The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Team-Games-Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น

คณะผู้วิจัย
น.ส.ทิชากร คำปาน
น.ส.จริญญา สีเขียว
นศ.ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาสังคมศึกษา

Keywords: Team-Games-Tournaments,Plickers Application

ผลของการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื กันเรยี นรู้ (Teams-Games-Tournament หรือ TGT)
ร่วมกับ Plickers Application ทมี่ ีต่อพฤติกรรมการเรียนร้ขู องนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 3

โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ฝา่ ยประถมศกึ ษา (มอดินแดง)

คณะผ้วู จิ ยั
นางสาวทิชากร คำปาน รหสั นักศึกษา 603050282-0
นางสาวจริญญา สีเขียว รหัสนักศึกษา 603050336-3

นกั ศกึ ษาชั้นปที ่ี 3 สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา

อาจารยท์ ่ปี รกึ ษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตภุ มู ิ เขตจัตุรสั

รองศาสตราจารย์องั คณา ตุงคะสมิต
ผู้ช่วยศาสตราจารยจ์ รรยา บญุ มีประเสริฐ
รองศาสตราจารยเ์ พชรรัตน์ จงนิมติ รสถาพร

อาจารย์ณฐมน สุธนเกียรติกานต์

การวิจัยนเี้ ป็นสว่ นหนง่ึ ของรายวิชา ED003003 การวิจยั ในชนั้ เรียนเพอื่ พฒั นาการเรยี นรู้
และรายวิชา ED193004 การวจิ ัยนวัตกรรมทางสงั คมศกึ ษา
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2562
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

The Results of Learning Activities by Using The Teames Games Tournament
Technique (TGT) with Plickers Application on Learning Behavior of Prathom Suksa 3

Students Khon Kaen University Demonstration Elementary School (Modindang)

Author

Mrs. Thichakorn Khampan Student ID 603050282-0

Mrs. Jarinya Sikeaw Student ID 603050336-3

Advisors
Asst. Prof. Dr. Jatuphum Ketchaturat,
Assoc. Prof. Dr. Angkana Tungkasamit

Asst. Prof. Janya Boonmeeprasert
Assoc. Prof. Phetcharat Jongnimitsathaporn

Mrs. Natthamon Suthonkiatkarn

A Classroom Research in Part of ED003003 CLASSROOM RESEARCH FOR LEARNING
DEVELOPMENT and ED193004 RESEARCH FOR INNOVATION IN SOCIAL STUDIES
Semester 2 , Year 2019
Faculty of Education, Khon Kaen University



ช่ืองานวิจยั : ผลของการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื กนั เรียนรู้ (Teams-Games-Tournament หรือ TGT)
รว่ มกบั Plickers Application ทม่ี ีตอ่ พฤติกรรมการเรยี นรู้ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษา
ปที ี่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา (มอดนิ แดง)

คณะผูว้ จิ ัย : นางสาวทิชากร คำปาน
นางสาวจริญญา สีเขียว

อาจารยท์ ปี่ รึกษา : ศาสตราจารย์ ดร.จตภุ ูมิ เขตจัตุรสั
รองศาสตราจารย์ ดร.องั คณา ตุงคะสมติ
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์จรรยา บุญมีประเสรฐิ
รองศาสตราจารยเ์ พชรรัตน์ จงนมิ ติ รสถาพร
อาจารย์ณฐมน สธุ นเกยี รติกานต์

ปกี ารศึกษา : 2562

บทคดั ยอ่

การวจิ ัยคร้งั นีม้ วี ัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาผลการใช้การจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมอื กันเรียนรู้ (Team-
Games-Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2) เพื่อศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ ( Team-Games-
Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application ผ่านการเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิจัยโดยใช้
รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง แบบแผนการทดลองขั้นต้น (Pre-Experimental Design) โดยทำการศึกษากับ
กลุม่ เป้าหมายหนึง่ กลมุ่ ท่ีมีการทดสอบหลังทดลองหนึ่งครั้ง (One Shot Case Study) ซ่งึ เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการ
วิจัยนั้น ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมของชุมชน
เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 แผน ใช้เวลา 50 นาที 2) แบบสังเกต
พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers
Application 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน
เรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application ซึ่งมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน
และวิเคราะห์ขอ้ มลู เชงิ ปริมาณโดยการสรปุ เป็นขอ้ คน้ พบในเชิงอธบิ ายความ และ ผลการวจิ ัยพบว่า

1) นกั เรยี นมีพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ผา่ นเกณฑ์ 26 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
คอื นกั เรยี นไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 75 มพี ฤติกรรมการเรียนรรู้ ้อยละ 75 ขนึ้ ไปและคะแนนพฤตกิ รรมการเรียนรู้ใน
การเรยี นรายวิชา สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรอื่ ง มนุษย์กบั ส่งิ แวดลอ้ ม คดิ เปน็ รอ้ ยละ 97.76 ของ
คะแนนรวม



2) ความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรยี นรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื กนั เรียนรู้ (Teams-
Games-Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม เร่ือง มนษุ ยก์ ับสง่ิ แวดลอ้ ม อยูใ่ นระดบั มากที่สดุ ( ̅ = 4.52 , S.D. = 0.83 )



Research title : The Results of Learning Activities by Using The Teames Games
Tournament Technique (TGT) with Plickers Application on Learning
Behavior of Prathom Suksa 3 Students Khon Kaen University
Demonstration Elementary School (Modindang)

Author : Miss Thichakorn Khampan
Miss Jarinya Sikeaw

Advisors : Asst. Prof. Dr. Jatuphum Ketchaturat,
Assoc. Prof. Dr. Angkana Tungkasamit
Asst. Prof. Janya Boonmeeprasert
Assoc. Prof. Phetcharat Jongnimitsathaporn
Mrs. Natthamon Suthonkiatkarn

Year : 2019

Abstract

The purposes of this research were to study the use of the cooperative learning (Team-
Games-Tournaments or TGT) with Plickers Application on Learning Behavior of Prathom Suksa
3 students learning the Social Studies and examined satisfaction of Students using the
cooperative learning (Team-Games-Tournaments or TGT) and Plickers Application. They were
acquired by purposive sampling. Experimental Research Pre-Experimental Design One Shot
Case Study was used in this study.

The instruments used in this research were the study plan with cooperative learning
( Team-Games-Tournaments or TGT) and Plickers Application Social Studies among Prathom
Suksa 3 , observation Learning Behavior of Prathom Suksa 3 Students with cooperative learning
(Team-Games-Tournaments or TGT) with Plickers Application form and a questionnaire asked
about the satisfaction of learning through TGT with Plickers Application. The data were
statistically analyzed and Content Analysis.

The results of this study indicated that:
1. Learning Behavior of Students, 26 students or 100% obtained score passing

criterion 75% and score of Learning Behavior the Social Studies “Humans and the
Environment” 97.76%



2. examine satisfaction of Students using the cooperative learning ( Team-
Games-Tournaments or TGT) and Plickers Application the Social Studies “Humans and the
Environment” satisfied were at the highest level ( ̅ = 4.52 , SD = 0.83 )



กิตติกรรมประกาศ

รายงานวจิ ยั ฉบบั น้ี สำเร็จลุลว่ งไดด้ ว้ ยความกรณุ า ความอนุเคราะห์ช่วยเหลอื และการใหค้ ำปรกึ ษา
แนะนำจากผ้มู ีพระคุณหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิง่ รองศาสตราจารย์ ผู้ชว่ ยศาสตราจารยจ์ รรยา บุญมี
ประเสรฐิ อาจารย์ทีป่ รึกษารายงานวิจัย ที่กรณุ าใหค้ วามช่วยเหลอื ชว่ ยดูแลชแี้ นะแนวทางการทำงาน แนะนำ
แนวทางในการคดิ อีกท้งั ยงั ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรงุ แก้ไขงานวจิ ยั ทกุ ขนั้ ตอนอยา่ งใกล้ชิด ตลอดจน
อบรมสง่ั สอนและให้กำลงั ใจคณะผวู้ จิ ัยตลอดมา คณะผ้วู ิจัยขอกราบขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสูง

ขอกราบขอบพระคุณในความกรุณาของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือสำหรับใช้ในงานวิจยั
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุภูมิ เขตจัตุรัส อาจารย์ประจำสาขาวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา
รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตุงคะสมิท อาจารย์ประจำรายวิชา ED193004 การวิจัยนวัตกรรมทางสังคม
ศึกษาและอาจารย์ชนิดาภา ยอดกลาง ครูผู้สอนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนสาธิต
มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดนิ แดง) ทใ่ี ห้คำแนะนำและตรวจสอบเครือ่ งมอื ในการวิจัย

ขอกราบขอบพระคุณคณะผู้บริหาร และอาจารย์ทุกท่านของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) ที่ได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัย และขอขอบใจนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) ปีการศึกษา
2562 ทกุ คนทใี่ ห้ความร่วมมอื ในการวจิ ยั เป็นอยา่ งดี

ขอขอบพระคุณบิดา มารดาที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจมาโดยตลอด ขอบคุณนักศึกษาชั้นปีที่ 3
สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ปีการศึกษา 2562 ที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนมาโดยตลอด และ
ขอบคณุ คณะผ้วู ิจัยท่ชี ว่ ยกันดำเนินการวิจัย แก้ปญั หา ให้กำลงั ใจ จนสามารถดำเนนิ การวจิ ยั จนสำเร็จลุล่วงไป
ไดด้ ว้ ยดี

สุดท้ายนคี้ ณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณทกุ ทา่ นที่มีส่วนเกีย่ วข้องและทไี่ ม่ได้กล่าวนาม ท่ีมีส่วนช่วยเหลือ
จนสามารถดำเนินการวิจัยจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คณะผู้วิจัยขอระลึกถงึ และขอขอบพระคุณเป็นอย่างย่ิง
มา ณ โอกาสนี้

คณะผู้วจิ ัย



สารบัญ

หัวขอ้ หนา้

บทคัดย่อ…..……………………………………..……………………………………..………………………………………….ก
กติ ติกรรมประกาศ…..……………………………………..……………………………………..…………………………….จ
สารบญั …..……………………………………..……………………………………..…………………………………………….ง
สารบัญตาราง…..………………………………………………………………………………………………………….……...ฉ
สารบัญภาพ…..……………………………………..……………………………………..………………………………………ซ
บทท่ี 1 บทนำ….………………………………………………………………………………………………………………….1

1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา…..……………………………………..…………………….1
1.2 คำถามการวิจยั …..………………………………………………………………………………………………3
1.3 วัตถุประสงค์…..………………………………………………………………………………………………….3
1.4 สมมติฐาน…..………………………………………………………………………………………………….….3
1.5 ขอบเขตการวจิ ัย…..……………………………………………………………………………………….……3
1.6 นยิ ามศัพท์เฉพาะ…..……………………………………..……………………………………..……………..4
1.7 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รับ…..………………………………………………………………………………6
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง…..……………………………………………………………………………7
2.1 หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝา่ ยประถมศกึ ษา…………….7

(มอดนิ แดง) กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
2.2 การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื …..………………………………………………………………………….12
2.3 Plickers Application…..…………………………………………………………………………………...28
2.4 การจัดการเรียนร้แู บบร่วมมือกันเรยี นรู้ (TGT) รว่ มกับ Plickers Application………….37
2.5 พฤติกรรมการเรียนรู้…..……………………………………………………………………………………...38
2.6 ความพงึ พอใจ…..……………………………………..……………………………………..………………….41
2.7 งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วข้อง…..……………………………………..………………………………………………….43
2.8 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั …..………………………………………………………………………………….47
บทท่ี 3 วธิ ีดำเนินการวิจัย…..…………………………………………………………………………………………………48
3.1 รูปแบบการวิจยั …..……………………………………………………………………………………………...48
3.2 กลุม่ เป้าหมาย…..………………………………………………………………………………………………...48
3.3 เครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจยั …..…………………………………………………………………………………..49



สารบัญ (ต่อ)

หวั ข้อ หน้า

3.4 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครือ่ งมือวจิ ยั …..……………………………………………..49
3.5 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล…..……………………………………..………………………………………….57
3.6 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล…..……………………………………..………………………………………………58
3.7 สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล…..……………………………………..………………………………59

บทที่ 4 ผลการดำเนนิ งาน…..……………………………………..……………………………………..……………….60
4.1 ผลการวจิ ยั …..……………………………………..……………………………………..……………………60
4.2 อภิปรายผลการวจิ ยั …..……………………………………..……………………………………..……….66

บทท่ี 5 สรุปผลการดำเนินงาน…..……………………………………..……………………………………..…………68
5.1 สรปุ ผลการวิจัย…..……………………………………..……………………………………..……………..68
5.2 ขอ้ เสนอแนะ…..……………………………………..……………………………………..…………………68

บรรณานุกรม…..……………………………………..……………………………………..………………………………….70
ภาคผนวก

ภาคผนวก ก รายชื่อผเู้ ช่ียวชาญและหนังสอื ราชการ…..……………………………………..……….74
ภาคผนวก ข เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั …..……………………………………..…………………………..80
ภาคผนวก ค ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล…..……………………………………..…………………………...106
ภาคผนวก ง การสะท้อนผลการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน…..………………………………116

ประวัตผิ ้วู จิ ัย………………………………………………………………………………………………………………….127



สารบัญตาราง

หวั ขอ้ หน้า

ตารางท่ี 1 ความแตกตา่ งของการเรยี นรู้แบบร่วมมือกับการเรียนรูแ้ บบดั้งเดิม…..………………………17
ตารางท่ี 2 ผลการศึกษาผลการจดั การเรยี นร้แู บบรว่ มมอื กันเรียนรู้ (TGT) …..…………………………..61

รว่ มกับ Plickers Application ท่ีมีผลตอ่ พฤตกิ รรมการเรยี นรู้ของนักเรยี น
ในรายวชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ตารางท่ี 3 ความพึงพอใจของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่มี ีต่อการเรยี นรู้…..………………………63
โดยใชก้ ารจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื กันเรียนรู้ (TGT)
รว่ มกบั Plickers Application
ตารางท่ี 4 แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรูข้ องนกั เรียนในการจดั การเรียนร้แู บบร่วมมือกนั ………107
เรยี นรู้ (TGT) รว่ มกับ Plickers Application นักเรยี นระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3
โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดินแดง)
ตารางที่ 5 ผลการศึกษาผลการจัดการเรยี นร้แู บบรว่ มมือกนั เรียนรู้ (TGT) …..………………………….110
รว่ มกับ Plickers Application ทม่ี ผี ลตอ่ พฤติกรรมการเรยี นร้ขู องนกั เรยี น
ในรายวชิ าสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
ตารางท่ี 6 ความพงึ พอใจของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 ท่มี ีต่อการเรียนรู้…..…………………….110
โดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือกนั เรยี นรู้ (TGT) รว่ มกับ Plickers Application
ตารางท่ี 7 แบบประเมินแผนการจดั การเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบรว่ มมอื กนั เรยี นรู้ (TGT) …..………….113
รว่ มกบั Plickers Application
ตารางท่ี 8 ดัชนีความสอดคล้อง IOC ของแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรขู้ องนักเรยี น…………….115
ในการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือกันเรียนรู้ (TGT) รว่ มกับ Plickers Application
นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแกน่
ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง)
ตารางที่ 9 ดัชนีความสอดคล้อง IOC ของแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรียน…………………..115
ต่อการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือกนั เรยี นรู้ (TGT) ร่วมกบั Plickers Application
นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแกน่
ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง)
ตารางที่ 10 แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคลของนักเรียน…..……………………………………..……….118
ตารางท่ี 11 แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่ สีนำ้ ตาล…..……………………………………………….120
ตารางที่ 12 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ สีเหลอื ง…..………………………………………………..120



สารบัญตาราง (ตอ่ )

หวั ขอ้ หนา้

ตารางที่ 13 แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ สเี ขียว…..……………………………………..…………….120
ตารางท่ี 14 แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มสีน้ำเงนิ …..……………………………………..…………..121
ตารางที่ 15 แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่ สแี ดง…..……………………………………..………………121
ตารางท่ี 16 แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มสมี ว่ ง…..……………………………………..………………121
ตารางท่ี 17 แบบสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถามนกั เรียนกลมุ่ สนี ำ้ ตาล…..………………………………122
ตารางที่ 18 แบบสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถามนักเรยี นกลุม่ สีเหลือง…..……………………………….122
ตารางที่ 19 แบบสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถามนกั เรยี นกลมุ่ สีเขยี ว…..………………………………….122
ตารางท่ี 20 แบบสังเกตพฤติกรรมการตอบคำถามนกั เรยี นกลุ่มสีน้ำเงนิ …..………………………………..123
ตารางที่ 21 แบบสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถามนักเรียนกลุ่มสีแดง…..…………………………………...123
ตารางที่ 22 แบบสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถามนักเรยี นกลุ่มสีม่วง…..……………………………………123



สารบญั ภาพ

หวั ขอ้ หน้า

ภาพที่ 1 การสมัครเข้าใช้งาน Plickers Application…..……………………………………..…………………29
ภาพท่ี 2 การลงทะเบียนเข้าใช้งาน Plickers Application6…..……………………………………..……….30
ภาพที่ 3 หน้าแรกของโปรแกรม…..……………………………………..……………………………………………….30
ภาพที่ 4 การสร้างห้องเรยี นใหม่…..……………………………………..……………………………………………….30
ภาพที่ 5 การเพิ่มรายชอื่ นักเรยี น…..……………………………………..………………………………………………31
ภาพที่ 6 การเพม่ิ รายช่อื นกั เรยี น…..……………………………………..………………………………………………31
ภาพที่ 7 การเพ่ิมรายชอ่ื นกั เรียน…..……………………………………..………………………………………………31
ภาพท่ี 8 การเพิ่มรายชือ่ นกั เรยี น…..……………………………………..………………………………………………32
ภาพท่ี 9 การเพิ่มรายวิชา…..……………………………………..……………………………………..………………….32
ภาพท่ี 10 การสรา้ งข้อสอบ…..……………………………………..……………………………………..……………….32
ภาพท่ี 11 การสรา้ งข้อสอบ…..……………………………………..……………………………………..……………….33
ภาพท่ี 12 การสร้างข้อสอบ…..……………………………………..………………………………………………………33
ภาพท่ี 13 การสรา้ งขอ้ สอบ…..……………………………………..……………………………………..……………….33
ภาพท่ี 14 การสร้างขอ้ สอบ…..……………………………………..……………………………………..……………….34
ภาพท่ี 15 การสร้างขอ้ สอบ…..……………………………………..……………………………………..……………….34
ภาพที่ 16 การสร้างขอ้ สอบ…..……………………………………..……………………………………..……………….34
ภาพท่ี 17 การดูตัวอยา่ งข้อสอบ…..……………………………………..……………………………………..…………35
ภาพที่ 18 การแกไ้ ขชอ่ื รายวชิ า…..……………………………………..……………………………………..………….35
ภาพที่ 19 การแก้ไขรายช่อื วชิ า…..……………………………………..……………………………………..………….35
ภาพที่ 20 การดาวน์ โหลด AR Code…..……………………………………..……………………………………….36
ภาพที่ 21 การดาวน์ โหลด AR Code…..……………………………………..……………………………………….36
ภาพที่ 22 การดาวน์ โหลด AR Code…..……………………………………..……………………………………….36
ภาพที่ 23 กรอบแนวคิดในการศึกษา…..……………………………………..……………………………………..….47
ภาพที่ 24 ข้นั ตอนการสรา้ งแผนการจัดการเรยี นรู้โดยใชก้ ารจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมือกนั เรียนรู้….51
ภาพที่ 25 แผนภาพสรุปขั้นตอนประเมินพฤติกรรมรายบคุ คลของนกั เรยี น…..……………………………54
ภาพท่ี 26 ขั้นตอนการสรา้ งแบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรยี น…..…………………………………….56
ภาพท่ี 27 ขน้ั ตอนการเก็บรวบรวมขอ้ มูล…..……………………………………..…………………………………...58
ภาพที่ 28 ครูผสู้ อนแจกป้ายชอ่ื ให้นกั เรียนรายบคุ คล…..……………………………………..…………………116



สารบัญภาพ (ต่อ)

หวั ขอ้ หนา้

ภาพที่ 29 นกั เรยี นเล่นเกม “ส่ิงแวดลอ้ มน่ารู้” …..……………………………………..…………………………124
ภาพท่ี 30 ครูผู้สอนสอนเรื่องอิทธพิ ลส่งิ แวดล้อม โดยใชส้ อ่ื Power Point…..…………………………..125
ภาพที่ 31 หน้าการมสี ว่ นรว่ มของนกั เรยี นในการทำกิจกรรม…..………………………………………………125
ภาพที่ 32 การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้ Plickers Application…..…………………………………….126
ภาพที่ 33 นกั เรยี นทเี่ ปน็ ตวั แทนกล่มุ รับรางวัลในการแข่งขัน…..……………………………………………..126

1

บทที่ 1

บทนำ

1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดให้มีหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน

พุทธศักราช 2551 มงุ่ สง่ เสริมนกั เรียนให้มีคณุ ธรรม รักความเปน็ ไทย มที ักษะการคิด วิเคราะหส์ ร้างสรรค์มี
ทักษะด้านเทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น ในสังคมโลกได้อย่างสันติ
กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชว่ ยใหน้ ักเรยี น มคี วามร้คู วามเข้าใจการดำรงชีวิต
ของมนษุ ยท์ ง้ั ในฐานะปัจเจกบุคคล และการอย่รู ่วมกันในสงั คม การปรบั ตวั ตามสภาพแวดล้อม การจัดการ
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัด เข้าใจถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ตามยุคสมัยกาลเวลาตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ
เกิดความเข้าใจในตนเองและผูอ้ ่ืน มีความอดทนอดกลั้น ยอมรับในความแตกต่างและมคี ุณธรรม สามารถ
นำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นพลเมืองดี ของประเทศชาติและสังคมโลก รวมทั้งสามารถ
วิเคราะหส์ ภาพทางสงั คมวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ ระหวา่ งสงั คมไทยกับสงั คมอืน่ ในโลกเพอื่ ให้เกิดความ
เข้าใจอันดีต่อกัน นอกจากนี้ยังจะต้องเรียนรู้และแสวงหาประสบการณ์ มีความรู้เรื่องราวเกี่ยวกบั ตนเอง
ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในลักษณะบูรณาการ นักเรียนได้เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับปัจจุบันและอดีต
มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ได้ข้อคิด เกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต
ผ้บู รโิ ภค ร้จู กั การออมเบอ้ื งตน้ และ วิธกี ารเศรษฐกิจพอเพียง (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2552)

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกัน
อย่างหลากหลาย เพ่อื ช่วยให้สามารถปรบั ตวั เองกบั บริบทสภาพแวดลอ้ ม เป็นพลเมืองดี มคี วามรับผิดชอบ
มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม โดยได้กำหนดสาระต่าง ๆ ไว้ดังนี้ ศาสนา ศีลธรรม
จริยธรรม, หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม, เศรษฐศาสตร์, ประวัติศาสตร์ และ
ภูมิศาสตร์ ซึ่งโดยธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นวิชาที่
ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคม มุ่งให้นักเรียนรู้จักการ
ปรับตัวให้สัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคม นักเรียนจะต้องรู้จักการ
พัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยรู้จักการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์
คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ สามารถเผชิญสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน
ชีวิตประจำวันได้ โดยเรียนรู้ด้วยวิชาการที่หลากหลายและจำเป็นต้องแสวงหาความรู้ตลอดเวลา
โดยใช้เทคโนโลยีสื่อสารสนเทศตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างเป็นประโยชน์ นกั เรยี นสามารถเรยี นรู้แกป้ ญั หาที่เกิดขึ้นด้วย
ตนเองได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ รู้จักทำงานรว่ มกนั เป็นหม่คู ณะตามระบอบประชาธิปไตยบนพืน้ ฐานของหลัก
คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์ การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ใหน้ กั เรยี นมคี ุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษา ครผู ู้สอนเป็นผู้ท่ีมีบทบาท

2

สำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องรู้จักนำวิธีการสอน หรือเทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ในการเรียนการสอน ใน
การจดั กระบวนการเรียนรู้ตอ้ งจัดเนื้อหา สาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ
นักเรียน คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และต้องรู้วิธีการฝึกนักเรียนให้มีทักษะการคิดการจัดการ
การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้ (กรมวิชาการ, 2561) และการจัดการเรยี นรู้ควรเน้น
การเรียนรตู้ ามสภาพจรงิ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรรู้ ว่ มกัน การเรียนรู้ตามธรรมชาติ การเรียนรู้จาก
การปฏบิ ัตจิ รงิ และการเรยี นร้แู บบบูรณาการ (กรมวชิ าการ, 2545) จะเป็นการกระตนุ้ ให้นักเรียนสนใจและ
เอาใจใส่ต่อบทเรียน มีความเข้าใจในบทเรยี นดียงิ่ ขนึ้

จากสภาพการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (มอดินแดง) มพี ฤตกิ รรมการเรียนรอู้ ยูใ่ นเกณฑ์ที่ไม่
นา่ พึงพอใจ โดยจากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนเก่ยี วกับการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศกึ ษา ชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดนิ แดง) พบว่า นกั เรียนขาดความสนใจ
ในการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา โดยมีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่งและหยอกล้อ พูดคุยในเวลาเรียน อีกทั้งยังทำให้
ครูผู้สอนไม่สามารถควบคุมชั้นเรียนได้ จากสภาพปัญหาดังกล่าวจึงส่งผลให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของ
นกั เรยี นไมด่ เี ท่าทค่ี วร ตามท่ีโรงเรยี นกำหนดเกณฑไ์ ว้

การเรียนรู้แบบร่วมมือกนั เรียนรู้ (Team-Games-Tournaments หรือ TGT) เป็นการเรียนรูแ้ บบกลมุ่
ทใี่ หส้ มาชกิ ในกลมุ่ เรยี นรู้เนอื้ หาสาระจากผ้สู อน และมแี รงจูงใจในการเรียนรูด้ ว้ ยการแขง่ ขันทดสอบความรู้
ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกัน โดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน
มกี ารแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ มกี ารช่วยเหลอื พง่ึ พาซง่ึ กันและกนั และมีความรับผดิ ชอบรว่ มกนั ท้งั ในส่วน
ตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื มีข้อดีหลายประการ อาทิ ช่วยพัฒนาความเชื่อมั่นของนักเรยี น ช่วยพัฒนา
ความคิดของนกั เรียน ช่วยยกระดบั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียน ชว่ ยสง่ เสริมบรรยากาศในการเรียน
ส่งเสริมทกั ษะการทำงานรว่ มกนั ทำใหน้ ักเรียนมีวิสัยทศั น์หรอื มุมมองกว้างขึ้น ช่วยการปรับตัวในสังคมดีขึ้น
และเพอ่ื ให้การจัดการเรียนรมู้ ีความน่าสนใจมากยง่ิ ขึ้น

ในปัจจุบันมีการจดั การเรยี นรู้โดยใช้ Plickers Application ชว่ ยสอนอย่างแพร่หลาย ซ่งึ จากการสังเกต
พบว่า เมื่อนำ Plickers Application มาใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความ
กระตือรือร้นในการเรียน และครูยังสามารถสอดแทรกเนื้อหาสาระไปในรูปแบบของคำถามได้อีกด้วย
สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในยุคปจั จุบนั ที่ตอ้ งการให้ท้งั ครูและนักเรียนได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ทางการศึกษามาใชใ้ นหอ้ งเรียนเพอ่ื เพม่ิ โอกาสในการเรียนรูใ้ ห้มากทีส่ ดุ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงได้นำ Plickers Application ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับสร้าง
แบบทดสอบและตรวจคำตอบได้ทันทีโดยใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตเพอ่ื เก็บผลคำตอบจากแผ่นกระดาษ

3

ทรงสี่เหลี่ยมที่มีภาพรหัสหรือรูปทรงคล้าย QR code ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้
(Team-Games-Tournaments หรือ TGT) โดยนำมาใช้ในการประเมนิ ผลการเรยี นรู้ของนักเรียน เพือ่ เป็น
ส่วนช่วยกระต้นุ พฤตกิ รรมการเรียนรูข้ องผู้เรยี นในการจดั การเรียนรู้ ใหเ้ ปน็ ไปในทางทด่ี ียงิ่ ขน้ึ

1.2 คำถามการวิจยั
1. พฤติกรรมการเรยี นร้ขู องนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแก่น

ฝ่ายประถมศึกษา (มอดนิ แดง) หลงั จากจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื กนั เรียนรู้ (Team-Games-
Tournaments หรือ TGT) รว่ มกบั Plickers Application เปน็ อยา่ งไร

2. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื กนั เรียนรู้ (Team-Games-Tournaments หรือ
TGT) ร่วมกับ Plickers Application อยใู่ นระดับใด

1.3 วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ศกึ ษาผลการใช้การจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื กันเรียนรู้ (Team-Games-Tournaments หรือ

TGT) รว่ มกับ Plickers Application ทมี่ ีผลตอ่ พฤตกิ รรมการเรียนรู้ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3
ในรายวชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

2. เพือ่ ศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือกนั เรยี นรู้
(Team-Games-Tournaments หรอื TGT) รว่ มกบั Plickers Application

1.4. สมมตฐิ าน
เมอื่ นกั เรยี นไดร้ บั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชร้ ูปแบบการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้

(Team-Games-Tournaments หรือ TGT) รว่ มกับ Plickers Application ในรายวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรมแล้วนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3 มีพฤตกิ รรมการเรยี นรูโ้ ดยกำหนดให้มีจำนวนนกั เรยี น
ไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์ การประเมินพฤติกรรมการเรยี นรู้ร้อยละ 75 ข้นึ ไป เนอื่ งจาก นวลจนั ทร์
วาลย์มนตรี (2551) ได้พฒั นาแผนการจัดการเรยี นร้แู บบกลุม่ รว่ มมือเทคนิค TGT เรื่องสาร และการ
เปลีย่ นแปลง กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื พฒั นาแผนการจดั การเรียนรแู้ บบกลมุ่ ร่วมมอื เทคนิค
TGT ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 โดยผลการวจิ ยั สรปุ ได้ว่าแผนการจดั การเรยี นร้แู บบกลุ่มร่วมมอื
เทคนคิ TGT เรื่องสารและการเปลี่ยนแปลง มปี ระสิทธภิ าพเท่ากับ 78.44/80.97 ซงึ่ สงู กว่าเกณฑ์ที่ต้ังไว้

1.5 ขอบเขตการวจิ ยั
1. กลุ่มเป้าหมาย
กลุม่ เป้าหมายทใ่ี ช้ในการวจิ ัยเปน็ นกั เรียนที่กำลังศกึ ษาชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3 หอ้ ง 3 ภาคเรียนท่ี 2

ปีการศกึ ษา 2562 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา (มอดินแดง) โดยมจี ำนวน

4

นักเรยี นทงั้ ส้ิน 27 คน โดยเลือกแบบเจาะจง
หมายเหตุ นักเรยี น 1 คน ไมไ่ ดเ้ ขา้ รว่ มกระบวนการวิจยั ดงั นั้นจงึ มจี ำนวนนกั เรียน 26 คน ในการใช้

วเิ คราะหข์ ้อมลู
2. ตัวแปรท่ศี กึ ษา
1) ตวั แปรต้น คือ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ดว้ ยการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื กนั เรยี นรู้ (Teams-

Games-Tournament หรือ TGT) รว่ มกับ Plickers Application
2) ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ 1.) พฤติกรรมการเรียนรู้ของนกั เรยี น 2.) ความพึงพอใจของนักเรยี น

3. เน้ือหาทใ่ี ช้ในการวิจัย
รายวชิ า ส13101 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เร่ือง มนุษย์กับสงิ่ แวดล้อม ชน้ั ประถมศึกษา

ปีท่ี 3 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournament หรือ TGT) ร่วมกับ
Plickers Application

4. ระยะเวลา
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2562

1.6 นิยามศพั ท์เฉพาะ
1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT) หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นนักเรียน

เป็นสำคัญ โดยใชเ้ กมและการแข่งขันในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เพือ่ กระตุน้ นกั เรียนใหเ้ กิดความสนใจใน
บทเรียน และช่วยเหลอื สนับสนนุ กันในกลุม่ ของตนเองให้ประสบผลสำเรจ็

2. Plickers Application หมายถึง แอปพลิเคชันสำหรับสร้างแบบทดสอบและตรวจคำตอบได้ทันที
โดยใชส้ มาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตสแกนจากแผ่นกระดาษทรงสเ่ี หล่ียมที่มภี าพรหัสหรอื รูปทรงคล้าย
QR code ทีน่ ักเรยี นใช้ในการตอบคำถาม

3. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application หมายถึง
กระบวนการหรือวธิ กี ารทใ่ี ช้ในการจัดการเรียนรู้รายวิชา ส13101 สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดย
เนน้ กระบวนการร่วมมอื กันเรยี นรู้ร่วมกับแอพพลเิ คชั่น Plickers ประกอบด้วย 4 ข้นั ตอน ดังน้ี

1) ขั้นการสอน หมายถึง กระบวนการเสนอบทเรียนใหม่แก่นักเรียน โดยเริ่มจากการ กระตุ้น
นักเรียนให้เกิดความสนใจในเนื้อหาที่จะเรียน โดยใช้เกมประกอบ จากนั้นจึงทำการแบ่งกลุ่มและอธิบาย
เนื้อหา นักเรียนได้ร่วมกันศึกษาองค์ความรู้จากหนังสือเรียน ใบความรู้ ฯลฯ แล้วจึงให้นักเรียนร่วมกัน
วิเคราะห์โจทย์ปัญหา โดยการเรียนการสอนในขั้นนี้ประกอบดว้ ยกิจกรรมต่าง ๆ คือ การอภิปรายซักถาม
การเล่นเกม การใช้ Power Point เป็นสื่อประกอบในการสอน การแบ่งกลุ่มร่วมกันเรียนรู้และ การสรุป
องคค์ วามรู้

5

2) ขน้ั การจดั ทมี หมายถึง การจัดทมี เป็นขน้ั ตอนการจัดกลุ่มหรือจัดทีมของนกั เรยี น โดยจัดให้คละ
ความสามารถเก่ง กลาง และอ่อน ซึ่งแต่ละทีมมีการช่วยเหลือกัน ในการเตรียมความพร้อม เพื่อทำการ
แข่งขันในลำดบั ต่อไป

3) ขนั้ การแขง่ ขัน หมายถงึ กระบวนการที่ผู้สอนใหน้ กั เรียนได้แขง่ ขนั กนั เป็นกล่มุ โดยจะใช้เกมการ
แข่งขันซึ่งงานวิจัยนี้จะใช้เกมการตอบคำถามทางวิชาการ ซึ่งจะนำ Plickers Application มาใช้ในการ
จัดการแข่งขันเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ทำให้นักเรียนเกิดแรงกระตุ้นในการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์
การเรยี นร้ตู ามทไ่ี ดก้ ำหนดไว้

4) ขั้นการยอมรับความสำเร็จของทีม หมายถึง กระบวนการที่ผู้สอนและนักเรยี น ร่วมกนั สรุปองค์
ความรู้ที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้การอภิปรายซักถาม เพิ่มเติมเนื้อหาให้สมบูรณ์
และมีการมอบรางวัลแกท่ ีมที่ชนะการแข่งขันดว้ ย

4. พฤติกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การปฏิบตั ิตนของนกั เรยี นทม่ี ีปฏสิ มั พนั ธต์ อ่ กจิ กรรมการเรียนการ
สอนของครู เนอ้ื หาทีเ่ รียน รวมไปถึงสภาพแวดลอ้ มรอบ ๆ ตวั ซึง่ วัดด้วยแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้
ของนักเรียนจำนวน 3 ดา้ น 7 ข้อ ไดแ้ ก่ ด้านพทุ ธพิสยั 1. ความสามารถในการตอบคำถามได้อย่างตรง
ประเด็น 2. มกี ารแสดงความคิดเหน็ ต่อยอดจากคำตอบ 3. มกี ารร่วมกันแสดงความคดิ เหน็ ในการแก้ไข
ปัญหา ดา้ นทกั ษะพสิ ยั 4. ความกระตอื รือรน้ ในการทำงาน 5. มคี วามสามารถในการปฏบิ ัตงิ านที่ไดร้ ับ
มอบหมายดา้ นเจตพิสัย 6. ความตรงตอ่ เวลาในการทำงาน 7. ความร่วมมอื ในการทำกิจกรรม

5. ความพงึ พอใจ หมายถึง ความรสู้ ึกทดี่ ีหรอื ความคิดที่ดที ี่เปน็ ไปตามความคาดหวงั โดยได้รับ การจูง
ใจทั้งในลักษณะที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ในการดำเนินการเรียนการสอนทำให้นักเรียนมีการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มีความเจริญงอกงามในทุกด้าน มีความกระตือรือร้นในการเรียน มีความสนใจ
ต่อกระบวนการเรียนการสอน โดยแบ่งเปน็ 3 ด้าน ดังนี้

1) ด้านเนื้อหา หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ เนื้อหาตรงตาม
บทเรยี นทีเ่ รียน เนอ้ื หาทส่ี อนมีความเหมาะสมกับนกั เรียนและเวลาท่ีใช้ เน้ือหามีความน่าสนใจ กระตุ้นให้
เกิดการเรยี นรู้ ไมน่ ่าเบ่ือ เนือ้ หามปี ระโยชน์ในการนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวนั สามารถเปน็ พ้นื ฐานใน
การศึกษาตอ่ และอ่ืน ๆ

2) ด้านการมสี ่วนรว่ มในกิจกรรม หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรยี นเกี่ยวกับการ มสี ว่ นรว่ มของ
นักเรียนในชน้ั เรียน คอื ครูเปิดโอกาสใหน้ กั เรียนไดซ้ กั ถาม มสี ่วนรว่ มในการทำงานกลุ่ม มีสว่ นรว่ มในการ
ตอบคำถาม และมสี ่วนรว่ มในการสะทอ้ นกจิ กรรมการเรียนการสอน

6

3) ด้านครูผ้สู อน หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนเก่ยี วกบั การจัดการเรยี นจัด ของครผู ู้สอน คือ
ครูเตรียมการจัดการเรียนการสอน ครูใหค้ วามสนใจแก่นักเรียนอยา่ งทว่ั ถงึ และครตู ัง้ ใจสอน รวมถึงให้
คำแนะนำนักเรยี นในการทำกิจกรรมตา่ ง

1.7 ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะไดร้ ับ
1. นักเรียนมพี ฤตกิ รรมการเรียนรู้ทีด่ ใี นการเรยี นรายวชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
2. นักเรียนสามารถทำงานรว่ มกบั ผู้อ่ืนและสามารถอยู่รว่ มกบั คนในสังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
3. ครูผสู้ อนสามารถนำไปเปน็ แนวทางในการเลอื กวิธีการจดั การเรยี นรู้ที่เหมาะสมไปใชใ้ นการจัด

กจิ กรรมการเรยี นการสอน

7

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวข้อง

ในผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournament หรือ TGT)
ร่วมกับ Plickers Application ที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) คณะผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการอ้างอิงทฤษฎี แนวคิดประกอบการศึกษา และเป็นแนวทางในการ
ดำเนินการวิจยั ดงั ต่อไปนี้

2.1 หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดินแดง) กล่มุ สาระ
การเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

2.2 การจัดการเรยี นร้แู บบรว่ มมือ
2.3 Plickers Application
2.4 การจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือกันเรียนรู้ (TGT)ร่วมกับ Plickers Application
2.5 พฤติกรรมการเรียนรู้
2.6 ความพงึ พอใจ
2.7 งานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง
2.8 กรอบแนวคิดในการวิจยั
โดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี

2.1 หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (มอดนิ แดง) กลมุ่
สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา (มอดนิ แดง) กลมุ่
สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา พุทธศาสนา ประวตั ิศาสตร์
บรู ณาการหนา้ ทีพ่ ลเมือง หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศกึ ษา
(มอดินแดง) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พ.ศ. 2561 (ฉบับปรับปรงุ 2560) จัดทำขึน้
เพื่อใหก้ ารจดั การศึกษาสอดคล้องกบั การเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และ
ความร้ทู างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีเจริญก้าวหนา้ อยา่ งรวดเร็ว เป็นการพัฒนาและเสริมสรา้ งศกั ยภาพ
คนในชาติให้สามารถเพม่ิ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศ การยกระดับคณุ ภาพการศกึ ษาและ
การเรียนรู้ให้มีคณุ ภาพและมาตรฐานระดับสากล สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 โลกในศตวรรษที่ 21 และ
ทัดเทียมนานาชาติ ผเู้ รยี นมศี ักยภาพในการแข่งขันและดำรงชวี ติ อย่างสรา้ งสรรคใ์ นประชาคมโลก ตามหลกั
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง

8

โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (มอดนิ แดง) ได้จัดการศกึ ษา เป็น 2
หลักสตู ร คือ

1. หลกั สตู รปกติ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 - 6 เป็นหลักสูตรโรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ฝ่าย
ประถมศกึ ษา (มอดินแดง) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง
2560)

2. โครงการเสรมิ สรา้ งศักยภาพนกั เรยี น (หลกั สูตรคขู่ นาน) (Intensive English Course: IEC) ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 เปน็ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(มอดนิ แดง) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ทเ่ี นน้
เวลาเรยี นวิชาภาษาองั กฤษอย่างเข้มข้นตามโครงสร้างของหลักสูตร สอนโดยอาจารย์ชาวต่างชาติ รว่ มกบั
อาจารยช์ าวไทย (Co – Teacher)

วิสัยทัศน์
ม่งุ เน้นผูเ้ รยี นเปน็ สำคัญบนพ้ืนฐานความเชอื่ วา่ ผู้เรยี นทุกคนสามารถเรียนรแู้ ละพฒั นาตนเองได้

ตามศกั ยภาพให้เปน็ มนุษย์ทมี่ ีความสมดลุ ท้งั ดา้ นร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ิตสำนึกในความเป็นพลเมอื ง
ไทยและเปน็ พลเมืองโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็น
ประมุข มคี วามรแู้ ละทกั ษะพื้นฐาน รวมทัง้ เจตคติท่ีจำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ
การศึกษาตลอดชีวติ

หลกั การ
หลักสตู รโรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดนิ แดง) ตามหลกั สูตร

แกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560) มหี ลักการที่สำคัญดังนี้
1. เปน็ หลกั สูตรการศึกษาเพอื่ ความเปน็ เอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรยี นรู้เปน็

เปา้ หมายสำหรบั พฒั นาเด็กและเยาวชนใหม้ คี วามรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพนื้ ฐาน ของความเป็น
ไทยควบค่กู ับความเป็นสากล

2. เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาเพื่อปวงชน ท่ปี ระชาชนทุกคนมโี อกาสได้รับการศึกษาอยา่ งเสมอภาค
และมีคุณภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาท่ีสนองการกระจายอำนาจ ให้สงั คมมีสว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษาให้
สอดคลอ้ งกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น

4. เป็นหลกั สูตรการศกึ ษาทม่ี โี ครงสร้างยดื หยุ่นท้ังด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้
5. เป็นหลกั สูตรการศึกษาท่ีเน้นผ้เู รยี นเป็นสำคัญ
6. เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้และ
ประสบการณ์
7. เป็นหลักสูตรทม่ี อี งคค์ วามรทู้ ีห่ ลากหลาย เพื่อให้ผเู้ รียนศึกษาและพัฒนาตนเองใหเ้ ตม็ ตาม
ศักยภาพ

9

จดุ หมายของผ้เู รยี นเม่ือเรยี นจบ
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) ตาม

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) มั่งพัฒนาผู้เรียนใหเ้ ปน็
คนดี มปี ญั ญา มีความสุข มศี ักยภาพในการศกึ ษาตอ่ และประกอบอาชีพ มจี ุดมงุ่ หมายเพ่อื ให้เกิดกับผู้เรียน
เมื่อจบการศกึ ษา ดังนี้

1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมที่พงึ ประสงค์ เห็นคณุ คา่ ของตนเอง มวี นิ ัยและปฏิบัติตนตาม
หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาท่ตี นนบั ถือ ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

2. มีความรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคิด การแก้ปญั หา การใชเ้ ทคโนโลยี และมที กั ษะชวี ิต
3. มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตทดี่ ี มสี ขุ นิสัย และรักการออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
5. มีจิตสำนกึ ในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภูมิปญั ญาไทย การอนุรกั ษ์และพัฒนาส่งิ แวดล้อม มีจิต
สาธารณะทีม่ ุ่งทำประโยชน์และสรา้ งส่ิงท่ดี ีงามในสงั คม และอยูร่ ่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
มุ่งเนน้ พฒั นาผูเ้ รยี นใหม้ ีคณุ ภาพตามมาตรฐานท่ีกำหนดไว้ 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความร้คู วามเข้าใจ ความรู้สกึ และทัศนะของตนเองเพ่อื แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณอ์ ันจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมทัง้ การเจรจาตอ่ รองเพื่อขจัดและ
ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนการเลอื กใชว้ ธิ กี ารสื่อสาร ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบท่มี ตี ่อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคิด เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคดิ สงั เคราะห์ การคิด อย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพื่อการตดั สินใจเกย่ี วกับตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ
ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลกั เหตผุ ล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และ
การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและ
สง่ิ แวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ ง ๆ ไปใช้ในการ
ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพนั ธ์อันดรี ะหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง

10

เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง
พฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์ทส่ี ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผ้อู น่ื

5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใชเ้ ทคโนโลยีด้านต่าง ๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพฒั นาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรียนรู้ การสื่อสาร การ
ทำงาน การแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม

คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 10 ประการ
โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) ม่งุ พฒั นาผ้เู รียนให้มี

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ เพอื่ ให้สามารถอยรู่ ่วมกบั ผูอ้ ืน่ ในสงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสขุ ในฐานะเปน็ พลเมอื ง
ไทยและพลเมอื งโลก ดังนี้

1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ซอ่ื สัตยส์ จุ ริต
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรยี นรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มุ่งมัน่ ในการทำงาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มีจิตสาธารณะ
9. รักษส์ งิ่ แวดล้อม
10. กลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสม
กลมุ่ สาระการเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรยี นให้เกิดความสมดุลต้องคำนงึ ถึงหลักพฒั นาการทางสมองและพหุปญั ญาได้
กำหนดใหผ้ ู้เรียนเรียนรู้ 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ดงั น้ี
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 และ ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ประถมศึกษาปที ี่ 2 ประถมศึกษาปีท่ี 4 และ
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
4. สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
6. ศลิ ปะ
7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 และ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6

11

การงานอาชีพ ในชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ประถมศึกษาปที ่ี 2 ประถมศึกษาปีที่ 4 และประถมศึกษา
ปีท่ี 5

8. ภาษาต่างประเทศ
ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรูเ้ ปน็ เป้าหมายสำคญั ของการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์
เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนา
การศึกษาทงั้ ระบบ

กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้านเพือ่ ความ

เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างใหเ้ ป็นผูม้ ีศีลธรรม จริยธรรม มี
ระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได้ และอยู่
รว่ มกับผู้อ่ืนอยา่ งมคี วามสุข

กิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน แบ่งเปน็ 3 ลักษณะ ดงั นี้
1. กจิ กรรมแนะแนว
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผูเ้ รยี นให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิด
แก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียน และอาชีพ สามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม
นอกจากนยี้ งั ชว่ ยใหค้ รูรู้จกั และเขา้ ใจผู้เรียน ทัง้ ยังเปน็ กจิ กรรมทีช่ ่วยเหลือและให้คำปรกึ ษาแกผ่ ปู้ กครองใน
การมีส่วนรว่ มพฒั นาผเู้ รียน
2. กจิ กรรมนักเรียน
เป็นกจิ กรรมทีม่ งุ่ พัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเปน็ ผู้นำผู้ตามท่ีดี ความรบั ผิดชอบ การทำงาน
รว่ มกนั การร้จู กั แกป้ ัญหา การตัดสินใจท่เี หมาะสม ความมีเหตุผล การช่วยเหลอื แบ่งปันกนั เอ้อื อาทร และ
สมานฉันท์ โดยจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน ให้ได้ปฏิบัติด้วย
ตนเองในทุกข้ันตอน ได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมินและปรับปรุงการทำงาน
เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียน บริบทของ
สถานศึกษาและทอ้ งถนิ่ กิจกรรมนกั เรียนประกอบดว้ ย

2.1 กจิ กรรมลกู เสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผบู้ ำเพ็ญประโยชน์ และนักศกึ ษาวิชาทหาร
2.2 กจิ กรรมชมุ นุม ชมรม
3. กจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และท้องถิ่นตาม
ความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละต่อสังคม มีจิต
สาธารณะ เช่น กจิ กรรมอาสาพฒั นาตา่ ง ๆ กจิ กรรมสร้างสรรคส์ ังคม

12

2.2 การจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมอื
2.1.1 ความหมายของการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื (Cooperative Learning)
Balkcom (1992) ได้กล่าวว่า การเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ คือ การจัดการสอนที่ประสบ

ความสำเร็จในกลุ่มเล็ก ๆ กันนกั เรียนท่มี ีระดบั ความสามารถแตกต่างกัน กจิ กรรมการเรียนรู้จะส่งเสริมให้
เข้าใจประโยชน์จากเนื้อหารายวิชาที่กำหนดให้ สมาชิกทุกคนในทีมไม่เพียงแต่รับผิดชอบการเรียนของ
ตนเองเท่านน้ั แตจ่ ะตอ้ งช่วยเหลือสมาชกิ ในทีมดว้ ย

Johnson and Johnson (1994) ได้กลา่ ววา่ การเรียนแบบร่วมมอื เป็นการจัดการเรยี นการสอน
ที่แบง่ นักเรยี นออกเป็นกล่มุ ย่อย กลุ่มละ 2-3 คน ทำงานร่วมกนั เพอื่ ไปส่เู ปา้ หมายเดียวกันแบบปฏิสัมพันธ์
ทางบวกเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของสมาชิกกลุ่มให้มากที่สุด สำหรับความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับความ
พยายามและความสามารถของสมาชิกทกุ คนภายในกลุ่ม

Abuseileek (2007) ได้กลา่ วว่า การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื เป็นการเรียนทจี่ ดั สมาชิกกลุ่มเล็ก ๆ แล้ว
ร่วมกันแก้ปัญหาหรือทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ สมาชิกในกลุ่มทุกคนเป็นส่วนสำคัญของกลุ่มที่
จะต้องมีสว่ นรว่ มในการช่วยเหลือซึ่งกันและกนั ในการทำงาน ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกลุม่ ล้วน
เป็นของทกุ คนในกลุ่ม

อาภรณ์ ใจเทยี่ ง (2550) ได้กลา่ วว่า การเรียนร้แู บบร่วมมอื หรอื แบบมีส่วนร่วม หมายถึง การจัด
กิจกรรมการเรยี นรู้ที่ผู้เรียนมคี วามรู้ความสามารถต่างกัน ได้ร่วมกันทำงานกลุ่มด้วยความตั้งใจและความ
เต็มใจรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ในกลุ่มของตน ทำให้งานของกลุ่มดำเนินไปสู่เป้าหมายของงานได้ เป็น
การเรยี นรูเ้ ป็นกลุม่ ยอ่ ยโดยมีสมาชกิ กลุม่ ท่ีมีความสามารถแตกตา่ งกนั ประมาณ 3-6 คน ช่วยกนั เรยี นรู้ เพ่ือ
ไปสู่เปา้ หมายของกลุ่ม

สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2554) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธกี ารเรียนที่มีการจัด
กลุม่ การทำงาน เพอ่ื สง่ เสริมการเรียนรู้และเพ่ิมพนู แรงจูงใจทางการเรียน การเรยี นแบบร่วมมอื ไม่ใช่วิธีการ
จดั นกั เรียนเข้ากลมุ่ รวมกันแบบธรรมดา แต่เป็นการรว่ มกลมุ่ อย่างมีโครงสร้างอย่างชดั เจน จากการท่สี มาชิก
แต่ละคนในทีมมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการเรียนรู้ และสมาชิกทุกคนจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ
เพ่ือทีจ่ ะชว่ ยเหลือและเพม่ิ พนู การเรียนรู้ของสมาชิกในทีม ดงั น้ันการจดั ผ้กู ารเรียนเข้ากลุ่มทำงานโดยท่ัว ๆ
ไปจึงอาจไม่ใช่การเรียนแบบรว่ มมือ เพราะมักพบนักเรียนที่เกง่ เท่านั้นจะเป็นผูจ้ ัดการให้เกิดผลงานในทีม
สมาชกิ อน่ื ๆ อาจไม่มีโอกาสในการแสดงออก

สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นกลุ่ม โดยกลุ่มนั้นต้องประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถ
แตกตา่ งกนั เพือ่ ให้แต่ละคนเหน็ ความสำคญั ขอเพื่อนนกั เรยี นในกลุ่มซ่ึงจะขาดไมไ่ ด้ เพราะแต่ละคนมีคาม

13

สามารถไม่เหมือนกันจึงต้องอาศัยซึ่งกันและกันในการเรียนรู้ คนที่เก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่าใน
ดา้ นวชิ าการ แตค่ นทเี่ รียนอ่อนในดา้ นวชิ าการอาจเกง่ ด้านการพูด หรือด้านการชว่ ยเหลอื และใหก้ ำลังใจต่อ
กนั นอกจากน้ยี ังทำให้เกิดความเห็นใจกัน มีปฏสิ มั พนั ธท์ ด่ี ตี อ่ กัน มีความผูกพันกัน โดยยดึ หลกั ความสำเร็จ
ของกลุ่มคอื ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนในกลุม่

2.1.2 วัตถุประสงคข์ องการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื (Cooperative Learning)
Slavin (1990) ได้กล่าวถงึ การเรียนรู้แบบร่วมมือน้มี วี ตั ถุประสงคห์ ลายประการ ดังน้ี

1) เพอื่ ช่วยให้นกั เรยี นไดเ้ รยี นร้เู นอ้ื หาสาระต่าง ๆ ดว้ ยตนเองและสามารถพัฒนาไดต้ ามศกั ยภาพ
ของตนเอง

2) เพอื่ ใหเ้ กิดการแลกเปล่ยี นเรียนรรู้ ะหวา่ งนักเรยี นและผู้สอน รวมทงั้ ผูเ้ รียนและผู้เรยี นด้วยกนั
3) เพอ่ื เกดิ การรว่ มมอื และความช่วยเหลอื ระหว่างเพ่ือนดว้ ยกันในกลมุ่
4) เพื่อเกดิ การพฒั นาทกั ษะทางสงั คมต่าง ๆ
2.1.3 ลักษณะของการเรียนรู้แบบรว่ มมอื

อาภรณ์ ใจเท่ียง (2550) ไดก้ ล่าวถึง การจดั กิจกรรมแบบรว่ มแรงรว่ มใจวา่ มลี กั ษณะ ดังนี้
1) มกี ารทำงานกลุ่มร่วมกัน มีปฏสิ มั พันธ์ภายในกล่มุ และระหว่างกลมุ่
2) สมาชิกในกลมุ่ มีจำนวนไมค่ วรเกิน 6 คน
3) สมาชกิ ในกลมุ่ มคี วามสามารถแตกตา่ งกันเพ่ือชว่ ยเหลือกนั
4) สมาชกิ ในกลุม่ ตา่ งมบี ทบาทรับผิดชอบในหนา้ ทท่ี ่ไี ดร้ ับมอบหมาย เช่น

- เปน็ ผู้นำกลมุ่ (Leader)
- เป็นผู้อธบิ าย (Explainer)
- เป็นผู้จดบนั ทกึ (Recorder)
- เป็นผู้ตรวจสอบ (Checker)
- เป็นผู้สงั เกตการณ์ (Observer)
- เปน็ ผู้ใหก้ ำลังใจ (Encourager) ฯลฯ
สมาชกิ ในกลุ่มมคี วามรบั ผิดชอบรว่ มกัน ยึดหลกั ว่า “ความสำเรจ็ ของแต่ละคน คือ ความสำเร็จของ
กลมุ่ ความสำเรจ็ ของกลมุ่ คือ ความสำเรจ็ ของทุกคน”
2.1.4 องคป์ ระกอบสำคัญของการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ
Olsen and Kagan (1992) ได้กลา่ วถึง องค์ประกอบการเรยี นแบบรว่ มมอื ไว้ดงั นี้
1) การพึ่งพาอาศัยกันในทางที่ดี (Positive Interdependent) การพึ่งพากันในทางที่ดีจะเกิดขึ้นเมื่อ
ผลประโยชน์แต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของบุคคลอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อผู้เรียนคนหนึ่งได้รับ

14

ผลสำเร็จ ผู้เรียนคนอื่นก็จะได้รับผลประโยชน์ไปด้วย ซึ่งจะต้องมีการจัดโครงสร้างภาระงาน กำหนด
โครงสร้างวชิ าการและโครงสรา้ งทางผลลพั ธ์ดังนี้

2) การพึง่ พาอาศยั โดยใชโ้ ครงสร้างทางผลลัพธ์ อาจกำหนดให้ผ้เู รยี นมเี ป้าหมายเดียวกนั โดยมอบหมาย
ภาระงานใหเ้ พียง 1ชน้ิ เขียนบรรยายภาพสง่ 1ช้นิ หรืออาจกำหนดให้รางวัลกล่มุ โดยนำคะแนนของสมาชิก
แตล่ ะคนในกลุ่มมาแปลเป็นคะแนนของลุ่มก็ได้

3) การพ่ึงพาอาศัยโดยใช้โครงสร้างทางวิชาการ สมาชิกแต่ละคนจะได้รับมอบหมายบทบาทหน้าที่ท่ี
แตกต่างกนั เช่น อธบิ ายหรอื ผู้ตรวจสอบซึ่งทุกคนจะรับผิดชอบในหน้าท่ีของตนและปฏิบัติตามบทบาทน้ัน
ครูจะใชว้ สั ดอุ ปุ กรณห์ รือใบงานให้เสรจ็ ทุกคนก่อนจะเริ่มทำงานตอ่ ไป

4) การสร้างทีมงาน (Team Formation) การจัดลุ่มหรือทีมงานสามารถทำได้โดยครูกำหนดให้หรือ
นักเรียนจัดกลุ่มกันเอง หัวหน้ากลุม่ ด้วยจากการคดั เลือกของสมาชิกและมีการผลัดเปล่ียนตำแหน่งกัน แต่
อยา่ งไรตามการจัดกลุม่ อย่างเป็นทางการมคี วามเหมาะสมกว่าซึง่ สามารถทำได้ 4 วิธดี ังนี้

1) การจดั กลุ่มตามความแตกต่างดา้ นทางเพศ เชือ้ ชาติ ภาษา และระดับความสามารถ
2) การจัดกลุ่มแบบกลุ่มโดยใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์บางอย่าง เช่น กระดาษสี ผู้เรียนที่ได้
สัญลักษณส์ ีเดียวกันจะไดอ้ ย่กู ลมุ่ เดียวกนั
3) การจัดกลุม่ ตามความแตกตา่ งและระดบั ความสามารถทางภาษา
4) การจัดกลุม่ ตามความสนใจ ความชอบ และลักษณะนิสัย
5) ความรบั ผดิ ชอบ (Accountability) ความรบั ผดิ ชอบต่อตนเองและตอ่ กลุ่มมคี วามสำคญั ตอ่ ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนแบบร่วมมือ และเป็นลักษณะเด่นของการเรียนแบบน้ีผู้เรียนจะได้รับหมอบหมายความ
รับผิดชอบเป็นรายบุคคล มีการให้คะแนนในส่วนรวมที่ตนเองร่วมทำงานของกลุ่ม ซึ่งสามารถตรวจสอบ
ความรบั ผิดชอบไดด้ ว้ ยการทดสอบเรื่องทักษะทางสังคม และโครงสร้างการเรยี นรแู้ ละวธิ จัดโครงสรา้ ง
6) ทักษะกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนเพื่อให้การปฏบิ ัติงานเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพนักเรยี น
จำเป็นต้องมีความสมั พันธ์ทดี่ ีระหว่างบุคคลและกลุ่มย่อย
7) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม เพื่อช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้และปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น เช่น
การวเิ คราะห์เก่ียวกบั วิธกี ารทำงานของกล่มุ พฤตกิ รรมของสมาชิกในกล่มุ และผลงานของกลุ่ม เป็นต้น
Johnson and Johnson (1994) ได้กล่าวถึง การเรียนรู้แบบร่วมมือเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบท่ี
สำคัญ 5 ประการดังน้ี
1) การพึ่งพาและช่วยเหลือกัน (Positive Interdependence) การเรียนรู้แบบร่วมมือจะต้องตระหนกั
อยู่เสมอวา่ สมาชิกกลมุ่ ทุกคนมีความสำคญั เท่ากนั เพราะความสำเร็จของกลุ่มขนึ้ อยกู่ ับสมาชกิ ทุกคนในกลุ่ม
ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ในขณะเดียวกนสมาชิกแต่ละคนจะประสบความสำเร็จได้เมื่อกลุ่มประสบ
ความสำเรจ็ เทา่ นน้ั และความสำเร็จของบุคคลรวมท้ังของกลุ่มนัน้ ขนึ้ อย่กู ับกันและกนั ดังนัน้ ในแต่ละคนจึง

15

ตอ้ งมคี วามรับผดิ ชอบในบทบาทหน้าทขี่ องตนและในขณะเดยี วกนั ก็ตอ้ งช่วยเหลือสมาชกิ คนอน่ื ๆ ด้วยเพ่ือ
ประโยชน์รว่ มกนั ของกลุ่ม

2) การปรกึ ษาหารือกันอย่างใกลช้ ิด (Face –to-face Promotion Interaction) เป็นการมปี ฏสิ มั พนั ธ์ท่ี
ส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ด้วยการพึ่งพากนั ช่วยเหลือเกื้อกูลกนั ทำให้ผู้เรียนมีแนวทาง
ดำเนินการให้กลุ่มบรรลุเป้าหมาย มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกนั และกัน มีการอธิบายความรู้ให้แก่
เพื่อนในกลุ่ม จนในที่สุดสมาชิกกลุ่มจะเกิดความรู้สึกไว้วางใจกัน ส่งเสริมและช่วยเหลือกันและกันในการ
ทำงานต่าง ๆ ร่วมกันส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันจึงควรมีการให้ข้อมูลย้อนกลับและเปิดโอกาสให้
สมาชกิ เสนอแนวคิดใหมๆ่ เพ่อื เลอื กในสิ่งทเ่ี หมาะสมท่ีสดุ

3) ความรับผดิ ชอบของแตล่ ะคนที่สามารถตรวจสอบได้ (Individual Accountability) สมาชิกกลุ่มการ
เรียนรูท้ กุ คนจะตอ้ งมีหน้าท่รี ับผดิ ชอบ เปน็ ความรับผิดชอบในการเรยี นร้ขู องสมาชิกแต่ละบุคคลที่จะต้องมี
การชว่ ยเหลือสง่ เสรมิ ซ่ึงกันและกัน เพือ่ ใหเ้ กิดความสำเร็จตามเป้าหมายของกลมุ่ โดยที่สมาชกิ ทกุ คนใน
กลมุ่ มีความมน่ั ใจและพรอ้ มท่จี ะไดร้ บั การทดสอบเปน็ รายบคุ คล ดังนน้ั ทุกคนจะต้องพยายามทำงานทไ่ี ด้รับ
มอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถเพราะไม่มใี ครที่จะไดร้ ับประโยชน์โดยไมท่ ำหนา้ ท่ีของตน กลมุ่ จำเปน็ ตอ้ ง
มรี ะบบการตรวจสอบผลงานที่เป็นรายบุคคลและเปน็ กลุ่ม สำหรับวิธกี ารที่สามารถส่งเสริมให้ทกุ คนทำ
หนา้ ทข่ี องตนอยา่ งเต็มทม่ี หี ลายวิธี เชน่ การจัดกลุ่มใหเ้ ลก็ เพ่อื จะไดม้ กี ารเอาใจใส่กันและกนั อยา่ งท่ัวถึง
การทดสอบเป็นรายบคุ คล การสุ่มเรียกชือ่ ให้รายงาน ครสู ังเกตพฤติกรรมของผ้เู รยี นในกลุ่ม การจดั ให้กล่มุ
มีผูส้ งั เกตการณ์ หรอื การให้ผู้เรียนสอนซึง่ กนั และกนั เป็นตน้

4) การใช้ทักษะปฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งบคุ คลและทกั ษะการทำงานกลุ่มยอ่ ย (Interpersonal and Small-
group Skills) การเรียนร้แู บบรว่ มมือจะประสบผลสำเร็จได้ต้องอาศยั ทกั ษะท่ีสำคญั หลายประการ เช่น
ทักษะทางสงั คม ทกั ษะการปฏสิ ัมพนั ธก์ ับผู้อื่น ทักษะการทำงานกลมุ่ ทักษะการส่อื สาร และทกั ษะการ
แก้ปัญหาขัดแยง้ รวมท้ังการเคารพยอมรับและไว้วางใจกันและกนั ดงั นั้นครตู ้องฝกึ ทกั ษะผเู้ รียนเพอื่ ใหเ้ กดิ
ทักษะต่าง ๆ ดงั กล่าวเพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะชว่ ยให้การทำงานกลุม่ ประสบผลสำเรจ็ ไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ

5) การใชก้ ระบวนการกลมุ่ (Group Processing) กระบวนการกลมุ่ เป็นกระบวนการทำงานทีม่ ีขนั้ ตอน
หรอื วิธีการทจ่ี ะช่วยใหม้ ีการดำเนินงานกลมุ่ เป็นไปอย่างมงี านร่วมกนั และดำเนนิ งานตามแผน ตลอดจนมี
การประเมินผลและปรับปรุงงาน นอกจากนี้จะตอ้ งมกี ารวิเคราะห์กระบวนการทำงานของกลุ่มเพื่อช่วยให้
กลุม่ เกดิ การเรียนรู้และปรับปรงุ การทำงานให้ดขี ้ึน การวเิ คราะหก์ ระบวนการกล่มุ ครอบคลุมการวเิ คราะห์
เกยี่ วกับวธิ กี ารทำงานกลุ่ม พฤติกรรมของสมาชกิ กลุ่มและผลงานกลมุ่ การวิเคราะหก์ ารเรยี นรนู้ อ้ี าจทำได้
โดยครู หรือผู้เรียน หรือทั้งสองฝ่าย การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มน้เี ป็นยุทธวธิ ีหนึง่ ทส่ี ่งเสริมให้กลุ่มตงั้ ใจ
ทำงาน เพราะรวู้ า่ จะไดร้ บั ขอ้ มูลปอ้ นกลบั และช่วยฝึกทกั ษะการร้คู ิด (Metacognition) คอื สามารถท่จี ะ
ประเมนิ การคดิ และพฤติกรรมของตนที่ไดท้ ำไป

16

อาภรณ์ ใจเทีย่ ง (2550) ได้กลา่ วถึง องค์ประกอบของการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือไวว้ า่ ต้องคำนงึ ถึง
องคป์ ระกอบในการให้ผเู้ รียนทำงานกลมุ่ ดังขอ้ ต่อไปน้ี

1) มีการพึ่งพาอาศัยกัน (Positive Interdependence) หมายถึง สมาชิกในกลุ่มมีเป้าหมายร่วมกัน มี
สว่ นรบั ความสำเรจ็ รว่ มกนั ใชว้ สั ดุอปุ กรณ์ร่วมกัน มีบทบาทหน้าทท่ี กุ คนทั่วกนั ทกุ คนมีความรู้สกึ ว่างานจะ
สำเรจ็ ไดต้ อ้ งช่วยเหลือซึ่งกนั และกัน

2) มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ (Face to Face Promotive Interaction) หมายถึง
สมาชิกกลมุ่ ได้ทำกจิ กรรมอยา่ งใกล้ชิด เช่น แลกเปลีย่ นความคิดเหน็ อธิบายความรู้แกก่ นั ถามคำถาม
ตอบคำถามกนั และกัน ด้วยความร้สู ึกท่ีดตี ่อกนั

3) มีการตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน (Individual Accountability) เป็นหน้าที่ของ
ผู้สอนท่จี ะต้องตรวจสอบวา่ สมาชกิ ทุกคนมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่มหรือไม่ มากน้อยเพียงใด เช่น การ
สุ่มถามสมาชกิ ในกล่มุ สังเกตและบันทึกการทำงานกลุ่ม ให้ผเู้ รียนอธบิ ายสิง่ ทต่ี นเรียนรใู้ ห้เพอ่ื นฟัง ทดสอบ
รายบุคคล เป็นต้น

4) มีการฝึกทักษะการช่วยเหลือกันทำงานและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interdependence and
Small Groups Skills) ผู้เรียนควรได้ฝึกทักษะที่จะช่วยให้งานกลุ่มประสบความสำเร็จ เช่น ทักษะการ
สื่อสาร การยอมรับและช่วยเหลือกัน การวิจารณ์ความคิดเห็น โดยไม่วิจารณ์บุคคล การแก้ปัญหาความ
ขัดแย้ง การให้ความช่วยเหลือ และการเอาใจใสต่ อ่ ทกุ คนอย่างเท่าเทียมกัน การทำความรู้จักและไว้วางใจ
ผอู้ ่นื เป็นต้น

5) มีการฝึกกระบวนการกลุ่ม (Group Process) สมาชิกต้องรับผิดชอบต่อการทำงานของกลุ่ม ต้อง
สามารถประเมนิ การทำงานของกลุ่มไดว้ ่า ประสบผลสำเร็จมากนอ้ ยเพียงใด เพราะเหตุใด ตอ้ งแกไ้ ขปัญหา
ที่ใด และอย่างไร เพื่อให้การทำงานกลุ่มมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม เป็นการฝึกกระบวนการกลุ่มอย่างเป็น
กระบวนการ
จากองค์ประกอบสำคญั ของการเรยี นรู้แบบร่วมมอื จึงสรุปไดว้ ่าการเรยี นรูแ้ บบร่วมมือน้นั มีองค์ประกอบ
5 ประการด้วยกนั คือ

1) มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยสมาชกิ แต่ละคนมีเป้าหมายในการทำงานกลุ่มรว่ มกัน ซึ่งจะต้อง
พ่ึงพาอาศัยซง่ึ กันและกนั เพอ่ื ความสำเรจ็ ของการทำงานกลมุ่

2) มปี ฏสิ มั พันธก์ นั อยา่ งใกล้ชิดในเชงิ สร้างสรรค์ เปน็ การใหส้ มาชิกไดร้ ่วมกันทำงานกลุ่มกันอย่างใกล้ชิด
โดยการเสนอและแสดงความคิดเห็นกันของสมาชกิ ภายในกลุ่ม ด้วยความรูส้ ึกท่ีดตี ่อกัน

3) มีความรบั ผดิ ชอบของสมาชิกแต่ละคน หมายความว่า สมาชกิ ภายในกลุ่มแต่ละคนจะต้องมีความรับ
ผิดในการทำงาน โดยทีส่ มาชกิ ทกุ คนในกลมุ่ มคี วามมน่ั ใจ และพร้อมที่จะไดร้ บั การทดสอบเปน็ รายบุคคล

17

4) มกี ารใช้ทกั ษะกระบวนการกลุ่มยอ่ ย ทักษะระหวา่ งบุคคล และทักษะการทำงานกล่มุ ย่อ นกั เรยี นควร
ได้รับการฝึกฝนทกั ษะเหล่านีเ้ สียก่อน เพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยใหก้ ารทำงานกลุ่มประสบผลสำเรจ็
เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นจะสามารถทำงานไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

5) มีการใช้กระบวนการกลุ่ม ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือ วิธีการที่จะช่วยให้การ
ดำเนินงานกลุม่ เปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ ในการวางแผนปฏบิ ัติงานและเปา้ หมายในการทำงานร่วมกนั
โดยจะตอ้ งดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรงุ งาน

2.1.5 ความแตกตา่ งระหว่างการเรียนร้แู บบรว่ มมือกับการเรยี นเป็นกลุ่มแบบด้งั เดิม
จอรน์ สัน และ จอร์นสัน (Johnson and Johnson,1994 อา้ งถงึ ใน ไสว ฟกั ขาว,2544) ไดส้ รปุ

ความแตกตา่ งระหว่างกล่มุ การเรียนรแู้ บบรว่ มมือกับกลมุ่ การเรียนแบบด้งั เดิมไวด้ งั น้ี

ตารางที่ 1 ความแตกตา่ งของการเรยี นรู้แบบร่วมมอื กับการเรียนรแู้ บบด้ังเดมิ
การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื (Cooperative Learning) การเรียนร้เู ปน็ กลุ่มแบบด้งั เดิม(Traditional Learning)

1. มคี วามสมั พนั ธ์ในเชงิ บวกระหวา่ งสมาชิก 1. ขาดการพ่ึงพากันระหว่างสมาชกิ
2. สมาชิกเอาใจใสร่ บั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง 2. สมาชกิ ขาดความรบั ผิดชอบในตนเอง
3. สมาชิกมีความสามารถแตกต่างกนั 3. สมาชกิ มีความสามารถเท่าเทียมกนั
4. สมาชิกผลัดเปลย่ี นกนั เปน็ ผ้นู ำ 4. มีผนู้ ำทไี่ ดร้ ับการแต่งต้ังเพยี งคนเดยี ว
5. รบั ผดิ ชอบรว่ มกับสมาชิกด้วยกนั 5. รบั ผิดชอบเฉพาะตนเอง
6. เนน้ ผลงานและการคงอยู่ซงึ่ ความเปน็ กลุ่ม 6. เนน้ ทผ่ี ลงานเพยี งอยา่ งเดียว
7. สอนทกั ษะทางสังคมโดยตรง 7. ทกั ษะทางสังคมถูกละเลย
8. ครูคอยสงั เกตและหาโอกาสแนะนำ 8. ครูขาดความสนใจหนา้ ท่ขี องกลุ่ม
9. สมาชกิ กล่มุ มกี ระบวนการทำงานเพ่อื 9. ขาดกระบวนการในการทงานกลมุ่

ประสิทธผิ ลกลมุ่

ไสว ฟักขาว (2544) ได้กล่าวว่า จากองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning) ซ่งึ ไดแ้ ก่ ความเก่ียวข้องสัมพนั ธ์กนั ในทางบวก การปฏสิ ัมพันธ์ท่ีส่งเสริมกันและ
กัน ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล การใช้ทักษะระหว่างบุคคล การทำงานกลุ่มย่อย และ
กระบวนการกลมุ่ องค์ประกอบเหลา่ น้ีทำให้การเรียนรู้แบบรว่ มมือแตกต่างออกไปจากการเรียนรู้เป็นกลุ่ม
แบบดั้งเดิม (Traditional Learning) กล่าวคือ การเรียนเป็นกลุ่มแบบดั้งเดิมนั้น เป็นเพียงการแบ่งกลมุ่
การเรยี นเพ่อื ให้นกั เรียนปฏิบัติงานร่วมกนั แบ่งงานกนั ทำ สมาชกิ ในกลุม่ ตา่ งทำงานเพอื่ ใหง้ านสำเรจ็ เน้นท่ี
ผลงานมากกว่ากระบวนการในการทำงาน ดังนั้นสมาชิกบางคนอาจมีความรับผิดชอบในตนเองสูง แต่

18

สมาชิกบางคนอาจไมม่ ีความรบั ผิดชอบ ขอเพียงมีชือ่ ในกลุ่ม มีผลงานออกมาเพื่อส่งครูเท่าน้ัน ซึ่งต่างจาก
การเรียนเป็นกลุ่มแบบร่วมมอื ท่ีสมาชกิ แต่ละคนตอ้ งมีความรับผิดชอบทงั้ ตอ่ ตนเองและต่อเพ่ือนสมาชิกใน
กลมุ่ ด้วย

2.1.6 ข้นั ตอนการจัดกิจกรรม
อาภรณ์ ใจเทยี่ ง (2550) กล่าวถึงขนั้ ตอนการจดั กจิ กรรมการจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมอื ไวด้ งั นี้

1) ขน้ั เตรยี มการ
ผู้สอนช้ีแจงจุดประสงค์ของบทเรียน ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเปน็ กลมุ่ ย่อย กลุ่มละประมาณไมเ่ กิน 6 คน

มีสมาชกิ ทมี่ ีความสามารถแตกตา่ งกนั ผู้สอนแนะนำวธิ ีการทำงานกลุ่มและบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม
2) ขั้นสอน
ผสู้ อนนำเข้าสบู่ ทเรียน บอกปัญหาหรอื งานที่ตอ้ งการให้กลุม่ แกไ้ ขหรอื คดิ วิเคราะห์ หาคำตอบผ้สู อน

แนะนำแหลง่ ข้อมูล คน้ คว้า หรอื ให้ขอ้ มูลพื้นฐานสำหรับการคิดวเิ คราะห์ผู้สอนมอบหมายงานที่กลุ่มตอ้ งทำ
ใหช้ ัดเจน

3) ข้ันทำกิจกรรมกลมุ่
ผูเ้ รียนร่วมมือกันทำงานตามบทบาทหน้าที่ท่ีได้รับ ทุกคนร่วมรับผิดชอบ ร่วมแสดงความคิดเห็น การ

จัดกิจกรรในขั้นนี้ ครูควรใช้เทคนิคการเรียนรูแ้ บบรว่ มแรงร่วมใจ ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับผู้เรียน เช่น
การเล่าเรอ่ื งรอบวง มมุ สนทนา คูต่ รวจสอบ คู่คดิ ฯลฯ ผู้สอนสงั เกตการณ์ทำงานของกลมุ่ คอยเป็นผอู้ ำนวย
ความสะดวก ให้ความกระจ่างในกรณีท่ีผูเ้ รยี นสงสยั ตอ้ งการความชว่ ยเหลอื

4) ขน้ั ตรวจสอบผลงานและทดสอบ
ขั้นน้ีผู้เรียนจะรายงานผลการทำงานกลุ่ม ผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่นอาจซักถามเพื่อให้เกิดความ

กระจา่ งชดั เจน เพือ่ เปน็ การตรวจสอบผลงานของกลุม่ และรายบคุ คล
5) ขั้นสรปุ บทเรียนและประเมนิ ผลการทำงานกลุ่ม
ขั้นนี้ผู้สอนและผู้เรยี นช่วยกนั สรุปบทเรียน ผู้สอนควรช่วยเสริมเพิ่มเตมิ ความรู้ ช่วยคิดให้ครบตาม

เป้าหมายการเรียนทีก่ ำหนดไว้ และช่วยกันประเมินผลการทำงานกลมุ่ ทั้งสว่ นทีเ่ ด่นและสว่ นท่ีควรปรับปรุง
แก้ไข

2.1.7 เทคนิคการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545 อ้างถึงใน อาภรณ์ ใจเที่ยง 2550) ได้กล่าวถึง เทคนิคการจัดการ

เรยี นรู้แบบรว่ มมือไวว้ า่ เทคนคิ ท่ีนำมาใชใ้ นการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื มีหลายวธิ ี ได้แนะนำไว้ดังนี้
1. ปรศิ นาความคดิ (Jigsaw)
ปริศนาความคิด เป็นเทคนิคที่สมาชิกในกลุ่มแยกย้ายกันไปศึกษาหาความรู้ ในหัวข้อเนื้อหาที่

แตกต่างกนั แลว้ กลบั เข้ากล่มุ มาถ่ายทอดความรู้ท่ไี ด้มาให้สมาชิกกล่มุ ฟงั วิธีน้คี ล้ายกับการต่อภาพจิกซอร์

19

จึงเรียกวิธนี วี้ ่า Jigsaw หรอื ปรศิ นาการคิด ลักษณะการจดั กิจกรรมผ้เู รียนท่ีมีความสามารถต่างกันเข้ากลุ่ม
ร่วมกนั เรียกวา่ กลุ่มบา้ น (Home Group) สมาชกิ ในกลุ่มบา้ นจะรับผดิ ชอบศึกษาหวั ข้อที่แตกตา่ งกัน แลว้
แยกย้ายไปเข้ากลุ่มใหม่ในหัวข้อเดียวกัน กลุ่มใหม่นี้เรียกว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert Group) เมื่อกลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญทำงานร่วมกันเสร็จ ก็จะย้ายกลับไปกลุ่มเดิมคือ กลุ่มบ้านของตน นำความรู้ที่ได้จากการ
อภิปรายจากกลุ่มผเู้ ช่ียวชาญมาสรุปให้กลุม่ บา้ นฟัง ผู้สอนทดสอบและให้คะแนน

2. กลุ่มร่วมมอื แข่งขัน (Teams – Games – Toumaments : TGT)
เทคนิคกลุ่มร่วมมือแข่งขัน เป็นกิจกรรมที่สมาชิกในกลุ่มเรียนรู้เนื้อหาสาระจากผู้สอนด้วยกัน

แล้วแต่ละคนแยกย้ายไปแข่งขันทดสอบความรู้ คะแนนที่ได้ของแต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนของ
กลมุ่ กลุ่มทีไ่ ด้คะแนนรวมสงู สดุ ได้รับรางวลั

ลกั ษณะการจัดกิจกรรม
สมาชิกกลุ่มจะช่วยกันเตรียมตัวเข้าแข่งขัน โดยผลัดกันถามตอบให้เกิดความแม่นยำในความรู้ที่
ผู้สอนจะทดสอบ เมื่อได้เวลาแข่งขัน แต่ละทีมจะเข้าประจำโต๊ะแข่งขัน แล้วเริ่มเล่นเกมพร้อมกันด้วยชุด
คำถามท่ีเหมอื นกัน เมื่อการแข่งขนั จบลง ผูเ้ ข้ารว่ มแข่งขันจะกลบั ไปเขา้ ทมี เดมิ ของตนพรอ้ มคะแนนท่ีได้รับ
ทีมที่ได้คะแนนรวมสูงสดุ ถือว่าเปน็ ทมี ชนะเลิศ
3. กลุ่มรว่ มมือชว่ ยเหลือ (Team Assisted Individualization : TAT)
เทคนคิ การเรยี นร้วู ธิ ีนี้ เปน็ การเรียนรู้ท่เี ปิดโอกาสให้สมาชกิ แต่ละคนไดแ้ สดงความสามารถเฉพาะ
ตนก่อน แล้วจึงจบั คู่ตรวจสอบกันและกนั ชว่ ยเหลือกนั ทำใบงานจนสามารถผ่านได้ ตอ่ จากน้นั จงึ นำคะแนน
ของแตล่ ะคนมารวมเปน็ คะแนนของกลุม่ กลุ่มทไี่ ด้คะแนนสูงสุดจะเปน็ ฝา่ ยได้รับรางวลั
ลักษณะการจดั กจิ กรรม
กลมุ่ จะมีสมาชิก 2 – 4 คน จบั ค่กู นั ทำงานตามใบงานที่ได้รับมอบหมาย แลว้ แลกเปลี่ยนกันตรวจ
ผลงาน ถา้ ผลงานยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ต้องแก้ไขจนกว่าจะผ่าน ตอ่ จากนนั้ ทุกคนจะทำข้อทดสอบ คะแนน
ของทุกคนจะมารวมกนั เป็นคะแนนของกลมุ่ กลมุ่ ทไ่ี ด้คะแนนสูงสุดจะไดร้ บั รางวลั
4. กลมุ่ สืบคน้ (Group Investigation : GI)
กลมุ่ สืบคน้ เปน็ เทคนิคการจดั กจิ กรรมทใ่ี ห้ผ้เู รยี นได้ฝกึ ทักษะการศึกษาคน้ ควา้ แสวงหาความรู้ด้วย
ตนเอง ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้รับมอบหมายให้ค้นคว้าหาความรู้มานำเสนอ ประกอบเนือ้ หาทีเ่ รียน อาจเป็น
การทำงานตามใบงานท่ีกำหนด โดยท่ีทุกคนในกลุ่มรับรแู้ ละชว่ ยกนั ทำงาน

20

ลกั ษณะการจัดกิจกรรม
สมาชิกกลุ่มจะช่วยกันศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ หรือความรู้มานำเสนอต่อชัน้ เรียน โดยผู้สอนแบง่
เน้ือหาเปน็ หวั ขอ้ ยอ่ ย แต่ละกลุ่มศกึ ษากล่มุ ละ 1 หวั ขอ้ เมอื่ พร้อม ผู้เรียนจะนำเสนอผลงานทีละกลุ่ม แล้ว
ร่วมกนั ประเมนิ ผลงาน
5. กลุม่ เรียนร้รู ่วมกนั (Learning Together : LT)
กลมุ่ เรยี นรรู้ ว่ มกนั เป็นเทคนคิ การจัดกิจกรรมท่ใี หส้ มาชิกในกลมุ่ ไดร้ ับผดิ ชอบ มีบทบาทหน้าที่ทุก
คน เชน่ เป็นผอู้ า่ น เปน็ ผจู้ ดบนั ทึก เปน็ ผู้รายงานนำเสนอ เป็นต้น ทุกคนชว่ ยกนั ทำงาน จนได้ผลงานสำเร็จ
สง่ และนำเสนอผูส้ อน
ลกั ษณะการจัดกิจกรรม
กลุ่มผู้เรียนจะแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น เป็นผู้อ่านคำสั่งใบงาน เป็นผู้จดบันทึกงาน เป็นผู้หา
คำตอบ เปน็ ผูต้ รวจคำตอบ กลมุ่ จะได้ผลงานที่เกิดจากการทำงานของทุกคน
6. กล่มุ รว่ มกนั คิด (Numbered Heads Together : NHT)
กจิ กรรมนีเ้ หมาะสำหรบั การทบทวนหรือตรวจสอบความเขา้ ใจ สมาชกิ กลมุ่ จะประกอบด้วยผู้เรียน
ท่มี คี วามสามารถเกง่ ปานกลาง และอ่อนคละกนั จะชว่ ยกนั ค้นคว้าเตรียมตัวตอบคำถามที่ผู้สอนจะทดสอบ
ผสู้ อนจะเรยี กถามทลี ะคน กลมุ่ ท่ีสมาชิกสามารถตอบคำถามได้มากแสดงว่าไดช้ ่วยเหลือกันดี
ลกั ษณะการจดั กจิ กรรม
สมาชิกกลุ่มทีม่ คี วามสามารถแตกต่างกนั จะร่วมกนั อภิปรายปัญหาที่ได้รับเพือ่ ให้เกิดความพรอ้ ม
และความมนั่ ใจท่ีจะตอบคำถามผู้สอน ผูส้ อนจะเรยี กสมาชกิ กลมุ่ ใหต้ อบทลี ะคน แลว้ นำคะแนนของแต่ละ
คนมารวมเปน็ คะแนนของกลุ่ม
7. กลุ่มร่วมมือ (Co – op Co - op)
กลุ่มร่วมมือเป็นเทคนิคการทำงานกลุ่มวิธีหน่งึ โดยสมาชกิ ในกลุ่มทม่ี ีความสามารถและความถนัด
แตกตา่ งกันได้ แสดงบทบาทตามหนา้ ทที่ ่ีตนถนดั อยา่ งเตม็ ที่ ทำให้งานประสบผลสำเร็จ วิธนี ที้ ำให้ผู้เรียนได้
ฝึกความรับผิดชอบการทำงานกลุ่มร่วมกัน และสนองต่อหลักการของการเรียนรู้ และร่วมมือที่ว่า
“ความสำเร็จแต่ละคน คอื ความสำเร็จของกลมุ่ ความสำเร็จของกลมุ่ คอื ความสำเรจ็ ของทกุ คน”
ลกั ษณะการจดั กิจกรรม
สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบไปศึกษาหัวข้อย่อยทีได้รับ
มอบหมาย แล้วนำงานจากการศึกษาค้นคว้ามารวมกันเป็นงานกลุ่มปรับปรุงให้ต่อเนื่องเชื่อมโยง มีความ
สละสลวย เสร็จแล้วจงึ นำเสนอตอ่ ช้ันเรียน ทุกกลุ่มจะช่วยกันประเมนิ ผลงาน

21

จากที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นวิธีการที่ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการมี
ปฏสิ มั พันธก์ บั บคุ คลอ่นื อย่างแท้จริง ได้ฝกึ ความรบั ผิดชอบ ฝึกเปน็ ผนู้ ำ ผูต้ ามกลุ่มฝกึ การทำงานให้ประสบ
ผลสำเรจ็ และฝกึ ทักษะทางสังคม ผสู้ อนควรเลือกใช้เทคนิควธิ ีต่าง ๆ ดงั กล่ามาให้เหมาะสมกบั เนอ้ื หาสาระ
และจดุ ประสงค์การเรียนรทู้ ี่กำหนดไว้

2.1.8 รูปแบบการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื กนั เรยี นรู้โดยใช้เทคนคิ TGT
การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือกนั เรยี นรู้โดยใช้เทคนิค TGT
คำว่า TGT ย่อมาจาก Team Games Tournament มีความหมายวา่ ทีมการแข่งขัน เป็น การ

เรียนรู้แบบรว่ มมอื รปู แบบหนึง่ เป็นวิธีการทีต่ ื่นเต้น สนุกสนาน การที่ต้องแข่งขนั กนั ในเกม การเรยี นแบบ
เผชิญหน้ากันทำใหเ้ กดิ ความต่ืนเตน้ การต้องแข่งขันทำให้ผูเ้ รยี นใชเ้ วลาอยา่ งเปน็ ประโยชน์มากขนึ้

สลาวิน (De Vries and Slavin, 1978 อ้างถึงใน วัชรา เล่าเรียนดี, 2548) ไดก้ ลา่ วถงึ การเรียนรู้
แบบรว่ มมือกันเรยี นรูโ้ ดยใช้เทคนคิ TGT ไว้ว่า เปน็ การจัดนกั เรียนเป็นทีม ครูสอนบทเรยี น นักเรียนทำงาน
เป็นทีม จะจัดให้มีการแข่งขันกันแต่ละสัปดาห์แทนการทดสอบ โดยนักเรียนในแต่ละทีมจะแขง่ ขันกนั กับ
สมาชิกกลุม่ อ่นื ที่มีความสามารถใกล้เคยี งกัน แล้วนำคะแนนท่ี ไดจ้ ากการแขง่ ขันมารวมกันเฉล่ียเปน็ คะแนน
กลมุ่ การแขง่ ขันจะจัดได้ สำหรับการแข่งขันโดยที่ผ้ชู นะ แต่ละทมี จะได้คะแนน 6 คะแนน กลบั ไปกลุ่มเดิม
ในทน่ี ี้เด็กปานกลาง ออ่ น จะแข่งขันกนั เชน่ เดยี วกนั ทกุ คนมีโอกาสทจ่ี ะประสบผลสำเร็จ กลุ่มท่ีได้คะแนน
สูงสุดได้รบั รางวลั เช่นเดียวกัน เทคนคิ TGT ใชไ้ ด้กบั นกั เรียนทกุ ชั้น และทุกสาขาวิชา

กระทรวงศึกษาธิการ (2543) ได้กล่าวถงึ ลักษณะของการเรยี นรู้ เทคนิค TGT ไว้วา่ เป็นรูปแบบ
การเรยี นท่ีผูเ้ รียนไดล้ งมือปฏิบัตดิ ้วยตนเอง ในการเรยี นจะแบง่ นกั เรยี นออกเปน็ กลมุ่ กลมุ่ ละประมาณ 4-5
คน แต่ละกลุ่มประกอบดว้ ยผู้เรียนที่มีความสามารถแตกตา่ งกัน เน้นการเรยี นที่ให้สมาชิกไดช้ ่วยเหลือกัน
ด้านการเรยี น ครูผูส้ อนเป็นผเู้ ลือกวิธสี อนตามความเหมาะสมของ เนอ้ื หาน้ัน ๆ หลังจากสอนแลว้ แตล่ ะกลุ่ม
จะไดร้ ับงานเพอื่ ไปศกึ ษาร่วมกนั มีการแลกเปลย่ี นความ คิดเหน็ ซักถามกัน ผ้ทู ่มี ีความรู้ ความเข้าใจดีแล้ว
จะต้องอธิบายให้สมาชิกทุกคนเขา้ ใจเนอื้ หาทั้งหมด เมื่อเรยี นแลว้ ไมม่ ีการทดสอบย่อย จากน้ันสมาชิกของ
แต่ละกลุ่มจะต้องแข่งขันตอบคำถามกับสมาชิก ของกลุ่มอื่นที่มีความสามารถระดับเดียวกันที่โต๊ะแข่งขัน
คะแนนทีไ่ ด้ของแตล่ ะคนจะนำมารวมกนั เปน็ คะแนนของกลุ่มตน ดงั น้ันสมาชิกทกุ คนต้องคำนงึ ถึง 3 เรื่อง
ดงั นี้

1. รางวัลของกลมุ่ ซึ่งจะได้รบั เมอ่ื กลมุ่ ทำคะแนนเฉลย่ี ได้ถงึ เกณฑท์ ี่กำหนด
2. ความรับผิดชอบรายบุคคล สมาชิกทุกคนต้องศึกษาเนื้อหาจนเข้าใจเป็นอย่างดีโดยส่วนตัว
เพราะเมื่อแข่งขันสมาชกิ ตอ้ งทำดว้ ยตนเองไมม่ ีการช่วยเหลือกนั
3. โอกาสความสำเรจ็ ที่เทา่ เทียมกันสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีโอกาสท่ีดีที่สดุ และ ประสบผลสำเร็จเท่า
เทียมเพราะแต่ละคนได้แขง่ ขนั กบั ผ้มู คี วามสามารถระดับเดยี วกนั

22

ทวิ าพร อุณยเกียรติ (2547) ไดก้ ล่าวถึงเทคนิคการเรยี นรู้แบบ TGT ไวว้ ่าเทคนคิ การ เรียนรู้แบบ
TGT เป็นวิธีการที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกในกลุ่มให้เกิดการ เรียนรู้เห็น
ความสำคัญของการเรยี นและเกิดความสนกุ สนานในการเรียนรู้ มีการเพ่มิ การทดสอบดว้ ย การแข่งขันโดย
สมาชิกกลุม่ เลน่ เกมทางวชิ าการ การแข่งขันกบั สมาชกิ กลมุ่ อน่ื เพือ่ เพิ่มคะแนนใหก้ ับ ทีมของตนเอง โดยผู้ท่ี
ไดค้ ะแนนสงู สดุ ในแต่ละครั้ง จะได้คะแนนมาเพมิ่ ให้กับกลุ่มของตนเอง ผู้มผี ลสัมฤทธ์ิสงู และผลสัมฤทธ์ิต่ำ
ของแต่ละกลุ่ม จะแข่งขันกันกลุ่มที่มีคะแนนจากการแข่งขันสูงที่สุด จัดอยู่ในกลุ่มดีเยี่ยมจะได้รับรางวัล
ตามที่ตกลงกันไว้ ที่สำคัญสมาชิกกลุ่มแต่ละกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกัน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเล่นเกม
แข่งขันกับสมาชิกกลุ่มอื่น ๆ และขณะที่เล่นเกมสมาชิกไม่สามารถจะช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มของตนเองได้
ดังนั้นนักเรียนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการทำคะแนน จึงทำให้มีความภาคภูมิใจ มั่นใจในความ
พยายามและความสามารถของตนและเป็นผู้กระตุ้น ให้นักเรียนกระตือรือร้นในการค้นคว้าหาความรู้และ
ช่วยเหลือกนั

สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ (2547) ได้กล่าวถึงการจดั การเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค TGT ไว้ว่า
เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่ง ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพ่ือ
ทำงานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้ แข่งขันกันในเกมการเรียนท่ี
ผสู้ อนจัดเตรียมไว้ แลว้ ทำการทดสอบความร้โู ดยใชเ้ กมการแขง่ ขนั คะแนนท่ไี ดจ้ ากการแข่งขันของสมาชิก
แต่ละคนในลักษณะการแข่งขันตัวต่อตัวกับทีมอื่นนำเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้
เทคนิคการเสริมแรง เชน่ ใหร้ างวัล คำชมเชย ดงั นั้น สมาชิกของกล่มุ จะต้องมีการกำหนดเปา้ หมายรว่ มกนั
ชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกัน เพ่อื ความสำเร็จของกลุ่ม

2.1.9 ขั้นตอนการจัดการเรยี นร้แู บบรว่ มมือโดยใชเ้ ทคนคิ TGT
นักวิชาการหลายท่านที่ได้อธบิ ายขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยใช้เทคนิค

TGT ไวด้ งั น้ี
ไสว ฟักขาว (2543) กล่าวถึงเทคนิค TGT ไว้ว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ

รูปแบบหนง่ึ เทคนิค TGT เปน็ การเรยี นแบบรว่ มมือกันแขง่ ขันทำกิจกรรม โดยมี 5 ขน้ั ตอน ดังนี้
ขั้นท่ี 1 ครูทบทวนบทเรียนทีเ่ รยี นมาแล้วดว้ ยการซกั ถามและอธบิ ายตอบขอ้ สงสัยของนักเรียน
ข้นั ที่ 2 จดั กลมุ่ แบบคละกัน (Home Team) กลุ่ม 3-4 คน

ขั้นที่ 3 แต่ละทีมศึกษาหัวข้อทีเ่ รยี นจากแบบฝึก (Worksheet and Answer Sheet) นักเรียนแต่
ละคนทำหน้าที่และปฏิบัติตามกติกา เช่นเป็นผู้จดบันทึก ผู้คำนวณ ผู้สนับสนุน เมื่อสมาชิก ทุกคนเข้าใจ
และสามารถทำแบบฝกึ หดั ได้ถูกต้องทุกข้อ ทมี จะเริ่มทำการแข่งขนั ตอบปญั หา

ขนั้ ท่ี 4 การแขง่ ขันตอบปญั หา (Academic Games Tournament)

4.1 ครูทำหน้าทเี่ ป็นผู้จดั การห้องเรียน โดยแบง่ ตามความสามารถของนกั เรียน

23

4.2 ครแู จกซองคำถามจำนวน 10 คำถาม ให้ทุกโต๊ะ (เป็นถามเหมือนกัน)

4.3 นกั เรยี นเปล่ียนกนั หยบิ ซองคำถามทีละ 1 ซอง แล้ววางลงกลางโต๊ะ

4.4 นักเรียน 3 คน ที่เหลือคำนวณหาคำตอบ จากคำถามที่อ่าน เขียนคำตอบ ลงใน
กระดาษคำตอบทีแ่ ตล่ ะคนมอี ยู่

4.5 นักเรียนที่ทำหน้าที่อ่านคำถามจะเป็นคนให้คะแนน โดยมีกตกิ าการให้ คะแนนดังน้ี
1) ผตู้ อบถกู เปน็ คนแรกจะได้ 2 คะแนน 2) ผู้ตอบถกู คนตอ่ ไปจะได้คนละ 1 คะแนน และ 3) ถ้าตอบผิดให้
0 คะแนน

4.6 ทำข้ันตอนท่ี 4.3 - 4.5 โดยผลดั กนั อ่านคำถามจนกว่าคำถามจะหมด

4.7 นักเรียนทุกคนรวมคะแนนของตัวเอง โดยที่ทุกคนควร ได้ตอบคำถาม จำนวนเท่าๆ
กัน จัดลำดบั ของคะแนนท่ไี ด้ ซึ่งกำหนดโบนัสของแตล่ ะโตะ๊ ดังน้ี

- โบนัสผู้ท่ีได้คะนนสูงสุดที่ 1 ประจำโตะ๊ แต่ละโต๊ะ จะได้โบนสั 10 แต้ม

- ผทู้ ไ่ี ด้คะแนนรองที่ 2 ประจำโต๊ะแต่ละโตะ๊ จะได้โบนัส 8 แต้ม

- ผู้ที่ได้คะแนนรองที่ 3 ประจำโตะ๊ แตล่ ะโตะ๊ จะไดโ้ บนัส 6 แตม้

- ผู้ที่ได้คะแนนน้อยทสี่ ุด ประจำโต๊ะแต่ละโต๊ะ จะได้โบนัส 4 แตม้ ขัน้ ท่ี 5 นักเรยี นกลบั มา
กล่มุ เดมิ (Home Team) รวมแตม้ โบนัสของทกุ คน ทีมใดท่มี ี แตม้ โบนัสสูงสดุ จะให้รางวัลหรือติดประกาศ
ไวใ้ นมุมขา่ วของหอ้ ง

สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2544) ได้กล่าวว่า เทคนิค TGT เป็นวิธีการที่ตื่นเต้น สนุกสนานที่สดุ
การทีต่ ้องแขง่ ขนั กันในเกมการเรียนแบบเผชิญหน้ากันทำใหเ้ กิดการต่ืนเตน้ การต้องแขง่ ขันทำให้ผู้เรียนใช้
เวลาอย่างเป็นประโยชน์มากขึ้น เท่าที่ผ่านมาพบว่าเมื่อเกิดกรณีเสมอกันระหว่างทีมผู้เรียนจะมาศึกษา
ค้นคว้าเพิ่มเติม วิธีการนี้เหมาะสมกับการสอนวิชาพืน้ ฐานที่สามารถถามคำถามทีม่ คี ำตอบแน่นอนตายตัว
องค์ประกอบเทคนคิ การเรยี นรแู้ บบ TGT มี 5 ข้ันตอน ดังมรี ายละเอียดแตล่ ะข้นั ตอนตอ่ ไปน้ี

ขัน้ ท่ี 1 การสอนในช้นั ผูเ้ รยี นจะไดร้ บั เนือ้ หาทจี่ ำเป็นในชั่วโมงเรียน การสอนสว่ นใหญ่จะเป็นการ
บรรยาย อภิปรายแตอ่ าจมีสือ่ การสอนอน่ื ๆ ประกอบด้วยกไ็ ดก้ ารสอนเพือ่ TGT แตกตา่ งจากการสอนทั่ว
ๆ ไปตรงที่ ผู้สอนเน้นให้นักเรียนทราบว่านักเรียนต้องให้ความสนใจอย่างมาก ในเนื้อหาเพราะจะช่วยให้
ประสบความสำเรจ็ ในการแข่งขนั

ขั้นที่ 2 ทีม แต่ละที่มประกอบด้วยผู้เรียน 4 ถึง 5 คน ในทีมจะมีความแตกต่างกันใน เรื่อง
ความสำเร็จในการเรียนและเพศ ทีมมหี นา้ ทสี่ ำคัญในการเตรยี มตวั สมาชกิ ให้พรอ้ มเพือ่ การเล่นเกมหลังจาก
ชว่ั โมงสอนแตล่ ะทมี จะนัดสมาชิกศกึ ษาเน้อื หาโดยมีแบบฝึกหัดชว่ ย โดยท่วั ไปผู้เรียนจะผลัดกันถามคำถาม
ในแบบฝึกหัดจนกว่าจะเข้าใจเนือ้ หาทัง้ หมด ทีมเป็นส่วนสำคัญ ในการใช้เทคนิค TGT จุดเน้นในทีมคือทำ

24

ให้ดีที่สดุ เพื่อทีม จะชว่ ยเพื่อร่วมทีมให้มากที่สุด การสนบั สนุนใหก้ ำลังใจ เพอ่ื ร่วมทมี ให้ประสบความสำเร็จ
ทางวิชาการเปน็ สิ่งสำคัญในการเรียน การที่ทีมทำใหเ้ กดิ ความรูส้ ึกร่วมกนั และเคารพซึ่งกนั และกัน ทำให้
นกั เรียนเพมิ่ สจั การแห่งตน (Self-actualization) และทำให้ นักเรยี นมคี วามรู้สกึ ทีด่ ีตอ่ กันมากขึ้น

ขั้นที่ 3 เกม ในการเล่นเกมผู้เรียนจะต้องตอบคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่ได้ศึกษา จากชั้น
เรียนและจากการทำแบบฝึกหัดกับเพื่อนในทีม ในการเล่นเกมผู้เรียนสามคนซึง่ เป็นตวั แทนจากทีมทั้งสาม
จะมาแข่งขันกัน คำถามที่ถามจะพิมพ์ลงกระดาษโดยเรียงลำดับคำถาม นักเรียนจะต้องจัว่ บัตรขึน้ หนึ่งใบ
แลว้ ตอบคำถามตามหมายเลขที่ปรากฏในบตั รใบน้ัน นอกจากนยี้ ังมกี ฎทอ่ี นุญาตให้ผเู้ ลน่ ท้าซงึ่ กนั และกันได้
ถา้ เหน็ วา่ คนที่ตอบคำถามนนั้ ให้คำตอบท่ีไมถ่ ูกต้อง

ขนั้ ท่ี 4 การแขง่ ขนั การแขง่ ขันจะจัดข้ึนหลังจากทผ่ี ู้สอนไดใ้ ห้เนื้อหาและแต่ละทีม ได้ฝึกตอบถาม
กันจากกระดาษฝึกหัดแล้ว ในการแข่งขันวันแรกผู้สอนจะจัดให้ผู้เรียนนั่งประจำแต่ละโต๊ะแข่งขัน โดยให้
ผู้เรียนที่ชนะการแขง่ ขันโดยทำคะแนนไดด้ ีที่สุด ดูจากการแข่งขันครั้งก่อน ๆ 3 คน (จากแต่ละทีมๆ ละ 1
คน) ประจำโต๊ะตัวที่หนึง่ และคนท่ไี ด้คะแนนรอง ๆ ลงมา อยู่โต๊ะท่ีสองและสาม ตามลำดบั เมอ่ื เวลาผา่ นไป
แลว้ 1 สัปดาห์ ผู้เรียนจะต้องเปลีย่ นโต๊ะแข่งขนั โดยดจู ากผลการแข่งขันครั้งกอ่ น ๆ ผชู้ นะแตล่ ะโต๊ะจะต้อง
เล่ือนขึน้ ไปแข่งขันยังโตะ๊ ที่อนั ดบั สูงขึน้ เชน่ จากโต๊ะ 6 ไปโตะ๊ 5 ผ้ไู ด้คะแนนรองลงมาจะคงอย่โู ต๊ะเดิมและ
ผู้แพ้จะเลื่อนลงไปแข่งที่อยู่อันดับต่ำลงไป ด้วยวิธีนี้แม้ว่าผู้เรียนจะไม่ได้แข่งที่โต๊ะที่เหมาะกับระดับ
ความสามารถของตนในครง้ั แรกกจ็ ะไดร้ ับการปรับโดยอัตโนมตั ไิ ปยงั โต๊ะที่เหมาะสมกบั ตน

ขน้ั ที่ 5 จดหมายข่าว จดั ข้นึ เพอ่ื เปน็ การแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ทีมที่ชนะ และผู้เรียนท่ี
ทำคะแนนดีเดน่ ในการแข่งขันแต่ละคร้งั จดหมายข่าวออกสัปดาห์ละครงั้ เพื่อประกาศผลการแข่งขันที่ผ่าน
พ้นไปในสัปดาห์เท่านั้น ดังนั้นในแต่ละสัปดาห์ผู้สอนต้องเตรียมเขียนจดหมายข่าว เพื่อรายงานผลการ
แข่งขัน ในจดหมายข่าวจะเน้นผลงานของแต่ละทีมผู้เรียนที่ชนะแต่ละโต๊ะและ อันดับที่ของแต่ละทีมใน
สปั ดาหน์ ้ัน นอกจากจดหมายข่าวแลว้ ผสู้ อนอาจเพม่ิ เติมด้วยการติดตามผลการแขง่ ขันท่ีป้ายนิเทศหรือให้
รางวัลพเิ ศษก็ได้ การเตรียมจดั จดหมายข่าว สำหรบั การแข่งขันแบบ TGT ไม่เหมือนกบั การแข่งขันทางการ
เรยี นแบบอน่ื ท่มี กั เน้นแต่นกั เรยี นที่เก่งเท่านั้น จงึ จะมโี อกาส แขง่ ขันใน TGT ท้ังผู้เรียนเกง่ และไม่เก่งที่ร่วม
ทมี ต่างตอ้ งเข้าแข่งขนั และได้รบั ความชมเชยใน ผลสำเร็จเทา่ เทยี มกนั

สนอง อินละคร (2544) กล่าวถงึ ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรดู้ ว้ ย เทคนคิ TGT มขี ้นั ตอนการ
ดำเนนิ กจิ กรรมมดี งั น้ี

ขน้ั ที่ 1 แบง่ กลุม่ นกั เรยี นคละความสามารถ กลมุ่ ละ 4-6 คนแต่ละกลุ่มประกอบด้วย นักเรียนเก่ง
1 คน ปานกลาง 2-4 คน อ่อน 1 คน แลว้ เลอื กประธานและเลขานุการของกลุ่ม

ขั้นที่ 2 ครูนำเสนอเนื้อหาใหม่แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำแบบฝึกหัดหรือใบงาน หรือบัตร
กิจกรรมร่วมกัน หรอื ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มศึกษา ฝึกฝน ทำความเขา้ ใจเนอื้ หาใหม่จากใบความรู้เอกสาร

25

ประกอบการสอน หนังสือแบบเรียนหรือสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ร่วมกันหรือครูให้ นักเรียนแตล่ ะกลมุ่
ศกึ ษาฝึกฝน ทำความเขา้ ใจเนื้อหาใหม่จากใบความรู้ เอกสารประกอบการสอน หนงั สือ แบบเรยี น หรือส่ือ
การสอนอน่ื ๆ และทำแบบฝกึ หัดหรอื ใบงานหรือบตั รกิจกรรมร่วมกนั

ขั้นที่ 3 แต่ละกลุ่มเตรยี มตวั ตอบปัญหา
ขน้ั ที่ 4 ดำเนนิ การตอบปัญหาซ่งึ อาจสามารถดำเนินการได้ 2 วธิ ี ดังน้ี

4.1 ตอบปัญหาพรอ้ มกันทุกคน
4.2 ตอบปญั หาเปน็ รอบ ๆ
ขั้นที่ 5 รวมคะแนนของแตล่ ะกลมุ่ หรือเฉลีย่ คะแนนเปน็ ของกลุ่ม หรือของแตล่ ะคน ในกลมุ่
ขนั้ ที่ 6 สร้างกำลังใจ อาจทำได้ดงั นี้
6.1 ให้รางวัลกลุ่มที่ได้คะแนนรวมหรือคะแนนเฉลี่ยสูงสุด กลุ่มรองอันดับ 1 และ 2
นอกนัน้ เปน็ รางวัลชมเชย หรอื
6.2 ให้เกียรติบัตร หรือประกาศเกียรติคุณกลุ่มที่ได้คะแนนรวมหรือคะแนน เฉลี่ยสูงสุด
รองอันดับ 1 และ 2 นอกนั้นเปน็ รางวัลชมเชย หรอื
6.3 ให้คะแนนโบนัส กลุ่มที่ได้คะแนนรวมหรือคะแนนเฉลี่ยสูงสุดให้ 5 คะแนน กลุ่มรอง
อันดบั 1 ให้ 3 คะแนน กลุ่มรองอันดบั 2 ให้ 1 คะแนน แต่ละกลมุ่ เก็บคะแนนโบนัสไวเ้ พอ่ื รบั รางวลั ตอ่ ไป
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิค TGT ไว้ 5
ขน้ั ตอนดังน้ี
ขั้นท่ี 1 ครนู ำเสนอบทเรยี นหรอื ความรใู้ หม่แก่ผเู้ รยี น โดยอาจจะนำเสนอด้วยส่อื การเรียนการสอน
ท่ีนา่ สนใจ หรอื ใช้การอภปิ รายทั้งหอ้ งเรียน โดยครูเป็นผู้ดำเนินการ
ขั้นที่ 2 แบ่งกลุ่มนักเรียน โดยจัดให้คละความสามารถและคละเพศ แต่ละกลุ่ม ประกอบด้วย
สมาชกิ 4 - 5 คน (เรียกกลุม่ น้วี า่ Study Group หรอื Home Group) กลุ่มเหล่าน้ีจะศกึ ษา ทบทวนเนือ้ หา
ข้อความรู้ทีค่ รนู ำเสนอ สมาชิกกลุ่มที่มคี วามสามารถสูงกว่าจะช่วยเหลือสมาชิกที่มีความสามารถด้อยกวา่
เพื่อเตรยี มกลุ่มสำหรบั แขง่ ขนั ในชว่ งท้ายสปั ดาห์หรือทา้ ยบทเรยี น
ขน้ั ท่ี 3 จัดการแขง่ ขนั โดยจัดโต๊ะแข่งขันและทีมแขง่ ขนั (Tournament Teams) ที่มี ตัวแทนของ
แต่ละกลมุ่ ท่ีมีความสามารถใกลเ้ คียงมาร่วมแขง่ ขันกนั ตามรปู แบบและกตกิ าทีก่ ำหนดขอ้ คำถามที่ใช้ในการ
แข่งขันจะเป็นคำถามเกี่ยวกับเนือ้ หาที่เรียนมาแล้วและมีการฝึกฝนเตรียมพรอ้ มในกลุ่มมาแล้ว ควรให้ทุก
โต๊ะแข่งขันเรม่ิ แข่งขันพรอ้ มกัน

26

ขั้นที่ 4 ให้ค่าคะแนนการแข่งขนั โดยให้จัดลำดับคะแนนผลการแขง่ ขันในแต่ละโต๊ะ แล้วผู้เล่นจะ
กลับเข้ากลุ่มเดิม (Study Group) ของตน

ขั้นที่ 5 นำคะแนนจากการแขง่ ขันของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนของทีม ทีมที่ได้คะแนนรวม
หรอื คา่ เฉลย่ี สงู สุดจะได้รบั รางวลั

วัชรา เล่าเรยี นดี (2548) ได้กล่าวถึง ข้ันตอนการสอน เทคนิค TGT มี 4 ขัน้ ตอน ดงั นี้
ขั้นที่ 1 ครูสอนเนื้อหาสาระในแต่ละหน่วยตามแบบการสอน
ข้นั ท่ี 2 จดั นกั เรียนเข้ากลมุ่ แบบคละความสามารถ กลมุ่ ละ 4 - 6 คน
ขั้นที่ 3 ให้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสั่งในใบงาน ให้ทุกคนเรียนรู้และปฏิบัติ และทำความเข้าใจใน
ทุกเรอื่ ง ทุกกจิ กรรมท่ไี ดร้ บั มอบหมาย พร้อมกับเตรียมท่ีจะแขง่ ขันกบั สมาชิกในกลมุ่ อนื่ ๆ
ขั้นที่ 4 จัดกลุ่มเข้าแข่งขันใหม่ เพื่อตอบปัญหา หาคำตอบจากใบงานและแบบทดสอบที่ครู
มอบหมายให้ โดยให้หมายเลขแก่สมาชิกกลุ่มทุกคน ครูตรวจคำตอบ ให้คะแนน นำคะแนนที่ได้ไปรวมกบั
สมาชิกกล่มุ ของตน ครจู ะให้รางวลั กลมุ่ ทีไ่ ด้คะแนนสูงสดุ
ทศิ นา แขมมณี (2548) ได้กลา่ ววา่ เทคนคิ TGT มกี ารดำเนนิ การ 5 ขั้นดังนี้
ขั้นที่ 1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ(เก่ง-กลาง-อ่อน) กลุ่มละ 4 คน และเรียก กลุ่มนี้ว่า
กลมุ่ บา้ นของเรา
ขั้นท่ี 2 สมาชิกในกลุม่ บ้านของเราได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเน้ือหาสาระร่วมกนั
ขั้นที่ 3 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา แยกย้ายกันเป็นตัวแทนกลุม่ ไปแขง่ ขันกับกลุม่ อื่นโดยจัดกลุม่
แข่งขันตามความสามารถ คือคนเก่งในกลุ่มบ้านเรา แต่ละกลุ่มไปรวมกัน คนอ่อนก็ไปรวมกับคนอ่อนของ
กล่มุ อืน่ กลุม่ ใหม่ที่รวมกันนี้เรียกวา่ กลุ่มแข่งขนั กำหนดใหม้ สี มาชกิ กล่มุ ละ 4 คน
ข้นั ที่ 4 สมาชิกในกลุ่มแขง่ ขนั เร่มิ แขง่ ขนั ดงั นี้

4.1 แข่งขันกันตอบคำถามมา 1 คำถาม
4.2 สมาชกิ คนแรกจับคำถามมา 1 คำถามและอา่ นคำถามให้กลุม่ ฟัง
4.3 ให้สมาชิกที่อยู่ซ้ายมอื ของผู้อ่านคำถามคนแรกตอบคำถามก่อนตอ่ ไป จึงให้คนถดั ไป
ตอบจนครบ
4.4 ผ้อู ่านคำถาม เปดิ คำตอบ แล้วอ่านเฉลยคำตอบท่ีถกู ใหก้ ลุ่มฟงั
4.5 ใหค้ ะแนนคำตอบ ดังนี้

- ผู้ตอบถกู เป็นคนแรกได้ 2 คะแนน 4.5.2 ผูต้ อบถกู เปน็ คนตอ่ ไปได้ 1 คะแนน

27

- ผตู้ อบผดิ ได้ 0 คะแนน

4.6 ต่อไปสมาชิกกลุ่มที่สองจับคำถามท่ี 2 และเริ่มเล่นตามขั้นตอนไปเรื่อย ๆ จนกระทัง้
คำถามหมด

4.7 ทกุ คนรวมคะแนนของตนเอง

- ผู้ได้คะแนนอันดับ 1 ได้โบนสั 10 คะแนน

- ผไู้ ด้คะแนนอันดับ 2 ได้โบนสั 8 คะแนน

- ผู้ได้คะแนนอนั ดบั 3 ไดโ้ บนสั 5 คะแนน

- ผ้ไู ด้คะแนนอนั ดับ 4 ไดโ้ บนัส 4 คะแนน

ขน้ั ที่ 5 เม่อื แขง่ ขนั เสร็จแลว้ สมาชกิ กลมุ่ กลับไปกล่มุ บ้านของเรา แลว้ นำคะแนนท่แี ตล่ ะคนได้รวม
เป็นคะแนนของกล่มุ

จากที่กล่าวมา สามารถสรุปได้ว่า เทคนิค TGT เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือวิธีหนึ่งที่ให้
ความสำคญั กับตวั ผู้เรียนอย่างแท้จริง เนน้ การแบง่ นักเรียนเป็นกลมุ่ เล็กอๆ แตล่ ะกลุม่ ประกอบด้วยสมาชิก
ทีเ่ กง่ ปานกลาง และอ่อน โดยสมาชิกแตล่ ะคนล้วนมีความสำคญั กับกลุ่มทงั้ ส้นิ อในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยจึง
ได้สังเคราะหก์ ิจกรรมการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ เทคนคิ TGT ตามแนวของนักวชิ าการ ดงั นี้ 1) ไสว ฟักขาว 2)
ทิศนา แขมมณี 3) สมศักด์ิ ภู่วภิ าดาวรรธน์ 4) วชั รา เล่าเรยี นดี 5) สนอง อนิ ละคร 6) วฒั นาพร ระงับทุกข์
มาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยกำหนดลำดับของกิจกรรมไว้ 5 ขั้นคือ ขั้นที่ 1 ขั้นสอน ขั้นที่ 2 ขั้นการจดั
ทีม ขั้นที่ 3 ขั้นการแขง่ ขัน ขน้ั ที่ 4 ขั้นการยอมรับความสำเร็จของทีม

2.1.10 ประโยชนข์ องการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ
เอเรนดส์ (1994) ได้กล่าวถงึ ประโยชน์ของการเรยี นแบบร่วมมือว่า สามารถพฒั นานักเรียนด้าน

ตา่ ง ๆ สรปุ ได้ ดงั น้ี
1. ด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มมคี วามสามารถทางการเรียนแตกต่างกนั

คนทีเ่ ข้าใจในเร่ืองใดเรือ่ งหน่ึงก็สามารถช่วยเหลือคนทย่ี งั ไม่เขา้ ใจในเรอื่ งนน้ั ได้ คนทอ่ี ธบิ ายให้เพอ่ื นฟังก็จะ
เข้าใจในเรื่องที่ตนอธิบายได้ดีมากยิ่งขึ้น และคนที่ได้รับการช่วยเหลือก็จะ เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนอธิบายง่าย
ยิ่งขึ้น เพราะเป็นการใช้ภาษาของผู้เรียนเอง นักเรียนจะกล้าพูดกล้าซักถามเพือ่ น และสนใจการเรยี นมาก
ยง่ิ ข้นึ เพราะถอื ว่ามสี ่วนร่วมในความสำเรจ็ ของกลุ่ม

2. ด้านการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การที่บุคคลได้ทำงานร่วมกัน จะทำให้คนนั้นมี
ความสัมพันธ์ทีด่ ีต่อกัน เพราะบุคคลได้เรียนรู้การยอมรับ การรับฟังความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน เข้าใจและ
เห็นใจบุคคลในกลุ่ม และเมื่อกลุ่มประสบความสำเร็จก็จะรู้สึกยินดีร่วมกัน ซึ่งส่งผลให้การแบ่งแยกลด
น้อยลง และมีความรู้สกึ ที่ดีตอ่ ผู้อืน่ มากขนึ้

28

3. ด้านการฝึกทักษะการแก้ปัญหาด้านนี้ นับว่าสำคัญที่สุดที่เป็นผลมาจากการเรียนแบบร่วมมือ
เพราะนกั เรียนได้เรยี นรู้การแก้ปญั หาร่วมกนั เป็นทักษะท่นี ักเรียนนำไปใช้ต่อไป เม่อื ออกไปทำงานในสังคม
กลมุ่ ใหญ่ท่ีตอ้ งการอาศัยกนั และกนั ซึง่ ถอื ว่าเป็นการตดิ ต่อส่ือสารท่ีมีความสำคัญมากกว่าสิง่ ใดทัง้ หมด
วันเพญ็ จนั เจริญ (2542) กล่าวถึงประโยชน์ของการเรยี นแบบรว่ มมือ มดี ังนี้

1. สร้างความสมั พนั ธ์ท่ดี ีระหวา่ งสมาชกิ เพราะทกุ ๆ คนรว่ มมอื ในการทำงานกลุ่มทุก ๆ คนมีส่วน
รว่ มเท่าเทยี มกัน

2. สมาชกิ ทกุ คนมโี อกาสคิด พดู แสดงออก แสดงความคิดเหน็ ลงมอื กระทำอยา่ งเทา่ เทียมกัน
3. เสริมให้มคี วามชว่ ยเหลือกัน เช่น เดก็ เก่งช่วยเด็กทีเ่ รยี นไม่เกง่ ทำใหเ้ ดก็ เกง่ ภาคภมู ใิ จ รู้จักสละ
เวลา สว่ นเดก็ ทีไ่ ม่เกง่ เกดิ ความซาบซงึ้ ในนำ้ ใจของเพ่อื นสมาชกิ ด้วยกัน
4. ร่วมกันคิดทุกคน ทำให้เกิดการระดมความคิด นำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อประเมิน
คำตอบทเ่ี หมาะสมท่สี ุด เปน็ การส่งเสริมใหช้ ่วยกันคิดหาข้อมลู ใหม้ าก และวเิ คราะหแ์ ละตัดสนิ ใจเลือก
5. ส่งเสริมทกั ษะทางสงั คม เช่น การอยรู่ ว่ มกันด้วยมนษุ ยสมั พันธท์ ่ีดตี ่อกัน เขา้ ใจกนั และกนั อกี ท้ัง
เสริมทกั ษะการสอ่ื สาร ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม สิง่ เหลา่ นีล้ ว้ นส่งเสรมิ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นใหส้ งู ข้นึ
กล่าวโดยสรุป ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการ
ทำงานร่วมกนั การแก้ปัญหาการตัดสินใจ ฝึกการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและเกิดการยอมรับซึง่ กนั และ
กัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขพร้อม ๆ กับการพัฒนาความดีงาม ความรู้ และ
ความสามารถ ยกระดับคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเฉลย่ี ของท้งั ชน้ั
2.3 Plickers Application
ปรีดี ฤกษ์วลีกุล (2560) ได้ให้คำนิยาม Plickers โดยมีรายละเอียดคือ Plickers มาจากการรวมคำ
ภาษาองั กฤษ 2 คำ คือ Paper หมายถึง กระดาษ และ Clicker ซ่งึ หมายถงึ อปุ กรณ์เคร่อื งมือในการจัดการ
เรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนยก์ ลางซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถวัดผลความเข้าใจในบทเรียนของ นักเรียน
อย่างต่อเนื่อง (Formative Assessment) หรือวัดผลกำรเรียนรู้รวบยอด (Summative Assessment)
นอกจากน้ีผูส้ อนยังสามารถใชเ้ ป็นเครื่องมือเสริมกิจกรรมกลุ่ม และยังสามารถใชเ้ ป็นเครื่องมอื ใหน้ ักเรียน
ประเมินนักเรียนด้วยกันเอง (Peer Evaluation) รวมทั้งเก็บข้อมูลผู้เข้าเรียน ดังนั้น Plickers จึงเป็น
เครื่องมอื ในการช่วยจดั การเรียนการสอน ครูผู้สอนสามารถใช้แอปพลิเคชันสำหรับเก็บข้อมูลของนกั เรียน
วัดผลการเรยี นรู้ และยังสามารถใชใ้ นการเช็คช่ือนกั เรยี น โดยรปู แบบการทำงานจะคล้ายกบั การทำงานของ
Clicker แต่จะปรับเปลี่ยนในเร่ืองของอุปกรณ์ ซึ่งจะใช้กระดาษเป็นโค้ดให้นักเรยี น กระดาษดังกล่าวจะมี
ด้านทต่ี ่างกันทัง้ 4 ด้าน แตล่ ะด้านจะเป็นคำตอบ A,B,C และ D ตามลำดับไว้สำหรบั ใหน้ กั เรยี นได้ชูคำตอบ
อีกทั้งยังมีตัวเลขเฉพาะของนักเรียนแต่ละคนอยู่ที่มุมกระดาษ เมื่อครูได้เปิดคำถามที่ได้สร้างขึ้นผ่านทาง

29

plickers.com ให้นักเรียนได้รบั ทราบ และร่วมกนั ตอบคำถามโดยการชกู ระดาษโค้ดในด้าน A,B,C หรือ D
ตามที่คิดว่าถูกต้อง จากนั้นครูจะใช้สมาร์ทโฟนเปิดแอพ Plickers (สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งใน iOS และ
Android) เพื่อเชื่อมโยงข้อมลู จากเว็บ plickers.com แล้วเปิดกล้องเพื่อสแกนโคด้ ที่นกั เรยี นถอื ผลลัพธ์ คือ
จะมกี ารแสดงผลของคำตอบตามทโ่ี ค้ดที่นักเรยี นถอื ในทนั ที โดยระบบจะทำการเก็บรวบรวมเป็นสถิติไว้ใน
เว็บ plickers.com เพื่อให้ครูได้นำไปพัฒนาสื่อการเรียนการสอนต่อไป ซึ่งผลการประเมนิ จะปรากฏขึ้นที่
หน้าจอคอมพิวเตอร์ทไี่ ดเ้ ช่อื มต่อกับ Plickers Application

สุระวุฒิพรหม, ขันติ เทิดธัญญา, และกานต์ตะรัตน์ วุฒิเสลา (2560) Plickers เป็นการทำงานรว่ มกนั
ระหว่างโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องถ่ายรูปพร้อมทั้งได้ติดตั้ง แอพพลิเคชัน Plickers สำหรับสแกนแผ่น
QRCode ซึ่งมีทั้งหมด 63 แผ่น คำตอบทั้งหมดที่ได้จะถูกประมวลผลและแสดงผลผ่านเว็บบราวเซอร์ใน
ขณะเดียวกันบนโทรศัพทม์ ือถอื ของผ้สู อน จะได้รบั คำตอบของผเู้ รียน ท้งั หมดเชน่ เดยี วกัน

ณฐั ดนัย (2561) ไดก้ ลา่ วถงึ โปรแกรมสำเรจ็ รูป Plickers วา่ โปรแกรมสำเรจ็ รูป Plickers เปน็ เครอื่ งมือ
สำคัญของครูท่ีใช้ในระบบการประเมินผลนักเรยี น เก็บข้อมูลนักเรียน หรือใช้เป็นกิจกรรมเกม สำหรับการ
เรยี นการสอนกไ็ ด้ด้วยเช่นเดียวกัน

จากความหมายของแอพพลิเคชัน่ Plickers นั้นจะเห็นไดว้ ่าแอพพลิเคช่ัน Plickers เป็นแอพพลิเคชันที่
ช่วยส่งเสริมการเรียนรใู้ ห้นกั เรียนเกดิ ความสนใจในการเรียน รวมไปถึงเปน็ การประเมินความรู้ของนักเรียน
ผ่านข้อคำถามที่สร้างขึ้นบนแอพพลิเคชั่นดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการ
จัดการเรียนการสอนใหเ้ กดิ ความน่าสนใจและเกดิ ประสิทธภิ าพมากยิ่งขน้ึ

2.3.1 ขั้นตอนการใชง้ าน Plickers Application
ณัฐพล สว่างจิตต์, วีระพล แสงนาค, นงค์นุช พุทธศุภะ, และศุภลักษณ์ จุเครือ (2562) ได้

กลา่ วถงึ ข้ันตอนการสมคั รสมาชิก Plickers (บนWebsite) วา่ มีขนั้ ตอนดังนี้
1. เข้าที่เว็บไซต์ https://www.plickers.com/ แล้วสมัครสมาชิกเพื่อ เข้าใช้งาน โดยกดปุ่ม Sign up

for Free

ภาพท่ี 1 การสมคั รเข้าใชง้ าน Plickers Application

30

2. กรอกอีเมลล์ ที่ตอ้ งการลงทะเบียนกบั โปรแกรม จากนั้นยื่นยนั การ สมคั รใหเ้ รียบร้อย

ภาพที่ 2 การลงทะเบียนเข้าใช้งาน Plickers Application
3. เมอ่ื ลงทะเบยี นเสรจ็ แลว้ จะเข้าสหู่ นา้ จอโปรแกรมอตั โนมัติ ขั้นตอนการสมคั รสมาชิก Plickers (บน
Website)

ภาพที่ 3 หน้าแรกของโปรแกรม
4. คลกิ ทีป่ ุ่ม New Class เพ่อื สร้างหอ้ งเรยี นใหม่ จากนัน้ ตัง้ ชอ่ื หอ้ งเรยี นหรอื รายวิชา แล้วกดปุ่ม
Create Class

ภาพที่ 4 การสรา้ งห้องเรยี นใหม่

31

5. กดปมุ่ Add Students เพ่อื เพม่ิ รายช่อื นกั เรยี น ในชนั้ เรียน

ภาพที่ 5 การเพ่ิมรายชอื่ นกั เรียน

ภาพที่ 6 การเพิ่มรายช่อื นักเรียน
6. พิมพร์ ายช่ือนักเรยี นจนครบจากนน้ั กดป่มุ Next

ภาพท่ี 7 การเพิ่มรายชอ่ื นกั เรียน

7. จากน้นั จะมหี นา้ ต่าง Add Students to…(รายชื่อ Class) ซง่ึ เรา สามารถกำหนดการเรียงรายชอื่
นกั เรยี นในชั้นได้โดยเลอื กแถบด้านบน

32

ภาพท่ี 8 การเพมิ่ รายชอ่ื นักเรียน
8. คลิกทแี่ ถบรายช่อื วิชาด้านซ้ายมอื เราจะสามารถกำหนดสี Class Color ของรายวิชา คำอธิบายวชิ า
นน้ั เพิ่มเตมิ ในช่อง Subject และช่อง Year เม่ือ กำ หนดแล้วกดป่มุ Save Changes

ภาพท่ี 9 การเพิม่ รายวชิ า
9. สร้างข้อสอบ โดยคลกิ ทแ่ี ถบ Your Library คลกิ ปุ่ม New Set

ภาพท่ี 10 การสร้างข้อสอบ
10. พมิ พค์ ำถามลงในชอ่ ง คำถาม สว่ นดา้ นล่าง เป็นส่วนของตวั เลือกคำ ตอบ ถา้ ต้องการสลับคำตอบ
ให้กดปมุ่ Shuffle Choices

33

ภาพท่ี 11 การสรา้ งข้อสอบ
11. เลอื กตวั เลือกว่าข้อใดคือคำตอบท่ีถกู ต้อง โดนคลิกทปี่ ุ่มหนา้ ข้อตวั เลอื กน้ัน ๆ (เป็นสเี ขยี ว)

ภาพท่ี 12 การสร้างขอ้ สอบ
12. เพม่ิ ข้อสอบขอ้ ถดั ไป โดยคลิกท่ีสญั ลักษณ์ + มุมบนขวา จากนน้ั พมิ พข์ อ้ สอบขอ้ ใหม่ลงไปในช่อง จน
ครบ

ภาพท่ี 13 การสรา้ งข้อสอบ
13. ขอ้ สอบข้อใดท่ีมภี าพประกอบคำถาม ให้คลกิ ท่ีปมุ่ Insert Image แล้วเลือกรูปจากนั้นกดปุ่ม Open

34

ภาพที่ 14 การสรา้ งข้อสอบ
14. พิมพ์คำถามและคำตอบลงในช่อง และเลือกคำตอบข้อที่ถูกต้อง เมื่อทำขอ้ สอบครบทกุ ขอ้ แล้ว กด
ปุม่ Add to Queue เลือกชอ่ื วชิ า เช่น วชิ า คอมพวิ เตอร์ 1

ภาพที่ 15 การสร้างขอ้ สอบ

ภาพที่ 16 การสรา้ งข้อสอบ

35

15. แถบ Survey คือหนา้ ต่าง Preview เม่อื ต้องการดตู วั อย่างขอ้ สอบ (ที่ หน้าน้จี ะไมเ่ ปน็ ขอ้ เฉลย)

ภาพท่ี 17 การดตู ัวอย่างขอ้ สอบ
16. ถ้าตอ้ งการแกไ้ ข หรอื เปลยี่ นช่อื รายวิชา ช่ือ Class เลือกที่แถบ Your Library เลอื ก.... จากนัน้
เลือก Rename set

ภาพท่ี 18 การแก้ไขชือ่ รายวชิ า
17. พมิ พ์ชือ่ ใหมล่ งไป จากนน้ั กดปุม่ Save

ภาพที่ 19 การแกไ้ ขรายช่อื วชิ า

36

18. พิมพ์ชอ่ื ใหมล่ งไป จากนนั้ กดปุ่ม Save จากนั้นผู้สอนจะต้องดาวน์ โหลด AR Code สำหรับแจก
นกั เรียน โดยคลกิ ทปี่ ุ่ม ช่อื xxxx (รายชื่อของตน) แลว้ เลือก Get Plicker Cards

ภาพท่ี 20 การดาวน์ โหลด AR Code
19. เลอื กจำนวน Card ทีแ่ ถบ Plicker set ตัวอย่างเลอื ก Standard จะได้ ไฟล์ AR Code จำนวน 40
คน โดยไฟลท์ ดี่ าวน์โหลดมาเป็นไฟล์ .pdf จากน้ัน พมิ พแ์ ผ่น AR Code และตัดแจกผเู้ รยี นแต่ละคน
ตามลำดบั ชอ่ื ในไฟล์รายช่ือ

ภาพท่ี 21 การดาวน์ โหลด AR Code

ภาพที่ 22 การดาวน์ โหลด AR Code


Click to View FlipBook Version