ผลการใชร้ ปู แบบการสอนตามแนวคดิ ทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ซึมรว่ มกับสือ่ เทคโนโลยเี สมอื นจรงิ
(Augmented Reality) ที่มตี อ่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สาระเศรษฐศาสตร์
ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4
นางสาวดวงพร จอมคำสงิ ห์ รหสั นกั ศึกษา 603050020-0
นายชยั ณรงค์ พดุ จบี รหสั นกั ศกึ ษา 603050207-4
นางสาวกลุ ธดิ า อรัญเพ่ิม รหัสนกั ศึกษา 603050384-2
นกั ศึกษาช้ันปที ่ี 3 สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา
อาจารยท์ ี่ปรึกษา
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. จตุภูมิ เขตจัตุรัส
รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตุงคะสมติ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยจ์ รรยา บุญมีประเสริฐ
รองศาสตราจารยเ์ พชรรตั น์ จงนิมติ รสถาพร
อาจารยณ์ ฐมน สธุ นเกียรตกิ านต์
การวจิ ยั ครงั้ นี้เป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา ED003003 การวจิ ยั ในชั้นเรียนเพ่อื พฒั นาการเรียนรู้
และรายวิชา ED193004 การวิจัยนวัตกรรมทางสังคมศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น
ปกี ารศึกษา 2562
THE EFFECT OF STUDIES BASED ON CONSTRUCTIVISM THEORY
WITH AUGMENTED REALITY ON ANALYTICAL THINKING SKILL
IN ECONOMIC SUBJECT OF GRADE 4 STUDENTS
MISS DUANGPORN JOMKUMSING 603050020-0
MR. CHAINARONG PHUTJEEP 603050207-4
MISS KUNTHIDA ARANPHOEM 603050384-2
ADVISOR
ASST. PROF. Dr. JATUPHUM KETCHATTURAT
ASSOC. PROF. Dr. ANGKANA TUNGKASAMIT
ASST. PROF. JANYA BOONMEEPRASERT
ASSOC. PROF. PETCHARAT CHONGNIMITSATHAPORN
MRS. NATTHAMON SUTHONKIATKARN
A CLASSROOM RESEARCH SUBMITTED IN PART OF ED003003
CLASSROOM RESEARCH FOR LEARNING DEVELOPMENT AND
ED193004 RESEARCH FOR INNOVATIONS IN SOCIAL STUDIES
FACULTY OF EDUCATION, KHON KHAEN UNIVERSITY
2019
ก
ชื่อเรอ่ื ง : ผลการใชรูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมรวมกับส่ือเทคโนโลยี
เสมอื นจริง (Augmented Reality) ที่มตี อความสามารถในการคิดวเิ คราะห สาระ
เศรษฐศาสตรของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 4
คณะผูวิจัย : 1. นางสาวดวงพร จอมคาํ สงิ ห รหัสนักศกึ ษา 603050020-0
อาจารยท ป่ี รกึ ษา :
ปก ารศกึ ษา : 2. นายชัยณรงค พดุ จีบ รหัสนกั ศึกษา 603050207-4
3. นางสาวกลุ ธดิ า อรญั เพ่มิ รหสั นกั ศึกษา 603050384-2
นักศึกษาช้ันปท ี่ 3 สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะศึกษาศาสตร
ผูชวยศาสตราจารย ดร. จตภุ ูมิ เขตจตุรัส
รองศาสตราจารย ดร. องั คณา ตงุ คะสมติ
ผชู ว ยศาสตราจารยจรรยา บญุ มปี ระเสรฐิ
รองศาสตราจารยเ พชรรตั น จงนมิ ิตสถาพร
อาจารยณฐมน สุธนเกยี รตกิ านต
2562
บทคัดยอ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือ 1) เพื่อศึกษาผลการใชรูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัค
ติวิสซึมรวมกับส่ือเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality) ที่มีตอความสามารถในการคิดวิเคราะหของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 โดยกําหนดใหมีจํานวนนักเรียนไมนอยกวารอยละ 70 ผานเกณฑรอยละ 70 ข้ึนไป
2) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4 ที่มีตอสาระเศรษฐศาสตร โดยใชรูปแบบการสอน
ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมรวมกับส่ือเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality) กลุมเปาหมายคือ
นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 4 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแกน ฝายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร) ภาคเรยี นที่
2 ปการศึกษา 2562 จํานวน 35 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ในนักเรียนที่มีปญหาในการคิดวิเคราะห เปนการ
วิจัยเชิงทดลองแบบแผนการทดลองข้ันตนโดยทําการศึกษากับกลุมเปาหมายหน่ึงกลุมท่ีมีการทดสอบหลังทดลอง
หนง่ึ ครัง้ (One Shot Case Study) เคร่ืองมือที่ใชในการเกบ็ รวบรวมขอ มลู ไดแ ก 1) แผนการจัดการเรียนรู จาํ นวน
1 แผน 2) แบบทดสอบหลังเรียนวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะหแ ละ3) แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรียน
ผลการวิจัยพบวา 1) นักเรียนผานเกณฑเฉล่ีย 21 คน คิดเปนรอยละ 60 ของนักเรียนทั้งหมด และมี
จํานวนนักเรียนไมผานเกณฑจํานวน 14 คน คิดเปนรอยละ 40 คะแนนเฉล่ียรวมอยูท่ี 10.97 ทั้งนักเรียนที่ผาน
เกณฑและไมผานเกณฑมีความสามารถในการคิดวิเคราะหสูงสุดดานการวิเคราะหความสัมพันธ ตอมาคือดานการ
วิเคราะหความสําคัญ และสุดทายคือดานการวิเคราะหหลักการ 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมความพึงพอใจที่
2.68 และสวนเบีย่ งเบนมาตรฐานรวมที่ 0.26 อยูในระดับท่ี มาก ซง่ึ คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยสงู สดุ คือ ดา นผูสอน
ในประเด็นผูสอนอธิบายกิจกรรมไดชัดเจน สงเสริมและเปดโอกาสใหนักเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนรูอยาง
เต็มศักยภาพ มคี ะแนนเฉลีย่ อยูท่ี 2.74 มีสว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.61 อยใู นระดับความพึงพอใจท่ีมาก
ข
Title THE EFFECT OF STUDIES BASED ON CONSTRUCTIVISM THEORY WITH
AUGMENTED REALITY ON ANALYTICAL THINKING SKILL IN ECONOMIC
SUBJECT OF GRADE 4 STUDENTS
Author MISS DUANGPORN JOMKUMSING 603050020-0
MR. CHAINARONG PHUTJEEP 603050207-4
MISS KUNTHIDA ARANPHOEM 603050384-2
Advisor ASST. PROF. Dr. JATUPHUM KETCHATTURAT
ASSOC. PROF. Dr. ANGKANA TUNGKASAMIT
ASST. PROF. JANYA BOONMEEPRASERT
ASSOC. PROF. PETCHARAT CHONGNIMITSATHAPORN
MRS. NATTHAMON SUTHONKIATKARN
Issue Date 2019
Abstract
The objective of this research were 1) to study the effect of studies based on
constructivism theory with augmented reality on analytical thinking skill in economic subject
of grade 4 students so that the number of students not less than 70 percent as well as
more than 70 percent of students could pass the criteria 2) to study the satisfaction of grade
4 students on economic subject by using the teaching model based on the constructivism
theory with augmented reality. The target group was 35 grade 4 students of Demonstration
of School Khon Kaen University, Elementary Division. This research was conducted in second
semester of academic year 2019. This classroom research choosing purposive sampling in
students with problems in analytic thinking and is an experimental research with pre-
experimental design that study with one target group after having one-shot case study.
Research instruments consisted of 1) 1 learning management plan 2) post-test analytical
thinking form and 3) student satisfaction evaluation form.
The research findings were as follows:
1) 21 students pass the average criteria accounting for 60 percent of all students and
14students that not pass the criteria representing 40 percent. The average score was 10.97
ค
Both students who passed and failed the criteria had the highest analytical thinking is the
relationship analysis. Next are the importance analysis and principle analysis.
2 ) The students had the mean score of satisfaction at 2.68 and the total standard
deviation of 0.26 at a high level which the highest satisfaction score is teachers. Teachers
explained the activities clearly, encouraged and gave the opportunity to participate in
learning activities to their full potential, with an average score of 2.74 and a standard
deviation of 0.61 at a high level of satisfaction.
ค
กติ ตกิ รรมประกาศ
งานวิจยั เรอื่ งผลการใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสซึมร่วมกับส่ือเทคโนโลยเี สมอื นจริง
(Augmented Reality) ที่มีต่อความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ สาระเศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
4 เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาED193004 การวิจัยนวัตกรรมทางสังคมศึกษาและรายวิชาED003003 การวิจัยในชั้น
เรียนเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้
คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จตุภูมิ เขตจัตุรัส อาจารย์ประจารายวิชาการวิจัยใน
ช้ันเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ที่ท่านอนุญาตให้ดาเนินงานวิจัยในคร้ังน้ี พร้อมทั้งได้กรุณาให้คาปรึกษา แนะนา
ชี้แนะระเบียบแผนการวิจัย สถิติและกระบวนการวิจัย ตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่
เป็นอย่างดี ตลอดจนจนทาใหง้ านวิจยั สาเรจ็ ลุล่วงสมบรณู ์ ขอกราบขอบพระคณุ อย่างสูง
คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตุงคะสมิต อาจารย์ประจารายวิชาการวิจัย
นวัตกรรมทางสังคมศึกษาที่ท่านกรุณาเสนอแนะนวัตกรรม และส่ือการสอนในการวิจัย พร้อมให้คาปรึกษา
แนะนา ชี้แนะ ตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ตลอดจนจนทาให้งานวิจัย
สาเร็จลลุ ่วงสมบรณู ์ ขอกราบขอบพระคณุ อย่างสงู
คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์เพชรรัตน์ จงนิมิตรสถาพร อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยที่ได้ให้
ความกรุณาเสียสละเวลาอันมีค่าในการให้คาปรึกษา เสนอชี้แนะแนวทางในการทาวิจัยครั้งนี้ รวมท้ังให้ความรู้
เทคนิค วธิ กี าร ตลอดจนตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่และดูแลเป็นอย่างดี อันเป็นผล
ใหง้ านวิจัยเลม่ นส้ี าเรจ็ ลลุ ่วงสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณอยา่ งสูง
คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ อาจารย์ปิยะนันท์ บุญโพธ์ิ อาจารย์ประจาชั้นนักเรียนประถมศึกษาปีท่ี 4
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์( ท่ีได้ให้ความกรุณาเป็นผู้เช่ียวชาญใน
การดาเนินการวิจัย พร้อมทั้งเสนอแนะ ให้คาปรึกษาและความช่วยเหลือในขั้นตอนกระบวนการของแผนการ
จัดการเรียนรู้ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเหมาะสม สอดคล้องต่อความต้องการและปัญหาของนักเรียน
รวมท้ังเข้าใจถึงบริบทของห้องเรียนและนักเรียนรายบุคคล พร้อมท้ังอานวยความสะดวกตลอดระยะการวิจัย อัน
เป็นผลใหง้ านวิจัยเล่มนีส้ าเร็จลุล่วงสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณอย่างสงู
สุดท้ายแห่งกิตติกรรมประกาศน้ี คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ลัดดา ศิลาน้อย พร้อม
ด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์จรรยา บุญมีประเสริฐและอาจารย์ณฐมน สุธนเกียรติกานต์ ผู้ให้ความรู้และข้อเสนอแนะ
อันเปน็ ประโยชน์ต่อการประมวลผลและการเรียบเรียงรายงานการวิจัย อันเป็นผลให้งานวิจัยเล่มนี้สาเร็จลุล่วงไป
ได้ด้วยดี
คณะผ้วู จิ ยั
ง
สารบัญ
หนา
บทคดั ยอ ภาษาไทย ก
บทคัดยอภาษาองั กฤษ ข
กติ ติกรรมประกาศ ค
สารบญั ตาราง ฉ
สารบัญภาพ ซ
บทที่ 1 บทนาํ 1
1
1. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 5
2. คําถามการวิจัย 6
3. วตั ถุประสงค 6
4. สมมตฐิ าน 6
5. ขอบเขตของการวิจัย 7
6. นยิ ามศัพทเฉพาะ 9
7. ประโยชนท ี่คาดวาจะไดร ับ 10
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเ่ี ก่ยี วของ 10
1. หลกั สูตรโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแกน ฝายประถมศกึ ษา (ศึกษาศาสตร)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ปรบั ปรุงลาสุด 2560) 19
กลมุ สาระการเรยี นรูสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 23
2. หลกั การและแนวคดิ ทีเ่ กี่ยวของกบั การสอนตามแนวคิดคอนสตรัคตวิ ิสซึม (Constructivism) 26
3. ทฤษฎีและแนวคดิ ท่เี กี่ยวขอ งกบั เทคโนโลยเี สมือนจริง (Augmented Reality) 36
4. ทฤษฎแี ละแนวคดิ ทเี่ กีย่ วขอ งกับทักษะการคดิ วเิ คราะห 40
5. งานวิจัยทเ่ี กยี่ วขอ ง
6. กรอบแนวคิดการวจิ ยั
สารบัญ (ตอ ) จ
บทท่ี 3 วิธีดาํ เนินการวิจัย หนา
1. กลมุ เปา หมาย
2. ตัวแปรที่ศกึ ษา 41
3. รปู แบบการวิจัย 41
4. เครื่องมือท่ใี ชใ นการวจิ ัย 41
5. การสรา งและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือท่ีใชใ นการวจิ ัย 42
6. การรวบรวมขอ มลู 42
7. การวิเคราะหข อมลู 43
50
บทท่ี 4 ผลการวจิ ัยและอภปิ รายผล 52
1. ผลการวิจัย 53
2. อภิปรายผลการวจิ ยั 54
60
บทท่ี 5 ผลการวจิ ยั และอภปิ รายผล 63
1. วัตถุประสงคและวธิ ดี ําเนนิ การวิจัย 64
2. สรุปผลการวจิ ยั 64
3. ขอ จาํ กัด 65
4. ขอ เสนอแนะ 65
66
บรรณานุกรม 69
ภาคผนวก 116
ประวตั คิ ณะผูวจิ ยั
ฉ
สารบญั ตาราง
หนา
ตารางที่ 1 แสดงโครงสรางเวลาเรียนของโรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน (ศกึ ษาศาสตร) 13
ระดบั ประถม กลุมสาระการเรียนรสู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ตารางที่ 2 แสดงสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร มาตรฐาน ส 3.1 ตามตัวช้ีวดั และสาระการเรยี นรูแกนกลาง 14
ตารางท่ี 3 แสดงสาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร มาตรฐาน ส 3.2 ตามตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง 15
ตารางที่ 4 แสดงโครงสรางรายวิชากลุมสาระการเรียนรู สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม 18
(ส.14101) ระดับชนั้ ประถมศึกษาปที่ 4 ในสาระเศรษฐศาสตร
ตารางท่ี 5 แสดงการเก็บรวบรวมขอมูล 51
ตารางที่ 6 แสดงผลการทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะหของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 4 54
หลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชรูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎี-
คอนสตรัคติวิสซมึ รวมกบั ส่ือเทคโนโลยเี สมอื นจรงิ (Augmented Reality)
ตารางท่ี 7 แสดงผลการประเมินความพงึ พอใจของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 4 ท่ีมตี อ
สาระเศรษฐศาสตรโดยใชร ปู แบบการสอนตามแนวคดิ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมรวมกับ- 58
สื่อเทคโนโลยเี สมือนจริง (Augmented Reality)
ตารางท่ี 8 การวิเคราะหผลการประเมนิ แผนการจัดการเรียนรูของผูเช่ยี วชาญจากแผนการจดั การเรยี นรู 104
หนวยการเรียนรูที่ 5 เศรษฐศาสตรนารู เรื่องความสมั พนั ธทางเศรษฐกิจในชมุ ชน
ชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 4
ตารางท่ี 9 การวิเคราะหขอสอบเพื่อหาความตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวดั 105
ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห
ตารางที่ 10 คะแนนผลการทดสอบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหของนักเรยี นช้ันประถม- 106
ศึกษาปที่ 4 โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแกน ฝายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร)
ตารางที่ 11 คะแนนผลการทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะหแตล ะดานของนักเรียนช้ัน 108
ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ขอนแกน ฝา ยประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร)
ท่ผี า นเกณฑใ นแบบทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะหจาํ นวน 15 ขอ จํานวน 21 คน
ช
สารบญั ตาราง (ตอ )
หนา
ตารางที่ 12 คะแนนผลการทดสอบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหแ ตละดานของนักเรยี น 110
ชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแกน ฝา ยประถมศึกษา 112
(ศึกษาศาสตร) ที่ไมผ า นเกณฑในแบบทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะห
จาํ นวน 15 ขอ จํานวน 14 คน
ตารางที่ 13 ขอ มลู ภาพรวมผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที่ 4
ทมี่ ีตอสาระเศรษฐศาสตรโดยใชรปู แบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎคี อนสตรัคตวิ ิสซมึ รว ม
กับสื่อเทคโนโลยเี สมือนจริง (Augmented Reality)
สารบญั ภาพ ซ
ภาพที่ 1 ข้ันตอนวิธีการสรา งและหาประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรียนรู หนา
ภาพที่ 2 ขนั้ ตอนวธิ กี ารสรางและหาประสทิ ธภิ าพของแบบทดสอบวดั ความสามารถ 45
ในการคดิ วิเคราะห 47
ภาพท่ี 3 แผนภาพแสดงขนั้ ตอนการสรา งแบบแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน
ภาพที่ 4 แผนภมู ิแสดงสดั สว นผลการทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะหของนักเรยี น 49
ชั้นประถมศกึ ษาปที่ 4 ท่ผี า นเกณฑและไมผ านเกณฑ 55
ภาพที่ 5 แผนภูมิแสดงแผนภูมิแสดงอัตราสัดสว นดา นของการคดิ วิเคราะหแตละดา น
ในแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะหจาํ นวน 15 ขอ 55
ภาพท่ี 6 แผนภูมแิ สดงผลการทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะหในดานตางๆของนักเรยี น
ช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี 4 ท่ีผา นเกณฑจ ํานวน 21 คน 56
ภาพที่ 7 แผนภมู ิแสดงผลการทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะหในดานตางๆของนักเรียน
ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 4 ทีไ่ มผา นเกณฑจ ํานวน 14 คน 57
ภาพที่ 8 ตัวอยางการประเมินผลงานนักเรียน
ภาพท่ี 9 ตัวอยา งใบกิจกรรมของนักเรยี นจากกิจกรรมสองความสัมพนั ธ 114
ภาพท่ี 10 ตัวอยา งใบกิจกรรมของนักเรยี นจากกจิ กรรมสองความสัมพนั ธ 115
ภาพท่ี 11 ตัวอยางผลงานนกั เรียนจากกิจกรรมสอ งความสัมพนั ธ 115
115
1
บทท่ี 1
บทนำ
1. ควำมเป็นมำและควำมสำคัญ
จากสภาพสังคมไทยในปจั จบุ ันท่ียคุ สมัยเปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเรว็ เทคโนโลยเี ริม่ เขา้ มามีบทบาทใน
ชีวิตมนุษย์มากย่ิงข้ึน จากสภาพสังคมท่ีถูกขนานนามว่า “โลกาภิวัตน์ (Globalization)” โดยมีจุดเด่นอยู่ที่
เทคโนโลยีข่าวสารข้อมูล การไร้พรมแดนเนื่องจากการเดินทางและการไหลผ่านของพรมแดนในด้านความรู้
และวิทยาการ การเกิดสมองกลและเทคโนโลยีข้ันสูงอันเป็นอารยธรรมของคลื่นลูกท่ีสาม คือคล่ืนยุคข่าวสาร
ข้อมูล โดยขยับจากคลื่นลูกท่ีหน่ึงคือสังคมเกษตร และสังคมที่สองคือสังคมอุตสาหกรรม สังคมไทยก็พยายาม
ปรับตวั ให้ทันกับภาวะการเปล่ียนแปลงของคลื่นต่าง ๆ มาตลอด การปรับตัวของสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์จึง
เปน็ เรื่องที่ท้าทายย่ิงในกระแสโลกาภิวัตน์นี้ สังคมไทยต้องพยายามหมุนตามโลกให้ทันด้วยการศึกษาและการ
ปรบั เปล่ียนวัฒนธรรม ความจาเป็นท่ีจะมีกระบวนการโลกานุวัตร ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเล่ียง
ไมไ่ ด้ การปรบั ตวั ขนึ้ อยู่กับสองตวั แปรใหญ่คอื การศกึ ษาและวัฒนธรรม ดงั นน้ั แล้วจึงสามารถกล่าวได้ว่ากระแส
โลกาภิวัตนเ์ ป็นกระแสทเี่ ชย่ี วกราก
ซึ่งโลกาภิวัตน์ท่ีเชี่ยวกรากนี้ ต้องตามด้วยกระบวนการโลกานุวัตรที่รวดเร็ว ตระหนักถึงความจาเป็น
ของการเปล่ียนแปลง พัฒนาระบบเศรษฐกิจ ปรับปรุงระบบการศึกษา และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อให้
กระบวนโลกานุวัตรสามารถเกิดขึ้นได้ในอัตราที่สามารถจะก้าวทันกับอัตราท่ีรวดเร็วในกระแสโลกาภิวัตน์
(ลิขติ ธรี เวคนิ , 2548) ดังน้ันจึงสามารถกลา่ วได้วา่ การศึกษามีความสาคญั อย่างย่งิ ในการพัฒนาประเทศ พร้อม
ทั้งเป็นส่ิงที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาของประเทศนั้น ๆ โดยการศึกษาจะไม่สามารถขับเคล่ือนไปได้หากไร้ซ่ึงการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิ์ภาพ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พนื้ ฐานพทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560) ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์ท่ี
มีความสมดุลทั้งร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมืองโลก ยึดมั่นใน
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพ้ืนฐาน
รวมทง้ั เจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษา การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งผู้เรียนเป็นสาคัญบน
พ้ืนฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560)
นอกจากนี้ในการพัฒนาผู้เรียนนั้นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มุ้งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาจน
นาไปสู่การเกิดสมรรถนะท่ีสาคัญ 5 ประการ คือ ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถในการคิด
2
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการ ใช้ทักษะชีวิตและความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2560) เพ่ือมงุ่ พัฒนาผู้เรียนควบคกู่ ารสอดรบั สภาพแวดลอ้ มและสงั คมท่ีเปล่ียนแปลงไป
ในปจั จุบนั
ด้านการศึกษาท่ีแม้เทคโนโลยีท่ีเข้ามามีบทบาทในการดารงชีวิตของคนในสังคมไทย โดยการอานวย
ความสะดวก หากแต่ในกระบวนการทางการศึกษานั้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆยังไม่เข้ามามีบทบาทใน
การพัฒนาเท่าท่ีควร ทาให้กระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างไม่ปัจจุบันและไม่มีประสิทธิภาพเท่าท่ีควร
โดยเฉพาะอย่างย่ิงกระบวนการคิดหรือทักษะในด้านต่างๆ โดยผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ
ทักษะการคิด ทักษะการค้นคว้าของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 และช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 น้ันอยู่ใน
ระดับท่ีไม่น่าพอใจ และเม่ือพิจารณาระดับโรงเรียนพบว่าโรงเรียนมากกว่าร้อยละ 90 มีคะแนนเฉลี่ยและ
ผลสัมฤทธ์ิทางวิชาการ ทักษะการคิด ทักษะการค้นคว้าของผู้เรียนอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งทักษะการคิดวเิ คราะห์ ซ่งึ ปัญหาคณุ ภาพดา้ นการคดิ วเิ คราะหข์ องเดก็ ไทยควรได้รับการแก้ไขอย่าง
เรง่ ดว่ น (สทิ ธพิ ล อาจอนิ ทร์, 2554)
เนือ่ งด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์น้ันมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่ง ซ่ึง ลักขณา สริวัฒน์ (2549)
กล่าวว่า การคดิ วิเคราะหเ์ ปน็ ประโยชนอ์ ย่างมากท้งั ในระดบั ปจั เจกบคุ คล ระดับองค์กร และระดับประเทศ ซ่ึง
ในแทบทุกวิชาจาเปน็ ตอ้ งใช้การวิเคราะห์เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ดังเช่น
(1) ในการวิจัย การคิดวิเคราะห์นับเป็นหัวใจหลักของการวิจัยเก่ียวกับการหาความสัมพันธ์ การหาเหตุผลและผล
ในการอธิบายเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง โดยพยายามนาเอาความแตกต่างในตัวแปรอิสระไปอธิบายในตัวแปรตามเพื่อ
พิสูจน์สมมติฐานว่าเป็นไปจริงตามนั้นหรือไม่ (2) การคิดวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองใน
แง่มุมต่าง ๆ ช่วยให้เราเข้าใจสาเหตุท่ีเกิดข้ึน ผลกระทบที่ตามมาและสิ่งท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต อันนาไปสู่การ
แก้ไขปัญหาการเตรียมการป้องกัน การวางนโยบาย และการวางกลยุทธ์เพ่ือมีโอกาสท่ีดีในอนาคต (3) การ
วเิ คราะหข์ ้างหน้า ทาให้เราทราบเบอ้ื งหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในแต่ละวัน ไม่เพียงแต่จะรับรู้ว่ามี
อะไรเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังทราบว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและยังทาให้ทราบอีกว่าเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน
จะส่งผลกระทบอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ในการวางกลยุทธ์และป้องกันอย่างไรต่อไปได้ (4) การวิเคราะห์
บุคคล จะช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงแสดงออกมาเช่นนี้มีอะไรเป็นมูลเหตุจูงใจ สิ่งท่ีเขาแสดงออกมาจะ
ส่งผลกระทบต่อเขาหรือผู้อื่นหรือไม่ อย่างไร ในอนาคตถ้ามูลเหตุเปล่ียนพฤติกรรมของเขาจะเปล่ียนไปด้วย
หรอื ไม่ (5) การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ ทาให้เราทราบว่าส่ิงนั้นประกอบด้วยอะไรบ้างและช่วยทางานประสาน
เช่ือมโยงกันอย่างไร การรู้โครงสร้างส่วนประกอบทาให้ วิทยาศาสตร์นาสารท่ีสกัดออกมาน้ันไปใช้ประโยชน์
ต่าง ๆ ได้อย่างอเนกอนันต์ (6) การวิเคราะห์ข้อความ มีคากล่าวอ้างต่าง ๆ โดยพิจารณาเชิงเหตุผลระหว่าง
3
ข้ออ้างและข้อสรุป หลักฐานที่นามากล่าวอ้างและวิธีใช้แรงจูงใจ หรือเหตุผลที่นามากล่าวอ้างจะช่วยให้เรา
ค้นพบความถูกต้องมีผิดพลาดในข้ออ้างนั้น ในการวิเคราะห์เพื่อให้ได้คาตอบท่ีต้องการ เพื่อให้ได้เคร่ืองมือที่
เหมาะสมในการวิเคราะห์และให้ได้คาตอบท่ีถูกต้องและชัดเจน ด้วยเหตุน้ีในด้านของรูปแบบนวัตกรรมการ
จัดการเรียนการสอนนน้ั จึงไดม้ ีการสร้างและพัฒนามาอยา่ งต่อเนื่องเพ่ือพัฒนาความสามารถและทักษะต่าง ๆ
ท่ีจาเปน็ แกน่ กั เรียนหนงึ่ ในนั้นคือ แนวคิดคอนสตรคั ตวิ ิสซึม
แนวคิดคอนสตรัคติวิสซึม เป็นการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ด้วยตนเองจากการเช่ือมโยง
ประสบการณ์ใหม่เข้ากับประสบการณ์เดิม ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้จากประสบการณ์เดิม ส่ิงแวดล้อมและ
สังคม การเรยี นรู้ทเี่ กดิ ข้นึ จะเป็นการเรยี นร้ทู ม่ี คี วามหมายต่อผู้เรียนเพราะเป็นการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนได้สร้างขึ้นมา
เอง ซ่ึงจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล(ณัฐกานต์ เจริญกุล, 2557) นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่มีความน่าสน
เป็นอย่างมาก เน่อื งจากการเรยี นรูท้ แ่ี ท้จรงิ น้ันจะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเม่ือผู้เรียนมีประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อมและ
สังคมอยู่แล้ว นาเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีสู่การเช่ือมโยงกับความรู้และประสบการณ์ใหม่ท่ีตนได้รับ แล้วตกผลึก
เป็นความเข้าใจหรือความรู้ใหม่ในแบบของตนเอง ซึ่งส่ิงต่างๆเหล่านี้นั้นจะสร้างองค์ความรู้ นาไปสู่การเกิด
ความสามารถและทักษะท่ีสาคัญต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา ประกอบอาชี และการดารงชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่าง
สงบสุขท่ามกลางสงั คมแหง่ การเปลย่ี นแปลงในยุคปัจจบุ นั
นอกจากนวัตกรรมการจดั การเรียนการสอนแล้วน้ัน สื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ได้รับการพัฒนา ริเริ่ม
และสร้างสรรค์ เพ่ือนามาใช้ในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถแก่ผู้เรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
สอดคล้องต่อยคุ โลกาภิวัตนห์ รอื ยุศตวรรษท่ี 21 ใหม้ ากท่ีสุด โดยส่ือเทคโนโลยที ีไ่ ดร้ ับความสนใจเป็นอย่างมาก
ในปัจจุบันและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องท่ีจะไม่กล่าวถึงนั้นคงเป็นไปไม่ได้นั่นก็คือ ส่ือเทคโนโลยีเสมือน
จริง (Augmented Reality) เทคโนโลยีความจริงเสมือนท่ีเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมและสนใจกันมาก
ในปัจจุบัน AR (Augmented Reality) เป็นเทคโนโลยีใหม่ท่ีผสานโลกแห่งความจริง (Real World) กับโลก
เสมือน (Virtual World) คอื เทคโนโลยีผสานความจริงเสมือน บางคนเรียกว่า ระบบเสมือนจริงเสริมแต่ยังไม่
มีวลีไทยที่ใช้แน่นอน AR เป็นที่สนใจได้อย่างกว้างขวางในประเทศไทย ขณะนี้ AR เป็นลักษณะท่ีดูได้โดยตรง
และโดยออ้ มในสภาพแวดลอ้ มทเ่ี ป็นจรงิ ซึง่ มอี งค์ประกอบของเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์และระบบเสมือนจริงท่ีมี
ความสัมพันธ์กับโลกแห่งความจริง อาจเรียกคอมพิวเตอร์ AR ใช้การแสดงผลแบบ Real Time และบริบท
องคป์ ระกอบด้านสภาพแวดล้อม เช่น คะแนนระหว่างการแข่งขันกีฬาในโทรทัศน์ สิ่งเหล่าน้ีช่วยให้เทคโนโลยี
AR มีความกา้ วหน้าทันเหตกุ ารณ์ กล่าวคือ การใช้ภาพด้วยคอมพิวเตอร์และวัตถุท่ีคุ้นเคยรวมกับสารสนเทศที่
เป็นจรงิ รอบ ๆ ตวั ผใู้ ช้และยงั ไดป้ ฏสิ มั พนั ธ์ รวมถงึ ประโยชน์จากการใช้ระบบดิจิตอลอีกด้วย ประหยัด จิระวร
พงศ์ (2553 อา้ งถึงใน ภูมิภัทร กล่อมวิภาวัฒน์, 2561)
4
กล่มุ สาระการเรียนร้สู ังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม เป็นกลุ่มสาระท่ีว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม
ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กันและมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพ่ือช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบท
สภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรู้ทักษะคุณธรรมและค่านิยมที่เหมาะสม ซ่ึงในส่วนของเนื้อหาน้ัน
สามารถแบ่งเป็นสาระต่าง ๆ ถึง 5 สาระ ดังนี้ (1) ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา
ศลี ธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนบั ถือ การนาหลักธรรมคาสอนไปปฏิบัติใน
การพัฒนาตนเองและการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสันติสุข เป็นผู้กระทาความดี มีค่านิยมท่ีดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมท้ังบาเพ็ญประโยชน์ต้องสังคมและส่วนรวมโดยมีมาตรฐานการเรียนรู้เข้าใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาอ่ืน มีศรัทธาท่ีถูกต้อง ยึดม่ันและปฏิบัติตาม
หลักธรรมเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข รวมถึงเข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนท่ีดีธารงรักษา
ศาสนาท่ีตนนับถือ (2) หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม ระบบการเมืองการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสาคัญ การเป็นพลเมืองดี ความ
แตกตา่ งและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพรมหา
กษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที เสรีภาพ และการดาเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก (3)
เศรษฐศาสตร์ การผลิตการแจกจ่ายและการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง
จากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ใน
ชวี ิตประจาวันโดยมีมาตรฐานการเรียนรู้เขา้ ใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภค
การใช้ทรัพยากรท่มี ีอยจู่ ากดั ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพและคมุ้ ค่า รวมทง้ั เข้าใจหลักการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการ
ดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มีความเข้าใจในระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
และความจาเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก (4) ประวัติศาสตร์เวลาและยุคสมัยทาง
ประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และการ
เปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ผลกระทบทีเ่ กิดจากเหตุการณ์สาคัญในอดีต บุคคลสาคัญที่มีอิทธิพลต่อการ
เปลย่ี นแปลงต่าง ๆ ในอดีต ความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่สาคัญ
ของโลก โดยมีมาตรฐานการเรียนรู้ในการเข้าใจความหมายและความสาคัญของเวลาและยุคสมัย ทาง
ประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ พัฒนาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันในด้านความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเน่ือง
ตระหนักถึงความสาคัญสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น ความเป็นมาของชนชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิ
ปัญญาไทย มีความรักและธารงความเป็นไทย (5) ภูมิศาสตร์ ลักษณะกายภาพของโลก แหล่งทรัพยากร และ
ภมู ิอากาศของประเทศไทยและภมู ภิ าคต่าง ๆ ของโลก การใชแ้ ผนทแี่ ละเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์
5
กันของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์
สร้างขึ้นการนาเสนอข้อมูลภูมิสาระสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพ่ือการพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดการสร้างสรรค์
วัฒนธรรมและมีจิตสานึก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) จากที่กล่าวมาข้างตนน้ันแสดงให้เห็นว่ากลุ่มสาระ
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนั้นมีเน้ือหาที่มากและกว้างขวาง นาไปการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
เป็นไปโดยยาก ด้วยอุปสรรคของเน้ือหา ก่อเกิดความเข้าใจผิดว่ากลุ่มสาระการเรียนรู้ดังกล่าวน้ันเป็นกลุ่ม
สาระทเ่ี นน้ การท่องจา ไมม่ ีความน่าสนใจหรอื ไม่สามารถนาไปตอ่ ยอดในการดารงชีวติ ในปจั จุบนั และอนาคตได้
คณะผู้วิจัยจึงสนใจในการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) เน่ืองดว้ ยเนื้อหาการสอนกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมน้ันมีเน้ือหาท่ีมากและส่วนใหญ่เน้นการท่องจา ทาให้นักเรียนขาด
กระบวนการคิดวิเคราะห์ ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเ ป็นผลได้ ดังน้ัน
คณะผู้วิจัยจึงได้มีการนารูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมมาใช้ ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนท่ี
เน้นการปฏิบัติควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ ร่วมกับการใช้สื่อเทคโนโลยี
เสมือนจริง (Augmented Reality) โดยเป็นการนาเทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 21 มาประยุกต์ใช้แบบบรูณา
การร่วมกัน เพ่ือให้สร้างรูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจ เป็นปัจจุบัน พร้อมท้ังสามารถ
แก้ปญั หาความสามารถในการคดิ วเิ คราะหข์ องนกั เรียนไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
2. คำถำมกำรวจิ ยั
2.1 นวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ซึมร่วมกบั สอ่ื เทคโนโลยี
เสมือนจรงิ (Augmented Reality) สามารถชว่ ยพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนไดห้ รือไม่
อย่างไร
2.2 นวัตกรรมการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูต้ ามแนวคิดทฤษฎคี อนสตรัคตวิ ิสซมึ รว่ มกบั สือ่ เทคโนโลยี
เสมือนจรงิ (Augmented Reality) สามารถชว่ ยสรา้ งความพึงพอใจของนักเรยี นที่มีตอ่ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมไดห้ รือไม่
6
3. วตั ถปุ ระสงค์
3.1 เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับสื่อเทคโนโลยี
เสมอื นจริง (Augmented Reality) ทม่ี ตี ่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
โดยกาหนดให้มีจานวนนกั เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป
3.2 เพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 ที่มตี ่อสาระเศรษฐศาสตร์ โดยใช้
รปู แบบการสอนตามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรัคตวิ ิสซึมรว่ มกับสือ่ เทคโนโลยเี สมอื นจรงิ (Augmented Reality)
4. สมมตฐิ ำน
เม่ือนักเรียนได้รับการจัดกิจกรรมรูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับส่ือ
เทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality) ในสาระเศรษฐศาสตร์แล้ว นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 มี
การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยกาหนดให้มีจานวนนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์
ร้อยละ 70 ขึ้นไป เน่ืองจาก ณัฐกานต์ เจริญกุล (2557) ได้ทาการวิจัยเร่ืองการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ทักษะการคิดวิเคราะห์ และพฤติกรรมการทางานกลุ่ม ด้วยการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอน
สตรัคติวิสซึม แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน
จานวน 43 คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จานวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 74.42 ของจานวนนักเรียนท้ังหมด ที่มี
คะแนนผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70 ซึง่ ผา่ นเกณฑ์ทก่ี าหนดไว้ คือ นักเรยี นร้อยละ 70 ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 70 ข้ึนไป
5. ขอบเขตของกำรวจิ ยั
5.1 กลมุ่ เปำ้ หมำย
กลมุ่ เป้าหมายในการวิจัยครั้งน้ีคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (Unit D1 กลุ่ม 2) โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562 จานวน 35 คน
5.2 ตวั แปรที่ศึกษำ
5.2.1 ตวั แปรต้น คอื การจดั การเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสซมึ
ร่วมกับสอื่ เทคโนโลยีเสมือนจรงิ (Augmented Reality)
5.2.2 ตวั แปรตาม คอื 1) ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์
2) ความพึงพอใจของนักเรียน
7
5.3 เนื้อหำที่ใชใ้ นกำรศึกษำ
กลุม่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.2
เขา้ ใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกจิ ต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความจาเป็นของการรว่ มมือกัน
ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก ตัวชว้ี ดั ป.4/1 อธิบายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 5 เศรษฐศาสตรน์ า่ รู้ เรือ่ งความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจในชมุ ชน จานวน 1 แผน
50 นาที ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น
ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ดงั น้ี
แผนการเรยี นร้ทู ่ี 1 เรื่องความสมั พันธท์ างเศรษฐกิจในชมุ ชน จานวน 50 นาที
5.4 ระยะเวลำในกำรทำวจิ ัย
การวจิ ยั ครั้งนี้ดาเนนิ การในชว่ งเดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2562 – มนี าคม พ.ศ. 2563
6. นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ
6.1 รูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ซึม คือ รูปแบบการสอนท่ีเน้นการปฏิบัติโดยให้
ผูเ้ รียนเผชิญปญั หาหรอื สถานการณ์จรงิ โดยมีข้ันตอนทง้ั หมด 4 ขั้นตอนดงั ต่อไปน้ี
6.1.1 ข้ันเตรียมการ คือ ข้ันตอนการเตรียมความพร้อมของนักเรียน โดยการทบทวนความรู้
เดิมหรือประสบการณ์เดิม พร้อมท้ังเสริมองค์ความรู้หรือเน้ือหาใหม่ เพื่อให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิด
เช่อื มโยงระหวา่ งความรเู้ ก่าและความรู้ใหม่ด้วยวธิ กี ารตา่ งๆ
6.1.2 ขน้ั เลือกกิจกรรมและหัวข้อ คือ ในข้ันนี้เน้นให้นักเรียนได้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพ่ือน
ร่วมกลุ่มและครูผู้สอน โดยการระดมความคิดและการแสดงความคิดเห็น เพ่ือให้นักเรียนเกิดการคิดวิเคราะห์
สังเคราะห์จากความรใู้ หม่
6.1.3 ข้ันสร้างผลงาน คือ ในขั้นน้ีจะเน้นให้นักเรียนเผชิญสถานการณ์จริง ได้ฝึกปฏิบัติด้วย
ตนเอง พรอ้ มทงั้ สร้างองคค์ วามรใู้ หม่ดว้ ยตนเอง
6.1.4 ข้ันประเมิน คือ การสรุปองค์ความรู้ด้วยความเข้าใจของนักเรียนเอง ซึ่งเป็นความรู้
ประสบการณ์ที่นักเรียนเผชิญทั้งก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนคือผู้ประเมิน
ความสามารถของนกั เรยี นว่านกั เรียน อาจจะเปน็ ในรูปแบบแบบทดสอบ แบบฝกึ หดั หรือแบบสังเกตพฤตกิ รรม
6.2 สื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality) หมายถึง ส่ือเทคโนโลยีเสมือนจริงท่ีนาเสนอ
ข้อมูลผ่านการแสกนคิวอาร์โค้ดและนาเสนอข้อมูลในรูปแบบท้ังสองมิติและสามมิติ ใช้ในการส่งเสริมการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น จุดเด่นคือ สามารถปรับสื่อการสอนดังกล่าวน้ันได้ตาม
8
ความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและรายวิชาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สามารถแสดงข้อมูลได้มากตามที่
ผสู้ อนตอ้ งการ กระตนุ้ ความสนใจใหแ้ ก่ผู้เรียนและกจิ กรรมเปน็ อยา่ งมาก
6.3 การสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented
Reality) หมายถึง รูปแบบการสอนท่ีมีการบรูณาการร่วมกับสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality)
เพอื่ ใช้ในการแก้ปญั หาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality)
อยูใ่ นขั้นที่ 2 ข้ันเลือกกิจกรรมและหวั ขอ้ ซ่ึงมีข้ันตอนในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ดงั ต่อไปน้ี
1. ข้ันเตรียมการ คือ ข้ันของการต้ังคาถามเพ่ือนาเข้าสู่บทเรียนเป็นการทบทวนความรู้เก่า
ของนักเรยี นและเชื่อมโยงเข้าสบู่ ทเรียน
2. ขน้ั เลือกกิจกรรมและหัวข้อ คือ ขั้นให้ผู้เรียนได้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมกลุ่มและ
ครูผู้สอนโดยร่วมกันระดมความคิด แสดงความเห็น กระตุ้นให้เกิดให้เกิดการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากการ
รบั ความรู้ใหม่ ผา่ นกจิ กรรมการใช้ส่อื เทคโนโลยีเสมือนจรงิ (Augmented Reality)
3. ข้ันสร้างผลงาน คือ ขั้นต่อยอดความรู้สู่การเชื่อมโยงเน้ือหา โดยนาเอาประสบการณ์ของ
ผู้เรียนท่ีได้เผชิญกับสถานการณ์ปัญหานามา คิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในชุมชนโดยการสรุป
ถ่ายทอดองคค์ วามรลู้ งบนผลงานในแบบทีต่ นเองเข้าใจ
4. ข้ันประเมินผล คือ ข้ันของการสรุปองค์ความรู้ ความสามารถและความพึงพอใจของ
นักเรยี น โดยการใหน้ กั เรยี นทดสอบแบบวัดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และแบบสอบประเมินความพึง
พอใจนักเรยี น
6.4 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการคิด พิจารณาไตร่ตรอง จาแนก
แยกแยะความสัมพนั ธ์ การเชอ่ื มโยงความสาคญั ของเรอ่ื งราว สถานการณห์ รือการกระทาต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผล
ว่าส่ิงน้ันเกิดขึ้นได้อย่างไร และใช้หลักการใดในการตีความ กระทั่งเกิดเป็นแนวคิดของตนเองนาไปสู่ข้อสรุป
การประยุกต์ใช้ หรือการตัดสินใจต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่งได้อย่างถูกต้อง แบ่งเป็น 3 ด้านได้แก่ ความสามารถในการ
วเิ คราะหค์ วามสาคัญ ความสามารถในการวิเคราะหค์ วามสัมพันธ์และความสามารถในการวเิ คราะห์หลกั การ
6.5 ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ระดับความคิดเห็นหรือความรู้สึกของผู้เรียนท่ีมีต่อกิจกรรม
การเรียนการรู้ ส่ือการเรียนรู้และผู้สอนตามรูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับสื่อ
เทคโนโลยีเสมือนจรงิ (Augmented Reality) โดยวดั จากแบบประเมินความพงึ พอใจของนักเรียนท่ีคณะผู้วิจัย
สร้างขึ้น มีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 3 ระดับ มีจานวนท้ังสิ้น 5 ข้อแบ่งเป็น 3 ด้านคือด้านกิจกรรมการ
เรียนการสอน ด้านส่อื เทคโนโลยที ใี่ ช้และด้านผู้สอน
9
7. ประโยชน์ท่คี ำดวำ่ จะได้รับ
7.1 นักเรียนเกิดความสนใจในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรมมากยิง่ ข้ึน
7.2 นกั เรยี นสามารถนาเทคโนโลยีไปประยุกตใ์ ชใ้ นการเรยี นรใู้ ห้เกิดประโยชน์ต่อยอดในการปรับใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั ได้
7.3 ครผู สู้ อนสามารถนาทักษะการคดิ วเิ คราะหไ์ ปต่อยอดในการจดั การเรยี นการสอนในรายวิชาอน่ื ๆ
7.4 สถานศึกษาสามารถพัฒนาการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยเพื่อแก้ปัญหาทักษะการคิด
วเิ คราะห์ของนักเรยี นโดยใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับร่วมกับสื่อเทคโนโลยี
เสมอื นจริง (Augmented Reality) เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ แก่นักเรียน พร้อมทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่
สนใจและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในการนาไปพัฒนาต่อยอดในกระบวนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อ
แก้ปัญหาดงั กล่าวตอ่ ไป
10
บทที่ 2
เอกสำรและงำนวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
ผลการใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง
(Augmented Reality) ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สาระเศรษฐศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) คณะผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและ
งานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง เสนอตามลาดับหวั ข้อดงั ตอ่ ไปน้ี
1. หลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม
2. หลักการและแนวคดิ ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการสอนตามแนวคดิ ทฤษฎีคอนสตรัคตวิ สิ ซึม (Constructivism)
3. ทฤษฎีและแนวคดิ ที่เกีย่ วขอ้ งกับเทคโนโลยเี สมอื นจรงิ (Augmented Reality)
4. ทฤษฎีและแนวคดิ ท่เี กีย่ วขอ้ งกับทักษะการคดิ วเิ คราะห์
5. งานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
6. กรอบแนวคิดการวิจัย
โดยมรี ายละเอยี ดในเอกสารและงานวิจยั ที่เกย่ี วข้องดังนี้
1. หลักสูตรโรงเรียนสำธิตมหำวิทยำลัยขอนแก่น ฝ่ำยประถมศึกษำ (ศึกษำศำสตร์) ตำม
หลักสูตรแกนกลำงกำรศกึ ษำขัน้ พื้นฐำน พทุ ธศกั รำช 2551(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่ม
สำระกำรเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษำ ศำสนำและวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (2553) ได้อธิบาย หลักสูตรโรงเรียนสาธิต
มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ดังน้ี
1.1 วิสัยทศั น์ ปรชั ญำและเป้ำหมำย/พนั ธกิจโรงเรียนสำธิตมหำวิทยำลยั ขอนแก่น
1.1.1 วสิ ัยทัศน์ของโรงเรยี นสำธิตมหำวิทยำลัยขอนแก่น
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น มุ้งเน้นเป็นผู้นาในด้านการจัดการศึกษา การ
พัฒนาโรงเรียนให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ทันกับวิทยาการ พัฒนาผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานและ
อุดมศกึ ษา ให้เป็นคนดี ธารงไว้ซง่ึ ศลิ ปะและวัฒนธรรมอันดีงาม
11
1.1.2 ปรัชญำโรงเรียนสำธติ มหำวิทยำลยั ขอนแกน่
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นยึดถือแนวความเช่ือท่ีกล่าวว่า “มนุษย์ทุกคน
สามารถพัฒนาให้เจริญงอกงามได้ด้วยการศึกษาและเคารพในคุณค่าของความแตกต่างระหว่างบุคคล” ดังน้ัน
การพฒั นาสังคมและประเทศชาติให้เจริญกา้ วหนา้ ตอ้ งเรม่ิ ท่ีการให้การศึกษาแก่ประชาชน โดยจัดการศึกษาให้
สอดคล้องกับการพัฒนาความแตกต่างระหว่างบุคคล พร้อมท้ังเช่ือว่า การพัฒนาการศึกษาที่ดีที่สุด คือ “การ
พัฒนาใหป้ ระชาชนรกั การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตลอดชวี ิต”
1.1.3 เป้ำหมำย/พนั ธกิจโรงเรียนสำธิตมหำวิทยำลัยขอนแก่น
1) เป้าหมาย
คุณธรรมนาปัญญา พลานามยั เข้มแข็ง วนิ ยั มัน่ คง ดารงสังคมประชาธปิ ไตย
2) พนั ธกิจ
จัดการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน เพื่อพฒั นาคณุ ภาพ ศักยภาพของผู้เรียนด้านวิชาการ ทักษะชีวิตและ
คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ สนับสนุนร่วมผลิตบัณฑิตทางการศึกษา บริการวิชาการ เผยแพร่นวัตกรรมทาง
การศึกษา และทานบุ ารงุ ศิลปวัฒนธรรม เพ่อื พัฒนาศาสตรท์ างการศึกษา ซงึ่ นาไปสู่การศึกษาเพอื่ สงั คม
1.2 ควำมสำคัญของสำระกำรเรยี นรูส้ งั คมศกึ ษำ ศำสนำและวัฒนธรรม
1.2.1 ทำไมต้องเรยี นสงั คมศกึ ษำ ศำสนำและวฒั นธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ
การดารงชีวิตของมนุษย์ ท้ังในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม
การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด เข้าใจถึงการพัฒนาเปล่ียนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัย
ต่าง ๆ เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อ่ืน มีความอดทน อดกล้ัน ยอมรับในความแตกต่างและมีคุณธรรม
สามารถนาความรไู้ ปปรับใชใ้ นการดาเนนิ ชีวิต เปน็ พลเมอื งดขี องประเทศชาตแิ ละสงั คมโลก
1.2.2 เรยี นรอู้ ะไรในสังคมศกึ ษำ ศำสนำ และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มี
ความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพ่ือช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบท
สภาพแวดล้อม เปน็ พลเมอื งดี มคี วามรูท้ กั ษะคณุ ธรรมและคา่ นิยมที่เหมาะสม โดยกาหนดสาระต่าง ๆ ไว้ดงั น้ี
1) ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนาหลักธรรมคาสอนไปปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง
และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทาความดี มีค่านิยมท่ีดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบาเพ็ญ
12
ประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมโดยมีมาตรฐานการเรียนรู้เข้าใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมเพ่ือ
อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข รวมถึงเข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี ธารงรักษาศาสนาท่ีตนนับถือ
2) หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม ระบบการเมืองการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสาคัญ การเป็นพลเมืองดี ความ
แตกตา่ งและความหลากหลายทางวัฒนธรรม คา่ นิยม ความเช่ือ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพรมหา
กษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที เสรีภาพ และการดาเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก
3) เศรษฐศาสตร์ การผลิตการแจกจ่ายและการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ
ทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนาหลักเศรษฐกิจ
พอเพยี งไปใช้ในชีวิตประจาวนั โดยมีมาตรฐานการเรยี นรูเ้ ขา้ ใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิต
และการบริโภค การใชท้ รัพยากรท่ีมีอย่จู ากัดไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการเศรษฐกิจ
พอเพียงเพ่ือการดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มีความเข้าใจในระบบและสถาบั นทางเศรษฐกิจต่าง ๆ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความจาเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐ กิจในสังคมโลก
4) ประวัติศาสตร์เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการ
ของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบที่เกิด
จากเหตุการณ์สาคัญในอดีต บุคคลสาคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอดีต ความเป็นมาของชาติ
ไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่สาคัญของโลก โดยมีมาตรฐานการเรียนรู้ในการเข้าใจ
ความหมายและความสาคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มา
วิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันในด้าน
ความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสาคัญสามารถวิเคราะห์
ผลกระทบทเ่ี กดิ ขึ้น ความเปน็ มาของชนชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก และธารงความเป็นไทย
5) ภูมิศาสตร์ ลกั ษณะกายภาพของโลก แหลง่ ทรัพยากร และภมู ิอากาศของประเทศไทยและ
ภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของส่ิงต่าง ๆ ในระบบ
ธรรมชาติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และส่ิงท่ีมนุษย์สร้างข้ึนการนาเสนอข้อมูล
ภูมิสาระสนเทศ การอนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ มเพ่ือการพัฒนาที่ยัง่ ยนื เกิดการสร้างสรรคว์ ัฒนธรรมและมจี ิตสานกึ
ในการทาวิจัยคร้ังนี้ คณะผู้วิจัยได้เลือกศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความพึง
พอใจของนักเรียนจากการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสซึม กลุ่มสาระการ
เรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์ โดยมีรายละเอียด ดงั ตอ่ ไปน้ี
13
สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์ การผลิตการแจกจ่ายและการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหาร
จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนาหลัก
เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจาวันโดยมีมาตรฐานการเรียนรู้เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากร
ในการผลิตและการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจ
หลักการเศรษฐกิจพอเพียงเพ่ือการดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มีความเข้าใจในระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจ
ต่าง ๆ ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกจิ และความจาเป็นของการรว่ มมือกนั ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
มาตรฐาน ส 3.2 เขา้ ใจระบบและสถาบนั ทางเศรษฐกจิ ต่าง ๆ ความสมั พนั ธท์ างเศรษฐกิจ
และความจาเป็นของการรว่ มมือกนั ทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
ตัวชี้วดั ป. 4/1 อธิบายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของคนในชุมชน
จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560) กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.2
ป. 4/1 จะเห็นได้ว่ามีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ โดยเร่ิมจากกลุ่ม
เศรษฐกิจขนาดเล็ก เช่น ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในความสาคัญของความร่วมมือทาง
เศรษฐกิจ และเห็นคุณค่าของการพ่ึงพาอาศัยกันภายในชุมชนทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถเสริมสร้างความ
เขม้ แข็งให้ชุมชนและประเทศ รวมท้งั ทาให้สามารถอย่รู ่วมกันในสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสขุ
1.3 โครงสร้ำงเวลำเรียนของโรงเรียนสำธิตมหำวิทยำลัยขอนแก่น (ศึกษำศำสตร์) ระดับประถม
กลมุ่ สำระกำรเรียนรูส้ งั คมศึกษำ ศำสนำและวัฒนธรรม
ตำรำงที่ 1 แสดงโครงสร้างเวลาเรียนของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์)
ระดับประถม กลุ่มสาระการเรยี นร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1-3 ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4-6
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ คาบ/ คาบ/ คาบ/ปี ช่ัวโมง/ ค า บ / คาบ/ คาบ/ ชั่วโมง/
สปั ดาห์ ภาคเรียน ปี สปั ดาห์ ภาคเรียน ปี ปี
สังคมศึกษาศาสนาและ 2 36 72 60 3 54 108 90
วฒั นธรรม
ประวัติศาสตร์ 1 18 36 30 1 18 36 30
รวม (ทุกกลุ่มสาระ) 33 594 1,188 990 38 684 1,368 1,140
หมำยเหตุ : จำนวนสปั ดำหท์ งั้ หมดทกุ กล่มุ สำระจำนวน 18 สัปดำห์
14
โดยสาระเศรษฐศาสตร์น้ันเป็นส่วนหน่ึงของกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
แตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการแยกเน้ือหาจาเฉพาะออกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ซ่ึงจากข้อมูลใน
ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4-6 ท่ีมีจานวนทั้งหมด 3 คาบต่อสัปดาห์จากจานวนคาบรวมทุก
กลุ่มสาระการเรียนรู้จานวน 38 คาบต่อสัปดาห์ คิดเป็น 54 คาบต่อภาคเรียนจากจานวนคาบท้ังส้ินของทุกกลุ่ม
สาระการเรียนรู้จานวน 684 คาบต่อภาคเรียน คิดเป็นจานวน 108 คาบต่อปีจากจานวนท้ังส้ิน 1,368 คาบต่อปี
และคดิ เปน็ จานวน 90 ชั่วโมงต่อปีจากจานวนช่ัวโมงทุกกลมุ่ สาระการเรียนรูจ้ านวน 1,140 ช่วั โมงตอ่ ปี
1.4 ตวั ชว้ี ดั และสำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง กลุ่มสำระกำรเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษำ ศำสนำและวัฒนธรรม
ระดบั ชั้นประถมศึกษำปที ี่ 4
1.4.1 สำระที่ 3 เศรษฐศำสตร์
มำตรฐำน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภค การใช้ทรัพยากร ท่ีมี
อย่อู ย่างจากัดได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและค้มุ ค่า รวมทง้ั เขา้ ใจหลกั การของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เพ่อื การดารงชีวิตอยา่ งคมุ้ ค่า รวมท้งั เขา้ ใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือการดารงชีวิต
อย่างมดี ุลยภาพ
ตำรำงท่ี 2 แสดงสาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 ตามตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ชัน้ ตวั ชวี้ ดั สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง
ป.4 1. ระบุปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกซ้ือสินค้า สินค้าและบริการที่มีอยู่หลากหลายในตลาดที่มี
และบริการ ความแตกตา่ งด้านราคาและคณุ ภาพ
2. บอกอิทธิพลพื้นฐานและรักษา ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเลือกซ้ือสินค้าและบริการที่
ผลประโยชนข์ องตนเองในฐานะผูบ้ รโิ ภค มีมากมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ซ้ือ ผู้ขายและตัวสินค้า
เช่น ความพึงพอใจของผู้ซื้อ ราคาสินค้า การ
โฆษณา คุณภาพของสินค้า
สทิ ธิพน้ื ฐานของผู้บริโภค
สินค้าและบริการที่มีเครื่องหมายรับรอง
คุณภาพ
3. อธิบายหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง หลกั การและวิธีการเลือกบริโภค
และนาไปใช้ในชีวติ ประจาวนั ของตนเอง หลกั การของเศรษฐกิจพอเพยี ง
การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในการดารงชีวิต
เชน่ การแต่งกาย การกินอาหาร การใช้จ่าย
15
มำตรฐำน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความจาเป็น
ของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสงั คมโลก
ตำรำงท่ี 3 แสดงสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.2 ตามตัวช้ีวัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ชัน้ ตัวช้ีวัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
ป.4 1. อธิบายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อาชีพ สินคา้ และบรกิ ารตา่ ง ๆ ท่ีผลิตในชุมชน
ของคนในชุมชน การพ่ึงพาอาศัยกันภายในชุมชนทางด้าน
เศรษฐกิจ เช่น ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ซ้ือ ผู้ขาย
การกูห้ นยี้ มื สนิ
2. อธิบายหน้าท่ีเบอ้ื งต้นของเงนิ การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนด้วยการใช้ส่ิงของ
ทีผ่ ลิตในชุมชน
ความหมายและประเภทของเงนิ
หน้าทเ่ี บอ้ื งตน้ ของเงินในระบบเศรษฐกิจ
สกุลเงินสาคัญท่ีใช้ในการซ้ือขายแลกเปล่ียน
ระหวา่ งประเทศ
จากข้อมูลตารางข้างต้นแสดง เน้ือหาสาระในมาตรฐานการเรียนรู้ ส 3.1 และ ส 3.2 ของสาระที่ 3
เศรษฐศาสตร์ ตามตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและ
วัฒนธรรม
1.5 คำอธิบำยรำยวิชำกลุ่มสำระกำรเรียนรู้สังคมศึกษำ ศำสนำและวัฒนธรรม ระดับช้ัน
ประถมศึกษำปีท่ี 4
ศึกษาความสาคัญของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่คนนับถือ ในฐานะเป็นศูนย์รวมจิตใจของศา
สนิกชนและสามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ในการพฒั นาตนเอง เพ่ือการอย่รู ว่ มกนั อยา่ งสนั ติสุข
พทุ ธประวัติต้งั แต่บรรลุธรรม จนถงึ ประกาศธรรมหรือประวตั ศิ าสดาท่ตี นนบั ถือตามท่ีกาหนด
การปฏิบัติตนตามแบบอย่างการดาเนินชีวิตและข้อคิดจากประวัติสาวก ชาดก/เรื่องเล่าและศาสนิก
ชนตามท่ีกาหนด เพือ่ ใหเ้ ห็นคุณคา่ ของการปฏิบตั ติ ามแบบอย่างพุทธศาสนิกชนตัวอยา่ ง
แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ การแสดงความเคารพและมารยาทของ
ความเป็นศาสนกิ ชนทดี่ ี เพ่อื มีสว่ นในการบารงุ รกั ษาศาสนสถาน ปฏิบัติตนในศาสนพิธี พิธีกรรมและวันสาคัญทาง
ศาสนา
16
อานาจอธิปไตย บทบาท หน้าที่ของการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี ตามวิถีประชาธิปไตย การเป็น
ผู้นาและผู้ตามท่ีดี สิทธิพ้ืนฐานที่เด็กทุกคนพึงได้รับตามกฎหมาย ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนใน
ท้องถิ่น เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติในชีวิตประจาวัน ความสาคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามระบอบ
ประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ
หน้าที่เบื้องต้นของเงิน ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการ สิทธิพ้ืนฐานและรักษา
ผลประโยชน์ของตนเองในฐานะผู้บริโภค เรียนรู้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงและนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน
ของตนเอง
ช่วงเวลา เป็นทศวรรษ ศตวรรษ และสหัสวรรษ ยุคสมัยของการศึกษาประวัติของมนุษย์ แยกแยะ
ประเภทหลักฐานที่ใชใ้ นการศกึ ษาความเปน็ มาของท้องถนิ่
การตงั้ หลักแหล่งและพัฒนาการของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบใน
ท้องถ่ินที่แสดงพัฒนาการของมนุษยชาติ การพัฒนาอาณาจักร ประวัติ ผลงานของบุคคลสาคัญ ภูมิปัญญาที่
สาคญั สมยั สุโขทยั ทน่ี า่ ภมู ใิ จควรค่าแก่การอนรุ กั ษ์
แผนที่ภาพถ่าย แหลง่ ทรพั ยากรและส่ิงต่างๆ ทม่ี ีความสาคัญ ท่มี ีอยู่ในจงั หวดั นั้น
สภาพแวดล้อมทางกายภาพของชุมชน การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในจังหวัด และผลท่ีเกิดจาก
การเปล่ยี นแปลงน้นั เพ่อื มสี ่วนร่วมในการอนรุ กั ษ์สิง่ แวดล้อมในจงั หวดั
การจัดประสบการณ์หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าโดยใช้กระบวนการทางสังคม
ศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรมเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ และนาไปประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวัน
การนาประสบการณ์ด้านความรู้ความคิด รวมท้ังทักษะกระบวนการทางสังคมศึกษาศาสนาและ
วัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวันเห็นคุณค่าและความสาคัญและนาไปใช้ได้อย่าง
เหมาะสม
รหัสตัวช้วี ัด
ส 1.1 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3 ป 4/4 ป 4/5 ป 4/6 ป 4/7 ป 4/8 ส 1.2 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3 ส 2.1 ป 4/1 ป 4/2
ป 4/3 ป 4/4 ป 4/5 ส 2.2 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3 ส 3.1 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3 ส 3.2 ป 4/1 ป 4/2 ส 4.1 ป 4/1
ป 4/2 ป 4/3 ส 4.2 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3 ส 5.1 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3 ส 5.2 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3
จากคาอธบิ ายรายวิชาขา้ งต้นนนั้ แสดงให้เห็นวา่ สาระเศรษฐศาสตร์ในช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 วา่ ด้วย
หน้าท่เี บ้ืองตน้ ของเงนิ ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการเลือกซือ้ สินคา้ และบริการ สิทธพิ ้นื ฐานและรกั ษาผลประโยชนข์ อง
ตนเองในฐานะผบู้ รโิ ภค เรียนรหู้ ลกั การของเศรษฐกิจพอเพียงและนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ของตนเอง มีรหสั
ตัวชวี้ ัดคอื ส 3.1 ป 4/1 ป 4/2 ป 4/3 ส 3.2 ป 4/1 ป 4/2
17
1.6 ผังมโนทัศน์ รหัส ส14101 รำยวิชำสังคมศึกษำ ศำสนำและวัฒนธรรม กลุ่มสำระกำรเรียนรู้
สังคมศกึ ษำ ศำสนำและวัฒนธรรม ระดับช้นั ประถมศึกษำปที ี่ 4 จำนวน 108 คำบ/ปี
หนว่ ยกำรเรยี นรทู้ ี่ 8 หน่วยกำรเรียนรูท้ ่ี 1
สงิ่ แวดลอ้ มรอบตัว เรำมีศำสนำ
8 คาบ (ส 5.2 ป.4/1 ป.4/2 ป.4/3)
20 คาบ (ส 1.1 ป.4/1 ป.4/2 ป.
4/3)
หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ 7 กลุ่มสาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 2
สนกุ กบั ภมู ิศำสตร์ ศาสนาและวฒั นธรรม ระดบั ชน้ั หลกั ธรรมนำชวี ี
8 คาบ (ส 5.1 ป.4/1 ป.4/2 ป.4/3) ประถมศึกษาปีท่ี 4
20 คาบ (ส 1.1 ป.4/4 ป.4/5 ป.4/6
หน่วยกำรเรยี นรทู้ ี่ 6 จำนวน 108 คำบ/ปี ป.4/7 ป.4/8 ส 1.2 ป.4/1 ป.4/2 ป.
ชีวติ สขุ ดี ้วยควำมพอเพยี ง 4/3)
14 คาบ (ส 3.1 ป.4/3 ส 3.2 ป.4/2)
หน่วยกำรเรยี นรูท้ ่ี 3
พลเมอื งดตี ำมวิถีประชำธปิ ไตย
12 คาบ (ส 1.1 ป.4/1 ป.4/2 ป.4/3)
หน่วยกำรเรียนร้ทู ี่ 5 หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 4
เศรษฐศำสตร์นำ่ รู้ กฎหมำยใกล้ตัว
12 คาบ (ส 3.1 ป.4/2 ป.4/3)
14 คาบ (ป.4/3 ป.4/4 ป.4/5 ส 2.2 ป.
4/1 ป.4/2 ป.4/3)
18
1.7 โครงสร้ำงรำยวิชำกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ สังคมศึกษำ ศำสนำและวัฒนธรรม (ส.14101)
ระดบั ชน้ั ประถมศึกษำปที ี่ 4 สำระเศรษฐศำสตร์
ตำรำงที่ 4 แสดงโครงสร้างรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ส.14101) ระดับช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 4 ในสาระเศรษฐศาสตร์
ชือ่ หน่วยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำร สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง เวลำ น้ำหนัก/
5. เศรษฐศาสตร์นา่ รู้ เรยี นรู้/ตวั ชีว้ ัด (คำบ) คะแนน
ส 3.1
6. ชีวิตสขุ ีดว้ ยความ ป.4/2 ป.4/3 1. สินค้าและบริการทีม่ ี 11
พอเพียง
ส 3.1 ป.4/3 เครือ่ งหมายรบั รองคณุ ภาพ 12
ส 3.2 ป.4/2
2. การเลือกซื้อสน้ คา้ และบริการ 12
3. สิทธิพันฐานของผูบ้ ริโภค
4. ทดสอบ
1. หลกั การของเศรษฐกจิ พอเพียง
2. การนาเศรษฐกิจพอเพียงมา
ประยุกตใ์ ช้ 14
3. เงนิ
4. ทดสอบ
จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่าหน่วยการเรียนรู้ทั้งหมดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม (ส.14101) ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 มีในส่วนของสาระเศรษฐศาสตร์อยู่จานวน
ทั้งส้นิ 2 หน่วยการเรยี นรู้ได้แก่ หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 เศรษฐศาสตร์น่ารู้ จานวน 12 คาบต่อสัปดาห์และหน่วย
การเรียนรู้ท่ี 6 ชีวิตสุขีด้วยความพอเพียงจานวน 14 คาบต่อสัปดาห์ จากจานวนของกลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 จานวนทงั้ สิ้น จานวน 108 คาบ/ปี
19
2. หลกั กำรและแนวคิดท่เี กีย่ วข้องกับกำรสอนตำมแนวคิดคอนสตรคั ติวสิ ซึม (Constructivism)
2.1 ทมี่ ำของแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรัคติวิสซึม
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เช่ือว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดข้ึนภายในของผู้เรียน ผู้เรียน
เป็นผู้สร้าง (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งท่ีพบเห็นมาสร้างเป็นโครงสร้างทางปัญญา
(Cognitive Structure) หรือท่ีเรียกว่า สกีมา (Schema) โครงสร้างทางปัญญาน้ีจะประกอบด้วย ความหมาย
หรือความเข้าใจเกี่ยวกับส่ิงท่ีแต่ละบุคคลมีประสบการณ์หรือเหตุการณ์ อาจเป็นความเข้าใจหรือคาอธิบาย
เก่ยี วกับความร้ขู องแต่ละบุคคล (วฒั นาพร ระงบั ทุกข์, 2541)
กลมุ่ คอนสตรคั ติวสิ ซมึ เปน็ กลุ่มที่เกิดจากการรวมแนวคิดระหวา่ งนักจติ วิทยาเเละนักการศึกษาคือ
Jean Piaget และ Lev Vygotsky โดยมเี ป้าหมายเพ่ือสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนการสอนท่ีสร้างองความรู้ให้
ผู้เรียนมากกว่าการพยายามถ่ายทอดความรู้ ซ่ึงกลุ่มคอนสตรัคติวิสซึมได้แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Cognitive
constructivism และ Social constructivism (สุมาลี ชัยเจรญิ เละคณะ, 2549)
2.2 ควำมหมำยของแนวคิดทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ซมึ
Wheatley (1991 อ้างถงึ ใน อรณุ มาวัน, 2549) กล่าวถึง คอนสตรัคติวิสซึมว่ามีหลักท่ีสาคัญ 2
ประการ คือ (1) ความรู้ไม่ได้เกิดจากการรับรู้แต่มนุษย์เป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตัวเขาเอง ดังน้ันการสร้าง
ความหมายจากสงิ่ ท่ีรับรูข้ องแต่ละคนก็อาจะแตกต่างกันไปได้ (2) การรับรู้คือการปรับตัวและการใช้ประโยชน์
จากการวัดระบบประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับ ดังนั้นมนุษย์สามารถเรียนรู้เก่ียวกับสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยการเพิ่ม
ประสบการณก์ ับส่ิงเหลา่ น้นั
Glasersfed (1996 อา้ งถึงใน อรณุ มาวนั , 2549) กลา่ วถงึ คอนสตรัคตวิ ิสซมึ ว่าเปน็
ทฤษฎีของความรทู้ มี่ รี ากฐานมาจากปรชั ญาจติ วิทยาและการศึกษาเก่ียวกับการสื่อความหมายและการควบคุม
กระบวนการสื่อความหมายในคน ทฤษฎีของความรู้นี้อ้างถึงหลักการ 2 ข้อ คือ (1) ความรู้ไม่ได้เกิดจากการ
รบั รูเ้ พียงอย่างเดียวแต่เป็นการสร้างข้ึนโดยบุคคลท่ีมีความรู้ความเข้าใจ (2) หน้าที่ของการรับรู้คือการปรับตัว
และการประมวลประสบการณ์ท้ังหมดแต่ไม่ใช่เพื่อการค้นพบสิ่งที่เป็นจริง ซึ่งถ้านาหลักการทั้งสองน้ีไปใช้จะมี
ผลเกดิ ขน้ึ ตามมาแผ่กว้างไกลในการศกึ ษาพัฒนาการทางสติปญั ญาและการเรียนรู้
ขนิษฐา นันทะนา (2547) กล่าวว่า ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้และการ
เรียนรู้ โดยมรี ากฐานมาจากปรัชญาจิตวิทยาท่ีเช่ือว่า ความรู้และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่บุคคลสร้างข้ึนด้วยตนเอง
บุคคลจะเรียนรู้ได้โดยมีการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกับบุคคลอ่ืน ประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ผ่าน
กระบวนการโครงสรา้ งทางสติปัญญาและการคิดด้วยตนเอง โดยอาศัยการบูรณาการระหว่างความรู้เดิมที่มีอยู่
20
กอ่ นแล้วกับประสบการณเ์ ชงิ สัมผัสที่ได้รับใหม่ เป็นพ้ืนฐานในการเรียนรู้และสร้างเป็นความรู้ของตนเอง ผู้อื่น
ไม่สามารถปรับเปลยี่ นให้ได้
สุมาลี ชัยเจริญ (2548 อ้างถึงใน อังคณา ตุงคะสมิต, 2562) กล่าวว่า คอนสตรัคติวิสซึมเป็น
ทฤษฎที ่ีเนน้ การสร้างความรู้ใหม่โดยเช่ือว่าผู้เรียนมีความรู้เดิมอยู่แล้ว การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นใน
ตัวผู้เรียน โดยสร้างความรู้จากการเช่ือมโยงสิ่งท่ีพบกับความรู้เดิม ทาความเข้าใจในเหตุการณ์และ
ปรากฏการณท์ พี่ บมาสรา้ งเป็นโครงสร้างทางปัญญา
อรุณ มาวัน (2549) สรุปว่า คอนสตรัคติวิสซึมเป็นทฤษฎีการสร้างความรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็น
ผูส้ ร้างความรดู้ ว้ ยการเรียนรู้ ซงึ่ เปน็ กระบวนการที่เกิดข้ึนภายในตัวผู้เรียนโดยพยายามนาความเข้าใจเกี่ยวกับ
เหตุการณ์และประสบการณ์ท่ีตนพบมาสร้างเป็นโครงสร้างทางปัญญาในสมอง โครงสร้างทางปัญญา
ประกอบด้วยความหมายของสง่ิ ตา่ ง ๆ ทใ่ี ช้ภาษาหรือเกยี่ วกับเหตุการณ์หรือส่ิงที่บุคคลมีประสบการณ์ อาจจะ
เป็นความเขา้ ใจหรือความรู้ของแตล่ ะบคุ คล
อรสินี ริตจันทร์ (2552) สรุปว่า ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้ด้วยตนเองโดยอาศัยการบูรณาการระหว่างความรู้เดิมท่ีมีอยู่กับส่ิงท่ีพบเห็น เน้นถึงการได้มาซึ่งความรู้
ของผู้เรียนทมี่ าจากโครงสรา้ งทางสตปิ ญั ญา เป็นทั้งความรแู้ ละการเรยี นรู้
ณัฐกานต์ เจริญกุล (2557) สรุปว่า แนวคิดคอนสตรัคติวิสซึมเป็นการเรียนรู้ท่ีให้ผู้เรียนได้
สรา้ งความรู้ดว้ ยตนเองจากการเชอื่ มโยงประสบการณ์ใหม่เข้ากับประสบการณ์เดิม ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้
จากประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อม และสังคม การเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนจะเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียน
เพราะเป็นการเรยี นรู้ทผี่ เู้ รียนได้สรา้ งข้นึ มาเอง ซึ่งจะเปน็ เรอื่ งเฉพาะตวั ของแต่ละบุคคล
อังคณา ตุงคะสมิต (2562) สรุปว่า แนวคิดคอนสตรัคติวิสซึมเริ่มเป็นกระบวนการสร้าง
ความหมายทีเ่ กิดขึน้ ในตวั ผเู้ รยี น เม่อื ไดม้ ีส่วนรว่ มในการเรียนรูโ้ ดยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน ประสบการณ์เดิมและ
บริบทแวดลอ้ ม มอี ิทธิพลต่อการเรียนรเู้ พ่อื ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งที่ได้สร้างขึ้นโดยอ้างอิงความรู้เดิมและความรู้
ใหม่ทเ่ี กิดขน้ึ
จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า แนวคิดคอนสตรัคติวิสซึม หมายถึง กระบวนการการ
เรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนภายในตัวของผู้เรียน ซึ่งสร้างความรู้จากความสัมพันธ์ของความรู้ความเข้าใจใหม่ท่ีพบและ
ความรู้ความเข้าใจเดิมผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยความรู้ท่ีเกิดจะเป็นเร่ืองเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล
โดยอาศัยการมีปฏสิ มั พนั ธ์ทางสงั คมกบั บุคคลอ่ืนและสิ่งแวดลอ้ มต่าง ๆ
21
2.3 แนวคดิ และหลักกำรของทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ิสซมึ
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมเป็นทฤษฎีท่ีมีรากฐานมาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Jean
Piaget เรียกว่า Cognitive constructivism และ Lev Vygotsky ที่เน้นเกี่ยวกับบริบททางสังคม เรียกว่า Social
Costructivism ซึ่งทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เช่ือว่า ความรู้ของบุคคลมาจากโครงสร้างทางปัญญาท่ีบุคคลนั้นได้
สร้างข้ึน ซ่ึงได้สร้างความรู้จากประสบการณ์ที่เป็นปัญหา และสามารถแก้ปัญหานั้น ๆ ได้โดยอาศัยจาก
ประสบการณห์ รอื ความรู้เดมิ ท่มี มี าก่อนหน้า การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างมากกว่าการรับความรู้ ดังนั้นทฤษฎี
คอนสตรัคติวิสซึมได้มุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่อย่างเหมาะสมของแต่ละบุคคล และส่ิงแวดล้อมจะมีความสาคัญ
ในการสร้างความหมายตามบริบทจริง การเรียนรู้ได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทาในการสร้างความรู้
นักจิตวิทยาและนักการศึกษา คือ Jean Piaget และ Lev Vygotsky ได้ให้แนวคิดที่เป็นรากฐานสาคัญ ซึ่ง
แบ่งเป็น 2 ประเภท ถอื Cognitive constructivism และ Social constructivism (สมุ าลี ชยั เจรญิ , 2545) ดงั นี้
2.3.1 ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมเชิงปัญญา (Cognitive constructivism theory) เป็น
พ้ืนฐานแนวคิดของเพียรเ์ จย์ (Jean Piaget) นกั จิตวิทยาพัฒนาการ แนวคิดของทฤษฎีนี้เน้นผู้เรียนเป็นผู้สร้าง
ความรู้ ซ่ึงเกิดจากการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ ด้วยกระบวนการท่ีสามารถพิสูจ น์ได้
อย่างมีเหตุผล เม่ือผู้เรียนได้ถูกกระตุ้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive conflict)
หรือเรียกว่าการเสียสมดุลทางปัญญา (Disequilibrium) ผู้เรียนจะพยายามปรับโครงสร้างทางปัญญาท่ี
เรียกว่า สกีมา (Schema) เมนทอลโมเดล (Mental Model) ข้ึนภายใน ซ่ึงสกีมาสามารถที่จะเปล่ียนแปลง
(Change) ขยาย (Enlarge) และมีความซับซ้อนได้ ให้เข้าสู่ภาวะสมดุล (Equlibrum) โดยผ่านกระบวนการ
ดงั นี้
(1) การดูดซึม (Assimilation) ได้แก่ การรับข้อมูล สารสนเทศใหม่เข้าไปขยาย
โครงสรา้ งทางปญั ญา จากส่ิงแวดล้อมทีม่ ีความสอดคลอ้ งกับโครงสรา้ งทางปญั ญาเดิมหรอื ความร้เู ดิม
(2) การปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) ได้แก่ การปรับโครงสร้าง
ทางปัญญา โดยการเช่ือมโยงระหว่างความรู้เดิมหรือโครงสร้างทางปัญญาเดิม กับข้อมูลหรือสารสนเทศใหม่ที่
เกดิ จากสิ่งแวดล้อมทมี่ คี วามขดั แย้งหรอื มคี วามแดกตา่ งกับโครงสรา้ งทางปัญญาเดิมให้เข้าสู่สภาวะสมดุล หรือ
ปรับเปน็ โครงสรา้ งทางปญั ญาใหมห่ รือความรูใ้ หม่
2.2.2 ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมเชิงสังคม (Social constructivism theory) เป็นพื้นฐาน
แนวคิดของ Ley Vygotsky นักจิตวิทยา ได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับบริบทการเรียนรู้ทางสังคม (Social context
leaning) โดยให้ความสาคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในการเรียนรู้ จะทาให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา
รวมทั้งแนวคิดเก่ียวกับศักยภาพในการพัฒนาด้านพุทธิปัญญาท่ีอาจมีข้อจากัดเกี่ยวกับช่วงของการพัฒนาท่ี
22
เรียกว่า Zone of Proximal Development ซ่ึงหากผู้เรียนอยู่ต่ากว่า Zone of Proximal Development
มีความจาเป็นที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือในการเรียนรู้ท่ีเรียกว่า Scaffolding โดย Vygotsky เชื่อว่าผู้เรียน
สร้างความรู้ผ่านทางการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อ่ืน ได้แก่ เด็กกับผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ครูและเพื่อน ในขณะท่ี
เดก็ อยูใ่ นบรบิ ทของสังคมและวัฒนธรรม (Sociocultural context) (สุมาลี ชัยเจริญ, 2557) ตามแนวคิดของ
Vygotsky เชอ่ื วา่ ทฤษฎีคอนสครดั ติวสิ ซมึ เชงิ สังคมมีความเกยี่ วข้องกบั การพัฒนาผู้เรียนในกลุ่มของชุมชนแห่ง
การเรีขนรู้ (Learning community) การใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม แนวคิดการเช่ือมความสัมพันธ์ระหว่างกัน
มากกว่าการแยกผู้เรียนออกจากกัน ผู้สอนควรจะสร้างบริบทสาหรับการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนสามารถได้รับการ
สง่ เสรมิ ในกิจกรรมทมี่ ีความนา่ สนใจ ซ่ึงจะช่วยกระตุ้นและเอ้อื อานวยสาหรับการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนสามารถเข้า
ร่วมกจิ กรรมการเรยี นรู้กับผ้เู รยี น และผู้สอนควรเป็นผู้คอยให้คาแนะนา เมื่อผู้เรียนพบเจอปัญหา คอยกระตุ้น
ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงาน และสนับสนุนแนะนาให้ผู้เรียนได้พบเจอกับปัญหาและเกิดวามท้าทาย รวมท้ังการ
ไตรต่ รอง ซง่ึ ถือเป็นรากฐานของสถานการณใ์ นชวี ิตจริง (Real life situation) ท่ีจะทาใหผ้ ู้เรยี นเกิดความสนใจ
ดังน้ันผู้สอนควรจะคอยช่วยเหลือเอ้ืออานวยให้ผู้เรียนเกิดความเจริญทางด้านพุทธิปัญญา (Cognitive
growth) และการเรยี นรู้
นอกจากน้ัน ทิฏิ์ภัทรา สุดแก้ว (2554, อ้างถึงใน อังคณา ตุงคะสมิต, 2562) ได้พัฒนา
รูปแบบการเรยี นการสอนโดยสร้างองค์ความร้ดู ้วยตนเองตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมของ Jean Piaget เและ
Lev Vygotsky ประกอบดว้ ย 4 ขนั้ ตอนหลกั ดงั นี้
รูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซมึ คอื รูปแบบการสอนท่ีเนน้ การ
ปฏิบัติโดยใหผ้ ู้เรยี นเผชิญปัญหาหรอื สถานการณจ์ ริง โดยมีข้ันตอนทั้งหมด 4 ขัน้ ตอนดังต่อไปน้ี
(1) ขน้ั เตรยี มการ คือ ขัน้ ตอนการเตรียมความพร้อมของนักเรียน โดยการทบทวน
ความรเู้ ดิมหรือประสบการณเ์ ดมิ พรอ้ มท้งั เสรมิ องค์ความรู้หรือเนอื้ หาใหม่ เพ่ือใหน้ ักเรียนเกิดกระบวนการคิด
เช่อื มโยงระหว่างความรู้เก่าและความรูใ้ หม่ดว้ ยวธิ กี ารต่างๆ
(2) ขัน้ เลอื กกิจกรรมและหวั ข้อ คือ ในข้นั นเี้ น้นให้นักเรยี นได้เกิดปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ ง
เพือ่ นร่วมกลุ่มและครผู สู้ อน โดยการระดมความคดิ และการแสดงความคดิ เหน็ เพื่อให้นักเรียนเกิดการคดิ
วเิ คราะห์ สังเคราะหจ์ ากความรู้ใหม่
(3) ขนั้ สรา้ งผลงาน คือ ในข้นั น้จี ะเนน้ ใหน้ กั เรียนเผชญิ สถานการณจ์ ริง ไดฝ้ ึกปฏิบัติ
ดว้ ยตนเอง พร้อมท้ังสร้างองค์ความร้ใู หม่ดว้ ยตนเอง
23
(4) ขัน้ ประเมนิ คือ การสรุปองค์ความรู้ด้วยความเข้าใจของนักเรียนเอง ซึ่งเป็นความรู้
ประสบการณท์ น่ี กั เรยี นเผชญิ ทั้งกอ่ นและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนคือผู้ประเมินความสามารถ
ของนักเรยี นว่านักเรียน อาจจะเป็นในรปู แบบแบบทดสอบ แบบฝึกหัดหรือแบบสงั เกตพฤตกิ รรม
ดังน้ันสามารถกล่าวได้ว่า ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมเป็นทฤษฎีที่มุ่งเน้นการสร้างมากกว่าการรับ
ความรู้ท่ีเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการท่ีเกิดข้ึนภายในของผู้เรียน โดยท่ีผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้จาก
ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจเดิมที่มีมาก่อน จากนั้นนาความเข้าใจเก่ียวกับเหตุการณ์
และปรากฏการณ์ที่ตนเผชิญมาสร้างเป็นโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive structure) หรือเรียกว่า สกีมา
(Schema) ซ่ึงโครงสร้างทางปัญญาของแต่ละบุคคลจะมีการพัฒนาโดยกระบวนการดูดซึม (Assimilation) เป็น
การนาข้อมูลสารสนเทศใหม่จากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้าไปไว้เพิ่มหรือขยายโครงสร้างทางปัญญา และปรับ
โครงสร้างทางปัญญาที่เป็นความรู้เดิม (Accommodation) ให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมใหม่ เพื่อปรับเข้าสู่สภาพสมดุล
(Equilibrium) หรอื สร้างเป็นความร้ใู หมข่ องตนเองขึน้ มาได้
3. ทฤษฎีและแนวคดิ ทเ่ี ก่ยี วข้องกับเทคโนโลยเี สมอื นจรงิ (Augmented Reality)
3.1 ควำมหมำยของเทคโนโลยีเสมือนจริง
ไพฑรู ย์ ศรฟี า้ (2556) ได้ให้ความหมายไว้ว่าเทคโนโลยีเสมือนจริง คือ เทคโนโลยีที่ผสานเอาโลก
แห่งความเป็นจริง (Reality) และความเสมือนจริง (Virtual) เข้าด้วยกันผ่านวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น
Webcam, Computer, Pattern, Software และอปุ กรณ์อื่น ๆ ที่เกย่ี วขอ้ ง ซ่ึงภาพเสมือนจริงน้ันจะแสดงผล
ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ มอนิเตอร์ โปรเจคเตอร์ หรืออุปกรณ์แสดงผล โดยภาพเสมือนจริงที่ปรากฏขึ้นจะมี
ปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมได้ทันที อาจมีลักษณะทางที่เป็นภาพนิ่ง ภาพ 3 มิติ ภาพเคลื่อนไหวและรวมถึง
ภาพเคล่ือนไหวทม่ี เี สียงประกอบด้วย ท้งั น้ขี ึ้นอย่กู บั การออกแบบส่อื แตล่ ะรูปแบบ
อภิชาต อนุกูลเวชและภูวดล บัวบาลพลู (2556 อ้างถึงใน จันทกานต์ สถาพรวจนาและสกนธ์
มว่ งสุน่ , 2557) ได้กล่าวว่าเทคโนโลยีเสมือนจริง คือ การนาภาพกราฟฟิกของคอมพิวเตอร์ท้ังในรูปแบบท่ีเป็น
2D 3D หรือ Video มาซ้อนทับเข้ากับฉากหลังซึ่งเป็นภาพในเวลาจริงแสดงออกมาเป็นภาพที่เรียกว่าเสมือน
จรงิ ได้ในรปู แบบทนั สมยั (Real Time)
อดิศักด์ิ มหาวรรณ (2556 อ้างถึงใน จันทกานต์ สถาพรวจนาและสกนธ์ ม่วงสุ่น, 2557) ได้กล่าว
ว่าเทคโนโลยีเสมือนจริง คือ เทคโนโลยีการผสมผสานโลกเสมือน (Virtual World) เพ่ิมเข้าไปในโลกจริง
(Physical World) เพื่อทาใหเ้ กดิ การกลมกลนื กันมากท่ีสุด เทคโนโลยีท่ีผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับ
โลกเสมอื นโดนผา่ นทางอุปกรณ์ต่าง ๆ
24
ภมู ภิ ัทร กล่อมวภิ าวัฒน์ (2561) ไดก้ ลา่ วว่าเทคโนโลยเี สมอื นจริง หมายถึง เทคโนโลยีที่ประสาน
เอาโลกแห่งความเป็นจริง (Reality) และความเสมือนจริง (Virtual) เข้าด้วยกัน มีการประมวลผลเพ่ือแสดง
กราฟฟิกให้ปรากฏข้ึนมาแสดงร่วมกับสภาพแวดล้อมจริงทาให้เห็นภาพเสมือนจริง ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
หน้าจอโทรศัพท์มือถือ เคร่ืองฉายภาพอุปกรณ์การแสดงผลอ่ืน ๆ เพ่ือเป็นเคร่ืองมือที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้
ของผเู้ รียน
จากการศึกษาความหมายของเทคโนโลยีเสมือนจริงข้างต้นจึงกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีเสมือน
จริง คือ เทคโนโลยีที่ผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริง (Reality) และความเสมือนจริง (Virtual) เข้าด้วยกัน
โดยใชอ้ ุปกรณ์การแสดงผลตา่ ง ๆ เปน็ เคร่ืองท่ีใช้ในการปรากฏขึ้นของภาพกราฟฟิกเสมือนจริง อาจมีลักษณะ
ทางท่ีเป็นภาพนิ่ง ภาพ 3 มิติ ภาพเคลื่อนไหวและรวมถึงภาพเคลื่อนไหวท่ีมีเสียงประกอบด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
การออกแบบส่ือแต่ละรปู แบบ
3.2 องคป์ ระกอบของเทคโนโลยเี สมือนจรงิ
(1) AR Code หรอื ตวั Marker ใชใ้ นการกาหนดตาแหน่งของวตั ถุ
(2) Eye หรือ กล้องวิดีโอ กล้องเว็บแคม กล้องโทรศัพท์มือถือ หรือตัวจับ Sensor อ่ืน ๆ ใช้
มองดาเหน่งของ AR Code แลว้ สง่ เขา้ สู่ AR Engine
(3) AR Engine เป็นตัวส่งข้อมูลที่อ่านได้ผ่านเข้าซอฟต์แวร์หรือส่วนประมวลผล เพื่อแสดง
เป็นภาพต่อไป
(4) Display หรือ จอแสดงผล เพือ่ ให้เห็นผลขอ้ มูลท่ี AR Engine ส่งมาให้ในรูปแบบของภาพ
หรือ วีดีโอหรืออีกวิธีหน่ึง เราสามารถรวมกอง AR Engine และจอภาพเข้าด้วยกันในอุปกรณ์เดียว เช่น
โทรศัพทม์ ือ หรอื อ่นื ๆ
3.3 กำรประยกุ ตใ์ ชง้ ำนของเทคโนโลยเี สมอื นจริง
(1) ประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมสร้างเครื่องบิน อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์
ไดใ้ ช้เทคโนโลยเี สมอื นจริงมาช่วยในการผลิตโดยให้ผู้ใช้ได้เรียนรู้การทางานด้วยการใส่แว่นตาที่จะมีคาแนะนา
และจาลองการทางานแสดงให้เห็นแต่ละขัน้ ตอนกอ่ นปฏิบัติจริงแบบ 3 มิติ
(2) การประยุกต์ใช้ทางด้านการแพทย์ เช่น การเรียบเรียงหลักการประยุกต์ใช้ภาพเสมือน
จริง ทางการแพทย์ โดยการเพิ่มตัวต่อประสานระบบสัมผัสภาพสามมิติ เพ่ือเพ่ิมความสมจริงในการรักษาและ
ให้นักศึกษาแพทย์ได้ใช้เครื่องมือแพทย์รักษาหรือผ่าตัดผู้ป่วยแบบไม่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยจริง มีการนา
เทคโนโลยีเสมือนจริงจาลองการผ่าตัดผ่านระบบ ARI*SER โดยทางมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ Ganz ได้แปลง
ใหเ้ ปน็ ระบบจาลองการผ่าตัดตบั เสมอื นจรงิ
25
(3) การประยุกต์ใช้ทางด้านธุรกิจ เช่น การซื้อขายทางการเงิน โดยระบบสามารถให้ผู้ใช้งาน
กาหนดบทบาทของตัวแทนจาหน่าย (Finance Dealer) ในสภาพแวดล้อมเสมือนที่สามารถเสนอราคาในการ
ซื้อขายทาใหผ้ ใู้ ช้สามารถจาลองการซ้อื ขายทางการเงนิ ไดเ้ สมือนจริง
(4) การประยุกต์ใช้ทางด้านการโฆษณา เช่น โทรศัพท์มือโดยนาเทคโนโลยี Mobile AR มา
สรา้ งการรับรู้เพ่อื ให้ลูกค้าไดท้ ราบถึงระบบปฏิบัตกิ ารใหม่บนมอื ถอื
(5) การประยุกต์ใช้กับการท่องเที่ยว เช่น การนาเทคโนโลยีเสมือนจริงไปใช้เพ่ือแนะนา
ประเทศไทยในแต่ละจงั หวดั
3.4 ประโยชนข์ องเทคโนโลยีเสมือนจริงเพ่ือกำรศึกษำ
ภมู ิภทั ร กล่อมวภิ าวัฒน์ (2561) สรปุ ว่าประโยชนข์ องการวิเคราะห์ มดี ังต่อไปน้ี
(1) ใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการกระตุ้นและดึงดูดใจผู้เรียน ให้อยากสืบเสาะหาความรู้ในเรื่อง
น้นั ๆ
(2) ใช้เป็นเคร่ืองมือส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในเนื้อหาท่ีผู้เรียนไม่สามารถเรียนรู้ได้
จากแหล่งเรียนรู้จรงิ โดยตรง เช่น วชิ าดาราศาสตร์ วิชาภูมศิ าสตร์ บางครั้งเป็นการยากท่ีจะนาผู้เรียนไปเรียนรู้
จากสถานทีจ่ รงิ
(3) เป็นเคร่ืองมือที่ช่วยในการส่งเสริมกิจกรรมการร่วมมือกันทางานภายในกลุ่มระหว่าง
ผู้เรียนเอง และระหว่างผ้เู รยี นและผสู้ อน
(4) ส่งเสริมและกระตนุ้ ให้ผู้เรยี นมีทกั ษะการคิดสร้างสรรค์และจนิ ตนาการ
(5) ช่วยเหลือผู้เรียนให้สามารถเรียนตามอัตราเร็วของการเรียนรู้แต่ละบุคคลและตาม
ลกั ษณะวิธีการเรยี นรู้ของแต่ละบุคคล
(6) การใช้เทคโนโลยี AR ในการเรียนการสอนถือเป็นการสร้างสภาพบริบทการเรียนรู้จาก
สภาพจริงทีม่ คี วามเหมาะสมตอ่ รปู แบบการเรยี นรขู้ องผเู้ รียนทีแ่ ตกตา่ งกัน (Classroom Learning with AR)
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คณะผู้วิจัยจึงได้นาเทคโนโลยีเสมือนจริงมาใช้ในการจัดรูปแบบการ
เรียนการสอนประกอบแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เพื่อส่งเสริมการเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ ในเรื่อง
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในชุมชน สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 เพื่อเป็นการเพ่ิมความน่าสนใจในการ
เรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากน้ัน การเรียนรู้ด้วยส่ือเทคโนโลยีเสมือนจริงยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจและจุด
ประกายให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนท่ีสนใจด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีเม่ือได้สัมผัสกับ
เทคโนโลยีเสมือนจริง ผู้เรียนอาจเกิดจินตนาการนาไปคิดต่อยอด พัฒนา และสร้างสรรค์เทคโนโลยี AR ต่อไปใน
อนาคตได้
26
4. ทฤษฎแี ละแนวคดิ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ทกั ษะกำรคดิ วเิ ครำะห์
4.1 ควำมหมำยของกำรคิดวเิ ครำะห์
มีนกั การศกึ ษาหลายทา่ นได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้ ดังน้ี
Dewey (1933 อ้างถึงใน ลักขณา สริวัฒน์, 2549) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า
หมายถงึ การคดิ อยา่ งใครค่ รวญ ไตร่ตรอง โดยอธิบายขอบเขตของการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นการคิดที่เริ่มต้นจาก
สถานการณท์ ม่ี คี วามยงุ่ ยาก และสิ้นสดุ ลงด้วยสถานการณ์ทมี่ ีความชัดเจน
Bloom (1956 อ้างถึงใน ลักขณา สริวัฒน์, 2549) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า
เป็นความสามารถในการแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของเหตุการณ์ เร่ืองราวหรือเนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วย
อะไร มีความสาคญั อย่างไร อะไรเปน็ เหตุ อะไรเป็นผล และทเี่ ป็นอย่างนั้นอาศยั หลักการอะไร
Hannah and Michaelis (1977 อ้างถึงใน ลักขณา สริวัฒน์, 2549) ให้ความหมายการคิด
วิเคราะห์ไว้ว่า เป็นความสามารถในการแยกแยะส่วนย่อยของส่ิงต่าง ๆ เพ่ือดูความสาคัญ ความสัมพันธ์ และ
หลักการของความเป็นไป
สุวิทย์ มูลดา (2547) ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า หมายถึง ความสามารถในการ
จาแนก แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใดสิง่ หนึง่ ซ่งึ อาจจะเป็นวัตถุ สงิ่ ของ เร่อื งราว หรือเหตุการณ์
และหาความสัมพันธเ์ ชงิ เหตผุ ลระหว่างองค์ประกอบหล่าน้ัน เพ่ือการหาสภาพความเป็นจริงหรือสิ่งสาคัญของ
ส่ิงท่กี าหนดให้
ลักขณา สรวิ ัฒน์ (2549) ได้สรุปความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ว่า หมายถงึ ความสามารถใน
การแยกแยะส่วนย่อย ๆ ของเหตุการณ์เร่ืองราวหรือเนื้อเรื่องต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีจุดมุ่งหมายหรือ
ความประสงค์ส่ิงใด และส่วนย่อย ๆ ท่ีสาคัญนั้นแต่ละเหตุการณ์เกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง และเก่ียวพันกันโดย
อาศัยหลักการใด เพ่ือให้เกิดความชัดเจนและความเข้าใจจนสามารถนาไปสู่การตัดสินใจได้อย่างถูก ต้อง
เหมาะสม
สานักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2549) ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า คือ
การระบุเรื่องหรือปัญหา การจาเนกแยกแยะ การเปรียบเทียบข้อมูล เพ่ือจัดกลุ่มอย่างเป็นระบบ ระบุเหตุผล
หรือเช่ือมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลและตรวจสอบข้อมูล หรือหาข้อมูลเพ่ิมเติมเพื่อให้เพียงพอแก่การ
ตดั สินใจ
27
พิรุณพรรณ พลมุข (2550) สรุปว่า การคิดวเิ คราะห์ หมายถึง การคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ
ในข้อความหรือสถานการณ์ที่เป็นปัญหาโดยการตีความ การจาแนกแยกแยะ การทาความเข้าใจระหว่าง
องค์ประกอบของสิ่งน้ันกับองค์ประกอบอ่ืน ๆ ที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผล โดยการ
คิดอย่างมีเหตผุ ล การคดิ ไตรต่ รอง เพ่ือชว่ ยในการตัดสนิ ใจแก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งถกู ต้องเหมาะสม
ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2551) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า คือ ความสามารถใน
การมองเห็นรายละเอียดและจาแนกแยกแยะข้อมูลองค์ประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ เร่ืองราว เหตุการณ์
ต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ และจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อค้นหาความจริง ความสาคัญ แก่นแท้องค์ประกอบของ
หลักการน้ัน ๆ สามารถอธิบายตีความในสิ่งท่ีเห็น ทั้งที่อาจแฝงซ่อนอยู่ภายในส่ิงต่าง ๆ หรือปรากฏได้อย่าง
ชัดเจน รวมทงั้ ความสมั พันธ์และความเชอ่ื มโยงของสง่ิ ตา่ ง ๆ ว่าเก่ยี วกันอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุ ส่งผลกระทบ
ต่อกันอย่างไร อาศัยหลักการใด จนได้ความคิดเพื่อนาไปสู่ข้อสรุป การประยุกต์ใช้ ทานายหรือคาดการณ์ส่ิง
ตา่ ง ๆ ได้อยา่ งถกู ต้อง
ธิดารัตน์ ดรหลาบคา (2553) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง
ความสามารถในการจาแนกแจงแจงของสิ่งใดส่ิงหน่ึงหรือเรื่องใดเรื่องหน่ึงออกเป็นส่วนย่อย ๆ ตามหลักการ
และกฎเกณฑ์ท่กี าหนดไว้ เพอื่ คน้ หาสาเหตทุ ่ีแทจ้ รงิ ของส่ิงท่ีเกดิ ขึ้น
จากการศึกษาความหมายของการคิดวิเคราะห์ท่ีนักการศึกษาหลายท่านนิยามไว้ จึงสามารถ
สรุปได้ว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการคิด พิจารณาไตร่ตรอง จาแนกแยกแยะ
ความสัมพันธ์ การเชื่อมโยงความสาคัญของเรอ่ื งราว สถานการณห์ รือการกระทาต่าง ๆ เพื่อหาเหตุผลว่าสิ่งนั้น
เกิดข้ึนได้อย่างไร และใช้หลักการใดในการตีความ กระทั่งเกิดเป็นแนวคิดของตนเองนาไปสู่ข้อสรุป การ
ประยกุ ต์ใช้ หรือการตดั สนิ ใจตอ่ สงิ่ ใดสง่ิ หนึง่ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
4.2 ทฤษฎแี ละแนวคดิ ท่ีเกีย่ วกับทักษะกำรคิดวเิ ครำะห์
4.2.1 ทฤษฎีกำรคิดวิเครำะห์ของวัตสันและเกลเซอร์ (Watson and Glaser, 1964)
กล่าวถงึ การคดิ วเิ คราะห์วา่ ประกอบดว้ ย ทัศนคติ ความรู้ และทกั ษะในเรอื่ งต่าง ๆ ดงั ต่อไปนี้
(1) ทศั นคติในการสืบเสาะ ซ่งึ ประกอบดว้ ยความสามารถในการเห็นปัญหาเละความ
ตอ้ งการท่จี ะสืบเสาะ คน้ หาข้อมูล หลักฐานมาพสิ ูจนเ์ พ่ือหาข้อเทจ็ จริง
(2) ความรูใ้ นการหาเหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ และการใชข้ ้อมลู อา้ งอิงอย่างมเี หตุผล
(3) ทักษะการใช้ความร้แู ละทัศนคติดงั ทกี่ ลา่ วมาขา้ งต้น
28
4.2.2 แนวคิดเก่ียวกับกำรคิดวิเครำะห์ของบลูม (Blom, 1956 อ้างถึงใน ณัฐกานต์ เจริญ
กุล, 2557) ได้กาหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการคิด ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะ
พิสัยของบุคคลส่งผลต่อความสามารถทางการคิดที่บลูมจาแนกไว้เป็น 6 ระดับ คาถามในแต่ละระดับมี
ความชับซ้อนแตกตา่ งกัน ไดแ้ ก่
(1) ระดับความรู้ความจา จาแนกเป็นความรู้ในเนื้อหา เช่น ความรู้ในศัพท์ท่ีใช้และ
ความรู้ในข้อเท็จจริงเฉพาะ ความรู้ในวิธีดาเนินการ เช่น ความรู้เก่ียวกับระเบียบแบบแผน ความรู้เก่ียวกับ
แนวโน้มและลาดบั ขนั้ ความรู้เก่ียวกับการจัดจาแนกประเภทความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์ต่าง ๆ และความรู้เก่ียวกับ
วิธีการ ความรู้รวบยอดในเนื้อเร่ือง เช่น ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชา และการขยายความและความรู้เก่ียวกับ
ทฤษฎีและโครงสรา้ ง
(2) ระดบั ความเขา้ ใจ แยกเปน็ การแปลความ การตีความและการขยายความ
(3) ระดับการนาไปใช้ หรือการประยกุ ต์
(4) ระดับการวิเคราะห์ แยกเป็น การวิเคราะห์ความสาคัญ การวิเคราะห์
ความสมั พนั ธ์ และการวิเคราะหห์ ลักการ
(5) ระดบั การสังเคราะห์ แยกเป็น การสังเคราะห์การสื่อความหมาย การสังเคราะห์
แผนงานและการสังเคราะห์ความสมั พนั ธ์
(6) ระดับการประเมินค่า แยกเป็น การประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายในและ
การประเมินคา่ โดยอาศยั ข้อเทจ็ จรงิ ภายนอก
ความสามารถทางการคิดของบุคคลของบลูมในระดับการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะพ้ืนฐานของ
นักเรียนสู่ความสามารถทางการคิดในระดับสูง เพราะนักเรียนจะเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่าชัดจนผ่าน
กระบวนการคิดวิเคราะห์หน่วยย่อย การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์หลักการ โดยนักเรียน
สามารถวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ จากส่วนย่อยสู่ส่วนใหญ่ และเช่ือมความสัมพันธ์ของประเด็นต่ าง ๆ เข้า
ดว้ ยกันจนสามารถสรปุ อยา่ งเป็นหลกั การ โดยมเี หตผุ ลรองรับ ตามรายละเอียด ดังน้ี
(1) การวิเคราะห์ความสาคัญ (Analysis of Element) เป็นความสามารถในการ
แยกแยะไดว้ า่ ส่ิงใดจาเปน็ ส่งิ ใดสาคญั สง่ิ ใดมบี ทบาทมากท่สี ดุ ประกอบดว้ ย
(1.1) วิเคราะห์ชนิด เป็นการให้นักเรียนวินิจฉัยว่าสิ่งนั้น เหตุการณ์น้ัน ๆ
จัดเป็นชนิดใด ลักษณะใด เพราะเหตุใด เช่น ข้อความน้ี (ทาดีได้ดี ทาชั่วได้ช่ัว) เป็นข้อความชนิดใด ผักชีเป็น
พชื นิดใด ม้าน้าเปน็ พชื หรือสัตว์
29
(1.2) วิเคราะห์สิ่งสาคัญ เป็นการวินิจฉัยส่ิงใดสาคัญ สิ่งใดไม่สาคัญ เป็น
การคน้ หาสาระสาคัญ ข้อความหลกั ข้อสรปุ จดุ เด่น จุดด้อยของสิ่งต่าง ๆ เช่น สาระสาคัญของเร่ืองน้ีคืออะไร
ควรตง้ั ชื่อเร่อื งนีว้ ่าอะไร การปฏิบัติเชน่ นั้นเพื่ออะไร สงิ่ ใดสาคัญท่ีสดุ ใครมีบทบาทมากทสี่ ดุ จากสถานการณ์นี้
(1.3) วิเคราะห์เลศนัย เป็นการมุ่งค้นหาส่ิงที่แอบแฝงซ่อนเร้นหรืออยู่
เบ้ืองหลังจากส่ิงที่เห็น ซ่ึงมิได้บ่งบอกตรง ๆ แต่มีร่องรอยของความเป็นจริงซ่อนเร้นอยู่ เช่น ภาพน้ีหมายถึง
ใคร ข้อความนห้ี มายถงึ ใครหรือสถานการณ์ใด เร่ืองน้ีควรยกย่องหรือตาหนิใคร เร่ืองนี้ให้ข้อคิดอะไร ผู้เขียนมี
ความเชื่ออยา่ งไร
(2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of relationship) เป็นการค้นหา
ความสัมพันธ์ของส่ิงต่าง ๆ ว่ามีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้อง
หรอื ขัดแย้งกนั ไดแ้ ก่
(2.1) วเิ คราะหช์ นดิ ของความสมั พนั ธ์ มุง่ ให้เกิดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบใด
มีส่ิงใดสอดคล้องกัน หรือไม่สอดคล้องกัน มีสิ่งใดที่เก่ียวข้องกับเร่ืองนี้ และมีส่ิงใดท่ีไม่เก่ียวข้องกับเร่ืองน้ี มี
ข้อความไม่สมเหตุสมผล เพราะอะไร คากล่าวใดสรุปผิด การตัดสินใจการกระทาอะไรไม่ถูกต้อง สองส่ิงน้ี
เหมอื นกันอยา่ งไร หรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร
(2.2) วิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ ส่ิงใดท่ีเกี่ยวข้องกันมากท่ีสุด สิ่งใด
เกยี่ วขอ้ งน้อยที่สด สงิ่ ใดสมั พนั ธก์ ับสถานการณ์ หรอื เร่อื งราวมากทสี่ ุด การเรียงลาดบั มากน้อยของสิ่งต่าง ๆ ที่
ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรยี งลาดบั ความรุนแรง จานวน
(2.3) วิเคราะห์ขั้นตอนความสัมพันธ์ เม่ือเกิดสิ่งนี้แล้วผลลัพธ์อะไรตามมา
บ้างตามลาดับ การเรียงลาดับข้ันตอนของเหตุการณ์ วงจรของสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาตามลาดับ
ข้ันตอน ผลสดุ ท้ายจะเปน็ อย่างไร เชน่ วิเคราะหว์ งจรของฝน, ผเี ส้ือ
(2.4) วิเคราะหจ์ ดุ ประสงค์และวิธกี าร การกระทาแบบน้ีเพ่ืออะไร การทาญ
ตกั บาตร (สขุ ใจ) เมื่อทาอย่างนี้แลจ้ ะเกดิ ผลสัมฤทธิ์อยา่ งไร ทาอยา่ งน้ีมเี ปา้ หมายอย่างไร มจี ดุ มุง่ หมายอะไร
(2.5) วเิ คราะห์สาเหตุและผล สิ่งใดเป็นสาเหตุของเรื่องน้ี หากไม่ทาอย่างนี้
ผลจะเป็นอย่างไร หากทาอยา่ งนี้ ผลจะเปน็ อย่างไร ข้อความใดเปน็ เหตผุ ลแก่กันหรือขัดแย้งกัน
(2.6) วิเคราะห์แบบความสัมพันธ์รูปอุปมาอุปไมย เช่น บินเร็วเหมือนนก
ระบอบประชาธปิ ไตยเหมือนกบั ระบบการทางานของอวัยวะในรา่ งกาย
3) การคิดวิเคราะห์เชิงหลักการ (Analysis of Organization Principles) หมายถึง
การคน้ หาโครงสรา้ งของระบบ เรอ่ื งราว ส่งิ ของและการทางานต่าง ๆ ว่าสงิ่ เหล่านั้นดารงอยู่ได้ในสภาพเช่นนั้น
30
เน่ืองจากอะไร มีอะไรเป็นแกนหลัก มีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีส่ิงใดเป็นตัวเช่ือมโยง
การคิดวิเคราะห์หลกั การเปน็ การวิเคราะหท์ ถี่ อื ว่ามคี วามสาคญั ท่สี ุด การจะวิเคราะห์เชิงหลักการได้ดี จะต้องมี
ความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ได้ดีเสียก่อน เพราะผลจาก
ความสามารถในการวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบและวเิ คราะห์ความสมั พันธ์จะทาให้สามารถสรุปเปน็ หลกั การได้
ประกอบด้วย
(3.1) วิเคราะห์โครงสร้าง เป็นการค้นหาโครงสร้างของส่ิงต่าง ๆ เช่น การ
ทาวิจัยมีกระบวนการทางานอยา่ งไร สิ่งนบ้ี ง่ บอกความคดิ หรือเจตนาอย่างไร คากลา่ วนีม้ ลี ักษณะอย่างไร (ชวน
เชญิ โฆษณาชวนเชื่อ) โครงสรา้ งของสงั คมไทยเปน็ อยา่ งไร ส่วนประกอบของส่ิงนี้มีอะไรบ้าง กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์
(3.2) วิเคราะห์หลกั การ เป็นการแยกแยะเพื่อค้นหาความจริงของสิ่งต่าง ๆ
แลว้ สรุปเป็นคาตอบหลกั ได้ หลักการของเร่ืองนมี้ ีวา่ อยา่ งไร เหตุใดความรนุ แรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาดใต้จึง
ไมม่ ีท่ีทา่ จะยตุ ลิ งได้ หลักการในการสอนของครูควรเป็นอยา่ งไร
จากการศึกษาแนวคิดที่เก่ียวกับการคิดวิเคราะห์ คณะผู้วิจัยได้นาทฤษฎีการคิดวิเคราะห์
ของบลูมมาใช้เป็นแนวทางในการศึกษาและสร้างแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์กับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ซ่งึ ประกอบด้วยทักษะ ดงั นี้
(1) การวิเคราะห์ความสาคัญ เป็นความสามารถในการหาองค์ประกอบหรือ
ส่วนประกอบของเร่อื งราวหรอื เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ
(2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการหาความเก่ียวข้องหรือ
ความสมั พันธ์ของสว่ นตา่ ง ๆ
(3) การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการหาหลักการของความสัมพันธ์
ของส่วนสาคัญในเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าส่ิงเหล่าน้ันสัมพันธ์กันโดยอาศัยหลักการใด มีส่ิงใดมาเป็น
ตัวเช่ือมโยง
4.3 องคป์ ระกอบของกำรคดิ วเิ ครำะห์
สุวิทย์ มูลคา (2547) กล่าววา่ การคดิ วเิ คราะห์ มีองค์ประกอบสาคญั 3 ประการดงั นี้
(1) ส่ิงที่กาหนดให้เป็นส่ิงสาเร็จรูปกาหนดให้วิเคราะห์ เช่น วัตถุ ส่ิงของ เร่ืองราว
เหตกุ ารณ์หรือปรากฏการณต์ า่ ง ๆ เปน็ ต้น
31
(2) หลักการหรือกฎเกณฑ์ เป็นข้อกาหนดสาหรับใช้แยกส่วนประกอบของส่ิงท่ี
กาหนดให้ เช่น เกณฑ์ในการจาแนกสิ่งท่ีมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกัน หลักเกณฑ์ในการหาลักษณะ
ความสมั พนั ธ์เชิงเหตผุ ล อาจจะเปน็ ลกั ษณะความสมั พันธท์ ่มี คี วามคลา้ ยคลึงกันหรอื ขดั แยง้ กัน เปน็ ตน้
(3) การค้นหาความจริงหรือความสาคัญ เป็นการพิจารณาส่วนประกอบของส่ิงท่ี
กาหนดใหต้ ามหลกั การหรอื กฎเกณฑ์ แลว้ ทาการรวบรวมประเดน็ ทส่ี าคญั เพอ่ื หาข้อสรุป
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2548 อ้างถึงใน ณัฐกานต์ เจริญกุล, 2557)
กล่าววา่ องคป์ ระกอบของการคิดวิเคราะห์ ประกอบดว้ ย
(1) การตีความ ความเข้าใจ และให้เหตุผลแก่สิ่งท่ีต้องการวิเคราะห์เพื่อแปรความ
ของส่ิงน้ันขึน้ อยู่กบั ความรปู้ ระสบการณเ์ ดิมและค่านิยม
(2) การมคี วามรู้ ความเข้าใจในเร่ืองทีจ่ ะวเิ คราะห์
(3) การช่างสังเกต สงสยั ช่างถาม ขอบเขตของคาถามที่เกย่ี วกับการคิดเชิงวิเคราะห์
จะยึดหลัก 5W 1H ประกอบด้วย What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไหร่) Why (ทาไม) How
(อยา่ งไร)
(4) การหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (คาถาม) ค้นหาคาตอบได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุใน
เรื่องนั้นเชื่อมโยงกับส่ิงนี้ได้อย่างไร เร่ืองนี้ใครเก่ียวข้อง เมื่อเกิดเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างไร มีองค์ประกอบ
อะไรบ้างที่นาไปสู่ส่ิงน้ัน มีวิธีการข้ันตอนในการทาให้เกิดส่ิงนี้อย่างไร มีแนวทางแก้ไขได้อย่างไรบ้าง ถ้าทา
เช่นน้จี ะเกิดอะไรข้นึ ในอนาคต ลาดบั เหตกุ ารณ์น้ีดูว่าเกิดข้ึนได้อย่างไร เขาทาสิ่งน้ีได้อย่างไร ส่ิงที่เก่ียวข้องกับ
เรอ่ื งนไี้ ดอ้ ยา่ งไร
จากการศึกษาองค์ประกอบของการคิดสร้างสรรค์ข้างต้น สามารถกล่าวโดยสรุปว่า
องคป์ ระกอบของการคิดสร้างสรรค์ คือ การค้นหาคาตอบหลักการกฎเกณฑ์หรือความสัมพันธ์ในการพิจารณา
และมีกระบวนการค้นหาคาตอบโดยยึดหลัก 5W 1H ประกอบด้วย What (อะไร) Where (ท่ีไหน) When
(เมื่อไหร่) Why (ทาไม) How (อย่างไร)
4.4 กระบวนกำรคดิ วิเครำะห์
สวุ ทิ ย์ มลู คา (2547) กลา่ วว่า กระบวนการคดิ วิเคราะห์ ประกอบด้วย 5 ข้นั ตอนดังนี้
ข้ันท่ี 1 กาหนดสิ่งท่ีต้องการวิเคราะห์ เป็นการกาหนดวัตถุ สิ่งของ เร่ืองราวหรือ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ข้ึนมา เพื่อเป็นต้นเรื่องท่ีจะใช้วิเคราะห์ เช่น พืช หิน ดิน รูปภาพ บทความ เร่ืองราว เหตุการณ์
หรอื สถานการณจ์ ากขา่ ว ของจรงิ หรอื สอ่ื เทคโนโลยตี า่ ง ๆ เปน็ ต้น
32
ขน้ั ท่ี 2 กาหนดปญั หาหรือวัตถุประสงค์ เป็นการกาหนดประเด็นข้อสงสัยจากปัญหา
ของส่งิ ที่ตอ้ งการวเิ คราะห์ ซงึ่ อาจจะกาหนดเป็นคาถามหรือเป็นการกาหนดวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์เพื่อ
คน้ หาความจริง สาเหตุ หรือความสาคัญ เชน่ ภาพนี้ บทความนี้ต้องการสอ่ื หรือบอกอะไรทีส่ าคัญที่สุด
ขั้นท่ี 3 กาหนดหลักการหรือกฎเกณฑ์ เป็นการกาหนดข้อกาหนดสาหรับใช้แยก
ส่วนประกอบของสิ่งท่ีกาหนดให้ เช่น เกณฑ์ในการจาแนกสิ่งท่ีมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกัน หลักการใน
การหาลักษณะความสมั พันธเ์ ชงิ เหตผุ ลอาจเป็นลกั ษณะความสัมพนั ธ์ทม่ี ีความคลา้ ยคลงึ กนั หรอื ขัดแยง้ กนั
ขั้นท่ี 4 พิจารณาแยกแยะ เป็นการพินิจ พิเคราะห์ทาการแยกแยะ กระจายส่ิงท่ี
กาหนดให้ออกเป็นส่วนย่อย ๆ โดยใช้เทคนิคคาถาม 5W 1H ประกอบด้วย What (อะไร) Where (ที่ไหน)
When (เมื่อไหร่) Why (ทาไม) How (อยา่ งไร)
ขั้นท่ี 5 สรุปคาตอบ เป็นการรวบรวมประเด็นที่สาคัญเพ่ือหาข้อสรุปเป็นคาตอบ
เพื่อตอบปญั หาของสิ่งที่กาหนดให้
อุ่นเรือน หนูจันทร์ (2551) สรุปกระบวนการคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง ข้ันตอนในการคิด
วเิ คราะห์ ซึง่ ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน ดังน้ี
(1) กาหนดสิง่ ทต่ี ้องการวิเคราะห์
(2) กาหนดปัญหาหรือวตั ถุประสงค์
(3) กาหนดหลักการหรอื กฎเกณฑ์
(4) พจิ ารณาแยกแยะ
(5) สรปุ คาตอบ เป็นการรวบรวมประเดน็ ท่สี าคญั
ธิดารัตน์ ดรหลาบคา (2553) สรุปว่า กระบวนการคิดวิเคราะห์เป็นการทางานของสมองทั้ง
สองซีก คือ สมองซีกซ้ายและซีกขวา เป็นตัวกาหนดวิถีทางในการคิด กระบวนการคิดวิเคราะห์จึงต้องมีการ
กาหนดส่ิงท่ีต้องการวิเคราะห์ ต้ังประเด็น กาหนดหลักการ กฎเกณฑ์ในการวิเคราะห์ พิจารณา แยกแยะและ
เชอ่ื มโยงเพื่อสรปุ หาคาตอบ หรือตอบปญั หาที่กาหนดให้
จากการศกึ ษากระบวนการคดิ วเิ คราะห์ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่ากระบวนการคิดวิเคราะห์ มี
5 ข้ันตอน คอื
(1) กาหนดสิ่งท่ีต้องการวิเคราะห์ว่าต้องการวิเคราะห์เรื่องใด เพื่อเป็นการกาหนด
ขอบเขตทีช่ ัดเจน
(2) กาหนดวตั ถุประสงค์ในการวเิ คราะหว์ ่าจะวเิ คราะหเ์ พ่ืออะไร
(3) กาหนดหลักเกณฑใ์ นการวเิ คราะห์ เพือ่ เป็นแนวทางในการพจิ ารณา
33
(4) ปฏิบัติตามแนวทางที่ตั้งไว้ อาจจะโดยการตีความ สรุปความ เช่ือมโยง จัด
หมวดหมู่หรืออาจใช้หลายแนวทางร่วมกัน
(5) สรุปคาตอบและนาผลท่ไี ดไ้ ปใช้
4.5 ลักษณะกำรคดิ วิเครำะห์
สวุ ิทย์ มลู คา (2547) ไดจ้ าแนกการคดิ วเิ คราะห์ออกเป็น 3 ลักษณะ ดงั น้ี
(1) การวิเคราะห์ส่วนประกอบ เป็นความสามารถในการหาส่วนประกอบท่ีสาคัญ
ของสงิ่ ของหรือเร่ืองราวต่าง ๆ เชน่ การวเิ คราะหส์ ว่ นประกอบของพืช สตั ว์ ขา่ วหรอื เหตกุ ารณ์ เปน็ ตน้
(2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการหาความสัมพันธ์ของส่วน
สาคัญตา่ ง ๆ โดยการระบุความสมั พนั ธ์ระหว่างความคดิ ความสัมพนั ธ์ในเชิงเหตุผลหรือความแตกต่างระหว่าง
ขอ้ โตแ้ ยง้ ที่เกยี่ วขอ้ งและไมเ่ กีย่ วขอ้ ง
(3) การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการหาความสัมพันธ์ส่วนสาคัญใน
เร่ืองนั้น ๆ ว่าสัมพันธ์กันอยู่โดยอาศัยหลักการใด เช่น การให้ผู้เรียนค้นหาหลักการของเร่ือง การระบุ
จุดประสงค์ของผู้เรียน ประเด็นสาคัญของเรื่อง เทคนิคท่ีใช้ในการจูงใจผู้อ่านและรูปแบบของภาษาท่ีใช้ เป็น
ตน้
ลกั ขณา สริวฒั น์ (2549) สรปุ ลกั ษณะของการคดิ วเิ คราะหไ์ ด้ว่า เป็นการกาหนดขอบเขตของ
สงิ่ ท่จี ะวเิ คราะห์ กาหนดจุดมุ่งหมายว่าจะวิเคราะห์เพื่ออะไร โดยใช้ทฤษฎีใดอ้างอิงในการวิเคราะห์ วิเคราะห์
อย่างไร และต้องสรุปรายงานการวิเคราะห์ใหช้ ดั เจน
จากการศึกษาลักษณะของการคิดวิเคราะห์ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าลักษณะของการคิด
วิเคราะห์เป็นการคิดโดยพิจารณาอย่างมีระบบ มีหลักการในการวิเคราะห์อย่างเป็นข้ันตอน มีการกาหนด
วตั ถุประสงค์ที่ชดั เจนเพื่อใหไ้ ดค้ าตอบที่ตรงประเด็น
4.6 ประโยชนข์ องกำรคิดวิเครำะห์
สุวทิ ย์ มลู คา (2547) สรุปวา่ ประโยชน์ของการวิเคราะห์ มดี ังตอ่ ไปน้ี
(1) ช่วยให้เรารู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบ้ืองหลังของส่ิงที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นไป
เป็นมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ รู้ว่าเรื่องน้ันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ทาให้เราได้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความรู้ใน
การนาไปใชต้ ดั สนิ ใจแก้ปัญหาการประเมินและการตดั สนิ ใจเร่อื งตา่ ง ๆ ได้อย่างถูกตอ้ ง
(2) ช่วยให้เราสารวจความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่ปรากฏและไม่ด่วนสรุปตาม
อารมณ์ ความร้สู กึ หรอื อคติ แต่สืบคน้ ตามหลักเหตผุ ลและข้อมลู ทเี่ ป็นจริง
34
(3) ช่วยให้เราไม่ด่วนสรุปส่ิงใดง่าย ๆ แต่ส่ือสารตามความเป็นจริง ขณะเดียวกันจะ
ช่วยให้เราไม่หลงเชื่อข้ออ้างที่เกิดจา ตัวอย่างเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาเหตุผลและปัจจัยเฉพาะในแต่ละ
กรณไี ด้
(4) ช่วยในการพิจารณาสาระสาคัญอื่น ๆ ท่ีถูกบิดเบือนไปจากความประทับใจใน
ครัง้ แรก ทาให้เรามองได้อย่างครบถ้วนในแงม่ ุมอ่ืน ๆ ที่มอี ยู่
(5) ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกต การหาความแตกต่างของส่ิงที่ปรากฏ
พิจารณาตามความสมเหตุสมผลของส่ิงทีเ่ กิดข้นึ ก่อนที่จะตดั สินสรุปสิง่ ใดลงไป
(6) ช่วยให้เราหาเหตุผลท่ีสมเหตุสมผลให้กับส่ิงท่ีเกิดข้ึนจริง ณ เวลาน้ัน โดยไม่พ่ึง
อคติที่กอ่ ตัวอยใู่ นความทรงจา ทาให้เราสามารถประเมินสงิ่ ต่าง ๆ ได้อย่างสมจรงิ สมจงั
(7) ช่วยประมาณการความน่าจะเป็น โดยสามารถใช้ข้อมูลพ้ืนฐานที่เรามีวิเคราะห์
รว่ มกับปัจจัยอน่ื ๆ ของสถานการณ์ ณ เวลานั้น อนั จะชว่ ยคาดการณ์ความน่าจะเป็นได้สมเหตสุ มผลมากกว่า
ลกั ขณา สรวิ ฒั น์ (2549) กล่าววา่ การคดิ วเิ คราะห์เปน็ ประโยชน์อย่างมากท้ังในระดับปัจเจก
บุคคล ระดับองคก์ ร และระดบั ประเทศ ซงึ่ ในแทบทกุ วิชาจาเปน็ ตอ้ งใช้การวเิ คราะห์เป็นเครื่องมือในการศึกษา
หาความรู้ความเข้าใจในเร่อื งนนั้ ๆ ดังเชน่
(1) ในการวิจัย การคิดวิเคราะห์นับเป็นหัวใจหลักของการวิจัยเก่ียวกับการหา
ความสมั พันธ์ การหาเหตผุ ลและผลในการอธบิ ายเรอื่ งใดเรื่องหน่ึง โดยพยายามนาเอาความแตกต่างในตัวแปร
อิสระไปอธบิ ายในตัวแปรตามเพือ่ พิสูจน์สมมติฐานว่าเป็นไปจริงตามนน้ั หรือไม่
(2) การคิดวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในแง่มุมต่าง ๆ ช่วย
ให้เราเข้าใจสาเหตุที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่ตามมาและส่ิงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนาไปสู่การแก้ไขปัญหาการ
เตรียมการป้องกนั การวางนโยบาย และการวางกลยทุ ธ์เพ่อื มีโอกาสที่ดใี นอนาคต
(3) การวิเคราะหข์ า้ งหน้า ทาให้เราทราบเบื้องหน้าเบ้ืองหลังของเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น
ในแตล่ ะวัน ไม่เพยี งแต่จะรับรูว้ า่ มอี ะไรเกิดข้ึนเท่านั้น แต่ยังทราบว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและยังทา
ให้ทราบอีกว่าเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ในการวางกลยุทธ์และป้องกัน
อยา่ งไรตอ่ ไปได้
(4) การวเิ คราะห์บคุ คล จะช่วยใหเ้ ราเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงแสดงออกมาเช่นนี้มีอะไร
เป็นมูลเหตุจูงใจ สิ่งท่ีเขาแสดงออกมาจะส่งผลกระทบต่อเขาหรือผู้อื่นหรือไม่ อย่างไร ในอนาคตถ้ามูลเหตุ
เปลี่ยนพฤตกิ รรมของเขาจะเปลยี่ นไปด้วยหรอื ไม่
35
(5) การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ ทาให้เราทราบว่าส่ิงนั้นประกอบด้วยอะไรบ้างและ
ช่วยทางานประสานเช่ือมโยงกันอย่างไร การรู้โครงสร้างส่วนประกอบทาให้ วิทยาศาสตร์นาสารท่ีสกัดออกมา
นั้นไปใช้ประโยชน์ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งอเนกอนนั ต์
(6) การวิเคราะห์ข้อความ มีคากล่าวอ้างต่าง ๆ โดยพิจารณาเชิงเหตุผลระหว่าง
ข้ออ้างและข้อสรุป หลักฐานที่นามากล่าวอ้างและวิธีใช้แรงจูงใจ หรือเหตุผลท่ีนามากล่าวอ้างจะช่วยให้เรา
ค้นพบความถูกต้องมีผิดพลาดในข้ออ้างนั้น ในการวิเคราะห์เพ่ือให้ได้คาตอบที่ต้องการ เพ่ือให้ได้เคร่ืองมือท่ี
เหมาะสมในการวเิ คราะห์ เพ่ือให้ได้คาตอบทถ่ี ูกตอ้ งและชัดเจน
อุน่ เรอื น หนจู ันทร์ (2551) สรุปประโยชนข์ องการคิดวิเคราะห์ คือ ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจ
ทถี่ กู ต้องเป็นจรงิ ชว่ ยในการแกป้ ญั หา เพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการเรียนและการทางาน และช่วยพัฒนาความเป็น
คนช่างสังเกต
ธิดารัตน์ ดรหลาบคา (2553) สรุปประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า ช่วยให้ส่งเสริมความ
ฉลาดทางสติปัญญา สามารถแก้ปัญหา ประเมิน ตัดสินใจ และสรุปข้อมูลต่าง ๆ ที่รับรู้ด้วยความสมเหตุสมผล
อนั เป็นพื้นฐานการคิดและมิตอิ ่ืน ๆ
จากประโยชน์ที่นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวไว้ข้างต้น คณะผู้วิจัยสามารถสรุปประโยชน์
ของการคิดวิเคราะห์ได้ว่า การคิดวิเคราะห์ช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องทาให้สามารถตัดสินใจ คิด
พิจารณา ไตร่ตรองในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงได้อย่างละเอียดถ่ีถ้วนมากขึ้นด้วยวิธีการจาแนกแยกแยะหาท่ีไปที่มา
อย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ใช้อคติอารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทาให้ข้อมูลมีประสิทธิภาพ
น่าเช่ือถือและเป็นที่ยอมรบั
ดังน้ันในการวิจัยคร้ัง น้ีคณะผู้ วิจัยจึงมีคว ามส นใจในการศึกษาคว ามสามารถ ในการคิด
วิเคราะห์ของนักเรียน ซึ่งมีการแบ่งองค์ประกอบในการคิดวิเคราะห์เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ความสามารถในการ
วิเคราะห์ความสาคัญ ความสามารถในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และความสามารถในการวิเคราะห์หลักการ
โดยใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับสื่อเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented
Reality) เป็นการบรูณาการรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อศึกษาและแก้ปัญหาความสามารถในการคิด
วิเคราะหข์ องนกั เรียนให้มปี ระสิทธิภาพมากย่ิงขึน้
36
5. งำนวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง
5.1 งำนวิจัยที่เก่ียวกับกำรจัดกำรเรียนกำรสอนตำมแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม
(Constructivism)
พรหม ผูกดวง (2542 อ้างถึงใน อมรินทร์ อาพลพงษ์, 2559) ทาการวิจัยเรื่องผลของการ
สอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื งโลกและการเปลยี่ นแปลง โดยใช้การสอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม
ตามแนวคิดของ Underhill (1991) ซ่ึงประกอบด้วยกิจกรรม 3 ข้ันคือ ขั้นสร้างความขัดแย้งทางปัญญา ขั้น
การไตร่ตรอง และขั้นสร้างโครงสร้างใหม่ทางปัญญา พบว่า เป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นให้นักเรียนได้เผชิญกับ
ปัญหา ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมท่ีสอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน ทาให้นักเรียนมี
ความสุข สนุกสนานกับการเรียน ท้ังยังได้รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการเรียนอีกด้วย สาหรับ
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า สามารถช่วยให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิตทิ ร่ี ะดบั .05
อทุ ยั ทิพย์ คีรนี าถ (2546 อ้างถงึ ใน สมจติ หนูพิชัย, 2551) ได้ทาการวิจัยเรื่องผลของวิธีสอน
โดยใชแ้ นวคิดทฤษฎคี อนสตรัคตวิ สิ ซึมทมี่ ีต่อผลสัมฤทธ์ิทางเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 4 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเปรียบเทียบ
ความกา้ วหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างนักเรียนท่ีได้รับการสอนด้วยวิธีสอนโดยใช้
แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมกับนักเรียนที่ได้รับการสอบแบบปกติ ผลการศึกษาพบว่า วิธีสอนโดยใช้
แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ข องนักเรียนสูงกว่าวิธีสอน
แบบปกติอย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05
ขนิษฐา นันทะนา (2547) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอนตาม
แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม ผลการศึกษาพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมโดยใช้รูปแบบการสอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมด้วยลักษณะของ
รูปแบบการสอนทาให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองท่ีผู้เรียนได้ใช้กระบวนการในก าร
เรียนรู้ คือ กระบวนการคิดและกระบวนการกลุ่ม ทาให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางานอย่างเป็นระบบ มี
การพฒั นาผลงานอย่างต่อเนื่องตามความแตกต่างทางการเรียนระหว่างบุคคล มีความคงทนในการเรียนรู้และ
นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากได้รับการเรียนมีค่าเฉลี่ยการ
37
ทดสอบหลังการทดลองสูงกว่าการทดสอบก่อนทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และมีนักเรียน
ผ่านเกณฑก์ าหนดรอ้ ยละ 75 คิดเปน็ ร้อยละ 86.21 ซ่ึงสงู กวา่ ที่กาหนดไวร้ ้อยละ 80
สมจิต หนูพิชัย (2551) ได้ทาการวิจัยเร่ืองผลการใช้วิธีสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิ
สซึมร่วมกับเทคนิคการอภิปรายกลุ่มแบบโต๊ะกลมต่อทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และความ
พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านหาดไข่เต่า เพ่ือ 1) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการ
แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี
สอนตามแนวคิดคอนสตรคั ติวิสซึมร่วมกับเทคนิคการอภิปรายกลุ่มแบบโต๊ะกลม 2) ศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรียนต่อวิธีสอนตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับเทคนิคการอภิปรายกลุ่มแบบโต๊ะกลม ผลการวิจัย
พบว่า 1) ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 หลังได้รับการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับเทคนิคการอภิปรายกลุ่มแบบโต๊ะกลมสูงกว่า
กอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อวิธีสอนตามแนวคิดคอนสตรัค
ตวิ ิสซึมร่วมกบั เทคนิคการอภิปรายกลุม่ แบบโตะ๊ กลมอยู่ในระดบั มาก
5.2 งำนวิจยั ทเ่ี ก่ียวกับกำรคิดวเิ ครำะห์
พเยาว์ ชาตินันท์ (2551 อ้างถึงใน ณัฐกานต์ เจริญกุล, 2557) ได้ทาการศึกษาเรื่องการ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการและ
การจัดการเรียนรู้แบบ 4MAT ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิด
วเิ คราะห์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคม ศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมของกลุ่มที่จัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ
และกลุ่มท่ีจัดการเรียนรแู้ บบ 4MAT ไมแ่ ตกตา่ งกนั
สุปัญญา โสบุญมา (2554 อ้างถึงใน ณัฐกานต์ เจริญกุล, 2557) ได้ทาการวิจัยเร่ือง
การศึกษาทักษะการคิดพ้ืนฐานและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เร่ือง อากาศ
รอบตัวเรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมของ
Yager ผลการวจิ ยั พบว่า 1) ทกั ษะการคิดพน้ื ฐานของนักเรียน 34 คน มีนักเรียนจานวน 26 คนคิดเป็นร้อยละ
76.47 ของจานวนนักเรียนท้ังหมด ที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นของนักเรยี น 34 คน มีนักเรยี นจานวน 30 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 88.24 ของจานวนนักเรียน ท่ีมีคะแนนผ่าน
เกณฑร์ อ้ ยละ 70 ของคะแนนเต็ม
38
ณัฐกานต์ เจริญกุล (2557) ได้ทาการวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการ
คิดวเิ คราะห์ และพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม ด้วยการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม
เพ่อื 1) ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนการสอนตาม
แนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ให้นักเรียนร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ข้ึนไป
2) ศึกษาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้การ
จัดการเรียนการสอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมให้นักเรียนร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป
และ3) ศึกษาพฤติกรรมการทางานกลุ่มของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้การจัดการเรียนการ
สอนตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมให้นักเรียนร้อยละ 70 ผ่านระดับดีขึ้นไป ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนกัลยาณีวิทยา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจานวน
43 คน มนี ักเรยี นผ่านเกณฑจ์ านวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 72.09 ของจานวนนักเรียนท้ังหมด ที่มีคะแนนผ่าน
เกณฑ์ร้อยละ 70 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กาหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ผ่านเกณฑ์ร้อย
ละ 70 ข้ึนไป 2) ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนจานวน 13 คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จานวน 32 คน คิด
เปน็ รอ้ ยละ 74.42 ของจานวนนักเรียนทงั้ หมด ท่ีมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ซ่ึงผ่านเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ คือ
นักเรียนร้อยละ 70 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป 3) พฤติกรรมการทางานกลุ่มของนักเรียนจานวน 43 คน มี
นักเรียนจานวน 36 คน คดิ เป็นร้อยละ 83.72 ของจานวนนักเรียนท้ังหมด มคี ะแนนผ่านเกณฑใ์ นระดบั ดขี ึ้นไป
วิมลนันท์ ศรีภูธรและพรศิริ อ่ิมแก้ว (2559) ได้ทาการวิจัยเร่ืองผลการสอนตามแนวทฤษฎี
คอนสตรัคติวิสซึมท่ีมีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านคลองน้าโจน ได้ทาการวิจัยเพ่ือ 1) เปรียบเทียบความสามารถใน
การคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ท่ีได้รับการสอนตามแนวทฤษฎี
คอนสตรัคติวิสซึม 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ที่ได้รับการสอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีได้รับการ
สอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึมมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดับ .05