The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Teerawat Changsan, 2020-11-02 01:42:19

PDF

PDF

101

มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาศรีวิชัยโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายพบว่า ได้ใช้แนวทางการพัฒนาเครื่องแต่งกายชุด
ระบา ดงั นี้

1. พัฒนาชุดเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายของระบาศรีวิชัยเคร่ืองประดับยังมีอัตลักษณ์ตามส่ิงที่
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านตามที่นักประวัติศาสตร์ยืนยัน แต่เป็นท่ีน่าสังเกตว่าส่วนของผ้า
โดยเฉพาะผ้านุ่งของนักแสดงใช้ผ้าปาเต๊ะ ซ่ึงเป็นผ้าพื้นเมืองของคนทางภาคใต้มาตกแต่ง ซึ่งเข้าใจว่า
น่าจะนาเอารสนิยมของการใช้ผ้าของคนในพื้นที่ อาณาบริเวณอาณาจักรศรีวิชัยเดิมน้ันคือภาคใต้มา
เป็นตัวตั้ง นอกจากน้ีจากการสรุปของนักวิชาการพบว่าผ้านุ่งของสตรีในสมัยศรีวิชัยนั้นจะนุ่งผ้า
คร่ึงแข้งปลายบานยกขอบ แต่จากชุดระบาศรีวชิ ัยทสี่ ร้างสรรค์นี้จะเป็นผ้าจีบหน้านางยาวคลุมข้อเท้า
ตามรสนยิ มของการนุ่งผ้าของคนพน้ื เมืองภาคใต้ท่พี บเหน็ โดยทัว่ ไป

2. พัฒนาเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายจากการตรวจสอบภาพจาหลัก สถาปัตยกรรมที่มีอายุอยู่
ในช่วงสมัยศรีวิชัย โดยเฉพาะที่พระสถูปบุโรพุทโธในเกาะชวา และที่มองเห็นอย่างใกล้เคียงมากท่ีสุด
เข้าใจนาฏศิลปินดูแบบการสร้างเคร่ืองประดับร่างกายของนักแสดงมาจากองค์ประกอบท่ีปรากฏใน
ประติมากรรมพระอวโลกิเตศวรท่ีค้นพบท่ีอาเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีซ่ึงยืนยันประวัติศาสตร์
ของอาณาจกั รน้ไี ดเ้ ป็นอย่างดี

3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามความน่าจะเป็นนอกจากนี้ใช้หลักการแบบครู
โบราณท่ีส่ังสมประสบการณ์การสร้างเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย กล่าวคือ จะใช้ผ้าที่มีสีสันตัดกัน โดยการ
นาเอาผ้าสีสด 2 สี มาตกแต่งร่างกายนักแสดง ปรากฏในผ้าสไบของนักแสดง ผ้าเช็ดหน้าและผ้าคลุม
สะโพก อย่างไรก็ตามพบวา่ นกั แสดงระบาศรีวิชยั 2 แถวจะใช้ผา้ สไบและผ้าคลมุ สะโพกคนละสีกัน คือ
สแี ดง และสีเขยี ว ตามที่ปรากฏกล่าวอา้ ง

3. การแต่งกายระบาลพบุรี
รูปแบบของเครื่องแต่งกายท่ีค้นพบกรมศิลปากรโดยนายธนิต อยู่โพธิ์(อดีตอธิบดีกรม

ศิลปากร) นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แต่งทานองเพลงจาก
สาเนียงเขมร นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและนางเฉลย ศุขะวณิช
ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารา โดยเลียนแบบลีลาท่าทาง
ของประติมากรรมและภาพสลักท่ีปรากฏบนทับหลังหน้าบันของปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง
ศลิ ปะแบบขอม โดยแยกตามลกั ษณะของเครือ่ งแตง่ กายดงั นี้

3.1 อาภรณ์ หมายถึง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย นักแสดง เส้ือสีเนื้อ คอกลม แขนสั้นเหนือ
ศอก ตดิ แถบทองรอบคอตลอดระหวา่ งอกและรอบเอว เส้ือตัวเอกปักด้ินเป็นลายดอกประจายามหน่ึง
ดอกตรงระหวา่ งอก กระโปรงเย็บสาเร็จแบบทบซ้อนหนา้ ชายล่างโค้งมน ยาวคลุมเขา่ ปะดว้ ยดิ้นลาย
ประจายามประปราย มีผ้าตาดสีทอง ติดทาบชายกระโปรง ตัวเอกกระโปรงสม้ หมูร่ ะบากระโปรงสีฟ้า

102

ผา้ รัดสะเอวมีสายผูกคาดไปขา้ งหลัง ปักดิน้ มลี วดลายเฉพาะด้านหนา้ ผ้าคลุมสะโพกสีมว่ งอ่อน ชาย
แหลมมนแยกเป็น 2 ชน้ิ ตัวเอกผ้าคลุกจะทาบริมดว้ ยผ้าตาด สีเงิน ตัวรองผา้ คลุมจะทาบด้วยผ้าตาด
สที อง

3.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู
ต้นแขน กาไลขอ้ มือ กาไลเทา้

3.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เคร่ืองประดับศีรษะ นักแสดง ศีรษะใส่ครอบแบบประกอบ
สาเรจ็ รูป ประดบั ดว้ ยเกี้ยว พู่ไหมสเี งนิ

ภาพที่ 38 ภาพการแต่งกายการแสดงระบาลพบรุ ี
ทมี่ า : สถาบันนาฏดรุ ยิ างคศิลป์, (2542 : 196).

มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายของระบาลพบุรีโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสอ้ื ผ้าเครื่องแต่งกายพบวา่ แนวทางสาคญั ของการพัฒนานั้นนาฏศิลปินได้
ใชแ้ นวทางการพฒั นา ดังน้ี

1. พัฒนาชุดเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายของระบาลพบุรีเคร่ืองประดับยังมีอัตลักษณ์ตามส่ิงท่ี
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านตามท่ีนักประวัติศาสตร์ยืนยัน เช่น ลักษณะของการนุ่งผ้า หรือ
เคร่อื งประดับบางช้ิน ยังพอจะตรวจค้นเทียบเคียงไดต้ ามวถิ ชี วี ิตความเป็นอยูจ่ ึงสามารถยืนยนั รูปแบบ
การแต่งกายไดว้ า่ ระบาชดุ น้นี า่ จะมเี คา้ เงอื่ นของกลุ่มชนในสมยั ลพบรุ ี

2. พัฒนาเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายจากการตรวจสอบภาพประติมากรรมและภาพสลักท่ีปรากฏ
บนทับหลังหน้าบนั ของปราสาทหินพมิ าย ปราสาทพนมรุ้งศิลปะแบบขอม ซ่งึ ยืนยันประวตั ศิ าสตรข์ อง
อาณาจกั รน้ไี ดเ้ ปน็ อยา่ งดี

3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายตามความน่าจะเป็น นอกจากนี้ใช้หลักการแบบครู
โบราณที่ส่ังสมประสบการณ์การสร้างเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายเพิ่มเติมจินตนาการความสร้างสรรค์ได้

103

อย่างเป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง โดยพบว่าในระบาชุดนี้มีการพัฒนาชุดเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายตัวเอกอยู่
ตรงกลางของผู้แสดงโดยเปล่ียนสีสันของสีผ้านุ่งให้เด่น ตัวพลอื่น ๆ จะใช้สีฟ้าแต่ตัวเอกจะใช้สีส้มทา
ให้ดูเด่นชัดยิ่งข้ึน นอกจากนี้ยังพัฒนาเทริดครอบศีรษะให้มีรัศมีเป็นพู่อย่างสวยงามท้ังตัวเอกและ
ตัวพล จนทาให้เส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายในระบาชุดน้ีมีความแปลกใหม่และใกล้เคียงกับภาพจาหลักตาม
ยุคสมยั

4. การแต่งกายระบาสมัยเชียงแสน
ปีพุทธศักราช2510 กรมศิลปากรได้สร้างสรรค์ชุดการแสดงระบาเชียงแสนเพื่อให้

ประชาชนชมโดยมีนายมนตรี ตราโมท ผเู้ ชย่ี วชาญดุริยางค์ศิลป์ไทยกรมศิลปากร ศิลปนิ แห่งชาตสิ าขา
ศิลปะการแสดง เป็นผู้แตง่ ทานองเพลง นางลมลุ ยมะคุปต์ผู้เชยี่ วชาญการสอนนาฏศลิ ป์ไทย วิทยาลัย
นาฏศิลป์ กรมศลิ ปากร และนางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เช่ียวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วทิ ยาลัยนาฏศิลป
กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง(นาฏศิลป์) เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารานายสนิท ดิษฐพันธ์
ออกแบบเครื่องแต่งกาย นางชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเครื่องแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่ สร้าง
ศริ าภรณ์และเครอื่ งประดับ โดยแยกตามลกั ษณะของเครอื่ งแต่งกาย ดงั นี้

4.1 อาภรณ์ หมายถึง เสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย นักแสดงสวมเส้ือรัดอกสีเน้ือเสื้อลูกไม้
สีเหลือง ติดริมด้วยแถบผ้าตาดสีทอง ซิ่นเชิงแบบป้ายข้างแถวหนึ่งสีแดง อีกแถวหน่ึงสีทอง
เครอื่ งประดบั ประกอบด้วย เข็มขดั มีเชอื กห้อยทิ้งชายพลู่ งมาด้านหนา้ ทั้งสองข้าง

4.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เคร่ืองประดับ ประกอบด้วย สร้อยคอ ต่างหู กาไลข้อมือ
และกาไลข้อเทา้

4.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับศีรษะ นักแสดง แต่งทรงผมตั้งกระบังหนา้ ประดับ
โลหะสเี งนิ เกล้าผมมวย ไว้ดา้ นหลัง ติดดอกกล้วยไมข้ ้างหซู า้ ย

ภาพท่ี 39 ภาพการแต่งกายการแสดงระบาเชยี งแสน
ท่มี า : สถาบนั นาฏดรุ ิยางคศิลป์, (2542 : 192).

104

มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายของระบาเชียงแสนโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสอ้ื ผ้าเคร่ืองแต่งกายพบวา่ แนวทางสาคัญของการพัฒนาน้ันนาฏศิลปินได้
ใช้แนวทางการพัฒนา ดงั น้ี

1. พัฒนาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายของระบาลพบุรีเคร่ืองประดับยังมีอัตลักษณ์ตามสิ่งที่
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นักประวัติศาสตร์ยืนยัน เช่น ลักษณะของการนุ่งผ้า หรือ
เคร่ืองประดับบางชิ้น เพียงแตใ่ ชว้ ัสดุประเภทผ้าทพี่ อจะประยุกต์ หาง่ายเพ่อื ความสะดวกในการสรา้ ง
งานมากข้ึน และใช้รสนิยมของคนในสังคมมาพัฒนาเพิ่มความสวยงาม ซ่ึงน่าจะใช้เป็นแนวทางในการ
พฒั นาเสอื้ ผา้ เครอื่ งแต่งกายของนกั แสดงในปจั จบุ ันไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

2. พัฒนาเส้ือผ้าเครือ่ งแต่งกายจากการตรวจสอบภาพโบราณสถาน เช่น ภาพวาดฝาผนังหรือ
จากภาพวาดที่ปรากฏในภาชนะโบราณมาเป็นต้นแบบของการสร้างสรรค์เพิ่มข้ึน ในประเด็นน้ีผู้เรียบ
เรียงวิเคราะห์จากประสบการณ์ท่ีเห็นว่าในดินแดนเชียงแสนมีศิลปะลักษณะตามท่ีกล่าวน้ีปรากฏให้
เหน็ โดยทวั่ ไป มาใชเ้ ปน็ แนวทางสรา้ งสรรค์เส้ือผา้ เครอื่ งแตง่ กาย

3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายตามความน่าจะเป็นนอกจากนี้ใช้หลักการแบบครู
โบราณท่ีส่ังสมประสบการณ์การสร้างเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายเพิ่มเติมจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ได้
เป็นแบบอย่างท่ีถูกต้อง โดยพบว่าในระบาชุดนี้มีการพัฒนาชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายจะใช้สีไม่
เหมือนกัน มีความเรียบง่ายแต่สวยงามเหมาะกับการใช้เป็นแนวคิดแบบอย่างของการพัฒนา
สร้างสรรคเ์ สื้อผา้ เครื่องแตง่ กายในระยะตอ่ มา

5. การแตง่ กายระบาสโุ ขทยั
ระบาสุโขทัย ที่กรมศิลปากรสร้างสรรค์ มีนายมนตรี ตราโมท ผู้เช่ียวชาญดุริยางค์ไทย

ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) เป็นผู้แต่งทานองเพลงโดยนาทานองเพลงเก่าของ
สุโขทัยมาดัดแปลง ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เช่ียวชาญนาฏศิลป์ไทย ศิลปินแห่งชาติ สาขา
ศลิ ปะการแสดง(นาฏศิลป์ไทย) เปน็ ผปู้ ระดษิ ฐท์ ่ารา นายสนทิ ดษิ ฐพันธ์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย นาง
ชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเคร่ืองแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่สร้างศิราภรณ์และเคร่ืองประดับ โดย
แยกตามลักษณะของเครือ่ งแตง่ กายดงั น้ี

5.1 อาภรณ์ หมายถึง เสื้อผา้ เครอื่ งแตง่ กาย นกั แสดงสวมเสื้อรัดอกสชี มพู กระโปรงยาว
กรอมเท้าสีส้มติดลูกไม้สีขาวระบายเป็นช้ันๆ ผ้ารัดสะเอวสีดา ผ้าห้อยข้างสีเขียวอ่อน และกรองคอ
สดี า

5.2 ถนมิ พิมพาภรณ์ หมายถึง เคร่อื งประดับ ประกอบดว้ ย ต้นแขน ขอ้ มือ ตา่ งหู
5.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เคร่อื งประดับศีรษะ นักแสดง ศีรษะตัวเอกใสศ่ ิราราภรณ์มงกุฎ
อัปสร หม่นู างราเกลา้ ผมเปน็ มวยสูง ใส่เกี้ยววงสามชัน้ ยอดแหลม

105

ภาพที่ 40 ภาพการแตง่ กายการแสดงระบาสโุ ขทยั
ทม่ี า : สถาบันนาฏดรุ ิยางคศิลป์, (2542 : 200).

มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาสุโขทัยโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเสือ้ ผ้าเคร่ืองแต่งกายพบวา่ แนวทางสาคญั ของการพัฒนานั้นนาฏศิลปนิ ได้
ใชแ้ นวทางการพฒั นาเครอื่ งแตง่ กายชุดระบา ดังนี้

1. พัฒนาชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาสุโขทัยเครื่องประดับยังมีอัตลักษณ์ตามสิ่งที่
ค้นพบจากวิถีชีวิตของชาวบ้านตามที่นักประวัติศาสตร์ยืนยัน เช่นลักษณะของเคร่ืองประดับตกแต่ง
ร่างกายนกั แสดงมกี ารตรวจสอบรูปแบบและยนื ยนั ท่ีมาของการพัฒนาไดอ้ ย่างถูกต้องสมบูรณ์

2. พัฒนาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพื้นฐานความมีอารยะธรรมโดย
พบว่าในระบาชุดนี้มีนักแสดงที่สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือตัวพลกับตัวเอก ภาพรวมนั้นหากไม่
วิเคราะห์เจาะลึกถึงท่าราบางท่า พบว่าเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายระหว่างตัวพลกับตัวเอกจะมีสีสันที่
เหมือนกัน แต่มาแบ่งแยกในเร่ืองของเคร่ืองประดับศีรษะของนักแสดงทตี่ ัวเอกทาเป็นมงกุฎทรงสูงข้ึน
ผู้เรยี บเรียงเข้าใจวา่ แนวคิดน้ผี ู้ออกแบบเครื่องแตง่ กายมุ่งเนน้ จะใหเ้ หน็ การมภี าวะผนู้ าของยุคสมัยนี้ท่ี
มกี ารปกครองแบบพอ่ ปกครองลกู คือ มีผนู้ าท่ีมียศมบี รรดาศักด์ิจงึ ทาใหส้ ร้างความแตกตา่ งให้เห็นจาก
เคร่ืองประดับศิราภรณ์ หรืออีกนัยหน่ึงน้ันอาจจะเป็นจินตนาการของผู้สร้างสรรค์เพื่อสร้างความ
แตกต่างและสวยงามให้ระบาชุดนี้ก็อาจจะเปน็ ได้

3. พัฒนาสีสันของเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายได้สวยงามแตกต่างจากระบาชุดอ่ืน เช่น รูปทรงของ
ผ้านุ่งระบาขุดนี้ตัดเป็นกระโปรงซ่ึงยังไม่พบเห็นในระบาไทยชุดอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น จึงเป็น
ความทันสมัยท่ีอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ต้นแขน ข้อมือ กรองคอใช้เป็นสีดาจากแนวคิดน้ัน
ทาให้เห็นถึงความทะมัดทะแมงของสตรีเพศในยุคดังกล่าว ท่ีมีความเข้มแข็งพร้อมต่อสู้เคียงบ่าเคียง
ไหล่กับผู้ชาย ที่จะทาให้สังคมอยู่ได้อย่างปกติสุข อย่างไรก็ตามในระบาชุดนี้ยังมีความเป็นแนวปฏิบัติ

106

เรื่องการใช้สีสันของเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเพราะตรวจพบว่าห้อยหน้า ดาบจะใช้สีเขียวเป็นตัวตัดสีส้ม
ของกระโปรงที่นักแสดงสวมใส่ ซึ่งยังยืนยันสีที่แตกต่างกันท่ีมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสวยงามลงตัวตาม
รสนยิ มของคนในสมยั อดีตน่นั เอง

6. การแต่งกายระบาอยุธยา
ระบาอยุธยา เป็นระบาท่ีประดิษฐ์ข้ึนใหม่ เม่ือปีพุทธศักราช 2529 โดยนายเสรี หวังใน

ธรรม ผู้เชีย่ วชาญพิเศษด้านสังคีตศิลป์และศิลปินแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ที่จะจัดเป็นระบาโบราณคดี
อีกชุดหนึ่ง นางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เช่ียวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้ประดิษฐ์
ลลี าท่ารา นายจิรัส อาจณรงค์ ผู้เช่ียวชาญดนตรีไทย สถาบันนาฏดุริยางคศลิ ป์เป็นผู้แต่งทานองเพลง
อยุธยา ลักษณะการแต่งกายแต่งเลียนแบบนางในราชสานักสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยแยกตามลักษณะ
ของเครอื่ งแต่งกายดงั นี้

6.1 อาภรณ์ หมายถึง เสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย นักแสดงหม่ สไบเปดิ ไหล่ นุ่งผ้าจีบหนา้ นาง
เป็นแบบผา้ ลายไทย

6.2 ถนิมพิมพาภรณ์ หมายถึง เครื่องประดับ ประกอบด้วย ใส่ต่างหู สร้อยคอ สร้อย
สงั วาล เขม็ ขัด ตน้ แขน

6.3 ศิราภรณ์ หมายถึง เคร่ืองประดับศีรษะ นักแสดง ทาผมปีกแสกกลาง รวบผม
ด้านหลังประดบั ด้วยรัดท้ายช้อง

ภาพที่ 41 ภาพการแต่งกายการแสดงระบาอยธุ ยา
ทีม่ า : สถาบันนาฏดรุ ยิ างคศิลป์, (2542 : 190).

107

มุมมองท่ีเกิดจากการสร้างสรรค์ชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของระบาอยุธยาโดยวิเคราะห์
แนวทางจากการพัฒนาชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายพบวา่ แนวทางสาคัญของการพัฒนานั้นนาฏศิลปินได้
ใช้แนวทางการพัฒนา ดังนี้

1. พฒั นาชดุ เสื้อผา้ เครื่องแต่งกายของระบาอยุธยาเครือ่ งประดบั เปน็ แบบเคร่ืองประดบั ชุด
ไทยที่มใี ห้เห็นอยูใ่ นยุคปัจจบุ ัน ซึง่ นา่ จะวิเคราะห์งา่ ย ๆ ได้ว่าวัฒนธรรมการแตง่ กายของอยธุ ยาน่าจะ
เปน็ แบบเดยี วกับชุมชนในภาคกลางที่ยดึ หลักความเป็นราชสานกั มาโดยตลอด ดังนัน้ หากจะพัฒนาชุด
เส้ือผ้าเครื่องแต่งกายเมื่อตรวจสอบวัฒนธรรมเป็นเบื้องต้นแล้ว ศิลปินที่จะสร้างสรรค์ต่อไปอาจจะใช้
วิธีการเทยี บเคียงลักษณะและรูปแบบของเครื่องประดับไวก้ ่อนก็จะทาให้การทางานง่ายข้ึน นอกจากนี้
ระบาอยุธยายังมีความเด่นชัดในเร่ืองของทรงผมของนักแสดงที่ทาผมตีปีกทรงมหาดไทยชี้แสดงให้
เห็นอัตลกั ษณ์ของวฒั นธรรมสมยั อยธุ ยาอย่างเดน่ ชดั

2. พัฒนาเส้อื ผ้าเครื่องแตง่ กายโดยให้เห็นความประณีตเพื่อประชาสมั พันธห์ ลักการแตง่ กาย
เคร่อื งนงุ่ ห่ม เลือกรูปแบบท่ีช้ีชัดความงดงามแบบนางในราชสานัก สามารถเป็นแบบของเครื่องนุ่งห่ม
ท่ีงดงามตามหลักจารีตการแต่งกายของคนไทย นาจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่บนพ้ืนฐานความมี
อารยะธรรม จะเห็นได้ว่าตามหลักฐานประวัติการแต่งกายของคนสมัยอยุธยามีหลายแบบ แต่นาฏ
ศลิ ปินเลือกรูปแบบนางในราชสานักนั่นชีแ้ สดงให้เห็นเทคนิคการนาเสนอวธิ ีเลอื กสรรชุดเส้ือผ้าเคร่ือง
แตง่ กายจะตอ้ งเลือกส่งิ ท่ีดีทีส่ ดุ มานาเสนอนัน่ เอง

3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตามแบบการเลือกสีท่ีมีความกลมกลืนกันท้ังสีผ้า
สไบและผ้าถุงลายไทย ทาใหเ้ หน็ ความเปลยี่ นแปลงและรสนิยมการเลอื กใช้สีเสอื้ ผ้าเคร่ืองแต่งกายของ
ยคุ สมยั ที่เปล่ียนแปลงไปตามลาดับ ของความเจริญและพฒั นาของบ้านเมือง ซึ่งสามารถช้ีแสดงให้เห็น
วา่ ในยุคปจั จบุ ันนีเ้ ริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเรอ่ื งรสนยิ มการใช้สีเสอ้ื ผา้ เครอื่ งนงุ่ ห่มของคนในชุมชนด้วย

7. การแต่งกายสมัยธนบุรี
สมัยธนบุรีไม่มีปรากฏชุดการแสดงที่เด่นขัด เข้าใจว่าเป็นช่วงการก่อต้ังบ้านเมืองใหม่

ความสงบสุขยังไม่มากพอท่ีจะทาให้ศิลปินคิดสร้างงานทางการแสดงข้ึน เพียงแต่ในช่วงน้ีน่าจะเป็น
เค้าเงื่อนสาหรับใช้ลักษณะการแต่งกายเพื่อประกอบละคร หรือกิจกรรมบันเทิงอ่ืน ๆ ในสังคม เช่น
การเดินแฟช่ันโชว์ การจัดกิจกรรมแสดง แสง สี เสียงต่าง ๆ ท่ีต้องการนาเสนอวัฒนธรรมของคนใน
สมัยธนบุรี จึงจะนาเสนอการแตง่ กายประกอบเท่านน้ั

8. การแตง่ กายระบาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
การแต่งกายระบาสมัยกรงุ รตั นโกสินทรน์ นั้ มีวิวัฒนาการมาตามสมยั ตา่ ง ๆ อาทิ
8.1 การแตง่ กายสมัยตน้ กรุงรัตนโกสนิ ทร์-รัชกาลท่ี3
การแต่งกายสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์หญิงสามญั ชนอยใู่ นสภาพที่ไม่ถูกกีดกันในเร่ือง

การแต่งกายจนเกินไปนัก แต่มีเกณฑ์ อยู่ว่าต้องให้เหมาะสมกับภาวะของบ้านเมือง ฐานะ และ

108

วัย สตรีทั่วไปยังคงไว้ผมสั้นเหมือนในสมัยอยุธยา การแต่งกายของผู้หญิงชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นไป
อย่างธรรมดา มีลักษณะห่มสไบและนุ่งผ้าถุง ก็เป็นชุดอยู่บ้าน แต่งกายด้วยผ้าคล้องคอ และนุ่งโจง
กระเบน

8.2 การแตง่ กายปลายรัชกาลท่ี 4
การแต่งกายปลายรัชกาลที่4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ

ให้ข้าราชการสวมเส้ือเข้าเฝ้าเป็นคร้ังแรก ด้วยทรงมีพระราชดาริว่า การไม่สวมเส้ือนั้นดูล้าสมัย และ
ชาวต่างประเทศจะมองว่าคนไทยเป็นพวกชาวป่า ขุนนางก็สวมเส้ืออย่างน้อยเฝา้ ทุกคน ครั้นมาเห็นว่า
เสื้ออย่างน้อยนั้นจะคาดผ้ากราบก็มิได้จึงยักยา้ ย ทาเป็นเส้ือกระบอกเหมือนเส้ือบ้าบา (เส้ือผ่าอก คอ
แหลมตื้น ไม่มีปก แขนยาวตรง) บุตรจีนที่เมืองปัตตาเวีย ก็เป็นธรรมเนียมติดมาจนทุกวันน้ีการไว้ผม
ของชายไทยในสมัยนี้ ยังคงไว้ทรงมหาดไทย สตรีในราชสานักนุ่งผ้าจีบลายทอง ห่มสไบปัก ใช้
เครื่องประดับ เช่น ทับทรวง(เคร่ืองประดับอก) พาหุรัด(เครื่องประดับต้นแขนหรือทอง
แขน) สะอ้ิง (สายรัดเอว) สร้อยสังวาล (สร้อยยาวใช้คล้องสะพายแล่งที่เรียกว่าสร้อยตัว) ตุ้มหูเพชร
แหวนเพชร ฯลฯ และยังคงไวผ้ มปกี เหมอื นรชั กาลต้นๆ

ราษฎรทั่วไป สตรีนิยมสวมเส้ือคอกลม ปิดคอ แขนยาวทรงกระบอก รัดรูป นุ่งผ้าลายโจง
กระเบน ทับเสื้อ คาดแพรหรือห่มสไบเฉียงทับตัวเส้ืออีกทีหนึ่ง สวมกาไลท่ีข้อเท้า (การสวมกาไลข้อ
เท้าน้ีเป็นประเพณีเก่าแก่ ของไทยว่า ผู้สวมกาไลข้อเท้าเป็นหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน) ไม่สวมรองเท้า
บางพวกนิยมห่มสไบจีบ ส่วนผมยัง คงไว้ผมปีกถอนไรผม ไว้เล็บ ผัดหน้าด้วยแป้งนวลหรือหรือ
กระแจะจนั ทน์ และยังคงทาขมนิ้ ให้ผิวเหลืองเหมือน รัชกาลต้นๆ ตามปกติเมอ่ื อยู่กบั บ้านก็ห่มผ้าแถบ
ถา้ ทางานกลางแจ้งกลางแดดจงึ จะสวมเสื้อแขนกระบอก แขนลีบ ยาวถงึ ข้อมอื ผ่าอก ติดกระดุม บาง
ทเี มือ่ ทางานทีต่ อ้ งยกแขนข้ึน-ลง กห็ ่มตะเบงมานเชน่ เดียวกบั สมัยกอ่ น

8.3 การแต่งกายในสมัยรัชกาลท่ี 5
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมี การแผ่ขยายอิทธิพลแห่งอานาจ

ตะวันตกโดยเฉพาะ อังกฤษและฝร่ังเศสยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง การแต่งกายทรงโปรด
เกล้าฯ ให้ชายไทยในราชสานักเลิกไว้ผมทรงมหาดไทย เปล่ียนให้ไว้ผมตัดยาวทรงดอกกระทุ่ม ผู้ชาย
นุ่งผา้ มว่ ง โจงกระเบนสีตา่ งๆ แตส่ วมเส้ือคอปดิ กระดมุ 5 เมด็ เรียกวา่ “เส้อื ราชประแตน” ต่อมาในปี
พ.ศ. 2438 จึงมีพระราชโองการให้ข้าราชการฝ่ายทหารทุกกรมกองแต่งเครื่องแบบนุ่งกางเกงอย่าง
ทหารในยุโรปแทน การนุ่งโจงกระเบน ส่วนสตรีไทยเรมิ่ หันไปนิยมแบบเสื้อของอังกฤษคือ เสื้อคอต้ัง
แขนยาว ต้นแขนพองแต่ยังคงมีผ้าห่มแพร แบบสไบเฉียง ตอนปลายสมัยรัชกาลสตรีไทยส่วนใหญ่จะ
นุง่ โจงกระเบน ส่วนผ้ชู ายจะนุ่งกางเกงแบบตะวันตก มากขึน้ รวมท้ังสวมหมวกกะโล่ ทั้งหญิงและชาย
นิยมสวมถุงเทา้ และรองเท้ามากข้นึ

109

8.4 การแตง่ กายในสมัยรัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่

ได้รับการศึกษาอย่างดีจากประเทศอังกฤษท้ังในด้านการทหาร และพลเรือนทรงเป็นผู้นาในการ
ปรับปรุงประเพณี และวัฒนธรรมของชาติสืบต่อ มีการปรับปรุงการแต่งกายของคนไทยให้เรียบร้อย
สวยงาม เพื่อแสดงความเป็นชาติอารยะ เช่น เส้ือของสตรีเปลี่ยนมาเป็นเส้ือคอลึกกว่าในสมัยรัชกาล
ที่5 แขนยาวเสมอ ข้อศอก มีผ้าแพรบางๆ สะพายทับตัวเสื้ออีกทีหน่ึง สตรีสมัยน้ีนิยมไว้ผมยาวเสมอ
ตน้ คอ ดัดเป็นลอนหรือตัดส้ันแบบที่เรียกว่า“ทรงซงิ เก้ิล” ไม่นิยมสวม เคร่อื งประดับมาก นอกจากใช้
เครื่องประดับคาดรอบศีรษะ ตอนปลายรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้สตรีราชสานักไว้ผมยาว เกล้ามวย
หรือไว้ผมบอ๊ บตามแบบตะวันตก ซ่งึ สมัยนั้นนยิ มใช้เครอ่ื งประดบั คาดรอบศรี ษะดว้ ย การแต่งกายตาม
พระราชนิยมจึงได้แพร่หลายออกสู่ประชาชน สตรีไทยจึงนิยมไว้ผมยาวกันอย่างแพร่หลาย ส่วนการ
แต่งกายของชายนั้น ข้าราชการยังคงนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเส้ือราชปะแตน ตัดผม แบบยุโรป
สวมถุงเทา้ รองเทา้ เช่นเดยี วกบั รชั กาลที่ 5 ในระยะตอ่ มาจึงนยิ มกางเกงแพรสีตา่ งๆ

8.5 การแตง่ กายในสมัยรัชกาลที่ 7
สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 การแต่งกายคล้าย

ชาวตะวันตกมากขึ้น ซ่ินที่นุ่งยาวเปล่ียนเป็นผ้าถุงสาเร็จ กล่าวคือ เย็บผ้าถุงให้พอดกี ับเอวโดยไม่ต้อง
คาดเข็มขัด สวมเสื้อหลวม ไม่เข้ารูป ตัวยาว แขนสั้นหรือไม่มีแขน ตกแต่งด้วยโบและระบายเหมือน
ของฝร่ัง เลิกสะพายแพรปัก ใส่สายสรอ้ ย และตุ้มหูยาวแบบต่างๆ สวมกาไล ส่วนผมปล่อยยาวแต่ไม่
ประบ่า และเร่ิมนิยมดัดเป็นลอน การแต่งกายของชายที่เป็นข้าราชการ ตลอดจนคนในสังคมช้ันสูง
โดยท่ัวๆ ไปยังนิยมนุ่งผ้าม่วง โจงกระเบน สวมเสื้อราชปะแตน สวมถุงเท้า รองเท้า สวมหมวก
สักหลาดมีปีกหรือหมวกกะโล่ ซ่ึงเป็นเคร่ือง แต่งกายปกติสาหรับไปในงานพิธีหรืองานราชการ
โดยทั่วไป เมื่อเดนิ ทางไปต่างประเทศจึงจะใส่เสื้อคอแบะ ผูกเนกไท น่งุ กางเกงแบบชาวตะวันตก สว่ น
ราษฎรทั่วไปยงั คงนุ่งโจงกระเบนหรือสวมกางเกงแพร สวมเสือ้ ธรรมดา และไมน่ ิยมสวมรองเท้า สมัย
นี้ ได้กาหนดเครอื่ งแต่งกายเพือ่ เปน็ แนวทางให้ ประชาชนปฏิบตั ติ ามนีโ้ ดยแบง่ เป็น 3 ประเภท

8.5.1 เครอ่ื งแต่งกายธรรมดา หมายถึง เคร่ืองแต่งกายตามปกติใช้ในท่ชี ุมนุมชน หรือ
สาธารณสถาน

8.5.2 เคร่ืองแต่งกายตามโอกาส หมายถึง เคร่ืองแต่งกายที่ใช้ในการกีฬาหรือสังคม
ตามควรแกก่ าลเทศะ

8.5.3 เครื่องแต่งกายทางาน แบ่งเป็นทางานทั่วไป ได้แก่ เคร่ืองแต่งกายซ่ึงใช้เพ่ือ
ประกอบการงานตามอาชีพปกติ และทางานเฉพาะ ได้แก่ เครื่องแต่งกายซ่งึ ใช้เพ่ือประกอบงานอาชีพ
บางชนิดโดยให้มีลักษณะเหมาะสม แก่สถานที่และการงานนั้นๆ ทั้งนี้ รวมถึงเคร่ืองแบบซ่ึงทาง
ราชการหรอื องค์การอาชพี นั้นๆ ได้กาหนดไว้

110

นอกจากน้ียังได้กาหนดลักษณะหมวกของสตรีไทยว่า ควรเป็นหมวกท่ีอาจทาด้วยฟาง
ผ้าแพร สักหลาด ใบลานหรือไม้สานก็ได้ และไม่ควรใช้หมวกที่ทาด้วยวัตถุแวววาวในเวลาเช้าหรือ
กลางวัน สีของหมวกควรกลมกลืนกับ สีของเสื้อผ้า ลักษณะของหมวกต้องไม่มีลักษณะเป็นหมวก
ชายหาด หมวกใส่นอน หมวกผู้ชายหรือสายรัดคางอย่าง เด็กๆ ส่วนกระเปา๋ ถือของสตรีนั้นควรใหเ้ ข้า
ชุดกับเสื้อผ้าหรอื รองเท้าหรือหมวกหรือเข็มขัด ไม่ควรให้ใช้ วตั ถุแวววาวหรือมีสีเงิน สีทอง ยกเว้นใน
งานราตรสี โมสร งานพระราชพธิ ี

เคร่ืองแบบต่างๆ ในสมยั รชั กาลที่ 7 มีหลายแบบ คือ
1. เคร่ืองแบบเต็มยศ หมายถึง เคร่ืองแต่งกายท่ีใช้ในโอกาสที่เป็นงานพระราชพิธี รัฐพิธี
หรอื งานสโมสร สนั นิบาตใดๆ ซ่ึงมีหมายกาหนดการ คาสัง่ ระเบยี บแบบแผนให้แตง่ เครอื่ งแบบเตม็ ยศ
ประดับเครอื่ งราช อิสรยิ าภรณ์ สวมสายสะพายตามหมายกาหนดเคร่อื งราชอสิ รยิ าภรณ์
2. เครอ่ื งแบบคร่ึงยศ หมายถงึ เครื่องแต่งกายซึ่งต้องใช้ในโอกาสท่ีเปน็ งานพระราชพิธี รัฐพิธี
หรือหรือ งานสโมสรสันนิบาตใดๆ ซึ่งมีหมายกาหนดการ คาส่ัง ระเบียบแบบแผนให้แต่งเคร่ืองแบบ
ครึ่งยศ ประดับ เหรียญตราเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ ไม่ต้องสวมสายสะพาย (ผู้ท่ไี มม่ ีสายสะพายต้องติด
เหรยี ญตราดว้ ยเชน่ เดียว กบั เครอื่ งแบบเต็มยศ)
3. เคร่ืองแบบปกติ หมายถึง เครื่องแต่งกายซ่ึงต้องใช้ในโอกาสที่เป็นงานพระราชพิธี รัฐพิธี
หรืองานสโมสร สันนิบาตใดๆ ซ่ึงมีหมายกาหนดการ คาส่ัง ระเบียบแบบแผน หรือคาชักชวนให้แต่ง
เคร่อื งแบบปกติ (ตดิ แถบ เครอ่ื งราชอิสริยาภรณ)์
4. เคร่ืองราตรีสโมสร หมายถึง เครื่องแต่งกายต้องใช้สาหรับงานพระราชพิธีหรืองานสโมสร
สันนิบาตใดๆ ซ่ึงต้องมีหมายประกาศ คาสั่ง ระเบียบแบบแผน หรือคาชักชวนให้แต่งเครื่องราตรี
สโมสร (ประดบั เครื่องราช อสิ รยิ าภรณ์ขนาดยอ่ )
5. เคร่ืองแต่งกายไว้ทุกข์ หมายถึง เครื่องแต่งกายต้องใช้สาหรับงานพระราชพิธี รัฐพิธี หรือ
งานท่ีมีหมาย กาหนดการ คาสงั่ ระเบยี บแบบแผน หรือคาชกั ชวนให้แต่งกายไว้ทกุ ข์
6. เครื่องแต่งกายธรรมดา หมายถึง เคร่ืองแต่งกายประจาวัน ซ่ึงใช้สาหรับไปในท่ีชุมนุมชน
หรือ สาธารณสถานในโอกาสท่ีไม่ใช่งานพระราชพิธี หรอื รฐั พธิ ี
7. เครื่องแตง่ กายแบบไทย โดยเฉพาะสตรี หมายถึง การนุ่งผ้าซ่ิน และสวมเสอ้ื ซึ่งอาจใชว้ ัตถุ
อย่างหนึ่ง อยา่ งใดดงั ต่อไปน้ี 1) วัตถทุ ีม่ ีกาเนดิ หรือทาขนึ้ ในประเทศไทย 2) วัตถุที่มลี วดลายอยา่ งไทย
หรอื ประดิษฐ์ใหม้ ลี ักษณะอย่างไทย
8. เครื่องแต่งกายแบบสากล สาหรับสตรี หมายถงึ การสวมเส้อื กระโปรง จะเป็นชน้ิ เดียวกนั
หรือมากกวา่ นั้นก็ได้ สาหรบั ชายแตง่ กายตามแบบสากลนิยม
สตรีนั้นเครื่องแต่งกายเต็มยศ สาหรับงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธี ให้แต่งกายแบบไทยนุ่ง
ซิ่นยกยาวถึงข้อเท้า เส้ือท่ีเหมาะสมกับผ้านุ่ง (ถ้าเป็นเวลาเช้า หรือกลางวัน ไม่ควรใช้แบบที่เปิดคอ

111

กว้างนัก ถ้าเป็นเวลาบ่ายหรือกลางคืนจะเปิดกว้างหน่อยก็ได้ ไม่ควรสวมเสื้อไม่มีไหล่หรือแขนเล็ก
จนเกินไป) สวม ถุงเท้ายาว รองเท้าส้นสูง (สที อง สีเงิน ตาด ต่วน แพร หรือหนังกลับ ขลิบทอง ขลิบ
เงนิ ก็ได้) กระเป๋าถือ ขนาดย่อมที่เข้ากับเคร่ืองแตง่ กาย สีทอง สีเงิน หรือสีแวววาว เช่น ทาด้วยลูกปัด
หรือดิ้นก็ได้) ประดับเคร่ืองราช อิสริยาภรณ์ ผู้ที่ได้รับพระราชทานสายสะพาย ต้องสวมสายสะพาย
ตามหมายกาหนดการ สตรีท่ีเปน็ ข้าราชการ แต่งเคร่อื งแบบตามทที่ างราชการกาหนดไว้

ส่วนเคร่ืองแต่งกายไว้ทุกข์ ให้แต่งสีดาล้วน อนุโลมตามแบบเคร่ืองเต็มยศ ครึ่งยศ หรือปกติ
แต่ไม่ใช้ วตั ถแุ วววาวหรือเงินทองเลย ไม่ประดับอาภรณ์ทุกชนดิ มากเกินควร เฉพาะอย่างยง่ิ อาภรณ์ท่ี
เป็นสี (เดิมทุกข์หนัก ในฐานะญาติสนิทใช้สีขาว ผู้อ่ืนใช้สีสุภาพ คนธรรมดาเพิ่งมาเปล่ยี นเป็นสีดากัน
ในรัชกาลที่ 7)

8.6 การแตง่ กายยคุ รัฐนิยมในสมยั รัชกาลที่ 8
สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลรัชกาลท่ี 8 (พ.ศ. 2477–2498

ระยะ12 ปี )เป็นช่วงตอนท่ี สาคัญ ของยุครัฐนิยมจอมพ ล ป.พิ บู ลสงคราม (แปลก พิ บู ล
สงคราม) นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นา มีนโยบายท่ีสาคัญที่ เฉพาะอย่างยิ่งการเปล่ียนแปลงเร่ืองการแต่ง
กายรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไดพ้ ยายามสร้างความพรอ้ มเพรียง และความเปน็ ระเบียบในการ
แต่งกาย ของคนในชาติด้วยความพยายามอย่างยิ่ง มีการกาหนดเครื่องแต่งกายออกเป็น 3 ประเภท
คือ เครื่องแต่งกายธรรมดา คือที่ใช้ในชุมชน สาธารณชน เคร่ืองแต่งกายทางาน คือแต่งเมื่อ
ประกอบการงานอาชีพโดยปกติ และเครื่องแต่งกายตามโอกาส ได้แก่ แต่งในกาลเทศะที่เหมาะสม
เช่น เล่นกีฬาหรอื เขา้ สงั คม

8.7 การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ 9
สมัยรัชกาลท่ี9 ได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาสู่สังคมแทบทุกด้าน โดยเฉพาะ

วัฒนธรรมการแตง่ กาย สังคมเมืองรับเอาวัฒนธรรมการแตง่ กายของฝรงั่ มาใช้ในชีวิตประจาวันทั้งหมด
จะมีหญิงชาวบ้านที่ยังนุ่งซิ่นและชาย นุ่งกางเกงแพรใช้ผ้าขาวม้าอยู่บ้างก็เฉพาะในชนบทบางแห่ง
เท่าน้ัน พระนางเจ้าสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ พระองค์จึงทรงมีพระราชดาริให้คิดแบบเครื่องแต่งกาย
ประจาชาติข้ึน โดยประยุกต์มาจากการแต่งกายของสตรีไทยสมัยโบราณ ท่ีมีอยู่ในวังหลวงและวัง
เจ้านายองค์อื่นๆ มาศึกษาเป็นข้อมูล เพื่อสร้างเครื่องแต่งกายประจาชาติที่ เหมาะสม จนได้ “ชดุ ไทย
พระราชนิยม”ข้ึนมาในที่สุด เพ่ือให้ทันสมัยเหมาะสมกับดินฟ้าอากาศ สิ่งแวดล้อมและความ
สะดวกสบายตามกาลเทศะโอกาสและสถานที่ จนได้แบบเส้ือพระราชทานขึ้นมาเป็นชุดไทยพระราช
นิยม 9 แบบ คือ ไทยเรือนต้น ไทยจติ รลดา ไทยอมรินทร์ ไทยบรมพิมาน ไทยจักรีหรือชุดไทยสไบ
ไทยจักรพรรดิ ไทยดุสิต ไทยศิวาลัย และไทยประยกุ ต์

ส่วนเคร่ืองแต่งกายชายแบบเส้ือของชายไทยท่ีเป็น ชุดไทยยังไม่มี จึงได้มีการคิดค้นแบบเสื้อ
ของชายไทยขึ้น เรียกว่าชุดพระราชทาน ลักษณะเป็นเสื้อคอต้ังเหมือนเสื้อราชะแตน ไม่มีปก ตัวเส้ือ

112

เข้ารูปเล็กน้อย ผ่าอกตลอด มีสาบกว้างพอ ประมาณ 3.5 ซ.ม. ติดกระดุม 5 เม็ด ขลิบรอบคอ
สาบอก ขอบแขนและปากกระเป๋า มีกระเป๋าอยู่ด้านใน 2 ใบ (ด้านล่าง) กระเป๋าบนจะมีหรือไม่มีก็ได้
ถา้ ไม่มีให้เป็นกระเป๋าเจาะข้างซ้าย 1 กระเป๋า ชาย เส้ืออาจผ่ากันตึง เส้นรอยตัดตอ่ มีหรอื ไม่มีก็ได้ ถ้า
มีให้เดินจักรทับตะเข็บ แบบเส้ือจะเป็นแขนส้ันหรือแขน ยาวก็ได้แต่ใช้ในโอกาสต่างกัน กล่าวคือ ชุด
พระราชทานแขนสั้นใชส้ เี รียบจาง หรือมีลวดลายสุภาพ ใช้ใน โอกาสธรรมดาท่วั ไป ปฏบิ ัติงาน หรือใน
พิธีการเวลากลางวัน และอาจใช้สีเข้มในงานกลางคืนก็ได้ ถ้ามีผ้า คาดเอวด้วย ควรผูกเงื่อนแน่นทาง
ซ้ายมือของผู้สวมใส่

เรื่องการแต่งกายประกอบชุดการแสดง พบว่าเม่ือกรมศิลปากรพัฒนาชุดการแสดง เฉพาะ
อย่างยิ่งในชุดราวงมาตรฐาน ได้นาเอาลักษณะการแต่งกายของคนไทยต้ังแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มา
นาเสนอเป็นชุดเสื้อผาเคร่ืองแต่งกาย ประกอบการราวงมาตรฐาน โดยนาเสนอการแต่งกายเป็น
4 แบบ(กรมศิลปากร, 2551 : 224) ดังนี้

1. การแต่งกายแบบชาวบา้ น
ชาย นงุ่ ผา้ โจงกระเบน สวมเสื้อคอพวงมาลยั เอวคาดผ้าห้อยชายด้านหนา้
หญงิ นุ่งโจงกระเบน หม่ ผา้ สไบอัดจีบ ปล่อยผม ประดับดอกไมท้ ผ่ี มดา้ นซ้าย คาดเข็มขัด

ใสเ่ คร่ืองประดบั
2. การแต่งกายแบบรัชกาลท5่ี
ชาย นุ่งโจงกระเบน สวมเสือ้ ราชประแตน ใส่ถงุ เทา้ รองเท้า
หญงิ นุ่งโจงกระเบน สวมเส้อื ลกู ไม้ สไบพาดบ่าผูกเป็นโบว์ ทง้ิ ชายไวข้ า้ งลาตวั ด้านซ้าย

ใส่เครอ่ื งประดบั มุก
3. การแต่งกายแบบสากลนิยม
ชาย นุง่ กางเกง สวมสูท ผูกเนคไท
หญิง นุ่งกระโปรงป้ายขา้ ง ยาวกรอมเท้า ใสเ่ สอื้ คอกลม แขนกระบอก
4. การแตง่ กายแบบราตรีสโมสร
ชาย นุ่งกางเกง สวมเส้ือพระราชทาน ผา้ คาดเอวหอ้ ยชายด้านหน้า
หญิง นงุ่ กระโปรงยาวจีบหนา้ นาง ใส่เสื้อจบั เดรป ชายผ้าหอ้ ยจากบ่าลงไปทางดา้ นหลัง

เปิดไหล่ขวา ศรี ษะทาผมเกลา้ เป็นมวยสูงใสเ่ ก้ยี วและเครือ่ งประดบั

113

ภาพที่ 42 ภาพการแต่งกายการแสดงราวงมาตรฐาน
ท่ีมา : กรมศิลปากร, (2551 : 224).

นอกจากนีก้ รมศลิ ปากรได้จัดสร้างระบาชุดไทยพระราชนิยมเป็นผลงานสร้างสรรคข์ ้ึนมาใหม่
โดยมีจุดประสงค์ในการนาเสนอชุดไทยในแบบต่างๆในยุครัตนโกสินทร์ตอนปลาย และให้ผู้เช่ียวชาญ
ดนตรีและนาฏศิลป์ด้านต่าง ๆ เช่น ประพันธ์บทร้องโดยครูเฉลิม ม่วงแพรศรี บรรจุเพลงทางบรรเลง
ดร.ศิริชัยชาญ ฟักจารูญ ครูทัศนีย์ ขุนทองบรรจุเพลงทางขับร้อง และประดิษฐ์ท่าราโดยครูเรวดี
สายาคม ผเู้ ช่ยี วชาญการสอนนาฏศิลปไ์ ทย โดยแยกตามลกั ษณะของเคร่ืองแต่งกาย 8 แบบ ดงั น้ี

1. ไทยเรอื นต้น เป็นเสือ้ คอกลม แขนยาว 3 สว่ น ผ่าอกกระดุม 5 เมด็ เสื้อผ้าสีตามซ่ินหรือ
ตดั กัน น่งุ ซน่ิ ฝา้ ยไหมมีรวิ้ มีเชงิ ชาวจดข้อการแต่งกายแบบไทยเรอื นตน้ นี้จะใชใ้ นโอกาสปกติ

2. ไทยจิตรลดา เปน็ เสื้อคอกลามมีปกต้ัง ผ่าอก แขนยาว ผา้ ไหวเกลี้ยงมีเชงิ หรือทอยกดอก
ทงั้ ตัว คนละทอ่ นยาวจดขอ้ เทา้ ใช้ในโอกาสพเิ ศษ เช่น ราชพิธตี ่าง ๆ

3. ไทยอมรินทร์ กับไทยจิตรลดามีแบบที่เหมือนกันต่างกันท่ีใช้เป็นชุดพิธีตอนค่ามี
เคร่ืองประดับหรูหรากว่าไทยจิตรลดา ใช้ในโอกาสพิเศษ ที่กาหนดให้แต่งกายเต็มยศหรือคร่ึงยศ เช่น
ในงานพระราชพิธี รฐั พิธี หรืองานสโมสรสันนิบาต

4. ไทยบรมพิมาน ใชผ้ ้ายกไหมหรอื ยกทองเชิง หรือยกท้งั ตัวตัดตอ่ กัน ซิ่นจบี หน้ามีชายพก
ยาวจดข้อเท้า คาดเข็มขัดไทย เส้ือแขนยาวคอกลมมีปกต้ัง ผ่าหน้าหรือหลัง ใช้เคร่ืองประดับพิเศษ
เหมาะสาหรับงานพิธี เต็มยศ ชุดเจ้าสาวหรืองานอทุ ยานสโมสรเลี้ยงพระราชทาน ใช้ในโอกาสเดยี วกับ
ชดุ ไทยอัมรินทรเ์ ตม็ ยศ

114

5. ไทยจักรี นุ่งผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัวมีจีบยกข้างหน้า มีชายพก ใช้เข็มขัดไทยคาดท่อน
บนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซ่ินเป็นท่อนเดียวกัน หรือจะมีสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชาย
สไบคลุมไหล่ท้ิงชายด้านหลังยาวพอสมควร ใช้ในโอกาสพิเศษที่กาหนดให้แต่งกายเต็มยศในกรณีท่ี
อากาศไมเ่ ยน็

6. ไทยจักรพรรดิ ใช้ซ่ินไหมหรือยกทองข้างหน้ามชี ายพก เอวจีบห่มแพรจีนแบบไทย สีตัด
กับผ้านุ่งเป็นช้ันที่หนึ่ง ก่อนแล้วจึงใช้ผ้าห่มปักอย่างสตรีบรรดาศักดิ์ สมัยโบราณ ห่มทับแพรจีบอีก
ชัน้ หนึ่ง ใชใ้ นโอกาสพเิ ศษ ท่กี าหนดใหแ้ ตง่ กายแบบเตม็ ยศแบบไทยจกั รี

7. ไทยดุสิต ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทอง ตัวซ่ินยาวมีจีบอย่างแบบไทยอัมรินทร์ ไทยบรม
พิมานและไทยจักรี ยกข้างหน้าและชายพกใช้เข็มขัดผิดกันตรงตัวเสื้อ คือเป็นเสื้อไม่มีแขน คอ
ด้านหน้าและหลังคว้านต่าเล็กน้อย ผ่าด้านหลังตัวเส้ือปักเป็นลวดลายด้วยไข่มุก ลูกปัดหรือเล่ือม ใช้
ในงานพระราชพธิ ีท่ีกาหนดใหแ้ ตง่ กายเตม็ ยศ

8. ไทยศิวาลัย ใช้ซ่ินไหมหรือยกทอง มีชายพก ตัวเส้ือใช้ผ้าสีทองเหมือนสีเน้ือแขนยาว
คอกลมผา่ หลัง ปกตัง้ เล็กนอ้ ย เยบ็ ติดกับผ้าซ่ิน คล้ายแบบไทยบรมพมิ าน หม่ ผ้าปักลายไทยอย่างแบบ
ไทยจักรพรรดโิ ดยไม่ตอ้ งมีแพรจบี รองพน้ื ก่อน ใช้ในโอกาสพเิ ศษ ทีก่ าหนดให้แต่งกายเตม็ ยศ

ภาพท่ี 43 การแต่งกายนักแสดงชดุ ไทยพระราชนยิ ม
ที่มา : สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์, (2542 : 114).

จากวิวัฒนาการของเครือ่ งแต่งกายของคนในสมัยต่างๆ ที่กล่าวขา้ งต้นสิ่งท่ีเป็นแรงบันดาลใจ
อาจเป็นทฤษฎีหรือมุมมองที่จะนาไปสู่การพัฒนาเครื่องแต่งกายของผู้ศึกษาในโอกาสต่อไป จะ
นาเสนอมุมมองของการพัฒนาเคร่ืองแต่งกาย ดังนี้

1. พัฒนาชุดเครื่องแต่งกายขึ้นจากการเลียนแบบวิถีชีวิตของคนในสังคม กล่าวคือ โดยปกติ
ท่ัวไปน้ันคนไทยมีความประณีตเร่ืองเครื่องนุ่งห่มอยู่แล้ว มีกาลเทศะการอยู่กันในสังคมหากเป็นสตรี

115

จะไม่ยินยอมเปิดเผยอวัยวะส่วนสงวนให้ใคร ๆ เห็น เราจึงพบว่า การใช้เส้ือผ้าของคนในสังคมจะมี
รปู แบบเป็นของตนเอง อาทิ การประกอบอาชพี เกษตรกรรมการทางาน ทาสวน ทาไร่ จะตอ้ งแตง่ กาย
มิดชิด รัดกุม มีเคร่ืองกาบังอากาศอาจจะเป็นหมวก งอบ หรืออื่น ๆ นอกจากน้ีรูปแบบของ
เคร่ืองนุ่งห่ม การสวมเสื้อหากเป็นชุดชาวนาก็จะต้องสวมเส้ือแขนยาวหรือแขนกระบอก โดย
เลียนแบบจากชีวติ จรงิ ของการประกอบอาชีพ

2. พัฒนาชุดเครื่องแต่งกายขึ้นจากรสนิยมหรือความนิยมของคนในช่วงขณะนั้น เช่น ในช่วง
เปลี่ยนแปลงการปกครองหลังสงครามโลกคร้ังที่2 ประเทศไทยได้มีการเปล่ียนแปลงลักษณะการ
แต่งกายทั้งของสุภาพบุรุษของสุภาพสตรี ในยุคน้ันนักแสดงผู้ชายนิยมสวมชุดสากล สุภาพสตรีก็แต่ง
แบบนุ่งผ้าถุงสวมเสื้อคลุมสะโพก ศีรษะสวมหมวกซ่ึงนั่นก็เป็นเพราะอิทธิพลของเครื่องแต่งกายของ
คนไทยมคี วามนยิ มในการลอกเลียนแบบวัฒนธรรมชาวต่างชาตนิ น่ั เอง

3. พัฒนาชุดเคร่ืองแต่งกายจากสถาปัตยกรรม ตามนัยท่ีกล่าวนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนในการ
พัฒนาชุดเครื่องแต่งกายที่เรียกว่าชุดการแสดงแบบโบราณคดี เท่าที่ผ่านมาน้ัน เม่ือจะพัฒนาชุดการ
แสดงชุดใดชุดหน่ึง จะต้องมีการสารวจข้อมูลเพ่ือประกอบการพัฒนาเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย อาจจะ
เป็นสถาปัตยกรรม ปูนป้ัน ตามศิลปะท่ีตรวจพบในสมัยต่าง ๆ แล้วมาสร้างจินตนาก ารจาก
ประสบการณ์ของศลิ ปินออกมาเป็นรปู แบบเส้ือผา้ เคร่อื งแตง่ กายตา่ ง ๆ ที่มีความวิจติ รสวยงามและบ่ง
บอกวัฒนธรรมของคนในสมยั น้นั อยา่ งเด่นชดั

4. พัฒนาชดุ เครอื่ งแตง่ กายจากความนิยมของคนในสังคมหรือท้องถ่ิน ปัจจุบันน้ีรสนิยมของ
คนขึ้นอยกู่ ับระเบยี บปฏบิ ัตใิ นสังคม อยา่ งงา่ ย ๆ เร่ืองการใช้ผา้ ไหมไทยเปน็ ทนี่ ิยมอย่างสงู สุดเม่ือคนที่
รักและศรัทธาเกิดความชอบนิยมชมชื่นทาให้หน่วยงานต่าง ๆ หันมาให้ความสาคัญจนระยะต่อมา
ผ้าไหมจึงเป็นผ้าท่ีทุกคนนิยม เร่ิมนาออกมาพัฒนาเป็นรูปแบบเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายเป็นชุดไทยแบบ
ต่าง ๆ หลายแบบนาฏศิลปินจึงได้นารูปแบบเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายมาพัฒนาเป็นชุดการแสดงที่
สวยงามอย่างชดุ ไทยพระราชนิยมทเ่ี ป็นทส่ี นใจโดยทัว่ ไปในขณะน้ี

5. พัฒนาชุดเคร่ืองแต่งกายโดยพยายามส่ือสารส่ิงดีงามในชุมชน เช่น ในจังหวัด
นครศรีธรรมราชมีประณีตศิลป์หลายชนิดท่ีสามารถนามาพัฒนาเป็นเสื้อผ้ าเคร่ืองแต่งกายได้อย่าง
สวยงาม อาทิ เครือ่ งเงนิ เครือ่ งถมเมืองนคร สามารถนามาพัฒนาเป็นเคร่ืองประดับสร้อยคอต่างหูได้
อย่างลงตัวทนทาน นอกจากน้ี ฝีมอื ช่างในการแกะฉลุลวดลายออกมาเป็นรูปแบบต่าง ๆ อย่างตัวหนัง
ตะลุง ถ้าหากนาฏศิลปินมีความคิดสร้างสรรค์ในเร่ืองการทาชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายอาจนาเอา
วตั ถุดบิ ทีม่ มี านาเสนอเปน็ กาไล ต้นแขนหรอื แมแ้ ตก่ รองคออยา่ งสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี

116

รปู แบบการแต่งกายนอกแบบแผนกรมศิลปากรทใี่ ชใ้ นยุคปัจจุบนั

รปู แบบการแต่งกายนอกแบบแผนกรมศิลปากรท่ีใช้ในปัจจบุ ัน น่าจะเป็นอทิ ธิพลของแนวคิด
วัฒนธรรมประชานิยม sucheep.kar, (2552). ให้รายละเอียดว่าแนวคิดวัฒนธรรมสมัยนิยมเป็น
วัฒนธรรมแห่งความเป็นไปได้ วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็นวัฒนธรรมแห่งวัยรุ่น วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็น
วฒั นธรรมท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั กิจกรรมทางโลก วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็นวฒั นธรรมพันธผ์ุ สม วัฒนธรรมสมัย
นิยมเป็นวัฒนธรรมท่ีเกิดจากรวมกันเข้าของการแยกส่วนและแตกตัว วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็น
วัฒนธรรมแห่งการบริโภค วัฒนธรรมสมัยนิยมเป็นผลผลิตของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการ
ตดิ ต่อสือ่ สาร วฒั นธรรมสมัยนิยมเปน็ เรอื่ งของแฟช่ันและกระแสความนยิ ม

พฤติกรรมลกั ษณะดังกล่าวเปน็ ผลกระทบมาจากภาวะท่ีสังคมไทยรับอิทธพิ ลของต่างชาติเข้า
มามากทั้งดว้ ยการเลอื่ นไหลทางศิลปะและวัฒนธรรม การแพร่กระจายวัฒนธรรม การส่ือสารแบบไร้
พรหมแดน ท่ีเด็กและเยาวชนหรือปุถุชนโดยท่ัวไปกาลังเสพอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้แต่การท่องเท่ียว
หากจะหยิบยกศิลปะการแสดงของไทยมาเป็นตัวอย่างก็จะเห็นได้ชัด นับต้ังแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์
แล้วท่ีเศรษฐกิจของคนในเมืองไทยเร่ิมเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจแบบเงินตราเร่ิมเข้ามาพ้องพานกับวิถี
ชีวิตของคนในเขตเมืองมากขึ้น การแสดงของไทยก็เร่ิมปรับตัวให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของคนที่
เร่ิมมวี ถิ ีชีวติ ในเศรษฐกิจแบบเงินตรามากขึ้น

สถานศึกษาท่ีผลิตศิลปินทางการแสดงมมี ากข้ึนในปัจจุบัน ทั้งวิทยาลยั นาฏศิลปทั้งสว่ นกลาง
และต่างจังหวัด มหาวิทยาลัย และอ่ืน ๆ ที่ผลิตนักศึกษาสาขานาฏศิลป์และศิลปะการแสดง จึงมี
ขอบเขตขยายการสร้างงานเพื่ออาชีพ เร่ิมใช้วัฒนธรรมทางการแสดงเป็นสื่อกลาง ดังจะเห็นได้ว่าใน
ปัจจุบันน้ีแหล่งท่องเที่ยวสาคัญ เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบ่ี จังหวัดสุราษฎร์ธานีหรืออื่นๆ ที่มี
แหล่งท่องเท่ียวและมกี ารเปิดรับนักทอ่ งเท่ียวชาวต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เราจะพบในแหล่ง
พ้ืนท่ีต่าง ๆ นั้นเกิดมีอาชีพการแสดงเพ่ือต้อนรับนักท่องเที่ยว ข้ึนมามากมายจึงเกิดการแข่งขันเพื่อ
เสนอขายรปู แบบการแสดงตา่ ง ๆ

ส่งิ หน่ึงท่จี ะเป็นสิ่งเร้าใจเรียกร้องความสนใจของนักท่องเทีย่ วนัน่ คือเสือ้ ผ้าเคร่ืองแตง่ กายของ
นักแสดงนั่นเอง จึงพบว่ารูปแบบการแต่งกายท่ีเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะชุดการแสดงแบบไทย
อนุรักษ์ท่ีพัฒนารูปแบบการแสดงมจากกรมศิลปากรท่ีคิดค้นประดิษฐ์ไว้อย่างสวยงาม เริ่มเปลี่ยน
บทบาทไปในสังคมปัจจุบัน อาจจะเพ่ือเรียกร้องความสนใจโดยการพัฒนาสีสันให้มีความโดดเด่น
พัฒนาเครือ่ งประดับอนื่ ๆ ที่สะดวกงา่ ย และสามารถนาไปแสดงไดห้ ลาย ๆ ชดุ กจิ กรรม เชน่ กิจกรรม
สาหรับหารายไดข้ องนกั แสดง และกจิ กรรมทางสังคมท่ีนิยมกนั ในปัจจบุ นั ดังนี้

117

1. กิจกรรมสาหรบั หารายไดข้ องนักแสดง

ภาพท่ี 44 ภาพการแต่งกายการแสดงชดุ โบราณคดี 5 สมัย
ทมี่ า : ธรี วัฒน์ ชา่ งสาน, (2560).

จากภาพท่ียกอ้าง จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมการแต่งกายของชุดการแสดงระบาโบราณคดีทั้ง 5
สมยั ที่เป็นชุดระบาอนุรกั ษ์ท่ีผูเ้ ชย่ี วชาญสรา้ งสรรค์ไว้ แตเ่ ดิมมกี ารเปล่ียนแปลงคือ

1. เคร่ืองแต่งกายของระบาทวาราวดี แบบกรมศิลปากร ผมเกล้าสูงกลางศีรษะในลักษณะ
คล้ายลูกจันแบน สวมเกี้ยวรัดผม สวมกระบังหน้า สวมต่างหูเป็นห่วงกลมใหญ่ สวมเส้ือรัดอกสีเน้ือ
(แทนการเปลือยอกตามภาพป้ัน) นุ่งผ้าลักษณะคล้ายจีบหน้านางสีน้าตาลแถวหนึ่งและสีเหลืองอ่อน
แถวหน่ึง มีตาดสีทองตกแต่งเป็นลายพาดขวางลาตัว ห่มสไบเฉยี ง ปล่อยชายไว้ด้านหน้าและด้านหลัง
สวมกาไลข้อมือ ต้นแขนโลหะ และแผงข้อเท้าผ้าติดลูกกระพรวน สวมจ้ีนาง และคาดเข็มขัดผ้าตาด
เงนิ หรอื เขม็ ขดั โลหะ

รปู แบบทีป่ รากฏจากภาพศรี ษะเกล้ามวยสูงไวก้ ลางศีรษะในลักษณะก้อนผมสานตะกร้อ ตาม
รูปแบบสมัยนิยมท่ีต้องการความรวดเร็วเพ่ือสะดวกในการผลัดเปล่ียนเส้ือผ้าเพื่อจะได้แสดงในชุด
อื่น ๆ เสอื้ ในนางใช้สีฉูดฉาดที่อดีตตอ้ งใชส้ ีครมี เพือ่ ใหก้ ลนื กับเน้อื ผวิ ผู้แสดง ส่วนผ้าสไบเปลี่ยนสีอย่าง
เด่นชัดเป็นสีฟ้า ผ้าถุงสีฟ้าท่ีเคยกาหนดไว้ว่าเป็นสีน้าตาลแถว สีเหลืองแถว นอกจากนี้รูปแบบและ
รูปทรงของเครื่องประดับร่างกายทั้งกระบังหน้าต้นแขน ข้อมือ สร้อยคอ เข็มขัด เป็นเคร่ืองขี้รักแบบ
สมยั นิยมที่หาได้ง่าย ไมพ่ ยายามยืนยันรูปแบบต้นแบบที่กรมศิลปากรนาเสนอ

118

2. เคร่ืองแต่งกายของระบาศรวี ิชัยแบบกรมศิลปากร เส้ือรัดอกสีเนื้อ นุ่งโสร่งปาเต๊ะจีบหน้า
นางแถวหน่ึงสีเขียว อีกแถวหน่ึงสีแดง ผ้าคาดรอบสะโพก นุ่งผ้าสีแดงคาดสีเขียว นุ่งผ้าสีเขียวคาด สี
แดง ผ้าสไบเฉียงสีเดียวกับสีคาดสะโพกเย็บติดกับแผ่นโค้งบนไหล่ซ้าย ติดสร้อยตัวริมแผ่นโค้ง 2 เส้น
โบว์เส้นเล็กสอดไว้ใต้เข็มขัด เครื่องประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ต้นแขน กาไล
ขอ้ มอื ศรี ษะเกล้าผมมวยไว้ท้ายทอย ใสเ่ ก้ยี ว ปักปิน่ และ กระบงั หนา้

รปู แบบที่ปรากฏจากภาพยังยืนยนั รูปแบบในลักษณะเดิม อย่างไรก็ตามพบส่งิ แปลกนน่ั คือผ้า
รัดสะโพกใช้ผ้าสไบแขกมีลายขวางกับเนื้อผ้าแทนจะเป็นผ้ารัดสะโพกที่มีรูปแบบของผ้าเดียวกับผ้า
สไบ นอกจากนี้เครื่องประดับทั้งต้นแขน ข้อมือ กระบังหน้า ล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่เพ่ือเรียกร้อง
ความสนใจของผู้ชม ซ่งึ แตกตา่ งจากเคร่อื งประดับทีเ่ ป็นต้นแบบของกรมศลิ ปากรทกี่ ลา่ วข้างต้นทกุ ช้นิ

3. เคร่ืองแต่งกายของระบาลพบุรีแบบกรมศิลปากร การแต่งกาย เส้ือสีเน้ือ คอกลม แขนส้ัน
เหนือศอก ติดแถบทองรอบคอตลอดระหว่างอกและรอบเอว เส้ือตัวเอกปักด้ินเป็นลายดอกประจา
ยามหนึ่งดอกตรงระหว่างอก กระโปรงเย็บสาเร็จแบบทบซ้อนหน้า ชายล่างโค้งมน ยาวคลุมเข่า ประ
ดิ้นลายประจายามประปราย มีผ้าตาดสีทอง ติดทาบชายกระโปรง ตัวเอกกระโปรงส้ม หมู่ระบา
กระโปรงสฟี ้า ผา้ รัดสะเอวมสี ายผูกคาดไปขา้ งหลัง ปักดิน้ มลี วดลายเฉพาะด้านหน้า ผ้าคลุมสะโพก
สีม่วงอ่อน ชายแหลมมนแยกเป็น 2 ชิ้น ตัวเอกผ้าคลุกจะทาบริมด้วยผ้าตาด สีเงิน ตัวรองผ้าคลุมจะ
ทาบด้วยผ้าตาดสีทอง เคร่ืองประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ต้นแขน กาไล ข้อมือ
กาไลเท้า ศีรษะใส่ครอบแบบประกอบสาเร็จรปู ประดบั ดว้ ยเกยี้ ว พไู่ หมสเี งนิ

รูปแบบที่ปรากฏจากภาพมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ รูปแบบของเส้ือ
นักแสดงแบบเก่าเป็นเสื้อมีแขนสีเน้ือ แต่จากภาพท่ีปรากฏนี้เป็นเสื้อเกาะอกไม่มีการตกแต่งลายเสื้อ
กระโปรงไมย่ ืนยันวา่ เป็นตัวเอกหรือตัวหมู่ระบา เพราะสสี ันไมร่ ะบวุ ่าจะเป็นตัวแสดงประเภทใด แบบ
เก่าไมม่ ีกรองคอแต่ท่ีปรากฏนมี้ ีกรองคอทาจากข้ีรกั เป็นลายดอกไม้ประดับตกแต่ง มีสังวาล ศีรษะไม่มี
ลกั ษณะเป็นครอบแตเ่ ป็นลกั ษณะกระบงั หนา้ รูปแบบบายน ประดบั พ่ไู หมสเี งนิ

4. เครื่องแต่งกายของระบาเชียงแสนแบบกรมศิลปากร เคร่ืองแต่งกายของระบาเชียงแสน
ประกอบด้วย เส้ือรดั อกสีเนื้อ เส้ือลูกไม้สีเหลืองติดริมด้วยแถบผ้าตาดสีทอง ซิ่นเชิงแบบป้ายข้างแถว
หนึ่งสีแดง อีกแถวหน่ึงสีทอง เครื่องประดับ ประกอบด้วย เข็มขัดมีเชือกห้องทิ้งชายพู่ลงมาด้านหน้า
ท้ังสองข้าง สร้อยคอ ตา่ งหู กาไลข้อมอื และกาไลขอ้ เท้า และแต่งทรงผมตง้ั กระบังหน้าประดบั โลหะสี
เงนิ เกล้าผมมวย ไว้ดา้ นหลัง ติดดอกกลว้ ยไมข้ ้างหูซ้าย

รูปแบบที่ปรากฏจากภาพเป็นชุดฟ้อนของนางราทางเหนือที่มีความใกล้เคียงกับแบบระบา
เชยี งแสน มีผ้าสไบพาดไหล่ตามรปู แบบของกรมศิลปากรเกา่ ไม่มีนอกจากน้ี นักแสดงเกล้ามวยประดับ
ด้วยป่ินปักผมตามความนิยมของนักแสดงในปัจจุบัน รูปแบบของกระบังหน้าประดับโลหะสีเงินแบบ
เก่าไม่มใี นชุดการแสดงเชียงแสนท่ีกลา่ วอ้าง

119

5. เครื่องแต่งกายของระบาสุโขทัยแบบกรมศิลปากร เสื้อรัดอกสีชมพู กระโปรงยาวกรอม
เท้าสีส้ม ติดลูกไม้สีขาวระบายเป็นช้ัน ๆ ผ้ารัดสะเอวสีดา ผ้าห้อยข้างสีเขียวอ่อน กรองคอ ต้นแขน
ข้อมือ ต่างหู ศีรษะตัวเอกใส่ศิราราภรณ์มงกุฎอัปสร หมู่นางราเกล้าผมเป็นมวยสูง ใส่เกี้ยววงสามช้ัน
ยอดแหลม

รูปแบบที่ปรากฏจากภาพของนักแสดงระบาสุโขทัยทั้งกรองคอที่มีรูปทรงท่ีใหญ่ข้ึนเปลี่ยน
รูปแบบจากชายครุยสีทองเป็นการร้อยเม็ดลูกปัดเพื่อให้ใหญ่และเด่นข้ีน รับกับรัดสะโพกที่ปรับ
ตกแต่งชายให้มีลูกปัดห้อย อย่างไรก็ตามชุดระบาสุโชทัยแบบเดิมนั้นใช้กระโปรงยาวกรอมเท้าและมี
การตกแตง่ ด้วยระบายเปน็ ชน้ั ๆ ซึ่งในภาพทใี่ ช้แสดงสาหรับการตอ้ นรบั ในชุดดังกล่าวเป็นกระโปรงรูด
เอวยาวกรอมเท้าสที อง ไมม่ ีผ้าหอ้ ยข้างหอ้ ยหนา้ ตามแบบด้งั เดิม

จากชุดเสื้อผ้าของนักแสดงระบาโบราณคดีที่กล่าวอ้างข้างต้นน้ี ทาให้เห็นความเปลี่ยนแปลง
ของรูปแบบเส้ือเคร่ืองแต่งกายของนักแสดงในปัจจุบันที่พบเห็น หากมีข้อคาถามว่าการแต่งกาย
ลักษณะดงั กล่าวน้ีผิดจารีตหรอื ไม่ก็นา่ จะไมส่ ามารถตอบได้ คงต้องเป็นไปตามเหตผุ ลความจาเปน็ ของ
การนาเสนอ กล่าวคือถ้าหากนาเสนอเพ่ือเป็นชุดการแสดงในเชิงอนุรักษ์แบบการแสดงของไทย การ
แตง่ กายลักษณะดังกล่าวคงจะไมเ่ หมาะสม ผ้จู ัดชุดการแสดงจะตอ้ งตรวจสอบลักษณะการแตง่ กายใน
เชงิ อนุรักษ์ให้เหมาะสมใหม้ ากที่สดุ ตามแบบท่ีกรมศิลปากรนาเสนอ

อย่างไรก็ตามถ้าหากเป็นชุดการแสดงที่จะนาเสนอเพื่อนักท่องเที่ยวที่ต้องคานึงถึงระบบ
เศรษฐกิจ การสร้างชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย การต้องคานึงถึงจานวนของนักแสดงท่ีต้องลดหย่อน
เรื่องค่าตัวค่าเบี้ยเลี้ยง สาหรับการประกอบอาชีพ ก็อาจกระทาได้เพราะเคร่ืองแต่งกาย เสื้อผ้า หน้า
ผมของนักแสดงงา่ ยต่อการปรับเปล่ยี นเครอ่ื งแต่งกายจากชุดหน่ึงไปยังอีกชุดหนึ่ง เฉพาะอยา่ งยิ่งชุดที่
ใชเ้ ครอื่ งประดับใกล้เคยี งกนั

2. กจิ กรรมทางสงั คมที่นิยมกันในปจั จุบนั
กิจกรรมทางสังคมที่นิยมกันในปัจจุบันน้ีเป็นส่วนหนึ่งท่ีทาให้รูปแบบการแต่งกายที่เคย

เป็นวัฒนธรรมทางการแสดงและวถิ ชี วี ิตเปล่ยี นรูปแบบไปจนทาให้เปน็ ส่ิงนา่ สนใจ อาทิ
2.1 สามารถนาไปเรียกร้องความสนใจประกอบสินค้าอย่างรีเจนซี่ได้นาเสนอรูปแบบการ

แต่งกายทีน่ ่าสนใจต่าง ๆ มาเรยี กรอ้ งการขายสนิ ค้าจนเป็นที่นยิ มอย่างกว้างขวาง

120

ภาพที่ 45 ภาพการแตง่ กายโฆษณารเี จนซ่ี
ทม่ี า : Tequila Ging, (2562).

2.3 สามารถนาไปเรียกร้องความสนใจการจัดกิจกรรมท่ีดีงามของสังคมให้คนหันมานิยม
ไทย รกั ประเทศไทยและภาคภมู ิใจในความเปน็ ไทยผ่านสอื่ การแต่งกายแบบไทย อยา่ งในงานอนุ่ ไอรกั
คลายความหนาว สายน้าแห่งรัตนโกสินทร์ ที่มีการจัดอย่างต่อเน่ืองของประเทศไทย หน่ึงในกิจกรรม
ที่เรียกร้องความสนใจให้คนหลั่งไหลไปท่องเที่ยวนั้นมีการนาเสนอให้คนเข้าร่วมงานแต่งกายด้วยผ้า
ไทยในลักษณะตา่ ง ๆ นนั่ เอง

ภาพที่ 46 ภาพการแตง่ กายผูเ้ ข้าร่วมงาน “อุ่นไอรกั ”
ทีม่ า : ธนาคารอาคารสงเคราะห์, (2561).

121
2.4 ชุดประจาชาตกิ ับการประกวดสาวงามระดับโลก ในปัจจบุ ันนี้การประกวดสาวงามใน
เวทตี ่าง ๆ หันมาให้ความสาคญั กบั การแต่งกายดว้ ยผ้าไทย ทเี่ ห็นได้ชดั และได้รบั ความสนใจน้นั คือเวที
มิสยูนิเวอร์ส ในปี2018 ให้ความสาคัญกับประเทศไทยเพราะได้รับการเป็นเจ้าภาพในเรื่องสถานท่ี
จัดการประกวด ถึงแม้ประเทศไทยไม่ได้รางวัลแต่ก็ได้รับความช่ืนชมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้มีการ
ประชาสัมพันธ์การประกวดมิสเวิร์ลคร้ังแรกในประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์โดยให้มิสเวิร์ลในปี
2018 จากประเทศต่างๆ ใสช่ ดุ ไทยในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสวยงามมานาเสนอในสื่อเพอื่ ประชาสมั พนั ธ์
กิจกรรมการประกวดในปี2019น้ี

ภาพท่ี 47 ชดุ แต่งกายประจาชาตขิ องสาวงามจากประเทศไทยในการประกวดมิสยูนเิ วอรส์
ท่ีมา : thicha.t, (2018).

122

ภาพที่ 48 ชุดเครอื่ งแต่งกายการประชาสัมพนั ธ์มสิ เวริ ์ล2019
ทมี่ า : olive, (2019).

สรปุ

รูปแบบการแต่งกายในวิถีชีวิตตามยุคสมัยท้ัง ทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย
อยุธยาธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ท่ีนาเสนอข้างต้น อิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับการแต่งกายไทยน่าจะเกิด
จากรสนิยมความชอบในเวลาน้ันเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งส่ือสารที่ศึกษาได้จากสถาปัตยกรรม
ประเพณีวฒั นธรรมปฏิบัติที่ดีงามของคนในแต่ช่วงของการศึกษา อย่างไรก็ตามเมื่อพัฒนาเป็นรูปแบบ
การแสดง พบว่ามีความหลากหลายของชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกวยตามความเช่ือ ความศรัทธา โดยสื่อ
ผ่านให้เห็นตามส่ือต่าง ๆ ทผี่ ลติ ออกมาอย่างมาย เช่น ระบาทวารวดี ระบาศรีวิชัย ระบาลพบุรี ระบา
เชียงแสน และระบาสุโขทัย การแต่งกายท่ีนาเสนอเป็นแบบอนุรักษ์ที่สวยงามของกรมศิลปากร
อย่างไรก็ตามในนอกกรอบของการอนุรักษ์เชิงศิลปากรน้ัน ได้มีการพัฒนาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของ
นักแสดงใหเ้ หมาะสมกบั ยคุ สมัยทต่ี ้องการความเรง่ รบี และใช้ประโยชน์ไดม้ ากหลายกิจกรรมจึงพัฒนา
เสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายเลียนแบบของเก่า แต่หยิบยืมเคร่ืองประดับจากชุดการแสดงอื่น ๆ มานาเสนอ
เพอื่ ประโยชน์ของการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม นอกจากน้ีมีรปู แบบการแต่งกายนอกแบบแผนกรมศิลปากรท่ีใช้
อยู่ในปจั จุบนั น้ี เป็นเรอื่ งของประชานิยมและกิจกรรมอ่ืน ๆทีส่ ่งเสริมใหม้ ีตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น การ
ประกวดความงามเพือ่ เรียกร้องความสนใจในสื่อประชาสัมพันธ์ และอ่นื ๆ ดังทีไ่ ด้นาเสนอแลว้

123

คาถามทบทวน

คาชแ้ี จง จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ีมาให้ถูกตอ้ ง
*******************************************************************************************
1. นกั ศึกษาคดิ วา่ สถาปัตยกรรมกับวถิ ีชวี ิตมีอิทธพิ ลทเี่ กดิ กบั การแตง่ กายอย่างไร จงอธิบาย
2. รูปแบบสถาปัตยกรรมของสมยั ลพบุรที ่ีเรยี กวา่ ศลิ ปะแบบบายนเปน็ เพราะเหตุใด
3. โบราณจารย์คิดประดิษฐ์เส้ือผ้าเครื่องแต่งกายในชุดระบาโบราณคดีมาจากอะไรบ้าง จงอธิบาย
และยกตัวอยา่ งประกอบ
4. ชุดโบราณคดี 5 สมัย มีชุดอะไรบ้าง ตามความคิดเห็นของนักศึกษาสมัยใดสวยงามที่สุด เพราะ
เหตุใด
5. ปจั จุบันโลกาภวิ ัตน์ทาใหล้ กั ษณะของการแต่งกายเพอ่ื การแสดงมีการเปลยี่ นแปลง จงวเิ คราะห์
ความนา่ จะเป็นว่ามาจากสาเหตุใด เพราะเหตใุ ด

124

บทที่ 3

เครื่องแตง่ กายละครรา

บทน้ีเป็นการรวบรวมองค์ความรู้เรื่องการแต่งกายของละครรา เพื่อสร้างความเข้าใจท่ีลึกซ้ึง
ของวิวัฒนาการ พัฒนาการของเครื่องแต่งกายละครราต้ังแต่อดีตจนปัจจุบัน จากนั้นให้รายละเอียด
ขององค์ประกอบที่ต้องรู้จักสาหรับเป็นฐานความรู้ก่อนจะมีการปฏิบัติการแต่งกายละครราได้ ช้ี
ประเด็นลักษณะการแต่งกายละครราแบบกรมศิลปากร การแต่งกายโขนพระราชทานหรือโขนของ
มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ การฝึกแต่งกายละครราแบบพระ นาง การแต่งกายละครพันทาง การแก้ไข
การแตง่ กายละครไทย และการเก็บรักษาเคร่อื งแต่งกาย ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้

ประวตั ิเครอื่ งแต่งกายละครราในประเทศไทย

ประวัติเคร่ืองแตง่ กายละครราในประเทศไทย ชวลติ สุนทรานนท์และคณะ, (2547 : 20-32).
เรียบเรียงพัฒนาการของการแสดงศิลปะละครราของไทยตั้งแต่ สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัย
รัตนโกสินทร์ ดงั นี้

1. เคร่อื งแตง่ กายละครราสมยั อยธุ ยา(พ.ศ.1983-2310)
เครื่องแต่งกายละครราสมัยอยุธยายุคเริ่มต้นไม่มีการยืนยันว่ามีการแต่งกายลักษณะใด

เพียงการกล่าวอ้างว่ามีพิธกี รรมของราชสานักปรากฏเป็นกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี
1 (อู่ทอง)บันทึกเม่ือ พ.ศ.2901 กล่าวถึงมหรสพหลายชนิดในพิธีสมโภชต่าง ๆ อาทิ พระราชพิธี
สมโภชช้างสาคัญ พระราชพิธีสนานใหญ่ พิธีอาสยุร พิธีจองเปรียง พระราชพิธีเผด็จศก ในกฎ
มณเฑียรบาลกล่าวถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกชักนาคดึกดาบรรพ์ มีการกล่าวถึงผู้แสดงแต่งเป็นอสูร
100 คน แต่งเป็นเทวดา 100 คน แต่งเป็นวานร 100 คน มีผู้แสดงแต่งตัวเอกคือ พาลี สุครีพ และ
มหาชมพู นอกจากนั้นยังมีผู้ร่วมพิธีเป็นขุนนางอีกมากมาย จากหลักฐานที่กล่าวอ้างน้ีผู้เรียบเรียงมี
ความคิดเห็นว่า หากกล่าวอ้างได้ว่า มีการแต่งเปน็ อสูร(น่าจะเปน็ ตัวละครฝา่ ยยักษ์) เทวดา (น่าจะเป็น
ตัวละครฝ่ายมนุษย์ เทพ เทวา) และวานร (น่าจะเป็นตัวละครฝ่ายลิง) ท้ังหมดท่ีกล่าวเป็นตัวละคร
หลัก ๆ ในการแสดงโขนเร่ืองรามเกียรต์ิ การจะนาเสนอให้เหน็ ว่าตัวละครใดเป็นยักษ์ ตวั ละครใดเป็น
เทวดา ตัวละครใดเป็นลิง น่าจะมีสัญลักษณ์บ่งบอกชาติพันธุข์ องตัวละครอย่างเด่นชัด พรอ้ มกันนี้ยงั มี
การกล่าวอ้างว่า แต่งเป็นตัวเอก พาลี สุครีพ และมหาชมพู ยิ่งน่าจะยืนยันได้มากไปกว่าเดิมว่าคงมี
เคร่อื งแตง่ กายเกิดข้นึ แล้วในยุคนนั้

นอกจากน้ียังอ้างถึงนักวิชาการชี้แจงเร่ืองเครื่องแต่งตัวของนายโรงของการเล่นละครนอก
แบบโนห์ราชาตรีว่า นุ่งสนับเพลาเชิงกรอมถึงข้อเท้า นุ่งผ้าหยักรั้ง จีบโจงไว้หางหงส์ สวมเคร่ือง

125

อาภรณ์กับตัวเปล่า ไม่ใส่เส้ือ และศีรษะสวมเทริดเป็นแบบเครื่องต้นท้าวพระยาแต่ดึกดาบรรพ์
เหมือนรูปภาพคร้ังกรุงเก่า มีรูปเทวดาที่จาหลักบานซุ้มประตูพระเจดีย์วัดพระศรีสรรเพชรญ์ ใน
อยุธยาพิพิธภณั ฑสถาน และรูปเทวดาทเ่ี ขยี นไว้หลงั บานประตพู ระอโุ บสถวัดใหญ่เมืองเพชรบุรี

ภาพที่ 49 รปู เทวดาทจ่ี าหลักบานซ้มุ ประตูพระเจดีย์วัดพระศรสี รรเพชรญ์
ทม่ี า : ชวลิต สนุ ทรานนทแ์ ละคณะ, (2547 : 19).

พร้อมชี้แจงว่าเคร่ืองแต่งกายแบบนี้เกิดขึ้นในราชธานีกรุงศรีอยุธยาแล้วจึงแพร่หลายลงไป
และยืนยันว่าการแต่งกายของตัวละครโดยเฉพาะโนห์ราชาตรีคงมีการแต่งกายเพียงตัวเดียวในหนึ่ง
คณะคือตัวนายโรง มีการยืนยันว่าต่อมาเม่ือมีคนดูมากข้ึนเส้นทางของการหาเล้ียงชีพทางการแสดง
สะดวกขึ้น จึงเกดิ การแก้ไขกระบวนเล่นละครแขง่ ขันกันมากขึน้ จึงคิดเพ่ิมตวั ละครให้มากข้ึน และคิด
เคร่ืองแต่งกายตัวละครขึ้นตามลาดับ และเพ่ิมเติมว่าละครนอกที่เล่นชั้นแรกเห็นจะแต่งตัวแบบคน
สามัญ แต่งให้รัดกุมทาบทบาทได้ ถา้ หากจะเล่นเป็นตัวต่างเพศก็เอาเครือ่ งประดับประกอบเข้าพอให้รู้
ว่าทาบทเป็นตัวใด เช่น เอาผ้าขาวม้าห่มสไบเฉียงให้รู้ว่าทาบทเป็นหญิง ส่วนเคร่ืองแต่งตัวละคร
ลักษณะแบบยืนเครื่องพระ เครื่องนางเข้าใจว่าเป็นชุดที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในช้ันหลัง พร้อมกันน้ีได้ชี้
แสดงว่าในละครโรงหน่ึงเห็นจะแต่งยืนเครื่องเพียงตัวเดียว จึงเรียกว่าตัวยืนเคร่ือง ต่อมาจึงคิด

126

ประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวละครข้ึนใหม่อีก 2 อย่าง เป็นตัวยืนเคร่ืองพระอย่างหน่ึง เป็นเครื่องนางอย่าง
หนง่ึ

สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301) มีละครผู้หญิงเกิดข้ึนในราชสานักที่
เรยี กว่า “ละครใน” ท่ีปรากฏในปุณโณวาทคาฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทราย กล่าวถึงงานสมโภช
พระพุทธบาทการเกิดละครใน ตรงกับที่สมเด็จฯกรมพระยาดารงราชานุภาพอธิบายว่ามีแบบเครื่อง
ละครที่คิดขึ้นใหม่แก้ไขให้ผิดกับแบบเก่า เป็นต้นว่าตัวยืนเครื่องให้นุ่งสนับเพลาชักเชิงขึ้นไปถึงเหนือ
น่อง นุ่งผ้าก็ลดเชิงลงมาถึงเข่าไม่หยักรั้งอย่างแต่กอ่ น และใหใ้ ส่เส้อื ตลอดจนปลายแขนไม่แต่งตวั เปล่า
เหมือนละครโนห์ราชาตรี ส่วนเครื่องแต่งตัวนางนั้นนุ่งผ้าจีบกรอมถึงท้องน่องและห่มผ้าแถบ สะพัก
สองบ่าพาดชายไปด้านหลงั ไวช้ ายเสมอน่อง

ชวลิต สุนทรานนท์ และคณะ, (2547 : 30). อ้างว่ามีภาพตัวนางที่มีเคร่ืองแต่งตัวท่อนบน
ด้วย คือภาพนางราในระบาหนา้ ช้างจากเรอ่ื งรามเกียรต์ิ ตอนศึกพรหมมาสตร์ เป็นภาพเขียนประเภท
ลายรดน้าบนฉากก้ันห้อง ศิลปะสมยั อยธุ ยาตอนปลาย(พ.ศ.2246-2310) ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ด้านหลัง
แท่นบษุ บกที่ประดษิ ฐานพระพทุ ธสิหงิ ค์ในพระท่ีน่ังพุทไธสวรรย์พิพิธภฑั สถานแหง่ ชาติพระนคร

ภาพที่ 50 ภาพนางราในระบาหน้าชา้ ง บนฉากลายรดน้า
ทม่ี า : ชวลิต สุนทรานนท์ และคณะ, (2547 : 25).

สไบของนางราจากภาพมีลักษณะเหมือนผ้าคล้องไหล่บนตัวเปล่าท่ีเห็นได้ชัดว่าเป็นผ้าคล้อง
ไหล่ คือชายผ้าทัง้ สองชายของนาราตัวหน่ึงความยาวไม่เท่ากัน และสน้ั แค่สะโพก ลักษณะการหม่ ก็บ่ง

127

ชดั ว่าคล้องไว้แค่หน้าอก ผืนผ้ายังบังหน้าอกไม่มิด จากลักษณะเคร่ืองแต่งตัวนางราทั้งสองในฉากลาย
รดน้าน้ัน พบว่ามีการนุ่งผ้าหน้านาง มีผ้าสไบ กรองคอ และมีเครอ่ื งประดับ เช่น จี้นาง สังวาล รัดต้น
แขน กาไลข้อมือ และเครื่องประดับเอว (ท่ีน่าจะเรียกว่าสะเอ้งหรือสะอ้ิง) ส่วนเครื่องประดับศีรษะมี
ทงั้ แบบ“เก้ียวยอด”ทีใ่ ช้กับผมปีก และ“มงกฎุ กษัตริย์ทรงเทรดิ ”

2. เครอื่ งแตง่ กายละครไทยสมัยธนบรุ ี (พ.ศ.2310-2325)
สมัยธนบุรีนั้นบ้านเมืองเผชิญกับปัญหาความยากจนเพราะเพ่ิงเสร็จส้ินสงคราม และใน

ขณะนั้นยังต้องทาสงครามปราบปรามจลาจลตามหัวเมืองต่าง ๆ เป็นนิจ นาฏศิลป์ไทยเกิดความ
สูญเสียอย่างมหาศาล หลังจากท่ีไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยา แก่พม่าได้ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึก
จานวนมาก และในบรรดาเชลยศึกน้ันก็มีครูนาฏศิลป์รวมอยู่ด้วยหลายท่านจึงจาเป็นต้องใช้เวลาใน
การสรา้ งสมความเป็นประณีตทางการแสดงละคร

ปีพ.ศ.2312 พระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปปราบเมืองนครศรีธรรมราช ที่เจ้าเมืองแข็งข้อไม่
ขึ้นกับกรุงธนบุรี ผลของสงครามเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแพ้ จึงนาตัวเจ้าพระยานคร(หนู) บุตร
บริวารและละครผหู้ ญิงขึ้นมากรงุ ธนบุรี เจ้าพระยานครมีหมอ่ มช่ือทองเหนี่ยว มีบุตรี 3 คน คือคุณชุ่ม
คุณปราง และคุณฉิมภายหลังท้ัง 3 คนเป็นครูฝึกหัดละครผู้หญิงของหลวงในราชสานักธนบุรีอยู่นาน
ถึง 7 ปี คุณปราง และคุณฉิม ถวายตัวเป็นบาทบรจิ ารกิ าในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อคุณฉิม
ไดเ้ ปน็ พระสนมเอกมีพระเจ้าลกู เธอสองพระองค์ คือเจา้ ทศพงษ์ ภายหลงั เป็นพระพงษน์ รนิ ทร์และเจ้า
ทัศภัย และตอนหลังไดเ้ ปน็ พระอทิ รอภยั

พระเจ้ากรงุ ธนบุรีทรงมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับเจ้าพระยานคร ทาให้นาฏศิลป์ไทยที่
เกือบจะสูญหายไปกลับได้รับการฟื้นฟูอีกคร้ังเพราะว่าเมื่อใดที่มีการจัดพิธีสมโภชก็จะมี ละครของ
เจ้าพระยานครแสดงอยู่เป็นประจา และนอกจากน้ีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยังทรงโปรด
รวบรวมและชาระบทละครนอกท่ีชารุดเสียไปเม่ือครั้งเสียกรุงข้ึนใหม่ คือการเกษ คาวี ไชยทัต พิกุล
ทอง พิมพ์สวรรค์ พิณสุริยวงศ์ มโนห์รา โม่งป่า มณีพิชัย สังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย สุวร รณศิลป์
สุวรรณหงส์ โสวัต ไกรทอง ไชยเชษฐ พระรถ ศิลป์สุริยวงศ์ รวมทั้งทรงพระราชนิพนธ์บทละคร
สาหรับการแสดงละครหลวงคือ รามเกียรติ์ ตอน หนุมานเข้าห้องนางวานริน วิรุฬจาบังล้ม ท้าว
มาลวี ราชวา่ ความ ทศกัณฐ์ต้งั พิธีเผารปู เทวดา พุ่งหอกกบิลพัสต์ หนมุ านผูกผมทศกัณฐก์ ับนางมณโฑ
และปล่อยมา้ อุปการและบตุ รลพ (ชวลติ สุนทรานนท์ และคณะ. 2547 : 33-35).

สมัยธนบุรีนี้ยังไม่เห็นหลักฐานท่ีแน่ชัดในเรื่องเคร่ืองแต่งกายละคร แต่ยังมีความน่าเช่ือว่าใน
ยุคนี้การละครต้องเฟ่ืองฟู เพราะมีการประชันขันแข่งกัน คณะละครจะต้องเตรียมตัวเตรียมความ
พร้อม ทั้งกระบวนการร่ายรา และการแต่งกาย ที่ต้องวิจิตรตระการตา เพราะการแต่งกายได้มีการ
พัฒนามาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงน่าจะเชื่อได้ว่าในสมัยนี้ชุดเครื่องแต่งกายละครก็ต้องสวยงามมี
พฒั นาการทีด่ ขี ึ้นสมบรู ณ์มากขนึ้

128

3. เคร่ืองแต่งกายละครไทยสมัยรตั นโกสินทร์
เครื่องแต่งกายละครไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ชวลิต สุนทรานนท์ และคณะ, (2547 : 36-

95). สรปุ ลักษณะการแต่งกายละครตามรชั กาลต่างๆ ดังน้ี
3.1 สมัยรชั กาลท่ี 1 (พ.ศ.2325-2352)
สมัยรัชกาลที่ 1 การละครได้รับความนิยมมากข้ึนมีการแข่งขันกันในด้านต่าง ๆ

รวมท้ังด้านเครอ่ื งแต่งกายละครดว้ ย แต่ดว้ ยเคร่ืองแต่งกายยืนเครื่อง และเคร่อื งแต่งตัวนาง มรี ูปแบบ
มาบ้างแล้วต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนสมัยธนบุรีมีการปรับปรุงในลักษณะดัดแปลงเพ่ิมเติมบางสิ่ง
บางอยา่ งขึ้นเพ่ือให้ได้รูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะเครื่องประดบั ศีรษะที่มีแบบเพิ่มขึ้นจาก
เดิมหลายแบบ ทั้งน้ีคงเป็นเพราะเพื่อให้ตัวละครได้ใช้ให้ตรงตามฐานานุศักดิ์ ของตัวละคร เช่น ตัว
พระ มีมุงกุฎ มงกุฎกาบ และชฎาเดินหน ตัวกุมาร มีเก้ียวกับป่ินปักผม ตัวนาง มีเก้ียวกับปิ่นปักผม
กระบังหนา้ กับเกีย้ วรดั มวย มงกุฎ และศโิ รเพฐน(์ เกย้ี วยอด)

เส้ือของตัวละครยืนเครื่องในสมัยรัชกาลท่ี1 มีการกล่าวถึงการใส่เส้ือของตัวละครในบท
ทรงเครอื่ งเป็น3 ลกั ษณะ คือ ใส่เสื้อแขนยาวตัวเดียว ใสเ่ สื้อแขนยาวซ้อนดว้ ยแขนสน้ั และใส่เส้อื แขน
สั้นตัวเดียว มีการกล่าวถึง “อินทรธนู” ด้วยเช่นกัน แต่สันนิษฐานว่าอินทรธนูน่าจะเป็นของท่ีเกิดข้ึน
ในช่วงปลายสมัยรชั กาลท1่ี เพราะไม่มีปรากฏอยู่ในบททรงเครื่องของรามเกยี รต์ิ บทพระราชนิพนธ์ใน
รัชกาลท่ี1 แต่มีปรากฏอยู่ในบททรงเคร่ืองเร่ือง “อิเหนา” ซ่ึงแต่งหลังรามเกียรติ์นั่นเอง ในสมัย
รชั กาลที่1 นนั้ เสอ้ื ของตัวละครมีทั้ง 2 แบบ คือ แบบแขนสัน้ ตดิ กนกปลายแขน และแบบแขนยาวติด
อนิ ทรธนู

ภาพท่ี 51 ภาพจาหลกั ไม้ปดิ ทองประดับกระจก ตวั ละครพระและนาง
ทม่ี า : ชวลิต สนุ ทรานนท์ และคณะ, (2547 : 38).

129

ภาพท่ีอ้างจะเห็นว่าตัวละครมีการนุ่งผ้าจบี โจงไว้หางหงส์ ใส่เส้ือซ้อนกัน 2 ตัว เส้ือแขนส้นั มี
กนกปลายแขน ปลายกรองคอเหนือหวั ไหล่เชดิ งอนข้ึนคล้ายอนิ ทรธนู แต่ไม่มอี นิ ทรธนู เครอื่ งประดับ
ศีรษะเป็นมงกุฎ(ทรงมงกุฎที่มีเกี้ยว 2 ชั้น) เครื่องแต่งตัวนาง มีการห่มสไบลักษณะเดียวกันกับภาพ
“นางรา” คือผ้าคล้องไหล่ ริมผ้าด้านหน้าลาตัวสั้น และไม่ได้เก็บไว้ในขอบผ้านุ่ง เคร่ืองประดับศีรษะ
เป็น “เก้ียวยอด” นอกจากน้ียังมีการยืนยันว่าวัสดุที่ใช้ปักเครื่องแต่งกายละครนั้นมีวัสดุชนิดต่าง ๆ
เช่น เล่ือม ตาดแล่ง ไหมสี และเครื่องทอง

สมัยรัชกาลที่ 1 มีการประดษิ ฐก์ ารแต่งกายยืนเครื่อง ให้มีรปู แบบที่ใกล้เคียงกับเคร่ืองต้นอยู่
มาก รชั กาลท่ี1จึงทรงออกพระราชกาหนดไว้ในกฎหมายตราสามดวง ห้ามมิให้เจ้านายและขา้ ราชการ
ที่รวบรวมผู้คนขึ้นฝึกหัดโขน- ละครข้ึนใหม่ ตลอดจนคณะละครท่ัวไป คิดแบบอย่างสร้างเครื่อง
แต่งกายโขนละครให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องต้น จากพระราชกาหนดในเรื่องเคร่ืองแต่งกาย
ละคร ที่อ้างอาจเป็นข้อสันนิษฐานว่า เครื่องแต่งกายยืนเคร่ืองของละครรา ในสมัยอยุธยาอาจไม่ได้มี
การนุ่งผ้าแบบจีบโจงไว้หางหงส์มาก่อน แต่พอต้นกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้มีการนุ่งผ้าแบบจีบโจงไว้
หางหงสต์ ามอย่างเครอื่ งตน้ ขนึ้

3.2 สมัยรัชกาลท่ี 2 (พ.ศ.2352-2367)
สมัยรัชกาลที่ 2 ละครต่าง ๆ ทั้งละครเจ้านายหรือละครของชาวบ้าน ลดการ

แข่งขันในด้านการสร้างเคร่ืองแต่งกายละคร โดยเฉพาะท่ีมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกับเคร่ืองต้น เพราะ
ประกาศห้ามว่าด้วยเครื่องแต่งกายละคร ในสมัยรัชกาลที่1 น้ันยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ สมัยน้ีมีการ
ประดิษฐ์เครื่องประดับศีรษะขึ้นใช้แทนผ้าโพกศีรษะเรียกว่า ปันจุเหร็จ เป็นของท่ีประดิษฐ์ข้ึนแต่ง
ละครหลวงเม่ือรัชกาลที่ 2 เดิมนั้นเป็นเคร่ืองสาหรับแต่งปันหยีกับอุณากรรณในละครอิเหนาแทน
ผ้าคาดโพกศีรษะ ต่อมาผู้ประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวละครอาจจะเห็นว่าการใช้ผ้าโพกศีรษะ เป็นส่ิงไม่
คงทนถาวร และไม่เหมาะสมกับชุด เคร่ืองแต่งกายยืนเครื่อง จึงประดิษฐ์เครื่องประดับศีรษะท่ีมี
รปู แบบทีท่ าเลยี นแบบผ้าโพกศีรษะ โดยใชว้ ัสดุอ่ืนทค่ี งทนแทน

130

ภาพที่ 52 ภาพการแต่งกายยนื เครือ่ งของละครผู้หญิง
ท่ีมา : ชวลติ สนุ ทรานนท์ และคณะ, (2547 : 47).

การใช้วัสดุสาหรบั ปักเครื่องละครในสมัยรัชกาลท่2ี มีการใช้วัสดเุ พ่มิ ข้ึนจากในสมยั รชั กาลที่1
หลายชนิด คือ เล่ือม เงินดุม ปีกแมงทับ ทองแล่ง และไหมทอง ซ่ึงเป็นวัสดุท่ีใช้ในการปักแบบ
“หักทองขวาง”การปักเคร่ืองละครแบบน้ีมีเทคนิคค่อนข้างมาก ดว้ ยการใชไ้ หมทองล้วน ๆ ในการปัก
วางไหมทองบนด้านหน้าของตัวลายยึดด้วยเส้นด้าย จากทางด้านหลังของผืนผ้า แล้วหักเส้นไหมทอง
ทบไปทบมาอย่างเป็นระเบียบตามแนวทแยง หรือเกือบเป็นแนวขวางอยู่บนด้านหน้า ของตัวลายด้าน
เดยี วจงึ เรยี กว่า“หักทองขวาง”

3.3 สมยั รัชกาลท่ี 3 (พ.ศ.2367-2394)
สมัยรัชกาลที่ 3 เม่ือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จข้ึนครองราชย์

ทรงให้เลิกโขนและละครของหลวงทั้งหมดและไม่ให้มีการเล่นอีกตลอดรัชกาลเนื่องด้วยทรงรังเกียจ
การเลน่ โขนและละครเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทรงทราบว่าผู้มีบรรดาศกั ดิ์ทา่ นใดหัดละครขึ้น จงึ มิได้
ทรงห้ามปราม รัชกาลน้ีมีการผ่อนผันพระราชกาหนดเคร่ืองแต่งกายยืนเคร่ือง เพราะเม่ือละครในวัง
งดการเล่นแต่คณะละครบรรดาศักด์ิต่าง ๆ ยังมีการเล่นกันอยู่หลายคณะ พระราชกาหนดว่าด้วย
เคร่ืองแต่งกายละครครั้งรัชกาลที่ 1 จึงน่าจะต้องผ่อนผันลง คณะละครบรรดาศักดิ์จะต้องมีการ
แต่งกายกันอย่างงดงาม ส่ิงท่ีเป็นข้อห้ามบางอย่างในสมัยรัชกาลที่1 อาจถูกนากลับมาใต้แต่งกันได้

131

เช่น การนุ่งผ้าจีบโจงไว้หางหงส์ การใช้กรรเจียกจร และดอกไม้ทัดในรัชกาลที่3 นี้ มีการดัดแปลง
เครื่องแต่งตัวยนื เครอื่ งของละครพันทาง

ส่วนการแต่งกายของละครนอก และละครในสมัยรัชกาลนี้ ยังยืนยันแต่งแบบยืนเคร่ือง
เหมือนกันหมดคงจะมเี ร่อื ง ไกรทอง เท่านั้นที่แต่งตัวแบบพันทาง ในรัชกาลนคี้ ณะละครบรรดาศักด์ิมี
การเรยี บเรียงบทละครนอกขึ้นเล่นอีกหลายเร่ือง เช่น บทพระราชนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวรมหา
ศักดิพลเสพ(บางตอน) ในเร่ืองกากี พระลอ ขุนช้างขุนแผน และบทละครนอกพระนิพนธ์ของกรม
หลวงภวู เนตรนรินทรฤทธ์ิในเร่ืองสุวรรณหงส์ นางแก้วหน้าม้า นางกุลา บทละครนอกที่กล่าวน้ีมีเรื่อง
สุวรรณหงส์ และนางแก้วหน้าม้า ท่ีแต่งกายแบบยืนเครื่อง แต่เรื่องกากี พระลอ ขุนช้างขุนแผน และ
นางกุลา คงจะมกี ารแตง่ แบบพันทาง

ลักษณะการแต่งกายแบบพันทางที่กล่าวน้ีได้มีการนาเอาเครื่องแต่งกายยืนเคร่ืองมาแต่ง
ให้กับตัวเอก เช่น ตัวพระลอ ไกรทอง ขุนช้างขุนแผน ซ่ึงใส่มงกุฎครองเครื่อง ส่วนตัวเอกท่ีไม่ใช่ตัว
ละครสูงศักดิ์น้ันจะใส่ ปันจุเหร็จ เช่น ชาลวัน ไกรทอง ขุนแผน และพระไวย พร้อมกันน้ีได้มีการ
ดัดแปลงและตัดทอนเครื่องแต่งกายยืนเคร่ืองลงเป็นเคร่ืองแต่งกายของตัวรองบางตัวด้วย เช่น ตัว
พ่เี ลย้ี งนายแก้ว นายขวัญในเร่อื งพระลอ ซงึ่ ยงั คงเห็นเค้าของเครื่องแตง่ กายยนื เครื่องบางชิ้นอยา่ งเห็น
ไดช้ ดั เชน่ สนบั เพลา ตวั เส้ือแขนสัน้ (ตัดกนกปลายแขนออก ) กรองคอ และทับทรวง

ภาพท่ี 53 ภาพการแต่งกายละครพนั ทาง เร่อื งพระลอ
ทม่ี า : ช่างภาพดดี ี, (2560).

132

3.4 สมัยรชั กาลที่ 4 (พ.ศ.2394-2411)
สมยั รัชกาลท่ี 4 ระยะต้นๆ ยังไม่มลี ะครหลวงเพราะถูกยกเลิกไปตงั้ แต่ในสมยั รัชกาล

ที3่ แตใ่ นสมัยรัชกาลที่ 4 นี้มีพิธีสาคัญคราวรับช้างเผือก เชือกแรก(พระวิมลรัตนกิริณี)มาสู่พระบารมี
ก็ไม่มีละครหลวงเล่นในการสมโภช คร้ันเมื่อได้ช้างเผือกเชือกท่ี2 (พระวิสุทธรัตนกิริณี) จึงโปรดให้
รวบรวมตัวละครมาฝึกหัดกันข้ึนใหม่ จนสามารถออกเล่นได้ทันในงานสมโภชช้างเผือกในปีขาล พ.ศ.
2397 ละครผู้หญงิ ของหลวงจงึ กลบั มีข้นึ ใหมต่ ้งั แต่นนั้ เปน็ ตน้ มา

3.5 สมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2411-2453)
สมัยรัชกาลที่ 5 ในกลางสมัยมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ตั้งแต่ธรรมเนียมต่าง ๆ

ในวังจนถึงส่วนราชการ ตลอดจนความเป็นอยู่และวัฒนธรรมการแต่งกายของผู้คน เพราะการรับ
วัฒนธรรมตะวนั ตกเขา้ มาปรับใช้ ละครหลวงในสมัยรชั กาลท่5ี มกี ารดัดแปลงเครื่องแต่งกายยนื เครือ่ ง
ทใี่ ช้ในการแสดง “ละครใน”และ“ละครนอก” แบบเฉพาะกิจมาบ้างแล้ว หากแต่การแต่งตัวของคณะ
ละครต่าง ๆ ส่วนใหญ่ยงั คงใชเ้ ครอื่ งแตง่ กายยนื เครอ่ื งแบบเดิมอยู่ ลกั ษณะเครื่องแต่งกายยืนเคร่อื งใน
สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปักด้วยด้ินและเล่ือม ไม่มีการหนุนตัวลายให้นูนขึ้น ลักษณะของลวดลายเป็น
ลายค่อนข้างโปร่งประเภทลายดอกไม้ บนตัวเนื้อจะเป็นการปักดอกลายขนาดเล็กดาษไปทั่วตัวและ
นิยมใช้ลายเดียวกัน ปักดาษไปท่ัวรัดสะเอว และตอนบนของห้อยหน้าและห้อยข้าง ส่วนเชิงผ้า
ตอนล่างของห้อยหน้าห้อยข้างของตัวพระ เชิงผ้าห่มของตัวนาง มักนิยมออกแบบลวดลายเป็นรูป
ต่าง ๆ ไม่ซ้ากัน เช่น ราหูอมจันทร์ รูปกระถางต้นไม้ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่เรียกว่า“ต้ังพุ่ม”สาหรับ
ลักษณะเคร่ืองแต่งกายนางน้ัน ผ้าห่มนางยังคงมีลักษณะกว้างใหญ่อยู่ แต่มีการปักท่ัวทั้งผืนด้วยดอก
ลายขนาดเล็ก ซึ่งมีทั้งแบบมีลายขอบริมผ้าและไม่มี ส่วนการนุ่งผ้าจีบของตัวนางจะเป็นแบบนุ่งกรอม
สูงจากขอ้ เท้าเลก็ นอ้ ยไมถ่ งึ ครงึ่ หนา้ แข้ง

133

ภาพท่ี 54 ภาพการแตง่ กายยนื เครอ่ื งของละครสมัคร(ละครผชู้ าย)
ท่มี า : ชวลติ สนุ ทรานนท์ และคณะ, (2547).

3.6 สมยั รัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2453-2468)
สมัยรัชกาลท่ี 6 เสด็จข้ึนครองราชย์ในระยะแรก ๆ ยังไม่มี“ละครของหลวง”

ต่อเม่ือโปรดให้โอนข้าราชการกรมโขนและพิณพาทย์มหาดเล็กในรัชกาลที่5 มาสังกัด“กรมมหรสพ”
ท่ีทรงต้ังข้ึนใหม่ในปีพ.ศ.2454 จึงได้มี“โขนและละครของหลวง”ตั้งแต่นั้นมา ลักษณะการแต่งกาย
ของการแสดงมีการแบ่งประเภทต่าง ๆ ได้ คือ โขนแบบด้ังเดิม ที่เล่นตามบทโบราณและแต่งกาย
แบบด้ังเดิม ละครราท่ีเล่นตามบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลท่ี6 และแต่งกายตามแบบ“พระราช
ประดิษฐ์”เช่นเรื่องรามเกียรติ์ชุดเบิกโรงตอนต่าง ๆ เช่น พระคเณศเสียงา ฤษีเส่ียงลูก สีดาหาย และ
เผาลงกาและละครแบบใหม่รัชกาลที่6 ทรงพระราชนิพนธ์และทรงออกแบบเคร่ืองแต่งกายขึ้นใหม่
ตามท้องเร่ือง เชน่ พระรว่ ง ท้าวแสนปม และศกุนตลา

134

ภาพท่ี 55 ภาพการแต่งกายแบบพระราชประดิษฐส์ มยั รัชกาลที่ 6 (พระรามเดนิ ดง)
ท่มี า : ชวลติ สนุ ทรานนท์ และคณะ, (2547).

ภาพที่ 56 ภาพการแตง่ กายแบบพระราชประดษิ ฐส์ มยั รัชกาลที่ 6 (พระรามตามกวาง)
ท่มี า : ชวลิต สนุ ทรานนท์ และคณะ, (2547).

135

นอกจากโขนและละครของกรมมหรสพแล้ว ในสมัยรชั กาลท่ี 6 ยังมลี ะครราของผมู้ ี
บรรดาศักดิ์ที่เล่นต่อเนื่องมาจากสมัยรัชกาลท่ี 5 อีกหลายโรงด้วยกนั แต่ละโรงนั้นต่างก็มีรูปแบบของ
เคร่ืองแต่งกายยืนเคร่ืองที่พิเศษเฉพาะของแต่ละโรงด้วย เช่น ละครเจ้าพระยามหินทร์ฯ ละครกรม
พระนราฯ นอกจากนี้ยังมีละครท่ีแต่งกายแปลกกว่าละครผู้ใดท่ีเพ่ิงเริ่มในสมัยรัชกาลท่ี 6 คือ ละคร
เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ท่ีมีลักษณะพิเศษที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะโรง เช่นเดียวกันกับเคร่ือง
แต่งกายยนื เคร่ืองของละครเจา้ พระยามหินทร์ฯ และของละครกรมพระนราฯ

3.7 สมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ.2468-พ.ศ.2475)
สมัยรัชกาลที่ 7 จากมีการยุบกรมมหรสพพร้อมกับโรงเรียนพรานหลวง ซึ่งเป็น

สถานศึกษาที่มกี ารสอนโขนละคร พัฒนาการของการสรา้ งเครื่องแต่งกายละคร มีอันต้องหยุดชะงักลง
ไปพร้อมๆ กันในช่วงระยะหน่ึง สมัยน้ีเป็นช่วงที่พระยานัฎกานุรักษ์ท่ีกลับเข้ารับราชการอีกคร้ังในปี
พ.ศ.2469 เป็นผู้กากับกรม นั้นเครื่องแต่งกายน้ีมาจากไหนหรือมีใครรับผิดชอบทาข้ึนใหม่และมี
ลักษณะเป็นเช่นใด เพราะเครื่องโขนละครเคร่ืองเก่าได้มอบให้พิพิธภัณฑ์และเลหลังจาหน่ายไป
หมดแล้ว วิวัฒนาการเคร่ืองแต่งกายละครในของกรมศิลปากร พ.ศ.2478-2547 เม่ือพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หวั สวรรคตแลว้ ศิลปะทางโขนละครกซ็ บเซาทันที

เคร่ืองแตง่ กายแบบกรมศิลปากร

เคร่ืองแต่งกายแบบกรมศิลปากรเป็นแบบฉบับของรูปแบบเครื่องแต่งกายที่สวยงาม มีความ
ประณีต สาระสาคัญท่ีจะนาเสนอ ประกอบด้วย องค์ประกอบของเคร่ืองแต่งกาย และประเภทของ
เครอ่ื งแต่งกาย ดงั น้ี

องคป์ ระกอบของเครอ่ื งแต่งกาย
องค์ประกอบของเครื่องแต่งกายที่จาเป็นสาหรับผู้ศึกษาจะต้องทาความรู้จักและเข้าใจ เพื่อ
จะนาไปสู่การฝึกปฏิบัติข้ันตอนการแต่งกาย และการสร้างเคร่ืองแต่งกายได้อย่างถูกต้องสวยงาม ใน
องค์ประกอบนี้จะใหร้ ายละเอียดทง้ั ท่ีปรากฏในเคร่ืองแตง่ กายตัวพระ และตัวนาง เพ่ือทาความรู้จักให้
มากขึ้นผู้ศึกษาจะต้องตรวจสอบและสามารถแยกประเภทได้ในโอกาสต่อไป ประกอบด้วย กาไลเท้า
สนับเพลา ผ้านุ่งหรือภูษา ห้อยข้างหรือเจียรบาด เสื้อหรือฉลองพระองค์ รัดสะเอวหรือรัดองค์ ห้อย
หน้าหรือชายไหว สุวรรณกระถอบหรือสุวรรณกันถอบ เข็มขัดหรือป้ันเหน่ง กรองคอหรือนวมคอ ทับ
ทรวงหรือตาบทับ อินทรธนู พาหุรัด สังวาล ตาบทิศ ชฎา ดอกไม้เพชร กรรเจียกจรหรือจอนหู
ดอกไม้ทัด ปะวะหล่า กาไลแผงหรือทองกร เส้ือในนาง สะอิ้ง ผ้าห่มนาง จ้ีนาง กาไลตะขาบ มงกุฎ
ผ้าปิดกน้ หรอื หอ้ ยก้น รดั อก อาวุธ หางลิง รดั เกลา้ และกระบงั หนา้ ดงั น้ี

136

ภาพที่ 57 ภาพลายเสน้ เคร่ืองแตง่ กายตัวพระ (แขนขวาเส้อื แขนส้นั แขนซ้ายเสอ้ื แขนยาว)
ที่มา : ปน่ิ แกว้ ไชยสร,ี (2560).

ภาพท่ี 58 ภาพลายเส้นเคร่ืองแต่งกายตวั นาง
ทมี่ า : ปิ่นแกว้ ไชยสรี, (2560).

137

1. กาไลเท้า หมายถึง เปน็ เครอ่ื งประดบั ท่ีใช้สวมข้อเทา้ จะทาดว้ ยเงินหรอื ทอง แต่โดยมากจะ
ใช้กาไลเงินหรือทองเหลือง ต่อมาในระยะหลัง เคร่ืองประดับท่ีข้อเท้าของตัวโขน-ละคร จะทาด้วยผ้า
กามะหยห่ี รอื ผ้าอนื่ ๆ ทเี่ ห็นว่าสวยงามปักดว้ ยดิน้ หรือเลอ่ื มลงบนผา้

2. สนบั เพลา หมายถึง กางเกงเรียวยาวถึงกลางแขง้ ตอนบนใช้ผ้าดิบหรือผ้าขาวธรรมดาเย็บ
เป็นรูปกางเกง ตอนใต้เข่าถึงกลางแข้งน้ันมีผ้าสีต่าง ๆ ต่อเป็นเชิงอีกท่อนหนึ่ง ปักด้วยดิ้นหรือเลื่อม
เป็นลวดลายต่าง ๆ เชิงของสนับเพลา ตัวเอกจะปักอย่างประณีตงดงามและเป็นเชิงงอน แต่หากเป็น
ตัวรองหรือตวั ประกอบอ่นื ๆ กล็ ดความประณตี งดงามลงบ้าง

3. ผา้ นุ่งหรือภษู า หมายถึง ผา้ ทจ่ี ะใช้นุ่งสาหรบั การแสดงละครราต้องเป็นผ้าเนอ้ื ดี โดยมาก
ใช้ผ้าเน้ือดีท่ีเรียกว่า ผ้ายก คือผ้าท่ีใช้เส้นไหมหรือเสน้ ลวดทองหรือเงิน ทอยกเปน็ ดอกให้เปน็ ลายนูน
เหน็ เดน่ ชัดจากพื้นธรรมดา

4. ห้อยข้างหรอื เจียระบาด หรือชายแครง หมายถึง ชายห้อยลงมาท่ีหน้าขา เจียระบาดของ
โขน-ละครนน้ั เปน็ ผ้าสองชน้ิ ปักด้วยเลอื่ มและดิ้นเปน็ ลวดลายต่าง ๆ จะปกั ลวดลายอยา่ งประณีต

5. เสอ้ื หรอื ฉลองพระองค์ หมายถงึ เส้ือทีใ่ ช้สาหรบั ใส่กบั ตัวละครท่เี ป็นตวั พระใช้เฉพาะแขน
ยาวตลอดจนถงึ ข้อมอื ตวั ละครไทยน้ันใสเ่ สอื้ สีตา่ งกัน ซง่ึ เป็นลักษณะเฉพาะตัวของละครน้นั

6. รัดสะเอวหรือรัดองค์ หมายถึง เป็นผ้าอีกช้ินหนึ่งท่ีทาด้วยผ้าแพรหรือผ้าต่วน ปักด้วยดิ้น
และเล่ือมเป็นลวดลายต่างๆ เม่ือสวมเสื้อนุ่งผ้าแล้วจึงใช้ผ้ารัดสะเอวน้ี คาดทับรอบสะโพก จาก
ด้านหลังมาด้านหนา้

7. ห้อยหน้าหรือชายไหว หมายถึง ผ้าท่ีห้อยอยู่ระหว่างชายแครงเป็นผ้าสีเดียวกับชายแครง
ปักลวดลายเข้าชดุ กับรัดสะเอวและชายแครง ชายไหวชายแครงทั้งสองอยา่ งน้ีแต่ก่อนถือว่าเป็นเครือ่ ง
ตน้ สาหรบั แต่งองค์พระมหากษัตรยิ โ์ ดยเฉพาะ

8. สุวรรณกระถอบ หรือสุวรรณกันถอบ หมายถึง เครื่องแต่งกายอีกชิ้นหนึ่งอยู่ด้านหน้าของ
หอ้ ยหน้า ในสมัยโบราณจะทาด้วยโลหะหรือทองคาแยกส่วนจากห้อยหน้า แต่ปัจจุบันใช้ตาดทองเย็บ
ติดกบั ห้อยหนา้ แล้วปักลวดลายด้วยดิน้ หรือเลอ่ื ม

9. เข็มขัด หรือป้ันเหน่ง หมายถึง เคร่ืองประดับท่ีใช้รัดสะเอวอาจทาด้วยเงินหรือทองก็ได้
แต่โดยมากนิยมใชโ้ ลหะชุบเงินหรือทอง หัวเขม็ ขัดประดบั ดว้ ยพลอยขาว

10. กรองคอ หรือนวมคอ หมายถึง เคร่ืองประดับท่ีใช้สวมใส่ที่คอมีลักษณะเด่นดังนี้คือเป็น
ผ้าสปี ักด้นิ เวลาแตง่ ใช้สวมทับลงบนเสอ้ื สว่ นมากใชผ้ า้ คนละสีเพือ่ ทสี่ จี ะได้ตดั กันมองเหน็ อยา่ งเด่นชัด

11. ทับทรวงหรือตาบทับ หมายถึง เครื่องประดับอก รูปส่ีเหล่ียมขนมเปยี กปูนด้านไม่เทา่ กัน
(เมือ่ ใสแ่ ลว้ ด้านทมี่ ีความยาวเรยี วจะอย่ดู า้ นล่าง) ประดับด้วยพลอยขาว

138

12. อินทรธนู หมายถึง เครื่องประดับของตัวพระและยักษ์เท่าน้ัน อินทรธนูมีลักษณะทรง
สูง ปลายงอนเข้าเล็กน้อย ตรงปลายยอดติดพู่ขนาดไม่ใหญ่มาก การทาอินทรธนูน้ันจะต้องสอด
กระดาษแข็งไวข้ า้ งในแล้วใช้ผ้าสที บั อีกคร้งั หนึง่ ผ้าทใ่ี ชน้ ั้นตอ้ งปักด้นิ และเล่ือมเปน็ ลวดลาย

13. พาหุรดั หรือกนกแขน หมายถงึ เครอื่ งประดับแขนหรือกาไลแขนก็เรียก หรือถ้าใส่แขน
สัน้ ก็ตอ้ งใชพ้ าหรุ ัดติดแขนเพอ่ื แทนอินทรธนู ทาเปน็ ลายกนกปกั ลงบนผ้า

14. สังวาล หมายถึง สร้อยชนิดหน่ึงใช้คล้องสะพายหลังสลับกัน มี 2 สาย มีตาบทิศเช่ือม
สรอ้ ยให้ติดกนั เป็นรปู กากบาท สงั วาลน้ันประดับด้วยพลอยขาว

15. ตาบทิศ หมายถึง เคร่ืองประดับที่มีลักษณะเป็นรูปสี่เหล่ียมข้าวหลามตัดเย็บติดกับ
สงั วาลเม่อื แต่งแล้วจะแขวนอยู่ข้าง ๆ ตัว เป็นชิ้นรูปส่เี หล่ียมจัตุรัสเย็บเชื่อมสังวาลให้ไขวก้ ัน แล้วจะ
อยู่กลางหลังของตัวละครตาบทิศจะมีลักษณะเป็นเครื่องประดับที่ติดกับสังวาลอยู่ใต้สะเอวและข้าง
หลังเมือ่ สวมใส่

16. ชฎา หมายถึง เครื่องสวมศีรษะ เป็นเครื่องทรงสูงของพระมหากษัตริย์ในโขน-ละคร
หมายถึงเคร่อื งประดบั สวมหวั สาหรบั ตัวพระ ซงึ่ เปน็ ชฎายอดแหลมหรอื ยอดชัย

17. ดอกไม้เพชร หมายถึง เครื่องประดับท่ีทาจากโลหะเงินรปู ดอกไม้ ประดับดว้ ยพลอยขาว
ตดิ อยู่ดา้ นซ้ายของชฎา

18. กรรเจียกจอนหรือจอนหู หมายถึง เคร่ืองประดับท่ีติดอยู่กับเครื่องสวมศีรษะประเภท
ชฎา มงกฎุ รัดเกลา้ กระบังหน้า ปนั จเุ หร็จ และศรี ษะโขนทาจากโลหะเงนิ ประดบั ดว้ ยพลอยขาว

19. ดอกไม้ทัด หมายถึง เครื่องประดับที่ติดกับชฎาและมงกุฎ มีสีแดงตัวพระทัดด้านขวา
เสมอ ตวั นางจะอยู่ด้านซ้ายเสมอ

20. ปะวะหล่า หมายถึง เคร่ืองประดับท่ีมีลักษณะเป็นลูกประคาก้อนกลม ๆ มีรูสาหรับร้อย
เชือก ใช้สวมรอบข้อมืออยู่ระหว่างแหวนรอบและทองกร (การแต่งกายโขน-ละคร ไม่นิยมสวมกัน
เพราะสน้ิ เปลอื งคา่ ใชจ้ ่าย)

21. กาไลแผง หรือทองกร หมายถึง กาไลสวมข้อมือมีลักษณะเป็นแผงโค้ง มีบานพับตรง
กลางทาดว้ ยโลหะชุบเงนิ หรือทองประดบั ด้วยพลอยขาว

22. เสื้อในนาง หมายถึง เสื้อของตัวละครที่แสดงเป็นตัวนางมีลักษณะเป็นเส้ือแขนกุดหรือ
เสื้อแขนในตัวมีสีเหลือง ควรเป็นผ้าที่หนาสักหน่อย ถ้าบางมากจะทาให้ขาดเร็ว ควรจะเป็นผ้าลินิน
เพราะมคี วามหนาและจะไดท้ นทาน

23. สะอ้ิง หมายถึง สร้อยตัวของตัวละครท่ีแสดงเป็นตัวนาง ส่วนมากจะใช้ในละครใน
(ปัจจุบนั ไม่นยิ มใช้)

24. ผ้าหม่ นาง หมายถงึ ผา้ ทยี่ าวประมาณครึ่งน่องและปกั ดว้ ยด้นิ และเลอื่ มอยา่ งสวยงาม

139

25. จ้ีนาง หมายถึง เคร่ืองประดบั ที่ใชส้ วมทคี่ อ ลักษณะทรงขนมเปียกปูนด้านเท่าทาด้วยเงิน
หรือโลหะชุบเงนิ หรือทองประดบั ด้วยพลอยขาว

26. กาไลตะขาบ หมายถึง เครื่องประดับที่ใช้ทั้งข้อมือและข้อเท้าเป็นเส้นลวดเล็ก ๆ ที่ขด
มว้ นคลา้ ยลาตวั ของตะขาบ ทาด้วยโลหะชุบเงินหรอื ทอง

27. มงกุฎ หมายถึง เครื่องประดับศีรษะที่ใช้สาหรับนักแสดงท่ีแสดงเป็นตัวนางผิดกับชฎา
ของพระคือ ตวั พระข้างหนา้ นนั้ เตียน ส่วนนางน้ันมีกระบัง

28. ผ้าปิดก้นหรือห้อยก้น หมายถึง ผ้าท่ีใช้สาหรับปิดข้างหลัง การนุ่งผ้าของยักษ์และลิงน้ัน
ไมน่ ุ่งหางหงส์อย่างตัวพระ การนุง่ ผ้าของยักษ์และลงิ จะเรียกวา่ น่งุ ก้นแปน้ และมีหอ้ ยกน้ ปดิ

29. รัดอก หมายถึง ผ้าท่ีใช้รัดอกทาจากผ้าต่วนปักด้วยด้ินหรือเลื่อม ใช้เฉพาะทศกัณฐ์ใช้รัด
อกหลงั จากท่สี วมฉลองพระองคห์ รือเสื้อเรียบร้อย

30. อาวธุ หมายถึง อาวุธตามแต่ตวั ละครจะถอื เชน่ คนั ศร ตรี พระขรรค์ กระบอง
31. หางลิง หมายถึง ส่วนที่ติดกับก้นมีลักษณะเป็นหางใช้เฉพาะตัวลิงและสจี ะต้องใหต้ รงกับ
สเี สอื้ ซึง่ ถือว่าเปน็ สกี ายของตัวละคร เช่น หนมุ านใส่สีขาว หางตอ้ งเป็นสีขาวด้วย จะเปน็ สีอ่ืนไมไ่ ด้
32. รดั เกล้า หมายถึง เคร่อื งสวมศีรษะสาหรับตัวนางมียอดเหลย่ี มแตท่ รงเต้ียใช้คู่กับทา้ ยชอ้ ง
สาหรับรัดปลายผมไม่ใหก้ ระจาย เปน็ เครอ่ื งประดับทาด้วยทอง
33. กระบังหน้า หมายถึง เคร่ืองสวมศีรษะมีลักษณะเป็นกรอบอยู่รอบหน้าทาด้วยรักปิด
ทองสาหรบั นางสนมกานลั

ตารางท่ี 1 ตารางภาพเครื่องแตง่ กาย

ท่ี เคร่อื งแต่งกาย ที่ เครื่องแตง่ กาย

1 16

กาไลเท้า กาไลแผงหรือทองกร

140 เครือ่ งแตง่ กาย
ท่ี เคร่อื งแตง่ กาย ที่

2 17

สนับเพลา เสื้อในนาง

3 18

ผา้ นงุ่ หรอื ภูษา สะอิ้งหรือสรอ้ ยตวั

4 19
รดั สะเอวหรือรัดองค์

หอ้ ยข้าง/เจียระบาด

5 20 จ้นี าง
เสอ้ื หรอื ฉลองพระองค์

141 เคร่ืองแต่งกาย
ที่ เครือ่ งแต่งกาย ท่ี

6 21 กาไลตะขาบ
เขม็ ขดั หรือป้นั เหน่ง

7 22 ผ้าหม่ นาง
ห้อยหนา้ หรอื ชายไหว

8 23

สวุ รรณกระถอบ ผา้ ปิดก้นหรือเจียระบาด

9 24

กรองคอหรือนวมคอ พาหรุ ดั หรอื กนกแขน

142 เครอื่ งแตง่ กาย
ท่ี เครื่องแตง่ กาย ท่ี

10 25 สังวาล
ทบั ทรวง ตาบทิศ

11 26
อนิ ทรธนู

12 27 ชฎา
ดอกไมเ้ พชร มงกฎุ

13 28
กรรเจยี กจอน

143 เครอ่ื งแต่งกาย
ที่ เครอ่ื งแตง่ กาย ท่ี

14 29

ดอกไม้ทัด รดั เกลา้ ยอด

15 30

ปะวะหลา่ กระบงั หนา้

ทม่ี า : ตารางจัดทาโดยธีรวฒั น์ ชา่ งสาน

ประเภทของเครื่องแต่งกายละครราแบบกรมศลิ ปากร
ประเภทของเครือ่ งแต่งกายละครราแบบกรมศลิ ปากร สามารถแยกประเภทตามลักษณะของ
การแสดงในบทบาทต่างๆ ได้ 5 ประเภท คือ การแต่งกายแบบตัวพระ การแต่งกายแบบตัวนาง การ
แต่งกายแบบตัวยักษ์ การแต่งกายแบบตัวลิง และการแต่งกายแบบตัวเบ็ดเตล็ด ดังรายละเอียด
ต่อไปนี้

1.1 การแต่งกายแบบตัวพระ หมายถึง นักแสดงท่ีแสดงเป็นตัวผู้ชายมีท้ังเทวดาและ
มนุษย์ ลักษณะการแต่งกายจะเหมือนกันหมด(สุมนมาลย์ น่ิมเนติพันธ์, 2532 : 251) คือยืนเครื่อง
อย่างพระผิดกันแต่สีเสื้อเปลย่ี นไปตามสีกายประจาตัวละคร เช่น พระอินทร์ สีเขียวพระพรหมสีขาว
ท้าวมาลีวราชสีขาว พระรามสีเขียว พระลักษณ์สีทอง พระพรตสีแดงชาด และพระสัตรุสีม่วงอ่อน
เป็นต้น เข้าใจว่าในสมัยโบราณตัวพระจะสวมหน้าด้วยเครื่องประดับศีรษะจึงมีหลายลักษณะของ

144

เทวดา เป็นมงกุฎยอดต่าง ๆ เช่น พระอินทร์ เปน็ มงกุฎเดินหน ท้าวมาลีวราช เป็นมงกุฎยอดชัย หรือ
มงกุฎนา้ เต้าของมนุษยเ์ ปน็ มงกุฎชยั หรือชฎาตัวพระ

ภาพท่ี 59 ภาพการแต่งกายยนื เครือ่ งตัวพระ
ทม่ี า : KHONSITE, (2559).

1.2 การแต่งกายแบบตัวนาง หมายถึง นักแสดงท่ีแสดงเป็นผู้หญิง จะแต่งกายแบบยืน
เครื่องนางหมดทกุ ตวั ผิดกันแตเ่ ครอ่ื งสวมศีรษะ กล่าวคือ พระชนนีท้งั สามของพระราม นางสีดามเหสี
พระอินทร์ นางมณโฑ นางเทพอัปสร นางวานรินทร์ นางบุษมาลี ตลอดจนนางสุพรรณมัจฉา สวม
มงกุฎกษัตริย์ นางสุวรรณกันยุมา นางตรีชฎา สวมรัดเกล้ายอด นางเบญกายสวมรัดเกล้าเปลว ส่วน
นางกาลอัคคีสวมมงกุฎยอดนาค นางกานัลสวมกระบังหน้า นางสุพรรณมัจฉามีหางปลาติดไว้ท่ีส่วน
หลงั ใต้เขม็ ขดั ดว้ ย เพราะมสี ญั ชาติปลา ดงั ภาพ

145

ภาพที่ 60 ภาพการแตง่ กายยนื เครอื่ งตวั นาง
ทีม่ า : KHONSITE, (2559).

1.3 การแต่งกายแบบตัวยักษ์ หมายถึง นักแสดงที่แสดงเป็นยักษ์ แบ่งเป็นระดับต่าง ๆ
คือ พญายักษ์ เสนายักษ์ และเขนยักษ์ พญายักษ์ เช่น ทศกณั ฐ์ อินทรชติ ไมยราพ พเิ ภก สหสั เดชะ
แสงอาทิตย์ จะนุ่งผ้าเยียรบับทับสนับเพลา เชน่ เดียวกับตัวพระไม่มีหางหงส์ แตจ่ ะมีผ้าปิดก้นห้อยลง
มาจากเอว เครอื่ งประดับสว่ นใหญ่เช่นเดียวกับตัวพระเพียงแต่มีเพิ่มขึ้นอีกอย่างหน่งึ คือ ตวั พญายักษ์
ชั้นผู้ใหญ่ เช่น ทศกัณฐ์ จะมีรัดอกคาดอยู่ที่อกด้วย เสนายักษ์นุ่งผ้าเก้ียว นอกจากนั้นก็เหมือนพญา
ยักษ์ เพียงแต่ไม่มีรัดอก เขนยักษ์ สวมเส้ือผ้าธรรมดา นุ่งผ้าลายทับสนับเพลา ผ้าปิดก้นไม่มี คาด
เอวด้วยผ้ามีกรองคอทาด้วยผ้าธรรมดา สวมศีรษะเขนยักษ์ พญายกั ษ์และเสนายักษ์แต่ละตัวมีสีกาย
และสีหน้าประจาตัว มีหัวโขนเฉพาะของตัวมียอดของส่วนมงกุฎต่างกันไปบางพวกก็ไม่มีมงกุฎ
เรยี กว่า ยกั ษ์โลน้

146

ภาพท่ี 61 ภาพการแตง่ กายยืนเครอ่ื งตวั ยกั ษ์
ทมี่ า : KHONSITE, (2559).

1.4 การแต่งกายแบบตัวลิง หมายถึง นักแสดงท่ีแสดงเป็นลิง โดยแบ่งออกเป็นพวก ๆ
ได้แก่ พญาวานร เช่น หนุมาน สุครีพ องคต ฯลฯ พวกสิบแปดมงกุฎ เช่น เกยูร มายูร เกสรมาลา
ฯลฯ พวกเตียวเพชร เช่น โชติมุก พวกจังเกียงและพวกเขนลิง พวกพญาวานรและพวกอน่ื ๆ ยกเว้น
เขนลิงแตง่ ตวั ยืนเครื่องและสวมเส้ือตามสีประจาตัวในเร่ืองรามเกียรติแ์ ต่ไม่มีอินทรธนู นุ่งผ้าไม่จีบโจง
หางหงส์ มีผ้าปิดก้นห้อยเอวจากด้านหลังเช่นเดียวกับยักษ์และมีหางห้อยอยู่ข้างใต้ผ้าปิดก้น
เฉพาะตัวมัจฉานุมีหางเป็นปลาผิดจากลิงอ่ืน ๆ สิ่งเหล่านี้แต่ละตัวมีหัวโขนเฉพาะของตัวท้ังท่ีเป็น
มงกุฎยอดต่าง ๆ และทั้งท่ีไม่มีมงกุฎที่เรียกว่า“ลิงโล้น”เขนลิงสวมเสื้อแขนยาวผ้าธรรมดากรองคอก็
เป็นผ้าธรรมดา นงุ่ กางเกงคาดเข็มขดั มหี าง และผ้าปดิ ก้น สวมศรี ษะ เขนลิง

147

ภาพที่ 62 ภาพการแต่งกายยืนเครอ่ื งตวั ลิง
ท่มี า : KHONSITE, (2559).

1.5 การแต่งกายแบบตัวเบ็ดเตล็ด หมายถึง นักแสดงท่ีแสดงเป็นตัวละครอื่น ๆ ที่ไม่
สามารถเข้าพวกกับตัวแสดงที่กล่าวอ้างแล้วได้ เช่น ฤาษีต่างๆ พระวสิษฐ์ พระโคบุตร เป็นต้น
ช้างเอราวัณ สวมศีรษะเอราวัณซ่ึงมีสีขาว 3 เศียร และมีมงกุฎยอดน้าเต้า ม้าอุปการ สวมศีรษะสีดา
ปากแดง ส่วนม้าลากรถอน่ื มศี ีรษะสัตว์ ซ่ึงไดจ้ าลองเลียนแบบลักษณะของจริงมาหรือประดษิ ฐ์ใหต้ รง
กับในบทการแสดงเป็นต้น ลักษณะการแต่งกายของตัวเบ็ดเตล็ดที่กล่าวอ้างเท่าที่พอจะยกตัวอย่าง
ประกอบเพ่อื ให้เห็นรูปแบบการแต่งกายท่ีรวบรวมไดร้ ูปแบบประกอบด้วยการแต่งกายแบบ กวางทอง
มา้ ลากรถ ครฑุ เจา้ เงาะ นกยูง นางกินรี ดังนี้

1.5.1 การแต่งกายแบบกวางทอง มีปรากฏอยู่ในเร่ืองรามเกียรต์ิ ตอนพระรามตาม
กวาง ลักษณะการแต่งกายประกอบด้วยแต่งยืนเครื่องตัวพระสีเหลืองแถบแดง บนศีรษะสวมหัว
กวางทอง ดงั ภาพ

148

ภาพที่ 63 ภาพการแต่งกายตวั กวางทอง ตอนพระรามตามกวาง
ท่มี า : สานักการสังคตี กรมศิลปากร, (2561).

1.5.2 การแต่งกายแบบม้า มีปรากฏอยู่ในบทละครเรื่องรถเสนหรืออื่น ๆ ท่ีแสดง
ฉากท่ีมีม้ามาเกี่ยวข้อง ลักษณะการแต่งกาย สามารถแต่งได้ 2 ลักษณะ เช่น สวมเส้ือแขนยาว และ
กางเกงขายาวติดกัน มีกรองคอศีรษะสวมหัวม้า หรือหากประกอบละครแต่งแบบยืนเคร่ืองพระ(ไม่
ปล่อยหางหงส)์ ในท่อนลา่ ง สวมเสื้อแขนยาว ใส่กรองคอ สังวาล ศีรษะสวมหวั ม้า

149

ภาพท่ี 64 ภาพการแต่งกายละครเสภา เรอื่ งขนุ ช้างขุนแผน ตอนขุนแผนขน้ึ เรอื นขนุ ช้าง
ที่มา : สานักการสงั คีต กรมศิลปากร, (2561).

1.5.3 การแตง่ กายแบบครุฑ ครุฑเป็นสตั วใ์ นหิมพานตแ์ ละเปน็ พาหนะขององค์
พระนารายณ์ ดังนั้นเมื่อมีบทบาทการแสดงท่ีปรากฏองค์พระนารายณ์จะกล่าวถึงขณะทรงสุบรรณก็
จะมีผู้แสดงในบทบาทของครุฑออกมา ลักษณะการแต่งกายประกอบด้วย แต่งยืนเครื่องพระไม่ครบ
เครือ่ งมปี ีก หาง และสวมศรี ษะครุฑ

ภาพท่ี 65 การแต่งกายแบบครฑุ
ที่มา : กรมศิลปากร, (2542 : 106).

150
1.5.4 การแตง่ กายนางปลา มีปรากฏอยู่ในบทละครในเรือ่ งรามเกยี รติ์ ตอนจอง
ถนนเปน็ บทนางสุพรรณมัจฉา ลักษณะการแต่งกายประกอบดว้ ย แต่งกายยนื เครื่องนางสีขาวขลบิ
ทอง ท่อนล่างส่วนหลังมหี างปลาผูกตดิ กับสะเอว ดังภาพ

ภาพที่ 66 ภาพการแต่งกาย ชุดหนมุ านจับนางเบญกาย
ที่มา : กรมศิลปากร, (2542 : 82).

1.5.5 การแตง่ กายแบบนกยูง มปี รากฏในบทละครในเรอ่ื งอิเหนา ตอนย่าหรันตามนกยงู
ลักษณะการแตง่ กาย แต่งกายแบบยืนเครอื่ งตวั พระ สว่ นหางติดหางนกยงู เปน็ คร่ึงวงกลมศรี ษะสวม
หวั นกยูง

ภาพท่ี 67 ภาพการแตง่ กายนกยูง เร่อื งอิเหนา ตอนยา่ หรันตามนกยงู
ทม่ี า : กรมศิลปากร, (2542 : 94).


Click to View FlipBook Version