91
ู
่
ู
็
ิ
็
ื
ุ
ต้องการอุณหภมิในการอบไม่เทากัน และการควบคมอุณหภมิและความช นในห้องอบเปนส งจําเปน
่
่
O
ึ
ู
ี
ทต้องคํานงถึง โดยทั วไป 2 – 3 ชั วโมงแรกควรใช้อุณหภมิตํากว่า 5 – 10 C กอนเพื อชวยลด
ความช นในโคนสนและปองกันเมล็ดรอนในขณะทอากาศช น อุณหภมิทปลอดภัยในการอบโคนสน
ี
ื
ื
้
ู
ี
้
์
ี
O
ประมาณ 30 C - 60 C ในขณะทความช นของโคนสนตํากว่า 10 เปอรเซ็นต์ (Aldous, 1972)
O
ื
้
ุ
ั
ี
ุ
การอบโคนสนโดยใช้ความรอนจากเตาอบทใช้อยู่ในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน
ู
เปนห้องอบมีขนาด กว้าง x ยาว x สง = 3.66 x 3.85 x 2.10 เมตร ภายในห้องอบมีถาดทําด้วยลวดตา
็
่
ี
่
ขายสองชั น ชั นบนขนาด 1.4 มิลลิเมตร ชั นล่างขนาด 6 มิลลิเมตร ใช้สําหรบใสโคนสนทจะนําเข้า
ั
ไปอบ ถาดมีขนาด กว้าง x ยาว x สง = 89 x 89 x 10 เซนตเมตร วางซ้อนกันแถวละ 8 ถาด มี
ู
ิ
จํานวน 8 แถว รวมทั งหมด 64 ถาด ปกตจะใส cone สนประมาณ 5 ถาด ตอ 1 กระสอบ คดโดยเฉลี ย
่
่
ิ
ิ
ึ
ิ
ั
ประมาณ 12 – 15 กโลกรม/ถาด ดังนั นในการอบคร ังหนงจะอบโคนสนได้ทั งหมดประมาณ 13 – 14
O
ี
กระสอบ อุณหภมิทใช้ในการอบโดยทั วไปประมาณ 45 C ใช้ระยะเวลาในการอบประมาณ 3 – 5
ู
ิ
้
่
้
วัน ความรอนทได้จากเตาอบน ีจะมีทอโลหะนําความรอนเดนผ่านเข้าไปในห้องและมีพัดลมขนาด
ี
่
่
ี
ู
ใหญดดเข้าไปในห้องอบเพื อชวยกระจายความรอนให้สมําเสมอ วิธน เสยคาใช้จายในการอบสงและ
ี
่
่
้
ู
ี
ู
ิ
ต้องระมัดระวังมากควรมีคนดแลตลอด 24 ชั วโมง เพื อไม่ให้อุณหภมิในห้องสงเกน 50 C และไม่
O
ู
ู
ื
ี
ื
ิ
ู
ู
ให้เช อเพลิงดับ เพราะจะต้องส นเปลืองเวลาและเช อเพลิงมากในการทจะเพิ มอุณหภมิในห้องให้สง
O
O
ข นมาถึงระดับ 45 C – 50 C อีกคร ง
ึ
ั
ิ
โคนของไม้สนบางชนดจะเปดออกยากเมื อทําการคัดแยกเมล็ด อาจจะต้องทํา
ิ
ิ
้
pre - soaking โดยนําโคนไปแชในนํ ารอน หรอนํ าเย็น หรอในสารเคมีชนดตางๆ จะทําให้คัดแยก
ื
่
ื
่
เมล็ดได้ดกว่า และลดระยะเวลาในการคัดแยกโคนด้วย (Meseman, 1973 ; Wang, 1973) โดยเฉพาะ
ี
ไม้สนสามใบมักเกดปญหาน ี ดังนั นถ้านําโคนสนสามใบแชนํ าเย็นไว้ 1 คน กอนนําไปตากหรออบ
ื
ื
่
่
ิ
ั
่
่
ด้วยความรอนจะชวยให้โคนสนเปดอ้าออกได้งายและสมํ าเสมอ
้
ิ
ี
ิ
ิ
หลังจากทโคนสนเปดอ้าออกแล้ว เมล็ดทตดค้างอยู่ภายในโคนต้องรบเอาออกทันท ี
ี
ี
ิ
ั
เพราะถ้าโคนสนได้รบความช นอาจจะทําให้โคนปดลงได้ในเวลาอันสั น การแยกเมล็ดออกจากโคน
ื
ในปรมาณมากๆ ควรใช้เครองหมุนเขย่าเมล็ด (tumbler) จะชวยลดระยะเวลาในการทํางาน และชวย
ิ
ื
่
่
็
่
ให้เมล็ดหลุดรวงจากโคนได้เปนอย่างด เครองหมุนเขย่าน ีมีลักษณะหมุนได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ี
ื
ึ
50 เซนตเมตร มีเส้นเหล็กหนา 7.5 มิลลิเมตร ตดตรงเปนวงกลมวางหางกัน 10 เซนตเมตร ตลอด
ิ
่
็
ิ
ิ
ื
่
ิ
ุ
ความยาว 240 เซนตเมตร เครองมือน ีใช้หมุนเขย่าโดยมีลวดตาขายเหล็กขนาด 1" x 1" ห้มโดยรอบ
ั
ื
ู
ิ
ิ
ิ
ศูนย์กลางของเครองหมุนเขย่าน ีอยู่สงจากพื นดน 90 เซนตเมตร ตรงกลางจะมีบานพับใช้สําหรบเปด
ึ
ึ
ปดเพื อใสหรอเทโคนสนออก ในการทํางานคร ังหนงๆ จะต้องใสโคนลงไปให้น้อยกว่าครงหนงของ
ิ
่
ื
่
ึ
ิ
ิ
ื
ุ
ิ
ปรมาณทบรรจได้ ข้างใต้เครองหมุนเขย่าเมล็ดจะต้องวางแผ่นพลาสตกขนาด 250 x 150 เซนตเมตร
ี
ี
่
ั
เพื อรองรบเมล็ดทหลุดรวงจากการหมุนเขย่า โคนสนทถูกคัดแยกออกแล้วสามารถนําไปใช้เปนวัสด ุ
็
ี
เช อเพลิงได้เปนอย่างด ี
็
ื
92
การทําความสะอาดเมล็ดไม ้
ี
่
ี
ิ
ิ
่
เมล็ดสนทหลุดรวงจากโคนจะมีปกตดอยู่ นอกจากน ีอาจจะมีเศษช นสวนของโคน
็
ปะปนอยู่ การทําความสะอาดเมล็ดมีความจําเปนมาก เพราะการเตรยมกล้าไม้ในการหว่านเมล็ดลง
ี
่
แปลงเพาะถ้ามีปกตดอยู่มักจะโผล่ข นมาบนพื นผิว นอกจากน การแยกปกออกจากเมล็ดยังชวยในการ
ิ
ี
ี
ึ
ี
ึ
ี
ึ
ี
็
ี
ึ
ั
ซมนํ าของเปลือกเมล็ดดข นทําให้มีการงอกเรวข น ในกรณทจะเก็บรกษาเมล็ดการทําความสะอาด
ิ
ั
ี
่
ู
เมล็ดให้มีความบรสทธ ิสงจะชวยยืดอายุการเก็บรกษาเมล็ดออกไปได้อีก การแยกปกออกจากเมล็ด
ุ
ทําได้ 2 วิธคอ วิธธรรมดา และการใช้เครองแยกปก การแยกปกโดยวิธีธรรมดา นั นสามารถทําได้
ี
ี
ื
ื
ี
ี
่
่
โดยนําเมล็ดขนาดพอประมาณมาใสในถุงผ้าผูกปากให้แนนแล้วนวดด้วยสองมือในอาการกดแล้วถู
่
ื
้
ี
ี
ไปข้างหน้าเพื อให้เมล็ดขัดสกันเองจนเปลือกหลุดออกจากเมล็ด สวน การแยกปกโดยใชเครองแยก
ื
ิ
ี
ี
ื
ปก นั นจะมีเครองมือทประดษฐ์ข นมาเพื อแยกปกเมล็ดไม้สนโดยเฉพาะ เครองมือน ีมีลักษณะเปน
ึ
็
ี
กระบอกโลหะกลมและกลวงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในประมาณ 50 เซนตเมตร ประกอบในแนว
ิ
ู
็
ิ
่
ั
ิ
ตั ง ด้านบนมีกรวยสําหรบใสเมล็ดตดตั งอยู่ด้านข้างของกระบอก ด้านล่างเปนรปกรวยมีฝาเปดให้
เมล็ดไหลออกมา ด้านบนของทรงกระบอกจะมีแกนใบพัดตั งอยู่กงกลางกระบอกพอด แกนใบพัดตอ
ี
่
ึ
์
้
กับมอเตอรไฟฟา ใบพัดมีลักษณะเปนรปเกลียวพันรอบแกน ความกว้างของใบพัดประมาณ 10
ู
็
ี
เซนตเมตร เมื อใบพัดหมุนก็จะกวนให้เมล็ดไหลข นลงตามเกลียวทําให้เมล็ดขัดสกันเองจนปกหลุด
ิ
ึ
ี
็
ี
ี
ื
ื
็
ั
ความเรวของการหมุนของใบพัดสามารถปรบให้เรวหรอช้าได้ เครองแยกปกเมล็ดไม้สนทใช้อยู่ท ี
ั
ุ
ี
ั
ิ
โครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน สามารถแยกปกเมล็ดไม้สนได้คร ังละ 10 กโลกรมตอชั วโมง จาก
่
ุ
ี
ิ
่
ประสบการณไม่พบความเสยหายของเมล็ดทเกดจากเครองแยกปกทใช้น ีแตอย่างใด ในบางประเทศ
ี
ื
ี
์
ี
ี
ี
ิ
่
่
เชน แคนาดา Wang (1973) ได้อธบายวิธการแยกปกออกจากเมล็ดในไม้ตระกูล Coniferous โดยแช
ี
ี
ี
ิ
่
เมล็ดสนในนํ าประมาณ 20 – 30 นาท กอนทจะนําไปแยกปกด้วยแปรงขนน มใน rotating cement
ี
mixer ซงหลักการเดยวกันน ีได้ถูกนํามาใช้โดย Isaacs (1972) ในการแยกปกออกจากเมล็ดสนโดยแช
ี
่
ึ
่
่
ู
่
่
เมล็ดในนํ า อัตราสวนนํ า 2 ลิตร ตอเมล็ด 45 กโลกรม ปกจะดดนํ าและหลุดรางจากเมล็ดได้งาย แต
ิ
ี
ั
่
ุ
ื
การแยกปกออกจากเมล็ดโดยใช้นํ าน ี ควรจะทําให้เมล็ดแห้งลงโดยควบคมความช นของเมล็ดให้
ี
์
เหลือตํากว่า 8 เปอรเซ็นต์
ุ
การทําความสะอาดเมล็ดไม้สนในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สนสวนใหญยังคงใช้
ุ
่
่
ั
ี
ิ
ี
ื
ี
่
ี
ี
แรงงานคน วิธทดําเนนการอยู่คอหลังจากทแยกปกออกจากเมล็ดแล้วจะใช้วิธการรอนโดยใช้ถาดไม้
ื
่
ี
ู
ี
ู่
ไผ่ทมีร เศษเมล็ด ปก หรอส งปลอมปนทมีขนาดเล็กจะหลุดรวงลงสด้านล่างเหลือเมล็ดและส งปลอม
ี
ิ
ิ
ื
่
ปนทมีขนาดใหญหรอมีขนาดพอๆ กับเมล็ดอยู่ หลังจากนั นจะนําไปฝดในถาดไม้ไผ่ธรรมดาทไม่มีร ู
ี
ี
ั
ื
ี
ิ
ื
ั
ี
คล้ายๆ วิธฝดข้าวของไทย เมล็ดลีบและเศษเมล็ดหรอส งเจอปนทเบา จะถูกเขย่าให้ไปรวมกันอยู่ด้าน
หนงและฝดท งไปคงเหลือเมล็ดดอยู่ หลังจากนั นต้องใช้ความละเอยดและความชํานาญของคนงาน
ึ
ั
ิ
ี
ี
ิ
ื
ี
ิ
ี
ี
เลอกเศษโคนและส งปลอมปนทเหลือตกค้างอยู่ออกไปอีกคร ัง วิธทดําเนนการอยู่น ีสามารถคัดแยก
93
์
ิ
ึ
เมล็ดให้มีความบรสทธ ิ (Purity) มากกว่า 90 เปอรเซ็นต์ ทั งน ีข นกับความชํานาญและประสบการณ
ุ
์
ของผู้ปฏิบัต
ิ
อําไพ และคณะ (2541) ได้ทําการศึกษาขนาดของโคนและผลผลิตของเมล็ดสน
่
ิ
ิ
ชนดตาง ๆ โดยเฉลี ยในโคนสน 1 ลูก พบว่าสนสามใบ สนสองใบ สนคารเบย และสนโอคารปา มี
ี
์
นํ าหนักเฉลี ยของโคนสน 1 ลูกประมาณ 36.14, 26.01, 41.13 และ 28.94 กรมตามลําดับ โดยมีขนาด
ั
ิ
ของโคนด้านความยาวเฉลี ย 7.59, 7.15, 8.80 และ 5.93 เซนตเมตรตามลําดับ และมีความกว้างของ
ี
ุ
่
โคนสวนทกว้างทสดเฉลี ย 3.80, 2.61, 3.68 และ 3.55 เซนตเมตรตามลําดับ เมื อคัดแยกเมล็ดออกจาก
ิ
ี
ิ
็
โคนแล้วจะมีเมล็ดประมาณ 52, 10, 22 และ 4 เมล็ด/โคนตามลําดับ หรอคดเปนจํานวนเมล็ด 48,812,
ื
ิ
ั
ี
50,973, 41,570 และ 66,384 เมล็ด/กโลกรมตามลําดับ (ตารางท 52)
การทดสอบเมล็ดไม ้
่
ุ
่
่
ี
การทดสอบเมล็ดไม้จะชวยประเมินคณภาพของเมล็ดตางๆ เหล่านั นได้กอนทจะนํา
่
้
ี
ไปใช้ในการปลูกสรางสวนปา การทดสอบเมล็ดไม้ได้มีการจัดตั งองค์การระหว่างชาตข นเรยกว่า
ิ
ึ
ั
ื
International Seed Testing Association หรอเรยกย่อๆ ว่า ISTA ซงได้วางมาตรฐานสําหรบการ
ึ
ี
่
ุ
ทดสอบเมล็ดไม้ทั วๆ ไป กฎสากลในการทดลองเมล็ดไม้ปาได้ระบจดมุ่งหมายเพื อแนะนําวิธการ
ุ
ี
ี
ุ
ุ
ุ
ุ
ี
ึ
ี
่
ี
ตางๆ ทจะให้การศึกษาคณภาพของเมล็ดได้ผลดทสด ใช้เวลาน้อยทสด และประหยัดทสด ซงกฎ
ี
ี
เหล่าน ีเมื อสถานทดสอบเมล็ดไม้ในทกสวนของโลกใช้ในการทดสอบจะได้ผลเหมือนกัน คาทได้
่
ี
่
ุ
ี
่
จากการทดลองจะมีความสัมพันธ์กับมูลคาทจะได้จากการปลูก (Justice, 1973) กฎสากลน ีสามารถ
แบงออกได้เปนตอนๆ คอ การสมตัวอย่าง (sampling) การหาความบรสทธ ิ (purity analysis) การหา
ุ่
ื
่
็
ิ
ุ
ิ
ปรมาณวัชพืชและเมล็ดพรรณพืชอื นๆ ในตัวอย่าง (determination of number of weed seed and other
ี
crop seeds) การทดสอบหาอัตราการงอก (germination test) การทดสอบทางชวเคมีของความมีชวิต
ี
ของเมล็ด (biochemical test for viability) การทดสอบสขภาพของเมล็ด (seed health testing) การหา
ุ
ุ
ิ
ื
ความบรสทธ ของพันธ์ (determination of genuineness of species) การหาความช นของเมล็ด
ุ
ิ
ี
(moisture determination) การศึกษาเกยวกับพันธ์ประจําถิ น (provenance determination) การหานํ า
ุ
หนักของเมล็ด (weight determination) การหาความไม่สมําเสมอของเมล็ด (determination of
ุ
ั
heterogeneity) และการออกใบรบรองคณภาพของเมล็ด (seed certification) และการรายงาน
ื
ุ
ุ
ั
ิ
การทดสอบเมล็ดไม้สนทดําเนนการอยู่ในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน คอ
ี
่
่
1. การสุมตัวอยางเมล็ด (Sampling)
ึ
ุ
ปกตแล้วไม่สามารถทจะทดสอบคณภาพของเมล็ดไม้ได้ทั งหมด ดังนั นจง
ี
ิ
ุ่
ี
ี
ุ
ี
่
็
็
จําเปนต้องมีการสมตัวอย่าง เพื อให้ได้เปนตัวแทนทดทสดเพื อใช้ในการทดลอง เมล็ดไม้แตละแหล่ง
94
้
่
ตารางที 52 ขนาดของโคนและผลผลิตของเมล็ดไมสนชนิดตางๆ โดยเฉลี ยในโคนสน 1 ลูก
ี
ั
ิ
ชนด แหลง นาหนกโคน ขนาดโคน (ซม.) นาหนกปก + เมล็ด นาหนกเมล็ด จํานวนเมล็ด จํานวนเมล็ด/ก.ก. หมายเหตุ
่
ั
ํ
ํ
ํ
ั
ั
ี
(กรม) ยาว กวาง (กรม) (กรม) ผลผลิต(ก.ก./ไร) อายุ (ป)
ั
่
ั
้
สนสามใบ หนองกระทิง 37.50 7.52 3.80 1.23 1.00 47 47,850 - -
(Pinus kesiya) ดอยอินทนนท์ 36.00 7.30 3.83 1.16 0.93 47 50,180 - -
สะเมิง 34.90 8.02 3.69 1.17 0.93 43 48,590 - -
วัดจันทร ์ 36.30 7.75 3.89 1.68 1.39 65 47,060 - -
ห้วยบง 36.00 7.34 3.80 1.48 1.21 60 50,380 - -
เฉลี ย 36.14 7.59 3.80 1.34 1.09 52 48,812 - -
สนสองใบ บุญฑรก 25.03 7.44 2.53 0.81 0.34 15 46,100 - -
ิ
(Pinus merkusii) โขงเจยม 24.03 6.88 2.62 0.35 0.16 7 40,580 - -
ี
สังขะ 28.97 7.14 2.68 0.35 0.11 7 66,240 - -
เฉลี ย 26.01 7.15 2.61 0.50 0.20 10 50,973 - -
สนคารเบีย อินทขิล 32.08 7.44 3.65 0.67 0.32 14 44,330 0.11 8
ิ
(Pinus caribaea) ห้วยบง 50.17 10.16 3.70 1.14 0.75 30 38,810 2.23 16
เฉลี ย 41.13 8.80 3.68 0.91 0.54 22 41,570 - -
์
์
สนโอคารปา ห้วยบง, เบอร 3032 32.46 5.55 3.53 - 0.045 3 66,666 - -
(Pinus oocarpa) ห้วยบง, เบอร 3038 28.89 6.16 3.47 - 0.093 7 75,268 - -
์
์
ห้วยบง, เบอร 3042 27.90 5.47 3.65 - 0.007 1 71,428 - -
์
ห้วยบง, เบอร 3044 26.49 6.55 3.55 - 0.115 6 52,173 - -
เฉลี ย 28.94 5.93 3.55 - 0.065 4 66,384 - -
ทมา : อําไพ (2541)
ี
94
้
่
ตารางที 52 ขนาดของโคนและผลผลิตของเมล็ดไมสนชนิดตางๆ โดยเฉลี ยในโคนสน 1 ลูก
ี
ั
ิ
ชนด แหลง นาหนกโคน ขนาดโคน (ซม.) นาหนกปก + เมล็ด นาหนกเมล็ด จํานวนเมล็ด จํานวนเมล็ด/ก.ก. หมายเหตุ
่
ั
ํ
ํ
ํ
ั
ั
ี
(กรม) ยาว กวาง (กรม) (กรม) ผลผลิต(ก.ก./ไร) อายุ (ป)
ั
่
ั
้
สนสามใบ หนองกระทิง 37.50 7.52 3.80 1.23 1.00 47 47,850 - -
(Pinus kesiya) ดอยอินทนนท์ 36.00 7.30 3.83 1.16 0.93 47 50,180 - -
สะเมิง 34.90 8.02 3.69 1.17 0.93 43 48,590 - -
วัดจันทร ์ 36.30 7.75 3.89 1.68 1.39 65 47,060 - -
ห้วยบง 36.00 7.34 3.80 1.48 1.21 60 50,380 - -
เฉลี ย 36.14 7.59 3.80 1.34 1.09 52 48,812 - -
ิ
สนสองใบ บุญฑรก 25.03 7.44 2.53 0.81 0.34 15 46,100 - -
(Pinus merkusii) โขงเจยม 24.03 6.88 2.62 0.35 0.16 7 40,580 - -
ี
สังขะ 28.97 7.14 2.68 0.35 0.11 7 66,240 - -
เฉลี ย 26.01 7.15 2.61 0.50 0.20 10 50,973 - -
สนคารเบีย อินทขิล 32.08 7.44 3.65 0.67 0.32 14 44,330 0.11 8
ิ
(Pinus caribaea) ห้วยบง 50.17 10.16 3.70 1.14 0.75 30 38,810 2.23 16
เฉลี ย 41.13 8.80 3.68 0.91 0.54 22 41,570 - -
์
์
สนโอคารปา ห้วยบง, เบอร 3032 32.46 5.55 3.53 - 0.045 3 66,666 - -
(Pinus oocarpa) ห้วยบง, เบอร 3038 28.89 6.16 3.47 - 0.093 7 75,268 - -
์
์
ห้วยบง, เบอร 3042 27.90 5.47 3.65 - 0.007 1 71,428 - -
์
ห้วยบง, เบอร 3044 26.49 6.55 3.55 - 0.115 6 52,173 - -
เฉลี ย 28.94 5.93 3.55 - 0.065 4 66,384 - -
ทมา : อําไพ (2541)
ี
95
ี
ั
ี
ทจะนํามาทดลองจะต้องได้รบการคลุกเคล้าเมล็ดด้วยมือ (mixing method) ให้เมล็ดผสมกันด้วยด
ุ
ิ
กอนทจะบรรจใสถุงพลาสตกถุงละ 1 กโลกรม การทดสอบจะสมตัวอย่างมา 1 ถุง แล้วใสเข้าเครอง
่
่
ั
ุ่
ี
่
ิ
ื
็
ุ่
Boerner sampler ซงเปนเครองมือสมตัวอย่างเมล็ดทใช้อยู่ในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน โดยจะ
ี
ื
ึ
ุ
ุ
ั
่
ู่
ึ
ใสเมล็ดทางด้านบนและมีสลักเปดให้เมล็ดรวงลงสถาดด้านล่าง 2 ถาด ซงเมล็ดจะถูกแบงออกเปน 2
่
ิ
็
่
่
่
ื
่
ี
สวนเทาๆ กันเสมอ หลังจากนั นนําเมล็ดเพียงถาดเดยวใสลงในเครอง สวนอีกถาดแยกเมล็ดออกไป
่
่
ื
่
ี
ิ
่
แล้วทําการแบงเมล็ดไปเชนน ีเรอยๆ จํานวนเมล็ดจะลดน้อยลงจนเหลือปรมาณเทาทต้องการนําไป
่
ี
ทดสอบเมล็ดไม้ในแตละวิธ นอกจากน ยังมีวิธสมตัวอย่างแบบงายๆ คอ
ุ่
่
ื
ี
ี
ึ
่
่
็
1.1 การแบงครง โดยคลุกเมล็ดให้ทั วแล้วรวมกอง แบงเมล็ดออกเปน 4
่
่
่
่
ี
ึ
สวน โดยวิธแบงครง 2 คร ังตั งฉากกัน ใช้เพียงสองสวนตรงข้ามมาทําซํ า อีก 2 สวนแยกออกไป จน
ิ
กระทั งได้ปรมาณหรอนํ าหนักตามต้องการ
ื
1.2 การใช้วิธถ้วย
ี
วิธน ใช้ได้ดสําหรบเมล็ดทมีขนาดเล็ก โดยใช้ถ้วยขนาดพอประมาณ
ี
ั
ี
ี
ี
ี
ี
่
หลายๆ ใบ ประมาณ 6 - 8 ใบ เรยงกันแล้วหว่านเมล็ดลงในถ้วยทละน้อยในแตละถ้วยแล้วหมุนเวียน
ไปเรอยๆ จนหมดเมล็ด พยายามให้เมล็ดไม้หมดทถ้วยสดท้าย แล้วให้สมเมล็ดไม้ในถ้วยไปทดลอง
ี
ื
ุ
ุ่
่
ึ
ื
อาจจะใช้ถาดซงภายในประกอบด้วยชองกลมหรอสเหลี ยมแทนก็ได้
ี
1.3 การใช้ช้อน
ี
ื
ึ
วิธน ีแยกเมล็ดทมีขนาดเล็กซงใช้จานรอง เครองนับจํานวนเมล็ด (spatula)
ี
ี
ึ
ื
ี
และช้อน (spoon) หลังจากทผสมเมล็ดเข้ากันดแล้วเทเมล็ดลงบนจานรอง ถือช้อนมือหนง และเครอง
นับเมล็ดอีกมือหนง สมตักเมล็ดบนจานรองไม่น้อยกว่า 5 แหง หรอจนกระทั งได้จํานวนเมล็ดตามท ี
ึ
ุ่
ื
่
ต้องการ
ตามกฎสากลของ ISTA การสมตัวอย่างจากภาชนะหรอ bulk ใดๆ ตัวอย่าง
ุ่
ื
ื
ี
่
ี
หลายๆ ตัวอย่างจากภาชนะตางๆ หรอจากทตางๆ แตละตัวอย่างเรยกว่าตัวอย่างปฐมภมิ (primary
่
่
ู
็
sample) และหากว่านํามารวมกันในภาชนะทเหมาะสม เชน ถุง กล่องไม้ เปนต้น จะเรยกว่าตัว
ี
่
ี
ี
ึ
ิ
ึ
็
อย่าง composite sample ซงจะมีปรมาณเมล็ดมากเกนกว่าทจําเปนในการทดสอบเมล็ดไม้ จงต้องมี
ิ
การลดจํานวนลง และเมื อลดจํานวนลงแล้วจะเรยกว่า ตัวอย่าง submitted sample ซงจะสงไปยัง
ี
ึ
่
สถานทดสอบเมล็ดไม้ เพื อศึกษาถึงคณภาพของเมล็ด ทสถานทดสอบเมล็ดไม้จะมีการย่อยตัวอย่าง
ี
ี
ี
ุ
ี
ิ
ื
ลงไปอีกเนองจากว่ามีมากเกนพอ เรยกว่าตัวอย่างทดลอง (working sample) ขนาดของตัวอย่างเหล่า
ั
ิ
่
่
ี
ิ
น ISTA ได้กําหนดมาตรฐานของปรมาณเมล็ดไม้ทจะใช้ทดสอบสําหรบเมล็ดแตละชนดแตกตางกัน
ี
ู
ึ
ออกไปซงสามารถดได้จาก International Rules for Seed Testing (1985)
96
ิ
2. การทดสอบความบรสุทธิของเมล็ด (Purity test)
ุ
การทดสอบความบรสทธ ิของเมล็ดเพื อให้ทราบสวนประกอบของเมล็ด
ิ
่
ี
ิ
ุ
ุ
พันธ์ และเพื อจําแนกชนดเมล็ดและส งอื นๆ ทปะปนอยู่ในเมล็ด การตรวจสอบความบรสทธ ิของ
ิ
ิ
เมล็ดมีความสําคัญอย่างยิ งเพราะเมล็ดทมีคณภาพดจะต้องมีความบรสทธ ิสงปราศจากส งเจอปนหรอ
ี
ุ
ิ
ื
ื
ู
ี
ิ
ุ
ี
ิ
ิ
ิ
ุ
ื
็
ิ
ุ
มีส งเจอปนน้อยทสด โดยปกตการตรวจหาความบรสทธ ของเมล็ดจะแยกออกเปน
ุ
2.1 เมล็ดบรสทธ (pure seeds)
ิ
ิ
2.2 เมล็ดพืชอื น ๆ (other seeds)
2.3 เมล็ดวัชพืช (weed seeds)
2.4 สารอื น ๆ ทปนมา (inert matters) รวมถึงเมล็ดทแตกหักมีขนาดน้อย
ี
ี
ิ
ึ
่
กว่าครงหนงของขนาดเดม หรอสวนของปกเมล็ด กรวด ทราย ใบไม้ ก งก้านทปะปนมา
ี
ิ
ี
ื
ึ
่
เมล็ดวัชพืชสวนมากนยมใช้เฉพาะพืชเกษตร สําหรบเมล็ดไม้ปาไม่ได้มี
ั
่
ิ
่
ิ
การพิถีพิถันเหมือนกับเมล็ดพืชในทางเกษตรกรรม ซงการปะปนของเมล็ดวัชพืชย่อมกอให้เกด
ึ
ี
็
ความเสยหายแกการเพาะปลูกได้ (Baldwin, 1942) ตามกฎของ ISTA เมล็ดทจะถือว่าเปนเมล็ด
่
ี
่
ี
ื
ึ
บรสทธ ได้นั น จะต้องมีคณสมบัตอย่างใดอย่างหนงดังตอไปน คอ
ุ
ิ
ิ
ุ
ิ
่
ู
็
1. เมล็ดสมบรณ อาจเปนเมล็ดทมีขนาดแตกตางออกไป
ี
์
่
2. สวนของเมล็ดทเกดจากการแตกหัก แตมีขนาดมากกว่าครงหนงของ
ิ
ึ
ี
่
ึ
ึ
ี
ิ
ุ
ขนาดเดม อย่างไรก็ดเมล็ดพวก Leguminosae, Cruciferae และ Coniferae ซงไม่มีเปลือกห้มเมล็ดถือ
่
ั
ว่าเปน inert matters สําหรบเมล็ดสนถ้าเปลือกห้มเมล็ดหลุดออกให้จัดเปนพวก inert matters เชน
ุ
็
็
ี
เดยวกัน
3. เมล็ดลีบ (empty seeds)
ิ
ุ
วิธหาความบรสทธ ิของเมล็ดตัวอย่างทําได้โดยการแยกเมล็ดบรสทธ ิ (pure seeds)
ิ
ุ
ี
ี
่
ออกจากสวนอื นๆ หลังจากแยกเมล็ดแล้วชั งนํ าหนักของสวนตางๆ ทแยกออกมา และหาคา
่
่
่
เปอรเซ็นต์ความบรสทธได้จาก
ิ
์
ิ
ุ
ิ
% ความบรสทธของเมล็ด = นํ าหนักเมล็ดบรสทธ x 100
ุ
ิ
ิ
ุ
ิ
นํ าหนักเมล็ดทั งหมด
ุ
การหาความบรสทธ ิของเมล็ดปกตแล้วจะมีการทําซํ า ซงความแตกตางนั นจะต้อง
่
ึ
ิ
ิ
ิ
ี
ุ
ิ
ไม่มากเกนไป ขอบเขตความแม่นยําในการหาความบรสทธ ของเมล็ดเรยกว่า tolerance
ิ
ในเมล็ดของตระกูลไม้สน Burg (1985) กล่าวว่าสวนทเปนปก (wing) และ
่
็
ี
ี
ื
ุ
ิ
integument ทห้มอยู่รอบๆ เมล็ดจะถูกแยกออกจากเมล็ดบรสทธ ิ ยกเว้นในไม้สนบางชนด คอ Pinus
ี
ุ
ิ
ี
echinata, P. elliottii, P. palustris, P. rigida และ P. taeda จะรวมปกและ integument เข้าเปนเมล็ด
็
ิ
ุ
บรสทธ ได้
ิ
97
ุ
ุ
ั
การคัดแยกเมล็ดสนในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สนจะใช้แรงงานคนเปนสวน
่
็
ิ
่
ึ
ู
ี
ุ
ิ
ใหญ ซงสามารถให้ความบรสทธ ของเมล็ดสงมาก (ตารางท 53)
ั
ตารางที 53 ความบรสุทธิของเมล็ดสนชนิดตาง ๆ ในโครงการปรบปรุงพันธุไมสน
์
่
ิ
้
่
้
ิ
ชนิดไม แหลง % ความบรสุทธิของเมล็ด
ิ
สนสามใบ หนองกระทง, เชยงใหม่ 99.85
ี
ี
ดอยอินทนนท์, เชยงใหม่ 99.90
ี
สะเมิง, เชยงใหม่ 99.95
์
ี
วัดจันทร, เชยงใหม่ 99.90
ห้วยตอง, เชยงใหม่ 99.95
ี
ขุนคอง, เชยงใหม่ 99.90
ี
่
ปาย, แม่ฮองสอน 99.90
ห้วยบง Clonal Seed Orchard, เชยงใหม่ 99.85
ี
ิ
ี
ุ
สนสองใบ บณฑรก, อุบลราชธาน 99.90
ี
โขงเจยม, อุบลราชธาน 99.90
ี
สังขะ, สรนทร 99.90
ุ
์
ิ
ิ
หนองกระทง, เชยงใหม่ 99.20
ี
ี
์
วัดจันทร, เชยงใหม่ 99.10
ี
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 96.10
ุ่
ทงพญา, พิษณโลก 99.65
ุ
สนคารเบีย อินทขล, เชยงใหม่ 99.75
ิ
ิ
ี
ห้วยบง, เชยงใหม่ 99.30
ี
บอแก้ว, เชยงใหม่ 98.35
ี
่
ี
สนโอคารปา ห้วยบง, เชยงใหม่ 99.10
์
บอแก้ว, เชยงใหม่ 99.25
่
ี
ี
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 93.35
ี
ทมา : อําไพ และคณะ (2541)
98
3. การทดสอบความมีชีวิตของเมล็ด (Viability test)
็
ี
ี
การทดสอบความมีชวิตของเมล็ด เปนการทดสอบโอกาสทเมล็ดจะสามารถ
ี
็
งอกเปนต้นได้ ซงจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาสั นกว่าการทดสอบการงอกของเมล็ด โดยมีวิธการ
ึ
่
ทดสอบดังตอไปน ี
่
ุ
ี
่
ี
็
ี
ี
1. การผาเมล็ด (Cutting test) เปนวิธทงายทสดและเหมาะสมทจะใช้ใน
ี
็
ุ
ื
สนามโดยนําเมล็ดมาผ่าด้วยมีดหรอทบด้วยค้อน และแยกเมล็ดออกเปน เมล็ดด (good seeds) เมล็ด
ี
ี
ี
ี
ื
ี
เสย (bad seeds) และเมล็ดลีบ (empty seeds) เมล็ดดจะเปนสขาวหรอสครม แม้ว่าบางท embryo และ
ี
็
endosperm จะมีสเหลืองก็ตาม (Baldwin, 1942) การทํา cutting test ในขณะทเมล็ดกําลังแห้งบาง
ี
ี
ึ
ี
่
่
ุ่
คร ังทําได้ไม่สะดวกจงอาจแชนํ าเสยกอน เพราะจะทําให้เปลือกของเมล็ดอ่อนนมได้ (Toumey และ
่
ี
Korstain, 1931) ปกตแล้วคาทได้จาก cutting test มักจะสงกว่าคาทได้จากการทดสอบอัตราการงอก
่
ู
ิ
ี
ี
ี
แตการทํา cutting test ได้ผลดตรงทจะทราบผลได้ทันททันใดจงไม่เสยเวลามากนักในการทดลอง
่
ี
ึ
ี
ี
ี
่
และใช้ต้นทนตํา แตมีผลเสยคอเมล็ดทผ่าแล้วไม่สามารถนํามาใช้ได้อีก ดังนั นเมล็ดทได้จากงานวิจัย
ุ
ื
ี
ึ
ทางพันธกรรมทมีปรมาณคอนข้างจํากัดจงไม่เหมาะทจะใช้วิธน ี
ุ
ี
ี
่
ิ
ี
ุ
ุ
การทดสอบความมีชวิตของเมล็ดสนชนดตางๆ ในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน
ั
ี
ิ
่
ี
โดยวิธผ่าเมล็ด (cutting test) ดังแสดงในตารางท 54
ี
99
ั
่
ี
ตารางที 54 การทดสอบความมีชวิตของเมล็ดสนชนิดตาง ๆ ในโครงการปรบปรุงพันธุไมสน
้
์
โดยวิธีผาเมล็ด (cutting test)
่
ิ
ชนดไม้ แหล่ง % cutting
สนสามใบ หนองกระทง, เชยงใหม่ 97.75
ี
ิ
ดอยอินทนนท์, เชยงใหม่ 99.25
ี
สะเมิง, เชยงใหม่ 98.00
ี
วัดจันทร, เชยงใหม่ 99.00
์
ี
ี
ห้วยตอง, เชยงใหม่ 98.25
ี
ขุนคอง, เชยงใหม่ 99.00
่
ปาย, แม่ฮองสอน 98.25
ห้วยบง Clonal Seed Orchard, เชยงใหม่ 97.50
ี
ุ
สนสองใบ บณฑรก, อุบลราชธาน 55.00
ี
ิ
ี
ี
โขงเจยม, อุบลราชธาน 84.75
ุ
ิ
์
สังขะ, สรนทร 59.00
ี
ิ
หนองกระทง, เชยงใหม่ 50.50
์
ี
วัดจันทร, เชยงใหม่ 96.50
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 77.25
ี
ุ่
ุ
ทงพญา, พิษณโลก 89.75
สนคารเบย อินทขล, เชยงใหม่ 99.00
ี
ี
ิ
ิ
ห้วยบง, เชยงใหม่ 96.00
ี
บอแก้ว, เชยงใหม่ 87.50
่
ี
สนโอคารปา ห้วยบง, เชยงใหม่ 80.75
ี
์
บอแก้ว, เชยงใหม่ 84.00
่
ี
ี
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 78.00
ี
ทมา : อําไพ และคณะ (2541)
100
ื
็
2. การลอยเมล็ดในนํ าหรอสารละลาย (Flotation method) เปนการแยก
ึ
ิ
ี
่
ื
เมล็ดลีบออกจากเมล็ดด โดยการแชเมล็ดในนํ าหรอสารละลาย ซง Simak (1973) ได้อธบายหลักการ
2 ประการคือ
่
่
ี
2.1 Density principle โดยแชเมล็ดในสารละลายตางๆ ทมีความ
ี
ิ
หนาแนนอยู่ระหว่างเมล็ดดและเมล็ดลีบ ความหนาแนนทใช้ปกตแล้วจะเทากับ 1 หรอน้อยกว่า
ี
่
่
่
ื
่
ื
ทั งน ีเพราะว่าเมล็ดไม้สวนใหญมีความหนาแนนน้อยกว่านั น สารละลายทใช้คอ absolute alcohol,
่
ี
่
n-pentane, ethanol 95 %, ethanol : H O (1 : 1), diethyl ether, petroleum ether แ ล ะ carbon
2
tetrachloride ซงสารละลายแตละชนดเหมาะทจะใช้กับเมล็ดบางชนดแตกตางกันไป เมื อเอาเมล็ดใส
่
ึ
ี
ิ
ิ
่
่
็
ี
ี
่
่
ิ
ในสารละลายเหล่าน จะไม่เปนผลเสยตอการงอกของเมล็ดหากไม่แชในสารละลายนานเกนไป
่
2.2 Absorption principle โดยการแชเมล็ดในนํ า ในระยะแรก
เมล็ดดและเมล็ดลีบจะลอยนํ า แตถ้าท งไว้ระยะเวลาหนง เมล็ดดจะสามารถดดซมนํ าทําให้นํ าหนัก
ิ
ี
ี
ู
ึ
่
ึ
ั
ี
่
ี
ึ
ี
ี
ของเมล็ดมากข นและจมลงสก้นภาชนะ ซงวิธน ีดสําหรบเมล็ดทมีความแตกตางระหว่างเมล็ดดและ
ึ
ู่
เมล็ดลีบน้อยมาก
็
ี
3. X–ray method เปนการศึกษาสภาพภายในของเมล็ด และเมล็ดทผ่าน
ี
ี
่
การทดสอบโดยวิธน ีแล้วจะไม่เสยหายสามารถนําไปใช้ในการทดลองขั นตอไปได้อีก การใช้ X–ray
ี
็
method นอกจากใช้ในการแยกเมล็ดลีบออกจากเมล็ดดแล้ว ยังสามารถเหนรองรอยการทําลายของ
่
แมลงได้อีก สําหรบเมล็ดทเสยนั นอาจแยกออกจากเมล็ดดได้งายโดย treat ด้วย barium chloride ซง
่
ี
ั
ี
ึ
ี
ี
ื
ี
ิ
็
ี
ึ
เกลือชนดน จะไม่สามารถซมเข้าไปในเมล็ดทมีชวิต เมื อนําไปทดสอบด้วยเครอง X–ray จะเหนความ
แตกตางของเมล็ดด และเมล็ดเสยได้ชัดเจน (Simak, 1970 ; Kamra, 1964)
่
ี
ี
ี
4. Topographical tetrazolium test การทดสอบหาความมีชวิตของเมล็ด
็
ี
ื
โดยใช้ 2,3,5 triphenyl tetrazolium chloride (หรอ bromide) เปนการทดสอบทให้ผลแม่นยําดมาก
ี
์
่
แตผู้ทําการทดลองจะต้องมีความชํานาญและประสบการณ โดยการแชเมล็ดทตัดแล้วในนํ ายา
่
ี
ิ
ี
็
ี
ี
tetrazolium เปนเวลา 48 ชั วโมง แล้วศึกษาการตดสของเมล็ด เมล็ดทมีชวิตจะตดสเปนสแดงสวน
็
ี
ิ
่
ี
ื
ิ
ี
ิ
ุ
เมล็ดทเสอมคณภาพจะไม่ตดส เมล็ดทตดสมากแสดงว่ามีความมีชวิตมาก การตดสน้อยหรอการตด
ิ
ี
ื
ี
ี
ี
ิ
ี
ื
ุ
่
ิ
็
์
ี
ี
ี
่
่
ี
สเพียงบางสวนแสดงว่าเมล็ดกําลังจะเสอมคณภาพ สวนทไม่ตดสเลยจะไม่มีชวิต คาเปอรเซนต์ความ
ี
ี
ี
มีชวิตของเมล็ดทได้เรยกว่า Potential germination percentage
4. การทดสอบนํ าหนักเมล็ด (1,000 – seed weight)
ุ
นํ าหนักของเมล็ดจะแสดงให้ทราบถึงคณภาพของเมล็ดในด้านขนาดของ
เมล็ด ในเมล็ดชนดเดยวกันเมล็ดทมีขนาดใหญย่อมมีนํ าหนักของเมล็ดมากกว่าเมล็ดทมีขนาดเล็ก
ิ
ี
ี
ี
่
ื
ุ
และมีคณภาพดกว่า เนองจากเมล็ดขนาดใหญมีการสะสมอาหารไว้มากกว่า การตรวจสอบนํ าหนัก
่
ี
101
ิ
ี
้
ของเมล็ดจะสามารถคํานวณปรมาณเมล็ดทต้องการใช้ในการปลูกสรางสวนปาได้อย่างถูกต้องตาม
่
กฎของ ISTA การตรวจสอบนํ าหนักเมล็ดให้คํานวณหานํ าหนักของ 1000 เมล็ด โดยชั งหานํ าหนัก
ี
็
ี
100 เมล็ดของเมล็ดดเปนจํานวน 8 ซํ า และคํานวณหานํ าหนักของ 1000 เมล็ดได้ อย่างไรก็ดเมล็ดท
ี
่
ุ่
ได้มาควรมีการสมตัวอย่างและไม่ควรมีคา coefficient of variation มากกว่า 4.0 ถ้าหากมากกว่า 4.0
ควรทจะทํา 18 ซํ า
ี
Pravdin (1969) กล่าวว่านํ าหนัก 1000 เมล็ดของไม้สนแตละชนดจะแตกตางกันไป
่
่
ิ
ิ
ิ
่
ตามถิ นกําเนด อําไพ และคณะ (2541) ได้ทําการศึกษานํ าหนัก 1000 เมล็ดของไม้สนแตละชนดใน
ิ
ี
ี
ุ
ึ
ประเทศไทยตามแหล่งกําเนด (ตารางท 55) นอกจากน ีสรย์ (2522) ได้ยกผลงานของ Forshell ซงได้
่
ี
ึ
่
ี
ศึกษาในสวีเดนพบว่าแม้ในต้นเดยวกันเมล็ดไม้ยังมีขนาดแตกตางกันข นอยู่กับตําแหนงทโคนสนอยู่
้
ี
ื
ิ
ในเรอนยอดของไม้ นอกจากน site ของไม้ สภาพดนฟาอากาศ อายุแม่ไม้ และขนาดของโคนจะมีผล
ึ
ตอนํ าหนักของเมล็ดมาก (Toumeny และ Korstian, 1931) ซงจากการศึกษาของอําไพ และสาโรจน์
่
่
ิ
(2541) พบว่าเมล็ดสนคารเบยจะมีนํ าหนักของเมล็ดแตกตางกันไปตามอายุของแม่ไม้ (ตารางท 56)
ี
ี
102
้
่
ตารางที 55 นํ าหนัก 1000 เมล็ดของไมสนชนิดตางๆ ในประเทศไทย
ิ
ชนดไม้ แหล่ง นํ าหนัก 1000 เมล็ด
ี
สนสามใบ หนองกระทง, เชยงใหม่ 20.88
ิ
ี
ดอยอินทนนท์, เชยงใหม่ 21.50
สะเมิง, เชยงใหม่ 22.63
ี
วัดจันทร, เชยงใหม่ 21.50
ี
์
ห้วยตอง, เชยงใหม่ 20.50
ี
ขุนคอง, เชยงใหม่ 24.13
ี
่
ปาย, แม่ฮองสอน 15.63
ี
ห้วยบง Clonal Seed Orchard, เชยงใหม่ 24.38
สนสองใบ บณฑรก, อุบลราชธาน 25.00
ุ
ิ
ี
ี
โขงเจยม, อุบลราชธาน 28.88
ี
สังขะ, สรนทร 21.75
ุ
์
ิ
หนองกระทง, เชยงใหม่ 38.25
ี
ิ
วัดจันทร, เชยงใหม่ 29.38
์
ี
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 37.25
ี
ทงพญา, พิษณโลก 39.63
ุ
ุ่
ี
ี
ิ
สนคารเบย อินทขล, เชยงใหม่ 19.25
ิ
ห้วยบง, เชยงใหม่ 21.38
ี
่
บอแก้ว, เชยงใหม่ 20.88
ี
์
สนโอคารปา ห้วยบง, เชยงใหม่ 16.38
ี
ี
บอแก้ว, เชยงใหม่ 17.63
่
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 15.63
ี
ี
ทมา : อําไพ และคณะ (2541)
103
้
ิ
ตารางที 56 นํ าหนัก 1000 เมล็ดของไมสนคารเบียแปลง Seed Production Area 1971 ที
้
้
สถานีทดลองปลูกพรรณไมหวยบง จังหวัดเชียงใหม เมออายุตางๆ กัน
ื
่
่
อายุ (ป) นํ าหนัก 1000 เมล็ด
ี
16 20.63
17 17.75
18 22.75
19 18.50
20 20.38
21 21.63
22 21.88
23 21.00
ทมา : อําไพ และสาโรจน์ (2541)
ี
ื
5. การทดสอบความชนของเมล็ด (Seed moisture test)
ั
การทดสอบความช นของเมล็ดมีผลตอการเก็บรกษาเมล็ดโดยตรง ความช น
ื
่
ื
่
็
ื
่
ภายในเมล็ดจะเปนสัดสวนกับความช นสัมพัทธ์ในอากาศรอบๆ เมื อใดทคาความช นสัมพัทธ์มีคา
่
ื
ี
น้อยความช นภายในเมล็ดจะคอยๆ ลดลง คาความช นสัมพัทธ์ในอากาศจะแตกตางไปตามอุณหภมิ
ู
่
ื
่
่
ื
ื
ี
ู
็
ุ
ื
ื
ี
เมล็ดทมีความช นสงจะมีการหายใจมากทําให้เมล็ดเสอมคณภาพได้เรวกว่าเมล็ดทมีความช นตํา โดย
์
ิ
ั
ื
ปกตในการเก็บรกษาเมล็ดไม้สนควรจะควบคมความช นของเมล็ดให้ตํากว่า 8 เปอรเซ็นต์ (Rudolf,
ุ
1961)
การทดสอบความชนของเมล็ดสามารถทําได 2 วิธี คอ
ื
ื
้
ื
็
1. การอบเมล็ดด้วยเตาอบ วิธน ีเปนการหาความช นของเมล็ดโดยการทํา
ี
ให้เมล็ดแห้ง โดยนําเมล็ดไปอบในเตาอบทอุณหภมิ 103 + 2 C เปนเวลา 17 + 1 ชั วโมง ทําการ
ี
ู
o
็
ู
ตรวจสอบนํ าหนักเมล็ดก่อนอบและหลังอบเปรยบเทยบกัน โดยใช้สตร
ี
ี
% ความช นของเมล็ด (% MC) = (นํ าหนักเมล็ดก่อนอบ – นํ าหนักเมล็ดหลังอบ) x 100
ื
นํ าหนักเมล็ดกอนอบ
่
104
ื
ี
ื
ื
2. การทดสอบความช นของเมล็ดโดยใช้เครองมือ เครองมือทใช้ตรวจ
ั
ุ
ี
ุ
ื
สอบความช นของเมล็ดมีอยู่หลายแบบ แบบทใช้อยู่ในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน เรยกว่า Seed
ี
ื
ี
ืน
Moisture Meter Super Matic 10 เครองมือน สามารถอ่านคาความช ของเมล็ดได้โดยใช้เวลา
่
ื
ี
ี
ี
ประมาณ 15 วินาท วิธน มีข้อดคอไม่ทําลายเมล็ด หลังจากทดสอบเมล็ดแล้วสามารถนําเมล็ดไปใช้ได้
ี
่
ี
อีก แตเครองมือน ีกอนใช้ควรทําการตรวจสอบความแม่นยําโดยเปรยบเทยบกับการอบเมล็ดด้วยเตา
ื
ี
่
อบ และหาความสัมพันธ์เปนสัดสวนเพื อใช้เปนมาตรฐานในการคํานวณเปรยบเทยบหาคาความช น
ื
ี
่
็
็
ี
่
่
ื
ี
ี
ี
ของเมล็ดทถูกต้องในกรณทคาของเครองมือคลาดเคลื อนไป
6. การทดสอบการงอกเมล็ด (Germination test)
ี
ิ
การทดสอบการงอกของเมล็ดไม้ทําให้ทราบถึงปรมาณของเมล็ดทยังคงมี
ู
ี
ี
์
ี
็
ชวิตอยู่ และสามารถทจะผลิตเปนกล้าไม้ทสมบรณได้ ในการทดสอบอัตราการงอกของเมล็ด เมล็ด
็
ี
ไม้ทใช้ในการทดลองจําเปนทจะต้องเปนเมล็ดทได้ทํา purity test เรยบรอยแล้ว เพราะมิฉะนั นจะทํา
ี
ี
้
ี
็
ี
ึ
ุ่
่
ให้ผลการทดสอบแตกตางกันมากข นในแตละเมล็ดตัวอย่าง เมล็ดททําการทดลองจะต้องผ่านการสม
่
ตัวอย่างเมล็ด (Sampling) มาแล้ว โดยทั วไปใช้จํานวน 400 เมล็ด แบงเปน 4 ซํ า (replication) แตละ
็
่
่
ซํ าจะมีจํานวน 100 เมล็ด หรออาจเพิ มจํานวนซํ าให้มากข ึนเปน 8 ซํ า จะให้ความแม่นยําของการ
็
ื
ี
ิ
ิ
ทดลองดข น การทดสอบการงอกของเมล็ดไม้แตละชนดตามกฎ ISTA ได้แบงชนดของเมล็ดทใช้ใน
ี
่
่
ึ
การทดลองออกเปน 3 พวก ตามชนดของเมล็ดไม้คอ
ื
ิ
็
ี
1. เมล็ดทไม่มีการงัน และไม่จําเปนทจะต้องมีการทํา pretreatment กอน
็
่
ี
ี
ี
็
2. เมล็ดทมีการงันทไม่แตกต่างกัน และมีความจําเปนทจะต้องทํา
ี
pretreatment กอน
่
ี
3. เมล็ดทมีการงันแตกตางกัน ซงไม่สามารถทดสอบซํ าได้
่
ึ
นอกจากน ี ISTA ได้แยกประเภทวัสดทใช้ในการทดสอบหาอัตราการงอกของ
ุ
ี
็
เมล็ดไม้ไว้เปนพวกๆ ดังน ี
ี
็
1. การใชกระดาษ (Paper substrata) กระดาษทใช้อาจจะเปน filter
้
ื
ื
paper, blotter paper หรอ towel paper กระดาษเหล่าน จะต้องไม่มีสารพิษเจอปน ไม่มีโรคและ
ี
ึ
ี
่
่
แบคทเรยซงทําให้ผลการทดสอบมีคาไม่แนนอน
ี
2. การใชทราย (Sand substrata) ขนาดของทรายทใช้ควรจะมีทั งขนาด
ี
้
ี
ละเอยดและปานกลางให้ปะปนกัน โดยอนภาคทใช้ควรทจะลอดผ่านตะแกรงทมีรขนาดเส้นผ่าศูนย์
ู
ี
ุ
ี
ี
กลาง 0.8 มิลลิเมตร และไม่สามารถลอดผ่านตะแกรงทมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.05 มิลลิเมตร
ี
ิ
่
็
สภาพความเปนกรดดางของทรายทใช้อยู่ระหว่าง 6.0 – 7.5 ในการเพาะนยมเพาะในทรายโดยกลบ
ี
105
ิ
ื
ิ
ด้วยทรายให้มีความหนา 1 – 2 เซนตเมตร หรอกดให้เมล็ดจมลงไปในผิวทรายเพียงเล็กน้อย ปรมาณ
ี
็
ี
ี
ึ
ของนํ าทใช้ข นอยู่กับลักษณะและขนาดของเมล็ด ควรทจะมีการทดสอบทรายทใช้เปนระยะๆ ว่าไม่มี
สารมีพิษทจะทําอันตรายตอกล้าไม้ หรอการล้างทรายและอบฆ่าเช อโดยปกตใช้อบทรายทอุณหภมิ
ื
ื
่
ู
ี
ี
ิ
o
็
105 C เปนเวลา 24 ชั วโมง
ิ
3. การใชดิน (Soil substrata) อาจใช้ดนหรอสารประกอบอื นๆ แทน
้
ื
่
ี
ี
ทรายได้ แตการเพาะโดยวิธน ีอาจจะหามาตรฐานได้ยากและทําให้ผลการงอกแตกตางไป ดนทใช้
ิ
่
ี
ควรมีคณภาพด เชน ดน loam และจําเปนต้องรอนเพื อแยกอนภาคดนขนาดใหญออก ดนทได้ไม่ควร
ิ
่
ี
็
่
ุ
ิ
่
ิ
ุ
ิ
ิ
อบ และอาจใช้ทรายผสมถ้าหากว่าดนนั นมี clay มากเกนไป
่
ี
เมล็ดทเพาะจะต้องวางหางกันอย่างสมําเสมอ และหลีกเลี ยงทจะให้กล้าไม้ทเพาะ
ี
ี
็
สัมผัสกัน ตามกฎของ ISTA ได้ระบมาตรฐานการเพาะเมล็ดสนไว้ว่า เปนอุณหภมิสลับระหว่าง
ุ
ู
o
20 C เปนเวลา 16 ชั วโมง และ 30 C เปนเวลา 8 ชั วโมง โดยใช้แสง 8 ชั วโมงตอวัน และใช้ความ
็
o
่
็
ี
่
่
เข้มของแสง 750 – 1,250 Lux ระยะเวลาทใช้ในการหาอัตราการงอกของไม้สนสวนใหญจะใช้เวลา
21 วัน และหากว่าหมดระยะเวลาทจะหาอัตราการงอกแล้วเมล็ดเพิ งจะงอก การทดสอบนั นควรจะยึด
ี
เวลาออกไปอีก 7 วัน กล้าไม้จําเปนทจะต้องแยกออก และนับบอยๆ ในระยะททําการทดลอง เพราะ
็
ี
ี
่
็
เมล็ดทเนาอาจจะเปนต้นเหตให้เมล็ดอื นเนาตามด้วย
ุ
่
ี
่
่
้
้
ื
การงอกของเมล็ดไม ประกอบดวยขบวนการตางๆ 3 ประการ คอ
็
1. การดดซมของนํ าเปนผลให้เมล็ดมีลักษณะบวม และทําให้เปลือกห้ม
ุ
ู
ึ
เมล็ดแยกออก
2. กจกรรมของเอ็นไซน์ การเพิ มอัตราการหายใจและดดซมอาหาร ซง
ู
ิ
ึ
ึ
็
ิ
ู่
เปนกจกรรมการทต้องใช้อาหารทสะสมและเคลื อนย้ายไปสสวนท
ี
ี
ี
่
ิ
ิ
กําลังเจรญเตบโต
3. การขยายตัวและการแบงตัวของเซลล์มีผลให้รากอ่อนและยอดอ่อน
่
ิ
ิ
เจรญเตบโตโผล่พ้นเมล็ดออกมา
้
ั
ปจจัยที เกี ยวของกับการงอกของเมล็ด
ั
1. ปจจัยภายในของเมล็ด (Internal factors)
1.1 ความแกของเมล็ด (Degree of maturity) ตามธรรมดาแล้วเมล็ดทยัง
่
ี
็
ี
่
ี
ไม่แกเต็มทจะงอกได้ช้ากว่าเมล็ดทแกแล้ว เมื อพิจารณาในเรองความแกของเมล็ดจะเหนได้ว่ามี
่
ื
่
ึ
ี
็
ประเด็นทเกยวข้องอยู่ 2 ประการคอ ประการแรกการเก็บเมล็ดกอนกําหนดซงจําเปนต้อง treat เมล็ด
ื
่
ี
106
่
่
่
ู
ี
่
ื
ทยังไม่แกเหล่าน ีด้วยการทํา after-ripening เชน เก็บเมล็ดในอุณหภมิตางกัน หรอแชด้วยกรด การ
่
ิ
ึ
่
ี
ิ
ตากเมล็ดด้วยแสงอาทตย์ หรอการเก็บเมล็ดในทรม ข นกับลักษณะของเมล็ดแตละชนด อีกประการ
ื
ิ
ี
ิ
ิ
ิ
ื
ิ
ึ
ี
คอสภาพส งแวดล้อมไม่อํานวยทจะให้มีการเจรญเตบโตอย่างปกตในสภาพธรรมชาตซงเกยวข้องกับ
้
ิ
ิ
สภาพดน ฟา อากาศ มักจะเกดขึ นกับเมล็ดในเขตอบอุ่นเปนสวนมาก
่
็
่
1.2 อายุของแมไม (Age of mother trees) อัตราการงอกของเมล็ดจะ
้
ี
์
็
เปลี ยนแปลงไปตามอายุของแม่ไม้ เมล็ดทได้จากแม่ไม้ทมีอายุน้อยจะให้เปอรเซนต์การงอกตํากว่า
ี
ี
เมล็ดทได้มาจากแม่ไม้ทมีอายุปานกลาง (Baldwin, 1942)
ี
่
1.3 ขนาดของเมล็ดไม (Seed size) ตามธรรมดาแล้วเมล็ดทมีขนาดใหญท
ี
ี
้
ุ
สด และหนักทสดจะเปนเมล็ดทดมาก เพราะว่ามีอาหารสะสมอยู่ใน endosperm หรอ cotyledon มาก
ี
ุ
็
ี
ี
ื
ี
่
ี
ี
กว่าเมล็ดทมีขนาดเล็ก นอกจากน ีเมล็ดทมีขนาดใหญจะมี energetic index of germination ใกล้เคยง
ี
ู
์
ี
กัน อีกทั งยังสามารถทจะผลิตกล้าไม้ทมีความสมบรณมาก
่
่
1.4 อายุของเมล็ดไม (Age of seeds) สวนใหญแล้วเมล็ดทเพิ งจะเก็บมา
ี
้
ั
ี
่
ี
ิ
ี
ใหม่ๆ จะให้อัตราการงอกดกว่าเมล็ดทเก็บมานานแล้ว แตมีเมล็ดไม้สนบางชนดทเก็บรกษาไว้มาก
ี
ี
์
ุ
กว่า 1 ป อาจมีเปอรเซ็นต์การงอกมากกว่าเมล็ดทเก็บมาใหม่ (สรย์, 2522)
ี
ี
้
่
1.5 ความแข็งแรงของแมไม (Vigor of parent trees) เมล็ดทเก็บจากต้นท ี
่
ี
แข็งแรงจะมี embryo ใหญกว่าเมล็ดทมีความแข็งแรงน้อย (Baldwin,1942)
ี
ี
1.6 การงันของเมล็ด (Seed dormancy) ซงรวมถึงการทเมล็ดทมีชวิตอยู่
ี
ึ
ื
ในสถานะทไม่ active หรออยู่ในระยะพัก (resting stage) การงันของเมล็ดอาจจะเปนไปได้ทั ง
ี
็
ื
ี
ี
่
ี
ิ
ึ
็
่
ิ
embryo dormancy ซงเปนการงันทเกดจากสวนของ embryo ทยังไม่แกเต็มท หรอเกดการชะงักงัน
่
็
ื
ตอการงอกทางสรระวิทยาและชวเคมี และการงันอีกชนดหนงคอ seed coat dormancy ซงเปนการงัน
ึ
ึ
ี
ิ
ี
็
ึ
ี
ิ
ทเกดจากเมล็ดมีเปลือกหนาทําให้การดูดซมนํ าและก๊าซเปนอุปสรรค
2. ปจจัยภายนอกของเมล็ด (External factors)
ั
การงอกของเมล็ดจะเกดข ึนตอเมื อมีสภาวะแวดล้อมทเหมาะสมเทานั น
ี
ิ
่
่
ั
ิ
ื
ี
ปจจัยส งแวดล้อมเหล่าน คอ
ี
่
็
ั
ิ
ี
2.1 อุณหภูมิ (Temperature) เปนปจจัยทสําคัญทมีอิทธพลตอการงอก
ของเมล็ด อุณหภมิทเหมาะสม (optimum temperature) ของเมล็ดไม้แตละชนดจะไม่เหมือนกัน โดย
่
ิ
ู
ี
่
็
ิ
ู
ู
ปกตอุณหภมิสงจะเรงอัตราการงอกของเมล็ดได้เรวกว่าการเพาะในอุณหภมิตํา แตเมื อเมล็ดงอกแล้ว
่
ู
ู
็
่
่
การใช้อุณหภมิสงตอไปจะเปนอันตรายตอเมล็ด และคาของ total germination อาจจะได้น้อยกว่า
ู
่
่
ู
คาทได้จากการเพาะในทอุณหภมิตํา (Baldwin, 1942)
ี
ี
107
็
ื
่
ื
2.2 ความชน (Moisture) การมีความช นเพียงพอแกการงอกของเมล็ดเปน
่
่
ิ
็
่
ิ
ส งสําคัญ ทั งน ีเพราะว่านํ าจําเปนในการย่อยอาหารภายในเมล็ด และชวยสงเสรมในการแบงเซลล์
ี
่
่
(cell) เมล็ดไม้แตละชนดต้องการนํ าในปรมาณทแตกตางกัน บางชนดต้องการมาก บางชนดต้องการ
ิ
ิ
ิ
ิ
ิ
ู
น้อย เมื อเร มเพาะเมล็ดนั นเมล็ดจะเร มดดซมนํ า และจะมีการปลดปล่อยความรอนออกมาบ้าง การดด
ึ
ู
้
ิ
็
่
่
ซมนํ าผ่าน seed coat สวนใหญจะผ่านตรงบรเวณใกล้ๆ micropylar end อันเปนสวนทมี seed coat
ี
ิ
่
ึ
ุ
ู
ี
บางทสด ในระยะน ีจะมีการหายใจของเมล็ดเพิ มข นด้วย (Stanley, 1958) การดดซับนํ าได้มากน้อย
ึ
ู
ู
ข นอยู่กับอุณหภมิด้วย (Crocker และ Barton, 1957) สวนใหญแล้วเมื ออุณหภมิเพิ มข น การดดซมนํ า
ึ
ึ
่
ู
ึ
่
ก็มากข นด้วย
ึ
2.3 แสงสวาง (Light) แสงสว่างจําเปนสําหรบการงอกของเมล็ดไม้หลาย
ั
็
่
ี
ี
ชนด ในการศึกษากับเมล็ดสนสามใบพบว่าเมล็ดทเพาะในทมืดจะมีอัตราการงอกช้ากว่าเมล็ดทเพาะ
ี
ิ
ั
ี
ี
ู
ี
ื
ในทมีความเข้มข้นของแสงทสงกว่า การเพาะในทมืดจะใช้เวลาสําหรบเมล็ดดราว 12 วัน หรอเมล็ด
ี
์
ี
ี
ี
ทเอาเปลือกออกราว 10 วัน ในอันทจะมีเปอรเซ็นต์การงอกพอ ๆ กับเมล็ดตัวอย่างทเพาะในททมี
ี
ี
ความเข้มข้นของแสงทสงกว่า (พงษ์ศักด ิ และคณะ, 2518) ความเข้มข้นของแสงทเหมาะสมกับการ
ี
ี
ู
ทดลองของเมล็ดไม้โดยทั วไปตามกฎ ISTA กล่าวว่าควรจะมีความเข้มระหว่าง 750 – 1,250 Lux
(Magini, 1963 ; Anonymous, 1966) โดยใช้แสง 8 ชั วโมงตอวัน
่
2.4 อากาศ (Gases) เมล็ดต้องการออกซเจน (O ) มากสําหรบใช้ในขบวน
ิ
ั
2
ิ
การตางๆ ภายในเซลล์ทยังมีชวิตอยู่ เมล็ดตางชนดกันมีความต้องการ O มากน้อยตางกันเมล็ดสวน
่
ี
่
ี
่
่
2
มากงอกได้ในอากาศธรรมดาซงมี O อยู่ประมาณ 20 เปอรเซ็นต์ และมี CO ประมาณ 0.03
ึ
์
2
2
เปอรเซ็นต์ เมล็ดพืชบางอย่างจะเพิ มอัตราการงอกหากว่าปรมาณ O มีมากกว่า 20 เปอรเซ็นต์
ิ
์
์
2
ิ
(Mayer และ Poljakoff – Mayberr, 1963) และถ้ามีปรมาณ O ลดลงการงอกก็จะลดลงด้วย สวน CO
่
2
2
่
่
ิ
นั นจะยับยั งการงอกและถ้ามีปรมาณมากเทาใดอัตราการงอกของเมล็ดก็จะลดน้อยลงเปนสัดสวน
็
ั
ึ
ี
ู
ี
โดยตรง ทั งน เพราะว่าในททมี CO สงจะทําให้การหายใจของเมล็ดลดน้อยลง จงเหมาะสําหรบการ
ี
2
ั
เก็บรกษาเมล็ดเปนเวลานานๆ อย่างไรก็ดมีเมล็ดไม้บางชนดทต้องการ CO บ้างในการงอกแม้เพียง
็
ี
ิ
ี
2
ุ
สวนน้อยก็ตาม (สรย์, 2522)
ี
่
การทดสอบการงอกของเมล็ดไมในโครงการปรบปรุงพันธุไมสน
้
ั
้
์
การทดสอบการงอกของเมล็ดไม้สนสามารถทําได้งายๆ โดยการสมตัวอย่างเมล็ด
ุ่
่
ิ
์
ออกมาแล้วนํามาเพาะเพื อหาเปอรเซ็นต์การงอกเมล็ด การเพาะอาจใช้กล่องพลาสตกใสมีฝาปดใช้
ิ
ี
ู
กระดาษซับหรอกระดาษชําระสขาวปรองก้นกล่องหนาประมาณ 4 – 5 ชั น เรยงเมล็ดตัวอย่างบน
ื
ี
กระดาษชําระอย่าให้เมล็ดซ้อนกัน ปกตกล่องทใช้เพาะเมล็ดขนาด 7” x 7” x 11/2” จะเพาะเมล็ดสน
ิ
ี
ิ
ได้จํานวน 2 ซํ าๆ ละ 100 เมล็ด โดยใช้นํ าประมาณ 40 – 50 มิลลิลิตร แล้วปดฝากกล่องไว้ นํากล่อง
108
ื
ั
ี
ี
เพาะเมล็ดไปวางไว้ในห้องทได้รบแสง แล้วคอยตรวจนับเมล็ดทงอกออกมา หรออาจทดสอบใน
ิ
ี
กระบะดนทใช้เพาะชํากล้าไม้ทั วๆ ไปก็ได้ การทดสอบการงอกของเมล็ดไม้สนชนดตางๆ ในโครงการ
ิ
่
ั
ุ
ี
ปรบปรงพันธ์ไม้สนดังแสดงในตารางท 57 และอัตราการงอกของเมล็ดไม้สนสามใบ สนสองใบ
ุ
ี
ิ
์
่
สนคารเบย และสนโอคารปา ในแตละวันดังแสดงใน ตารางท 58
ี
์
ั
่
ตารางที 57 การทดสอบการงอกของเมล็ดสนชนิดตางๆ ในโครงการปรบปรุงพันธุไมสน
้
ิ
ชนดไม้ แหล่ง % germination
ี
สนสามใบ หนองกระทง, เชยงใหม่ 94.75
ิ
ี
ดอยอินทนนท์, เชยงใหม่ 97.25
สะเมิง, เชยงใหม่ 95.75
ี
วัดจันทร, เชยงใหม่ 95.50
ี
์
ห้วยตอง, เชยงใหม่ 92.25
ี
ี
ขุนคอง, เชยงใหม่ 95.00
ปาย, แม่ฮองสอน 94.25
่
ห้วยบง Clonal Seed Orchard, เชยงใหม่ 70.25
ี
ิ
ี
ุ
สนสองใบ บณฑรก, อุบลราชธาน 6.75
ี
โขงเจยม, อุบลราชธาน 17.25
ี
ิ
สังขะ, สรนทร 11.25
์
ุ
ี
หนองกระทง, เชยงใหม่ 14.75
ิ
วัดจันทร, เชยงใหม่ 9.00
์
ี
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 57.50
ี
ุ
ุ่
ทงพญา, พิษณโลก 69.50
ิ
ี
สนคารเบย อินทขล, เชยงใหม่ 56.00
ิ
ี
ี
ห้วยบง, เชยงใหม่ 64.00
ี
่
บอแก้ว, เชยงใหม่ 46.50
สนโอคารปา ห้วยบง, เชยงใหม่ 72.75
ี
์
บอแก้ว, เชยงใหม่ 62.25
่
ี
ี
แม่สะนาม, เชยงใหม่ 8.75
ี
ทมา : อําไพ และคณะ (2541)
109
้
ี
ตารางที 8 เปรยบเทียบอัตราการงอกของเมล็ดไมสน ชนิด
จํานวนวัน
ชนด แหล่ง Rep 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 Total FS AB DS ES Total
ิ
สนสามใบ วัดจันทร ์ 1 - - - - - 21 33 16 12 6 4 2 1 - 2 - - - 97 - 3 - - 3
2 - - - - - 14 32 16 14 6 4 2 2 1 3 1 1 - 96 2 2 - - 4
3 - - - - - 17 34 17 11 2 5 4 2 - 1 - - - 93 3 4 - - 7
4 - - - - - 6 29 29 12 12 4 2 1 1 - - - - 96 2 2 - - 4
Average 95.50 2.33 2.75 0 0 4.50
สนสองใบ วัดจันทร ์ 1 - - - - - 6 24 23 11 14 12 2 - - - - - - 92 - - 1 7 8
2 - - - - - 5 22 19 13 19 6 4 2 - 1 1 1 - 93 2 1 1 3 7
3 - - - - - 7 20 25 16 13 3 4 1 - 1 - - - 90 5 - 1 4 10
4 - - - - - 5 12 25 13 16 10 4 1 2 - - - - 88 3 - 3 6 12
Average 90.75 3.33 1.00 1.50 5.00 9.25
สนคารเบีย ห้วยบง 1 - - - - - 17 17 14 6 7 6 3 2 - - - - - 72 6 6 12 4 28
ิ
2 - - - - - 7 19 10 8 7 3 - 3 1 - - - - 58 8 18 7 9 42
3 - - - - - 16 15 7 11 3 6 5 2 - - - - - 65 5 9 18 3 35
4 - - - - - 8 14 10 5 2 7 2 5 4 1 1 1 1 61 3 10 15 11 39
Average 64.00 5.50 10.75 13.06 6.75 36.00
สนโอคารปา ห้วยบง 1 - - - - - 7 13 11 6 3 1 5 8 1 1 1 - - 57 14 14 7 8 43
์
2 - - - - - 6 10 14 6 7 9 7 6 1 1 1 - - 68 9 9 5 9 32
3 - - - - - 5 20 10 7 7 6 4 2 - 3 2 1 - 67 6 12 9 6 33
4 - - - - - 6 9 15 6 5 4 1 2 1 1 1 - - 51 9 13 3 24 49
Average 60.75 9.50 12.00 6.00 11.75 39.25
ื
นับการงอก เมอกล้าไม้มความยาวราก = เท่าของความยาวเมล็ด
ี
FS = Fresh Seed AB = Abnormal Seed DS = Dead Seed ES = Empty Seed
ทมา : อําไพ ( )
ี
109
้
ี
ตารางที 8 เปรยบเทียบอัตราการงอกของเมล็ดไมสน ชนิด
จํานวนวัน
ชนด แหล่ง Rep 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 Total FS AB DS ES Total
ิ
สนสามใบ วัดจันทร ์ 1 - - - - - 21 33 16 12 6 4 2 1 - 2 - - - 97 - 3 - - 3
2 - - - - - 14 32 16 14 6 4 2 2 1 3 1 1 - 96 2 2 - - 4
3 - - - - - 17 34 17 11 2 5 4 2 - 1 - - - 93 3 4 - - 7
4 - - - - - 6 29 29 12 12 4 2 1 1 - - - - 96 2 2 - - 4
Average 95.50 2.33 2.75 0 0 4.50
สนสองใบ วัดจันทร ์ 1 - - - - - 6 24 23 11 14 12 2 - - - - - - 92 - - 1 7 8
2 - - - - - 5 22 19 13 19 6 4 2 - 1 1 1 - 93 2 1 1 3 7
3 - - - - - 7 20 25 16 13 3 4 1 - 1 - - - 90 5 - 1 4 10
4 - - - - - 5 12 25 13 16 10 4 1 2 - - - - 88 3 - 3 6 12
Average 90.75 3.33 1.00 1.50 5.00 9.25
สนคารเบีย ห้วยบง 1 - - - - - 17 17 14 6 7 6 3 2 - - - - - 72 6 6 12 4 28
ิ
2 - - - - - 7 19 10 8 7 3 - 3 1 - - - - 58 8 18 7 9 42
3 - - - - - 16 15 7 11 3 6 5 2 - - - - - 65 5 9 18 3 35
4 - - - - - 8 14 10 5 2 7 2 5 4 1 1 1 1 61 3 10 15 11 39
Average 64.00 5.50 10.75 13.06 6.75 36.00
สนโอคารปา ห้วยบง 1 - - - - - 7 13 11 6 3 1 5 8 1 1 1 - - 57 14 14 7 8 43
์
2 - - - - - 6 10 14 6 7 9 7 6 1 1 1 - - 68 9 9 5 9 32
3 - - - - - 5 20 10 7 7 6 4 2 - 3 2 1 - 67 6 12 9 6 33
4 - - - - - 6 9 15 6 5 4 1 2 1 1 1 - - 51 9 13 3 24 49
Average 60.75 9.50 12.00 6.00 11.75 39.25
ื
นับการงอก เมอกล้าไม้มความยาวราก = เท่าของความยาวเมล็ด
ี
FS = Fresh Seed AB = Abnormal Seed DS = Dead Seed ES = Empty Seed
ทมา : อําไพ ( )
ี
110
ั
การเก็บรกษาเมล็ดไม ้
ี
ั
การเก็บรกษาเมล็ดไม้ หมายถึง การเก็บรกษาเมล็ดหลังจากททําการเก็บแล้วจน
ั
ั
ื
ี
ุ
ี
กระทั งถึงเวลาของการเพาะหรอหว่าน โดยมีจดมุ่งหมายทจะรกษาความมีชวิตของเมล็ดไม้เอาไว้การ
็
ี
่
ปลูกสรางสวนปาจําเปนต้องการปรมาณเมล็ดสมําเสมอสําหรบการเตรยมกล้าไม้ไว้ใช้ในแตละป
ี
่
ั
ิ
้
ี
ี
ี
ี
และจะเก็บเมล็ดไม้ในปทให้ผลผลิตเมล็ดมาก (Good seed year) ไว้ใช้ในปทให้ผลผลิตเมล็ดน้อย
ี
ี
ี
ี
็
(Poor seed year) เมล็ดทได้จากปทเปน Good seed year จะเปนเมล็ดทมีคณภาพด และมีราคาตํา โดย
็
ุ
ี
ั
้
่
่
ื
่
ปกตเมล็ดในเขตรอนสวนใหญไม่เหมาะในการเก็บรกษาเนองจากมีอายุสั นและสวนใหญมักจะให้
่
ิ
ี
ุ
ุ
ี
ผลผลิตเมล็ดมากทก 2 - 5 ป (Haig และคณะ, 1958) บางชนดให้ผลผลิตมากทกป ยกเว้นเมล็ดไม้บาง
ิ
่
ิ
ี
ชนดทสามารถเก็บรกษาไว้ได้นาน เชน เมล็ดไม้สน Harrington (1972) ได้แบงเมล็ดตามอายุความมี
ั
่
็
ื
ชวิตของเมล็ดปาในเขตรอนออกเปน 3 พวกคอ
ี
้
่
้
1. Microbiotic seeds เมล็ดเหล่าน ีมีความมีชวิตน้อยกว่า 3 ป เชน มะพราวมีชวิต
ี
่
ี
ี
่
ี
ถึง 16 เดอน กอน้อยกว่า 3 ป ยางพารา 3 เดอน มะม่วงประมาณ 80 วัน
ื
ื
2. Mesobiotic seeds มีความมีชวิตตั งแต 3 - 15 ป ได้แกสนบางชนด เชน Norway
ี
ิ
ี
่
่
่
ิ
spruce เก็บได้ถึง 15 ป ชงโคเก็บได้ถึง 10 ป และยูคาลิปตัสบางชนดสามารถเก็บได้ถึง 10 ป
ี
ี
ี
3. Macrobiotic seeds ได้แก เมล็ดทมีชวิตยืนนานข ึนมากกว่า 15 ป เชน พวก
ี
ี
ี
่
่
่
ี
conifer มีชวิตถึง 20 ป Pinus radiata มีอายุ 21 ป Acacia spp. สวนใหญมีอายุประมาณ 30 ป พฤกษ์
ี
ี
่
ี
ู
และ คณ เก็บได้ถึง 31 ป ี
็
ื
การแบงเมล็ดไม้โดยทั วไป จัดเปน 2 ประเภทคอ
่
ื
ี
็
1. Orthodox seeds เปนเมล็ดทสามารถทําให้แห้งลงเพื อให้มีความช นตําประมาณ
ู
ี
ื
ู
็
ี
็
5 เปอรเซนต์ (wet basic) และสามารถเก็บรกษาไว้ทอุณหภมิตําหรออุณหภมิทแข็งตัวเปนระยะเวลา
์
ั
่
นาน เชน พวกไม้ตระกูลสน
็
2. Recalcitrant seeds เปนเมล็ดทไม่สามารถมีชวิตอยู่ได้เมื อทําให้แห้ง มีความช น
ี
ื
ี
์
่
ั
ตําประมาณ 20 - 30 เปอรเซ็นต์ (wet basic) และไม่สามารถเก็บรกษาได้นาน เชน พวกไม้ตระกูลยาง
ี
การเก็บรกษาเมล็ดมีจดมุ่งหมายทจะรกษาความมีชวิตของเมล็ดไม้เอาไว้ให้มากท
ั
ั
ี
ี
ุ
ุ
ุ
ี
สดและนานทสด โดยเก็บรกษาไว้ในททมีความช นและอุณหภมิตํา ซงจะทําให้เมล็ดมีการหายใจ
ึ
ี
ู
ี
ั
ื
็
น้อยมากเปนการลดขบวนการ metabolism ภายในเมล็ด ทําให้การเสอมคณภาพของเมล็ดช้าลง ใน
ุ
ื
ิ
ระยะทเมล็ดกําลังเสอมคณภาพอาจสังเกตได้จากกล้าไม้ทได้จากเมล็ดเหล่านั นว่ามีการเจรญเตบโต
ี
ุ
ี
ิ
ื
ุ
ช้าหรอไม่มีความสามารถในการงอก กล้าไม้มีสภาพอ่อนแอ งายตอการเกดโรครา การเสอมคณ
ิ
ื
่
ื
่
ภาพจะเกดตอเนองกัน ราก (radicle) ทงอกออกจะสั นเข้าและใบเลี ยง (cotyledon) ในทสดจะไม่มี
ุ
่
ิ
ี
ื
ี
ความสามารถในการแยกเปลือกห้มเมล็ด (seed coat) ออก การเสอมคณภาพจะข นอยู่กับสภาพแวด
ุ
ุ
ื
ึ
ุ
ื
ี
ึ
ล้อม 2 ประการ คอ ความช นสัมพัทธ์ในอากาศทควบคมความช นของเมล็ด และอุณหภมิซงเปนตัว
ู
็
ื
ื
111
ั
ี
็
ิ
ิ
ิ
ื
ิ
่
ทําให้เกดปฏิกรยาชวเคมีเรวช้าตางกันภายในเมล็ด การพิจารณาเก็บรกษาเมล็ดไม้ควรเลอกเก็บชนด
็
ไม้ทเปน Orthodox seeds เชน ไม้ตระกูลสน
ี
่
ี
ั
้
ปจจัยที เกี ยวของกับความมีชวิตของเมล็ด
่
1. ลักษณะเมล็ด (Seed characteristics) เชน เปลือกห้มเมล็ด (Seed coat) ความแก ่
ุ
ี
อ่อนของเมล็ด การงันของเมล็ด พวกเมล็ดทมีอายุยืนนานมักมีเปลือกหนาและแข็ง หรอมี cuticle
ื
็
็
ี
ื
ี
ี
่
ี
หนาเปนเมล็ดทแกเต็มทในขณะทเก็บ และบางคร ังเปนเมล็ดพวกทมีระยะชะงักงัน เนองจากไม่มีการ
ู
ดดซมนํ าและอากาศ และยับยั งการขยายตัวของ embryo
ึ
ั
ี
่
2. การปฏิบัติตอเมล็ด (seed preceeding method) ปจจัยน เกยวข้องโดยตรงกับ
ี
่
ี
เมล็ดสน การเก็บโคนสนและคัดแยกโคนสนอย่างถูกวิธจะชวยให้เมล็ดมีความมีชวิตยืนยาวขึ น
ี
3. สภาพของการเก็บรกษา (storage condition) การเก็บรกษาเมล็ดในททมี
ั
ี
ี
ั
ความช นและอุณหภมิตําจะทําให้การหายใจของเมล็ดมีน้อยมาก และลดขบวนการ metabolism ภาย
ื
ู
ื
ี
่
์
ในเมล็ด สภาพการณตางๆ ทสําคัญ คอ
ิ
็
3.1 ความชน (moisture content) ปกตแล้วเมล็ดไม้เปนพวก hygroscopic
ื
่
ื
็
ื
ื
ื
กล่าวคอ ความช นภายในเมล็ดจะเปนสัดสวนกับความช นสัมพัทธ์ในอากาศรอบๆ คาของความช น
่
่
ู
ั
สัมพัทธ์ในอากาศนั นจะแตกตางไปตามอุณหภมิ จากการศึกษาสภาพการเก็บรกษาของเมล็ดสนสาม
ื
ใบพบว่า ความช นของเมล็ดและอัตราการงอกของเมล็ดมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม โดยเมื อ
ื
ความช นสงข นมีผลให้อัตราการงอกของเมล็ดลดลงและเมล็ดทมีความช นมากจะทําให้เกดเช อราเข้า
ี
ื
ึ
ู
ิ
ื
ื
ทําลายเมล็ดได้งาย (อําไพ และคณะ, 2539) การเปลี ยนแปลงความช นของเมล็ดเปนอันตรายตอเมล็ด
่
่
็
ู
มากกว่าการเปลี ยนแปลงของอุณหภมิ (Baldwin และ Holmes, 1955) การลดความช นจะลดการ
ื
หายใจและยืดอายุของเมล็ด (ชะลอความแก) Harrington (1959) อ้างโดย Barner (1975) ได้กล่าวถึง
่
ื
ความสัมพันธ์ของความช นเปนขั นตอนคอ
็
ื
ิ
ความช นของเมล็ด > 45 - 60 % เมล็ดเร มงอก (Germination begins)
ื
้
(Seed moisture content %, wet weight) > 18 - 20 % เมล็ดมีความรอนเพ มข นทําให้อัตราการ
ิ
ึ
หายใจเพิ มข นอย่างรวดเรว และพลังงานถูกปล่อย
็
ึ
ออกมา
> 12 - 14 % เช อโรคเจรญเตบโตและเร มแสดงอาการ
ิ
ิ
ิ
ื
ให้เหน
็
ิ
< 8 - 9 % กจกรรมของแมลงถูกลดลง
ิ
ี
4 - 8 % เก็บในทมิดชด (sealed container) จะปลอดภัย
112
ื
่
ุ
ุ
ี
ุ
ู
การควบคม fungi activity นั นวิธควบคมความช นจะงายกว่าการควบคมอุณหภมิ
ิ
ิ
ู
Roberts (1972) กล่าวว่าเช อโรคจะเจรญเตบโตและสามารถเข้าทําลายเมล็ดได้ในอุณหภมิระหว่าง
ื
-8 C ถึง 80 C แตถ้าสามารถควบคมความช นของเมล็ดให้ตํากว่า 12 - 14 เปอรเซ็นต์ หรอควบคม
ื
0
0
ุ
่
์
ื
ุ
ู
ื
่
0
ุ
ความช นสัมพัทธ์ของอากาศประมาณ 65 เปอรเซ็นต์ จะงายกว่าการควบคมอุณหภมิให้ตํากว่า 0 C
์
่
ื
์
ิ
Harrington (1963, 1970) กล่าวว่าในชวงความช น 4 - 14 เปอรเซ็นต์ ของเมล็ดพืชเกษตรหลายชนด
่
ี
จะเพิ มความมีชวิตของเมล็ดเปน 2 เทา ทกๆ 1 เปอรเซ็นต์ของความช นทลดลง ความช น 4 - 8
ื
็
์
ี
ื
ุ
็
เปอรเซ็นต์ เหมาะสําหรบเมล็ด orthodox seeds และถ้าเก็บรกษาเปนเวลานานเพื อรกษาเมล็ดพันธ์
ั
ุ
์
ั
ั
์
์
ควรใช้ 5 % ± 1 เปอรเซ็นต์ (IBPGR, 1976) การลดความช นให้ตํากว่า 4 เปอรเซ็นต์ จะทําให้เกด
ิ
ื
ี
็
ื
ี
่
ิ
ความเสยหายตอเมล็ดหรอลดความมีชวิตของเมล็ดลงอย่างรวดเรวในเมล็ดไม้บางชนด และการลด
่
ื
่
์
่
ี
ความช นให้ตํามากๆ จะเสยคาใช้จายมากกว่าการลดความช นในชวง 4 - 8 เปอรเซ็นต์ ดังนั นการลด
ื
์
์
็
็
ื
ี
ั
ื
่
ี
ความช นตํากว่า 4 เปอรเซนต์ จะใช้ในกรณพิเศษเทานั น สําหรบเมล็ดไม้สนความช นท 8 เปอรเซนต์
ี
ุ
จะดทสด (Rudolf, 1961) และสามารถปองกันอันตรายทจะเกดขึ นจากแมลงอีกด้วย
ี
ิ
ี
้
่
ู
็
ั
ี
3.2 อุณหภูมิ (Temperature) อุณหภมิเปนปจจัยทสําคัญซงมีอิทธพลตอ
ึ
ิ
่
ี
ี
ความมีชวิตของเมล็ดในระหว่างททําการเก็บรกษาเชนเดยวกับความช น เมล็ดทเก็บในทอุณหภมิสง
ี
ู
ู
ื
ี
ี
ั
ู
ี
็
ี
ี
ิ
ั
ู
ย่อมสญเสยความมีชวิตเรวกว่าเมล็ดทเก็บรกษาในอุณหภมิตํากว่า ทั งน ีเกดจากการหายใจของเมล็ด
ู
ี
ู
็
ู
ึ
จะเพิ มมากข ึนเมื ออุณหภมิสงข นและมีผลให้เมล็ดสญเสยความสามารถในการงอกอย่างรวดเรว
0
ั
ู
Barton (1953) ได้ทดลองเก็บรกษาเมล็ดไม้พวก fir, pine และ spruce พบว่าหากเก็บในอุณหภมิ 5 C
ี
จะเก็บใน sealed container ได้ประมาณ 5 ป และหากเก็บในท –4 C จะเก็บได้ถึง 10 ป สําหรบเมล็ด
0
ี
ั
ี
ึ
ี
ี
ั
ิ
ิ
สนในประเทศไทยได้มีการทดสอบวิธการเก็บรกษาเมล็ดสนสามใบในภาชนะทปดสนท ซงมี silica
ู
ี
์
gel อยู่ภายใน และอุณหภมิตํากว่า 0 C เล็กน้อย หลังเก็บรกษา 2 ป มีเปอรเซ็นต์การงอก 69
0
ั
์
้
์
ี
์
เปอรเซ็นต์ ขณะทเก็บไว้ในถุงผ้าฝายมีเปอรเซ็นต์การงอกเพียง 40.5 เปอรเซ็นต์ (Bryndum, 1972)
แต Wisopakan และ Granhof (1983) กล่าวว่าไม่มีความจําเปนทจะต้องเก็บรกษาเมล็ดสนสองใบ
ั
ี
่
็
และสนสามใบในทอุณหภมิตํากว่า 0 C และจากการศึกษาของอําไพ และคณะ (2539) กล่าวว่า
0
ี
ู
ู
ี
ุ
ั
สามารถเก็บรกษาเมล็ดสนสามใบในห้องเย็น ทควบคมอุณหภมิ 4 C ได้นานกว่า 8 ป โดยมีอัตรา
0
ี
ู
การงอกลดลงเพียงเล็กน้อย แตถ้าเก็บรกษาไว้ในต้เย็นสามารถเก็บได้นานประมาณ 3 - 4 ป หลังจาก
ี
่
ั
ื
ื
ู
็
นั นอัตราการงอกจะลดลงอย่างรวดเรวเนองจากในต้เย็นมีความช นมากทําให้เช อราเข้าทําลาย ใน
ื
ขณะทเก็บรกษาเมล็ดสนสามใบไว้ในอุณหภมิห้องธรรมดาจะมีเปอรเซนต์การงอกสงในปแรกเทา
ี
็
ู
ี
ั
ู
์
่
ี
นั น หลังจากนั นเปอรเซ็นต์การงอกจะลดลงอย่างรวดเรวจนหมดไปในทสด (ตารางท 59 - 63)
็
ุ
ี
์
ู
Harrington (1959) กล่าวว่าในอุณหภมิระหว่าง 0 – 50 C การเพิ มข นของอุณหภมิ 5 C ในระหว่าง
0
0
ึ
ู
ึ
ั
ึ
การเก็บรกษาจะทําให้ความมีชวิตของเมล็ดลดลงครงหนง
ี
113
ั
้
่
ตารางที 59 อัตราการงอกของเมล็ดสนสามใบแหลงหนองกระทิง ที เก็บรกษาไวในสภาวะตางๆ
่
่
ื
เมอเวลาตางๆ กัน
O
O
ห้องเย็น 4 C ตู้เย็น 4 - 6 C อุณหภูมิห้อง 25 C
O
% GM Energetic index % GM Energetic index % GM Energetic index
ปที
ี
0 94.75 10.58
1 91.25 9.20 91.75 9.00 90.75 7.73
2 90.25 8.00 87.50 7.88 77.75 5.38
3 89.25 7.80 86.50 7.64 38.00 3.40
4 87.50 7.30 82.75 6.50 12.50 0.86
5 85.00 7.14 75.00 5.40 0.00
6 82.50 7.00 8.25 0.54 0.00
7 81.00 6.25 0.00 0.00
8 79.50 5.83 0.00 0.00
ี
ทมา : อําไพ (2541)
่
ตารางที 60 อัตราการงอกของเมล็ดสนสามใบแหลงดอยอินทนนท ที เก็บรกษาไวในสภาวะตางๆ
่
์
้
ั
เมอเวลาตาง ๆ กัน
ื
่
O
O
O
ห้องเย็น 4 C ตู้เย็น 4 - 6 C อุณหภูมิห้อง 25 C
% GM Energetic index % GM Energetic index % GM Energetic index
ปที
ี
0 97.25 10.75
1 94.00 10.00 94.50 8.44 90.25 8.09
2 92.25 8.80 94.00 8.30 85.00 7.40
3 92.25 8.42 89.75 8.40 68.00 5.73
4 90.75 7.90 87.25 7.90 23.25 1.57
5 87.00 7.80 82.75 6.67 0.00
6 86.75 7.67 27.00 2.08 0.00
7 86.50 7.10 0.00 0.00
8 86.50 7.50 0.00 0.00
ทมา : อําไพ (2541)
ี
114
่
่
ั
้
ตารางที 61 อัตราการงอกของเมล็ดสนสามใบแหลงสะเมิง ที เก็บรกษาไวในสภาวะตางๆ
ื
่
เมอเวลาตางๆ กัน
ห้องเย็น 4 C ตู้เย็น 4 - 6 C อุณหภูมิห้อง 25 C
O
O
O
% GM Energetic index % GM Energetic index % GM Energetic index
ี
ปที
0 95.75 11.42
1 94.50 9.00 93.50 10.00 93.00 8.40
2 93.00 9.37 91.50 9.75 77.25 5.50
3 90.25 8.16 89.00 9.25 40.00 2.92
4 88.25 7.90 85.25 8.75 19.25 1.31
5 84.00 7.50 71.50 5.64 0.00
6 82.75 7.20 10.75 0.82 0.00
7 82.25 7.50 0.00 0.00
8 80.00 6.67 0.00 0.00
ทมา : อําไพ (2541)
ี
ั
์
่
่
้
ตารางที 62 อัตราการงอกของเมล็ดสนสามใบแหลงวัดจันทร ที เก็บรกษาไวในสภาวะตางๆ
่
ื
เมอเวลาตางๆ กัน
O
O
O
ห้องเย็น 4 C ตู้เย็น 4 - 6 C อุณหภูมิห้อง 25 C
% GM Energetic index % GM Energetic index % GM Energetic index
ี
ปที
0 95.50 10.00
1 93.00 9.00 92.00 8.09 89.50 7.09
2 93.00 9.11 88.50 8.47 68.00 4.92
3 91.25 8.89 88.50 8.50 39.25 2.64
4 90.00 8.33 84.75 8.33 11.25 0.78
5 87.25 8.67 71.75 5.67 0.00
6 86.00 7.22 25.50 1.92 0.00
7 86.00 7.50 0.00 0.00
8 85.00 6.50 0.00 0.00
ทมา : อําไพ (2541)
ี
115
้
่
่
ตารางที 63 อัตราการงอกของเมล็ดสนสามใบแหลงหวยตอง ที เก็บรักษาไวในสภาวะตางๆ
้
ื
เมอเวลาตางๆ กัน
่
O
O
O
ห้องเย็น 4 C ตู้เย็น 4 - 6 C อุณหภูมิห้อง 25 C
% GM Energetic index % GM Energetic index % GM Energetic index
ปที
ี
0 92.25 9.22
1 88.25 8.10 87.50 7.80 87.50 7.27
2 87.25 8.00 86.25 7.09 66.50 4.92
3 86.50 7.80 83.50 7.36 40.00 3.45
4 84.50 7.00 68.50 6.20 5.75 0.40
5 79.50 6.10 59.75 4.58 0.00
6 77.25 6.18 37.75 2.75 0.00
7 74.50 5.83 0.00 0.00
8 73.50 5.80 0.00 0.00
ทมา : อําไพ (2541)
ี
3.3 แสง (Light) แสงมีอิทธพลตอความมีชวิตของเมล็ดไม้เชนเดยวกัน
่
ี
ี
ิ
่
ุ
สรย์ (2522) อ้างถึง Barton กล่าวว่าได้เคยสังเกตพบว่าเมล็ดควินน (Cinchona ledgeriana) ทมี
ี
ี
ิ
ั
์
ั
ี
ความช น 9.4 เปอรเซ็นต์ จะได้รบอันตรายบ้างเมื อเก็บรกษาไว้ในททมีแสง เมล็ดไม้ Norway spruce
ี
ื
ได้ถูกแนะนําให้เก็บไว้ในทมืดดกว่าในทสว่าง (Grobnic, 1963)
ี
ี
ี
ุ
ั
ุ
การเก็บรกษาเมล็ดไม้สนในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สนจะบรรจในถุง
ั
ุ
ิ
ิ
ิ
ิ
ึ
ึ
ึ
ั
พลาสตกใสซงปดผนกปากถุง 2 ชั นให้สนทขนาดถุงละ 1 กโลกรม โดยบันทกรายละเอียดชนด
ิ
ิ
ิ
ี
ี
แหล่ง วัน เดอน ป ทเก็บ และนํ าหนักลงบนถุงพลาสตกโดยใช้หมึกกันนํ า และภายในถุงพลาสตกจะ
ื
ื
้
ี
ื
้
มีแผ่นปายแสดงรายละเอียดแหล่ง คอ ชนด หมายเลขเมล็ดไม้ทเก็บ วัน เดอน ปทเก็บ เส้นรง
ุ
ี
ิ
ี
ู
เส้นแวง ระดับความสง นํ าหนักเมล็ด และผลการทดสอบเมล็ดไว้อย่างละเอียด หลังจากนั นจะนํา
ึ
ู
ไปเก็บรกษาไว้ในห้องเย็นทควบคมอุณหภมิไว้ประมาณ 4 C ซงมีขนาด กว้าง x ยาว x สง เทากับ
ุ
่
ี
ู
ั
0
2.1 x 3.5 x 2.77 เมตร (20 ลูกบาศก์เมตร) จํานวน 2 ห้อง
ั
ี
็
เมล็ดทเก็บรกษาไว้เปนระยะเวลานานควรมีการทดสอบการงอกเปน
็
ู
ั
ี
ระยะๆ เพื อตรวจสอบว่าเมล็ดทเก็บรกษาไว้ยังมีชวิตอยู่หรอไม่ หรอเพื อตรวจสอบดว่าจะต้องใช้
ี
ื
ื
่
ี
็
่
เมล็ดจํานวนสักเทาใดถึงจะพอเพียงตอการผลิตกล้าไม้ในปนั นๆ เพราะเมล็ดทเก็บรกษาไว้เปนเวลา
ี
ั
นานความมีชวิตของเมล็ดจะลดลง เปอรเซนต์การงอกก็ย่อมลดลงด้วย การทดสอบการงอกของเมล็ด
ี
์
็
ี
็
์
่
ี
ิ
สนสามใบ สนคารเบย และสนโอคารปา ควรกระทําเปนประจําอย่างน้อยปละ 1 คร ัง สวนสนสองใบ
116
ื
ื
ี
ควรทดสอบเมล็ดทกเดอนเนองจากอัตราการงอกลดลงเรวมาก (ตารางท 64 – 67) (อําไพ และคณะ,
ุ
็
ึ
่
์
์
ี
ื
2541) ซงสนสองใบแหล่งวัดจันทรในตารางท 62 ในชวงแรกมีเปอรเซ็นต์การงอกตําเนองจากเมล็ด
่
ี
ี
์
่
ึ
ทเก็บมายังไม่แกเต็มท จําเปนต้องท งไว้สักระยะเวลาหนงกอนเมื อเมล็ดแกเต็มทจะมีเปอรเซ็นต์การ
่
็
ิ
ี
ึ
งอกทดข น
ี
ี
้
่
่
ั
้
่
ตารางที 64 การงอกของเมล็ดสนสามใบแหลงตางๆ ที เก็บรกษาไวในหองเย็นเมื อเวลาตางๆ กัน
ี
ปที หนองกระทิง ดอยอินทนนท์ สะเมิง วัดจันทร ์ ห้วยตอง ห้วยบง
0 94.50 97.25 95.75 95.50 92.25 70.25
1 91.25 94.00 94.50 93.00 88.25 70.00
2 90.25 92.25 93.00 93.00 87.25 69.50
3 89.25 92.25 90.25 91.25 86.50 72.75
4 87.50 90.75 88.25 90.00 84.50 75.75
5 85.00 87.00 84.00 87.25 79.50 57.50
6 82.50 86.75 82.75 86.00 77.25 -
7 81.00 86.50 82.25 86.00 74.50 -
8 79.50 86.50 80.00 85.00 73.50 -
9 75.75 77.25 72.00 73.00 67.50 -
ที มา : อําไพ (2541)
่
ั
้
้
่
่
ตารางที 65 การงอกของเมล็ดสนสองใบแหลงตางๆ ที เก็บรกษาไวในหองเย็นเมื อเวลาตางๆ กัน
ี
เดือนที วัดจันทร ์ เดือนที โขงเจยม
2 3.75 4 20.00
6 90.75 5 7.00
7 90.00 6 5.00
8 94.00 10 7.00
9 96.00 - -
12 5.00 - -
ที มา : อําไพ (2541)
117
ั
้
้
่
่
่
ตารางที 66 การงอกของเมล็ดสนคาริเบียแหลงตางๆ ที เก็บรกษาไวในหองเย็นเมื อเวลาตางๆ กัน
ี
่
ปท ี ห้วยบง บอแก้ว
0 64.00 46.50
1 64.25 46.75
2 72.75 48.00
3 71.25 43.50
4 66.50 36.75
5 45.50 -
ที มา : อําไพ (2541)
ตารางที 67 การงอกของเมล็ดสนโอคารปา แหลงตางๆ ที เก็บรักษาไวในหองเย็นเมื อเวลาตางๆ กัน
้
้
่
์
่
่
ปท ี ห้วยบง บอแก้ว
่
ี
0 72.75 62.25
1 69.75 65.75
2 77.75 65.50
3 78.75 58.00
4 77.75 54.50
ี
ทมา : อําไพ (2541)
การลงทะเบยนประวัติเมล็ดไม ้
ี
่
ุ
ึ
็
็
ี
การเก็บเมล็ดทกคร ังจําเปนจะต้องบันทกรายละเอียดตางๆ และลงทะเบยนไว้เปน
ุ
์
ิ
ี
ึ
หลักฐาน ซงในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สนได้มีการลงทะเบยนประวัตเมล็ดไม้ทกคร ัง แบบฟอรม
ุ
ุ
ั
ทใช้อยู่เรยกว่า Viscard ซงมีอยู่ 4 แบบคอ
ี
ึ
ื
ี
ู
1. Seed Collection Form เปนฟอรมทให้รายละเอียดของสภาพพื นท ภมิประเทศ
็
ี
์
ี
ี
ู
ึ
ิ
่
ี
ี
ดน สภาพหมู่ไม้ รปทรงแม่ไม้ ต้นไม้ทข นปะปน แผนทคราวๆ ของแหล่งทเก็บเมล็ด (Sketchmap)
ี
ี
วันเดอนปทเก็บ สถานทเก็บ เจ้าหน้าททเก็บ (ภาพท 6)
ื
ี
ี
ี
ี
118
ี
์
์
2. Seed Extraction Form เปนฟอรมทบอกถึงการใช้อุปกรณในการสกัดแยกเมล็ด
็
ื
่
ี
ระยะเวลา และวิธการตางๆ รวมทั งผลการทดสอบเมล็ดไม้ คอ ความบรสทธ ิของเมล็ด, นํ าหนัก
ุ
ิ
ี
1,000 เมล็ด และความมีชวิตของเมล็ด (ภาพท 3)
ี
ี
ี
3. Seed Germination Form เปนฟอรมทบอกเกยวกับการทดสอบการงอกและ
็
์
ี
ความสามารถในการงอกของเมล็ด (ภาพท 4)
์
็
ี
ึ
ั
4. Seed Stock Form เปนฟอรมบันทกรายละเอียดวิธการเก็บรกษาเมล็ดไม้ วัน
ิ
ั
ั
ู
ี
ี
่
ื
ั
เดอนปทเร มเก็บรกษา อุณหภมิทใช้เก็บรกษา และความช นของเมล็ดกอนเก็บรกษา ตลอดจนราย
ี
ื
ละเอียดในการแจกจ่ายเมล็ดไม้ และยอดเมล็ดไม้ทยังคงเหลืออยู่ (ภาพท 5)
ี
ี
ึ
ี
การลงทะเบยนหมายเลขเมล็ดไม้ ซงใช้กันอยู่ในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน
ุ
ุ
ั
ี
จังหวัดเชยงใหม่ มีอยู่ 5 หมวดด้วยกัน โดยใช้หมายเลขเมล็ดไม้ 4 ตัว ตัวแรกจะแสดงถึงชนดไม้
ิ
่
ี
และอีก 3 ตัวตอมาจะเปนการให้หมายเลขเมล็ดไม้ทเก็บมาตั งแตเร มโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สนตอ
ิ
ุ
่
ุ
ั
็
่
ั
ื
ื
เนองจนถึงปจจบัน หมายเลขหมวดดังกล่าวคอ
ุ
็
0 เร มต้นด้วย 0 เปน พวกสนสามใบ (Pinus kesiya)
ิ
1 เร มต้นด้วย 1 เปน พวกสนสองใบ (Pinus merkusii)
ิ
็
ิ
2 เร มต้นด้วย 2 เปน พวกสนคารเบย (Pinus caribaea)
ิ
ี
็
ิ
ิ
์
3 เร มต้นด้วย 3 เปน พวกสนโอคารปาและสนชนดอื น
็
(Pinus oocarpa และ other conifers)
ิ
4 เร มต้นด้วย 4 เปน พวกไม้ยูคาลิปตัส (Eucalyptus spp.)
็
5 เร มต้นด้วย 5 เปน พวกไม้ใบกว้างอื นๆ
็
ิ
่
ตัวอย่างเชน
0001 หมายถึง เมล็ดสนสามใบ แหล่ง แม่รด
ิ
ิ
1167 หมายถึง เมล็ดสนสองใบ แหล่ง บณฑรก
ุ
2290 หมายถึง เมล็ดสนคารเบย แหล่ง อินทขล
ิ
ี
ิ
์
3467 หมายถึง เมล็ดสนโอคารปา แหล่ง ห้วยบง
4039 หมายถึง เมล็ดยูคาลิปตัส (E. camaldulensis) แหล่ง Petford, Queensland
5003 หมายถึง เมล็ดไม้ใบกว้าง (Gmelina arborea) แหล่ง แม่สะนาม
ี
การลงทะเบยนเมล็ดไม้มีข้อดีคอ
ื
ี
ิ
1. สามารถตรวจสอบประวัตเมล็ดไม้หลังจากทนําไปปลูกในท้องทตางๆ
่
ี
119
ี
ี
ิ
ั
ุ
ี
2. ทําให้ทราบแหล่งแม่ไม้ทผลิตเมล็ดสนทด สามารถดําเนนการอนรกษ์แหล่งแม่
ไม้ไว้ได้
3. เปนข้อมูลในการปรบปรงพันธ์ไม้สน และดําเนนการวิจัยและพัฒนาตอไปใน
่
ุ
ั
ุ
็
ิ
อนาคต
4. ทําให้ทราบว่ามีเมล็ดสนชนดใด และถิ นกําเนดใดอยู่บ้าง
ิ
ิ
5. ทําให้ทราบปรมาณเมล็ดสนและอายุของเมล็ดสนทมีอยู่ เพื อวางแผนในการใช้
ี
ิ
จายเมล็ดและการเก็บเมล็ดได้อย่างถูกต้อง
่
120
ภาพที 6 Seed Collection Form
121
ภาพที 7 Seed Extraction Form
122
ภาพที 8 Seed Germination Form
123
ภาพที 9 Seed Stock Form
124
้
์
การขยายพันธุไมสน
ุ
่
ิ
ุ
ิ
็
โดยทั วไปพืชทกชนดจะขยายพันธ์เองตามธรรมชาตอยู่แล้ว เชน พวก เหดรา จะ
์
ุ
่
ผลิตสะปอรจํานวนมากเมื อแกจัดจะหลุดจากต้นเดมปลิวไปตามลม กระจายพันธ์ไปได้กว้างไกล
ิ
่
ู
ุ
เชนเดยวกับพืชจําพวกเฟรน ซงผลิตสะปอรในการขยายพันธ์เชนกัน สวนพืชตระกูลสงข นมาก็จะ
ิ
์
่
ี
ึ
์
่
ึ
ิ
ื
ผลิตดอก ตดผลและเมล็ดซงจะกระจายพันธ์ตอไปได้ โดยลอยไปตามนํ า ลมพายุ คนหรอสัตว์นํา
ุ
่
ึ
ั
่
ื
ิ
็
ไป แล้วปลดปล่อยเมล็ดให้รวงลงดน เมื อได้รบความช นและสภาวะแวดล้อมเหมาะสม ก็จะงอกเปน
ุ
็
ึ
ื
่
็
่
กล้าไม้ขยายพันธ์ตอไปได้เรอยๆ เพื อเปนการทดแทนไม้ใหญทจะแกตายไปเอง ซงเปนไปตามระบบ
ี
่
ั
ุ
ิ
ุ
่
ิ
่
นเวศวิทยา และการรกษาสภาพสมดลย์ของธรรมชาต แตเมื อมีการบกรกทําลายปา ตัดฟนไม้เพื อใช้
ุ
ั
็
ึ
ึ
ประโยชน์มากข น ก็จะเปนการทําลายแหล่งเมล็ดไปด้วย ประกอบกับความต้องการใช้ไม้มีมากข น
ึ
็
่
ุ
ี
จงจําเปนต้องมีการปลูกสรางสวนปา เพื อทดแทนกับไม้ทถูกตัดไป หากอาศัยการขยายพันธ์ของพืช
้
ิ
ี
ตามธรรมชาต จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าทจะกลับคนสภาพให้เหมือนเดม และหากมีการตัดทําลาย
ิ
ื
ิ
็
ุ
ไม้ออกเปนผืนใหญ อาจทําลายแหล่งกําเนดพันธกรรมจนหมดส นไปจากพื นทนั น ๆ ด้วย การปลูก
ี
ิ
่
ี
้
่
ี
ี
ุ
สรางสวนปาใหม่ จะต้องเตรยมพื นท จัดหาเมล็ดพันธ์ เตรยมกล้าไม้สําหรบปลูกปาจนกล้าไม้โตด
ั
่
ี
ิ
ี
็
แล้วจงย้ายไปปลูกในพื นททเตรยมไว้ และคอยดแลรกษาให้ต้นไม้ทปลูกเจรญเตบโตข นมาเปนปา
ิ
ู
ั
ึ
ึ
ี
ี
่
ี
ุ
ิ
ี
ผืนใหม่ การปลูกสรางสวนปาตั งแตอดตนยมใช้เมล็ดเพื อการขยายพันธ์เทานั น เพราะเปนวิธท
ี
้
่
่
ี
่
็
ี
็
่
ุ
ิ
ั
ุ
ี
ุ
สะดวก รวดเรว และประหยัดทสด ในปจจบันการปลูกปาโดยใช้ต้นกล้าทเกดจากการขยายพันธ์โดย
่
ั
ื
ิ
ึ
ไม่อาศัยเพศ เชน การปกชํา การเพาะเล ยงเน อเยื อ เปนต้น เร มเข้ามามีบทบาทมากข น เนองจากการ
ื
็
ี
ุ
ื
ี
ุ
ี
ุ
ขยายพันธ์โดยวิธน จะได้ต้นไม้ทมีขนาดไล่เลี ยกัน สามารถคัดเลอก และปรบปรงพันธ์ให้มีคณภาพด
ี
ั
ี
ุ
็
ี
ื
ึ
ุ
่
ู
่
่
ข นเรอยๆ ซงงายตอการจัดการ และให้มูลคาสงการขยายพันธ์ไม้ปาจงจําแนกออกเปน 2 วิธ คอ
ื
ึ
่
ึ
ื
่
ุ
1. การขยายพันธ์ไม้ปาโดยอาศัยเมล็ด (Propagation by seed หรอ sexual
propagation)
่
ุ
ี
ื
2. การขยายพันธ์ไม้ปาโดยวิธไม่อาศัยเมล็ด (Vegetative propagation หรอ
asexual propagation)
่
์
้
ั
1. การขยายพันธุไมปาโดยอาศยเมล็ด
การขยายพันธ์ไม้โดยอาศัยเมล็ดนับว่าเปนวิธทเกาแกทสด และนยมใช้ปฏิบัตกัน
ุ
่
็
ี
ี
่
ิ
ี
ุ
ิ
้
ื
่
ุ
ุ
่
สบตอมาจนทกวันน ี โดยเฉพาะอย่างยิ งในงานด้านการปลูกสรางสวนปา การขยายพันธ์แบบอาศัย
่
ี
ั
เมล็ดเปนวิธการททําได้งายและประหยัดทสดในกระบวนการผลิตกล้าไม้สําหรบปลูกเปนจํานวน
ี
็
ี
ุ
็
่
ี
ื
มากๆ โดยการนําเมล็ดพันธ์มาทําการเพาะหรอหวานเพื อเตรยมกล้าในแปลงเพาะชําแล้วย้ายลงถุง
ุ
125
ื
ิ
ี
ิ
ึ
พลาสตก หรออาจจะเพาะในถุงพลาสตกโดยตรง เมื อกล้าไม้แข็งแรงและโตพอจงย้ายปลูกในพื นท
ี
่
้
ุ
ึ
่
่
แตผลตอบแทนจากการปลูกสรางสวนปาโดยการเตรยมกล้าไม้จากเมล็ดนั นไม่แนนอน ข นกับคณ
ภาพของเมล็ดทคัดเลือกมาทําการเพาะและวัตถุประสงค์ในการปลูกสรางสวนปาด้วย กล้าไม้ทได้
ี
่
้
ี
ึ
ี
ื
ุ
ื
จากการเพาะเมล็ดนั นจะเหมือนหรอไม่เหมือนพ่อและแม่พันธ์ก็ได้ ซงอาจจะดกว่าหรอเลวกว่าแล้ว
่
แตสัดสวนทางพันธกรรมทกล้าไม้นั นจะได้รบจากพ่อและแม่พันธ์ หากมีการคัดเลอกเมล็ดจากแม่ไม้
ื
ั
่
ี
ุ
ุ
ี
ี
ิ
ู
็
พันธ์ดเมื อนํามาปลูกต้นไม้ก็จะมีอัตราการเจรญเตบโตเรวรปทรงด ลําต้นเปลาตรง ผลตอบแทนใน
ุ
ิ
่
ู
ื
่
้
ุ
ื
ุ
ด้านคณภาพเน อไม้เพื อนําไปใช้ในการปลูกสรางสวนปาย่อมจะสงด้วย แตหากไม่มีการคัดเลอกพันธ์
ี
ี
ี
ทด ต้นไม้ทจะได้ในอนาคตก็อาจจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าทคาดหวังไว้ได้ ดังนั นการเก็บเมล็ดไม้
ี
ึ
ุ
ี
ี
ิ
โดยคัดเลือกจากแม่ไม้ทมีลักษณะดเปนส งสําคัญในการขยายพันธ์โดยใช้เมล็ดทควรคํานงถึง เพราะ
็
ี
นอกจากจะได้ไม้ทเจรญเตบโตเรวและคณภาพดแล้ว ยังชวยลดต้นทนในการปลูกและระยะเวลาของ
ิ
ี
่
็
ิ
ุ
ี
ุ
การปลูกด้วย
่
้
่
ั
2. การขยายพันธุไมปาโดยวิธีไมอาศยเมล็ด
์
ื
ุ
การขยายพันธ์ไม้โดยวิธไม่อาศัยเมล็ดหรอไม่อาศัยเพศ หมายถึงการขยายพันธ์ต้น
ี
ุ
่
ไม้โดยใช้ช นสวนหรออวัยวะตาง ๆ ของต้นไม้ เชน การขยายพันธ์ไม้โดยใช้ก งหรอลําต้น การขยาย
ุ
่
ิ
ื
่
ื
ิ
่
ุ
ุ
่
ี
ื
พันธ์โดยใช้ราก การขยายพันธ์โดยใช้ใบ ตลอดจนใช้เน อเยื อจากสวนตางๆ ของต้นไม้ การทพืช
ุ
ิ
ุ
ี
สามารถทําการขยายพันธ์แบบไม่อาศัยเพศได้ เพราะพืชมีคณลักษณะพิเศษแตกตางจากส งมีชวิต
่
ื
่
็
ิ
่
ี
ื
ื
อื นๆ คอพืชมีความสามารถทจะแตกหรองอกเปนต้นใหม่จากต้นตอเดม เชน การแตกหนอหรอยอด
ั
ื
ิ
่
่
ของการตัดรากปกชํา การแตกรากของก งปกชํา นอกจากน ีช นสวนหรออวัยวะตางๆ ของพืชมีความ
ั
ิ
สามารถทจะตดเชอมกันได้และมีการตอเชอมของทอนํ าและอาหารระหว่างต้นตอกับสวนทมาเชอม
ื
ี
่
ื
ิ
่
ี
ื
่
ิ
ตอได้ เชน การตดตา การตอก ง กล้าไม้หรอต้นไม้ทได้จากการขยายพันธ์แบบไม่อาศัยเพศจะมี
่
ี
่
่
ื
ุ
ิ
ุ
ุ
ิ
ุ
ุ
ลักษณะทางสายพันธ์เหมือนต้นตอเดมทกประการ จะไม่มีการกลายพันธ์เหมือนการขยายพันธ์ไม้
ิ
แบบใช้เมล็ด ซงเปนประโยชน์อย่างมากในการปลูกสรางสวนปาเพราะจะได้ต้นไม้ทมีการเจรญเตบ
ึ
ี
ิ
่
้
็
ุ
ี
โตขนาดเดยวกันหมด ในพื นทเดยวกัน นอกจากน ียังมีประโยชน์อย่างมากในงานปรบปรงพันธ์ไม้
ี
ุ
ี
ั
่
่
ปา อย่างไรก็ตามรปรางลักษณะของต้นใหม่อาจจะแตกตางจากต้นตอได้หากว่าต้นไม้ถูกนําไปปลูก
่
ู
ในสถานททสภาวะแวดล้อมแตกตางจากแหล่งเดมทต้นตอข นอยู่มาก ทั งน เพราะปจจัยส งแวดล้อมมี
ั
ิ
ิ
ี
ี
ี
ึ
ี
่
ี
ุ
อิทธพลตอสายพันธ์ไม้ด้วย การขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศมีข้อจํากัดคอ ต้นไม้ทได้จะมีองค์
่
ุ
ิ
ื
ุ
ประกอบทางพันธกรรมเหมือนเดมทกประการ และไม่มีทางทจะได้ต้นใหม่ทมีองค์ประกอบทาง
ี
ี
ิ
ุ
ี
่
ิ
ี
ึ
ุ
ุ
พันธกรรมทดกว่าเดม เหมือนการขยายพันธ์โดยใช้เมล็ดซงสามารถคัดเลือกเอาพันธกรรมสวนดๆ
ี
ุ
ี
ิ
ของพ่อแม่เข้าด้วยกันเพื อจะได้พันธ์ทดกว่าเดมได้
ุ
ี
126
ิ
ุ
็
ี
ึ
การขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศ เปนวิธการเพิ มจํานวนต้นไม้ให้มีปรมาณมากยิ งข น
ุ
ุ
่
่
็
โดยอาศัยสวนตางๆ ของลําต้น การขยายพันธ์แบบน ีเปนการถ่ายทอดสายพันธ์ในลักษณะการแบง
่
เซลล์แบบไมโตซส (Mitosis) ซงถ่ายทอดโครโมโซม (Chromosome) และไซโตปลาสซัม
ี
ึ
ึ
(Cytoplasom) ทั งหมดจากต้นแม่ไปยังต้นลูก ทําให้ได้ลักษณะทั งหมดถ่ายทอดมายังต้นลูก ดังนั นจง
ี
่
่
ดํารงลักษณะดเดนตางๆ ของต้นแม่ไว้ทกประการ
ุ
ี
ี
ี
สมเกยรต (2541) ได้กล่าวถึงข้อดและข้อเสยของการขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศไว้ ดังน ี
ิ
ุ
้
ุ
ขอดี ของการขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศ
ุ
1. ได้ต้นลูกทมีลักษณะตรงตามสายพันธ์ของต้นแม่ทกประการ
ี
ุ
2. การผลิตดอกออกผลและให้เมล็ดเรวกว่าการปลูกจากการเพาะเมล็ด
็
ู
ิ
่
ุ
ี
ุ
3. ได้ต้นทไม่สงเกนไปเหมาะแกการเก็บเมล็ดพันธ์และการทดลองทางพันธกรรม
ี
่
ิ
่
ั
ี
4. ได้ต้นทมีขนาดความโตสมํ าเสมอ เชน การปกชําก งทมีอายุและขนาดเทาๆกัน
ขอเสย ของการขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศ
ุ
้
ี
่
ี
ุ
ู
ิ
ึ
ิ
็
1. เปนวิธการขยายพันธ์ทคอนข้างยาก ต้องอาศัยเทคนคขั นสง และมีการฝกให้เกด
ี
ึ
ความชํานาญกอนจงจะประสบผลสําเรจ
็
่
็
ี
ื
ี
2. เปนต้นหรอก งทมีขนาดใหญ การขนย้ายไม่สะดวกเปลืองเน อทในการดแลรกษา
ื
่
ั
ิ
ู
ิ
ั
็
3. ถ้าเปนก งตอน หรอก งปกชําจะไม่มีรากแก้ว เมื อนําไปปลูกจะมีความสามารถใน
ิ
ื
ื
การต้านทานลมพายุหรอกระแสลมแรงๆ ได้ น้อยกว่าต้นทปลูกด้วยเมล็ด
ี
ื
ุ
4. ถ้าต้นแม่มีเช อโรคก็จะทําให้ต้นลูกทได้ทําการขยายพันธ์ ตดเช อโรคนั นมาด้วย
ี
ิ
ื
ุ
ั
5. การปกชํา ต้องทําในสภาพทมีความช นและควบคมอุณหภมิ จงจะประสบผล
ึ
ี
ู
ื
็
สําเรจ
ี
ิ
ื
ื
ู
ู
่
6. การตอนก ง มักจะต้องรอชวงระยะเวลาทอากาศมีความช นสง คอตอนต้นฤดฝน
ุ
ทําให้มีเวลาในการขยายพันธ์สั น
ู
ั
่
7. ต้องเสยคาใช้จายมากกว่าการเพาะด้วยเมล็ด เชน การดแลรกษา การใช้สารเคมี
ี
่
่
ื
์
่
ฮอรโมนเรงราก ยาฆ่าเช อรา ยาฆ่าแมลงศัตรพืช เปนต้น
ู
็
8. ผลิตได้คร งละไม่มากเทากับการขยายพันธ์ด้วยเมล็ด
่
ุ
ั
ั
ุ
การขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศ มีความสําคัญเปนอย่างมากในการปรบปรงพันธ์โดย
ุ
็
ุ
ให้คงลักษณะทดของแม่ไม้ทได้ผ่านการคัดเลือกไว้แล้ว สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทต้องการ เชน
ี
ี
่
ี
ี
ุ
ื
ื
้
การปลูกสรางสวนปาเพื อมุ่งหวังคณภาพเน อไม้ใช้สอยในภาคเอกชน หรอการสรางสวนผลิตเมล็ด
้
่
127
ุ
่
ุ
ั
ึ
ิ
ุ
พันธ์แบบ Clonal Seed Orchard ของไม้สนชนดตางๆ ในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน ซงลักษณะ
ี
ี
็
ิ
ิ
ิ
ต้นไม้สนทดต้องมีการเจรญเตบโตด รวดเรว มีลําต้นเปลาตรง ก งเล็กและมีจํานวนก งน้อยสามารถ
ี
ิ
ิ
ิ
ี
ลิดก งได้เองตามธรรมชาต มีความต้านทานโรคและแมลงได้ด ให้เน อไม้ทมีคณภาพด ฯลฯ ดังนั น
ี
ื
ุ
ี
ี
ไม้สนทผ่านการสํารวจคัดเลือกและปรบปรงพันธ์มาเปนอย่างดแล้วจงได้ทําการขยายพันธ์โดยไม่
ุ
ึ
ั
ี
็
ุ
ุ
่
่
ี
อาศัยเพศ โดยวิธตางๆ ดังตอไปน ี
1. การตอนก ง (Marcotting หรอ Air-layering)
ิ
ื
2. การต่อก ง หรอการเปลี ยนยอด (Grafting)
ื
ิ
ิ
ั
3. การปกชําก ง (Cutting)
4. การเพาะเล ยงเน อเยื อ (Tissue culture หรอ In-vitro culture)
ื
ี
ื
1. การตอนกิ ง (Marcotting หรอ Air - layering)
ื
ี
ิ
ื
็
ิ
ิ
ิ
็
การตอนก งเปนวิธการทําให้ก งหรอต้นพืชเกดรากขณะตดอยู่กับต้นแม่ เปนงานท ี
ี
็
ู
ั
็
ี
่
คอนข้างยากลําบาก เพราะโดยทั วไปแล้วต้นสนทเหมาะสําหรบเปนแม่ไม้จะเปนต้นไม้ทมีความสง
ี
ี
ี
ี
มาก ดังนั นการปฏิบัตงานจงต้องมีความเสยงอันตรายในการปนข นไปทําการตอนก งในทสง ทสําคัญ
ิ
ิ
ึ
ู
ึ
ิ
ึ
ิ
ิ
็
ี
การตอนก งไม้สนจะทําได้ในเวลาจํากัดและได้จํานวนก งไม่มากนัก ซงการตอนก งเปนวิธการทําให้
ก งไม้สนออกราก ในขณะทก งนั นยังตดอยู่กับต้นแม่ยังมีทอนํ าทออาหารตดตออยู่กับต้นแม่ ทําให้ได้
ิ
่
่
่
ิ
ิ
ี
ิ
ึ
่
รบนํ าและแรธาตอาหารอยู่ตลอดเวลา เมื อออกรากแล้วจงตัดออกจากต้นแม่ จะได้ต้นลูกเพื อขยาย
ุ
ั
ุ
่
พันธ์ตอไป
ขอดี ของการตอนกิ งไม้สน
้
1. การตอนก งทําได้งายไม่สลับซับซ้อนเหมือนกับการปกชํา ถ้าต้องการจํานวนไม่
่
ั
ิ
็
มากนักก็จะให้ผลสําเรจตามความต้องการได้ตามกําหนดเวลา
ู
ิ
์
ู
ิ
ี
่
ี
ี
ื
2. การตอนก งสามารถเลอกก งใหญทมีความสมบรณรปทรงด มีอายุตามทต้องการ
ื
็
ี
ั
่
ี
เมื อนําไปปลูกจะได้ต้นไม้ทใหญกว่า โตเรวกว่าต้นไม้ทได้จากการปกชําหรอจากการเพาะด้วยเมล็ด
ิ
ิ
ิ
3. การปลูกก งตอนจะมีการเจรญเตบโตสมําเสมอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ งในไม้สน
ิ
ิ
่
ื
สองใบ (Pinus merkusii) จะมีการเจรญเตบโตอย่างตอเนอง ไม่มีการงันในสภาพหญ้า (Grass stage)
็
ี
ึ
ิ
ิ
ิ
ซงตามปกตไม้สนสองใบตามธรรมชาตทเพาะจากเมล็ดการเจรญเตบโตจากกล้าไม้ต้องมีการงันเปน
ิ
ี
เวลาหลายป ทําให้การเจรญเตบโตช้า หากปลูกขยายพันธ์ด้วยก งตอนแล้วก็จะขจัดปญหาการงันไป
ิ
ุ
ั
ิ
ิ
ได้
ิ
ุ
ุ
4. ก งตอนมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธ์เหมือนต้นแม่ทกประการ
128
็
็
ี
ุ
5. โตเรว สามารถให้ดอก ผล เมล็ด เรวกว่าวิธการขยายพันธ์โดยใช้เมล็ด
ขอเสย ของการตอนกิ งไม้สน
ี
้
1. ถ้าต้องการก งตอนจํานวนมากต้องมีคาใช้จายสง ใช้คนทมีความชํานาญจํานวน
่
ี
่
ิ
ู
มาก
ึ
2. การตอนก งไม้สนคอนข้างเสยงอันตราย เพราะต้องปนข นไปทําการตอนก งบน
ี
ิ
ี
่
ิ
ึ
ิ
ต้น ซงเปนไม้ทมีขนาดสงใหญ ดังนั นจงต้องคํานงถึงความปลอดภัยเปนส งสําคัญ
่
ี
ึ
ึ
ู
็
็
่
ื
่
ี
ั
3. ก งตอนให้ต้นใหญทมีขนาดใหญกว่าก งปกชํา หรอต้นกล้าทเพาะจากเมล็ด เวลา
ิ
ี
ิ
ี
ี
ขนย้ายไปปลูกยากกว่า เปลืองเน อทในการขนสง เหยวงายเมื อตัดออกจากต้นแม่และอาจฟนตัวยาก
่
่
ื
ื
ึ
ิ
ึ
4. ก งตอนไม่มีระบบรากแก้ว ฉะนั นเวลาปลูกจงต้องคํานงถึงการทรงตัว ควรทําไม้
้
ี
้
ื
คํ ายัน หรอสรางแนวปองกันแรงลมพายุเพื อปองกันต้นทปลูกจากกิ งตอนโคนล้ม
่
้
ี
้
วิธการตอนกิ งไมสน (Air - layering method)
่
ื
ู
การตอนก งไม้สนควรกระทําในชวงต้นฤดฝน ซงจะมีความช นในอากาศสง จะทํา
ึ
ิ
ู
ื
ิ
ื
ให้มีความช นสะสมอยู่ในกระเปาะตอนก งสนมาก เนองจากได้รบจากนํ าฝนและไม่ต้องคอยเตมนํ า
ิ
ั
ู
ในกระเปาะตอน ทําให้เกดรากได้ดกว่าชวงฤดการอื น ขั นตอนการดําเนนการตอนก งไม้สนมีดังน ี
ิ
ิ
ิ
ี
่
1. การเลือกก งตอน เลือกก งทมีความสมบรณอยู่ในวัยหนมสาว รพันธ์แนนอน รป
ิ
ี
ุ่
ู
ิ
์
ู
้
่
ู
ุ
่
ิ
ี
ี
ิ
ื
ิ
ี
ี
่
ทรงด มีอายุประมาณ 1 ป หรอก งทเร มแกมีอายุปกว่าก็พอใช้ได้ แตต้องมีลักษณะก งตรงสะสม
ิ
อาหารสําหรบการเจรญเตบโตตอไปได้ด ี
่
ิ
ั
ิ
ี
2. การทําแผลก งตอน ใช้มีดตอนก งไม้ทมีความคมและสะอาด ขวั นเปลือกทบรเวณ
ี
ิ
ิ
ิ
่
ิ
ิ
่
หางจากปลายยอดก งเข้ามาทางโคนก งประมาณ 8 - 12 น ิว ทําการขวั นรอบก ง 2 แนว หางกัน
ประมาณ 1 น ว ปอกเปลือกออก ขูดเมือกแคมเบยมออกเบาๆ เพื อตัดทออาหารและปองกันการสมาน
ิ
่
้
ี
ื
ิ
่
่
แผลเชอมตอกันเชนเดม
ิ
่
่
่
ื
3. การใช้สารเรงการออกรากก งตอน ควรทาฮอรโมนหรอสารเรงราก เพื อชวยชัก
์
นําให้เกดรากได้งายและเรวข นทบรเวณแผลด้านบนไปทางปลายก งโดยรอบ เปนการกระต้นให้ก ง
็
ุ
ิ
ิ
ิ
็
ิ
่
ี
ึ
ไม้สนสรางแคลลัสและรากตอไป ก งสนสามใบตอบสนองการใช้สารเรงรากเปนอย่างด สารเรงราก
็
่
ิ
ี
่
้
่
ี
ทมีขายตามท้องตลาด เชน Seradix เบอร 2 จะชวยทําให้ออกรากได้ด (สมเกยรต, 2541)
์
่
ี
ี
่
ิ
่
ื
่
ู
ั
ิ
สําหรบการใช้ฮอรโมนกับก งตอน สวนใหญจะใช้ในรปสารละลายเข้มข้น หรอใน
์
์
ิ
่
ุ
ี
รปผงเข้มข้นแล้วนํามาละลายนํ า นํามาทารอยขวั นตอนบนกอนห้มก ง หลังจากทสารละลายฮอรโมน
ู
ุ
ึ
ื
่
ิ
แล้วหรออย่างน้อยพอหมาดๆ แล้วจงจะทําการห้มก งตอไป
129
ิ
ี
ี
ุ
ิ
ุ
ิ
็
่
ิ
4. การห้มก งตอน ดนทจะใช้ในการห้มแผลของก งตอนต้องเปนดนรวนทนํามาจาก
ื
ี
ิ
ิ
ุ
ิ
ี
ิ
์
่
่
ู
ปาสนจะชวยให้รากทเกดใหม่ของก งตอนมีความสมบรณดยิ งข น ดนทห้มก งตอนควรมีความช นพอ
ึ
ี
ิ
ุ
ี
ี
ิ
เหมาะไม่ควรเปยกแฉะมากเกนไป เพราะอาจทําให้ก งสนเนาได้ เมื อห้มดนทรอยแผลแล้ว นํากาบ
ิ
่
ุ
ื
ี
้
้
ึ
ุ
มะพราวททบแชนํ าไว้มาห้มดนอีกชั นหนง แล้วห้มกาบมะพราวด้วยพลาสตกใสเพื อเก็บความช นไว้
ิ
ิ
่
ุ
ี
็
่
ุ
ให้มากและนานทสดจะชวยในการเกิดรากได้เปนอย่างด ี
ู
ิ
5. การดแลก งตอนขณะรอการออกราก ควรดแลก งตอนให้อยู่ในสภาพสมบรณ คอ
ู
ู
์
ิ
ื
ั
ิ
้
ิ
ี
ิ
ุ
ให้ได้รบอากาศและแสงแดดเต็มทเพื อการปรงอาหารเสรมสรางรากทเกดข ึนใหม่ ปล่อยท งไว้
ี
ิ
ิ
ประมาณ 1 - 2 เดอน ก งสนก็จะออกรากควรเร มสังเกตการออกรากเมื อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดอน
ื
ื
ิ
็
ี
ี
จะเหนรากทเกดใหม่มีสขาวแล้วจะเปลี ยนไปเปนสเหลือง และนํ าตาลใช้ระยะเวลาประมาณ 2 - 4
็
ี
เดอน
ื
ิ
ี
ึ
ิ
ิ
6. การตัดก งตอน เมื อรากของก งตอนเปลี ยนเปนสนํ าตาลแล้ว จงตัดก งตอนมาทํา
็
ิ
การปลูกอนบาลดแลรกษาในกระเปาะไม้ไผ่สาน หรอในถุงพลาสตกดําพับก้นขนาดใหญตามความ
่
ื
ั
ุ
ู
ิ
เหมาะสม โดยใช้ถุงพลาสตกขนาด 9 x 12 น ว ภายในเรอนเพาะชําควรพ่นยาปองกันเช อราและควบ
ื
ิ
ื
้
่
คมการรดนํ าอย่าให้เปยกแฉะมากเกนไปเพราะจะทําให้ยอดและรากเนาได้ จงต้องให้การควบคมด
ึ
ิ
ุ
ู
ุ
ี
ิ
ิ
แลโดยใกล้ชดสมําเสมอ อนงควรตัดแตงก งตอนให้มีจํานวนก งยอดและจํานวนใบให้มีอัตราสวนท ี
ิ
ึ
่
่
ิ
ี
เหมาะสมกับจํานวนรากและขนาดของก งตอนให้มีความสัมพันธ์กัน มิฉะนั นจํานวนรากทมีอยู่จะไม่
ิ
ู
ื
ี
สามารถดดนํ าไปเล ยงก งหรอใบได้เพียงพอ และก งทตัดไปแม้จะออกรากแล้วก็อาจจะแห้งเหยวและ
ิ
ี
ี
ตายได้
่
7. การปลูกก งตอน กอนนําก งตอนไม้สนไปปลูกควรมีการสรางความแกรงให้กับ
ิ
ิ
่
้
ิ
ิ
ื
ื
ก งตอนโดยการเปดหลังคาเรอนเพาะชําให้ได้รบแสงแดด และลดปรมาณการให้นํ าน้อยลง หรอการ
ิ
ั
่
ิ
ิ
่
ี
ปฏิบัตตอก งตอน เชนเดยวกับการทําให้กล้าไม้แกรง (Hardening of seedling) โดยมีวัตถุประสงค์เพื อ
่
็
ต้องการให้ต้นไม้แกรงและอยู่ในสภาพทสามารถทนทานตอความแห้งแล้ง เวลานําไปปลูกเปนสวน
ี
่
่
่
่
ปาจะได้ไม่เหยวเฉา ระยะเวลาสําหรบทําให้กล้าไม้แกรงจะปฏิบัตกอนทจะนําไปปลูก 4 - 6 สัปดาห์
ิ
ี
ั
ี
่
(พิณ, 2539)
2. การตอกิ ง หรอการเปลี ยนยอด (Grafting)
ื
่
ู
ึ
ี
ี
ื
ึ
้
ี
่
่
ี
ิ
่
็
ี
ุ
ุ
การขยายพันธ์ไม้โดยวิธตอก ง เปนวิธเกาแกทสดวิธหนง ซงคนจนได้เรยนรถึงเรอง
ี
่
ิ
ึ
่
็
ิ
่
เกยวกับการตอก งพรรณไม้มาเปนเวลานานกว่า 2,000 ป การตอก ง หมายถึงการนําเอาก งตอซงอาจ
ี
ิ
ี
ื
่
ี
เปนก งหรอก งเรอนยอด (Apical buds) ขนาดทเหมาะสมมาเสยบตอเข้ากับสวนของต้นตอภายใต้
ิ
็
ี
ื
่
ิ
ี
สภาวะแวดล้อมทเหมาะสม ก งตอจะเจรญเตบโตเปนสวนของยอดและลําต้นของต้นไม้ตอไป
่
ิ
ิ
่
็
่
ิ
่
่
ี
่
การตอก งไม้สน ซงนักวิชาการบางทานอาจเรยกแตกตางกันไป เชน การเปลี ยนยอด
ึ
ิ
่
130
็
ี
ี
ี
ี
การทาบก ง เสยบยอด เปนต้น จงขอทําความเข้าใจว่าใช้ความหมายเดยวกันในภาษาอังกฤษทเรยกว่า
ึ
ิ
่
็
่
ิ
Grafting นั งเอง การเปลี ยนยอดไม้สนเปนการใช้ศิลปะของการตอช นสวนของพืชเข้าด้วยกันเมื อ
ิ
็
ิ
ี
ิ
ี
ื
่
ี
แผลเชอมตดกันสนทดแล้วจะเจรญเตบโตเปนต้นเดยวกัน ช นสวนทอยู่ข้างบนทําหน้าทเปนลําต้น
ิ
ี
็
ิ
่
ี
ิ
ี
ี
ิ
ี
ี
ี
ี
ี
เรยกว่า scion ช นสวนล่างทําหน้าทเปนรากเรยกต้นตอ (rootstock) วิธน เปนวิธทนยมใช้กันมากทสด
็
็
ุ
ี
์
ิ
็
ื
ี
ู
ี
ิ
ั
เพราะให้เปอรเซ็นต์ความสําเรจอยู่ในอัตราทสงมากเมื อเปรยบเทยบกับการตอนก งหรอตัดก งปกชํา
ี
ื
ึ
ี
คออยู่ระหว่างรอยละ 75 - 85 ทั งน ข นอยู่กับความชํานาญของผู้ปฏิบัตการ (สมเกยรต, 2541)
ิ
ิ
้
ื
การปฏิบัตการเปลี ยนยอดไม้สน กระทํากันทั งในสนามและในเรอนเพาะชํา
ิ
ิ
ี
ี
ี
ั
สําหรบการเปลี ยนยอดในสนามเร มจากการเอาต้นตอไปปลูกในพื นททได้เตรยมไว้แล้ว เมื อต้นตอ
ิ
ิ
ี
เจรญเตบโตได้ทก็จะทําการเปลี ยนยอด วิธน ไม่คอยนยมทํากัน เพราะกระทําได้ล่าช้าเสยเวลา มีอัตรา
ี
ี
ี
่
ิ
ึ
ื
่
การรอดตายน้อยกว่าการเปลี ยนยอดสนในเรอนเพาะชํา ซงเปนวิธทนยมแพรหลายมากกว่า
ิ
ี
็
ี
่
่
ิ
2.1 ขบวนการเกดรอยตอในการเปลี ยนยอดสน การเกดรอยตอจากการเปลี ยนยอด
ิ
ื
ื
จนเน อเยื อของพืชเชอมตดกัน มีขบวนการดังน ี
ิ
ิ
ี
1. เมื อทาบก งยอด และต้นตอเข้าด้วยกันต้องทาบในลักษณะของแคมเบยม
ื
อยู่ใกล้กันทสด โดยทสภาพของอุณหภมิ และความช นสัมพัทธ์ต้องเหมาะสมเพื อทําให้เซลล์ใน
ู
ุ
ี
ี
บรเวณนั นเตบโตได้ด ี
ิ
ิ
2. เกดการผลิตแคลลัส ทเซลล์รอบนอกของแคมเบยมทั งของต้นตอและก ง
ี
ี
ิ
ิ
ึ
่
ิ
ี
ื
ยอด คอเซลล์ชนดพาเรนไคมา ซงตอมาเซลล์เหล่าน จะประสานกัน
ึ
3. กลุ่มเซลล์ของแคลลัส ซงอยู่ในแนวของแคมเบยม จากทั งต้นตอและก ง
ิ
ี
ี
็
ยอด จะเปลี ยนแปลงเปนแคมเบยมใหม่
4. แคมเบยมใหม่ จะสรางทอนํ าทออาหารโดยสราง xylem ทางด้านในและ
่
้
ี
่
้
่
ี
ิ
ื
่
่
ิ
ิ
phloem ทางด้านนอก ทําให้เกดทอนํ าทออาหาร ทเชอมตดตอกันระหว่างต้นตอและก งยอด ทําให้ได้
่
ู
รอยตอสมบรณ ์
2.2 ปจจัยททําให้การเปลี ยนยอดประสบความสําเรจ การเปลี ยนยอดสนทกระทํากัน
็
ั
ี
ี
ในเรอนเพาะชํา มีปจจัยททําให้การเปลี ยนยอดประสบความสําเรจ ดังน ี
ั
ี
็
ื
ุ
1. ขนาดต้นตอและก งยอด จากประสบการณทผ่านมาในอดต ระบว่าต้น
์
่
ี
ิ
ี
ึ
ิ
ื
ี
ี
ตอทดควรมีอายุอยู่ระหว่าง 1.5 - 2.0 ป คอขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลําต้นประมาณ 1 เซนตเมตร ซงไม่
ี
ิ
่
ี
ื
ิ
่
เล็ก และไม่ใหญเกนไป คอให้พอดๆ กับก งยอดทจะนํามาเปลี ยนสวนใหญแล้วจะต้องมีขนาดเทาๆ
่
่
ี
็
ึ
็
กัน จงจะประสบผลสําเรจเปนอย่างด ี
่
ื
2. ก งยอดทนํามาตอ หรอเปลี ยนให้กับต้นตอ โดยปกตแล้วจะต้องให้มี
ิ
ิ
ี
่
ี
ขนาดเทาๆ กับต้นตอ จากประสบการณของเจ้าหน้าทในโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน กล่าวว่า ก ง
ุ
์
ุ
ั
ิ
ล่างๆ หรอตอนกลางของแม่ไม้ จะมีโอกาสประสบผลสําเรจมากกว่า เนองจากมีความแกเต็มท
็
ี
ื
่
ื
สามารถทนทานตอการเปลี ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ด คอมีสภาพ Juvenile มากกว่าก งบนๆ ข นไป
่
ิ
ื
ึ
ี
131
่
ี
ิ
ิ
่
์
ในขณะทสถาบันปาไม้ อ๊อกฟอรด แหง สหราชอาณาจักรแย้งว่า ก งตอนบนๆ ใกล้ยอดจรงๆ จะมี
็
่
ความแข็งแรงดกว่า จงนาจะมีโอกาสประสบความสําเรจ ในการตอก งหรอเปลี ยนยอดได้มากกว่า
ี
ึ
่
ื
ิ
(สมยศ, 2530)
ิ
ุ
จากการศึกษาทดลองดังกล่าวข้างต้น จงพอสรปได้ว่า ก งหรอยอดไม้สนบรเวณใด
ิ
ื
ึ
ของลําต้นก็ได้ ทยังอยู่ในสภาพเน อเยื อยังอ่อนตัวอยู่ จะมีโอกาสในการตอก งหรอเปลี ยนยอดประสบ
่
ื
ิ
ี
ื
็
ิ
ู
ี
็
ื
ี
ความสําเรจได้สงกว่า ดังนั นยอดทจะมาทํา scion การเปลี ยนยอดควรเปนก งยอดทเน อเยื อยังอ่อนอยู่
ี
ี
ี
ื
ิ
่
ี
ี
คอ อยู่ในสภาพทยังไม่มีกลุ่มใบแตกเต็มท นาจะได้ผลดกว่าก งทแตกใบเต็มทแล้ว
ิ
3. ระยะเวลาในการเปลี ยนยอด การตอยอดควรคัดเลือกก งยอด (scion) ท
่
ี
ื
ี
่
ยังมีเน อเยื ออ่อนอยู่มาใช้ในการปฏิบัตงาน ดังนั นระยะเวลาทเหมาะสมตอการเปลี ยนยอดหรอตอก ง
ิ
ิ
ื
่
ี
ี
ไม้สนจงอยู่ในชวงทเรยกว่ายอดพุ่ง (Shooting period) เล็กน้อย สําหรบไม้สนอาจมี Shooting period
ึ
ั
่
่
สองระยะคอ กอนฤดฝน และในฤดหนาว จากประสบการณเหนว่ากอนเร มฤดฝนเล็กน้อย คอในชวง
ิ
ื
ู
ื
ู
็
่
่
์
ู
ี
ี
่
ิ
ุ
เดอนเมษายน-พฤษภาคม จะเปนระยะเวลาทดทสดในการตอก ง เปลี ยนยอดไม้สน
ี
ื
็
การเปลี ยนยอดสนของโครงการปรบปรงพันธ์ไม้สน มีขั นตอนการดําเนนงานใน
ุ
ุ
ั
ิ
ุ
่
ิ
้
การจัดสรางสวนผลิตเมล็ดพันธ์ (Clonal Seed Orchard) ของไม้สนทั งหมดตั งแตเร มแรกดังน ี
1. คัดเลือกต้นตอ (stock) และก งยอด (scion) ให้ได้ขนาดเทาๆ กัน
่
ิ
่
็
ิ
ื
่
2. ตัดยอดต้นตอท ง ให้สงจากระดับดนในชวงทเปนเน อเยื อยังอยู่ ไม่แกเกนไป แล้ว
ี
ิ
ู
ิ
่
ผ่ากลางรอยตัดให้รอยผ่าลึกเทาๆ กับความยาวของรอยตัดกิ งยอด
ิ
็
ู
3. นําก งยอดมาตัดเฉลียง ทั งสองด้านให้เปนรปปากเปด ยาวเทาๆ กับรอยผ่าบนต้น
่
็
ี
ี
ี
ี
ุ
ี
ิ
ตอ นําไปเสยบลงบนรอยผ่าทตัดไว้ ให้รอยผ่ากับรอยตัดทาบกันให้สนทมากทสด เรยกวิธน ีว่า Top
cleft method
4. ใช้แถบพลาสตก หรอเทปสําหรบตอก งพันรอบๆ รอยตอนั น ให้สนทให้มากท
่
ื
ิ
ิ
่
ั
ี
ิ
่
ุ
้
สด ปองกันมิให้นํ าหรอโรคราตางๆ เข้าไปได้
ื
ื
ี
5. ใช้นํ าผสมยาฆ่าแมลงและยาฆ่าเช อราฉดพ่นตรงรอยตอดังกล่าว
่
ื
ั
่
ิ
6. ใช้ถุงพลาสตกขนาดใหญสวมยอด และบรเวณรอยตอเพื อรกษาความช น ภายใน
ิ
่
ิ
ถุงไว้มิให้คายนํ ามากเกนไป
ึ
7. ใช้ถุงผ้าขนาดใหญสวมทับถุงพลาสตกไว้อีกชั นหนง ปองกันมิให้แดดเผากล้าไม้
่
้
ิ
่
และรอยตอได้
ั
8. เก็บรกษาตลอดจนดแลกล้าไม้ทเปลี ยนยอดแล้วไว้ในเรอนเพาะชําประมาณ 1
ี
ู
ื
ึ
เดอน จงถอดถุงผ้าออก จนกระทั ง 2 เดอน จงถอดถุงพลาสตกออก และปล่อยให้กล้าไม้ทเปลี ยนยอด
ื
ิ
ี
ึ
ื
แล้วเจรญเตบโตตามปกตตอไป จนกว่าจะย้ายไปปลูกในชวงฤดฝน
่
่
ู
ิ
ิ
ิ
132
ี
ุ
ิ
ั
่
ปจจบันได้มีการพัฒนาวิธการเปลี ยนยอดไม้สนใหม่ ยึดหลักการเดม แตไม่ใช้ถุงผ้า
ิ
ิ
็
ี
สวมทับถุงพลาสตก และใช้ต้นตอมีอายุน้อยลงเหลือ 1 ป เน้นความรวดเรว ประหยัด และปฏิบัตงาน
ึ
็
ู
ได้จรง เปอรเซ็นต์ความสําเรจจากการเปลี ยนยอดสงข น
์
ิ
ํ
ั
3. การปกชากิ ง (Cutting)
ุ่
ั
ิ
ึ
การปกชําก ง เปนการนําก งสนทตัดจากต้นแม่ ซงจะมีความหนม ขนาดความยาว
็
ี
ิ
ี
ิ
ั
ี
่
และความโตทเหมาะสม เอามาจมในสารเคมีทชวยกระต้นในการเกดราก นําไปปกชําในวัสดปกชําท ี
ุ่
ั
ุ
ุ
ื
ิ
ื
ั
ุ
ิ
ู
เหมาะสม โดยมีการควบคมปจจัยส งแวดล้อมคอความช นและอุณหภมิให้เหมาะสม จนกระทั งก งสน
ิ
นั นงอกราก และเจรญเตบโตเปนต้นใหม่
ิ
็
ิ
ั
ิ
ิ
ั
3.1 ขบวนการเกดรากในก งปกชํา การปกชําก งสนมีขบวนการเกดรากในก งชํา 3
ิ
ิ
ขั นตอนคอ
ื
ิ
ิ
1. การเปลี ยนแปลงของกลุ่มเซลล์ทแกแล้วมาเปนเซลล์เยื อเจรญและเกด
่
็
ี
กลุ่มเซลล์ทให้กําเนดราก (root initials)
ี
ิ
2. จาก root initials มีการเปลี ยนแปลงเปน root primodia ซงเปนกลุ่มเซลล์
ึ
็
็
ี
่
ิ
่
ทเจรญตอจาก root initials และยังคงมีการแบงเซลล์เกดขึ นเรอยๆ
ิ
ื
ิ
ิ
ิ
ื
็
ิ
3. มีการเจรญเตบโต และแทงออกจากเน อเยื อบรเวณโคนก งออกมาเปน
่
่
่
รากใหม่ มีทอนํ าทออาหารตดกับทอนํ าทออาหารในกิ งชําด้วย
ิ
่
3.2 ปจจัยททําให้การปกชําก งประสบความสําเรจ การปกชําก งสนจะประสบความ
ิ
ั
ิ
ั
ี
ั
็
ั
ู
ี
์
็
ึ
่
ื
สําเรจให้เปอรเซ็นต์ออกรากทสงพอ ข นอยู่กับ 2 ปจจัยใหญคอ
1. ปจจัยที เกี ยวกับสภาพของกิ งสนเอง (Physiological condition) เปนท ี
็
ั
ุ
ทราบกันดว่าอ๊อกซเจนมีบทบาทสําคัญทสดในการออกรากของก งชํา การเจรญเตบโตของต้นพืช
ิ
ี
ิ
ิ
ี
ิ
การห้ามการเจรญของตาข้าง การรวงหล่นของใบไม้ ตลอดจนกระต้นการทํางานของแคมเบยม สาร
ี
ิ
่
ุ
ื
็
้
่
ึ
พวกน ีพบว่าพืชสามารถสรางข นได้เองคอ Indole-3 acetic acid (IAA) จะอยู่เปนจํานวนมากน้อยตาง
่
กันในแตละพืชบรเวณเน อเยื อทกําลังเจรญเตบโต และมีความสามารถเคลื อนย้ายลงมาชวยให้ก งปก
่
ิ
ื
ี
ิ
ิ
ิ
ั
ชําออกรากได้ด้วย สําหรบไม้สนได้มีการทดลองตัดยอดและใบกอนการปกชํา ปรากฏว่าความ
่
ั
ั
ี
สามารถในการออกรากตํามาก เมื อเทยบกับก งสนทมียอดและใบคงอยู่ ในกรณทมีการจัดการปลูก
ี
ี
ี
ิ
ต้นสนเพื อเตรยมยอดสําหรบปกชําโดยเฉพาะ ควรมีการตัดยอดเพื อให้มีการแตกยอดใหม่สําหรบใช้
ั
ั
ั
ี
ั
ู
ื
ในการปกชําระหว่างเดอนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม เพราะต้นสนจะมีการแตกยอดสงสด จากการทดลอง
ุ
ุ
ี
ิ
ี
่
การตัดยอดไม้สนสามใบ อายุ 4 ป มีการแตกยอดเฉลี ย 19.34 ยอดตอต้น (สมเกยรต และสรพันธ์,
2540)
ิ
ี
ี
ปจจัยทเกยวกับสภาพของก งทควรปฏิบัตในการเลือกกิ งปกชํามีดังน ี
ั
ั
ิ
ี
133
่
ุ่
ี
้
็
ิ
1. เลือกก งทมีตายอดทเปนตมใหญ พรอมทจะแตกยอด-ผลิใบอ่อนในขณะเดยวกัน
ี
ี
ี
ี
็
ั
ึ
ใบสนต้องมีสเขยวเข้มยาวตงตัวเต็มท และขณะปกชําจําเปนต้องเหลือใบตดกิ งให้มากทสด
ี
ี
ี
ิ
ุ
่
ู
์
์
่
ี
ี
ิ
2. ก งทสมบรณมีการสะสมคารโบไฮเดรทมาก มีสวนชวยในการออกรากได้ด
ี
ึ
ิ
กว่า ควรเลือกก งทมีสเขยวกงนํ าตาล (semiharden) แทนทจะเลอกก งทมีสนํ าตาลซงเปนก งแก เพราะ
ึ
ี
็
ิ
ื
่
ี
ี
ี
ี
ิ
ี
ี
่
ื
ิ
ื
ิ
่
เน อเยื อไม่คอยตอบสนองตอการเกดราก และก งทยังอ่อนอยู่มีสเขยวการสะสมอาหารยังน้อย เน อเยื อ
ี
่
ี
็
ั
ิ
ิ
่
ี
่
ิ
ก็ยังอ่อนเกนไปงายตอการเกดโรคเนาทโคนก งทเปนแผลจากการตัดปกชํา
3. อายุของต้นแม่ทใช้ขยายพันธ์โดยวิธการปกชํา นับว่ามีความสําคัญมาก พบว่า
ี
ุ
ี
ั
ุ
ึ
ี
ี
ี
ั
ไม้สนทอายุมากก งพันธ์ทนํามาปกชําก็ออกรากยากข นตามอายุทมากข น ดังนั นอายุของไม้สนท
ี
ึ
ิ
ี
ั
ี
์
่
่
ุ
เหมาะแกการขยายพันธ์โดยวิธการปกชําจะมีชวงอายุอยู่ประมาณ 1 - 7 ป มีเปอรเซ็นต์การออกราก
ี
ิ
้
ประมาณรอยละ 50 (สมเกยรต, 2541)
ึ
4. ไม้สนบางสายพันธ์ (clone) จะออกรากงายยากผิดกัน ซงจะทราบได้ก็จากการ
ุ
่
่
ทดลองททราบผลแล้วเทานั น
ี
ิ
่
ี
ื
่
่
5. ตําแหนงของก งทอยู่ในบรเวณตางๆ ของเรอนยอดก็ให้ผลตอการออกรากของ
ิ
ิ
ี
ี
็
ก งชํา เปนทนยมกันว่าก งทอยู่บรเวณด้านล่างและกลางๆ เรอนยอดของต้นสนจะให้เปอรเซ็นต์การ
ื
์
ิ
ิ
ิ
ิ
ออกรากดีกว่าบรเวณอื นๆ (Granhof, 1985)
ี
ิ
ึ
6. การดํารงไว้ซงความเขยวสดอยู่เสมอตลอดระยะเวลาทตัดก งมาจากต้นแม่ จนถึง
ี
ี
ั
่
ิ
ิ
สถานทปกชํา การปฏิบัตการระหว่างการขนสงก งของสนสามใบต้องพิถีพิถันในเรองการควบคม
ุ
ื
ิ
ิ
้
ปรมาณการคายนํ าของก งสนสามใบอยู่มาก ทั งน เพื อปองกันขบวนการสญเสยนํ าในก ง (Dehydration
ู
ิ
ี
ี
of cutting)
2. ปจจัยที เกี ยวกับสงแวดลอมที เหมาะสม ที ชวยใหกิ งชาออกราก
่
ํ
้
้
ิ
ั
ี
็
(Environmental condition) นับว่ามีความสําคัญมากเชนกัน ไม้สนจัดเปนไม้ทมีความยากมากในการ
่
่
ั
็
ทําให้ก งปกชําออกราก ต้องมีการศึกษาและทดลองอย่างพิถีพิถันเปนพิเศษ พบบอยๆ ทผู้ปฏิบัตการ
ี
ิ
ิ
ื
ิ
ื
ิ
ั
ิ
เองเปนผู้กระทําให้ก งสนทใช้ปกชําตายหรอตดเช อโรค เนองจากขาดความระมัดระวัง เชน วางท งก ง
ิ
็
ื
่
ี
็
ื
ึ
่
ปกชํากับพื นดนกอนการปกชํา ใช้มือสัมผัสแผลทด้านล่างของก ง ซงเปนสวนเน อเยื อทจะกอให้เกด
ิ
ั
่
่
ี
ี
ิ
ิ
ั
เซลล์แคลลัส และรากในโอกาสตอไป
่
ั
ิ
ี
ี
ปจจัยทเกยวข้องกับส งแวดล้อม มีดังน ี
ี
ั
ู
ื
ู
ี
1. ฤดกาลกับการปกชํา ฤดกาลปกชําเปนปจจัยสําคัญทจะทําให้การออกรากดหรอ
ั
ั
็
ิ
็
์
ื
ไม่ ไม้บางชนดรวมทั งไม้สน ถ้าการปกชําผิดฤดกาลจะได้เปอรเซนต์ความสําเรจตํามาก หรออาจจะ
ู
ั
็
ั
ี
ี
ึ
ทําไม่สําเรจเลยก็ได้ จงควรจะมีการศึกษาเฉพาะไม้ว่าการปกชําในฤดใดจะได้ผลดทสด และจะ
ู
ุ
็
ิ
ื
สัมพันธ์กับสภาพทางสรระของพืช ด้วยประเทศไทยเปนประเทศทอยู่ในเขตรอนช น การเจรญเตบ
ี
ิ
ี
็
้
ิ
โตและการแผ่กระจายของเช อราทจะทําให้เกดโรคเนาแกก งปกชําก็ดตามไปด้วย โดยเฉพาะในฤด
่
ี
ั
ู
ื
่
ิ
ี
ฝนก งปกชําของไม้สนตายอดจะเร มแตกยอดเปนก งและใบ ใบทเร มผลิจะเร มคายนํ า ทําให้ก งชําสญ
ิ
ู
ิ
ิ
ี
ิ
ั
ิ
ิ
็
134
ื
่
่
ี
ู
ู
เสยนํ า ทั งๆ ทยังไม่มีรากดดนํ ามาชดเชย ตอจากนั นเช อราก็จะเข้ารวมทําลายด้วยก งชําจะตายไป ฤด
ี
ิ
ั
ี
ี
ู
ู
ั
ื
กาลทเหมาะสมสําหรบการปกชําไม้สนคอ ฤดหนาวจะให้การออกรากดกว่าฤดอื น
ั
ุ
2. การใช้สารควบคมการเจรญเตบโตและสารอื นๆ กับก งปกชํา พบว่า อ๊อกซน
ิ
ิ
ิ
ิ
สามารถชวยให้เกดการออกรากได้ด ทั งในการตัดชําก ง และการตัดชําใบ แตก็ไม่ใชว่าอ๊อกซน
ิ
ี
่
่
ิ
ิ
่
ิ
ุ
ี
สามารถทําไห้ไม้ทกชนดออกรากได้เพราะยังมีไม้อีกหลายชนดทออกรากยาก อ๊อกซนไม่สามารถ
ิ
ิ
็
่
ิ
ี
ชวยได้ ซงเข้าใจว่าเพราะพันธ์พืชนั นขาดสารทจําเปนในการออกรากทมีในธรรมชาต เชน rooting
ี
ุ
ึ
่
ี
ิ
่
่
่
cofactor ในสมัยกอนชาวยุโรปผ่าโคนก งไม้ทจะชําแล้วเอาเมล็ดข้าวใสไว้เพื อชวยให้ออกราก
ิ
ึ
ี
ิ
่
ปจจบันเราทราบว่าเมล็ดข้าวทกําลังงอกจะให้อ๊อกซนซงชวยให้ก งชําออกรากได้ (นันทยา, 2525)
ุ
ั
ิ
ี
ิ
ี
่
การใช้สารเรงรากมากกว่า 1 ชนด ผสมกันบางคร ังให้ผลดกว่าการใช้สารอย่างเดยว
เชน การใช้ IBA (Indole butyric acid) และ NAA (Naphthalene acetic acid) ซงเปนสารสังเคราะห์ท
ี
็
ึ
่
มีคณสมบัตเหมือน IAA อย่างละครงผสมกันจะให้เปอรเซ็นต์การออกรากสงกว่า และให้จํานวนราก
ึ
ุ
ู
ิ
์
ื
ึ
ิ
ื
ิ
มากกว่าการใช้ IBA หรอ NAA เพียงอย่างใดอย่างหนง หรอการเตมสารพวก phenoxy ปรมาณเล็ก
ี
ิ
ี
่
ี
น้อยใน IBA และ NAA จะชวยให้ไม้บางชนดออกรากได้ดมากและได้ระบบรากทดกว่าเมื อใช้สาร
ี
พวก phenoxy อย่างเดยว
ุ
่
สารเรงรากทเปนทนยมใช้กันมากทสดคอ IBA และ NAA ซงรวมไปถึงการใช้กับ
ิ
ึ
็
ื
ี
ี
ี
ึ
่
่
ไม้สนด้วย แต IBA ได้รบความนยมมากกว่า การทจะทราบว่าควรใช้สารใด มีความเข้มข้นเทาใด จง
ิ
ี
ั
็
ึ
ั
ิ
จะเหมาะสมในสภาพแวดล้อมหนงๆ นั น จําเปนต้องมีการทดลองเสยกอน ในการปกชําไม้สนนยม
ี
่
ึ
ื
่
่
ู
ิ
้
ใช้สารเรงรากทมีการซ อขายกันตามท้องตลาด เชน Seradix No.2 ปายบรเวณรอยแผลและสงข นมา
ี
ิ
ประมาณ 1เซนตเมตรจะชวยในการออกรากได้ด ี
่
ิ
่
้
่
ึ
3. การใช้ยากันรา การใช้ยากันราจะชวยปองกันและชวยให้ก งชํารอดมากข น และ
ื
ทําให้ระบบรากดข ึน ในการปฏิบัตกับไม้สนนยมใช้ยากันราคอ captan และ benomyl โดยเอาผสม
ิ
ี
ิ
ึ
่
ิ
ื
ั
ุ่
่
กับผงสารเรงราก ใช้โคนก งจมหรอคลุกสารเรงรากก่อน แล้วจงคลุกกับยากันราอีกคร ง
ิ
ี
ี
ึ
่
4. การกรดโคนก ง ชวยให้ไม้สนออกรากได้ดข น สวนของโคนก งทได้รบการกรด
ี
่
ั
ี
ิ
ี
็
ิ
ึ
จะเกดแคลลัส ข นเปนจํานวนมากและมีรากเกดข นบรเวณของแผล การกรดโคนก งจะชวยเพิ มการ
่
ิ
ึ
ิ
ิ
่
ุ
ู
ั
ดดนํ า จากวัสดปกชําและสามารถดดสารเรงรากได้เปนปรมาณมากกว่า
ู
ิ
็
ื
5. ความช น การชําก งไม้สนต้องมีใบตดด้วย ใบมีสวนสําคัญในการทําให้เกดราก
ิ
ิ
ิ
่
ื
ู
ี
ิ
ิ
ในขณะเดยวกันใบก็ทําให้เกดการคายนํ าทําให้ก งสญเสยความช น จนอาจถึงขนาดก งและใบแห้งตาย
ี
ิ
ู
ี
่
ุ
ี
ี
ี
ิ
ี
ี
ได้ กอนทจะมีรากมาดดนํ าชดเชย ในกรณอย่างน ต้องหาวิธทจะทําให้ก งและใบเสยนํ าน้อยทสด และ
ี
่
สดอยู่เสมอจนกระทั งออกราก หลักการคอต้องทําให้ความดันไอนํ าในบรรยากาศรอบๆ พืช มีคาใกล้
ื
ิ
เคยงกับ ความดันไอนํ าในชองว่างระหว่างเซลล์ของพืช แตเดมการปกชําสนกระทําในเรอนเพาะชํา
่
ี
ั
ื
่
ู
่
ิ
ิ
ิ
ใช้ถุงพลาสตกคลุมความช น ปรากฏว่าปรมาณความช นภายในถุงพลาสตกอยู่ในเกณฑ์สงมาก แตก็
ื
ื
ู
ื
ู
ี
ทําให้อุณหภมิสงด้วยเชนกัน เช อราก็เจรญได้ดเชนกัน
่
ิ
่
135
็
ื
ั
การปกชําโดยใช้ Mist spray คอการให้นํ าเปนละอองฝอยจับตามใบ และก งชําจะ
ิ
ุ
่
ิ
ั
ั
ชวยลดการคายนํ า ทําให้ก งชําสังเคราะห์แสงได้มากกว่าปจจบัน วิธน ใช้ในการปกชําก งสน
ิ
ี
ี
ู
่
ู
ิ
6. อุณหภมิ การออกรากของก งชําต้องการอุณหภมิกลางวัน ตั งแต 21 - 27 องศา
้
ื
ี
ู
ี
ี
่
ิ
ึ
ิ
เซลเซยส และอุณหภมิกลางคน 15 องศาเซลเซยส ถ้าอากาศรอนเกนไป จะทําให้ตาเจรญข นกอนท
ู
ี
ู
ิ
ิ
ึ
ึ
จะมีราก ทําให้ก งสญเสยนํ า การปกชําจงควรทําให้เกดรากกอนทยอดจะแตกผลิใบข น หากอุณหภมิ
ี
่
ั
ิ
ู
ู
ี
ุ
ของวัสดปกชําสงกว่าอุณหภมิของบรรยากาศรอบ ๆ ก งปกชํายิ งดมาก
ั
ั
็
7. แสงสว่าง แสงเปนพลังงานทจําเปนในการสรางอาหารของพืช และในขบวนการ
ี
็
้
เกดรากจากการปกชําต้องการอาหารมาใช้ในจดทจะเกดราก และการเจรญเตบโตของราก ซงก็ได้
ุ
ิ
ิ
ิ
ิ
ั
ี
ึ
ั
ี
ิ
ั
จากความเข้มข้นของแสงและระยะเวลาทได้รบแสง ปกตการปกชําสนจะใช้การพรางแสงเพื อไม่ให้
ก งปกชําได้รบแสงมากไป ควรได้รบแสงประมาณรอยละ 30 - 50
ั
ิ
ั
ั
้
ุ
ี
ี
ี
่
ั
ุ
ั
8. วัสดปกชํา วัดสปกชําทดต้องโปรง มีอากาศถ่ายเทได้ด อุ้มนํ าได้มาก ระบายนํ า
ี
ี
ื
ั
ุ
ี
ี
ได้ด ในขณะเดยวกันต้องปลอดจากเช อรา และแบคทเรย วัสดปกชําทใช้กันแพรหลายในการปกชํา
ี
่
ั
ื
ี
สนคอ ทรายหยาบผสมข เถ้าแกลบ
ื
ื
ื
4. การเพาะเลี ยงเนอเยอ (Tissue culture หรอ In – vitro culture)
ในประเทศไทย การขยายพันธ์ไม้โดยวิธการเพาะเลี ยงเน ือเยื อ (Tissue culture)
ี
ุ
ั
ี
็
่
สําหรบในงานด้านปาไม้แล้วจัดได้ว่ายังเปนวิธการใหม่และยังไม่ทํากันอย่างแพรหลายทั วไป นอก
่
ุ
ุ
จากจะใช้ขยายพันธ์ไม้ในการศึกษาทางการบํารงพันธ์ไม้เพื อการทดลอง ทั งน เพราะวิธการขยายพันธ์ ุ
ี
ี
ุ
ื
์
่
่
แบบน ีคอนข้างจะยุ่งยากและสลับซับซ้อนต้องอาศัยเครองมือทางวิทยาศาสตรมาชวยในการขยาย
ู
พันธ์ นอกจากนั นการปฏิบัตงานต้องการความละเอียดอ่อน ความรความสามารถเฉพาะบคคล
ุ
้
ุ
ิ
่
่
ี
ุ
ี
ประสบการณ และใช้เวลามาก ทําให้คาใช้จายคอนข้างสงเมื อเปรยบเทยบกับการขยายพันธ์โดยวิธ
ู
์
ี
่
ี
อื นๆ Boontawee (1987) กล่าวว่า ไม้ทควรได้รบการขยายพันธ์โดยการเพาะเล ยงเน อเยื อ ควรมีคณ
ื
ั
ุ
ี
ุ
สมบัตดังตอไปน ี
่
ิ
้
ี
็
ี
ื
่
1. เปนไม้ทตลาดต้องการมาก อยู่ในรายชอต้นไม้ ในบัญชปลูกสรางสวนปา
็
2. เปนชนดไม้ทกําลังอยู่ระหว่างการปรบปรงพันธ์ ุ
ุ
ั
ี
ิ
ี
ิ
็
3. เปนชนดไม้ทเมื อใช้เมล็ดปลูก จะมีความผันแปรทางพันธกรรมมาก
ุ
ิ
็
ี
4. เปนชนดไม้ทหายาก
์
ี
็
ิ
5. เปนชนดไม้ทผลิตเมล็ดไว้ใช้งานนานๆ ไม่ได้ เปอรเซ็นต์การงอกตํา
ี
ื
ี
ไม้สนเขา เปนไม้สนทตลาดต้องการมากและอยู่ในรายชอต้นไม้ในบัญชปลูกสราง
็
้
่
่
ิ
สวนปาตามข้อ 1, 2 ดังนั น การขยายพันธ์โดยใช้ช นสวนเล็กๆ ของพืชในสภาพปลอดเช อ (Methods
ื
ุ
ี
micro-propagation) เปนวิธการสรางสายพันธ์ (clone) จากช นสวนทเล็กๆ ของพืช เชน embryo
็
้
ี
่
่
ุ
ิ
136
ิ
ิ
่
ี
ก ง ปลายยอด ปลายราก แคลลัสเซลล์เดยว และละอองเกสรตัวผู้ ช นสวนเล็กๆ ของพืชนํามาเลี ยง
ื
ิ
ุ
ื
ี
เรยกว่า explant การเลี ยงต้องทําในสภาพปลอดเช อทกขั นตอน เทคนคการเลี ยงเน อเยื อและอวัยวะ
ุ
ของพืชได้ถูกนํามาใช้กับงานทดลอง วิจัยด้านสรรวิทยาโรคพืชและพันธศาสตร และได้นํามาใช้ใน
ี
์
การขยายพันธ์พืชด้วย
ุ
ุ
4.1 ประโยชน์ของการขยายพันธ์โดยใช้ช นสวนเล็กๆ ของพืช ประโยชน์ของการ
ิ
่
ื
ขยายพันธ์โดยใช้ช นสวนเล็กๆ ของพืชในสภาพปลอดเช อ มีดังน ี
ุ
่
ิ
็
ี
ี
ุ
1. เพื อเพิ มจํานวนต้นไม้อย่างรวดเรวในกรณทได้พันธ์ใหม่ โดยเฉพาะ
ุ
ุ
ึ
จําพวกลูกผสม ซงการผลิตเมล็ดพันธ์ทําได้ยากกว่าพันธ์ธรรมดา
ี
2. ในกรณทมีการขยายพันธ์ โดยวิธธรรมดาทั วไป กระทําได้ยากและล่าช้า
ุ
ี
ี
ึ
จงหันมาใช้วิธน ี
ี
ี
3. ทําให้ได้ต้นไม้ใหม่ทปลอดโรค
ึ
4. ใช้ทํา Tissue culture bank ซงสามารถเก็บรกษาไว้ได้นาน โดยใช้เน อท
ื
ั
ี
น้อยและใช้เก็บ Germ plasm ของ breeding และ Propagating stock
ั
5. embryo ซงฟกตัวอยู่ในเมล็ด และงอกช้ามากหรอแท้ง (abort) ถ้ายังอยู่
ื
ึ
่
ในเมล็ดจนกระทั งแกเราสามารถเอามาเพาะ และทําให้งอก โดยใช้ Embryo culture
่
้
ื
6. สามารถสราง polyploid plant จากการเพาะเลี ยงเน อเยื อ เชน เมื อพบ
ื
ื
ี
เซลล์ทมีโครโมโซมมากกว่า 2 ชด ในต้นไม้หรอขณะทําการเพาะเลี ยงเน อเยื อก็สามารถแยกเซลล์น ี
ุ
ี
ี
ออกมาเล ยง เพื อให้ได้ต้นใหม่ทมี Polyploidy
ี
7. การผลิตต้นไม้ทมีโครโมโซม n และ 2n จากละอองเกสรตัวผู้เปนทนยม
็
ิ
ี
ุ
ใช้กันในการผสมพันธ์พืช
่
ุ
ิ
ี
่
4.2 องค์ประกอบในการขยายพันธ์โดยใช้ช นสวนเล็กๆ ของพืช สวนประกอบท
ื
่
สําคัญในการทําให้การขยายพันธ์ โดยใช้ช นสวนเล็กๆ ในสภาพปลอดเช อประสบความสําเรจ มีดังน ี
็
ิ
ุ
ื
ื
1. ห้องและเครองมือในการเพาะเลี ยงเน อเยื อ
ื
ึ
ี
1) ห้องเตรยมอาหารและเครองมือ ซงภายในห้องมีเครองมือ และ
ื
ส งจําเปนเชน เครองชั ง pH meter หม้อนง เตาไฟฟา สารเคมีตางๆ เครองแก้ว อุปกรณอื นๆ พวก
ิ
ื
ึ
ื
์
้
่
็
่
สําลี โต๊ะ ฯลฯ เปนต้น
็
็
ี
์
ื
2) ห้องถ่ายเน ือเยื อ ภายในห้องมีเครองมือ และอุปกรณทจําเปน
เชน ต้ย้ายเน อเยื อ มีดผ่าตัด เครองปรบอากาศ พัดลมดดอากาศ หลอดแสงอุลตราไวโอเลต
ั
ื
ู
่
ู
ื
3) ห้องเพาะเลี ยงเน อเยื อ ภายในห้องมีเครองมือ และอุปกรณทจํา
ื
์
ี
ื
ุ
่
็
ื
้
ั
ื
ุ
ู
ื
เปน เชน เครองปรบอากาศ ไฟฟาให้แสงสว่าง ชั นวางขวด เครองควบคมอุณหภมิ เครองควบคม
ความช น
ื
137
ิ
ี
ั
2. ชนดของเน ือเยื อทนํามาเพาะเลี ยง สําหรบไม้สนในประเทศไทยการ
ุ
ี
ื
ื
เพาะเลี ยงเน อเยื อยังอยู่ในขั นตอนของการทดลอง ในชั นน จะเลือกเน อเยื อมาเลี ยงเพื อขยายพันธ์ โดย
ิ
่
ึ
ี
ิ
็
ึ
การใช้สวนปลายยอดของสน ซงมีเซลล์เมอรสเต็มอยู่ซงเปนทนยมใช้กันโดยทั วไป นอกจากน ีการ
ี
ื
ึ
ุ่
ื
ื
เลอกใช้เน อเยื อทยังอยู่ในระยะหนม-สาว (Juvenile stage) หรอระยะยังอ่อน (Young tissue) ซงยังมี
ื
ิ
ี
็
่
ื
เซลล์เมอรสเต็มอยู่ มีแนวโน้มสําเรจได้ดกว่า การเลือกเน อเยื อทอยู่ในระยะแก (Mature stage) หรอ
ี
ิ
เน อเยื อทเปลี ยนไปทําหน้าทเฉพาะเจาะจงแล้ว (Differentiated tissue) โดยปกตมักจะตัดยอดสนล้าง
ี
ี
ื
ุ
ี
่
ี
๊
้
็
ให้สะอาด แล้วตัดกาบใบทห้มยอดออก แชในนํ ายาคลอรอกซ์ รอยละ 10 เปนเวลา 10 - 15 นาท แล้ว
ี
ี
่
ึ
ื
่
ุ
ี
ล้างด้วยนํ ากลั นทนงฆ่าเช อแล้ว 2 - 3 คร ังคอยๆ ลอกกาบใบทหอห้มตายอดออกทละชั น จนกระทั ง
ึ
ี
่
ื
ถึงเน อเยื อของตายอด จงใช้มีดผ่าตัดทคม และสะอาดปราศจากเช อโรค ตัดเอาสวนของตายอดออก
ื
ี
่
ื
ขนาด 0.5 มิลลิเมตร ไปเล ยงในอาหารเล ยงเน อเยื อตอไป
ี
ู
ี
่
ื
3. อาหารเลี ยงเน อเยื อ อาหารทใช้มีหลายสตรด้วยกัน สตรอาหารตางๆ ก็
ู
ู
่
ู
มักจะเรยกชอตามผู้ทคดค้น เชน สตรอาหาร MS สตรอาหาร White สตรอาหาร Knudson สตร
ู
ี
ิ
ื
ู
ี
็
ุ
อาหารตางๆ เหล่าน ก็ประกอบด้วย สารพวกอนนทรย์ ธาตทจําเปน ได้แก ไนโตรเจน ฟอสฟอรส โป
ั
ี
่
ี
ี
่
ิ
์
ิ
ตัสเซยม ฯลฯ สารอินทรย์ ได้แก สารทมีองค์ประกอบของคารบอน ไฮโดรเจน และ ออกซเจน เชน
ี
่
ี
่
ี
ุ
นํ าตาล วิตามิน สารเรงการเจรญเตบโต กรดอะมิโน และสารอินทรย์อื นๆ ปจจบันสตรอาหารสําหรบ
ั
ั
ิ
่
ี
ู
ิ
ี
ุ
เพาะเล ยงเน อเยื อสน อยู่ในขั นการพัฒนาเพื อให้ได้ผลดทสด และมีแนวโน้มในอนาคตอันใกล้น ทจะ
ี
ี
ื
ี
ี
ี
ี
้
ุ
ั
สามารถนําวิธการเหล่าน ไปพัฒนาการขยายพันธ์เพื อการปลูกสรางสวนปาและปรบปรงพันธ์ไม้สน
ุ
่
ุ
ิ
4. การชักนําให้แตกราก หนอทเกดข ึนในอาหารเพาะเลี ยงข้างต้น สวน
่
ี
่
ใหญจะไม่แตกราก จําเปนต้องชักนําให้แตกรากข นมาเพื อให้เปนกล้าไม้ทสมบรณได้ โดยการแยก
่
ี
็
์
ู
็
ึ
หนอออกจากอาหารเลี ยง นําไปเลี ยงในอาหารสําหรบชักนําให้แตกราก ซงอาจมีสตรอาหารและ
่
ึ
ู
ั
ื
ฮอรโมนพืช จะแยกหนอออกจากอาหารเพาะเลี ยงเบ องต้นเมื อขนาดโตพอสมควรแล้ว (แตยังไม่มี
่
่
์
ราก) นําหนอดังกล่าวไปปกชํา (Rooted cutting) ตอไปเหมือนการปกชําทั วๆ ไป แตต้องทําให้สภาพ
ั
่
่
ั
่
่
ปลอดเช อโรค เพราะหนอจากการเพาะเลี ยงเน อเยื อยังอ่อนแอมาก หนอพวกน ีทั งหมดจะเปนพวก
่
ื
็
ื
ี
ุ
Juvenile การชักนําให้แตกรากในอาหารเพาะเล ยง ต้องทําในสภาพปลอดเช อโรค และควบคมสภาวะ
ื
แวดล้อมเปนอย่างด ี
็
็
ื
ี
ุ
็
5. การย้ายปลูก เปนกระบวนการสดท้ายทจะมีผลสําเรจหรอล้มเหลว ในการเพาะ
เล ยงเน อเยื อ เปนการนําต้นกล้าทได้ ซงมียอด (หนอ) และรากสมบรณแล้วออกจากอาหารทเพาะ
ี
ึ
็
ื
ี
ี
่
ู
์
่
ุ
ี
ิ
เล ยง ย้ายลงในวัสดเพราะชําตามปกตเพื อเล ยงดให้เจรญเตบโตตอไป เหมือนกล้าไม้ธรรมดาๆ จาก
ู
ี
ิ
ิ
่
การเพาะเมล็ด หรอกล้าปกชํา จะทําได้สําเรจหรอไม่อยู่ทการควบคม สภาวะแวดล้อมตางๆ โดย
ุ
ื
ี
็
ื
ั
ื
ุ
ื
ู
ื
เฉพาะอย่างยิ ง ความช นและอุณหภมิ และในสภาพปลอดเช อการควบคมความช นทําได้โดยการพ่น
์
ื
หมอกให้มีความช น ระหว่าง 90 - 100 เปอรเซ็นต์ เปนระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรอการเพิ มนํ าภายใน
็
ื
ิ
์
ี
่
กระโจมพลาสตกทใช้คลุมกล้าเพาะเลี ยงเน ือเยื อและอยู่ภายในรมเงา 75 เปอรเซ็นต์ ประมาณ 2
138
็
์
่
่
ี
สัปดาห์เชนกัน แล้วคอยๆ เพิ มแสงเปน 50 เปอรเซ็นต์ และนําออกกลางแจ้งในทสด ขณะเพาะเล ยง
ุ
ี
ั
ี
ื
เน อเยื ออยู่กล้าไม้จะอยู่ภายในห้องทปรบอากาศ (Air-conditioning) ตลอดเวลา ดังนั นเมื อย้ายปลูก
ต้องนําออกจากห้องปรบอากาศ จะทําให้กล้าไม้ปรบตัวไม่ทันจะล้มตายเสยหายได้มาก เพราะใน
ั
ี
ั
่
สภาวะใหม่เชนน ีอุณหภมิจะเปลี ยนแปลงกระทันหันมาก จากแตเดมประมาณ 20 องศาเซลเซยส
ี
่
ิ
ู
่
ั
็
เปน 30 - 35 องศาเซลเซยสทันท เพื อให้กล้าไม้คอยๆ ปรบตัวเข้ากับอุณหภมิเชนน ี จําเปนจะต้องย้าย
ู
็
ี
ี
่
ู
่
ื
ปลูกจากห้องปรบอากาศไปยังเรอนเพาะชําปด แตต้องทําการควบคมรมเงา ความช น อุณหภมิ จน
ื
ิ
ุ
่
ั
่
ั
่
ึ
้
ี
กว่ากล้าไม้จะปรบตัวเข้ากับสภาพอากาศได้ดจงนําออกกลางแจ้งเพื อสรางความแกรงกอนย้ายปลูก
ในภาคสนาม