98
2. ก ำจัดน้ ำที่ปนในน้ ำมันโดยกรองผ่ำนคอลัมน์ของเกลือโซเดียมซัลเฟตแอนไฮดรัส
3. ชั่งหำน้ ำหนักของน้ ำมันที่ได้ โดยคิดเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์น้ ำหนักต่อน้ ำหนักอบแห้ง
4. สังเกตสีของน้ ำมันแต่ละตัวอย่ำง และหำค่ำควำมถ่วงจ ำเพำะของน้ ำมันที่อุณหภูมิ
º
20 c ด้วยเครื่องหำควำมถ่วงจ ำเพำะ ท ำตัวอย่ำงละ 4 ซ้ ำ เพื่อหำค่ำเฉลี่ย
่
5. วิเครำะห์หำองค์ประกอบทำงเคมีด้วยเครืองแก๊สโครมำโตกรำฟที่ต่อกับเครือง
่
แมสสเปคโตรมิเตอร์ โดยกำรเตรียมสำรละลำยของน้ ำมันหอมระเหยควำมเข้มข้น 0.05 mg/ml
่
โดยใช้เฮ็กเซน (Hexane Chromatography grade) เป็นตัวท ำละลำย จำกนั้นฉีดตัวอย่ำงลงในเครือง
้
GC ปริมำตร 2 µl โดยใช้สภำวะในกำรวิเครำะห์ ได้แก่ใช Carrier gas เป็น แก๊สฮีเลียม (He), อัตรำ
กำรไหลของแก๊ส (Flow rate) 1.3 ml/min, Split ratio vอัตรำส่วน 20:1, Injector temperature
250 c, Detector El-MS, 70 ev, โดย
Column temperature programme
º
º
Rate ( c/min ) Temperature ( c ) Hold time (min)
1 --- 50.0 0.00
2 4 180.0 0.00
จำกนั้นตรวจพิสูจน์องค์ประกอบทำงเคมีของน้ ำมันโดยกำรเปรียบเทียบ retention times และ
mass spectra ของสำรที่ได้กับค่ำมำตรฐำนที่มีกำรบันทึกไว้ใน Wiley 7n Libraries และ NISTO5
Libraries
6. หำฤทธิ์ต้ำนอนุมูลอิสระของน้ ำมันหอมระเหยกลิ่นคล้ำยรูทเบียร์ กลิ่นคล้ำยตะไคร้
กลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำว และกลิ่นคล้ำยกลิ่นหอมของดอกไม้ ด้วยวิธี DPPH free radical
colorimetry
ผลและวิจารณ ์
กำรทดลองนี้เป็นกำรกลั่นน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโรอำยุ 2 ปี 5 เดือน จำกแปลง
ทดสอบสำยพันธุ์แบบเปิด ท้องที่จังหวัดสงขลำ ท ำกำรเก็บตัวอย่ำงแบบสุ่มในทุกซ้ ำ
(REPLICATION) ของแปลงปลูก และให้ได้กลิ่นของเทพทำโรครบทั้ง 4 กลิ่น 8 สำยพันธุ์ จำก 2
แหล่งพันธุกรรม คือ แหล่งพันธุกรรมจำกวัดนิโรธรังสี อ ำเภอท้ำยเหมือง จังหวัดพังงำ และแหล่ง
พันธุกรรมจำกสวนพฤกษศำสตร์วรรณคดีภำคใต้ อ ำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลำ ท ำกำรกลั่นน้ ำมัน
99
ตัวอย่ำงละ 4 ซ้ ำ หำปริมำณน้ ำมันหอมระเหยที่ได้เทียบกับน้ ำหนักพิจำรณำสำยพันธุ์ที่มีแหล่งมำ
จำกจังหวัดพังงำทั้งหมด 5 สำยพันธุ์พบว่ำ น้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโรที่มีกลิ่นคล้ำยรูท
เบียร์มีสีเหลืองอ่อน ให้ปริมำณน้ ำมันน้อยที่สุดเป็น 1.55 เปอร์เซ็นต์ และมีควำมถ่วงจ ำเพำะ
1.0862 จัดเป็นน้ ำมันหอมระเหยเทพทำโรกลิ่นเดียวเท่ำนั้นที่หนักกว่ำน้ ำ ส่วนน้ ำมันหอมระเหย
กลิ่นคล้ำยตะไคร้ กลิ่นคล้ำยกลิ่นหอมของดอกไม้ และกลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำวล้วนเบำกว่ำน้ ำ
เนื่องจำกมีค่ำของควำมถ่วงจ ำเพำะระหว่ำง 0.8700-0.9048
ปริมำณน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโร ที่มีกลิ่นคล้ำยตะไคร้มีค่ำ 1.64 เปอร์เซ็นต์
ส่วนน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโรที่มีกลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำว แม้ว่ำจะเป็นสำยพันธุ์ที่มำจำก
ต้นแม่เดียวกัน (PC5) แต่เก็บจำกแปลงทดลองคนละซ้ ำกัน (R1 และ R2) ให้ปริมำณของน้ ำมัน
ต่ำงกันมำก คือ PC5 R1 C2 N7 ให้ปริมำณน้ ำมันหอมระเหย 1.61 เปอร์เซ็นต์ และ PC5 R2
C7 N13 ให้ปริมำณน้ ำมันหอมระเหย 2.61 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีค่ำสูงกว่ำมำก จะต้องมีกำรทดสอบ
ซ้ ำเมื่อต้นเทพทำโรในแปลงทดลองมีอำยุมำกขึ้น
พิจำรณำน้ ำมันหอมระเหยจำกเทพทำโรที่มีแหล่งพันธุกรรมจำกจังหวัดสงขลำ 3 สำย
พันธุ์ ซึ่งเป็นกลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำวทั้งหมด แต่เก็บจำกแปลงทดลองซ้ ำกัน พบว่ำน้ ำมันหอม
ระเหยที่ได้มีสีเหลืองอ่อน มีค่ำควำมถ่วงจ ำเพำะใกล้เคียงกัน มีระหว่ำง 0.9008-0.9034 ซึ่ง
เป็นน้ ำมันที่เบำกว่ำน้ ำ และมีค่ำใกล้เคียงกับน้ ำมันกลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำวที่มีแหล่งพันธุกรรม
จำกจังหวัดพังงำ ปริมำณน้ ำมันหอมระเหยในสำยพันธุ์ SC1 R1 C3 N5 และ SC6 R2 C5 N13
มีค่ำใกล้เคียงกันเป็น 1.87 เปอร์เซ็นต์ และ 1.53 เปอร์เซ็นต์ตำมล ำดับ ส่วนสำยพันธุ์ SC8 R3
C11 N15 ให้ปริมำณน้ ำมันน้อยมำกเป็น 0.55 เปอร์เซ็นต์
กำรศึกษำด้ำนองค์ประกอบทำงเคมีในน้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโรแต่ละกลิ่นนั้น จะ
พิจำรณำจำก RETENTION TIME และ PERCENT AREA ของสำรแต่ละชนิดที่ได้จำกกำรวิเครำะห์
้
่
โดยใชเครือง GC-MS เทียบ กับสำรมำตรฐำนใน WILEY7N LIBRARIES และ NIST05 LIBRARIES
ดังแสดงไว้ใน TABLE 2 จะเห็นว่ำ น้ ำมันหอมระเหยจำกใบเทพทำโรที่มีแหล่งจำกจังหวัดพังงำ
จ ำนวน 3 สำยพันธุ์ คือ สำยพันธุ์ PC4R4 C13 N6 มีกลิ่นคล้ำยรูทเบียร์ องค์ประกอบหลักทำง
เคมีเป็นแซฟรอลมำกถึง 97.02 เปอร์เซ็นต์ มี VALENCENE และ CARYOPHYLLENE อยู่ใน
ปริมำณน้อยมำกเป็น 0.31 เปอร์เซ็นต์ และ 1.04 เปอร์เซ็นต์ สำยพันธุ์ PC9 R1 C3 N4 น้ ำมัน
หอมระเหยมีกลิ่นคล้ำยตะไคร้องค์ประกอบหลักทำงเคมีเป็น ß-CITRAL หรือ Z- CITRAL 29.78
100
เปอร์เซ็นต์ และ ∞-CITRAL หรือ E-CITRAL 33.90 เปอร์เซ็นต์ และมี VALENCENE 1.8-
CENEOLE ∞-TREPINEOLE และ CARYOPHYLLENE เป็น 16.36 เปอร์เซ็นต์ 3.22 เปอร์เซ็นต์
1.97 เปอร์เซ็นต์ และ 7.00 เปอร์เซ็นต์ ตำมล ำดับ จะเห็นว่ำมี CITRAL เป็นองค์ประกอบหลัก
มำกถึง 63.68 เปอร์เซ็นต์ น้ ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นคล้ำยกลิ่นหอมของดอกไม้ มีองค์ประกอบ
หลักทำงเคมีเป็นสินำลูล (LINALOOL) 68.87 เปอร์เซ็นต์ และประกอบด้วย VALENCENE 1.8-
CENEOLE ∞-TREPINEOLE และ CARYOPHYLLENE เป็น 4.82 เปอร์เซ็นต์ 0.24 เปอร์เซ็นต์
0.58 เปอร์เซ็นต์ และ 2.33 เปอร์เซ็นต์ ตำมล ำดับ
สรุปและข้อเสนอแนะ
จำกผลกำรทดลองกลั่นน้ ำมันหอมระเหยจำกใบและผลเทพทำโรจำกวัดท้ำยเหมือง
จังหวัดพังงำ และจำกสวนเอกชนในอ ำเภอท้ำยเหมือง จังหวัดพังงำ สำมำรถสรุปได้ว่ำ ผล
เทพทำโรให้ปริมำณน้ ำมันหอมระเหยมำกว่ำใบมำกหลำยเท่ำตัว น้ ำมันหอมระเหยที่ได้มี่กลิ่น
แตกต่ำงกันออกไปขึ้นกับองค์ประกอบทำงเคมีที่เป็นองค์ประกอบหลัก น้ ำมันหอมระเหยจำกใบ
และผลเทพทำโรจำกต้นเดียวกันมี องค์ประกอบทำงเคมีที่คล้ำยคลึงกัน แต่น้ ำมันหอมระเหยที่ได้
จำกเทพทำโรต่ำงต้นกัน แม้จะเติบโตในบริเวณเดียวกันจะมีองค์ประกอบหลักทำงเคมีแตกต่ำงกัน
ท ำให้สำมำรถแบ่งสำยพันธุ์ย่อยของเทพทำโรตำมองค์ประกอบหลักทำงเคมีของน้ ำมันหอมระเหย
(Chemotype) ได้เป็น 4 สำยพันธุ์ย่อย ได้แก่ กลุ่มที่น้ ำมันหอมระเหยมีองค์ประกอบทำงเคมีที่
ส ำคัญเป็นสำรแซฟฟรอล (Safrole) ให้กลิ่นคล้ำยรูทเบียร์ กลุ่มที่น้ ำมันหอมระเหยมีองค์ประกอบ
ทำงเคมีที่ส ำคัญเป็นสำรซิตรอล (Citral) ให้กลิ่นคล้ำยตะไคร้ผสมส้ม กลุ่มที่น้ ำมันหอมระเหยมี
องค์ประกอบทำงเคมีที่ส ำคัญเป็นสำรซีนิออล (1.8-cineole) ให้กลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำว และ
กลุ่มที่น้ ำมันหอมระเหยที่มีองค์ประกอบทำงเคมีที่ส ำคัญเป็นลินำลูล (Linalool) จะให้กลิ่นหอมของ
้
ดอกไม้ กำรใชประโยชน์น้ ำมันหอมระเหยที่ได้จะแตกต่ำงกันออกไปขึ้นกับองค์ประกอบหลักทำง
เคมีที่มีอยู่ในน้ ำมันหอมระเหย
ควำมแตกต่ำงขององค์ประกอบทำงเคมีที่ส ำคัญของน้ ำมันเทพทำโรทั้ง 4 สำยพันธุ์ ท ำให้
เทพทำโรแต่ละสำยพันธุ์มีศักยภำพที่จะพัฒนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่ำเพิ่มได้แตกต่ำงกัน
่
ี
เนืองจำกองค์ประกอบทำงเคมีแต่ละชนิดในน้ ำมันมีฤทธิ์ทำงชวภำพที่แตกต่ำงกัน เชน เทพทำโร
่
กลุ่มที่มีสำรแซฟฟรอลสูง พบว่ำน้ ำมันที่ได้มีลักษณะคล้ำยน้ ำมันแซสซำฟรัส ซึ่งมีควำมส ำคัญต่อ
101
กำรพัฒนำไปสู่อุตสำหกรรมยำ ยำฆ่ำแมลงและน้ ำหอม เพรำะสำรแซฟฟรอลเป็นสำรตั้งต้นที่
ส ำคัญในอุตสำหกรรมดังกล่ำว ส่วนเทพทำโรกลุ่มที่มีสำรซิตรอลมีกลิ่นคล้ำยตะไคร้ผสมส้ม ไม่
้
่
ฉุนเหมือนตะไคร้ ใชแต่งกลิ่นเครืองหอม สบู่ แชมพู และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใชในครัวเรือนได้ดี และ
้
สำรส ำคัญที่พบในกลุ่มนี้มีรำยงำนว่ำไล่แมลงได้ดี จึงสำมำรถพัฒนำกำรไปสู่ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงได้
้
ด้วย เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่มีสำรส ำคัญเป็นซีนิออล อำจน ำไปสู่กำรใชประโยชน์ในทำงยำ และแต่ง
่
กลิ่นผลิตภัณฑ์ต่ำงๆ ได้เชนเดียวกันกับน้ ำมันเสม็ด และน้ ำมันยูคำลิปตัส ส่วนกลุ่มที่มีสำรส ำคัญ
้
เป็นลินำลูล สำมำรถน ำไปใชในกำรแต่งกลิ่นเครืองส ำอำง สบู่ แชมพู ท ำผลิตภัณฑ์เครืองหอม
่
่
น้ ำหอม นอกจำกนี้ยังมีรำยงำนว่ำ ลินำลูลมีฤทธิ์ฆ่ำหมัดและแมลงสำปได้ดี รวมถึงเป็นสำรตั้งต้น
ในกำรสังเครำะห์วิตำมินอีด้วย
กำรทดลองนี้เป็นกำรวิจัยขั้นต้น กำรเก็บตัวอย่ำงยังไม่มำกพอที่จะสรุปผลได้ จะต้องมีกำร
ั้
ทดลองจำกตัวอย่ำงในแปลงทดสอบสำยพันธุ์เทพทำโรที่มำกกว่ำนี้ และในชนอำยุที่มำกขึ้น จึงจะ
สำมำรถยืนยันผลได้ถูกต้อง ในกรณีน้ ำมันหอมระเหยกลิ่นคล้ำยน้ ำมันเสม็ดขำวจำกใบเทพทำโร
อีก 3 สำยพันธุ์ที่มีแหล่งจำกจังหวัดสงขลำ พบว่ำ สำยพันธุ์ SC1 R1 C3 N5 สำยพันธุ์ SC6
R2 C5 N13 และสำยพันธุ์ SC8 R3 C11 N15 ประกอบด้วย 1.8-CENEOLE 49.73
เปอร์เซ็นต์ 43.25 เปอร์เซ็นต์ และ47.25 เปอร์เซ็นต์ ตำมล ำดับ ซึ่งถ้ำพิจำรณำในสำยพันธุ์
SC8 R3 C11 N15 จะเห็นว่ำมีปริมำณของ 1.8-CENEOLE มีค่ำเป็น 47.25 เปอร์เซ็นต์
ทั้งๆ ที่มีปริมำณของน้ ำมันหอมระเหยน้อยมำก มีค่ำเพียง 0.55 เปอร์เซ็นต์ เท่ำนั้น จะต้องมี
กำรศึกษำเกี่ยวกับน้ ำมันหอมระเหยของเทพทำโรในสำยพันธุ์นี้ เปรียบเทียบกันในระหว่ำงแปลง
ทดลองแต่ละซ้ ำ เพื่อพิจำรณำว่ำมีควำมผันแปรขององค์ประกอบทำงเคมีมำกน้อยอย่ำงไรในสำย
พันธุ์เดียวกัน
102
๕.สรุปผล
กำรศึกษำวิจัยด้ำนกำรใช้ประโยชน์จำกไม้นั้น เป็นเรื่องส ำคัญมำกของกำรปลูกป่ำเพื่อ
เศรษฐกิจ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งกำรใช้ประโยชน์จำกไม้ขนำดเล็ก ไม้ที่ได้จำกกำรตัดขยำยระยะ หรือ
ื
กำรใช้ประโยชน์จำกส่วนต่ำง ๆ ของต้นไม้ เช่น ใบ ดอก ผล เมล็ด หรอส่วนต่ำง ๆ ที่สำมำรถ
น ำมำใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องตัดโค่นต้นไม้ หรือในช่วงที่ต้นไม้ยังมีขนำดเล็กไม่สำมำรถน ำมำใช ้
ประโยชน์ให้เกิดมูลค่ำที่สูงสุดได้ โดยรูปแบบกำรใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้สำมำรถจ ำแนก
ได้ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ กำรใช้ประโยชน์ในรูปแบบเนื้อไม้ และกำรใช้ประโยชน์จำกของป่ำ ใน
ุ
ปัจจบันที่ผ่ำนมำนั้นกำรศึกษำวิจัยด้ำนกำรใช้ประโยชน์จำกไม้ยังมีอยู่น้อยมำก และมีกำรศึกษำก็
ยังไม่ครบวงจร จึงไม่สำมำรถน ำมำประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่ำงแท้จริงต่อผู้ที่สนใจในกำรปลูก
สร้ำงสวนป่ำเพื่อเศรษฐกิจได้ กำรศึกษำกำรเกี่ยวกับกำรใช้ประโยชน์ไม้นั้นสำมำรถเพิ่มพูนผลผลิต
ได้ ช่วยเร่งกำรเติบโตของพืชตอบสนองควำมต้องกำรใช้ประโยชน์มำกยิ่งขึ้น แต่ในแต่ละกำร
จัดกำรกำรใช้ประโยชน์นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย จึงต้องมีกำรศึกษำอย่ำงชัดเจน และต้องมีกำรบูร
ณำกำรของงำนวิจัย กำรใช้ประโยชน์ไม้เข้ำมำร่วมกับกำรวิจัยด้ำนวนวัฒนวิทยำในไม้ชนิดเดียวกัน
ตั้งแต่กำรเริ่มต้นปลูก จนสำมำรถใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่องและยั่งยืน อำจจะท ำให้ผลงำนวิจัยนั้นม ี
ประสิทธิภำพ และประชำชนสำมำรถน ำไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
งำนวิจัยกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ. 2558. แนวทางการตัดขยายระยะสวนป่าเชิงพาณิชย์.
กลุ่มงานวนวัฒนวิจัย. ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้. กรมป่ำไม้.
เรณู สุวรรณรัตน์ วิชต สนธิวณิช เทิดพงศ์ สุภำเพิ่ม และ ปรีชำ อัมพุช. 2546. การใช้
ิ
์
ประโยชนไม้สักตัดสางขยายระยะ อายุ 5 –6 ปี ในการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์.
ส ำนักวิจัยเศรษฐกิจและผลิตผลป่ำไม้. กรมป่ำไม้.
ชนำธิป กุลดิลก. 2547. ผลผลิตหวายก าพวนและหวายโป่ง อายุ 13 - 15 ปี ในสวนป่า
สะเดาเทียม. กรมป่ำไม้
่
้
เบ็ญจวรรณ และ คงศักดิ์. มปป.เสม็ดพืชทีให้นามันหอมระเหยทีมีค่าทางเศรษฐกิจ.
่
ส ำนักวิจัยเศรษฐกิจและผลิตผลป่ำไม้. กรมป่ำไม้.
103
พิทยำ หิรัญพันธุ. 2530. ผลผลิตของไม้ฟืนขนาดเล็กจากการตัดสางขยายระยะสวนป่าไม้
ยูคาลิปตัสคา มาลดูเลนซิส.วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
้
ยรรยง กำงกำร. 2547. ศึกษำระยะปลูกของหวำยดง (Calamusviminalis) และหวำยน้ ำผึง
ั
(Calamussiamensis) เพื่อผลิตหน่อบริโภคในพื้นที่สภำพสวนป่ำ. ส านกวิจัยเศรษฐกิจ
และผลิตผลป่าไม้.กรมป่ำไม้.
วิสุทธิ์ สุวรรณภินันท์. 2539. ระบบวนวัฒน์. ภำควิชำวนวัฒนวิทยำ. คณะวนศำสตร์.
มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์
Pongpaichit, S., S. Kummee., L. Nilrat and A. Itarat. 2006. Antimicrobial activity of oil from
the root of CinnamomumporrectumSongklanakarinJ. Sci. Technol. 29 (Suppl. 1
Thai Herbs II): 11-16.
Shackleton C. M., Pandey A. K. and T. Ticktin. 2015. Ecological Sustainability for Non
– timber Forest Products :dynamics and case studies of harvesting.
Routledge Taylor and Francis Group. London.
Smith David M. 1986. The Practice of Silviculture. 8th ed. John Wiley & Sons,Inc.
527 pp.
Werawatganone, P., C. Palanuvej and N. Ruangrunsri. 2006. Thep-taa-ro oil extract in
solution and emulgel dosage dosage forms. Thai J. Health Res. 20(1): 77-86.
Zhu L.F., Lu B.Y. amd S. Kummee. 2002. Composition and antimicrobial evaluation of
volatile oil from Cinnamomumporrectumstem. P. 420-421. In 28stCongress
on Science and Technology of Thailand. King Mongkut’s Institute. Bangkok.
104
บทที่ 6 งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ป่าไม้
จำกนโยบำยกำรป่ำไม้แห่งชำติ ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ำ 40 เปอร์เซ็นต์ หรือ 128 ล้ำนไร่
แบ่งเป็นพื้นที่ป่ำอนุรักษ์ 25 เปอร์เซ็นต์ หรือประมำณ 80 ล้ำนไร่ และป่ำเพื่อเศรษฐกิจ 15
เปอร์เซ็นต์ หรือประมำณ 48 ล้ำนไร่ ซึ่งในปัจจุบันมีพื้นที่ป่ำเหลือเพียง 31.57 เปอร์เซ็นต์ หรือ
ประมำณ 102 ล้ำนไร่ ยังขำดอยู่ประมำณ 26 ล้ำนไร่ ซึ่งมีควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องวำงแผน
บริหำรจัดกำรให้พื้นที่ป่ำไม้เพิ่มมำกขึ้นตำมนโยบำยของรัฐบำลในอีก 20 ปี ข้ำงหน้ำ และได้
ก ำหนดหน้ำที่ภำรกิจอย่ำงชดเจนแล้วให้กรมป่ำไม้เป็นหน่วยงำนหลักในกำรบริหำรจัดกำร
ั
ทรัพยำกรป่ำไม้เพื่อเศรษฐกิจ 15 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ
ป่ำเศรษฐกิจซึ่งนอกเหนือจำกกรมป่ำไม้จะด ำเนินกำรปลูกเองในพื้นที่ของรัฐบำลแล้วยัง
จะต้องส่งเสริมสนับสนุนกำรปลูกป่ำไม้เศรษฐกิจภำคประชำชนให้มำกขึ้น ดังนั้นกำรศึกษำวิจัยเพื่อ
หำผลตอบแทนทำงเศรษฐกิจของกำรปลูกป่ำไม้นั้น มีควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่งเพื่อทีจะได้ข้อมูลในกำร
ตัดสินใจต่อกำรลงทุน
๑. แนวคิด ทฤษฎี
ควำมยั่งยืนทำงเศรษฐศำสตร์ เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับกำรใชทรัพยำกรธรรมชำติและ
้
้
สิ่งแวดล้อม กำรน ำทรัพยำกรใด ๆ มำใช โดยจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม และท ำให้คุณภำพ
ชีวิต อนำคตมีใช้ในระยะยำว สำมำรถแบ่งทรัพยำกรออกเป็น 2 ประเภท คือ ทรัพยำกรธรรมชำติ
่
(Natural Resources) เชน ที่ดิน ป่ำไม้ แหล่งน้ ำ เป็นต้น และ ทรัพยำกรที่มนุษย์สร้ำงขึ้น (Man-
made Resources) เช่น เครื่องจักร ไฟฟ้ำ ประปำ เป็นต้น
เพ็ญพร (2549) ได้กล่ำวว่ำกำรใช้ทรัพยำกรที่เสริมสร้ำงใหม่ได้อย่ำงยั่งยืน เกี่ยวข้องข้อง
กับหลักผลผลิตอย่ำงยั่งยืน (sustainable yield or sustainable harvest) กล่ำวคือ จ ำนวนผลผลิตที่
่
น ำมำใชในแต่ละชวงเวลำนั้นจะต้องพอดีกับจ ำนวนที่ทรัพยำกรจะเสริมสร้ำงขึ้นใหม่ได้ในชวงเวลำ
้
่
้
นั้น และจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยำกรต้นทุน (resource stock) ท ำให้ทรัพยำกรนั้นมีใชได้
้
ตลอดไปไม่ท ำให้ทรัพยำกรเสื่อมสภำพลงหรือหมดไปและสังคมสำมำรถใชประโยชน์จำก
ทรัพยำกรได้ในระยะยำว
มูลค่ำทำงเศรษฐศำสตร์ทั้งหมดของทรัพยำกรป่ำไม้ (total economic value of forest
resource) เป็นมูลค่ำที่สะท้อนถึงควำมพอใจของประชำชนในสังคมที่เกิดจำกกำรใชประโยชน์และ
้
105
้
ไม่ได้ใชประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้ ซึ่งนักเศรษฐศำสตร์ได้แบ่งมูลค่ำทำงเศรษฐศำสตร์ทั้งหมด
ของทรัพยำกรป่ำไม้ออกเป็น 2 ประเภทคือมูลค่ำกำรใชประโยชน์ (use value) และมูลค่ำไม่ได้ใช ้
้
ประโยชน์ (non-use value) จำกทรัพยำกรป่ำไม้
๑.๑ มูลค่ำกำรใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้
เป็นมูลค่ำที่สะท้อนถึงควำมพอใจของประชำชนในสังคมที่เกิดจำกกำรใชประโยชน์
้
ทรัพยำกรป่ำไม้ สำมำรถจ ำแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้
้
1) มูลค่ำกำรใชประโยชน์ทำงตรง (direct use value) เป็นกำรน ำผลผลิตที่ได้จำก
่
่
้
้
ทรัพยำกรป่ำไม้มำใชประโยชน์ เชน กำรน ำไม้มำสร้ำงที่อยู่อำศัย ท ำเฟอร์นิเจอร์เครืองใชเครือง
่
้
้
เรือน เป็นต้น กำรน ำของป่ำ (minor forest products) เช่น ไผ่ หวำย น้ ำผึงหน่อไม้ เป็นต้น มำใชเป็น
ี
อำหำรหรือใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และกำรศึกษำวิจัยเกี่ยวกับควำมหลำกหลำยทำงชวภำพทั้งพืช
และสัตว์ในพื้นที่ป่ำไม้ เช่นมูลค่ำของพื้นที่ป่ำชำยเลน
้
้
2) มูลค่ำกำรใชประโยชน์ทำงอ้อม (indirect use value) เป็นกำรใชทรัพยำกรป่ำไม้
โดยเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อกำรด ำรงชวิต เชน ป่ำไม้ที่มีสภำพสมบูรณ์เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่ำ
่
ี
เป็นแหล่งต้นน้ ำล ำธำร อนุรักษ์ดินและน้ ำ จะท ำหน้ำที่ในกำรป้องกันควำมเสียหำยที่อำจเกิดขึ้น
จำกภัยธรรมชำติ เชน อุทกภัย ควำมรุนแรงจำกกำรพังทลำยของดิน ลดควำมรุนแรงของลมพำยุ
่
และยังเป็นแหล่งในกำรดูดซับก๊ำซคำร์บอนไดออกไซด์ ในขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยก๊ำซออกซิเจน
และน้ ำให้แก่ชั้นบรรยำกำศ
่
้
3) มูลค่ำเผื่อจะใช้ (option value) ซึ่งเป็นเป้ำหมำยเก็บไว้ใชประโยชน์ในอนำคต เชน
พื้นที่ป่ำคุ้มครองสงวนรักษำควำมหลำยทำงชีวภำพ เช่น พืนที่ อุทยำนแห่งชำติ ซึ่งเป็นพื้นที่ไว้ใชใน
้
้
กำรพักผ่อนหย่อนใจ แหล่งนันทนำกำรหรือท่องเที่ยวในอนำคต หรือ ในสวนป่ำมีกำรปลูกสร้ำง
สวนป่ำตัดฟันไม้ตำมขนำดที่ต้องกำรเพื่อประโยชน์ในกำรใช้ไม้ในอนำคต
๑.2 มูลค่ำกำรไม่ใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้
เป็นมูลค่ำที่สะท้อนถึงควำมพอใจของประชำชนในสังคมที่เกิดขึ้นจำกกำรไม่ได้ใช้
ประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้ทั้งในปัจจุบันและในอนำคตแต่มีควำมพอใจที่ให้มีทรัพยำกรป่ำไม้คง
อยู่ เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น สำมำรถจ ำแนกได้ 2 ประเภท ดังนี้
106
1)มูลค่ำกำรคงอยู่ (existence value) ของทรัพยำกรป่ำไม้ให้ยังคงมีอยู่และอยู่ใน
สภำพเดิม เช่น กำรสงวนพื้นที่ป่ำไม้ไว้ให้เป็นที่อยู่อำศัยของพืชและสัตว์ป่ำที่หำยำกมีกำรสงวน
พื้นที่ป่ำไม้ไว้เพื่อรักษำสมดุลทำงธรรมชำติโดยไม่นำพื้นที่ป่ำไม้มำใช้ประโยชน์
๒)มูลค่ำเก็บไว้ให้ลูกหลำน (bequest value) ของทรัพยำกรป่ำไม้ เป็นควำมพอใจใน
กำรเก็บหรือปกป้องให้ทรัพยำกรป่ำไม้ไว้ให้ลูกหลำนญำติพี่น้องหรืออนุชนรุ่นหลังได้เห็นหรือได้ใช้
ประโยชน์ในอนำคต เช่น พอใจ ในกำรอนุรักษ์พืช และสัตว์ป่ำบำงชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์เพื่อให้อนุชน
รุ่นหลังได้เห็นและรู้จัก เป็นต้น
1.3 กำรประเมินมูลค่ำทรัพยำกรป่ำไม้
้
่
กำรประเมินมูลค่ำทรัพยำกรป่ำไม้ เป็นเครืองมือส ำคัญที่ใชในกำรจัดกำรทรัพยำกร
ป่ำไม้ เพื่อเป็นแนวทำงต่อกำรจัดกำรป่ำเศรษฐกิจและป่ำอนุรักษ์ให้มีประสิทธิภำพและยั่งยืนโดย
จะประเมินคุณค่ำผลผลิตทำงตรงของป่ำในพื้นที่ เช่น ไม้ และของป่ำ ซึ่งสำมำรถประเมินค่ำเป็นตัว
่
เงินได้ และยังรวมถึงประโยชน์ของป่ำไม้ในด้ำนต่ำง ๆ เชน เป็นแหล่งต้นน้ ำล ำธำร ชวยอนุรักษ์ดิน
่
และน้ ำ เป็นที่อยู่ของสัตว์ เป็นแหล่งควำมหลำกหลำยทำงชวภำพ เป็นแหล่งดูดซับ
ี
ี
คำร์บอนไดออกไซด์ซึ่งไม่สำมำรถวัดเป็นตัวเงินได้ แต่เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนในกำรด ำรงชวิตของ
มนุษย์ก็ต้องมีกำรประเมิน เพื่อเป็นข้อมูลในกำรบริหำรและกำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้อย่ำงยั่งยืน
สันติ (2552) ได้กล่ำวถึงควำมส ำคัญของกำรประเมินมูลค่ำทรัพยำกรป่ำไม้ไว้
4 ประกำร คือ
1) ท ำให้ทรำบมูลค่ำทำงเศรษฐศำสตร์ทั้งหมดของทรัพยำกรป่ำไม้ทั้ง ด้ำน
ประโยชน์ทำงตรงของทรัพยำกรป่ำไม้ที่สำมำรถประเมินเป็นตัวเงินได้ ได้แก่ ไม้และของป่ำ และ
ทรัพยำกรป่ำไม้ประโยชน์ทำงอ้อม เช่น กำรแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่ำ เป็นแหล่งควำมหลำกหลำยทำง
ี
ชวภำพ ปลดปล่อยก๊ำซกออกซิเจน เป็นแหล่งต้นน้ ำล ำธำร บรรเทำอุทกภัย อนุรักษ์ดินและน้ ำ
เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่ได้จำกกำรประเมินเป็นประโยชน์ซึ่งชวยในกำรวำงแผนกำรจัดกำรป่ำไม้ให้มี
่
ประสิทธิภำพแก่หน่วยงำนที่อยู่ในควำมรับผิดชอบ
2) ท ำให้ทรำบทำงเลือกที่เหมำะสมเป็นหลักกำรกำรใชทรัพยำกรป่ำไม้อย่ำงยั่งยืน
้
เมื่อค ำนึงถึงต้นทุนและประโยชน์ที่ได้รับจำกทรัพยำกรป่ำไม้
3) ท ำให้ทรำบแนวทำงในกำรจัดสรรงบประมำณเพื่อใช้ในกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรป่ำ
ไม้และจัดสรรงบประมำณให้กับภำคเอกชนเมือมีกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำเมือค ำนึงถึงประโยชน์
่
่
ทำงอ้อมที่เกิดขึ้น
107
4) ท ำให้ทรำบค่ำควำมเสียหำยที่มีต่อทรัพยำกรป่ำไม้เพื่อใชเป็นแนวทำงให้
้
หน่วยงำนของรัฐเรียกค่ำเสียหำยของทรัพยำกรป่ำไม้ในชั้นศำลจำกผู้ที่ท ำลำยทรัพยำกรธรรมชำติ
1.4 วิธีกำรประเมินค่ำทรัพยำกรป่ำไม้ที่เป็นที่นิยม
1) วิธีมูลค่ำตลำด (market value) เป็นกำรวิเครำะห์กำรซื้อขำยผลิตผลหรือ
้
่
่
ผลิตภัณฑ์ป่ำไม้ในท้องตลำด โดยใชรำคำตลำด (market price) ซึ่งเป็นเครืองมือชวยในกำร
พิจำรณำมูลค่ำของผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ป่ำไม้ ว่ำควรมีมูลค่ำเท่ำใดถ้ำน ำออกมำขำยใน
ท้องตลำดหรือน ำมำใช้ประโยชน์ในครัวเรือนเช่น กำรประเมินหำมูลค่ำของไม้ยืนต้น
(stumpage value)
2) มูลค่ำที่คำดหมำย (expectation value)วิธีนี้จะอำศัยแนวคิดในกำรค ำนวณหำ
มูลค่ำปัจจุบัน (present value) ของรำยได้ที่คำดว่ำจะได้รับจำกกำรลงทุน เพื่อน ำมำค ำนวณหำ
มูลค่ำตลำดของผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จำกป่ำไม้เชน กำรประเมินมูลค่ำที่คำดหมำยของที่ดิน
่
ป่ำไม้ (soil expectation valueหรือ land expectation value)
3) วิธีมูลค่ำต้นทุน (cost value) เป็นกำรหำมูลค่ำของทรัพย์สินที่อำศัยต้นทุนใน
อดีต (historical cost) หรือต้นทุนสร้ำงทดแทน(replacement cost) ในกำรหำมูลค่ำทรัพย์สินกำรใช ้
ต้นทุนในอดีตเป็นวิธีที่ได้รับควำมนิยมทำงด้ำนป่ำไม้มำกใชในกำรประเมินหำมูลค่ำที่ดินป่ำไม้ที่ได้
้
ท ำกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำทั้งหมด
่
4) วิธีตลำดตัวแทน (surrogate market approaches) เนืองจำกป่ำไม้เป็นสินค้ำ
้
สำธำรณะ ไม่มีรำคำตลำดจึงไม่สำมำรถประเมินโดยใชมูลค่ำตลำดได้จึงต้องใชมูลค่ำตลำดของ
้
้
้
้
สินค้ำที่ใชทดแทนกัน(substitution goods) หรือใชรำคำของสินค้ำที่ใชประกอบกัน
(complementarygoods) เป็นตัวแทนในกำรประเมินหำมูลค่ำกำรประเมินหำมูลค่ำโดยใชตลำด
้
ตัวแทน เช่นกำรประเมินหำมูลค่ำโดยใช้มูลค่ำทรัพย์สินหรือที่ดิน (property or land usetechnique)
5) วิธีกำรประเมินมูลค่ำโดยกำรสมมติเหตุกำรณ์ให้ประมำณค่ำ (contingent
valuation method: CVM) เป็นกำรประเมินทรัพยำกรป่ำไม้ที่เป็นสินค้ำสำธำรณะ ไม่มีมูลค่ำตลำด
ไม่สำมำรถประเมินมูลค่ำตลำดและไม่สำมำรถใชตลำดตัวแทนมำใชในกำรประเมินหำมูลค่ำได้
้
้
่
โดยจะท ำกำรสอบถำมกับประชำชนกลุ่มผู้บริโภคเป้ำหมำยเกี่ยวกับทรัพยำกร ในเรืองควำมเต็มใจ
จ่ำย (willingnessto pay: WTP) ของผู้บริโภค ที่ได้ประโยชน์หรือท ำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และควำม
เต็มใจที่จะได้รับ (willingness to accept: WTA) ขอผู้บริโภค ในกรณีที่เกิดผลกระทบและส่งผลเสีย
ต่อสิ่งแวดล้อม(สันติ, 2549)
108
๒. ผลงานวิจัยทีเกี่ยวข้อง
๑) กมลักษณ์ (2546)ได้วิเครำะห์ผลตอบแทนทำงกำรเงินของไม้กระถินเทพำ อำยุ 8 ปี
ในพื้นที่สวนป่ำ อ ำเภอวังน้ ำเขียว จังหวัดนครรำชสีมำ 3 ระยะปลูก คือ 2 X 2, 2 X 3 และ 2 X
4 เมตร โดยในกำรปลูกไม้กระถินเทพำระยะปลูก 2 X 4 เมตร เป็นระยะปลูกที่เหมำะสมที่สุด มี
ควำมคุ้มทุนที่อัตรำส่วนร้อยละ 6 - 12ในกำรพิจำรณำจำกต้นทุนและรำยได้ โดยให้ผลตอบแทน
ในโครงกำร ( IRR) สูงกว่ำอัตรำดอกเบี้ยในตลำดร้อยละ 17.88
๒) นำฏสุดำ (2549) ได้ศึกษำปริมำณมวลชีวภำพเหนือพื้นดินในรำก และคำร์บอนในดิน
่
ของสวนป่ำไม้สัก ในพื้นที่สวนป่ำของไม้อัดไทย5 ชวงอำยุ คือ 10, 14, 18, 27 และ28 ปีวำง
แปลง 50 x 50 เมตร จ ำนวน 3 แปลง และวำงแปลงย่อย 2 x 2 เมตร ที่มุมแปลงและจุดกึ่ง
กลำงแปลง เก็บข้อมูลควำมสูงและควำมโต ซึ่งได้ใชสมกำรแอโรแมตริในกำรค ำนวณปริมำณมวล
้
ชีวภำพเหนือพื้นดิน และเก็บตัวอย่ำงรำกตำมชั้นอำยุ อำยุละ 1 ต้น ผลกำรศึกษำปริมำณคำร์บอน
ั้
ั้
แต่ต่ำงไปแต่ละชนอำยุไม้ สัดส่วนของคำร์บอนในต้นสักและรำก ตำมชนอำยุ 10, 14, 18, 27
และ 28 เท่ำกับ 31 :1, 7:1, 12:1, 33:1 และ 27:1 ซึ่งควำมผันแปรของคำร์บอนเหนือ
พื้นดิน ในรำก และในดินผันแปรไป เนืองจำกปัจจัยหลำยอย่ำง เชน สภำพภูมิประเทศกำรจัดกำร
่
่
สวนป่ำโดยไฟ
ั
๓) คงศกดิ์ และคณะ (2552) ได้กล่ำวว่ำ กำรส ำรวจตลำดเทพทำโรในในจังหวัดตรัง
และพังงำ ในปีพ.ศ. 2550 พบว่ำ รำคำซื้อขำยรำกหรือตอไม้เทพทำโรที่เก็บจำกป่ำ ขำยในรำคำ
เหมำเป็นคันรถกระบะ ประมำณกระบะละ 2,000-3,000 บำทหำกเป็นตอขนำดใหญ่จะตกลง
รำคำต่อชิ้นผู้ประกอบกำรมีรำยได้จำกผลิตภัณฑ์ไม้เทพทำโรแกะสลักเฉลี่ยประมำณเดือนละ
4,000-5,000 บำทต่อคน เศษรำกและไม้เทพทำโรจำกกำรแกะสลัก น ำไปกลั่นเป็นน้ ำมันหอม
่
ระเหยจ ำหน่ำยให้ตลำดเครืองหอมและธุรกิจสปำในรำคำลิตรละประมำณ 10,000-12,000
บำท โดยรำกไม้เทพทำโร 300 กิโลกรัมจะให้น้ ำมันประมำณ 400 มิลลิลิตร(ปัจจุบันน้ ำมัน
เทพทำโรมีรำคำลดลงเหลือลิตรละ 2,000-10,000 บำท)
๔) วสันต์ และคณะ (2553) ได้ศึกษำกำรกักเก็บคำร์บอนของป่ำเต็งรังและสวนป่ำยูคำ
ั้
ลิปตัสณ สวนป่ำมัญจำคีรี จังหวัดขอนแก่นในสวนป่ำยูคำลิปตัสวำงแปลง 40 x 40 เมตร ในชน
อำยุ 1-4 ปี ชนอำยุละ 1 แปลง และป่ำเต็งรังจ ำนวน 4 แปลง วัดมิติต่ำง ๆ ของต้นไม้ควำมสูง
ั้
109
ี
และเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอก เพื่อน ำไปประมำณหำมวลชวภำพเหนือดินและใตดิน ด้วยสมกำร
แอลโลเมตรี และ เก็บตัวอย่ำงดินแปลงละ 3 หลุมเพื่อวิเครำะห์หำปริมำณคำร์บอนอินทรีย์ โดยใช ้
ี
วิธี dry combustionผลกำรศึกษำพบว่ำควำมแตกต่ำงของกำรสะสมคำร์บอนขึ้นอยู่กับมวลชวภำพ
ของไม้ยืนต้นมำกกว่ำคำร์บอนในดินซึ่งป่ำเต็งรังหรือสวนป่ำยูคำลิปตัสต่ำงก็มีบทบำทส ำคัญใน
กำรเป็นแหล่งกักเก็บคำร์บอนของระบบนิเวศป่ำเขตร้อน ดังนั้นควรหำแนวทำงลดกำรท ำลำยป่ำ
และเพิ่มพื้นที่ปลูกป่ำเพื่อลดผลกระทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงสภำพภูมิอำกำศ
ี
ั
๕) ชงชย และ กันตินันท์ (2554) ศึกษำกำรปรับสมกำรเพื่อประเมินมวลชวภำพเหนือ
ิ
พื้นดินของสวนป่ำสักในประเทศไทย โดยท ำกำรวำงแปลง 40 x 40 เมตร คัดเลือกตัดฟันไม้สัก
ั้
จำกแปลงตัวอย่ำงจ ำนวน 3 ชนอำยุ จำก สวนป่ำทองผำภูมิจังหวัดกำญจนบุรีจ ำนวน 15 ต้นใน
ั้
ั้
ชนอำยุ 6 14 และ 21 ปี และ สวนป่ำศรีสัชนำลัย จังหวัดสุโขทัย จ ำนวน 18 ต้น ในชนอำยุ 9
้
้
13 และ 21 ปี ซึ่งจ ำนวนต้นไม้ที่ใชเป็นตัวแทนแปลงละ 5 ต้น เป็นตัวอย่ำงที่น้อยที่สุดที่ใชใน
กำรศึกษำหำสมกำรแอโลเมตริกได้ซึ่งจำกกำรศึกษำสมกำรแอโลเมตริกในสวนป่ำทองผำภูมิ
พบว่ำมีควำมสัมพันธ์กันค่อนข้ำงสูง ระหว่ำง ก ำลังสองของDBH ควำมสูงของไม้ กับมวลชวภำพ
ี
ของล ำต้น(Ws) และส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งหมด(Wt) ซึ่งมีแนวโน้มใกล้เคียงกันทุกชั้นอำยุ แต่ควรมี
ี
กำรเก็บข้อมูลมวลชวภำพเพิ่มเติมในหลำยชนอำยุจะชวยให้สมกำรสมบูรณ์ขึ้นส่วนควำมสัมพันธ์
ั้
่
ของมวลชวภำพของใบ(WI) และกิ่ง (Wb) แตกต่ำงกันในแต่ละชนอำยุ ขึ้นอยู่กับขนำดและปริมำณ
ั้
ี
ใบในอำยุและระยะปลูกของต้นสัก โดยเพื่อเพิ่มประสิทธิภำพของกำรสังเครำะห์แสงต้นสักที่อำยุ
น้อยจึงมีขนำดใบที่ที่ใหญ่กว่ำไม้สักอำยุมำก แต่สัดส่วนของน้ ำหนักใบและกิ่ง เป็นสัดส่วนที่น้อย
ี
เมือน ำมำค ำนวณมวลชวภำพเหนือพื้นดินทั้งหมด (Wt) ส่วนในมวลชวภำพที่สวนป่ำศรีสัชนำลัย
่
ี
เป็นผลในทำงเดียวกันกับส่วนป่ำทองผำภูมิ ส่วนควำมสัมพันธ์ของสมกำรแอโลเมตริกของปริมำตร
่
ล ำต้น ( Vs) ในสวนป่ำทองผำภูมิและสวนป่ำศรีสัชนำลัย มีควำมสัมพันธ์ค่อนข้ำงสูงแต่เมือน ำไป
วิเครำะห์ ANOVA ไม่มีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ เนืองจำกตัวอย่ำงน้อยเกินไป
่
ั้
และมีควำมแตกต่ำงของข้อมูลในแต่ละชนอำยุ ซึ่งกำรศึกษำเป็นเพียงกำรประมำณสมกำรWs, Wt
้
และ Vsของไม้สักในอำยุ 6 - 21 ปีเท่ำนั้น เมือน ำไปใชในพื้นที่อื่น ๆ อำจจะใชได้ระดับหนึ่ง ควำม
้
่
ถูกต้องอำจน้อย แต่ดีกว่ำกำรคัดเลือกสมกำรในพื้นที่อื่นเพียงสมกำรเดียวที่อำจเกิดข้อผิดพลำด
่
ั้
ได้ ซึ่งกำรศึกษำในพื้นที่อื่น ๆ ควรศึกษำให้ครอบคลุมชนอำยุ และกระจำยในหลำยพื้นที่ซึ่งจะชวย
่
ปรับสมกำรให้มีควำมแม่นย ำและถูกต้องมำกขึ้น เพื่อกำรประเมินผลผลิตของสวนป่ำไม้สัก ในเรือง
110
ี
ของมวลชวภำพและปริมำตรล ำต้นในกำรซื้อขำย และสำมำรถน ำข้อมูลมำเผยแพร่ส่งเสริมกำร
ปลูกไม้สักต่อไป
๖) สมชำย และคณะ (2556) ได้ศึกษำประมำณปริมำตรไม้และมวลชีวภำพสวนป่ำสน
ี
คำริเบีย อำยุ 29 ปี ที่สถำนีวนวัฒน์วิจัยห้วยบง จังหวัดเชยงใหม่ เก็บข้อมูลทำงด้ำนควำมสูงและ
เส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับเพียงอก 1.30 เมตร ทุกต้น ในแปลงทดสอบสำยพันธุ์ไม้สนคำริเบียปี
่
2524 เนื้อที่24 ไร่ ระยะปลูก 3 x3 ตำรำงเมตร จ ำนวนต้นไม้เมือเริ่มปลูก 4,224 ต้น จำกนั้น
จัดขั้นควำมสูงและควำมโตของต้นไม้ เพื่อท ำกำรสุ่มตัวแทน ต้นไม้ในแปลงจ ำนวน 12 ต้น ศึกษำ
ี
ปริมำตรและมวลชวภำพของสนคำริเบีย โดยพิจำรณำจำก ควำมสูงทั้งหมดของต้นไม้ (total
height, H) และควำมสูงถึงระดับกิ่งสดกิ่งแรก (Hb) วัดควำมกว้ำงของเรือนยอด (R) ขนำดเส้นผ่ำน
ิ
ศูนย์กลำงที่ระดับชดดิน (D0) ขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับสูงจำกพื้นดิน 30 เซนติเมตร
(D0.3) ขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงของล ำต้นที่ระดับสูงเพียงอก (diameter at breast height, DBH)
วัดขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงทุกระดับ ตั้งแต่ 0.3 เมตร ทั้งหมดของล ำต้นตัดทอนออกเป็นท่อน
ี
ั่
และชงน้ ำหนักสด เก็บตัวอย่ำง ล ำต้น กิ่ง ใบ มำอบแห้ง เพื่อหำมวลชวภำพ ผลกำรศึกษำพบว่ำ
ไม้สนคำริเบียมีอัตรำควำมเพิ่มพูนทำงควำมสูงและขนำดเส้นผ่ำศูนย์กลำงเท่ำกับ 0.73 เมตรต่อ
ปี และ 0.88 เซนติเมตรต่อปี คิดเป็นปริมำตรไม้1.3ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ต่อปีมีมวลชวภำพ
ี
1,239 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี โดยมีปริมำณคำร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสโพแทสเซียม แคลเซียม
และแมกนีเซียม สะสมในไม้สนคำริเบีย
๗) ชชรินทร์ และ พรเทพ (๒๕๕๘) ได้ศึกษำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรเติบโตและขนำด
ั
แก่นของไม้พะยูง อำยุ 26 ปีณ สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิจังหวัดกำญจนบุรี่ เพื่อหำ
ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรเติบโตของไม้พะยูงในรูปมิติของเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่โคนต้น (D0), เส้น
ผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับ 30 เซนติเมตรจำกพื้นดิน (D30), เส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอก(DBH), กำร
ปกคลุมเรือนยอด (crown cover)และควำมสูงทั้งหมด (total height) ผลกำรศึกษำพบว่ำ ขนำดของ
แก่นมีควำมสัมพันธ์กับเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพียงอกโดยมีค่ำสัมประสิทธิ์ตัวก ำหนดมำกที่สุด ในขณะ
ที่ควำมสัมพันธ์ของขนำดของแก่นกับควำมสูง มีค่ำสัมประสิทธิ์ตัวก ำหนดน้อยที่สุด แล้วสร้ำง
สมกำรเส้นตรง(linear equation) เพื่อใชในกำรประมำณค่ำของขนำดของแก่นของไม้พะยูง ณ
้
สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิพบว่ำมีควำมสัมพันธ์อย่ำงมีนัยส ำคัญยิ่งทำงสถิติกับเส้นผ่ำน
ศูนย์กลำงเพียงอก โดยy= 0.0159x – 0.047(P <0.01) ดังนั้น dbhจึงเป็นตัวแปรที่เหมำะสม
ที่สุดในกำรใช้ประเมินขนำดแก่นของไม้พะยูงที่มีอำยุเท่ำกันและจำกกำรประมำณปริมำตรของแก่น
111
โดยใช้สมกำรประเมินปริมำตรไม้พบว่ำ ไม้พะยูงที่ปลูกที่สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิจะมีปริมำตร
ของแก่นเท่ำกับ 12.24 ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ และมีปริมำตรของล ำต้นทั้งหมด 36.82ลูกบำศก์
เมตรต่อไร
ี
๘) วรพรรณ และคณะ (2558) ได้ศึกษำมวลชวภำพของไม้สักแตกหน่อ อำยุ 10 ปี
จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นสวนป่ำสักที่ได้ปลูกไว้ตั้งแต่ปี 2523 ระยะปลูก 2 เมตร x 4 เมตรได้ท ำ
ี
กำรตัดสำงระยะแบบแถวเว้นแถว ตั้งแต่ปี 2546 จนหน่อมีอำยุ 10 ปี ได้ศึกษำมวลชวภำพของ
ไม้สักที่มีกำรเติบโตทดแทนโดยวิธีกำรแตกหน่อ ในมวลชวภำพส่วนต่ำง ๆ เก็บข้อมูลกำรเติบโต
ี
ด้ำนขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับ 1.30 เมตร และควำมสูงและสุ่มตัดต้นไม้ตัวอย่ำงจ ำนวน 5
ต้น และวัด DBH ที่ระดับ 0.00 เมตร 0.30 เมตร และ 1.30 เมตรตัดทอนไม้ออกเป็นท่อน และ
ั่
ชงน้ ำหนักสด เก็บตัวอย่ำง ล ำต้น กิ่ง ใบ มำอบแห้งเพื่อหำมวลชวภำพ จำกผลกำรศึกษำ มี
ี
ปริมำณมวลชวภำพเฉลี่ยของส่วนต่ำงๆ ได้แก่ ใบ กิ่ง ล ำต้น และรำก เท่ำกับ 0.13, 1.90,
ี
12.53, และ 12.93 กิโลกรัมต่อต้นส่วนเหนือพื้นดินและรำก เท่ำกับ 27.49 กิโลกรัมต่อต้น
๙) บพิตร และคณะ (2559)ได้ศึกษำกำรประมำณมวลชวภำพและกำรกักเก็บคำร์บอน
ี
เหนือพื้นดินของสวนป่ำยูคำลิปตัสอำยุ 6 ปี ในแปลงทดสอบลูกไม้ยูคำลิปตัสคำมำลดูเลนซีส ปี
2551 จำกสถำนีวนวัฒนวิจัยก ำแพงเพชร จังหวัดก ำแพงเพชร จำกเนือที่ 10 ไร่ 1.5 x 3
้
ตำรำงเมตร จ ำนวน 2,160 ต้น จำกนั้นเก็บข้อมูล DBH ที่ระดับ 1.3 เมตรจำกพื้นดิน และวัด
ควำมสูงของต้นไม้ทุกต้น จัดขั้นควำมสูงและควำมโตของต้นไม้ เพื่อท ำกำรสุ่มตัวแทน ต้นไม้ใน
้
ี
แปลงจ ำนวน 12 ต้น เพื่อใชศึกษำปริมำตรและมวลชวภำพของยูคำลิปตัสคำมำลดูเลนซิส โดย
พิจำรณำจำก ควำมสูงทั้งหมดของต้นไม้ (total height, H) และควำมสูงถึงระดับกิ่งสดกิ่งแรก
ิ
(Hb)วัดควำมกว้ำงของเรือนยอด (R) ขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงที่ระดับชดดิน (D0) ขนำดเส้นผ่ำน
ศูนย์กลำงที่ระดับสูงจำกพื้นดิน 30 เซนติเมตร(D0.3) ขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงของล ำต้นที่
ระดับสูงเพียงอก (diameter at breast height, DBH) วัดขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงทุกระดับ ตั้งแต่
ั่
0.3 เมตร ทั้งหมดของล ำต้น ตัดทอนไม้ออกเป็นท่อน และชงน้ ำหนักสด เก็บตัวอย่ำง ล ำต้น กิ่ง
ใบ มำอบแห้ง เพื่อหำมวลชวภำพ และวิเครำะห์แร่ธำตุอำหำร ผลกำรศึกษำพบว่ำ ด้ำนควำมสูง
ี
และขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงเฉลี่ยของต้นยูคำลิปตัสคำมำลดูเลนซีส อำยุ 6 ปี มีควำมเพิ่มพูนรำย
ปี 1.66 เมตรต่อปี และ 1. 32 เซนติเมตรต่อปี ปริมำตรไม้ใต้เปลือกเท่ำกับ 6.53 ลูกบำศก์
เมตรต่อไร่ คิดเป็นควำมเพิ่มพูนของปริมำตรไม้ใต้เปลือกเท่ำกับ 1.09 ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ต่อปี มี
ี
มวลชีวภำพ 4,269 กิโลกรัมต่อไร่ แยกเป็นมวลชวภำพล ำต้น กิ่ง และใบ เท่ำกับ 3,484, 576
112
และ 209 กิโลกรัมต่อไร่ ปริมำณกำรสะสมธำตุอำหำร ได้แก่ คำร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส
โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม มูลค่ำกำร และกักเก็บคำร์บอนและธำตุอำหำรเฉลี่ย
672 บำทต่อไร่
๑๐) ปรียำนันท์ และคณะ (๒๕๖๐) ได้ศึกษำผลตอบแทนของสวนยำงพำรำเชิงเดี่ยวและ
วนเกษตรของเกษตรกรรำยย่อยในพื้นที่ต ำบลน้ ำน้อย อ ำเภอหำดใหญ่ จังหวัดสงขลำ โดยกำรวำง
์
แปลงและใช้แบบสัมภำษณ์เพื่อน ำมำศึกษำผลตอบแทนโดยวิเครำะห์ค่ำทำงเศรษฐศำสตร์ ได้แก่
มูลค่ำปัจจุบันสุทธิ (NPV) และอัตรำผลตอบแทนภำยใน (IRR)ผลกำรศึกษำ พบว่ำสวนยำงพำรำใน
ระบบวนเกษตรมีลักษณะทำงนิเวศวิทยำที่หลำกหลำยกว่ำ กล่ำวคือ สวนยำงพำรำเชิงเดี่ยวมีชั้น
เรือนยอด 3 ชั้นในขณะที่ยำงพำรำในระบบวนเกษตรมีชนเรือนยอดที่ลดหลั่นกัน 4 ชั้นมวลชีวภำพ
ั้
รวมของไม้ยืนต้นของสวนยำงพำรำเชิงเดี่ยว และระบบวนเกษตรมีค่ำเท่ำกับ 22.30 และ 45 ตัน
ต่อไร่ผลตอบแทนทำงกำรเงินสวนยำงพำรำเชิงเดี่ยวมีค่ำใช้จำยในกำรผลิตรวม (157,426.48
่
บำทต่อไร่) น้อยกว่ำสวนยำงพำรำระบบวนเกษตร(166,492.68 บำทต่อไร่) สวนยำงพำรำ
เชิงเดี่ยวมีผลตอบแทนสุทธิ (116,081.72 บำทต่อไร่)น้อยกว่ำผลตอบแทนสุทธิของสวน
ยำงพำรำระบบวนเกษตร (223,600.15 บำทต่อไร่) สวนยำงพำรำเชิงเดี่ยวมีมูลค่ำปัจจุบันสุทธิ
(NPV) (32,455.44 บำทต่อไร่)น้อยกว่ำมูลค่ำปัจจุบันสุทธิ (NPV) ของสวนยำงพำรำระบบวน
เกษตร(51,978.53 บำทต่อไร่) ซึ่งหำกมูลค่ำปัจจุบันสุทธิมีค่ำเป็นบวก หรือมีค่ำมำกกว่ำ 0
แสดงว่ำกำรลงทุนท ำสวนยำงพำรำระบบวนเกษตรได้รับก ำไร และเมื่อวิเครำะห์อัตรำผลตอบแทน
ภำยใน (IRR) สวนยำงพำรำเชิงเดี่ยวมี (ร้อยละ21)น้อยกว่ำผลตอบแทนภำยใน (IRR) ของสวน
ยำงพำรำระบบวนเกษตร (ร้อยละ23.45)แสดงว่ำผลตอบแทนของโครงกำรยำงพำรำระบบวน
เกษตรคุ้มค่ำต่อกำรลงทุน
1๑) พินิจ และคณะ (2555) ศึกษำศักยภำพพลังงำนจำกเปลือกไม้ยูคำลิปตัสในภำค
ตะวันออกเฉียงเหนือผลกำรศึกษำพบว่ำ พื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่เหมำะสมปำนกลำงต่อกำรปลูกยู
คำลิปตัสเมื่อน ำสมกำรกำรเจริญเติบโตมำประเมินเพื่อหำปริมำณของยูคำลิปตัสในพื้นที่ทั้งหมด
ของต ำบลวังน้ำเขียว สำมำรถประเมินน้ำหนักสดทั้งหมดของล ำต้นของกำรปลูกในรูปแบบแปลง
สวนป่ำเชิงเดี่ยว และ กำรปลูกบนคันนำ เท่ำกับ 3,142.97 และ 517.039 ตัน และน้ ำหนัก
ิ
ส่วนที่เป็นสินค้ำของล ำต้น ของกำรปลูกในรูปแบบแปลงสวนป่ำเชงเดี่ยวและกำรปลูกยูคำลิปตัส
บนคันนำ เท่ำกับ 427.37 และ 104.10 ตัน และ น้ ำหนักของไม้ฟืนของกำรปลูกในรูป แบบ
แปลงสวนป่ำเชิงเดี่ยว เท่ำกับ 2,715.60 และ กำรปลูกบนคันนำ 412.93 ตัน
113
๓. วิธีการศึกษาวิจัย
3.๑ อุปกรณ์ในกำรศึกษำ
1)อุปกรณ์ในกำรวำงแปลงได้แก่ เทปขนำดควำมยำว ๒๐ และ ๕๐ เมตร เพื่อใช้
เป็นเครื่องมือในกำรวัดกำรเติบโตและใช้วัดพื้นที่วำงแปลงตัวอย่ำง
2) อุปกรณ์เก็บข้อมูลกำรเติบโตของต้นไม้ควำมสูง(haga altimeter) กำรล้ม
ตัวอย่ำงต้นไม้ (ชิงชัย, 2546)
3) อุปกรณ์ในกำรเก็บตัวอย่ำงและอุปกรณ์ส ำหรับวิเครำะห์ในห้องปฏิบัติกำร เช่น
เครื่องชั่งน้ ำหนักไม้ เครื่องอบตัวอย่ำง
3.๒. วิธีกำรศึกษำ
๑)กำรวำงแปลงและเก็บตัวอย่ำง กำรประมำณปริมำตรไม้และมวลชีวภำพไม้
(๑)คัดเลือกแปลง หรือวำงแปลง
(2)วัดขนำดเส้นผำนศูนย์กลำงที่ระดับอก ที่ระดับ 1.3 เมตร(diameter at
่
breastheight, DBH>4.5 เซนติเมตร) ด้วย diameter tape และวัดควำมสูงทั้งหมดของตัวอย่ำงไม้
โดยใช้ Haga Hypsometer
(3) ล้มตัวอย่ำงต้นไม้โดยตัดให้ชิดกับดิน (ชิงชัย, 2546)ตัดทอนไม้ และวัด
ขนำดDBH
(4)เก็บตัวอย่ำงส่วนต่ำง ๆ ของไม้ ชงน้ำหนักสด อบตัวอย่ำงที่อุณหภูมิ 105
ั่
องศำเซลเซียส จนน้ ำหนักคงที่และชั่งน้ำหนักแห้ง คิดน้ ำหนักอบแห้งของล ำต้นทั้งหมด (Ws),
กิ่งใหญ่ (Wbb)กิ่งเล็ก (Wbs) และใบ (WI)และค ำนวณปริมำตรไม้
(5)วิเครำะห์ค่ำควำมสัมพันธ์มวลชีวภำพในแต่ละส่วน และวิเครำะห์ค่ำควำม
แปรปรวน โดยใช้ ANOVA
๒)กำรวิเครำะห์ข้อมูลกำรประมำณปริมำตรไม้และมวลชีวภำพ
(๑)หำเปอร์เซ็นต์ควำมชื้น โดยสูตร
น้ ำหนักสด − น้ ำหนักแห้ง
เปอร์เซ็นต์ควำมชน = × 100
ื้
น้ ำหนักแห้ง
(๒)ค ำนวณน้ ำหนักแห้ง โดยสูตร
114
100 × น้ ำหนักสด
น้ ำหนักอบแห้ง = × 100
ื้
100 + เปอร์เซ็นต์ควำมชน
(๓) ค ำนวณปริมำตรไม้ตัวอย่ำง โดยใช้ Samalian's formula จำกสูตร
2
2
π( + )(L)
1
= 2
6
8(10 )
(๔)ปริมำณไม้ท่อนบนสุดค ำนวณจำก
2
π( )(L)
V = 1
6
12(10 )
2
โดยที่ V = ปริมำตรของท่อนไม้ ( ), D = เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่โคนท่อน
๑
๒
๒
( ),D = เส้นผ่ำศูนย์กลำงที่ปลำยท่อน( )และ L = ควำมยำวของท่อน (cm)
๒
๒
5)วิเครำะห์ควำมสัมพันธ์ระหว่ำง DBH HtและWs, Wl, Wb, Wt (Wt =
Ws+Wl+Wb) และVsในรูปของ power equation
๖)วิเครำะห์ควำมแปรปรวน (Analysis of variance, ANOVA) ดูควำม
แตกต่ำงทำงสถิติของค่ำ Slope (β) และค่ำ Elevation (α)
๓) กำรวิเครำะห์ข้อมูลทำงกำรเงิน
(๑) กำรประเมินต้นทุน
้
ประเมินต้นทุนค่ำใชจ่ำย (Investment Cost) ของโครงกำรทั้งหมด
้
ยกตัวอย่ำงเช่น โครงกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ ต้นทุนค่ำใช้จ่ำยทั้งหมด จะหมำยถึง ค่ำใชจ่ำยต่ำง ๆ ที่
่
เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มเพำะปลูกกล้ำไม้ ได้แก่ ค่ำกล้ำไม้ ค่ำซ่อมปลูกกล้ำไม้ ค่ำจ้ำงเครืองจักรกล
้
ค่ำจ้ำงแรงงำนในกิจกรรมต่ำง ๆ ค่ำวัสดุค่ำปุ๋ยบ ำรุงดูแลสวนป่ำ (ค่ำใชจ่ำยในกำรในส่วนนี้จะสูงใน
ปีแรก ๆ) ตลอดจนครบก ำหนดตัดฟัน ได้แก่ ค่ำใชจ่ำยในกำรจ้ำงท ำไม้ ตั้งแต่ขั้นตอนโค่นล่ม ชก
้
ั
็
ั
ลำกไม้ถอนตอ ชกลำกขนเข้ำหมอนไม้ กำรตัดทอน กำรวัดขนำดตีตรำ ตรวจเชค และค่ำจ้ำงเฝ้ำ
้
รักษำไม้ ซึ่งค่ำใช้จ่ำยจะขึ้นอยู่กับควำมยำกง่ำยของกำรท ำไม้ในแต่พืนที่ที่ต่ำงกัน
(๒)กำรประเมินผลตอบแทนหรือรำยได้
115
ประเมินผลตอบแทนหรือรำยได้ที่ได้จำกกำรจ ำหน่ำยจำกโครงกำร โดยท ำ
กำรรวบรวมแบบสัมภำษณ์จำกผู้ร่วมโครงกำร ยกตัวอย่ำงเช่น รวบรวมแบบสัมภำษณ์ของกำร
รำยได้ที่ได้จำกกำรตัดฟันไม้
(๓) วิเครำะห์ค่ำตอบแทนทำงกำรเงินเพื่อตัดสินใจ
เป็นกำรวิเครำะห์ผลตอบแทนทำงกำรเงินที่ได้รับของโครงกำรว่ำมีควำม
เหมำะสม หรือคุ้มค่ำต่อกำรลงทุนหรือไม่ โดยใช้หลักเกณฑ์กำรตัดสินใจโครงกำรลงทุนแบบปรับ
ค่ำของเวลำ (discounted measures of project worth) (วุฒิพล, 2557) ดังนี้
((๑)) มูลค่ำปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) คือ ผลรวมของ
ผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับตลอดโครงกำร ที่ได้ปรับค่ำของเวลำเป็นมูลค่ำปัจจุบัน ซึ่งอำจมีค่ำเป็น
บวกหรือหรือศูนย์หรือลบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลต่ำงมูลค่ำปัจจุบันของผลรำยได้รวม (PVB)หักลบออก
จำกมูลค่ำปัจจุบันของต้นทุนรวม (PVC) แต่ละโครงกำรนั้น ๆ
วิธีมูลค่ำปัจจุบันสุทธิ หรือ NPV เป็นเครื่องมือในกำรประเมินควำม
เป็นไปได้ของกำรลงทุนที่ได้รับควำมนิยมอย่ำงแพร่หลำย เนื่องจำกมีกำรน ำเรื่องค่ำของเงินตำม
เวลำมำร่วมพิจำรณำ และเป็นกำรค ำนวณกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นตลอดอำยุโครงกำรค ำนวณตำม
สูตรดังนี ้
= −
= ∑ − ∑
(1 + ) (1 + )
=1 =1
โดยที่
= ∑ และ = ∑
(1 + ) (1 + )
=1 =1
ก ำหนดให้ NPV = มูลค่ำปัจจุบันสุทธิ
PVB = มูลค่ำปัจจุบันของผลรำยได้ หรือผลประโยชน์รวมโครงกำร
116
PVC = มูลค่ำปัจจุบันของค่ำใช้จำย
่
B = รำยได้หรือผลประโยชน์ของโครงกำร ณ ปีที่ t
t
C = ค่ำใช้จำยหรือเงินลงทุนของโครงกำร ณ ปีที่ t
่
t
t = ปีของโครงกำรเริ่มตั้งแต่ปีที่ 1,2,3,4,... , n
m = อำยุของโครงกำร
k = ระยะเวลำของกำรด ำเนินโครงกำร
r = อัตรำดอกเบี้ยหรืออัตรำคิดลด (อัตรำค่ำของทุน) ที่เหมำะสมซึ่งจะใช้อัตรำ
ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนำคำรเพื่อกำรเกษตรและสหกรณ์กำรเกษตร (Minimum Retail Rate) MRR
เท่ำกับร้อยละ 7 ต่อปี
หลักเกณฑ์ในกำรตัดสินใจ(decision rule)ที่แสดงว่ำโครงกำรมีควำม
เหมำะสมทำงด้ำนกำรลงทุนโดยให้พิจำรณำจำกมูลค่ำปัจจุบันสุทธิ ซึ่งถ้ำมูลค่ำปัจจุบันสุทธิมีค่ำ
เป็นบวก (NPV>0) แสดงว่ำ โครงกำรนั้นมีก ำไรเหมำะสมที่จะลงทุน หรืออำจกล่ำวได้ว่ำ มูลค่ำ
ปัจจุบันรำยได้รวมมำกกว่ำมูลค่ำปัจจุบันของต้นทุนรวมนั้นเอง
((๒))อัตรำส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefit-Cost Ratio : BCR : B/R)คือ
มูลค่ำปัจจุบันของผลได้หรือผลประโยชน์รวมตลอดโครงกำรเปรียบเทียบกับมูลค่ำปัจจุบันของ
ต้นทุนรวมตลอดโครงกำร เพื่อหำอัตรำส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน ค ำนวณตำมสูตร ดังนี้
=
ดังนั้น
∑
=1
= (1+ )
∑ (1+ )
=1
ก ำหนดให้ BCR: B/C = อัตรำส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน
t = ปีของโครงกำรเริ่มตั้งแต่ปีที่ 1,2,3,4,... , n
r = อัตรำดอกเบี้ยหรืออัตรำคิดลดที่เหมำะสม
B = รำยได้หรือผลประโยชน์ของโครงกำร ณ ปีที่ t
t
117
่
C = ค่ำใช้จำยหรือเงินลงทุนของโครงกำร ณ ปีที่ t
t
หลักเกณฑ์ในกำรตัดสินใจ(decision rule) ที่แสดงว่ำโครงกำรมี
ควำมเหมำะสมทำงด้ำนกำรลงทุนโดยให้พิจำรณำจำกอัตรำส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนคือจะมี
ควำมเหมำะสม เมื่ออัตรำส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนมีค่ำมำกกว่ำหรือเท่ำกับ 1 (BCR:B/C > 1)
ท ำกำรเปรียบเทียบควำมคุ้มทุนของโครงกำร ซึ่งจะใช้ค่ำ (Benefit/Cost Ratio : B/C) เพื่อ
เปรียบเทียบควำมคุ้มค่ำจำกกำรลงทุน
((๓))อัตรำผลตอบแทนภำยในของโครงกำร (Internal Rate of Return: IRR)
ซึ่ง อัตรำผลตอบแทนภำยในของโครงกำร หมำยถึงอัตรำผลตอบแทน หรืออัตรำคิดลดที่ท ำให้
มูลค่ำปัจจุบันของกระแสเงินสดรับหรือรำยได้ทั้งหมดเท่ำกับมูลค่ำปัจจุบันของเงินสดจ่ำยหรือ
รำยจ่ำยทั้งหมด หรือหมำยถึงอัตรำผลตอบแทนที่ท ำให้มูลค่ำปัจจุบันของผลตอบแทนสุทธิของ
โครงกำร (NPV) มีค่ำเท่ำกับศูนย์พอดี ซึ่งอัตรำผลตอบแทนภำยในของโครงกำรนี้ถือว่ำเป็นอัตรำ
ร้อยละที่แสดงถึงควำมสำมำรถของเงินทุนที่จะก่อให้เกิดรำยได้คุ้มกับเงินลงทุนของโครงกำรนั้น
พอดี
กำรค ำนวณหำค่ำอัตรำผลตอบแทนภำยในของโครงกำร ก็คือกำร
ค ำนวณหำค่ำอัตรำส่วนลด(Discount Rate: r)ว่ำมีเท่ำไรจึงจะท ำให้มูลค่ำปัจจุบันของผลตอบแทน
สุทธิของโครงกำร(NPV) มีค่ำเท่ำกับศูนย์พอดีนั่นเอง สำมำรถค ำนวณตำมสูตร
( − )
∑ = 0
(1 + )
=1
ก ำหนดให้ IRR = อัตรำผลตอบแทนภำยในของโครงกำร
t = ปีของโครงกำรเริ่มตั้งแต่ปีที่ 1,2,3,4,..., n
r = อัตรำดอกเบี้ยหรืออัตรำคิดลดที่เหมำะสม
B = รำยได้หรือผลประโยชน์ของโครงกำร ณ ปีที่ t
t
่
C = ค่ำใช้จำยหรือเงินลงทุนของโครงกำร ณ ปีที่ t
t
118
หลักเกณฑ์ในกำรตัดสินใจ(decision rule)ว่ำโครงกำรมีควำม
เหมำะสมทำงด้ำนกำรลงทุน โดยพิจำรณำจำกอัตรำผลตอบแทนภำยในโครงกำรจะสูงกว่ำค่ำเสีย
โอกำสของทุน
((๔)) วิเครำะห์ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงก ำไร (ตัวแปรตำม) กับค่ำใช้จ่ำย(ตัว
แปรต้น) โดยใช้สมกำรวิเครำะห์กำรถดถอย (regression analysis) เพื่อหำรูปแบบสมกำรถดถอยที่
เหมำะสมกับควำมสัมพันธ์
119
๔. ตัวอย่างผลงานวิจัย
การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินของสวนป่าไม้สักรอบหมุนเวียน 25 ปี
: กรณีสวนป่าแม่ลี้ จังหวัดล าพูน
Financial Analysis of 25 Year Rotation Teak Plantation at Mae Li Plantation,
ChangwatLamphun
กรภัทร์ด ำรงไทย KorapatDumrongthai
สันต์ เกตุปรำณีต San Kaitpraneet
สันติ สุขสะอำด SantiSuksard
ABSTRACT
Objectives of the study were to investigate financial return of 25 year rotation of teak
plantation at Mae Li Plantation, ChangwatLamphun and to compare the return of the teak
plantation between normal and beehole borer damage cases of 3 products types or 6 cases
namely: 1) defect was log 2) sound was log 3) defect square 4) sound square 5) defect
lumber and 6) sound lumber. Financial analysis methods used for the study were net present
value, benefit-cost ratio, with the given discount rates of 6, 12 and 18 percent and internal
rate of return. In addition, the sensitivity analysis of the project was also carried out under 3
condition into 3 cases 1) cost was increasing 15 percent while benefits remained constant
2) cost remained constant and benefit was decreasing 15 percent and 3) cost was
increasing 15 percent and benefit was decreasing 15 percent simultaneously. The results of
the study revealed that the NPV values of the sound wood were higher than those of the
defect wood. The values were sequently ranked from low to high according to the six selling
cases. The IRR of such cases were 12.19, 12.54, 16.88, 17.48, 23.71 and 25.21
percent, respectively. For the lowest discount rate of 6 percent, the NPV of the first case was
decreasing 7.55 percent compared to the second case, the NPV of the third case was
decreasing 12.27 percent compared to the fourth case, and the NPV of the fifth case was
decreasing 23.48 percent compared to the sixth case. The results of the sensitivity analysis
120
of the project indicated that the third case was the most risky scenario and the nexts were
the second and the first respectively, the higher discount rate will cause the project to face
more risk.
บทคัดย่อ
กำรศึกษำกำรวิเครำะห์ผลตอบแทนทำงกำรเงินของสวนป่ำไม้สักรอบหมุนเวียน 25 ปี
สวนป่ำแม่ลี้ จังหวัดล ำพูนซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ได้ในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำในกรณีปกติทั่วไปและ
่
กรณีควำมเสียหำยเนืองจำกต้นสักถูกหนอนผีเสื้อเจำะล ำต้นเข้ำท ำลำยโดยแบ่งกำรขำยไม้เป็น 6
กรณีย่อยคือ ๑) ขำยไม้ท่อนมีต ำหนิ ๒) ไม้ท่อนสมบูรณ์ ๓) ไม้เหลี่ยมมีต ำหนิ ๔) ไม้เหลี่ยม
สมบูรณ์ ๕) ไม้แผ่นมีต ำหนิ ๖) ไม้แผ่นสมบูรณ์ โดยพิจำรณำต้นทุนและรำยได้ที่ได้รับ ท ำกำร
้
้
วิเครำะห์โดยใชหลักกำรประเมินโครงกำรใชมูลค่ำปัจจุบันสุทธิ อัตรำคิดลด 6 ระดับ คือ ๖ ๑๐
๑๒ ๑๔ ๑๖ และ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และอัตรำผลตอบแทนภำยใน นอกจำกที่ยังท ำกำรวิเครำะห์
ควำมอ่อนไหวของโครงกำร 3 กรณี คือ ๑) กรณีต้นทุนเพิ่ม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒) กรณีต้นทุนคงที่
รำยได้ลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ และ ๓) กรณีต้นทุนเพิ่ม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รำยได้ลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์
ผลกำรศึกษำพบว่ำ ผลตอบแทนทำงกำรเงินในกำรปลูกสวนป่ำกรณีปกติมีค่ำ NPV
มำกกว่ำกรณีไม้มีต ำหนิ โดยเรียงล ำดับจำกน้อยไปมำก ตำมกำรขำยไม้ใน กรณีที่ 1-6 ตำมล ำดับ
อัตรำผลตอบแทนภำยในกรณีปกติเท่ำกับ ๑๒.๑๙, ๑๒.๕๔, ๑๖.๘๘, ๑๗.๔๘, ๒๓.๗๑ และ
๒๕.๒๑ เปอร์เซ็นต์ ตำมล ำดับ โดยผลเสียหำยระดับคิดลดที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ ค่ำ NPV ของกรณีที่ 1
่
ลดลง ๗.๕๕ เปอร์เซ็นต์ เมือเทียบกับกรณีที่ ๒ ค่ำ NPV ของกรณีที่ ๓ ลดลงจำกกรณีที่ ๔
เท่ำกับ ๑๒.๒๗ เปอร์เซ็นต์ ค่ำ NPV ของกรณีที่ ๕ ลดลงจำกกรณีที่ ๖ เท่ำกับ ๒๓.๔๕
เปอร์เซ็นต์และเมือเกิดควำมอ่อนไหวในโครงกำรพบว่ำ ในกรณีที่ ๓) มีควำมเสี่ยงมำกที่สุดเมือ
่
่
เทียบกับกรณีที่ ๒) และ ๑) ตำมล ำดับ โดยค่ำระดับอัตรำคิดลดสูง ควำมเสี่ยงของโครงกำรก็ยิ่ง
มำก
ค าน า
ไม้สักเป็นไม้ที่ส ำคัญและมีค่ำทำงเศรษฐกิจมำก จึงมีกำรส่งเสริมให้มีกำรปลูกสร้ำงสวน
ป่ำไม้สัก เป็นแบบหมู่ไม้ชนิดเดียวล้วน (pure stand) ทั้งในส่วนของภำครัฐ ที่มีวัตถุประสงค์ในกำร
121
ปลูกเพื่อสร้ำงเสริมและรักษำควำมสมดุลของป่ำธรรมชำติในพื้นที่เสื่อมโทรม และส่วนของ
้
ภำคเอกชนปลูกเพื่อน ำไม้มำใช้สอยและคำดกำรณ์ว่ำจะน ำมำซึ่งผลตอบแทนจำกกำรขำยเนือไม้ มี
นักวิชำกำรได้ท ำกำรศึกษำและส ำรวจพบว่ำ ในสวนป่ำสักที่ปลูกขึ้นได้มีศัตรูของไม้สักที่ท ำลำย
ก่อให้เกิดควำมเสียหำยสูงต่อสวนป่ำ คือ หนอนผีเสื้อเจำะล ำต้นสักหรือมอดป่ำเจำะต้นสัก
(Xyleutesceramicus Walker) .ในประเทศไทยมีรำยงำนว่ำ แมลงชนิดนี้สำมำรถเจำะท ำลำยต้นสัก
ได้ตั้งแต่เหง้ำสักจนถึงต้นสักขนำดใหญ่ ส่วนใหญ่พบทำงภำคเหนือตำมถิ่นที่อยู่ของไม้สัก ได้แก่
เชียงใหม่ เชียงรำย แพร่ ล ำปำง อุตรดิตถ์และตำก (ฉวีวรรณ, ๒๕๓๕) และมีกำรท ำลำยสะสมทุก
้
้
่
ปีในที่ที่มีกำรระบำดหนักเกิดเป็นรูในเนือไม้ เกิดต ำหนิในเนือไม้ เมือน ำไม้มำแปรรูปท ำให้
ผลตอบแทนมูลค่ำทำงเศรษฐกิจลดลง โดยไม้สักเป็นไม้ที่ต้องใชระยะเวลำในกำรลงทุน ปลูก
้
ยำวนำนกว่ำจะได้ตัดฟันมำใช้ประโยชน์ ดังก่อนกำรส่งเสริมให้ประชำชนปลูกสร้ำงสวนป่ำสัก ควร
มีกำรศึกษำถึงกำรถูกเข้ำท ำลำยของหนอนผีเสื้อเจำะท ำลำยว่ำมีผลให้ผลตอบแทนทำงกำรเงินที่
คุ้มค่ำต่อกำรลงทุนระยะยำวหรือไม่ กำรศึกษำครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อกำรวิเครำะห์
ผลตอบแทนทำงกำรเงินในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำสักรอบหมุนเวียน ๒๕ ปี สวนป่ำแม่ลี้ จังหวัด
้
ล ำพูน และศึกษำถึงควำมเสียหำยที่เกิดจำกกำรท ำลำยของหนอนผีเสื้อเจำะล ำตนสัก
อุปกรณ์ และวิธีการ
กำรศึกษำครั้งนี้วำงแผนจำกข้อมูลทุติยภูมิจำกสวนป่ำขององค์กำรอุตสำหกรรมป่ำไม้
ภำคเหนือ โดยศึกษำในแปลงไม้สัก ระยะปลูก ๔ x ๔ เมตร ที่ไม่ได้ผ่ำนกำรตัดสำงขยำยระยะแต่มี
แผนจะตัดเมือไม้สักอำยุ ๒๕ ปี (แปลงปลูก ๒๕๑๘) ท ำกำรวำงแปลงขนำน ๔๐ x ๔๐ เมตร (๑
่
่
ไร่) จ ำนวน ๔ ซ้ ำ วัดค่ำกำรเติบโตของต้นไม้ทุกต้นในแปลง เชน ควำมสูงจำกระดับดินถึงยอด
ระดับดินถึงควำมสูงที่ท ำเป็นสินค้ำได้ ขนำดวัดที่ควำมสูงเพียงอก เพื่อค ำนวณหำปริมำตรไม้ที่เป็น
ตัวแทนแปลงไม้สักอำยุ ๒๕ ปี และตรวจเชคเปอร์เซ็นต์กำรถูกแมลงเข้ำท ำลำยด้วยตำ จำกนั้นจัด
็
ชนควำมโตของไม้ และสุ่มเลือก แบบมีระบบ (Systematic random sampling) โดยกำรคัดเลือกไม้
ั้
จำกแปลงตัวอย่ำงตำมชั้นขนำดควำมโตเพื่อเป็นตัวแทนน ำมำแปรรูปเชิงกำรค้ำ และท ำกำรโค่นล้ม
ไม้ ตัดทอนโดยกำรวัดขนำดควำมยำวและควำมโตของไม้ทุกท่อนตำมขึ้นตอนกำรแปรรูปที่มี
คุณภำพและได้รำคำดีที่สุด จำกนั้นท ำกำรประเมินรำคำไม้ วิเครำะห์ข้อมูลกำรหำผลผลิต โดย
ค ำนวณจำกปริมำตรล ำต้นที่ท ำเป็นสินค้ำได้ (ระดับชิดดินถึงระดับที่มีเส้นผ่ำศูนย์กลำงนอกเปลือก
122
้
๕ เซนติเมตร) ของไม้แต่ละต้น โดยใชสมกำรหำรปริมำตรล ำต้น V= ๐.๐๐๐๑ D ๒.๔๙๓๔๕
(สมเกียรติ, ๒๕๒๐) ตรวจเชคกำรเข้ำท ำลำยของหนอนผีเสื้อเจำะต้นสัก และส่วนที่เสียไปในรูป
็
้
เศษไม้ รวมทั้งค่ำใชจ่ำย ๆและรำยได้ในกิจกรรมของกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำสักน ำมำตอบแทน
เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้รับ กรณีกำรปลูกป่ำโดยทั่วไปและเมือเกิดกำรเข้ำท ำลำยของหนอน
่
ผีเสื้อเจำะต้นสัก น ำมำหำควำมสัมพันธ์ของปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใชเครืองค ำนวณ CPU-Personal
่
้
Microcomputer เพื่อหำมูลค่ำปัจจุบันสุทธิ (NPV) อัตรำส่วนรำยได้ต่อทุน (B/C ratio) และ อัตรำ
ผลตอบแทนภำยใน (IRR) ซึ่งหลังจำกท ำกำรค ำนวณปริมำตรไม้จำกกำรแปรรูปแล้ว จะใชรำคำซื้อ
้
ขำยไม้ขององค์กำรอุตสำหกรรมป่ำไม้ ปี 2543 นอกจำกที่ยังท ำกำรวิเครำะห์ควำมอ่อนไหวของ
โครงกำร 3 กรณี คือ ๑) กรณีต้นทุนเพิ่ม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒) กรณีต้นทุนคงที่ รำยได้ลดลง ๑๕
เปอร์เซ็นต์ และ ๓) กรณีต้นทุนเพิ่ม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รำยได้ลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์
ผลและวิจารณ ์
กำรแบ่งกำรขำยไม้แบ่งเป็น 6 กรณีย่อยคือ ๑) ขำยไม้ท่อนมีต ำหนิ ๒) ไม้ท่อนสมบูรณ์ ๓)
ไม้เหลี่ยมมีต ำหนิ ๔) ไม้เหลี่ยมสมบูรณ์ ๕) ไม้แผ่นมีต ำหนิ ๖) ไม้แผ่นสมบูรณ์ โดยพิจำรณำต้นทุน
และรำยได้ที่ได้รับ โดยผลตอบแทนทำงกำรเงินในกำรปลูกสวนป่ำกรณีปกติมีค่ำ NPV มำกกว่ำ
กรณีไม้มีต ำหนิ โดยเรียงล ำดับจำกน้อยไปมำก ตำมกำรขำยไม้ใน กรณีที่ 1-6 ตำมล ำดับ อัตรำ
ผลตอบแทนภำยในกรณีปกติเท่ำกับ ๑๒.๑๙, ๑๒.๕๔, ๑๖.๘๘, ๑๗.๔๘, ๒๓.๗๑ และ ๒๕.๒๑
เปอร์เซ็นต์ ตำมล ำดับ โดยผลเสียหำยระดับคิดลดที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ ค่ำ NPV ของกรณีที่ 1 ลดลง
่
๗.๕๕ เปอร์เซ็นต์ เมือเทียบกับกรณีที่ ๒ ค่ำ NPV ของกรณีที่ ๓ ลดลงจำกกรณีที่ ๔ เท่ำกับ
๑๒.๒๗ เปอร์เซ็นต์ ค่ำ NPV ของกรณีที่ ๕ ลดลงจำกกรณีที่ ๖ เท่ำกับ ๒๓.๔๕ เปอร์เซ็นต์และ
เมื่อเกิดควำมอ่อนไหวในโครงกำรพบว่ำ ในกรณีที่ ๓) มีควำมเสี่ยงมำกที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีที่ ๒)
และ ๑) ตำมล ำดับ
สรุปและข้อเสนอแนะ
จำกกำรส ำรวจพบว่ำปริมำตรไม้ในแปลงตัวอย่ำงที่มีอำยุ ๒๕ ปี ซึ่งยังไม่ผ่ำนกำรตัดสำง
ขยำยระยะ มีเปอร์เซ็นต์รอดตำยเฉลี่ย ๘๑ เปอร์เซ็นต์ มีควำมโตมำกที่สุด ๑๑๕.๙๐ เซนติเมตร
ต่ ำสุด ๑๙.๕๐ เซนติเมตร ปริมำตรไม้ยืนต้นโดยเฉลี่ย ๑๓.๒๐ ลูกบำศก์เมตรต่อไร่ เปอร์เซ็นต์กำร
123
่
เข้ำท ำลำยจำกกำรประเมินระดับสำยตำ เท่ำกับ ๙๖.๐๙ เปอร์เซ็นต์ และเมือสุ่มเลือกไม้ตำมควำม
โต พบว่ำไม้สักจำกกำรสุ่ม 100 เปอร์เซ็นต์ถูกหนอนผีเสือเจำะล ำต้น มีควำมรุนแรงตั้งแต่ ๒-62
รูต่อต้นและกระจำยทั่วต้น ผลตอบแทนทำงกำรเงินในกำรปลูกสวนป่ำกรณีปกติมีค่ำ NPV
มำกกว่ำกรณีไม้มีต ำหนิ ข้อเสนอแนะจำกกำรศึกษำครั้งนี้ ควรมีกำรศึกษำกำรน ำไม้ที่ถูกหนอน
้
ผีเสื้อเจำะล ำต้นสักไปใชรูปแบบที่จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ำที่สุด และประสำนร่วมมือกัน ทั้งภำครัฐ
และเอกชน ที่มีควำมช ำนำญและป้องกันดูแลไม่ให้เกิดกำรระบำดของหนอนผีเสื้อเจำะล ำต้นสัก ใน
่
แง่ของผลตอบแทนทำงกำรเงิน ควรมีกำรศึกษำโดยกำรก ำหนดรำคำไม้สัก เชน จ ำนวนรูเท่ำไหร่
จึงมีผลต่อกำรท ำให้รำคำไม้ต่ ำลง
หมายเหตุ: เอกสำรฉบับเต็มที่ได้ตีพิมพ์วำรสำรแล้วปรำกฏใน
URI: http://anchan.lib.ku.ac.th/kukr/handle/003/22885
http://anchan.lib.ku.ac.th/thai-ciard/handle/009/40000
การวิเคราะห์ทางการเงินของการปลูกสร้างสวนป่าไม้สัก
Financial Analysis of Teak Plantation
ปิยมิตร แสงทอง
บทคัดย่อ
กำรศึกษำกำรวิเครำะห์ทำงกำรเงินของกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สักในพื้นที่ อ ำเภอไทรงำมและ
อ ำเภอลำนกระบือ จังหวัดก ำแพงเพชร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำต้นทุน รำยได้ และผลตอบแทน
ทำงกำรเงิน ในกำรลงทุนปลูกสร้ำงสวนป่ำสักที่มีรอบตัดฟันต่ำงกัน เพื่อสร้ำงแรงจูงใจให้
เกษตรกรในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สักเพื่อเศรษฐกิจ กำรศึกษำครั้งนี้ได้ท ำกำรเก็บข้อมูลโดยกำร
สัมภำษณ์ เกษตรกรจ ำนวน ๒๓ รำย แล้วน ำมำวิเครำะห์ผลตอบแทนทำงกำรเงินโดยใช มูลค่ำ
้
ปัจจุบันสุทธิ (NPV) อัตรำส่วนรำยได้ต่อทุน (B/C ratio) และ อัตรำผลตอบแทนภำยใน (IRR)
กำรเปรียบเทียบควำมคุ้มค่ำของกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สักที่รอบตัดฟัน ๑๑ ๑๒ และ
๑๓ ปี มีค่ำมำกที่สุดเท่ำกับ ๔.๕๙ ๔.๗๒ และ ๔.๑๒ ตำมล ำดับ กำรศึกษำควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
2
ก ำไรกับรอบตัดฟัน พบว่ำ ควำมสัมพันธ์เป็นรูปแบบโพลินอเมียล (y =-39.089x + 1225.3x
2
– 2900.1) มีค่ำสัมประสิทธิ์เป็นตัวก ำหนด ( Coefficient of Determination : R ) เท่ำกับ
124
่
๐.๘๕๕๖ มีควำมสัมพันธ์กันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (P<0.01) เมือแทนค่ำลงสมกำร พบว่ำ
รอบตัดฟันปีที่ 16 ให้ก ำไรสูงสุด
ค าหลัก: กำรวิเครำะห์ทำงกำรเงิน กำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สัก
ค าน า
อดีตประเทศไทยถือว่ำเป็นประเทศหนึ่งที่มีควำมสมบูรณ์ทำงทรัพยำกรป่ำไม้สูง ซึ่งเป็น
ปัจจัยทำงเศรษฐกิจ สร้ำงรำยได้ให้กับประเทศไทยมหำศำล โดยเฉพำะกำรท ำสัมปทำนไม้สักซึ่ง
ถือเป็นรำยได้หลักของประเทศในสมัยนั้น แต่ต้องกำรควำมใชไม้ในประเทศเพิ่มขึ้น เกิดกำรเติบโต
้
ทำงด้ำนเศรษฐกิจและสังคม กำรเพิ่มขึ้นของประชำกร ท ำให้ป่ำไม้ในประเทศลดลง ท ำให้รัฐบำล
ต้องยกเลิกกำรท ำสัมปทำนไม้ โดยในปัจจุบันภำครัฐและเอกชนได้ให้ควำมสนใจในกำรปลูกสร้ำง
สวนป่ำมำกขึ้นโดยเฉพำะกำรท ำสวนป่ำสัก ซึ่งเป็นไม้ที่มีควำมส ำคัญทำงเศรษฐกิจของประเทศ
เนื่องจำกไม้สักเป็นไม้ที่ให้เนื้อไม้สวนงำม สำมำรถน ำมำใชประโยชน์ได้หลำยประเภท อีกทั้งยังเป็น
้
้
ไม้รำคำแพง แต่กำรท ำสวนป่ำนั้น ต้องลงทุนสูงใชเวลำนำนจึงได้ผลตอบแทน จึงต้องมีกำร
พิจำรณำอย่ำงรอบคอบ มีหลักกำรและกำรจัดกำรที่ดีทั้งข้อมูลทำงด้ำนนิเวศวิทยำ ธรณีวิทยำ
เศรษฐศำสตร์ กำรจัดกำรสวนป่ำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภำพในกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ และมีไม้ใชสอย
้
เพียงพอในประเทศไทย
กำรศึกษำครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเครำะห์ด้ำนกำรเงินของกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำสักใน
ท้องที่อ ำเภอไทรงำม และอ ำเภอลำนกระบือ จังหวัดก ำแพงเพชร ว่ำคุ้มค่ำต่อกำรลงทุนต่อกำร
้
้
ปลูกสร้ำงสวนป่ำ เพื่อใชเป็นเกณฑ์ตัดสินใจในกำรลงทุน และน ำไปใชเพื่อเป็นแนวทำงในกำรวำง
แผนกำรจัดกำรสวนป่ำไม้สักที่เหมำะสมโดยเฉพำะกำรก ำหนดรอบตัดฟันที่เหมำะสมเพื่อให้รับ
ผลตอบแทนสูงที่สุดของสวนป่ำไม้สักในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป
อุปกรณ์และวิธีการ
รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ โดยท ำกำรสัมภำษณ์เกษตรกรที่ท ำกำรตัดฟันสวนป่ำสักในรอบตัด
ฟันต่ำง ๆ ได้แก่ แปลงรอบตัดฟัน ๑๐ปี ๑๑ ปี ๑๒ ปี ๑๓ ปี ๑๔ ปี และ ๑๙ ปี จำนวน ๒๓ แปลง
ในพื้นที่ อ ำเภอไทรงำมและอ ำเภอลำนกระบือ จังหวัดก ำแพงเพชรและรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ
เกี่ยวกับต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกสร้ำงสวนป่ำ ได้แก่ กำรปลูก กำรดูแล และข้อมูลรำยได้ ได้แก่
125
ผลผลิตต่อไร่ และรำคำของไม้สัก ท ำกำรประเมินรำยได้โดยกำรรวบรวมแบบสัมภำษณ์จำก 23
รำย ท ำกำรวิเครำะห์ควำมเหมำะสมของกำรลงทุนโดยใช้หลักเกณฑ์ 3 วิธี ได้แก่ มูลค่ำปัจจุบัน
ของผลได้สุทธิ (NPV) ซึ่งถ้ำค่ำ NPV >๐ แสดงว่ำโครงกำรปลูกสร้ำงไม้สักมีก ำไรเหมำะสมกับกำร
ลงทุน อัตรำส่วนรำยได้ต่อทุน (B/C ratio) ถ้ำค่ำมำกกว่ำ 1 โครงกำรปลูกสร้ำงไม้สักมีก ำไร
เหมำะสมกับกำรลงทุนและ อัตรำผลตอบแทนภำยใน (IRR)
์
ผลการศึกษาและวิจารณผล
กำรวิเครำะห์ทำงกำรเงินของกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำสักในพื้นที่จังหวัดก ำแพงเพชร ได้
ศึกษำกำรตัดฟันในรอบตัดฟันต่ำง ๆ ได้แก่ รอบตัดฟัน 10 ปี จ ำนวน 1 แปลง รอบตัดฟัน 11 ปี
จ ำนวน 6 แปลง รอบตัดฟัน 12 ปี จ ำนวน 9 แปลง รอบตัดฟัน 13 ปี จ ำนวน 5 แปลง รอบตัด
ฟัน 14 ปี 1 แปลง และ รอบตัดฟัน 19 ปี จ ำนวน 1 แปลง
้
1. การวิเคราะห์ต้นทุนกำรรวบรวมข้อมูลค่ำใชจ่ำยในกิจกำรสวนป่ำสักรอบตัดฟัน 10
ปี พบว่ำมีค่ำใชจ่ำยรวมทั้งหมด 2,400 บำทต่อไร่ รอบตัดฟัน ๑1 ปี มีค่ำใชจ่ำยทั้ง 6 แปลงมี
้
้
้
้
ค่ำใชจ่ำยระหว่ำง 1,989 – 3,743 บำทต่อไร่ รอบตัดฟัน 12 ปี มีค่ำใชจ่ำยทั้ง 9 แปลง มี
้
ค่ำใชจ่ำยระหว่ำง 1,975 – 2,975 บำทต่อไร่ รอบตัดฟัน 13 ปี มีค่ำใชจ่ำยทั้ง 5 แปลง มี
้
ค่ำใช้จ่ำยระหว่ำง 2,417 – 3,750 บำทต่อไร่ รอบตัดฟัน 14 ปี มีค่ำใชจ่ำย 2,250 บำทต่อไร่
้
และรอบตัดฟัน19 ปี มีค่ำใช้จ่ำยทั้งหมด 2,600 บำทต่อไร่
๒. การวิเคราะห์รายได้ จำกกำรรวบรวมข้อมูลจำกกำรขำยไม้ท่อนของสวนป่ำสัก พบว่ำ รอบ
ตัดฟัน 10 ปี มีรำยได้ ๘,๑๓๓.๕๙ บำทต่อไร่ รอบตัดฟัน ๑๑ ปี แปลงที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ มีรำยได้
๗.๑๒๖ ๖,๓๓๔ ๘,๔๘๓ 6,787 9,501 และ 8,551 บำทต่อไร่ ตำมล ำดับ รอบตัดฟัน ๑๒
ปี แปลงที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ มีรำยได้ 7,215 7,343 6,937 5,243 6,216 5,550
11,100 8,140 และ 11,100 บำทต่อไร่ รอบตัดฟัน 13 ปี แปลงที่ 1 2 3 4 และ 5 มี
รำยได้ 7,261 6,916 10,374 10,374 และ 7,780 บำทต่อไร่ รอบตัดฟัน 1๔ปี มีรำยได้
9,307 บำทต่อไร่ และรอบตัดฟัน 19 ปี มีรำยได้ ๘,295 บำทต่อไร่
126
๓. การวัดความเหมาะสมของการลงทุน
รอบตัดฟัน 10 ปี มี 1 แปลง มูลค่ำผลประโยชน์สุทธิ (NPV) เท่ำกับ 6,041 อัตรำส่วน
รำยได้ของต้นทุน (B/C) เท่ำกับ 3.89 และอัตรำผลตอบแทนภำยในโครงกำร (IRR) เท่ำกับร้อยละ
24
รอบตัดฟัน 11 ปี มี 6 แปลง มูลค่ำผลประโยชน์สุทธิ (NPV) แปลงที่ 1-6 เท่ำกับ
4,260, 4,585, 5,532, 4,121,7,430 และ 6,173 บำทต่อไร่ตำมล ำดับ อัตรำส่วนรำยได้
ของต้นทุน (B/C) เท่ำกับ 2.49, 3.62, 2.87, 2.55, 4.59 และ 3.60 ตำมล ำดับและอัตรำ
ผลตอบแทนภำยในโครงกำร (IRR) เท่ำกับร้อยละ 21, 23, 22,19, 28 และ 24 ตำมล ำดับ
รอบตัดฟัน 12 ปี มี 9 แปลง มูลค่ำผลประโยชน์สุทธิ (NPV) แปลงที่ 1-9 เท่ำกับ
4,908, 5,168, 4,702, 3,5212, 4,380, 3,889, 8,746, 8,718 และ 5,834 บำท
ต่อไร่ตำมล ำดับ อัตรำส่วนรำยได้ของต้นทุน (B/C) เท่ำกับ 3.13, 3.38, 3.10, 3.02, 3.39,
3.34, 4.72, 4.66 และ 3.53 ตำมล ำดับและอัตรำผลตอบแทนภำยในโครงกำร (IRR) เท่ำกับ
ร้อยละ 24, 25, 24,22, 24, 24, 56, 23 และ 29 ตำมล ำดับ
รอบตัดฟัน 13 ปี มี 5 แปลง มูลค่ำผลประโยชน์สุทธิ (NPV) แปลงที่ 1-5 เท่ำกับ
4,457, 4,898, 7,300, 9,424 และ 5,486 บำทต่อไร่ตำมล ำดับ อัตรำส่วนรำยได้ของ
ต้นทุน (B/C) เท่ำกับ 2.59, 3.43, 3.38, 4.12 และ 3.39 ตำมล ำดับและอัตรำผลตอบแทน
ภำยในโครงกำร (IRR) เท่ำกับร้อยละ 21, 26, 26, 28 และ 26 ตำมล ำดับ
รอบตัดฟัน 14 ปี มี 1 แปลง มูลค่ำผลประโยชน์สุทธิ (NPV) เท่ำกับ7,334 อัตรำส่วน
รำยได้ของต้นทุน (B/C) เท่ำกับ 4.72 และอัตรำผลตอบแทนภำยในโครงกำร (IRR) เท่ำกับร้อยละ
30
รอบตัดฟัน 19 ปี มี 1 แปลง มูลค่ำผลประโยชน์สุทธิ (NPV) เท่ำกับ 6,172 อัตรำส่วน
รำยได้ของต้นทุน (B/C) เท่ำกับ 3.91 และอัตรำผลตอบแทนภำยในโครงกำร (IRR) เท่ำกับร้อยละ
34
สรุปผล
่
จำกกำรศึกษำกำรวิเครำะห์ทำงกำรเงินของโครงกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำสัก เมือน ำค่ำ (B/C)
มำเปรียบเทียบเพื่อหำควำมคุ้มค่ำของกิจกำร พบว่ำรอบตัดฟัน 11 ปี แปลงที่ 5 มีค่ำเท่ำกับ
127
4.59 คุ้มทุนมำกที่สุด รอบตัดฟัน 12 ปี แปลงที่ 7 มีค่ำเท่ำกับ 4.72 คุ้มทุนมำกที่สุด รอบตัด
่
ฟัน 13 ปี แปลงที่ 4 มีค่ำเท่ำกับ 4.12 คุ้มทุนมำกที่สุด โดยเมือวิเครำะห์ควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
2
ก ำไรกับรอบตัดฟันมีค่ำสัมประสิทธิ์ตัวก ำหนด (R ) อยู่ในชวง 0.6-0.9 และมีรูปสมกำรถดถอย
่
2
คือ Y= -39.089x
+ 1225.3x –2900.1 ซึ่งพบว่ำรอบตัดฟันที่ได้ก ำไรสูงสุดระหว่ำงกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำสัก
10-19 ปี คือรอบตัดฟันปีที่ 16
ข้อเสนอแนะ
1. กำรปลูกสร้ำงสวนป่ำไม้สัก รอบตัดฟันสักอำยุ 10-19 ปี ควรแนะน ำให้เกษตรตัดฟัน
อำยุ 16 ปี และมีระยะห่ำงในกำรปลูก 2 x 4 เมตร หรือ 200 ต้นต่อไร่ จะคุ้มทุนได้ผล
ประกอบกำรมำกที่สุด
๒. กำรวิเครำะห์ทำงกำรเงิน ต้องพิจำรณำปัจจัยแวดล้อมอย่ำงอื่นมำประกอบกำร
ประเมินร่วมด้วย เช่น อัตรำคิดลด รำคำตลำดในขณะนั้น รวมทั้งคุณภำพของไม้ เป็นต้น
้
๓. กำรวิเครำะห์ทำงกำรเงินเพื่อใชระดับประเทศ ควรมีกำรวงแปลงตัวอย่ำงถำวร มี
่
กำรศึกษำอย่ำงต่อเนือง ควบคุมกำรปลูกและบ ำรุงดูแล ระยะปลูก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชดเจน
ั
๔. ควรให้ควำมรู้กับเกษตรกรด้ำนกำรจัดกำรสวนป่ำ เชน กำรลิดกิ่ง กำรตัดขยำยระยะ
่
กำรบ ำรุงดูแลที่เหมำะสม เพื่อให้เกษตรกรสำมำรถผลิตไม้สักที่มีคุณภำพ
๕. ควรให้ควำมรู้เกษตรกรให้ทรำบถึงประโยชน์ไม้สัก และควรจัดอบรมเกษตรกรในกำร
ท ำประดิษฐกรรมเพื่อเป็นอำชีพเสริมและเพิ่มรำยได้
128
๕.สรุปผล
กำรศึกษำด้ำนเศรษฐศำสตร์ป่ำไม้ เป็นกำรประเมินกำรตอบแทนทำงเศรษฐกิจทั้งทำงตรง
และทำงอ้อมในกำรปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจ ข้อมูลนี้สำมำรถใช้ในกำรตัดสินใจในกำรลงทุนให้แก่
ภำคเอกชน และประชนชนในกำรลงทุนปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจ จำกนโยบำยป่ำไม้แห่งชำติ กำรเพิ่ม
พื้นที่ป่ำ 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นป่ำอนุรักษ์ 25 เปอร์เซ็นต์ และป่ำเศรษฐกิจ 15 เปอร์เซ็นต์ จึงได้มี
กำรบริหำรจัดกำรให้พื้นที่ป่ำเพิ่มขึ้นตำมนโยบำยของรัฐบำล โดยป่ำเศรษฐกิจนอกเหนือจำกกรม
ป่ำไม้ที่ด ำเนินกำรปลูกในพื้นที่ของรัฐเองแล้วยังต้องมีกำรส่งเสริมสนับสนุนกำรปลูกป่ำเศรษฐกิจ
แก่ภำคเอกชน หรือประชำชนให้มำกยิ่งขึ้น ควำมยั่งยืนทำงเศรษฐศำสตร์ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับกำร
ใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ในกำรน ำทรัพยำกรมำใช้ประโยชน์ จะต้องไม่
ส่งผลกระทบต่อสังคม และท ำให้คุณภำพชีวิต อนำคตมีใช้ในระยะยำว มูลค่ำทำงเศรษฐศำสตร์
ทั้งหมดของทรัพยำกรป่ำไม้เป็นมูลค่ำที่สะท้อนถึงควำมพึงพอใจของประชำชนในสังคมที่เกิดจำก
กำรใช้ประโยชน์และไม่ใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้ ซึ่งควำมส ำคัญของกำรประเมินมูลค่ำ
ทรัพยำกรป่ำไม้จะท ำให้ทรำบมูลค่ำทำงเศรษฐกิจทั้งหมดของทรัพยำกรป่ำไม้ ทรำบทำงเลือกที่
เหมำะสมในกำรใช้ประโยชน์จำกทรัพยำกรป่ำไม้อย่ำงยั่งยืน ทรำบกำรจัดสรรงบประมำณเพื่อใช ้
ในกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรป่ำไม้ หรือกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ และทรำบถึงค่ำควำมเสียหำยที่มีต่อ
ทรัพยำกรป่ำไม้ ดังนั้นกำรศึกษำวิจัยเพื่อหำผลตอบแทนทำงเศรษฐกิจของกำรปลูกป่ำมีควำม
จ ำเป็นอย่ำงยิ่งเพื่อที่จะได้ข้อมูลในกำรตัดสินใจต่อกำรลงทุน
เอกสารและสิ่งอ้างอิง
กมลลักษณ์ ทองมำ. 2546. การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินของไม้กระถินเทพาอายุ
8 ปี ในพื้นที่สวนป่า. กลุ่มเศรษฐกิจป่ำไม้ ส ำนักวิจัยเศรษฐกิจและผลผลิตป่ำไม้ กรมป่ำ
ไม้.
กรภัทร์ อธิรัตนปัญญำ. 2544. การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินของสวนป่าไม้สัก
รอบหมุนเวียน 25 ปีสวนป่าแม่ลี้ จังหวัดล าพูน.มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์,
กรุงเทพฯ. อ้ำงถึง สมเกียรติ จันทร์ไพแสง. ผลผลิตของสวนป่ำไม้สัก.
มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์, กรุงเทพฯ.
กรมป่ำไม้. ๒๕๓๙. ๑๐๐ปีวิชาการป่าไม้ไทย. กรมป่ำไม้. กรุงเทพฯ. 264 น.
129
กรมป่ำไม้. 2543. สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย 2543. กองแผนงำน, กระทรวง
ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพฯ.
________. 2551. สถิติการป่าไม้ของประเทศไทย 25๕1. กองแผนงำน, กระทรวง
ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพฯ.
คงศักดิ์ มีแก้ว สมเกียรติ กลั่นกลิ่น ชูจิตร อนันตโชค ทรรศนีย์ พัฒนเสรี มโนชญ์ มำตรพลำกร
สมบูรณ์ บุญยืน และ พรเทพ เหมือนพงษ์. 2552. เทพทาโร Cinnamomum
porrectum (Roxb.) Kosterm.แผนงำนวิจัยและพัฒนำไม้หอมเพื่อเศรษฐกิจส ำนักวิจัย
และพัฒนำกำรป่ำไม้ กรมป่ำไม้.
จตุรงค์ เคำวสุต. ๒๕๓๕. ควำมรุนแรงในกำรเข้ำท ำลำยของมอดป่ำเจำะต้นสักที่สวนป่ำแม่
ลี้จังหวัดล ำพูน, น.๗๗-82. ในการวิจัยและพัฒนาการปลูกสร้างสวนป่า.
ศูนย์วิจัยป่ำไม้. คณะวนศำสตร์. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์, กรุงเทพฯ.
ฉวีวรรณ ตุตะเจริญ. ๒๕๒๖. แมลงป่าไม้ของไทย. โรงพิมพ์รุ่งพัฒนำ, กรุงเทพฯ. ๑๐๖น.
(อ้ำงอิง: http://anchan.lib.ku.ac.th/kukr/handle/003/22885)
ชัชรินทร์ เป็นบุญ และ พรเทพ เหมือนพงษ์. ๒๕๕๘. ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรเติบ โตและขนำด
แก่นของไม้พะยูง อำยุ 26 ปี ณ สถำนีวนวัฒนวิจัยทองผำภูมิ จังหวัดกำญจนบุรี. การ
ประชุมป่าไม้ครั้งที่ 1ประจ าปี พ.ศ. 2558. คณะวนศำสตร์, กรุงเทพฯ.
ั
ชงชย วิริยะบัญชำ. 2546.คู่มือการประมาณมวลชีวภาพของหมู่ไม้.ฝ่ำยวนวัฒนวิจัยและ
ิ
พฤกษศำสตร์: กรมอุทยำน สัตว์ป่ำ และพันธุ์พืช.
ิ
ั
ชงชย วิริยะบัญชำ และ กัณตินันท์ ผิวสะอำด. 2554. การปรับสมการเพื่อประเมินมวล
ื
ชีวภาพ เหนอพื้นดินของสวนป่าสักในประเทศไทย. ส ำนักวิจัยกำรอนุรักษ์ป่ำไม้และ
พันธุ์พืช. กรมอุทยำนแห่งชำติ สัตว์ป่ำ และพันธุ์พืช.
นำฏสุดำ ภูมิจ ำนงค์. 2549. ปริมำณมวลชวภำพเหนือพื้นดิน ในรำก และคำร์บอนในดินของ
ี
สวนป่ำไม้สัก. Environment and Natural Resources Journal. 5 (2): 109 –
121.
บพิตร เกียรติวุฒินนท์ ประพำย แก่นนำค และ อ ำไพ พรลีแสงสุวรรณ.. 2559. การประมาณ
ื
มวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนเหนอพื้นดินของสวนป่ายูคาลิปตัส อายุ 6 ปี.
กลุ่มงำนวนวัฒนวิจัย ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้กรมป่ำไม้.
130
ประสิทธิ์ ตงยิ่งสิริ. 2527. การวิเคราะห์และประเมินผลโครงการ. คณะพัฒนำกำร
เศรษฐกิจสถำบันบัณฑิตพัฒนำบริหำรศำสตร์. ส ำนักพิมพ์โอเดียนโตร์, กรุงเทพฯ.
ปรียำนันท์ เมืองแสน มณฑล จ ำเริญพฤกษ์ รัชนี โพธิแท่น และ คงศักดิ์ มีแก้ว. กำรเปรียบเทียบ
ิ
ลักษณะทำงนิเวศวิทยำและผลตอบแทนของสวนยำงพำรำเชงเดี่ยวและวนเกษตร ของ
เกษตรกรรำยย่อยในพื้นที่ต ำบลน้ ำน้อย อ ำเภอหำดใหญ่ จังหวัดสงขลำ. วารสารวน
ศาสตร์. 3๖(๑): 68-78.
พินิจ จิรัคคกุล วีรชัย อำจหำญสุภัทร หนูแย้ม และ อนุสรณ์ เวชสิทธิ์. 2555. ศักยภำพพลังงำน
จำกเปลือกไม้ยูคำลิปตัสในภำคตะวันออกเฉียงเหนือ. การประชุมวิชาการสมาคม
วิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13. เชียงใหม่.
เพ็ญพร เจนกำรกิจ. 2549. การประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพ: เอกสำรประกอบกำรเรียน ภำควิชำเศรษฐศำสตร์เกษตรและ
ทรัพยำกร, มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์.
นำฏสุดำ ภูมิจ ำนงค์. 2549. ปริมำณมวลชวภำพเหนือพื้นดิน ในรำก และคำร์บอนในดินของ
ี
สวนป่ำไม้สัก. Environment and Natural Resources Journal. 5 (2): 109 – 121.
วรพรรณหิมพำนต์เรอิจิ โยะเนะดะ และ อิวำโอะโนะดะ. 2558. มวลชีวภาพของไม้สักแตก
หนอ อายุ 10 ปีจังหวัดอุตรดิตถ์. กลุ่มงำนวนวัฒนวิจัย ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำ
่
ไม้กรมป่ำไม้.
วสันต์ จันทร์แดงลดำวัลย์ พวงจิตร และ สำพิศ ดิลกสัมพันธ์. 2553. กำรกักเก็บคำร์บอนของ
ป่ำเต็งรังและสวนป่ำยูคำลิปตัสณ สวนป่ำมัญจำคีรี จังหวัดขอนแก่น.
วารสารวนศาสตร์. 29 (3) : 36-44.
วุฒิพล หัวเมืองแก้ว. 2557. เศรษฐศาสตร์ทรัพยากรป่าไม้. ภำควิชำกำรจัดกำรป่ำไม้.
คณะวนศำสตร์. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์, กรุงเทพฯ.
วิไลลักษณ์ ไทยอุตส่ำห์ ปรีดำ ฉันทะกุล และ สมพงษ์ อรพินท์. 2528. รายงานผลการวิจัย
เรื่องการวิเคราะห์ต้นทุนก าไรของการปลูกสร้างสวนป่า. สภำวิจัยแห่งชำติ, กรุงเทพฯ
240 น.
ศูนย์วิจัยป่ำไม้. 2539. การส ารวจ และประเมินผลผลิตของสวนป่าองค์การอุตสาหกรรม
ป่าไม้. คณะวนศำสตร์ มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์, กรุงเทพฯ.
131
สมชำย นองเนือง อ ำไพ พรลีแสงสุวรรณ พงษ์ศักดิ์ ฉัตรเตชะ และ จุฑำรัตน์ แสงเสถียร. 2556.
การประมาณปริมาตรไม้และมวลชีวภาพสวนป่าสนคาริเบีย. กลุ่มงำนวนวัฒนวิจัย
ส ำนักวิจัยและ พัฒนำกำรป่ำไม้:กรมป่ำไม้.
่
สมหญิง ละกำรชั่วปัสสี ประสมสินธ์จงรัก วัชรินทร์รัตน์ และ อนันต์ชย เขือนธรรม. 2548. กำร
ั
ั้
พัฒนำโปรแกรมส ำเร็จรูปส ำหรับประเมินชนคุณภำพและปริมำตรไม้สักที่ท ำเป็นสินค้ำได้.
การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที 43.
่
มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์. กทม.
สันติ สุขสอำด. 2552. กำรประเมินมูลค่ำทรัพยำกรป่ำไม้. วารสารการจัดการป่าไม้. 3 (6):
122 – 133.
132
่
บทที่ 7 การส่งเสริมและการถายทอดเทคโนโลยี
กำรผลิตงำนวิจัย หรืองำนสร้ำงสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ นั้น มีควำมจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้อง
น ำมำส่งเสริมและถ่ำยทอดทำงเทคโนโลยีให้ถึงกลุ่มบุคคลเป้ำหมำย ต ำรำ บทควำมต่ำง ๆ ด้ำนป่ำ
้
ไม้ ควรมีเพื่อกำรบริกำรวิชำกำรแก่ชมชน ตลอดจนต้องใชผลงำนวิจัยในกระบวนกำรพัฒนำ
ุ
บุคลำกรเพื่อเพิ่มศักยภำพและควำมเชยวชำญในกำรงำนนั้น ๆ งำนวิจัยทำงป่ำไม้จึงจะเกิด
ี่
ประโยชน์อย่ำงแท้จริง โดยเนือหำในบทนี้จะมุ่งเน้นไปที่แนวทำงปฏิบัติที่ดีในกำรส่งเสริม และ
้
สนับสนุนให้บุคลำกรของกรมป่ำไม้ผลิตผลงำนวิจัย และผลงำนวิชำกำรที่ได้คุณภำพ โดยกำร
จัดท ำแผนกำรวิจัย และกำรผลิตผลงำนวิชำกำรล่วงหน้ำโดยมีกำรก ำหนดเป้ำหมำยของกำรวิจัยที่
ชดเจน และตอบสนองควำมต้องกำรของนโยบำยรัฐ และหน้ำที่โดยตรงของกรมป่ำไม้ โดยมีแนว
ั
ทำงกำรสื่อสำรเป้ำหมำยของกำรวิจัยให้ทุกคนในองค์กรได้รับทรำบร่วมกัน เพื่อให้เกิดควำม
ตระหนัก และควำมร่วมมือในกำรด ำเนินกำรวิจัย กำรเสนอแนะแนวทำงกำรจัดโครงกำรที่
่
เสริมสร้ำงศักยภำพในกำรท ำวิจัย กิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่งเสริมบรรยำกำศวิชำกำร เชน เวทีวิชำกำร
เป็นต้น
๑. แนวคิด ทฤษฎี
การส่งเสริมทางป่าไม้ เป็นกำรน ำควำมรู้ ประสบกำรณ์ จำกกำรค้นคว้ำวิจัย และ
วิทยำกำรที่ทันสมัย น ำมำถ่ำยทอด โดยเป้ำหมำยสูงสุดในกำรส่งเสริมทำงป่ำไม้ เพื่อพัฒนำกำร
จัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้ให้มีอยู่อย่ำงยั่งยืน และยกระดับปรับปรุงควำมเป็นอยู่ของของประชำชนให้
ี
้
ี
่
ดีขึ้น ทั้งเรืองคุณภำพชวิต ได้รับสิ่งแวดล้อมที่ดี และกำรด ำรงชวิตโดยกำรใชอยู่ร่วมกับธรรมชำติ
อย่ำงเป็นมิตร สำมำรถพึ่งพำตัวเองได้ และน ำทรัพยำกรป่ำไม้มำใช้ประโยชน์อย่ำงรู้คุณค่ำ รู้สึกรัก
และห่วงแหน และมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำ มุ่งสู่ควำมมั่นคง ยั่งยืน
หลักกำรส่งเสริมทำงป่ำไม้ สอดคล้องกับหลักแนวคิดกำรส่งเสริมกำรเกษตรโดยกิจกรรม
กำรส่งเสริมทำงป่ำไม้เพื่อกำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้ภำยในประเทศ จะต้องมีกำรวำงโครงสร้ำง
กำรส่งเสริมทำงป่ำไม้ โดยรัฐบำลจะต้องมีกำรวำงรูปแบบโครงสร้ำง เพื่อกำรจัดสรรจัดสรร
้
่
ทรัพยำกรต่ำงๆ เชน งบประมำณ ส ำนักงำน บุคลำกร และปัจจัยกำรผลิตต่ำงๆ เพื่อใชในงำน
ส่งเสริม
133
๑.๑ หลักกำรของกำรส่งเสริมทำงกำรป่ำไม้ ที่ส ำคัญ ควรมีดังนี ้
1)งำนส่งเสริมทำงป่ำไม้ต้องท ำร่วมกับเกษตรกร
โดยงำนส่งเสริมทำงป่ำไม้ จะไม่เน้นเพื่อกำรให้บริกำรประชำชนเท่ำนั้น แต่กำร
ส่งเสริมจะเป็นกำรถ่ำยทอดควำมรู้วิชำกำร เผยแพร่ให้ค ำแนะน ำกับเกษตรกร เพื่อเกิดควำมรู้และ
้
ทักษะในกำรปฏิบัติได้ด้วยตนเอง และสำมำรถเปลี่ยนแปลงน ำควำมรู้ วิธีกำรต่ำง ๆ ไปใชให้เกิด
ุ
ประโยชน์อย่ำงคุ้มค่ำ รวมทั้งเจ้ำหน้ำที่ต้องมีกำรส่งเสริมหำกเกษตรกรมีปัญหำ จะต้องร่วมประชม
์
ั
และให้ค ำแนะน ำ ให้เกษตรกรสำมำรถวิเคราะหปญหาของเกษตรกรและก ำหนดแนวทำงแก้ไข
ปัญหำด้วยตนเอง เพื่อให้เกษตรกรเกิดควำมมั่นใจในตนเอง
2) กำรส่งเสริมทำงป่ำไม้ต้องท ำงำนร่วมกับองค์กรพัฒนำอื่น ๆ ในชนบท
กำรส่งเสริมทำงป่ำไม้ที่ดี จ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะต้องอำศัยควำมร่วมมือและ
ประสำนงำนกับองค์กรพัฒนำอื่นๆ ทั้งองค์กรของรัฐและเอกชนที่ให้บริกำร มีควำมช ำนำญและมี
ทรัพยำกรต่ำงๆ ที่สำมำรถช่วยงำนป่ำไม้ได้และสร้ำงองค์ควำมรู้ รวมทั้งน ำเอำเทคโนโลยีใหม่ ๆ
มำปรับใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกำรส่งเสริมทำงป่ำไม้
3) กำรส่งเสริมป่ำไม้เป็นกำรแลกเปลี่ยนข้อมูลข่ำวสำรแบบยุคลวิถี
เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับกำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้มีควำมส ำคัญต่อกำรน ำมำใช ้
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และในขณะเดียวกันภูมิปัญญำท้องถิ่นของเกษตรกรก็มีควำมส ำคัญต่อนัก
ส่งเสริมป่ำไม้และนักวิจัย กำรแลกเปลี่ยนควำมรู้ซึ่งกันและกันจะท ำให้งำนทำงด้ำนป่ำไม้พัฒนำ มี
กำรผสมกลมกลืน ซึ่งวิธีนี้ เรียกว่ำเป็นกำรแลกเปลี่ยนข้อมูลข่ำวสำรแบบยุคลวิถี ซึ่งมีขั้นตอน
ต่ำงๆ ดังนี้
(1) กำรก ำหนดปัญหำ กำรพบปะกับเกษตรกรโดยตรงของเจ้ำหน้ำที่สำมำรถ
่
ชวยนักวิจัยให้เข้ำใจปัญหำทำงป่ำไม้ของเกษตรกรในพื้นที่ได้ โดยให้ค ำแนะน ำน ำผลงำนวิจัย
สำมำรถไปปรับใชในพื้นที่ของเกษตรกร
้
(2) กำรทดสอบเทคโนโลยีในพื้นที่กำรน ำไปผลงำนวิจัยไปทดสอบยังพื้นที่ของ
่
เกษตร เป็นกำรน ำงำนวิจัยมำใชอย่ำงครบวงจร เกิดประสบกำรณ์และควำมรู้ใหม่ ๆ เนืองจำก
้
้
งำนวิจัยส่วนใหญ่มักอยู่ในห้องปฎิบัติกำร ขำดกำรต่อยอด หรือเมือน ำมำใชแล้วไม่ได้ผลจริง ๆ
่
้
้
กำรน ำไปใชยังพื้นที่จริง ๆ ท ำให้เกิดประสบกำรณ์ทักษะ และควำมรู้ใหม่ สำมำรถน ำมำปรับใชได้
จริงน ำไปสู่กำรแก้ปัญหำของเกษตรกรได้ และเกิดกำรพัฒนำปรับปรุงงำนวิจัยให้ดียิ่งขึ้น
134
(3) เกษตรกรยอมรับ โดยหลังจำกที่เกษตรกรยอมรับควำมรู้ใหม่ๆไปปฏิบัติ
แล้วและพบปัญหำอุปสรรคต่ำงๆ ในกำรปฏิบัติเกษตรกรจะเป็นบุคคลที่ส่งข้อมูลนั้นๆ ไปให้นักวิจัย
ได้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป
(4) ในพื้นที่หนึ่ง ๆ จะพบเจออุปสรรคปัญหำที่ต่ำงกันมำกมำยและมีอย่ำง
หลำยหลำย ดังนั้นกำรท ำงำนร่วมกับเกษตรกรหรือกลุ่มเป้ำหมำยในพื้นที่ ไม่ควรก ำหนดรูปแบบ
ของกำรส่งเสริมเพียงแบบเดียว (Single package) เพื่อน ำไปใชกับเกษตรกรทุกคนเหมือนๆ กัน
้
เกษตรกรกลุ่มต่ำงๆ มีปัญหำและควำมจ ำเป็นแตกต่ำงกันไป เจ้ำหน้ำที่ต้องมีกำรส่งเสริมที่พัฒนำ
โครงกำรส่งเสริมให้เหมำะสมกับปัญหำ ควำมต้องกำร และทรัพยำกร แต่ละพื้นที่ที่มีแตกต่ำงกัน
ไป
่
(5) เพื่อให้วัตถุประสงค์ระยะยำวของกำรชวยเหลือและฝึกอบรมเกษตรกร
่
เกษตรกรควรมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของงำนส่งเสริมให้สำมำรถชวยเหลือตนเองได้ หลังจำกที่
โครงกำรส่งเสริมสิ้นสุดลงเกษตรกรไม่ควรเป็นเพียงผู้รับกำรส่งเสริมเท่ำนั้น แต่ควรจะมีส่วนร่วม
ในทุกกิจกรรมของกำรส่งเสริม เชน กำรวิเครำะห์ปัญหำ กำรก ำหนดแผนงำนและโครงกำร กำร
่
ทดสอบ และกำรปฏิบัติงำนตำมแผน ในขณะเดียวกันเกษตรกรควรจะมีส่วนร่วมในกำรเลือกใช ้
เทคโนโลยี ที่เหมำะสมกับศักยภำพของตนเองด้วย นอกจำกนี้กำรมีส่วนร่วมของเกษตรกรหรือ
กลุ่มเป้ำหมำย ยังเป็นกำรเสริมสร้ำงให้เกษตรกร ใชสติปัญญำของตนเอง คิดเป็น ตัดสินใจได้ด้วย
้
ตนเอง และสำมำรถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง กำรท ำงำนของเจ้ำหน้ำที่ส่งเสริมและเกษตรกรต้องท ำ
ร่วมกันไปในทุกขั้นตอนไม่ควรให้เจ้ำหน้ำที่ส่งเสริมเป็นเพียงผู้ถ่ำยทอด (Extending) และเกษตรกร
เป็นเพียง ผู้รับกำรส่งเสริม(Client)เท่ำนั้น
๑.๒ ปัจจัยของกำรส่งเสริมกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ
1) ปัจจัยกำรมีส่วนร่วมของชุมชน
กำรมีส่วนร่วมของประชำชน หมำยถึง พฤติกรรมของประชำกรที่ท้องถิ่นนั้น ๆ
เข้ำมำเกี่ยวข้องในขั้นตอนต่ำง ๆ ของกิจกรรมของส่วนรวม ซึ่งมี วัตถุประสงค์ในกำรพัฒนำ มีกำร
ุ
พัฒนำกำรอยู่ร่วมกันในสังคม มีกำรบริหำรจัดกำรทรัพยำกรของชมชน ให้บรรลุตำมวัตถุประสงค์
และเป้ำหมำยที่ก ำหนดร่วมกัน เชน กำรมีส่วนร่วมในกำรวำงแผน ตัดสินใจ แก้ไข ร่วมพัฒนำ
่
ด ำเนินงำนกิจกรรมต่ำง ๆ และร่วมรับผลประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งมีส่วนร่วมในกำรติดตำมและ
ประเมินผลเพื่อให้งำนสำมำรถด ำเนินกำรไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยรูปแบบของกำรมีส่วนร่วมจะ
ุ
ุ
เป็นส่วนส ำคัญต่อกำรพัฒนำชมชน ท ำให้ชมชนเกิดกำรพัฒนำ เกิดควำมเข้มแข็งและเป็นส่วนที่
135
เปิดโอกำสให้ประชำชนและเครือข่ำยภำคประชำสังคมทุกภำคส่วนเข้ำมำเป็นหุ้นส่วน ส ำนึกควำม
เป็นเจ้ำของทรัพยำกร เกิดเป็นควำมรับผิดชอบ มีกำรแสดงควำมคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์และ
ร่วมกันค้นหำและแก้ปัญหำ กำรจะประสบผลส ำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กำรสนับสนุนให้เกิดกำรมีส่วนร่วม
ของประชำชนของหน่วยงำนรำชกำรต่ำง ๆ รวมทั้งต้องอำศัยกระบวนกำรควำมร่วมมือและกำรมี
ส่วนร่วมของทุกฝ่ำยในสังคม
2) รูปแบบของกำรมีส่วนร่วม มีกระบวนกำร 4 ขั้นตอนที่ส ำคัญ (World Health
Organization, 1981) ดังนี้
1) กำรวำงแผน (planning) โดยประชำชนจะมีส่วนร่วมในกำรวิเครำะห์ปัญหำ
มีกำรจัดล ำดับควำมส ำคัญ ตั้งเป้ำหมำย ก ำหนัดกฎเกณฑ์ กำรใชประโยชน์ทรัพยำกร ก ำหนด
้
วิธีกำรติดตำมและประเมินผล และมีส่วนร่วมในกำรตัดสินใจ
2) กำรด ำเนินกิจกรรม (implementation) ประชำชนมีส่วนร่วมในกำรบริหำร
จัดกำรทรัพยำกร โดยเป็นผู้ควบคุมกำรบริหำร กำรเงิน และมีควำมรับผิดชอบต่อกำรบริหำร
จัดกำร
3) กำรใชประโยชน์ (utilization) ประชำชนต้องเพิ่มระดับกำรพึ่งพำตัวเอง น ำ
้
ทรัพยำกรมำใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ต้องมีกำรควบคุมภำยในสังคม
4) กำรได้รับผลประโยชน์ (obtaining benefits) ประชำชนได้รับกำรแจกจ่ำย
ผลประโยชน์จำกชุมชนในพื้นฐำนที่เท่ำกัน ไม่ว่ำจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว สังคมหรือวัตถุ
กำรพัฒนำที่ยั่งยืน เป็นกำรพัฒนำที่ตอบสนองควำมต้องกำรของคนรุ่นปัจจุบัน โดยที่ไม่
ท ำลำยโอกำสของคนรุ่นอนำคต (ปรีชำ, 2541) โดยกำรพัฒนำที่ยั่งยืนนั้นจะครอบคลุมหลักกำร
พัฒนำ 3 ประกำรดังนี้
1. กำรประเมินคุณค่ำสิ่งแวดล้อม
2. กำรขยำยมิติของกำลเวลำ โดยมองถึงอนำคตของคนรุ่นๆต่อไป
3. ควำมเสมอภำคและควำมยุติธรรมของคนทุกชนชั้นในสังคม เช่น ควำมยำกจนของคน
่
ในสังคม จ ำเป็นต้องแก้ไขโดยด่วน เพรำะส่วนหนึงไม่มีที่ดินท ำกิน จึงได้มีกำรบุกรุกท ำลำยป่ำ ถือ
ได้ว่ำเป็นส่วนส ำคัญที่ก่อให้เกิดควำมเสื่อมโทรมทำงทรัพยำกรธรรมชำติ หรือน ำทรัพยำกรใช้โดย
ไม่ถูกวิธี กำรแก้ไขควำมยำกจนนั้นจึงต้องอยู่บนปัจจัยพื้นฐำนที่ส ำคัญของกำรด ำรงชีวิตต่อไปได้
136
จ ำเนียร์ (2540) ได้เสนอปัจจัยพื้นฐำนของกำรมีส่วนร่วมของประชำชน 3 ประกำร คือ
1.ปัจจัยสิ่งจูงใจ กำรท ำกิจกรรมต่ำง ๆ ของชำวชนบท มีเหตุผล 2 ประกำรในกำรมีส่วน
ั
ร่วม คือ กำรมองว่ำจะได้รับประโยชน์ตอบแทนในสิ่งที่ได้ท ำไป และ กำรได้รับกำรชกชวนจำก
เพื่อนให้เข้ำร่วม โดยมีสิ่งจูงใจเป็นตัวน ำ
่
2. ปัจจัยกำรเปิดโอกำสให้ชำวบ้ำนมีชองทำงในกำรเข้ำมำมีส่วนร่วม ในกำรพัฒนำ กำร
เข้ำร่วมอำจอยู่ในรูปของตัวแทนหรือกำรเข้ำร่วมโดยตรง ซึ่งกำรก ำหนดเวลำของกิจกรรมที่ให้
่
ชำวบ้ำนมำมีส่วนร่วม จะต้องมีกำรก ำหนดให้แน่นอนถึงกิจกรรม ระยะเวลำ และเงือนไขได้ตำม
สภำพ
3. ปัจจัยอ ำนำจในกำรส่งเสริมกิจกรรมกำรมีส่วนร่วม นอกจำกชำวบ้ำนในท้องถิ่นให้
ควำมร่วมมือและเข้ำร่วมกิจกรรมกำรแล้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับกำรก ำหนดเป้ำหมำย วิธีกำร หรือ
ผลประโยชน์ของกิจกรรมโดยเจ้ำหน้ำที่ของรัฐ ซึ่งอำจจะไม่ก่อให้เกิดกำรมีส่วนร่วมที่แท้จริง
กลุ่มพัฒนำระบบบริหำร (2549) กล่ำวว่ำ หลักกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมของประชำชน
เป็นกำรเปิดโอกำสให้ประชำชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภำคส่วนของสังคมได้เข้ำมำมีส่วนร่วมกับภำค
รำชกำรนั้น ๆ ได้แบ่งระดับของกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมของประชำชนเป็น 5 ระดับ ดังต่อนี้
1. กำรให้ข้อมูลข่ำวสำร เป็นระดับของกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมที่ส ำคัญที่สุด เพรำะเป็น
ขั้นแรกของกำรที่ภำครำชกำรจะเปิดโอกำสให้ประชำชนเข้ำสู่กระบวนกำรมีส่วนร่วมในเรืองต่ำง ๆ
่
มีวิธีกำรให้ข้อมูลสำมำรถใช้ช่องทำงต่ำง ๆ เช่น เอกสำร สิ่งพิมพ์ต่ำง ๆ กำรเผยแพร่ข้อมูลข่ำวสำร
ผ่ำนทำงสื่อต่ำง ๆ กำรจัดนิทรรศกำร จดหมำยข่ำว กำรจัดงำนแถลงข่ำว กำรติดประกำศ และ
กำรให้ข้อมูลผ่ำนเว็บไซต์ เป็นต้น
2. กำรรับฟังควำมคิดเห็น เป็นระดับของกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมที่มีกระบวนกำรเปิดให้
ประชำชนมีส่วนร่วมในกำรให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและควำมคิดเห็นเพื่อประกอบกำรตัดสินใจของ
่
หน่วยงำนภำครัฐด้วยวิธีกำรต่ำง ๆ เชน กำรรับฟังควำมคิดเห็น กำรส ำรวจควำมคิดเห็น กำรจัด
เวทีสำธำรณะ กำรแสดงควำมคิดเห็นผ่ำนเว็บไซต์ เป็นต้น
3. กำรเกี่ยวข้อง เป็นระดับของกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมโดยถือเป็นกำรเปิดโอกำสให้
ประชำชนมีส่วนร่วมในกำรปฏิบัติงำน หรือมีกำรร่วมเสนอแนะทำงที่น ำไปสู่กำรตัดสินใจ เพื่อสร้ำง
ควำมมั่นใจให้ประชำชนว่ำข้อมูลควำมคิดเห็นและควำมต้องกำรของประชำชนจะถูกน ำไปพิจำรณำ
ิ
เป็นทำงเลือกในกำรบริหำรงำนของภำครัฐ เชน กำรประชมเชงปฏิบัติกำรเพื่อพิจำรณำประเด็น
่
ุ
นโยบำยสำธำรณะ ประชำพิจำรณ์ กำรจัดตั้งคณะท ำงำนเพื่อเสนอแนะประเด็นนโยบำย เป็นต้น
137
4. ควำมร่วมมือ เป็นระดับของกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมให้กลุ่มประชำชนผู้แทนภำค
สำธำรณะ ภำคเอกชนมีส่วนร่วม โดยเป็นหุ้นส่วนกับภำครัฐในทุกขั้นตอนของกำรตัดสินใจ และมี
่
่
กำรด ำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่ำงต่อเนือง เชน คณะกรรมกำรที่มีฝ่ำยประชำชนร่วมเป็นกรรมกำร
เป็นต้น
5. กำรเสริมอ ำนำจแก่ประชำชน เป็นระดับของกำรสร้ำงกำรมีส่วนร่วมโดยเป็นขั้นที่ให้
บทบำทประชำชนในระดับสูงที่สุด โดยให้ประชำชนเป็นผู้ตัดสินใจ เชน กำรลงประชำมติในประเด็น
่
สำธำรณะต่ำง ๆ โครงกำรกองทุนหมู่บ้ำนที่มอบอ ำนำจให้ประชำชนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด เป็นต้น
๒. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
้
๑) จิตรตรำ (2๕๕๕) ได้มีกำรเผยแพร่บทควำมกำรประยุกต์ใชรำเอคโตไมคอร์ไรซำปลูก
ไม้วงศ์ไม้ยำงเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่ำในกำรสร้ำงแหล่งอำหำรและรำยได้ให้แก่ชำวบ้ำน โดยเริ่มกำรศึกษำ
ตั้งแต่กำรส ำรวจควำมหลำยหลำยของเอกโตไมคอร์ไรซำในป่ำเต็งรัง ซึ่งมีในไม้วงศ์ยำงเป็นจ ำนวน
มำก จำกนั้นคัดเลือกชนิดรำไมคอร์ไรซำที่สมบัติจ ำเพำเจำะจงกับไม้วงศ์ยำง และสำมำรถน ำมำ
่
เพำะเลี้ยงได้บนอำหำรเลี้ยงเชื้อ เพื่อขยำยพันธุ์ให้ได้ในปริมำณที่มำก ไม่จ ำกัดแค่เฉพำะชวงเวลำที่
้
เป็นฤดูกำลออกดอกเห็ด ผลกำรวิจัยครั้งนี้จึงใช รำเอคโตไมคอร์ไรซำ ชนิดเห็ดเผำะ ( Astraeus
spp.) ซึ่งมีมำกมำยหลำกหลำยชนิด ที่ชำวบ้ำนทำงภำคอีสำนนิยมในกำรน ำมำรับประทำน และมี
รำคำค่อนข้ำงแพง จำกนั้นน ำมำคัดเลือกสำยพันธุ์ที่สำมำรถเพิ่มปริมำณหรือสำมำรถเลี้ยงบน
อำหำรเลี้ยงเชื้อได้เร็ว เพื่อเป็นหัวเชื้อในกำรน ำมำผลิตเป็นหัวเชื้อเส้นใยปลูกเชื้อให้กับกล้ำไม้วงศ์
ยำงหลำยชนิด เช่น ตะเคียนทอง ยำงนำ เต็ง รัง เหียง พะยอม และ พลวง หลังจำกนั้นติดตำมกำร
เติบโตเปรียบเทียบกับต้นที่ไม่ได้ใส่เชื้อเห็ดเผำะ ผลกำรศึกษำพบว่ำ ต้นที่มีกำรปลูกเชื้อด้วยเห็ด
เผำะมีอัตรำกำรเติบโตทำงด้ำนควำมสูง เส้นผ่ำนศูนย์กลำง น้ ำหนักแห้ง มำกกว่ำต้นกล้ำที่ไม่ปลูก
่
ด้วยเห็ดเผำะอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ และเมือดูแลกล้ำไปประมำณ 9 เดือนมีดอกเห็ดเผำะ
เกิดขึ้นในถุงชำ และติดตำมกำรรอดตำยเมืออำยุกล้ำไม้ 1 ปี มีเปอร์เซ็นต์กำรรอดตำยสูงถึงร้อย
่
ละ 99 กำรศึกษำครั้งนี้จึงเป็นข้อมูลส ำคัญที่จะชวยในกำรส่งเสริมกำรปลูกต้นไม้ ปลูกป่ำและเห็น
่
่
ควำมส ำคัญต่อกำรรักษำป่ำ ชวยกันดูแล รักและห่วงแหนป่ำไม้เต็งรัง เพรำะเป็นแหล่งอำหำร
ขนำดใหญ่ โดยเฉพำะมีเห็ดไว้บริโภค และสร้ำงรำยได้สู่ชุมชน
138
๒) ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้ (2๕๕๕) มีกำรวิจัยและพัฒนำกำรปลูก กำรจัดกำร
้
และกำรใชประโยชน์ไม้สวนป่ำเศรษฐกิจสู่กลุ่มเกษตรกรและชมชน โดยกำรคัดเลือกพันธุ์พืช
ุ
เศรษฐกิจที่ได้มีกำรพัฒนำหรือปรับปรุงสำยพันธุ์แล้ว น ำไม้ไปมำปลูกทดแทนในที่ของเกษตรกร
เพื่อศึกษำควำมเหมำะสมของแม่ไม้เศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่แตกต่ำงกัน มีกำรจัดกำรที่ดินแบบ
ผสมผสำนเพื่อเพิ่มผลผลิตของสวนป่ำโดยศึกษำถึงรูปแบบระยะปลูกที่เหมำะสมของไม้เศรษฐกิจ
หรือไม้โตเร็วในระบบวนเกษตร วิสำหกิจชุมชน กำรใช้ประโยชน์เนื้อไม้และเศษชีวมวลเหลือทิ้ง กำร
วิจัยกำรสำธิตกำรท ำเตำเผำถ่ำนเพื่อกำรใช้ประโยชน์ไม้ด้ำนพลังงำนและถ่ำน กำรใชประโยชน์เห็ด
้
ในสวนป่ำ กำรวิจัยกำรจัดกำรกำรป้องกันหรือส ำรวจชนิดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่มีกำรระบำด
ุ
ในพื้นที่และมีแนวโน้มจะระบำดไปสู่ชมชน ก่อให้เกิดควำมเสียหำยต่อกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ ถือ
เป็นกำรส่งเสริมและสนับสนุนกำรปลูกและกำรใช้ประโยชน์ไม้สวนป่ำเศรษฐกิจของเกษตรกรในชน
ุ
ชนต่ำง ๆ ให้มีประสิทธิภำพมำกขึ้น
้
3) เจนจิรำ (2556)มูลค่ำกำรใชประโยชน์ของป่ำในป่ำชมชนบ้ำนเขำเขียว ต ำบลหัวเขำ
ุ
้
อ ำเภอเติมบำงนำงบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เก็บข้อมูลโดยกำรใชแบบสัมภำษณ์ ท ำกำรวิเครำะห์
ข้อมูลโดยใช้ค่ำทำงสถิติ ค่ำควำมถี่ ร้อยละ ค่ำต่ ำสุด สูงสุด จำกกำรศึกษำพบว่ำ รำษฎรส่วนใหญ่
ี
มีอำชพหลักในกำรท ำนำ รำษฎรไม่เคยเข้ำร่วมกิจกรรมกำรอนุรักษ์ แต่มีกำรได้รับข่ำวสำร
เกี่ยวกับป่ำชุมชน กำรเก็บหำของป่ำของรำษฎรในพื้นที่เป็นอำชพรอง ของป่ำที่เก็บหำ ได้แก่ ไม้ฟืน
ี
ไม้ไผ่ หน่อไม้ ผลไม้ป่ำ พืชผักป่ำ เห็ด พืชกินหัว แมลงและผลผลิตจำกแมลง และสมุนไพร มีมูลค่ำ
กำรใชประโยชน์รวม 601,163.50 บำทต่อปี กำรเพิ่มมูลค่ำของป่ำมีกำรใชประโยชน์จำกไม้ไผ่
้
้
ในกำรใช้เป็นวัตถุดิบกำรแปรรูปอุตสำหกรรมในครัวเรือน ดังนั้นหน่วยงำนของภำครัฐควรมีกำรจัด
ฝึกอบรมเพื่อให้ควำมรู้เกี่ยวข้องกับกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรป่ำไม้เพื่อกำรใช้ประโยชน์อย่ำงยั่งยืน
๔) วรธรรม (2556) ได้ศึกษำกำรใช้ประโยชน์ไม้สวนป่ำเพื่อชมชน เป็นผลิตภัณฑ์ไม้ท่อน
ุ
่
กลม กรณีไม้ยูคำลิปตัส คำมำลดูเลนซิส เนืองจำกไม้ยูคำลิปตัส เป็นไม้โตเร็ว สำมำรถปลูกเพื่อ
ทดแทนในพื้นที่ที่ถูกท ำลำยเพื่อรักษำควำมสมดุลในธรรมชำติ และยังถือได้ว่ำเป็นไม้เศรษฐกิจที่
สำมำรถสร้ำงรำยได้ให้กับเกษตรกรไทย โดยในยูคำลิปตัส เมือน ำมำปลูกเป็นสวนป่ำจะเติบโตได้ดี
่
และให้ผลผลิตสูงเมือเปรียบเทียบกับไม้โตเร็วชนิดอื่น ๆ และในระยะเวลำ 1 – 2 ปี สำมำรถปลูก
่
พืชผลทำงกำรเกษตรหรือระบบแบบไร่นำสวนผสมรวมกันในพื้นที่เดียวกันได้ ประโยชน์ทำงตรง
้
้
ของยูคำลิปตัส คือกำรท ำไม้ใชสอยในครัวเรือน แต่ควรอำบน้ ำยำก่อนเพื่อเป็นกำรรักษำเนือไม้ไว้
้
ให้อำยุกำรใชงำนยืดยำว ซึ่งสำมำรถน้ ำมำท ำผลิตภัณฑ์ (ส ำนักวิจัยคณะกรรมกำรวิจัยแห่งชำติ
139
ร่วมกับกรมป่ำไม้, 2553) ไม้โครงสร้ำงขนำดเล็ก คำน แป กลอน ได้ในระดับดี น ำมำท ำเป็น
่
ผลิตภัณฑ์ไม้เสำเหลี่ยม ไม้คอนเสำไฟฟ้ำ ไม้กรอบและบำนหน้ำต่ำง ไม้พื้นลิ้นร่อง เครืองกลึงและ
่
แกะสลัก และไม้พื้นปำร์เก้ - โมเสด ได้ในระดับพอใช และไม่ควรน ำมำท ำเป็น ไม้ท ำเครืองเรือน
้
ไม้ประสำนใชงำนทั่วไป และไม้วงกบ ไม้วงกบประสำน นอกจำกนี้ ยังน ำมำท ำฟืน เผำถ่ำน ท ำชิ้น
้
ไม้สับ เพื่อผลิตแผ่นชิ้นไม้อัด ท ำเยื่อไม้ เพื่อท ำเส้นใยเรยอน และท ำผ้ำแทนเส้นใยฝ้ำย ท ำกระดำษ
ส่วนประโยชน์ทำงอ้อม ต้นยูคำลิปตัสมีเห็ดที่มีควำมสัมพันธ์แบบพึ่งพำอำศัยกัน เชน เห็ดเสม็ด
่
เห็ดไข่ เห็ดระโงกขำว ซึ่งสำมำรถน ำมำรับประทำนได้ เกษตรกรสำมำรถเก็บเห็ดมำบริโภค และ
น ำมำขำยเพื่อเป็นกำรเพิ่มรำยได้แก่ชมชน ดอกยูคำลิปตัส ปีละ 7 -8 เดือนหรือเกือบตลอดปี มี
ุ
น้ ำหวำน เกษตรกรสำมำรถน ำไปเลี้ยงผงได้
ึ้
๕) ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้ (2557)ศูนย์ถ่ำยทอดเทคโนโลยีด้ำนวิจัยป่ำไม้
ภำคใต้ จังหวัดสงขลำ ได้มีกำรจัดอบรมหลักสูตรกำรใช้ประโยชน์และกำรท ำผลิตภัณฑ์จำกน้ ำมัน
หอมระเหยเทพทำโรให้กับชำวบ้ำน กลุ่มแม่บ้ำน ผู้สนใจ เกษตรกร ผู้ประกอบกำร เจ้ำหน้ำที่ของ
รัฐ และเอกชน จ ำนวน ๓๐ คน ในด้ำนกำรใช้ประโยชน์และกำรท ำผลิตภัณฑ์จำกน้ ำมันหอมระเหย
เทพทำโร ซึ่งก่อนกำรท ำผลิตภัณฑ์จะต้องท ำกำรกลั่นน้ ำมันหอมระเหยไม้เทพทำโรไว้ใช้ส ำหรับท ำ
ผลิตภัณฑ์ โดยน้ ำมันหอมระเหยเทพทำโร สำมำรถน ำมำท ำเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่ำงหลำกหลำย
เช่น ธูปหอมไล่ยุ่ง สบู่ ยำหม่อง เป็นต้น ซึ่งงำนพัฒนำเคมีผลิตผลป่ำไม้ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำร
ป่ำไม้ ได้ท ำกำรวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่ำให้กับเทพทำโร โดยกำรจัดอบรม ส่งเสริมและถ่ำยทอดควำมรู้
ให้ประชำชนและเกษตรกร น ำไปสร้ำงเป็นอำชีพได้ เป็นกำรเพิ่มพูนรำยได้กับครอบครัวและชุมชน
๖) กำญจนำ (2๕๕๘) ได้ศึกษำกระบวนกำรจัดกำรป่ำชมชนท้องถิ่นอย่ำงยั่งยืน
ุ
ุ
่
กรณีศึกษำป่ำชมชนบ้ำนดอนหมู จังหวัดอุบลรำชธำนี โดยพิจำรณำถึงเงือนไของกำรจัดกำรป่ำ
ชมชนอย่ำงไรจึงน ำไปสู่ควำมส ำเร็จและมีควำมสอดคล้องกับปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง โดย
ุ
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยกำรสังเกต สัมภำษณ์เชงลึก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกำรจัดกำรป่ำชมชน
ิ
ุ
ผลกำรศึกษำพบว่ำ ชมชนบ้ำนดอนหมูมีกระบวนกำรจัดกำรป่ำชมชนที่ประสบควำมส ำเร็จ
ุ
ุ
ุ
สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง น ำวัฒนธรรมชมชนอันเป็นทุนทำงสังคมที่เข้มแข็ง
ุ
ผสมผสำนกับกำรจัดกำรป่ำชมชนตำมหลักวนศำสตร์ มีจำรีตประเพณีของกำรรักษำทรัพยำกร
ส่วนรวมของชมชนผสมผสำนกับกำรตั้งกฎกติกำเพื่อดูแลรักษำทรัพยำกรธรรมชำติในป่ำชมชน มี
ุ
ุ
ิ
กำรตั้งคณะกรรมกำรป่ำชมชน เพื่อท ำหน้ำที่ดูแล สมำชกในชมชนมีส่วนรวมกำรจัดกำรป่ำชมชน
ุ
ุ
ุ
่
มีกระบวนกำรเรียนรู้อย่ำงต่อเนืองและกำรใชกระบวนกำรวิจัยชมชนชวยสนับสนุนให้เกิดกำร
้
่
ุ
140
ุ
เรียนรู้อย่ำงเป็นระบบ มีกำรเชื่อมโยงกิจกรรมของป่ำชมชน น ำแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงมำใช ้
ุ
เป็นแนวทำงในกำรพัฒนำชมชนก่อให้เกิดกำรพัฒนำอย่ำงเป็นองค์รวมสอดคล้องกับวิธีปฏิบัติ วิธี
คิดและกลำยเป็นวิถีชีวิตของคนในชุมชน
๗) กรมทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝั่ง (2560) ได้มีโครงกำรปลูกป่ำชำยเลนประชำรัฐ
้
ในพื้นที่ตรวจยึดบริเวณเขตป่ำสงวนแห่งชำติป่ำปำกทะเล เนือที่ 255 ไร่ อ ำเภอบ้ำนแหลม
จังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 10 กุมภำพันธ์ 2560 เพื่อเป็นกำรเพิ่มแหล่งฟื้นฟูระบบนิเวศและ
ุ
ปรับปรุงคุณภำพสิ่งแวดล้อมให้แก่ชมชน ท ำให้สภำพแวดล้อมของชมชนดีขึ้น อีกทั้งเพิ่มปริมำณ
ุ
พื้นที่รับน้ ำหลำกในกรณีฝนตกเกินเกณฑ์ปกติ ป้องกันลมพำยุที่เกิดขึ้น พื้นที่ป่ำเพิ่มขึ้นตำม
นโยบำยของรัฐบำล โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมมำกกว่ำ 1,500 คน ร่วมกันปลูกพันธุ์ไม้ป่ำชำยเลนบน
พื้นที่ที่เคยท ำนำเกลือมำก่อน เพื่อเป็นกำรน ำร่องโครงกำรฟื้นฟูป่ำชำยเลนในพื้นที่ที่ได้ด ำเนินกำร
ตรวจยึดทวงคืนให้กลับมำสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง และถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีกำรฟื้นฟู
ทรัพยำกรป่ำชำยเลนจำกพื้นที่ที่เคยเป็นนำเกลือ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชมชนชำยฝั่งและ
ุ
ประเทศชำติทั้งทำงตรงและทำงอ้อม
๓. วิธีการศึกษาวิจัย
๓.๑ อุปกรณ์ในกำรศึกษำ
1) แบบสัมภำษณ์
2)เครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมกำรวิเครำะห์ค่ำทำงสถิติ
3)กล้องถ่ำยรูป
๓.๒ วิธีกำรศึกษำ
๑)เก็บข้อมูลโดยกำรสร้ำงแบบสัมภำษณ์ ครอบคลุม ลักษณะกำรด ำรงชีวิต กำรมี
ส่วนร่วมในกำรจัดกำรป่ำชมชน ควำมรู้ควำมเข้ำใจและกำรใช้ประโยชน์เกี่ยวกับกำรจัดกำรป่ำชุม
ุ
ชม อย่ำงยั่งยืน
2) น ำข้อมูลไปวิเครำะห์ตำมรูปแบบของงำนวิจัยในแต่ละด้ำนที่ได้ก ำหนดตำม
วัตถุประสงค์นั้น ๆ
141
๔. ตัวอย่างผลงานวิจัย
การอบรมหลักสูตร การปลูกและการใช้ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน ์
่
การถายทอดเทคโนโลยีไม้หอมแก่นจันทน์ (Sandalwood)
ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้ได้จัดโครงกำรฝึกอบรม หลักสูตร กำรปลูกและกำรใช ้
ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์ เพื่อถ่ำยทอดควำมรู้ ให้กับ ชำวบ้ำน เกษตรกร เจ้ำหน้ำที่
ผู้ประกอบกำร ภำครัฐ ภำคเอกชน จ ำนวน 30 คน ในวันที่ 4 มิถุนำยน 2557ณ สถำนีวนวัฒน
วิจัยประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์(โทร 032-611806) โดยกำรถ่ำยทอดควำมรู้ในเรือง
่
กำรปลูกและกำรใชประโยชน์จำกน้ ำมันหอมระเหยไม้หอมแก่นจันทน์ ซึ่งในกำรฝึกอบรบครั้งนี้ ได้
้
จัดอบรมวิธีกำรปลูกและกำรจัดกำรไม้หอมแก่นจันทน์ที่ถูกต้องภำยในแปลงทดลองปลูก ของ
สถำนีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อกำรสร้ำงสวนป่ำไม้หอมแก่นจันทน์ที่มี
คุณภำพ ให้สำมำรถน ำมำใช้ประโยชน์ได้อย่ำงคุ้มค่ำ โดยแปลงปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ เป็นแปลงที่
้
ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้ได้ทดลองปลูกและพบว่ำ เนือไม้หอมแก่นจันทน์จะมีกลิ่นหอมเอง
ตำมธรรมชำติเมือไม้มีอำยุ ๑๐ ปีขึ้นไป หอมมำกที่สุดในรำก ซึ่งเป็นที่ต้องกำรของตลำด
่
่
ต่ำงประเทศมำกมำย เนื่องจำกไม้หอมแก่นจันทน์เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม ควำมหอมของไม้ชวยให้ผ่อน
คลำย ลดอำกำรซึมเศร้ำหดหู่ และดูแลผิว ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้จึงได้น ำมำใชประโยชน์
้
โดยท ำกำรสกัดน้ ำมันหอมระเหยและสร้ำงมูลค่ำเพิ่มท ำเป็นผลิตภัณฑ์ต่ำง ๆ แล้วน ำมำถ่ำยทอด
ควำมรู้ให้กับ ชำวบ้ำน และเกษตรกร ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์จำกไม้หอมแก่นจันทน์ได้แก่ เจลล้ำง
หน้ำ ครีมบ ำรุงผิว หรือครีมน้ ำหอม ซึ่งชำวบ้ำน และเกษตรกรสำมำรถน ำไปประกอบเป็นอำชพได้
ี
เป็นกำรเพิ่มพูนรำยได้กับครอบครัวและชุมชน(ส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้, 2557)
ซึ่งจะได้น ำตัวอย่ำงกำรน ำเสนอโครงกำรอบรมเพื่อกำรถ่ำยทอดผลงำนวิจัยซึ่งได้
ด ำเนินกำรได้ผล สำมำรถน ำมำเป็นแนวทำงในกำรส่งเสริมให้มีกำรปลูกป่ำเพื่อเศรษฐกิจของ
เกษตรกรต่อไปในอนำคตได้
142
หลักสูตร “กำรปลูกและกำรใช้ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์”
ณ สถำนีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อ ำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
วันที่ ๓-๖ มิถุนำยน ๒๕๕๗
โครงการฝึกอบรม
หลักสูตร “การปลูกและการใช้ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน”
์
๑. หลักการและเหตุผล
ปัจจุบันเกษตรและประชำชนทั่วไปให้ควำมสนใจต่อกำรปลูกต้นไม้เป็นอย่ำงมำก ซึ่งจะเห็น
ได้จำกจ ำนวนผู้ที่มำติดต่อขอรับกล้ำไม้ไปปลูก โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในโครงกำรธนำคำรต้นไม้
โครงกำรปลูกต้นไม้เป็นทุน และกำรปลูกต้นไม้ลดปัญหำโลกร้อน ประชำชนที่เข้ำร่วมโครงกำร
้
ิ
ต้องกำรกล้ำไม้จ ำนวนมำก ซึ่งกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำในเชงพำณิชย์นั้นจ ำเป็นอย่ำงยิ่งที่จะใชกล้ำไม้
พันธุ์ดีที่ได้รับกำรปรับปรุงสำยพันธุ์แล้ว กรมป่ำไม้โดยกลุ่มงำนวนวัฒนวิจัยได้ด ำเนินกำรมำเป็น
ระยะเวลำยำวนำน เชน โครงกำรปรับปรุงสำยพันธุ์แล้ว กรมป่ำไม้โดยกลุ่มงำนวนวัฒนวิจัยได้
่
ด ำเนินกำรมำเป็นระยะเวลำยำวนำน เชน โครงกำรวิจัยกำรปรับปรุงพันธุ์ไม้สัก กำรปรับปรุงพันธุ์
่
ไม้สกุล Acaciaกำรวิจัยและกำรจัดกำรเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ำ เทคนิคกำรขยำยพันธุ์ไม้เศรษฐกิจ กำรวิจัย
กำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ กำรวิจัยปฐพีวิทยำป่ำไม้ รวมถึงกำรวิจัยนิเวศวิทยำป่ำไม้ นอกจำกนี้ กรม
่
้
ป่ำไม้ยังมีงำนวิจัยด้ำนกำรใชประโยชน์ของไม้และผลิตภัณฑ์จำกป่ำไม้ เชน กำรผลิตน้ ำมันหอม
ระเหยจำกไม้เทพทำโร ไม้จันทร์หอม ซึ่งพร้อมที่จะถ่ำยทอดสู่เกษตรกรและผู้ที่จะสนใจ
กำรปลูกป่ำเป็นงำนที่ต้องใชทั้งระยะเวลำเงินลงทุนค่อนข้ำงมำก จึงจะให้ผลตอบแทนที่
้
คุ้มค่ำ ผู้ปลุกป่ำส่วนใหญ่ยังไม่เข้ำใจกำรปฏิบัติงำนด้ำนกำรปลูกป่ำเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ได้ผลก ำไร
มำกรวมไปถึงกำรใชประโยชน์อย่ำงมีประสิทธิภำพ อันเป็นกำรสร้ำงมูลค่ำให้กับไม้และผลิตภัณฑ์
้
จำกไม้ กลุ่มงำนวนวัฒนวิจัย จึงได้จัดกำรฝึกอบรมหลักสูตร กำรปลูกและกำรใชประโยชน์ไม้หอม
้
แก่นจันทน์ขึ้น เพื่อให้หน่วยงำนด้ำนกำรปลูก กำรใชประโยชน์จำกไม้และผลผลิตจำกไม้ พัฒนำขึ้น
้
อันจะน ำมำซึ่งควำมมั่นคงทำงเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
143
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อเผยแพร่ควำมรู้ด้ำนกำรปลูกป่ำ กำรจัดกำรไม้เศรษฐกิจให้กับเกษตรกร เอกชน
และ พนักงำนขอรัฐที่ท ำหน้ำที่ในกำรส่งเสริมกำรปลูกป่ำ
้
๒.๒ เพื่อเผยแพร่ควำมรู้ด้ำนกำรใชประโยชน์จำกไม้และผลิตผลจำกไม้ให้กับเกษตรกร
เอกชน และ พนักงำนขอรัฐที่ท ำหน้ำที่ในกำรส่งเสริมกำรปลูกป่ำ
ี
๒.๓ เพื่อให้เกษตรกร พนักงำนของรัฐและเอกชน ได้น ำควำมรู้ไปใช้ในกำรสร้ำงอำชพและ
ปฏิบัติอย่ำงถูกต้องตำมหลักวิชำกำร
๒.๓ เพื่อให้เกิดกำรแลกเปลี่ยนควำมรู้และประสบกำรณ์ระหว่ำงภำครัฐและเกษตรกรให้
สำมำรถน ำไปเป็นแนวในกำรประกอบอำชีพได้
๓. คุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรม
เกษตรกร เอกชน ผู้มีอำชีพปลูกสร้ำงสวนป่ำและเจ้ำหน้ำที่ของรัฐที่ท ำหน้ำส่งเสริมกำร
ปลูกป่ำ
๔. จ านวนผู้เข้าร่วมในการฝึกอบรม
จ ำนวน ๓๐ คน
๕. ระยะเวลาในการฝึกอบรม
จ ำนวน ๔ วัน ระหว่ำงวันที่ ๒๑-๒๔ มกรำคม ๒๕๕๗
๖. สถานีจัดการฝึกอบรม
สถำนีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ ต ำบลอ่ำวน้อย อ ำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ิ
๗. วิธีการด าเนนการ
๗.๑ ภำคบรรยำย ๑๐ ชั่วโมง
๗.๒ ดูงำน/ฝึกปฏิบัติ ๓ ชั่วโมง
๘. วิทยากร
๘.๑ ดร. คงศักดิ์ มีแก้ว นักวิชาการป่าไม้ช านาญการพิเศษ
๘.๒ นำยสมบูรณ์ บุญยืน นักวิชำกำรป่ำไม้ชำนำญกำรพิเศษ
๘.๓ นำงทรรศนีย์ พัฒนเสรี นักวิชำกำรป่ำไม้ชำนำญกำรพิเศษ
144
๙. งบประมาณ
เบิกจ่ำยจำกแผนงำนที่ ๑ อนุรักษ์และจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติ ผลผลิตที่ ๒ องค์
ควำมรู้และฐำนข้อมูลควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพในพื้นที่ป่ำไม้ กิจกรรมพัฒนำและถ่ำยทอด
เทคโนโลยี เป็นเงิน ๑๙๗,๕๐๐ บำท (หนึ่งแสนเก้ำหมื่นเจ็ดพันห้ำร้อยบำทถ้วน)
๑๐. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
๑๐.๑ ผู้เข้ำรับกำรฝึกอบรมได้รับควำมรู้ และเกิดทักษะในกำรปลูกและกำรใช้ประโยชน์
จำกไม้หอมแก่นจันทน์
๑๐.๒ ผู้เข้ำรับกำรฝึกอบรมสำมำรถน ำควำมรู้ไปใช้ในกำรจัดกำรสวนป่ำและประโยชน์
จำกผลผลิตที่เกิดขึ้น
๑๐.๓ ผู้เข้ำรับกำรฝึกอบรมจะได้น ำควำมรู้ไปใช้ในกำรประกอบอำชีพ รวมทั้งเผยแพร่
ให้แก่ผู้ร่วมงำน และประชำชนทั่วไปที่จะด ำเนินกำรผลิตกล้ำไม้เพื่อกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำ
๑๐.๔ มีผู้ที่มีควำมสำมำรถในกำรผลิตและกำรปลูกสร้ำงสวนป่ำเพิ่มมำกขึ้น
ลงชื่อ ผู้เขียนโครงกำร
(นายคงศักดิ์ มีแก้ว)
นักวิชำกำรป่ำไม้ช ำนำญกำรพิเศษ
ลงชื่อ ผู้เสนอโครงกำร
(นำงสำวมำลี ศรีรัตนธรรม)
ผู้อ ำนวยกำรส ำนักวิจัยและพัฒนำกำรป่ำไม้
ลงชื่อ ผู้อนุมัติโครงกำร
(นำงเปรมพิมล พิมพ์พันธุ์)
ผู้ตรวจรำชกำรกรมรักษำรำชกำรแทนรองอธิบดีกรมป่ำไม้ ปฏิบัติรำชกำรแทนอธิบดีกรมป่ำไม้
145
ก ำหนดกำรฝึกอบรม
หลักสูตร “กำรปลูกและกำรใช้ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์”
ณ สถำนีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อ ำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ระหว่ำงวันที่ ๓-๖ มิถุนำยน ๒๕๕๗
วัน/เวลำ กิจกรรม วิทยำกำร
วันที่ 3 มิถุนายน ๒๕๕๗
๑๕.๐๐-๑๘.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๘.๐๐-๑๙.๓๐ น. รับประทำนอำหำรเย็น
วันที่ ๔มิถุนายน ๒๕๕๗
้
๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น. รับประทำนอำหำรเชำ
๐๘.๐๐-๐๙.๐๐ น. พิธีเปิดกำรฝึกอบรม
๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. แนะน ำหลักสูตร ดร. คงศักดิ์ มีแก้ว
ไม้หอมแก่นจันทน์
(รับประทำนอำหำรว่ำง)
๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. รับประทำนอำหำรกลำงวัน
๑๓.๐๐-๑๔.๓๐ น. กำรเพำะช ำกล้ำไม้ นำยสมบูรณ์ บุญยืน
๑๔.๓๐-๑๖.๐๐ น. กำรปลูกและกำรจัดกำรไม้หอมแก่นจันทน์ ดร. คงศักดิ์ มีแก้ว
(รับประทำนอำหำรว่ำง)
๑๘.๐๐ – ๑๙.๐๐ น. รับประทำนอำหำรเย็น
วันที่ ๕มิถุนำยน ๒๕๕๗
้
๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น รับประทำนอำหำรเชำ
๐๘.๐๐-๐๙.๐๐ น. บรรยำย เรื่องน้ำมันหอมระเหยและกำรท ำ นำงทรรนีย์พัฒนเสรี
ผลิตภัณฑ์จำกน้ ำหอมแก่นจันทน์
๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. แบ่งกลุ่มท ำผลิตภัณฑ์จำกน้ ำหอมแก่น นำงทรรนีย์พัฒนเสรี
จันทน์ (รับประทำนอำหำรว่ำง) และคณะ
๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. รับประทำนอำหำรกลำงวัน
๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. กำรกลั่นน้ ำมันหอมระเหย จำกไม้แก่น น.ส.ปะรำลี ชวกรไชย์
จันทน์
๑๔.๓๐-๑๖.๐๐ น. (รับประทำนอำหำรว่ำง)
๑๘.๐๐ – ๑๙.๐๐ น. รับประทำนอำหำรเย็น
146
วัน/เวลำ กิจกรรม วิทยำกำร
วันที่ ๖มิถุนายน ๒๕๕๗
้
๐๗.๐๐-๐๘.๐๐ น. รับประทำนอำหำรเชำ
๐๘.๐๐-๑๐.๐๐ น. เดินทำงจำกสถำนีวนวัฒนวิจัยประจวบ
คีรีขขันธ์ไปแปลงปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ ที่
อ ำเภอบำงสะพำน
(รับประทำนอำหำรว่ำง)
๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น. ดูงำนแปลงปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ นำยอรุณ จันมี
๑๒.๐๐-๑๓.๐๐ น. รับประทำนอำหำรกลำงวัน
๑๓.๐๐-๑๔.๐๐ น. ดูงำนแปลงปลูกไม้หอมแก่นจันทน์ (ต่อ) นำยอรุณ จันมี
๑๔.๐๐-๑๔.๓๐ น. สรุปกำรฝึกอบรม ดร. คงศักดิ์ มีแก้ว
(รับประทำนอำหำรว่ำง)
๑๔.๓๐-๑๕.๐๐ น. พิธีปิดและมอบประกำศนียบัตร
๑๕.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. เดินทำงกลับสถำนีวนวัฒนวิจัย
ประจวบคีรีขันธ์
หมายเหตุ: ก ำหนดกำรอำจเปลี่ยนแปลงตำมควำมเหมำะสม
การฝึกอบรม
หลักสูตร “กำรปลูกและกำรใช้ประโยชน์ไม้หอมแก่นจันทน์”
ณ สถำนีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ อ ำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ระหว่ำงวันที่ ๓-๖ มิถุนำยน ๒๕๕๗มีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น ๓๓ คนดังนี ้
ล ำดับที่ ชื่อ-นำมสกุล อำชีพ
๑ พันตรีสมยศ ภัชรกุลโชติพร เกษตรกร
๒ อำจำรย์สมคิด ไพมณี เกษตรกร
๓ อำจำรย์สมใจ ไพมณี เกษตรกร
๔ นำยปวงยศ สันติ เกษตรกร
๕ นำงนิศำกร สุขตะวิจิตร เกษตรกร
๖ นำงเซียน ประกอบปรำณ เกษตรกร
๗ ก ำนันประเวศ รุ่งรัศมี เกษตรกร
147
รำยชื่อผู้เข้ำอบรม (ต่อ)
ล ำดับที่ ชื่อ-นำมสกุล อำชีพ
๘ นำงศิรินทร์ทิพย์ รุ่งรัศมี เกษตรกร
๙ นำงโนรี ฉัตรบรรยงค์ เกษตรกร
๑๐ นำงประกำยดำว อนำนุกำร เกษตรกร
๑๑ นำงประกำรฟ้ำ ฤทธิสำรพิทักษ์ เกษตรกร
๑๒ นำยปฐพี ฤทธิสำรพิทักษ์ เกษตรกร
๑๓ นำยวิวรรณดำ พูลธรัตน์ เกษตรกร
๑๔ นำงมรำณี ขุนอินทร์โพธิ์ เกษตรกร
๑๕ นำยกิตติ ค ำสัตย์ เกษตรกร
๑๖ นำยกิตติพงษ์ ค ำสัตย์ เกษตรกร
๑๗ น.อ. สุธินต์ พรรณพำนิช เกษตรกร
๑๘ อำจำรย์สมหมำย ชโลธร เกษตรกร
๑๙ อำจำรย์นิคม ฮั่นเจริญ เกษตรกร
๒๐ นำยวิชำญยุทธ์ ใจเพชร เกษตรกร
๒๑ นำงลัดดำ ด้วงอุ่น เกษตรกร
๒๒ นำยธเนส มำแสง เกษตรกร
๒๓ อำจำรย์พิสุทธ์ ขวัญสุวรรณ เกษตรกร
๒๔ นำงสำวสุรีรัตน์ สุทธิวรำนนท์ เกษตรกร
๒๕ นำงสำวขวัญ บุญรักษ์ เกษตรกร
๒๖ นำงสำวเกสร สินธุสร เกษตรกร
๒๗ นำงสำวอ ำไพร ไก่แก้ว เกษตรกร
๒๘ นำยสุเมธ คงศร เกษตรกร
๒๙ ร.ต.อ ำนวย แพรพันธ์ เกษตรกร
๓๐ นำงอวยพร สันติ เกษตรกร
๓๑ นำงเทวฤทธ์ ชำญเดช เกษตรกร
๓๒ นำงสำวพันทิพำ สุขตะวิจิตร เกษตรกร
๓๓ นำงนฤมล จำรุพนำนนท์ เกษตรกร