37
2.3.2 ขอ้ ดขี อง Plickers Application
ณัฐพล สว่างจิตต์, วีระพล แสงนาค, นงค์นุช พุทธศุภะ, และศุภลักษณ์ จุเครือ (2562) ได้
กลา่ วถึง ข้อดขี อง Plickers Application วา่ มีดงั นี้
1. Plickers เป็น Application ที่สามารถนำ มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้โดยไม่มี
ค่าใช้จ่ายใด ๆ ท้งั การโหลด-ติดต้งั Application การใชง้ าน สรา้ ง List รายชื่อนกั เรียน (ผา่ นเว็บบราวเซอร)์
เรยี กไดว้ ่า ฟรีและดี
2. Plickers รองรบั ภาษาไทย 100%
3. เปน็ การนำเอาเทคโนโลยีการศกึ ษามาใช้ในการสรา้ งบรรยากาศท่ีดีในการเรียน ทำใหน้ ักเรียน
สนุกสนาน และสนใจบทเรียนมากขนึ้
2.3.3 ขอ้ จำกดั ของ Plickers Application
ณัฐพล สว่างจิตต์, วีระพล แสงนาค, นงค์นุช พุทธศุภะ, และศุภลักษณ์ จุเครือ (2562) ได้
กลา่ วถึง ขอ้ จำกดั ของ Plickers Application ว่ามีดังนี้
1. นักเรียนอาจจะไม่เข้าใจขั้นตอนการใช้งาน AR Code เนื่องจากจะต้องยกคำตอบให้ถูกด้าน
(A,B,C,D) ดังนนั้ ผสู้ อนจะตอ้ งอธบิ ายส่วนประกอบของ AR Code ให้ชดั เจน
2. ถา้ นกั เรียนคนใดคนหน่งึ ลมื นำ AR Code มา ก็ไม่สามารถทำกจิ กรรม ได้ ผู้สอนจะต้องพมิ พ์ AR
Code ใหม่
3. Plickers มรี ูปแบบคำถามไมห่ ลากหลาย มแี บบอตั นัยเพียงอย่างเดียว
4. ถา้ ไม่มี Internet ก็ไมส่ ามารถใชง้ านได้
2.4 การจดั การเรียนร้แู บบร่วมมอื กนั เรียนรู้ (TGT)รว่ มกบั Plickers Application
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื กันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application หมายถึง กระบวนการ
หรือวิธีการที่ใช้ในการสอนรายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยเน้นกระบวนการ
ร่วมมอื กนั เรยี นรรู้ ่วมกับแอพพลเิ คช่นั Plickers ประกอบด้วย 4 ขัน้ ตอน (ธรี ะพฒั น์ ฤทธท์ิ อง,
2545) ดงั น้ี
1) ข้นั การสอน หมายถงึ กระบวนการเสนอบทเรียนใหม่แกน่ ักเรียน โดยเร่ิมจากการ กระตุ้นนักเรยี นให้
เกิดความสนใจในเนือ้ หาทีจ่ ะเรียน จากนั้นจึงทำการอธบิ ายเนื้อหาและแบ่งกลุ่ม นักเรียนไดร้ ว่ มกันศึกษา
องค์ความรู้จากหนังสอื เรียน ใบความรู้ ฯลฯ แล้วจึงใหน้ ักเรียน สรุปองค์ความรู้ท่ีได้จากการเรยี นการสอน
โดยการเรยี นการสอนในขนั้ น้ีประกอบดว้ ยกจิ กรรมตา่ ง ๆ คือ การอภปิ รายซักถาม การใช้
Power Point เป็นส่ือประกอบการแบง่ กลุ่มร่วมกันเรยี นรู้และ การสรุปองคค์ วามรู้
38
2) ขั้นการจัดทีม หมายถึง การจดั ทมี เปน็ ขนั้ ตอนการจัดกลุ่มหรือจัดทีมขอองนกั เรียน โดยจัดใหค้ ละกัน
ตามเพศและความสามารถซึ่งแต่ละทีมมกี ารชว่ ยเหลอื กนั ในการเตรยี มความพร้อม เพ่อื ทำการแข่งขัน
ในลำดับต่อไป
3) ข้นั การแขง่ ขัน หมายถงึ กระบวนการท่ีผ้สู อนใหน้ กั เรยี นได้แขง่ ขนั กันเปน็ กลมุ่ โดย จะใช้เกมการ
แข่งขนั ซ่ึงงานวจิ ยั นี้จะใชเ้ กมการตอบคำถามทางวชิ าการ ซึง่ จะนำ Plickers Application มาใช้ในการ
จัดการแข่งขันเพอ่ื เพม่ิ ความน่าสนใจ ทำใหน้ ักเรียนเกดิ แรงกระตนุ้ ในการเรียนรู้ และ สามารถนำความรทู้ ่ี
ไดไ้ ปใช้ในการทำชิ้นงาน เพอ่ื ให้บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ตามทไี่ ดก้ ำหนดไว้
4) ขั้นการยอมรบั ความสำเร็จของทีม หมายถึง กระบวนการที่ผู้สอนและนกั เรียน ร่วมกันสรุปองค์
ความรูท้ ีไ่ ดจ้ ากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใชก้ ารอภิปรายซกั ถาม เพิม่ เตมิ เน้ือหำให้สมบูรณ์
และมกี ารมอบรางวัลแก่ทีมทชี่ นะการแข่งขนั ด้วย
2.5 พฤตกิ รรมการเรยี นรู้
2.5.1 ความหมายของพฤตกิ รรมการเรยี นรู้
กิ่งกาญจน์ ปานทอง (2545) ได้กล่าวว่า ความหมายของพฤติกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การ
ปฏิบตั ติ วั ของนักเรยี นเก่ียวกับการเรียนทั้งในและนอกห้องเรียนได้อย่างเหมาะสมกับวนั เวลา และสถานท่ี
ได้แก่ การแบ่งเวลาในการเรียน การฟัง การอ่าน การจดโน้ตเพื่อช่วยจำ การส่งการบ้าน การทบทวน
บทเรยี น และการเตรียมตัวสอบ เปน็ ตน้
พรพจน์ เพช็ รทวีพรเดช (2547) ได้กลา่ วว่า ความหมายของพฤติกรรมการเรยี นรู้ หมายถึง การ
กระทำกจิ กรรม การตอบสนอง ปฏิกิริยา หรือวิธกี ารและเทคนคิ ในการเรียนของนักเรียน ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ เจตคติ ให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดในวิชาต่าง ๆ โดยมีการแสดงออกอย่าง
สมำ่ เสมอด้วยความพงึ พอใจ และมานะพยายามที่จะพัฒนาการเรียนให้ดีขึ้นโดยไม่ยอ่ ท้อตอ่ อปุ สรรค
สุทัศน์ สีแก้วเขียว (2548) ได้กล่าวว่า ความหมายของพฤติกรรมการเรียนรู้ หมายถึง เป็น
พฤติกรรมที่สืบเนื่องมาจากทักษะในการเรียน และเทคนิคในการเรียนสำหรับนักเรียน อาจถือได้ว่าเป็น
เทคนิคในการเรียนอย่างหนึ่ง ซึ่งก่อใหเ้ กิดพฤติกรรมทางด้านการเรียนที่ปฏิบัตเิ ป็นประจำ โดยพฤติกรรม
สว่ นน้ีมาจากเทคนิคการเรียน รวมถึงการทำงาน และการใช้เวลาอยา่ งเหมาะสมของนักศึกษาดว้ ย
จากความหมายดังกลา่ วข้างตน้ สรปุ ได้วา่ พฤตกิ รรมการเรยี นร้เู ปน็ การแสดงออกในการปฏิบัตติ วั
ของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียนทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียน ซึ่ง
สามารถพัฒนาด้วยวธิ ีต่าง ๆ เช่น การรู้จกั ใช้เวลาอย่างมปี ระสิทธภิ าพ มีการเตรยี มตัวในการเรียน การจด
บันทึก การมีสมาธิ การจำ การใช้เทคนิคต่าง ๆ การอ่าน การเลือกใจความสำคัญ กระบวนการรวบรวม
ข้อมูล หรือการเตรียมตัวสอบ และพฤติกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาด้วยการฝึกฝนและมีประสบการณ์
39
โดยเฉพาะวิธกี ารเรยี นทปี่ ฏบิ ตั ิเป็นประจำหรอื ปฏิบตั บิ ่อยคร้ังจะนำไปสู่นิสยั ในการเรยี นทด่ี ี ซึง่ มีจดุ มงุ่ หมาย
เพอื่ พฒั นาความรู้ ทักษะ เจตคติ ใหบ้ รรลจุ ดุ ประสงค์ทก่ี ำหนดในการเรยี น
2.5.2 ประเภทของพฤตกิ รรมการเรียนรู้
เบนจามนิ บลมู และคณะ (Bloom et al, 1956) ได้จำแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเปน็ 3
ด้าน คือ
1. ดา้ นพุทธิพสิ ยั (Cognitive Domain)
พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด
ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา แบ่ง
พฤตกิ รรมการเรยี นรูอ้ อกเปน็ 6 ระดบั ไดแ้ ก่
1. ความรคู้ วามจำ ความสามารถในการเกบ็ รกั ษามวลประสบการณต์ า่ ง ๆ จากการที่ได้รบั รู้ไวแ้ ละ
ระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรยี บดังเทปบันทึกเสียงหรือวดี ิทศั น์ ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราว
ตา่ ง ๆ ได้ สามารถเปดิ ฟงั หรือดภู าพเหล่านน้ั ไดเ้ ม่อื ต้องการ
2. ความเขา้ ใจ เปน็ ความสามารถในการจับใจความสำคญั ของส่ือ และสามารถแสดงออกมาในรูป
ของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอ่ืน ๆ
3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นท่ีผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาใน
สถานการณต์ า่ ง ๆ ได้ ซ่งึ จะตอ้ งอาศยั ความรู้ความเข้าใจ จงึ จะสามารถนำไปใช้ได้
4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็น
องคป์ ระกอบท่สี ำคัญได้ และมองเหน็ ความสมั พนั ธข์ องสว่ นทีเ่ กยี่ วข้องกัน ความสามารถในการวเิ คราะห์จะ
แตกต่างกันไปแล้วแตค่ วามคิดของแตล่ ะคน
5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมี
ระบบ เพ่อื ให้เกดิ สงิ่ ใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ง่าย
การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนนิ งานขนึ้ ใหม่ หรือ อาจจะเกดิ ความคิดในอันทจ่ี ะสร้างความสัมพันธ์ของส่ิง
ทเี่ ป็นนามธรรมข้นึ มาในรปู แบบ หรอื แนวคิดใหม่
6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตดั สิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคณุ ค่าของสิ่งต่าง ๆ
ออกมาในรปู ของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ท่ีเหมาะสม ซง่ึ อาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรือ่ งนั้น ๆ หรืออาจ
เปน็ กฎเกณฑท์ ี่สงั คมยอมรบั ก็ได้
2. ดา้ นทักษะพสิ ยั (Psychomotor Domain)
พฤติกรรมด้านจิตใจ ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและ
คุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัด
สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสม และสอดแทรกสง่ิ ทด่ี ีงามอยู่ตลอดเวลา จะทำใหพ้ ฤตกิ รรมของผู้เรียนเปลี่ยนไป
ในแนวทางทพ่ี ึงประสงคไ์ ด้ แบ่งพฤตกิ รรมการเรยี นร้อู อกเป็น 5 ระดบั ไดแ้ ก่
40
1.การรับรู้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปใน
ลกั ษณะของการแปลความหมายของสง่ิ เรา้ นน้ั ว่าคืออะไร แลว้ จะแสดงออกมาในรปู ของความรู้สกึ ทเี่ กดิ ข้นึ
2. การตอบสนอง เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อส่ิง
เร้าน้ัน ซงึ่ เป็นการตอบสนองที่เกดิ จากการเลือกสรรแลว้
3. การเกิดค่านยิ ม การเลือกปฏบิ ตั ิในสิ่งทีเ่ ป็นทย่ี อมรับกนั ในสังคม การยอมรับนบั ถือในคุณค่านั้น
ๆ หรอื ปฏิบตั ติ ามในเรื่องใดเร่อื งหนึง่ จนกลายเป็นความเชอื่ แลว้ จึงเกิดทัศนคตทิ ่ดี ีในส่งิ นน้ั
4. การจดั ระบบ การสร้างแนวคิด จดั ระบบของค่านิยมทเ่ี กดิ ข้ึนโดยอาศัยความสัมพนั ธ์ ถ้าเข้ากัน
ได้กจ็ ะยดึ ถือตอ่ ไปแตถ่ า้ ขดั กนั อาจไมย่ อมรบั อาจจะยอมรบั คา่ นิยมใหม่โดยยกเลกิ ค่านยิ มเก่า
5. บุคลกิ ภาพ การนำคา่ นยิ มที่ยึดถือมาแสดงพฤตกิ รรมทเี่ ป็นนิสัยประจำตัว ให้ประพฤตปิ ฏบิ ัติแต่
สง่ิ ทถ่ี ูกตอ้ งดงี ามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกีย่ วกับความรู้สึกและจิตใจ ซ่ึงจะเร่ิมจากการได้รับรู้จากส่ิงแวดล้อม
แล้วจึงเกิดปฏกิ ิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สกึ ด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นค่านยิ ม และยังพัฒนาต่อไป
เป็นความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรู้ดีรู้ชั่วอย่างไรนั้น ก็เป็นผลของ
พฤติกรรมด้านนี้
3. ดา้ นเจตพิสยั (Affective Domain)
พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่าง
คล่องแคล่วชำนิชำนาญ ซ่ึงแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและคณุ ภาพของงานเปน็ ตัวชรี้ ะดับของทักษะ
แบง่ พฤติกรรมการเรยี นรอู้ อกเปน็ 5 ขนั้ ได้แก่
1. การรบั รู้ เป็นการใหผ้ ู้เรียนไดร้ บั รู้หลักการปฏบิ ตั ทิ ่ีถกู ตอ้ ง หรือ เปน็ การเลอื กหาตัวแบบที่สนใจ
2. กระทำตามแบบ หรือ เครือ่ งช้แี นะ เปน็ พฤตกิ รรมท่ีผเู้ รยี นพยายามฝกึ ตามแบบท่ีตนสนใจและ
พยายามทำซ้ำ เพ่อื ทจี่ ะให้เกิดทกั ษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบตั งิ านไดต้ ามข้อแนะนำ
3. การหาความถูกต้อง พฤตกิ รรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไมต่ ้องอาศัยเคร่ืองชี้แนะ เม่ือ
ได้กระทำซำ้ แลว้ กพ็ ยายามหาความถูกตอ้ งในการปฏิบัติ
4. การกระทำอย่างต่อเนือ่ งหลังจากตัดสนิ ใจเลือกรปู แบบที่เปน็ ของตัวเองจะกระทำตามรูปแบบ
นัน้ อย่างตอ่ เน่อื ง จนปฏบิ ัติงานท่ีย่งุ ยากซับซ้อนได้อย่างรวดเรว็ ถกู ต้อง คล่องแคลว่ การท่ีผ้เู รยี นเกิดทักษะ
ได้ ตอ้ งอาศยั การฝึกฝนและกระทำอยา่ งสม่ำเสมอ
5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่องจนสามารถปฏิบัติ
ได้คลอ่ งแคล่ววอ่ งไวโดยอัตโนมตั ิ เปน็ ไปอยา่ งธรรมชาติ
ซึง่ ถือเป็นความสามารถของการปฏิบัตใิ นระดับสูง
41
2.6 ความพงึ พอใจ
2.6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ความพงึ พอใจ (Satisfaction) ได้มผี ใู้ ห้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลายความหมาย ดงั น้ี
ราชบัณฑิตสถาน (2542) พงึ พอใจ หมายถึง รกั ชอบใจ และพึงใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ
สุภาลกั ษณ์ ชัยอนันต์ (2540) ได้ใหความหมายของความพงึ พอใจไววา ความพึงพอใจ เป็นความ
รูสึกสว่ นตวั ทรี่ ูสกึ เป็นสุขหรือยนิ ดีที่ได้รับการตอบสนองความตองการในสิง่ ที่ขาดหายไป หรอื สิ่งท่ีทำใหเกิด
ความไม่สมดุล ความพึงพอใจเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมทีจ่ ะแสดงออกของบุคคล ซึ่งมีผลตอการเลือกที่จะ
ปฏิบัติในกิจกรรมใด ๆ น้ัน
อุทัยพรรณ สุดใจ (2545) กล่าววา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกหรือทัศนคติของบุคคลท่ี
มีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยอาจเป็นไปในเชิงประเมินคาว่าความรูสึกหรือทัศนคติต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นเป็นไปใน
ทางบวกหรอื ทางลบ
สรุปได้วา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการ
ได้รับการตอบสนองตามที่ตนตองการก็จะเกดิ ความรูสึกท่ดี ีต่อสงิ่ นน้ั ตรงกันข้ามหากความตองการของตน
ไม่ได้รบั การตอบสนองความไม่พงึ พอใจกจ็ ะเกิดขน้ึ
2.6.2 ทฤษฎคี วามพงึ พอใจ
Abraham H. Maslow (1954 อ้างถึงในวิบลู ย์ จุง, 2550) ได้กล่าวว่า มาสโลว์มองว่ามนุษย์แต่
ละคนทีศักยภาพพอสำหรับที่จะชี้นำตัวเอง มนุษย์ไม่อยู่นิ่งแต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ
ที่แวดล้อมและแสวงหาความต้องการที่จะเข้าใจตนเอง ยอมรับตนเองทั้งในส่วนดีส่วนบกพร่อง รู้จัก
จุดอ่อน และความสามารถของตนเอง เขาไดอ้ ธิบายวา่ มนษุ ยท์ ุกคนมีความตอ้ งการท่ีจะสนองความต้องการ
ให้กับตนเองทั้งสิ้น และความต้องการของมนุษย์มมี ากมายหลายอยา่ งด้วยกัน ซึ่งต้องได้รับความพึงพอใจ
จากความตอ้ งการพ้นื ฐานหรอื ตำ่ สุดเสียก่อนจึงจะผ่านขึ้นไปยงั ความต้องการข้นั สูงตามลำดับ โดยลำดับข้ัน
ความต้องการของมนุษย์ (The Need –Hierarchy Conception of Human Motivation) สามารถเรียง
ไวอ้ ยา่ งเปน็ ลำดบั ได้ดังนี้
1. ความตอ้ งการทางร่างกาย ( Physiological needs ) เปน็ ความต้องการขั้นพนื้ ฐาน ทีม่ อี ำนาจมาก
ทีส่ ุดและสงั เกตเหน็ ได้ชัดท่ีสดุ จากความต้องการทง้ั หมดเป็นความต้องการที่ชว่ ยการดำรงชวี ิต ไดแ้ ก่ ความ
ต้องการอาหาร น้ำดื่ม ออกซิเจน การพักผ่อนนอนหลับ ความต้องการทางเพศ ความต้องการความอบอุ่น
ตลอดจนความต้องการที่จะถูกกระตุ้นอวัยวะรับสัมผัส แรงขับของร่างกายเหล่านี้จะเก่ียวข้องโดยตรงกบั
ความอยู่รอดของร่างกายและของอินทรีย์ ความพึงพอใจทีไ่ ด้รับ ในขั้นนี้จะกระตุ้นให้เกิดความตอ้ งการใน
ขัน้ ท่สี งู กวา่ และถ้าบุคคลใดประสบความล้มเหลวท่ีจะสนองความต้องการพืน้ ฐานนี้ก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น
ให้เกิดความต้องการในระดับที่สูงขึ้นอย่างไรก็ตาม ถ้าความต้องการอย่างหนึ่งยังไม่ได้รับความพึงพอใจ
บุคคลกจ็ ะอยู่ภายใต้ความต้องการนั้นตลอดไป ซ่งึ ทำใหค้ วามตอ้ งการอื่น ๆ ไม่ปรากฏหรือกลายเป็นความ
ตอ้ งการระดับรองลงไป เชน่ คนท่อี ดอยากหวิ โหยเปน็ เวลานานจะไมส่ ามารถสร้างสรรค์สิง่ ทม่ี ีประโยชน์ต่อ
42
โลกได้ บุคคลเช่นนี้จะหมกมุ่นอยู่กับการจัดหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้มีอาหารไว้รับประทาน Maslow
อธิบายต่อไปว่าบุคคลเหล่านี้จะมีความรู้สึกเป็นสุขอย่างเต็มที่เมื่อมีอาหารเพียงพอสำหรับเขาและจะไม่
ต้องการสิ่งอื่นใดอีก ชีวิติของเขากล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการรับประทาน สิ่งอื่น ๆ นอกจากนี้จะไม่มี
ความสำคญั ไมว่ า่ จะเปน็ เสรภี าพ ความรัก ความรสู้ กึ ตอ่ ชุมชน การได้รบั การยอมรับ และปรัชญาชวี ติ
บคุ คลเช่นนมี้ ีชวี ิตอยู่เพ่อื ที่จะรบั ประทานเพยี งอยา่ งเดียวเท่านัน้
2. ความต้องการความปลอดภัย(Safety needs) เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับความพึง
พอใจแล้วบุคคลกจ็ ะพฒั นาการไปส่ขู ัน้ ใหม่ต่อไป ซ่งึ ข้ันนี้เรยี กว่าความตอ้ งการความปลอดภยั หรือความรูส้ ึก
มั่นคง (safety or security) Maslow กล่าววา่ ความตอ้ งการความปลอดภยั นี้จะสังเกตได้ง่ายในทารกและ
ในเด็กเล็ก ๆ เนื่องจากทารกและเด็กเล็ก ๆ ต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพออาศัยผู้อื่น ตัวอย่าง
ทารกจะรู้สึกกลัวเมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังหรือเมื่อเขาได้ยินเสียงดังๆ หรือเห็นแสงสว่างมาก ๆ แต่
ประสบการณ์และการเรียนรูจ้ ะทำให้ความรู้สึกกลัวหมดไป ดังคำพูดที่ว่า “ฉันไม่กลัวเสียงฟ้าร้องและฟ้า
แลบอีกต่อไปแล้ว เพราะฉันรู้ธรรมชาติในการเกิดของมัน” พลังความต้องการความปลอดภัยจะเห็นได้
ชัดเจนเช่นกันเมื่อเด็กเกิดความเจ็บป่วย ตัวอย่างเด็กที่ประสบอุบัติเหตุขาหักก็ตะรู้สึกกลัวและอาจ
แสดงออกด้วยอาการฝันร้ายและความต้องการที่จะได้รับความปกป้องคุ้มครองและการให้กำลังใจ ความ
ตอ้ งการความปลอดภัยจะยงั มีอิทธพิ ลต่อบุคคลแม้ว่าจะผา่ นพ้นวัยเดก็ ไปแล้ว แมใ้ นบุคคลที่ทำงานในฐานะ
เป็นผู้คุ้มครอง เช่น ผู้รักษาเงิน นักบัญชี หรือทำงานเกี่ยวกับการประกันต่าง ๆ และผู้ที่ทำหน้าที่ให้การ
รักษาพยาบาลเพ่ือความปลอดภัยของผู้อืน่ เชน่ แพทย์ พยาบาล แมก้ ระทง่ั คนชรา บุคคลท้ังหมดที่กล่าวมา
นี้จะใฝ่หาความปลอดภัยของผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล แม้กระทั่งคนชรา บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะ
ใฝห่ าความปลอดภัยด้วยกันทง้ั สนิ้ ศาสนาและปรชั ญาท่ีมนษุ ย์ยึดถอื ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง เพราะทำให้
บุคคลได้จัดระบบของตัวเองให้มีเหตุผลและวิถีทางที่ทำให้บุคคลรู้สึก “ปลอดภัย” ความต้องการความ
ปลอดภัยในเรื่องอื่น ๆ จะเกี่ยวข้องกับการเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ สงคราม อาชญากรรม น้ำท่วม
แผน่ ดนิ ไหว การจลาจล ความสบั สนไมเ่ ป็นระเบยี บของสงั คม และเหตุการณอ์ ่ืน ๆ ท่คี ลา้ ยคลงึ กับสภาพ
เหล่านี้
3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and Love needs) ความ
ตอ้ งการความรกั และความเป็นเจา้ ของเปน็ ความตอ้ งการขัน้ ท่ี 3 ความต้องการนจี้ ะเกิดขน้ึ เมอื่ ความต้องการ
ทางด้านร่างกาย และความต้องการความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลต้องการได้รับความรัก
และความเป็นเจ้าของโดยการสร้างความสัมพันธก์ ับผู้อื่น เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวหรอื กับผู้อน่ื
สมาชกิ ภายในกลุ่มจะเป็นเป้าหมายสำคญั สำหรับบคุ คล กล่าวคอื บคุ คลจะรู้สกึ เจบ็ ปวดมากเม่ือถูกทอดท้ิง
ไมม่ ีใครยอมรบั หรือถกู ตัดออกจากสังคม ไมม่ เี พอื่ น โดยเฉพาะอย่างยิง่ เม่อื จำนวนเพื่อน ๆ ญาตพิ ีน่ อ้ ง สามี
หรอื ภรรยาหรือลกู ๆ ได้ลดน้อยลงไป นักเรยี นที่เขา้ โรงเรยี นท่หี า่ งไกลบ้านจะเกดิ ความต้องการเป็นเจา้ ของ
อยา่ งย่ิง และจะแสวงหาอยา่ งมากทจ่ี ะได้รับการยอมรับจากกลมุ่ เพอ่ื น
43
4. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง ( Self-Esteem needs) เมอื่ ความตอ้ งการไดร้ ับความรกั
และการให้ความรักแก่ผู้อื่นเป็นไปอย่างมีเหตุผลและทำให้บุคคล เกิดความพึงพอใจแล้ว พลังผลักดัน
ในข้นั ท่ี 3 ก็จะลดลงและมีความต้องการในข้นั ต่อไปมาแทนที่ กล่าวคอื มนุษย์ต้องการท่ีจะไดร้ บั ความนับถือ
ยกย่องออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นความต้องการนับถือตนเอง (self-respect) ส่วนลักษณะ
ท่ี 2 เปน็ ความต้องการไดร้ ับการยกยอ่ งนับถอื จากผู้อืน่ (esteem from others)
4.1 ความต้องการนับถือตนเอง (self-respect) คอื ความตอ้ งการมีอำนาจ มคี วามเช่ือมน่ั ในตนเอง
มคี วามแข็งแรง มคี วามสามารถในตนเอง มีผลสัมฤทธไ์ิ มต่ ้องพงึ่ พาอาศัยผู้อน่ื และมีความเป็นอิสระ ทุกคน
ตอ้ งการทจ่ี ะรู้สึกวา่ เขามคี ุณคา่ และมีความสามารถทจี่ ะประสบความสำเร็จในงานภารกิจตา่ ง ๆ และ
มชี ีวติ ทีเ่ ดน่ ดัง
4.2 ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (esteem from others) คือ ความต้องการมี
เกียรติยศ การได้รับยกย่อง ได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจ มีสถานภาพ มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขาน
และเป็นทีช่ ่นื ชมยนิ ดี มคี วามต้องการท่ีจะไดร้ บั ความยกย่องชมเชยในส่ิงท่เี ขากระทำซึง่ ทำใหร้ ้สู ึกวา่ ตนเองมี
คุณค่าว่าความสามารถของเขาได้รับการยอมรับจากผู้อ่ืน
5. ความต้องการทีจ่ ะเขา้ ใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-Actualization needs) ถึงลำดบั ขน้ั สุดทา้ ย
ถา้ ความตอ้ งการลำดบั ขน้ั ก่อน ๆ ได้ทำให้เกดิ ความพงึ พอใจอย่างมปี ระสิทธิภาพ ความตอ้ งการเขา้ ใจตนเอง
อยา่ งแท้จริงก็จะเกิดขึน้ Maslow อธบิ ายความตอ้ งการเขา้ ใจตนองอยา่ งแท้จรงิ ว่าเป็นความปรารถนาใน
ทกุ สิ่งทกุ อยา่ งซึง่ บุคคลสามารถจะได้รับอยา่ งเหมาะสมบุคคลท่ีประสบผลสำเร็จ ในขนั้ สูงสุดนีจ้ ะใช้พลงั
อย่างเต็มท่ใี นสงิ่ ท่ที ้าทายความสามารถและศกั ยภาพของเขาและมคี วามปรารถนาที่จะปรับปรงุ ตนเอง พลงั
แรงขบั ของเขาจะกระทำพฤตกิ รรมตรงกับความสามารถของตน กลา่ วโดยสรุปการเขา้ ใจตนเองอย่างแท้จริง
เปน็ ความตอ้ งการอยา่ งหนึ่งของบุคคลทจ่ี ะบรรลถุ ึงวจดุ สงู สุดของศกั ยภาพ เชน่ “นักดนตรีก็ตอ้ งใช้
ความสามารถทางดา้ นดนตรี ศิลปนิ กจ็ ะตอ้ งวาดรูป กวจี ะตอ้ งเขียนโคลงกลอน ถ้าบุคคลเหลา่ น้ไี ด้บรรลุถงึ
เป้าหมายทีต่ นตัง้ ไว้กเ็ ชื่อได้วา่ เขาเหล่านน้ั เปน็ คนท่ีรู้จกั ตนเองอย่างแทจ้ รงิ ”
2.7 งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง
2.7.1 งานวิจยั ภายในประเทศ
นวลจันทร์ วาลย์มนตรี (2551) ได้พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT
เร่อื งสาร และการเปลยี่ นแปลง กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โดยมีความมุ่งหมาย
เพอื่ 1) พัฒนาแผนการจดั การเรยี นรู้แบบกลมุ่ รว่ มมอื เทคนิค TGT เร่ืองสารและการเปลี่ยนแปลง กลมุ่ สาระ
การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ท่มี ีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพอ่ื หาดชั นีประสทิ ธผิ ล
ของการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT และ 3) เพื่อศึกษาความคงทนใน
การเรยี นรดู้ ้วยแผนการจัดการเรยี นรแู้ บบกลุ่มรว่ มมอื เทคนิค TGT ผลการวิจัยสรุปไดว้ ่า 1) แผนการจัดการ
เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสารและการเปลี่ยนแปลงกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้น
44
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 มปี ระสทิ ธิภาพเทา่ กบั 78.44/80.97 ซ่งึ สงู กวา่ เกณฑ์ทต่ี งั้ ไว้ 2) ดัชนปี ระสิทธิผลของการ
เรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสารและการเปลี่ยนแปลง ชั้น
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 มคี ่าเทา่ กบั 0.6026 และ 3) นักเรยี นทีเ่ รียนรู้ดว้ ยแผนการจดั การเรยี นรูแ้ บบกลุ่มร่วมมือ
เทคนิค TGT เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 มี
ความคงทนในการเรยี นรู้
สุวรรณรตั น์ เผยศิริ (2552) ได้ทำการศกึ ษาการพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โดยใชก้ จิ กรรมการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนิค TGT โดยการวิจัยคร้ังน้ีมี
จุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนและศึกษา
ความพึงพอใจในการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนคิ TGT ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอยา่ งท่ใี ช้
ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลโรจนวิทย์ อำเภอเมือง จังหวัด
พิษณุโลก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยวิธีการสุ่ม
ตวั อย่างแบบงา่ ย (Simple Random Sampling) โดยทำการจบั สลากเลอื กหอ้ งเรยี นจำนวน 1 ห้อง จำนวน
นักเรียน 48 คน จัดนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย 12 กลุ่ม ประกอบด้วยนักเรียนกลุ่มละ 4 คน ให้มีนักเรียนที่มี
พื้นฐานการพูดภาษาอังกฤษอยู่ในระดับสูง ปานกลาง และต่ำ ก่อนการทดลองใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ทดสอบความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนเรียน (Pretest)
และหลังทดสอบ ทดสอบ (Posttest) นกั เรียนใช้แบบวัดความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ชุดเดียวกับท่ี
ใชท้ ดสอบกอ่ นเรียนและทำแบบทดสอบความพึงพอใจในการเรียนรู้แบบร่วมมอื ด้วยเทคนคิ TGT เครือ่ งมือ
ที่ใช้ในการวิจัยเป็นแผนจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารภในการพูด และแบบสอบถามความพึงพอใจ
และวิเคราะหข์ อ้ มูลโดยใชค้ ่าเฉลย่ี ( ̅) และคา่ ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D) ทดสอบสมมติฐานโดยการใช้
สถิติการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียวไม่เป็นอิสระต่อกัน (T-test for Dependent Sample) ผลการวิจัย
พบว่านักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรยี นรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนคิ TGT มีความสามารถ
ในการพดู ภาษาอังกฤษหลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความ
พึงพอใจในการเรียนแบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนิค TGT อยูใ่ นระดบั มาก
เขมินทรา ชุมมัธยา, เพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท, และ สุดาพร ปัญญาพฤกษ์ (2559) ได้ศึกษาผลของ
การจัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชเ้ ทคนิคการแขง่ ขนั เป็นทมี (TGT) เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ทกั ษะ
กระบวนการทำงาน และความพงึ พอใจ ตอ่ วิชางานบา้ นของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยการวิจยั คร้งั นี้
มีวัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรยี น ท่ีไดร้ บั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู โ้ ดยใช้
เทคนิค TGT เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทำงานและเปรียบ เทียบความพึงพอใจต่อการเรียนวิชางาน
บ้าน ประชากรที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียน แม่สายประสิทธ์ิศาสตร์ สำนักงานเขตพื้นที่
45
การศึกษามัธยมศึกษาเขต 36 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 10 ห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
การทดลองได้มาจากการสุ่มตวั อย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใชน้ กั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี
1/1 และ 1/2 หอ้ งละ 45 คน รวม 90 คน เครื่องมือทใี่ ชป้ ระกอบด้วย แผนการจดั การเรยี นรู้ โดยใช้เทคนิค
TGTแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการ เรยี น แบบประเมินทักษะกระบวนการทำงานและแบบสอบถามความ
พึงพอใจต่อการเรียนรายวิชา งานบ้าน วิเคราะห์ข้อมลู โดยหาค่าเฉลี่ย ( x) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
และการทดสอบคา่ t ผลการวจิ ยั พบว่า หลังการจดั กิจกรรม นักเรยี นท่ไี ดร้ บั การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย
ใช้ เทคนิค TGT วิชางานบ้าน มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนเฉลี่ยทักษะการทำงาน และ
คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญท่ี
ระดบั .01
วัชราภรณ์ มาติยา (2559) ได้ทำการศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค
TGT โดยใช้เครือข่ายทางสังคมออนไลนร์ ายวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที 1 โดยการ
วิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT รายวิชา
คอมพวิ เตอร์ โดยใช้เครือข่ายทางสงั คม กล่มุ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 1 ที่มีคณุ ภาพ 2) เปรียบเทยี บคะแนนรายวชิ าคอมพวิ เตอร์ โดยใชเ้ ครอื ข่ายทางสังคม ประกอบการเรียน
แบบร่วมมือเทคนิค TGT ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียน
รายวิชาคอมพิวเตอร์ โดยใช้เครือข่ายทางสงั คม ประกอบการเรียนแบบร่วมมอื เทคนคิ TGT และ4) ศึกษา
ความพงึ พอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้รายวิชาคอมพวิ เตอร์ โดยใชเ้ ครือข่ายทางสังคม ประกอบการเรียน
แบบร่วมมือเทคนิค TGT กลุ่มเปา้ หมายเป็นนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 จำนวน 50 คน ภาคเรียนที่ 1 ปี
การศกึ ษา 2558 โรงเรยี นสตรีศึกษา จงั หวดั รอ้ ยเอ็ด ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัย
ได้แก่ แผนการจดั การเรียนการสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สำหรับ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 แบบทสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น จำนวน 40 ขอ้ และ แบบสอบถาม ความพงึ พอใจของนักเรยี น
สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวิจยั ไดแ้ ก่ ร้อยละ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การ
ทดสอบค่าที t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. กิจกรรมการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื เทคนิค TGT โดยใช้เครอื ข่ายทาง
สังคม รายวิชาคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี
ประสิทธิภาพเท่ากับ 88.88/95.35 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มผู้เรยี นทีเ่ รียนด้วยกิจกรรมเรียนรู้แบบ
ร่วมมอื เทคนคิ TGT โดยใชเ้ ครอื ขา่ ยทางสังคม เมื่อพจิ ารณาผล คะแนนเฉลยี่ ของผ้เู รียนแลว้ ปรากฏวา่ หลัง
เรียนมคี ะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 38.14 สูงกว่า คะแนนเฉลี่ยกอ่ น เรยี น เทา่ กับ 26.46 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05 3. ค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่ เรียนด้วยกิจกรรมเรียนรู้แบบร่วมมอื เทคนิค
TGT โดยใชเ้ ครือขา่ ยทางสงั คม รายวชิ าคอมพิวเตอร์ มีความก้าวหนา้ ทางการเรยี นเม่อื เรยี นโดยใช้เครือข่าย
46
ทางสังคม โดยมีคะแนนหลังเรียน (1907) มากกว่า คะแนนก่อนเรียน (1323) คิดเป็นค่าดัชนีประสิทธิผล
เทา่ กับ 0.86 หมายความว่า นักเรยี นมคี วามรู้เพ่มิ ขน้ึ หรือมคี วามก้าวหน้าของการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค
TGT โดยใช้เครือข่ายทางสังคม 4. นักเรียนมีความพึง พอใจต่อการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGTที่ใช้
เครือขา่ ยสงั คม โดยรวมอยู่ในระดบั มาก ( = 4.52, S.D. = 0.24)
เฉลิม เพ่มิ นาม (2561) ได้ทำการศึกษาการพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นเร่ืองการเขยี นสะกดคำ
และทกั ษะทางสงั คม ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3 โดยการจัดการเรียนร้แู บบร่วมมอื เทคนคิ TGT โดย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เรื่อง การเขียนสะกดคำที่ได้รับการจัดการ
เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคTGTรว่ มกับแบบฝึก 2)ศึกษา ทกั ษะทางสงั คมของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3
ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคTGTร่วมกับแบบฝึก 3)ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี3 ที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึก กลุ่มตัวอย่างทีใ่ ช้ใน
การวจิ ัยเป็น นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่3 ของโรงเรียนวดั เขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) จำนวน 48 คน ท่ีได้มา
โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจยั ได้แก่1)แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การเขียนสะกดคำโดย
การจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมอื เทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝกึ ได้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00
2) แบบฝึกการเขียนสะกดคำได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.91 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำ ได้ ค่าความเชื่อมั่น 0.85 4)แบบประเมินทักษะทางสังคมได้ค่าดัชนี
ความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.91 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 5) แบบสอบถามความคิดเห็นของ
นกั เรยี นทีม่ ตี อ่ การจัดการเรียนร้แู บบร่วมมือเทคนิค TGT รว่ มกับแบบฝกึ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
เท่าระหว่าง 0.67-1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ( Χ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยการใช้
ทดสอบค่าที(t-test)แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1.
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเร่ืองการเขียนสะกดคำของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี3 ที่ได้รบั การจัดการเรียนรู้
แบบรว่ มมือเทคนคิ TGTร่วมกับแบบฝกึ หลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรยี น อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05 2.
ทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT
ร่วมกับแบบฝึกอยใู่ นระดบั มาก 3. ความคดิ เห็นของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3 ทม่ี ตี อ่ การจัดการเรียนรู้
แบบ รว่ มมือเทคนคิ TGT ร่วมกับแบบฝึกอยใู่ นระดับมาก
2.7.2 งานวิจยั ตา่ งประเทศ
Holguin. (1997). ไดว้ จิ ยั เกีย่ วกบั ผลการเรียนแบบรว่ มมอื ต่อการเรยี นรู้ภาษา องั กฤษเป็นภาษา
ที่สองของนักเรียนเกรด 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด 3 จำนวน 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 10 คน
และกลุ่มทดลอง 10 คน กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยวิธีการเรียนแบบร่วมมอื ทุกวันวันละ 1 ชั่วโมง 50
47
นาที ตลอดระยะเวลา 10 เดือน ผวู้ จิ ยั ศึกษาตามสมมตฐิ าน 3 ขอ้ ไดแ้ ก่ ดา้ นทกั ษะการฟัง พูดภาษาอังกฤษ
เป็นภาษาที่สอง ด้านทักษะสังคมและด้านการยอมรับรับนับถอื ตนเอง โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล จาก
คะแนนทดสอบก่อนและหลังการสอน โดยใช้ IDEA Proficiency Test และศึกษาข้อมูลด้านทักษะสังคม
และการยอมรับนับถือตนเอง โดยใช้แบบวัดเจตคติต่อการเรียนแบบร่วมมือ และสิ่งแวดล้อมด้านการอ่าน
(CARE) ผลการวิจยั พบว่า คะแนนหลงั การเรยี นของกลมุ่ ทดลองสงู กว่าก่อนการทดลอง รวมทั้งมีเจตคติท่ีดี
ข้นึ ส่วนคะแนนกอ่ นและหลงั การเรยี นของกล่มุ ควบคุมไม่มคี วามแตกต่าง
จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่าการสอนโดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรแู้ บบรว่ มมอื สามารถพฒั นานกั เรยี น และพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่ีดขี นึ้ ส่งเสริมให้นักเรียนมี
ทศั นคตทิ างบวกต่อวชิ าทเ่ี รยี น และมพี ฤตกิ รรมในการเรยี นทด่ี ขี น้ึ
2.9 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัยสนใจศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Pickers Application รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(มอดินแดง) มีกรอบแนวคิดในการวจิ ัย ดังน้ี
การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื กันเรยี นรู้ (TGT) 1.พฤตกิ รรมการเรียนรู้ของนักเรยี น
ร่วมกับ Pickers Application มี 4 ขั้นตอน 2.ความพงึ พอใจของนักเรียน
1. ข้นั การสอน การเสนอบทเรยี นใหม่แก่นักเรยี น และ
แบง่ กลมุ่ นักเรยี น (Home Team) โดยคละ
ความสามารถเกง่ กลาง และออ่ น
2. ข้นั การจดั ทีม นักเรยี นแยกออกจากกลมุ่ (Home
Team) และจัดทมี ตามความสามารถของนกั เรียน
3. ขั้นการแขง่ ขัน นกั เรียนรว่ มกนั แข่งขนั การตอบ
คำถาม โดยจะนำ Plickers Application มาใชใ้ นการ
จัดการแข่งขัน เพอื่ กระตนุ้ การเรียนรู้ของนกั เรียน
4. ขั้นการยอมรบั ความสำเรจ็ ของทีม ครแู ละนกั เรยี น
ร่วมกันสรุปองค์ความรขู้ องเน้ือหา และรวมคะแนนของ
แต่ละกลุม่ เพอื่ มอบรางวลั แก่ทีมท่ชี นะการแข่งขัน
ภาพที่ 23 กรอบแนวคิดในการวิจยั
48
บทท่ี 3
วธิ ีการดำเนินวิจัย
งานวิจัยเร่ือง ผลของการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื กนั เรียนรู้ (Teams-Games-Tournament หรือ
TGT) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา (มอดินแดง) มวี ิธีการดำเนนิ การวิจยั ดังนี้
3.1 รูปแบบการวจิ ัย
3.2 กลมุ่ เปา้ หมาย
3.3 เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย
3.4 การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพของเครอ่ื งมอื วิจยั
3.5 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3.6 การวิเคราะหข์ อ้ มูล
3.7 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู
โดยมีรายละเอียดดังนี้
3.1 รูปแบบการวจิ ยั
การวจิ ัยนี้เป็นการวิจยั เชิงทดลอง แบบแผนการทดลองขน้ั ตน้ (Pre-Experimental Design) โดย
ทำการศึกษากบั กลุ่มเปา้ หมายหนึง่ กลุ่ม ท่ีมกี ารทดสอบหลงั ทดลองหนึ่งคร้งั (One Shot Case Study)
เขียนเปน็ สญั ลกั ษณด์ ังน้ี
XO
โดยท่ี X แทน การจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือกันเรยี นรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application
O แทน พฤติกรรมการเรยี นรู้ และความพึงพอใจของนกั เรยี นตอ่ การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือกนั
เรยี นรู้ (TGT) รว่ มกบั Plickers Application
3.2 กล่มุ เปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวจิ ยั คร้งั นี้เปน็ นักเรยี นท่กี ำลังศึกษาชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝา่ ยประถมศกึ ษา (มอดนิ แดง) โดยมี
จำนวนนักเรียนทั้งสน้ิ 27 คน โดยเลือกแบบเจาะจง
หมายเหตุ นกั เรียน 1 คน ไม่ไดเ้ ขา้ รว่ มกระบวนการวจิ ยั ดงั น้นั จึงมจี ำนวนนกั เรียน 26 คน ในการใช้
วิเคราะห์ข้อมูล
49
3.3 เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
3.3.1 แผนการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื กันเรยี นรู้ (TGT) รว่ มกับ Plickers Application กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 ส่ิงแวดล้อมของชมุ ชน เรอ่ื ง มนุษย์กับ
สงิ่ แวดลอ้ ม ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 จำนวน 1 แผน ใช้เวลา 50 นาที
3.3.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรขู้ องนักเรียน ในการจดั การเรียนร้แู บบรว่ มมือกันเรียนรู้ (TGT)
รว่ มกบั Plickers Application
3.3.3 แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรียนเก่ียวกบั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื กนั เรียนรู้
(TGT) รว่ มกบั Plickers Application
3.4 การสรา้ งและหาประสิทธภิ าพของเครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
3.4.1 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพของเคร่อื งมือ มีรายละเอยี ดดังนี้
การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT)
ร่วมกับ Plickers Application รายวชิ า ส13101 สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3
เร่อื ง มนษุ ยก์ บั สงิ่ แวดลอ้ ม ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแกน่ ฝา่ ย
ประถมศึกษา (มอดินแดง) จำนวน 1 แผน โดยมขี ั้นตอนดังนี้
1) ศกึ ษาและวิเคราะหห์ ลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และหลักสูตร
สถานศกึ ษา กลุ่มสาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม และเนื้อหา เร่ือง มนษุ ย์กับ
ส่ิงแวดลอ้ ม โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา (มอดนิ แดง) พรอ้ มกบั การศึกษา
รูปแบบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ตามรปู แบบการร่วมมอื กันเรียนรู้ (TGT) และการใช้ Plickers
Application
2) จัดทำแผนการจดั การเรยี นร้ตู ามรปู แบบการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือกันเรียนรู้ (TGT) และการใช้
Plickers Application กลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 4
สง่ิ แวดล้อมของชุมชน เรอื่ ง มนุษยก์ ับส่ิงแวดลอ้ ม ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 3 จำนวน 1 แผน ใช้เวลา 50 นาที
3) เสนอแผนการจดั การเรียนร้ตู ่ออาจารย์ทีป่ รึกษางานวิจัยเพ่อื ตรวจสอบความถูกต้องและความ
เหมาะสม พร้อมให้คำแนะนำและขอ้ เสนอแนะในการปรบั ปรงุ แก้ไข
4) ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนร้ตู ามข้อเสนอแนะของอาจารยท์ ่ปี รกึ ษางานวิจัย
5) เสนอแผนการจัดการเรยี นรู้ต่อผเู้ ชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพอื่ ประเมนิ ความเหมาะสมของ
แผนการจดั การเรยี นรู้ โดยใช้แบบประเมินแผนการจดั การเรียนรซู้ ่ึงเปน็ มาตราส่วนประเมนิ ค่าของ ลเิ คิร์ท
(Liker’s Ratting Scale) ประกอบด้วย 5 ระดับ คือ เหมาะสมมากทีส่ ุด เหมาะสมมาก เหมาะสมปานกลาง
เหมาะสมน้อย และเหมาะสมนอ้ ยที่สุด ซึง่ มีเกณฑ์การแปลผลการประเมนิ ความพึงพอใจ (บุญชม ศรีสะอาด
, 2535) ดงั นี้
50
ระดับท่ี 5 หมายถงึ เหมาะสมมากที่สดุ
ระดับท่ี 4 หมายถงึ เหมาะสมมาก
ระดับท่ี 3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
ระดับที่ 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย
ระดบั ท่ี 1 หมายถึง เหมาะสมนอ้ ยที่สุด
สำหรับเกณฑก์ ารประเมนิ ผลระดบั ความเหมาะสมของแผนการจดั การเรียนรู้ ผู้วิจัยไดก้ ำหนด
เกณฑโ์ ดยไดจ้ ากแนวคดิ ของเบสท์ (Best, 1986) ดังนี้
คะแนนเฉล่ยี 4.51 – 5.00 หมายถงึ ระดบั ความเหมาะสมมากทีส่ ุด
คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถงึ ระดบั ความเหมาะสมมาก
คะแนนเฉล่ีย 2.51 – 3.50 หมายถึง ระดับความเหมาะสมปานกลาง
คะแนนเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถงึ ระดับความเหมาะสมน้อย
คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.50 หมายถึง ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยที่สดุ
จากนั้นนำแผนการจัดการเรยี นรู้เสนอตอ่ ผเู้ ช่ยี วชาญ 3 เพอ่ื ประเมินคุณภาพ พิจารณาความถูกต้อง
และนำคะแนนที่ได้จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย โดยแผนการจัดการ
เรียนร้ตู อ้ งมีคา่ เฉลี่ยมากกว่า 3.51 ข้ึนไป จึงจะถอื วา่ นำไปใช้ได้ จากการประเมินโดยผู้เช่ียวชาญมีค่าเฉล่ีย
เทา่ กบั 4.61 อยูใ่ นระดับความเหมาะสมมากทสี่ ดุ และนำมาปรับปรงุ แกไ้ ขตรวจสอบ เพื่อนำไปใช้
กบั กลมุ่ เปา้ หมาย
6) ปรับปรงุ แกไ้ ขแผนการจดั การเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผ้เู ช่ยี วชาญทงั้ 3 ท่าน
7) นำแผนการจดั การเรยี นรทู้ ผ่ี า่ นการปรับปรุงแกไ้ ขแล้วไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อเก็บรวบรวม
ข้อมลู
51
ขน้ั ตอนนการสรา้ งแผนการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้การจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมือกนั เรยี นรู้ สามารถ
สรุปเป็นแผนภาพไดด้ งั น้ี
ศกึ ษาและวิเคราะห์หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาพนื้ ฐาน และ ศึกษารูปแบบการจดั กิจกรรมการ
หลักสตู รสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา เรียนรู้ตามรูปแบบการร่วมมือกนั
ศาสนา และวฒั นธรรม และเนอื้ หาเร่อื งมนุษยก์ บั สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ (TGT) และการใช้
โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น Plickers Application
ฝา่ ยประถมศกึ ษา (มอดินแดง)
จดั ทำแผนการจดั การเรยี นรู้ตามรูปแบบการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื กันเรยี นรู้ (TGT) และการใช้ Plickers 1 แผน
Application
เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ต่ออาจารย์ท่ีปรึกษางานวิจยั เพื่อตรวจสอบความถกู ต้องและความเหมาะสม
พร้อมใหค้ ำแนะนำและขอ้ เสนอแนะในการปรบั ปรุงแก้ไข
ปรบั ปรุงแก้ไขแผนการจดั การเรียนรตู้ ามข้อเสนอแนะของอาจารยท์ ปี่ รึกษา
งานวิจัย
เสนอแผนการจดั การเรยี นรตู้ ่อผเู้ ชีย่ วชาญ จำนวน 3 ท่าน
เพอ่ื ประเมนิ ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้
ปรับปรงุ แก้ไขแผนการจัดการเรียนรตู้ ามข้อเสนอแนะของผูเ้ ชีย่ วชาญทงั้ 3 ทา่ น
นำแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีผา่ นการปรบั ปรงุ แกไ้ ขแลว้ ไปใชก้ ับกลมุ่ เปา้ หมาย
ภาพที่ 24 ข้นั ตอนการสรา้ งแผนการจดั การเรยี นรู้โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื กันเรยี นรู้
52
3.4.2 แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นร้ขู องนักเรียน
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องนกั เรยี นเป็นเครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการเก็บขอ้ มูลการเรยี นรู้ของ
นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3/3 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดินแดง)
มีขัน้ ตอนการสร้าง ดงั น้ี
1) ศกึ ษารปู แบบการสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องนกั เรยี นในการจัดการเรียนการสอนของ
นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
2) กำหนดรูปแบบการประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นรู้ และประเด็นในการประเมนิ
3) สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรูข้ องนกั เรียน โดยสรา้ งแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้
ของนักเรยี น ประเมนิ โดยครูผ้สู อน แบง่ ตามเกณฑ์การประเมนิ ออกเปน็ ขอ้ ๆ ตามรายการท่ีต้องการจะ
ประเมิน ซึง่ แบ่งออกเปน็ 3 ดา้ น 7 ข้อ ดังน้ี
ด้านพทุ ธพิสยั
1. ความสามารถในการตอบคำถามได้อย่างตรงประเด็น
2. มกี ารแสดงความคิดเห็นตอ่ ยอดจากคำตอบ
3. มีการร่วมกันแสดงความคิดเหน็ ในการแกไ้ ขปญั หา
ดา้ นทกั ษะพสิ ยั
4. ความกระตอื รอื ร้นในการทำงาน
5. มีความสามารถในการปฏบิ ตั งิ านท่ไี ดร้ บั มอบหมาย
ดา้ นเจตพสิ ยั
6. ความตรงตอ่ เวลาในการทำงาน
7. ความรว่ มมอื ในการทำกิจกรรม
โดยกำหนดเปน็ แบบมาตราส่วนประเมนิ ค่า 3 ช่วงน้ำหนัก จากระดับที่ 1 ถงึ ระดับที่ 3 ดังน้ี
ระดบั ที่ 3 ผลการประเมินผลงานอยู่ในระดับ มาก
ระดับที่ 2 ผลการประเมนิ ผลงานอยู่ในระดับ ปานกลาง
ระดับท่ี 1 ผลการประเมนิ ผลงานอยู่ในระดบั น้อย
4) นำคะแนนของการประเมินทุกขอ้ มารวมกนั แล้วหาคา่ เฉลย่ี เกณฑ์การแปลผลค่าเฉลีย่ ดงั น้ี
ระดบั ที่ 3 ดีมาก มคี ่าเฉล่ยี อยใู่ นระดบั 10-12 คะแนน
ระดับที่ 2 ดี มคี า่ เฉลย่ี อยู่ในระดบั 7-9 คะแนน
ระดับท่ี 3 พอใช้ มีคา่ เฉลย่ี อยู่ในระดับ ต่ำกวา่ 7 คะแนน
53
5) นำแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน เสนออาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเพื่อ
ตรวจสอบความถูกต้องแล้วหาดัชนีความสอดคล้อง IOC (Index of item object congruence)
+ 1 เม่ือแนใ่ จว่าแบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรขู้ องนกั เรยี นสอดคลอ้ งตามจดุ ประสงค์
0 เม่อื ไม่แน่ใจวา่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องนักเรียนนัน้ สอดคลอ้ งตาจดุ ประสงค์
- 1 เมือ่ แน่ใจว่าแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องนักเรียนน้นั ไม่สอดคล้องตามจดุ ประสงค์
6) นำคะแนนที่ได้จากความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ 3 ท่าน มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย โดยต้องมี
ค่าเฉลี่ยมากกว่า 0.5 ขึ้นไปจึงจะถือว่านำไปใช้ได้ จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญได้ค่าความสอดคล้อง
เทา่ กบั 1 และปรับปรุงแกไ้ ขแลว้ ตรวจสอบเพอื่ นำเครื่องมอื ไปใชก้ ับกลุ่มเป้าหมาย
7) ปรับปรุง แก้ไขตามข้อเสนอแนะ และจัดสร้างเครื่องมือให้สมบูรณ์ แล้วนำไปใช้ในการเก็บ
ขอ้ มูล
54
ขน้ั ตอนการสร้างแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องนกั เรียน สามารถสรุปเปน็ แผนภาพได้ดังน้ี
ศกึ ษารปู แบบการสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนกั เรยี นในการจดั การเรยี นการสอน
ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
กำหนดรูปแบบการประเมนิ พฤติกรรมการเรยี นรู้ และประเดน็ ในการประเมิน
สรา้ งแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ของนกั เรยี น โดยสร้างแบบสังเกตพฤตกิ รรมการ
เรยี นรู้ของนักเรยี น ประเมินโดยครูผสู้ อน แบ่งตามเกณฑ์การประเมนิ ออกเปน็ ขอ้ ๆ ตาม
รายการท่ีต้องการจะประเมนิ
นำคะแนนของการประเมินทกุ ข้อมารวมกันแล้วหาค่าเฉล่ยี
นำนำแบบสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรขู้ องนักเรียน เสนออาจารยท์ ี่ปรกึ ษาและผเู้ ชี่ยวชาญเพื่อ
ตรวจสอบความถกู ตอ้ งแลว้ หาดัชนคี วามสอดคล้อง IOC
นำคะแนนทไ่ี ด้จากความคดิ เหน็ ของผูเ้ ชียวชาญ 3 ท่าน มาคำนวณหาคา่ เฉลยี่
ปรบั ปรุง แก้ไขตามข้อเสนอแนะ ขแอลงะอจาัดจสารร้ายงท์ เคี่ปรร่ือกึ งษมาืองใาหนส้ วมจิ บัยรู ณ์ แลว้ นำไปใชใ้ นการเกบ็ ขอ้ มูล
ภาพที่ 25 แผนภาพสรุปขั้นตอนประเมินพฤติกรรมรายบคุ คลของนกั เรยี น
55
3.4.3 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรยี น
แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT)
ร่วมกับ Plickers Application เร่ืองมนษุ ย์กบั สิง่ แวดลอ้ ม ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โดยใช้แบบประเมินความ
พึงพอใจตามแบบมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดับ (Rating Scale) ตามวิธีของลเิ คิรท์ มขี ั้นตอนในการสรา้ ง
ดงั น้ี
1) ศึกษาเอกสารทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับการประเมินความพงึ พอใจ และวธิ กี ารสรา้ งแบบประเมินของ
บญุ ชม ศรีสะอาด และการสร้างมาตรวดั ของลเิ คิร์ท (Likert Scale)
2) ออกแบบวัดความพงึ พอใจโดยกำหนดรอบทีจ่ ะประเมนิ โดยแบง่ ประเดน็ ทจ่ี ะประเมนิ เปน็ 3
ดา้ น เปน็ จำนวน 10 ขอ้ ดงั นี้
2.1) ความพึงพอใจด้านเนือ้ หาบทเรยี น จำนวน 3 ข้อ
2.2) ความพงึ พอใจดา้ นการมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรยี นการสอนจำนวน 4 ขอ้
2.3) ความพงึ พอใจดา้ นครูผู้สอน 3 ขอ้
3) พฒั นาแบบประเมินความพงึ พอใจเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั ตามวธิ ีของ
ลิเคริ ์ท (Likert Scale) ดังน้ี
ระดับคะแนน แปลความหมาย
4.51 – 5.00 มีความพงึ พอใจมากท่ีสุด
3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจมาก
2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจปานกลาง
1.51 – 2.50 มีความพึงพอใจนอ้ ย
1.00 – 1.50 มีความพึงพอใจน้อยทสี่ ุด
4) นำแบบประเมินความพงึ พอใจ เสนออาจารย์ท่ีปรกึ ษาและผเู้ ชี่ยวชาญเพอื่ ตรวจสอบความ
ถกู ตอ้ งแลว้ หาดัชนีความสอดคล้อง IOC (Index of item object congruence)
+ 1 เมือ่ แน่ใจวา่ แบบประเมินความพงึ พอใจของนกั เรยี นน้นั สอดคล้องตามจุดประสงค์
0 เมื่อไมแ่ น่ใจว่าแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนนั้นสอดคล้องตาจุดประสงค์
- 1 เมอื่ แนใ่ จวา่ แบบประเมนิ ความพึงพอใจของนกั เรียนไมส่ อดคลอ้ งตามจุดประสงค์
6) นำคะแนนที่ได้จากความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ 3 ท่าน มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย โดยต้องมี
ค่าเฉลี่ยมากกว่า 0.5 ขึ้นไปจึงจะถือว่านำไปใช้ได้ จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญได้ค่าความสอดคล้อง
เท่ากบั 1 และปรบั ปรุงแกไ้ ขแลว้ ตรวจสอบเพอื่ นำเครื่องมือไปใชก้ บั กลุ่มเป้าหมาย
7) ปรับปรุง แก้ไขตามข้อเสนอแนะ และจัดสร้างเครื่องมือให้สมบูรณ์ แล้วนำไปใช้ในการเก็บ
ขอ้ มูล
56
ขน้ั ตอนการสรา้ งแบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียน สรุปเปน็ แผนภาพได้ดงั น้ี
ศกึ ษาเอกสารทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับการประเมินความพึงพอใจ และวิธกี ารสร้างแบบประเมิน
ออกแบบวดั ความพึงพอใจโดยกำหนดรอบที่จะประเมิน โดยแบ่งประเดน็ ทจี่ ะประเมินเป็น 3
ด้าน1) ความพงึ พอใจด้านเนือ้ หาบทเรยี น จำนวน 3 ข้อ
2) ความพงึ พอใจดา้ นการมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมการเรียนการสอนจำนวน 4 ข้อ
3) ความพงึ พอใจด้านครูผสู้ อน 3 ขอ้
พฒั นาแบบประเมินความพงึ พอใจเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั ตามวธิ ีของลิเคริ ท์ (Likert Scale)
นำแบบประเมนิ ความพึงพอใจ เสนออาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชีย่ วชาญเพื่อ
ตรวจสอบความถกู ต้องแลว้ หาดัชนีความสอดคล้อง IOC
นำคะแนนท่ไี ด้จากความคิดเหน็ ของผู้เชียวชาญ 3 ท่าน มาคำนวณหาคา่ เฉล่ีย
ปรับปรงุ แกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะ และจดั สรา้ งเคร่ืองมือใหส้ มบรู ณ์ แล้วนำไปใช้ในการเกบ็
ข้อมูล
ภาพที่ 26 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรยี น
57
3.5 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3 โรงเรียนสาธิต
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (มอดินแดง) อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2
ปกี ารศึกษา 2562 โดยดำเนนิ ตามขน้ั ตอน ดงั น้ี
1. อธิบายทำความเข้าใจแก่นักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
รว่ มมอื กนั เรยี นรู้ (TGT) ร่วมกบั Plickers Application รวมถงึ การจดั เตรียมห้องเรยี น อปุ กรณ์ สือ่ การ
เรยี นรู้ตา่ ง ๆ ที่จำเปน็ ต้องใช้ให้มีความเหมาะสมต่อการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
2. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรยี นร้โู ดยใชเ้ ทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3
โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดนิ แดง) เป็นเวลา 1 ชว่ั โมง จำนวน 1 ครั้ง
และสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ โดยใชแ้ บบประเมินท่ีผูว้ ิจยั สร้างขึ้น
3. ให้นกั เรยี นทำแบบประเมนิ ความพึงพอใจท่มี ีต่อการใชเ้ ทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ
กันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม จากนั้นทำการแปลคะแนนเพื่อให้ได้ข้อมูลในการนำไปวิเคราะห์ผลต่อไป
58
ดงั ปรากฏตามแผนภาพ ดงั น้ี
อธบิ ายทำความเขา้ ใจแก่นักเรียนใหม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกับการจดั กจิ กรรมการเรียนร้แู บบรว่ มมือกนั เรียนรู้
(TGT) ร่วมกับ Plickers Application
จัดกิจกรรมการเรียนรตู้ ามแผนการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้เทคนคิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
แบบรว่ มมอื กนั เรยี นรู้ (TGT) รว่ มกบั Plickers Application
และสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้ โดยใชแ้ บบประเมนิ ที่ผู้วจิ ัยสร้างขนึ้
ใหน้ กั เรยี นทำแบบประเมินความพงึ พอใจทม่ี ตี อ่ การใชเ้ ทคนิคการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application
ภาพท่ี 27 ข้นั ตอนการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3.6 การวเิ คราะห์ข้อมูล
ในการวิจัยครง้ั น้ี คณะผวู้ ิจยั ได้ดำเนินการวิเคราะห์ขอ้ มลู ในการวิจัยทั้งเชิงคณุ ภาพและเชิงปรมิ าณ ดังนี้
3.6.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคณุ ภาพ
การวเิ คราะหข์ ้อมูล ผู้วจิ ยั ได้วเิ คราะห์ขอ้ มูลจากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ในเชงิ คุณภาพ โดย
เป็นการวิเคราะหแ์ ละสรุปเป็นข้อค้นพบในเชิงอธบิ ายความ โดยผู้วิจัยรวบรวมขอ้ มูลที่ได้จากขอ้ เสนอแนะ
ของแบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และสรุปผล เพื่อหา
แนวทางการแกไ้ ข ปรบั ปรงุ และพัฒนาในการจัดการเรยี นรู้ใหม้ ีประสิทธภิ าพยงิ่ ขึ้น
3.6.2 การวิเคราะหข์ อ้ มูลเชิงปรมิ าณ
1) ด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ( ̅)
ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) จากการประเมินแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรยี น
รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 3 หอ้ ง 3 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มอดินแดง)
59
2) ด้านความพึงพอใจ วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใชส้ ถิติพื้นฐาน คอื ค่าเฉล่ีย ( ̅) และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.) จากการตรวจแบบประเมนิ ความพึงพอใจของนกั เรยี น ซงึ่ กำหนดเกณฑ์การแปลผล
ค่าเฉลีย่ ดังนี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545)
ระดบั คะแนน แปลความหมาย
4.51 – 5.00 มีความพึงพอใจมากท่สี ุด
3.51 – 4.50 มีความพึงพอใจมาก
2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจปานกลาง
1.51 – 2.50 มีความพึงพอใจนอ้ ย
1.00 – 1.50 มีความพึงพอใจนอ้ ยทีส่ ุด
3.7 สถิตพิ ื้นฐานท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
3.7.1 สถติ พ้นื ฐานทใ่ี ช้ในการหาคุณภาพเครือ่ งมอื เก็บรวบรวมข้อมลู
1) การหาคุณภาพของแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนท่มี ตี ่อการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
โดยใช้รูปแบบร่วมมอื กันเรยี นรู้ (TGT) รว่ มกับ Plickers Application
วเิ คราะหห์ าความสอดคล้องระหว่างรายการสอบถามกบั นยิ ามความพึงพอใจ ของแบบประเมนิ
ความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมีตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้รปู แบบรว่ มมอื กนั เรียนรู้ (TGT) ร่วมกับ
Plickers Application
3.7.2 สถิตพิ ืน้ ฐานทีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1) การหาคา่ เฉลีย่ (Arithmetic Mean)
2) การหาค่าเฉลีย่ รอ้ ยละ (Percentage)
3) การหาคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
60
บทที่ 4
ผลการวิจัย และอภปิ รายผล
การวิจยั คร้ังนี้มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรยี น และศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-
tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมชมุ ชน
เรือ่ ง มนุษยก์ ับส่ิงแวดล้อม โดยนำขอ้ มูลมาวเิ คราะห์ตามวตั ถุประสงค์ ดงั นี้
4.1 ผลการวจิ ัย
สามารถสรปุ ผลการวจิ ัยตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้
1. ผลการศึกษาผลการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ
TGT) รว่ มกบั Plickers Application ทม่ี ีผลตอ่ พฤตกิ รรมการเรยี นรู้ของนักเรยี น ในรายวชิ าสังคม
ศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3
ซ่งึ ได้จากแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องนักเรียนท่ีคณะผู้วิจัยสร้างขึ้น และได้นำมาวเิ คราะห์
ดังกราฟและตารางตอ่ ไปนี้
กราฟที่ 1 ผลการศึกษาผลการจดั การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื กันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ
TGT) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ในรายวิชาสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม
61
จากกราฟที่ 1 ผลการศึกษาผลการจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมอื กันเรยี นรู้ (Teams-Games-Tournaments
หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ในรายวิชาสังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พบว่านักเรียนมีคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้สูงสุด คือ 21 คะแนน จำนวน
17 คน และคะแนนต่ำสุดคือ 18 คะแนน จำนวน 1 คน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 20.54( ̅ =20.54)
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.761 (S.D. = 0.761)
ตารางที่ 2 ผลการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ
TGT) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ในรายวิชาสังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม
คะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ของ คะแนนการประเมิน นักเรยี นผ่าน นักเรยี นไม่ผา่ น
เกณฑ์ เกณฑ์
จำนวน นกั เรยี น
นักเรียน คะแนน ส่วน ร้อย คะแนน คะแนน คะแนน จำนวน รอ้ ย จำนวน ร้อย
ท้งั หมด เบยี่ งเบน ละ เตม็ สูงสดุ ตำ่ สุด (คน) ละ (คน) ละ
เฉล่ีย มาตรฐาน
26 ̅ 97.76 21 21 18 26 100 0 0
20.53 0.77
จากตารางที่ 2 ผลการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-
Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ใน
รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พบว่านักเรียนท่ีผ่านเกณฑ์ 26 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสงู
กว่าเกณฑท์ ่ีกำหนดไว้คือนกั เรียนไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 75 ผ่านเกณฑ์ มีผลการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้
ร้อยละ 75 ขึ้นไปและคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนหลักจากการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม คิดเป็นร้อยละ 97.76 ของคะแนนเตม็
2. ความพึงพอใจของนักเรยี นต่อการเรียนรู้ โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื กันเรยี นรู้
(Teams-Games-Tournaments หรอื TGT) ร่วมกบั Plickers Application
คณะผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วนำไป
เปรียบเทียบกับเกณฑ์ทีต่ ัง้ ไว้ ไดผ้ ลดงั กราฟและตารางตอ่ ไปนี้
62
กราฟท่ี 2 ความพึงพอใจของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3 ทม่ี ีต่อการเรียนรู้ โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบ
รว่ มมือกันเรยี นรู้ (Teams-Games-Tournaments หรอื TGT) ร่วมกบั Plickers Application
จากกราฟที่ 2 พบวา่ นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 ห้อง 3 มีความพงึ พอใจในการสอน โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers
Application เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อของทกุ ด้านพบว่า ขอ้ ที่มคี ่าเฉล่ยี ความพงึ พอใจมากท่ีสุดคือนักเรียน
ได้มสี ่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็นกจิ กรรมการเรียนการสอน และครูตั้งใจสอน ให้คำแนะนำนักเรียนใน
การทำกิจกรรม มีคา่ เฉลยี่ เท่ากบั 4.73 ซ่ึงทัง้ สองด้านนี้มีคา่ เฉลยี่ เทา่ กัน
63
ตารางที่ 3 ความพึงพอใจของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 ทม่ี ตี อ่ การเรยี นรู้ โดยใชก้ ารจัดการเรยี นร้แู บบ
ร่วมมอื กนั เรยี นรู้ (Teams-Games-Tournaments หรอื TGT) รว่ มกบั Plickers Application
ระดบั ความพึงพอใจ สว่ น
รายการ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง นอ้ ย นอ้ ยท่ีสดุ คา่ เฉลีย่ เบี่ยงเบน การ
(5) (4) (3) (2) (1) ̅ มาตรฐาน แปลผล
จำนวน จำนวน (S.D.)
จำนวน (ร้อยละ) จำนวน (ร้อยละ) จำนวน
(รอ้ ยละ) (รอ้ ยละ) (รอ้ ยละ)
ด้านเนื้อหา 4.35 1.14 มาก
1.เนอ้ื หาที่สอน 14 6 5 0 1 4.23 1.03 มาก
สอดคลอ้ งกบั (0) (3.85)
บทเรยี น (53.84) (23.08) (19.23)
2.เนือ้ หาที่สอนมี 21 2 2 0 1 4.46 1.17 มากทสี่ ดุ
ความเหมาะสม ไม่ (80.77) (7.69) (7.69) (0) (3.85)
นา่ เบื่อ
3.เน้ือหาท่สี อน
สามารถนำไปปรับ 18 5 0 12 4.38 1.2 มาก
ใช้ในชวี ติ ประจำวนั (69.23) (19.23) (0) (3.85) (7.69)
ได้
64
ระดบั ความพงึ พอใจ ส่วน
รายการ มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย น้อยทีส่ ุด ค่าเฉลี่ย เบี่ยงเบน การ
(5) (4) (3) (2) (1) ̅ มาตรฐาน แปลผล
จำนวน จำนวน (S.D.)
จำนวน (รอ้ ยละ) จำนวน (รอ้ ยละ) จำนวน
(รอ้ ยละ) (รอ้ ยละ) (รอ้ ยละ)
ด้านการมสี ่วนรว่ มในการทำกิจกรรม 4.56 0.69 มากที่สุด
4.นักเรียนสามารถ 17 8 1 0 0 4.61 0.57 มากที่สดุ
ซักถามปัญหาท่ี (65.38) (30.77) (3.85) (0) (0)
สงสยั ได้
5.นักเรยี นได้รบั
ความรู้อยา่ ง
ครบถว้ นในการ 17 5 4 0 0 4.5 0.76 มาก
จัดการเรียนรู้แบบ (65.38) (19.23) (15.39) (0) (0)
แข่งขันรว่ มกับ
Plickers
Application
6.นักเรยี นไดต้ อบ
คำถามหรอื ออภิ 15 8 2 0 1 4.42 0.81 มาก
ปรายความรู้ (0) (3.85)
(57.69) (30.77) (7.69)
ร่วมกัน
7.นักเรยี นได้มสี ่วน
รว่ มในการแสดง 21 3 2 0 0 4.73 0.6 มากทสี่ ดุ
ความคดิ เหน็ (80.77) (11.54) (7.69) (0) (0)
กจิ กรรมการเรียน
การสอน
65
ระดบั ความพงึ พอใจ สว่ น
รายการ มากที่สดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อยทีส่ ดุ คา่ เฉลย่ี เบ่ียงเบน การ
(5) (4) (3) (2) (1) ̅ มาตรฐาน แปลผล
จำนวน จำนวน (S.D.)
จำนวน (ร้อยละ) จำนวน (ร้อยละ) จำนวน
(ร้อยละ) (ร้อยละ) (ร้อยละ)
ด้านครูผ้สู อน 4.62 0.72 มากที่สุด
8.ครูมีการ
เตรยี มการสอน 20 4 2 0 0 4.69 0.62 มากท่สี ุด
(พิจารณาจากสือ่ (76.92) (15.39) (7.69) (0) (0)
อปุ กรณต์ า่ ง ๆ มี
ความพร้อม)
9.ครูให้ความสนใจ 15 8 3 0 0 4.46 0.71 มาก
แกน่ กั เรียนอย่าง (57.69) (30.77) (11.54) (0) (0)
ท่ัวถึง
10.ครูตงั้ ใจสอน ให้ 23 1 0 20 4.73 0.83 มากที่สดุ
คำแนะนำนกั เรียน (88.46) (3.85) (0) (7.69) (0)
ในการทำกจิ กรรม
รวมทั้งหมด 4.52 0.83 มากทส่ี ดุ
จากตารางที่ 3 พบวา่ นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 หอ้ ง 3 มีความพึงพอใจในการสอน โดยใช้
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers
Application โดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( ̅ = 4.52 , S.D. = 0.83 ) ดา้ นทน่ี ักเรยี นมคี วามพงึ พอใจมาก
ที่สุดคือ ด้านครูผู้สอน ( ̅ = 4.62, S.D. = 0.72 ) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อของทุกด้านพบวา่ ข้อที่มี
ค่าเฉลย่ี ความพงึ พอใจมากที่สดุ คือนักเรยี นได้มีสว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเห็นกิจกรรมการเรียนการสอน
และครูต้งั ใจสอน ให้คำแนะนำนักเรียนในการทำกจิ กรรม มีค่าเฉลีย่ เทา่ กบั 4.73 ซ่ึงท้งั สองด้านนี้มคี ่าเฉลี่ย
เท่ากนั
66
4.2 อภิปรายผลการวิจยั
การศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-
Games-tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมชุมชน เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียน
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3 คณะผูว้ ิจัยอภิปรายผลตามผลการวิจัย ดงั นี้
ประเด็นที่ 1 พฤติกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-
tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมชุมชน เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม พบว่า นักเรียนผ่าน
เกณฑ์ 26 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
มีพฤตกิ รรมการเรียนรู้รอ้ ยละ 75 ขนึ้ ไปและคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้คดิ เป็นร้อยละ 97.76 ของคะแนน
รวม ทั้งนี้เนื่องจากการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-tournaments หรือ TGT)
เป็นวิธีการท่ชี ว่ ยสรา้ งแรงจูงใจใหน้ กั เรียนช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกในกลุ่มให้เกิดการเรียนรู้ เห็นความสำคัญ
ของการเรียนและเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้ อีกทั้งยังทำให้นักเรียนกระตือรือร้นในการค้นคว้า
หาความรู้และช่วยเหลือกัน (ทิวาพร อุณยเกียรติ, 2547) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ นวลจันทร์ วาลย์
มนตรี (2551) ที่พบว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-
tournaments หรอื TGT) ร้อยละ 78.44 ผ่านเกณฑ์ทีก่ ำหนดไว้ และจากการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ที่ได้นำ
Plickers Application เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-
tournaments หรือ TGT) ทำให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น และเป็นการ
สร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียน ทำให้นักเรียนสนุกสนาน และสนใจบทเรียนมากขึ้น สอดคล้องกับแบบ
สังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้ของนักเรียนคอื การจดั การเรียนการสอนรูปแบบนี้สามารถทำให้นักเรียนมีการ
แสดงความสามารถในการตอบคำถามได้อย่างตรงประเดน็ สามารถแสดงความคดิ เหน็ ต่อยอดจากคำตอบ มี
การร่วมมือกันทำกิจกรรมและแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหา อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติงานที่ได้รับ
มอบหมายได้อยา่ งตรงเวลาอีกด้วย ส่งผลให้พฤตกิ รรมการเรียนรขู้ องนกั เรียนสงู กวา่ เกณฑ์ท่กี ำหนดไว้
ประเด็นท่ี 2 ความพึงพอใจของนักเรียนตอ่ การจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน
เรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวิชา ส13101
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมชุมชน เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.52 เมื่อพิจารณาแยกเป็นรายการ
พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุดคือ นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
กิจกรรมการเรียนการสอน และ นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นกจิ กรรมการเรียนการสอน
67
มคี า่ เฉลย่ี เทา่ กบั 4.73 โดยมคี วามสอดคล้องกับงานวิจัยของ วัชราภรณ์ มาติยา (2559) ทศ่ี กึ ษาการพัฒนา
กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT โดยใช้เครือข่ายทางสังคมออนไลน์รายวิชาคอมพิวเตอร์
ซ่งึ มคี วามพึงพอใจในภาพรวมอยใู่ นระดับมาก
ความพงึ พอใจทีน่ ักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 มีตอ่ การจัดการเรียนรู้ โดยใชก้ ารจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมอื กันเรยี นรู้ (Teams-Games-Tournaments หรอื TGT) ร่วมกบั Plickers Application โดยนกั เรยี น
มีความพงึ พอใจทัง้ 3 ดา้ น ได้แก่ ด้านเน้ือหา ดา้ นการมีส่วนร่วมในกจิ กรรม และด้านครูผ้สู อน ซง่ึ มีค่าเฉล่ีย
ความพึงพอใจด้านเนื้อหา อยู่ในระดับมาก ด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรม และด้านครูผู้สอน อยู่ในระดับ
มากที่สุด ทั้งนี้เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
มีปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างสมาชกิ ภายในกลมุ่ และมคี วามภาคภมู ิใจในความสำเร็จของกลุ่มหลงั จากได้รับรางวัล
และคำชมเชย ซึ่งสอดคล้องกับ ความหมายของความพึงพอใจ ที่ สุภาลักษณ์ ชัยอนันต์ (2540)
ได้ใหความหมายไววา ความพึงพอใจ เป็นความรูสึกส่วนตัวที่รูสึกเป็นสุขหรือยินดีที่ได้รับการตอบสนอง
ความตองการในสิ่งทีข่ าดหายไป ความพึงพอใจเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมท่ีจะแสดงออกของบุคคล ซึ่งมีผล
ตอการเลือกที่จะปฏิบัติในกิจกรรมใด ๆ นั้น ทั้งนี้จากข้อเสนอแนะในแบบประเมินความพึงพอใจพบว่า
นักเรียนต้องการให้มีกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะกิจกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ค่อนข้าง
คล้ายกันนั่นคือให้นักเรียนเรียนรูจ้ ากภาพเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้นักเรียนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายได้ แต่จาก
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้พบว่านักเรียนและครูผู้สอนมสี ัมพนั ธภาพที่ดีระหว่างกัน ครูผู้สอนเปดิ โอกาสให้
นักเรียนได้แสดงศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น
และให้ความรว่ มมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี รวมทั้งการจดั การเรียนร้แู บบร่วมมือกนั เรียนรู้ (Teams-
Games-Tournaments หรอื TGT) ร่วมกับ Plickers Application ทำให้การจัดการเรียนรู้มีความน่าสนใจ
มากยง่ิ ขน้ึ ส่งผลใหน้ กั เรียนเกิดความพงึ พอใจ และมีแรงกระตนุ้ ในการเรยี น
68
บทท่ี 5
สรปุ ผลการวิจัย และขอ้ เสนอแนะ
การวจิ ยั คร้ังนี้มวี ัตถุประสงค์เพื่อศกึ ษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนกั เรียน และศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ห้อง 3 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื กันเรียนรู้ (Teams-Games-
tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมชมุ ชน
เรอื่ ง มนุษย์กับสิ่งแวดลอ้ ม โดยกล่มุ เปา้ หมายมีจำนวนทั้งส้นิ 27 คน โดยเปน็ การเลอื กแบบเจาะจง ซ่ึงการ
วิจัยนี้เปน็ การวจิ ัยเชิงทดลอง แบบแผนการทดลองขัน้ ต้น (Pre-Experimental Design) โดยทำการศึกษา
กบั กลุ่มเป้าหมายหนงึ่ กล่มุ ท่ีมกี ารทดสอบหลังทดลองหน่ึงคร้งั (One Shot Case Study) โดยสามารถสรุป
ผลการวิจยั และข้อเสนอแนะ ดงั ต่อไปนี้
5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย
การศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนกั เรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-
Games-tournaments หรือ TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวิชา ส13101 สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมชุมชน เรื่อง มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ไดท้ ำการวจิ ยั ตามรปู แบบ one shot case study ผลวิจยั สรุปไดว้ า่
1) นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรูผ้ ่านเกณฑ์ 26 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
คือนักเรียนไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 75 มพี ฤติกรรมการเรยี นร้รู ้อยละ 75 ข้ึนไปและคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้
ในการเรียนรายวิชา สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งแวดล้อมชุมชน
เรื่อง มนษุ ย์กับสิ่งแวดลอ้ ม คิดเปน็ รอ้ ยละ 97.76 ของคะแนนรวม
2) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-
Games-Tournaments หรอื TGT) ร่วมกับ Plickers Application รายวชิ า ส13101 สงั คมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรม เร่อื ง มนษุ ยก์ บั ส่งิ แวดลอ้ ม อยใู่ นระดับมากทส่ี ดุ ( ̅ = 4.52 , S.D. = 0.83 )
5.2 ข้อเสนอแนะ
5.2.1 ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1. ครูผสู้ อนควรเตรยี มอปุ กรณ์ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ใหพ้ รอ้ มสำหรบั การใช้งาน
เน่อื งจากการทำวจิ ัยในครั้งน้ีตอ้ งมีการใช้คอมพิวเตอร์และโปรเจคเตอร์ประกอบการจัดการเรียนรู้ เพอ่ื ใช้
Plickers Application
2. ครผู ้สู อนควรมีวธิ ีการในการควบคุมชน้ั เรยี นทห่ี ลากหลาย เพ่ือใหก้ ารจดั การเรียนการสอน
ราบร่ืน และสำเร็จตามวตั ปุ ระสงคท์ ี่ต้งั ไว้
69
5.2.2 ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ยั คร้ังต่อไป
1. ควรศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ
TGT) ร่วมกับเทคนคิ อ่นื ๆ เน่ืองจากการจดั การเรียนร้แู บบร่วมมือกนั เรยี นรู้ (TGT) เป็นการเน้นให้นักเรียน
ไดแ้ ขง่ ขันและสะสมคะแนนโบนสั เพือ่ นำคะแนนมารวมกนั ในกล่มุ ของตนเองอีกที จงึ สามารถปรับใชก้ บั
เทคนคิ อ่ืน ๆ ที่สามารถสะสมคะแนนได้ ตัวอยา่ งเช่น Kahoot Application
2. ควรจดั การเรยี นร้แู บบร่วมมอื กันเรยี นรู้ (Teams-Games-Tournaments หรอื TGT) รว่ มกับ
Plickers Application ไปใช้พัฒนาด้านอื่น ๆ เช่น พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พัฒนา
ทักษะการทำงานกลุ่ม เป็นตน้
3. ควรจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรือ TGT)
ร่วมกับ Plickers Application กับเนื้อหาวิชาที่สามารถจัดทำเป็นแบบฝึกหัดแบบมีตัวเลือกได้ เนื่องจาก
Plickers Application คือแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสะสมคะแนน หากสร้างแบบฝึกหัดแบบมีตัวเลือก
จะทำให้ง่ายต่อการคิดคะแนนของนักเรียนรายบุคคล และคะแนนโบนสั ตามจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน
เรียนรู้ (Teams-Games-Tournaments หรอื TGT)
4. ในการประเมินพฤติกรรมการเรยี นรู้ของนกั เรียน ควรมีผปู้ ระเมนิ มากกวา่ 2 คน เชน่ มีการให้
ครูพเ่ี ลีย้ ง หรือครูประจำรายวิชานัน้ ทีส่ ามารถเขา้ ร่วมในการเก็บวิจยั ได้ ชว่ ยประเมนิ พฤติกรรมของนกั เรียน
รว่ มกับคณะผวู้ จิ ยั แลว้ นำคะแนนการประเมนิ ของผู้ประเมินทัง้ หมด มาคดิ เฉลยี่ รวมกนั เพื่อจะได้คะแนนที่
น่าเช่อื ถือมากยิง่ ขน้ึ
70
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ. (2543). กลวธิ กี ารการจดั การเรียนการสอนทส่ี อดคลอ้ งกบั วธิ ีเรียน. กรุงเทพฯ:
กองวจิ ยั ทางการศกึ ษา กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พช์ ุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกดั .
ก่งิ กาญจน์ ปานทอง. (2545). ปจั จัยท่สี ่งผลตอ่ พฤติกรรมการเรยี นของนกั ศึกษาตามโครงการจัด
การศกึ ษาสำหรบั บุคลากรประจำ (กศ.บป.) คณะวทิ ยาการจดั การโปรแกรมวิชานเิ ทศศาสตร์
สถาบันราชภฏั พนะนคร กรุงเทพมหานคร. ปรยิ ญานพิ น์การศกึ ษามหาบัณฑติ มหาวิทยาลยั ศรี
นครินทรวิโรฒ.
เขมนิ ทรา ชุมมัธยา, เพ็ญพิศุทธ์ิ ใจสนทิ , และสดุ าพร ปัญญาพฤกษ์. (2559). ผลของการจัดกิจกรรมการ
เรียนร้โู ดยใช้เทคนคิ การแข่งขันเปน็ ทมี (TGT) เพ่ือพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ทักษะ
กระบวนการทำงาน และความพึงพอใจ ตอ่ วชิ างานบ้านของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1. วารสาร
บณั ฑติ วจิ ยั . 7(2). 62-68.
จตุภมู ิ เขตจัตุรัส. (2562). การวจิ ยั ช้นั เรียน (Classroom Research) : กระบวนการสร้างความรู้เพ่อื ใช้
พัฒนาการเรียนการสอน. พมิ พ์ครงั้ ที่ 1. ขอนแกน่ : โรงพิมพม์ ข.
เฉลมิ เพิม่ นาม. (2561). การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเรอื่ งการเขียนสะกดคำ และทกั ษะทางสังคม
ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 3 โดยการจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมือเทคนคิ TGT ร่วมกับแบบ
ฝกึ . วารสารมนษุ ยสังคมปริทศั น.์ 20(2). 9-23.
ทวิ าพร อณุ ยเกียรติ. (2547). การศึกษาผลการเรียนรู้เรือ่ งหลักธรรมทางศาสนาของนักเรยี นชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 4 ท่ีจัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื . วทิ ยานิพนธศ์ ึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต
มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร.
ทิศนา แขมมณ.ี (2548). รปู แบบการเรียนการสอน : ทางเลอื กท่ีหลากหลาย. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3. กรงุ เทพฯ:
ด่านสุธาการณ์การพิมพ์.
ณัฐดนัย เนยี มทอง. 2561. ครไู ทย 4.0 ใช้ “Plickers”. ค้นเม่ือ 2 มกราคม 2563, จาก
http://www.scimath.org/article-technology/item/7849-4-0-Plickers.
ณัฐพล สวา่ งจติ ต์, วัชระพล แสงนาค, นงค์นชุ พทุ ธศุภะ, และศุกลกั ษณ์ จเุ ครือ.
(2560). Plickers : เครือ่ งมอื ประเมนิ เพ่อื การเรียนรู้แบบเรียลไทม์สำหรับหอ้ งเรยี นท่ีมีข้อจำกัด
เรื่องเทคโนโลยี. วารสารหน่วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดลอ้ มเพ่ือการเรยี นรู้, 8(2),
432. คน้ เมอื่ 2 มกราคม 2563,
จาก http://ejournals.swu.ac.th/index.php/JSTEL/article/viewFile/9536/8136.
71
ณัฐพล สวา่ งจิตต์, วรี ะพล แสงนาค, นงคน์ ชุ พุทธศภุ ะ, และศุภลกั ษณ์ จุเครอื . (2562). Plickers
(Application). ค้นเมอื่ 2 มกราคม 2563,
จาก https://muit.mahidol.ac.th/enews/multimedia/download/201903.pdf
นวลจันทร์ วาลยม์ นตรี. (2551). การพฒั นาแผนการจัดการเรียนรแู้ บบกลุ่มร่วมมอื เทคนิค TGT
เรือ่ ง สารและการเปล่ยี นแปลง กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2. คน้ เมื่อ
12 มกราคม 2563. จาก http://newtdc.thailis.or.th/docview.aspx?tdcid=381520.
ปรีดี ฤกษว์ ลกี ุล. (2561). น่าชืน่ ชม! ครไู ทย 4.0 ใช้ “Plickers” สรา้ งสรรคห์ ้องเรียน “แบบลำ้ ๆ”. คน้
เมอื่ 2 มกราคม 2563, จาก https://www.beartai.com/article/tech-article/184691.
พรพจน์ เพช็ รทวพี รเดช. (2547). ปัจจัยดา้ นพฤติกรรมการรัยนทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ของนกั สกึ ษามหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ. ปริญญานิพนธก์ ารศกึ ษามหาบัณฑติ
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
ราชบณั ฑติ สถาน. (2542). พจนานกุ รมฉบบั เฉลมิ พระเกยี รต.ิ กรุงเทพมหานคร:สํานกั พิมพไ์ ทยวฒั นา
พานชิ จาํ กดั .
วชั รา เล่าเรียนด.ี (2548). เทคนคิ การจัดการสอนและนเิ ทศ. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
วชั ราภรณ์ มาตยิ า. (2559). การพัฒนากจิ กรรมการเรียนรู้แบบร่วมมอื เทคนคิ TGT โดยใชเ้ ครือขา่ ยทาง
สงั คม ออนไลน์ รายวิชาคอมพิวเตอร์ สำหรับนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1. ค้นเมื่อ 2 มกราคม
2563. จาก http://jes.rtu.ac.th/
วฒั นาพร ระงบั ทกุ ข.์ (2545). เทคนิคและกจิ กรรมการเรยี นรทู้ เี่ น้นผูเ้ รียนเป็นสำคญั ตามหลักสตู ร
การศึกษาข้ันพื้นฐาน. กรงุ เทพฯ: บริษทั พรกิ หวานกราฟิค.
วนั เพญ็ จนั ทร์เจรญิ . (2542). การเรียนการสอนปัจจุบัน. สกลนคร: ฝ่ายโครงการเอกสารและตำรา
สถาบนั ราชภัฏสกลนคร.
สนอง อินละคร. (2544). เทคนิควธิ ีและนวตั กรรมทใี่ ชจ้ ัดกจิ กรรมการเรียนการสอนทเ่ี นน้ นกั เรยี นเปน็
ศูนย์กลาง. อุบลราชานี: อบุ ลกจิ ออฟเซทการพมิ พ์.
ไสว ฟกั ขาว. (2543). การจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผ้เู รยี นเปน็ ศูนย์กลาง. กรงุ เทพฯ: สถาบนั ราชภฏั
จนั ทรเกษม.
ไสว ฟกั ขาว. (2544). หลักการสอนสำหรบั เป็นครูมอื อาชพี . กรงุ เทพฯ: เอมพันธ.์
สทุ ัศน์ สีแก้วเขียว. (2548). พฤติกรรมการเรียนของนักศกึ ษา หลักสูตรประกาสนียบัตรวชิ าการศึกษา
ชัน้ สูง วชิ าเอกพลศึกษา วทิ ยาลัยพลศกึ ษาในเขตภาคใต้ ปีการศกึ ษา 2547. ปรญิ ญานพิ นธ์
การศกึ ษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
สุภาลักษณ์ ชัยอนนั ต์. (2540). ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีตอ่ โครงการส่งเสริมการปลกู มะเขือเทศ
แบบมสี ญั ญาผูกพนั ในจังหวัดลำปาง. เชียงใหม:่ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่.
72
สุวรรณรัตน์ เผยศริ ิ. (2552). การพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาองั กฤษของนักเรยี นชน้ั
ประถมศึกษาปที ่ี 6 โดยใช้กจิ กรรมการเรียนรู้แบบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนคิ TGT. หลักสตู รและการ
สอน ครศุ าสตร์มหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พิบูลสงคราม.
สุวทิ ย์ มูลคำ และ อรทยั มูลคำ. (2547). 19 วธิ ีจัดการเรียนร้:ู เพอ่ื พัฒนาความรู้และทกั ษะ. พมิ พ์ครัง้ ที่5.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ.์
สมศักด์ิ ภวู่ ภิ าดาวรรธน.์ (2544). การยดึ ผู้เรยี นเป็นศนู ยก์ ลางและการประเมนิ ตามสภาพจริง.
พมิ พ์ครง้ั ที่2. เชยี งใหม:่ โรงพมิ พแ์ สงศลิ ป์.
อาภรณ์ ใจเท่ียง. (2550). หลักการสอน. พิมพ์คร้งั ที่ 4. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร.์
อทุ ัยพรรณ สดุ ใจ. (2545). ความพงึ พอใจของผูใ้ ชบ้ ริการท่มี ีตอ่ การให้บริการขององคก์ ารโทรศัพทแ์ หง่
ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.
Abraham H. Maslow. (1954). Motivation and Personlity. New York: Harpers and Row.
Ali Farman Abuseileek. (2007). Cooperative Learning of Oral Skills in a CALL
Environment. Department of English Language and Literature, College of Arts,
King Saud University.
Arenas, Richard. (1994). Learning to teach. New York: McGraw-Hill.
Balkcom. (1992). Cooperative Learning. Office of Educational Research and Improvement
(ED), Washington, DC.
Bloom, Benjamin A. (1965). Taxonomy of Education Objective Handbook I. New York:
David Mc Kay Company.
Holguin. (1997). ผลการเรยี นแบบร่วมมือตอ่ การเรียนร้ภู าษา. ค้นเมือ่
12 มกราคม 2563. จาก http://www.thapra.lib.su.ac.th/
Johnson, D. W. & Johnson, R. T. (1994). Learning Together and Alone. Cooperative,
Competitive, and Individualistic Learming. Edina,MN.: Interaction Book
Company.
Olsen, R. E. W. B., & Kagan, S. (1992). About cooperative learning. NJ: Prentice Hall.
Slavin, Robert E. (1990). Cooperative Learning : Theory, Research and Practice. New
Jersey : Prentice – Hall.
73
ภาคผนวก
74
ภาคผนวก ก
รายช่อื ผ้เู ชย่ี วชาญและหนงั สอื ราชการ
75
รายชือ่ ผเู้ ช่ยี วชาญในการแนะนำ ตรวจสอบแก้ไขเครอื่ งมือ เพอ่ื ใชใ้ นการเก็บขอ้ มูลวิจัย ดงั นี้
- แผนการจัดการเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบรว่ มมอื กนั เรยี นรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application
รายวิชา ส13101 สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 เร่อื ง มนษุ ย์กับส่ิงแวดล้อม
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดินแดง)
จำนวน 1 แผน
- แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ (TGT)
ร่วมกับ Plickers Application นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่าย
ประถมศึกษา (มอดินแดง)
- แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้
(TGT) รว่ มกบั Plickers Application นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแกน่
ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดินแดง)
1. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จตภุ มู ิ เขตจตั รุ ัส อาจารยป์ ระจำสาขาวชิ าการวัดและ
ประเมนิ ผลการศกึ ษา
2. รองศาสตราจารย์อังคณา ตงุ คะสมติ อาจารยป์ ระจำรายวชิ า ED193004
การวจิ ยั นวตั กรรมทางสังคมศกึ ษา
3. อาจารย์ชนดิ าภา ยอดกลาง ครผู สู้ อนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม โรงเรยี นสาธติ
มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ฝา่ ยประถมศกึ ษา
(มอดนิ แดง)
76
-
77
78
79
80
ภาคผนวก ข
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั
81
แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชร้ ปู แบบรว่ มมือกันเรียนรู้ (TGT) ร่วมกบั Plickers Application
รายวชิ า สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รหสั วชิ า ส13101 ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 เรอื่ ง สงิ่ แวดลอ้ มของชุมชน เวลา 2 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 2 เรื่อง มนษุ ยก์ บั สิ่งแวดล้อม เวลา 50 นาที
ห้อง ป.3/3 สอนวนั ท่ี 11 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ.2563
โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ฝ่ายประถมศกึ ษา (มอดินแดง) เวลา 14.40 - 15.30 น.
ผ้สู อน : นางสาวทชิ ากร คำปาน และ นางสาวจรญิ ญา สเี ขยี ว ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2562
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งระหวา่ งมนษุ ย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ี
กอ่ ให้เกดิ การสรา้ งสรรคว์ ัฒนธรรม มจี ิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรและสิ่งแวดลอ้ ม เพ่อื
การพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื
ตวั ชว้ี ัด
ส 5.2 ป.3/2 อธิบายการพ่ึงพาสงิ่ แวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตใิ นการตอบสนองความต้องการ
พ้ืนฐานของมนุษยแ์ ละการประกอบอาชีพ
สาระสำคญั
สภาพแวดลอ้ มในชุมชนจากอดีตถงึ ปัจจุบันมกี ารเปลีย่ นแปลงไปตามกาลเวลา ทำใหม้ อี ิทธพิ ลต่อ
การดำเนนิ ชวี ิตของคนในชุมชน ดงั น้นั เราจงึ ควรศกึ ษา ทำความเข้าใจตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
และชว่ ยกนั ดูแลรักษาสภาพแวดลอ้ มให้มีความอดุ มสมบรู ณต์ ลอดไป
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
เมือ่ ผเู้ รยี นไดเ้ ขา้ ร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่ือง มนษุ ยก์ ับสิ่งแวดล้อม นักเรยี นสามารถ
1. อธิบายประเภทของส่ิงแวดลอ้ มได้ (k)
2. วเิ คราะห์อิทธิพลของสิ่งแวดลอ้ มตอ่ การดำรงชีวิตของมนษุ ย์ได้ (P)
3. ตระหนกั ถึงความสำคญั ของอิทธพิ ลของสงิ่ แวดลอ้ มต่อการดำรงชวี ติ (A)
82
สาระการเรียนรู้
การพ่ึงพาส่ิงแวดล้อมในการดำรงชีวติ ของคนในชมุ ชน
สิง่ ต่าง ๆ ในชมุ ชนมมี ากมาย เชน่ บ้าน รถยนต์ ต้นไม้ สตั ว์ แม่นำ้ ถนน สะพาน เปน็ ตน้ สง่ิ ตา่ ง ๆ
เหล่านี้ เราเรยี กวา่ ส่ิงแวดลอ้ ม
1. ประเภทของส่ิงแวดลอ้ ม สามารถแบง่ ได้ 2 ประเภท คือ
1) สิง่ แวดลอ้ มทางธรรมชาติ เช่น ดนิ นำ้ อากาศ ป่าไม้ ต้นไม้ สตั ว์
2) สงิ่ แวดลอ้ มทางสงั คม เช่น บา้ น โรงเรียน วดั ถนน เขอื่ น สะพาน
ส่งิ แวดล้อมทั้ง 2 ประเภทนี้ ลว้ นมีประโยชนต์ อ่ คนในชมุ ชนเพราะคนในชุมชนตอ้ งพ่งึ พาและใช้
ประโยชนจ์ ากส่ิงแวดลอ้ มเหล่าน้ใี นการดำรงชวี ิต
คนตอ้ งพง่ึ พาสง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น เราใช้พน้ื ดินเป็นแหลง่ เพาะปลกู พชื เราใช้แหล่งน้ำ
ประกอบอาชพี ประมง เปน็ ตน้
สว่ นส่ิงแวดลอ้ มทางสังคมที่คนเราสร้างขนึ้ มา ก็มีประโยชน์ต่อคนเรามากมาย เช่น ถนนช่วยให้
เราเดนิ ทางไปยงั ทต่ี ่าง ๆ ไดส้ ะดวก เป็นต้น
2. อทิ ธพิ ลของสง่ิ แวดล้อมตอ่ การดำรงชวี ิตของมนษุ ย์
สิ่งแวดล้อมและทรพั ยากรธรรมชาติที่อยูร่ อบตัวเรามอี ิทธิพลตอ่ การดำรงชีวิตของคนในชุมชน
ในด้านตา่ ง ๆ ตัวอยา่ งเชน่
1) การตง้ั ถน่ิ ฐานบา้ นเรอื นหรือที่อยู่อาศยั ลักษณะการสรา้ งทอี่ ยอู่ าศัยของแต่ละชุมชน จะ
แตกต่างกนั ไปตามสภาพแวดลอ้ ม ตวั อย่างเช่น
(1) ชมุ ชนที่ตั้งอยบู่ รเิ วณพน้ื ท่ีสูง และมีสภาพอากาศหนาวเย็น เช่น ชุมชนบางแหง่ ใน
ภาคเหนอื ผู้คนจงึ มกั ปลกู บ้านทม่ี ีใต้ถุนไม่สูงมากนัก ตวั บา้ นมชี ่องหน้าตา่ งนอ้ ยและไม่กวา้ ง เพอื่ ไมใ่ หล้ ม
เขา้ ไดม้ าก
(2) ชุมชนท่ีตง้ั อยบู่ ริเวณพนื้ ที่ราบสูง ห่างไกลทะเล มีสภาพอากาศคอ่ นขา้ งร้อน เชน่ ชมุ ชน
บางแหง่ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ผ้คู นจึงมักปลกู บา้ นทมี่ ลี กั ษณะเปดิ โลง่ และมีใต้ถนุ สงู เพื่อให้ลมพัด
ผ่านได้สะดวก
(3) ชุมชนที่ตั้งอยู่บรเิ วณพน้ื ท่รี าบลุ่ม น้ำทว่ มไดง้ ่าย เชน่ ชุมชนบางแหง่ ในภาคกลาง ผู้คนจึง
มักปลูกบ้านทม่ี ใี ต้ถนุ สูงมกเพอ่ื ไมใ่ ห้นำ้ ทว่ มถงึ ตัวบ้าน
(4) ชุมชนที่ตง้ั อยูบ่ รเิ วณพ้ืนที่ใกลท้ ะเล มีลมทะเลพดั แรงเปน็ ประจำ เชน่ ชมุ ชนบางแหง่ ใน
ภาคใต้ ผู้คนจงึ มักจะปลูกบา้ นทม่ี หี ลงั คาทรงเตย้ี และลาดชันเพอื่ ไม่ให้ต้านลมมากเกินไป ถา้ ตัง้ อยู่ริมทะเลก็
83
จะยกพน้ื บา้ นสงู เพอ่ื ป้องกนั น้ำทะเลทว่ มถงึ หรอื มีการสรา้ งเข่อื นไว้ในบริเวณหน้าบ้าน เพอื่ ป้องกันกระแส
คลื่นจากนำ้ ทะเล
2) การคมนาคม ชมุ ชนทมี่ ีแหล่งคมนาคมสะดวกสบาย เชน่ อย่ใู กลก้ ับถนนใหญ่ อยูใ่ กลก้ ับ
แมน่ ้ำ ลำคลอง เปน็ ต้น ทำใหก้ ารคมนาคมขนสง่ สะดวก จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญอ่ พยพเข้าไปตง้ั ถน่ิ ฐานอาศัย
อยู่เปน็ จำนวนมาก ส่วนชมุ ชนทีอ่ ยบู่ ริเวณพืน้ ทีท่ ่ีการเดินทางไปมาลำบาก เชน่ บรเิ วณพื้นท่ภี เู ขาจะมผี คู้ น
อาศยั อยไู่ มม่ ากนัก การเดนิ ทางอาจใชส้ ัตวเ์ ปน็ พาหนะ หรอื ใช้การเดนิ เทา้ เปน็ ตน้
3) การประกอบอาชีพ ท้องถิ่นท่พี ้นื ดนิ อดุ มสมบรู ณม์ แี หลง่ นำ้ มาก มีสภาพอากาศที่ไมแ่ หง้ แลง้
มปี รมิ าณนำ้ ฝนทพี่ อเหมาะ คนในทอ้ งถิ่นส่วนใหญ่มกั ประกอบอาชพี เพาะปลกู สว่ นท้องที่ ทอ่ี ยูต่ ิดหรอื ใกล้
แหลง่ นำ้ คนในทอ้ งถ่ินมกั ประกอบอาชพี ประมง สว่ นในบรเิ วณทม่ี ีท่งุ หญา้ ซง่ึ เป็นแหลง่ อาหารของสตั ว์ คน
ในท้องถิ่นมกั จะประกอบอาชพี เล้ียงสตั ว์ เชน่ โค กระบอื เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
เยาวลกั ษณ์ อกั ษร. (2551). หนังสอื เรียน รายวชิ าพื้นฐาน สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3. กรงุ เทพฯ : อักษรเจริญศิลป.์
กจิ กรรมการเรยี นการสอน (ใชร้ ูปแบบรว่ มมือกันเรยี นรู้ (TGT) ร่วมกับ Plickers Application)
1.ข้ันการสอน (15นาที)
1. ครูให้นกั เรยี นเลน่ เกม “ส่งิ แวดลอ้ มนา่ รู้” มีกตกิ าคือ นกั เรียนจะไดภ้ าพส่งิ แวดลอ้ มคนละ 1 ภาพ
โดยนกั เรียนจะตอ้ งนำภาพสง่ิ แวดล้อมที่ตนเองไดร้ บั ไปจบั คู่กับประเภทของสิ่งแวดล้อม คอื สิง่ แวดล้อมทาง
ธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อมทางสังคม ที่ครูได้ตดิ ไว้บนกระดานหน้าห้องเรียน
2. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันตรวจคำตอบบนกระดาน
3. ครกู ลา่ วชื่นชมนกั เรียนและครอู ธบิ ายภาพตา่ ง ๆ ว่ามีความสัมพนั ธ์กันอยา่ งไร
4. ครูแบ่งนกั เรยี นออกเปน็ 6 กลุ่ม (Home Team) กลุม่ ละ 4-5 คน โดยใชว้ ิธีคละความสามารถ เกง่
กลาง ออ่ น (ครูพิจารณาจากผลการเรยี นรายวิชาสงั คมศึกษาและทำการจัดกล่มุ มากอ่ น) แลว้ ให้นักเรียนน่ัง
เปน็ กลุม่ (Home Team) พร้อมแจกป้ายช่ือแต่ละคน
5. ครอู ธบิ ายเรอ่ื งอิทธพิ ลของส่งิ แวดลอ้ มตอ่ การดำรงชีวิตของมนษุ ยโ์ ดยใชส้ ือ่ Power Point
6. ครูใหน้ ักเรยี นเลน่ เกม “คหู่ มู หัศจรรย์” มีกติกาคอื นกั เรียนแต่ละกลุม่ จะได้ภาพสง่ิ แวดล้อมกลุ่มละ 1
ภาพ และจะต้องนำภาพของกลุ่มตนไปจับคู่กับภาพของกลุ่มเพ่ือนที่คดิ ว่ามอี ทิ ธพิ ลตอ่ กัน จากน้ันสง่ ตวั แทน
ออกมาหน้าชนั้ เรยี นเพ่อื อธิบายวา่ ทำไมถึงเลือกจับคู่ภาพของตนกบั ภาพของเพอ่ื นกลมุ่ นนั้ ๆ
7. ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนซักถามในประเดน็ ที่สงสัย
84
2.ข้ันการจดั ทมี (5นาที)
9. ครูให้นักเรียนแตล่ ะกลุม่ แยกออกจากกลุ่ม (Home Team) แลว้ แบ่งกลมุ่ ตามความสามารถของ
นักเรยี น คอื
กลุ่มท่ี 1 เปน็ กลุ่มแขง่ ขันสำหรับนักเรียนท่ีมคี วามสามารถเก่ง
กลุ่มท่ี 2 และ 3 เป็นกลุม่ แขง่ ขนั สำหรบั นกั เรียนท่ีมคี วามสามารถปานกลาง
กลุม่ ที่ 4 เปน็ กลุม่ แข่งขันสำหรบั นกั เรยี นท่มี คี วามสามารถออ่ น
3.ขน้ั การแข่งขัน (20นาที)
10. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มเตรียมความพรอ้ มกับสมาชกิ ทุกคน และอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ในจุดทีน่ ักเรยี นบางคนยัง
ไม่เขา้ ใจ
11. ครแู จกกระดาษบาร์โค้ดให้นกั เรียนคนละ 1 แผ่น ซง่ึ กระดาษดงั กล่าวจะมดี ้านท่ีตา่ งกนั ทงั้ 4 ด้าน
และมีตัวเลขเฉพาะของกลมุ่ แตล่ ะกลมุ่ อยู่ที่มุมกระดาษ
12. ครูอธบิ ายวธิ กี ารเล่น คอื ให้นักเรียนใช้กระดาษบารโ์ ค้ดท่แี จกให้ ซึง่ จะมดี า้ นที่ตา่ งกันทงั้ 4 ด้าน โดย
แต่ละดา้ นจะแทนคำตอบ A, B, C หรือ D ตามท่ีคิดวา่ ถูกต้อง
13. ครูจะใชส้ มารท์ โฟนเปดิ แอป Plickers (สามารถดาวนโ์ หลดไดท้ ัง้ ใน iOS และ Android) เพ่ือ
เช่ือมโยงข้อมูลจากเวบ็ plickers.com แลว้ เปิดกล้องเพ่ือสแกนโคด้ ทนี่ ักเรยี นถอื เพื่อเฉลยคำตอบ โดย
คำตอบจะปรากฏข้ึนในคอมพวิ เตอร์ทเ่ี ช่ือมต่อกับ www.plickers.com
14. ครูเรม่ิ การแข่งขัน โดยจะใหน้ ักเรียนตอบคำถาม 10 คำถาม แต่ละคำถามจะใชเ้ วลาในการตอบไม่
เกิน 1 นาที หลงั จากเฉลยคำตอบแต่ละขอ้ ครจู ะอธิบายความรูเ้ พมิ่ เตมิ ถงึ เหตุผลในการตอบน้ัน
4.ขัน้ การยอมรับความสำเรจ็ ของทมี (10นาท)ี
15. หลังจากแข่งขนั เสรจ็ ให้นกั เรียนกลบั ไปกลุ่ม (Home Team) ของตนเอง
16. ครูสรปุ คะแนนและกลา่ วชืน่ ชมกลุม่ ทไี ดค้ ะแนนสูงสุด และใหก้ ำลงั ใจกลมุ่ ที่ได้คะแนนน้อยที่สดุ
17. ครูต้ังประเด็นคำถามวา่ นักเรยี นคิดว่าอทิ ธิพลของสง่ิ แวดล้อมมผี ลตอ่ การดำรงชีวติ ของเราหรือไม่
อย่างไร (แนวคำตอบ : มี เพราะเราอาศัยทีด่ ินในการสร้างบา้ น, มี เพราะเราอาศัยน้ำในการบรโิ ภคและใช้
ในชวี ติ ประจำวนั )
18. ครูมอบรางวลั ใหก้ บั ทมี ทีช่ นะ และทุกทมี ที่ร่วมกนั ทำกิจกรรม
ส่ือ / วสั ดอุ ุปกรณ์ และแหล่งการเรยี นรู้
1. ป้ายช่ือนักเรยี นท้ัง 27 คน
2. บัตรคำประเภทของสิง่ แวดล้อม
3. ภาพสิ่งแวดล้อม จำนวน 27 ภาพ ประกอบเกม “สิง่ แวดล้อมนา่ รู้”
4. สอ่ื Power Point เรือ่ งอทิ ธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อการดำรงชวี ิตของมนษุ ย์
5. ภาพสงิ่ แวดล้อม 6 ภาพ ประกอบเกม “คหู่ ูมหศั จรรย์”
85
6. กระดาษบารโ์ ค้ดประกอบ Plickers Application
7. Plickers Application
การวดั ผลและประเมนิ ผล วิธกี ารวัด เครอ่ื งมือทใ่ี ชว้ ัด เกณฑก์ ารประเมินผล
สง่ิ ทจ่ี ะวัด
1. อธบิ ายประเภทของ สงั เกตพฤตกิ รรมการ แบบประเมินพฤตกิ รรม - ผ่านเกณฑ์ ในระดบั ดี
ส่งิ แวดลอ้ มได้ (k) ทำกิจกรรม รายบคุ คลของนักเรียน ขึ้นไป
2. วิเคราะหอ์ ิทธพิ ลของ สงั เกตพฤตกิ รรมการ (รายละเอียดแทรกอยู่ใน
ส่ิงแวดลอ้ มต่อการ ทำกิจกรรม แบบประเมินผลงานกลุ่ม
ดำรงชวี ิตของมนษุ ยไ์ ด้ ในภาคผนวก)
(P) แบบสงั เกตพฤติกรรมการ - ผา่ นเกณฑ์ ในระดับดี
ทำกิจกรรมกล่มุ ขนึ้ ไป
(รายละเอยี ดแทรกอยู่ใน
แบบประเมนิ ผลงานกลุ่ม
ในภาคผนวก)
3. ตระหนักถึง การตอบคำถาม แบบสังเกตพฤติกรรมการ - ผา่ นเกณฑ์ ในระดับ ดี
ความสำคญั ของอทิ ธพิ ล ตอบคำถาม ขึ้นไป
ของส่งิ แวดลอ้ มตอ่ การ (รายละเอียดแทรกอยใู่ น
ดำรงชวี ิต (A) แบบสังเกตพฤตกิ รรม
การตอบคำถามใน
ภาคผนวก)
ความคิดเหน็ ของอาจารย์ที่ปรึกษา
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
ลงชื่อ …………………...………….............................อาจารย์ท่ีปรกึ ษา
(................................................................................)
วันท่ี ........./.............../............
86
แบบบนั ทึกหลงั การสอน
1. ผลการเรียนรู้
ดา้ นความร้ตู ามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ (K)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ด้านคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. การปรับปรุงแก้ไข
.................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. ขอ้ เสนอแนะ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชื่อ …………………...……......... ผู้สอน
(.........................................)
วันท่ี ........./.............../............