ออกมาในขณะจิตไม่คิด จิตหยุดคิด หยุดทางาน จิตว่าง ท่ีท่านพุทธทาส
บอกว่า ทางานดว้ ยจติ ว่าง มันทาได้จริงๆ
กลับมาเร่ืองความเห็นชอบต่อ อย่างเราเห็นหญิงงามนางหน่ึง แหม !
สวยเหลือเกิน ใบหน้าอ่อนหวาน ตาน้ีค้มคม หรือเห็นผชู้ ายคนหน่ึง หลอ่ มาก
ดาร์ค ทอล แอนด์ แฮนด์ซ่ัม แหม ! เห็นแล้วมันเคล้ิม นี่ ตาเห็นรปู ธรรมะมัน
เป็นเหตุเป็นผลของมัน จรงิ ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนดีมากเลยนะ ท่านสอนว่า
พอตาเห็นรูปเรียกว่า ผัสสะ พอผัสสะเกิดเวทนาจะทางานทันที เวทนาคือ
ความรู้สึกยินดีบ้าง (สุขเวทนา) ความรู้สึกไม่ยินดีบ้าง (ทุกขเวทนา) พอเห็น
หญิงงาม ชายหล่อ เกิดความยินดีซึ่งห้ามไม่ได้ แต่แทนที่จะหยุดอยู่ท่ีความ
ยินดี เห็นแล้วสักแต่ว่าเห็น จิตก็เข้าไปเสวยอารมณ์น้ัน ปรุงแต่งเป็นราคะ
ข้ึนมาทันทคี อื มีความอยากขน้ึ มาหรอื เรียกว่า ตัณหา
กระบวนการท่ีว่าน้ี สาหรับปุถุชนจะเร็วมาก กว่าจะรู้ก็วิ่งเข้าไปขอ
เบอร์โทรศัพท์นางหรือหนุ่มนายนั้นแล้ว แต่พระอริยะเจ้าจะเห็นเป็นภาพ
สโลว์โมชั่น หรือคนที่ใกล้ความเป็นพระอริยะเจ้าก็จะเร่ิมเห็นเป็นภาพ
สโลว์โมช่ัน ทาไมสองคนหลังจึงเห็นแบบน้ัน คาตอบคือ "สติ" สติจะเป็นตัว
เบรค พระพทุ ธเจา้ ตรัสว่า สติเปน็ เครือ่ งกางกนั กิเลส สติ เตสัง นิวารณัง พอมี
สติ มันก็จบแค่เวทนา ตัณหาคือ กิเลสจะมาจากไหน น่ีคือกระบวนการเกิด
กเิ ลส บางทีนั่งอยู่ ไม่มีใคร ทาไมเกิดกิเลสได้ ก็ภาพหรือเสียงท่ีมาปรากฏข้ึน
ในใจน่ันไงเล่า เรียกว่า ธรรมารมณ์มากระทบใจ นั่นผัสสะเกิดแล้ว เวทนาก็
เกิดตามมาเป็นธรรมดา รูปดี เสียงชมผ่านเข้ามากระทบ อารมณ์ยินดีเกิด
เสียงด่าท่ีเคยด่าเมื่อเดือนก่อนผ่านมา นั่นกระทบใจเข้าแล้ว อารมณ์ยินร้าย
เกิดแลว้ กว่าจะรู้ตวั กย็ กโทรศัพท์ไปด่าพ่อ ด่าแม่เขาแล้ว น่ีว่าสาหรับปุถชุ นที่
ไม่ไดป้ ฏิบตั ธิ รรมท้งั หลาย ไม่รูจ้ ักสติ
อย่างเรานี่ถ้ายังไม่เห็นธรรม เรียกว่า กลั ยาณชน ผู้ใกล้ที่จะเห็นแล้ว
ถา้ เราเจริญสติอยู่กับความรู้สึกตัวตลอดเวลา พอเกิดอารมณ์ยินดี ยินร้าย ใจ
มนั ก็ว่งิ มาอยูก่ ับสติ พอใจว่ิงมาอยู่ปั๊บ อารมณ์น้นั ก็ไม่งอกงามเป็นตัณหา เป็น
โทสะข้ึนมาได้หรอก มันกด็ ับลงตรงนนั้ จริงๆ กาลังสติต้องดพี อ การจะรู้ธรรม
เห็นธรรมเร็ว สติอย่างเดียวไม่พอต้องใช้ปัญญาด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
๑๓๒ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
ปัญญา พละห้าหรืออินทรีย์ห้า ท่ีหลวงปู่ม่ันสอนเน้นลูกศิษย์ท่านเสมอ
ห้าอย่างน้ีต้องอบรมให้เสมอกัน ศรัทธา ถึงไหม วิริยะคือความเพียร ถึงไหม
บางคนเร่ิมข้อแรกก็ตกแล้ว ไม่มีศรัทธา หนังสือให้ไปก็ไม่เคยเปิดอ่าน อ่าน
แล้วก็ยังกลับไปใช้เส้นทางเดิมๆ หรือติดอยู่กับพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ วาง
คัมภรี ไ์ มล่ ง มนั กอ็ ยเู่ ท่าเดิม
อินทรีย์ ๕ เสมอกันเป็นอย่างไร คาว่าเสมอกันก็คือ ทาให้มากเสมอ
กัน ไม่ใช่ศรัทธามากแต่ความเพียรน้อย ความเพียรมากแต่สติน้อย คือ ต้อง
มากเสมอกัน แล้วมันจะรวมกันเป็นพลังท่ีจะยังจิตให้ต้ังม่ันไม่หวน่ั ไหวไปตาม
อารมณ์ เสาไฟก็คือ จิต ไฟฟ้าท่ีว่ิงผ่านไปมาคือ อารมณ์ทั้งปวง ต้องมีพลัง
(พละ) ต้านอารมณ์อยู่ ไม่ไหลไปตามกระแสไฟ กระแสอารมณ์ที่ว่ิงผ่านไปมา
พอสติต่อเนื่องด้วยดี มันจะมีสมาธิอ่อนๆ ขึ้นมาให้เห็นล่ะ รู้ได้อย่างไรว่ามี
สมาธิเกิด ให้สังเกตเวลาอารมณ์ยินดีเกิดเราคล้อยตามไหม เวลาอารมณ์ไม่ดี
เกิดเราคล้อยตามไหม มันจะไม่คล้อยตามแต่จิตจะต้ังมั่น ส่วนปัญญาเป็นตัว
ตดั ในสภาวะอารมณแ์ ตล่ ะเรือ่ งโดยมีสติเปน็ ตัวหา้ มควบคู่กับสมาธิทต่ี ้งั มั่น
เม่ืออารมณ์เกิดไม่ว่าดีหรือร้ายให้มีสติ จิตท่ีอยู่กับสติได้แน่วแน่คือ
สมาธิ ขณะน้ันเห็นอารมณ์แยกออกไป (แต่ยังไม่เด็ดขาด) ใหพ้ ิจารณาให้เห็น
ความไมเ่ ท่ียงของอารมณ์ท่ีกาลังจะเส่ือมดับให้เหน็ เห็นอนิจจัง เห็นความทน
อยู่ไม่ได้ เรียกว่า ทุกขังของอารมณ์ พอมันดับไปหาตัวตนไม่ได้ดับไม่มีเหลือ
ไหนล่ะตัวตนของอารมณ์ มันไม่มีเหลือให้ใครมาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของหรอก
ขณะท่เี ห็นสกั แตว่ ่าเหน็ ขณะนั้นมนั มีสติเกิดแลว้ เพราะถา้ สตไิ ม่เกิดไมม่ ที างท่ี
จะเหน็ สักแตว่ า่ เหน็ ได้
ขณะเกิดอารมณ์ เป็นธรรมดาท่ีคนธรรมดาจะต้องเสวยอารมณ์น้ัน
ก่อนคือ เข้าไปยึดคลุกคลีก่อนเป็นธรรมดา เพราะเคยชินมาเป็นล้านๆ ๆ
กปั กัลป์ แต่พอเห็นสกั แต่วา่ เหน็ หมายความว่า เราได้ผละออกจากอารมณน์ ้ัน
ออกมาแลว้ เราจึงเห็นไง เหมอื นเราอยู่ในบ้านเราก็ไมม่ ที างเห็นตัวบ้าน ต่อเมื่อ
เราเดินออกมาจากข้างในบ้านนั่นแหละเราจึงเห็นตัวบ้าน ตอนท่ีผละออกมา
จากอารมณ์ ขณะน้ันจิตจะมีสติโดยอัตโนมัติ เพราะสติกับจิตจะติดกันอยู่
อย่างท่ีหลวงปู่เทสก์บอก รู้ (สติ) อยู่ท่ีไหน ใจก็อยู่ที่นัน่ จิตท่ีอยู่กับสติ ตั้งม่ัน
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๓๓
กับสติ ขณะนั้นคือสมาธิ สมาธิแปลว่า ความตั้งม่ันแห่งจิต ถ้าเราเจริญ
สติปัญญาแบบน้ีเนืองๆ เห็นอารมณไ์ ม่เที่ยงอยู่เนอื งๆ จิตก็ต้องมวี นั เบ่อื หนา่ ย
ข้ึนมา พออารมณ์เกิด มันก็เหมือนเดิมล่ะว้า เด๋ียวก็ต้องเส่ือมดับๆ วันหน่ึง
อารมณ์เกิด จิตไม่เข้าไปคลุกคลี จะออกมาต้ังมั่น แต่คราวนี้เป็นการต้ังมั่น
แบบเด็ดขาด เป็นสมาธิที่เด็ดขาด ตรงนั้นจะเห็นธรรม ปัญญาท่ีเกิดในขณะ
เห็นธรรมก็เป็นปัญญาเด็ดขาด เป็นโลกุตรปัญญาแล้วคราวน้ีไม่เสื่อมไม่ดับ
ทาไมจึงใชค้ าว่า ปัญญาเด็ดขาดเพราะมันจะเป็นปัญญาท่ีตดั สังโยชน์เบ้ืองต้น
ได้นั่นเอง
การปฏิบัติกม็ ีแค่น้ี เอาแค่น้กี ่อน อย่าเพง่ิ ไปอรหัตผลเลย แค่รวู้ ่าอะไร
เป็นอะไรก็เอาตัวรอดได้สบายแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องเริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐินี่แหละ
อย่างผู้หญิงสวย ผู้ชายหล่อน่ีเห็นแล้วเคล้ิม หลงเพราะเห็นผิด พรุ่งน้ีไปท่ี
ทางานหรือไปเจอหญิงงาม ชายหล่อ ให้เห็นแบบน้ีนะ ตอนแรกเขาก็สวย
หลอ่ ดอี ยู่หรอก ซึง่ จรงิ ๆ ธรรมชาตมิ นั ก็สอนเราตลอดเวลา แตเ่ ราเองตา่ งหาก
มองไม่เห็นหรือเห็นก็ตาบอดไปให้สังเกตดูเวลาเขาย้ิมสิ ยังสวย ยังหล่ออยู่
อีกไหม เวลาคนย้ิม หัวเราะเราเห็นอะไร เห็นฟัน ถามคณุ หมอ ฟันกับกระดูก
น้ตี ่างกันไหม เอากระดูกแตกชิ้นหน่ึงกับฟันแตกช้ินหนึ่งมาวางด้วยกันเราจะ
แยกออกไหม
ในทางธรรมะฟันและกระดูกคอื อนั เดียวกนั แต่เรยี กแยกกันเพ่อื ความ
สะดวกในการพิจารณาประกอบกบั สถานทอ่ี ยูก่ ็ต่างกนั จริงๆ แล้ว เวลาคนเรา
ย้มิ หัวเราะนี่ เขาโชว์ให้เหน็ กระดูกอยู่ตลอดเวลาเหมอื นคนอมกระดกู ไว้ทอ่ น
หนง่ึ ฟนั นี้ถ้าไม่แปรงสักสามส่ีวนั มันจะเป็นอยา่ งไร มนั สกปรกไหม ธรรมชาติ
มันเป็นของสกปรก ถา้ ไม่สกปรกเรากค็ งไม่ค่อยทาความสะอาดวนั ละสองสาม
เวลาหรอก หรือใครคิดว่าธรรมชาติมันสะอาดลองไม่แปรงฟนั สกั สามวันทีเถิด
แลว้ ฟนั นม่ี ันเท่ียงไหม มันมฟี ันแบบไม่ผุไม่พังไหม ไมม่ ีหรอก นี่ไง เขาเรียกว่า
เหน็ ตามจรงิ เห็นชอบ สัมมาทิฏฐิ มรรคมอี งคแ์ ปดแลว้ ถ้าเหน็ ตามจริงอย่างน้ี
เห็นว่า ฟันก็ไม่ต่างจากกระดูกชิ้นหน่ึง มีเส่ือม มีพังจิตเราก็จะสงบ จะไม่
ฟุ้งซ่าน ก่อร่างสร้างภพสร้างชาติอะไรเลย นอกจากเห็นอารมณ์ยินดียินร้าย
ตามจริงแล้วเราก็ควรจะเห็นกายตามจริงด้วย ลองเอาไปใช้ดู ผมก็ใช้วิธีน้ี
๑๓๔ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
แหละ ไม่มีอะไรมากหรอก การปฏิบัติท่ีผ่านมาในหนังสือก็เขียนไว้มาก
เห็นแล้วมันไม่ถึงขนาดกาจัดราคะอะไรได้หรอก แต่มันก็ทาให้สติเราดีขึ้น
สมาธิกด็ ขี นึ้
จรงิ ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนใหเ้ อาปัญญาอบรมสมาธนิ ะ ปัญญาก็คือ
ความเห็นชอบนี่แหละ ในสมัยพุทธกาลมีพระรูปหนึ่งเหน็ สตรีนางหน่ึงย้ิมเห็น
ฟัน กเ็ อาฟนั มาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ จิตเกิดถอดถอนความยึดม่ันในรูปใน
นามพรวดเดยี วถึงอรหตั ผลเลยทีเดยี ว ธรรมใดทไ่ี มเ่ ป็นไปเพ่ือความสงบ ระงับ
ไม่ได้เปน็ ไปเพ่ือละความยดึ มั่นถือมั่นธรรมนน้ั ไมใ่ ช่ธรรมของพระพทุ ธเจ้า
อย่าไปติดสมาธิท่ีไม่ผ่านสติมากนัก อันน้ีอันตราย หลวงปู่ชาก็เตือน
บ่อย ท่านบอกว่า มีสติคุ้มครองกายอยู่เสมอ น่ีแหละคือ สมาธิ เราไม่มีญาณ
ไปหยัง่ รู้ท่านได้แต่ขอให้ดูคาสอน คาสอนสะท้อนสภาวะจติ ของท่านได้ แต่คน
ท่ีจะดูพระแท้ได้อย่างน้อยก็ต้องรู้เห็นธรรมเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นบ้าง
แล้ว เพราะเห็น "ร่องรอย" ท่านแล้ว จึงพอจะบอกได้ ทาไมพระอริยะเจ้า
เบ้ืองต้นหรือคนท่ีรู้ธรรมเห็นธรรมจึงบอกว่าพระรูปไหนเก๊ พระรูปไหนแท้
เพราะใจทา่ นเป็นธรรมแลว้ ท่านย่อมรแู้ ยกแยะได้วา่ อันไหนเป็นธรรม อนั ไหน
ไม่เปน็ ธรรม เหมอื นเซยี นพระสมเดจ็ ถา้ ลองมพี ระแท้แขวนอย่ทู ี่คอ ดูอยูท่ ุกวัน
ไปเจอสมเด็จเก๊ก็บอกได้ไม่ยากฉันใดกฉ็ ันน้ัน เพราะเขาเห็นของแท้ประจักษ์
ใจประจกั ษต์ ามาแลว้ ของปลอมจึงหลอกเขาไมไ่ ด้
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๓๕
๑๒. เหน็ ทุกขต์ ้องเหน็ ด้วยใจ
แสดงธรรมกล่มุ Natural Mind เมอ่ื วนั ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
ผู้ปฏิบัติ : ผมคิดว่า ธรรมะเป็นเร่ืองซื่อๆ มีเสน่ห์ตรงรู้มันตรงๆ ชิม
มันแล้วอธิบายด้วยภาษาเราเอง ธรรมะไม่ได้สอนให้คนเป็นคนซื่อ แต่คนที่
ซอื่ ตรงต่อความร้สู กึ ตา่ งหากทจ่ี ะเขา้ ใจธรรมะได้ เขา้ ใจอย่างนค้ี รบั
ท่านทรงกลด : ซื่อตรงตอ่ ความรสู้ ึก ใชเ่ ลย อันไหนถูก อนั ไหนผดิ วัด
กันตรงนั้น เวลามีคนด่าเราอารมณ์ยินร้ายเกิด อย่าไปหนี วัดกันตรงนั้นเลย
เอามาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ บางครั้งระหว่างวันมีความรู้เกิดข้ึนมา มักจะ
เกิดตอนเผลอๆ คือ ใจสบายๆ ซัดกันตรงน้ัน สังเกตดูหลายทีละ ถึงต้องฝึกให้
มีสติตลอดเวลา
หลวงปู่มั่นบอกหลวงปู่ชาว่า การปฏิบัตินี่ต้องทาให้เป็นวงกลมคือ
ต้องให้มีสติต่อเนื่องไม่ขาดสาย หลวงปู่ดูลย์ก็บอก สตินี่เหมือนหลอดไฟ
นี่แหละ มีบ้างไม่มีบ้าง เดี๋ยวดับ เดี๋ยวสว่าง เช่น สติ ปัญญา เมตตาเป็นของ
เนื้อเดียวกัน ฝึกสติไม่อยากได้เมตตา ไม่อยากได้ปัญญาไม่ได้ สองตัวนี้มัน
มาด้วย มาเอง ไมร่ ้มู าได้ไง มาเม่ือไหร่ก็ไม่รู้ ไม่มีเลยมนั ก็มดื (จิต)
ผมเคยน่ังสมาธิ พอจิตสงบก็มีคาว่า สติ โผล่ขึ้นมา แต่ท่ีแปลกก็คือ
เห็นคาว่า ปัญญาซ้อนอยู่ข้างหลัง เลยรู้ว่า อ้อ ! มันเป็นไวพจน์กัน มีสติก็มี
ปัญญา มีปญั ญาก็มีสติ แต่ตอนแรกตอ้ งอบรมสตใิ ห้เกิดปญั ญา คือ สมั มาทิฏฐิ
(โลกุตรมรรค) ก่อน เม่ือปัญญาเกิดสติในอริยมรรคมีองค์แปดก็มาเองโดย
อัตโนมตั ิ
ทนี ้ีถอื โอกาสเขา้ เร่ืองสัมมาทฏิ ฐินิดหนงึ่ สัมมาทฏิ ฐิคือ ความเห็นชอบ
พระพุทธองค์ท่านสอนเรื่องทางสายกลาง ท่านบอกว่า สมณะ สองทางท่ีไม่
ควรเดินคือ กามสุขขัลลิกานุโยคคือ การเพลิดเพลินอยู่ในกาม การแสวงหา
ความสุข ความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กล่ิน เสียง ฯลฯ หรือแม้กระท่ัง
ความสุขในฌาน ทางนีไ้ มค่ วรเดิน
๑๓๖ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
อีกทางหนึ่งเล่า อัตตกิลมถานุโยคคือ การทาตนให้ยากลาบาก เป็น
ทุกข์ ความประพฤติใดท่ีเป็นไปแล้วทาให้ต้องได้รับทุกข์ก็ไม่ควรเดิน ท่าน
กาลังบอกว่า อารมณ์ยินดีทั้งปวงที่เกิดจากกามสุขัลลิกานุโยคไม่ควรเดิน ไม่
ควรเอา ไม่ควรเขา้ ไปขอ้ งแวะ ไม่ควรเข้าไปหมายมัน่ ขณะเดยี วกันอารมณ์ยิน
ร้ายท้ังปวงท่ีเกิดจากอัตตกิลมิถานุโยคก็ไม่ควรเดิน ไม่ควรเอา ไม่ควรเข้าไป
หมายมัน่ เมอื่ เทศน์มาถึงตรงนี้ เกิดอะไรขึ้นกบั จติ ของพระโกณฑัญญะ จติ ของ
ท่านซึ่งปกติเที่ยววิ่งไปเกาะอารมณ์ฝ่ังสุขบ้าง ฝั่งทุกข์บ้าง จิตท่านละจาก
อารมณ์ทั้งสองมาตั้งมั่นอยู่ช่ัวขณะ มาต้ังมั่นอยู่กับสติ เพราะขณะน้ันจิตท่าน
ระลกึ รู้แล้วว่า อารมณ์ท้ังสองไม่ควรเอา ขณะน้ันเมื่อจิตแยกออกจากอารมณ์
ทั้งสองได้ จิตท่านก็จะเห็นอารมณ์ทง้ั ปวงไหลเกดิ ดับอยู่ตรงหน้า ท่านก็อุทาน
ออกมาวา่ ยังกิญจิ สมุทะยะธัมมงั สพั พันตังนิโรธะธมั มนั ติ สิง่ ใด (คืออารมณ์)
เกิดขึน้ เป็นธรรมดาก็ยอ่ มดบั เปน็ ธรรมดา หาสัตว์ บคุ คล ตัวตน เรา เขาไมไ่ ด้
ที่เคยเห็นว่า รูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ นั่นคือเรา คือเขา มันไม่ใช่ ความเห็น
ผิด (สักกายทิฏฐิ) หมดลงตรงนั้น พระพุทธองค์ทรงรู้วาระจิต ท่านก็อุทาน
ออกมาว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ ผู้รู้เกิดกบั ท่านโกณฑญั ญะแล้ว ท่ีว่ารู้แล้ว
หนอ ๆ คือ จิตของพระโกณฑัญญะละจากอารมณ์มาตัง้ ม่ันอยู่กับ "รู้" คือ สติ
นนั่ เอง
ในการแสดงปฐมเทศนาพระพุทธองค์ทรงสอนเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
แก่ปัญญจวัคคีย์ พระองค์ทรงสอนทางสายกลาง คือ สัมมาทิฏฐิในเชิงโลกีย
มรรคก่อนหมายถึง ขณะท่ีจิตพระโกณฑัญญะ พิจารณาตามแล้วเห็นว่า
อารมณ์ทั้งยินดี ยินร้ายไม่ควรเข้าไปหมายม่ัน ขณะน้ันยังเป็นโลกียมรรค
ต่อเม่ือจิตตั้งม่ันเป็นสัมมาสมาธิ แยกจิตแยกอารมณ์ท้ังปวงได้ ขณะนั้น
เรียกว่า เป็นมัคสมังคีในรอบแรก จิตต้ังมั่นเป็นสัมมาสมาธิเกิดสัมมาทิฏฐิท่ี
เป็นโลกุตรมรรค จริง ๆ เกิดญาณอย่างหนึ่งคือ ยถาภูตญาณทัศนะ ญาณที่
เห็นรปู นาม อารมณต์ ามความเป็นจรงิ แตย่ ังไม่จบนีเ่ ป็นเบ้ืองต้น ทา่ นได้เพียง
ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันคนแรก วันต่อมาพระองค์ก็ให้พระอัญญา
เวทนานปุ สั สนาสติปัฏฐาน | ๑๓๗
โกณฑญั ญะไปบณิ ฑบาต สว่ นพระองคก์ ็สอนสี่รปู ทเี่ หลอื จนไดด้ วงตาเห็นธรรม
เป็นพระอริยบคุ คลเบอื้ งตน้ คือ โสดาบันท้ังหมด
จากน้ันจึงสอนอนัตตลักขณสูตรว่าด้วยรูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ท่ี
เห็นทั้งปวง มีสภาวะอนิจจังคือ ไม่เที่ยง ทุกขัง คือ ทนอยู่ไม่ได้ และเป็น
อนัตตา คือ หาสาระแก่นสารที่จะเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ ไม่ควรเข้าไปหมายม่ัน
ว่าน่ันคือของเรา จิตปัญญจวัคคีย์ก็เบ่ือหน่าย คลายกาหนัดและหลุดพ้นไป
ตามลาดับ เปน็ พระอรหันต์ท้ังหมด สัมมาทิฏฐิจึงเป็นหวั ขบวนแรกในมรรคมี
องคแ์ ปดท่สี าคญั ทส่ี ดุ
ถ้าท่านศึกษาในเรื่องอริยสัจส่ี ทุกข์เป็นเรื่องที่ควรกาหนดรู้ สมุทัย
เปน็ เรอ่ื งที่ต้องละ นโิ รธต้องทาให้แจ้ง มรรคคือข้อปฏิบัติให้ถงึ ทางดบั ทขุ ์ เป็น
เร่อื งที่ต้องเจริญคอื ทาให้มาก ทาใหเ้ กดิ เห็นทุกข์ในอริยสัจ ไม่ใช่เป็นเรื่องคิด
เอานึกเอา เราบอก เออ ! ชีวิตนี้ทกุ ข์นะ เห็นคนปว่ ย เจ็บ ตาย ไปทางานเจอ
แต่คนไม่ดี มีแต่คนนินทาว่าร้าย ทุกข์จริง ๆ อันนี้ยังไม่ใช่เห็นทุกข์ในอริยสัจ
เห็นทุกข์ ต้องเห็นด้วยใจ เห็นทกุ ข์แยกออกจากจิตให้เห็นเลย ที่พระพทุ ธองค์
ตรัสว่า ผู้ใดเห็นทุกข์ผู้น้ันเห็นธรรม ถ้าเห็นแบบผิวเผินชาวบ้านท่ัวไปท่ีเห็น
ชีวิตน้ีมีแต่ความยากจน ทุกข์แสนสาหัส ก็เห็นทุกข์แล้วสิ เห็นทุกข์ในอริยสัจ
หมายถึง เมอ่ื เราเจรญิ สติจนจติ ต้งั ม่ันอยกู่ บั สติ แยกอารมณ์ แยกทกุ ข์ออกจาก
จติ ได้ นั่นจึงชอ่ื ว่า เห็นทุกข์
การอ่านหนังสือธรรมะ อ่านเฟสบุ๊ค อ่านไลน์สมัยน้ีก็ต้องระวังด้วย
เป็นความคิด ความเข้าใจเสียส่วนมากไม่ใช่เกิดจากความ "เห็น" ก็จะพาเรา
หลงทางเสียส่วนมาก อย่างหนังสือเล่มหนึ่ง พระดังรูปหน่ึงเขียนแนวทาง
พ้นทุกข์ ผมไปร้านหนังสือหยิบข้ึนมา เปดิ มาเจอหน้าที่เขียนว่า เมื่อจิตบรรลุ
อัปนาสมาธิก็จะบรรลโุ สดาบัน ผมวางแทบไม่ทัน
ทา่ นลองพิจารณาดูท่ีผมเล่าปฐมเทศนาใหฟ้ ังเม่อื สักครสู่ ิครับ จิตของ
พระอัญญาโกณฑัญญะไม่ได้เข้าฌาน หรอื อัปนาสมาธิเลย ถ้าเราอ่านประวัติ
พระอริยสาวกมาบ้าง สังเกตเวลาพระพุทธเจ้าสอน ไม่เห็นท่านบอก อ้าว !
๑๓๘ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
หลับตา เขา้ อัปนาสมาธิ หรอื เขา้ ฌานก่อนเลย ท่านสอนให้เห็นตามความเป็น
จรงิ เป็นการทาจติ ให้สงบด้วยปญั ญา สมาธคิ อื ความต้งั มน่ั ของจิต เราแปลกัน
ถูก แตเ่ ราไม่ค่อยเขา้ ใจกัน แค่สงบ แต่ไมไ่ ด้ฉลาด เวลาจิตต้ังมั่น จิตมันไม่เอา
กับอารมณ์แต่จะฉลาด ตอ้ งมีความสงบ ไมว่ ิ่งตามอารณ์ ถา้ สงบอยู่กับการเพ่ง
บริกรรมจะไมฉ่ ลาด แตถ่ า้ สงบอยกู่ ับ "ร้"ู จะฉลาด จะเกิดปัญญา ปัญญาทเี่ กิด
ตอ่ จากจิตทีส่ งบแบบหลงั น่แี หละเรียกว่า ญาณ
ขอท้ิงท้ายด้วยเร่ืองของหลวงปู่ดูลย์ มีคณะพระผู้ใหญ่ไปกราบท่าน
ถามท่านว่า แนวทางปฏบิ ัติท่ีลัดสั้น ยอ่ ที่สุดคืออะไร ทา่ นตอบว่า ท่าน (พระ)
จงทาญาณใหเ้ กดิ เสมือนตาเหน็ รูป ทงั้ นกี้ เ็ พ่ือให้เป็นไปย่ิงเพื่อพระนพิ พาน ทา
ญาณให้เกิดเสมือนตาเห็นรูปก็คือ ยถาภูตญาณทัสสนะ เจริญสติจนแยกจิต
ออกจากอารมณ์ เห็นอารมณ์ เสมือนตาเห็นรูปคราวนี้ก็ง่าย ก็เอาอารมณ์ท่ี
เห็นมาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ต่อตอนต้นจะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว อย่างท่ี
หลวงปู่ม่ันบอก พระโสดาบันนี้จะให้บรรลุธรรมง่ายเหมือนพายเรือตามน้า ดู
พระอานนท์ท่านทาความเพียรคืนเดียวกบ็ รรลอุ รหันต์
อย่างหลวงปู่ชาก็สอนว่า การปฏิบัติน้ีข้ีเกียจก็ต้องทา ขยันก็ต้องทา
และส่วนใหญ่มันจะเห็นตอนข้ีเกียจ ไม่อยากทานี่แหละเพราะขณะนั้นจิตจะ
ว่างจากความอยากรู้ อยากเห็น จะเห็นกต็ อนนน้ั ธรรมะมนั จะมาให้เห็นตอนท่ี
เราไมอ่ ยากเห็น ไม่อยากไดอ้ ะไร
โลกสองใบน้ี ข้างในคือ ความสงบเงยี บ ขา้ งนอกคือ ความวุ่นวาย ถ้า
ท่านพบก่ึงกลางระหว่างโลกสองใบนี้ท่านจะเห็นธรรม ท่านจะเห็นว่า มันจะ
สงบอยู่ท่ามกลางความไม่สงบ มันจะนิ่งอยู่ทา่ มกลางความเคล่ือนไหว มัน
จะหยดุ คิดอยู่ท่ามกลางความคิด ทวนกระแสคิด มีครูบาอาจารย์ทเ่ี หน็ ตรงนี้
และนามาเผยแผ่ต่อชาวโลก นั่นคือ หลวงพ่อเทียน ที่ท่านบอกโซ่คล้องกลาง
ขาดแล้วจะเอาภพมาจากไหนเล่า กลบั มาเรือ่ งโลกสองใบต่อมันจะเหน็ เหมอื น
นา้ ไหลนิ่งแบบที่หลวงปูช่ าบอก ถ้าท่านเขา้ ใจสัมมาทิฏฐิท่านไม่ตอ้ งไปวัดก็ได้
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๓๙
ปฏิบัติได้ทั้งวันท้ังคืน ทั้งท่ีบ้าน ท่ีทางาน เพราะท่านต้องเผชิญอารมณ์ท่ีมา
กระทบตลอดเวลา ไม่ตอ้ งไปน่ังหลับตา
ผมเองก่อนหน้านี้กลางคืนซ้อมรบ กลางวันรบจริง แต่ก่อนกลางคืน
เดินจงกรมพิจารณากาย ถ้าน่ังก็ใช้อานาปานสติ กลางวันก็เดิน ยืน นั่ง ให้รู้
เอาไตรลักษณ์เข้าต่อสู้ พระพุทธองค์บอก ผู้มีสติบริบูรณ์คือ พระอรหันต์
ฉะน้ันทาให้มาก เจริญใหม้ าก และทา่ นไม่ได้สอนใหเ้ อากายเปน็ เครือ่ งอยู่ ทา่ น
ใหเ้ อากายเปน็ เคร่อื งระลึกรู้ ระลึกรู้ก็คือ สติ
ตรงจิตกระเพ่ือม นั่นคือ อาการของจิต เม่ือจิตกระเพื่อมคือ อาการ
ของจิต กิริยาของจิต ภาษาปริยัติเขาเรียก เจตสิก มันออกมาจากจิตนี่แหละ
หรือเรียกอีกอย่างว่า อารมณ์ เมื่อจิตกระเพื่อมกร็ ู้ทนั ขณะน้ันจิตทา่ นอย่กู ับรู้
แล้ว เม่ือรู้ไปๆ ๆ ๆ จิตจะเคยชินอยู่กับรู้ แล้ววันหน่ึงจิตจะสะดุดหยุดอยู่กับ
"ร้"ู วันน้ันท่านจะพบจดุ ที่อยู่ระหวา่ งโลกสองใบจะว่าน่ิงมนั กไ็ ม่น่ิง จะว่าไมน่ ่ิง
มันก็น่ิง คิดเท่าไรก็ไม่รู้ จะรู้เม่ือหยุดคิด แต่ถ้าไม่คิดก็ไม่รู้ น่ีคือคาสอนของ
หลวงปู่ดูลย์ กล่าวคือ มันจะหยุดคิดอยูท่ ่ามกลางความคิด มันคล้ายๆ ที่ศิษย์
ของหลวงพ่อเทียนคนหนึ่งท่ีเห็นสภาวะนี้พูดว่า เหมือนลูกปืนหมุนอยู่
ท่ามกลางแกนลูกปนื จุดก่ึงกลางระหวา่ งโลกสองใบคอื โลกตุ ระ
๑๔๐ | ปุจฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
๑๓. อย่าเอาหัวใจไปฝากไวก้ บั คนอืน่
แสดงธรรมกลมุ่ Natural Mind เมือ่ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๙
ทา่ นทรงกลด : ตอนผมบวชครัง้ ทีส่ อง พระอาจารย์ก็สอนว่า เวลาไป
อยู่กับครูบาอาจารย์อย่าไปอยู่นาน เผลอไปละเมิดท่านเข้ามันจะไม่ไดี และ
ส่วนใหญ่ท่านจะดุมากๆ นะ พวกเราใครไม่รู้ลงมาบอก ใช่เลย ท่านดุกิเลส
กเิ ลสมนั ชอบคนปากหวาน มนั ไม่ค่อยชอบคนปากจดั แบบผมหรอก
อย่างหลวงตามหาบัวบอก พระอรหันต์ก็เตะคนได้นะ ถ้าเราไปเห็น
หลวงปู่ชาถีบพระ อย่าไปเข้าใจว่า ท่านบันดาลโทสะ ท่านคงยังไม่สาเร็จ
กระมัง กิริยาภายนอกของพระอริยะบอกอะไรไม่ได้นะ ครั้งหน่ึงมีพระฝรั่ง
รปู หน่งึ ไปอยู่กับหลวงปู่ชาจนสามารถเขา้ ใจภาษาไทยได้เป็นอยา่ งดี วันหนึง่ มี
เรื่องขดั เคืองกับพระไทยรูปหนึ่ง เร่ืองอาหารขบฉนั กค็ ิดโกรธแค้นพระไทยอยู่
ตลอดวัน ทาไมพระไทยรูปนั้นทากับท่านแบบนี้ คิดๆ ๆ ๆ อยู่น่ันแหละ
ตอนเย็น พระป่าก็มาฉันน้าปานะกัน ฉันเสร็จ หลวงปู่ชาก็ไล่พระรูปอ่ืน
ท้ังไทยทั้งฝร่ังไปสรงน้า ข้ึนโบสถ์ทาวัตรสวดมนต์เย็น บอกพระฝรั่งรูปน้ันให้
อยู่ก่อน หลวงปู่ชาบอก เออ ! มานวดให้อาตมาหน่อยเถิด การนวดเฟ้น
ครูบาอาจารยน์ ่ีถือว่าเป็นบญุ ใหญ่ ถา้ หลวงปู่ออกปากใชใ้ ครรูปนั้นจะมีปิตมิ าก
ทไ่ี ด้นวดครูบาอาจารย์ พระฝร่ังก็ดีใจมาก ได้มีโอกาสนวดหลวงปู่ชา ปกติไม่
เคยเข้าถึงเลย วันน้ีโชคดีแท้ๆ ได้นวดหลวงปู่ ระหว่างท่ีพระฝรั่งรูปน้ันกาลัง
นวดแขง้ นวดขาหลวงปู่อยู่อย่างมคี วามสุข ใจนึกเหมอื นข้นึ สวรรค์ หลวงป่ชู าก็
ถบี ไปทหี่ น้าอกพระฝร่งั รูปนั้นอย่างแรง หงายตึงลงไป พระฝร่ังรูปน้นั งงมากๆ
หลวงปู่ชาก็ชี้หน้าว่า อย่าเอาหัวใจไปฝากไว้กับคนอ่ืน เมื่อเช้านี้ก็มีเร่ืองไม่
พอใจกับพระไทย ก็คิดร้อนรุ่มเหมือนตกนรกอยู่ท้ังวัน พอหัวค่าก็หลง
เพลดิ เพลินในอารมณย์ ินดีทีไ่ ดน้ วดเฟ้นเรา เหมือนขึน้ สวรรค์ อยา่ เอาหวั ใจไป
ฝากไว้กับคนอ่ืน คาคานี้ พระฝร่งั รูปนจี้ ดจาไปจนตาย ตอนน้ีทา่ นยงั ไมส่ ึกเลย
อยา่ เอาหวั ใจไปฝากไว้กบั คนอ่ืนหมายความว่าอย่างไร ทุกวันนี้ เรา
เคยเอาใจไว้กับใจตัวเองบ้างหรือเปล่า ไปฝากไว้ท่ีลูก ที่สามี ท่ีภรรยาบ้าง
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๔๑
หลวงปู่ชาสอนว่า อย่าส่งจิตออกนอก เที่ยวเอาหัวใจไปฝากไว้ท่ีคาพูดคนนั้น
คนนี้ ไปฝากไว้ที่เพื่อนบ้าง คาพูดคนบ้าง มันไม่มีอะไรแน่สักอยา่ ง พอเขาชม
กช็ อบ ซุกอยู่ตรงนนั้ พอเขาดา่ ก็ไม่ชอบ ซกุ อยู่ตรงอารมณน์ ้ันอกี ลองนกึ ย้อน
เข้าหาตัวเองเถิด ทุกวันนี้ท่ีทุกข์ก็เพราะเราเท่ียวเอาหัวใจไปฝากไว้ที่น่ัน ที่น่ี
ท่คี นนน้ั คนน้ี ทาไมคนน้ันทากับเราแบบนี้ ทาไมคนน้ีทากบั เราแบบนั้น ใจไม่
เคยอยู่กับใจเลย ไม่เคยรักษาใจเลย ปล่อยให้มันว่ิงไปตามอารมณ์น้อยใหญ่
ให้มันชักจูงเราไป เราไมเ่ คยเป็นตัวของตัวเองเลย สติ ความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม
นี่แหละทจี่ ะทาให้เราอยู่กับตัวเอง
หลวงปู่ชาบอกว่า เหมือนเด็กจูงควายกลับบ้าน สองข้างทางมีตน้ ขา้ ว
กาลังตกรวง ควายมันก็ชอบแวะข้างทาง แวะซ้ายบ้าง ไปกินหญ้า กินข้าว
เสียหน่อย แวะขวาบ้าง ไปกินข้าว กินหญ้า ข้าวสองข้างทางก็คือ อารมณ์
ควายน่ีคือจิต เชือกก็คือสติ ต้องประคับประคองควายไม่ให้หลงใหลสองข้าง
ทางให้มากก็จะถึงบ้านก่อนค่า ถ้าค่าแล้ว งูจงอางมันจะออกมาฉกกัดเป็น
อนั ตรายได้ เวลาท่านเหน็ ผา้ ข้ีร้วิ ท่านจะเหน็ ว่า เออ ! มันอนิจจังจริงๆ มนั เก่า
ลงๆ ขาดลงๆ ทกุ วัน เหมือนร่างกายสังขารเรานีแ่ หละ มันไม่มีอะไรแน่หรอก
หลวงปชู่ า ทา่ นเป็นเซนเมอื งไทยจรงิ ๆ อ่านเร่อื งปัญญาจากหมาขี้เร้อื นดูนะ
บัณฑิตใหม่หมาดๆ จากเมืองนอกมาบวช เมื่อบวชที่วดั ใหญใ่ นกรงุ เทพฯ
แหง่ หนึง่ เสรจ็ แล้ว ผู้เป็นแมจ่ ึงพาไปฝากให้จาพรรษาอยู่กับพระวิปสั สนาจารย์
รูปหนึ่งท่ีวัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่
ความสุขสบายเม่ือมาอยู่วัดป่า กวา่ จะปรับตวั ได้จึงใช้เวลานานเปน็ แรมเดือน
แตก่ ็นนั่ แหละกวา่ จะ “น่ิง” กท็ าเอาพระร่วมวดั หลายรปู พลอยอิดหนาระอาใจ
ไปตามๆ กัน ปัญหาท่ีทาให้พระทั้งวัดเหน่ือยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ
พระใหม่มีนสิ ยั ชอบจบั ผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชหู างตวั เองอยู่เป็นประจา
วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับ
การศกึ ษาสงู เหมอื นอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารทอ้ งถ่นิ มากท็ าท่าว่าจะ
ฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ามันก๊าดแทนไฟฟ้า ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็น
การใหญ่ หาว่า ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ามีการทาวัตรสวดมนต์
๑๔๒ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เลม่ ๒
เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทาวัตรนานเหลือเกนิ กว่าจะส้ินสุดยุติได้ก็นั่ง
จนขาเป็นเหน็บชา คร้ันพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้าเข้าบ้าง ก็ทาท่าจะล้าง
อย่างขอไปที ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ต้องมา
เขา้ เวรลา้ งหอ้ งนา้ รว่ มกบั ใครกไ็ ม่รู้
โอ้ชีวิต ! ความสารวย หยิบโหย่ง ทาให้พระใหม่ไม่พอใจส่ิงนั้นส่ิงนี้
ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดน้ัน ผิวพรรณก็ดู
สะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนท้ังหมด มองตัวเองเปรยี บกับ
พระรูปอ่ืนแล้วช่างรสู้ กึ วา่ ตัวเองเหนอื กว่าทุกประตู นึกแล้วก็ย้ิม กระหยิ่มอยู่
ในใจกลับเขา้ กุฏเิ มอ่ื ไหร่ ก็เอาปากกามาขดี เคร่ืองหมายกากบาทบนปฏิทนิ นับ
ถอยหลัง รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็
สงั เกตเหน็ ว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดปา่ แห่งน้ีไม่ค่อยพดู ไมค่ ่อยจา ซา้ นานๆ ครง้ั จะ
ออกมาให้โอวาทแก่ลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆ ไม่เห็นท่านทาอะไรเอาแต่กวาด
ใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มไี ม่รู้จกั ใช้) สอนกไ็ ม่สอน การบริหารวัด
ก็มอบใหท้ า่ นรองเจ้าอาวาสเป็นคนจดั การไปเสยี ทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อน
วชิ าเสนอให้ปรับโน่น ลดน่ี สารพัดที่ตวั เองเห็นว่าไม่เข้าท่า ล้าสมยั รวมทง้ั ให้
เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าว
ไกลมามากแลว้ ไม่ควรจะทาตนเป็นคนหลงั เขาให้คนอืน่ เขาดถู กู
อีกหน่ึงในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอ
ให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์กบั พระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มาก
ข้ึน เทศน์ให้มากขึ้น และแนะนาว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทางาน อย่าง
การซักจีวรเองเป็นต้นดว้ ยตนเอง ควรจะกระจายอานาจมอบงานให้คนอ่นื ทา
ดีกว่า เย็นวันนั้นเปน็ วนั พระสิบห้าค่า หลวงพ่อเจา้ อาวาสมาน่ังทาวัตรท่โี บสถ์
ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย ท่านไม่ลืมท่ีจะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่
มาอา่ นให้พระหนุม่ สามเณรนอ้ ยท้งั หลายฟงั แตท่ ่านไม่บอกวา่ พระรูปไหนเป็น
คนเขียน อ่านจบแล้ว หลวงพ่อก็ยิ้มอยา่ งมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่ม สามเณรน้อยท้ังหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งท่ีนอนอยู่ใต้
มา้ หินออ่ นใตต้ น้ อโศกท่ีอยู่ใกลๆ้ แลว้ กลา่ ววา่
เวทนานุปสั สนาสติปัฏฐาน | ๑๔๓
"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวน้ันหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็น
ข้เี รื้อนคันไปท้ังตัว ฉันเห็นมันว่ิงวุ่นไปมาทั้งวัน เด๋ยี วก็ว่ิงไปนอนตรงน้ัน เดีย๋ ว
ก็ย้ายมานอนตรงน้ี อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ไดน้ านเพราะมนั คัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้า
หมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน มันก็นึกด่าสถานที่น้ันอยู่ในใจหาว่า แต่ละท่ี
ไม่ไดด้ ั่งใจตัวเองสักอยา่ ง นอนทไี่ หนกไ็ ม่หายคัน สถานท่เี หล่านั้นช่างสกปรก
สิ้นดี คิดอยา่ งนีแ้ ล้วมนั จึงว่ิงหาที่ที่ตัวเองนอนแลว้ จะไมค่ นั แต่หาเทา่ ไหร่มันก็
หาไม่พบสกั ที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโนน้ อยู่ท้ังวนั เจ้าหมาโงต่ ัวน้ันมันหาร้สู ัก
นิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนัน้ หาใช่เกดิ จากสถานท่เี หลา่ น้ันแต่อย่างใด
ไม่ แต่สาเหตแุ หง่ อาการคนั อยทู่ โ่ี รคของตัวมนั เองน่นั ต่างหาก"
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลา
ภาวนาหลังการทาวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว ขณะท่ีทกุ รูปน่งั หลับตาภาวนาอย่าง
สงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึก
อย่างไรก็มองเห็นตวั เองไม่ต่างไปจากหมาขเี้ ร้ือนทีห่ ลวงพ่อชี้ให้ดู ย่ิงนั่งสมาธิ
นานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจท้ังอายท้ังสมเพชตัวเอง นับแต่วันน้ันเป็นต้นมา
พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลยี่ นไปเปน็ คนละคน จากคนพดู มากกลายเป็น
คนพูดน้อย จากคนท่ีหยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบ
จบั ผดิ คนอนื่ กลายเป็นคนท่ีหันมาจบั ผิดตวั เอง
แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อ
ธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก "อาตมาเป็นหมาขี้เร้ือนขออยู่รักษา
โรค จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ท่ีนี่อีกสักหนึ่งพรรษา" โยมแม่ได้ฟัง
แลว้ กไ็ ด้แตย่ กมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลกู ชาย แลว้ กเ็ ดนิ ออกจากวัด
ไปข้ึนรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคาว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชาย
หมายความว่าอย่างไรกันแน่
พระรูปนี้ถือว่าเป็นผู้มีปัญญา ถ้าคนไม่มีปัญญาก็จะมองไปอีกแบบ
หนึ่ง จะเห็นว่า เอ ! หลวงปู่ชาน่ี ทาไมมาด่าเขาเป็นหมูเป็นหมานะ อยู่ไม่ได้
แล้วๆ ด่าขนาดน้ีไม่อยู่แล้ว พอรุ่งเช้าก็ให้คนไปตามโยมแม่บอกเอาชุดมาให้
๑๔๔ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เลม่ ๒
ดว้ ยจะสกึ แล้วหรือย้ายวัดไปอยู่วัดอน่ื ดกี วา่ โยมแม่เราก็รวย สร้างวัดไวห้ ลาย
วัด ไปอยู่วัดทต่ี ามใจเราดกี ว่า ชะตากรรมกจ็ ะไปอีกแบบหนง่ึ
ทา่ นมีปัญญาเพราะอะไร วัดป่าส่วนใหญ่เขาจะสอนให้แก้ไขที่ตัวเอง
อย่าไปแก้ไขคนอื่น ย่ิงหลวงปู่ชาท่านสอนให้เฝ้ามองอารมณ์ตัวเอง สอนให้
ลดทิฏฐิมานะลง
คร้ังหน่งึ มีชายคนหน่ึงบ่นว่าทุกขเ์ หลอื เกิน อะไรไม่รู้เต็มหัวไปหมด ก็
ไปหาหลวงปู่ชา หลวงปู่ชาก็พาไปตักน้าแล้วให้ถือถังน้าไว้ เขาก็ถือหนักมาก
ถืออยู่นานหลวงปู่กไ็ ม่บอกใหว้ างเสียที เขาบอกหลวงปู่ชาวา่ หลวงปู่ให้ผมถือ
ไว้ทาไม หนกั เหลอื เกนิ หนักก็วางลงเสียสิ หลวงปู่ตอบยิม้ ๆ
ตอนผมไปบวชครงั้ ที่สองท่ีวดั มาบจันทร์ สาขาวัดหนองป่าพง สง่ิ ทข่ี ัด
ตาเปน็ อยา่ งมาก คอื เวลาพระ (ประมาณส่สี ิบรูป) กลับจากบิณฑบาต เดินเข้า
หอฉันจะมีถังน้าอยู่ท่ีบันใดหอฉันและจะมีพระคอยตักน้าล้างเท้า เช็ดเท้า
ใหแ้ ก่พระทุกรปู ท่ีเดินเข้าหอฉัน ผ่านไปหลายวนั ทเี ดียวกว่าพระทรงกลดจะทา
ใจได้ เราเป็นถึงผู้พิพากษามาบวชจะใหไ้ ปทาอยา่ งนั้นได้อยา่ งไร พระบางรปู ก็
อายุน้อยกว่าเราเท่าตัว บางรูปก็เด็กๆ อยู่เลย แต่พอครั้งแรกที่ได้สัมผัสเท้า
พระเหล่านั้น ค่อยๆ เอาน้าล้างเท้าทาความสะอาด เช็ดเท้า ผมรู้สึกว่า ทิฏฐิ
มานะในใจลดลงไปมาก จิตใจสงบขึ้นอย่างประหลาด วันต่อๆ ไป หน้าท่ีล้าง
เท้าพระใหญ่ พระเลก็ พระทรงกลดจะคอยจองหน้าท่ีนี้อยู่เสมอ พระบางรูปก็
รุ่นเด็กๆ แต่บวชก่อนหน่ึงวัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เลย ในตอนนั้นได้
ข้อคิดว่า เราตอ้ งทาตวั เปน็ ผา้ ข้รี ว้ิ กอ่ น
ที่ผมเคยบอกพวกเรา มีชายคนหน่ึงถือดุ้นไฟว่ิงวุ่นอยู่ แล้วก็บ่นว่า
ร้อนๆ ๆ เหลือเกิน เราก็บอกว่า ร้อนก็วางดุ้นไฟนั่นเสียสิ เขาก็บอกว่า วาง
ไม่ได้ ทาไมวางไม่ได้ ก็ดุ้นไฟน่ี มันของฉัน ฉันจะวางได้อย่างไร เราว่า คนนี้
ไม่บ้าก็คงโง่ เราเองก็ไม่ต่างไปจากชายคนน้ันหรอก ถือดุ้นไฟกันไว้ ไฟโทสะ
ไฟราคะ ไฟโมหะ
เวลาพูดเร่อื งราคะ บางคนจะเข้าใจไปในเรื่องทานองนั้น จริงๆ ราคะ
ไม่ได้หมายถึงเรื่องแบบนั้นท้ังหมด อย่างเราเห็นแหวนเพชรวงหนึ่ง เกิด
เวทนานุปสั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๔๕
ความชอบแลว้ อยากได้ ราคะเกดิ ขน้ึ แล้ว ทนั ทที ี่เกิด หากใครฝกึ จิตมาดีจะเห็น
ความร้อนเกิดข้ึนท่ีใจเบาๆ ใจขณะน้ันก็มืดอยู่แล้วเพราะอวิชชาครอบงา มัน
ทั้งรอ้ นทัง้ มดื อย่ใู นทเ่ี ดยี วกันคือ ใจเรานั่นแหละ
แล้วเราจะจุดตะเกียง คือแสงสว่างแห่งปัญญาอย่างไร ใจเราจะ
ได้สว่างเสียที ก็ต้องทาให้ใจเรามีสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบในรูป นาม
ขนั ธ์ห้า อารมณ์ตามความเปน็ จริงดว้ ยสติ (ปัฏฐานสี่) ด้วยปัญญา จริงๆ แล้ว
สติปัฏฐานส่ีมันก็เป็นปัญญาอยู่ในตัว ลองไปอ่านดูเถิด เม่ือเจริญสติไปๆ
สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่ากาย เวทนาหรือจิตที่ปรุงแต่งเป็นนั่น
เปน็ น่ีล้วนไมเ่ ท่ียง หาแกน่ สารไม่ได้ ไม่ควรเขา้ ไปยดึ มนั่ ถือมนั่ ทง้ั สิ้น
สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ส่ิงท้ังปวงไม่ควรยึดม่ันถือมั่นว่า
นนั่ คือเรา ของเรา ไมค่ วรยึดมน่ั ว่า กายน้ี เวทนาน้ี สัญญาน้ี สงั ขาร (ความคดิ )
นี้ วิญญาณน้ีคอื เรา ของเรา เพราะท้ังปวงที่กลา่ วมานนั้ มันไมเ่ ทยี่ ง ไม่มอี ะไร
เหลอื ใหพ้ อทย่ี ดึ มัน่ ว่าเปน็ เรา ของเราได้เลยแม้แตน่ ิด
หากเหน็ เช่นนี้ตะเกียงในใจจะถูกจดุ ขึน้ ไปนั่งอยู่ในที่มดื ๆ มันก็สว่าง
ได้ ใจสวา่ งเพราะความเห็นชอบ นอนหลับตาจะรู้สึกว่า เออ้ ! เม่ือตะกี้ปิดไฟ
หรือยงั หวา่ ทาไมมันยังสว่างอยู่ ลมื ตาขึ้นดู อา้ ว ! มดื (ภายนอก) นี่ ท่ีสว่างมัน
คือ ใจเรา สว่างเพราะความเห็นชอบ ความเห็นชอบนี่แหละคือ วิชชา วิชชา
น่ีแหละจะทาให้ความมืดคือ อวิชชาค่อยๆ หายไป นัตถิ ปัญญา สมะอาภา
แสงสวา่ งเสมอด้วยปญั ญาไม่มี สว่างแลว้ สวา่ งเลยไมก่ ลับไปมืดบอดอกี แลว้
๑๔๖ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒
๑๔. อาการหลงไปทีละนานๆ
แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เม่ือวันท่ี ๑๐ กนั ยายน ๒๕๖๑
ผู้ปฏิบัติ : มักจะหลงไปนานๆ ค่ะ ไม่ใช่เรื่องขยันหรือขี้เกียจค่ะ
ทาอย่างไรดคี ะ
ท่านทรงกลด : เปน็ ธรรมดา เม่ือสตดิ ขี ้ึนก็จะหลงน้อยลงเอง ดีแลว้ ท่ี
รวู้ ่าหลง เมื่อใดที่รเู้ มื่อนั้นยอ่ มไม่หลง บางคนสิน่าสงสาร ไมร่ ูเ้ ลยว่าหลง เขา้ ใจ
ว่ารู้ เลยหลงรู้ไป มีมากมาย สาหรับนักปฏิบัติแล้วข้อสาคัญต้องไม่หลอก
ตัวเอง หลอกตวั เองวา่ บรรลุธรรมอันน้ีกอ็ ันตราย แล้วสอนคนอ่ืนผิดๆ
ผู้ปฏิบัติ : สังเกตว่า พอรู้ขึ้นมาก็หงุดหงิดท่ีหลงไปนาน บางทีรู้ตัว
ขึ้นมาจิตสงบ สบาย ก็ไปติดอีก เหมือนว่าจิตต้องไปติดอะไรสักอย่าง
ตลอดเวลา เลยรสู้ กึ ว่า การมีสติหรอื รกั ษาสติตลอดมันยากค่ะ
ท่านทรงกลด : เมือ่ มสี ตกิ จ็ ะหลงนอ้ ยลงนะ อย่าคดิ มาก ค่อยๆ ทาไป
พระอรหันต์เทา่ นน้ั ท่ีไม่หลงเลย พอหงุดหงิดน่ันแหละของดีแล้ว เอาหงุดหงิด
มาพิจารณาให้เห็นเป็นไตรลักษณ์เสีย ถ้าเห็นได้สักอารมณ์หน่ึงที่เหลือก็
เหมือนกันหมด ถ้าสงบแล้วสบาย ก็ไม่ใช่ เอาความสบายมาพิจารณาอีกนะ
สงบจริงจะอยู่ตรงกลางระหว่างหงุดหงิดกับสบาย จิตเป็นกลางที่แท้จริงอยู่
ตรงน้นั หลวงปู่ชาท่านสรุปไวด้ ังนี้ ทา่ นกค็ งเบ่ือลูกศิษย์พระทง้ั ไทยทงั้ ฝรัง่ ทา่ น
บอกว่า อาตมาวา่ นะ เหน็ อะไรใสอ่ นจิ จังเขา้ ไป ชกมันกอ่ น ถา้ ชกมันกอ่ น ก็จะ
ไม่ถูกชกคือ ไม่หลง ท่านบอกอนิจจังตัวเดียวถึงอรหัตผล อย่างพระอนาคามี
สุดท้ายก็ต้องพิจารณาวิญญาณขันธ์ให้เห็นอนิจจัง หลวงปู่ดูลย์ถึงบอกว่า
วญิ ญาณเป็นตวั ชั้นในสดุ ทต่ี อ้ งละ เมอ่ื ละแล้วจิตก็บริสุทธิ์ อรหัตผลเกดิ ตรงน้ัน
ตรงจิตบริสุทธ์ิกับดับอวิชชามันอันเดียวกัน อวิชชาดับ วิญญาณ (ปฏิสนธิ
วญิ ญาณ) ดบั ทเี่ หลอื ก็ดบั หมด จบกจิ แตอ่ ย่าเพ่งิ ไปถึงตรงนนั้ เลย เอาสติกอ่ น
เอาสตพิ าไปสู่การพบจิตพบใจก่อน แล้วที่พูดมาทัง้ หมดมนั จะกระจ่างออกเอง
เอาสตเิ ป็นหลักก่อน เอามรรคกนั ก่อน
เวทนานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๔๗
ผูป้ ฏบิ ัติ : ไม่ใช่คดิ เอาเองว่า อนิจจัง แต่ต้องมองให้เห็นอนิจจังจริงๆ
ในปัจจบุ นั ทามันบ่อยๆ ใชไ่ หมคะ
ทา่ นทรงกลด : ใช่ ตอ้ งมองใหเ้ ห็น เหมือนเราเห็นใบไม้รว่ ง ตอ้ งเห็น
ใบไม้ร่วงจริงๆ จงึ จะเรียกวา่ เห็นจรงิ เห็นจรงิ ว่า เออ ! มนั รว่ งจรงิ ๆ มันเส่ือม
ดับจริง ถ้ามันยงั คาอยู่ทกี่ ิ่ง ที่ก้าน มันก็ไมห่ ายสงสยั หรอก เอ ! มนั จะร่วงจริง
หรือว้า พอเห็นมันร่วงสักคร้ังหน่ึง ตรงนี้สาคัญนะ ฟังดีๆ พอเห็นมันร่วงสัก
ครั้ง หมายความวา่ เหน็ อนิจจังสักคร้ัง คราวนพ้ี อเหน็ ใบไมใ้ บอืน่ ความรทู้ ่เี ห็น
มันไม่ได้หายไปไหน มันก็รู้ทันเลยว่า ใบไม้ใบนี้ก็ต้องร่วงเหมือนที่เราเห็นนั่น
แหละ นี่ สาคัญทีส่ ุด การรูเ้ ทา่ ทนั อารมณ์จริงๆ เริม่ ตรงนี้
อารมณ์ก็เหมือนใบไม้ พอเห็นมันดับคือ อนิจจังจริงๆ สักคร้ัง พอมี
อารมณ์มากระทบจิตจะไม่ไหวมาก อย่างมากก็ไหวขึ้นวูบหนึ่ง แล้วความรู้
ความเห็นจะเข้ามาตัดเพราะมันเหน็ มาแล้ว สติที่มกี าลังจะช่วยให้วางได้ไวข้ึน
พอเห็นสกั คร้งั กเ็ หมือนใบไมน้ ่ันแหละมันกจ็ ะเห็นใบอน่ื ๆ อารมณอ์ ่ืนๆ อีก มัน
ก็เหมือนกันหมด หลวงปู่ชาจึงบอกว่า ถ้าเรากระจ่างแจ้งในกระติกน้าใบหนึ่ง
กระติกท่ีเหลอื ก็จะกระจ่างเหมือนกนั แล้วการปฏบิ ตั จิ ะไว ไวมากๆ
ผปู้ ฏิบตั ิ : มนั จะเหน็ เอง เออเอง ใช่ไหมคะ
ท่านทรงกลด : ใช่ มันเออเอง เออ ! เอ็งกเ็ หมอื นกันหมดนน่ั แหละคือ
เกิดขึ้น ต้ังอยู่และดับไป มีแค่นี้เรียกว่า เห็นตามจริง พอเห็นตามจริง
จิตจะคลายออกมา ถ้าภาษามรรคเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ เห็นตามจริงคือ
สัมมาทิฏฐิ พอคลายสุด โน่น ต้ังมั่นแล้ว สัมมาสมาธิ มัคสมังคีเกิดตรงนี้
จิตต้ังมั่น สมาหิโต ยถาภูตัง ปชานาติ เม่ือจิตตั้งมั่นก็จะเห็นรูปนาม ขันธ์ห้า
ตามจริง ตรงนี้เกิดญาณทัสนะแล้ว สังโยชน์ถูกละไปในชั้นน้ี ถ้าละหมด (ซึ่ง
ยากสาหรบั ยุคน้ีเพราะไมม่ พี ระพทุ ธเจ้าคอยกากับ) ก็ถงึ อรหัตผล
ผมรับรองเลยวา่ ในปัจจุบันไม่มีหรอก ฟังธรรมแล้วบรรลุอรหตั ผล ท่ี
สมยั พุทธกาลเกิดไดก้ ็เพราะคนฟังสรา้ งบารมีมาเต็มเปี่ยม ถ้าเรามีบารมขี นาด
น้ัน คงไม่หลงยุคเกิดมาพลัดกับพระพุทธเจ้าแบบนี้หรอก ถ้าละเบ้ืองต้นได้ก็
โสดาบัน สกาทาคามี เบอื้ งตา่ ก็อนาคามี
๑๔๘ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
๑๕. อย่กู บั ปัจจุบันอย่างตื่นรู้
แสดงธรรมกลุม่ Natural Mind เม่ือวันที่ ๓๑ ตลุ าคม ๒๕๕๘
ผูป้ ฏบิ ตั ิ : อา่ นพบประโยคท่ีวา่ อยู่กับปจั จุบันอยา่ งต่ืนรู้ ขอเรยี นถาม
ว่า ทาอยา่ งไรให้อยู่กับปจั จบุ นั อยา่ งตื่นรู้คะ
ท่านทรงกลด : ให้อยู่กับปัจจุบันอย่างตื่นรู้ ตรงนี้แหละคือ ธรรมะ
อดีตก็ทาเมา อนาคตก็ทาเมา ปัจจุบันนี่ธรรมา หลวงปู่แหวน พระอริยะเจ้า
เมื่อถึงธรรมจะถึงปัจจุบันธรรมเหมือนกันหมด อยู่กับรู้ กับสติ กับความรู้สึก
น่ีแหละปัจจุบันธรรม การตื่นรู้ก็คือ ต่ืนรู้ ไม่มีความหมายหรืออาการอะไร
มากมายอย่างท่ีเขยี นๆ กนั มันตื่นรแู้ ล้วมนั หยุด หยุดแคน่ น้ั ถ้าตืน่ รแู้ ล้วยังปรุง
แต่งออกมามากมาย นั่นไมใ่ ช่การตื่นรู้ แต่คือ การคิดปรุงแต่ง คนละเรื่องกับ
การตื่นรู้
บางคนบอกว่า อาการตื่นรู้มีดังต่อไปนี้ แล้วร่ายยาวเป็นสิบหน้าๆ
อ่านดูแล้ว ไม่ใช่การตื่นรู้ ยังส่งจิตออกนอกอยู่ หลวงปู่ดูลย์บอก อย่าส่งจิต
ออกนอกคือ อย่าปรุงแต่งเท่าน้ันเอง เม่ืออารมณ์กระทบให้รู้และหยุดอยู่
แค่น้ัน อย่าไปวิพากษ์นั่นคือ ปรุงแต่ง เมื่อมีสติมันจะเป็นทั้งสมถะและ
วิปัสสนาอยใู่ นตัว นค่ี อื คาของหลวงปมู่ น่ั
เม่ือมีสติ ต่ืนรู้ จิตจะอยู่กับรู้ จะสงบ หยุด ตรงนี้คือ สมถะ เมื่อจิต
หยุดจะเห็นอารมณ์แยกออกไป เห็นความไม่เที่ยง ไร้แก่นสารของอารมณ์
ตรงนั้นเป็นวิปัสสนา เป็นธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องสงบด้วยสติด้วย
ปัญญา ไม่ใช่สงบด้วยการเพ่ง บริกรรม สงบด้วยการเพ่ง บริกรรม ยังเป็นการ
สงบด้วยการปรุงแต่งอยู่ แต่สงบด้วยสติ ปัญญา เม่ือสงบแล้วจะเหนือการ
ปรุงแต่ง สงบแล้วจะสงบไปเรื่อยๆ ไม่กลับกลอกไปมา ถ้าหลงอยู่ในนน้ั ก็เป็น
โมหะ ถ้ารเู้ ท่าทันออกมาก็ไม่เปน็ ถ้าเพ่งจนจิตสงบแล้วถอนออกมาพิจารณา
กาย ขันธห์ ้าก็ไม่เป็นโมหะ สว่ นใหญ่พระป่าจะใช้วิธนี ้ี เมื่อพบธรรม เห็นธรรม
เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๔๙
ถึงธรรมเหมอื นกัน ก็จะพดู เหมอื นกนั วา่ สติๆ ตวั เดียว เพราะจะไปพบสภาวะ
ตืน่ รู้แบบอตั โนมตั ิเหมอื นกันหมด
จับลมแบบรู้เท่าทันลมหายใจเข้าออก อันนี้ไม่ใช่เพ่ง หลวงปู่ชาบอก
ยดึ แต่อย่าให้มั่น คือ เอาลมมาเรียนรู้สติ แต่อย่าไปยึดลมเป็นตัวเป็นตน เป็น
เรา ของเรา นั่นคือ เอาจิตไปเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับส่ิงท่ียึดเลยกลายเป็น
ยึดมั่น อย่างเวลาใครด่าเราแล้วเราโกรธ เราก็ยึดอารมณ์นั่นมาพิจารณาด้วย
ไตรลักษณ์ พิจารณาแล้วก็ปล่อยมันไป ไม่ไปมั่นหมายในตวั โกรธ ผมชอบแบบ
นี้ ธรรมะของจริงมันต้องซัดเปรี้ยงกันตรงน้ี ต่อหน้า ไม่ใช่ขอไปค้นตาราก่อน
เช่น เวลาอารมณ์ไม่ยินดีเกิด คนไม่ยึดคือ ปล่อยมันไป ไม่ได้พิจารณาให้เกิด
ปัญญาอะไรเลย ไปดูหนงั ฟงั เพลงใหส้ บายใจ เปล่ียนอารมณ์ หนอี ารมณ์ กลุ่ม
ธรรมน้ีมีแต่สิ่งไม่ชอบใจจึงหนีไปเปิดกลุ่มใหม่เพราะชอบให้คนชม คนด่า
คนจริงน่ีไม่เอา ไม่มีทางเห็นธรรม ถ้าหนีอยู่อย่างนี้เรียกว่า หนีอารมณ์ หนี
ตัวเอง หลวงปู่ชาสอนว่า ยึดแต่อย่าให้มั่น เม่ืออารมณไ์ ม่ยนิ ดีเกิด อย่าหนีมัน
เอามันมาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ ดูซิ มันเที่ยงไหม มันเป็นเรา ของเราจริง
ไหม ตรงเอามาพจิ ารณานีแ่ หละเรยี กว่า ยึด ยึดไว้เสียหน่อย อยา่ เพ่งิ หนีทงิ้ มัน
ไปดูหนังหรือไปกลุ่มอื่น แต่เม่ือพิจารณาแล้ว เห็นชัดแล้วว่า มันไม่เท่ียงก็ไม่
ม่นั หมายในอารมณ์นนั้ ๆ นีแ่ หละคอื อย่าให้มั่น อย่าไปม่ันหมายมนั ว่า จะเป็น
ตัวเป็นตน เป็นเรา ของเรา ต้องวางทั้งที่ไม่ชอบและที่ชอบ ไม่ควรเข้าไป
มั่นหมายท้ังสองอย่าง ชอบก็ไม่เท่ียง ไม่ชอบก็ไม่เท่ียง จิตปล่อยวางได้มาก
เทา่ ใดจติ ก็เป็นปจั จุบันมากเท่าน้นั
ปล่อยวางได้มากเท่าใดใจก็จะเยือกเย็น สงบไปเองโดยไม่ต้องบังคับ
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ทุกวันน้ีเราทุกข์เพราะไปฝืนธรรมชาติ ของไม่เป็นของ
เราก็ไปอยากให้เป็นของเรา อยู่กับเรา สุขไม่ใช่ของเราก็อยากทาให้เป็นของ
เรา ทุกข์จึงตามมา เหตุแห่งทุกข์เพราะอยากสุข ถ้าไม่อยากสุขก็ไม่ทุกข์
แค่นี้เอง สมุทัย นิโรธ มรรค อัตตา ต้องทาลายอัตตาดว้ ยปญั ญา เม่ือใดเหน็ ว่า
รูป นาม ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่อัตตา ตัวตน เม่ือน้ันอัตตาก็หมดอานาจ
๑๕๐ | ปจุ ฉา - วสิ ชั นา เล่ม ๒
ไปเอง ท่ีอัตตา มานะ มีอานาจเพราะเราไปยอมมัน ไปยอมความคิด ให้
ความคดิ ป่ันหวั ว่ามนั คอื เรา ของเรา
คิดก็คิด จิตก็จิตคนละอย่างกัน เมื่อใดเห็นคิด ไม่ใช่จิตเมื่อนั้นเห็น
ธรรม แต่ตอ้ งหยุดคิดจงึ จะเห็นจิต ไม่ต้องเอาน้าไปดับไฟ ไฟก็ดับไปเอง ท่ีไม่
ดับเพราะเห็นผิด เห็นไฟ เห็นอารมณ์เป็นของเรา จึงเข้าไปยึดอุปาทาน แล้ว
ปรุงแต่ง เติมเช้ือเข้าไป เมื่อมีสติรู้ว่าร้อนก็ออกมาเสียก็จบเร่ือง ถ้าเจริญสติ
แยกจิตกับอารมณ์ได้เด็ดขาดวันใดจะเห็นจริงตามที่แสดง ไฟก็เกิดดับเป็น
ธรรมดาของมัน ไฟก็อยู่สว่ นไฟ เรา ( จิต) ก็อยู่ส่วนเรา ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้อง
คอยดับ มันเกิดเองก็ใหม้ ันดับเอง รู้เท่าทันมันก็จบแค่น่ัน จะห้ามไฟไม่ให้เกิด
ไม่ได้เพราะยังไมด่ ับขันธ์ เพราะเห็นผิดจึงเห็นโกรธเป็นรสอร่อย หม้อขา้ วรอ้ น
แตไ่ มร่ ู้เลยกอดมนั ไวแ้ น่น มอื (ใจ) เลยพองทรุ นทรุ ายอยู่ คนมีปัญญาจึงเห็นวา่
โกรธน่ีมันร้อนจริงๆ ดูหน้าคนโกรธสิมีความสุขหรือเปล่า รู้เท่าโกรธดับ
พยาบาทจะมาจากไหน แตค่ วามโกรธก็มีคุณนะ ทดสอบตวั เองวา่ สติดีแคไ่ หน
ถ้าดีจริงในหนึ่งนาทีต้องออกมาได้ จะเห็นมันดับไปต่อหน้าต่อตาเลย บางที
แว้บเดียวเองพอรู้ก็ดับ พอรู้ก็ดับๆ ๆ ๆ พยาบาทจึงไม่มีในพระอริยบุคคล
คราบงูออกมาจากงู งูปรุงแต่งคราบงูฉันใด ความโกรธก็ออกมาจากใจ ใจ
ปรุงแต่งความโกรธฉันน้ัน เคยเห็นงูนอนกอดรัดคราบงูบ้างไหม เมื่อมันเห็น
แจ้ง รู้ชัดแล้วว่า คราบงูหาใช่ตัวมัน ของมันแต่อย่างใดไม่ มันก็ท้ิงคราบไว้
ปล่อยให้เส่ือมพังไปตามธรรมดาของมัน เรากับงูใครฉลาดกว่ากัน เมตตาเป็น
ยาแก้ปวด ความเห็นชอบเปน็ การแกท้ ส่ี มทุ ยั สมฏุ ฐานของโรคได้เดด็ ขาด
เวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน | ๑๕๑
๑๖. การทรงอารมณ์พระโสดาบัน
แสดงธรรมกล่มุ ต้นบุญ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙
ผ้ปู ฏบิ ตั ิ : ขอถามเรือ่ ง การทรงอารมณพ์ ระโสดาบันว่าเป็นอยา่ งไรครบั
ทา่ นทรงกลด : การทรงอารมณ์พระโสดาบัน หมายความว่า ขณะนั้น
จิตยังไมบ่ รรลุโสดาบันแต่ให้ทรงอารมณ์นั้นไว้ อารมณ์พระโสดาบนั คือ สภาวะ
จติ ของพระโสดาบัน ให้ทรงคือ ดารงสภาวะจิตของพระโสดาบัน แม้ยังไม่ถึง
แต่ให้พยายามรักษาอารมณ์น้ันไว้ นั่นคือให้เห็นว่า รูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์
ความรู้สกึ นึกคดิ ทงั้ ปวงเป็นของไม่เท่ียง ต้องเส่ือมต้องดับไปเป็นธรรมดา ให้มี
ความศรัทธาในคาสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ดูหมิ่นคาสอน ไม่ลังเลยสงสัยใน
คาสอนของพระพุทธเจ้า ให้ทรงศีลห้าไว้ให้ได้เป็นปกติ จิตนี้ต้องทรงศีลห้าไว้
ตลอด เหยียบมดตัวหนึ่งน่ี โห ! จะรู้สึกบาปเหมือนฆ่าคน เหมือนเราขับรถยัง
ไม่แข็ง ยังไม่เป็นก็พยายามจับพวงมาลัยบังคบั รถให้ว่ิงใหต้ รงทางไว้ พยายาม
เข้าเกียร์ให้ถูกไว้ เหยียบเบรกเมื่อควรเหยียบ ต่อไปพอเป็นแล้วมันจะขับ
บังคับรถได้เป็นอัตโนมัติ ท่านลองนึกเปรียบเทียบตอนนี้กับตอนโน้น ตอน
ขับรถเป็นใหม่ๆ สิ ต่างกันไหม ให้เห็นว่า ร่างกายคนเรานี่ต้องตายแน่ๆ ต้อง
เส่อื ม ต้องพงั แต่ตายแล้วก็ถกู เผาไม่เหลอื ซาก
การอบรมสติปัฏฐานส่ีนี้ก็คือ อารมณ์พระโสดาบนั เลยล่ะ เม่ือใดที่ดึง
จิตมาอยู่กับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้หรือพิจารณากาย
หรือมีสติรู้เท่าทันอารมณ์น้อยใหญ่ เมื่อใดที่มีสติเมื่อน้ันก็คืออารมณ์
พระโสดาบันแล้ว คาว่า อารมณ์แปลว่า ท่ีอยู่ของใจ ปกติใจเรามักจะอยู่กับ
คนนั้นคนนี้ อยู่กับความสุข ความทุกข์ อยู่กับอดีต (สัญญา) อยู่กับการคิด
ปรงุ แต่งโน่น นี่ นน่ั (สังขาร) อันน้ีไม่ใชอ่ ารมณ์ของพระโสดาบนั แตเ่ ม่ือดึงจิต
ออกมาจากอารมณ์ดังกล่าวมาอยู่กับสติ ใจก็เปลี่ยนท่ีอยู่จากอารมณ์ท่ีว่า
ซึ่งเป็นของปุถุชนมาอยู่กับสติ เอาสติเป็นเคร่ืองอยู่ใหม่ เมื่อใดท่ีใจอยู่กับสติ
เมือ่ นั้นชอ่ื ว่า ทรงอารมณพ์ ระโสดาบันแลว้ เพราะพระอริยบุคคล ทอี่ ย่ขู องจิต
๑๕๒ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เลม่ ๒
(หรอื อารมณ)์ ไม่ได้อยทู่ ค่ี นนนั้ คนนี้ (กาย) อย่ทู ่ีสุข ที่ทกุ ข์ (เวทนา) อย่ทู ี่อดีต
อยู่ท่ีความคิดปรุงแตง่ อะไรทงั้ หลาย แตท่ ่ีอยขู่ องใจของพระอริยบุคคลคือ สติ
ตา่ งหาก ขน้ึ อยวู่ ่าเป็นชน้ั ไหนๆ
ชนั้ โสดาบันก็อยู่น้อยหน่อย ช้ันสกิทาคามีก็อยู่มากข้ึน ช้ันอนาคามีก็
เกือบเต็ม พออรหตั ผลก็อยู่แบบเต็มร้อย มสี ตเิ ตม็ ร้อย พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า
พระอรหนั ต์เป็นผู้มสี ตบิ ริสุทธ์ิอยู่ แตเ่ ม่ือยงั ไมเ่ ป็นก็พยายามดึงจิตให้อยู่กับสติ
ให้มากที่สุด เม่ือจิตอยู่กับสติเนืองๆ จิตก็แยกออกจากอารมณ์ออกมา น้อย
บ้าง มากบ้าง ข้ึนอยู่กับความเพียร หรือท่ีเรียกว่า สติเป็นเคร่ืองกางก้ันกิเลส
นัน่ แหละ สติมันจะแยก มันจะกางกน้ั จติ ออกจากอารมณ์ จากกิเลส ตอนท่ีมัน
แยกออกจะเริ่มเห็นรูป นามตามความเป็นจริง เห็นขันธ์ห้า อารมณว์ ่า จะถือ
เป็นเรา เป็นเขาไม่ได้ ตรงนี้เร่ิมละสักกายทิฏฐิแล้ว พอเริ่มเห็น ความลังเล
สงสยั ในคาสอนของพระพุทธองคก์ ็จางลง วิจิกจิ ฉากค็ ลายแลว้ พอจิตมสี ติ สติ
น่ีแหละคือศีล คือสมาธิ คือปัญญา เม่ือใดท่ีจิตท่านทรงสตไิ ว้ได้ขณะนั้นศีลห้า
ย่อมครบบริบูรณ์ ทา่ นจะไม่มาลูบๆ คลาๆ ศีลอีกต่อไป จะไม่เชอื่ อะไรงมงาย
เพราะม่ันใจในมรรคเสียแล้ว ตรงน้ีละสีลัพพตปรามาส เห็นไหม เม่อื ใดท่ีท่าน
มีสติ เมือ่ นนั้ ทา่ นกท็ รงอารมณ์พระโสดาบันอยูใ่ นตัว
ปกติปถุ ชุ นท่ัวไปจะเสวยอารมณ์อยูต่ ลอดเวลาชนดิ เต็มร้อย เช่น เวลา
มีใครมาด่าเราอารมณ์ไม่ดีก็เกดิ (ยนิ ร้าย) เราก็กระโจนตะครุบทันที เรียกหยาบๆ
ว่า สวาปามเลยทีเดียว น่ันคือ ปุถุชนคนหยาบท้ังหลาย แต่ถ้าเป็นนักปฏิบัติ
อย่างเรา เรียกว่า กัลยาณชน (กัลยาณชนอยู่ระหว่างปุถุชนกับอริยชน) จะมี
สติคอยมายงั้ อยู่ สว่ นจะยงั้ จะหยุดช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กบั กาลังสติของแต่ละคน
ทอี่ บรมมา
บางคนอ่านธรรมะเรื่องสติ เร่ืองการเปลี่ยนที่อยู่ของใจท่ีผมแสดงมา
ต้ังหลายเดือน พอใครมาลงข้อความอะไรไม่ชอบใจหน่อยเดียวออกจากกลุ่ม
ไลนไ์ ปเลย น่ีเรียกว่า อา่ นอยา่ งเดียวไมไ่ ด้ฝกึ ปฏบิ ัติสติจงึ อ่อนไม่มกี าลัง พอจะ
หยุดอารมณ์ยินร้ายทเ่ี กิดข้นึ ได้ เรียกว่า เสวยอารมณ์เข้าเต็มเปา ขณะท่ีเสวย
อารมณ์ ดว้ ยความเร็วมากๆ ๆ ๆ จิตก็ปรุงแต่งกิเลสและเกิดกรรม (มโนกรรม
เวทนานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๕๓
ก่อน) แล้วมีวิบากตามมา พระพุทธเจ้าจึงมาสอนเรื่องสติ สติน่ีแหละจะหยุด
กรรม หยดุ วบิ ากได้ ไมไ่ ปหาเร่ืองก่อกรรมใหม่ ภพชาตกิ ็น้อยลงๆ ๆ
ผมบอกสมาชิกในกลุ่มไลน์ต้ังแต่วันแรกเลยว่า การปฏิบัติธรรม
ไม่มีอะไรมากหรอก ให้เปล่ียนท่ีอยู่ของใจจากท่ีอยู่กับอารมณ์น้อยใหญ่
มาอยูก่ ับสติให้ได้ พระอัญญาโกณฑัญญะทาไมท่านเห็นธรรม ก็เพราะทา่ นฟัง
พระพุทธเจ้าสอนว่า อารมณ์สุข (กามสุขัลนิโยโค) อารมณ์ทุกข์ (อัตตกิลมถานุโยค)
สองอารมณ์นี่ สมณะท้ังหลายอย่าเข้าไปข้องเก่ียว อย่าเข้าไปยุ่ง มั่นหมายนะ
พระโกณฑัญญะได้ฟังเพียงนี้ท่านก็เก็ททันที จิตท่านก็ละจากอารมณ์ทั้งสุข
และทุกข์ ท้ังยินดี ยินร้าย เปลี่ยนท่ีอยู่ของจิตจากอารมณ์เหล่าน้ันออกมา
ตั้งเด่นแยกต่างหากจากอารมณ์เหล่าน้ัน ดวงตาเห็นธรรมจึงบังเกิดแก่ท่าน
พระพุทธเจ้าจึงอุทานว่า โกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ มียูทูปมากมายพูดถึงเร่ือง
ดวงตาเห็นธรรม อยา่ งไรเรียกว่า ดวงตาเหน็ ธรรม เขา้ ไปดู เปน็ ของเกท๊ ้ังนนั้ มี
ของแทอ้ ยู่อันหน่ึงของหลวงปูช่ า นอกนน้ั เกเ๊ สยี สว่ นใหญ่ บางทีก็เหน่ือย ท้อท่ี
จะบอกเหมือนกันนะว่า นั่นมันไม่ใช่ ไม่ถูก ผิดทาง หลงทางนะ แต่กไ็ ม่ค่อยมี
ใครฟัง เราจะไปบอกตรงๆ ก็ไม่ได้ เพราะเขาเช่ือของเขาไปแล้วจึงได้แต่ปลง
ของใครของมันจริงๆ ท่ีว่า มีพระพุทธเจ้าพระองค์หน่ึงแสดงธรรมไว้ไม่มาก
เพราะท่านท้อพระทัยที่จะสอน เชื่อแล้วจริงๆ แต่ถ้าเป็นนักปฏิบัติที่ถึงแก่น
หรือมีปัญญาจะเห็นตรงน้ีนะ จะรู้ได้ว่า อันไหนจริงอันไหนปลอม หรืออย่าง
บางท่านมีครบู าอาจารยด์ ีสอนมาถกู ทางก็จะบอกได้เลยว่า อันไหนถูกอันไหน
ผิด ยง่ิ ปฏบิ ัติเหน็ ดว้ ยตนเองด้วยจะย่งิ เหน็ ชดั เลย
๑๕๔ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เล่ม ๒
๑๗. วิธีฉนั อาหารแบบหลวงปู่ม่ัน ภรู ิทัตโต
แสดงธรรมกลมุ่ สายธารธรรม เมื่อวนั ท่ี ๑๓ - ๑๔ ตลุ าคม ๒๕๖๑
ท่านทรงกลด : มีบทความมาให้อ่านกัน เร่ือง วิธีฉันอาหารแบบ
หลวงปู่มั่น ฉันอย่างไรให้เกิดกุศล ขัดเกลาจิตใจได้ทุกมื้อ เรียนรู้จากปฏิปทา
พระอาจารย์ใหญ่ผูเ้ คร่งครัดและสมถะ ความว่า ครงั้ หนึ่งหลวงปู่ดูลย์ได้เล่าถึง
คาสอนของท่านพระอาจารย์ใหญ่ พระอาจารย์ม่ัน ภูริทัตโต เกี่ยวกับการขบฉัน
ภัตตาหารไว้ว่า “ท่านพระอาจารย์ใหญ่สั่งสอนไว้ว่า การฉันอาหารต้องฉัน
อย่างประหยัด มีสติสัมปชัญญะ เพื่อขัดเกลาจิตใจมิให้เกิดความโลภ วิธีการ
ฉันนัน้ เม่ือรับขา้ วสกุ มากะว่าพออ่มิ สาหรับตนแลว้ ให้แบ่งขา้ วสุกทีต่ นพออ่ิม
นัน้ ออกเป็น ๔ สว่ น เอาออกเสยี สว่ นหน่ึง แล้วจึงรับเอากบั ข้าวมาในปริมาณที่
เท่ากับส่วนหน่ึงท่ีเอาออกไป กล่าวคือ ให้มีข้าว ๓ ส่วน กับข้าว ๑ ส่วน แล้ว
จึงลงมือฉัน ท่านพระอาจารย์ใหญ่เองก็จะฉันภัตตาหารในลักษณะเช่นน้ีโดย
ตลอด เมือ่ มผี ู้ใดจะตระเตรยี มอาหารในบาตรถวายทา่ น ท่านพระอาจารย์ใหญ่
กจ็ ะแนะนาใหจ้ ดั แจงมาในลกั ษณะเชน่ น้ี แล้วท่านจงึ ฉัน
ผู้ปฏิบัติ : หากมีเหตุผลใดท่ีจะทาให้ข้าพเจ้าเข้าใจการละความโลภ
ดังทห่ี ลวงป่มู ั่นปฏบิ ัติในการพจิ ารณาขบฉนั อาหารดังกลา่ ว กราบเรียนท่านผู้รู้
ช่วยอธิบายให้ด้วยครับ ปริมาณอาหารนั้นมีผลอะไร แบ่งส่ีส่วนเพราะอะไร
หากข้าพเจ้าไดท้ ราบแลว้ จะปฏิบัติตามจะเปน็ เหตุอยา่ งไรสมควรแก่การไดฟ้ ัง
ธรรมข้อนข้ี อรับ ด้วยความเคารพขา้ พเจ้าต้องการหลักในการพิจารณาอาหาร
ขอรบั
ท่านทรงกลด : หลักการประมาณในการบริโภคที่เรียกว่า
โภชเนมัตตัญญตุ าคอื บริโภคพอประมาณใหร้ ่างกายพออย่ภู าวนาได้ เพราะถ้า
กนิ มากไปก็จะง่วง น้อยไปก็จะหิว ยากต่อการเจริญภาวนา อย่างเปน็ พระก็มี
บทสวดอยู่ว่า อาหารท่ีฉนั เป็นไปเพื่อพอประทังร่างกายให้อยู่ได้เท่านน้ั ไม่ได้
ฉนั เพ่ือใหเ้ กิดกาลังเมามันทางกาย สว่ นวธิ กี ารฉันของหลวงปมู่ นั่ ก็เป็นอัธยาศยั
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน | ๑๕๕
ของท่าน จะเอาอย่างก็ได้ ที่ท่านแบ่งอาหารอย่างน้ันเห็นว่า ท่านกะจะฉัน
อาหารประมาณเท่ากับขา้ วสุกท่ีตักมา เพื่อใหไ้ ด้เท่าเดิมก็ตักออกหนึ่งสว่ นเติม
กบั เขา้ ไปก็จะไดจ้ านวนประมาณทตี่ ง้ั ใจจะฉันพอดี
สาหรับพวกเราจะกินอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้กินด้วยสติก็พอ ไม่
จาเป็นต้องกิน/ฉันแบบหลวงปู่ เมื่อมีสติในการกินแล้วก็ถือว่าได้กิน/ฉันแบบ
หลวงปู่ม่ันแล้ว เพราะหลวงปู่ท่านเน้นสติในการกินต่างหาก เวลาตักข้าวตัก
อาหารเข้าปากมีสติบ้างไหม รู้สึกตัวท่ัวพร้อมบ้างไหม รู้ตัวอยู่ไหม ดูรสอร่อย
(เวทนา) เกิดอย่างไรแล้วเส่อื มดบั ไปอย่างไร เห็นความไมเ่ ที่ยงในรสอาหาร ใน
สุขเวทนาบ้างไหม ตรงน้ีต่างหากที่สาคัญ ถ้าทาได้สติเราจะดีข้ึน เวลามี
อารมณ์มากระทบสติท่ีดีมีกาลังจะทาให้อารมณ์มาไม่ถึงจิตแล้วจะพบความ
สงบอยูต่ รงนั้น
เรื่องการกินอาหารของฆราวาสจะเอาแบบหลวงปู่มั่นก็ได้หรอื ไม่กไ็ ด้
ตามอัธยาศัย เพียงแต่ให้กินด้วยสติเท่าน้ันเอง ไม่ใช่ฉันน้อยกินน้อยแบบ
หลวงปู่ม่ันแต่หาสติไม่ได้เลย แถมระหว่างวันก็ปล่อยให้อารมณค์ รอบงาใจอยู่
ตลอดเวลาอย่างน้ีก็ใช้ไม่ได้ หรือฉันน้อย กินน้อย นอนน้อยแต่ระหว่างวัน
ละเมิดศีล เที่ยวเบียดเบียนคนน้ัน คนน้ีอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็ไม่มีประโยชน์
อันใด เพราะกนิ นอ้ ย นอนน้อยแต่ยงั สร้างกรรมอย่ตู ลอดเวลา
๑๕๖ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒
๑๘. การเจรญิ สติขณะรับประทานอาหาร
แสดงธรรมกลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันท่ี ๔ มิถุนายน ๒๕๖๑
ผ้ปู ฏิบตั ิ : เวลาปฏิบัติตอนรับประทานอาหารอันมรี สชาติเพลิดเพลิน
ควรปฏิบัตโิ ดย
๑. ใช้ความคิดแบบสมถะวา่ อาหารเป็นปฏกิ ูลมาจากธาตเุ ป็นของสด
ของคาว มาจากดนิ และปุย๋ รับประทานเข้าไปก็เป็นปฏกิ ลู อจุ จาระ ปัสสาวะ
๒. ระลกึ ด้วยสตใิ นรสชาติ ในกลน่ิ ในสัมผสั ว่า มันไมเ่ ท่ยี ง
๓. ระลึกรู้ด้วยสติว่า เป็นสุขเวทนา ไม่เท่ียงเป็นอนิจจัง เป็นเวทนา-
นปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน
การปฏิบตั ิทั้งสามขอ้ มีผลอยา่ งไรบ้างครบั
ท่านทรงกลด : ข้อ ๑ ก็มีผลอยู่บ้างคือ ทาให้จิตสงบ เป็นสมถะ
เรียกว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญา ช่ือก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นสัญญา ไม่ใช่ปัญญา
ข้อ ๒ และข้อ ๓ จึงเปน็ สติ เป็นปัญญา อนั จะนาไปสู่วปิ ัสสนาญาณได้ในท่ีสุด
เมื่อใดที่เห็นรสชาติอาหารก็ดี สุขเวทนาก็ดี เป็นส่ิงไม่เทีย่ ง อนจิ จงั ทุกขัง ทน
อยู่ไม่ได้ ดับไป ไม่มีเหลือ (อนัตตา) เม่ือน้ันย่อมเป็นสติ เป็นปัญญา เป็น
วิปัสสนา เพราะเป็นการอบรมจิตให้เกิดปัญญา รู้เท่าทันในรส ในสุข เห็นว่า
ท้งั รสและสขุ ล้วนปรงุ แต่งข้นึ มาแล้วเสอื่ มดบั ไป
เม่ือเห็นเนืองๆ จิตย่อมจะหน่ายออกมา จะหลงน้อยลง จนละ
อุปาทานในรส ในสขุ ได้ในท่สี ุด ตอ้ งเห็นความจริงดังนเ้ี ทา่ น้ันจงึ จะละอุปาทาน
ได้ ขณะท่ีละอุปาทานได้ จติ จะคลายตวั ออกมา ภาษาหลวงตามหาบัวคอื จิต
เปิดอ้าออก วา่ งขึ้น พอวา่ งไม่มีอะไรเหลือนนั่ คือ ท่ีสุดแห่งทุกขอ์ ยตู่ รงนั้น อยู่
ตรงท่จี ิตไมย่ ึดอะไรเลย ไม่เหลืออะไรเลย จึงเรียกว่า จิตว่างเหลือจิตที่บริสุทธิ์
อยู่ ดงั ท่หี ลวงปู่ดูลยส์ อนนัน่ แหละ เมื่ออวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทานดบั หมด
ส่งิ ทเ่ี หลืออยู่ก็คอื จิต แต่เป็นจติ ทีบ่ ริสุทธิ์ขึ้นมาแลว้ คราวน้ี และความบริสุทธ์ิ
ของจิตน้จี ะไม่มีสภาพไปๆ มาๆ พระอรหันต์นเี้ ป็นแลว้ เป็นเลย ไม่มกี ารถอย
กลับมาเปน็ พระอนาคามอี ีก บริสทุ ธ์แิ ล้วบรสิ ุทธ์ิเลย ยิง่ เขา้ ใกลต้ รงน้ัน สติจะมี
มากขึ้นๆ ตัวรู้จะเด่นชัด ปัญญาจะย่ิงๆ ๆ มันจะรู้เท่าทันอารมณ์เองเกือบ
เวทนานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน | ๑๕๗
ทกุ อณูของอารมณ์ แมอ้ ารมณล์ ะเอียดก็จะรเู้ ทา่ ทนั เป็นอย่างท่ีหลวงปดู่ ูลยว์ ่า
ไว้จริงๆ หลวงปู่ดูลย์น่ีของจริง ธรรมที่ท่านกล่าวเป็นหน่ึงไม่มีสอง สมฉายา
อตุโล ไม่มีผู้ใดเทียม มรรค ผล นิพพานมีจริง ขอให้ทาจริงๆ เถดิ ถ้าทาเล่นก็
จะได้ของไม่จริง บางคนก็จดจอ่ แต่จะหาผู้รู้ เรามหี รือไมม่ ี ขอบอกตามตรงว่า
อนั นนั้ มันคอื ผล ไปถงึ ก็จะรู้เองวา่ ผู้รคู้ อื อะไร เรามีหรอื ไมม่ ี ตอนน้ีเจรญิ สตใิ ห้
ถูกตอ้ ง ทาใหม้ ากๆ ไปก่อน
อย่างบางคนก็ฝากถามธรรมะเพื่อนมาหลายครงั้ แล้ว เราก็ตอบเรื่อง
สติไป แต่เขาก็ยังจะติดเร่ืองสวดมนต์ ติดนิมิตอยู่ มันก็ยากเหมือนกัน จิตมัน
ตดิ แบบนั้นไปแล้ว หรอื บางคนสนใจธรรมะก็ส่งหนังสอื ไปให้ ได้อ่านหรอื เปล่า
ก็ไม่รู้ วันดีคืนดีก็ออกจากกลุ่มไปอย่างไม่ไยดี ตอนหลังก็แอบถามธรรมะ
ปฏบิ ตั มิ า เรากต็ อบไปให้สว่ นตัวดว้ ยเมตตา จงึ มาดาริวา่ ของอย่างนย้ี าก หาก
ไม่อบรมมาแตเ่ ก่ากอ่ น หากไมม่ บี ญุ วาสนาพอก็จะกลับไปสู่โลกเหมอื นคนอน่ื ๆ
เป็นเร่อื งของใครของมนั เราเปน็ เพยี งผูช้ ้ีทางเท่าน้ันเอง หรอื บางคนเราก็สอน
ไปมากมาย ไม่เอาเลย ยังเที่ยวไปสานักเจ้าเข้าทรง ถูกพระหลอกให้ทาบุญ
มากมาย แล้วมานั่งบ่น เลยด่าไปแรงๆ ว่า สอนสิ่งที่ถกู ให้ก็ไม่เอาแลว้ จะโทษ
ใคร ก็จงโทษตัวเองเถดิ จะโงอ่ ยูอ่ ยา่ งนกี้ ็เชิญเถดิ บอกว่า ขเ้ี กียจอา่ นหนงั สอื
พอตอนหลังมีผรู้ ิเร่ิมทาซีดีหนังสือกว่าจะถงึ กระแสธรรมขึ้นมา เขาก็
ได้ซีดีไป กฟ็ งั ใหญ่ ฟังไปฟังมาสบิ รอบได้ เห็นบอกมาอย่างนั้นนะ บอกว่า เริ่ม
จะเข้าใจเรือ่ งสติ เรื่องการปฏบิ ัติขึ้นมาบ้างแล้ว เลิกเทีย่ วหาพระสานกั โน่น นี่
นั่น เพราะเร่มิ เข้าใจว่า การปฏิบัติงาน การใช้ชีวิตประจาวันก็ปฏิบัติธรรมได้
คนคนน้ีก็ใช้เวลาเปน็ ปีกว่าจะมาถึงจุดนี้ ต้องขออนุโมทนากับผู้ริเริ่มทาซีดี มี
ประโยชน์มหาศาลกับคนที่สนใจธรรม เพราะบางคนก็ไม่มีเวลาอ่านหนังสือก็
อาศัยฟังนี่แหละ ในซีดีกว่าจะถึงกระแสธรรม ให้เน้นฟังตรงธรรมะพ้ืนฐาน
ให้มาก ให้มันเป็นสัญญาไปก่อนก็ได้ โดยเฉพาะแทรคท่ี ๔ – ๗ เป็นเร่ือง
สติปัฏฐานในชีวิตประจาวัน เป็นการนาสติมาใชใ้ นชีวติ การงาน ความเป็นอยู่
ไดอ้ ย่างลงตัวที่สุด ไมจ่ าเป็นต้องแบกสังขารไปหาพระท่ีไหนเลย เจอพระดีกด็ ี
เจอพระไมด่ ีบางทกี ส็ าปส่งศาสนาเปน็ บาปกรรมหนักเขา้ ไปอีก
๑๕๘ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
๑๙. การไมม่ คี วามร้สู ึกทางเพศเป็นความก้าวหนา้ ทางธรรมหรอื ไม่
แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เมอ่ื วันท่ี ๕ มิถนุ ายน ๒๕๖๐
ผ้ปู ฏิบัติ ๑ : การสักแต่ว่ารู้ ความโลภ โกรธ หลง แลว้ กรณเี มื่อผู้ชาย
มีความใคร่ในทางเพศ ปฏบิ ัติเช่นไร และขอให้ท่านอธิบายอาการของขันธ์ ๕
ว่าแตกต่างจากกิเลสอย่างไรครับ การปฏิบตั ิจนไม่มีความรูส้ ึกทางเพศบ่งบอก
ความก้าวหน้าในทางธรรมหรอื ไม่ครับ
ทา่ นทรงกลด : ขันธ์ห้าไม่ใช่กิเลสและกิเลสไม่ใช่ขันธ์ห้า ขันธ์หา้ เป็น
เพียงส่ิงที่จิตปรุงแต่งกันข้ึนมาเท่านั้น ปรุงแต่งเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ ถ้าเห็นธรรมจะเห็นว่า ขันธ์ทั้งปวงออกไปจากจิต นี่เรียกว่า เห็น
สายปฏิจจสมุปบาท เม่ือปรุงแต่งขันธ์ขึ้นมาแล้ว ขันธ์ก็ทาหน้าที่แต่ละอย่าง
ต่างๆ กันไป รูปคือกาย เวทนาคือความรู้สึกสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉยๆ บ้าง
สญั ญาคือความจาได้หมายรู้ สงั ขารคือความคดิ ปรุงแต่ง วิญญาณกค็ อื ตวั รู้ ตา
เห็นรูปก็รู้ หูได้ยินเสียงก็รู้ ถา้ เห็นธรรมจะเห็นว่าแต่ละอนั มันแยกกันอยู่อย่าง
ชัดเจน ชัดแจ้ง จะไม่มัวพร่าเหมือนตอนไม่เห็น ก่อนเห็นก็ไม่เข้าใจหรอกว่า
พระพุทธเจ้าไปรู้การทางานของขันธ์ได้อย่างไร พอเห็นมันก็หายสงสัยเพราะ
เห็นสิ่งเดียวกับทพ่ี ระพทุ ธเจา้ เหน็
แล้วกิเลสมาจากไหนเล่า กิเลสตัวใหญ่ๆ จริงๆ ก็มีราคะ โทสะ โมหะ
ราคะก็คือตัณหาทั้งปวง คาว่า ตัณหาไม่ได้หมายถึงเร่ืองเพศอย่างเดียว
หมายถึงอะไรที่อยากได้ทั้งหมด ความอยากในกาม เรียกว่า กามตัณหา เช่น
เห็นกระเป๋าหลุยส์สวย เกิดความอยากได้ นี่เรียกว่า กามตัณหาแล้ว
กามตัณหาคือ ความอยากในรปู เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) ธรรมารมณ์
ตณั หาคือ ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากเป็นคนสวย คนเด่น คนดัง
อยากให้คนยอมรับ เรียกว่า ภวตัณหา ตัณหาคือ ความอยากไม่ได้ อยากไม่
เป็น อยากไม่มี เช่น อยากไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อยากไม่มีเพ่ือนไม่ดี เรียกว่า
วิภวตัณหา ราคะก็คือ กามตัณหากับภวตัณหา ส่วนโทสะก็คือ วิภวตัณหา
โมหะกค็ ือความหลง ไม่รู้เท่าทนั เมื่อจิตมรี าคะ โทสะ จิตหลงในรูปงามก็ไม่รวู้ ่า
เวทนานปุ ัสสนาสติปฏั ฐาน | ๑๕๙
จิตหลง ราคะมาจากไหน เม่อื ตาเห็นรปู เช่น เห็นกระเปา๋ สวยงามจะเกิดความ
ยินดีก่อน เรียกว่า เวทนา ท่ีเรียกว่า ผัสสะก่อให้เกดิ เวทนา มันเกิดก่อนจริงๆ
พอเกดิ ความยินดีหรือเรียกว่า สุขเวทนา จิตกเ็ ข้าไปยึดเวทนาโดยอตั โนมตั ิ ไป
ยึดว่าเวทนาเป็นเรา ของเรา ยึดอย่างเดียวไม่พอ ยึดแล้วปรุงแต่งความอยาก
ได้ขึ้นมาทันที นี่ ราคะเกิดตรงน้ี พระพุทธเจ้าจึงบอกในปฏิจจสมุปบาทว่า
เวทนากอ่ ใหเ้ กดิ ตัณหา
โทสะก็เช่นกัน เมื่อหูได้ยินเสียงคนด่าเราจะเกิดความไม่ยินดีขึ้นมา
กอ่ น เรียกว่า ทุกขเวทนา พอเกิดแล้วแทนที่จะหยุดแค่รู้ จติ ก็เข้าไปยดึ เวทนา
อันนั้นมาปรุงแต่งเป็นโทสะคือ ความโกรธทันที มันจะเร็วมากสาหรับคน
หยาบๆ หรือปุถุชนท่ัวไป สาหรับปุถุชนทั่วไปกระบวนการดังกล่าวจะเกิดอยู่
ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่เคยฝึกสติ แต่สาหรับคนฝึกสติมาบ้างจะเห็น
การทางานของเขา ยิ่งถ้าเห็นธรรมแล้ว ส่ิงที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมันจะเป็น
ภาพสโลว์โมช่ันให้เห็น จากเวทนากระโดดเป็นโทสะ มันจะช้า จิตกับเวทนา
มันจะแยกจากกัน ท่ีแยกก็เพราะมีสติเข้ามาแยก พอแยกก็ไม่ยึด เมื่อไม่ยึด
เวทนา จะเอาอะไรมาปรุงแต่งต่อเป็นโทสะเล่า แต่สาหรับพระโสดาบัน
พระสกทาคามี ยังไปๆ มาๆ อยู่ ยังยึดอยู่แต่จะรู้ทันในไม่ช้า พระโสดาบัน
พระสกาทาคามี เพียงแค่เห็นขันธ์ห้าไม่ใช่เราเท่านั้น สักแต่เกิดแต่ดับ แต่ยัง
ละกิเลสไม่ได้ เรยี กว่า จติ ยังไปๆ มาๆ อยู่ แต่เห็นว่า อะไรเป็นอะไรแล้ว ยงั ตัด
อารมณไ์ ม่ขาด ยงั มรี าคะ โทสะอยู่ เพราะจติ ละอารมณ์ ละเวทนายงั ไม่ไดแ้ บบ
เด็ดขาด ดังนั้นนางวิสาขาจึงมีครอบครัว มีลูกมีหลานมากมาย แต่พอจิตย่าง
เข้าสู่อนาคามมี รรค เรอื่ งกาม เรื่องโทสะจะนอ้ ยลงไปมาก เรียกวา่ เบาลงมาก
พอจิตเข้าสู่อนาคามีผลอย่างเต็มภูมิ นั่นแหละจึงละราคะ โทสะได้เด็ดขาด
เพราะจิตไม่ยึดอารมณ์ เวทนา สัญญา สังขารอะไรอีกต่อไป เรียกว่า อารมณ์
มาไม่ถงึ จิต อารมณ์มอี ยู่แตท่ าอะไรจติ ไมไ่ ด้
ตรงน้ีจะตอบปัญหาเรือ่ งท่ีวา่ การปฏิบตั ิจนไม่มคี วามรู้สึกทางเพศบ่ง
บอกความก้าวหน้าในทางธรรมหรือไม่ การปฏิบติดังกล่าวต้องดูว่าปฏิบัติ
อย่างไร เพราะบางทีน่ังหลับตาจิตรวมลงไป อยู่กับสมาธิแบบเพ่งบริกรรม
ความรู้สึกทางเพศจะไม่ปรากฏ แต่ไม่ได้หมายความว่า เป็นพระอนาคามี
๑๖๐ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เลม่ ๒
ละราคะได้ จึงเห็นพระจานวนมากที่ภาวนาจติ สงบแล้วเขา้ ใจว่า ตนเองบรรลุ
อนาคามีบ้าง อรหัตผลบ้าง ต่อมาสมาธหิ รือฌานเสื่อมหรือจิตเสือ่ ม ความรู้สึก
ทางเพศก็กลับมาจึงกลับไปเสพกาม ปาราชิกบ้าง สึกออกมาแต่งงานมี
ครอบครัวบ้าง แม้ในสมัยพุทธกาลก็มี ดังเคยเล่าไปหลายคร้ังว่า มีภิกษุกลุ่ม
หน่ึงห้าสิบรูปไปปฏิบตั ิธรรมอยทู่ ่ีป่าแหง่ หน่ึง หลงเข้าใจว่า ตนบรรลุอรหตั ผล
จึงพากันเดินทางกลับมากราบพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์หยั่งรู้ด้วยอานาจ
ญาณวา่ พระภกิ ษุเหลา่ น้นั ยงั ไม่มีใครบรรลธุ รรมเลย แม้โสดาปัตติผลก็ยงั ไม่ได้
จงึ บอกว่า ให้แวะป่าช้าทจี่ ะถึงก่อน พระเหล่านั้นก็พากันแวะตามพุทธบัญชา
พอดีวันน้ัน (พระพุทธองค์ทราบด้วยญาณ) มีศพหญิงงามเพ่ิงตาย ญาติกาลัง
แบกเข้ามาในป่าช้า ภิกษุเหล่านนั้ พอเห็นศพหญิงดงั กล่าว ราคะกผ็ ุดข้นึ มา จึง
รู้ว่า ตนยังไม่บรรลุอรหัตผลเลย จึงพากันภาวนาโดยพิจารณาศพหญิงท่ีเพิ่ง
ตายนั่นแหละจนในที่สุดก็บรรลุอรหัตผลทั้งหมด จึงพากันมากราบ
พระพทุ ธเจ้า
แม้แต่หลวงตามหาบวั ก็เหมือนกัน ทา่ นเล่าวา่ ท่านพิจารณากายเป็น
อสุภะคอื ความไมส่ วยงามด้วยอานาจสมาธิ พอกาหนดปุ๊บก็ปรากฏภาพกายที่
ไม่สะอาดข้ึนมา กิเลสก็หายไปหมด วันหนึ่งท่านก็สงสัยว่า เออ ! มันหายไป
เม่อื ไร วันไร มันต้องหมายให้เรารู้สิ นี่มันไม่รู้อะไรเลย นี่คอื ท่านมปี ัญญา ท่าน
ก็เลยลองกาหนดภาพหญิงงามขึ้นมาในสมาธิ เท่านั้นแหละ มันก็ขยุกขยิก
ข้ึนมาทันใด ราคะมันผดุ ข้ึนทันที ท่านก็ราพึงในใจ เออ ! มันยังอยู่น่ีเจ้าราคะ
แล้วท่านก็ตามไปดูว่ามันมาจากไหน ก็เห็นว่า มันมาจากการปรุงแต่งของจิต
เราน่ีเอง พอเห็น (ด้วยญาณ) ดังว่าน้ันจิตท่านก็หลุดพลัวะออกมาจากราคะ
บรรลอุ นาคามผี ลอยตู่ รงน้นั เอง
ดังนั้นจึงต้องดูให้ดีว่า ความรู้สึกทางเพศท่ีหายไป เกิดจากอานาจ
สมาธิ เพ่งบริกรรมหรอื คิดไปเอง การปฏิบัตแิ ลว้ ความรูส้ กึ ทางเพศหายไปหรือ
เบาลง บ่งบอกว่า ปฏิบัติก้าวหน้าหรือไม่ ต้องเจริญสติแล้วเกดิ ผลดังกล่าวจึง
จะถูกต้อง ทุกอย่างต้องเร่ิมท่ีสติ (สติปัฏฐานสี่) ต้องเดินมรรคให้ถูก แล้วผล
ดงั กลา่ วก็จะค่อยๆ ตามมาเอง แตต่ อนนอ้ี ยา่ เพง่ิ เรียนลดั กาจดั ความรู้สกึ ทาง
เพศกันเลย เอาแค่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันก่อนเถิด เอาแค่เจริญสติที่ช้ีแนะไป
เวทนานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๖๑
มากมาย ให้เห็นรูป นาม ขันธ์ห้าตามจริงก่อน ให้ได้ดวงตาเห็นธรรมกันก่อน
บรรลุโสดาปัตติผลกันก่อน ท่ีเหลือกจ็ ะตามมาเอง คนทกุ วันนีพ้ อลงมอื ปฏิบัติ
ก็จะเอาให้หมดกิเลสกันในทันทีเลย มันไม่ได้ง่ายอย่างน้ัน ถ้าคิด เข้าใจ มโน
อะไรน่ีมันก็ง่ายอยู่หรอก แต่ทาจริงมันไม่ง่ายอย่างท่ีคิดหรอกจึงต้องค่อยๆ
เปน็ คอ่ ยๆ ไป
เบ้ืองต้นให้รู้จักสติก่อน ปัจจุบนั คนแทบท้ังร้อยไมเ่ ข้าใจสตหิ รอก ไป
หลงเข้าใจว่า ความระลกึ ได้แบบสัญญา ความจา เปน็ สติไปเสยี หมด จึงขอให้
ทาความเขา้ ใจสติให้ถูกต้อง (สัมมาสติ) เข้าใจ รู้จัก รู้สึก รู้ถึง แบบท่ีทางกลุ่ม
เคยทาสรุปรวบยอดไว้น่ันแหละครับ หายใจเข้าให้รู้สึกตัว หายใจออกให้
รู้สึกตัว พิจารณากาย ยืน เดิน น่ัง นอน กิน พูด ด่ืม คิด ให้รู้สึกตัว รู้สึกตัว
จรงิ ๆ นะ รู้อยแู่ ตไ่ ม่รู้ตวั ก็มีถมไป รู้ซ่ือๆ หลวงปชู่ าบอกว่า ถา้ รู้ (รูส้ ึกตวั จรงิ ๆ)
มนั จะหยดุ สติจะแกร่งกล้า ย่ิงกล้าความคิดจะยิ่งนอ้ ยลง ความคดิ ที่คนเขา้ ใจ
กันมันก็มีสองแบบนะ ถ้าเป็นความคิดจรคือ ผ่านมาแล้วผ่านไป อันนี้จริงๆ
ไม่ใช่ความคิด เป็นสัญญาขันธ์ต่างหาก แต่ถ้าเป็นความคิดคือ จิตจะปรุงแต่ง
เรื่องราวข้ึนมา อันนีแ้ หละสังขารขันธ์ สัญญาขันธ์เราหยุดเขาไมไ่ ด้ เพราะเขา
จะโผล่ผา่ นมาให้เห็นอยเู่ รอ่ื ยๆ เหมือนถนนหน้าบ้าน จะไปห้ามไม่ให้รถวง่ิ ผา่ น
ไปมาไม่ได้ แต่เราห้ามตวั เองไม่ออกไปว่งิ ตามเขาได้ ยิง่ สติกล้า เรยี กว่า มรรค
กล้า ความคดิ ที่ตั้งใจคิดจะน้อยลง มันจะหยุดอย่างท่ีหลวงปู่ชาว่าไว้จริงๆ ผม
ขอยืนยัน หยุดคิด หยุดปรุงแต่ง คนที่ทาได้อย่างนี้ ลองนึกดูว่า เขาจะมี
ความสุขแค่ไหน เตสังวูปสโม สุโข เคยได้ยินไหม ความเข้าไปสงบเสียได้ซ่ึง
สังขารเป็นสุขอย่างย่ิง พระจะสวดเสมอในงานศพแต่จะมีพระก่ีรูปท่ีเข้าถึง
เข้าใจ มรรคกล้าก็ฆ่ากิเลส กิเลสกล้าก็ฆ่ามรรค มรรคก็คือ สติน่ันแหละ
ตอนต้นก็แสดงไปแล้วว่า กิเลสมาจากจิตเราน่ีแหละปรุงแต่งคือคิดข้ึนมา
พระพุทธเจา้ จงึ สอนว่า กามเกดิ จากการดาริ (คิด) ของเราเอง
เมอื่ จติ เดินเข้าสู่สัมมาทิฏฐิ ความสงสยั ในเร่ืองความตายก็ส้ินไป พวก
ท่ีไม่เช่ือเร่ืองตายแล้วเกิดใหม่ จึงเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิไง มรรคกล้าก็ฆ่ากิเลส
ตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอก ท่ีหลวงปู่ชาสอนไว้ ต่อมาจึงร้อง อ้อ ! กิเลสมาจาก
ความคิดดาริของจิต อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้มรรคก็คือ สติ เมื่อสติกล้า
๑๖๒ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
ความคิดปรุงแต่งก็จะหยุด เมื่อความคิดดาริหยุดกิเลสจะมาจากไหนเล่า
หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาวจึงสอนเสมอว่า แก่นของธรรมก็คือสติ อ่าน
พระไตรปิฎกครบสามรอบ จาได้หมด ฟังเทป ซีดีธรรมะมากมายแต่ขาด
ความรู้เร่อื ง สติ กย็ งั โงเ่ หมอื นเดมิ
ผปู้ ฏิบัติ ๒ : การปฏิบัติคอื การเรียนรู้ รู้แล้ววางตาแหน่งทุกอย่างให้
ถกู ท่ี ถกู ทางหรือเปลา่ คะ
ท่านทรงกลด : ใช่แล้ว ที่ผมเขียนไว้ในหนังสอื น่ันแหละ ต่างคนต่าง
อยู่ ทางโลกก็ทาหน้าท่ีไป ขันธ์ก็ทาหน้าท่ีไป จิตน่ีเพียงรับรู้แล้วปล่อยวางไว้
ตามทม่ี ันเห็นและเปน็ อยู่
ผปู้ ฏิบัติ ๓ : ใช่ครับสงั เกตอยู่บ่อยๆ พอน่งั ดูลมหายใจไปเร่ือยๆ จติ ก็
จะไปจับอย่กู ับลมอยูก่ ับความรู้สึกตรงน้ัน ต่อมาบรรดาความคิดทั้งหลายก็จะ
ค่อยๆ เข้ามา แต่เรารู้ทันก็พิจารณาลงเป็นไตรลักษณ์ พอเห็นว่า สุดท้ายมัน
ไม่มีอะไรเลยในความคิดเหล่านนั้ ยึดถือไม่ได้ จิตมันกเ็ บาลง อารมณก์ ็เบาลง
มสี มาธิอย่บู ้าง แต่มีความรูต้ ัวอยตู่ ลอด พอทีนี้กจ็ ะรู้สึกว่า ใจมันเบิกบานเราก็
หยิบเอาความเบิกบานนั้นมาพิจารณาต่อ พอเห็นวา่ มันก็แค่ความยินดีในการ
พิจารณาธรรมจิตมันก็ออกจากความเบิกบานน้ัน มันกจ็ ะใสๆ นิ่งๆ ว่างๆ ไม่มี
ประมาณ เห็นความเป็นธรรมชาติของทุกสง่ิ ทีเ่ หมอื นๆ กัน คือ มคี วามเกิดขึ้น
ต้ังอยู่ ดับไป อย่างน้ันๆ จะยึดจะถือแค่ช่ัวคราวหาความถาวรมิได้ พอคร้ัน
พิจารณาไปจนเสร็จก็ออกมาทากิจตามปกติ ทนี ี้เท่าน้ันแหละ พอจิตหลุดจาก
อารมณ์ท่ีพิจารณาธรรมมาขลุกอยู่กับกิจการงานอ่ืนๆ มันก็ไปเกาะอยู่กับ
กิจการงานนั้นๆ ก็เลยเข้าใจได้ว่า สติน้ีต้องเจริญให้มากเพราะการกระทบรู้
เกิดขึ้นอยู่ตลอดซึ่งพอมีสติเราก็ทัน ไม่ปรุงต่อหรือหยิบมาพิจารณาลง
ไตรลักษณ์ แต่ถ้าไม่ทันก็เสร็จมันครับ มีอารมณ์ มีความอยาก มีความพอใจ
ไม่พอใจก็ยังต้องมิให้ขาดครบั
ทา่ นทรงกลด: สาธุ ทกุ อย่างลงไตรลกั ษณ์ใหห้ มด
เวทนานุปสั สนาสติปัฏฐาน | ๑๖๓
๒๐. ใช้นิมติ เรยี นร้ใู ห้จติ เหน็ ตามจริง
แสดงธรรมกลมุ่ Natural Mind เมอ่ื วนั ท่ี ๔ มิถุนายน ๒๕๕๙
ท่านทรงกลด : เพ่ือนผมคนหนึ่งเป็นลกู ศษิ ย์พระอาจารย์รูปหนงึ่ ทด่ี ัง
มากในกรุงเทพมหานคร ไลน์มาขอหนังสือกว่าจะถงึ กระแสธรรม ผมกไ็ ม่ได้ให้
นะ เพราะเพื่อนคนน้ีรู้จักมาสามสิบปี ยังโลกๆ อยู่มาก เพ่ิงมาสนใจธรรมะ
ตอนภรรยามีชู้และหนตี ามชไู้ ป ส่วนใหญเ่ ขาชอบอา่ นและฟงั ธรรมะ จะมาเอา
หนังสือถึงที่บ้าน ผมก็มองอยู่ว่าจะให้ดีหรือไม่ดี สุดท้ายเลยลองส่งไปให้ถึง
บา้ น เขาจะได้ไม่ต้องมาหาที่บ้านเพราะมาก็คุยแตเ่ ร่ืองโลกๆ พอเขาได้หนังสือ
ไปก็อ่านตรงประสบการณ์ทันที (ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้เยอะ ซ่ึงผมก็เขียน
คานาแล้วว่า ตรงนี้อย่าให้ความสาคัญมาก จงให้ความสาคัญที่ธรรมพ้ืนฐาน
ข้อธรรมและธรรมท่ีแสดงให้มากที่สุด) แล้วเขาก็ไลน์มาบอกผมว่า ผมนี่ติด
นิมิต หลงนิมิต ผมก็นึกในใจว่า เออ ! มนุษย์หนอมนุษย์ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ
อะไรเลยก็กล่าวโทษกันเสียแล้ว เลยแสดงธรรมพอสังเขป เขาซักไป ซักไปก็
ตอบๆ สุดท้ายเขาจนแต้มบอกว่า ขอใหผ้ มเปน็ ผชู้ ้ที างด้วย
อันว่านิมิตคือ ภาพท่ีปรากฏในจิตขณะจิตเป็นสมาธิ จิตสงบ นิมิต
ต่างๆ มีท้ังดีและไม่ดี มีท้ังทาให้เกิดปัญญาและทาให้หลง แท้จริงนิมิตไม่ใช่
เป็นเรื่องเลวรา้ ยอะไรเลย ถ้าเรามีปัญญาไมย่ ดึ มนั่ หมายมัน่ มนั นิมิตเป็นเพยี ง
เคร่ืองเรียนรู้ของจิต เป็นทางผ่านมาแล้วก็ไป เหมือนอารมณ์อ่ืนๆ นั่นแหละ
หาแก่นแท้ หาสาระอะไรไม่ได้ หลวงปู่ดูลย์จึงบอกว่า นิมิตท่ีเห็นนั้นเห็นจริง
แต่ไม่มีอยจู่ รงิ เพราะมันเกิดแล้วดับจะหาของจริงไดท้ ่ีไหน
นิมิตท่ีทาให้หลง เช่น เห็นเทวดา นางฟ้า สวรรค์ เพลิดเพลินอย่างน้ี
ใช้ไม่ได้ เหมือนหลวงปู่ม่ันที่ภาวนาแล้วหลงนิมิตอยู่สามส่ีเดือนในตอนแรก
เห็นตนเองสะพายดาบ ข่ีม้า เท่ียวฟาดฟันโน่น น่ี น่ัน คืนนี้เจออย่างนี้ คืนน้ัน
เจออย่างน้ัน ท่านบอกมันสนุก แต่อารมณ์น่ียังเหมือนเดิม ผ่านไปสามเดือน
ทา่ นมานัง่ คิดว่า สงสัยไม่ใชก่ ระมัง กเิ ลส อะไรๆ ยงั เหมอื นเดิม แถมเกิดตัณหา
๑๖๔ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒
อีกว่า อยากให้ค่าไวๆ จะได้ภาวนาเข้าไปเจอโน่น นี่ นั่นอีก ต่อมาท่านก็เลิก
หันมาพิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ท่านบอกว่า คราวนี้จิตมันหยุด
มันสงบ ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนคราวท่ีติดนิมิตนั้น ท่านก็เลยลงความเห็นว่า ใช่ล่ะ
อันน้ลี ะ่ คือทาง คือมรรคแล้ว
ถามว่า ท่านพจิ ารณากาย ผม ขน เลบ็ ฟนั หนัง มีนมิ ิตไหม มีแน่นอน
พอท่านพิจารณาไปๆ (อธิบายไว้ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมแล้ว) ก็เกิด
ภาพผม ขน เล็บ ข้ึนในจิต ในสมาธิ แล้วท่านก็เหน็ ความเป็นจริงของกายเนื้อ
ผม ขน เลบ็ ฟัน หนังว่า เป็นอสภุ ะย่อมเส่ือมไป ดับไป สุดท้ายเปน็ เพียงธาตุ
ดิน น้า ลม ไฟ เท่าน้นั หาแก่นสารไมไ่ ด้ จิตท่านพอเห็นความเป็นจริงเช่นน้ีก็
คลายความยึดม่ันถือมั่นในกายออกมา ท่ีเคยเห็นว่า กายนี้คือเรา ของเรา
ความเห็นน้ีเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ก็เริ่มคลายกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นตามจริง
จนวนั หนึง่ พิจารณาๆ ไป โลกน่ีราบเรียบเปน็ หน้ากลอง หาหญงิ ชายอะไรไมไ่ ด้
ทกุ อย่างเป็นสักแต่ธาตุ นักภาวนาหลายคนพอมาถึงตรงนี้คิดว่า ตนเองบรรลุ
ธรรมวิเศษแล้วจึงหยุดแค่นี้ เลยหลงอยู่ตรงน้ี แต่หลวงปู่มั่นท่านมีปัญญา
ท่านบอกว่า น่ีเป็นเพียงเร่ิมต้นยังไม่จบ ท่านก็พิจารณาต่อไป จิตเรานี่แหละ
คอื ตวั ปัญหา ตอ้ งทาให้จิตเหน็ กายตามเป็นจริงนั่นแหละจึงจะหายสงสยั คลาย
ความยดึ มั่น ถอื มั่น
แมห้ ลวงตามหาบวั กเ็ ช่นกัน ท่านกพ็ จิ ารณากายจนเหน็ เป็นภาพนมิ ิต
ทัง้ อาการสามสิบสอง ผม ขน เล็บ จนถงึ มันสมอง มัตถะเก มตั ถะลุงคัง ทท่ี า่ น
ทาได้ง่ายเพราะท่านได้สมาธิพุทโธมาก่อน จิตมีกาลังแล้ว การพิจารณาแล้ว
เห็นนิมิตผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ในสมาธิต้องมีอุปนิสัยมาพอสมควร มิฉะน้ัน
ต้องใช้ความเพียรสักหน่อย บางท่านเริ่มภาวนาก็ปรากฏภาพอสุภะข้ึนเลย
นเ่ี พราะอบรมมามากจงึ ต่อยอดไม่ยาก
หลวงตามหาบัวท่านก็ใช้นิมติ นั่นแหละมาเรียนรู้ใหจ้ ิตเห็นตามจริงจน
บรรลุอนาคามี แลว้ ท่านก็วางนมิ ิต จิตท่านโปรง่ ใสไปหมด พอกาจัดอวชิ ชาได้
จิตก็บริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์ให้ชาวโลก ชาวเทวดา พรหมกราบไหว้บูชา นี่
หลวงตากด็ ี หลวงป่มู ่ันกด็ ี ทา่ นหลงนิมิตเหรอ ติดนมิ ติ เหรอ เปล่าเลย นิมิตใด
เวทนานุปสั สนาสติปัฏฐาน | ๑๖๕
เป็นไปเพ่ือความเบื่อหน่ายคลายกาหนัด คลายความหลง จิตพอมันเรียนรู้มัน
จะวางไปเอง เพราะมันเห็นแล้ว รู้แล้ว มันจะเป็นปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตก็
ชา่ งมันเถิด ขอให้จิตคลายความยึดม่ันในกาย ในอารมณ์ ในขันธ์ห้าเป็นใช้ได้
หมด
พระพุทธเจ้าก็เชน่ กัน ช่วงใกลร้ ุ่งทุกวันพระองค์จะใชญ้ าณสอดสอ่ งว่า
ผู้ใดมีอุปนิสัยสมควรไปโปรดเช้าน้ี แล้วภาพของคนคนน้ันก็ปรากฏในข่าย
พระญาณ ภาพท่ีปรากฏน่ันแหละเรียกว่านิมิต แล้วท่านก็ไปโปรดคนๆ น้ัน
บรรลุธรรมมีโสดาบนั เป็นอาทิ อยา่ งนี้พระพุทธเจ้าก็หลงนิมิตด้วยสิกน็ ิมิตไม่มี
อยู่จริง ทาไมพระองค์เชื่อเป็นตุเป็นตะว่า ภาพคนท่ีปรากฏในสมาธิ คือคนที่
จะรองรับธรรมได้เล่า นีแ่ หละคือคนท่ีไม่รู้จริง แล้วเที่ยวตาหนิคนน้ีคนนั้นว่า
หลงนิมิต ติดนิมิต ผมถึงบอกเสมอวา่ ธรรมะน่ีถ้ายังปฏิบัติไมไ่ ด้ ไม่ถงึ อยา่ เพิ่ง
ไปเท่ียวสอนใครเขาเลย จะพากันหลงทางเป็นบาปเปน็ กรรมเปลา่ ๆ
สมัยน้ีคนก็สอนยาก ยากมากจริงๆ เพราะเหตุท่ีวัตถุเจริญ มีส่ิง
อานวยความสะดวกมากมายทาให้ไม่ค่อยเห็นทุกข์ คนท่ีเห็นทุกข์ เห็นภัยใน
วัฏสงสารแบบพวกเรานี้มีน้อยมากดุจเขาโคกับขนโค ต้องสั่งสมบุญบารมีกัน
มาพอสมควรทเี ดียวจึงจะมาเสน้ ทางน้ีได้ ลองทอดสายตามองคนรอบขา้ งเราสิ
จะมีใครสักกี่คนสนใจธรรมะ ทางพ้นทกุ ข์แบบพวกเรา ส่วนใหญ่ก็สนุกสนาน
ไปวันๆ ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟนั กินข้าว ส่งลูก ทางาน กลับบ้าน ดูหนัง ดู
ละคร หลับนอน หมดไปอีกหนึ่งวัน หารู้ไม่ว่ากาลังเดินไปสู่ความตายทุกขณะ
เห็นแล้วน่าสลดสังเวชใจจริงๆ เมื่อความตายมาถึงคนท่ีไม่ได้เตรียมตัวน่ีจะ
ทุกข์มาก แต่คนที่อบรมภาวนาจะมีสติ สติน้ีจะเป็นเครื่องช้ีวัดระหว่างคนที่
ภาวนากบั คนท่ีไมภ่ าวนา
๑๖๖ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒
๒๑. เวทนานปุ สั สนาสติปฏั ฐานยามเจบ็ ปว่ ย
แสดงธรรมกล่มุ ต้นบญุ เมื่อวนั ที่ ๒๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๘
ผูป้ ฏบิ ัติ : ขอทราบวิธเี จริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในยามเจบ็ ปว่ ยค่ะ
ท่านทรงกลด : ผู้สนใจในธรรมก็จะเจริญในธรรมนะ แม้จะเจ็บป่วย
เรือ่ งการเจรญิ สติภาวนากอ็ ย่าขาดกนั อยา่ ให้ความเจบ็ ปว่ ยมาเป็นอปุ สรรคต่อ
การภาวนาของเรา บางคนก็คิดว่า เรื่องการภาวนาไว้วันหลังเถิด พอวันหลัง
ป่วยก็บอก รอให้หายปว่ ยก่อน พอหายปว่ ยกบ็ อกวา่ วนั นอี้ ากาศรอ้ นจัง ไว้รอ
อากาศเย็นหน่อย พออากาศเย็นก็บอกวา่ วันน้อี ากาศนา่ นอนจงั ขอนอนก่อน
แล้วกัน ตกลงไม่ไดภ้ าวนากันพอดี แตจ่ รงิ ๆ ถ้าเราภาวนาเป็น ไม่ว่ายามดหี รือ
ยามป่วยกภ็ าวนาไดโ้ ดยตลอด เพราะคนป่วยกย็ งั หายใจอยู่นะ หายใจออกกใ็ ห้
รู้ หายใจเขา้ ก็ให้รู้ คนป่วยยงั ต้องกินข้าว กินยาอยู่ ยงั เดินเขา้ หอ้ งนา้ ได้อยู่ ยืน
เดิน นั่ง นอนก็ให้รู้ อารมณ์ต่างๆ ก็มีตามปกติ เวลานั่ง นอน นึกถึงเร่ืองดีๆ
ความยินดกี ็เกิด นึกถึงเรอื่ งทีไ่ มด่ ีความไม่ยินดีกเ็ กิด กร็ ู้เท่าทันมนั พยายามอยู่
กับรู้ อยู่กับสติ แม้เราจะเจ็บป่วยก็ต้องเร่งภาวนา เผื่อพรุ่งนี้ลุกข้ึนไม่ได้ไป
ตลอดชีวติ แล้วเราจะเสียใจทไี่ ม่ทาวนั น้ีให้ดที ีส่ ดุ
ความเจ็บป่วยเป็นของประจาโลกไม่มีใครหนีพ้นหรอก พระพุทธเจ้า
หรือพระอรหันต์ก็หนไี มพ่ ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อเราได้พบเห็นธรรมะแล้ว
การเจ็บป่วยกท็ าได้แค่เวทนาทางกายเทา่ น้นั เอง ใจเราไม่ได้พลอยป่วยไปดว้ ย
เลย ใจเราไม่ได้ทุกข์ไปกับอาการเจ็บป่วย มันจะป่วยก็ป่วยไป มันจะหายก็
หายไป เรากก็ ินหยูกยาไปตามเร่ือง ตามอาการ ไม่ไปดน้ิ รนวุ่นวายตามอาการ
ของมัน เพราะเห็นชัดแจ้งแล้วว่า ที่ป่วยๆ อยู่น้ี (กาย) มันจะถือเป็นเรา ของ
เราไมไ่ ดเ้ ลยแม้แต่นิด
ถ้าเราภาวนาแยกจิตออกจากกายได้ เราจะไม่วุ่นวาย ไม่ทุกข์ร้อนไป
กับอาการป่วยมากเท่าใด เมอื่ ไมว่ ุ่นวายจิตกส็ งบตั้งมั่นอยู่ดอู าการเจ็บป่วยอยู่
เหมือนตาดูมือถืออยู่ขณะน้ี มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ความเจ็บป่วยนี้ก็ไม่ใช่ใด
อน่ื เป็นเพียงทุกขเวทนาอย่างหน่ึงเท่าน้นั เอง ทกุ ขเวทนาเหมือนเดินตากแดด
เวทนานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๖๗
รอ้ นๆ เท่าน้ัน มาแล้วก็ไป ถ้ามนั ไม่ไปร่างกายน่ีก็ไป ดูสิว่า ใครจะทนกว่ากัน
ไม่ว่ากายหรือเวทนาจะถอื เป็นเรา ของเราไม่ได้สักอย่าง ใครจะไปก่อนหลังก็
เร่ืองของมนั เราไม่เอาด้วยหรอก จิตเราก็ต้งั มั่นอยใู่ นความสงบ อยู่กับสติ อยู่
กบั รู้ หยุดอยตู่ รงนัน้ ไม่ไปตามอาการเจ็บปว่ ยให้พลอย (จติ ) ป่วยไปดว้ ยหรอก
หลวงปู่ชาบอกวา่ ผูเ้ ข้าถึงพระรัตนตรัยไมม่ ีอะไรจะมาทาร้ายได้ จริง
อย่างหลวงปวู่ ่าไว้ไมม่ ีผิดมันทาร้ายไดเ้ ฉพาะขันธ์เท่าน้นั แตเ่ รา (จิต) น้ี มันทา
อะไรไม่ได้เลย ไม่วา่ จะเปน็ ฆราวาสหรือภกิ ษุความเจบ็ ป่วยกไ็ มล่ ะเว้น เมอื่ ยาม
อยู่ดีมีสุขบางคนก็ประมาทไม่เคยคิดจะเจริญสติภาวนา พอเจ็บป่วยจะเอา
กาลงั สติท่ีไหนมาภาวนา ยากยากเหลือเกิน ดงั น้ันในยามท่ีพวกเราสบายดีพา
กันเร่งภาวนาอยา่ ประมาทแม้ลมหายใจเดยี วนะ
มีเร่ืองให้สลดใจอีกเร่ืองหนง่ึ กล่าวคือ มีคนรู้จกั ที่สนิทกนั มาก นอนๆ
อยู่ล่ิมเลือดเข้าไปอุดเส้นเลือดในสมอง หมอผ่าตัดปรากฏว่า สมองตาย
หมดแล้ว ตอนน้ีใช้เคร่ืองช่วยหายใจอยู่ เรื่องแบบนี้หากไม่เกิดกับเรา เราจะ
รู้สึกเฉยๆ แต่เมื่อเกดิ ข้ึนแลว้ หากฝึกสตปิ ัญญามาน้อยเราจะทุกข์มากทีเดียว
การฝกึ สตนิ ี่จึงสาคัญที่สุด สติคอื ความระลึกได้ในลักษณะรู้สกึ ตัวทวั่ พร้อม ท่ี
เราฝกึ สตกิ เ็ พ่อื ให้จิตเคยชนิ กบั มนั
อย่างลมหายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ อนั นีก้ ค็ ือ สติ ยนื เดิน นัง่ นอน นั่ง
ทาขนม คู้ตัว ยนื่ หด มือ ใหร้ ู้ นกี่ ็คือ สติ ถ้าเราฝึกสติจนมกี าลังความเจบ็ ปว่ ย
ทางกายจะมาไม่ถึง เพราะจติ กไ็ ม่เอาความเจ็บปว่ ยเลย มนั จะอยู่กบั สติ มนั จะ
สงบ ไมว่ ่นุ วายเดือดร้อน นี่คอื การฝกึ จิตใหอ้ ยู่เหนอื เวทนา ตอ่ ไปเวทนาอะไรๆ
กจ็ ะทาอันตรายกับเรายากข้ึนเรื่อยๆ แม้เราจะไอจนตัวโก่งก็ปล่อยให้เป็นเร่อื ง
ของกายท่ีมันไอ ไอแล้วมีเสมหะ ก็ดูสิว่า มันสะอาดไหม ใช่ของเราหรือไม่
ขณะเดยี วกันก็ใหเ้ หน็ โทษภัยในวัฏสงสาร เพราะมกี ารเกดิ จึงมกี ารเจ็บ การแก่
การตาย ถ้าไม่อยากเจบ็ ไม่อยากแก่ ไม่อยากตายกอ็ ย่าเกิด
หลวงปู่ชาจึงสอนว่า ไปให้มันนอกเกิดเหนือตาย เวลาเจ็บป่วยมัน
ทรมานขนาดน้ี แล้วเวลาตายล่ะ... หากฝึกสติมาไมด่ ีจะทรมานขนาดไหน เมื่อ
เราภาวนาเจริญสติจนสามารถแยกจิตออกจากเวทนาได้วันใดเราจะเขา้ ใจ แต่
๑๖๘ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เล่ม ๒
อย่าภาวนาหนีความเจ็บปวดเข้าไปแช่สงบอยู่ในถ้านะ เอามันซ่ึงๆ หน้าน่ี
แหละ สตนิ แี่ หละจะเป็นตัวแยกเวทนาออกจากจติ
จะเห็นว่า เวทนาก็สักแต่เวทนา จิตก็จิต คนละอันกัน พอเริ่มรู้เร่ือง
ของมันตอ่ ไปมันจะสบาย สบายเพราะเห็นแล้วว่า ที่ไม่สบาย (เวทนานั้น) มัน
ไม่ใชเ่ รา ของเรานี่หว่า หลงโง่อยู่ตั้งนาน คราวนมี้ ันจะเจ็บ จะป่วยก็เป็นเรื่อง
ของมัน เราไม่เอาด้วยแล้ว ท่ีสบาย สงบ เพราะไปรู้เรื่องของมันเข้าแล้ว รู้แจ้ง
เห็นจริงในเร่ืองของเวทนา ในเรื่องของขันธ์ห้าเข้าแล้ว ต่อไปใครจะแก่ เจ็บ
ตายหรือแม้แต่ตัวเราจะเจ็บ จะตายก็ไม่ทุกข์มากเหมือนก่อนแล้ว เพราะ
เห็นชัดแล้วว่า ที่แก่ๆ ตายๆ อยู่น้ี มันไม่ใช่แก่ตายจริงๆ มันแก่ตายหลอกๆ
ตายแล้วก็เกดิ ใหม่ เกดิ แล้วกแ็ ก่ตายอีก วนเวยี นซ้าซากอยอู่ ย่างนี้ ไม่มีทส่ี ้นิ สุด
เบ่ือกันหรือยัง มาเกิดๆ ตายๆ อยู่ในโลกใบนี้ อยู่ในสังสารวัฏอันยาวนานนับ
อสงไขยไม่ได้เลย ยามเจ็บป่วยก็จะได้ไม่ประมาท ยามไม่เจ็บป่วยก็จะได้มี
กาลังภาวนา
จริงๆ เวลาเจ็บป่วยน่แี หละคอื เวลาทภี่ าวนาดที ีส่ ดุ เพราะมันเห็นทุกข์
ชัดประจักษ์ใจ หลวงปู่ม่ันตอนบรรลุพระอนาคามีท่ีถ้าสาริกา จังหวัดนครนายก
ท่านก็บรรลุตอนเจบ็ ปว่ ยหนักนะ ถ้าเห็นชดั วา่ ความเจบ็ ปว่ ยไม่ใช่เรา ของเรา
มันจะวางลงได้เองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกให้วาง ดังนั้นเวลาเจ็บป่วยอย่านึก
นอ้ ยใจในโชคชะตาเลย ใหม้ องว่า เปน็ เร่ืองโชคดี โชคดีทีถ่ ือโอกาสเป็นการใช้
กรรม ใช้หนี้กันไป โชคดีท่ีสองคือ ได้เอาความเจ็บป่วยมาเป็นข้อพิจารณาว่า
ไม่ควรประมาทในการใช้ชีวติ โชคดที ่ีสามคือ จะได้รู้ว่า ที่ว่าแน่ๆ ฝกึ มาดีแล้ว
น่ันนะ ถึงเวลามันใช้งานได้จริงหรือเปล่า ถ้ายังมัววิ่งเต้น ทุกข์ร้อนไปตาม
อาการที่เจ็บป่วยอยู่นี้แสดงว่า ยังไม่ผ่าน แต่ถ้าตั้งม่ัน สงบอยู่ ไม่วุ่นวาย
เดอื ดร้อนไปตามมนั ถือว่า สติใช้ได้ แสดงว่า จิตมกี าลัง ไม่แส่ไปเอาความรอ้ น
ทางกายมาเปน็ ความร้อนทางใจ กายรุ่มรอ้ นเพราะพิษไขก้ ็ปล่อยใหม้ ันร้อนไป
ใจเราไม่แส่เข้าไปยดึ ฉวยคว้ามาใหร้ ้อน มันก็เป็นความเจ็บป่วยที่สบายๆ เป็น
ความเจ็บป่วยท่ีสงบ เยือกเย็นอยภู่ ายใน
ถ้าเราฝึกสติ ฝึกจิตจนแยกจิตออกจากขันธ์ จากเวทนา จากอารมณ์
ท้ังปวงได้เด็ดขาดวันใด เราจะเข้าใจว่า เวทนากับจิตมันแยกออกจากกันได้
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๖๙
เหมือนท่ีเราฝกึ อานาปานสติเพอื่ แยกจิตออกจากลมในเบื้องต้นน่ันแหละ เม่ือ
แยกจิตออกจากลมได้ ต่อไปก็จะแยกจิตออกจากอารมณ์ จากเวทนาได้ จะอยู่
เหนอื เวทนาอยา่ งที่หลวงป่ชู าเคยสอนไว้
ก็ขอให้พากันหมั่นเจริญสติตามแนวทางสติปัฏฐานส่ีกันให้ได้ทุกวัน
อย่าคิดว่า ตอ้ งรอวันพระ วนั โกน เอางา่ ยๆ แค่รเู้ ท่าทนั ลม รู้เท่าทันอารมณ์ไม่
ว่าดีหรือร้าย แค่นี้ก็ถือว่า ได้ปฏิบัติธรรมในระหว่างวันแล้ว ลมหายใจเข้ารู้
หายใจออกรู้ อารมณ์ยินดีเกดิ ก็ให้รู้ ยินร้ายเกดิ ก็ให้รู้ รู้เทา่ ทนั ว่า มันไม่เที่ยง
แทไ้ ปได้หรอก เด๋ยี วตอ้ งเส่อื มดบั ไปเป็นธรรมดา
เมอื่ เห็นอย่างนี้เนืองๆ จติ จะไมเ่ ข้าไปจับในอารมณ์ทง้ั สองฝ่ังท้ังดแี ละ
ร้าย ขณะท่ีรู้ขณะนั้นคือ สติ ขณะที่เห็นว่า ไม่ว่าลมหายใจหรืออารมณ์ล้วน
ไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง ขณะน้ันคือปัญญา ขณะท่ีจิตต้ังมั่นไม่หว่ันไหวไปตาม
อารมณ์เพราะรู้เท่าทันขณะนั้นคือ สมาธิ สมาธิแปลว่า ความตั้งมั่นของจิต
(ไม่ได้หมายถึงจิตรวมลงไปแบบฌาน) เม่ือประกอบด้วยความเพียร ด้วย
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอนิ ทรีย์ห้า พละห้า ทางานพร้อมเพรียง
กัน เม่ือนั้นก็จะรู้ธรรมเห็นธรรมข้ึนมาได้ แล้วจะหายสงสัยในคาสอนของ
พระพทุ ธเจ้า จะเขา้ ถึงพระรัตนตรัยอย่างแทจ้ รงิ
พระพุทธ (ผู้รู้ ผู้ต่ืน ผู้เบิกบาน) ก็อยู่ทใี่ จ พระธรรมกอ็ ยทู่ ี่ใจเพราะใจ
เป็นธรรมเสียแล้ว (พลิกโลกออกมาเป็นธรรม) พระสงฆ์ (อริยสงฆ์) ก็อยู่ท่ีใจ
คนเห็นธรรมอย่างน้อยก็เป็นอริยสงฆ์ช้ันโสดาบันแล้ว พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ ไม่ใช่อยู่ทใี่ ดอื่น อยู่ที่ใจเราน่ีเอง เม่ือเข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง
อันตรายใดๆ ก็ทาอะไรเราไมไ่ ด้อีกต่อไป ไมว่ ่าจะเป็นความเจ็บ ความป่วยหรือ
อะไรก็ตามที มันจะทาได้แต่ขันธ์ห้าที่นับวันก็เสื่อมพังอยู่ทุกขณะอยู่แล้ว
แต่สาหรับจิตเราแล้วมันจะทาอะไรไม่ได้เลยจึงขอให้พากันภาวนา ให้เข้าถึง
พระรัตนตรัยที่อยู่ภายในจิตในใจของเราน้ีเอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน อย่าได้
ประมาทกนั อยู่เลย
๑๗๐ | ปจุ ฉา - วิสัชนา เลม่ ๒
๒๒. ธรรมะยามเจ็บปว่ ย
แสดงธรรมกลุ่ม สายธารธรรม เม่อื วันท่ี ๑ มิถุนายน ๒๕๖๑
ผู้ปฏิบัติ : สัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล มีโอกาสเห็น
ผู้ป่วยร้องระงมในห้องฉุกเฉิน ในขณะถูกฉีดยาก็ต้องรู้สึกเจ็บปวด ผมสงสัย
ตรงขณะที่เข็มฉีดยาผ่านเข้าร่างกาย จิตจะปล่อยวางแบบไหนครับ หากเกิด
เวทนา ความเจ็บปวดตอนใกล้ตายและมอี ุปกรณ์เคร่ืองมือแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น
สายยางหรือเข็มที่ท่ิมแทงร่างกายตลอดเวลา จิตจะเกาะเก่ียวเวทนาอยู่
ตลอดเวลาทาได้แค่เพียงรู้และอยู่กับมัน หากสิ้นลมไปในขณะน้ันก็ลงอบาย
เตม็ ๆ ละซิครับ
กฎไตรลักษณเ์ รอื่ งความไมเ่ ท่ียงจากการภาวนาพอทราบครับ แตห่ าก
เวทนาตั้งอยู่นานก็ต้องภาวนาส้อู ยู่กบั มนั ตลอดเวลาจนปล่อยเวทนาไปเองนะ
ซคิ รบั ไดร้ ับคาตอบจากคาถามแล้วครบั คาตอบก็อยู่ในคาถามนเ่ี อง สาธุ
ท่านทรงกลด : สาธุๆ คาตอบอยู่ในคาถามแล้วคือ ปล่อยเวทนา
เวทนาก็สกั แต่เวทนา ถ้าเจริญสติท่ีถูกต้องจนแยกรูป แยกเวทนาออกจากจิต
ได้บ้างแล้ว จะเห็นว่า เวทนากเ็ วทนา หาใช่เรา ของเราแตอ่ ย่างใดไม่ ต่างคน
ตา่ งอยู่ เหมือนเรากับมือถือท่ีอยู่ตรงหนา้ นี้แหละ มันจะเปน็ ความเจบ็ ท่ีไม่เจ็บ
เป็นความป่วยท่ีไม่ป่วยคือ จิตไม่เจ็บ ไม่ป่วยตามเวทนาไปด้วยเลย ท่ีพูดน้ี
ไม่ได้พูดด้วยโวหารความจาอะไรหรอกนะ พูดจากของจริงที่ประพฤติ ปฏิบัติ
ได้ดว้ ยตัวเอง
เรื่องความเจ็บป่วยได้เคยแสดงและรวบรวมไว้ในหนังสือกว่าจะถึง
กระแสธรรมแล้ว ในหัวข้อธรรมะยามเจ็บปว่ ยใหล้ องพากนั อ่านดู เวลาคนเรา
เจ็บป่วยตอนใกล้ตาย หากจิตตอนนั้นไปจับทุกขเวทนา แน่นอนที่สุดจิตย่อม
ทุกข์ เศร้าหมอง ไปไม่ดีอย่างแน่นอน คนที่ไม่เคยปฏิบัติมาเลยจึงสอนให้
เปล่ยี นอารมณ์ เช่น ใหส้ วดมนตห์ รือฟงั เสยี งสวดมนตบ์ า้ ง จิตจะไดไ้ ปจบั เสียง
สวดมนต์แทน หรือให้นึกถึงบุญกุศลท่ีเคยสร้างไว้ แต่ก็มีไม่น้อยที่โง่เขลา พ่อ
เวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน | ๑๗๑
แมจ่ ะตายก็ไปเอาเพลงเศร้าๆ ซึ่งเปน็ เพลงโปรดของพ่อแมม่ าเปดิ ใหฟ้ ัง แม้จะ
เคยทาบญุ อะไรมามากมาย จติ จะไปจับอารมณ์เศร้าที่เกิดจากการฟงั เพลงน้ัน
บางคนบอกวา่ เป็นความเศร้าท่ีแสนสุข นี่คือ หลง หลงมากๆ หรือบางคนพอ
แม่พอ่ จะตายก็จงู ลูก จงู หลานเขา้ มาเตม็ ห้อง หวังให้พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายเห็น
หน้าเป็นคร้ังสุดท้าย แทนที่พวกเขาจะไปดีกลับเกิดความเป็นห่วงลูกหลาน
หมดลมหายใจในขณะทีจ่ ติ หวงหว่ งนนั่ จึงไปเกิดเป็นหมู หมา จิ้กจก ตุ๊กแกอยู่
ในบ้านนน่ั เอง น่ีคือ ความไมร่ ขู้ องคนทางโลก
พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ภพ ชาติของคนที่ยังไม่บรรลุธรรมมีที่ไปไม่
แน่นอน บางทีก่อนตายกรรมไม่ดีที่เคยทาไว้ส่งผลเป็นภาพขึ้นมา จิตก็ไปจับ
ภาพนน้ั ก็ไปอบายอีก ดังท่ีเจ้าของคาถามพบคาตอบในคาถามน่ันแหละ ก่อน
ตายจิตจับอะไรก็เป็นอันนั้น ถ้าจิตปล่อยเวทนาได้ก็ไปดี คนปฏิบัติที่เจริญสติ
เป็นบางทีก็บรรลุธรรมในขณะจิตน่ันเอง ท่ีหลวงปู่ดูลย์เรียกว่า ตกกระได
พลอยโจนน่ันแหละ ถ้าขณะตายจิตจับบุญกุศลก็ไปดีเพราะอุปาทานทาให้
เกิดภพ ชาติ ถ้าปล่อยเวทนาแล้ว ปล่อยขันธ์ได้ขาดในขณะน้ันก็บรรลุธรรม
บางคนภาวนาแบบพุทโธ แบบเพ่ง แบบฌาน สามารถเขา้ ฌานได้ไมย่ าก ก่อน
ตายกห็ นีไปอยใู่ นฌานก็ไปเกดิ เปน็ พรหม
มีกรณีพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ พวกท่ีเข้าฌานแบบว่าง ไม่มีรูปและ
เข้าใจวา่ ตนเองบรรลุอรหตั ผล ซ่ึงแม้จะเข้าใจผิดแตเ่ พราะจิตอยใู่ นฌานจึงไป
เกิดเปน็ พรหมเรยี กวา่ พรหมลูกฟกั น่นั เอง ซงึ่ คนละเร่อื งกับพวกปถุ ุชนที่เขา้ ใจ
ผิด คิดไปเองโดยไม่ได้ลงมือทาอะไร ไม่เจริญสมถภาวนา ฌานอะไรก็ไม่ได้
แล้วเข้าใจว่า ตนเองบรรลุอรหัตผล ถ้าขณะตายจิตหลงอยู่ในความเข้าใจน้ี
อยา่ งนีต้ ายด้วยโมหะย่อมมที ีไ่ ปคือ อบาย
ถา้ เราฝึกสติดว้ ยดเี ราจะไม่หลง ไม่ต้องกลวั ว่า ปฏิบัติธรรมแล้วจะไป
อบายด้วยความหลง ถ้ามสี ติจะไม่หลง ขอให้เข้าใจ เพราะสติก็คือ “รู้” จิตอยู่
กบั รูแ้ ลว้ จิตก็เปน็ กลาง คนที่รเู้ ห็นธรรมเขาจะรู้ของเขาเอง วจิ กิ ิจฉาถูกทาลาย
ในขณะจิตทรี่ ้เู ห็น ไม่ต้องมใี ครมาบอกหรอื รอให้ใครมาพยากรณ์
๑๗๒ | ปุจฉา - วสิ ัชนา เล่ม ๒
พระสารีบุตรก่อนละสังขารกลับบ้านไปสอนมารดา มารดาบรรลุ
โสดาบัน มารดาของท่านก็รู้ขึ้นมาและต่อว่าพระสารีบุตรว่า ทาไมลูกถึงเพ่ิง
เอาธรรมวิเศษมาให้แม่ พระสารีบุตรเองท่านไม่มีญาณอะไรหรอก พอฟัง
มารดาพูด ท่านมีปัญญาก็รู้ว่า มารดาบรรลุโสดาบันแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าก็
รับรองว่า มารดาของพระสารีบตุ รบรรลุโสดาบันจริง
ถา้ เราเดินมรรคถูก ปฏบิ ตั ิถูก องิ สติตลอดทางและไม่หลงว่า ตนบรรลุ
โสดาบัน บรรลุอรหนั ต์ อย่างน้ปี ลอดภัย เหมอื นเราเดินทางกลบั บ้านท่จี ากมา
นาน กลบั ถงึ บ้านกจ็ ะรู้เองวา่ ถึงบา้ นหรอื ยงั แตบ่ างคนไปเขา้ ใจว่า เพงิ ข้างทาง
คือ บา้ น แม้มีคนมาบอกก็ไมเ่ ชอื่ หลงว่าเพิงคอื บ้าน เขาก็นอนเกิดนอนตายอยู่
ท่ีเพงิ น่นั แหละแล้วจะโทษใครได้ มีคนเปน็ อนั มากท่เี ข้าใจเช่นน้ัน เช่น หลงเอา
ความรู้ ความเข้าใจว่า พบใจ พบธรรมแล้ว จึงไม่ต้องทาอะไรแล้วรอวันดับ
ขนั ธ์ อนั นี้แหละคือ หลง
มคี นเคยไปถามหลวงปู่ชาวา่ เขาบอกวา่ พระรูปนนั้ เป็นโสดาบนั ทา่ น
บอก “ไม่แน่” คนนั้นเป็นพระสกทาคามี ท่านก็ว่า “ไม่แน่” พระรูปนั้นเป็น
พระอนาคามี ท่านก็ว่า “ย่ิงไม่แน่” พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ชาก็
บอกวา่ “โอ้ ! ยิ่งไมแ่ นม่ ากทส่ี ดุ ” อ่านตอนไมร่ ้วู ่าอะไรเป็นอะไรก็งงอยู่ พอมา
รู้เห็นธรรมขึ้นจึงเข้าใจว่า ท่ีจริงหลวงปู่ชาหมายความว่า พระโสดาบันน้ีเห็น
ความไม่แน่ เห็นอนิจจังในขนั ธ์ห้า อารมณบ์ ้างแล้ว เห็นแล้วว่า อารมณท์ ้ังปวง
ไม่ใช่ตวั ตนเพราะเกิดดับไม่เหลอื อะไร หาสาระไม่ได้ พระสกทาคามีกเ็ ห็นมาก
ขึ้น พระอนาคามีเห็นตลอด ส่วนพระอรหันต์นอกจากเห็นแล้ว ผู้รู้ (วิญญาณ
ขนั ธ)์ กย็ งั ไมแ่ น่คือ อนจิ จัง สดุ ท้าย... ไม่มอี ะไรแน่ ดับหมด ไมม่ ีอะไรจะพงึ ยึด
หมายได้ ว่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไร พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี
พระอรหันต์ ไมพ่ ึงยึด พงึ หมาย ธรรมท้ังปวงไม่ควรยดึ มั่น หมายมั่น ทิ้งธรรม
จงึ จะถงึ นพิ พานดจุ ท้ิงแพหรอื เรอื ท่ีใชข้ า้ มฝงั่ นน่ั เอง
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๗๓
๒๓. ประสบการณธ์ รรม : การเจรญิ เวทนานุปสั สนาสติปฏั ฐาน
กลุม่ สายธารธรรม วันท่ี ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๑
การปฏิบตั เิ มอ่ื เกดิ โทสะ
ผ้ปู ฏบิ ัติ : เวลาโทสะกาเริบเพราะไม่ไดด้ ั่งใจในส่งิ ที่อยากไดม้ ากๆ น้ัน
ไม่สามารถท่ีจะระงับอารมณ์น้ันๆ ได้เลย ถึงจะพยายามหยุดคิดก็ไม่สามารถ
ทาได้ แถมจิตมันไม่ยอมรับธรรมเลย ต้องได้ระบายโทสะออกด้วยการด่าทอ
ตระโกนดังๆ และใส่อารมณก์ ับสิ่งของพักใหญ่ถึงจะระบายได้ และก็มาสานึก
ผิดภายหลัง แต่พอสักพักจิตมันก็หวนคิดและปรุงจนมีโทสะและทาให้มีทุกข์
อีก มองไม่เห็นอุปาทานและการยึดมน่ั เลย น่ีแปลวา่ ผมปฏิบัติไม่ดเี ลยใช่ไหม
ครับ รู้ว่าต้องเพียรอดกลั้นแต่ก็อดกลั้นในเร่ืองที่อยากได้ ไม่ได้เลยเพราะสติ
ไม่มี
ท่านทรงกลด : ไมเ่ ป็นไร ยงั ไม่ถึงขนาดล่วงละเมิดทาผิดศีลขอ้ ๑ คน
ละโทสะไดค้ ือ พระอนาคามี เมื่อสติเรายังไม่ดกี ็จงนอ้ มให้เห็นโทษของมัน เห็น
ไหม พอโทสะดับ เราต้องมาน่ังเสียใจกับมันแค่ไหน ให้จิตมันจดจาเรียนรู้ไป
กอ่ น ให้ตม้ น้ารอ้ น รินใส่แกว้ เอามือจับไว้ อยา่ ปลอ่ ยนะ จนมอื พองแล้วปลอ่ ย
แล้วน้อมเข้ามาท่ีใจ ให้เห็นว่า เมื่อใจมีโทสะมันร้อนแบบนี้น่ีเอง (จริงๆ ร้อน
กว่าเป็นร้อยเท่า แต่เราไม่เห็นมันเอง) พอมันเรียนรู้แล้ว ต่อไปมีโทสะมันจะ
ระวงั สารวมใจขึ้นมา ตรงที่ใจมันสารวม ตรงนน้ั จะมสี ตนิ ้อยๆ เกิดข้ึน คอื ใจ
จะหดตัวเข้าเรียกว่า สารวม ขณะเดียวกันก็ขอให้ปฏิบัติตามแนวทางที่ให้ไว้
รักษาความเพียร ไม่นานก็จะพอรู้ทันโทสะได้บ้าง แล้วโทสะก็จะเบาลงเอง
อน่ึง ถ้าเป็นคนท่ีฝึกสติมาดี จะเห็นโทสะเกิดแล้วดับลงทันทีโดย “ไม่ต้องทา
อะไร” เพียงแค่ “รเู้ ท่าทนั ” เทา่ น้นั เอง
๑๗๔ | ปจุ ฉา - วสิ ชั นา เลม่ ๒
กลุ่มสายธารธรรม วนั ที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๑
เม่อื มีสติจะเหน็ กระบวนการท้างานของจติ
ผู้ปฏบิ ตั ิ : กราบท่านอาจารย์ค่ะ ก่อนหนา้ น้ี ทราบจากการอา่ นวา่ ถ้า
มีสติจนแยกกาย แยกจิตได้จะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ ก็เป็นแต่เพียงความ
เข้าใจค่ะ เม่อื วานน้ีกินอาหารเผ็ดสะสมก็กินตอ่ ๆ จนเผด็ มาก แสบล้ิน จ๊ีดไปที่
สมองเลยค่ะ ตอนเผ็ดมาก แรกๆ สติยังไม่ทัน กายใจทุรนทุราย เป็นทุกข์อยู่
ครู่หนึ่ง พอต้ังสติได้... ใช้คานี้เพราะคิดว่า ได้พยายามต้ังสติขึ้นมาให้มีความ
รสู้ ึกตัวมากขึ้น พอตงั้ สติใหม้ ีสติต้งั มนั่ ข้ึนมาอีกหน่อย ก็เห็นทุกขเวทนาชัดขึ้น
เรอ่ื ยๆ จนเห็นมันตงั้ อยู่ ๆ ๆ
พอเห็นสักครู่... ความรู้สึกเผ็ด ทรมาน ความจี๊ด ก็ห่างออกไป... แต่
ยังเห็นมันเกิดอยู่ ๆๆ เป็นระลอกๆ เพียงแต่ใจไม่ทรมานไปกับความรู้สึกเผ็ด
รอ้ นแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังอยู่นะคะ กด็ ูมันไปจนมันหายไปเองคะ่ คราวน้ี
ไม่ทรมาน ไม่รีบหานา้ ด่ืมเหมือนเม่อื กอ่ น
การฝึกสติที่ทาให้มีประสบการณ์ต่างๆ ทาให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตาน้ี รู้สึกว่าเหมือนคนหัดข่ีจักรยานค่ะ ยังมีการกระทาอยู่ ยังไม่เป็น
ธรรมชาติ เห็นว่า... สติมีการต้ังรู้เอง พอมีสติดี ก็เห็นชัดขึ้นว่า กายกับจิต
แยกกันได้ ตอนน้ีมีสติได้เองบ่อยข้ึน สติต่ืนตัวอยู่นานข้ึน เวลามีสติจะมี
ความสงบใจมาก ตอนสติมาจะมาอย่างนุ่มนวลข้ึน ไมพ่ ร่ึบพรั่บมาแบบแข็งๆ
เหมือนเม่ือก่อน สติเมื่อก่อนตอนขาดสติเหมือนคนลืมของ พอมีสติข้ึนมาก็
เหมอื นตอนทน่ี ึกได้วา่ ลมื ของ
อีกเรื่องหนึ่งคือ สุขเวทนา เมื่อก่อนจะหลงเหม่อเผลอเพลินไปกับ
ความสุข ความสบายใจ ความสนุก ความต่ืนเต้น ความพอใจ แต่ไม่มีสติ
ไม่รู้ตัวในขณะมีสุขเวทนา พอมาทาตามแนวที่อาจารย์สอน มีสติในการ
รับประทานอาหาร ดมื่ น้า มสี ติขณะยนื เดิน นั่ง ทาให้เห็นสขุ เวทนาไดม้ ากข้ึน
เห็นมันเกิดข้ึน ต้ังอยู่และดับวูบไปๆ แรกๆ เห็นจะตื่นเต้น แต่พอเห็นหลายๆ
ครัง้ กช็ นิ จะเหน็ เป็นแค่กระบวนการทางานแต่ไม่เข้าไปยุ่งเกย่ี ว ครอบงา
เวทนานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๗๕
มีคร้ังหน่ึงขับรถอยู่ พอเลี้ยวรถมาอีกด้านก็เห็นขอบฟ้าและท้องฟ้า
ข้างหน้าไกลๆ ตรงหน้า กาลังเกิดฝนตกหนักเป็นหย่อมๆ และฝนไม่ตกเป็น
หย่อมๆ ตรงที่ฝนตกเห็นท้องฟ้าเป็นเส้นสายฝนสีน้าเงินขุ่นเป็นทางจาก
ท้องฟ้าลงมา บางช่วงท่ีฝนไม่ตกก็เห็นเป็นช่องว่างของท้องฟ้ามีสีขาวสว่าง
มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เห็นแล้วตื่นเต้น ขณะเห็นและรู้สึกต่ืนเต้น
รู้สึกได้ถึงกระบวนการตาเห็นรูป แล้วเกิดความรู้สึก (เวทนา) มากระทบที่ใจ
ขณะที่ความรู้สึกมากระทบถึงใจ รับรู้ได้ว่ามันมีการสัมผัสถึงใจเกิดข้ึนก่อน
แล้วจึงเห็นกระบวนการความรู้สึกตื่นเต้นเกิดขึ้น ต้ังอยู่แล้วดับไป ขณะที่เห็น
กระบวนการ ไม่ทราบว่าสติมาจากไหนและมาได้พอดี ให้ได้เห็นอนิจจัง
ทุกขัง อนตั ตา ค่ะอาจารย์
ทา่ นทรงกลด : สาธุ ๆ ๆ เมื่อมปี ัญญาก็จะมสี ติ เมื่อมีสตกิ ็จะมีปญั ญา
อย่างนี้แหละ ให้อยู่กับสติปัญญาแบบน้ี รูเ้ ท่าทันอารมณ์แบบนี้ วันหน่ึงมรรค
จะสมังคี เห็นแจ้งในธรรม พบจติ พบธรรม จติ จะขา้ มโคตรจากปุถชุ นส่อู รยิ ชน
ในชาติปัจจบุ นั น้ีแหละ สาธุๆ นะ
กลุ่มสายธารธรรม วนั ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑
เอาสติมารู้เท่าทันเวทนา
ผู้ปฏิบัติ : วันน้ีไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย พบว่ามีก้อนเน้ือโต
เร็วมากผิดปกติท่ีรังไข่ ต้องผ่าตัดด่วน รู้สึกเลยว่าความกลัวตายเพราะกลัว
โรคมะเร็งมันเกิดขึ้นฉับพลัน และรสู้ ึกทุกข์ กังวล แต่ขณะที่ทา CT Scan นั้น
ต้องนอนน่ิงๆ ก็จะทาอานาปานสติ ไปด้วย รู้สึกเลยว่าตอนฉีดสีเข้าไปกังวล
มาก รู้เลยเพราะจติ ไปจับกับอารมณ์กลัว แต่พอมสี ติก็อานาปานสติต่อ แปลก
นะคะทา่ น ตอนนี้รู้สึกกังวลและเครียด แต่มนั กลับไม่มากเท่าทุกๆ ครั้ง ได้ฟัง
ไฟล์เสียงท่านครบแล้วตอนขับรถและพิจารณาไปด้วย มันเบาและสว่างใจ
กราบขอบคณุ มากนะคะ
๑๗๖ | ปุจฉา - วสิ ชั นา เล่ม ๒
ท่านทรงกลด : สาธุๆ ๆ ขออนุโมทนาที่เอาสติมารู้เท่าทันเวทนานะ
เห็นไหมพอมีสติ ความกังวลความเครียด อันเป็นเวทนาก็ล่าถอยออกไป
สมกับเป็นนักปฏิบัติภาวนาท่ีเวลามีทุกข์ สู้มันด้วยสติ ไม่ตีโพยตีพายเหมือน
ชาวโลกเขา นี่แหละลูกพระพุทธเจ้าท่ีแท้จริง อยู่ตรงนี้ ขอให้ปลอดภัยจาก
โรคภัยไข้เจบ็ ทั้งปวงนะ สาธๆุ ๆ
กลุม่ สายธารธรรม วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑
ให้เฝา้ ดอู ารมณอ์ ยเู่ งยี บๆ
ผู้ปฏิบัติ : พ่ีสาวเป็นคนเห็นแก่ตัวสูง บางครั้งวางใจได้ คุยกับเขาได้
บางครั้งใจที่วางได้กลับวางไม่ได้อีก จิตกลับกลอกไปมา จะเจริญอะไรดีคะ
หรือเมตตาออ่ นไป ช่วงน้ีใช้วิธหี ลบไม่เผิชญหน้า หรือเจอก็ไมอ่ ยากพูดกับเขา
คะ่ เมตตาชี้แนะดว้ ยคะ่ กับอกี เรอ่ื งหน่ึงไปซื้อก๋วยเต๋ยี ว แล้วเจา้ ของร้านว่าให้
อาย แตเ่ ฉย ไม่โกรธ ยังคดิ ไปซอ้ื เขาอกี คนอนื่ บอกไม่ตอ้ งไปอุดหนนุ แล้ว
ท่านทรงกลด : เรื่องพ่ีสาวกับร้านก๋วยเต๋ียว เป็นเพราะสติยังฝึกได้ไม่
ดีพอ ถ้าดีจริงจะไม่หนีเขา จะเอาเขามาเป็นครูสอนใจ เวลาเจอพี่สาวให้ดู
อารมณ์ไม่ยินดีท่ีเกิดข้ึนแทนพ่ีสาว ให้เห็นจริงๆ แล้วหยุดแค่เห็น ไม่ต้องปรุง
แต่งต่อ ทานองเดียวกันท่ีร้านก๋วยเตี๋ยว ให้ไปอีก ให้เขาว่า แล้วดูให้เห็น
อารมณ์ยินรา้ ยทเ่ี กิด ให้รู้สึกตัว ให้รู้เท่าทันอารมณท์ เี่ กิด ไม่เข้าไปยุ่งกบั มนั ไม่
ยงุ่ กบั พสี่ าว ไมย่ ุ่งกับเจ้าของร้านก๋วยเตย๋ี ว ให้เฝ้าดูอารมณ์อยู่เงียบๆ เม่ือเห็น
อารมณ์จะไม่หลงอารมณ์ เม่ือทาดังน้ีได้เนืองๆ สติจะดีขึ้น ต่อไปพี่สาวและ
เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวก็จะไม่มีอิทธิพลต่อจิตใจเราอีกต่อไป ลองนาไปปฏิบัติ
ดูนะ
ผปู้ ฏบิ ัติ : สติยงั อ่อนตอ้ งกลับมาอา่ นทวนบอ่ ยๆ คะ่
ท่านทรงกลด : อา่ นแลว้ เอาไปใช้ดว้ ย ไมใ่ ชอ่ า่ นอย่างเดยี วนะ สาธๆุ
เวทนานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน | ๑๗๗
กลมุ่ สายธารธรรม วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๑
ถ้าเหน็ จะไมเ่ ป็น
ผู้ปฏิบัติ : อ่านข้อธรรมในหนังสือธรรมะจากใจ หัวข้อ หนีจะไม่พบ
ผู้พบจะไม่หนี ความว่า ปกติเวลาเราพบใครไม่ถูกใจ อยู่ด้วยแล้วไม่สบายใจ
เราก็หนี ไม่อยากพบ ไม่อยากคุยด้วย ซ่ึงชาวโลกๆ เขาก็จะทากันแบบน้ี แต่
ในทางธรรมเม่ือพบใครไม่ถูกใจ ท่านสอนให้เฝ้าดูอารมณ์ไม่ถูกใจที่เกิดว่ามัน
เกิดขึ้น ต้ังอยู่ ดับไปอย่างไร เมื่อเฝ้าดอู ย่างน้ีเนืองๆ ก็จะเห็นความไม่มีสาระ
ทั้งอารมณ์ที่ไม่ถูกใจและคนที่ไม่ถูกใจ จิตก็จะผละออกมาตั้งม่ันจะพบจิต
พบธรรม เม่อื หนกี จ็ ะไม่พบ เม่อื ไมห่ นจี งึ จะพบ
อา่ นแล้วเกิดความไม่แน่ใจว่า การดูอารมณ์ต่างๆ เป็นการส่งจิตออก
นอกหรือเปล่าคะ เมื่อกี้พอส่งคาถามเสร็จก็ลองพิจารณาดู ก็มีคาตอบว่า ถ้า
การเข้าไปดูอารมณ์นั้นประกอบด้วยสติ ความร้สู กึ ตวั ก็ไม่ใชก่ ารสง่ จติ ออกนอก
ถกู ตอ้ งไหมคะ
ท่านทรงกลด : สาธุ ถูกต้องแล้ว ถ้าเห็นจะไมเ่ ปน็ เมื่อไม่เปน็ จติ ก็ไม่
เข้าไปในอารมณ์คือ ไม่เสวยอารมณ์ จิตจะอยู่กับท่ี รู้อยู่กับท่ี อยู่กับความ
ร้สู ึกตัว น่ีแหละ จึงเรียกว่า จติ ไม่สง่ ออกนอก
กลุ่มสายธารธรรม วนั ท่ี ๙ กนั ยายน ๒๕๖๑
ปฏบิ ัตติ รงต่อมรรค
ผู้ปฏิบัติ : ขณะท่ีเดินจงกรมพิจารณากายจะมีความคิด สัญญาผุด
ข้ึนมาเป็นบางครั้ง ก็ดูไปพร้อมพิจารณากายต่อไป เห็นความคิด สัญญาน้ัน
ดับลง ไม่เท่ียง เม่ือพิจารณากายแล้ว ต่อด้วยเดินมีสติ ไม่ภาวนาใดๆ ขณะท่ี
เดินเห็นกายก้าวเดินไป ลมหายใจเข้า ออก จิตสงบ แล้วมีสัญญาผุดขึ้นมา มี
เสียงบอกว่า จิตส่งออกนอก ดูไป สัญญาน้ันก็ดับลง ก็มีเสียงบอกว่า ไม่เท่ียง
มีเกิด มดี บั บางครง้ั มคี วามคิดผดุ ขึ้นมา กม็ ีเสียงบอกว่า จติ ไหลไปคดิ ดูไป จิต
๑๗๘ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เลม่ ๒
ก็หยุดคิด มเี สียงบอกเห็นมั้ย ไม่เท่ียง บางขณะจติ ก็สงบเย็น แล้วก็สลับไปมา
เปน็ ระยะๆ บางช่วงก็แผเ่ มตตา กด็ ไู ป เป็นแบบนต้ี ลอดการเดินจงกรมคะ่
แลว้ ต่อดว้ ยการน่ังสมาธติ ามแบบที่ท่านอาจารยส์ อน จติ สงบเร็ว สงบ
ไดช้ ั่วครู่ จิตก็พจิ ารณาการเกดิ ดับของความคิด ความจาที่ผุดขน้ึ มาเป็นระยะๆ
สลับกันไป บางคร้ังก็มีความสงบ น่ิง เย็น ไม่นานก็มีความคิดปรุงแต่งข้ึน แต่
รู้ตัวและพิจารณาเห็นไม่เที่ยง บางขณะตกภวังค์ก็รู้ตัวค่ะ บางครั้งก็มีการแผ่
เมตตา อุทศิ บุญเปน็ ระยะ ซง่ึ เกดิ ขน้ึ เอง สลบั ไปมาตลอดการน่ังสมาธิ
เม่ือออกจากสมาธิแล้วรู้สึกสงบ สุขค่ะ ในระหว่างวันก็มีสติเพิ่มข้ึน
บางคร้ังมีความรสู้ กึ ไมส่ บายใจ กลวั กังวลเกิดขึ้น ก็พิจารณาอารมณ์นนั้ สกั ครู่
ก็ดับ ก็พิจารณาไม่เท่ียง มีเกิด มีดับ แต่สิ่งหน่ึงที่เห็นคือ เห็นกาย อารมณ์
ความคิด ต่างทางานกนั ไปคนละสว่ น จิตเป็นผดู้ ู พจิ ารณา บางครัง้ ก็ยงั มจี ิตไป
จับอารมณต์ ่างๆ เหลา่ นน้ั ทาให้ทุกข์คะ่ แตเ่ มือ่ มีสตจิ ิตก็ผละออกมาค่ะ
ท่านทรงกลด : สาธุ ถูกทางแล้ว ถูกมรรคแล้ว ความไม่สบายใจ
ความกังวลตา่ งๆ ยอ่ มมีเป็นปกติธรรมดาของมันอยอู่ ยา่ งนนั้ มาแล้วกไ็ ป เกิด
แล้วเสื่อมดับ หน้าที่เราก็คือ ให้รเู้ ทา่ ทัน ไม่หลงเข้าไปอินหรือเสวยอารมณ์คือ
ความไม่สบายใจ กังวลต่างๆ ดังท่ีลงข้อธรรมไปเมื่อเช้าว่า การพ้นทุกข์ใน
ความหมายของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หมายถึงเปลย่ี นทกุ ข์เปน็ สขุ แบบโลกๆ ไม่ใช่
แบบหิวข้าว แล้วไปหาอาหารอร่อยกิน แล้วสุข แล้วบอกว่าพ้นทุกข์แล้ว
อนั น้ัน มันแค่ทุกข์ดับไปช่ัวขณะ ประเด๋ียวก็ทุกข์ใหม่คือ หิวใหม่อีกแล้ว การ
พ้นทุกข์ก็คือ อยู่กับทุกข์แบบรู้เท่าทัน แล้วต่างคนต่างอยู่ ทุกข์ก็มาไม่ถึงจิต
ถึงใจเท่าน้ันเอง รู้อยู่แต่ไม่ทุกข์ ไม่เออออไปกับมัน ไม่หลงวิ่งตามมันเหมือน
เม่อื ก่อน
ตรงท่ีบอกว่า “เม่ือมีสติ แล้วจิตก็ผละออกมา” น่ีคือตรงมรรคอย่าง
ท่ีสุด ขอโมทนาตรงน้ีด้วย มันจะเป็นอย่างนี้ไปก่อน เรียกว่า อยู่ระหว่างการ
เดินมรรค เม่ือรู้สึกตัว ผละออกมาบ่อยๆ สติ จิตก็จะมีกาลังขึ้นๆ ๆ เรียกว่า
อินทรีย์หรือพละมันกล้าข้ึน อย่างที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ วันหน่ึงมันจะผละ
เวทนานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน | ๑๗๙
ออกมาแบบเด็ดขาด ตรงน้ันคือ จิตต้ังมั่นเป็นสัมมาสมาธิในมรรคมีองค์แปด
แลว้ ตรงนั้นแหละจะเกิดดวงตาเห็นธรรม การบรรลุธรรมเร่มิ ที่ตรงนั้น พอถึง
ตรงนั้นมรรคก็จะกลายเปน็ โลกุตรมรรค มันจะเดนิ ตรงต่อพระนิพพานไม่มีท่ี
จติ จะหวนกลับสโู่ ลกอีกเลย ยิ่งใกล้พระนิพพานมากเท่าใดคือ ภูมจิ ิต ภูมิธรรม
ขยับขึ้นตามลาดับ สติอัตโนมัติจะมากขึ้นๆ เอง จนจิตเป็นสมาธิของมันเอง
ตลอดเวลา เรียกว่า จิตไม่เคลื่อน ไม่ส่งออกนอก พอถึงอรหัตผลก็จบกิจ
ตรงนั้น แม้จะยังอีกไกลสาหรับพวกเรา แต่ก็แสดงไว้ก่อนล่วงหน้า พอถึง
อรหตั ผลก็จบกิจ ไม่มกี ิจใดต้องทาอีก หมดอาสวกิเลส หมดการขวนขวาย อยู่
ครองธาตุขันธ์เพ่ือประโยชน์ของโลกเท่าที่ได้ เมื่อถึงอรหัตผลจะไม่มีการ
ย้อนกลับไปกลับมาอีก ไม่มีการย้อนกลับมาเป็นอนาคามีอีก ไม่ย้อนแบบรถ
ไหลไปไหลมา ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าจบกิจได้อย่างไร จบแล้วจบเลย ถ้าย้อน
มา แสดงว่ายังจบไม่จริง ถูกอวิชชาหลอกว่าสาเร็จอรหัตผลเสียแล้ว
พระพทุ ธเจา้ ก็ไม่เคยสอนวา่ จบกิจแลว้ มกี ารยอ้ นกลับมาเปน็ พระอนาคามอี ีก
ลองไปถามครูบาอาจารย์ที่สาเร็จจริงเถิดว่า เมื่อจบกิจบรรลุอรหัตผลแล้วมี
การย้อนกลับมาอีกหรอื ไม่ หรอื คนท่ีมีปัญญาอยู่บา้ ง กพ็ อจะตอบปญั หานไ้ี ด้
สาหรับท่านที่ถามมาน้ีก็ถือว่า มีความก้าวหน้าเดินตรงต่อมรรคน่า
โมทนาย่งิ นัก ถ้าทาถกู ทางจะเป็นแบบนแี้ หละ จะเห็นกาย ความคดิ ความรู้สกึ
นกึ คิดหรืออารมณ์ต่างๆ ต่างคนต่างทางานไป ท่านจึงบอกว่า กายก็สักแต่ว่า
กาย เวทนา สัญญา สังขาร (ความคดิ ปรงุ แต่ง) หรอื วิญญาณ (ตัวรบั รู้) ก็สักแต่
ว่า มันต่างคนต่างทาหน้าท่ีไปเท่าน้ันเอง เมื่อเห็นความจริงดังน้ี เรื่องการ
ปล่อยวางก็จะตามมาเอง เม่ือใดท่ีรเู้ ห็นตามจรงิ เม่ือนัน้ กป็ ลอ่ ยวางของมันเอง
ดงั ทเี่ คยลงข้อธรรมไปหลายปีก่อนวา่ การปลอ่ ยวางเปน็ เพียงผล การมสี ติร้เู ท่า
ทันอารมณ์ต่างๆ ต่างหากคือ มรรค ถ้าไปเอาการปล่อยวางมาเป็นมรรค คือ
เห็นอะไรก็ปล่อยๆ ก็จะไม่มีผล หน้าท่ีเราก็คือให้มีสติ มีความรู้สึกกลางๆ
ร้สู ึกตัว รู้เท่าทนั อารมณ์ ถา้ รู้เท่าตามจริงจิตจะผละออกมาเองดังคนท่ีถามมา
น่ันแหละ เห็นไหม จิตที่ผละออกมา ผละออกเพราะอะไร “เม่ือมีสติ ก็ผละ
ออกมา” สติน้ันคือ มรรค ตรงทผ่ี ละออกมาคือ ผล การปฏิบัติเอาแค่นี้แหละ
๑๘๐ | ปจุ ฉา - วิสชั นา เล่ม ๒
ไม่ต้องไปน่ังคิดวิเคราะห์แยกแยะว่าอะไรเป็นอะไรให้ปวดหัว วุ่นวาย
เอาเท่าท่ีคนถามมาทานี่ก็ไปได้แล้ว ยิ่งแยกแยะวิเคราะห์ ก็ย่ิงเต็มไปด้วย
ความคิดปรุงแต่ง เลยกลายเป็น “ความคิดปิดความเห็น” ก็น่าอนุโมทนากับ
หลายๆ ท่านในพรรษาน้ี (พ.ศ. ๒๕๖๑) ท่ีจิตตรงต่อมรรคมากขึ้น เพ่ิมข้นึ จาก
เดมิ เม่อื พบมรรคคอื สติแล้วกอ็ ยู่กบั มรรค อย่าไปแสวงหามรรคอ่นื ทางอืน่ อีก
เลย อย่าให้มารมันชักพาไปเหมือนบางคน จะเสียเวลา เสียทีที่เกิดมาพบ
พระพทุ ธศาสนา สดุ ท้ายกต็ ายแบบโมฆบุรษุ
กลุ่มสายธารธรรม วันท่ี ๒๖ กนั ยายน ๒๕๖๑
วธิ ีพจิ ารณาความดับไปของความคดิ
ผู้ปฏิบัติ : กราบขอความเมตตาให้ท่านช่วยขยายความและช้ีแนะใน
เร่อื งการพจิ ารณาการดับไปของความคิดดว้ ยอนจิ จงั ค่ะ ตามปกติความคิดเป็น
สิ่งที่เกิดข้ึนนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน เท่าท่ีสามารถตามสังเกตได้ทันบ้าง ไม่ทัน
บา้ งคือ ใหร้ ู้ตัวเม่ือความคิดเกดิ ขนึ้ ตามดูรคู้ วามคดิ นัน้ แตต่ อนความคดิ ดับไป
ยงั สังเกตไม่ทันนะค่ะ มารู้ตวั อกี ทมี ีความคดิ ใหมข่ ้ึนมาแทน ตรงจุดท่ีความคิด
มนั ดบั ไปนนั้ เปน็ จุดเดยี วกนั กับจดุ ที่คดิ ใหม่ผุดข้ึนมาในใจหรอื เปล่าคะ
ท่านทรงกลด : ปกติปุถุชนเม่ือความคิดเก่าดับไป ความคิดใหม่ก็จะ
เกิดเสมอ แทบในขณะจิตเดียวกัน
ผู้ปฏิบัติ : การพิจารณาอนิจจังในความคิดนั้นหมายถึง การเห็นว่า
ความคิดเรื่องใดเรื่องหน่ึงมันจะเกิดขึ้นมาและดารงอยู่สักพักแล้วมันก็จะจาง
คลาย หายไปไม่สามารถควบคุมได้ และมีการเปล่ียนเรื่องใหม่เข้ามา ใช่หรือ
เปล่าคะ
ท่านทรงกลด : ใช่
ผู้ปฏิบัติ : การที่ตัวเราบอกกับตนเองว่า มันเป็นการคิดท่ีไม่มี
ประโยชน์ควรเลิกคดิ หรือเป็นประโยชน์ควรต้ังใจลงมือทาให้สาเรจ็ ตรงนี้มัน
เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนความคิดท่ีควรตามรู้ไปตามความจริงท่ีเกิดข้ึนในใจ
เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน | ๑๘๑