นอนกอดสมบัติเขาไปเถิด แล้วสมบัติน่ันแหละจะแว้งมากัดเขา มากัด
ลูกหลานเขาอยา่ งนา่ สลดใจทีส่ ดุ เราแบกรปู แบกเวทนานี่ก็หนกั มากแลว้
ยังๆ ยังไม่พอ เรายังแบกสัญญาคือ ความจาได้หมายรู้ไว้อย่าง
มหาศาล เร่ืองราวในอดีตท่ีจบแล้วไปแล้ว แทนท่ีเราจะปล่อยให้มันจบไปตาม
ธรรมดาของมนั เรากไ็ ปน่ังขุดคุ้ยมนั ขนึ้ มา เดย๋ี วเรื่องน้นั เรอ่ื งน้ี มันจบแลว้ ไม่
ยอมให้จบ ไปหยิบมันขึ้นมาแบกใหม่ วางไม่ลง ปลงไม่ได้ เพราะไม่มีปัจจุบัน
ธรรมคือ สติน่นั เอง เท่านน้ั ยงั ไม่พอ สังขารคือ ความคดิ ปรงุ แตง่ วันหน่งึ ๆ เรา
คิดเรื่องน้นั เรื่องน้กี ี่ร้อยก่ีพันเรื่อง ใจเราเคยสงบกันบา้ งไหม สญั ญากับสังขาร
นีม่ ันคู่กันเลยล่ะ สาหรับคนท่ีไม่มีสติ ไม่มีปัจจุบันธรรม พอเรื่องนั้นผุดข้ึนมา
(สัญญา) สังขารคือ คิดปรุงแต่งก็ทางาน คิดเร่ืองดี ก็สุข แบกเวทนาอีก คิด
เรื่องไม่ดี ก็ทุกข์ แบกเวทนาอีก ส่วนขันธ์อันสุดท้าย เป็นเรื่องลึกซึ้งคือ เรื่อง
วิญญาณ คือความรู้แจ้งทางอารมณ์ พอตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณคือ ตัวรู้
ทาหนา้ ทร่ี ู้ ใจเรากไ็ ปแบกวิญญาณไว้อีก เรื่องวิญญาณเอาไวก้ ่อนเป็นช้ันในสุด
ทจ่ี ะตอ้ งละ หลวงปดู่ ลู ย์บอก เอาแคเ่ รื่องรูป เรอื่ งเวทนา สญั ญา สงั ขาร ท่รี วม
เรียกว่า อารมณ์ก่อน ทรัพย์สมบัติของนอกกายก็เป็นรูปอย่างหนึ่ง ใครที่
ยังติดอยู่ในทรัพย์สมบัติ เห็นว่ามันเป็นของเราน้ียังถือว่า สติอ่อนอยู่มาก
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีสติ พิจารณากาย พิจารณาลมหายใจ เมื่อใดเห็นว่า
กายก็ดี ลมหายใจ (กายเหมือนกัน) ก็ดี ไม่ใช่เรา ของเรา มันก็จะวางทรัพย์
สมบัติไปโดยปริยาย ขณะภาวนา หากเจริญสติปัฏฐานสี่ ฐานใดฐานหนึ่ง
ขณะนนั้ ศีลห้าก็บรสิ ุทธ์แิ ลว้
๘๒ | ปุจฉา - วิสชั นา เล่ม ๒
๒. เวทนาคอื สุข ทุกข์ ไม่สุข ไมท่ ุกข์
แสดงธรรมกลมุ่ ต้นบญุ เมอ่ื วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๘
ท่านทรงกลด : เวทนาคือ สุขและทุกข์ และความรู้สึกไม่สุข ไม่ทุกข์
หรือเฉยๆ (อทุกขมสขุ เวทนา) จิตน้ีธรรมชาติเดิมไม่สขุ ไมท่ ุกข์ เวทนาไม่ใช่จิต
จิตไม่ใช่เวทนา ออกจากสุข จากทุกข์ไดเ้ มือ่ ใดจะพบจติ เมอื่ นนั้ และจะเห็นว่า
เรานี้ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่คิด เราน้ีคือ จิตดวงหนึ่งท่ีไม่มีอะไร ว่างเปล่า
บรสิ ทุ ธ์ิ ทุกวนั น้ีพอสุขเกิดเราก็สุข พอทุกข์เกดิ เราก็ทุกข์ เพราะไปยดึ อปุ าทาน
ว่า สุขนัน้ คอื เรา ของเรา ทุกข์น้นั คือเรา ของเรา
ความเจ็บป่วยก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง เป็นทุกขเวทนา จริงๆ เป็น
เวทนานอกคือ เกดิ กบั ร่างกาย แต่เพราะเห็นผดิ จติ เข้าไปยึดความเจบ็ ป่วยนั้น
จิตก็เลยทุกข์ไปด้วย จริงๆ ถ้าเห็นธรรม จะเห็นว่า เจ็บก็เจ็บ จิตก็จิต มัน
คนละส่วน ความเจ็บป่วยมาแลว้ ก็ไป เกิดแล้วก็ดับเป็นธรรมดา ธรรมชาติของ
เขาเป็นอย่างน้ัน มันไม่มีอะไรจะเท่ียงสักอย่าง อะไรที่ปรุงแต่งเกิดข้ึน ย่อม
ตอ้ งเส่ือมต้องดับ หาแก่นสารไม่ได้ แตเ่ พราะขาดการอบรมสติอย่างเพียงพอ
จิตจึงว่งิ เข้าจับยดึ ความเจ็บโดยอตั โนมัติ
คนท่ีฝึกสติมาดี อาบน้าร้อนก็ไม่ร้อน อาบน้าเย็นก็ไม่เย็น มันเหมือน
จะร้อนแต่ไม่รอ้ น มันเหมือนจะเย็นแต่ไมเ่ ยน็ อาบน้าทุกคร้ัง ฝกึ สติได้ทุกคร้ัง
ให้อยู่กับความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม อย่าไปอยู่กับความรู้สึกร้อน หรือเย็นของน้า
นี่คือการปฏิบัติธรรม ถ้าภาวนาเป็น อยู่ที่ไหน สถานะอย่างไร แม้อยู่ในคุกก็
ปฏิบัติได้ สุขเวทนาก็อย่าไปม่ันหมาย มันไม่เท่ียง ทุกขเวทนาก็อย่าไปยึดม่ัน
ม่ันหมาย มนั กไ็ ม่เทยี่ ง หรืออารมณเ์ ฉยๆ มนั กไ็ ม่เท่ียงเหมอื นกนั นค่ี ือ ปญั ญา
สติคือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ใจอยู่กับสติขณะเดียวกันก็ใส่ปัญญา
เขา้ ไป น่ีเรียกวา่ ธัมมวจิ ยะ พยายามเขา้ ๆ ๆ ทาเนืองๆ เรยี กว่า วิริยะ เอาแค่
สามอย่างน้ีก่อน เมื่อเจริญมากๆ เข้า เดี๋ยวปิติ ปัสสัทธิ สมาธิและอุเบกขา ก็
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน | ๘๓
ตามมาเองอย่างมิต้องสงสัย หนีไม่พ้นสัมโพชฌงค์เจ็ด จริงๆ มันไม่ได้ลึกซ้ึง
อะไรเลย สมั โพชฌงคน์ ้จี ะไปลกึ ซ้ึงตอนจิตเปน็ สมาธนิ ัน่ แหละ
สติ ธมั มวิจยะ วริ ยิ ะ แค่นก้ี ่อน นี่คือสติปัฏฐานสนี่ ั่นเอง เหน็ กาย เห็น
ลมไม่เท่ียง นี่คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นสุข ทุกข์ไม่เที่ยง รู้สึกตัวอยู่
เนืองๆ ไมไ่ ปอยกู่ ับสุข กับทุกข์ น่คี ือ เวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน ให้จิตอยกู่ ับรู้
มีราคะก็รู้ โทสะก็รู้ ฟุ้งซา่ นก็รู้ นค่ี ือ จิตตานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน เมอ่ื ทาอย่างน้ี
มันกเ็ ปน็ ธรรมานุปสั สนาสติปัฏฐานอยใู่ นตวั
สัมโพชฌงค์ก็อยู่ในธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขันธ์ห้า สุข ทุกข์ รูป
กาย ก็อยู่ในธรรมานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน ตาเห็นรูป เกิดความยินดี ยินรา้ ยบ้าง นั่น
อายตนะหกทางาน เกิดผัสสะ เกิดเวทนาอีกแล้ว นี่ก็ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เห็นความยินดี ความยินร้าย สุข ทกุ ข์ ไม่เท่ียง นคี่ อื เหน็ ชอบ สมั มาทฏิ ฐิ น่ีคือ
มรรคมีองค์แปด เห็นจิตปรุงแตง่ ออกมาเป็นนาม เป็นนั่น เปน็ น่ี เป็นอารมณ์
ต่างๆ จิตเข้าไปยึดม่ันหมาย เกิดภพ เกิดชาติ ชรา มรณะ นี่คือ ปฏิจจสมุปบาท
นกี่ เ็ ป็นธรรมานุปัสสนาสติปฏั ฐาน มันสอดคลอ้ งกันไปหมด ถ้าร้ถู ้าเห็นไม่ต้อง
ไปคอยท่องจา กาหนดอะไรหรอก ขอใหเ้ ห็นสักคร้ังหน่ึงเถิด เม่อื ฟังธรรมหรือ
พจิ ารณาตามเห็นตามจรงิ มันจะเกิดปิติ
ในสมยั พุทธกาล เวลาพระสาวกฟังพระพุทธเจ้าก็จะเป็นอย่างน้ี เม่ือ
ส่งกระแสจิตตามไปเห็นตามเป็นจริง ขณะน้ันก็จะเกิดสติ เกิดปัญญา ฟัง
ตอ่ เนื่องตามไปไมข่ าดสาย นค่ี ือวริ ยิ ะ ผล Out put กค็ ือ ปิติ เม่อื ฟังต่อไปๆ ๆ
ปิติจะระงบั เกิดปัสสัทธิ แล้วต่อไปจะเกิดสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ ตรงนี้จะเห็น
ธรรม จะเห็นรูปนามตามความเป็นจริง พอฟงั ตอ่ ไปๆ อีก จิตจะหลุดพ้นๆ ไป
ตามลาดับ เปน็ อนาคามี เป็นพระอรหันต์ นั่นคือ จิตจะแยกออกจากเวทนาได้
เด็ดขาด เหมือนหลวงปู่ดูลย์ แยกจิตออกจากความเจ็บป่วยได้เด็ดขาดน่ันเอง
ที่เราปฏิบัติๆ อยู่แท้จริงก็คือ สัมโพชฌงค์เจ็ดนี่แหละมันซ่อนอยู่ในตัว
พระพุทธเจ้าตรัสวา่ องคธ์ รรมแห่งการตรสั รู้ธรรมก็คอื สมั โพชฌงค์เจ็ด ไม่หนี
ไปจากนห้ี รอก
๘๔ | ปุจฉา - วิสัชนา เลม่ ๒
๓. เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐานตา่ งกบั จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานอย่างไร
แสดงธรรมกล่มุ Natural Mind เมื่อวนั ท่ี ๔ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘
ผู้ปฏิบัติ : เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานต่างกับจิตตานุปัสสนา
สตปิ ัฏฐานอยา่ งไรครบั
ท่านทรงกลด : เวทนานุปสั สนาเป็นแค่ความยนิ ดี ยินร้าย พอจิตไม่
รู้เท่าทัน เข้าไปยึดฉวยคว้ามาปรุงแต่ง เป็นโทสะ นั่นคือจิตปรุงแต่งแล้ว
ธรรมชาติของจิตนี้ปกติเม่ือมีผัสสะ เช่น หูได้ยินเสียงด่า จะเกิดความยินร้าย
ก่อนเป็นทุกขเวทนา แต่ปุถุชนจิตไม่ทัน คือ ไม่เห็นก่อนคิด คว้าหมับเข้าไป
ฉวยคว้าปรุงแตง่ เลย ความยนิ รา้ ยเข้ายึดปรุงแตง่ เปน็ โทสะ
จิตตานุปัสสนา คือ ให้รู้เท่าทันจิตที่ปรุงแต่ง ในจิตตานุปัสสนา
สติปัฏฐาน จิตมีราคะก็ให้รู้ จิตมีโทสะก็ให้รู้ ไปโทสะแล้ว แต่ก็ต้องให้รู้ รู้นี่
แหละคือสติ ราคะก็เหมอื นกนั ตาเหน็ รปู ป๊ับ ความยนิ ดีเกิดทันที เพราะเมื่อมี
ผัสสะ ก็ต้องมีเวทนา มันหนีไม่พ้น แม้พระอรหันต์ที่ยังไม่ดับขันธ์เรียกว่า
อุปาทิเสสนิพพาน นิพพานมีเศษคือ ใจนิพพานแล้วแต่ขนั ธ์ยงั มีอยู่ พอตาเห็น
รูป เกิดความยินดีเป็นเวทนาก่อน จิตไม่รู้เท่าทันเห็นว่า ความยินดีนั่นคือเรา
ของเรา คว้าป๊ับเลย มันเร็วมาก ถา้ ยังไมไ่ ด้ดวงตาเห็นธรรม ไม่มีทางทนั หรอก
พระพุทธองค์จึงบอก จิตมีราคะ (จิตปรุงแต่งความยินดีเป็นราคะแล้ว) ก็ให้รู้
ใหจ้ ิตอย่กู ับรู้ เพราะไมร่ ู้เท่าทนั เวทนา จิตท่านเข้าคว้าเวทนาน้ันด้วยอุปาทาน
เพราะเห็นผิด เห็นว่า เวทนานั้นคือเรา ของเรา แล้วปรุงแต่งเป็นโทสะทันที
ตอนน้ีกิเลสเกิดแล้ว แล้วเราก็คิดว่า แม่งเอ๊ย ! ตอนน้ีกรรมเกิดแล้ว เป็น
มโนกรรม ถ้าด่า แม่งเอ๊ย ! อันน้ีเป็นวจีกรรม ถ้าลงมือเข้าต่อย อันนี้เป็น
กายกรรม กิเลส กรรม วิบาก เกดิ ครบ วบิ ากอันแรกเกิดกับใจเราทันที ใจเรา
ขณะน้ันรุ่มร้อนเหมือนเพลิงไฟแล้วจะส่งผลต่อขันธ์ห้า เช่น ความเครียดอัน
เป็นนาม จะส่งผลต่อกายคอื สารกอ่ มะเรง็ อันเปน็ รูป
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๘๕
พระอรหันต์จึงไม่มีกิเลสเพราะเมื่ออารมณ์ยินร้ายเกิดก็ดับไปทันที
มนั มาไม่ถึงจิต เมื่อมาไม่ถึง แล้วจิตจะเอาอารมณ์ใดมาปรงุ แต่งเป็นโทสะเล่า
ตอนแรกผมไม่เข้าใจหรอก มีอยู่วันหนึ่งผมเอาอารมณ์ที่เห็นมันแยกออกน้ัน
มาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ จิตเริ่มถอยห่างออกมาจากอารมณ์จนมาไม่ถึง
แต่ก็รู้ว่ามี ตรงท่ีอารมณ์มาไม่ถึงนั้น สงบ สุข ย่ิงกว่าฌานอีก แต่ก็ยังไปไม่ได้
กาลังไม่พอ อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ก็กลับออกไป ภายหลังไปอ่านหนังสือ
หลวงปู่ชา ท่านบอก มันยังไปไม่ได้ ต้องออกมาศึกษา (เป็นเสขบุคคล) ก่อน
ตรงเป๊ะเลย หลวงปู่ชาเรยี กคนแบบผมว่า พระโยคาวจร หมายถงึ ผู้ยงั เดินทาง
ไมถ่ ึงท่ี ผมเชื่อเลยว่า วนั ทีห่ ลวงป่มู ่ันบรรลอุ รหนั ตใ์ ตต้ ้นไม้ ทา่ นนั่งกราบตน้ ไม้
(กราบพระพุทธองค์) อยู่ตรงนั้น กราบแล้วกราบอีก ท่านบอกเวลาน้ัน ใคร
ผา่ นมากน็ กึ ว่าท่านปฏิบตั ิจนบา้ ไปแล้ว
ก่อนจะไปถึงจิตตานุปัสสนา อย่างหยาบที่สุดท่ีคนท่ัวไปเห็นกค็ ือ รูป
คดิ ว่า รปู กายนี้เป็นเรา ของเรา เป็นมจิ ฉาทิฏฐิต้นๆ แมบ้ างคร้ัง จะรู้สึกว่า มัน
ไม่ใช่เรา ของเรา แต่มันก็เป็นแค่ช้ันความคิด ยังไม่ใช่ความเห็น คิดแล้ว วันน้ี
เข้าใจแล้ว พรุ่งนี้เดี๋ยวก็สงสัยใหม่ เอ๊ ! ใช่หรือเปล่าน้า มันยังมีวิจิกิจฉา มัน
เป็นสงั โยชนอ์ ยู่
พระพุทธองคจ์ ึงสอนกายานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน เชน่ การพิจารณากาย
โดยอาการสามสิบสองบ้าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นเป็นอสุภะ เห็นเป็น
ธาตุ ใหเ้ ห็นอนิจจลักษณะคือ ความไม่เท่ียง พิจารณาแค่ไหน ขึน้ อยูก่ ับคนจะ
รเู้ องว่า แคไ่ หนจติ มนั ถึงจะยอมรบั
อย่างของผม พิจารณาเห็นผมร่วงลงไปเป็นดิน ต่อหน้า (จิต) แล้วมี
ความรู้ผุดข้ึน (ไม่ใช่คิด) ว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา จิตมันตอบจิตแล้ว หาย
สงสยั แล้วในเรื่องกาย แต่ไม่ได้พิจารณากายอย่างเดียว (เขาเรยี กกายคตาสติ)
พระพุทธองค์ท่านสอนเร่ืองอานาปานสตดิ ้วย หายใจเข้าใหร้ ู้ หายใจออกให้รู้
สอนเร่ืองอิริยาบถ ๔ การเดิน นั่ง นอน ยืน ให้จิตอยู่กับรู้ สอนให้พิจารณา
ซากศพด้วย
๘๖ | ปุจฉา - วิสัชนา เลม่ ๒
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีจุดหมายก็คือ ให้จิตจางคลายจาก
ความหมายมั่นว่า กายคอื เรา เราคือกาย กายเปน็ ของเรา เราเป็นเจ้าของกาย
ขณะเดียวกนั ก็ให้จิตพยายามมาอยู่กับรู้ อยูก่ ับสติ ตอนนี้ถ้าเร่ิมเห็นชอบแล้ว
วา่ กายไม่ใช่เรา ของเรา แต่ยงั ไม่เต็มรอบของมัน แต่น่ีกค็ อื มรรค เรียกว่า ยัง
เป็นโลกียมรรคอยู่
ผู้ปฏบิ ัติ : ความยินดี ยินรา้ ยคือ พึงพอใจหรือไม่พงึ พอใจ เป็นเวทนา
ส่วนโทสะเป็นผลของมนั หรือมันต้องตามมาหลังเวทนาใช่ไหม
ทา่ นทรงกลด : ทีว่ ่า ความยินดี ยนิ ร้ายคือ ความพึงพอใจหรือไม่พึง
พอใจเป็นเวทนาน้ันถูกต้อง เหตุของความยินดี ยินร้าย คือ ผัสสะ แต่ไม่
จาเปน็ ตอ้ งมีผลเปน็ ราคะหรอื โทสะเสมอไป ถา้ เป็นปถุ ชุ น ผลคือ โทสะทันที
พระโสดาบัน เมื่อความยินร้ายเกิดข้ึน ผลก็คือ โทสะเหมือนกันแต่
เพราะเคยเห็นแล้วว่า อารมณ์นั้นจะถือเป็นเราไม่ได้ กจ็ ะละแต่จะใช้เวลาพัก
หนึ่งจึงจะละได้ ถึงบอกวา่ พระโสดาบันน้ีไม่มีความพยาบาท ความพยาบาท
คือ เมื่อมีโทสะกใ็ คร่ครวญคิดแก้แค้น พระสกิทาคามี เมื่อความยินร้ายเกิดขึ้น
ก็มีโทสะเช่นกัน แต่จะละได้เร็วกว่าพระโสดาบัน พระอนาคามี โทสะไม่มี
เพราะอารมณ์ยินร้ายมาไม่ถึงจิต เกิดแล้วดับทันที ไม่เหลือเช้ือให้จิตปรุงแต่ง
เป็นโทสะอีกต่อไป สว่ นพระอรหนั ต์ นอกจากละอารมณ์ดงั กล่าวได้แล้ว ยังละ
"ความเห็น" อารมณ์นั้นได้ด้วย ไปดูในสติปัฏฐานส่ี พระพุทธองค์มักจบท้าย
ผู้ส้ินกิเลสว่า ละตัณหาและทิฏฐิ ทิฏฐิคือ ความเห็น ความรู้ (ญาณ) น่ันเอง
นไี่ ปไกลมากแลว้ นะ หลวงปมู่ ัน่ บอก บางทกี ็นา่ ขนั พดู ในสิ่งทีเ่ ห็นให้คนไม่เห็น
ฟงั เหมือนอธิบายช้างใหค้ นตาบอด ยงั ไงยังง้ัน แต่เพื่อเป็นการแบ่งปนั จึงต้อง
พูด สุดท้ายผมจะบอกว่า สติปฏั ฐานสี่เป็นหนทางทาให้เกิดสัมมาทิฏฐิ (ท่ีเป็น
อริยมรรค) มันเรื่องเดียวกันและเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นกุญแจดอก
สาคญั ทาให้สัมมาทฏิ ฐิ (ในส่วนโลกตุ ร) เกิดไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เปน็ อัศจรรย์
เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๘๗
๔. จะร้อนหรอื เยน็ กส็ ักแต่วา่ เป็นเวทนา
แสดงธรรมกลุ่ม ต้นบุญ เม่อื วนั ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๙
ผ้ปู ฏบิ ัติ : กอ่ นนสี้ งสยั ในคาถามทา่ นทรงกลดทว่ี า่ อาบน้าเยน็ ไม่หนาว
มาบัดนป้ี ระจกั ษ์แจ้งแกใ่ จแล้วครับ เมอื่ อากาศหนาวมาเยอื น เวลาอาบนา้ รบั รู้
ความเย็นตามที่ปรากฏเป็นเวทนา แต่ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่งทั้งก่อน ขณะและ
หลังอาบน้าเพราะความเย็นมอี ยู่ตามที่ธาตุขันธ์สมั ผัส แต่ไมเ่ อาจิตไปปรุงแต่ง
ใหห้ นาวยิ่งขน้ึ หรือใหเ้ ป็นทุกข์เกนิ จริง ไม่ทราบวา่ ผมเข้าใจถกู ไหมครับ
ท่านทรงกลด : ถูกต้องดีงามแล้ว อากาศร้อน อากาศหนาว เม่ือมา
สัมผัสกาย เกิดผสั สะ ก็ต้องเกิดเวทนาตามมาอย่างมิต้องสงสัย ห้ามไม่ให้เกิด
ไม่ได้ ธรรมดาธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น ธาตุขันธ์คือ เวทนา มันก็ทา
หน้าท่ีของมันเป็นปกติ แต่ท่ีไม่ปกติก็คือ จิตเรา พอเราไปยึดความเยือกเย็น
หรอื ความรอ้ นของเวทนา (เวทนานอก) เรากจ็ ะรู้สึกร้อนเยน็ ไปตามเขา เขาใน
ทนี่ กี้ ค็ ือ ขันธ์
ถ้าเราเห็นความจริงของรูปนามสักครั้งหนึ่ง จะเข้าใจได้ไม่ยากเลย
เหมือนตาเหน็ รปู จริงๆ จะเห็นชัดเลยว่า เย็น (เวทนา) ก็อยู่ของมัน เรา (จิต) ก็
อยู่ของเรา ต่างคนต่างอยู่ การที่เราเอาจิตเข้าไปยึด เข้าไปปรุงแต่งนั่นแหละ
คอื ท่ีมาของทุกข์ เพราะเห็นผดิ ว่า ความร้อนกด็ ี ความเย็นของร่างกายกด็ ี มัน
คือเรา ของเรา ผมถึงเคยตั้งคาถามว่า เวลาอาบน้าร้อน น้าเย็น ยังร้อนเย็น
ตามน้า (ตามอากาศ) อยู่หรอื ไม่ ซึ่งข้อน้ียากมาก ที่ถามไม่ได้ถึงขนาดให้แยก
จิตออกจากความร้อน ความเย็นของน้าหรอก แต่ต้องการสะกิดให้เกิดสติว่า
น้าร้อน น้าเย็นก็เป็นเรื่องของน้า กายร้อน กายเย็นก็เป็นเรื่องของกาย ของ
เวทนา ถ้าเราฝึกสติมาดี จิตจะไม่ไปวุ่นกับน้าร้อน น้าเย็น หรืออากาศร้อน
อากาศเย็นมากนัก จิตจะมีความรู้สึกกลางๆ ท่ีเรียกว่า สตินั่นแหละ ตรงสติ
ตรงนน้ั มนั สงบ มนั ไมร่ อ้ น ไมเ่ ยน็ ไม่ขนึ้ ไม่ลง ไมแ่ กว่งซา้ ยที ขวาที เวลามีคน
ไปถามพระอรหันต์ว่า หลวงปู่จะอยู่นานเท่าใด ท่านจะตอบว่า แล้วแต่ธาตุขันธ์
มันจะอยู่เท่าใด จิตท่านแยกเวทนาออกไปได้แล้ว เม่ือดับขันธปรินิพพาน
๘๘ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒
ดับธาตุขันธ์คือ เวทนา เวทนาก็ไม่เหลือคอยรบกวนจิตต่อไป เหลือแต่จิตท่ี
บรสิ ุทธิ์ล้วนๆ
หลวงปู่ชาจึงสอนเสมอว่า ให้ปฏิบัติไปให้เหนือเวทนา มีพระธรรม
เทศนาบทหน่ึง ช่ือเหนือเวทนา ลองไปหาอ่านดู หน้าท่ีของเราคือ ทาจิตให้
บรสิ ุทธ์ิ เราจะไปทาธาตขุ ันธ์ (ขนั ธ์ห้า) ใหบ้ ริสุทธไ์ิ มไ่ ด้ ขนั ธ์ไม่มวี ันบริสทุ ธ์ิ มัน
ก็วุ่น ร้อนเป็นธรรมชาตขิ องมนั อยอู่ ย่างน้ัน หัวใจพระพุทธศาสนาก็ระบุชัดว่า
อันสุดท้ายคือ ทาจิตให้บริสุทธิ์ วันก่อนไปเจอคาสอนคาสอนหนึ่งของท่านใด
ไม่ทราบบอกว่า จิตก็จิต ขันธ์ห้าก็ขันธ์ห้า เราต้องทาท้ังจิตและขันธ์ห้าให้
บริสุทธ์ิหลุดพ้นด้วย อ่านแล้วรู้สึกสลดใจในความเห็นผิดอันนี้มาก ในบรรดา
คาสอนในหนังสือท่ีวางเกล่ือนกลน่ ในท้องตลาดตอนน้ี หายากจรงิ ๆ ท่สี อนถูก
สอนตรง ซ่ึงผมมักจะเตือนบรรดานักอ่านอยู่เสมอว่า ให้อ่านด้วยสติ ด้วย
ปัญญานะ ไมง่ ั้นจะพาเราหลงทางไปได้
การท่ีเราอาบน้าร้อนหรือเย็น แล้วเรามีสติอยู่ ไม่เอาจิตไปอยู่กับ
ความร้อนหรือความเย็น นี่คือ การฝึกสติที่เย่ียมยอด เพราะหากทาได้
ทุกข์ใดๆ ก็คือ เวทนาอันเดียวกับน้าร้อนน้าเย็นน่ันแหละ เม่ือเราฝึกแยกจิต
ออกจากน้าร้อนน้าเยน็ ได้ เราก็จะแยกจิตออกจากทุกข์ได้ไม่ยาก เพราะมันก็
คอื เวทนาอันเดียวกัน น่ีเรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพียงแต่น้าร้อน
น้าเย็น อากาศร้อนอากาศเย็นที่มาสัมผัสกายเป็นเวทนานอกเท่านั้น ส่วน
ความรสู้ ึกนกึ คิดทเี่ กิดแลว้ รสู้ ึกสุขบ้างทุกข์บ้างกค็ ือ เวทนาทางใจ
เคยดหู นังสามก๊กไหม ตอนกวนอูให้หมอผ่าเอาธนูออกหรือไงน่ี กวนอู
เล่นหมากรุกอยู่ บอกหมอให้ผ่าสดๆ เลย กวนอูไม่เจ็บเลย เพราะอะไร
เพราะว่ากวนอูเอาจิตไปผูกไว้กับหมากรุก จนจิตแน่วแน่อยู่กับหมากรุก เกิด
สมาธิข้ึน จิตไม่รับรู้ความเจบ็ ท่ีเป็นเวทนาทางกายในขณะท่ีถกู ผ่าเอาธนูออก
วิธีการของกวนอูก็ไม่ต่างกับสมาธิของพวกฤษีท่ีหนีความทุกข์ หนี
ความวุ่นวายเข้าไปสงบอยู่ภายใน พอออกมาก็พบทุกข์อีก เหมือนเจ้าชาย
สิทธัตถะที่ไปฝึกสมาธิกับอุทกดาบส อาฬารดาบส พอออกจากสมาธิมาภาพ
พระนางพิมพาและพระราหุลก็ตามมาหลอกหลอนอยู่นั่นแหละ พระองค์มี
ปัญญา จงึ เห็นว่า ไมใ่ ช่ทาง จึงจากไป
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน | ๘๙
คนท่ีทาสมาธิแล้วตัวหาย ไม่ว่าจะหายคร่ึงตัวหรือหายท้ังหมด พอ
ออกมาจากสมาธิก็ยงั ทกุ ข์อยู่นั่นแหละ ท่ีตวั หายไม่ใช่อ่ืนใดคือ เอาจิตไปจดจ่อ
อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนแยกจิตออกจากกายไปได้ เลยรู้สึกว่ากาย
(ตัว) หาย ซ่ึงจริงๆ แล้วกายก็ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่จิตละจากกายไปอยู่
ไปจดจ่ออยู่กับส่ิงท่ีตนพิจารณาเป็นอารมณ์อยู่ เหมือนกวนอูเอาจิตไปจดจ่อ
อยู่กับหมากรุกนั่นแหละ ความรู้สกึ ทางกายของกวนอูกห็ ายไป จึงไม่รู้สกึ เจ็บ
ขณะหมอผา่ ตดั
เรื่องการภาวนาแล้วตัวหายน้ี นึกถึงนักปฏิบัติท่านหนึ่ง ภาวนาแล้ว
ตัวหายเหลือแตร่ อู้ ยา่ งเดยี ว ซึ่งกค็ ือ จิต แลว้ เขาก็เถยี งเรื่องตายแลว้ สูญ เขาไม่
เชื่อเร่ืองชาติก่อนชาติหน้า น่ีขนาดภาวนาได้ขนาดน้ีนะ นี่มันเส้นผมบังภูเขา
ชดั ๆ ผมเลยบอกส้นั ๆ ว่า ภาวนาตัวหายไปหมดแล้ว ไอ้ท่ีเหลอื อยู่มันคืออะไร
ล่ะ เวลาตาย ตัวก็หายเพราะถูกเผา ไอ้ที่รู้อยู่มันหายไปด้วยไหม ด้วยคาพูด
เพียงเท่านี้ ทาใหเ้ ขาไดส้ ติขน้ึ มา
ความคิดเร่อื งตายแล้วสูญ นรก สวรรคไ์ ม่มีกเ็ ร่มิ เปลย่ี นไป การภาวนา
แล้วตวั หาย ไมว่ ่าจะหายไปหมดหรือครึง่ ตัว มันก็เป็นเพยี งปติ ิ กายเบา ใจเบา
อย่างหน่ึงเท่านั้นเอง มันไม่ได้ช่วยให้ฉลาดขึ้นเลย ถ้าทาต่อไปจิตมันจะชิน
เวลามเี ร่ืองทกุ ข์ร้อน จิตจะเข้าไปอยู่ตรงน้ัน นักปฏิบัติเปน็ กันมากโดยไม่รู้ตัว
คิดวา่ เปน็ ของดขี องงาม ถ้าไปเจอคนไมร่ ู้จริง ก็ยง่ิ ตดิ ไปใหญ่ พระพุทธเจ้าท่าน
ก็ภาวนาแล้วตัวหายหมดเหมือนกนั หลังจากออกจากภาวนามาพระนางพิมพา
และพระราหุลก็ตามมาหลอกหลอนอยู่นนั่ แหละ ทุกขไ์ มไ่ ด้หายไปไหน
ต่อเม่ือพระองค์ไปเจริญสติ ลมหายใจเข้ารู้ ลมหายใจออกรู้ ในคืนวัน
วิสาขะริมฝง่ั แม่น้าเนรัญชรานั่นแหละ พระองค์จึงตรัสรคู้ วามจริงเกี่ยวกบั ภาพ
ของพระนางพิมพาและพระราหุลท่ีคอยตามหลอกตามหลอนพระองค์มา
ตลอดนับแตท่ รงออกผนวช เป็นความจริงเรื่องของความทุกข์อันเกิดจากภาพ
ของพระนางพิมพาและพระราหุลมาปรากฏท่ีใจของพระองค์นั่นเอง ก่อนท่ี
พระองค์จะตรัสรู้ พระองค์เห็นภาพท่ีมาปรากฏเป็นตัวเป็นตน เป็นของ
พระองคท์ คี่ อยตามฉวยควา้ ทุกขอ์ นั เกิดจากภาพน้นั มาปรากฏ พระองคก์ เ็ ห็น
ว่า ทุกข์นั้นเป็นพระองค์ เป็นของพระองค์ จิตพระองค์จึงเสวยทุกข์อยู่
ตลอดเวลาในขณะท่ีออกมาจากฌาน จากความวา่ ง จากสมาธทิ ีต่ วั หาย
๙๐ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
เม่อื พระองคฝ์ ึกเอาจิตมาอยู่กบั รลู้ มหายใจเข้าออก จิตพระองค์ต้ังมั่น
อยู่กับรู้ (รู้อันน้ีก็คือ สติ) พระองค์แยกจิตออกจากภาพพระนางพิมพาและ
พระราหุลได้อย่างเด็ดขาด ขณะท่ีภาพน้ันแยกออกไป ทุกข์ก็แยกออกให้เห็น
ด้วย พระองค์จงึ มาถงึ บางออ้ ว่า ภาพพระนางพมิ พาและพระราหุลทีห่ ลงเข้าใจ
วา่ เป็นของพระองค์ เป็นตัวเป็นตนของพระองค์ หาได้เป็นอย่างที่เข้าใจมาแต่
ก่อนเกา่ หลายกัปหลายกลั ป์ไม่ แม้ทกุ ขเวทนาอันเกิดจากภาพพระนางพิมพา
และพระราหลุ มาปรากฏก็เช่นกัน เมื่อแยกออกไปใหเ้ ห็นชดั แจ้งราวกับตาเห็น
รูปอยเู่ ฉพาะหนา้ อย่างน้ัน พระองค์ก็พบว่า ทุกขน์ ั้นก็หาใชเ่ ป็นตวั เป็นตนของ
พระองคเ์ ช่นกัน ทงั้ จะหมายมัน่ ว่า เป็นของพระองค์ก็หาได้ไม่ แทจ้ ริงพระองค์
คือ สภาวะอยา่ งหนึ่งที่เรยี กวา่ จติ อนั หนึ่ง พระองคแ์ ยกจิตออกจากขันธห์ ้าได้
อย่างเด็ดขาดในคืนนั้น เห็นภาพทั้งปวง (สัญญา) ทุกข์ทั้งปวง (เวทนา) เป็น
เพียงธรรมชาตอิ ย่างหนึ่งทเ่ี กิดข้นึ แลว้ ดบั ไป
เม่ือพระองค์รักษาจิตไว้ได้เป็นม่ันคงไม่เข้าไปฉวยคว้ายึดมั่นปรุงแต่ง
เมื่อนั้นทุกข์นั้นก็ทาอะไรพระองค์ไม่ได้เลย แต่เมื่อใดที่เห็นว่า ทุกข์น้ัน ภาพ
นั้นเป็นของพระองค์ พระองค์จะทุกข์ข้ึนมาทันที เพียงแค่ปรุงแต่ง (คิด) ว่า
ภาพน้ัน ทุกข์น้ันเป็นของเรา เราก็ทุกข์ แต่หากเห็นถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ว่า
ทกุ ข์น้นั ภาพนัน้ หาใช่ของเราไม่ จติ ก็ไมเ่ ข้าไปยึดม่ัน จติ กไ็ ม่ทกุ ข์ พระองค์จึง
ค้นพบเหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์และข้อปฏิบัติในการดับทุกข์ ในคืนน้ัน
นน่ั เอง
หากพระองค์มาสัมผัสอากาศร้อน อากาศหนาว น้าร้อน น้าเย็น ใจ
ของพระองค์ก็สบาย สบายเพราะพระองค์รู้เท่าทันอากาศร้อน อากาศเย็น
กายท่ีร้อนและเยน็ ว่า ไม่ว่าความร้อน ความเย็นของอากาศ ของน้า ของกาย
มันก็สักแต่เวทนาอย่างหน่ึงเท่าน้ัน จะถือเป็นพระองค์ หรือของพระองค์หา
มิได้ ใจของพระองค์ก็อยู่ท่ามกลางอากาศร้อน อากาศหนาว น้าร้อน น้าเย็น
ได้อย่างสบาย สงบ ไม่วุน่ ไปตามอากาศเยน็ ร้อน ตอ่ ให้อากาศหนาวเหน็บติด
ลบแค่ไหน มันก็เข้าถึงแต่กายเท่าน้ัน ใจพระองค์แม้จะรู้สึก แต่ก็ไม่เกี่ยวข้อง
ดว้ ย เพราะใจของพระองค์หลุดพ้นไปจากอุปาทานคือ ความยึดมั่นในเวทนา
ได้เสียแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตของพระองค์ดารงสภาวะอยู่เหนือเวทนาได้
แล้ว จิตของพระองค์กับจิตของหลวงปู่ชาต่างอยู่ในสภาวะเดียวกันคือ
เวทนานุปสั สนาสติปัฏฐาน | ๙๑
เหนือเวทนา เวทนาทาอะไรจิตไม่ได้ พระอริยะจะต้องผ่านทางน้ีทางเดียว
เหมือนกันหมดคือ นาพาจิตไปสู่สภาวะเหนือเวทนา แม้พระอริยะองค์น้ีคือ
หลวงตามหาบัว เวทนาก็ทาอะไรจิตท่านไม่ได้ จิตท่านอยู่เหนือเวทนา อยู่
เหนือสุข อยู่เหนือทุกข์ จิตท่านไปรู้ความเป็นจริงของสุขของทุกข์เข้าให้แล้ว
เมื่อรู้ความเป็นจริง จิตท่านก็ถอยออกมา ไม่เข้าไปเก่ียวข้องยึดมั่น ไม่เข้าไป
ปรุงแต่งให้วุ่นวาย หลวงตามหาบัวจึงบอกว่า จิตท่านก็เหมือนใบบัว น้าไหล
ผา่ นมาแลว้ ผ่านไปจะทาอะไรใบบวั หาได้ไม่ นคี่ ือ ความหมายของหยดน้าบน
ใบบัวของหลวงตามหาบัว หยดนา้ ก็คือ อารมณ์ คอื สุข คือทุกข์ ใบบัวก็คือ
จติ ต่างคนต่างอยู่ ผ่านมาแลว้ ผ่านไป
ทท่ี ุกวันน้ีเราวุน่ อยู่เพราะเราไมเ่ ห็นตามความเป็นจริง ไม่รู้ตามความ
เป็นจริงของสุข ของทุกข์ ของรูป ของนาม ของขันธ์ห้า ของอารมณ์ ถ้าเรารู้
ความเป็นจริง ที่เรยี กว่า ปัญญา จิตเราจะสงบเยือกเย็นเป็นบรมสุขข้ึนมาเอง
โดยไม่ต้องบังคับ เหมือนเราวิ่งตามเด็กคนหน่ึง เพราะเห็นว่าเป็นลูกของเรา
วันหนงึ่ เมือ่ ตามไปทนั เห็นชดั แจง้ วา่ เขาหาใช่ลกู ของเราไม่ เราก็หยดุ ว่งิ หยุด
ตามเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครมาบอก มาบังคับให้หยุด ทุกวันน้ีใจเราไม่
เคยหยดุ วิ่งตามอารมณ์เลย อารมณส์ ขุ ก็วง่ิ ตามไป อารมณท์ ุกข์ก็ว่ิงตามไป เรา
ก็เท่ียวตามหาเหนื่อยกันบ้างไหม วันใดเลิกว่ิงตามท้ังสุขและทุกข์ได้ก็จะพบ
ตวั เองวันนั้น ท่ีวิ่งตามน่ี เพราะเห็นว่าสุขเป็นเรา ของเรา เหน็ ว่าทุกขเ์ ป็นเรา
ของเรา พระพุทธเจ้าจึงมาสอนให้ฝึกใจให้หยุดอยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึกตัว
ก่อนเป็นเบื้องตน้ ให้หยดุ อยู่กบั ลมหายใจเขา้ ออกบ้าง หยุดอยู่กับรู้เทา่ ทันการ
เคลอื่ นไหวของกายบา้ ง หยุดอยู่กบั รู้เท่าทันอารมณ์ท้ังปวงบา้ ง หยุดอยู่กับให้
มาระลึกรู้อยู่ในกายน้ีบ้าง เอาจิตกลับมา ทวงจิตกลับมาจากอารมณ์ไม่ว่าสุข
หรือทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ยินดี ยินร้าย เวลาใครมาขโมยของของเราไป
เราก็เทีย่ วตามหาทง้ั วันทั้งคืน แต่กิเลสนีม่ ันขโมยจติ เราไปเหยียบยา่ อยทู่ ุกเมื่อ
เชื่อวัน เคยคิดจะทวงจิตคืนจากกิเลสบ้างไหม หรือพอใจท่ีจะเป็นทาส
มันไปตลอดอนันตกาล พระพุทธเจ้าอุตส่าห์บาเพ็ญบารมีมาตั้งส่ีอสงไขย
แสนมหากัป ไม่สงสารพระองค์ท่านบ้างหรือ แทนท่ีจะใส่ใจคาสอนของ
พระองค์ท่าน บูชานับถือคาสอนของพระองค์ กลับไปบูชานบั ถือตุ๊กตุ่นตุ๊กตา
ชาวพทุ ธน่เี หลวไหลกันได้ถึงเพียงน้ี พระองค์สอนใหม้ ีปัญญาเอาชนะกิเลสให้
๙๒ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
ได้ แต่เราก็ว่ิงตามไปให้มันกดคออยู่ตลอดเวลา เพราะอวิชชาคือ ความไม่รู้
นแ่ี หละ
เราต้องรู้เท่าทันมันทั้งสุขและทุกข์ เอาแค่น้ีแหละ ไม่ต้องไปพูดถึง
ราคะ โทสะ โมหะอะไรใหป้ วดหัวว่ามันมาจากไหน จริงๆ มนั กม็ าจากจิตที่ไม่
รเู้ ท่าทันสุขและทุกข์นน่ั แหละ ไปยึดมาปรุง มาแตง่ เป็นราคะ โทสะข้ึนมา ไม่
ต้องไปกล่าวถึงจิตว่าง ไม่ว่าง ตัวหาย ตัวเป็นอะไรหรอก รู้เร่ืองของสุขของ
ทกุ ข์ ของกายเราน่ีแหละ แค่นเ้ี อาตัวรอดได้แล้ว เหน็ ไหมหลวงตาพูดชัดมาก
สุขเกิดก็ให้ทราบว่าเรื่องของสุข ทุกข์เกิดก็ให้ทราบว่าเรื่องของทุกข์ ไม่ว่าสุข
หรือทุกข์ (เวทนา ธาตุขันธ์) มันเป็นเร่ืองของเขาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของเราเลย
ถ้าเราภาวนาพบจิตพบใจตนเอง จะเหน็ ไดช้ ัดแจง้ หายสงสยั อยู่ตรงท่ีเห็นน่ัน
แหละ สติจะเป็นตวั แยกเวทนาออกจากจิต สติเป็นตวั กางกนั้ เวทนากับจิต ถ้า
ท่านฝึกสติมีกาลัง ท่านจะเห็นว่าจิตกับเวทนามันแยกกันอยู่จริงๆ ที่เราแยก
ไม่ไดเ้ พราะสติไมม่ กี าลัง ท่านจะตอ้ งฝกึ จติ ใหอ้ ยู่กับสติตลอดเวลา นับแตเ่ วลา
ต่นื นอนจนกระท่ังหลับไป หากท่านทาได้ดังนี้ ท่านจะแยกเวทนาออกจากจิต
ที่เวทนามนั หอ่ หมุ้ จติ อยูไ่ ด้
เมื่อพระจันทร์ใกลเ้ ตม็ ดวง ลองสังเกตบนทอ้ งฟา้ เห็นพระจันทร์สว่าง
สดใสไหม แล้วเคยเห็นตอนพระจันทร์ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเมฆหมอกไหม บางที
เหมือนเมฆหมอกไปไหน พระจันทร์ก็เคลื่อนตามไป พระจันทร์นั่นคือ จิตเรา
ที่เดิมผ่องใสประภัสสร แต่มามัวหมองไปเพราะมีกิเลสคือ เมฆหมอกมา
ปกคลุม มีอารมณ์ทั้งปวงห่อหุม้ ไว้เหมือนเวทนาห่อหุ้มจิต จิตทา่ นจึงมวั หมอง
ไม่สดใส หดหู่ ฟุ้งซา่ น ราคาญใจ ทีนี้ ถ้าพระจันทร์เกิดฉลาดขน้ึ มา เมฆจะมา
จะไป พระจันทร์ก็ไม่มา ไม่ไปตามเมฆหมอก หยุดอยู่กับที่ มันก็จะสลัดตน
ออกจากเมฆหมอกได้ ใจเราก็เหมือนกัน ใจเราน่ีไม่เคยหยุด หลวงปู่ดูลย์จึง
สอนว่า ให้หยุด หยุดอยู่กับรู้ รู้อยู่กับท่ี รู้สึกตัวทั่วพร้อม มันอันเดียวกันหมด
เรยี กว่า สติ
วันหน่ึงเม่ือท่านฝึกจิตให้อยู่กับสติได้อย่างม่ันคง ไม่ไหวหวั่นไปตาม
อารมณ์น้อยใหญ่ ไม่ไหวหว่ันไปตามสุข ตามทุกข์ จิตท่านจะแยกออกจากเวทนา
ได้เหมือนพระจันทร์แยกออกจากเมฆหมอกได้ฉะนั้น ตรงน้ันพระพุทธองค์
เรียกว่า สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธแิ ปลว่า ความต้ังม่ันของจิต สัมมาสมาธิไม่ได้
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๙๓
หมายถงึ จติ รวมเข้าไปแช่ นิ่ง สงบ สว่างไสว วา่ งอยู่ จติ ท่ีเปน็ สัมมาสมาธิตอ้ งมี
ลักษณะตื่นรู้ ตงั้ มั่น สงบ รวู้ ่าเวทนาท้ังปวงไม่วา่ สุขเวทนาหรือทุกขเวทนาหา
ใช่เรา ของเราไม่ เรานี่โง่ เห็นผิดมาตลอดว่ามันคือเรา ของเรา จึงว่ิงตาม
ไล่คว้าอยู่ประหนึ่งเหมือนคนบ้า วันใดสลัดออกจากเวทนาได้เด็ดขาด วันน้ัน
ท่านก็เป็นพุทธะ พุทธะไม่ต้องไปหาท่ีไหน มันมีอยู่ในใจของทุกคนอยู่แล้ว
หลวงปู่ดูลย์บอกไว้ น่ันคือ สติปัฏฐานส่ี กาย เวทนา จิต ให้รู้ ธรรมจะมา
ปรากฏในเรว็ วนั
พุทธะ แปลวา่ ผรู้ ู้ ผู้ต่นื ผู้เบกิ บาน เวลาเห็นธรรม จิตน่มี ันจะตื่น กาย
เท่านั้นที่หลบั แต่จิตไม่หลับ มหัศจรรย์มาก บอกไม่ถูกเหมือนกัน เป็นอยู่ราว
สองเดือน จิตเม่ือตื่นรู้มันก็ตื่นรไู้ ปตลอด ความรคู้ วามเห็นท่ีปรากฏ ไม่ใช่มาๆ
ไปๆ รู้อย่างไรก็รู้อย่างน้ัน เหมือนอย่างที่หลวงปู่ชาบอกว่า เห็นเป็ดเป็นเป็ด
เห็นไก่เปน็ ไก่ นั่นแหละ ท่านวา่ แต่กอ่ นเราไมร่ ู้ เห็นเปด็ เป็นไก่ เหน็ ไก่เป็นเป็ด
ตอ่ เมื่อเห็นชัดแจ้งแล้วว่า อันไหนเป็ด อนั ไหนไก่ ต่อไปเวลาเจอเป็ดเจอไก่ ก็
บอกไดท้ ันที ไมห่ ลงอกี แลว้ แตก่ อ่ นกง็ งว่า หลวงปู่ชาสอนอะไรเปด็ ๆ ไก่ๆ พอ
เห็นตรงนี้ กลับไปอ่าน กราบแล้วกราบอีก เห็นเป็ดเป็นไก่คือ เห็นจิตเป็น
อารมณ์ เห็นอารมณ์เป็นจิต แยกไม่ได้ว่าอันไหนจิต อันไหนอารมณ์ ต่อเมื่อ
เจริญสติจนแยกจิตออกจากอารมณ์ได้เด็ดขาด จิตมันก็ไม่เอาอารมณ์ถอน
ออกมาเร่ือยๆ ภาษาพระเขาเรียกว่า จิตจางคลาย คลายจากความยึดมั่น ยิ่ง
จางคลายมากเท่าใด ทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น ถามว่าทุกข์หายไปไหน มันไม่ได้
หายไปไหนเลย ยังทุกข์เหมือนคนปกติทุกอย่าง อากาศหนาวก็หนาว ร้อนก็
ร้อน เจบ็ ไขไ้ ด้ปว่ ยกท็ กุ ขต์ ามประสามัน หิวก็ยังทุกข์ ของหายก็ยงั ทุกข์ แต่พอ
ไปรู้เร่ืองของมันแล้ว มันก็ไม่ค่อยทุกข์มากเหมือนเม่ือก่อน เรื่องของมันไม่มี
อะไรมากหรอก เกิดขึ้นแล้วดับไป มีอยู่แค่น้ัน ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ อย่าไปให้
ราคามันมากเลย เพราะเดี๋ยวมันก็ดับไปอยู่ท่ีราคาเท่ากันคือ ศูนย์ อย่าง
หยาบๆ ท่ีสดุ นี่ ก่อนจะไปเรยี นรู้เวทนา ลองพิจารณาบ้านเอย รถเอยดูว่า มัน
ใชข่ องเราจริงหรอื เปลา่
พระพทุ ธเจา้ จงึ สอนกายกอ่ น ถา้ หายสงสัยในรปู ในกายก็ไมย่ ากท่ีจะ
วิวัฒนาการไปสู่นามคือ เวทนา แต่จากประสบการณ์ควรทาไปพร้อมๆ กัน
นั่นแหละ เราจะตีเอาเมืองคืน มันต้องเข้าตีทุกๆ ด้าน ไปดูในถ้อยคาที่
๙๔ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒
พระพุทธเจ้าสอนเร่ืองสติปัฏฐานเถิด ท่านใช้คาว่า เรียนรู้กายในกายบ้าง
เวทนาในเวทนาบ้าง จิตในจติ บ้าง ทามันท้ังวันทั้งคืน ถ้าอยากแยกจติ ออกจาก
เวทนาได้ มันต้องเพียรต่อเน่ือง ที่หลวงปู่ม่ันสอนว่า การปฏิบัติต้องให้เป็น
วงกลมคือ ไม่ขาดสาย อย่าคิดว่าต้องไปอยู่วัดถือศีลอะไรนะ อยู่บ้าน อยู่ท่ี
ทางานก็ทาได้ ถ้าฉลาดในการภาวนา อย่างขายของนี่ คนมาซ้ือของต่อว่าเรา
ขายแพงบ้าง ชมสินค้าเราบ้าง วันน้ีขาดทุนบ้าง กาไรบ้าง เห็นอะไรไหม นั่น
แหละผลิตผลธรรมะท้ังน้ัน เคยเก็บบ้างไหม ส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้เน่าอยู่ที่โคน
ตน้ นน่ั แหละ วันนข้ี าดทุน เจ้านายดา่ ลูกนอ้ งหักหลงั เห็นอะไรเกดิ ขนึ้ ในจิตใน
ใจบ้างไหม วันนี้ขายได้กาไร เจ้านายชมเปาะ ได้เล่ือนตาแหน่ง ลูกน้องมา
แสดงความยินดี เห็นอะไรในจิตในใจบ้างไหม หรือปล่อยให้ใจเคล้ิมไปกับ
คาชม หรือกัดฟันขุ่นแค้นอยู่กับคาด่า กับผลขาดทุนของกิจการในวันน้ัน
ถา้ วันๆ ปล่อยจติ ปลอ่ ยใจให้อยู่ให้เป็นแบบนี้ ยงั ไมไ่ ด้ชื่อว่าเปน็ นักปฏิบตั ธิ รรม
อยา่ หวังมรรค หวังผล นิพพานอะไรเลย ธรรมะมันปรากฏขึ้นในใจตลอดเวลา
แตไ่ มเ่ คยเอามันมาพจิ ารณาใหเ้ ห็นตามความเปน็ จรงิ เลย อารมณท์ ้ังปวง ไมว่ ่า
ดหี รือรา้ ย สุขหรอื ทกุ ข์ มันก็ไม่ตา่ งไปจากเมฆหมอกหรอก มนั ผ่านมาแลว้ ผ่าน
ไป มันเป็นอนิจจัง ทกุ ขัง อนัตตา หาแกน่ สารไม่ได้ เหมือนเราหยิบน้าขึ้นมาดู
มนั มีแก่นสารอะไรไหม อารมณ์มันมาจากความว่าง (จิต) แล้วก็กลับไปสู่ความ
ว่าง มันก็เทา่ นนั้
ทุกวันน้ี เราถกู มันหลอกให้เห็นเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นเขา เราถึง
วุ่นไม่หยุด วันท้งั วนั จะไปหาธรรมทไี่ หน กม็ ันปรากฏให้เหน็ อยูใ่ นใจตลอดเวลา
อยู่แล้ว แต่เพราะเรานี่เขลา มืดบอด จึงมองอะไรไม่เห็น พระพุทธเจ้าท่านก็
เขลาเหมือนเราน่ีแหละ กอ่ นที่จะมาตรสั รู้ เนรัญชราก็เป็นเพียงสถานทีต่ รัสรู้
แตท่ ี่ท่ีพระองค์ตรสั รู้ ไม่ใชเ่ นรัญชรา แตอ่ ย่ทู ใี่ จของพระองค์ตา่ งหาก ถ้าใจเรา
ยังว่ิงไปตามวัตถุข้าวของ รถคันงาม หญิงรูปงาม ชายหล่อๆ ลูกเทพ ลูกเทือก
เราไม่มีวันรู้เห็นธรรมไปได้หรอก ถ้าใจเรายังคงว่ิงตามคาชม คาด่า ผลกาไร
ขาดทุน ตาแหน่งหน้าท่ีการงาน เราไม่มีวันรู้เห็นธรรมอะไรข้ึนมาได้หรอก
พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า อันพระธรรมนตี้ ้องดูว่าท่านจอ้ งมันอย่างไร ถา้ จอ้ งมัน
ด้วยความไม่รู้เท่าทัน ไม่มีปัญญา มันก็ยิ่งรัด คาว่าย่ิงรดั คือ อุปาทาน ย่ิงจ้อง
ยงิ่ ยึด ทาไมย่ิงจ้องย่ิงยึด เพราะเป็นการจ้องด้วยความไม่รู้เทา่ ทัน เพราะเป็น
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๙๕
การจ้องท่ีขาดสติ ขาดปัญญา ถ้าท่านเห็นว่าส่ิงที่ท่านจ้องอยู่มันไม่เสื่อมดับ
วันน้ีก็พรุ่งน้ีท่านยังจะจ้องอยู่อีกไหม เหมือนท่านไปนั่งจ้องปราสาททรายริม
ทะเล ท่านจะนั่งจ้องให้มันอยู่ได้สักก่ีวัน จ้องได้ไม่เท่าไร มันก็เจอลม เจอน้า
เส่ือมทรุดลงไปอีกแล้ว พรุ่งน้ีทาข้ึนมาใหม่ แล้วมาน่ังจ้องใหม่ ตอนเย็นไปอีก
แลว้ ให้จ้องอยู่สักเดือนเอาไหม ไมเ่ อาหรอก ใชไ่ หม แล้วอารมณ์ เวทนาน่ี มัน
เป็นใคร ถึงได้จ้องมัน ยึดมันมาเป็นเวลาหลายล้านกัปกัลป์ ท่ีจ้องเพราะท่าน
ไม่รู้ เพราะท่านหลงเวทนา หลงเห็นว่ามันเป็นตัว เป็นตน เป็นเรา ของเรา
ตา่ งหาก หากท่านเหน็ ประจกั ษ์ใจวันใดว่า มันไมใ่ ช่เรา ของเรา ทา่ นก็เลิกจ้อง
ไปเองโดยอัตโนมัติ จิตมันจะหลุดจากการยึดมนั่ จากการรัดมันไว้ทันที ต่อไป
เมื่อท่านรู้เรื่องของมัน ท่านก็จ้องมัน แต่จะไม่เข้าไปรัดมันเหมือนเก่า เพราะ
ทา่ นเห็นแล้วว่า สงิ่ ที่ท่านจ้องมันไม่เที่ยง (อนจิ จัง) ทนอยู่ไม่ได้หรอก (ทกุ ขัง)
ต้องเส่ือม ต้องพังไป หาแก่นสาร ตัวตนอะไรไม่ได้ (อนัตตา) การเห็นอย่างนี้
แหละเรียกวา่ ปัญญา เหมือนท่านนั่งจ้องเก้าอ้ีไม้ตัวหน่ึงไว้ กอดมันไว้ รัดมัน
ไว้ เพราะทา่ นเข้าใจวา่ นั่นเก้าอ้ีของเรา ให้ทา่ นนั่งกอดมันไว้สักสิบ ย่สี บิ ปี ทา่ น
เห็นอะไรไหม เกา้ อี้ท่ีท่านจ้องรัดมันไว้ มันจะค่อยๆ เสื่อม ค่อยๆ พังไป สุดท้ายก็
กลบั ไปเป็นดนิ ไหนละ่ เก้าอี้ของท่าน
เมื่อท่านเห็นอย่างนี้ ปัญญาท่านเกิดแล้ว ท่านจะเห็นว่า อ้อ ! เก้าอี้นี่
เราหลงเข้าใจมานานว่า มันเป็นของเรา เพราะเราทามันมากับมือ บัดนี้มัน
เส่ือมสลายกลับไปเปน็ ดินแล้ว มันไม่ใช่ของเรานน่ี ่า สังขารท้ังปวงยอ่ มมีความ
เส่ือมไปเป็นธรรมดา จะพึงหมายมั่นว่า น่ันคือเรา ของเราหาไม่ได้ เวทนาก็
เหมือนกัน มนั ก็ปรุงแต่งมาจากจิต เมอ่ื ปรุงแต่งแลว้ ก็ต้องเสื่อม ต้องดับ จริงๆ
แล้วเวทนาเมื่อเกิดแล้วก็ดับไปทันที หาแก่นสารไม่ได้จริงๆ มันเร็วกว่าเก้าอ้ี
หลายล้านเท่า แต่ท่ีดูเหมือนไม่ดับก็เพราะจิตเราน่ีแหละหลงเข้ายึดรัดไว้ รัด
อย่างเดียวไมพ่ อ ปรงุ แต่งต่ออกี เป็นนี่ เปน็ น่นั วุ่นไปหมด
หลวงปดู่ ูลย์จึงสอนวา่ อย่าส่งจิตออกนอก เมอ่ื เวทนาเกิด ให้มีสติ ให้
อยู่กับรู้ ให้เห็นว่า เวทนาที่เกิดน้ัน เม่อื เกิดเป็นธรรมดากด็ ับเป็นธรรมดา มัน
ไม่เท่ยี งแท้ไปได้หรอก เมอื่ ท่านเหน็ อย่างน้เี นืองๆ จิตท่านจะคลายออกมา จะ
ไม่วิ่งเข้าตะครุบกอดรัดเหมือนเม่ือก่อน คล้ายกับท่านเห็นบ้านกาลังจะพัง
ท่านยังจะว่ิงเข้าไปกอดรัดบ้านหลังนั้นอยู่อีกหรือ คนโง่เท่าน้ันท่ีทาเช่นนั้น
๙๖ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒
แล้วทุกวันนี้ท่านโง่หรือฉลาดท่ีเที่ยววิ่งกอดรัดความสุข (สุขเวทนา) กอดรัด
ความทุกข์ (ทุกขเวทนา) พระพุทธเจ้าท่านก็โง่มาก่อนเหมือนกัน เมื่อท่าน
ฉลาดแล้วท่านจึงมาสอนชาวโลกให้มีปญั ญา ให้ฉลาดรู้เทา่ ทันอารมณ์ ท่านโง่
หรือฉลาดท่ีไปน่ังจ้องในส่ิงทหี่ าสาระแกน่ สารอะไรไมไ่ ด้ ท่านสอนอคี ิวท่ที าให้
พ้นทกุ ขไ์ ด้ อคี วิ ทีฝ่ ร่ังสอนมันคนละเรอ่ื งกับทีพ่ ระพุทธเจา้ สอน
หลวงปู่ชาบอกว่า คาว่า อนิจจัง คือ ไม่แน่ ไม่เท่ียง คาเดียวนี่แหละ
ทาใหถ้ ึงซ่ึงพระนพิ พาน ดับทกุ ข์ได้ แต่น่าอนาถท่ีน้อยคนนักจะเช่ือท่าน เราน้ี
พอมาเห็นว่าอะไรเป็นอะไรจึงเช่ือท่านสนิทใจ ไม่สงสยั อีกเลย หลวงปชู่ าสอน
ว่า เห็นอารมณ์อะไรเกิดมันก็ไม่แน่ท้ังนั้นแหละ เห็นอย่างนี้เนืองๆ จิตมันจะ
คลาย คลายจริงๆ นะ ประกอบกับสติทเี่ ราฝึก ไมว่ ่าจะรู้เท่าทนั ลมหายใจ ยืน
เดิน นัง่ นอนใหร้ ู้ มนั เสริมกนั ไปหมด สติมากเทา่ ใด สมาธิคอื ความตั้งม่ันของ
จติ ก็เจริญมากข้ึน ปญั ญาก็เห็นชัด ชัดท้ังสติ สมาธิ ปัญญา มันจะเสริมซึ่งกัน
และกัน และจะทาให้รู้เห็นธรรมได้อย่างรวดเร็ว ปัญญาที่ว่าคือ เห็นอะไรก็
อนิจจัง ไม่แน่ ไม่เท่ียงน่ีแหละ ขายของขาดทุน อารมณ์ไม่ยินดีก็มาแล้ว
พิจารณามนั ใหเ้ ห็นวา่ เออ ! มนั ไมแ่ น่ ไมเ่ ทย่ี งหรอก
หลวงตามหาบัวบอกว่า ถนัดแบบไหนใชแ้ บบนั้น จะเอาคาวา่ อนจิ จัง
กไ็ ด้ ทกุ ขัง คือ เออ ! เอ็งทนไม่ไดห้ รอก เดย๋ี วต้องเส่ือมต้องดับไปเป็นธรรมดา
แค่นน้ั แหละไม่มีอะไรหรอก หรือจะอนัตตา หาแก่นสารตวั ตนไมไ่ ด้ อะไรทม่ี ัน
เกิดดับๆ มันมีตัวมีตนท่ีแท้จริงไหม เหมือนปราสาททรายน่ันแหละ ข้ึนชื่อว่า
สงั ขารคือ การปรุงแต่ง มันเปน็ อนัตตาคือ หาแก่นสารตัวตนท่ีแท้จริงไม่ได้สัก
อย่าง อย่าหมายมั่นเลย เจ้านายชมวันน้ี แหม ! มันสุขเหลอื เกิน น่ัน หลงเข้า
ไปจ้องไปรัดมันอีกแล้ว ออกมา ตอนรู้สึกตัวออกมา ตอนน้ันเขาเรียกว่า สติ
พอออกมาปั๊บจะเห็นอารมณ์ยินดีท่ีเจ้านายชมค้างเติ่งอยู่ น่ันตรงนั้นจุด
ตายเลย พจิ ารณาไตรลกั ษณ์เขา้ ไป มันเปน็ อนิจจงั นี่ เพราะมันจะดับไปให้เห็น
อยู่เฉพาะหน้านัน่ แหละ มนั เป็นอย่างน้ันจริงๆ ถ้าไม่ออกมาจากอารมณ์ จาก
เวทนา จะไม่เห็นเวทนาดับไปให้เห็น ถ้าเราฝึกสติมาดี เวลามีเวทนาไม่ว่าสุข
หรือทกุ ขจ์ ิตมันจะออกมา อาการของจิตที่ออกมาจะมลี กั ษณะตืน่ รู้ สงบ ถา้ ทา
แบบน้ีได้แสดงว่า จิตเริ่มกอดรัดเวทนาน้อยลงแล้ว จิตจางคลายลงบ้างแล้ว
ตอนจ้องไม่ผิด ผิดตอนเข้าไปกอดรัดมัน ถ้ารู้เรื่องของมันจะไม่เข้าไปกอดรัด
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๙๗
หรือพิจารณาให้เห็นโทษของเวทนาก็ได้ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ สุขก็เหมือนขนม
หวานเคลือบยาพษิ
การแต่งงานเหมือนมีสุข จริงๆ สุขไหม พิจารณาดูดีๆ อย่าหลอก
ตนเอง หากเหน็ ชวี ิตการแตง่ งานเป็นสุขแสดงว่า ยังเปน็ บัวใต้ตมอยู่ หลวงปชู่ า
บอกวา่ ครอบครวั มันจะสขุ ได้อยา่ งไร อะไรทีค่ รอบไวม้ นั กไ็ มอ่ ิสระแลว้ ถา้ เหน็
ว่าถูกครอบอยู่ เป็นทาสอยู่ เป็นสุข ก็คงยากที่จะโปรดแล้ว มีรถคันใหม่ มัน
เหมือนจะสขุ มนั สุขแป๊บเดียว ท่ีเหลือยู่ดสู ิ สุขหรือทุกข์ คอยเป็นหว่ ง ใครมา
ชนรถปา้ ยแดง แหม ! มนั ทุกข์เหลือเกนิ มีลกู มันก็สขุ ประเดีย๋ วประดา๋ ว ทาไม
พระพุทธเจ้าตั้งช่ือลูกว่า ราหุลล่ะ ตอนพระพุทธเจ้าสอนปัญจวัคคีย์ ท่านก็ไม่ได้
สอนอะไรมาก จริงๆ ทา่ นสอนเร่ืองเวทนาน่ีแหละ ท่านบอกสุขนั้นน่ะ อย่าไป
ขอ้ งเกี่ยว (กามสุขัลลิกานุโยค)
ส่วนทุกข์ก็เหมือนกัน อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องเลย (อัตตกิลมถานุโยค)
สองทางน้ี สมณะไม่ควรเดิน พระโกณฑัญญะฟังอย่างน้ัน ด้วยความมีปัญญา
จิตท่านท่ีเคยจ้องสุข จ้องทุกข์ กอดรัดสุขและทุกข์อยู่ไม่ยอมปล่อยเลย
ก็ออกมาจากสุขจากทุกข์ มาต้ังม่ัน มาจ้องอยู่ แต่ไม่เข้าไปกอดไปรัดเหมือนเดิม
อีกต่อไป มาจ้องมาเห็นว่า เวทนาทงั้ ปวงไม่ว่าสุขหรือทุกข์ มันเกิดเป็นธรรมดา
แลว้ ดับเปน็ ธรรมดา ยัง กิญจิ สมุทะยะธัมมัง สพั พันตัง นิโรธะ ธัมมันติ จะถือ
เป็นเรา ของเราได้เสียท่ีไหน ท่านก็ได้แต่จ้อง แต่เลิกกอดเลิกรัดเสียต้ังแต่
บดั นั้น จนวันปรินิพพาน คาถาสาหรับท่านท่ีถามมาวันน้ีก็คือ จ้องได้แต่อย่า
เข้าไปยดึ เพราะส่ิงทท่ี ่านยึดมนั ไมเ่ ที่ยง ลองเอาคาถาน้ไี ปใช้สักเดือน จะเห็น
ความอัศจรรย์เกิดในใจท่านแน่นอน จะเห็นว่า ใจท่านจะเป็นอิสระจาก
อารมณ์มากขึ้น ยิ่งเป็นอิสระมากเท่าใดจะสงบ เยือกเย็นมากเท่าน้ัน เป็นการ
สงบด้วยปัญญา
๙๘ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
๕. กอ้ นกาย ก้อนเบ่ือกค็ ือ ก้อนทุกข์
แสดงธรรมกลุม่ ต้นบุญ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙
ท่านทรงกลด : มีชายคนหน่ึง วิ่งถือก้อนเหล็กเผาไฟแดงโร่ ทั้งหนัก
ท้ังร้อน แล้วร้องว่า โอ้ ! ร้อนเหลือเกิน ร้อนเหลือเกิน คนผ่านไปมาก็เห็น จึง
ตะโกนบอกวา่ ทาไมไมว่ างลงเสียละ่ จะได้ไม่รอ้ น ไมห่ นกั ชายคนนน้ั ก็สวนมา
ว่า วางไม่ไดๆ้ คนผ่านไปมาดังกล่าว ก็ถามกลับว่า ทาไมวางไม่ได้ ชายคนนั้นก็
ตอบว่า ก้อนเหลก็ ท่ีเผาไฟแดงฉานน่ีมนั เปน็ ของฉัน เส้นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
ก้อนกระดูกนี่เป็นของฉัน ก้อนสกนธ์กายน้ีมันเป็นของฉัน ก้อนลูก ก้อนสามี
ก้อนภรรยา ก้อนพ่อ ก้อนแม่ ก้อนบ้าน ก้อนรถ ก้อนที่ดิน ก้อนหุ้น ก้อน
บริวาร ท้ังหมดนี่มนั เป็นของฉัน ก้อนทกุ ข์ ก้อนสขุ มนั เป็นของฉัน
พิจารณาดูดีๆ มันใช่ของฉัน ของเราจริงหรือไม่ ลูก เมีย สามี ใช่หรือ
ลูกกเ็ ท่านน้ั สามีก็เท่านน้ั ภรรยากเ็ ท่าน้นั เขาก็เปน็ ของเขา บังคบั บญั ชาอะไร
ได้บ้างไหม สามีเคยรักบัดน้ียังรักอยู่ไหม ภรรยาเคยรักบัดน้ียังรักอยู่ไหม ลูก
พอมีครอบครัว คนรัก เขาก็มีหนทางของเขา จะอยู่กับเราไปได้ตลอดหรือ แม้
กายเรายังไม่ใช่ของเราเลย แล้วก้อนสกนธ์กายคนอ่ืนจะเป็นของเราได้หรือ
วางไดแ้ ลว้ สว่ นกอ้ นเบอื่ ก็คือ ก้อนทกุ ข์อันหนึง่ มันใชข่ องเราหรอื บอกมันสิวา่
เฮ้ย ! เลิกเบ่ือได้แล้ว บอกมันสักพันคร้ัง มันหายเบื่อไหม ไม่หรอก เพราะ
อารมณ์เบื่อ (ทุกขเวทนา) มันก็เป็นของมันอย่างน้ัน ไม่ต่างจากผม จากฟัน
ตอ้ งใชป้ ัญญาตีจงึ จะแตก
ปัญญาหรือวิปัสสนาอันเดียวกัน อนิจจัง ทกุ ขัง อนัตตา ใส่มันเข้าไป
เอากอ้ นเบอ่ื ก้อนทุกข์นน่ั แหละมาพจิ ารณาให้เหน็ ว่ามันไม่เทย่ี ง ไม่ตา่ งไปจาก
ร่างกายที่โทรมลงไปทุกวันของเรานั่นแหละ มันไม่เบื่อจริงหรอก มันเบ่ือๆ
อยากๆ เอาความเบอ่ื หน่ายนั่นแหละมาพจิ ารณาใหเ้ ห็นวา่ เออ ! เอง็ ก็ไม่เที่ยง
หากเห็นตามจริงว่า ความเบื่อหน่ายไม่เท่ียงจริงๆ จิตมันจะออกมาจาก
ความเบ่ือหน่าย ผลของจิตทอี่ อกมาคืออะไร จติ จะตื่นรู้ สงบ เยอื กเย็น ถ้ายัง
เบื่อหน่ายอยู่จิตยังเสวยอารมณ์นั้นอยู่ ถ้าออกมาจะไม่เบ่ือหน่าย ความ
เวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน | ๙๙
เบ่ือหน่ายก็เป็นทุกข์ ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เบื่อๆ น้ีคือ วิภวตัณหา
เป็นไฟสุมใจลึกๆ อยู่ เป็นไฟเย็นดูยาก ไม่เหมือนโทสะเห็นง่าย ต้องใช้สติ ใช้
ปญั ญามากสกั หนอ่ ย
ถ้าออกมาอยู่กับสติคือ ความรู้สึกตัว จะสลัดความเบ่ือหน่ายออกไป
ได้ ระวงั มันจะเปน็ โมหะนะ หลงอยใู่ นสขุ อนั เกิดจากการเบื่อโลก มนั เหมือนไม่
อยากแต่ก็ไม่หลุด ถ้าเบื่อจริงๆ คือ นิพพิทาญาณเกิด ตอนนั้นจิตจะคลาย
กาหนัดออกมาเลย พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า เมื่อเห็นตามความเป็นจริงย่อม
เบ่ือหน่าย ตรงนี้นิพพิทาญาณ เมื่อเบ่ือหน่ายก็คลายกาหนัด (วิราคะ) เมื่อ
คลายกาหนดั ก็หลดุ พน้ วมิ ตุ ิ น่ีคือ ลาดับของการหลดุ พน้ ทกุ ข์
ปัญหาคือ เราต้องทาการบ้านข้อแรกให้แจ้งก่อนคือ การเห็นตาม
ความเป็นจริง ตอนเดินแบบสบายๆ ต้องมีสติด้วยนะ มีความรู้สึกตัวตื่นอยู่
ตลอด ไมแ่ ช่อยู่ในความเบ่อื พวกชฎิลสามพี่น้องพอฟงั ธรรมพระพทุ ธเจ้า ต้อง
หาเหตุแหง่ การเบ่ือให้ได้นะ หาสมุทยั ระวงั จะเบ่ือเพราะอานาจของกิเลสด้วย
ตรงนี้อนั ตรายมากสาหรับคนทีม่ ีทิฏฐิมานะ แสดงว่า ไม่ใช่เหตุทแี่ ท้จรงิ ถ้าหา
เหตุเจอกด็ บั ทเี่ หตุ ความเบอื่ กด็ ับไป ไมย่ ากเลยนะ
มีนักปฏิบัติหลายคน อันตรายมาก หลายคนเป็นหมอด้วย ชอบฝึก
สมาธิแบบจิตรวมลึก มีความสุขมาก วันหนึ่งจิตตก จิตเสื่อม เข้าสมาธิไม่ได้
เบ่ือหน่ายชีวิตข้ึนมา ฆ่าตัวตายไปเลย แต่ถา้ อบรมสติมาดีพอจะไม่เบือ่ ทีเ่ บื่อ
แสดงว่า ขาดสติหรอื สติไม่มีกาลังพอทจ่ี ะชนะความเบ่ือได้ คนมีสติเขาจะต่ืนรู้
สงบอยใู่ นตัว จะไมเ่ บื่อหน่ายอะไรหรอก ถา้ ขาดสตกิ ็ให้หายใจเข้าลกึ ๆ ให้ตื่นรู้
ขนึ้ มา เบื่อกับทุกข์มันก็อันเดียวกัน ถ้าบอกว่าเบื่อแล้วสุข อันนี้ไม่ใช่เบ่ือแล้ว
นะ เรยี กวา่ หลง ถา้ เบ่อื จริงๆ ตอ้ งเร่งเจริญสติ ภาวนา หาทางพ้นทุกข์ ถา้ ยัง
ขาดสตอิ ย่ยู ังเบือ่ ไม่จริง ถ้าเบือ่ โลกก็ดีแล้วนะเพราะแท้จริงแลว้ โลกน่าเบ่อื แต่
ไม่ใช่เบื่อแล้วหยุดอยู่แค่นั้น พระพุทธเจ้าเห็นคนเกดิ แก่ เจบ็ ตาย ท่านก็เบื่อ
แต่ท่านก็แสวงหาทางพ้นทุกข์ให้พ้นจากความเบ่ือตรงนั้น ถ้ามีสติจะไม่เบ่ือหรอก
เพราะสติกับความเบื่อมันอยู่คนละขั้วกัน คนมีสติดีพอเบื่อเขาจะรู้เท่าทัน
ออกมาอยู่กับสติเลย ในจิตตานุปัสสนาจิตมีราคะก็ให้รู้ จิตมีโทสะก็ให้รู้ จิต
เบือ่ หน่ายกใ็ ห้รู้ ใหอ้ ยู่กบั รู้ ใหอ้ ย่กู ับสติ อันนีส้ วนทางกบั มรรคแล้วนะ
๑๐๐ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒
พระอรหันต์ท่านก็มีเบื่อแต่ท่านก็ไม่เอากับมัน พระอริยะปกติความ
เบื่อย่อมมีเป็นธรรมดาเพราะเวทนาขันธ์ยังทางานอยู่น่ี แต่ท่านก็รู้เท่าทัน
ไม่ให้ความเบ่ือมาครอบงาจิตท่านได้มันอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับสติ เมื่อใดท่ีเบื่อ
เมอ่ื นน้ั ขาดสติกเ็ ท่านั้นเอง
อย่างพระอริยะบางทา่ น ท่านก็เบื่อท่ีจะสอนญาติโยมนะ เพราะสอน
ยาก สอนเย็น แตท่ ่านก็ไม่เอาความเบื่อน้นั มาเป็นอารมณ์ มาเป็นท่ีอยู่ของใจ
ของไม่ดี จะเอามาถือไว้ทาไม อย่างชายถือก้อนเหล็กเผาไฟแดงฉานนั้นไง
ทาไมไมว่ าง เพราะเหน็ ผดิ ไง เห็นว่า ก้อนเหลก็ กอ้ นทุกข์ ก้อนไฟน้ันเปน็ ของ
เขา พวกชฎลิ สามพ่ีน้องก็เช่นกันเมื่อเห็นว่า ไฟที่เกิดจากอายตนะกระทบกัน
เพราะไม่รู้เท่าทัน เป็นของร้อนสุดๆ และไม่ว่าจะเป็นไฟราคะ โทสะหรือไฟ
อะไรก็แล้วแต่ ต่างเกิดเพราะเหตุคือ ผัสสะคือ การกระทบ พอหมดเหตุก็ดับ
ไปเป็นธรรมดา ไมค่ วรเขา้ ไปยุง่ เก่ียว หมายมัน่ จิตท่านก็หดตวั เข้ามา คงไว้แต่
เวทนาเท่าน้ันที่เกิดและดับอยู่ ขณะนั้นธรรมารมณ์ (มโนภาพ) มากระทบใจ
ท่านก็จริงอยู่ ภาพดีปรากฏก็เกิดอารมณ์ยินดี (สุขเวทนา) ภาพร้ายปรากฏก็
เกิดอารมณไ์ ม่ยินดี (ทุกขเวทนา) จิตท่านเห็นอยู่ ชดั แจง้ อยู่ ไม่เข้าไปฉวยคว้า
ปรุงแต่งให้เป็นฟืนเป็นไฟต่อไป อารมณ์เกิดอย่างไรก็ปล่อยให้ดับอยู่เฉพาะ
หน้าเช่นนั้น เห็นตามจริงวา่ เออ ! ไฟกเิ ลส ไม่วา่ จะเป็นราคะ โทสะ ทเี่ ราคอย
ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลาน่ีมันร้อนนะ จิตก็ไม่ปรุง ไม่แต่งต่อไปแล้วมาเห็นตาม
ความเป็นจริงว่า ไม่ว่าจะเป็นไฟ จะเป็นอารมณ์ยินดี ยินร้ายล้วนเกิดแล้ว
ต้องดบั ไม่เทย่ี ง จะถอื เป็นเรา ของเราไม่ได้
ทา่ นมาเห็นความจรงิ เชน่ น้ี จิตทา่ นกเ็ บื่อหน่ายทจ่ี ะเท่ียวตามจดุ ไฟอีก
ต่อไป เม่ือเบ่ือหน่ายทจี่ ะวง่ิ ตามอารมณ์น้อยใหญ่ ตามตะครุบมาจดุ ไฟเผาจิต
เผาใจตนเอง ผลท่ีตามมาก็คือ จิตท่านก็คลายกาหนัดออกมาจากไฟราคะ
โทสะเหล่าน้นั เม่ือคลายกาหนัด (วิราคะ) ก็หลุดพ้น (วิมุติ) เม่ือหลุดพ้นก็รู้ว่า
หลุดพ้น ไม่มีกิจต้องทาเพื่อการน้ีอีกแล้ว ดุจชายที่ถือก้อนเหล็กเผาไฟ เห็น
ความเป็นจริงว่า ก้อนเหล็กเผาไฟอันนี้ หาใช่ของเราไม่ ก็ปล่อยวางลงเสีย
ชายคนนัน้ ก็ไม่ตอ้ งทนทุกข์ ทนรอ้ นอกี ต่อไป
เวทนานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๐๑
๖. ธรรมชาติของอารมณ์ ธรรมชาตขิ องใจ
แสดงธรรมกลมุ่ ต้นบุญ เมอื่ วนั ท่ี ๓ มนี าคม ๒๕๕๙
ความสขุ ทแ่ี ท้จริงมนั อย่ทู ่ีการทาใจใหส้ งบ ความสขุ อย่างอืน่ นัน้ มันไม่
แน่นอนหรอก มันอิงอาศัยวัตถุต่างๆ ภายนอก เมื่อวัตถุเหล่าน้ันแปรปรวนไป
แล้ว... ความสุขนั้นมันก็หาย... ส่วนความสุขอันเกิดจากความสงบน่ี ไม่ได้อิง
อาศัยส่ิงใด องิ อาศัยแต่ “สต”ิ กบั “สัมปชัญญะ” นี่แหละ
หลวงปู่เหรยี ญ วรลาโภ
ความยินดีและความยินร้าย ความพอใจและความไม่พอใจ เป็นเร่ืองของ
อารมณ์ต่างหาก ให้รู้จักแยกจติ ออกจากอารมณ์ยอมใหอ้ ารมณ์เป็นอารมณ์ ให้จิต
เปน็ จติ นเ่ี ราจะมีความสบายอยู่ตรงน้ี
พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ
ท่านทรงกลด : วันน้ีนาคาสอนของครูบาอาจารย์มาลงไว้ก่อน อ่าน
แล้วจะเหน็ ว่า หลวงป่เู หรียญสอนเรอ่ื ง ความสุขท่ีแท้จริงอย่ทู ี่การทาใจใหส้ งบ
พระอาจารย์ชยสาโรก็สอนว่า ยอมให้อารมณ์เป็นอารมณ์ ยอมให้จิตเป็นจิต
ท่านบอกว่า ให้รู้จักแยกจิตออกจากอารมณ์ ความสุขท่ีแท้จริงกับการแยก
จิตออกจากอารมณ์เป็นเร่ืองเดียวกันเลยล่ะ หลวงปู่เหรียญกับพระอาจารย์
ชยสาโร ท่านพูดเร่อื งเดียวกนั
คนเราทุกวันน้ีไม่พบความสุขท่ีแท้จริง เพราะไม่ยอมให้อารมณ์เป็น
อารมณ์ ไม่ยอมให้จิตเปน็ จิต เรียกว่า หลงอารมณ์ หลงอารมณ์ยินดบี ้าง หลง
อารมณ์ไม่ยินดีบ้าง คนหลงอารมณ์ หลวงปู่ชาบอกว่าคือ คนหลงโลก ไม่ว่า
อารมณ์ยินดีไม่ยินดี มันก็ไม่เท่ียง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเส่ือมต้องดับไปเหมือน
นา้ ค้างบนยอดหญา้ น่ันแหละ ไปหลงสิ่งที่ไม่เที่ยง หาสาระแกน่ สารไม่ได้ จึงไม่
พบความสขุ ที่แท้จรงิ เสียที
๑๐๒ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
ความสุขท่ีแท้จริงอยู่ท่ีไหน อยู่ที่รถใหม่ป้ายแดง บ้านหรูๆ กระนั้น
หรือ อยู่ท่ีสาวงาม หนุ่มหล่อ กระน้ันหรือ อยู่ที่ทรัพย์สมบัติเงินทอง กระนั้น
หรือ อยู่ท่ีชื่อเสียง เกียรติยศ จอมปลอม กระน้ันหรือ อยู่ท่ีอารมณ์น่ายินดี
เพลิดเพลินในรูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ (สัมผัส) ธรรมารมณ์ กระนั้นหรือ
อยู่ที่เสียงดนตรีเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อยของอาหาร สัมผัสเย็นนุ่ม
อ่อนโยน ปล่อยใจคิดนึกเพลิดเพลินไป กระน้ันหรือ ก่ีพันกี่หม่ืนสุขที่เราเคย
สัมผัสในรสสุขที่กล่าวไป ก่ีพันกี่หมื่นสุขท่ีลิ้มรส มันอยู่กับเรากี่นาที ไม่นานก็
จางดับไป เหมือนน้าค้างบนใบไม้ยามเช้า ความสุขที่เราแสวงหาคือ อารมณ์
อันน่ายนิ ดี หรือท่ีเรยี กว่า สุข (สขุ เวทนา)
เม่ือตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เกิดผัสสะ ย่อมเกิดเวทนาตามมาอย่างมิ
ต้องสงสัย รูปสวยก็เกิดสุขเวทนา เสียงด่าก็เกิดทุกขเวทนา น่ันล่ะคอื อารมณ์
ยินดี อารมณ์ยินร้าย ถ้าเรายอมให้มันเป็นสักแตว่ ่าอารมณ์ เกิดแล้วดับไปเป็น
ธรรมดา ใจเราก็จะสงบ ไมว่ นุ่ วายเดือดร้อน
ความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นน้ันไม่ เมื่อตาเห็นรูปเกิดอารมณ์ยินดี ใจ
เราก็วิ่งเข้าไปตะครุบ พอหูได้ยินเสียงด่าเกิดความไม่พอใจ ใจเราก็ว่ิงเข้าไป
ตะครุบ การเข้าไปตะครุบอารมณ์ ภาษาธรรม เรียกว่า เสวยอารมณ์ แทนที่
เราจะปลอ่ ยให้มันเกิดแล้วดับไปเป็นธรรมดา ตามธรรมชาติของมัน เราเองนี่
แหละท่ีฝืนธรรมชาติ ธรรมะก็คือ ธรรมชาติ คนฝืนธรรมะก็คือ คนฝืน
ธรรมชาติ ผลท่ีไดค้ อื ความทุกข์อย่างมติ ้องสงสยั
การเข้าถึงธรรมะก็คือ เข้าถึงธรรมชาติของอารมณ์ของจิตใจ
ธรรมชาติของใจกค็ ือ เพียงรับรู้ รับรู้อารมณ์ท่ีเกิด ส่วนธรรมชาตขิ องอารมณ์
เมือ่ เกิดแลว้ ก็ยอ่ มเส่ือมดบั ไปเปน็ ธรรมดา การปฏบิ ัตธิ รรมกค็ อื การดาเนนิ จิต
ให้เป็นธรรมชาตขิ องเดิมของมัน นั่นคือ รู้ๆ และรู้ อย่างอานาปานสติ หายใจ
เข้า รู้ หายใจออก รู้ กเ็ ป็นการฝึกจิตให้กลับคนื สถานะเดิมของมัน ไมใ่ ห้เที่ยว
วิ่งไปซกุ อารมณใ์ ดๆ นั่นเอง
กายคตาสติก็คือ เห็นกายตามความเป็นจริงว่า เป็นของไมส่ ะอาด สัก
แต่เป็นธาตุประกอบกันจะถือเป็นสัตว์ บุคคลได้ที่ไหน เม่ือเห็นตามจริงใจก็
เวทนานุปสั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๐๓
กลับคนื มาส่สู ถานะเดมิ ไม่สง่ ใจไปหมายไปมั่นในกายคนน้ันคนนี้ หรอื ยืน เดิน
น่ัง นอน คู้ตัว เหยียดตัว อิริยาบถต่างๆ ก็ให้อยู่กับรู้ๆ ๆ ก็เป็นการดึงจิต
กลับมาอยู่กับรู้ ท่ีเป็นสภาวะเดิมของมัน หรืออย่างมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ท่ี
กล่าวไป ไม่ว่าดีหรือไม่ดี เห็นว่าอารมณ์มันก็เท่านั้นแหละ มาแล้วก็ไป เกิด
แล้วดับอยู่อย่างน้ันๆ จะหาแก่นสารอันใดไม่ได้เลย จะหมายม่ันว่านั่นคือเรา
คือใครไม่ได้เลย เม่ือจิตเห็นเช่นน้ีเนืองๆ จิตก็จะละอารมณ์มาอยู่กับรู้ อยู่กับ
สติ จิตอยู่กับจิต ปล่อยให้อารมณ์เป็นเร่ืองของอารมณ์ จิตเป็นเร่ืองของจิต
หรือจิตมีราคะก็ให้รู้ มีโทสะก็ให้รู้ ก็หลักการอันเดียวกัน ท่ีกล่าวมาทั้งหมดก็
คือ สติปัฏฐานสี่นั่นแหละ แต่อย่าไปให้ความสาคัญกับช่ือของมันเลยว่าอันน้ี
เรียกอย่างน้ี อันนนั้ เรียกอย่างนน้ั เอาสาระ แก่นสาร การปฏบิ ัติถกู ต้องกพ็ อ
การปฏิบัติตอนนี้ไม่ต้องทาอะไรมากให้อยู่กับรู้อย่างเดียว อยู่กับสติ
พยายามอยา่ ไปอยู่กบั อารมณ์ใหม้ าก ให้นานเหมือนเมื่อกอ่ น คาว่า อารมณ์นี่
มีความหมายกว้างมาก ปกติจะแปลวา่ ท่ีอยู่ของใจ (ของปุถุชน) เวทนาก็เป็น
อารมณ์ ความยินดี ความยินร้าย น่ีคือเวทนา สัญญา ความจาได้ หมายรู้ ก็
เป็นอารมณ์ เช่น ภาพคนที่พบเมื่อวานผุดข้ึนมาใจเรียกว่า รูปสัญญา ถ้าเรา
รู้ทันอารมณจ์ ริงๆ จะเห็นว่า มันไม่มีอะไร สัญญามันทาหน้าท่ีของมันเท่าน้ัน
เอง เหมือนแขกยาม พอตีสามกต็ ีระฆังเสียทหี นึ่ง พอตีสีก่ ็ตรี ะฆงั เสียทีหน่งึ มี
ใครเคยคอยลุกมาดูแขกยามมันตีระฆังบ้างไหม ไม่มีหรอก เพราะเรารู้ทันว่า
แขกยามมันทาหน้าท่ีของมันเท่านั้น แต่ทาไมเวลารูปสัญญามันทาหน้าท่ีโผล่
หวั ขึ้นมาในจิตเรา เราจึงโผเข้าไปหามันทุกทลี ่ะ สังขารก็เหมอื นกนั สังขารใน
ขนั ธ์ห้า หมายถึง ความคิดปรงุ แตง่ ไปตา่ งๆ นานา ความคดิ ก็เปน็ อารมณอ์ ย่าง
หน่ึง เพราะเราชอบจมอยกู่ ับมัน และหลงไปเห็นว่ามันเปน็ ตัวเป็นตน เป็นเรา
เป็นเขา ถ้าเราเห็นธรรมเราจะเห็นเลยว่า ความคิดก็ความคิด เรา (จิต) ก็เรา
มันแยกกันอยู่ ตอนท่านเห็นธรรม ท่านจะเห็นขันธห์ ้าชัดแจ้ง โดยไมต่ ้องมีใคร
มาบอก จะเห็นความสุขความทุกข์เกิดดับอยู่ น่ีเรียกว่า เวทนา จะเห็นรูป
สัญญาเกิดดับๆ อยู่ นี่เรียกว่า สัญญา (ความจาได้หมายรู้ท้ังปวง) จะเห็น
๑๐๔ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒
ความคิดท้ังปวงเกิดดับๆ อยู่ น่ีเรียกว่า สังขาร จะเห็นสภาวะหน่ึงท่ีทาหน้าท่ี
รบั ร้สู ่งผา่ นมาถงึ เรา (จิต) เรยี กวา่ วิญญาณ
ส่วนจติ นก่ี ็ไมม่ ีอะไร เป็นสภาวะท่ีว่างเปล่า บริสทุ ธ์ิ ตัง้ ม่ัน ไมห่ วั่นไหว
ไปกับอารมณ์ท้ังปวง มันจะแยกให้เห็นชัด พระโกณฑัญญะท่านไม่เห็นอะไร
มากหรอก ตอนได้ดวงตาเห็นธรรม ท่านเห็นแต่อารมณ์ที่ว่าเกิดดับๆ ๆ อยู่
เฉพาะหน้า (ในจิต) เท่านั้น ท่านจึงอุทานว่า สิ่งใดเกิดเป็นธรรมดาสง่ิ นั้นก็ดับ
เป็นธรรมดา คาว่าสิ่งใดสิ่งนั้นก็คือ อารมณ์ท้ังปวงนั่นเอง มันเกิดดับๆ ๆ อยู่
แล้วจะถือว่าเป็นตัวเป็นตนได้ที่ไหน ส่วนจิตท่านก็แยกออกมาต้ังมั่นไม่
หวั่นไหวไปกับอารมณ์ดังกล่าว ท่านพบตนเองแล้ว ท่านแยกจิตออกจาก
อารมณ์ได้แล้ว ต่อไปก็ไมย่ ากท่ีจะนาพาจิตให้พบกับความสุขที่แท้จริง เพราะ
ท่านเห็นชัดแล้ววา่ อะไรคืออารมณ์ อะไรคือจิต ท่านเหน็ ชดั แลว้ วา่ อารมณ์จะ
ถือเป็นเรา ของเราไมไ่ ด้ จิตทา่ นก็ไม่เอาอารมณ์
พอพระพทุ ธเจา้ แสดงธรรมเร่ืองอนตั ตลักขณสตู ร พระองคช์ ี้ให้เห็นว่า
ขนั ธห์ ้าหรืออารมณท์ ั้งปวงไม่เท่ียง หาแกน่ สาร ตัวตนอะไรไมไ่ ดเ้ พราะเกิดแลว้
เส่ือมดับอยู่ตลอดเวลา จะเอาตวั ตนท่แี ทม้ าจากไหน (อนัตตา) ควรหรอื จะพึง
หมายมน่ั ว่านัน่ คอื ของเรา จิตของปัญจวัคคีย์ (ตอนนั้นบรรลุโสดาบัน คอื แยก
จิตกับขันธ์ห้าได้แล้ว) เห็นตามท่ีพระบรมศาสดาแสดง จิตท่านก็ละขันธ์ห้า
ถา่ ยถอนความยึดมน่ั เบือ่ หน่าย คลายกาหนัดและหลดุ พ้น บรรลอุ รหัตผลไป
ดว้ ยกันหมดทุกรูป บรรลุความสขุ ทแี่ ทจ้ รงิ นิพพานงั ปรมงั สุขัง นพิ พานเป็น
สขุ อยา่ งยิ่ง
ในตอนนี้ ให้เราพยายามแยกอารมณ์ออกจากจิต แยกจิตออกจาก
อารมณ์ด้วยสติ ด้วยการรู้เท่าทันลมหายใจเข้า ออก รู้เท่าทันกาย รู้เท่าทัน
อารมณ์ สติน่ีแหละเป็นเคร่ืองแยกจิตออกจากอารมณ์ พระพุทธเจ้าบอกว่า
สตเิ ป็นเครอ่ื งกางก้นั กเิ ลส
เวทนานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๐๕
๗. อารมณเ์ ท่ียงหรอื ไม่
แสดงธรรมกลมุ่ Natural Mind เม่อื วนั ท่ี ๗ ธนั วาคม ๒๕๕๘
ผปู้ ฏิบตั ิ : ขอทา่ นทรงกลดโปรดแสดงธรรมเรื่องอารมณ์ให้ฟังหน่อยครับ
ท่านทรงกลด : ลองพิจารณาดเู ถิด ไมต่ อ้ งดูอ่ืนไกล อารมณ์เรานเ่ี ท่ยี ง
แท้หรือไม่ เม่ือเช้าอารมณ์ดีอยู่ ตอนนี้แย่แล้ว อารมณ์เรายังไม่เท่ียงแท้เลย
แล้วจะไปคาดหวังกับอารมณ์คนอื่นว่าจะดีต่อเราเสมอได้อย่างไร วิ่งตาม
อารมณ์ตัวเองก็เหน่ือยพอแล้วยังเที่ยวว่ิงตามอารมณ์คนอ่ืนอีก ทุกวันนี้คน
ทั่วไปก็เป็นแบบน้ีแหละ เที่ยววิ่งตามอารมณ์คนน้ันคนนี้ เราจึงทุกข์อยู่
ตลอดเวลา ใจไม่เคยอยู่กับตนเองเลย ไปอยู่กับอารมณ์ และคาพูดของคนอ่ืน
เสยี หมด
พระบรมศาสดาจึงสอนว่า ดึงใจกลับมาเสีย กลับมาอยู่กับสติ สติปฏั ฐาน
กค็ ือ ฐานที่ต้ังของสติ เอาจิตมาอยู่กับสติ มาระลกึ รู้ในกาย ในลม ในอิริยาบถ
รู้เท่าทันอารมณ์ท้ังปวงเสีย เปล่ียนท่ีอยู่ของใจเสีย อย่างพระองค์สอนเรื่อง
กายคตาสติ ใช้สติระลึกรู้อยู่ภายในกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตับ ไต เลือด
หนอง อาหารเก่า อาหารใหม่ ก็เพ่ือให้เห็นว่า เมื่อดึงจิตกลับมาอยู่กับสติคือ
การระลึกรู้อยู่ในกายจนจิตสงบ เห็นกายตามความเป็นจริงว่า เป็นเพียงสักแต่ว่า
ธาตุดิน น้า ไฟ ลม ประชุมกันเท่านั้น เป็นของไม่สะอาด ไม่เท่ียง หาสาระ
แกน่ สารไมไ่ ด้
เม่ือเห็นกายอย่างชัดแจ้งอย่างนี้ ผมท้าได้เลยว่า จิตของท่านที่เคยวิ่ง
ไปอยู่กับคนน้นั คนนี้ เที่ยวไปคาดหวังคนนั้นคนน้ี มันจะชะงกั ลงทนั ที จะเร่ิม
หยุดส่งจิตออกนอก เพราะว่า จิตมันเห็นแจ้งแล้วว่า กายเราท่ีเคยเท่ียวว่ิงไป
ซุกคนน้ันทคี นน้ีที มนั ไม่มอี ะไร ตรงไหนท่ีเรียกวา่ ขน ผม เลบ็ ฟนั สมอง แยก
ออกมาดูที ตรงไหนที่เรยี กว่า นายนนั้ นายน้ี หนงั เลือด นา้ เสลด นา้ มูตรเหรอ
ช่วยตอบทีว่าตรงไหนคือ นายนั้น นายนี้ นางนั้น นางน้ี หรือว่าคนน้ัน คนนี้
อยู่ทลี่ มหายใจ เพราะมีลมจึงมีเรา หมดลมก็หมดเรา แสดงว่า เรานีต้ ายเกดิ อยู่
๑๐๖ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เล่ม ๒
ตลอดเวลา เพราะหายใจเข้าออกตลอด หากเห็นว่า ลมหายใจคือนายน่ัน
นายนี่จะย่ิงไปกันใหญ่ เพราะลมมันหาตัวตนไม่ได้ มีใครบอกได้บ้างว่า ลมมี
หน้าตาอย่างไร คนคนน้ีก็เป็นเพียงสักแต่การรวมตัว ปรุงแต่งของธาตุข้ึนมา
เท่านั้น
เม่ือเราตีแผ่แยกย่อยออกมาด้วยกายคตาสติ เราจะเห็นชัดเลยว่า
ความเป็นคนมันไม่มี ไปคาดหวัง หมายม่ันในสิ่งที่ไม่มี เรานี่บ้ากันหรือเปล่า
เราต้องพิจารณากายจนจิตสงบแล้วมันจะเห็นปรากฏชัดข้ึนในจิต จิตก็จะ
คลายความยดึ ม่นั ในกายลงไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วจะมสี ัญญาณปรากฏขน้ึ ใน
จติ ว่า มันหมดจริงๆ ย่ิงพิจารณาเห็นความเป็นจริงของกายได้มากเท่าใด ใจก็
ผ่องใสข้ึนมากเทา่ น้นั เป็นการผ่องใสเพราะเหน็ ตามความเป็นจริง ผ่องใสดว้ ย
ปัญญา ย่ิงเห็นความเป็นจริงมากเท่าใด ใจก็เลิกเท่ียวไปคาดหวังคนนั้น
คนนี้เองโดยไมต่ อ้ งบงั คบั
บางทีเราคิดถึงใครคนหน่งึ เหลือเกิน หา้ มมันโดยบอกว่า เขาทากบั เรา
แสบขนาดนี้ยังจะคิดถึงเขาอยู่อีกเหรอ ถ้าเป็นทางโลกเขาจะสอนว่า ก็
พยายามมองใหเ้ หน็ ความไม่ดีของคนคนนน้ั มากๆ จติ จะไดเ้ ลกิ คิดถงึ เชือ่ เถอะ
มนั ก็ยงั คดิ ถึงอยนู่ ัน่ แหละ ใจก็ยังวนเวียนอยตู่ ลอด แตถ่ ้าพิจารณากายจนเห็น
ความเปน็ จริงปรากฏขึน้ ในใจ ผมยืนยันว่า มันจะเลิกคิดไปโดยปรยิ าย อาจจะ
มภี าพคนน้นั ปรากฏข้ึนมา แตข่ อให้รู้เท่าทนั ว่า เป็นเพียงรูปสัญญา (สัญญาคือ
ความจาได้ หมายรู้ มันทาหน้าท่ีของมัน ไม่มีอะไรหรอก) พอภาพคนน้ัน
ปรากฏ เราเห็นแล้วน่ีว่า คนที่แท้มันไม่มี สักแต่ว่าธาตุมาประชุมกัน ใจมันก็
วางลงทันทีที่ภาพปรากฏ ไม่มีการปรุงแต่งต่อเติมวุ่นวายเหมือนเมื่อก่อน ซ่ึง
ปรากฏการณ์แบบนี้ ผมเรียกว่า อารมณ์ค้าง ซึ่งหลายท่านไม่เชื่อว่ามันจะ
เปน็ ไปได้
ผมยืนยันว่า มันเป็นไปได้จริงๆ เวทนา สัญญา สังขาร อันน้ีก็เป็น
อารมณ์ เวทนาค้าง สัญญาค้าง สังขารค้าง มันค้างเต่ิงอยู่อย่างนั้น เงื้อง่า
พอเราไม่เอาด้วยเพราะรู้ทันมันก็จะเก้อเขิน สลายตัวไปในพริบตา ที่จะฉวย
คว้ามันมาคิดปรุงแต่งต่อให้เป็นเร่ืองราวรกสมองเหมือนแต่ก่อนก็จะหมดไป
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๐๗
โดยปริยาย ท่ีอยู่ของใจที่แท้จริงก็คือ สติน่ีแหละ การระลึกรู้ในกายก็เป็น
กายคตาสติ ท่อี ่นื ไม่ใช่ทอี่ ยทู่ ่แี ทจ้ รงิ มันอย่ปู ระเดีย๋ วประดา๋ วเทา่ นน้ั เอง
คนท่ีมีลกู ภรรยา สามี พอ่ แม่ ใจเขาก็ไมไ่ ปไหนหรอก วนเวียนอยู่กับ
พวกเขาตลอดเวลา เป็นเรื่องน่าสลดใจว่า ใจเราน้ีอยู่กับเขาคนอ่ืนตลอดเวลา
แต่เราไม่รู้เลยว่า ใจเขาจะอยู่กับเราหรือไม่ แต่ถ้าเราเห็นว่า แม้ลูกก็ไม่เท่ียง
ไม่เท่ียงทั้งรูปและอารมณ์ ภรรยา สามี พ่อ แม่ก็ไม่เท่ียง ต้องเสื่อม ต้อง
เปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นอนิจจังอยู่ตลอดท้ังกายและอารมณ์ ใจเราที่
เคยอยู่กับเขาตลอดเวลาจะเริ่มหวั่นไหวส่ันคลอน ได้สติขึ้นมา หรือใจเรามัน
จะว่ิงไปจับคาพูดคนน้ันคนนี้ แม้คาพูดคนก็ไม่เท่ียง วันนี้สรรเสริญพรุ่งน้ีก็
นนิ ทา คาพดู คนไม่ว่าดีหรอื รา้ ยมันกแ็ คน่ ั้น อย่างน้ันแหละ ไม่มีสาระแกน่ สาร
อะไรหรอก อย่าไปหมายม่ันเลย ทาอะไรอย่างหนึ่ง ถ้าเขาชอบใจก็ชม ไม่
ขอบใจก็ติว่าหรือเฉยๆไป มันก็มีแค่น้ีแหละ อย่าเอาใจไปผูกไว้กับคาพูด คนน้ัน
คนนี้เลย เพราะคาพูดคนก็ออกมาจากอารมณ์ที่ปรุงแต่งข้ึนมาจากจิตที่
วา่ งเปล่า มันไม่มอี ะไรเที่ยงสักอยา่ ง
คนที่ภาวนาจนเห็นจิตว่างจะเข้าใจไม่ยาก เขาคนนั้นจะรู้ทันทีว่า
อารมณ์ท้ังปวงมาจากจิตทวี่ ่างนี่เองปรุงแตง่ ขน้ึ มา เมื่อปรุงแต่งก็เสื่อมดับไปสู่
ความว่างเหมือนเดิม น่ีไงพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า ธรรมท้ังปวงเป็นอนัตตา
คือ หาแก่นสารตัวตนไม่ได้ เกิดจากความไม่มีอะไร แล้วเสื่อมดับกลับไปสู่
ความไม่มีอะไร เคยเดินเข้าไปซื้อของร้านสะดวกซื้อไหม พอเดินเข้าไปประตู
จะเปิดออกอัตโนมัติ แล้วจะมีเสียงกร่ิงประตูดัง เดิมเสียงมีไหม ไม่มี พอมัน
ดงั ขึ้น มันจึงมี ตั้งอยไู่ ม่นาน มนั ก็ดบั ไปสูค่ วามไม่มีเหมือนเดิม นแ่ี หละอนัตตา
ไปหมายม่ันในส่ิงทไ่ี มม่ ีมนั จงึ ทุกข์
อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้าภาวนาจนจิตว่างจะเห็นวา่ ธรรมชาติเดิมของ
จิตคือ ว่าง อารมณ์ปรุงแต่งข้ึนมาจากจิต แลว้ จิตก็หลงสิ่งที่ปรุงแต่งว่าเปน็ ตัว
เป็นตน ท้ังๆ ที่เนื้อแท้เดิมมันไม่มีอะไร มันว่าง จิตมันว่าง พอปรุงแต่งก็เป็น
กิริยาของจิต อาการของจิต (ภาษาอภิธรรมเรียกว่า เจตสิก) หลวงปู่ดูลย์
๑๐๘ | ปุจฉา - วิสัชนา เลม่ ๒
เรียกว่า พฤตขิ องจิต ทา่ นสอนวา่ เมื่อร้ือถอนพฤตขิ องจิตจนหมดส้ินก็จะเหลือ
แต่ความบรสิ ุทธ์ิซงึ่ มีอยูป่ ระจาแล้วทกุ คน
เมื่อตอนต้นได้พูดถึงท่ีอยู่ของจิตมักจะอยู่กับคนน้ันคนน้ี เม่ือเราหัน
มาพิจารณากายจนเห็นชัดแจ้งว่าไมม่ ีอะไร จติ ก็เริ่มเดินทางกลับบ้าน กลบั มา
อยู่กับตนเองมากขึ้น ใกล้ความบริสุทธ์ิมากขึ้น หรืออย่างเอาจิตมาระลึกรู้ลม
หายใจเข้าออกก็เป็นการดึงจิตกลับมาอยู่กับตนเองอย่างหนึ่ง แท้จริงแล้วลม
หายใจก็คอื กายน่ันเอง หายใจเขา้ รู้ หายใจออกรู้
หลักการที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ก็คือ พยายามดึงจิตให้กลับมาอยู่
กบั สติให้มากที่สุด สติก็คือ ความระลึกได้ในลักษณะรู้สกึ ตัวทั่วพร้อม เมื่อเรา
หายใจเข้าลกึ ๆ เรากจ็ ะรู้สึกตัวโดยอตั โนมัติ ตรงน้ันแหละคอื สติ ถ้าเรารกั ษา
สติไว้ให้มาก ให้นานได้เท่าใด เราจะรู้สึกถึงความสงบ เยือกเย็นมากเท่านั้น
ตรงน้ีแหละคือ ทางสายกลางโดยนัยของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะยืน เดิน น่ัง
นอนให้มีสตริ ะลึกรู้ในอิริยาบถน้อยใหญ่ ตอนนี้ที่อยู่ของใจจากเดิมเที่ยวไปอยู่
กับคนน้ันคนน้ี อยู่กับรถ อยู่กับยศ ตาแหน่ง เงินทองจะถูกส่ันคลอนแล้ว จิต
จะต่นื รู้ขึ้นไมม่ ากกน็ ้อย
นอกจากน้ีพระบรมศาสดาก็ไม่ได้สอนให้หยุดแค่เพียงพิจารณากาย
ท่านสอนว่า อันสุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี สองทางนี้ไม่ควรเดิน ท่าน
สอนปัญจวัคคีย์ว่า ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ไม่ควรเข้าไปข้องแวะ พระบรมศาสดา
สอนบรรดาปัญจวัคคีย์ให้เปล่ียนที่อยู่ของใจใหม่ ปัญจวัคคีย์ ใจของท่าน
ท้ังหลายไปอยู่กับทุกขเวทนา ด้วยเหตุท่ีว่า ทาไมพระองค์ทิ้งการบาเพ็ญ
ทุกรกิริยา เลิกทรมานพระองค์ ปัญจวัคคีย์เช่ือว่า การทรมานกายให้ได้ทุกข์
เช่นน้ันจะเป็นการพ้นทุกข์ น่ี จิตของปัญจวัคคีย์ไปเอาการทรมานกายให้ได้
ทุกข์มาเป็นที่อยู่เสียแล้วในขณะน้ัน ไม่ต้องปัญจวัคคีย์หรอก บรรดาพวกเรา
ทงั้ หลายก็เช่นกัน พอมีทุกขส์ ักอย่างหน่งึ ใจเราก็ว่งิ ไปอยู่กับมันเป็นแรมเดือน
แรมปี นา่ สงสารจิตใจเราเสียเหลือเกนิ ว่งิ ไปซุกอยู่กับส่ิงที่ไมส่ ามารถจะเปน็ ที่
อยู่ท่ีแท้จริง ท่ีพ่ึงพิงอันน้ีหรือที่ชาวเราพากันซุกอาศัยอยู่ ควรแล้วหรือท่ีจะ
เอาทุกข์มาเป็นท่ีอยู่ของใจ สมณะทั้งหลาย อัตตกิลมถานุโยค ทุกข์ท้ังหลาย
เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๐๙
ไม่ควรข้องแวะ พระบรมศาสนาตรัสสอนอย่างน้ีจริงๆ ท่านช้ีให้เห็นโทษของ
ทุกข์ เหมือนชี้ให้เห็นโทษของบ้านท่ีอยู่ว่ากาลังจะพังลงมาทับคนอยู่แล้วนะ
ขณะเดียวกัน สุขหรือสุขเวทนาก็เช่นกัน ไม่ควรเข้าไปข้องแวะ แปลตรงๆ ก็
คอื ไม่ควรเอาเป็นทอ่ี ยู่ของใจเชน่ กัน
พระองค์ชี้ให้เห็นโทษทั้งฝั่งสุขและฝั่งทุกข์ จิตพระโกณฑัญญะเห็น
โทษทั้งสองฝั่ง จิตท่ีเคยซุกเอาสุขเป็นท่ีอยู่บา้ ง ที่เคยซุกเอาทุกข์เป็นท่ีอยู่บ้าง
ก็ออกมาตั้งมน่ั อยูต่ รงกลาง เกิดดวงตาเห็นธรรม เหน็ ว่าไม่ว่าสุขหรอื ทกุ ข์เกิด
เป็นธรรมดา ดับเปน็ ธรรมดาอยูต่ รงหน้า จะถอื เปน็ สตั ว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
หามไิ ดเ้ ลย ดวงตาเห็นธรรมเกิดขึน้ เปน็ พระอญั ญาโกณฑญั ญะในบดั ดล จรงิ ๆ
พระพุทธเจ้าท่านสอนเวทนานุปสั สนาสติปัฏฐานแก่บรรดาปัญจวคั คีย์ เพราะ
เหน็ ว่า จติ ของท่านเหล่าน้ันฝังแน่นอยู่กับการบาเพ็ญทกุ รกิริยาคือ ทรมานตน
ให้ลาบาก ท่านเปล่ียนท่ีอยู่ของใจของปัญจวัคคีย์ให้มาอยู่ตรงกลาง ตั้งม่ันอยู่
กับสติ ตรงนั้นแหละคือ ที่อยู่ของใจที่แท้จริง ท่ีอื่นไม่ใช่ ลูก เมีย สามี ญาติ
พี่น้อง เพื่อนฝูง บรวิ ารไม่พึงเป็นท่ีอยขู่ องใจ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขไมพ่ ึงเป็น
ที่อย่ขู องใจของนักปฏิบัตอิ ยา่ งพวกเรา เสอ่ื มลาภ เสอื่ มยศ คานนิ ทา ทุกข์ก็ไม่
พึงเป็นท่ีอยู่ของใจของนักปฏิบตั ิอย่างพวกเราเช่นกัน ออกมาเสยี ออกมาจาก
คนนั้นคนนี้ มาอยู่กับสติ อยู่กับตัวเองได้แล้ว ออกจากความสุข ความทุกข์
ความหลัง ความคิดฟุ้งซ่าน มาอย่กู ับสติ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เท่ียงแท้ ไมค่ วร
เป็นที่อยู่ของใจของเราได้เลย มีแต่จะนามาแต่ความทุกข์ หลวงปู่ดูลยจ์ ึงสอน
ว่า จิตส่งนอกคือ สมุทัย ผลของจิตส่งนอกคือ ทุกข์ สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็
ไม่เที่ยง ความจาก็ไม่เท่ียง ความคิดก็ไม่เท่ียง เกิดแล้วเส่ือมไปอยู่อย่างนั้น
เป็นธรรมชาติ ธรรมดาของมัน หากพจิ ารณาเห็นอย่างน้ี จิตจะออกมาอยู่กับ
สติ จะมีอาการต่นื รู้ สงบ เยอื กเย็นอยู่ในตัว
ขณะเดยี วกันหายใจเข้า ออกใหร้ ู้ ยืน เดิน นั่ง นอนก็ให้รู้ ให้มีสติ จิต
จะประคองตัวอยู่กับสติดีข้ึนเร่ือยๆ จนวันหน่ึงสามารถเปลี่ยนท่ีอยู่ของใจได้
สาเร็จ ต่อไปมันจะคิด จะมีอะไรโผล่ขึ้นมาก็ไม่ราคาญแล้ว มันจะสงบอยู่
ท่ามกลางความไม่สงบ มันจะต้งั มั่นอยทู่ ่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เพราะมัน
๑๑๐ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒
รเู้ ท่าทันความเป็นจรงิ แล้วว่า ไอ้ที่ไม่สงบก็ดี ไอ้ท่ีฟุง้ ซ่านก็ดี ไอท้ ี่เปลี่ยนแปลง
อยู่ก็ดี มันจะถือว่าเป็นเรา ของเราไม่ได้นั่นเอง เรา (จิต) ก็อยู่ของเรา มัน
(ขันธ์) ก็อยู่ของมัน เพราะเราไม่ยอมไปอยู่กับมัน มันก็ทาอะไรเราไม่ได้ เรา
เป็นอสิ ระจากมันเสียแล้ว ไม่ยอมให้มันครอบงาเราเหมอื นก่อนแล้ว แท้จริงที่
อยู่ของใจจริงๆ ก็คอื ใจน่ีแหละ ใจคือ สติทบี่ ริสทุ ธิ์ แต่ก่อนจะถึงสติท่บี ริสุทธิ์
เราต้องฝึกสติที่เป็นการปรุงแต่งข้ึนมาก่อน สติระลึกรู้ในกาย ระลึกรู้ในลม
หายใจเข้าออก ยืน เดิน น่ัง นอนใหอ้ ยกู่ ับรู้ รู้เท่าทันอารมณ์น้อยใหญ่ เอาแค่
นี้แหละไม่ต้องอะไรมาก
เมื่อเจริญสติต่อเน่ืองเป็นวงกลมติดต่อกันไป จนวันหน่ึงแยกจิตกับ
อารมณ์ได้เด็ดขาดสะบั้นลง เห็นขันธ์ห้าอารมณ์ทั้งปวงไม่ใช่ เราไม่ใช่ขันธ์ห้า
(เป็นจิตอันหนึ่ง) เกิดดวงตาเห็นธรรม จิตเข้าสู่กระแสพระนิพพาน เข้าสู่
โลกุตรมรรค ท่ีอยู่ของใจก็จะเร่ิมเปล่ียนเป็นสติอัตโนมัติ หมายความว่า สติ
เกิดข้ึนโดยไมต่ ้องกาหนด เกิดจากความเห็นขอบ เห็นอารมณ์ ขันธ์ห้า จะถือ
เป็นเรา ของเราไม่ได้ จิตก็จะออกจากอารมณ์ จากขันธ์ห้าที่เคยอยู่อาศัย
ขณะท่ีจิตออกมาเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ เพราะจิตเห็นแล้วว่า เหตุแห่งทุกข์
ทั้งปวงเพราะวางใจไว้ผิด ไปวางไว้ท่ีกาม (รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ (อารมณ์ท่ีผุดในจิต) วางไว้ท่ีอารมณ์ยินดี อารมณ์ไม่ยินดี (โทสะ
พยาบาท) จิตก็ออกมา เป็นสัมมาสังกัปปะ วาจาก็สารวม การกระทาชอบ
การงานชอบ (ศีลห้าชอบ) เห็นชอบต่อเนื่องกันไป สติก็เกิดข้ึน และเกิด
สัมมาสมาธิคือ ความตั้งม่ันของจิตตามมาในท่ีสุด เรียกว่า มัคสมังคี ภูมิจิต
ภมู ิธรรมของคนคนนี้ก็เลื่อนไปตามลาดับ จนกระทั่งไมม่ ีอะไรเหลือจะให้เดิน
ต่อไป เรียกว่า จบกิจ ก็จะถึงสภาวะจิตเดิม จิตถึงจิต จิตบริสุทธิ์หรือสติ
บรสิ ทุ ธน์ิ ั่นเอง
ก่อนจบในวันนี้ (ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องสักแต่ว่าแล้ว) ขอเล่าเรื่องหน่ึง
ให้ฟัง ครั้งหน่ึงขณะท่ีหลวงปู่ดูลย์เข้ามาปฏิบัติศาสนกิจในกรุงเทพฯ พักท่ีวัด
บวรนิเวศ กม็ ีพระราชาคณะรูปหน่ึงแวะมาคยุ สอบถามเร่อื งยกั ษ์ หลวงปูด่ ูลย์
จากท่ีนอนเอกเขนกอยู่ก็ลุกขึ้นนั่งทันที แล้วกล่าวว่า ผมไม่ได้สนใจเรื่อง
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๑๑
เหล่าน้ีเลยท่านเจ้าคุณ แล้วย้อนถามท่านเจ้าคุณว่า ท่านเองเคยศึกษา
ปญั จทวาราวัชชนจิตหรอื ไม่ มันคือ กริ ิยาจิตทีแ่ ฝงอยกู่ ับทวารท้ังห้า ไดแ้ ก่ ตา
หู จมูก ล้ิน กาย คือ เมื่อตาเห็นรูปย่อมเกิดอารมณ์เป็นกิริยาจิตอยู่อย่างนั้น
ห้ามไมไ่ ด้ บังคับไมใ่ ห้เป็นไมไ่ ด้ แตอ่ าจเปน็ พาหะใหเ้ กิดทุกข์ได้ และท่นี ่าต่ืนใจ
ก็คือ ให้กิริยาจิต (อารมณ์) โดยประการท่ีทุกข์ (ภายหลัง) จะเกิดข้ึนไม่ได้
อันน้แี หละนา่ สนใจ น่าศึกษาท่ีสดุ ว่าทาอยา่ งไร เม่ือตาเห็นรูปแล้วรูว้ ่าสวยงาม
หรือน่ารังเกียจ แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้ (เห็นก็สักแต่ว่าเห็น) เมื่อหูได้ยินเสียง
ร้วู ่าไพเราะหรือนา่ ราคาญ แล้วกห็ ยดุ เพียงนี้ (ได้ยินกส็ กั แตว่ า่ ได้ยนิ ) เมอ่ื ลิ้นได้
ลิ้มรส รู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เปร้ียว หวาน มัน เค็ม แล้วก็หยุดเพียงนี้ เมื่อ
จมูกได้กลิ่นหอมหรือเหม็น แล้วก็หยุดเพยี งน้ี เมอ่ื กายสมั ผัสโผฏฐัพพะ ก็รู้ว่า
เย็น รอ้ น อ่อน แข็งแลว้ กห็ ยุดเพยี งนี้
เม่ือศึกษาถึงข้ันน้ีแล้ว ก็จะปรากฏเหตุอันน่าอัศจรรย์เรียกว่า
หสิตุปปาทะคือ กิริยาที่จิตยิ้ม อันกิริยาจิตย้ิมน้ี ย่อมไม่ปรากฏในสามัญชน
โดยท่ัวไป จติ ยม้ิ น้ีคือ เบิกบาน (ผรู้ ู้ ผ้ตู ่ืน ผู้เบกิ บาน : พระโสดาบัน) เม่อื เหน็ ก็
รู้เท่าทันการเห็นแต่ไม่ถึงกับต้องราพึงราพันออกมาว่า เห็นแล้วนะหรือ
เห็นหนอหรอก เม่ือรู้เท่าทันไม่ต้องราพึงราพันปรุงแต่งเพิ่มเติมอีก ในขณะท่ี
ตาเห็นรูป จะต้องมีสติรู้อยู่อย่างเต็มที่สมบูรณ์ มีความรู้ตัวท่ัวพร้อมอยู่
ตลอดเวลา โดยไม่จาเป็นต้องรู้อะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกข์อันเกิดจากการเห็น
ย่อมไม่เกิด เมื่อเป็นเช่นน้ี เราย่อมเป็นอิสระเสรี สิ่งที่เรามองเห็นไม่อาจทา
อะไรเราได้เลย เม่ือมีความรู้พร้อมทันกับการรับอารมณ์ดังน้ีแล้ว ปัญญาท่ี
รู้เท่าทันย่อมตัดวัฏจักรให้ขาดออกจากกันไม่อาจสืบเน่ืองหมุนเวียนต่อไปได้
นีค่ ือถ้อยคาของหลวงปู่ท่บี ันทึกไว้ในหนงั สืออตุโล เปน็ การยืนยันวา่ การมีสติ
รู้เท่าทันอารมณ์เป็นวิธีการท่ีหลวงปู่ดูลย์ใช้ในการปฏิบัติ แต่เวลาท่านปฏิบัติ
ไมต่ ้องถามหาจิต ยิ้มละ่ เอ ! ตอนน้จี ิตยม้ิ หรือยังหนอ เพราะจิตยิ้มเปน็ ผลของ
การปฏบิ ตั เิ ท่าน้นั เอง
บางสานักผมเคยเข้าไปอ่าน ลูกศิษย์คนน้ันมีจิตยิ้มอย่างนั้น อย่างนี้
พอดูเหตุแล้ว ยังไม่ใช่เลย แล้วเขาก็หลงอยู่กับสภาวะความว่างที่เข้าใจว่าจิต
๑๑๒ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒
ยิ้มอยู่อย่างนั้นน่าสงสารมากไม่รู้จะช่วยอย่างไรเหมือนกัน การมีสติรู้เท่าทัน
อารมณ์ก็คือ การเปลี่ยนที่อยู่ของใจนั่นเอง เมอ่ื รู้เท่าทันเสียแล้วอารมณ์ก็ไม่มี
ความหมาย เมื่อไม่มีความหมายใจมันก็ไม่อยู่ด้วย มันจะเปล่ียนมาอยู่กับสติ
อยู่กับร้แู ทน หรือจะใช้วธิ โี ยนิโสมนสกิ ารให้เห็นโทษของอารมณก์ ็ได้ ใหเ้ หน็ ว่า
ท้ังอารมณ์ยินดีและยินร้ายก็มีโทษท้ังนั้น อารมณ์ยินดีก็ทาให้ใจฟุ้ง วุ่นวาย
ไม่สงบ เปน็ ไฟเย็น ส่วนอารมณ์ยินรา้ ยกท็ าให้วุ่น ร้อน เป็นไฟร้อนอยู่ อารมณ์
ยินดีพอดับไปเป็นธรรมดาก็ทุกข์แล้ว ต้องพยายามสร้างมาอีก พอดับอีกก็
ทกุ ข์อีก
พระพุทธเจ้าจงึ บอก ชีวติ เราไม่มีอะไร มแี ต่ทุกขเ์ ท่านน้ั ทีเ่ กดิ ขึ้น ทุกข์
เท่านั้นที่ตง้ั อยู่ ทุกข์เท่านั้นท่ีดับไป เราก็พยายามเหลือเกินท่ีจะปรุงแต่งสุขมา
ดับทุกข์ อะไรทป่ี รุงแต่งก็เสื่อมดับ แคน่ ้กี ็เห็นทกุ ขแ์ ล้ว เวลาเราหวิ เรากท็ ุกข์ ก็
ไปกินอาหารอร่อยๆ นั่นคอื สร้างสุข พออมิ่ ก็สุข พอความอิม่ หายไป อา้ ว ! หิว
อีกแล้ว ก็ทุกข์อีกแล้ว ถ้าคนมีปัญญาเขาจะเห็นว่า โลกน้ีมีแต่ทุกข์จริงๆ จึง
พยายามหาทางพ้นทุกข์กัน พระพุทธเจ้าก็ชี้ทางให้แล้วว่า ไม่มีทางอ่ืน เอโก
มรรโค ทางน้ีทางเดยี วคือ สติปัฏฐานสี่
การมีลกู กเ็ หมือนกัน บางคนบอก โอ้ ! ฉันสุขเหลือเกนิ ลองพิจารณา
ดูดีๆ แบบไม่หลอกตัวเองสิว่า จริงๆ มันทุกข์หรือสุข เป็นห่วงสารพัด มีหลายคน
ก็มากหว่ ง (ราหลุ แปลวา่ หว่ ง) ลูกเจ็บ เราก็เจบ็ กว่าหลายรอ้ ยเท่า ให้พิจารณา
ด้วยปญั ญาก็จะเห็น เมื่อเห็นทกุ ข์แบบหยาบ (โลกียมรรค) ก็จะเป็นทางพาให้
เห็นทุกข์แบบละเอียด (โลกุตรมรรค) ต่อไป หลวงปู่ชาบอก ทุกข์มนั ทาให้เรา
ฉลาด สุขมนั ทาให้เราโง่ จรงิ เท็จอย่างไรลองตรองกนั ดูเถิด
เวทนานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๑๓
๘. ปิตกิ เ็ ป็นเวทนาอยา่ งหน่งึ
แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เมอ่ื วันท่ี ๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑
ผู้ปฏิบัติ : เรื่องปิติน้ีควรพิจารณาอย่างไร แก้ไขอย่างไร ประคอง
อยา่ งไรครับ เพราะปิตกิ ็เปน็ เวทนาอยา่ งหนง่ึ ซง่ึ รวมได้กับสักกายทิฏฐิ
ท่านทรงกลด : ปิติเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง เป็นอนิจจังเหมือนเวทนา
ทั่วไป ไม่ควรยดึ มั่นหมายมนั่ สักกายทิฏฐิเป็นกิเลส เปน็ สังโยชน์ คนละอันกัน
รวมกนั ไม่ได้ อุเบกขาในสมั โพชฌงค์เจด็ เลยปติ ิไปแลว้ ไม่มปี ิติ
ปิติมสี องแบบ แบบแรกคือ แบบปรุงแตง่ กล่าวคอื ปิตกิ อ่ นบรรลธุ รรม
ซ่ึงเสื่อม ดับได้ และแบบท่ีสองคือ แบบไม่ปรุงแต่งเกิดภายหลังบรรลุธรรม
เรยี ก ธรรมปติ ิ อย่างหลังนไี้ ม่เส่ือมดับ บอกไดเ้ ลยวา่ ไม่เส่อื มจริง เพราะสมั ผัส
ได้อย่ทู ุกขณะจติ มนั จะคลา้ ยๆ กับผรณาปิตใิ นฌานส่ี
ขออธิบายเพ่ิมเตมิ เรอ่ื งปิตทิ ี่บางคนอาจสงสัยว่า ปิตเิ ป็นเวทนาอย่าง
หน่ึงได้อย่างไร ปิติเป็นอาการของจิต เป็นจิตสังขาร ส่วนเวทนาก็เป็นอาการ
ของจติ เป็นจิตสังขาร เวทนาก็คือ ความรู้สกึ สุข ทุกข์ ยนิ ดี ไมย่ ินดี ความร้สู ึก
ท้ังหมดก็คือ เวทนา เหตุที่กล่าวว่า ปิติเป็นเวทนาอย่างหนึ่งก็เพราะปิติเป็น
ความรู้สึกอย่างหนึ่ง และได้กล่าวในเชิงปฏิบัติ ในเชิงการเจริญสติปัฏฐานส่ี
ในอานาปานสติสูตร ตั้งแต่ข้ันที่ ๕ ถึงข้ันที่ ๘ ว่าด้วยเรื่องเวทนานุปัสสนา
สตปิ ัฏฐาน จะมีปิตอิ ยู่ในหมวดน้ี ความรู้สึกปิตกิ ็เป็นเวทนา ความรสู้ ึกสุขก็เป็น
เวทนา
ด้วยเหตุนี้แล เราจึงกล่าวว่า ปิติก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง เพื่อให้เจริญ
สตใิ หเ้ หน็ ความไมเ่ ทยี่ งของปิติ ปิตทิ เ่ี กิดในช่วงน้ียงั เปน็ การปรงุ แต่งอยู่ จงึ เป็น
จิตสังขารหรือสังขารอย่างหนึ่ง เหมือนเวทนา (คนละสังขารขันธ์ท่ีหมายถึง
ความคิดปรุงแต่ง) ดังน้ันไม่ว่าจะเป็นปิติแบบไหนท่ีเกิด (ปิติมีห้าแบบ) ก็ล้วน
แต่ไม่เที่ยง เป็นอนิจจังท้ังส้ิน จึงไม่ควรหมายมั่น จนเม่ือบรรลุธรรม ก็จะพบ
ปติ ิอีกแบบหน่ึง เป็นปิติที่พ้นไปจากการปรุงแต่ง เรียกว่า ธรรมปิติ มากน้อย
ตามลาดับภมู ธิ รรม แต่ไม่เสอื่ ม เพราะพ้นจากการปรงุ แตง่ ไปแล้ว
ตรงนี้เราพูดจากประสบการณ์จริง ตาราจะเขียนอย่างไรก็ไม่รู้
เหมือนกัน ธรรมปิติมันจะมีลักษณะอย่างนี้ จะมีลักษณะซาบซ่านไปท่ัว
๑๑๔ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
สรรพางค์กาย เยือกเยน็ เหมอื นน้าแขง็ พอถงึ ตรงนี้ จะทาให้รู้ว่าที่พระพทุ ธเจ้า
ตรสั ไวว้ ่า นิพพานแปลว่าเย็น มันเย็นอย่างนีน้ ่ีเอง ถึงกระแสพระนพิ พานกค็ ือ
ถึงกระแสความเย็นแห่งจิต เป็นความเยือกเย็นท่ีไม่เสื่อมคลาย มีอย่างไรก็มี
อยา่ งนัน้ พระโสดาบนั เป็นผถู้ ึงกระแสก่อน ก็พบความเย็นแบบเบาๆ ซาบซ่าน
เบาๆ แตเ่ มือ่ ภมู ิจิต ภูมิธรรมสงู ขนึ้ ๆ ความซาบซ่าน เยือกเย็นไปท่ัวสรรพางค์
กม็ ากขน้ึ ๆ จนบางครั้งจะอัศจรรย์ใจว่า จิตเรามันเยือกเย็นได้ถงึ ขนาดน้ีเชียว
หรือ จะยืน เดิน น่ัง นอน จิตก็เป็นสมาธิตลอดเวลา ขณะแสดงธรรม ตอบ
ปัญหาธรรม จิตกต็ ั้งมั่นเป็นสมาธิ เราพูดจากท่เี หน็ จรงิ ประสบจริงเมอ่ื หลายปี
กอ่ นซงึ่ ตอนนน้ั ธรรมปติ ิก็ไมไ่ ด้มากมายเหมือนขนาดน้ี
มที ่านหนง่ึ ปฏบิ ัติดี มีพลงั จิต เคยเตอื นเพอ่ื นสมาชิกในกลุ่มไว้ว่า อย่า
ละเมิดพระอริยะเจ้านะ อย่าปรามาสนะ กรรมจะหนักถึงขั้นปิดกั้นการบรรลุ
ธรรมได้ ถึงตรงน้เี ราก็ต้องบอกตรงๆ ว่า เราได้แต่สงสารคนพวกนัน้ จริงๆ เรา
ไม่สงสัยในมรรค ผล นิพพาน ไม่สงสัยในคาสอนของพระพุทธเจ้าเลย เม่ือ
เข้าถงึ คาสอนของพระพุทธเจา้ กจ็ ะรวู้ ่า คาสอนไหนถูก คาสอนไหนผดิ คาสอน
ไหนนาพาไปสกู่ ารพ้นทุกข์ไดจ้ รงิ คาสอนไหนพาไปสู่การหลงทาง พาไปอบาย
ซ่ึงก็ได้พยายามบอกเป็นนัยๆ ส่วนใครจะเช่ือ ไม่เชื่อก็แล้วแต่ภูมิปัญญาของ
แตล่ ะคน เม่อื พบธรรม เห็นธรรมก็จะแสดงธรรมตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจใคร
ท่ีหลวงปู่ชาบอกไว้ว่า เห็นเป็ดเป็นไก่ เห็นไก่เป็นเป็ดคือ เห็นผิด
ต่อเมื่อรู้วา่ อันไหนเปด็ อันไหนไก่อย่างชัดแจ้งแล้ว จะให้มาบอกว่าเป็ดเป็นไก่
ไกเ่ ป็นเป็ด มันทาไม่ได้ เปด็ ก็คือเปด็ ไกก่ ค็ อื ไก่ หลอกคนอื่นได้แตห่ ลอกตัวเอง
ไม่ได้ ละอายใจเกินไปที่จะทาเช่นนั้น สมณะไม่ควรทาเช่นน้ัน สมณะแท้
ไม่ควรมีมารยา เสแสร้งแสดงละคร สมณะแท้จะเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด
สมณะแท้จะเห็นเปด็ เปน็ เป็ด เห็นไกเ่ ปน็ ไก่ เม่ือเห็นเปด็ เป็นเป็ดเหน็ ไก่เปน็ ไก่
เห็นถกู แล้ว จิตจะมีปิติข้ึนเองเป็นปติ ิท่ีไมไ่ ด้เสแสร้งปรุงแต่งอะไรข้ึนมา ไม่ใช่
ปิตแิ บบทางโลก
เวลาพบหน้าใครที่หลงรัก แหม ! มันปิติ อันน้ีก็เป็นปิติทางโลก เป็น
ปติ ทิ ี่เจือด้วยราคะ ปิติในกามก็เป็นปติ ิท่ีเจือด้วยราคะ พูดถึงปิติในทางโลกมัน
มีมากมายหลายแบบ เวลาจากคนท่ีรักไปนานๆ เช่น ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง
คนรัก พอเจอกัน ก็เกิดปิติ นี่คือ ปิติทางโลก เวลารับปริญญา แหม ! มัน
เวทนานปุ สั สนาสติปัฏฐาน | ๑๑๕
ปิติหลาย ก็ปิติทางโลก แม้ปิติในองค์ฌานก็เป็นปิติในทางโลก ซ่ึงเกิดจาก
การปรุงแต่งของจิตท้ังสิ้น ส่ิงใดชื่อว่าปรุงแต่ง สิ่งน้ันย่อมเสื่อมได้ ดับได้
ดงั โลกยี ฌานหรือฌานของปุถชุ นย่อมเสื่อมได้ สิ่งทที่ าให้ฌานเส่อื มส่วนหน่ึงก็
คือ เกิดจากการคลุกคลีกับปุถุชนมากๆ ฌานจะเสื่อมได้ เพราะจิตยังไม่ถึง
ธรรมย่อมหวั่นไหวไปตามคาพูดของพวกคนรอบข้างที่เป็นปุถุชนได้ พอจิต
หว่ันไหว เรียกว่า ไหลเล่อื นจากเรือนฌาน พอฌานเสอื่ มปติ ิกห็ าย ฤทธิ์ก็หาย
เหมือนพระเทวทัตเคยมีฤทธิ์เพราะอานาจฌาน แต่พอทากรรมหนักฤทธ์ิก็
เส่ือมไป แต่ถ้าเป็นปิติที่พ้นจากการปรุงแต่งไปแล้ว เป็นปิติของพระอริยะเจ้า
ไม่มีเส่ือม เรียกว่า ธรรมปิติดังกล่าว จะมีลักษณะเอิบอาบ ซาบซ่านไปท่ัว
สรรพางค์ เยือกเย็นไปทกุ อณู เคยลงสภาวะดังกล่าวเปน็ ขอ้ ธรรมไปเม่ือปีกอ่ น
คนมีปัญญาก็จะรู้ว่า ภูมิจิตเราถึงไหน ส่วนคนปัญญาหยาบอ่านแล้วก็ไม่รู้
หรอกเพราะเขายงั ไปไม่ถงึ
พอลักษณะเอิบอาบ ซ่านไปท่ัวสรรพางค์ เยือกเย็นไปทุกอณูมี
มากข้ึนๆ วันหนึ่งไปอ่านเจอเรื่องปิติ เร่ืองผรณาปิติ เอ ! มันมีลักษณะเหมือนกัน
ทีเดียว แต่ปิติน้ันเกิดจากการเข้าฌาน นี่ เราไม่ได้เพ่งเข้าฌานอะไรเลย มัน
เป็นของมันเอง เกิดจากการรู้เหน็ ธรรมจริง แต่ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรให้พวก
เราเห็นภาพ กเ็ ลยบอกว่ามีลักษณะคล้ายผรณาปิตใิ นองค์ฌาน ฌานท่ัวไปยงั มี
อารมณ์อยู่ จึงเรียกว่า เอกคตารมณ์ แต่อันน้ีจิตมันพ้นไปจากอารมณ์ ไม่มี
อารมณ์อยู่ในจิต กล่าวอีกนัยหนึ่ง อารมณ์มีอยู่ตามปกติของมัน แต่มันก็อยู่
ของมัน ต่างคนต่างอยู่ จิตก็เป็นสมาธิของมันอยู่ในตัว น่ีแหละจึงบอกว่า จะ
ลืมตา หลับตา มันก็เปน็ สมาธิได้ อันน้ีมนั เหนือกวา่ ฌานโดยทั่วไป จึงเรียกว่า
โลกุตรฌาน ถึงตรงน้ีจะเข้าใจส่ิงที่หลวงปู่ชาสอนไว้ว่า จิตก็จิต อารมณ์ก็
อารมณ์ อยูก่ บั อารมณ์เหมือนใบบวั อยู่กบั น้า มนั เป็นอยา่ งนน้ี ีเ่ อง
ทก่ี ลา่ วมาท้งั หมดมาจากประสบการณจ์ รงิ จะตรงกบั ปรยิ ัติหรือไม่ตรง
ก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่กล่าวมาท้ังหมดเกิดจากส่ิงเดียว ส่ิงนั้นก็คือ “สติ” ส่ิงที่
กล่าววันน้ีอาจไม่เคยได้ยินได้ฟัง อาจจะไมม่ ีในตาราแต่เป็นส่ิงท่ีประจักษ์จริง
อยู่ในจิตเรา ธรรมท่ีลึกซ้ึง หากไปพูดใหค้ นไมม่ ีปัญญาฟังก็จะเป็นการสญู เปล่า
แต่เชื่อว่าพวกเราในกลุ่มน้ีส่วนใหญ่เป็นคนมีปัญญา จึงเช่ือว่าไม่สูญเปล่า ก็
ขอใหเ้ จริญในธรรมทุกๆ คนเทอญ
๑๑๖ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒
๙. เวทนากเ็ วทนา จิตกจ็ ิต มนั แยกกนั เหมอื นนา้ กบั นา้ มนั
แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
ผูป้ ฏิบตั ิ : ทราบวา่ จติ ส่วนจิต เวทนาสว่ นเวทนา จติ รับรู้ว่า มเี วทนา
เกิดขึ้น แค่ดู แคร่ ู้ แต่ไม่เข้าไปเป็นเวทนา ถูกตอ้ งไหมคะ
ท่านทรงกลด : ทีร่ ู้มาถูกตอ้ งแล้ว จิตกบั เวทนามันแยกกนั ได้ เวทนา
ก็เป็นขันธ์อย่างหนึ่งเรียกว่า เวทนาขันธ์คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ ยินดี
ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ เม่ือตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง มีผัสสะ ต้องมีเวทนา
ตามมาอย่างมิตอ้ งสงสัย ตราบใดท่ียังไมด่ ับขันธปรินพิ พาน พอเวทนาเกดิ จิต
ปุถุชนจะเข้าไปยึดทันทีแทบจะในขณะจิตเดียวกัน จนหลงเข้าใจว่า เวทนา
และอารมณ์ต่างๆ คือจิต ต่อเมื่อมาเจริญสติจนวันหนึ่งแยกจิตออกจาก
ขนั ธ์หา้ ได้ พบจิต พบธรรม คราวนี้ความรู้ ความเข้าใจจะกลายเป็นความเห็น
เห็นอย่างชัดแจ้ง เห็นว่า เวทนาก็เวทนา จิตก็จิต มันแยกกันเหมือนน้ากับ
นา้ มนั ผูเ้ หน็ ธรรม ไมว่ า่ จะเป็นหลวงปู่ชาหรือใครกต็ ามจะเหน็ ส่ิงเดียวกันหมด
หลวงปู่ชาจึงสอนว่า เวทนาก็เวทนา จิตก็จิตมันแยกกันได้ มีพระธรรมเทศนา
บทหนึ่งช่ือ เหนือเวทนา ลองไปหาอ่านดู หลวงปู่ชานี้ของแท้แน่นอน พอพบ
จิตเห็นธรรม คราวน้ีจะเห็นการทางานของมันอย่างชัดเจน จะเห็นว่า เวลา
ตาเห็นรปู หไู ด้ยินเสียง เวทนาเกดิ อย่างไร ดับไปอยา่ งไร เขาแสดงใหเ้ ห็นเอง
อยตู่ ลอดเวลา
เมื่อเห็นอยเู่ นอื งๆ การละมันจะเกิดขนึ้ เอง หลวงป่ดู ูลยจ์ ึงบอกว่า ชั้น
เหน็ กับชั้นละ คนละชั้นกัน ทุกวนั นี้เราสอนกันผดิ มากๆ ยังไม่พบจิต เหน็ ธรรม
ก็ขา้ มไปละกันแล้ว ละผรู้ ู้ ละอวิชชา สารพัดท่จี ะละ มนั ละไม่ไดจ้ ริงหรอก มัน
หลอกตัวเองกันท้ังน้ัน ใครอยากหลอกตัวเองแบบน้ันก็เชิญ เราไม่สอนให้
หลอกตัวเองอย่างนั้น การละมาหลังการเหน็ เวลามันละมันไม่ไดท้ าท่าทาทาง
อะไรเลย ท่าทางปลอ่ ยวางอะไรนไี่ ม่มีหรอก มันเห็นตามจรงิ มนั ก็ละ ก็วางไป
เอง มันจะคอ่ ยๆ ละ ค่อยๆ วาง นิพพทิ า วริ าคะ มันไปด้วยกัน
เวทนานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๑๗
อกี เรื่องหนงึ่ ที่พดู กนั อยูเ่ สมอกค็ อื เรามหี รือไม่มี อย่าเพิ่งไปตรงนัน้ ดู
ฟัน ดูเวทนากันก่อน เห็นกายตามจริงขึ้นในจิต เห็นเวทนาตามจริงข้ึนในจิต
มันจะเห็นเองว่า เรามีหรือไม่มี อย่าไปท่องแบบนกแก้ว นกขุนทองว่า เราไม่มีๆ
อย่างนั้น ปฏิบัติธรรมใหท้ าด้วยปัญญา อย่าทาด้วยความเชื่อ เชื่อเขามา ลอก
เขามา อย่างนี้ไม่ใช่วิสัยของคนมีปัญญา ให้มันเห็นด้วยตนเอง ตนนั่นแหละ
เป็นพยานให้ตนเองดที ี่สุด ไมต่ ้องไปถามใครหรอก หลวงปชู่ าเรยี กว่า สักขภี โู ต
บางคนน่ีก็โง่หลาย พอพระบอกว่าเห็นแล้ว พบแล้ว ใช่แล้ว ก็เชื่อ ท้ังๆ ท่ีใจ
ฝา่ ยหน่งึ มนั ไมเ่ ชอ่ื วา่ ใช่
เรือ่ งจิตกับเวทนาก็เหมือนกนั ที่หลวงปู่ชาสอนก็ดี ที่เราบอกก็ดี อย่า
เพ่ิงเชื่อ เจริญสติไปก่อน พอเห็นจิต พบธรรม ไม่ต้องมาถามเรา ถามใครอีก
ต่อไป หลายคนก็เริ่มเห็นบ้างแล้ว เห็นเวทนา อารมณ์เกิดดับให้เห็น ปกติ
เวทนาน่ีมนั เกิดแล้วดบั ทันที แตเ่ พราะไมเ่ คยฝกึ สติ หรอื ฝึกมาแบบผิดๆ ไปพบ
คาสอนผิดๆ มา จึงไม่เห็นสภาวะแบบน้ัน ที่พบมากท่ีสุดก็คือพวกท่ีหลงจะ
ตามละผ้รู ู้ ละอวิชชา ก็วนอยู่อย่างน้ัน ไมก่ า้ วหนา้ ไปไหน เวทนา อารมณ์ยนิ ดี
ยินร้าย เกิดแล้วดับทันที แต่จิตมันปรุงแต่งขึ้นมาต่อทันทีเช่นกัน จึงเห็น
ต่อเนอ่ื งกนั ไป ภาษาพระอภิธรรมเขาเรยี ก สันตติ
พอเห็นอารมณ์เวทนาก็ดี ความคิดก็ดี ต่อเนื่องกันไป ถ้าไม่เคยเห็น
มันดับก็เลยเห็นผิดก็จะเห็นว่าอารมณ์ เวทนา ความคิด มันเป็นตัว เป็นตน
ขน้ึ มา เหมอื นเราเห็นแก้วน้าในบ้านนั่นแหละ เห็นแก้วเป็นแก้ว เห็นแกว้ เป็น
ตัว เป็นตน เป็นของเรา ทานองเดียวกัน คนเห็นผิดก็จะเห็นเวทนาเป็นเรา
ของเรา จนวันหนึ่งเห็นแก้วมันร่วงหล่นลงมาแตกละเอียด ไม่เหลือความเป็น
แก้ว แก้วก็ไม่เป็นแก้วอีกต่อไป ท่ีเคยเห็นแก้วน้าเป็นตัว เป็นตน เป็นชิ้น
เป็นอัน มนั พลิกแล้ว พลิกเพราะอะไร เพราะมันแตกให้ดู เรียกว่าเห็นอนิจจัง
ในแก้วน้า
เวทนา อารมณ์ กเ็ ช่นกนั ถ้าไมเ่ หน็ มนั เส่ือม มันดับ ก็เห็นเปน็ ตวั เป็น
ตน เป็นเรา เป็นเขา อยู่น่ันแหละ พอเห็นผิดมันก็ยึด พอยึดก็ทุกข์ แต่พอมา
๑๑๘ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒
เจริญสติตามแนวทางที่พระพทุ ธเจา้ ให้ไว้ ที่เรานามาสรุปใหป้ ฏบิ ัติกนั วนั หน่ึง
เหน็ เวทนา อารมณ์ เสื่อมดบั อา้ ว ! เวทนา อารมณ์ มนั เส่อื มดบั ไดน้ นี่ า เวทนา
ดับ “เรา” ดับไปด้วยไหม “เรา” ไม่ได้ดับไปด้วยเลย ยังอยู่ปกติดี แสดงว่า
เวทนาไม่ใช่เราแล้วล่ะสิ ปัญญาเร่ิมเกิดแล้ว สัมมาทิฏฐิเร่ิมเกิดข้ึนบ้างแล้ว
เห็นเวทนาดับลงไปต่อหน้า ต่อตา เวทนาจะหาความเป็นตัวตนได้ที่ไหน ไม่
ต่างจากแก้วน้าท่ีแตกไปต่อหน้านั่นแหละ เวทนาก็สักแต่เวทนา เกิดแล้วดับ
เท่าน้ันเอง คราวน้ีความยึดม่ันในเวทนาก็เริ่มสั่นคลอน ภูเขาแหง่ สักกายทิฏฐิ
เริ่มสัน่ คลอน
ผู้ใดเห็นความเสื่อมดับของเวทนา อารมณ์ขึ้นในจิตได้ ผู้น้ันไม่เสื่อม
จากมรรค สิ่งทเี่ ห็นทีเ่ รียกว่า ปัญญาไม่หายไปไหน มันจะคอยสอนจิต สอนใจ
อยู่เสมอ ยิ่งเร่งความเพียร มีความระลึกได้ในลักษณะรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้สึก
กลางๆ พร้อมกับความเห็นดังกล่าวให้มากขึ้นๆ วันหนึ่ง จะมี “อะไร” หลุด
จากเวทนา อารมณอ์ อกมาให้เห็น จะหายสงสยั ในปริศนาหลวงปมู่ ่นั ทีว่ ่า มี ไม่
มี ไม่มี มี วา่ หมายถงึ อะไร จะเขา้ ใจคาสอนของหลวงปู่ขาว อนาลโยทวี่ า่ “ผใู้ ด
พบตนจะพ้นโลก” วา่ เป็นอย่างไร เรอ่ื งเวทนานก่ี ็ทาใหค้ นบรรลุธรรมมากมาย
พระโกญฑัญญะก็บรรลเุ ร่ืองเวทนา พระพทุ ธเจ้าเทศน์วา่ สมณะ สองทางทีไ่ ม่
ควรข้องแวะ ทางหน่ึงก็คือ กามสุขัลลิกานุโยค คือการมุ่งแสวงหาความสุข
ความยนิ ดี ความพอใจในกามสุข อกี ทางหนง่ึ คือ อตั ตกลิ มถานุโยโค การทาตน
ให้ลาบากทุกข์ร้อน คือความยินร้ายทั้งปวง ความยินดีก็คือ สุขเวทนา ทุกข์
หรือความยินร้ายก็คือ ทุกขเวทนา สองฝ่ังสองทางน้ี สมณะไม่ควรข้องแวะ
พระโกญฑัญญะได้ฟังดังนั้น จิตก็ผละออกจากฝั่งสุขและฝ่ังทุกข์ มาตั้งมั่น
ตรงกลาง จิตพรากออกจากเวทนา จากขันธ์ท้ังปวงได้ พบจิต พบธรรม เกิด
ดวงตาเห็นธรรม พระพทุ ธเจา้ รู้ว่า โกณฑัญญะบรรลุโสดาบันแลว้ จึงอุทานว่า
โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ คาว่า “รู้” ก็คือ จิตกับรู้มา
ตัง้ มน่ั อยูด่ ว้ ยกัน
เวทนานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๑๙
ระหว่างวนั อยา่ มองข้ามเรอื่ งเวทนา เรื่องอารมณย์ ินดี ยนิ รา้ ย อย่าคิด
ว่ามันเป็นของง่าย บางคนก็นึกหมิ่น สอนอย่างน้ีจะบรรลุธรรมได้จริงหรือ
ส้ไู ปละผู้รูอ้ วิชชาเลยดกี วา่ นี่เรียกว่า โงแ่ ล้วยงั ไม่รตู้ วั ว่าโง่อีก เวทนายงั ไมร่ ู้จัก
แยกเวทนาออกจากจิตยังไม่ได้ คิดจะไปละอวิชชาอันเป็นข้ันสุดท้าย คนละ
อวิชชาได้กค็ ือผู้บรรลุอรหัตผล ทุกวันนี้เราจึงมีพระอรหันต์เต็มบ้าน เตม็ เมือง
หนั ไปหนั มา หนั ไปลงอบายภูมไิ ดน้ ะ
อย่ามองข้ามเวทนา อารมณ์ รู้เท่าทันอารมณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ลองน่ัง
ตรวจสอบตัวเองสิ ต้ังแต่เชา้ วิ่งตามอารมณไ์ ปเท่าไรแล้ว อารมณ์ยินดเี กิดก็ว่ิง
ตาม อารมณ์ยินร้ายเกิดก็วิ่งตาม วุ่นบ้าอยู่กับอารมณ์สองอันนี้เท่าไรแล้ว ไม่
รู้ตัวหรอก แต่ถา้ อบรมสติดี มกี าลังจะเห็นเวทนา พอเห็นมนั จะเรม่ิ หยุด อะไร
หยุด จิตมันจะเริ่มหยุดวิ่งตามอารมณ์ “เราหยุดแล้ว แต่ท่านสิยังไม่หยุด”
องคุลีมาล จิตเราหยุดว่ิงตามอารมณ์ทั้งปวงแล้ว แต่ท่านสิยังไม่หยุดว่ิงตาม
อารมณ์ได้เลยแม้แต่อารมณ์เดียว จึงเที่ยววง่ิ ไล่ตามเบียดเบียนคนอยดู่ ุจคนบ้า
องคลุ มี าลได้ยินจงึ วางดาบแลว้ บวชเป็นสมณะ หยุดการเบยี ดเบยี น
พระพุทธเจ้าบอกว่า ผู้เบียดเบียนผู้อ่ืนไม่ช่ือว่าเป็นสมณะเลย
หมายความว่าแม้จะสวมผ้าเหลือง ภายนอกเป็นพระ เป็นสมณะ แต่หาก
กระทาการเบยี ดเบยี นผูอ้ ื่นกห็ าช่อื วา่ เปน็ สมณะไม่ สมณะเร่มิ ตน้ ท่สี ติ แม้ไม่ได้
สวมใส่ผ้าเหลืองแต่มีสติก็ได้ชื่อว่าเป็นสมณะแล้ว ตรงกันข้ามผู้ท่ีสวมใส่
ผ้าเหลือง หากขาดสติก็หาช่ือว่าเป็นสมณะไม่ ดังน้ันพวกเราจงมาฝึกใจด้วย
สัมมาสติให้รู้เท่าทันอารมณ์ท้ังปวง จนหยุดใจได้เหมือนพระโกณฑัญญะ
หยุดจิต หยุดใจไดเ้ มื่อใดก็ไดช้ อื่ วา่ เป็นสมณะเมอื่ น้นั
๑๒๐ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒
๑๐. มีสติ รู้สึกตัวทวั่ พรอ้ ม ไม่เสวยเวทนา
แสดงธรรมกล่มุ ตน้ บญุ เมอ่ื วนั ที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๕๘
ผูป้ ฏิบตั ิ : ทาอยา่ งไรจิตจะไมเ่ สวยเวทนาคะ
ทา่ นทรงกลด : วนั หนึ่งๆ ควรอยู่กับสติให้มากท่ีสุด หลวงปู่ดูลย์ท่าน
สอนว่า ในวันหนึ่งให้อยู่กับความรู้ตัวอยู่เสมอ ท่านบอกว่า ครงั้ แรกๆ จะยาก
หน่อย เพราะจิตมันเคยชินแล่นไปอยู่กบั อารมณ์ต่างๆ เหมือนอย่างทีเ่ คยบอก
ว่า จะรู้ธรรมเห็นธรรมต้องเปล่ียนที่อยู่ของใจเสียใหม่ ถ้าใจมันชอบไปอยู่กับ
คนน้ันคนนี้ก็พจิ ารณากายดอู าการสามสิบสองให้เห็นว่า มนั เป็นเพียงธาตุ ไม่
สะอาด หาแกน่ สารไมไ่ ด้ ใจมันก็จะเลิกวง่ิ แสไ่ ปหาเองโดยอตั โนมัติ
หลวงปู่ดลู ย์บอกว่า (ลองสังเกตตนเองด)ู เมอื่ จิตแลน่ ไปในอารมณจ์ น
อ่มิ แล้วกจ็ ะร้สู กึ ตวั ข้นึ มาเอง ธรรมชาตมิ ันเป็นอยา่ งน้ัน แตเ่ พราะไม่ร้อู ะไรก็วง่ิ
แล่นไปหาอารมณอ์ ีก เพราะเห็นผิดว่า อารมณ์คือเรา ของเรา เคยมพี ระถาม
วา่ อารมณ์แล่นมาหาใจหรือใจแล่นไปหาอารมณ์ ถ้าใครตอบว่า อารมณ์แล่น
มาหาใจอันนี้ไม่ถูก ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่มีวันพ้นทุกข์ แต่จริงๆ แล้ว จิตเรา
ต่างหากที่แล่นแส่ไปหาเขา อย่างเพลงทะเลใจ เน้ือเพลงมีว่า ทุกชีวิตดิ้นรน
ค้นหาแต่จุดหมาย ใจในร่างกายกลับไม่เจอ อย่าคิดว่าคนแต่งเพลงนี้จะเจอใจ
พบใจแล้ว ยังไม่ได้เริ่มต้นแม้แต่น้อย หยุดวิ่งตามอารมณ์ได้เมื่อใด ก็พบใจ
เมื่อน้ัน ผมเคยบอกไว้ จริงๆ แล้วเราจะมคี วามรู้สกึ ตัวทัว่ พรอ้ มเกิดข้นึ วิบหนึ่ง
ทกุ ครั้งท่ีรู้สึกตัวข้ึนมาหลังจากจิตมันอ่ิมจากการแล่นไปอยู่กับอารมณ์อย่างที่
หลวงปู่ดูลย์บอก (ตรงท่ีรู้สึกตวั ขึ้นมาวิบหนึ่งนัน้ คอื จติ ได้ปรงุ แต่งวิญญาณขึ้น
มาแล้ววญิ ญาณกท็ าหน้าท่รี บั รขู้ องมนั ตามปฏิจจสมุปบาท)
หลวงปู่ม่ันแต่งบทประพันธ์ไว้ว่า แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้า
ถ้า อยากเห็นธรรมยึดใจจะให้เฉย ยึดความจาว่าเป็น "ใจ" หมายจนเคย เลย
เพลินเชยชมจาธรรมมานาน เข้าถ้าคืออะไร ให้เฉย ก็คือ เข้าฌานไง เข้าไป
แล้วเฉยอยู่ อารมณ์เฉย อุเบกขารมณ์ อุเบกขารมณ์ในฌานกับอุเบกขาใน
เวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน | ๑๒๑
สมั โพชฌงคเ์ จด็ มันคนละอย่างกัน ยึดความจาว่าเป็นใจ ยึดความจาไดห้ มายรู้
ต่างๆ สัญญาต่างๆ เป็นใจ ไปหลงชม หลงจาว่าเป็นใจเป็นธรรม ใจต้ังมั่นคือ
สมั มาสมาธิ พระอรยิ ะเจ้าจะพูดเหมือนกนั หมด เพราะเหน็ เหมือนกนั
การมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาน่ีคือ สติ หลายคนก็บอกว่า ก็น่ีไง ฉันทา
อะไรก็รู้ตัวตลอดเวลานะ รู้ตัวแบบท่ีว่า รู้มากี่สิบปีแล้ว สามสิบ สี่สิบปีแล้ว
ทาไมไม่รู้เห็นธรรมเสียที ไม่เข้าใจสติ ไม่เข้าใจสมาธิ ไม่เข้าใจอารมณ์จึงไม่
เข้าใจธรรม ไม่เห็นธรรม อารมณ์ทั้งปวงออกมาจากใจนะ หลายปีก่อนน่ัง
ภาวนาพิจารณากายอยู่ก็เกิดความรู้ผุดข้ึนมารองรับว่า อะไรท่ีออกมาจากใจ
ไม่ใช่ใจ นามรูปท้งั ปวงออกมาจากใจทั้งน้ัน ใจหรือจิตน้ีปรุงแต่งออกมาทัง้ สิ้น
ปรุงแต่งแล้วก็หลงกับสิ่งท่ีปรุงแต่ง หลงอารมณ์ วิ่งตามอยู่เหมือนคนบ้าแบก
หนิ รอ้ น ๆ
สติคือ ความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม เป็นความรู้สึกตัวในลักษณะต่ืนรู้ ถ้า
เฉยๆ ไม่ใช่สติ หายใจเข้าลึกๆ แรงๆ ก็พบสติแล้ว ตรงน้ีไม่ใช่ความรู้ตัวของ
คนธรรมดาทั่วไป คนธรรมดาถ้าไม่รู้ตัวมันก็คือ คนบ้าเท่านั้นเอง สติต้องเป็น
สติใจ สติปัฏฐานส่ี ยืน เดิน น่ัง นอน กิน ด่ืม คิด พูด ทา ให้อยู่กับรู้ รู้สึกตัว
ทั่วพรอ้ ม นค่ี ือ อิรยิ าบถบรรพในกายานปุ สั สนา
วันหนงึ่ เราอยกู่ ับสติก่ีเปอร์เซ็นต์ อยู่กับอารมณก์ ี่เปอรเ์ ซน็ ต์ ลองนกึ ดู
ครั้งหนึ่งมโี ยมผหู้ ญิงคนหนงึ่ ชอบไปปฏิบัติธรรม กลับบ้านไปไฟไหม้บ้านหมด
กลับมาต่อว่าหลวงปู่ว่า ทาไมปฏบิ ตั ธิ รรม ไฟยงั ไหมบ้ ้าน พวกเราเคยรู้สกึ แบบ
นไ้ี หม ปฏิบัตธิ รรมแล้ว ทาไมยังมคี นดา่ ทาไมเจ้านายยังเกลียด ทาไมทาอะไร
ไม่ข้ึนเหมือนเดมิ อย่างที่ผมเคยบอกหลายครั้งว่า พระพุทธเจา้ ท่านสอนเรื่อง
อีคิวมาหลายพันปีแล้ว หลวงปู่ตอบว่า การปฏิบัติธรรมไม่ได้ช่วยห้ามไม่ให้
ไฟไหม้บ้านได้ บางคนไปเข้าคอร์สสองวัน สามคืน กลับมานึกว่าจะดีข้ึน
เจา้ นายดา่ หนกั กว่าเดิม คราวนพ้ี ยาบาทเจ้านาย ด่าธรรมแล้ว อะไรวะ ไม่เห็น
ช่วยให้อะไรดขี น้ึ เลย คราวหน้ากไ็ ม่ไป ไมเ่ อามนั แล้วธรรมะอะไรไม่ช่วยเลย นี่
๑๒๒ | ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม ๒
โง่หนักกว่าเดิมเข้าไปอีก พระพุทธเจ้าสอนให้เราฉลาดทางอารมณ์ ให้รู้เทา่ ทัน
มนั เมอ่ื รูเ้ ทา่ กจ็ ะได้วาง วางอารมณท์ ัง้ ปวงเสยี
อย่างความจาน้ีก็คืออารมณ์นะ เช่น เราเดินไปตลาดตอนเช้าซื้อ
กบั ข้าวแล้วมคี นดา่ พอเขาดา่ เสรจ็ มันก็จบตรงนนั้ ไม่มอี ะไร เรารีบๆ ก็เลยลืม
ไปแล้ว ตกกลางคืนก่อนนอน ภาพท่ีถูกด่ามันผดุ ข้ึนมา ไม่รู้เท่าทันก็เกิดโทสะ
พยาบาท นอนไมห่ ลับทั้งคนื ตอนเช้าจะไปด่าคืน ภาพทผ่ี ุดข้ึนมา เรียกว่า รูป
สัญญา เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง รูปสัญญาน้ีคือธรรมารมณ์ เม่ือมากระทบใจ
เกดิ ผัสสะย่อมเกิดเวทนา ความรู้สึกไม่ยนิ ดีเพราะไม่รเู้ ทา่ ทันในเวทนานนั้ จติ ก็
เข้าไปยึดโดยอตั โนมัติตามวิสัยของปถุ ุชนแลว้ ปรงุ แตง่ เปน็ วภิ วตัณหาคอื ความ
โกรธข้ึนมา เวทนากอ่ ใหเ้ กิดตัณหาเพราะเหตนุ ี้
จริงๆ แล้ว ถ้ารู้เท่าทันเร่ืองท่ีเกิดเมื่อเช้า มันเป็นสัญญาไปแล้ว
สญั ญามันทาหน้าท่ีของมันกค็ ือ แสดงให้เราเห็นเทา่ น้นั เอง แต่เราไมเ่ ป็นผู้ชม
ที่ดี เต้นไปกับมันเลยเสร็จมัน เหมือนดูหนัง ดูละครแล้วเต้นไปกับบทที่เขา
แสดง พาลชอบ พาลเกลียดตัวแสดงไปโดยไม่รู้ตัว น่ีคือปุถุชนท่ีไม่รู้เท่าทัน
อารมณ์
ถ้าเราเจ็บไข้ กายมนั ก็แสดงเวทนาไปตามเรือ่ งของมนั เวทนามันก็ทา
หน้าท่ีของมันคือ เจ็บปวด ถ้าเราแยกจิตออกจากเวทนา ออกจากอารมณ์ได้
เราจะเห็นเลยว่า เวทนาก็สักแต่เวทนา ต่างคนต่างอยู่ เหมือนอย่างคร้ังหน่ึง
หลวงปดู่ ูลย์ป่วยหนัก ขยับตัวไมไ่ ด้อยู่ทโี่ รงพยาบาล คืนนัน้ หลวงปู่อ่อนเพลีย
มาก ต้องใช้ออกซิเจนช่วยหายใจตลอด เวลาประมาณเที่ยงคืนพระรูปหน่ึง
พร้อมบริวารไปขอกราบเย่ยี มหลวงปู่ แล้วพระนน้ั ก็ขยับก้มไปชดิ หูหลวงปู่แล้ว
ถามว่า หลวงปู่ยังมีเวทนาอยู่หรือ หลวงปดู่ ูลย์ตอบว่า เวทนากับร่างกายน้ันมี
อยูต่ ามธรรมชาติของมันแตไ่ ม่ได้เสวยเวทนาน้นั เลย นี่คอื ทา่ นแยกจติ ออกจาก
เวทนาได้ ถ้ารู้เห็นธรรมสักครั้งหน่ึงจะเห็นเลยวา่ เวทนามันก็อยขู่ องมันจริงๆ
จะเห็นเวทนาอย่ตู รงหนา้ เหมอื นเหน็ หนงั สอื ทอี่ ยตู่ รงหน้าในขณะนี้ ถ้าเราเห็น
กายไม่ใช่เรามันกไ็ ม่ยากทีจ่ ะเห็นเวทนาไมใ่ ช่เราในชน้ั ตอ่ ไป
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๒๓
อีกคร้ังหน่ึงท่ีหลวงปู่ป่วยหนัก มีพระรูปหน่ึงพร้อมญาติโยมไปเย่ียม
พระรูปนั้นไปถึงก็บอกหลวงปู่ว่า หลวงพ่ออย่าไปคิดอะไรมาก ปล่อยวางๆ
สังขารท้ังหลายมันไม่เที่ยงอย่างนี้แหละ ปล่อยวางนะหลวงพ่อ ทายซิ
หลวงปู่ดูลย์ว่าไง ทา่ นหัวเราะออกมาอย่างชนิดท่ีไม่เคยเห็นมาก่อน (ลูกศิษย์
บอก) หัวเราะอยู่นาน แล้วค่อยๆ สะกดกล้ันๆ ตัวเองยังปล่อยวางอะไรไม่ได้
เลย ไปสอนท่านให้ปล่อยวาง
หน้าท่ีเรา ชาวพุทธจึงไม่มีอะไรมาก ทาความเห็นให้ถูกเท่าน้ันเอง
เมื่อความเห็นถูกเต็มรอบ ชัดแจ้ง อวิชชาก็ดับไป ก็จบเท่านั้น ก็อะไรเล่าที่จะ
ทาให้ความเห็นชอบเกิดขึ้น ความเห็นชอบที่จะทาให้จิตบริสุทธ์ิ ไปไกลกว่า
การละบาป ทาบุญ ซ่ึงเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาทีเดียว ซ่ึงก็คือสติปัฏฐานสี่
ไงเลา่ พระพุทธเจ้าตรสั วา่ ทางนีเ้ ป็นเอโก มคั โค (ทางเอก) เปน็ ทางแห่งความ
บริสุทธ์ิแห่งสัตว์ท้ังหลาย เพ่ือข้ามพ้นโสกะปรเิ ทวะ เพื่อความอัสดงแห่งทุกข์
และโทมนสั เพ่ือบรรลุซงึ่ โลกุตรมรรค และเพ่ือทาให้แจง้ ซงึ่ พระนิพพาน ทางน้ี
คือ สตปิ ัฏฐานส่ี ภกิ ษุท้งั หลาย
ทาไมพระพุทธเจ้าจึงบอกว่า อานาปานสติเมื่อเจริญแล้วจะยัง
สติปัฏฐานส่ีให้บริบูรณ์ ยังสัมโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์ เมื่อเอาจิตไปอยู่กับลม
อยู่กับรู้จนลมระงับไป (ลมละเอียด) ก็จะเห็นว่า ลม (กาย) ไม่ใช่เรา เม่ือลม
ระงับ จิตละเอียดข้ึน เกิดปิติ สุข (ตรงนี้เป็นฌานที่มีสติกากับ) ต่อมาปิติ สุข
ระงับไป เหลอื แต่จติ กับรู้ ปติ ิ สุข กด็ ี ลว้ นแตย่ ังเกิดจากจิตท่ีปรุงแตง่ เรยี กว่า
จติ สงั ขาร
ปิติ สุข นี้เป็นเวทนา เป็นสุขเวทนา เวทนาสติปัฏฐาน เมื่อออกมา
กระแสอารมณ์ ความคิดไหลบ่ากระทบใจ ใหอ้ ยูก่ ับรู้ อยู่กับจิตจนจิตตัง้ ม่ัน น่ี
คอื จติ ตานปุ สั สนา เม่ือเห็นอารมณแ์ ยกออกไป เหน็ ว่า อารมณ์ไมใ่ ช่เรา ไม่ ใช่
ใคร เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของจิต เห็นทุกข์อยู่ต่างหากจากจิต เห็นเหตุแห่ง
ทุกข์ เหน็ ขนั ธห์ า้ ฯลฯ นคี่ อื ธรรมานุปสั สนาสติปัฏฐาน
๑๒๔ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒
สัมโพชฌงค์เจ็ดเล่า เมื่อมีสติรู้เท่าทันลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ารู้
หายใจออกรู้ ลมส้ันรู้ ลมยาวรู้ ขณะนั้นมีสติเกิดขึ้นมา มีความคิดฟุ้งซ่านก็รู้
อารมณ์ยินดีเกิดก็รู้ ยินร้ายเกิดก็รู้ ขณะนั้นอารมณ์ก็แยกออกไปจากจิต เอา
อารมณ์มาพิจารณาให้เห็นว่า มันไม่เท่ียง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเส่ือมดับไปเป็น
ธรรมดา หาแกน่ สารไม่ได้ จะถือเป็นเรา ของเราไมไ่ ด้ นีค่ ือ ธมั มวจิ ยะ
อย่าไปหลงตามท่ีนักปราชญ์ราชบัณฑิตแปลว่าธัมมวิจยะคือ การ
เลือกเฟน้ วิจยั ธรรม มัวแตไ่ ปเลือกเฟ้นวิจยั อยู่ หาหัวข้อวิจัยอยู่แบบนัน้ เมื่อไร
จะตรสั รู้ธรรม เพราะสมั โพชฌงค์เจ็ดเป็นองคธ์ รรมเพ่อื การตรสั ร้ธู รรม ใครจะ
ตรัสรธู้ รรมต้องผ่านตรงน้ี ถา้ ไม่ผ่าน อันนน้ั ไม่ใช่ แต่เขาอาจจะผ่านโดยไม่รวู้ ่า
มนั คืออะไร เพราะมันชั่วขณะจิตเดียว ผมมาแยกวิเคราะห์ให้เหน็ เหมอื นเอา
แว่นขยายมาส่องดูจุดเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ข้ึน ท่ีไม่เข้าใจเพราะเรายังแยกจิต
ออกจากอารมณ์ไม่ได้ เพราะเหน็ ผิดว่า อารมณน์ ้ันคือเรา ของเรา จิตก็เข้าไป
ยดึ ไว้แนน่ เหมือนน็อตตัวผู้ (สกรู) ที่หมุนเข้าไปในร่องเกลียวของน็อตตัวเมีย
น่ันแหละ
ทุกวนั นี้เราเข้าใจผิด เหน็ อารมณเ์ ปน็ ใจ อย่างบางคนโอนเงนิ เขา้ บัญชี
ผดิ โอ้ ! วันน้ีใจหาย วันนี้มีแต่คนว่าทั้งวัน เศร้าใจเหลือเกิน ที่เราปฏิบัติแล้ว
ไม่รธู้ รรมเหน็ ธรรมเพราะเราไม่เขา้ ใจเรอ่ื งสติ เรอ่ื งอารมณ์ เร่ืองจติ หลวงปู่ชา
บอกว่า อารมณ์ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่อารมณ์ เหมือนน้ากับน้ามัน แต่ต้องแยกใน
ลกั ษณะประจญั หนา้ กนั ไมใ่ ชห่ นีอารมณเ์ ขา้ ไปอยใู่ นถา้
หลวงปู่มน่ั เมอ่ื รธู้ รรมเห็นธรรม ทา่ นยอมรบั เลยว่า เม่อื ก่อนนี้เหน็ ผิด
เห็นอารมณ์เป็นใจ ความรู้สึกสุข ทุกข์ ยินดียินร้าย ความจาได้หมายรู้
ความคดิ ตา่ งๆ น่ีคอื อารมณ์ อารมณ์จริงๆ คือ ที่อยขู่ องใจ (ของปุถุชน) อยู่กับ
รูปบ้าง เอารูปงามๆ มาเป็นอารมณ์ ครุ่นคิดใปในทางกามทั้งวันทั้งคืน ในช้ัน
ลกึ ทีส่ ุด ซงึ่ ถ้าไมเ่ ห็นธรรมไม่มีวันเข้าใจ คือ วญิ ญาณ แมพ้ ระอนาคามีก็ยงั ถือ
วิญญาณเป็นอารมณ์ คือ เปน็ ท่ีอยู่ของใจ
เวทนานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน | ๑๒๕
หลวงปดู่ ูลย์จึงบอกว่า ชั้นในสุดทตี่ ้องละก็คือ วญิ ญาณ หลวงตา เม่ือ
บรรลุอนาคามีแล้ว เดินจงกรมภาวนา เกิดความรู้ว่า ถ้ายังมีต่อมผู้รู้อยู่ ก็ยัง
มีภพ (สุทธาวาส) ที่นั่น ตอนน้ันท่านก็ไม่รู้จะไปถามใคร เพราะหลวงปู่ม่ัน
ละสงั ขารแล้ว แต่สุดท้ายท่านกล็ ะได้ ผู้รู้นั่นแหละคือ วิญญาณ เลยพากันเกิด
แกเ่ จ็บตายอยู่ทกุ วันนี้
บางคนทาบุญมากเหลือเกินแต่ขาดปัญญา ยังมองไม่เห็นภัยใน
วัฏสงสาร เรานั้นเข้าใจมาหลายร้อยชาติแล้วแต่ยังไม่เข้าถึงเลย แล้วอะไรคือ
ที่สุดแห่งบุญเล่า อะไรคือยอดของบุญ บุญอยู่ที่ปลายจมูกเหรอ แล้วเป็นบุญ
อย่างไร ทาไมจึงเข้าใจว่า อานาปานสติเป็นบุญ อานาปานสติไม่ใช่เป็นเพียง
บุญแต่มันอยู่เหนือบุญ หากเจริญถึง ถ้าเราติดบุญเราจะอยู่แค่บุญ ท่ีจะคุย
ไม่ใช่ปริยัติแต่เป็นปฏิบัติ เราไม่ค่อยเข้าใจเรื่องอานาปานสติเราจึงไม่ถึงไหน
กนั เสียที
อานาปานสติมีท้งั หมด ๑๖ ขัน้ ในอานาปานสตสิ ูตร ขน้ั ที่ ๑ - ๑๐ ยัง
เป็นบุญอยู่ ต่อเมื่อจิตเป็นสัมมาสมาธิในข้ันท่ี ๑๑ จึงจะอยู่เหนือบุญ เป็น
ปัญญา เห็นวา่ รปู นาม อารมณ์ จะถือเป็นเราไม่ไดอ้ ีกต่อไป พอขัน้ ที่ ๑๒ จิต
จะเร่ิมปล่อยจากอารมณ์ รูป นามที่เห็นเฉพาะหน้าขณะน้ัน ขั้นท่ี ๑๓- ๑๖
เป็นเร่ืองปัญญาล้วนๆ ตอนนั้นจิตเร่ิมเข้าสู่อริยมรรคแล้ว ที่พูดน้ีจาก
ประสบการณ์ตรงไม่ใช่ปริยัติ หลายๆ ทา่ นคงไม่เคยได้ยินมาก่อน แตล่ ะบทใน
อานาปานสตสิ ูตรมาตีแตกตอนสัมมาสมาธนิ ่ันแหละ มาแทงตลอดเมื่อดาเนิน
มรรคจิตถึงตรงนั้น พระพุทธเจ้าเห็นทกุ ข์ เห็นธรรมก็ตรงสัมมาสมาธินั่นแหละ
สมาธิในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกาหนดเพ่ง บริกรรม ภาวนาจนจิตรวมกับสิ่ง
ท่ีเพ่ง บริกรรมเป็นเอกคตารมณ์และอุเบกขารมณ์อย่างท่ีสอนกันท่ัวไป แต่
หมายถึง การเจริญสติจนจิตต้ังมั่นอยกู่ บั สติ นต่ี ่างหากคอื สัมมาสมาธิ
เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทาไมสัมมาสติจึงมาก่อนสัมมาสมาธิในมรรคมี
องคแ์ ปด ผมก็เคยงงเหมอื นกัน พอเห็นจึงเข้าใจว่า ออ๋ ! หากสติไมบ่ รบิ ูรณ์ใน
ขณะนั้น สัมมาสมาธิไม่มีวันเกิดข้ึนเป็นอันขาด พระพุทธเจ้าบอกว่า สติเป็น
๑๒๖ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒
เคร่ืองกางก้ันกิเลส นักปฏิบัติต้องเคยได้ยินคานี้ ทุกวันน้ีมันก้ันได้หรือเปล่า
ใครด่าก็โกรธ เห็นรูปงามก็หลงรัก เกิดความกาหนัดยินดี เพราะว่าสติมันไม่
บริบูรณ์ ใจเลยแส่ส่งออกนอกไปตะครุบอารมณ์ยินดี ไม่ยินดีมาปรุงแต่งเป็น
โทสะ ราคะ อยตู่ ลอดเวลา หลวงปชู่ าจึงสอนว่า ให้อบรมสตใิ ห้ต่อเน่อื งเหมือน
เทน้าออกจากกา แรกๆ มันก็ต๋อมๆ พอเทถี่เข้าๆ ๆ ๆ สติต่อเนื่องไม่ขาดสาย
จึงจะเกิดปัญญา หลวงปู่ดูลย์ก็สอนว่า ให้เจริญสติให้ต่อเน่ือง ไม่ใช่ทา ๆ
หยุดๆ เป็นหลอดไฟ ติดๆ ดับๆ เมื่อไหร่มันจะสว่างเสียที ลองมันสว่างเสีย
ครั้งหน่ึง ก็เห็นแล้วว่า ไอ้งูเห่าท่ีมันฉกกัดเราทุกวันน้ีมันมาจากไหน ทุกวันนี้
ตาเราไม่ได้บอดหรอกแต่ใจมันมดื จึงมองไม่เหน็ ความเปน็ จริงของรูป ของนาม
ของขนั ธห์ ้า อารมณท์ ้ังปวง
ปุถุชนกับพระอรหนั ต์ต่างกนั ทค่ี วามเห็น ฝัง่ หนึ่งอยู่อีกปลายหน่งึ อีก
ฝ่งั หนึ่งก็อยู่อีกปลายหน่ึง หมายความว่า ปุถุชนจะเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ คือเรา ของเรา แต่พระอรหันต์ท่านจะเห็นตรงกันข้าม จะ
เหน็ วา่ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไม่ใช่เรา ของเรา
พระโสดาบันท่านจะทาลายความเห็นผิดท่ีว่า ขันธ์ห้าคือเรา คือสัตว์
บุคคล ตัวตน เรา เขา ท่านจะเห็นว่า ขันธ์ห้า อารมณ์ที่เราคิดว่ามันคือเรา
ไม่ใชเ่ ราอีกต่อไป ทาไมเป็นเช่นนั้น เพราะท่านเจริญสติ (สติปัฏฐานสี่) จนจิต
ต้ังมั่นแยกจิตออกจากอารมณ์ทั้งปวงได้ ผู้ใดเห็นจิตผู้นั้นเห็นธรรม ความเห็น
ผิดท่ีว่า รูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ คือเรา คือเขา หมดไปทันที เมื่อเห็นชอบ
ตรงน้ี แต่ยังไม่จบ เพราะความเห็นผิดยงั ไม่หมด แมจ้ ะเห็นว่า ขันธห์ ้าไม่ใช่เรา
แต่กย็ ังเหน็ ผิดอยู่อกี วา่ มันคอื ของเราเพราะอย่กู ับมนั มานานมากหลายลา้ นๆ
ชาติ ก็ต้องเจริญภาวนา (สติ) ต่อไปอีก จนความเห็นชอบเต็มรอบของมัน
มรรคก็จะสามคั คีกันอีกครั้ง เรียกวา่ มคั สมังคี เปน็ สกิทาคามีผล เจรญิ ต่อเป็น
อนาคามีมรรค แล้วบรรลุอนาคามีผล เจริญต่อเป็นอรหัตมรรค แล้วบรรลุ
อรหตั ผล จบกิจตรงน้ี แตบ่ างท่านอกี รอบเดยี วพรวดถึงอรหตั ผลก็มี
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๒๗
๑๑. ปฏบิ ตั ิอย่างไรใหร้ ู้เห็นธรรมโดยเร็ว
แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เม่ือวันที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙
ผู้ปฏิบตั ิ : ปฏบิ ัติอยา่ งไรใหร้ ู้เห็นธรรมโดยเรว็ ครบั
ทา่ นทรงกลด : กอ่ นอื่นขอพูดถึงคาว่านิมิตก่อน คาว่านมิ ติ นีอ้ ย่าหลง
ไปมากนัก เพราะมีหลายแบบเหลือเกิน เป็นวิปัสสนูปกเิ ลสก็มาก โดยเฉพาะ
สมาธิท่เี กดิ จากการบริกรรมภาวนา จะมนี มิ ติ มาก จริงบ้าง ไมจ่ ริงบา้ ง แตน่ มิ ิต
ของคนท่ีแยกจิตกับอารมณ์ได้เด็ดขาดแล้ว จริงๆ ไม่ใช่นิมิต เป็นการหย่ังรู้
ของจติ นิมิตแบ่งเปน็ ภาพฝันกับภาพจรงิ อยา่ งพระพุทธเจ้า เวลาเชา้ พระองค์
จะกาหนดจติ ดวู ่า วันน้ีสมควรจะไปโปรดใคร ก็ปรากฏภาพผู้น้นั ข้ึนในจิต น้ีก็
เรียกว่านิมิต นิมิตแปลว่า Image แต่ Image กับ Imagination นี้ต่างกันนะ
อย่างหลังเราไปแปลว่า จินตนาการ จริงๆ จินตนาการคือ ความคิดปรุงแต่ง
ต่างหาก เรียกว่า Thought วันน้ี ไม่ได้สอนภาษาอังกฤษวันละคานะ เผ่ือ
เอาไว้สอนธรรมะพวกฝรงั่ ใหเ้ ขา้ ใจหลักการปฏิบัตทิ ่ีถูกต้อง
เคยได้ยินไหมที่ไอสไตน์บอกว่า จินตนาการสาคัญกว่าความคิด
ไอสไตน์กาลังพูดถึงนิมิตหรือ Image Imagination เพราะเขาเจริญสมาธิ
(จริงๆ เขาสนใจพุทธศาสนา) จิตสงบ ก็เข้าไปเห็นปรมาณูในสสาร ท่ีเขาเห็น
นั่นแหละคอื นมิ ิต เขาเลยบอกว่า จินตนาการสาคัญกวา่ ความคิด ก่อนตายเขา
จงึ บอกว่า ศาสนาของมวลมนุษยชาติหรือศาสนาที่จะตอบโจทย์วิทยาศาสตร์
ได้คือศาสนาพุทธ ถ้าเขาจะนับถือศาสนา เขาบอกวา่ ศาสนาพุทธเป็นศาสนา
แรกที่เขาจะนึกถึง เห็นไหม ขนาดฝร่ังระดับรางวัลโนเบล คนที่ฝรั่งนับถือว่า
ฉลาดที่สุดในโลกยังคิดจะนับถือพุทธศาสนาเลย นี่เราคนไทยแท้ๆ ยังไม่ค่อย
เหน็ ค่ากันเท่าไร ดไี ด้หลวงปู่ชา หลวงปู่วิริยังค์ ไปช่วยเผยแผ่ให้ฝรั่งเหน็ คา่ ผม
ขอทานายไว้ตรงนี้เลยว่า ศาสนาพุทธจะกลับมาเป็นศาสนาของคนทั่วโลกใน
อนาคตอนั ใกล้นแ้ี หละ
ผมม่ันใจว่าคนในกลุ่มจะต้องรู้เห็นธรรมในชาติปัจจุบันน้ีแหละหาก
เดินแนวทางสติปัฏฐานส่ีท่ีผมพยายามช้ีให้เห็นแนวทางที่ผมแสดงต้ังแต่
๑๒๘ | ปจุ ฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒
วนั แรกจนถึงวันนี้บอกไดเ้ ลยวา่ มลี กั ษณะเหมอื นที่พระพทุ ธเจ้าหรือพระสาวก
แสดงธรรมในสมัยพุทธกาล ทาไมผมเชอื่ อย่างนนั้ เชา้ วันหน่ึงนั่งตรกึ วา่ ทาไม
คนในสมัยน้ีจึงรู้เห็นธรรมกันยากเย็นแสนเข็ญ ต้องเข้าป่าลึก เขาสูง หนี
หายไปจากสังคม เรง่ ความเพยี รขนาดหนัก ทาไมมันยากเขญ็ อะไรเพยี งนั้น ที่
พูดนี้ประมาณสามปีกว่าแล้วกระมั้ง (ราวปี พ.ศ. ๒๕๕๗) คาตอบกอ็ อกมาว่า
เพราะสมัยนี้เราสอนธรรมกันไม่ถูกต้อง เราไปเอาหางมาสอนก่อนหัว ไปเอา
ทา้ ยขบวนมาสอนกันก่อน เราสอนสมาธกิ ันกอ่ น เราไมส่ อนสมั มาทฏิ ฐิกันกอ่ น
พระท่ีสอนเร่ืองสัมมาทิฏฐิก่อน ท่ีเด่นชัดท่ีสุดคือ หลวงปู่ชา แต่น่าเศร้าที่
พระลูกศษิ ย์ไม่คอ่ ยมีใครเดินตามทา่ น ความเห็นชอบเป็นบ่อเกิดปัญญาน่ีทา่ น
ก็กล่าวไวใ้ นบทเทศนาเรอ่ื ง สัมมาทฏิ ฐิท่ีเยอื กเย็น
แตก่ อ่ นผมกไ็ มเ่ ชอื่ ท่านหรอก เอะอะก็จะน่ังหลบั ตาภาวนาอย่างเดยี ว
น่ังได้สามสี่ช่ัวโมง แหม ! มันตัวพอง ปิติ เรานี่แน่เหลือเกิน หารู้ไม่ โง่
เหมือนเดิม เผลอ ๆ จะโง่กว่าเดมิ เพราะไปติดตรงนนั้ เสยี แล้ว พอมารเู้ หน็ ว่า
อะไรเป็นอะไร โอ้ ! กราบขอขมาท่านอยู่น้ันแหละ น่ีคือเร่ืองจริงท่ีสุด
พระพุทธเจ้าสอนให้คนเหน็ ถกู ก่อน เห็นไหม เวลาพระองค์ไปสอนปัญจวัคคีย์
ท่านบอกไหมว่า อ้าว ! หลับตา เข้าสมาธิก่อนนะ แล้วตถาคตจะสอน ไม่เลย
ยสกุลบุตรก็เหมือนกัน เดินมา ที่น่ีวุ่นวายหนอ ท่ีนี่วุ่นวายหนอ พระพุทธเจ้า
บอกว่า ท่ีนี่ไม่วุ่นวายๆ ยสกุลบุตรก็น่ังลง พระพุทธเจ้าบอกไหม อ้าว ! ยสะ
หลับตาเขา้ สมาธกิ อ่ นนะ ก็เปลา่ อีก พระองคไ์ มไ่ ดบ้ อกอยา่ งน้ัน พระองค์แสดง
ให้ยสะเหน็ โทษของกาม เหน็ ความจริงของกาม ตอนนั้นพระยสะเขาเบอื่ กาม
มาก ตน่ื มาเหน็ นางรานอนนา้ ลายยืดเหมือนเห็นศพ
อันนีเ้ ปน็ อานิสงสจ์ ากที่ชาตหิ นึ่งเขาเปน็ คนชอบเก็บศพมาเผา บังเอิญ
มีศพหนึ่งเขาดูแล้วปลงสังเวชจิตทรงตัวขนึ้ มา เขาก็เลยไปชวนเพ่อื นอีกห้าสิบ
คนมาดดู ้วย ทุกคนเหน็ แล้วก็รู้สึกเหมือนกัน เลยติดตัวข้ามภพข้ามชาติมาจน
พบพระพุทธเจ้า พระยสะพอได้ฟังจิตก็เห็นโทษของกาม จิตก็ออกจากกาม
ตั้งมั่นข้ึนมาเป็นสัมมาสมาธิ แยกจิตออกจากกาม (อารมณ์ยินดีในกาม) และ
อารมณ์ท้ังปวงได้ ดวงตาเห็นธรรมเกิดเปน็ พระโสดาบันก่อน พอพระพุทธเจ้า
เวทนานปุ สั สนาสติปัฏฐาน | ๑๒๙
เทศน์ใหบ้ ิดาพระยสะฟงั บิดาก็บรรลุโสดาบนั สว่ นพระยสะจติ หลดุ จากอาสวะ
กิเลสทั้งปวงบรรลอุ รหัตผล
อย่างผมเอาข้อธรรมมาลงทุกๆ เชา้ น่ี ถา้ คนสมัยพุทธกาลผ่านมาอา่ น
เข้าป่านน้ีคงมคี นบรรลุโสดาบันไปมากแล้ว เพราะเป็นการแสดงให้เห็นความ
จรงิ ของรูป นาม ขันธ์หา้ อารมณท์ ้ังน้นั เห็นความจรงิ คือ เหน็ ชอบ ถา้ เกิดแล้ว
จิตก็คลายความยึดม่ันถือมั่นออกมา ถ้าคลายออกมากถึงขนาดตั้งมั่นได้ เกิด
สัมมาสมาธิจะเห็นธรรมตรงนน้ั แหละ พูดได้เพราะเคยทา เคยเห็นมาแลว้ ถึง
ได้กราบหลวงปู่ชาอยู่ทุกลมหายใจเขา้ ออกอยนู่ ี่ไง และผมเชอื่ ว่า พวกเราหาก
เจริญตามก็ตอ้ งเหน็ เหมือนผมเห็นอย่างแน่นอน เหมอื นคนหลงทางมาพบทาง
ทีถ่ ูกตอ้ ง ยังไงๆ ก็ต้องได้กลับบ้านแน่นอน ช้าหรือเรว็ ข้ึนอยู่กับว่าทา่ นจะเร่ง
เดนิ หรือจะเดนิ แบบทอดน่อง
อย่าคิดว่า ต้องบวชเป็นพระเท่าน้ันจึงจะรู้เห็นธรรม อันนี้ผิดอย่าง
มาก พระปจั จุบันนี้ก็ปฏิบตั ิผิดกันมากทเี ดียว เราเป็นฆราวาสจะไปบอกก็ใช่ท่ี
บอกคนท่ีพอจะบอกได้อย่างพวกเรานี่แหละ ความเห็นชอบจึงเป็นเรื่องใหญ่
ท่ีสุด อย่าเพิ่งไปคาดหวังจะหมดกิเลสอะไรเลย เอาแค่เห็นชอบก่อน เห็นว่า
อะไรเป็นอะไรน่ีก็ไม่เสียทีที่เกิดมาพบพุทธศาสนาแล้ว เห็นแล้วจะอยู่ในโลก
ต่อไป อยู่กับลูกกับสามีภรรยาก็อยู่ได้ตามปกติแบบนางวิสาขาน่ันไง บางที
เห็นชอบขึน้ มา มันทาให้หมดทุกขไ์ ปเลยกม็ ี
ตอนต้งั ไลน์กลุ่ม Natural Mind แรกๆ ซ่งึ ไม่รูว้ ่าจะมีใครเกท็ บ้างไหม
ว่า ทาไมความเหน็ ชอบจึงทาใหพ้ ้นทุกข์ได้ ก็ได้ยกตัวอย่างเร่ือง เราไปกินขา้ ว
จอดรถไว้ริมถนน แล้วเด็กเสิร์ฟก็ว่ิงมาบอกว่า รถทะเบียนน้ถี ูกสิบล้อชนท้าย
พงั ไปคร่ึงคัน ทุกข์เกิดทันทเี ลย พอเดินออกไปดู อ้าว ! รถท่ีถูกชนอีกคัน เด็ก
เสิร์ฟจาทะเบียนผิด เพราะรถของเรากับรถทถี่ ูกชนอยู่ใกลก้ นั พอเห็นว่า รถที่
ถกู ชนไม่ใช่รถของเรา เปน็ ไงคราวน้ี ทุกขห์ ายเป็นปลิดทิ้ง น่ีแหละสัมมาทิฏฐิ
ล่ะ
สุดท้ายแล้วเมื่อเราเจริญสติ เกิดปัญญาเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า รูป นาม
ขันธ์ห้า อารมณ์ท้ังปวงไม่ใช่เรา ของเรา จิตมันก็วาง ปล่อยวางลงเองโดย
อัตโนมัติ จิตท่ีวางอารมณ์ ออกจากอารมณ์ท้ังปวง มันก็ว่างเท่านั้นเอง จิตท่ี
๑๓๐ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
ออกจากอารมณ์ทั้งปวงนีแ่ หละคือจติ เป็นอิสระ ตั้งมั่นอยู่ ไมห่ ว่ันไหว จิตของ
พระอริยะเจ้า (ช้ันอนาคามีข้ึนไป) จึงเปน็ สมาธิอยตู่ ลอดเวลา สมยั นี้ไมค่ ่อยมี
ใครสอนมรรคแปดที่ถูกต้องกันเลย ถา้ เราเห็นตามจริง เห็นชอบ จติ จะสงบ จิต
ทส่ี งบจากสุข จากทุกข์ จากอารมณ์ทั้งปวง นแ่ี หละสมาธลิ ่ะ
พระอาจารย์อนันต์สอนว่า ผู้หญิงผู้ชายน้ี ถา้ เราเห็นว่าสวยงามจิตจะ
ไม่สงบจะก่อราคะ ฟุ้งซ่าน แต่ถ้าเห็นว่าไม่สวยงามคอื เหน็ ตามจริงจิตจะสงบ
ลองพิจารณาดู ผมเห็นจริงดังที่ท่านสอนเลย ถ้าเราเห็นชอบจิตมันจะสงบลง
เร่ือยๆ แรกๆ จะไมร่ ้หู รอก กว่าจะรู้มันกต็ ้งั มน่ั ใหเ้ ห็นเสียแลว้ ผู้ใดเห็นจิตผนู้ ั้น
เหน็ ธรรม จริงๆ นะ ผมเช่อื จรงิ ๆ ว่า พวกเราต้องมีคนรูธ้ รรมเหน็ ธรรมแน่ๆ
เม่ือสิบปีก่อนไปบวชปฏิบัติอยู่กับพระอาจารย์อนันต์ที่วัดมาบจันทร์
ทา่ นเปน็ ศิษยห์ ลวงปู่ชา ท่านเลา่ ให้ฟงั วา่ วันหนึ่งเดินจงกรมอยู่ในป่า นกึ ในใจ
วา่ ทาอย่างไรจงึ จะรู้เห็นธรรมเร็วๆ คืนน้ันหลวงปู่ชาก็เทศนเ์ ลยว่า การปฏบิ ัติ
ท่ีจะรู้เห็นธรรมเร็วน้ันอยู่ที่อารมณ์ อารมณ์ยินดีก็ให้มีสติรู้เท่าทัน อารมณ์
ยินร้ายก็ให้มีสติรู้เท่าทัน รู้ว่าไม่มีอารมณ์ไหนจริงแท้ ล้วนไม่แน่เป็นอนิจจัง
ทัง้ น้ัน ไมค่ วรหมายมัน่
คาสอนหลวงปู่ชาเหมือนพระพุทธเจ้าสอนพระโกณฑญั ญะเลย (ทาง
สายกลาง) ครั้งแรกท่ีฟงั เอ ! มันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรือ ครั้นพอปฏิบัติดู ไม่
งา่ ยเลย เผลอใหอ้ ารมณ์มันกัดเอาทุกที แต่เมื่อทาจริงไม่ยอ่ ท้อจนสติตอ่ เนื่อง
ไมข่ าดสาย จึงเหน็ จริงดงั ที่หลวงปชู่ าสอน กราบพระพทุ ธเจ้า กราบหลวงปชู่ า
และครบู าอาจารยท์ ั้งหลายได้อยา่ งสนทิ ใจ ไมส่ งสยั อีกต่อไป หลวงปู่ชาบอกว่า
เห็นอารมณ์ยินดีก็ไม่เท่ียง ไม่แน่ เห็นอารมณ์ยินร้ายก็ไม่เที่ยง ไม่แน่ เห็นสัก
แต่วา่ เหน็ ไม่เขา้ ไปวอแว ตอแยดว้ ย นี่แหละเรียกวา่ เห็นชอบ
การรธู้ รรมอาจจะเป็นความจา้ เป็นสญั ญากไ็ ด้ แต่เม่อื เหน็ ธรรมมัน
จะรู้ธรรมไปในตวั เป็นความรู้ทีเ่ รียกว่าญาณ ญาณแปลวา่ ความรู้ รูแ้ รกยัง
เป็นปริยัติอยู่ รู้แล้วท้าเป็นปฏิบัติ พอท้าแล้วเห็นแล้วรู้เป็นปฏิเวธ รู้หลัง
เห็น เรียกว่า รู้จริงเห็นแจ้งหรือตรัสรู้ธรรม มีสมาชิกท่านหน่งึ หัวเราะผมว่า
รู้แบบไม่คิด มันจะทาได้หรือ ผมก็บอกว่า มันทาได้จริงๆ นะเป็นความรู้ท่ี
เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๓๑