86
3.6 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ คณะผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยมีลำดับขั้นตอน
ดงั น้ี
1. ตดิ ตอิ ประสานงานโรงเรยี นบ้านค้อท่อนนอ้ ย จงั หวดั ขอนแกน่
2. คณะผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบค้นพบ
(Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม รายวิชาหน้าที่พลเมือง หน่วยที่ 1 เรื่อง เนื้อหาสิทธิมนุษยชนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
บ้านค้อท่อนน้อย จำนวน 1 แผนการเรยี นรู้ ระยะเวลา 2 ชวั่ โมง 2 คาบเรียน
3. ผู้วิจัยประเมนิ โดยใชแ้ บบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา
ศาสนาและวฒั นธรรม รายวิชาหน้าทพ่ี ลเมอื ง หนว่ ยที่ 1 เร่ือง เน้ือหาสทิ ธมิ นษุ ยชน ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบ้านค้อท่อนนอ้ ย
4. ผเู้ รยี นทำแบบประเมนิ ความพงึ พอใจที่มตี ่อการจัดกระบวนการเรยี นรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาหน้าที่พลเมือง หน่วยที่ 1 เรื่อง เนื้อหาสิทธิมนุษยชน โดยใช้แบบประเมนิ
ความพึงพอใจตามแบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั ตามวิธขี องลิเคริ ์ท
5. คณะผูว้ ิจยั นำผลจากการเกบ็ ข้อมูลไปวิเคราะห์ แปลผล และสรปุ ขอ้ มูลในการทำวิจยั
3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล
การวเิ คราะห์ข้อมูลการศึกษาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ด้วยการสอนโดยใช้รูปแบบค้นพบ
(Discovery Method) รว่ มกับ Plickers Application คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังตอ่ ไปน้ี
3.7.1 วเิ คราะห์ขอ้ มลู เชิงปรมิ าณ
1. วิเคราะห์ข้อมูลจากการประเมนิ การคิดวิเคราะห์ โดยนำมาหาค่าร้อยละและค่าเฉล่ยี
เพื่อใช้สรุปผลการศึกษาวิจัยด้านการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อน
น้อย โดยกำหนดเกณฑ์ผ่าน คือ ผู้เรียนร้อยละ 70 มีคะแนนอยู่ในระดับดีขึ้นไป หรือมีคะแนนเฉลี่ยอยู่
ในช่วง 3.00 – 4.00 คะแนน
87
2. วิเคราะห์ขอ้ มลู จากประเมินความพงึ พอใจ โดยนำข้อมูลมาหาคา่ รอ้ ยละและค่าเฉลี่ย
ซึง่ กำหนดเกณฑ์การแปลผลคา่ เฉล่ีย ดงั นี้ (บุญชมุ ศรีสะอาด, 2545)
4.51 – 5.00 หมายถึง มากท่ีสุด
3.51 – 4.50 หมายถงึ มาก
2.51 – 3.50 หมายถงึ ปานกลาง
1.51 – 2.50 หมายถึง น้อย
1.00 – 1.50 หมายถึง น้อยทสี่ ุด
3.7.2 วเิ คราะห์ขอ้ มูลเชงิ คณุ ภาพ
จากข้อเสนอแนะในแบบประเมินความพึงพอใจด้วยการสอนโดยใช้รูปแบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบา้ นค้อทอ่ นน้อย ทมี่ ตี ่อการเรยี นเร่อื งเนอ้ื หาสิทธมิ นษุ ยชน
3.8 สถิตทิ ่ใี ช้
คณะผ้วู จิ ยั ใชส้ ถิตใิ นการคิดวเิ คราะห์ข้อมูลเก่ียวกับ การจัดการเรียนรู้รูปแบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นบ้านคอ้ ทอ่ นน้อย ดังน้ี
3.8.1 ค่าความเที่ยงตรง (Validity Value) เป็นค่าสถิติในการหาคุณภาพของเครื่องมือเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ และแบบประเมนิ ความพึงพอใจ ซึ่งสถิตทิ ่ี
หาค่าความเที่ยงตรงคือการหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์หรือเนื้อหา ( IOC)
(บุญชุม ศรีสะอาด, 2545) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เป็นผู้ตรวจสอบ โดยให้เกณฑ์ในการตรวจ
พิจารณาขอ้ คำถาม ดังน้ี
คะแนน +1 หมายถงึ เหน็ ว่าสอดคลอ้ ง
คะแนน 0 หมายถงึ ไมแ่ นใ่ จ
คะแนน -1 หมายถึง เหน็ วา่ ไม่สอดคลอ้ ง
88
แลว้ นำผลคะแนนทีไ่ ด้จากผู้เช่ยี วชาญมาคำนวณหาค่า IOC ตามสูตร ดังนี้
IOC = R
N
เมอื่ IOC แทน ดัชนคี วามสอดคลอ้ งของขอ้ คำถามกับจุดประสงค์
R แทน ผลรวมคะแนนการพิจารณาของผ้เู ช่ียวชาญ
N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทัง้ หมด
เกณฑก์ ารพจิ ารณา
1. ข้อท่ีมีค่าความสอดคล้อง (IOC) ต้ังแต่ 0.5-1.00 มีค่าความเที่ยงตรงสงู สามารถใชไ้ ด้
2. ขอ้ ท่ีมคี ่าความสอดคลอ้ ง (IOC) ต่ำกวา่ 0.5 ตอ้ งเปลี่ยนขอ้ คำถามให้มคี วามสอดคล้องมาก
ข้นึ
89
บทท่ี 4
ผลการวจิ ยั และอภปิ รายผล
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในรายวิชา สังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สิทธิมนุษยชน ของผู้เรียนในระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ น
ค้อท่อนน้อย จังหวัดขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้
แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ
ผูเ้ รยี นทมี่ ตี อ่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบคน้ พบ (Discovery Method) รว่ มกับ Plickers Application
ในผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย จำนวน 22 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2562 จำนวน 1 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ผู้วิจัยนำเสนอ
ผลการวจิ ยั ดังน้ี
1. ขอ้ มูลพ้ืนฐานของนักเรยี นในระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบา้ นคอ้ ท่อนนอ้ ย
2. ผลของการศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่3
โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ
Plickers Application
3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)
ร่วมกบั Plickers Application ในผู้เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนบา้ นค้อท่อนนอ้ ย
4. อภิปรายผลการวิจยั
1. ข้อมูลพน้ื ฐานของผู้เรียนในระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคอ้ ท่อนน้อย
ตารางที่ 1 แสดงข้อมลู พืน้ ฐานของผู้เรียนในระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคอ้ ทอ่ นน้อย
ผเู้ รยี น จำนวน (คน) รอ้ ยละ
ชาย 13 59.09
หญงิ 9 40.91
รวม 22 100
จากตารางท่ี 1 พบวา่ ผูเ้ รยี นกลมุ่ ตัวอย่างสว่ นใหญเ่ ป็นเพศชาย คดิ เป็นร้อยละ 59.09
90
2. ผลของการศึกษาความสามารถในการคิดวเิ คราะหข์ องผเู้ รยี นระดับชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนบา้ น
ค้อท่อนน้อย ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application
ผู้วิจัยได้ศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียน
บ้านค้อท่อนน้อย ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application โดยกำหนดเกณฑ์ใหผ้ ู้เรยี นทั้งหมดมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70
ขึ้นไป เครื่องมือที่ใช้ในการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คือ แบบทดสอบวัดความสามารถในการ
คิดวิเคราะหเ์ รอื่ ง สทิ ธิมนษุ ยชน รายวชิ าสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม สำหรบั นักเรียนมัธยมศึกษาปี
ที่ 3 ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งผลจากการทดสอบวัดความสามารถ
ในการคิดวเิ คราะหข์ องผเู้ รยี นกลมุ่ เป้าหมายแสดงไว้ในตารางที่ 1 ดงั นี้
ตารางที่ 2 ผลการทดสอบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ เรอ่ื ง สทิ ธมิ นษุ ยชน
จำนวน คะแนน คะแนน คะแนนทไ่ี ด้ จำนวนผเู้ รยี นทผี่ ่าน จำนวนผูเ้ รยี นทไี่ ม่
ผเู้ รยี น เกณฑ์ ผา่ นเกณฑ์
ทง้ั หมด เต็ม ผา่ นเกณฑ์ คะแนน รอ้ ยละ
เฉลย่ี จำนวน รอ้ ยละ จำนวน รอ้ ยละ
211 20 14 9.76 48.80 1 4.76 20 95.24
จากตารางที่ 2 ผลการทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง สิทธิมนุษยชน พบว่ามี
คะแนนเฉล่ยี 9.76 คดิ เป็นรอ้ ยละ 48.8 ซง่ึ ตำ่ กวา่ เกณฑท์ ่ีกำหนดไว้ คอื ผูเ้ รียนทง้ั หมดมคี วามสามารถใน
การคดิ วิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึน้ ไป สาเหตุที่ทำให้ผู้เรยี นมีคะแนนต่ำกวา่ เกณฑ์ท่ีกำหนด เพราะ
การสอนเพ่อื วดั ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ของผู้เรียนจำเปน็ จะต้องใชร้ ะยะเวลานาน
1 ผเู้ รยี นทงั้ หมด 22 คน ขาดไป 1 คน คงเหลอื ผเู้ รยี น 21 คน
91
แผนภูมทิ ่ี 1 การแจกแจงคะแนนความสามารถในการคิดวเิ คราะหข์ องผเู้ รยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นบา้ นคอ้ ท่อนน้อย
จากแผนภูมิที่ 1 พบว่า ภายหลังจากการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application เรื่อง สิทธิมนุษยชน ผู้เรียนมีผลการทดสอบ
ความสามารถในการคิดวเิ คราะหส์ งู สดุ ทรี่ ะดบั คะแนน 16 คะแนนจำนวน 1 คน และระดับคะแนนต่ำที่สุด
4 คะแนน จำนวน 1 คน
ตารางที่ 3 แสดงผลคะแนนวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหเ์ ปน็ รายดา้ นของผเู้ รยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี
3 โรงเรยี นบา้ นคอ้ ทอ่ นนอ้ ย
ดา้ น คะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ
ความสำคญั (6 ขอ้ ) 1.62 27.00
ความสมั พันธ์ (8 ข้อ) 4.53 54.38
หลกั การ (6 ข้อ) 3.61 60.17
รวม 9.76 48.80
จากตารางที่ 3 ผลคะแนนวัดความสามารถในการวิเคราะหเ์ ปน็ รายด้านของผเู้ รียนชนั้ มธั ยมศึกษา
ปที ่ี 3 พบว่า ดา้ นท่ีผูเ้ รยี นมีคะแนนเฉลี่ยสงู ทสี่ ุดคือด้านความสัมพนั ธ์ ผ้เู รียนมคี ะแนนเฉล่ีย 4.53 คิดเป็น
ร้อยละ 54.38 รองลงมาด้านหลักการ ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ย 3.61 คิดเป็นร้อยละ 60.17 และด้านที่ผู้เรียนมี
คะแนนเฉลี่ยนอ้ ยทสี่ ุดคือด้านความสำคญั ผู้เรยี นมคี ะแนนเฉลี่ย 1.62 คิดเป็นรอ้ ยละ 27.00 ซง่ึ เป็นด้านท่ี
92
มีค่าเฉล่ยี ตำ่ ทีส่ ุด โดยรวมของผลคะแนนวัดความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ คะแนนเฉลย่ี 9.76 คิดเป็น
ร้อยละ 48.80
3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกบั
Plickers Application ในผเู้ รียนระดับมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย
ผู้วิจัยได้ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ที่มีต่อ
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application เครื่องมือที่
ใช้ คือ แบบประเมินความพึงพอใจจากการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ ร่วมกับ Plickers
Application ทีม่ ตี ่อความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ ในรายวิชา สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรือ่ ง
สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 13 ข้อ ซึ่งการแจกแจงผล
คะแนนความพึงพอใจผู้เรียนแสดงไว้ในแผนภูมิท่ี 2 และผลความพึงพอใจผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายแสดงไว้ใน
ตารางที่ 3 ดังน้ี
แผนภูมิที่ 2 การแจกแจงผลคะแนนความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) ร่วมกบั Plickers Application ในผเู้ รียนระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านค้อ
ท่อนนอ้ ย
การแจกแจงคะแนนความพึงพอใจ
ด้านบรรยากาศในชน้ั เรยี น ด้านกิจกรรมการ
เฉล่ยี 4.65 เรยี นรู้
เฉลย่ี 4.71
ด้านประโยชน์ทไี่ ดร้ บั
เฉลี่ย 4.60
จากแผนภูมิที่ 2 พบว่า ภายหลังจากการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application เรื่อง สิทธิมนุษยชน ผู้เรียนมีผลความพึงพอใจ
สูงสุดคือดา้ นกจิ กรรมการเรยี นรู้ รองลองมาดา้ นบรรยากาศในช้ันเรยี น และดา้ นประโยชน์ที่ได้รับ
93
ตารางท่ี 4 ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของผเู้ รยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที 3ี่ โรงเรยี นบา้ นคอ้ ทอ่ นนอ้ ย ทม่ี ตี อ่
การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นรแู้ บบคน้ พบ (Discovery Method) รว่ มกบั Plickers
Application ในผเู้ รยี นระดบั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบา้ นคอ้ ทอ่ นนอ้ ย
จากตารางที่ 4 พบว่าผลการประเมินความพึงพอใจของผูเ้ รียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่3 โรงเรียนบา้ น
ค้อท่อนน้อย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)
รว่ มกบั Plickers Application ในผู้เรียนระดับมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย เมื่อพิจารณา
เป็นรายดา้ นท่ีมคี วามพึงพอใจมากทีส่ ุดคือ ด้านกิจกรรมการเรยี นรู้ ค่าเฉลย่ี 4.71 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
94
0.55 ระดับ มากท่สี ุด รองลงมาคอื ดา้ นบรรยากาศในชัน้ เรียน ค่าเฉลย่ี 4.65 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.59
และดา้ นทีม่ คี วามพึงพอใจน้อยทสี่ ุดคอื ด้านประโยชน์ท่ีไดร้ บั ค่าเฉลี่ย 4.60 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.78
ระดับมากที่สุด จากข้อเสนอแนะของผู้เรียนในการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจโดยภาพรวมค่าเฉล่ีย
4.64 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65 ระดับ มากทีส่ ุด
4. อภปิ รายผลการวจิ ยั
1. ผลของการศึกษาความสามารถในการคิดวเิ คราะหข์ องผเู้ รยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
โรงเรยี นบา้ นคอ้ ทอ่ นนอ้ ย ดว้ ยรปู แบบการจดั การเรยี นรแู้ บบคน้ พบ (Discovery Method) รว่ มกบั
Plickers Application
จากผลการทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง สิทธิมนุษยชน ของผู้เรียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย จำนวน 21 คน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ย 9.76 คิดเป็นร้อยละ
48.80 ซง่ึ ตำ่ กวา่ เกณฑ์ที่กำหนดไว้ คอื ผู้เรยี นทงั้ หมดมคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ
70 ขึ้นไป ซงึ่ ผ่านเกณฑ์ 1 คน ซงึ่ ไม่สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ เฉลิมรัตน์ เชดิ ชู (2553 : 62) เปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ของผู้เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี3 ระหวา่ งการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี
ค้นพบโดยใช้เกมกับการจัดการเรียนรูแ้ บบปกติและพบว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการค้นพบโดยใชเ้ กมมี
ผลทำใหส้ ัมฤทธใ์ิ นการเรยี นสูงขนึ้
ทั้งนี้ผลการทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรือ่ ง สิทธิมนุษยชน ของผู้เรียนระดับชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านค้อท่อนน้อย สาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนมีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพราะ
การสอนเพอื่ วดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหข์ องผู้เรยี นจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลา และระยะเวลาการ
จัดการเรียนรู้ค่อนข้างมีเวลาจำกัด ทำให้ไม่สามารถพัฒนาทักษะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ
ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งผลคะแนนวัดความสามารถในการวิเคราะห์เป็นรายด้านของ
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ด้านที่ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดคือด้านความสัมพันธ์ ผู้เรียนมี
คะแนนเฉล่ีย 4.53 คดิ เปน็ ร้อยละ 54.38 สาเหตเุ พราะตวั ชว้ี ัดได้กำหนดใหผ้ ้เู รียนมสี ่วนรวมในการป้องกัน
คมุ้ ครองผู้อื่นตามหลักสทิ ธิมนุษยชน รองลงมาด้านหลกั การ ผเู้ รียนมีคา่ เฉลย่ี 3.61 คิดเปน็ รอ้ ยละ 60.17
สาเหตุผลเพราะ ตัวชี้วัดกำหนดให้ผู้เรียนวิเคราะห์ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในประเทศ และ
เสนอแนวคิดในการลดความขัดแย้ง โดยจะต้องการใช้หลกั การคดิ วิเคราะห์ ผูเ้ รียนจะต้องอาศยั เนื้อหาการ
เรยี นรู้ โดยเน้นหลักการของเนื้อหาเพื่อนำมาสู่การคิดวเิ คราะห์ และด้านท่ีผ้เู รียนมีคะแนนเฉล่ียน้อยที่สุด
คอื ด้านความสำคัญ สาเหตเุ พราะผเู้ รียนจะต้องอาศยั การใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง ผู้เรียนมีคะแนน
95
เฉล่ีย 1.62 คดิ เป็นรอ้ ยละ 27.00 ซง่ึ เป็นด้านทม่ี ีคา่ เฉลย่ี ต่ำท่ีสุด โดยรวมของผลคะแนนวดั ความสามารถ
ในการคิดวิเคราะห์ คะแนนเฉล่ีย 9.76 คิดเป็นรอ้ ยละ 48.80
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนหาคำตอบ หรือ
ความรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะเป็นผู้สร้างสถานการณ์ ในลักษณะที่ผู้เรียนเผชิญหน้ากับปัญหา ซึ่งในการ
แก้ปัญหานั้น ผู้เรียนจะใช้กระบวนการที่ตรงกับวิชาหรือปัญหานั้น (สุวิทย์ และ อรทัย มูลคำ , 2545)
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ทิพาพรรณ ก.บัวเกสร (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของ
ผู้เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ท่ไี ดร้ ับการจดั การเรียนร้แู บบคน้ พบด้วยตนเองกบั การเรียนรู้แบบคน้ พบโดย
มีการชี้แนะ กับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญาไท สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา
กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2541 ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังจากได้รับการทดลองของกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกัน 2) ผู้เรียนที่ได้รับการ
จัดการเรียนรู้แบบค้นพบโดยมีการชี้แนะมีเจตคติต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสูงกว่าผู้เรียนที่ได้รับการ
จัดการเรียนรู้แบบค้นพบด้วยตนเอง3) ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เรื่อง
สิ่งแวดล้อม โดยการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบโดยมีการชี้แนะมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสูงกว่า
ผู้เรยี นท่ไี ดร้ ับการจัดการเรยี นรแู้ บบคน้ พบดว้ ยตนเอง
แต่จากการจัดการเรียนรู้และสังเกตการตอบคำถามของผู้เรียนในระหว่างการดำเนินกิจกรรม
พบว่า ผู้เรียนสามารถตอบคำถาม และเชื่อมโยงเหตุผลของคำตอบและคำถามได้อย่างสร้างสรรค์และมี
เหตผุ ล ซ่ีงสอดคลอ้ งกับสุนีย์ เหมะประสิทธิ์ (2543) ไดใ้ หค้ วามหมายของการจัดการเรยี นรู้แบบค้นพบว่า
เมื่อผู้เรียนมีความสนใจใฝ่รู้แล้วจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด ซึ่งการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ
เป็นหนึ่งในทักษะการคิดที่สำคัญสำหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยการคิดแก้ปัญหาอย่างมี
วิจารณญาณเป็นการคิดที่ก่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างวิเคราะห์ เน้นการคิดแบบเอกนัยหรืออาจกล่าวได้
ว่า ผลของการคิดวิจารณญาณ คือ การแก้ปัญหาอย่างวิเคราะห์ การคิดวิจารณญาณจะนำไปสู่การ
แก้ปัญหาอย่างสมเหตุสมผล และควรให้นักเรียนได้ใช้หลักเหตุผลวิเคราะห์วจิ ารณ์ สนับสนุนยอมรับหรือ
ปฏเิ สธ ร้จู ักต้งั คำถามแลงขอ้ สรปุ
96
2. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method)
ร่วมกบั Plickers Application ในผู้เรยี นระดับมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นบา้ นค้อทอ่ นนอ้ ย
จากผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ที่มี
ต่อการจดั การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application ในผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านที่มี
ความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ย 4.71 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55 ระดับ
มากที่สุด สาเหตุเพราะรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบได้เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนรวมในทุกขั้นตอนของ
กิจกรรม รองลงมาคือด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ค่าเฉลี่ย 4.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59 สาเหตุ
เนื่องจากสภาพห้องเรียนเอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความ
ผเู้ รยี นใหม้ สี ว่ นรว่ มในกิจกรรมทุกขัน้ ตอนทำใหบ้ รรยากาศในช้นั เรยี นเหมาะสมตอ่ การเรียนรู้ และด้านที่มี
ความพึงพอใจน้อยทสี่ ุดคือ ดา้ นประโยชนท์ ี่ได้รับ คา่ เฉล่ยี 4.60 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.78 ระดับมาก
ที่สุด เนื่องจากกิจกรรมเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าผู้เรียนจะเกิด
ความเข้าใจ จากข้อเสนอแนะของผู้เรียนในการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจโดยภาพรวมค่าเฉล่ีย
4.64 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65 ระดับ มากท่สี ุด
ทั้งน้ีรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสวงหาและค้นพบความรู้ด้วย
ตนเอง หมายถึง การที่ผู้เรียนใช้กระบวนการเรียนรู้สร้างความรูข้ องตนเองจากการคิดและการปฏิบัติจรงิ
ตามลำดับขั้น เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญจำเป็นของสิ่งที่จะเรียนรู้ วางแผนกำหนดขอบเขตวิธีการเรียนรู้
ข้อคิดแนวทางปฏิบัติ จัดทำผลงานรายงานผลการเรียนรู้ของตนในรูปแบบต่าง ๆ ตามความถนัดความ
สนใจ (พจนา ทรัพย์สมาน,2550) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยชอง วิชัย ลำไย (2551 : บทคัดย่อ) การวิจัย
เพ่อื ศึกษาเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาเทคโนโลยีการศึกษา
ของนักศึกษา สถาบันราชภัฏนครปฐมที่เรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บน
อินเทอร์เน็ต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักศึกษา กศ.พป. สถาบันราชภัฏนครปฐม ที่ลงทะเบียน
เรยี นรายวชิ าเทคโนโลยีการศึกษา ในภาคเรียนที่ 3 ปกี ารศกึ ษา 2542 จำนวน 60 คน ใหก้ ลุ่มทดลอง 30
คน เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนอินเทอร์เน็ต และกลุ่มควบคุม 30คน เรียนด้วยวิธีปกติ
ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดว้ ยชุดการเรียนด้วยตนเองโดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนบนอินเทอร์เน็ตกับการเรียนด้วยวิธีปกติ แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ . 05 2.
ความถึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดการเรียนด้วยตนเองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบน
97
อินเทอร์เน็ต อยู่ในเกณฑ์ “พึงพอใจมาก” สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศิระ ประเสริฐศักดิ์ (2559 :
บทคัดย่อ) ที่พบว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อแอปพลิเคชันมีค่าเท่ากับ อยู่ที่ค่าเฉลี่ย 3.96 ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 0.43 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี จากผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันมีคุณภาพดี และใช้เพ่ิม
ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นใหส้ งู ขึ้น
จากการจัดการเรยี นรู้พบว่า ผู้เรยี นและผสู้ อนมีสมั พนั ธภาพท่ีดรี ะหว่างกิจกรรมการเรียนรู้ อีกท้ัง
ผู้สอนดูแล และเอาใจใส่ผู้เรียนอย่างเท่าเทียมกันทุกคน รวมไปถึงกิจกรรมนอกเหนือการจัดการเรียนรู้ที่
สามารถดึงดดู ความสนใจผเู้ รยี นให้เกิดการเรยี นรู้ สง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นมีความกระตือรือรน้ และใหค้ วามร่วมมือ
ตลอดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกขั้นตอน สอดคล้องกับผลการวิจัยของ แทรดเวล (Treadwell. 2010 :
Website) ได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบตามทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อเพิ่มความสามารถ
ทางการเขียนผู้เรียนความสำเร็จขึ้นได้กลุ่มทดลอง คือผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปี 5 ที่ไม่ผ่านการทดสอบ
การเขยี น ผลการทดลองสรปุ ว่าผูเ้ รียนมีความกระตือรือร้น และมีพัฒนาการทางการเขยี นที่ดีข้ึน ผู้เรียนมี
แรงบันดาลใจที่จะเขียนในเชิงบวกในชุมชนของตน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึน้ อีกทั้งรูปแบบการ
จดั การเรยี นรูท้ ี่มีข้นั ตอนทนี่ า่ สนใจ ทำใหผ้ เู้ รียนเกิดความพงึ พอใจและตงั้ ใจเรยี นรเู้ ปน็ อย่างดี
98
บทที่ 5
สรปุ ผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในรายวิชา สังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สิทธิมนุษยชน ของผู้เรียนในระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ น
ค้อท่อนน้อย จังหวดั ขอนแก่น สรปุ ผลการวจิ ัยดังต่อไปนี้
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery
Method) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในรายวิชา สังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สิทธิมนุษยชน ของผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ น
ค้อท่อนน้อย จังหวัดขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ของ
ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อ
รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application ในผู้เรียน
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านคอ้ ท่อนนอ้ ย
กลุ่มเป้าหมาที่ใช้ในการศึกษาวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย
จำนวน 21คน เปน็ เพศชาย 12 คน และเพศหญิง 9 คน ท่กี ำลงั ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562
จำนวน 1 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ซึ่งคณะผู้วิจัยใช้รูปแบบ
การศึกษาเฉพาะกรณีกับกลุ่มเป้าหมายดว้ ยวิธีการทดลองหนึ่งครั้ง (One - Short Case Study) โดยมีตัว
แปรในการวิจัย ดังนี้ ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ
Plickers Application และตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความพึงพอใจของ
ผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers Application
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) รว่ มกับ Plickers Application จำนวน 1 แผน 2 ชว่ั โมง แบบวดั ความสามารถใน
การคิดวเิ คราะห์ รายวชิ าหน้าท่พี ลเมือง หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เร่อื ง สทิ ธมิ นษุ ยชน และแบบประเมินความ
99
พึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ
Plickers Application
การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยมา
วิเคราะห์ขอ้ มูล ดังนี้ วเิ คราะหข์ อ้ มลู จากการประเมินการคิดวิเคราะห์ โดยนำมาหาคา่ รอ้ ยละและค่าเฉลี่ย
เพื่อใช้สรุปผลการศึกษาวิจัยด้านการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อน
น้อย โดยกำหนดเกณฑ์ผ่าน คือ ผู้เรียนร้อยละ 70 มีคะแนนอยู่ในระดับดีขึ้นไป หรือมีคะแนนเฉลี่ยอยู่
ในช่วง 3.00 – 4.00 คะแนน ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากประเมินความพึงพอใจ โดยนำข้อมูลมาหาค่าร้อย
ละและค่าเฉลี่ย ซึ่งกำหนดเกณฑ์การแปลผลค่าเฉลี่ย และผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จาก
ข้อเสนอแนะในแบบประเมินความพึงพอใจด้วยการสอนโดยใช้รูปแบบค้นพบ (Discovery Method)
ร่วมกับ Plickers Application ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
บ้านคอ้ ท่อนนอ้ ย ท่มี ีตอ่ การเรียนเรอ่ื งการเคารพสิทธแิ ละความแตกตา่ งของบุคคลในสงั คม
สรุปผลการวิจัย
1. ผลการทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง สิทธิมนุษยชน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ย
9.76 คิดเป็นร้อยละ 48.80 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ผู้เรียนทั้งหมดมีความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป สาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนมีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพราะการ
สอนเพื่อวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลานาน ซึ่งผลคะแนนวัด
ความสามารถในการวิเคราะห์เป็นรายด้านของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ด้านที่ผู้เรียนมีคะแนน
เฉลี่ยสูงทสี่ ุดคอื ดา้ นความสัมพันธ์ ผู้เรยี นมีคะแนนเฉลย่ี 4.53 คดิ เปน็ ร้อยละ 54.38 สาเหตุเพราะรูปแบบ
การเรียนรู้ และเนื้อหาการเรียนรู้ เน้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยง เหตุปัจจัยในสิ่งที่เรียนรู้
รองลงมาด้านหลักการ ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ย 3.61 คิดเป็นร้อยละ 60.17 สาเหตุผลเพราะการใช้หลักการคิด
วิเคราะห์ผู้เรียนจะต้องอาศัยเนื้อหาการเรียนรู้ โดยเน้นหลักการของเนื้อหาเพื่อนำมาสู่การคิดวิเคราะห์
และด้านที่ผู้เรียนมคี ะแนนเฉลี่ยนอ้ ยที่สุดคือด้านความสำคัญ สาเหตุเพราะผู้เรียนจะต้องใชท้ ักษะการคดิ
วิเคราะหข์ นั้ สงู ผเู้ รยี นมคี ะแนนเฉลี่ย 1.62 คิดเปน็ ร้อยละ 27.00 ซง่ึ เป็นด้านทม่ี คี า่ เฉล่ยี ตำ่ ที่สดุ โดยรวม
ของผลคะแนนวัดความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ คะแนนเฉลี่ย 9.76 คดิ เปน็ ร้อยละ 48.80
2. ผลการประเมินความพงึ พอใจของผ้เู รียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่3 โรงเรียนบ้านคอ้ ท่อนน้อย ที่มีต่อ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
100
Application ในผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านที่มี
ความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ย 4.71 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.55 ระดับ
มากที่สุด สาเหตุเพราะรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบได้เน้นให้ผู้เรยี นมีส่วนรวมในทุกขั้นตอนของ
กิจกรรม รองลงมาคือด้านบรรยากาศในชั้นเรียน ค่าเฉลี่ย 4.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59 สาเหตุ
เนื่องจากสภาพห้องเรียนเอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความ
ผเู้ รยี นให้มีสว่ นร่วมในกจิ กรรมทุกขัน้ ตอนทำให้บรรยากาศในช้ันเรยี นเหมาะสมตอ่ การเรียนรู้ และด้านท่ีมี
ความพึงพอใจน้อยท่สี ุดคือ ดา้ นประโยชนท์ ี่ไดร้ ับ ค่าเฉล่ีย 4.60 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.78 ระดับมาก
ที่สุด เนื่องจากกิจกรรมเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าผู้เรียนจะเกิด
ความเข้าใจ จากข้อเสนอแนะของผู้เรียนในการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจโดยภาพรวมค่าเฉลี่ย
4.64 ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.65 ระดับ มากท่ีสุด
ขอ้ เสนอแนะ
ผลจากการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่
ศึกษาหรือมีความสนใจท่จี ะนำรูปแบบการจดั การเรยี นรู้แบบค้นพบไปใช้ ดังนี้
ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ
(Discovery Method) ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่ใช้ในดำเนินกิจกรรมการสอนแต่ละขั้นให้
เหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด เพราะรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบมีขั้นตอนการจัดกิจกรรม
ค่อนข้างมาก ดังนั้นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้จึงควรที่จะออกแบบให้มคี วามเหมาะสมกบั ระยะเวลา เพ่ือ
การจดั การเรียนรู้ท่ีมปี ระสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น
2. ในการใช้สื่อเทคโนโลยีร่วมกับการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ควรคำนึงถึง
ปัจจัยที่เอื้อต่อการใช้งานของเทคโนโลยี และความคำนึงถึงความสามารถปัจจัยของผู้เรียนในการใช้งาน
เทคโนโลยเี ปน็ ส่ือการสอน
3. การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ เพื่อพัฒนาทักษะ ความสามารถในการคิด
วเิ คราะหผ์ ้สู อนควรใชท้ ักษะการต้ังคำถามควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเป็นการกระตุ้นและ
สง่ เสริมให้ผูเ้ รียนเกดิ กระบวนการคดิ วิเคราะห์ และนำไปสกู่ ารสร้างองคค์ วามรทู้ ่ถี กู ตอ้ งอย่างเหมาะสม
101
ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครงั้ ตอ่ ไป
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบสามารถบูรณาการกับเทคนิคการสอน
อื่น ๆ ได้ เช่น การสอนโดยใช้เกม (TGT) เพอ่ื ให้ผูเ้ รียนมีความสนุกสนานในระหวา่ งการเรียนรู้ และยังเป็น
สง่ เสริมทกั ษะความสามารถในการคดิ วิเคราะห์อีกดว้ ย
2. การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนโดยใช้รูปแบบการ
จัดการเรียนรู้แบบค้นพบ สามารถพัฒนาไปสู่การคิดที่สูงขึ้น เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ หรือ การคิดอย่างมี
วิจารณญาณ เป็นตน้
3. ควรใชร้ ะเบียบวธิ ีวจิ ัยในรูปแบบของวิจยั ปฏิบตั ิการ (Action Research) ซึ่ง
เปน็ การสงั เกตผล (Observing) และการประเมินสะท้อนผลกลับ (Reflecting) โดยจะมีการกระทำซ้ำของ
กิจกรรมทั้งหมด จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีผลการทดสอบ
ความสามารถในการคิดวิเคราะหบ์ รรลตุ ามวตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
102
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. (2544). หลักสตู รการศึกษาขนั้ พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2544. กรงุ เทพฯ : พฒั นา
คุณภาพวิชาการ(พว).
กระทรวงศึกษาธิการ. (2545).พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติพุทธศักราข 2542 ทแี่ กไ้ ช
เพมิ่ เตมิ 2545. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว
_____________________ (2551). หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2551.
กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ รุ ุสภาลาดพร้าว “ข้อบงั คับครุ สุ ภาวา่ ด้วยมาตรฐานวชิ าชีพและ
จรรยาบรรณาของวิชาชพี พุทธศกั ราช 2556”
กาญจนา อรณุ สขุ รจุ ี (2546) ความพึงพอใจของสมาชกิ สหกรณ์ต่อการดำเนนิ งานของสหกรณ์
การเกษตรไชยปราการจำกดั อำเภอไชยปราการจงั หวดั เชียงใหม.่ วทิ ยานิพนธป์ ริญญา
วิทยามหาบัณฑติ สาขาวชิ าส่งเสรมิ การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.่
เกรียงศกั ด์ิ เจริญวงศศ์ กั ดิ.์ (2542). คล่นื ลกู ที่ 5 ปราชญส์ งั คม: สงั คมไทยท่พี ึงประสงคใ์ น
ศตวรรษท่2ี 1. กรุงเทพฯ: ซดั เซส มเี ดยี .
_______. (2546). การคิดเชิงวิเคราะห.์ กรุงเทพฯ: ซัคเซส มีเดีย. คณะกรรมการการศกึ ษา
แหงชาติ, (2543).การปฎิรูปผูเ้ รยี นที่สำคัญทีส่ ดุ . กรุงเทพฯ:ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
จันทรจ์ ริ า องั กสทิ ธิ์. (2551).การสร้างแบบวัดทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์สำหรับนักเรยี นชว่ งชนั้ ท่3ี
เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาเชยี งใหม่ เขต 1 , วิทยานพิ นธศ์ กึ ษาสตรมหาบัณฑิต บณั ฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จรัส โพธิ์จันทร.์ (2527). ความพึงพอใจในการทำงานของอาจารยว์ ทิ ยาลยั พลศกึ ษาในภาคเหนอื .
วิทยานิพนธป์ รญิ ญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.พิษณโุ ลก.
เฉลิมรัตน์ เชิดช.ู (2553). การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ของนกั เรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ระหว่างการสอนดว้ ยวธิ ีสอนแบบคน้ พบโดยใชเ้ กมกบั การสอน
แบบปกต.ิ วิทยานิพนธศ์ ึกษาศาสตรมหาบัณฑติ (การวิจยั การศกึ ษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑิต
วิทยาลยั มหาวิทยาลัยรามคำแหง
103
ชาติ แจม่ นชุ . (2545). สอนอย่างไรให้คิดเป็น. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง.
ณรงคว์ ทิ ย์ สิงคบิ ุตร. (2559). ค่มู ือการใชง้ าน Plicker. ห้องเรยี นออนไลน.์
ถิรวฒุ ิ สารขวัญ และวตั สาตรี ดถิ ียนต์. (2561). การพัฒนาการเรียนการสอนดว้ ยวธิ กี ารเรยี นรู้
แบบค้นพบโดยใช้โปรแกรมกูเกลิ เอริ ์ธในวิชาภูมศิ าสตร์ ของนักเรยี นระดับชน้ั
มธั ยมศึกษาปที ่1ี . มหาวิทยาเกษตรศาสตร์
ทศิ นา แขนมณ.ี (2544). วิทยาการด้านการคิด. กรงุ เทพฯ: สถาบันพฒั นาคุณภาพวิชาการ (พว.).
_______________. (2550). ศาสตร์การสอน (พมิ พค์ รัง้ ท่ี 5). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย
_______________. (2552). ศาสตรก์ ารสอน (พิมพค์ รัง้ ที่ 4). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั
ธนยี า ปญั ญาแก้ว. (2541). ปัจจยั ทมี่ ีอทิ ธพิ ลตอ่ ความพงึ พอใจในงานของขา้ ราชการครูในจังหวดั
เชียงใหม่. วทิ ยานิพนธป์ ริญญารัฐศาสตรมหาบณั ฑติ . สาขาวชิ าการเมอื งและการ
ปกครอง มหาวิทยาเชียงใหม่.
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2537). การพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ : สุวรี ยิ า สาสน์ .
_________________. (2541). การพฒั นการสอน. กรุงเทพฯ : สวุ ริ ยี า สาส์น
ประสาท เนืองเฉลมิ . (2558) การพฒั นาโปรแกรมการเรยี นรตู้ ามแนวคิด สมองเป็นฐานทมี่ ตี อ่
การอ่านจับใจความการคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อการเรียนภาษาไทยกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม 9 (2): 135-146
ปรยี าพร วงศอ์ นตุ รโรจน.์ (2535). การบริหารงานวชิ าการ. สหมิตรออฟเซต. กรุงเทพฯ.
พจนา ทรพั ยส์ มาน. (2550). การจัดการเรียนรโู้ ดยใหผ้ เู้ รยี นแสวงหาและค้นพบความรู้ดว้ ย
ตนเอง. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ภณดิ า ชัยปัญญา. (2541). ความพึงพอใจของเกษตรกรต่อกิจการไร่นาสวนผสมภายใตโ้ ครงการ
ปรับโครงสรา้ งและระบบการผลิตการเกษตรของจงั หวดั เชยี งราย. วทิ ยานิพนธป์ ริญญา
ว ิทยาศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาว ิช าว ิทยาศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ .
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
ยพุ า วีระไวทยะ. (2544). สอนวทิ ยาศาสตรแ์ บบมอื อาชพี (พิมพ์ครง้ั ท่ี 1) กรุงเทพฯ: มลู นิธิ
สดศรี-สฤษดิ์วงศ.์
ยุพนิ พิพธิ กุล. (2531). การสอนคณิตศาสตร.์ กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
ลักขณา สริวฒั น์. (2549). การคิด (Thinking). กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
104
ลดั ดา ภู่เกียรต.ิ 2544.โครงงานเพอื่ การเรียนร้หู ลกั การและแนวทางการจัดกจิ กรรม. กรงุ เทพฯ:
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
ลัดดา ศลิ านอ้ ย. (2548). การพัฒนาแผนการจดั การเรียนรขู้ องกล่มุ สาระการเรยี นรตู้ า่ ง ๆ ดว้ ย
นวตั กรรม Open Approach. ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วทิ ย์ เทีย่ งบูรณธรรม. (2541). ความพงึ พอใจในการรับบรกิ ารขององคก์ ารโทรศพั ท์แห่งประเทศ
ไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภฎั สวนดุสิต.
วิมลรตั น์ สุนทรโรจน์. (2531). นวัตกรรมตามแนวคิดแบบ Backward Design. มหาวทิ ยาลยั :
ภาควิชาหลักสตู รและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วริ ฬุ พรรณเทวี. (2542). ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหนว่ ยงาน
กระทรวงมหาดไทยในอำภอเมืองจงั หวดั แม่ฮ่องสอน. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ศริ ะ ประเสรฐิ ศกั ด.ิ์ (2559). การพัฒนาแอปพลิเคช่นั บนระบบปฎิบัตกิ ารแอนดรอยด์ท่ีใช้
สถานการณ์ จำลองรว่ มกับเทคโนโลยีเสมอื นจริง โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรู้แบบค้นพบ
เร่ือง ลทั ธทิ างศลิ ปะสำหรบั นักเรยี นระดบั ชนั้ ประกาศนยี บัตรวิชาชพี . วทิ ยานพิ นธ์
ปรญิ ญาครุศาสตรอ์ ุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยกี ารเรียนรแู้ ละสื่อสารมวล
ขน บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าธนบุรี.
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. (2545). การปฎริ ูปการณเ์ รียนรตู้ ามแนวคิด 5
ทฤษฎ.ี กรุงเทพฯ: สำนักงานฯ
สรุ างค์ โคว้ ตระกูล. (2545). จิตวิทยาการศึกษา (พิมพ์คร้งั ท่ี 1). กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั
สมุ าลี ชัยเจริญ. (2531). เทคโนโลยีการศึกษา : หลกั การทฤษฎสี กู่ ารปฏบิ ัติ. ขอนแกน่ : คลงั
นานาวทิ ยา.
สุวัฒน์ ววิ ัฒนานนท.์ (2550). ทกั ษะการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น. นนทบุรี : ซซี นี อลลทิ จ์
ลงิ ค.์
สุวิทย์ มลู คำ และอรทัย มลู คำ. (2545). 21 วธิ ีจัดการเรียนรูเ้ พอื่ พัฒนากระบวนการคิด.
กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
สุวทิ ย์ มูลคำ. (2549). กลยุทธ์การสอนคดิ วิเคราะห์ (พมิ พ์ครงั้ ที่ 1). กรุงเทพฯ: ภาพพมิ พ์
105
Berk, L.E., & Winsler, A. (1995). Scaffolding childrenis Learning : Vygotsky and Early
Childhood Education. Washington, DC : National Association for the
Education of Young Children.
Bloom, Benjarmin S.(1956). Taxonomy of Education Objectives Hand Book I :
Cognitive Domain. New York: David Mac Kay Company, Ince.
______.(1976). Human Characteristic and School Learning. New York : McGraw-Hill
Book Company.
Cooney, Thomas J.Davis, Edward J. and Henderson, K.B. (1983). Dynamics of
Secondary School Mathematics. Boston : Houghton Mifflin.
Ennis, Robert H. (1985). A Logical Basic for Measuring Critical Thinking Skill.
Education Leadership. 10(1985): 45-48.
Gerdler, M.E. (2001). Lerning and Instruction : Theory into Practice. 4 th ed. Upper
Saddls NJ : Prentice-Hall.
Marzano, Robert J. (2001). Designing A New Taxonomy of Educational Objectives.
California: Corwin Press.
Russel, Alan M. (1956). The Biotechnology Revolution: An International Perspective,
Bright. Sussex: Wheat Sheaf.
Watson, G.; & Glaser, E.M. (1964). Wattson Glaser Critical Thinking, Appraisal Manual.
New York: Horcourt, Brace and World.
106
ภาคผนวก
107
ภาคผนวก ก
รายชอ่ื ผเู้ ชย่ี วชาญ และหนงั สอื ราชการ
108
รายชอ่ื ผ้เู ชยี่ วชาญ
1. อาจารย์สุพจน์ พลจนั ทรง์ าม
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น มอดินแดง อำเภอเมือง จังหวัด
ขอนแก่น
2. ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุภมู ิ เขตจัตรุ ัส
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผล อาจารย์ประจำสาขาวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
3. วา่ ทีร่ อ้ ยตรพี ิชัยวุฒิ ละมูลมอญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรครูชำนาญการพิเศษ ค.ศ.3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย อำเภอเมือง จังหวัด
ขอนแก่น
109
หนงั สอื ราชการ
110
111
112
ภาคผนวก ข
เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
- แผนการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้รปู แบบคน้ พบ (Discovery Method) ร่วมกับ Plickers
Application
- แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง สิทธิมนุษยชน
- แบบประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้ เร่อื ง สิทธมิ นษุ ยชน รายวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย
113
แผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชร้ ปู แบบการค้นพบ (Discovery Method) รว่ มกบั Plickers Application
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี
6
รายวชิ า ส 23102 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม เวลา 60 ชวั่ โมง
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 เรื่อง หนา้ ท่ีพลเมือง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวติ เวลา 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1 เร่อื ง สิทธิมนุษยชน เวลา 2 คาบ (2 ช่ัวโมง)
โรงเรียนบ้านค้อท่อนน้อย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
ผสู้ อน 1.นางสาวบัณฑิตา เสริมกลุ เชื้อ 2. นายจิรานุวัฒน์ โยชนเ์ มอื งไพร
มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฎิบัตติ นตามหน้าทข่ี องการเป็นพลเมืองดี มีคา่ นิยมท่ดี ีงาม และธำรงรกั ษา
ประเพณีและ วฒั นธรรมไทย ดำรงชวี ิตอยรู่ ่วมกันในสงั คมไทยและสังคมโลกอย่างสนั ติ
สขุ
ตวั ชว้ี ดั ม.3/2 มีส่วนรว่ มในการปกปอ้ งคุม้ ครองผู้อ่ืนตามหลักสทิ ธิมนษุ ยชน
ม.3/4 วเิ คราะห์ปจั จัยที่กอ่ ให้เกดิ ปญั หาความขัดแย้งในประเทศ และเสนอแนวคดิ ในการลดความ
ขดั แยง้
สาระสำคญั
การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพของตนเอง เพ่ือ
รักษาผลประโยชน์ และธำรงสันติสุข ผ่านการมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผู้อื่นตามหลักสิทธิมนุษยชน
ต่อไป สิทธิมนุษยชน เป็น สิทธิ เสรีภาพที่จำ เป็นขั้นพื้นฐานที่คนทุกพึงได้รับอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม
ในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ชาติกำเนิด ศาสนา วัฒนธรรม ภาษา
วถิ ีชวี ติ เพศ รูปลกั ษณ์ ภายนอก อายุ และสตปิ ัญญา หรอื มีความไม่เท่าเทียมกนั ในฐานะทางเศรษฐกิจและ
สังคมมากนอ้ ยเพียงใดก็ตาม
จุดประสงค์การเรยี นรู้
เมือ่ ผ้เู รยี นเขา้ รว่ มกจิ กรรมการเรยี นรูเ้ รอ่ื ง สทิ ธมิ นุษยชน ผเู้ รยี นสามารถ
1.วิเคราะหป์ ัญหาสทิ ธิมนุษยชนในประเทศไทย (K)
114
2.บอกแนวทางการแกป้ ญั หาและการพฒั นาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยได้ (K)
3.แก้ปญั หาทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั สิทธิมนุษยชนได้ (P)
4.ตระหนกั ถึงความสำคญั ของสิทธิมนษุ ยชน (A)
สาระการเรียนรู้
สทิ ธมิ นษุ ยชน (Human Right) หมายถงึ สทิ ธทิ ม่ี นษุ ย์ทกุ คนมคี วามเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรขี อง
ความเปน็ มนุษย์ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบุคคลทไี่ ดร้ บั การรับรอง ทั้งความคดิ และการ
กระทำทีไ่ มม่ กี ารละเมิดได้ โดยไดร้ ับการคุม้ ครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธสิ ญั ญา
ระหว่างประเทศ
สทิ ธมิ นุษยชน เป็น สทิ ธิ เสรภี าพที่จำ เปน็ ขน้ั พ้นื ฐานท่คี นทุกพึงไดร้ บั อยา่ งเสมอภาคและเป็นธรรม
ในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ชาติกำเนิด ศาสนา วัฒนธรรม ภาษา
วถิ ีชีวติ เพศ รูปลักษณ์ ภายนอก อายุ และสตปิ ัญญา หรอื มีความไม่เท่าเทียมกนั ในฐานะทางเศรษฐกิจและ
สงั คมมากนอ้ ยเพยี งใดก็ตาม
ความสำคญั ของสทิ ธมิ นษุ ยชน มดี งั นี้
1.มนุษยชนทกุ คนเกดิ มาแล้วยอ่ มมีสทิ ธใิ นตนเอง สามารถปกปอ้ งตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่สมควร
ท่ีบคุ คลอ่ืนจะถือสิทธิ ครอบครอง ซอ้ื ขายใชแ้ รงงานกดข่ี ทรมาน หรือการลงโทษด้วยวธิ กี ารทโ่ี หดรา้ ย
2.มนุษยเ์ ป็นสัตวส์ ังคม คือชอบอยู่รว่ มกนั เป็นกลุ่มเปน็ พวก มอี สิ ระ สรา้ งสรรคผ์ ลงาน พัฒนา
ศกั ยภาพของตนเอง
3.มนษุ ยม์ ีเกยี รตภิ มู ิที่เกิดเปน็ มนษุ ย์ มีคุณคา่ ในตนเอง มีความภาคภมู ิใจ ไม่ควรเหยยี ดหยาม
บคุ คลอ่ืนด้านชื่อเสยี ง เกยี รติยศ การประจาน ต่อสาธารณชนใหเ้ สอ่ื มเสยี เกียรตยิ ศชือ่ เสียง ดังนน้ั
กฎหมายจงึ ตอ้ งคมุ้ ครองป้องกันสทิ ธขิ องบุคคล เกียรติยศ ชื่อเสยี ง
4.มนุษย์ทุกคนเกิดมามฐี านะไมเ่ ทา่ เทียมกนั ศักยภาพไม่เท่าเทียมกนั แมถ้ น่ิ กำเนิด เชื้อชาติ
ภาษา ศาสนา นิกาย สถานภาพทางสงั คม การศกึ ษาไมเ่ ท่าเทยี มกัน ดงั น้นั บุคคลพึงได้รับการค้มุ ครอง
จากรฐั ในฐานะเป็นพลเมืองของรัฐ
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) หมายถึง คุณสมบัติ จิตใจ สิทธิเฉพาะตัวที่พึงสงวน
ของมนษุ ยท์ ุกคน และรกั ษาไว้มใิ หบ้ ุคคลอนื่ มาล่วงละเมดิ ได้ การถกู ละเมดิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็น
ส่ิงทตี่ ้องได้รับการคุ้มครองและไดร้ บั ความยุติธรรมจากรฐั
115
สาเหตทุ ม่ี นุษยต์ ้องได้รบั ความค้มุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชน เกิดจาก
1. มนุษยท์ ุกคนเกิดมาแลว้ ยอ่ มมสี ิทธใิ นตัวเอง 2. มนุษย์เปน็ สตั ว์สงั คม
3. มนษุ ยม์ เี กียรติภมู ิทเ่ี กดิ มาเปน็ มนุษย์ 4. มนษุ ยท์ ุกคนเกดิ มามีฐานะไม่เท่า
เทียมกัน
หลักการสำคัญที่สุดของสิทธิมนุษยชน คือ มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียม
กัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ และ
กำหนดให้รัฐบาล ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐดำเนินการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่โดยคำนึงถึง
ศักดิศ์ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ของประชาชนทุกคน
ลกั ษณะของสิทธิมนษุ ยชนที่สำคญั ประกอบด้วย
1.สทิ ธิพ้ืนฐานของมนุษยท์ ุกคน (Primary Right) มนุษยท์ ีเ่ กิดมาในโลกต่างมคี วามเทา่ เทยี มกันใน
ศักดิศ์ รีของความเปน็ มนุษย์
2.สิทธิส่วนบุคคล (Personal Right) เป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลที่ผู้อื่น จะล่วงละเมิดมิได้เป็น
พ้ืนทส่ี ่วนตวั ของแตล่ ะบุคคล
3.สิทธิของพลเมือง (Civil Right) เปน็ สิทธขิ องประชาชนในฐานะทีเ่ ป็นพลเมืองแห่งรัฐเป็นสิทธิที่
เก่ยี วขอ้ ง ตามกฎหมายของรฐั ซง่ึ สิทธพิ ลเมืองไดแ้ ก่
3.1 สิทธิทางสังคม (Social Right) เป็นสิทธิของประชาชนทางสังคมที่จะได้รับบริการ
จากสังคมในฐานะทเี่ ปน็ สมาชกิ ของสงั คม เชน่ สิทธกิ ารเขา้ ถงึ การบรกิ ารสาธารณะ เปน็ ต้น
3.2 สิทธิทางสวัสดิการสังคม (Social Welfare Right) เป็นสิทธิของประชาชนทุกคนที่
จะได้รับสวัสดิการทางสังคม เชน่ สิทธิการไดร้ ับศึกษา สทิ ธิการไดร้ บั การรกั ษาพยาบาล เป็นตน้
3.3 สิทธิทางวัฒนธรรม (Cultural Right) ได้แก่ สิทธิเข้าร่วมในพิธีกรรม ประเพณี
วัฒนธรรมของประชาคมในด้านศลิ ปะต่าง ๆ
การค้มุ ครองสทิ ธิมนุษยชนในประเทศไทย
1. สังคมไทยเป็นสังคมที่ต่างเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
จนกลมกลนื เปน็ หนง่ึ เดยี วในความเป็นไทยโดยไม่มีการแตกแยก ยอมรับความหลากหลาย มจี ิตใจเอื้อเฟื้อ
เกื้อกูลกัน จึงไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องการแบ่งชนชั้น หรือเผ่าพันธุ์ แต่การละเมิดสิทธิ
มนษุ ยชนก็ยังปรากฏอย่างตอ่ เน่อื ง เชน่
116
การละเมิดสิทธิเด็ก เช่น การละเมิดทางเพศ แรงงาน ยาเสพติด อบายมุข ความรุนแรงในการ
ลงโทษ
การละเมิดสิทธิสตรี ในสังคมไทยยังปรากฏการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงในครองครัว ความ
รนุ แรงทาง
เพศในที่สาธารณะ ที่บ้าน ที่ทำงาน สถานกักกัน การล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต โรงภาพยนตร์ บน
รถเมล์
2. การเข้ามามีส่วนร่วมในการคุ้มครองสทิ ธิมนุษยชน บุคคลควรมีส่วนรว่ มในการคุ้มครองสิทธิ
มนุษยชนในสงั คมไทยตอ่ ไปนี้
1. ศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยที่พัฒนาความรู้ ทักษะ ค่านิยมในการคุ้มครองสิทธิ
มนษุ ยชน
2. ส่งเสรมิ และพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง บุคลิกภาพและศักด์ิศรีความเปน็ มนษุ ย์อยา่ งเต็มที่
3. มสี ่วนร่วมในกิจกรรมของชาตบิ า้ นเมืองอย่างมอี สิ ระเสรีภาพ
4. ใชส้ ิทธิทางการเมือง เศรษฐกจิ สังคมใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ
5. ศกึ ษาหาความรเู้ กย่ี วกบั องคก์ รทเี่ กีย่ วขอ้ งกับสทิ ธิมนุษยชนในประเทศไทย
องค์กรทเ่ี ก่ยี วข้องกับสิทธมิ นุษยชนในประเทศไทย มีดงั น้ี
1. คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ
2. ศาลต่าง ๆ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร ศาลในปัจจุบันจึงมี
บทบาทในการให้ความยุติธรรมในดา้ น
สิทธิมนุษยชน เชน่
1. การคุ้มครองผ้เู สียหายตามกฎหมาย
2. สิทธขิ องพยานในคดีอาญาท่ีจะไดร้ ับการคุ้มครองและปฏิบตั ิทเี่ หมาะสม
3. ขอ้ สันนิษฐานไว้กอ่ นวา่ ผ้ถู ูกกล่าวหาในคดีอาญาไมม่ ีความผิด
4. การจัดและคุมขังบุคคลใด ๆ ในคดีอาญาจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งหรือหมายศาล ยกเว้นการ
กระทำผดิ ซ่ึงหน้า
5. สทิ ธขิ องผู้ตอ้ งหาในการให้ทนายความหรอื ผ้ซู ง่ึ ตนไว้วางใจเขา้ ฟังการสอบปากคำตนได้
ปฏญิ ญาสากลวา่ ดว้ ยสทิ ธิมนษุ ยชนแห่งสหประชาชาติ
117
วันท่ี 10 ธันวาคม ค.ศ.1948 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้รับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิ
มนุษยชน (Universal Declaration of Human Right: UDHR) โดยสมัชชาแห่งสหประชาชาติถือเป็น
การกำหนดมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ร่วมกับประเทศต่าง ๆ ให้การ
รบั รองปฏญิ ญาสากลว่าดว้ ยสทิ ธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
สทิ ธิเด่น ๆ ทรี่ ะบไุ วใ้ นปฏิญญาสากล วา่ ดว้ ยสิทธมิ นุษยชน
สิทธิต่อชีวิต เสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล การศึกษา เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม
และศาสนา เสรีภาพแห่งความคิดเห็น การแสดงออก การมีงานทำ การแสวงหาและได้รับการลี้ภัย ใน
ประเทศอ่ืน
วันแหง่ สิทธิมนษุ ยชนโลก ตรงกบั วันท่ี 10 ธนั วาคม
หน่วยงานในสหประชาชาติ (UN) ที่รับผิดชอบปัญหาสิทธิมนุษยชน (HR) คือสำนักงานข้าหลวงใหญส่ ิทธิ
มนุษยชน ท่เี จนวี า ( ชอื่ เดิมคอื Centre for Human Rights) ประเทศสวิตเซอรแ์ ลนด์
กิจกรรมการจัดการเรียน (2 ชวั่ โมง)
ขั้นท่ี 1 ใหผ้ ู้เรยี นเผชญิ ปัญหา ทำความเขา้ ใจปัญหา และมีความต้องการแก้ไข
1.นักเรียนจับคูเ่ ลอื กสถานภาพ บทบาท อาชีพ ในสังคมให้เพื่อน โดยมีข้อแม้ว่าหา้ มให้คู่ของนกั เรียนรู้วา่
ไดร้ ับสถานภาพ บทบาทหรืออาชีพอะไร โดยติดบตั รบทบาทบนหน้าผากของเพอ่ื น ประกอบดว้ ย
1) นายก 2) ตำรวจ 3) ผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 4) คุณครู
5) หมอ 6) คนเรร่ อน 7) พระ 8) ผ้ใู หญบ่ ้าน
9) ชาวบ้าน 10) โจร 11) ขอทาน 12) คนตาบอด
13) คนบา้ 14) คนเก็บขยะ 15) นกั เรียน 16) เด็กกำพรา้
17) เศรษฐี 18) ลกู จา้ ง 19) ชายเปน็ หญิง 20) ชาวเขา
21) นกั เลง 22) ผูพ้ ิพากษา
2.นักเรียนฟังคำอธิบายจากครู โดยครูจะให้สัญญาณเสียงกริ่ง เมื่อนักเรียนได้ยินสัญญาณเสียงกริ่ง ให้
นักเรียนเคลื่อนตัวไปรอบ ๆ ห้อง และเมื่อได้ยินเสียงสัญญาณกริ่งอีกครั้งให้นักเรียนหยุดการเคลื่อนไหว
จากนน้ั จบั คูก่ บั เพ่อื นท่ีใกล้ท่ีสดุ
3.เมื่อนักเรียนได้คู่แล้ว ให้นักเรียน ทักทาย/ถามไถ่ และอื่น ๆ ตามใจคู่ของนักเรียนแต่ต้องสอดคล้องกบั
สภาพ บทบาท อาชีพที่เพื่อนเป็นอยู่ โดยมีข้อแม้ห้ามพูดคำบนบัตรบทบาทของคู่นักเรียน และมีเงื่อนไข
พิเศษว่า “สังคมแหง่ ความหลากหลาย ไมม่ กี ฎหมายกำกับ” ทำตามกติกาเปล่ยี นคู่ไปแบบน้ี 4-5 รอบ
118
ขั้นท่ี 2 ระบปุ ญั หาท่เี ผชิญใหช้ ดั เจน
4.นักเรยี นตอบคำถามครูดงั นี้
4.1 จากการที่เพื่อนเข้ามากระทำกับตัวนักเรียน นักเรียนทราบหรือไม่ว่าตนเองมีสถานภาพ
บทบาท อาชพี อะไร ? (แนวคำตอบ : ทหาร ครู ตำรวจ โจร ขอทาน ฯลฯ)
4.2 นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไรที่เพื่อนมากระทำกับเรา และนักเรียนเผลอไปละเมิดคนอื่น
หรอื ไม่ ?
(แนวคำตอบ : ร้สู กึ ตกใจ รสู้ ึกสนุก // เผลอละเมิดเพอื่ น เปน็ ต้น)
4.3 เพราะอะไรถึงทำใหน้ ักเรียนปฏิบัติกบั เพื่อนในแตล่ ะสถานภาพ บทบาท อาชีพท่ีแตกต่างกัน
?
(แนวคำตอบ : เพราะไมม่ ีกฎหมาย // ทกุ คนมีอสิ ระทำอะไรก็ได้ เปน็ ตน้ )
4.4 หากครูเปล่ยี นเง่อื นไขของเกมจากการใหเ้ ลือกติดบัตรบทบาทเพ่ือน เปน็ เงือ่ นไขที่ว่า “ทุกคน
คอื มนุษย”์ นกั เรยี นจะปฏิบตั ติ ่อเพ่อื นเหมือนเดิมหรอื ไม่
(แนวคำตอบ : ไมป่ ฏิบตั เิ พราะทกุ คนเป็นมนุษย์เหมือนกัน มคี วามเท่าเทยี มกัน เป็นต้น)
ข้ันที่ 3 คดิ ตั้งสมมุตฐิ าน เพ่อื คาดคะเนคำตอบของปัญหา
5.นักเรยี นชมภาพ การละเมดิ สิทธดิ ้านต่าง ๆ ท่เี กิดในสังคม ประกอบด้วย
5.1 ภาพการละเมดิ สทิ ธเิ ด็กและเยาวชน
5.2 ภาพการละเมดิ สิทธสิ ตรี
5.3 ภาพการละเมดิ สิทธผิ ใู้ ช้แรงงาน
5.4 ภาพการอพยพของผู้ล้ภี ยั
นักเรยี นตอบคำถามครูดังนี้
1.จากภาพนักเรียนมคี วามรู้สกึ อยา่ งไร (แนวคำตอบ : สงสาร กลัว ฯลฯ)
2.นักเรียนคิดวา่ ปัญหาการละเมดิ สิทธิด้านตา่ ง ๆ เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร (แนวคำตอบ : เกิดขึ้น
จากความยากจน เกิดขน้ึ จากการถกู บงั คบั ฯลฯ)
3.นกั เรียนมีแนวมีแนวทางแกไ้ ขปัญหาข้างต้นอยา่ งไร (แนวคำตอบ : ออกกฎหมายคุ้มครอง แจ้ง
ตำรวจ ฯลฯ)
จากนัน้ นักเรยี นฟังการบรรยายจากครู เรอื่ ง สิทธมิ นุษชน บนสอ่ื Power Point
119
6.นักเรยี นจบั 5 กลุ่ม กลมุ่ ละ 4 คน โดยการนับ 1-5 จากนั้นฟงั คำอธบิ ายกจิ กรรม โดยให้นกั เรยี นทกุ กลุ่ม
เขียนแผนผังมโนทัศน์ สรุปองค์ความรู้ สาเหตุการละเมิดสิทธิ และบอกแนวทางแก้ไขปัญหา โดยทุกกลุ่ม
จะไดจ้ บั ฉลากปัญหาการละเมดิ สิทธิ ดงั นี้
6.1 ปญั หาละเมิดสทิ ธเิ ดก็ และเยาวชน
6.2 ปญั ญาละเมดิ สิทธิสตรี
6.3 ปัญญาละเมดิ สทิ ธผิ ูใ้ ชแ้ รงงาน
6.4 การอพยพของผู้ล้ีภัย
6.5 สิทธมิ นษุ ยชน
จากนั้นสง่ ตัวแทนกลุม่ ออกมารับอปุ กรณป์ ระกอบกิจกรรม ดงั น้ี
6.6 ใบความรู้
(1) สทิ ธิมนุษยชน
(2) ปญั หาละเมิดสทิ ธเิ ด็กและเยาวชน
(3) ปัญหาละเมดิ สิทธสิ ตรี
(4) ปญั หาละเมิดสทิ ธแิ รงงานข้ามชาติ
(5) สิทธแิ ละสถานภาพทางกฎหมายของผ้ลู ี้ภัย
6.2 กระดาษปรฟู๊
6.3 ปากเคมสี ำหรบั เขยี น พร้อมสเี พ่ือตกแต่ง
ขัน้ ที่ 4 เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เพอื่ ใช้พสิ จู นส์ มมตุ ฐิ านทก่ี ำหนด
7.นักเรียนรว่ มกนั สืบคน้ ความรู้จากใบงานและอภปิ รายกันภายในกลมุ่
8.นักเรยี นสรปุ องค์ความร้เู ป็นแผนผงั มโนทศั น์
9.ตัวแทนนักเรียนนำเสนอแผนผังมโนทศั นห์ น้าหอ้ งเรียน และอภิปรายภายในช้นั เรียน
10.นักเรียนฟงั คำอธิบายการใช้ Plickers cards จากครูเพ่อื ตอบคำถามใน Plickers Application
11.นกั เรยี นตอบคำถามดว้ ยการยก Plickers cards เพื่อตอบคำถามใน Plickers Application
ขนั้ ที่ 5 สรุปผลการค้นพบ
12.นักเรียนฟงั คำเฉลยพรอ้ มคำอธบิ ายจากครู
13.นักเรยี นและครรู ่วมสรปุ องคค์ วามรจู้ ากกจิ กรรม
120
สอื่ /อปุ กรณ์การเรยี นร/ู้ แหลง่ การเรยี นรู้
1.สือ่ Power Point เรือ่ ง สิทธมิ นุษยชน
2.ใบความรูเ้ ร่ือง ประกอบดว้ ย
2.1) สิทธมิ นษุ ยชน
2.2) ปัญหาละเมดิ สิทธเิ ดก็ และเยาวชน
2.3) ปัญญาละเมดิ สิทธสิ ตรี
2.4) ปัญญาละเมดิ สิทธิแรงงานข้ามชาติ
2.5) สทิ ธิและสถานภาพทางกฎหมายของผลู้ ้ีภัย
3.บัตรบทบาท
4.Plickers cards
5.Plickers Application
6.กระดาษปรู๊ฟ
7.ปากเคมีสำหรับเขียน พร้อมสเี พ่ือตกแต่ง
121
การวดั และประเมนิ ผล
สง่ิ ทต่ี อ้ งการวดั วธิ ีการวดั เครอ่ื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
1วเิ คราะห์ปญั หาสทิ ธิมนษุ ยชน -ประเมนิ จากการทำแบบ แบบสังเกตพฤตกรรมการตอบ -ผู้เรยี นร้อยละ 80 มคี ะแนนอยู่ในเกณฑ์
ในประเทศไทย (K) ทดสอบหลงั เรยี น คำถาม
ร้อยละ 70 ขน้ึ ไป
-ประเมินจากการตอบคำถาม -คะแนนการตอบคำถามตั้งแต่ 7 คะแนน
ขน้ึ ไป
2.บอกแนวทางการแก้ปัญหา -ประเมนิ จากการทำแบบ -แบบสงั เกตพฤตกรรมการตอบ -ผู้เรียนร้อยละ 80 มีคะแนนอยใู่ นเกณฑ์
และการพัฒนาสทิ ธมิ นษุ ยชน
ในประเทศไทยได้ (K) ทดสอบหลงั เรียน คำถาม รอ้ ยละ 70 ขึ้นไป
3.แก้ปญั หาท่เี ก่ียวข้องกับ -แบบประเมนิ ผลงาน -คะแนนการตอบคำถามต้งั แต่ 7 คะแนน
สิทธิมนุษยชนได้ (P) -ประเมนิ จากการตอบคำถาม
-ประเมินจากการนำเสนอผลงาน -แบบสงั เกตพฤติกรรมทำงาน ขนึ้ ไป
กล่มุ
-คะแนนชน้ิ งานตง้ั แต่ 8 คะแนนขึน้ ไป
-ประเมนิ จากการทำแบบ -แบบสังเกตพฤตกรรมการตอบ -ผเู้ รียนร้อยละ 80 มคี ะแนนอยูใ่ นเกณฑ์
ทดสอบหลังเรียน คำถาม ร้อยละ 70 ขึน้ ไป
-แบบประเมนิ ผลงาน -คะแนนการตอบคำถามตั้งแต่ 7 คะแนน
-ประเมินจากการตอบคำถาม
-ประเมนิ จากการนำเสนอผลงาน ข้ึนไป
-คะแนนชน้ิ งานตั้งแต่ 8 คะแนนขึน้ ไป
4.ตระหนักถึงความสำคญั -ประเมินจากการทำแบบ -แบบสงั เกตพฤตกรรมการตอบ -ผเู้ รยี นรอ้ ยละ 80 มคี ะแนนอยใู่ นเกณฑ์
ของสิทธมิ นุษยชน (A) ทดสอบหลังเรยี น
-ประเมินจากการตอบคำถาม คำถาม
รอ้ ยละ 70 ขึน้ ไป
-แบบประเมินผลงาน -คะแนนการตอบคำถามตง้ั แต่ 7 คะแนน
-ประเมนิ จากการนำเสนอผลงาน ขนึ้ ไป
-คะแนนชนิ้ งานต้งั แต่ 8 คะแนนขนึ้ ไป
122
ความคิดเห็นของอาจารย์ท่ปี รึกษา
...................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
...............................................
ลงชอ่ื …………………...………อาจารยท์ ปี่ รกึ ษา
(.......................................................................)
วนั ท่ี ........./.............../......…
123
แบบบนั ทกึ หลังการสอน
1.ผลการเรยี นรู้
ดา้ นความรตู้ ามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (K)
ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหาสทิ ธิมนุษยชนในประเทศไทยพร้อมบอกแนวทางการแกป้ ัญหา
และการพฒั นาสิทธิมนษุ ยชนในประเทศไทยได้ และสามารถตอบคำถามในกจิ กรรมการเรียนรูไ้ ดท้ กุ ข้อ
ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
ผเู้ รียนสามารถแกไ้ ขปัญหาทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั สทิ ธมิ นษุ ยชนได้ และให้ความร่วมมือในกิจกรรมการ
เรยี นรทู้ กุ ขั้นตอนเปน็ อย่างดี
ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
ผเู้ รยี นเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธมิ นุษยชน ซงึ่ สามารถสงั เกตได้จากลกั ษณะ
การตอบคำถามและการนำเสนอผลงาน
2. ปญั หาและอปุ สรรค
-เนอื่ งจากรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคน้ พบมีข้ันตอนการดำเนนิ กิจกรรม 5 ขน้ั ตอน อกี ทั้ง
เนอื้ หาในสาระการเรยี นรูท้ ีร่ ายละเอยี ดมาก และเวลาอันจำกดั ส่งผลใหก้ ารเรียนการสอนต้องใชเ้ วลาอย่างคมุ้ คา่
ทำใหบ้ างกจิ กรรมจะต้องลดเวลาลง
-ผ้สู อนไมไ่ ดเ้ ตรียมเวลาในการเตรียมอุปกรณ์การเรยี นการสอนในช่วั โมง ทำใหเ้ สียเวลาในการเรียนรู้
และกินเวลาในกจิ กรรมขั้นตอนที่ 1
-การใช้ Plickers Application ในการวัดความสามารถในการคดิ วิเคราะห์หลังเรียน ผ้เู รียนบางส่วนเลน่
Plickers cards ทำใหเ้ กิดข้อผิดพลาดระหว่างการทดสอบ
3. การปรบั ปรงุ แกไ้ ข
-ควรเพิม่ เวลาในการจัดกจิ กรรมการเรยี นร้ใู หม้ ากขึน้ เพือ่ สามารถดำเนนิ กิจกรรมทุกข้นั ตอนได้อยา่ ง
สมบูรณ์ อีกทั้งยังสามารถเพ่มิ เนอ้ื หาสาระการเรยี นรู้ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ
-ควรสำรวจและเตรียมอุปกรณก์ ารสอนในห้องเรยี นก่อนเวลาเรยี นจรงิ
-การใช้ Plickers Application ผ้สู อนจะต้องมกี ารทำข้อตกลงกบั ผ้เู รียนก่อนทำการทดสอบจริง
124
4. ขอ้ เสนอแนะ
-ควรมกี ารฝึกซ้อมการสอนกอ่ นทำการสอนจรงิ เพ่อื สามารถควบคมุ ระยะเวลาการสอนไดด้ ยี ง่ิ ขน้ึ
-ควรมกี ารสำรวจอปุ กรณ์ภายในหอ้ งเรยี นจรงิ และทดสอบการใช้อุปกรณ์ก่อนถึงเวลาเรียนจรงิ
-ควรศึกษารายละเอยี ดทกุ ขั้นตอนของการใช้ Plickers Application และควรรู้ข้อจำกัดของการใชส้ ื่อ
เทคโนโลยี
ลงชอื่ ...................................ผสู้ อน
(..................................................)
วนั ท.ี่ ............/...................../..............
125
ภาคผนวก
126
อปุ กรณป์ ระกอบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ตวั อยา่ งบัตรบทบาท
127
ตัวอยา่ งบตั รบทบาท
128
ภาพการละเมดิ สทิ ธเิ ดก็ และเยาวชน ภาพการละเมดิ สทิ ธสิ ตรี ภาพการละเมิดสทิ ธผิ ใู้ ชแ้ รงงาน
ภาพการการอพยพของผลู้ ภี้ ยั
สญั ญาเสยี งกรง่ิ
129
Power point
130
Power point
131
กระดาษปรฟู๊ ปากเคมสี ำหรบั เขยี น พรอ้ มสเี พอ่ื ตกแต่ง
Plickers cards
132
ขอ้ สอบสทิ ธมิ นษุ ยชนจาก Plickers Application
1. ในเดอื นเมษายนที่กำลังใกลเ้ ขา้ มา สมชายวางแผนจะไปเล่นสงกรานตท์ ่ถี นนขา้ วเหนยี ว แตเ่ จ้านายที่
บรษิ ทั กลบั บอกใหส้ มชายอยู่ทำงานตลอดช่วงสงกรานตโ์ ดยไมม่ ีอะไรตอบแทน จากสถานการณน์ สี้ มชาย
ถูกลิดรอนสทิ ธิของพลเมืองในดา้ นใด
ก. ด้านสทิ ธทิ างสงั คม
ข. ดา้ นสิทธิทางวัฒนธรรม
ค. ด้านสทิ ธิทางสวัสดกิ ารสงั คม
ง. ด้านสทิ ธิทางการเดนิ ทาง
2. “สิทธมิ นุษยชน เป็นสิทธิ เสรภี าพทจี่ ำเป็นขัน้ พน้ื ฐานทีค่ นทุกคนพึงไดร้ บั อยา่ งเสมอภาคและเปน็ ธรรม
...” จากข้อความดงั กล่าว ตรงกบั การกระทำใดต่อไปนี้
ก. นางสาวก๊กุ ไกโ่ วยวายเสียงดงั เน่อื งจากนายเมฆไม่ยอมลกุ ใหเ้ ธอนง่ั บนรถประจำทาง
ข. เด็กหญงิ อิ๋มขอคุณแม่ซื้อโทรศพั ทเ์ คร่ืองใหมเ่ พราะเคร่ืองเกา่ ตกรุ่นแล้ว ไม่เหมือนรุ่นใหม่ของ
เพื่อน ๆ ท่โี รงเรยี น
ค. นายธนัชถูกรถเฉี่ยวจนสลบไป ผเู้ หน็ เหตกุ ารณจ์ ึงรีบโทรเรียกรถพยาบาลเพื่อช่วยเหลือ
ง.คณุ ยายจำปาฉีกบัตรเลือกต้ังเพราะไมช่ อบพรรคใดเลย
3. คุณยายจำปาฉีกบัตรเลอื กตง้ั เพราะไม่ชอบพรรใดเลย คุณยายจำปาละเลยสทิ ธมิ นุษยชนที่สำคญั ดา้ น
ใด
ก. ด้านสทิ ธขิ องพลเมือง
ข. ด้านสิทธสิ ว่ นบคุ คล
ค. ดา้ นสิทธพิ นื้ ฐานของมนุษยท์ กุ คน
ง. ด้านสทิ ธิการแสดงความเห็นตา่ งทางการเมือง
4. ขอ้ ใดคือสิทธเิ สรีภาพขัน้ พ้ืนฐานทสี่ ำคญั ท่สี ุดของมนุษย์
ก. สิทธเิ สรีภาพในการศึกษา
ข. สิทธิเสรีภภาพส่วนบุคคล
ค. สิทธเิ สรภี าพทางการเมือง
ง. สทิ ธิเสรีภาพในการประกอบอาชพี
133
5. ขอ้ ใดไมใ่ ช่หลกั การสำคัญของสทิ ธมิ นุษยชน
ก. ศกั ดิศ์ รีความเป็นมนุษย์
ข. การไม่เลือกปฏบิ ตั ิ
ค. แบง่ แยกไม่ได้
ง. มีความเปน็ เอกลกั ษณ์
6. สำนักงานตำรวจแหง่ ชาติมีหน้าท่เี ก่ยี วกบั สทิ ธมิ นุษยชนอย่างไร
ก. คมุ้ ครองมใิ ห้มีการละเมดิ สิทธมิ นษุ ยชน และมหี นา้ ท่ดี ำเนินคดีกบั บุคลทล่ี ะเมดิ สทิ ธิมนุษยชน
ข. คุม้ ครองเด็กและสตรที ่ีถกู ละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น
ค. เป็นตัวกลางในการกระจายข่าวสารเกย่ี วกบั สทิ ธิมนุษยชน
ง. ข้อ ก และข้อ ข ถกู ต้อง
7. ข้อใดไมส่ อดคลอ้ งกับสิทธิมนุษยชนท่ีกำหนดไว้ในปฏญิ ญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ก. บุคคลจะไมถ่ ูกบงั คบั ใหเ้ ป็นทาส
ข. มนุษยท์ ุกคนต้องไดร้ ับการปฏบิ ัติต่อกนั ฉนั พี่น้อง
ค. บคุ คลสามารถถูกเนรเทศออกจากประเทศได้ตลอดเวลา
ง. บุคคลทีถ่ กู กลา่ วหาทางอาญามีสทิ ธิไดร้ บั การสนั นษิ ฐานไว้กอ่ นวา่ บรสิ ุทธิ์
8. วัฒนธรรมไทยข้อใดเป็นผลเสียตอ่ การสง่ เสรมิ คุม้ ครองสิทธิมนุษยชน
ก. การรกั อิสระ
ข. ความมรี ะเบียบวนิ ยั
ค. ความเอื้อเฟื้อเผอื่ แผ่
ง. การเชือ่ ฟงั ผมู้ ีอำนาจ
9. การทชี่ าวไทยปฏบิ ัติต่อชาวต่างชาติที่ลี้ภัยจากประเทศเพอ่ื นบา้ นเขา้ มาพักพงิ ในประเทศไทย จนไดร้ บั
การยกย่องจากสหประชาชาติ การกระทำนส้ี มั พันธ์กบั หลักในข้อใด
ก. หลักมนุษยธรรม
ข. หลักสิทธิ เสรภี าพ
ค. หลกั เสมอภาค
ง. หลกั ยตุ ธิ รรม
134
10. ศกั ดศ์ิ รีความเปน็ มนุษยเ์ กย่ี วข้องกับเรอ่ื งใดมากทสี่ ุด
ก. สิทธิ
ข. หนา้ ที่
ค. บทบาท
ง. สถานภาพ
11. สงั คมไทยมีการค้มุ ครองสิทธสิ ตรี เพราะเหตุใด
ก. เพราะผูห้ ญงิ มักเรียกร้องสิทธขิ องตนอย่เู สมอ
ข. เพราะความรุนแรงในสงั คมเกดิ กับผ้หู ญิงเทา่ นนั้
ค. เพราะยงั ปรากฎการใช้ความรนุ แรงกบั สตรี
ง. เพราะสงั คมไทยตอ้ งการการยอมรับจากนานาประเทศเร่ืองกฎหมายท่ีครอบคลุม
12. สังคมไทยตอ้ งประสบปัญหา ดา้ นการละเมิดสิทธเิ ด็ก เยาวชนและครอบครัวเพราะเหตใุ ด
ก. สภาพครอบครัวออ่ นแอลง การพฒั นาท่ีมุ่งเน้นเศรษฐกิจ การเปล่ียนแปลงด้านเศรษฐกิจและ
สังคม
ข. เศรษฐกิจดีขึน้ อยา่ งต่อเนื่อง รายจ่ายครอบครัวไม่มีปัญหา
ค. ไมม่ กี ฎหมายท่ีชดั เจนดา้ นการละเมิดสิทธิเดก็ สภาพครอบครัวอ่อนแอลง
ง. เกดิ การเปล่ยี นแปลงแค่ดา้ นเศรษฐกิจแต่สังคมยงั คงเดมิ
13. ข้อใดเป็นสาเหตขุ องปัญหาสิทธิมนุษยชนด้านทรพั ยากรธรรมชาติและสิทธิชมุ ชนของสงั คม
ก. รัฐขาดงบประมาณ
ข. มกี ารกระจายอำนาจในการกำหนดนโยบาย
ค. รัฐขาดความร้คู วามเข้าใจเกย่ี วกบั วิถกี ารดำเนนิ ชวี ติ ของคนในท้องถิ่นตา่ ง ๆ
ง. ประชาชนไม่สนใจเข้ามามีสว่ นร่วมในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม
14. การท่รี ฐั สง่ั ปิดหนังสือพมิ พ์เป็นการละเมิดสิทธมิ นุษยชนหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
ก. ไม่เปน็ เพราะรัฐมีอำนาจท่ีจะส่ังปิดหนงั สอื พมิ พโ์ ดยชอบธรรม
ข. เปน็ เพราะประชาชนมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลขา่ วสาร
ค. ไม่เป็น เพราะประชาชนมแี หลง่ ขา่ วด้านอื่นรองรับอยูแ่ ล้ว
ง. เป็น เพราะหนังสือพมิ พ์เป็นส่ือทปี่ ระชาชนสนใจมาก จงึ ได้รับผลกระทบมากทีส่ ุด
135
15. เหดใุ ดการกำหนดสิทธขิ องบคุ คลต้องเป็นไปตามกฎหมาย
ก. ปอ้ งกันการขดั แย้งกัน
ข. ปอ้ งกันการละเมิดสิทธติ ่อกัน
ค. ปอ้ งกันความวุ่นวายในรฐั สภา
ง. ปอ้ งกันการวิพากษ์วิจารณ์รฐั บาล
16. วิธีการสร้างสันตสิ ุขในสงั คมจะต้องปฏิบตั ิอยา่ งไร
ก. มีระดบั การศกึ ษาเดียวกัน
ข. ยอมรบั ในหลกั สิทธิมนุษยชน
ค. ตา่ งคนตา่ งอยูไ่ ม่ยุง่ เก่ียวกัน
ง. แสดงความเชอื่ มั่นในตนเอง
17. ขอ้ ใดไมใ่ ชแ่ นวทางในการแกไ้ ขปญั หาและพัฒนาสิทธิมนษุ ยชน
ก. การให้ความรูเ้ ร่ืองสิทธมิ นุษยชน
ข. การร่วมมอื กับหนว่ ยงานของรัฐและเอกชนเพ่อื คุม้ ครองสิทธมิ นุษยชน
ค. การเข้าไปดแู ลอย่างใกล้ชดิ
ง. การช่วยเหลอื ดา้ นมนุษยธรรม
18. ประชาชนควรปฏิบตั ิอยา่ งไรจึงจะช่วยแก้ไขปัญหาการละเมิดสทิ ธิมนุษยชน
ก. ปฏิบัตติ ามคนส่วนใหญ่
ข. ปฏบิ ัตติ ามความเชื่อของตน
ค. ปฏิบัติหน้าทพี่ ลเมืองตามรัฐธรรมนญู
ง. ปฏิบตั ิตามแนวคดิ ของบคุ คลท่ตี นยกยอ่ ง
19. แนวทางใดท่รี ัฐบาลใชแ้ ก้ไขปญั หาแรงงานข้ามชาติในปัจจุบนั
ก. ของบประมาณจากสหประชาชาตเิ ล้ียงดูแรงงานต่างด้าว
ข. กำหนดจำนวนและจดทะเบยี นแรงงานต่างด้าว
ค. ผลักดันใหแ้ รงงานอพยพกลบั ประเทศ
ง. ขอใหป้ ระเทศทมี่ ง่ั คั่งกว่ารับไปดแู ล