The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-10-28 05:18:24

ไม้สน2545

139






การปลูกสรางสวนปาไมสนในประเทศไทย








ไม้สนมีทั งพันธ์พื นเมืองและไม้ตางถิ น สามารถทจะปลูกข นและเจรญเตบโตได้ด





ซงผ่านการทดลองและมีการปลูกสรางเปนสวนปา โดยเฉพาะไม้สนสามใบได้มีการปลูกไปแล้วถึง



แสนกว่าไร ในแถบพื นทต้นนํ าทางภาคเหนอของประเทศไทย สวนไม้สนตางประเทศอีก 3 ชนด คอ











ไม้สนคารเบย สนโอคารปา และสนเทคนมาน นั นได้มีการทดลองปลูกในหลายๆ แหงของประเทศ


และมีการเจรญเตบโตดกว่าไม้พันธ์พื นเมืองเสยอีก ไม้สนเปนไม้โบราณทยังหลงเหลืออยู่จนถึงยุค










ปจจบัน จงมีการปรบตัวสงสามารถจะข นอยู่ในพื นททเสอมโทรม ทได้ผ่านการทําการเกษตรกรรม










จนมีความอุดมสมบรณตํา จนบางแหงหน้าดนแทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย การปลูกไม้ประเภทน ีจะ






เปนการเลียนแบบการสรางดนให้ดข น โดยพัฒนาการของธรรมชาตตามหลักทางนเวศนวิทยา เมื อมี



ความอุดมสมบรณตําสภาพพื นทโดนทําลายเปลี ยนแปลงไปก็จะมีพันธ์ไม้สนไปข นอยู่ โดยไม้สนจะ









มีความได้เปรยบกว่าไม้ใบกว้าง เมื อต้องแขงขันแกงแย่งกันจนกระทั งสภาพดนอุดมสมบรณข นไม้






ใบกว้างก็จะลุกลํ าเข้ามาแทนทปาสน นั นก็หมายความว่าโดยธรรมชาตแล้วการคงเปนปาสนอยู่ได้





เพราะปจจัยความไม่อุดมสมบรณของพื นทเก อกูลไม่ให้ไม้ใบกว้างสามารถแขงขันได้ ไม้สนเปน






พันธ์ไม้ชอบและเหมาะในการปลูกเพื ออุตสาหกรรม เพราะจะต้องตัดฟนออกเปดแสงเต็มทเมื อจะ

ใช้ประโยชน์ ไม้สนมีการถูกทําลายจากโรคและแมลงไม่มากเหมือนไม้ใบกว้างพื นเมืองอื นๆ




การปลูกไม้สนในเชงอนรกษ์ เพื อรกษาสภาพแวดล้อมทั วไปหรอเพื ออนรกษ์ต้น










นํ าลําธาร พบว่าไม่กอให้เกดการสญเสยสมดลของนํ ามากนักเมื อเทยบกับไม้ชนดอื นเมื อปลูกใน



สภาพคล้ายคลึงกันถึงแม้จะไม่ดเทากับปาผสมไม้ใบกว้างก็ตาม ตามธรรมชาตของต้นนํ าทางภาค




เหนอของประเทศไทยก็มีไม้สนข นอยู่ตามธรรมชาตบ้างแล้วโดยเฉพาะในสภาพพื นทเสอมโทรม







และพังทลาย ดังนั นการตอบสนองความต้องการของไม้สนตอประโยชน์ในแงอนรกษ์จงเปนไปได้






สง จะมีความยุ่งยากก็แตในแงการปองกันไฟเพื อลดความเสยหายในชวง 3 – 4 ป แรก ของการปลูก



ในแงเศรษฐกจเพื ออุตสาหกรรมไม้เพื อตอบสนองตอการบรโภคของประชาชนในประเทศ และเปน






สนค้าออกก็มีความเหมาะสมยิ ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญเพื อทําเยื อกระดาษ ซงไม้สนจะมี





คณภาพเยื อใยยาวคณภาพสงทัดเทยมกับไม้สนในเขตหนาว โดยเฉพาะไม้สนตางประเทศ คอ สนคา








รเบยและสนโอคารปาจะมีคณภาพเยื อสงทั งเยื อฟอกและเยื อไม่ฟอกขาว ในปจจบันการพัฒนา






ประเทศจําเปนต้องใช้กระดาษในชวิตประจําวันเปนจํานวนมาก ถึงจะไม่มีพื นทมากพอทจะผลิต



ออกเพื อแขงขันกับตางประเทศ แตถ้าผลิตให้พอเพียงสําหรบใช้ในประเทศแล้วก็เปนการประหยัด







เงนงบประมาณจํานวนมาก รวมทั งจะกอให้เกดธรกจตางๆ และการว่าจ้างแรงงานจํานวนมากตามมา


ซงมีความจําเปนตอความมั นคงของเศรษฐกจไทยในอนาคต ไม้สนยังมีคณสมบัตเหมาะสมในการ














เปนไม้วีเนยรและไม้ซงแปรรป เพื ออุตสาหกรรมเครองเรอนและไม้สําหรบตกแตงตางๆ ทมีความ





140






แข็งแรงสวยงาม ถ้าได้ปรบปรงความทนทานยังใช้ประโยชน์เพื อการกอสรางทั วไปได้อีกด้วย โดย








ทั วไปแล้วเฟอรนเจอรขนาดเล็กไม้สนสามารถทําได้ดกว่าไม้ยางพาราทใช้กันอยู่ทั วไปในปจจบัน
เสยอีก จงเหนได้ว่าโดยทั วไปแล้วไม้สนสามารถใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางกว่าไม้อื นๆ หลายชนด







การปลูกไม้ชนดเดยวย่อมมีผลกระทบตอสภาพแวดล้อม การปลูกไม้สนอาจจะทํา


ให้ความเปนกรดของดนเพิ มข ึน แตในการจัดการมีทางแก้ไขได้โดยปลูกพรรณไม้ชนดอื นๆ ชั ว




ระยะเวลาหนงสลับ แล้วจงใช้ปลูกไม้สนตอไป โดยปกตการปลูกปาเพื ออุตสาหกรรม ถ้าปลูกไม้




หลายชนดผสมกันในเวลาและพื นทเดยวกันจะมีความยุ่งยากในการจัดการและการดําเนนการทาง











อุตสาหกรรม ในแงทปลูกเพื อการอนรกษ์ การไม่ปลูกผืนใหญตดตอกันมากเกนไปก็จะเปนทางผ่อน



คลายข้อเสยตอส งแวดล้อมได้ สําหรบพื นททใช้เพื อการเกษตรอยู่แล้วและให้ผลผลิตตํา การนําพื นท ี






เหล่าน ีมาปลูกไม้สนเพื ออุตสาหกรรมจะให้ผลตอบแทนสงกว่าและจะมีความมั นคงมากกว่า และ



ชวงเวลาหลังจากทําการตัดฟนต้นไม้ออกใช้ประโยชน์แล้วก็สามารถปลูกพืชเกษตรสลับได้ในชวง





เวลาสั นๆ การปฏิบัตเชนน ีในพื นทนอกเขตอนรกษ์จะไม่กอให้เกดปญหาทางสภาวะแวดล้อมเสอม








โทรม อีกทั งจะเปนการปรบสภาวะแวดล้อมให้ดยิ งข นกว่าเดมอีก ผลผลิตของพืชเกษตรจะสงข ึน









โดยลงทนตําอันเนองมาจากความสามารถในการปรบปรงดนให้ดข น



ไม้สนเหล่าน ีได้มีการนํามาทดลองปลูกในพื นทตางๆ ปรากฏว่าสามารถเจรญเตบ








โตเปนทนาพอใจ เมื อเปรยบเทยบกับไม้ชนดอื นๆ การปลูกบํารงและการเตรยมกล้าไม้ไม่มีความยุ่ง







ยากและรวดเรวสามารถหาเมล็ดพันธ์ได้ไม่ยากนัก เปนชนดไม้ททางโครงการ FAO ให้ความสําคัญ




และสนับสนน นอกจากน ียังได้รบความรวมมือจากรฐบาลเดนมารกโดยผ่านทาง DANIDA ซงให้













การสนับสนนงานวิจัยเกยวกับไม้ชนดน ี จงเปนแรงผลักดันให้เกดการปลูกสรางสวนปาไม้สนข น



ในหลายๆ แหง และจากข้อมูลตางประเทศในหลายโครงการเปนทยอมรบว่าไม้สนจัดเปนไม้โตเรว














ในเขตรอนจําพวกหนงด้วย จงควรทจะสงเสรมการปลูกสรางสวนปาไม้สนในประเทศไทย เพื อเปน

วัตถุดบในการทําเยื อกระดาษข นใช้เองในประเทศซงแตเดมใช้ไม้ไผ่ แตคณภาพกระดาษไม่ดเทาเยื อ















จากไม้สนทําให้มีการนําเข้าเยื อยาวจากตางประเทศ สงผลให้ไทยเสยดลการค้าตางประเทศปละ
หลายพันล้านบาท

141






การพัฒนาการปลูกสรางสวนปาไมสน





ในการดําเนนการปลูกสรางสวนปาไม้สนมีขั นตอนต้องคํานงถึงทั วไป คอ

การกําหนดวัตถุประสงค ์



ในเรองน ีจะต้องทราบให้แนชัดถึงจดประสงค์ทเราจะทําการปลูกว่าปลูกเพื ออะไร









เชน เพื อการอนรกษ์ เพื อเศรษฐกจรายใหญ เพื อเศรษฐกจรายย่อย เพื อเปนตัวผสมผสานกับการ

ดําเนนงานอื น ๆ เชน การผลิตทางการเกษตรโดยหวังผลในแงกําบังลมและอื นๆ จดประสงค์อาจจะ











ต้องทราบให้คอนข้างแนชัดและยิ งละเอยดมากข นก็จะทําให้วางแผนได้ดข น เพราะการวางแผนทด







จะเกดความคล่องตัวในการดําเนนการตอๆ ไป เชน ถ้าต้องการทําเชงพาณชย์จะต้องกําหนดแนชัดว่า









ต้องการใช้ไม้เพื อทําอะไรบ้าง เชน ทําไม้วีเนยร ไม้แปรรป ไม้ช นสับ หรอเยื อกระดาษ เปนต้น หรอ
อาจจะมีหลายวัตถุประสงค์ก็ได้ เมื อมีข้อมูลพรอมจะทําให้การวางแผนการดําเนนการปลูก การคัด


เลอกพันธ์ รวมถึงการดแลและจัดการต้นไม้ การตลาด และจัดหาแหล่งเมล็ดดําเนนการได้ถูกต้อง




และรดกุม

จะไม่กล่าวถึงการคัดเลือกพื นทโดยเฉพาะเพราะถือว่าสามารถปรบปรงพื นทเพื อ




การปลูกไม้สนได้เกอบทั วประเทศไทยโดยไม่ยาก นอกจากพื นทนํ าขังรนแรง ถ้าศึกษาในด้านการ










ลงทนแล้วไม่ค้มก็จะเลิกดําเนนการปลูกไม้ชนดน ไปเปลี ยนเปนไม้ชนดอื นๆ ทเหมาะสมกว่า



พื นที เปาหมายที จะทําการปลูก
จะต้องทราบพื นทเปาหมายทจะทําการปลูก ทั งน ีเพื อจะได้ศึกษาถึงข้อมูลเบ องต้น










เกยวกับพื นทตอไปและจะได้นําข้อมูลเกยวกับพื นทมาพิจารณาเบ องต้นว่าจะสามารถทําการปลูกให้




ได้ตามวัตถุประสงค์ทต้องการหรอไม่ ถ้าสามารถจะคัดเลือกพื นทได้จะเปนส งทดทสด แตพื นททด ี













อาจจะมีอยู่น้อยบางคร ังก็จะต้องมาพิจารณาปรบเปลี ยนแผนในการดําเนนการ ในพื นททมีนํ าทวม



สงและแชขังนานๆ ไม่เหมาะในการปลูกไม้สน และการปรบพื นทเพื อระบายนํ าถ้าต้องลงทนสงเกน







ไปและไม่มีรายได้อื นรวม การปลูกไม้สนในทางเศรษฐกจก็เปนไปไม่ได้แม้ว่าในธรรมชาตกล้าไม้





สนจะมีความสามารถข นได้ในดนอุดมสมบรณตําและหลากหลายก็ตาม ในพื นททมีขนาดเล็กไม่












เปนผืนใหญตดตอกันจะทําให้คาใช้จายในการจัดการดแลสง คาใช้จายในการปลูก และเก็บเกยวผล


ผลิตสงเกนกว่าทจะมีความค้มคาในทางเศรษฐกจ แม้ว่าจะปลูกเพื ออนรกษ์ถ้าต้องใช้คาใช้จายสง












เกนไปโดยไม่จําเปนก็อาจต้องปรบเปลี ยนไปใช้พรรณไม้อื น กล่าวโดยรวมคอนําข้อมูลทั วไปของ







พื นทมาพิจารณาทางด้านเทคนคและทางเศรษฐกจถึงความเปนไปได้ของการดําเนนการและความ


142








เหมาะสมทจะดําเนนการกอนการสํารวจข้อมูลรายละเอียดเพิ มเตม เพื อศึกษาถึงความเปนไปได้ใน

ทางเศรษฐกิจ (Feasibility study) กอนตัดสนใจดําเนนการปลูกสรางสวนปาไม้สน











การสารวจพ นที เปาหมายที จะดําเนินการและเก็บขอมูลเบองตน


เมื อทราบตําแหนงพื นททจะดําเนนการอาจจะโดยการกําหนดหรอการจัดหาก็ตาม




แม้ว่าจะเปนพื นททมีศักยภาพในการปลูกสรางสวนปาไม้สนได้ ก็จะต้องทําการสํารวจและหาข้อมูล











เบ องต้นประกอบในการศึกษาความเปนไปได้ในเชงเศรษฐกจ ถงแม้ว่าจะเปนการปลูกเพื ออนรกษ์





การศึกษาถึงคาใช้จายตางๆ ในการปลูกไม้สนในพื นทนั นๆ ก็มีความจําเปนเพราะคาใช้จายทสงเกน









ไปจะกอให้เกดผลกระทบทเลวตอภาวะเศรษฐกจโดยสวนรวมได้ อาจจะต้องเปลี ยนชนดไม้ท













สามารถปลูกได้โดยลงทนตําและเสยงน้อยกว่าและมีผลดในด้านส งแวดล้อมด้วย แตถ้ามีจดประสงค์



ของการดําเนนการในทางเศรษฐกจแล้ว การศึกษาความเปนไปได้ของโครงการมีความจําเปนอย่าง






ยิ งเพื อกอให้เกดผลดตอการดําเนนการ ซงในการน จะต้องเก็บรวมรวบข้อมูลตาง ๆ ดังตอไปน คอ









1. ดานสงคมและเศรษฐกิจ

- ข้อมูลเกยวกับมนษย์โดยตรง เชน โรงเรยน โรงพยาบาล ไฟฟา ประปา โทรศัพท์




สอสาร

- สภาพหมู่บ้าน จํานวนหมู่บ้าน จํานวนหลังคาเรอน


- จํานวนประชากรในพื นทและข้อมูลทั งหมดเกยวกับประชากร เชน เพศชายหรอ



หญง เด็ก แรงงาน เช อชาต อุปนสัยโดยทั วไปของประชากรในละแวกนั น ระบบสังคม ความ





สามารถเฉพาะ ปญหาของประชากร สัตว์เล ยง ทรพย์สน โรคภัยไข้เจ็บ อนามัย โรคระบาด และการ



ศึกษาของประชากร


2. ขอมูลเกี ยวกับสภาพพ นที
- การคมนาคม




- ลักษณะภมิศาสตรและภมิประเทศ เชน เปนทราบ ภขา ทราบลุ่ม ความชันและ




ความสง


- นํ าและแหล่งนํ า ปรมาณนํ าฝน ฤดกาลเดอนไหนฝนตกหรอแล้ง สายนํ า แหล่งนํ า



ใต้ดน







- สภาพการใช้ประโยชน์พื นทดนว่ามีอะไรบ้าง ทําไร ทําสวน ปศุสัตว์ หรอเปนไร


ราง ไรเลื อนลอย เปนปาชนดใด ชนดพรรณไม้ ชนดพืชพรรณทปลูกหรอมีอยู่แล้ว











- ความอุดมสมบรณของดน แรธาต ลักษณะทางกายภาพของดน ความลึก การอุ้ม


นํ า การระบายนํ า

143







- สัตว์ทมนษย์ไม่ได้เล ยง เชน แมลง ปลวก มด สัตว์เล อยคลานอื นๆ






การวางแผนเบองตนและวิเคราะหความเปนไปไดในทางเศรษฐกิจ





จากรายละเอียดของข้อมูลเบ องต้นตางๆ ทได้นั นนํามาวางแผนการดําเนนงานและ








แนวทางแก้ไขโดยหลบเลี ยงปญหาทจะเกดข นให้มีความเสยงน้อยทสด เพื อให้เกดความสําเรจตาม







วัตถุประสงค์ เพราะแนวทางรปแบบทดในการดําเนนการจะลดความเสยงลงได้อย่างมาก การวาง

แผนเบ องต้นจะดเพียงใดก็ข นกับความถูกต้องของข้อมูลทได้รบ ความหลากหลายของข้อมูลและ





รายละเอียดของข้อมูลทมีอยู่ รวมถึงความสามารถของกลุ่มบคคลทจะนําข้อมูลเหล่านั นมาวางแผน













และสรางแบบจําลองสถานการณตางๆ ในการดําเนนงานปลูกสรางสวนปา ซงเปนเรองทมีความจํา

เปนเพราะว่าเปนกจการระยะยาวหากมีการปรบเปลี ยนแผนอย่างมากในอนาคตอาจเกดการสญเสย










อย่างใหญหลวงตอการดําเนนงานและเศรษฐกจ การวางแผนโดยอาศัยข้อมูลทได้มานั นนํามาสราง






แบบจําลองหลายๆ แบบข นมาเพื อจะได้ทําการศึกษาและคัดเลือกแบบทดทสดหรอเหมาะสมทสดมา





ใช้ในการดําเนนการว่าจะออกมารปแบบใด เร มต้นอย่างไร เมื อใด และต้องมีคาใช้จายเทาใด จะได้





ผลผลิตตามต้องการเทาใด ได้ผลผลิตรองเทาใด รวมทั งรายได้ สภาพข้อมูลจะสะท้อนความเปนจรง









ของพื นท สามารถประเมินเบ องต้นเกยวกับวิธดําเนนการและผลผลิตทจะได้ ว่าจะได้ประมาณเทาใด








ในการผลิตไม้ซงตอไร และสมควรตัดฟนนําออกใช้ประโยชน์ได้ในระยะเวลาเทาใดตามคณสมบัต



ทต้องการ รปแบบของการดําเนนการวางแผนเบ องต้นต้องระบถึงวิธการแบงแปลงปลูก ขนาดของ










แปลงปลูกรายป การจัดแปลงปลูก การดําเนนการในพื นทปลูก การปลูกและการดแลรกษา แบบ




แผนในการปลูก เชน ระยะปลูก การตัดสางขยายระยะ การลิดก ง การเตรยมพื นท การใสปย และ





ทสําคัญคอคาใช้จายในการลงทนด้วย ในการทําแบบจําลองต้องรวมถึงการตั งสํานักงานสนาม การ




สรางเรอนเพาะชํากล้าไม้ การตัดถนนในบางพื นทและส งเกยวข้อง เชน ระบบนํ า อาคารเก็บของ





และอื นๆ จะต้องถูกกําหนดลงไปให้ครบถ้วน พรอมทั งคาใช้จายทจะใช้ในการนั น






ในขณะน ีราคาไม้ซงคณภาพดสําหรบแปรรปจะมีความแตกตางจากราคาไม้เพื อทํา




เยื อกระดาษอย่างมากคอสงกว่าประมาณ 10 เทา ดังนั นการดําเนนการในขณะน ควรจะเปนการผลิต











โดยใช้รอบตัดฟนระยะคอนข้างยาว 20 - 25 ป และกอนถึงรอบตัดฟนควรมีการตัดสางขยายระยะ







เพื อนําไม้มาทําเยื อกระดาษและไม้ซงขนาดเล็กซงมีราคาไม่สงนัก คอเปนแบบผสมผสานจงจะมี




ความเปนไปได้ในการดําเนนการเชงพาณชย์ นอกเสยจากว่าการปลูกปาจะทําข นเพื อความมุ่งหมาย















ในการอนรกษ์ต้นนํ า ซงในแงน ีจดประสงค์รองเพื อการผลิตไม้ซงขนาดใหญสําหรบทําวีเนยรหรอ









ไม้แปรรปรวมด้วยก็มีความเหมาะสมสง แตการจะได้ไม้ซงคณภาพดจากปาอนรกษ์ทมีการปลูกและ









ดแลรกษาไม่พิถีพิถันเทาใดนัก (non intensive) ถ้าจะให้ได้ไม้คณภาพดก็จะต้องใช้พันธ์ทเหมาะสม
ด้วย

144






จากการดําเนนการวิเคราะห์ในขั นตอนน ีก็จะได้แบบแผนการดําเนนงานทเหมาะ









สมทเราจะเลือกใช้ ซงจะทําให้การดําเนนงานค้มคาตามวัตถุประสงค์ในสภาพพื นททเปนเปาหมาย



ของการดําเนนการ รวมทั งมีแบบแผนอื นๆ สํารองทจะใช้ได้ด้วยเมื อสถานการณตางๆ เปลี ยนไป






การเลอกชนิดและพันธุไมสนสาหรบการปลูกสรางสวนปา




ชนดไม้สนทเหมาะสมสําหรบการปลูกสรางสวนปาในเขตรอน เชน ประเทศไทย

















ในปจจบันมีอยู่ถึง 5 ชนด แตละชนดมีข้อดและข้อเสยตางๆ กัน การเลือกชนดไม้ทเหมาะสมจะเกด







ประโยชน์ทค้มคามากข น การตัดสนใจเลอกไม้ชนดใดนั นโดยหลักการแล้วก็คอ การพิจารณาว่าไม้












ชนดนั นหรอพันธ์นั นๆ สามารถข นและเจรญเตบโตได้ด รวมถึงให้ผลผลิตทมีคณภาพดตามความ

ต้องการในสภาพแวดล้อมของพื นททจะทําการปลูกไม้ชนดนั นหรอไม ่







ปจจัยหลักที ใชประกอบในการพิจารณาสาหรบไมสนก็คอ








1. อุณหภูมิ ของพื นททจะทําการปลูก ไม้ชนดตางๆ เจรญเตบโตได้ดในสภาพ




อุณหภมิทแตกตางกัน ปกตจะใช้คาอุณหภมิเฉลี ยตลอดปรวมถึงคาอุณหภมิสงสด-ตําสดในแตละ

















เดอนตลอดปในการพิจารณาคัดเลือกชนดไม้ได้ ตามธรรมชาตแล้วอุณหภมิมีความสัมพันธ์โดยตรง

กับระดับความสงของพื นทจากระดับนํ าทะเลปานกลาง ในประเทศไทยอุณหภมิจะลดลง 5 – 6 C


0







เมื อระดับความสงของพื นทเพิ มข น 1,000 เมตร ซงความแตกตางของระดับความสงน ีมีผลกระทบ


ตอการเจรญเตบโตของพันธ์ไม้หลายชนด ดังนั นจงสามารถใช้ระดับความสงของพื นทเปนปจจัย
















พิจารณาคัดเลอกชนดไม้ทจะปลูกในพื นทนั นได้ในระดับหนง ซงโดยธรรมชาตเปนททราบกันอยู่




บ้างแล้วว่าไม้ชนดใดมีขอบเขตการเจรญเตบโตในชวงระดับความสงเทาใดถึงเทาใด เชน ไม้สักโดย









ทั วไปจะไม่พบข นเลยระดับความสง 700 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลาง แตมีข้อยกเว้นอยู่บ้างอัน






เนองมาจากผลของ microclimate ทมีปจจัยอื นๆ มาสมทบ หรอเนองจากมีการปรบตัวของพันธ์




ใหม่ๆ ตามธรรมชาต นอกจากระดับความสงของพื นทแล้วตําแหนงของพื นททเส้นรงตางกันก็มีผล







ตออุณหภมิด้วยเชนกัน







2. ความชุมชนของพนที ไม้ชนดตางๆ จะมีความสามารถทนแล้งได้แตกตางกัน







ุ่
ในเรองความชมช นส งทจะพิจารณาคอชวงความยาวนานของความแห้งแล้งและความรนแรงของ




ความแห้งแล้ง พืชมีความต้องการนํ าเพื อการเจรญเตบโตแตขณะเดยวกันก็มีความต้องการพักตัว






และหยุดการเจรญเตบโตชวงหนงในรอบป ดังนั นชวงฤดแล้งถ้าเหมาะสมกับไม้ชนดใดไม้ชนด












นั นจะเจรญเตบโตมีคณภาพด โดยปกตแล้วถ้าปรมาณนํ าฝนมากชวงแห้งแล้งก็จะน้อยลง แตใน




ปรมาณนํ าฝนเทากันความแห้งแล้งอาจไม่เทากันก็ได้ เพราะการกระจายของฝน อุณหภมิเฉลี ย และ





145










ลมอาจแตกตางกัน ปรมาณนํ าฝนทั งปจงยังเปนข้อมูลไม่เพียงพอต้องมีชวงฤดแล้งประกอบด้วยรวม





ถึงอุณหภมิในฤดแล้ง ดังนั นแผนภมิทดสําหรบการพิจารณาในเรองน ีคอ Gaussen climagram ของ








ท้องทนั นๆ ซงจะสะท้อนถึงภาพรวมของทั งอุณหภมิและความช น เพราะทําข นจากการนําข้อมูลของ





ปรมาณนํ าฝนเปนมิลลิเมตรและอุณหภมิเปนองศาเซลเซยสมาประกอบเข้าด้วยกันในไดอะแกรม







วิธทํา Gaussen climagram ทําโดย plot คาปรมาณนํ าฝนแตละเดอนเปนมิลลิเมตร
และอุณหภมิเฉลี ยรายเดอนเปนองศาเซลเซยสลงในกราฟเดยวกันแตใช้สเกลของปรมาณนํ าฝนเปน









2 เทาของอุณหภมิ ดังแสดงตัวอย่างใน Gaussen climagram ของสถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง












จังหวัดเชยงใหม่ (ภาพท 10) ซงจะเหนชวงเดอนทแห้งแล้ง ความรนแรง และอุณหภมิของเดอน







ตางๆ การพิจารณาแผนภมิน จะทําให้เลือกชนดไม้ได้ดข น

Gaussen climagram 10 ป (1987-1996)

ของสถานีทดลองปลูกพรรณไมหวยบง จังหวัดเชยงใหม ่





200 ปรมาณนํ าฝน (มม./ป) ี 100

190



อณหภูม ( ◌ํC) สงสด



180 อณหภูม ( ◌ํC) ตํ าสด ุ 90

อณหภูม ( ◌ํC) เฉลย


170
160 80
150 ป) 70
140 ี
130 60
120
ปริมาณนํ าฝน (มม./ปี) 110 50 อุณหภูมิ ( o C)
100
90
80 40
70
60 30
50
40 20
30 10
20
10
0 0
ม.ค. ก.พ. ม.ค. เม.ย. พ.ค. ม.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.




ภาพที 10 Gaussen climagram 10 ป (1987–1996) ของสถานีทดลองปลูกพรรณไมหวยบง


จังหวัดเชยงใหม ่


ทมา : ประดษฐ์ (2540)

146









3. สภาพของดินในธรรมชาติ ดนเปนวัสดทต้นไม้จําเปนต้องใช้เพื อการเจรญเตบ






โต เปนส งทรากใช้ยึดเกาะพยุงลําต้นและหานํ าและแรธาตตางๆ เพื อสงไปสระบบใบสําหรบไปใช้



ู่






ในการสรางอาหารเพื อการเจรญเตบโตของทั งสวนต้นและสวนราก ดังนั นความลึกของดน สภาพ













แวดล้อมหรอคณสมบัตของดน และธาตอาหารทจําเปนแกพืชในดนจงมีความสําคัญตอการเจรญเตบ







โตของต้นไม้ ไม้สนเขตรอนชอบดนกรดมี pH 4.5 - 5.8 ดังนั นดนเปนดางเชนมีแคลเซยมจากหนปน




มากไปหรอจากสาเหตอื นๆ จะไม่เหมาะสําหรบไม้สน โดยทั วไปไม้สนถ้าจะให้การเจรญเตบโตด










ต้องมีดนลึกการระบายนํ าดแตก็อุ้มความช นไว้ได้ดด้วย แตบางชนดสามารถเจรญเตบโตได้ดในดน





ทไม่ลึกนัก เชน Pinus caribaea var. hondurensis สนสองใบ และสนสามใบ






เพื อจะให้ได้ผลดในการพิจารณาเลือกชนดไม้ การทําแบบแสดงคณภาพพื นท (Site
description) ซงจะแสดงข้อมูลทั วไปของพื นท ปจจัยเกยวกับดน อุณหภมิ และนํ าฝน ในรปแบบ









ทเปนมาตรฐาน ก็จะทําให้การคัดเลอกชนดไม้และแหล่งเมล็ดพันธ์ทจะใช้มีความสะดวกและได้ผล







ดยิ งข น


แบบแสดงคุณภาพพ นที
สถานที - หมู่บ้าน ตําบล อําเภอ จังหวัด


- เส้นรง (Latitude) เส้นแวง (Longitude)
- สภาพพ นททั วไป



- ความสงจากระดับนํ าทะเล (Altitude)


ดิน - ชนดดน (Soil type)
- หนกําเนดดน (Parent material)





- เน อดน (Texture)
- ความลึก (Dept)
- สภาพภมิประเทศ (Topography)

- การปกคลุม (Exposure)


พชพรรณ - ชนดปาและพันธ์ไม้


ภูมิอากาศ - แบบ Holdridge

- สถานตรวจอากาศใกล้เคยง





- ตําแหนงสถานท เส้นรง เส้นแวง ระดับความสง


- จํานวนปทเก็บข้อมูลมาแล้ว

- Gaussen climagram

147






4. โรคและแมลง สําหรบไม้สนแล้วในประเทศไทยยังไม่พบความรนแรงเปนพิเศษ

ในฟลิปปนส์ได้เลิกปลูกไม้สนคารเบยไปเพราะการระบาดของ tip moth ทําลายยอดสน ในประเทศ







ไทยทต้องคํานงถึงคอปลวก อาจทําให้เปนอุปสรรคบ้างในบางท้องท ี







5. ตลาดและการใชประโยชน ไม้สนคารเบย สนโอคารปา และสนเทคนมาน จะได้



เปรยบเพราะมีคณสมบัตของเยื อดกว่าสนสองใบและสนสามใบ การใช้ประโยชน์ทางอื นจะพอๆ กัน




สนสามใบจะเสยเปรยบเรองคณภาพไม้เพราะมีตามากและตาขนาดใหญเนองจากมีก งมากและข้อ










โปน ในด้านการเจรญเตบโตแล้วสนโอคารปาและสนเทคนมานจะเหนอกว่าสนคารเบย และทั ง







สามชนดจะเจรญเตบโตดกว่าไม้สนสองใบและสนสามใบ ในสภาพพื นททเหมาะสมกับชนดไม้











นั นๆ ทางการค้าก็จะได้เปรยบกว่า แตทางด้านส งแวดล้อมแล้วเนองจากเปนไม้ตางถิ นจงเกรงว่าจะมี



ผลเสยซงยังไม่มีเหตการณ์หรอส งบอกเหตเชนน







จากปจจัยตางๆ ของพื นทและการตลาดแล้วจะต้องมาพิจารณาถึงลักษณะตางๆ






ของไม้สนทั ง 5 ชนด เพื อจะได้นําไปประกอบการพิจารณาเลือกชนดไม้ให้เหมาะสมกับท้องทนั นๆ




1. สนสองใบ (Pinus merkusii) เปนไม้สนทมีถิ นกําเนดในประเทศไทยและเอเซย




ตะวันออกถึงเอเซยตะวันออกเฉยงใต้ มีการกระจายพันธ์จากความสงประมาณ 80 เมตร จนถึง


ประมาณ 1,400 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลาง สามารถจะข นได้ในสภาพดนเลวและความช นตํา






ข นได้ในดนหลายประเภทตั งแต Lateritic ถึง Podzolic และ Low humic gray soil เนองจากสามารถ








ข นในทแล้งระดับตําและสามารถทนอุณหภมิรอนได้ดกว่าไม้สนชนดอื นๆ กล่าวได้ว่าเหมาะทจะ

ปลูกในทระดับตํากว่า 1,000 เมตรลงไปจนถึงระดับนํ าทะเล จดอ่อนของสนสองใบคอการเจรญเตบ






โตในระยะแรกช้าและมีลักษณะสภาพหญ้าเปนพุ่มเต ยอยู่หลายปกว่าจะเร มพุ่งเจรญเตบโตตอไปทํา









ให้การดแลรกษาเปนไปได้ยากในชวงแรก ไม่เหมาะสําหรบการใช้ประโยชน์ในรอบตัดฟนตํากว่า






20 ป การเจรญเตบโตในระยะหลังจากพ้นสภาพหญ้าแล้วจะรวดเรวมาก การปลูกเพื อไม้ซงขนาด













ใหญรอบตัดฟนยาวนาจะค้มคาหรอดกว่าไม้อื น ข้อดคอมีความทนทานตอไฟคอนข้างสงทําให้






สะดวกในการจัดการในบางพื นท ถ้าได้รบการคัดเลือกและปรบปรงพันธ์ให้ดข นก็ยังเปนไม้ทมี





ศักยภาพมากอยู่


2. สนสามใบ (Pinus kesiya) เปนไม้มีถิ นกําเนดในประเทศไทยและเอเชยตะวัน





ออกอยู่ถัดเหนอข นไปจากสนสองใบจนถึงอินเดยตอนเหนอและจน การกระจายพันธ์ในประเทศ








ุ่



ไทย พบทระดับสงตั งแต 500 - 1,400 เมตร จะข ึนในดนทชมช นและอุดมสมบรณกว่าเมื อเปรยบ




เทยบกับสนสองใบ มีการเจรญเตบโตในระยะแรกเรวกว่าสนสองใบเหมาะสําหรบปลูกในระดับ



700 - 2,000 เมตร สวนใหญจะข นอยู่ในดนทมีวัตถุต้นกําเนดจากภเขาไฟ และเหมาะสําหรบดนลึก









และความช นดรวมทั งอุณหภมิไม่สงนัก





3. สนคารเบีย (Pinus caribaea var. hondurensis) เปนพรรณไม้ตางถิ นได้นํามา









ปลูกในประเทศไทยหลายสบปสามารถข นได้ด ในถิ นกําเนดเดมแถวอเมรกากลางจะข นตั งแตระดับ

148







นํ าทะเลจนถึงระดับความสงประมาณ 1,000 เมตร เหมาะทจะปลูกในระดับความสงตั งแต 1,000




เมตรลงมา เปนไม้ทสามารถข นได้ในดนคอนข้างเลวหลายชนด มีการเจรญเตบโตเรว รปทรงด ทน












แล้งได้ดแตไม่ทนนํ าขัง การจะปลูกในระดับตางๆ ต้องเลือกพันธ์ให้ถูกต้อง เหมาะเปนไม้รอบตัด


ฟน 10 - 15 ป เพื อทําเยื อกระดาษหรอไม้แปรรปรอบตัดฟนไม่เกน 35 ป ข้อมูลการปลูกในประเทศ






ไทยทความสง 800 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลาง ให้ผลผลิตดกว่าไม้สนสองใบและสนสามใบ




4. สนโอคารปา (Pinus oocarpa) เปนไม้ตางถิ นมีถิ นกําเนดเดมอยู่แถบ Mexico







และอเมรกากลางมีการกระจายพันธ์ตั งแตระดับความสง 500 - 1,600 เมตรจากระดับนํ าทะเลปาน

กลาง ในชวงความสงตั งแตระดับ 500 - 700 เมตรมีการกระจายพันธ์คาบเกยวกับ Pinus caribaea






ึน

คอข นปะปนกัน และทระดับประมาณ 1,000 เมตรข นไปจะข ปะปนกับ Pinus patula ssp.


tecunumanii และ Pinus maximinoi สนโอคารปาจะข ึนอยู่ตามพื นทภเขาตอนกลางของประเทศ











เจรญเตบโตในดนตางๆ ซงคอนข้างเลวและดนต น เปนไม้สนททนความแห้งแล้งด การเจรญเตบโต







ของไม้ชนดน ีเมื อนํามาทดลองปลูกในประเทศไทยดมาก เหมาะสมทจะใช้ปลูกในระดับความสง



700 - 2,000 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลางในสภาพดนกรด และเหมาะทจะปลูกเพื อการค้าหรอ





ปลูกเสรมรวมกับไม้สนสามใบในพื นทอนรกษ์ แล้วนําไม้ออกมาใช้ในอนาคตโดยการตัดสางขยาย





ระยะเพื อให้เหลือแตไม้สนสามใบอันเปนไม้ในถิ นเดมให้คลุมพื นท ี

5. สนเทคูนูมานี (Pinus patula ssp. tecunumanii) เปนพรรณไม้ตางถิ นมีแหล่ง






กําเนดในอเมรกากลาง มีการเจรญเตบโตในระดับความสงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับนํ าทะเล



ข นไป ข นปะปนกับ Pinus oocarpa และมีลักษณะคล้ายกันมากทําให้แตเดมรวมเปนชนดเดยวกับ





Pinus oocarpa เจรญเตบโตทดนด ดนลึก ความแล้ง 3 - 4.5 เดอนตอป ความช นสง สนชนดน เหมาะ












ทจะปลูกในทสงตั งแต 800 เมตรข นไปจนถึงระดับเกน 2,000 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลางใน















ประเทศไทยจัดเปนไม้ทมีการเจรญเตบโตดมากชนดหนง ถ้าได้พื นทเหมาะสมก็สามารถทจะปลูก

เปนการค้าได้

ได้มีการจัดโซนตามระดับความสงในแงการปลูกสรางสวนปาไม้สนในเมืองไทย




ไว้ 4 โซน คอ

โซน 1 ทระดับ 0 - 300 เมตร


โซน 2 ทระดับ 300 - 700 เมตร

โซน 3 ทระดับ 700 - 1,000 เมตร
โซน 4 ทระดับ 1,000 เมตร ข นไป



เพราะระดับความสงของพื นทมีผลตอการเจรญเตบโตของไม้สนชนดตางๆ และพันธ์ตางๆ กล่าว












โดยกว้างๆ โซน 1 จะเหมาะกับไม้สนคารเบยและสนสองใบ โซน 2 จะเหมาะกับไม้สนคารเบย สน





โอคารปา และสนสองใบ โซน 3 จะเหมาะกับไม้สนสามใบ สนสองใบ สนเทคนมาน สนโอคารปา


149










และสนคารเบย โซน 4 เหมาะสมกับสนสามใบ สนโอคารปา และสนเทคนมาน ซงในแตละโซนจะ









ต้องเลือกพันธ์และถิ นกําเนดทเหมาะสมจงจะได้ผลผลิตสงและค้มคา
ในระดับพื นท 0 - 700 เมตร ไม้สนสองใบจะเหมาะสมสําหรบการปลูกในพื นท ี






อนรกษ์โดยยึดหลักว่าเปนไม้สนท้องถิ น แตไม้สนสองใบมีความยุ่งยากในการเตรยมกล้าและการ








ปลูก ความสําเรจในการเลือกไม้ชนดน จะมีน้อยจนกว่าจะได้มีการปรบปรงเทคนคในด้านน ให้ก้าว







หน้ายิ งข น ดังนั นไม้สนคารเบยจงมีบทบาทมากกว่าซงมีความเหมาะสมทั งในแงอนรกษ์และในแง ่









เศรษฐกจ แตข้อควรระวังสําหรบการจะปลูกไม้สนคารเบย ก็คอต้องเลือกพันธ์และถิ นกําเนดท





เหมาะสมด้วย ซงประเทศไทยมีพื นททมีศักยภาพทจะปลูกไม้สนในเชงพาณชย์อยู่ทระดับ 700






เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลางลงมาเปนจํานวนมาก ทั งภาคกลาง ภาคเหนอ ภาคตะวันออก ภาค




ตะวันตก และภาคตะวันออกเฉยงเหนอ มีพื นททเหมาะสมจะพัฒนาเปนแหล่งผลิตวัตถุดบเพื ออุต















สาหกรรมปาไม้ได้หลายแหง เชน เพชรบรณ สระบร ลพบร นครราชสมา บรรมย์ นครนายก







ปราจนบร ตาก กําแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธาน ชัยภมิ ขอนแกน หนองบัวลําพู และอุดรธาน




ในพื นทเหล่าน ีบางแหงมีโรงงานแปรรปไม้และอุตสาหกรรมเยื อกระดาษอยู่แล้ว และพื นทเหล่าน




สวนใหญมีความอุดมสมบรณตําเนองจากการใช้ประโยชน์ทดนทไม่ระมัดระวัง เปนพื นทราบมี









การคมนาคมสะดวกจงเหมาะทจะมีการปลูกปาเพื ออุตสาหกรรมการใช้ไม้ตาง ๆ รวมทั งเพื ออุตสาห





กรรมเยื อกระดาษ ไม้สนคารเบยและสนโอคารปาจะมีความเหมาะสมอย่างมากทจะปลูกในพื น





ทบรเวณน

การปลูกปาอนรกษ์ในพื นทสงกว่า 700 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลางข นไป สน









สามใบจะมีความเหมาะสมเพราะเปนไม้ท้องถิ นเดม แตการนําสนเทคนมานมาปลูกด้วยในบางพื น






ทเปนเปอรเซ็นต์ไม่มากเกนไปก็ย่อมไม่กอให้เกดความเสยหายแตประการใด ดังนั นในอนาคตอัน












ใกล้หากจะมีการปลูกสนโอคารปาหรอสนเทคนมานในพื นทต้นนํ าลําธารเพิ มข น เพื อเพิ มความ





หลากหลายทางชวภาพของพื นทก็ย่อมเปนส งทด ี




ในการปลูกปาเศรษฐกจในพื นทสงกว่า 700 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลาง ไม้










สนเทคนมานจะให้ผลผลิตดทสดถ้าได้เลือกถิ นกําเนดทเหมาะสม เชน ถิ นกําเนดจาก Yucul ซงให้






ผลผลิตเฉลี ย 4 ลูกบาศก์เมตร/ไร/ป ดังนั นในชวงเวลา 20 ปสามารถผลิตไม้ได้ถึง 80 ลูกบาศก์เมตร/









ไร การปลูกถ้ามีการบํารงรกษาทดจะให้ผลตอบแทนสง เนองจากไม้สนเทคนมานมีการเจรญเตบ




โตดรวมทั งมีคณสมบัตทดในการทําเยื อกระดาษทั งฟอกขาวและไม่ฟอกขาว จงเหมาะทจะใช้ใน










โครงการปลูกเพื อเปนวัตถุดบสําหรบทําเยื อกระดาษและไม้ซงขนาดเล็ก โดยใช้รอบตัดฟนเพียง



16 - 17 ป ทําการตัดสางขยายระยะเมื ออายุ 10 - 11 ปเพื อใช้ทําเยื อกระดาษ และตัดหมดเมื ออายุ

ประมาณ 17 ปเพื อใช้เปนไม้ซงขนาดเล็กและทําเยื อกระดาษด้วยจะมีความค้มคามากตอการลงทน












ซงตอนตัดสางขยายระยะอายุประมาณ 10 ปได้ไม้โตโดยเฉลี ย 24 เซนตเมตร และในชวงอายุ 17 ป





ได้ไม้ซงแปรรปโตเฉลี ย 40.8 เซนตเมตร ในบางพื นทมีความอุดมสมบรณของดนตํา การปลูกสน




150









คารเบยอาจให้ผลผลิตดกว่าในชวงความสง 700 - 1,000 เมตร เพราะจะมีความแข็งแกรงกว่าไม้สน

โอคารปาและสนเทคนมาน แตอย่างไรก็ตามถ้าสามารถทําการทดลองปลูกในพื นทเปรยบเทยบกันก็











จะมีความแม่นยําถูกต้องยิ งข น ดังนั นในการคัดเลือกชนดไม้ทดคอการทดลองปลูกในพื นทเพื อหา




ข้อมลเบ องต้นประมาณ 3 - 5 ป






พื นทระดับสง 1,000 เมตรข นไป ในการปลูกเพื ออนรกษ์แล้วปลูกได้ทั งสนสามใบ







สนโอคารปา และสนเทคนมาน แตจะให้ผลดในทางเศรษฐกจแล้วสนโอคารปาและสนเทคนมาน






เทานั นจงจะค้มคาในการลงทน






การเลือกพันธ์ไม้และชนดไม้มีความสําคัญอย่างยิ งตอความสําเรจของการปลูกปา


ถ้าหากทําได้ควรจะต้องทดลองปลูกกอนตัดสนใจเลือกชนดใดโดยใช้ชนดและถิ นกําเนดทมีศักย






ภาพอยู่แล้ว เชน ในระดับตํากว่า 700 เมตรจากระดับนํ าทะเลปานกลาง ควรเลือกไม้สนคารเบย











หลายถิ นกําเนดหรอสายพันธ์นํามาทดลองปลูกดกอน แตในกรณทต้องการความรวดเรวก็ควรปลูก







หลายสายพันธ์ทมีข้อมูลว่ามีการเจรญเตบโตด และหลังจากนั นเมื อทราบว่าพันธ์ใดและชนดใดดท






สดก็ปรบเปลี ยนไปใช้พันธ์นั นๆ มากข น จะเปนการลดความเสยงและความเสยหายของการดําเนน






การได้อย่างมาก เพราะข้อมูลทั วไปเพียงแตบงบอกถึงความเปนไปได้กว้าง ๆ เทานั นถ้าต้องการพันธ์












ทเหมาะสมทสดก็ต้องรอผลทจะเกดข นจากการปลูกในพื นทนั นเองจะมีความแม่นยํากว่า และการท












ได้พันธ์ทมีการเจรญเตบโตดทสดและเหมาะสมทสดหมายถึงความสําเรจ เพราะพื นทดําเนนการ


ปลูกปาในแตละปจะมีขนาดโดยรวมคอนข้างใหญ มีการปลูกต้นไม้จํานวนมากและใช้เวลานาน






หลายปดังนั นอัตราการเจรญเตบโตทเพิ มข นเล็กน้อยตอต้นตอปจะมีมูลคามหาศาลเมื อคดทั งพื นทท ี



















ดําเนนการ พันธ์ไม้ทเจรญเตบโตรวดเรวและสามารถเจรญเตบโตดแม้จะปลูกหนาแนนก็ย่อมทําให้



ผลผลิตรวมตอพื นทมีคาสงข น ความระมัดระวังในเรองน ีจงมีความสําคัญอย่างยิ งประการหนงนอก








เหนอจากการปฏิบัตดแลอย่างเหมาะสม




สรุปแนวทางในการเลอกชนดไมที จะปลูกในประเทศไทยดังน ี









1) ทสงกว่า 1,000 เมตรข ึนไป ไม้สนเทคนมานและสนโอคารปาเจรญเตบโตดท









สด รองลงมาคอไม้สนสามใบ แตทั งน ีสําหรบสนโอคารปาต้องใช้พันธ์หรอถิ นกําเนดทสามารถ






เจรญเตบโตได้ดในพื นทสง


2) ทระดับ 700 - 1,000 เมตร สนเทคนมานและสนโอคารปายังเจรญเตบโตดทสด









รองลงมาคอสนคารเบย และสดท้ายคอสนสามใบแตไม่เหมาะในการปลูกเพื อการค้าเพราะการเจรญ











เตบโตยังน้อยกว่าสนเทคนมานและสนโอคารปา มาก

3) ทระดับ 300 - 700 เมตร และระดับ 0 - 300 เมตร ไม้สนคารเบยจะเหมาะสมท





สด รองลงมาคอสนโอคารปาบางสายพันธ์ และสดท้ายคอสนสองใบซงในทางการค้าไม่เหมาะ








151






เพราะความยุ่งยากในการปลูก และการเจรญเตบโตในระยะแรกจะตํากว่าไม้สนชนดอื นๆ บางพื นท









สนคารเบยอาจโตดกว่า แตบางพื นทสนโอคารปาอาจโตดกว่า ดังนั นจะต้องระมัดระวังและพิจารณา
ให้ดในการใช้สายพันธ์ของทั งสองชนดให้เหมาะสมเพื อประโยชน์สงสดในการดําเนนงาน ในทาง










การค้าแล้วสนโอคารปาและสนคารเบยเทานั นทจะมีความเหมาะสมในการปลูก เพราะจะได้เยื อ




กระดาษคณภาพดกว่าไม้สนสองใบและไม้สนสามใบ รวมทั งคณภาพไม้ดกว่าเพราะมีตําหนจากตา








ไม้น้อยกว่ารวมทั งการเจรญเตบโตก็ดกว่าด้วย ถ้าได้พันธ์ดเหมาะสมกับพื นทและการจัดการถูกต้อง



สามารถให้ผลผลิต 2 - 5 ลูกบาศก์เมตร/ไร/ป แตถ้าผลผลิตตํากว่าน ตลอดชวงอายุรอบตัดฟนก็จะไม่





ค้มคาในการลงทนเมื อประเมินจากราคาไม้ในขณะน ี



การเตรยมกลาไม ้




ชนดของแปลงเพาะชา (Type of Nursery)


แปลงเพาะชําจะสรางแบบใดข นอยู่กับโครงการปลูกปาว่ามีระยะเวลาสั นหรอยาว




แคไหน และโครงการนั นใหญเพียงใด การสรางแปลงเพาะเพื อผลิตกล้าไม้จะต้องสรางให้มีขนาด





เหมาะสมกับโครงการปลูกปานั นๆ เพราะถ้าสรางใหญเกนไปก็จะเปนการส นเปลืองโดยเปล่า








ประโยชน์ แตถ้าสรางเล็กเกนไปก็จะทําให้โครงการปลูกปาไม่บรรลุเปาหมาย โดยทั วไปแล้วจะแบง

ชนดของแปลงเพาะชําออกได้เปน 2 แบบ คอ





1. แปลงเพาะชาชวคราว (Temporary Nursery) เปนแปลงเพาะชําขนาดเล็ก สราง



ข นเพื อผลิตกล้าไม้ใช้เฉพาะการปลูกสรางสวนปาบรเวณใกล้เคยง ใช้เวลาเพียง 1 - 2 ปแล้วก็เลิกไป














ย้ายไปสรางใหม่บรเวณใกล้เคยงกับทจะทําการปลูกสรางสวนปาแหงใหม่เรอยไป การเลือกใช้วัสด





ในการสรางแปลงเพาะชําชนดน ีควรใช้วัสดทสามารถเคลื อนย้ายไปสรางใหม่ได้ หรอวัสดทมีราคา






ถูกไม่ต้องการความคงทนมากนักเพื อเปนการประหยัด แปลงเพาะชําชั วคราวน ีจะชวยประหยัดคาใช้

จายในการขนสงกล้าไม้และทําให้ต้นไม้ทปลูกมีเปอรเซนต์การรอดตายสง เพราะแปลงเพาะชําอยู่











ใกล้แปลงปลูกซงสภาพดนฟาอากาศจะใกล้เคยงกัน ทําให้กล้าไม้ไม่ต้องปรบตัวมาก และกล้าไม้จะ




ได้รบความกระทบกระเทอนเวลาขนสงไปปลูกน้อยกว่าขนสงจากแปลงเพาะทอยู่ไกลๆ




2. แปลงเพาะชาถาวร (Permanent Nursery) เปนแปลงเพาะชําขนาดใหญ มีการ





ใช้ประโยชน์เปนระยะเวลานาน ผลิตกล้าไม้คร ังละมากๆ เปนการสรางแบบถาวรซงนอกจากผลิต


กล้าไม้เพื อใช้ในโครงการปลูกสรางสวนปาททําอยู่แล้ว ยังสามารถผลิตกล้าไม้เพื อทําเปนการค้าได้





อีก และการทผลิตกล้าไม้คร ังละมากๆ ทําให้ค้มทนในการศึกษาเทคโนโลยี ใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการ

ดําเนนงาน

152







ในบางพื นทถ้าหากการสรางแปลงเพาะชําทําได้ลําบากเนองจากขาดแคลนวัสด






หรอสาเหตใดก็ตาม เราสามารถดัดแปลงต้นไม้บรเวณนั นทําเปนแปลงเพาะชําได้โดยการตัดแตงก ง




เชน ถ้ามีก งและใบหนาทบเกนไปเราก็ทําการตัดทอนลงบ้างเพื อให้แสงแดดลอดทะลุถึงพื นได้ใน





ระดับทเหมาะสม และถ้ามีก งแห้งหรอก งทแตกหักได้งายก็ต้องตัดลง ไม่เชนนั นถ้าหากเกดฝนตก





หนักหรอลมแรงก งเหล่าน ีอาจจะหักลงมาทําความเสยหายแกกล้าไม้ได้ เมื อตัดแตงเสรจพื นทใต้









บรเวณต้นไม้ก็เปรยบเหมือนพื นทภายใต้หลังคาของแปลงเพาะชํา ซงมีรมเงาและแสงลอดได้บาง





สวนเหมือนกัน แตพื นทแบบน ีเราจะไม่สามารถควบคมปรมาณของแสงได้ และกล้าไม้ในแปลงจะ


ได้รบแสงไม่สมํ าเสมอกัน


การสรางแปลงเพาะชา (Construction of Nursery)





ในแปลงเพาะชํา (nursery) จะแบงพื นทออกเปน 2 สวน คอแปลงเพาะเมล็ด




(seedbed) และเรอนชํากล้าไม้ (shade house) สําหรบการเพาะไม้สนเขาแปลงเพาะเมล็ดจะมีขนาด

1
ประมาณ / เทาของเรอนชํากล้าไม้เพราะเมล็ดใช้เวลาสั นมากในการงอก และหลังจากงอกแล้ว

40

15 - 20 วัน ก็ย้ายไปชําในเรอนชํากล้าไม้ได้ ทําให้สามารถใช้แปลงเพาะเมล็ดหมุนเวียนกันได้ทัน
และในแปลงเพาะเมล็ดต้องให้แสงน้อยกว่าในเรอนชํากล้าไม้คอให้แสงประมาณ 50 เปอรเซนต์ ใน




ขณะทเรอนชํากล้าไม้ให้แสงประมาณ 60 เปอรเซ็นต์



การสรางเรอนชากลาไม (Construction of Shade House) ขนาดของเรอนชํากล้า










ไม้จะมีขนาดแคไหนข นอยู่กับจํานวนกล้าไม้ทเราต้องการจะผลิต โดยเฉลี ยเรอนชํากล้าไม้ขนาดพื น

ท 1 ไร จะพอเพียงสําหรบการเตรยมกล้าไม้จํานวน 256,000 กล้า และสวนตางๆ ทสําคัญของเรอน







ชํากล้าไม้ประกอบด้วย

1. เสา สามารถใช้ไม้กลมทบเปลือกแล้วมีความโตเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12








เซนตเมตร ยาว 2.50 เมตร ซงถ้าเปนไม้เน อแข็ง เชน เต็ง รง ก็จะทําให้ความแข็งแรงทนทานดข ึน





หรออาจจะใช้เสาตอม่อคอนกรตขนาด 5 x 5 ยาว 1 เมตร มาเปนเสาชวงล่างสําหรบตอเสาไม้ยาว

1.50 เมตร การทําแบบน ีจะทําให้อายุการใช้งานยาวนานยิ งข น และยังจะทําให้เสาไม่โยกคลอนได้








งาย เนองจากสวนทฝงอยู่ในดนและใกล้พื นดนเปนคอนกรต แตสําหรบพื นททเสาไม้มีราคาแพง







หรอหายากแล้ว เราควรจะใช้เสาคอนกรตอัดแรงขนาด 3 x 3 ยาว 2.50 เมตร เพราะจะทําให้ดสวย






งามและจะใช้งานได้เปนระยะเวลานาน เสาเรอนชํากล้าไม้ควรฝงลึกไปในดนประมาณ 50

เซนตเมตร ซงจะทําให้เพดานเรอนชําสงจากพื นดนประมาณ 2 เมตร ทําให้สะดวกตอการปฏิบัตงาน








และเดนเข้าออก และระยะหางระหว่างเสาควรใช้ 3 เมตร เพราะถ้าหางเกนไปจะทําให้ไม้โครงหลัง






คาหย่อนและหลังคาทรดได้งาย แตถ้าหากเราใช้วัสดทมีความแข็งแรง เชน แปปเหล็กหรอโครง





เหล็ก ระยะหางระหว่างเสาก็ขยายออกไปได้ถึง 4 เมตร


153




2. โครงหลังคา ไม้อเสและจันทันใช้ไม้เน อแข็งขนาด 3 x 1.5 และอาจใช้ไม้กลม





ทบเปลือกหรอไม้ไผ่ทมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 เซนตเมตรแทนก็ได้ สําหรบไม้แปใช้ไม้





ไผ่หรอไม้กลมทบเปลือกซงมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เซนตเมตร วางหางกัน 50 เซนตเมตร แต ่







โครงหลังคาน ีอาจใช้แปปเหล็กหรอโครงเหล็กก็ได้ ซงต้องนําข้อมูลคาใช้จายมาเปรยบเทยบกัน








เพราะความเหมาะสมในการใช้วัสดในพื นทแตละแหงย่อมแตกตางกัน

3. วัสดุใชมุงหลังคา ถ้าใช้ไม้ไผ่จะนําไม้ไผ่มาผ่าซกกว้างประมาณ 3 - 4 เซนตเมตร


ยาว 2 เมตร มาตเปนแผงโดยใช้คราว 5 ตัว และเว้นชองว่างกะให้แสงลอดผ่านได้ประมาณ 60








เปอรเซ็นต์ ขนาดทเหมาะสมของแตละแผงคอ 2 x 2 เมตร เพื อจะได้สะดวกตอการยกเข้าออกใน





กรณทเราต้องการลดหรอเพิ มแสงให้แกกล้าไม้ ไม้ไผ่ทนํามาใช้ควรจะแชนํ าไว้สักระยะหนงกอนนํา





ไปใช้ เพราะจะทําให้อายุการใช้งานยาวนานข น การวางแผงหลังคาต้องให้ความยาวของไม้ไผ่ผ่าซก










อยู่ในแนวทศเหนอ - ใต้ ทั งน ีเพื อกล้าไม้ในเรอนชําได้รบแสงสมําเสมอทั วถึงกัน ในบางพื นทซงไม้



ไผ่หายากหรอมีราคาแพงจะใช้ทางมะพราวมุงหลังคาแทนก็ได้แตอายุใช้งานจะได้เพียงปเดยว แต ่






ปจจบันจะใช้ตาขายพลาสตก (plastic net, plastic sarlon) สดําเพราะมีนํ าหนักเบา การจะเพิ มหรอลด




แสงให้แกกล้าไม้ทําได้งายและชวงทไม่ได้ใช้งานก็สามารถพับเก็บได้ไม่เปลืองเน อท ี




การสรางแปลงเพาะเมล็ด (Construction of Seedbed) โครงสรางภายนอกของ

แปลงเพาะเมล็ดเหมือนกับเรอนชํากล้าไม้ทกอย่างแตแปลงเพาะเมล็ดจะมีหลังคาทให้แสงผ่าน









ประมาณ 50 เปอรเซ็นต์ และภายในแปลงเพาะเมล็ดควรจะใช้อิฐมอญหรอซเมนต์บล็อกกอเปน







แปลงฝงลงไปในดนและสงข นมาเหนอพื นดนประมาณ 10 เซนตเมตร ขนาดของแปลงควรกว้าง 1

เมตร สําหรบความยาวนั นพิจารณาตามสภาพของพื นทและความคล่องตัวในการทํางานถ้าจะให้



เหมาะสมไม่ควรยาวเกน 4 เมตร การใช้ความกว้าง 1 เมตร ทําให้เมื อทํางานอยู่ทขอบแปลงด้านใด
ด้านหนงจะสามารถเอื อมมือได้ถึงตลอดความกว้างของแปลงทําให้สามารถทํางานได้สะดวก และ






ความกว้าง 1 เมตรยังทําให้งายสําหรบการคํานวณเน อทตอเมล็ดทจะใช้หว่านอีกด้วย ชองว่างหรอ




ทางเดนระหว่างแปลงทั งด้านข้างและหัวท้ายกว้างประมาณ 50 เซนตเมตร ลักษณะของก้นแปลงควร









จะเปนแบบเปดหรอไม่มีก้นเพื อปองกันอันตรายทเกดแกเมล็ดไม้หรอกล้าไม้ทเราเพาะ เมื อเวลาฝน





ตกหรอรดนํ ามากเกนไปนํ าจะได้ซมลงไปในดนได้สะดวก แตละแปลงจะต้องทําฝาครอบแปลงซง








ทําด้วยไม้เน อแข็งขนาด 6 x 2 ตเปนกรอบสเหลี ยมกว้างยาวเทากับขนาดของแปลง ด้านบนบ




ด้วยลวดตาขายสําหรบปองกันสัตว์หรอแมลงทจะมาทําความเสยหายแกเมล็ดและกล้าไม้ สวนมาก









จะใช้ฝาครอบน ีเฉพาะเวลากลางคน สําหรบเวลากลางวันจะเปดให้แปลงได้รบแสงเต็มทภายใต้








แปลงเพาะเมล็ดเพื อให้เมล็ดงอกเรวข น สําหรบเมล็ดไม้บางชนดทต้องทําการเพาะในฤดฝนเพื อปอง

กันอันตรายทจะเกดข ึนจากนํ าฝน ควรจะเตรยมผ้าพลาสตกใสหรอกระเบ องใยแก้วโปรงใส








(fiberglass) เอาไว้สําหรบคลุมบนฝาครอบแปลงเวลาฝนตกด้วย

154



การคัดเลอกพื นที สาหรบสรางเรอนเพาะชา (Nursery Site Selection)









ในการคัดเลือกพื นทสําหรบทําแหล่งเพาะชํากล้าไม้ เราจะต้องคํานงถึงปจจัยหลาย




อย่าง ส งทจําเปนและควรพิจารณาในการคัดเลือกพื นทคอ


1. สภาพภูมิประเทศและดินฟาอากาศ (climate and topography) ลักษณะพื นทท









จะใช้สําหรบสรางแหล่งเพาะชํากล้าไม้ ควรจะเปนทราบหรอททมีความลาดชัน (slope) ไม่ควรจะ






เกน 3 เปอรเซ็นต์ เพื อจะได้สะดวกตอการดําเนนงาน เชน การใช้เครองมือตางๆ การสรางแปลงเพาะ







เมล็ดและการเรยงถุงชํากล้าไม้ เปนต้น เมื อเวลาฝนตกมากยังจะชวยลดการกัดชะผิวดน (erosion) อีก





ด้วย พื นทดังกล่าวควรจะมีสภาพดนฟาอากาศตลอดจนส งแวดล้อมตางๆ ใกล้เคยงกันกับพื นททจะ




นํากล้าไม้ไปปลูก เพื อต้นไม้จะได้ไม่ต้องปรบตัวมากนักเมื อเอาไปปลูกในพื นท ี



2. สภาพของดิน (soil factor) โดยทั วไปสภาพของดนควรเปนดนรวนปนทราย


(sandy loam) มีความลึกพอสมควรประมาณ 1 - 2 เมตร มีการระบายนํ าอยู่ในเกณฑ์ด ดนดังกล่าวจะ







ทําให้สะดวกตอการเตรยมแปลงเพาะเมล็ดไม้ และการเตรยมดนสําหรบบรรจลงถุงเพื อชํากล้าไม้
เวลาฝนตกมากยังจะทําให้ไม่เกดนํ าทวมขังเปนอันตรายตอเมล็ด และกล้าไม้ทเราทําการเพาะชําอีก





ด้วย



3. แหลงนํ า (water supply) นํ านับว่าเปนส งสําคัญมากสําหรบการเพาะชํากล้าไม้




และเรอนเพาะชําควรจะอยู่ใกล้แหล่งนํ า ในการสํารวจหาแหล่งนํ าตามธรรมชาตควรจะทําในฤดแล้ง

สํารวจว่ามีนํ าอยู่บรเวณใดบ้าง มากน้อยแคไหน เพียงพอสําหรบใช้ในการเพาะชํากล้าไม้หรอไม่




เพราะปกตแล้วการเตรยมกล้าไม้เกอบทกชนดกระทํากันในฤดแล้ง นอกจากกล้าไม้บางชนดทจะ















ต้องเตรยมข้ามปเทานั นจงจะกระทํากันในฤดฝน แหล่งนํ าถ้าเปนลํานํ าทมีนํ าไหลตลอดปก็คงจะไม่








เปนปญหา แตถ้าเปนลํานํ าขนาดเล็กหรอเปนแหล่งนํ าซับ ในฤดแล้งอาจจะเกดการขาดแคลนนํ าข น

ได้ ซงอาจแก้ไขได้โดยการสรางเขอนกั นนํ าหรออ่างเก็บนํ า (reservoir) เพื อกักเก็บนํ าไว้ให้พอใช้











สําหรบกจการเพาะชํากล้าไม้ ตลอดจนการใช้สอยของเจ้าหน้าทและคนงานพรอมทั งครอบครวทพัก


อาศัยและปฏิบัตงานอยู่ในทนั นด้วย
4. สภาพทางเศรษฐกิจ (economic factor) ควรคํานงถึงทั งด้านคมนาคมและแรง



งาน แหล่งเพาะชํากล้าไม้ควรจะอยู่ตดหรอใกล้ทางหลวง อย่างน้อยก็ทางหลวงระดับอําเภอ เพื อจะ





ได้สะดวกรวดเรวและส นเปลืองคาใช้จายน้อยสําหรบการขนสงกล้าไม้ไปปลูก และพื นทดังกล่าวก็


ควรจะอยู่ใกล้เคยงกับบรเวณทจะนํากล้าไม้นั นๆ ไปปลูกเชนเดยวกัน เนองจากประเทศไทยยังขาด








ุ่







แคลนเครองมือเครองใช้ประเภทเครองทนแรงตางๆ ทใช้สําหรบปฏิบัตงานเพาะชํากล้าไม้ จงจําเปน
ต้องอาศัยแรงคนเปนสวนใหญ ดังนั นบรเวณแหล่งเพาะชํากล้าไม้ก็ไม่ควรอยู่หางไกลจากหมู่บ้าน






มากนัก นอกจากจะเกดประโยชน์ในด้านแรงงานแล้ว บคลากรตางๆ ททํางานอยู่จะได้อาศัย






สาธารณปโภคและรานค้าทมีอยู่ในชมชนนั นด้วย


155








ในขณะททําการคัดเลือกพื นทสําหรบทําแหล่งเพาะชํา ควรจะเลือกทบรเวณใกล้
เคยงกันเผื อเอาไว้ นอกจากจะเปนประโยชน์ในการขยายกจการเพาะชําแล้ว ยังจะใช้สําหรบสราง






สวนผลิตเมล็ด (seed orchards) ได้อีก ยิ งเปนแหล่งเพาะชําถาวรขนาดใหญด้วยแล้วยิ งมีความจําเปน







มาก เพราะจะทําให้สะดวกตอการจัดเก็บเมล็ดพันธ์ไม้ และเปนการปองกันการขาดแคลนเมล็ดพันธ์
อีกด้วย

การเพาะเมล็ด (Seed Sowing)

สําหรบไม้สนเขาการเพาะเมล็ดควรจะทําในเดอนพฤศจกายนถึงเดอนธันวาคม ซง








กล้าจะต้องอยู่ในแปลงชํากล้าไม้ประมาณ 6 เดอน จงได้ขนาดเหมาะสมทจะนําไปปลูกซงจะเปน





ชวงฤดฝนพอด แตสําหรบไม้สนสองใบแล้วจะต้องอยู่ในแปลงชําประมาณ 18 เดอน เนองจากสน











สองใบมีระยะทเปนสภาพหญ้า (grass-stage) ไม่มีการเจรญเตบโตทางด้านความสงระยะหนงจงต้อง




อยู่ในแปลงชํากล้าไม้ข้ามปจงจะสามารถเอาไปปลูกให้มีอัตราการรอดตายสงได้


ดนสําหรบเพาะเมล็ด ถ้าหากพื นทอยู่ใกล้ปาบรเวณปาสนเขาควรจะใช้ดนจาก












บรเวณปาสนโดยเอาเฉพาะหน้าดน (top soil) ซงลึกประมาณ 10 - 15 เซนตเมตร เพราะปกตแล้วกล้า








ไม้สนจะเจรญเตบโตและแข็งแรงได้ต้องมีเช อไมคอรไรซา (mycorrhiza) ผสมอยู่ในดนด้วย ไมคอร








ไรซาคอเช อราชนดหนงซงชอบเกาะอาศัยอยู่ตามเรอนรากของไม้สนเขาโดยไม่ทําอันตรายแกราก









แตกลับชวยเพิ มบรเวณพื นทให้แกรากและในขณะเดยวกันก็ชวยเพิ มอัตราการดดซับธาตอาหารใน



ดนของรากโดยเฉพาะในดนทมีความช นน้อย ไมคอรไรซายังชวยยืดอายุของรากและเพิ มประสทธ














ภาพการทํางานของรากให้ดข น นอกจากนั นไมคอรไรซายังชวยให้รากมีความต้านทานโรค เชน





โรครากเนาทเกดจากเช อราพวก Phytophthora spp. และ Pythium spp. และชวยให้รากมีความต้าน



ทานตอสารเปนพิษทมีอยู่ในดน ความเปนกรดและอุณหภมิของดนทสงมากเกนไป ไมคอรไรซายัง













ชวยทําให้แรธาตในดนซงสลายตัวได้ยากละลายเปนธาตอาหารของต้นไม้ได้ดข นอีกด้วย เช อราไม














คอรไรซาทเกาะอาศัยอยู่ตามเรอนรากของไม้สนน เปนการพึงพากันแบบ Symbiosis แตถ้าพื นทเพาะ







เมล็ดอยู่ไกลจากบรเวณปาสนเขา หาแหล่งดนจากปาสนธรรมชาตลําบาก ก็สามารถใช้หน้าดนจาก









ปาสนเพียงบางสวนมาผสมกับดนทั วไป ซงถ้าเปนดนสําหรบบรรจในถุงชําก็ใช้หน้าดนจากปาสน



ธรรมชาตผสมตั งแต 5 เปอรเซ็นต์ข นไปก็ใช้ได้แล้ว แตในแปลงเพาะเมล็ดซงใช้ดนไม่มากนักก็ควร









ใช้สวนผสมทมากข น สําหรบพื นทซงไม่สามารถหาแหล่งดนจากปาสนธรรมชาตได้ ก็สามารถใช้










เหดซงมีชอทางวิทยาศาสตรว่า Pisolithus tinctorius (Pers.) Coker & Couch ซงมีชอสามัญหลายชอ

















เชน เหดก้อนกรวด เหดดนแดง และเหดขลําหมา เปนต้น เปนเหดทออกในฤดฝนในปาสนธรรมชาต ิ


หรอสวนปาไม้สน ดอกเหดมีลักษณะเปนก้อนกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 - 12 เซนตเมตร มี







ฐานโคนดอกคล้ายก้านดอก (pseudostem) ยาวประมาณ 1 - 8 เซนตเมตร สนํ าตาลเชนเดยวกับดอก



156








เหด ดอกเหดขณะทยังอ่อนมีผิวเรยบบางสนํ าตาลเมื อผ่าจะพบเม็ดสขาว (peridioles) ขนาดตางๆ








กระจายอยู่ในดอกเหด (gleba) ซงเปนทเกดของสปอร เมื อดอกเหดแกเมล็ด peridioles จะเปลี ยนเปน









สนํ าตาลเข้มแห้งเปนผง ผิวเปลือกดอกเหดด้านบนจะเปลี ยนเปนสนํ าตาลเข้มจนถึงดําและแตกเพื อ







ให้สปอรได้แพรกระจายพันธ์โดยกระแสลมและนํ าฝน ในทางปฏิบัตเราจะนําเหดชนดน ีมาผึงในรม


ให้แห้งแล้วนํามาบดให้ละเอียด นําไปคลุกกับทรายทเปยกช นกอนนําไปผสมกับดนทใช้เพาะเมล็ด











หรอถ้าดนเปนดนรวนปนทรายทเหมาะสมอยู่แล้วก็เอาเหดทบดแล้วผสมกับดนโดยตรง ดนทเหมาะ














สมสําหรบการเพาะเมล็ดควรเปนดนรวนปนทราย (sandy loam) ซงมีการระบายนํ าด สําหรบดนใน




กรณอื นควรผสมทรายลงไปด้วยประมาณ 50 เปอรเซนต์ ดนทใช้จะต้องทบให้ละเอียดเก็บเอาเศษไม้







หน และกรวดออก แล้วจงนําไปใสในแปลงเพาะโดยใสให้เต็มขอบแปลงซงสงจากพื นดนประมาณ






10 เซนตเมตร เกลี ยตบแตงหน้าดนโดยใช้ไม้ซงมีขนาด 10 x 40 เซนตเมตร หนาประมาณ 2



เซนตเมตร ให้ระดับเสมอกับขอบแปลงเสรจแล้วทําการรดนํ าและพ่นยาฆ่าแมลงให้ทั วแปลงและ







รอบๆ แปลง ท งไว้ระยะหนงเพื อให้ดนเกาะตัวกันแล้วจงทําการหว่านเมล็ด



ในกรณทเพาะเมล็ดปรมาณไม่มากนัก ก็สามารถเพาะในกระบะสังกะส ไม้ หรอ








พลาสตกซงมีขนาด 40 x 40 เซนตเมตร สงประมาณ 12 เซนตเมตร ซงเปนขนาดทพอเหมาะไม่เล็ก








หรอใหญเกนไปเคลื อนย้ายได้สะดวกแทนแปลงเพาะเมล็ดได้ ซงขั นตอนตางๆ ในการเตรยมดนก็ทํา




เชนเดยวกัน






เมื อเพาะเมล็ดคร ังหนงแล้วควรจะเปลี ยนดนในแปลงหรอกระบะนั นเสยใหม่ เพื อ







ปองกันมิให้เมล็ดทเราเพาะคร ังกอนๆ ทยังไม่งอกหลงเหลืออยู่อาจจะงอกปะปนข นมากับเมล็ดทเรา





หว่านลงไปใหม่ เมื อตักหรอเทดนเกาออกแล้วควรจะตากแปลงหรอกระบะท งไว้สัก 2 - 3 วันเพื อฆ่า









เช อราซงจะเปนอันตรายตอเมล็ดหรอกล้าไม้ทจะทําการเพาะคร งตอไป


การหวานเมล็ด (Sowing of Seed) เมล็ดที จะนํามาหว่านจะต้องทราบ






เปอรเซนต์การงอกเสยกอน เพื อจะได้คํานวณถูกว่าแตละขนาดของแปลงเพาะใช้เมล็ดหนักเทาไร


และจะได้กล้าไม้จํานวนเทาใดโดยทั วไปเมล็ดไม้สนเขาทเก็บจากต้นและสกัดเมล็ดออกแล้ว จะทํา

การตรวจสอบคณภาพของเมล็ด เชน ความสะอาดของเมล็ด (purity) ความมีชวิตของเมล็ด


(viability) อัตราการงอกของเมล็ด (germination) และนํ าหนักของเมล็ด (1000 seed weight) เพื อ




คํานวณหาจํานวนเมล็ดตอกโลกรม ตลอดจนการเก็บรกษาเมล็ดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ





ปรมาณเมล็ดไม้แตละชนดทเหมาะสมสําหรบแปลงเพาะขนาด 1 x 4 เมตร และจํานวนกล้าไม้ทจะ

ได้ แสดงในตารางท 68


157







ตารางที 68 ปรมาณเมล็ดที เหมาะสมสาหรบแปลงหวานเมล็ดขนาด 1 x 4 เมตร

ชนดไม้ นํ าหนัก (กรัม) จํานวนกล้าไม้ทจะได้


สนสามใบ (Pinus kesiya) 200 7,200 – 8,200

สนคารเบย (Pinus caribaea) 200 6,400 – 7,400



สนเทคนมาน (Pinus patula ssp. tecunumanii) 200 8,500 – 9,500


สนโอคารปา (Pinus oocarpa) 200 8,500 – 9,500
สนสองใบ (Pinus merkusii) 400 7,200 – 8,200

ทมา : ประดษฐ์ (2540)



การหว่านเมล็ดจะใช้มือหว่านแบบกระจัดกระจาย (broadcast sowing) โดยให้มี




ระยะสมําเสมอคลุมพื นทโดยตลอด ระวังอย่าให้เมล็ดซ้อนกันเพื อปองกันมิให้เมล็ดตดมือในขณะท


ทําการหว่านเมล็ด ก่อนหว่านต้องเช็ดมือให้แห้งสนท
เมื อหว่านเมล็ดเสรจแล้วใช้ไม้เกลี ยดนโดยใช้ทางด้านแบนกดทับเมล็ดให้ฝงลงไป






ในดนโดยให้สวนบนสดของเมล็ดเสมอกับผิวดน ทั งน ีเพื อปองกันมิให้เมล็ดซ้อนกันหรอรวมกัน









เปนกลุ่มในเวลาทรดนํ า ขณะทรดนํ าดนในแปลงกอนหว่านเมล็ดและหลังจากทใช้ไม้กดทับเมล็ดฝง








ลงไปในดนแล้วจะทําให้ดนยุบลงไปประมาณครงเซนตเมตร สวนทยุบลงไปนั นใช้ทรายละเอียด
โรยทับหรอกลบลงไปบนเมล็ดอีกทหนงให้หนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ทรายดังกล่าวจะชวยให้นํ าท









รดซมลงไปในแปลงได้สะดวก เพราะทรายไม่เกาะตัวตดกันเมื อถูกนํ าและยังจะชวยให้ไม่เกดนํ าขัง






บนหน้าแปลงอีกด้วย จากนั นก็นําแผ่นปายพลาสตกสเหลืองขนาด 1.5 x 10 เซนตเมตร ซงบันทก




ด้วยดนสอดําบอกชนดไม้ ถิ นกําเนด จํานวนหรอนํ าหนักเมล็ดทใช้เพาะและวันททําการเพาะ







สําหรบวันงอก วันย้ายชํา และจํานวนกล้าไม้ทย้ายชํานั นให้เขยนเพิ มเตมทหลังมาตดไว้กับฝาครอบ






แปลงหรอเสาเรอนเพาะเมล็ดต้นทอยู่ใกล้ทสดกับแปลงนั นๆ ก็ได้





การใหนา ในขณะที เมล็ดยังไม่งอกควรรดนํ าทั งเช้าและเย็นเพื อให้แปลงชุ่มชื นอยู่






เสมออย่าให้แฉะหรอนํ าขังหน้าแปลง โดยใช้บัวรดนํ าชนดทหัวหรอฝกบัวเปนฝอยละเอียดหรออาจ



ใช้ถังเครองพ่นยาก็ได้ ถ้าจะให้ดควรผสมยาฆ่าเช อราลงไปด้วย โดยทั วไปเมล็ดไม้สนเขาจะงอกหลัง



จากเพาะไปแล้วประมาณ 7 - 10 วัน หลังจากเมล็ดงอกแล้วจะต้องลดการให้นํ าลงจะรดนํ าเทาทจํา








เปนเมื อเหนว่าดนในแปลงนั นแห้งจรงๆ เทานั น ซงอาจจะเพียงวันละคร ังในตอนเย็นหรอวันเว้นวัน

ข นอยู่กับสภาพอากาศในชวงนั น มิฉะนั นแล้วจะทําให้กล้าไม้เกดโรคเนาคอดน (damping off) ได้




งาย


158





การยายชา (Transplanting)



ขั นตอนน เปนหัวใจสําคัญของการเพาะชํากล้าไม้ ผู้ปฏิบัตจะต้องใช้ความ



ระมัดระวังและเอาใจใสเปนพิเศษ เพราะการย้ายกล้าไม้จะได้รบความกระทบกระเทอนและต้อง





ปรบตัวอย่างมาก การกระทําทกขั นตอนจะมีผลตออัตราการรอดตายและความแข็งแรงของกล้าไม้


การย้ายชําควรจะทําในตอนบายโดยเฉพาะหลังบายสองโมงไปแล้ว เพราะจะทําให้กล้าไม้ทเราชํา

ฟนตัวได้เรวกว่าทชําในตอนเช้า เนองจากชวงระยะเวลาทกล้าไม้ถูกแดดหลังจากย้ายชําสั น และมี









เวลาปรบตัวในอากาศทเย็นตลอดทั งคน




ดินสาหรบบรรจุถุงชา (Potting Soil) ใช้ดินเช่นเดียวกับดินสําหรับเพาะเมล็ด









คอ หน้าดนจากบรเวณปาสนเขา หรอใช้ดนจากบรเวณปาสนเขาไม่ตํากว่า 5 เปอรเซ็นต์ ผสมกับดน


ทั วไป หรอใช้สปอรของเหดดนแดง (Pisolithus tinctorius) ผสมกับดนทั วไป และถึงแม้จะใช้หน้า












ดนจากปาสนเขาก็ตามถ้าสามารถนําสปอรของเหดดนแดงมาผสมด้วยก็ยิ งเปนผลด เพราะเปนการ









เพิ มเช อไมคอรไรซาลงไปจะทําให้กล้าไม้เจรญเตบโตดยิ งข น ในทางตรงกันข้ามถ้าหากดนทใช้ขาด







เช อไมคอรไรซาจะทําให้กล้าไม้สนเขาโดยเฉพาะหลังจากย้ายชําแล้วชะงักการเจรญเตบโตทันท ถึง
แม้จะเพิ มธาตอาหารทจําเปนตอการเจรญเตบโตแกกล้าไม้ดังกล่าวแล้วก็ตาม ส งทต้องคํานงถึงอีก




















อย่างหนงก็คอดนทใช้ควรต้องเปนดนรวนปนทรายซงมีการระบายนํ าด มีความเปนกรดและเปน



อินทรยวัตถุย่อยสลายแล้ว



บรเวณทจะขุดหน้าดนจากปาธรรมชาตควรเลือกขุดบรเวณใต้รมไม้ใหญ ทั งน









เพราะจากการสังเกตพบว่าดนดังกล่าวเมื อนํามาบรรจถุงชํากล้าไม้แล้ว วัชพืชทเกดข นภายหลังในถุง



ชําจะน้อยกว่าในดนทขุดจากทโล่งแจ้ง อาจจะเปนเพราะมีเมล็ดวัชพืชปะปนมาน้อยกว่าก็ได้ ดน











กอนบรรจถุงควรทบให้ละเอียดพอสมควรเสรจแล้วรอนผ่านตะแกรงลวดรโตเส้นผ่าศูนย์กลาง


ประมาณ 1 เซนตเมตร พรอมทั งแยกเอากรวด หน เศษไม้และเศษหญ้าออกเสยกอน







ในกรณทหาหน้าดนจากปาสนเขาไม่ได้จําเปนต้องมีการเตรยมดนโดยนําดนทใช้









นั นมาเข้าเครองโม่หรอทบให้ละเอยดเสยกอน เสรจแล้วจะต้องมีสวนผสมของปยคอก ปยหมัก ปย














เคมี ทราย แกลบหรอขุยมะพราวลงไปด้วยอย่างใดอย่างหนงหรอหลาย ๆ อย่างรวมกันแล้วแตความ










เหมาะสม สําหรบสัดสวนในการผสมนั นข ึนอยู่กับชนดและคณภาพของดนทเราจะใช้ เชนดน

เหนยวอาจทําให้รวนกอนโดยผสมทราย แกลบหรอขุยมะพราว ถ้าดนนั นขาดแรธาตอาหารทกล้าไม้












ต้องการก็ต้องผสมปยลงไปด้วย นอกจากน ีควรจะนําดนทผสมแล้วไปทําการตรวจสอบความเปน








กรดเปนดาง เพราะไม้สนเขาจะชอบดนทมีคาความเปนกรดระหว่าง 5 - 5.8 สําหรบการปรบความ

เปนกรดเปนดางของดนอาจใช้ปนขาว แกลบดําหรอสารเคมีอื นๆ ผสมลงไป และส งทจะลืมไม่ได้ก็













คอต้องใสสปอรของเหดดนแดง (Pisolithus tinctorius) ลงไปด้วย

159







การผสมดนควรใช้แรงงานคนไม่ควรใช้เครองผสมคอนกรต เนองจากการใช้
เครองนั นทํางานได้ช้าเพราะพื นทผสมจํากัด (limited capacity) และเครองออกแบบมาใช้ผสม












คอนกรตเทานั น การผสมคอนกรตจะใช้นํ าเปนตัวประสานหรอเรยกว่าเปนการผสมเปยก จงทําให้








สวนประกอบของคอนกรตสามารถผสมเปนเน อเดยวกันได้งาย แตเมื อนํามาใช้ผสมดนไม่สามารถ



ใช้นํ าเปนตัวประสานวัสดตางๆ ได้เพราะต้องผสมแห้ง และนอกจากน ีวัสดตางๆ ทใช้เปนสวนผสม
















เชน ดน ปย ทราย และอื นๆ ซงแตละชนดความหนาแนน (density) ไม่เทากันเวลานําเข้าเครองผสม

จงเปนไปได้ยากทจะผสมเปนเน อเดยวกันได้งาย สวนการผสมด้วยมือหรอใช้แรงงานคนโดยใช้พลั ว










ปลายตัดและจอบชวยในการผสม ขณะททําการผสมสามารถทําการคลุกเคล้าสวนผสมให้เข้ากันได้







งาย โดยสามารถมองเหนด้วยว่าสวนผสมนั นได้ทแล้วหรอยังนอกจากน ีการผสมแตละคร ังยังทําได้


เปนจํานวนมากเพราะพื นทไม่จํากัด


การผสมดนควรจะทําล่วงหน้าเตรยมไว้ให้พอใช้สําหรบบรรจถุงอย่างน้อย 2 - 3





วัน ไม่ควรจะผสมใช้วันตอวันเพราะบางคร ังอาจจะทําให้ขั นตอนในการเตรยมถุงชําชะงักหรอล่าช้า

ไป ดนทผสมแล้วควรจะเก็บไว้ในโรงเรอนทสามารถกันแดดกันฝนได้โดยเฉพาะในกรณทจะต้อง





เก็บดนดังกล่าวไว้เปนระยะเวลานานเพื อรอการใช้หรอบรรจถุง





ขนาดถุงพลาสติก ถุงพลาสติกสําหรับบรรจุดินเพื อชํากล้าไม้โดยทั วไปควรจะ




ใช้ถุงพลาสตกสดําหรอทบแสง ซงจะดกว่าการใช้ถุงใสหรอถุงทแสงลอดผ่านได้เพราะการใช้ถุง





พลาสตกสดําหรอทบแสงจะทําให้ดนในถุงเก็บความช นได้ดกว่า ระบบรากของกล้าไม้จะดกว่าเนอง













จากปกตแล้วรากจะไม่ชอบแสง ดังนั นจงสามารถเจรญออกไปได้ทกด้าน ไม่เกดตะไครนํ าบนดน




หน้าถุง นอกจากน ีแล้วอายุการใช้งานยังยาวนานกว่าและราคาก็ยังถูกกว่าอีกด้วย ขนาดถุงชําทใช้
สําหรบไม้สนเขาควรจะเปนขนาด 10 x 17 เซนตเมตร (4" x 6.5") หนา 0.1 มิลลิเมตร นํ าหนัก 1




กโลกรม จะมีจํานวนถุงประมาณ 700 ถุง ขนาดดังกล่าวเมื อบรรจดนเต็มและพับแตงก้นถุงแล้วจะมี






ความสงของถุงประมาณ 13 เซนตเมตร (5") และเส้นผ่าศูนย์กลางของปากถุงประมาณ 6.5


เซนตเมตร (2.5") ปกตแล้วกล้าไม้สนสามใบหลังจากย้ายชําในถุงแล้วอายุประมาณ 6 เดอน มีใบเต็ม

วัยแล้ว เรอนยอดหรอพุ่มใบจะมีความกว้างประมาณ 12 เซนตเมตร ความสงของลําต้นพ้นจากปาก





ถุงประมาณ 20 เซนตเมตร (8") ซงกล้าไม้ขนาดดังกล่าวเมื อนําไปปลูกแล้วจะมีเปอรเซ็นต์การรอด



ตายสงอาจจะเปนเพราะขนาดของเรอนยอด ความสงของลําต้นและความยาวของเรอนรากได้สัด









สวนกันพอดนั นเอง ถ้าใช้ถุงทมีขนาดความกว้างน้อยกว่าน ีจะทําให้ชองว่างระหว่างต้น (spacing)





ของกล้าไม้แคบลงทําให้กล้าไม้เรงเตบโตทางด้านความสงมากเกนไป เนองจากต้องแกงแย่งแสง






สว่างซงกันและกัน สวนความหนาของถุงนั นถ้าน้อยเกนไปจะทําให้การบรรจดนทําได้ไม่สะดวกซง






อาจฉกขาดได้งาย การเรยงถุงก็ทําได้ยากและดไม่สวยงามเพราะเมื อบรรจดนแล้วถุงดนจะงอพับ




และตบแตงได้ยาก


160











ถุงพลาสตกกอนนําไปบรรจดนต้องเจาะรเสยกอนเพื อชวยระบายนํ าออกจากถุงชํา






เมื อเวลารดนํ าหรอฝนตกมากเกนไป เพราะถ้าเกดนํ าขังในถุงชําแล้วอาจจะทําให้เกดโรคเนาคอดน


แกกล้าไม้ได้ในขณะทยังเล็กอยู่ ทําการเจาะโดยใช้เหล็กสําหรบเจาะรปะเก็นหรอสายพาน ขนาดร








ู่
กว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร (2 หน) สําหรบถุงขนาด 4" x 6.5" ให้เจาะเปนร คแรกหางกันประมาณ 5






ู่

ู่

เซนตเมตร สงข นจากก้นถุงประมาณ 3 เซนตเมตร และคทสองหางจากคแรกข นมาทางปากถุงอีก 3



เซนตเมตร โดยให้อยู่ในแนวเดยวกันเมื อคลี ถุงออกแล้วแตละถุงจะมีรอยู่ทางสวนล่างทั งหมด 8 ร










เวลาบรรจดนใสถุงและขยุ้มก้นแตงให้แบนราบแล้ว 4 รแรกก็จะอยู่บรเวณขอบก้นถุงพอด ปกตแล้ว

คนงานวันหนงจะเจาะถุงพลาสตกได้ประมาณ 40 กโลกรม/1 คน







การบรรจุดินใสถุง (Filling the pots) ดินที จะใช้บรรจุถ้าแห้งเกินไปควรจะรด




นํ าลงไปเล็กน้อย ใช้พลั วคลุกให้ทั วโดยกะให้เน อดนช นและเกาะตัวกันซงจะทําให้การบรรจดนใส











ถุงสะดวกและรวดเรว การบรรจดนใสถุงเร มแรกบรรจดนใสถุงประมาณครงถุงยกปากถุงข นและ








กระแทกก้นถุงกับพื น พรอมใช้มือขยุ้มพับก้นถุงแตงให้แบนราบเพื อทจะได้สะดวกตอการจัดเรยง





เสรจแล้วบรรจดนเพิ มให้เต็มถุงโดยไม่พับปากถุงและกระแทกให้ดนแนนเสมอตลอดทั งถุง การ

บรรจดนไม่เต็มถุงจะทําให้การจัดเรยงถุงทําได้ไม่สะดวกและล่าช้า และเมื อชํากล้าไม้เแล้วนานไป





จะทําให้ปากถุงพับงอเข้าหาโคนต้นกล้าซงจะทําให้พื นทการรบนํ าบรเวณปากถุงลดลงเมื อรดนํ าจะ








รบนํ าน้อยลงไป นอกจากน เมื อกล้าไม้ทชําโตข นสัดสวนของรากและลําต้นจะไม่ดเทาทควรคอราก






อาจจะสั นไปเมื อเทยบกับความสงของลําต้น


เพื อสะดวกตอการปฏิบัตงานและหลีกเลี ยงปญหาการย้ายกองดนบอย ๆ ในเรอนชํา
















การบรรจดนใสถุงควรจะทํานอกเรอนชําหรอในโรงเรอน เมื อบรรจดนแล้วจงนําถุงทบรรจดนใสลัง






เพื อจะได้สะดวกตอการนับและการขนสงไปจัดเรยงในเรอนชําตอไป ดนจํานวน 1 ควบกเมตร จะ







บรรจถุงขนาด 4" x 6.5"ได้ประมาณ 2,200 ถุง (1 ถุง จะจดนประมาณ 0.000437 ควบกเมตร หรอ







437 ซ.ซ.) คนงาน 1 คน จะบรรจดนใสถุงได้ประมาณ 1,000 ถุง/วัน


การจัดเรยงถุง (Stacking the Pots) เพื อจะได้สะดวกต่อการปฏิบัติงานใน


แปลง เชน การย้ายชํา การถอนวัชพืช การจัดชั นความสงและอื นๆ ควรจัดเรยงถุงชําเปนแปลงขนาด



ความกว้างของแปลงไม่ควรจะเกน 1 เมตร สําหรบความยาวนั นให้พิจารณาตามสภาพของพื นทและ



ความคล่องตัวในขณะปฏิบัตงาน สําหรบถุงขนาด 4" x 6.5" เมื อบรรจดนเต็มถุงแล้วเส้นผ่าศูนย์กลาง






ของปากถุงจะประมาณ 6.5 เซนตเมตร ควรจะจัดเรยงถุงเปนแปลงๆ ละ 480 ถุงด้านกว้างแถวละ 12




ถุง ด้านยาว 40 ถุง ซงขนาดของแปลงก็จะเทากับ 78 x 260 เซนตเมตร สําหรบการวางแปลงนั นให้


เว้นชองว่างด้านข้างระหว่างแปลงและด้านหัวหรอท้ายของแปลงกว้างประมาณ 30 เซนตเมตร เพื อ



161









ใช้เปนทางเดนในเวลารดนํ าและการดแลรกษาอื นๆ ในพื นทของเรอนชําขนาด 3 x 3 เมตร จะจัดวาง





แปลงเรยงถุงได้ 3 แปลงพอดหรอพื นท 1 ตารางเมตรจะวางเรยงถุงได้ 160 ถุง





เมื อเตรยมทกอย่างพรอมแล้วกอนจะทําการย้ายชํากล้าไม้ต้องรดนํ าในถุงชําเสย


ู่




กอนเพื อให้ดนช นและเกาะตัวซงกันและกัน รดนํ าคร ังแรกแล้วปล่อยท งไว้สักครรดนํ าซํ าลงไปอีก





คร ังหนงเพื อให้ซมลงไปจนทั วถุงถ้ายังไม่ทั วดอาจรดซํ าอีก ปกตการรดนํ าคร ังแรกนํ าจะซมลงไปใน




ถุงได้ประมาณ 1/3 ของถุงเทานั นจงจําเปนต้องรดนํ าหลายคร ัง โดยทั วไปแล้วจะรดนํ าถุงชําในตอน








เช้าและจะชํากล้าไม้ในตอนบายซงกอนจะชําให้รดนํ าถุงชําอีกคร ังหนง เสรจแล้วใช้ไม้แทงกลม
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนตเมตร ยาว 20 เซนตเมตร เส ยมปลายด้านหนงแหลมคล้ายดนสอดําเพื อ






แทงลงไปในดนในถุงชําให้ลึกและกว้างพอเหมาะกับขนาดของรากกล้าไม้ทจะใช้ชํา แทงนําเปนร




ไว้กอนโดยกะให้รนั นอยู่ตรงกึงกลางถุงพอด ี







การชากลาไม กล้าไม้สนทั ง 5 ชนิดมีการเจริญเติบโตในแปลงเพาะเมล็ดใกล้


เคยงกันหลังจากการงอกแล้วประมาณ 14 วัน ก็จะสงประมาณ 6 เซนตเมตร ซงเปนขนาดเดยวกัน







และสามารถย้ายชําได้ แตในสนสองใบหลังจากย้ายชําได้ระยะหนงการเจรญเตบโตทางด้านความสง







ก็จะหยุดลงชั วคราวและจะเจรญเตบโตด้านข้าง โดยใบจะแตกออกทางด้านข้างเปนพุ่มหนาล้อม



รอบลําต้นและจดยอด (terminal bud) ระยะน ีเรยกว่าระยะทเปนสภาพหญ้า (grass stage) จําเปนต้อง







ท งไว้ในเรอนชํานานถึง 18 เดอน จงสามารถนําไปปลูกในพื นทได้



ขนาดของกล้าไม้สนเขาทพอเหมาะแกการย้ายชําจะมีความสงประมาณ 4 - 6
เซนตเมตร ความยาวของรากแก้วประมาณ 2.5 เซนตเมตร และมีรากข้าง (lateral root) เร มปรากฏมา





2 - 3 ราก ซงกล้าทได้ขนาดน ีจะมีอายุประมาณ 14 วัน หลังจากการงอกกอนการย้ายชําจะต้องรดนํ า









แปลงเพาะเมล็ดให้เปยกโชกเสยกอนซงจะทําให้สามารถดงกล้าไม้ออกได้งาย กล้าจะได้ไม่กระทบ








กระเทอนมากนัก ด้วยเหตน ีต้องไม่ลืมว่าดนสําหรบเพาะเมล็ดจะต้องเปนดนรวนปนทราย ถ้าเปน

ดนทคอนข้างเหนยวแล้วก็ต้องนํามาผสมทรายเสยกอนเพราะไม่เชนนั นแล้วการย้ายชําเมื อดงกล้าไม้









ออกจากแปลงเพาะเมล็ดกล้าจะได้รบความกระทบกระเทอนมาก




กล้าไม้ทถอนข นมาจากแปลงเพาะควรจะพักหรอเก็บไว้ในภาชนะซงมีนํ าบรรจอยู่




เล็กน้อยขนาดพอทวมต้นกล้าทใสลงไป การถอนกล้าไม้จากแปลงเพื อไปชําแตละคร ังสําหรบคน




งาน 1 คนไม่ควรจะเกน 300 กล้า เมื อชําเสรจแล้วคอยกลับมาถอนไปชําใหม่ จากจํานวนกล้าดัง



กล่าวจะทําให้การชําแล้วเสรจภายใน 1 ชั วโมง ทั งน ีเพื อปองกันมิให้กล้าไม้ต้องถูกถอนและท งไว้



นานจนเกนไป

กล้าไม้ในแปลงเพาะเมล็ดแปลงเดยวกันทจะทําการย้ายชําจะมีอยู่หลายขนาดเนอง




จากเมล็ดทเพาะลงไปในแปลงหนงๆ นั น ไม่สามารถงอกพรอมกันหมดในวันเดยวกันนั นเอง ดังนั น










กอนชําควรจะคัดเลอกเอากล้าไม้ทมีขนาดเดยวกัน ไปชํารวมไว้ในแปลงชําเดยวกันซงจะทําให้กล้า

162










ไม้ในแปลงชํานั นๆ เจรญเตบโตอย่างสมําเสมอกัน สําหรบกล้าไม้ทเหนว่าไม่แข็งแรง ลักษณะไม่ด

หรอรากไม่สมบรณก็ควรจะคัดแยกท งไป เพราะกล้าไม้เหล่าน ีเมื อนําไปชําแล้วรอดตายยากและทํา



ให้เสยเวลาชําซอมอีกภายหลัง





วีธการชํากล้าไม้ให้ใช้มือข้างหนงหยิบสวนทเปนลําต้นหรอใบเลี ยงของต้นกล้า







สอดใสสวนของรากลงไปในรทแทงนําไว้ในถุงชํา และใช้น วมืออีกข้างหนงกดดนโคนต้นกล้าให้





แนนเพื อปองกันมิให้รากพับหรอบดงอ (root distortion) ขณะทําการชําควรจะสอดใสสวนของราก









ให้แนบชดกับผนังรด้านใดด้านหนง แล้วใช้น วมือกดดนบรเวณปากรโคนต้นกล้าจากผนังรด้านตรง













ข้ามอัดให้แนนกะให้เปนมุมเฉยงพอดกับสวนปลายสดของรากโดยอย่าให้เกดชองว่างภายในรนั น










ได้ ส งทต้องระมัดระวังเปนพิเศษก็คอเวลาอัดดนให้แนนรากของกล้าไม้จะต้องไม่พับหรอบดงอ


เพราะจะทําให้การพัฒนาของรากผิดปกตซงจะมีผลตอความแข็งแรงและการเจรญเตบโตของต้นไม้





ในเวลาตอไป

การดูแลรกษากลาไม ้






หลังจากการย้ายชําชวง 28 วันแรกจะต้องให้รมประมาณ 70 เปอรเซ็นต์ คอให้แสง

ผ่านถึงกล้าไม้ได้เพียง 30 เปอรเซ็นต์ โดยเอาตาขายพลาสตก (plastic net) สดํามาขงใต้หลังคาแปลง









เพาะอีกชั นหนง หลังจาก 28 วัน เมื อกล้าไม้แข็งแรงดแล้วจงเอาออกเพื อให้กล้าไม้รบแสงมากข ึน
โดยทั วไปจะให้แสงผ่านถึงกล้าไม้ได้ประมาณ 60 เปอรเซ็นต์




เนองจากในบางเดอนหรอบางฤดดวงอาทตย์จะเปลี ยนแนวทศทางเดน ทําให้แสง





แดดโดยเฉพาะเวลาบายสามารถสองผ่านลอดเข้าไปถึงบรเวณภายในบางสวนของเรอนชํามากเกน







ไปจนเปนเหตทําให้ใบหรอเรอนยอดของกล้าไม้ไหม้แดด (sun scorch) โดยเฉพาะกล้าไม้ทเพิ งย้าย









ชําหรออายุยังน้อยซงอยู่บรเวณขอบของเรอนชํา ดังนั นนอกจากจะมีการให้รมทางด้านบน


(overhead shade) ของเรอนชําแล้ว ควรจะให้รมทางด้านข้าง (side shade) ด้วยในบางคร ังโดยเฉพาะ






ทางด้านทศตะวันตกและทศใต้ของเรอนชําเพื อจะได้ลดอันตรายดังกล่าวทเกดแกกล้าไม้
หลังจากย้ายชํากล้าไม้แล้วประมาณ 10 วัน ก็จะทราบว่ากล้าไม้ในถุงชํานั นรอดตาย
หรอไม่ จากนั นก็ทําการแยกถุงทกล้าไม้ตายออกไปจัดรวมเปนแปลงใหม่ ถอนกล้าไม้ทตายออกแตง












หน้าดนปากถุงและเตมดนให้เต็มพรอมทจะย้ายกล้าไม้มาชําเชนคร ังแรก เมื อย้ายถุงทกล้าไม้ตาย



ออกจากแตละแปลงแล้ว ก็นําถุงซงกล้าไม้รอดตายจากแปลงรมนอกสดของเรอนชําหรอแปลงสด





ุ่
ท้ายของกล้าไม้ทย้ายชําในรนเดยวกันมาใสแทน



กล้าไม้ทรอดตายและตั งตัวได้แล้วก็ทําการถอนวัชพืชทข นบนปากถุงออกให้หมด







การรดนํ าถุงชํากอนและหลังชํากล้าไม้จะทําให้ดนในถุงยุบลงไปประมาณ 1 เซนตเมตร สวนน ีจะ



ต้องใช้ทรายหยาบเตมลงไปให้เต็มพรอมกับตบแตงปากถุงให้เรยบรอย ในสวนน ีถ้าไม่เตมทราย





163







หยาบลงไป ไม่นานสวนของถุงชําทสงพ้นจากดนจะงอพับเข้าหาโคนต้นของกล้าไม้ทําให้เวลาให้นํ า

กล้าไม้จะได้รบนํ าไม่เต็มท เนองจากพื นทหน้าตัดของถุงชําสวนทจะรบนํ าแคบลงไป และทราย















หยาบทโรยปากถุงน จะชวยปองกันมิให้หน้าดนจับกันแนนหรอเกดตะไครนํ า นํ าทรดลงไปสามารถ







ซมผ่านลงไปได้สะดวกและปองกันมิให้เกดโรคเนาคอดน (damping off) แกกล้าไม้ขณะทอายุยัง





น้อย นอกจากน ยังทําให้สะดวกต่อการถอนหญ้าหรอวัชพืชทจะเกดขึ นในถุงอีกด้วย



การใหนา (Overhead Watering) ในช่วง 5 สัปดาห์แรกการให้นํ าจะทําวัน


ุ่


ละ 2 คร ังในตอนเช้าและเย็นเพื อจะให้ดนในถุงชําชมช นอยู่เสมอทําให้กล้าไม้ตั งตัวได้เรวข นหลัง





จากนั นการให้นํ าจะให้วันละคร ังหรอวันเว้นวันสดแล้วแตสภาพของอากาศ ในชวงแรกทย้ายชําบัว




รดนํ าจะต้องเปนชนดทหัวฝกบัวเปนฝอยละเอยด เมื อกล้าไม้ตั งตัวได้ดแล้วจงใช้หัวฝกบัวทเปนฝอย











แบบธรรมดา การให้นํ าทให้ผลดถ้าเปนตอนเช้าต้องรดนํ าให้เสรจกอน 9.00 นาฬิกา ถ้าเปนตอนบาย






ต้องให้รดนํ าหลัง 15.00 นาฬิกาไปแล้ว บัวรดนํ าใช้ชนดทมีหัวเปนฝอยธรรมดา ตัวบัวรดนํ าควรใช้


ขนาด ¾ ปบ ซงจะจประมาณ 15 ลิตร ขนาดดังกล่าวนับว่ากําลังพอเหมาะเพราะเมื อใสนํ าเต็มแล้ว






เวลาหาบจะทําให้ไม่หนักจนเกนไปและเวลาใช้ก็คล่องตัวด เชอกสําหรบผูกบัวรดนํ าควรจะใช้เชอก







ปอหรอฝาย ไม่ควรใช้เชอกพลาสตก เพราะเชอกพลาสตกจะทําให้ลื นหัวไม้คานบังคับได้ยากขณะท







ใช้ปฏิบัตงาน แปลงชําหนง ๆ รดนํ าแค 1 บัวรดนํ า/คร ังก็พอ (1 แปลงชํา = 480 ถุงหรอกล้า/คร ัง




ประมาณ 30 ซ.ซ หรอ 9 – 10 มิลลิเมตร) ควรจะหาถังซเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 85 เซนตเมตร





สง 70 เซนตเมตร และหนาประมาณ 4 เซนตเมตร ถังหนงจะจนํ าได้ประมาณ 12 หาบบัวรดนํ า มาจัด





เรยงไว้เปนกลุ่มๆ ละ 4 ถังรอบเรอนชํากล้าไม้ หางกันเปนระยะพอสมควรเพื อใช้สําหรบใสพักนํ า







เตรยมไว้ นอกจากจะใช้ถังพักนํ าแล้วอาจจะใช้อิฐกอเปนบอพักนํ าถาวรวางเปนระยะในเรอนชําเลย




ก็ได้ ขนาดและระยะถี หางของบอต้องกะให้พอดกับจํานวนกล้าไม้ทจะรดนํ าด้วย บอพักนํ าควรจะ








เปนขนาด 1.00 x 2.50 x 1.50 เมตร (เน อใน) ขนาดบรรจ 3.75 ลูกบาศก์เมตร ปากบอสงจากระดับผิว







ดน 30 เซนตเมตร ตัวบอฝงลึกลงดน 120 เซนตเมตร ด้านในฉาบปนและขัดมัน ตัวบออาจจะกอด้วย




อิฐมอญหรออิฐบล็อคก็ได้ เวลาจะรดนํ ากล้าไม้สามารถใช้บัวรดนํ าตักนํ าในถังหรอบอดังกล่าวนั น




ได้เลยทละหาบโดยไม่เสยเวลา


ถอนวัชพช (Weeding) เพื อป้องกันมิให้วัชพืชขึ นเบียดบังแสงและแก่งแย่ง


อาหารในดนจากกล้าไม้ ควรจะทําการถอนวัชพืชทข นในถุงชํากล้าไม้นั นออกอย่างน้อยอาทตย์ละ









คร ังในกรณทกล้าไม้เพิ งจะย้ายชําหรอกล้าไม้ทอายุไม่เกน 1 เดอน หลังจากนั นแล้วเดอนละคร ังก็พอ



การถอนวัชพืชในขณะทยังมีขนาดเล็กอยู่ทําให้ถอนได้งายและจะทําให้กล้าไม้ได้รบการกระทบ


กระเทอนน้อย ปกตจะทําภายหลังจากการรดนํ ากล้าไม้เสรจแล้วใหม่ๆ เพราะดนในถุงชํายังช นอยู่ทํา




164






ให้การถอนวัชพืชดังกล่าวงายข น ขณะททําการถอนวัชพืชควรใช้ไม้ปลายแหลมขนาดเทาตะเกยบ








เปนเครองชวย เพื อทําให้การถอนรากของวัชพืชออกได้งายข นและในขณะเดยวกันเมื อถอนวัชพืช


แล้ว ก็แตงดนหรอทรายหน้าถุงชํานั นให้เรยบรอย นอกจากในถุงชําแล้วยังต้องถอนวัชพืชในบรเวณ






ชองว่างทใช้เปนทางเดนระหว่างแปลงชําทั งด้านข้างและหัวท้าย เพื อความสะอาดและสวยงามควร


จะดายหรอถางวัชพืชบรเวณทหางจากตัวเรอนชําออกไปประมาณ 2 เมตร โดยรอบทกด้าน ถ้าให้ด















ยิ งข นบรเวณพื นทรอบเรอนชําควรจะตัดหญ้าให้สั นและเรยบอยู่เสมอ เพราะจะปองกันมิให้เปนทอยู่




อาศัยของแมลงหรอโรคบางอย่างทอาจจะเปนอันตรายตอกล้าไม้

การลิดราก (Root Pruning) การลิดรากกล้าไม้นับว่ามีความจําเป็นมาก คือจะ





ต้องมีการลิดรากสวนทเกนออกไปนอกถุงชําตามรทเจาะไว้สําหรบระบายนํ า กล้าไม้ทไม่เคยได้รบ




การลิดรากเวลาขนย้ายไปปลูกจะทําให้รากสวนทอยู่นอกถุงและฝงลึกลงไปในดนขาด และระบบ







รากทเหลือในถุงได้รบการกระทบกระเทอนทําให้กล้าไม้เหยวเฉา เวลานําไปปลูกจะทําให้ตั งตัวได้



ยากหรออาจตายได้ ดังนั นการลิดรากจะเร มทําเมื อกล้าไม้อายุประมาณสองเดอนครงหลังจากย้ายชํา





การลิดรากทําโดยใช้มือจับกงกลางถุงชํากล้าไม้เลื อนหรอลากถุงโดยกดให้ก้นถุงแนบตดกับพื นดน


ในขณะทเราทําการเลื อนหรอลากถุงก็จะทําให้รากดังกล่าวนั นขาดได้ การลิดรากกล้าไม้ควรจะ







กระทําอย่างน้อย 2 เดอน/คร ัง ปกตแล้วการลิดรากคร ังสดท้ายจะทํากอนระยะเวลาทจะนํากล้าไม้ไป



ปลูก 1 เดอน เมื อทําการลิดรากแตละแปลงเสรจแล้วควรจะรดนํ าทันทเพื อกล้าไม้จะได้ฟนตัวเรวข น






ถ้าเปนไปได้ควรจะทําการลิดรากในวันทอากาศครมหรอไม่รอนนักหรอหลังฝนตก







การจัดแยกชนความสูง (Height Grading) นํากล้าไม้ที ทําการลิดรากใน

แปลงชําเดยวกันนั นมาจัดแยกชั นความสงโดยเรยงตามลําดับตั งแตสงทสดไปหาตําทสด เพื อเปด












โอกาสให้กล้าไม้ทกต้นได้รบแสงสว่างอย่างทั วถึงกัน ซงจะทําให้กล้าไม้เจรญเตบโตได้เรวข นและ










เปนไปอย่างสมําเสมอ นอกจากน ียังจะทําให้สะดวกตอการคัดเลือกกล้าไม้ทจะนําไปปลูกอีกด้วย



เพราะสามารถจะคัดเอาเฉพาะกล้าทมีขนาดเดยวกันไปปลูกในแปลงเดยวกันได้งายข นเพื อสะดวก








ตอการจัดเรยง ในการแยกชั นความสงกล้าไม้ควรจะหาทว่างบรเวณถัดไปสําหรบตั งหรอย้ายแปลง



นํามาจัดใหม่ บรเวณดังกล่าวถ้าอยู่ทางด้านซ้ายมือขณะปฏิบัตงานแล้วจะทําให้ทํางานได้คล่องตัวยิ ง
ข น ไม่ควรจัดในทเดมซงจะทําให้ช้าและยุ่งยากรวมทั งกล้าไม้จะได้รบความบอบชํ ามากซงกว่าจะ










ฟนตัวได้ก็ต้องใช้เวลาหลายวัน เมื อจัดเสรจไปแปลงหนงแล้วแปลงทางด้านขวามือก็สามารถย้ายมา







จัดทําแทนในทเดมของแปลงแรกทเสรจไปแล้วนั นได้ เมื อจัดเสรจไปแปลงหนงๆ แล้วควรรดนํ าทัน






ทจะทําให้กล้าไม้ฟนตัวได้เรวข น ปกตแล้วการลิดรากและจัดแยกชั นความสงจะทําไปพรอมกัน คน




งานหนงคนจะทําการลิดรากและจัดแยกชั นความสงกล้าไม้ได้ประมาณวันละ 4,500 กล้า


165







การคัดแยกกลาไม (Culling) กล้าไม้ที เป็นโรคหรือรูปร่างไม่สมประกอบ เช่น






ลําต้นหงกงอ แคระแกรน ยอดแห้งตาย จะต้องคัดออกท งหรอทําลายเสย โดยเฉพาะกล้าไม้ทเปน


โรคเมื อตรวจพบแล้วควรจะรบทําลายทันท วิธทําลายทดทสดคอใช้ไฟเผา มิฉะนั นแล้วจะทําให้โรค










ระบาดไปยังกล้าไม้ต้นอื นๆ ได้ ปกตการคัดแยกกล้าไม้ดังกล่าวท งหรอทําลายจะกระทําไปพรอมกับ
การลิดรากและจัดแยกชั นความสงของกล้าไม้






การทํากลาไมใหแกรง (Hardening) เป็นสิ งจําเป็นที จะต้องทําก่อนที จะย้าย


กล้าไม้ไปปลูก เวลานําไปปลูกในพื นทกล้าไม้จะได้ไม่เหยวเฉาในระยะแรกและตั งตัวได้เรวมีอัตรา

การรอดตายสง การทําให้กล้าไม้แกรงจะต้องทําให้กล้าไม้ในแปลงชําอยู่ในสภาพใกล้เคยงกับสภาพ










พื นทปลูกมากทสด ปกตแล้วระยะเวลาสําหรบทําให้กล้าไม้แกรงจะปฏิบัตกอนทจะนํากล้าไม้ไป



ปลูกประมาณ 1 เดอน มีวิธปฏิบัตทสําคัญดังน ี




- เปดหลังคาเรอนชําออกเพื อให้กล้าไม้ได้รบแสงสว่างมากข นจนถึงเต็มทเชนเดยว







กับสภาพในแปลงทจะนํากล้าไม้นั นไปปลูก







- ลดการให้นํ าและงดการให้ปย การลดการให้นํ าต้องคอยเปนคอยไปเชน ปกตให้





นํ าวันเว้นวันก็เพิ มเปนวันเว้นสองวันหรอขั นสดท้ายอาจเปนสัปดาห์ละ 2 คร ัง เพื อให้กล้าไม้ปรบตัว



เพราะในพื นทปลูกอาศัยเพียงนํ าฝน ซงจะไม่ตกทกวัน

- ขยายระยะหางระหว่างต้น จะทําให้ทกสวนของลําต้นและเรอนยอดของกล้าไม้








ได้รบแสงสว่างเพิ มข นทําให้กล้าไม้แข็งแกรงยิ งข น






การใสปยให้แกกล้าไม้นั น ถ้าใช้ดนทบรรจถุงชําเปนหน้าดน (top soil) ทขุดมาจาก









ปาสนเขาธรรมชาตก็จะมีแรธาตอาหารในดนพอสมควร อาจจะพอเพียงสําหรบกล้าไม้แล้วเพราะ





กล้าไม้อยู่ในถุงชําประมาณ 6 เดอนก็จะนําไปปลูกในพื นท แตถ้าต้องการจะใสปยชวยแล้วสามารถ









ใช้ปยสตร 15-15-15 ใส 2 คร ังเมื อกล้าไม้อายุประมาณ 1½ เดอน และ 3½ เดอน หลังจากย้ายชํา โดย

ใช้ไม้ปลายแหลมเล็กๆ เจาะเปน 3 ร รอบถุงแตอย่าใกล้กล้าไม้เกนไป จะต้องเจาะชดมาทางขอบถุง




















แตละรใสปยจํานวน 1 เม็ดแล้วกลบรให้เรยบรอยซงในแตละคร งกล้าถุงหนงจะใช้ปยจํานวน 3 เม็ด




การเตรยมกล้าไม้อีกวิธหนงก็คอการหยอดเมล็ดลงในถุงชําโดยตรง วิธน ีจะต้องใช้




เมล็ดทมีคณภาพดและมีปรมาณมาก ถ้าเมล็ดหายากและราคาแพงวิธน ีไม่เหมาะสม กอนจะทําการ





หยอดเมล็ดจะต้องทําการรอนคัดขนาดของเมล็ดโดยจะคัดเอาเมล็ดทมีขนาดใหญและลักษณะ


สมบรณ สวนเมล็ดทมีขนาดเล็กต้องคัดออกท งเพราะเมล็ดลักษณะน ีถึงแม้จะงอกกล้าไม้ก็จะไม่แข็ง





แรงและลักษณะไม่ด ี

166








การเตรยมถุงชํา ขนาดของถุงชํา การเตรยมดน การบรรจดนใสถุงตลอดจนการจัด







ุ่



เรยงถุงปฏิบัตเชนเดยวกับวิธแรกทกอย่าง กอนทําการหยอดเมล็ดต้องรดนํ าถุงชําให้ชมเสยกอนแล้ว
ทําการหยอดเมล็ดลงไปบรเวณกงกลางถุงๆ ละ 2 เมล็ด โดยกดเมล็ดให้จมลงไปในดนเล็กน้อยแล้ว




ุ่




เอาดนรวนปนทรายกลบให้มิด เมื อทําเสรจแตละแปลงก็ทําการรดนํ าให้ชม



การให้นํ าและการให้แสงก็ปฏิบัตเชนเดยวกับแปลงเพาะเมล็ดคอให้แสงประมาณ

50 เปอรเซ็นต์ และให้นํ าเช้าเย็นขณะทเมล็ดยังไม่งอกเมื อเมล็ดงอกแล้วจะต้องลดการให้นํ าลงเพื อ







ปองกันการเกดโรคเนาคอดน (damping off) หลังจากกล้าไม้สนงอกแล้วประมาณ 14 วัน ซงกล้าไม้






จะมีความสงประมาณ 4 – 6 เซนตเมตร ก็ทําการตรวจดว่าถุงใดมีกล้าไม้ข นมากกว่า 1 ต้น หรอถุงใด


ไม่มีกล้าไม้ข นก็จะทําการย้ายชําเพื อให้มีกล้าไม้สมําเสมอถุงละ 1 ต้น ระยะแรกทมีการย้ายชําต้องลด






การให้แสงลงเมื อกล้าไม้แข็งแรงดแล้วจงเพิ มแสงมากข นและใช้ทรายหยาบโรยปากถุงเชนเดยวกับ
วิธแรก และการปฏิบัตระยะตอไปก็ทําเชนเดยวกัน






การเตรยมกล้าไม้โดยวิธน ีถ้าเมล็ดมีเปอรเซ็นต์การงอกตําก็ต้องเตรยมเพาะเมล็ดไม้














ตางหากอีกสวนหนงสําหรบย้ายมาชําในถุงทไม่มีกล้าไม้ข น แตถ้าเมล็ดมีเปอรเซ็นต์การงอกดก็ต้อง





เตรยมถุงชําไว้ตางหากอีกสวนหนงสําหรบย้ายชํากล้าไม้จากถุงทข น 2 ต้น






การผลิตกล้าไม้โดยวิธน ีจะไม่สามารถทําได้ถ้าไม่สามารถปองกันสัตว์เชนหนมา






กัดกนเมล็ดไม้ทเราหยอดไว้จนถึงกล้าไม้ทงอกระยะแรก นอกจากนั นพื นทเพาะกล้าทกว้างขวางอาจ

จะทําให้การดแลไม่ทั วถึง และถ้าเมล็ดไม้มีเปอรเซนต์การงอกตําด้วยแล้วจะเปนภาระมากข น สวนด










ของการผลิตกล้าไม้โดยวิธน ีก็คอจะลดแรงงานในการย้ายชําลง และกล้าไม้ทงอกในถุงจะเจรญเตบ




โตจนถึงเวลาเอาไปปลูกในพื นทโดยไม่ต้องทําการย้ายชํา การพัฒนาของระบบรากนาจะดกว่ากล้า






ไม้ทต้องมีการย้ายชําเพราะการย้ายชําในกล้าไม้สนเขานั นโอกาสทรากจะบดเบ ยวคดงอนั นเปนไป



ได้สง ในปจจบันการผลิตกล้าไม้สนเขาโดยวิธหยอดเมล็ดไม้ลงในถุงน ียังมีน้อยมาก แตก็เปนทาง










เลือกหนงซงนาจะนํามาพิจารณาในการลงทนปลูกสรางสวนปา


การดําเนินการปลูก
การเลอกพื นที


สภาพภมิประเทศเปนทราบหรอทชันแบบภเขาก็สามารถปลูกไม้สนได้ทั งหมด แต












การปลูกในพื นทราบจะมีข้อได้เปรยบกว่า เพราะในสภาพทลาดชันแบบภเขานั นคาใช้จายในการ







เตรยมททําถนนและการปลูกสง และยังมีอันตรายสงจากไฟปาเพราะใบสนทแห้งสามารถตดไฟได้ด



เมื อรวงหล่นในฤดแล้งมารวมกับวัชพืชทแห้งแล้วทําให้พื นททปลูกไม้สนมีเช อเพลิงจํานวนมาก












และวิธทดทสดในการกําจัดเช อเพลิงเหล่าน ีก็คอการไถพรวนระหว่างแนวทปลูกเพราะจะทําให้เช อ


167







เพลิงเหล่านั นโดนดนกลบและสลายตัวเปนปยในเวลาอันสั น แตถ้าปลูกไม้สนแล้วไม่มีระบบปอง






กันไฟทดพอก็จะพบกับความล้มเหลว ดังนั นโดยทั วไปแล้วในการปลูกเพื อการค้าควรเปนพื นทลาด






ชันตํามีดนลึกและมีสภาพเปนกรด มีการระบายนํ าดและมีชองอากาศในดนดคอดนไม่แนนทบ ดน










ไม่จําเปนต้องอุดมสมบรณมากนักแตควรเปนดนทเก็บความช นได้ดและไม่เปนอุปสรรคตอการเกด










เช อไมคอรไรซา ดังนั นดนนํ าทวมขังหรอดนเปนดนเหนยวจัดเกนไปไม่เหมาะสม ในประเทศไทย










จงมีดนทสามารถปลูกไม้สนได้ทั วทกภาคของประเทศ และมีพื นทจํานวนมากทสามารถปลูกไม้สน







ได้ แม้บางทจะไม่ข นดทสดในสภาพปกตแตถ้ามีการปรบปรงเล็กน้อยก็จะสามารถปลูกไม้สนให้







เจรญเตบโตและค้มคา เพราะไม้สนสามารถทจะข นได้ในสภาพดนหลากหลายตาง ๆ กัน ถ้าได้ใช้












พันธ์ทเหมาะสมด้วยการเจรญเตบโตอาจจะเปนรองไม้ยูคาลิปตัสแตก็มีคุณภาพเยื อทดกว่า





การเตรยมพื นที


การเตรยมพื นทอาจจะทําอย่างงายเพียงถางและเผาปราบวัชพืชจนโล่งเตยนก็ใช้











ปลูกไม้สนและสามารถเจรญเตบโตได้ แตการปฏิบัตเชนน การเจรญเตบโตจะช้ากว่าการเตรยมพื น







ทโดยการไถพรวน ในพื นททมีความลาดชันสงการไถเตรยมพื นททําได้ลําบากก็ไม่มีความจําเปน


ต้องปฏิบัตแตก็ยังสามารถปลูกไม้สนได้ การเจรญเตบโตจะช้าลงเพราะการดแลวัชพืชอาจทําได้ไม่ด









พอ แตโดยทั วไปแล้ววัชพืชไม่ใชอุปสรรคโดยตรงแตจะเปนสาเหตทําให้เกดไฟไหม้ทําลายต้นไม้ท












ปลูกกอให้เกดความเสยหายอย่างใหญหลวง เปนธรรมดาทพื นทมีการควบคมวัชพืชดการเจรญ




เตบโตของไม้ก็ย่อมดไปด้วย เพราะไม้สนเปนพวกทมีความต้องการแสงสงในการเจรญเตบโต โดย














เฉพาะชวงฤดฝนซงมีความช นพอเพียงถ้าได้รบแสงดก็จะเจรญเตบโตอย่างรวดเรว







ดังนั นเพื อให้ได้รบผลสําเรจสงสดจากการลงทน การเตรยมพื นทควรทําอย่าง
พิถีพิถันจะต้องตัดต้นไม้และตอไม้ออกให้หมดจนชดดน เพื อสะดวกในการใช้รถแทรกเตอรเข้าไถ






พรวนตลอดพื นทกอนปลูก และเมื อปลูกแล้วก็สามารถใช้รถแทรกเตอรไถพรวนระหว่างแนวปลูก





เพื อปองกันไฟปา การไถพรวนทําให้ดนกลบและคลุกเคล้าใบสนทรวงหล่นกับวัชพืชทําให้เกดการ









สลายตัวเรวข ึนกลายเปนปยของต้นสนทเราปลูกทําให้ต้นไม้มีการเจรญเตบโตดและแข็งแรง การ



ไถพรวนน ถ้าตัดต้นไม้ตอไม้ไม่ชดดนแล้วเมื อวัชพืชข นคลุมพื นทเวลารถแทรกเตอรทํางานคนขับจะ







มองไม่เหนว่าตรงไหนมีตอไม้อยู่บ้าง เมื อรถแทรกเตอรวิ งข ึนไปบนตอทตัดไว้ไม่ชดดนก็จะเกด





ความเสยหายได้ แตถ้าเปนตอเสมอดนแล้วความเสยหายจะไม่เกดข น การเตรยมพื นทในลักษณะน













ถึงแม้จะมีการลงทนมากในคร ังแรก แตเมื อรวมถึงการดแลรกษาในขั นตอนตอไปแล้ว การลงทน




แทบจะไม่แตกตางกันแตได้ผลดกว่ากันอย่างมากและเปนการตัดปญหาความล้มเหลวอันเนองมา







จากไฟปา เปนการเปดโอกาสให้ไม้สนเจรญเตบโตในระยะแรกโดยมีการแกงแย่งจากวัชพืชน้อยลง


ข้อน ีต้องระมัดระวังเพราะการไถพรวนไม่ถูกวิธหรอไม่ถูกเวลาอาจทําให้วัชพืชงอกงามมากในเวลา


168








ทจะทําการปลูกก็ได้เรองน จะต้องระมัดระวังไม่ให้เกดข น การไถพรวนและการปลูกต้องทําตอเนอง











กันไม่ท งชวงมากนัก การไถพรวนชวยให้ดนเก็บความช นไว้ได้ดยิ งข น ถ้าเกดฝนท งชวงนานก็จะไม่

กอให้เกดความเสยหายถ้าได้ทําการปลูกอย่างถูกต้อง นอกนั นคอประโยชน์ในแงความสะดวกใน






การปฏิบัตงานทั ว ๆ ไปทําได้รวดเรวยิ งข น







ถ้าสภาพพื นทเหมาะสมและมีการเตรยมพื นทอย่างดอาจเปดโอกาสให้มีการปลูก








พืชไรรวมด้วยในชวง 1 - 2 ปแรกของการดําเนนการ ซงในด้านน ีอาจทําให้เกดรายได้พอเพียงทด


แทนคาเตรยมทและขณะเดยวกันเปนการลดความรนแรงของวัชพืชลงได้มาก อย่างไรก็ตามจะต้องมี










การปฏิบัตทถูกต้องเพื อลดการแกงแย่งกับไม้สนทเราปลูกเปนพืชหลัก พื นทราบลุ่มมีนํ าขังในชวง






ฤดฝนก็อาจปลูกไม้สนได้ ถ้าแก้ไขปญหาน โดยการทําการยกรองปลูกเพื อหลบเลี ยงการแชขังของนํ า






ดังนั นการเตรยมพื นทอย่างดและเหมาะสมตอสภาพการข นอยู่ของไม้สนก็จะชวยให้ได้ผลด แม้พื น






ทจะไม่เหมาะสมแตสามารถปรบปรงได้ ในพื นททมีความอุดมสมบรณสงการถางวัชพืชและไถ




เตรยมทดแล้วอาจจะทําการปลูกพืชเกษตรสัก 1 - 3 ปแล้วแตสมควร แล้วจงปลูกไม้สนก็ย่อมทําได้









โดยไม่มีความเสยหายใดๆ ไม่จําเปนต้องใช้พื นททมีความอุดมสมบรณสงเพื อการปลูกไม้สน เพราะ









ไม้สนโดยลักษณะทางนเวศนวิทยาแล้วสามารถปรบตัวตอสภาพดังกล่าวได้ อันน ีเปนอีกลู่ทางทจะ



ใช้ประโยชน์ทดนให้มีความเหมาะสมยิ งข น

การแบงแปลงปลูก

มีความจําเปนทจะต้องแบงพื นทปลูกออกเปนแปลงๆ เพื อสะดวกในการวางแผน





การปฏิบัตการ การตรวจการณดแลรกษาและปองกันไฟ ขนาดของแปลงไม่ควรจะใหญกว่า 500 x






500 เมตร หรอ 156.25 ไร ซงรวมพื นทถนนและแนวกันไฟด้วย ถ้ามีขนาดใหญกว่าน ีก็จะควบคม









ได้ยากการขนสงกล้าในตอนปลูกหรอการดแลรกษาตรวจสอบได้ยาก แตถ้าแปลงเล็กเกนไปก็จะ








เปนการใช้พื นทเปนถนนและแนวกันไฟมากเกนไป เปนการเปลืองพื นท ถนนกว้าง 6 - 8 เมตรจะ




เพียงพอสําหรบการปฏิบัตงานในอนาคต ในพื นทราบอาจแบงแปลงเปนตารางสเหลี ยมจตรสได้ แต












ในพื นทลาดชันหรอมีลําห้วยตางๆ ถ้าเปนไปได้ให้แบงแปลงให้เหมาะสมตอภมิประเทศโดยให้ถนน




เปนแนวขอบแปลงโดยตลอดและมีพื นทประมาณ 156.25 ไรหรอมากน้อยกว่าน ีเล็กน้อย ถนนโดย



รอบแปลงปลูกเหล่าน ีจะใช้เปนทางสําหรบสงกล้าไม้ในตอนปลูก เปนทางตรวจการณและทาง





คมนาคมในการเข้าไปปฏิบัตงานในพื นท และเปนแนวกันไฟตลอดจนทางชักลากไม้เมื อถึงอายุตัด







ฟน การวางแผนจัดแปลงปลูกทดจะชวยให้การปฏิบัตงานมีความสะดวกยิ งข นและงายตอการควบ






คมดแล ในการปลูกแตละปจะมีหลายแปลงปลูกและบางแปลงปลูกอาจมีอายุไม้ตางกันก็ได้เพราะ




ปลูกไม่เต็มในปกอนแล้วมาปลูกเพิ มเตมภายหลัง การแบงเปนแปลงปลูกโดยจัดทําถนนและแนวกัน



ไฟจะทําไปพรอมๆ กับการไถพรวนเตรยมพื นทงานน ีจะทําให้เสรจส นกอนปลูกเพียงเล็กน้อยก็ได้







169









แตให้ทันฤดปลูกก็ถือว่าใช้ได้ อาจจะไถพรวนแปลงปลูกเพียงอาทตย์เดยวกอนการปลูกซงดกว่าไถ










พรวนไว้นานเกนจนวัชพืชข นสงเปนอุปสรรคในการทําการปลูก บางคร ังถ้าเกดกรณเชนน อาจต้อง






ทําการถางวัชพืชอีกคร ังกอนปลูกทําให้ส นเปลืองคาใช้จายสงข น ถนนและแนวกันไฟน ีควรทําให้ด ี



พอควรเพื อจะใช้ในการขนสงกล้าได้ในชวงฤดปลูกและทําให้การปลูกรวดเรวข น แตการทําดมาก ๆ








ก็ไม่มีความจําเปนเพราะจะเสยคาใช้จายสงเกนไปในการลงทนปลูกปา นอกเสยจากว่าพื นทมีความ










เหมาะสมในการปลูกพืชเกษตรควบและให้ผลตอบแทนค้มคาตอการลงทน

การกําหนดระยะปลูก


การกําหนดระยะปลูกมีความสําคัญตอการดําเนนงานและผลตอบแทนทจะได้รบ


เชน เพื อเปนวัตถุดบในการทําเยื อกระดาษ การปลูกระยะถี เพื อให้มีจํานวนต้นตอไรสงเพื อตัดไม้











ขนาดเล็กออกใช้ในเวลาสั น เชนไม่เกน 10 ป ก็มีความเหมาะสม แตในการจัดการปาเพื อจดประสงค์



ในการใช้ไม้ขนาดใหญเพื อทําไม้ซงสําหรบแปรรปจะต้องใช้ระยะปลูกทหางกว่า นอกจากนั นจะ






ต้องคํานงถึงอัตราการเจรญเตบโตของไม้ทควรจะได้และผลกระทบตอรปทรงของต้นไม้และวิธ ี












ปฏิบัตงาน เชนในไม้สนโอคารปาการปลูกหางมากเชน 6 x 6 เมตรก็ไม่ทําให้ไม้เจรญเตบโตดข ึน






นอกนั นยังลดการเจรญเตบโตทางด้านความสงและมีก งก้านใหญทําให้เกดตําหนในเน อไม้สงได้ไม้





คณภาพตํา ข้อสําคัญประการหนงทจะต้องนํามาพิจารณาก็คอถ้าใช้รถแทรกเตอรล้อยางเข้าทําการ







ไถพรวนเพื อกําจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก ซงเปนวิธการทเหมาะสมในการปองกันไฟปาและเพิ มพูน






การเจรญเตบโตของต้นไม้แล้วระยะปลูกทเหมาะสมทสดคอ 3 x 3 เมตร หรอถ้ามีจดประสงค์ในการ







ใช้ไม้ขนาดเล็กก็ควรใช้ระยะปลูกเปน 1.5 x 3 เมตร เพราะระยะ 3 เมตรเปนระยะทเหมาะสมทรถ




แทรกเตอรจะเข้าไปทํางานหลังปลูกต้นไม้แล้วได้สะดวก ถ้าระยะปลูกกว้างเกนไปนอกจากจะทําให้






ผลผลิตตอไรตําแล้ว เมื อรถแทรกเตอรเข้าทําการไถระหว่างแนวปลูกก็จะเหลือวัชพืชตามแนวปลูก







อีกมากทําให้ต้องเสยคาใช้จายเพิ มข ึนเพื อกําจัดวัชพืชทเหลือ แตถ้าแคบเกนไปรถแทรกเตอรจะ



ทํางานไม่สะดวกและลื นไถลไปทําความเสยหายแกต้นไม้ทปลูกได้งาย สรปโดยทั วไปแล้วระยะ




ปลูก 3 x 3 เมตร หรอ 1.5 x 3 เมตร มีความเหมาะสม นอกจากมีจดประสงค์พิเศษ

การปกหลักจุดปลูก







ในการปลูกสวนปาไม้สนทดนั นจะต้องมีการควบคมระยะปลูกและปรมาณต้นตอ

หนวยพื นทให้อยู่ในสภาพพอเหมาะตลอดเวลา เพราะจะทําให้การเจรญเตบโตมีความสมําเสมอ






โดยปกตไม่อาจจะควบคมพันธ์และคณภาพของดนได้ แตทางด้านแสงสว่างและอื นๆ แล้วก็จะต้อง




พยายามจัดให้ต้นไม้ทกๆ ต้นได้รบพอดเทาๆ กัน ในปจจบันยังมีความจําเปนทจะต้องใช้คนเปน










170






แรงงานปลูก การจะปลูกตรงตําแหนงใดบ้างก็จะต้องมีการกําหนดข ึนด้วย โดยวิธการนําหลักปก









แสดงจดปลูกซงอาจจะทําทกจดหรอทกตําแหนงทจะปลูก วิธน ีจะต้องใช้หลักหมายจดปลูกเปน










จํานวนมากและส ินเปลืองคาใช้จายในการปกหลัก แตจะทําให้การปลูกงายข ึนเพราะทกจดจะ


ปกหลักไว้หมดแล้ว นอกจากนั นการกําจัดวัชพืชระยะแรกหลังการปลูกก็ทําได้สะดวกข น เพราะถึง


แม้วัชพืชจะข นปกคลุมต้นไม้ทเราปลูกแตหลักหมายจดปลูกซงสงประมาณ 1 เมตรจะทําให้สามารถ





สังเกตเหนแนวปลูกได้ ทําให้รถแทรกเตอรสามารถทํางานได้งายข น และถ้าเปนการกําจัดวัชพืชโดย





ใช้แรงงานคน ความผิดพลาดจากคนงานทจะไปตัดต้นไม้ขนาดเล็กไปพรอมกับวัชพืชก็น้อยลง วิธท ี






เหมาะสมสําหรบการปลูกระยะหาง 3 x 3 เมตร ก็คอปกหลักหมายจดปลูกเปนแนวระยะหางภายใน









แนวเดยวกัน 3 เมตร และระยะหางระหว่างแนวทขนานกัน 30 เมตร วิธน ีจะประหยัดหลักหมายจด


ปลูกไปได้ประมาณ 90 เปอรเซ็นต์ และเวลาปลูกก็ใช้เชอกไนล่อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6





มิลลิเมตร ขนาดเทาเหล็ก 3 หนหมายจดให้ชัดเจนจํานวน 11 จดแตละจดหางกัน 3 เมตรเทากับระยะ





ทจะทําการปลูก รวมแล้วในสวนน ีเชอกจะยาว 30 เมตร แล้วเอาสวนหัวและสวนท้ายของเชอกผูก





กับไม้เน อแข็งขนาดกําได้พอเหมาะมือ (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 เซนตเมตร) ยาวประมาณ 2.50





เมตร เหลาปลายแหลมเล็กน้อยเพื อให้ปกลงไปในดนได้สะดวก เอาด้านหัวของเชอกผูกทโคนไม้


โดยให้สงข นมาจากโคนสดประมาณ 30 เซนตเมตร สามารถเลื อนข นลงได้ตามความเหมาะสมใน






การปฏิบัตงาน และจดแรกทหมายให้หางจากไม้ประมาณ 20 เซนตเมตร และด้านท้ายของเชอกก็นํา






ไปผูกกับไม้อีกทอนหนงในลักษณะเชนเดยวกันน ี เวลาจะทําการปลูกก็ใช้เชอกน ขงระหว่างแนวจด






ปลูกไม้ทั งสองด้านทเชอกผูกอยู่นั นจะชวยผ่อนแรงในการดงเชอก เพราะพื นทปลูกสรางสวนปาโดย










ทั วไปแล้วจะไม่ราบบางคร ังมีเนนอยู่ตรงกลางระหว่างแนวปลูกทําให้ระยะระหว่างแนวปลูกเกน 30




เมตร ซงจําเปนจะต้องดงเชอกให้ยืดออกเพื อจะได้ปรบระยะให้เสมอกันตลอดแถวปลูก การดงเชอก






ให้ยืดโดยทเชอกผูกไว้ทโคนไม้สงข นมา 30 เซนตเมตรน ีสามารถทําได้โดยงาย โดยการปกไม้หาง







จากหลักจดปลูกออกมานอกแนวปลูกเล็กน้อยแล้วเอนปลายไม้เข้าไปในแนวปลูกเพื อให้เชอกหย่อน



จะทําให้สามารถปกไม้ใกล้กับหลักของจดปลูกอีกด้านหนงได้ โดยปกด้านนอกของจดปลูกให้ปลาย









ไม้เอนเข้าไปในจดปลูกโดยทเชอกตงพอด จากนั นก็เหนยวปลายไม้ทั งสองด้านออกเชอกก็จะยืด




ออกดงจนจดแรกและจดสดท้ายทหมายไว้ทเชอกตรงกับหลักของจดปลูกเราก็จะได้ระยะปลูกเฉลี ย









ทเสมอกันตลอดแนว จากนั นก็ใช้จอบขุดหลุมปลูกตามจดทเราหมายไว้ทเชอก การปลูกวิธน ีเชอกท












จะใช้ต้องเปนเชอกไนล่อนซงสามารถยืดได้ การปลูกโดยวิธน ีจะได้กล่าวโดยละเอียดในเรองการ

ปลูก สําหรบแนวของหลักอาจจะให้ขนานกับถนนแปลงปลูกเพื อความเปนระเบยบ ในกรณแปลง









ปลูกไม่ได้เปนตารางสเหลี ยมมุมฉากก็อาจจะให้แนวหลักขนานกับถนนด้านใดด้านหนงหรอเปน

แนวเดยวกับแปลงปลูกอื น ๆ ก็ได้แล้วแตความสะดวกในการปฏิบัตงาน



171



การปลูก








การใช้แรงงานในการปลูกถ้าในพื นทปกหลักแสดงจดปลูกทกจดแล้วจะแบงงาน







ออกได้ 3 งานย่อยคอ การขุดหลุมเตรยมดน การจายกล้าไปยังตําแหนงปลูก และสดท้ายคอการปลูก




งานทั งสามอาจจะกระทําโดยกลุ่มคน 3 กลุ่ม หรอ 3 ทมงานโดยแบงแยกงานกันทําและอาจมีการ
ผลัดเปลี ยนหน้าทกันหรอไม่ก็แล้วแตตกลงกันในทมงาน แตสําหรบคนงานปลูกแล้วไม่ควรเปลี ยน







และควรคัดเลอกคนปลูกด้วย เพราะถ้าใช้คนปลูกทดและมีประสบการณแล้วจะทําให้ต้นไม้ทปลูกมี




เปอรเซ็นต์การรอดตายสงและแข็งแรง




การปลูกจะเร มต้นฤดฝนเมื อดนมีความช นเพียงพอแล้ว ซงสังเกตได้โดยขุดดนลึก








20 - 30 เซนตเมตรจะมีความช นอยู่ด้านล่าง ซงจะเปนชวงทพื นดนได้รบนํ าฝนมาแล้วเกน 300








มิลลิเมตร ถือว่าเปนชวงเหมาะสมทจะทําการปลูกอย่างได้ผล เพราะโดยเกณฑ์ทั วไปแล้วประเทศ





ไทยมีนํ าฝนประมาณปละ 1,200 มิลลิเมตร บางท้องทมากกว่าหรอน้อยกว่าบ้าง ดังนั นเมื อมีฝนตกมา




แล้ว 300 มิลลิเมตรก็เหมาะสมทจะปลูก เพราะจะมีฝนอีก 2 ใน 3 สําหรบการเจรญเตบโตของไม้สน






หลังจากทปลูกแล้ว ถ้าปลูกหลังจากน หรอล่าช้าเกนไปการเจรญของต้นไม้จะไม่ได้ดเทาทควร และ







ถ้าปลูกเมื อดนขาดความช นคอเรวไปกว่าน ีมาก การรอดตายจะตําและการเจรญเตบโตไม่สมําเสมอ






กัน ในกรณทมีปรมาณและชวงฝนตกยาวนาน ชวงการปลูกก็สามารถขยายออกไปอีกได้ ดังนั นทก









ขั นตอนในการปฏิบัตงานของการปลูกสรางสวนปาไม้สนจะต้องเครงครดตอเวลาและวิธการปฏิบัต ิ










ตางๆ เพื อความแนนอนในความสําเรจทด การมีเครองวัดอุณหภมิ ความช นและปรมาณนํ าฝน ณ


บรเวณพื นทปลูกจะเปนประโยชน์ในการดําเนนงานน ี การวางแผนงานทรดกุมและดําเนนการได้










ตามแผนเปนการประกันความสําเรจ เมื อขุดหลุมเสรจแล้วการแจกจายกล้าไปตามหลุมทปลูกจะต้อง



ขนกล้าใสในภาชนะ เชน กล่องหรอตะกรา นําไปวางลงในหลุมปลูกทได้เตรยมไว้แล้ว ขั นตอนน







จะต้องระมัดระวังไม่ให้ยอดของกล้าไม้ชอกชํ าหรอหักหลุดรวมทั งมีการกระทบกระเทอนตอดน




หรอวัสดทห้มรากน้อยทสด การปลูกจะตามมาหลังจากมีกล้าประจําหลุมปลูกแล้ว ผู้ปลูกจะต้องวัด







ความลึกของหลุมปลูกโดยหย่อนถุงพลาสตกทห้มรากลงวัดดความลึกทเหมาะสม ต้องลึกกว่าความ




ุ่
ยาวของถุงพลาสตกทห้มรากอยู่เล็กน้อยขณะทยังไม่ได้เอาถุงพลาสตกทห้มอยู่ออก ต้องเอาดนทชม













ช นทขุดข นมาใสก้นหลุมทลึกเกนไป ในกรณต นเกนก็ต้องขุดลงไปอีก จากนั นจงฉกถุงพลาสตก





ออกโดยพยายามไม่ให้ก้อนดนทห้มรากอยู่แตก การฉกถุงพลาสตกใช้เปลือกไม้ไผ่เหลาบางๆ กรดท ี






ขอบถุง จากนั นวางกล้าไม้ลงในหลุมปลูกให้ตั งตรงและกลบดนโดยรอบ โดยพยายามใช้ดนรวนซย










ทช นทขุดข ึนมาตอนขุดหลุมปลูกใสลงโดยรอบก้อนดนทมีรากนั น และอัดแนนโดยมือและเท้า







เหยียบโดยรอบจะกลบดนช นอัดแนนเหนอผิวดนเดมเล็กน้อย ตอจากนั นเอาดนแห้งคอดนผิวหน้า







จากทอยู่ข้างๆ โรยกลบปดทับอีกชั นหนงเพื อไม่ให้ผิวหน้าของดนช นโดนแสงแดดและลม ทั งน เพื อ






ควบคมความช นด้านล่างให้สญเสยน้อยทสด ดนกลบโรยหน้าน ีโรยปดหลวมๆ หนาพอประมาณ ถ้า







172









ความช นของดนล่างดปฏิบัตถูกต้องต้นไม้ทปลูกจะอยู่ได้ถึง 2 - 3 อาทตย์แม้ไม่มีฝนตกอีก และถ้ามี

ฝนเพิ มเตมเพียงเล็กน้อยรากจะเจรญหยั งพื นดนได้ทันทภายใน 1 อาทตย์ ถ้ากล้ามีการกระทําให้













แกรง ได้ขนาด และสมบรณการเจรญเตบโตก็จะเร มได้รวดเรว ดังนั นการดแลทกขั นตอนให้ถูกต้อง
จะให้ผลค้มคากว่ามาก จะเหนได้ว่าการปลูกไม้สนไม่ได้มีความยุ่งยาก แตมีขั นตอนทจําเปนต้อง








ปฏิบัตและระมัดระวังตั งแตเมล็ด กล้าไม้และการปลูก หากปฏิบัตถูกต้องตามวิธแล้วการปลูกซอมจะ






ไม่มีความจําเปนอีกเลย นอกจากเกดสภาวะวิกฤตจากเหตธรรมชาตจรงๆ เชน แล้งผิดปกต เปนต้น









การปลูกไม้สนน ีเมื อดนมีความช นเพียงพอก็จะกระทําเลยทกวันไม่ต้องรอวันฝนตกหรอวันหลังฝน

ตก เพราะการปฏิบัตงานขณะมีฝนนั นคอนข้างไม่สะดวกเอาทเดยว และปกตแล้วไม้สนเปนไม้มี









ความทนทานตอความแห้งแล้งได้ดพวกหนง









สําหรบการปลูกทปกหลักหมายจดปลูกเปนแนว ซงถ้าปลูกระยะ 3 x 3 เมตร หลักท


ปกในแนวจะหางกัน 3 เมตร และระหว่างแนวหางกัน 30 เมตร แล้วใช้เชอกไนล่อนหมายระยะปลูก









ทกๆ 3 เมตร ขงระหว่างแนวในการปลูกนั น การปลูกโดยวิธน ีจะต้องทํางานเปนทม ทมหนง

ประมาณ 19 คน ประกอบด้วยคนปลูก 10 คน คนขุดหลุม 5 คน คนขงเชอกไนล่อน 2 คน สําหรบ




คนงานจายกล้าไม้นั น จะต้องปรบให้เหมาะสมอาจจะใช้ 3 หรอ 4 คนก็ได้ข้อสําคัญคอจะต้องจาย








กล้าไม้ให้ทันปลูกไม่มีการหยุดชะงักเพราะจะทําให้ผู้ปลูกซงมีอยู่ถึง 10 คนต้องหยุดเปนการเสยแรง



งานโดยเปล่าประโยชน์ การปลูกเร มจากคนถือเชอกไนล่อน 2 คน ขงเชอกไนล่อนพาดระหว่างแนว


ปลูก 2 แนว ซงหางกัน 30 เมตร โดยให้จดแรกทหมายไว้ทเชอกตรงกับหลักหมายจดปลูกและให้จด














สดท้ายทหมายไว้ทเชอกตรงกับหลักหมายจดปลูกของอีกแนวหนง จากนั นคนขุดจํานวน 5 คน ใช้






จอบขุดตามจดทหมายไว้ทเชอกซงแตละจดหางกัน 3 เมตร โดยขุดให้ลึกกว่าความยาวของถุงเพาะ






ชําทห้มกล้าไม้ทจะปลูกเล็กน้อย โดยแตละคนจะขุด 2 หลุม คนงานขุดหลุม 5 คน จะขุดได้จํานวน






10 หลุม แตในระยะ 30 เมตร จะมีจดทต้องขุดหลุม 11 จดดังนั นหลุมท 11 ซงอยู่ตรงหลักหมายจด






ปลูกก็จะเปนหลุมท 1 เมื อปลูกแนวถัดไป เมื อขุดเสรจก็ย้ายเดนหน้าไปทําทหลักหมายจดปลูกคตอ
ู่










ไป สําหรบหลุมทขุดไว้แล้วกลุ่มทมีหน้าทจายกล้าไม้ก็จะทําการวางกล้าไม้ลงในหลุม จากนั นกลุ่มท


มีหน้าทปลูกจํานวน 10 คน ก็ใช้เปลือกไม้ไผ่เหลาบาง ๆ กรดขอบถุงพลาสตกเพื อเอาถุงพลาสตก







ออกจากดนทห้มราก แล้วทําการปลูกโดยปฏิบัตเชนเดยวกับวิธแรก แตการปลูกโดยวิธน ีผู้ปลูกจะ







ต้องหันหน้าไปทางต้นททตัวเองได้ปลูกผ่านมาแล้วเพื อเล็งแนวให้ตรงเปนแนวเดยวกันและต้อง






ระวังไม่ให้แนวทตัวเองปลูกเบนไปทางซ้ายหรอทางขวา การปลูกโดยวิธน ีถ้าฝกคนงานจนชํานาญ


แล้วจะสามารถทําการปลูกได้รวดเรวและได้ผลด สามารถประหยัดหลักปลูกได้ถึง 90 เปอรเซ็นต์



ส งทสําคัญและต้องระมัดระวังอีกประการหนงในการปลูกก็คอ กอนปลูกจะต้อง










เอาถุงพลาสตกออกจากดนทห้มรากกอน ไม่เชนนั นเมื อต้นไม้โตได้ระยะหนงจะตายเพราะรากจะ


ม้วนตัวขดเปนวงอัดกันแนน



173









ในกรณทมีความผิดปกตในสภาวะแวดล้อมมาก มีปรมาณฝนท งชวงนานเกนไปจะ




ทําให้การรอดตายตํา ดังนั นจะต้องทําการสํารวจและปลูกซอมให้เสรจส นภายใน 2 เดอนหลังปลูก




เพราะหากไม่ทันกําหนดแล้วควรเปลี ยนเปนทําการปลูกใหม่ในปตอไป เพราะถ้าปลูกล่าช้าเกนไป





อัตรารอดตายจะตําและต้องเสยคาใช้จายในการปลูกซอมมากอยู่ด การเลื อนเวลาปลูกอีก 1 ป จะทํา









ให้งานในปตอไปเพิ มข ึน จะต้องปรบแผนใหม่ให้สอดคล้องกับงานทเพิ มข นในการปลูก ถ้าล่าช้า


เกนไปการตั งตัวของต้นไม้อาจไม่ทันฤดแล้งทจะตดตามมาเพราะมีโอกาสได้รบนํ าฝนลดลงตาม









ลําดับตางจากตอนต้นฤด ดังนั นการเตรยมกล้าไม้ให้สมบรณพรอมปลูกทันเวลาจงมีความสําคัญมาก



และต้องเปนกล้าไม้ทมีคณภาพในการปลูกด้วย



การดูแลกําจดวัชพืช
หลังปลูกไม้สนได้ประมาณ 1 เดอน ต้องทําการสํารวจการรอดตายและทําการกําจัด


วัชพืชถ้ามีความรนแรงข นเบยดเสยดและปกคลุมต้นสน ในการเตรยมพื นทปลูกโดยทําการไถพรวน





อย่างด การกําจัดวัชพืชคร ังแรกจะทําเมื อส นฤดฝนคอประมาณเดอนตลาคม - ธันวาคม ซงการปราบ












วัชพืชในชวงน ีถ้าใช้รถแทรกเตอรทําการไถพรวนระหว่างแนวต้นไม้ทปลูก อาจจะไถแนวเดยวหรอ

ไถเปนกากบาทก็ยิ งดเพราะวัชพืชจะถูกดนกลบเกอบหมด ไม่ต้องใช้คนงานถางวัชพืชอีก สวน











รอบๆ ต้นไม้ทปลูกให้คนงานเอาจอบพรวนรอบต้น เมื อทําเชนน ีปญหาเรองไฟในฤดแล้งทจะมาถึง


ก็เปนอันหมดส นไป แตในการใช้รถแทรกเตอรเข้าทําการกําจัดวัชพืชหลังจากปลูกต้นสนแล้วน ีจะ





ต้องเลือกชวงเวลาให้เหมาะสม ในขณะทดนยังแฉะอยู่หรอฝนตกไม่สมควรให้รถแทรกเตอรเข้า






ทํางานเพราะโอกาสทรถแทรกเตอรจะลื นไถลทําความเสยหายแกต้นไม้ทเราปลูกเปนไปได้มาก แต







ถ้าดนแห้งไปก็จะไถไม่เข้า ดังนั นชวงทเหมาะสมก็คอเมื อส นฤดฝนประมาณเดอนตลาคม - ธันวาคม












และชวงแรกทฝนเร มตกประมาณปลายเดอนเมษายน แตในชวงต้นฤดฝนน ีถ้าฝนเกดตกหนักทําให้
พื นดนแฉะเกนไปในขณะททําการไถพรวนยังไม่เสรจ สวนทเหลือก็ใช้คนงานพรวนรอบต้นไม้ท











ปลูกโดยไม่ต้องไปทําอะไรกับวัชพืชสวนทเหลือ เพราะชวงน จะไม่มีอันตรายจากไฟไหม้ เมื อส นฤด


ฝนจงทําการไถพรวนให้ทั วพื นท เพราะมีชวงระยะเวลานานทสามารถทําการไถพรวนได้เพื อปอง








ู่
กันไฟและเพิ มพูนการเจรญเตบโต ในการไถพรวนทกคร ังต้องใช้คนงานพรวนรอบต้นควบคกันไป


ด้วยและดายวัชพืชทเหลือจากการไถพรวน การใช้เครองจักรอาจจะได้เปรยบในพื นทราบ แตในพื น





ทลาดชันมากการใช้แรงงานคนยังมีความจําเปนอยู่ และในการดายวัชพืชถ้ามีเศษวัชพืชในพื นทมาก

อาจจะต้องนําออกเผานอกบรเวณเพื อลดอันตรายทจะเกดข ึนในฤดแล้ง เพราะถ้าเกดไฟไหม้ข ึน













แล้วจะเกดความสญเสยอย่างใหญหลวง การกําจัดวัชพืชในปหนงๆ จะต้องทํากคร นจะแตกตาง

ังนั



กันในแตละพื นท ผู้ปฏิบัตจะต้องพิจารณาตัดสนใจโดยยึดหลักประหยัด ต้นไม้ถูกปกคลุมและเบยด




เสยดจากวัชพืชในระยะเวลาอันสั นและปราศจากอันตรายจากไฟ การควบคมดแลในการปราบวัช


174








พืชจะต้องปฏิบัตตอเนองจนต้นไม้เจรญเตบโตพ้นอายุ 3 ปไปแล้ว หลังจากนั นความสามารถทนไฟ







ของไม้สนก็จะดข นเพราะลําต้นมีเปลือกหนาห้ม และถ้าไฟไม่รนแรงไหม้ทําลายสวนยอดจนเสย




หายมากเกนไปแล้วไม้สนสวนมากก็จะรอดตาย วัชพืชโดยทั วไปแม้จะโตเต็มทก็มีความสงจํากัด แต

ไม้สนเมื อสงข นอัตราการเจรญเตบโตทางความสงก็จะรวดเรวข นจงเปนข้อได้เปรยบถ้าไม่ถูกปก

















คลุมเสยแตตอนแรก การปราบวัชพืชอย่างดในปแรกจงมีความสําคัญ ในปทสองและสามอาจมีการ

ประยุกต์ใช้สารเคมีในการกําจัดและควบคมวัชพืชได้เชนกัน แตต้องมีความระมัดระวังในการ







ดําเนนงานด้านน มิฉะนั นต้นสนทปลูกอยู่อาจเกดความเสยหายได้

การใสปุ ๋ ย






โดยทั วไปไม้สนมีความสามารถเจรญเตบโตได้ในดนเกอบทกสภาพ แตในกรณ









ปลูกโดยมีวัตถุประสงค์ในทางการค้าแล้วการใสปยในชวง 1 - 2 ปแรก จะทําให้การเจรญเตบโตด









ข นและในบางพื นทอาจจะขาดแรธาตบางอย่าง เชน โบรอน ฟอสฟอรส หรอโปแตสเซยม ปกตการ









ใสปยจะเปนปยเคมี การใสปยคอกหรออินทรยวัตถุจะไม่มีความจําเปนและอาจเกดความเสยหายข น
















ได้เพราะจะทําให้เช อราไมคอรไรซาทรากไม่พัฒนา ซงเช อราพวกน ีมีความจําเปนอย่างมากตอการมี
ชวิตอยู่ของไม้สน การขาดหรอยับยั งการพัฒนามีผลตอการมีชวิตและการเจรญเตบโตของไม้














ประเภทน ี ปยเคมีสตรทใช้เปนสตร 15 : 15 : 15 โดยใสในปแรกหลังจากกล้าไม้ตั งตัวแล้วประมาณ

1 เดอนหลังปลูก ประมาณ 50 กรมตอต้น ควรใสรอบโคนต้นเปนวงหางจากต้นประมาณ 10











เซนตเมตร ซงจะทําให้ไม้ทปลูกมีความได้เปรยบตอวัชพืชเปนอย่างมาก ในกรณตรวจพบว่าเปนพื น




ทขาดโบรอนควรจะใสบอแรคซ์ด้วยในปรมาณ 1 กรมตอต้น การใช้รอคฟอสเฟตผสมดนปลูกโดย








หว่านรอบต้นขณะปลูกเปนวิธแก้ไขการขาดแคลนฟอสเฟตในดนทั งระยะสั นและระยะยาว เพราะ









หนฟอสเฟตจะคอยๆ สลายให้ธาตฟอสฟอรสออกมาในปรมาณน้อยได้เปนเวลานาน และเช อไมคอร






ไรซาจะทําให้ต้นสนใช้ประโยชน์จากการใสหนฟอสเฟตได้มีประสทธภาพยิ งข น ปรมาณทใส 100







กรมตอต้นโดยใสรอบต้นถือว่าเหมาะสม การเตรยมทโดยมีการไถพรวนอย่างดรวมทั งมีการใสปย











ชวยในปแรกหรอต้นปทสองและมีการปราบวัชพืชทได้ผลสามารถทจะเพิ มผลผลิตในชวงเวลาเดยว





กันได้เปน 2 เทา คอจากผลผลิตเฉลี ยตอไร 2 ลูกบาศก์เมตร เปน 4 ลูกบาศก์เมตร เปนต้น ทําให้











สามารถใช้ประโยชน์ไม้ได้เรวข นหรอได้ไม้ขนาดโตข นในเวลาเทาเดม ทําให้ผลผลิตมีมูลคาสงข น












ดังนั นการเอาใจใสทางด้านน ีโดยมีการตรวจสอบแรธาตในดนและมีการใสปยตางๆ อย่างถูกต้องจะ




ทําให้มีความเปนไปได้สงในการปลูกสรางสวนปาเชงพาณชย์ในประเทศไทย เพราะความต้องการ


ไม้เปนวัตถุดบยังมีอยู่สงมากทั งตลาดในประเทศและตางประเทศ การวิเคราะห์ดนและการวิเคราะห์






ธาตอาหารพืชทเหมาะสมนาจะมีการนํามาประยุกต์ใช้ในการปลูกสรางสวนปาไม้ชนดตางๆ จะทํา













ให้เกดประสทธภาพสงในการผลิตทางด้านปาไม้ เพราะจะชวยให้การจัดการในการใสปยเพื อเพิ ม



175















เตมแรธาตตางๆ ทพืชต้องการในชวงเวลาและปรมาณทถูกต้อง และเมื อรวมกับการปรบปรงพันธ์ไม้





แล้วก็จะทําให้การปลูกสรางสวนปาไม้เปนธรกิจทนาลงทนยิ งข น




การลิดกิ ง (Pruning)





การลิดก งเปนวนวัฒนวิธทไม่คอยได้รบความสําคัญมากนักเพราะยังไม่มีความเดน


ชัดในผลตอบแทนทจะได้รบว่าจะค้มคาในการปฏิบัตหรอไม่ เพราะไม่คอยเกยวข้องในทางเพิ มผล








ผลิตนอกจากนั นในการปฏิบัตถ้าทําไม่ถูกต้องอาจลดผลผลิตลงได้ เพราะการลิดก งเปนการลดใบท ี








สังเคราะห์แสงลงจํานวนหนงซงมีผลในการลดการเจรญเตบโตของต้นไม้ไม่มากก็น้อย นอกจาก










การลิดก งแบบตบแตงทเอาแตก งตายแล้วออกเทานั นจงจะไม่กระทบกระเทอนตอผลผลิต อย่างไรก็



ตามไม้สนมีความแตกตางจากไม้ใบกว้าง การมีตาก งขนาดใหญและจํานวนมากจะทําให้คณภาพใน




การใช้งานของไม้สนลดลงไปมาก ดังนั นการลิดก งในการปลูกสรางสวนปาไม้สนมีความจําเปนต้อง


คํานงถึงเปนอย่างมาก ในอนาคตถ้ามีข้อมูลเกยวกับราคาไม้คณภาพตางๆ เดนชัดการพิจารณาใน





เรองน จะตัดสนใจได้งายข น ถึงจะเปนการลดผลผลิตลงไปบ้างแตประโยชน์ทได้รบคอ













- การลิดกิ งจะชวยลดอันตรายจากไฟ โดยเฉพาะไฟทเรอนยอด







- ทําให้ form factor ของลําต้นอยู่ตํากว่าพุ่มใบทลิดก งดข น คอ ตรงโคนทอน
และปลายทอนจะมีขนาดเทาๆ กัน






- ลดจํานวนและขนาดของตาไม้ทอยู่สวนนอกของลําต้นให้น้อยกว่าสวนทอยู่ใกล้
แกนไม้

- เพิ มคณค่าของไม้






การดําเนนการจะค้มคาหรอไม่ข ึนอยู่กับคาใช้จาย ชนดไม้ ตลาด และราคา โดย






เฉพาะอย่างยิ งจะเหนว่าสนสามใบ (Pinus kesiya) จะมีก งมากและบวมตรงข้อ การลิดก งจะชวยให้

คณภาพไม้ดข นมาก แตถ้าเปนสนคารเบย (Pinus caribaea) ซงมีก งน้อยและไม่มีปญหาในเรองข้อ


















บวม การลิดกิ งอาจไม่ได้ปรบปรงอะไรให้ดข นกว่าเดมมากมายนัก การลิดก งก็อาจไม่ค้มคา








ปกตในทางปฏิบัตโดยทั วไป สําหรบไม้สนในสวนปาจะลิดก งข นไปสงจากระดับ


ดน 6.8 เมตร เมื อต้นไม้มีความสงเฉลี ยเปน 2 เทาคอประมาณอายุ 10 - 15 ป






จากการศึกษาทดลองเกยวกับการลิดก งไม้สนคารเบย (Pinus caribaea) ได้ให้ข้อ



มูลสําหรบพิจารณาในการปฏิบัตการลิดกิ งก็คือ






. - ถ้าในแปลงปลูกมีการลิดก งและไม่ลิดก งข นปะปนกัน ไม้ทอยู่ข้างเคยงและไม่ได้


ลิดก งจะเจรญขมทําให้ต้นททําการลิดกิ งโตช้า


- ในแปลงททําการลิดก งทกต้นเทากันโดยลิดก ง 25 เปอรเซ็นต์ของพุ่มใบทเจรญ











งอกงาม จะมีผลน้อยมากตอการเจรญเตบโตทางความสงและเส้นผ่าศูนย์กลาง


176








- การลิดก งทกต้นในแปลงออก 50 เปอรเซ็นต์ของพุ่มใบทเจรญงอกงาม จะมีผล
กระทบตอการเจรญเตบโตโดยลดการเจรญเตบโตทางด้านความสงและทางเส้นผ่าศูนย์กลางลงเปน







เวลาถึง 5 ป ี

- การลิดกิ งไม้อายุเกน 8 ป จะมีผลกระทบน้อยกว่าไม้ทอายุน้อยกว่า












- ไม้ทเจรญเตบโตในพื นทอุดมสมบรณจะปรบตัวได้ช้ากว่าไม้ทปลูกในพื นทคณ
ภาพตํากว่า






- มีข้อมูลสนับสนนว่าเมื อมีการลิดก งไม้สนคารเบยทอายุ 19 ปจะมีคณภาพของเน อ





ไม้ดข น
อาจต้องพิจารณาว่าอะไรเหมาะสมกว่าในการเลื อนเวลาลิดก งออกไปจนถึงเวลาทํา



การตัดสางขยายระยะอย่างหนักเพื อเอาไม้ออกไปใช้เปนวัตถุดบทําเยื อกระดาษเมื ออายุ 10 - 15 ป






หรอทําการลิดก งทอายุ 4 - 5 ป พรอมกับการตัดสางขยายระยะไม้ออกโดยไม่เปนการค้าและเหลือไม้




ไว้ 370 ต้น/เฮกแตร จนถึงรอบตัดฟน ในฟจได้วางแผนการลิดก งและการตัดสางขยายระยะโดย









คํานงถึงการเจรญเตบโตทแตกตางกันในสภาพพื นทดและเลว โดยมีจดมุ่งหมายเพื อการผลิตไม้ซง


เพื อการแปรรปซงมีตลาดรองรบอยู่แล้ว (ตารางท 69 และ 70)









ตารางที 69 การลิดกิ งและการตัดสางขยายระยะสาหรบพ นที คุณภาพดี

ความสง อายุ พื นทหน้าตัด การปฏิบัต ิ


กลุ่มนํา ประมาณ ม. /เฮกแตร ์
2


9.8 4 - ลิดก งจนถึง 3 เมตร ทกต้นทสงเกน 6 เมตร



11.6 5 - ลิดก งจนถึง 5 เมตรหรอ ½ ของต้นแล้วแตอะไรจะตํากว่า







13.4 6 17.2 - 10.3 ตัดสางขยายระยะกอนเหลือ 740 ต้น/เฮกแตรแล้วลิดก ง
6.7 เมตร
16.8 9 25.3 - 17.2 ตัดสางขยายระยะเหลือ 445 ต้น/เฮกแตร ์
2
22.9 15 39.0 - 23.0 ตัดสางขยายระยะเพื อการค้าจนเหลือ BA = 23 ม /เฮกแตร์

ทมา : ประดษฐ์ (2540)



177







ตารางที 70 การลิดกิ งและการตัดสางขยายระยะสาหรบพ นที คุณภาพเลว (โตชา)

ความสง อายุ พื นทหน้าตัด การปฏิบัต ิ


กลุ่มนํา ประมาณ ม. /เฮกแตร ์
2

9.1 4 14.5 - 8.0 ตัดสางขยายระยะเหลือ 740 ต้น/เฮกแตร ลิดก ง 3 เมตร

หรอ ½ ของต้น




10.7 5 14.9 ลิดก งถึง 5 เมตร หรอ ½ ของต้น แล้วแตอะไรตํากว่า




14.3 7 21.8 - 14.9 ลิดก ง 300 ต้น/เฮกแตร ถึง 6.7 เมตร หรอ ½ ของต้น

แล้วแตอะไรตํากว่า ตัดสางขยายระยะเหลือ 445 ต้น/

เฮกแตร ์
2
12.14 39.0 - 23.0 ตัดสางขยายระยะเพื อการค้าจนเหลือ BA = 23 ม. /
เฮกแตร ์


ทมา : ประดษฐ์ (2540)



ในชวงอายุ 3 ปข ึนไปการลิดก งต้นไม้ออกบ้างจะมีความจําเปนถ้าต้องการให้ได้




เน อไม้คณภาพดสําหรบการใช้ประโยชน์ทั วไป ซงการดําเนนการน ีจะต้องเพิ มคาใช้จายแตก็จะให้

















ผลตอบแทนกลับมาในแงของราคาผลผลิตทดข นเมื อเน อไม้มีคณภาพดข น การลิดก งออกจากลําต้น






จะลดการเจรญเตบโตของต้นไม้ถ้าปฏิบัตไม่ถูกต้องคอลิดก งออกมากเกนไปเพราะจะไปลดพื นทใน






การสังเคราะห์แสง แตถ้าทําถูกต้องก็จะไม่มีผลกระทบมากนักเพราะปกตก งทแกอายุมากก็จะมีการ







ลิดก งตามธรรมชาตอยู่แล้ว เพราะประสทธภาพในการสรางอาหารลดลงการขนสงแรธาตอาหารตํา



ลงจงทําให้เกดการหลุดรวงของก ง ดังนั นการลิดก งทถูกต้องจะไม่เกดผลเสยตอการเจรญเตบโต

















มากนัก ปกตไม่ควรจะลิดก งเกน 50 เปอรเซ็นต์ของความสงของลําต้น เพราะเกนจากน ีแล้วจะลด






การเจรญเตบโตมากไปทําให้ไม่ค้มคา ในการปฏิบัตทั วไปในปท 3 จะมีการลิดก ง 1 ใน 3 ของความ




สงของลําต้นหรอไม่เกน 2 เมตร สําหรบต้นไม้ทสงมากๆ การลิดก งต้องทําทั งแปลงเพื อไม่ให้ต้นไม้








คณภาพดทลิดก งสญเสยความได้เปรยบในการแขงขันการเจรญเตบโตหลังลิดก ง เพราะการลิดก งจะ












ทําให้การเจรญเตบโตชะงัก เดอนธันวาคมและมกราคมจะเปนชวงทเหมาะสมในการปฏิบัต นอก





จากจะสะดวกแล้วยังกระทบตอการเจรญเตบโตน้อย และจะไม่กอให้เกดโรคเข้าทําลายรอยแผลท







เกดจากการลิดก งอีกด้วย อาจทาด้วยปนขาวทรอยแผลเพื อลดการเกดโรค นอกจากนั นการลิดก งใน




ชวงน ีควรทําการเก็บเศษไม้ออกทําลายนอกพื นทจะชวยลดอันตรายจากไฟลงได้มากเพราะจะลด








ปรมาณเช อเพลิงและโอกาสเกดไฟไหม้เรอนยอดจะมีน้อยนั นเอง การลิดก งก็เพื อลดขนาดและ







จํานวนตาไม้ทจะเกดในเน อไม้ให้น้อยลง ทําให้ไม้มีมูลคาสงข ึนเพราะมีตําหนในเน อไม้น้อยใช้

178









ประโยชน์ได้กว้างขวางข น การลิดก งจะทําตอไปอีกประมาณทกๆ 2 - 3 ป แล้วแตความเหมาะสมจน







ได้ลําต้นเกลี ยงเกลาปราศจากก งทสงจากพื นดน 6 - 10 เมตร แล้วแตสภาพการเจรญเตบโต รอบตัด
ฟน และจดประสงค์ในการใช้ไม้ ราคาไม้คณภาพดอาจเปน 3 - 4 เทาของราคาไม้ทั วๆ ไป ดังนั นการ









ลิดก งจงมีความจําเปนทจะต้องปฏิบัตและทําอย่างถูกต้อง ในไม้ทมีอายุ 10 ปถ้ามีการลิดก งทดจะได้











ไม้ซงมีคณภาพยาวไม่น้อยกว่า 4 เมตร ซงเพียงพอจะเปนไม้แปรรปขนาดเล็กเพื อใช้ในการกอสราง








และอื นๆ ทมีราคาแพงกว่าวัตถุดบเพื อทํากระดาษแตเพียงอย่างเดยว การลิดก งและการตัดสางขยาย





ระยะอาจจะทําพรอมๆ ไปในคราวเดยวกันเพื อให้เกดความสะดวกในการปฏิบัตงานยิ งข น


การตัดสางขยายระยะ (Thinning)






การตัดสางขยายระยะเปนวนวัฒนวิธหนงทจะเพิ มการเจรญเตบโตและคณภาพของ


ต้นไม้ มีหลักการอยู่ว่าถ้าจํานวนต้นไม้ทปลูกมีความหนาแนนมากเกนไป การเจรญเตบโตของต้น






ไม้จะชะงักงันหรอหยุดลงหมายถึงผลผลิตรายปจะไม่เกดข น แตต้นไม้มีคณสมบัตพิเศษกว่าพืชล้ม











ลุกคอมีอายุยาวนานและสามารถจะเจรญเตบโตตอไปได้อีกหลายปถ้ามีสภาพแวดล้อมทเหมาะสม


การตัดสางขยายระยะไม้บางสวนออกบ้างเพื อเปดโอกาสให้ต้นไม้ทยังคงเหลืออยู่เจรญเตบโตตอไป





ได้ไม้ขนาดใหญข น นั นคอทําให้พื นทนั นกลับมีผลผลิตทดอีกตอไปจนกว่าจะถึงความหนาแนนจด











หนงก็จะหยุดชะงักอีก เพราะการแขงขันทางด้านนํ า ธาตอาหาร และแสงสว่าง ก็มีความจําเปนจะ



ต้องตัดสางขยายระยะออกไปอีกเพื อให้เกดผลผลิตอีกจนถึงรอบตัดฟน ขณะเดยวกันไม้ทตัดสาง







ขยายระยะออกก็สามารถนําไปใช้ประโยชน์ตางๆ ได้ตามความเหมาะสม แตถ้าหากต้นไม้เจรญเตบ



โตจนถึงจดอิ มตัวเต็มทแล้วจะไม่มีการตัดสางขยายระยะออกเพราะไม่ได้ผลผลิตเพิ มข นอีกเลยเปน







การเสยเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ในการทจะให้พื นทใดๆ มีประโยชน์สงสดในด้านผลผลิตทางไม้




แล้วหมายความว่าจะต้องจัดการให้มีผลผลิตเฉลี ยรายป (MAI = mean annual increment) สงทสดใน



ชวงเวลาทยาวนานทสด เมื อ MAI ลดลงนั นหมายความว่าใกล้ถึงเวลาทต้องทําการตัดสางขยายระยะ



หรอทําการตัดออกหมดเพื อปลูกใหม่ จะเหนได้ว่าการตัดสางขยายระยะเปนวนวัฒนวิธทสําคัญ





ประการหนงในการจัดการสวนปาให้ได้ผล นอกจากหลักการดังกล่าวอาจมีจดประสงค์อื นๆ







ประกอบด้วย เชน เพื อคณภาพของไม้หรอเพื อไม่ให้ต้นไม้โคนล้มงายจากแรงลม



การทําการตัดสางขยายระยะมีปจจัยหลายอย่างทจะต้องนํามาประกอบการตัดสน


ใจในการปฏิบัต คอ


ก. คํานึงถึงผลผลิตและคุณภาพไม ้



ในการดําเนนการเพื อจดประสงค์น ี ปกตจะใช้พื นทหน้าตัดของต้นไม้ (Basal area)





มาเปนเกณฑ์กําหนดในการตัดฟน เพราะถือว่าเมื อคาของพื นทหน้าตัดของต้นไม้สงย่อมมีความหนา


179











แนนของกลุ่มไม้สง การแกงแย่งในกลุ่มไม้เพื อปจจัยในการเจรญเตบโตย่อมมีมากก็ควรจะใช้คาน






เปนตัวกําหนด โดยทั วไปพื นทหน้าตัดไม่ควรเกน 41 ตารางเมตร/เฮกแตร หรอ 6.56 ตารางเมตร/ไร




ถ้าจะให้ไม้ในสวนปายังคงเจรญเตบโตด แตในทางปฏิบัตจรงๆ อาจจะใช้พื นทหน้าตัดไม้ระหว่าง




30 - 40 ตารางเมตร/เฮกแตร ์
ในปจจบันสําหรบไม้สนได้มีการศึกษาทางด้านน ีและพบว่าพื นทหน้าตัดจะไม่เปน













ตัวบงช ทดในการกําหนดเวลาและปรมาณการตัดสางขยายระยะ จงมีแนวคดเกยวกับดัชนของพื นท ี








สําหรบการเจรญเตบโตข นมาเรยกว่า S % ซงจะเปนตัวช ว่าไม้นั นควรจะมีคา S % เทาใด จะได้ทํา





การตัดสางขยายระยะให้ S % อยู่ระหว่างคาทเหมาะสมกับไม้ชนดนั นๆ



คา S % = คาเฉลี ยระยะระหว่างต้น x 100



คาความสงของไม้ชั นนํา





จงใช้คาน ีสําหรบตรวจวัดการแขงขันของต้นไม้ในกลุ่มและตัดสนว่าเมื อใดจะทําการตัดสางขยาย

ระยะ




สําหรบไม้สนคารเบย (Pinus caribaea) ได้มีการศึกษาทางด้านน และสรปว่า



S % มากกว่า 30 % พื นทจะถูกเปดกว้างเกนไป และ




S % ตํากว่า 20 % ต้นไม้จะแนนเกนไปทําให้การเจรญเตบโตหยุดชะงักหรอช้ามาก





ดังนั นในการตัดสางขยายระยะจากผลการศึกษาน ีมีแนวความคดว่าการตัดสางขยายระยะไม้สนคาร

เบยทปลูกในพื นทชั นคณภาพด ควรทําการตัดสางขยายระยะคร ังแรกเมื ออายุ 6 ป เมื อระยะปลูกเร ม






แรก เทากับ 3.5 x 2.2 เมตร


สําหรบไม้สนชนดอื นๆ คา S % จะนํามาใช้ได้เชนกันและการทดลองจะบอกได้แน






ชัดว่า S % ระหว่างเทาใดจงเหมาะสม ในขณะทยังไม่มีการทดลองสําหรบไม้ชนดนั นๆ คา S %






ระหว่าง 20 - 30 ก็สามารถนํามาใช้ได้ผลเพราะเปนไม้พวกเดยวกัน เชนเดยวกับการใช้ Basal area



(BA) เปนตัวตัดสนในการตัดสางขยายระยะ ทกล่าวเปนการพิจารณาเฉพาะปจจัยเพื อผลผลิตซงใช้









ได้ดเมื อไม่มีข้อจํากัดหรอปจจัยอื น ๆ มาเปนตัวกําหนด


ข. คํานึงถึงดานเศรษฐกิจ





ในบางพื นทการผลิตไม้ขนาดใหญอาจจะไม่มีตลาดเพราะความนยมใช้ไม้ชนดอื น






เปนไม้แปรรปแทน หรอเปนตลาดของไม้ขนาดเล็กเพื อทําช นไม้สับหรอเยื อกระดาษ การตัดสาง



ขยายระยะในสวนปาก็จะต้องนํามาพิจารณาในการปฏิบัตด้วย เชน ในประเทศสรนาม (Surinam)










มีการปลูกสรางสวนปาไม้สนคารเบยเพื อเปนวัตถุดบสําหรบทําเยื อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟน 10 –


15 ป จงกําหนดเวลาตัดสางขยายระยะเมื ออายุ 3 - 4 ป เพื อเอาต้นเลวออกหรอในบางกรณอาจไม่มี




180







การตัดสางขยายระยะเลยจะไปตัดหมดเมื ออายุ 10 - 15 ปเทานั น จะเปนการประหยัดคาใช้จายลง

และใช้ไม้เพื อทําเยื อกระดาษทั งหมด






แตในกรณททําการผลิตไม้ซงสําหรบทําไม้แปรรปด้วยจะทําการตัดสางขยายระยะ

อย่างหนักเพื อเอาไม้ออกมาเปนวัตถุดบเพื อทําเยื อกระดาษสวนหนงเมื อไม้อายุ 10 ป และมีไม้เหลือ





เพื อเจรญเตบโตตอไปจนอายุ 17 ป จงตัดสางขยายระยะคร ังท 2 เพื อให้ได้ไม้ซงสําหรบการแปรรป











และไม้ทเหลือจะตัดหมดรอบสดท้ายทอายุ 22 - 25 ปเพื อเปนไม้ซงขนาดใหญสําหรบการแปรรป ใน
















อีกกรณหนงทจาไมกาเนองจากสภาพพื นทของสวนปาสวนมากเปนภเขาการทําทางชักลากจะเสยคา







ใช้จายสง จงเปนการค้มคากว่าในทางเศรษฐกจทจะทําการตัดสางขยายระยะเมื อไม้อายุน้อยและ










เลอนการลงทนทําทางชักลากออกไป จนอีก 2 ปจะตัดไม้ออกหมดจงลงทนทําทางและตัดฟนรอบ

สดท้ายเมื ออายุ 20 - 22 ป ี

ค. คํานึงถึงความสะดวก




ในสภาพพื นทซงมีปรมาณนํ าฝนน้อยและมีฤดแล้งยาวนานเปนพื นททมีผลผลิตตํา







การตัดสางขยายระยะก็ควรจะเปนไปตามสถานะของท้องถิ นโดยไม่คํานงถึงผลผลิตคอ ตัดสางขยาย




ระยะออกได้โดยไม่ต้องมีพื นทหน้าตัดเทากับทกําหนดในพื นทคณภาพดและผลผลิตทได้อาจไม่มี










คาในทางการตลาดทั วๆ ไป พื นททปรมาณนํ าฝนตํากว่า 1,200 มิลลิเมตร และมีฤดแล้งนานถึงปละ










6 - 9 เดอน จะอยู่ในขายของสภาพเชนน ีและเกดในหลายๆ แหงในโลกเชน อินเดย อาฟรกา สําหรบ






พื นททดกว่าน ี สําหรบ Pinus caribaea อาจปล่อยให้มีพื นทหน้าตัดมากกว่า 43 ตารางเมตร/เฮกแตร


กอนทําการตัดฟน

การตัดสางขยายระยะเปนการตัดต้นไม้ออกเพื อเปดโอกาสให้ต้นทเหลืออยู่มีการ



เจรญเตบโตด้วยอัตราทดข นลดการแขงขันระหว่างกัน และหลักในการพิจารณาคอเพื อรกษาอัตรา
















การเจรญเตบโตเฉลี ยตอปตอพื นทให้สงทสดตลอดระยะเวลาของรอบตัดฟนและได้ความโตเฉลี ย








ของต้นไม้ตามทต้องการ ตัวทจะเปนข้อบงช ในการดําเนนการได้ประการหนงในไม้แตละชนดก็คอ








พื นทหน้าตัด (Basal area) หมายถึงพื นทของหน้าตัดของต้นไม้ทระดับสงเพียงอกตอหนวยพื นท









ทต้นไม้เหล่านั นข นอยู่ พื นทหน้าตัดของแตละชนดทสามารถมีได้สงสดจะไม่เทากันและจะข นอยู่











กับชนดพันธ์ไม้และความสมบรณของพื นท การตัดสางขยายระยะก็จะใช้คาน ีเปนตัวกําหนดว่า
ควรจะเปนเทาใด ไม้สนในขณะน ีถ้าสภาพพื นทสมบรณปานกลางการใช้พื นทหน้าตัดเทากับ 41








ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร หรอ 6.56 ตารางเมตร/ไร เปนเกณฑ์เหมาะสมทจะใช้ในปจจบัน หมายความ








ว่าความหนาแนนของต้นไม้ทข นอยู่ไม่ควรจะมีพื นทหน้าตัดเกน 6.56 ตารางเมตร/ไร เพราะถ้าหนา








แนนมากกว่าน ีแล้วอัตราการเจรญเตบโตจะลดลงทําให้ผลผลิตเฉลี ยรายปตลอดรอบตัดฟนจะลดลง











ไปด้วย แตคาน ีเปนเพียงเกณฑ์ในเวลาน มีแนวโน้มเปลี ยนแปลงสงข นซงหมายถึงคาความหนาแนน

181














เทาเดมแตจะได้ไม้มีขนาดโตข นในพื นทนั น ๆ หรอหากไม้ขนาดเทาเดมแตจํานวนต้นตอพื นทมาก


ข นทําให้ผลผลิตตอหนวยพื นทสงข น การตัดสางขยายระยะก็จะทําตอเมื อต้นไม้ทปลูกอยู่มีการเจรญ










เตบโตจนคาของพื นทหน้าตัดใกล้ถึง 6.56 ลูกบาศก์เมตร/ไร การตัดสางขยายระยะถ้าตัดออกมาก


เกนไปจะทําให้ผลผลิตตอไรในรอบตัดฟนลดลงมาก ซงตรงน ต้องอาศัยข้อมูลอัตราการเจรญเตบโต









ของต้นไม้รอบตัดฟนและแผนการตัดสางขยายระยะว่าทําเมื อใดบ้างมาประกอบ ดังนั นในทาง






ปฏิบัตต้องมีแปลงตรวจวัดไม้ประจําในแตละปทมีการปลูกสรางสวนปาเพื อจะนําข้อมูลน ีมาใช้


พิจารณาในการตัดสนใจทําการตัดสางขยายระยะในแตละอายุไม้นั นๆ ผลผลิตของไม้ทได้ถ้ามีขนาด









ทสามารถทําเปนสนค้าได้ก็เปนประโยชน์มากในการทําปาเศรษฐกจ ซงผลผลิตจะนํามาใช้เปนวัตถุ

ดบเพื อทําเยื อกระดาษ ช นไม้สับ หรอไม้แปรรปเล็กๆ เพื อการทําอุตสาหกรรมไม้ประสานหรออื นๆ





ดังนั นนอกจากจะใช้พื นทหน้าตัดเปนเกณฑ์ในการพิจารณาแล้วข้อพิจารณาทางเศรษฐกจก็อาจนํา



มารวมได้ และอาจมีการปรบการดําเนนงานไปตามความเหมาะสม การทําการตัดสางขยายระยะจะมี




แนวปฏิบัตเปน 2 ทางคอ


1. การคัดเลือกตัดออก

2. การตัดเปนระบบ
1. วิธีการคัดเลอกตัดออก คอเมื อกําหนดทจะตัดออกเปนจํานวนเทาใดตอไรแล้วก็










จะเข้าไปหมายต้นทจะตัดออกโดยมีหลักเกณฑ์ตางๆ ทสามารถปรบให้เข้ากับความต้องการได้ เชน



ต้นขนาดเล็กมากและต้นขนาดตํากว่าความโตระดับหนง ในขณะเดยวกันถ้ามีต้นขนาดโตอยู่ด้วยกัน









แนนไปก็จะต้องตัดสนใจเอาออกบ้างโดยเลือกต้นทเหมาะสมดทสดไว้ เมื อทําการหมายและคํานวณ




พื นทหน้าตัดทเหลือแล้วอยู่ในระดับทต้องการก็เปนอันเสรจ ถ้าน้อยไปก็ต้องลดต้นตัดออกลงและ




มากไปก็ต้องตัดเพิ มข ึน ในทางกลับกันอาจคัดเลอกต้นไม้ทจะเก็บไว้แล้วคํานวณหาพื นทหน้าตัด








รวมถ้าได้เทากับระดับทต้องการก็จะเปนอันเสรจ ต้นไม้ทเหลือทําการตัดฟนออกได้ วิธน ีจะเปนวิธ


ทเหมาะสมทสดในทางปฏิบัตและไม้ทเหลืออยู่ก็ต้องกระจายคอนข้างสมํ าเสมอในพื นทนั นๆ









2. การตัดเปนระบบ คอทําการตัดต้นเว้นต้นหรอแถวเว้นแถวแล้วแตการตรวจวัด







และการคํานวณว่าจะเหลือไม้อยู่ในแปลงมีพื นทหน้าตัดเทากับระดับทต้องการหรอไม่ วิธน ีจะ









สะดวกทสดในทางปฏิบัตในสวนปาหรอใช้วิธผสมผสานของทั งสองวิธ เพราะแตละวิธก็มีข้อดข้อ




เสยแตกตางกันออกไป คอการเลือกตัดหรอเลอกเก็บจะทําให้ไม้คณภาพดสวนใหญไม่ถูกตัดออกใน











การตัดสางปล่อยให้เจรญเตบโตตอไปจนถึงระยะรอบตัดฟน ซงจะได้ไม้คณภาพดและการเจรญ





เตบโตจะดกว่าต้นทด้อยกว่าแตในการปฏิบัตจะมีความยุ่งยากและต้องใช้ผู้มีประสบการณและเอาใจ









ใสดแลในการคัดเลือกพอสมควร แตการฝกอบรมบคลากรด้านน ีและกําหนดวิธปฏิบัตและความรบ






ผิดชอบในงานก็จะไม่ทําให้เกดความเสยหายหรอล่าช้าเทาใด การหมายต้นไม้ควรจะเปนต้นทเลือก






เก็บไว้มากกว่าต้นทจะทําการตัดออก จะลดความผิดพลาดของทมงานคัดเลือกและตัดฟนชักลากได้


182






อย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยทมีเครองมือคอมพิวเตอรในการเก็บข้อมูลภาคสนาม ทําให้มีการบันทก



แยกแยะข้อมูลของต้นไม้ทคัดเลือกเก็บไว้ได้อย่างละเอียดพรอมทั งคํานวณพื นทหน้าตัดออกมาได้

ทันทเมื อทําการคัดเลือกเสรจในสนาม และสามารถปรบเปลี ยนการปฏิบัตงานคัดเลอกหรอแก้ไขได้










ทันท ข้อมูลเหล่าน ีสามารถนํามาเปรยบเทยบและใช้ประโยชน์ได้ในการทํางานคร ังตอๆ ไป รวมทั ง



ตรวจสอบการปฏิบัตงานของทมทําการตัดฟนไม้ได้อีกด้วยเพื อลดข้อผิดพลาดในการดําเนนงานให้









ลดน้อยลง การปรบปรงวิธน ีมาใช้ในอนาคตเปนผลดตอการจัดการสวนปาอย่างมาก คอสามารถ
ทราบผลผลิตทมีอยู่ในพื นทตางๆ ของสวนปาทดําเนนการอยู่เกอบทกระยะเวลา การใช้วิธตัดสาง














ขยายระยะแบบเปนระบบจะตัดปญหาเรองการคัดเลอกออก เพียงแตทราบว่าจะตัดออกอย่างไรเทา




นั นก็จะปฏิบัตงานได้ด้วยทมงานเดยว แตข้อเสยเปรยบในเรองทว่าบางแถวหรอบางต้นถ้าปล่อยไว้














จะให้ผลผลิตและคณภาพดกว่าก็อาจถูกตัดออกไปเปนไม้ขนาดเล็กเสยกอน และวิธน ีบางสวนท








เหลือจะเปนไม้ทมีอัตราการเจรญเตบโตไม่คอยดนักถึงแม้ว่าจะเปดแสงให้มากข นก็จะไม่ทําให้ผล








ผลิตโดยรวมของพื นทเพิ มข นดเทาทนาจะเปน นอกจากการปลูกสรางสวนปานั นใช้พันธ์และกล้า







ไม้ทปลูกมีความสมําเสมอจากการขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศ การปฏิบัตโดยวิธน ีก็จะไม่มีข้อเสย



เปรยบประการใด แตในระยะแรกๆ น ยังมีความเปนไปได้น้อยในทางปฏิบัตจะต้องใช้เวลาอีกพอสม






ควร การตัดสางขยายระยะจะทําในฤดแล้งเพื อสะดวกในการปฏิบัตงานและถ้ามีพื นทปลูกขนาด





ใหญอาจไม่เสรจส นในปเดยวก็ได้ ซงจะต้องพิจารณาถึงปรมาณงานและอัตราการทํางานของทมงาน




ด้วยและอาจมีความจําเปนต้องใช้เครองจักรกลชวยอย่างมากในการดําเนนงานน เศษใบไม้ก งไม้ท ี






เหลือค้างในปาก็มีความจําเปนต้องนําออกมาเพื อลดปรมาณเช อเพลิงทจะทําลายสวนปา อินทรยวัตถุ












ทได้เหล่าน อาจนํามาทําสนค้าอื นๆ ได้เพื อลดคาใช้จายในการตัดสางขยายระยะ


การปองกันอันตราย

ปองกันอันตรายจากไฟ




อันตรายทรายแรงทสดในการปลูกสรางสวนปาไม้สนคอไฟ จะทําลายได้อย่างรวด









เรวและเปนพื นทกว้างขวาง ถ้าไม่มีมาตรการในการปองกันและเตรยมการควบคมเอาไว้ล่วงหน้าก็






จะหลีกเลี ยงไม่พ้นตอการสญเสยอันใหญหลวงจากการเกดไฟ มีความจําเปนอย่างยิ งในการดําเนน





งานทจะต้องหาทางปองกันไว้กอน แปลงปลูกไม้สนจะต้องมีแนวปองกันไฟซงไม่ได้หมายความว่า




จะมีไฟลุกลามเข้ามา แตเปนแนวทจะมีความได้เปรยบในการยับยั งไฟไม่ให้แพรออกไปเปนพื นท








กว้างได้ และสะดวกในการคมนาคมทจะบรรทกอุปกรณและบคลากรททําการควบคมไฟและดับไฟ








นอกจากนั นยังเปนแนวทจะจดไฟข นเพื อตอต้านไฟทกําลังจะลุกลามมาจากทางด้านนอกแปลงปลูก


183










ได้ ซงเปนวิธทได้ผลอันหนงในการสกัดไฟ ดังนั นทางตรวจการและแนวกันไฟจงมีความจําเปนต้อง


จัดทําข นและให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสม




การเกดไฟได้ต้องมีสวนประกอบคอเช อเพลิงและส งแวดล้อมทเหมาะสมในการ














เกดไฟ ดังนั นฤดกาลทล่อแหลมตอการเกดไฟคอฤดแล้งรอนซงมีความช นในอากาศและความช น



ของเช อเพลิงตํา อากาศมีอยู่ทั วไปแล้วในสวนปาทจะชวยให้เกดไฟได้ เช อเพลิงในสวนปาก็คอเศษ














ไม้ใบไม้ตางๆ ทรวงหล่นจากต้นสนทปลูก และจากวัชพืชทอาจจะข นอยู่ปกคลุมหนาแนนมากมาย






ความรอนอาจเกดจากการเสยดสของไม้หรอการกอไฟเล็กๆ ข นโดยมนษย์ หรออื นๆ โดยสวนใหญ















แล้วทเกดข นบอยทสดคอจากมนษย์ การปองกันไฟทดทสดก็คอการทําให้ไม่มีเช อเพลิงในบรเวณ










พื นท อาจจะโดยการไถพรวนเมื อส นสดฤดฝนทําให้เศษวัชพืชและใบไม้คลุกลงไปกับดนซงเปน









วิธทดทสดและปองกันไฟได้แนนอน การควบคมมนษย์นั นดจะยากและความช นก็ควบคมยาก















เพราะธรรมชาตเปนเชนนั นในฤดรอนแล้ง การกําจัดวัชพืชทมีเศษเหลือเปนเช อเพลิงในพื นทก็จะ







ต้องนําออกมาเผาทําลายนอกพื นท การทําให้มีเช อเพลิงน้อยทสดหรอไม่มีเลยกอนถึงฤดแล้งทอากาศ




มีความช นตําเปนมาตรการสําคัญ การใช้รถแทรกเตอรทําการไถพรวนเพื อผสมเศษวัชพืชลงในดน







หรอนําเช อเพลิงเหล่านั นออกจากพื นทให้หมด ซงอาจนํามาทําปยหมักตางๆ เพื อเปนของมีมูลคาทด










แทนคาใช้จายสวนหนงก็เปนวิธหนงทด นอกจากน การเผาไฟทมีการควบคมในสวนปาก็เปนวิธการ



















ลดคาใช้จายลงและได้ผลดโดยเฉพาะเมื อไม้สนอายุมากข นแล้ว การควบคมการเผาจะกระทําในชวง










ทความช นไม่มากหรอน้อยเกนไปคอในชวงเกดไฟตดได้แตไม่มีความรนแรง ปกตจะปฏิบัตเวลา






กลางคนการปฏิบัตทําได้รวดเรวแตต้องมีการสํารวจพื นทและเตรยมการตั งแตเวลากลางวันแล้ว



เมื อมีการวางแผนในการดําเนนการรอบคอบและมีการเตรยมการปองกันไว้พรอมอันตรายจากไฟก็








จะลดลง แตการเผาเพื อทําลายเช อเพลิงน ีจะเปนการทําลายเศษวัชพืชและใบไม้ซงถ้าสลายตัวแล้วจะ



เปนอาหารเพื อชวยในการเจรญเตบโตของต้นไม้ทเราปลูกให้เหลือเพียงเถ้าถ่าน ดังนั นถ้าไม่จําเปน











จรงๆ แล้วไม่สมควรปฎบัต วิธไถพรวนระหว่างแนวทปลูกจะเปนวิธทดทสด ทําให้เศษวัชพืชและ






ไม้สลายตัวเปนปยของต้นไม้ทเราปลูกได้ในระยะเวลาอันสั น การละเลยในเรองไฟน ีอาจกอให้เกด








การสญเสยอย่างมาก ดังนั นทกโครงการปลูกปาจะต้องมีการปฏิบัตการปองกันไฟด้วยแม้ต้องลงทน





เพิ มข นมิฉะนั นจะไม่เกดความสําเรจได้เลย






ปองกันอันตรายจากสตวและแมลง
สัตว์ใหญเชน วัว ควาย สามารถทําความเสยหายตอต้นไม้ทมีอายุตํากว่า 5 ป ได้








อย่างมากถึงแม้ต้นไม้อายุมากก็ไม่มีผลดเกดข นในการเลี ยงสัตว์พวกน ีในสวนปา แม้ว่ามูลสัตว์จะ








เปนปยให้แกต้นไม้ก็ตาม แตสัตว์ทเข้าไปเหยียบยํ าจะทําให้ดนแนนการเจรญเตบโตของต้นไม้จะลด







ลง และสัตว์ เชน วัว ควาย ยังชอบใช้สข้างสกับต้นไม้ทําให้ต้นไม้เปนแผล











อันตรายจากแมลงทสําคัญคอพวกปลวก แตในปจจบันส งน ยังไม่ใชปญหาสําคัญ

184



การเจรญเติบโตและผลผลิต











การเจรญเตบโตของไม้สนแตละชนดจะแตกตางกันไปและยังข นกับคณภาพของ










พื นททไม้ข นอยู่ด้วย (site) ข้อมูลการเจรญเตบโตและผลผลิตของไม้สนแตละชนดในพื นทตาง ๆ จะ



เปนสวนสําคัญในการพิจารณาคัดเลอกชนดไม้ในการปลูกสรางสวนปา เพราะผลผลิตทน้อยไปและ






คณภาพไม่เหมาะสมจะกอให้เกดปญหาทางเศรษฐกจในการดําเนนการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ งเมื อ











วัตถุประสงค์ของการดําเนนการเพื อเปนธรกจโดยตรงจะเกดความเสยหายอย่างมาก และการตัดสน




ใจเลอกพันธ์ไม้และชนดไม้ทเหมาะสมกว่าจะเปนข้อได้เปรยบอย่างมาก ถึงแม้จะให้ผลตอบแทน










ตอต้นเพิ มข นเพียงเล็กน้อยก็ตามก็ถือว่าค้มคา เพราะการปลูกปาเปนการลงทนดําเนนการในพื นท




ขนาดใหญและใช้เวลา ผลตอบแทนโดยรวมจะสะสมเปนปรมาณมาก ข้อมูลการเจรญเตบโต





และผลผลิตจะต้องมีข้อมูลพื นฐานของคณภาพพื นทด้วยจงจะทําให้ข้อมูลนั นมีประโยชน์กว้างขวาง

ข น


มาตรฐานทั วไปในการจัดชั นคณภาพของพื นทโดยจัดทําดัชนคณภาพของพื นท














(site index) ข ึน โดยใช้ความสงของต้นไม้ทสงทสดจํานวนหนงตอพื นทเปนเกณฑ์ และอาศัยคา


เฉลี ยของความสงของไม้กลุ่มน ทอายุฐาน (base age) ทกําหนดเปนตัวดัชนคณภาพของพื นท เชน ใน












อินโดนเซยจะใช้คาเฉลี ยของต้นไม้ทสงทสดในท้องทจํานวน 100 ต้น/เฮกแตร ทอายุฐาน 20 ป เปน









เกณฑ์ สําหรบไม้สนสองใบในอินโดนเซยจะจัดชั นคณภาพของพื นทออกเปน 8 ชั น โดยมีดัชนคณ













ภาพพื นทเทากับ 18, 21, 24, 27, 30, 33 และ 36 ซงก็หมายความว่าในชั นคณภาพพื นททมีดัชนคณ




ภาพพื นท 18 พื นทนั นจะให้ความสงของต้นไม้กลุ่มชั นนําสงเฉลี ย 18 เมตร เมื ออายุ 20 ป และในชั น











คณภาพทดกว่าทมีดัชนคณภาพพื นทเทากับ 27 หมายความว่าความสงของกลุ่มไม้ชั นนําในพื นทนั น









จะมีคาเฉลี ยเทากับ 27 เมตร ในเมื อไม้ทเจรญเตบโตในสภาพพื นทนั นอายุได้ 20 ป (ตารางท 71)



ข้อกําหนดในการจัดทําจะตางกันไปแตจะมีหลักการเดยวกันคอ คาเฉลี ยทางความสงของกลุ่มไม้














ชั นนําจํานวนหนงเมื อถึงอายุทกําหนด เชน จํานวนไม้ทสงทสดในพื นทอาจเปน 100 ต้น/เฮกแตร







หรอ 25 ต้น/เฮกแตร หรอ 5 ต้น/ไร และความสงอาจใช้เปนเมตรหรอฟุต อายุฐานทใช้เปนเกณฑ์อาจ




10 ป 20 ป หรอ 25 ป อายุมากหรอน้อยเกนไปเปนฐานทไม่ดควรจะใช้อายุเมื อเจรญเต็มทแตยังไม่แก ่













และครอบคลุมอายุทจะใช้งานได้ทั งหมดทกชั นอายุ ในประเทศไทยสําหรบไม้สนสามใบได้ทําดัชน ี




คณภาพพื นทของไม้ในสวนปาโดยใช้อายุฐาน 10 ป จํานวนต้นสงสดตอพื นท 5 ต้น/ไรเปนเกณฑ์









และมีความสงเปนเมตรสําหรบเปนคาดัชน เชน 5, 8, 11, 14 คอความสงของกลุ่มไม้ชั นนําเฉลี ยเทา








ดัชนนั นๆ ทอายุ 10 ป เมื อมีการเจรญเตบโตอยู่ในพื นทนั นสําหรบอายุอื นๆ มีตารางคํานวณเทยบ










เคยงออกมาได้ (ตารางท 72)

185










ตารางที 71 ความสูงของไมสนสองใบ (คาเฉลี ยกลุมไมชนนํา) ในดัชนีคุณภาพพ นที ตางๆ




ดัชนคุณภาพพื นท (site index) (เมตร)
อายุ 18 21 24 27 30 33 36
5 3.2 4.6 6.0 7.4 8.6 10.1 11.6
10 8.0 10.2 12.3 14.7 17.0 19.6 22.0
15 12.0 15.8 18.6 21.4 24.4 27.0 29.7

20 18.0 21.0 24.0 27.0 30.0 33.0 36.0


ทมา : ประดษฐ์ (2540)




ผลผลิตของไม้สนสองใบ (Pinus merkusii) ในประเทศอินโดนเซยทดัชนคณภาพของพื นท 33 จะได้








เทากับ 15 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร/ป

ตารางที 72 ตารางช คุณภาพพ นที ของไมสนสามใบ (Pinus kesiya) ในสวนปา





ดัชนคุณภาพพื นท (site index) (เมตร)


อายุ 5 8 11 14
3 1.77 2.83 3.89 4.96
5 2.75 5.50 6.05 7.70
7 3.68 5.88 8.09 10.29
9 4.57 7.31 10.05 12.78

10 5.00 8.00 11.00 14.00

12 5.85 9.36 12.57 16.38
14 6.68 10.69 15.70 18.71



ทมา : ประดษฐ์ (2540)




การเจรญเตบโตและผลผลิตของไม้สนสามใบ (Pinus kesiya) ของแปลงทดลองพื นทดอยสเทพ





จังหวัดเชยงใหม่เมื ออายุ 17 ป มีความสงเฉลี ย 17.3 เมตร ความโตทางเส้นผ่าศูนย์กลาง 23.7





เซนตเมตร พื นทน ีจะมีดัชนคณภาพพื นท (site index) เทากับ 11 เมตร ถือว่าสภาพความเหมาะสมตอ



การเจรญเตบโตของไม้สนคอนข้างด ผลผลิตเมื อปรบให้ความหนาแนนของต้นไม้อยู่ในเกณฑ์








เหมาะสมจะได้ MAI = 17 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร/ป ถอว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ซงแสดงว่าดัชนคณภาพ





186








พื นทของไม้สนสามใบทใช้เหมาะสมในทางปฏิบัตสําหรบเปนมาตรฐานในการอ้างอิงและเปรยบ



เทยบทใช้ได้


จากการตรวจวัดไม้สนสามใบ (Pinus kesiya) ทสวนปาดอยบอหลวง อําเภอฮอด


จังหวัดเชยงใหม่ พบว่าการเจรญเตบโตของไม้ในสามใบจะแตกตางกันไปตามตัวช คณภาพพื นทปา








ซงได้จัดทําข นโดยใช้หลักการของคาเฉลี ยทางความสงของต้นไม้ชั น dominant และ codominant









เปนตัวกําหนดโดยใช้อายุ 10 ป เปนอายุฐานในการเรยกดัชนคณภาพพื นท (site index)











การเจรญเตบโตทางความสงของไม้สนในสวนปาทชั นคณภาพพื นทตางๆ กัน ท



สวนปาดอยบอหลวง อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม่ แสดงในตารางท 73



ตารางที 73 การเจรญเติบโตทางความสูงของไมในสวนปาที ดัชนีคุณภาพพนที ตางๆ กัน





ในทองที จังหวัดเชยงใหม




ดัชนคุณภาพพื นท (เมตร)


อายุ 5 8 11 14
3 1.77 2.83 3.89 4.96
4 2.27 3.63 4.99 6.35
5 2.75 4.40 6.05 7.70
6 3.22 5.15 7.08 9.01
7 3.68 5.88 8.09 10.29
8 4.12 6.60 9.07 11.55
9 4.57 7.30 10.05 12.78
10 5.00 8.00 11.00 14.00
11 5.43 8.69 11.94 15.20
12 5.85 9.36 12.87 16.38
13 6.27 10.03 13.79 17.55
14 6.68 10.69 14.70 18.71

ทมา : ประดษฐ์ (2540)








ผลผลิตรวมเมื ออายุ 10 ป ทระยะปลูกตางๆ กันในพื นททมีชั นคณภาพตางกันแสดง



ในตารางท 74 ทได้จากการคํานวณประเมินการ


187








ตารางที 74 ผลผลิตรวมของไมสนสามใบอายุ 10 ป ที สวนปาดอยบอหลวง จังหวัดเชียงใหม
(คิวบิกเมตร) ม. 3


ดัชนคุณภาพพื นท (เมตร)

ระยะปลูก 5 8 11 14
2 x 2 เมตร 22.5 39.3 68.6 119.6

3 x 3 เมตร 18.5 32.2 56.2 98.0

4 x 4 เมตร 14.00 24.51 52.57 74.24


ทมา : ประดษฐ์ (2540)



จากตารางเหล่าน ีสามารถใช้เปนตัวอ้างอิงในการวิเคราะห์การเจรญเตบโตของไม้








สน ซงจะทําให้ทราบว่าการเจรญเตบโต ณ ทนั นอยู่ในชั นคณภาพเทาใด สามารถทจะปรบปรงให้มี






ผลผลิตเพิ มข นได้อีกหรอไม ่


การเจรญเตบโตของไม้สนชนดตางๆ ทางเส้นผ่าศูนย์กลางและความสง แสดงใน



ตารางท 75 และ 76




ตารางที 75 การเจรญเติบโตทางความสูง (เมตร) ของไมสนตางๆ ที แปลงทดลองของ

สถานีทดลองปลูกพรรณไมหวยบง อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม ่




อายุ (ป)

ชนดไม้ 10 20

สนสามใบ (P. kesiya) 12.23 18.70
สนสองใบ (P. merkusii) 7.93 13.79


สนคารเบย (P. caribaea) 15.53 21.91
สนเทคนมาน (P. patula ssp. tecunumanii) 16.63 22.83





ทมา : ประดษฐ์ (2540)


188







ตารางที 76 การเจรญเติบโตทางเสนผาศูนยกลางเพียงอก (เซนติเมตร) ของไมสนชนิดตางๆ ที




แปลงทดลองของสถานีทดลองปลูกพรรณไมหวยบง อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม ่



อายุ (ป)

ชนดไม้ 10 20

Pinus kesiya (แหล่งอมกอย) 16.71 20.75
Pinus merkusii (แหล่งแม่สะนาม) 12.06 16.28
Pinus caribaea (แหล่ง Belize) 18.55 27.18
Pinus patula ssp. tecunumanii (แหล่ง Gujamaca, Honduras) 19.48 25.46



ทมา : ประดษฐ์ (2540)






ความเพิ มพูนเฉลี ยรายป (Mean annual increment ; MAI) ของไม้สนชนดตางๆ จากถิ นกําเนดทดท






สดและมีการบํารงรกษาดเมื ออายุ 10 ป แสดงในตารางท 77







ตารางที 77 ความเพิ มพูนเฉลี ยรายป (MAI) ของไมสนชนิดตางๆ ที ปลูกในแปลงทดลองของ


สถานีทดลองปลูกพรรณไมหวยบง อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม ่




ความเพ มพูนเฉลี ยรายป (MAI)

ชนดไม้ ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร/ป ี

สนสามใบ (Pinus kesiya) 4.9
สนสองใบ (Pinus merkusii) 2.3


สนคารเบย (Pinus caribaea) 7.16

สนเทคนมาน (Pinus patula ssp. tecunumanii) 9.26




ทมา : ประดษฐ์ (2540)


จากข้อมูลการเจรญเตบโตในแปลงทดลองของสถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง











อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม่ กล่าวได้ว่าคณภาพของพื นททปลูกเทยบเทาได้กับดัชนคณภาพพื นท




ของไม้สนสามใบประมาณ 12 คอพื นทททดลองมี site index 12 สําหรบไม้สนสามใบถึงแม้ว่าใน

การทดลองจะมีการดแลรกษาดกว่าปกตก็ตามผลผลิตของไม้ทได้ก็ยังถือว่าตําและมีโอกาสเพิ มได้







อีกเมื อปลูกในพื นททมีความอุดมสมบรณมากกว่าน ี เชน การเจรญเตบโตเปรยบเทยบระหว่างสอง













พื นทคอทเชยงใหม่และชมพรสําหรบ Pinus patula ssp. tecunumanii พบว่าการเจรญเตบโตทาง



Click to View FlipBook Version