The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery method) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สิทธิมนุษยชน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

คณะผู้วิจัย
น.ส.บัณฑิตา เสริมกุลเชื้อ
นายจิรานุวัฒน์ โยชน์เมืองไพร
นศ.ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาสังคมศึกษา

Keywords: การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery method),Plickers Application,ความสามารถในการคิดวิเคราะห์

36

ระบุสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมในสถานการณ์ ต่าง ๆ การใช้ความรู้เดิมผสมผสานกับความรู้ใหมไ่ ปสู่
การสรุปและยกตัวอย่างประกอบได้อย่างมีเหตุผลจากความรู้ที่มีอยู่เดิม มีข้อมูลหรือหลักฐานในการ
สนับสนุนจนพิจารณาไดว้ ่าเป็นจริง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ดังน้ี

1) ความรู้เดมิ เปน็ ความร้ทู ีถ่ กู ตอ้ งและเปน็ จรงิ มีการยอมรับกนั ทั่วไป
2) ความรู้จากผรู้ ้หู รือผเู้ ชี่ยวชาญ
3) ความรู้จากหลักฐานที่มีอยู่ เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ สามารถหาข้อมูลมา
สนบั สนนุ ความคดิ
4) ขอ้ มูลไดร้ บั การพิสูจน์หรอื ทดลองใชแ้ ลว้ เปน็ จริง
5) ข้อมูลอื่น ๆ ที่พิจารณาว่าเป็นจริงนำมาสนับสนุนให้ความคิดได้รับการ
ยอมรบั
ด้านที่ 4 การสรุปหลักการ(generalizing) คือความสามารถในการนำความรู้เดิมเป็นข้อมูลเพ่ือ
ไปสู่ความรหู้ รอื หลักการใหม่ ประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์ใหม่หรือนำไปใช้ในการแกป้ ญั หาในชีวิตประจำวัน
โดยสามารถนำไปใช้ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและถกู ต้อง โดยใชก้ ารใหเ้ หตผุ ลสรุปเป็นหลักการดังนี้
1) การให้เหตุผลเชิงอุปนัย (inductive) เป็นการให้เหตุผลหรือการคิดจาก
ขอ้ มูลทเี่ ปน็ ตวั อยา่ งหรือรายละเอียดแล้วสามารถสรุปเปน็ หลักการแนวคิด ทฤษฎหี รอื เกิดเปน็ ความรใู้ หม่
2) การให้เหตผุ ลเชงิ นิรนัย (deductive) เป็นการให้เหตุผลหรือ
ด้านที่ 5 การนำไปใช้ (specifying) คือความสามารถนำความรู้หรือหลักการไปใช้เพ่ือการทำนาย
สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตได้อย่างเจาะจง มีความรู้ เข้าใจเหตุการณ์ ระบุรายละเอียดใน
เหตุการณ์นั้น ๆ และบอกส่ิงที่จะเกิดขึน้ ต่อไปได้เปน็ การประยุกตค์ วามรูใ้ หม่จากหลักการเดิมที่มอี ยู่ คาด
เดา ทำนายสงิ่ ท่จี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต รู้วา่ อะไรจรงิ หรอื ไม่จริง สามารถปรบั เปลยี่ นวธิ ีการแกป้ ัญหาได้อย่าง
เหมาะสม
จากลกั ษณะของการคิดวเิ คราะหด์ ังกล่าว ผู้วิจัยเลือกใชล้ กั ษณะการคิดวิเคราะห์ตามขั้นตอนการ
คิดวิเคราะห์ของบลูมการคิดวิเคราะห์เป็นการคิดแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของเหตุการณ์ เรื่องราว หรือ
เนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสำคัญอย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล และที่เป็นอย่างนัน้
อาศัยหลักการใด การวิเคราะห์แบ่งแยกย่อยเป็น 3 อย่างดังนี้ 1).การวิเคราะหค์ วามสำคัญ หมายถึง การ
แยกแยะสิง่ ทก่ี ำหนดมาให้ว่าอะไรสำคัญหรือจำเปน็ หรือมบี ทบาทมากทีส่ ุด ตวั ไหนเปน็ เหตุ ตัวไหนเป็นผล
2).วิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง การค้นหาว่าความสัมพันธ์ย่อย ๆ ของเรื่องราวหรือเหตุการณ์น้ัน
เกย่ี วพนั กนั อย่างไร สอดคล้องหรือขัดแย้งกันอย่างไร 3).วเิ คราะห์หลักการ หมายถึง การค้นหาโครงสร้าง
ของระบบและสิ่งของ เรื่องราว และการกระทำต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นรวมกันจนดำรงสภาพเช่นนั้นอยู่ได้

37

เนื่องด้วยอะไร โดยยึดอะไรเป็นหลัก เป็นแกนกลาง มีสิ่งใดเป็นตัวเชื่อมโยง ยึดถือหลักการใด มีเทคนิค
อยา่ งไร หรอื ยดึ คตใิ ด

3.6 ประโยชน์ของการคดิ วิเคราะห์
ลักขณา สริวัฒน์ (2549: 74) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์นับว่ามีประโยชน์ต่อบุคคลทุกคนในการ
นำไปใช้เพื่อการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมเพื่อให้เกิดความสุข ความสมหวังดังที่ตนปรารถนามี
นักวิชาการได้เสนอแนวคิดในเรื่องประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์มากมายหลายประการ ดังรายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา โรเบิร์ด เจ.สเติร์นเติร์ก ได้เสนิแนวคิดเกี่ยวกับความ
เฉลียวฉลาดในการประสบความสำเร็จ (Successful Intelligence) ไว้ว่า คนเราจะเฉลียวฉลาดในการ
ปฏิบัติ (Practical Intelligence) โดยในส่วนของความฉลาดในการวิเคราะห์นั้น สเติร์นเบิร์ก อธิบายว่า
หมายถึงความสามารถในการวิเคราะห์และประเมินแนวคิดที่คิดขึ้น ความสามาถในการคิดนำมาใช้
แก้ปัญหา และความสามารถในการตัดสินใจโดยธรรมชาติ คนเราจะมีจุดอ่อนด้านความสามารถทางการ
คดิ หลายประการ การคดิ เชิงวิเคราะห์จะช่วยเสริมจดุ ออ่ นทางความคดิ เหลา่ นี้

2. ช่วยให้คำนึงถึงความสมเหตุสมผลของขนาดกลุ่มตัวอย่างในการสรุปเรื่องต่าง ๆ เรามักไม่ได้
คำนึงถึงจำนวนข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ความสมเหตุสมผลของเรื่องนั้น แต่มักจะด่วนสรุปสิ่งต่าง ๆ ไปตาม
อารมณ์ความรู้สึกหรือเหตุผลที่ตนมีอยู่ ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงของสิ่งนั้น เรามักจะเ ห็น
ตัวอย่างเพียง 2-3 ตัวอย่าง แล้วรีบด่วนสรุปโดยไม่คำนึงถึงจำนวนตัวอย่างว่ามีปรมิ าณเพียงพอในการจำ
นำไปสู่ข้อสรุปได้หรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ การด่วนสรปุ เช่นนี้เรียกว่า การสรุปแฝงดว้ ยความมี
อคติ ดงั น้ันควรสบื ค้นตามหลกั การและเหตผุ ลและข้อมลู ที่เปน็ จริงใหช้ ดั เจนก่อน จึงมีการสรปุ

3. ช่วยลดการอ้างประสบการณ์ส่วนตวั เป็นข้อสรุปทั่วไป การสรุปเรื่องตา่ ง ๆ ในหลายเรือ่ งมีคน
จำนวนไม่น้อยที่ใช้ประสบการณ์ที่เกิดกับตนเองเพียงคนเดียวมาสรุปเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่นที่คนที่มีอายุ
ยืนถึงร้อยปี มักเป็นที่ใชอ้ ้างกับใคร ๆ ว่าถ้ารับประทานอาหารตามแบบท่ีเขาทานแล้วจะมีอายยุ นื เช่นเขา
หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักอ้างวิธีการทำงานที่ประสบความสำเร็จของเขาเหมือนเป็นหลกั การ
ปฏิบัติโดยทั่วไปและจะนำไปใช้ การอ้างเช่นนี้ก่อให้เกิดความผิดพลาดได้เพราะอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้
กล่าวถึงอันเป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งนั้น ดังนั้นหากขาดปัจจัยเหล่านั้นหลักปฏิบัติเช่นที่เคยใช้ได้ผลใน
เหตกุ ารณ์ของเขาอาจจะใชไ้ ม่ได้ผลกับคนอ่ืน ๆ

38

4. ช่วยขดุ คุ้ยสาระของความประทับใจครั้งแรก ถ้าเราเคยสงั เกตเก่ียวกับความรูส้ ึกในการกระทำ
ส่งิ ใด ๆ เปน็ คร้งั แรก เรามกั จะประทบั ใจในความรู้สึกนนั้ ไว้ตลอดไปว่าจะต้องเปน็ เช่นนนั้ เสนอ มีงานวิจัย
ของ ทเวอรส์ กี และคาหเ์ นแมน (Tversky and Kahneman) ทีพ่ บวา่ บุคลลสว่ นใหญ่จะมีความประทับใจ
ในคร้งั แรกเม่ือเหน็ ความสอดคล้องของข้อมลู ของตวั อย่างทั้งหมด แม้มีจำนวนเพียงเล็กน้อยก็ตาม จะเป็น
เหตุให้ตีความว่าตัวอย่างเหล่านั้นน่าเชื่อถือมากกว่า เช่น การให้ความเชื่อมั่นในข้อสรุปที่มีผู้เชี่ยวชาญ
จำนวนเพียง 3 คน ให้การสนับสนุนากกว่าข้อสรุปที่มีผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน จากจำนวนของ
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 12 คน สนับสนุนทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงตัวเลขหลังน่าเชื่อถือมากกว่าในทางสถิติ
การทดลองนี้เป็นเหตุผลอย่างน้อยหนึ่งประการที่ตอบคำถามว่า “เหตุใดความประทับใจครั้งแรกจึงมี
ความสำคญั มาก” ดังนนั้ จึงสามารถกล่าวไดว้ า่ ความประทับใจคร้ังแรกท่ีมตี ่อสง่ิ ใดส่ิงหน่ึงจะทำให้เรารู้สึก
ดีต่อสงิ่ นน้ั ในอนาคต ยงิ่ เมือ่ ถูกกระตุ้นดว้ ยความประทบั ใจต่อ ๆ มาย่อมจะเปน้ เหตุให้เราสรุปว่าสิ่งน้ันจะ
เป็นเช่นนั้นตลอดไป อันเป็นเหตุให้เกิดความลำเอียงในการให้เหตุผลกับสิ่งนั้นตามกาลเวลาและบริบทที่
เปลี่ยนแปลงไป และการวิเคราะห์นี้เองที่จะช่วยให้การพิจารณาสาระสำคัญอื่น ๆ ที่ถูกบิดเบือนไปจาก
ความประทบั ใจในคร้ังแรก ทำใหเ้ รามองอย่างครบถว้ นในแงม่ มุ อืน่ ๆ ท่ีมีอยู่

5. ช่วยตรวจสอบการคากคะเนบนฐานความรู้เดิมในหลาย ๆ เรื่องที่เราจะสรุปตามความรู้ความ
เขา้ ใจของเราเกย่ี วกบั การคาดการณ์ความนา่ จะเป็นของสงิ่ นัน้ ในอนาคต มใิ ชบ่ นพ้นื ฐานขอ้ มูลที่ปรากฏต่อ
การคาดการณ์บนพื้นฐานความจริงที่รับรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ตัวอย่างเช่น เราเคยได้ยินมานานแล้วว่า ภาค
อีสานเป็นภาคที่แห้งแล้งจนบางแห่งถึงกับกล่าวกันว่าไม่มีน้ำดื่มถึงขนาดต้องตำน้ำกิน ทำให้มีการคิดเดา
ว่าจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสานน่าจะมีแต่ความแห้งแล้ง ครั้นต่อมามีข้อมูลที่ได้มาใหม่คือปัจจุบันน้ีมีคำวา่
อีสานเขียว ย่อมแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของภาคอีสานว่าเต็มไปด้วยผักสด ผลไม้ หากไม่มีการคิด
วเิ คราะห์แล้วกจ็ ะไมเ่ ชือ่ กับขอ้ มลู ใหมน่ ้ี ทำใหเ้ กิดการเขา้ ใจผิดกับข้อเทจ็ จริงได้ การคดิ วเิ คราะห์จงึ ช่วยใน
การประมาณการความนา่ จะเป็นโดยสามารถใช้ข้อมลู ทีเ่ รามวี เิ คราะห์ร่วมกับปจั จัยอนื่ ๆ ของสถานการณ์
ณ เวลานน้ั จะชว่ ยใหเ้ ราคาดการณ์ความนา่ จะเป็นได้อย่างสมเหตสุ มผลมากกว่า

6. ช่วยวินิจฉัยข้อเท็จจริงของประสบการณ์ส่วนตัวบุคคลในการวินิจฉัยคำกล่าวของคนน้ัน
จำเป็นต้องตระหนักใหด้ ีกว่าประสบการณ์ของแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะมีอคติ เช่น มีบุคคล 2 คน คนหน่ึง
เกิดมาในชุมชนแออัดซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ต้องดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดจากความทุกข์ยากลำบาก
ตลอดมา ส่วนอีกคนหนึ่งเกิดมาในครอบครัวอบอุ่นแวดล้อมด้วยความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ พบแต่

39

ความสุขความปรารถนาตามต้องการคนทั้ง 2 คนย่อมมีการพัฒนาความรสู้ ึกนึกคดิ มโี ลกทัศน์ในลักษณะท่ี
แตกต่างกัน และก็จะใช้กรอบที่แตกต่างกันนี้ในการมองโลกในการประเมินเรื่องต่าง ๆ จากรอบโลกทัศน์
เราสรุปจากประสบการณ์ซ้ำ ๆ กัน ซึ่งมีโอกาสที่จะมีอคติได้ง่าย ไม่เพียงแต่ประสบการณ์ส่วนตัวของเรา
แต่ละคนเท่านั้นที่มีความลำเอียง แต่ความจำเป็นของเรามีแนวโน้มที่จะลำเอียงด้วยในการถ่ายทอด
ประสบการณ์ เช่น เมื่อเราคิดถงึ คนขับรถโดยสารประจำทาง เรามักจะคิดวา่ เป็นผู้ชายมากกว่าที่จะคิดว่า
เป็นผู้หญิง สิ่งนี้จึงเป็นปัญหาเมื่อเราประเมินความน่าจะเป็นเพราะมีแนวโน้มที่จะไม่ทำการประเมินบน
พื้นฐานของจำนวนที่เป็นอยู่จริง แต่ประมาณการความน่าจะเป็นโดยเชื่อมโยงกับตัวอย่างในความทรงจำ
ของเรา ซึง่ ในบางเร่ืองก็ตัง้ อยู่บนพ้ืนฐานของตวั อยา่ งท่เี ข้ามาในความคิดและความถ่ีในการเห็นเหตุการณ์
นั้น ๆ เพราะความถี่นี้จะเป็นตัวตัดสินใจที่สำคัญในการทำให้ง่ายต่อการหวนรำลึกถึง ดังนั้นการคิด
วิเคราะห์จะช่วยให้เราหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับสิ่งที่เกดิ ขึ้นจริง ณ เวลานั้น โดยไม่มีอคติที่ก่อตัวอยู่
ในความทรงจำและทำให้เราสามารถประเมินสิ่งตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งสมจรงิ

7. เป็นพื้นฐานการคิดในมิติอื่น ๆ การคิดวิเคราะห์นับว่าเป็นปัจจัยที่ทำหน้าที่เป็นปัจจัยหลัก
สำหรับการคิดในมิติอ่ืน ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงวิพากษ์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ ฯลฯ ซึ่งการคิดวิเคราะห์
จะช่วยเสรมิ สรา้ งให้เกิดมุมมองเชงิ ลึก และครบถว้ นในเรื่องน้ัน ๆ ในอนั ที่จะนำไปสุ่การตัดสินใจ และการ
แก้ปัญหาได้ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์มักจะทำให้เรามีอาการขอคิดดูก่อน แล้วจึงเริ่มต้นคิด เป็นการใช้
กระบวนการคดิ วิเคราะห์นั่นเองดว้ ยการใช้เหตผุ ลเพ่อื สืบคน้ หาความจริง

8. ช่วยในการแกป้ ญั หาการคดิ วิเคราะหเ์ กี่ยวข้องกบั การจำแนกแยกแยะองค์ประกอบตา่ ง ๆ และ
การทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงช่วยเราในเวลาที่พบปัญหาใด ๆ ให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า
ปัญหานั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรง
ประเด็นปัญหา เนื่องจากการแก้ไขปัญหาใด ๆ จำเป็นต้องมีการคิดวิเคราะห์ปัญหาเสียก่อนว่ามีปัญหา
อะไรบา้ ง แยกแยะว่ามีอยู่กป่ี ระเภท แต่ละประเภทมีรายละเอยี ดอยา่ งไร เพือ่ ใหส้ ามารถตดิ ต่อไปได้ว่าแต่
ละประเภทจะป้องกันและแกไ้ ขได้อย่างไร

9. ช่วยในการประเมินและตัดสินใจ การวิเคราะห์จะช่วยใหเ้ รารู้ข้อเท็จจริงหรือเหตผุ ลเบื้องหลัก
ของสิ่งที่เกิดข้ึน ทำให้เกิดความเข้าใจและที่สำคญั คือจะชว่ ยให้เราได้ขอ้ มูลเป็นฐานความรูใ้ นการนำไปให้
ให้เกิดประโยชน์ การวิเคราะห์ยังช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์และตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้
แม่นยำกว่าการที่เรามีแต่เพียงข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์ และทำให้เรารู้สาเหตุของปัญหา เห็น

40

โอกาสของความน่าจะเป็นในอนาคต เช่น การวิเคราะหจ์ ุดอ่อนจดุ แขง็ ขององค์กร โอกาสและอุปสรรคจะ
ช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจมีข้อมูลพื้นฐานที่นำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรต่อไป นอกจากน้ี
การวิเคราะห์ยังช่วยให้มองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ของสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ช่วยให้เกิดการคาดการณ์
อนาคต และหากเราลงมอื ปฏบิ ัติตามนั้นโอกาสแหง่ ความสำเร็จยอ่ มเปน้ ไปได้อยา่ งแน่นอน

10. ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์สมเหตสุ มผล การคิดวิเคราะห์จะช่วยให้การคิดต่าง ๆ ของเราอยู่
บนฐานของตรรกะและความน่าจะเป็นไปได้อย่างมีเหตุผล มีหลักเกณฑ์ส่งผลให้การคิดจินตนาการหรือ
สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้รับการตรวจสอบความคิดใหม่นั้นใช้ได้จริงหรือไม่ และถ้าจะใช้ได้จริงต้องเป็น
เช่นใด แล้วมีการเชือ่ มโยงสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งท่ีจิตนาการกับการนำมาใช้ในโลกแห่งความจริง สิ่งประดิษฐ์
มากมายทเี่ ราพบเหน็ ในปัจจุบนั ลว้ นเปน็ ผลลัพธอ์ นั เกิดจากการวเิ คราะหว์ า่ ใช้การไดก้ ่อนทจ่ี ะนำมาใชจ้ ริง

11. ช่วยให้เข้าใจแจ่มแจ้งกระจ่าง การคิดวิเคราะห์ช่วยให้เราประเมินและสรุปสิ่งต่าง ๆ บน
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่ใช่สรุปตามอารมณ์ความรู้สึกหรอื การคากการณ์ว่าน่าจะเป็นเช่นนัน้ เช่นนี้ การคิด
วิเคราะห์ทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นจริงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจที่สำคัญช่วยให้เราได้เรียนรู้ในสิง่
ต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น เพราะการคิดวิเคราะห์ทำให้สิ่งที่คลุมเครือเกิดความกระจ่างชัด โดย
สามารถแยกแยะสิ่งดี-ไม่ดี สิ่งที่ถูกต้อง-หลอกลวง โดยการสังเกตความผิดปกติของเหตุการณ์ พฤติกรรม
หากเราคิดใคร่คราญถึงเหตแุ ละผลของส่ิงนั้นจนเพียงพอท่จี ะสรุปไดว้ ่าเรื่องน้ันมคี วามเป็นมาอย่างไร เท็จ
จริงเป็นอย่างไร อะไรเป็นเหตุ เป็นผลกับสิ่งใด นอกจากนี้การคิดวิเคราะห์จะช่วยนำไปสู่ความเข้าใจใน
เรื่องที่มีความซับซ้อน หากมีเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์จะทำให้เราค้นพบความจริงที่เป็นประโยชน์
เช่น ในปี ค.ศ. 1785 สาวัวชิเอร์ ได้ทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับการหายใจ โดยการทดสอบหาความ
เปล่ยี นแปลงของอากาศระหว่างหายใจ และผลที่ไดท้ ำใหเ้ ขาค้นพบว่าการหายใจเป็นกระบวนการของการ
เผาไหม้ท่เี กิดขึ้นในปอดหรือในโลหิตเป็นการแลกเปลยี่ นระหว่างออกซเิ จนและคารบ์ อนนิกแอสิต นับเป็น
การค้นพบครั้งสำคัญของโลก และนกั วิทยาศาสตรไ์ ด้ใชป้ ระโยชน์จากผลการทดลองในคร้ังนีไ้ ดม้ ากมาย

นอกจากน้ยี งั มีแนวคดิ เกย่ี วกับประโยชน์ของการวเิ คราะหเ์ พิ่มเตมิ ว่า การวเิ คราะหก์ อ่ นประโยชน์
อย่างมากทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับองค์กรและระดับประเทศ ซึ่งในแทบทุกวิชาจำเป็นต้องใช้การ
วเิ คราะหเ์ ป็นเครอ่ื งมือในการศกึ ษาหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องนน้ั ดงั เช่น

41

1. ในกาวจิ ัยการวิเคราะห์นับเป็นหวั ใจหลักของงานวิจยั เกี่ยวข้องกับการหาความสัมพันธ์ การหา
เหตุและผลในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึง่ โดยพยามนำเอาความแตกต่างในตัวแปรอิสระไปอธิบายในตวั
แปรตามเพอ่ื พสิ ูจนส์ มมุตฐิ านว่าเปน็ จริงตามนนั้ หรอื ไม่

2. การวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในแง่มุมต่าง ๆ ช่วยให้เราเข้าใจ
สาเหตุที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่ตามมา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนำไปสู่การแก้ไขปัญหา การ
เตรียมการป้องกนั การวางนโยบาย และการวางกลยุทธเ์ พอื่ มีโอกาสท่ดี กี วา่ ในอนาคต

3. การวิเคราะห์ข่าว ทำให้เราทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไม่
เพียงแต่จะรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังทราบอีกว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและยังทำให้
ทราบอีกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะสง่ ผลกระทบอย่างไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวางกลยุทธ์และป้องกัน
อย่างไรต่อไปได้

4. การวิเคราะห์บคุ คลจะชว่ ยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดเขาจงึ แสดงออกมาเช่นน้ี มอี ะไรเป็นมูลเหตุจูง
ใจ สิ่งที่เขาแสดงออกจะส่งผลกระทบต่อเขาหรือผู้อื่นหรือไม่ อย่างไรในอนาคต และถ้ามูลเหตุเปลี่ยน
พฤตกิ รรมของเขาจะเปลย่ี นไปดว้ ยหรือไม่

5. การวิเคราะห์วัตถุ สสารต่าง ๆ ทำให้เราทราบว่าสิ่งน้ันประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ละส่วนช่วย
ทำงานประสานเชื่อมโยงกันอย่างไร การรู้โครงสร้างและส่วนประกอบทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถนำ
สารทีส่ กดั ออกมานั้นไปใช้ประโยชนต์ ่าง ๆ ได้อยา่ งอเนกอนนั ต์

6. การวิเคราะห์ข้อความ มีคำกล่าวอ้างต่าง ๆ โดยพิจารณาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่าง
ข้ออ้างและข้อสรุป หลักฐานที่นำมากล่าวอ้างวินจิ ฉัยแรงจูงใจ หรือเหตุผลที่นำมากล่าวอ้างจะช่วยใหเ้ รา
ค้นพบความถูกต้องหรือผิดพลาดของข้ออ้างนั้น ในการวิเคราะห์เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องและชัดเจนดัง
ตัวอย่างเชน่ เมือ่ เราเหน็ จานใบหนึ่งเราอยากรู้ว่าจานใบน้ีทำมาจากอะไร ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง มีวิธีการ
ทำอย่างไร และคงไม่มีการนำจานนั้นมาทุบให้แตกละเอียดเพื่อดูส่วนประกอบแน่นอน แต่ต้องใช้วิธีการ
วิเคราะหด์ ้วยการใช้เคร่ืองมือ เช่น ใชอ้ ุปกรณว์ ิทยาศาสตร์สำหรับแยกสาร แยกธาตตุ ่าง ๆ เราจึงรู้ว่าจาน
ใบนัน้ ทำมาจากออะไร มสี ่วนประกอบอะไรบา้ ง แตล่ ะองคป์ ระกอบมีสัดส่วนเทา่ ไหร่ เป็นตน้ นอกจากจะ
ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์แล้วที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ของ
ผูก้ ระทำการวิเคราะห์ ซง่ึ จะช่วยให้ได้ผลการวเิ คราะหี่ลกึ ซึ้งและแม่นยำมากขน้ึ

42

7. การวเิ คราะหค์ ้นหาธรรมชาติบางสงิ่ บางอย่างด้วยคำถาม เพื่อจำแนกองค์ประกอบต่าง ๆ ของ
เรื่องนั้น ผู้ที่ต้องการหาความชัดเจนของแนวคิดที่ต้องการศึกษาด้วยการจำแนกให้อยู่ในลักษณะย่อย ๆ
เพอ่ื ใหง้ า่ ยต่อการวเิ คราะห์ เช่น การวิเคราะหข์ อ้ โตแ้ ยง้ เกย่ี วข้องกบั การทำแทง้ ทวี่ ่าตัวอ่อนในครรภม์ ารดา
เป็นมนุษย์หรือไม่ ผู้ศึกษาจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ ถึงแม้ว่า
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์มารดาจะมีความสำคัญ แต่ยังไม่
เกี่ยวข้องโดยตรงในขณะนี้ เพราะมีความต้องการวิเคราะห์และกำหนดความหมายของมนุษย์เสียก่อนว่า
องค์ประกอบของความเป็นมนุษย์ได้แก่อะไรบ้าง จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีรูปแบบทางชีวภาพ หรือความ
รู้สกึ ตัว หรอื มีความสามารถในการคิด หรือความรสู้ ึกนกึ คดิ เกดิ ข้นึ ต้งั แตต่ ้น ๆ หรือค่อย ๆ พัฒนาขึน้ มาใน
ภายหลัง เป็นต้น ในการคิดหาคำตอบให้แก่แนวคิดใด ๆ จึงจำเป็นต้องแยกแยะสิ่งที่เรียกว่าเงื่อนไขที่
จำเป็นและเงอ่ื นไขท่ีเพียงพอ

ประโยชน์ของการคิดวิเคราะห์ พอสรุปได้ว่า ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา สามารถ
แก้ปญั หา ประเมิน ตดั สนิ ใจ และสรุปข้อมลู ตา่ ง ๆ ที่รับรู้ดว้ ยความสมเหตุสมผล อนั เป็นพื้นฐานการคิดใน
มิติอื่น ๆ อีกทั้งการวิเคราะห์ก่อประโยชน์อย่างมากทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ระดับองค์กรและ
ระดับประเทศ ซึ่งในแทบทุกวิชาจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ความ
เขา้ ใจในเรอื่ งนน้ั

4. รูปแบบการจัดการเรยี นร้แู บบคน้ พบ (Discovery Method)
4.1 ความหมายของรปู แบบการจดั การเรียนร้แู บบคน้ พบ (Discovery Method)
การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ เป็นวิธีการที่เน้นตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่

เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของนักจิตวิทยาคนสำคัญในกลุ่มพุทธินิยม (Cognitivism) เช่น วีก็อทสกี้
(Vygotsky) และเพียเจต์ (Piaget) นักจิตวิทยากลุ่มนี้ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการรู้คิด หรือ
กระบวนการปญั ญา

นักจติ วิทยาและนกั การศกึ ษาไดใ้ ห้ความหมายของการจดั การเรียนรู้แบบคน้ พบดังนี้
บุญชม ศรีสะอาด (2541 : 65) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ คือวิธีการ
จัดการเรยี นรู้ท่ีผู้เรยี นคน้ พบคำตอบ หรอื ความรู้ดว้ ยตนเอง คำว่าค้นพบความร้ไู ม่ไดห้ มายถึงวา่ ผู้เรียนเป็น
คนค้นพบความรู้ หรือคำตอบนั้นเป็นคนแรก สิ่งที่ค้นพบนั้นจะมีผู้ค้นพบมาก่อนแล้วและผู้เรียนก็ค้นพบ
ความรู้ หรือคำตอบนนั้ ดว้ ยตนเอง ไมใ่ ชท่ ราบจากการบอกเล่าของคนอ่นื หรือจากการอ่านคำตอบที่เขียน

43

ไว้ ในการใช้วิธีการจัดการเรยี นรู้แบบนี้ ครูจะสร้างสถานการณ์ในรูปแบบ ที่ผู้เรียนจะเผชิญกับปัญหา ใน
การแกป้ ัญหานั้น ผเู้ รยี นจะใชข้ ้อมลู และปฎบิ ตั ใิ นลกั ษณะตรงกบั ธรรมชาตขิ องวิชาและปัญหานัน้

สุนีย์ เหมะประสิทธิ์ (2543) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบว่า เมื่อผู้เรียนมี
ความสนใจใฝ่รู้แล้วจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด ซึ่งการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณเป็นหนึ่งใน
ทักษะการคิดที่สำคัญสำหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณเป็นการ
คิดที่ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างวิเคราะห์ เน้นการคิดแบบเอกนัยหรืออาจกล่าวได้ว่า ผลของการคิด
วิจารณญาณ คือ การแก้ปัญหาอย่างวิเคราะห์ การคิดวิจารณญาณจะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่าง
สมเหตุสมผล และควรให้นักเรียนได้ใช้หลกั เหตุผลวเิ คราะห์วิจารณ์ สนับสนุนยอมรับหรือปฏิเสธ รู้จักต้ัง
คำถามแลงขอ้ สรุป

สุวิทย์ และ อรทยั มลู คำ (2545 : 29) ไดใ้ หค้ วามหมายของการจัดรการเรียนรแู้ บบคน้ พบวา่ เป็น
กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนหาคำตอบ หรือความรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะเป็นผู้สร้างสถานการณ์ ใน
ลักษณะที่ผู้เรียนเผชิญหน้ากับปัญหา ซึ่งในการแก้ปัญหานั้น ผู้เรียนจะใช้กระบวนการที่ตรงกับวิชาหรือ
ปัญหานั้น เช่น ผู้เรียนจะศึกษาปัญหาทางชีววิทยา ก็จะใช้วิธีเดียวกับนักชีววิทยา หรือผู้เรียนจะศึกษา
ปัญหากระบวนการ เหมาะสมสำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แต่ก็สามารถใช้ได้กับวิชาอื่น ๆ ใน
การแกป้ ญั หานั้นนักเรยี นจะใชข้ ้อมูล มาทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ คน้ พบใหม่ หรอื
ความคดิ รวบยอดในเรื่องนน้ั

ยุพิน พิพิธกุล (2545 : 35) ได้ให้ความหมายของวิธีสอนแบบค้นพบว่า มีความหมาย 2 ประการ
ด้วยกันคือ ประการแรก เป็นวิธีการสอนที่ให้ผู้เรียนพิจารณาผลทีเ่ กิดขึ้น ซึ่งผู้สอนมิได้คาดหวังว่าผู้เรียน
จะตอ้ งค้นพบดังทีผ่ ู้สอนต้องการเสมอไป การคน้ พบแบบนจี้ ึงเน้นที่ กระบวนการค้นพบไม่ได้เน้นท่ีผลของ
การค้นพบ ประการทสี่ องเปน็ วธิ ีการสอนทีเ่ นน้ ไปที่ ผเู้ รยี นว่าต้องการให้คน้ พบอะไร เชน่ กฎ สูตร นิยาม
ผเู้ รียนจะสามารถสรุปมโนมติหรือความคิดรวบยอดได้ การคน้ พบแบบนี้จะค้นพบโดยวิธกี ารสอนใดก็ได้ท่ี
นกั เรยี นสามารถสรปุ หรือ กำหนดนยั ท่ัวไปได้ ก็เรียกวา่ เปน็ การค้นพบ

พจนา ทรพั ย์สมาน (2550 : 2) ไดใ้ ห้ความหมายของการเรยี นรู้แบบค้นพบวา่ การเรยี นรูท้ ี่ผู้เรียน
แสวงหาและค้นพบความรูด้ ว้ ยตนเอง หมายถึง การที่ผู้เรียนใชก้ ระบวนการเรียนรูส้ ร้างความรูข้ องตนเอง
จากการคิดและการปฏิบัติจริงตามลำดับขั้น เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญจำเป็นของสิ่งที่จะเรียนรู้ วางแผน
กำหนดขอบเขตวิธีการเรียนรู้ ข้อคิดแนวทางปฏิบัติ จัดทำผลงานรายงานผลการเรียนรู้ของตนในรูปแบบ
ตา่ ง ๆ ตามความถนัดความสนใจ

สุรางค์ โค้วตระกูล (2554 : 321) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบค้นพบว่า การค้นพบ
ความรู้ด้วยตนเอง (Pure discovery or Unguided discovery) หรือการค้นพบที่ไม่กำหนดโครงสร้าง

44

(Unstructured Discovery) หมายถึง การสอนแบบเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนค้นพบเองโดยครจู ัดสิ่งแวดล้อง
ของผู้เรียนใหเ้ หมาะสมมีส่งิ ท่ที า้ ทายตา่ ง ๆ นานา

ศิริพมิ ล หงษเ์ หม (2555) ไดใ้ หค้ วามหมายของการจัดการเรยี นรู้แบบค้นพบวา่ การจัดการเรียนรู้
แบบค้นพบ (Discovery Learning) เป็นวิธีหนึ่งที่เน้นกระบวนการตอบสนองของผู้เรียนต่อสถานการณ์
ตา่ ง ๆ ดว้ ยตัวของผเู้ รียนเอง การจดั การเรียนรู้ดว้ ยวิธีนี้จะเป็นตวั กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น มี
แรงจูงใจทจี่ ะเรียนรเู้ พือ่ เกดิ ความสนใจใฝ่รู้

สรุปไดว้ า่ วิธกี ารสอนแบบค้นพบ หมายถงึ การสอนแบบเปิดโอกาส ให้นกั เรียนค้นพบเองโดยครู
จัดสงิ่ แวดลอ้ งของผเู้ รียนให้เหมาะสมมีส่งิ ท่ีทา้ ทาย เน้นกระบวนการตอบสนองของผ้เู รียนต่อสถานการณ์
วิธีนี้จะเปน็ ตัวกระตุ้นใหผ้ ู้เรียนมีความกระตือรือร้น มีแรงจูงใจท่ีจะเรียนรู้เพื่อเกิดความสนใจใฝ่รู้ ทำให้น
ผูเ้ รยี นเกดิ ทกั ษะการคิด การคดิ แกป้ ัญหาอย่างมวี ิจารณญาณ การแก้ปญั หาอย่างวเิ คราะห์ การแก้ปัญหา
อย่างสมเหตุสมผล ผู้เรียนจะได้ใช้หลักเหตุผลวิเคราะห์วจิ ารณ์ สนับสนุนยอมรับหรือปฏิเสธ และรู้จักตั้ง
คำถามและขอ้ สรปุ

4.2 แนวคดิ และทฤษฎที ่ีเก่ียวข้องกบั การจัดการเรยี นรแู้ บบคน้ พบ
พจนา ทรัพย์สมาน (2550 : 5) ได้กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ ยึดหลักการสอนตาม
แนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ของวีก็อทสกี้ (Vygotsky) นักจิตวิทยาชาว
รัสเซียที่ให้ความสนใจศึกษาเรื่องพัฒนาการทางเชาว์ปัญญา กระบวนการรู้คิด หรือกระบวนการทาง
ปัญญา ซงึ่ กระบวนการรู้คิด หมายถงึ กระบวนการของสมองในการปรับเปลี่ยน ลด ตดั ทอน ขยาย จดั เก็บ
และใช้ข้อมูลที่รับเข้า มาทางประสามสัมผัส การบอกความหมาย ของสิ่งเดียวกันสำหรับแต่ละคนย่อม
ตา่ งกันตามประสบการณ์
บาร์ค และ วินสเลอร์ (Berk and Winsler. 1995 : 5) กล่าวว่า วีก็อทสกี มีแนวคิดพื้นฐานซ่ึง
เรยี กวา่ กฎพื้นฐานของพฒั นาการทางวัฒนธรรม (A general genetic law of cultural development)
ที่สรุปไว้ว่า องค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ความสนใจ ความจำ การสร้างมโนทัศน์ และ ความปรารถนาใน
พัฒนาการทางวัฒนธรรมของมนุษย์แต่ละคน เป็นความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ ที่มีจุดเริ่มต้นจากอิทธิพล
ของสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษได้และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
กนั ในปัจจบุ ันผ่านประสบการณ์ท่ีแต่ละคนต่างได้รับและรว่ มกนั ไดร้ ับ แลว้ แปรสภาพเป็นคุณลักษณะทาง
จิตใจของแตล่ ะบุคคลในทส่ี ดุ

45

กริดเลอร์ (Gredler. 2001 : 254-256) ได้จำแนกองค์ประกอบต่าง ๆ ของจิตใจออกเป็น 2 ส่วน
ใหญ่ ๆ คอื

1. องค์ประกอบขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติ (Lower natural mental functions) หมายถึง
องค์ประกอบท่เี กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ ตั้งอย่บู นพน้ื ฐานของระบบทางชีวภาพ ที่มนุษย์ทุกคนมีเหมอื น ๆ กัน
เชน่ การรบั รู้ ความจำ การใสใ่ จ เปน็ ตน้

2. องค์ประกอบขั้นสูงตามวัฒนธรรม (Higher cultural psychological functions) หมายถึง
เครื่องมือทางจิตใจต่าง ๆ ที่ได้มาจากวัฒนธรรม ซึ่งถ่ายทอดมาสู่ตัวบุคคลโดยผ่านการปฎิสัมพันธ์กับ
บุคคลอื่นที่มีเครื่องมือนี้แล้วโดยมีลักษณะเป็นเครื่องหมายและสัญลักษณ์ หรือระบบเครื่องหมาย
สัญลักษณ์ เช่น ภาษา กริ ยิ าทา่ ทาง สญั ลักษณท์ างคณติ ศาสตร์ เครือ่ งช่วยการคิดอย่างเป็นเหตผุ ล การคิด
เชิงมโนทัศน์ และการกำกบั ตนเองในการเรียนรู้

บาร์ค และ วินสเลอร์ (Berk and Winsler. 1995 : 5) กล่าวว่า วีก็อทสกีมีแนวคิดว่าพัฒนาการ
ทางสติปัญญาของมนุษย์คือ การทำงานของกระบวนการเสริมสร้างคุณลักษณะของตนเอง
(Internalization) ซึง่ ประกอบดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ทม่ี นุษย์ใชใ้ นการเสริมสรา้ งองค์ประกอบของจิตใจ
ทางวัฒนธรรมขั้นสูง จากการปรับสภาพกิจกรรมและกระบวนการภายนอกให้เป็นภายใน โดยมี
กระบวนการย่อยที่สำคัญคือ กระบวนการสร้างสื่อกลาง (Mediation) ซึ่งหมายถึง การที่จิตใจสร้าง
สื่อกลางขึน้ มาแทนสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองรับรู้ ด้วยเครื่องมือของจิตใจ เช่น ภาษา ที่ตนเองมีอยู่ในขณะท่รี ับรู้
นั้น สื่อกลางที่สร้างขึ้นใหม่ดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างองค์ประกอบของจิตใจทางวัฒนธรรมขั้นสูง และ
กำกบั ความคิด ความรู้ และพฤติกรรมของตนเองที่ทำหนา้ ท่เี ปน็ สื่อกลาง ในการทำงานทางกายของมนุษย์

วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2551 : 154) ได้กล่าวถึงแนวคิดของทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง
(Constructivism) ว่าเป็นวธิ ีการเรยี นรู้ที่มีกระบวนการเกิดขน้ึ ภายในบุคคล บคุ คลเป็นผู้สร้างความรู้ด้วย
เหตุผลจากความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสิ่งที่พบเห็นกบั ความรู้ความเข้าใจทม่ี ีอยเู่ ดิมเกิดเปน็ โครงสรา้ งทางปัญญา
ครูผู้สอนไม่สามารถปรับเปล่ียนโครงสรา้ งทางปัญญาได้ โดยจดั สภาพการณ์ใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความขัดแย้งทาง
ปัญญาหรือเกิดภาวะไม่สมดุลทางปัญญาขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะที่ประสบการณ์ใ หม่ไม่สอดคล้องกับ
ประสบการณเ์ ดิม ผเู้ รียนตอ้ งพยายามปรับข้อมูลใหมก่ บั ประสบการณ์ทม่ี ีอยเู่ ดิม แล้วสร้างเปน็ ความรูใ้ หม่

สรุปได้ว่า แนวคิดของทฤษฎกี ารสร้างความรู้ด้วยตนเองของวีกอ็ ทสกี เป็นการอธบิ ายพัฒนาการ
ทางด้านสติปญั ญา ซ่ึงเปน็ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ท่ีมนุษย์ได้รบั การพัฒนาจากปฏสิ ัมพันธ์ทางสังคมกับ
ผู้ที่มีความสามารถมากกว่า ทำให้เกิดความคิดรวบยอด ส่งผลให้เกิดปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ต้อง
เผชญิ ความซบั ซอ้ นนอ้ ยลง ทำให้ผู้เรยี นสามารถแกป้ ญั หาดว้ ยตนเองไดใ้ นท่ีสุด

46

การจดั การเรยี นรตู้ ามทฤษฎกี ารสรา้ งความรู้ดว้ ยตนเอง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545 : 117) ได้ใช้วิธีการค้นพบ (Discovery
Learning) โดยยึดหลักการจัดการเรยี นรู้ ดงั นี้
1. ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจภายใน (Self-motivation) และมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากค้นพบ
ส่งิ ทอ่ี ย่รู อบตัวเอง
2. โครงสร้างของบทเรยี น (Structure) ต้องจัดบทเรียนใหเ้ หมาะสมกบั วยั ของผู้เรียน
3. การจัดลำดับความยากง่าย (Sequence) โดยใหค้ ำนึงถงึ พฒั นาการทางสติปัญญาของผ้เู รียน
4. แรงเสริมด้วยตนเอง (Self-reinforcement) ครูควรให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เรียนเพื่อให้ทราบว่า
ทำผิดหรอื ทำถกู ต้อง เปน็ การสร้างแรงเสรมิ ด้วยตนเอง
สุมาลี ชัยเจริญ (2551 : 43) ได้เสนอลักษณะการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของทฤษฎีการสร้าง
ความรู้ดว้ ยตนเอง ซงึ่ พอสรปุ ไดด้ งั นี้
1. ผู้เรียนลงมือกระทำด้วยตนเอง (Learning are active) ความสำคัญของการเรียนตามแนว
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลใหม่กับประสบการณ์ที่มีมาก่อนหรือ
ความรู้เดิมของนักเรียน
2. สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ แนวคิดที่หลากหลายเป็นสิ่งที่มีค่าและจำเป็น ( Multiple
perspectives are valued and necessary) ตามแนวทางทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง กล่าวว่า
ผู้เรียนจะต้องสร้างแนวคิดของตนเอง แนวคิดนี้จำเป็นต้องประกอบด้วยแนวคิดที่หลากหลายและ
กว้างขวาง อาจมาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ เช่น ครู กลุ่มเพื่อน นักเขียนและ
หนังสือ เป็นต้น ทฤษฎีการสร้างความรูด้ ้วยตนเอง ส่งเสริมให้นกั เรียนรวบรวม แนวคิดที่หลากหลายและ
สงั เคราะหส์ งิ่ เหล่านเี้ ป็นแนวคิดทีบ่ รู ณาการข้ึนมาใหม่
3. การเรียนรู้ควรสนับสนุนการร่วมมือกันไม่ใช่การแข่งขัน (Learning should support
collaboration, not competition) จากการแลกเปลยี่ นแนวคิดทีห่ ลากหลายน้นั หมายถึง การร่วมมือใน
ระหว่างที่มีการร่วมมือ นักเรียนต้องมีการสนทนากับคนอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังเรียนรู้กระบวนการน้ี
คือการร่วมมือและแลกเปลี่ยน หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งเป็นการทำให้ผู้เรียนตกผลึกและกลั่นกรอง
สิ่งที่สร้างขึ้นแทนความรู้สึกภายในสมองมาเป็นคำพูดที่ใช้ในการสนทนาที่แสดงออกมาภายนอกที่เป็น
รูปธรรม และส่งเสริมการสงั เคราะหค์ วามรู้ที่จำเปน็ ต่อการเรียนรู้ และการสร้างความหมายในการเรียนรู้
ของตนเอง ดังนน้ั สง่ิ แวดล้อมทางการเรียนรู้ท่ีจัดให้มีการร่วมมือกันจะเป็นการส่งเสริมการสร้างความรู้ซ่ึง
เป็นส่ิงท่มี คี วามจำเป็นต่อการเรียนรู้

47

4. ให้ความสำคัญกับการควบคุมตนเองตามระดับของนักเรียน (Focusing control at the
learner level) ถ้านักเรียนจำเป็นต้องควบคุมกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่าการที่เรียนใน
ลักษณะที่เป็นผู้รับฟัง (Passive listening) จากการบรรยายของครู ซึ่งเป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนแปลง
พ้นื ฐานกจิ กรรมการเรียนรู้ในห้องเรยี น

5. นำเสนอประสบการณ์การเรียนรู้ทีต่ รงกับสภาพที่เป็นจริงหรือประสบการณ์การเรียนรู้ในชีวติ
จริง (Providing authentic, real-world learning experiences) ความรู้ที่ถูกแยกออกจากบริบทใน
สภาพจรงิ ในระหว่างการเรียน โดยสิง่ ทเ่ี รียนเป็นสงิ่ ท่ีไมใ่ ช่สภาพจริงนน้ั มักจะเปน็ สง่ิ ทไี่ มม่ ีความหมายต่อน
ผู้เรียนมากนัก ดังนั้นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ประยุกต์ไปสู่ปัญหาในชีวิตจริง (Peal world problems)
จะช่วยสรา้ งเชอ่ื มโยงทแี่ ข็งแกรง่ และสง่ ผลให้ผเู้ รียนสามารถประยุกต์สิ่งทไี่ ด้เรยี นรนู้ ั้นไปสสู่ ถานการณ์ใหม่
ในสภาพชวี ิตจรงิ ได้

ภารกิจการเรยี นตามแนวทฤษฎกี ารสร้างความร้ดู ว้ ยตนเอง ท่ใี ห้ความสำคญั โดยเปล่ียนจากครูมา
เปน็ ผเู้ รียนจากการเปลีย่ นแปลงดังกลา่ วเป็นสง่ิ ทีม่ ุง่ เน้นผู้เรยี นโดยตรงไดแ้ ก่

1. เพม่ิ แรงจูงใจ กิจกรรมในการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎกี ารสรา้ งความรู้ด้วยตนเอง ซ่ึงมีแนวโน้มที่
จะให้ความสำคัญต่อผู้เรียนและสภาพจริง (Authentic) ซ่ึงถือวา่ เกดิ ความสนใจที่มาจากภายใน ดังนั้น จึง
เปน็ แรงจงู ใจทีม่ าจากภายในของผ้เู รยี น

2. สง่ เสรมิ การคดิ วิพากษ์ (Encouraging critical thinking) ภารกจิ การเรียนรู้ตามแนวการสร้าง
ความรู้ด้วยตนเอง ที่ผ่านการลงมือกระทำของผู้เรียน ภารกิจการเรียนรู้ตามแนวการสร้างความรู้ด้วย
ตนเองและสง่ เสริมการคิดวิพากษ์ตลอดจนการสร้างความรูด้ ้วยตนเองให้มากเพ่ิมขนึ้ มีการถ่ายโอนความรู้
และการสรา้ งความหมายในการเรียนรูข้ องตนขนึ้

3. สง่ เสรมิ แบบการเรียนท่หี ลากหลาย (Accommodate diverse learning styles) สง่ิ แวดลอ้ ม
ทางการเรยี นรตู้ ามแนวทฤษฎีการสรา้ งความรู้ด้วยตนเอง โดยท่วั ไปแลว้ จะเปิดโอกาสใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้เป็น
รายบุคคล สร้างความหมายจากแหล่งการเรียนรู้ที่เป็นปัจจัยภายนอกซึ่งอาจจัดให้ผู้เรียนทำการควบคุม
การเรียนรู้ของตนเองมากขึ้นและปรับแบบการเรียน (Style of learning) ตามความสามารถหรือความ
ตอ้ งการได้มากยงิ่ ขนึ้

4. สนับสนุนการเสาะแสวงหาความรู้ (Supporting natural inquiry) ทฤษฎีการสร้างความรู้
ด้วนตนเองเป็นกระบวนทัศน์ที่เป็นกระบวนการพัฒนาการสร้างความรู้ การเรียนรู้และประเมินผลที่เกิด
จากการสรา้ งความร้ทู ่เี กดิ ข้นึ เองตามธรรมชาติ

กล่าวได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎกี ารสร้างความรู้ด้วยตนเองครูควรสร้างบริบทสำหรับ
การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถได้รับการส่งเสริมในกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งจะกระตุ้นและเอื้ออำนวยต่อการ

48

เรยี นรู้ ครูควรแนะนำเมื่อผเู้ รียนประสบปัญหา กระตนุ้ ใหผ้ ูเ้ รียนสามารถปฏบิ ัติกจิ กรรมการเรียนรู้ได้ การ
ตั้งประเด็นคำถามของการเรียนรู้ ครูควรแนะนำให้ผู้เรยี นต่อสู้ปัญหา และเกิดความท้าทายต่อการเรียนรู้
อันจะเป็นรากฐานของสถานการณ์ในชีวติ จริงทจ่ี ะทำใหผ้ ู้เรียนเกิดความสนใจ ดงั น้ันครคู วรกระตุ้นผู้เรียน
ให้เกิดความเป็นเลิศทางด้านสติปัญญา (Cognitive growth) และการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับทฤษฎี
วัฒนธรรมเชิงสังคม (Social constructivism) ของวีก็อทสกี อาจไม่จำเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้
เหมือนกันทั้งหมด แต่รูปแบบกิจกรรมการเรยี นรู้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามจะมี
หลกั การ 4 ประการ ท่ีสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรยี น ดงั นี้

1. การเรียนร้แู ละพฒั นา คือด้านสังคม ไดแ้ ก่ กจิ กรรมการร่วมมอื (Collaborative activity)
2. ช่วงของการพัฒนาการเรียนรู้ (Zone of proximal development) ควรจะสนองต่อแนว
ทางการจัดหลักสตู รและการวางแผนบทเรยี น
3. การเรียนรู้ในโรงเรียนควรเกิดขึ้นในบริบทที่มีความหมายและไม่ควรแยกจากการเรียนรู้และ
ความรูท้ ีน่ ักเรียนพัฒนามาจากสภาพชีวติ จรงิ (Real world)
4. ประสบการณ์นอกโรงเรียนควรเกิดขึ้นในบริบทที่มีเชื่อมโยงนำไปสู่ประสบการณ์ในโรงเรียน
ของผเู้ รยี น
4.3 ประเภทของการจดั การเรียนรูแ้ บบคน้ พบ
ไบรท์ , ฮาฟว่ี และ แมกกาเรีย (เฉลิมรัตน์ เชดิ ชู. 2553 : 20) ได้แบง่ การจดั การเรียนรู้แบบค้นพบ
เป็น 5 ประเภท คือ
1. การค้นพบด้วยความบังเอิญ (Fortuitous discovery) การค้นพบชนิดนี้ ครูจะไม่ชี้แนะเลยไม่
ว่ากรณีใด ๆ ผู้เรียนจะค้นพบโดยบังเอิญว่าห้องเรียนมีบางอย่างที่เขาได้ค้นพบ และทำให้เขาถามคำถาม
อาจเกิดขึน้ ในรายวิชาทีม่ ีสอน การค้นพบชนิดนี้ บางทีจะเป็นชนดิ ที่ใหแ้ รงจงู ใจในการเรียนรสู้ ูงท่ีสุด
2. การค้นพบด้วยปัจจัยที่ถูกจัดเตรียมให้ (Free and expioratory discovery) การค้นพบชนิด
น้ี ครูจะเตรยี มอุปกรณ์และกำหนดสถานการณ์ให้ ไมม่ กี ารซักถาม แตใ่ ช้อุปกรณท์ ่ีกำหนด
3. การค้นพบด้วยวิธีการแนะแนวทาง (Guided discovery) การค้นพบชนิดนี้ ครูจะเตรียม
คำถามเริ่มต้น บางครั้งอาจจะต้องมีอุปกรณ์ด้วย คำถามมักเป็นไปในทำนอง “ท่านจะทำอะไรกับสิ่งน้ี
บา้ ง” หรอื “ท่านพบอะไรบา้ งเก่ียวกับสิ่งนี้”เท่าน้ัน สิ่งเหล่าน้ี เป็นสถานการณ์ท่ีเปิดมากจริง ๆ หรืออาจ
แนะมากกว่าน้ี เชน่ “อะไรจะเกดิ ขึน้ ถา้ ...”
4. การค้นพบโดยการแนะนำ (Directed discovery) กรณีนี้ ครูจะชี้แนวทางการค้นพบโดย
ตลอด ด้วยการใช้คำถาม ครจู ะถามคำถามเมื่อผ้เู รยี นตอ้ งการ ครูอาจเดนิ จากกล่มุ หน่ึงไปอกี กลมุ่ หน่ึง

49

5. การค้นพบโดยการใช้โปรแกรม (Programmed discovery) มีลักษณคล้ายบทเรียนแบบ
โปรแกรม (Programmed learning) ประกอบด้วยบัตรงานซึ่งมักขึ้นต้นด้วย “ท่านจะต้อง...ทำอย่างนั้น
อย่างนี้” ตงั้ แตเ่ รม่ิ จนจบ

คูนี่ เดวิส และแอนเดอร์สัน (Cooney, Davis and Henderson. 1983 : 205) แบ่งการจัดการ
เรยี นรู้แบบค้นพบ ออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. การคน้ พบจากการแนะแนวทาง (Guided discovery) เปน็ การจดั การเรียนรู้ ทีค่ รูพยายามจะ
ดึงเอาความรู้ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนออกมาใช้ โดยอาศัยคำถามหรือการอธิบายที่ได้เตรียมไว้เป็นอย่างดี เพื่อ
นำเด็กไปสกู่ ารคน้ พบ ความคิดรวบยอดหรือหลกั เกณฑ์ต่าง ๆ

2. การค้นพบอย่างแท้จริง (Pure discovery or unguided discovery) เป็นการจัดการเรียนรู้
ซึ่งครูคาดหวังว่า ผู้เรียนควรจะเข้าใจถึงความคิดรวบยอด หรือหลักการต่าง ๆ ด้วยตนเอง อาจจะอาศัย
การแนะนำบา้ งเพยี งสว่ นน้อยหรือไม่ต้องแนะนำเลย ยกเวน้ การอธบิ ายเกี่ยวกบั คำศพั ท์หรือข้ออา้ งองิ

จากประเภทการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบที่กล่าวมานั้น ผู้วิจัยใช้การจัดการเรียนรู้ค้นพบด้วย
วิธีการแนะแนวทาง เพราะการจัดการจัดการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้เรียนต้องการการแนะ
แนวทางเพือ่ ให้เกิดการเรยี นรูต้ ามท่ีคาดหวงั ต่อไป

4.4 วิธกี ารจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
บรูเนอร์ (สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545 : 117) ไดส้ รุปข้ันตอนการสอนแบบ
ค้นพบ ไว้ 5 ข้นั ตอนดังน้ี

ข้ันตอนที่ 1 ให้ผเู้ รียนเผชญิ ปญั หา ทำความเข้าใจปญั หา และมีความต้องการจะแกไ้ ข
ขน้ั ตอนท่ี 2 ระบุปญั หาท่ีเผชิญให้ชดั เจน
ขน้ั ตอนที่ 3 คิดตั้งสมมุติฐานเพอื่ คาดคะเนคำตอบของปญั หา
ขน้ั ตอนที่ 4 เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เพ่อื ใช้พสิ ูจน์สมมตุ ฐิ านท่กี ำหนด
ขั้นตอนท่ี 5 สรุปผลการคน้ พบ
ทิศนา แขมมณี (2552 : 15) แบง่ ข้นั ตอนการจดั การเรียนรู้แบบค้นพบตามลำดับขนั้ ดังนี้
1. ให้ผ้เู รยี นเผชิญปญั หา ทำความเข้าใจปัญหา และมีความต้องการจะแกไ้ ข
2. ระบุปญั หาที่เผชิญใหช้ ดั เจน
3. คดิ ต้งั สมมุติฐานเพอื่ คาดคะเนคำตอบของปัญหา
4. เก็บรวบรวมขอ้ มูล เพื่อใชพ้ สิ ูจน์สมมตุ ฐิ านที่กำหนด
5. สรปุ ผลการคน้ พบ

50

พจนา ทรพั ยส์ มาน (2550 : 25-35) เสนอแนวทางการจดั การเรยี นรูแ้ บบคน้ พบ ดังนี้
ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั จุดประกายความสนใจ
เพ่ือสรา้ งความตระหนักใจความสำคญั ความจำเป็นของสิ่งท่ีจะเรียน ใหผ้ เู้ รียนเกิดความกระหาย
ใคร่รู้ อยากเรียนอยากรู้ เห็นคุณค่าความสำคัญและประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน การสร้างตระหนักให้เกดิ
ขึ้นกับผู้เรียนต้องไม่ใช้วิธีการบอกตรง หรือชี้นำความคิดของผู้เรียนให้มีความคิดเห็นคล้องตามโดย
ปราศจากการให้ผู้เรียนร่วมกันใช้สติปัญญาคิดวิเคราะห์วิจารณ์หาเหตุผลที่ถูกต้องด้วยตนเอง โดย
พยายามใหผ้ ู้เรยี นมีประสบการณ์ตรง มขี ้อมลู มาร่วมกันสังเกตรับรู้ วิเคราะหอ์ ภิปรายวิพากษ์วิจารณ์และ
สรุปร่วมกัน การนำเสนอประสบการณ์ หรือข้อมูล ครูอาจใช้ข่าวกรณีตัวอย่าง เหตุการณ์จริง เพลง เกม
รูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ เป็นต้น ที่มีเนื้อหาสาระประเด็นท่ีสอดคล้องกับส่ิงที่จะเรียนมาเป็นสื่อให้ผู้เรยี น
ได้สังเกต รับรู้ คิดวิเคราะห์วิจารณ์และสรุปร่วมกัน โดยครูใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนมีกระบวนการคิด
ตามลำดับขั้น และจัดกิจกรรมให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการคิดและอภิปรายอย่างกว้างขวางเพื่อ สรุป
ตัดสนิ ใจที่จะเรียนรว่ มกนั อยา่ งมีเหตผุ ล
ข้ันที่ 2 ขน้ั วางแผนการเรยี นรู้
การวางแผนการเรียนรู้เป็นการระดมความคิดเพื่อกำหนดจุดประสงค์ การเรียนรู้ และแผนการ
เรียนรู้ที่เหมาะสมร่วมกัน โดยมีกิจกรรมให้ผู้เรียนร่วมกันกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของตนให้ชัดเจนวา่
ตอ้ งการเรียนร้เู รอื่ งนนั้ ๆ เพ่ืออะไรมีขอบเขตแค่ไหน และเสนอแนวทางการเรยี นรู้เพอ่ื ให้บรรลุจุดประสงค์
ที่ต้องการ ตามความถนัดความสนใจ อธิบาย รับฟังเหตุผล วิเคราะห์วิจารณ์และตัดสินใจเลือกกำหนด
ขอบเขตดการเรียนรู้ เลือกวิธีการแสวงหาความรู้ กำหนดแหล่งการเรยี นรู้ท่เี หมาะสมกบั ตน วิธีการบันทึก
ความรู้ พร้อมทั้งจัดเตรยี มเครือ่ งมือการเรียนรู้ตามแผนที่วางไว้ ทำให้ผู้เรียนอย่างมีเป้าหมาย มีโอกาสได้
เลือกที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เขาสนใจ เห็นคุณค่าประโยชน์ความสำคัญและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิต
ประจำไว้
การกำหนดแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรยี นเปน็ เจา้ ของการเรียนรู้ท่ีแท้จริง มีความรู้สกึ ท่ี
ดีตอ่ ตนเอง รู้สกึ เป็นอสิ ระทางความคิดมีอำนาจในการตดั สนิ ใจ มีความมัน่ ใจในตนเองกล้าคิดกล้าทำและ
มีความสุขท่ีจะเรียนรูร้ วมทั้งการ สร้างความสำนึกรบั ผิดชอบที่มีต่อการเรียนของตนเกดิ คุณลักษณะนิสัย
ที่ดี มีวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเอง และมีทักษะกระบวนการในด้านต่าง ๆ เช่น ทักษะการคิดการ
ตดั สนิ ใจแก้ปญั หา ทักษะการวางแผนการทำงาน ทกั ษะทางภาษา ทกั ษะทางสงั คม เปน็ ต้น เปน็ คนเกง่ คน
ดี มคี วามสุข
บทบาทของครูในการชว่ ยเหลอื ดูแลใหผ้ ู้เรียนสามารถวางแผน การเรียนรู้ไดด้ ้วยตนเองเปน็ เพยี ง
การใช้คำถามยั่วยุท้าทาย กระตุ้นให้นักเรียนกล้าคิดกล้าตัดสินใจกล้าอภิปรายวิเคราะห์วิจารณ์

51

และสามารถหลอมรวมความคิดของสมาชิกทุกคนและสรุปเป็นแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน รวมทั้งร่วม
เสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อเติมเพื่อเป็นการเติมเต็ มแผนการเรียนของผู้เรียนให้ถูกต้องสมบูรณ์
เหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยคำนึกถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง และประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้เรียนเป็น
สำคญั การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ให้นกั เรียนสามารถวางแผนการเรียนร้ไู ด้ด้วยตนเอง

ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ลงมือเรียนรตู้ ามแผน
ขั้นตอนการเรียนรู้ตามแผน จัดว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญของการจัดกระบวนการเรียนรู้เพราะเป็น
ขั้นตอนการปฏิบัติจริงหลังจากที่ผู้เรียนได้คิดวางแผนเตรียมการมาแล้วเป็นอย่างดี บทบาทของครูใน
ข้ันตอนน้เี ปน็ เพียงทำหน้าทป่ี ระสาน และเตรียมการแหล่งการเรียนรู้ ส่อื การเรยี นรู้ และใช้คำถามกระตุ้น
ให้ผู้เรียนคิดและปฏิบัติงามตามลำดับขั้น นอกจากนั้นต้องควบคุมดูแลอำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียน
สามารถเรียนรู้ตามแผนที่วางไว้ดูแลการบันทึกข้อค้นพบ ข้อมูล ผลการทดลอง กระบวนการเรียนรู้
กระบวนการทำงาน ข้อจำกดั ปญั หาอุปสรรคในการเรียนรู้ ของผเู้ รียน ชว่ ยเหลือให้ผเู้ รยี นสามารถประเมนิ
และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ของตนได้การลงมือเรียนรู้ตามแผนผู้เรียนจะได้รับการพัฒนา ทักษะ
กระบวนการในด้านต่าง ๆ เช่น ทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะทางสังคม ทักษะทางงภาษา ทักษะการ
ทำงาน ฯลฯ ผู้เรียนมีความสุขสนุกสนานกับการเรียนเพราะได้เรียนจากการคิดและปฏิบัติจริง เกิดการ
เรียนรู้และจดจำได้นานเพราะเป็นประสบการณ์ตรง ที่เห็นกับตา ได้ยินกับหู ทำมากับมือ หรือศึกษา
คน้ ควา้ และบนั ทึกด้วยตนเอง การกระต้นุ และควบคมุ ดแู ลให้นักเรียนร้ตู ามแผน
ขนั้ ท่ี 4 นำเสนอขอ้ มูลสรุปความรู้
การนำเสนอข้อมูลสรุปความรู้ เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนนำข้อค้นพบ ข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้ ของ
ตนมาตรวจสอบคสวามสมบูรณ์ถูกต้อง หรือหาข้อมูลเพ่ิมเตมิ กรณีจำเป็น แล้วนำเสนอตอ่ สมาชกิ ในกลุ่ม
ย่อย กลุม่ ใหญ่เพ่ืออภิปราย วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ จัดลำดบั จำแนกรายละเอยี ดหาลักษณะร่วม จัดกลุ่ม
วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย หาเหตุผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ กำหนดคุณค่า ความสำคัญ เรียบเรียง สรุปเป็น
ความคิดรวบยอด ความรู้ แนวคดิ ขอ้ ปฏบิ ัตทิ เ่ี หมาะสมท่สี ุดด้วยตนเอง ข้ันตอนนีค้ รตู อ้ งใชค้ ำถามกระตุ้น
ให้ผู้เรียนสังเกต เปรียบเทียบ อภิปรายซักถามแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อฝึกให้ผู้เรียน ใช้
วิจารณญาณพิจารณาตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจสรุปหรือลงความเห็น รวมทั้งกระตุ้นให้
นกั เรยี นร่วมกนั วิเคราะหส์ รุปขั้นตอนกระบวนการเรยี นรูข้ องตนเอง
ข้ันท่ี 5 ขัน้ จัดทำช้ินงาน
การจัดทำชิ้นงาน เป็นการเรียบเรียงนำเสนอสรุปความรู้ ข้อค้นพบของ ผู้เรียนใหเ้ ปน็ รูปธรรมใน
รูปแบบต่าง ๆ ตามความสนใจ และแผนที่วางไว้ เชน่ รายงาน แผนภาพ แผนภมู ิ หนงั สือเล่มเล็ก หนังสือ
แผ่นเดียว แผ่นพับ ฯลฯ รวมทั้งประเมินผลการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ และนำเสนอผลงานเพื่อ

52

แลกเปล่ยี นเรยี นรซู้ ่ึงกันและกัน ภาคภมู ิใจในความสำเรจ็ การสง่ เสรมิ ดูแลการจดั ทำช้นิ งานของผเู้ รยี น ครู
ต้องอำนวยความสะดวกเรื่องสื่ออุปกรณ์ สถานที่ควบคุมดูแลให้ผู้เรียน ร่วมกันทำงานให้สำเร็จตาม
เป้าหมาย ใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนประเมินผลงานและกระบวนการทำงานของตนเอง ของกลุ่ม ของ
เพื่อน แสดงความคิดเห็น ความรู้สึกต่องานเพื่อสร้างความภาคภูมิใจ ความสำเร็จรว่ มกัน รวมทั้งวางแผน
การตอ่ ยอดการเรยี นรู้เพื่อศกึ ษาเรียนรู้ เรื่องท่สี นใจในรปู โครงงาน

กลา่ วได้ว่า รปู แบบการจัดการเรียนรู้แบบคน้ พบ ครูเป็นผกู้ ำหนดสถานการณ์ปัญหาให้แก่ผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนแสวงหาแนวทางการเรียนรู้จนเกิดการค้นพบความรู้ โดยครูจะต้องเตรียมอุปกรณ์หรือสื่อ
การจดั การเรยี นรูท้ ี่เหมาะสมสอดคล้องกับเน้ือหาที่เรยี นรู้ ครคู วรมกี ารทบทวนหรือประเมินผลการเรียนรู้
ทั้งในด้านความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแลกเปลีย่ นประสบการณก์ ารค้นพบความรู้ของ
ตนเองกับผู้อื่น นอกจากนี้ครูสื่อการสอนควรมีความทันสมัยเป็นที่ตื่นตาตื่นใจเพื่อดึงดูความสนใจของ
ผ้เู รียน เพ่อื พัฒนาศักยภาพของผู้เรยี นไดอ้ ยา่ งเต็มที่ ซึ่งการจัดการเรยี นรู้แบบค้นพบเปน็ การจดั การเรียนรู้
ที่เน้นไปยังตัวผู้เรียน วิธีการนี้จะต้องพิจารณาถึงการตอบสนองของผู้เรียน บทบาทของครูเป็นเพียงการ
แนะนำผู้เรียนให้เชือ่ มโยงความคดิ ใหม่ ๆ ให้เข้ากับสิ่งทีผ่ ู้เรียนได้สะสมไว้จากประสบการณ์ที่ผา่ นมา โดย
ผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และสร้างวิธีการจัดการเรียนรู้ โดยครูเป็นผู้กระตุ้นกระบวนการคิด และ
เป็นแนวทางในการหาคำตอบใหก้ ับผูเ้ รียน

สรุปข้นั ตอนการจัดการเรียนรู้ โดยใชข้ ัน้ ตอนการจดั การเรียนรู้แบบค้นพบท่เี หมาะสมกับการวิจัย
ซึง่ ผวู้ จิ ัยบรู ณาการของบรเู นอร์ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. 2545 : 117) ได้สรุปขนั้ ตอน
การสอนแบบคน้ พบ ไว้ 5 ขน้ั ตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ใหผ้ เู้ รยี นเผชญิ ปัญหา ทำความเขา้ ใจปญั หา และมคี วามต้องการจะแก้ไข
ขัน้ ตอนท่ี 2 ระบุปัญหาท่เี ผชิญให้ชัดเจน
ขัน้ ตอนที่ 3 คิดต้ังสมมุติฐานเพอ่ื คาดคะเนคำตอบของปญั หา
ขน้ั ตอนท่ี 4 เก็บรวบรวมข้อมูล เพ่อื ใช้พสิ ูจนส์ มมตุ ฐิ านทีก่ ำหนด
ข้ันตอนที่ 5 สรุปผลการค้นพบ
4.5 ประโยชนก์ ารจดั การเรยี นร้แู บบค้นพบ
บุญชม ศรีสะอาด (2541 : 66) กลา่ วถึงขอ้ ดขี องการจัดการเรยี นร้แู บบค้นพบว่า
1. การที่ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองจะทำให้สามารถจดจำความรู้นั้นได้นาน มีความ
ภาคภมู ใิ จ และเกิดแรงจูงใจในการเรยี นรู้
2. ชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นเกิดความสนใจในสิง่ ทต่ี นศกึ ษาตอ่ ไปอกี
3. ผูเ้ รยี นพัฒนาทักษะ และเจตคตทิ ่จี ำเป็นสำหรบั การเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง

53

4. ผู้เรียนพัฒนาความสามารถทางสมองระดับสูง เช่น การคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ
หย่งั รู้ (Intuitive thinking)

5. ผู้เรียนเรียนรู้จากการอ้างอิงโดยคิดอย่างมีเหตุผลทั้งแบบอุปนัย (Inductive) และแบบนิรนัย
(Deductive)

6. ผ้เู รยี นเขา้ ใจงานของนักปราชญอ์ ยา่ งลกึ ซ้งึ
สวุ ทิ ย์ และ อรทยั มูลคำ (2545 : 29) ได้สรุปประโยชนข์ องการจัดการเรยี นรู้แบบคน้ พบไวด้ งั น้ี
1. ชว่ ยใหผ้ ้เู รียนได้คดิ อย่างมเี หตผุ ล
2. ช่วยใหผ้ ้เู รียนจดจำส่งิ ท่คี น้ พบไดน้ านและเข้าใจจรงิ
3. ผู้เรียนมีความม่นั ใจ เพราะไดเ้ รยี นรสู้ ิ่งใหม่อยา่ งเข้าใจจรงิ
4. ช่วยใหผ้ ้เู รยี นมีพัฒนาการทางดา้ นความคดิ
5. ปลูกฝังนสิ ยั รกั การค้นควา้ เพ่อื หาคำตอบดว้ ยตนเอง
6. กอ่ ใหเ้ กดิ แรงจงู ใจ ความพงึ พอใจในตนเองต่อการเรียนสงู
7. ผเู้ รียนรวู้ ิธสี รา้ งความรู้ด้วยตนเอง เชน่ การหาข้อมลู การวเิ คราะหแ์ ละสรุปขอ้ ความรู้
8. ทักษะทเี่ รียนจากการค้นพบ จะถ่ายทอดไปยังการเรียนรเู้ รอ่ื งใหม่ได้อย่างงา่ ย
9. เหมาะสมกับผเู้ รยี นที่ฉลาดมคี วามเชอื่ ม่ันในตนเอง และมีแรงจูงใจสงู
กล่าวได้ว่า ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบจะทำให้ผู้เรียนจดจำในสิ่งที่เรียนได้นาน
ขึ้นพร้อมทั้งมีความสนใจและเข้าใจเนื้อหาความรู้มากยิ่งขึ้น โดยผู้เรียนสามารถค้นพบคำตอบได้ด้วย
ตนเอง ทำให้มีความเชื่อมั่นและความกล้าในการแสดงออกทางความคิด และความคิดเห็นต่าง ๆ มาก
ย่งิ ขน้ึ

5. Plickers Application
5.1 ความหมายของแอปพลิเคชั่น
แอปพลิเคชัน (Application) ในที่นี้กล่าวถึงแอปพลิเคชัน (Mobile Application) ซึ่งเป็น

โปรแกรมที่มีการทำงานผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟน ซึ่งมีผู้ให้คำนิยามและความหมายของคำว่าโม
บายแอปเคชน่ั ไว้ดังนี้

Amy Gahran (2011) ได้ให้ความหมายของโมบายแอปพลิชั่นไว้ว่า โมบายแอพเคชั่น (โมบาย
แอพ) เป็นการโปรแกรมซอฟร์แวร์ที่ทำงานผ่านอุปกรณ์ท่ีสามารถมีการจับหรือถือได้ดว้ ยมือ อาทิเช่น มือ
ถือ แท็บเล็ต ไอพอต เครื่องอ่านหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ เป็นต้น และสามารถเชื่อมต่อระบบกับเทคโนโลยี
เครอื ขา่ นแบบไร้สาย และมีระบบปฎิบตั กิ ารสนบั สนุนซอฟตแ์ วร์รปู แบบสว่ นบคุ คล

54

Vangie Beal (2016) ได้ให้ความหมายของโมบายแอปพลิชั่นไว้ว่า เป็นคำที่ใช้ในการอภิบาย
โปรแกรมผ่านอินเตอร์เน็ตที่ทำงานผ่านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์มือถืออื่น ๆ โมบายแอพพลิเคชั่นเป็น
เครอื่ งมือทช่ี ว่ ยให้ผใู้ ช้งานเช่ือมต่อผา่ นระบบอนิ เตอรเ์ น็ตได้มากกวา่ การเชื่อมต่อผา่ นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
หรือโนต๊ บุ๊ค หรอื ชว่ ยใหผ้ ใู้ ชง้ านเกิดความสะดวกตอ่ การใชง้ านอินเตอรเ์ นต็ ผ่านอุปกรณพ์ บพา

Priya Viswanathan (2016) ได้ให้ความหมายของโมบายแอปพลิเคชั่นไว้ว่า เป็นโปรแกรมท่ี
พัฒนาสำหรับอุปกรณ์แบบมือถือได้ อาทิเช่น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน และ โมบายแอปพลิเคช่ัน
สามารถทำการดาร์โหลดลงอปุ กรณ์แบบมอื ถือผ่านการดาวนโ์ หลดผ่าน App Stores หรอื ทางอินเตอรเ์ น็ต

กล่าวได้ว่าความหมายของโมบายแอปพลิเคชั่นจากผู้คำนิยามทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า
แอปพลิเคชั่นเป็นโปรแกรม Software ที่ทำงานผ่านอุปกรณ์พกพาที่สามารถดาวน์โหลดได้ผ่านทาง
อินเตอรเ์ นต็ หรือร้านคา้ แอปพลเิ คชั่นออนไลนต์ า่ ง ๆ อาทิเช่น App Store, Google Play เป็นตน้

5.2 ประเภทของแอปพลเิ คชั่น
อภิศักดิ์ อาจนันท์ (10) ได้อธิบายถึงประเภทของแอปพลิเคชั่น ที่นิยมใช้กันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่
(Mobile Device) กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน สามารถแบ่งรูปแบบของการพัฒนาได้ 3 รูปแบบ
ดงั ต่อไปนี้

5.2.1 Native App เป็นแอปพลิเคชั่นที่ถูกพัฒนามาด้วยชุดคำสั่งหรือเครื่องมือที่เอาไว้
สำหรับพัฒนาโปรแกรมหรือแอปพลิเคชั่น (SDK) ของ OS Mobile แต่ละประเภทโดยเฉพาะ
อาทิเช่น Android ใช้ Android SDK, IOS ใช้ Objective c, Windows Phone ใช้ C# เป็นต้น
โดยข้อดีของ Native App คือผู้ใช้งานสามารถเขา้ ถึงได้งา่ ยจาก Google Play หรือ App Store
รวมถงึ การทำงานแบบไม่ต้องเช่ือมตอ่ อนิ เตอรเ์ น็ตในบางแอปพลิเคชั่น ทำผู้ใชง้ านสะดวก ในการ
ใช้งานได้ทุกสถานที่ และหากไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต รวมถึงสะดวกในการใช้ที่ให้ผู้ใช้งาน
สามารถใช้กล้องดิจิตอล หรือ GPS และรายชื่อผู้ติดต่อ ในระหว่างที่ใช้งานแอปพลิเคชั่นแบบ
Native App

5.2.2 Hybrid Application เป็นแอปพลิเคชั่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ ที่
ต้องการให้สามารถ ปฏิบัติการบนระบบได้ทุกแพลตฟอร์ม โดยใช้ชุดดำสั่งเข้าช่วย เพื่อให้
สามารถทำงานได้ทุกระบบปฏิบัติการ โดย Hybrid Application เป็นประเภทแอปพลิเคชั่น ท่ี
ถูกออกแบบมาให้รองรับระบบปฏิบัติการ ได้หลายแพลตฟอร์ม ในแอปพลิเคชั่นเดียว จึงมีข้อดี
คอื ผู้พฒั นาไมจ่ ำเปน็ ต้องเสียเวลาในการพฒั นา เพราะผพู้ ัฒนาสามารถเขียนชดุ คำสงั่ ได้เพียงคร้ัง
เดียว สามารถใชไ้ ดท้ กุ แพลตฟอรม์ และเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยนอ้ ย

55

5.2.3 Web Application คือแอปพลเิ คชน่ั ท่ีถกู เขยี นขนึ้ มาเพ่ือเปน็ เครื่องมือสำหรับเข้า
ชมเว็บไซต์ สำหรับการใช้งานเว็บเพจต่าง ๆ ซึ่งถูกปรับแต่งให้แสดงผลแต่ส่วนที่จำเป็น เพื่อเป็น
การลดทรัพยากรในการประมวลผลและการทำงานของตวั เครื่องสมาร์ทโฟน หรอื แท็บเล็ต ทำให้
ใช้เวลาในการโหลดหน้าเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น อีกทั้งผู้ใช้งานสามารถผ่านอินเตอร์เน็ตในความเร็วตำ่
ได้
5.3 สว่ นประกอบของแอปพลิเคชัน่

ศักรินทร์ นุ้ยพิน (11) ได้อธิบายถึงส่วนประกอบของแอปพลิเคชั่นไว้ว่า แอปพลิเคชั่นมี
ส่วนประกอบหลกั ท้งั หมด 4 ส่วน ดังตอ่ ไปน้ี
1. Activity ส่วนของหน้าจอที่ติดต่อกับผู้ใช้ ทั้งนี้ในแต่ละแอปพลิเคชั่นอาจจะมีมากกว่า 1
หน้าจอ หรอื 1 Activity ซง่ึ แตล่ ะ Activity จะทำหน้าทเี่ ก็บสถานการณ์ใช้งานในส่วนต่าง ๆ ยกตัวอย่าง
เช่น ในการแสดงรายการเมนุ นักพัฒนาสามารถเลือกให้รายการเมนูท่ีแสดงออกมามีภาพและคำบรรยาย
ใต้ภาพได้ หรือสำหรับแอปพลิเคชั่นส่งข้อความอาจจะมี Activity หนึ่งที่แสดงรายการของส่วนติดต่อใน
การส่งข้อความ อีก Activity หนึ่งจะเป็นส่วนของการเลือกการติดต่อและ Activity อื่น ๆ จะทำหน้าที่ดู
ข้อความเก่าที่สง่ มาแลว้ เป็นตน้
2. Service งานหรือบริการต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่ผ่านทางเบื้องหลัง เช่น Service ที่เปิดดนตรีอยู่
ขณะทผี่ ู้ใชง้ านทำงานอน่ื ๆ หรอื ใช้แอปพลิเคช่นั อื่น ๆ ไปดว้ ยได้
3. Broadcast and Intent receiver เป็นการตอบสนองซึ่งโดยปกติแล้ว Broadcast receiver
จะเปน็ การตอบสนองต่อการเกิดกิจกรรมของระบบในวงกว้าง เช่น การประกาศเตือนผู้ใช้งานวา่ แบตเตอร่ี
ใกลจ้ ะหมด เป็นตน้ นอกจากน้ี Intent receiver เปน็ สว่ นทำให้แอปพลเิ คช่ันอ่ืน ๆ เขา้ ถงึ การทำงานของ
Activity และ Service ซึ่งในการปฏิบัติงาน แต่ละอย่างเป็นการตอบสนองการร้องขอจากข้อมูลหรือ
บริการของ Activity อนื่ ๆ
4. Content Provider ส่วนของกานให้บริการข้อมูลสำหรับแต่ละแอปพลิเคชั่น ทั้งนี้ข้อมูล
สามารถเก็บอยู่ในรูปแบบของระบบไฟล์ หรือฐานของข้อมูลก็ได้ เช่น Google สามารถเข้าใช้งานข้อมูล
รว่ มกบั ผใู้ ช้งานได้ในแอปพลิเคชน่ั ท่ีต้องการข้อมูลของผู้ใชง้ าน

5.4 ขัน้ ตอนการพฒั นาแอปพลิเคชนั่
ชยั วุฒิ พรหมบุตร (12) ไดอ้ ธิบายถึงข้ันตอนการพัฒนาแอปพลิเคชั่นไวว้ า่ ข้ันตอนของการพัฒนา
แอปพลเิ คชน่ั ประกอบไปด้วยข้ันตอนหลกั ท้งั หมด 4 ขนั้ ตอนดังต่อไปนี้

56

1. การสรา้ งโปรเจกต์ ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่น จะต้องมีที่สำหรับ เกบ็ ขอ้ มลู แฟ้มขอ้ มลู ต่าง ๆ
หรือคำสงั่ การทำงานของแอปพลิเคชนั่ เก็บไว้ในแหลง่ ทกี่ ำหนดไว้

2. การออกแบบจอแอปพลิเคชั่น ในการออกแบบหน้าจอแอปพลิเคชั่น จะเรียกอีกอย่างว่าการ
ออกแบบ Use Interface หรือตวั ย่อ UI ภาษาทใี่ ช้ในการพฒั นาก็จะใช้ Extensible Markup Language
หรือที่เรียกอีกอย่างว่า XML โดยจะมีข้อมูลที่ชื่อว่า Main.xml ที่เก็บไว้ที่ res/layout เป็นตัวควบคุม
Layout ต่าง ๆ

3. เขยี นคำส่งั การทำงานของแอปพลิเคชน่ั ในสว่ นของการเขยี นคำสัง่ การทำงานของแอปพลิเคช่ัน
เปน็ ขน้ั ตอนการ Codding ให้แอปพลเิ คชัน่ ทำงานตามทตี่ อ้ งการ โดยจะเก็บโค้นไวใ้ น Src/package ไฟล์
.Java โดยจะใช้ Java เป็นภาษาในการพฒั นา

4. ทดสอบคำสั่งการทำงาน จะทดสอบทั้งในส่วนของ (AVD android virtual device) และบน
มือถอื สมาร์ทโฟนท่ตี ิดตั้งแอปพลิเคชั่นที่กำลังพัฒนาดว้ ย

5.5 ความหมาขยายของ Plickers Application
ณรงค์วิทย์ สิงคิบุตร (2559: ออนไลน์) Plickers แอปพลิเคชันสำหรับสร้างแบบทดสอบและ
ตรวจคำตอบได้ทันทีโดยใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตสแกนเพื่อเก็บผลคำตอบจากแผ่นกระดาษทรง
สี่เหลี่ยมที่มีภาพรหัสหรือรูปทรงคล้าย QR code เรียกว่า “Plickers” ซึ่งแต่ละด้านของกระดาษ
Plickers มีตัวอักษร A, B, C และ D ระบุคำตอบเฉพาะของแต่ละคำถามเพื่อให้ผุ้เรียนใช้ในการตอบ
คำถาม ยกตัวอยา่ งเช่น หากตอ้ งการตอบข้อ A ให้ยกกระดาษ Plickers โดยให้ด้าน A อยู่ด้านบน เป็นต้น
และเก็บสรุปผลของคำตอบด้วยการใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน Plickers สแกน
คำตอบจากแผ่น Plickers นั่นเอง ข้อดีของ Plickers คือ ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเตรียมเครื่องมือหรือ
อปุ กรณ์ใด ๆ ให้วุ่นวาย แตม่ ขี ้อจำกัดในการรองรับผู้ใชง้ านไดส้ งู สดุ แค่ 63 คนเทา่ น้ัน
โดยทั่วไป Plickers ถูกนำมาใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ก็สามารถประยุกต์ใช้
กับการเช็คช่ือของผเู้ รียนได้เช่นกัน
5.6 การเข้าใช้งาน Plickers
สามารถเข้าใช้งาน Plickers ผ่านทางแอปพลิเคชัน Plickers ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ
Android หรือทางเวบ็ ไซต์ www.plickers.com ซ่งึ ในคมู่ ือฉบบั นจ้ี ะอธบิ ายการใชง้ านผา่ นเว็บไซต์
ผู้ใช้งานเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ www.plickers.com สมัครเข้าใช้งานโดยกดที่ปุ่ม Sign up ซึ่งอยู่
ทางด้านขวาบนของหน้าจอ จากนั้นก็สมัครแอคเคาท์ด้วยการกรอก First Name, Last Name, E-mail,
Password คลิกปุ่ม Sign up โดยเมอ่ื สมัครเสรจ็ จะต้องกลบั ไปยนื ยันตวั ตนทางอเี มลท่ีไดส้ มัครดว้ ย

57

ทั้งนี้หากต้องการความสะดวกและรวดเร็วแนะนำให้คลิกที่ปุ่ม Sign up with Google ระบบจะ
ทำการเชอื่ มโยงกับบญั ชขี อง google โดยอัติโนมัติ หนา้ แรกของ Plickers

เมอื่ log in เรียบร้อยแล้วระบบเขา้ สกู่ ารใชง้ าน Plickers ซึง่ ประกอบด้วยเมนหู ลกั ดงั นี้
Library – เมนูสำหรบั การสรา้ งและจดั การคำถามท่ใี ช้ทดสอบ (3.1)
Reports – เมนูสำหรบั การเรยี กดผู ลคะแนนท่ีถกู บนั ทึกไวข้ องผเู้ รียน (3.2)
Classes – เมนูสำหรับการจัดการรายชอื่ ผู้เรยี น (3.3)
Live View – เมนสู ำหรับการแสดงคำถาม ตัวเลือก และผลการตอบคำถามของผ้เู รียน (3.4)
Cards – เมนสู ำหรับดาวน์โหลดแผน่ Plickers (3.5)
Help – เมนูสำหรับศึกษาวธิ ีการใช้งาน Plickers หรือขอความช่วยเหลอกรณีมีปัญหาจากการใช้
งาน (3.6)

ภาพท่ี 1 การสมัครเข้าใช้งาน Plicker

58

5.7 การสรา้ งหอ้ งเรียนและการเพิ่มรายชอ่ื ผ้เู รยี นของ Plickers
หัวข้อนี้จะนำเสนอเรื่องของการสร้างห้องเรียนและการเพิ่มชื่อผู้เรียน จากเมนูหน้าหลักของ
Plickers กดที่แถบเมนู Classes จากนั้นคลิก + Add new class (4.1) ระบบจะปรากฏหน้าต่างของ
Basic Class Info (4.2) ให้ระบรุ ายละเอียดของ Name your Class (ชอื่ หอ้ งเรยี นหรอื ใส่เป็นช่อื วชิ าก็ได้),
Year (ระดับชั้น), Subject (หมวดของหมู่วิชาที่สอน), Class Color (ระบุสีที่แตกต่างกันกรณีมีหลาย
ห้องเรยี นเพอ่ื ใหจ้ ดจำไดง้ ่ายขน้ึ ) เสร็จแล้วกดปมุ่ Save

ภาพที่ 2 การสรา้ งห้องเรียนและการเพม่ิ รายชื่อผ้เู รียนของ Plickers
เมื่อทำการสร้างห้องเรียนเรียบร้อยแล้ว ระบบจะให้สร้างหรือเพิ่มรายชื่อผู้เรียนได้โดยการใส่
ชื่อ-นามสกุลที่ช่อง Enter Student Name (4.3) หรือหากต้องการเพิ่มชื่อแบบหลายรายชื่อ (คัดลอกชื่อ
จากไฟล์ excel) ให้กดปุ่ม Add Roster (4.4) ทำให้สามารถเพิ่มชื่อได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น จากนั้นกด
ปุม่ Save และหากต้องการพิมพร์ ายชื่อผู้เรยี นให้กด Print Roster (4.5)

59
ภาพที่ 3 การเพม่ิ รายชื่อนักเรียนและการบันทึกรายชื่อ
ภาพท่ี 4 ตวั อยา่ งหน้าจอแสดงการคดั ลอกรายชื่อจากไฟล์ Excel

60
ภาพที่ 5 ตวั อยา่ งหน้าจอแสดงผลหลงั ทำการเพิ่มรายช่ือเรยี บรอ้ ยแลว้

61

5.8 การสรา้ งคำถามของ Plickers
ในหัวข้อนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับการสรา้ งคำถามและการ Add to Queue หรือการตั้งค่าคำถามท่ี
ใช้กบั หอ้ งเรียนตา่ ง ๆ ซ่งึ มรี ายละเอียด ดงั นี้
การสร้างคำถาม
จากหน้าหลักของ Plickers คลิกแถบเมนูของ Library จากนั้นคลิกที่ปุ่ม New Question เพ่ือ
เขา้ สกู่ ารสร้างคำถาม

ภาพท่ี 6 ขัน้ ตอนการสร้างคำถาม

62
โดยประเภทคำถามของ Plickers มี 2 รูปแบบ คือ แบบเลือกตอบ (Multiple Choices) สูงสุด
เพยี งแค่ 4 ตัวเลอื กเทา่ นั้น และแบบถูกผิด (True-False) เม่ือสรา้ งคำถามเสร็จเรียบรอ้ ยแล้วกดปุ่ม Save
หรือหากต้องการสร้างคำถามใหม่ให้กดที่ปุ่ม Save and Create new ซึ่งคำถามทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ใน
คลงั Library เพ่อื พร้อมสำหรบั การเรียกใชง้ านต่อไป

ภาพท่ี 7 ตวั อยา่ งหน้าจอแสดงการสรา้ งคำถามแบบเลือกตอบและแบบถูกผิด

63
การ Add to Queue ของคำถามใหก้ บั ห้องเรียน

เมื่อสร้างคำถามเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ Assign คำถามลงไปในกลุ่มห้องเรียนที่ต้องการใช้คำถาม
นั้น ๆ โดยการคลิกที่ไอคอน (5.1) ซึ่งอยู่ด้านล่างซ้ายมือของคำถาม จากนั้นกดปุ่ม + Add to Queue…
เพอื่ เลอื กห้องเรียน คำถามทเี่ ลือกไว้จะถูกเพิม่ อยใู่ นรายการของ Question Queue (5.2)

ภาพท่ี 8 ตัวอย่างหนา้ จอแสดงสถานะของห้องเรียนที่ถูก Add to Queue
การดาวนโ์ หลด Plickers Cards

เมื่อสร้างคำถามเรียบร้อยแล้ว ให้ดาวน์โหลดแผ่นกระดาษ Plickers (ไฟล์สกุล PDF) เริ่มตต้น
จากหนา้ หลักของ Plickers คลิกที่แถบเมนู Cards โดยเลือกแผ่น Plickers ใหเ้ หมาะสมกับจำนวนผู้เรียน
และขนาดของห้องเรียน จำนวนขั้นต่ำของแผ่น Plickers อยู่ที่ 40 แผ่น และสูงสุด 63 แผ่น ซึ่งแต่ละชุด

64

Plickers มีความแตกต่างในเรื่องขนาดฟ้อนท์และขนาดรูปทรงเท่าน้ัน ซึ่งผู้สอนสามารถใช้แผ่น plickers
ชุดเดียวกันหลาย ๆ หอ้ งเรยี นได้

ภาพท่ี 9 การดาวนโ์ หลดแผน่ กระดาษ Plickers
การใช้งานฟงั กช์ ัน Live View ของ Plickers

ฟังก์ชัน Live View เป็นการใช้งาน Plickers เพื่อแสดงคำถามหรือร่วมตอบคำถามในห้องเรียน
ซ่ึงตอ้ งเตรยี มเคร่ืองมือและอุปกรณใ์ ห้พรอ้ ม ดังนี้

1. ผ้เู รยี นต้องมีแผน่ Plickers
2. ผู้สอนจะต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชนั มาติดตัง้ ในสมาร์ตโฟนหรอื แท็บเลต็ พร้อมเข้าระบบ

เรียบร้อย (ตัวอยา่ งอยู่ในรูปแบบการใช้งานของแทบ็ เล็ต)
เมื่อเขา้ ระบบเรียบร้อยแลว้ จะแสดงหนา้ My Classes (7.1) ใหเ้ ลอื กเข้าหอ้ งเรยี นที่สรา้ งไว้ ซึ่งจะ
มีคำถามที่ถูกตั้งค่าไว้พร้อม สำหรับการใช้งานจัดเป็น Queue (7.2) คลิกเลือกคำถามที่ต้องการ จากนั้น
คลิกปุ่ม Scan (7.3) เพื่อทำการสแกนคำตอบของผู้เรียนจากแผ่น Plickers ซึ่งสามารถให้แสดงผลใน

65
รูปกราฟแท่งแบบเรียลไทม์ เม่ือสแกนคำตอบจากผู้เรียนครบทุกคนแล้ว หน้าจอจะแสดงผลสรุปว่า

ภาพท่ี 10 ตวั อย่างแสดงผลบนแท็บเล็ตจากใช้ Plickers
ใครตอบถูกและใครตอบผดิ รวมถงึ ผลสรุปผลของคนทต่ี อบถูกในรปู แบบเปอรเ์ ซ็นต์ออกมา (7.4)

66
ภาพที่ 11 ตวั อยา่ งแสดงผลลัพธบ์ นแท็บเลต็ จากการ Scan คำตอบของผ้เู รยี นโดยใช้แผ่น Plickers

ภาพที่ 12 ตัวอย่างหน้าจอของผู้สอนท่ีแสดงผลลัพธ์จากการตอบคำถามของผเู้ รียนโดยใช้แผ่น Plickers

67
การเรียกดูผลคะแนนของ Plickers

หากผู้สอนต้องการทราบผลคะแนนของผู้เรียน จากหน้าหลักให้คลิกแถบเมนู Report จะมี 2
เมนู ดงั นี้

1. Question History ผลสรุปรายข้อ โดยแสดงจำนวนคนที่ตอบแตล่ ะข้อและค่าเฉลี่ยคนที่ตอบ
ถกู คิดเป็นเปอรเ์ ซนต์ Reports < Question History < Filter by class (8.1)

ภาพท่ี 13 ตัวอย่างรายงานผลในรูปแบบของ Question History

68
2. Scoresheet ผลสรุปทั้งหมด โดยแสดงรายชื่อผู้เรียน คำถามที่ผู้เรียนตอบ และค่าเฉล่ีย
โดยรวมของแต่ละคนที่ตอบถูกคิดเป็นเปอร์เซนต์รายข้อและรายคน Reports < Scoresheet < Class <
Date < Apply (8.2) นอกจากนี้ยังสามารถพิมพ์ผลรายงานรายคนและ Export ไฟล์ออกมาในรูปของ
CSV ได้ (8.3)

ภาพที่ 14 ตวั อยา่ งรายงานผลในรปู แบบของ Scoresheet

69

การออกจากระบบของ Plickers
หากใช้งานเสร็จและต้องการออกจากระบบ ให้คลิกที่ชื่อโปรไฟล์ของตัวเอง (ด้านบนขวาของ

หน้าจอ) จากนัน้ กด Sign Out เปน็ อนั เสร็จส้นิ การใชง้ าน Plickers

ภาพที่ 15 ตัวอยา่ งรายงานผลในรูปแบบของ Scoresheet

6. ความพึงพอใจ
6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
นักวิชาการ และนกั การศึกษาได้ให้คำนิยามและความหมายของความพึงพอใจไว้จำนวหน่ึง ผู้วิจัย

ไดร้ วบรวมคำนยิ ามและความหมายไวด้ งั น้ี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พึงพอใจ

หมายถึง รกั ชอบใจ และพึงพอใจ หมายถงึ พอใจ ชอบใจ
วิรุฬ พรรณทวี (2542 : 11) ให้ความหมายของคำว่าความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจเป็น

ความร้สู ึกภายในจิตใจของมนษุ ย์ท่ีไมเ่ หมือนกัน ซง่ึ เป็นอยูก่ ับแต่ละบุคคลวา่ จะคาดหมายกับสง่ิ หน่ึง ส่ิงใด
อย่างไรถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองได้ด้วยดี จะมีความพึงพอใจมากแต่
ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้
ทงั้ นีข้ ึน้ อย่กู บั สิ่งท่ีตนตั้งใจไว้ว่าจะมมี ากหรือน้อย

กาญจนา อรุณสุขรจุ ี (2546 : 5) ได้กล่าวถึงคำวา่ ความพงึ พอใจไวว้ า่ ความพึงพอใจของมนุษย์นั้น
เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่า

70

บคุ คลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสงั เกตโดยการแสดงออกที่ค่อนขา้ งท่ีจะสลบั ซบั ซ้อน และต้องมีสิ่งที่
ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทำใหบ้ ุคคลเกิดความพึงพอใจ ดงั น้ันการสร้างสิ่งเรา้ จงึ เป็นแรงจูงใจ
ของบคุ คลนัน้ ให้เกิดความพงึ พอใจในงานน้นั

ธนียา ปัญญาแก้ว (2541 : 12) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความพึง
พอใจที่เกี่ยวกับลักษณะของงาน ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความพอใจในงานที่ทำ ได้แก่ ความสำเร็จ การยก
ย่อง ลักษณะงาน ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้า เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่ต่ำกว่า จะทำให้เกิดความไม่
พอใจงานท่ีทำ ถา้ หากงานให้ความกา้ วหน้า ความท้าทาย ความรับผดิ ชอบ ความสำเร็จและการยกย่องแก่
ผ้ปู ฏิบัติงานแล้ว พวกเขาจะพอใจและมีแรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างมาก

วิทย์ เทย่ี งบรู ณธรรม (2541 : 754) ให้ความหมายของความพึงพอใจวา่ หมายถึง การทำใหพ้ อใจ
ความสาแกใ่ จ ความหนำใจ ความจุใจ ความแน่ใจ การชดเชย การไถบ่ าปการแก้แค้นสิง่ ท่ชี ดเชย

ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2535 : 32) ไดก้ ล่าวถึงความพึงพอใจในการทำงานไวว้ า่ เปน็ ความรสู้ ึก
รวมของบุคคลที่มีต่อการทำงานในทางบวกเปน็ ความสุขของบุคคลที่เกิดจากการปฏิบัตงิ านและได้รับการ
ตอบแทน คือผลที่เป็นความพึงพอใจที่ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานมี
ขวัญและกำลังใจ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการทำงาน รวมทั้งส่งผลต่อ
ความสำเรจ็ และเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร

จรัส โพธิ์จันทร์ (2527 : 75) ได้กล่าวถึงความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจ เป็น
ความรู้สึกของบุคคลต่อหน่วยงานซึ่งอาจจะเป็นความรู้สึกในทางบวก ทางเป็นกลาง หรือทางลบ
ความร้สู ึกเหลา่ นี้มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหนา้ ที่ กลา่ วคอื หากความรู้สกึ โน้มเอียงไปในทางบวก
การปฏบิ ตั ิกหนา้ ท่ีจะมีประสิทธภิ าพสูง แตห่ ากความรู้สึกเป็นไปในทางลบแล้วน้ัน การปฏบิ ตั ิงาน ผลออก
ประสทิ ธิภาพตำ่

กล่าวได้ว่าความหมายและคำนิยามของคำว่าความพึงพอใจ สามารถสรุปเป็นความหมายได้ว่า
เป็นความรู้สกึ จากภายในท่ีมีทง้ั ด้านบวกและลบ ทสี่ ่งผลปจั จยั สู่เรอื่ งอื่น ๆ ได้

6.2 การวัดความพงึ พอใจ
ภณิดา ชัยปัญญา (2541 : 11) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้น
สามารถทำไดห้ ลากหลายวธิ ี ดงั ต่อไปนี้
1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ตอ้ งการทราบความคิดเหน็ ซึ่งสามารถกระทำได้
ในลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว อาจถามความพอใจในดา้ นต่าง
ๆ เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดียวกัน มักใช้ในกรณีที่ตอ้ งการข้อมูลกลุ่มตวั อยา่ ง ๆ วิธีนี้นับเป็น
วิธีที่นิยมใชก้ ันมากทีส่ ดุ ในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใช้มาตรวดั ทัศนคติ ซึ่งที่นิยมใชใ้ น

71

ปัจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราส่วนแบบบลิเคิร์ท (Likert) ประกอบด้วยข้อความทีแ่ สดงถึงทัศนคติของบุคคล
ที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีคำตอบที่แสดงถึงระดับความรู้สึก 5 คำตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปาน
กลาง น้อย น้อยที่สดุ

2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุย โดยมีการเตรียม
แผนงานลว่ งหนา้ เพื่อใหไ้ ด้ข้อมลู ที่เป็นจริงมากทสี่ ดุ

3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมายไม่ว่าจะ
แสดงออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และสังเกตอย่างมีระเบียบ
แบบแผน วิธนี ้เี ป็นการศกึ ษาท่ีเกา่ แก่ และยงั เปน็ ทน่ี ยิ มใชอ้ ยา่ งแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน

7. งานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ ง
7.1 งานวจิ ัยในประเทศ
การจดั การเรียนร้แู บบค้นพบ
ทิพาพรรณ ก.บัวเกสร (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

เจตคติต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของผู้เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบด้วยตนเองกับการเรียนรู้แบบค้นพบโดยมีการชี้แนะ กับผู้เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญาไท สังกัดสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2541 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากได้รับการ
ทดลองของกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกัน 2) ผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบโดยมี
การช้แี นะมีเจตคติต่อการอนุรกั ษ์สิ่งแวดลอ้ มสูงกว่าผ้เู รียนท่ีได้รบั การจดั การเรยี นรู้แบบค้นพบด้วยตนเอง
3) ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการเรียนรู้แบบ
ค้นพบโดยมีการชี้แนะมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสูงกว่าผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ
ค้นพบดว้ ยตนเอง

พิชญา พุกผาสกุ (2543 : บทคัดย่อ) ได้ศกึ ษาการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและความ
คงทนในการเรียนรวู้ ิชาคณติ ศาสตร์ ของผู้เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบด้วย
วิธีแนะแนวทาง กับการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครู ผลการศึกษาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ของผู้เรียนท่ีไดร้ ับการจัดการเรยี นรู้แบบค้นพบด้วยวธิ ีแนะแนวทาง สงู กว่าผู้เรียนท่ีได้รับการ
จัดการเรียนรู้ตามคู่มือครู และความคงทนในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการ
เรียนรู้แบบคน้ พบด้วยวิธแี นะแนวทาง สงู กวา่ ผเู้ รยี นทไี่ ด้รบั การจดั การเรยี นรตู้ ามคู่มือครู

72

นันทา หงวนตดั (2547 : บทคัดย่อ) ได้ศกึ ษาวจิ ัยเพ่ือสรา้ งชุดการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์แบบ
ค้นพบเรื่อง “โดเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์” สำหรับช่วงชั้นที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ และ
เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียน ก่อนและหลังการทดลองด้วยชุดเรียนการ
สอนคณิตศาสตร์แบบค้น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2546 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ แขวนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้องเรียน 50
คน พบว่า 1) ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์แบบค้นพบ เรื่อง “โดนเมนและเรนจ์ของความสัมพันธ์”
สำหรบั ชว่ งช้นั ท่ี 4 ซ่ึงผู้วจิ ยั สรา้ งข้นึ มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ซึ่งเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ แบบค้นพบเรื่อง
“โดเมนและเรนจข์ องความสมั พันธ์” หลงั การทดลองสูงกวา่ ก่อนทดลอง

เฉลิมรัตน์ เชิดชู (2553 : 62) เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีค้นพบโดยใช้เกมกับการจัดการเรียนรู้แบบปกติและ
พบวา่ การจดั การเรยี นรดู้ ้วยวธิ กี ารค้นพบโดยใช้เกมมีผลทำให้สมั ฤทธ์ใิ นการเรยี นสูงขึ้น

ศริ ะ ประเสริฐศกั ดิ์ (2559 : บทคัดยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาการพัฒนาแอปพลเิ คชนั บนระบบปฏบิ ัติการแอน
ดรอยด์ที่ใช้สถานการณ์จำลองร่วมเทคโนโลยีเสมือนจริง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ เรื่อง ลัทธิ
ทางศิลปะสำหรับนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่าแอปพลิเคชันบน
ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ใช้สถานการณ์จำลองร่วมกับเทคโนโลยีเสมือนจริง ฯ มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน
คอื 1.) ขั้นตอนดำเนนิ การก่อนเรียน 2.) ข้ันดำเนนิ การระหวา่ งเรียน ซึ่งเปน็ ข้ันของการจดั การเรียนรู้แบบ
ค้นพบท่ีมีทงั้ หมด 6 ข้ันตอน ไดแ้ ก่ 2.1) ขัน้ รับรปู้ ัญหา 2.2) ข้นั ต้ังสมมตฐิ าน 2.3) ขน้ั รวบรวมข้อมลู 2.4)
ขนั้ วิเคราะหข์ ้อมูล 2.5) ข้ันพสิ ูจน์ 2.6) ขนั้ สรุปและการนำไปใช้ 3.) ข้นั ดำเนนิ การหลงั เรียน ซ่ึงมีคุณภาพ
ด้านเนื้อหาอยูใ่ นเกณฑ์ดี อยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.32 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.24 คุณภาพด้านสื่ออยู่ในเกณฑ์ดี
อยู่ที่ค่าเฉลี่ย 4.13 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59 คุณภาพด้านการจัดการเรียนรูแ้ บบค้นพบอยู่ในเกณฑด์ ี
อยู่ทคี่ า่ เฉลย่ี 4.19 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62
มปี ระสทิ ธภิ าพเท่ากับ 82.06/82.78 ซึ่งเทา่ กับเกณฑ์ท่ีกำหนด ผเู้ รยี นมคี ะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันมีค่าเท่ากับ อยู่ที่
ค่าเฉลี่ย 3.96 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.43 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี จากผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันมี
คุณภาพดี และใชเ้ พิ่มผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนให้สูงข้ึน

งานวจิ ัยทใ่ี ช้เทคโนโลยีทางการศึกษา แอปพลเิ คชั่น
ปฎิภาณ์ ขาขุนทด (2546 : บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มวี ตั ถุประสงค์เพือ่ ศึกษาสภาพปัจจุบันของ
การใชเ้ ทคโนโลยีการศึกษาเพ่ือการเรียนการสอน ปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพ่ือการเรยี นการสอน

73

และความต้องการในการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนการสอนของผู้สอน ในมหาวิทยาลัย มหา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ
ผู้สอนในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน
111 รปู / คน เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย คือ แบบสอบถาม วเิ คราะห์ข้อมูลโดยการหาคา่ ความถ่ี ค่าร้อยละ
คา่ เฉลย่ี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียน
การสอนของผู้สอนส่วนใหญ่มี ความรู้ในการใช้เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะมากที่สุด มีประสบการณ์อยู่ใน
ระหว่าง 0–5 ปี โดยเฉลี่ยความถี่ในการใช้สอน 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ และใช้อินเทอร์เน็ตระหว่าง 1–2
ชั่วโมงต่อครั้ง มีการใช้ภาพและแผนภูมิประกอบการสอนมากที่สุด ประการสุดท้าย วิทยาเขตมีนโยบาย
สนับสนุนในการให้ความรู้เพื่อใช้เทคโนโลยีการศึกษา 2. ปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียน
การสอนของผู้สอนส่วนใหญ่ คือ ไม่มีหน่วยบริการคอมพิวเตอร์ ศูนย์สื่อเทคโนโลยีการศึกษา และการ
บริการเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ และมีปัญหาการใชแ้ ผ่นภาพโปรง่ ใสและบทเรยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน 3. ความต้องการในการใช้เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อการเรียนการสอนของผู้สอนส่วนใหญ่ คือ
การมีศูนยส์ อ่ื และผู้รับผดิ ชอบศูนยส์ ่ือเทคโนโลยีการศกึ ษา การจัดส่อื เครอ่ื งมอื / อปุ กรณ์ไวบ้ ริการ การให้
คำแนะนำการผลิตส่ือการสอน การฝึกอบรมการใช้อินเทอร์เน็ต และการผลิตวัสดุกราฟิกและสิ่งพิมพ์เพื่อ
การสอน

วิชัย ลำไย (2551 : บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาเทคโนโลยีการศึกษาของนักศึกษา สถาบันราชภัฏ
นครปฐมท่เี รยี นรูด้ ้วยตนเองโดยใช้บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน บนอินเทอร์เนต็ กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการ
วิจัย เป็นนักศึกษา กศ.พป. สถาบันราชภัฏนครปฐม ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ใน
ภาคเรียนที่ 3 ปีการศึกษา 2542 จำนวน 60 คน ให้กลุ่มทดลอง 30 คน เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ต และกลุ่มควบคุม 30คน เรียนด้วยวิธีปกติ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นดว้ ยชุดการเรยี นดว้ ยตนเองโดยใชบ้ ทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนบนอินเทอรเ์ น็ตกับการเรียน
ด้วยวิธีปกติ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 2. ความถึงพอใจของนักศึกษาที่เรียน
ด้วยชุดการเรียนด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ต อยู่ในเกณฑ์ “พึงพอใจ
มาก”

ถริ วุฒิ และ วตั สาตรี ดิถียนต์ (2562 : บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ ึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ี
ใช้การเรียนการสอนด้วยวิธีการ เรียนรู้แบบการค้นพบโดยใช้โปรแกรม Google Earth ในวิชาภูมิศาสตร์
ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นผู้เรียนที่มีต่อการเรียนวิชา
ภูมศิ าสตร์ทใี่ ช้การเรยี นการสอนดว้ ยวิธกี ารเรียนรู้แบบการคน้ พบโดยใช้ โปรแกรม Google Earth ในวิชา

74

ภูมิศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1
ภาคเรียนที่ 1 ประจําปีการศึกษา 2560 โรงเรียนหินกองวิทยาคม จํานวน 30 คน ได้มาจากวิธีการ เลือก
แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบการ
ค้นพบโดยใช้ โปรแกรม Google Earth ในวิชาภูมิศาสตร์ ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1
แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบ หลังเรียน และแบบสํารวจความคิดเห็นผู้เรียนที่มีต่อการสอนด้วย
วิธีการเรียนรู้แบบการค้นพบโดยใช้โปรแกรม Google Earth ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของนักเรียนเพิม่ ขึ้นท่ีระดับนัยสําคัญที่ .05 2) ความคิดเห็นของ นักเรียนท่ีมีตอ่ การจดั การเรียนการ
สอนดว้ ยวธิ กี ารเรยี นร้แู บบการค้นพบโดยใช้โปรแกรม Google Earth ในแต่ละ ขอ้ คิดเหน็ อยู่ในระดับมาก
ทสี่ ุด ข้อเสนอแนะในการทําวจิ ัยในคร้งั ตอ่ ไปคือ 1) ในการทาํ วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยทีม่ กี าร ชี้แนะแนวทาง
จากครผู สู้ อนระหว่างจัดการเรียนการสอน (Guide Discovery Method) ดงั นน้ั การวิจยั ในครั้งตอ่ ไป ควร
ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบที่มีไม่มีการชี้แนะแนวทางระหว่างเรียน( Pure Discovery
Method) เพื่อ เปรียบเทียบว่าการจัดการเรียนการสอนแบบใดเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
และ 2) ในการทําวจิ ยั ครง้ั นี้พบว่า นกั เรียนแต่ละคนมีความสามารถในการใช้งานGoogle Earth ไม่เท่ากัน
ดังนั้นในการวิจัยครั้งต่อไปผู้วิจัยควรศึกษา เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งาน Google Earth ในการ
จัดการเรยี นการสอนของนกั เรยี น

7.2 งานวิจยั ต่างประเทศ
ไฮแอท (Hiatt. 1980 : 3589-A) ได้ทำการศึกษาผลการจดั การเรียนรู้คณติ ศาสตร์เร่ืองอัตราส่วน
ตรีโกณมิติ โดยใช้บทเรียนแบบค้นพบ โดยเปรียบเทียบกับการจดั การเรียนรู้ปกติ ผลของการวิจัยปรากฎ
วา่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของผเู้ รียนท้งั สองกลุม่ แตกตา่ งกนั และนอกจากนกี ารทดลองจัดการเรยี นรู้โดย
ใช้บทเรยี นรู้โดยใช้บทเรียนแบบค้นพบทำใหเ้ จตคตทิ มี่ ตี ่อวชิ าคณติ ศาสตร์ของผู้เรยี นเปลย่ี นแปลง
แคกไลริส (Caglieris. 1991 : 450 - A) ได้ทำการศึกษาผลของกาเรียนแบบค้นพบเป็นกลุ่มเล็ก
ต่อความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนในด้านความรู้ความจำ และความรู้ที่เกิดข้ึน
ภายหลังของผู้เรียนในระดับเกรด 8 จำนวน 57 คน โดยแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกได้รับ
การจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล กลุ่มที่ 2 แก้ปัญหาเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ 3 ได้รับการ
จัดการเรียนรู้แบบค้นพบเป็นกลุ่มเล็ก ผลของการวิจัยปรากฏว่า วิธีการสอนทั้งสามกลุ่มไม่แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .05 แตอ่ ย่างไรก็ตามผเู้ รียนทกุ กล่มุ เกดิ การคน้ พบด้วยตนเอง และผูเ้ รียน
มีความพยายามในการแก้ปัญหามากขึ้น และผู้เรียนเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติต้องใช้ความจำ
มากกวา่ การจดั การเรียนแบบแกป้ ญั หา ผเู้ รียนทกุ กลุ่มมคี วามอุตสาหะและความต้ังใจเรยี นมากข้นึ

75

ฮอปกิ้น (Hopkins. 2001 : Website) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้
คอมพิวเตอร์ และการจัดการเรียนรู้โดยค้นพบในการเรียนรู้แนวคิดทฤษฎีดนตรีที่ฟัง สรุปการทดลอง
พบว่าคะแนนผลการเรียนรู้ทั้งสองวิธีไม่มีความเมตตาต่างกัน แม้ว่าจัดการเรียนรู้โดยค้นพบจะใช้เวลาใน
การเรยี นรนู้ านกว่าในชว่ งแรก แตเ่ ม่อื รวมระยะเวลาทง้ั หมดการเรียนรูท้ ั้งสองวธิ ีใชเ้ วลาไม่แตกต่างกัน

จอหน์ สัน (Johnston. 2006 : Abstract) ได้ทดลองการจดั การเรยี นรโู้ ดยการค้นพบโดยตรงและ
ทดสอบประจำสัปดาห์การเรียน โดยประเมินผลจากแบบทดสอบภาคแรกของการศึกษาเป็นพื้นฐานซึ่ง
ข้อมูลจากแต่ละภาคเรียนต่อ ๆ ไป ได้เปรียบเทียบเพ่ือกำหนดลักษณะพิเศษของแต่ละตัวแปรศกึ ษา เชน่
ในการจัดการเรียนรู้คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ แต่แบบทดสอบต่าง ๆ ประจำสัปดาห์ส่งผลต่อผลสัมฤทธ์ิ
เปน็ อยา่ งดี จงึ ควรปรับใช้ในการเรียนร้ใู นทกุ เรอ่ื งต่อไป

แทรดเวล (Treadwell. 2010 : Website) ได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบตามทฤษฎีการ
เรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความสามารถทางการเขียนผู้เรียนความสำเร็จขึ้นได้กลุ่มทดลอง คือผู้เรียนชั้น
ประถมศึกษาปี 5 ที่ไม่ผ่านการทดสอบการเขียน ผลการทดลองสรุปว่าผู้เรียนมีความกระตือรือร้น และมี
พัฒนาการทางการเขียนที่ดีขึ้น ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจที่จะเขียนในเชิงบวกในชุมชนของตน และมี
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนดีขึ้น

76

8. กรอบแนวคิดการวจิ ยั
จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดใน

การวจิ ยั ตามแผนภาพ
กรอบแนวคดิ

ผู้วจิ ยั ไดก้ ำหนดกรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยตามแผนภาพ

ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม

รปู แบบการจดั การเรยี นรแู้ บบคน้ พบ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
(Discovery Method) รว่ มกบั Plickers ประกอบดว้ ย 3 ด้าน
Application 1. การคดิ วิเคราะหห์ าความสำคัญ
ขน้ั ตอนที่ 1 ใหผ้ ู้เรียนเผชิญปัญหา ทำความเขา้ ใจ 2. การวิเคราะหค์ วามสมั พันธ์
ปญั หา และมีความตอ้ งการจะแก้ไข 3. การคิดวิเคราะหเ์ ชิงหลกั การ
ขั้นตอนท่ี 2 ระบุปญั หาทเี่ ผชญิ ให้ชัดเจน
ขั้นตอนท่ี 3 คดิ ตั้งสมมตุ ฐิ านเพอื่ คาดคะเน ความพงึ พอใจของผเู้ รยี นทมี่ ตี อ่ การ
คำตอบของปญั หา จดั การเรยี นรแู้ บบคน้ พบ
ขั้นตอนที่ 4 เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้พิสูจน์ (Discovery Method) รว่ มกบั
สมมุตฐิ านท่กี ำหนด โดยใช้ Plickers Plickers Application
Application
ขนั้ ตอนท่ี 5 สรปุ ผลการคน้ พบ

ภาพที่ 16 กรอบแนวคิดการวิจัย

77

บทที่ 3
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั

การวิจัยเรื่อง ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ
Plickers Application ทม่ี ผี ลตอ่ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ของผเู้ รยี นในระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
โรงเรยี นบา้ นค้อท่อนนอ้ ย ในคร้งั น้ี ผูว้ ิจยั มีวิธีการดำเนนิ การวิจยั ดังน้ี

3.1 กลมุ่ เป้าหมายในการวจิ ัย

ผู้เรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย จังหวัดขอนแก่น ภาค
เรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2562 จำนวน 1 หอ้ งเรยี น มผี ู้เรียน 22 คน
3.2 รปู แบบการวจิ ัย

การวิจัยครัง้ นี้ เป็นการวิจัยข้ันต้น โดยใชร้ ปู แบบการศึกษาเฉพาะกรณโี ดยให้การทดลองหน่ึงคร้ัง
(One - Short Case Study) (Cambell and Stanley, 1969) โดยมีรูปแบบดังน้ี

ปx o

X หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application

O หมายถึง ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการ
เรยี นร้แู บบคน้ พบ (Discovery Method) ร่วมกบั Plickers Application
3.3 ตัวแปรในการวจิ ยั

ตัวแปรต้น : รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application

78

ตวั แปรตาม : 1) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
2) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery

Method) รว่ มกับ Plickers Application
3.4 เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั

การวิจัยคร้งั น้ี มกี ารใชเ้ ครือ่ งมือในการวจิ ัย ดังนี้
1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)
ร่วมกับ Plickers Application จำนวน 1 แผน 2 ชั่วโมง
2. แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ รายวิชาหน้าที่พลเมือง หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง
สิทธมิ นุษยชน
3. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) ร่วมกบั Plickers Application
3.5 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมอื
ผู้วจิ ยั ไดด้ ำเนนิ การสรา้ งและหาประสิทธิภาพของเครือ่ งมือ ดังน้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)
รว่ มกบั Plickers Application โดยมลี ำดบั ขนั้ ตอน ดงั น้ี

1. ศกึ ษาและวิเคราะหห์ ลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พุทธศกั ราช 2560) กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม

2. กำหนดเน้อื หาสาระการเรยี นร้เู พือ่ ให้ไดเ้ นือ้ หาสาระสำหรบั การวิจัย
3. ศกึ ษาทฤษฎีเอกสาร งานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั การสร้างแผนการจัดการเรยี นรู้กลุ่มสาระ
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)
และงานวิจยั เกี่ยวกับการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้ Plickers Application

79

4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application โดยมีขั้นตอนดังน้ี

ขั้นตอนท่ี 1 ให้ผูเ้ รยี นเผชิญปัญหา ทำความเขา้ ใจปัญหา และมีความตอ้ งการจะแก้ไข :

เป็นขั้นที่ผู้วิจัยให้ผู้เรียนได้จำลองบทบาทสมมติเป็นบุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่อยู่รวมกันในสังคม

ผ้เู รยี นได้พดู คุยกนั ผ่านบทบาท
ขั้นตอนท่ี 2 ระบุปัญหาทเี่ ผชญิ ใหช้ ดั เจน : ผเู้ รยี นสรปุ สิง่ ท่ีไดร้ ับจากบทบาทสมมติ และ

ผู้วิจัยได้ตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ ทำให้ปัญหาที่ผู้เรียนเผชิญมีความชัดเจน

มากข้นึ

ขั้นตอนที่ 3 คิดตั้งสมมุติฐานเพื่อคาดคะเนคำตอบของปัญหา : ผู้เรียนตั้งสมมติฐาน

คำตอบของปญั หา ผู้วจิ ัยโยงเขา้ สเู่ นื้อหาสิทธิมนุษยชน

ขั้นตอนที่ 4 เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อใช้พิสูจน์สมมุติฐานที่กำหนด : ผู้เรียนร่วมกันสรุป

เนื้อหาเนื้อหาสิทธิมนุษยชนพร้อมทั้งพสิ ูจน์สมมติฐาน ผู้เรียนทำแบบทดสอบการคดิ วิเคราะหใ์ น

เนอ้ื หาท่เี รียนผ่าน Plickers Application

ขัน้ ตอนท่ี 5 สรุปผลการคน้ พบ : ผวู้ จิ ยั และผเู้ รียนรว่ มกนั สรุปสิ่งที่ได้รับจากการเรียนใน

ครง้ั น้ี

5. นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

ของเน้อื หาและปรบั ปรุงตามคำแนะนำของอาจารย์ทปี่ รึกษาวจิ ัย

6. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาเสนอต่อ

ผเู้ ชี่ยวชาญ 3 ท่าน ไดแ้ ก่

(1) ผศ.ดร.จตภุ ูมิ เขตจัตรุ สั ผเู้ ช่ยี วชาญดา้ นการวดั และประเมนิ ผล

(2) ว่าท่รี อ้ ยตรพี ิชัยวุฒิ ละมูลมอญ ผู้เชยี่ วชาญด้านหลักสตู ร

(3) อ.สพุ จน์ พลจันทรง์ าม ผ้เู ชี่ยวชาญดา้ นวชิ าสงั คมศกึ ษา

เพ่ือตรวจสอบความถูกต้องของการใชภ้ าษา การเลือกใชส้ ่ือการเรยี นรู้ ความเหมาะสมด้านเวลา

ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล สอดคล้องและครอบคลุมตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

และความเหมาะสมในการนำไปใช้ โดยให้ประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบ

ประเมินการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และได้คะแนนการ

ประเมนิ เฉลย่ี 3.51 ข้ึนไป

80

7. นำแบบประเมินการจดั การเรยี นรู้มาหาคะแนนเฉลย่ี รายข้อ และคะแนนเฉล่ียท้ังฉบับ
แล้วแปลความหมายข้อมูล โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาระดับคะแนนการประเมินของผู้เชี่ยวชาญแปล
ความหมายจากคา่ เฉล่ียตามนำ้ หนักคะแนนเฉลี่ยที่คำนวณได้ จำแนกเปน็ 5 ระดบั ดังน้ี (บุญชม ศรีสะอาด
, 2545)

ชว่ งคะแนน 4.51 – 5.00 หมายถงึ เหมาะสมมากทีส่ ดุ
ช่วงคะแนน 3.51 – 4.50 หมายถงึ เหมาะสมมาก
ชว่ งคะแนน 2.51 – 3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
ช่วงคะแนน 1.51 – 2.50 หมายถึง เหมาะสมนอ้ ย
ชว่ งคะแนน 0.51 – 1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อมยทส่ี ดุ

โดยแผนการจัดการเรียนรตู้ อ้ งมีค่าเฉลี่ย 3.51 ขึน้ ไป จงึ จะถอื วา่ นำไปใช้ได้
ซง่ึ ผลการประเมินแผนการจัดการเรยี นรูจ้ ากผเู้ ชี่ยวชาญ 3 ทา่ น มคี ะแนนคา่ เฉลีย่ 3.97 ซ่ึงอยู่ใน
ระดบั เหมาะสมมาก
8. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับจากการตรวจพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญไปดำเนินการแก้ไข
และปรับปรุงตามขอ้ เสนอแนะของผ้เู ช่ยี วชาญให้ถกู ต้องเหมาะสม
9. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วดำเนินการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนกบั ผเู้ รียนกลุม่ มเป้าหมาย คอื ผูเ้ รียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรยี นบ้านคอ้ ทอ่ นน้อย ภาค
เรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน มผี ู้เรียน 22 คน

81

ภาพท่ี 17 ข้ันตอนการสร้างและหาประสทิ ธภิ าพแผนการจัดการเรยี นรู้ เร่ืองเน้ือหาสทิ ธิ
มนุษยชน

2. แบบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน 1 ฉบับ ใช้ทดสอบหลังเรียน

(Posttest) ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างตามแนวคิดของ บลูม (Bloom, 1956 หน้า 201 – 207, อ้างถึงใน ปรีดา
วรรณ อ่อนนางใย, 2555) กลา่ ววา่ การวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะหน์ ้ัน จะตอ้ งพิจารณาทัง้ 3 ดา้ น
ซึ่งประกอบด้วย 1. การวิเคราะห์ความสำคัญ 2. การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ 3. การวิเคราะห์หลักการ
เปน็ แบบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยมขี ัน้ ตอนการสร้าง ดงั น้ี

82

1. ศึกษาทฤษฎีแนวคิด และเอกสารท่เี ก่ียวข้อง เพอ่ื เป็นแนวทางในการสร้างแบบวัดโดย

อาศัยแนวทางจากการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของบลูม และเนื้อหารายวิชาหน้าที่พลเมือง

เพอื่ นำมาสรา้ งแบบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์เกยี่ วกบั เร่ือง เนื้อหาสิทธมิ นุษยชน

2. ศึกษาตำราเอกสาร วรรณกรรม และงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้องกบั หลักการและวธิ กี ารสร้าง

แบบทดสอบการคิดวเิ คราะห์

3. สร้างแบบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะหโ์ ดยใช้แนวคิดของบลูม (Bloom, 1956

หนา้ 201 – 207, อ้างถึงใน ปรดี าวรรณ ออ่ นนางใย, 2555) โดยวัดท้งั หมด 3 ดา้ น ด้านละ 5 ขอ้ รวม 15

ข้อ คอื การวิเคราะหค์ วามสำคัญ การวิเคราะห์หาความสมั พันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ ซ่ึงผู้เรียนร้อย

ละ 80 มคี ะแนนอย่ใู นเกณฑ์ร้อยละ 70 ข้นึ ไปถือวา่ ผา่ น

4. นำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเพ่ือ

พิจารณาความถกู ตอ้ งและเสนอแนะแนวทางแก้ไข แลว้ นำมาปรับปรุงแกไ้ ขให้เสรจ็ สมบูรณ์

5. นำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่สร้างข้ึนเสนอต่อผูเ้ ชี่ยวชาญ จำนวน 3

ท่าน ได้แก่ ผศ.ดร.จตุภูมิ เขตจัตุรัส อ.สุพจน์ พลจันทร์งาม และว่าที่ร้อยตรี พิชัยวุฒิ ละมูลมอญ เพื่อ

ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครอื่ งมอื โดยประเมนิ ความสอดคลอ้ งของแบบทดสอบกบั ดา้ นท่ีกำหนด

โดยใชส้ ตู ร

IOC = R
N

IOC คือ ดชั นีความสอดคล้องระหว่างแบบวดั กับรายการทีก่ ำหนด
 R คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชย่ี วชาญเนื้อหาวิชาทั้งหมด

N คือ จำนวนผู้เชีย่ วชาญเน้อื หาวชิ า
โดยมีเกณฑ์พิจารณาดังนี้

-1 หมายถงึ แน่ใจวา่ แบบวัดไมม่ ีความสอดคล้องกบั รายการท่กี ำหนด
0 หมายถึง ไม่แนใ่ จวา่ แบบวัดมีความสอดคล้องกับรายการท่ีกำหนด
+1 หมายถึง แนใ่ จว่าแบบวัดมีความสอดคลอ้ งกบั รายการทก่ี ำหนด
6. วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบวัดกับรายการที่กำหนด หาค่า
IOC และเลือกแบบวัดที่มีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 0.5 – 1.00 ซึ่งจากการวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง
ของเครื่องมือ IOC จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน โดยค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือ IOC ของเกณฑ์

83
การวัดความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ มีค่าอยู่ระหวา่ ง 0.67-1.00 ซ่ึงแปลผลได้วา่ มคี วามสอดคลอ้ ง อยู่
ในเกณฑ์ทใ่ี ชไ้ ด้

7.จดั พมิ พ์และนำแบบทดสอบไปใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลกบั กลมุ่ เป้าหมาย

ภาพที่ 18 ขั้นตอนการสรา้ งและหาประสิทธิภาพแบบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) รว่ มกบั Plickers Application ประกอบด้วยคำถาม 3 ส่วน สว่ นท่ี 1 ขอ้ มลู ท่ัวไป
เกี่ยวกับผู้ตอบแบบประเมินเป็นคำถามแบบตรวจสอบรายการ ส่วนที่ 2 การประเมินความพึงพอใจ
และส่วนท่ี 3 ข้อเสนอแนะ การสร้างแบบประเมินความพึงพอใจดำเนินการ ดงั นี้

1. ศึกษาทฤษฎีหลักการที่เกี่ยวข้องกับแบบประเมินความพึงพอใจที่คณะผู้วิจัยต้องการ
สรา้ งขน้ึ

84

2. กำหนดกรอบคำถามที่เป็นความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการ

จัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application เป็นรายข้อตาม

จุดมุง่ หมาย 3 ดา้ น คอื ด้านบรรยากาศ ดา้ นกจิ กรรมการเรยี นรู้ และดา้ นประโยชนท์ ี่ไดร้ บั

3. สร้างแบบประเมินความพึงพอใจตามกรอบที่กำหนด จำนวน 12 ข้อ โดยข้อคำถาม

ท่เี ป็นแบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั ตามวธิ ขี องลิเคริ ท์ โดยอธิบายได้ ดงั นี้

5 หมายถึง ความพึงพอใจมากท่สี ดุ

4 หมายถงึ ความพึงพอใจมาก

3 หมายถงึ ความพึงพอใจปานกลาง

2 หมายถงึ ความพึงพอใจน้อย

1 หมายถงึ ความพึงพอใจน้อยทสี่ ดุ

จากแบบประเมินความพึงพอใจตามกรอบคำถามที่กำหนดขึ้น คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยราย

ข้อ ซึ่งกำหนดตามแนวทางของ บุญชมุ ศรสี ะอาด อธบิ ายได้ดงั นี้

ความพงึ พอใจมากท่สี ุด มีคา่ เฉล่ียเทา่ กับ 4.51-5.00 คะแนน

ความพึงพอใจมาก มคี ่าเฉลยี่ เท่ากับ 3.51-4.50 คะแนน

ความพึงพอใจปานกลาง มคี า่ เฉลี่ยเทา่ กบั 2.51-3.50 คะแนน

ความพึงพอใจนอ้ ย มีคา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 1.51-2.50 คะแนน

ความพึงพอใจน้อยทีส่ ุด มคี ่าเฉล่ียเท่ากบั 1.00-1.50 คะแนน

4. นำแบบประเมินความพึงพอใจเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเพื่อ พิจารณาความ

ถูกตอ้ งและเสนอแนะแนวทางแก้ไข แลว้ นำมาปรับปรุงแก้ไขให้เสรจ็ สมบรู ณ์

5. นำแบบประเมินความพึงพอใจที่สรา้ งขึ้นเสนอต่อผู้เชย่ี วชาญ จำนวน 3 ทา่ น ได้แก่

ผศ.ดร.จตภุ ูมิ เขตจัตรุ ัส อ.สุพจน์ พลจนั ทร์งาม และวา่ ทร่ี อ้ ยตรี พิชัยวุฒิ ละมูลมอญ เพือ่ ตรวจสอบความ

เทีย่ งตรงของเครอื่ งมือ โดยประเมินความสอดคลอ้ งของแบบประเมนิ กบั ด้านท่ีกำหนด

โดยใช้สูตร

IOC = R
N
IOC คอื ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ งแบบประเมินกับรายการที่กำหนด

 R คอื ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชยี่ วชาญเนือ้ หาวชิ าท้ังหมด

85

N คอื จำนวนผู้เชย่ี วชาญเน้ือหาวชิ า
โดยมเี กณฑ์พิจารณาดงั น้ี

-1 หมายถงึ แนใ่ จวา่ แบบประเมินไม่มีความสอดคล้องกบั รายการท่ีกำหนด
0 หมายถึง ไมแ่ น่ใจว่าแบบประเมินมีความสอดคลอ้ งกบั รายการทก่ี ำหนด
+1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบประเมินมีความสอดคลอ้ งกบั รายการทก่ี ำหนด
6. วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบประเมินกับรายการที่กำหนด
หาค่า IOC และเลอื กแบบประเมินท่ีมคี ะแนนเฉลยี่ ต้ังแต่ 0.5 – 1.00 ซง่ึ จากการวเิ คราะห์หาคา่ ดัชนีความ
สอดคล้องของเครื่องมือ IOC จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน โดยค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือ IOC
ของเกณฑก์ ารประเมินความพึงพอใจ มที ้ังหมด 3 ด้าน จำนวน 15 ขอ้ มคี ่าอยู่ระหวา่ ง 0.85-1.00 ซ่ึงแปล
ผลได้ว่ามีความสอดคลอ้ งอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้
7.จดั พิมพ์และนำแบบประเมินไปใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลกับกลุม่ เป้าหมาย

ภาพท่ี 19 ขั้นตอนการสร้างและหาประสิทธิภาพแบบประเมนิ ความพึงพอใจ


Click to View FlipBook Version