสื้อหนอนและพฤติกรรม
กำรเจำะต้นกฤษณำคล้ำยกับหนอนผีเสื้อที่เจำะต้นกฤษณำที่มีขนำดเล็ก คือ ผีเสื้อมีปีกสีขำวมี
แต้มสีด ำทั่วไป ตัวหนอนเจำะเข้ำต้นท ำร่องอำศัยภำยในต้น แต่หนอนมีขนำดใหญ่กว่ำ หนอนขับขุย
ไม้ออกจำกต้นไม้ทำงรู ขุยไม้ที่หนอนขับออกจำกรู มีลักษณะเป็นท่อนขนำดเล็กถึงขนำดใหญ่ ตก
กองอยู่บริเวณโคนต้น (ใชเป็นจุดสังเกตในกำรหำต ำแหน่งของหนอนที่ต้นกฤษณำ) ต้นกฤษณำ
้
ขนำดใหญ่ทีมีถูกหนอนเจำะจะไม่ตำยสำมำรถเจริญได้ และมีหนอนเจำะได้มำกกว่ำ 1 ตัว ร่องที่
หนอนเจำะจะเป็นร่องค่อนข้ำงใหญ่และปรำกฏอย่ำงถำวรในเนื้อไม้
77
การตอบสนองต่อแสงไฟสีม่วง
้
จำกกำรทดลองใชแสงไฟสีม่วงจำกหลอดแบคไลท์ติดตั้งในพื้นที่สวนปลูกกฤษณำมีหนอน
ผีเสื้อเจำะล ำต้นกฤษณำ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อศึกษำกำรตอบสนองของผีเสื้อหนอนเจำะ
ต้นกฤษณำ โดยเปิดแสงตั้งแต่ ๑๙.๐๐-๒๓.๐๐ น ตรวจสอบกำรเข้ำสู่แสงไฟของผีเสื้อเจำะต้น
กฤษณำ ทุก ๑ ชั่วโมง ปรำกฏว่ำไม่พบผีเสื้อบินมำที่กับดักแสงไฟเลย
การเกิดสารกฤษณาในเนื้อไม้เนื่องจากการเจาะของแมลง (หนอนเจาะล าต้นกฤษณา)
ต้นกฤษณำที่ถูกหนอนเจำะและท ำร่องอำศัยภำยในต้น สำมำรถสร้ำงสำรกฤษณำ ซึ่งเป็น
น้ ำมันหอมขึ้นรอบๆ บริเวณของร่องเจำะ ปริมำณมำกหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยของพืชและอื่นๆ หำก
เป็นรูเก่ำมำก นำนหลำยปีและมีสำรกฤษณำเกิดขึ้น จะเห็นเปลือกต้นกฤษณำภำยนอกบริเวณที่มี
รูเจำะจะมีลักษณะยุบเป็นแถบตำมควำมยำวของล ำต้น น้ ำมันหอมที่เกิดขึ้นนี้เป็นที่ต้องกำรของ
ตลำดน้ ำมันหอมกฤษณำ มีรำคำแพง ดังนั้นกำรเจำะเข้ำท ำลำยต้นกฤษณำที่มีขนำดใหญ่ของ
่
หนอนผีเสื้อดังกล่ำว จึงเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกต้นกฤษณำ เมือท ำกำรผ่ำต้นกฤษณำ ที่
พบรูหนอนผีเสื้อเจำะล ำต้นทั้งที่เจำะเข้ำใหม่และรอยเก่ำ เพื่อตรวจสอบกำรเปลี่ยนแปลงภำยใน
เนื้อไม้รอบรูของหนอนเจำะพบว่ำ บริเวณโดยรอบๆ รอยเจำะเป็นร่องภำยในต้น มีกำรเกิดกฤษณำ
้
้
หรือน้ ำมันภำยในเนือไม้ เนือไม้บริเวณรอบร่องที่แมลงเจำะเปลี่ยนสีจำกสีขำว-เหลือง ซึ่งเป็นสี
้
ั
ของเนือไม้ปกติ เป็นสีน้ ำตำลอ่อนถึงสีน้ ำตำลเข้มได้อย่ำงชดเจนและเป็นพื้นที่ค่อนข้ำงใหญ่
โดยเฉพำะรอยแมลงที่เป็นรอยเก่ำ ถ้ำเป็นรอยใหม่จะยังไม่เกิดสำรกฤษณำ หรืออำจเกิดเพียง
้
เล็กน้อย แสดงให้เห็นว่ำกำรเจำะเป็นร่องของแมลงภำยในเนือไม้ของต้นกฤษณำสำมำรถกระตุ้น
และชักน ำให้ต้นกฤษณำสร้ำงสำรกฤษณำหรือ สำรน้ ำมันหอมขึ้นรอบๆ ร่องเจำะได้ จึงเป็นโอกำส
ที่ดีที่จะใช้หนอนแมลงเป็นตัวกำรชักน ำให้เกิดสำรกฤษณำ หรือน้ ำมันหอมในเนื้อไม้กฤษณำได้
การคัดเลือกคุณภาพ หรือเกรดของสารกฤษณาในเนื้อไม้
้
้
เป็นกำรคัดคุณภำพสำรกฤษณำโดยดูจำกสีของเนือไม้ที่เปลี่ยนจำกสีขำวของเนือไม้ เป็นสี
้
น้ ำตำลถึงน้ ำตำลเข้มหรือด ำ หำกเนือไม้เป็นสีน้ ำตำลอ่อนจะมีคุณภำพต่ ำ หำกเนือไม้เป็นสีน้ ำตำล
้
เข้มขึ้นคุณภำพจะดีกว่ำสีน้ ำตำลอ่อน ดังนั้นหำกเนือไม้มีสีน้ ำตำลยิ่งเข้มมำกขึ้น คุณภำพของสำร
้
้
กฤษณำยิ่งมำกขึ้นตำมล ำดับ เนือไม้ที่มีสำรกฤษณำคุณภำพดี (สีน้ ำตำลเข้มมำก) เกษตรกรนิยม
ตัดแต่งเนื้อไม้ที่มีเฉพำะสำรกฤษณำเท่ำนั้น เพื่อไว้ขำย เพรำะได้รำคำดี
78
สรุปผล
กำรเกิดกฤษณำในเนื้อไม้ของต้นกฤษณำ สำมำรถเกิดขึ้นได้หลำยวิธี อำทิ กำรใช้วัสดุ
ปลำยแหลมหรือของมีคม ท ำให้ต้นกฤษณำเกิดบำดแผลโดยเฉพำะ หรืออำจท ำให้ต้นกฤษณำเป็น
รูแล้วใส่สำรเคมี หรือจุลินทรีย์ตำมสูตรที่คิดค้นกันจะใส่เข้ำไปในล ำต้น แล้วท ำให้เกิดสำรกฤษณำ
ในเนื้อไม้ ได้ หรือไม่ได้ คุณภำพสำรกฤษณำที่แตกต่ำงกัน แต่อีกวิธีหนึ่งพบว่ำ หนอนแมลงที่เจำะ
ล ำต้นกฤษณำในธรรมชำติ สำมำรถท ำให้เกิดสำรกฤษณำในเนื้อไม้กฤษณำได้ และบำงกรณีเป็น
สำรกฤษณำที่เมื่อกลั่นจะได้น้ ำมันหอมคุณภำพดี
หนอนแมลงที่เจำะต้นกฤษณำและท ำให้เกิดสำรกฤษณำได้ คือ หนอนของผีเสื้อกลำงคืน
โดยผีเสื้อจะวำงไข่เป็นกลุ่มบนต้นกฤษณำ เมื่อหนอนฟักจำกไข่จะเจำะเข้ำในเนื้อไม้เป็นรูกลม
หนอนเจำะเข้ำในเนื้อไม้จะท ำเป็นร่องหรืออุโมงค์ส ำหรับพักอำศัยและหลบภัยอันตรำย อุโมงค์ที่
หนอนเจำะขึ้นสู่ด้ำนบนมำกกว่ำด้ำนล่ำง หนอนจะขับขุยไม้หรือมูลของหนอนที่มีลักษณะเป็นท่อนๆ
ขนำดเล็กออกจำกรู ตกกองอยู่บริเวณโคนต้นกฤษณำ หนอนแมลงและร่องหรืออุโมงค์ที่เจำะ
หนอนเจำะนี้จะกระตุ้นให้ต้นกฤษณำสร้ำงสำรออกมำหุ้มบริเวณรอบๆ และกลำยเป็นสำรกฤษณำ
ในที่สุด หำกร่องหรืออุโมงค์ที่เกิดขึ้นใหม่อำจจะยังไม่เกิดสำรกฤษณำ แต่หำกเป็นร่องหรืออุโมงค์ที่
เก่ำจะมีสำรกฤษณำเกิดโดยรอบ เนื้อไม้กฤษณำมีสีน้ ำตำลเข้มเป็นกำรกระตุ้นไม้กฤษณำให้เกิด
สำรในธรรมชำติอีกวิธีหนึ่ง
79
๕. สรุปผล
กำรวิจัยด้ำนโรคและแมลงป่ำไม้ จ ำเป็นต้องมีกำรศึกษำเพื่อพัฒนำกำรวิจัยด้ำนไม้
เศรษฐกิจ ซึ่งทำงธรรมชำติแล้วทรัพยำกรป่ำไม้ธรรมชำติที่มีควำมสมบูรณ์และควำมสมดุลของ
ี
ระบบนิเวศ จะมีสิ่งมีชวิตขนำดเล็ก แมลงป่ำไม้อำศัยอยู่รวมกันอย่ำงสมดุล แต่จำกกำร
ิ
่
เปลี่ยนแปลงกำรใชประโยชน์ที่ดิน อำทิเชน กำรปลูกพืชเกษตรเชงเดี่ยว ท ำให้สมดุลทำงระบบ
้
นิเวศเปลี่ยนแปลงไป จึงส่งผลให้มีกำรรบกวนของโรคและแมลง โดยแมลงป่ำไม้เป็นสิ่งมีชวิตที่มี
ี
ควำมส ำคัญของป่ำ และมีบทบำทส ำคัญในทำงป่ำไม้ กำรปรำกฏจะขึ้นอยู่กับสภำพแวดล้อมในป่ำ
ชนิดพันธุ์พืช รวมทั้งสัตว์ป่ำ กิจกรรมของแมลงจะมีอิทธิพลต่อกำรควบคุมผลผลิตของป่ำ คือ
แมลงสำมำรถเป็นตัวช่วยในกำรเพิ่มผลผลิตของป่ำ เชน ชวยผสมเกสร หรือสำมำรถท ำให้ผลผลิต
่
่
ของป่ำลดลง เชน แมลงที่ท ำลำยต้นไม้ทั้งในส่วนเนือไม้ หรือรำก ส่งผลต่อกำรเติบโตของต้นไม้
่
้
่
ส่วนโรคพืช เป็นกระบวนกำรทำงสรีรวิทยำ เกิดกำรถูกท ำลำยจำกกำรรบกวนอย่ำงต่อเนืองของ
ตัวกำรที่ท ำเซลล์มีควำมผิดปกติ จะแสดงผลออกมำทำงลักษณะทำงสัณฐำนวิทยำ ซึ่งหำกเกิด
ปัญหำขึ้นแล้วสำมำรถสร้ำงควำมเสียหำยอย่ำงมำกในวงกว้ำง ดังนั้นกำรศึกษำเกี่ยวกับโรคและ
แมลงนั้นมีควำมส ำคัญ เพื่อหำแนวทำงในกำรป้องกันและก ำจัดไม่ให้เกิดควำมเสียหำยแก่ส่วนหำย
้
สวนป่ำ เพื่อมำใชในกำรประยุกต์กำรจัดกำร หรือควบคุมไม่ให้เกิดโรคและแมลง ลดกำรสูญเสีย
ทรัพยำกรป่ำไม้ ลดควำมสูญเสียที่อำจเกิดขึ้นทำงเศรษฐกิจ และสำมำรถพัฒนำ ค้นคว้ำวิจัย ต่อ
ยอดเพื่อกำรจัดกำรป่ำไม้อย่ำงยั่งยืน
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
กลุ่มอนุสัญญำคุ้มครองพันธุ์พืช กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชำกำรเกษตร ม.๒๕๕๔. เอกสาร
ประกอบการประชุม/สัมมนา เกษตรกร ผู้ค้า และผู้มีส่วนได้เสียเพื่อจัดท าร่าง
ระเบียบการค้าไม้กฤษณาและผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศแบบมีส่วนร่วม. (๓๙
หน้ำ)
ฉวีวรรณหุตะเจริญ และ สุรชย ชลด ำรงกุล. 2538. กำรส ำรวจศัตรูธรรมชำติของหนอนผีเสื้อ
ั
กินใบสัก. วารสารวนศาสตร์. 14: 9 – 16.
80
ั
เดชำ วิวัฒน์วิทยำ. 2543.แมลงศตรูป่าไม้และไม้ให้ร่มในประเทศไทย. ภำควิชำชีววิทยำ
ป่ำไม้. คณะวนศำสตร์. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
ด ำรง ใจกลม. 2519. ค าบรรยายวิชาศัตรูป่าไม้และการก าจัดป้องกัน. กองบ ำรุง. กรมป่ำไม้.
ิ
เทคโน โพธิลักษณ์. 2556. การจ าแนกชนดและความหลากหลายทางพันธุกรรมของเชื้อ
แบคทีเรียสาเหตุโรคใบจุดเหลี่ยมในกล้ายูคาลิปตัสและการควบคุมโดยชีววิธี.
วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
พจณำ กะสินรัมย์. 2556. การจ าแนกเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคใบจุดเหลี่ยมของยูคา
ลิปตัส.วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
พรทิพย์ ผลวิชำ ประสิทธิ์ เพียรอนุรักษ์ และฉวีวรรณหุตะเจริญ. 2535. กำรตำยธรรมชำติ
ของมอดป่ำเจำะต้นสัก ที่สวนผลิตพันธุ์ไม้ป่ำแม่กำ อ ำเภอเมือง จังหวัดพะเยำ. วารสาร
วนศาสตร์. 11: 8 - 15.
วรรณวิไล อินทนู. 2545. กำรวินิจฉัยโรคพืชและกำรจัดกำรโรค. คลินิคสุขภาพพืช.
ภำควิชำโรคพืช.คณะเกษตร ก ำแพงแสน. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
วัฒนชย ตำเสน สุวรรณ ตั้งนิมิตเจริญ และ เดชำ วิวัฒนวิทยำ. 2543. บทบำทและพฤติกรรม
ั
ของแมลงที่ส ำคัญบำงชนิดในกำรชวยผสมเกสรดอกสัก. วารสารวนศาสตร์. 19 -21:
่
52 – 64.
่
วนิดำ สุบรรณเสนี, นัยนำ ทองเจียม และวิบูรณ์ เสเกกูล. ๒๕๒๗. เชื้อราทีพบบนต้นไม้หอม. น.
๘-๑๕. ใน รำยงำนกำรวิจัยของป่ำ. เลขที่ ๕. ๒๔๗. กรมป่ำไม้, กรุงเทพฯ.
สมใจ พิริยะประสำธน์. 2547. ผลของแบคทีเรียจากดินปลวกและจากเมล็ดพืชปาตอการ
เจริญเติบโตของกระถินเทพา (Acacia mangium) และ สัก (Tectonagrandis).
วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
สุธำทิพย์ แสงกุล และ อรุณีจิรอังกรกุล. 2530. ควำมทนทำนธรรมชำติของไม้ยูคำลิปตัสคำ
มำลดูเลนซีสต่อ กำรเข้ำท ำลำยโดยเชื้อรำบำงชนิด. วารสารวนศาสตร์. 6:
392 - 398.
81
ั
สุรชย ชลด ำรงกุล. 2530. ศกษาอิทธิพลของส่วนประกอบดินและคุณสมบัติบางประการ
ึ
ของต้นสักต่อการท าลายของหนอนผีเสื้อเจาะต้นสัก ((Xyleutesceramicus
).
วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
สุรชัย ชลด ำรงกุลและ ฉวีวรรณหุตะเจริญ. 2531.ควำมเป็นไปได้ในกำรใช้กับดักแสงไฟ ส ำรวจ
ปริมำณ ของผีเสื้อหนอนท ำลำยใบสัก. วารสารวนศาสตร์. 7: 28 - 36.
อุทัยวรรณ แสงวณิช. ๒๕๕๐. เอกสารประกอบการสอนโรควิทยาป่าไม้ (Forest
Pathology). คณะวนศำสตร์. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์
Agrios, G.N. 2005. Plant Pathology. 5th ed. Elsevier Academic Press, California, USA.
Brock, T.D. and K.M. Brock. 1978. Microbiology with Application Prentice-Hall. Inc.,
New Jersey.
Ding Hou, L. 1960. Thymelaeaceae. Pp. 1-48. In C.G.G.J. Van Steenis, ed. Flora
Maleesiana. Wolters-Noordhoff, Groningen, Netherlands.
Eurling, M. and B. Gravendeel. 2003. Identification of Agarwood (AquilariaandGyrinops) Dry
Wood Using trnL-trnF Polymorphisms. (CD Rom). The Rainforest Project. Veit
Nam. (First International Agarwood Conference, November 10-15).
HutacharernChaweewan and TubtimNopachon. 1995. Checklist of FOREST INSECTS IN
THAILAND. Office of Environmental Policy and Planning. Thailand.
Rahman, M.A. and A.C. Basak. 1982. Agar production in agar tree by artificial inoculation
and wounding. BanoBiggyanPatrika 9(1/2). CABI. Accession no.
840688636.
Rahman, M.A. and S.K. Khisa. 1984. . Agar production in agar tree by artificial inoculation
and wounding. II. Further evidences in favour of agar formation.
BanoBiggyanPatrika 13(1/2): 57-63. CABI. Accession no. 860613128.
82
Whelzel, H. H. 1935. Nature of disease in plants. Mimeographed. Plant Pathology Dept.,
Cornell Univ. Cit.. Roberts; D. A. and Boothroyed, C. A. 1972. Fundametals of
Plant Pathology, 420 pp, Freeman.
Yang, C., C. Hamel, V. Vujanovic and Y. Gan. 2011. Fungicide: mode of action and
possibleimpact on nontaget microorganisms 2011. International Scholarly
Research Network. 1-8.
83
บทที่ ๕ งานวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากไม้
้
รูปแบบกำรใชประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้จ ำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลักประกอบไป
้
้
ด้วย 1) กำรใชประโยชน์ในรูปเนือไม้ (Wood) ซึ่งในควำมหมำยทำงวิทยำศำสตร์ หมำยถึง วัสดุ
อินทรีย์ธรรมชำติ (Natural organic material) เป็นกำรสังเครำะห์จำกสำรเคมีก่อก ำเนิดขึ้นเองได้
้
ี
โดยกลไกของธรรมชำติ ส่วน “ไม้” ในควำมหมำยของชำวบ้ำน คือ ของใชชวิตประจ ำวันและอำจ
ี
น ำไปขำยเป็นเงินตรำเลี้ยงชพได้ด้วย แต่ค ำว่ำ “ไม้” ในกฎหมำยป่ำไม้ คือ ไม้ทุกชนิดทั้งที่เป็นต้น
กอ หรือเถำ ไม่ว่ำที่ยืนต้นหรือล้มลงแล้วและรวมถึงรำก หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของไม้ และ 2) กำร
้
ใชประโยชน์จำกของป่ำ (non-wood) หมำยถึงกำรใชผลผลิตจำกป่ำทุกชนิดยกเว้นไม้ ซึ่งเป็น
้
อำหำรพื้นบ้ำน ใชสอยในครัวเรือนในชวิตประจ ำวัน สำมำรถเพิ่มรำยได้ให้แก่ครอบครัวในระดับ
้
ี
ท้องถิ่น ก่อให้เกิดกำรสร้ำงงำน ในด้ำนกำรเก็บหำ กำรผลิต และกำรขนส่ง ของป่ำบำงชนิดได้
พัฒนำเป็นสินค้ำส่งออกท ำรำยได้ให้แก่ประเทศปีจ ำนวนมำก เชน หวำย ไผ่ ชน ยำงไม้ สมุนไพร
่
ั
้
และเครื่องเทศ พืชอำหำร แมลงกินได้ ไม้หอม เปลือกไม้แทนนิน และสีธรรมชำติ เนือหำของบทนี้
จะเน้นถึงกำรศึกษำวิจัยโดยมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ และวิธีกำรใชประโยชน์ต่ำง ๆ เพื่อตอบสนองควำม
้
ต้องกำรของผู้ใชทั้งในรูปแบบทำงตรง และทำงอ้อม ตลอดจนกำรวำงแผนกำรจัดกำรกำรใช ้
้
ประโยชน์จำกป่ำได้อย่ำงยั่งยืน
๑. แนวคิด ทฤษฎี
๑.๑ การใช้ประโยชน์จากไม้ตัดขยายระยะ
กำรตัดขยำยระยะ หรือ กำรตัดสำงขยำยระยะ (Thinning) เป็นกระบวนกำรหนึ่งทำง
่
วนวัฒนวิทยำ ในกำรตัดฟันในหมู่ไม้เมือโตปำนกลำง (intermediate cutting)ลดจ ำนวนหมู่ไม้ต่อ
หน่วยพื้นที่ เพื่อเร่งกำรเติบโตในต้นไม้ที่เหลืออยู่ซึ่งหำกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีกำรตัดขยำยระยะจะท ำให้
ต้นไม้เกิดกำรแก่งแย่ง ต้นไม้เติบโตได้ไม่ดี ท ำให้ผลผลิตลดลง ดังนั้นกำรตัดขยำยระยะชวย
่
่
ปรับปรุงสภำพกำรเติบโตของต้นไม้ที่เหลืออยู่และน ำไม้มำใชประโยชน์ ชวยในกำรเพิ่มพูนผลผลิต
้
ตำมวัตถุประสงค์ ได้ต้นไม้ที่แข็งแรง เติบโตได้เร็วลดระยะของรอบหมุนเวียน (rotation) ให้สั้นลง
และในขณะเดียวกันกำรตัดขยำยระยะก็ชวยป้องกันและก ำจัดต้นไม้ที่เป็นแหล่งของโรคแมลงอีก
่
ด้วยซึ่งโดยปกติกำรตัดขยำยระยะจะเริ่มขึ้นจำกกำรเกิดกำรลดลงของกำรอัตรำกำรเติบโตของ
ต้นไม้ที่มีผลมำจำกกำรแก่งแย่งกันเติบโต อัตรำกำรเพิ่มขึ้นของเส้นผ่ำนศูนย์กลำงของต้นไม้ลดลง
84
สำมำรถแก้ไขปัญหำดังกล่ำวได้ โดยกำรพิจำรณำในกำรตัดขยำยระยะให้ส ำเร็จและมีคุณภำพตำม
วัตถุประสงค์ โดยวิธีกำรตัดขยำยระยะ แบ่งออกเป็น 4 วิธี (วิสุทธ์, 2539) คือ
๑) กำรตัดขยำยระยะแบบ Low thinning บำงครั้งเรียก “Thinning from below”
ั้
เป็นวิธีกำรตัดขยำยระยะที่มักใช้กับกำรตัดขยำยระยะครั้งแรก วิธีนี้ต้องกำรเหลือต้นไม้ที่มีชนเรือน
ยอดบนไว้จะคัดเลือกตัดขยำยระยะต้นไม้ที่มีชั้นเรือนยอดต่ ำกว่ำ หรือ ต้นไม้ที่มีชนเรือนยอดถูกบด
ั้
บังหรือถูกข่ม หรือเป็นโรค ออกก่อนแล้วจึงพิจำรณำขึ้นไปจนถึงต้นไม้ที่มีชนเรือนยอดสูงกว่ำ กำร
ั้
เลือกตัดขยำยระยะวิธีนี้จึงไม่เป็นกำรเร่งกำรเติบโตของต้นไม้ที่เหลือ เพรำะตัดไม้ที่ถูกข่มใต้เรือน
่
ยอดออกไม่ได้เป็นกำรเปิดชองว่ำงให้หมู่ไม้ที่เหลือได้รับแสงสว่ำงเพิ่มขึ้น แต่วิธีกำรนี้เป็นเพียงกำร
น ำไม้เล็กที่โดนไม้ใหญ่ต้นอื่นเบียดบังจนเกือบจะตำยแล้ว ออกมำจำกหมู่ไม้เท่ำนั้นดังนั้นหำก
ต้องกำรเร่งกำรเติบโตของต้นไม้ที่เหลืออยู่ กำรตัดขยำยระยะโดยวิธีนี้ควรกระท ำให้หนักขึ้น
เพื่อที่จะได้เอำต้นที่มีชนเรือนยอดรองเด่นออกบ้ำงในทำงปฏิบัติของ Low thinning อำจแบ่งระดับ
ั้
ควำมหนักเบำของกำรตัดขยำยระยะออกเป็น 4 เกรด (Smith, 1986) โดยมี เกรด A ตัดขยำย
ระยะเบำที่สุดจนถึง เกรด D หนักที่สุด (ภำพที่ 5 ) กำรคัดเลือกตัดฟันไม้ออกในแต่ละเกรดจะ
แตกต่ำงกัน
ข้อดีของกำรตัดขยำยระยะแบบ Low thinning กำรตัดฟันไม้ออกในกำรตัด
ขยำยระยะผู้ที่มีควำมชำนำญน้อยสำมำรถใชวิธีนี้ได้ หำกเกิดควำมผิดพลำดอันเนืองมำจำกกำร
้
่
ั้
คัดเลือกไม้ออกผลเสียหำยที่จะเกิดกับหมู่ไม้ก็ไม่ค่อยรุนแรงมำกนัก เพรำะไม้ชนเรือนยอดเด่นและ
ชั้นเรือนยอดรองเด่นซึ่งเป็นไม้ที่มีลักษณะดี ยังคงเหลืออยู่เป็นส่วนใหญ่
ข้อเสียกำรตัดขยำยระยะแบบ Low thinning ให้ผลตอบแทนทำงด้ำนกำรเงินได้
น้อยที่สุดจำกกำรน ำไม้ที่ถูกตัดออกไปขำย เพรำะไม้ที่ถูกตัดออก เป็นไม้ขนำดเล็ก กำรน ำไปใช ้
ประโยชน์จึงมีจ ำกัด และอำจจะไม่เป็นที่ต้องกำรของตลำด
85
ี่
ภาพท 5 ระดับควำมหนักเบำของกำรตัดขยำยระยะแบบ Low thinning ในหมู่ไม้ 4 เกรด
(อ้ำงอิง: งำนวิจัยปลูกสร้ำงสวนป่ำ, 2558)
2) กำรตัดขยำยระยะแบบ Crown thinning เป็นกำรตัดขยำยระยะที่จะพิจำรณำ
ั้
ั้
เลือกตัดต้นไม้ที่มีชนเรือนยอดบนออกซึ่งมีทั้งชนเรือนยอดขนำดกลำงและสูงกว่ำ (middle and
upper crown class) เพื่อส่งเสริมกำรเติบโตของต้นไม้ที่เหลือซึ่งมีลักษณะดีที่สุด และสำมำรถน ำไม้
้
ไปใชประโยชน์ก่อน ซึ่งต้นที่โดนตัดออกส่วนใหญ่มีชนเรือนยอดเป็นพวกรองเด่นแต่พวกชนเรือน
ั้
ั้
ั้
ยอดเด่นและชนเรือนยอดปำนกลำงบำงต้นที่ไปขัดขวำงกำรเติบโตของต้นอื่นที่ต้องกำรจะเหลือไว้
หรือเพื่อเป็นกำรเปิดชองว่ำงก็อำจจะโดนตัดออกไปด้วย โดยกำรตัดขยำยระยะแบบ Crown
่
thinning เป็นวิธีที่จะคัดเลือกตัดต้นไม้ที่มีชั้นเรือนยอดบนออก โดยไม่ค ำนึงว่ำกำรตัดขยำยระยะนั้น
ั้
ั้
จะกระท ำหนักเบำเพียงใด พวกชนเรือนยอดปำนกลำง และชนเรือนยอดถูกข่มจะเหลือไว้ ต้นที่
ไม่ได้ไปขัดขวำงกำรเติบโตของต้นไม้อื่นที่ต้องกำรเหลือไว้ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะเหลือต้นไม้พวกนี้
เอำไว้ หำกว่ำสำมำรถตัดออกไปขำยได้ เพื่อลดกำรสูญเสียเนือไม้จำกกำรแก่งแย่งเติบโต จึงควร
้
ตัดออกไปด้วย กำรตัดขยำยระยะโดยวิธี Crown thinning เชนนี้ จึงเหมือนกับกำรท ำแบบ Low
่
thinning ที่มีเกรดหนักที่สุด คือ เกรด D(ภำพที่ 6 ) กำรตัดขยำยระยะแบบ Crown thinning และ
86
Low thinning ต่ำงก็มีวัตถุประสงค์เหมือนกันคือชวยส่งเสริมกำรเติบโตของต้นไม้ชนเรือนยอดบน
่
ั้
พวกชั้นเรือนยอดเด่นและรองเด่นส่วนควำมแตกต่ำงของทั้งสองวิธีนี้อยู่ที่กำรคัดเลือกต้นไม้ออก
ข้อดีของกำรตัดขยำยระยะแบบCrown thinning จะให้ผลตอบแทนทำงกำรเงิน
ที่ดีกว่ำกำรตัดขยำยระยะแบบ Low thinning นอกจำกนี้ไม้เล็กพวกชนเรือนยอดถูกข่ม หำกขำย
ั้
ไม่ได้ก็ถูกปล่อยยืนต้นทิ้งไว้ในป่ำ จึงไม่เสียค่ำใชจ่ำยในกำรตัดฟัน และอำจจะกลับมำตัดออก
้
ภำยหลังเมือตลำดต้องกำรไม้ขนำดเล็กกำรตัดขยำยระยะแบบ Crown thinning ท ำให้กิ่งล่ำง ๆ
่
ของต้นไม้ไม่ค่อยแห้งตำย จึงก่อให้เกิดกำรลิดกิ่งตำมธรรมชำติของต้นไม้ที่เหลือเป็นไปได้น้อยลง
แต่จะท ำให้เพิ่ม Live crown ratio ให้สูงขึ้น นอกจำกนี้ ยังช่วยกระตุ้นส่งเสริมกำรเติบโตของต้นไม้ที่
เหลือได้มำกขึ้น ซึ่งจะลดระยะเวลำกำรตัดฟันให้สั้นลงได้ และปริมำตรไม้ที่ได้จำก Crown thinning
จะมำกกว่ำและขนำดต้นไม้จะใหญ่กว่ำLow thinning
ข้อเสียของกำรตัดขยำยระยะแบบCrown thinning ต้องอำศัยผู้ชำนำญมี
ประสบกำรณ์ เพรำะอำจส่งผลต่อคุณภำพผลผลิต
ภาพที่ 6 ภำพหมู่ไม้กำรตัดขยำยระยะแบบ Crown thinning
(อ้ำงอิง: งำนวิจัยปลูกสร้ำงสวนป่ำ, 2558)
87
3) กำรตัดขยำยระยะแบบ Selection thinning หรือ High thinning เป็นวิธีที่เลือกตัด
ต้นไม้ที่มีชั้นเรือนยอดที่เป็นชั้นเรือนยอดเด่นออก เพื่อส่งเสริมให้ต้นไม้ที่ที่ต้องกำรที่มีเรือนยอดอยู่
ในชั้นต่ ำกว่ำหรือรองลงไปมีโอกำสเติบโตเต็มที่ (ภำพที่ 7)
ข้อดีของกำรตัดขยำยระยะแบบ Selection thinning ให้ผลตอบแทนทำงกำรเงิน
่
มำก่อนชวงอำยุตัดฟันได้มำกและเร็วกว่ำวิธีกำรตัดขยำยระยะอื่น แต่ระยะเวลำที่ต้องใชในกำร
้
ปลูกต้นไม้จนถึงขนำดตัดฟันจะยำวนำนขึ้นและจะท ำให้ผลผลิตของไม้ลดลงไม่ว่ำจะเป็นในรูปของ
ปริมำตรไม้หรือมวลชีวภำพของไม้ ถ้ำยิ่งต้นไม้พวกที่แข็งแรงถูกตัดออกยิ่งมำกก็จะส่งผลต่อ
ผลผลิตที่จะลดลงมำกตำมไปด้วย
ข้อเสีย กำรใช้วิธีนี้ควรระวังและมีขอบเขตจ ำกัดตำมวัตถุประสงค์ เพรำะจะท ำ
ให้เกิดผลเสียแก่หมู่ไม้ได้ ต้นไม้พวกเรือนยอดถูกข่มและเรือนยอดปำนกลำงซึ่งเป็นต้นไม้ที่มี
ลักษณะไม่ดี มีกำรเติบโตชำ เป็นต้นที่ต้องกำรส่งเสริมให้เติบโตจนถึงรอบตัดฟันสุดท้ำย ดังนั้น
้
เมือพิจำรณำทำงด้ำนพันธุกรรมแล้วกำรตัดขยำยระยะแบบ Selection thinning จึงไม่เป็นวิธีกำรที่
่
่
ดีที่จะใชกับหมู่ไม้ที่จะมีกำรสืบพันธุ์ทดแทนตำมธรรมชำติเมือครบอำยุตัดฟันแล้ว หรือใชหมู่ไม้นี้
้
้
เป็นแหล่งเมล็ดเพื่อกำรสืบพันธุ์ต่อไป
ภาพที่ 7 ภำพหมู่ไม้กำรตัดขยำยระยะแบบ Selection thinning หรือ High thinning
(อ้ำงอิง: งำนวิจัยปลูกสร้ำงสวนป่ำ, 2558)
88
4)กำรตัดขยำยระยะแบบ Systematic หรือ Geometric thinning หรือ Mechanical
thinning เป็นกำรเลือกตัดต้นไม้ ที่มีกำรก ำหนดรูปแบบของต้นไม้ที่จะตัดออกไว้ก่อนกำรตัดขยำย
่
ระยะ เชน กำรตัดออกเป็นแถว(row thinning) พิจำรณำระยะห่ำงระหว่ำงต้นไม้โดยไม่ค ำนึงถึง
ลักษณะชนเรือนยอดของต้นไม้ กำรตัดขยำยระยะมีกำรก ำหนดไว้ให้เป็นระบบ เชน เลือกตัดแถว
ั้
่
เว้นแถว หรือตัดแถวเว้นสองแถวหรือตัดต้นเว้นต้น จึงเป็นวิธีที่ง่ำยและสะดวกต่อกำรควบคุม วิธีนี้
อำจท ำได้ 2 แบบ คือ
(1) Spacing thinning จะก ำหนดให้ต้นไม้ที่จะเหลือแต่ละต้นมี ระยะห่ำงเท่ำๆ
กันแน่นอนอันหนึ่ง ดังนั้น ต้นไม้ที่เหลือข้ำงเคียงจะถูกตัดออกไป วิธีกำรนี้มักจะใชกับหมู่ไม้ที่
้
หนำแน่นมำก ๆ (ภำพที่ 8)
่
(2) Row thinning หรือ Line thinning มีหลักกำรเชนเดียวกันกับ Spacing
่
thinning แต่ง่ำยต่อกำรปฏิบัติ จึงตัดฟันไม้ออกโดยก ำหนดเป็นแถวๆ เชน ตัดแถวเว้นแถว เป็นต้น
(ภำพที่ ๙)
ข้อดี เหมำะกับกำรตัดขยำยระยะในสวนป่ำที่มีระยะปลูกแน่นอนและยังมีอำยุน้อยที่
ยังไม่เคยได้รับกำรตัดขยำยระยะมำก่อน และต้นไม้มีกำรเติบโตสม่ ำเสมอภำยในพื้นที่
ข้อเสีย ต้นที่ถูกคัดเลือกออกไปอำจะเป็นต้นที่มีลักษณะดี และต้นที่เหลือไว้อำจเป็น
ต้นที่โตช้ำและเป็นโรค
89
่
ภาพที 8 ภำพหมู่ไม้ก่อนและหลังกำรตัดขยำยระยะวิธี Mechanical thinning แบบ Spacing
thinning (อ้ำงอิง: งำนวิจัยปลูกสร้ำงสวนป่ำ, 2558)
ภาพที 9 ภำพหมู่ไม้ก่อนและหลังกำรตัดขยำยระยะวิธี Mechanical thinning แบบ Row thinning
่
หรือ Line thinning (อ้ำงอิง: งำนวิจัยปลูกสร้ำงสวนป่ำ, 2558)
90
ผลของกำรตัดขยำยระยะ แบ่งได้เป็นดังนี้ (งำนวิจัยปลูกสร้ำงสวนป่ำ, 2558)
1) ผลของกำรตัดขยำยระยะในรูปของปริมำตรไม้ทั้งหมด
กำรวัดกำรเติบโตในรูปของเนือไม้ทั้งหมดนั้นสำมำรถท ำให้ถูกต้องได้ยำก กำรเปลี่ยนแปลงควำม
้
้
หนำแน่นของหมู่ไม้โดยกำรตัดขยำยระยะในระดับปำนกลำงถึงระดับเบำไม่ท ำให้ให้ไม้ผลิตเนือไม้
้
เพิ่มขึ้น กำรตัดขยำยระยะส่งผลต่อกำรเติบโตในรูปของกำรเพิ่มผลผลิตเนือไม้น้อยมำก ดังนั้นผล
ของกำรตัดขยำยระยะไปในแง่ผลดีทำงเศรษฐกิจมำกกว่ำ
2) ผลของกำรตัดขยำยระยะในแง่เศรษฐกิจของหมู่ไม้
้
่
(1)ชวยลดกำรสูญเสียเนือไม้ โดยกำรตัดขยำยระยะเป็นกำรน ำไม้ออกมำใช ้
เสียก่อนที่ต้นไม้จะผุพังหรือตำยไป ไม้พวกนี้มักจะเป็นไม้ที่มีเรือนยอดปำนกลำงและต้นที่มีเรือน
ยอดถูกเบียดบัง ซึ่งหำกปล่อยไว้ในหมู่ไม้ ต้นไม้พวกนี้ก็จะถูกเบียดบังตำยไป กำรตัดมำใช ้
้
ประโยชน์จึงเป็นกำรลดควำมสูญเสียได้บำงส่วน เพรำะกำรใชประโยชน์ไม้พวกนี้มีขอบเขตจ ำกัด
โดยเฉพำะต้นที่ถูกเบียดบัง เป็นต้นไม้ขนำดเล็กจ ำกัดต่อกำรน ำไปใช้สอย
(2)ช่วยปรับปรุงสภำพกำรเติบโต และเพิ่มคุณค่ำทำงกำรเงินของเนื้อไม้
เพรำะกำรตัดขยำยระยะ ถือเป็นกำรปรับปรุงสภำพกำรเติบโต ปรับปรุงสภำพไม้ให้ดีขึ้น เป็นกำร
่
ชวยในกำรเร่งกำรเติบโตเพื่อให้ได้ไม้ที่ขนำดใหญ่ มีคุณภำพดี และสำมำรถให้ประโยชน์ได้
หลำกหลำย
(3)ช่วงปรับปรุงองค์ประกอกของหมู่ไม้
(4) ช่วยในกำรกำรคัดเลือกแหล่งแม่ไม้ที่ต้องกำรไว้เพื่อสืบต่อพันธุ์
๑.๒รูปแบบการใช้ประโยชน์ (timber/non timber)
้
้
กำรใชประโยชน์จำกไม้ที่ได้จำกกำรตัดขยำยระยะในที่นี้ต้องน ำมำใชประโยชน์ใน
รูปแบบต่ำง ๆ ที่เหมำะสมกับขนำดและชนิดของไม้ ซึ่งสำมำรถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ผลิตผลจำกไม้ (wood products) หมำยถึงผลิตผลจำก ไม้ ในรูปแบบที่ใช ้
่
ประโยชน์เนื้อไม้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ท ำจำกไม้ประเภทต่ำงๆ เชน ไม้บำง เยื่อกระดำษ กระดำษ ไม้อัด
ิ้
แผ่นชนไม้อัด
2. ของป่ำ (Non-Wood Forest Products หรือ NTFPs) หมำยถึง ผลิตผล ที่ได้จำก
ป่ำทุกชนิด ยกเว้น ไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เนือไม้ที่ได้จำกไม้โดยตรง โดยสำมำรถใชเป็นแหล่งอำหำร
้
้
และพักพิงเนื่อง เครื่องใช้สอยในครัวเรือนและอำหำร จำกประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อน จึงมี
91
ี
ควำมหลำกหลำยทำงชวภำพของของป่ำมำกมำยหลำยชนิด ดังนั้นจึงได้รวบรวมของป่ำเป็น
หมวดหมู่ตำมลักษณะของของป่ำนั้น โดยจ ำแนกของป่ำเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้1) ชนและยำง2)
ั
่
เปลือกไม้3) แทนนิน และสีธรรมชำติ4) สมุนไพรและเครืองเทศ5) แมลงอุตสำหกรรม และ
แมลงกินได้6) ไผ่ และ หวำย7) พืชอำหำร และเห็ดป่ำ8) ไม้หอม และ 9) อื่นๆซึ่งกำรแบ่ง
ประเภทของ ของป่ำนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ที่ศึกษำ และหัวใจส ำคัญของกำรวิจัยเกี่ยวกับ
ผลิตผลของป่ำ และเป็นกำรจัดกำรระหว่ำงระบบนิเวศน์และสังคมศำสตร์ ที่มีควำมผันแปร
แตกต่ำงกันออกไป และเกิดปัญหำมำอย่ำงยำวนำนและกว้ำงขวำง
Shackletonet al., (2015) ได้กล่ำวว่ำ ของป่ำ (Non-timber forest products หรือ NTFPs)
มีควำมส ำคัญในกำรด ำรงชวิตของคนในชนบทในประเทศที่ก ำลังพัฒนำ กลำยเป็นกำรยอมรับ
ี
อย่ำงกว้ำงขวำงมำมำกกว่ำทศวรรษ มีกำรวิจัยเพิ่มมำกขึ้น มีกำรวำงแผนนโยบำยกำรจัดกำรใน
่
พื้นที่ ซึ่งมีจ ำนวนเรืองที่ศึกษำมำกมำยทั่วโลกและมำกเป็น 10 เท่ำในจ ำนวนงำนวิจัยที่ตีพิมพ์
ภำยใน 20 ปีที่ผ่ำนมำ
ควำมส ำคัญของกำรพัฒนำของป่ำ โดยกำรศึกษำวิจัยเกี่ยวกับผลิตผลของของป่ำ ในด้ำน
ต่ำงๆ ได้แก่ ชนิดของป่ำ ของป่ำที่มีศักยภำพในกำรพัฒนำ กำรเก็บหำของป่ำอย่ำงถูกวิธี กำรใช ้
ประโยชน์ กำรผลิตและกำรตลำดของของป่ำ เพื่อกำรพัฒนำและใชประโยชน์อย่ำงยั่งยืน
้
นอกจำกนี้ยังมีข้อมูลจำกงำนวิจัยเพื่อเป็นกำรถ่ำยทอดควำมรู้และเทคโนโลยีกำรใชประโยชน์ของ
้
ป่ำให้แก่ ประชำนชนในพื้นที่ และผู้สนใจซึ่งกำรศึกษำวิจัยด้ำนนี้ยังมีอยู่น้อยมำก และมักจะเป็น
กำรเก็บหำของป่ำจำกป่ำธรรมชำติ จึงจ ำเป็นต้องมีกำรศึกษำวิจัยในรูปแบบของกำรปลูกเพื่อ
น ำมำใช้ประโยชน์อย่ำงครบวงจรต่อไป
กำรปลูกสร้ำงสวนป่ำในปัจจุบันนี้ ผู้เขียนได้แนะน ำให้ผู้ปลูกสร้ำงสวนป่ำที่ได้ปลูกต้นไม้
หนำแน่นสูงมำก ระยะชิดเป็นระยะ 3-๕ เมตร จะเกิดกำรแก่งแย่ง ซึ่งต้องตัดสำงไม้ออก แต่ต้นไม้
้
ยังมีขนำดไม่โตมำกพอที่จะใชประโยชน์ทำงเนือไม้ด้ำนกำรแปรรูป จึงได้แนะน ำวิธีปฏิบัติโดยกำร
้
กำรขุดล้อมบอนต้นไม้ออกไปเพื่อน ำไปปลูกที่อื่นโดยกำรขำยหรือน ำไปปลูกพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งเป็นกำร
เพิ่มมูลค่ำของต้นไม้ที่ต้องตัดขยำยระยะออกโดยไม่ต้องท ำให้ต้นไม้ตำย และเป็นกำรน ำไปปลูกใหม่
โดยร่นระยะ เวลำลงได้อีกทำงหนึ่งด้วย
92
๒. ผลงานวิจัยทีเกี่ยวข้อง
๒.๑ กำรศึกษำงำนวิจัยด้ำนกำรตัดขยำยระยะและกำรใช้ประโยชน์
๑) พิทยำ (2530) ได้ศึกษำผลผลิตของไม้ฟืนขนำดเล็กจำกกำรตัดสำงขยำยระยะ
สวนป่ำไม้ยูคำลิปตัส คำมำลดูเลนซิส โดยได้เก็บตัวอย่ำงจำกสถำนีทดลองพรรณไม้รำชบุรี
จังหวัดรำชบุรี เป็นระยะเวลำ 1 ปี (มิถุนำยน2527– มิถุนำยน 2528) ท ำกำรวำงแปลงตัวอย่ำง
ไม้คูคำลิปตัสคำมำลดูเลนซิส ที่มีอำยุ 3 ปี มีระยะปลูกต่ำงกันคือ 1 x 1, 1 x 2 และ 2 x 2
เมตร ท ำซ้ ำเป็นจ ำนวน 4, 4 และ 2 แปลง ตำมล ำดับ วันเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับโคนหน่อ ที่
ระดับเพียงอก และควำมสูง แล้วจึงตัดสำงขยำยระยะแบบแถวเว้นแถว ในระยะ1 x 1ถึง1 x 2
และ 1 x 2ถึง2 x 2 เมตรเมือเวลำ 4, 8 และ 12 เดือน วัดเส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ระดับโคนหน่อ ที่
่
ระดับเพียงอก และควำมสูงของหน่อ ประมำณหำมวลชวภำพในส่วนต่ำงๆก่อนและหลังตัดสำง
ี
ขยำยระยะแล้ว 1 ปี โดยใช้ allometric relation ผลกำรศึกษำ พบว่ำเมือยูคำลิปตัสคำมำลดูเลนซิส
่
ี
อำยุ 3 และ 4 ปี มีปริมำณมวลชวภำพในแปลงควบคุมมำกที่สุด รองลงมำ แปลงควบคุม 1 x 1
และ 1 x 2 เมตร ตำมล ำดับ แปลงตัดสำงระยะมีอัตรำกำรเพิ่มพูนปริมำณมวลชวภำพสูงกว่ำ
ี
แปลงควบคุมที่ระยะปลูกเท่ำกันทั้งก่อนและหลังตัดสำงขยำยระยะ ตอขนำดใหญ่สำมำรถแตก
หน่อได้ดีกว่ำตอขนำดเล็ก กำรเติบโตของหน่อหลังจำก 8 และ 12 ในแปลงระยะปลูก 1 x 1 และ
1 x 2 เมตร สำมำรถเติบโตได้ดี หลังจำกตัดสำงขยำยระยะ หน่อและต้นไม้ที่เหลือในแปลง ระยะ
ี
ปลูก 1 x 1 และ 1 x 2 เมตร จะมีมวลชวภำพเพิ่มขึ้นจนสำมำรถทดแทนส่วนที่ตัดออกไปได้ เมือ
่
สวนป่ำอำยุ 3 ปี ในระยะแปลง 1 x 1 ถึง 1 x 2 และ 1 x 2 ถึง 2 x 2 เมตร ให้ผลผลิตของไม้
ฟืนขนำดเล็กจำกกำรตัดสำงขยำยระยะคิดเป็น 16,579 และ 11,724 ตันต่อเฮกแตร์ เมือครบ
่
อำยุ 4 ปี ให้ผลผลิตของไม้ฟืนขนำดเล็กคิดเป็น 40,860 และ 25,021 ตันต่อเฮกแตร์ คิดเป็น
รำยได้ทั้งหมดในเวลำ 4 ปี 6,537.60 และ 4,003.36 บำทต่อไร่
้
๒) เรณู และคณะ (2546) ได้ศึกษำกำรใชประโยชน์ไม้สักตัดสำงขยำยระยะ อำยุ
5 – 6 ปี เพื่อน ำไปแปรรูป ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ และประเมินมูลค่ำทำงเศรษฐกิจจำกกำรใช ้
ประโยชน์ในชมชน ซึ่งกำรศึกษำจะน ำไปเปรียบเทียบกับสัก อำยุ 9 ปี ที่เป็นอำยุสูงสุดของกำร
ุ
ส่งเสริมกำรปลูกไม้เศรษฐกิจ ศกษำคุณสมบัติพื้นฐำนของไม้ที่ใชในกำรแปรรูป และ ตรวจดูต ำหนิ
ึ
้
ของไม้ที่ใช้ในกำรแปรรูป ผลกำรศึกษำพบว่ำ ไม้สักตัดสำงขยำยระยะ อำยุ 5 – 6 ปี มีต ำหนิในไม้
่
แปรรูป ยกตัวอย่ำงเชน ลักษณะโค้ง โก่ง และติดไส้ มำกกว่ำไม้สักอำยุ 9 ปี ไม้สักทุกชนอำยุ จะ
ั้
93
ั้
ปรำกฏตำไม้ 1 ตำ ในทุก ๆ ควำมยำวของไม้ 0.4 – 0.5 เมตร ค่ำควำมถ่วงจ ำเพำะทั้ง3 ชนอำยุ
มีค่ำเฉลี่ยใกล้เคียงกันประมำณ 0.55 กรัมต่อลูกบำศก์เซนติเมตร ไม้สักอำยุ 9 ปีมีค่ำควำมแข็ง
เฉลี่ยและกำรจับยึดตะปู มำกที่สุด คือ 462.5 กิโลกรัมและ172.5 กิโลกรัมต่อเซนติเมตร ส่วน
ไม้สักอำยุ 5 และ 6 ปี มีค่ำใกล้เคียงกัน มีค่ำเท่ำกับ375 และ 367.5 กิโลกรัม และ 30.78
และ 34.38 กิโลกรัมต่อเซนติเมตร โดยในไม้สัก อำยุ 5 และ 6 ปี จะมีส่วนที่เป็นกระพี้ 80 และ
76 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เป็นเนื้อไม้หรือแก่น มีอยู่ประมำณ 20 และ 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยกว่ำ ใน
ไม้สัก 9 ปี มีส่วนที่เป็นเนื้อไม้หรือแก่น ประมำณ 35 เปอร์เซ็นต์ ขั้นตอนกำรผลิตในกำรประดิษฐ์
ผลิตภัณฑ์ พบว่ำ ไม้สักอำยุ 5 และ 6 ปีมีหน้ำไม้ขนำดเล็กต้องต่อชิ้นส่วนเพื่อให้ได้ขนำดตำม
ต้องกำร จึงท ำให้มีขั้นตอนในกำรผลิตมำกกว่ำ ไม้สักอำยุ 9 ปี เมือน ำมำเลื่อยเป็นไม้ไม้แปรรูป ไม้
่
สักอำยุ 9 ปี มีปริมำตรไม้มำกที่สุด คือ 0.22 ลูกบำศก์เมตร หรือคิดเป็น76.55 เปอร์เซ็นต์
รองลงมำคือ ไม้สักอำยุ 6 และ 5 ปี โดยมีค่ำเท่ำกับ 0.07 และ 0.06 ลูกบำศก์เมตร หรือคิด
เป็น 60 และ 60.83 เปอร์เซ็นต์ตำมล ำดับ เมื่อประเมินมูลค่ำไม้ตัดสำงขยำยระยะ อำยุ 5 – 6 ปี
ให้รำขำขำยต้นละประมำณ 50 บำท สำมำรถตัดเป็นท่อนยำวปริมำตร 0.01 และ 0.12
ลูกบำศก์เมตร คิดเป็น 700 -720 บำทต่อลูกบำศก์เมตร เมือแปรรูปแล้วไม้สักอำยุรำคำ
่
มูลค่ำเพิ่มประมำณ ลูกบำศก์เมตรละ 7,200 บำท น ำมำท ำประดิษฐกรรม ได้ผลิตภัณฑ์จำกไม้
สักประเภทต่ำง ๆ เพิ่มมูลค่ำ 1,725 และ 1,360 บำท แตกต่ำงจำกไม้สัก 9 ปี ให้รำขำขำยต้น
ละประมำณ 170 บำท ตัดเป็นท่อนยำวปริมำตร 0.29 ลูกบำศก์เมตร คิดเป็น 1,500 บำทต่อ
ลูกบำศก์เมตร น ำมำแปรรูปลูกบำศก์เมตรละ 8,000 บำท น ำมำท ำประดิษฐกรรมได้หลำกหลำย
่
มูลค่ำเพิ่มเป็น 8,100 บำท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เชนฝีมือ ควำมยำกง่ำยในกำร
ประดิษฐ์ รำคำขำยในท้องถิ่น ควำมต้องกำรของตลำด
๓) ยรรยง (2547) ได้ศึกษำระยะปลูกของหวำยดง (Calamusviminalis) และหวำย
น้ ำผึง (Calamussiamensis) เพื่อผลิตหน่อบริโภคในพื้นที่สภำพสวนป่ำ โดยด ำเนินกำรเก็บข้อมูล
้
จำกศูนย์วิจัยผลิตผลป่ำไม้ จ. สกลนคร ระยะเวลำ 1 ปี 6 เดือน ท ำกำรวำงแผนกำรทดลองแบบ
้
Split Plot คือ มีหวำยดงและหวำยน้ ำผึง เป็น Main plot และ ระยะปลูกที่ต่ำงกัน 1 x 1 เมตร และ
1 x 0.5 เมตร เป็น subplot ผลกำรศึกษำ พบว่ำหวำยดง ที่ระยะ 1 x 1 เมตร และ 1 x 0.5
้
เมตร มีปริมำณหน่อเฉลี่ยต่อกอ 2.01 และ 1.87 หน่อ ส่วน หวำยน้ ำผึง ที่ระยะ 1 x 1 เมตร
และ 1 x 0.5 เมตร มีปริมำณหน่อเฉลี่ยต่อกอ 2.09 และ 2.13 หน่อ ระยะปลูกหวำยดง ที่ระยะ
1 x 0.5 เมตร มีปริมำณกำรให้หน่อแตกต่ำง ระยะปลูกหวำยน้ ำผึงที่ระยะปลูก 1 x 0.5 เมตร
้
94
อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ จำกกำรสุ่มหน่อที่โตที่สุดในกอในแต่ระยะปลูก หวำยดงมีปริมำณส่วน
้
อ่อนที่สำมำรถบริโภคได้เฉลี่ย 21.94 และ 16.44 กรัม ส่วนในหวำยน้ ำผึง มีปริมำณส่วนอ่อนที่
่
สำมำรถบริโภคได้เฉลี่ย 21.60 และ 18.22 กรัม เมือเปรียบเทียบควำมแตกต่ำง พบว่ำที่ระยะ
ปลูก 1 x 1 เมตร ของ หวำยน้ ำผึ้งและหวำนดง ไม่แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ
๒.๒ กำรศึกษำวิจัยด้ำนกำรใช้ประโยชน์จำกส่วนต่ำง ๆ ของไม้
1) ชนำธิป (2547)ได้ศึกษำผลผลิตหวำยก ำพวนและหวำยโป่ง อำยุ 13 - 15 ปี
ในสวนป่ำสะเดำเทียม โดยด ำเนินกำรวำงแปลงและเก็บข้อมูลกำรใส่ปุ๋ยและไม่ใส่ปุ๋ยในสถำนีผลิต
เมล็ดพันธุ์หวำยใน จ.กระบี่ ซึ่งผลกำรศึกษำ พบว่ำในหวำยก ำพวนที่ระดับชนอำยุต่ำงกัน13 ปี
ั้
14 ปี และ 15 ปี มีกำรเติบโตเฉลี่ยในแปลงที่ไม่ใส่ปุ๋ย เท่ำกับ 17.77, 19.34 และ 23.68
เมตร ซึ่งมำกกว่ำแปลงที่ใส่ปุ๋ย มีค่ำเท่ำกับ 10.65, 13.64 และ 15.33 เมตร ส่วนหวำยโป่งที่
ระดับชนอำยุต่ำงกันมีกำรเติบโตเฉลี่ยในแปลงที่ไม่ใส่ปุ๋ย เท่ำกับ25.21, 26.98 และ 29.52
ั้
เมตร น้อยแปลงที่ใส่ปุ๋ย เท่ำกับ 29.81, 34.56 และ 35.34 เมตร โดยหวำยก ำพวนและหวำย
โป่งมีอัตรำกำรรอดตำย 89 เปอร์เซ็นต์ และ 91 เปอร์เซ็นต์ อัตรำกำรเพิ่มพูนเฉลี่ยระหว่ำงแปลง
ใส่ปุ๋ยและไม่ใส่ปุ๋ยในหวำยก ำพวนมีค่ำเท่ำกับ 2.96 และ 2.34 เมตรต่อปี ส่วนหวำยโป่งมีอัตรำ
กำรเพิ่มพูนเฉลี่ย 2.16 และ 2.77 เมตรต่อปี หวำยก ำพวนให้ผลผลิตที่มีสัดส่วนที่เป็นสินค้ำได้
55 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ หวำยโป่งให้ผลผลิตที่มีสัดส่วนที่เป็นสินค้ำได้ 60 เปอร์เซ็นต์ จำก
กำรศึกษำสรุปได้ว่ำหวำยโป่งมีกำรเติบโตและให้ผลผลิตมำกกว่ำหวำยก ำพวนทุกชั้นอำยุ
ั
๒)เบ็ญจวรรณ และ คงศกดิ์ (มปป.)ได้ศึกษำองค์ประกอบทำงเคมีของน้ ำมัน
เสม็ด (Melaleucaleucadendra) โดยกำรเก็บตัวอย่ำงใบมำจำก สถำนีวนวัฒนวิจัยทรำยทอง
้
่
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วน ำมำกลั่นด้วยวิธี Steam distillation โดยใชเครืองแก้ว Dean and
Stark apparatus ใช้เวลำกลั่นประมำณ 5๐ นำที จะได้น้ ำมันสีเหลือง น ำน้ ำมันที่ได้มำวิเครำะห์หำ
องศ์ประกอบทำงเคมีของน้ ำมันด้วยวิธี GC-MS พบว่ำองศ์ประกอบหลักของน้ ำมัน คือ methyl
euqenol (94.44-99.60 เปอร์เซ็นต์) และนอกจำกนี้ยังมีองค์ประกอบทำงเคมีอื่น ๆ แต่พบใน
ปริมำณน้อยมำก เชน caryphylenegermacreneและ cis-calameneneซึ่งจำกผลกำรทดลองสรุปได้
่
ว่ำเสม็ดที่ปลูกในประเทศไทยให้น้ ำมันที่มีเพียง chemotype vอย่ำงเดียว คือ methyl euqenol และ
ิ
น้ ำมันมีคุณภำพที่สำมำรถยอมรับได้ในเชงอุตสำหกรรม เนืองจำกเป็นน้ ำมันที่มีควำมบริสุทธิ์มำก
่
และยังให้ปริมำณน้ ำมันสูง
95
๓. วิธีการศึกษาวิจัย
3.๑ อุปกรณ์ในกำรศึกษำ
1) อุปกรณ์ในกำรวำงแปลง
2) อุปกรณ์ในกำรวัดกำรเติบโต Diameter tape และ Haga hypsometer
๓.๒ วิธีกำรศึกษำ
1) เลือกพื้นที่ศึกษำและวำงแผนกำรทดลอง
2) เก็บข้อมูลในแปลงตัวอย่ำง โดยกำรวัดกำรเติบโตที่เส้นผ่ำนศูนย์กลำงของต้น
และหน่อที่ระดับชิดดิน (Do) เส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอก (DBH) และวัดควำมสูง (H)
3) วิเครำะห์ข้อมูล โดยใชค่ำเฉลี่ยจำกค่ำวัดกำรเติบโต ค ำนวณปริมำตรไม้ ผลต่อ
้
กำรตัดสำงระยะ และวิเครำะห์ข้อมูลทำงสถิติเพื่อน ำไปสู่กำรก ำหนดระยะเวลำและจ ำนวนต้นที่
จะต้องตัดขยำยระยะไม้ออก
96
๔. ตัวอย่างผลงานวิจัย
้
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของนามันหอมระเหยจากใบเทพทาโร
คงศักดิ์ มีแก้ว
ทรรศนีย์ พัฒนเสรี
สมบูรณ์ บุญยืน
บทคัดย่อ
กำรศึกษำองค์ประกอบทำงเคมีของน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโร โดยกำรทดลองนี้
เป็นกำรกลั่นน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโรอำยุ 2 ปี 5 เดือน จำกแปลงทดสอบสำยพันธุ์แบบ
เปิด ท้องที่จังหวัดสงขลำ ท ำกำรเก็บตัวอย่ำงแบบสุ่มในทุกซ้ ำ (REPLICATION) ของแปลงปลูก ใน
8 สำยพันธุ์ จำก 2 แหล่งพันธุกรรม คือ แหล่งพันธุกรรมจำกวัดนิโรธรังสี อ ำเภอท้ำยเหมือง
จังหวัดพังงำ และแหล่งพันธุกรรมจำกสวนพฤกษศำสตร์วรรณคดีภำคใต้ อ ำเภอรัตภูมิ จังหวัด
สงขลำ ท ำกำรกลั่นน้ ำมันตัวอย่ำงละ 4 ซ้ ำ หำปริมำณน้ ำมันหอมระเหยที่ได้เทียบกับน้ ำหนัก
อบแห้ง เมือพิจำรณำสำยพันธุ์ที่มีแหล่งมำจำกจังหวัดพังงำทั้งหมด 5 สำยพันธุ์พบว่ำ น้ ำมันหอม
่
ระเหยจำกใบเทพทำโรที่มีกลิ่นคล้ำยรูทเบียร์มีสีเหลืองอ่อน ให้ปริมำณน้ ำมันน้อยที่สุดเป็น 1.55
เปอร์เซ็นต์ และมีควำมถ่วงจ ำเพำะ 1.0862 จัดเป็นน้ ำมันหอมระเหยเทพทำโรกลิ่นเดียวเท่ำนั้นที่
หนักกว่ำน้ ำ ส่วนน้ ำมันหอมระเหยกลิ่นคล้ำยตะไคร้ กลิ่นคล้ำยกลิ่นหอมของดอกไม้ และกลิ่น
คล้ำยน้ ำมันเสม็ดมีสีขำวล้วนเบำกว่ำน้ ำเนืองจำกมีค่ำของควำมถ่วงจ ำเพำะระหว่ำง 0.8700-
่
0.9048 เมือพิจำรณำน้ ำมันหอมระเหยจำกเทพทำโรที่มีแหล่งพันธุกรรมจำกจังหวัดสงขลำ 3
่
สำยพันธุ์ ซึ่งเป็นกลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำวทั้งหมด แต่เก็บจำกแปลงทดลองซ้ ำกัน พบว่ำน้ ำมัน
หอมระเหยที่ได้มีสีเหลืองอ่อน มีค่ำควำมถ่วงจ ำเพำะใกล้เคียงกัน มีระหว่ำง 0.9008-0.9034
ซึ่งเป็นน้ ำมันที่เบำกว่ำน้ ำ และมีค่ำใกล้เคียงกับน้ ำมันกลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำวที่มีแหล่ง
พันธุกรรมจำกจังหวัดพังงำ ปริมำณน้ ำมันหอมระเหยในสำยพันธุ์ SC1 R1 C3 N5 และ SC6 R2
C5 N13 มีค่ำใกล้เคียงกันเป็น 1.87 เปอร์เซ็นต์ และ 1.53 เปอร์เซ็นต์ ตำมล ำดับ ส่วนสำย
พันธุ์ SC8 R3 C11 N15 ให้ปริมำณน้ ำมันน้อยมำกเป็น 0.55 เปอร์เซ็นต์
97
ค าน า
เทพทำโรเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระรำชทำนและมีควำมส ำคัญอย่ำงยิ่ง มีกำรใชประโยชน์ทั้ง
้
้
้
่
เนือไม้และน้ ำมันหอมระเหยจำกล ำต้น,ใบ และผล ทั้งในด้ำนกำรก่อสร้ำง,ตกแต่ง,ของใช,เครือง
หอม ตลอดจนสมุนไพร ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชวิตชมชนไทยมำตั้งแต่อดีตกำลยำวนำนมำก ประกอบ
ุ
ี
ุ
กับปัจจุบันกำรขยำยตัวของชมชนเมือง กำรเกษตร และกำรใชประโยชน์อย่ำงไม่รู้คุณค่ำ จึงท ำให้
้
ไม้เทพทำโรต้องถูกตัดจนเหลืออยู่น้อยมำกในปัจจุบัน ประกอบกับโอกำสอันดีที่ได้จัดเตรียมงำน
รับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนรำชสุดำฯ สยำมบรมรำชกุมำรีถึง 2 ครั้ง ซึ่งในพื้นที่โครงกำรนั้น ได้มี
ไม้เทพทำโรเป็นไม้เด่นด้วย จึงได้จัดนิทรรศกำรเพื่อถวำยได้ทอดพระเนตร ซึ่งพระองค์ได้ให้ควำม
สนพระทัยถึงกำรกลั่นน้ ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์ที่ได้น ำมำแสดงเพื่อถวำย หลังจำกนั้นจึงได้
มีแนวคิดในกำรศึกษำวิจัยไม้เทพทำโร ให้ครบวงจรตั้งแต่กำรกระจำยพันธุ์ตำมธรรมชำติจน
สำมำรถน ำมำปลูกและได้ผลผลิตที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชำชนได้ โดยบทหนึ่งของกำรศึกษำเป็น
กำรศึกษำองค์ประกอบทำงเคมีของน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโร เพื่อจะได้ทรำบถึงคุณภำพ
้
และปริมำณของน้ ำมันหอมระเหยจำกใบ เพื่อใชในกำรพัฒนำเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป โดยใชใบจำก
้
สำยพันธุ์ต่ำงๆกันมำกลั่นและน ำน้ ำมันที่ได้ท ำศึกษำวิเครำะห์องค์ประกอบทำงเคมีและปริมำณ
น้ ำมัน
อุปกรณ์และวิธีการ
การเก็บตัวอย่าง
1.เก็บตัวอย่ำงใบเทพทำโรจำกแปลงทดสอบสำยพันธุ์แบบเปิด ท้องที่จังหวัดสงขลำโดย
เก็บแบบสุ่มให้ได้ตัวอย่ำงครบทุกกลิ่นทุกซ้ ำ (Replication) จ ำนวนทั้งหมด 4 กลิ่น 8 สำยพันธุ์
จำก 2 แหล่ง คือสำยพันธุ์จำกจังหวัดพังงำและสำยพันธุ์จำกจังหวัดสงขลำ
2.เด็ดเอำเฉพำะใบอ่อนและใบแก่ปำนกลำง เก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษำคุณภำพของตัวอย่ำง
ใบให้อยู่ในสภำพดีก่อนน ำไปท ำกำรทดลอง
การทดลอง
1. สกัดน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโรโดยกลั่นตัวอย่ำงด้วยชดกลั่นน้ ำมันหอมระเหย
ุ
้
แบบแก้ว ใชน้ ำสะอำดในกำรกลั่น แยกเก็บน้ ำมันที่ได้ ท ำกำรกลั่นตัวอย่ำงละ 4 ซ้ ำ เพื่อหำ
ค่ำเฉลี่ย