The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ในชีวิตประจำวัน
- หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
- หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรพงษ์ สุพิมล, 2020-08-19 02:48:08

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 2

ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ในชีวิตประจำวัน
- หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
- หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

แม้สัญญา ความจาได้หมายรู้ จาน่ันได้ จาน่ีได้ ตอนนี้ ยังจาได้หมด
อยู่หรือ เคยท่องประมวลกฎหมาย จาชอ่ื เพ่ือนสมัยเดก็ ๆ ตอนน้ี ยังจาไดด้ ีอยู่
หรือ เม่ือเช้าวางของไว้ตรงนั้น เผลอแป๊บเดียวลมื แล้ว สญั ญากไ็ ม่เทีย่ งเหมือน
เวทนาน่ันแหละ

สังขารอีกเล่า ความคิดปรุงแต่ง เมื่อตาเห็นรถฟอรจ์ ูนเนอร์รุ่นใหม่ ก็
เกิดความคิดอยากได้ไว้สกั คัน พอหันมามองสลิปเงนิ เดือนทเ่ี หลือแตล่ ะเดือน
ความคิดอยากไดร้ ถก็ดับไปทนั ที วนั ก่อน เพ่ือนทาให้โกรธ วันนี้เจอ คิดว่าจะ
ด่ากลับให้สาสม แต่พอเจอหน้าเพ่ือน รู้ว่าเพื่อนถูกรถชนมา ความคิดน้ันก็
ดับไป คืนคืนหนึ่งก่อนนอน คิดเรื่องนั้นจบ (ดับ) เร่ืองใหม่ก็มาให้คิดอีก คิด
แลว้ ดบั ๆ ๆ ๆ ความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) นต่ี กลงเท่ียงหรือไม่เท่ียง พระราหุล
ตอบ ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า เม่ือความคิดปรุงแต่งไม่เท่ียง มีความแปรปรวนไป
เป็นธรรมดา ควรหรือจะเห็นว่า น่ันคือ เรา เราคือ ความคิด ความคิดเป็น
อัตตา (ตัวตน) ของเรา ไมค่ วรพระเจ้าข้า (ตรงน้ีผมบอกหลายครง้ั แล้วว่า เม่ือ
เห็นธรรม จะเห็นว่าความคิดไม่ใช่เราจรงิ ๆ คดิ ก็คิด เรา (จิต) ก็เรา มนั คนละ
อนั กันจริงๆ)

พระราหุลส่งกระแสจติ ตามไป เห็นขันธ์หา้ และอารมณท์ ้ังปวงมีความ
แปรปรวนเสอ่ื มไปๆ อยู่เนอื งนิจ หาแกน่ สารตัวตนไม่ได้ จิตพระราหุลขณะนั้น
ก็เบื่อหน่าย เมื่อเบ่ือหน่ายในอารมณ์ที่ไร้แก่นสารเช่นนั้น ก็ย่อมคลาย
กาหนัด (ความยนิ ดใี นขันธ์) จิตก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพน้ รูช้ ดั (เกิด
อาสวขยญาณ) ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจท่ีต้องทาเพ่ืออย่างนี้
ไม่มอี ีกแล้ว บรรลอุ รหัตผล เม่ือจบพระธรรมเทศนา สว่ นเทวดาหลายพันตนท่ี
ย่องตามเข้าไปฟังก็ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบันบุคคล ปิดอบายภูมิ
ได้สนทิ ท่จี ะไปเกดิ เป็นสตั ว์นรก เปรต อสุรกาย สตั วเ์ ดรจั ฉานเปน็ อันไมม่ ี

ต่อมาเมื่อพระราหุลอายุครบอุปสมบท พระสารีบุตรก็เป็น
พระอุปัชฌาย์ พระมหาโมคคัลลานะเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ภายหลัง
พระพุทธเจ้าก็ทรงยกย่องพระราหุลว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกด้านการ
ใคร่ครวญศกึ ษา

๓๒ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒

๗. ภาคขยายของกายคตาสติ

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เม่ือวันท่ี ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘

ผู้ปฏิบตั ิ : วนั นีช้ กแลกหมดั กบั อารมณ์จนคว่ามันลงไปได้ครับ
ท่านทรงกลด : วันน้ีขอพูดถึงเร่ือง ภาคขยายของกายคตาสติใน
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก่อนอื่นผมขออุปมาว่า มีคนส่งตุ๊กตายางมาให้ท่าน
ท่านไม่มีคู่ครอง ท่านก็นอนกอดมาราวย่ีสิบปี จนวันหนึ่งท่านสังเกตว่า มี
สารเคมีเหมือนเลือดซึมออกมาจากปาก จากหู ท่านก็สงสัย จึงเอามีดกรีดดู
ปรากฏว่า ข้างในเต็มไปด้วยสารเคมีที่เหมือนเลือด หนอง ไขมัน เสลด
สิ่งสกปรกนานาประการ ท่านจึงกลับไปที่ร้านที่ซ้ือมา ที่ร้านบอกว่า โอเค
เดี๋ยวเขาซ่อมให้ เย็บให้ใหม่ และทาใหเ้ หมือนจริง สดสวยกวา่ เดิม ทรวดทรง
เร้าใจกว่าเดิม ผิวนุ่มนวลกว่าเดิม เหมือนคนจริง และจะมานาส่งคืนให้ท่าน
ท่านจะกล้ารบั เอามานอนกอดอกี หรอื ไม่
ถ้าท่านไม่บ้า เสียสติ ท่านก็คงไม่รับเอามานอนกอดอีก เพราะอะไร
เพราะท่านเห็นตามจริงแล้วนี่ว่า ข้างในท่ีเรานอนกอดนั่นมันเต็มไปด้วย
สารเคมีเหมือนเลือด สิ่งบูด เน่าเหม็น เสลด ไขมัน นี่คือ ภาคขยายของ
กายคตาสติในกายานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน อันเปน็ เรอื่ งแรกๆ ท่พี ระพทุ ธองค์ทรง
สอน
ถามตัวเองวา่ ทกุ วนั น้ีเราบ้าหรือเสียสติ หรือใครบา้ หรือเสียสติกันแน่
ผมไม่โทษพวกเราเพราะเรายังไม่เห็นตามความเป็นจริง เรายังไม่มีสติ เราส่ง
จติ ส่งใจไปอยู่กับกายคนนั้น คนนี้ หารู้ไม่ว่า แท้จริงเป็นเพียงธาตุท้ังสี่คือ ดิน
น้า ไฟ ลม ประกอบกันขึ้นเท่านัน้ เอง เมอ่ื ใดที่พจิ ารณาเห็นตามความเปน็ จริง
จิตเราจะกลับมาๆ จะเลิกว่าคนนั้น คนนี้ นินทา ไร้สาระ เพราะเรา เขา ก็
เหมอื นกันคือ เป็นเพียงธาตุประกอบกัน มีเสื่อมไป ดับไปเป็นธรรมดา เดี๋ยวก็
ตาย เผา สว่ นที่เป็นธาตุแข็งกก็ ลับไปเป็นดิน ธาตเุ หลวคือ น้า ก็กลบั ไปเปน็ น้า
หรือระเหยไปเป็นธาตุลม ลมหายใจกลับไปต้ังแต่ตอนส้ินลมหายใจแล้ว

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน | ๓๓

ธาตุไฟก็แตกดบั ไปในเวลาพอๆ กับธาตุลมนัน่ แหละ แลว้ จะเอาอะไรกับกายนี้
ถา้ พิจารณาเห็นเช่นน้ีเนืองๆ จะเกิดสภาวะอันหน่งึ ข้ึนในจิต หรือบางคนไม่เกิด
ก็ได้ ของผมจะเกิดเหมือนภูเขาถล่มข้ึนในจิต ภูเขาแห่งอุปาทานในกายถูก
ขับเคลื่อนแล้ว ความยดึ มั่นในกายส่ันคลอนแล้ว จากท่ีเคยเห็นว่า กายเป็นเรา
ของเราเห็นชอบข้ึนมาแล้ว สัมมาทิฏฐิน้อยๆ เกิดขึ้นแล้ว เข้าใจหรือยังว่า
สัมมาทฏิ ฐิ มรรคมอี งคแ์ ปด กับสติปฏั ฐานส่มี นั เรื่องเดียวกัน

ทนี ี้บางคนเพียงแต่พิจารณากายคตาสติ หากเคยพิจารณามาแต่กาล
ก่อน เห็นตามความเป็นจริงแล้วว่ากายไม่น่าอยู่ ไม่น่ายึด จิตเขาจะออกจาก
กาม น่ันสัมมาสังกัปปะ มาแลว้ เห็นมาก ๆ ด้วยความเพียร สตกิ ็มากขึ้นๆ จิต
นี่ละจากความยึดมั่นในกายมาอยู่กับสติมากเข้าๆๆๆ จนรวมเป็นหน่ึง ตั้งม่ัน
อยกู่ ับสติ อะไรเกิดตามมา นัน่ สมั มาสมาธิ ความต้งั ม่นั แหง่ จิตเกิด จะเห็นกาย
และอารมณ์ท่ียินดีในกายแยกออกมา และหากผู้ใดฉลาดในการภาวนา ก็จะ
เอาอารมณ์ความยินดี ยินรา้ ยในกายมาพจิ ารณาด้วยไตรลักษณ์ หลุดพ้นจาก
อารมณน์ ้ันได้ อารมณ์ยินดีหรือยินร้ายทาอะไรจิตเขาไม่ได้อีกต่อไป อนาคามี
เกิดตรงน้ี ถ้าละความเห็นอารมณ์ (คือผู้รู้อารมณ์) ได้อีกอรหัตผลก็เกิดแก่
พระโยคาวจรนั้น ส่วนใหญ่คนที่เจริญกายคตาสติ จะไปบรรลุอนาคามี
เท่าท่ีเห็น พระโสดาบันละสังโยชน์สามได้คือ ละสักกายทิฏฐิ ความเห็นว่า
ขันธ์ห้าเปน็ ตัว เป็นตน เรา เขา วิจิกิจฉา ความลงั เลสงสัยและสีลัพพตปรามาส
พระอนาคามีจะละสังโยชน์ได้อีกสองประการคือ ราคะและโทสะ ห้าอย่างนี้
เรียกว่า สังโยชน์เบื้องต่า หากไปเจริญภาวนาต่อเมื่อตายแล้วก็จะไม่กลับมา
เกิดในโลกอันแสนจะวนุ่ วาย เร่าร้อนใบนี้อกี อนาคามี แปลวา่ ผู้ไม่กลับมาอีก
แต่จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ไปเจริญภาวนาต่อและดับขันธ์
ปรินิพพานท่นี ่ัน

ผู้ปฏิบัติ : อารมณ์คอื เวทนา สัญญา สงั ขาร ถา้ เรากาลังรสู้ กึ สุข ทุกข์
(เวทนา) หรือไปคิดถึงอดีต (สัญญา) หรือไปฝันกลางวันถึงอนาคต (สังขาร)
อนั นี้จิตกบั อารมณ์คลกุ กัน แต่ถ้าจิตไปรู้อยู่ท่ีกาย ตอนน้ันมันจะวา่ งๆ อาการ

๓๔ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เลม่ ๒

ว่างๆ น้ีเป็นอาการที่จิตไม่สุข ไม่ทุกข์ เฉยๆ และไม่มีเสียง ไม่มีภาพในหัว
ไมพ่ ูดกับตัวเอง (อาการของสังขาร) จิตทวี่ ่างจะมีพลังโดยธรรมชาติ จะแจ่มใส
โดยธรรมชาติของมัน จะกล้าหาญตามธรรมชาติของมันและจะเบิกบานตาม
ธรรมชาติของมัน จติ ท่วี ่างอยบู่ ่อยๆ เม่ือเกดิ อารมณ์ พอใจ ไม่พอใจ ขบคิดถึง
อดีตหรือฟุ้งไปในอนาคต มันจะสังเกตเห็นความต่างเพราะการคิดถึงอดีต
การฟุ้งไปในอนาคต ท้ายสุดจะจบด้วยเวทนาคือ สุข ทุกข์ ข้ึนที่ใจ อาการ
กระเพ่ือมเกิดตรงนี้ จิตจะรู้เห็นข้อแตกต่างของสภาวะว่างกับไม่ว่าง รู้ ตื่น
เบิกบาน กบั ไม่รู้ ไมเ่ บิกบาน รเู้ หตุท่ีทาให้จติ กระเพอ่ื ม จติ กระเพ่ือมเป็นเรื่อง
ไม่น่ามี ไม่นา่ เปน็ เปน็ ทุกข์ จิตมันจะอยากกลับไปอยู่กบั ความว่าง โดยเพียรดู
กายเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ส่วนจิตที่รู้ว่า กาลังคิดไปในอดีตหรือ
อนาคตเป็นจติ ตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ส่วนจิตที่ปล่อยใหค้ ิดจนเกดิ สขุ ทุกขข์ ้ึน
ในใจ แล้วไปรู้ว่า เฮ้ย ! โกรธแล้ว อันน้ีเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
อยา่ งนน้ั หรือเปลา่ ครับ

ท่านทรงกลด : เข้าใจถูกแลว้ ใหจ้ ิตอยู่กับรู้ จิตอยูก่ ับรู้แต่ยังไม่ตง้ั ม่ัน
อยู่กับรู้ และอย่าให้เลยไปท่ีว่าง อารมณ์ก็อย่างหน่ึง รู้อารมณ์ก็อีกอย่างหน่ึง
จิตก็อย่างหน่ึง รู้คือสติ ว่างคือจิต ถ้ารู้จะไม่ว่าง ถ้าว่างจะไม่รู้ คือรู้ธรรม
เห็นธรรม

กายานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๓๕

๘. การเจริญกายคตาสติ

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมอื่ วนั ที่ ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๘

ผู้ปฏิบัติ : ขอถามเรอ่ื งท่ผี ู้ปฏบิ ตั บิ างคนเห็นอสภุ ะวา่ เป็นอย่างไรคะ
ท่านทรงกลด : พอดไี ปดูบันทึกการปฏิบัติธรรมของตนเอง บันทึกไว้
ว่า เมื่อพิจารณากายจนจิตสงบลงไปเห็นภาพลูกชายตนเองนอนอยู่ แล้ว
ยอ้ นกลับมาเป็นเด็กเล็กๆ ตัวแดงๆ จากนั้นก็กลับมาเป็นภาพหนุ่มขึ้นๆ และ
เร่ิมแก่ขึ้นจนชรา และนอนตายไปในท่ีสุด มันจะค่อยๆ เห็นกายในกาย เห็น
ร่างตัวเองแดงฉานไปด้วยเลือด เห็นน้ิว เท้า หัวใจ ผม ฟัน ขี้ผมเยอะไปหมด
เห็นที่จิต จิตก็คลายความยึดม่ันทันทีเหมือนน็อตคลายตัวออกจากสกรู
นั่นแหละ แต่อยา่ ไปเพ่งเชียว เป็นผู้ชมท่ีดีอย่างท่ีบอกน่ันแหละ ถ้าไปเพ่งมัน
จะเปน็ ปฏภิ าค อุคคหนิมติ ขนึ้ มา เปน็ ฌาน ติดฌานแล้วจะยงุ่ มฤี ทธ์ลิ ่ะ
ส่วนใหญค่ นท่ีเห็นอสุภะจะเคยมีของเกา่ มา ไม่ใช่ที่ใครๆ อยๆู่ มาทา
แล้วจะเห็นเลยนะ พระบางรูปบอก ใช้เวลาตั้งสามปีกว่าจะเห็นหัวแม่มือ
ข้างหน่ึง คนทเี่ คยเห็นอสุภะนี่ของเก่าเขามาตาม มาเตือน มาบอกวา่ ทางโลก
พอได้แล้ว ปฏิบัติได้แล้ว อายุมากแล้ว อย่างหลวงปู่บุญหนาเคยเล่า
ให้พระอาจารย์ฟังว่า ตอนนั้นเป็นฆราวาส ไปอินเดีย ระหว่างทางเห็นแต่
พระพทุ ธเจ้าๆ ๆ ๆ เหน็ ดว้ ยตาเน้ือนีแ่ หละ กลับมาบวช ปฏิบตั ิ บรรลมุ รรคผล
ไป หรือศิษย์พระอาจารย์ม่ันรูปหน่ึง เป็นครู น่ังสอนหนังสืออยู่ดีๆ เงยหน้า
ข้ึนมาจากโต๊ะเห็นลูกศิษย์เป็นโครงกระดูกเต็มไปหมด จิตสลดมาก ลาออก
ไปบวช สุดท้ายกส็ าเร็จอรหัตผลไป นคี่ อื คนทีเ่ คยเจริญกายคตาสติมา
ผมวา่ การปฏิบัติน้ีอย่าไปบญั ญัติอะไรขึ้นมาใหมๆ่ เลย เพียงกายคตาสติ
อานาปานสติน่ะดีท่ีสุดแล้ว หรือให้มีสตริ ู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของกาย ของ
อารมณ์ แค่นี้แหละ ให้มีสติปัฏฐานสี่เป็นท่ีอิงไว้ดีที่สุด สมาธิที่ถูกต้องท่ีเป็น

๓๖ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒

สัมมาสมาธิจริงๆ ต้องผ่านการอบรมสติ ผมพูดเป็นคร้ังที่ร้อยแล้วกระมัง
ไม่เช่นน้ันพระพุทธเจ้าจะสอนสัมมาสติมาก่อนสัมมาสมาธไิ ว้ทาไม ในมรรคมี
องค์แปด สมาธิอนื่ ทาให้หลงได้ ทาใหเ้ กิดวปิ สั สนูกิเลสได้งา่ ยที่สดุ พอเกิดแล้ว
กห็ ลงอยูก่ ับมนั หลวงปดู่ ลู ยก์ เ็ คยเตือนไว้เหมือนกันวา่ สมาธิอนื่ น้ันพอจิตหยั่ง
ลงสมาธิส่วนลึกแล้วจะเกิดวิปัสสนูกิเลสคือ มีโอภาส แสงสว่าง และเกิด
อธิโมกขค์ ือ ความนอ้ มใจเชื่อแบบผิดๆ พลงั แห่งโอภาส สามารถนาจิตไปรเู้ ห็น
อะไรท่ีนอกเหนือโลกนี้ได้มากมาย แล้วสาคัญผิดอยู่กับความรู้น้ัน ที่ไม่ใช่
ความรู้อันนาไปสู่การพ้นทุกข์ เป็นสมาธิที่ขาดสติกากับเพราะจิตไปต้ังม่ันอยู่
กับอารมณ์ภายนอก (ส่ิงท่เี พง่ )

หลวงปู่พูดถึงขนาดว่า อย่างพวกฤาษีเพ่งกสิณนี่หลงได้ง่ายมาก ดู
อยา่ งพวกชฎิลสกิ ว่าพระพทุ ธเจ้าจะสอนได้ตอ้ งทรมานเสียเวลาอยหู่ ลายเดือน
เพราะเขาเข้าใจว่า ตนเองเป็นอรหันต์แล้ว หลวงปู่สรปุ ว่า การปฏิบัติแบบจิต
เห็นจิตเป็นแนวการปฏิบัติที่ก้าวล่วงภยันตรายได้ส้ินเชิง จิตเห็นจิตน่ีคือ จิต
หนึ่งเห็นจิตที่ปรงุ แต่งเป็นอารมณ์ต่างๆ คอื การมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ อันเป็น
กิริยาจิตหรือจิตปรุงแต่งท่ีผมพยายามเน้นพวกเราในระหว่างวันนั่นเอง
นี่แหละคอื สติปฏั ฐานส่ี

การปฏิบัติของผมที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรมากเลย เจริญกายคตาสติ
อานาปานสติ มีสติรู้เท่าทันการเคล่ือนไหวของกาย มีสติรู้เท่าทันอารมณ์แค่
น้ีแหละ แต่คนท่ีเคยฝึกสมาธิมาจะได้เปรียบกว่าคนอื่น เมื่อจิตเข้าสู่
อปั นาสมาธิ ถอนจติ มาอยู่ท่อี ุปจารสมาธิ หรือขณิกสมาธแิ ก่ๆ แลว้ ออกทาง
ปญั ญาหรือวิปัสสนาเลยคือ ยกกาย ยกอารมณ์ขน้ึ พิจารณาด้วยไตรลักษณ์
ในทันที (เหตุที่คนสมัยพุทธกาลบรรลุธรรมได้ง่าย ส่วนหน่ึงเพราะเขา
เจรญิ ฌานกนั เปน็ ปกตอิ ยู่แล้ว จิตมกี าลงั ดอี ยู่แล้ว)

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๓๗

อย่างหลวงปู่มั่นสอนพุทโธ พอจิตมีกาลัง ท่านก็ให้ออกมาพิจารณา
กายเสีย ไม่เช่นน้ันจะเกิดโอภาส ตดิ อยู่ตรงน้ัน มาไม่มา เราก็เจริญสตขิ องเรา
ไปตามปกติ ขยันก็ทา ขี้เกียจก็ทา ส่วนที่มาปรากฏ ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่า
มาจากไหน บางทกี ็เป็นเพ่ือนเกา่ ท่ไี ปดีแล้วมาสอน เป็นครบู าอาจารยม์ าสอน
หรือเป็นทีเ่ ราเคยพจิ ารณาไว้แต่ปางก่อน

นอกจากน้ีการพิจารณากาย ที่เรียกว่า กายคตาสติ แม้ช่ือจะมีคาว่า
“สติ” ห้อยอยู่ หากปฏบิ ัติไม่ถกู หรือไม่มีครูบาอาจารย์แนะนา (บางทีครูบาอาจารย์
ก็ติดอยู่ หลงอยู่ โดยไม่รู้ว่านั่นคือความหลง ก็มี) พิจารณากายจนจิตแน่วแน่
อยู่กับกายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกาย นึกเม่ือไรก็พรึบเม่ือนั้น ตอนน้ันกิเลส
หายไปหมด อันน้ีก็เป็นความหลง ให้ระวัง กายคตาสติหมายถึง ให้เอากาย
เปน็ เคร่ืองระลึกรู้ ไม่ใช่เอากายเป็นเคร่ืองอยู่ ถา้ ไปติดแช่อยู่ในกาย เอากาย
เป็นเคร่ืองอยู่ อันน้ไี ม่ใช่ทาง เป็นการเพ่งไปแล้ว ให้ออกมา ออกมาอยู่กับ
สติ อยู่กบั ความรู้สึกรู้น่ันแหละ

การพิจารณากายมีเป้าหมายเพ่ือแก้ความหลงผิดที่เห็นว่า กายน้ี
คอื เรา ของเรา ไมใ่ ช่พิจารณาแล้วจติ ไปติดแนบแน่นอยกู่ บั กายเปน็ อนั หนึ่ง
อันเดียวกับกาย ตรงน้ี ไมใ่ ชป่ ัญญา แต่เปน็ การเพ่ง เป็นการหลงเสียแลว้ มี
นกั ปฏิบัติจานวนมากทตี่ ดิ อยู่แลว้ หลงเข้าใจว่า ตรงนัน้ บรรลธุ รรมแล้ว

๓๘ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒

๙. เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมอ่ื วันท่ี ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

ท่านทรงกลด : ความเห็นจริงกับความฝันไม่เหมือนกัน บางที
พระอริยะเจา้ ท่านเห็นในสมาธิ ท่านก็เรยี กว่า สมาธนิ ิมิต ท้ังๆ ที่เป็นจรงิ อยา่ ง
คนพจิ ารณากาย จนจิตสงบ (เขียนไว้ในหนังสือ) แล้วเหน็ กายตามจริงปรากฏ
ขน้ึ ในใจ นีเ่ รยี กวา่ เหน็ จริง การเห็นกายภายนอกกับภายในนคี้ นละเรือ่ งกนั

พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสติปัฏฐานสี่ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเห็นกาย
ในกาย แต่ก่อนเข้าใจว่า เห็นกายในกาย คือ ผา่ ศพออกดู คนรู้ธรรมเหน็ ธรรม
จะไม่ฆ่าใครเดด็ ขาด (พระโสดาบนั ศีลห้าเป็นศีลวริ ัติคือ มศี ลี เป็นปกติ) เหตุที่
หมอผา่ ตัดกาย เหน็ ตับ ไต ไส้ พุง ยังฆ่าคนได้ เพราะเขาไม่ได้เห็นกายในกาย
เขาใช้ "ตาเนื้อ" เห็น ตาเนื้อไม่ใช่ตัวปัญหา ตัวปัญหาจริงๆ คือ "ตาใน" มัน
บอด ตาในคอื ใจของเรา เพราะใจเรามนั บอด เราจึงฆา่ คนได้ แม้วันหนึ่งๆ จะ
ผ่าตัดเห็นกาย ตับ ไต ไส้ พุง หัวใจ คนเป็นร้อยๆ คนก็ตาม ตาในคือ ใจที่
ประกอบไปด้วยปญั ญา

เมื่อเราพจิ ารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันสะอาดไหม ตัดผมมา
สักกระจุกหนง่ึ หยอ่ นลงไปในชามข้าวดูสิ ยังจะกินขา้ วอยู่ไดไ้ หม ถ้าพดู อย่างน้ี
คนหยาบๆ แบบโลกๆ ก็จะหนีไป ออกจากกลุ่มไปทันที แต่คนท่ีมีใจใฝ่ธรรม
คนที่จะเป็นพระอริยะอันใกล้จะไม่ทาเช่นนั้น เล็บล่ะ ลองเอาใส่ชามแกงดูสิ
ฟันล่ะ ไหนว่าสวยมากนัก ลองหักใส่แก้วน้าดูสิ ลอกหนังมาใส่ถ้วยไอติมดู
หน่อยดีไหม นี่ มันจะกินเข้าไปได้ไหม ทาไมจึงกินไม่ได้ ก็มันโสโครก จะกิน
เข้าไปได้อย่างไร อ้าว ! แล้วข้าวเปล่า แกงเดิมๆ มันสะอาดของมัน น่ากิน
น่าภิรมย์ แล้วทาไมพอผม ขน เล็บ ฟัน หนงั ใส่ลงไป จึงไม่นา่ ภิรมย์อีกต่อไป
นัน่ แหละ ตวั กูมีที่ไหน มีแตผ่ ม ขน เลบ็ ฟัน หนัง น่แี สดงวา่ ผม ขน เล็บ ฟัน
หนัง มันสกปรก น่ารังเกียจละสิ พอใส่ชามข้าว ชามแกง จึงพากันสกปรก
ปฏิกูลไปด้วยกันหมดอยา่ งน้ี สีเอย สัณฐานเอย กล่ินเอย ที่อยู่เอย ท่ีเกิดของ

กายานปุ สั สนาสติปัฏฐาน | ๓๙

สิ่งเหล่าน้ี มันสะอาดไหม นี่พากันพิจารณาสังเกตดู แล้วมันเท่ียงแท้ไปได้ไหม
ลองดผู มวันนี้ มันหงอกขาวไปก่ีเสน้ อาบน้า ร่วงหลน่ ไปก่เี ส้น เล็บตดั ไปกี่ครั้ง
ตอนน้ีมนั ไปอยู่ไหนหมดแล้ว ฟันล่ะ ถอนไปก่ซี ่ี เคยไปตามดไู หม ไปอยู่ท่ีไหน
หมดแล้ว โน่น เน่าเปื่อยสลายไปเป็นดินหมดแล้ว ไหนละผมท่ีเป็นกู ของกู
เล็บ ฟัน ทเี่ ปน็ กู ของกู

การพิจารณาอยา่ งนี้เรียกว่า เป็นการพิจารณาสังเกตใหเ้ ห็นความเป็น
จริงของกายแต่ยังเป็นการเห็นภายนอก จินตนาการอยู่ ต่อเม่ือ (ผมยืนยัน)
พิจารณาไปเร่ือยๆ จิตจะสงบเข้ามาล่ะ ทีน้ีพอจิตสงบ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
หรือส่วนอ่ืนๆ ของร่างกายมันจะแสดงให้เห็นข้ึนภายในละทีน้ี ที่นักปฏิบัติ
เรียกว่า ภาพนมิ ิตนัน่ แหละ แต่การเห็นคราวนี้ ไม่ได้เห็นด้วยตาเน้ือแล้ว เป็น
การเห็นด้วยใจด้วยปัญญา ปัญญาคือ การเห็นตามจริงของรูปนาม ขันธ์ห้า
น่ีแหละจึงเรียกว่า เห็นกายในกายที่แท้จริง ใจมันเห็นความจริงของกายเสีย
แล้ว บางทจี ะเหน็ ผมรว่ งลงไปเปน็ ดนิ ต่อหนา้ ตอ่ ตา เห็นอยา่ งน้ีเกดิ อะไรขึ้นกับ
ใจตัวปัญหา เห็นความโสโครกในกาย เห็นความไม่แน่ของกาย ท่ีต้องผุพังไป
เป็นธรรมดา ผมถามว่า ตุ๊กตาที่เรานอนกอดทุกวัน พอวันหนึ่ง เรามารู้ว่า
ข้างในเต็มไปด้วยเลือด หนอง ตับ ไต ไส้พุง อาหารเก่า อาหารใหม่ ที่เหม็น
คละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียน อย่างน้ี มารู้ความจริง เห็นความจริงของตุ๊กตา
อย่างนแี้ ลว้ ทา่ นยังจะนอนกอดได้อกี ไหม มแี ตค่ นบา้ เทา่ น้ันที่ตอบวา่ ยงั นอน
กอดอยู่ได้ ท่ีทุกวันนี้ ท่านยังนอนกอดอยู่ได้ เพราะใจยังไม่เห็น เม่ือใดท่ีเห็น
ทา่ นจะวางตุ๊กตา หรอื ไม่กท็ ้ิงลงถังขยะหน้าบ้าน ทาไมถงึ ท้ิง เพราะไม่เอา ถึง
ท้ิง ทาไมไม่เอา เพราะมันเห็นตามความจริงเสียแล้วว่า ส่ิงที่เรานอนกอดมา
นบั สิบปี ท่ีแท้มันไม่ใช่ของสวยงาม สะอาด ทั้งต้องเป่ือย ผุพังไปในท่ีสุด เป็น
อนิจจัง หาแก่นสารอันใดไม่ได้ มีตุ๊กตาตัวไหนบ้างที่มีอายุสองร้อยสามร้อยปี
ไม่มีหรอก ผม ขน เล็บ ฟัน หนังหรือส่วนอ่ืนๆ ของร่างกายก็เช่นกัน เมื่อใจ
เหน็ ตามจรงิ ตามทปี่ รากฏในใจ ไมใ่ ช่เห็นดว้ ยตาเน้ือเหมือนเมื่อเก่าก่อน ใจมัน
ก็ไม่เอาร่างกาย ทงิ้ ไป วางกาย

๔๐ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เลม่ ๒

เคยได้ยินไหม ใจว่างเพราะวางกาย ถ้าใจมันย่องไปเห็นความเป็น
จริงของกายเสียแล้ว มันก็วางไปเอง จะเห็นว่า กายไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่กาย
อยู่คนละส่วนกัน เห็นแค่นี้ ความเป็นมิจฉาทิฏฐิหายไปมากเลย ท่ีเคยคิดว่า
ตายแลว้ สูญ ความคิดจะเปล่ียน เพราะเห็นแลว้ ว่า กายคือสง่ิ ท่ถี ูกเห็น กบั ใจ
คือ ผู้เห็น มันคนละส่วนกัน (กายนี้คือรูปในขันธ์ห้า) กายไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กาย
เคยไปงานศพไหม ไปเผาศพ ท่ีเผาๆ กันอยู่ มนั กายหรือใจเล่า ร่างกายเท่าน้ัน
ทีถ่ ูกเผา แลว้ ใจไปไหนเล่า ใจไม่ได้ถกู เผาไปดว้ ย เพราะมันคนละส่วนกัน ตาย
แล้วไม่สูญ ใจก็ไปตามเหตตุ ามปัจจัยทเ่ี คยประกอบกรรมไวน้ ั่นแหละ

ใจว่างเพราะวางกาย ทาไมมันจงึ วาง ทาไมมนั จึงวา่ ง ผมมีเร่ืองจะเล่า
ให้ฟัง เมื่อวานผมพบคนรู้จัก ขณะที่นั่งกินข้าวด้วยกัน คุยเร่ืองการปล่อยวาง
ผมก็ยกขวดน้า (ท่ีมีน้าเต็ม) ขึ้นมา ผมบอก ดูสิ ผมถือขวดน้าน่ีข้ึนมา ตอนนี้
ผมไม่วาง ผมถืออยู่ แต่พอถือไปสักพัก มันเริ่มหนักๆ ๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ พอ
หนกั ผมกว็ าง ธรรมะมีแคน่ ี้เอง เม่ือมาเหน็ ตามความเปน็ จรงิ วา่ ขวดน้ามันหนัก
ก็วางเสียสิ พอวางก็เบา สบาย โปร่ง ว่าง ธรรมชาตมิ ันเป็นอย่างน้ี ถงึ บอกว่า
ธรรมะกค็ อื ธรรมชาติ

แล้วทาไมเราถึงวางกายไม่ได้ หวงกันเหลือเกิน พรุ่งนต้ี ้องไปอาบน้า
ใหม้ ัน หาข้าวอร่อยๆ ให้มันกนิ อไึ ม่ออก กต็ ้องหายากนิ ให้มันถา่ ย มันปวดนิด
ปวดหนอ่ ยก็วิง่ โรไ่ ปหาหมอ กลัวมนั จะตาย ใครมาเหยียบเทา้ หนอ่ ย ควา้ ปืนได้
ยิงตูมออกไป โน่น สุดท้ายต้องพากายไปอยู่ในคุกตะราง ที่วางไม่ได้ก็เพราะ
มนั ไม่เห็นตามจริงของกายน้ีไง ถ้าเห็นตามจริงปรากฏในใจนะ รถถูกเฉี่ยวชน
จะไม่ต้องเกิดคดีความ ก็ขนาดกายนี้ ความจริงยังไม่ใช่เรา ของเราเลย (เห็น
ความจรงิ เสยี แลว้ ) วตั ถภุ ายนอก รถ บา้ น อะไรจะเปน็ ของเราได้

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่ังมันว่าอย่าหงอก อย่าร่วง ฟันอย่าหัก หนัง
อย่าเหยี่ ว สงั่ มันได้ไหมล่ะ ตอ้ งเหน็ ดว้ ยใจจรงิ ๆ นะ จึงจะวางได้ เพราะมันสั่ง
ไม่ได้ บังคับบัญชามันไม่ได้ มันไม่ฟังใครทั้งน้ัน เหมือนลูกน้องน่ันแหละ

กายานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๔๑

เห็นไหม ไม่มีอะไรท่ีเป็นของเราสักอย่างเลย ไปถือไว้ แบกไว้ให้หนักทาไม
หนักกว็ างเสีย จบแค่น้เี อง

ทกุ วันนี้ เราสอนกันให้ปล่อยวางแต่ปาก อะไรๆ ก็ปลอ่ ยวางๆ ๆ ๆ ๆ
ผมพูดเสมอว่า การปล่อยวางนี้มันเป็นผล บอกให้วาง ให้ปล่อย สักล้านคร้ัง
มันก็บอกได้แค่ปากเท่าน้ัน ถ้าไม่โกหกตัวเอง ถามจริงๆ เถิด มันวางได้ไหม
พระก็สอน โยมปลอ่ ยวางๆ ๆ ๆ ปล่อยให้ผ่านไปๆ ๆ ๆ ๆ

ถามวา่ ขวดนา้ ทผี่ มถืออยู่ มีคนมาบอกผมวา่ ทรงกลดวางขวดนา้ เสีย
วางขวดน้าเสีย ผมก็บอกว่า วางไม่ได้ ขวดน้านี้มันของผม ผมต้องถือมันไว้
ถือไปสักพัก เออ ! มันเร่ิมหนกั ๆ ๆ ๆ ๆ ไมไ่ ดๆ้ ๆ ขวดน้านีข้ องกูๆ ๆ ๆ ๆ ต้อง
ถือไว้ มันกเ็ รม่ิ หนัก ผมก็ส่ังว่า "ขวดนา้ เจ้าจงเบา เจ้าจงเบา เราจะไดไ้ ม่หนัก"
ถามว่า มันจะเบาตามที่ผมสั่งได้ไหม ไม่ได้หรอก ผมบังคับบัญชามันไม่ได้
เพราะมันไม่ใช่ของผมอย่างแท้จริง จะสั่งอย่างไร ทึกทักอย่างไร มันก็ไม่เบา
ทาไมไม่เบา ฟังดีๆ กันนะ "เพราะธรรมชาติเดิมของมัน ของขวดน้ามันหนัก
ของมันอยู่อย่างนั้น" จะเทน้าออกก็เสียดาย น้าสะอาด ไว้ด่ืม น้าน่ีก็ของกู
จนถือไปสักพัก สั่งให้มันเบาเป็นล้านครั้งมันก็ไม่เบา มันก็หนักอยู่นั้นแหละ
คราวนี้ผมกเ็ ร่มิ หายโงข่ ึ้นมาบา้ งแล้ว เออ ! ไอ้ขวดน้านมี่ ันหนักนี่หวา่ ส่ังมันให้
เบา ก็ไม่เบา มันไมใ่ ช่ของเราน่หี ว่า แล้วผมก็วาง โอ้ ! พอวาง แหมมันเบา โล่ง
สบาย ใจก็พลอยเบา พลอยวา่ งไปดว้ ย ใจที่ไม่ว่างก็เพราะแบกขวดน้าไว้

คราวน้ีฟงั ดีๆ ผมถามว่า ที่หนักนี่ มือที่ถือขวดหนักหรือว่าอะไรหนัก
น่ันแหละกาลังโยงให้เห็นอยู่ ธรรมชาติภายนอกแก้ไขปัญหาทุกข์ไม่ได้ ต้อง
ธรรมชาติภายใน กาลังจะหมุนเข้าธรรมชาติภายในให้เห็นความจริงของมัน
เปล่าเลย ท่ีหนัก ไม่ใช่มือหรอก ใจผมต่างหากที่หนักอึ้ง มือมันไม่รูเ้ รื่องอะไร
ด้วย มันก็อยู่ของมือมัน เหมือนเราพิจารณากาย เห็นกายแยกออกจากใจ
น่นั แหละ ทาไมใจมนั หนกั กม็ ันไปยึดไปถือไว้วา่ ขวดน้านขี้ องกู วางไมไ่ ด้ ท่ีใจ
มนั หนักเพราะมนั เต็มไปด้วยความยึดม่ันถือม่นั หรืออปุ าทานน่ันไง ใจไม่ได้ไป

๔๒ | ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม ๒

ถือขวดน้าเลย แต่ใจไปยึดถือ "ความรู้สึกหนัก" ต่างหาก ความรู้สึกหนักน้ี
เรียกว่า เวทนา

ทุกขเวทนาในขันธ์ห้าไม่ได้มาจากไหน ใจเรานี่แหละปรุงแต่งข้ึนมา
ตอนถือขวดน้าใหมๆ่ กไ็ ม่หนกั มอื ก็มือเดิม ขวดนา้ กข็ วดเดิม ใจเราปรุงแตง่ ไป
เองว่ามันหนัก ใจปรุงแต่งอย่างไรช่างมันเถิด เรามาจัดการกับ "ความรู้สึก
หนัก" กันดีกว่า อะไรที่หนัก มันทุกข์หรือสุข มีแต่คนไม่เต็มเท่านั้นท่ีบอกว่า
หนกั คือสุข เพราะความรูส้ ึกหนักคือทุกข์ ขณะที่ผมถือขวดน้าไวแ้ ลว้ รู้สกึ หนัก
แล้วผมไม่วางนั่นคือ ผมกาลังยึดถือทุกข์ไว้ เหตุแห่งทุกข์เกิดขึ้นเพราะผม
เห็นว่า ขวดน้าน้ีคือของผม ผมจึงอยากได้มันไว้ น่ีคอื ตัณหา การดับทุกขง์ ่าย
นิดเดียวคือ วางขวดน้าเสีย วางความร้สู ึกที่หนักหรอื ทุกข์นั้นเสีย เด็กอนุบาล
ยังรู้เลย ลุงๆ ๆ หนักก็วางเสียสิ ทาไมเราไม่วาง เพราะเราเห็นผิด ไปเห็นว่า
ขวดน้าท่ีมีคนไปหยิบมาให้ผม เป็นของผมเสียแล้ว ผมมีมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับ
ขวดน้าไม่พอ ยังมีมิจฉาทิฏฐิว่า ความรู้สึกหนักหรือทุกข์นี้เป็นของผมเสียอีก
ผมจึงไมย่ อมวาง หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่วาง พระพทุ ธเจา้ จึงสอนวา่ การจะ
นิโรธคือ การดับทุกข์ได้ นี่ไง มรรคมีองค์แปด เร่ิมต้นด้วยความเห็นชอบคือ
สัมมาทิฏฐิ ขวดน้าก็คือรูป (กาย) ความรู้สึกหนักหรือทุกข์ก็คือเวทนา
(นามขนั ธ์)

ทุกวันนี้เราเห็นผิดกันเหลือเกิน ไปเห็นว่ากายน้ีคือเรา ของเรา ซ่ึง
ถ้าเราพิจารณากายดังผมแสดงในตอนต้น จิตก็เริ่มเห็นชอบข้ึนมาบ้างแล้ว
ไปเห็นว่าทุกข์ ความรู้สึกหนัก ความไม่สบอารมณ์ต่างๆ ความรู้สึกยินร้าย
ไม่ชอบใจต่างๆ นั่นคือเรา ของเรา น่ีคือความเห็นผิด ทาอย่างไรเราจึงจะ
เห็นว่า ความรู้สึกไม่ยินดี หรือทุกข์ หรือความรู้สึกหนักๆ นี้ไม่ใช่เรา ของเรา
พระพทุ ธเจา้ ตรัสว่า ทรงกลด เธอจงพิจารณาให้เห็นดว้ ยไตรลักษณ์ ธรรมชาติ
ท้งั ปวง นอกจากให้เห็นเปน็ ธรรมชาติแลว้ ยังต้องเห็นวา่ ธรรมชาตทิ ั้งปวงย่อม
มีความเส่ือมดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่า อนิจจังคือ ความไม่แน่
ไม่เที่ยง หลวงปู่ชาสอนว่า เห็นอะไรก็ไม่แน่ๆ ๆ ไม่เท่ียงๆ ๆ ท้ังธรรมชาติ

กายานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน | ๔๓

ภายนอกหรือภายใน (อารมณ์) ลว้ นแต่ตกอยู่ภายใตค้ าวา่ "ไม่แน่" คือ อนิจจัง
ทั้งสิน้

ลองย้อนกลับไปดูสิ ความรู้สึกไม่ดีต่างๆ ที่เคยเกิด บัดน้ีไปไหนหมด
แลว้ สุขวนั แต่งงาน วนั รบั ปรญิ ญา วนั ไดข้ องขวัญถกู ใจ ยังอยูด่ ีอยู่อีกหรอื มัน
ดับไปหมดแลว้ เหมือนใบไม้เน่าๆ ใบหนึ่งเท่านั้นเอง แตท่ ีเวลานกึ ถงึ ทาไมจึง
รู้สกึ ไมด่ ขี ้ึนมาอกี ก็เพราะตอนทีน่ กึ ถึงคือ ธรรมารมณ์ มนั มาสัมผัสใจ เกดิ การ
กระทบกันเรียกว่า ผัสสะ จึงเกิดเวทนาคือ ความรู้สึกดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามมา
อย่างไม่ต้องสงสัย แต่อารมณ์ท้ังปวงท่ีเกิดไม่ว่าดีหรือไม่ดี ย่อมตกอยู่ภายใต้
กฎธรรมชาติข้อนี้เหมือนกันหมดคือ อนิจจัง ไม่แน่ น่ีคือคาถาท่ีผมมอบให้
ทกุ คน

คาถานี้ผมได้มาจากหลวงปู่ชา ท่านบอกว่า เห็นอะไรก็ชกมันด้วย
คาถาน่ีแหละลูกเอ๋ย "ไม่แน่" เพ่ือนชม วันน้ีสวยเหลือเกิน อารมณ์ยินดีเกิด
ชกมันก่อนเลย ไม่แน่ อารมณ์น้ีไมแ่ น่ เดินไปอีกสองก้าว เพื่อนท่ีชมหันมาด่า
นนั่ อารมณย์ นิ รา้ ยเกดิ อีกแล้ว ชกมนั เลย ลกู เอ๋ย "อันน้ีก็ไม่แน่" อารมณ์ยินร้าย
นี่ก็ไม่แน่ ไม่เท่ียงแท้ไปได้หรอก เกิดเป็นธรรมดาก็ดบั เป็นธรรมดา ทนั ทีที่ชก
อารมณ์ทั้งปวงด้วยคาว่า "ไม่แน่" เกิดอะไรข้ึนกับจิตท่าน จิตท่านจะชะงักไม่
เข้าไปเสวยอารมณ์นั้นโดยอัตโนมัติ หรือเผลอเข้าไปสวาปามเข้าแล้ว น่ัน
เพื่อนชม ตัวลอยแล้ว เพ่ือนด่า หน้าแดง ขบฟันแล้ว น้ีเรียกว่า เสวยอารมณ์
แลว้ แต่พอมีสติ อ้อ ! หลวงป่ชู าสอนว่า อารมณไ์ หนก็ไมแ่ น่ๆ ๆ จิตมันจะหลุด
ออกมาจากอารมณ์นั้นโดยอัตโนมัติ ถา้ ไมเ่ ชื่อ พรุ่งนี้ลองให้เพ่ือนด่า แล้วลอง
ทาดู นี่ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งนะ อย่างท่านเข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง พอ
เห็นว่าบ้านจะพัง ท่านจะยังอยใู่ นบา้ นหลังน้ีอีกหรือไม่ มีแต่คนโง่เท่าน้ันที่ยืน
อยใู่ หบ้ ้านพังลงมาทบั ตาย หลวงป่ชู าก็ไม่บอกหรอกวา่ ทาไมคาถาไม่แน่มนั จึง
ชะงัด มันทางานอย่างไร พอพดู มาถึงตรงน้ี ผมเช่ือว่านักปฏิบัติหลายๆ คนจะ
เข้าใจแล้วว่า ผมกาลังจะสื่ออะไร อารมณ์มันก็เหมือนบ้านที่กาลังจะพัง
น่ันแหละ ทุกวันนี้เราถูกบ้านแห่งอารมณ์ไม่ว่าดีหรือร้ายทับพังลงมาตายวัน

๔๔ | ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม ๒

หลายหม่ืนคร้ังทีเดียว เพราะอะไร เพราะเราไม่เห็นตามความเป็นจริงของ
อารมณ์ว่า ที่แท้มันไม่แน่ ไม่เท่ียง แถมยังหนักอีก (เหมือนผมถือขวดน้า
นั่นแหละ) ตอนเราเสวยอารมณ์ เวลาเพอื่ นดา่ เพื่อนชม ตอนนั้นเราอย่ใู นบ้าน
หลังน้นั แล้ว เราก็ยิ้ม ตัวพองสิ หรือไมก่ ็เครียด หน้าดาหรือแดงตามสภาพผิว
ไปตามอารมณ์น้ันๆ

พอเรานึกถึงคาถาหลวงปู่ชา เออ ! มันไม่แน่ ไม่เอาดีกว่า จิตมันก็
หลุดออกมาจากอารมณ์น้ันทันที เหมือนเราเผ่นออกมาจากบ้านที่กาลังจะพัง
นั่นแหละ แล้วเราก็เห็นบ้านพังลงมาต่อหน้าต่อตาจริงๆ พอมันพังลงมาเรา
เห็นอะไรไหม โห ! พ้ืนดินทรุดลงไปเลย เออ ! มนั หนักน่ีหว่า บา้ นหลังน้ี นี่ถ้า
เราไม่หลบออกมา เราก็โดนทับตายแหงๆ พอเรารู้ทันอารมณ์บ่อยๆ เพราะ
คาว่า ไม่แน่ อารมณ์ยินดีเกิดก็รู้ทันล่ะว่า มันไม่แน่ อารมณ์ยินร้ายเกิดก็รู้ทัน
ละ่ ว่า มนั ไม่แน่ ตอนนผี้ มก็เร่ิมรู้ทันละว่า ความรู้สึกหนักที่ถอื ขวดน้าอย่นู ีม้ ันก็
ไม่แน่ เขาเรียกว่า เห็นตามจริงของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายใน เห็น
ความจริงว่า ส่ิงทั้งปวงไม่ว่ารูป นาม อารมณ์ ล้วนแต่ไม่แน่ ไม่เท่ียง การเห็น
ตามจริงคือ การเห็นชอบหรือสัมมาทิฏฐิ ใจท่ีออกจากอารมณ์ยินดีก็ดี
ยนิ ร้ายก็ดี เพราะเหน็ ตามจรงิ ของมันแล้ว เรียกว่า สัมมาสังกปั ปะ (จติ ดาริ
ออกจากกาม ออกจากโทสะ พยาบาท)

กาม มาจากจิตเข้าไปเสวยอารมณ์ยินดีแล้วปรุงแต่งกาม (ถ้าเห็น
ธรรมจะเห็นมันทางานอย่างน้ันจริงๆ) โทสะก็มาจากจิตเข้าไปเสวยอารมณ์
ยินร้ายแล้วปรุงแต่งข้ึนมา แต่เพราะคาว่า ไม่แน่ เราออกมาจากอารมณ์
ทั้งสองก่อน กาม ราคะ โทสะหรือกิเลสก็ไม่เกิด จะไปด่าใคร ทาร้ายใคร
หรือประกอบอาชีพการงานท่ีเป็นโทษก็ไม่มี สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ
สัมมากัมมนั ตะ ถา้ เห็นอารมณ์ทั้งปวงไม่แน่บ่อยๆ ๆ ๆ เนืองๆ น่สี ัมมาวายามะ
(เพียรชอบ) จิตก็จะไม่ไปซุกซ้ายทีขวาที จิตเริ่มเป็นกลาง จิตที่เป็นกลางคือ
สติ มันจะเกิดความรู้สึกตัวขึ้นเพราะปัญญา พอเห็นถี่ขึ้นๆ ๆ ๆ ความเพียร
เต็มรอบ จิตกับสติรวมกันเป็นหน่ึงคือ จิตต้ังม่ัน ต้ังมั่นอยู่กับสติ จิตตั้งม่ัน

กายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๔๕

ไม่หว่ันไหวไปตามอารมณ์ทั้งปวงคือ สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิแปลว่า
ความตงั้ มนั่ ของจิต จิตที่ตั้งมั่น ไม่หว่ันไหวไปตามอารมณ์ท้ังปวงคือ จิตทีแ่ ยก
ออกมาจากอารมณ์ได้เด็ดขาด จะเห็นอารมณ์เกิดดับๆ ๆ ๆ ๆ เหมือนสายน้า
อยู่ตรงหน้า จะเห็นเหมือนตาเห็นรูปทีเดียว ญาณทัสสนะก็บังเกิดข้ึนแก่ผู้นั้น
ว่า อ้อ ! อารมณ์ที่เราเคยเห็นว่า เป็นเรา ของเรา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ทั้งปวง
สักแต่เกิดเป็นธรรมดา ดับเป็นธรรมดา จะถือเปน็ เรา สัตว์ บุคคล ตัวตน อะไร
ได้ท่ีไหน ตรงนี้เอง เรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม ขณะท่ีจิตต้ังม่ัน ไม่หวั่นไหวไป
ตามอารมณ์ เห็นอารมณ์เกิดดับเหมือนสายน้าอยู่น้ัน ตรงน้ันแหละที่เรียกว่า
เห็น "น้าไหลน่ิง" ที่เห็นไหลคือ เห็นมันเกิดดับๆ ๆ ท่ีไหลคืออารมณ์ แต่ที่น่ิง
ตง้ั ม่ันอยู่คอื ใจเรานเ่ี อง หลวงปูช่ าจึงเรยี กว่า "น้าไหลน่ิง" ท่านบอกว่า ตรงนั้น
แหละมันจะเกิดปัญญา ใจมันเห็นตามจริงขึ้นมาแล้ว ความเห็นนี้ไม่เส่ือมดับ
เพราะมันเป็นโลกุตระไปแล้ว ในหนังสือผมเขียนไว้ว่า พอเห็นตรงน้ี นึกถึง
หลวงปูช่ าเลย อ๋อ ! นา้ ไหลนิ่งมนั เป็นอยา่ งนน้ี เี่ อง

พอใจผละออกมาจากอารมณ์ได้ คราวนี้มนั จะรเู้ ลยวา่ อ้อ ! อารมณ์นี้
มนั เป็นของหนัก (แถมร้อนด้วย) มันไม่แน่จริงๆ เกิดดบั ๆ อยู่นี่ไง เรานี่หลงโง่
แบกไว้ต้ังนาน เห็นอย่างน้ีผมก็วางขวดน้าลง ใจที่เคยอัดแน่นด้วยอารมณ์
และความรู้สึกหนัก เมื่อไม่มีอารมณ์ มันก็ว่างขึ้นมา เบา สบาย สงบ ที่วาง
ขวดน้าได้เพราะเห็นชัดแล้วว่า ขวดน้านี้ก็ไม่ใช่เรา ของเรา อารมณ์คือ
ความรู้สึกหนักท่ีถือมนั ไว้กไ็ ม่ใช่เรา ของเรา พอรู้วา่ มนั หนกั ไมใ่ ชข่ องเรา เราก็
วาง ท่ีวางเพราะมารู้ความเป็นจริงของมัน มันจึงวาง หลวงปู่ชาจึงบอกว่า
อะไรๆ ก็ไม่สาคัญเท่ากับการปล่อยวาง ถ้ามันหนักก็วางเสีย จะแบกไว้ทาไม
นเ่ี รียกว่า เห็นเวทนาในเวทนา

๔๖ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒

๑๐. ความยดึ ม่ันในขันธ์ ๕

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมอื่ วนั ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘
ทา่ นทรงกลด : วันน้ี พระพุทธเจา้ ให้ผมมาแสดงธรรมเรอ่ื ง อปุ าทาน

ให้พวกเราฟังกัน หากท่านฟังหรืออ่านส่งกระแสจิตตามไป จะเห็นธรรมตาม
ความเป็นจรงิ ไดโ้ ดยไม่ยาก

อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดม่ันอะไร ทาไมต้องละ
อุปาทานคือ ความยึดมั่น หากใครเคยสวดมนต์ทาวัตรเช้า จะมีบทสวด
ตอนท้ายๆ อยู่บทหน่ึง ที่ว่า ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา การเกิด การแก่
การตายเปน็ ทุกข์ แม้ความโศก ความร่าไรราพัน ความไม่สบายกาย ความไม่
สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากสิ่งท่ีรักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาส่ิงใดแล้วไม่ได้สิ่งน้ันก็เป็น
ทุกข์ ว่าโดยย่อ อปุ าทานในขนั ธห์ ้านี่แหละคือ ตัวทุกข์

พระพุทธเจ้าสรุปว่า เพราะอุปาทาน คือ ความยึดมั่นในขันธ์ห้า
นี่แหละคือ ทุกขอ์ ย่างไมต่ ้องสงสัย

ยดึ มัน่ ว่ารปู (กาย) น่เี ปน็ เรา ของเรา
ยดึ ม่ันว่าเวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ ความยินดี ยินรา้ ย เป็นเรา
ของเรา
ยึดมั่นวา่ สัญญา คือ ความจาไดห้ มายรู้ ความหลงั ท้งั ปวง คอื เรา ของเรา
ยึดม่นั ว่าสงั ขาร คือ ความคิดปรุงแต่งท้ังปวง คอื เรา ของเรา
ยดึ มนั่ ว่าวิญญาณ คือ ความรับร้อู ารมณท์ ัง้ ปวง คือเรา ของเรา
นแ่ี หละคอื เหตุแหง่ ทุกข์
เม่ือตอนที่ผมรู้เห็นอะไรใหม่แล้วนั่งสมาธิ พอจิตสงบก็ปรากฏเห็น
เป็นตะปูยาวประมาณคืบถูกถอนออกจากหัวใจ ต่อมาไปอ่านพระไตรปิฎก
กล่าววา่ ผู้รเู้ ห็นธรรม ตะปทู ตี่ รงึ จิตจะไดถ้ ูกถอดถอนออกแล้ว ตะปนู แี่ หละคือ
อุปาทาน มันยดึ จิตไว้ ตรึงไวม้ ัน่
ใหเ้ ห็นวา่ กายนเ้ี ปน็ เรา เราถกู ตี เราเจ็บปวด เราหวิ

กายานปุ สั สนาสติปัฏฐาน | ๔๗

ให้เห็นว่า สุขทุกขน์ ่ีเป็นเรา เราจึงสขุ จึงทุกข์
ให้เห็นวา่ ความจาได้หมายรู้คือ เรา เราจึงจาเร่ืองต่างๆ ทั้งดีและไม่ดี
ไว้อย่างยดึ มน่ั
ให้เห็นว่าคิดนี่คือ เรา เราจึงคิดน่ันคิดนี่จนฟุ้งซ่านอยู่ตลอดทั้งวัน
ทัง้ คนื
วันนี้เราจะมาศึกษาเพ่ือละอุปาทานกัน รูปูปาทานักขันโธ ความ
ยดึ ม่ันในรปู (กาย) นวี้ า่ เป็นเรา ของเรา คูป่ รับที่จะชาระสะสางความยึดมั่นใน
กายของเรานี้ก็ไม่มีอะไรอ่ืน น่ันคือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เอ ! กล่ินธูปมา
จากไหนอกี แล้ว กลิ่นฟ้งุ ทีเดียว อยา่ งท่ีเคยบอก เวลาแสดงธรรมใหพ้ วกเราฟัง
ผมรูส้ ึกว่า ไมเ่ ฉพาะพวกเราท่ีกาลังฟงั อยนู่ ะ ตอนที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมให้
พวกปัญญจวัคคีย์ฟัง ว่ากันว่า เทวดาสิบแปดโกฏิก็ได้ฟังไปด้วย เร่ืองแบบนี้
ถ้าเราปฏิบตั ถิ ึงจะประจักษใ์ จเอง
เมอื่ เชา้ ลงมานงั่ ภาวนา ก่อนน่ังคดิ อย่วู า่ จะแสดงเร่อื งใดดี พอจิตสงบ
ก็ปรากฏคาว่า อุปาทานๆ ข้ึนมา อุปาทานในกายนี้ คู่ปรับก็คือ กายานุปัสสนา
สติปัฏฐาน เช่น กายคตาสติ พิจารณาอาการสามสิบสอง ผม ขน เล็บ ฟัน
หนัง ให้เห็นเป็นเพียงแค่ธาตุดินกับธาตุน้า ธาตุดินคือ ส่วนท่ีแข็ง ธาตุน้าคือ
สว่ นที่เหลว อย่างเช่น ผมน่ี ลองพิจารณาดูความจริงเถิดว่ามันใช่เรา ของเรา
จรงิ หรอื ไม่ ผมร่วงลงทกุ วนั บางคนร่วงจนจะหมดศีรษะ ถ้าเป็นของเราจริง ก็
บอกมันว่า ผมเอ๋ย เจ้าอย่าร่วง อย่าหงอกเลยนะ ทาได้หรือเปล่า ถ้าทาได้
แสดงว่า มันเปน็ ของเราจรงิ ๆ เพราะบังคบั มันได้ จรงิ ๆ แลว้ มันทาไม่ได้หรอก
ทั้งขน เล็บ ฟัน หนงั ทั้งหมด มันไม่อยภู่ ายใต้อาณัติบงั คับบัญชาของใครทั้งน้ัน
เวลาฟันจะหัก จะโยก มันก็หัก โยก แบบไม่ฟังเราเลย เวลากายน้ี จะเจ็บ
จะปว่ ย จะหิว ก็ห้ามไม่ได้เลย อย่างผมน่ี ผมเคยพิจารณาจนเห็นมันร่วงลงไป
แปรสภาพเป็นดินต่อหน้าต่อตาเลย พอเห็นตรงนี้ จิตมันก็หายสงสัยไปเอง
หากท่านพิจารณากายแล้วเห็นแม้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง (เห็นในจิตนะ) แค่น้ี
ประตูพระนิพพานก็เปิดแล้ว หากไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ ก็ต้องบรรลุธรรมใน
ชาติตอ่ ๆ ไปอย่างมิต้องสงสัย

๔๘ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒

พระยสะกุลบุตร ชาติหน่ึงท่านกับพวกทาหน้าที่คล้ายปอเต็กตึ๊งใน
สมัยน้ีคือ ชอบเก็บศพตามถนนมาเผาเอาบุญ ครั้งหนึง่ เก็บศพมาเผาตามปกติ
วา่ กันว่า พระยสะ ในชาติหนึ่งร่วมกันทาบญุ เก็บศพอนาถานามาเผา วันหนึ่ง
พบศพหญิงมีครรภ์ จึงนาไปเผาท่ีป่าช้าแห่งหนึ่ง ทากับเพ่ือนอีกห้าสิบส่ีคน
พระยสะกับเพ่ือนอีกส่ีคนอยู่ชว่ ยเผาศพ ส่วนที่เหลือให้กลบั บ้าน ระหว่างนั้น
ตนก็แทงและพลิกศพเพือ่ ใหไ้ หม้ไฟอยู่ ขณะนน้ั จิตก็เกิดไปพิจารณากายของ
ศพนั้น เห็นกายของศพนั้นเป็นส่ิงไม่สวยงามเอาเสียเลย จนเกิดนิมิตในใจ
เรียกว่า อสุภสัญญา (จิตจับภาพความไม่สวยงามของร่างกาย) พระยสะจึง
บอกเพ่ือนอีกส่ีคนให้พิจารณากายของศพนั้นบา้ ง สี่คนน้ันก็เกิดภาพความไม่
สวยงามของกายเช่นกัน จากนั้นก็ไปบอกบิดามารดาตน กบั เพ่อื นๆ อีกห้าสิบ
คน ให้พิจารณาความไมส่ วยงามของกาย จนเกดิ อสุภสัญญาเชน่ กนั หมดทกุ คน
ดว้ ยผลของพิจารณาศพน้ี ทาใหพ้ ระยสะ บดิ า มารดาและสหายห้าสิบกว่าคน
นั้น เกิดมาพบพระพุทธเจ้าและได้ฟังธรรม บรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตผล
ตามลาดบั

การพิจารณากายนีจ่ ึงสาคัญมาก พระพุทธเจ้าจะสรรเจริญกายคตาสติ
มากๆ หากผู้ใดเจริญแล้ว จิตสงบแม้เพียงคร้ังเดียว ก็เหมือนได้ทาบุญสร้าง
โบสถ์วหิ าร แตท่ ี่เราเจริญไม่ไดม้ ุ่งหมายจะเอาบญุ ที่เราเพยี รเจริญสติ ภาวนา
ก็เพื่อไปให้มนั พ้นบุญ พน้ บาป อย่เู หนือดี เหนือช่ัว หากยงั อยู่กับบุญและบาป
ก็จะยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ท่ีเราเจริญกายคตาสติ ก็เพ่ือละอุปาทานใน
รปู กายนี้

ผม เรามองว่าเป็นสิ่งสวยงามหรือไม่สวยงาม ถ้าเห็นเป็นสิ่งสวยงาม
แสดงว่ายังไม่เห็นตามความเป็นจริง ยงั เดินมรรคในสมั มาทิฏฐิไม่ถูกตอ้ ง ลอง
ถอนผมหย่อนลงในชามแกงสองสามเส้น เราจะกินต่อหรือเทแกงน้ันท้ิง เรา
พิจารณาอาการสามสิบสองในแง่ของอสุภะคือ ความไม่สวยงาม เล็บ ลองโยน
เล็บใส่ชามข้าวดูเถิด เราจะกินต่อไปได้หรือไม่ เราพิจารณาเพ่ือให้เห็นกายน้ี
ตามความเปน็ จริงวา่ ทีแ่ ท้มนั ไม่ไดส้ วยงาม เวลาผมร่วง ไมน่ านนกั ผมน้ันก็จะ
ย่อยสลายกลายเป็นดิน นี่คือ ความจริงที่สุด ผมมาจากดิน สุดท้ายก็ต้อง
กลับไปเป็นดิน อันอ่ืนก็เหมือนกัน มูตรมาจากน้า ก็ต้องกลับไปเป็นน้า

กายานุปสั สนาสติปัฏฐาน | ๔๙

ท้ังอาหารเก่า อาหารใหม่ มาจากไหน ก็กลับไปยังที่มันมาทั้งนั้น กายนี้เป็น
เพียงการประชุมพร้อมกันของธาตุท้ังสี่ คือ ดิน น้า ไฟ ลม เท่าน้ันเอง ส่ิงใด
เล่าที่หมายว่าคือเรา ของเรา ดังนั้นจงตื่นรู้ เห็นรูปกายนี้ตามความเป็นจริง
ได้แล้ว

ลมหายใจมาจากอากาศธาตุ เรายืมมาแล้วคืนไป ยืมมาแล้วคืนไป
ส่ิงไหนที่เรียกว่าเรา จะไปถอื ว่า ลมหายใจเป็นเรา ของเราไดจ้ รงิ หรือ ลองสูด
ลมหายใจเข้าตอนนี้ สูดลึกๆ เลย แล้วกลน้ั ไว้ ทนไดไ้ หม ทนไม่ได้ หายใจออก
ได้ไหม ไม่ได้หรอก นี่แหละภาษาธรรมเรียกว่า ทุกขัง เราควรตื่นรู้ได้แล้วว่า
ลมหายใจที่เราสูดมาจากอากาศธาตุนั้นแท้จริงจะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้
ลมหายใจสูดเข้าแล้วต้องปล่อยออกไป ลมใหม่ที่สูดเข้ามา เราก็ไม่รู้เลยว่า
มนั ใช่ลมอนั เดียวกับที่เราเพ่ิงหายใจออกไปเม่ือสักครหู่ รือไม่ ลมหายใจกับผม
ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็ไม่ต่างกันหรอก มันสักแต่ว่าธาตุเท่าน้ันเอง จะถือเป็น
ตัวตน สตั ว์ บคุ คลได้ทไ่ี หน ยอมรบั ความเปน็ จรงิ ของสภาวธรรมของเขา (ธาตุ)
เสยี เถดิ

ผมจงึ แสดงอานาปานสติ (จัดอยใู่ นกายานปุ ัสสนา) เพื่อให้เห็นวา่ เมื่อ
หายใจเขา้ ครั้งแรก สติ คอื ความรู้สึกตวั จะเกิด เมื่อหายใจออกไป ใหพ้ ิจารณา
ลมน้ันวา่ มันไมเ่ ทย่ี ง ทนอยไู่ ม่ได้ ตอ้ งขบั ปล่อยออกมา และหาแก่นสาร ตวั ตน
ที่แท้จริงของลมหายใจไม่ได้ หากพิจารณาเหน็ จริง เราจะแยกจติ ออกจากลม
ออกจากกายได้ จะเห็นว่า ลมก็ลม จิต (สภาวะรู้) ก็จิต เม่ือแยกจิตออกจาก
ลมได้ ก็ไม่ยากท่ีจะแยกจิตออกจากอารมณ์ได้ มันสัมพันธ์สอดคล้องกัน
ไปหมด เม่ือเห็นธรรมอย่างหนึ่ง ก็จะเห็นอีกอย่างหน่ึงในเวลาเดียวกัน เมื่อ
กายนีไ้ ม่ใช่เรา มนั ก็น้อมไปสูก่ ารเห็นอารมณ์ (เวทนา สัญญา สังขาร) ไมใ่ ช่เรา
ดว้ ย การเหน็ กายนีว้ า่ ไม่ใชเ่ รา ของเรา เป็นเบื้องตนทส่ี าคัญ

อย่างตอนบวช พระอุปัชฌาจารย์ก็จะให้ปัญจกรรมฐาน คือ ผม
ขน เล็บ ฟัน หนัง กับพระบวชใหม่ เพื่อนาไปพิจารณา หลวงตามหาบัว
หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชา ก็สอนให้พิจารณากาย เราอยู่กับมัน แต่ไม่เคยรู้ความ
เป็นจริงของมันเลย เพ่งนอกคือ สมุทัย หลวงปู่ม่ันบอกให้เพ่งในคือ ให้
พิจารณากายนแ่ี หละ

๕๐ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒

ถ้าพวกเราอ่านที่ผมเคยแสดงเก่ยี วกับกาย รวมท้งั วันน้ี แล้วพิจารณา
ตามไป จิตท่านจะเร่ิมเห็นตามความเป็นจริงของกายน้ีบ้างแล้ว ยิ่งอายุ
มากขน้ึ ๆ จะเห็นความเป็นจริงของกาย เช่น ผิวทเ่ี ร่ิมเห่ียว ผมหงอกขาว ร่วง
โรคภยั เร่มิ เบียดเบียน เพราะกายนเี้ ป็นเพยี งแค่ทพ่ี กั อาศัยชั่วคราว ไม่นานมัน
ก็แตกดับไปตามเวลา เหมือนอย่างที่รุ่นพ่อแม่เราที่ทยอยถึงแก่กรรมกันไป
วันหนึ่งก็ถึงเวลาของกายเราเหมือนกัน มันหนีไม่พ้น สังขาร คือ กายนี้ต้อง
เสอ่ื มตอ้ งดับ ห้ามไม่ให้เจ็บป่วย ชราและตายไม่ได้ จิตเราเทา่ น้ันที่ไม่มีวันตาย
ขอให้พิจารณากาย อาการสามสิบสองในลักษณะเป็นของไม่สวยงาม เป็น
อนจิ จัง คือ ไม่เทย่ี ง ทุกๆ วนั อยา่ งน้อยก่อนนอน วนั ละสิบหา้ นาที

เมื่อพิจารณาเนืองๆ เรียกว่า เจริญกายคตาสติ จติ ก็จะเริ่มเหน็ ความ
เป็นจริงมากขึ้นๆ จนวันหนึ่ง มันจะแสดงความอัศจรรย์ในใจขึ้นมา วันน้ัน
ท่านจะหายสงสัยว่า ตกลงแล้ว กายน้ีคือเราหรือใครกันแน่ อาการที่ปรากฏ
มันเป็นปัจจัตตังของใครของมัน แต่ลงรอยเดียวกันอย่างหนึ่งคือ จิตจะหาย
สงสัย จะเหน็ ว่า กายนีไ้ ม่ใช่เรา ของเราอีกตอ่ ไป วันนั้น ท่านละรูปูปาทานักขนั โธ
ได้แล้ว คือ ละความยึดมั่นในกายน้ีว่าเป็นเรา ของเราได้ แต่ยังไม่จบ น่ีเป็นเพียง
ปฐมบทเท่าน้ัน เห็นตรงน้ี ยังไม่ถือว่าได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระอริยบุคคล
เบ้ืองต้นคือ พระโสดาบัน แต่มันจะนาหรือน้อมไปสู่การเห็นเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ว่าไม่ใช่เราในภายหลัง น่ีคือเหตุผลว่า ทาไมผมจึงเน้นการ
เจรญิ สตใิ หร้ ู้เทา่ ทันอารมณ์ระหวา่ งวันเป็นอย่างมาก มันจะเสริมซ่ึงกนั และกัน
และมันจะทาให้ท่านบรรลุโสดาบันได้อย่างรวดเร็ว เอาแค่โสดาบันก่อน อย่า
เพ่งิ ไปพูดถึงสกทาคามี อนาคามหี รอื อรหตั ผลเลย

พระโสดาบันน่ี แค่จิตเห็นตามความเป็นจริงว่า รูป นาม ขันธ์ห้า
อารมณ์ทั้งปวง จะถือเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขาไม่ได้ แค่นี้เอง ยังละราคะ
โทสะ อะไรไม่ได้ ผมเคยไปวัดแห่งหนึ่ง มีโยมถามพระว่า พระโสดาบันมี
ครอบครัวได้หรือไม่ (ตอนน้ัน คนสงสัยท่าน... ว่าบรรลุโสดาบัน) พระตอบว่า
มีไม่ได้ ผมได้ยิน จิตมันโต้ออกมาเลยว่า ทาไมจะมีไม่ได้ ในเม่ือพระโสดาบัน
ยังมีราคะ โทสะครบอยู่ แต่ก็ไม่สอดเถียงอะไรกับพระท่าน ถ้าใครจาได้
ผมเคยพูดหลายครั้งว่า พระโสดาบันละสังโยชน์สามได้ สังโยชน์อย่างแรกคือ

กายานปุ สั สนาสติปัฏฐาน | ๕๑

ละสักกายทิฏฐิได้ สักกายทิฏฐินี้แหละคอื ความเห็นผิดว่ากายก็ดี อารมณ์ก็ดี
เป็นตัวตนเราเขา

วันใดที่เห็นว่า กายก็ดี อารมณ์ สุข ทุกข์ทั้งปวงก็ดี ไม่ใช่เรา วันน้ัน
เท่ากับละสกั กายทฏิ ฐิได้ ผมใชว้ ่า "เหน็ " นะครับ ไมใ่ ช่คิดทึกทักเอา ความเห็น
น่ีมันจะเกิดต่อเมื่อท่านเจริญสติ ไม่ว่าเจริญกายคตาสติ หรือเจริญเวทนานุปัสส
นา แล้วจิตสงบตั้งมั่นขึ้น แยกกาย แยกอารมณ์ออกจากจิตให้เห็น เหมือนตา
เห็นรูป เป็นความเห็นท่ีเกิดต่อจากจิตที่สงบ ความเห็นน่ีแหละเขาเรียกว่า
ญาณ ยถาภตู ญาณทศั นะ คอื ญาณทเ่ี ห็นรปู นามตามความเปน็ จริง ความเห็น
นจี่ ะละอปุ าทานได้

เห็นไหม ท่านพุทธทาสบอกว่า เมื่อเห็นตามความเป็นจริง มันก็ไม่
ยึดมั่น มันคลายออก เหมือนอย่างท่ีผมเคยยกตัวอย่างกับท่าน... เมื่อหลาย
เดือนก่อนว่า ท่านขับรถไปกนิ ข้าวรมิ ถนน แล้วจอดรถไว้ห่างร้านมาก เพราะ
ไม่มีท่ีจอด แล้วอยู่ๆ ก็มีเด็กในร้านวิ่งมาบอกท่านว่า รถของท่านถูกชน ท่าน
ทกุ ข์ทันที เพราะรถของกถู ูกชน เพือ่ นท่ีไปด้วยก็บอกวา่ รถมีประกนั กลัวอะไร
อกี คนบอก ถูกชน ก็กลับแท็กซ่ีก็ได้ ท่านก็ทกุ ข์อยู่นัน่ แหละ ไมห่ ายหรอก แต่
พอว่ิงมาดูรถ อ้าว ! ไม่ใช่รถกูน่ีหว่า คันที่จอดติดกันต่างหากถูกชน ขณะน้ัน
จติ ก็ปล่อยจากทุกข์ทนั ที หายทุกข์ทันที เพราะเหน็ ชดั แล้วว่า รถท่ีถูกชนไมใ่ ช่
รถกนู ่ีหวา่

ขันธ์ห้าก็เหมือนท่ีเราทุกข์เพราะเราไปยึดม่ันว่ามันเป็นเรา ของเรา
เห็นว่ากาย (รูป) ก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดีคือเรา ของ
เรา วนั ไหนพิจารณากาย แล้วเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ของเรา อปุ าทานกห็ ายไป
อันหน่ึงแล้ว ทุกข์ก็คลายไประดับหนึ่งแล้ว อย่างท่ีท่านพุทธทาสบอก คนท่ี
เห็นรูปนามเป็นเรา ของเรา เวลามดี บาดมือ จะอทุ านวา่ มดี บาดกู แตค่ นที่
เห็นตามจริงแล้วว่า กายนี้ไม่ใช่กู เป็นเพียงธาตุท้ังสี่ประชุมกัน เวลามีด
บาดมือ ก็จะอุทานว่า มีดบาดมือ ไม่ใช่บาดกู ความเห็นของปุถุชนกับ
อรยิ ชนจงึ ตา่ งกัน

หลวงปู่ชาสอนว่า ต้นมะม่วงอยู่หน้าบ้าน อยู่ในที่ของเรา ใครมาเก็บ
ลูกมะม่วงก็ทกุ ข์เหลือเกิน มะม่วงของกูๆ วันหนึ่งมีเจ้าพนักงานที่ดินมารังวัด

๕๒ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒

สอบเขต ปรากฏว่า ท่ีดินท่ีต้นมะม่วงอยู่ไม่ใช่ของเรา เป็นของหลวง เป็นทาง
สาธารณะ ต่อไปใครจะเก็บมะมว่ งกไ็ ม่เดอื ดรอ้ นแล้ว เพราะทต่ี รงนั้นไม่ใชข่ อง
กูแล้ว น่ีแค่พลิกความเห็นก็สุขขึ้นมากเลย ความเห็นผิดน่ีแหละเป็นท่ีมาของ
อุปาทาน

อย่างเห็นว่า กายนี้เป็นเรา ของเรา เราก็เจ็บ เราก็ป่วยเรือ่ ยไป แตถ่ ้า
เห็นว่ากายนี้เป็นสักแต่ว่าธาตุเท่านั้น เวลาเจ็บ ป่วย กายเท่านั้นที่เจ็บท่ีป่วย
แต่เรา (จิต) หาเจ็บป่วยไปด้วยไม่ ถ้าเห็นว่า กายนไ้ี ม่ใชเ่ รา ของเรา ความคดิ ท่ี
จะเบยี ดเบยี นสัตว์ คนอ่ืนจะไม่มีเลย น่คี ือเหตุผลท่ีว่า ทาไมพระโสดาบนั จึงมี
ศีลห้าเป็นปกติ เป็นศีลวิรัติ เพราะท่านเห็นแล้วว่า กายคนเรานี้เป็นเพียงสัก
แต่ว่าธาตุดิน น้า ไฟ ลม มาประชุมกันเท่าน้ัน จะฆ่าจะแกงไปทาไม จิตท่ีคิด
จะทาร้ายคนอนื่ มันไมม่ ีโดยอัตโนมัติ ราคะ โทสะ กจ็ ะเบาบางไป เราน้ีบ้าหรือ
เปลา่ เที่ยวหลงรกั หลงชัง ธาตุดนิ นา้ ลม ไฟ เวลาคนเราตาย จงึ เรียกวา่ ธาตุ
ไฟแตก สาหรบั ธาตุไฟในทนี่ ี้ คือ ความอุ่นในร่างกาย ตัวจะเย็นก่อน ขอย้าอีก
คร้ังว่า การพจิ ารณากายให้เห็นตามจริงไม่ต้องอะไรมาก ใหพ้ ิจารณาวา่ มนั ไม่
สวยงาม ไม่เท่ยี งแท้ คงทนและเปน็ เพยี งธาตดุ นิ นา้ เทา่ นนั้

ลองพิจารณาแค่นี้ดู จิตท่านจะสงบไปเองโดยไม่ตอ้ งบงั คับให้มันสงบ
เลย ผมปฏิบัติมาแล้ว จึงกล้ามาบอก และกล้ายืนยันว่า จิตสงบได้จริง สงบ
เพราะอุปาทานคอื ความยึดมัน่ ถือมัน่ ในกายนมี้ ันจางคลายลง จติ จะไม่เทย่ี วไป
จบั กายคนนัน้ คนนี้มาคดิ ปรุงแต่งฟุ้งซ่าน และจะไม่คดิ ฆ่าตัวตายเลยแม้แต่นิด
เพราะเห็นแล้ววา่ มันไมต่ ายจริง ท่ตี ายๆ มันแคธ่ าตทุ ้งั ส่ีสลายตัวแปรสภาพไป
เท่านั้นเอง อย่างที่หลวงตาบอก จิตไม่มีวันตาย และที่เราคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่าน
เพราะคิดถึงคนนั้นเป็นอย่างน้ัน คนนี้เป็นอย่างน้ี หากพิจารณากายจนเห็น
ประจักษ์ใจแล้วว่า จะถือเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาไม่ได้ มันจะเลิกคิด
ไปเอง ความคดิ ฟงุ้ ซา่ นจะคอ่ ยๆ หายไป เพราะเกิดความเห็นชอบแล้ว เพราะ
อปุ าทาน ความยึดมั่นในกายมันบรรเทาเบาบางหรอื หายส้ินแล้ว

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๕๓

๑๑. ผลของการพิจารณากายเปน็ อยา่ งไร

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เม่ือวนั ที่ ๔ มิถนุ ายน ๒๕๕๙
ผปู้ ฏิบัติ : ผลของการพจิ ารณากายเป็นอยา่ งไรบา้ งคะ
ท่านทรงกลด : ให้พิจารณากายตามแนวทางท่ีให้ไว้ พอพิจารณาจน

จิตสงบ จิตจะเห็นกายตามจริงล่ะ หรือบางคนจะเร่ิมภาวนาพุทโธก่อนได้
พอจิตสงบกพ็ จิ ารณากาย ผลก็เหมือนกนั คอื เห็นกายเป็นสงิ่ อสุภะ ไมส่ วยงาม
ต้องเส่ือม เป็นอนิจจัง (อนิจจลักษณะ) สลายไปเป็นธาตุ จิตจะคลายความ
ยึดม่ัน ถือม่ันลงมากเลย คราวน้ีใครจะมาด่าว่า สติจะวิ่งมาช่วยทันที เพราะ
อะไร เพราะเคยเห็น (ในจิต ในสมาธิ) แล้วว่า ท่ีเห็นเป็นคนๆ ๆ อยู่น้ีมันไม่ใช่
คน มนั เป็นอะไรก็ไม่รู้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เลอื ด ตบั ไต ไส้ พงุ ตรงไหนเป็น
คนนั้นคนน้ี มันไม่มีหรอก สักแต่เป็นเพียงธาตุดิน (แข็ง) ธาตุน้า ธาตุลม
ธาตุไฟ ประกอบกนั เท่านนั้ เอง

ถ้าภาวนาได้แบบน้ี เวลาโกรธ สิ่งที่เห็นน่ันแหละคือสติชั้นดีเลย
เรยี กวา่ กายคตาสติไง พอใครดา่ เกดิ ความโกรธ แต่สงิ่ ทีเ่ ห็นมันจะมาตัดความ
โกรธในบัดดลเรียกว่า สติตามทันอารมณ์ เราน่ีบ้าหรือเปล่าเท่ียวโกรธผม ขน
เล็บ ฟัน หนัง ตับ ไต ไส้ เลอื ด ก้อนข้ี เยี่ยว ท่ีหาความสวยงามอะไรไม่ได้สัก
นิด แถมตอ้ งเส่ือม ต้องพังไปในท่ีสดุ หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้เลย

ลองพิจารณาดูทกุ วันนี้เราเทีย่ วเคียดแคน้ ชัง โกรธอะไรกันแน่ ไอ้ส่ิง
ที่เราโกรธ ชังอยู่นั่น มนั อยูไ่ ดส้ ักสองสามรอ้ ยปีไหม ถา้ เราเห็นในจิต ในใจเรา
แล้ว มันไมต่ ้องคิด ถึงเวลา ไม่ต้องคิดจริงๆ มันจะออกมาทางาน สมกับท่ีเรา
เฝา้ พากเพยี ร อบรม เจรญิ สติอยา่ งนา่ ภาคภมู ทิ ่ีสดุ จะเห็นความโกรธดับไปต่อ
หนา้ ต่อตา

ลมหายใจที่เราสูดเข้าสูดออกทุกวันก็เหมือนกัน มันไม่ใช่เรา ของเรา
ถา้ ไม่หลอกตนเอง เราจะเห็นว่า เรายมื ธรรมชาติมาใช้ ยืมมาแล้วคืนไปๆ ๆ ๆ
แลว้ ทเี่ ราไปหลงลมหายใจวา่ เปน็ เรา ของเราน่ี ไปหลงส่ิงท่ีหาตัวตนไม่ได้ น่เี รา
บ้าหรือเปล่า ไปหลงลมหายใจ ซึ่งที่แท้ก็คือ อากาศธาตุที่เคล่ือนไหวไปมาว่า

๕๔ | ปจุ ฉา - วสิ ชั นา เล่ม ๒

น่ันคือเรา คือลมของเรา ถ้าเป็นลมของเราจริง หายใจเข้าแล้วอมไว้ในท้อง
ไมใ่ หอ้ อกมาไดไ้ หม ทาเลย ทาตอนนี้เลย กลัน้ ลมหายใจไว้ ไมใ่ ห้ออกมา ก็มัน
เป็นลมหายใจของเรานี่ เราจะไม่ยอมใหไ้ ปไหนแล้ว ทาได้ไหม ทาไม่ได้หรอก
เหน็ อนิจจงั ทกุ ขงั อนัตตาในลมหายใจหรือยงั ลมเขา้ เป็นลมออก ลมออกเป็น
ลมเข้า มันเปลี่ยนแปลงสลบั ไปมาอยู่อยา่ งน้ี น่ีแหละคอื อนจิ จัง สว่ นทุกขังเล่า
กล้ันลมหายใจเข้าไว้ได้ไหม ไม่ได้หรอก มันทนอยู่ไม่ได้ ไม่อยู่ในบังคับบัญชา
ของเรา ทนไม่ได้ ต้องเสื่อม ต้องพัง น่แี หละทุกขัง ทุกขังแปลว่า ทนอยู่ไม่ได้
อนัตตาเล่า ลมหายใจเข้า พอหายใจออก ลมหายใจเข้าก็ดับไป หาแก่นสาร
อะไรได้ไหม ตัวตนที่แท้จริงของลมหายใจเข้ามีไหม หาได้ไหม หาไม่ได้หรอก
น่ีแหละอนัตตา ถ้าเราพิจารณาอย่างน้ีอยู่เนืองๆ มีสติท่ีกาย ที่ลม อยู่เนืองๆ
เรียกว่า เดนิ มรรคอยู่ เจรญิ สตปิ ัฏฐานอยู่ ผลคืออะไร จิตจะเร่ิมเห็นความเป็น
จริงของกาย ของลมหายใจ ว่า อ้อ ! ที่แท้มันไม่ใช่เรา ของเรา เมื่อเห็นความ
เป็นจริง จติ จะจางคลายความยึดมัน่ ไปเองโดยไม่ต้องบงั คับ ขอใหม้ ันเห็นตาม
จรงิ สกั คร้งั เถดิ

ทุกวันนี้เราสอนกันเหลือเกินเรื่องการปล่อยวาง ต้องปล่อยวาง ต้อง
ปล่อยวางๆ ๆ ๆ มนั วางไม่ได้หรอก ถา้ จิตมันยังไมเ่ ห็นตามจริง ปล่อยวางคือ
อุเบกขา มาท้ายสุด ในสัมโพชฌงค์เจ็ด หัวขบวนของสัมโพชฌงค์เจ็ดคือ สติ
ธัมมวจิ ยะ วริ ยิ ะ ปิติ ปัสสทั ธิ สมาธิ อเุ บกขา

อย่างมรรคมีองค์แปด ทาไมเรม่ิ ท่ีสมั มาทิฏฐิก่อน เร่ิมที่ความเห็นชอบ
ต้องสอนให้คนเหน็ ชอบกอ่ น มนั จึงจะปล่อยวางได้ เห็นชอบในอะไร เหน็ ชอบ
ในรูปนาม ขันธ์ห้า อารมณ์ เห็นชอบกับเห็นตามจรงิ มันก็เหมือนกัน เห็นตาม
จริงว่า รูป (กาย) ก็ดี นามก็ดี หรืออารมณ์ต่างๆ ก็ดี แท้จริงมันหาแก่นสาร
ไม่ได้ เกิดแล้วต้องเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา พวกเรารู้ทุกคนว่า สิ่งท้ังปวงเกิด
แลว้ ตอ้ งดบั เปน็ ธรรมดา แตก่ ารรูแ้ บบน้ีเปน็ เพียงแค่ชั้นคิดนกึ เป็นสัญญา มัน
ไมไ่ ด้เห็นในจติ แบบทพ่ี ระอญั ญาโกณฑัญญะเห็น หรือคนที่ได้ดวงตาเห็นธรรม
เห็น ถ้ามนั เห็นประจักษ์แจ้งในจิตข้ึนมา ความเห็นตามสญั ญาก็ไร้ราคา หมด
ความหมาย การเห็นเช่นนี้ ต้องเจริญสติปัฏฐานส่ีดังที่กล่าวมาหลายคร้ังแล้ว
ก่อน จึงขอใหพ้ ิจารณากาย พิจารณาลมหายใจเขา้ ออก พิจารณาอารมณย์ ินดี

กายานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๕๕

ยินรา้ ยให้เหน็ ว่าไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่นถอื ม่ัน ยนื เดนิ นั่งนอนให้มีสติ ให้รู้สกึ ตัว
ใหท้ าอย่อู ย่างน้ี เรียกวา่ เจริญสติเปน็ วงกลม

อย่างการเห็นความไม่เที่ยงในอารมณ์ยินดีหรือยินร้ายนี้เรียกว่า
ปัญญา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องอบรมให้เสมอกัน เช่น ลุงหวีด
บัวเผื่อน ท่านเจริญสติ อยู่กับรู้อย่างเดียวแต่ไม่ไปไหน ต่อมาท่านออกมา
พจิ ารณากายใหเ้ ห็นตามจริง ท่านวา่ ตอ้ งเดินปัญญา นั่นแหละจึงไปได้ ตอนท่ี
ท่านพิจารณากาย ย่อมต้องปรากฏนิมิตในจิตเช่นกัน แต่ท่านก็ไม่ติด ไม่หลง
ใชเ้ ปน็ อุบายในการถ่ายถอนความยดึ มน่ั ถอื มัน่ ปญั ญาจึงสาคญั มาก

ทุกวันนี้ผมสังเกตการสอนธรรมะของคนยุคนี้ล้วนแล้วแต่ใจร้อนกัน
ท้ังนั้น ท้ังคนสอนและคนถูกสอน พระอาจารย์ผมก็ดี หลวงปู่ชาก็ดี ท่านบอก
วา่ ภาวนาอยา่ ลืมพิจารณากาย กายนีเ้ ป็นของหยาบ เรายังไม่เหน็ เลย จะไปดู
อะไรลึกๆ ในจติ ในใจ นจ่ี ะยาก แล้วสดุ ทา้ ยก็ท้อ เลิกไปในที่สดุ

การพน้ ทุกข์นค้ี ือเปา้ หมายสูงสุดของพุทธศาสนา ขอให้ดทู ้ังร่างกายท่ี
เจ็บป่วย และดกู ิริยาของจิตที่เจบ็ ปว่ ย สั่งให้มันหายปว่ ยได้ไหม สว่ นความรู้สึก
เจ็บนั่นก็คือ ทุกขเวทนา อย่าไปรังเกียจมัน คนจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์
น่ีแหละ หนามยอกเอาหนามบ่ง เหมือนหลวงปู่ม่ันที่ไปเจ็บป่วยปางตายท่ี
ถ้าสาริกาน่ันไง ท้องร่วงจนจะขาดใจ ท่านเจริญกายคตาสติแล้วพิจารณา
ทุกขเวทนาดว้ ยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กาลังสติที่อบรมมาตลอดชีวิต ท่านเอา
มาใช้ในคืนนั้น ความเจ็บป่วยน่ีมันใช่เราไหม ใช่ของเราไหม ถ้าใช่ เราลองสั่ง
บงั คับให้มันมลายหายไปในพริบตาเลยได้ไหม เมื่อความเจ็บป่วยเรายังบังคับ
บญั ชาไม่ได้ จะถอื เปน็ เรา ของเราได้อยา่ งไรเลา่ พจิ ารณาแบบนๆ้ี ๆ

ผมก็เคยเจ็บป่วยก็พิจารณาแบบน้ีแหละ จนจิตห่างแยกออกมาจาก
ความเจ็บป่วย ความเจ็บปว่ ยก็ค่อยๆ เส่ือมดับไป เวลาปวดศีรษะ เป็นไข้ จะ
พิจารณาบ่อย ทาไมสมัยพุทธกาล เวลาพระเจ็บป่วย พระพุทธเจ้ามักให้
พระอานนท์หรือพระรูปอื่นๆ ไปสวดสัมโพชฌงค์เจ็ดให้พระท่ีอาพาธฟัง ฟัง
แล้วก็หายป่วย (กรณีไม่ไดเ้ จ็บป่วยร้ายแรงมาก) สมัยนี้เวลาคนเจ็บป่วย เราก็
นมิ นต์พระมาสวดสมั โพชฌงค์กัน สวดเท่าไรๆ ก็ไม่หาย เพราะคนสมยั นี้ไมไ่ ด้
พิจารณาตาม ไม่ได้เจริญสติตาม ฉะนั้นเวลาเจ็บป่วยเป็นไข้ ปวดศีรษะ ให้มี

๕๖ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒

สติ ให้รู้สึกตัว น่ีคือสติ ขณะเดียวกันก็เอาความเจ็บป่วย (ทุกขเวทนา) มา
พจิ ารณาด้วยไตรลักษณ์ นค่ี ือ ธัมมวิจยะ พิจารณาด้วยความเพียรต่อเน่ืองไม่
ขาดสาย น่ีคือวิริยะ เม่ือจิตเห็นตามจริงว่า ความเจ็บป่วยเปน็ ของไม่เที่ยงแท้
เกดิ ได้กเ็ สื่อมได้ กอ่ นจะป่วยมันมาจากไหน มนั ก็ไมม่ นี ี่ เม่ือมันเกิด สง่ิ ใดเกดิ ก็
ต้องเส่ือมเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรหนพี น้ กฎอนิจจงั ไปได้ เมือ่ เสื่อมแลว้ กต็ อ้ งดับ
ไปเป็นธรรมดา กลบั ไปเป็นไม่มี (อนัตตา) เหมือนเดมิ ไหนละ่ ความเจ็บปว่ ยที่
แท้จริง มไี หม ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดฟันมากี่ครั้งแล้ว ตอนน้ีมันไปอยู่ไหน
เล่า เม่ือมีเหตุปัจจัยมันก็เกิด หมดเหตุปัจจัยก็ดับไป เป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา)
อย่าหมายม่ัน ยึดม่ันให้มากนักเลย น่ีเรียกว่า เห็นความเจ็บป่วยตามความ
เปน็ จริง

เม่ือพิจารณาอย่างน้ีๆ จะเกิดอะไรข้ึนกับจิตคนป่วย จิตจะไม่เอา
ความเจบ็ ป่วยน้นั ไม่เอาทุกขเวทนานนั้ เพราะเหน็ แล้วว่า มันหาแก่นสารไมไ่ ด้
เป็นอนจิ จังเสยี ทุกคราว เหมือนเราอยู่ในบ้านท่ีกาลงั เสื่อม กาลังพัง เราก็ต้อง
ออกจากบ้านหลังนั้น ถ้าเราเห็นความเจ็บ ทุกขเวทนา เป็นของที่ต้องเส่ือม
ตอ้ งพังเหมือนบา้ น จิตเราจะออกมา ขณะท่ีจติ ออกมาจากความเจ็บปว่ ย ถอย
ห่างออกมา จะเกิดความเย็น ความเบา เรียกว่าปิติ พอปิติระงับ เรียก
ว่าปัสสัทธิ จติ สงบและตั้งมน่ั เรียกว่า สมาธิ จิตไม่เอาอารมณ์เจ็บ อารมณ์ป่วย
ต่างคนต่างอยู่ สมาธิ แปลว่า ความต้ังมั่นของจิต ไม่หว่ันไหวต่ออารมณ์ใดๆ
ไม่ว่าอารมณ์เจ็บ อารมณ์ป่วย และเฝ้ามองความเจ็บป่วยที่ตนแยกออกมา
อย่างไม่แยแสด้วยความวางเฉย (ปล่อยวาง) เรียกว่า อุเบกขา จิตวางเฉยต่อ
อารมณ์ทเ่ี จบ็ ป่วย จิตกห็ ายป่วย เพราะละความยดึ มนั่ ในกาย ในความเจบ็ ปว่ ย
ไมได้ฉวยคว้ากอดรัดเหมอื นเมอื่ เก่าก่อน

สว่ นกายจะปว่ ย เวทนาจะเจบ็ ก็เป็นเร่ืองของกาย ของเวทนา เพราะ
ตอนน้ีจิตกับเวทนามันแยกออกจากกันได้แล้ว สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ
ปสั สัทธิ สมาธิ อุเบกขา นีแ่ หละคือ สัมโพชฌงค์เจ็ด เวลาพระพทุ ธเจา้ ใชค้ าว่า
องค์ ไม่ใช่องค์ประกอบ แต่หมายถึง ธรรมะจะไล่เป็นขบวนต้ังแต่หัวขบวน
จนถงึ ทา้ ยขบวน

กายานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๕๗

เคยดูละครไหม เวลาเขาเลน่ ละคร องก์ท่ี ๑ จะมากอ่ นองก์ที่ ๒ หรือ
อย่างมรรคมอี งค์แปดกเ็ รม่ิ ตน้ ที่สัมมาทิฏฐิก่อน มีความเห็นชอบเป็นหวั ขบวน
ก่อน (ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมเขียนไว้ละเอียดแล้ว ลองอ่านดู)
สมั มาสมาธอิ ยทู่ ้ายสดุ ทุกวนั นเี้ ราสอนธรรมะ ถา้ ไมส่ อนเรื่องสัมมาทิฏฐิกอ่ น
ไม่มีทางเดินมรรคถูกเลย ยิ่งเดินจะยิ่งงงๆ ๆ ๆ จะมีแต่ความสงสัย มีแต่
ความคิดเต็มไปหมด สัมโพชฌงค์เจ็ดก็เช่นกัน เร่ิมต้นที่สติก่อน ตามด้วย
ธัมมะวิจยะ อย่าไปเชื่อตาราธรรมะคาสอนในปัจจุบันที่แปลธัมมะวิจยะว่า
การวิจัยธรรม เลือกเฟ้นธรรม ไปเอาธรรมข้อนั้น เรื่องน้ีมาวิจัย วิเคราะห์
คนละเร่ืองกันเลย ไมใ่ ช่พทุ ธประสงค์ อันนใี้ ครเชื่อไมเ่ ช่อื กแ็ ล้วแตน่ ะ ถา้ มวั แต่
ทาวิจัยธรรม ไม่มีทางหายป่วย หรือเห็นธรรมได้หรอก สัมโพชฌงค์นี้คือ
ธรรมท่ีเปน็ ไปเพอื่ การตรสั รู้ธรรม ผมเองก็เพิง่ มาเอะใจในตอนหลงั เหมือนกัน
เพราะผมเอาสิ่งท่ีเห็นในจิตท่ีเป็นของละเอียดลึกซ้ึงมาพูดให้แก่คนใหม่ๆ จึง
เขา้ ใจยาก เห็นยาก ตอ้ งปฏบิ ตั ิมาพอสมควร นน่ั แหละจึงจะเห็น

อย่าเพิ่งท้อกันนะครับ ทาไปเร่ือยๆ เหมือนบางคนก็ไม่เคยปฏิบัติมา
ก่อน แต่เช่ือในส่ิงท่ีผมแสดง นาไปใช้ในชีวิตประจาวัน แล้วกลับมาบอกว่า
เวลามอี ารมณ์โกรธ เขาซดั มันตรงนั้นเลยด้วยสตทิ ่รี ูเ้ ทา่ ทันอารมณ์นี่แหละ จน
เดยี๋ วน้ีเขาคุยเลยว่า ความโกรธนี่เขากล้าพดู ไดเ้ ลยว่า ตอนนีท้ าอะไรเขาได้ยาก
แล้ว ขนาดสามี และลูกน้องบริวาร ยังแปลกใจว่า ทาไมเปล่ียนไปขนาดนี้
สมัยก่อนเขาเป็นคนวีนแตก อาศยั ท่ีผมเชิญเข้ากล่มุ สนใจอา่ น นาไปปฏิบตั ิใน
ชวี ติ ประจาวันอย่เู นอื ง ไม่ต้องไปหลับตาเขา้ คอรส์ ที่ไหนหรอก เด๋ียวอานาจสติ
ทอ่ี บรมอยู่เนืองๆ จะสาแดงออกมาให้เห็น แล้วจะอัศจรรย์ใจวา่ มันเปน็ ไปได้
ถึงเพียงน้ีเชียวหรอื

ผมถึงบอกหลายครั้งว่า เวลามอี ารมณ์เกิดข้ึนแล้วให้ขบเคีย้ วมันให้
เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่แสดงมาน่ันแหละ มันดีย่ิงกว่าอ่าน
พระไตรปิฎกท้ังเล่มเสียอีก ขณะท่ีท่านกาลังขบเคี้ยวอารมณ์ด้วยสติ ด้วย
ปัญญาดังกล่าว นั่นแหละเรียกว่า ธัมมวิจยะในสัมโพชฌงค์เจ็ดท่ีแสดงมา
ขา้ งต้น มีบางคนเห็นผลของการปฏิบัติก็ไลนส์ ่งผลการปฏิบัติมาใหอ้ ่าน กเ็ ป็น
ตัวอย่างอันดีว่า ธรรมภาคปฏิบัติไม่ได้เป็นของยาก แต่จะเกิดสัมฤทธิผลได้

๕๘ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒

เพราะส่ิงทีส่ าคัญท่สี ดุ ซ่ึงผมไมค่ ่อยไดก้ ล่าวเพราะเกรงบางทา่ นจะมองผมผดิ ๆ
แต่จะขอกล่าวในวันนี้ นั่นคอื ท่านตอ้ งมีศรัทธาในธรรมท่ีผมแสดง มีความเชื่อ
วา่ นี่คือ หนทางทถี่ กู ตอ้ ง หลายคนในกล่มุ ธรรมนีป้ ฏิบัติไมถ่ งึ ไหนเพราะขาดตัว
นี่แหละ ผมก็ไม่ได้บังคับให้เชื่อว่า ธรรมที่แสดงเป็นส่ิงที่ถูกต้อง แต่ขอให้ลอง
ทาดูก่อน บางคนมักจะกล่าวถึงกาลามสูตร ซึ่งผมก็เคยบอกว่า ไม่ได้แปลว่า
ไม่ให้เชื่อ แต่แปลว่า อย่าเพ่ิงเช่ือ ถ้าเราแปลว่า อันน้ีก็ไม่เช่ือ อันนั้นก็ไม่เช่ือ
สดุ ทา้ ยกน็ อนตายไปกับความไม่เชอ่ื โดยไมไ่ ดล้ องลงมอื ปฏบิ ัติดูกอ่ น ก็จะเป็น
โมหบุรษุ หรอื โมฆบรุ ษุ ไปอกี ชาตหิ นง่ึ

หลวงปู่ม่ันจะเน้นมากเร่ือง ศรัทธา ใครไม่ศรัทธาแนวทางท่าน ท่าน
ตะเพิดออกจากวัดเลย ส่วนคนท่ีศรัทธา สุดท้ายก็จบท่ีอรหัตผลแทบท้ังนั้น
ทา่ นมักจะอบรมพระเรอ่ื ง ศรัทธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ ปญั ญา (เรยี กวา่ อนิ ทรยี ห์ ้า
พละหา้ ) อยูเ่ สมอ ถ้าท่านไม่ศรัทธาหรือไม่เช่ือในหนทางหรือมรรคท่ีผมแสดง
มานี้ ไม่มีทางที่ท่านจะเจริญก้าวหน้าในทางจิตเลย จะย่าอยู่กับที่ กลับไป
กลับมา สับสน เตม็ ไปดว้ ยความคิด จติ ฟงุ้ สุดท้ายกเ็ หลวเหมือนชาตกิ ่อนๆ ที่
ผา่ นมา

จริงๆ ธรรมทผี่ มแสดงกเ็ ป็นธรรมท่ีพระพทุ ธเจ้าแสดงน่นั แหละ เรื่อง
สติปัฏฐานส่ี มรรคมีองค์แปด สัมโพชฌงค์เจ็ด ไม่หนีไปจากนี้หรอก เพียงแต่
เป็นผมแสดง ท่านกไ็ ม่เชอื่ มนั กเ็ ทา่ นน้ั เอง ประกอบกบั อ่อนความเพยี ร ไมเ่ อา
จริงเอาจัง ไม่เห็นในสิ่งที่ผมเห็นหรือคนอื่นๆ ท่ีเขาปฏิบัติเอาจรงิ เห็น กเ็ ลยไม่
เกิดผลอะไรที่พอจะให้เช่ือว่า หนทางน้ีถูกต้องแล้วหรือ อย่างไรเสีย เวลา
เจ็บป่วยนั่นแหละคือ เวลาท่ีภาวนาท่ีดีท่ีสุด มีพระหรือนักปฏิบัติจานวนมาก
จะบรรลุธรรมตอนเจ็บป่วยน่ีแหละ เพราะขณะน้ันจะเห็นทุกข์อย่างแจ่มชัด
เห็นแล้วจะเบื่อหน่ายในทุกข์ในสังขาร จิตจะคลายความยึดม่ันออกมาเลย
บางคนคลายมากจนจิตตั้งม่ันก็เห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล สกทาคามีหรือ
อนาคามีกนั เลยทีเดยี ว

กายานปุ สั สนาสติปฏั ฐาน | ๕๙

๑๒. สอนกายานปุ สั สนาสติปัฏฐานคนปว่ ยหนกั ๑

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เม่ือวันท่ี ๔ มกราคม ๒๕๕๙

ท่านทรงกลด : เหตุท่ีอยากจะแสดงธรรมให้พวกเราฟังก็เพราะว่า
เมื่อวานไปเย่ยี มคนปว่ ยคนหน่ึง ป่วยหนัก ไม่สามารถเดนิ ได้ นอนอยู่บนเตียง
อย่างเดียว ได้ไปแสดงธรรมให้ฟงั ผมกบ็ อกวา่ ยังหายใจอย่ใู ชไ่ หม มอื ยงั พลิก
ได้อยู่ใช่ไหม พอขยับท่อนแขนได้ใช่ไหม แลว้ ผมก็สอนว่า นั่นแหละเคร่ืองมือ
กรรมฐานล่ะ ลองพลิกมือไปมาดู ยกมือได้นิดหน่อย ยกดู ขณะที่พลิกมือ
ขณะท่ยี กมือ ให้ร้สู ึกตัว จบั ความรสู้ ึกใหไ้ ด้ ความรู้สกึ ตวั นนั่ แหละคือ สติ

ดูเหมือนเขาจะไม่รู้จักคาว่า สติ เขาพยายามคลึงหัวแม่มือตามท่ีไป
อบรมมาจากสานักหน่ึง ผมบอกว่า การคลงึ หวั แม่มือ ถ้ารูอ้ ยใู่ ช้ได้ แต่พอคลึง
ไปนานๆ มันจะเพลนิ วา่ ง โปรง่ โลง่ สบาย เขาบอกว่า ใช่ ผมบอกวา่ นัน่ ไปติด
กบั ความเพลิดเพลนิ ในการคลึงหัวแมม่ ือแลว้ ออกจากความเพลิดเพลนิ (นนั ทิ)
เสีย มาอยู่กบั ความร้สู กึ ตัว

ผมเคยนั่งคุยกับหมอคนหนึ่ง เขาเล่าว่า เขาปฏิบัติด้วยการกระดิก
เท้าไปมา พอกระดิกไปสักพักมันจะสบาย แล้วจิตก็รวมลงไป ผมได้แต่รับฟัง
ไม่กล้าแนะนา เพราะพวกหมอ พวกผู้พิพากษา อีโก้สูง สอนยาก เลยปล่อย
เลยตามเลย

ในกายานุปสั สนาสติปัฏฐาน การยืน เดนิ นั่ง นอน คู้ตวั พลกิ แขน ขา
ให้อยู่กบั รู้ รู้อย่างเดยี ว แต่อย่าไปอยู่กับความสบายอนั เกิดจากการเคลื่อนไหว
นกั ปฏบิ ัติตดิ ตรงน้กี นั มาก คนนกี้ เ็ หมือนกัน เขางงมาก พอผมบอกว่า พลิกมือ
ไปมาให้รู้สึกตัว ยกแขนให้รู้สึกตัว เลยรู้ว่า ยังไม่รู้จักสติที่แท้จริง นักปฏิบัติ
หากรู้จกั สติอยา่ งแท้จรงิ การปฏิบัติจะเจริญกา้ วหน้าอย่างรวดเร็ว เลยบอกว่า
ให้หายใจเข้าลกึ ๆ ดูซิ เขาก็ทาตาม ผมถามว่า ร้สู ึกตวั หรือยัง เขาบอกร้สู ึกตัว
แล้ว ผมบอกวา่ นนั่ ละ่ สติล่ะ หายใจเข้าให้รู้ หายใจออกใหร้ ู้

๖๐ | ปุจฉา - วิสชั นา เล่ม ๒

คราวนี้ลองมาจับความรู้สึกตัวขณะยกมือ ยกแขนดูสิ คราวนี้เร่ิมจับ
ได้ ถ้ารู้จักสติจริงตรงน้ันมันจะเยือกเย็น สงบและตื่นรู้อยู่ในตัว ย่ิงอยู่กับสติ
นานได้มากเท่าใด จะเยือกเยน็ ตน่ื รู้มากเท่าน้ัน ทาไมเยือกเย็น กเ็ พราะใจมัน
ผละจากเหล็กที่เผาไฟเม่ือสกั ครมู่ าอยู่กับน้าแล้ว เมื่อใจผละมาอยู่กับสติ ไฟที่
ใจเองเป็นผู้จุดก่อขึ้นมันก็ดับไปเป็นธรรมดาของมัน ดังท่ีว่า ส่ิงใดเกิดข้ึนเป็น
ธรรมดา สิ่งน้ันก็ดับไปเป็นธรรมดา ใจเราน่ีแหละเป็นผู้จุดเพลิงกิเลส ไม่มี
ใครอนื่ หรอก

เมื่อใจเริ่มรจู้ ักสติ เขาย่อมรู้จักมิตรแท้แล้ว เมอ่ื เขาคุ้นเคยกับสติ เขา
จะเกิดปัญญาแยกแยะได้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรร้อน อะไรเย็น อะไรวุ่น
อะไรสงบ การหายใจเข้าออก การยกมอื พลกิ มือไปมา เป็นเพียงอุบายให้รจู้ ัก
ทาความคุ้นเคยกับสตเิ ท่านั้นเอง ต่อไปเม่ือรู้จักสติแล้ว นอนเฉยๆ น่งั เฉยๆ ยืน
เฉยๆ เดนิ เฉยๆ มันก็มสี ตไิ ปเอง

อยา่ งอาจารยก์ าพล ทองบุญนุ่ม ท่ีพิการเดินไม่ได้ ใช้เพียงการยกมือ
ยกแขนไปมา ตามที่พระอาจารย์คาเขียนศิษยห์ ลวงปู่เทยี นสอน ท่านก็เรียนรู้
สติได้ จนแยกจิตออกจากกายได้ วนั ท่ีท่านแยกจิตออกจากกายได้ ทา่ นบอกว่า
ท่านลาออกจากความพิการได้แล้ว ทาไมท่านจึงกล่าวว่า ท่านลาออกจาก
ความพิการทางกายได้ เพราะท่านแยกจิตออกจากกายได้แล้ว กายเท่าน้ัน
ทีป่ ่วย แต่จิตหาไดป้ ว่ ยไปด้วยไม่

เขาคนน้ีก็หมือนกัน ผมก็บอกว่า แม้เราจะเคลื่อนไหวยืน เดิน นั่ง
อะไรไม่ได้แลว้ อย่าท้อใจในการภาวนา เอาเวลาทเ่ี หลือทง้ั หมดมาจดจอ่ อยกู่ ับ
การเจรญิ สติ เลกิ คิดถงึ ลูก ญาติพ่นี ้อง แม่ อะไรใหห้ มด แลว้ ผมกส็ อนคนป่วย
ให้ภาวนาด้วยการเจริญกายคตาสติต่อไป บอกว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดูสิ
มันสะอาดหรือสกปรก มันใช่เรา ของเราหรือไม่ ลองพิจารณาดูดีๆ เมื่อ
วันหน่ึงเขาว่ายนา้ ได้ จะได้ไม่ต้องคอยชว่ ยทกุ ครง้ั ไป อย่างเราสอนคนป่วยให้
พ้นเจบ็ กับใหร้ ู้จกั ความเจบ็ น่ีไม่เหมือนกัน ถ้าเราให้ยาแก้ปวดแกเ้ จ็บกิน มัน
ก็พอทุเลาเท่านั้น แต่ยังไม่ได้แก้ท่ีเหตุ คือ สมุทัย ถ้าเขารู้จักความเจ็บ ต่อไป
เมอ่ื เกิดความเจ็บ จะไม่เจ็บ เร่ืองการปฏิบตั ิถา้ ทามาตลอดก็จะชว่ ยไดใ้ นวาระ

กายานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๖๑

สดุ ท้าย แต่คนส่วนมากจะประมาท พอใกล้ตาย ก็อยากจะถือศีล ปฏิบัติธรรม
ขน้ึ มา

วันนี้พิจารณากายบ้างหรือยัง ยัง รู้เท่าทันลมหายใจบ้างหรือยัง ยัง
ขอกินอาหารอร่อยๆ เที่ยวสนุกๆ ก่อนนะ ขอไปขับรถโก้ๆ ดูหนังสนุกๆ เล่น
กับลูกหลานกอ่ น เร่ืองภาวนายังไม่ถึงเวลา รอเกษียณก่อนแล้วกัน นั่น พอจะ
ตายขึ้นมา นอนอยู่บนเตียง อยากจะทาบุญข้ึนมา ลาบากพระสงฆ์ ต้องถูก
นมิ นต์มาที่เตียง มารบั สงั ฆทาน บางคนเหน็ อายเุ จด็ แปดสิบแล้ว ยังเท่ียวลีลาศ
เต้นรา ร้องเพลง คาราโอเกะ พอป่วยหนัก จะตาย เท่ียวว่ิงทาบุญเจ็ดวัด
สิบวัด น้าในตุ่มไม่เคยใส่เลยทั้งชีวิต จะมาเติมเอาวันสองวัน มันจะเต็มหรือ
ใช้บุญเกา่ จนเพลดิ เพลนิ ลืมสร้างบุญใหม่ไปสิน้ นี่แหละมนุษยล์ ่ะ ตอ้ งเอาแว่น
ส่องใจไปให้เขานะ ตาในเขาจะได้เปิด สาหรับคนนี้ ผมดูแล้ว ถ้าไปก็ไปสบาย
เลยไม่ห่วงมาก แต่ก่อนไป อยากให้เขาภาวนา ให้รู้จักสติก่อน ผมก็สอนเร่ือง
พิจารณากายพอสังเขป เร่ืองลมหายใจเข้าออกให้รู้ เคลื่อนไหวมือให้รู้ ก็ไม่
ห่วงอะไรมาก

อย่างพระจักขุบาล ชาติหนึ่งเกิดเป็นหมอรักษาโรคตา เห็นแก่อามิส
แกล้งทาให้คนตาบอด ชาตินี้มาบวชเป็นพระแล้วกรรมตามทัน ตาบอด แต่
ขณะที่ตาจะบอดสนทิ เจริญสติปฏั ฐานส่ี จนบรรลุอรหัตผล เกิดตาใน ตานอก
ก็ไร้ค่า ไม่สาคัญอกี ต่อไป พระจักขุบาล ทาไมทา่ นไม่ให้ราคากับตานอกที่บอด
เลย ท่านไม่เรียกร้องหาแว่นวิเศษมาใส่เพื่อให้มองเห็น เพราะท่านเห็นด้วย
ตาในอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ทุกขเวทนาอันเกิดจากตาบอดนั้น จะถือเป็นท่าน
ของท่าน หาได้ไม่ เวทนา (ทุกข์) หรือขันธ์ มันก็อยู่ของมัน ท่าน (จิต) ก็อยู่
ของท่าน ต่างคนต่างอยู่ ไมส่ ร้างความราคาญต่อกันแต่อย่างใด ครั้งหน่ึงท่าน
เดินจงกรม เหยียบแมลงตายนับร้อยนับพัน ภิกษุก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้า
พระพทุ ธเจ้ากบ็ อกวา่ กรรมใดๆ ไมม่ แี ก่พระจักขุบาล เพราะท่านส้นิ กิเลสแล้ว
เมื่อไม่มีกิเลส ก็ไม่มีกรรม ไม่มีวิบาก สิ่งที่เดิน ยืน นั่ง นอน เป็นเพียงกิริยา
เท่านน้ั ดังน้ันการทาให้คนเกิดตาในเป็นดีที่สุด สว่ นตานอก มันกห็ นีไมพ่ ้นกฎ
อนิจจังก็คือ ตอ้ งเส่ือมดับไปไม่วันใดวันหนึ่ง หาสาระแก่นสารอันใดไม่ได้ แต่

๖๒ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒

ตาในสิ ดวงตาเห็นธรรม น่สี ิ สาคัญทส่ี ดุ เกิดกับผใู้ ดแลว้ มแี ต่จะสว่างไปตลอด
ไมร่ ู้ดับ

อะไรเล่าท่ีจะทาให้ตาในเกิด สติน่ีแหละ เมื่อเรารู้จักสติ จิตกับสติ
ลงตัว ลงรอยกันเมื่อใด (หลวงปมู่ ั่นใช่คาว่าจิตกับสติรวมเป็นหน่ึง) เม่ือน้ันจะ
เกดิ สภาวะพุทธะขึน้ มา น่ันคอื จติ ของผูน้ ั้นจะตืน่ รู้และเบิกบาน พุทธะมีอยใู่ น
จิตของทุกคนแล้ว แตท่ ่ีไมพ่ บ ไมเ่ จอ ไมเ่ ห็น เพราะเรามองข้ามไป ข้ามไปไหน
ข้ามไปอยู่กับนายน่ัน นางน่ี คนนั้น คนน้ี ข้ามไปอยู่กับอดีตบ้าง ไปอยู่กับ
อนาคตบ้าง ข้ามไปจมอยกู่ บั กองสขุ บ้าง กองทุกข์บา้ ง

พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ให้หยุด หยุดอยู่กับรู้ อยู่กับสติ อยู่กับสติได้
มัน่ คงเมือ่ ใดกจ็ ะพบพทุ ธเม่ือน้นั ผใู้ ดเหน็ ธรรมผู้นนั้ เห็นเรา เราน่ีคือ พุทธะ ผ้รู ู้
ผตู้ ื่น ผเู้ บกิ บาน จงึ ต้องพยายามฝึกฝนสตใิ ห้มากๆ ๆ ๆ แรกๆ อาจจะอยกู่ บั สติ
ไม่คอ่ ยได้ วงิ่ พลา่ นไปโนน่ นี่ น่ัน คน สัตว์ สิ่งของ ดึงกลับมาอย่กู ับลมหายใจ
บ้าง อยู่กับการเคล่ือนไหวของรา่ งกายบ้าง กลางคนื ดงึ กลับมาพจิ ารณาภายใน
กาย อาการสามสิบสองบา้ ง ผม ขน เล็บ ฟนั หนัง....ถึงเยือ่ สมอง

เมื่อมีอารมณ์เกิดข้ึน ไม่ว่าดีหรือร้าย ให้ร้เู ท่าทันบ้างว่า เออ ! เอ็งไม่
เท่ียงหรอก เกิดไดเ้ ด๋ียวก็ดับได้ ไม่ดับวันนีก้ ็พรุ่งน้ี น่คี ือ อุบายฝึกสติให้มีกาลัง
ทง้ั สิ้น วันหนึ่งสติมีกาลังข้ึนมาจะอศั จรรย์ใจ จะเห็นชดั ว่า ทุกข์ก็ทุกข์ ตาบอด
ก็ตาบอด มะเร็งก็มะเร็ง ความเจ็บก็ความเจ็บ มันไม่ใช่เรา หลงนึกว่า มันคือ
เรามาต้ังนาน ตอนนน้ั หละ ฮึม่ ! ตาในเปิดแล้ว เกดิ ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ต่อไป
ไมต่ อ้ งสอนมันมากเหมอื นเม่ือก่อนแล้ว มันจะสอนตัวมนั เองล่ะคราวนี้ เพราะ
มันตน่ื แลว้ มนั รู้แล้วว่า อะไรเป็นอะไร คราวนี้จะตาบอด จะเป็นโรครา้ ย ใคร
จะมายืนรอท่ีหวั เตียง ก็สบายแล้ว ไมก่ ลัวแลว้ คนท่ีมายืนรอต่างหากท่ีมันต้อง
กลัวเรา แทบจะก้มลงกราบเราไม่ทันละคราวน้ี แล้วเขาจะหายไป เขาไม่มี
หน้าท่ตี ้องมาดูแลเราอีกตอ่ ไป เพราะเราดูแลตัวเราได้แลว้ แม้พรหมก็ยงั ต้อง
กราบเรา เพราะเราเปน็ บุตรตถาคตโดยสมบรู ณแ์ ล้วในเวลานน้ั

กายานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๖๓

๑๓. สอนกายานปุ สั สนาสติปฏั ฐานคนป่วยหนัก ๒

แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เม่อื วันที่ ๓๐ มนี าคม ๒๕๖๑

ผู้ปฏิบัติ : น้องไลน์มาบอกว่า คุณพ่อพ่ีในกลุ่มบุญป่วยค่อนข้างมาก
และชราแลว้ คะ่ จึงขอความกรุณาทา่ นไดโ้ ปรดแสดงธรรม เพ่ือจะไดน้ าไปอา่ น
ให้คุณพอ่ ฟงั ค่ะ

ท่านทรงกลด : ก็จะแสดงพอสังเขปนะ จริงๆ ในหนังสือกว่าจะถึง
กระแสธรรมก็มีเรื่อง ธรรมะยามเจ็บป่วยให้อ่านแล้ว ลองอ่านให้ฟัง
ประกอบดว้ ยนะ

ธรรมะสาหรับคนป่วยหนักและชรามากแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ก็ขอให้
พิจารณากายอันเป็นรังของโรคของคุณพ่อ พิจารณากายท่ีเส่ือมไปตาม
กาลเวลาเหมือนบา้ นผุๆ หลังหนึง่ ท่รี อเวลาพังลงไป แต่กอ่ นคณุ พอ่ กม็ ีกายที่
หนุ่ม แข็งแรง สมาร์ท มีกล้ามเนื้อ มีดวงตาที่สดใส มีผมดกดาขลับเป็นมัน มี
ฟันท่ีสวยสะอาด มีผิวที่เต่งตึง บัดน้ีเล่า... ขอให้คุณพ่อดูร่างกายของคุณพ่อ
เสียใหม่ ดูให้ดีๆ จะเห็นว่า กล้ามเน้ือท่ีเคยมี บัดนี้ก็ลีบและอ่อนกาลังลง
ดวงตาที่สดใสก็ฝ้าฟาง ผมดกดาก็ร่วง ขาวหงอก ฟนั ก็ผุกร่อน หักบา้ ง ล้มบ้าง
ผวิ กต็ กกระ เหีย่ วซดี ไปตามวยั คุณพ่อเห็นอะไรบ้างไหม เหน็ กายนี้มนั จรี งั ไหม
ไม่เลย ถ้ากายน้ีมันจีรัง ยั่งยืน กล้ามเนื้อก็ต้องเฟิร์ม แข็งแรง ไม่มีวันหย่อน
กาลัง ดวงตากต็ อ้ งสดใสไปตลอด ผมกต็ ้องดกดาไม่รว่ ง ไม่หงอกอย่างทกุ วันนี้
ฟันก็ต้องอยู่ครบทุกซี่ ผิวก็ต้องเต่งตึงไม่ซูบซีดอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ แต่มัน
เป็นอยา่ งน้ันหรือเปล่าคณุ พ่อ มนั ไม่เป็นอยา่ งนัน้ มนั เปลย่ี นแปลงไปหมดแล้ว
ตรงเปลยี่ นแปลงน่นั แหละเรียกวา่ อนิจจัง ไม่เทีย่ ง ไมย่ ง่ั ยนื

พระบรมศาสดาของเราให้ดูตรงน้ีให้เห็นว่า กายนี้มันไม่เท่ียง ต้อง
เส่ือมทรุดไป คุณพ่อจะห้ามมันก็ไม่ได้ จะบอกว่า กายเอ๋ย ! เจ้าอย่าแก่ อย่า
เฒ่า ทาได้ไหม บอกว่า ตาเอ๋ย ! อย่าฝ้าฟาง ผมเอ๋ย ! อย่าขาวหงอก ฟนั เอ๋ย !
อย่าหกั อย่าล้ม ผิวเอ๋ย ! อย่าแห้ง อย่าเห่ียว อยา่ หยอ่ นยาน คณุ พ่อทาได้ไหม

๖๔ | ปุจฉา - วิสชั นา เล่ม ๒

คุณพ่อทาไม่ได้หรอก ยง่ิ ไปกวา่ น้ัน คุณพ่อห้ามกายของคุณพ่อไม่ให้เจ็บไม่ให้
ป่วยไดไ้ หม บอกมนั ตอนนีส้ ิว่า ความป่วยเอ๋ย ! ความเจบ็ เอ๋ย ! จงมลายหายไป
ทาไดไ้ หม คุณพอ่ กท็ าไมไ่ ดเ้ หมือนกัน เพราะอะไรคุณพ่อจึงส่ังการกายน้ีไมใ่ ห้
เส่ือม ไม่ให้พังไม่ได้ สั่งไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ป่วยก็ไม่ได้ คาตอบกค็ ือ ก็เพราะกายน้ี
มันไม่ใช่คุณพ่อหรือของคุณพ่ออย่างแท้จริง คุณพ่อเพียงแต่อาศัยมันชั่วคราว
เท่านั้นเอง กายน้ีก็เหมือนรถหรือเรือเก่าๆ อีกไม่นานคุณพ่อก็ต้องท้ิงมันไป
เหมือนคณุ พอ่ ของคุณพ่อท่ีเคยทง้ิ ไป เหมอื นเพื่อนๆ คณุ พ่อท่ีจากไปก่อนหน้า
น้ี ไมม่ ใี ครจะสงวนกายนไี้ ว้ได้ สุดทา้ ยกต็ อ้ งตายหมด

คุณพ่อดูในหลวงรัชกาลท่ี ๙ สิ พระองค์ท่านมีคุณงามความดี ทา
ประโยชน์ใหแ้ ก่ชาติบ้านเมืองเหลือคณานับ เป็นคนดีท่ีสุดในแผน่ ดิน สุดท้าย
พระองค์ท่านก็ไม่อาจหวงแหนพระวรกายไว้ได้เช่นกัน ต้องทิ้งพระวรกายไป
เชน่ กนั เพราะกายน้มี ันไม่ใชเ่ รา ไม่ใชข่ องเราอยา่ งแทจ้ ริง ถา้ เป็นของเราอยา่ ง
แท้จริงก็ต้องอยู่กับเราไปเป็นพันปีสิ คุณพอ่ เคยเห็นใครจับจอง หวงแหนกาย
ไว้ได้เป็นพันปี หม่ืนปีไหม ไม่ได้หรอก แม้พระพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ
สุดในสามโลก พระองค์ก็ทรงรักษามันไว้ได้แค่แปดสิบปีเท่าน้ันเอง ไม่มีใคร
เลยท่ีจะดารงกายไว้ได้อย่างแท้จริง เม่ือเป็นเช่นนี้คุณพ่อก็ไม่ควรหวงแหน
รา่ งกายน้ีไว้ คุณพ่อควรจะปล่อยวางกายนี้ วางภาระทีแ่ บกกายน้ีมายาวนาน
ได้แล้ว อย่าได้หวงแหน ยึดม่ันอยอู่ ีกเลย คืนกายให้แก่ธรรมชาตไิ ป ดินกก็ ลับ
ไปสู่ดิน น้าก็กลับไปสู่น้า ลมก็กลับไปสู่ลม ไฟก็กลับไปสู่ไฟ เราเพียงแต่หยิบ
ยมื ธรรมชาตมิ าใชช้ ัว่ คราวเท่านนั้

คณุ พ่อเห็นมือของตัวเองไหม วันนี้ยกมันข้ึนไหม แม้วันนี้ยกมอื ขึ้นได้
แต่วนั หน้าแรงมนั กจ็ ะหมด จะสง่ั มือใหม้ ันยกขน้ึ ก็ไม่ได้ อะไรที่สัง่ บงั คับบัญชา
ไมไ่ ด้ ไม่วา่ มอื แขน ขา จะถอื ว่า เป็นของเราไดอ้ ยู่หรอื คุณพ่อวางใหห้ มด ผม
เล็บ ฟัน หนัง มอื แขน ขา มันไม่ใช่เรา ของเราเลย คุณพ่อจาได้ไหม ใครคน
หน่ึงเคยพูดไว้ว่า ชีวิตคือการเดินทาง เรือนร่างคือศาลาอาศัย เรือนร่างที่เรา

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๖๕

กาลังจะท้ิงไปก็แค่ท่ีพักช่ัวคราวเท่านั้นเอง หากมายึดโยงอยู่ จิตคุณพ่อก็จะ
เศร้าหมอง

พระพุทธเจ้าตรสั ว่า เมอ่ื จติ เศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ คุณพ่อจะ
ปลอ่ ยให้ร่างกายทีก่ าลังทรุดพังเปน็ ตัวฉดุ รั้งดวงจิตคุณพอ่ ใหท้ รดุ ลงไปตามร่าง
อย่างน้ันหรอื อย่ากระน้ันเลย... ปล่อยรา่ งกายให้มันทรุดพังไปตามสภาพของ
มนั เถดิ อย่าไดห้ วงแหนมนั อีกเลย ถ้าคณุ พ่อปลอ่ ยวางกายได้ จิตของคณุ พ่อก็
จะผ่องใสข้ึนมา และถ้าคุณพ่อเห็นชัดแจ้งแล้วว่า กายนี้มันมีสภาพเสื่อมทรุด
เปน็ ทุกข์อย่างน้ี ไมว่ ่ากายไหน กายเราหรอื กายใคร ตา่ งก็จบแบบนี้เหมือนกัน
หมด คุณพ่อก็จะเห็นว่า มันเป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นอย่างน้ัน สิ่งใดเกิดขึ้น
เป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็ย่อมเสื่อมดับเป็นธรรมดา จะห้ามไม่ให้เสื่อม ไม่ให้ดับ
ไม่ได้เลย ดูรถยนต์คุณพ่อสิ มีมาก่ีคนั ๆ กต็ ้องพงั เหมอื นกันหมด ไม่มีใครห้าม
ได้หรอก เห็นความจริงอย่างนี้ คุณพ่อจะวางความยึดมั่นในกายเสียได้ เม่ือ
คณุ พ่อปลอ่ ยวางกายไดแ้ ล้ว ทรัพย์สมบตั เิ งินทองทด่ี ินอะไรๆ ทม่ี เี ลา่ ก็ควรจะ
ปล่อยวางเช่นกัน เพราะอะไร ก็เพราะขนาดกายนี้ยังไม่ใช่ของคุณพ่อเลย
สิ่งอื่นใดจะเป็นของคุณพ่อได้อย่างไรเล่า ให้ปล่อยวางทรัพย์สมบัติเสีย ส่วน
ลกู ๆ หลานๆ นนั้ เล่า ต่างก็มีบพุ กรรมเปน็ ของตนเองทงั้ ส้ิน แม้คุณพ่อจะเป็น
ห่วงแสนห่วงเขาแค่ไหน หากเขาทากรรมไม่ดีไว้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ทานอง
เดียวกัน หากเขาทากรรมดีไว้ เขาก็ย่อมได้ดี เพราะสัตว์โลกทั้งหลายย่อม
เปน็ ไปตามกรรม นค่ี ือคาตรสั ของพระพทุ ธเจ้า

คุณพ่อต้องปล่อยวางให้หมดทั้งกายคุณพ่อ ทรัพย์สมบัติ ลูกหลาน
ญาติ พ่ีน้อง สิ่งที่คุณพ่อต้องทาในเวลาน้ีก็คือ ให้ระลึกถึงบุญท่ีเคยทามา
ทานท่ีเคยให้ ศลี ทีเ่ คยถือ หากยังไม่ถือกใ็ ห้ปวารณาตอนนี้เลย ไม่ต้องมีพระมา
ให้ศีลหรอก เราสามารถให้ศีลตัวเองได้ กาหนดตอนนี้เลยว่า นับแต่วินาทีน้ี
เป็นต้นไปข้าพเจ้าจะถึงพร้อมด้วยศีลห้า จะไม่คิดฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่คิดเอา
ของใคร ไม่ผิดลูกผิดเมียใคร ไมม่ ุสา ไม่ดื่มสุราเมรัย ขอเอาศีลเปน็ ที่พ่ึงตราบ
ลมหายใจสดุ ทา้ ย แล้วตงั้ จิตนกึ ถึงคุณพระพทุ ธเจา้ สามประการ

๖๖ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒

ประการแรก พระปัญญาธิคุณ ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ถึง
พรอ้ มด้วยปัญญาและสรณะ (ความประพฤติ)

ประการท่ีสอง พระวิสุทธิคุณ ทรงถึงพร้อมด้วยจิตที่บริสุทธ์ิ
ปราศจากกิเลสเครอ่ื งเศร้าหมองใดๆ

ประการที่สาม พระมหากรุณาธิคุณ ทรงถึงพร้อมด้วยพระมหา
กรุณาธิคุณท่ีทรงตรัสรู้แล้ว นาพระธรรมมาส่ังสอนเวไนยสัตว์ ทั้งมนุษย์
เทวดา พรหมให้บรรลุธรรมตามพระองค์ นาพาหมสู่ ตั ว์ทง้ั หลายให้พ้นทกุ ข์

จากน้ันต้ังจิตนึกถึงคุณพระธรรม คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ทาให้เราอยู่ในศีลในธรรม ไม่ล่วงสู่อบายภูมิได้ แล้วสุดท้ายก็ให้ระลึกถึง
พระอริยสงฆ์ท่ีเคารพรูปไหนก็ได้ท่ีเคารพนับถือ จิตของคุณพ่อนับแต่วินาทีน้ี
ให้เอาคุณพระรตั นตรัย คุณของศลี ทสี่ มาทานด้วยตนเอง คุณแห่งทานบารมีที่
เคยส่ังสม เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน บวชพระ สร้างพระ สร้างโบสถ์วิหาร ให้
จิตคุณพ่อประกอบอยู่อย่างนี้ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ แล้วจิตคุณพ่อก็จะ
สวา่ งไสว มสี คุ ติภูมเิ ป็นท่ีไปอยา่ งแน่นอน

กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๖๗

๑๔. แก้ไขผภู้ าวนาผดิ ติดความว่าง

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมือ่ วนั ที่ ๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๕๙
ท่านทรงกลด : มีผู้ทอ่ี ่านหนังสอื กว่าจะถงึ กระแสธรรมมากมายทีอ่ า่ น

แล้วเกิดแรงบันดาลใจ และทราบการปฏิบัติท่ีถูกต้อง จะขอเล่าถึงนักปฏิบัติ
ทา่ นหน่ึงเพอื่ ใหเ้ ป็นประโยชน์กบั นักปฏบิ ัติทา่ นอ่นื

นักปฏิบัติท่านน้ีเป็นนักภาวนาตัวยงทีเดียว การทาสมาธิของท่าน
คล่องตัวมากเรียกว่า เป็นวสี ท่านเป็นผู้พิพากษามีอายุคนหนึ่งแต่เอาจริง
เอาจังกับการภาวนามาก เพราะรู้ว่า ความตายไม่แน่นอน ท่านเก่งเรื่องฌาน
มาก แค่หลับตาจิตก็ไหลลึกลงไปทีเดียว ท่านบอกว่า ก่อนจะได้อ่านหนังสือ
กว่าจะถึงกระแสธรรม พอหลับตาเท่านั้นจิตก็ไหลเข้าไป เว้ิงว้างไปหมด ปิติ
น้าตาเอ่อไหล มีความสุขมากแต่ก็ติดอยู่ในนั้น ทาอะไรไม่ได้ ไปปรึกษา
พระปฏิบตั หิ ลายรปู พระกใ็ ห้คาแนะนาวา่ นีม่ ันฌานสามแล้ว ข้ามไปไดก้ ็เป็น
ฌานส่ี ให้ทาให้มากๆ ท่านก็ปฏิบตั ิตามท่ีพระเหลา่ น้ันแนะนา พอเข้าฌานไป
บ่อยๆ มนั หายไปหมด ไมเ่ หลืออะไร เกดิ กลัวตายขน้ึ มา เวลาเขา้ ไป ร่างกายนี้
แข็งป้ึก เหมือนถูกล็อค บางทีก็เกือบออกไม่ได้ติดอยู่อย่างนั้นท้ังคืน แก้ไข
อะไรไมได้เลย พอน่ังหลับตาปั๊บ จิตก็เข้าฌานไปปุ๊บ เร็วมาก เขาคงมีบุญเก่า
อยู่เหมอื นกัน

ท่านทางานอยู่ที่ศาลท่ีผมส่งหนังสือไปให้เพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนผมก็
บอกว่า ท่านนี้ก็อยู่ที่น่ีด้วยนะ ท่านรู้จักผม บอกว่า ผมคือไอดอลในการสอบ
ผู้พิพากษาเลย เพ่ือนผมบอกให้สง่ มาเผื่อทา่ นน้นั ด้วยเล่มหนง่ึ ผมก็ไม่ร้วู ่าท่าน
ปฏิบัติหรอก แต่ก็ส่งหนังสอื ไปให้ ปรากฏว่า ท่านอ่านหนังสือไปได้ประมาณ
คร่ึงเลม่ ก็อดรนทนอยู่ต่อไปไมไ่ ด้ โทรมาหาผมในดึกคืนหน่ึง บอกว่า อ่านหนังสือ
แล้ว ได้คาตอบบ้างแล้วว่าจะแก้ไขอย่างไร แต่อยากคุย อยากถามอะไร
เพิ่มเติม เกิดอะไรข้ึนกับพี่ผู้พิพากษาทา่ นน้ันในการปฏิบัติ สงิ่ ท่ีท่านเป็นก็คือ
เข้าไปเวิง้ วา้ ง วา่ งเปล่า มันก็สุขดี ปิตดิ ีหรอก แตน่ ่คี ือตัวอยา่ งการปฏิบตั ิท่ีขาด
การอิงด้วยสติปัฏฐานสี่ ขาดสติอย่างร้ายแรง ขาดปัญญาอย่างร้ายแรง มี
นักภาวนาหลายคนที่ขาดสติ ติดอยู่ในนั้น แล้วแข็งตายไปเลย ตายในฌาน
เหมือนอย่างหลวงตามหาบัวติดสุขในสมาธอิ ย่ตู ้งั หกปี จนหลวงปมู่ ่ันมาดุแรงๆ

๖๘ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒

วา่ จะนอนตายอยู่ในสมาธิแบบนห้ี รือ มันนอนตายจริงๆ นะ เพราะจิตเข้าไป
แล้ว ไม่ยอมออกมา ร่างกายขาดอาหาร ขาดน้า นอนตายอยู่ตรงน้ัน ทางแก้
ของท่านนี้ ผมบอกว่า ให้ออกมาพจิ ารณากาย ตามทแ่ี นะนาในหนังสือ อยา่ งที่
เขาเปล่ียนมาปฏิบัติตามน่ันแหละถูกต้องแล้ว อย่าไปเพ่งลมหายใจ ให้รู้ลม
หายใจ หายใจเขา้ ให้รู้ หายใจออก ใหร้ ู้ ใหป้ ระคองสติไว้ ทาความรสู้ ึกตัว
ให้มากๆ

ตอนแรกๆ เขาบอกพอน่งั จะพจิ ารณาปบั๊ จิตไหลเข้าไปทันที ผมบอก
ต้องฝืน ต้องออกทางปัญญาให้มาก ถ้ามันไหลเข้าไปง่าย ก็เดินจงกรม
ทาความรู้สึกตัวให้มาก การทาสมาธิ ไม่ได้หมายถึงการน่ังหลับตาภาวนา
อย่างเดียว สติท่ีเข้มแข็งน่ีแหละคือบ่อเกิดสมาธิ การท่ีเขาเข้าไปอยู่ใน
ความว่างเว้ิงว้าง แล้วเกิดกลัวตายข้ึนมา ตรงที่กลัวตายน่ันแหละ ขาดสติ
แล้ว เมื่อกลัว พอมีสติ ความกลัวจะดับไปให้เห็นต่อหน้าต่อตาทันที ถ้า
ฝกึ อบรมสติมาดีนะ

ผมก็บอกว่า ถ้าอบรมสติมาดี มันเเหมือนจะร้อนแต่ไม่ร้อน ถ้าเรา
อาบน้าร้อนได้โดยไม่รอ้ น อากาศร้อนกท็ าอะไรเราไมได้เลย มันเป็นอยา่ งนั้น
จรงิ ๆ อย่างลมหายใจเขา้ รู้ หายใจออก รู้ ถ้าเราอยู่ตรงน้นั ได้ เราก็สามารถอยู่
ท่ีใดๆ ท่ีไหนก็ได้ในโลก อานาปานสติจึงเป็นวิหารธรรมคือ ท่ีอยู่ของใจ ท่ีอยู่
ของใจของพระพทุ ธเจา้ เรยี กว่า ตถาคตวิหาร ทเ่ี ขาภาวนาจนไปเจอความว่าง
จะเรยี กวา่ จิตวา่ งกไ็ ด้ แตจ่ ติ วา่ งแบบน้ัน ไมใ่ ชแ่ บบที่พระพทุ ธเจา้ สอนเลย เป็น
การว่างด้วยอานาจสมถะ ด้วยการข่มกิเลสไว้ ถ้าจิตว่างด้วยสติปัญญามันจะ
เปน็ อีกแบบหน่ึง สติจะเปน็ เครือ่ งขวางก้ันกเิ ลส

สติทางโลกกับสติทางธรรมน่ีคนละเร่ืองกันเลย สติทางโลกมักจะ
แปลว่า ความระลึกได้ ซึ่งบางทีก็ไปมั่วๆ กับความระลึกได้ในลักษณะเป็น
ความจา (สัญญา) ไป อย่างมีคนด่าเรา เราจะด่าตอบ แต่มีสติระลึกข้ึนได้ว่า
เขาเป็นเจ้านายเรา อย่างน้ไี ม่ไช่สติในทางธรรม เมอ่ื เจ้านายด่าเรา ลองหายใจ
เข้าแรงๆ ขณะท่ีหายใจเข้าแรงๆ มันจะรู้สึกตัวข้ึนมาทันทโี ดยอัตโนมัติ ตรงที่
รู้สกึ ตัวขน้ึ มาน่ันแหละเรียกว่า สติ สตใิ นครัง้ น้ีคือความรู้สึกตวั พระพุทธเจ้าจึง
มาสอนในอานาปานสติว่า หายใจเข้า รู้ หายใจออก ก็ให้รู้ รู้ในที่น้ีคือรู้สึกตัว
เมื่อเราหายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้ ก็หมายความว่า สติเราจะเกิดต่อเนื่องกัน

กายานุปสั สนาสติปัฏฐาน | ๖๙

ไปเป็นวงกลม เมื่อสติต่อเนื่องไม่ขาดสาย มันก็จะกางก้ันกิเลสออกไปจากจิต
แต่หากไม่กล้าแข็ง มันก็จะแยกจิตออกจากกิเลส จากอารมณ์ให้เห็นแบบที่
หลวงปู่ดูลย์ทาได้ในตอนต้นนั่นแหละ เพียงแค่แยกจิตออกจากกิเลส
จากอารมณ์ได้ เห็นอารมณ์ท้ังปวง ความรู้สึกนึกคิดท้ังปวง ไม่ใช่เรา ไมใ่ ชใ่ คร
อกี ตอ่ ไป แคน่ เี้ รียกวา่ ไดด้ วงตาเห็นธรรมแลว้ เป็นอรยิ บุคคลเบือ้ งตน้ แล้ว

เมื่อเราเข้าใจคาว่าสติได้ การปฏิบัติต่อไปก็ไม่ยากแล้ว สติที่เข้าใจ
แบบเดิมๆ ขอให้เข้าใจใหม่ แบบท่ีหมายถึงความระลึกได้ เป็นความจาได้
ขอให้เลิกเสีย อย่างที่หลวงปู่ชาสอนบ่อยๆ แมวจะจับหนูมันก็มสี ตนิ ะหรอื โจร
จะเขา้ ไปขโมยของในบ้าน โจรกม็ ีสติ ระมัดระวัง ไมใ่ หส้ ุ้มใหเ้ สียงนะ สติแบบน้ี
ไมใ่ ช่สตทิ างธรรม เม่ือเข้าใจอย่างน้ี ต่อไปเวลาใครด่า หรอื เจออารมณ์ไม่ชอบ
ใจ ใหห้ ายใจเข้าแรงๆ เกิดความรู้สกึ ตวั ใหอ้ ยกู่ ับความรู้สกึ ตวั ตรงนน้ั ให้ได้มาก
ทส่ี ดุ ต่อไปจติ มนั จะชนิ ๆ กบั ความรู้สึกตวั ชนิ กับสติ

บางทีหายใจเข้าออก จิตมันก็จะรู้เองโดยไม่ต้องกาหนดเลย เม่ือจิต
อยู่กับรู้เนืองๆ ต่อไปมันจะเริ่มเห็นอารมณ์เกิดดับ เพราะเมื่อสติแยกอารมณ์
ออกไปจากจิตจากใจได้แล้ว จะเร่ิมเห็นอารมณ์เป็นเหมือนอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่
เรา เหมือนเราเหน็ ตนเองในกระจกนนั่ แหละ เอาอารมณ์ท่ีเห็นท้ังปวงไม่ว่าดี
หรือรา้ ย สขุ หรือทุกขม์ าพิจารณาว่า เออ ! ไม่ว่าอารมณไ์ หนเกิดแล้วก็เส่ือมดับ
ไปทุกอยา่ งน่ันแหละ ไม่มอี ย่างไหนจรี งั อยไู่ ด้เลย ให้เห็นความไม่เท่ียง อนจิ จัง
ในอารมณ์ นีค่ ือปญั ญา

ขณะท่ีจิตอยู่กบั สติ อยู่กับรู้ ลมหายใจเข้า รู้ ลมหายใจออก รู้ ตรงนั้น
คือสมาธิ สมาธิแปลว่า ความตั้งม่ันของจิต จิตต้ังมั่นคือ จิตที่ไม่หว่ันไหวไป
ตามอารมณ์น้อยใหญ่ เมื่อทาด้วยความเพียรไม่ลดละ ต่อเน่ืองด้วยความ
เชอื่ มั่นในคาสอนของพระพทุ ธเจ้าว่า ไม่มีทางอ่นื นอกจากทางนี้ (สติปฏั ฐานส่ี)
เมื่อน้ันอินทรีย์ก็แก่กล้า พละห้าก็บริบูรณ์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ห้าอย่างนี้ เม่ืออบรมด้วยดี เจริญด้วยดี ก็จะปรากฏมัคสมังคีให้เราได้รู้ธรรม
เห็นธรรมได้ในท่ีสุด คราวนี้จิตเราที่เคยเต็มไปดว้ ยกิเลส ด้วยอารมณ์ทั้งปวง ก็
จะว่างขึ้นมา เป็นการว่างที่ไม่ว่าง เพราะเป็นจิตท่ีประกอบด้วยสติ ประกอบ
ด้วยปัญญา เป็นโลกุตรปัญญา ปัญญาเหนือโลกที่ไม่มีวันเสื่อมพัง อยู่
นอกเหนือกฎอนิจจงั ทุกขงั อนตั ตา

๗๐ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒

ตอนแรกก็สงสัยว่า ทาไมหลวงปู่ชาสอนว่า นิจจังคลอดออกมาจาก
อนิจจัง ปญั ญาคลอดออกมาจากอวชิ ชา อัตตา คลอดออกมาจากอนัตตา อ้อ !
พอจิตก้าวข้ามโลกยี ภูมิ เข้าสู่โลกุตรภูมิ ไอท้ ่ีมนั เป็นอนิจจัง มันก็เลิก ไอท้ ี่เป็น
อวชิ ชามันกเ็ ลิก ไอท้ ีเ่ ปน็ อนตั ตามันก็เลิก มนั ไมม่ คี าอธบิ าย ปญั ญาทางธรรมน้ี
(โลกุตรปัญญา) หากเกิดกับผู้ใดแล้ว ไม่มีวันเสื่อม เห็นอย่างไรก็เห็นอยู่อย่าง
นั้น ไมก่ ลบั กลอกไปมาเหมือนปญั ญาทางโลก

ปัญญาทางธรรมท่เี ห็นน้ีก็คือ เห็นรปู นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ตามความ
เป็นจริงว่า มันจะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้เลย รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี
สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) ก็ดี วิญญาณก็ดี เกิดข้ึน ตั้งอยู่แล้วดับไป จะหา
แก่นสารพอจะยึดเป็นตัวเป็นตนไม่ได้เลย อย่างผมน้ีร่วงทุกวัน ไม่นานก็กลับ
กลายเป็นดิน อารมณ์สขุ ทุกขก์ ็เหมือนกัน ไมน่ านกเ็ สื่อมพงั หาแก่นสารตวั ตน
ไม่ได้เหมือนกนั จริงๆ ถ้าคนมีปัญญา เขาจะไม่เห็นสุขในโลกน้ีเลย มีแต่ทุกข์
เทา่ น้ัน ตั้งแต่เกิดมา คลอดออกมา ดูใบหน้าทารกสิ บิดเบี้ยว เหยเกดว้ ยความ
เจ็บปวด มีใครไหม คลอดออกมาแลว้ ย้ิมร่า หัวเราะมีความสขุ ออกมา เส้ือผ้าก็
ไม่มีใส่ อาหารก็ไม่มี เพราะถูกตัดสายหล่อเลี้ยงอาหารจากมารดาแล้ว เห็น
ไหมทุกข์แต่เกิดเลย แล้วเราก็แสวงหาสุขมากลบเกล่ือนทุกข์ ปรุงแต่งสุข
ทง้ั ปวงขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กล่ิน เสียง โผฏฐัพพะ (สัมผัส) ธรรมารมณ์
(ความนึกคิดทางใจ) อะไรที่ปรุงแต่งก็ต้องเสือ่ ม ต้องดับเป็นธรรมดา ปรุงแต่ง
สุขก่ีครั้งๆ มันก็ดับไปทุกครั้ง สุดท้ายเป็นทุกข์ทุกที น่ีแหละเขาจึงว่า โลกน้ี
แท้จริงแล้วมแี ต่ทกุ ข์ ถ้าตรงนีย้ ังเห็นทุกข์ไม่ได้ การปฏิบัติกย็ ากท่ีจะก้าวหน้า
เพราะจิตยังไม่ทกุ ข์ จิตยังไม่หน่ายจากโลก จติ ที่หน่ายจากโลกนี้แหละจะเป็น
พลังผลกั ดนั ที่สาคัญให้เราปฏิบตั ิพ้นไปจากทกุ ข์ เหมือนเราเห็นว่า บา้ นทอี่ ยู่ ท่ี
จรงิ ไฟกาลังไหมบ้ ้านอยู่ กพ็ ยายามหาทางออกจากบา้ น ฉนั ใดฉันนัน้ ทางออก
จากบ้านก็คือ มรรคมีองค์แปดที่พระพุทธองค์ทิ้งแผนที่ไว้ให้แล้ว คือศีล
คือสมาธิ คือปญั ญา หากปฏิบตั ิตามอย่างจริงจัง ไม่เหลาะแหละก็จะสามารถ
ออกจากบ้าน (โลก) ที่ไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ กาลังเผาไหม้อยู่ท้ังวันท้ังคืน
ได้ไม่วันใดก็วันหน่ึง เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์ และพระอรหันต์ต่างๆ มี
หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชา หลวงตามหาบัวได้เคยแสดงให้เห็นมาก่อนแล้วว่า
สามารถออกจากบ้านหลงั นี้ได้

กายานุปสั สนาสติปฏั ฐาน | ๗๑

๑๕. อาหาเรปฏิกูลสญั ญา

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมอ่ื วันท่ี ๒๒ มนี าคม ๒๕๕๙

ผปู้ ฏบิ ัติ : การพจิ ารณาอาหารทาอย่างไรคะ
ท่านทรงกลด : สมัยเด็กๆ ก่อนกินอาหาร ผมจะพิจารณาอาหารให้
เป็นสิ่งปฏิกูลเสมอ เรียกว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญา จิตมันชอบมาตั้งแต่เด็กๆ
เรื่องการภาวนา เมื่อพิจารณาไปๆ จิตจะมกี าลัง จติ ท่ีมีกาลังเม่อื พิจารณาเห็น
จรงิ ตามนนั้ จติ กค็ ่อยๆ ถอนความเหน็ ผดิ ถอนความยดึ มั่น (อปุ าทาน) ออกมา
ย่ิงพิจารณากายเห็นชัดว่า เป็นของไม่สะอาด ปฏิกูล (มันจะปรากฏให้เห็น
ภายในใจของผู้ปฏิบัติ) เป็นเพียงแต่ธาตุดิน น้า ลม ไฟ ประกอบกัน จิตก็จะ
ถ่ายถอนคลายตัวออกมา เม่ือพิจารณาไปเรื่อยๆ บางทีจิตก็จะไปพิจารณา
อารมณ์ คือ เวทนาบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ความคิดปรุงแต่งต่างๆ ท่ีเกิดใน
ขณะน้ันบ้าง เรื่องราวเก่าๆ ที่ผ่านมาบ้าง (สัญญา) จิตก็เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า
บรรดารูปนาม ขันธ์ห้า อารมณ์น้ี ต่างก็เกิดแล้วเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา
(อนิจจัง ทุกขงั อนัตตา) จิตกเ็ บ่อื หนา่ ยคลายกาหนัด คลายความยึดมั่นออกมา
ในขณะน้ัน ถ้าคลายหมดก็บรรลุอรหัตผล คลายไม่หมดเหลืออยู่หน่อยก็
อนาคามี คลายเหลือครึ่งหนงึ่ กส็ กทิ าคามี คลายลงนดิ หน่ึงก็โสดาบัน
การคลายตัวของจิตท่ีเมื่อพิจารณาเห็นความเป็นจริงด้วยจติ ท่ีมีกาลัง
อนั เกิดจากสมถะมันจะคลายในลักษณะต้ังมั่น ไม่ใช่คลายตัวรวมด่ิงลงไป ผม
ถงึ บอกเสมอว่า จติ รวมกบั จิตตั้งมั่นคนละเร่ืองกัน
จติ ตง้ั มั่นจะเกิดปญั ญา จติ รวมจะไม่เกิดปัญญา
จติ ตัง้ มน่ั คือ สัมมาสมาธิ จติ รวมไม่ใช่สมั มาสมาธิ
สมาธิที่จะทาให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงคือ สัมมาสมาธิเท่านั้น
นอกน้ันไม่ใช่ ดังนั้นพวกที่ฝึกสมถะ แม้จะเข้าฌาน จิตรวมได้วันละหลายๆ
คร้ัง หากไม่ถอนจิตออกมาพิจารณารูปนาม ขันธ์ห้าก็ยังโง่เหมือนเดิม ดังนั้น
ไม่ว่าท่านจะเร่ิมฝึกสมถสมาธิ (ตามที่ท่านเข้าใจ) มาแบบใด ไม่ว่าพุทโธ
สัมมาอรหงั หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อจิตเบา สงบ มีกาลัง ขอใหอ้ อกทางปัญญา
คือ เอากาลังจติ ตรงนัน้ มาใช้เจริญวิปัสสนา ซ่ึงตรงนี้ พระป่าสายหลวงปูม่ ั่นจะ

๗๒ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒

เดินทางนเี้ ป็นส่วนใหญ่ ท่านเรม่ิ สอนให้พุทโธก่อน ซง่ึ ไมผ่ ิดแต่ประการใด แต่
เม่อื ได้พทุ โธแล้ว อย่านอนตายอยใู่ นนั้น (เหมือนอย่างทหี่ ลวงป่มู นั่ เดนิ ไปเตอื น
หลวงตามหาบัว) จริงๆ แล้ว เม่ือจิตมีกาลัง ในขณะท่ีไม่รวมตัวแล้วเอามา
พิจารณารูปนามโดยให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขณะน้ันแท้จริงแล้ว
เป็นการเปล่ียนจิต ยกจิตข้ึนสู่สติปัฏฐานสี่น่ันเอง เมื่อเอามาพิจารณากาย ก็
คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน พิจารณาอารมณ์ หรือพิจารณาเวทนาท่ีเกิด
ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ น่ันคือเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขณะที่จิตท่ีถอนออกมา
คิดโน่นคดิ นี่ คิดปรุงแต่ง (แต่ไม่ปรุงแต่งมาก เพราะมีอานาจสมถะคุมอยู่) จิต
จะเห็นคิด น่ีคือ จิตตานุปัสสนา ส่วนธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี่มาหลังสุด
มาหลงั จากทเ่ี หน็ ธรรมแลว้ จิตจะพจิ ารณาเองโดยอัตโนมตั ิ

ในอานาปานสติสูตร (ซ่ึงต่างจากอานาปานสติท่ีพระอรรถกถาจารย์
แต่งไว้) จดุ มงุ่ หมายคือ การหลดุ พ้นเป็นทัง้ สมถะและวิปสั สนาอยู่ในตัว กล่าว
โดยย่อ (เพราะถ้ากล่าวโดยละเอียด ได้ประมาณสามวนั ) เมอื่ จติ สงบ จติ อยู่กับ
ลม กบั สติ เม่ือท้งิ ลม ก็เหลือสติ เมื่อจิตอยูก่ บั สติ ประคองจติ ไว้กับสติ อารมณ์
ใดๆ เกิดก็รู้ รเู้ ท่าทัน จนตั้งม่นั ได้ จะเหน็ อารมณ์ ความรู้สึกนกึ คดิ แยกออกไป
ตอนนั้นจิตจะเป็นสัมมาสมาธิ จะเห็นชัดเลยว่า รูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์
หาใช่เรา ใช่ตัวตนอะไรไม่ สักแต่เกิดเป็นธรรมดาแล้วดับเป็นธรรมดา และจะ
พบตนเอง เหน็ จติ เห็นใจของผู้เปน็ เจา้ ของนนั่ แหละ เหน็ ว่าจิตปรุงแต่งอารมณ์
ก็จริง แต่อารมณ์ท่ีจิตปรุงแต่งขึ้นมาน้ัน หาใช่ตัวจิตไม่ มันคนละอันกันอย่าง
ชดั แจ้ง เหมือนตาเห็นรปู ทีเดียว แต่บรรยายไม่ถกู ว่าเห็นอยา่ งไร ต้องเห็นเอง
นน่ั คอื อานาปานสติ

สว่ นจตุธาตวุ วฏั ฐานคือ การพิจารณากายให้เหน็ เป็นธาตุท้งั สี่ กอ็ ยูใ่ น
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานเหมือนกัน แต่ถ้าในสมถะ เขาจะพิจารณาจนเห็น
เป็นภาพนิมิตติดตาข้ึนมา เกิดฤทธ์ิ เกิดเดชได้นะ พระบางรูป พอนึกถึง
รา่ งกายเห็นเป็นธาตุพรึบข้ึนมา ตอนน้ัน ราคะ โทสะ หายไปหมด ก็เข้าใจว่า
ตนเองบรรลุอรหัตผลก็มมี ากนะ จริงๆ ตอนน้ัน มันเป็นฌาน หาใช่ปัญญาแต่
อย่างใดไม่ แต่เป็นฌานท่ีฝึกจนคล่อง เรียกว่า วสี อันน้ันคือ เข้าถึงจิตเดิม ท่ี
เป็นความว่างอยู่ แตย่ งั ไมเ่ กิดปญั ญาชัดแจง้ แตจ่ ะนาไปสู่ปัญญาท่ีชัดแจ้งไดใ้ น
ภายหลัง

กายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๗๓

๑๖. ประสบการณ์ธรรม : การเจริญกายคตาสติ อสุภกรรมฐาน

กลุม่ สายธารธรรม เมอ่ื วนั ที่ ๓๐ มนี าคม ๒๕๖๑

จิตเห็นตามจริง
ผู้ปฏิบัติ : ช่วงท่ีผ่านมา บางครั้งไม่มีสติบ้าง มีสติบ้าง ยังพิจารณา
กายอยู่ และน่ังสมาธิเกือบทุกคืนและเกือบทุกเช้า ก่อนหน้านี้เวลาสติตั้งมั่น
ความรูส้ ึกจะชัดเจนมาก เหมือนคนลกุ ข้นึ ยืน เรด้ากางออก แต่ช่วงหลังๆ น้ี ก็
คิดว่ามีสติตง้ั ม่นั เป็นบางช่วงเหมอื นกนั แตม่ นั ไมท่ าอาการเหมือนตัง้ ขึน้ พุ่งข้ึน
มนั ดูสุขุมขึ้นน่ะค่ะ เหมือนน้อมมีสติข้ึนเองแบบเบาๆ นุ่มนวล น่ีกระมังคะ ท่ี
หลวงปู่ชาหรือหลวงปู่มั่นจาไม่ได้ กล่าวว่า สติ สมาธิ ก็ยังเป็นสังขาร เป็น
ความปรุงแต่งอยู่ ถ้าเข้าใจถูก ก็ถือว่า ได้เห็นจริงแล้วว่าสตกิ ็เปน็ การปรงุ แต่ง
จริงๆ เพราะมันมีความเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ เม่ือก่อนอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจค่ะว่า
มนั เป็นอยา่ งไร
นอกจากน้ี ก่อนหน้าน้ี มองหน้าคนท่ีมาคุยด้วย มี ๒ ครั้งที่เรา
มองเห็นหน้าคน ๒ คนไม่ชดั โฟกัสใบหน้าเขาไดแ้ บบเบลอๆ เห็นแต่ฟันเขาชัด
มาก เห็นฟันเขาขยับๆ ๆ ๆ ริมฝีปากขยับ (ยิ้ม) ฟันเขาก็ดูไม่เหมือนฟันคนท่ี
เห็นแต่ก่อนคือ เห็นฟันเขาไม่ขาวเงางามแบบฟันคน เห็นเป็นเหมือนกระดูก
ด้านๆ ไม่มีความเงา ดูแล้วเป็นกระดูกมาเรียงๆ กัน ทาท่าขยับๆ ๆ ๆ ตามที่
เขาพูดอยู่ตรงหน้าเรา เห็นแบบน้ี ๒ คร้ัง ไม่ได้คิดอะไร เพราะมันเกิดขึ้นเร็ว
มากค่ะ ไม่แน่ใจว่าใช่อสภุ ะหรือเปล่า เพราะเป็นร่างกายของคนอืน่ ไมใ่ ชข่ อง
เรา คิดว่า ถ้าเห็นอีกจะได้ม่ันใจ จะเล่าให้อาจารย์ฟังค่ะ แต่ก็ไม่เห็นอีกมา
ประมาณเดือนหนงึ่ แล้วคะ่
พอเหน็ แลว้ ก็รู้สึกถึงทอี่ าจารย์บอกวา่ ให้เห็นฟันเป็นกระดูก นา่ จะใช่
แบบท่ีเห็น ตอนแรกก่อนหน้านี้อ่านแล้วก็เฉยๆ ค่ะ มีแต่ความเขา้ ใจว่า ฟันก็
คอื กระดกู กถ็ ูกแล้ว แต่พอเห็นจรงิ ๆ เขา้ ความรู้สึกจะเปน็ อกี อยา่ งหนึ่งค่ะ จะ

๗๔ | ปจุ ฉา - วสิ ชั นา เล่ม ๒

ปลงปล่อยวางได้มากขึ้นเพราะเห็นมาเองจริงๆ มีอีกครั้งหน่ึง พอหลับตาลง
(ไมไ่ ด้น่งั สมาธิ) กเ็ ห็นใบหน้าคน ใครก็ไม่ทราบ เน้อื หนงั แห้งราวกบั เปลือกไม้
เปน็ รว้ิ เป็นร่องตดิ กระโหลก เหน็ แวบหน่ึง แลว้ หายไปคะ่

ท่านทรงกลด : สาธุ ถูกแล้ว สติในช่วงนี้ยังเป็นการปรุงแต่งอยู่
ต่อเมื่อพบจิตพบธรรมแล้ว จิตท่ีพบก็จะเป็นสติอัตโนมัติ ไม่ปรุงแต่ง ส่วนท่ี
เห็นฟนั เป็นกระดกู อันนี้ถือเป็นความก้าวหนา้ ท่ีน่าโมทนา เพราะจิตเห็นกาย
ตามจริง คราวน้ีรู้แล้วสินะ การเห็นแบบเข้าใจกับเห็นตามจริงตา่ งกันอย่างไร
อันสุดท้ายที่พอหลับตาเห็นใบหน้าคน แห้งราวกับเปลือกไม้ อันนี้จิตเขาเห็น
ตามจริงมากขึ้นๆ วันหน่ึงจิตวางกายลงได้จะรูเ้ อง หลวงตามหาบัวจึงบอกว่า
จิตว่างเพราะวางกาย จะเข้าถึงสภาวะทห่ี ลวงตามหาบัวกล่าวไว้

กลมุ่ สายธารธรรม วันท่ี ๖ มถิ นุ ายน ๒๕๖๑

ไม่ใหส้ นใจนิมิต
ผู้ปฏิบัติ : อาทิตย์ที่แล้วนั่งกรรมฐานอยู่ เห็นเด็กอายุประมาณ
ขวบกว่า มีเนื้อหนังสมบูรณ์ ที่ศีรษะของเด็กเห็นมีเส้นเลือดเต็มไปหมดคือ
มองเห็นผิวชั้นในที่มเี ส้นเลือดมากมาย ก็พุทโธต่อ ภาพเด็กก็มาๆ หายๆ เด็ก
คุกเขา่ เอามอื เกาะเข่าแม่เขาอยู่
ปกติสวดมนต์ทาวัตรเช้า แล้วสวดต่อด้วยบทกรณยี เมตตสูตร บทสวด
เจ้าแม่กวนอิมและบทพระคาถาชินบัญชร ตอนสวดก็หลับตา เมื่อสวดมาถึง
บทคาถาชนิ บญั ชร ชว่ ง ชินานา วะระสังยตุ ตา ก็เห็นภาพหลวงปู่ชา เดนิ ถอื ไม้
ยาวๆ น่าจะเป็นไม้เท้า ย้ิมหน่อยๆ เหมือนท่านกาลังสอนคนเดินจงกรม
เพราะมีคนเดินอยู่ ๒ แถว ก็มองทา่ นแบบดใี จหน่อยๆ คือท่านยิ้มน้อยๆ ...แต่
คิดว่ากาลังสวดมนต์อยู่ก็เลยเอาใจมาจดจ่อกับบทสวด ขอถามว่า เราควรจะ
มองต่อ หรือเอาใจมาตรงที่เรากาลังทาอยู่ เช่น นั่งกรรมฐานอยู่ก็มาดูลม
หายใจตอ่ สวดมนตอ์ ยู่กม็ าจดจ่อกับการสวดต่อ หรือดูนมิ ติ ไป

กายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๗๕

ท่านทรงกลด : ไม่ให้สนใจนิมิต สวดมนต์ก็สวดพอเป็นพุทธานุสติ
ไม่ใช่สวดเพ่ง ให้เจริญสติ ดูลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าให้รู้สึกตัว หายใจ
ออกให้รู้สึกตัว ถ้ายังไม่รู้สึกตัวอยู่เม่ือใดก็หลงเม่ือน้ัน ให้พิจารณากาย ดู
อารมณ์สุข ทุกข์ ให้เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ ความไม่เทย่ี งของอารมณ์
ให้รู้เท่าทันจติ วา่ บัดนจ้ี ติ ฟุ้งซา่ น จิตมีโทสะ ใหอ้ ย่กู ับรู้ สว่ นทเี่ ห็นหลวงปชู่ า ก็
ใหน้ ้อมมาเปน็ กาลังใจ วา่ ครูบาอาจารยไ์ ม่ทิ้งเรา แตไ่ มใ่ หย้ ดึ ติดส่ิงที่เห็น นอ้ ม
มาเป็นไตรลักษณ์ เหน็ ว่าสงิ่ ทถ่ี กู เหน็ ก็ไม่เทีย่ ง มาแลว้ ไป ไมค่ วรหมายม่ัน

เห็นอสุภะ เป็นของเกา่ มาแสดง
ผู้ปฏบิ ัติ : เดินจงกรมหลายบัลลังก์ ตอนเดินเราก็จดจ่ออยู่กบั อาการ
เดนิ อาการของเท้า ไม่ได้จดจ่อทไี่ หนเลย พอเดนิ เสร็จกลบั มานั่งกรรมฐานต่อ
หลับตา กลับเห็นแขนกับมือ ถา้ เห็นขาจะไม่แปลกใจเลย น่ีเหน็ แขน เราก็เพ่ง
วา่ ทาไมแปลกจัง มาไดไ้ ง ในเมอื่ เราจดจ่ออยู่ทข่ี า
ทา่ นทรงกลด : เป็นของเกา่ มาแสดงใหด้ ู ไม่จาเปน็ ว่า ดูขาจะต้องเห็น
เปน็ ขา อาจจะเหน็ เป็นอยา่ งอื่นก็ได้ ให้เหน็ ความไมเ่ ทยี่ ง อนจิ จงั ในแขน ในขา
เหน็ เปน็ เพียงธาตุจงึ จะถกู ทาง ตอ้ งให้เห็นว่า กายน้ไี ม่ใช่เรา ของเรา จึงจะเป็น
วิปสั สนาญาณ

ธาตุก็เป็นทาสได้
ผปู้ ฏบิ ตั ิ : เคยเห็นคนเขียนในหนังสือคาถาดับทกุ ขว์ า่ จงมองทกุ อย่าง
ด้วยความเปน็ ธาตุ ขอถามว่า เป็นธาตหุ รอื ทาส
ทา่ นทรงกลด : ธาตกุ เ็ ป็นทาสได้ อยู่ที่ว่าเราจะเปน็ ทาสมันหรือให้มัน
เป็นทาสเรา ถ้าเรามองทุกอย่างเปน็ เพียงธาตุ เรากไ็ มเ่ ป็นทาส แตเ่ มื่อใดทเ่ี รา
เห็นผิด เห็นว่า ธาตไุ ม่ใช่ธาตุ เมื่อน้ันเราก็เป็นทาสแห่งธาตุ อย่างบา้ นใหญ่โต
สวยงามหลังหน่ึง กับกระท่อมหลังหนึ่ง ถ้าเราเห็นเป็นเพียงธาตุทาหน้าท่ีกัน
แดดกันฝน เราก็จะไม่เป็นทาสของบ้านใหญๆ่ โตๆ แตถ่ ้าเราเหน็ ว่าบา้ นใหญ่ๆ

๗๖ | ปุจฉา - วิสัชนา เลม่ ๒

โตๆ สวยงาม มคี ่ามากกวา่ กระท่อม เมื่อน้นั เราก็เปน็ ทาสของธาตแุ ล้ว แทจ้ ริง
มนั ก็เป็นเพียงไม้ เพียงอิฐ เหมือนกัน มาจากดินคือ ธาตุดินเหมอื นกัน ใจเรา
ต่างหากท่ีปรุงแต่งไปเองว่า นั่นบ้านใหญ่ บ้านสวย บ้านหรู ออกจากใจท่ี
ปรุงแต่งได้ ก็จะไม่เป็นทาสต่อสิ่งใด ใจก็จะเป็นใจท่ีเสรี อิสระจากเครื่อง
พนั ธนาการ (อุปาทาน) ในสิ่งท้ังปวงได้ จะเป็นใจดวงใหมท่ ่ีสงบ เยือกเย็น ไม่
เปน็ ทุกขเ์ ดือดรอ้ นกบั สง่ิ รอบข้างหรอื ธาตทุ ้ังปวงท่มี ีความแปรปรวนอยู่เป็นนิจ

กลุ่มสายธารธรรม วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑

อารมณร์ าคะ
ผู้ปฏิบัติ : อารมณ์ราคะต่างๆ ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด เม่ือเรา
พิจารณาอสุภะจนแยบคายแล้ว มันจะหมดไปเลยใชไ่ หมคะ
ท่านทรงกลด : บางคนทาสมาธิ พอจิตสงบเป็นอุปจารสมาธิ ก็
พิจารณากาย หรือจะพิจารณากายไปเลยก็ได้ อย่างแรกเรียก สมาธิอบรม
ปัญญา อย่างหลังคือ ปัญญาอบรมสมาธิ แต่มีจุดหมายเดียวกันคือ ละความ
ยึดมั่นในกาย ส่วนใหญ่พระป่าจะใช้วิธีแรก แต่วิธีท่ีสองเป็นแนวสติปัฏฐานส่ี
โดยตรง มันจะค่อยๆ จางไป จะหมดเม่ือบรรลุอนาคามีผล คนที่พจิ ารณากาย
จะบรรลุอนาคามีเป็นส่วนใหญ่ หลวงปู่มั่นท่านก็สอนพิจารณากายเป็นหลัก
การตามหาผ้รู เู้ ปน็ การเสยี เวลาเปลา่ ไมเ่ กดิ ประโยชน์ จงตามหาสติจะดีทสี่ ุด

กลมุ่ สายธารธรรม เมื่อวนั ที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑

เมือ่ จติ อยกู่ ับมรรค จิตจะคลายความยึดมัน่ ในกาย
ผู้ปฏิบัติ : วันนี้แกว่งมือท่ีถือเลื่อย เล่ือยบาดน่องเป็นแนวยาว
ประมาณ ๕ ซ.ม. ตอนแกวง่ มือและเลื่อยเถือเน้ือน่องไป รสู้ กึ ชัดเจนวา่ มนั บาด
รู้ว่า เนื้อสั่นตามแรงแกว่งมือและส่ันตามรอยฟันเลื่อยซึ่งเป็นร่องซิกแซก
เหมือนเรารู้ว่า เรากาลังหั่นเน้ือหมู แปลกตรงที่มีความรู้สึกว่าถูกบาดแต่ไม่

กายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน | ๗๗

รู้สึกเจ็บเลยค่ะ รู้สึกว่า น่องเป็นเหมือนเนื้อหมูท่ีเคยแล่เคยหั่นมากกว่าค่ะ
แปลกดคี ่ะอาจารย์

ท่านทรงกลด : สาธุ เม่ือจิตอยู่ในมรรคแล้ว จะพบความแปลกขึ้น
เรื่อยๆ จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เห็นเป็นธรรมดาของเน้ือน่องกับเนื้อหมู
ไม่ต่างกัน เรียกว่า เห็นชอบหรือสัมมาทิฏฐิ จิตจะคลายความยึดมั่นในเน้ือ
ในกายออกมาเอง สาธๆุ

กล่มุ สายธารธรรม เมื่อวันท่ี ๓๑ ตลุ าคม ๒๕๖๑

จิตเริ่มพลิกโลกมาเป็นธรรม
ผู้ปฏิบัติ : เม่ือพิจารณาร่างกาย จิตเห็นร่างกายเป็นสิ่งท่ีถูกปรุงแต่ง
จากอวิชชา เห็นคนท่รี ่วมเดินทางมาในรถไฟฟ้าเป็นโครงกระดูก เปน็ เลือดเนื้อ
ไม่ใช่คนท่ีเป็นผู้หญิง ผู้ชาย ไม่มีความสวยงาม เหมือนใบไม้ท่ีเป่ือยสลาย ไม่
สามารถคงอยู่ เห็นแบบน้ีประมาณ ๑๐ นาที ที่มองโลกแปลกไป และเกิด
ความเบ่อื หน่ายต่อรูปลักษณ์ของมนษุ ย์ นเี่ ปน็ การเห็นสภาพตามความเปน็ จริง
หรอื ถกู จติ ปรงุ แตง่ หลอกลวงเราครบั
ท่านทรงกลด : เห็นตามจริง โมทนาด้วยนะ สาธุๆ จิตตรงต่อมรรค
ต่อผลแล้ว จิตเริ่มพลิกโลกมาเป็นธรรมแล้ว ให้พิจารณาแบบนี้ แล้วเพิ่มการ
พจิ ารณาอารมณย์ ินดี ยินร้าย ท่ีเกิดระหว่างวันเข้าไปดว้ ย จะทาใหร้ ู้เหน็ ธรรม
เรว็ ข้ึน
เม่ือจิตเห็นตามจริงของกาย จิตก็จะเบื่อหน่าย คลายความหลง
ออกมาแบบน้ี ผละออกจากความเห็นผิดว่า กายน้ีเป็นของสะอาด เป็นเรา
เปน็ เขา ทแี่ ทม้ ันเป็นเพยี งหนังหมุ้ กระดกู หรือโครงกระดูกเดนิ ได้เทา่ นน้ั เอง นี่
คือ การเห็นดว้ ยตาใน ดว้ ยจติ ไมใ่ ชน่ กึ เอา คดิ เอา ถ้านึก ถ้าคิด ยังปรงุ แตง่ อยู่
ถา้ พิจารณาแล้ว จิตสงบ จะเห็นตามจริงอย่างน้ี เม่ือเจริญมรรคถูกต้อง ผลก็
ย่อมจะถูกต้องแบบนี้ สาธๆุ

๗๘ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เลม่ ๒

หมวด เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน

๑. เรื่องเวทนาเป็นเรื่องใหญ่ เราแบกมนั ไวต้ ลอดเวลา

แสดงธรรมกล่มุ ตน้ บุญ เมอื่ วนั ท่ี ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

ผู้ปฏิบัติ : ขอให้ท่านอาจารย์โปรดสาธยายธรรมเรื่อง ทุกขเวทนา
ด้วยคะ่

ท่านทรงกลด : ความสุขท่ีแท้ไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ที่ใจท่ีมีสติน่ี
แหละ เม่ือใดขาดสติเมื่อนั้นก็วุ่นวาย รุ่มร้อน เม่ือใดมีสติเมื่อนั้นก็เยือกเย็น
สงบ หลวงปู่ชาบอกวา่ รวยกบั ซวยมันใกล้ๆ กนั พอมาเห็นอะไรเป็นอะไร จริง
ของท่านเลย คนรวยที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมเพราะคิดว่าเงินซ้ือทุกอย่างได้ มี
ความสขุ ใชช้ ีวติ อย่างประมาท ก่อนตายกอดทรัพย์สมบตั ไิ ว้แน่น ตายแลว้ ก็ไป
เกิดเป็นหมาบ้าง จ้ิงจกบ้าง งูบ้าง เฝ้าสมบัติที่กอดไว้ก่อนตาย ทรัพย์สมบัติท่ี
หามาได้แวง้ มากดั ตนเองเพราะไม่ฉลาดในการมี การเป็น

แต่ก่อนเห็นคนรวยไปเท่ียวต่างประเทศ ถอยรถป้ายแดง ผมนี่อิจฉา
ตอนนี้เห็นแล้วสงสาร สมเพชเหลือท่ีจะกล่าว ย่งิ บางคนอวดมง่ั อวดมี อวดยศ
อวดศักด์ิ ผมหนีเลย ไม่คบ ตอนนี้เพ่ือนทางโลกแทบไม่มี นับคนได้ แต่ผมก็มี
ความสุขกว่าเม่ือก่อนมากมายมหาศาล ไม่ต้องคอยเที่ยวว่ิงตามอารมณ์ วิ่ง
ตามคาพดู ใคร ใครดา่ ก็เรื่องของเขา ใครชมกเ็ ร่อื งของเขา เราก็อยู่ของเรา (ใจ
อยกู่ บั ใจ) สบายจรงิ ๆ ถึงมีคนมาน่งั ด่าคนนั้น คนนอี้ ยรู่ อบข้างใหไ้ ดย้ ิน กส็ บาย
อากาศจะร้อน จะเย็นก็สบาย บางวันไม่กินข้าวเย็นเลยก็อยู่ได้สบาย ไม่นึก
อยาก ไม่นึกหิวเหมือนเมื่อก่อน ไม่นึกอยากให้คนน้ัน คนน้ีมาช่ืนชมยินดี
เหมือนเม่ือกอ่ น สบาย สงบจรงิ ๆ

บางคนอาจจะคิดว่า แล้วไม่รู้สึกเหงาเหรอ ไม่มีเพ่ือนเลย ไม่เหงา
หรอก เพราะเพื่อนเราคือ พระพุทธ พระธรรมอยู่ในใจแลว้ ตอบอยา่ งน้ีไมใ่ ช่ตี
โวหารนะ เห็นอะไรเป็นธรรมะไปหมด มันก็มีสติโดยอัตโนมัติ เม่ือมีสติมันก็

เวทนานุปสั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๗๙

เยือกเย็นสงบอยู่ในตัว เมือ่ เทียบกับชีวิตสมยั มากมายเพ่ือนฝูงเท่ียวเตร่ เฮฮา
กินเหล้า ดึกดื่น ถามว่า จะหวนกลับไปใช้ชีวิตแบบน้ันอีกหรือไม่ ใจมัน
ร้องจ๊ากเลย บอกว่า อย่า... ไม่เอาแล้ว ไม่ต้องบังคับใจเลย มันไม่เอาโดย
อตั โนมัติ ถามมันว่าอยากจะรวยมีทรัพย์สินเงินทองร้อยล้านพันล้านไหม มัน
บอกไม่ ถามวา่ อยากมบี า้ นใหญๆ่ โตๆ มตี าแหนง่ หนา้ ท่กี ารงานบ๊ิกๆ ไหม มัน
บอกไม่ เพราะมันรู้แจง้ ด้วยตวั มนั เองแล้วว่า ส่งิ ตา่ งๆ ทก่ี ล่าวมาน้ัน มแี ต่จะนา
โทษภยั มาให้ โดยเฉพาะภยั จากการเวียนวา่ ยตายเกิด

เคยยกตัวอย่างไป วันหนึ่งภาวนาจิตสงบ แล้วปรากฏสมาธินิมิต เป็น
แตงโม แต่จิตรู้ว่า ข้างในเป็นยาพิษ แตงโมถึงแม้จะหวานฉ่า แต่ข้างในคือ
ยาพิษ ยังจะกินลงอีกหรือ ลูกเมีย ทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักด์ิคือ ผล
แตงโม ภาราหะเว ปญั จะขนั ธา ขนั ธห์ ้าเป็นของหนักเด้อ รูปนก้ี ็หนัก ตอ้ งคอย
ขับคอยถ่าย คอยล้างทาความสะอาด คอยดแู ลรักษาไม่ให้เจบ็ ป่วย เวลาหิวก็
ตอ้ งคอยหาอาหารให้มนั กิน ปวดฉ่ี ปวดอึ กต็ ้องว่งิ หาห้องนา้ ให้มันได้ถา่ ยไดอ้ ึ
คอยหายใจเข้าออกหล่อเลี้ยงมันไว้ รู้สกึ กันบ้างหรือยังว่า กายนี้เป็นของหนัก
รสู้ กึ หรือยังว่า กาลังแบกมันอยู่ เวทนานกี้ ็หนัก หนักมากๆ สุขเวทนาก็ต้องวิ่ง
ไปหามาแบกไว้ พอมันดับไป สิ่งท่ีเหลือก็คือ ทุกข์ แบกไว้หนักอึ้ง ต้องคอย
หาทางแก้ปญั หาทกุ ข์ ทุกข์แตล่ ะลกู ก็หนักหนาสาหัสเหลอื เกิน

เมื่อวันกอ่ นมีคนรู้จกั อายุหกสิบกว่า เส้นเลือดสมองแตก อย่ไู ม่นานก็
จากไป ภรรยาและลูกๆ ทุกข์มาก เพราะกะทันหันเหลือเกิน เพ่ิงจัดงาน
แต่งงานลูกได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้อุ้มหลานเลย ภรรยารับไม่ได้ ทุกข์มากๆ ๆ ๆ
แม้คนปฏบิ ัตมิ าบา้ ง ยังทาใจยาก น่ีเป็นคนปกตทิ ี่ไมเ่ คยปฏิบัตเิ ลย ลองนึกดูว่า
ถ้าเป็นเราจะทุกขข์ นาดไหน นา่ สงสารเหลอื ท่ีจะกล่าว สามีทจ่ี ากไปก็เป็นคนดี
มากๆ ช่วยเหลือสังคมมาตลอด เม่ือถึงเวลา ไม่ว่าดีหรือเลวก็ต้องไปตาม
ยถากรรม

เร่ืองเวทนาจึงเป็นเรื่องใหญ่ เราแบกมันไว้ตลอดเวลา แม้กระท่ัง
หลบั เช้ามาก็ตื่นหาสุขเวทนาแล้ว อาหารอร่อยๆ กาแฟรสชาติดีๆ สวมเสื้อผ้า
สวยๆ แตง่ หน้าทาปาก ไปทางานก็อยากใหค้ นรอบขา้ งพดู จาแตส่ ิ่งดีๆ นนั่ สุข

๘๐ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เล่ม ๒

เวทนาท้ังน้ัน สุขกับทุกข์มันเป็นของคู่กัน เม่ือแสวงหาสุขก็เหมือนแสวงหา
ทกุ ข์ พวกเราตา่ งก็ตกเป็นทาสของสขุ เวทนากนั ทั้งนัน้ เหตแุ ห่งทกุ ข์ก็คือ การ
แสวงหาสุข การแสวงหาสุขก็คือ ตัณหานั้นเอง เป็นกามตัณหาบ้าง รูป เสียง
กลิ่น รส นี้ ภวตณั หาบา้ ง อยากมี อยากได้ อยากเป็น วิภวตณั หาบ้าง เพราะ
อยากสุข เลยไม่อยากมี (ทุกข)์ ไม่อยากได้ (ทุกข)์ ไม่อยากเป็น (ทุกข์) ตัณหา
แปลง่ายๆ ว่า การแสวงหาสุข การแสวงหาสุขน่ีแหละคือ เหตุแห่งทุกข์คือ
สมทุ ยั นิโรธคือ การดับทุกข์ ดับตัณหา หยุดแสวงหาสุขเสยี มรรคก็คือ วธิ ีการ
หยดุ การแสวงหาสุข การหยดุ แสวงหาสุขก็คือ วางสุขเสีย ถา้ เหน็ สุขตามความ
เป็นจรงิ ว่า เป็นเหตแุ ห่งทกุ ข์ เป็นของหนกั จิตมันกว็ างสุขลงเอง แต่เพราะเห็น
ความสุขเปน็ เร่ืองจริง เป็นเรา เป็นของเรา มันก็แสวงหาอยเู่ รอ่ื ยไป แต่ถ้าเริ่ม
เห็นสุขเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเส่ือมต้องดับไปเป็นธรรมดา หา
แก่นสารไม่ได้ จิตมันก็เร่ิมวางสุขลงเร่ือยๆ ยิ่งวางเร็วเท่าใด ใจก็จะเห็นธรรม
เร็วเท่านนั้ ลองหาเวลาน่ังพจิ ารณาดูเอาเถดิ ว่า สขุ ๆ ๆ ท่ีเราแสวงหาอยู่น่ี มัน
ของแทข้ องจริงละหรือ ทาไมใจเราไม่เคยอิม่ เลย

เหตุที่เรามาปฏิบัติธรรมก็เพราะใจเราไม่เคยอิ่ม มีคณะพระญ่ีปุ่นไป
ถามหลวงปู่ชาว่า ปฏิบัติธรรมไปทาไม หลวงปู่ชาตอบประมาณว่า กินข้าวทาไม
ทาไมต้องกินข้าว กินแล้วได้อะไร พระญี่ปุ่นยิ้ม พอใจในคาตอบ หลวงปู่ชาตอบ
แบบเซนเลย น่ีแหละคือ เหตุที่เรามาปฏบิ ัตธิ รรม เพราะใจเราไมเ่ คยอิ่ม เราให้
อาหารมันผิด เราว่งิ หาสุขให้มัน มันเคยพอไหม ถามตนเอง ใจเคยพอกับสุขท่ี
แสวงหาอยู่ทุกวันไหม แม่น้าเสมอด้วยตัณหาไม่มี พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ มี
ไอโฟนห้า กจ็ ะเอาหก เอาเจด็ เอาถึงสบิ มนั กย็ ังไม่พอ

คนรวยท่ีรู้จักพอ หายากเหลือเกิน คนรวยที่ไม่ปฏิบัติธรรม เพราะ
เห็นว่าสุขท่ีได้รับจากการมีเงินมันกด็ ีอยู่แล้ว จะปฏิบัติไปทาไม นี่คือ คนที่น่า
สมเพชที่สุด ถ้าเขามีปัญญา เขาจะเห็นวา่ พระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายอน่ื ๆ ท่าน
มีทุกอย่าง มีมากกว่าคนรวยอย่างเขาเสียอีก แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ทิ้งทุกส่ิง
และเมื่อตรัสรู้ธรรม ท่านไม่กลับไปเอาทรัพย์สมบัติราชวังอีกเลย ท่านพบสุข
วิมุติสขุ แล้ว มนั สขุ ย่ิงกว่าราชสมบัติหลายร้อยเท่า ปลอ่ ยให้คนรวยที่ไมป่ ฏิบัติ

เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๘๑


Click to View FlipBook Version