201
2.20 กุมพลหรือกุมภัณฑ์ เป็นพวกยักษ์เดิมทีเดียวเป็นคนโปรดของพระอิศวรต่อมา
กาเรบิ ใจย่องไปติดพันธ์กบั นางนลิ มาลีนางบาเรอของพระอิศวร พระอศิ วรทราบก็กริ้วจงึ คว้าจกั รขวา้ ง
ออกไปถูกตัวขาดครึ่งท่อนแล้วทรงสาปให้ทนทรมานจนกว่าจะพบพระราม มีกายสีเขียวชุดท่ีแต่งเป็น
จงึ เปน็ สเี ขยี วแถบหรือขลิบแดง
2.21 กากนาสูร นางเป็นเผ่าพงศ์แห่งพวกลงกา มีปากอย่างกาเป็นญาติของทศกัณฑ์
รปู รา่ งเปน็ ยกั ษ์ มกี ายสีมว่ งแกช่ ุดท่ีแต่งเป็นจึงเป็นสีมว่ งแถบหรอื ขลิบเหลือง
2.22 ทรพา พญากระบือเดิมเป็นยักษ์ชื่อนนท์การ นายประตูของพระอิศวร มีกายสี
สาลานชดุ ทแี่ ต่งเป็นจงึ เป็นสดี าแถบหรอื ขลบิ แดง
2.23 องคต เป็นพญาวานร ลูกพาลีกับนางมณโฑ มีกายสีเขียว ชุดที่แต่งเป็นจึงเป็นสี
เขียวแถบหรอื ขลิบแดง
2.24 นางมณโฑ เป็นมเหสีของทศกัณฑ์ ตามเร่ืองเดิมว่าเป็นกบฤาษีชุบตัวขึ้นเป็นสาว
งามแล้วพาไปถวายพระอศิ วร มกี ายสีขาว ชุดทแี่ ต่งเป็นจึงเปน็ สขี าวแถบหรอื ขลิบเหลอื ง
3. สขี องตัวผา้ และสีขลบิ
สีของตัวผ้า หมายถึง สีของเสื้อหรือสีของกางเกงท่ีเป็นตัวแทนของสีกายของตัวละคร
หรือตัวสีเสื้อท่ีต้องการจะนามาสร้างเคร่ืองแต่งกาย สีท่ีใช้สาหรับเครื่องแต่งกายของตัวละครมี
หลักเกณฑ์กว้างๆ คือ ใช้แม่สีเป็นหลักโดยแต่งตามจารีตที่มีมาคือ แดง เชียว เหลือง จะใช้สาหรับ
พระเอก นางเอกหรือตัวเอก ส่วนพระรอง นางรอง ใช้สีชั้นท่ีสอง คือ ชมพู ฟ้า เหลือง ตัวพ่อและ
แม่ใช้สีหนัก คือ น้าเงิน เขียว ม่วง และสีขลิบบางคร้ังอาจเรียก แถบ เพ่ือใช้ตกแต่งเพ่ือความโดด
เด่น ของสีตัวเสื้อ อาจปรากฏเป็นสีของกรองคอ หรือพาหุรัด ของตัวพระ และแถบที่ใช้ตัดบนผ้าห่ม
นาง อย่างไรก็ตามได้มีการรวบรวมสีของตัวผ้าและสีขลิบสาหรบั การแตง่ กาย โดยอาจจะนามาใช้เป็น
หลกั เพอื่ สร้างเครอื่ งแต่งกาย ได้ดังนี้
ตารางท่ี 2 ตารางเครอ่ื งแต่งกายพระ-นาง
1. เครอ่ื งแต่งกายตวั พระ
สตี ัวผา้ สขี ลบิ สีผา้ น่งุ
สีแดง สีเขียวหรอื สีนา้ เงิน สเี ขียวหรอื สีนา้ เงิน
สีเขียว สแี ดง สแี ดง
สีบานเย็น สีฟ้าหรอื สนี า้ เงนิ สีฟา้ หรือสนี า้ เงนิ
สีฟ้า สีบานเย็น สีบานเยน็
สมี ่วง สีเหลอื ง สีเหลือง
สีเหลือง สมี ่วง สมี ่วง
สีนา้ เงิน สีแดง สแี ดง
202
2. เครือ่ งแตง่ กายตัวนาง
สตี ัวผ้าห่มนาง สีขลิบ สีผา้ นงุ่
สีเขยี วหรอื สีนา้ เงนิ
สีแดง สเี ขยี วหรอื สนี ้าเงิน สแี ดง
สฟี ้าหรือสนี า้ เงนิ
สเี ขียว สแี ดง สีบานเยน็
สเี หลือง
สบี านเยน็ สีฟา้ หรอื สีนา้ เงนิ สีม่วง
สแี ดง
สฟี า้ สีบานเย็น
สีม่วง สีเหลือง
สเี หลือง สีม่วง
สีน้าเงนิ สีแดง
ที่มา : ตารางจดั ทาโดย ธีรวฒั น์ ช่างสาน
4. ลายท่ีปรากฏบนเสอื้ ผ้าเคร่อื งแต่งกายละคร
ลาย ราชบัณฑิตยสภา, (2556,1054). ให้ความหมายว่าเปน็ คานาม รูปแบบทางทัศนศิลป์
ประเภทหนึ่งประกอบขึ้นด้วยเส้นเปน็ สาคญั ลกั ษณะเปน็ แบบซ้า ๆ เห็นหมู่ ๆ หรอื ต่อเนอ่ื งกันไปกม็ ี มี
ท้ังลายแบบธรรมชาติและลายแบบประดษิ ฐ์ใช้เขยี น ป้ัน หรอื แกะสลัก เป็นตน้ เพอื่ ตกแต่งให้สวยงาม
เชน่ ลายกระหนก ลายเทพนม ลายก้านขด ลายทใ่ี ช้ในการออกแบบเครือ่ งแต่งกายนั้นจะใช้ลายไทยท่ี
เป็นศิลปะอันสวยงามเกิดขึ้นด้วยฝีมือและสติปัญญาที่ชาญฉลาด โดยได้รับแรงบันดาลใจและอาศัย
รูปทรงจาก พืช พันธุ์ไม้ สรรพสัตว์และสิ่งของที่ปรากฏตามธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ใบไม้ หางไหล
เปลวไฟมาประดิษฐ์ดัดแปลงใหเ้ ป็นลายต่างๆ จัดวางรูปจังหวะให้เป็นระเบียบกลมกลืนเป็นอันดี โดย
เลยี นแบบของจรงิ ตามธรรมชาติก่อน และคอ่ ยๆ กลายเป็นลวดลายทเี่ หน็ ในปัจจุบนั
การวางลายในการสร้างเคร่ืองละครเป็นส่ิงจาเป็นในลาดับแรกของการทางานน้ี ลายที่นิยม
นามาใช้ปักเครื่องละครเรียกโดยรวมตามวิธีการทา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือลายหนุน หมายถึง ลาย
ไทย ท่ีเขียนขึ้นใช้สาหรับงานปักลวดลาย ท่ีไม่เช่ือมต่อตลอดลาย จะแบ่งลายเป็นตัวให้ง่ายต่อการปัก
และสวยงาม ลายท่ีนิยมนามาปัก เช่น ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายหน้าสงิ ห์ ลายกนกเปลว ลายประจา
ยาม ลายดอก ลายเถา ช่างเขียนลายจะต้องผูกลายให้เข้ากับแบบของเครื่องละคร เช่น เส้ือ สนับ
เพลา ห้อยหน้า ห้อยข้าง อินทรธนู กรองคอ รัดสะเอว สุวรรณกระถอบ ผ้าห่มนาง ซึ่งมีรูปแบบ
แตกต่างกัน ผู้เขียนลายต้องใช้ความสามารถในการผูกลายให้ดูสวยงาม และสะดวกในการปัก และ
ลายเลื่อมหรือลายป่า นิยมเขียนเปน็ ลายเถา หรือลายดอกไม้ ใบไม้ วสั ดุที่นามาใชใ้ นการปักลายเลื่อม
ได้แก่ ไหม ด้ิน เล่ือม ลูกปัด เพชร พลอย ปีกแมลงทับ วิธีที่นิยมปักคือ ปักเดินเส้น ปักลูกโซ่ ปักทึบ
ด้วยไหมสีต่างๆ บางคร้ังมีการสอดลายด้วยผ้าตัดแบบเป็นลายดอกไม้ ผีเสื้อ ต้นหญ้า ดอกบัว ใบบัว
203
(khwan, 2557). ตัวอย่างลายที่ปรากฏในเคร่ืองแต่งกายละครราพบที่ฉลองพระองค์ แถบหรือขลิบ
ของเคร่ืองแต่งกาย ผา้ ห่มนาง ปลายสนบั เพลา กรองคอ ห้อยหน้า ห้อยข้าง รดั สะโพก อินทรธนู และ
พาหุรดั ดงั น้ี
1. ลายฉลองพระองค์ หมายถึง ลายที่นามาประดับตกแต่งบนฉลองพระองค์หรือตัวเส้ือของ
ตัวละคร มีลักษณะเป็นลายกระจังตาอ้อย ภายในกรอบเส้นส่ีเหล่ียมขนมเปียกปูน อย่างไรก็ตามการ
นาลายมาตกแต่งบนตัวเส้ือบางครั้งต้องดูชาติพันธุ์ของตัวละครด้วย หากเป็นตัวยักษ์ลายกระจังตา
ออ้ ยกจ็ ะเปลีย่ นเปน็ ลายหน้ามาร
2. ลายขลิบหรือแถบของเครื่องแต่งกาย หมายถึง ลายท่ีนามาประดับตกแต่งบนขลิบหรือ
แถบของเครอื่ งแต่งกายของตัวละคร เป็นลายประจายามก้ามปูต่อยอดสลับไปมา จดั วางเป็นแถวตาม
แนวแถบหรอื หลบิ อย่างสวยงาม
3. ลายบนผ้าห่มนาง หมายถึง ลายที่นามาตกแต่งบนผ้าห่มนางซ่ึงมีปรากฏอยู่หลายที่ เช่น
บนตวั ผ้าหม่ มกั เป็นลายเถาเล้ือย ตัดเสน้ ดว้ ยลายไข่ปลา บรเิ วณแถบหรือขลิบมกั เป็นประจายามกา้ มปู
และลายกรุยเชงิ จะอย่ตู รงชายผา้ ห่มนาง จัดวางดอกระยะห่างอย่างสวยงาม
4. ลายปลายสนับเพลา หมายถึง ลายที่นามาตกแต่งบนปลายสนับเพลาเป็นลายกรุยเชิง
(ประยุกต)์ เส้นแถบหรอื ขลิบเป็นลายประจายามกา้ มปู
5. ลายกรองคอ หมายถึง ลายท่ีนามาตกแต่งบนกรองคอ ของตัวละครจะมีความแตกต่างกัน
ระหว่างตัวละครที่เป็นเพศผู้ชาย(ตัวพระ) บริเวณดอกในแต่ละหยักของกรองคอจะเป็นลายกระจัง
(ประยุกต์) และลายไข่ปลา และเพศผู้หญิง(ตัวนาง) มีลายประจายามก้ามปู ลายไข่ปลา และลาย
กระจังบรเิ วณหยักปลายกรองคอ อย่างไรก็ตาม ลักษณะของกรองคอหรอื กรองศอกจ็ ะแตกตา่ งกัน ถ้า
เปน็ เพศผชู้ าย (ตวั พระ) กรองคอจะมดี อกหยกั ที่ใหญ่กว่าของเพศหญิง(ตวั นาง)
6. ลายห้อยหน้า หรือหน้าผ้า หมายถึง ลายที่นามาตกแต่งบนห้อยหน้าของตัวละครจะมี
ความแตกต่างกัน คือตัวห้อยหน้า หรือหน้าผ้าส่วนบนจะเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ประดับด้วยลายเล้ือย
(กนก) และตัวห้อยหน้า หรือหนา้ ผ้าส่วนล่างจะเปน็ ลายไข่ปลา และลายกรุยเชิง(ประยกุ ต)์ .
7. ลายห้อยข้าง หมายถึง ลายท่ีนามาตกแต่งบนห้อยข้าง ซึ่งมี 2 ช้ิน มักเป็นลายลักษณะ
เดียวกับห้อยหน้า และแบ่งคร่ึง จึงมีลักษณะเป็นลายเล้ือย(กนก) ลายไข่ปลา และลายกรุงเชิง
(ประยุกต)์
8. ลายรัดสะโพก หมายถึง ลายท่ีนามากตกแต่งบนรัดสะโพก บริเวณแถบหรือขลิบจะเป็น
ลายประจายามก้ามปู ประดับด้วยลายกระจงั และลายกนก จดั วางตอ่ เนื่องกันอยา่ งสวยงาม
9. ลายอินทรธนู หมายถึง ลายที่นามาตกแต่งบนอินทรธนูมักเป็นลายรักร้อยอยู่ตรงจุด
กึ่งกลาง ลอ้ มด้วยลายนอ่ งสิงห์ สว่ นปลายเปน็ ลายกระจงั
204
10. ลายพาหุรัด หมายถงึ ลายทน่ี ามากตกแต่งบนพาหุรัดมักเป็นลายน่องสิงห์ อยูบ่ ริเวณส่วน
นอก และตอ่ ด้วยลายฟนั ยักษ์
ตารางท่ี 3 ตารางลายท่ีปรากฏบนเสอื้ ผา้ เคร่ืองแตง่ กายละคร
ท่ี ลายท่ีปรากฎ ที่ ลายท่ปี รากฎ
17
ลายบนฉลองพระองค์ ลายบนห้อยหนา้
28
ลายบนผา้ ห่มนาง ลายบนรัดสะโพก
39
ลายบนปลายสนบั เพลา ลายบนหอ้ ยหนา้
205
ท่ี ลายทป่ี รากฎ ที่ ลายที่ปรากฎ
4 10
ลายบนแถบ ลายบนห้อยขา้ ง
5 11
ลายบนกรองศอ ลายบนอนิ ทรธนู
6 12
ลายบนนวมนาง ลายบนพาหุรัด
ท่ีมา : ตารางจดั ทาโดย ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน
ลายท่ีนาเสนอเป็นตัวอย่างท่ีมีปรากฏบนเคร่ืองแต่งกายประกอบการแสดง ผู้ศึกษาควรทา
ความเข้าใจจะสามารถสรา้ งเครอ่ื งแต่งกายไดถ้ ูกต้องสวยงาม นอกจากน้ีลายที่ควรรเู้ พ่ือจะได้ออกแบบ
ลายและนาไปพัฒนาสาหรับการสร้างเคร่ืองแต่งกายที่ดี เช่น ลายกระจังตาอ้อย ลายกนกก้านแย่ง
ลายขดหรือขมวดทักษิณาวตั ร ลายหน้าสงิ ห์ ลายอุนาโลม ลายเลอ่ื มหรือลายปา่ ลายสี่ก้านสดี่ อก โดย
รายละเอียดของลาย มดี ังน้ี
206
1. ลายกระจังตาอ้อย หมายถึง ลายท่ีประดิษฐ์มาจากกระจังพันหน่ึงอันเน่ืองมาจากกระจัง
ฟันปลา(ฟันปลาทะเล)หรือมาจากตาอ้อย(ตาตรงข้อของต้นอ้อย) นามาแต่งโกลนรูปให้เข้ากับลักษณะ
ทรงของดอกบัวลายกระจังตาออ้ ยปรากฏในลายเสื้อตัวพระ
2. ลายก้านแย่ง หมายถึง ลายท่ีเช่ือมต่อจากลายดอกที่เป็นจุดกึ่งกลางแล้วไปอีกดอกหนึ่ง
โดยลายท่ีจุดก่ึงกลางมักจะเป็นลายดอกไม้ต่างๆ แต่ในภาพตัวอย่างเป็นลายกระจังตาอ้อย ลายก้าน
แย่งได้ลักษณะและเค้าโครงมาจากรูปทรงของก้านท่ีเช่ือมต่อจากต้นหรือจากดอกหน่ึงไปอีกดอกหน่ึง
ลายก้านแยง่ จะปรากฏในผ้าสไบและผ้าหม่ นางในอดีตจะใชล้ ายก้านแย่งปักเสอื้ ดว้ ย เชน่ เส้อื เจ้าเงาะ
3. ลายหน้าสิงห์ หมายถึง ลายที่ส่วนมากใช้เป็นลายดอกผ้าหรือผ้าต่างๆ ได้ลักษณะและเค้า
โครงมาจากลายกนกหน้าสิงห์ให้ดูหน้าดุมากย่ิงขึ้น ลายหน้าสิงห์จะพบในลายเสื้อและผ้าปิดก้นของ
ยกั ษ์ใหญ่ พญายักษ์ หรอื ยักษ์ต่างเมอื ง
4. ลายขดหรือลายขมวดทักษิณาวัตร หมายถงึ ลายทีจ่ ะใช้ปักลายเส้ือได้ลกั ษณะและเค้าโครง
มาจากลายขนของลิง ที่มีลักษณะขดเป็นวงกลมท้ังตัวลายขดหรือลายขมวดจะพบในลายเส้ือและหาง
ของลงิ ใหญ่ หรือพญาลงิ
5. ลายเลอ่ื มหรอื ลายปา่ หมายถงึ ลายทป่ี ระดิษฐ์มาจากจินตนาการของผู้ออกแบบเอง เปน็ ที่
นิยมกันมากในช่างทาเครอ่ื งแต่งกายละครรา เนื่องจากมีความรวดเร็วในการทาและราคาถูกลายเลื่อม
หรอื ลายปา่ จะพบในผ้าเจียรบาทของเหลา่ เสนา ตวั พระ ตัวยักษ์ ตวั ลิง ผ้าหม่ นางสาหรับนางกานลั
6. ลายสี่ก้านสี่ดอกหรือลายหน้ากระดาน หมายถึง ลายที่ประดิษฐ์มาตามความคิดและ
จินตนาการ โดยคานึงถึงความสวยงามเป็นหลัก ลายสี่ก้านสี่ดอกหรือลายหน้ากระดานจะพบใน
บรเิ วณริมผา้ ของตวั ละครทกุ ประเภท
7. ลายอุณาโลม หมายถึง ลายท่ีใช้เฉพาะของพราหมณ์ และพระนารายณ์จะพบในส่วนเสื้อ
ของพระนารายณแ์ ละพราหมณ์
ตารางที่ 4 ตารางลายเพื่อพัฒนาสาหรับการสร้างเครอ่ื งแต่งกาย
ที่ ลายทป่ี รากฎ ที่ ลายท่ปี รากฎ
15
ลายกระจงั ตาอ้อย ลายเลอ่ื มหรือลายป่า
207
ท่ี ลายทปี่ รากฎ ท่ี ลายที่ปรากฎ
26
ลายก้านแยง่ ลายส่กี ้านส่ีดอกหรือลายหนา้ กระดาน
37
ลายหนา้ สิงห์ ลายอณุ าโลม
4
ลายขดหรือขมวดทักษณิ าวัตร
ทม่ี า : ตารางจดั ทาโดย ธรี วฒั น์ ช่างสาน
ลายท่ีนิยมนามาใช้ปักเคร่ืองแต่งกายละครข้างต้น สามารถนามาปักเคร่ืองละครและเรียก
ตามวธิ ีการทา แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ ลายหนนุ และลายเลอื่ ม (ลายป่า)
1. ลายหนุน หมายถึง ลายไทยท่ีเขียนขึ้นใช้สาหรบั งานปักลวดลายโดยไม่เช่ือมต่อลวดลาย
จะแบ่งลายเป็นตัว ง่ายต่อการปัก มีความโดดเด่นสวยงาม ลายท่ีนิยมนามาปัก เช่น ลายพุ่มข้าว
บณิ ฑ์ ลายหน้าสงิ ห์ ลายกนกเปลว ลายประจายาม ลายดอก เปน็ ต้น
208
2. ลายเล่ือม (ลายป่า) หมายถึง ลายที่นิยมเขียนเป็นลายเถา หรือลายดอกไม้ใบไม้ วัสดุที่
นามาใชใ้ นการปักลายเลอ่ื ม ไดแ้ ก่ ไหม ด้ิน เลอื่ ม ลกู ปัด เพชร พลอย ปีกแมลงทบั วธิ ที น่ี ิยมปัก
คือ ปักเดินเส้น ปักลูกโซ่ ปักทึบด้วยไหมสีต่าง ๆ บางครั้งมีการสอดลายด้วยผ้าตัดแบบเป็นลาย
ดอกไม้ ผีเสื้อ ต้นหญ้า ดอกบัว
ตัวแบบของเครือ่ งแต่งกายละครรา
ตวั แบบของเครื่องแตง่ กายละครรา มหี ลายชิน้ ทเี่ ป็นองค์ประกอบหลักทีจ่ าเป็นต้องมีในแตล่ ะ
ชุดเครอ่ื งแต่งกาย ตามทีไ่ ด้กล่าวแล้วในบททผ่ี ่านมา ตัวแบบของเคร่ืองแต่งกายที่นาเสนอน้ี ได้แบบมา
จากชวลิต สนุ ทรานนท์ และคณะ, (2542 : 128-129). เป็นผลงานค้นพบในรายงานการวิจัยตามแบบ
ท่ีกรมศิลปากรกาหนด จะนาเสนอในกรอบตาราง ทางซ้ายมือเป็นแบบที่สมบูรณ์ ส่วนทางซ้ายมือ จะ
เป็นลายที่จะต้องทาเป็นแบบเพ่ือนาไปปัก ดังน้ันขนาดอาจจะไม่ใหญ่เหมาะสมกับขนาดของเสื้อผ้า
ตามมาตรฐานของผู้ใส่ แต่สามารถจะนาไปถ่ายเอกสารขยาย หรือย่อได้ตามต้องการ ตัวแบบที่
นา่ สนใจมดี ังต่อไปนี้
ตารางที่ 5 ตารางภาพเครือ่ งแตง่ กายละครรา
เคร่อื งแต่งกายของจริง แบบของลาย
209
เครื่องแต่งกายของจรงิ แบบของลาย
210
เครื่องแต่งกายของจรงิ แบบของลาย
211
เครื่องแต่งกายของจริง แบบของลาย
ท่มี า : ตารางจดั ทาโดย ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน
212
ตารางที่ 6 ตารางภาพลายประกอบขลิบรมิ ผ้าหม่ นาง
ลายประกอบขลิบรมิ ผา้ หม่ นาง
ลายหนา้ กระดานประจายามลูกโซ่ ลายหน้ากระดานประจายาม
ลายหน้ากระดานแขง้ สิงห์ ลายหนา้ กระดานประจายามลกู โซ่
ลายหน้ากระดานประยามไขว้ ลายหนากระดานประจายามกา้ มปู
ลายกรวยเชิง แต่งชายผา้ ห่มนาง
ท่ีมา : ตารางจัดทาโดย ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน
213
การทาเครอ่ื งแตง่ กายละครรา
การทาเคร่ืองแต่งกายละครราที่จะนาเสนอในเอกสารฉบับนี้ เป็นขัน้ ตอนการทาเครอื่ งแต่ง
กายชดุ ละครรา และขั้นตอนการทาเคร่ืองแตง่ กายจากข้ีรัก ดงั น้ี
1. ขัน้ ตอนการทาเครือ่ งแตง่ กายชุดละครรา
ขั้นตอนการทาเครื่องแต่งกายชุดละครรา คือชุดเครื่องแต่งกายที่เป็นศิลปะละครราแบบ
ดั้งเดิม ท้ังละครชาตรี ละครนอก ละครใน ละครดึกดาบรรพ์ และอื่น ๆ ท้ังตัวละครท่ีเป็นตัวพระ
ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง และตัวเบ็ดเตล็ดอ่ืน ๆ ท่ีกระบวนการปักเครื่องด้วยดิ้นข้อ ด้ินโปร่ง อย่าง
ประณีตงดงาม ข้ันตอนการทาเคร่ืองดังกล่าว ต้องเริ่มดาเนินการคือ ศึกษาอุปกรณ์ที่จาเป็นต้องใช้
และขนั้ ตอนการปกั ดังน้ี
1.1 ศกึ ษาอุปกรณท์ จี่ าเป็นต้องใช้
อุปกรณ์ทีจ่ าเป็นตอ้ งใชส้ าหรบั การสร้างเครื่องแต่งกายละครรา ประกอบดว้ ย ดิน้ ข้อ
ดิ้นโปร่ง ด้ายหนุน เข็มด้าย ผ้าต่วนมัน ผ้าด้ายดิบ กระดาษคาร์บอน กรรไกรหรือมีด กาว ดัง
รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
1.1.1 ดิ้นข้อ หมายถึง เส้นด้ินทาจากเส้นเงินลักษณะเหมือนลวดเส้นเล็กขดเป็น
เกลยี วเชอื กใชส้ าหรับลงขอบตดั เสน้ ลายดอกของการปักเครือ่ งแตง่ กายเพ่ือทาใหด้ อกดเู ด่นชัดสวยงาม
1.1.2 ด้ินโปร่ง หมายถึง เส้นด้ินที่ทาจากเงินเส้นเล็ก ๆ บางเบามาขดให้มีช่องว่าง
ตรงกลางสาหรบั สอดเขม็ และดา้ ยเพอ่ื เยบ็ กลึง มีคณุ สมบัตใิ หค้ วามวาวเมื่อโดนแสงสวา่ ง
1.1.3 ดา้ ยหนนุ หมายถึง ด้ายเส้นใหญ่ไว้สาหรับมัดห่อหรือกล่องโดยการใช้เส้นดา้ ย
เสน้ เล็ก 3 เสน้ มาขดเป็นเปน็ เกลียวเชอื กเสน้ ใหญ่ มีจาหนา่ ยโดยทวั่ ไปตามรา้ น
1.1.4 เข็มด้าย หมายถึง เข็มสอยโดยทั่วไปกับด้ายท่ีสามารถสอดในก้นเข็มได้
สะดวก ในที่น้คี วรเป็นดา้ ยที่มคี วามเหนียวพอประมาณสีขาวเพราะจะได้ดูกลมกลืนกับดา้ ยหนุน
1.1.4 ผ้าต่วน หมายถึง ผ้าแพรชนิดหน่ึง เนื้อเกล้ียงเป็นมันด้านเดียว ทอเป็นลาย
สอง มหี ลายสี ทัง้ สีแดง สขี าว สีเหลอื ง สนี ้าเงนิ และอน่ื ๆ มจี าหนา่ ยท่วั ไปตามร้านขายผ้า
1.1.5 ผ้าดิบ หมายถึง ผ้าสีออกเหลืองนวล ไม่มีลวดลาย ลักษณะผ้าจะออกแข็งๆ
ไม่ล่ืนเป็นมัน ผ้าดิบ ถูกถักทอ มาจากฝ้าย ลินิน หากเป็นปัจจุบันก็อาจมีส่วนผสมของ โพลีเอสเตอร์
เข้าไปด้วยสมัยก่อน นิยมใช้ผ้าดิบกันอย่างกว้างขวาง และท่ีเห็นกันชัดๆ ก็ใช้ในการวาดภาพ เพราะ
ผ้าดิบเป็นผ้าที่ทนทานมาก อีกท้ังราคาไม่แพงอีกด้วย ศิลปินต่างนิยมนาเอาผ้าดิบมาขงึ ไว้กับกระดาน
แล้วก็วาดภาพลงไป จากนั้นก็ลงสี ส่งผลให้ภาพเขยี นเหลา่ นนั้ เกดิ ความสวยงาม และนอกจากน้ีที่เห็น
กันมากๆ แต่คาดว่าคนรุ่นหลังคงจะไม่มีใครรู้จัก เค้าใช้ผ้าดิบทารองเท้ากัน และทากันมาจนถึง
ปัจจุบนั
214
1.1.6 กระดาษคาร์บอน หมายถึง กระดาษกดลอกลายท่ีมีขายตามห้างร้านใช้สีน้า
เงนิ หรือ สีดากไ็ ด้
1.1.7 กรรไกรหรอื มีด หมายถึง อุปกรณ์สาหรบั ตดั ผ้าหรอื กระดาษหรอื ด้ายในขณะท่ี
ปักเครอ่ื งแต่งกาย ควรมีขนาดเหมาะมือไมใ่ หญ่และไม่เล็กจนเกินไป
1.1.8 กาว หมายถึง อุปกรณ์สาหรับติดเพื่อความกระชบั อาจเป็นกาวจากแป้งเปียก
โดยการนาแป้งมนั สาปะหลังหรอื แป้งขา้ วจา้ วมาละลายกับน้าจากนน้ั เคี่ยวไฟใหส้ ุกหรือกาว ลาเทก็ ซ์ท่ี
มีขายตามท้องตลาดก็ได้
ตารางท่ี 7 ตารางอุปกรณก์ ารทาเคร่ืองแตง่ กายชดุ ละครรา
ท่ี อปุ กรณ์ ท่ี อปุ กรณ์
16
ดน้ิ ขอ้ ผา้ ดิบ
27
ดนิ้ โปร่ง กระดาษคาร์บอน
215
ท่ี อุปกรณ์ ท่ี อปุ กรณ์
38
ดา้ ยหนนุ กรรไกร
49
เข็ม ด้าย กาว
5
ผา้ ตว่ น
ทมี่ า : ตารางจดั ทาโดย ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน
216
1.2 ข้ันตอนการสรา้ งเครื่องแตง่ กายละครไทย
ข้ันตอนการสรา้ งเคร่ืองแตง่ กายละครไทยมีลาดับมีข้นั ตอนการปฏิบัติ ดังน้ี
1.2.1 สร้างสะดึง โดยการนาไม้ระแนงหรือเหล็กมาประกอบเป็นรูปส่ีเหล่ียมขนาดความ
ยาวตามสัดส่วนของช้ินงานท่ีจะทา เช่น ฉลองพระองค์ กรองคอ รัดสะโพก ห้อยหน้า ห้อยข้าง ตาม
แบบทีไ่ ดน้ าเสนอขา้ งต้น
1.2.2 ขงึ สะดึง โดยนาผ้าดิบขนาดกว้างยาวพอเหมาะกบั สะดึง มาขึงทับโดยการเย็บกลึง
ด้วยตะปูเข็มใหแ้ นน่ ดงึ ผา้ ขึงให้ตงึ ไมห่ ย่อน ขัน้ ตอนการขงึ สะดงึ จงึ ต้องใหค้ วามสาคัญเป็นพิเศษ
1.2.3 แปะผ้าสีตามแบบของเคร่อื งแต่งกาย โดยใช้ผา้ ตว่ นเนื้อมันสีและขนาดตามสัดส่วน
ของแบบท่ีจะทา เช่น กรองคอ รัดสะโพก ห้อยหน้า หรืออ่ืน ๆ อย่างไรก็ตามผ้าท่ีแปะจะต้องมีขนาด
ใหญก่ ว่าแบบเพื่อความสะดวกกบั การประกอบหลังจากที่แกะสะดึง
1.2.4 กดลอกลาย โดยใช้กระดาษคาร์บอนวางซ้อนระหว่างลายกับผ้าจากน้ันใช้ดินสอ
กดทับลายเส้นเบา ๆ ให้ปรากฏลายบนผ้า ขั้นตอนน้ีจะต้องใช้ความประณีตเพราะอาจทาให้ลายไม่
เสมอหรอื กระดาษคาร์บอนอาจสรา้ งความสกปรกทาให้การปักเคร่ืองไมส่ วยงาม
1.2.5 ลงดิ้นข้อ โดยการยืดเส้นด้ินให้มีความห่างเล็กน้อยวางทาบไปตามลายใช้เข็มด้าย
เย็บกลึงทลี ะจุดเพื่อไม่ให้ดิ้นข้อเล่อื นจากลาย ในข้ันตอนนีค้ วรเย็บกลึงใหม้ ่ันคง การหักมุมดอกควรหัก
ให้เปน็ เหลีย่ ม จะได้ดอกลายท่สี มบรู ณส์ วยงาม
1.2.6 ลงด้ายหนุน เพ่ือเสริมลายท่ีเป็นดอกกนกลายไทยให้นูนเด่นสวยงามการลงด้าย
หนุนโดยการนาด้ายเส้นใหญ่มาวางทับในดอก จากน้ันใช้เข็มด้ายเย็บกลึงไว้ให้ม่ันไม่ควรให้ด้ายโผล่
ออกนอกลาย
1.2.7 ลงดิน้ โปร่ง โดยตดั ด้ินโปร่งใหม้ ีความยาวประมาณเยบ็ ทับดอกพอดี ใชเ้ ขม็ กบั ดา้ ย
สอดตรงกลางด้ินโปร่งแล้วปักทแยงมุมของดอกระหว่างด้ินข้อทับด้ายหนุนให้มิดและแน่นหนาเต็ม
ดอกจะได้ดอกท่สี วยงาม
1.2.8 เมื่อปักดิน้ โปร่งครบสมบูรณ์ ข้ันตอนต่อไปควรให้กาวอาจเป็นแป้งเปียกหรอื กาว
ลาเทกซ์ก็ได้แต้มด้านล่างทับรอยด้ายท่ีเย็บไว้เพ่ือเป็นการดามให้ด้ายติดกระชับกับผ้าดิบสร้างความ
ความเหนียวแน่นเพ่ือให้อายุการใช้งานของการปักดอกนานขึ้น จากนั้นนาไปผ่ึงแดดให้แห้ง เมื่อแห้ง
สนิทแล้วตัดอุปกรณ์ออกจากสะดึง ควรตัดให้ผ้าเหลือจากตัวงานประมาณ 2 น้ิว เพ่ือจะได้มีสัดส่วน
สาหรบั ไวเ้ ยบ็ สอยสาหรบั ประกอบใหส้ มบรู ณ์
217 ขั้นตอน
ขึงสะดงึ
ตารางท่ี 8 ตารางขน้ั ตอนการปกั เครื่องละคร
ที่ ข้นั ตอน ท่ี
15
สรา้ งสะดงึ
26
แปะผา้ สี กดกระดาษลอกลาย
37
ลงดิน้ ขอ้ ลงด้ายหนุน
48
ปกั ดนิ้ โปร่ง กรองคอสมบรู ณ์
ที่มา : ตารางจัดทาโดย ธรี วฒั น์ ช่างสาน
218
2. การทาเคร่อื งแตง่ กายจากข้รี ัก
การทาเคร่ืองประดับด้วยขี้รัก เป็นเทคนิคการทาเคร่ืองประดับท่ีสามารถสร้างสรรค์ได้
ดว้ ยตนเองตามจนิ ตนาการที่มเี ป้าประสงค์จะทา ปัจจุบันการทาเคร่อื งประดับจากขี้รกั เปน็ ท่ีนิยมของ
เหลา่ นกั แสดงกลุ่มการแสดงสร้างสรรค์ ท่ีพยายามใช้แนวคดิ แบบจินตนาการย้อนยุคของละคร จักร
ๆ วงศ์ ๆ เทคนิคการทาเครื่องประดับด้วยข้ีรักน้ี เขียนจากประสบการณ์ท่ีใช้ประดิษฐ์สร้างสรรค์
ชุดการแสดงตามประสบการณ์โดยมีขั้นตอนในรายละเอียดคือ ขั้นเตรียมอุปกรณ์ ข้ันออกแบบ ดัง
รายละเอียดตอ่ ไปนี้
2.1 ขัน้ เตรียมอุปกรณ์
อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับการทาเคร่ืองประดับจากข้ีรักครั้งนี้ ผู้สร้างสรรค์จะต้องเตรียม
เป็นเบื้องต้น เพื่อความสะดวกในการทางาน ประกอบด้วย กระดาษปะเก็น(หนัง) กระดาษลอกลาย
กระดาษกอ๊ บป้ี ลวด กาวลาเทก็ ซ์ กรรไกร เข็มด้ามทอง ดา้ ยเบอร8์ กระดาษทิชซู่ ทองคาเปลว เพชร
พลอยสตี ่างๆ สีนา้ มัน พู่กันทาสี ปนู ซีเมนต์ แป้งข้าวจา้ ว แป้นพิมพ์ สี น้ามันสน เล่ือยฉลุ น้ามัน
พืช ดังภาพ
ตารางท่ี 9 ตารางอุปกรณก์ ารทาเครือ่ งแต่งกายจากข้รี กั
ท่ี อปุ กรณ์ ท่ี อปุ กรณ์
17
ลวด เพชร พลอย
28
กาว นา้ มันพชื
219 อุปกรณ์
ท่ี อุปกรณ์ ท่ี
39
เลอ่ื ยฉลุ แปน้ พมิ พ์
4 10 คมี
เข็ม ด้าย กรรไกร พู่กนั
5 11
สนี ้าพลาสติก น้ามันสน ค้อน
6 12
กระดาษปะเก็น กระดาษก๊อบปี้
ท่มี า : ตารางจดั ทาโดย ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน
220
2.2 ขัน้ ตอนการทาขี้รัก(เทยี ม)
เป็นอีกขั้นตอนหน่ึงที่มีความสาคัญ ข้ีรักถ้าไม่ได้สัดส่วนอาจเกิดปัญหา เช่น หาก
เหลวเกินไปเมื่อนาไปกดลาย จะไม่คมชัด ในขณะเดียวกันหากแข็งเกินไปก็จะไม่สามารถกดลายได้
ดังนั้นเพ่ือป้องกันปัญหาท่ีกล่าวนี้ จะต้องศึกษาข้ันตอนการทาข้ีรัก (เทียม) คือ อุปกรณ์การทาข้ีรัก
(เทียม) และขนั้ ตอนการทาข้รี กั (เทียม) ดังน้ี
2.2.1 อุปกรณ์การทาขี้รัก(เทียม) ประกอบด้วย กระดาษสาไทย แป้งข้าวจ้าว
ปูนซเี มนต์ นา้ ผงแคลเซียม และนา้ มันพืช อุปกรณท์ ุกอย่างหาซือ้ ไดใ้ นทอ้ งตลาด
2.2.2 ขนั้ ตอนการทาขี้รกั (เทียม) มีขัน้ ตอนดังนี้
1) ละลายแป้งข้าวจ้าวกับน้า ให้เข้ากันดีอย่าพยายามให้แป้งจับเป็นก้อน
และไม่เหลวจนเกนิ ไป
2) จากน้ันนาแป้งข้าวจ้าวที่ละลายกับน้าไปต้ังไฟเค่ียวกวนจนแป้งเกาะกัน
เป็นกอ้ น (ควรให้แป้งสกุ โดยสงั เกตจากสีแปง้ ท่ีจับกันเปน็ เน้อื เดยี วจะไม่ขนุ่ )
3) ท้ิงแป้งกวนเสร็จเรียบร้อยให้เย็น ขณะท่ีท้ิงแป้งเพ่ือรอนวดนั้น ควร
เตรียมปูกระดาษสาไทย มาคล่ี แล้วเทแป้งที่กวนลงบนกระดาษสา นวดแป้งให้กระดาษสาละลายเป็น
เนอ้ื เดียวกับแปง้
4) ขณะท่ีนวดแป้งกับกระดาษสาน้ัน ควรโรยผงแคลเซ่ียมที่ผสมกับ
ปนู ซีเมนต์ สัดสว่ น 3 ต่อ 1 (แคลเซีย่ ม 3 ปนู ซเี มนต์ 1 คลุกเคลา้ ให้เข้ากันดี) วิธีการโรยจะต้องคอ่ ย ๆ
โรย พร้อมกับนวดแป้งไปเรือ่ ย ๆ จนแป้งผสมกับกระดาษสา และผงแคลเซี่ยมเป็นเนื้อเดยี วกันและไม่
จบั เกาะมือผู้นวด เม่อื แป้งเกาะกันดีและมีความเหนียวได้ท่คี วรใชน้ ้ามันพืชนวดคร้ังสุดท้ายเพื่อให้ขร้ี ัก
(เทียม)อยตู่ ัว
2.2.3 ขน้ั ตอนการทาเครื่องประดับ ข้นั ตอนการทาเครื่องประดบั มีวธิ กี ารปฏบิ ตั ดิ ังนี้
1) ออกแบบลายตามความต้องการโดยพยายามใช้รูปแบบของเครื่องแต่ง
กายท่ีได้ศึกษามาแล้วขา้ งตน้ อาจเป็นกรองคอ ตน้ แขน ข้อมือ หรือเครือ่ งประดับ เช่น สร้อยคอ ตา่ งหู
ตามต้องการ โดยการวาดลวดลายและขนาดลงบนกระดาษให้สวยงามถูกต้องตามสัดส่วนท่ีต้องการ
จากน้ันใช้กระดาษคาบอนสอดระหว่างลายกับกระดาษปะเก็น ลอกลายดังกลา่ วลงบนกระดาษปะเก็น
ใหถ้ กู ต้อง
2) ฉลุลาย ใช้เล่ือยฉลุเล่ือยเอาส่วนท่ีไม่ต้องการออกจากกระดาษปะเก็น
ชั้นตอนนี้จะตอ้ งใช้ความประณีต ของการเล่ือยเพราะถ้าหากว่าแบบคมชัดสวยงามการกดลายก็จะกด
ไดง้ ่าย
3) ดามลวด โดยการใช้ตะปูตอกไปตามเส้นที่ต้องการดาม รูของตะปู
จะต้องไม่ใหญ่เพราะอาจจะทาให้มีร่องรอยปรากฏเห็นชัดขณะดาม และการทาให้ปะเก็นขาดได้
221
จากน้ันนาเส้นลวดมาวางตามร่องตะปูแล้วใช้เข็มกับด้ายเย็บตรึงไว้ให้เรียบร้อย ตรวจสอบความเป็น
ระเบยี บของการเยบ็ ตรึงให้กระชับม่นั คง
4) กดลายโดยการนาเอาขี้รัก(เทียม) ที่เตรียมไว้ มาแบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ
ตามขนาดของลายที่ต้องการตกแต่ง กดลายที่เลือกไปตามดอกท่ีต้องการ (คนที่เลือกลายได้สวยงาม
จะต้องมีความชานาญการ และมีทักษะในการจัดวางลวดลายเข้าใจรูปแบบของลายจึงจะสามารถ
เลือกขนาดได้ถกู ตอ้ งสวยงาม การกดลายจะต้องเลือกแป้นพิมพ์ที่ต้องการมาทาน้ามันพืชเล็กน้อยเพ่ือ
ไมใ่ ห้ข้ีรัก (เทียม) ไม่ติดกบั แปน้ ในเวลาทแี่ คะขร้ี ักออกจากแป้นพิมพ์นั้นให้ใช้ปลายเข็มหมุด เสยี บบน
ข้รี กั แลว้ ดึงออกมาเบาๆ ควรระวงั การยดื ของลายดอกดว้ ยขณะดงึ ลายจากแป้นพมิ พ์
5) ผูกลายโดยการวางลายกับแบบให้ได้สัดส่วนที่สวยงามไม่ใหญ่จนทาให้
ดอกบวม และไม่เล็กจนดูแล้วไม่สมส่วน ด้วยการทากาวลาเท็กซ์ลงบริเวณของลายแล้วติดขี้รักลงบน
ลายท่ีต้องการ ลดลายให้แนบกับแป้นให้มาก แต่ต้องระวังไม่ให้กดน้าหนักจนทาให้ดอกของข้ีรักไม่
สมบรู ณ์ ผกู ลายจนเตม็ สดั สว่ นของพื้นที่ ทง้ิ ไว้ประมาณ 1-2 วัน จนข้รี กั แห้งสนทิ
6) ทาสีรองพ้ืนโดยนาสีน้าสีขาวผสมกับน้าเปล่า(สีขั้นท่ี1) ทาทับอุปกรณ์ท่ี
ออกแบบและทาบนลายท่ีผูก ควรทาทับ 2 ครั้ง โดยให้ช้ันแรกหมาดในระดับแห้ง แล้วทาทับช้ันท่ี 2
อีกครัง้ ควรระวังลายท่ีกดบางคร้ังเม่ือโดนสีรองพื้นจะทาให้ลายตื้นเห็นลายไม่ชดั จึงควรทาบาง ๆ พอ
สวยงาม ช่างทาที่มีความชานาญควรตรวจสอบความหนา บางของสีรองพ้ืนหากบางมากไปก็ควรทา
ทบั อีกครั้ง เป็นช้นั ท่ี 3 ก็ได้ แต่ทุกชน้ั ที่ทาทับจะต้องปลอ่ ยทิง้ ไวใ้ ห้หมาดจนระดับแหง้
7) ทาสีอะคีริกสีทองลงในช้ันสุดท้าย รอจนสีแห้งสนิท ตรวจสอบโดยการ
ใช้มือลองกดสีหากสียังติดมือแสดงว่ายังไม่สามารถลงทองได้ ควรให้สีมีความหยุ่นกับมือแต่ไม่ติด
ข้ึนมา แสดงว่าเหมาะกับเวลาที่จะลงทอง ในข้ันตอนนี้หากสียังไม่แห้งแล้วลงทองจะทาให้ทองจมไม่
ปรากฏความวาวไมส่ วยงามได้จึงต้องมีทักษะในการตรวจสอบสใี หเ้ รยี บร้อยก่อนลงทอง
8) ลงทองโดยการหาภาชนะเช่นกล่อง หรือกะละมัง มาวางแล้วแปะแผ่น
ทองบนอปุ กรณ์ให้เตม็ ทกุ สดั ส่วน จากนั้นใช้แปรงขนนุ่มปัดทองให้แน่นกับอุปกรณป์ ัดอยา่ งเบามอื เพ่ือ
รักษาคุณภาพของดอกขี้รกั ให้เรียบสวย ควรทง้ิ ใหต้ ากลมเพอื่ ใหแ้ ผ่นทองกบั สีติดกันสนิทก่อนแล้วค่อย
ปัด
9) ข้ันตอนสุดท้ายโดยการตกแต่งเพชรในหลุมของลายดอกโดยการใช้
ปลายเข็มหมดเจาะทะลวงให้หลุมลึก นาก้านของเพชรมาแตะกาวลาเท็กซ์ แล้วกดฝังเพชรลงในลาย
ให้สวยงาม ในข้ันตอนน้ีหากต้องการให้อุปกรณ์ดูมีราคาและมีสภาพที่คงทนต่อการใช้งานอาจใช้ผ้ า
สกั กะหราดมาแปะปิดส่วนลา่ งแลว้ ใช้กาวตดิ ไวใ้ ห้แนน่ ก็จะสวยงามประณตี ยิ่งข้ึน
222 อปุ กรณ์
ตารางท่ี 10 ตารางข้นั ตอนการทาเครอ่ื งประดับจากขี้รัก
ท่ี อุปกรณ์ ที่
16
ออกแบบ ลงสีรองพ้นื
27
ฉลลุ าย ลงสีรองพื้นชนั้ ท่ี2 และ3
38
ดามลวด ลงสีอะคีริก
49
กดลาย ลงทอง
5 10 ตกแต่งเพชร
ติดลาย
ท่ีมา : ตารางจดั ทาโดยธีรวฒั น์ ชา่ งสาน
223
แหลง่ ส่งั ซ้อื ชุดเคร่ืองแตง่ กายละครราในปจั จบุ ัน
แหล่งสั่งซ้ือเครื่องแต่งกายละครราในปัจจุบันนี้มีหลายแหล่ง ท่ีรับทาเป็นอาชีพดังน้ันเพ่ือ
ความสะดวกของศิลปินสาระช่วงนี้จะได้แนะนาเพื่อเป็นแนวทางสาหรับขยายผลให้ผู้เรียนท่ีกาลัง
ศึกษามีมุมมองในเร่ืองการสร้างงานที่เก่ียวข้อง ได้เห็นถึงคุณค่าและสามารถจะนาไปใช้ประกอบเป็น
อาชีพได้อย่างหูตากว้างไกลอย่างคนมีประสบการณ์ จึงจะแนะนาราคาของเคร่ืองแต่งกาย คุณสมบัติ
ของอปุ กรณเ์ ครอื่ งแต่งกาย และสถานทส่ี ่ังซือ้ ของทคี่ วรรูจ้ ัก ดังนี้
1. ราคาของเครอื่ งแตง่ กาย
ภาพท่ี 95 ตัวอยา่ งการปกั เครอื่ งลายหนนุ หรือลายด้นิ
ที่มา : พิพิธธนารักษ,์ (2018).
ภาพที่ 96 ตัวอยา่ งการปักเคร่ืองลายเล่ือมหรือลายปา่
ทม่ี า : พิพิธธนารักษ,์ (2018).
224
ชดุ พระแขนสัน้ ยนื เครอ่ื งปักหนุนเครอื่ งประดบั โลหะชุบเงิน ชฎาหน้าเงนิ ชดุ ละ47,000 บาท
ชุดพระแขนยาวยนื เครอ่ื งปักหนนุ เครื่องประดับโลหะชุบเงินชฎาหนา้ เงินชุดละ47,000 บาท
ชดุ พระแขนส้นั ยนื เคร่ืองปักเลื่อมเครื่องประดบั ปะเก็นลงทอง ชฎาขี้ลัก ชดุ ละ 24,000 บาท
ชุดพระแขนยาวยืนเคร่อื งปักเลอื่ ม เคร่ืองประดับปะเกน็ ลงทอง ชฎาขี้ลักชดุ ละ24,000 บาท
ชดุ นางยนื เครอื่ งปักหนุน เครื่องประดบั โลหะชุบเงนิ มุงกุฎหน้าเงิน ชดุ ละ 47,000 บาท
ชดุ นางยนื เครอ่ื งปักเลอ่ื มเคร่ืองประดบั ปะเก็นหรอื โลหะชุบทองมงุ กฎุ ขี้ลักชุดละ24,000บาท
2. คุณสมบัติของอุปกรณ์เคร่อื งแตง่ กาย
2.1 ตวั พระ
2.1.1 เส้ือ มีลักษณะเป็นเสื้อแขนสั้นปักลายหนุนทั้งตัวเส้ือและแขน เส้ือ ใช้ผ้า
ซาติน ปักลวดลายตามกาหนด ด้วยดนิ้ ขอ้ -ด้ินโปรง่ ไหม และเลื่อม ขนาดและสตี ามแบบ
2.1.2 พาหุรัด ใช้ผ้าซาติน ปักลวดลายตามกาหนด ด้วยดิ้นข้อ-ดิ้นโปร่ง ไหม และ
เล่อื ม ขนาดและสตี ามแบบ
2.1.3 กรองคอ ใช้ผ้าซาตนิ ปักลวดลายตามกาหนด ด้วยดิ้นขอ้ -ดิ้นโปรง่ ไหม และ
เลื่อม ขนาดและสีตามแบบ
2.1.4 รัดสะเอว ใช้ผ้าซาตนิ ปกั ลวดลายตามกาหนด ด้วยดิน้ ขอ้ -ดน้ิ โปรง่ ไหม และ
เลอ่ื ม ขนาดและสตี ามแบบ
2.1.5 หอ้ ยหนา้ - ห้อยขา้ ง ใชผ้ ้าซาติน ปักลวดลายตามกาหนด ดว้ ยดิ้นขอ้ -ดิ้นโปร่ง
ไหม และเล่อื ม ขนาดและสีตามแบบ
2.1.6 สนับเพลา เป็นกางเกงตดั เยบ็ ดว้ ยผา้ ซาตินและผ้าโทเร ปลายขาสนับเพลาใช้
ผ้าซาตนิ ปักลวดลายตามกาหนดดว้ ยด้นิ ด้ินขอ้ -ด้ินโปรง่ ไหม และเล่ือม ขนาดและสีตามแบบ
2.1.7 ผ้านุง่ ผา้ ยก ขนาดมาตรฐาน 1 ผนื
2.1.8 ทับทรวงพร้อมสาย ตัวเรือนเงิน 3 ชั้น ประดับพลอยเทียมสีขาง ตรงกลาง
ประดับพลอยเทยี มสีแดง สายโลหะประดับพลอยเทยี ม
2.1.9 สงั วาล สายสงั วาลเป็นโลหะเป่าแล่ง มีตาบทิศ และตาบหลงั ประดับพลอย
เทยี ม
2.1.10 หัวเข็มขัดพร้อมสายเข็มขัด หัวเข็มขัด 3 ชั้นประดับพลอยเทียมสีขาง ตรง
กลางประดับพลอยเทียมสแี ดง สายโลหะชบุ ทอง
2.1.11 กาไลแผงข้อมือ ประดับพลอยเทยี ม 5 แถว
2.1.12 กาไลข้อเทา้ กาไลหวั บวั พลาสติกเคลือบทอง
2.1.13 แหวนรอบ ขอ้ มือ 1 คู่
2.1.14 ปะวะหลา่ ลูกปดั สแี ดงร้อยสลับลูกปัดลายเม็ดมะยม 1 คู่
225
2.1.15 ชฎา ตัวเรือนทองปิดด้วยทองคาเปลว100%ประดับด้วยเพชรเทียมกรอบ
หน้าเงินประดับเพชร มีดอกไม้ล้านประดับลดหล่ันกันตามลาดับ จอนหูชุบเงินประดับเพชรเทียม ทัด
ดอกไม้เพชร พรอ้ มอบุ ะดอกไมท้ ัดและสายรดั คาง และรุ้งอะลูมิเนียมหนาพร้อมแปน้ ในตัว 1 ชดุ
2.2 ตัวนาง
2.2.1 เสื้อ เสื้อในนางตัดเยบ็ ด้วยผา้ ต่วนซาติน สีเหลืองเป็นเสื้อไม่มีแขน ผ่าหน้าตัว
ยาวคลมุ สะโพก ซับในด้วยผ้าโทเร
2.2.2 ผ้าห่มนาง ใช้ผ้าซาตินปักลายหนุ่นปักลวดลายตามกาหนด ด้วยดิ้นข้อ-ด้ิน
โปร่ง ไหม และเลอื่ ม ขนาดและสีตามแบบ
2.2.3 กรองคอ(นวมนาง) ใช้ผ้าซาติน ปักลวดลายตามกาหนด ด้วยดิ้นข้อ-ดิ้นโปร่ง
ไหม และเลอื่ ม ขนาดและสตี ามแบบ
2.2.4 ผา้ นงุ่ ผา้ ยก ขนาดมาตรฐาน 1 ผืน
2.2.5 จี้นางพร้อมสาย ตัวเรือนโลหะชุบ 3 ช้ัน ประดับพลอยเทียมสีขาง ตรงกลาง
ประดบั พลอยเทียมสีแดง สายโลหะประดับพลอยเทียม
2.2.6 หัวเข็มขัดพร้อมสายเข็มขัด หัวเข็มขัดตัวเรือนโลหะชุบ 3 ชั้นประดับพลอย
เทยี มสขี าง ตรงกลางประดับพลอยเทียมสีแดง สายโลหะชบุ ทอง
2.2.7 กาไลแผงข้อมอื ประดบั พลอยเทียม 5 แถว
2.2.8 กาไลขอ้ เทา้ กาไลหัวบัวพลาสตกิ เคลือบทอง
2.2.9 แหวนรอบ ข้อมือ 1 คู่
2.2.10 ปะวะหล่า ลกู ปัดสีแดงร้อยสลบั ลกู ปดั ลายเม็ดมะยม 1 คู่
2.2.11 มงกุฎนาง ตัวเรือนทองปิดด้วยทองคาเปลว100%ประดับด้วยเพชรเทียม
กระบังหน้านางชุบเงินประดับเพชร มีดอกไม้ล้านประดับลดหล่ันกันตามลาดับจอนหูชุบเงินประดับ
เพชรเทยี ม พร้อมอุบะดอกไม้ทดั และสายเพชรรดั คางและรงุ้ อะลมู ิเนยี มหนาพรอ้ มแป้นในตวั 1 ชดุ
3. สถานทีส่ ง่ั ซ้ือของทคี่ วรรู้จัก
สถานที่ส่ังซื้อของจาพวกเคร่ืองแต่งกายศิลปะละครราที่ควรรู้จักในปัจจุบันนี้มีหลา ย
แหล่ง หากผู้เรียนอยู่ในกรุงเทพมหานครและเป็นคนสนใจใฝ่รู้จะพบว่าสถานท่ีดังกล่าวของการจัดหา
เส้ือผ้าเครื่องแต่งกาย มีท้ังท่ีเป็นร้านเช่าเครื่องละครที่สามารถไปส่ังจองชุด ตามราคาท่ีร้านเช่าต้ังไว้
อาจมีการต่อรองตามความสนิทสนมได้บ้างขึ้นอยู่กับความสนิทมักคุ้น ซ่ึงโดยท่ัวไปน้ันการเช่าชุดจาก
รา้ นเช่าสามารถจะควบคุมราคา ความใหม่สีสันได้ง่ายสะดวก พร้อมกันน้ใี นร้านเช่าบางร้านอาจมีการ
บริการแต่งกายแต่งหน้าไว้ให้พร้อม จึงมีความสะดวกเพียงมีงบประมาณให้ก็จะง่ายสาหรับการได้รับ
บริการอย่างรวดเรว็ และสะดวก
226
อย่างไรก็ตามหากผู้ศึกษามีความพยายามในการสร้างเครื่องแต่งกายเพื่อใช้เองหรือเพ่ือ
กิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังมีแหล่งซื้อของที่มีความพร้อมสาหรับการเลือกซ้ือสะสมหรือสะดวกตาม
งบประมาณทีจ่ ะสงั่ ซือ้ แหลง่ ส่ังซอ้ื ของกจ็ ะมที ่ีพอจะแนะนา ดงั น้ี
3.1 ตลาดพาหุรดั
ภาพที่ 97 ตลาดพาหุรดั กรุงเทพมหานครบรเิ วณร้านขายชดุ ละคร
ท่มี า : ธรี วัฒน์ ช่างสาน, (2561).
ตลาดพาหุรดั เปน็ ยา่ นการค้าเก่ยี วกับวัสดอุ ปุ กรณท์ ่สี าคัญสาหรับการแสดงละครหลายชนดิ
ทส่ี ามารถเลือกซื้อได้ อาทิ
3.1.1 เคร่ืองประดับ ประเภท สรอ้ ยคอ ต่างหู สรอ้ ยสังวาล ดอกไม้ประดับศีรษะ กระ
บังหนา้ ปิน่ ปกั ผม สรอ้ ยข้อมือ เขม็ ขัด และอ่นื ซึง่ จะอยดู่ ว้ ยกัน 3 บรเิ วณ คอื
1) บรเิ วณของข้างทางของถนนพาหุรัดที่มีทั้งแผงลอยและร้านค้าทีเ่ ป็นอาคาร
พาณิชย์ เช่น รา้ นสยุมพร รา้ นเจริญผล ฯ ท่อี ยูใ่ นถนนพาหรุ ดั และโซนของตลาดเก่าของพาหรุ ัดซ่งึ มี
จุดสังเกตคือบนั ไดเลือ่ นท่หี ยุดน่ิง ทีจ่ ะสามารถเดินขนึ้ ไปยังชนั้ สองได้ รวมถึงซอกซอยเลก็ ๆทส่ี ามารถ
เดินทะลไุ ปได้
2) บริเวณของหนา้ หา้ งสรรพสินค้าไชนา่ เวลิ ด์ท่มี ลี กั ษณะเป็นแผงลอยร้านค้า
และในตวั อาคารบริเวณช้นั 1 ของหา้ งจะมีร้านขายเครื่องประดับนาฏศิลปไ์ ทย
3) ห้างตลาดพาหุรัด ซึ่งมีจุดสังเกตทางเข้าท่ีอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนเพาะช่าง
ในตัวตึกของห้างจะแบ่งออกเป็น 4 อาคาร A B C D ซงึ่ จะมีร้านคา้ ขายเคร่ืองประดับขายมากมาย
หลายรา้ นกระจายกนั ในอาคาร C และ อาคาร D
227
3.1.2 ชุดการแสดงสาเร็จรูป ประเภท ระบาโบราณคดี ทวาราวดี ศรีวิชัย เชียงแสน
สุโขทัย อยุธยา ระบาส่ีภาคท้ังภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ชุดอาเซ่ียน ชนเผ่าต่าง ๆ
ซึ่งจะอยู่บริเวณ
1) ริมถนนพาหรุ ัดจะมซี อยเล็กๆของร้านโอกิจ จะจาหน่ายเสือ้ ผ้าในการแสดง
นาฏศลิ ปไ์ ทย ที่มีลักษณะของเสือ้ ผ้าสาเรจ็ รูป ซึ่งจะมจี านวนและองคป์ ระกอบของชดุ การแสดงให้
ครบสมบูรณ์
2) ตึกตลาดพาหุรัด อาคาร D จะมีร้านศักดิ์ สืบ ศิลป์ ท่ีจะเป็นร้านที่รับผลิต
เส้ือผ้าของชุดการแสดงที่มีลักษณะยึดตามแบบแผนของกรมศิลปากรเป็นหลัก และร้านอุ บล
เคร่ืองประดบั ทม่ี ผี สมทั้งเส้ือผา้ สาเรจ็ รูปและเครอื่ งประดับเบด็ เตล็ด
3.1.3 อุปกรณ์เคร่ืองปักชุดละคร ประเภท ด้ินข้อ ดิ้นโปรง่ เลอื่ ม เพชร ผ้ายก
เครือ่ งประดบั แบบชุดแขกอนิ เดีย ผ้ายก สา่ หรี และอนื่ ๆ อยบู่ รเิ วณ
1) ของตลาดเก่าพาหุรัดที่มีจุดสังเกตคือฝั่งตรงข้ามของห้างไชน่าเวิลด์ ซึ่งร้าน
ส่วนใหญ่ท่ขี ายอปุ กรณ์พวกน้ีจะเป็นร้านท่มี ีเจ้าของหรือผู้ขายเป็นชาวอินเดียเนอ่ื งจากสินคา้ มีต้นผลิต
ในประเทศอนิ เดียและนาเข้ามาจาหน่ายในไทย ในตลาดพาหรุ ัดเก่าแห่งนท้ี ี่มีด้วยกนั สองชน้ั ก็จะมีร้าน
จาหน่ายทั้งสองช้ัน ในส่วนของชั้นล่างจะมีด้วยกัน 2 ร้านหลักๆที่ขาย ดิ้นข้อ ดิ้นโปร่ง เล่ือม เพชร
ผ้ายก คือร้านร้ิบบิน้ ทอง และร้านแถบทอง ด้ินโปรง่ ส่วนชั้นบน จะเน้นไปทางผา้ ยก ผ้าเยียรบับ ท่ี
กระจายกันไปเกือบทุกๆร้าน และสินค้าพวกเครื่องประดับแบบชุดแขกอินเดีย ชุดสาหรี และสินค้า
อ่นื ๆก็จะมจี าหน่ายกระจ่ายไปทุกๆร้านทั้งชนั้ บนและชน้ั ลา่ ง
ภาพที่ 98 ถนนพาหุรัด สองฝงั่ ทางมรี า้ นแผงลอยขายอุปกรณ์เครือ่ งประดบั การแสดง
ท่มี า : ธรี วฒั น์ ชา่ งสาน, (2561).
228
ภาพที่ 99 ห้างสรรพสินค้าไชนา่ เวลิ ด์
ที่มา : ธรี วฒั น์ ชา่ งสาน, (2561).
ภาพที่ 100 แหล่งขายเคร่ืองประดับการแสดงตลาดพาหุรัด
ท่มี า : ธีรวัฒน์ ชา่ งสาน, (2561).
3.2 ตลาดวงเวยี นใหญ่
ตลาดวงเวียนใหญ่เป็นย่านการค้าเก่ียวกับวัสดุอุปกรณ์ท่ีสาคัญสาหรับการแสดง
ละครหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุอุปกรณ์ในการประดิษฐ์เครื่องประดับเช่น หนังปะเกน ลวด
หมุดตอกตาไก่ เพชรสังเคราะห์ พลอยสังเคราะห์ ขนนก รวมถึงแถบด้ิน และวัสดุปักสาเร็จรูปท่ี
สามารถนามาใช้ประกอบเส้ือผ้าการแสดงสร้างสรรค์ได้เลย ซึ่งร้านลักษณะนี้จะมีอยู่กระจายไปตาม
ถนนเจรญิ รัถ เชน่
229
3.2.1 ร้านประวิทย์รุ่งโรจน์ ค้าหนัง ที่จะมีจาหน่ายสินค้าในประเภทนี้ครอบคลุมมาก
ท่ีสุด
3.2.2 ร้านสาวไทยแฮนด์เม ซงึ่ จะจาหน่ายเนน้ ไปทางวสั ดปุ กั สาเรจ็ รปู
3.2.3 ร้านแฟรงโก้ แฟชั่น ท่ีมีจาหน้าพวกอุปกรณ์อะไหล่ท่ีสามารถนามาประกอบ
เคร่ืองประดบั และโช่ เชือก แถบหนงั รวมถงึ อปุ กรณป์ กั สาเรจ็ รปู ขนนกที่ใช้ในการทาชุดการแสดง
3.2.4 ร้านเวิลด์ แฟชั่น เป็นร้านขายอุปกรณ์ที่ใช้สาหรับการประดับประดา สินค้า
จาพวกกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า มีจาหน่ายทั้งเพชร ทั้งพลอย ผ้าเทป ยางยืด รวมไปถึงหูกระเป๋าแบบ
ตา่ งๆ ทใ่ี ชส้ าหรบั ตกแตง่ งานเครือ่ งหนังให้สวยงาม
ภาพที่ 101 ตลาดวงเวยี นใหญ่ ถนนเจรญิ รัถ
ที่มา : ธรี วัฒน์ ชา่ งสาน, (2561).
ภาพท่ี 102 รา้ นประวทิ ยร์ ุ่งโรจน์ คา้ หนัง
ที่มา : ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน, (2561).
230
ภาพที่ 103 รา้ นร้านแฟรงโก้ แฟช่ัน
ที่มา : ธีรวัฒน์ ช่างสาน, (2561).
ภาพที่ 105 ร้านเวิลด์ แฟชั่น
ที่มา : ธีรวัฒน์ ชา่ งสาน, (2561).
231
3.3 แหลง่ สงั่ เครอ่ื งละคร
ภาพที่ 104 ร้านขายชดุ ละคร ร้านศักด์ิ สืบ ศลิ ป์
ทมี่ า : ธีรวฒั น์ ช่างสาน, (2561).
แหล่งสั่งเครื่องละคร หรือชุดโขนละคร ร้านร้านศักด์ิ สืบ ศิลป์ ต้ังอยู่ในตึกตลาดพาหุรัด
อาคาร D ซึ่งเป็นร้านที่มีโรงงานการผลิตเครื่องโขน เคร่ืองละครเป็นของร้านเอง และมีรูปแบบของ
เครื่องละครที่ยึดถือแบบแผนทางกรมศิลปากร และงานช่างโบราณ รวมถึงเครื่องแต่งกายการแสดง
ของระบาต่างๆในชุดโบราณคดี ซึ่งถือว่าร้านนี้เป็นร้านที่ผลิตเครื่องโขน เคร่ืองละคร และชุดการ
แสดงต่างๆในรูปแบบของกรมศิลปากรท่ีสวยงามในย่านพาหุรัด
เครื่องแตง่ กายละคราในปัจจบุ นั
เคร่ืองแต่งกายละครราในปัจจุบันสามารถเลือกหาสั่งซื้อได้ท้ังในตลาดชุมชนต่าง ๆ เฉพาะ
อย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร มีแหล่งซ้ือขายของเคร่ืองประดับ เคร่ืองแต่งกายละครรามีให้เลือก
มากมายหลายราคาตามแต่คุณภาพและความประณีตของการสร้างสรรค์พร้อมท้ังอุปกรณ์ท่ีนามา
ตกแต่ง อาทิ ปักด้ินท่ีจะมีราคาสูง หากใช้เล่ือมปักราคาก็จะถูกลง หรือเครื่องประดับท้ังทับทรวง
สังวาล ตาบทิศ เข็มขัด ราคาก็จะตามวัสดุท่ีใช้ แต่ถ้าเป็นเปาแล่นเคร่ืองชุบ โดยเฉพาะเครื่อง
เลียนแบบท่ีลอกแบบรูปทรงราคาก็จะถูกหาซ้ือง่าย โดยเฉพาะตลาดพาหุรัด เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร ตามตวั อยา่ งทีน่ าเสนอ (ร้านสุวรรณพร (พาหุรัด), 2560).
232
ตารางที่ 10 ตารางเครื่องแตง่ กายละคราในปจั จบุ นั ราคา
฿1,950.00
ภาพ ช่ือ
มงกุฎกษตั รีย์ สีทอง(ชฎานาง)
มงกฎุ กษตั รยี ์ สเี งิน (ชฎานาง) ฿1,950.00
มงกุฏกษัตรยี ์ (ชฎานาง) สที องหน้า ฿4,500.00
เงนิ ประดับเพชร
มงกฏุ กษัตรีย์ (ชฎานาง) สเี งิน ฿1,800.00
ห้อยเลือ่ ม
มงกุฏกษัตรยี ์ (ชฎานาง) สีทอง ฿1,800.00
หอ้ ยเลอ่ื ม
มงกุฏกษัตรีย์ (ชฎานาง) สีทอง ฿3,900.00
ประดับเพชร
มงกฎุ กษตั รียห์ น้าเงิน (ชฎานาง) 19,500.00
233
ภาพ ช่อื ราคา
ชฎายอดชัย สที อง ฿1,950.00
(ชฎาพระ)
ชฎายอดชยั สีเงิน ฿1,950.00
(ชฎาพระ)
ชฎายอดชัย (ชฎาพระ) สีทองหนา้ ฿4,500.00
เงนิ ประดับเพชร
ชฎายอดชยั (ชฎาพระ) สเี งิน ห้อย ฿1,800.00
เลือ่ ม
ชฎายอดชัย (ชฎาพระ) สที อง หอ้ ย ฿1,800.00
เลอ่ื ม
ชฎายอดชัย (ชฎาพระ) สีทอง ฿3,900.00
ประดับเพชร
ชฎายอดชัยหนา้ เงนิ (ชฎาพระ) ฿21,900.00
ขดุ ยืนเคร่ืองพระแขนสนั้ ปักเล่อื ม ฿6,350.00
234
ภาพ ช่ือ ราคา
ขุดยนื เคร่ืองพระแขนยาว ปกั เล่อื ม ฿8,000.00
ขดุ ยืนเครื่องนาง ปกั เลื่อม ฿4,650.00
ผ้ายกละคร อย่างดี ฿1,200.00
อุบะ ห้อยชฎา ชายชมพู ฿120.00
อุบะ ห้อยชฎาหน้าเงิน (กรมศลิ ป)์ ฿480.00
ที่มา : ตารางภาพโดย รา้ นสุวรรณพร (พาหุรดั ), 2560).
เครื่องแตง่ กายที่ยกอา้ งข้างต้นเปน็ รูปแบบของการโฆษณาที่ทางรา้ นนามาช้ีแสดงให้เหน็ ท้ัง
รปู แบบและราคาซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายตอ่ การตัดสินใจของคนทีส่ นใจสง่ั ซอื้ ซ่งึ เปน็ การชแี้ สดงให้เหน็ วา่ ใน
ปจั จุบันน้สี นิ ค้าประเภทเครอ่ื งแต่งกายละครราเปน็ ทน่ี ยิ มของคนในสงั คมและสามารถนามาเป็นสนิ คา้
เพ่อื ประกอบธรุ กิจสรา้ งรายไดใ้ นปจั จบุ ันนี้
อปุ กรณป์ ระกอบการแสดง
อุปกรณ์ประกอบการแสดงเป็นส่ิงจาเป็นอีกประการหนึ่งที่ผู้ศึกษาจะต้องทาความเข้าใจเพ่ือ
ความสมบูรณ์ในการเรียนเรื่องเครื่องแต่งกายเพ่ือการแสดง ในการแสดงนาฏศิลป์ไทย เพ่ือความ
สมบูรณ์ของการศึกษาจะให้รายละเอียดในประเด็น การจัดอุปกรณ์ประกอบการแสดง และตาแหน่ง
ของพนกั งาน ดังน้ี
235
1. การจดั อปุ กรณ์ประกอบการแสดง
อุปกรณ์ต่าง ๆ จัดได้ว่าเป็นส่ิงสาคัญท่ีทาให้การแสดงนั้น ๆ มีความงดงามสมจริงท้ังนี้
เกิดจากสาเหตุทีว่ ่าการแสดงเปน็ การจาลองภาพความเปน็ จริง ราชูปโภค เป็นเครอ่ื งประกอบอิสริยศ
ของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศ์ช้ันสูง เมื่อนามาใช้ในการแสดงจึงมีการจาลองข้ึนมาโดยใช้วัสดุที่
มีคา่ น้อยเพียงแต่คงรูปลักษณใ์ ห้ใกล้เคยี งความเป็นจริงเท่าน้ัน ระเบียบวธิ ีการต้ังเครื่องราชปู โภค ใน
การแสดงเป็นการจาลองเลียนแบบวิธีการตั้งในพระราชพิธีเช่นกัน โดยตั้งไว้สองข้างที่ประทับของ
เตยี ง ซงึ่ สมมตเิ ปน็ ราชบลั ลงั ก์ กลา่ วคอื
1.1 พานพระศรี (พานหมาก) หมายถึง เป็นราชาศัพท์ เป็นคานาม คือพานใส่หมากพลู
เครื่องเสวยของพระมหากษัตริย์, พานใส่หมากพลูเครื่องเสวยซึ่งเป็นเคร่ืองราชูปโภค ใช้เฉพาะ
พระมหากษัตริย์ หรือเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศเจ้านายฝ่ายหน้าฝา่ ยในชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า จนถึง
พระอนุวงศ์ช้ันพระองค์เจ้า มีลักษณะแตกต่างกันไปตามชั้นยศ สาหรับเจ้านายน้ันจะเรียกว่า พาน
หมากเสวย กม็ ี ซง่ึ สุดแตจ่ ะทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ มใหเ้ รยี ก ต้งั ไวท้ างซ้าย
1.2 พระแสง หมายถึง อาวธุ หรือศัสตราวธุ ต้งั ไวท้ างซ้าย
1.3 พระสพุ รรณศรี หมายถงึ กระโถนเล็ก ตัง้ ไว้ทางขวา
1.4 กาน้า หมายถงึ พระมณฑปรตั นกรณั ฑ์ (อ่าน พฺระ มน-ดบ รัด-ตะ -นะ กะ -รัน) คือ
ภาชนะสาหรับใส่น้าเสวย ต้งั ไวท้ างขวา
1.5 พระเขนย หมายถึงหมอน ในการแสดงจะมี 2 รปู แบบ คอื
1.5.1 หมอนสามเหล่ยี มหมายถึง หมอนขวาน
1.5.2 หมอนสเี่ หลยี่ ม หมายถงึ หมอนหน้าอิฐ โดยปกติจะวางอย่ทู างซ้ายของผแู้ สดง
ในการแสดงโขนหนา้ จอแตโ่ บราณจะใชห้ มอนสเี่ หลีย่ ม (หมอนหน้าอฐิ ) เท่าน้ัน
ภาพที่ 105 การจัดอปุ กรณ์ประกอบฉาก
ทม่ี า : มติชนออนไลน์. (2561).
236
การตั้งราชูปโภคและหมอนในการแสดงนาฏศลิ ป์ ห้ามมใิ ห้ตั้งราชูปโภคและหมอนสาหรับ
ประกอบฉากเทพวิมานบนสรวงสวรรค์ ท้ังนี้โบราณจารย์ให้เหตุผลว่า เทพวิมานเป็นท่ีสถิตของเทพ
เจา้ เทพเจา้ เป็นอมตะ ไมเ่ สวยจึงไมจ่ าเป็นที่จะตั้งเครื่องราชปู โภคและอปุ กรณ์ใด ๆ
2. ตาแหน่งของพนกั งาน (เสนา กานัล)
ตาแหนง่ ของพนักงาน (เสนา กานลั ) ในการปรนนิบัติตัวเอกขณะแสดง หรือในการเข้าเฝ้า
ของเสนา กานัล บางคร้ังกาหนดให้มีเสนา กานัล โบกพัดและปัดแส้อยู่สองข้างเตียงหรือแท่นท่ี
ประทบั มรี ะเบียบวิธีกาหนดตาแหน่งใหผ้ ู้ท่มี ีหน้าทโี่ บกพัดอยู่ทางขวาของเตยี ง ปดั แส้อยูท่ างดา้ นซ้าย
ของเตียง หรืออกี นัยหนึ่ง ในขณะทต่ี ัวละครนอนอยบู่ นเตยี ง จะหันศรี ษะไปทางซ้าย พดั จะอย่งู านทาง
ปลายเท้าของตัวละคร(ด้านขวาของเตียง) แส้จะอยู่ทางด้านหัวนอน(ด้านซ้ายของเตียง) ซึ่งเป็น
ระเบียบปฏิบัติมาจากการอยู่งาน ปฏิบัติหน้าท่ีของพวกชาวที่ อีกประการหนึ่งน่าจะเกิดจากเหตุผล
ที่ว่าการโบกพัดทาให้เกิดลมเย็นไปต้องพระองค์ ถ้าไปโบกพัดทางด้านซ้าย (หัวเตียง) อาจทาให้พระ
เกศา(ผม) ของเจ้านายปลิวได้ ซึ่งถือว่าเป็นการไม่สมควร ส่วนการปัดแส้ การปฏิบัติไม่เกิดลมมากนัก
จงึ จัดให้ปฏบิ ตั อิ ย่ทู างด้านขวา หรอื ตาแหนง่ ทางด้านหัวเตยี ง
ภาพที่ 106 ตาแหน่งนางพนักงาน
ท่มี า : MCOT
237
สรุป
การออกแบบเคร่ืองแต่งกาย หมายถึง งานหรือส่ิงท่ีทาให้เกิดขึ้น มีข้ึนเป็นรูปลักษณะ เช่น
แบบเส้ือ เก่ียวกับตัวหรือร่างกายของนักแสดงท้ังอาภรณ์คือเส้ือผ้าเครื่องแต่งกาย ถนิมพิมพาภรณ์
เครื่องประดับ และศิราภรณ์ เคร่ืองประดับศีรษะ ของนักแสดง โดยให้สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบ
และคุณสมบัติความต้องการของบทและขนาดของนักแสดงมีความสาคัญสาหรับผู้ออกแบบกบั ผู้สร้าง
งาน ทีต่ ้องดูขนาดและสัดส่วน ความกลมกลืน การตดั กัน เอกภาพ จังหวะ การเน้น ความสมดุล และ
สี โดยมี 5 ขั้นตอน คือ การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ การทาแพทเทิรน์ การทดลองสวมใส่จริง การ
ตัดเย็บและผลิต และการฝีกฝน การสร้างเครื่องแต่งกายละครรา เป็นข้ันตอนประณีตศิลป์ท่ีเป็นภูมิ
ปัญญาของบรรพชนไทยมาแต่อดีต มีเทคนิควิธีการท่ีต้องตรวจสอบเช่น สีของเครื่องแต่งกาย ลายท่ี
ใช้สร้างเคร่ืองแต่งกาย และตัวแบบของเครื่องแต่งกายละครรา การทาเคร่ืองแต่งกายละครราจะต้อง
ตรวจสอบอุปกรณ์และขั้นตอนการทาเครื่องแต่งกาย เช่น สร้างสะดึง ขึงสะดึง ปะผ้าสี กดลอกลาย
ลงด้ิน ลงด้ายหนุน ลงด้ินโปร่ง เคร่ืองแต่งกายละครสามารถสร้างจากข้ีรักได้ด้วยโดยมี ขั้นเตรียม
อปุ กรณ์ ข้ันออกแบบ โดยออกแบบลาย ฉลลุ าย ดามลวด กดลาย ผูกลาย ทาสี ลงทอง ตกแต่งเพชร
ปัจจุบันถ้าไม่สะดวกในการทาเองอาจสั่งซ้ือจากร้านค้าสาเร็จดังที่ได้นาเสนอ และเรื่องสุดท้ายท่ี
นาเสนอคืออุปกรณ์ประกอบการแสดงในเรื่อง การจัดอุปกรณ์ประกอบการแสดง และตาแหน่งของ
พนักงาน ตามที่ไดน้ าเสนอแล้วข้างตน้
238
คาถามทบทวน
คาช้แี จง โปรดตอบคาถามต่อไปนี้มาให้ถูกต้อง
*******************************************************************************************
1. การออกแบบเครือ่ งแตง่ กายมคี วามสาคัญอย่างไร ต่อการสร้างเคร่ืองแต่งกายอธบิ ายอย่างละเอยี ด
พรอ้ มยกตวั อย่างประกอบ
2. ขน้ั ตอนการปักเคร่ืองแต่งกายละครรามีก่ีข้นั ตอน อะไรบา้ ง ให้รายละเอียดอยา่ งสมบูรณ์
3. นักศึกษาคดิ วา่ เคร่ืองแต่งกายจากข้รี ักมีความสาคญั ตอ่ การพฒั นาการแสดงในรูปแบบใด เพราะ
เหตุใด
4. แหล่งส่ังซ้ือเคร่ืองแต่งกายละครราในจังหวัดนครศรธี รรมราชมที ีใ่ ดบา้ ง
5. อุปกรณ์ประกอบการแสดงมคี วามสาคัญต่อรูปแบบการแสดงประเภทไหน เพราะเหตุใด
239
บทที่ 6
บทสรุป
ตาราการแต่งกายเพ่ือการแสดงเป็นเป็นเอกสารทางวิชาการใช้ประกอบการเรียนการสอน
รายวิชาการแต่งกายเพ่ือการแสดงที่ปรากฏในหลักสูตรศิลปศาสตร์ที่นักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์และ
การแสดงจะต้องศึกษาเพื่อใช้เป็นความรู้ความเข้าใจมีความมุ่งหวังจะให้เกิดประโยชน์สาหรับนาไป
บูรณาการกับการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นของวิชาเอกหรือวิชาสัมพันธ์ และอาจจะสามารถสร้าง
รายได้ในโอกาสต่อไป ตาราฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวประวัติความเป็นมาของ
การแต่งกายสมัยต่าง ๆ ของไทย เพื่อให้ผู้เรยี นรเู้ กีย่ วกับองค์ประกอบเคร่ืองแตง่ กายละครไทย เพ่ือให้
ผู้เรียนมีทักษะการปฏิบัติการแต่งกายยืนเครื่องละครไทยตัวพระ ตัวนาง ตัละครพันทาง ได้อย่าง
ถูกต้องและสวยงาม เพ่ือให้ผู้เรียนทาเครื่องแต่งกายศิลปะละครราท้ังเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกาย และ
เคร่อื งประดับ ได้อย่างถูกต้อง พรอ้ มกันน้ีได้มีการเสริมความรูท้ ่ีเก่ียวกับการแต่งกายในชุดเบ็ดเตล็ดท่ี
ผู้เรียนสามารถนาไปใช้ได้ในชีวิตประจาวัน ทั้งการราเด่ียว การแสดงพื้นบ้านอีกทั้งได้แนะนนาแหล่ง
ซื้อหาเพื่อความสะดวกของผู้ศึกษา เหนืออื่นใดยังมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีจิตพิสัยท่ีถูกต้องเก่ียวกับการแต่ง
กายละครไทย มคี วามรักความสามคั คีสามารถทางานกลมุ่ ได้อย่างมคี วามสุข
สาระสาคัญของตาราการแต่งกายเพ่ือการแสดงแบ่งเป็น 6 บท วิเคราะห์ตามคาอธิบาย
รายวิชา โดยบทแรกเป็นบทนาสร้างเป็นความรู้พ้ืนฐานทาความเข้าใจเรื่อง ความหมายของการแต่ง
กายเพ่ือการแสดงนั้นเป็นส่ิงหรือเร่ืองที่จัดทาให้งามที่เกี่ยวกับตัวหรือร่างกายของนักแสดงท้ังอาภรณ์
คือเส้ือผ้าเครื่องแต่งกาย ถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องประดับ และศิราภรณ์ เคร่ืองประดับศีรษะ ท่ีมี
ปรากฏในชุดการแสดงของไทยทัง้ โขน ละคร และระบา รา ฟ้อน ต่าง ๆ ความสาคัญของการแต่งกาย
ก็มีหลายประการ อาทิ เพอื่ ป้องกนั ตวั เองจากภัยธรรมชาติ เช่น ภัยจากสภาพอากาศหนาว ร้อน หรือ
ภัยจากแมลงตา่ ง ๆ เพื่อปอ้ งกนั ตวั เองจากอนั ตรายในโอกาสต่าง ๆ เหมาะกับคนทางานในอาชพี เพื่อ
ป้องกันตัวเองจากศัตรู เพื่อตกแต่งร่างกายและดึงดูดความสนใจ เพ่ือความพึงพอใจของตนเอง และ
สภาพทางเศรษฐกจิ การเมอื งและสังคม
การแต่งกายได้เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย จึงไม่อาจกาหนดให้แน่นอนได้ แต่เข้าใจกันว่า ใน
สมัยสุโขทัย ผู้ชายนงุ่ กางเกง และสวมเสื้อผ่าอกแขนส้ัน ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง และผ้าซ่นิ ตามความนยิ มของ
แต่ละท้องถิ่น ต่อมาในสมัยอยุธยา ผู้ชายก็ยังคงนุ่งกางเกง และบางครั้งก็นุ่งผ้าพ้ืนอย่างท่ีเรียกกันว่า
นุ่งโจงกระเบน คือ ม้วนชายผ้านุ่งท้ังสองชายเข้าด้วยกันให้เรียว คล้ายหางปลากระเบน แล้วเหน็บ
ปลายผา้ ท่มี ้วนนี้ไวท้ ี่เอวด้านหลงั ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ความนิยมในการแต่งกายก็เปล่ียนแปลงไป
ตามสมยั นิยม ในสมัยนมี้ ีการติดตอ่ กบั ชาวตา่ งประเทศมากขึน้
240
การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุครัชกาลที่1–รัชกาลที่3 ยุคน้ี คหบดีและประชาชน
ทั่วไป ได้รับแบบอย่างจากราชสานักที่ถือปฏิบัติตามแบบ จารีตเดิมไม่ว่าจะเป็นทรงผมตัดส้ัน แบบ
ทรงมหาดไทย การนุ่งโจงหรือจบี ท้งั แบบสวมเสื้อและไม่สวมเสอื้ โดยเฉพาะฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงมี
การห่มสไบ นุ่งผ้าโจงหรือจีบ การประดับตกแต่งด้วยอาภรณ์ต่างๆ เป็นไป ตามสถานะของแต่ละ
บุคคล ยุครัชกาลท่ี 4–รัชกาลที่5 เป็นยุคสมัยท่ีสังคมพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมตะวันตกที่
เข้ามาในพระนครเป็นครั้งแรก รัชกาลที่ 4 พ.ศ.2398 วัฒนธรรมการแต่งกายมีวิวัฒนาการอย่างค่อย
เป็นค่อยไป ในสมัยรัชกาลที่5 เริ่มนุ่งซ่ินตามพระราชนิยมในรัชกาลท่ี6 นิยมผ้าซิ่นมีลายเชิงงดงาม
เส้ือผ้า แบบระบายลูกไม้เป็นชั้นๆ เริ่มเส่ือมความนิยมลง เปล่ยี นมาเป็นเส้ือผ้าแพร ผ้าโปร่งพิมพ์ดอก
ทรงผมเปลี่ยนเป็น ผมยาวแบบตะวันตก แทนทรงผมดอกกระทุ่มต่อมาทาผมเกล้าที่เรียกว่า ผมโปร่ง
เครื่องประดบั เนน้ ในรปู แบบ ตะวนั ตก
สมัยรัชกาลที่ 7 เสื้อผ้าต่างๆ ของสตรีได้รับการส่ังตัดตามกระแสความบันเทิงของโลก
ตะวันตก นิยมสวมเส้ือตัวหลวมไม่เข้ารูป ตัวยาวคลุมสะโพก แขนเส้ือสั้นมากหรือไม่มีแขน นิยม
ตกแต่งชายเสื้อตรงเอวเป็นโบว์ผูกท้ิงชายยาว นุ่งกระโปรงแบบสตรีตะวันตกทรงผมทาแบบบ๊อบ
เช่นเดียวกับครั้งรัชกาลท่ี 6 แต่จะดัดผมเป็นคลื่นด้วยน้ายาดัดผมอย่างท่ีเรียกว่า “ผมคลื่น” ส่วน
สามัญชนทั่วไปยังคงแต่งกายตาม ประเพณีเดมิ ท้ังชายและหญิง คือ ชายยังคงสวมกางเกงแพร หรือที่
เรียกว่ากางเกงไทย ใส่เส้ือธรรมดาและไม่นิยมสวมรองเท้า ส่วนสตรียังคงนิยมใส่เส้ือคอกระเช้า เก็บ
ชายเสอ้ื ไว้ในผ้าซิ่นหรือโจงกระเบน หากจะออกจากบา้ นก็จะแต่งสภุ าพมากข้ึน
ยคุ พ.ศ. 2480–ปัจจุบัน เป็นช่วงของการเปล่ียนแปลงทางสังคม เครื่องแต่งกาย “ตามแบบ
สากลนิยม”และ“ประเพณนี ิยม” โดยกาหนดการแต่งกายและทรงผมแบบใหม่ของสตรีทกุ คนเป็นการ
ไว้ผมยาว รวมท้ังเลิกใช้ผ้าโจงกระเบนเปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าถุงแทน การแต่งกายของข้าราชการนิยมแต่ง
แบบสุภาพ ทั้งเป็นแบบ ผ้าถุง สวมรองเท้าหุ้มส้น และสวมหมวก รัฐบาลชี้ให้ประชาชนเห็นว่า การ
แต่งกายท่ีสุภาพเรียบร้อยจะมีส่วนช่วยรัฐบาลในการส่งเสริม วัฒนธรรมและสร้างชาติ ด้วยการแต่ง
กายเป็นระเบียบเรียบร้อยและสุภาพแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เครื่องแต่งกายธรรมดา เคร่ืองแต่งกาย
ตามโอกาส และเครอ่ื งแต่งกายทางาน เคร่อื งแต่งกายเพื่อการแสดง เป็นพฒั นาการอกี ชน้ั หนึ่งของการ
แต่งกายในชีวติ ประจาวนั นามาพฒั นารปู แบบใหเ้ ดน่ เหมาะสมกับบทบาทของการแสดงอย่างไม่รู้ตวั
บทต่อมาเป็นการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายประกอบการแสดงของกรุงรัตนโกสินทร์ มุ่งจุด
ประกายความคิดโดยให้แบบอย่างที่กรมศิลปากรสร้างสรรค์ ว่ามีหลักคิดอย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งชุด
การแสดง ท่ีเป็นนาฏศิลป์ไทยอนุรักษ์ ในชุดระบาโบราณคดี คือ ระบาทวาราวดี ระยาศรีวิชัย ระบา
เชียงแสน ระบาลพบุรี ระบาสุโขทัย ระบาอยธุ ยา เพลงราวงมาตรฐาน และระบาชุดไทยพระราชนิยม
โดยตรวจสอบให้เห็นว่าหลักคิดของปราชญ์ทางการแสดง ระดับครูอาจารย์ใช้หลักอะไรในการคิด
241
สรา้ งสรรค์ชุดเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายประกอบการแสดง ทาให้เห็นว่า เทคนิคการพัฒนาเคร่ืองแต่งกาย
ประกอบการแสดงน้ัน มีหลักคิดคอื
1. พัฒนาชุดเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ตรวจค้นได้จากนัก
ประวัติศาสตร์ มกี ารตรวจสอบมาจากวถิ ีชีวิตความเปน็ อยจู่ ริง
2. พัฒนาเสื้อผา้ เครื่องแต่งกายจากการตรวจสอบภาพจาหลัก ภาพปูนป้ัน สถาปัตยกรรมที่มี
อายุอยู่ในช่วงสมัยนั้น ๆ สร้างความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้หลายมิติ เป็นที่ยอมรับของผู้ชม
นักวิชาการได้อย่างไม่เคลือบแคลง
3. พัฒนาสีสันของเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายตามความน่าจะเป็นและรสนิยมของคนร่วมสมัยด้วย
ในสมัยน้ัน ๆ หรืออาจจะใช้สีสันที่ตรวจพบบนภาพปูนป้ัน เช่น สีน้าตาล สีเหลือง สีอิฐ ที่ปรากฏให้
เห็นนกั นาฏศลิ ปินสรา้ งสรรค์อาจใชเ้ ป็นแนวทางสาหรับการนาไปพฒั นางานของตนเองได้เปน็ อย่างดี
4. สร้างเลียนแบบตามวสั ดุและอุปกรณ์ที่ปรากฏจริง ตามยุคตามสมัย จึงสวยงามและสร้าง
ความน่าเชือ่ ถอื เช่น ลวดลายของตน้ แขน ขอ้ มอื สรอ้ ยคอ และอื่น ๆ
5. พัฒนาชุดเคร่ืองแต่งกายจากความนิยมของคนในสังคมหรือท้องถิ่น ปัจจุบันนี้รสนิยมของ
คนข้ึนอย่กู ับระเบียบปฏิบัติในสังคม อยา่ งงา่ ย ๆ เรื่องการใช้ผา้ ไหมไทยเปน็ ท่นี ิยมอย่างสูงสุดเม่ือคนที่
รกั และศรัทธาเกิดความชอบนิยมชมชื่นทาให้หน่วยงานต่าง ๆ หันมาให้ความสาคัญจนระยะต่อมาผ้า
ไหมจึงเป็นผ้าท่ีทุกคนนิยม เร่ิมนาออกมาพัฒนาเป็นรปู แบบเสื้อผ้าเครอ่ื งแต่งกายเป็นชุดไทยแบบต่าง
ๆ หลายแบบนาฏศิลปินจึงได้นารูปแบบเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายมาพัฒนาเป็นชุดการแสดงท่ีสวยงาม
อยา่ งชุดไทยพระราชนยิ มท่ีเป็นที่สนใจโดยทัว่ ไปในขณะน้ี
6. พัฒนาชุดเครอื่ งแต่งกายโดยพยายามส่ือสารส่ิงดงี ามในชุมชน เชน่ จงั หวดั นครศรธี รรมราช
มีประณีตศิลป์หลายชนิดท่ีสามารถนามาพัฒนาเป็นเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายได้อย่างสวยงาม อาทิ
เคร่ืองเงนิ เครือ่ งถมเมอื งนคร สามารถนามาพัฒนาเปน็ เครอ่ื งประดบั สร้อยคอตา่ งหูได้อย่างลงตวั
นอกจากน้ียงั มีการนาเสนอเพ่ือสรา้ งความตระหนักร่วมของผู้ศกึ ษาจะต้องหวงแหน และรทู้ ัน
เหตุการณ์ในปัจจุบัน ชี้แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของเคร่ืองแต่งกายในรูปแบบอนุรักษ์ เม่ือโลกาภิวัตน์
เข้ามาในประเทศไทยความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งอย่างเร่ิมมีผลกระทบ เฉพาะอย่างย่ิงในเรอ่ื งการแต่ง
กายของนักแสดงท่ีส่งผลกระทบ ได้มีการเปล่ียนแปลงท้ังรูปแบบ สี การผลมผสาน เพราะต้อง
แก้ปญั หาในเชงิ เศรษฐกิจ
บทต่อไปเรม่ิ ให้ความสาคญั ต่อการรูปแบบการแตง่ กายยืนเครื่องพระ ยืนเครอ่ื งนาง มุง่ พฒั นา
เนื้อหาท้ังที่เป็นทฤษฎีประวัติท่ีมา วิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายศิลปะละครรา ซึ่งเป็นต้นเค้าของ
การแสดง พบว่าการแต่งกายยืนเครื่องน้ีมีหลักฐานต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ยังไม่มีรูปแบบ หรือ
หลักฐานใดๆ มายืนยันเพ่ือการตรวจสอบความถูกต้องจึงต้องทาความเข้าใจไปตามการอนุมานว่ามี
การแสดงจรงิ และคงมรี ปู แบบงา่ ย ๆ อยา่ งละครนอกท่เี ล่นชน้ั แรกเหน็ จะแตง่ ตวั แบบคนสามัญ แตง่ ให้
242
รัดกุมทาบทบาทได้ ถ้าหากจะเล่นเป็นตัวต่างเพศก็เอาเครื่องประดับประกอบเข้าพอให้รู้ว่าทาบทเป็น
ตัวใด เช่น เอาผ้าขาวม้าห่มสไบเฉียงให้รู้ว่าทาบทเป็นหญิง ส่วนเครื่องแต่งตัวละครลักษณะแบบยืน
เคร่ืองพระ เครือ่ งนางเขา้ ใจวา่ เปน็ ชดุ ทปี่ ระดิษฐ์ขนึ้ ใหมใ่ นช้ันหลงั
สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301) มีละครผู้หญิงเกิดขึ้นในราชสานักที่
เรยี กวา่ “ละครใน” ปรากฏในปุณโณวาทคาฉันท์ของพระมหานาค วดั ท่าทราย ที่กล่าวถึงงานสมโภช
พระพุทธบาท การเกิดละครใน เครื่องแต่งตัวนางน้ันนุ่งผ้าจีบกรอมถึงท้องน่อง และห่มผ้าแถบ
สะพกั สองบา่ พาดชายไปด้านหลงั ไว้ชายเสมอนอ่ ง เคร่ืองแตง่ ตวั ทค่ี ิดแกไ้ ขใหมน่ ใ้ี ชเ้ หมอื นกนั ทง้ั ละคร
หลวงและละครราษฎร แต่เดิมคงเป็นของคิดแก้ไขสาหรับแต่งตัวละครหลวงแล้วละครราษฎรจึงเอา
อย่างไปแตง่ จนเสยี กรุงศรีอยุธยาแตกแกพ่ มา่
สมัยธนบุรีน้ันบ้านเมืองเผชิญกับปัญหาความยากจนเน่ืองจากเพ่ิงเสร็จสิ้นจากสงคราม และ
ในขณะนั้นยังต้องทาสงครามปราบปรามจลาจลตามหัวเมืองต่าง ๆ เป็น ปีพ.ศ.2312 พระเจ้ากรุง
ธนบุรียกทัพไปปราบเมืองนครศรีธรรมราช ผลของสงครามเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแพ้ จึงนาตัว
เจ้าพระยานคร(หนู) บุตร บริวารและละครผู้หญิงข้ึนมากรุงธนบุรี ภายหลังพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมี
ความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับเจ้าพระยานคร ทาให้นาฏศิลป์ไทยที่เกือบจะสูญหายไปกลับย่ิงได้รับ
การฟ้ืนฟูอีกครั้งเพราะว่าเมื่อใดที่มีการจัดพิธีสมโภชก็จะมีละครของเจ้าพระยานครแสดงอยู่เป็น
ประจาอย่างไรกต็ ามสมยั ธนบรุ ีน้ยี งั ไม่เหน็ หลกั ฐานทแี่ น่ชดั ในเรื่องเครื่องแตง่ กายละคร
ลักษณะการแต่งกายละครตามรัชกาลต่างๆ น่าสนใจคือ สมัยรัชกาลท่ี1 ได้พัฒนารูปแบบท่ี
แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะเครื่องประดับศีรษะที่มีแบบเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายแบบ มีมุงกุฎ มงกุฎ
กาบ และชฎาเดินหน ตัวกุมาร มีเกีย้ วกับปิน่ ปักผม ตัวนาง มีเก้ียวกับปิน่ ปักผม กระบังหน้ากับเก้ียว
รัดมวย มงกุฎ และศิโรเพฐน์(เก้ียวยอด) การใส่เสื้อของตัวละครในบททรงเครื่องเป็น 3 ลักษณะ คือ
ใส่เส้ือแขนยาวตัวเดียว ใส่เสื้อแขนยาวซ้อนด้วยแขนส้ัน และใส่เส้ือแขนสั้นตัวเดียว พร้อมกันนี้ได้มี
การกล่าวถึง “อินทรธนู” ด้วยเช่นกัน แต่สันนิษฐานว่าอินทรธนู น่าจะเป็นของที่เกิดข้ึนในช่วงปลาย
สมัยรัชกาลที่1 เพราะไม่มีปรากฏอยู่ในบททรงเครื่องของรามเกียรติ์ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่1
ในมัยรัชกาลที่ 1 น้ัน เส้ือของตัวละครมีท้ัง 2 แบบแลว้ คือ แบบแขนส้ันติดกนกปลายแขน และแบบ
แขนยาวติดอิทรธนู สมัยรัชกาลที่1 น้ีมีการประดิษฐ์การแต่งกายยืนเคร่ือง ให้มีรูปแบบที่ใกล้เคียงกับ
เคร่อื งต้นมกี ารน่งุ ผ้าแบบจบี โจงไว้หางหงส์ตามอย่างเคร่อื งตน้ ขึ้น
สมัยรัชกาลที่ 2 สมัยนี้มีการประดิษฐ์เครื่องประดับศีรษะขึ้นใช้แทนผ้าโพกศีรษะเรียกว่า
ปัญจุเหร็จ เป็นของที่ประดิษฐ์ข้ึน เดิมน้ันเป็นเคร่ืองสาหรับแต่งปันหยีกับอุณากรรณในละครอิเหนา
แทนผ้าคาดโพกศรี ษะ ต่อมาผปู้ ระดิษฐ์เครอ่ื งแตง่ ตัวละครอาจจะเห็นวา่ การใช้ผ้าโพกศีรษะ เป็นส่ิงไม่
คงทนถาวร และไมเ่ หมาะกบั ชุด เครื่องแตง่ ตัวยืนเครือ่ ง จึงประดษิ ฐ์เครื่องประดับศีรษะที่มรี ูปแบบ ท่ี
ทาเลยี นแบบผ้าโพกศรี ษะ นอกจากนี้การใช้วสั ดุสาหรับปักเคร่ืองละครในสมัยรัชกาลท2ี่ มีการใช้วัสดุ
243
ในการปักเพิ่มขึ้นจากท่ีมีการใช้ในสมัยรัชกาลที่1 หลายชนิด คือ เล่ือม เงินดุม ปีกแมงทับ ทองแล่ง
และไหมทอง ซ่ึงเป็นวัสดุทใ่ี ช้ในการปักแบบ“หักทองขวาง”ซ่ึงเป็นท่นี ิยมการปักเครื่องละครด้วยแบบ
ที่กล่าวน้ีคอ่ นขา้ งมาก
สมัยรัชกาลท่ี 3 เม่ือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จข้ึนครองราชย์ ทรงให้เลิก
โขนและละครของหลวงท้ังหมดและไมท่ รงให้มีการเล่นอีกตลอดรัชกาล สมัยรัชกาลน้ีได้มกี ารผ่อนผัน
พระราชกาหนดเครื่องแต่งตวั ยนื เครื่อง เพราะเม่ือละครในวังงดการเล่น แตค่ ณะละครบรรดาศักดิ์ต่าง
ๆ ยังมีการเล่นกันอยู่หลายคณะจึงต้องมีการแต่งตัวกันอย่างงดงาม ส่ิงท่ีเป็นข้อห้ามบางอย่างในสมัย
รัชกาลท่ี1 อาจถูกนากลับมาใต้แต่งกันได้ เช่น การนุ่งผ้าจีบโจงไว้หางหงส์ การใช้กรรเจียกจร และ
ดอกไมท้ ัด เคร่ืองแตง่ ตัวละครในกรุงเทพฯ ในขั้นหลังต่อมาจงึ ปรากฏสงิ่ ท่ีหา้ มในพระราชกาหนดเป็น
หลายอยา่ ง คอื จอนหแู ละดอกไมท้ ัด”
สมัยรชั กาลที่ 4 ระยะตน้ ๆ ยังไม่มลี ะครหลวงเพระถูกยกเลกิ ไปตัง้ แตใ่ นสมัยรัชกาลที่3 แต่ใน
สมัยรัชกาลที่4 นม้ี พี ิธสี าคญั คราวรับชา้ งเผือก เชอื กแรก(พระวิมลรัตนกิรณิ ี)มาสูพ่ ระบารมีก็ไม่มลี ะคร
หลวงเล่นในการสมโภช คร้ันเมื่อได้ช้างเผือกเชือกท่ี2 (พระวิสุทธรัตนกิริณี) จึงโปรดให้รวบรวมตัว
ละครมาฝึกหดั กันขน้ึ ใหม่ จนสามารถออกเล่นได้ทนั ในงานสมโภชชา้ งเผอื กในปีขาล พ.ศ.2397 ละคร
ผหู้ ญิงของหลวงจึงกลบั มีข้นึ ใหม่ตงั้ แตน่ น้ั เป็นตน้ มา
สมัยรัชกาลท่ี 5 กลางสมัยมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ต้ังแต่ธรรมเนียมต่าง ๆในวังจนถึง
ส่วนราชการ ลักษณะเคร่ืองแต่งตัวยืนเคร่ืองในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปักด้วยดิ้นและเลื่อมไม่มีการ
หนุนตัวลายให้นูนขึ้น ลักษณะของลวดลายเป็นลายค่อนข้างโปร่งประเภทลายดอกไม้ บนตัวเน้ือจะ
เป็นการปักดอกลายขนาดเล็กดาษไปท่ัวตัวและนิยมใช้ลายเดียวกันน้ันปักดาษไปท่ัวรัดสะเอว และ
ตอนบนของห้อยหน้าและห้อยขา้ ง ส่วนเชิงผา้ ตอนล่างของหอ้ ยหนา้ ห้อยขา้ งของตัวพระเชิงผา้ หม่ ของ
ตัวนาง มักนิยมออกแบบลวดลายเป็นรูปต่าง ๆไม่ซ้ากัน เช่น ราหูอมจันทร์ รูปกระถางต้นไม้รวมทั้ง
ลายพุ่มขา้ วบิณฑ์ซึ่งเรียกกนั เป็นศัพท์ของช่างปักว่า“ต้ังพุ่ม”สาหรบั ลักษณะเครื่องแต่งกายนางน้ัน ผ้า
ห่มนางยังคงมีลักษณะกว้างใหญ่อยู่แต่มีการปักทั่วท้ังผืนด้วยดอกลายขนาดเล็ก ซ่ึงมีท้ังแบบมีลาย
ขอบริมผ้าและไม่มี ส่วนการนุ่งผา้ จีบของตัวนางจะเป็นแบบนงุ่ กรอม สบู จากข้อเท้าเล็กน้อยไม่ถึงครึ่ง
หน้าแขง้
สมัยรัชกาลท่ี6 โปรดให้โอนข้าราชการกรมโขนและพิณพาทย์มหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 มา
สังกดั “กรมมหรสพ”จึงมี“โขนและละครของหลวง”แตน่ ั้นมา โขนและละครของกรมมหรสพในรัชกาล
ท่ี 6 มีการแสดงและการแต่งตัวที่แบ่งประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท ท้ัง โขนแบบดั้งเดิม ท่ีเล่น
ตามบทโบราณและแตง่ ตัวแบบดัง้ เดิม ละครราที่เล่นตามบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 และแต่งตัว
ตามแบบ“พระราชประดิษฐ์”สมัยรัชกาลท่ี 6 ยังมีละคราของผู้มีบรรดาศักดิ์ท่ีเล่นต่อเน่ืองมาจากสมัย
รัชกาลท่ี 5 อีกหลายโรงด้วยกัน ซ่ึงแต่ละโรงน้ันต่างก็มีรูปแบบของเครื่องแต่งกายยืนเครื่องที่พิเศษ
244
เฉพาะของแต่ละโรงด้วย สมัยรัชกาลท่ี7 มีการยุบกรมมหรสพพร้อมกับโรงเรียนพรานหลวง ซึ่งเป็น
สถานศึกษาที่มีการสอนโขนละคร ในพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงทาให้ความเจริญทางด้านนาฏศิลป์พร้อมท้ังพัฒนาการของการสร้างเครื่องแต่งตัวละคร มีอันต้อง
หยุดชะงกั ลงไปพร้อมๆ กันในชว่ งระยะหน่งึ ด้วย
เครื่องแต่งกายแบบกรมศิลปากรมีองค์ประกอบของเครื่องแต่งกายท่ีจาเป็นสาหรับผู้ศึกษา
จะต้องทาความรู้จกั และเข้าใจ เพื่อจะได้นาไปสู่การข้ันตอนการแต่งกาย และการสร้างเครื่องแต่งกาย
ได้อย่างถูกต้องสวยงาม ประกอบด้วย กาไลเท้า สนบั เพลา ผ้านงุ่ หรอื ภูษา หอ้ ยขา้ งหรอื เจียรบาด เส้ือ
หรือฉลองพระองค์ รัดสะเอวหรือรัดองค์ ห้อยหน้าหรือชายไหว สุวรรณกระถอบหรือสุวรรณกันถอบ
เข็มขัดหรือป้ันเหน่ง กรองคอหรือนวมคอ ทับทรวงหรือตาบทับ อินทรธนู พาหุรัด สังวาล ตาบทิศ
ชฎา ดอกไม้เพชร กรรเจียกจรหรือจอนหู ดอกไม้ทัด ปะวะหล่า กาไลแผงหรือทองกร เสื้อในนาง
สะอ้ิง ผ้าห่มนาง จี้นาง กาไลตะขาบ มงกุฎ ผ้าปิดก้นหรือห้อยก้น รัดอก อาวุธ หางลิง รัดเกลา้ และ
กระบังหน้า ก่อนถึงข้ันตอนการแต่งกาย ต้องมีการเตรียมความพร้อมของเครื่องมือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์
สาคัญสาหรับใช้ประกอบการแตง่ กาย
ข้ันตอนการแต่งกายตัวพระ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการเตรียมจีบผ้าหางหงส์ และขั้นตอน
การแต่งกาย ตั้งแต่สวมสนับเพลา นุ่งผ้ายก ผูกห้อยข้าง ใส่ฉลองพระองค์ จัดชายสนับเพลา ผูกห้อย
หน้า เย็บตรึงหางหงส์ สวมกรองคอ เย็บพาหุรัดท้ังสองข้าง สวมใส่เครื่องประดับ ทับทรวง สังวาล
กาไลแผง ข้อเท้า สวมเครื่องประดับศีรษะ การแต่งกายตัวนางนั้นสามารถแต่งได้ 2 ลักษณะ คือการ
แต่งแบบห่มคลุม มีขั้นตอนคือ ขั้นเตรียมจีบชายพก สวมเส้ือในนาง ใส่ผ้าห่มนาง เย็บตรึงผ้าห่มนาง
กับเส้ือในนางบริเวณต้นคอด้านหลัง เย็บกลึงมุมผ้าส่วนหน้ากับเสื้อในนาง ใส่นวมนาง นุ่งผ้า คาด
เข็มขัด ใส่กาไลแผง ปะวะหล่า แหวนรอบ ข้อเท้า ใส่มงกุฎ ทัดดอกไม้ทัดและอุบะ ให้เรียบร้อย
สวยงาม
การแต่งกายนางแบบห่มสไบสองชาย มีข้ันตอนคือ ขั้นเตรียมจีบชายพก สวมเส้ือใน ห่มผ้า
สไบมาพันรอบตัวนักแสดงให้ชายผ้าด้านซ้ายขึ้นพาดบนไหล่ขวาผู้แสดง พาดสไบอีกข้างทับซ้อน ใส่
นวมนาง นุ่งผ้า สวมใส่เคร่ืองประดับ เข็มขัด จ้ีนาง กาไลแผง กาไลตะขาบ ปะวะหล่า จ้ีนาง ข้ันตอน
การใส่รัดเกล้ายอด มีขั้นตอนคือ จัดระเบียบของเส้นผมให้เรียบร้อยจากน้ันหวีผมแสกกลาง รวบ
ปลายผมด้านหลังให้ตึง มัดผูกด้วยสายยาง ติดจอนหูท้ังสองข้าง ต้ังรัดเกล้ายอด(รัดเกล้าเปลว) ใส่
ช้องผม ติดดอกไม้ทัด ห้อยอุบะ ตรวจสอบความยาวของอุบะควรให้ดอกจาปาห้อยอยู่ระดับเดียวกับ
ปลายจมูกของนักแสดง
พร้อมกันนี้ได้มีการนาเสนอการแต่งกายของละครพันทางละราแบบปรับปรุงข้ึนเม่ือต้นกรุง
รัตนโกสินทร์ โดยยกตัวอย่างรูปแบบการแต่งกายของตัวพระ และตัวนาง ท่ีรับบทเป็นตัวเอก ท้ัง
245
นักแสดงเช้ือชาติมอญ นักแสดงเชื้อชาติพม่า และนักแสดงเชื้อชาติลาว ซ่ึงหากผู้เรียนเข้าใจรูปแบบ
การแต่งกายตามอตั ลกั ษณ์ที่กล่าวจะสามารถนาไปพฒั นาการแต่งกายได้ดใี นโอกาสต่อไป
ประเภทของเคร่ืองแต่งกายละครราแบบกรมศลิ ปากร สามารถแยกประเภทตามลักษณะของ
การแสดงในบทบาทต่างๆ ได้ 5 ประเภท คือ การแต่งกายแบบตัวพระ การแต่งกายแบบตัวนาง การ
แต่งกายแบบตวั ยกั ษ์ การแตง่ กายแบบตวั ลิง และการแต่งกายแบบตวั เบด็ เตลด็
การแต่งกายโขนพระราชทานหรือโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ เป็นอีกหน่ึงสาระของ
เคร่ืองแต่งกายเพ่ือการแสดงที่มีปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน มีความสวยงาม มีราคาเป็นที่นิยมอยู่ใน
ปัจจุบั น การอนุรักษ์ ‘โขน ’ เป็ นห นึ่งในพ ระราชกรณี ยกิจท่ี สมเด็จพ ระน างเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ในรชั กาลที่9 ทรงตระหนักถึงความสาคัญ ลกั ษณะสาคัญอย่างหนง่ึ ของโขนอยู่ที่ผู้
แสดงต้องสวม ‘หัวโขน’ ทุกตัว ยกเว้นตัวพระ ตัวนาง และเทวดา รวมท้ังเครื่องแต่งกาย เครื่องถนิม
พิมพาภรณ์ การแต่งหน้า ล้วนงดงามมีรายละเอียดเป็นเอกลักษณ์ พระราชกรณียกิจฟ้ืนฟูโขน ไม่ใช่
แค่การฟื้นฟูนาฏศลิ ป์ แต่เป็นการพลิกฟ้ืน ‘ศาสตร์’ และ ‘งานฝมี ือชา่ งหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา' เกิด
การประชุมกันของผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญงานประณีตศิลป์ของไทยที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ
นบั ร้อยชวี ติ เพ่ือเชดิ ชูศลิ ปะการแสดงชน้ั สงู แขนงนี้ใหถ้ ูกตอ้ งครบถ้วนตามแบบแผน
องค์ประกอบต่างๆ ของโขนพระราชทานล้วนสรา้ งความประทบั ใจ และความซาบซึ้งในความ
งดงามของศิลปะไทย ไม่ว่าจะเป็น ฉาก แสง สี เสียง พัสตราภรณ์ และเคร่ืองประดับตา่ งๆ ท่ีประดษิ ฐ์
ขึน้ อย่างประณีตตามจารีตโบราณ รวมถึงผ้ายก ท่ีนักแสดงใช้นุ่งตามบทบาท ได้มีความพยายามฟื้นฟู
การทอผ้ายกโบราณมาหลายปี โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ด้วยการสืบทอดลายผ้าโบราณจาก
นครศรีธรรมราช แต่ด้วยกระบวนการพิถีพิถันของการปักเครื่องโขน และการทอผ้ายก ต้องใช้
ระยะเวลายาวนานแบบปีชนปี จึงจาเป็นต้องสืบสานงานส่วนนี้อย่างจริงจัง โดยมุ่งพัฒนาทักษะฝีมือ
ให้สมาชิกศูนย์ศิลปาชีพทั่วประเทศ รวมถึงสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จังหวัดอ่างทอง เพื่อเป็น
เรี่ยวแรงสาคัญ จากที่ได้มีการฟ้ืนฟูการผลิต “ผ้ายกเมืองนคร” มรดกวัฒนธรรมผ้าทอไทย ท่ีคร้งั หน่ึง
เป็นเพียงโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ให้กลับมาเป็นส่วนหน่ึงของพัสตราภรณ์สาหรับโขน พระราชทาน
โดยช่างทอ ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ท่ีศูนย์ศิลปาชีพเนินธัมมัง และศูนย์ศิลปาชีพบ้านตรอกแค
จังหวดั นครศรธี รรมราช มาถึงวนั นี้
การแก้ไขการแต่งกายละครไทย นั้นเป็นการเสริมเติมแต่งเพ่ือความสมบูรณ์สวยงามของการ
แต่งกาย บางคร้งั เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องแต่งกายได้เป็นอย่างดีท้ังการสวมชฎา การติดอินทรธนู การ
ใส่กรองคอ การเย็บเสื้อหรือฉลองพระองค์ การเย็บรัดสะโพก การนุ่งผ้ายก การใส่ห้อยหน้า การใส่
สนับเพลา การใส่ผ้าห่มนาง นอกจากนี้การแก้ไขการใส่ถนิมพิมพาภรณ์ โดยใส่ทับทรวงต่อเข้ากับ
กรองคอ เข็มขัดรัดอยู่ระดับเอว ให้ถ่วงต่าเล็กน้อยแต่อย่ามากจะดูหย่อน สังวาลสั้นให้ตาบทิศอยู่
ระดบั เดียวกบั เอว ไมห่ อ้ ยยอ้ ยลงมาอยู่หน้าขา การเก็บรกั ษาเครอื่ งแต่งกายละครรา เป็นสง่ิ สาคัญมาก
246
สาหรับผู้ที่จะสร้างเครื่องแต่งกาย เพราะเครื่องแต่งกายละครรามีราคาท่ีแพง เพื่อให้คุ้มค่ากับการใช้
งานตามราคาทต่ี ้องจา่ ย เราจึงต้องเขา้ ใจวิธีการเกบ็ รักษาและการทาความสะอาด
เครื่องแต่งกายละครราในปัจจุบันสามารถเลือกหาส่ังซ้ือได้ท้ังในตลาดชุมชนต่าง ๆ เฉพาะ
อย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร มีแหล่งซ้ือขายของเคร่ืองประดับ เคร่ืองแต่งกายละครรามีให้เลือก
มากมายหลายราคาตามแต่คุณภาพและความประณีตของการสร้างสรรค์พร้อมท้ังอุปกรณ์ที่นามา
ตกแต่ง ปักด้ินท่ีจะมีราคาสูง หากใช้เลื่อมปักราคาก็จะถูกหรือเคร่ืองประดับทั้งทับทรวง สังวาล
ตาบทศิ เข็มขัด ราคากจ็ ะตามวสั ดุท่ีใช้ แต่ถ้าเป็นเปาแลน่ เครื่องชุบ โดยเฉพาะเคร่ืองเลียนแบบท่ีลอก
แบบรูปทรงราคากจ็ ะถกู หาซื้องา่ ย โดยเฉพาะตลาดพาหุรัด เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
การสร้างเครือ่ งแตง่ กายละครรา มีขนั้ ตอน เริ่มท่ีการออกแบบกค็ ือ งานหรือส่งิ ที่ทาให้เกิดข้ึน
มีข้ึนเป็นรูปลักษณะ เช่น แบบเส้ือ เกี่ยวกับตัวหรือร่างกายของนักแสดงทั้งอาภรณ์คือเส้ือผ้าเครื่อง
แต่งกาย ถนิมพิมพาภรณ์ เคร่ืองประดับ และศิราภรณ์ เคร่ืองประดับศีรษะ ของนักแสดง โดยให้
สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบและคุณสมบัติความต้องการของบทและขนาดของนักแสดง การ
ออกแบบมีความสาคัญต่อการทางานทางการสร้างสรรค์เสอ้ื ผ้าเคร่ืองแต่งกายประกอบการแสดง ท้ังมี
ความสาคัญต่อการเตรียมการปฏิบัติงาน มีความสาคัญต่อการนาเสนอผลงาน มีความสาคัญสามารถ
อธบิ ายรายละเอยี ดเก่ียวกบั งานไดอ้ ยา่ งชดั เจนมากยิ่งขน้ึ การออกแบบจะต้องตรวจสอบองค์ประกอบ
ทั้งขนาดและสัดส่วน(Size and Proportion) ความกลมกลืน(Harmony) การตัดกัน(Contrast)
เอกภาพ(Unity) จังหวะ(Rhythm) การเน้น(Emphasis) ความสมดุล(Balance) และสี (Color)
ขั้นตอนการออกแบบเครื่องแต่งกายมีเพียง 5 ข้ันตอน คือ การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ การทา
แพทเทริ น์ การทดลองสวมใสจ่ ริง การตัดเยบ็ และผลติ และการฝีกฝน
การสรา้ งเคร่ืองแต่งกายละครรา เป็นข้ันตอนประณีตศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย
มาแต่อดีต มีเทคนิคมีวิธีการมีข้ันตอนรายละเอียดมากมาย แต่ถ้าหากสามารถสร้างสรรค์ได้นอกจาก
จะเกิดความภาคภูมิใจแล้ว ยังสามารถนาไปประกอบอาชีพอย่างอิสระของตนเองได้เป็นอย่างดี
สามารถสรา้ งรายไดเ้ ลย้ี งชีพไดอ้ ยา่ งสมบูรณแ์ บบ อยา่ งไรกต็ ามการสรา้ งสรรคท์ ่ดี ีและถกู ตอ้ งน้นั ควร
สร้างด้วยความถูกต้องตามหลักวิชาเพ่ือทาความเข้าใจจะได้รวบรวม องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์
ประกอบด้วย สีของเครื่องแต่งกาย ลายที่ใช้สร้างเคร่ืองแต่งกาย และตัวแบบของเคร่ืองแต่งกาย
ละครรา
ข้ันตอนการทาเคร่ืองแต่งกายชุดละครรา จะต้องศึกษาอุปกรณ์ที่จาเป็นต้องใช้ สาหรับทา
เครื่องละคร เช่น ดิน้ ข้อ ด้ินโปรง่ ด้ายหนุน เข็มดา้ ย ผ้าต่วนมัน ผา้ ด้ายดบิ กระดาษคาร์บอน กรรไกร
หรือมีด กาว เป็นสิ่งจาเป็นต้องมี จากนั้นถึงข้ันตอนการสร้างเคร่ืองแต่งกายละครไทย มีลาดับมี
ข้นั ตอนการปฏิบัติคือ สรา้ งสะดึง ขึงสะดึง แปะผ้าสีตามแบบของเคร่ืองแต่งกาย กดลอกลาย ลงด้ิน
247
ข้อ ลงด้ายหนุน ลงด้ินโปร่ง เม่ือปักดิ้นโปร่งครบสมบูรณ์ ข้ันตอนต่อไปควรให้กาวอาจเป็นแป้งเปียก
หรือกาวลาเทกซท์ าใหล้ วดลายแข็งแรง ตัดสะดงึ แล้วนามาประกอบเป็นชุดกจ็ ะสมบรู ณ์
การสร้างเครื่องแต่งกายละครราที่กล่าวแล้วเป็นเคร่ืองท่ีทาจากผ้า แต่อีกวิธีน้ันเป็นข้ันตอน
การทาเครื่องแต่งกายจากขี้รัก เป็นเทคนิคการทาเคร่ืองประดับที่สามารถสร้างสรรคไ์ ด้ด้วยตนเองตาม
จินตนาการท่ีมีเป้าประสงค์จะทา ปัจจุบันการทาเคร่ืองประดับจากขี้รักเป็นที่นิยมของเหล่านักแสดง
กลุ่มการแสดงสร้างสรรค์ ท่ีพยายามใช้แนวคิดแบบจินตนาการย้อนยุคของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ
เทคนคิ การทาเคร่ืองประดับ ข้ันเตรียมอปุ กรณ์ต้องเตรยี มเป็นเบ้ืองต้น เพื่อความสะดวกในการทางาน
ประกอบด้วย กระดาษปะเก็น(หนัง) กระดาษลอกลาย กระดาษก๊อบปี้ ลวด กาวลาเท็กซ์ กรรไกร
เข็มด้ามทอง ด้ายเบอร์8 กระดาษทิชซู่ ทองคาเปลว เพชรพลอยสีต่างๆ สีน้ามัน พู่กันทาสี
ปูนซเี มนต์ แป้งข้าวจา้ ว แป้นพมิ พ์ สี น้ามันสน เลือ่ ยฉลุ น้ามนั พืช
ขนั้ ตอนการทาขีร้ ัก(เทยี ม) มขี ั้นตอน คือละลายแป้งขา้ วจ้าวกับนา้ ใหเ้ ข้ากนั ดีอย่าพยายามให้
แป้งจับเป็นก้อน และไม่เหลวจนเกินไป จากนั้นนาแป้งข้าวจ้าวที่ละลายกับน้าไปต้ังไฟเค่ียวกวนจน
แป้งเกาะกันเปน็ ก้อน (ควรให้แปง้ สุกโดยสงั เกตจากสแี ป้งท่ีจบั กนั เป็นเนื้อเดยี วจะไม่ขุ่น) ทง้ิ แป้งกวน
เสร็จเรียบร้อยให้เย็น ขณะที่ทิ้งแป้งเพ่ือรอนวดน้ัน ควรเตรียมปูกระดาษสาไทย มาคล่ี แล้วเทแป้งท่ี
กวนลงบนกระดาษสา นวดแป้งให้กระดาษสาละลายเป็นเนื้อเดียวกับแป้ง ขณะนวดแป้งกับกระดาษ
สาน้ัน ควรโรยผงแคลเซี่ยมท่ีผสมกับปูนซีเมนต์ สัดส่วน 3 ต่อ1(แคลเซ่ียม 3 ปูนซีเมนต์1 คลุกเคล้า
ให้เข้ากันดี) วิธีการโรยจะต้องค่อย ๆ โรย พร้อมกับนวดแป้งไปเรื่อย ๆ จนแป้งผสมกับกระดาษสา
และผงแคลเซี่ยมเป็นเนื้อเดียวกันและไม่จับเกาะมือผู้นวด เม่ือแป้งเกาะกันดีและมีความเหนียวได้ที่
ควรใช้น้ามันพืชนวดครัง้ สดุ ท้ายเพือ่ ให้ขร้ี ัก (เทียม)อยตู่ ัว
ข้นั ตอนการทาเครื่องประดับมีวิธีการปฏิบัติคือ ออกแบบลายตามความต้องการโดยพยายาม
ใช้รูปแบบของเคร่อื งแต่งกาย อาจเป็นกรองคอ ต้นแขน ขอ้ มือ หรือเคร่ืองประดับ เช่น สร้อยคอ ต่าง
หู ตามตอ้ งการ โดยการวาดลวดลายและขนาดลงบนกระดาษให้สวยงามถูกต้องตามสดั สว่ นทต่ี ้องการ
จากน้ันใช้กระดาษคาบอนกดลาย ฉลุลาย ดามลวด กดลายโดยการนาเอาข้รี ัก(เทียม) ที่เตรียมไว้ มา
แบง่ เป็นก้อนเลก็ ๆ ตามขนาดของลายทต่ี ้องการตกแต่ง กดลายทเ่ี ลอื กไปตามดอกทตี่ ้องการ ผูกลาย
ทาสีรองพ้ืนโดยนาสีน้าสีขาวผสมกับน้าเปล่า(สีขั้นท่ี1) ทาทับอุปกรณ์ที่ออกแบบและทาบนลายที่ผูก
ควรทาทับ 2 ครั้ง โดยให้ช้ันแรกหมาดในระดับแห้ง แล้วทาทับช้ันที่ 2 ทาสีอะคีริกสีทองลงในช้ัน
สุดท้าย ลงทองโดยการหาภาชนะเช่นกล่อง หรอื กะละมัง มาวางแล้วแปะแผ่นทองบนอุปกรณ์ให้เต็ม
ทุกสัดส่วน จากนั้นใช้แปรงขนนุ่มปัดทองให้แน่นกับอุปกรณ์ ขั้นตอนสุดท้ายเป็นการแต่งเพชรเพ่ือ
ความสวยงาม
ปัจจุบันนี้มีแหล่งส่ังซื้อเคร่ืองแต่งกายละครราหลายแหล่ง ท่ีรับทาเป็นอาชีพ มีทั้งที่เป็นร้าน
เช่าเครอื่ งละครที่สามารถไปส่ังจองชดุ ตามราคาท่ีร้านเช่าตั้งไว้อาจมีการต่อรองตามความสนิทสนมได้
248
บา้ งข้ึนอยู่กับความสนิทมักคุ้น โดยท่ัวไปนั้นการเช่าชุดจากรา้ นเชา่ สามารถจะควบคุมราคา ความใหม่
สีสันได้ง่ายสะดวก พร้อมกันนี้ในร้านเช่าบางร้านอาจมีการบริการแต่งกายแต่งหน้าไว้ให้พร้อม จึงมี
ความสะดวกเพยี งมีงบประมาณใหก้ ็จะง่ายสาหรบั การไดร้ ับบรกิ ารอยา่ งรวดเรว็ และสะดวก
อุปกรณ์ประกอบการแสดงที่สาคัญของละครไทย จะต้องรจู้ ัก อปุ กรณ์ต่าง ๆ จดั ได้ว่าเป็นส่ิง
สาคัญที่ทาให้การแสดงนั้น ๆ มีความงดงามสมจริงทั้งน้ีเกิดจากสาเหตุที่ว่าการแสดงเป็นการจาลอง
ภาพความเป็นจริง ราชูปโภค เป็นเครื่องประกอบอิสริยศของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศ์ชั้นสูง
เม่ือนามาใช้ในการแสดงจึงมีการจาลองขึ้นมาโดยใช้วัสดุท่ีมีค่าน้อยเพียงแต่คงรูปลักษณ์ให้ใกล้เคียง
ความเป็นจริงเท่าน้ัน ระเบียบวิธีการต้ังเคร่ืองราชูปโภค ในการแสดงเป็นการจาลองเลียนแบบ
วิธีการตั้งในพระราชพิธีเช่นกัน โดยต้ังไว้สองข้างที่ประทับของเตียง ซ่ึงสมมติเป็นราชบัลลังก์ พาน
พระศรี(พานหมาก) พระแสง พระสพุ รรณศรี พระเขนย จะมี 2 รูปแบบ คือ หมอนสามเหล่ียม หมอน
สี่เหล่ียม การต้ังราชูปโภคและหมอนในการแสดงนาฏศิลป์ ห้ามมิให้ตั้งราชูปโภคและหมอน สาหรับ
ประกอบฉากเทพวิมานบนสรวงสวรรค์ ท้ังนี้โบราณจารย์ ให้เหตุผลว่า เทพวิมาน เป็นท่ีสถิตของ
เทพเจา้ เทพเจา้ เปน็ อมตะ ไม่เสวยจงึ ไมจ่ าเป็นท่ีจะตั้งเครอื่ งราชปู โภคและอปุ กรณใ์ ด ๆ
ตาแหน่งของพนักงาน (เสนา กานัล) ในการปรนนิบัติตัวเอกขณะแสดง หรือในการเข้าเฝ้า
ของเสนา กานัล บางครั้งกาหนดให้มีเสนา กานัล โบกพัดและปัดแส้อยู่สองข้างเตียง หรือแท่นท่ี
ประทับ มีระเบียบวิธีกาหนดตาแหน่ง ให้ผู้ที่มีหน้าท่ีโบกพัดอยู่ทางขวาของเตียง ปัดแส้อยู่ทาง
ดา้ นซ้ายของเตียง หรืออีกนัยหน่งึ ในขณะทตี่ ัวละครนอนอย่บู นเตียง จะหันศีรษะไปทางซ้าย พัดจะ
อยู่งานทางปลายเท้าของตัวละคร (ด้านขวาของเตียง) แส้จะอยู่ทางด้านหัวนอน(ด้านซ้ายของเตียง)
ซ่ึงเป็นระเบียบปฏิบัติมาจากการอยู่งาน ปฏิบัติหน้าที่ของพวกชาวที่ อีกประการหนึ่งน่าจะเกิดจาก
เหตุผลท่ีว่า การโบกพัดทาให้เกิดลมเย็นไปต้องพระองค์ ถ้าไปโบกพัดทางด้านซ้าย (หัวเตียง) อาจ
ทาให้พระเกศา (ผม) ของเจา้ นายปลวิ ได้ ซึ่งถือว่าเป็นการไม่สมควร ส่วนการปัดแส้ การปฏิบัติไม่เกิด
ลมมากนกั จึงจัดใหป้ ฏบิ ตั ิอย่ทู างด้านขวา หรือตาแหนง่ ทางดา้ นหัวเตยี ง
กล่าวโดยสรุปตาราฉบับนี้เรียบเรียงได้ตรงตามคาอธิบายรายวิชา และยังมีส่วนเพ่ิมเติมองค์
ความรู้อย่างอื่น นอกเหนือจากที่มีในคาอธิบายรายวิชาแต่ทุกกิจกรรมของเอกสารฉบับน้ีล้วนเป็น
ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนของนักศึกษาที่สนใจจะพัฒนาตนเอง อีกทั้งสามารถนาไปใช้ใน
ชีวิตประจาวันท้ังขณะท่ีศึกษาเล่าเรียนและเมื่อสาเร็จการศึกษาไปแล้ว ลักษณะเด่นของตาราที่
น่าสนใจนั่นคือสามารถช้ีแนะผู้เรียนให้เห็นวิวัฒนาการของการนาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายประกอบการ
แสดงไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมสาคัญต่าง ๆ ท่ีสาคัญในสังคม ทราบคุณลักษณะสาคัญของเส้ือผ้า
เครื่องแต่งกายประกอบการแสดง สามารถแต่งกายได้ถูกต้องตามวิธีการแต่งตามแบบภูมิปัญญาไทย
สามารถสร้างเครื่องแต่งกายได้ด้วยตนเอง พร้อมช้ีแสดงให้เห็นแหล่งต่าง ๆ ที่สามารถส่ังซื้อง่ายต่อ
การนาไปทากิจกรรมท้ังประกอบการเรียนการสอนและใช้ไปนาเสนอเพื่อเป็นอาชีพของตนเองใน
249
โอกาสต่อไป ดังนั้นตาราฉบับนี้จึงมีคุณคา่ สูงสุดหากผศู้ ึกษามุ่งประเด็นจะพัฒนาตนเองให้รู้และเข้าใจ
อย่างลึกซึ้งและฝึกปฏิบัติให้ได้ดีถูกต้องเพราะจะทาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการศึกษาตาราการแต่ง
กายเพอื่ การแสดงครั้งนี้