151
1.5.6 การแตง่ กายแบบนางกินรี มีปรากฏในบทละครเรอื่ ง พระสุธนธ์ นางโนราห์
ซึง่ เปน็ บทละครนอกเล่ืองชื่ออีกเรอื่ งหนึง่ ลักษณะการแต่งกาย จะแต่งกายแบบยืนเครอ่ื งตัวนางนุง่ ผ้า
แบบสองชายพก มีกรองคอ รัดสะโพก ไม่หม่ สไบ ตดิ ปีกและหางศีรษะสวมเทริดนาง ดังภาพ
ภาพที่ 68 ภาพการแต่งกายนางกินรี
ทีม่ า : กรมศิลปากร, (2542 : 220).
การแต่งกายโขนพระราชทานหรอื โขนของมูลนธิ สิ ง่ เสรมิ ศิลปาชพี
การแต่งกายโขนพระราชทานหรือโขนของมลู นธิ ิส่งเสริมศิลปาชพี เป็นหนึ่งของเคร่ืองแตง่ กาย
เพ่ือการแสดงที่มีปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน มีความสวยงาม มีราคาสูง เป็นท่ีนิยมอยู่ในปัจจุบัน การ
อนุรักษ์โขนเป็นหน่ึงในพระราชกรณียกิจท่ีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราช
ชนนีพันปีหลวง ทรงตระหนักถึงความสาคัญ พระองค์ท่านทรงใส่พระทัยศิลปะการแสดงช้ันสูงของ
ไทยแขนงนเ้ี ปน็ อันมาก
โขน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ท่าราและการย่างกรายมีทั้งความสง่างาม อลังการ
และอ่อนช้อย ข้ึนอยู่กับจังหวะและการดาเนินเร่ือง ลักษณะสาคัญอย่างหนึ่งของโขนอยู่ที่ผู้แสดงต้อง
สวมหัวโขนทุกตัว ยกเว้นตัวพระ ตัวนาง และเทวดา รวมท้ังเครื่องแต่งกาย เคร่ืองถนิมพิมพาภรณ์
การแต่งหน้า ล้วนงดงามมีรายละเอียดเป็นเอกลักษณ์ พระราชกรณียกิจฟ้ืนฟูโขน ไม่ใช่แค่การฟื้นฟู
152
นาฏศิลป์แต่เปน็ การพลกิ ฟ้ืนศาสตร์และงานฝีมอื ช่างหัตถศิลป์ไทยหลายสาขา เกิดการประชุมกันของ
ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญงานประณีตศิลป์ของไทยท่ีกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ นับร้อยชีวิต เพ่ือ
เชิดชศู ลิ ปะการแสดงชนั้ สูงแขนงนี้ใหถ้ กู ต้องครบถว้ นตามแบบแผน
ผ้ายก หมายถึง ผ้าไหมท่ีทอด้วยเทคนิคการยกลวดลายให้ปรากฏเด่นชัดข้ึน โดยผ้ายกของ
เมืองนครศรีธรรมราชมชี ่ือเสียงมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะท่ีเป็นผ้าราชสานัก ซง่ึ ทอด้วยเส้น
ไหมเนื้อละเอียด แทรกลวดลายด้วยไหมเงินไหมทองที่บางเบา และทออย่างประณีต โครงสร้างของ
การวางลวดลาย ทั้งท้องผ้า และ กรวยเชิง มีลักษณะแบบราชสานัก ท่ีใช้สาหรับเจ้านายช้ันสงู ในอดีต
เป็นท้ังผ้านุ่งโจงและ นงุ่ จบี รวมทงั้ ใช้หอ่ คัมภรี ใ์ นพทุ ธศาสนาด้วย ผ้ายกเมืองนคร มรดกวัฒนธรรมผ้า
ทอไทยอายุนับร้อยปี เหลือฐานะเป็นเพียงโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ
พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลท่ี 9 ทรงฟ้ืนฟูการผลิตผ้ายกเมืองนคร ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของ
พสั ตราภรณส์ าหรับการแสดงโขนแบบสมเดจ็ พระนางเจา้ อีกครงั้ (วลญั ช์ สภุ ากร, 2018).
จากการอนุรักษ์โขนพระราชทานหรือโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพนี้ ถือเป็นโอกาสดีของ
เหล่าศิลปินท่ีได้ต่ออายุศิลปะการแสดงให้คงอยู่และเป็นท่ีชื่นชอบในการสร้างสรรค์จึงพบว่าเกิด
เศรษฐกิจหมุนเวียนในอาชีพนี้อีกหลายอย่างขึ้น เฉพาะอย่างย่ิงเรื่องการแต่งกาย เพราะได้มีการ
พัฒนารูปแบบของเครื่องแต่งกายตามแบบสมัยรัชกาลท่ี6 ที่งดงามประณีต นอกจากนี้ได้มีการพลิก
ฟ้ืนให้ความสาคญั กบั ผ้ายกเมืองนคร ทเ่ี ลื่องชือ่ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช
ภาพท่ี 69 ภาพการแต่งกายยืนเครือ่ งตัวพระ (โขนพระราชทานหรือโขนของมลู นิธิสง่ เสรมิ ศิลปาชีพ)
ทม่ี า : Gelt Kantapassorn, (2562).
153
ภาพท่ี 70 ภาพการแตง่ กายยืนเครือ่ งตัวนาง (โขนพระราชทานหรือโขนของมลู นิธิสง่ เสรมิ ศลิ ปาชพี )
ทม่ี า : Lankum design, (2562).
ภาพที่ 71 ภาพการแต่งกายยืนเครอื่ งตัวยกั ษ์(โขนพระราชทานหรือโขนของมูลนิธสิ ่งเสรมิ ศิลปาชพี )
ทีม่ า : R.Rodthim, (2561).
154
ภาพท่ี 72 ภาพการแตง่ กายยืนเคร่อื งตวั ลิง (โขนพระราชทานหรอื โขนของมลู นธิ สิ ่งเสริมศิลปาชพี )
ท่มี า : Kitti Witch's Wise, (2562).
องค์ประกอบของโขนพระราชทานหรือโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพสร้างความประทับใจ
ในความงดงามของศิลปะไทย ท้ัง ฉาก แสง สี เสียง พัสตราภรณ์ และเคร่อื งประดับต่างๆ ท่ีประดิษฐ์
ข้ึนอย่างประณีตตามจารีตโบราณ รวมถึงผ้ายกท่ีนักแสดงใช้นุ่งตามบทบาท ได้มีความพยายามฟื้นฟู
การทอผ้ายกโบราณภูมิปัญญาไทยมาหลายปีของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยการสืบทอดลายผ้า
โบราณจากนครศรีธรรมราช แต่ด้วยกระบวนการพิถีพิถันของการปักเครื่องโขน และการทอผ้ายก
ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน จึงจาเป็นต้องสืบสานงานส่วนนี้อย่างจริงจังมุ่งพัฒนาทักษะฝีมือให้สมาชิก
ศนู ย์ศิลปาชีพให้มีรายได้ โดยการฟ้ืนฟูการผลิตผ้ายกเมืองนคร มรดกวัฒนธรรมผ้าทอไทย ท่ีครั้งหน่ึง
เป็นเพยี งโบราณวตั ถใุ นพพิ ิธภณั ฑ์ ให้กลับมาเปน็ ส่วนหนง่ึ ของพัสตราภรณ์สาหรบั โขน พระราชทาน
นอกจากนี้ได้พัฒนาฝีมือสมาชิกของศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จ.อ่างทอง เพ่ิมขึ้นอีกแห่ง โดย
สามารถปลุกป้ันช่างฝีมือได้ถึง 14 คน เพ่ือเป็นกาลังหลักในการปักเคร่ืองโขน และทอผ้ายก การปัก
เคร่ืองโขนจะต้องอาศยั ความประณีตสูง เพราะเป็นการปักดิ้นทองลงบนผ้า ตามลายโบราณ มี 4 ลาย
คอื ลายราชวตั รดอกลอย ลายแยง่ พุ่มข้าวบิณฑห์ น้าขบดอกใน ลายราชวัตร ย่อมมุ ไมส้ ิบสอง และลาย
ขนทักษณิ าวัตร เพ่อื ประกอบเป็นเส้ือ แขนเสื้อ อนิ ธนู กรองศอ รดั เอว สนับเพลา และเกราะดา้ นหน้า
ใช้สาหรับตัวละครหลากหลาย เช่น ลายแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าขบดอกใน ใช้สาหรับตัวละครเอก คือ
พิเภก และลายขน ทกั ษณิ าวัตร ใชส้ าหรบั ตวั ละครหนุมาน
155
นอกจากการปักเครื่องโขนแล้ว ยังส่งเสริมการ ทอผ้ายก โดย มีการยกตะกรอ มาจากศูนย์
ศิลปาชีพเนินธัมมัง เพ่ือมาสืบตะกรอท่ีน่ี และสามารถขึ้นก่ีทอได้เลย สาหรับผ้ายกทองนั้น จัดทาข้ึน
จากผ้าไหมที่ทอด้วยเทคนิคการยกลวดลายให้ปรากฏเด่นชัด มชี ื่อเสียงมาตั้งแต่สมัยกรงุ ศรอี ยุธยา ใน
ฐานะที่เป็นผ้าราชสานัก ซึ่งทอด้วยเส้นไหมเน้ือละเอียด แทรกลวดลายด้วยไหมเงินไหมทองท่ีบางเบา
และทออย่างประณีต โครงสร้างของการวางลวดลาย ประกอบด้วย ท้องผ้าและกรวยเชิง มีลักษณะ
แบบราชสานัก ท่ใี ช้สาหรับเจ้านายชน้ั สงู ในอดตี เป็นท้งั ผา้ นุง่ โจงและน่งุ จบี รวมท้ังใช้ห่อคมั ภีรใ์ นพุทธ
ศาสนา
ภาพที่ 73 ภาพการทอผา้ ยกเมืองนครศรธี รรมราช
ทม่ี า : ธีรวฒั น์ ช่างสาน, (2562).
ผ้ายก เนินธัมมัง ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชยี รใหญ่ เป็นผ้ายกทอง ลายกรวยเชงิ ตัวผ้าเป็นลายพุ่ม
ข้าวบิณฑ์ ซ่ึงผ้ายกเมืองนครเป็นผ้าสาหรับใช้ในราชสานักมาต้ังแต่โบราณ ทอด้วยไหมเนื้อละเอียด
สอดแทรกลวดลายไหมเงิน ไหมทอง แต่เลือนหายไปในสมัยรัชกาลท่ี 5 และสมเด็จพระนางเจ้า
พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดาริให้ฟื้นฟูข้ึนมา นามาตัดเย็บฉลองพระองค์ รวมท้ังทรงส่งเสริมให้
นาไปใชใ้ นการแสดงโขนพระราชทานด้วย ผา้ ยก 1 ผืนต้องใช้ผู้ทอ 5-6 คนตอ่ ผืน
156
ภาพที่ 74 ภาพผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช
ที่มา : สานักงานงานโครงการอนั เนือ่ งมาจากพระราชดาริและความมัน่ คงกองทัพบก, (2560).
การแตง่ กายละครรา
การแต่งกายละครราจะให้รายละเอียดขั้นตอนการแต่งกายยืนเคร่ืองพระ นาง ซ่ึงเป็นทักษะ
การปฏิบัติของผู้เรียนท่ีต้องใช้ท้ังศาสตร์และศิลป์ ประกอบด้วย การเตรียมความพร้อม ข้ันตอนการ
แต่งกายตวั พระ ขั้นตอนการแตง่ กายตัวนาง ดงั นี้
การเตรยี มความพรอ้ ม
การเตรียมความพร้อมของผ้ศู ึกษามีความสาคัญเพราะการแต่งกายยนื เคร่ืองเปน็ ประณตี ศลิ ป์
ทางภูมิปัญญาของคนไทย จึงต้องมีความรัดกุมกระชับ และมีขั้นตอนมาก จึงจาเป็นต้องเตรียม
อุปกรณ์ไวใ้ หค้ รบถกู ตอ้ ง ดงั น้ี
1. การเตรียมความพร้อมของเครอ่ื งมือ ซึ่งเป็นอปุ กรณ์สาคัญสาหรับใช้ประกอบการแต่งกาย
อาทิ ดา้ ยเย็บผา้ เบอร์8 เข็มกน้ ทอง มีดหรือกรรไกร ผ้ารัดเอว หนงั ยาง
2. การเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ ควรตรวจสอบความสมบูรณ์ของอุปกรณ์การแต่งกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์เครื่องแต่งกายของตัวพระ เช่น กาไลข้อเท้า สนับเพลา ผ้านุ่ง กรองศอ
ฉลองพระองค์ พาหุรดั ในเส้ือแขนส้นั หรืออินทรธนู ในเสื้อแขนยาว ทับทรวง สังวาล เข็มขัด กาไลแผง
และชฎา
157
ภาพท่ี 75 การแต่งกายยนื เครอื่ งตัวพระหน้า-หลัง
ทม่ี า : ธรี วัฒน์ ช่างสาน, (2562).
ขนั้ ตอนการแต่งกายตัวพระ
ขั้นตอนการแต่งกายตัวพระมีขั้นตอนการแต่งกาย 2 ข้ันตอน คือ ข้ันตอนการเตรียมจีบผ้า
หางหงส์ และขัน้ ตอนการแต่งกาย ดงั น้ี
1. ขั้นตอนการเตรียมจบี ผา้ หางหงส์ มีวิธกี ารปฏบิ ัตดิ ังน้ี
1.1 เตรียมจีบผ้าหางหงส์ โดยการนาผ้ายกมาคลี่เป็นผืนยาว จับชายผ้าท้ังสองซ้อนกัน
ใหส้ ว่ นของลายละเอยี ดอยู่ด้านนอก
1.2 จับจีบชายผ้าเป็นลักษณะหน้านาง โดยพับตลบในช้ันแรกให้ชายผ้าทับซ้อนอยู่ด้าน
ในขนาดกว้างประมาณ 3 น้ิว จากน้ันจับจีบสลับไปมา จานวน 6 จีบ หรือจนหมดลายของหน้าผ้ายก
ข้อควรระวังในขั้นตอนน้ีจะต้องใช้ความประณีตในการทับซ้อนจีบผ้า ต้องให้ทับซ้อนเรียงลาดับอย่าง
สวยงาม โดยเฉพาะชายผา้ จะต้องเรยี งเสมอกนั
1.3 ใชเ้ ขม็ กับด้ายเย็บตรึงหางหงส์โดยวิธกี ารวัดคบื จากชายผา้ ไปส่วนกลาง โดยการใช้ฝ่า
มือกางให้ตึงวัดจากหัวแม่มือถึงนิ้วกลาง จานวน 2 คืบกว้าง หรือนับดอกหน้าผ้ายกจานวน 12 ดอก
ก็ไดใ้ ช้เข็มด้ายเย็บตรงึ ใหแ้ น่น
158
1.4 ชายผ้าส่วนที่จะปล่อยเป็นหางหงส์ ใช้มือรีดจีบผ้าให้เสมอกันทุกจีบจนถึงชายผ้า
แล้วควรเย็บตรึงจีบผ้าด้วยเง่ือนกระตุกไว้ก่อนป้องกันจีบผ้าเลื่อนอาจทาให้ช่างเครื่องท่ีเป็นนักฝึกหัด
เกิดความยุ่งยากได้ เมื่อแต่งเรียบร้อยแล้วค่อยปล่อยชายผ้าออกเพื่อความสวยงามของหางหงส์ก่อนมี
การแสดง
2. ขั้นตอนการแตง่ กาย
2.1 นักแสดงสวมสนับเพลา โดยการสวมสนับเพลาให้เชิงงอนของปลายขาอยู่ด้านหน้า
สว่ นชายสนับเพลาด้านบนผูกไวใ้ ห้แน่น ควรผูกไว้เหนือสะเอวระดบั หนา้ อก เพราะจะทาให้สะดวกต่อ
การแตง่ ของชา่ งเคร่อื ง
หมายเหตุ กรณีที่นักแสดงเป็นผู้ชายควรนุ่งผ้าพอกเพ่ือเสริมสะโพกให้ผายจะเป็นตัวช่วยดันจีบของ
สะโพกให้ผายออกอย่างสวยงาม วิธีการนุ่งผ้าพอกโดยนาผ้ายาวมานุ่งทับสนับเพลาให้ชายผ้าท้ังสอง
ข้างยาวเท่ากันแล้วพับชายผ้าส่วนล่างข้ึนมาทับชายผ้าส่วนบน ควรให้ชายผ้าเสมอกัน จากนั้นพับ
ปลายผ้าส่วนท่ีเหลือเก็บไว้ที่ข้างสะโพก ในลักษณะของชายผ้าด้านบนให้แนบสะเอว แล้วให้ชายผ้า
สว่ นล่างผายออกใหส้ วยงามตามรูปแบบของสะโพก ( ควรจัดให้ผ้าทีส่ ะโพกท้ังสองขา้ งให้เทา่ กัน )
2.2 นาผ้ายกท่ีพับจีบหางหงส์เตรยี มไว้แลว้ ให้นักแสดงสวมโดยให้ส่วนของจีบชายผ้าท่ี
ตรึงไว้แล้วอยู่ด้านบน จับจีบตลบหน้านางจนถึงสะเอวของนักแสดง ให้นักแสดงจับชายผ้าไว้ให้แน่น
ในข้ัน ตอนนี้ก็เช่นเดียวกันบริเวณผ้าท่ีจีบเป็นหน้านางควรรีดจี บผ้าให้เรียงทับซ้อนเสมอกันอย่าง
สวยงาม
2.3 นักแสดงจับชายผา้ ด้านหน้าไวใ้ ห้มั่น จากนน้ั กลบั หลงั หันเพื่อให้ชา่ งเครอ่ื งจบั จีบ
ด้านหลัง ข้ันตอนนี้นักแสดงควรยืนกางขาเล็กน้อย ช่างเครอื่ งจบั จีบผ้าดา้ นหลังขนึ้ มา 3 จบี โดยการ
จับต้ังแต่ชายผ้าด้านล่าง มาเย็บตรึงไว้ที่บริเวณก้นของผู้แสดงความหนาของการจับจีบในกรณีท่ีช่าง
เคร่ืองไมช่ านาญ ควรลึกประมาณ 1 ฝา่ มือ
2.4 จากนนั้ จับจีบผา้ 3 จบี ข้างสะโพก แต่ละจบี ควรถ่วงให้หอ้ ยระดับสะโพก เปน็ 3
ระดับ เรยี งซ้อนจีบอย่างสวยงาม ชายผ้าด้านลา่ งควรเสมอกับขอบสนับเพลา การจบั จบี ผา้ ขา้ งสะโพก
จะต้องปฏิบัติให้เหมือนกันท้ัง 2 ข้าง และควรจับจีบลึก ๆ เข้าไปใต้จีบหน้านางเพื่อความกระชับใน
ขน้ั ตอนต่อไป
2.6 รีดจีบหน้านางทุกจีบให้เรียงจีบสวยงามเสมอกัน โดยการใช้นิ้วสอดรีดจีบทีละจีบ
และควรจับจีบตรงระดับการเย็บปมผา้ สาหรับตรึงเป็นหางหงส์ เมื่อรีดจบั จีบเสรจ็ ควรเก็บรายละเอยี ด
ของคอผ้าดา้ นบน โดยการสอดสว่ นผา้ ทด่ี ไู ม่เรยี บรอ้ ยไว้ใตห้ น้านาง
159
2.7 นักแสดงยืนย่อเข่าลงเหลี่ยม ช่างเครื่องนาชายผ้าท่ีรีดจีบเรียบร้อยแล้ว สอดชายผ้า
ไปด้านหลงั ของนักแสดง ช่างเครอ่ื งควรรีดจีบด้านหลังให้ทับซอ้ นเสมอกันโดยให้ชายผ้าส่วนท่ีเหลือท้ัง
สองขา้ งคล่ีแผ่ออกให้เหมือนกัน ควรมีความประณตี ของการรีดจีบใหท้ บั ซ้อนเรยี งกนั อย่างสวยงาม
2.8 นาผ้าคาดสะเอวมาคาดทับบนขอบผ้าหางหงส์จากด้านหลัง ปล่อยชายไปด้านหน้า
จากน้ันให้นักแสดงกางฝ่ามือทับผ้าคาดสะเอวระดับสะเอวไว้ให้ม่ัน ปล่อยจีบด้านหน้า ลงมาท้ังหมด
ช่างเครือ่ งมว้ นเก็บปลายผา้ นกั แสดงกาปมผ้า และจบี หางหงสด์ ้านบนใหม้ นั่
2.9 นักแสดงจับผ้าคาดสะเอวให้ม่ัน พร้อมปล่อยหางหงส์ให้ห้อยลงด้านล่าง ช่างเครื่อง
จับชายผ้าม้วนให้เป็นลักษณะกลมเหมือนหางกระเบน จากน้ันนักแสดงรวบชายผ้าส่วนบนให้หมด
ชา่ งเครอ่ื งใชผ้ ้าคาดสะเอวผกู ให้แนน่ กระชบั
2.10 เพื่อความเป็นระเบียบของจีบชายผ้าด้านหลังของการนุ่งหางหงส์ ให้นักแสดงย่อ
เข่าหันหลัง ช่างเครื่องจัดจีบหางหงส์ด้านหลังให้เป็นระเบียบ จีบผ้าเรียงอย่างสวยงาม โดยสารวจ
ด้ายที่เย็บตรึงหางหงส์ ควรอยู่ระดับก้นกบไม่ควรจะให้ต่าเพราะจะทาให้หางหงส์จุกก้นนักแสดงไม่
สวยงาม เมื่อจัดระเบียบหางหงส์เรียบร้อย นักแสดงรวบชายผ้าด้านหน้าระดับสะเอวไว้ให้ม่ัน ช่าง
เคร่ืองใชเ้ ชอื กผูกทบั ซ้อนชายผ้าส่วนท่ีเหลอื ระดับสะเอว โดยผูกด้านล่างของปมผ้าก่อน แล้วจึงพันมา
ผูกด้านบนใหแ้ น่น
2.11 นาห้อยขา้ งมาผกู ระดบั สะเอว ก่อนผูกควรพบั ชายห้อยขา้ งด้านบนขึ้น วิธีตรวจสอบ
ความส้ันยาวของห้อยข้าง ควรสงั เกตชายผ้าส่วนล่างควรเหนือเขา่ เลก็ น้อย ปลายเชือกทั้งสองด้านควร
ไปผกู เปน็ เง่ือนกระตุกไว้ดา้ นหลังใหม้ นั่ คง
2.12 ชายหางหงส์ส่วนท่ีเหลือเหนือเชือกคาดสะเอวด้านหลัง ช่างเครื่องจัดระเบียบจีบ
หางหงส์ให้เรียบร้อยอีกคร้ัง จากนั้นแยกชายผ้าหางหงส์ส่วนหลังออกจากกัน ม้วนขอบผ้าเป็นเส้น
ทาบตามแนวของเชือกคาดสะเอว แล้วใช้ผ้าคาดสะเอว คล่ีแล้วคลุมทับม้วนผ้า ผูกปมผ้าไว้ด้านหน้า
ใหเ้ รยี บรอ้ ย
2.13 ผู้แสดงใส่ฉลองพระองค์ กรณีที่ผู้แสดงเป็นผู้ชายช่างเคร่ืองควรนาผ้าผ้าผืนเล็ก
(ผ้าขนหนูผืนเล็กก็ได้) พับขนาดฝ่ามือวางทาบหน้าอกเพื่อเสริมหน้าอกนักแสดงให้กลมกลึง จากนั้น
เร่ิมเย็บชายเสื้อ โดยการเริ่มฝีเข็มใต้ราวอก เพราะจะทาให้หน้าอกของนักแสดงไม่แฟบและสมส่วน
สวยงาม ฝีเข็มการเย็บควรปักฝีเข็มลงด้านล่าง และควรตักชายผ้าสลับไปมาทั้งสองด้านให้เท่ากันจน
หมดชายเสอื้
2.14 จากน้ันช่างเคร่ืองควรจัดชายสนับเพลาด้านนส่วนที่เหลือ โดยการดงึ ตัวกางเกงจัด
ชายขาด้านล่างให้เชิงงอนอยู่ใต้หัวเข่า และทั้งสองข้างต้องเสมอกัน ในข้ันตอนนี้ควรใช้ความประณีต
ในการดึงสนับเพลาอย่างให้กองอยู่ท่ีต้นขาเพราะอาจทาให้ผู้แสดงขาดความม่ันใจ ปลายขาสนับเพลา
อาจไม่เสมอกันทั้งสองข้าง จากน้ันชายเสอ้ื ด้านล่าง และสนับเพลาพบั ทับซ้อนกันด้านบนม้วนชายเส้ือ
160
และชายผ้าสว่ นที่เหลือไปไวด้ ้านหน้าให้นักแสดงจับชายไวใ้ ห้แนน่ นารัดสะโพกมาทาบปดิ โดยการทับ
ซ้อนชายไว้ด้านหน้าให้หุ่นจับชายรัดสะโพกขมวดเป็นปม ช่างเคร่ืองใช้เชือกท่ีติดกับรัดสะโพกผูกให้
แน่น สว่ นบนของรดั สะโพกท่แี ยกจากกนั เหนอื สะเอว ใช้เข็มกบั ดา้ ยเย็บเนาใหช้ นกัน
2.15 นาห้อยหน้ามาทับปิดส่วนหน้า นาเชือกร้อยห้อยหน้า ไปผูกเป็นปมกระตุกไว้
ดา้ นหลงั เกบ็ ชายเชือกซอ่ นไวใ้ นรัดสะโพกให้เรียบร้อย
2.16 เยบ็ ตรึงหางหงส์ โดยการเย็บปักฝีเข็มเสยจีบหางหงส์ ดา้ นล่าง ตักฝเี ขม็ แทงทะลุรัด
สะโพก แล้วปักฝีเข็มกลับจากรัดสะโพกถึงหางหงส์ ดึงด้ายให้ตึง ปักฝีเข็มผ่านไปอีกด้านของหางหงส์
ปฏิบตั เิ ชน่ เดยี วกัน แล้วผูกดา้ ยสว่ นที่เหลือใหแ้ น่น
2.2.16 สวมกรองคอ เย็บพาหุรัดท้ังสองข้าง ทับปลายแขนเสื้อ ทั้งนี้ควรเย็บมุมด้านบน
ดา้ นล่างและข้าง ให้ตดิ กับแขนเสื้อเพื่อยึดให้พาหรุ ัดกระชบั แน่นหนากับแขนเส้ือ สวมใส่เคร่อื งประดับ
ทับทรวง สังวาล กาไลแผง ข้อเท้า สวมเครอ่ื งประดบั ศีรษะ
ข้ันตอนการแตง่ กายตัวนาง
ชั้นตอนการแต่งกายตัวนางนั้นสามารถแต่งได้ 2 ลักษณะ คือการแต่งแบบห่มคลุม และการ
แต่งแบบสไบสองชาย ซึ่งท้ังสองลักษณะที่กล่าวน้ีสามารถนาไปใช้ประกอบการแสดงได้เหมือนกัน
เนื่องจากในบทบาทของการแสดงมิได้บังคับรูปแบบ เพียงแต่บังคับสีของผ้าสไบหรือที่เรียกว่าสีกาย
ของตัวละคร ซ่ึงจะได้นาเสนอในบทอ่ืน ๆ ต่อไป อย่างไรกต็ ามนักศึกษาทีเ่ รียนในรายวิชานี้ควรพัฒนา
ทักษะการแต่งกายท้ังสองลักษณะ คือการแต่งกายนางแบบหม่ คลุม และการแต่งกายนางแบบห่มสไบ
สองชาย ดังนี้
161
ภาพท่ี 76 การแต่งกายยนื เคร่ืองตัวนางหนา้ -หลงั แบบหม่ คลมุ
ท่มี า : ธีรวัฒน์ ชา่ งสาน, (2562).
1. การแตง่ กายนางแบบหม่ คลุม
การแตง่ กายนายแบบห่มคลมุ มขี ้ันตอนดังน้ี
1.1 ข้ันเตรียมจีบชายพก คลี่ผ้ายกโดยให้ดอกของเน้ือผ้ายกไว้ด้านล่าง จับมุมใดมุมหนึ่ง
ของชายผ้าแล้วจับจีบหน้านาง ความยาวประมาณหน่ึงคืบ โดยเร่ิมที่พับตลบชายผ้าไว้ด้านในก่อน
จากน้นั จีบตลบหนา้ นางจนหมดหนา้ ผ้า
1.2 จับชายจีบหน้านางส่วนบนให้แน่น ส่วนล่างรวบผ้าจนหมดชายผ้า จากน้ันใช้เชือกมัด
คอผ้าให้แน่น ส่วนปลายใช้หนงั ยางหรอื เชือกมัดรวมไวใ้ หแ้ นน่ ป้องกันจบี ของผา้ แตก
1.3 นักแสดงสวมเสื้อในนาง ช่างเคร่ืองเย็บชายเสื้อในนาง ควรเรมิ่ เย็บบริเวณใต้หน้าอก
โดยการฝังฝีเข็มลงด้านล่างเช่นเดียวกับการเย็บฉลองพระองค์หรือเสื้อของตัวพระ คือตักเนื้อผ้าสลับ
ไปมา ควรตกั ฝีเขม็ ให้เท่ากนั ทงั้ สองขา้ ง
1.4 นักแสดงใส่ผา้ ห่มนาง ชา่ งเครือ่ งคลุมผ้าหม่ นางจากด้านบนใหส้ ่วนที่ยาวอยดู่ ้านหลัง
นักแสดงใช้มือท้ังสองข้าง จับขอบผ้าห่มนางดึงเข้าหาลาตัว ให้น้าหนักเทมาส่วนหน้าเพื่อสร้างความ
สมดุลของน้าหนกั ผา้ หม่ นาง
162
1.5 เย็บตรงึ ผ้าห่มนางกบั เสือ้ ในนางบริเวณต้นคอด้านหลังของนักแสดง และไหล่ท้งั สอง
ขา้ ง โดยใช้เขม็ เยบ็ ตรึงบริเวณหวั ไหล่ทง้ั สองข้าง บรเิ วณคอของผู้แสดงจะตอ้ งให้ชายผ้าหม่ นางชนกัน
ชา่ งเครื่องเยบ็ บรเิ วณคอของผา้ ห่มนางท่ีแยกจากกันให้แถบทับซอ้ นกันพอดี
1.6 ช่างเครื่อง จับชายผ้าห่มนางส่วนล่างยกข้ึน ตลบทับซ้อนชายผ้า ให้มุมส่วนบนมี
ลักษณะเป็นสามเหลี่ยม เย็บตรึงมุมด้านล่าง ไว้กับเสื้อในนาง จากน้ันตลบมุมผ้าสามเหลี่ยมลงมา
ด้านล่างบริเวณ สะเอวนกั แสดง เยบ็ ตรึงไวใ้ ห้แน่นกบั เสือ้ ในนาง
1.7 ช่างเครื่องนากรองคอหรือนวมนางมาใส่ให้ส่วนที่แยกจากกันอยู่ด้านหน้า เย็บตรึง
ใหต้ ิดกบั ผา้ ห่มนาง ขั้นตอนน้ีสามารถเยบ็ ตรึงโดยการใส่จนี้ างแล้วเย็บตรึงไว้กับนวมนางหรอื กรองคอ
ความยาวของจ้ีควรทบั ซอ้ นกรองคอพอดี
1.8 ขั้นตอนการนุ่งผา้ โดยการจบั ผ้ายกที่จีบชายพกไวแ้ ล้ววางทาบไว้ระดับสะเอวให้คอ
ผ้าชายพกบิดให้จีบส่วนบนของหน้านาง ห้อยมาด้านหน้า ชายผ้าส่วนล่างของชายพก (บริเวณกลาง
ผืน) ท่ีเหลือพันไปรอบตัวนักแสดงให้ขอบผ้าทับกันด้านหลัง ผ้าส่วนหน้าท่ีเหลือพันรอบตัวนักแสดง
ใหช้ ายพกมาอยูด่ ้านหน้า
1.9 ช่างเครื่องพับตลบชายผ้าส่วนที่เหลือเป็นจีบหน้านางจีบแรกควรพับทับซ้อนสอง
ครั้งเพื่อไม่ให้ชายผ้าหลุดขณะท่ีแสดง ควรจีบหน้านางจนหมดชายผ้าถึงสะเอว นักแสดงจับชายผ้า
ส่วนบนไว้ให้แน่น ช่างเครื่องรีดผ้าจีบหน้านางจัดระเบียบของจีบอีกคร้ัง จากน้ันจับชายผ้าหน้านาง
ด้านล่าง สอดไว้ระหว่างขาของนักแสดงให้นักแสดงใช้ขาทั้งสองข้างหนีบชายหน้านางไว้ให้มั่น ช่าง
เคร่ืองรดี จีบหนา้ นางดา้ นบนพับชายผ้าสว่ นที่เหลอื สอดหนา้ นางไว้ด้านในระดับสะเอวนกั แสดง
1.10 ช่างเครื่องนาผ้าคาดสะเอว ผูกผ้ายกให้แน่น ชายท่ีเหลือนามาผูกและเก็บไว้
ด้านหลงั ใหเ้ รียบร้อย
1.11 ช่างเครื่องรีดจีบหน้านางด้านบนอีกรอบ ให้จีบเรียงกันอย่างสวยงาม จากน้ันเย็บ
ตรึงหน้านางให้แน่นแล้วรีดจีบหนา้ นางระดับหน้าท้องน้องแสดง ใต้เชือกคาดสะเอว แล้วเย็บตรึงหน้า
นางบริเวณเหนือเข่าของนักแสดง การเย็บตรึงบริเวณน้ีควรต้องเย็บหลวม ๆ เพ่ือให้จีบหน้านาง
เคล่อื นไหวยืดหย่นุ ขณะนักแสดงก้าวขาได้ดีข้นึ
1.12 คาดเขม็ ขดั ทับเชอื กคาดสะเอว เยบ็ ตรึงสะอ้ิงโยงจากด้านหน้าบรเิ วณใต้หน้าอก
และดา้ นหลงั ใต้ผา้ ห่มนาง ดว้ ยการเย็บตรงึ ไวก้ บั เสอื้ ในนาง
1.13 ใส่กาไลแผง ปะวะหล่า แหวนรอบ ข้อเท้า ใส่มงกุฎ ทัดดอกไม้ทัดและอุบะ ให้
เรยี บร้อยสวยงาม
163
ภาพท่ี 77 การแต่งกายยืนเครื่องตัวนางหนา้ -หลงั แบบหม่ สไบสองชาย
ทมี่ า : ธรี วฒั น์ ช่างสาน, (2562).
2. การแตง่ กายนางแบบห่มสไบสองชาย
การแตง่ กายนางแบบหม่ สไบสองชาย หมายถึง ตัวนางที่ใช้ผ้าสไบผนื เดยี ว พนั รอบรา่ งกาย
แล้วทง้ิ ชายผา้ ท้ังสองด้านใหห้ ้อยไปด้านหลังทั้งสองข้าง มีข้นั ตอนการแตง่ กาย ดงั นี้
2.1 ขั้นเตรียมจีบชายพก ปฏิบตั ิเชน่ เดยี วกบั การแตง่ แบบหม่ คลมุ ดงั ที่ไดอ้ ธิบายแลว้
2.2 นกั แสดงสวมเสือ้ ในนาง เย็บชายเส้อื ใหแ้ นบกับลาตัว โดยการปักฝเี ข็มให้ปลายฝีเข็ม
ลงดา้ นลา่ งถงึ ระดบั สะเอวของนกั แสดง บรเิ วณคอเสื้อ ควรพับเกบ็ ซ่อนไว้ดา้ นในใหม้ ีลักษณะเหมือน
เส้อื คอวี เย็บตรึงให้เรียบรอ้ ย
2.3 นาผ้าสไบมาพันรอบตัวนักแสดง โดยพันชายผ้าด้านซ้ายขึ้นพาดบนไหล่ขวาผู้แสดง
เย็บตรึงชายผ้าสไบให้ติดกับเส้ือในนางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บริเวณท่ีชายผ้าสไบห้อยลงมาทับ
ซ้อนกนั ใหเ้ รยี บรอ้ ย
2.4 พาดสไบอีกข้างทับซ้อน เย็บตรึงชายผ้าสไบท่ีทับซ้อนกันบริเวณลาคอ ให้แนบกับ
เสอ้ื ในนาง
164
2.5 ใส่นวมนาง เย็บตรึงไว้ให้แน่นกับผ้าสไบ โดยการให้ส่วนท่ีแยกจากกันของนวมนาง
อยดู่ า้ นหน้าของนักแสดง
2.6 ขั้นตอนการนุ่งผ้า โดยการจับผ้ายกท่ีจีบชายพกไว้แล้ววางทาบไว้ระดับสะเอวให้คอ
ผ้าชายพกบิดให้จีบส่วนบนของหน้านาง ห้อยมาด้านหน้า ชายผ้าส่วนล่างของชายพก (บริเวณกลาง
ผืน) ท่ีเหลือพันไปรอบตัวนักแสดงให้ขอบผ้าทับกันด้านหลัง ผ้าส่วนหน้าที่เหลือพันรอบตัวนักแสดง
ให้ชายพกมาอยู่ดา้ นหน้า
2.7 ช่างเคร่ืองพบั ตลบชายผ้าสว่ นท่ีเหลือเป็นจีบหนา้ นางจีบแรกควรพับทับซ้อนสองครั้ง
เพ่ือไม่ให้ชายผ้าหลุดขณะที่แสดง ควรจีบหน้านางจนหมดชายผ้าถึงสะเอว นักแสดงจับชายผ้า
ส่วนบนไว้ให้แน่น ช่างเคร่ืองรีดผ้าจีบหน้านางจัดระเบียบของจีบอีกครั้ง จากนั้นจับชายผ้าหน้านาง
ด้านล่าง สอดไว้ระหว่างขาของนักแสดงให้นักแสดงใช้ขาทั้งสองข้างหนีบชายหน้านางไว้ให้มั่น ช่าง
เครือ่ งรดี จบี หนา้ นางดา้ นบนพับชายผ้าสว่ นท่เี หลอื สอดหนา้ นางไวด้ า้ นในระดบั สะเอวนกั แสดง
2.8 จดั จีบหน้านางสว่ นบนให้เปน็ ระเบยี บทุกจบี ชายผา้ ทเ่ี หลอื ส่วนบนพับสอดเก็บไว้ด้าน
ในให้นักแสดงจับชายผ้าให้ม่ัน จากนั้นช่างเครื่องควรจัดระเบียบของจีบหน้านางทับซ้อนกันสวยงาม
ทงั้ ดา้ นบน และด้านล่าง
2.9 ใชเ้ ชอื กคาดสะเอว ผูกเพอื่ ความกระชบั แนน่ ของผา้ นุง่ โดยการพันเชอื กจากดา้ นหลัง
มาผูกไขว้กันด้านหน้า แล้วเอาชายผา้ มาผูกเง่ือนกระตุกไว้ดา้ นหลังเกบ็ ปมเชอื กให้เรยี บรอ้ ย เพ่ือความ
เปน็ ระเบียบควรดงึ ชายผา้ มาปดิ เชือกคาดสะเอว
2.10 รีบจีบผ้าหน้านางให้เรียบร้อยอีกครั้ง ใช้เข็มเย็บตรึงหน้านาง ควรเย็บ 2 จุด คือ
บริเวณใต้เชือกคาดสะเอวจุดน้ีควรเย็บตรึงผ้าให้แน่น และเหนือเข่าของนักแสดงควรเย็บให้เชือก
หย่อนเพือ่ ความยืดหยุ่นของจีบผ้าหนา้ นางขณะท่แี สดง
2.11 สวมใส่เครื่องประดบั เขม็ ขัด จ้นี าง กาไลแผง กาไลตะขาบ ปะวะหลา่ จี้นาง
2.12 กรณีที่ต้องสวมเครื่องประดับศีรษะเป็นรัดเกล้ายอดหรือรัดเกล้าเปลว ที่ต้องใช้
ความประณีตในการสวมใสจ่ ะมขี ้นั ตอนคือจัดระเบียบของเส้นผมให้เรยี บร้อยจากนัน้ หวผี มแสกกลาง
2.12 เมื่อแสกผมและหวเี รียบรอ้ ยแลว้ ปลายผมดา้ นหลงั รวบผมใหต้ ึง มัดผกู ด้วยสายยาง
ให้เรียบร้อย
2.13 ติดจอนหูทงั้ สองข้าง ใหน้ ักแสดงใช้มอื กดจอนหใู ห้แนบกับหู ผกู เชือกโยงของจอนหู
ด้านซา้ ยและด้านขวา ไวร้ ะดับกลางกระหมอ่ มของนักแสดง ส่วนเชือกโยงส่วนหลังของจอนหูดึงให้ตึง
ท้ังดา้ นซา้ ยและด้านขวา เชอื กทั้งสองเส้นนามาผกู โยงไวก้ บั ปลายผมทีผ่ ูกไว้ด้านหลังให้กระชบั
2.14 ต้งั รดั เกล้ายอด (รดั เกล้าเปลว) โดยใชเ้ ชอื กทผี่ ูกบรเิ วณฐานรดั เกล้าผูกโยงกับจอนหู
ส่วนกลาง ปลายเชือกที่เหลือนามามัดไว้กับผมผมด้านหลัง (ขั้นตอนน้ีช่างเครื่องควรทาแน่นกระชับ
เพอื่ สรา้ งความมัน่ ใจแก่นกั แสดง และควรทาให้เหมือนกันทั้งสองข้าง
165
2.15 ใส่ช้องผมโดยการสอดปลายผมเข้าตรงกลางช้อง รูดชอ้ งให้แนบกับคอผมส่วนท่ีผูก
ไว้ ใชก้ ๊บิ ดาตรึงชอ้ งผมกบั เสน้ ผมของนักแสดงใหเ้ รียบร้อย
2.16 ติดดอกไม้ทัด ห้อยอุบะ ตรวจสอบความยาวของอุบะควรให้ดอกจาปาห้อยอยู่
ระดับเดียวกับปลายจมกู ของนกั แสดง
การแต่งกายละครพันทาง
การแต่งกายละครพันทางที่จะให้รายละเอียดน้ีเป็นการยกตัวอย่างลักษณะการแต่งกายตาม
เช้ือชาติของตัวละครท่ีมีปรากฏในละครพันทางศิลปะละครราแบบปรับปรุงข้ึนในช่วงต้นกรุง
รตั นโกสนิ ทร์ อาทิ ตวั ละครเชือ้ ชาติมอญ ตวั ละครเชื้อชาตพิ ม่า และตวั ละครเชื้อชาตลิ าว ดังนี้
1. ตวั ละครเชื้อชาติมอญ
ภาพที่ 78 การแต่งกายหน้า-หลงั แบบตวั พระมอญ
ท่มี า : ธีรวฒั น์ ช่างสาน, (2562).
166
ภาพท่ี 79 การแต่งกายหนา้ -หลังแบบตัวนางมอญ
ทม่ี า : ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน, (2562).
การแต่งกายของชาวมอญ ชายชาวมอญ สวม เกลิด หมายถึงผ้านุ่ง ส่วนผ้าผืนยาวท่ีนุ่งเวลา
ออกงานสาคัญ เรียกว่าเกลิดฮะเหล่ิน แปลว่า ผ้านุ่งยาว (ลอยชาย) ส่วนเส้ือ เป็นเส้ือคอกลมผ่าอก
ตลอด แขนกระบอก มีกระดุมผ้าหรือเชือกผูกเข้ากัน สมัยก่อนนิยมโพกศีรษะ ต่อมาตัดส้ันแบบสมัย
นิยม ส่วนการแต่งกายของ หญิงมอญ สวม หน่ิน คล้ายผ้านุ่งของผู้ชาย แต่ลายของผู้หญิงละเอียด
สวยงามกวา่ และวธิ ีการนุ่งต่างกัน สวมเส้ือ ตัวในคอกลมแขนกุดตัวสั้นแค่เอว เล็กพอดีตัว สีสด สวม
ทบั ด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก เป็นผ้าลูกไม้เน้ือบาง สีอ่อน มองเห็นเส้ือตัวใน ถ้ายังสาวอยูแ่ ขนเส้ือ
จะยาวถึงข้อมือ หากมีครอบครัวแล้ว จะเป็นแขนสามส่วน หญิงมอญนิยมเกล้าผมมวย ค่อนต่าลงมา
ทางด้านหลัง โดยมีเครื่องประดับ 2 ช้ิน บังคับไม่ให้ผมมวยหลุด คือ โลหะรูปตัวยูคว่าแคบๆ และ
โลหะรูปปีกกา ตามแนวนอน ภาษามอญเรียกว่า อะน่ดโซ่ก และ ฮะเหล่ียงโซ่ก จากน้ันประดับด้วย
“แหมะเกวีย่ ปาวซ่ก“ รอบมวยผม (njoy, (2559).
ลักษณะการแต่งกายของมอญตามท่ีกล่าวนี้เป็นผลการศึกษาลักษณะโดยทั่วไปของผู้คนชาว
มอญ อย่างไรก็ตามเมื่อพัฒนาเป็นเคร่ืองแต่งกายของนักแสดงท่ีรับหน้าที่เป็นชาวมอญ ลักษณะการ
แตง่ กายแบบมอญ โดยเฉพาะการแตง่ กายของตัวเอก ท้งั ตัวพระ และตวั นางสามารถสรุปเป็นภาพรวม
และมขี นั้ ตอนการแตง่ กายอยา่ งสวยงาม ตวั พระ และตวั นาง ดังน้ี
167
1.1 ข้ันตอนการแตง่ กายตัวพระมอญ มขี ้นั ตอนการแตง่ กาย ดังนี้
1.1.1 นักแสดงสวมสนับเพลา และเพ่ือให้มีสะโพกท่ีผายสวยงาม ควรนุ่งผ้าพอกเสริม
สะโพก โดยการนาผ้ายาวมานุ่งทับสนับเพลา ชายผ้าทั้งสองข้างพับสอดไว้ระดับสะเอว ให้กองไว้ที่
สะโพกทั้งสองขา้ งพองาม
1.1.2 นาผา้ ยกใหน้ กั แสดงน่งุ ใหช้ ายทั้งสองเสมอกนั นักแสดงจับชายผ้าที่สะเอวใหแ้ น่น
1.1.3 ช่างเคร่ืองจีบตลบชายผ้าด้านล่าง เย็บกลึงไว้ระดับก้นนักแสดง จานวน 2 จีบ
ความลกึ ของจบึ ประมาณฝา่ มอื ลึก
1.1.4 จับจบี ระดบั สะโพก โดยควบคมุ รอยจบี ฟา้ ที่กน้ นักแสดง กับชายผ้าด้านหนา้ จบี ท้ัง
สองจีบ จะต้องถ่องห้อยอย่างสวยงาม และควรจับเจีบท้ัง 2 ข้างของสะโพกให้เหมือนกัน โดยให้ชาย
ผ้าด้านลา่ งอยูร่ ะดับขอบปลายขาสนบั เพลาส่วนบน
1.1.5 นักแสดงจับจีบ 2 จีบระดับสะโพกให้ม่ัน ช่างเคร่ืองดึงชายผ้ายกส่วนหน้า จับชาย
ผา้ เป็นลกั ษณะจีบหนา้ นาง เพื่อรวบชายผ้าใหห้ มด
1.1.6 ช่างเคร่ือง นาชายผ้าหน้านางท่ีจับจีบเรียบร้อยสวยงาม สอดไปด้านหลังของ
นักแสดง ในข้ันตอนน้ีควรให้นักแสดงยืนย่อเข่าลงเหลี่ยม ช่างเคร่ืองจับจีบชายผ้าให้เรียบกับก้น
นกั แสดง จบี จดั เรียงอย่างสวยงาม
1.1.7 ช่างเคร่ือง นาเชือกคาดสะเอวผูกผ้ายาวให้มั่นกับสนับเพลา โดยต้องระวัง 2 จีบ
ขา้ งสะโพกตอ้ งติดแนน่ กับเชอื กคาดสะเอว
1.1.8 ช่างเครื่อง ฉีกหางกระเบนออกเป็น 2 ซีก คลี่หางกระเบนให้บานออกด้านข้างทั้ง
สองข้างให้เหมือนกัน ช่างเคร่ืองใช้เชือกคาดสะเอวผูกทับหางกระเบนให้แนบกับผ้ายาวด้านหลังกัน
ไมใ่ ห้หางกระเบนเลือ่ นหลุด
1.1.9 ช่างเคร่ือง นาขอบสนับเพลาส่วนบนพับทับเชือกคาดสะเอว เส้นที่ผูกทับหาง
กระเบนเพื่อความสวยงามอีกครง้ั จะทาใหข้ อบของสนบั เพลาจดั เก็บได้อย่างเรียบรอ้ ยสวยงาม
1.1.10 เพ่ือความแน่นหนาและมั่นคงของการแต่งกาย กระชับรูปร่างขของนักแสดง ช่าง
เครอื่ งควรใช้เชือกคาดสะเอวทับของสนบั เพลาและมัดปลายเชือกไหแ้ นน่ หนาอีกคร้ัง
1.1.11 นกั แสดงสวมเส้อื จดั ระบบของเสอื้ ให้เขา้ กระชับรปู รา่ ง
1.1.12 ช่างเครื่องจัดระบบเสื้อด้านหลัง กระแทกชายเสื้อให้เข้ารูปกับสะเอวนักแสดง
ใหน้ กั แสดงจับไวใ้ หม้ ั่น ชา่ งเครอ่ื งนาผ้าคาดสะเอวมาผูกลกั ษณะเปน็ โบว์ ห้อยชายผา้ ไปด้านล่าง อย่าง
สวยงาม
1.1.13 ช่างเครือ่ งจดั รปู แบบของโบว์ผกู สะเอวนกั แสดงใหส้ วยงาม จากน้นั นาเข็มขดั คาด
ทับผ้าผูกเอว โดยให้หัวเขม็ ขดั ทบั โบว์ ให้แน่น
168
1.1.14 นักแสดงสวมใส่สังวาล สวมเสอ้ื กก๊ั ใสก่ รองคอทับสงั วาล ให้เรียบรอ้ ย ศีรษะคาด
ผา้ โดยการผกู เป็นโบว์ไว้ด้านหลงั ห้อยชายผา้ ไปดา้ นหลงั
1.2 ขัน้ ตอนการแตง่ กายตัวนางมอญ มีขน้ั ตอนการแตง่ กาย ดงั น้ี
1.2.1 นักแสดงสวมเสอ้ื นุ่งผ้าถุงปา้ ยมีเชิง ตกแตง่ ด้วยเส้นแถบบรเิ วณตวั ผ้าถงุ จากน้ัน
หม่ สไบเฉวยี งบ่า โดยการพาดชายสไบ ผา่ นไหล่ขวามาด้านหนา้ ความยาวของชายผ้าสไบ ห้อยชาย
ระดบั ชายเส้ือ ผา้ สไบส่วนทเี่ หลือด้านหลังพาดอฃอดไหล่ซ้าย จากน้นั วนชายขน้ึ พาดผ่านไหล่ซา้ ย
หอ้ ยชายไปดา้ นหลงั ผ้าสไบสว่ นหนา้ ระดับสะเอวซ้าย พบั ทับซ้อนไวร้ ะดับสะเอว
1.2.2 ช่างเครื่องเย็บตรึงสไบส่วนท่ีพับทับซ้อนระดับสะเอวซ้ายของนักแสดง ให้กระชับ
กับตวั เส้อื จากน้ัน ใช้เขม็ ขัดคาดสะเอวโดยคาดทบั ชายสไบท้ังทางซ้ายและขวาให้อยู่ใตเ้ ขม็ ขดั ยกเว้น
ชายท่หี อ้ ยดา้ นหลังทปี่ ล่อยทิง้ ไว้ดา้ นหลงั
1.2.3 นักแสดงสวมใสเ่ ครื่องประดับ สรอ้ ยคอ ต่างหู กาไลขอ้ มือ ใช้สร้อยสังวาล พับครึ่ง
ให้ตกห้อยสวยงามเย็บตรึงบนไหล่ท้ังสองข้างของนักแสดง ส่วนศีรษะเกล้าผมสูง ต้ังเก้ียวซีกล้อมผม
ทดั ดอกไม้บิดเหนือหูขวาของนักแสดง
2. ตวั ละครเชอื้ ชาติพม่า
ภาพท่ี 80 การแต่งกายหนา้ -หลงั แบบตวั พระพมา่
ท่มี า : ธรี วัฒน์ ชา่ งสาน, (2562).
169
ภาพท่ี 81 การแต่งกายหน้า-หลังแบบตวั นางพม่า
ที่มา : ธรี วฒั น์ ช่างสาน, (2562).
พม่า หรือ เมียนมาร์ (Myanmar) เป็นชาติที่ไทยเรารู้จักกันมานาน การแต่งกาย ชาวเมียน
มาร์ ทั้งหญิงและชายนิยมนุ่งโสร่ง ท่ีเรียกว่า“ลองยี”(Longeje) มีท้ังผ้าฝ้ายและไหมที่มีสีสด ของ
ผู้หญิงจะมีลายเชิงด้านล่างและมีลวดลายเล็ก ๆ กระจายทั่ว ผืนผ้า ลวดลายของแต่ละท้องถ่ินจะ
ต่างกัน ผ้าท่ีทอมาจากเมืองอมรปุระเป็นลวดลายดอกไม้ เครือไม้ หรือเป็นดอกเป็นลายตามขวาง ไม่
นิยมใช้เข็มขัด สวมเสื้อตัวสั้น คอกลม ผ่าอกติดกระดุม 5 เม็ด แขนกระบอกยาวจรดข้อมือ บางครั้ง
เป็นแขนส้ัน เลยไหล่ลงมาเล็กน้อย ผ้าตัดเส้ือนิยมใช้ ผ้าเนื้อบาง สีสด เช่น ผ้ามัสลิน ผ้าป่าน หรือผ้า
ไนลอน สวมรองเท้าคีบรองเท้าแตะ ทั้งหญิง ชาย แต่ของหญิงจะเป็นสี มีลวดลายเป็นดอกดวง ปัก
ด้วยลูกปัด หรือด้ิน เงนิ ด้ิน ทอง สะพายย่าม ซึ่งเป็นผ้าไหมสีสวยสดทอมาจากรัฐฉาน ผม โดยท่ัวไป
ไว้ผมยาวเกล้าสูง บางทีก็ปล่อยชายห้อยลงมาไว้ทางซ้ายบ้างขวาบ้าง มีดอกไม้แซมผม เครื่องประดับ
นิยมหิน และพลอยทมี่ ีค่าเช่น ทับทิม นิล และหยก
ชาย เคร่ืองแตง่ กาย นงุ่ โสรง่ เช่นเดียวกับหญิงแต่สีไม่ฉูดฉาด เป็นลายตาราง โตบ้าง เล็กบ้าง
หรือเป็นลายทางยาวบ้าง โดยทั่วไปใส่เส้ือขาว เมื่อมีพิธีจะสวมเส้ือคล้ายเส้ือจีนแขนยาว ถึงข้อมือ
แบบหน่ึง เรียกว่า “กุยต๋ัง” เป็นเสื้อชายสั้น ๆ ติดดุมถักแบบจีนป้ายมาข้าง ๆ อีกแบบเรียกว่า
170
“กุยเฮง” ตัวยาวถึงสะโพก และติดกระดุมต้ังแต่คอตรงมาจดชายเส้ือใช้สีสุภาพ เช่น ขาวดา หรือ
นวล ถา้ อากาศหนาวจะสวมเสื้อกกั ทอสกั หลาดทับอกี ช้ิน หน่งึ จะสวมรองเท้าหุ้มส้นเมื่อมีพิธี ตัดผม
ส้ัน ไม่นิยมสวมหมวก หรือโพกศีรษะตามประเพณีเดิม เม่ือมีพิธีจะมีผ้าหรือ แพรโพกศีรษะทาเป็น
กระจุกปล่อยชายทิง้ ไว้ทางด้านขวา นิยมใชส้ ีชมพู (Preecha Treesuwan, 2015).
2.1 ขั้นตอนการแตง่ กายตวั ละครตัวพระเชือ้ สายพมา่ มขี ้ันตอนการแตง่ กาย ดังน้ี
2.1.1 ขั้นเตรียมจีบชายพก คล่ีผ้ายกโดยให้ดอกของเน้ือผ้ายกไว้ด้านล่าง จับมุมใดมุม
หนึ่งของชายผ้าแล้วจับจีบหน้านาง ความยาวประมาณครึ่งตัวผ้า เริ่มพับตลบชายผ้าไว้ด้านในก่อน
จากนนั้ จีบตลบหน้านางจนหมดหนา้ ผา้
2.1.2 .ใชม้ ือซา้ ยจับจบี หน้านางสว่ นปลายให้มั่น มอื ขวารวบชายผา้ ให้หมดจนถึงชายผ้า
จากน้ันใช้เชือกมัดคอผ้าให้แนน่ ส่วนปลายใช้หนังยางหรอื เชอื กมัดรวมไวใ้ หแ้ น่น ปอ้ งกันจบี ผา้ แตก
2.1.3 ชา่ งเคร่ืองคลี่ผ้ายาวออกเต็มผืนจากนั้น พับผ้าสว่ นบนตามแนวคอผ้าชายพก พับ
ผ้าเก็บพักรอสาหรับนามานุ่ง ในข้ันตอนต่อไป วิธีการพับโดยการพับผ้าทั้งข้างซ้ายและข้างขวา ตลย
เขา้ ตรงกลาง ให้คอผ้าชขู นึ้ ดา้ นบน
2.1.4 นักแสดงนุ่งสนับเพลา และพอกผ้าพอก โดยการนาผ้ายาว (ผ้าโจงกระเบน) มา
พบั คร่ึงตามความยาว ส่วนท่พี ับ ใช้เชือกสอดไว้ จากนั้นนาผา้ ขาวที่คลอ้ งเชอื กแล้ว มาผูกไว้กับสะเอว
นักแสดง รดู ผ้าเปิสว่ นหน้าใหแ้ ยกออกจากกัน ผ้าท้งั สองขา้ งจะมากองไวท้ สี่ ะโพกทั้งสองข้าง
2.1.5 ช่างเครอ่ื งนาผา้ ยาวที่พับเตรียมไว้มาพันรอบสะเอวนักแสดง โดยการใหช้ ายพก
อยตู่ รงกลาง นักแสดงจบั คอผ้าไวใ้ หม้ ่นั ช่างเคร่ืองนาชายผ้าส่วนทเี่ หลอื พนั รอบสะเอวนักแสดง ชา่ ง
เครือ่ งให้ชายผ้าท่ีจีบหนา้ นางจบั ครง่ึ หนา้ ผ้า สอดทับชายผ้าชิ้นนอกให้แน่น
2.1.6 ช่างเครื่องให้นักแสดงจับคอผ้าชายพกให้มั่น ชายผ้าส่วนที่เหลือดึงออกไปให้ตึง
จากนนั้ พับลักษณะจบี หนา้ นาง แต่ความยาวของจีบประมาณ 12 นิว้ พับตลบจนหมดชายผา้
2.1.7 ช่างเคร่ืองพลกิ ผ้าจบี หน้านางโดยใหม้ ุมผา้ ลงดา้ นลา่ ง ลักษณะผ้าสามเหลย่ี น ช่าง
เครอื่ งใชเ้ ชือกคาดสะเอวผกู ผ้าให้แน่นกับสะเอวนักแสดง
2.1.8 ช่างเคร่ือง หมุนคอผ้าหน้านาง ให้ส่วนปลายห้อยลงด้านล่าง จากนั้นคล่ีจีบผ้า
ออกเป็นรูปใบพัด จัดกลับให้แยกห่างเท่าๆ กันอย่างสวยงาม ให้เชือกคาดสะเอว พันทับชายขอบผ้า
ยาวให้แน่น
2.1.9 เพ่ือความเป็นระเบียบและสวยงามของการนุ่งผ้าอย่างประณีต ชา่ งเคร่ืองควรนา
ผา้ ทมี ีสีใกลเ้ คียงกับตวั เส้อื มาพนั ทบั เชือกคาดสะเอวอีกคร้ัง เพ่อื ปิดผา้ สีขาวให้หมด
2.1.10 นักแสดงสวมเส้ือ ใส่สงั วาลพาดไหล่ ซา้ ยหอ้ ยลงทางขวา ใส่เครื่องประดับ กาไล
ข้อเท้า แลสวมหูกระต่าย เคร่ืองประดับศีรษะ โดยให้ส่วนที่เป็นโบว์ อยู่ด้านหลังศีรษะของนักแสดง
เยอื้ งมาทางขวา อยา่ งสวยงาม
171
2.1.11 ก่อนมีการแสดง ควรมีการตรวจสอบความเรียบร้อยของการแต่งกาย เช่น ชาย
ผ้าเสมอกันหรือไม่ ตัวเสื้อเข้ารูปของการเป็นนักแสดงตัวเอกหรือไม่ ซึ่งช่างเคร่ืองจาเป็นจะต้องใช้
ความประณีต ทงั้ ศาสตรแ์ ละศิลป์ ของบรรพชน
2.2 ขน้ั ตอนการแต่งกายตวั นางแบบพมา่ มขี ั้นตอนการแต่งกาย ดงั น้ี
2.2.1 นกั แสดงสวมเสอื้ ในนางหรือเสื้อเกาะอกใหก้ ระชับกบั ลาตวั นงุ่ ผา้ ถงุ ปา้ ยยาว
กรอมเท้า ตัวผา้ ถุงตกแตง่ ดว้ ยเสน้ แถบโดยมเี ชิงผา้ เปน็ ผา้ เน้ือโปร่ง
2.2.2 นักแสดงสวมเสอ้ื พมา่ เปิดหน้า เมื่อจดั เส้อื เข้ารูปร่างนักแสดงแล้ว ให้เย็บตรึงดว้ ย
ดา้ ย ให้ตวั เสอื้ กับเส้ือในนางหรอื เสือ้ เกาะอกให้กระชบั กับลาตวั นุ่งผา้ ถงุ ป้ายขา้ ง
2.2.3 สวมใส่เคร่ืองประดับ สร้อยคอ ต่างหู คาดเข็มขัด สร้อยสังวาล 2 เส้นพาดเฉียง
บ่าทบั ไขว้กนั
2.2.4 นาผ้าสไบคล้องคอ ให้ชายผ้าห้อยมาด้านหน้าท้ัง 2 ชาย กรณีที่นักแสดงผมยาว
ควรปล่อยปอยผมบริเวณข้างแง่ศีรษะขวาลงมาหรือหากผมยาวไม่พอก็ควรใช้ผมปลอม(มีขาย
โดยท่ัวไปตามท้องตลาด มาติดตกแตง่ ผมนกั แสดง และประดบั ด้วยดอกไมท้ ัดเพอ่ื ความสวยงาม
ตวั ละครเชื้อชาติลาว
ภาพที่ 82 การแต่งกายหน้า-หลังแบบตัวพระลาว
ท่มี า : ธีรวัฒน์ ช่างสาน, (2562).
172
ภาพท่ี 83 การแต่งกายหนา้ -หลังแบบตัวนางลาว
ทมี่ า : ธรี วฒั น์ ช่างสาน, (2562).
ลาวเป็นประเทศท่ีอยู่ชิดชายแดนไทยทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือทางจังหวัดหนองคาย
ข้ามแม่นา้ โขงไปอีกฟากหนงึ่ ก็จะถึงเมืองเวยี งจนั ทร์ นอกจากชนชาตลิ าวซ่งึ บางคร้งั เรียกวา่ ลัวะ หรอื
ละว้า ยังมีชนเผ่าต่าง ๆ อีก ได้แก่ กลุ่มชนเผ่าไท-ลาว คือพวกไทแดง ไทขาว ไทดา ย้อ ล้ือ กลุ่มม้ง-
เยา้ กลุม่ พม่า-ธิเบต รวมถึงมูเซอ ล่าฮู กลมุ่ มอญ-เขมร รวมถึงขมุ
การแต่งกาย ผู้หญิง นุ่ง Patoi (มลี ักษณะคลา้ ยผ้านุ่งของไทย) นิยมทาเป็นลายทาง ๆ เชิงผ้า
เป็น สแี ดงแก่ หรือน้าตาลเข้ม ถ้าผ้านุ่งเป็นไหม เชิงก็จะเป็นไหมด้วย มักจะทอทองและเงินแทรกเข้า
ไป ไว้ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้ ผูช้ าย นุ่ง Patoi เป็นการนงุ่ โจงกระเบน สวมเสอื้ ช้ิน นอก กระดุม
เจด็ เม็ด (nbr12961, 2551).
2.1 ขน้ั ตอนการแต่งกายตัวละครตัวพระเช้ือสายลาว มขี ้นั ตอนการแตง่ กาย ดงั นี้
2.1.1 นกั แสดงสวมเสอื้ สวมสนบั เพลา และเตรยี มนุ่งผ้าพอกไว้ใหเ้ รียบร้อย
2.1.2 ช่างเคร่ืองนาผา้ ยก มานงุ่ โดยการทบชายผ้ายกใหเ้ ท่ากนั ทัง้ สองดา้ น นกั แสดงจับ
ผ้ายกส่วนสะเอวใหแ้ น่น
2.1.3 ช่างเครื่องจับจีบสองจีบระดับก้นกบล่างของนักแสดง การจับจีบควรให้มีความ
หา่ งของระดบั จีบเทา่ กนั และไมค่ วรใหข้ ้ึนมาสูงกว่ากน้ กบ
173
2.1.4 ช่างเครื่องจับจีบสองจีบ ระดับสะโพกซ้าย ขวาของนักแสดง วิธีการจับจีบ
ด้านขวาของนกั แสดง ชา่ งเครื่องควรใช้มือซา้ ยจับประคองตามแนวจีบด้านหลัง และมือขวาควรจับผ้า
เขา้ ไปลกึ ๆ ปฏิบตั ิลักษณะเดียวกนั ทัง้ สองด้าน ให้จบี เท่ากัน และชายผ้ายกส่วนล่างข้ึนไปอยู่ในระดับ
เดยี วกันดว้ ย
2.1.5 ช่างเคร่ืองจับชายผ้าส่วนท่ีเหลือของผ้ายกโดยวิธีคล้ายกับการจับจีบหน้านาง
โดยใช้มือทั้งสองข้าง ประคองชายผ้า และจับจีบทบซ้อนจนหมดชายผ้า ให้ขนาดของจีบเท่า ๆ กัน
ความกวา้ งของจีบประมาณ 3 นวิ้
2.1.6 ช่างเครื่องจับชายผ้าท่ีจีบแล้ว สอดลอดใต้ขานักแสดงไปด้านหลัง (ลักษณะ
เหมือนการสอดหางกระเบน) นักแสดงจับปมผ้าสว่ นหนา้ ใหม้ ั่น
2.1.7 ช่างเคร่ืองรีบจีบชายผ้าหน้านางให้เข้าที่ ให้เป็นระเบียบ สวยงาม โดยให้ปีกผ้า
แผ่ออกมาทงั้ ทางซา้ ยและทางขวา ให้เหมือนกันจะเพ่ิมความสวยงามของการน่งุ ผ้ามากยง่ิ ขึ้น
2.1.8 ชา่ งนาเชอื กคาดสะเอว มาผูกเพ่ือไม่ให้หางสว่ นหลัง และปมผ้าสว่ นหน้าหลดุ ใน
ขึ้นตอนน้ีควรผูกปมผ้าให้แน่น และต้องสังเกต ส่วนของจีบผ้าด้านหน้าทั้งสองข้าง จะต้องมีเชือกคาด
สะเอวทบั แบบไม่หลดุ รวมทง้ั หางด้านหลงั ดว้ ย
2.1.8 ช่างเครื่องฉีกหางด้านหลังให้แยกออกจากกัน เพ่ือให้มีลักษณะเป็นหางปรก
จากน้นั ใช้เชอื กคาดสะเอวพนั ทบั ขอบผา้ ใหเ้ ป็นระเบียบอีกครง้ั
2.1.9 ผูกผ้าคาดสะเอวทาลักษณะโบว์ซีกเดียวผูกเย้ืองไว้ระดับสะเอวทางซ้าย ให้ชาย
ผ้าห้อยลงด้านล่าง คาดเข็มขัดทับโบว์ให้สวยงาม สวมสังวาล และโพกศีรษะให้โบว์อยู่ด้านหลังกกหู
ซ้ายของนักแสดง
2.2 ขน้ั ตอนการแตง่ กายตวั นางแบบลาว มขี ั้นตอนการแต่งกาย ดังน้ี
2.2.1 นักแสดงสวมเส้ือในนางหรอื เส้ือเกาะอกให้กระชบั กับลาตัว นุ่งผ้าถงุ ป้ายยาว
กรอมเทา้ สวมเส้ือผ่าหนา้ คลุมสะโพก
2.2.2 นักแสดงห่มผ้าสไบ ให้ชายด้านหน้าอยู่ระดับสะเอวด้านซาย ผ้าที่เหลือห้อย
ผ่านไหล่ไปด้านหลัง แล้วสอดผ่านมาพันทับฉียงห้อยชายไปด้านหลัง ใช้เข็มซ่อนปลายหรือเข็มด้าย
เย็บตรึง ส่วนทีผ่ ้าทับซ้อนให้มั่นกนั เลื่อนหลุด จากน้ันส่วนใส่เคร่ืองประดับสร้อยคอ ต่างหู คาดเข็มขัด
ทบั ตวั เสอ้ื ศีรษะประดับด้วยศิราภรณเ์ กี้ยวซกี ทดั ดอกไม้ทัด
การแก้ไขการแต่งกายละครไทย
การแก้ไขการแต่งกายละครไทย น้ันเปน็ การเสริมเติมแตง่ เพ่ือความสมบูรณ์สวยงามของการ
แตง่ กาย บางครง้ั เพื่อช่วยแก้ปญั หาเรอ่ื งแต่งกายได้เปน็ อย่างดี ดงั ข้อสังเกตกล่าวคือ
174
ภาพที่ 84 การแต่งกายแบบสวยงามของการยนื เครื่องพระ นาง
ทม่ี า : กรมศิลปากร, (2542 : 222).
1. การสวมชฎา การใสช่ ฎาและมงกฎุ กระบงั หนา้ ควรตรวจสอบกรอบพักตร์ของนักแสดง
กับกรอบพักตร์ของชฏาหรือมงกุฎ ควรให้เข้าส่วนโค้งของกรอบหน้านักแสดง การใส่ชฎาและมงกุฎ
จะต้องเก็บไรเส้นผมไว้ให้เรียบร้อย ไม่ควรทาให้จอนผม หรือเส้นผมตนเองห้อยหล่นเต็มใบหน้าของผู้
แสดง นอกจากนี้ควรตรวจสอบอุบะรักร้อย ดอกไม้ทัดควรทัดบริเวณหูของนักแสดง ขณะเดียวกัน
อบุ ะรกั ร้อย จะตอ้ งใหด้ อกจาปี ห้อยระหว่างแก้มกับปลายจมูกเท่านัน้
การสวมเทริดของโนรามีความแตกต่างจากการสวมชฎา และมงกุฎ กล่าวคือเทริดโนราที่
นักแสดงสวมใส่ จะต้องให้กรอบพักตรล์ งมาคลมุ หนา้ ผากของนกั แสดง ซึ่งจะมีความแตกต่างกบั มงกุฎ
และชฎาที่กรอบพกั ตร์จะต้องวางบนกรอบไรผมของนักแสดง
175
ภาพที่ 85 การสวมเทรดิ ของโนราในภาคใต้
ท่มี า : ธรี วฒั น์ ช่างสาน, (2562).
2. การติดอินทรธนู ต้องต้ังอยู่ บนหัวไหล่ของนักแสดง ขณะเย็บควรให้ส่วนโค้งลาดไปกับ
ไหล่นักแสดงเล็กนอ้ ย โดยให้มุมบนของอนิ ทรธนตู รงกบั เสน้ ไหล่ของรอยเย็บบนตวั ฉลองพระองค์ ควร
เย็บด้านบนฐานไหล่ให้แน่น ส่วนฐานล่างของไหล่ควรใช้วธิ ีการเย็บโยงจากหน้าไปผูกไว้ด้านหลัง สอด
เชือกให้อยู่ใต้รักแร้ ข้อสังเกตของการเย็บอินทรธนู ควรทดลองให้นักแสดงต้ังวงบนดูต้องไม่ให้ส่วน
ของพู่บนปลายโค้งของอินทรธนูบังหน้า หรือติดกับหูเพราะจะทาให้ไม่สวยงาม นอกจากน้ีการติด
อินทรธนูจะต้องให้มีสดั สว่ นบนไหล่เทา่ กันทงั้ สองขา้ ง
3. การใส่กรองคอ กรองคอที่ออกแบบไว้ลงตัวจะใส่แล้วรับกับรูปคอ กรองคอท่ีออกแบบ
เล็ก เกินไปจะ บีบคอและเมื่อเย็บจะปีนคอ ส่วนกรองคอที่ใหญ่ไปเมื่อใส่จะต้องดึงเข้ามาซ้อนกันให้
เล็กเข้าตามรูปคอ กรองคอสมัยใหม่จะนิยม ติดกระดุมกด เม็ดใหญ่ไว้ แต่ถ้าผู้แสดงมีรูปร่างไม่รับกับ
กรองคอ เช่นเล็กไปก็ จะตอ้ งใช้การเย็บกรองคอเขา้ มา หรอื ผู้แสดงคอใหญ่ไปกรองคอไม่รอบและห่าง
ออกจากกันไม่สวยงาม การใช้กระดุมกด จึงไม่สามารถช่วยได้มากนัก และอีกประการหน่ึงในการ
แสดงที่เคลื่อนไหวร่างกาย กระดุมกดอาจไม่แน่น กรองคอมักหลุดอยู่เสมอ การเย็บจึงเป็นวิธีป้องกัน
นอกจากการเย็บกรองคอให้ เข้าหากันแล้ว การป้องกันการหลุดของกรองคอ ช่างแต่งกาย จะเย็บ
กรองคอติดลงไปกับตัวเส้ือด้วยเพื่อ ป้องกันการเล่ือนหลุด และกันการเล่ือนไหลของกรองคอขณะ
แสดง
4. การเย็บเส้ือหรือฉลองพระองค์ ควรตรวจสอบดูลายให้เสมอกันท้ังทางซ้ายและทางขวา
ควรเริ่มเย็บใต้ฐานหน้าอก โดยการปักฝีเข็มให้ปลายเข็มลงด้านล่าง และเย็บตักชายเสื้อให้เท่ากันทั้ง
176
ทางซ้ายและทางขวาเก็บส่วนเอวให้มากเพื่อจะให้หุ่นเรียวมีเอวมีองค์ ฝีเข็มควรเป็นเส้นตรงกับลาตัว
เฉพาะอย่างย่ิงขณะปักฝีเข็มให้หลีกเล่ียงการเย็บบนลายของตัวเสื้อเพราะจะทาให้ด้ินที่ปักบนตัวเสื้อ
ชารุดง่ายขณะท่ีตัดด้ายหลังการแสดงเสร็จ นอกจากนี้การเย็บแขนเส้ือในกรณีเสื้อแขนยาว ต้องระวัง
ไม่ใหแ้ นน่ เกนิ ไปจนผรู้ า งอแขนไม่ได้ นอกจากนีค้ วรตรวจสอบลายเสอ้ื ให้เรียบร้อย
5. การเย็บรัดสะโพก รัดสะโพกคือส่วนปิดข้อบกพร่องของเคร่ืองแต่งกายระหว่างเสื้อและ
สนับเพลา ดังนั้นการควรมีความประณีตในเร่ืองการเก็บชายเสื้อ ซ่ึงควรเย็บให้ลึกลงด้านล่าง ใน
ขณะเดียวกันก็ควรพับซ้อนสนบั เพลาให้กระชับกบั ชายเสื้อ แล้วนาเอารดั สะโพกมาทาบให้ชายท้ังสอง
อยู่ด้านหน้า สว่ นโค้งด้านล่างของชายรัดสะโพกจะต้องอย่บู นตรงต้นขาของนักแสดง ส่วนชายด้านบน
จะต้องเย็บให้ติดกับตวั เส้อื และเกบ็ ชายใหแ้ น่นเรียบโค้งลงดา้ นลา่ งผกู เกบ็ ดา้ ยให้เรียบร้อย
6. การนุ่งผ้ายก ส่ิงท่ีจะทาให้ผ้ายกสวยงามเราจะดูจากจีบ 3 จีบข้างสะโพกท่ีต้องย้อยรับ
สะโพกให้ลดหลั่นอย่างสวยงาม และต้องเหมือนกันทั้งสองข้าง นอกจากนี้ต้องตรวจสอบหางหงส์ของ
นักแสดง ส่วนข้างหลัง ห้ามมิให้จีบแตกไม่เรียงกันจึงควรเย็บตรึงจีบกับรัดสะโพกไว้ให้แน่น และควร
ตรวจดูฝีเข็มการเย็บตรึงของหางหงส์ห้ามมิให้อยู่ต่าจนจุกเข้าใสก้นผู้แสดง จะทาให้ดูไม่สวยงาม
ขณะเดียวกนั กอ็ ยา่ ดึงใหเ้ ลิกขึน้ ด้านบน จะทาให้หางหงส์แตกไมส่ วยงามอกี เหมือนกัน
7. การใส่ห้อยหน้า ควรตรวจสอบกับผ้าห้อยให้เรยี บร้อย น่ันคือ ผ้าหอ้ ยข้างทั้งสองตอ้ งเสมอ
กันและจะต้องสั้นกว่าห้อยหน้า โดยให้ห้อยหน้าอยู่ตรงกลางและยาวกว่าห้อยผ้าห้อยประมาณ 1 น้ิว
และพึงระวังไม้ให้ผ้าห้อยแยกออกจากกันแม้เอาห้อยหน้าทาบปิดแล้ว จึงควรใช้ความประณีต
ตรวจสอบให้เรียบรอ้ ย
8. การใส่สนับเพลา ท่ีถูกต้องสวยงามนั้น ชายสนับเพลาที่โค้งงอนขึ้นด้านบนควรอยู่
ด้านหนา้ และคลุมเข่าของผู้แสดงเล็กน้อย ด้วยสนบั เพลาของเครื่องแต่งกายละครรามีขนาดใหญ่ดงั นั้น
ควรดึงร้ังขอบสนับเพลาด้านบนขั้นไปให้มากเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท่ีจะปิดทับรัดสะโพก อย่างไรก็ตาม
การดึงชายสนับเพลาจะตอ้ งใหเ้ สมอกนั ทั้งสองขา้ ง
9. การใส่ผ้าห่มนาง การใส่ผ้าห่มนางให้ได้รูปคือเมื่อแต่งจะตกคลุมไหล่ของผู้แสดงลงมา
เกอื บถึงขอ้ ศอก และความยาวทีท่ ง้ิ ชายไปด้านหลงั ประมาณคร่ึงน่องถงึ จะสวยงาม
นอกจากน้ีการแก้ไขการใส่ถนิมพมิ พาภรณ์ โดยใส่ทบั ทรวงตอ่ เขา้ กบั กรองคอ เข็มขัดรัดอยู่
ระดบั เอว ใหถ้ ่วงต่าเล็กน้อยแต่อยา่ มากจะดหู ย่อน สังวาลสัน้ ให้ตาบทศิ อยู่ระดับเดยี วกับเอว ไม่ห้อย
ย้อยลงมาอยู่หนา้ ขา
การเก็บรกั ษาเครอื่ งแต่งกายละครรา
การเก็บรักษาเคร่ืองแต่งกายละครรา เป็นส่ิงสาคัญมากสาหรับผู้ที่จะสร้างเคร่ืองแต่งกาย
เพราะเครื่องแต่งกายละครรามีราคาที่แพง เช่น ชุดเคร่ืองตัวพระปักดิ้นหนุนลาย ราคาปัจจุบันอยู่ที่
177
75,000-80,000 บาท แต่ถ้าเป็นเคร่ืองพระท่ีปักด้วยเล่ือมและลูกปัด ราคาก็อาจจะต่าลงตาม
คุณภาพของช้ินงาน ส่วนเคร่ืองแต่งกายนางน้ันถ้าเป็นปักด้วยด้ินหนุนลาย เครื่องประดับครบชุด
พร้อมออกนาแสดง ก็จะประมาณ 55000 – 60,000 บาท แลว้ แต่ความประณตี และคุณภาพของฝีมือ
การปัก อย่างไรก็ตามราคาที่อ้างน้ี มีราคาแพง ดังนั้นเพ่ือให้คุ้มค่ากับการใช้งานตามราคาท่ีต้องจ่าย
เราจึงต้องเขา้ ใจวิธกี ารเกบ็ รกั ษาและการทาความสะอาด ดังน้ี
1. ภายหลังจากที่แสดงเสร็จ จะต้องตัดเครื่องโดยการใช้ใบมดี เล็ก ๆ กรีดตัดด้ายใหข้ าดจาก
กัน ตามจุดทเ่ี ย็บตรึง ภายหลังจากตดั ดา้ ยจะตอ้ งเกบ็ เศษดา้ ยออกให้หมด
2. ทาให้เครื่องแต่งกายแห้งอย่างรวดเร็ว เส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายโดยเฉพาะชุดเคร่ืองต้องใช้
เวลาแต่งนานมาก และเมอ่ื แสดงเสร็จส้ิน ผู้แสดงจะคายความร้อนของร่างกายออกมาเป็นเหงื่อ ซง่ึ จะ
ทาปฏิกิริยากับชุดเส้ือผ้าเครื่องแต่งกาย เพราะเหงื่อมีรสเค็ม ซ่ึงถ้าหากท้ิงหมักหม มจะทาให้
เกิดปฏิกิริยาท้ังกับด้ินที่อาจจะหมดความวาวเมื่อโดนแสงไฟ และผ้าอาจจะเกิดเป็นจุดดา ๆ ทาให้ไม่
สวยงาม ของทม่ี ีราคามาก ๆ ก็จะดดู อ้ ยราคา ดงั นนั้ จงึ จะต้องดูแลหลังการใช้งาน คอื
2.1 การตากผ่ึงลม โดยการกลับชิ้นส่วนของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ให้ด้านในของตัวเสื้อ
หรือเคร่อื งแตง่ กายออกมาด้านนอก แล้วผ่งึ ไว้ใหโ้ ดนลม ถ้าหากการแสดงเสร็จสิ้นในตอนกลางคนื ไม่มี
แสงแดด ซึง่ จะชว่ ยไดใ้ นระดับหน่งึ
2.2 การตากแดด เป็นการรักษาเคร่ืองแต่งกาย โดยนาเอาเคร่ืองแต่งกายมาตากแดดจัด
เพ่ือให้เหง่ือและความชื้นระเหยออกไปเร็วที่สุด โดยกลับลายเคร่ืองแต่งกายเข้าด้านใน เอาด้านใน
ของเคร่อื งแต่งกายมาตากแดด แตผ่ ลเสียของการตากแดดมากๆ คือสขี องผา้ จะซีดเรว็ และเปราะบาง
3. การซักเครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายละครราเป็นการปักด้วยวัสดุที่เป็นโลหะ ดังนั้นจึงไม่
สามรถซักล้างได้บ่อยคร้ังเคร่ืองแต่งกายโขนละครแบบปัจจุบันท่ีปักด้วยด้ินสีเงินขนาดใหญ่ มีวิธีการ
ซัก ลา้ ง ดงั นี้
3.1 ซกั ล้างเครื่องแตง่ กายดว้ ยสารเคมี โพแทสเซยี มไซยาไนด์(Potassium cyanide) ซึ่ง
เป็นสารเคมีท่ีใชใ้ นอุตสาหกรรมโลหะ และงานเครอื่ งเงินเครอ่ื งทอง ลักษณะเป็นเกล็ดผงสีขาว นามา
ละลายน้าเจือจาง และนามาเทใส่เคร่อื งแตง่ กาย ล้างสดึงท่ีปัก หรือนาเครื่องแต่งกายโขนละคร ลงไป
แช่สักครู่ แล้วล้างออกด้วยน้าสะอาดหลายๆ คร้ังจึงนามาตากแดดให้แห้ง กรดไซยาไนด์จะกัดด้ิน
โลหะเป็นสีเงินทาความสะอาดคราบดาท่ีติดกับโลหะท่ีปัก แต่ข้อควรระวังคือ การผสมเข้มข้นจะกัดสี
เคลือบดน้ิ ลงไปจนถึงโลหะจริงคือ ทองแดง ทาให้ดน้ิ เปน็ สีทองแดงทันที และกดั กรอ่ นเนอ้ื ผ้าให้เปอ่ื ย
ง่าย และอีกประการหนึ่งโปรแทนเซียมไซยาไนด์เป็นสารพิษรุนแรงเม่ือละลายน้าจะเกิดกา๊ ซไซยาไนด์
สูดเข้าทางลมหายใจหรือเข้าสู่ ผิวหนังอาจทาให้เกิดอาการแพ้ ผู้ท่ีซักเคร่ืองแต่งกายวิธีการน้ีต้อง
ป้องกันโดยการสวมถุงมือ ผ้าปิดจมูก ให้ถูกต้อง และต้องทา ความสะอาดในที่โล่ง ไม่ควรสัมผัสกับ
สารเคมีโดยตรง
178
3.2 การซักโดยผงซักฟอก เป็นการซกั ปกติเหมือนกับการซักผ้าท่ัวไปเพื่อให้เคร่ือง แต่ง
กายสะอาดข้ึน แต่ต้องล้างให้สะอาดและตากแดดทันที แต่การซักด้วยน้าและผงซักฟอกจะทาให้ด้ิน
โลหะสีเงิน (แบบราคาถูก) หมองและดาเร็ว ไม่นยิ มนัก
3.2 การซักโดยใช้แชมพูเด็ก วิธีการน้ีเป็นการซกั ผ้าปักท่ีทาจากวัสดุคุณภาพดีแบบดิ้น
เลื่อมท่เี รยี กว่า ดิ้นแท้ผลิตจากฝรงั่ เศสเป็นการ ทาความสะอาดเน้ือผ้าและลวดลายโดยใชแ้ ชมพูเด็กท่ี
ไม่มีฤทธ์ิแรง ทาความสะอาด เมื่อซักล้างเสร็จ ต้องตากแดดทันทีให้แห้ง แต่ข้อจากัดของการ ซักล้าง
เครื่องแต่งกายจะไม่ทาบ่อยนัก สามารถซักได้เพียง 1-2 คร้ัง เพราะสารเคมี น้า และแสงแดด เป็นตัว
ทาลายท้ังวัสดุทป่ี ักและตัวผ้า
4. การจดั เก็บ ควรจดั เก็บเครื่องแต่งกายใหเ้ ปน็ ระบบ ดงั นี้
4.1 จัดระบบเป็นเครื่องๆ เช่น เครื่องพระราม เคร่ืองพระลักษมณ์ เคร่ืองนางสีดา
เครือ่ งพระ เครื่องนาง โดยแยกเป็นชุดๆ ให้เป็นระเบียบ โดยการมดั เก็บเป็นห่อใช้ผ้าดิบผกู มัดเป็นห่อ
ๆ ให้เป็นระเบียบ หมวดหมู่ เขียนชื่อไว้บนผ้าว่าเป็นชุดอะไร อย่างไรก็ตามการพับเก็บเป็นชุด ๆ นี้
จะต้องเก็บภายหลังจากตากเครอื่ งอย่างแห้งสนทิ แลว้ เทา่ น้นั
4.2 เก็บแบบแยกส่วนต่าง ๆ เช่น เส้ือ สนับเพลา ห้อยหน้า ห้อยข้าง ผ้าห่มนาง เส้ือใน
นาง โดยปกติแล้วควรแผ่กางเพราะหากพับเก็บท้ิงเวลาไว้นานๆ อาจทาให้เสื้อผ้าท่ีพับเก็บมีรอบพับ
จะทาให้สีเกิดความไม่สม่าเสมอเพราะเกิดจากรอยพับ นอกจากน้ีการเก็บลกั ษณะที่กล่าวนี้จาเป็นต้อง
ใชพ้ ื้นทม่ี าก และอาจทาให้เคร่ืองแต่งกาย อาจถูกเคล่ือนยา้ ยแยกช้ินส่วนได้ง่าย จงึ ต้องดูแลตรวจสอบ
เปน็ พเิ ศษ
4.3 เก็บโดยการแขวนเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่ทาจากผ้ากับไม่แขวน ท่ีมีความแข็งแรง
แขวนไว้ในตู้ก็เป็นความสะดวกสาหรับการเก็บรักษา และเห็นได้ง่าย ซ่ึงหากมีความประณีตมากข้ึน
สามารถใชถ้ ุงครอบกันฝุ่น กันแมลงเลก็ ๆ กัดทาลาย ไดด้ ี สว่ นเครือ่ งประดบั ท่ใี ช้ตกแต่งท่มี มี ากหลาย
ชน้ิ โดยทั่วไปจะใช้กลอ่ งเกบ็ ไว้เป็นชุด ๆ เพอื่ ใหง้ า่ ยตอ่ การเกบ็ รักษาและหยิบใชง้ าน
สรปุ
เคร่ืองแต่งกายละครรามีวิวัฒนาการมาต้ังแต่สมัยอยุธยาในเร่ิมต้นอาจจะยังไม่วิจิตรสวยงาม
เพราะยังไม่ปรากฏหลักฐานในลักษณะการแต่งกาย จนกรุงแตกเข้าสู่สมัยธนบุรี บ้านเมืองเผชิญกับ
ปัญหาความยากจนเพราะเพิ่งเสร็จสิ้นสงคราม จนมีละครผู้หญิงเจ้าพระยานครจึงได้ฝึกหัดละครขึ้น
อกี คร้ังแต่ยังไม่เห็นหลักฐานที่แน่ชัดในเรื่องเครื่องแต่งกายละคร สมัยรัตนโกสินทร์ มีวิวัฒนาของการ
พัฒนาเคร่ืองแต่งกายตั้งรัชกาลที่ 1-รัชกาลท่ี7 จนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยงามตามแบบกรม
ศิลปากรท่ีมีความสวยงามลงตัวที่ใช้ประกอบการแสดงได้จริงมีการนาเสนอเร่ือง มีองค์ประกอบของ
เคร่อื งแต่งกาย ประเภทของเครอ่ื งแต่งกายละครรา การแต่งกายโขนพระราชทานหรือโขนของมูลนิธิ
179
ส่งเสรมิ ศิลปาชีพซ่ึงเป็นงานสรา้ งสรรค์ท่ีอนุรักษ์พลิกฟื้นอาชีพการทอผ้าภูมิปญั ญาสรา้ งเศรษฐกิจและ
รายได้แก่ชุมชนในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ได้ให้รายละเอียกข้ันตอนการแต่งกายตัวพระ ตัวนาง ทั้งแบบ
ห่มคลุม ห่มสไบสองชาย เพ่ิมเติมการแต่งกายละครพันทางท่ีออกเช้ือชาติทั้งเช้ือชาติมอญ เชื้อชาติ
พม่า และเชอื้ ชาติลาว อีกทั้งให้รายละเอยี ดเพมิ่ เติมเร่ืองการแก้ไขการแต่งกายละครไทย และการเก็บ
รักษาเครอ่ื งแตง่ กาย ตามทไี่ ด้ให้รายละเอยี ดไปแล้วข้างตน้
180
คาถามทบทวน
คาชีแ้ จง จงตอบคาถามตอ่ ไปนีม้ าใหถ้ ูกตอ้ ง
*******************************************************************************************
1. นักศึกษาสรุปวิวัฒนาการของเครอื่ งแต่งกายละครรามาพอสังเขป
2. องค์ประกอบของเคร่ืองแตง่ กายละครราทน่ี ่าสนใจมอี ะไรบา้ ง จงยกตัวอย่างประกอบ
3. นกั ศกึ ษาสามารถนาขน้ั ตอนการแต่งกายตวั พระไปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวันไดห้ รือไม่ เพราะ
เหตุใด
4. การแตง่ กายแบบหม่ คลุม กับการแต่งกายแบบหม่ สองชายแตกตา่ งกนั อย่างไร จงใหเ้ หตุผล
ประกอบ
5. วิเคราะหค์ วามงามของเคร่อื งแตง่ กายแบบกรมศลิ ปากรและแบบโขนพระราชทานหรือโขนของ
มลู นธิ สิ ่งเสรมิ ศลิ ปาชีพ ตามความคิดของนักศึกษา พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ
181
บทที่ 4
การแตง่ กายเบ็ดเตลด็
การแต่งกายแบบเบ็ดเตล็ดในบทนี้ เป็นเนื้อหาส่งเสริมความรู้ของผู้ศึกษาให้เกิดประโยชน์
สูงสุดสาหรับนาไปใช้ได้ในชีวิตประจาวันของการประกอบอาชีพที่เก่ียวข้องกับการแสดงตามโอกาส
จึงนาเอาลักษณะการแต่งกายที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้ ในรูปแบบอ่ืน ๆ การแต่งกายเบ็ดเตล็ดที่
นาเสนอนี้ ประกอบด้วย การแต่งกายนางกินรี การแต่งกายราโนรา การแต่งกายระบาส่ีภาค การ
แตง่ หน้าทาผมประกอบการแสดง ดงั นี้
การแตง่ กายนางกนิ รี
การแต่งกายนางกินรมี ีข้ันตอนการแต่งกายโดยใช้หลักการแต่งกายแบบเดียวกับการแต่งกาย
ตัวนาง คือจะต้องเตรียมความพร้อมก่อน กล่าวคือ ผู้จะเป็นช่างเคร่ืองที่ดีจะต้องเตรียมเข็มด้าย(รัก
ร้อย) กรรไกรหรือใบมีด เชือกคาดเอว และตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องแต่งกายที่จาเป็นต้องใช้ในการ
แต่งนางกนิ รใี หเ้ รยี บรอ้ ย แล้วจึงเริ่มแตง่ กาย ดังน้ี
ภาพท่ี 86 การแต่งกายนางกินรีหน้า-หลัง
ท่ีมา : ธีรวฒั น์ ช่างสาน, (2562).
182
1. ขนั้ เตรยี มจบี ชายพกของผ้า มขี ้ันตอนการปฏบิ ัติคอื
1.1 นาผ้ายกมาคลี่โดยให้ส่วนของเนอ้ื ผ้าดา้ นนอกอยู่ด้านล่าง จับมุมใดมุมหน่ึงของชายผ้า
แล้วจับจีบหน้านางความยาวประมาณ 1 ศอก การจับจีบหน้านางโดยเร่ิมที่พับตลบชายผ้าไว้ด้านใน
ก่อน จากนนั้ จีบตลบไปมาประมาณหมดหนา้ ผา้ ตลบชายผา้ ส่วนทีเ่ หลือตรงคอผ้าเขา้ หาชายผ้าจนหมด
ใช้เชือกมัดคอผ้าให้แน่น (ข้ันตอนนี้ควรเย็บตรึงจีบชายผ้าให้เรียบร้อยด้วยเง่ือนกระตุก) ชายพกควร
จบั จบี ท้ัง 2 ชาย
1.2 พบั เตรียมจีบหนา้ นาง เพ่ือความเปน็ ระเบียบของจีบหน้านางของนักแสดง ช่างเคร่ือง
ควรเย็บตรึงจีบหน้านางไว้เป็นเบื้องต้นโดยการ ข้ันเตรียมจีบชายพกของผ้า โดยเริ่มต้ังแต่จับตรงคอ
ชายพกรดี จบี ให้ตรงเริม่ ตั้งแต่หน้าผา้ ลงจนสุดชายผา้ ข้ันตอนน้ีควรใช้ความประณีตในการรดี จีบผ้าให้
ตรงเสมอกัน โดยเฉพาะชายผา้ ด้านลา่ งและควรใช้ดา้ ยเยบ็ ตรึงจบี ผ้าไวเ้ พอื่ ความเป็นระเบยี บ
2. ข้ันการแต่งกาย
2.1 นักแสดงสวมเส้ือในนางช่างเครื่องเย็บเส้ือให้แนบกับลาตัว โดยการปักฝีเข็มให้ปลาย
ฝีเข็มลงด้านล่างถึงระดับสะเอวของผู้แสดงควรเย็บผูกให้เป็นเป็นรูปสะเอว แล้วเย็บต่อจนหมด
ชายเส้อื ในนาง
2.2 ใสน่ วมนาง นานวมนางมาคลุมไหล่ ใหป้ ลายแหลมที่แยกจากกันอยดู่ ้านหน้า เยบ็ ตรึง
นวมนางกับเสื้อในนาง ควรเย็บตรึง 3 จดุ คอื จุดปลายแหลมของนวมนาง และจุดขา้ งหน้าอกเพื่อกัน
ไมใ่ ห้นวมนางเล่อื นหลุดหรือเปิดขณะท่ีแสดงจะทาให้นกั แสดงขาดความม่นั ใจ
2.3 นาผ้านุ่งท่ีเตรียมไว้แล้วพันรอบตัวนักแสดงให้ชายพกทางซ้ายทับอยู่สะเอวขวาของ
นักแสดง ขน้ั ตอนน้ีช่างเคร่ืองจะต้องจับกง่ึ กลางของชายผ้าทางซ้ายมาพันรอบสะเอวนักแสดงทับซ้อน
ชายผ้าไว้ดา้ นหลงั แล้วจงึ เอาชายพกด้านขวาพันทบั ผ้า ใหเ้ รยี บร้อย
2.4 นกั แสดงจับชายพกทั้ง 2 ขา้ งให้มัน่ ชา่ งเครื่องรีดจีบหนา้ นางโดยรีดตง้ั แต่จีบด้านบนที
ละจีบจนหมดหน้าผ้า ขั้นตอนนี้ต้องระวังชายหน้านางด้านล่างจะต้องเสมอกัน ช่างเคร่ืองจับชายผ้า
หนา้ นางด้านลา่ งสอดใหน้ ักแสดงหนีบหน้าผ้าให้มน่ั
2.5 ช่างเครื่องนาเชือกคาดสะเอวมาพันรอบตัวผแู้ สดงผกู เชือกส่วนหน้าให้ม่ันคง ขั้นตอน
นี้อาจใช้วธิ ีผูกเชือกแบบเงื่อนตายโดยใหป้ ลายผ้าคาดสะเอวเหลอื โผลไ่ ว้ท้งั สองด้าน
2.6 ช่างเคร่อื งคล่ชี ายพกท้ังสองด้านออกในลกั ษณะรปู ใบพดั ควา่ ลง ใช้เชอื กคาดสะเอวผูก
ทับชายพกไว้ให้แน่นกับนะเอวท้ังสองข้าง โดยนาชายเชือกไปผูกไว้ด้านหลังของผู้แสดง เก็บปลาย
เชือกโดยการสอดทับกับผ้าคาดสะเอวให้หมด จากน้ันดึงชายผ้าด้านในบริเวณสะเอว พับตลบลงมา
ปิดเชือกอกี คร้ัง
183
2.7 จัดจีบชายพกท้ังสองด้านให้เรียงทับซ้อนกันอย่างสวยงาม และต้องให้เสมอเท่ากันท้ัง
สองข้าง ชา่ งเคร่ืองนารัดสะโพกมาปิดทับชายพก โดยให้ปลายแหลมอยู่ตรงกลางจีบหน้านางและข้าง
ชายพกจะต้องโผลอ่ อกมาใหเ้ สมอเทา่ กันท้งั สองขา้ ง
2.8 เย็บรัดสะโพกด้านหลังให้แน่นแนบกับสะโพกผู้แสดง วิธีการเย็บฝีเข็มต้องตักเนื้อผ้า
ท้งั สองดา้ นใหเ้ ทา่ กัน ให้ปลายเข็มปักลงด้านล่าง เยบ็ จากด้านบนลงดา้ นลา่ งจนหมดรดั สะโพก
2.9 จัดระเบียบจีบหน้านางอีกคร้ังให้สวยงาม เย็บตรึงปลายรัดสะโพก กับจีบหน้านาง
โดยการปกั ฝเี ข็มจากดา้ นในทะลุ ด้านนอก แลว้ ปกั ฝเี ขม็ ลงไปอกี คร้ังผูกตรึงไวใ้ หแ้ น่น
2.10 รีดจีบหน้านางจากบนลงล่าง เพื่อเรียงระเบียบจีบผ้าให้สวยงามอีกคร้ังเย็บตรึง
กงึ่ กลางผา้ โดยการปักฝเี ข็มจากด้านลา่ ง ทะลุด้านบนแล้วฝังฝเี ขม็ กลบั ไปผกู ปลายเชือกด้านล่าง การ
เย็บตรึงครั้งน้ี จะต้องเย็บแบบหลวมเพื่อให้หนา้ นางมีการคล่ีตัว ยืดหยุ่นตามจังหวะการก้าวเดินของผู้
แสดงไดอ้ ยา่ งสวยงาม
2.11 หากนักแสดง ต้องทิ้งช่วงรอเวลาแสดง เย็บตรึงชายผ้าด้านล่างไว้ก่อนเพ่ือไม่ให้จีบ
ผ้าแตก จะทาให้ไม่สวยงาม โดยใช้เข็มกับด้ายเย็บตรึงชายผ้าด้านล่างไว้ให้แน่น แต่ต้องสามารถดึง
ออกไดอ้ ยา่ งสะดวกรวดเรว็ เม่ือนกั แสดงพรอ้ มท่จี ะแสดง
2.12 ใส่จ้ีนาง ขอ้ มอื ทั้งสองข้าง ต้นแขนทัง้ สองข้าง การเย็บต้องพบั ชายผ้าท้งั ของข้อมือ
และของต้นแขนใหเ้ สมอกัน
2.13 เยบ็ ปีกโดยนามาคลุมไหล่ท้ังสองข้างให้เท่ากัน จากนั้นเย็บตรงึ ปกี กับกรองคอ ซ่อน
ฝีเข็มไว้ด้านล่าง แล้วเย็บตรงึ ไหลก่ ับปีกทั้งสองขา้ ง และปลายปีกเย็บตรึงกับข้อมอื
2.14 นาหางกินรีมาประกบด้านหลังของผู้แสดง ดึงเชือกผู้หางมาผูกไว้ด้านหน้า เส้นบน
ผกู ไว้เหนือรัดสะโพก เม่ือผกู เสร็จปลายเชือกรวบซอ่ นไว้ใตร้ ัดสะโพกให้เรียบร้อย เชือกคู่ล่างสอดไวใ้ ต้
รัดสะโพก ผูกสอดไวใ้ ต้รดั สะโพก จากนัน้ คาดเข็มขัดทบั หางให้สวยงาม
2.15 ใส่เล็บทั้ง 8 นิ้ว และสวมเทริดนางเป็นเคร่ืองประดับศีรษะ ทางซ้ายของเทริด
จะต้องทดั ด้วยดอกไม้ทัดและอุบะอย่างสวยงาม
การแตง่ กายโนรา
การแต่งกายโนราเป็นภูมิปัญญาของการแต่งกายนักแสดงราโนราของทางภาคใต้ เอกสาร
ฉบับนี้มุ่งสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของผู้เรยี นให้มีความรคู้ วามสามารถในการสบื สานลักษณะการแต่งกาย
ทีง่ ดงามตามภูมปิ ัญญาที่ดีการแต่งกายแบบโนราโบราณ เยาวชนไทยจึงควรมีความรู้และสามารถแต่ง
กายในลักษณะดังกล่าวได้อย่างถูกต้องสวยงาม จึงนาเสนอในตาราฉบับนี้ การแต่งกายมีข้ันตอน
น่าสนใจ ดังนี้
184
ภาพท่ี 87 การแต่งกายหนา้ -หลัง เครอ่ื งแต่งกายโนรา
ทม่ี า : ธีรวฒั น์ ชา่ งสาน, (2562).
1. นักแสดงสวมเสื้อยืดคอกลม สขี าวหรือสีแดง(ควรเปน็ ผ้าพื้นและสเี ข้ม) หรือเส้ือกล้ามแบบ
ไม่มีแขนตามความถนัด นุ่งสนับเพลาไว้ให้เรียบร้อย จากน้ันช่างเคร่ืองเอาผ้ายาวมานุ่งให้นักแสดงยก
ขอบผ้าด้านบนไว้ระดับอก และจับตรงจุดก่ึงกลางของผ้าให้แน่น ชายผ้าส่วนท่ีเหลือพับจีบหน้านาง
เกบ็ ใหห้ มด
2. นักแสดงใช้มือทง้ั สองข้างจับผ้ายาวระดบั สะโพกข้ึนมาสอดไว้ใต้จบี หน้านาง นักแสดงกาง
ขาย่อเหลี่ยมช่างเคร่ืองควรมีความประณีตในการจับจีบให้เรียบร้อยสวยงาม จากน้ันจับหน้านาง
สว่ นล่างพบั ตลบสอดใต้ขานักแสดงไปด้านหลงั
3. ใช้เชือกคาดสะเอว ผูกชายผ้าของนักแสดงให้แน่น โดยทาบเชือกมาจากด้านหลังของ
นักแสดง แลว้ ผกู เชอื กใหแ้ น่น
4. ดึงชายผ้ายาวส่วนทีเ่ หลอื ด้านในดึงข้นึ มาให้หมด ตรวจสอบความเรียบตึงของผ้า จากนั้น
นักแสดงใช้มือท้ังสองข้างแบมือประกบที่ก้น ช่างเคร่ืองดึงชายผ้าส่วนท่ีเหลือขึ้นมาด้านบนระดับ
สะเอว ชายผา้ ส่วนท่เี หลือนาไปผกู เปน็ ปมไวด้ า้ นหน้าให้มั่น
5. จดั ระบบของการนงุ่ ผา้ หางหงส์เรียบร้อยแลว้ นารองก้นมาปิดทบั หางหงสอ์ ีกครั้ง
6. ใส่ห้อยหน้า หอ้ ยข้าง และนาปกี มาทบั ตรงสะเอวดา้ นหลัง เชอื กทงั้ สองขา้ งที่ฟูกกบั ปีก
นาไปผูกไว้ใตป้ มผ้ายาวด้านหน้า
185
7. นาพานโครงหรือรัดอกมารัดใหแ้ นน่ จากนนั้ สวมใสไ่ หล่ทงั้ สอง โดยการใชเ้ ชือกผกู ไวใ้ ห้
แน่นทงั้ ดา้ นซา้ ยและขวา
8. ใส่ปดิ คอ หน้าและหลงั สวมเครือ่ งประดบั ทบั ทรวง สังวาล เล็บ และศีรษะสวมเทรดิ
การแตง่ กายของการแสดงตามภูมิภาค
การแต่งกายของการแสดงตามภูมิภาคในบทนี้ เป็นการชี้แสดงรูปแบบเคร่ืองแต่งกายท่ี
ปรากฏสื่อสารให้ทราบว่าเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละภาค ตามท่ีกรมศิลปากรใช้ส่อื สารทาความเข้าใจมา
และสร้างสรรค์ขึ้นเพ่ือตอบสนองกิจกรรมสาคัญทั้งเป็นเป็นพิธีกรรม และพิธีการต่าง ๆ รวมทั้งการ
ท่องเท่ียวที่มีบทบาทหลักในสังคมปจั จุบนั ปรากฏในการแสดงระบา รา ฟอ้ น ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง
ภาคอสี าน และภาคใต้ ดังนี้
1. การแต่งกายแบบการแสดงพ้ืนเมืองภาคเหนือ
การแตง่ กายแบบการแสดงพื้นเมอื งภาคเหนือ หมายถงึ ลกั ษณะการแตง่ กายของ
นักแสดงท่ีมีปรากฏในชุดการแสดงต่าง ๆ ตามวัฒนธรรมของกลุ่มชนในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพ้ืนท่ีเหนือ
สุดของประเทศไทย คนภาคเหนือมีวัฒนธรรมที่ดีงาม ปรากฏเปน็ ชุดการแสดงที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า
“ฟ้อน” มีลักษณะการแสดงลีลาท่าราที่แช่มช้า อ่อนช้อย นุ่มนวล และสวยงาม แต่การแสดงบางชุด
ได้รับอทิ ธิพลจากศิลปะของพมา่ เช่น ฟ้อนเล็บ ฟอ้ นเทียน ฟ้อนเง้ียว ฟ้อนมาลัย ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา
ฟอ้ นไต ฟ้อนกิงกะหร่า ฟ้อนโต ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจงิ ฟ้อนบายศรี ตีกลองสะบัดชัย ฟ้อนสาวไหม ฟ้อน
โยคถี วายไฟ และอ่ืนๆ
ด้วยพ้ืนท่ีของภาคเหนือเป็นภูเขาต้นกาเนิดแม่น้าต่าง ๆ มากมาย จึงมีอากาศหนาวเย็น ชุด
การแสดงท่ีปรากฏให้เห็นตรวจสอบจากลักษณะการแต่งกายพอสรุปได้คือ นักแสดงผู้หญิงมักนิยม
สวมเส้ือแขนยาว นุ่งผ้าซิน่ ยาวกรอมเท้า หม่ ผา้ สไบทับ เกล้าผมสูงทัดดอกไม้ ส่วนผูช้ ายนนั้ มักแต่ง
กายลักษณะคล้ายเจ้าทางพม่า คือสวมเส้ือ นุ่งสนับเพลาทับด้วยผ้าตะโก้ง มีสไบพาดไหล่ คาด
สะเอว และคาดศีรษะ แต่ทั้งน้ีชุดที่กล่าวนี้เป็นเพียงชุดท่ีปรากฏให้เห็นในชุดการแสดงเพ่ือเป็นส่ือ
นอกจากน้ีอาจเป็นชุดชาวบ้านดังท่ปี รากฏให้เหน็ ซ่งึ จะตอ้ งศึกษาอย่างลกึ ซ้งึ ตามโอกาสอนั ควร
186
ภาพท่ี 88 การแต่งกายภาคเหนอื
ทม่ี า : กรมศิลปากร, (2542 : 220).
2. การแต่งกายแบบการแสดงพื้นเมืองภาคอสี าน
การแต่งกายแบบการแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน หมายถงึ ลกั ษณะการแต่งกายของ
นักแสดงตามแบบอัตลักษณ์ของชุมชนทางภาคอีสานทไ่ี ดร้ ับอิทธิพลของชนชาติ 2 กลุ่มวัฒนธรรม คือ
กลุ่มวฒั นธรรมอีสานเหนือ และกลุ่มวัฒนธรรมอีสานใต้ ดงั นี้
2.1 กล่มุ วัฒนธรรมอีสานเหนอื ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของลาว ซึ่งมกั เรียกการละเล่น
ว่า “เซ้ิง ฟ้อน และหมอลา” เช่น เซิ้งกระติบข้าว เซ้ิงโปงลาง เซิ้งแหย่ไข่มดแดง ฟ้อน ภูไท เซิ้งสวิง
เซงิ้ บง้ั ไฟ เซงิ้ กะหยงั เซิ้งตงั หวาย และอ่นื ๆ
2.2. กลุ่มวัฒนธรรมอีสานใต้ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของเขมร มีการละเล่นท่ีเรียกว่า
“เรือมหรือเร็อม”เช่น เรือมลูดอันเร(รากระทบสาก) รากระโน็บติงต็อง(ระบาตั๊กแตนตาข้าว) ราอาไย
(ราตดั ) การแตง่ กายประกอบการแสดงแตง่ แบบวัฒนธรรมของพื้นบ้านอสี าน มีลักษณะลีลาทา่ ราและ
ทว่ งทานองดนตรใี นการแสดงค่อนข้างกระชบั กระฉับกระเฉง รวดเรว็ และสนกุ สนาน
ลักษณะของการแต่งกายที่พอสรปุ ได้ คอื การแต่งกายของผู้หญิงจะนยิ มสวมเส้ือแขนกระบอก
นอกผา้ ซน่ิ สั้น มผี ้าสไบทับเสอ้ื เกล้าผมมวยสูง มีเคร่ืองประดับสร้อยคอต่างหู ส่วนผู้ชายนัน้ อาจแต่ง
ชุดม่อฮ่อมตามที่สวมใส่ในการประกอบอาชีพ คือ สวมเส้ือม่อฮ่อม นุ่งกางเกงม่อฮ่อมขาสามส่วน มี
ผ้าขาวม้าคาดสะเอว คาดศีรษะ และอื่น ๆ นอกจากนี้ในระยะต่อมาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความ
นยิ มของคนในทอ้ งถ่นิ แต่ควรยดึ หลักของการใช้รปู แบบผ้าทางภาคอสี านเปน็ รูปแบบเฉพาะที่สวยงาม
187
ภาพท่ี 89 การแต่งกายภาคอสี าน
ทม่ี า : กรมศิลปากร, (2542 : 225).
3. การแสดงพื้นเมอื งภาคกลาง
การแสดงพ้ืนเมืองภาคกลาง หมายถงึ ลกั ษณะการแต่งกายชองนักแสดงที่มีปรากฏตาม
วัฒนธรรมชนชาติทางภาคกลาง ท่ีเป็นวัฒนธรรมต้นแบบที่ดีของการแต่งกายของคนไทย ด้วยภาค
กลางเป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองมาโดยตลอด อารยะธรรมที่งดงามของทางภาคกลางตามท่ีปรากฏ
เป็นศิลปะการรา และการละเล่นของชาวพ้ืนบ้านภาคกลางซ่ึงส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม
ศิลปะการแสดงจึงมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิต และเพ่ือความบันเทิง สนุกสนาน เป็นการพักผ่อน
หย่อนใจจากการทางานเมื่อเสร็จจากฤดูเก็บเก่ียว การแสดงส่วนมากเป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่าง
ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงโดยใช้ปฏิภาณไหวพริบในการร้องด้นกลอนสด เช่น ลาตัด เพลงฉ่อย เพลง
พวงมาลัย เพลงเรือ เพลงเก่ียวข้าว เต้นการาเคียว เพลงอีแซว เพลงปรบไก่ เพลงเหย่อย ราเถิดเทิง
เปน็ ตน้
นอกจากน้ดี ว้ ยภาคกลางเปน็ ภูมิภาคท่ีเป็นศูนยก์ ลางของความเจรญิ มาแต่อดีต ดงั น้ันชดุ การ
แสดงท่ีปรากฏจึงเป็นชุดที่งดงามตามแบบไทยแท้ตามรูปแบบของนางในราชสานกั เช่น สุภาพสตรี
อาจห่มผ้าสไบท้ังสไบพลีส และมีสไบกรองทับด้านนอก นุ่งผ้าจบี หน้านาง หรือนุ่งโจงกระเบน เกล้า
ผมทัดดอกไม้หรือมีศิราภรณ์ ประดับศีรษะหรือเปิดด้านหน้าแล้วปล่อยผมยาวสยายไปด้านหลังก็ได้
นอกจากน้ีสุภาพบรุ ุษ หากเป็นชุดประกอบอาชีพอาจสวมเสอ้ื ม่อฮ่อม นงุ่ กางเกงขาสามสว่ นสวมหมวก
188
และมีผ้าคาดสะเอว หรืออาจแต่งแบบชาวบ้านภาคกลาง คือ สวมเสื้อคอพวงมาลัย นุ่งผ้าโจง
กระเบน มผี า้ สไบคาดสะเอว กไ็ ด้
ภาพท่ี 90 การแต่งกายภาคกลาง
ที่มา : กรมศิลปากร, (2542 : 230).
4. การแสดงพนื้ เมืองภาคใต้
การแสดงพ้นื เมืองภาคใต้ หมายถึง ลักษณะการแต่งกายชองนักแสดงทีป่ รากฏในชุดการ
แสดงทางวัฒนธรรมของคนในภาคใต้ ท่ีบ่งบอกถึงความเป็นอารยะธรรมที่งดงาม วัฒนธรรมที่กล่าว
ของทางภาคใต้ อาจแบ่งตามกลุ่มวัฒนธรรมได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวัฒนธรรมภาคใต้ตอนบน และกลุ่ม
วัฒนธรรมภาคใตต้ อนล่าง ดงั นี้
2.4.1 กลุ่มวัฒนธรรมภาคใต้ตอนบน หมายถึง กลุ่มของนักแสดงที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรม
ไทยพุทธ สามารถแสดงได้หลายรูปแบบ ส่วนใหญ่เป็นชุดระบาที่ปรับปรุงมาจากกิจกรรมในวิถีชีวิต
ศิลปาชีพต่าง ๆ เช่น ระบาร่อนแร่ ระบาปาเต๊ะ ระบากรีดยาง ระบานารีตีกะลา ระบานารีศรีนาคร
เป็นต้น ลักษณะการแต่งกายของชุดการแสดงที่พอสรุปได้ คือ สุภาพสตรีอาจสวมเส้ือเกาะอก นุ่ง
ผ้าถุงยาว หรือสวมเสอ้ื ลูกไม้แขนยาว นุ่งผ้าถงุ มีเครือ่ งประดับอย่างสวยงาม ส่วนสภุ าพบรุ ุษน้ันมักไม่
ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งนักหากจะแสดงส่วนใหญ่จะสวมเส้ือคอกลม นุ่งผ้าโจงกระเบนหรือนุ่ง
กางเกงขาสามส่วน
2.4.2 กลุ่มวัฒนธรรมภาคใต้ตอนล่าง หมายถึง กลุ่มของนักแสดงท่ีบ่งยอกถึงวัฒนธรรม
ไทยมุสลิม ลักษณะการแสดงส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของมาเลเซีย เช่น รองเง็ง ตารีกีปัส
189
ซาเป็ง ยอเก็ตปาฮัง กีปัสลาหนะ และอ่ืนๆ ลักษณะการแต่งกายของชุดการแสดงที่พอสรุปได้ คือ
สุภาพสตรีนิยมสวมเส้ือแขนยาวคลุมสะโพก เรียก เส้ือบันตง นุ่งผ้าซ่ินยาวกรอมเท้า ใช้ผ้าสีสดช้ิน
เดียวกนั ทั้งตวั เสอื้ และผา้ ถุง เกลา้ ผมต่ามเี ครือ่ งประดับศีรษะทั้งดอกไม้ไหว และดอกไม้ทดั สุภาพบรุ ุษ
สวมเสื้อคอตัง้ แขนยาว นุ่งกางเกงขายาวมีผา้ นุ่งส้นั ทับสะเอว สวมหมวกแขก
ภาพท่ี 91 การแต่งกายภาคใต้
ทีม่ า : กรมศิลปากร, (2542 : 240).
ปัจจุบันน้ีการแต่งกายของการแสดงตามภูมิภาค เป็นเครื่องมือสื่อสารท่ีทาให้รู้ได้หมายรู้ว่า
การแสดงลักษณะดังกล่าวน้ีหากแต่งกายตามองค์ประกอบโดยภาพรวมนี้จะสื่อสารให้ทราบว่า เป็น
การแสดงของภาคใด เม่ือเข้าสู่ยุคไทยนิยม มีการให้รายละเอียดของนวัตวิถีของแต่ละภูมิภาค ท่ี
รฐั บาลใช้เปน็ กิจกรรมขับเคล่ือนเศรษฐกิจ พบวา่ ชุดการแสดงต่าง ๆ ก็เริ่มให้ความสาคัญเฉพาะอย่าง
ย่ิงในวิทยาลัยนาฏศิลปแถบภูมิภาค ต่างก็ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาชุดการแสดงอย่างสร้างสรรค์ โดย
การนาเอาภูมิปัญญาของท้องถ่ินมานาเสนอ รูปแบบของเครื่องแต่งกายก็มีความสวยงาม พัฒนา
เปลี่ยนแปลงตามไป ด้วยอย่าเห็นได้ชัดตามที่ปรากฏในชุดการแสดงสร้างสรรค์ที่ปรา กฏตามสื่อ
ออนไลนแ์ ละการเผยแพรข่ อ้ มูลข่าวสารให้เห็นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบนั นี้
190
ภาพที่ 92 การแถลงข่าวของวิทยาลยั นาฏศิลปภมู ภิ าค โดยใชว้ ัฒนธรรมพ้ืนบ้าน
ทม่ี า : ไทยโพสต์, (2561).
การแต่งหน้าทาผมประกอบการแสดง
การแต่งหน้าทาผม เป็นอีกหนึ่งเน้ือหาท่ีสาคัญของการแต่งกายประกอบการแสดง นักแสดง
แต่งกายอย่างสวยงามถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติแต่แต่งหน้าและทาผมไม่เป็นก็ถือว่าไม่ประสบ
ความสาเร็จ อย่างไรก็ตามการแต่งหน้าเบ้ืองต้นได้มีการศึกษาอยู่ในรายวิชาการแต่งหน้าแล้ว และใน
สื่อต่าง ๆ จะให้รายละเอียดของการแต่งหน้าไวม้ ากพอสมควร ผู้ศึกษาสามารถตรวจสอบได้อย่างง่าย
อังนนั้ ในรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี จะนาเสนอการแต่งหน้านางยักษ์ และการทาผมนางยกั ษ์ ดังน้ี
1. การแต่งหนา้ นางยกั ษ์
การแต่งหน้านางยักษ์ถือได้ว่ามีความสาคัญมาก ขั้นตอนการแต่งหน้า ดังรายละเอียด
ตอ่ ไปน้ี
1.1 การเตรียมความพร้อมของใบหน้า การทาความสะอาดใบหน้าของนักแสดงให้
สะอาด ไมม่ ีเศษแป้งหรอื เคร่อื งสาอางอื่นๆ ทอ่ี ยู่บนใบหนา้
1.2 การลบควิ้ เตรยี มคิ้วให้มคี วามเรียบเนียนงา่ ยตอ่ การเขียนคว้ิ และเขยี นลาย
1.3 การทาตาสองช้นั ในกรณีที่นักแสดงมีชั้นตาเห็นชัดอาจจะไม่จาเป็น แต่ถา้ หากช้ัน
ตาไมม่ ีอย่างเชน่ ตาของคนจีน ตาของคนญ่ปี ่นุ ก็จาเปน็ ตอ้ งทาตาสองชั้น โดยการเอาสก๊อตเทปใส่ตัด
เป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ การเพิ่มระดับของดวงตาให้มีความลึกตื้นของผู้แสดง มาติดที่เปลือกตาที่มี
เส้นขอบพับของดวงตาของผแู้ สดง
191
1.4 การลงรองพ้ืน นาครีมรองพื้นแต้มบนใบหน้าของผู้แสดง 5 จุด คือแก้มซ้าย ขวา
คาง จมกู และหนา้ ผาก จากน้ันใชฟ้ องน้าเกลีย่ รองพน้ื ใหท้ ่วั ใบหนา้ และลาคอของผแู้ สดง
1.5 หลังจากที่เกล่ียงรองพื้นให้ท่าใบหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงใช้พัฟแป้งฝุ่นแต้ม
แป้งฝุ่นแล้วกดลงไปบนใบหน้าของผู้แสดงให้ท่ัวแล้วเกลี่ยแป้งฝุ่นให้ท่ัวไปหน้าโดยท่ีให้สีแป้งฝุ่นท่ี
ใบหน้าเท่าเทยี มกนั และดเู นียนสวย
1.6 ลงสีที่ดวงตาการใช้พู่กนั แตม้ สีขาวแลว้ ระไประบายให้ทัว่ เปลือกตาท้ังข้างซ้าย และ
ข้างขวา และต่อไปใช้พู่กันแต้มสีน้าตาลแล้วระบายลงไปท่ีเปลือกตาของผู้แสดงโดยท่ีใช้พู่กันทาจาก
หางตาแล้วปัดเอาไปที่ตรงกึ่งกลางของดวงตาโดยท่ีให้สีน้าตาลนั้นมีความเข้มแล้วไหล่ไปอ่อนของ
ดวงตา แลว้ ต่อมาใช้พู่กันแต้มสีดาแล้วระบายท่ีตาของผ้แู สดงให้ลงไปจนสีดานนั้ ทวั่ ดวงตางของผู้แสดง
จากนั้นใช้พู่กันหัวตัดแต้มสีดาระบายที่ขอบตาด้านล้างของด้วยตาและการลงสีของดวงตาของยักษิณี
น้นั จะเนน้ ไปทางสีดาเปน็ สว่ นใหญ่ เน่อื งจากต้องการให้ใบหน้าของดวงตาออกมาคมชัดและดูดุดนั สม
กับทเี่ ป็นยักษ์
1.7 ลงสีปัดแก้มใช้พู่กันแต้มสีส้มแล้วปัดจากโหนกแก้มลงหน้าตรงท่ีหน้าแก้มของผู้
แสดงแล้วใช้พู่กันแต้มสีชมพูมุกลงไปท่ีแก้มให้ตัดกับสีส้มแล้วใช้สีชมพูลงท่ีโหนกแก้มเพ่ือเพิ่มความ
หวานใหก้ บั ใบหน้าของผแู้ สดงเพ่อื ใหด้ ดั กับดวงตาและลวดลายท่จี ะเขยี นบนใบหนา้ ของผู้แสดง
1.8 การวาดค้ิวนางยกั ษ์โดยการใชด้ ินสอเขยี วค้ิวสีดาหรอื น้าตาลรา่ งลงบนใบหน้าท่ีละ
ส่วน ดินสอท่ีใช้ร่างนั้นจะต้องเป็นดินสอหัวกลมลักษณะดินสอแหลม เร่ิมจากส่วนของคิ้วทั้งข้างซ้าย
และข้างขวาแล้วจึงไล่ลงที่ปีกจมูกท้ังซ้ายและขวาและปากตามลาดับการร่างหน้ายักษิณีน้ีนอกจาก
จะต้องร่างแบบไว้แล้ว ยังจะตอ้ งดูที่ลักษณะใบหน้าของผู้แสดงอีกประการหน่ึงเน่ืองจากใบหนา้ ของผู้
แสดงแตล่ ะคนนัน้ มีความขนาดรูปรา่ งที่ไม่เท่ากนั และแตกต่างกนั ออกไปด้ังน้ันผ้รู ่างหน้ายักษิณีจะตอ้ ง
มคี วามเชยี่ วชาญพอสมควรในการแต่งหนา้ จึงจะสามารถทาให้ใบหน้าที่วาดออกมาน้ันมีความสวยงาม
และคลา้ ยคลึงกนั ได้อยา่ งดี
1.9 การลงสีหน้ายักษิณี ใช้พู่กันแต้มสีเขียวเข้มแล้วแต้มลงบนเส้นขอบท่ีร่างหน้า
ยกั ษิณไี วส้ ว่ นช่องปากนั้นให้ลงสีจากด้านนอกมาดา้ นใน จากนั้นเกลีย่ ไหล่จากสีเข้มมายงั สอี ่อนเข้ามา
หาปาก
1.10 ลงอายไลน์เนอร์หน้ายักษิณีการใช้อายไลนเ์ นอร์วาดทับบนลายเส้นร่างหน้ายักษิณี
ขั้นตอนน้ชี ่วยทาให้หน้าของผู้แสดงมีความคมชัดเพ่ิมมากขึ้น เทคนคิ อยทู่ ี่ว่าการรา่ งน้นั ลายเส้นจะต้อง
มีความเท่าเทียมกันไม่ร่างเส้นใหญ่เกินเส้นท่ีร่างด้วยดินสอเขียนคิ้ว และต้องร่างให้ลายเส้นเป็นลาย
เดยี วกัน เสน้ ทางในการไปทศิ ทางเดยี วกนั
1.11 ลงสีปากการใช้พู่กันทาปาก โดยเลือกสีทาปากเป็นสีแดงสดจากน้ันใช้พู่กนั ร่างไปที่
ขอบปากแล้วค่อยระบายให้ท่ัว
192
ภาพท่ี 93 การแตง่ หนา้ นางยกั ษ์
ท่ีมา : ธีรวฒั น์ ช่างสาน, (2561).
2. การทาผมนางยกั ษ์
การทาผมนางยกั ษ์ มลี าดบั ข้นั ตอน ดงั ต่อไปนี้
2.1 การวางผมปลอมด้านหน้า เริม่ จากการแบ่งผมหน้าด้านหนา้ จากน้ันวางชอ้ งผมลงไป
แล้วหวีมาปดิ ช้องผมอีกครง้ั หน่ึง
2.2 การวางผมปลอมดา้ นหลังวางช้องผมไวด้ ้านหลังแล้วตลบผมขน้ึ เหมอื นดา้ นหนา้ จะได้
ผมที่ขึ้นดว้ ยช้องด้านหนา้ และด้านหลงั คลา้ ยกับการเกลา้ ผมหรอื เรยี กวา่ การยกชอ้ ง
2.3 การวางผมปลอมช้นั ที่ 2 นาช้องผมมาวางด้านหลังอีกสองอนั วางไวด้ า้ นบนของผมท่ี
ขนึ้ ไว้ ผมปลอมทว่ี างบนศีรษะนกั แสดงทกุ ชัน้ จะต้องให้ก๊ิปดาตรึงไวใ้ ห้แนน่
2.4 การวางผมปลอมช้ันท่ี 3 นาก้อนผมลักษณะทรงกลมมาวางไว้ด้านบน ตรงช่วง
ช่องวา่ งตรงกลางของศีรษะผแู้ สดงอีกครั้งหนง่ึ ใช้ก๊ิปดาตรึงไว้ให้แน่น
2.5 การวางผมปลอมด้านหน้า นาแฮร์พีชมาวางไว้บนโครงผมที่ทาไว้ เร่ิมจากติดกิ๊บผม
ด้านหน้าแล้วหวผี มไปดา้ นหลังให้เรียบเรยี งเสน้ ใหส้ วยงาม
2.6 การเก็บผมปลอมด้านหน้า หวีผมจากด้านข้างทีละข้างแล้วติดก๊ิบจากนั้นจึงหวีผมที่
เหลอื อยู่ด้านของศีรษะมาปิดทับ
2.7 จัดเก็บความเรียบร้อยของเส้นผม โดยการ หวีผมให้เรียบร้อยแล้วใช้เน็ตคลุมผม
สาหรับเน็ตคลุมผมท่ีใช้จะต้องคลุมถึงสองชั้นโดยช้ันท่ี1 คลุมจากด้านล่างตรงท้ายทอยข้ึนมาด้านบน
193
และช้ันท่ี2 คลุมจากด้านหน้าผากลงมาไปยังด้านท้ายทอยจากนั้นติดกิ๊บท่ีปลายเน็ตคลุมผมให้
เรียบร้อย
2.8 จากนั้นนากระบังหน้ามาสวมใส่ทัดดอกกุหลาบและอุบะด้านซ้ายของผู้แสดง จะได้
ทรงผมยกั ษิณตี ามแบบครธู านติ ศาลากิจ
ภาพที่ 94 การทาผมนางยักษ์
ที่มา : ธรี วฒั น์ ชา่ งสาน, (2561).
สรุป
การแต่งกายแบบเบ็ดเตล็ดเป็นการส่งเสริมความรู้ของผู้ศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดสาหรับ
นาไปใช้ได้ในชีวิตประจาวันของการประกอบอาชีพสามารถนาไปบูรณาการกบั การแสดงได้อย่างดี ทั้ง
การแต่งกายนางกินรีมีขั้นตอนแบบเดียวกบั การแต่งกายตวั นาง คือการเตรียมความพร้อม แล้วจึงแต่ง
15 ข้ันตอน การแต่งกายโนราเปน็ ภมู ิปัญญาของการแตง่ กายโดยแท้ของทางภาคใต้ มี 8 ขัน้ ตอน ตาม
ระบบภูมิปัญญา การแต่งกายของการแสดงตามภูมิภาคทั้ง การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ การแสดง
พ้ืนเมอื งภาคอีสาน การแสดงพื้นเมอื งภาคกลาง และการแสดงพ้ืนเมืองภาคใต้ และการแต่งหน้าทาผม
ประกอบการแสดงโดยเน้นท่ีการแต่งหน้านางยักษ์ในระบบการเขียนหน้าท่ีต้องใช้ความประณีต และ
ทาผมกรณีที่ผู้แสดงจาเป็นต้องเปิดหน้าขณะที่แสดง ซ่ึงหากผู้ศึกษามีความอยากได้ใคร่รู้จะสามารถ
นาไปพฒั นาต่อยอดการทางานไดอ้ ย่างมีความสขุ ตามท่เี สนอแล้วขา้ งต้น
194
คาถามทบทวน
คาชแี้ จง จงตอบคาถามต่อไปนมี้ าให้ถูกตอ้ ง
*******************************************************************************************
1. การแตง่ กายแบบเบ็ดเตลด็ ในบทน้ี สร้างประโยชนอ์ ยา่ งไรให้กับผู้เรียน จงใหเ้ หตผุ ลสนับสนุน
2. การแต่งกายแบบนางกินรีแตกตา่ งกบั การแต่งกายยนื เครอ่ื งนางอยา่ งไร จงอธิบาย
3. สรปุ ขัน้ ตอนการแต่งกายชุดโนรา มาให้เขา้ ใจโดยสงั เขป
4. จงวเิ คราะห์ลกั ษณะเด่นของการแต่งกาย การแสดงภาคเหนอื การแสดงภาคกลาง การแสดงภาค
อสี าน และการแสดงภาคใต้ มาให้เขา้ ใจ
5. ปัจจุบนั น้ีการแต่งกายส่ภี าค ไดเ้ ปล่ียนแปลงไปตามบรบิ ทต่าง ๆ โปรดสรปุ อทิ ธิพลของสง่ิ ทีท่ าให้
ชุดการแต่งกายเปล่ียนแปลงมาให้เข้าใจ
195
บทท่ี 5
การออกแบบเครื่องแตง่ กาย
การออกแบบเคร่ืองแต่งกายเคร่ืองแต่งกายมีความสาคัญกับระบบการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนในรายวิชานี้อย่างยิ่ง อาจถือเป็นหัวใจสาคัญของการศึกษาก็น่าจะไม่แปลกนัก เพราะการ
ออกแบบเครื่องแต่งกายจะเป็นสิ่งช้ีแสดงให้เห็นทักษะที่เกิดจากการเรียนการฝึกฝน การเข้าใจใน
หลักการและนามาสร้างสรรค์เป็นชุดการแสดงได้อย่างถูกต้อง ดังน้ัน บทนี้จะนาเสนอเรื่อง การ
ออกแบบ การสร้างเครือ่ งแตง่ กายละครรา
การออกแบบ
การออกแบบเป็นเทคนิคการเรียนที่จะก้าวสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้องตามข้ันตอนที่ศิล ปินวาง
ไว้เป็นพื้นฐาน สาระสาคัญที่จะให้รายละเอียดประกอบด้วย ความหมายของการออกแบบ
ความสาคัญของการออกแบบ ขอ้ คานงึ ของการออกแบบ และข้ันตอนการออกแบบ ดังนี้
1. ความหมายของการออกแบบ
ราชบัณฑิตยสภา. (2554). ให้รายละเอียดกว่า“การ”เป็นคานาม คืองานหรือส่ิงท่ีทา
“ออก”เป็นคากริยา คือทาให้เกิดขึ้น มีขึ้น“แบบ”เป็นคานาม คือรูปลักษณะ เช่น แบบเส้ือ การ
ออกแบบเครื่องแต่งกาย หมายถึง งานหรือส่ิงท่ีทาให้เกิดข้ึน มีข้ึนเป็นรูปลักษณะ เช่น แบบเสื้อ
เก่ียวกับตัวหรือร่างกายของนักแสดงทั้งอาภรณ์คือเส้ือผ้าเครื่องแต่งกาย ถนิมพิม พาภรณ์
เครื่องประดับ และศิราภรณ์ เคร่ืองประดับศีรษะ ของนักแสดง โดยให้สอดคล้องกับลักษณะรูปแบบ
และคณุ สมบตั คิ วามตอ้ งการของบทและขนาดของนักแสดง
2. ความสาคัญของการออกแบบ
ความสาคัญของการออกแบบมคี วามสาคัญต่อการทางานการสร้างสรรคเ์ ส้ือผ้าเครื่องแต่ง
กายประกอบการแสดง คือ
2.1 มีความสาคัญต่อการเตรียมการปฏิบัติงาน การออกแบบ คือ การวาง แผนการ
ทางานท่ีดี เช่น วางแผนจะทาเคร่ืองแต่งกายละครรา จาเป็นต้องออกแบบรูปทรงของเครื่องแต่งกาย
อาจจะเป็นกรองคอ ผ้าห่มนาง ต้นแขน ข้อมือ หรืออื่น ๆ จะต้องออกแบบให้ถูกต้องมีสัดส่วนที่
สวยงามตามเรอื นรา่ งของนักแสดงนนั่ เอง
2.2 มีความสาคัญต่อการนาเสนอผลงาน ผลงานออกแบบโดยเฉพาะเสื้อผ้าเคร่ืองแต่ง
กายของนักแสดง จะช่วยให้ผู้เกย่ี วข้องมีความเข้าใจตรงกันอย่างชัดเจน ดังนั้นการสื่อความหมายโดย
196
ผ่านการออกแบบเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกาย เป็นการส่ือความหมายท่ีจะนาเสนองานให้น่าสนใจ มีความ
ชัดเจนในเนื้อกิจกรรมมากยง่ิ ข้ึน
2.3 มีความสาคัญสามารถอธิบายรายละเอียดเก่ียวกับงานได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น งาน
บางประเภท อาจมีรายละเอียดมากมาย ซบั ซอ้ น ผลงานออกแบบ จะชว่ ยให้ผู้เกยี่ วขอ้ ง และผ้พู บเห็น
มีความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งข้ึน ในบางโอกาสเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายท่ีผ่านการออกแบบจากแนวคิด
ของผูส้ รา้ งงานอาจเป็น ตวั แทนความคดิ ของผู้ออกแบบไดท้ ้ังหมด
ดังนั้นการออกแบบ จึงมีความสาคัญมากถ้าผอู้ อกแบบกับผ้สู ร้างงานหรือผู้ผลิต เป็นคนละคน
กัน เชน่ อาจารย์เปน็ คนออกแบบเพื่อปกั ชุดเครอื่ งแต่งกาย หรอื เครื่องประดับท่ีทาจากขี้รักเทียม และ
ให้นักศึกษาเป็นคนทา บางครั้งถ้าผู้ทาไม่เข้าใจในแบบอย่างถูกต้องอาจเกิดปัญหา และอาจจะทาให้
เครื่องประดับที่เกิดปัญหาไม่สมบูรณ์ถูกต้องตามส่ิงท่ีผู้สร้างงานมีเป้าประสงค์อยากให้เป็นส่ือ
ความหมายไม่ถูกต้องต่อภาพลักษณ์ของการแสดงได้ในที่สุด ในทางกลับกันถ้าแบบหรือการออกแบบ
ถูกต้องสมบูรณก์ จ็ ะเป็นสง่ิ สง่ เสรมิ ใหง้ านท่ีท่มุ เทประความสาเรจ็ ในทุกมิติไดน้ ั่นเอง
3. ขอ้ คานงึ ของการออกแบบ
ข้อคานึงของการออกแบบเป็นศิลปะอย่างหนึ่งท่ีต้องทาตรวจสอบ จารุนันท์ เชาวน์ดี,
(2560). ช้ีแจงว่าเสื้อผ้าเป็นส่วนหน่ึงของเคร่ืองนุ่งห่ม หรือเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้ามีไว้ปกปิดร่างกาย
และป้องกันภัยจากส่ิงแวดล้อมภายนอก และเสื้อผ้ายังช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้มีภาพลักษณ์ท่ีดี
นักแสดงก็เช่นกันหากผู้จัดมีศิลปะในการจัดสรรเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็จะส่งเสริ มให้ภาพลักษณ์ของ
การแสดงน้ันดีย่ิงข้ึน องค์ประกอบศิลปะท่ีนามาเกี่ยวข้องกับเส้ือผ้าและการแต่งกายประกอบการ
แสดงนน้ั ตอ้ งตรวจสอบในองค์ประกอบตอ่ ไปนี้
3.1 ขนาดและสัดส่วน (Size and Proportion) ขนาดและสัดส่วนมีความสัมพันธ์กัน
ขนาดเก่ียวพันกับสัดส่วน หากร่างกายมีขนาดใหญ่ สัดส่วนจะขยายใหญ่ ดังน้ันในการแต่งกาย หรือ
การออกแบบเส้ือผ้าที่แก้ไขข้อบกพร่องของสัดส่วนของร่างกาย เช่น คนหน้าอกใหญ่ ควรสวมเส้ือท่ีมี
ปกหรือเส้ือคอวี เพ่ือช่วยให้ทรวงอกเล็กลง หรือผู้ท่ีอ้วนควรเลือกเส้ือผ้าชุดหลวมท่ีไม่เน้นบริเวณเอว
หรือคบั ตงึ เพราะจะเนน้ ให้เห็นขนาดทชี่ ดั เจน
3.2 ความกลมกลืน (Harmony) ความกลมกลืนในการแต่งกาย ได้แก่ ความกลมกลืน
ของสีเสื้อผ้าและการตกแต่ง การใช้สีตกแต่ง ควรมีความกลมกลืนกับบุคลิก อายุ เพศ และวัย
ผสู้ ูงอายคุ วรใชเ้ ส้อื ผา้ ท่มี ีสีเขม้ ไม่ฉูดฉาด เพราะจะทาให้ดูอ่อนโยน
3.3 การตัดกัน (Contrast) การตัดกันในการแต่งกาย ทาได้หลายวิธี ท้ังในด้านการตัด
กันด้วยขนาด ลวดลาย แบบ หรือสี การตัดกันเพ่ือสร้างจุดเด่น ดังนั้นในการตัดกัน จึงควรคานึงถึงผู้
สวมใส่ ว่ามีบุคลิกภาพที่เหมาะสมเป็นเบ้ืองต้น อย่างไรก็ตามในทางศิลปะละครรา ในอดีตน้ัน
พยายามยดึ หลักความตัดกันของสีที่เห็นเด่นชัด เช่น สเี ขียวกบั สีแดง สีเหลืองกับสีม่วง สฟี ้ากับสีชมพู
197
แตใ่ นปัจจุบันน้ีรสนยิ มของสภุ าพชนโดยท่วั ไปอาจมีการเปลยี่ นแปลงอาจต้องการความกลมกลืนของสี
บนเสื้อผ้าเคร่อื งแตง่ กายตามทีเ่ หน็ ในปจั จุบนั
3.4 เอกภาพ (Unity) เอกภาพของการแต่งกายคล้ายกับความกลมกลืน ซึ่งเน้นในด้าน
ความสัมพันธ์และความสอดคล้อง ในการแต่งกายควรให้มีความสอดคล้องในด้านแบบ สี หรือการ
ตกแต่ง ให้ผสมกลมกลืนเป็นกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตามในศิลปะละครราของไทยย่อมมีเอกภาพของ
แบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทไี่ มเ่ หมือนใครท้งั ท่ีเปน็ แบบของตวั พระ ตวั นาง หรืออื่น ๆ
3.5 จังหวะ (Rhythm) ในการแต่งกาย จังหวะเปรียบเสมือนช่วงระยะของการนาสายตา
ที่เช่ือมโยงหรือต่อเน่ืองกัน หรือการประสานต่อเนื่องกันของสายตาอย่างมีจังหวะของส่วนประกอบ
เครอื่ งแต่งกาย เช่น ปกเสอ้ื เขม็ ขัด กระโปรงหรอื รองเท้า การออกแบบเสอื้ ผา้ อย่างมีจังหวะก็เพือ่ สาน
องค์ประกอบย่อยเข้าเป็นองค์ประกอบใหญ่ เพื่อสร้างจุดเด่นท่ีชัดเจน การเชื่อมโยงสายตาอย่างมี
จังหวะสามารถทาได้โดยการซ้าของวัสดุท่ีคล้ายกัน หรือต่างกัน โดยทาเป็นจังหวะที่เหมือนกันหรือ
ต่างกัน ซ่ึงขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการสร้างจุดสนใจน้ัน ๆ เช่น การวางลายสาหรับปักเคร่ืองแต่ง
กายของศิลปะละครรา จะต้องวางลายให้มีจังหวะสม่าเสมอ ประณีตงดงาม ฟากซ้าย ขวาจะต้อง
สมดุลกัน เหมอื นกนั ทสี่ ามารถมองแลว้ สบายตาและเมือ่ กระทบแสงไฟจะต้องสวยงามนนั่ เอง
3.6 การเน้น (Emphasis) เมื่อจังหวะสร้างจุดเด่น จุดเด่นนั้นจะทาให้เกิดการเน้น ในการ
เน้นของการแต่งกายเป็นการอาพรางข้อบกพร่อง โดยเบี่ยงเบนความสนใจไปยังส่วนอ่ืน หรือใน
ขณะเดียวกนั การเนน้ อาจเรยี กร้องหรอื สรา้ งจุดสนใจให้กบั การออกแบบน้นั ๆ ในการเน้นอาจเนน้ ด้วย
เคร่อื งประดับ ลวดลาย หรือสสี นั ของลวดลายผา้
3.7 ความสมดุล (Balance) ความสมดุลในการแต่งกายทาได้หลายวิธี ในการสร้างความ
สมดุลของการแต่งกายจะจดั แบ่งเป็นด้านบน และดา้ นล่าง เชน่ ลายเส้ือ ลายสนับเพลาจะตอ้ งมีความ
สมดุลสวยงาม ขนาดการจัดวางต้องตรวจสอบอย่างประณีต ทั้งทางซ้าย ทางขวา กรองคอ ต้นแขน
ต้องจัดวางให้สมดลุ งดงามน่ันเอง
3.8 สี (Color) สีเป็นองค์ประกอบสาคัญสาหรับงานศิลปะ เพราะสีต่าง ๆ จะทาให้เกิด
ความสวยงาม นา่ สนใจ และแสดงถึงอารมณ์ ความรู้สึก ในการแตง่ กายสีจะชว่ ยเสริมบุคลิกของผ้สู วม
ใส และยังเป็นแรงบันดาลใจในการแสดงออกถึงความรู้สึกการสร้างเคร่ืองแต่งกายทางนาฏศิลป์ไทย
ให้ความสาคัญต่อสีมาก เพราะอาจมีข้อบังคับเรื่องสีกับบทบาทของตัวละคร เช่น พระรามต้องเป็นสี
เขียว หนุมานต้องเป็นสีขาว นางสดี าต้องมสี เี ขียวขลิบแดง และอ่ืน ๆ
4. ข้ันตอนการออกแบบ
ข้นั ตอนการออกแบบเคร่ืองแต่งกายมีเพียง 5 ข้ันตอน คือ การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ
การทาแพทเทิรน์ การทดลองสวมใส่จริง การตดั เย็บและผลิต และการฝีกฝน ดังนี้
198
4.1 การออกแบบและสเก็ตช์ภาพ มีความสาคัญเป็นลาดับแรกของการออกแบบเสื้อผ้า
เคร่ืองแต่งกาย หากเราจะทาชุดระบาขึ้นมาชุดใดชุดหนึ่ง ซ่ึงเราอาจจะไปพบเจอกับสถานการณ์ใดท่ี
เป็นประสบการณ์ดี ๆ เช่น ไปพบเห็นภาพจากฝาผนังวัด หรือจากสื่อต่าง ๆ แล้วมาจินตนาการบวก
กับความคิดสร้างสรรค์ท่ีมี จากน้ันมานั่งวาดแบบตามความต้องการของตัวเรา ว่าองค์ประกอบท่ี
สาคัญของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จะปรากฏในชุดระบาชุดนี้ต้องการให้ออกมาในรู ปแบบอย่างไร
อาจจะต้องมีการวาดภาพคร่าว ๆ หยาบ ๆ ลงบนแผ่นกระดาษก่อนซ่ึงในขั้นตอนนี้เราเรียกว่าการ
ออกแบบและสเก็ตชภ์ าพนนั่ เอง
4.2 การทาแพทเทิร์น เป็นการแกะรูปแบบจากภาพสเก็ตช์ที่ร่างไว้ในกระดาษให้ออกมา
มขี นาดที่สมบูรณเ์ ท่ากับอปุ กรณ์ทจ่ี ะต้องใช้ เชน่ กรองคอ ต้องมกี ารขยายขนาดตามสัดส่วนท่ตี อ้ งการ
บนเรือนร่างนักแสดง จากประสบการณ์ของผู้เขยี นน้นั พบวา่ หากเราจะสร้างแพทเทริ ์นเครื่องแต่งกาย
ประกอบการแสดงสาหรับนักแสดงที่มีประสบการณ์จริง เข้าใจระบบการทางานท่ีเป็นการแสดง จะ
สามารถสร้างแพทเทิร์นได้อย่างถูกต้องใช้งานได้จริง วิธีการง่าย ๆ คือ วาดแบบท่ีต้องการลงใน
แผ่นกระดาษแล้วนามาวัดกับขนาดของหุ่น หรือโดยการนาเอาอุปกรณ์การแต่งกายที่เราเห็นว่า
สามารถใส่ได้ถูกต้องสวยงามมาก๊อปปี้แบบวาดลายเป็นแพทเทิร์นก็ได้ เพียงแต่จะต้องแกะรูป
แบบอยา่ งประณีตถกู ตอ้ งตามขนาดและการจดั วางงา่ ยต่อการสวมใส่ของนักแสดง
4.3 การทดลองสวมใส่จริง มีความจาเป็นอย่างมากสาหรับนักแสดงเพราะเสื้อผ้าเครื่อง
แต่งกายเป็นการเสริมบุคลิกภาพให้มีความโดดเด่น หากสวมใส่แล้วเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายเล็กหรือคับ
ไปไม่เหมาะกับรูปร่างของนักแสดง หรือทางกลับกันเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายใหญ่เกินไปก็อาจทาให้
นกั แสดงดรู มุ่ ร่ามไมช่ วนมอง ดงั นั้น สิง่ จาเป็นอยา่ งย่งิ คอื เมอื่ สร้างแพทเทิร์น หรือออกแบบแล้วควรให้
นักแสดงทดลองสวมใส่เพ่ือความพอดีตัว กระชับสัดส่วนเหมาะสมกับการนาเสนอในที่สาธารณชน
น่นั เอง
4.4 การตัดเย็บและผลิต เร่ิมเมื่อเราออกแบบ และทาแพทเทิร์นเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่ม
ขั้นตอนท่ี 4 นั่นคือ ขั้นตอนการผลิต การผลิตเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายของนักแสดงของละครไทย ส่วน
ใหญ่ถ้าเป็นประเภทละครเวที หรือการแสดงสมัยใหม่ในปัจจุบัน จะต้องพึ่งพาอาศัยช่างตัดเส้ือผ้าให้
ตัดให้โดยให้แกะแบบจากท่ีสร้างข้ึนให้เข้าใจก่อน ซ่ึงจะลดปัญหาของแรงงานนักแสดงได้เป็นอย่าง
มาก อย่างไรก็ตามในทางศิลปะละครราน้ันจะต้องมีการปักท่ีเรียกว่าปักเครื่อง โดยการสร้างรูปแบบ
ของเส้ือผ้า แล้วนาเอาด้ินหรือเลื่อมมาปักเพ่ือให้เกิดลวดลายตามท่ีกาหนดตามขนาดสัดส่วนของ
นักแสดงทีก่ าหนดตามบท
4.5 การฝึกฝน นักออกแบบเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายท่ีดีจะต้องมีความขยัน อดทน และฝึก
ฝีมือของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะการปักลวดลายต่าง ๆ บนเส้ือผ้าเคร่ืองแต่งกายซ่ึงเป็นภูมิปัญญา
ไทยน้ันมีกระบวนการหลายข้ันตอน อีกท้ังเป็นทักษะอย่างหน่ึงที่จะต้องฝึกฝนพัฒนาอย่างต่อเน่ือง
199
และเมื่อทาเป็นแล้วเสน่ห์อย่างหนึ่งของการทาเสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายน้ัน หากทาบ่อย ๆ ชานาญจะ
สามารถปักได้รวดเร็วและสวยงามเพราะความชานาญการเพ่ิมขึ้นน่ันเอง
การสร้างเครือ่ งแตง่ กายละครรา
การสร้างเครื่องแต่งกายละครรา เป็นขั้นตอนประณีตศิลป์ท่ีเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย
มาแต่อดีต มีเทคนิคมีวิธีการมีขั้นตอนรายละเอียดมากมาย คือ สีของเครื่องแต่งกาย สีกายของตัว
ละคร ลายที่ใชส้ ร้างเคร่อื งแตง่ กาย และตวั แบบของเคร่อื งแต่งกายละครรา ดงั น้ี
1. สขี องเคร่อื งแต่งกาย
สขี องเครอ่ื งแต่งกายท่ีจะนามาสร้างสรรค์นั้นมักเกิดจากความต้องการของ องค์ประกอบ
เช่น บทละครเป็นตัวกาหนด ว่าต้องการตัวละครประเภทใด ส่วนใหญ่แล้วตัวละครท่ีมีปรากฏใน
ศลิ ปะละครรามักมสี ีกายท่ีกาหนดโดยศิลปินตน้ แบบ เช่น พระรามสีเขยี ว พระลกั ษณ์สีเหลอื ง หาก
จะสร้างเครื่องแต่งกายก็ต้องตรวจสอบให้ถูกต้องตามสีที่กาหนดในบทละครน้ัน ๆ แต่ในบางครั้งผู้
สร้างสรรค์ก็สามารถเลือกสีท่ีตนเองรัก หรือชอบได้ แต่โดยปกติแล้วเคร่ืองแต่งกายตัวละครจะต้อง
ประกอบด้วย การใช้ผ้าที่มีสีอย่างน้อยแล้ว 2 สี เป็นสาคัญ ตามความนิยมของขนบของการสร้าง
เครื่องต่างกายละคร มักใช้สีท่ีตัดกันเป็นพ้ืน เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างเคร่ืองแต่งกายจะได้รวบรวมองค์
ความรทู้ ี่เก่ียวกับสขี องเครอื่ งแต่งกายสาหรับใช้เป็นหลักเบื้องต้นของการสร้าง คือ สีกายของตวั ละคร
และสีของตวั ผา้ และขลิบ ดงั น้ี
2. สกี ายของตัวละคร
สีกายของตัวละครในการแสดงนาฏศิลป์เฉพาะอย่างยิ่งโขนซึ่งเป็นประณีตศิ ลป์มี
ความสาคัญท่ีต้องศกึ ษาสาหรบั ผ้ทู ่ีจะสร้างเครอ่ื งแต่งกาย เพราะบทละครมีการกาหนดสีกายไวช้ ัดเจน
ตามบทบาทรวมทั้งสีกายที่กากบั ไวใ้ นรามเกียรติน์ า่ สนใจ ดังนี้
2.1 พระราม เป็นพระนารายณ์อวตารมาเกิดเป็นพระรามเพ่ือปราบยักษ์ เนื้อกายมีสี
เขียว ชุดที่แต่งเป็นสีเขยี วแถบหรือขลิบแดง
2.2 พระลักษณ์ เป็นลูกของท้าวทศรถกับมเหสีองค์ที่ 3 คือนางสมุทรเป็นพระอนุชาของ
พระรามตา่ งมารดากนั เน้อื กายมสี ที อง ชุดทแ่ี ต่งเป็นสีเหลืองแถบหรือขลบิ มว่ ง
2.3 นางสดี า เปน็ ธดิ าของทศกณั ฐก์ บั นางมณโฑ ชุดท่แี ตง่ เปน็ สีแดงแถบหรอื ขลิบเขียว
2.4 ทศกัณฐ์ พญายักษ์เจ้ากรงุ ลงกาองค์ท่ี 3 มกี ายสเี ขยี วหนา้ เขียวกบั หนา้ ทอง ชุดทแ่ี ต่ง
จึงเปน็ สเี ขียวแถบหรือขลบิ แดง
2.5 หนุมาน เป็นพญาวานรเป็นลงิ เผือกลักษณะของหนุมานมีกายสีเผือกชุดจึงเป็นสีขาว
แถบหรือขลบิ แดง
200
2.6 พิเภก เป็นพญายักษ์บุตรท้าวลัสเตียนกับนางรัชฎา มีกายสีเขียว ชุดที่แต่งจึงเป็นสี
เขยี วแถบหรือขลิบแดง
2.7 สหัสเดชะ พญารากษส มกี ายสีขาว มหี นึ่งพนั พักตร์สองพนั กร ชุดท่ีแต่งจึงเป็นสีขาว
แถบหรือขลิบทองและเหลือง
2.8 พาลี พญาวานรเจา้ กรงุ ขดี ขนิ มกี ายสเี ขยี ว ชดุ ทีแ่ ต่งจงึ เป็นสเี ขยี วแถบหรือขลบิ แดง
2.9 มัจฉานุ (พระยาหนุราชา) เป็นโอรสของหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา มีกายเป็นสี
ขาวชดุ ท่ีแต่งจงึ เป็นสขี าวแถบหรอื ขลิบแดง
2.10 อินทรชิต ลูกของทศกัณฐ์กับนางมณโฑเดิมชื่อรณพักตร์ กายมีสีเขียว ชุดท่ีแต่งมี
ลกั ษณะเป็นสีเขียวแถบหรือขลิบแดง
2.11 สามนักขา เป็นนางยักษ์น้องสาวของทศกณั ฐ์มีกายสีเขียวสด ชุดท่ีแต่งเป็นจึงเป็นสี
เขยี วแถบหรือขลิบแดง
2.12 นนทุก เป็นยักษ์ นับเป็นอสูรเทพบุตร มีหน้าที่ล้างเท้าเทวดาผู้ขึ้นไปเฝ้าพระเป็น
เจา้ อยู่ที่เชิงบันใดเขาไกรลาส ถูกเทวดาตบหวั ลูบหน้า ถอนผมเล่นอยู่เสมอเป็นเวลาตั้งแต่โกฏปิ ี จนผม
โกรนโลน้ เกลีย้ งถงึ เพียงหู ลักษณะมีกายสเี ขยี ว ชุดทแ่ี ต่งเป็นจึงเปน็ สเี ขยี วแถบหรอื ขลิบแดง
2.13 พระมงกุฎ เป็นโอรสพระรามกับนางสีดา สีกายเขียวทรงม้าสีขาวล้วน ประสูติ ณ
สานักพระฤาษีวัชมฤค พระมงกุฎได้ศึกษาศิลป์ศาสตร์ร่วมกับน้องชื่อลม ชุดท่ีแต่งเป็นจึงเป็นสีเขียว
แถบหรือขลบิ แดง
2.14 สัทธาสูร เป็นเผ่าพงศ์ครองเมืองหัสดงศ์ ได้เวทย์จากพระพรหมสามารถเรียกอาวุธ
จากเทวดาท้งั หมด สกี ายมีสีหงส์เสนชุดทแี่ ตง่ เป็นจึงเปน็ สีแดงแถบหรือขลิบเขยี ว
2.15 ไมยราพ พญายักษ์ลูกท้าวยมยักษ์ เป็นเจ้ากรุงบาดาลรู้มนต์สะกดทับและเคร่ือง
สรรพยาเป่ากล้องถอดดวงจิตไว้ท่ีเขาตรีกูฎได้มัจฉานุไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม มีกายเป็นสีม่วงอ่อน
ชดุ ทแ่ี ตง่ เปน็ จงึ เปน็ สมี ่วงแถบหรอื ขลบิ เหลอื ง
2.16 สหัสสะเดชะ เป็นเผ่าพงศ์ยักษ์แห่งอสูรยักษ์ครองเมืองปางตาล มเี ศยี รหนึ่งพันและ
มือสองพัน มีกระบองวิเศษเป็นอาวุธ ซ่ึงต้นช้ีตาย ปลายชี้เป็น กายสีขาว ชุดท่ีแต่งเป็นจึงเป็นสีขาว
แถบหรอื ขลบิ แดง
2.17 บรรลัยจักร เป็นยักษ์ในเรื่องรามเกียรต์ิ ตามประวัติว่าเป็นลูกของทศกัณฑ์กับนาง
กาลอคั คี กายสีแดงสด ชดุ ท่ีแต่งเปน็ จงึ เป็นสมี ่วงออ่ นแถบหรือขลบิ เหลอื ง
2.18 วริ ุณจาบัง เปน็ อสรู ยักษ์หลานทศกัณฑ์ ลูกพญาทุษณ์แห่งกรุงจารึก แคว้นชนบท มี
กายสีมอหมกึ ชุดทแ่ี ต่งเป็นจึงเปน็ สมี ่วงเปลอื กมังคุดแถบหรือขลบิ เหลอื ง
2.19 วายุภกั ษ์ เป็นนกอนิ ทรยี ์ทส่ี ืบสายมาจากอสรู ยกั ษ์ หน้าเป็นยักษ์แมเ่ ป็นนก พอ่ เป็น
ยกั ษ์ วายภุ ักษ์เปน็ เจ้าเมอื งวิเชยี ร มกี ายสีเขียว ชดุ ทแี่ ต่งเปน็ จงึ เปน็ สเี ขียวแถบหรือขลิบแดง