The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ในชีวิตประจำวัน
- หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
- หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรพงษ์ สุพิมล, 2020-08-19 02:48:08

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 2

ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ในชีวิตประจำวัน
- หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
- หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

(๑)

ปุจฉา – วิสัชนา

เลม่ ๒

กายานุปสั สนาสติปัฏฐาน
เวทนานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน

ชือ่ ผู้แตง่ นายทรงกลด ม่นั สิงห์
ปีทีพ่ ิมพ์
ครงั้ ทีพ่ ิมพ์ 2563
จานวน
จัดทาโดย 1
ISBN
พิมพ์ที่ 2,000 เลม่

(๒) นายทรงกลด มั่นสิงห์

XXX-XXX-XXX-XXX-X

ห้างหุ้นสว่ นจากัด นา่ กงั การพิมพ์
74 ซอยสาธุประดษิ ฐ์ 16 ถนนสาธปุ ระดษิ ฐ์
แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรงุ เทพฯ 10120
โทร. 02-211-1998, 02-211-9664

คำนำ

หนังสือชุดปุจฉา – วิสัชนา เกิดขึ้นจากการตอบคาถามธรรมปฏิบัติ
ด้วยเมตตาจิตของท่านทรงกลด มั่นสิงห์ ในกลุ่มไลน์ลูกศิษย์ ซึ่งเมื่อกลุ่มเริ่ม
เติบโตสมาชิกก็เพิ่มมากขึ้น จึงมีคาถามเก่ียวกบั การปฏิบัตธิ รรมมากมายทั้งที่
ปฏิบัติผิดและปฏิบัติถูก ท่านทรงกลดฯ ได้ตอบคาถามทุกคาถามไว้อย่าง
คมชัดถึงแกน่ ธรรม คณะผู้จัดทาเล็งเหน็ วา่ คาตอบของทา่ นทรงคณุ ค่าอยา่ งย่ิง
สมควรเผยแผ่ให้กว้างขวางออกไป และขณะเดียวกันก็เห็นควรรวบรวมและ
จัดเป็นหมวดหมู่เพ่ือสมาชิกหรือท่านที่ต้องการศึกษาธรรมะจะได้มีความ
สะดวก ไม่ต้องค้นจากโน้ตท่ีจัดเก็บในไลน์ และสามารถส่งต่อหนังสือให้
กัลยาณมิตรได้อ่านเป็นธรรมบรรณาการอีกด้วย ถือเป็นการช่วยส่งเสริม
การติดตามธรรมะให้เท่าทนั ตลอดจนช่วยงานธรรม ชว่ ยเผยแผ่และดารงคงไว้
ซึง่ คาสอนท่ถี ูกตรงของพระพทุ ธเจา้ ไวอ้ กี หนทางหน่งึ

หนังสือชุดปุจฉา-วิสัชนา นี้ได้ผ่านการตรวจทานความถูกต้องจาก
ท่านทรงกลดฯ แล้ว คณะผู้จัดทาได้แบ่งเนื้อหาเป็นหมวดหมู่และจัดทาเป็น
หนังสือ ๔ เล่ม ได้แก่ เล่มท่ี ๑ การเริ่มต้นปฏิบัติธรรม เล่มท่ี ๒ กายานุปัสสนา
สติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เล่มท่ี ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน และเล่มท่ี ๔ ถามโลก - ตอบธรรม โดยหนังสือ
ปุจฉา – วิสัชนา เล่ม ๒ น้ี เลือกเฟ้นเน้ือหาเก่ียวกับเร่ือง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
และเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มุ่งเน้นให้ผู้อ่านได้ทราบถึงความสาคัญของ
การพิจารณากายและเวทนา วธิ ีพจิ ารณากายและเวทนา ผลของการพิจารณา
กายและเวทนา ตลอดจนตัวอย่างและประสบการณ์ของการพิจารณากายและ
เวทนา ซึ่งจะทาใหผ้ อู้ า่ นนาไปปฏบิ ัติจรงิ ในชวี ิตประจาวนั ได้อยา่ งเป็นรปู ธรรม

(๓)

ต้ังแต่ต่ืนลืมตาข้ึนจนกระทั่งหลับตาลง และจะทาให้เกิดความเห็นที่ถูกคือ
เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นธรรมชาติของอารมณ์ ธรรมชาติ
ของใจ หากปฏิบัติไปด้วยความเพียรจนเห็นความเกิดดับก็จะเกิดสติ
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ไม่เสวยเวทนาและอยู่กับปัจจุบันอย่างต่ืนรู้ เกิดสติ
สมาธิ ปัญญา ดวงตาเห็นธรรมไดใ้ นท่สี ดุ

คณะผู้จัดทาขอถือเอาความเพียรและความตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนาเป็น
อาจาริยบูชาแด่ท่านทรงกลดฯ และบุญกุศลใดที่เกิดจากการไดช้ ่วยงานธรรม
ครูบาอาจารย์ ขออุทิศแด่ผู้เกี่ยวข้องกับคณะผู้จัดทาท้ังท่ียังมีชีวิตอยู่และได้
ล่วงลับไปแล้ว ตลอดจนสรรพสัตว์ทุกภพโดยไม่มีประมาณ สุดท้ายนี้ขอให้
ท่านผู้อ่านทุกท่านเม่ืออ่านแล้วขอให้เกดิ ปัญญา ได้ดวงตาเหน็ ธรรมเป็นธรรม
สมบัตคิ รองใจตราบเทา่ นพิ พานกนั ถ้วนทั่วทกุ คนเทอญ สาธุ

คณะผจู้ ัดทำ

(๔)

ชอ่ งทางการติดตอ่

สำยธำรธรรม

ทรงกลด มัน่ สงิ ห์

ทรงกลด มั่นสงิ ห์
songkod.monsing

[email protected]

(๕)

สรปุ วธิ ีเจริญสมำธภิ ำวนำ (สัมมำสมำธิ)
ตำมแนวกำรสอนของหลวงปดู่ ูลย์ อตโุ ล

เร่ิมต้นด้วยอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน น่ัง นอน ได้ตามสะดวก ทา
ความรู้ตัวเต็มท่ีและรู้อยู่กับท่ี โดยไม่ต้องรู้อะไร คือรู้ตัว หรือรู้ "ตัว"
อย่างเดียว รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไปจาแนก
แยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม
เมื่อรกั ษาจิตได้สกั ครู่ จิตจะคิดแสไ่ ปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทนั ก่อน
เปน็ ธรรมดาสาหรับผู้ฝกึ ใหม่ ตอ่ เม่ือจิตแลน่ ไป คิดไปในอารมณ์นนั้ ๆ จนอิ่ม
แลว้ ก็จะ "รสู้ ึกตวั " ข้นึ มาเอง

เมื่อร้สู ึกตัวแลว้ ใหพ้ ิจารณาเปรยี บเทยี บสภาวะของตนเอง ระหว่าง
ทีม่ ีความรู้อยูก่ ับท่ีและระหว่างที่จิตคดิ ไปในอารมณ์ว่า มีความแตกต่างกัน
อย่างไร เพ่ือเป็นอุบายสอนจิตให้จดจา จากน้ันค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ใน
สภาวะรู้อยู่กับท่ีต่อไป คร้ันพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวย
อารมณ์ข้างนอกจนอิ่ม แล้วจะกลับรู้ตวั รู้ตัวแล้วก็พจิ ารณารักษาจิตต่อไป
ดว้ ยอุบายอย่างนี้ ไมน่ านนกั กจ็ ะสามารถควบคุมจิตและบรรลสุ มาธิในที่สุด
และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแหง่ จติ " โดยไม่ตอ้ งไปปรึกษาหารอื ใคร

*** ข้อห้ามในเวลาจิตฟุ้งเต็มท่ี อย่าทา เพราะไม่มีประโยชน์ และ
ยงั ทาใหบ้ ั่นทอนพลงั ความเพยี ร ไม่มกี าลงั ใจในการเจริญจติ ครง้ั ตอ่ ไป

การบรกิ รรม "พทุ โธ" เปล่าๆ โดยไรเ้ จตจานง ไมเ่ กิดประโยชน์อะไร
เลย กลับเป็นเคร่ืองบ่ันทอนความเพียร ทาลายกาลังใจในการเจริญจิตใน
คราวต่อๆ ไป...

(ที่มำ : หนงั สือ วธิ ีเจริญจติ ภำวนำ ตำมวิธหี ลวงปูด่ ูลย์ อตโุ ล)

(๖)

กำรปฏิบัตเิ บื้องต้น มีดงั นี้

๑. ให้พิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั ตลอดจนตบั ไต ไส้พุง (บทพิจารณาอาการ ๓๒
มีในหนังสือสวดมนต์) ว่าเป็นของไม่สะอาดด้วยสี สัณฐาน กลิ่น ที่เกิด ท่ีอยู่ เป็น
ส่ิงไม่เที่ยง ต้องเสื่อมดับไปเป็นธาตุดิน น้า ไฟ ลม หาแก่นสารตัวตนอะไรไม่ได้
จะถือเปน็ เรา ของเราไม่ได้

๒. หายใจเขา้ ให้ร้สู กึ ตัว หายใจออกใหร้ สู้ ึกตวั
๓. ยนื เดนิ นัง่ นอน พยายามใหอ้ ย่กู ับความร้สู ึกตวั ตลอดเวลา
๔. หากจะนง่ั สมาธิ ให้นงั่ โดยใช้ ขอ้ ๑ - ๓ ท่ีกล่าวมา
๕. เม่ือมีอารมณ์ใดมากระทบ ไม่ว่าความยินดียินร้าย ให้มีสติรู้เท่าทัน คือ ให้รู้สึกตัว

ขึ้นมา แล้วพิจารณาให้เห็นความเป็นอนิจจังคือ ไม่เที่ยงในอารมณ์นั้นๆ ให้เห็นว่า
“ไมด่ ับไปวันน้ีก็พรุ่งนี้แหละ เจ้าอารมณเ์ อ๋ย” ให้เห็นความเกิด ความดับของอารมณ์
ทั้งปวง ให้เห็นว่าจะหาอารมณ์ไหนที่เท่ียงแท้ไม่ได้สักอารมณ์เดียว คือ หาแก่นสาร
อะไรไมไ่ ด้ จะถอื เป็นเรา ของเราก็ไมไ่ ด้
๖. เม่ือเกิดโทสะ ราคะ จิตฟงุ้ ซ่าน งว่ งเหงา หาวนอน หดหู่หรือสงสัย ให้ “รู้” คือ รู้สกึ ตัว
ลูกเดียว ให้จติ ออกมาอยู่กบั รู้ ใหอ้ ยู่กับรู้ ถา้ อยู่กบั รไู้ ด้ อารมณต์ ่างๆ จะคอ่ ยบรรเทา
แล้วเสื่อมดับไปให้เห็น ถ้าถึงข้ันน้ี แสดงว่า สติมีกาลังใช้ได้แล้ว ให้รักษากาลังสติ
เช่นนี้ไว้ วันหนึง่ จติ กับสติหรือรู้จะตัง้ ม่ันเข้าดว้ ยกนั เรยี กวา่ มัคคสมังคี (สัมมาสมาธิ)
วันนัน้ จะเหน็ ธรรมหายสงสยั

ท่ีกล่าวมาเรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานสี่ หนทางเดียวที่จะรู้เห็นธรรม หนทาง
เดยี วท่ีจะนาไปสกู่ ารพ้นทกุ ข์แบบถาวร

ขอ้ ควรคำนึงคือ

๑. ยงั ไมต่ ้องไปคิดคน้ ควา้ หาผรู้ ู้ ให้ละ เลิกความคิดหาเหตุหาผลอะไรท้งั ปวง ยังไม่ต้อง
คิดค้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท เม่ือเกิดดวงตาเห็นธรรม (โสดาปัตติผล) ก็จะเห็นส่ิงที่
กล่าวมาโดยไม่ต้องไปถามใคร จากนั้นจิตมันจะซอกซอนหาเหตุผลของมันเองจนจบกิจ
คอื จิตบริสทุ ธิ์ พ้นไปจากความยึดมัน่ ในรูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ทงั้ ปวง พ้นทุกข์ หยุด
การเวยี นว่ายตายเกดิ ในสังสารวัฏอันยาวนาน

๒. ให้ทง้ิ เส้นทางทเ่ี คยปฏบิ ตั มิ าแต่เดิมเสียใหส้ ิน้
๓. ใครเคยภาวนาแบบพุทโธมา หากภาวนาแล้วจิตสงบบ้างแล้ว ก็ออกมาเดินต่อทาง

ปญั ญาคอื ดาเนนิ ตามข้อ ๑ , ๕ , ๖

(๗)

๔. สิ่งท่ีเคยอ่านหรืออ่านอยู่ สิ่งที่เคยฟังหรือฟังอยู่ให้วางไว้ก่อน ถ้าจะอ่าน ให้อ่าน
หนังสือของหลวงปู่ชา หลวงปู่ดูลย์ หรือครูบาอาจารย์สายพระป่า (หลวงปู่ม่ัน)
เท่านั้น

๕. ให้ปฏิบัติตามด้วยความศรัทธา ด้วยความเพียรต่อเนื่องไม่ใช่ทาๆ หยุดๆ หากทาได้
เชน่ น้ี ไมเ่ กนิ เจ็ดเดอื นจะเห็นความเปล่ยี นแปลงปรากฏในจิตใจตน

ขอ้ ชวี้ ดั กำรปฏบิ ัตวิ ่ำถูกตอ้ ง กำ้ วหน้ำ
๑. จิตจะอยู่กับอารมณ์น้อยลง ไม่จม แช่นานข้ามวันข้ามคืน จะรู้สึกตัวบ่อยขึ้น สติจะ

ดขี น้ึ ทุกข์แม้จะมีก็จะทาอะไรไมไ่ ดม้ ากเหมือนเดิม
๒. จะฟุ้งซ่านน้อยลง การส่งใจไปในอดีตหรือวาดฝันถึงอนาคตจะน้อยลง จะอยู่กับ

ปัจจบุ ันมากขน้ึ
๓. จะใหอ้ ภยั คนได้ง่ายขึน้ ความอาฆาตพยาบาทจะนอ้ ยลงหรือแทบไม่มเี ลย
๔. จิตจะสงบได้เองแม้ลืมตา และจะมีอาการปิติน้อยๆ เกิดขึ้นเป็นของขวัญช้ินแรกๆ

สาหรับการพากเพียรปฏิบัติ จะเห็นคุณค่าการปฏิบัติ เชื่อม่ันในคาสอนของ
พระพทุ ธเจ้ามากขึ้นเรอื่ ยๆ และทาให้มกี าลงั ใจในการปฏบิ ตั ิพากเพียรตอ่ ไป จนรเู้ ห็น
ธรรมในทส่ี ุด

ทำ่ นทรงกลด ม่ันสิงห์ ๑๘ ม.ค. ๒๕๖๐

กำรรสู้ ึกตัว

การรู้ตัวว่ากาลังทาโน่น นี่ น่ันอยู่ กับกำรรู้สึกตวั ท่ีเป็นสติน้ีต่างกัน อย่างแรก
เป็นเพียงความระลึกได้ในลักษณะจาได้ หมายรู้ (สัญญาขันธ์) อนั เป็นอารมณ์อย่างหน่ึง
แต่อย่างหลังท่ีเป็นสติ จะต้องมีลกั ษณะเป็นความระลึกไดใ้ นลกั ษณะรสู้ ึกตัวทั่วพร้อมจะ
“ตื่นรู้อยู่กับที่” และ “เบิกบาน” อยใู่ นตัว ส่วนอารมณก์ ็เคล่ือนไหวอยู่รอบๆ เหมือนเวลา
ง่วงก็ร้ตู ัววา่ ง่วง แตก่ ็ยังงว่ งอยู่ แต่ถ้าเป็นสติขนึ้ มา มนั จะออกจากความง่วงมาอยู่กับความ
รู้สึกตัว มันจะเป็นความง่วงที่ไม่ง่วง จะ “ตื่นรู้” อยู่ท่ามกลางความง่วง หากไม่รู้จักสติ
อย่างถ่องแท้แล้วไปหลงการรู้ตัวว่าการกาลังทาโนน่ นี่ น่ัน อยู่เป็นสติ แม้ปฏิบัติธรรมอยู่
รอ้ ยปีก็ไม่มีวนั เห็นธรรม พบธรรม พบ “พทุ ธะ” เลย เพราะ “พุทธะ” แปลว่า “ผ้รู ู้ ผตู้ ื่น
ผูเ้ บกิ บาน” อันหมายถงึ สติ น่นั เอง

ท่ำนทรงกลด ม่นั สงิ ห์ ๒๖ มี.ค. ๒๕๖๐

(๘)

กำรเดินจงกรมท่ถี ูกต้อง

๑. เดนิ พิจารณาอาการ ๓๒ (กายคตาสติ)
๒. เดินพิจารณาอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดด้วยสติที่รู้เท่าทัน

อารมณ์ต่างๆ ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา เห็นความเกิด ความเสื่อมดับในทุกอารมณ์
ไมค่ วรยดึ มั่นถอื มั่น
๓. เดินด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมหรือความรู้สึกท่ีเป็นกลางๆ
“ร้อู ยกู่ ับที่” ดงั น้ี
ก. ยนื อยูต่ รงตน้ ทางจงกรม หายใจเข้าลกึ ๆ สามครงั้ ให้

ร้สู กึ ตัวทั่วพรอ้ มขน้ึ มา
ข. ให้รักษาความรู้สกึ ตัวทั่วพร้อมนั้นไว้ แล้วยา่ งเทา้ ก้าว

เดิน โดยไม่ตอ้ งบรกิ รรมคาภาวนาใดๆ
ค. เมื่อความร้สู ึกตัวท่ัวพรอ้ มหายไป ให้หยุด และหายใจ

เข้าลึกๆ สามคร้ัง ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมข้ึนมาใหม่ แล้ว
จงึ คอ่ ยเดิน รักษาความรู้สึกตัวนั้นไว้ หากความรู้สกึ ตัว
ท่ัวพร้อมหายไปอีก ก็ให้หยุดทาเช่นเดิม ทาเช่นนี้
จนสดุ ทางเดนิ จงกรม แลว้ จึงทาตามข้อ ก - ค ใหม่
๔. หากทาได้ ไม่นานจิตจะเปลี่ยนจากที่อยู่เดิมคืออารมณ์
ต่างๆ มาอยู่กับสติได้ในท่ีสุด วันใดจิตตั้งมั่นอยู่กับสติได้
วันน้ันจะเกิดสัมมาสมาธิในมรรคมีองค์แปด จะรู้เห็น
ธรรมไดใ้ นวันนัน้ เอง

(๙)

อำนำปำนสตฉิ บบั ยอ่

กำรปฏบิ ตั ิทลี่ ัดท่สี ุดกค็ ือ กำรเจรญิ สติปฏั ฐำนสี่

ใหเ้ ดนิ จงกรมยีส่ บิ นาที แบง่ เป็นสองตอน สบิ นาทีแรกให้เดนิ พจิ ารณา
กาย ผม ขน เล็บ ฟนั หนัง ไป กลบั ถ้าจิตไม่สงบเพ่ิมเป็นสบิ หา้ นาที หลงั จาก
น้ันให้เดินทาความรู้สึกตัว ประมาณสิบนาที ไม่ต้องบริกรรมว่า เดินหนอ
ย่างหนอ ให้รู้สึกตัวท่ัวพร้อมอย่างเดียวเท่านั้น การรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็คือ
สติ การพิจารณากายให้เห็นตามความเป็นจริงในตอนแรกจะได้ท้ังสติและ
ปญั ญา

หลังจากท่านได้เดินจงกรมมาย่ีสิบถึงย่ีสบิ ห้านาที ทา่ นนัง่ สมาธิอย่าง
ที่เคยน่ัง หายใจเข้าลึกๆ สามครั้ง เป็นอานาปานสติอย่างย่อ ท่ีสามารถเห็น
ธรรมได้โดยง่าย ขณะหายใจเข้าถึงที่สุดของลม ให้ทาความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ทาสติให้เกดิ จริงๆ มีสติอยแู่ ล้ว ไม่ต้องไปทามันขนึ้ มา แต่จิตเราไม่เคยอยู่กับ
สติเลย อยู่กับอารมณ์ตลอด เม่ือหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกตัวท่ัวพร้อม ให้รักษา
ความรู้สึกตัวน้ันไว้ ตรงนส้ี าคัญมากเป็นเคล็ดลับของวิชาอานาปานสติ ให้คง
ควำมรู้สึกตัวทั่วพร้อมไว้ แล้วหายใจออก ขณะหายใจออก ให้รักษาความ
รู้สึกตัวไว้ตลอดสายท่ีหายใจออกไป จากนั้นจึงหายใจเข้าใหม่ เมื่อทาได้ดังนี้
สติท่านจะต่อเน่ืองเป็นวงกลม ที่หลวงปู่ม่ันบอกว่ำ กำรปฏิบัติให้ทำเป็น
วงกลมก็คือ กำรเจรญิ สตใิ หต้ อ่ เน่ืองกนั ไปไม่ขำดสำยคอื อนั นน้ี เ่ี อง

ในอานาปานสติ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ ส่วนใหญ่จะไปรู้ (สติ)
ตอนหายใจเขา้ กับตอนหายใจออกหมดแลว้ สติจึงขาดชว่ ง ไม่ต่อเนือ่ ง เหมือน
สายน้าขาดสาย เราต้องรักษาความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไว้ ตลอดสายของลม
หายใจเข้าออก

(๑๐)

หำกท่ำนทำข้นั นสี้ ำเร็จจะมีอำกำรดงั น้ี

๑. ท่านจะเห็นลมหายใจเข้าออกเหมือนแขกมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป
มาแล้วก็ไป ลมหายใจจะมาเองโดยไม่ต้องบังคับให้หายใจเข้าหรือออก เป็น
ธรรมชาติ สติท่านจะดีข้ึน จะมีความรสู้ กึ ตัวทัว่ พรอ้ มอยู่ตลอด

๒. หายใจเข้าให้รู้ แต่พอหายใจออกไปให้พิจารณาว่า ลมหายใจนั้น
เที่ยงหรือไม่ มีเกิดและมีดับเป็นธรรมดาของมันใช่หรือไม่ ให้เห็นอนิจจังใน
ลมหายใจ จะเห็นวา่ ลม (ซึ่งเป็นกาย) จะถอื เป็นเรา ของเราไม่ได้เลย ตอนนี้
จิตทา่ นจะเร่มิ แยกออกจากลม จากกายได้แล้ว

๓. หายใจเข้าให้รู้สกึ ตวั ท่ัวพร้อมเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่ตอ้ งพิจารณา
ลมแต่ให้พจิ ารณาอารมณ์ ทาความเข้าใจอีกครั้งวา่ ความรูส้ กึ นึกคิดท้ังปวงคือ
อารมณ์ ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่ใช่หมายถึงอารมณ์โกรธ ไม่พอใจอย่างเดียว
สุข ทุกข์ก็เป็นอารมณ์ ความจาได้หมายรู้ สญั ญาทัง้ ปวง กเ็ ปน็ อารมณ์

เมื่อเข้ำใจดังน้ี ส่ิงที่เข้ามาในหัวเราตอนน้ีไม่ว่าอดีต อนาคต น้ันคือ
อารมณ์ท้ังสิ้น ตอนนี้หายใจเข้าลึกๆ ให้รู้สึกตัวท่ัวพร้อม สามสี่ครั้ง แล้วให้
พิจารณาอารมณ์ที่เข้ามา ดุจดังพิจารณาลมหายใจท่ีเข้ามาแล้วก็ไป เหมือน
แขกมาเยือน หลวงปู่ชาบอกว่า เหมือนเราน่ังอยู่ในห้องห้องหน่ึง มีเก้าอี้
ตัวเดียว เรานั่งอยู่ แขกจรมาเราไม่ให้น่ัง เด๋ียวแขกก็ไป เหมือนลม เหมือน
อารมณ์นั่นแหละ ไม่วา่ จะเป็นภาพคน สัตว์ ส่ิงของใดๆ ทผ่ี ่านเข้ามาในใจ ให้
พิจารณาเป็นอนิจจงั คอื ไม่เท่ียงแท้ เกดิ แล้วดบั ความคิดหน่ึงเกดิ ขึ้นแล้วก็ไป
มาแล้วก็ไป เกิดแล้วเส่ือมดับๆ ๆ ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง ทุกขัง ทนไม่ได้
อนัตตา หาแก่นสารไมไ่ ด้

วิธีพิจารณาคือ หายใจเข้าให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม ตอนน้ีไม่ต้องไปสนใจ
ลมหายใจออกแล้ว แต่ให้พิจารณาอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนน้ั แทนลมหายใจ
ออก ให้เห็นว่ามันเกิดข้ึนแล้ว ต้องเส่ือมดับไปเป็นธรรมดา ให้เห็นอนิจจังใน

(๑๑)

อารมณ์เหมือนเห็นอนิจจังในลม เมื่อจิตเห็นอนจิ จังในอารมณ์มากขน้ึ ๆ จิตจะ
จางคลายจากอารมณ์ จากความยึดม่ันถือมั่น เห็นอารมณ์ไม่ต่างจากลม
มาแล้วไป เกิดแล้วดับ จะรู้สึกเบา ปิติมากขึ้นๆ จนจิตหยุดว่ิงตามอารมณ์
จิตต้ังม่ัน เป็นสัมมาสมาธิ จะเห็นอารมณ์ความร้สู ึกนึกคิดท้ังปวง แยกออกไป
เฉพาะหน้า ที่พระไตรปิฎกเรียกว่า จิตพรากออกจากขันธ์ จะเห็นขันธ์ห้า
อารมณ์ไมใ่ ช่เรา ของเรา ผใู้ ดเห็นจติ ผนู้ ้ันเหน็ ธรรม

แต่หากวันน้ียังไม่เห็น ก็อย่าเพิ่งท้อใจ ให้ปฏิบัติอยู่เนืองๆ ด้วยเพียร
ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่คือ พละห้า อินทรีย์ห้าท่ีพระพุทธเจ้า
เน้นมาก ให้สังเกตอารมณ์ในแต่ละวัน น้อมเข้ามา โอปนยิโก ให้เห็นว่าเป็น
เหมือนลมหายใจเข้าออก มาแล้วก็ไป ไม่ต้ังอยู่นาน เกิดแล้วก็ดับ อย่าไป
หมายม่ันให้มากนัก พระพุทธองค์บอกให้พอกพูนความเห็นน้ีไว้ เห็นอนิจจัง
ในอารมณ์อยู่เนืองๆ เราเสียเวลาปฏิบัติจริงสักสี่สิบนาที โดยในช่วงแรกสัก
ย่ีสิบนาที ช่วงอานาปานสติย่ีสิบนาที ขอเน้นว่าช่วงแรกอย่าตามหรือเพ่งลม
ให้รู้สึกตัวท่ัวพร้อมอย่างเดียว ระหว่างวันเมื่อจิตของท่านชินกับสติ ท่ำนจะ
ประหลำดใจ เม่ือเวลำมีอำรมณ์มำกระทบ จิตจะวิ่งมำอยู่กับสติโดย
อตั โนมตั ิ

ขอท้ิงท้ายว่า อานาปานสติทั้งหมดในพระสูตรมีสิบหกขั้น เป็นเร่ือง
สติ สมาธิและปัญญา ผมย่อมาสามขั้นตอนเป็นหัวใจของอานาปานสติเลย
ทีเดียว โดยจิตจะเป็นสมาธิขณะที่ตั้งมั่นอยู่กับสติ อยู่กับรู้ ขณะน้ันเห็นอารมณ์
แยกออกไป กเ็ ปลอื้ งจติ ออกจากความยึดมนั่ ในขนั ธ์หา้ อารมณด์ ้วยปัญญา คือ
เห็นอนิจจังในอารมณ์ทั้งปวง จิตจะจางคลาย ค่อยๆ สละคืนอารมณ์และหลุดพ้น
ไปในที่สุด ก็ลองปฏิบัติกันดู จะเห็นความก้าวหน้าในการภาวนาอย่างไม่เคย
เปน็ มากอ่ น

(๑๒)

ถำม : อำม้ำถำมว่ำ คำว่ำเจริญสตภิ ำวนำ ต้องทำอยำ่ งไร

ตอบ : หายใจเข้ายาวๆ ลกึ ๆ ค้างไว้ ให้ร้สู ึกตวั ทั่วพร้อม แล้วหายใจออกยาวๆ
ให้รสู้ กึ ตวั ท่วั พรอ้ มตลอดสาย ทาแบบน้สี ามครัง้ จะจับความร้สู ึกตัวได้ มนั เป็น
ความรู้สึกกลางๆ ถ้าทาไม่ได้ ก็ทาต่อไปจนกว่าจะได้ เม่ือพบความรู้สึกตัว
ดงั กล่าวแล้ว รักษาความรสู้ กึ ตวั ท่ัวพรอ้ มไว้ นั่นแหละคือ สติล่ะ เม่ือมอี ารมณ์
มากระทบ ให้อยู่กับความรู้สึกตัว ทาบ่อยๆ สติจะมีกาลังขึ้นมา ต่อไปเม่ือ
อารมณใ์ ดกระทบ มนั จะเสอ่ื มดบั ใหเ้ ห็น ปัญญาจะเกิดตรงนี้

ถำม : ผมขอกรำบเรียนถำมที่ท่ำนอำจำรย์บอกว่ำ อำกำร ๓๒ อยู่ในบท
สวดมนต์ กระผมอยำกทรำบว่ำ อยใู่ นบทสวดมนต์บทไหนครบั

ตอบ : ทวตั ติงสาการปาฐะ (อาการ ๓๒) (หันทะ มะยงั ทวัตติงสา การะปาฐัง
ภะณามะ เส) อะยัง โข เม กาโย กายของเรานี้แล อทุ ธงั ปาทะตะลา เบื้องบน
แต่พื้นเทา้ ขน้ึ มา อะโธ เกสะมัตถะกา เบ้ืองต่าแต่ปลายผมลงไป ตะจะปะรยิ ันโต
มีหนังหุ้มอยู่เป็นท่ีสุดรอบ ปุโรนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่
สะอาดมีประการตา่ งๆ อตั ถิ อมิ ัสมงิ กาเย มอี ยใู่ นกายนี้ เกสา คือผมทั้งหลาย
โลมา คือขนท้ังหลาย นะขา คือเล็บทั้งหลาย ทันตา คือฟันทั้งหลาย ตะโจ
หนัง มงั สัง เนอื้ นะหารู เอน็ ท้ังหลาย อัฏฐิ กระดกู ท้งั หลาย อฏั ฐิมญิ ชงั เยอ่ื ใน
กระดกู วักกงั ไต หะทะยัง หัวใจ ยะกะนัง ตับ กโิ ลมะกงั พังผืด ปิหะกัง มา้ ม
ปัปผาสัง ปอด อันตัง ไส้ใหญ่ อันตะคุณัง สายรัดไส้ อุทะริยัง อาหารใหม่
กะรีสัง อาหารเก่า ปิตตัง น้าดี เสมหัง น้าเสลด ปุพโพ น้าเหลือง โลหิตัง
น้าเลือด เสโท น้าเหงื่อ เมโท น้ามันข้น อัสสุ น้าตา วะสา น้ามันเหลว เขโฬ
น้าลาย สิงฆานิกา น้ามูก ละสิกา น้ามันไขข้อ มุตตัง น้ามูตร มัตถะเก
มัตถะลุงคัง เยื่อในสมอง เอวะ มะยัง เม กาโย กายของเรานี้อย่างน้ี อุทธัง
ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พ้ืนเท้าขึ้นมา อะโธ เกสะมัตถะกา เบ้ืองต่าแต่ปลาย
ผมลงไป ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นท่ีสุดรอบ ปุโรนานัปปะการัสสะ
อะสุจิโน เตม็ ไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ อยา่ งน้แี ลฯ

(๑๓)

บทพิจำรณำอำกำร ๓๒ มรณำนุสติ และอสุภกรรมฐำน

ปฏิกูลมนสกิ ำรบรรพ

น้อมพิจารณาในกายว่า กายน้ีแต่พื้นเท้าข้ึนไป แต่ปลายผมลงมา มี
หนงั เป็นท่ีสดุ โดยรอบ ประกอบไปดว้ ย ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เน้อื เอน็ กระดกู
เยื่อในสมอง เย่ือในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ
อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้าตา มันเหลว
นา้ มันไขข้อ น้าลาย น้ามูก น้ามูตร (ปัสสาวะ) ซ่ึงเป็นของไม่สะอาด ผสมปน
กันมีแต่สง่ิ ปฏิกูลทั้งสน้ิ น่ารังเกียจ สกปรก ด้วยสภาพ สี ลักษณะ กล่นิ ท่ีเกิด
ทีอ่ ยู่

น้อมพิจารณาในกายว่า กายนี้เปรียบเหมือนไถ้ คือ ถุงยาวๆ มีปาก
สองด้าน ในถุงเต็มไปด้วยธัญชาติต่างๆ คือ ข้าวสาลี ถั่วเขียว ถ่ัวเหลือง
งา ข้าวสาร ผู้มีปัญญาแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นว่า น้ีข้าวสาลี น้ีข้าวเปลือก
นถ้ี ั่วเหลอื ง นี้งา นี้ข้าวสาร กายนีล้ ้วนประกอบดว้ ยส่ิงต่างๆ ท่ีผสมปนกนั แล้ว
กลายเป็นปฏิกูล ไม่สะอาดอยู่ภายใน ประกอบไปด้วยซากพืช ซากสัตว์ใหญ่
น้อย ดุจดังสุสานใหญ่ อาหารนี้เข้าทางปากแล้วขับถ่ายออกมาเป็นสิ่งปฏิกูล
ทั้งส้ิน กายน้ีอุปมาดังไถ้ก้นร่ัว ท่ีมีปากเข้าอยู่ด้านหน่ึงส่วนอีกด้าน ก้นร่ัวเสีย
เตมิ เท่าไรก็ไม่รูจ้ ักเตม็ ต้องหม่นั เตมิ อยู่เสมอๆ ทกุ ๆ วนั วันละหลายๆ คร้ัง

(ท่ีมำ : พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๐ บรรทัดท่ี ๖๓๑๗-๖๓๔๓ หน้ำที่ ๒๕๙ – ๒๖๐)

ธำตมุ นสิกำรบรรพ

น้อมพิจารณาในกายว่า กายนี้แก่นแท้แล้วล้วนเกิดแต่เหตุของธาตุ
ทั้งส่ี ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุลม ธาตุไฟ มาเป็นปัจจัยประชุมปรุงแต่ง
รวมตัวกัน ธาตุดิน คือ ส่วนท่ีเป็นของแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก
ธาตนุ ้า คือ ส่วนที่เปน็ ของเหลว เชน่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงือ่ มันขน้ น้าตา
มนั เหลว นา้ มันไขข้อ น้าลาย น้ามกู น้ามูตร ธาตุลม คือ ลมหายใจ ลมในปอด

(๑๔)

ลมในท้อง การเต้นของชีพจร ธาตุไฟ คือ ความอบอุ่นในร่างกาย ความร้อน
ธาตุทั้งส่ีจะมาเป็นปัจจัยประชุมปรุงแต่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ช่ัวขณะ
หรือระยะหนึ่งเท่านั้น เปน็ ของไม่เทีย่ ง คงทนอยไู่ ม่ได้ หาสาระแกน่ สาร ตวั ตน
ไม่ได้ ย่อมเส่อื มไป เป็นอนิจจัง ทุกขงั และสุดท้ายก็กลับไปเป็นธาตุดิน น้า ลม
ไฟ ตามเดิม ไม่มีค่าอีกต่อไป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน กายนี้จึงมีอยู่ก็
เพียงสักว่าให้อาศยั ระลึกรเู้ ทา่ นัน้ กายนีย้ ดึ มัน่ ถือม่นั อะไรไมไ่ ด้

(ที่มำ : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ บรรทัดที่ ๖๓๓๙-๖๓๕๒ หน้ำท่ี ๒๖๐ – ๒๖๑)

นวสีวถกิ ำบรรพ

น้อมพิจารณาในกายว่า กายน้ีตายแล้วเป็นซากศพถูกทิ้งไว้ในป่าช้า
หนึ่งวันบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ย่อมพองข้ึนๆ ๆ เป็นศพท่ีขึ้นอืด
ตามลาดับต้ังแต่สิ้นชีพไป ศพที่พองข้ึนมีสีเขียว เน่า น่าเกลียด มีสีแดงท่ีมี
เน้ือนูนหนา มีสีขาวในท่ีอันบ่มหนอง มีน้าเหลืองไหลออกจากท่ีปริแตก
ทางปาก แผลน่าเกลียด น้าเหลืองและซากศพมีกล่ินเหมน็ เน่า เพราะเป็นของ
ปฏิกลู ทไ่ี มส่ ะอาดท้ังส้ิน

นอ้ มพิจารณาในกายว่า กายนี้ทิ้งไวใ้ นป่าช้า มีฝูงนกกา ฝูงแร้ง สุนัข
สัตว์น้อยใหญ่ กัดกินอวัยวะต่างๆ เช่น ท้อง และศีรษะ เป็นต้น แล้วดึง
เน้อื ท้อง ตบั ไต ไส้น้อย ไส้ใหญ่ สมอง ออกมาใหเ้ ร่ยี รายบนพนื้ ดนิ

กายนี้ท้งิ ไว้ในป่าช้าเป็นโครงกระดกู ยงั มีเนอ้ื เลอื ด เส้นเอน็ ผูกรัดอยู่
เปน็ โครงกระดกู ปราศจากเนอื้ แตย่ ังเปอ้ื นเลอื ด ยังมเี สน้ เอ็นผกู รดั อยู่
เปน็ โครงกระดกู ปราศจากเน้ือและเลอื ดแล้ว ยังมเี ส้นเอน็ ผูกรัดอยู่
เป็นโครงกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว เร่ียรายไปทุกทิศทุก
ทางคือ กระดูกมือไปทางหน่ึง กระดูกเท้าไปทางหน่ึง กระดูกแข้งไปทางหนึ่ง
กระดูกขาไปทางหน่ึง กระดูกสะเอวไปทางหน่ึง กระดูกหลังไปทางหน่ึง
กระดกู สนั หลังไปทางหนง่ึ กระดูกสีขา้ งไปทางหน่ึง กระดูกหน้าอกไปทางหนึ่ง

(๑๕)

กระดกู ไหล่ไปทางหนึ่ง กระดกู แขนไปทางหนึง่ กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูก
คางไปทางหนึ่ง กระดูกฟันไปทางหนึ่ง กระโหลกศีรษะไปทางหน่ึง กระจัด
กระจายแยกกนั ไป

เปน็ กระดูกมีสีขาวเปรยี บดว้ ยสสี ังข์
เป็นกระดูกกองเรียงรายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งข้ึนไป กระดูกอันตั้งอยู่
กลางแจ้ง ย่อมเป่ือยผุ เพราะกระทบลม แดดและฝน ส่วนกระดูกที่อยู่ใต้
พื้นดนิ ย่อมต้งั อยูไ่ ดน้ านกวา่ แต่สุดทา้ ยก็ตอ้ งเปอื่ ย ผพุ ังไป
เป็นกระดูกผุเป็นจุณแล้วแหลกเป็นผุยผง ฟุ้งกระจายไปในอากาศ
และน้า
จะเห็นไดว้ า่ กายนคี้ ือ รูปรา่ งท่ีไม่เทยี่ ง สีผวิ กายทไ่ี ม่เทีย่ ง ผิวงามท่ีไม่
เที่ยง กล่ินกายไม่เท่ียง กายนี้คือ กระดูกที่ยังไม่เรี่ยรายแผ่นดิน หากมีเหตุ
ปัจจัยท่ีจะทาให้เปลี่ยนแปลงก็เปล่ียนแปลงได้ในทันที กายนี้เป็นซากศพท่ี
เน่าเป่ือย ผุพังและสลายไปในที่สุด ไม่ได้ประกอบรวมกันเป็นก้อนเป็นตัว
เปน็ ตน สามารถแยกออกและเปลีย่ นแปลงได้ เพราะกายนีป้ ระกอบด้วยธาตสุ ่ี
คือ ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุไฟ ธาตุลม มาเป็นปัจจัยประชุมปรุงแต่งรวมตัวกัน
เป็นกลุ่มกอ้ นอยชู่ ั่วขณะหรือระยะหน่ึงเท่าน้ัน และมแี ต่สิ่งปฏกิ ูล ย่อมมคี วาม
เปล่ียนแปลงไป ต้องเส่ือมไปเป็นธรรมดา เป็นอนิจจัง - ไม่เท่ียง ทุกขัง -
คงทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา - หาสาระแก่นสารตัวตนไม่ได้ จึงยึดม่ันถือม่ันอะไร
ไมไ่ ด้ และไม่ใช่เรา ไมใ่ ชข่ องเรา
กายเราหรือกายผู้อน่ื ก็ลว้ นเปน็ อสุภะที่เน่าเป่ือย ผุพัง ย่อยสลายไป
เช่นน้ีเป็นที่สุดเช่นเดียวกัน ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ จงละคลาย
ความรัก ความหลง ความพอใจ ความยนิ ดี ความยึดถือในกายตน ตลอดจนใน
กายของผอู้ ่นื ซง่ึ เปน็ เชน่ เดียวกบั กายเรา ไม่ล่วงความเปน็ อยา่ งน้ีไปได้ กายนี้มี
อยู่ก็เพียงสักว่าใหอ้ าศยั ระลึกรู้เทา่ นัน้ ยดึ มั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ กายของผู้อื่นก็
ยดึ มน่ั ถอื ม่นั ไมไ่ ด้เชน่ กนั

(ท่ีมำ : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ บรรทัดท่ี ๖๓๙๔-๖๔๑๒ หนำ้ ท่ี ๒๖๒ – ๒๖๓)

(๑๖)

สำรบญั

เรอื่ งท่ี หน้ำ

หมวด กำยำนุปสั สนำสตปิ ัฏฐำน

๑. พระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสรญิ คุณของการเจริญกายคตาสติ ๑

๒. เรอ่ื งกายนี้เปน็ ของงา่ ยท่ีเรยี นรู้ให้เกิดความเห็นถกู ๗

๓. การพิจารณากายต้องใช้ความคิดไหม ๑๓

๔. การพจิ ารณากายต้องโยนโิ สมนสิการใหเ้ ป็น ๑๗

๕. หลวงป่มู ั่น หลวงตามหาบัว หลวงปหู่ ลยุ พจิ ารณากาย ๒๑

๖. พระพทุ ธเจา้ สอนสามเณรราหุล เรอื่ ง กายคตาสติและขนั ธ์ ๕ ๒๖

๗. ภาคขยายของกายคตาสติ ๓๓

๘. การเจริญกายคตาสติ ๓๖

๙. เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา ๓๙

๑๐. ความยดึ มนั่ ในขนั ธ์ ๕ ๔๗

๑๑. ผลของการพิจารณากายเป็นอย่างไร ๕๔

๑๒. สอนกายานุปสั สนาสตปิ ัฏฐานคนป่วยหนกั ๑ ๖๐

๑๓. สอนกายานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐานคนปว่ ยหนกั ๒ ๖๔

๑๔. แกไ้ ขผ้ภู าวนาผิดติดความวา่ ง ๖๘

๑๕. อาหาเรปฏกิ ลู สญั ญา ๗๒

๑๖. ประสบการณ์ธรรม : การเจริญกายคตาสติ อสุภกรรมฐาน ๗๔

หมวด เวทนำนุปัสสนำสติปฏั ฐำน ๗๙
๘๓
๑. เรื่องเวทนาเปน็ เรอื่ งใหญ่ เราแบกมันไว้ตลอดเวลา ๘๕
๒. เวทนาคอื สุข ทุกข์ ไม่สุข ไมท่ ุกข์
๓. เวทนานุปสั สนาสติปฏั ฐานตา่ งกับจิตตานุปสั สนาสติปัฏฐาน ๘๘

อย่างไร
๔. จะรอ้ นหรอื เย็นก็สักแตว่ า่ เป็นเวทนา

(๑๗)

๕. ก้อนกาย ก้อนเบือ่ กค็ อื ก้อนทกุ ข์ ๙๙

๖. ธรรมชาตขิ องอารมณ์ ธรรมชาตขิ องใจ ๑๐๒

๗. อารมณเ์ ทย่ี งหรอื ไม่ ๑๐๖

๘. ปิติก็เป็นเวทนาอย่างหนง่ึ ๑๑๔

๙. เวทนาก็เวทนา จติ ก็จติ มันแยกกนั เหมอื นนา้ กบั นา้ มนั ๑๑๗

๑๐. มีสติ รสู้ ึกตัวทั่วพรอ้ ม ไม่เสวยเวทนา ๑๒๑

๑๑. ปฏิบัติอย่างไรใหร้ ้เู หน็ ธรรมโดยเร็ว ๑๒๘

๑๒. เห็นทุกขต์ อ้ งเหน็ ดว้ ยใจ ๑๓๖

๑๓. อยา่ เอาหวั ใจไปฝากไวก้ บั คนอื่น ๑๔๑

๑๔. อาการหลงไปทีละนานๆ ๑๔๗

๑๕. อยู่กับปจั จุบันอยา่ งตืน่ รู้ ๑๔๙

๑๖. การทรงอารมณพ์ ระโสดาบัน ๑๕๒

๑๗. วธิ ฉี ันอาหารแบบหลวงปมู่ น่ั ภูรทิ ัตโต ๑๕๕

๑๘. การเจรญิ สตขิ ณะรบั ประทานอาหาร ๑๕๗

๑๙. การไมม่ คี วามรู้สึกทางเพศเป็นความกา้ วหน้าทางธรรมหรอื ไม่ ๑๕๙

๒๐. ใชน้ ิมิตเรยี นรใู้ หจ้ ติ เหน็ ตามจริง ๑๖๔

๒๑. เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานยามเจบ็ ปว่ ย ๑๖๗

๒๒. ธรรมะยามเจบ็ ปว่ ย ๑๗๑

๒๓. ประสบการณ์ธรรม : การเจริญเวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน ๑๗๔

๒๔. บทส่งทา้ ย : ความปรารถนาของทา่ นทรงกลด ม่นั สงิ ห์ ๑๘๖



(๑๘)

หมวด กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน

๑. พระพทุ ธเจา้ ทรงสรรเสรญิ คณุ ของการเจริญกายคตาสติ

แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เม่อื วนั ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ท่านทรงกลด : หลักของการทาจิตให้มีกาลัง ไม่เหมือนกับร่างกาย
รา่ งกายถ้าจะทาให้แข็งแรง เราต้องวิ่งต้องเดิน แต่จิตตรงกันข้าม ถ้าจะทาให้
จิตมีกาลัง เราต้องหยุดวิ่งตามอารมณ์ ตามความคิด การทาให้จิตสงบ ก็คือ
การทาให้จิตหยุด หยุดวิ่ง เมื่อจิตหยุดว่ิง จิตก็ตั้งม่ัน ไม่หวั่นไหว จิตก็จะมี
กาลัง

การทาจิตให้สงบมีสองแบบ คือ แบบสมถะ เพ่ง บรกิ รรมภาวนา กับ
อกี แบบคือ การทาจติ ให้สงบดว้ ยปญั ญาหรือวปิ ัสสนา คือ การพิจารณาใหเ้ ห็น
ตามความเป็นจรงิ

เรอื่ งอารมณ์ ความคิด ถ้าเราพิจารณาเห็นความเป็นจรงิ ของมัน จติ ก็
หยุดเอง หลวงปู่มั่น เมื่อท่านรู้จักความคิดแล้วว่า มันคืออะไร ธรรมชาติเป็น
อย่างไร ทา่ นก็สบาย ท่านแตง่ เปน็ กลอนไว้ว่า "ถงึ จะคิดก็ไมห่ ้ามตามวิสัย เมื่อ
ไม่ห้ามก็หายยุ่งหมดฟุ้งไป" วิสยั ของความคิดกับวิสัยของลิงก็เหมอื นกัน ท่าน
ไมห่ ้ามและไมว่ ิ่งตาม เม่ือไม่วง่ิ ตามก็ไมฟ่ งุ้ ไม่ยุง่

ความคิด อารมณน์ สี่ าคญั มาก เคยมีคนรู้จกั คนหนงึ่ เป็นนกั ธรุ กจิ รวย
มากมีเงินหลายร้อยล้าน เช้าๆ เจอกันผมสังเกตดูสีหน้าซีดเซียว ก็ถาม เป็น
อะไร เขาบอก นอนไม่หลับ มันคิดท้ังคืน คิดนั่นคิดนี่สารพัด คิดไปเร่ือย ผมก็
ไม่รู้จะบอกอย่างไร เพราะเขาไม่เชื่อเรอ่ื งการปฏบิ ัติ แต่ชอบทาบุญมาก ต่อมา
ก็ล้มหมอนนอนเสื่อ ป่วยเข้าโรงพยาบาล น่ีเพราะไม่รู้จักความคิด ไม่รู้จัก
อารมณ์ อันตรายมาก บางคนทป่ี ่วยๆ เหตมุ าจากคิดน่แี หละ จิตเหนือ่ ยเพราะ
วิ่งตามไม่เคยหยุดเลย จนป่วย ล้า เม่ือจติ ปว่ ย กส็ ่งผลมาทางกาย กายจึงป่วย
ตามไปดว้ ย โดยเฉพาะมะเร็งนี้ มาจากความคดิ ความเครยี ดท้งั นั้น เราจึงตอ้ ง

กายานปุ สั สนาสติปฏั ฐาน | ๑

มาอบรมจิตใหร้ ้จู ักอารมณ์ และความคิดตามความเป็นจริง จะไดไ้ มเ่ ครยี ดมาก
ไม่ทกุ ข์มาก

เรอื่ งการพิจารณากาย พิจารณาอาการ ๓๒ ถา้ ท่านเหน็ อันใดอันหน่ึง
จติ ใจท่านหรือคุณภาพจติ ท่านจะดีขึ้นทันที เพราะอะไร เพราะท่านจะเห็นว่า
กายท่านกับกายคนอืน่ มันก็เหมือนกนั สักแตว่ า่ ธาตุเหมือนกนั ส่วนท่แี ขง็ เช่น
ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูกก็คือ ธาตุดิน ส่วนท่ีอ่อน เหลว คือ ธาตุน้า ที่อบอุ่น
ร้อน คือ ธาตุไฟ ที่เคลื่อนไหวพัดไปพัดมา คือ ธาตุลม ต่างกันแต่เพียง
รูปลักษณ์ แต่เน้ือแท้มันคือ ธาตุเหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องคืนกลับสู่ธรรมชาติ
เหมือนกัน ท่านจะไม่ค่อยโกรธใครมากเหมือนกอ่ น เพราะเน้ือแท้ เขากับเราก็
เหมอื นกัน คณุ ภาพจิตหรืออคี วิ จะดีขึน้ ทันตา

เพลงทะเลใจของคาราบาว คนแต่งก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเพลงธรรมะ
เพลงท่อนสุดท้าย ที่ว่า ทุกชีวิตดิ้นรนค้นหาแต่จุดหมาย "ใจ" ในร่างกายกลับ
ไม่เจอ ทุกข์ที่เกิดเพราะใจนาพร่าเพ้อ หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข เพลงนี้เป็น
ปฏจิ จสมปุ บาทเลยเชียวนะ เป็นอริยสัจดว้ ย ทุกข์ ธรรม ท้ังปวงไหลมาแต่เหตุ
เหตุคือ ใจนาพร่าเพ้อปรุงแต่ง ทุกวนั นี้ เราไม่เคยเจอ "ใจ" จริงๆ เลย เพราะ
มัวหลง เห็นผิดคิดว่าอารมณ์ ความรู้สกึ นึกคิดคือ ใจ ใจก็ใจ อารมณ์ก็อารมณ์
คนละอันกนั คาราบาวไม่ไดบ้ อกวา่ จะหา "ใจ" เจอไดอ้ ยา่ งไร เพราะพ่แี อ๊ดก็คง
ไม่ร้เู หมอื นกนั

ผมกาลังจะบอกว่า หยุดวิ่งตามอารมณ์ได้เม่ือใด ก็พบ "ใจ" เมื่อน้ัน
นี่แหละ เราจึงตอ้ งมาฝกึ อบรมใจหรือจิตใหห้ ยุดวิ่ง เป็นสมาธิ จะไดเ้ กิดปญั ญา
เห็นตามจริงเสียที เม่ือพบใจวันใดก็ฉลาดขึ้นมาแล้ว ไม่หลงวิ่งตามอารมณ์
แค่น้ีก็สขุ แล้ว เม่ือใดทเ่ี ห็นใจ พบใจ เม่ือนนั้ ช่ือว่า เห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน
แต่ยังละกิเลสไม่ได้ ยังมีราคะ โทสะอยู่ แต่ฉลาดแล้ว จิตเป็นสุขข้ึนพอควร
แล้ว ทเ่ี หลือมนั จะเป็นไปของมันเองจนถงึ นิพพาน

การจะพบใจ หาใจ เบอื้ งแรกเลย ทบ่ี อกคือ การพจิ ารณากายน่ีแหละ
ยังมีคนอีกมากเข้าใจว่า เรา (จิต) กับกายอันเดียวกัน เม่ือกายดับก็จบเรื่อง

๒ | ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม ๒

อันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรงท่ีสุด เมื่อใดท่ีเจริญภาวนาจนแยกจิตแยก
กายได้ (เหน็ ด้วยตาใน ในขณะทีจ่ ิตสงบ) เมอ่ื นั้นพระนพิ พานกอ็ ยู่ไม่ไกลแลว้

การพิจารณาอาการสามสิบสอง จนเห็นส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นธาตุ จน
จิตหายสงสัย (เหมือนอย่างท่ีผมเคยเล่าให้ฟัง เห็นผมร่วงลงไปเปน็ ดินต่อหน้า
ในสมาธิ แล้วมีบาลีขึ้นรองรับ จิตหายสงสัยในบัดดล อันนี้ ไม่ต้องเห็นท้ังอาการ
สามสิบสอง เหน็ อย่างใดอย่างหนึ่งกแ็ ทนท่ีเหลือทงั้ หมด

เม่ือเห็นเช่นนี้ เวลาเราสูญเสียญาติมิตรไปเราจะไม่เศร้าใจมาก ไม่
ทุกข์มาก เพราะว่าเราเห็นแล้ววา่ รา่ งกายน้ีสักแต่เปน็ ธาตุเทา่ นัน้ ญาตมิ ิตรเรา
ไม่ได้เสียไปไหน ยังวนเวียนอยู่ในโลกนี้ (หากยังไม่นิพพานนะ) ที่เสียไปคือ
ธาตุดนิ น้า ไฟ ลม เท่านัน้ มนั เป็นอย่างน้นั จรงิ ๆ ถา้ เราเหน็ ตามจรงิ จิตเราจะ
สงบ เพราะเห็นแล้วว่า เราไม่ได้สญู เสียเขาไปเลย เราจะรักคนในโลกมากข้ึน
จะเห็นเลยว่า ทุกคนคือเพ่ือนร่วมทกุ ข์ เกดิ แกเ่ จบ็ ตายจรงิ ๆ จติ ใจจะออ่ นโยน
ลงโดยไม่ต้องกาหนด ที่เคยเท่ียววิ่งไลร่ ักหลงใครจะน้อยลง สามีไปมีเมียน้อย
หรือภรรยาไปมีกิ๊ก เราจะไมโ่ กรธมาก เพราะไมม่ ีอะไรทจี่ ะเปน็ ของใครได้

ลองทาๆ ไปก่อน เมื่อเห็นแล้วจะเห็นว่า ส่ิงที่พูดไม่ได้โม้
ขณะเดียวกันจะทาให้สติเราดีข้ึนอย่างไม่น่าเช่ือ จิตที่เคยไปวางไว้กับคนน้ัน
คนน้ีจะถอนกลับมาอยู่กับสติ กับตัวเองโดยปริยายเช่นกัน ก็เห็นแล้วว่า
กายรูปนี้ มนั ไม่มีอะไร ธาตทุ ้ังสีป่ รงุ แตง่ ขึ้นมาเทา่ น้นั

จากในครรภ์ คลอดเป็นทารก เป็นเด็กน้อย เป็นหนุ่มสาว ตอนนก้ี ็วัย
กลางคน ผมหงอกขาวและกาลังจะแก่ตายไปอีกชาติหนึ่ง ตกลงมันเป็นคน
คนเดียวกันหรือเปล่า ไม่หรอก มันเป็นเรื่องของการปรุงแต่งท้ังน้ัน เมื่อ
ปรุงแต่งก็ต้องเสือ่ มไปเป็นธรรมดา หาแก่นสาร ตัวตนทแ่ี ท้จริงไม่ได้ เม่ือเป็น
เดก็ ทารกกอ็ ันหนงึ่ เด็กน้อยก็อันหน่งึ หนมุ่ สาวก็อันหน่ึง แกก่ ็อันหน่ึง อนั ไหน
กันแน่ที่เป็นตัวตนของเรา เม่ือเห็นว่า ไม่มีสักตัวท่ีเป็นเรา ของเรา จิตจะจาง
คลายจากความยึดม่ัน อุปาทานท่ีเกาะกุมจิตมีหลายล้านกัปกัลป์ ก็ส่ันคลอน
คลา้ ยนอ็ ตทเี่ กาะสกรไู ว้มนั ยอมคลาย ต่อมานอ็ ต (จติ ) เกดิ ฉลาดข้นึ มาว่า สกรู
ที่ยึดไว้น่ี ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา มันก็คลายตัวๆ ๆ ๆ หลุด (พ้น) จะเม่ือใด

กายานุปัสสนาสติปฏั ฐาน | ๓

ไม่ต้องมีใครมาบอก มันรู้ตัวมันเอง แล้วท่านจะประหลาดใจ เหมือนอย่างท่ี
พระอาจารย์อนันต์บอก จะเห็นคนเดินไปมาเหมอื นหุ่นยนต์ ถ้าเห็นว่า กายก็
กาย จติ กจ็ ิต ทา่ นจะเช่ือเรือ่ งตายแลว้ ไม่สญู ชาตกิ ่อนมีจริง ไมจ่ รงิ โดยไมต่ ้อง
นั่งคิดด้วยตรรกะอกี ตอ่ ไป เพราะเห็นชดั แล้ววา่ เวลาตาย ทเ่ี ราเอาเข้าเตาเผา
มันไม่ใช่เรา เราน้ี ยังไม่ตายไปไหน ยังวนเวียนเท่ียวเกิดตายต่อไปตามเหตุ
ปัจจัย อย่างท่ีหลวงตามหาบัวยืนยันว่า จิตน้ีไม่มีวันตาย ที่เกิดตายคือสังขาร
ท้ังปวงต่างหาก

พระพุทธเจ้าเคยสรรเสริญคุณของการเจริญกายคตาสติไว้มากคือ
ทาให้คนบรรลุธรรม อย่างเร่ืองในสมัยพุทธกาล ผมขอต้ังช่ือเร่ืองว่า โยมเก่ง
กว่าพระ คือ มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งประมาณห้าสิบรูป ไปเจริญภาวนาอยู่ท่ี
หมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วก็มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งคอยไปทาบุญถวายอาหาร
วนั หน่ึง หญิงชาวบ้านก็ไปถวายอาหารตามปกติ แต่วันน้ัน พอไปถึงไมพ่ บใคร
เลย ก็งงว่า พระหายไปไหนหมด ต่อมาได้พบจึงถามว่า พระไปไหนกันหมด
พระก็ตอบว่า ปลีกตวั ไปเร่งภาวนา โยมก็ถามว่า ภาวนาอย่างไร พระกบ็ อกว่า
สาธยายอาการสามสิบสอง โยมก็อยากทาบ้าง จึงถามพระว่า อย่างโยมทา
ได้ไหม พระบอก ได้ แลว้ บอกอาการสามสบิ สองให้โยมไปภาวนาที่บ้าน

โยมกลับไปภาวนาไม่นานก็บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี พอตนเอง
บรรลุก็เลยอยากรู้ว่า พระเหล่าน้ันมีใครบรรลุธรรมบ้างหรือยัง จึงกาหนด
จิตไปดู ก็พบว่า ยังไม่มีใครสาเร็จเลย ก็เลยกาหนดจิตดูว่า เป็นเพราะอะไร
(พระอริยบุคคลนี้ ถ้าพบจิตแล้ว ก็ไม่ยากท่ีจะรู้จะเห็นอะไร เพราะจิตคือ
ธาตรุ ู้) ก็พบว่า อาหารไมเ่ ป็นสัปปายะ หมายความว่า อาหารที่ขบฉนั ไม่เป็นที่
สบายแก่กายแก่ใจ ทาใจให้สงบยาก สัปปายะ ผมแปลของผมว่า ที่ที่สบาย
เงียบสงบ เหมาะแก่การภาวนา เป็นต้น อย่างครูบาอาจารย์เราที่เท่ียววิเวก
ตามป่าเขา ก็มุง่ หาสถานทอี่ ันเปน็ สัปปายะเหมาะแก่การบรรลุธรรม

กลับมาท่ีโยม โยมกป็ รงุ อาหารทีเ่ ป็นสัปปายะไปถวายพระ พระขบฉัน
ร่างกายสงบ จิตสงบง่าย ก็ภาวนาจนบรรลุอรหัตผลทั้งหมด ในความเห็นผม
คิดว่า อาหารท่ีไม่เป็นสัปปายะ น่าจะได้แก่ อาหารท่ีมีฤทธิร้อน เช่น

๔ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒

แกงหน่อไม้ อาหารรสจัด ใส่พริกไทย อาหารเหล่านี้จะทาให้กามกาเริบง่าย
ไม่เหมาะตอ่ การภาวนา

ตอ่ มาภกิ ษุเหลา่ น้ันกก็ ลับไปวัดในเมือง ไปเล่าเหตุการณ์ให้พระอื่นฟัง
มพี ระหนมุ่ รูปหน่ึงอยากรู้วา่ โยมคนนเี้ ก่งจริงหรือเปล่า จึงจาริกมาพกั อาศัยใน
ที่ที่พระภิกษชุ ดุ กอ่ นเคยอยู่ แลว้ คดิ วา่ วันน้ตี นเองอยากฉนั อย่างนี้ๆ โยมแกก็รู้
วาระจิต ก็จัดมาให้อย่างนั้นๆ ต่อมาพระรูปนั้นก็บรรลุอรหัตผลเหมือนกัน
แล้วระลึกชาติย้อนหลังไปก็พบว่า ตนกับโยมคนนั้นเคยเป็นสามีภรรยากัน
หลายร้อยชาติ โยมท่เี ป็นหญงิ ชาวบา้ นนั้นก็ระลึกชาติไดเ้ ชน่ กันวา่ ตนกบั พระ
เคยเป็นสามีภรรยากนั (ผลัดกันเปน็ สามบี ้าง ภรรยาบ้าง) พอตอนเช้าก็มาเจอ
พดู เล่ากันฟงั แตเ่ ลา่ แบบคนไม่มีราคะ โทสะแล้วนะ (พระอนาคามีละสังโยชน์
เบ้ืองต่าได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกจิ ฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ) เห็นไหม
สังสารวัฏเป็นเรื่องที่น่าเบอื่ หน่ายจรงิ ๆ

เคยมีเร่ืองเล่าว่า หลวงปู่บุดดา ถาวโร (ละสังขารนานแล้ว) ไปกับ
ลูกศิษย์หลายคน แล้วมีหญิงกับชาย สามีภรรยาคู่หนึ่งไปด้วย ไปนั่งใกล้ๆ
หลวงปู่ หลวงป่กู ็เปรยๆ ว่า เออ ! คนเรานกี่ แ็ ปลกดี เอาลูกทาผวั หมายความว่า
สามขี องหญงิ คนนนั้ ในชาตนิ คี้ อื ลูกของเธอในชาติก่อนนนั่ เอง

การพิจารณากายคตาสติจะทาให้เราบรรลุอนาคามีได้จริงๆ อย่าทา
เป็นเล่นไป หากขณะนั้น จิตสงบ มีกาลัง เห็นตามจริงขึ้นมา หลวงปู่ม่ัน
หลวงตามหาบวั ก็พิจารณากายทั้งนั้น ขณะเดียวกัน การเคล่ือนไหวร่างกายก็
สาคัญ ยืน เดิน น่ัง นอน ให้มีสติตลอด (พยายาม) ให้อยู่กับความรู้สึกตัว
ทั่วพร้อม กลางวันก็พิจารณาอารมณ์ด้วยไตรลักษณ์ ไม่ว่าอารมณ์ยินดีหรือ
ยินร้าย น่ังสมาธิ ก็ใช้อานาปานสติ หายใจเข้าออก ให้รู้ ลมดับไป เห็นความ
ไม่เทีย่ งของลม อารมณ์ ความคดิ ใดๆ เข้ามา ขบเค้ียวด้วยคาว่า ไม่เที่ยงๆ มัน
เช่อื มโยงสัมพนั ธก์ ันไปหมด

การรู้เท่าทันอารมณ์คือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เม่ือคร้ัง
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ พระองค์เสด็จไปสอนปัญจวัคคีย์ กส็ อนเรื่องอารมณ์
ยนิ ดี ยินร้าย พระองค์บอก สมณะ ทางสองทางทไ่ี ม่ควรเดิน ทางหนึ่งคอื กาม

กายานุปัสสนาสติปฏั ฐาน | ๕

สุขลั ลิกานุโยค คือ การหมกมุน่ ในความสุข สขุ เวทนา อารมณ์ยินดี ความชอบ
ใจท้ังปวง อีกทางหนึ่งก็คือ อัตตกิลมถานุโยค คือ การทาตนให้ลาบาก ความ
ไม่ชอบใจ ทุกขเวทนา อารมณ์ยินร้ายทั้งปวง สองทางน้ี สมณะไม่ควรเดิน
พระองค์กาลังสอนเหล่าปัญจวัคคีย์เรื่องการวางใจนั่นเองว่า ไม่ควรวางใจไว้
กบั อารมณย์ ินดีคอื สุขเวทนา ไม่ควรวางใจไว้กับอารมณ์ยินรา้ ยคอื ทกุ ขเวทนา
ขณะน้ันเอง พราหมณ์โกณฑัญญะ จิตของท่านก็เปลี่ยนท่ีอยู่ใหม่จากเดิมเคย
อยู่กับสุข กับทุกข์ จิตท่านละมาอยู่ตรงความรู้สึกกลางๆ คือ สตินั่นเอง จิต
ตัง้ มน่ั ขึ้นมา หยุดวง่ิ ตามอารมณไ์ มว่ ่าดหี รือร้าย พอจติ ตั้งม่ันจิตกแ็ ยกออกจาก
อารมณ์ เห็นจิตก็จิต อารมณ์ก็อารมณ์ เห็นอารมณ์เกิดดับอยู่ตรงหน้า จึง
อุทานว่า ยังกิญจิ สมุทะยะธัมมัง สัพพันตังนิโรธะธัมมันติ สิ่งใดเกิดเป็น
ธรรมดา สิ่งน้ันย่อมดับไปเป็นธรรมดา จะถือเป็นเรา เป็นเขาไมไ่ ดเ้ ลย จติ ของ
ท่านโกณฑัญญะเหน็ ธรรมด้วยเหตุนี้ พระศาสดาจึงอทุ านวา่ โกณฑัญญะรู้แล้ว
หนอๆ ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน พระอริยบุคคลคนแรกใน
พระพุทธศาสนา ลองพยายามกันดู ผมก็ใช้แค่น้ีแหละ กายคตาสติ อิริยาบถ
อานาปานสติ และรูเ้ ทา่ ทันอารมณ์ (เวทนา)

๖ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒

๒. เร่อื งกายนเ้ี ป็นของง่ายท่เี รียนร้ใู หเ้ กดิ ความเหน็ ถูก

แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เม่อื วนั ท่ี ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๖๑

ผูป้ ฏิบตั ิ : ช่วยช้ีแนะอุบายเร่อื งการคลายความยึดถือตัวตนด้วยครับ
เพราะคิดวา่ อาจจะทาใหเ้ กิดความก้าวหน้าในธรรมได้ย่ิงขนึ้ ครบั

ท่านทรงกลด : เรอ่ื งนี้ ถา้ มหี นงั สือกวา่ จะถึงกระแสธรรมก็ไดช้ ้แี นะไว้
ในเรื่องธรรมะพื้นฐานแล้วพอสมควรและอยู่ในธรรมที่แสดงเรื่องความยึดมั่น
ในรปู (กาย) คือ ตัวทุกข์

เร่ืองการยึดถือในตัวตนหรืออัตตาน้ีเป็นเรื่องใหญ่มากๆ เป็นเรื่องที่
ต้องค่อยๆ ปฏิบัติไป มันก็จะคลายไปๆ ๆ จนบรรลุอรหัตผลน่ันแหละจึงจะ
หมด ถ้าใครมาบอกว่า ฟังธรรมไม่เท่าไร ปฏิบัติไม่เท่าไร เข้าใจแล้ว ละความ
ยึดถือในตัวตนได้หมดแล้ว บอกได้เลยว่า เขาคนนั้นกาลงั หลอกตัวเองอยู่ แต่
ถ้าบอกว่า พอจะคลายความยดึ ถือในตัวตนลงไดบ้ ้าง อันนก้ี พ็ อจะเปน็ ไปได้

เร่ืองตัวตนนี้คือเรอ่ื งท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วมาสอนให้เราเห็นความ
จริงของตัวตน เพราะเราเห็นผิดในเรื่องตัวตนเราจึงยึดมันไว้ พระองค์จึงมา
สอนให้เห็นถูกเสีย ให้เกิดสัมมาทิฏฐิเสีย เมื่อเกิดความเห็นถูกแล้ว การยึดตัวตน
ก็หมดลงเองโดยปริยาย ถ้าไม่เห็นจริงได้แต่นั่งนึก น่ังคิดอยู่ หรือท่องคาว่า
ปล่อยวางๆ ๆ ๆ ไม่มีทางจะละความยึดในตัวตนได้เลย ตัวตนที่เราเห็นผิด
ก็คือขันธ์ห้าน้ีเอง อย่างหยาบท่ีสุดก็คือรูป คือก้อนสกนธ์กาย ตัวตนที่เหลือก็คือ
นาม มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ ความจาได้
หมายรู้ ความคดิ ปรงุ แตง่ การรับรู้เม่ือตาเห็นรูป หไู ดย้ นิ เสียง

วิธีการท่ีจะละความยึดมั่นในตัวตนก็คือต้องเจริญสติปัฏฐานสี่
เอโก มัคโค คือหนทางเดียว ทางอ่ืนไม่ใช่ พระพุทธเจ้าเห็นว่า กายนี้เป็นของ
ง่ายที่จะเรียนรู้ให้เกิดความเห็นถูกหรือสัมมาทิฏฐิ ท่านจึงสอนกายานุปัสสนา
สติปัฏฐานก่อน คือเรื่องกายน้ี สติปัฏฐานที่จะทาให้เห็นกายตามจริงเรียกว่า
กายคตาสติคือ การพิจารณาอาการสามสิบสอง มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๗

ตลอดจนถึงเย่ือมันสมอง ในหนังสือสวดมนต์ก็มีให้สวดท่องอยู่ อย่างผมเส้น
หน่ึง ขนเส้นหน่งึ เล็บอันหนึ่ง ฟนั ซีห่ น่ึง หนงั ช้ินหน่ึง ถ้าเราเห็นตามจริง ก็จะ
เหน็ ท่เี หลอื ท้ังหมดเพราะมันกค็ ือกายเหมอื นกันหมด

ผม สะอาดไหม ลองเอาผมใส่แกงสักกระจุกจะกินได้ไหม เห็นไหม
เวลาเราไปกินข้าว พบเส้นผมเส้นหน่ึงในแกง ก็พากันรังเกียจ กินไม่ลง ต้อง
เอาไป เททง้ิ ความจริงมันก็อยบู่ นศรี ษะเรานแี่ หละ ตอนอย่บู นศีรษะ ทาไม
เห็นมันสวยงามน่ารักน่าทะนุถนอม หายาสระผมก็อย่างดีๆ ต้องมีครีม
คอยนวด คอยหวี คอยบารุง ผมแตกปลายก็เป็นทุกข์เสียหนักหนา พอเส้นผม
เสน้ เดียวกันทเ่ี รารกั ใคร่ดแู ลอยา่ งดีหล่นลงไปในชามแกง ชามข้าว ทาไมถึงกิน
ไมไ่ ด้ ทง้ั ๆ ทเ่ี ส้นผมเสน้ เดยี วกัน

ขนก็เช่นกัน เล็บก็เหมือนกัน คอยตัด คอยแต่ง คอยทายาดูแล พอ
มันหล่นลงไปในชามแกง ต้องเทแกงทิ้ง ฟันก็เหมือนกัน คอยขัดคอยแปรง
คอยขูดหินปูน คอยทาความสะอาด คอยบ้วนน้ายาบ้วนปาก กลัวฟันจะ
สกปรก พอฟันร่วงหล่นใสช่ ามแกง ทาไมต้องเทแกงทงิ้ ทาไมรังเกยี จมัน ทัง้ ๆ
ท่ีมนั กเ็ ป็นฟันเหมือนกัน นี่คอื ความจรงิ ทีต่ อ้ งเรียนรู้

หนังก็เช่นกัน ขัดถู คอยอาบน้า ทาครีมบารุงผิว ออกแดดก็ต้องทา
ครมี กันแดด พอหนังกาพร้าหลดุ ร่วงลงไปในชามข้าว โอ้ ! นา่ รังเกียจเหลอื เกิน
ความจริงมนั สะอาดหรอื สกปรกกนั แน่

แสดงมาถึงตรงนี้ พวกใจอ่อนอาจจะรบั ไมไ่ ด้ อยากปฏิบัติธรรม อยาก
พ้นทุกข์ หากรับตรงนี้ไม่ได้ ก็ถือว่ายังอ่อนหัดยิ่งนัก บางคนแค่นี้ยังรับไม่ได้
รจิ ะไปทิ้งผู้รู้ ละผู้รู้ ช่างน่าขันเสียน่ีกระไร ความจริงง่ายๆ ทาให้มันเห็นก่อน
พวกเรานี่อยู่ในยุคที่หลงปฏิบัติ คิดว่าจะไปนั่งดูจิตอย่างเดียวแล้วจะบรรลุ
ธรรมได้ คิดว่าฟังธรรมไม่เท่าไรจะบรรลุธรรมได้ คนทาได้มี แต่ไม่ใช่พวกเรา
อย่างแน่นอน วาสนาบารมีไม่ถึงหรอก เท่าท่ีเห็นก็มหี ลวงปู่ดูลย์ อตุโล ขนาด
พระอาจารย์ผม สมาธิดีมาก หลวงปู่ชายังไล่ให้ไปดูกายเลย หลวงปู่ม่ันก็บอก
กายนี้คือสมรภูมิใหญ่ ในแนวทางการปฏิบัติที่เราให้ไว้ ก็มีเรื่องการพิจารณา
กาย ควบคู่กับไปกับการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ การปฏิบัติจึงจะไปเร็ว ผม ขน

๘ | ปุจฉา - วิสัชนา เลม่ ๒

เล็บ ฟัน หนัง อยู่กบั มันท้ังวันท้ังคืน เคยเห็นความจริงของมันบ้างไหม ความ
จริงท่ีกล่าวไปข้างต้นน่ันแหละ ความจริงท่ีว่า แท้จริงมันเป็นของไม่สะอาด
นัน่ คอื ทเี่ ห็นภายนอก ภายในกายเลา่ ทั้งเลือด ทั้งขี้ ทั้งเย่ยี ว อยเู่ ตม็ ไปหมด

เคยแสดงธรรมไว้ว่า เราน่ีบ้าหรือเปล่าเที่ยวตามรัก ตามชัง ก้อนข้ี
ก้อนเลือดอันน้ีอยู่นั่นแหละ พิจารณาให้มันเห็นเป็นของไม่สะอาดด้วยสี
สัณฐาน (ลักษณะ) กล่ิน ท่ีเกิด ที่อยู่ เอ้า ! อย่างผมเส้นหน่ึง สีดาบ้าง สีขาว
บา้ ง มันสะอาดไหม ลักษณะมันน่ารักหรือน่ารังเกียจ กล่ินเหม็นหรือหอมกัน
แน่ ท้งิ ไว้สามสว่ี ันไมส่ ระผมดูทเี ถิด แค่วนั เดียวน่ีก็ส่งกลน่ิ เหม็นแย่แล้ว ท่ีเกิด
ของผมมาจากไหน ดูที่โคนผมสิ มันเกิดมาจากเลือดจากหนอง มันสะอาดหรือ
สกปรก ท่ีอยู่เล่า มันตั้งอยู่บนหนังศีรษะ ท่ีอยู่มันสะอาดไหม ดูดีๆ นี่ให้
พจิ ารณาอย่างนี้ จะเดนิ จงกรมแล้วพิจารณาอย่างท่ีให้แนวทางไวก้ ็ได้ หรือจะ
นง่ั พิจารณาก็ได้

พอพิจารณาไปๆ ๆ จะเกิดอะไรขึ้น จะเห็นมันตามจริง แต่เป็นการ
เห็นตามจรงิ ด้วยการคดิ ด้วยสญั ญาก่อน ทเ่ี รียกวา่ เอาขันธม์ าเรียนรู้ขันธ์ กค็ ือ
อนั นแี้ หละ พอพิจารณามากเข้าๆ ๆ ด้วยความเพียร จิตจะสงบข้ึนมา คราวน้ี
จิตทสี่ งบมันจะสาแดงผลขึ้นมาใหเ้ ราเห็นตามจริง จริงๆ ละ่ อย่างพิจารณาผม
มันอาจไม่เห็นเป็นผมก็ได้ อาจจะเห็นเป็นกระดูก เป็นเลือดสดๆ ข้ึนในจิต
ตรงนี้แหละเรียกว่า ภาวนามยปัญญา การเห็นตรงน้ีเรียกว่าเห็นตามจริง
เพราะจิตสงบ ตัวปัญหาที่สดุ กค็ ือจิต ถ้าจิตไม่เห็น ไม่มีทางแกป้ ัญหาเรือ่ งการ
ยึดมนั่ ในตวั ตน (กาย) ได้เลย เหน็ ไหม หมอผ่าตัดคนวันหนึ่งไมร่ ู้กเ่ี คส แตก่ ็ยัง
ฆ่าคนได้ เพราะอะไร เพราะตาเน้ือเท่าน้ันที่เห็น แต่ตาในคือจิตไม่เคยเห็น
เรยี กว่า ไม่เห็นกายในกายอยา่ งแท้จริง

ทีน้ีพอเจริญกายคตาสติ แล้วจิตสงบ เห็นข้ึนในจิตดังกล่าว จิตเห็น
ตามจริงอยู่เฉพาะหน้า มันก็ยอมรับไปเอง เออ ! เราน่ีโง่จริงหนอ หลงคิดว่า
คนเป็นคนมานานนักหนา ที่แท้มันก็เป็นเลือด เป็นหนอง เป็นกระดูก ผมก็
ไม่ใช่ผม เป็นเพยี งธาตุดินเท่านนั้ เอง อยา่ งทหี่ ลวงปู่ม่ันบอกไว้ว่ามันตอ้ งเขา้ ไป

กายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน | ๙

เห็นเฉพาะหน้า หรือท่ีหลวงปู่ดูลย์สอนว่า จิตจะละได้ต่อเมื่อจิตเขาเห็น
ความจรงิ ด้วยตวั ของเขาเองเทา่ นน้ั

หน้าที่เราก็คืออานวยให้จิตเห็นตามจริงเท่านั้นเอง การเจริญกายคตาสติ
ดังกล่าวก็คือ การอานวยเอื้อให้จิตเห็นนั่นเอง พอเห็นแล้ว คราวน้ีใครจะมา
บอกว่าคนเป็นคน จติ มันก็ไม่ยอมรับอีกต่อไป เพราะมันเห็นความจริงของมัน
เองเสียแล้ว ท่ีพูดน่ี ก็ไม่ได้จาใครมาพูดนะ พูดจากที่ทาได้จริง ถ้าเห็นแล้ว
เรื่องความยึดมน่ั ในตัวตนที่เปน็ กายก็คลายลงไปเอง แต่ต้องเหน็ นะ ไม่ใช่เล่น
เสียเอง คาวา่ “เล่นเสียเอง” คือใช้อานาจสมถคือ สมาธิกาหนดเผาร่างกายให้
มอดไหมไ้ ม่เหลืออะไร เป็นจุณ เปน็ ความวา่ งไป บางคนเผาอยูส่ ิบ ยี่สิบปี ก็ยัง
เผาอยนู่ ั่นแหละ พระพุทธเจ้าสอนว่าใหเ้ หน็ กายในกาย ไม่ใช่เข้าไปเลน่ ถา้ เล่น
จะไม่เห็น เขาจึงใชค้ าวา่ เห็นตามความเป็นจรงิ เหมอื นเราดูหนงั ดูละคร กับ
ดูเหตุการณ์จริงท่ีปรากฎเฉพาะหน้า มันต่างกันไหม อรรถรสไม่เหมือนกัน
อย่างแน่นอน เราต้องพิจารณากายจนจิตสงบ ทเ่ี หลือจากนั้นเป็นเรอ่ื งท่จี ิตเขา
เหน็ เอง จิตเหน็ ตามจริงเรียกว่าปัญญา ปัญญาท่ีเกิดจากจติ สงบเกดิ แล้วมันจะ
สอนใจไปตลอดกาล บางคนพิจารณากายก็บรรลุธรรมได้ เพราะพอเห็นกาย
ตามจริงท่ีปรากฏข้ึนในจิต จิตก็ววิ ฒั นาการในขณะน้ัน น้อมไปถึงความยินดีใน
กาย เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ หรอื ทเ่ี รียกว่าโยนิโสมนสิการ

สมัยพทุ ธกาลมีพระภิกษุรปู หนึ่ง เห็นผู้หญงิ คนหนึ่ง พอผหู้ ญิงคนนั้น
อ้าปาก เห็นฟัน ภิกษุน้ันเห็นแล้วจิตสงบ เห็นฟันตามจริง จิตผละจากความ
ยึดม่ันในกายพรวดเดียวถึงวิญญาณ บรรลุอรหัตผลอยู่ตรงน้ันเลย พระภิกษุ
หลายคนกบ็ รรลุอนาคามีเพราะพิจารณากาย เพราะจิตเขานอกจากจะพราก
จากความยึดม่ันในกายแล้วยังพรากจากความยึดมั่นในขันธ์ท่ีเหลือในคราว
เดียวกันด้วย ตอนนีเ้ ราอย่าไปหวังอะไรขนาดน้ัน น่ันคือพวกท่ีฝกึ สมถมาเป็น
เวลานาน แต่การเจริญสติหรือกายคตาสติก็ทาให้จิตสงบเกิดสมาธิได้
เหมือนกนั ขอรบั รอง พอเกิดสมาธิ คราวนี้ก็จะเห็นเองว่าอะไรเปน็ อะไร อยา่ ง
น้อยความยึดม่ันในคนในกายจะได้คลายลงบ้าง เวลาใครมาด่าเรา เออ ! เรา
จะโง่ไปโกรธโครงกระดูกอันน้ีหรือ มันเปน็ เพียงหนังหุ้มกระดูกอยู่เท่านั้นเอง

๑๐ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เล่ม ๒

ฉลาดกันเสยี บ้างสิ เฝ้าตามรักตามชังอยู่มากี่ล้านชาติแล้ว ชาตินี้หตู าสวา่ งข้ึน
บา้ งไดแ้ ลว้ แตถ่ ้าภาวนาแบบจติ สงบอย่างเดยี ว รวมอย่างเดยี ว จะไม่เหน็ ตาม
จริงของกาย ของนามอะไรเลย ท่ีหลวงปู่เทสก์เรียกสมาธิหัวตอนั่นแหละ นั่ง
บริกรรมภาวนามาเป็นสิบๆ ปี ก็ยังโง่เหมือนเดิม ใครด่าก็ว่ิงตาม ใครชมก็ว่ิง
ตาม เท่ียวตามแก้ข่าว ตามแก้คาพูด เหมือนคนบา้ มาก่ีสิบปแี ล้วละ่ บ้าอยู่กับ
ก้อนเลือดก้อนข้ีอยู่น่ีมาก่ีปีแล้ว น่ี ถ้าจิตเห็นตามจริงแล้ว มันจะเลิกบ้าไปเยอะ
ทเี ดียว พอเลิกบ้า ความทุกข์ก็คลายลง ทาไมคลายลง ก็เพราะความยึดม่นั ใน
กายในคนมันคลายลงนั่นเอง พระพุทธเจ้าจึงสอนโดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ห้า
น่ีแหละคือตัวทุกข์ จริงๆ กายกอ็ ย่ขู องเขา จิตเราน่มี ันไมเ่ ห็นตามจริงต่างหาก
จึงหลงยึดว่ามันเปน็ เราของเราอยู่ ยึดน่ันแหละเรียกวา่ อุปาทาน การพิจารณา
กายดังแสดงมาตอนต้นกเ็ พื่อมาแก้อุปาทานในกายอันนี้ เอาตรงนี้กอ่ น อย่าริ
ไปละผู้รู้ มานะอะไรเลย มานะน่ี ผู้ที่ละได้จริงก็คือพระอรหันต์ มานะเป็น
สังโยชน์เบ้ืองสูง พระอนาคามียังละมานะไม่ได้เลย มานะแปลว่าความถือตัว
ละเอียดกว่าความยึดมั่นว่ากายเป็นตัวเป็นตน เวทนาเป็นตัวเป็นตน ทาไม
พระอนาคามียังมีมานะ มานะนี่คือการเปรียบตัวดีกว่าเขา ตัวแย่กว่าเขา
ตัวนี่อยู่สูงกว่าดีกว่าปุถุชน ดีกว่าพระโสดาบัน พระสกทาคามี ตัวนี่แย่กว่า
พระอรหันต์ เรียกว่า ยังมีสิ่งระคายใจอยู่ มานะจึงเป็นสังโยชน์ชุดสุดท้ายท่ี
จะต้องละก่อนบรรลุอรหัตผล

ตอนนี้เอาแค่กาย เอาแค่สักกายทิฏฐิก่อน สักกายทิฏฐิคือ สังโยชน์
เบ้ืองต้นที่พระโสดาบันละได้ คือความเห็นผิดในขันธ์ห้าว่าเป็นตัว เป็นตน
ไม่ได้หมายถึงกายอย่างเดียวนะ สักกายทิฏฐิ คือก้อนขันธ์ห้าก้อนนี้ พระโสดาบัน
จะละความเห็นผิดว่าขันธ์ห้าเป็นตัว เป็นตนลงได้ จะเห็นมันแยกออกไปจาก
จิต ไปเกิดดับๆ ๆ อยู่ให้เห็นข้างหน้า เป็นการแยกท่ีเด็ดขาด หาความหมาย
สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่ได้เลย ดังนั้นการเห็นกายตามจริงเป็นเพียง
เบ้อื งต้นเท่าน้ัน ยังละสังโยชน์อะไรไม่ได้ เหตุนเ้ี อง เราจึงสอนให้มีสติรู้เท่าทัน
อารมณไ์ ปในคราวเดยี วกนั เพราะอะไร การวางแนวทางการสอนของเราไมใ่ ช่
คดิ ขึ้นมาม่ัวๆ หลายคนไม่เห็นค่าหรอก คนเห็นค่าเอาไปทาก็ก้าวหน้าเห็นผล

กายานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๑

เรอื่ งกายก็สอนไปแลว้ เรอ่ื งอารมณ์ หากมีสติรู้เท่าทัน เหน็ อารมณค์ วามรสู้ ึก
นึกคิดทั้งปวงไม่เท่ียงอยู่เสมอๆ จิตที่เห็นตามจริง ไม่ยากที่จะเห็นอารมณ์
ตามจรงิ เพราะมนั ก็คืออันเดยี วกนั คือไมเ่ ท่ียงเหมือนกนั พอจิตเหน็ ตามจริง
ตอนแรกจะละความเห็นผิดในกายออกมาได้ก่อน พอเห็นอารมณ์ตามจริง
คราวน้ีจิตก็ผละจากขันธ์ห้าออกมาได้ท้ังหมด กายก็คือรูป อารมณ์ก็คือนาม
พอจิตผละออกมาต้ังม่ัน น่ันแหละจะเห็นธรรม รู้ธรรมตรงนั้น อย่างที่บอก
บางคนพิจารณากายก็เห็นธรรมได้เพราะจิตนอกจากจะพรากจากกายแล้ว
ยังน้อมไปพรากอารมณ์ในขณะจิตเดียวกันนั้นด้วย แต่ถ้าทาไปพร้อมกันก็จะ
เร็วขึ้นเท่านน้ั เอง

วันน้กี ็ให้อุบายในการละความยึดม่ันในตัวตนทเี่ ป็นกายเท่านี้กอ่ น ให้
แล้วก็เอาไปใช้ไปปฏิบัติด้วย อย่าอ่านเข่ียๆ ไป อย่าให้เป็นดังท่ีพระอาจารย์
เราบอกวา่ อยา่ ไปให้ความสาคญั กบั ฆราวาสมากนักเพราะฆราวาสจิตใจรวนเร
ไม่แน่นอน ทีจ่ ะปฏบิ ัตจิ ริงเอาจรงิ นั้นหายาก จะเสยี เวลาเปลา่ ๆ จติ ใจฆราวาส
ปุถุชนจึงเอาแน่ไม่ได้ วันนี้อย่าง พรุ่งนี้ก็อย่างหนึ่ง ขอพวกเราอย่าได้เป็น
อย่างนนั้ อยา่ ประมาทในการใชช้ ีวิต

วันน้ีก็มีผู้พิพากษารุ่นน้องตายไปอีกคนหนึ่ง อายุเพ่ิงจะสามสิบกว่า
เท่านัน้ เอง ไปเที่ยวอนิ เดยี แล้วขาดอากาศหายใจ ยงั ไมไ่ ด้รู้จกั สติปัฏฐาน ยงั ไม่
รู้จักมรรคแบบพวกเราเลย พวกเรายังหายใจอยู่ จึงนับว่ายังโชคดีอยู่ จึงอย่า
ประมาท ให้เจริญสติภาวนากันบ้าง ก็ขอให้เจริญในธรรมด้วยกันทุกท่านนะ
สาธๆุ ๆ

๑๒ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒

๓. การพจิ ารณากายต้องใชค้ วามคดิ ไหม

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันท่ี ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

ผู้ปฏบิ ตั ิ : การพิจารณากายทาอย่างไร ตอ้ งใช้ความคดิ ไหมครับ
ท่านทรงกลด : การพิจารณาคือ การเฝ้าสังเกต ไม่ใช่คิด เพราะทันที
ทีค่ ดิ จติ ก็สง่ ออกนอกแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ถา้ เรามวั คิดเราจะไม่ได้อะไรเลย การ
สังเกต ตรงกับภาษาอังกฤษคือ Observation เหมือนเราเห็นใบไม้อยู่บน
ต้นไม้ แล้วเราเห็นมันค่อยๆ เหลือง เห่ียวแห้ง ร่วงหล่นจากกิ่ง ตกลงบนพ้ืน
เนา่ ผุพัง ย่อยสลายกลายเป็นดินไป การเห็นตั้งแตใ่ บไมส้ ีเขียว เปล่ียนแปรไป
เป็นดนิ ท่านใช้ความคดิ ไหม เปล่าเลย ท่านเพียงแต่สังเกต หรือ Observe
มันเท่าน้ัน นี่คือเหตุผลที่คนจานวนมากพิจารณาธรรมแล้วไม่บรรลุธรรม
เพราะมัวไปใช้ความคิดอยู่ เมื่อท่านเข้าใจคาว่า การพิจารณาตามนัยท่ี
พระพุทธเจ้าประสงค์ ต่อไปท่านจะภาวนาได้ไม่ยาก หากแรกๆ ทาไม่ได้ ก็ให้
ใชค้ วามคดิ แต่พยายามให้ใช้แตน่ อ้ ย
ทาไมคิดแลว้ ไม่เห็นธรรม คาตอบง่ายมาก จติ เราไมส่ ามารถทาอะไร
สองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน จิตเห็นกับจิตคิด (ปรงุ แต่ง) ไม่อาจจะเกิดได้
พร้อมกัน ครูบาอาจารย์จึงสอนว่า ผู้เห็นไม่คิด ผู้คิดไม่เห็น หลวงปู่ดูลย์
สอนว่า คิดเท่าไรก็ไม่รู้ จะรู้เมื่อหยุดคดิ แต่ถ้าไม่คิดก็ไมร่ ู้ ต้องหยุดปรุงแต่ง
จึงจะเห็นสิ่งที่ปรุงแต่ง ถ้าไม่คิด หมายความว่า จิตไม่คิด โลกนี้หายหมด ไม่
เหลืออะไรให้รู้ เมื่อหยุดคิด ก็จะเห็นส่ิงที่คิด ส่ิงที่คิดท่ีปรุงแต่งก็คือขันธ์ คือ
อารมณ์ต่างๆ คอื ความอดึ อดั ความไม่พอใจต่างๆ ความไมพ่ อใจต่างๆ ไม่ไดม้ า
จากไหน มาจากจิตเราปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อเฝ้าสังเกตความไม่พอใจ เห็นมัน
ค่อยๆ เสอื่ มดบั ไปๆ ๆ เหมือนสังเกตใบไม้นัน่ แหละ เรียกวา่ เห็นความไมเ่ ท่ยี ง
คืออนิจจัง เห็นทุกขัง คือความทนอยู่ไม่ได้ของสรรพส่ิงท้ังหลายที่ปรุงแต่ง
(สังขารคือ สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ย่อมเส่ือมไปเป็นธรรมดา) เม่ือเสื่อมดับไป
ตัวตนของใบไม้ก็ดี ตัวตนของอารมณ์ไม่พอใจต่างๆ ก็ดี ก็ดับไม่มีเหลือ แล้ว

กายานุปสั สนาสติปัฏฐาน | ๑๓

ไหนล่ะ ตัวตนของใบไม้ ตัวตนของอารมณ์ท่ีแท้จริง มันมีไหม มันไม่มีหรอก
สักแต่วา่ เกิดข้นึ แล้วเสอ่ื มดบั ไปเทา่ นัน้ เอง นแี่ หละเรยี กว่า อนตั ตา

เมื่อเห็นความไม่เท่ยี งของใบไมอ้ ยู่เนืองๆ เหน็ ความไม่เที่ยงในอารมณ์
ทั้งหลายอยู่เนืองๆ จิตจะคลายตัวออกมาจากอารมณ์ จะไม่เท่ียววิ่งแส่ส่าย
ตามอารมณ์เหมือนเกา่ ก่อน เพราะธรรมดาไม่มีใครท่ีไหนจะวิ่งเข้าไปหาคนท่ี
ป่วยตายอยู่ตลอดเวลา เพราะธรรมดาคนปว่ ยคนจะตายย่อมไม่มีกาลงั กายจะ
ช่วยใครได้เลย ตรงนี้กาลงั เปรียบเทยี บใหเ้ ห็นเป็นรูปธรรม จติ เราก็เหมอื นกัน
พอว่ิงเข้าไปหาคนน้ัน แล้วคนน้ันตาย ว่ิงไปหาคนนี้ แล้วคนน้ีตาย ต่อไปก็
เบ่ือ เลิกวิ่ง ยืนได้ด้วยตนเอง ตรงที่จิตยืนได้ด้วยตนเอง เรียกว่า จิตต้ังม่ัน
(สัมมาสมาธิ) จิตเห็นอารมณ์เกิดแล้วเสื่อม เกิดแล้วดับๆ ๆ ๆ ๆ มันก็เลิกวิ่ง
ออกจากอารมณ์มาต้งั มั่น คราวนี้ก็จะพบจิตพบใจตนเอง ผู้ใดเหน็ จิต ผูน้ นั้ เห็น
ธรรม โสดาปัตตผิ ลเกิดตรงนี้ ตอ่ ไปการภาวนาก็เหมือนปอกกล้วยเข้าปากแล้ว
มนั จะทาของมนั เองโดยอตั ิโนมัติ พระพุทธเจา้ จึงกล้ารับรองวา่ พระโสดาบนั นี้
เกิดอีกไม่เกินเจ็ดชาติ จะต้องบรรลุอรหัตผลอย่างแน่นอน เหมือนเราดูหนัง
เร่ืองเดียวซ้าไปซ้ามา สักร้อยรอบก็เบ่ือจะตายแล้ว น่ีให้ดูตั้งเจ็ดชาติ ไม่เบ่ือ
ไม่หลุดพ้น กเ็ กินไปแลว้ ขอเพียงใหเ้ ฝา้ สงั เกตดใู ห้จงดี

มีคนไปถามหลวงปชู่ าว่า การปฏิบตั ิที่ลัดที่สดุ มไี หม หลวงป่ชู าตอบว่า
มคี นกลุ่มนั้นท่ีถาม ก็ถามต่อว่า จะต้องทาอย่างไร (ทางท่ีลัดที่สุด) หลวงปู่ชา
ตอบส้ันๆ ว่า "ไม่ต้องทาอะไร" คนกลุ่มนั้นก็งง ไปต่อไม่ถูก ผมเองแรกๆ พอ
อ่านถงึ ตรงน้ี กง็ งเหมือนกัน ตปี รศิ นาไมอ่ อกเลย

ธรรมะท่ีผมแสดงจะมีลักษณะเหมือนหลวงปู่ชา คือ แบบบ้านๆ ไม่
ค่อยมภี าษาบาลีประกอบ ไมม่ ีถ้อยคาหรๆู จากพระอภธิ รรม ไมม่ ีเร่ืองฌานนัน้
ฌานนี้ ซึ่งจริงๆ ผมก็ไม่มีจริงๆ นะ พวกฌานอะไรนี่ ไม่สามารถรู้วาระจิตใจ
อะไรใครไดเ้ ลย และไม่อยากรู้ด้วย เว้นแต่เวลาภาวนามันจะมาปรากฏให้เห็น
เองว่า คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนน้ีเป็นอย่างน้ี ซึ่งผมไม่ได้ให้ความสาคัญหรือ
สนใจ เพราะไม่ใช่เรื่องท่ีผมจะต้องรู้ เป็นเรื่องของเขาท้ังนั้น บางทีเห็นเหตุก็
อดเตือนไม่ได้ พอมเี หตุ กม็ าบอกในไลน์สว่ นตวั ผ่อนหนักเป็นเบาไป ตวั เองก็

๑๔ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒

ยังต้องเดินทางอยู่ เพยี งแต่ช้ีทางให้ได้เท่านนั้ ซงึ่ จะเกดิ ประโยชน์ก็ตอ่ คนท่เี ชื่อ
เท่านั้น

ขอแค่แนะแนวทางให้พวกท่านไปถึงทางเข้าบ้าน ท่ีเหลือพวกท่านก็
เดนิ ไปเองได้แล้ว ผมแค่มาปดั ฝ่นุ แผนทีเ่ ดินทางทีพ่ ระพทุ ธเจ้าทิ้งไว้ ที่นักสอน
ธรรมรุ่นใหม่มาปู้ยี่ปู้ยาเขียนข้ึนใหม่ บิดเบือนตามความเข้าใจของตนเอง
(ไม่ใชต่ ามความเหน็ แจง้ รู้จรงิ ) จนพาคนสมัยน้หี ลงทางไปอย่างไม่อาจกู่กลบั ได้
เพราะเขาเชื่อของเขาไปแล้ว สุดแท้แต่บุญกรรมของแต่ละคนด้วยนะ
ของแบบนี้

ผมเองก็บาปหนกั หนาท่ีเคยดูหมิน่ หลวงปู่ชาว่า ท่านสอนอะไรบ้านๆ
เหลอื เกนิ ถ้อยคากธ็ รรมดาๆ เป็ดๆ ไก่ๆ เห็นเป็ดเป็นไก่ เห็นไก่เป็นเป็ด อ่าน
ตอนแรกเหมอื นไมม่ ีอะไรนาคาสอนหลวงปชู่ า แตพ่ อมาร้เู หน็ ว่าอะไรเป็นอะไร
กลับไปอ่าน โอ้ ! อัศจรรย์จริงๆ ช่างตรงกันเหลือเกิน ที่เห็นว่า คาสอนท่าน
ธรรมดาแตท่ ่ีจรงิ ไมธ่ รรมดา เปน็ ความลกึ ซึง้ ทีธ่ รรมดา

คนท่ีรู้ธรรมจริงๆ จะไม่พูดอะไรยากๆ ให้ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่องหรอก
ครบั คาพดู ยากๆ อาจจะดูเท่ มีโวหารสูงส่ง แตจ่ ะมีประโยชน์อะไร ทคี่ นฟังได้
ความงุนงง สงสัยเพิ่มมากขึ้น บางทีพาลสงสัยในคาสอนของพระพุทธเจ้า
ไปเสยี กลายเปน็ มิจฉาทฏิ ฐิ หากตายไปในระหวา่ งนนั้ ลงอบายอย่างเดยี ว

หลวงปู่ชาตอบว่า ทางลัดในการปฏิบัติธรรมนั้นมีอยู่คือ "ไม่ต้องทา
อะไร" ผมถามท่านว่า ขณะท่ีท่านเห็นใบไม้เขียว ค่อยๆ เหลือง เห่ียว หล่น
เปอ่ื ย ผุ พัง ยอ่ ยสลายกลายเป็นดนิ ท่านต้องเขา้ ไปทาอะไรกบั ใบไมน้ ่นั หรือไม่
มีใครที่ไหนบ้าง พอใบไม้ร่วงว่ิงเข้าไปประคอง อุ้มเข้าบ้าน ไปไว้บนหัวนอน
เวลานอน ก็นอนกอดใบไม้ที่กาลังจะเป่ือยพงั ไม่มีหรอก ถ้ามี เราต้องบอกว่า
ไอ้นี่บ้าแน่ๆ แล้วอารมณ์ท่ีไม่พอใจใครเม่ือเช้า ซึ่งต้องผุต้องพังหนีกฎอนิจจัง
ไปไม่ได้ ทาไมเรายังหอบเข้ามากอดนอนครุ่นคิดอยู่ท้ังคืนเล่า มันก็ไม่ต่างกับ
คนบ้าที่เที่ยวไล่ประคองใบไม้ท่ีกาลังจะเน่า เก็บเอามานอนกอดอยู่ทั้งคืน
น่นั แหละ

กายานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๕

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรมากหรอก สอนแค่น้ีแหละ ถ้าท่านเฝ้า
สังเกต เห็นตามความเป็นจริงของใบไม้ ของอารมณ์ต่างๆ ท่านจะเลิกกอด
เลิกยดึ เลกิ หมายม่ัน เพราะอะไร เพราะความเป็นจริง มันต้องเสื่อมต้องพงั ไป
ทัง้ สิ้น มันเปน็ กฎธรรมชาติ อนิจจัง มนั เป็นกฎธรรมชาติ แต่ที่มนั ดูเหมือนไม่
ดบั เพราะเราไม่ยอมให้ดับ เข้าไปกอด ยึดมันไว้ เห็นผดิ (มิจฉาทฏิ ฐิ) เห็นว่า
มันเป็นของเรา จึงต้องกอดยึดไว้ตลอด ที่ไม่ดับเพราะเราคอยปรุงแต่ง (คิด)
ต่อนั่นเอง เมือ่ มนั ฝืนธรรมชาติอยู่อย่างน้ี มันจึงต้องทกุ ข์ไปตลอด เพราะเราไม่
เห็นตามความเป็นจรงิ ของสิ่งท้งั หลาย

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า "สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ" ส่ิงท้ังปวง
ไม่ควรยึดม่ัน หมายม่ัน ไม่มีอะไรเลยที่เราจะพึงยึดพึงหมายได้ เพราะมันมี
ความแปรปรวนอยู่เนืองนิจ เหมือนเราว่ิงเข้าไปกอดคนนั้น ไม่นานคนนั้นก็ตาย
ไปกอดคนโน้ันอีก ไม่นานก็ตายอีก มันวิ่งอยู่อย่างนี้แหละ ไม่รู้จักจบจักส้ิน
ไม่ยอมหยุด พระพุทธเจ้าตรัสกับองคุลมี าลว่า เราหยุดแล้ว แต่ท่านน่ันแหละ
ยังไม่หยุด หยุดตรงน้ีไม่ใช่หมายถึง หยดุ เดิน หยุดวิ่ง แต่หมายถึง จิตต่างหาก
ทห่ี ยุด หยดุ เท่ียวไล่กอดคนน้นั คนนี้ หยุดเท่ียวไลก่ อดไบไม้ หยุดเท่ียวไล่กอด
ตะครุบอารมณ์ท้ังปวง ไม่ว่าดีหรือไม่ดี หยุดเกิด หยุดแก่ หยุดตาย หยุด
สงั สารวฏั น่ีคอื หยุด ทพี่ ระพทุ ธเจา้ หมายถงึ ในขณะทต่ี อบองคลุ ีมาล

เมื่อจิตหยุด (มโนกรรม) กายกรรม วจีกรรมมันกห็ ยดุ หยดุ ก่อเวร ก่อ
ภยั หยุดฆ่า หยดุ ลกั ทรัพย์ หยุดผิดลูกผิดเมียใคร หยดุ โกหก หยุดดม่ื สรุ าเมรัย
ถ้าใจหยุดเสียได้ ที่เหลือมันก็หยุดไปเองโดยอัตโนมัติ หลวงปู่มั่นจึงตอบ
พระมหาที่ไปทดสอบท่านว่า ท่านไม่ได้รักษาพระวินัย ๒๒๗ ข้อ ท่านรักษา
เพียงขอ้ เดียว คือ "ใจ" หรือเหมือนสมยั พุทธกาล ภิกษรุ ูปหนง่ึ เบือ่ พระวินัยท่ีมี
มาก รกั ษาไม่ไหว ไปหาพระพุทธเจ้า จะขอสกึ พระพุทธเจา้ จงึ บอกว่า ง้นั เธอ
จงรักษาข้อเดียวได้หรือไม่ ภิกษุตอบว่า ถ้าข้อเดียวได้ ได้สิ พระพุทธเจ้าจึง
บอกให้ "รักษาใจ" เพียงข้อเดียว ไม่นานภิกษนุ ้นั ก็บรรลอุ รหัตผล

๑๖ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒

๔. การพจิ ารณากายต้องโยนโิ สมนสกิ ารใหเ้ ปน็

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมอื่ วันท่ี ๙ มีนาคม ๒๕๕๙
ผปู้ ฏิบัติ : การพิจารณากายตอ้ งโยนิโสมนสกิ ารอยา่ งไรคะ
ท่านทรงกลด : นางสิริมาเมื่อมีชีวิตอยู่มีความสวยงามมากเป็นท่ี

ปรารถนาของชายทุกคนในกรุงสาวัตถี แต่พอตายลงสองสามวัน เน่า มหี นอน
ออกทั่วไปหมด พระพุทธเจ้าประมูลให้คนมาเอาไปจากพันเหลือร้อย เหลือ
บาทเดียว จนสุดทา้ ยกใ็ หฟ้ รๆี ยังไมม่ ใี ครเอา น่แี หละรา่ งกายเราล่ะ

การพิจารณาร่างกายอย่างนี้แหละเรียกว่า กายคตาสติหรืออสุภะ
พิจารณาไปทาไม ก็พิจารณาไปเพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกาย
ว่า เป็นของไม่สะอาด เป็นเพียงธาตุประชุมกัน ไม่เที่ยง จะได้คลายจาก
ความยึดม่ันถือม่ันในกาย อย่างน้ีแหละเรียกว่า เห็นชอบ สัมมาทิฏฐิ เป็น
การเดินมรรคท่ีถูกต้อง คาสอนใดที่ไปไกลกว่ากายก็ดี อารมณ์ ใจก็ดี ไม่อิง
เรื่องสติก็ดี เป็นคาสอนท่ีไม่อาจนาไปสู่การพ้นทุกข์ได้ เรื่องกายน้ีเป็น
เร่ืองแรกๆ ท่ีควรทาความเข้าใจ หากจะปฏิบัติให้ถึงแก่นคาสอนของ
พระพุทธเจ้า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เน้ือ กระดกู เลือดทั้งหลาย ตับ ไต ไส้พุง
น่ีแหละ หลวงปูค่ าคะนงึ ตอนบวชใหม่ๆ อาจารย์สอนให้ชาแหละศพ แล้วล้าง
ทีละอยา่ ง พจิ ารณาไปๆ

สมยั พุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ขณะบวช พิจารณาผมที่ถกู โกนออก
ให้เห็นเป็นของไม่สะอาด เป็นเพียงธาตุดิน น้าตามสภาพ อนิจจัง พิจารณา
กลับไปกลับมา จนจิตมันเห็นเอง ก็จะวางไปเอง บางทีมันก็แสดงให้เห็นเป็น
อนจิ จงั ตอ่ หน้าต่อตากม็ ี จะได้เห็นเสียทีว่า ร่างกายนี้ มันไมใ่ ช่เรา และถอื เป็น
ของเราก็ไมไ่ ด้ด้วย ขณะปลงผมบวช ผมรว่ งไปส่วนหน่ึงก็บรรลุโสดาบัน ปลง
ต่อไป บรรลุสกทาคามี ปลงผมต่อไปอีก บรรลุอนาคามี พอโกนหมดศีรษะ
บรรลอุ รหตั ผลพอดี เห็นไหม แคพ่ ิจารณาผมอย่างเดยี ว บรรลหุ มดเลย

พระภิกษุท่ีบรรลุอรหัตผลขณะปลงผม เพราะท่านโยนิโสมนสิการ
เป็น พอเหน็ ผมร่วงลงไปกองบนดนิ ท่านก็เห็นชัดว่า ผมน้ีจะถือเปน็ เรา ของ
เราไม่ได้เลย แล้วอารมณ์ เวทนา ความรสู้ ึกสขุ ทุกข์เล่า ก็ไม่ตา่ งกัน จิตท่านก็
ออกมาจากขันธ์ จากอารมณ์ แล้วพิจาณาต่อไปๆ จนบรรลุอรหัตผลในที่สุด

กายานุปสั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๗

รา่ งกายน้ีกค็ ือ รปู ส่วนทีเ่ หลือ คือ เวทนา สญั ญา สังขาร ก็ไม่ตา่ งกัน ถอื เป็น
เรา ของเราไม่ได้สักอยา่ ง นแ่ี หละเห็นชอบ สัมมาทิฏฐิล่ะ เอากายน้ีแหละเป็น
เครื่องระลึกรู้ แทนท่ีจะเอาใจไปไว้ที่คนน้ัน คนน้ี ให้มันพิจารณากาย ระลึก
รอู้ ยใู่ นกาย นีแ่ หละกายคตาสติท่พี ระพทุ ธเจ้าทรงสรรเสริญเปน็ ยิ่งนกั

คนสมัยนี้เขาใจร้อน ชอบข้ามขั้นไปดูจิต ดูใจ สุดท้ายก็ไม่เห็นอะไร
เพราะขนาดกายหยาบๆ ยงั ไม่เห็นเลย หมายถึง เห็นด้วยใจนะ การพจิ ารณา
กาย อย่ามองข้าม ทุกวันผมยังพิจารณาอาการสามสิบสองอยู่เลย ภาวนา
จนกวา่ จะตายนั่นแหละ อยา่ งท่ีหลวงปมู่ ั่นบอก

สัญญาคือ ความจาได้หมายรู้ บางคนคิดว่าพอปฏิบัติไปแล้ว จะลบ
สัญญาออกจากใจได้หมด ซึ่งไม่ถูกต้อง สัญญามันก็อยู่ของมันอย่างเดิม
เหมือนรูปกายเรานี่แหละ แต่มันก็เสื่อมไปได้ ลืมได้ ตามธรรมดาของมัน
ตอ่ เมื่อดับขันธ์ สัญญาจึงจะดับสนิท แต่พอดับสนิท ไม่ใช่ว่า จะจาอะไรไม่ได้
เลย ไม่ใช่นิพพานแล้ว จาอะไรไม่ได้ ตรงน้ันไม่ได้ใชค้ วามจาแล้วแต่เปน็ ความรู้
ลว้ นๆ เปน็ จติ บริสุทธิ์ (จติ เปน็ ธาตุร้)ู

การพิจารณากายเพียงอย่างเดียวก็สามารถทาให้จิตตั้งม่ันเป็นสมาธิ
แยกจิต เห็นจิต เห็นธรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นกายคตาสติ อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง
นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทา ให้อยู่กับรู้ หรืออานาปานสติหรือมีสติรู้เท่าทัน
อารมณ์ ก็หลักการเดียวกันทั้งนั้นคือ การอบรมจิตให้เห็นรูปนามตามความ
เป็นจริง เห็นลมหายใจไม่ใช่เรา ของเรา เห็นอารมณ์เกิดดับไม่ใช่เรา ของเรา
การปฏบิ ัตกิ ็อย่ใู นวงนี้

การพจิ ารณากายนแี่ หละคือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ โดยแท้ ตนเป็น
ที่พ่ึงแห่งตน ตนก็คือ ร่างกายเรา เอาร่างกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มา
พจิ ารณาให้เห็นว่า ที่แท้มันเป็นของไม่สะอาด เป็นสักแต่ธาตุดิน น้า หาแก่นสาร
ไม่ได้ ต้องเสื่อมต้องพังไป เอากายมาเป็นเคร่ืองระลึกรู้ เคร่ืองอยู่ของจิต น่ีแหละ
ตนที่เป็นท่ีพึงแห่งตนโดยแท้ ตนแรกคือ กาย ตนท่ีสองคือ จิต การจะไปสู่
ภาวะพน้ ทุกข์ ชาระจิตใหบ้ ริสทุ ธิ์ ต้องเอาตนเป็นที่พง่ี แห่งตนเชน่ นี้

ถามว่า วันหน่ึงๆ ต้องอึ ต้องฉ่ีไหม เข้าห้องน้า ก็พิจารณากายไดแ้ ล้ว
เห็นไหม อึ ฉี่ น่ะ มันใช่เรา ของเราไหม วันหนึ่งต้องกินข้าวไหม สามม้ือด้วย
ดูสิ รสอาหารที่อร่อยมันเกิดขึ้น ต้ังอยู่แล้วดับไปอย่างไร สุขเวทนาคือ
ความยินดีในรสอาหารมนั เที่ยงไหม เดี๋ยวกด็ ับไปอีกแลว้ เหน็ ไหม วันหนึ่งต้อง

๑๘ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒

ยืน เดิน นั่ง นอนไหม ต้องหายใจไหม ยืนเดินน่ังนอนก็ให้รู้สึกตัว มีสติอยู่
ตลอดพยายามๆ หายใจเข้าก็ให้รู้บ้าง หายใจออกก็ให้รู้บ้าง วันนโ้ี กรธไปกี่ครั้ง
แล้วละ่ ตามทนั ไหม รู้เท่าทันบา้ งไหม นี่แหละการปฏิบัติ ไม่ต้องคอยบอกกไ็ ด้
ว่า อันการพิจารณาอึ ฉ่ี น่ีคือ กายคตาสติ ยืน เดิน น่ัง นอน อิริยาบถ ลม
หายใจเข้าออก รู้ อานาปานสติ ท้ังหมดเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ไม่ตอ้ งขนาดนั้น มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ดี ร้าย ไม่ต้องคอยบอกกไ็ ดว้ ่า ฉันกาลัง
เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานอยู่นะ ไม่ต้อง เวลาจิตมีโทสะ แล้วรู้ แค่น้ีก็
พอแล้ว ไม่ตอ้ งบอกว่า นี่ ฉันกาลังเจริญจิตตานุปสั สนาอยู่นะไมต่ ้อง ถา้ เรายัง
อึ ยังฉ่ี ยังเดิน ยืน น่ัง นอน อยู่ ยังหายใจอยู่ ยังรับรู้อารมณ์ต่างๆ อยู่ เราก็
ภาวนาได้แล้ว ไม่ต้องไปตามดูอารมณ์คนอื่นหรอก ดูตนเอง แก้ไขตนเองอยู่
ตรงนี้แหละ เรียกว่า การภาวนา ไม่ต้องไปน่ังล้อมวงกับใคร ไปต้องไปเข้า
คอรส์ หลบั ตา ไมต่ อ้ งไปเข้าชน้ั เรียนธรรมะอะไรหรอก ธรรมะอยู่กบั เราแล้ว มี
สติเม่ือใด กเ็ ห็นมนั อยู่ตรงน้แี หละ ไมต่ ้องไปคิดอะไรมาก ดกู าย ดูลมหายใจ ดู
อารมณ์ตนเอง ทั้งหมดทง้ั ปวง ลว้ นไม่เที่ยง ทนอยไู่ ม่ได้ ต้องเสือ่ ม ต้องดับไป
หาแก่นสารตัวตนท่ีแท้ไม่ได้ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่น หมายมั่น วางทั้งหมดเสีย
วางกาย วางลมหายใจ วางอารมณ์ เห็นสักแตว่ ่าเห็น แลว้ จะเหน็ ธรรมในไมช่ ้า
อย่างแน่นอน

สดุ ท้ายเลย ในข้ันปรมัตถ์ (บอกไวก้ ่อนล่วงหนา้ ) ตนเป็นทพี่ งึ่ แห่งตน
ทจ่ี ริงก็คือ จิตนั่นแหละเป็นพ่ึงของจิต ถึงเวลาจะหลุดพ้น ไม่มีใครมาช่วย
ได้ จิตต้องช่วยตัวเอง นาพาตนเองออกมาจากความยึดมั่น ถือม่ันในรูป
ในนามด้วยเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติประกอบกัน พระพุทธเจ้าเป็นเพียง
ผ้บู อกทาง ชแี้ นะเทา่ นน้ั จิตจะต้องช่วยตนเอง เม่ือถึงเวลานน้ั ขึ้นมาจริงๆ ต้อง
ใช้ความกล้าหาญ เข็มแข็ง เด็ดเดี่ยวของจิตท่ีอบรมมาด้วยสติ ด้วยปัญญาดี
แล้ว พาตนเองใหห้ ลดุ พน้ ออกจากวฏั ฏะสงสารใหไ้ ด้ นแ่ี หละ อตั ตาหิ อัตตโน
นาโถ ในพทุ ธประสงคล์ ่ะ

ในเบ้ืองต้น ทาใหจ้ ิตยอมรับว่า มันเปน็ ธรรมดาอย่างน้นั เอง อยา่ งเห็น
คนตายเป็นธรรมดา จิตก็ยอมรับว่า การตายเป็นธรรมดา แต่การเห็นตรงน้ี
เป็นเบ้ืองต้นเท่าน้ัน ยังไม่ใช่เห็นจิต เห็นธรรม ยังเป็นความคิดอยู่ มีคนเป็น
อันมาก ท่ีเห็นแล้ว เข้าใจแล้วว่า ความตายเป็นเร่ืองธรรมดา แต่พอลูกตาย

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๙

หรือตัวเองกาลังจะตาย ความคิดความเข้าใจตรงน้ันมันเอาไม่อยู่หรอก มัน
คนละเรอ่ื งกบั "ความเหน็ " หรอื "ญาณ" อยา่ งที่หลวงป่ดู ูลยบ์ อก

หลวงปู่ชาท่านก็สอนอานาปานสติเวลานั่งภาวนา แต่ท่านเน้นการ
ทางานด้วยสติ ด้วยการรู้เท่าทันอารมณ์มากที่สุด ท่านจึงชอบพาลูกศิษย์
ทางานตลอด การทางานน่ีมันจะเห็นอารมณ์ดที ีเดียว อย่างไปล้างส้วม (ตอน
อยูว่ ัดปา่ ) น่ี ใครอึไว้แลว้ ไมร่ าด นั่นอารมณ์ไม่พอใจเกดิ แล้ว กวาดลานวัดเสร็จ
ลานสะอาดตาสวยงาม เข้าไปน่ังพักเหนื่อยทศ่ี าลาไม่ทนั ได้นั่ง โนน่ ลมมาหอบ
ใหญ่ พัดเอาใบไม้รว่ งพรูลงมาอกี แล้ว อ้าว ! มีอารมณ์โผล่มาให้พิจารณาแล้ว
ใบไม้ก็ร่วงลงมา เด๋ียวก็เปื่อยไปตามธรรมดา อารมณ์ไม่พอใจนีก่ ็เหมือนกัน ก็
ตอ้ งเสื่อมไปตามธรรมดาเหมอื นกัน กวาดไปพจิ ารณาไป ทาแบบนเี้ รื่อยมา

วันหนึ่ง พอมันได้ที่ของมัน มันก็แสดงผลของมันออกมา ชนิดท่ีเรา
น้าตาซึมด้วยความปิตทิ เี ดียว กราบพระพทุ ธเจา้ หมดหัวจติ หัวใจ พระพุทธเจ้า
ไม่ได้โกหกลูกเลยๆ ๆ ๆ ผู้ใดเห็นจิต ผู้นั้นเห็นธรรม ญาณคือ ความเห็นเกิด
แลว้ เมอื่ เกิดมันก็หายสงสัย วิจิกิจฉาหายไปทันที

กลางคืนซ้อมรบ กลางวันรบจริง กลางคืนซ้อมรบด้วยอานาปานสติ
และกายคตาสติ เดินจงกรมไปมา ให้มสี ติอยกู่ ับอิริยาบถ ส่วนกลางวันก็เอาสติ
ท่ีซ้อมไว้ตอนกลางคืนนั่นแหละ ไปใช้รู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ ที่ไหลบ่าเข้ามา
หลวงปู่ชาบอกว่า อารมณ์น้ีให้ยึดแต่อย่าให้ม่นั คือ ยึดเอามาพิจารณาให้เห็น
เป็นอนิจจัง ซ่ึงภาษาธรรมะเรียกว่า ธมั มวิจยะ (อยู่ในสัมโพชฌงค์เจ็ด) ศรัทธา
วริ ิยะ สติ สมาธิและปัญญา ต้องอบรมให้เสมอกัน จึงจะเห็นธรรมได้ อย่างที่
สมาชิกท่านหนงึ่ เอาคาสอนของหลวงพ่อทา่ นหนง่ึ มาลง บอกวา่ สติตวั เดยี วมัน
ไม่ไดห้ รอก มันต้องใช้ปัญญาด้วย นั่นแหละ เห็นเนืองๆ เด๋ียวจิตจะจางคลาย
ออกมาต้ังมั่น เหน็ อย่างน้นั แลว้ จะไดไ้ ม่เข้าไปหมายมั่นใหม้ าก เพราะมนั ไม่มี
อะไร เกิดแล้วก็ดับ มีอยู่แค่น้ันแหละ พอจิตตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ คราวน้ีไม่
ต้องไปถามใครแล้ว มันหมดสงสัยโดยตนเองไปโดยปริยาย สักกายทิฏฐิ
ความเห็นว่า ขันธ์ห้าเป็นเรา เป็นเขาหมด วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยหมด
สีลัพพตปรามาส การลบู คลาศีล ถือบา้ ง ขาดบ้าง การปฏิบัติทาบา้ ง ไมท่ าบ้าง
หมดลงในคราวเดยี วกันน่ันแหละ การปฏิบตั ิน้ีหากถกู ทางข้ึนเรอื่ ยๆ ให้สังเกต
ตวั เอง ถ้าถูกทาง งา่ ยนดิ เดียว จะมีสติ การตื่นรู้มากข้นึ เร่อื ยๆ

๒๐ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เลม่ ๒

๕. หลวงป่มู ัน่ หลวงตามหาบวั หลวงปูห่ ลุยพจิ ารณากาย

แสดงธรรมกลุ่ม ตน้ บญุ เมอื่ วนั ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๙

ท่านทรงกลด : หลวงป่มู น่ั พิจารณากายมไิ ด้พิจารณาเพื่อความยึดมั่น
ในกาย แต่พิจารณาเพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงของกาย เพอื่ จะถ่ายถอน
ความเห็นผิด ถ่ายถอนความยึดมั่นในกายว่าหาใช่เรา ของเราไม่ อันว่า
การพิจารณามิใช่การเพ่ง การเพ่งคือ ฌาน ฌานคือการเพ่ง เพ่งแล้วชิน
ติดตา หากไม่ใช่เป็นการพิจารณาหรือการเพ่งด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยการ
รู้เท่าทันต่อส่ิงท่ีพิจารณาก็จะหลงเข้าไปติดกับการเพ่ง กับฌานนั้นได้ นี่คือ
กับดักของนกั ภาวนาที่ติดตรงนก้ี นั มาก

หลวงปูม่ ่ันตอนแรกกภ็ าวนาบริกรรม เกิดนิมิต ตดิ ในนิมติ เห็นตนเอง
ท่องเท่ียวอยู่ในนิมิต คืนนี้ไปถึงตรงนั้น คืนน้ันไปถึงตรงน้ี เป็นอย่างน้ีอยู่
สามเดือน ท่านว่า มันไม่จบ มันไปเร่ือยๆ ไม่รู้จะจบเม่ือใด ท่านก็มาน่ัง
พิจารณาว่า เออ ! สงสัยผิดทางละกระมัง คราวน้ีท่านเอาใหม่ เอาอาการ
สามสบิ สอง ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง มาพจิ ารณา เอาน้าเลอื ด น้าหนอง กระดูก
มา้ ม ตับ ไต ไส้ ปอด มาพจิ ารณา มาเพ่งดู กเ็ ห็นตามความเปน็ จริงของอาการ
สามสบิ สองหรอื อวยั วะน้อยใหญ่เหลา่ นั้นวา่ ที่แทเ้ ป็นสักแตธ่ าตุดิน น้า ไฟ ลม
เท่านั้นเอง พวกกระดูกก็เป็นธาตุดิน พวกน้าดีก็เป็นธาตุน้า ลมหายใจก็เป็น
ธาตุลม สูดเข้าข้ึนลงในร่างกาย ตัวตนของร่างกายจริงๆ อยู่ท่ีไหน นี่ ท่าน
พจิ ารณาอย่างนี้ พอเห็นอยา่ งนี้ มันจึงจบ ท่านว่า มันจบ จิตไมส่ ่งนอกไปตาม
นมิ ิตพาเที่ยวอะไรอีก คราวนี้ท่านก็รู้ของท่านเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกเลย
ว่า เออ ! มันถกู แล้ว ก็เพราะเม่ือท่านเพ่งพิจารณาเห็นตามความเปน็ จรงิ ของ
ร่างกายดงั กล่าวแลว้ วา่ เป็นเพียงสักแต่วา่ ธาตุดิน น้า ไฟ ลม จะหาตวั เราได้ที่
ไหน จิตท่านก็วาง ไม่ยึดมั่นหมายม่ันในกายน้ันอีกต่อไป หลวงปู่มั่นเพ่ง
พจิ ารณากายมิได้เพ่งเพื่อความยึดมั่นในกาย แต่เพ่งเพื่อให้เหน็ ตามความเป็น

กายานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๒๑

จริงของกาย เพ่ือจะถ่ายถอนความเห็นผดิ ถ่ายถอนความยึดม่ันในกายว่า หา
ใชเ่ รา ของเราไม่

หลวงปู่ม่ันเม่ือทา่ นเพง่ พิจารณากายดงั กลา่ วเปน็ นิมิตแล้ว ท่านไม่ได้
หยุดเพียงแค่นั้น ท่านพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
น่ันแหละ ท่านจึงปลอ่ ยวางกายลงได้ ทา่ นเพ่งพิจารณาเพื่อความปล่อยวาง
ไม่ได้เพ่งเพ่ือเข้าไปยึด ท่านเพ่งด้วยวิปัสสนาญาณ ไม่ได้เพ่งด้วยสมาธิ
หวั ตอ ผมเคยบอกหลายคร้ังวา่ การพิจารณากายน้ีใหร้ ะวงั พอเราพิจารณาไป
จิตไดท้ มี่ นั จะปรากฏให้เหน็ ขน้ึ ในจติ หากไมร่ ้เู ทา่ ทันไปยึดหมายม่นั มันจะเป็น
ฌานโดยไมร่ ู้ตัว พอนกึ ข้นึ มาปั๊บ เชน่ เพ่งกระดกู พอนึกปุบ๊ กระดูกใสเป็นแก้ว
ก็มาปรากฏ ขณะนั้นกเิ ลสหายไป มันสุขมากกเ็ ลยเข้าใจว่า ตนบรรลุธรรมแล้ว
เพราะกิเลสหายไปหมด

ผมก็เคยเล่าเรื่องหลวงตามหาบัวบ่อย ๆ ว่า พอท่านออกจากพุทโธมา
พิจารณากาย จนจิตกับกายรวมเป็นหน่ึง กิเลสหายไปหมดเลย ถ้าเปน็ คนไม่มี
ปัญญาก็เข้าใจว่า ตนเองบรรลุอรหัตผลแล้ว วันหน่ึงท่านก็มานั่งทบทวนว่า
เอ ! กิเลส มันหายไปตอนไหนหว่า วันไหนคืนไหน มันต้องปรากฏสิ นี่มัน
หายไปเฉยๆ เพราะจิตกับกาย (กายคตาสติ) ทา่ นเป็นหนึ่งเดียวตลอดเวลา คืน
ต่อมา ทา่ นลองใหม่ ลองกาหนดเป็นภาพสาวงาม (ท่านใช้คาว่า สุภะ) พอจิต
เห็นภาพสาวสวยเท่าน้ัน ราคะก็กาเริบเลย ท่านจึงรู้ว่า อ้าว ! มันยังอยู่นี่ ไอ้
ราคะ มันซกุ ซ่อนอยู่ มนั ไม่ไดห้ มดไปนี่หว่า ท่านจึงออกอุบายทางปัญญา เอา
ภาพสุภะน้ัน เอาอารมณร์ าคะนน้ั มาพิจารณาดู จึงเหน็ ว่า จิตทา่ นเองปรงุ แต่ง
อารมณ์ราคะ ปรุงแต่งภาพน้ัน พอเห็นอย่างนั้น จิตท่านก็หลุดพลัวะออกมา
จากอารมณ์ราคะนนั้ (ออกมาจากจิตท่ีปรุงแต่งเป็นราคะ) เพราะทา่ นเหน็ แล้ว
วา่ อะไรทปี่ รุงแต่ง (สังขาร) ย่อมไม่เทย่ี ง ทนอยูไ่ ม่ได้ จิตทา่ นจงึ ออกมาจาก
อาการของจติ ท่ีปรงุ แต่งนัน้ เอง บรรลอุ นาคามตี รงนี้เอง

ส่วนใหญ่หลวงปู่มั่นจะสอนให้ศิษย์พิจารณากายนะ เท่าท่ีเห็ น
ดงั โอวาทธรรมของหลวงปู่หลุย จันทสาโร ลูกศิษย์ของหลวงปู่ม่ัน ที่ว่า "อย่า
ส่งจิตออกไปข้างนอก ให้ดูอยู่ที่กาย ให้ร้ือค้น ร่างกายนี้ให้ชัดแจ้ง ให้รู้ว่า

๒๒ | ปุจฉา - วิสชั นา เล่ม ๒

ร่างกายมันมีอยู่จึงทาให้เกิดทุกข์ ร่างกายนี้แหละที่ทาลายความสงบสุข มัน
ทาให้เกิดเป็นที่รับโรค เปน็ รังหนอนอย่างใหญ่หลวง ไมเ่ ลือกละว่าร่างกายของ
ใคร ถ้าพิจารณามองให้เห็น ตัดให้ขาดจากร่างกายนี้ จริงๆ แล้วจะพบกับ
ความสงบสุขถาวรตลอดไป" เห็นไหม หลวงปูห่ ลุยก็บอกให้พิจารณากาย กาย
นี้อย่าคิดว่าเป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนังอย่างเดียวนะ แม้ลมหายใจก็เป็นกาย
อย่างหนึ่ง จัดอยู่ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน บางคนมักจะมีภาพอสุภะ
ปรากฏในขณะทาสมาธิ กเ็ พราะเคยพิจารณามาก่อน ถา้ เหน็ อสุภะก็เอาอสุภะ
ท่ีเห็นนั่นแหละเดินไตรลักษณ์เลย ใส่ปัญญาเข้าไป วันหน่ึงจิตหลุดออก
มาพลัวะแบบหลวงตามหาบัวนั่นแหละ อนาคามีผลล่ะ อย่าไปเร่ิมต้นภาวนา
อะไรใหมๆ่ เอาของเกา่ ทีเ่ คยทามาน่ันแหละมาใชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์ ถ้าคนุ้ ทางน้ี
อยูแ่ ล้วจะไปเดินทางใหม่ทาไมให้เสยี เวลา

เรือ่ งฌานกอ็ ย่าไปสนใจเลย เป็นเร่ืองของพวกฤษีชีไพร เร่ืองสติ เรอ่ื ง
สมาธิ เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ฌานก็ฌาน สมาธิก็สมาธิ คนละอันกันนะ
ตอนแรกผมก็สงสัยในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานว่า ทาไมพระพุทธเจ้าจึงสอน
ว่า จิตเป็นมหรคต (ฌาน) ก็ให้รู้ จิตเป็นสมาธิก็ให้รู้ ตอนน้ันก็โง่นะ เข้าใจว่า
ฌานกับสมาธิอันเดียวกัน พอมารู้เห็นวา่ อะไรเป็นอะไร อ๋อ ! มันต่างกันน่ีนา
คนละเรื่องกันเลย มิน่าล่ะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จิตเป็นฌานก็ให้รู้ จิตเป็น
สมาธิก็ให้รู้ หมายถึงว่า จิตเป็นฌานให้ออกจากฌานมาอยู่กับรู้ เมื่อออกจาก
ฌานมาอยู่กับรู้ จิตก็เป็นสมาธิ รู้น้ีก็คือสติ สติตัวเดียวกับหายใจเข้ารู้ หายใจ
ออกร้นู ่ันแหละ

ถ้าปฏิบัติไปจนถึงเห็นธรรม เข้าสู่โลกุตรมรรค รู้หรือสติน้ีจะมาเอง
โดยแทบไม่ต้องกาหนดเลย จะรู้พร้อม รู้เทา่ ทันนะ ไม่ใช่รู้เฉยๆ เป็นรู้ท่ีกอปร
ดว้ ยปญั ญา ส่วนสมาธนิ ่ะหรอื เมือ่ จิตมันรูพ้ รอ้ ม ร้เู ท่าทนั ตลอดเวลา มันก็เป็น
สมาธอิ ยู่ในตวั จิตมนั จะต้ังมั่น ไม่หวน่ั ไหวไปตามโลกธรรมแปด นคี่ อื ในขณะที่
ร้หู รอื มสี ตขิ ้ึนมานะ โลกธรรมแปดจะทาอะไรจิตไม่ได้ จิตทีเ่ ป็นสมาธิคอื จิตท่ี
ม่นั คง ไมห่ วน่ั ไหวตามไปกบั โลกธรรมทง้ั หลาย ข้อทีส่ าคัญทสี่ ุด สมาธิหมายถึง
จิตท่ีต้ังม่ัน ต้ังม่ันด้วยสติ ด้วยปัญญา ส่วนฌานคือ การเพ่งภาวนา บริกรรม

กายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน | ๒๓

จนจิตรวมลงไปเป็นเอกคตารมณ์ เม่ือออกมาจากการเพ่งภาวนาก็ยังโง่
เหมอื นเดมิ เพราะขาดสติ ขาดปัญญา

สติ ปัญญาเมื่ออบรมด้วยดีจะยงั จิตให้เป็นสมาธิได้ พระพุทธเจ้าตรัส
ว่า ผู้ใดถกู โลกธรรมท้ังหลาย (ทง้ั ดหี รือรา้ ย) กระทบกระทง่ั แลว้ จิตไม่เศร้าโศก
ไมห่ วั่นไหว เกษม มนั่ คง ปลอดโปรง่ จิตเปน็ สมาธิ หมายความว่า เมือ่ อารมณ์
ยินดี (ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข) กระทบใจ ก็ให้มีสตริ ้เู ท่าทันว่า อารมณย์ ินดนี ี้ไม่
เท่ียงแท้แน่นอนไปได้ เกิดได้ก็เสื่อมได้ เม่ืออารมณ์ยินร้าย ฝ่ายร้ายคือ
เส่ือมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ มากระทบ ก็ให้มีสติรู้เท่าทันว่า แม้อารมณ์
ฝ่ายร้าย (ยินร้าย) น้ีก็ไม่เท่ียงแท้แน่นอนไปได้ เกิดได้ก็เสื่อมได้ เป็นอนิจจัง
โดยแท้ เมอื่ จติ เห็นเช่นน้ีกย็ ่อมไม่เข้าไปหมายม่ันทัง้ อารมณฝ์ ่ายดีหรอื ฝ่ายรา้ ย
เม่ือไม่เข้าไปหมายม่ันอยู่เนืองๆ วันหน่ึงจิตจะต้ังมั่นข้ึนมาเป็นสัมมาสมาธิ
ตรงสัมมาสมาธิตรงนี้เแหละจะรู้ธรรม เห็นธรรมขึ้นมา แต่จะมาถึงตรงนี้ได้
เราจะต้องฝึกสติให้มีกาลังเพียงพอ จึงจะเอาอารมณ์ฝ่ายดี ฝ่ายร้ายอยู่ ถ้า
ไมเ่ คยฝกึ หรือฝึกไม่ดี ไม่มที างจะรเู้ ทา่ ทนั ไม่มที างจะเอาอารมณท์ วี่ า่ อยู่ได้

วธิ กี ารฝกึ สตกิ ็คือ ดึงจติ กลับมาอยกู่ ับลมหายใจเข้าออก หายใจเขา้ ให้
รู้ หายใจออกให้รู้ หรือยืน เดิน นั่ง นอนให้รู้ รู้สึกตัวอยู่เนืองๆ ถ้าใจลอยไป
โน่น น่ี น่ัน ก็ดึงกลับมาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับสติ ก่อนนอนก็พิจารณากาย
บ้าง ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง ดูซิ มันสวยงามหรือสกปรก มันเทย่ี งหรือไม่เที่ยง
มันใช่เรา ของเราจริงหรอื

อารมณ์ยินดี ยินรา้ ยเกดิ แรกๆ จะไม่รทู้ ันหรอก จะจมปลักหรือหลง
ระเริงอยู่กับมันพักหน่ึง แต่ก็ต้องฝึกให้รู้เท่าทันเช่นกัน รู้คือสติ เท่าทันคือ
ปัญญา ปัญญาท่ีเหน็ วา่ เออ ! ไม่วา่ อารมณ์ไหน ฝา่ ยดีหรอื ฝ่ายรา้ ย มันก็ไมแ่ น่
ไม่เท่ียงไปได้สักอารมณ์หรอก หากเห็นเช่นน้ี จิตมันจะออกมาจากอารมณ์
นน้ั ๆ โดยไม่รู้ตวั ก่อน แต่เมือ่ ฝึกๆ ๆ ๆ ตามท่กี ล่าวมาขา้ งตน้ วนั หนึ่ง เมอื่ เห็น
จิตมีกาลังเข้มแข็งด้วยอานาจของสติ จะเห็นจิตประกาศความเป็นอิสระจาก
อารมณ์อยา่ งน่าอัศจรรย์ จิตจะเริม่ เป็นไทขึ้นเรอ่ื ยๆ จากเดิมเคยเปน็ ทาสชนิด
โงหัวไม่ข้ึน พออารมณ์ยินดีมากระทบ ก็ว่ิงเต้นระเริงไปกับมัน เพ้อฝัน

๒๔ | ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม ๒

ลอ่ งลอย ไร้สติ พออารมณ์ยินร้ายมากระทบ ก็ซบหน้าอยู่กับฝา่ เทา้ มันแรมวัน
แรมเดือน จมปลัก เศร้าโศก พิไรราพัน โทษโชคชะตาฟา้ ดิน ไม่เคยโทษตัวเอง
ว่า เคยทากรรมไม่ดีอะไรไว้บ้างจึงได้รับผลเช่นน้ี น่ี เราตกเป็นทาสของโลก
ธรรมแปดมานานหลายกัปกัลป์แล้ว ถึงเวลาประกาศอิสรภาพได้แล้ว จะยอม
ให้มันกดหัวอยู่อย่างนี้ไปตลอดอยู่ได้อีกหรือ คนท่ีเขาประกาศอิสรภาพได้
สาเร็จมีพระพุทธเจ้า หลวงปู่ม่ัน หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ชา หลวงตามหาบัว
หลวงปู่หลุย ฯลฯ ท่านต่างก็ไม่ใช่ใครอ่ืน ลูกชาวนาทั้งน้ัน ท่านยังทาได้เลย
เพียงแต่ท่านทาจริง เอาจริง เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ท่านจึงได้ของจริง ใครจะ
เหลาะแหละ โลเล กป็ ล่อยไป ขอใหเ้ ราเอาจรงิ เฝา้ แกไ้ ขตวั เองกพ็ อ

แล้วก็... อย่าไปเช่ือว่า นิพพานนี่คงเหงา มาคนเดียวไปคนเดียว ไม่
เหลือใคร ไม่มีสังคม จะอยู่กับใคร ท่ีท่านบอกว่า มาคนเดียวไปคนเดียว
หมายถึงว่า ไปนิพพาน ไม่ได้แห่แหนตามกันไป คนที่ทาจึงจะไปได้ ไม่ได้
หมายถึงว่า มาคนเดียว แล้วไป (นิพพาน) อยู่คนเดียว นิพพานเป็นสภาวะ
อย่างหนึ่งที่จิตบริสุทธ์ิของพระอรยิ ะเจา้ ทัง้ หลายท่านอยู่กนั แต่บอกไม่ได้วา่ ท่ี
ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ขอให้เชื่อว่า พ่อแม่ญาติพี่น้องของเรามากมาย
ล่วงหน้าไปรอเราอยู่นานแล้ว แล้วเราจะรออะไรอีก จะรอเพ่ือนรอฝูงท่ีใจคอ
โลเล เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้กระนั้นหรือ มันจะเสียเวลาเปล่าๆ มุ่งแก้ไข
ตนเองนี้ดีท่ีสุด โลกน้ีไม่มีอะไรหรอก ถ้าจะมีก็มีแต่เร่ืองไร้สาระ ไร้แก่นสาร
เป็นภาพมายาหลอกคนเขลาเท่าน้ัน คนมีปัญญาจะข้องอยู่ในโลกนี้ทาไม ถ้า
เป็นคนมีปัญญาจะเห็นว่า โลกน้ีไม่มีอะไร คาว่า "ไม่มีอะไร" น่ีแหละ คือ
อนัตตา เราเองเมื่อตายไปเขาก็เผาเสียสิ้น แม้กระดูกที่เป็นเถา้ ถ่านเขายังเอา
ไปลอยทงิ้ ทะเลเลย จึงอย่าหมายมัน่ ให้มากนักเลย ใครเล่าจะล่วงรูว้ ันตายทจี่ ะ
มาในวันพรุ่ง มีคนไม่น้อยออกจากบ้านไปแล้วไม่ได้กลับมานอนท่ีนอนเดิม
หมอนใบเดิมอีก ไม่รู้ว่าวันน้ีออกจากบ้านไปจะเป็นวันสุดท้ายที่ได้ออกหรือ
เปล่า รู้อย่างนี้แล้วอย่าพากันประมาทอยู่เลย เร่งเจริญสติปัญญา เร่งพากัน
ภาวนาเถิด

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๒๕

๖. พระพทุ ธเจา้ สอนสามเณรราหุล เรอื่ ง กายคตาสติและขันธ์ ๕

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เม่ือวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๘
ท่านทรงกลด : วันพระนี้ตั้งใจจะนาเรื่องราวของพระราหุลมาแสดง

ให้พวกเราฟงั เพอื่ เปน็ อุปนิสยั ต่อไป เหตุทีย่ กพระราหุลมาแสดง เพราะเห็นว่า
ท่านบวชเณรตง้ั แตเ่ ด็กๆ แต่กว่าจะบรรลุธรรมก็อายุยส่ี ิบซงึ่ นานมาก

ท่านต้องศกึ ษามาก ใช้ความเพียรมาก พระพทุ ธเจ้าจึงต้ังท่านไวใ้ นฐานะ
เป็นเลิศในด้านการใคร่ครวญศึกษา อย่างเราก็เหมือนพระราหุลน่ีแหละ
คอ่ ยๆ ศกึ ษา เกบ็ เก่ียวไป วันหนง่ึ ต้องสาเร็จอยา่ งแน่นอน

พระราหุลน่ีไม่ธรรมดาเลย มีพระอาจารย์ระดับพระอัครสาวกเป็น
พระอาจารย์ คือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะ
ปลงผมให้ พระสารีบุตรให้ไตรสรณคมณ์ (บรรพชาเป็นสามเณรรูปแรก)
พระมหากัสสปให้โอวาท ตอนพระราหุลบวช พระเจ้าสุทโธทนะเสียใจมาก
ตอนน้ันท่านเป็นพระโสดาบันแล้วแต่ก็ยังเสียใจอยู่ เพราะเกรงว่าจะไม่มีใคร
ครองกรงุ กบลิ พสั ดุ์ พระองค์จึงขอพระพทุ ธเจา้ วา่ พระไม่ควรบวชบุตรทีพ่ อ่ แม่
ยังไม่อนุญาตซึ่งพระพุทธเจ้าก็บัญญัติให้ตามน้ัน พอพระราหุลบวชเณร
พระนางพิมพาก็ไมเ่ หลอื ใคร ถา้ เปน็ คนโลกๆ จะตาหนิราหลุ วา่ ทาไมไม่เลี้ยงดู
แม่ท่เี ป็นหมา้ ยกลับหนีไปบวชเสียอีก ธรรมดาพอ่ แม่ยอ่ มหยิบยื่นสิ่งทดี่ ีทสี่ ุดให้
ลูกฉันใด การบวชของพระราหุลก็ฉันน้ัน พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า เรื่องโลก
ทรัพยส์ มบตั ิ ชือ่ เสยี งเปน็ เร่ืองจอมปลอมไรส้ าระ หาใช่สุขแท้ไม่ แตเ่ ร่ืองธรรม
เป็นสุขแท้ บรมสุข ไมม่ ีเส่ือม ไมต่ ้องกลับมาเวยี นวา่ ยตายเกดิ อีกต่อไป

ตอนน้ีเกิดเป็นคนไม่ค่อยรู้สึก หากพลาดพลั้งเกิดในอบายจะรันทด
หดหู่ ท่านลองสังเกตดวงตาของสัตว์ทุกชนิดดูเอาเถิด อย่างสุนัขหรือแมว
เคยเห็นดวงตามันสดใส รื่นเริงบ้างไหม ลองดูดีๆ ดวงตามันเศร้านะ เพราะ
พวกเขาต่างก็เคยเกิดเป็นคนแล้วพล้ังพลาด ทาผิดศีล เคยมีคนระลึกชาติได้
เขียนไว้ว่า ตอนตายไปเกิดเปน็ หมู พอเกิดมาใหม่ๆ รตู้ ัวว่าเกิดเปน็ หมู ใจเด็ด
มาก วิ่งเอาหัวชนคอหักตาย บางคนตาย เป็นห่วงบ้าน ตายแล้วก็เกิดเป็น

๒๖ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒

จิ้กจก ตุ๊กแก เฝ้าบ้านอยู่ บ้านของกูๆ อย่างร่างกายเรานี้ลองคิดดูดีๆ ข้างใน
รา่ งกายเราต่างกม็ ีพยาธิ พยาธิมนั ก็คิดวา่ กายนี้เป็นของมัน เราก็คดิ ว่า กายนี้
เป็นของเรา ต่างก็ทึกทักหมายมั่นแย่งชิงกันอยู่ สุดท้ายมันไม่เป็นของใคร
กลับคืนสู่ธรรมชาติ ดิน น้า ไฟ ลม หมด พูดให้เกิดปัญญา ไม่ได้พูดให้
สะอิดสะเอยี น

พระนางพมิ พาเห็นว่า สามีก็บวช บุตรชายสุดทีร่ ักก็บวช อย่ากระน้ัน
เลยเราบวชบ้างดีกว่า ตอนพระนางพิมพาบวช มีอยคู่ รั้งหนึ่งอาพาธ เป็นโรค
ลมกาเริบ สามเณรราหลุ มาเยี่ยม พอรู้ว่าแม่ปว่ ยก็ไปหายามาถวาย แตเ่ ปน็ เด็ก
ไมร่ ู้จะหาอย่างไร เลยไปหาพระสารีบตุ รให้ชว่ ย สังคมพระอริยะเขาไม่ทอดทิ้ง
กัน พระนางพิมพาก็บรรลุอรหัตผลเหมือนกัน และปรินิพพานขณะมีอายุ
๗๘ ปี พระราหุลนก่ี ตญั ญูกตเวทตี อ่ มารดามาก

พระราหุลเปน็ ผูท้ ่เี คารพกฎระเบยี บของพระพุทธเจา้ มาก อ่านประวัติ
พระราหุลแล้วน่าสงสารจริงๆ ครั้งหนึ่งไม่มีที่นอน เพราะพระพุทธเจ้าห้าม
พระภิกษุนอนกบั สามเณร ทา่ นก็ไม่รู้จะไปนอนท่ีไหน เลยไปนอนในส้วมของ
พระราชบิดาคือ พระพุทธเจ้า คร้ังหน่ึงพระพุทธเจ้ามาพบ เลยสอบถาม
พอทราบเรื่อง จงึ อนุญาตให้ภิกษนุ อนกับสามเณรไดไ้ ม่เกินสามคนื พระราหุล
ไม่เคยนึกเลยว่า ตนเป็นลูกพระพุทธเจ้า ท่านทรงทาตามกฎท่ีพระราชบิดา
ตงั้ ไว้ ตั้งใจปฏิบัติตามทุกอย่าง ไม่เคยมีอภิสิทธ์ิใดๆ ท่านเคารพพระราชบิดา
มากจริงๆ ทั้งนี้พระพุทธเจ้าประสงค์จะข่มมานะ (ความเป็นกษัตริย์) ของ
พระราหลุ ด้วย

คร้ังหนึ่งพวกพระวางรองเท้าเกะกะไม่เป็นระเบียบ ต่างก็ถามว่า
ใครวาง แล้วต่างก็โยนความผิดให้สามเณรราหุล เพราะเป็นเด็กโต้เถียงไม่ได้
สามเณรราหุลก็ยอมรับผิดท้ังที่ไม่ได้ทา ลองเป็นเราสิ คงเถียงตายกันไป
ข้างหน่ึง ก็ฉันไม่ผิดน่ี พระพุทธเจ้าก็ค่อยๆ สอนเรื่องวินัย เรื่องศีล เรื่องการ
กล่าวเท็จและการอยรู่ ่วมกับผ้อู น่ื โดยไม่เบยี ดเบยี นผู้อ่ืน

อีกครั้งหนึ่งพระราหุลตามเสด็จไปบิณฑบาต แต่ด้วยความเป็นเด็ก
ขณะเดินตามเกิดความคิดฟุ้งซ่าน เห็นลักษณะพระพุทธเจ้างดงามมาก เลย
ตรวจดูตัวเอง แล้วก็ชมตัวเองว่างามเหมือนกัน ถ้าพระพุทธเจ้าไม่บวชจะได้

กายานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๒๗

เป็นพระมหาจักรพรรดิ เราก็จะได้เป็นด้วย ขณะน้ันพระพุทธเจ้าทรงทราบ
วาระจิตของสามเณรราหุล จงึ ดารวิ า่ ราหุลเกิดฉนั ทราคะ (ความพอใจ) เพราะ
รูปเป็นปัจจัย จึงหันมาตรัสว่า ราหุล รูปน้ี (รูปกาย) ท่ีเป็นอดีต (เด็ก)
อนาคต (ผู้ใหญ่) และปัจจบุ นั ก็ดี ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอยี ด เธอพึง
เห็นหรือว่ารูปนเี้ ป็นเรา ของเรา นี่ พระพทุ ธเจา้ กาลงั สอนเร่ืองกายคตาสติให้
สามเณรราหลุ แล้ว

สามเณรราหุลถามกลับว่า รูปเท่าน้ันหรือ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
ราหุล ท้ังรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ต่างจะถือเป็นเราของเรา
ไม่ได้ สามเณรราหุลคิดว่า วันน้ีพระพุทธองค์ทรงใหโ้ อวาทปานน้ีเรายังจะไป
บณิ ฑบาตอีกหรือ ท่านจงึ ปลกี ตนไปนั่งที่โคนไมต้ ้นหนึ่ง พระพทุ ธเจ้าก็ไมท่ รง
ห้าม เพราะคิดว่า วันนีเ้ ราจะให้ราหุลบรโิ ภคอมตโภชนะคือ กายคตาสติก่อน
ถ้าเป็นปุถุชนท่ัวไปต้องมองว่า พระพุทธเจ้าใจร้าย ปล่อยให้ลูกอดข้าว อันว่า
กายคตาสติน้ีหากใครบรโิ ภคแลว้ จะนาไปสมู่ รรคผล นพิ พานดงั คากล่าวทวี่ ่า
รสแห่งธรรมชนะรสท้ังปวง กินข้าวกินมามากแล้ว ลองกินกายคตาสติดูบ้าง
เป็นไร ผมน่ียังบริโภคทุกคืน ก่อนนอนจะน่ัง เดินหรือนอนจะสาธยายอาการ
สามสิบสอง ตั้งแต่ผม ขน เล็บ... จนถึงเยื่อในสมอง หากใครต้องการบรรลุ
เห็นธรรมเร็วลองปฏิบตั ิดูเถิดจะอัศจรรย์กับผล จิตท่านจะสงบแชม่ ช่ืน จะ
ไมค่ อ่ ยหิวมากนกั เมอ่ื ตื่นขน้ึ มา และจะเอื้อตอ่ การเจริญสติอน่ื ๆ ไมว่ ่าจะยืน
เดนิ นง่ั นอน หรือเวทนานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน

ทีนี้ปรากฏว่า แทนท่ีสามเณรราหุลจะได้เจริญกายคตาสติ ปรากฏว่า
ขณะน่ังจะเจริญกายคตาสติ พระสารีบุตรผ่านมา ด้วยความเมตตา เห็น
สามเณรราหลุ น่งั คู้บัลลงั ก์ตั้งกายตรง จึงคิดว่า ราหุลจะเจริญสมาธิ จงึ เดนิ เข้า
ไปสอนอานาปานสติ ด้วยความเคารพพระอาจารย์ ท่านจงึ เรียนอานาปานสติ
จากพระสารบี ุตร พระสารบี ุตรแมจ้ ะมีปญั ญามาก แต่ท่านไม่มีฤทธท์ิ ี่จะรูว้ าระ
จิตคนเหมือนพระสหายท่าน อย่างมีคร้ังหน่ึง มีพราหมณ์คนหน่ึงจะตาย
นิมนต์ท่านไปเทศน์ ท่านเห็นว่าเป็นพราหมณ์ จึงเทศน์เรื่องพรหมวิหารสี่
พราหมณ์คนน้ันตายแล้วก็ไปเกิดเปน็ พรหม แต่พอกลับมา พระพุทธเจ้าทราบ

๒๘ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒

จงึ ทรงตาหนิว่า หากเทศน์เร่ือง มรรคมีองค์แปด พราหมณ์นั้นจะบรรลุธรรม
เพราะจติ พราหมณ์ในขณะน้ันเอือ้ ต่อการบรรลธุ รรมแลว้

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ท่านไม่รู้ว่า ขณะน้ีสามเณรราหุลได้รับโอวาทให้
พิจารณากาย ทา่ นจงึ เขา้ ไปสอนเร่ือง อานาปานสติ พอสามเณรราหุลกลับมา
ตอนเย็น เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า สามเณรราหุลถามเรื่อง อานิสงส์ของอานาปานสติ
พระพุทธเจ้าไม่ตอบ แต่ตรสั สอนใหพ้ ิจารณากายใหเ้ ป็นธาตุห้าอยา่ ง (มีอากาศ
ธาตเุ พิ่มมาคือ ความว่างเปลา่ ในกายเรา) สอนธาตดุ ินซ่ึงมลี ักษณะแข็งท่ีจิตเรา
เข้าไปยดึ ม่ัน เช่น ผม ขน เล็บ ฟนั สอนธาตุนา้ เชน่ เสลด หนอง เลือด เสมหะ
สอนธาตุไฟ เช่น ไฟที่ทาให้ร่างกายอบอุ่น และช่วยเผาและช่วยย่อยอาหาร
สอนธาตุลม เช่น ลมในท้อง ลมหายใจเข้าออก แล้วสรุปว่า เธอพึงเห็นด้วย
ปัญญา เห็นชอบตามความเปน็ จริงอย่างน้ีว่า น่ันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่
เป็นนนั่ นน่ั ไม่เป็นเรา เมื่อเห็นตามความเป็นจริงแล้ว จติ ยอ่ มเบอ่ื หน่าย คลาย
กาหนัด คือ ความพอใจในธาตุ (กาย) ทง้ั หลาย จากน้ันตรัสสอนสามเณรราหุล
ให้เจริญภาวนาธรรมหกอย่างคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อสุภภาวนา
เพื่อละราคะ อนิจจสัญญา (ที่ผมพูดบ่อยๆ) เพ่ือให้เห็น ความไม่เท่ียงของ
รูปนาม อารมณ์ เพื่อละอัสมิมานะ (ความยึดถือว่ามีเรา) จากนั้นทรงอธิบาย
วธิ ีการเจริญอานาปานสติ (อย่างท่ีผมเคยแสดงไป) แล้วสามเณรราหุลก็ถูกทิ้ง
ไวใ้ นวิหาร

พระพุทธเจา้ ไมไ่ ดบ้ อกให้ใครนาอาหารไปถวาย แตส่ ามเณรราหลุ ก็ยัง
ไม่บรรลุธรรมใดๆ แต่อินทรีย์ก็แก่กล้าขึ้นตามลาดับ พระพุทธเจ้าทราบว่า
สามเณรราหุลถือว่า เป็นบุตรของเรา อาจจะมีความถือตัว จึงพยายามสอน
ไม่ให้ดูหมิ่นบัณฑิต สอนให้ปลีกวิเวก สอนให้เห็นโทษในกามคุณห้า และ
สอนว่า ราหุล เธออย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก จงสารวม จงมีสติไปแล้วในกาย
(กายคตาสติ) จงอบรมวิปัสสนา สามเณรราหุลฟังธรรมขอ้ นี้แลว้ ก็ยังไม่บรรลุ
ธรรมใดๆ อกี แต่กไ็ มล่ ดละความเพียร

ครง้ั หน่ึงเข้าไปถามพระพุทธเจ้า (เหมือนอย่างท่ีพวกเราชอบถาม) ว่า
บคุ คลจะรู้ได้อย่างไร เห็นอยู่อย่างไรว่า ตัวเรา ของเรา เราเป็นนั่น เราเป็นนี่
ในกายที่มีวิญญาณน้ี ไม่มี พระพุทธองค์ตรัสสอนให้พิจารณาขนั ธ์ห้า อารมณ์

กายานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๒๙

ท้ังปวง ด้วยปัญญาให้เห็นชอบความตามเป็นจริงว่า ขันธ์ห้า ไม่เที่ยง ทนอยู่
ไม่ได้ ต้องเสื่อมต้องพัง เมื่อบุคคลรู้อย่างน้ี เห็นอยู่อย่างนี้ จะเห็นว่า ตัวเรา
(อหังการ) ของเรา (มมังการ) เราเป็นนั่น เราเป็นนี่ (มานานุสัย) ในกายที่มี
วิญญาณน้ี จะไม่มี

เห็นไหมท่พี ยายามบอกพวกเราวา่ อารมณ์ระหว่างวันน่ันน่ะเอามาขบ
ด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นว่า หาสาระแก่นสารไม่ได้ มาแล้วไป เกิด
แล้วดับ หรือที่หลวงปู่ชาสอนว่า อะไรๆ ก็ไม่แน่ ไม่เท่ียง เห็นอยู่แค่น้ีแหละ
ไม่ต้องไปเรียนอ่านมันมากหรอก ก็คือ ท่ีพระพุทธเจ้าพยายามสอนสามเณร
ราหุลนี่แหละ จนกระท่ังวันหนึ่ง ขณะท่ีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัด
พระเชตวนั วิหาร พระราหุลก็อยู่ดว้ ย หลงั จากบณิ ฑบาตกลบั มาแลว้

หลังจากท่ีเสวยแล้ว ทรงเห็นว่า ราหลุ น้ีเราก็สอนอะไรๆ มามากแล้ว
ธรรมะแก่กล้าแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะบรรลุธรรมแล้ว จึงตรัสให้พระราหุลถือ
ผ้ารองน่ัง เดินตามเข้าไปในป่า เพ่ือจะเทศน์ธรรมยิ่งๆ ขน้ึ ไปอีก ขณะน้ันเอง
(เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่นะครับ) เทวดาหลายพันตนติดตามไปด้วย เวลา
พระพทุ ธเจา้ หรอื พระอรหันต์ อยา่ งหลวงปู่มนั่ ไปแสดงธรรมทไ่ี หน พวกเทวดา
จะชอบมาฟัง เพราะเป็นการเสริมบุญตัวเองคือ ยังไม่อยากหมดบุญกลับมา
เกิดเป็นคนในโลกที่ว่นุ วายยงุ่ เหยิงใบน้ี

เม่ือประทับนง่ั พระราหุลก็ถวายอภวิ าท พระพุทธเจ้ากถ็ ามว่า (ฟังดีๆ
นะครับ เผ่ือจะได้บรรลุธรรมเหมือนพระราหุลด้วย) ราหุล เธอเข้าใจว่า จักษุ
(ตา) น้ีเท่ียงหรือไม่เท่ียง แต่ก่อนเราสายตาปกติ ตอนน้ี สั้นบ้าง ยาวบ้าง ไม่
เท่ียง เมื่อแก่ตัวไปตาก็ฝ้าฟาง ใช่หรือไม่ (ผมจะเสริมไปให้) บางคนตาก็บอด
ใช่หรือไม่ บางคนตากเ็ ป็นต้อกระจกใช่หรือไม่ ก็ส่งิ ใดไม่เท่ียง สิ่งนั้นถอื ว่าอยู่
ในบังคับบัญชาของเราได้หรือไม่ เราจะส่ังว่า ตาเอ๋ย เจ้าอย่าเส่ือม อย่าส้ัน
อย่ายาว ได้หรือไม่ ก็สิ่งใดที่เราสั่งบังคับบัญชาไม่ได้ จะถือว่าส่ิงน้ันเป็นเรา
ของเราได้ละหรือ ส่ิงใดที่ไม่เทย่ี ง มีความแปรปรวนอยู่เป็นธรรมดา ส่ิงนั้นจะ
ถอื วา่ มีตัวตน (อตั ตา) แก่นสารได้หรอื ไม่ จะหาสาระแกน่ สารในตานี้ได้หรือไม่
สง่ิ ใดหาแก่นสารไม่ได้ ควรหรือท่ีจะเห็นว่าส่ิงน้ันเป็นเรา เราเป็นน่ัน น่ันเป็น
อัตตาของเรา

๓๐ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒

พระราหุลก็ตอบว่า ไม่ควรเลย พระเจ้าข้า แล้วเธอเข้าใจความข้อน้ี
เป็นไฉน เธอว่า รูป (กาย) นี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง อย่าลืมว่า พระองค์ทรงสอน
เรื่อง กายคตาสตใิ ห้พระราหุลพิจารณามานานหลายปีแล้ว ให้เห็นเป็นของไม่
สวยงาม ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง กายนี้เที่ยงหรือไม่เท่ียง กายตอนน้ีกบั ตอนเป็น
ทารก เด็กนอ้ ย วยั ร่นุ หนุ่มสาว กลางคน ปลายคน มันแปรปรวนเปลยี่ นแปลง
ไปเป็นธรรมดา เหมือนใบไม้ท่ีผลิใบอ่อน เติบโต เขียว แล้วค่อยๆ เหลือง
ร่วงหล่น กลายเป็นปุ๋ย เรากับใบไม้ต่างกันตรงไหน ต่างกันเพียงใบไม้ไม่มี
วญิ ญาณครอง แตก่ ายนี้มวี ิญญาณครองเท่านนั้ เอง เราตอนนี้ กบั เราตอนเด็ก
มนั ใชค่ นเดยี วกนั หรือ

ส่องกระจก แล้วเอารูปตอนเด็กมาดูสิ มันไม่ใช่ เมื่อไม่ใช่ ยอมรับ
ความเป็นจริงเสียทีว่า กายน้ีมันไม่เที่ยง มีความแปรผันเสื่อมไปดับไปเป็น
ธรรมดา ก็สิ่งใดเส่ือมไปดบั ไปเป็นธรรมดา ควรหรือท่จี ะเห็นว่า ส่ิง (กาย) นั้น
เป็นเรา เราเป็นกาย กายนั้นเป็นอัตตาของเรา ไม่ว่ากายหรือรูปใดๆ เม่ือเกิด
แล้วย่อมเสื่อมดับไป ตาทีเ่ ห็นก็ไม่เที่ยง รูปท่ีเหน็ ก็ไม่เที่ยง เมื่อตาเห็นรูป เกิด
ความรู้ทางตาเรียกว่า จักขุวิญญาณ เมื่อหูได้ยินเสียง เกิดความรู้ทางหู พอ
โสตวญิ ญาณเกิด จกั ขุวิญญาณก็ดบั ไป เมือ่ ลมมากระทบกาย เกดิ กายวิญญาณ
โสตวิญญาณ ความรู้แจง้ ทางหกู ็ดับไปอกี แล้ว

เม่ือวิญญาณไม่ว่าจะเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ดังแสดงไป
มากมายหลายครั้งแล้ว) ไม่เท่ียง เกิดแล้วดับๆ ควรหรือที่จะเห็นว่าวิญญาณ
นั้นเป็นเรา เราเป็นวิญญาณ วิญญาณเป็นอัตตาของเรา พระราหุลก็ตอบว่า
ไม่ควรพระเจา้ ขา้

กเ็ วทนาเล่า เมือ่ ตาเห็นรูปอันเปน็ ท่ีนา่ พอใจยินดี ก็เกดิ สขุ เวทนา พอ
หนั ไปมองรูปท่ไี ม่นา่ พอใจยนิ ดี ก็เกิดทุกขเวทนา สุขเวทนาก็ดับไป สุขเวทนา
ตอนแต่งงาน ตอนมีลูก ตอนรับปริญญา ตอนเงินเดือนข้ึน ตอนได้กินของ
อร่อยชอบใจ ตอนดูหนงั เรื่องโปรด ตอนนี้มนั ยังอยูห่ รอื ไม่ มันดับไปหมดแล้ว
ตกลงสุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี มันเท่ียงหรือไม่เที่ยง ไม่เท่ียงพระเจ้าข้า
พระราหุลตอบ เมื่อเวทนาไมเ่ ทย่ี ง ควรหรอื ท่ีจะเห็นว่า เวทนามีสาระแก่นสาร
มีตวั มตี น เปน็ เรา เปน็ ของเรา ข้อน้ันไมค่ วรเลยพระเจ้าขา้

กายานปุ สั สนาสติปัฏฐาน | ๓๑


Click to View FlipBook Version