51
4. ทกั ษะความสมั พันธ์ระหว่างบคุ คลและความรับผิดชอบ
4.1 ทกั ษะความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลและความรับผิดชอบทต่ี ้องพฒั นา
4.1.1 สามารถส่อื สารกับกลมุ่ หลากหลาย และสามารถติดต่อสอ่ื ท้งั ภาษาไทยและ
ภาษาต่างประเทศอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
4.1.2 สามารถนาความรใู้ นศาสตร์วชิ ามาชน้ี าสงั คมในประเด็นทีเ่ หมาะสม
4.1.3 สามารถรับผิดชอบตอ่ การกระทาของตนเองและผ้อู นื่
4.2 วิธกี ารสอน
- สอนดว้ ยการบรรยาย และสอนเปน็ รายบุคคล
4.3 วธิ กี ารประเมนิ ผล
- ประเมนิ ผลจากการปฏิบัติ และความรบั ผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รับมอบหมาย
- สังเกตจากพฤตกิ รรมระหว่างการเรียนการสอน
- ประเมนิ ผลจากการนาเสนองาน จากการตัง้ คาถามและตอบคาถาม
5. ทกั ษะการวเิ คราะห์เชิงตวั เลข การสือ่ สารและการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
5.1 ทักษะการวิเคราะหเ์ ชงิ ตัวเลข การส่ือสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
5.1.2 สามารถแก้ไขปัญหา พัฒนาการจดั การเรยี นการสอนได้อยา่ งสรา้ งสรรค์
5.1.2 เปน็ ผูม้ มี นุษยสมั พันธท์ ั้งการนาเสนอแบบปากเปลา่ และการเขยี น สรปุ บทเรียนได้
อยา่ งถูกต้องเหมาะสม
5.1.3 สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมการแตง่ กายไดอ้ ย่างเหมาะสม
5.2 วิธกี ารสอน
- การบรรยาย และการมอบหมายงานเพ่ือค้นคว้าด้วยตนเองจากสื่อลกั ษณะต่างๆ
5.3 วิธีการประเมินผล
- ประเมนิ ผลจากการปฏบิ ตั ิ และความรบั ผิดชอบ
- สงั เกตจากพฤติกรรมระหวา่ งการเรียนการสอน
- ประเมินผลจากการขอ้ มูลการนาเสนองาน
6. ด้านทกั ษะพิสยั
6.1 ผลการเรียนรู้ด้านทกั ษะพิสัย
6.1.1 ทกั ษะการอยู่รว่ มกันอย่างไมเ่ บียดเบียนและมีความสุข
6.1.2 ทกั ษะในการจัดการนาฏศิลป์และการแสดงเชิงธรุ กจิ อยา่ งถูกตอ้ ง มปี ระสิทธภิ าพ
6.1.3 ทกั ษะความพรอ้ มทางร่างกาย บุคลิกภาพ ในการจัดกิจกรรม
6.1.4 ทักษะในการฟงั โสตประสาทอย่างประสทิ ธภิ าพ
6.1.5 ทักษะในการแสดงและประเมนิ คณุ ภาพสามารถนาเสนอต่อสาธารณชนอย่างมี
52
คณุ ภาพ
6.2 วธิ กี ารสอน
- การบรรยาย และการสาธิต รวมท้งั ฝึกปฏิบตั ิ
6.3 วธิ ีการประเมนิ ผล
- ประเมนิ ผลจากการปฏบิ ตั ิ และความรับผดิ ชอบในกิจกรรม
- สังเกตจากพฤตกิ รรมระหว่างการเรยี นการสอน
- ประเมนิ ผลจากการติดต่อประสานงานทัง้ รายบุคคล/กลุ่ม และการสอบปลายภาคเรียน
หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมนิ ผล
ท่ี หัวข้อ/รายละเอียด ชม. กจิ กรรมการเรียน แผนการบูรณาการ ผู้สอน
การสอนและส่ือ
1 -ชี้แจงกิจกรรมการ 4 - มคอ.๓ แผนการ - ผศ.ดร.
เรียนการสอน สอนและการ - ธีรวฒั น์
-การวดั ผลและการ ประเมินผล
ประเมินผล -รายช่อื เอกสารที่ ผศ.ดร.
-ตาราและหนงั สือท่ี เกย่ี วข้องกบั การ ธีรวฒั น์
ใชส้ าหรับการเรียน เรียนการสอน
2 บทที่ 1 บทนา 4 -บรรยาย/อภิปราย/
- ความหมาย ซกั ถาม
- - เอกสาร
ประกอบการเรยี น
3 บทท่ี 1 บทนา (ต่อ) ๔ -บรรยาย/อภิปราย/ - ผศ.ดร.
ซกั ถาม - ธรี วัฒน์
- เอกสาร
ประกอบการเรยี น ผศ.ดร.
ธรี วฒั น์
4 บทที่ 2 .................... ๔ -บรรยาย/อภิปราย/
ซกั ถาม
- เอกสาร
ประกอบการเรียน
53
5 บทที่ 2...................... ๔ - ตรวจสอบขอ้ มูล บรู ณาการกับการวิจยั ผศ.ดร.
ธรี วัฒน์
เคร่อื งแต่งกายละคร วัตถุประสงค์
ผศ.ดร.
ไทยในสมยั ต่าง ๆ ๑. เพอื่ ใหน้ ักศึกษา ธรี วฒั น์
ทบทวนวรรณกรรม เขา้ ใจองคค์ วามรู้
ส่งรายงาน ๕ บท พ้ืนฐานของการแตง่ ผศ.ดร.
เรื่อง ววิ ฒั นาการ กายละครไทย ธีรวฒั น์
การเต่งกายละคร
ไทย ๒. เพื่อให้นักศึกษา
กล้าคิด กลา้ ทา และ
- การนาเสนอดว้ ย กลา้ แสดงออกอย่าง
วาจา สงา่ งาม
6 บทที่ 3 เคร่ืองแตง่ ๔ ฝึกปฏิบัติการแตง่ บูรณาการกบั การ
กายละครไทย กายนางในราชสานกั อนรุ ักษ์
ศิลปวัฒนธรรม
วัตถุประสงค์
๑. นกั ศึกษาฝึกการ
ทางานเป็นกลุ่มมีภาวะ
ผนู้ า ผตู้ ามที่ดี
๒. นักศกึ ษาปฏบิ ัติการ
แต่งกายนางในตาม
แบบราชสานักได้
ถกู ต้อง
๗ ฝกึ แตง่ กายยืนเครื่อง ฝกึ แตง่ กายยนื เครื่อง บรู ณาการกับการ
นาง นาง อนุรกั ษ์
ศิลปวัฒนธรรม
วตั ถปุ ระสงค์
54
๑. นกั ศกึ ษาฝกึ การ
ทางานเป็นกลุ่มมภี าวะ
ผู้นา ผตู้ ามทดี่ ี
๒. นักศึกษาสามารถ
ถา่ ยทอดองคค์ วามรสู้ ู่
เพอ่ื นและทีมงานได้
๘ ฝึกแตง่ กายยนื เคร่ือง ทดสอบการแต่งกาย บรู ณาการกับการ ผศ.ดร.
นาง (ตอ่ ) ธีรวัฒน์
ยืนเครื่องนาง อนุรกั ษ์
๙ การแต่งกายยืน ผศ.ดร.
เครื่องตวั พระ ศิลปวฒั นธรรมและ ธรี วฒั น์
บริการวชิ าการ
วตั ถปุ ระสงค์
๑. ตรวจสอบความถกู
ต้องแม่นยาของการ
แตง่ กายนาง
๒. นกั ศึกษาสามารถ
นาองค์ความรู้ถ่ายทอด
ในรปู แบบการแสดง
เป็นส่อื การเรยี นการ
สอน
ฝึกแตง่ กายยืนเครื่อง บรู ณาการกบั การ
ตวั พระ อนรุ ักษ์
ศลิ ปวัฒนธรรมและ
บรกิ ารวิชาการ
วตั ถุประสงค์
๑. นกั ศึกษาฝึกการ
55
ทางานเปน็ กลุ่มมภี าวะ
ผู้นา ผตู้ ามท่ีดี
๒. นักศึกษาสามารถ
แตง่ กายยืนเครอ่ื งตวั
พระไดถ้ ูกตอ้ งสวยงาม
๑๐ การแต่งกายยืน ทดสอบการแตง่ กาย บูรณาการกบั การ ผศ.ดร.
เครื่องตวั พระ (ต่อ) ยนื เครอ่ื งตวั พระ อนุรกั ษ์ ธรี วัฒน์
๑๑ การสร้างเคร่ืองแตง่ ศิลปวฒั นธรรมและ ผศ.ดร.
กาย บรกิ ารวชิ าการ ธีรวฒั น์
วตั ถุประสงค์
๑๒ การสร้างเคร่ืองแตง่ ๑. ตรวจสอบความถกู ผศ.ดร.
กาย (ต่อ) ต้องของการแตง่ กาย ธรี วฒั น์
ยืนเครื่องตัวพระ
๒. นักศึกษาสามารถ
วางแผนการทางาน
อยา่ งเป็นระบบ
สร้างด้วย ดิ้นข้อ ด้ิน บูรณาการกบั การวจิ ยั
โปร่ง วตั ถปุ ระสงค์
นกั ศกึ ษาเขา้ ใจระบบ
การทางานและการ
รายงานผลอย่างมี
ประสิทธิภาพ
รายงานผลใน บูรณาการกับการวิจยั
ลกั ษณะรายงาน ๕ วัตถปุ ระสงค์
บท ตามรูปแบบ นกั ศกึ ษาเขา้ ใจระบบ
โครงสร้างการวิจัย
56
การทางานและการ
รายงานผลอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
๑๓ การนาเสนอผลงาน รายงานผลใน บูรณาการกับการวิจัย ผศ.ดร.
ลักษณะรายงาน ๕ วตั ถุประสงค์ ธรี วฒั น์
บท ตามรูปแบบ นักศกึ ษาเข้าใจระบบ
โครงสร้างการวจิ ัย การทางานและการ
รายงานผลอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
๑๔ นักศึกษาสง่ งาน ส่งรายงาน ผศ.ดร.
ธีรวัฒน์
๑๕ สอบปลายภาค กรรมการ
มหาวิทยาลัย
2.แผนการประเมินผลการเรียนรู้
ท่ี ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารประเมนิ สัปดาหท์ ีป่ ระเมิน สดั สว่ นของการ
ประเมนิ
1 1 .คุ ณ ธ ร ร ม แ ล ะ - ประเมินผลจากการปฏิบัติ 1-16 20%
จริยธรรม และความรับผดิ ชอบ จาก
2.ทักษะทางปัญญา งานไดร้ บั มอบหมาย
3.ทกั ษะความ - ประเมนิ จากการตอบ
สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง คาถาม การอภปิ ราย การ
บุ ค ค ล แ ล ะ ค ว าม แสดงความคดิ เห็นระหวา่ ง
รับผิดชอบ การเรยี นการสอน
4.ทกั ษะการ
วิเคราะห์เชิงตัวเลข
การสื่อสารและการ
57
ท่ี ผลการเรยี นรู้ วิธกี ารประเมนิ สปั ดาห์ท่ปี ระเมิน สดั สว่ นของการ
ประเมิน
ใ ช้ เ ท ค โ น โ ล ยี
สารสนเทศ
2 1. ดา้ นความรู้ -ประเมินผลจากการปฏิบัติ 9 และ 16 80%
2. ดา้ นทกั ษะ กจิ กรรมทุกขน้ั ตอน
3. ด้านจติ พสิ ัย
หมวดที่ 6 ทรัพยากรประกอบการเรยี นการสอน
1. ตาราและเอกสารหลัก
ธีรวัฒน์ ช่างสาน. (2554). นาฏยประดิษฐ์. นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครศรธี รรมราช.
2. เอกสารและข้อมลู สาคัญ
2.1 ..........................
2.2 ..........................
2.3 เวปไซด์ www.thaikids.com
3. เอกสารและข้อมูลแนะนา
3.1 สรปุ ผลโครงการเผยแพรน่ าฏศิลป์
หมวดที่ 7 การประเมนิ รายวิชาและกระบวนการปรบั ปรุง
1. กลยุทธก์ ารประเมนิ ประสิทธิผลของรายวิชาโดยนกั ศกึ ษา
- แบบประเมนิ ผูส้ อน
2. กลยุทธ์การประเมนิ การสอน
- ผลการปฏิบัติระหวา่ งการเรยี น การสอบระหวา่ งภาค และปลายภาคของนักศึกษา
- สงั เกตจากพฤติกรรมผู้เรยี น
3. การปรบั ปรงุ การสอน
58
- ภายหลงั จากสอบปลายภาค ผู้สอนนาผลการเรยี นมาวเิ คราะห์เพื่อปรับปรุงการสอน
- ผลจากการประเมินการสอน
4. กระบวนการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธ์ริ ายวชิ าของนกั ศึกษา
- การทวนสอบจากการสอบปลายภาค และงานท่ีมอบหมาย
5. การดาเนินการทบทวนและการวางแผนปรบั ปรงุ ประสิทธผิ ลของรายวชิ า
- ปรบั ปรงุ รายวชิ า ตามข้อเสนอแนะและผลการทวนสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธ์ิรายวชิ าของ
นกั ศึกษา
59
บทท่ี 1
บทนา
การแต่งกายเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ใช้เป็นเคร่ืองนุ่งห่มห่อหุ้มร่างกายกันร้อนหนาว และ
อนั ตรายท่ีอาจเกิดจากแมลงสัตวก์ ัดต่อย ตอ่ มาเม่ือสังคมมีความเจริญข้ึน มีการปฏิสัมพนั ธ์กบั ต่างชาติ
ประเทศชาติมีความสงบสุข เริ่มมีพัฒนาการในเร่ืองการแสดงเพื่อสร้างความสุขในสถานการณ์ต่าง ๆ
การแต่งกายตามวิถีชีวิตปรับเปลี่ยนเป็นเคร่ืองแต่งกายเพื่อประกอบการแสดง พัฒนารูปแบบให้มี
ความวิจิตรบรรจงมากข้ึนให้มีความเหมาะสมกับชุดการแสดงในบทบาทที่เหมาะสมกับบทละคร ด้วย
ระยะเวลาของวิวัฒนาการเรอ่ื งการแตง่ กายเพื่อการแสดงของละครไทยมียาวนาน การศึกษาเพื่อเป็น
องค์ความรู้สาหรับนามาพัฒนาเร่ืองการแต่งกายเพื่อการแสดง จึงควรศึกษาบริบทท่ีเป็นจุดเร่ิมต้น
ของการแต่งกาย ความหมายของการแต่งกายเพื่อการแสดง ความสาคัญของการแต่งกาย อิทธิพล
ของเครื่องแต่งกายต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และวิวัฒนาการของการแต่งกายของคนสมัย
กรุงรตั นโกสินทร์ ดงั นี้
ความหมายของการแตง่ กายเพ่อื การแสดง
การแต่งกายเพื่อการแสดงเป็นรายวิชาหนึ่งในหลักสูตรศิลปศาสตร์ที่นักศึกษาสาขาวิชา
นาฏศิลป์และการแสดงจะต้องศึกษา เพื่อเป็นความรู้ ความเข้าใจสาหรบั นาไปบูรณาการรายวิชาเอก
ในรายวชิ าตา่ งๆ ท่ีเปน็ ทักษะการปฏิบัติ เช่น ราเด่ยี วราคู่ กิจกรรมสร้างละครรา นาฏศิลป์ไทย พรอ้ ม
กันน้ีอาจจะเป็นการสร้างรายได้สาหรับผู้เรียนภายหลังจากสาเร็จการศึกษาสามารถปฏิบัติการแต่ง
กายได้ถูกต้องสวยงามจนเกิดความชานาญ นอกจากน้ีวิชานี้ยังส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกสร้างเคร่ืองแต่ง
กายละครราและหากผู้เรียนสามารถสร้างเครอ่ื งแต่งกายได้ ในอนาคตอาจจะสรา้ งรายไดด้ ว้ ยการสร้าง
เครื่องแต่งกาย หรืออาจจะพัฒนาเป็นอาชีพในโอกาสต่อไป เพ่ือทาความเข้าใจของการศึกษา จะให้
ความหมายของการแตง่ กายเพอื่ การแสดง ดังนี้
ราชบัณฑติ ยสภา, (2554). ให้ความหมายว่า “การ” เป็นคานาม คือ สิง่ หรือเร่ืองที่ทา“แต่ง”
เป็นคากริยาคือจัดให้งาม“กาย”เป็นคานามหมายถึงตัว“เพื่อ” เป็นคาบุพบท หมายถึง เหตุด้วยหรือ
เพราะด้วย และ“แสดง”เป็นคากริยา หมายถึง เล่น เช่น แสดงละคร เมื่อรวมศัพท์เข้าด้วยกันเป็น
“การแต่งกายเพ่ือการแสดง” จึงหมายถึง ส่ิงหรือเรื่องที่จัดทาให้งามที่เก่ียวกับตัวหรือร่างกายของ
นักแสดงทั้งอาภรณ์คือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ถนิมพิมพาภรณ์ เคร่ืองประดับ และศิ ราภรณ์
เครื่องประดับศีรษะ ทม่ี ีปรากฏในชุดการแสดงของไทยทงั้ โขน ละคร และระบา รา ฟอ้ น ตา่ ง ๆ
60
สาระสาคัญมุ่งทาความเข้าใจกับองค์ความรู้ท่ีเก่ียวข้องกับการแต่งกายของคนไทยต้ังแต่อดีต
จนปัจจุบัน ให้ผู้เรียนตรวจสอบวิวัฒนาการของการแต่งกายของคนไทยที่ใช้ในชีวิตประจาวัน แล้ว
นกั วิชาการหรือศิลปนิ โบราณจับประเด็นของความเดน่ ความสวยงาม มาพฒั นาเป็นเคร่ืองแตง่ กาย ใน
ชุดระบาที่สวยงาม ท้ังท่ีเป็นระบาเชิงอนุรักษ์ หรือชุดระบาสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่พยายามหยิบยกเอา
หลกั สาคญั ต่าง ๆ บางประการของเครือ่ งแตง่ กายของคนไทยมาพัฒนาบรู ณาการ
ม่งุ ส่งเสริมให้ผ้เู รียนรจู้ กั องค์ประกอบของเคร่ืองแต่งกายท่ีงดงาม โดยตรวจสอบองค์ประกอบ
ของเครื่องแต่งกายละครราท่ีเป็นศิลปะการแสดงเป็นเร่ืองเป็นราวของคนไทยในสมยั กรุงศรอี ยุธยา ท่ีมี
เป็นประณีตศิลป์คาดการณ์ว่าจะเป็นต้นเค้าของการพัฒนาเครื่องแต่งกายรูปแบบต่าง ๆ ท่ีเป็น
ศิลปะการแสดงของไทยในต่อมา ดังนั้นหากนักศึกษาหรือผู้เรียนรู้จักองค์ประกอบของเครื่องแต่งกาย
ทถ่ี ูกต้องจะทาให้มคี วามซาบซ้งึ และสามารถนาไปพัฒนาสร้างสรรคฺ ไ์ ดอ้ ย่างดี
มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะปฏิบัติการแต่งกายตัวพระ ตัวนาง ละครพันทาง จึงเรียบเรียง
ข้ันตอนการแต่งกายตัวพระทุกข้ันตอน การแต่งกายตัวนางทุกข้ันตอน การแต่งกายตัวเอกของละคร
พันทางท้ังมอญ พม่า และลาว เข้าใจว่าหากผู้เรียนปฏิบัติการแต่งกายท้ังตัวพระ และตัวนาง และ
ละครถันทางได้อย่างถูกต้องตามภูมิปัญญาของศิลปินไทยแบบด้ังเดิม จะทาให้ผู้เรียนมีความคิด
สร้างสรรค์ สามารถนาไปพัฒนาตอ่ ยอดเร่อื งการแตง่ กายในลักษณะอน่ื ไดใ้ นโอกาสต่อไป
ความงดงามของการศึกษาเร่ืองการแต่งกายเพื่อการแสดงในน้ียังมุ่งให้ผู้เรียนสามารถ
ปฏิบัติการแต่งกายเบ็ดเตล็ดซ่ึงเป็นองค์ความรู้เสริม และการออกแบบเพ่ือสร้างเครื่องแต่งกาย
ประกอบการแสดง การปักเครื่องละคร การทาเคร่ืองแต่งกายจากขี้รักเทียมจึงได้รวบรวมหลักการ
ทฤษฎีการทางานเพ่ือนามาบูรณาสาหรับการสร้างเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงละครราของไทย
หากผู้เรียนสามารถทาเครื่องแต่งกายได้อย่างถูกต้อง อนาคตผู้เรียนสามารถนาเอาไปประกอบอาชีพ
ได้ ซ่ึงเท่ากับสง่ เสรมิ การประกอบอาชีพท่ีดีงามในการเรยี นนาฏศลิ ปแ์ ละการแสดงได้ในโอกาสต่อไป
ความสาคญั ของการแต่งกาย
ความสาคญั ของการแต่งกายหลายประการ ดงั นี้
1. เพื่อป้องกันตัวเองจากภัยธรรมชาติ เช่น ภัยจากสภาพอากาศหนาวร้อนหรือภัยจากแมลง
ต่าง ๆ
2. เพือ่ ป้องกนั ตัวเองจากอนั ตรายในโอกาสต่าง ๆ เหมาะกบั คนทางานในทุกอาชพี
3. เพ่ือป้องกันตัวเองจากศัตรู โดยเฉพาะศัตรูที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน เชน่ การสวมเสื้อเกราะกัน
กระสุน หมวกเหลก็
4. เพ่ือความสุภาพ ทั้งน้ีข้ึนกับเวลา สถานที่และบุคคล การยอมรับความสุภาพของสถานที่
หนง่ึ อาจแตกต่างจากสถานทีห่ นงึ่ ก็เป็นได้
61
5. เพ่ือตกแต่งรา่ งกายและดงึ ดูดความสนใจ อาจเป็นการประดับร่างกายด้วยเครื่องประดับท่ี
บอกฐานะ ยศ ตาแหนง่ เครอ่ื งราชย์ เป็นตน้
6. เพ่ือการตอบรบั ตามสถานภาพทางสังคม เชน่ ชดุ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับอาชีพการงาน ตาแหน่งที่
7. เพ่ือความถูกต้องกับการแสดงออกทางพิธีการ งานต่าง ๆ ท่ีกาหนดให้ใส่เส้ือผ้าที่มีความ
เจาะจง เช่นงานศพ งานสโมสรสนั นิบาต
8. เพ่ือการแบ่งแยกจากกลุ่ม อาจเกิดกับวัยรุ่นหรือความต้องการความแตกต่างกันระหว่าง
องค์กร เชน่ เสอื้ blazers ท่สี วมเพอื่ บอกสถาบันที่สงั กดั อย่ขู องนักเรียน ชดุ ของพระในศาสนาคริสต์ที่
มนี ิกายแตกตา่ งกนั ชุดนักเรยี น เครอ่ื งหมายที่แสดงสญั ลักษณข์ องสถาบนั หมวกของพยาบาล
9. เพือ่ การดงึ ดดู ความสนใจเพศตรงข้าม
10. เพอ่ื ความพึงพอใจของตนเอง
11. เพ่ือแสดงออกทางสภาพทางเศรษฐกจิ การเมืองและสังคม
กล่าวโดยสรุปการกาหนดการแต่งกายของมนุษย์ เครื่องแตง่ กายจึงมีหน้าท่สี าคัญ คือ ปิดบัง
อณุ ภูมิ ภัยร้ายต่างๆ เครื่องแต่งกายเกดิ ขึ้นจากชุมชน โดยชุมชน ลวดลาย รูปแบบ เกิดขึ้นจากชุมชน
ท่ไี ด้จากส่ิงแวดล้อมและเปลี่ยนไปตามฤดูกาลต่าง ๆ หนา้ ร้อนหน้าหนาว อันเป็นภูมิปัญญา ส่วนสีสัน
มาจากสีเปลือกไม้เมล็ดพันธ์ุที่นามาย้อมจากภูมิปัญญาธรรมชาติ ดังนั้นเคร่ืองแต่งกายจึงเป็นสัญญะ
ของสงั คมและวฒั นธรรมในชุมชนนั้น ๆ
อิทธิพลของเคร่ืองแต่งกายตอ่ พฤตกิ รรมของมนุษย์
อิทธิพลของเคร่ืองแต่งกายต่อพฤติกรรมของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน กรรณีย์ ถาวรสุข,
(2558). อธิบายว่าพฤติกรรมทางสังคมมีอิทธิพลต่อการแต่งกายของมนุษย์ซ่ึงจะส่งผลต่อรูปแบบของ
การแตง่ กายเพือ่ การแสดงด้วย คือ พฤติกรรมทางวฒั นธรรม และพฤติกรรมทางสังคม ดังนี้
พฤตกิ รรมทางวัฒนธรรม
พฤติกรรมทางวัฒนธรรมในสังคมเป็นแนวทางในการดาเนินชีวิตของคนในชุมชน งานอดิเรก
ศิลปะ ความเชื่อ ความรู้ ความชานาญ จริยธรรม และอื่นๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่จะขึ้นอยู่กับการสืบทอด
ต่อ ๆ กันมาซ่ึงเกิดจากการผสมผสานระหว่างอิทธิพลทางวัฒนธรรมและรสนิยมของตนเองนามา
ประยุกต์ใช้ในสังคม โครงร่างของเสื้อผ้ามีความแตกต่างกันอย่างชดั เจนในแต่ละยุคของประวัติศาสตร์
ช่วงเวลาซ่ึงอาจจะแตกต่างกันนับร้อยปีในแต่ละยุค เสื้อผ้าได้รับอิทธิพลมาจากส่ิงแวดล้อมทาง
กายภาพ ทรัพยากรทางธรรมชาติ และความสามารถในการนาทรัพยากรต่าง ๆ ไปใช้ในหลาย ๆ
สงั คม ได้พฒั นาแนวทางการนาทรพั ยากรท่ีเก่ียวข้องกับสิ่งทอมาใช้ในการออกแบบเครอื่ งแต่งกายให้
เป็นไปในทศิ ทางเดียวกัน
62
ประเพณีและขนบธรรมเนียมปฏิบัติ ในชีวิตประจาวันของผู้คนท่ีหย่ังรากลึกจนกลายเป็น
ความเคยชินและเป็นประเพณี ในกรณีของการแต่งกายก็เช่นเดียวกัน บางสังคมมีการ แต่งกายที่
สามารถแยกแยะและปฏิบัติต่อเนื่องกันมา เช่น คนนับถือศาสนาพุทธนิยมแต่งกายด้วยเส้ือผ้าสีขาว
หรือสีนวลเพื่อไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในวัด หรือชาวไทยมุสลิมก็จะมีชุดสาหรับเข้าประกอบ
พิธีของตนเองในสุเหร่า ลักษณะที่แตกต่างและความมีเอกลักษณ์ในแต่ละสังคมทาให้การสวมเส้ือผ้า
ของมนุษย์มีความแตกต่างกันไป การยอมรับเร่ืองใดเรื่องหนึ่งในสังคมหน่ึงอาจแตกต่างไปจากสังคม
หนึ่งก็ได้ โดยคุณค่าน้ีอาจมาจากพ้ืนฐานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ครอบครัว การเลี้ยงดู วิถีการดาเนินชีวิต
ในแต่ละวัน การศึกษา และกลุ่มคนที่คบค้าสมาคมอยู่ รวมไปถึงยุคสมัยที่แตกต่างกันก็ทาให้
แนวความคดิ เรื่องคณุ ค่าของการแตง่ กายแตกตา่ งกันได้
พฤตกิ รรมทางสังคม
พฤตกิ รรมทางสังคมของมนุษย์ก็เป็นส่วนหน่ึงที่เป็นอิทธิพลของการสวมใส่เส้ือผา้ ท่ีทาให้เกิด
ความแตกต่างในตัวบุคคล รวมไปถึงความคิดที่บุคคลท่ีสาม ที่มองโดยความคิดของตนเองเป็นท่ีต้ัง
จะทาให้มีความแตกต่างกันด้วย รูปแบบของเครื่องแต่งกาย ขนาด สีสัน รูปร่างของผู้สวมใส่เป็น
องค์ประกอบเสริมของการสวมใส่เครื่องแต่งกายท่ีแตกต่างกัน บางครั้งสัญลักษณ์ของเคร่ืองแต่งกาย
สาหรบั การปรากฏตัวในแตล่ ะครงั้ ทาให้ภาพลกั ษณข์ องบคุ คลดูแตกตา่ งกนั เน่ืองจากลักษณะ รูปแบบ
บางอยา่ งของเคร่อื งแต่งกายทาให้สังคมคาดหวังว่าบุคคลผู้สวมใสม่ ีลกั ษณะเป็นเช่นไร อายเุ ท่าไร หรือ
มีอาชีพอะไร
การแบ่งแยกชนชั้นด้วยอาชีพ หรือทรัพย์สินหรือหน้าตาในสังคมเพ่ือต้องการให้ดูแตกต่าง
จากกลุ่มอืน่ มนุษย์พยายามหาวิธีทจี่ ะทาใหก้ ล่มุ ของตนดูแตกต่างไปจากกลุ่มอ่นื เพื่อให้รับรู้ถงึ ลักษณะ
ประจากลุ่มของตนเอง ง่ายในการจดจาและแยกแยะความแตกต่าง ความสบายและลักษณะเฉพาะที่
ตอ้ งการ เพื่อให้รา่ งกายอบอุ่นมนษุ ย์เลอื กสวมเสื้อทม่ี ีความหนานุ่มในฤดูหนาว และในฤดูร้อนก็สวมใส่
เส้ือผ้าท่ีบางเบาข้ึนเพ่ือความสบาย นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและแฟชั่น เป็นเหตุผลที่ทา
ให้เคร่ืองแต่งกายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมอาจมาจาก
แนวความคิด ความเชื่อ เหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ การพบเห็นแฟชั่นจากแหล่งอ่ืน ทาให้
แนวความคดิ ในการแต่งกายเปลีย่ นแปลงไปได้เช่นกัน
รปู แบบการแต่งกายในวิถีชวี ติ ตามยคุ สมัย
รูปแบบการแต่งกายในวิถีชีวติ ตามยคุ สมัย โดยจะเริ่มศึกษาจากวิถีชวี ิตลกั ษณะการแตง่ กาย
ของคนสมยั ทวารวดี สมยั ศรีวชิ ยั สมัยเชยี งแสน สมัยลพบุรี สมัยสุโขทยั สมยั อยธุ ยา สมัยธนบรุ ี
และสมยั รตั นโกสินทร์ ดงั นี้
63
1. การแตง่ กายสมยั ทวาราวดี (พุทธศตวรรษท่ี 11-16)
ทวาราวดีเกิดข้ึนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-10 หลักฐานที่สามารถยืนยันได้น้ัน พบในช่วง
พุทธศตวรรษท่ี12 เป็นหลักฐานทั้งทางศิลปกรรมและจารึก ทวารวดี ซึ่งตรงกับราชวงศ์คุปตะของ
อินเดยี และทางตะวันออกของอินเดียทางอมราวดี ทางตอนใตข้ องอินเดียสูล่ ังกา กล่าวว่าศาสนาพุทธ
นิกายมหายานในสุมาตรารุ่งเรืองมากและมีการติดต่อค้าข้าวและรับอิทธิพลอินเดียเป็นระยะ ๆ ก่อน
พระพุทธศาสนาจะเขา้ มาสงั คมของไทยช่วงกอ่ นประวตั ศิ าสตร์
สถาปัตยกรรมท่ีปรากฏบนภาพปูนปั้นจากภาพสลักที่ผนังถ้าพระโพธิสัตว์ อาเภอแก่งคอย
จังหวัดสระบุรี เป็นภาพเล่าเร่ืองขนาดใหญ่ ซ้ายสุดเป็นภาพพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีประทับนั่งห้อย
พระบาทแบบยุโรป แสดงวิตรกะ2 พระหัตถ์พนักนั่งเป็นสิงห์ คนท่ียืน คือ พระนารายณ์ มี 4 กร มือ
ขวาบนถือจักร มือซ้ายบนถือสังข์ 2 มือล่างกอดอก บุคคลที่ด้านบนศีรษะมีพระจันทร์เส้ียว คือพระ
อิศวรถักเส้นผมเป็นรอนๆ มีเทวดาเหาะลงมาและมีคนก้มหน้า การท่ีพระนารายณ์กอดอกเรียกว่า
“สวัสดิกะมุธา” คือ การแสดงความเคารพอย่างสูงสุด เทพจะไม่ไหว้กัน เป็นภาพเล่าเร่ืองที่ต้องการ
แสดงว่าศาสนาพุทธอยู่เหนือศาสนาพราหมณ์ ผู้ท่ีสร้างภาพนี้คือผู้ที่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน
ทาให้ทราบว่ามีพระพุทธศาสนาแบบมหายาน แทรกอยู่ในพุทธศาสนาแบบหินยาน (snk03034,
2013).
ภาพที่ 1 ใบเสมาสมัยทวารวดีในวัฒนธรรมอสี าน, ภาพสลักทผี่ นังถา้ ที่ถ้าพระโพธสิ ัตว์
ทม่ี า : snk03034, (2013).
พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 28-30). นาเสนอลักษณะการแต่งกายสมัยทวาราวดอี ้างหลักฐาน
ภาพประติมากรรมท่ีตกแต่งโบราณสถานที่กรมศิลปากรขุดได้จากตาบลคูบัว จังหวัดราชบุรี และ
อาเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อธิบายว่าวัฒนธรรมของทวาราวดีมีลักษณะคล้ายคลึงกับวัฒนธรรม
64
ของชาวอินเดียคอื สตรีทวาราวดีนิยมทาผมเกล้ามวย หรือถักเปียเป็นจอมนูนเหนือศรี ษะรัดตรงกลาง
ให้ตอนบนสยายออก ทาเป็นพุ่มจอมสูงรัดด้วยเคร่ืองประดับแล้วจัดขยายออกเป็นแฉก ๆ บางครั้ง
พบว่ามีการถักเปยี จัดเรยี งเป็นเส้นลงมาเป็นกรอบวงหน้า ต่างหูทาเป็นแผ่นกลมหรือห่วงกลม ตกแต่ง
ส่วนคอด้วยสายสร้อยทาเป็นแผ่นทับทรวงรูปส่ีเหล่ียมขนมเปียกปูนจาหลักเป็นลวดลายกนก ไม่นิยม
สวมเสอื้ ใช้ผา้ สะพายเฉยี งบางๆ เฉวียงบา่ ซ้ายไพล่มาข้างขวา ประดับ ต้นแขนด้วยกาไลเล็ก ๆ ทาดว้ ย
ทองคา สารดิ และลูกปัดมีค่าสีต่าง ๆ ไม่สวมรองเท้านุ่งผ้าผืนเดียวทบั ซอ้ นกันข้างหน้าทิ้งทับชายแนบ
ลาตัว
การแต่งกายของชาย นิยมถักเปียเป็นหลอดยาวประบ่าหรือเกล้ามุ่นแล้วรัดด้วยผ้าหรือ
เครอื่ งประดบั แลว้ ปล่อยชายผมย้อนกลบั ลงมา ท่ีเกล้าเป็นจุกก็มีบ้างนิยมใส่ต่างหเู หมือนผ้หู ญิงทาเป็น
พุ่มทรงกลมซ้อนกันเหมือนหัวเบ็ดคว่าก็มี ทาเป็นรูปกลมแผ่นใหญ่บาง ๆ ด้วยทองคา สาริด ศิลาก็มี
ไมน่ ิยมสวมเสื้อมีแต่ผ้าเฉวียงบ่าบาง ๆ ตกแตง่ ด้วยกรองคอทาดว้ ยลูกปัด แก้วหลากสี แต่ที่ไม่ใสเ่ ลยก็
มี ผ้านุ่งเป็นผ้าผืนยาวจีบชายหน้า ตกลงไปเบ้ืองล่างคล้ายผ้าถุงคร่ึงแข้ง ชายพกขมวดท้ิงลงไป
ด้านซา้ ย บางคร้งั มเี ข็มขดั โลหะรัดรอบสะเอวทับผ้านุ่ง มกี าไลแขนประดับคล้ายแขก
ภาพที่ 2 การแต่งกายของหญิงชายสมัยทวาราวดี
ท่ีมา : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
65
2. การแตง่ กายสมัยศรวี ิชัย (ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 13-18)
ศรีวิชัยเป็นอาณาจักรท่ีรุ่งเรืองอานาจข้ึนบนเกาะสุมาตราอินโดนีเซีย ระหว่างพุทธ
ศตวรรษท่ี 13-18 นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกชื่ออาณาจักรน้ีว่าศรีวิชัยตามศิลาจารึกที่ค้นพบ
ศิลปกรรมทางภาคใต้แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ
และปาละ-เสนะตามลาดับ ศิลปะแบบศรีวิชัยในประเทศไทยส่วนมากสร้างข้ึนในพุทธศาสนาลัทธิ
มหายาน คงมีอายุอยู่ลงมาจนถงึ กลางพุทธศตวรรษท่ี 19 อันเป็นเวลาท่ีดินแดนแห่งน้ีได้เข้ารวมอยู่ใน
อาณาจักรสุโขทัย (มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตนครราชสีมา, 2554).
สถาปัตยกรรมท่ีปรากฏ พบประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สลักด้วยศิลา ที่อาเภอ
ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และยังมีอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะปะปนอยู่มาก
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หล่อด้วยสัมฤทธิ์ถือกันว่าเป็นโบราณวัตถุท่ีงามท่ีสุดชิ้ นหน่ึง ใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร แม้พระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิองค์เล็กบนศิราภรณ์ของพระ
โพธิสัตว์องค์นี้จะหักหายไป แต่การท่ีรูปนี้ครองหนังกวางก็อาจหมายความได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์
อวโลกิเตศวร
ภาพท่ี 3 พระโพธิสัตวอ์ วโลกเิ ตศวรในศลิ ปะศรีวิชยั
ที่มา : มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ์ราชวทิ ยาลัย วทิ ยาเขตนครราชสมี า, (2554).
66
พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 31-33). วิเคราะห์การแต่งกายของคนในสมัยน้ีว่ามีลักษณะ
คล้ายคลึงกับแขก ซ่ึงอยู่ในแถวแหลมมาลายู เกาะสุมาตรา และชวา มีรายละเอียดของหญิงชาย คือ
ผู้หญิงศรีวิชัยนิยมเกล้าผมมวยสูงขึ้นไป ทาเป็นรูปพุ่มทรงข้าวบิณฑ์สวมกลีบ รวบด้วยรัดเกล้าปล่อย
ชายปรกลงมาด้านหน้า บางทีทาทรงผมมุ่นมวยเป็นทรงกลมเหนือศีรษะ ใช้รัดเกล้าเป็นช้ันๆ แล้ว
ปล่อยชายผมลงประบ่าท้ัง 2 ข้าง ตกแตง่ ด้วยตุ้มหูแผ่นกลมจาหลักเป็นกลบี ดอกไมข้ นาดใหญบ่ ้าง ทา
เป็นลายเชิงกรวยหรือก้านต่อดอกบ้าง ใส่กรองคอเส้นเกล้ียงๆ มีทับทรวง แขนประดับทองกรหรือ
พาหุรดั ทาด้วยโลหะหรือลูกปัดร้อยเป็นพวงอุบะ นุ่งผ้าคร่ึงแข้งปลายบานยกขอบท่ีนุ่งผ้าผืนเดียวบาง
แนบเน้ือ ขอบผา้ ชัน้ บนทาเปน็ วงโค้งเห็นส่วนท้อง บางทีคาดเข็มขดั ผ้าปล่อยชายลงทางดา้ นขวา นิยม
สวมกาไลมือและเท้า
ผู้ชายทาทรงผมเกล้ามวยเป็นพุ่มเรียงสูงรัดด้วยเคร่ืองประดับ ปล่อยปลายผมสยายลงรอบ
ศีรษะเป็นชั้นๆ บางทีปล่อยชายผมช้ันล่างแผ่สยายลงประบ่า ตกแต่งด้วยต่างหูเป็นเม็ดกลมใหญ่ ๆ
คล้องสายสังวาลยาวท้ิงลงมาเปน็ วงเรยี วขนานกับลาตวั ด้านหนา้ ส่วนใหญ่นุ่งผ้าแบบชายพกต่าปลอ่ ย
ชายย้อยเป็นกระหนกคาดเข็มขดั โลหะ ประดับแขนและขอ้ มือด้วยกาไล
ภาพท่ี 4 การแต่งกายของหญิงชายสมยั ศรีวิชยั
ท่ีมา : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
67
3. การแต่งกายสมัยลพบรุ ี (ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี16-19)
ศิลปะแบบลพบุรีหรือละโว้เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษท่ี16-19 มีอาณาเขตครอบคลุม
ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนในประเทศกัมพูชา รูปแบบ
สัมพันธ์กับสกุลช่างศิลปะเขมรในประเทศกัมพูชา ศิลปะดังกล่าวเรียกชื่อต่างกันตามทัศนะของ
นักวิชาการแตล่ ะคน เช่น ศลิ ปะลพบุรี ศิลปะเขมร ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอกรมพระยาดารง
ราชานุภาพ ทรงกาหนดชื่อเรียกใหม่ว่า"ศิลปะลพบุรี" เพ่ือแยกให้เห็นถึงความแตกต่างจากกลุ่มสกุล
ชา่ งศลิ ปะเขมร (PooN 00, 2012).
สถาปัตยกรรมที่ปรากฏบนภาพปนู ปั้นของสมยั ลพบุรี ลักษณะงานสว่ นใหญใ่ ช้วัสดุจาพวกหิน
ทราย อิฐ และศิลาแลงในการก่อสร้างในรูปของปรางค์และปราสาท เช่น พระปรางค์ 3 ยอด จังหวัด
ลพบุรี ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทเมืองต่า
จังหวัดสุรินทร์ ส่วนงานด้านประติมากรรมนิยมสร้างภาพสลัก พระพุทธรูป ลักษณะเด่นของงาน
ประติมากรรมแบบลพบุรี ทั้งรูปคนหรือรูปเคารพต่างๆ จะมีหน้าผากกว้าง ปากแบะหนา คางเหล่ียม
และรปู รา่ งลา่ เต้ยี
ภาพที่ 5 ศิลปะปูนป้นั ของสมัยลพบรุ ี
ทม่ี า : PooN 00, (2012).
68
พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 34-36). วิเคราะห์ลักษณะการแตง่ กายสมัยลพบุรีคือ ผู้หญิงนิยม
ประดับศีรษะด้วยเทริด ไม่สวมเส้ือ กรองคอ มีลวดลายเป็นแผ่นใหญ่ต่างหูทาเป็นหัวเบ็ดคว่าซ้อน
เหลื่อมเรียวลงมาหลายช้ัน แต่งผมแสกกลางตอนบนมุ่นเป็นมวยปักด้วยปิ่นยอดแหลม สวมกาไล
ต้นแขน และมือทั้ง 2 ข้าง ผ้านุ่ง ใช้ชายซ้อนกันตรงหน้าแล้วปล่อยชายออก 2 ข้างเป็นปลี บางที
ปล่อยชายยาวลงถึงสะโพกท้ังขวาและซ้าย อันเป็นลักษณะชายไหวคาดเข็มขัดขนาดใหญ่มีลวดลาย
วิจติ รพิสดาร ปลายทาเปน็ พู่คล้ายกรวยเชงิ หอ้ ยเรยี งเปน็ แถว ไม่นิยมสวมรองเท้า
ผู้ชาย นิยมนุ่งผ้าถุงสูง ด้านขวาทับด้านซ้าย แล้วท้ิงชายเป็นกาบขนาดใหญ่ คาดเข็มขัดท่ีมี
ลวดลายต่าง ๆ ผูกหัวเข็มขัดเปน็ ปมเง่ือนแบบสอดสร้อย สว่ นใหญน่ ุ่งผ้าส้นั เหนอื เข่าทิง้ ชายพกออกมา
ข้างหน้าเป็นแผ่นใหญ่ ใส่ต่างหูและกรองคอเป็นเส้นเกลี้ยงเกลาซ้อนกัน 2 ช้ัน ตรงกลางทาเป็น
ลวดลายดอกไม้เม็ดกลมๆ เรียงซ้อนกัน สวมกาไลแขนและเท้า รัดต้นแขนคล้ายกับกรองคอ ไม่นิยม
สวมรองเทา้
ภาพที่ 6 การแตง่ กายของหญงิ ชาย สมัยลพบรุ ี
ท่ีมา : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
4. การแตง่ กายสมยั เชียงแสน (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 – 24)
ประติมากรรมไทยสมัยเชียงแสน เป็นประติมากรรมในดินแดนสุวรรณภูมิ เกิดข้ึนราว
พทุ ธศตวรรษที่16-21 มปี รากฏแพรห่ ลายอยู่ตามหวั เมืองต่างๆ ทางภาคเหนือของไทย แหลง่ สาคัญอยู่
69
ที่เมืองเชียงแสน วัสดุนามาสร้างงานประติมากรรม ทั้งปูนปั้นและโลหะต่างๆ ท่ีมีค่าจนถึงทองคา
บริสทุ ธิ์ ประตมิ ากรรมเชียงแสน แบง่ ได้เป็น 2 ยุค คือ
เชียงแสนยคุ แรก มีการสร้างพระพุทธรูปและภาพพระโพธิสัตว์หรอื เทวดาประดับศิลปะสถาน
พระพุทธรูป มีพุทธลักษณะคล้ายพระพุทธรูปอินเดีย สมัยราชวงปาละ มีพระวรกายอวบอ้วน พระ
พกั ตร์กลมคลา้ ยผลมะตูม พระขนงโก่ง พระนาสิกโค้งง้มุ พระโอษฐแ์ คบเลก็ พระหนุเป็นปม พระรัศมี
เหนอื เกตุมาลาเป็นต่อมกลม ไมน่ ิยมทาไรพระสก เส้นพระสกขมวดเกศาใหญ่ พระอุระนูน ชายสังฆาฏิ
สนั้ ตรงปลายมีลักษณะเปน็ ชายธงม้วนเข้าหากนั เรียกว่า เขย้ี วตะขาบ สว่ นใหญ่นั่งขดั สมาธเิ พชร ปาง
มารวชิ ัย ฐานที่รององคพ์ ระทาเป็นกลีบบัวประดบั มที ั้งบัวคว่า บัวหงาย และทาเป็นฐานเป็นเขียง ไม่
มีบัวรองรับ ส่วนงานป้ันพระโพธิสัตว์ประดับเจดีย์วัดกู่เต้า และภาพเทวดาประดับหอไตรวัดพระสิงห์
เชียงใหม่ มีสัดส่วนของร่างกายสะโอดสะอง ใบหน้ายาวรูปไข่ ทรงเครื่องอาภรณ์เช่นเดียวกับพระ
โพธสิ ัตว์ในศลิ ปะแบบปาละเสนะของอินเดยี หรอื แบบศรวี ิชยั
เชียงแสนยุคหลงั พระพุทธรูปแบบของลทั ธิลังกาวงศจ์ ากสโุ ขทัยเขา้ มาปะปนรูปลักษณะ โดย
สว่ นรวมสะโอดสะองขึ้น ไม่อวบอ้วนบึกบนึ พระพักตร์ยาวรูปไข่มากขึ้น พระรัศมีทาเป็นรูปเปลว พระ
ศกทาเป็นเส้นละเอียด และมีไรพระศกเป็นเส้นบางๆ ชายสังฆาฏิยาวลงมาจรดพระนาภี พระพุทธรูป
โดยส่วนรวมนั่งขัดสมาธริ าบ พระพุทธรูปที่นับว่าสวยท่ีสุดและถือเป็นแบบอย่างของพระพุทธรูปยุคน้ี
คอื พระพุทธสิหิงค์ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพฯ พระพุทธรปู เชียงแสน
นี้มักหล่อด้วยโลหะทองคาและสาริด (สารานุกรมวัฒนธรรมสาหรบั เยาวชน. 2554).
ภาพที่ 7 พระพุทธรูปสารดิ สมัยเชยี งแสน
ท่มี า : Charoen Saethao, (2554).
70
ความงดงามของประติมากรรมที่ปรากฏในพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนส่ือแสดงให้เห็นถึง
วัฒนธรรมการแต่งกายของคนในสมัยนี้ พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 45-47). ให้รายละเอียดเก่ียวกับ
การแต่งกาย คือหญิง เร่ิมใช้ผา้ นุง่ มีลวดลาย แบบผา้ พ้ืนเมอื ง นงุ่ ผ้าสสี ลับแดง-ชมพู เหลอื ง เกลา้ ผมไว้
กลางกระหม่อม รัดปลายผมด้วยรัดเกล้า ใช้ต่างหูแบบเสียบ มีสไบแพรบาง ๆ เม่ือทางานจึงรัดให้
กระชับอก ทีส่ ะเอวมีผา้ คาดสแี ดงร้วิ เหลอื งจดุ แดง
ชาย เร่ิมใช้ผ้านุ่งมีลวดลาย รู้จักใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวหรือพาดบ่า ปกติไม่สวมเส้ือ ถ้าอากาศ
หนาวจะสวมเสือ้ คอปดิ แขนยาว บ้างกน็ ่งุ โจงกระเบนลาย
ภาพท่ี 8 การแต่งกายของหญิงชาย สมยั เชยี งแสน
ทม่ี า : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
5. การแต่งกายสมัยสุโขทัย (ระหว่างพุทธศตวรรษที่19–20)
อาณาจักรสุโขทัยพุทธศตวรรษท่ี 19–20 สถาปัตยกรรมที่เกี่ยวเน่ืองกับพระพุทธศาสนา
ได้แก่ โบสถ์ วิหาร สถูป และเจดีย์ ในสมัยสุโขทัยนั้นได้รับอิทิธิพลศิลปะแบบต่างๆ จนเกิดเป็น
ลักษณะเฉพาะของสุโขทัย มีความงดงามเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา มีฐานส่ีเหลี่ยมยกสูง บางที
ประดับฐานด้วยรูปช้าง เช่น เจดีย์วัดช้างรอบ อาเภอเมืองกาแพงเพชร จังหวัดกาแพงเพชร เจดีย์วัด
ช้างล้อม เมืองศรีสัชนาลัย อาเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เจดีย์แบบน้ีเหนือองค์ระฆังทรงกลมขึ้น
ไปเป็นบลั ลงั กย์ อดกลมเรียว เปน็ เจดยี ท์ ี่สร้างกันแพร่หลายในสมยั สุโขทัย thaiculturebuu, (2010).
71
ภาพที่ 9 รปู ทรงของเจดีย์สมัยเชยี งแสน
ทีม่ า : thaiculturebuu, (2010).
จากสถาปัตยกรรมท่ีกล่าวในสมัยน้ีจะเห็นความสมบูรณ์อ่อนช้อยสวยงามส่ือแสดงให้เห็นถึง
ลักษณะการแต่งกาย ของคนในสมัยนี้ตามที่พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 55). ให้รายละเอียดว่าสมัย
สุโขทัยน้ีได้รับอิทธิพลของขอม การแต่งกายของชาวเมืองจึงได้แบบอย่างจากเขมรและแขกคือ การ
นงุ่ ผา้ หยักร้งั ข้ึนไปให้สงู เพอื่ ความทะมดั ทะแมง เนื่องจากสมัยนี้มีการสู้รบกันบอ่ ยครั้ง จึงต้องแต่งกาย
ตามสถานการณ์ของบ้านเมอื ง ส่งิ สาคญั ของการแตง่ กาย คอื
หญิง ชาววงั สวมเครื่องประดับศรี ษะรัดเกี้ยวหรอื มาลัย สวมกรองคอเป็นแผน่ ใหญม่ ีลวดลาย
ด้งั เดมิ ไม่สวมเสอื้ ระยะหลังห่มสไบจบี นุ่งผ้าจีบหนา้ มีลวดลาย นุ่งผ้าลายเชงิ
ชาย พระมหากษตั รยิ ์ สวมเทริดทาด้วยทอง สวมเสอ้ื มีเชิงที่คอและแขน สวมเครื่องประดับ
กาไล ห่มสไบทับ นุง่ ผา้ ทบั สนับเพลา
72
ภาพที่ 10 การแต่งกายของหญงิ ชายสมัยสโุ ขทยั
ทีม่ า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
6. การแต่งกายสมยั อยุธยา (ระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี1893 - 2310)
สมัยอยุธยาสถาปตั ยกรรม แบง่ ได้เปน็ 3 ยคุ คือ
6.1 ศิลปะอยุธยาตอนต้น สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี1 ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ
พ.ศ.1893 จนถึงสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถใน พ.ศ.2031 ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบ
ศิลปะลพบุรีหรอื ศิลปะเขมร กบั ศลิ ปะอู่ทองนิยมสร้างปรางค์เปน็ ประธานของวัด โดยมีลกั ษณะปรางค์
เลียนแบบเขมรแตส่ ูงชะลูดกวา่ เช่น ปรางค์ประธานวดั พทุ ไธสวรรย์ ปรางคป์ ระธานวดั มหาธาตุ
6.2 ศิลปะอยุธยาตอนกลางสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จไปประทับท่ีเมือง
พิษณุโลกในพ.ศ.2006 จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในพ.ศ.2172 สถาปัตยกรรมได้รับ
อิทธิพลมาจากศิลปะสุโขทัยนิยมทาเจดีย์ทรงลังกาแบบสุโขทัยแทนปรางค์แบบเขมร เช่น พระมหา
สถูปสามองคว์ ดั พระศรสี รรเพชญ์ พระเจดียว์ ัดใหญช่ ยั มงคล จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา
6.3 ศิลปะอยุธยาตอนปลายสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ.2172 จนสิ้นสมัย
อยุธยาใน พ.ศ.2310 เป็นช่วงเวลาท่ีศิลปะเขมรเข้ามามีอิทธิพลอีกคร้ัง เช่น ปรางค์ประธานวัดไชย
วฒั นาราม ปราสาทพระนครหลวง และยงั นิยมสร้างพระเจดยี ์ย่อมุมไม้สิบสองเปน็ ลักษณะเฉพาะของ
สถาปัตยกรรมอยธุ ยา
73
นอกจากศิลปะและสถาปัตยกรรมทีก่ ล่าวแล้วสมัยอยุธยายังมีจิตรกรรม ปูนเปียกบนผนังคหู า
ปรางค์ต่าง ๆ ซึ่งยังหลงเหลืออยู่น้อยมากส่วนใหญ่เป็นเรื่องพระพุทธศาสนา ตอนต้นนิยมเขียนลงบน
ผนังคูหาปรางค์และคูหาเจดีย์ไมม่ ีการเขยี นบนผนังโบสถ์ วหิ าร วธิ ีเขียนเปน็ การเขียนบนปูนเปียก
ภาพท่ี 11 ภาพวดั ไชยวัฒนาราม จงั หวัดอยุธยา (สถาปัตยกรรมสมัยอยธุ ยา)
ทีม่ า : pasucha ardnarong, (2016).
จากสถาปัตยกรรมทั้ง 3 ยุค ท่ีกล่าวนี้ทาให้รูปแบบการแต่งกายของคนในยุคน้ีก็สามารถ
แบง่ แยกเป็น 3 ยคุ ดังน้ี
1. การแตง่ กายตามกฎมณเฑยี รบาล เป็นแบบของเจ้านาย ขา้ ราชการช้ันผ้ใู หญ่ ท้ังผู้ชายและ
ผ้หู ญงิ ตลอดจนพวกมีฐานะจะแตง่ ตามไปดว้ ย ผู้หญิงยังมีการเกลา้ มวย
2. การแต่งกายแบบชาวบ้าน (ระยะกลางของสมัยอยุธยา) มีการนุ่งโจงกระเบนทางแถบ
เมืองเหนือ ผู้ชายอาจไว้ผมยาว ส่วนทางใต้ลงมาตัดผมสั้นลง คร้ันสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ไดม้ ีการไว้ผมมหาดไทย ผู้หญงิ ยงั คงไวผ้ มยาวนยิ มหม่ สไบ
3. ยคุ สงคราม (สมยั อยุธยาตอนปลาย) ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องชว่ ยกันตอ่ สู้กบั ศตั รู ผู้หญิงตัด
ผมสั้น ลงเพ่ือปลอมเป็นผู้ชาย และสะดวกในการหลบหนี เสื้อผ้าอาภรณ์จึงตัดทอนไม่ให้รุ่มร่าม เป็น
อปุ สรรคต่อการเคลื่อนท่ีและเคล่ือนไหว มีการห่มผ้าตะเบ็งมานคือห่มไขว้กัน บริเวณหน้าอกแล้วรวบ
ไปผูกไว้หลงั คอ สว่ นผชู้ ายไม่มกี ารเปลย่ี นแปลง
จากเครื่องแต่งกายท่ีกลา่ วขา้ งต้น สรุปการแตง่ กายยุคกรงุ ศรอี ยุธยาเป็น 4 สมัย คอื
สมยั ที่ 1 พ.ศ. 1893 ถงึ พ.ศ. 2031
หญิง ผมยังคงเกล้าผม การเกล้ามี 2 แบบ คือ เกล้าไว้ท้ายทอย และเกล้าสูงบน(นูนหยิก)
ศีรษะมีเคร่ืองประดับเรียกว่า เกี้ยว เป็นเครื่องรัดมวยผม เคร่ืองประดับ สร้อยตัว สร้อยข้อมือ กาไล
74
ตา่ งหู เคร่ืองแต่งกาย นุ่งซ่ินจีบหน้า สวมเส้ือแขนกระบอก คอกลม ผ่าหน้า เส้ือ ยาวเข้ารูป มีผ้าคลุม
สะโพกไว้ด้านในของตวั เสื้อ แตป่ ลอ่ ยชายออกด้านนอกตอ่ เขา้ กับตัวเส้ือ เป็นชายเสอื้ ลงมา
ชาย ผมมหาดเล็กหรือเกล้าผมกลางกระหม่อมเช่นเดียวกับหญิง เครื่องแต่งกาย นุ่งกางเกง
ยาวลงมาแค่หน้าแข้ง ปลายขาเรียวเล็กกว่าเดิมนุ่งผ้าหยักรั้ง แบบเขมรซ้อนทับกางเกง ชายผ้ายาว
เสมอเข่า ใช้ผ้าคาดเอว สวมเสื้อคอแหลม แขนยาวจรดข้อมือ ผ่าอก สาบซา้ ยทับสาบขวา มีผ้ากุ๊นตรง
ปลายแหลม คอ สาบหน้าและชายเส้ือ เครื่องประดับจากหลักฐานการขุดกรุใต้พระปรางค์วัด
ราชบูรณะ พบว่าส่วนบนของ มงกุฎท่ีครอบมวยพระเศียรของกษัตริย์ พาหุรัดหรือทองกร
เครื่องประดับศีรษะถักดว้ ยลวดทองคา
สมยั ที่ 2 พ.ศ. 2034-2171
หญิง ผมตัดผมส้ันหวีเสยข้ึน ไปเป็นผมปีก บ้างก็ไว้ผมยาวเกล้าบนศรี ษะ เลิกเกล้าเมื่อ พ.ศ.
2112 เพราะต้องทางานหนักไม่มีเวลาเกล้าผม เครื่องแต่งกาย นุ่งกางเกงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อ
แขนกระบอก คอกลมผ่าอก ไม่นิยมห่มสไบ ผู้หญิงช้ัน สูงสวมเส้ือคอแหลม มีผ้าคล้องไหล่ 2 ข้าง
การหม่ สไบมีหลายแบบ พันรอบตัวเหน็บทิ้งชาย ห่มแบบสไบเฉยี ง คือ พันรอบอก 1 รอบ แล้วเฉวียง
ขนึ้ บ่าปล่อยชายไวข้ ้างหลงั เพยี งขาพบั แบบสะพกั สองบ่าใช้ผา้ พนั รอบตัวทับกันที่อกแล้วจึงสะพกั ไหล่
ทั้งสองปล่อยชายไปข้างหลัง ท้ัง 2 ข้าง แบบคล้องไหล่เอาชายไว้ข้างหลังท้ังสองชายแบบคล้องคอ
ห้อยชายไว้ขา้ งหน้า แบบหม่ คลุม
ชาย ตดั ผมส้ัน แสกกลาง เคร่ืองแต่งกาย นุ่งโจงกระเบน ไมส่ วมเสอ้ื มีผา้ คล้องไหล่
สมัยท่ี 3 พ.ศ. 2173 – พ.ศ. 2275
หญิง ผมสตรีราชสานักไว้ผมแบบหญิงพม่าและล้านนาไทย คือ เกล้าไว้บนกระหม่อมแล้ว
คล้องด้วยมาลัย ถัดลงมาปลอ่ ยผมสยายยาว หญิงชาวบ้านตัดผมส้ัน ตอนบนแล้วถอนไรผมรอบ ๆ ผม
ตอนท่ีถัดลงมาไว้ยาวประบ่า เรียกว่า“ผมปีก”บางคนโกนท้ายทอย คนรุ่นสาวไว้ผม ดอกกระทุ่มไม่
โกนท้ายทอยปล่อยยาวเป็นรากไทร การแต่งกาย หญิงราชสานักนุ่งผ้าซิ่น สวมเสื้อผ่าอก คอแหลม
(เดิมนิยม คอกลม) แขนกระบอกยาวจรดข้อมือ หญิงชาวบ้านนุ่งผ้าจีบห่มสไบมี 3 แบบ คือ รัดอก
สไบเฉียงและห่มตะเบ็งมาน (ห่มไขว้กันแล้วรวบไปผูกไว้หลังคอ) เหมาะสาหรับเวลาทางานบุกป่า
ออกรบ เครื่องประดับปักป่ินทองท่ีมวยผม สวมแหวนหลายวง สร้อยคอ สร้อยข้อมือ การ
แต่งหน้า หญิงชาววัง ผัดหน้า ย้อมฟัน และเล็บเป็นสีดา ไว้เล็บยาวทาปากแดง หญิงชาวบ้าน ชอบ
ประแป้งลายพรอ้ ย ไมไ่ วเ้ ล็บ ไมท่ าแก้มและปาก
ชาย ผมตัดส้ันทรงมหาดไทย(คงไว้ตอนบนศีรษะรอบๆ ตัดสั้นและโกนท้ายทอย)
การแตง่ กาย นุ่งโจงกระเบน ใช้ผา้ ขาวมา้ คลอ้ งคอแล้วตลบไปหอ้ ยชายไว้ทางด้านหลัง สวมเสื้อคอกลม
ผ่าอกแขนยาวจรดข้อมือ ในงานพิธีสวมเส้ือยาวถึงหัวเข่า ติดกระดุม ด้านหน้า 8–10 เม็ด แขนเส้ือ
75
กว้างและส้ันมากไม่ถึงศอก นิยมสวมหมวกแบบต่างๆ ขุนนางจะสวม ลอมพอกยอดแหลม ไปงานพิธี
จะสวมรองเทา้ แตะปลายแหลมแบบแขกมวั ร์
สมัยท่ี 4 พ.ศ. 2275 - 2310
หญิง การแต่งผมมี 3 แบบ คือ ทรงผมมวยกลางศีรษะ ทรงผมปีกมีจอนผม ทรงหนุนหยิก
รักแครง(เกล้าพับสองแล้วเก้ียวกระหวัดไว้ท่ีโคน รักแครงเกล้าผมมวยกลมเฉียงไว้ด้านซ้ายหรือขวา)
ทรงผมประบ่ามักจะรวมผมปีกและผมประป่าอยู่ในทรงเดียวกัน และผมปีกทาเป็นมวยด้วย
เคร่ืองประดับ นิยมสวมเทริด สวมกาไลข้อมือหลายอัน มีสร้อยข้อมือท่ีใหญ่กว่าสมัยใด สร้อยตัวสวม
เฉียงบ่ามีลวดลายดอกไม้ สวมแหวนก้อยชนิดต่างๆ และแหวนงูรัดต้นแขน นิยมทาขมิ้นให้ตัวเหลือง
ผัดหนา้ ขาว ย้อมฟันดา ยอ้ มนิว้ และเล็บด้วยดอกกรรณิการ์ให้สีแดง
การแต่งกาย คนชั้นสูงนงุ่ ซน่ิ ยกจีบหน้า ห่มตาดสวมเสอ้ื ริ้วทอง ห่มสไบ ชาวบ้านทอ่ นบนคาด
ผ้าแถบหรือห่มสไบนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าถุง การห่มสไบมี 2 แบบ คือ ห่มคล้องคอตลบชายไปข้าง
หลัง ท้ัง 2 ข้างบนเส้ือร้ิวทองและใช้เจียระบาด (ผ้าคาดพุง) คาดทับเส้อื ปล่อยชายลงตรงด้านหน้าห่ม
สไบเฉียงไม่ใสเ่ สอ้ื เม่ืออย่กู บั บ้าน
ชาย ไว้ผมทรงมหาดไทยทาน้ามันหอม การแต่งกาย สวมเส้ือคอกลมสวมศีรษะ แขนยาว
เกือบจรดศอก มีผ้าห่มคล้องคอแล้ว ตลบชายท้ังสองไปข้างหลัง นุ่งโจงกระเบน ส่วนเจ้านายจะทรง
สนับเพลาก่อน แล้วทรงภูษา จีบโจง มีไหมถักรัดพระองค์ แล้วจึงทรงฉลองพระองค์ คาดผ้าทิพย์ทับ
ฉลองพระองค์อีกที
ภาพท่ี 12 ภาพการแต่งกายสมยั อยธุ ยา สมยั ท่ี 1
ที่มา : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
76
ภาพที่ 13 ภาพการแตง่ กายสมัยอยุธยา สมยั ท่ี 2
ทีม่ า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
ภาพที่ 14 ภาพการแตง่ กายสมยั อยุธยา สมยั ท่ี 3
ทีม่ า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
77
ภาพที่ 15 ภาพการแตง่ กายสมยั อยธุ ยา สมยั ท่ี 4
ทม่ี า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
7. การแต่งกายสมัยธนบรุ ี (ระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี2310 – 2325)
สมัยกรุงธนบุรี หลังสงครามสิ้นสุดลง พระเจ้ากรุงธนบุรีมีความสัมพันธ์กับ ต่างประเทศ
มากขึ้นเพ่ือฟื้นฟู เศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงเปิดการค้าขายติดต่อกับ
ประเทศจีน ส่วนชาวยุโรป ชาติต่างๆ ท่ีเคยเข้ามา ติดต่อค้าขายช่วงสมยั กรุงศรีอยุธยาพากันอพยพไป
ค้าขายกับประเทศอื่น เพราะสภาพบ้านเมืองตกอยู่ในยุคเข็ญเกิดจลาจลเสียนาน ประกอบกับทาง
ยโุ รป กาลังยุ่งยากกับการทาศึกสงคราม ในสมัยพระเจ้านโปเลียนท่ี1 ส่งผลให้การติดต่อกับชาวยุโรป
ขณะน้ันตอ้ งยุตลิ งช่ัวระยะหน่งึ
พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 69-71). เพ่ิมเติมว่าจากเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นนี้ ทาให้คน
ไทยสมัยน้ีไดร้ ับอทิ ธิพลทางการแต่งกายของจีนไว้มากกวา่ ประเทศอนื่ ๆ การแตง่ กายสมัยนมี้ ีหลักฐาน
อยู่บ้างว่า นิยมผ้าแพรกันมากถึงขนดเก็บผ้าเป็นจานวน 10 ม้วน เลิกนุ่งโจงกระเบนกลับมานุ่งผ้าถุง
อีกเน่ืองจากขาดแคลนเคร่ืองนุ่งห่ม ยุคนี้เป็นระยะเวลาของการกอบกู้เอกราชและสร้างราชธานีใหม่
เพราะกรุงศรอี ยธุ ยาได้ถูกทาลายชารุดทรุดโทรมอยา่ งมาก
หญิง กลับมานงุ่ ผ้าถงุ โดยขมวดชายพกไวต้ ามสบาย ห่มสไบรดั หน้าอกอย่างธรรมดา นยิ มใช้
ผ้าแพรจากประเทศจีน สมัยนี้นิยมไว้ทรงผมแบบใหมเ่ รยี ก“ผมทัด”คือผมท่ีเป็นพู่ตรงชายผมตกที่ริม
หูทั้งสองขา้ ง สาหรบั ห้อยดอกไม้
78
ชาย นุ่งกางเกง เพราะสมัยนี้มีชาวจีนเข้ามารับราชการทหาร และเพื่อความสะดวกในการ
ออกรบ ส่วนเส้ือนั้นน่าจะเป็นแบบคอกลม แขนครึ่งท่อนผ่าอกแล้วมีกระดุมผ้าขดเกี่ยวไว้ มีกระเป๋า
ใหญ่ข้างละใบสาหรับใสข่ อง ผมไว้ผมทรงมหาดไทย
ภาพที่ 16 การแต่งกายหญิงชายสมัยธนบรุ ี
ทีม่ า : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
8. การแต่งกายสมยั รัตนโกสินทร์
สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์สมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นยุค
ทองแห่งศิลปะจีน มีการก่ออิฐถือปูนและใช้ลวดลายดินเผาเคลือบประดับหน้าบันแทนแบบเดิม สมัย
รัชกาลที่4 เร่ิมมีการติดต่อกับชาติตะวันตก มีการสร้างอาคารต่างชนิดเพ่ือรองรับกิจกรรมทางธุรกิจ
นอกเหนือจากท่ีอยู่อาศัยและวัดวาอารามในอดีต ได้แก่ โรงงาน โรงสี โรงเล่ือย ห้างร้านและที่พัก
อาศัยของชาวตะวันตก การสร้างอาคารของทางราชการ กระทรวงต่าง ๆ และพระราชวังท่ีมีรูปแบบ
ตะวนั ตกผสมผสานกบั สถาปัตยกรรมไทย เช่น พระทีน่ ่งั จักรีมหาปราสาท พระท่นี ั่งอนนั ตสมาคม ส่วน
วัดที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตก เช่น วัดนิเวศธรรมประวัติในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ซ่ึงเป็นศิลปะเเบบกอธิค ต่อมาในยุคที่มีการล่าอาณานิคม พระมหากษัตริย์ของเราก็ทรงพระปรีชา
สามารถเลือกหนทาง การประนีประนอม ไม่ให้เสียเอกราชไปโดยท่ีเราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
79
ความเป็นอยู่ของตัวเอง สถาปัตยกรรมไทยในสมัยน้ีจึงเป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก บ้านเรือน
เปล่ียนรูปแบบเป็นตึกก่ออิฐถือปูน มีการวางผังแบบสากลและตายตัวมีการก้ันห้องเพ่ือทากิจกรรม
ตา่ งๆ เชน่ รับแขก รบั ประทานอาหาร น่งั เลน่
ภาพท่ี 17 สถาปตั ยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์
ทีม่ า : รัชกรณ์ ชินทัตโสภณ, (2548).
อิทธิพลของสถาปัตยกรรมต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บอกให้เห็นถึงความสงบสุขของคนในชาติ มี
การเปิดใจยอมรบั ชาวต่างชาตจิ นสามารถเขา้ มามบี ทบาท ผสมผสานกับรสนิยมของคนไทยอยา่ งลงตัว
อิทธิพลดังกล่าวส่งถึงลักษณะการแต่งกายของคนไทยสมัยรัตนโกสินทร์ มีวิวัฒนาการมากมาย
สามารถสรุปเป็นยคุ สมัย คอื
8.1.1 สมัยรัชกาลท่ี 1-3 การแต่งกายของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 1-3
พวงผกา คุโรวาท, (2523 : 74). ให้รายละเอียดวา่
หญิง ผู้หญิงชาววัง นุ่งผ้าจีบห่มสไบเฉียง เหมือนอย่างอยุธยา ส่วนผู้หญิงชาวบ้าน นุ่งโจง
กระเบน ห่มสไบจบี ไว้ผมปกี ปลอ่ ยจอนท่ีขา้ งหูยาวลงมา
ชาย สวมเสื้อราชประแตน(Raja-Pattern)เป็นแบบเสื้อนอกกระดมุ 5 เม็ด นงุ่ ผ้าม่วงสตี า่ ง ๆ
ชาวบา้ นจะไมส่ วมเสือ้ ผมยังคงแบบเดยี วกับสมยั อยธุ ยา
80
ภาพท่ี 18 การแต่งกายหญงิ ชายสมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท1่ี -3)
ทมี่ า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
8.1.2 สมัยรชั กาลท่ี 4
สมัยราชกาลที่ 4 นี้ (ช่วงพ.ศ.2310-2394) เป็นชว่ งการฟ้ืนฟปู ระเพณีทีส่ าคัญ คือ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นประเพณีท่ีสาคัญคู่กับระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็น
ประมุข พิธีดังกล่าว การแต่งกายของกษัตริย์ ได้ทรงเครอื่ งตน้ ในพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก โปรดให้
ข้าราชการผู้ใหญ่ท่ีเคยรู้แบบแผนราชประเพณีแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาช่วยกันร่างระเบียบพระราชพิธี
ถวายแล้วจึงโปรดเกล้าฯ การแต่งกายนา่ สนใจคือ (พวงผกา คโุ รวาท, 2523 : 77-81).
หญิง ยึดตามแบบกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สตรีราชสานกั นิยมนุ่งผ้ายกห่มสไบด้วยผา้ แพร
หญิงชาวบ้านนุ่งผ้าถุงหรือโจงกระเบน สวมเส้ือรัดรูปแขนกระบอก ไว้ผมปีก ผมยาวเฉพาะบนกลาง
ศีรษะทานองเดียวกบั ผมทรงมหาดไทยของผู้ชาย และไว้ผมเปน็ พู่ท่รี ิมหูทั้ง 2 ข้าง สาหรับห้อยดอกไม้
เรียกว่า ผมทัด
ชาย นงุ่ ผ้าม่วงโจงกระเบน เส้ือคอปิดผ่าอกแขนยาว เด็กทั้งชายหญิงไว้ผมจกุ จนอายุ 11 ปี
หรือ 13 ปีจึงทาพิธีโกนจุก ผู้ชายไว้ผมทรงมหาดไทย ที่เรียกว่า ทรงหลักแจว คือโกนผมรอบศีรษะไว้
ผมเฉพาะกลางศีรษะยาวราว 4 เซนติเมตร ในสมัยโบราณคนไทยไม่นิยมสวมเส้ือแม้แต่เวลาเข้าเฝ้า
สมยั รชั กาลท4่ี นท้ี รงประกาศให้ข้าราชการสวมเสอ้ื เวลาเขา้ เฝ้าด้วย
81
ภาพที่ 19 ภาพการแตง่ กายหญิงชายสมัยรตั นโกสนิ ทร์ (รัชกาลท4่ี )
ทม่ี า : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
ภาพท่ี 20 ภาพการแต่งกายชายหญงิ ชาวบ้านสมัยรัตนโกสินทร์ (ปลายรชั กาลท่4ี )
ท่ีมา : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
82
ภาพท่ี 21 ภาพการเปล่ยี นแปลงการแตง่ กายเขา้ เฝ้าสมยั (รชั กาลท่ี 4)
ท่มี า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
8.1.3 สมัยรัชกาลท5ี่
สมัยราชกาลท่5ี ในช่วง พ.ศ.2411-2453) สมัยน้ีได้มีการปรับเปล่ียนการแต่งกาย
ตามท่พี วงผกา คโุ รวาท, (2523 : 83-89). สรุปไว้วา่
หญิง ปีพ.ศ.2414 เม่ือเสด็จกลับจากการประพาสสิงค์โปร์ ให้ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก ไว้ผมดัด
ยาวทรงดอกกระทุ่มพ.ศ.2440 หลังจากเสด็จกลับจากยุโรป หญิงไทยเร่ิมหันไปนิยมแบบเส้ือของ
อังกฤษ คือเสอ้ื คอต้ังแขนยาว ต้นแขนพองคลา้ ยขาหมูแฮม แต่ยังคงมีผ้าห่มเป็นแพรแบบสไบเฉยี ง นุ่ง
ผ้ายกห่มตาด ซ่ึงเป็นเครื่องแต่งกายตามเกียรติยศของฝ่ายในท่ีมีมาแต่โบราณ ตอนปลายรัชกาลที่ 5
หญิงไทยเลิกนุ่งจีบ เปลี่ยนมานุ่งโจงกระเบนหมด เจ้านายฝ่ายในทรงภูษาฉลองพระองค์แบบฝรั่ง คอ
ต้ังสูง แขนยาวมีลูกไม้ตกแต่งเป็นระบายหลายชั้น สวมถุงเท้ามีลวดลายปัก สวมรองเท้าส้นสูงสีของ
รองเท้ารับกับผ้าโจงกระเบน เคร่ืองประดบั เลียนแบบยโุ รป ก็นิยมใชส้ ร้อยไขม่ ุกซ้อนหลายสาย แต่ผม
ยงั คงเป็นทรงดอกกระทุ่ม
ชาย ปีพ.ศ.2414 เมื่อเสด็จกลบั จากการประพาสสิงคโปร์ ได้ทรงปรบั ปรุงการไว้ผมและการ
แต่งกายของคนไทยให้เป็นไปตามแบบสากลนิยม คือ โปรดฯให้ผู้ชายไทยในราชสานักเลิกไว้ผมทรง
มหาดไทย เปล่ียนเป็นไว้ผมตัดยาวทั้งศีรษะอย่างฝร่ัง ต่อมาเม่ือเสด็จประพาสอินเดีย ผู้ชายยังคงนุ่ง
ผา้ ม่วงโจงกระเบน สตี ่างๆ แต่สวมเส้ือคอปิด กระดุม 5 เม็ด ทรงโปรดฯให้ช่างออกแบบดัดแปลงจาก
เส้ือนอกของฝร่ังเรียก เสื้อราชปะแตนและสวมหมวกอย่างยุโรปหรือหมวกหางนกยูง ครั้นพ.ศ.2439
ได้มีพระบรมราชโองการให้ข้าราชการฝ่ายทหารทุกกรมกอง แต่งเคร่ืองแบบนุ่งกางเกงอย่างทหาร
83
ยุโรป แทนนุ่งโจงกระเบนแบบเก่า นับเป็นคร้ังแรกท่ีให้ผู้ชายนุ่งกางเกงเป็นเครื่องแบบของทหาร
ปลายสมยั รัชกาลท่5ี ชายนยิ มนุ่งกางเกงแบบตะวันตกมากข้ึน และสวมหมวกกะโล่ดว้ ย
ภาพท่ี 22 ภาพการแต่งกายหญงิ ชายสมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที5่ )
ทีม่ า : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
ภาพที่ 23 ภาพเคร่ืองแต่งกายหญงิ ชายในราชสานักสมยั รัตนโกสนิ ทร์ (รัชกาลท5่ี )
ทีม่ า : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
84
8.1.4 สมยั รชั กาลที่ 6
สมัยราชกาลท่ี 6 น้ี อยู่ในช่วง พ.ศ.2453-2468) ในยุคสมัยน้ี พวงผกา คุโรวาท,
(2523 : 91-92). ใหร้ ายละเอียดว่ารูปแบบการแต่งกายของคนแบ่งเป็น 2 สมัย คอื
สมยั แรก
หญิง ยังคงนุ่งผ้าโจงกระเบนอยู่ แต่นิยมใช้ผ้าม่วงเช่นเดียวกับชาย สวมเสื้อผ่าอก คอลึก
กว่าเดิม แขนยาวเสมอข้อศอก มีผ้าแพรบางๆ สะพายทับตัวเส้ืออีกทีหน่ึง นิยมไว้ผมยาวเสมอต้นคอ
แตด่ ดั เปน็ ลอนแบบชาวยโุ รป เริม่ ใชเ้ ครือ่ งสาอางเช่นเดยี วกับปลายสมัยรชั กาลท่ี 5
ชาย นงุ่ ผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตน แต่เพ่ิมเสื้อครุยแขนยาวจรดข้อมือ ตัวเสื้อ
ยาวคลมุ เขา่ สวมทบั อีก ตัดผมแบบชาวยุโรป
สมยั หลงั หรือระยะหลัง
หญิง เปลี่ยนมานุ่งซิ่นตามพระราชนิยม สวมเส้อื ตัวยาวหลวมๆ ทับซ่ินอีกทีหน่งึ ส่วนมากใช้
ผ้าลูกไม้ฝรั่ง ปักเป็นลวดลายด้วยลูกปัดและไข่มุก ไว้ผมยาวปล่อยสบายแล้วใช้ผ้าคาดศีรษะ บางทีก็
เกลา้ มวยแบบฝรั่ง มีการใช้เครื่องสาอางแบบตะวันตก และแตง่ หน้ามากกว่าเดมิ เฉพาะในงานพิธีหรือ
ในการแสดงละคร ส่วนเคร่ืองประดับ นิยมสร้อยไขม่ ุก ต่างหูห้อยระย้าเพื่อให้เขา้ ชุดกับเคร่อื งแต่งกาย
ท่ีปักด้วยลูกปัด และไขม่ ุก เพชร นิลจินดาก็นยิ มทล่ี วดลายงามและสายยาวๆ
ชาย เริ่มนุ่งกางเกงแบบฝรั่ง และมีการปรับปรุงการแต่งกายท้ังทหารและพลเรือนทั้งนี้
เพ่ือให้สอดคล้องกับสากลนิยม เน่ืองจากได้จดั ส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งท่ี1 ไวผ้ มยาว
กว่าเดมิ ตัดแบบยุโรป
ภาพท่ี 24 การแต่งกายหญิงชายสมยั รตั นโกสินทร์ (รชั กาลที6่ )
ทม่ี า : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
85
8.1.5 สมัยรัชกาลที่ 7-8
สมัยนี้หญิงไทยหันไปแต่งกายแบบตะวันตกมากข้ึน เลิกสะพายแพรปักนุ่งซิ่นแค่เข่า
สวมเสื้อทรงกระบอก ตัวยาวแขนสั้น ไว้ผมบ๊อบส่วนการแต่งกายของชายท่ีเป็นข้าราชการพลเรือน
นุ่งผ้าม่วงสีน้าเงิน สวมเส้ือราชประแตน สวมถุงน่องรองเท้า สวมหมวกสักหลาดมีปีกหรือหมวกกะโล่
เมื่อเดินทางไปต่างประเทศจึงจะใส่เส้ือคอแบะ ผูกเน็คไท นุ่งกางเกงแบบชาวตะวันตก การ
เปล่ียนแปลงการแต่งกายที่กล่าวเป็นเฉพะในราชสานักและในหมู่ข้าราชการชั้นสูงเท่าน้ัน แต่ราษฎร
ทว่ั ไปยังคงนิยมนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อธรรมดา และไม่นิยมสวมรองเท้า สรปุ ได้คือ หญิง เลิกใช้สไบ
แพรปัก นิยมนุ่งซ่ินแค่เข่าเสื้อทรงกระบวกตัวยาว ตัดแบบตะวันตก และซิงเกิ้ลผูกโบว์ใหญ่ ใส่ต่างหู
และกาไล สวมสร้อยคอ ชาย สวมเสื้อราชประแตน กระดุม 5 เม็ด นงุ่ โจงกระเบน หรือกางเกงแพรจีน
สวมหมวกกะโลห่ รอื หมวกแบบฝรงั่
ภาพท่ี 25 การแต่งกายหญงิ ชายสมัยรตั นโกสนิ ทร์ (รชั กาลที่ 7-8)
ท่มี า : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
8.1.6 สมยั รัชกาลท่ี 7-9
สมัยน้ีสมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลท่ี9 ทรงรับส่ังให้หาเคร่ืองแบบที่เป็น
เอกลักษณ์ของไทยขึน้ ตามประวัติศาสตร์ จงึ ได้มกี ารพฒั นาเครื่องแตง่ กายชุดพระราชนยิ มของไทย มา
8 แบบ คือ
86
1) ไทยเรือนต้น เป็นเสื้อคอกลม แขนยาว 3 ส่วน ผ่าอกกระดุม 5 เม็ด เสื้อผ้าสีตาม
ซิน่ หรอื ตดั กนั น่งุ ซ่ินฝา้ ยไหมมีรวิ้ มเี ชงิ ยาวจดข้อเท้าการแตง่ กายแบบไทยเรือนต้นจะใชใ้ นโอกาสปกติ
2) ไทยจิตรลดา เป็นเสื้อคอกลามมีปกต้ัง ผ่าอก แขนยาว ผ้าไหวเกลี้ยนงมีเชิง หรือ
ทอยกดอกทงั้ ตัว คนละท่อนยาวจรดข้อเทา้ ใช้ในโอกาสพเิ ศษ เช่น ราชพิธีต่าง ๆ
3) ไทยอมรินทร์ กับไทยจิตรลดามีแบบท่ีเหมือนกันต่างกันที่ใช้เป็นชุดพิธีตอนค่ามี
เคร่ืองประดับหรูหรากว่าไทยจิตรลดา ใช้ในโอกาสพิเศษ ท่ีกาหนดให้แต่งกายเต็มยศหรือคร่ึงยศ เช่น
ในงานพระราชพิธี รฐั พธิ ี หรืองานสโมสรสนั นบิ าต
4) ไทยบรมพิมาน ใช้ผา้ ยกไหม หรอื ยกทองเชิง หรอื ยกทัง้ ตวั ตดั ตอ่ กัน ซิ่นจีบหนา้ มี
ชายพก ยาวจดข้อเท้า คาดเข็มขัดไทย เส้ือแขนยาวคอกลมมีปกตั้ง ผ่าหน้าหรือหลัง ใช้เครื่องประดับ
พิเศษเหมาะสาหรับงานพิธี เต็มยศ ชุดเจ้าสาวหรืองานอุทยานสโมสรเล้ียงพระราชทาน ใช้ในโอกาส
เดียวกบั ชดุ ไทยอัมรนิ ทร์เต็มยศชุดเจา้ สาวหรอื อทุ ยานสโมสรเล้ยี งประราชทาน
5) ไทยจักรี นุ่งผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัวมีจับยกข้างหน้า มีชายพก ใช้เข็มขัดไทย คาด
ท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซ่ินเป็นท่อนเดียวกันหรือจะมีสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่ง
ชายสไบคลุมไหล่ท้ังชายด้านหลังยาวพอสมควร ใช้ในโอกาสพิเศษท่ีกาหนดให้แต่งกายเต็มยศในกรณี
ที่อากาศไม่เยน็
6) ไทยจกั รพรรดิ ใชซ้ ่ินไหมหรือยกทองข้างหน้ามีชายพก เอวจีบห่มแพรจีนแบบไทย
สีตัดกับผ้านุ่งเป็นชั้นที่หนึ่ง ก่อนแล้วจึงใช้ผ้าห่มปักอย่างสตรีบรรดาศักด์ิ สมัยโบราณ ห่มทับแพรจับ
อกี ช้นั หน่งึ ใชใ้ นโอกาสพเิ ศษ ทีก่ าหนดใหแ้ ต่งกายแบบเต็มยศแบบไทยจักรี
7) ไทยดุสติ ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทอง ตัวซน่ิ ยาวมจี บี อย่างแบบไทยอัมรนิ ทร์ ไทยบรม
พิมานและไทยจักรี ยกข้างหน้าและชายพกใช้เข็มขัดผิดกันตรงตัวเส้ือ คือเป็นเส้ือไม่มีแขน คอ
ด้านหน้าและหลังคว้านต่าเล็กน้อย ผ่าด้านหลังตัวเสื้อปักเป็นลวดลายด้วยไขมุก ลูกปัดหรือเล่ือม ใช้
ในงานพระราชพธิ ีทกี่ าหนดให้แต่งกายเตม็ ยศ
8) ไทยศิวาลัย ใช้ซิ่นไหมหรือยกทอง มีชายพก ตัวเส้ือใช้ผ้าสีทองเหมือนสีเนื้อแขน
ยาว คอกลมผ่าหลงั ปกต้ังเล็กน้อย เย็บติดกับผา้ ซิน่ คลา้ ยแบบไทยบรมพิมาน ห่มผา้ ปกั ลายไทยอย่าง
แบบไทยจักรพรรดิโดยไม่ต้องมีแพรจีบรองพน้ื กอ่ น ใชใ้ นโอกาสพเิ ศษ ท่กี าหนดให้แต่งกายเต็มยศ
87
ภาพท่ี 26 ภาพการแตง่ กายชดุ ไทยพระราชนิยม ชดุ ไทยเรือนต้นและชุดไทยจติ รลดา (รัชกาลที9่ )
ทม่ี า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
ภาพท่ี 27 ภาพการแต่งกายชดุ ไทยพระราชนิยม ชดุ ไทยอมรนิ ทรแ์ ละชดุ ไทยบรมพมิ าน (รัชกาลท่9ี )
ทีม่ า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
88
ภาพท่ี 28 ภาพการแตง่ กายชุดไทยพระราชนิยม ชดุ ไทยจักรีและชุดไทยจกั รพรรดิ (รัชกาลท่9ี )
ท่ีมา : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
ภาพที่ 29 ภาพการแตง่ กายชดุ ไทยพระราชนิยม ไทยดสุ ติ และชดุ ไทยศิวาลยั (รชั กาลท่ี9)
ที่มา : พวงผกา คุโรวาท, (2523).
89
ชาย สวมเสอ้ื ไหมหรอื ฝา้ ยตาทางดอก คอตั้ง ตกแต่งสาบและปกตามริ้วและสขี องผา้ คาด
เอวดว้ ยผ้าขาวมา้
ภาพท่ี 30 การแต่งกายชาย (รชั กาลท9่ี )
ทม่ี า : พวงผกา คโุ รวาท, (2523).
การแตง่ กายและการนาไปใช้
เคร่ืองแตง่ กายของคนไทยและการนาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ลักษณะ คอื
เครื่องแตง่ กายปกติ และเครื่องแต่งกายเพ่ือการแสดง ดังนี้
1. เครือ่ งแต่งกายปกติ
เครื่องแต่งกายปกตินั้นเพราะลักษณะทางภูมิประเทศ และดินฟ้าอากาศ ที่ไม่เหมือนกัน
ของประเทศไทย ทาให้การใช้เสื้อผ้าต่างกัน คนอาศัยในพื้นที่อากาศหนาว จาเป็นต้องใช้ผ้าหนา และ
เส้ือผ้าหลายชน้ิ คนที่อยู่ในพ้นื ท่ีมีอากาศร้อน กใ็ ชเ้ สอ้ื ผ้าบาง และน้อยชิน้ คนต่างเผา่ พันธุ์มีความนยิ ม
แตกต่างกันในด้านการแต่งกายเพราะความนิยมในแต่ละถิ่นไม่เหมือนกัน ลักษณะของเครื่องแต่งกาย
ของแต่ละถิ่นจึงมีแบบที่ต่างกันทง้ั รปู แบบและสีสนั ตลอดจนลักษณะของผา้ ซ่ึงเป็นของท่ีทาขึน้ ใช้เอง
บา้ ง มีมาขายจากตา่ งบ้านตา่ งเมืองบ้าง รูปแบบของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายของคนไทยท่วั ๆ ไป คงเป็น
แบบง่ายๆ เจ้านาย หรือขุนนาง และผู้มีฐานะดี ใช้ผ้าดี มีราคา ผ้าบางชนิดก็ใช้ได้เฉพาะพวกขุนนาง
เทา่ นั้น
90
ยุคสมัยที่เปล่ียนไปทาให้การแต่งกายได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย กล่าวคือ ในสมัยสุโขทัย
ผู้ชายนุ่งกางเกง และสวมเส้ือผ่าอกแขนสั้น ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงและผ้าซ่ิน ต่อมาในสมัยอยุธยา ผู้ชายก็
ยังคงนุ่งกางเกง และบางคร้ังก็นุ่งผ้าพ้ืนอย่างที่เรียกกันว่า นุ่งโจงกระเบน คือ ม้วนชายผ้านุ่งทั้งสอง
ชายเขา้ ดว้ ยกันให้เรยี ว คล้ายหางปลากระเบน แลว้ เหน็บปลายผา้ ทีม่ ว้ นนไี้ วท้ ีเ่ อวดา้ นหลัง (ซง่ึ ยงั เรียก
อวัยวะส่วนน้ันของร่างกายว่า กระเบนเหน็บมาจนทุกวันนี้) จึงได้เรียกการนุ่งผ้าแบบน้ีว่า นุ่งโจง
กระเบน ส่วนเส้ืออาจมีรูปแบบมากขึ้น เช่น แขนเส้ือยาว และเป็นรูปทรงกระบอก คร้ันถึงสมัย
กรุงรัตนโกสินทร์ ความนิยมในการแต่งกายก็เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม ในสมัยน้ีมีการติดต่อกับ
ชาวต่างประเทศมากขน้ึ
ภาพที่ 31 ลกั ษณะวยั รุน่ ไทยต้นกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ท่มี า : Amarin TV, (2561).
การแต่งกายของคนไทยปกติเม่ืออยู่บ้านจะแต่งกายเรียบง่าย เมื่อไปงานพิธีหรือไปปฏิบัติ
ราชการก็แต่งกายอีกแบบหน่ึง เสื้อผ้าที่สวมอยู่กับบ้านเป็นผ้าฝ้ายธรรมดา ในสมัยโบราณผู้ชาย
นุ่งกางเกงมีผ้าคาดเอวหรือผ้าพาดไหล่ ไม่นิยมสวมเสื้อ เพราะอากาศร้อน ถ้าอากาศหนาวก็สวมเสื้อ
หรือห่มผ้า เมื่อออกไปทาไร่ไถนา ก็สวมเส้ือผ้าสีดา หรือสีน้าเงิน นุ่งกางเกง สวมเสื้อแขนสั้น ผู้หญิง
เมอื่ อย่บู ้านอาจใช้เสอ้ื ผา้ ที่มสี ีสัน และสวมใส่สบายงา่ ยๆ แต่ถ้าออกไปทางานนอกบ้าน ก็ใชเ้ สื้อผา้ สีดา
หรือนา้ เงิน
ยุครัตนโกสินทร์ซึ่งมีอายุยาวนานมากกว่า 200 ปีน้ัน ได้มีวิวัฒนาการมาเป็นลาดับนับตั้งแต่
ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง ยุคเริ่มการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ ยุค
91
เปล่ียนแปลงการปกครอง หรือยุคมาลานาไทย และปัจจุบันยุคแห่งเทคโนโลยีข่าวสาร แต่ละยุคสมัย
ล้วนมีรูปแบบการแต่งกายท่เี ป็นของตนเองซึ่งไม่อาจสรุปได้ว่า แบบใดยคุ ใดจะดีกวา่ หรือดที ่ีสุด เพราะ
วถิ ีชีวิตหรือวฒั นธรรม ล้วนตอ้ งมกี ารปรบั เปลี่ยนบูรณาการไปตามสงิ่ แวดล้อมของสังคมตามแต่โอกาส
สถานท่ีและกาลเทศะ
ปัจจุบันนี้แนวการแต่งตัวของเด็กไทยได้เปล่ียนแปลงไป หากย้อนอดีตไปการแต่งตัวของ
เด็กไทยจะอิงตามแฟชั่นกระแสหลักหรือตามนักร้อง นักแสดงที่โด่งดัง การแต่งตัวของเยาวชนไทยมี
อยู่มากมายด้วยการรับอิทธิพลการแต่งตัวมาจากฝั่งตะวันตก และฝ่ังตะวันออก ทาให้เด็กไทยมี
ทางเลือกในการแต่งตัวท่ีมากขึ้น บางคนชอบแนวทางแต่งตัวจากตะวันตกก็จะแต่งตัวตามแบบ
ตะวันตก บางคนชอบแนวทางแต่งตัวจากตะวนั ออก กจ็ ะแต่งตวั ตามแบบตะวันออก ทั้งประเทศญี่ปุ่น
และประเทศเกาหลี ตามกระแสความนยิ ม
การท่ีเด็กไทยรับอิทธิพลการแต่งตัวแบบเด็กญี่ปุ่นและเกาหลีน้ัน ทาให้น้ันเกิดการเลียนแบบ
และพยายามทาตัวให้เหมือนเด็กญ่ีปุ่นและเกาหลี เน่ืองจากเกิดจากการเปรียบเทียบทางวัฒนธรรม
และต้องการเปน็ ในแบบที่เช่ือว่าอยใู่ นวฒั นธรรมทมี่ ีชนชั้นท่ีสูงกว่า แต่ในความเปน็ จรงิ แล้วการแตง่ ตัว
ของเด็กญี่ปุ่นและเกาหลีท่ีอยู่ในประเทศของต้นแบบน้ันจริงๆ น้ันมีการแต่งตัวท่ีมีสไตล์การแต่งตัวที่
หลากหลายมากกว่าที่เด็กไทยประเทศไทยบริโภคอยู่มาก คงเป็นแค่เพียงการเลียนแบบเฉพาะ
บางส่วน แต่ไม่ได้ศึกษาถึงกระบวนการสร้างความเป็นญ่ีปุ่นและเกาหลี อย่างไรก็ตามเด็กไทยก็มี
แนวโนม้ วา่ จะรับเอารูปแบบการแตง่ ตวั ของเด็กญป่ี นุ่ และเกาหลีเข้ามาเพ่ิมขน้ึ เร่ือยๆ ในอนาคต
ภาพท่ี 32 ลักษณะวยั รุ่นไทยแตง่ กายแบบญีป่ ุ่น เกาหลี
ท่มี า : ชาลิสา สองหลง จริ าพชั ร กาญจนพรหม, (2560).
92
2. เคร่อื งแต่งกายเพอ่ื การแสดง
เครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงเป็นพัฒนาการอีกช้ันหน่ึงของการแต่งกายในชีวิตประจาวัน
นามาพัฒนารูปแบบให้เด่นเหมาะสมกับบทบาทของการแสดงอย่างน่าติดตามชมด้วยความเข้าใจ
ปัจจัยที่มีบทบาทสาคัญในการกาหนดทิศทางของแนวคิดสร้างสรรค์ คือ ขนบธรรมเนียมประเพณี
และค่านิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ในแต่ละท้องถ่ิน หรืออาจเป็นการออกแบบท่ีดัดแปลงมาจาก
เครื่องแต่งกายซ่ึงกาลังได้รับความนิยมอยู่ในสมัยน้ันๆ หรือเคยได้รับความนิยมมาก่อนแล้วในอดีต
โดยการวิเคราะห์ตีความ บทละคร ตัวละคร รวมทั้งยังต้องคานึงถึงรูปแบบการแสดง รูปร่างของ
นกั แสดง สถานท่ที ี่จะใชแ้ สดงและวัตถปุ ระสงคใ์ นการนาเสนอการแสดงเปน็ หลัก
บทบาทหน้าที่ของเครื่องแต่งกายสาหรับการแสดงมีนัยน่าสนใจ คือเพื่อต้องการนาเสนอยุค
สมัยของละครหรือเร่ืองราวท่ีเกิดข้ึนในการแสดง เครื่องแต่งกายนาเสนอภาพรวมของความนิยมของ
ผู้คนในแต่ละสมัย เคร่ืองแต่งกายในแต่ละยุคก็ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนสามารถบ่งบอกวิถีชีวิต
และค่านิยมของผู้คนในสมัยน้ันๆ เคร่ืองแต่งกายที่ตัวละครสวมใส่จึงสามารถแสดงเวลาพร้อมบอก
สถานการณใ์ นละครนนั้ เกิดข้ึนวา่ เปน็ ยุคสมัยใด
อาจเพ่ือนาเสนอสถานท่ีของละคร เคร่อื งแตง่ กายแต่ละประเภทมีหน้าที่ต่างกัน เชน่ เสอ้ื โค้ท
เป็นเส้ือที่ใช้สวมใส่เม่ือต้องการออกนอกบ้านในฤดูหนาว หรือวันที่มีอากาศหนาว โดยเป็นเคร่ือง
แต่งกายที่จาเป็นในประเทศที่มีอากาศหนาวอย่างทวีปยุโรป ดังน้ันเมื่อตัวละครสวมใส่เคร่ืองแต่งกาย
ประเภทใด คนดูก็จะสามารถเข้าใจได้ว่ามีลักษณะอากาศเป็นอย่างไร และน่าจะต้ังอยู่ในภูมิภาคใด
เครอื่ งแตง่ กายเพอ่ื การแสดงนนั้ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ตามความนยิ มดว้ ย เช่น
1. ยุคทค่ี นไทยนิยมชมชอบศิลปะการแสดงประเภทละครรา ท่ีมีการดาเนินเรื่องโดยใช้ศิลปะ
การร่ายราประกอบบทร้องและทานองเพลงเป็นตัวดาเนินเรื่อง มีต้นเค้าการเกิดตั้งแต่สมัยกรุง
ศรีอยุธยา ในคร้ังน้ันเกิดเป็นรูปแบบของศิลปะละครราแบบด้ังเดิม 3 ลักษณะ คือ ละครชาตรี ละคร
นอก และละครใน ศิลปะละครราแบบดั้งเดิม เป็นมหรสพคู่คนไทยมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และ
ไดม้ ีการปรบั เปล่ยี นเปน็ ศิลปะละครราแบบปรับปรงุ ท้ังละครดึกดาบรรพ์ ละครพนั ทางและละครเสภา
93
ภาพท่ี 33 การนาชดุ แต่งกายแบบชาวบา้ นใชป้ ระกอบการแสดงละครร้องสาวเครอื ฟา้
ทม่ี า : สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนฯ, (2554).
ภาพท่ี 34 การแตง่ กายแบบอิทธิพลตะวันตกในละครสงั คีต
ทม่ี า : สารานกุ รมไทยสาหรับเยาวชนฯ, (2554).
2. ยุคของคนไทยนิยมชมชอบศิลปะการแสดงประเภทละครร้อง เป็นยุคสมัยท่ีมีความ
เปล่ียนแปลงทางรสนิยมของคนไทยเหลายเรอ่ื งเพราะได้รบั อทิ ธิพลตา่ งชาติเข้ามาในประเทศ รูปแบบ
การแสดงของไทยก็ปรับเปล่ียนตามยุคตามสมัย เริ่มมีรูปแบบการแสดงท่ีตัวละครต้องร้องเพลงเอง
เพื่อบรรยายความรู้สึกตา่ ง ๆ จากท่ีตวั แสดงมีคนร้องเพลงให้ใช้การรา่ ยรา การเคล่อื นไหวรา่ งกายตาม
94
อารมณ์เพลงท่ีร้อง เริ่มพัฒนาการรอ้ งเองตามอารมณ์ความรสู้ ึก จึงเกิดเป็นศิลปะละครร้องแบบละคร
ปรีดาลยั ละครร้องลว้ น ๆ ซ่ึงเป็นสิ่งทันสมัยในยคุ นน้ั ข้ึน
3. ยุคของคนไทยนิยมศิลปะการแสดงสมัยใหม่ ท่ีคนไทยเปล่ียนรสนิยมเป็นเสพของต่างชาติ
อย่างเต็มตัว จึงพบว่าในปัจจุบันน้ีรูปแบบการแสดงสมัยใหม่ทั้งท่ีเป็นละครพูด ที่เรียกว่าละครเวที
หรือละครร้องแบบฝร่ัง หรือรูปแบบการแสดงอ่ืน ๆ ทั้งบัลเล่ต์ คอนเทมโพลาลี่ โมเดิร์นด๊านซ์ มี
เกลื่อนเมือง จนเป็นวัฒนธรรมส่วนหน่งึ ของการแสดงของไทยในปัจจุบันน้ี
ภาพที่ 35 การแสดงละครเวทีลมหายใจเดอะมวิ สิคลั ที่ใช้ชุดเครื่องแตง่ กายสมยั นิยมในปัจจบุ นั
ท่มี า : พนั ทพิ ย,์ (2016).
ขอบเขตและหน้าที่ของเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงน้ัน สุรพล วิรุฬห์รักษ์, (2547 :
210-212). อธบิ ายว่าเครื่องแต่งกายประกอบการแสดงมหี นา้ ท่ี คอื
1. แสดงบุคลิกภาพของตัวละคร หมายถึง การท่ีเคร่ืองแต่งกายบ่งบอกนิสัยใจคอของตัว
ละคร ว่าเป็นคนสุขุมเยือกเย็น หรือเร่าร้อนรุนแรง เป็นคนสมถะ หรือฟุ้งเฟ้อ เป็นคนร่าเริงหรือเคร่ง
ขรึม เป็นคนละเอียดอ่อนหรือหยาบกระด้าง เป็นต้น โดยอาศัยรูปแบบและสีสัน ตลอดจนวิธีนุ่งห่ม
ของตัวละคร
2. แสดงสถานภาพของตัวละคร หมายถงึ การที่เคร่ืองแต่งกายบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมและ
เศรษฐกิจของตัวละครว่าเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง เป็นคนรวยหรือคนจน เป็นคนมีการศึกษาหรือด้อย
การศกึ ษา โดยอาศัยรปู แบบ คุณภาพของวสั ดุ เครอ่ื งประดบั ของตวั ละคร
95
3. แสดงอาชีพของตัวละคร หมายถึง การที่เคร่ืองแต่งกายบ่งบอกว่าตัวละครมีอาชีพอะไร
เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ทหาร ตารวจ ช่าง ชาวนา ครู จิตรกร โดยอาศัยเคร่ืองแบบ
เครือ่ งมือประจากายและสไตลใ์ นการแตง่ กายของกล่มุ อาชีพน้นั
4. แสดงวัฒนธรรมของตวั ละคร หมายถึง การทีเ่ ครอื่ งแต่งกายบง่ บอกวา่ ตวั ละครเป็นชนชาติ
ใด เผ่าพันธุ์ใด มีความเชื่อและศรัทธาอะไร โดยอาศัยเคร่ืองแต่งกายตามจารีตนิยม ตลอดจน
สญั ลกั ษณแ์ ทนสงิ่ ท่ตี ัวละครนับถือ เชน่ เครือ่ งรางหรือรอยสัก ลายผา้ และน่งุ ห่ม เปน็ ตน้
5. แสดงยุคสมัยในท้องเรื่อง หมายถึง การที่เครื่องแต่งกายบ่งบอกถึงยุคท่ีตัวละครดารงชีวิต
อยู่ เช่น ยุคกรีกโบราณ ยุคจีนสมัยราชวงศ์ถังหรือยุคอยุธยาตอนปลาย เป็นต้น โดยอาศัยแบบ
แผนการแต่งกายที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสมยั นนั้ เป็นเครื่องตดั สนิ
6. แสดงเหตุการณ์ในท้องเร่ือง หมายถึง การที่เครื่องแต่งกายบ่งบอกถึงเหตุการณ์ใน
ท้องเรื่องท่ีตัวละครมีบทบาทอยู่ขณะน้ัน เช่น การรบ การกีฬา การบันเทิง การประชุม การรับ
ปริญญาบัตร การประกวดความงาม เป็นต้น โดยอาศัยรูปแบบที่เป็นมาตรฐานและความนิยมสาหรับ
กิจกรรมในเหตุการณ์นนั้ ๆ
7. เป็นส่วนเสริมในการเคลื่อนไหวในทางนาฏศลิ ป์สมบูรณ์ข้นึ หมายถึง การท่ีเครื่องแต่งกาย
ช่วยให้ผู้แสดงออกท่าทางให้สื่อความหมายของตัวละครหรือตัวระบาได้ชัดเจนขึ้น เช่น การใช้เสื้อผ้า
รัดรูป เพื่อช่วยความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว การใช้เนื้อผ้าที่มีปีกและหางเพ่ือช่วยความกรีด
กราย การใช้เสื้อผ้าท่ีทาด้วยผ้าเบาพลิ้วงามช่วยทาให้การเคล่ือนไหวอ่อนโยน การใช้เสื้อผ้าทาด้วย
วัสดแุ ข็งชว่ ยทาให้การเคลอ่ื นไหวดูแขง็ แรงและหนกั แนน่
8. เป็นส่วนสาคัญที่ขาดเสียมิได้ หมายถึง การท่ีผู้แสดงจาเป็นต้องใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของ
เครื่องแตง่ กายในการร่ายรา หากขาดส่วนน้ันไปการฟ้อนราน้นั ๆ ก็จะขาดอรรถรสไป เช่น แขนเส้ือที่
ยาวเลยปลายแขนของผู้แสดงออกมากว่า 2 เมตร สาหรับระบาแขนเสื้อจีน กาไลเท้าทาด้วยลูก
กระพรวนเพื่อให้ผู้แสดงย่าเท้าให้เกิดเสียงในการเต้นกาถักของอินเดีย หมวกท่ีมียอดเป็นตุ้มเล็ก ๆ
ต่อด้วยริบบิ้นยาวมาก ซ่ึงผู้แสดงเกาหลีใช้สวมและเหวี่ยงศีรษะให้ลูกตุ้มเหว่ียงริบบิ้นเป็นวงเหนือ
ศีรษะ
สรุป
การแต่งกายเพ่ือการแสดงเป็นรายวิชาหน่ึงในหลักสูตรศิลปศาสตร์ที่นักศึกษาสาขาวิชา
นาฏศิลป์และการแสดงจะต้องศกึ ษาเพ่ือใชเ้ ปน็ ความรู้ความเข้าใจสาหรบั นาไปบูรณาการกับการเรียน
การสอนในรายวิชาเอกที่เป็นส่ิงหรือเรื่องที่จัดทาให้งามท่ีเกี่ยวกับตัวหรือร่างกายของนักแสดงท้ัง
อาภรณค์ ือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ถนมิ พิมพาภรณ์ เครื่องประดบั และศริ าภรณ์ เครือ่ งประดบั ศีรษะ ท่ี
มีปรากฏในชุดการแสดงของไทยท้ังโขน ละคร และระบา รา ฟ้อน การแต่งกายมีความสาคัญหลาย
96
ประการ ท้ังเพ่ือป้องกันตัวเองจากภัยธรรมชาติ เพ่ือป้องกันตัวเองจากอันตรายในโอกาสต่าง ๆ เพ่ือ
ป้องกันตัวเองจากภัยรอบตัว การต้องการความสุภาพ เครือ่ งแต่งกายมีอิทธิพลกับสภาพความเป็นอยู่
ของมนุษย์มาต้ังแต่อดีตจนปัจจุบัน ซ่ึงจะส่งผลต่อรูปแบบของการแต่งกายเพื่อการแสดงด้วย นั่นคือ
พฤติกรรมทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมทางสังคม รูปแบบการแต่งกายของคนไทยที่อ้างอิงได้อย่าง
เป็นปัจจุบันเริ่มต้ังแต่ การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีในปีพ.ศ. 2325 โดยแบ่งยุคคือการ
แตง่ กายสมัยรัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น ยุครัชกาลท่ี1–รัชกาลที่3 การแตง่ กายสมัยรัตนโกสินทร์ ยุครชั กาล
ท่ี 4–รัชกาลท่ี5 การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์ ยุครัชกาลท่ี 6–พ.ศ.2480 การแต่งกายสมัย
รตั นโกสินทร์ยคุ พ.ศ. 2480–ปัจจบุ ัน เครือ่ งแตง่ กายของคนไทยและการนาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ เคร่ืองแต่งกายปกติ และเคร่ืองแต่งกายเพื่อการแสดงท่ีคนออกแบบหรือ
ศิลปินก็ไปเอารูปแบบมาจากวิถีชีวิต แต่มาดัดแปลงให้เข้ากับบุคลิกนิสัยของตัวละคร ไม่ขัดขวางต่อ
รูปแบบของการแสดง การเคลื่อนไหว สีสัน บ่งบอกให้จาได้ หมายรู้เป็นสัญลักษณ์ ว่าเป็นนักแสดง
ประเภทไหน พระเอก นางเอก คนรับใช้ หรือตัวประกอบอื่น ๆ เคร่ืองแต่งกายเพ่ือการแสดง จะทา
ให้เปน็ การดูละครหรือการแสดงและสอ่ื ความหมายไดช้ ัด ท้ังบุคลิกภาพ บทบาท รสนิยมของตัวแสดง
ซง่ึ การแตง่ กายอย่างน้ี จะตอ้ งกระชบั เป็นเทคนิคท่จี ะไดก้ ลา่ วต่อไปในเรื่องการแต่งกายในบทต่อไป
97
คาถามทบทวน
คาชีแ้ จง จงตอบคาถามต่อไปนม้ี าใหถ้ ูกตอ้ ง
*******************************************************************************************
1. การแตง่ กายเพื่อการแสดง มคี วามหมายโดยนยั ว่าอยา่ งไร
2. หน้าที่ของเครื่องแต่งกายเพ่ือการแสดง มีอะไรบ้าง อธิบายอย่างละเอียดพร้อมยกตัวอย่าง
ประกอบ
3. โปรดวิเคราะห์อิทธิพลของการแต่งกายของคนไทยกับการนาไปใช้ประกอบการแสดง ตั้งแต่อดีต
จนปจั จุบนั ว่ามสี าเหตมุ าจากอะไร เพราะเหตใุ ด
4. สรุปประเด็นการแต่งกายของคนไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง ยุค
เริ่มการตดิ ตอ่ สัมพนั ธ์กับต่างประเทศ ยุคเปล่ยี นแปลงการปกครองหรอื ยุคมาลานาไทย มาให้เข้าใจ
5. จากประสบการณ์ของเนือ้ หาที่นาเสนอพบวา่ ชดุ การแสดงตา่ ง ๆ นั้นสว่ นใหญน่ ิยมสร้างให้เปน็ ชดุ
การแสดงของผ้หู ญิงมากกวา่ ผูช้ าย เพราะสาเหตใุ ด โปรดอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
98
บทที่ 2
การสร้างสรรคเ์ คร่ืองแตง่ กายประกอบการแสดงกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
การสร้างสรรค์เคร่ืองแต่งกายประกอบการแสดงกรุงรัตนโกสินทร์ ที่กล่าวในบทนี้ มุ่ง
ตรวจสอบแนวทางท่ีปราชญ์หรือผู้เช่ียวชาญใช้พัฒนาชุดเคร่ืองแต่งกายสาหรับการแสดงในรูปแบบ
ต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม มีหลักคิด ทฤษฎีอย่างไร จนพัฒนาสร้างสรรค์และได้ถูกบัญญัตเิ ป็นนาฏศิลป์
อนุรักษ์ท่ีสวยงาม เช่น ระบาทวาราวดี ระบาศรีวิชัย ระบาลพบุรี ระบาสุโขทัย ระบาอยุธยา ราวง
มาตรฐาน และระบาชุดไทยพระราชนิยม ที่มีปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ บทน้ี จะนาเสนอ รูปแบบ
การแต่งกายเชิงอนุรักษ์ของกรมศิลปากร และรูปแบบการแต่งกายนอกแบบแผนกรมศิลปากรที่ใช้ใน
ยุคปัจจุบัน ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้
รปู แบบการแต่งกายเชงิ อนุรักษ์ของกรมศิลปากร
รูปแบบการแต่งกายเชิงอนุรักษ์ของกรมศิลปากร ตามที่กล่าวเกริ่นแล้วว่ากรมศิลปากรเป็น
แหล่งรวมศาสตร์ทางการแสดงนาฏศิลป์ไทยเชิงอนุรกั ษ์ท่ีตอ้ งเก็บรักษาไว้เป็นแบบแผนของการศึกษา
โบราณจารย์ผู้เชี่ยวชาญท่ีมากความรู้ความสามารถทางการแสดงได้คิดประดิษฐ์รูปแบบการแต่งกาย
ของคนไทยตามสมยั ต่าง ๆ สร้างสรรค์เปน็ ชดุ การแสดงหลายชดุ ทก่ี ลุ่มนาฏศลิ ป์ยคุ หลัง ๆ ใชเ้ ป็นแบบ
สาหรับการศึกษาสืบทอด เป็นต้นแบบท่ีดี เพ่ือให้เห็นแนวทางการพัฒนารูปแบบเคร่ืองแต่งกายชุด
การแสดงของนาฏศิลป์ไทย จะนาเสนอ ดังน้ี
1. การแต่งกายระบาทวาราวดี
นายธนิต อยู่โพธ์ิ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร)ต้องการศึกษา และเรียนรู้เร่ืองเครื่องแต่งกาย
ของมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่วิชาประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ได้จัดแสดงระบาโบราณคดีชุดต่างๆ
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
ทอดพระเนตรแทนการจัดแสดงเคร่ืองแต่งกายที่ได้พัฒนา โดยแยกตามลักษณะของเครื่องแต่งกาย
ดังนี้
1.1 อาภรณ์ หมายถึง เสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย นักแสดงจะสวมเสื้อรัดอกสีเนื้อ(แทนการ
เปลือยอกตามภาพป้ัน) นุ่งผา้ ลกั ษณะคลา้ ยจีบหน้านางสีน้าตาลแถวหน่ึงและสีเหลืองออ่ นแถวหนึ่ง มี
ตาดสีทองตกแตง่ เปน็ ลายพาดขวางลาตวั หม่ สไบเฉียง ปลอ่ ยชายไวด้ ้านหนา้ และด้านหลัง
99
1.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับ สวมกาไลข้อมอื ตน้ แขนโลหะ และแผงข้อ
เทา้ ผ้าติดลูกกระพรวน สวมจ้ีนาง และคาดเขม็ ขดั ผา้ ตาดเงิน หรือเขม็ ขดั โลหะ สวมตา่ งหูเป็นหว่ งกลม
ใหญ่
1.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับศีรษะ นักแสดงผมเกล้าสูงกลางศีรษะในลักษณะ
คล้ายลูกจันแบน สวมเก้ียวรัดผม สวมกระบังหนา้
ภาพที่ 36 ภาพการแตง่ กายการแสดงระบาทวาราวดี
ท่ีมา : สถาบนั นาฏดรุ ยิ างคศิลป์, (2542 : 194).
มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาทวาราวดีโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายพบว่า นาฏศิลปินได้ใช้แนวทางการพัฒนาเครือ่ งแต่ง
กายชุดระบา ดงั นี้
1. พัฒนาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ตรวจค้นได้จากนัก
ประวัติศาสตร์ เช่น มีการตรวจสอบมาจากวิถีชีวิตความเป็นอย่จู ริง ๆ เชน่ ในสมัยทวาราวดผี ู้หญิงจะ
นิยมเกล้าผมมวยเป็นพุม่ จอมสูงรัดด้วยเครอ่ื งประดับ ตา่ งหูทาเป็นแผ่นกลมหรือหว่ งกลม ตกแตง่ สว่ น
คอด้วยสายสร้อยทาเป็นแผน่ ทับทรวงรูปส่ีเหล่ียมขนมเปียกปนู จาหลกั เปน็ ลวดลายกนก ไม่นิยมสวม
เสื้อใช้ผ้าสะพายเฉียงบางๆ เฉวียงบ่าซ้ายไพล่มาข้างขวา ประดับต้นแขนด้วยกาไลเล็ก ๆ ทาด้วย
ทองคา สาริด และลูกปัดมีค่าสีต่าง ๆ ซึ่งเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายของนักแสดงในระบาทวาราวดีก็
สรา้ งสรรค์ตามแบบที่กล่าวน้ี
2. พฒั นาเสอ้ื ผา้ เครอ่ื งแต่งกายจากการตรวจสอบภาพจาหลัก ภาพปนู ปน้ั สถาปัตยกรรมที่
มีอายุอยู่ในช่วงสมัยทวารวดีจึงทาให้การแสดงชุดน้ีมีความน่าเช่ือถือ ตรวจสอบได้หลายมิติ เป็นที่
ยอมรบั ของผู้ชม นกั วิชาการไดอ้ ย่างไม่เคลอื บแคลง
100
3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายตามความน่าจะเป็นและรสนยิ มของคนในสมัยน้ัน ๆ
หรืออาจจะใช้สีสันท่ีตรวจพบบนภาพปูนปั้น เช่น สีน้าตาล สีเหลือง สีอิฐ ท่ีปรากฏให้เห็นนัก
นาฏศลิ ปนิ สรา้ งสรรคอ์ าจใชเ้ ปน็ แนวทางสาหรบั การนาไปพัฒนางานของตนเองได้เปน็ อยา่ งดี
2. การแต่งกายระบาศรีวชิ ัย
กรมศิลปากรได้พัฒนาเป็นชุดการแสดงข้ึนให้นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทย
และศิลปนิ แห่งชาติเป็นผู้แต่งทานองเพลง นางลมลู ยมะคุปต์ ผู้เช่ียวชาญการสอนนาฏศลิ ป์ไทย และ
นางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย และศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าราจาก
หลักฐานศิลปกรรมและภาพจาหลักที่พระสถูปบุโรพุทโธในเกาะชวาสมัยศรีวิชัย กล่าวเฉพาะเครื่อง
แต่งกายทไี่ ดเ้ ลยี นแบบขึ้น โดยแยกตามลักษณะของเครื่องแตง่ กายดงั น้ี
2.1 อาภรณ์ หมายถงึ เสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย นักแสดงสวม เสื้อรัดอกสีเนื้อ นุ่งโสร่งปาเต๊ะ
จบี หน้านางแถวหนึ่งสีเขยี ว อีกแถวหน่ึงสแี ดง ผ้าคาดรอบสะโพก นุ่งผา้ สีแดงคาดสเี ขียว นุ่งผา้ สีเขียว
คาด สีแดง ผ้าสไบเฉียงสีเดยี วกับสีคาดสะโพกเย็บติดกับแผ่นโค้งบนไหล่ซ้าย ตดิ สรอ้ ยตวั ริมแผ่นโค้ง
2 เส้น โบวเ์ สน้ เล็กสอดไวใ้ ตเ้ ขม็ ขัด
2.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับ ระบาชุดนี้ผู้แสดงสวมเข็มขัด สร้อยคอ
ต่างหู ต้นแขน กาไล ข้อมอื
2.3 ศริ าภรณ์ หมายถงึ เครื่องประดบั ศรี ษะนกั แสดง ศีรษะเกล้าผมมวยไว้ท้ายทอย เสียบ
เกีย้ ว ปักปนิ่ และ กระบงั หน้า
ภาพท่ี 37 ภาพการแตง่ กายการแสดงระบาศรวี ชิ ัย
ทีม่ า : สถาบนั นาฏดรุ ิยางคศิลป์, (2542 : 198).