The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery method) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สิทธิมนุษยชน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

คณะผู้วิจัย
น.ส.บัณฑิตา เสริมกุลเชื้อ
นายจิรานุวัฒน์ โยชน์เมืองไพร
นศ.ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาสังคมศึกษา

Keywords: การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery method),Plickers Application,ความสามารถในการคิดวิเคราะห์

รายงานการวจิ ยั เรอื่ ง ผลการใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นรู้แบบคน้ พบ (Discovery Method) ร่วมกบั
Plickers Application ทม่ี ผี ลตอ่ ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ในรายวชิ า สังคมศกึ ษา ศาสนาและ

วฒั นธรรม เรอื่ ง สทิ ธมิ นษุ ยชน ของผเู้ รยี นในระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3
โรงเรียนบา้ นคอ้ ทอ่ นนอ้ ย จงั หวดั ขอนแกน่

คณะผวู้ จิ ยั

นางสาวบณั ฑติ า เสริมกลุ เชอื้ รหสั นกั ศกึ ษา 603050022-6

นายจริ านวุ ฒั น์ โยชนเ์ มอื งไพร รหสั นกั ศึกษา 603050279-9

นักศึกษาชน้ั ปที ี่ 3 สาขาสงั คมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์

อาจารยท์ ปี่ รึกษา
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จตภุ มู ิ เขตจตั รุ สั
รองศาสตราจารย์ ดร.องั คณา ตงุ คะสมติ
รองศาสตราจารยเ์ พรชรตั น์ จงนมิ ติ สถาพร
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยจ์ รรยา บญุ มปี ระเสรฐิ

อาจารยณ์ ฐมน สธุ นเกยี รตกิ ารต์

การศกึ ษาวจิ ยั ในครง้ั นเี้ ปน็ สว่ นหน่งึ ของรายวชิ า การวจิ ยั ในชนั้ เรยี นเพอื่ พฒั นาการเรยี นรู้ ED003003 และการ
วจิ ยั นวตั กรรมทางสงั คมศึกษา ED193004

ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2562 คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่

THE EFFECT OF USING DISCOVERY METHOD TOGETHER WITH PLICKERS
APPLICATION ON ANALYTICAL THINKING ABILITY OF MATHAYOMSUKSA 3

STUDENTS AT BANKHOTHONNOY SCHOOL

Researchers
Banthita Sroemkunchuea 603050022-6
Jiranuwat Yochmeungpari 603050279-9

Advisors
Asst.Prof.Dr.Jatuphum Ketchatturat
Assoc.Prof.Dr.Angkana Tungkasamit
Assoc.Prof.Phetcharat Jongnimitsathaporn
Asst.Prof.Janya Boonmeeprasert

Mrs.Nathamon Suthonkiatkarn

A Classroom Research is part of ED003003 CLASSROOM RESEARCH FOR LEARNING
DEVELOPMENT and ED193004 RESEARCH FOR INNOVATIONS IN SOCIAL STUDIES

FACULTY OF EDUCATION KHON KAEN UNIVERSITY
2019



ชอื่ เรอื่ ง : ผลการใช้รปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) รว่ มกับPlickers

Application ท่มี ผี ลต่อความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ในรายวชิ า สังคมศกึ ษา ศาสนา

และวฒั นธรรม เรือ่ ง สิทธิมนุษยชน ของผเู้ รยี นในระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3

โรงเรียนบ้านคอ้ ท่อนน้อย จังหวดั ขอนแก่น

ผวู้ จิ ยั : นางสาวบัณฑติ า เสรมิ กุลเชื้อ รหัสนกั ศกึ ษา 603050022-6

นายจริ านุวฒั น์ โยชนเ์ มืองไพร รหสั นักศกึ ษา 603050279-9

นกั ศึกษาชน้ั ปีที่ 3 สาขาสังคมศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์

อาจารยท์ ปี่ รกึ ษา :

รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตงุ คะสมติ

ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จตุภูมิ เขตจตั รุ ัส

ปีการศกึ ษา : 2562

บทคดั ยอ่

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ในรายวิชาสังคม
ศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม เร่อื ง สิทธิมนุษยชน ของผูเ้ รยี นระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อ
ท่อนน้อย ที่ได้เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน ผู้เรียน 22 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยขั้นต้น โดยใช้รูปแบบ
การศึกษาเฉพาะกรณี โดยให้การทดลองหนึ่งครั้ง (One - Short Case Study) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ ร่วมกับ Plickers
Application 2) แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อ
การใช้รูปแบบการจดั การเรียนรแู้ บบคน้ พบ ร่วมกบั Plickers Application

ผลการวิจยั พบวา่ 1) ผเู้ รยี นมคี ะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์เฉล่ีย 9.76 คดิ เป็นรอ้ ยละ
48.80 ซ่งึ ตำ่ กว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ คือ ผเู้ รียนทั้งหมดมคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ
70 ขึ้นไป 2) ผลการประเมินความพึงพอใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยอยู่ 4.64 ส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.65



Abstract
The purpose of this research are 1) studying the ability of analytical thinking in
social studies class on human rights of the Mathayomsuksa 3 students, who apply the
lesson by discovery method together with the Plickers Application 2) An investigation of
student satisfaction with this sort of learning model. The study had been placed in those
who are studying in the Mathayomsuksa 3, Bankhothonnoy school and there are 22
students. This research is a first step research using One - Short Case Study. This Research’s
tools are 1) learning model together with the Plickers Application 2) The analytical ability
test 3) An evaluation form for learners' satisfaction with the use of discovery method
model together with the Plickers application.
The results show that; 1) Students had analytical thinking ability score of 9.76,
accounting for 48.80 percent, which is lower than the specified standard. Students had
analytical ability scores of 70 percent, the average was 4.64, and the standard deviation
was 0.65



กติ ตกิ รรมประกาศ

การวิจัยเรื่อง ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ
Plickers Application ที่มีผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในรายวิชา สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม เรื่อง สิทธิมนุษยชน ของผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย
จังหวัดขอนแก่น จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากขาดความอนุเคราะห์จากคณาจารย์และการ
สนับสนนุ จากบคุ ลากรหลายทา่ นดงั นี้ ขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.จตภุ ูมิ เขตจัตุรัส อาจารย์ที่ปรึกษาใน
การทำวิจัย ซึ่งเป็นผู้คอยให้คำชี้แนะและให้แนวทางในการทำวิจัย ตลอดจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในการ
ตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย การดำเนินการทำวิจัยทุกขั้นตอนเป็นอย่างดี และขอบขอบพระคุณ รศ.ดร.
อังคณา ตุงคะสมิต อาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิจัย ที่ให้คำแนะนำและความรู้ในการทำวิจัย และคอยให้
กำลงั ใจทีด่ ีเสมอมา

ขอบขอบพระคุณ รศ.ดร.ลัดดา ศิลาน้อย และ รศ.เพชรรัตน์ จงนิมิตรสถาพร ซึ่งเป็นอาจารย์ที่
เช่ยี วชาญในการทำวิจยั ในช้นั เรยี น มากด้วยความรู้และประสบการณ์ ทที่ ่มุ เทกำลังกายและกำลังใจในการ
ถา่ ยทอดความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิด ทำให้ผู้วิจัยสามารถเลอื กดำเนินการวจิ ยั ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

นอกจากนี้ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ผศ.ดร.จตุภูมิ เขตจัตุรัส ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัด
และประเมิน อ.สุพจน์ พลจันทร์งาม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาสังคมศึกษา และ ว่าที่ร.ต.พิชัยวุฒิ ละมูลมอญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตร ที่กรุณาให้คำแนะนำและตรวจทานการนำเครื่องไปใช้ในการวิจัย พร้อมทั้ง
ตรวจสอบและแก้ไขเครื่องมือการวิจัยให้เหมาะสมกับการนำไปพัฒนาการเรียน ซึ่งผู้วิจัยมีความซาบซ้ึง
เปน็ อยา่ งยิ่ง ผวู้ จิ ยั ขอขอบพระคณุ เปน็ อย่างสูง ณ ทีน่ ่ี

ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการสนอง มหาวนั และ วา่ ทร่ี .ต.พิชยั วุฒิ ละมลู มอญ พร้อมท้ังคณะ
ครู และพี่นักศึกษาฝึกสอน นักเรียนโรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย จังหวัดขอนแก่น ที่ให้ความร่วมมือในการ
เก็บข้อมูลการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยมีความประทับใจและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งหลายคอยกรุณา
ชว่ ยเหลือในการดำเนินการเกบ็ ขอ้ มูลวจิ ยั เปน็ อย่างดี

ขอขอบคุณเพื่อน ๆ สาขาสังคมศึกษาทุก ๆ คน และขอบคุณคู่วิจัยที่คอยช่วยและให้กำลังใจใน
การดำเนนิ การวิจยั จนประสบความสำเร็จในคร้ังนี้

คณะผวู้ จิ ยั



สารบญั

หนา้

บทคดั ยอ่ ............................................................................................................................. .......................ก
กิตติกรรมประกาศ........................................................................................... .......................................... ค
สารบญั ............................................................................................................................. ..........................ง
สารบัญรปู ภาพ..........................................................................................................................................ฌ
สารบญั ตาราง............................................................................................................................. ...............ฎ
สารบญั แผนภูม.ิ ......................................................................................................................................... ฏ
บทที่ 1 บทนำ............................................................................................................................. ...............1

1.1 ทีม่ าและความสำคัญของปัญหา............................................................................................. 1
1.2 คำถามวจิ ยั .............................................................................................................................5
1.3 วตั ถุประสงค์การวจิ ยั ................................................................................................... ..........5
1.4 ขอบเขตในการวจิ ยั ................................................................................................................ 5

1.4.1 เปา้ หมาย.............................................................................................................. 5
1.4.2 ตวั แปรทีศ่ กึ ษา......................................................................................................5
1.4.3 เนื้อหาทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย........................................................................................... 6
1.5 นยิ ามศัพท์เฉพาะ................................................................................................................... 6
1.5.1 รปู แบบการจัดการเรียนรูแ้ บบคน้ พบ....................................................................6
1.5.2 Plickers Application.........................................................................................7
1.5.3 ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์..........................................................................7
1.5.4 รปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) รว่ มกบั Plickers

Application...................................................................................... ....................7
1.5.5 ความพงึ พอใจ....................................................................................................... 8
1.6 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รับ.....................................................................................................8



หนา้
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง..................................................................................................... 9

1. พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แกไ้ ขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี2) พ.ศ. 2545 และ
(ฉบบั ท3่ี ) พ.ศ. 2553 และหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551...........................10

2. สาระและมาตรฐานการเรยี นรใู้ นกลุม่ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม.....20
3.ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์.............................................................................................22

3.1 ความหมายของการคิดวเิ คราะห์.............................................................................22
3.2 แนวคิดและทฤษฎเี กี่ยวกับการคดิ วเิ คราะห์...........................................................23

3.2.1 แนวคิดทฤษฎเี กี่ยวกบั การคดิ วิเคราะหข์ องบลูม
(Bloom’s Taxonomy)..................................................................................23
3.2.2 ทฤษฎีการคิดวิเคราะห์ของวตั สนั และเกลเซอร์.....................................27
3.2.3 ทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ัญญาของเพยี เจท์

(Piaget’s Theory of Intelligence) ...................................................28
3.2.4 ทฤษฎคี ดิ วิเคราะหข์ อเสตริ ์นเบอร์ก (Triarchic Theory)......................29
3.3 มิตขิ องการคดิ .........................................................................................................31
3.4 องค์ประกอบของการคดิ วิเคราะห์..........................................................................33
3.5 ลักษณะของการคิดวิเคราะห์..................................................................................34
3.6 ประโยชนข์ องการคิดวเิ คราะห์...............................................................................37
4. รปู แบบการจัดการเรยี นรแู้ บบคน้ พบ (Discovery Method) ................................................42
4.1 ความหมายของรูปแบบการจัดการเรยี นร้แู บบคน้ พบ (Discovery Method) .......42
4.2 แนวคดิ และทฤษฎที ่เี กยี่ วขอ้ งกับการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ..............................44
4.3 ประเภทของการจดั การเรยี นรูแ้ บบคน้ พบ..............................................................48
4.4 วธิ ีการจัดการเรยี นร้แู บบค้นพบ..............................................................................49
4.5 ประโยชนก์ ารจดั การเรยี นรู้แบบค้นพบ..................................................................52
5. Plickers Application............................................................................................................53
5.1 ความหมายของแอปพลเิ คชั่น.................................................................................53
5.2 ประเภทของแอปพลเิ คชน่ั ......................................................................................54
5.3 สว่ นประกอบของแอปพลิเคชนั่ ..............................................................................55



หนา้
5.4 ขน้ั ตอนการพัฒนาแอปพลิเคชน่ั .............................................................................55
5.5 ความหมาขยายของ Plickers Application...........................................................56
5.6 การเขา้ ใชง้ าน Plickers...........................................................................................56
5.7 การสรา้ งห้องเรยี นและการเพมิ่ รายชอื่ ผู้เรยี นของ Plickers...................................58
5.8 การสร้างคำถามของ Plickers.................................................................................61
6. ความพงึ พอใจ.........................................................................................................................69
6.1 ความหมายของความพึงพอใจ................................................................................69
6.2 การวดั ความพงึ พอใจ..............................................................................................70
7. งานวจิ ัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง.................................................................................................................71
7.1 งานวจิ ัยในประเทศ.................................................................................................71
7.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ...............................................................................................74
8. กรอบแนวคิดการวิจยั .............................................................................................................76
บทที่ 3 วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั .................................................................................................................. ......77
3.1 กลมุ่ เปา้ หมายในการวิจยั ......................................................................................................77
3.2 รปู แบบการวจิ ยั ....................................................................................................................77
3.3 ตัวแปรในการวจิ ยั .................................................................................................................77
3.4 เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ัย.......................................................................................................78
3.5 การสรา้ งและหาประสิทธิภาพเครื่องมือ...............................................................................78
1. แผนการจัดการเรียนรูโ้ ดยใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นรูแ้ บบค้นพบ

(Discovery Method) รว่ มกับ Plickers Application............................................78
2. แบบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์..................................................................81
3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรยี นต่อการใชร้ ปู แบบการจัดการเรยี นรู้

แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกบั Plickers Application.........................83
3.6 การเก็บรวบรวมข้อมลู ..........................................................................................................86
3.7 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ...............................................................................................................86

3.7.1 วเิ คราะห์ข้อมลู เชิงปริมาณ..................................................................................86
3.7.2 วเิ คราะหข์ ้อมลู เชงิ คณุ ภาพ.................................................................................86



หนา้
3.8 สถติ ิที่ใช้...............................................................................................................................87

3.8.1 ค่าความเทีย่ งตรง (Validity Value) ...................................................................87
บทที่ 4 ผลการวจิ ยั และอภปิ รายผล......................................................................................................... 89

1. ข้อมูลพืน้ ฐานของผเู้ รียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านคอ้ ท่อนน้อย………………89
2. ผลของการศกึ ษาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ของผเู้ รียนระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3

โรงเรียนบา้ นคอ้ ทอ่ นนอ้ ย ดว้ ยรปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)
รว่ มกบั Plickers Application..............................................................................................90
3. ความพงึ พอใจของผู้เรยี นท่ีมตี ่อรูปแบบการจัดการเรยี นรแู้ บบคน้ พบ (Discovery Method)
ร่วมกับ Plickers Application ในผ้เู รียนระดับมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
โรงเรียนบ้านคอ้ ทอ่ นนอ้ ย......................................................................................................94
4. อภปิ รายผลการวจิ ัย................................................................................................................94

1. ผลของการศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผูเ้ รียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบา้ นค้อทอ่ นน้อย ดว้ ยรปู แบบการจดั การเรียนรูแ้ บบ

ค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application....................................94
2. ความพึงพอใจของผู้เรียนทม่ี ีตอ่ รูปแบบการจดั การเรียนรูแ้ บบคน้ พบ

(Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application ในผู้เรยี นระดบั
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบ้านค้อทอ่ นนอ้ ย...........................................................96
บทที่ 5 สรปุ ผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ................................................................................................ 98
สรปุ ผลการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………………………………..99
ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………………………….100
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้………………………………………………………………100
ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ตอ่ ไป……………………………………………………………………..101



หนา้
บรรณานกุ รม............................................................................................................................. ............102
ภาคผนวก............................................................................................................................. .................106

ภาคผนวก ก รายชื่อผเู้ ชีย่ วชาญ และหนังสอื ราชการ...............................................................107
ภาคผนวก ข เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ......................................................................................112
ภาคผนวก ค ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล.........................................................................................144
ภาคผนวก ง ผลงานนักเรยี นและภาพกิจกรรม.........................................................................149
ประวัตคิ ณะผู้วิจัย.....................................................................................................................160



สารบัญรปู ภาพ
หนา้

ภาพท่ี 1 การสมัครเข้าใช้งาน Plicker......................................................................................................57
ภาพท่ี 2 การสรา้ งห้องเรยี นและการเพิม่ รายช่อื ผู้เรียนของ Plickers.......................................................58
ภาพท่ี 3 การเพมิ่ รายช่ือนกั เรียนและการบันทกึ รายชื่อ............................................................................59
ภาพที่ 4 ตัวอย่างหน้าจอแสดงการคัดลอกรายช่ือจากไฟล์ Excel............................................................59
ภาพที่ 5 ตวั อย่างหนา้ จอแสดงผลหลังทำการเพ่ิมรายชือ่ เรียบร้อยแลว้ ....................................................60
ภาพที่ 6 ขน้ั ตอนการสร้างคำถาม.............................................................................................................61
ภาพท่ี 7 ตัวอยา่ งหนา้ จอแสดงการสรา้ งคำถามแบบเลือกตอบและแบบถูกผดิ ........................................62
ภาพท่ี 8 ตัวอย่างหนา้ จอแสดงสถานะของห้องเรียนท่ีถูก Add to Queue.............................................63
ภาพท่ี 9 การดาวน์โหลดแผน่ กระดาษ Plickers.......................................................................................64
ภาพที่ 10 ตัวอยา่ งแสดงผลบนแท็บเล็ตจากใช้ Plickers..........................................................................65
ภาพท่ี 11 ตวั อยา่ งแสดงผลลพั ธ์บนแทบ็ เล็ตจากการ Scan คำตอบของผูเ้ รยี นโดยใช้แผ่น Plickers......66
ภาพที่ 12 ตัวอยา่ งหน้าจอของผ้สู อนที่แสดงผลลพั ธ์จากการตอบคำถามของผูเ้ รียนโดย

ใชแ้ ผ่นPlickers........................................................................................................................66
ภาพที่ 13 ตวั อย่างรายงานผลในรูปแบบของ Question History...........................................................67
ภาพท่ี 14 ตัวอย่างรายงานผลในรปู แบบของ Scoresheet......................................................................68
ภาพที่ 15 ตวั อยา่ งรายงานผลในรปู แบบของ Scoresheet......................................................................69
ภาพที่ 16 กรอบแนวคดิ การวิจยั ..............................................................................................................76
ภาพท่ี 17 ข้ันตอนการสร้างและหาประสิทธภิ าพแผนการจัดการเรยี นรู้ เร่อื งเนื้อหาสิทธิมนุษยชน.........81
ภาพท่ี 18 ขนั้ ตอนการสรา้ งและหาประสิทธภิ าพแบบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์.....................83
ภาพที่ 19 ข้นั ตอนการสรา้ งและหาประสิทธิภาพแบบประเมนิ ความพึงพอใจ..........................................85
ภาพที่ 20 ภาพผังมโนทัศน์ผลงานนักเรยี น กล่มุ ปญั หาการละเมนิ สิทธิแรงงานขา้ มชาติ……………………151
ภาพที่ 21 ภาพผงั มโนทศั น์ผลงานนักเรียน กลุ่ม ปญั หาการละเมิดสทิ ธสิ ตรี……………………………………151
ภาพท่ี 22 ภาพผงั มโนทัศน์ผลงานนกั เรียน กลุ่ม สิทธิและสภาพทางกฎหมายของผ้ลู ีภ้ ัย......................152
ภาพท่ี 23 ภาพผงั มโนทัศน์ผลงานนักเรียน กลุ่ม ปัญหาการละเมดิ สิทธเิ ดก็ และเยาวชน.......................152
ภาพที่ 24 นกั เรียนสวมบทบาทเป็นอาชพี ตา่ ง ๆ ในสังคม พรอ้ มหมุนเวยี นผลดั เปล่ียนคู่พูดคุยกนั .......154



หนา้
ภาพที่ 25 นกั เรยี นสวมบทบาทเปน็ อาชีพต่าง ๆ ในสงั คม พรอ้ มหมนุ เวยี นผลดั เปลีย่ นคู่พูดคยุ กนั .......154
ภาพที่ 26 นกั เรียนตอบคำถามเกี่ยวกับกจิ กรรมขา้ งต้น.........................................................................155
ภาพท่ี 27 นกั เรียนวเิ คราะห์ถึงปญั หาหรอื ประเดน็ ท่เี กิดข้ึนจากกิจกรรม..............................................155
ภาพที่ 28 นกั เรยี นเรียนเร่ืองสิทธิมนษุ ยชน ทัง้ เรื่องใกลต้ ัวและเรอื่ งไกลตวั ...........................................156
ภาพท่ี 29 นกั เรียนเรยี นเร่ืองสิทธิมนุษยชน ทงั้ เรื่องใกลต้ ัวและเร่ืองไกลตัว...........................................156
ภาพที่ 30 นกั เรยี นแบง่ หน้าที่กันสรปุ องค์ความรูจ้ ากใบความรู้ลงในกระดาษชารต์

พร้อมทง้ั แลกเปลีย่ นความรู้ภายในกลมุ่ ................................................................................157
ภาพท่ี 31 นักเรยี นแบง่ หนา้ ท่ีกนั สรุปองค์ความรู้จากใบความรู้ลงในกระดาษชาร์ต

พรอ้ มทง้ั แลกเปลยี่ นความรู้ภายในกลมุ่ ................................................................................157
ภาพที่ 32 นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอความรู้ที่กลมุ่ ของตนได้สรปุ ลงบนกระดาษชาร์ต.............158
ภาพที่ 33 นกั เรียนตอบแบบทดสอบ 20 ข้อผ่าน Plickers Application..............................................158
ภาพที่ 34 นักเรยี นร่วมกับครู สรุปองค์ความรรู้ วมท่ีไดจ้ ากการเรยี น.....................................................159
ภาพที่ 35 นกั เรียนร่วมกบั ครู สรปุ องค์ความร้รู วมท่ีได้จากการเรียน พรอ้ มท้งั แสดงความคิดเหน็

ตอ่ รูปภาพเหตุการณ์.............................................................................................................159



สารบญั ตาราง

หนา้

ตารางที่ 1 แสดงขอ้ มูลพื้นฐานของผเู้ รยี นในระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบ้านค้อท่อนน้อย………89

ตารางที่ 2 ผลการทดสอบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ เรื่อง สทิ ธิมนุษยชน................................90
ตารางที่ 3 แสดงผลคะแนนวัดความสามารถในการคดิ วิเคราะห์เปน็ รายดา้ นของผเู้ รียนช้ัน

มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคอ้ ทอ่ นน้อย..........................................................................91
ตารางท่ี 4 ผลการประเมนิ ความพึงพอใจของผเู้ รยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี3 โรงเรียนบา้ นคอ้ ทอ่ นน้อย

ทีม่ ีต่อการจดั การเรยี นร้โู ดยใชร้ ูปแบบการจัดการเรยี นรู้แบบคน้ พบ (Discovery Method)
ร่วมกบั Plickers Application ในผู้เรยี นระดับมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3
โรงเรียนบ้านคอ้ ท่อนน้อย.......................................................................................................93
ตารางที่ 5 แสดงคะแนนจากการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้เชยี่ วชาญ....................................145
ตารางท่ี 6 ค่าดชั นีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหเ์ รื่อง
สิทธิมนุษยชน รายวชิ าสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สำหรับนักเรยี นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3.........................................................................................146
ตารางที่ 7 ค่าดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) ของแบบสอบถามความพึงพอใจจากการใช้
รปู แบบการจัดการเรยี นรแู้ บบค้นพบ รว่ มกับ Plickers Application ท่มี ีต่อความสามารถ
ในการคดิ วิเคราะห์ ในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรอ่ื งสทิ ธมิ นษุ ยชน
ของผู้เรยี นในระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบา้ นค้อท่อนนอ้ ย โดยผ้เู ช่ียวชาญ............147
ตารางที่ 8 ผลคะแนนวัดความสามารถในการคดิ วเิ คราะหใ์ นรายวิชา สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
เร่ือง สทิ ธมิ นษุ ยชน ของผเู้ รียนในระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านค้อทอ่ นน้อย.....148



สารบัญแผนภมู ิ
หนา้

แผนภูมทิ ี่ 1 การแจกแจงความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ของผู้เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นบ้านคอ้ ท่อนน้อย......................................................................................................91

แผนภูมทิ ่ี 2 การแจกแจงผลคะแนนความพงึ พอใจของผู้เรยี นทม่ี ีต่อรปู แบบการจัดการเรยี นรู้
แบบคน้ พบ (Discovery Method) รว่ มกับ Plickers Application ในผู้เรยี นระดบั
มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบ้านค้อทอ่ นนอ้ ย………………………………………………………….…….92

1

บทที่ 1
บทนำ

1.1 ทมี่ าและความสำคญั ของปญั หา
ในปัจจุบันสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร การติดต่อถึงกันจึงเป็นไปได้อย่าง

รวดเร็วและสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เกิดไดท้ ั้งประโยชนแ์ ละโทษตามมา ดังนั้นการคิดจึงเป็นกลไกสำคญั ที่
ใช้ในการแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดีได้อย่างมีเหตุผลเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นผู้ที่มี
ทักษะกระบวนการคิดและนำไปใช้ประโยชนใ์ นด้านดี อย่างที่ จันทร์จริ า อังสิทธิ์ (2552 : 1) กล่าวว่าการ
คิดเป็นกระบวนการทางสมองโดยใช้ประสบการณ์มาสัมพันธ์กับสิ่งเร้าและสภาพแวดล้อม โดยการ
วิเคราะห์ เปรียบเทียบ สังเคราะห์ และประเมินอย่างมีระบบและมีเหตุผล เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไข
ปัญหาอย่างเหมาะสม หรือสร้างสรรค์สิง่ ใหม่ ถ้าการคิดที่ถูกทาง คือมีเป้าหมายของการคิดเพื่อประโยชน์
สูงสุดของตัวผู้คิดและส่วนรวมแล้วก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมายทั้งในด้านส่วนของบุคคลและสังคม
การคิดจึงเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้มีอยู่ในคุณลักษณะอันเป็นศักยภาพของเด็กไทยต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับ
ทศิ นา แขมมณี (2547 : 3) กล่าววา่ การคิดเป็นธรรมชาติของมนุษยท์ ีส่ ำคญั ท่สี ดุ ท่จี ะมผี ลและเป็นรากฐาน
ของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของแต่ละบุคคลในการดำเนินงานของสังคม ถ้าคนแต่ละบุคคลคิดดี คิด
ถูกต้องเหมาะสม การดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลและความเป็นไปของสังคมก็จะดำเนินไปอย่างมีคุณค่า
ดังนั้นการคิดจึงเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์ จากความสำคัญของการคิดดังกล่าวทำให้นักการศึกษาหันมา
สนใจและให้ความสำคัญกับการคิดมากยิ่งขึ้น โดยมีความเชื่อว่าการคิดเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นอันเป็น
พื้นฐานท่จี ะทำให้เดก็ และเยาวชนเปน็ ผทู้ ม่ี คี วามสามารถทางสตปิ ัญญาขน้ั สูงได้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 (แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2545) ได้
กล่าวถึงทักษะการคิดไว้ดังนี้ หมวด 4 แนวทางการจัดการศึกษามาตรา 24 จัดกระบวนการเรียนรู้ ให้
สถานศึกษาและหนว่ ยงานทเี่ กีย่ วขอ้ งดำเนินการดังต่อไปนี้ (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคดิ การจัดการ การ
เผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้
เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้คิดเป็นและทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่าง
ต่อเนอื่ ง ดังนนั้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542
(แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2545) ในหมวดแนวทางการจัดการศึกษาเป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้
ผู้เรียนได้รู้จักคิดแก้ไขปัญหาเป็น และประยุกต์ความรู้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาตามที่ กรมวิชาการ

2

(2544 หน้า 1-2) ได้กล่าวว่ากระบวนการเรียนรู้ต้องจัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความ

สนใจ ความถนัดและความแตกต่างของผู้เรียน ฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญ

สถานการณ์และการประยุกต์ใช้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ฝึกให้ผู้เรียนทำได้ คิดเป็น รักการอ่าน

ผสมผสานสาระความรู้ดา้ นต่าง ๆ อย่างสมดุล รวมทั้งปลูกฝังคณุ ธรรมจริยธรรม ค่านิยมและคุณลกั ษณะ

อันพึงประสงค์ไว้ทุกวิชา กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่ง

ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543 : 29-31) ได้กล่าวว่าหลักสูตร

แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีจุดมุ่งเน้นความสำคัญทางด้านความรู้ ความคิด

ความสามารถ คณุ ธรรม กระบวนการเรยี นรู้ ท่ีมงุ่ เน้นการฝึกทักษะกระบวนการคดิ การจัดการ การเผชิญ

สถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนจาก

ประสบการณ์จริง ฝกึ ปฏบิ ตั ใิ หท้ ำได้ คิดเปน็ ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ผสมผสาน

สาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนและสมดุลกัน ปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึง

ประสงค์ไว้ในทุกกลุ่มสาระการเรยี นรู้และกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น โดยคำนงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

ของผเู้ รยี น จดั การเรียนรู้ใหเ้ กดิ ข้นึ ในทุกเวลา ทุกสถานทแ่ี ละเรียนรูแ้ บบบูรณาการ ลดั ดา ภ่เู กยี รติ (2544

: 231) กล่าวว่าการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาต้องการให้เด็กรู้จักคิดเป็น ทำงานเป็น และ

แก้ปัญหาเป็น ด้วยความเชื่อกันว่าเด็กไม่เป็นนั้นไม่ถูกต้อง เด็ก ๆ ทุกคนสามารถคิดได้และรู้จักคิด หาก

ผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกฝนเกี่ยวกับการคิดอย่างจริงจัง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น

พน้ื ฐานกระทรวงศึกษาธิการ (2551) ไดก้ ล่าวถงึ ว่าการสอนกระบวนการคิดนนั้ ไมไ่ ดม้ ลี ักษณะเป็นเน้ือหา

ทผ่ี ู้สอนจะสามารถเห็นและสามารถนำไปสอนได้ง่าย การคิดมลี ักษณะเป็นกระบวนการ ดงั น้นั การสอนจึง

ตอ้ งเป็นการสอนกระบวนการคิดด้วย

การเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

นนั้ ประสบปญั หาต่าง ๆ เป็นอยา่ งมากดั่งท่ี ลดั ดา ศลิ าน้อย (2548 : 1-2) กล่าวว่าการเรียนการสอนสังคม

ศึกษาเป็นการสอนแบบบรรยาย ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน เนื่องจากผู้สอนมักมองว่าเนื้อหาสังคม

คอ่ นข้างมมี าก กระบวนการเรยี นการสอนในวชิ าสงั คมศึกษาจงึ ยังต้องใชว้ ิธีการสอนแบบบรรยายเล่าเรื่อง

วิธีให้อ่านเนื้อหา ให้ทำแบบฝึกหัด วิธีให้ค้นจากห้องสมุดตามหัวข้อที่ผู้สอนกำหนด บางครั้งอาจใช้

กิจกรรมชุดการเรียนการสอนที่มีแต่การอ่าน บัตรเนื้อหา ตอบคำถามและอ่านเฉลยใช้บทเรียนโปรแกรม

บ้าง ทำให้นักเรียนเกิดความเบือ่ หนา่ ยบทเรียนจากการใช้กระบวนเรียนการสอนวิธดี ังกล่าว และจากการ

จัดการสอนแบบเดิมส่งผลทำให้นักเรียนขาดกระบวนการคิดในสาระและที่น่าตกใจคือผู้เรียนไม่เห็น

3

ความสำคัญของวิชานี้ หากจะวิเคราะห์แลว้ นั้นปัญหาสว่ นใหญ่เกิดจากผสู้ อนเป็นผจู้ ัดกิจกรรมเองทั้งหมด
โดยหวังว่าต้องเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดขึ้นเองทั้งหมดขาดการปลูกฝังคุณลักษณะท่ี
สำคัญคือทักษะการคิด ทำให้นักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การแสดงความคิดเห็น การแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเองทั้ง ๆ ที่กิจกรรมในปัจจุบันมุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
สร้างสรรค์อย่างมีวิจารณญาณ ผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมเรียนรู้เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้รู้จักคิดวิเคราะห์เชิง
สร้างสรรค์ มีเหตุผล และมีวิจารณญาณ ผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด
หาเหตุผลอยู่บ่อย ๆ จึงจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสามารถคิดได้ดีในอนาคตเมื่อผู้เรียนจะต้องเผชิญปัญหา
และเปน็ ผทู้ ีส่ ามารถคดิ แกป้ ัญหาอย่างมีเหตผุ ล

จากประเด็นปัญหาดังกล่าวทำให้กระบวนการเรียนการสอนจึงต้องมีการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จัก
การคิดวิเคราะห์ ทิศนา แขมมณี (2550 : 145) กล่าวถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ เป็นการ
จดั การเรียนรูท้ ี่มุ่งเน้นใหน้ ักเรียนแสวงหาคำตอบ สามารถคน้ พบคำตอบด้วยตนเอง โดยมีผู้สอนเป็นผู้ช่วย
ส่งเสริมและให้คำปรึกษา มีวิธีการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบที่ผู้สอนกำหนดสถานการณ์ให้นักเรียนเผชิญ
ปัญหา นักเรียนต้องเข้าใจปัญหา วิเคราะห์ปัญหา สร้างแนวคิดใหม่นำแนวคิดที่ได้ไปใช้ประเมินผลงานที่
ได้จากการทำกิจกรรม ขั้นตอนวิธีการจัดการเรียนรู้นี้นำไปสู่การคิดวิเคราะห์ Bruner, 1962 อ้าง โดย สุ
รางค์ โค้วตระกูล( 2545 : 138) ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบคือ การเผชิญปัญหา การต้ัง
สมมุติฐาน ทดลองและรวบรวมข้อมูล และสรุปความรู้ที่ค้นพบใหม่ ยุพา วีระไวทยะ (2540 : 38) ได้
กล่าวถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ จะต้องสอดคล้องกับขั้นตอนในการวิเคราะห์ ได้แก่ การ
กำหนดปัญหาหรือเหตุการณ์ การตั้งวัตถุประสงค์ การกำหนดเกณฑ์ในการจำแนกแยกแยะข้อมูล
แยกแยะข้อมูลตามเกณฑ์ที่กำหนด และการสรุปหาคำตอบ สุวิทย์ มูลคำ (2549 หน้า 19) ได้กล่าวเสริม
ถึงสอดคล้อง ดั่งที่พบว่าการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนพัฒนา
ความสามารถในการคิดวิเคราะหไ์ ด้

ปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เป็นยุคที่มีการพัฒนาในด้าน
เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่นำมาใช้กับการทำงานที่หลากหลาย เช่น การสื่อสาร การค้นคว้าหาข้อมูล การ
จัดการระบบต่าง ๆ เป็นต้น ทุกองค์กรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อพัฒนาตนเอง
พัฒนางานให้มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ไม่เว้นแม้แต่ด้านการศึกษาที่มีการกำหนดให้ผู้สอนนำ
เทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอนจำเป็นต้องมคี วามรู้ความสามารถใน

4

การใช้เทคโนโลยีตามที่กำหนดไว้ใน มาตรฐานความรู้ ข้อที่ 8 นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษา (ขอ้ บังคับครุ ุสภาว่าดว้ ยมาตรฐาน วิชาชพี , 2556)

ความรู้ด้านเทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบกับการ
จัดการการเรียนการสอนตามวิชาต่าง ๆ ได้ แต่ด้วยการใช้เทคโนโลยีกับการสอนของผู้สอนในปัจจุบันน้ี
อาจจะแสดงใหเ้ หน็ ว่าผูส้ อนขาดทักษะความร้ดู ้านเทคโนโลยี ซ่ึงผูส้ อนควรจะมีทกั ษะทางด้านสารสนเทศ
สื่อ และเทคโนโลยี เพราะจะทำให้ผู้สอนได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ด้านเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความ
สะดวกในการทำงาน ประกอบกับเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนด้วย เช่น การใช้ Smart board เพื่อ
ประกอบการเรียนการสอน ก็จะพบว่าผู้สอนเพียงไม่กี่ท่านเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ รัฐบาลก็พยายามให้
โรงเรียนได้ใช้เทคโนโลยีประกอบการเรียนการสอน ทำให้พบว่าโรงเรียนมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
แต่ผู้สอนก็ไม่ได้ใช้งานเท่าที่ควร ทำให้บางครั้งเป็นเพียงแค่การติดตั้งไว้และรอวันเสื่อมสภาพ ทำให้
โรงเรียนสูญเสียรู้รายจ่ายในเรื่องเทคโนโลยีแต่ก็ไม่ได้ประโยชน์ แต่ถ้าสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ถูก
นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ก็จะทำให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
(ประสาทเนื่องเฉลิม, 2558) ทั้งนี้ผู้วิจัยได้นำแนวคิดที่แสดงถึงความสามารถของผู้สอนซึ่งเป็น
ความสามารถของผู้สอนท่ีควรมโี ดยเก่ียวข้องกับมานำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดั การเรียนการสอน คือ ส่ือ
เทคโนโลยี Plickers Application

จากการสำรวจ สอบถามครปู ระจำการและนักศึกษาฝึกสอน โรงเรยี นบา้ นค้อทอ่ นน้อย ผู้เรียนใน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 จำนวน 1 ห้องเรียน ผู้เรียน 22 คน พบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ขาดความสามารถ
ในการคดิ วิเคราะห์ อกี ท้งั มีผเู้ รียนบางรายมพี ัฒนาการเรยี นร้ทู ่ชี า้

จากปัญหาและความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงเกิดความสนใจรูปแบบการจัดการเรียนรู้
แบบค้นพบ (Discovery Method) มาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาหน้าที่พลเมือง ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ร่วมกับสื่อเทคโนโลยี
Plickers Application ซงึ่ เป็นการสร้างแบบทดสอบและตรวจคำตอบของนักเรยี นโดยใช้สมาร์ตโฟนหรือ
แท็บเลต็ สแกนเพอื่ เก็บผลคำตอบจากแผน่ กระดาษทรงสเี่ หล่ียมทมี่ ีภาพ QR code Application ดงั กล่าว
จะถูกนำมาใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการเรียน รู้ได้มุ่งให้
ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ของผู้เรียน ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะ
สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบเพื่อพัฒนาความสามรถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนใน
ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี3 ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

5

1.2 คำถามวจิ ัย
1.2.1 ผลการใช้รปู แบบการจัดการเรียนร้แู บบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers

Application ในระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบา้ นคอ้ ท่อนน้อย เปน็ อย่างไร
1.2.2 ผู้เรียนมีความพึงพอใจจากการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery

Method) ร่วมกบั Plickers Application อย่ใู นระดบั ใด
1.3 วตั ถปุ ระสงค์การวิจัย

1.3.1 เพื่อศึกษาผลของความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่3ี
โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ
Plickers Application

1.3.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) รว่ มกับ Plickers Application ในผเู้ รยี นระดับมธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อ
ทอ่ นน้อย
1.4 ขอบเขตในการวจิ ยั

การวจิ ัยคร้งั น้เี ปน็ การวจิ ยั เพ่อื การศึกษาทักษะการคิดวเิ คราะห์ของผู้เรยี น โดยมีขอบเขตการวิจัย
มดี งั นี้

1.4.1 กลมุ่ เป้าหมาย
ผู้เรียนในระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที3่ โรงเรยี นบ้านค้อท่อนนอ้ ย จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศึกษา 2562 จำนวน 1หอ้ งเรยี น ผู้เรยี น 22 คน
1.4.2 ตัวแปรทศ่ี ึกษา
ตัวแปรตน้ : 1) การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)

2) Plickers Application
ตวั แปรตาม : 1) ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์

2) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application

6

1.4.3 เนอ้ื หาท่ใี ช้ในการวจิ ัย
คณะผู้วิจยั ดำเนินการวจิ ยั โดยใชเ้ น้อื หาตามหลักสตู รแกนกลางขนั้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี3 สาระการเรียนรู้ที่2 หน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชวี ติ ในสังคม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม และ
ธำรงรกั ษา

ประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลก
อย่างสนั ติสขุ

ม.3/2 มีสว่ นรว่ มในการปกปอ้ งคุ้มครองผู้อน่ื ตามหลักสิทธิมนษุ ยชน
ม.3/4 วิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในประเทศ และเสนอแนวคิดในการลด
ความขัดแย้ง
1.5.4 ระยะเวลา
ดำเนินการวิจยั ในระหวา่ งเดือน ธันวาคม 2562 –มีนาคม 2563 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562

1.5 นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1.5.1 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ หมายถึง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียน

ค้นหาคำตอบ หรือความรู้ด้วยตนเอง โดยผู้สอนจะเป็นผูส้ ร้างสถานการณใ์ นลกั ษณะที่ผู้เรียนจะเผชญิ กบั
ปัญหา ซึ่งในการแก้ปัญหานั้น ผู้เรียนจะใช้กระบวนการที่ตรงกับธรรมชาติของวิชาหรือปัญหานั้น เช่น
ผู้เรียนจะศึกษาปัญหาทางชีววิทยา ก็จะใช้วิธีเดียวกันกับนักชีววิทยาศึกษา หรือผู้เรียนจะศึกษาปัญหา
ประวัติศาสตร์ก็จะใช้วิธีการเช่นเดียวกับนักประวัติศาสตร์ศึกษา ดังนั้น จึงเป็นวิธีจัดการเรียนรู้ที่เน้น
กระบวนการเหมาะสำหรบั วิชา โดยมขี ้นั ตอนการสอนแบบค้นพบ ไว้ 5 ขั้นตอนดงั น้ี

ขน้ั ตอนท่ี 1 ให้ผเู้ รยี นเผชิญปัญหา ทำความเขา้ ใจปัญหา และมีความตอ้ งการจะแก้ไข
ขัน้ ตอนที่ 2 ระบุปญั หาท่ีเผชิญใหช้ ดั เจน
ขั้นตอนท่ี 3 คิดต้งั สมมตุ ิฐานเพือ่ คาดคะเนคำตอบของปญั หา
ขั้นตอนที่ 4 เก็บรวบรวมข้อมูล เพือ่ ใชพ้ ิสูจน์สมมตุ ิฐานทก่ี ำหนด
ข้นั ตอนที่ 5 สรปุ ผลการคน้ พบ

7

1.5.2 Plickers Application หมายถึง เครื่องมือทางการเรียนรู้ที่ผู้สอนใช้ในการเก็บผลการ
ทดสอบของผู้เรียนแบบทันท่วงทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สื่อสารของผู้เรียน หรือใช้ในการถามทวน
ความเข้าใจในเนื้อหาที่สอน ตรวจสอบการเข้าเรียนโดยไม่ต้องขานชื่อผู้เรียนทีละคน ผู้สอนแค่มี smart
phone และ Plickers cards ก็สามารถจดั การเรยี นการสอนดว้ ย Plickers

1.5.3 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง การคิดวิเคราะห์เป็นการคิดแยกแยะเพื่อหา
ส่วนยอ่ ยของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเน้อื หาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสำคัญอย่างไร อะไรเป็น
เหตุ อะไรเปน็ ผล และทเี่ ป็นอย่างน้ันอาศัยหลกั การใด การวเิ คราะห์แบง่ แยกย่อยเป็น 3 อย่างดงั น้ี

1.การวิเคราะห์ความสำคัญ หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่กำหนดมาให้ว่าอะไรสำคัญหรือจำเป็น
หรอื มีบทบาทมากทส่ี ุด ตัวไหนเปน็ เหตุ ตวั ไหนเป็นผล

2.วิเคราะหค์ วามสัมพนั ธ์ หมายถงึ การค้นหาวา่ ความสัมพันธย์ ่อย ๆ ของเรอ่ื งราวหรือเหตุการณ์
นน้ั เกีย่ วพันกันอยา่ งไร สอดคลอ้ งหรอื ขดั แย้งกนั อยา่ งไร

3.วิเคราะห์หลักการ หมายถึง การค้นหาโครงสร้างของระบบและสิ่งของ เรื่องราว และการ
กระทำต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นรวมกันจนดำรงสภาพเช่นน้ันอยู่ได้เนื่องด้วยอะไร โดยยึดอะไรเป็นหลัก เป็น
แกนกลาง มสี งิ่ ใดเป็นตัวเชอ่ื มโยง ยดึ ถอื หลกั การใด มเี ทคนคิ อยา่ งไร หรือยดึ คติใด

1.5.4 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application หมายถงึ ขนั้ ตอนการจัดการเรยี นรู้ท่ีผวู้ ิจัยใช้นวัตกรรมรปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) รว่ มกับ Plickers Application มขี น้ั ตอนดังน้ี

ข้นั ตอนที่ 1 ใหผ้ ู้เรียนเผชญิ ปัญหา ทำความเข้าใจปญั หา และมีความตอ้ งการจะแก้ไข : เป็นข้ันท่ี
ผู้วิจัยให้ผู้เรียนได้จำลองบทบาทสมมติเป็นบุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่อยู่รวมกันในสังคม ผู้เรียนได้พูดคุยกัน
ผ่านบทบาท

ขั้นตอนที่ 2 ระบุปัญหาที่เผชิญให้ชัดเจน : ผู้เรียนสรปุ สิ่งท่ีได้รบั จากบทบาทสมมติ และผู้วิจัยได้
ตั้งคำถามเพอ่ื ให้ผเู้ รียนเกิดการคิดวิเคราะห์ ทำให้ปญั หาท่ีผเู้ รยี นเผชิญมีความชดั เจนมากขนึ้

ขั้นตอนที่ 3 คิดตั้งสมมุติฐานเพื่อคาดคะเนคำตอบของปัญหา : ผู้เรียนตั้งสมมติฐานคำตอบของ
ปญั หา ผวู้ ิจยั โยงเขา้ สู่เนือ้ หาการเคารพสทิ ธิและความแตกต่างของบคุ คลในสงั คม

ขน้ั ตอนที่ 4 เก็บรวบรวมขอ้ มูล เพ่ือใช้พสิ ูจนส์ มมตุ ฐิ านท่ีกำหนด : ผเู้ รียนร่วมกันสรุปเนื้อหาการ
เคารพสิทธิและความแตกต่างของบุคคลในสงั คมพรอ้ มทั้งพิสูจนส์ มมติฐาน ผู้เรียนทำแบบทดสอบการคิด
วเิ คราะหใ์ นเนอ้ื หาทเี่ รียนผา่ น Plickers Application

ข้นั ตอนที่ 5 สรปุ ผลการค้นพบ : ผวู้ ิจัยและผ้เู รยี นร่วมกนั สรุปสง่ิ ทีไ่ ด้รับจากการเรียนในคร้ังน้ี

8

1.5.5 ความพึงพอใจ หมายถึง ค่าเฉลี่ยจากการบอกความรู้สึกของผู้เรียนจากการจัดรูปแบบการ
จัดการเรียนรแู้ บบค้นพบ (Discovery Method) รว่ มกบั Plickers Application ความพงึ พอใจแบบมาตร
ประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านบรรยากาศ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้
และดา้ นประโยชน์ทไ่ี ด้รับ โดยมรี ะดบั ความพึงพอใจ 5 ระดบั คอื ระดบั 1 พึงพอใจน้อยท่ีสุด ระดับ 2 พึง
พอใจน้อย ระดับ 3 พึงพอใจปานกลาง ระดับ 4 พงึ พอใจมาก และระดบั 5 พึงพอใจมากทีส่ ดุ
1.6 ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รับ

1.6.1 ผเู้ รยี นได้ฝกึ ทักษะการคิดวิเคราะห์ เพ่อื เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดไป
ใชใ้ นชีวิตประจำวนั และเป็นพนื้ ฐานการเรยี นระดับทส่ี ูงข้ึน

1.6.2 ผู้สอนได้แนวทางในการจัดรูปแบบการเรียนรู้แบบค้นพบ ที่สามารถนำไปใช้ในการจัดการ
เรียนรรู้ ายวิชาอ่นื ๆได้ เพอ่ื ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวเิ คราะห์ของผูเ้ รียนในแตล่ ะรายวชิ า

1.6.3 โรงเรยี นบา้ นค้อท่อนน้อย มรี ปู แบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ด้วย
รปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบคน้ พบ

9

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนใน
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นค้อท่อนน้อย ผู้ศึกษาได้ศกึ ษาจากแนวคดิ ทฤษฎีและคนควาจาก
เอกสารและ งานวจิ ยั ท่เี กี่ยวของ ดงั ตอไปน้ี
1. พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ท่ี2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับ
ท3่ี ) พ.ศ. 2553 และหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551
1.1 วสิ ัยทัศน์
1.2 หลักการ
1.3 จดุ หมาย
1.4 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1.5 มาตรฐานการเรยี นรู้
1.6 ตัวชวี้ ดั
1.7 การจดั การเรียนรู้
1.8 สือ่ การเรยี นรู้
1.9 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
3. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
3.1 ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์
3.2 แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับการคดิ วิเคราะห์
3.3 มิติของการคดิ
3.4 องคป์ ระกอบของการคดิ วเิ คราะห์
3.5 ลักษณะของการคิดวิเคราะห์
3.6 ประโยชนข์ องการคดิ วิเคราะห์
4. รปู แบบการจดั การเรยี นรู้แบบคน้ พบ
4.1 ความหมายของรปู แบบการจดั การเรียนรู้แบบค้นพบ
4.2 แนวคิดและทฤษฎที ี่เกย่ี วข้องกบั การจัดการเรียนรแู้ บบค้นพบ
4.3 ประเภทของการจัดการเรียนรู้แบบคน้ พบ

10

4.4 วธิ กี ารจัดการเรียนร้แู บบค้นพบ
4.5 ประโยชนข์ องการจัดการเรียนรูแ้ บบคน้ พบ
5. Plickers Application
5.1 ความหมายของแอปพลเิ คชั่น
5.2 ประเภทของแอปพลิเคช่ัน
5.3 ส่วนประกอบของแอปพลิเคชน่ั
5.4 ข้ันตอนการแอปพลเิ คชน่ั
5.5 ความหมาขยายของ Plickers Application
5.6 การใช้งาน Plickers Application
5.7 การสรา้ งหอ้ งเรยี นและการเพ่มิ รายชื่อผูเ้ รยี นของ Plickers Application
5.8 การสร้างคำถามของ Plickers Application
6. ความพึงพอใจ
6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
6.2 การวัดความพึงพอใจ
7. งานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ้ ง
8.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
8.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
8. กรอบแนวคดิ การวิจยั
โดยมีรายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้
1. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี3)
พ.ศ. 2553
กระทรวงศึกษาธิการ (2542) ได้กำหนดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไข
เพิ่มเติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2553 ซ่งึ กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาไว้ในหมวด
4 แนวการจดั การศึกษา ดงั น้ี
มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตาม
อัธยาศยั ตอ้ งเนน้ ความสำคญั ทั้งความรู้ คณุ ธรรม กระบวนการเรียนรู้และบรู ณาการตามความเหมาะสม
ของแตล่ ะระดบั การศกึ ษาในเร่ืองต่อไปนี้

11

1) ความรเู้ รือ่ งเกยี่ วกับตนเอง และความสัมพันธข์ องตนเองกับสังคม ไดแ้ ก่ครอบครัว ชุมชน ชาติ
และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการ
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ

2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รวมทั้งความรูค้ วามเขา้ ใจและประสบการณ์
เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
ย่งั ยืน

3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ ภูมิ
ปญั ญา

4) ความรู้ และทกั ษะดา้ นคณติ ศาสตร์ และดา้ นภาษา เนน้ การใช้ภาษาไทยอยา่ งถกู ตอ้ ง
5) ความรู้ และทกั ษะในการประกอบอาชีพและการดารงชีวิตอย่างมีความสุข
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียนโดย
คำนงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบคุ คล
2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้
เพอื่ ปอ้ งกนั และแกไ้ ขปัญหา
3) จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น
รกั การอา่ นและเกดิ การใฝ่รู้อย่างตอ่ เนื่อง
4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้ง
ปลกู ฝังคณุ ธรรม คา่ นิยมทีด่ ีงามและคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ไว้ในทุกวชิ า
5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวย
ความสะดวกเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและนักเรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่ง
วิทยาการหลากหลายประเภท
6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา
ผู้ปกครอง และบุคคลในชมุ ชนทกุ ฝา่ ย เพ่ือร่วมกันพฒั นานกั เรยี นตามศักยภาพ
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินนักเรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของนักเรียน
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการ
เรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษาให้สถานศึกษาใช้วิธีการท่ี

12

หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นำผลการประเมินนักเรียนตามวรรคหนึ่งมาใช้
ประกอบการพจิ ารณาด้วย

จากการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.
2545 และ (ฉบับท่ี3) พ.ศ. 2553 พบว่ า การจัดการเรียนรู้ควรยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยจัดเนื้อหา
สาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มา
ใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงเพื่อร่วมกันพัฒนา
นกั เรยี นตามศกั ยภาพ เปน็ ส่วนสำคัญ
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ให้เป็น
หลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายและกรอบ
ทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมขี ีดความสามารถในการ
แข่งขันในเวทีระดบั โลก (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2544) พร้อมกันนีไ้ ด้ปรบั กระบวนการพัฒนาหลักสูตรให้มี
ความสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ท้องถิ่นและสถานศึกษาได้มีบทบาท
และมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของท้องถิ่น (สำนัก
นายกรฐั มนตรี, 2542)

1.1 วสิ ยั ทัศน์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น
มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพล
โลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และ
ทักษะพื้นฐานรวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย
มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม
ศกั ยภาพ
1.2 หลักการ
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน มีหลกั การท่ีสำคญั ดงั น้ี
1) เป็นหลักสตู รการศึกษาเพอ่ื ความเปน็ เอกภาพของชาติ มจี ุดหมายและมาตรฐานการเรียนรเู้ ป็น
เปา้ หมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มคี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพื้นฐานของความเป็น
ไทยควบคู่กับความเป็นสากล

13

2) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอยา่ งเสมอภาค
และมีคณุ ภาพ

3) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้
สอดคล้องกบั สภาพและความตอ้ งการของท้องถ่นิ

4) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการ
เรียนรู้

5) เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาทีเ่ น้นผ้เู รยี นเป็นสำคัญ
6) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุมทกุ
กลุม่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
1.3 จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขมี
ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน ดงั น้ี
1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตน
ตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาทต่ี นนบั ถือ ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2) มีความรู้ความสามารถในการสือ่ สาร การคิด การแกป้ ัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทกั ษะชวี ติ
3) มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ท่ดี ี มสี ขุ นิสยั และรกั การออกกำลงั กาย
4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
5) มีจติ สำนึกในการอนุรักษ์วฒั นธรรมและภมู ิปญั ญาไทย การอนุรักษแ์ ละพฒั นาส่ิงแวดล้อมมีจิต
สาธารณะท่ีมงุ่ ทำประโยชนแ์ ละสรา้ งส่งิ ทดี่ ีงามในสงั คม และอยูร่ ว่ มกนั ในสงั คมอย่างมคี วามสุข
1.4 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ อันพึงประสงค์
ดงั นี้
1) สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน ม่งุ ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังน้ี

(1) ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรม
ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน

14

ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้งการเจรจา
ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล
และความถกู ต้องตลอดจนการเลือกใชว้ ิธีการส่ือสาร ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบท่ีมีต่อตนเอง
และสังคม

(2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดสังเคราะห์การ
คิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศเพอื่ การตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม

(3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง
ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ต์ความรู้มาใช้ใน
การป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจทีม่ ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่เี กดิ ข้ึนต่อตนเอง
สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม

(4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ
ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวนั การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและความขัดแย้ง
ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จัก
หลกี เล่ียงพฤตกิ รรมไม่พึงประสงค์ท่ีสง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื

(5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้
การสอื่ สาร การทำงาน การแก้ปญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม

2) คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอยู่รว่ มกับผู้อืน่ ในสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้

(1) รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
(2) ซ่ือสตั ยส์ ุจรติ
(3) มีวินัย
(4) ใฝ่เรยี นรู้
(5) อย่อู ย่างพอเพียง
(6) มงุ่ มั่นในการทำงาน

15

(7) รักความเปน็ ไทย
(8) มจี ิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม
บริบทและจุดเนน้ ของตนเอง
1.5 มาตรฐานการเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน จึงกำหนดใหผ้ ู้เรียนเรยี นรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดงั น้ี
1) ภาษาไทย
2) คณิตศาสตร์
3) วทิ ยาศาสตร์
4) สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5) สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
6) ศิลปะ
7) การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8) ภาษาต่างประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรูร้ ะบุสิ่งที่ผูเ้ รียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจรยิ ธรรม และค่านิยมที่พึง
ประสงคเ์ ม่อื จบการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคล่ือน
พัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไรจะสอนอย่างไร
และประเมนิ อย่างไร รวมทั้งเปน็ เคร่ืองมือในการตรวจสอบเพ่ือการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบ
การประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นท่ี
การศึกษา และการทดสอบระดบั ชาติ ระบบการตรวจสอบเพือ่ ประกันคณุ ภาพดงั กล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วย
สะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการเรี ยนรู้กำหนด
เพียงใด
1.6 ตวั ช้ีวัด
ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซ่ึง
สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนด
เนื้อหาจัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผลเพื่อ
ตรวจสอบคณุ ภาพผ้เู รียน

16

1) ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ
(ประถมศึกษาปีท่ี 1- มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3)

2) ตัวชี้วดั ช่วงช้นั เป็นเปา้ หมายในการพฒั นาผู้เรียนในระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษา
ปีที่ 4- 6)

1.7 การจัดการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ของผู้เรียน เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตาม
เป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่าน
สาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตร 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสรา้ งคุณลักษณะอันพึงประสงค์
พฒั นาทักษะต่าง ๆ อันเปน็ สมรรถนะสำคัญใหผ้ เู้ รยี นบรรลตุ ามเป้าหมาย
1) หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐาน
การเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรีย นรู้และ
พัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ
พัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศักยภาพ คำนึงถงึ ความแตกต่างระหวา่ งบุคคลและพัฒนาการทางสมอง
เน้นใหค้ วามสำคญั ท้ังความรู้ และคณุ ธรรม
2) กระบวนการเรยี นรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เนน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคญั ผ้เู รยี นจะต้องอาศัยกระบวนการ
เรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ท่ี
จำเป็นสำหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้กระบวนการคิด
กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการกระบวนการวิจัยกระบวนการ
เรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัยกระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการ
จดั การเรยี นร้ทู ีผ่ เู้ รยี นควรไดร้ บั การฝกึ ฝน พฒั นา เพราะจะสามารถชว่ ยให้ผเู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ได้ดี บรรลุ
เป้าหมายของหลักสตู รดังน้ัน ผ้สู อนจงึ จำเป็นตอ้ งศกึ ษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ตา่ ง ๆ เพื่อให้
สามารถเลอื กใชใ้ นการจดั กระบวนการเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผสู้ อนตอ้ งศกึ ษาหลกั สตู รสถานศกึ ษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการ
เรียนรูต้ วั ช้วี ดั สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับ

17

ผู้เรียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่ง
เรียนรู้ การวัดและประเมนิ ผล เพ่ือใหผ้ ู้เรยี นได้พฒั นาเต็มตามศกั ยภาพและบรรลุตามเปา้ หมายท่ีกำหนด

4) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของ
หลกั สูตร ทั้งผ้สู อนและผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้

(1) บทบาทของผู้สอน
(1.1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวาง

แผนการจดั การเรยี นรู้ ทที่ า้ ทายความสามารถของผ้เู รยี น
(1.2) กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ

กระบวนการ ที่เป็นความคดิ รวบยอด หลักการและความสัมพนั ธ์ รวมท้งั คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
(1.3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่าง

บคุ คลและพฒั นาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรยี นไปสู่เปา้ หมาย
(1.4) จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดการ

เรยี นรู้
(1.5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถ่ิน

เทคโนโลยที เี่ หมาะสมมาประยุกต์ใชใ้ นการจดั การเรียนการสอน
(1.6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายเหมาะสมกับ

ธรรมชาตขิ องวชิ าและระดบั พฒั นาการของผเู้ รียน
(1.7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียนรวมท้ัง

ปรบั ปรุงการจดั การเรียนการสอนของตนเอง
(2) บทบาทของผู้เรียน
(2.1) กำหนดเปา้ หมาย วางแผน และรบั ผดิ ชอบการเรยี นรู้ของตนเอง
(2.2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์

ขอ้ ความรู้ ต้ังคำถาม คดิ หาคำตอบหรอื หาแนวทางแกป้ ัญหาด้วยวธิ ีการต่าง ๆ
(2.3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไป

ประยุกต์ใชใ้ นสถานการณ์ตา่ ง ๆ
(2.4) มีปฏิสัมพนั ธ์ ทำงาน ทำกจิ กรรมร่วมกบั กลุ่มและครู
(2.5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนร้ขู องตนเองอยา่ งต่อเน่ือง

18

1.8 ส่ือการเรยี นรู้
สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึง
ความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการ
เรียนรู้มีหลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ
ที่มีในท้องถิ่น การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ ที่
หลากหลายของผู้เรียนการจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเองหรือ
ปรับปรุงเลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ท่ี
สามารถส่งเสริมและส่ือสารให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอยา่ งพอเพียง เพื่อพัฒนา
ให้ผ้เู รยี น เกิดการเรียนรู้อย่างแทจ้ ริง สถานศึกษา เขตพื้นทกี่ ารศึกษา หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วข้องและผู้มีหน้าที่
จัดการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน ควรดำเนนิ การดงั นี้
1) จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่ายการ
เรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน
ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ระหว่างสถานศึกษา ทอ้ งถิน่ ชมุ ชน สงั คมโลก
2) จัดทำและจัดหาส่ือการเรยี นรูส้ ำหรับการศึกษาค้นควา้ ของผ้เู รยี น เสรมิ ความรู้ใหผ้ ูส้ อนรวมท้ัง
จดั หาส่งิ ท่มี อี ยู่ในท้องถ่ินมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้
3) เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลายสอดคล้องกับ
วิธีการเรียนรู้ ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ และความแตกตา่ งระหว่างบุคคลของผูเ้ รียน
4) ประเมินคุณภาพของสอื่ การเรียนรูท้ เี่ ลือกใชอ้ ย่างเป็นระบบ
5) ศึกษาคน้ คว้า วิจยั เพ่ือพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการเรยี นรู้ของผ้เู รยี น
6) จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช้สื่อการ
เรียนร้เู ป็นระยะ ๆ และสม่ำเสมอในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพส่ือการเรียนรู้ที่ใช้ใน
สถานศึกษาควรคำนึงถึงหลักการสำคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสตู ร วัตถุประสงค์
การเรียนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้องและ
ทันสมัย ไม่กระทบความมั่นคงของชาติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง รูปแบบการนำเสนอท่ี
เข้าใจงา่ ย และน่าสนใจ

1.9 การวดั และประเมินผลการเรียนรู้
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือการ
ประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้

19

ประสบผลสำเร็จนัน้ ผ้เู รยี นจะตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาและประเมนิ ตามตวั ชวี้ ัดเพื่อใหบ้ รรลตุ ามมาตรฐานการ
เรียนรู้สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวดั
และประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นท่ี
การศึกษาและระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้
ผลการประเมนิ เป็นข้อมลู และสารสนเทศที่แสดงพฒั นาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียน
ของผ้เู รียน ตลอดจนข้อมลู ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ การส่งเสรมิ ให้ผูเ้ รียนเกิดการพัฒนาและเรยี นรู้อยา่ งเต็มตาม
ศกั ยภาพการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ไดแ้ ก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา
ระดบั เขตพื้นท่กี ารศกึ ษาและระดับชาติ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี

1) การประเมนิ ระดับชัน้ เรยี น เปน็ การวัดและประเมินผลทีอ่ ยู่ในกระบวนการจดั การเรยี นรู้ผู้สอน
ดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย
เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงานภาระงาน แฟ้ม
สะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง
เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ่านตัวชี้วัดให้มีการสอนซ่อมเสริมการประเมิน
ระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจาก
การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนหรือไม่ และมากนอ้ ยเพียงใด มีสิ่งทจี่ ะตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาปรับปรุงและ
ส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้โดย
สอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวช้ีวัด

2) การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตัดสินผลการ
เรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ว่าส่งผลต่อการเรยี นรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผล
การเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษา
จะเปน็ ข้อมูลและสารสนเทศเพอ่ื การปรับปรงุ นโยบาย หลกั สูตรโครงการ หรือวธิ กี ารจัดการเรยี นการสอน
ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตามแนวทางการประกันคุณภาพ
การศกึ ษาและการรายงานผลการจดั การศึกษาตอ่ คณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานผูป้ กครองและชมุ ชน

3) การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นท่ี
การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน
ในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาของเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา ตามภาระความรบั ผิดชอบ สามารถดำเนนิ การโดย

20

ประเมินคณุ ภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรยี นด้วยข้อสอบมาตรฐานทจ่ี ดั ทำและดำเนินการโดยเขตพนื้ ท่ีการศึกษา
หรือดว้ ยความร่วมมือกบั หนว่ ยงานต้นสังกัด ในการดำเนนิ การจัดสอบ นอกจากนี้ยังไดจ้ ากการตรวจสอบ
ทบทวนข้อมูลจากการประเมนิ ระดบั สถานศึกษาในเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา

4) การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดใหผ้ ้เู รียนทกุ คนท่เี รียนในชัน้ ประถมศึกษา
ปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมินผลจาก
การประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผน
ยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายของ
ประเทศ

จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พบว่า ควรจัดการ
เรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้เกิด
ความสามารถในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการคิดวิเคราะห์ เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของ
หลักสตู ร

2. สาระและมาตรฐานการเรยี นรใู้ นกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐานกำหนดมาตรฐานการเรยี นรูใ้ นกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม

ศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ไวด้ ังนี้
สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ

ศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตาม หลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกัน
อย่างสนั ติสุข

มาตรฐาน ส1.2 เข้าใจ ตระหนัก และปฏิบตั ติ นเปน็ ศาสนิกชนทดี่ ี และธำรงรักษาพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาท่ีตนนบั ถอื

สาระที่ 2 หนา้ ที่พลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏบิ ัตติ นตามหน้าท่ีของการเปน็ พลเมืองดี มคี า่ นิยมท่ีดงี ามและธำรง
รกั ษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชวี ติ อยู่รว่ มกันในสงั คมไทย และสังคมโลกอย่างสนั ตสิ ขุ
มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธาและธำรง
รักษาไว้ซงึ่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข

21

สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการใช้
ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมปี ระสิทธิภาพและคุม้ ค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเพอื่
การดำรงชีวติ อย่างมีดุลยภาพ
มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และ
ความจำเปน็ ของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสงั คมโลก
สาระท่ี 4 ประวัตศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สามารถ
ใชว้ ิธกี ารทางประวัตศิ าสตรม์ าวเิ คราะห์เหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ อย่างเป็นระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนษุ ยช์ าตจิ ากอดีตจนถึงปจั จบุ ัน ในดา้ นความสมั พันธ์และ
การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบท่ี
เกดิ ขน้ึ
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความ
ภมู ใิ จและธำรงความเปน็ ไทย
สาระท่ี 5 ภมู ิศาสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อ
กันและกันในระบบของธรรมชาติ ใชแ้ ผนที่และเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร์ ในการคน้ หา วิเคราะห์ สรุป และ
ใช้ขอ้ มูลภูมสิ ารสนเทศอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษยก์ ับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิดการ
สรา้ งสรรค์วัฒนธรรม มจี ิตสำนึก และมสี ่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากร และส่ิงแวดล้อม เพื่อการพัฒนา
ท่ยี ่ังยนื
จากการศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและ
วัฒนธรรม พบวา่ ในสาระท่ี 2 หนา้ ท่ีพลเมือง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวิตในสงั คมจะตอ้ งจัดการเรียนรู้
โดยให้นักเรียนมีความเข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม ธำรงรักษา
ประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลกอย่างสันติสุข เข้าใจระบบ
การเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธาและธำรง รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ

22

3.ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
3.1 ความหมายของการคดิ วิเคราะห์
ความหมายทางการคิดวิเคราะห์ เป็นความสามารถทางสมองที่นักการศึกษาอละนักจิตวิทยาได้

ศกึ ษาและใหน้ ยิ ามไวด้ งั น้ี
รัชเชลล์ (Russel. 1956: 181-182) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า เป็นการคิดเพื่อ

แก้ปัญหาชนิดหนึ่ง โดยผู้คิดจะต้องพิจารณาตัดสินเรื่องราวต่าง ๆ ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยการคิด
วิเคราะห์จึงเป็นกระบวนการประเมินหรอื การจัดหมวดหมู่โดยอาศัย เกณฑ์ที่เคยยอมรับกันมาแต่ก่อน ๆ
แล้วสรปุ หรือพจิ ารณาตัดสิน

วตั สัน และเกลเซอร์ (Watson and Glaser. 1964: 11) ได้ใหค้ วามหมายของการคิดวิเคราะห์ว่า
เป็นสงิ่ ที่เกิดจากสว่ นประกอบของทัศนคติ ความรู้ ทักษะ โดยทศั นคตเิ ป็นการแสดงออกทางจิตใจต้องการ
สืบค้นปัญหาที่มีอยู่ ความรู้จะเกี่ยวกับการใช้เหตุผลในการประเมินสถานการณ์ การสรุปความเที่ยงตรง
และการเขา้ ใจในความเปน็ นามธรรม ส่วนทกั ษะจะประยกุ ต์รวมอยใู่ นทศั นคตแิ ละความรู้

บลูม (Bloom. 1976: 37) ได้ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า เป็นการตรึกตรองและมี
เหตุผลของบุคคลเป็นขั้นตอนโดยการเรียนรู้จากการรู้ การจำ การเข้าใจ การประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์
การสงั เคราะห์ และการประเมินค่า

เอนนสิ (Ennis. 1985: 45) นยิ ามความหมายของการวเิ คราะห์เป็นการคดิ ตรึกตรองและมีเหตุผล
เพอ่ื การตัดสนิ ใจกอ่ นที่จะเชอื่ หรือก่อนทีจ่ ะลงมือปฏบิ ตั ิ

มาร์ซาโน (Marzano. 2001: 38) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ คือการขยายความคิดอย่างมีเหตุผล
เป็นการประยุกต์กระบวนการวิเคราะห์รายละเอียดเฉพาะของข้อมู ลบนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจใน
เนอ้ื หาเดิมทสี่ ะสมอยู่ในความจำระยะส้นั ในรูปแบบโครงสร้างขนาดเลก็ ของสตปิ ัญญาเพื่อสร้างข้อมูลใหญ่
อยา่ งอสิ ระและสามารถสรปุ ลักษณะเฉพาะที่จำเปน็ และไม่จำเป็นของข้อมลู ได้

ทิศนา แขมมณี (2544 : 6) กล่าวว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึงการแยกข้อมูลหรือสิ่งใดสิ่ง
หนึ่งออกเป็นส่วนย่อม ๆ แล้วใช้เกณฑ์จัดขอ้ มูลออกเป็นหนวดหมูเ่ พื่อให้เข้าใจและเห็นความสมั พันธ์ของ
ข้อมลู ในสว่ นต่าง ๆ

ชาติ แจ่มนุช (2545 : 54) ได้ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ว่า เป็นการคิดที่สามารถแยกส่ิง
สำเร็จรูป ได้แก่ วัตถุสิง่ ของต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว หรือบรรดาเรื่องราว เนื้อเรือ่ งหรือส่ิงต่าง ๆ ออกเป็นส่วม
ยอ่ ย ๆ ตามหลกั การหรอื เกณฑท์ ่กี ำหนดให้ เพื่อค้นหาความจรงิ หรือความสำคญั ทแี่ ฝงอย่ภู ายใน

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546 : 25) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking)
หมายถึง ความสามารถในการสืบค้นข้อเท็จจริงเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างโดยการคิด

23

ตีความ การจำแนกแยกแยะ และการทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของส่ิงนั้นและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่
สัมพันธ์กัน รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลและผลที่ไม่ขัดแย้งกันระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น
ด้วย เหตุผลที่หนักแน่นน่าเชื่อถือทำให้เราได้ข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจแก้ปัญหา ประเมิน
และตัดสินใจเรอื่ งตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

กล่าวได้ว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง ความสามารถใน
การพิจารณาแยกแยะส่วนย่อย ๆ ของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลบนพื้น
ฐานความรู้เดมิ และพิจารณาไดว้ ่าส่วนย่อย ๆ ทส่ี ำคัญน้นั แต่ละเหตุการณ์เกีย่ วพนั กันอยา่ งไรบ้าง อะไรที่
เป็นเหตุ อะไรที่เป็นผล และเกี่ยวพันโดยอาศัยหลักการใด ซึ่งจะทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นพ้ืนฐานในการ
ตัดสนิ ใจแก้ปัญหา ประเมินและตดั สินใจเร่อื งต่าง ๆ ได้อยา่ งถูกตอ้ ง

3.2 แนวคิดและทฤษฎีเกยี่ วกับการคิดวิเคราะห์
3.2.1 แนวคิดทฤษฎีเกย่ี วกบั การคิดวเิ คราะห์ของบลมู (Bloom’s Taxonomy)

บลูม (Bloom. 1956: 6-9, 201-207) ได้กำหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษา (Bloom’s
Taxonomy of Educational Objectives) เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการรู้คิด ด้านจิตพิสัยและด้านทักษะ
พิสัยของบุคคลส่งผลต่อความสามารถทางการคิดที่บลูมจำแนกไว้เป็น 6 ระดับ คำถามในแต่ละระดับมี
ความซบั ซอ้ นแตกต่างกนั ไดแ้ ก่

1. ความรู้ความจำ ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้
และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวิดีทัศน์ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของ
เรือ่ งราวต่าง ๆ ได้ สามารถเปดิ ฟงั หรือ ดูภาพเหล่านัน้ ได้เม่อื ต้องการ

2. ความเข้าใจ เปน็ ความสามารถในการจบั ใจความสำคญั ของส่ือ และสามารถแสดงออกมาในรูป
ของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรอื การกระทำอื่น ๆ

3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาใน
สถานการณต์ ่าง ๆ ได้ ซง่ึ จะตอ้ งอาศยั ความรคู้ วามเข้าใจ จงึ จะสามารถนำไปใชไ้ ด้

4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็น
องค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนท่ีเก่ียวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์
จะแตกต่างกันไปแลว้ แตค่ วามคิดของแตล่ ะคน

5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมี
ระบบ เพอื่ ให้เกดิ สง่ิ ใหมท่ ่สี มบรู ณแ์ ละดีกวา่ เดมิ อาจเปน็ การถ่ายทอดความคิดออกมาใหผ้ ู้อนื่ เข้าใจได้ง่าย
การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ของ
ส่ิงท่ีเป็นนามธรรมข้ึนมาในรปู แบบ หรือ แนวคิดใหม่

24

6. การประเมินค่า เปน็ ความสามารถในการตัดสิน ตรี าคา หรือ สรปุ เกยี่ วกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ
ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรือ
อาจเป็นกฎเกณฑท์ ่ีสงั คมยอมรับกไ็ ด้

การที่บุคคลจะมีทักษะในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ บุคคลนั้นจะต้องสามารถวิเคราะห์และ
เข้าใจสถานการณ์ใหมห่ รือข้อความจริงใหมไ่ ด้ ดังนั้นการจะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในระดับใดหรือหลาย
ระดับนั้น ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่เป็นองค์ความรู้ เช่น จุดมุ่งหมายการเรียนรู้เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล
เศรษฐกิจเสนอในรูปแบบกราฟ เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในข้อมูลดังกล่าว อาจต้องผสานข้อมูลความรู้
ในลักษณะรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดจำพวก การแปล การตีความ การประยุกต์ การวิเคราะห์ส่วนย่อย
และความสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ การนำไปใช้ สู่การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการ
ประเมินผลตามจุดมุ่งหมายการศึกษาของบลูม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการวิเคราะห์จะส่งผล
ใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถนำไปประยกุ ต์ใช้กับสถานการณ์ใหม่ในเชงิ สรา้ งสรรค์เพราะเปน็ การพัฒนาความสามารถ
ในระดับการมีเหตุผลและเป็นการเรียนรู้ที่คงทนของแต่ละบุคคลแม้จะจำรายละเอียดของความรู้ไม่ได้
ผู้เรียนจึงต้องเรียนวิธีการวิเคราะห์และภายใต้สภาวะใดที่ต้องนำความสามารถด้านการวิเคราะห์มาใช้
ดงั นั้นการประเมินเป็นระยะจะนำไปสูก่ ารปรับปรงุ ทง้ั 3 กระบวนการ คือ กระบวนการสร้างหลกั สูตร การ
สอน และการเรียนรู้ เพื่อพยายามหาวิธีการลดผลกระทบเชิงลบ เพิ่มวิธีการบรรลุวัตถุประสงค์การศึกษา
อยา่ งมีคุณค่า

ความสามาถทางการคดิ ของบุคคลของบลูมในระดบั การวิเคราะห์ เปน็ ทกั ษะการคดิ ระดับพื้นฐาน
ของผู้เรยี นสคู่ วามสามารถทางการคิดในระดับสูง เพราะผเู้ รียนจะเข้าใจเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ อยา่ งชัดเจนผ่าน
กระบวนการวเิ คราะหห์ น่วยย่อย การวิเคราะห์ความสัมพันธแ์ ละการวเิ คราะห์หลักการโดยผู้เรยี นสามารถ
วิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ จากส่วนย่อยสู่ส่วนใหญ่ และเชื่อมความสัมพันธ์ของประเด็นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
จนสามารถสรุปอย่างเปน็ หลกั การโดยมเี หตุผลรองรบั ตามรายละเอยี ดดงั น้ี

1. การคิดวิเคราะห์ความสำคัญหรือเนื้อหาของสิ่งต่าง ๆ (Analysis of Element) เป็น
ความสามารถในการแยกแยะได้ว่า สิ่งใดจำเปน็ สิง่ ใดสำคญั สง่ิ ใดมีบทบาทมากท่สี ุด ประกอบดว้ ย

1.1 วิเคราะห์ชนิด เป็นการให้ผู้เรียนวินิจฉัยว่า สิ่งนั้น เหตุการณ์นั้น ๆ จัดเป็นชนิดใด
ลกั ษณะใด เพราะเหตุใด เชน่ ข้อความนี้ (ทำดีได้ดี ทำชว่ั ได้ชั่ว) เปน็ ขอ้ ความชนิดใด ต้นผักชีเป็นพืชชนิด
ใด มา้ น้ำเป็นสัตว์หรือพชื

1.2 วเิ คราะหช์ นิด เปน็ การให้ผ้เู รยี นวินิจฉยั วา่ สิ่งใดสำคัญ สิ่งใดไมส่ ำคัญ เปน็ การค้นหา
สาระสำคญั ขอ้ ความหลัก ขอ้ สรุป จดุ เด่น จดุ ดอ้ ย ของส่ิงตา่ ง ๆ เช่น

25

-สาระสำคญั ของเรอื่ งนีค้ อื อะไร
-ควรต้งั เรือ่ งน้ีวา่ อะไร
-การปฏบิ ัตเิ ชน่ นน้ั เพื่ออะไร
-สิ่งใดสำคญั ท่สี ดุ สงิ่ ใดมบี ทบาทมากทสี่ ุดจากสถานการณ์นี้
1.3 วิเคราะห์เลศนัย เป็นการมุ่งค้นหาสิ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้น หรืออยู่เบื้องหลังจากสิ่งที่
เหน็ ซึ่งมไิ ดบ้ ่งบอกตรง ๆ แตม่ รี อ่ งรอยของความเปน็ จริงซ่อนเร้นอยู่ เชน่
-ภาพน้หี มายถงึ ใคร
-ขอ้ ความน้หี มายถึงใครหรอื สถานการณใ์ ด
-เรือ่ งนี้ควรยกยอ่ งหรือตำหนิใคร
-เรอ่ื งน้ีใหข้ ้อคิดอะไร ผเู้ ขียนมคี วามเช่อื อยา่ งไร
2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationship) เป็นการค้นหาความสัมพันธ์ของสิ่ง
ต่าง ๆ ว่ามีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้องหรื อขัดแย้งกัน
ไดแ้ ก่
2.1 วเิ คราะหช์ นดิ ความสมั พันธ์
-มุ่งให้คิดวา่ เป็นความสัมพันธ์แบบใดมีส่ิงใดสอดคลอ้ งกัน หรือไม่สอดคล้องกนั
มสี ง่ิ ใดทีเ่ กีย่ วข้องกับเร่ืองนี้ และมีสิง่ ใดไม่เก่ียวข้องกบั เรอื่ งนื้
-มขี อ้ ความใด มีส่งิ ใดไม่สมเหตผุ ล เพราะอะไร
-คำกลา่ วใดสรปุ ผิด การตัดสนิ ใจการกระทำอะไรไมถ่ กู ต้อง
-สองส่ิงนเี้ หมือนกนั อยา่ งไร หรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
2.2 วิเคราะห์ขนาดของความสัมพนั ธ์
-สง่ิ ใดทีเ่ ก่ียวข้องกนั มากทสี่ ุด ส่งิ ใดเกย่ี วขอ้ งน้อยท่ีสดุ
-สิง่ ใดสมั พันธก์ บั สถานการณ์ หรอื เร่อื งราวมากทส่ี ุด
-การเรียงลำดับมากน้อยของส่ิงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรียงลำดับความรุนแรง
จำนวน
2.3 วเิ คราะหข์ ั้นตอนความสมั พนั ธ์
-เมือ่ เกดิ ส่งิ นแี้ ลว้ เกดิ ผลลพั ธ์อะไรตามมาบ้างตามลำดบั
-การเรียงลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ วงจรของสิ่งของต่าง ๆ สิ่งที่จะเกิดข้ึน
ตามมาตามลำดับขนั้ ตอน
-ผลสดุ ทา้ ยจะเปน็ อย่างไร เชน่ วเิ คราะหว์ งจรของฝน ผีเส้ือ

26

2.4 วิเคราะห์จดุ ประสงคแ์ ละวธิ กี าร
-การกระทำแบบนีเ้ พือ่ อะไร การทำบุญตักบาตร (สขุ ใจ)
-เม่อื ทำอย่างนีแ้ ลว้ จะเกิดผลสัมฤทธิอ์ ยา่ งไร
-ทำอยา่ งนมี่ ีเป้าหมายอยา่ งไร มจี ุดมงุ่ หมายอะไร

2.5 วิเคราะหส์ าเหตุและผล
-สงิ่ ใดเป็นสาเหตุของเร่อื งนี้
-หากไม่ทำอยา่ งนี้ ผลจะเปน็ อยา่ งไร
-หากทำอย่างนี้ ผลจะเปน็ อยา่ งไร
-ขอ้ ความใดเป็นเหตุผลแกก่ ัน หรอื ขัดแยง้ กนั

2.6 วิเคราะห์แบบความสัมพันธ์ในรูปอุปมาอุปไมย เชน่
-บนิ เร็วเหมือนนก
-ระบบประชาธิปไตยเหมอื นกับระบบทำงานของอวยั วะในร่างกาย

3. การคิดวิเคราะห์เชิงหลักการ (Analysis of Organization Principles) หมายถึงการค้นหา
โครงสร้างของระบบ เรื่องราว สิ่งของและการทำงานต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ในสภาพเช่นน้ัน
เนื่องจากอะไร มีอะไรเป็นแกนหลัก มีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเป็นตัว
เชื่อมโยง การคิดวิเคราะห์หลักการเป็นการวิเคราะห์ที่ถือว่ามีความสำคัญที่สุด การจะวิเคราะห์เชิง
หลักการได้ดี จะต้องมีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ได้ดี
เสียก่อน เพราะผลจากความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะทำให้
สามารถสรปุ เป็นหลักการได้ ประกอบด้วย

3.1 วิเคราะหโ์ ครงสร้าง เปน็ การค้นหาโครงสรา้ งของสิ่งต่าง ๆ เชน่
-การทำวจิ ัยมีกระบวนการทำงานอยา่ งไร
-ส่ิงนบ้ี ่งบอกความคดิ หรือเจตนาอยา่ งไร
-คำกลา่ วน้ี มีลกั ษณะอย่างไร
-โครงสรา้ งของสงั คมไทยเปน็ อย่างไร

3.2 วิเคราะห์หลักการ เป็นการแยกแยะเพื่อค้นหาความจริงของสิง่ ต่าง ๆ แล้วสรุปเปน็
คำตอบหลกั ได้

-หลกั การของเรื่องนี้มวี า่ อย่างไร
-เหตใุ ดความรนุ แรงใน 3 จงั หวดั ชายแดนภาคใต้จงึ ไม่มีทีท่าจะยุตลิ งได้

27

ลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์วัตถุ วิเคราะห์สถานการณ์
วิเคราะห์บุคคล วิเคราะห์ข้อความ วิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์วสารเคมี ฯลฯ เป็นต้น สรุปได้ว่าในการ
วิเคราะห์จะวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกายภาพ เชงิ รปู ธรรมและวิเคราะห์เชงิ นามธรรม

กล่าวได้ว่าการคิดวิเคราะห์เป็นการแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของเหตุการณ์หรือเรื่องราวเนื้อหา
ต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสำคัญอย่างไร อะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลและที่เป็นอย่างนั้นอาศัย
หลักการอย่างไร โดยอาศัยพฤติกรรมด้านความจำ ความเข้าใจ และด้านการนำไปใช้ประกอบการ
พจิ ารณา

3.2.2 ทฤษฎกี ารคดิ วเิ คราะห์ของวัตสันและเกลเซอร์
วตั สัน และ เกลเซอร์ (Watson and Glaser. 1964: 10) ไดก้ ล่าวถงึ การคดิ วเิ คราะหไ์ วว้ า่
ประกอบดว้ ยทศั นคติ ความรู้ และทักษะในเรอ่ื งตา่ ง ๆ ดังตอ่ ไปนี้
1. ทศั นคตใิ นการสืบเสาะ ซึ่งประกอบด้วยความสามารถในการเห็นปัญหาและความตอ้ งการที่จะ
สบื เสาะ คน้ หาข้อมลู หลักฐานมาพสิ ูจน์เพอื่ หาขอ้ เทจ็ จรงิ
2. ความรใู้ นการหาแหลง่ ขอ้ มลู อา้ งองิ และการใช้ขอ้ มลู อา้ งอิงอยา่ งมีเหตผุ ล
3. ทกั ษะในการใช้ความร้แู ละทศั นคตดิ ังท่ีกลา่ วมาข้างตน้
จากผลการวิจัยต่าง ๆ วัตสัน และ เกลเซอร์ สรุปว่า การคิดวิเคราะห์ประกอบด้วยไปด้วย
ความสามารถย่อย ๆ 5 ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการอ้างอิง (Inference) เป็นการวัดความสามารถในการตัดสินจำแนกความ
น่าจะเป็นของขอ้ สรุปว่า ขอ้ สรุปใดเปน็ จรงิ หรอื เปน็ เท็จ
2. การตั้งสมมติฐาน (Recognition of Assumption) เป็นการวัดในการจำแนกว่าข้อความใด
เป็นข้อตกลงเบ้ืองตน้ หรือไม่เป็นขอ้ ตกลงเบ้อื งต้น
3. การนิรนัย (Deduction) เป็นการวัดความสามารถในการหาข้อสรุปอยา่ งสมเหตุสมผลจากขอ้
อา้ งอิง โดยใช้หลักตรรกศาสตร์
4. การแปลความ (Interpretation) เป็นการวัดความสามารถในการให้น้ำหนักข้อมูล/หลักฐาน
เพ่อื ตัดสินความเป็นไปได้ของข้อสรุป
5. การประเมินข้อโต้แย้งต่าง ๆ (Evaluation of Arguments) เป็นการวัดความสามารถในการ
จำแนกการใชเ้ หตผุ ลว่าสงิ่ ใดเปน็ ความสมเหตุสมผล
จากข้อความขา้ งต้นสรปุ ได้วา่ การคดิ วิเคราะห์เป็นสิ่งที่เกิดจากส่วนประกอบของทัศนคติ ความรู้
และทักษะ โดยทัศนคติเป็นการแสดงทางจิตใจเพื่อสืบเสาะหาปัญหา ความรู้จะเกี่ยวกับการใช้เหตุผลใน
การประเมนิ และสรปุ สถานการณต์ า่ ง ๆ สว่ นทักษะจะเปน็ การประยกุ ต์ทศั นคตแิ ละความรู้

28

3.2.3 ทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ญั ญาของเพยี เจท์ (Piaget’s Theory of Intelligence)
สุวัฒน์ วิวัฒนานนท์ (2550 : 52-53) เชื่อว่าการพัฒนาการทางสติปัญญาของคนมีลักษณะ
เดียวกันในช่วงอายุเท่ากัน และแตกต่างกันในช่วงอายุต่างกัน อันเป็นผลมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม เริ่มจากการสัมผัส การคิดอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาสู่ความคิดที่เป็นนามธรรม โดย
ผู้เรียนพยายามปรับตัวให้เกิดสภาวะสมดุลด้วยกระบวนการดูดซึมภาพและเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าไว้ใน
ความคิดของตน และกระบวนการปรบั ความคิดเดิมให้สอดคล้องกับสงิ่ ใหม่ เพยี เจทจ์ ึงจดั กระบวนการทาง
สตปิ ญั ญาและความคิด ออกเปน็ 4 ขั้นดังนี้
1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี
พฤตกิ รรมของเด็กในวัยน้ขี นึ้ อยกู่ บั การเคลื่อนไหวเป็นสว่ นใหญ่
2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อย
อกี 2 ข้ัน คอื

- ขัน้ กอ่ นเกิดสังกปั (Preconceptual Thought) เป็นขน้ั พฒั นาการของเดก็ อายุ 2-4 ปี เป็น
ชว่ งที่เดก็ เริ่มมีเหตผุ ลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหวา่ งเหตุการณ์2เหตกุ ารณ์ หรอื มากกว่ามา
เปน็ เหตุผล เกีย่ วโยงซึง่ กันและกนั แตเ่ หตุผลของเดก็ วัยน้ยี งั มขี อบเขตจำกดั อยู่

- ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นข้ัน
พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยก
ประเภทและแยกช้ินส่วนของ

3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) เริ่มจากอายุ 7-11 ปี
พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่ง
สิ่งแวดลอ้ มออกเป็นหมวดหมไู่ ด้

4. ข้ันปฏบิ ตั กิ ารคดิ ดว้ ยนามธรรม (Formal Operational Stage) เริม่ จากอายุ 11-15 ปี ในขั้น
นี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่
ความคิดแบบเด็กจะส้ินสดุ ลง เดก็ จะสามารถที่จะคดิ หาเหตุผลนอกเหนอื ไปจากข้อมลู ทีม่ ีอยู่

การพฒั นาการของเดก็ ในแต่ละข้นั จะเกิดข้ึนอย่างต่อเนื่อง จากระดบั ต่ำสูร่ ะดับสูงข้นึ โดยไม่มีการ
กระโดดข้ามขั้น เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพียงแต่บางช่วยอาจพัฒนาเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม
วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ รวมทั้งวิธีการดำรงชีวิตอาจมสี ่วนช่วยให้เดก็ พัฒนาแตกต่างกัน การคิดจึง
หมายถึง การกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญา การคิดของบุคคลเป็นกระบวนการใน 2 ลักษณะคือ
กระบวนการดดู ซึมข้อความจริงท่ีได้รับให้เขา้ กบั ประสบการณ์เดิมและเปน็ กระบวนการปรับประสบการณ์
เดิมให้เข้ากับข้อความจริงที่ได้รับรู้ใหม่ บุคคลจะใช้การคิดทั้ง 2 ลักษณะนี้ร่วมกันหรือสลับกัน เพื่อปรับ

29

ความคิดของตนให้เข้าใจข้อความจริงมากท่ีสดุ ผลการปรับเปล่ยี นการคิดดังกล่าวจะช่วยพัฒนาวิธีการคิด
ของบคุ คลจากระดบั หนง่ึ ไปสู่วิธกี ารคดิ อีกระดับหนง่ึ ทีส่ ูงกว่า

การพัฒนาการทางสตปิ ัญญาและการคดิ ของมนษุ ยต์ ามทฤษฎีของเพยี เจทจ์ ะเปน็ อยา่ งต่อเนื่องใน
ระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 11-12 ปี ที่ผู้เรียนสามารถคิดได้ซับซ้อนยิ่งขึ้นถ้ากิจกรรมการเรียนรู้
สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ต่อจากประสบการณ์เดิมในบรรยากาศเรียนรู้ที่สง่ เสริมการคิดของผู้เรียน
ให้สามารถเห็นภาพรวมและสรุปเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลในข้อมูลที่ถูกต้อง ดังนั้น ทฤษฎีของเพีย
เจท์ อธิบายพัฒนาการของการคิดจากขนั้ หนึ่งไปส่ขู ้ันหน่งึ อาศัยองค์ประกอบทส่ี ำคัญ 4 ประกาศ คอื การ
เจริญเติบโตของร่างกายแล้ววุฒิภาวะ ประสบการณ์ทางกายภาพและทางสมอง ประสบการณ์ทางสังคม
และภาวะสมดุล ซึ่งเป็นกระบวนการที่แต่ละคนใช้ในการปรับตัว ขั้นพัฒนาการคิดจะมีการเปลี่ยนแปลง
ตามลำดับขึ้น ซึ่งพัฒนาการในขั้นต้นจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาในขั้นสูง และพัฒนาของการคิดแต่ละ
คนมลี กั ษณะเดยี วกนั แต่จะต่างกันในดา้ นอัตราความเรว็ ในการเกิดของ แต่ละระดับของพฒั นาการ

เพยี เจท์ มีความเชือ่ วา่ เป้าหมายของการพฒั นาการ คือ
1. ความสามารถทจ่ี ะคดิ อยา่ งมีเหตุผลกับสิ่งทเี่ ป็นนามธรรม
2. ความสามารถท่ีจะคิดตงั้ สมมตฐิ านอยา่ งสมเหตุสมผล
3 .ความสามารถทจ่ี ะตัง้ ปญั หาและการแกป้ ัญหา

พฒั นาทางปัญญาด้านการคดิ ของเด็กนี้ ไม่ได้ขึน้ อยเู่ ฉพาะปัจจัยด้านวุฒภิ าวะเท่าน้ันแต่เกี่ยวข้อง
กับประสบการณ์ และกระบวนการถา่ ยทอดทางสงั คม

กล่าวได้ว่าการคิดเป็นการกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญา โดยพัฒนาการทางสติปัญญาและการคิด
จะอาศัยประสบการณ์และกระบวนการถา่ ยทอดทางสังคม และเป็นไปอยา่ งต่อเนื่องในระดับสงู ขึน้ ในช่วง
11-12 ปี

3.2.4 ทฤษฎีคิดวเิ คราะหข์ อเสตริ น์ เบอรก์ (Triarchic Theory)
เสติร์นเบอร์ก (Sternberg. 1985: 97-107) พบว่า ทฤษฎีย่อยด้านกระบวนการคิด
(Componential Subtheory) เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานในการคิดวิเคราะห์ โดยอธิบายถึงความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลว่ามีพฤติกรรมทางปัญญาไม่เหมือนกัน ทฤษฎีย่อยด้านกระบวนการคิดเป็นการใช้การคิด
วเิ คราะหเ์ ปน็ กระบวนการพ้ืนฐานในประมวลผลข้อมูลขา่ วสารที่ทำให้เกดิ พฤติกรรมทางปัญญา โดยทำให้
เกิดปจั จยั พื้นฐานในการแก้ปัญหาแปลกใหม่ มคี วามคล่องในการประมวลผลข้อมูลข่าวสารและปรับตัวให้
เข้ากับสิ่งแวดล้อมโดยเลอื กสิ่งแวดล้อมท่เี หมาะกับตนเอง
ทฤษฎีย่อยด้านกระบวนการคิด (Componential Subtheory) เป็นกระบวนการประมวลผล
ข้อมูลเบื้องต้นของสมอง ที่กระทำต่อโครงสร้างของสิ่งของต่าง ๆ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยตัวส่งผ่าน

30

ข้อมูลจากสิ่งที่ได้รับรู้เข้ามาเป็นมโนทัศน์ทางสมองไปสู่การแสดงออกซึ่งขึ้นอยู่กับความประสงค์สำหรับ
รูปแบบมโนทัศน์โครงสร้างทางสมองอาจเป็นรูปภาพ ชุดของประพจน์ สมการพีชคณิต หรืออื่น ๆ
กระบวนการคิดมีรูปแบบตามหน้าที่พื้นฐานแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ ส่วนประกอบด้านการปรับความคิด
สว่ นประกอบการปฏบิ ตั ิ ส่วนประกอบการแสวงหาความรู้

1. สว่ นประกอบด้านการปรับความคิด (Componential Subtheory) เปน็ กระบวนการข้ันสูงใน
การวางแผน (Planning) การควบคุม (Monitoring) และการตตดั สินใจ (Decision Making) และประเมิน
ว่าสิ่งที่ทำแล้วเป็นอย่างไร เป็นกระบวนการคิดสั่งการส่วนประกอบการคิดอื่น ๆ ว่าต้องทำอย่างไรใน
ขณะเดียวกันก็เป็นข้อมูลย้อนกลับจากส่วนประกอบด้านการคิดต่าง ๆ ว่ามีปัญหาในการแก้ปัญหาหรือ
การปฏิบัติอย่างไรบ้าง

2. ส่วนประกอบดา้ นการปฏิบัติ (Performance Components) เปน็ กระบวนการท่ีต่อเน่ืองจาก
สว่ นประกอบดา้ นการปรบั ความคิด แต่ขั้นตอนนีเ้ ปน็ การลงมือกระทำจรงิ ใช้กลวิธตี ่าง ๆ ในการแก้ปัญหา
และต้องทำควบคู่กันไปส่วนประกอบการรู้คิดด้วย เพราะส่วนประกอบด้านการปรับความคิดอย่างเดียว
นั้นไม่เพียงพอในการแก้ปัญหา เพราะว่าเป็นแต่เพียงการตัดสินใจแต่ยังไม่เป็นการลงมือปฏิบัติ
และส่วนประกอบด้านการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอในการแก้ปัญหา เพราะเป็นส่วนของการใช้
กลวธิ ีเพ่ือการแกป้ ญั หา แตไ่ มไ่ ด้ตดั สินใจวา่ จะใช้วธิ รใด ซงึ่ สว่ นประกอบด้านการปฏบิ ตั ินั้นมีส่วนประกอบ
ยอ่ ย ๆ ท่สี ำคัญ คือ

2.1 การเข้ารหัส (Encoding Component) เป็นกระบวนการของการรับรู้และเก็บ
ขอ้ มูลทไี่ ดร้ บั ใหม่ ซ่ึงเปฯ้ การเปลย่ี นแปลงคุณภาพและปริมาณของการเขา้ รหสั เป็นปัจจยั ท่ีสำคัญท่ีสุดของ
การพฒั นาสตปิ ัญญา โดยพบว่าคณุ ภาพและปรมิ าณของการเข้ารหสั จะค่อย ๆ ลดลงตามอายทุ ่เี พิ่มขน้ึ

2.2 การรวมและการเปรียบเทียบ (Combination and Comparison Component)
ส่วนประกอบนจ้ี ะเป็นการรวมและการเปรียบเทียบขอ้ มลู ทไี่ ดร้ บั มาและนำมาเป็นข้อมูลในนการแก้ปัญหา

2.3 การตอบสนอง (Response Component) เปน็ กระบวนการทแี่ สดงถึงกระบวนการ
ปฏิบัติในการแก้ปัญหา โดยพิจารณาจากเวลาในการตอบสนอง (Response Component Latency)

3. ส่วนประกอบการแสวงหาความรู้ (knowledge-Acquisition Components) เป็น
กระบวนการเรียนรู้หรอื แสวงหาความรู้ใหม่ซ่งึ เปน็ ส่วนสำคัญของสตปิ ัญญา ประกอบด้วยส่วนประกบย่อย
คือ

3.1 การเลือกเข้ารหัส (Selection Encoding) เป็นการเลือกรับและบันทึกข้อมูลที่เข้า
มาใหมฉ่ พาะขอ้ มลู ที่ตรงประเด็นในการแก้ปัญหา

31

3.2 การเลือกส่วนประกอบ (Selective Combination) เป็นกระบวนการในการ
รวบรวมขอ้ มลู ทีเ่ กย่ี วข้องและเข้ารหสั แล้วในวถิ ีทางทท่ี ำให้เกิดภาพรวมท่ียอมรบั ได้

3.3 การเลือกการเปรียบเทียบ (Selection Comparison) เป็นกระบวนการที่นำข้อมูล
ใหมท่ ไี่ ดร้ ับมาไปเกีย่ วขอ้ งกบั ข้อมูลเดมิ ทม่ี อี ยู่

กล่าวได้ว่า การคิดวิเคราะห์เป็นกระบวนการพื้นฐานในการประมวลความรู้ข่าวสารที่ทำให้เกิด
พฤติกรรมทางปัญญา โดยมีรูปแบบกระบวนการคิด 3 ลักษณะคือ การปรับคิด การปฏิบัติและการ
แสวงหาความรู้

จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ ผู้วิจัยได้นำแนวคิดและทฤษฎีการ
วิเคราะห์ของบลูมมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ กับ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยบลูมเชื่อว่าการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์นั้น จะต้องพิจารณา
ทั้ง 3 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย 1).การวิเคราะห์ความสำคัญ 2).การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ 3).การ
วิเคราะห์หลกั การ เป็นแบบประเมินทกั ษะการคดิ วิเคราะห์

3.3 มิตขิ องการคิด
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2542 : 3-4) ได้เสนอแนะว่าควรมีการพัฒนาความสามารถในการคิด
ใน 10 มิติ ดังตอ่ ไปนี้ใหค้ นไทย

1. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) หมายถึงความสามารถใน
การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมุติฐานที่อยู่เบื้องหลังเหตุผลที่โยงความคิดเหล่านั้นเพื่อเปิดทางสู่
แนวความคดิ อน่ื ๆ ท่ีอาจเป็นไปได้

2. ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการ
สืบคนข้อเท็จจริง เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างโดยการตีความ (Interpretation) การจำแนก
แยกแยะ (Classification) และการทำความเข้าใจ (Understanding) กับองค์ประกอบของสิ่งนั้นและ
องค์ประกอบอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal Relationship) ที่ไม่
ขดั แยง้ ระหว่างองคป์ ระกอบเหล่าน้นั ดว้ ยเหตผุ ลทห่ี นกั แนน่ น่าเชือ่ ถือ

3. ความสามารถในการคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesistype Thinking) หมายถึงความสามารถใน
การรวมองค์ประกอบท่ีแยกสว่ นกันมาหลอมรวมภายใตโ้ ครงร่างใหม่อยา่ งเหมาะสม

32

4. ความสามารถในการคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thinking) หมายถึงการค้นหาความ
เหมือนและ/หรือความแตกต่างขององค์ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไปเพื่อใช้ในการอธิบายเรื่องใด
เรือ่ งหนงึ่ บนมาตรการ (Criteria) เดียวกัน

5. ความสามารถในการคิดเชิงมโมทัศน์ (Conceptual Thinking) หมายถึงความสามารถในการ
นำขอ้ มูลทงั้ หมดมาประสานกันและสร้างเป็นกรอบความคิดใหม่ข้นึ มาใชใ้ นการตคี วามข้อมลู อื่นต่อไป

6. ความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หมายถึงความสามารถในการคิด
ออกนอกกรอบความคิดเดมิ ทม่ี ีอยทู่ ำให้ได้แนวทางใหม่ ๆ ที่ไมเ่ คยมีมากอ่ น

7. ความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) หมายถึงความสามารถในการ
นำสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมไปใช้ประโยชน์ในวัตถุประสงค์ใหม่ได้ และสามารถปรับสิ่งที่มีอยู่เดิมให้เข้ากับ
บคุ คล สถานท่ี เวลา และเงื่อนไขใหม่ได้อยา่ งเหมาะสม

8. ความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) หมายถึงความสามารถในการ
กำหนดแนวทางท่ีเป็นรปู ธรรมท่ดี ีทส่ี ดุ ภายใตเ้ งือ่ นไขข้อจำกัดตา่ ง ๆ เพอื่ บรรลุเปา้ หมายทต่ี อ้ งการ

9. ความสามารถในการคิดเชิงบูรณาการ (Integrative Thinking) หมายถึงความสามารถในการ
คิดเช่อื มโยงในมมุ ต่าง ๆ เข้ากับเร่ืองหลกั ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม

10. ความสามรถในการคิดเชิงอนาคต (Futuristic Thinking) หมายถึงความสามารถในการ
คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยการใช้เหตุผลทางตรรกวิทยา สมมุติฐาน
ข้อมูลและความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของในอดีตและปัจจุบันเพื่อคาดการณ์ทิศทางหรือขอบเขตทางเลือกท่ี
เหมาะสม อกี ทง้ั มีพลวัตรสอดคลอ้ งกบั การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขนึ้ ในอนาคต

กล่าวไดว้ ่ามิตกิ ารคิดประกอบด้วยความสามารถทางการคดิ ต่าง ๆ ซ่งึ ได้พัฒนาตามลำดับขั้นตอน
ความสามารถและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ในการวิจัยครั้งนี้เลือกใช้มิติการคิดทางด้าน
ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการสืบคน
ข้อเท็จจริง เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างโดยการตีความ (Interpretation) การจำแนก
แยกแยะ (Classification) และการทำความเข้าใจ (Understanding) กับองค์ประกอบของสิ่งนั้นและ

33

องค์ประกอบอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal Relationship) ที่ไม่
ขดั แย้งระหว่างองคป์ ระกอบเหลา่ นัน้ ดว้ ยเหตผุ ลทีห่ นกั แน่น นา่ เช่อื ถือ

3.4 องค์ประกอบของการคดิ วิเคราะห์

เกรียงศักด์ิ เจริญวงศศ์ ักด์ิ (2546 : 26-30) กลา่ ววา่ การวิเคราะหม์ ี 4 องคป์ ระกอบ ดงั นี้

1. ความสามารถในการตีความ หมายถึง การพยายามทำความเข้าใจ และให้เหตุผลแก่สิ่งที่เรา
ต้องการจะวิเคราะห์ เพื่อแปลความหมายที่ไมป่ รากฏโดยตรงของสิ่งนัน้ เป็นการสร้างความเข้าใจต่อสิง่ ท่ี
เราต้องการจะวิเคราะห์ โดยเกณฑ์ทีแ่ ตล่ ะคนใชเ้ ป็นมาตรฐานในการตัดสินใจยอ่ มแตกต่างกันตามความรู้
ประสบการณ์ คา่ นิยมของแตล่ ะบุคคล และความสามารถในการเชอ่ื มโยงเหตผุ ล

2. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์ หมายถึง เราจะคิดวิเคราะห์ได้ดีนั้นต้องมีความรู้
ความเข้าใจพื้นฐานของเรื่องนั้น เพราะความรู้จะช่วยกำหนดขอบเขตของการวิเคราะห์ แจกแจง และ
จำแนกไดว้ า่ เรือ่ งน้นั เกย่ี วข้องกบั อะไร มอี งคป์ ระกอบยอ่ ย ๆ อะไรบา้ ง มกี ีห่ มวดหมู่จัดลำดับความสัมพนั ธ์
อย่างไร และรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ

3. ความช่างสังเกต ช่างสงสัย และช่างถาม หมายถึง นักคิดวิเคราะห์ต้องมีองค์ประกอบทั้ง 3 นี้
ร่วมด้วย เพราะจะนำไปสู่การสืบค้นหาความจริง และเกิดความชัดเจนในประเด็นที่จะวิเคราะห์ของเขต
ของคำถามจะต้องยึดหลัก 4 W 1 H คือ ใคร (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When)
เพราะเหตุใด (How)

4. ความสามารถในการหาความสมั พนั ธ์เชิงเหตผุ ล หมายถงึ ความสามารถในการใช้เหตุผลจำแนก
แยกแยะไดว้ า่ สงิ่ ใดเปน็ ความจริง ส่ิงใดเปน็ ความเท็จ สง่ิ ใดมรี ายละเอียดเช่ือมโยงสมั พันธก์ นั อยา่ งไร

สวุ ิทย์ มลู คำ (2548 : 17) กลา่ ววา่ การวิเคราะห์ มีองค์ประกอบที่สำคญั 3 ประการดังน้ี

1. สิ่งที่กำหนดใหเ้ ปน็ สงิ่ สำเรจ็ รปู ทีก่ ำหนดให้วิเคราะห์ เชน่ สง่ิ ของ วตั ถุ เร่อื งราว เหตกุ ารณห์ รือ
ปรากฎการณ์ต่าง ๆ

2. หลกั การหรือกฎเกณฑ์ เป็นขอ้ กำหนดสำหรบั ใชแ้ ยกสว่ นประกอบของสง่ิ ท่ีกำหนดให้ เช่น

-เกณฑใ์ นการจำแนกสิ่งท่มี คี วามเหมอื นกันหรือแตกตา่ งกัน

34

-หลักเกณฑ์ในการจำแนกหาลักษณะความสัมพันธ์เชิงเหตุผลอาจจะเป็นลักษณะ
ความสัมพนั ธท์ มี่ ีความคลา้ ยคลึงกันหรอื ขดั แย้งกัน

3. การค้นหาความจริงหรือความสำคัญ เป็นการพิจารณาส่วนประกอบของสิ่งที่กำหนดให้ตาม
หลักการหรือกฎเกณฑ์ แล้วทำการรวบรวมประเด็นที่สำคัญเพอ่ื หาขอ้ สรปุ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2548 : 52) กล่าวว่า องค์ประกอบของการคิด
วเิ คราะห์ ประกอบดว้ ย

1. การตคี วาม ความเข้าใจ และให้เหตุผลแก่สง่ิ ท่ีตอ้ งการวิเคราะห์เพื่อแปลความของส่งิ นั้นขึ้นอยู่
กบั ความรู้ ประสบการณ์เดิม และคา่ นิยม

2. การมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจในเรือ่ งท่ีจะวิเคราะห์
3. การช่างสงั เกต สงสัย ช่างถาม ขอบเขตของคำถามที่เกี่ยวกับการคิดวเิ คราะห์จะยึดหลัก 5 W
1H ประกอบด้วย ใคร (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why) อย่างไร
(How)

4. การหาความสมั พันธ์เชิงเหตผุ ล คน้ หาคำตอบไดว้ ่าอะไรเป็นสาเหตุให้เรื่องนัน้ เชื่อมโยงกับส่ิงน้ี
ได้อย่างไร เร่อื งนี้ใครเกยี่ วข้องเมื่อเกิดเร่ืองนี้สง่ ผลกระทบอย่างไร มอี งค์ประกอบอะไรบ้างที่นำไปสู่ส่ิงน้ัน
มวี ธิ ีการขั้นตอนของการทำให้เกิดส่ิงน้ีอยา่ งไร มแี นวทางแก้ไขได้อยา่ งไรบ้างถ้าทำเช่นนี้จะเกิดอะไรขึ้นใน
อนาคต

กลา่ วไดว้ ่าการคดิ วิเคราะหจ์ ะเกดิ ความสมบูรณ์ได้นน้ั จะตอ้ งอาศัยความสามารถในการใหเ้ หตุผล
อย่างถูกต้องและเทคนิคการตั้งคำถาม โดยองค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะทำงานสัมพนั ธ์กนั อย่างกลมกลนื
ในทุก ๆ ข้นั ตอนของกระบวนการคดิ วเิ คราะห์

3.5 ลกั ษณะของการคิดวิเคราะห์
บลูม (ล้วน สายยศ อังคณา สายยศ. 2543: 41-44; อ้างอิงจาก Bloom. 1956) กล่าวว่าการคิด
วิเคราะห์เป็นการคดิ แยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วย
อะไร มีความสำคญั อย่างไร อะไรเปน็ เหตุ อะไรเป็นผล และที่เปน็ อยา่ งนนั้ อาศัยหลักการใด การวิเคราะห์
แบ่งแยกย่อยเปน็ 3 อยา่ งดังนี้
1. การวิเคราะห์ความสำคัญ หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่กำหนดมาให้ว่าอะไรสำคัญหรือจำเป็น
หรือมีบทบาทมากท่สี ดุ ตัวไหนเป็นเหตุ ตวั ไหนเปน็ ผล

35

2. วเิ คราะหค์ วามสมั พันธ์ หมายถงึ การคน้ หาวา่ ความสมั พนั ธย์ อ่ ย ๆ ของเรื่องราวหรือเหตกุ ารณ์
นน้ั เกย่ี วพันกนั อย่างไร สอดคลอ้ งหรือขดั แยง้ กนั อย่างไร

3. วิเคราะห์หลักการ หมายถึง การค้นหาโครงสร้างของระบบและสิ่งของ เรื่องราว และการ
กระทำต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นรวมกันจนดำรงสภาพเช่นน้ันอยู่ได้เนื่องด้วยอะไร โดยยึดอะไรเป็นหลัก เป็น
แกนกลาง มสี ิง่ ใดเป็นตัวเชื่อมโยง ยดึ ถือหลกั การใด มเี ทคนิคอย่างไร หรือยึดคตใิ ด

สุวทิ ย์ มลู คำ (2547 : 23-24) กล่าวว่า ลกั ษณะการคิดวิเคราะหป์ ระกอบดว้ ยลักษณะ 3 ลกั ษณะ
คอื

1. การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบ เป็นความสามารถในการหาส่วนประกอบทีส่ ำคัญของสิ่งของ หรือ
เรื่องราวต่าง ๆ

2. การวิเคราะหค์ วามสัมพันธ์ เปน็ ความสามรถในการหาความสมั พันธ์ของส่วนสำคญั ต่าง ๆ โดย
ระบุความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลหรือความแตกต่างระหว่างข้อโต้แย้งที่
เก่ยี วข้องและไมเ่ กยี่ วขอ้ ง

3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นความสามารถในการหาหลักความสัมพันธ์สว่ นสำคัญในเรื่องนั้น ๆ
ว่าสัมพันธก์ นั อยูโ่ ดยอาศัยหลักการใด

มารซ์ าโน (Marzano. 2001 : 60) ได้แบง่ ลกั ษณะของการคดิ วเิ คราะห์ เป็น 5 ด้าน ดังนี้
ด้านที่ 1 การจัดจำแนกเปรียบเทียบ (matching) คือความสามารถในการสังเกตและจำแนก
แยกแยะรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่เหมือน หรือแตกต่างกันออกเป็นส่วน ๆ อย่างมี
หลักเกณฑ์และเข้าใจง่าย แล้วเปรียบเทียบ ระบุ ยกตัวอย่างระบุลักษณะความเหมือนความต่าง และจัด
กลุ่มของสิ่งต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ได้ โดยเริ่มจากระดับง่ายแบบนามธรรมไปสู่ขั้นซับซ้อนที่เป็นนามธรรม
ดงั นี้

1) การบอกสิง่ ที่ต้องการจะวิเคราะห์
2) ระบุลกั ษณะหรอื คุณสมบตั ิเพ่ือจำแนก หรอื แยกแยะส่ิงท่ตี อ้ งการวิเคราะห์
3) ระบุไดว้ า่ ส่ิงนัน้ ๆ เหมอื น หรอื ต่างกนั อย่างไร
4) สรปุ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมว่าสิ่งต่าง ๆ มคี วามเหมอื นและแตกต่างกัน

ดา้ นท่ี 2 การจัดกล่มุ (classification) คือความสามารถในการใชค้ วามรู้เพอื่ การจัดกลุ่ม จดั ลำดับ
จัดประเภทของส่งิ ต่าง ๆ โดยใชค้ ณุ ลกั ษณะหรอื คณุ สมบัตขิ องส่งิ นนั้ ๆ อยา่ งมหี ลกั การหรอื หลักเกณฑ์

ด้านที่ 3 การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด (error analysis) คือความสามารถในการระบุข้อผิดพลาด
หรือความสัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ โดยโยงความสัมพันธ์สู่การสรุปอย่างสมเหตุสมผล


Click to View FlipBook Version