The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patsarit3089, 2021-12-16 02:03:34

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ

แผนการจัดการเรียนรู้ วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ

๓๓

1) ใช้สายเคเบิลมากเท่ากับจานวนเคร่ืองท่ีเชื่อมต่อ ซ่ึงหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วย แต่ก็ใช้สาย
เคเบลิ มากกว่าแบบ BUS กับแบบ RING

2) การเพิ่มโหนดใดๆ จะตอ้ งมีพอร์ตเพียงพอต่อการเชื่อมโหนดใหม่ และจะต้องโยงสายจากพอร์ต
ของฮบั (Hub) มายงั สถานทที่ ่ีตงั้ เคร่ือง

3) เน่ืองจากมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ฮับ (Hub) หากฮับเกิดข้อขัดข้องหรือเสียหายใช้งานไม่ได้
คอมพวิ เตอร์ตา่ งๆ ทีเ่ ช่อื มตอ่ เขา้ กบั ฮับ (Hub) ดงั กลา่ วกจ็ ะใช้งานไม่ไดท้ ้ังหมด

2.4.2.เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network) เป็นเครือข่ายท่ีเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ด้วยสายเคเบิลเดียว
ในลกั ษณะวงแหวนไมม่ ีเครอ่ื งคอมพิวเตอร์เปน็ ศนู ย์กลาง ขอ้ มลู จะต้องผา่ นไปยังคอมพิวเตอร์รอบๆ วง
แหวน และผ่านเคร่ืองคอมพิวเตอร์ทุกเคร่ืองเพ่ือไปยังสถานีที่ต้องการ ซ่ึงข้อมูลที่ส่งไปจะไปในทิศทาง
เดยี วกัน การวง่ิ ของข้อมลู ในเครือข่ายวงแหวนจะใช้ทิศทางเดยี วเทา่ น้นั เมื่อคอมพวิ เตอร์เครื่องหน่ึงส่ง
ขอ้ มูล มันจะสง่ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวถัดไป ถา้ ข้อมูลที่รบั มาไมต่ รงตามทคี่ อมพิวเตอรต์ ้นทางระบุ
มันก็จะส่งผ่านไปให้คอมพิวเตอร์เครื่องถัดไป ซ่ึงจะเป็นขั้นตอนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง
คอมพิวเตอรป์ ลายทาง ทถี่ ูกระบตุ ามทอ่ี ยจู่ ากเครอื่ งต้นทาง
ข้อดขี องเครือขา่ ยแบบวงแหวน
1) แตล่ ะโหนดในวงแหวนมีโอกาสทีจ่ ะสง่ ข้อมลู ไดเ้ ทา่ เทยี มกัน
2) ประหยัดสายสัญญาณ โดยจะใชส้ ายสญั ญาณเทา่ กบั จานวนโหนดท่ีเชื่อมต่อ
3) ง่ายตอ่ การติดตัง้ และการเพิม่ /ลบจานวนโหนด
ขอ้ เสยี ของเครือข่ายแบบวงแหวน
1) หากวงแหวนเกิดขาดหรอื เสียหาย จะสง่ ผลต่อระบบทั้งหมด
2) ยากตอ่ การตรวจสอบ ในกรณีทีม่ โี หนดใดโหนดหนึ่งเกดิ ขดั ข้อง เนื่องจากต้องตรวจสอบทลี ะจุด
ว่าเกิดข้อขัดข้องอยา่ งไร

2.4.3.เครือข่ายแบบบัส (Bus Network) จะมีการเช่ือมต่อคอมพิวเตอร์บนสายเคเบิล ซึ่งเรียกว่าบัส
คอมพิวเตอร์เคร่ืองหนึ่งๆ สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้เป็นอิสระ ในการส่งข้อมูลนั้นจะมีเพียงคอมพิวเตอร์
ตัวเดียวเท่าน้ันท่ีสามารถส่งข้อมูลได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ จากน้ันข้อมูลจะวิ่งไปตลอดความยาวของสาย
เคเบิล แล้วคอมพวิ เตอรป์ ลายทางจะรบั ข้อมูลทว่ี งิ่ ผ่านมา
ข้อดีของเครือขา่ ยแบบบัส
1) เปน็ โครงสร้างทไี่ มซ่ บั ซอ้ น และตดิ ต้งั งา่ ย
2) ง่ายตอ่ การเพ่ิมจานวนโหนด โดยสามารถเชอ่ื มต่อเข้ากบั สายแกนหลักได้ทนั ที
3) ประหยดั สายสง่ ขอ้ มูล เนอื่ งจากใชส้ ายแกนหลักเพยี งเส้นเดียว
ขอ้ เสยี ของเครอื ข่ายแบบบสั
1) หากสายเคเบิลท่ีเป็นสายแกนหลกั ขาดจะสง่ ผลให้เครอื ข่ายตอ้ งหยุดชะงักในทนั ที
2) กรณรี ะบบเกดิ ข้อผดิ พลาดใดๆ จะหาข้อผดิ พลาดไดย้ าก
3) ระหว่างโหนดแตล่ ะโหนดจะต้องมีระยะหา่ งตามข้อกาหนด

2.4.4. เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Network) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบ
ต่างๆ หลายๆ แบบเข้าด้วยกัน คือจะมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ย่อยหลายๆ เครือข่ายเพ่ือให้เกิด
ประสิทธิภาพสูงสุดในการทางานเครือข่ายบริเวณกว้าง ซึ่งเครือข่ายที่ถูกเชื่อมต่ออาจจะอยู่ห่างกันคน
ละจังหวัด หรือ อาจจะอยู่คนละประเทศก็เปน็ ได้
ข้อดีของเครอื ข่ายแบบผสม

๓๔

1) สามารถเข้าถงึ เครอื ข่ายท่อี ยูใ่ นระยะไกลได้
2) ทาให้การส่ือสารข้อมูลมปี ระสทิ ธภิ าพ
ข้อเสยี ของเครอื ขา่ ยแบบผสม
1) ดแู ลระบบยาก และเสยี คา่ ใช้จ่ายในการดูแลรกั ษาสูง
2) โครงสรา้ งมีความซบั ซอ้ นมรี ูปแบบไม่แน่นอน

2.5 ประเภทของระบบเครือขา่ ย
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งตามลักษณะการเชื่อมต่อทางภูมิศาสตร์ หรือระยะทางการเชื่อมตอ่

สามารถแบ่งได้เปน็ 3 ประเภท คอื
2.5.1 เครอื ขา่ ยเฉพาะบริเวณหรอื แลน LAN (Local Area Network)คอื การเชอ่ื มโยงคอมพิวเตอร์เป็น

Network โดยทคี่ อมพิวเตอร์แต่ละเครื่องอยู่ในอาณาเขตเดียวกันหรือไม่ไกลกันนัก เช่น ภายในอาคาร
เดียวกันหรืออาคารท่ีอยู่ติดกันโดยใช้สายเคเบิ้ลเป็นตัวกลางในการเช่ือมโยง ซึ่งจะเป็นสายเคเบ้ิลที่ใช้
ต่อ LAN โดยเฉพาะ เช่น อาจจะเป็นสายโคแอกเชียวหรือสาย UTP เป็นต้น ระบบ LAN น้ีจะเป็นการ
เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของแต่ละแผนกในบริษัท เพื่อให้แต่ละแผนกสามารถทางานร่วมกันได้อย่าง
สะดวก การทางานทั่วไปของเครือข่ายเฉพาะบริเวณ 3 อย่างคือ การใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกัน การใช้แหล่ง
สารสนเทศร่วมกนั และการใชโ้ ปรแกรมรว่ มกัน

การใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกัน ช่วยให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแต่ละเคร่ืองที่อยู่ในเครือข่ายสามารถ
เข้าถึงและใช้อุปกรณ์ซึ่งมีราคาแพงเกินกว่าจะสามารถจัดซื้อหรือไม่คุ้มค่าที่จะจัดซ้ือให้กับผู้ใช้
คอมพิวเตอร์แต่ละคน เนื่องจากมีการใช้งานเพียงบางโอกาสเท่านั้น เช่น เม่ือผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วน
บุคคลที่อยู่ร่วมในเครือข่ายแต่ละคนต้องการใช้เครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์หากใช้เครือข่ายเฉพาะบริเวณ
จะใช้วิธีจัดซื้อเคร่ืองพิมพ์เลเซอร์มาเป็นส่วนหน่ึงของระบบเครือข่าย เม่ือใดท่ีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วน
บุคคลท่ีอยู่ในระบบเครือข่ายต้องการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์สามารถขอเข้าไปใช้ในเครือข่ายได้ แสดง
เครือข่ายเฉพาะบริเวณอย่างง่ายๆ ท่ีประกอบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 4 ชุดเช่ือมต่อกันด้วยสายตัวนา
มคี อมพวิ เตอร์ 3 ชุด ( ชุดท่ี 1 ตงั้ อยู่ทีฝ่ า่ ยขายและตลาด ชุดที่ 2 อย่ทู ฝ่ี า่ ยบญั ชี และชุดท่ี 3 อยทู่ ี่ฝ่าย
บุคคล ) ไวพ้ ร้อมให้ใชต้ ลอดเวลา สว่ นคอมพิวเตอรช์ ดุ ท่ี 4 เรียกวา่ ผใู้ ห้บรกิ ารหรือเซิรฟ์ เวอร์ (Server)
หรือเรียกว่าหน่วยควบคุมเครือข่าย (network control unit) เป็นชุดที่เตรียมไว้เพ่ือให้บริการและทา
หน้าที่ควบคุมดูแลและสนองความต้องการในการติดต่อสื่อสารของคอมพิวเตอร์ชุดต่างๆ ที่มีอยู่ใน
ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ที่เป็นชุดสาหรับให้บริการในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณดังตัวอย่าง มี
การเช่ือมต่อกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ทาให้คอมพิวเตอร์ทุกชุดในระบบเครือข่ายนี้สามารถใช้เคร่ืองพิมพ์
เลเซอรไ์ ด้

การใช้ข้อมูลสารสนเทศร่วมกัน ช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมตอ่ อยู่ในระบบเครือข่ายทุกคน
สามารถเข้าถึงข้อมูลท่ีเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์เคร่ืองใดๆ ก็ได้ที่อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน ในทาง
ปฏิบัติมักจะมีการใช้ร่วมกันทั้งอุปกรณ์และข้อมูลสารสนเทศ ตัวอย่างในรูปแสดงให้เห็นว่ามีการเก็บ
บันทึกเกยี่ วกับยอดขายประจาวนั ไว้ในฮารด์ ดสิ ก์ของคอมพิวเตอร์ท่ที าหนา้ ที่เปน็ ไฟลเ์ ซริ ์ฟเวอร์ ถ้าผ้ใู ด
ที่อยู่ในระบบเครือขา่ ยต้องการขอเข้าถึงขอ้ มลู ชดุ น้ีได้ ความสามารถในการบันทึกและเข้าถึงข้อมูลชุดน้ี
ได้ ความสามารถในการบันทึกและเข้าถึงข้อมูลร่วมกันได้น้ี เป็นลักษณะสาคัญของระบบเครือข่าย
เฉพาะบริเวณ การใช้ข้อมูลสารสนเทศร่วมกัน ส่วนใหญ่จะใช้วิธีให้บริการไฟล์ หรือวิธีบริการลูกค้าวิธี
ให้บริการไฟล์ (file-server) จะมีการส่งไฟล์ให้แก่ผู้ขอท่ีอยู่ในเครือข่ายทีละไฟล์โดยคอมพิวเตอร์ผู้ขอ

๓๕

จะไปประมวลผลข้อมูล ส่วนวิธีบริการลูกค้า (client-server) นั้น คอมพิวเตอร์ที่เป็นผู้ให้บริการจะ
ประมวลผลข้อมูลให้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้ก่อนท่ีจะส่งต่อไป วิธีการบริการลูกค้าน้ี จะช่วยลดจานวน
ข้อมลู ท่ตี ้องส่งต่อไปตามเครอื ข่ายไดม้ าก แตต่ ้องใชค้ อมพวิ เตอร์ท่ีมปี ระสิทธิภาพสูงเป็นผูใ้ หบ้ ริการ

การใช้โปรแกรมร่วมกันผู้ท่ีเป็นสมาชิกของเครือข่ายเฉพาะบริเวณ สามารถใช้โปรแกรมที่
ต้องการใช้บ่อย ๆ ร่วมกันได้ เช่น ถ้าผู้ใช้ต้องการใช้โปรแกรมประมวลคาเสมอ ๆ ก็สามารถนา
โปรแกรมดังกล่าวไปติดต้ังเข้าในเครื่องท่ีให้บริการ ผู้ใช้ทุกคนก็จะสามารถเข้าไปทางานในโปรแกรม
ประมวลคาไดต้ ามต้องการ ซง่ึ นบั วา่ เปน็ วธิ ีที่สะดวกรวดเร็วกว่าการที่จะบันทึกโปรแกรมไว้ในดสิ ก์และ
เตรียมแผ่นสารองไว้ท่ีคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง เนื่องจากการใช้โปรแกรมร่วมกันเป็นส่ิงที่ทากันอยู่เสมอ
ท้ังโปรแกรมท่ีจัดทาไว้ใช้เองภายในและโปรแกรมท่ีผลิตขึ้นเพื่อการค้า ในปัจจุบัน ผู้ผลิตโปรแกรม
หลายแหง่ ไดข้ ายโปรแกรมสาหรับใชใ้ นระบบเครือขา่ ย เมอื่ มผี ใู้ ชโ้ ปรแกรมท่ีผลิตขึน้ มาเป็นจานวนมาก
ผู้ผลิตจึงต้องกาหนดเง่ือนไขเร่ืองลิขสิทธ์ิในสถานที่ปฏิบัติงาน (Site License) ขึ้น การคิดค่าลิขสิทธิ์
ปกติจะนับตามจานวนเคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในระบบเครือข่าย ซ่ึงจะถูกกว่าการซ้ือโปรแกรมตาม
จานวนคอมพิวเตอร์ที่ใช้แต่ละเคร่ือง
2.5.2 เครือขา่ ยระดับเมือง (Metropolitan Area Network : MAN) การเชอื่ มต่อ เครือข่ายคอมพวิ เตอร์
เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ที่มีระยะทางการเชื่อมต่อไกลกว่า ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) แต่
ระยะทางยังคงใกลก้ วา่ ระบบ WAN (Wide Area Network)
2.5.3 เครือข่ายบริเวณกว้างหรือแวน WAN (Wide Area Network)มีขอบเขตเชิงภูมิศาสตร์กว้างขวาง
สามารถผสมผสานช่องทางการสือ่ สารต่าง ๆ เช่น การใช้สายโทรศัพท์ไมโครเวฟดาวเทียมเข้าด้วยกัน
ได้ บริษัทท่ีมีเครือข่ายบริเวณกว้างจะรวมถึง บริษัทท่ีให้บริการทางโทรศัพท์ด้วย การย กเลิก
กฎระเบียบด้านโทรศัพท์ช่วยสนับสนุนให้หลายบริษัทสนใจสร้างระบบเครือข่ายบริเวณกว้างของ
ตนเองมากขึ้น หน่วยงานท่ีทางานดา้ นการสอื่ สาร เช่น เอ็มซีไอ (MCI) ไดส้ รา้ งเครอื ขา่ ยบริเวณกวา้ งขึ้น
เพ่ือแข่งขันกับบริษัทท่ีทางานด้านการสื่อสารอื่น ๆ บริษัทรับส่งข่าวสารบางแห่งมีบริการให้เช่าช่อง
ทางการส่ือสารท่ีเพ่ิมการทางานพิเศษขึ้นกว่าปกติท่ีเรียกว่า เครือข่ายเพ่ิมคุณค่า (Value-Added
Network) เช่นบริษัททิมเนต และบริษัทเทเลเนต มีบริการการสวิทช์กลุ่มข้อมูล ซ่ึงจะมีการรวมข้อมูล
จากผู้ใช้หลาย ๆ คนเข้าด้วยกันและส่งไปตามช่องทางการส่ือสารที่มีความเร็วสูง ข้อมูลดังกล่าวจะถูก
แยกและแจกจ่ายไปตามช่องทางการสื่อสารที่มีความเร็วต่ากว่าที่อยู่ทางด้านของผู้รับข้อมูล การใช้
ชอ่ งทางการสื่อสารความเร็วสงู รว่ มกนั ในลักษณะนเี้ ป็นวธิ กี ารท่ีประหยดั ค่าใชจ้ ่ายมากกว่าการท่ผี ู้ใช้แต่
ละคนจะมีช่องทางการส่ือสารความเร็วสูงไว้เป็นของตนเอง ปัจจุบันมีการให้บริการส่งข้อมูลในระบบ
เครือข่ายส่งข้อมูลดิจิตอลแบบรวมหรือไอเอสดีเอ็น (Integrated Service Digital Network หรือ
ISDN) ไอเอสดีเอ็น เป็นมาตรฐานสากลสาหรับการส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลของทั้งเสียงและข้อมูล
โดยการส่งคนละช่องทางและใชผ้ ู้สง่ คนละกลมุ่
การเชือ่ มโยงระหว่างเครือขา่ ย

ในกรณีที่ต้องการเช่ือมโยงเครือข่ายต่างชุดเข้าด้วยกัน สามารถทาได้โดยการใช้ประตูทางออก
และสะพาน ประตูทางออก (gateway) เป็นการประสมประสานอุปกรณ์และโปรแกรมเข้าด้วยกัน ซ่ึง
ช่วยให้ผู้ใช้ท่ีอยู่ในเครือข่ายชุดหนึ่งสามารถเข้าไปยังเครือขายชุดอื่นท่ีแตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น ใช้
ประตูทางออกในการเชื่อมต่อเครือข่ายเฉพาะบริเวณของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปยังเครือข่ายของ
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ สะพาน (bridge) เป็นการประสมประสานอุปกรณ์และโปรแกรมท่ีใช้ในการ
เชื่อมต่อเครือข่ายท่ีมีลักษณะคล้ายกัน ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งมีเครือข่ายเฉพาะบริเวณ (LAN) ของ

๓๖

ฝ่ายการเงินชุดหนึ่งและของฝ่ายการตลาดอีกชดุ หนึง่ เครือข่ายทั้งสองชุดมีลักษณะคล้ายกัน ในกรณีน้ี
อาจใช้สะพานเชื่อมโยงเครือข่ายสองชุดเข้าด้วยกันมีความเหมาะสมกว่าการเช่ือมต่อคอมพิวเตอร์
ท้ังหมดเข้าเป็นเครือข่ายชุดใหญ่ชุดเดียว เพราะแต่ละฝ่ายต้องการเข้าถึงข้อมูลท่ีอยู่ในหน่วยความจา
ของอกี ฝา่ ยหนึ่งเพียงบางโอกาสเทา่ นัน้

2.6อุปกรณ์ท่ใี ชใ้ นระบบเครือขา่ ย
2.6.1. โมเดม็ (Modem)โมเด็มเป็นฮารด์ แวรท์ ี่ทาหน้าท่แี ปลงสญั ญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิ

จิตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบน
ช่องสื่อสาร กระบวนการท่ีโมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน
(Modulation) โมเด็มทาหน้าท่ี มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการท่ีโมเด็มแปลงสัญญาณแอ
นะล็อก ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation)
โมเด็มหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 ประเภทโม
เด็กในปัจจุบันทางานเป็นท้งั โมเดม็ และ เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem
2.6.2. การ์ดเครือข่าย (Network Adapter) หรือ การ์ด LANเป็นอุปกรณ์ทาหน้าท่ีส่ือสาร
ระหว่างเคร่ืองต่างกันได้ไม่จาเป็นต้องเป็นรุ่น หรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซ้ือพร้อม ๆ กันก็แนะนาให้ซ้ือ
รุ่นและยีห้อเดียวกัน จะดีกว่าและควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถสง่ ข้อมูลได้เร็วกวา่ แบบ ISA
และเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดท่ีมีความเร็วเป็น 100 Mbpsซ่ึงจะมีราคา
มากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรคาหนึงถึงข้ัวต่อ
หรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยท่ัวไปคอน เน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC ,
RJ-45 เป็นตน้ ซึง่ คอนเนก็ เตอร์แต่ละแบบก็จะใชส้ ายทแ่ี ตกต่างกนั
2.6.3. เกตเวย์ (Gateway)เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งท่ีช่วยในการสื่อสาร
ขอ้ มูล คอมพิวเตอร์หนา้ ทหี่ ลักคอื ช่วยให้เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซ่งึ มลี กั ษณะ
ไมเ่ หมือนกันสามารถติดต่อสือ่ สารกันได้เหมอื นเป็นเครอื ข่าย เดียวกนั
2.6.4. เราท์เตอร์ (Router)เราท์เตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายท่ีทาหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้
เครือ ข่ายท่ีมีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
ได้ เราท์เตอร์จะทางานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol)
(โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ท่ีต่างกันให้สามารถส่ือสาร
กันได้
2.6.5. บริดจ์ (Bridge)บริดจ์มีลักษณะคล้ายเคร่ืองขยายสัญญาณ บริดจ์จะทางานอยู่ในชั้น Data
Link บริดจ์ทางานคล้ายเครื่องตรวจตาแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่ง
ใหก้ บั ปลายทาง โดยทบ่ี ริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ แกข่ อ้ มูล บริดจ์ทาใหก้ ารเช่ือมต่อ
ระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสาหรับข้อมูลสอง
เครอื ขา่ ย
2.6.6. รีพีตเตอร์ (Repeater)รพี ีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสญั ญาณข้อมูลในการสง่ สัญญาณข้อมูล
ในระยะทางไกลๆสาหรับ สัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่เริ่มเบาบางลง
เน่อื งจากระยะทาง และสาหรบั สัญญาณดิจิตัลกจ็ ะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพ่ือป้องกนั การขาดหาย
ของ สัญญาณเน่อื งจากการสง่ ระยะทางไกลๆเช่นกัน รพี ีตเตอรจ์ ะทางานอยใู่ นช้นั Physical

๓๗

2.6.7. สายสัญญาณเป็นสายสาหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ในระบบเข้าด้วยกัน หาก
เป็นระบบท่ีมีจานวนเคร่ืองมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหน่ึง โดยสายสัญญาณสาหรับ
เช่อื มตอ่ เครื่องในระบบเครอื ขา่ ย จะมอี ยู่ 2 ประเภท คอื

2.6.7.1. สาย Coax มลี ักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทศั น์ สว่ นมากจะเปน็ สดี าสายชนิดนีจ้ ะใช้
กับการ์ด LAN ท่ีใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200
เมตร สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector สาหรับเชื่อมต่อสายสญั ญาณกบั การ์ด LAN
ตา่ ง ๆ ในระบบ และตอ้ งใช้ตัว Terminator ขนาด50 โอหม์ สาหรับปิดหวั และท้ายของสาย

2.6.7.2. สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายสาหรับการ์ด LAN ทใ่ี ชค้ อนเน็กเตอร์แบบ
RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือก
ประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนยิ มใช้กัน 2 รุน่ คือ CAT 3 กบั CAT5 ซ่ึงแบบ CAT3 จะมี
ความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งขอ้ มูลที่ 100
Mbps แนะนาวา่ ควรเลือกแบบ CAT 5 เพอ่ื การอัพเกรดในภายหลังจะได้ไมต่ ้องเดินสายใหม่
ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จานวน 2 ตัว เพื่อเป็น
ตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเคร่ืองอ่ืน เช่นเดียวกับ
สายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเคร่ือง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้
แต่ถ้ามากกว่า 2 เครอื่ ง ก็จาเป็นต้องต่อผ่าน

2.6.8. ฮบั (HUB)เป็นอปุ กรณ์ชว่ ยกระจายสัญญาณไปยงั เครื่องตา่ ง ๆ ท่ีอยใู่ นระบบ หากเป็นระบบ
เครือข่ายที่มี 2 เครอื่ งกไ็ ม่จาเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกนั ไดโ้ ดยตรง แตห่ าก
เป็นระบบท่ีมีมากกว่า 2 เครื่องจาเป็นต้องมฮี ับเพ่ือทาหน้าท่เี ป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลอื ก
ฮับท่ีมีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับท่ีมี
ความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจานวนพอร์ตสาหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เคร่ืองใช้ใน
ระบบ หากจานวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนาว่าควรเลือกซ้ือฮับท่ีสามารถ
ตอ่ พว่ งได้ เพือ่ รองรบั การขยายตวั ในอนาคต

2.6.9. สวิตช์ (Switch) คือ อุปกรณ์รวมสัญญาณท่ีมาจากอุปกรณ์รับ -ส่งหลายสถานี

เช่นเดียวกับฮับ แต่มีข้อแตกต่างจากฮับ คือ การฮับ-ส่งข้อมูลจากสถานีหรืออุปกรณ์ตัวหน่ึงจะไม่

กระจายไปยังทุกสถานีเหมือนฮับ ท้ังนี้เพราะสวิตช์จะรับกลุ่มข้อมูลหรือแพ็กเกจมาตรวจสอบก่อน

แล้วดูว่าแอดเดรสของสถานีหลายทางไปที่ใด สวิตช์จะลดปัญหาการชนกันของข้อมูลเพราะ ไม่ต้อง

กระจายขอ้ มลู ไปทกุ สถานี และยงั มขี อ้ ดีในเร่อื งการปอ้ งกันการดกั จบั ข้อมูลทกี่ ระจายไปในเครือขา่ ย

๓๘

แผนการจดั การเรยี นรมู้ ่งุ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 2

ช่ือหนว่ ย ระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยี สอนคร้ังท่ี 3
สารสนเทศ
ชวั่ โมงรวม 12
จานวนชั่วโมง 4

5. กิจกรรมการเรียนการสอน

5.1 การนาเข้าสบู่ ทเรยี น

5.1.1. ครู เช็คชอื่ และตรวจการแต่งกาย

นกั เรยี น ขานชอ่ื และลกุ ให้ครูตรวจการแต่งกายทีละคน

5.1.2. ครู ทบทวนกอ่ นเรียนโดยซักถาม เรื่องหากเราต้องการสง่ ข้อมลู ทางคอมพวิ เตอร์เรา

จะใชง้ านอย่างไร ผู้สอนตรวจแล้วใหผ้ เู้ รยี นบันทกึ คะแนนท่ีได้ไว้เพื่อ

เปรียบเทยี บกับการทดสอบหลังเรียนจบ

นักเรียน ตอบคาถาม ซกั ถามข้อสงสัย

5.2 การเรียนรู้

5.2.1. ครู แจง้ หัวข้อที่จะสอน ตามเนื้อหาสาระ เร่ือง ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี

สารสนเทศ โดยใชส้ ่ือ power point ตอบคาถาม/ซกั ถามปญั หา

นักเรียน ตอบคาถาม ซกั ถามปัญหาข้อสงสัย ศกึ ษาจากสือ่ และเอกสาร

ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธบิ ายเกีย่ วกับระบบเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ความเปน็ มาของอินเทอร์เนต็ 2.3.

ความหมายของระบบเครอื ข่าย ลกั ษณะของการเชื่อมต่อของระบบเครือขา่ ย

คอมพิวเตอร์ ประเภทของระบบเครือขา่ ย อุปกรณ์ทใี่ ช้ในระบบเครือข่าย

ตอบคาถาม/ซกั ถามปัญหา

นกั เรยี น จดบันทกึ ย่อ ตอบคาถาม ปรึกษา/อภปิ รายกบั เพื่อน

5.2.3. ครู ทดสอบผเู้ รียนโดยถามตอบกันภายในห้องเรียน และอธบิ ายบางขอ้ ท่ี

ผ้เู รยี นมขี ้อสงสัยจากการจดบันทึก

นักเรยี น รว่ มกันอภปิ รายหาขอ้ สรุป

5.2.4. ครู ใหผ้ ู้เรยี นทาแบบฝึกหดั ท่ี 2 เรื่อง ระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ

เพ่อื บอกความสาคัญระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยสี ารสนเทศได้

นักเรยี น ปฏบิ ตั กิ ารทดลองตามแบบฝกึ หดั ที่ 2

5.3 การสรปุ ส่มุ เรยี กผเู้ รยี นออกมาสรุปเนอื้ หาที่ได้เรยี นตามกลุ่มทีจ่ ดั ทาแบบฝึกหดั ท่ี 2
5.3.1. ครู จนครบคลมุ เนอ้ื หาทงั้ หมด โดยผู้สอนช่วยให้คาแนะนา และอธิบายเพ่ิมเติม
ออกมาอธิบายหนา้ ชัน้ เรยี นทีละกลมุ่ โดยสรุปเนื้อหา ซกั ถามปัญหาและ
นักเรยี น

๓๙

จดบันทึกเพ่ิมเติม

5.3.2. ครู ใหผ้ ู้เรยี นปฏบิ ตั ติ ามแบบฝกึ หดั ที่ 2 ใหเ้ สร็จสมบรู ณ์ และให้ผเู้ รียน

ซกั ถามปญั หาในการเรยี น

นกั เรยี น ซกั ถามปัญหาและข้อสงสยั ในการปฏบิ ัติการทดลอง สรุปผลการทดลอง

และสง่ ใบงานใน Google Classroom

5.4 การวัดและประเมินผล

5.4.1. ครู สมุ่ ถามผ้เู รยี นเก่ียวกับเนอ้ื หาท่เี รียน

นักเรยี น ตอบคาถามท่ีผ้สู อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผเู้ รียนทาแบบฝึกหัดที่ 2 ตอบคาถามโดยสุ่มคาถามจากเนื้อท่ีเพ่ือวัด

ความเขา้ ใจ หลังจากนนั้ ตรวจแบบฝกึ หดั ที่ 2 และบันทึกคะแนน

นกั เรียน ตอบคาถาม และแลกเปลี่ยนคาตอบ

6. สอ่ื การเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอ่ื ส่ิงพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรือ่ งคอมพวิ เตอรแ์ ละอุปกรณ์โทรคมนาคม
บุญสืบ โพธศ์ิ รี, รพีพรรณ ชาวไร่อ้อย.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ.

พิมพ์ครง้ั ที่ 1. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์ศูนยส์ ่งเสรมิ อาชีวะ

ธีรวฒั น์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจดั การอาชพี . กรงุ เทพฯ : ซัค

เซส มเี ดีย

โอภาส เอ่ยี มสิริวงศ์. 2556. เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรแ์ ละการสือ่ สาร. กรงุ เทพฯ : ว.ี พริ้นท

6.1 สอื่ โสตทศั น์
สือ่ PowerPoint วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การจดั การอาชีพ หน่วยที่ 2 เร่ือง ระบบเครอื ขา่ ย

และเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ หนว่ ยที่ 2 เรือ่ ง
ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ

7.2 แบบฝึกหัดท่ี 2 เร่อื งระบบเครอื ขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ

8. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธก์ ับวชิ าอืน่
8.1 สามารถนาความรู้ มาใช้การจัดการเกย่ี วกบั งานระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ
8.2 สามารถนาความรู้ มาใชร้ ว่ มกับวิชาการใช้งานด้านการต่อสายแลน

9. การวดั และประเมินผล
9.1ก่อนเรียน
9.1.1.ผู้เรยี นศกึ ษา คน้ คว้าจากเอกสาร ตารา เกีย่ วกับความรู้เกยี่ วกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ
การจดั การอาชีพ
9.1.2.ผูเ้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน

๔๐

9.2ขณะเรยี น
9.2.1.การสงั เกตพฤติกรรมภายในชั้นเรยี น
9.2.2.ทาแบบฝึกหัดประจาหน่วย

9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ ้เู รยี นชว่ ยกนั สรปุ เนอื้ หา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหนว่ ยที่ 2 เพอ่ื วดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน

10.บันทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้

............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรียนรู้ของนักเรียน นกั ศึกษา
........................................................................................................................ .....................................................
............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................ ............................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ...............................................
.............................................................................................................................................................................
................................................................................................................ ...........................................................

๔๑

แผนการจดั การเรียนรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 2

ชือ่ หน่วย ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี สอนครั้งท่ี 4
สารสนเทศ ชั่วโมงรวม 12

จานวนชว่ั โมง 4

1. สาระสาคญั
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้าน

วิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศท่ีต้องการ โดยอาศัยเคร่ืองมือทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นเทคโนโลยีด้าน
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและการส่ือสาร ตลอดจนอาศัยความรู้ในกระบวนการ
ดาเนินงานสารสนเทศในข้ันตอนตา่ งๆ ต้ังแต่การแสวงหา การวิเคราะห์การจดั เก็บ รวมถึงการจัดการเผยแพร่
และแลกเปลยี่ นสารสนเทศด้วย เพ่ือเพิม่ ประสิทธภิ าพความถูกต้อง ความแม่นยา และความรวดเร็วทันต่อการ
นามาใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง ระบบสารสนเทศ (Information System: IS) คือระบบเฉพาะเจาะจงชนิดหน่ึง
กลา่ วไดว้ ่าเป็นกล่มุ ของสว่ นประกอบพน้ื ฐานตา่ ง ๆ ที่ทางานเกย่ี วข้องกนั ในการจัดเก็บจดั การประมวลผล และ
เผยแพร่แสดงผลขอ้ มูลสารสนเทศและสนบั สนุนกลไกของผลสะท้อนกลบั เพ่ือให้บรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์

2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
2.2 บทบาทของระบบสารสนเทศ
2.3 ระบบสารสนเทศที่ใชค้ อมพิวเตอร์
2.4 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
2.5 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1. ผู้เรยี นบอกความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศได้

3.1.2. ผเู้ รียนอธิบายบทบาทของระบบสารสนเทศได้ถกู ต้อง
3.1.3. ผู้เรียนบอกสว่ นประกอบของระบบสารสนเทศท่ีใช้คอมพิวเตอรไ์ ด้
3.1.4. ผเู้ รียนยกตวั อย่างการใชง้ านเทคโนโลยสี ารสนเทศได้อย่างน้อย
3.1.5. ผู้เรียนยกตัวอยา่ งผลกระทบด้านบวกได้ถูกต้อง
3.1.6. ผเู้ รียนยกตวั อย่างผลกระทบด้านลบได้ถูกต้อง

3.2 ด้านทกั ษะ
3.2.1 สามารถบอกความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศได้
3.2.2 สามารถอธิบายบทบาทของระบบสารสนเทศได้ถูกต้อง
3.2.3 สามารถบอกสว่ นประกอบของระบบสารสนเทศท่ใี ช้คอมพิวเตอรไ์ ด้อยา่ งน้อย 2 สว่ น
3.2.4 สามารถยกตวั อย่างการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างน้อย 3 ด้าน

๔๒

3.2.5 สามารถยกตัวอยา่ งผลกระทบดา้ นบวกได้ถูกต้อง
3.2.6 สามารถยกตัวอยา่ งผลกระทบด้านลบไดถ้ ูกตอ้ ง

3.3 คณุ ลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรียนรู้
3.3.2 ผ้เู รียนทางานเป็นระเบียบเรียบร้อย
3.3.3 ปฏิบตั ิงานดว้ ยความซือ่ สัตยส์ ุจริต
3.3.4 มีความรบั ผิดชอบต่อหน้าที่
3.3.5 มคี วามมงุ่ มั่นในการทางาน
3.3.6 ใชเ้ วลาอย่างคุ้มค่า
3.3.7 มีจติ สาธารณะ

๔๓

แผนการจดั การเรยี นรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 2

ชื่อหน่วย ระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยี สอนครัง้ ท่ี 4
สารสนเทศ
ชวั่ โมงรวม 12
จานวนช่ัวโมง 4

4. เนือ้ หาสาระการเรยี นรู้
2.7 ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ท่ี
เกย่ี วกบั การผลิต การสรา้ งวิธกี ารดาเนนิ และรวมถึงอปุ กรณต์ ่างๆ ท่ไี มไ่ ด้มใี นตามธรรมชาติโลกแหง่ เทคโนโลยี
ยคุ น้ี ทาให้มนุษย์ได้รบั สงิ่ อานวยความสะดวกจากเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กบั การดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั ไมถ่ ว้ น

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ผลลัพธ์ที่เกิดจากการประมวลผลข้อมูลดิบ (Raw data) ด้วย
การรวบรวมข้อมูลดิบจากแหล่งต่างๆ และนามาผ่านกระบวนการประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นการจัดข้อมูล การ
เรยี งลาดับข้อมูล การคานวณและสรปุ ผล จากน้ันกน็ ามาเสนอในรูปแบบของรายงานที่เหมาะสมต่อการใช้งาน
ทีก่ ่อเกิดประโยชน์ตอ่ การดาเนนิ ชีวิตมนษุ ย์ ในชีวิตประจาวัน ขา่ วสาร ความรู้ดา้ นวชิ าการ และธุรกิจ

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้าน
วิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการ โดยอาศัยเคร่ืองมือทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นเทคโนโลยีด้าน
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและการสื่อสาร ตลอดจนอาศัยความรู้ในกระบวนการ
ดาเนินงานสารสนเทศในข้ันตอนตา่ งๆ ต้ังแต่การแสวงหา การวิเคราะห์การจดั เก็บ รวมถึงการจัดการเผยแพร่
และแลกเปลย่ี นสารสนเทศด้วย เพือ่ เพมิ่ ประสิทธิภาพความถูกต้อง ความแมน่ ยา และความรวดเร็วทันต่อการ
นามาใชป้ ระโยชนไ์ ดน้ ั่นเอง

2.8. บทบาทของระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information System: IS) คือระบบเฉพาะเจาะจงชนิดหน่ึง กล่าวได้ว่าเป็น

กลุ่มของส่วนประกอบพ้ืนฐานต่าง ๆ ท่ีทางานเกี่ยวข้องกันในการจัดเก็บจัดการประมวลผล และเผยแพร่
แสดงผลข้อมูลสารสนเทศและสนับสนุนกลไกของผลสะท้อนกลับ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยท่ัวไป
ระบบสารสนเทศประกอบดว้ ยส่วนประกอบหลัก ๆ 3 สว่ นดว้ ยกนั คอื
2.8.1 ส่วนนาเข้า (Input) คือ การรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลดิบ เช่น การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม

การขอข้อมูลในระบบสอบถามเบอร์โทรศัพท์ ขึ้นอยู่กับส่วนแสดงผลที่ต้องการส่วนท่ีนาเข้าน้ีอาจเป็น
ขบวนการท่ีทาดว้ ยตวั เองหรอื เป็นแบบอตั โนมตั ิ
2.8.2 การประมวลผล (Processing) เก่ียวข้องกับการเปล่ียนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของส่วน
แสดงผลท่ีมีประโยชน์ เช่น ระบบคดิ เกรดเฉลีย่ สะสมของนักเรียน โดยนาเกรดเฉลี่ยของนกั เรียนในแต่
ละเทอมมาบวกกนั แลว้ หารดว้ ยจานวนเทอม จะได้มาเปน็ เกรดเฉลี่ยสะสมลา่ สดุ ในปีการศกึ ษานั้น ๆ
2.8.3 ส่วนแสดงผล (Output) เกี่ยวข้องกับการผลิตสารสนเทศท่ีมีประโยชน์มักจะอยู่ในรูปของเอกสาร
หรือรายงาน เช่น งานทะเบียนเก็บผลการเรียนของนักเรียนแล้วนามาผ่านการประมวลผลเพ่ือสรุป
ออกมาเปน็ ใบรบั รองผลการศึกษาของนักเรยี นท่เี รยี กวา่ “ใบ รบ.”

๔๔

2.9 ระบบสารสนเทศทใ่ี ชค้ อมพิวเตอร์
ระบบสารสนเทศท่ีใช้คอมพิวเตอรป์ ระกอบด้วยฮารด์ แวร์ (Hardware) ซอฟตแ์ วร์ (Software) ข้อมูล

(Data) บุคคล (People) ขบวนการ (Procedure) และการสื่อสารข้อมูล (Telecommunication) ซ่ึงถูก
กาหนดข้ึนเพอ่ื ทาการรวบรวม จดั เก็บและประมวลผลขอ้ มูลให้เปน็ สารสนเทศ
2.9.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการรวบรวม นาเข้า การจัดเก็บการ

ประมวลผลขอ้ มูลให้เปน็ สารสนเทศ และแสดงสารสนเทศทเี่ ปน็ ผลลัพธอ์ อกมา
2.9.2 ซอฟต์แวร์ (Software) คือ โปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่ใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกับฮาร์ดแวร์และใช้ใน

การประมวลผลข้อมลู เปน็ สารสนเทศตามท่ีต้องการ
2.9.3 ข้อมูล (Data) คือ ข้อมูลและสารสนเทศท่ีถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูล โดยฐานข้อมูล คือ กลุ่มของค่า

ความจริงและสารสนเทศท่ีมีความเก่ียวขอ้ งกัน
2.9.4 บุคคล (People) คือ ผู้ท่ีมสี ่วนเกีย่ วขอ้ งกบั การทางานและปฏิบัติงานร่วมกบั สารสนเทศ
2.9.5 ขบวนการ (Procedure) คือ กลุ่มของคาส่ังหรือกฎที่แนะนาวิธีการปฏิบัติงานกับคอมพิวเตอร์ใน

ระบบสารสนเทศ อาจได้แก่ การแนะนาการควบคุมการเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ วิธีการสารองข้อมูล
สารสนเทศในระบบ และวธิ จี ดั การกบั ปัญหาทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ ได้ เป็นต้น
2.9.6 การส่ือสารข้อมูล (Telecommunication) การส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เพ่ือติดต่อสื่อสาร และ
สามารถเช่อื มระบบคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบเครอื ข่าย (Network) ท่มี ปี ระสิทธิภาพได้

2.10 การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
ในปัจจุบันมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เกือบทุกองค์กรเพ่ืออานวยความสะดวกใหก้ บั

ผู้บริโภคและตัวผู้ผลิตเอง การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยกุ ต์ใช้ในแตล่ ะสาขาวิชาชพี น้ันจะทาประโยชน์
ไดม้ ากหรือน้อยขนึ้ อยู่กับความสามารถในการใช้งานของแต่ละองค์กรเชน่
2.10.1 งานด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีนามาใช้สาหรับการเรียนการสอนเป็นการใช้

เทคโนโลยีสมัยใหม่ สอนด้วยอุปกรณ์ท่ีทันสมัย รูปแบบของสื่อที่นามาใช้ในด้านการเรียนการสอนมี
ความหลากหลายขนึ้ อยู่กบั ความเหมาะสมในการนามาใช้ ดังตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้
2.10.1.1 คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) การจัดโปรแกรมการ

สอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ท่ีอยู่ในรูปแบบของสื่อประสม หมายถึงนาเสนอได้ท้ังภาพ เสียง
ภาพเคล่ือนไหว เป็นต้น เหมาะกับการศึกษาด้วยตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถ
โต้ตอบกบั บทเรยี นไดต้ ลอด
2.10.1.2 การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) เป็นการจัดการเรียนท่ีเป็นการ
นาเอาส่ือการเรียนการสอนท่ีเป็นเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนให้เกิดการ
เรียนร้สู บื คน้ ขอ้ มลู และเช่อื มโยงเครอื ข่ายทาให้ผูเ้ รยี นสามารถเรยี นไดท้ ุกสถานท่ีและทุกเวลา
2.10.1.3 อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ก (E-book) หนังสือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่น ๆ ได้หนังสือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มี
ความหมายรวมถึงเน้ือหาท่ีถูกดัดแปลง อยู่ในรูปแบบที่สามารถแสดงผลออกมาได้โดย
เคร่อื งมืออิเล็กทรอนกิ ส์
2.10.1.4 วดิ ีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถึง การประชุมทางจอภาพระหว่างบุคคลหรือคณะบุคคลที่อยู่
ต่างสถานที่และห่างไกลกันโดยใช้ส่ือทางด้านมัลติมีเดีย ท่ีให้ท้ังภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง เสียง
และข้อมูลตัวอักษรในการประชุมเวลาเดียวกัน ในด้านการเรียนการสอนทาให้ผู้เรียนและ

๔๕

ผู้สอนสามารถติดต่อส่ือสารกันได้ผ่านทางจอภาพ โทรทัศน์และเสียง ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล
สามารถเหน็ ภาพและเสียงของผู้สอน สามารถเหน็ อากปั กริ ิยาของผู้สอน
2.10.1.5 ระบบวิดีโอออนดีมานด์ (Video on Demand) ส่ือประเภทนี้อาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ความเร็วสูง เป็นระบบที่มีศูนย์กลางการเก็บข้อมูลวีดิทัศน์ไว้จานวนมาก โดยจัดเก็บในรูป
แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ (Video Server) เมื่อผู้ใช้ต้องการเลือกชมรายการใดก็เลือกได้จาก
ฐานข้อมูลท่ีต้องการ ระบบวิดีโอออนดีมานด์เป็นระบบท่ีนามาใช้ในเร่ืองการเรียนการสอน
ทางไกลได้โดยไม่มีข้อจากัดด้านเวลา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในส่ิงท่ีตนเองต้องการเรียน
หรือสนใจได้
2.10.1.6 การสืบค้นข้อมูล (Search Engine) การค้นหาข้อมูลผ่าน เวิลด์ ไวด์ เว็บ(World Wide
Web : www) ซ่ึงมีการเก็บรวบรวมไว้เป็นฐานข้อมูล ในอินเทอร์เน็ต เวิลด์ ไวด์ เว็บ มี
ลักษณะเป็นแบบมัลติมีเดียสามารถสร้างเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ท่ีเก็บได้ทั้งภาพ เสียง และ
ตัวอักษร มีระบบการเรียกค้นที่มีประสิทธิภาพโดยใช้โครงสร้างดัชนีแบบลาดับชั้นภูมิ และ
บันทึกร่องรอยของการสืบค้นไว้ ปัจจุบันมักใช้วิธีการสืบค้นข้อมูล เพื่อนาข้อมูลท่ีได้ไปใช้
ประกอบในการทาเอกสารรายงานตา่ ง ๆ ได้อยา่ งสะดวกรวดเรว็
2.10.1.7 อินเทอร์เน็ต(Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ซ่ึงประกอบด้วยเครือข่ายย่อยและ
เครือข่ายใหญ่ สลับซับซ้อนมากมายเชื่อมต่อกัน โดยใช้ในการติดต่อสื่อสาร ข้อความ รูปภาพ
เสียงและอ่นื ๆ โดยผา่ นระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ทมี่ ผี ู้ใชง้ านกระจายกันอยู่ท่ัวโลก ปัจจบุ นั
ได้มีการนาระบบอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้วงการศึกษากันทั่วโลก ซ่ึงมีประโยชน์ในด้านการเรียน
การสอนเป็นอย่างมาก
2.10.2 งานทะเบียนของสถานศกึ ษา
2.10.2.1 งานรับมอบตัว ทาหน้าท่ีตรวจสอบหลักฐานท่ีนักเรียนมารายงานตัว จากน้ันก็จัดเก็บประวัติ
นักเรยี น เช่น ภมู ลิ าเนา บดิ ามารดา ประวตั ิการศกึ ษาไว้ในแฟม้ เอกสารข้อมลู ประวตั นิ กั เรียน
2.10.2.2 งานทะเบียนเรียนรายวิชา ทาหน้าท่ีจัดรายวิชาท่ีต้องเรียนให้กับนักเรียน ในแต่ละภาคเรียน
ทกุ ชน้ั ปี ตามแผนการเรียนของแตล่ ะแผนก แลว้ จดั เกบ็ ไว้ในแฟม้ ขอ้ มลู ผลการเรยี น
2.10.2.3 งานประมวลผลการเรียน ทาหน้าที่นาผลการเรียนจากครูผู้สอนมาประมวลในแต่ละภาค
เรียน จากน้ันก็จัดเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารข้อมูลผลการเรียน และแจ้งผลการเรียนให้ผู้ท่ี
เก่ียวข้องทราบ
2.10.2.4 งานตรวจสอบผู้จบการศึกษา ทาหน้าที่ตรวจสอบรายวิชา และผลการเรียนที่นักเรียนเรียน
ตั้งแต่เร่ิมต้นจนกระท่ังจบหลักสูตรจากแฟ้มเอกสารข้อมูลผลการเรียนว่าผ่านเกณฑ์การจบ
หรอื ไม่
2.10.3 ห้างสรรพสินค้า เนื่องจากห้างสรรพสินค้าเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีหลายสาขาท่ีจัด
จาหน่ายอยู่ทั่วประเทศ มีตัวแทนจาหน่ายและพนักงานอยู่หลายพันคน ดังนั้นข้อมูลที่เก่ียวข้องและ
การตัดสินใจต้องทาอย่างรวดเร็วเพ่ือให้ทันต่อเหตุการณ์ การใช้เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้
เช่น การใช้คอมพิวเตอร์จัดเก็บฐานข้อมูลเก่ียวกับสินค้าต่าง ๆ การใช้เคร่ืองอ่านบาร์โค้ด การเช่ือมต่อ
เครือขา่ ยห้างสรรพสนิ คา้ โดยผา่ นการเช่ือมตอ่ แบบออนไลน์และผ่านดาวเทียม
2.10.4 งานสาธารณสุขและการแพทย์
2.10.4.1 ด้านการลงทะเบียนผปู้ ว่ ย ตงั้ แตเ่ ร่ิมทาบตั ร จา่ ยยา เป็นตน้

๔๖

2.10.4.2 การสนบั สนนุ การรักษาพยาบาล โดยการเชอื่ มโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลตา่ ง ๆ
เขา้ ด้วยกันสามารถสร้างเครอื ขา่ ยขอ้ มลู ทางการแพทย์ แลกเปล่ียนขอ้ มูลผูป้ ว่ ย

2.10.4.3 สามารถให้คาปรึกษาทางไกลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้แพทย์
สามารถเห็นหน้าหรือท่าทางของผู้ป่วยได้ ช่วยให้ส่งข้อมูลท่ีเป็นเอกสาร หรือภาพเพ่ือ
ประกอบการพจิ ารณาของแพทย์ได้

2.10.4.4 ให้ความรู้หรือการเรียนการสอนทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะดาวเทียมจะช่วย
ให้การเรียนการสอนทางไกลด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นไปได้มากขึ้นประชาชน
สามารถเรียนรูพ้ รอ้ มกนั ได้ท่วั ประเทศและยังสามารถโต้ตอบหรอื ซักถามได้ดว้ ย

2.10.4.5 การกาหนดนโยบายในการบริหารงาน อาจใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวเกบ็ ข้อมูลต่าง ๆ ทาใหก้ าร
บริหารเป็นไปไดด้ ้วยความรวดเร็ว ถูกต้องมากย่ิงข้นึ

2.10.4.6 งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาการกระจายถิ่นท่ีอยู่ของนก การกระจายของ
แบคทีเรีย การสร้างอาณาจักรของมด ผ้ึง ชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า การพ่ึงพาอาศัยกัน
และกัน ตลอดจนระบบนิเวศวิทยา โดยใชเ้ ครือ่ งจกั รทางานโดยอัตโนมัตภิ ายใต้โปรแกรม

2.10.4.7 งานด้านการส่ือสารและโทรคมนาคม การพัฒนาโทรศัพท์มือถือที่ปัจจุบันไม่ได้มีไว้ส่ือสาร
เพียงอยา่ งเดยี ว การตดิ ต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมทง้ั ภาพและเสยี ง

2.10.4.8 งานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้มีการนาคอมพิวเตอร์มาช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์
ออกแบบสินค้า และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมกระบวนการผลิต เช่น ควบคุม
อุณหภมู คิ วบคมุ คุณภาพของผลิตภณั ฑ์ ลดแรงงาน โดยใช้คอมพวิ เตอร์ควบคมุ หุน่ ยนตท์ างาน

2.10.4.9 ใชใ้ นสานักงานภาครัฐและเอกชน การทาบัตรประจาตวั ประชาชน การเกิด การตาย การเสยี
ภาษีอากร การทาใบอนุญาตขับรถยนต์ การจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ การประมวลผล
คะแนนเลือกตั้งเป็นต้น งานเหล่าน้ีได้มีการนาระบบสานักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้ เพ่ือทาให้ได้
ข้อมลู ขา่ วสารท่ีรวดเรว็

2.11 ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนามาใช้ประโยชน์ได้อยา่ งมากมาย ซ่งึ กอ่ ให้เกดิ ประโยชน์

ต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาลและเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล
องคก์ ร หรอื สงั คม โดยสามารถจาแนกผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศออกเปน็ 2 ดา้ น คอื
2.11.1. ผลกระทบดา้ นบวก

2.11.1.1. การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีข้ึนช่วย
ส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพในการทางานมีเคร่ืองมือและอุปกรณ์ช่วยอานวยความสะดวกท่ี
ควบคุมด้วยคอมพวิ เตอร์ เช่น ลฟิ ต์ เคร่อื งซักผา้ เครื่องปรับอากาศ วิทยุ โทรทศั น์ มีรายการให้
เลือกชมไดม้ ากมาย มีการแพรก่ ระจายสัญญาณโทรทัศนผ์ ่านดาวเทียม ทาใหผ้ ู้ชมสามารถรับรู้
ขา่ วสารตา่ ง ๆ จากท่ัวทกุ มมุ โลกไดอ้ ยา่ งรวดเรว็

2.11.1.2. การเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีช่วยให้การ
กระจายข่าวสารไปได้ท่ัวทุกแห่ง แม้แต่ในถ่ินทุรกันดาร มีการใช้ระบบการเรียนการสอน
ทางไกล ทาให้เป็นการกระจายโอกาสการเรียนรู้ไปยังถ่ินห่างไกล มีการพัฒนาระบบการ
รกั ษาพยาบาลผา่ นเครือข่ายส่อื สารทาใหผ้ ้ปู ่วยมีโอกาสไดร้ บั การรกั ษาอยา่ งเท่าเทยี มกัน

๔๗

2.11.1.3. การเรียนการสอนและส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย ในสถานศึกษามีการนาคอมพิวเตอร์และ
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาสร้างส่ืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบการเรียนการสอน นอกจากน้ียังมีการ
พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา เช่น การจัดตารางสอน จัดช้ัน
เรียน เทคโนโลยีช่วยให้งานค้นคว้าวิจัยในห้องปฏิบัติการวิจัยต่าง ๆ มีความก้าวหน้ายิ่งข้ึน
คอมพิวเตอร์ช่วยงานคานวณท่ีซับซ้อน เช่น งานสารวจทางด้านอวกาศ งานพัฒนาคิดค้น
ผลิตภณั ฑ์และสารเคมีตา่ ง ๆ ทาให้ได้สตู รยารกั ษาโรคใหม่ ๆ เกิดข้นึ มากมาย

2.11.1.4. การรักษาส่งิ แวดล้อม ได้มกี ารใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น
การอนุรักษ์ป่าไม้ มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์
อากาศ การจาลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพ่ือปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวบรวมข้อมูล
คุณภาพน้าในแหล่งน้า การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมา
ชว่ ย

2.11.1.5. การรักษาความปลอดภัย มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการรักษาความม่ันคง และความ
ปลอดภัยในการดาเนินชีวิตประจาวัน เช่น การตรวจสอบสัมภาระในการเดินทาง การ
ตรวจสอบอาวุธและวตั ถรุ ะเบิด

2.11.1.6. การผลิตในอตุ สาหกรรมและการพาณิชยกรรม ในปัจจบุ ันใช้เคร่ืองจักรทางานอย่างอตั โนมัติ
สามารถทางานได้ตลอด 24ชั่วโมง สินค้าท่ีมีคุณภาพและปริมาณพอเพียงกับความต้องการ
ของผู้บรโิ ภคมีความสะดวกและรวดเร็วข้ึน

2.11.1.7. การสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนาความคิด เทคโนโลยีสารสนเทศมีแนวโน้มท่ีจะมีบทบาท
มากข้ึนต่อชีวิตประจาวัน งานบางอย่างถ้าให้มนุษย์ทาอาจต้องเสียเวลาคิดคานวณตลอดชีวิต
แต่คอมพิวเตอร์สามารถทางานเสร็จภายในเวลาไม่กี่วินาที ดังน้ัน จึงมีการนาคอมพิวเตอร์ มา
จาลองเหตุการณ์ต่าง ๆ เพ่ือให้มนุษย์หาทางศึกษาหรือแก้ไขปัญหา เช่น การควบคุมระบบ
การจราจรการจาลองการเดินเรอื เปน็ ตน้

2.11.1.8. การส่งเสริมประชาธิปไตย มีการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อกระจายข่าวสารให้ประชาชนได้
เห็นความสาคัญของระบอบประชาธิปไตย แม้แต่การเลือกตั้งก็มีการใช้คอมพิวเตอร์รวมผล
คะแนน ใช้ส่ือโทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ตรายงานผลการนับคะแนนท่ีทาให้ทราบผลได้
อย่างรวดเร็ว

2.11.2. ผลกระทบด้านลบ
2.11.1.1. ทาให้เกิดอาชญากรรม เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหนทางในการก่ออาชญากรรมได้ อาชญากร

อาจใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการวางแผนโจรกรรม มีการลักลอบใช้ข้อมลู ข่าวสารหรือเข้าไป
แก้ไขข้อมูล เช่น การแก้ไขระดับคะแนนของนักศึกษา แก้ไขจานวนเงินในบัตรเติมเงิน
โทรศัพท์เคลื่อนท่ี รวมไปถึงการใช้คอมพิวเตอรแ์ ละอินเทอร์เน็ตเพื่อล่อลวงผอู้ ื่นไปในทางท่ีไม่
ดี
2.11.1.2. ทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเสื่อมถอย การใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ส่ือสาร ทาให้
สามารถติดต่อส่ือสารกันได้โดยไม่ต้องพบหน้ากัน การใช้งานคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่การเล่น
เกมมีลักษณะการใช้งานเพียงคนเดียว ทาให้ความสัมพันธ์กับผู้อ่ืนลดลง ทาให้มีความเช่ือว่า
มนุษยส์ ัมพันธข์ องบุคคลจะนอ้ ยลง สงั คมใหมจ่ ะเป็นสงั คมที่ไมต่ ้องพ่งึ พาอาศยั กนั มาก
2.11.1.3. ทาให้เกิดความวิตกกังวล เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มท่ีมีความวิตก
กังวลว่าคอมพิวเตอร์อาจทาให้เกิดการจา้ งงานน้อยลงมีการนาเอาหุ่นยนต์มาใช้ในงานมากข้นึ

๔๘

มีระบบการผลิตท่ีอัตโนมัติมากขึ้น ทาให้ผู้ใช้แรงงานอาจว่างงานมากขึ้นซึ่งความคิดเหล่าน้ีจะ
เกิดกบั บุคคลบางกลุ่มเทา่ นน้ั แตถ่ า้ บคุ คลเหลา่ นนั้ สามารถปรับตวั เข้ากับเทคโนโลยี หรอื มีการ
พัฒนาให้มคี วามร้คู วามสามารถสงู ขน้ึ แล้วปญั หานีจ้ ะไม่เกดิ ข้ึน

2.11.1.4. ทาให้เกิดความเสี่ยงภัยในการดาเนินงาน การดาเนินงานในปัจจุบันจาเป็นต้องพึ่งพาอาศัย
เทคโนโลยีมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารท้ังหมดของธุรกิจฝากไว้ในศูนย์ข้อมูล หากเกิดการสูญหาย
ของข้อมลู อันเน่อื งมากจากอบุ ตั ภิ ัย เชน่ ไฟไหม้ นา้ ทว่ ม หรือถูกทาลายจากไวรสั คอมพวิ เตอร์
จะทาให้ไม่สามารถนาข้อมูลน้ันมาใช้ได้ นอกจากนี้อาจมีผู้ประสงค์ร้ายเข้าไปขโมยข้อมูลมาใช้
ในทางทไ่ี ม่ดไี ด้ง่ายขนึ้

2.12 ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากระบบเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นระบบเครือข่ายท่ีโยงใยกันท่ัวโลก ซึ่งมีบริการในด้านต่าง ๆ

มากมายไว้บริการสาหรับผู้ท่ีต้องการในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซ่ึงก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้ ระบบ
เครอื ข่ายรปู แบบต่าง ๆ ซ่ึงมอี ย่างหลากหลายดังน้ี

2.12.1. ประโยชนด์ ้านการอ่าน บนอนิ เทอร์เน็ตน้ันมีบริการที่ทาใหส้ ามารถทาการอ่านหนังสือ วารสาร
และนิตยสาร ผา่ นระบบเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ ไดม้ บี ริการท้ังภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฯลฯ เชน่
ComSaving เปน็ ตน้

2.12.2. ประโยชน์ด้านการค้นคว้าข้อมูล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีบริการสามารถท่ีจะเข้าไปใช้
บริการคน้ หาข้อมูล ผา่ นระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ สามารถทจี่ ะเข้าไปค้นหาข้อมูลที่สนใจ
ใน World Wide Web หรือ WWW เช่น เข้าไปค้นหาข้อมูล อาจเป็นข้อมูลภาพและเสียง
และอนื่ ๆ อกี มากมาย

2.12.3. ประโยชน์ด้านการประชาสัมพันธ์ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการติดต่อโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ องค์การหรือหน่วยงานต่าง ๆ นิยมสร้าง
เว็บไซต์ (Web Site) บนอินเตอร์เน็ต เพื่อให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับองค์การและบริการต่าง ๆ
เพื่อใช้ในการประชาสมั พนั ธ์ข้อมูลของบริษทั

2.12.4. ประโยชน์ด้านการส่งคาอวยพร ในเทศกาลต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการส่ง
การ์ดอวยพรและข้อมูลให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ มีบริการส่งการ์ดอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ผา่ นระบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย หรือ บริการฝากข้อความบริการส่งเพลงที่ต้องการส่ง
ใหค้ นท่ีไดร้ ับข้อมูล

2.12.5. ประโยชน์ด้านข้อมูลข่าวสาร บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการอ่านข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากมุมต่าง ๆ ได้ท่ัวโลกโดยผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ท่ีให้บริการ
ขอ้ มูลขา่ วสาร เชน่ CNN ตลอดจนหนังสอื พิมพ์ต่าง ๆ ทงั้ ในประเทศไทยและต่างประเทศที่มี
บริการข้อมลู ขา่ วสารท่ีรวดเรว็

2.12.6. ประโยชน์ด้านการสารองขอ้ มลู จากอนิ เทอร์เน็ต บนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ น้นั มกี ารดาวน์โหลด
ซอฟตแ์ วรต์ า่ ง ๆ (Software Download) ผ่านระบบเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ ซง่ึ บรษิ ัทผผู้ ลิตมี
ไว้บริการ เช่น Microsoft ฯลฯ ซึ่งในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีไว้บริการ ผู้ท่ีต้องการ
ดาวน์โหลดโปรแกรมเพื่อไปใช้งานสามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพื่อทาการศึกษาหาความรู้ที่
ทันสมัยอยู่เสมอ

๔๙

2.12.7. ประโยชน์ด้านการค้นคว้าข้อมูลจากห้องสมุด บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีบริการค้นหาข้อมูล
จากห้องสมุด (Explorer Libraries) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งในบริการเครือข่ายมี
ห้องสมุดออนไลน์ต่าง ๆ ไว้บริการเพื่อให้ผู้ที่ต้องการค้นหาข้อมูลและบริการอ่านหนังสอื ใหม่ ๆ
ที่มีในหอ้ งสมุดตา่ ง ๆ

2.12.8. ประโยชน์ด้านการผ่อนคลาย บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ัน มีบริการเล่นเกม (Play Games)
ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทาให้สามารถใช้บริการเกมออนไลน์ เพื่อให้ความบันเทิง
และการฝึกทักษะทางสมอง ซ่ึงเกมออนไลน์มีออยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น เกมเพ่ือ
การศึกษา ฯลฯ เกมเหล่านี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาสมองของเด็กให้เร็วข้ึน และช่วย
เสรมิ ทักษะความคิดในเร่อื งของการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้าไดด้ ว้ ย

2.12.9. ประโยชน์ด้านการซื้อสินค้า บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีบริการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ
(Shopping) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งจะมีระบบการซื้อขายสินค้าผ่านเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ โดยผู้ท่ีต้องการเข้าไปซื้อสินค้าในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น ทาการเลือก
รายการสินค้าท่ีมีไว้บริการแล้วทาการส่ังจ่ายโดยใช้บัตรเครดิตได้ทันที ซ่ึงจะทาให้การซื้อขาย
สินค้าไดต้ ลอด 24 ช่วั โมง

2.12.10. ประโยชน์ด้านความบันเทิง บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการดูโทรทัศน์และฟังเพลง
(Watch TV And Listen Music) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งบนระบบเครือข่าย
อินเทอร์เนต็ สามารถดโู ทรทศั น์ ฟงั วิทยุ หรอื ดูรายการถ่ายทอดสดของสถานโี ทรทศั น์ต่าง ๆ

2.12.11. ประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (Exchange
Message) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-
Mail กับผใู้ ช้บริการอินเทอรเ์ นต็ คนอ่ืน ๆ ไดท้ ่ัวโลกในเวลาอนั รวดเรว็

2.12.12. ประโยชน์ด้านการสนทนา บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ันมีบริการสนทนาออนไลน์ (Chat)
ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตรวมท้ังบรกิ ารสง่ จดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์หรือ E-Mail จะได้รับ
ความนิยมมากในขณะน้ี จะทาใหผ้ ู้ทใ่ี ชบ้ รกิ าร Chat สามารถท่ีจะพดู คุยกันไดโ้ ดยตรง เหมาะ
สาหรบั การตดิ ตอ่ สอื่ สารที่รวดเรว็

2.12.13. ประโยชน์ด้านการเรียนทางไกล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน้ัน มีบริการเรียนทางไกลบน
อินเทอร์เน็ต (Distance Learning) ผา่ นระบบเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ซ่งึ ปจั จบุ ันมหาวทิ ยาลัย
ต่าง ๆ ในประเทศ และต่างประเทศมีการใช้หลักสูตรการเรียนการสอนทางไกลผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต ท้ังในระดับประกาศนียบัตร ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยท่ี
ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องเรียนท่ีมหาวิทยาลัย แต่สามารถทาการเรียนผ่านระบบการเรียนการสอน
ทางไกลผ่านระบบออนไลนเ์ ข้าสู่อนิ เทอร์เน็ตโดยเขา้ เรียนตามวันและเวลาที่กาหนดการเรียนการ
สอน

2.12.14. ประโยชน์ด้านค้นหาท่ีอยู่และเบอร์โทรศัพท์ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีบริการค้นหาที่
อยแู่ ละเบอรโ์ ทรศพั ท์ ผ่านระบบเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ ซึ่งบนอินเทอรเ์ นต็ มเี วบ็ ไซตจ์ านวนมาก
ที่ให้บริการค้นหาท่ีอยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของบุคคล องค์การ บริษัทต่าง ๆ เพียงแค่ป้อน
ข้อมูลของบุคคลท่ีต้องการค้นหา เช่น ชื่อและนามสกุล ช่ือเมือง ช่ือรัฐ และประเทศ ลงใน
ช่องทกี่ รอกขอ้ มูลก็สามารถทจี่ ะทาการคน้ หาได้

๕๐

2.13 การประยกุ ต์ใช้ระบบเครือขา่ ยในหนว่ ยงานของรัฐ
ผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งท่ีใช้ระบบเครือข่ายอย่างมาก คือ หน่วยงานของรัฐ ตัวอย่างเช่นกรมสรรพากรเป็นอีก

หน่วยงานหน่ึงท่ีใช้ระบบเครือข่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียภาษี ระบบการเสียภาษีแบบใหม่
ได้รับการพัฒนาข้ึนมาเพื่ออานวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เรียกว่าระบบการ
กรอกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic filling) ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถป้อนข้อมูลการเสียภาษีของ
ตนเองผ่านระบบกรอกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผู้เสียภาษีอาจนั่งอยู่ท่ีบ้านหรือท่ีทางาน ซึ่งข้อมูลที่ป้อนจะ
ส่งผ่านระบบเครือข่ายไปประมวลผลท่ีเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากร การทางานในระบบนี้ช่วย
ประหยัดเวลาในการทางานของเจ้าหน้าท่ีกรมสรรพากรได้อย่างมาก เน่ืองจากข้อมูลน้ันถูกป้อนเข้ามาโดยผู้
เสียภาษีเอง จึงอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ท่ีพร้อมสาหรับประมวลผลได้ทันที และยังมีความถูกต้องสูงมาก
ด้วย นอกจากนี้ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรเองก็สามารถนาระบบการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ร่วมกับ
ระบบทาให้การชาระภาษีและการคนื เงนิ ภาษีส่วนเกนิ ทาได้อย่างสมบรู ณแ์ บบ

๕๑

แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 2

ชื่อหน่วย ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี สอนครัง้ ที่ 4
สารสนเทศ
ช่ัวโมงรวม 12
จานวนช่วั โมง 4

5. กจิ กรรมการเรียนการสอน

5.1 การนาเขา้ สบู่ ทเรยี น

5.1.1. ครู เช็คชือ่ และตรวจการแตง่ กาย

นกั เรยี น ขานชอื่ และลุกให้ครตู รวจการแต่งกายทีละคน

5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรียนโดยซกั ถาม เร่ืองเทคโนโลยีในมาอนาคตมาคนละ 1 อย่าง

หากเราต้องการสง่ ข้อมูลทางคอมพวิ เตอร์เราผสู้ อนตรวจแล้วใหผ้ ูเ้ รยี นบนั ทึก

คะแนนท่ีได้ไว้เพอ่ื เปรียบเทียบกบั การทดสอบหลังเรยี นจบ

นกั เรยี น ตอบคาถาม ซักถามข้อสงสยั

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1. ครู แจ้งหวั ขอ้ ท่จี ะสอน ตามเนื้อหาสาระ เร่ือง ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี

สารสนเทศ โดยใช้สือ่ power point ตอบคาถาม/ซกั ถามปัญหา

นักเรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามปัญหาข้อสงสัย ศกึ ษาจากสอื่ และเอกสาร

ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธิบายเก่ยี วกบั ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศบทบาทของระบบ

สารสนเทศ ระบบสารสนเทศทใ่ี ช้คอมพวิ เตอร์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ ตอบคาถาม/ซักถามปัญหา

นักเรียน จดบนั ทึกยอ่ ตอบคาถาม ปรกึ ษา/อภปิ รายกับเพื่อน

5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรยี นโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรียน และอธบิ ายบางขอ้ ท่ี

ผเู้ รยี นมีข้อสงสัยจากการจดบันทึก

นักเรยี น รว่ มกนั อภิปรายหาข้อสรปุ

5.2.4. ครู ให้ผูเ้ รยี นทาแบบฝึกหัดที่ 3 เรือ่ งระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยสี ารสนเทศ

เพือ่ บอกความสาคญั ระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยสี ารสนเทศได้

นักเรยี น ปฏบิ ตั กิ ารทดลองตามแบบฝกึ หัดท่ี 3

5.3 การสรุป สุ่มเรยี กผูเ้ รียนออกมาสรปุ เนอื้ หาที่ไดเ้ รยี นตามกลุ่มท่จี ดั ทาแบบฝึกหัดที่ 3
5.3.1. ครู จนครบคลมุ เน้อื หาทงั้ หมด โดยผู้สอนช่วยใหค้ าแนะนา และอธบิ ายเพ่ิมเติม
ออกมาอธิบายหน้าช้นั เรยี นทลี ะกลมุ่ โดยสรุปเนื้อหา ซกั ถามปัญหาและ
นักเรียน

๕๒

จดบนั ทึกเพิ่มเตมิ
5.3.2. ครู ให้ผู้เรยี นปฏบิ ตั ิตามแบบฝกึ หัดท่ี 3 ใหเ้ สรจ็ สมบรู ณ์ และใหผ้ ู้เรียน

ซักถามปญั หาในการเรยี น
นกั เรยี น ซกั ถามปัญหาและข้อสงสยั ในการปฏิบัตกิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง

และส่งใบงานใน Google Classroom
5.4 การวดั และประเมินผล
5.4.1. ครู สุม่ ถามผ้เู รียนเกยี่ วกับเนื้อหาทเ่ี รียน

นกั เรยี น ตอบคาถามที่ผูส้ อนถาม
5.4.2. ครู ให้ผ้เู รียนทาแบบฝึกหัดที่ 3 ตอบคาถามโดยสุ่มคาถามจากเน้ือทเี่ พื่อวัด

ความเข้าใจ หลังจากน้ันตรวจแบบฝึกหัดท่ี 3 และบันทกึ คะแนน
นักเรียน ตอบคาถาม และแลกเปลย่ี นคาตอบ

6. ส่ือการเรียนร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอ่ื ส่ิงพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื งคอมพิวเตอร์และอุปกรณโ์ ทรคมนาคม
บุญสบื โพธศ์ิ รี, รพีพรรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ.
พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์ศูนยส์ ่งเสริมอาชวี ะ
ธีรวัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจดั การอาชพี . กรุงเทพฯ : ซคั
เซส มีเดีย
โอภาส เอ่ยี มสริ ิวงศ.์ 2556. เครือขา่ ยคอมพวิ เตอรแ์ ละการสอ่ื สาร. กรงุ เทพฯ : ว.ี พรน้ิ ท
6.1 สอื่ โสตทัศน์
สอื่ PowerPoint วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื การจัดการอาชีพ หน่วยท่ี 1 เรือ่ ง คอมพิวเตอรแ์ ละ

อุปกรณ์โทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรยี นวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ หน่วยท่ี 2 เร่อื ง

ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
7.2 แบบฝกึ หัดท่ี 3 เรอ่ื งระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยสี ารสนเทศ

8. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธ์กับวิชาอนื่
8.1 สามารถนาความรู้ มาใช้การจดั การเก่ียวกับงานระบบเครือข่ายและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
8.2 สามารถนาความรู้ มาใช้รว่ มกับวิชาการใช้งานด้านการต่อสายแลน

9. การวดั และประเมนิ ผล
9.1ก่อนเรยี น
9.1.1.ผู้เรียนศึกษา คน้ ควา้ จากเอกสาร ตารา เก่ียวกับความรูเ้ ก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อ
การจดั การอาชีพ
9.1.2.ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน

๕๓

9.2ขณะเรยี น
9.2.1.การสงั เกตพฤติกรรมภายในชั้นเรยี น
9.2.2.ทาแบบฝึกหัดประจาหน่วย

9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ ้เู รยี นชว่ ยกนั สรปุ เนอื้ หา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลงั เรยี น
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหนว่ ยที่ 2 เพอ่ื วดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน

10.บันทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้

............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรียนรู้ของนักเรียน นกั ศึกษา
........................................................................................................................ .....................................................
............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................ ............................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ...............................................
.............................................................................................................................................................................
................................................................................................................ ...........................................................

๕๔

แผนการจดั การเรียนรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 2

ชื่อหน่วย ระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยี สอนคร้ังท่ี 5
สารสนเทศ ชวั่ โมงรวม 12

จานวนชั่วโมง 4

1. สาระสาคญั
เป็นสายชนิดที่ได้รับความนิยมสูงสดุ ในการนามาใช้งานตามห้องปฏบิ ัติการคอมพิวเตอร์ท่ัวไป รวมท้ัง

ตามสานักงานต่างๆ สายชนิดนี้ได้ช่ือมาจากลักษณะองค์ประกอบภายในของสาย ท่ีเป็นสายลวดทองแดงสอง
เส้นนามาพนั เกลียวเข้าดว้ ยกนั เพื่อทาให้เกิดเป็นสนามแมเ่ หล็ก ซง่ึ ใชเ้ ป็นเสมอื นเกราะสาหรับป้องกันสัญญาณ
รบกวนท่ัวไปได้ในตัวเอง จานวนรอบหรือความถี่ ในการพันเกลียว ซึ่งป้องกันสัญญาณรบกวนได้น้อยลงก็ใช้
สายเปลืองน้อยลงเชน่ กัน โดยทั่วไปแล้วสายชนิดนี้จึงมีคุณสมบัติในการป้องกันสัญญาณรบกวนไดด้ ีกวา่ สายที่
ไม่มีการ พันเกลียวเลยบริเวณแกน (Core) ของสายคู่บิดเกลียว สายคู่บิดเกลียว ประกอบด้วยสายทองแดง
จานวนหน่ึง หรือหลายคู่สาย ห่อหุ้มสายด้วยฉนวนบางๆ เพ่ือป้องกันไม่ให้เกิดการลัดวงจร แล้วนามาพัน
เกลยี วเข้าดว้ ยกันเปน็ คู่ ทุกค่จู ะถูกหอ่ หมุ้ ฉนวนอกี ชนั้ หนง่ึ รวมกันเปน็ สายขนาดใหญ่เพียงสายเดียว

2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 การเขา้ หัวสาย LAN ( RJ 45 ) แบบตรง มาตรฐาน

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผู้เรยี นบอกความสาคัญของการเขา้ หวั สาย LAN ( RJ 45 ) แบบตรง มาตรฐาน

3.2 ดา้ นทกั ษะ
3.2.1 สามารถใช้เครื่องมือได้อยา่ งถูกตอ้ ง
3.2.2 สามารถเรยี งสมี าตรฐานBได้อย่างถูกต้อง
3.2.3 สามารถเข้าหวั LAN แบบตรง ได้อยา่ งถูกต้อง
3.2.4 สามารถปฏิบัติงานเสรจ็ ตามเวลาท่กี าหนด

3.3 คุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรยี นรู้
3.3.2 ผเู้ รยี นทางานเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย
3.3.3 ปฏบิ ัตงิ านด้วยความซ่ือสตั ย์สุจริต
3.3.4 มีความรบั ผดิ ชอบต่อหน้าที่
3.3.5 มคี วามมงุ่ ม่นั ในการทางาน
3.3.6 ใช้เวลาอย่างคุม้ คา่
3.3.7 มีจิตสาธารณะ

๕๕

๕๖

แผนการจดั การเรยี นรูม้ ุง่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 2

ช่อื หน่วย ระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยี สอนครั้งที่ 5
สารสนเทศ
ช่วั โมงรวม 12
จานวนชวั่ โมง 4

4. เนือ้ หาสาระการเรียนรู้
2.14 สายคู่บดิ เกลยี ว (twisted pair cable)

เป็นสายชนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการนามาใช้งานตามห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ท่ัวไป
รวมท้ังตามสานักงานต่างๆ สายชนิดน้ีได้ชื่อมาจากลักษณะองค์ประกอบภายในของสาย ท่ีเป็นสาย
ลวดทองแดงสองเส้นนามาพันเกลียวเข้าด้วยกันเพ่ือทาให้เกิดเป็นสนามแม่เหล็ก ซ่ึงใช้เป็นเสมือนเกราะ
สาหรับปอ้ งกนั สัญญาณรบกวนท่วั ไปได้ในตวั เอง จานวนรอบหรือความถ่ี ในการพนั เกลียว เชน่ พันเกลียว 10
รอบต่อความยาว 1 ฟุต นั้นมีผลโดยตรงต่อกาลังของสนามแม่เหล็กท่ีเกิดขึ้น ถ้าจานวนรอบสูงก็จะทาให้
สนามแม่เหล็กมีกาลังแรงข้ึน สามารถป้องกัน สัญญาณรบกวนได้ดีข้ึน แต่ก็ทาให้สิ้นเปลืองสายมากข้ึน แต่ถ้า
จานวนรอบต่า ก็จะเกิดสนามแม่เหล็กกาลังอ่อน ซ่ึงป้องกันสัญญาณรบกวนได้น้อยลงก็ใช้สายเปลืองน้อยลง
เช่นกนั โดยทั่วไปแล้วสายชนิดนจี้ งึ มคี ุณสมบัติในการป้องกนั สัญญาณรบกวนได้ดีกวา่ สายที่ไมม่ ีการ พันเกลียว
เลยบริเวณแกน (Core) ของสายคู่บดิ เกลยี ว สายคูบ่ ิดเกลยี ว ประกอบด้วยสายทองแดงจานวนหนง่ึ หรือหลาย
คู่สาย หอ่ ห้มุ สายด้วยฉนวนบางๆ เพ่ือป้องกันไม่ให้เกิดการลดั วงจร แลว้ นามาพันเกลยี วเข้าดว้ ยกนั เปน็ คู่ ทกุ คู่
จะถกู หอ่ หมุ้ ฉนวนอกี ชนั้ หน่งึ รวมกนั เปน็ สายขนาดใหญ่เพยี งสายเดียว

สายนาสัญญาณแบบนี้แตล่ ะคู่สายท่เี ป็นสายทองแดงจะถูกพนั บิดเปน็ เกลียว เพ่อื ลบการรบกวนของ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงภายในสายเดียวกันหรือจากภายนอก ทาให้สามารถส่งข้อมูลด้วย
ความเร็วสูง สายคบู่ ิดเกลยี วสามารถใชส้ ง่ ข้อมลู จานวนมากเปน็ ระยะทางไกลได้หลายกโิ ลเมตร เนอ่ื งจากราคา
ไม่แพงมาก ใช้ส่งข้อมูลได้ดี น้าหนักเบา ง่ายต่อการติดตั้ง จึงนิยมใช้งานอย่างกว้างขวาง สายคู่บิดเกลียวมี 2
ชนดิ คอื

1. สายคู่บิดเกลียวแบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวน หรือสายยูทีพี (Unshielded Twisted Pair :UTP)
เปน็ สายใชใ้ นระบบโทรศพั ท์ ตอ่ มาได้มกี ารรับปรงุ คุณสมบตั ิให้ดีขึ้น จนสามารถใชก้ บสญั ญาณความถี่
สูงได้ ทาใหส้ ่งขอ้ มูลได้ดว้ ยความเรว็ สูงข้ึน
ขอ้ ดขี องสาย UTP
- ราคาถกู
- ติดตัง้ งา่ ยเนือ่ งจากน้าหนกั เบา
- มีความยืดหยุ่น และสามารถโค้งงอได้มาก
ข้อเสียของสาย UTP

๕๗

- ไม่เหมาะในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ท่ีห่างไกลมาก เพราะสัญญาณที่ว่ิงบนสายจะถูก
ลดทอนลงไปตามความยาวของสาย (มีความยาวของสายในการเชื่อมต่อได้ไม่เกิน
100 เมตร)

2. สายคู่บิดเกลียวแบบป้องกันสัญญาณรบกวน หรือสายเอสทีพี (Shielded Twisted Pair: STP) เป็น
สายที่หุ้มด้วยตัวก้ันสัญญาณเพ่ือป้องกันการรบกวนได้ดียิ่งข้ึน สายเอสทีพีรองรับความถ่ีของการส่ง
ข้อมูลสูงกวา่ สายยทู ีพี แต่มีราคาแพงกวา่

ขอ้ ดขี องสาย STP
- สง่ ข้อมลู ดว้ ยความเรว็ สงู กว่า UTP
- ป้องกันคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ และคลนื่ วิทยุ

ขอ้ เสียของสาย STP
- มขี นาดใหญแ่ ละไม่ค่อยยดื หยุ่นในการงอพับสายมากนัก
- ราคาแพงกวา่ สาย UTP

2.15 มาตรฐานสายสัญญาณ
สมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EIA (Electronics Industries Association) และสมาคม

อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ TIA (Telecommunication Industries Association) ได้ร่วมกันกาหนด
มาตรฐาน EIA/TIA 568 ซ่ึงเป็นมาตรฐานท่ีใช้ในการผลิตสาย UTP โดยมาตรฐานน้ีได้แบ่งประเภทของสาย
ออกเป็นหลายประเภทโดยแต่ละประเภทเรียกว่า Category N โดย N คือหมายเลขที่บอกประเภท ส่วน
สถาบันมาตรฐานนานาชาติ (International Organization for Standardization) ได้กาหนดมาตรฐานน้ี
เชน่ กัน โดยจะเรียกสายแตล่ ะประเภทเป็น Class A-F
คุณสมบตั ิทั่วไปของสายแตล่ ะประเภทเป็นดังน้ี

1. Category 1 / Class A : เป็นสายท่ีใช้ในระบบโทรศัพท์อยา่ งเดียว โดยสายนไ้ี มส่ ามารถใชใ้ นการส่ง
ข้อมลู แบบดิจติ อลได้ สายโทรศพั ทท์ ใี่ ช้กอ่ นปี 1983 จะเป็นสายแบบ Cat 1

2. Category 2 / Class B : เป็นสายที่รองรับแบนด์วิธได้ถึง 4 MHz ซ่ึงทาให้สามารถส่งข้อมูลแบบ
ดจิ ิตอลได้ถงึ 4 MHz ซ่ึงจะประกอบด้วยสายคู่บิดเกลยี วอยู่ 4 คู่

3. Category 3 / Class C : เปน็ สายทีส่ ามารถสง่ ขอ้ มูลได้ถึง 16 Mbps และมีสายคูบ่ ิดเกลียวอยู่ 4 คู่
4. Category 4 : ส่งข้อมูลได้ถึง 20 Mbps และมสี ายคบู่ ิดเกลียวอยู่ 4 คู่
5. Category 5 / Class D : ส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps โดยใช้ 2 คู่สาย และรับส่งข้อมูลได้ถึง 1000

mbpsเมือ่ ใช้ 4 คสู่ าย
6. Category 5 Enhanced (5e) : เช่นเดียวกับ Cat 5 แต่มีคุณภาพของสายที่ดีกวา่ เพื่อรองรับการสง่

ข้อมลู แบบฟูลล์ดเู พลก็ ซ์ท่ี 1000 Mbps ซ่ึงใช้4 คู่สาย
7. Category 6 / Class E : รองรบั แบนด์วธิ ไดถ้ งึ 250 MHz

๕๘
8. Category 7 / Class F : รองรบแบนด์วธิ ได้ถึง 600 MHz และกาลังอยู่ในระหว่างการวจิ ยั

ปัจจุบันที่นิยมใช้และนามาใช้กันมากที่สุดก็คือ สาย CAT5e และ CAT6 เพราะในประเทศไทยส่วน
ใหญย่ ังคงใช้ SWITCH ทม่ี คี วามเร็วอยทู่ ี่ 10/100/1000 Mbps
2.16 การเขา้ หวั สายแลน RJ45

ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สาคัญอย่างหน่ึงที่มีการใช้งานอย่าง
แพร่หลายคือ สายสัญญาณ UTP ซ่ึงเป็นสายสัญญาณทาจากสายทองแดง 8 เส้น พันเป็นคู่ ๆ ได้ 4 คู่อยู่
ภายในฉนวน ซง่ึ มีราคาไมแ่ พงแลว้ สามารถติดตงั้ เองได้อยา่ งงา่ ยดาย มี 2 แบบ ดังน้ี

รูปที่ 1.1 การเข้าหวั สายแลน RJ45
2.16.1. การเขา้ หวั LAN สาหรับการทาสายไขว้ หรอื แบบครอส(Crossover Cable)

การเข้าหัวฝั่งแรกเป็นแบบ EIA/TIA 568B (สาย Through) และอีกข้างเป็น EIA/TIA 568A (สาย
Cross) การเข้าหัวแบบครอสเหมาะสาหรับการใช้สายต่อเข้ากับอุปกรณ์เดี่ยวกัน เช่น คอมพิวเตอร์ กับ
คอมพิวเตอร์ Switch กบั Switch หรือ Router กบั Router เปน็ ตน้

รูปท่ี 1.2 การเข้าหัว LAN สาหรับทาสายคลอส

๕๙
2.16.2. การเข้าหวั LAN สาหรับทาสายตรง (Straight-Through Cable)

การเข้าหัวท้ังสองฝ่ังเป็นแบบ TIA/EIA 568B การเข้าหัวแบบตรงเหมาะสมสาหรับการใชส้ าต่อเข้ากบั
อุปกรณต์ ่างชนิดกัน เช่น คอมพิวเตอร์ กบั Switch เป็นต้น

รูปท่ี 1.3 การเข้าหัวท้งั สองฝ่ังเป็นแบบ EIA/TIA 568B
การเชื่อมต่ออุปกรณ์ Computer และอุปกรณ์เครือข่าย (Hub, Switch และ Router) ด้วยสาย LAN
นน้ั เราจาเปน็ ทีจ่ ะต้องรู้วา่ เราควรจะใช้สายตรงหรือสายครอสในการเชือ่ มต่ออปุ กรณ์อะไรกับอุปกรณ์อะไร ซง่ึ
มวี ิธจี าแบบง่ายๆ ท่หี ลายๆ คนใชอ้ ยู่ คอื
 อปุ กรณเ์ หมอื นกนั ตอ่ กันใชส้ าย LAN แบบครอส (Crossover Cable)
 อุปกรณ์ต่างกนั ตอ่ กันใช้สาย LAN แบบตรง (Straight-Through Cable)

รปู ที่ 1.4 การเช่ือมต่ออุปกรณ์

๖๐

2.17 MDI หรือ Medium Dependent Interface : เป็นชนิดของ Ethernet port ซ่ึงจะถูกใช้อยู่ บน
Network Interface Card (NIC) หรือที่เราเรียกว่า Card LAN น่ันเอง ซึ่ง Card LAN นี้ก็ถูกเสียบอยู่
Computer อีกทนี ัน่ แหละ นอกจากนี้แล้ว Ethernet port บน Router เองก็เปน็ ชนิด MDI ด้วยเช่นกนั

MDIX หรือ MDI-X หรือ Medium Dependent Interface Crossover: เป็นชนิดของ Ethernet
port ทีอ่ ยบู่ น Hub และ Switch ดงั นน้ั คาว่า

1. อุปกรณ์เหมอื นกนั ตอ่ กนั ใช้สาย LAN แบบครอส (Crossover Cable)
2. อปุ กรณ์ต่างกัน ต่อกันใช้สาย LAN แบบตรง (Straight-Through Cable)
จึงควรจะถกู ใชใ้ นลักษณะน้ี
3. MDI ต่อกับ MDI เปน็ ชนดิ เดยี วกนั ใช้สายครอส (Crossover cable)
4. MDI-X ต่อกบั MDI-X เป็นชนิดเดยี วกนั ใชส้ ายครอส (Crossover cable)
5. MDI ต่อกับ MDI-X เป็นคนละชนิดกนั ใช้สายตรง (Straight-Through Cable)
และจาก
6. Port แบบ MDI ประกอบด้วยอุปกรณ์คอื Router และ Computer
7. Port แบบ MDI-X ประกอบดว้ ยอุปกรณ์คอื Hub กบั Switch
2.18 ขอ้ แนะนาในการติดตั้งสาย UTP มดี ังน้ี
1. ไมค่ วรหักงอสายเนือ่ งจากป้องกันคลนื่ รบกวนไดไ้ ม่ดพี อ
2. อย่าม้วนสายเป็นขดๆ มากกว่า 10 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของสาย เนื่องจากจะเกิดสัญญาณ

รบกวนกันเอง และไมค่ วรเดนิ สาย UTP นอกอาคารเนื่องจากป้องกันไฟสถิตไม่ได้
3. ควรต่อสาย UTP กับ RJ-45 ให้ถูกตาแหน่งที่มีอยู่ท้ังหมด 8 เส้น ดังตารางช่องใน RJ-45 สีของ

สาย UTP
4. ในการคลายสายท่ีตเี กลียวออก ก่อนทจี่ ะเข้าหวั สาย RJ-45 ควรจะคลายออกใหน้ ้อยทส่ี ุด
5. ให้ใชส้ ายเสน้ เดยี วกันตลอดการเดนิ ใน 1 จดุ (หา้ มนาสายมาต่อกนั )
6. ในการต่อฮับมากกว่า 1 ตัว สาย UTP ท่ีใช้ต่อเช่ือมระหว่างฮับจะต้องมีความยาวไม่เกิน 100

เมตร และใน 1 Data Patch จะตอ้ งมฮี บั ไม่เกนิ 4 ตัว
7. ขณะเดินสายควรทาเครอ่ื งหมายระบุหมายเลขไว้ดว้ ยที่ต้นสายและปลายสาย มฉิ ะน้ันอาจสลับสาย

กนั ทาใหเ้ กิดความผดิ พลาดขึน้ ได้
8. อย่าเดินสายใกล้กับแหล่งจ่ายไฟ หรือบริเวณท่ีมีสัญญาณรบกวน เช่น มอเตอร์ หม้อแปลงไฟ

สายไฟบา้ น เปน็ ตน้ แตห่ ากจาเป็นตอ้ งเข้าใกลส้ ายดังกล่าว ให้เดินห่างจากสายสัญญาณมากกวา่ 6
ฟตุ
9. เม่อื เดินสายสัญญาณเรยี บรอ้ ยแล้ว ควรจะวาดเสน้ ทางการเดินสายสญั ญาณเก็บไวด้ ว้ ย
2.19 ข้อดีของ LAN

2.19.1 การแชร์หรือการใชท้ รัพยากรร่วมกัน

1. แชร์ฮาร์ดแวร์ อุปกรณฮ์ าร์ดแวร์ท่ีผใู้ ช้สามารถใช้ร่วมกัน แบง่ ออกเป็น 3 ประเภทหลกั ๆ คอื

2. หน่วยความจา (Mass Storage Server) ได้แก่ ฮาร์ดสิ ก์ เทปไดรฟ์ และออปติกคลั ดสิ ก์

3. อุปกรณ์เอาท์พุท (Output Server) ได้แก่ เครื่องพิมพ์แบบดอตเมตริกซ์ แบบอิงค์เจ็ต หรือแบบ

เลเซอร์ เคร่ืองฉายวดิ ีโอโปรเจคเตอร์ และจอวิดโี อขนาดใหญ่ เปน็ ตน้

๖๑

4. อุปกรณ์การสื่อสาร (Communication Server) ได้แก่ โมเด็ม บริดจ์ เราเตอร์ เกตเวย์ และ
เคร่อื งแฟกซ์ เป็นต้น

5. แชร์ซอฟต์แวร์ ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ซอร์ฟแวร์ซ่ึงเครื่อง PC ของตนไม่มีซอร์ฟแวร์น้ีติดตั้งอยู่ เชน่
เครื่องที่ใช้อยู่ไม่สามารถใช้โปรแกรมบางโปรแกรมได้ สามารถท่ีจะเรียกใช้โปรแกรมจากเคร่ืองท่ี
สามารถใช้ได้มาทางานในเครอื่ ง PC ของตน รวมท้ังยังสามารถสง่ั พิมพ์ท่ีเคร่ืองพิมพ์ที่เช่ือมตอ่ ใน
เครอื ข่ายได้

6. แชร์ไฟล์ข้อมูล ไฟล์ข้อมูลเพียงไฟล์เดียวที่อยู่ในไฟล์เซิร์พเวอร์ สามารถให้บริการเรียกใช้จากผู้
ใช้ได้ทีละหลายคน เป็นการประหยัดเน้ือที่หน่วยความจาในการเก็บรักษาไฟล์ข้อมูล นอกจากน้ี
ผใู้ ช้ยงั สามารถติดต่อขอใช้หรอื เรียกดูไฟล์ข้อมูลจากเครือขา่ ยภายนอก ผ่านทางเราเตอร์หรือเกต
เวยไ์ ด้อีกดว้ ย

2.19.2 ประหยดั คา่ ใช้จา่ ย
1. ประหยัดฮารด์ แวร์ เชน่ สามารถใช้เคร่ืองพมิ พ์ประสิทธิภาพสงู (ราคาแพง) เพียงเครอ่ื งเดยี วรองรับ
งานพิมพ์ท่ตี อ้ งการคุณภาพและความรวดเร็วไดท้ ้ังสานักงาน
2. ประหยดั ค่าซอรฟ์ แวร์ เพราะมีซอร์ฟแวรอ์ ยเู่ พยี งก็อบป้ีเดียวกส็ ามารถเรยี กใช้ไดท้ วั่ กนั
3. สามารถรวมเป็นเครอื ขา่ ยเดียวกนั ทาให้ลดคา่ ใชจ้ ่ายในสว่ นของงานที่ซ้าซ้อนได้
4. ประหยัดค่าติดต้ังและค่าดูแลรักษา เพราะระบบใหม่สามารถติดต้ังได้ง่ายและสามารถนาเครื่อง
คอมพิวเตอร์และอปุ กรณท์ ่มี ีอย่เู ดมิ มาใช้งานไดอ้ ีก

2.19.3 สะดวกกบั ผใู้ ช้งาน
1. ผใู้ ชส้ ามารถเขา้ ส่เู ครอื ข่ายไดง้ ่าย
2. ตัดปัญหาเร่ืองไฟล์ข้อมูลหายหรือต้องเตรียมไฟล์ข้อมูลสารอง เพราะไฟล์เซิร์ฟเวอร์จะทาหน้าท่ี
สารองขอ้ มลู แทนให้
3. สะดวกกับผู้ใช้งานจากจุดหนึ่งที่จะเข้าไปใช้ไฟล์ข้อมูลของผู้ใช้งานในอีกจุดหน่ึงซึ่งใช้เก็บสารอง
ไฟล์ขอ้ มลู น้นั ไวใ้ นไฟล์เซิรฟ์ เวอร์
4. สามารถส่งขอ้ ความตอบโต้กนั ระหว่างผใู้ ช้ไดง้ า่ ยด้วยไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์
5. ผู้ใช้สามารถเลือกใชฮ้ ารด์ แวร์คณุ ภาพดีๆได้
6. ผู้ใช้สามารถติดตอ่ สอื่ สารข้อมลู ข้อความ และซอรฟ์ แวร์กบั ระบบอน่ื ภายนอกเครอื ขา่ ยไดง้ า่ ย
7. สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วสูง สะดวก รวดเร็วยิ่งข้ึน (ขึ้นอยู่กับชนิดของสายส่ือสารและ
รปู แบบการเชื่อมโยงเครือข่ายด้วย

2.19.4 งา่ ยต่อการควบคมุ
1. สิทธิหรือขอบเขตในการเข้าไปใช้งานในเครือข่ายสามารถกาหนดและควบคุมได้จากผู้ที่มีหน้าท่ี
ควบคุมเครือขา่ ยเพียงคนเดียว
2. ทาใหเ้ ครอื่ งคอมพวิ เตอร์หลายเคร่อื งต่างแบบสามารถทางานรว่ มกันได้
3. ระบบมีความเชือ่ ถือได้สงู
4. สามารถทาการขยายระบบเพิ่มจุดผู้ใชใ้ นเครอื ขา่ ยได้งา่ ย

๖๒

5. เหมาะสมกับระบบสานักงานอตั โนมตั ิ (Office Automation หรอื OA)

2.20 ข้อเสยี และข้อจากดั ของ LAN
1. ยังมีระบบอ่ืนที่ยังสามารถทางานได้ดีเช่นเดียวกันหรือดีกว่าสาหรับงานในระบบสานักงาน เช่น
ระบบ online ซ่ึงมีใช้กันมาก่อนระบบ LAN ระบบสวิตช่ิงดิจิตอล PABX หรือตู้ชุมสายอัตโนมตั ิใน
อาคารซงึ่ สามารถส่ือสารข้อมลู ทง้ั เสียงและข้อมลู ไดเ้ ช่นเดียวกบั LAN โดยผา่ นทางสายโทรศพั ท์
2. ซอร์ฟแวร์ที่ใช้กับระบบ LAN ในปัจจุบันยังพัฒนาได้ไม่ดเี ทียบเท่ากับซอร์ฟแวรใ์ นระบบของเครอื่ ง
มินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรมซึ่งมีมาก่อน และราคาของซอร์ฟแวร์เฉพาะสาหรับระบบ LAN ยังมี
ราคาสูงอยู่
3. ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลยังไม่ดีพอเม่ือเทียบกับระบบในเครื่องมินิคอมพิวเตอร์หรือ
เมนเฟรม
4. เนื่องจากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อ่ืนๆมีความหลากหลายอยู่มาก จึงยากต่อการควบคุมให้มี
มาตรฐานการทางานแบบเดียวกนั และยุ่งยากตอ่ การดูแลรักษา
5. ระบบฐานข้อมูลเป็นแบบกระจายไปตามจุดผู้ใช้ต่างๆจึงทาให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

๖๓

แผนการจัดการเรยี นรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 2

ช่อื หน่วย ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี สอนคร้ังที่ 5
สารสนเทศ ช่ัวโมงรวม 12

จานวนช่วั โมง 4

5. กิจกรรมการเรียนการสอน

5.1 การนาเข้าสู่บทเรียน

5.1.1. ครู เช็คชอ่ื และตรวจการแตง่ กาย

นักเรียน ขานชอ่ื และลกุ ใหค้ รตู รวจการแต่งกายทีละคน

ครู ทบทวนกอ่ นเรียนโดยซกั ถาม เรื่องการเขา้ หวั สาย LAN ผู้สอนตรวจแลว้ ให้

ผู้เรียนบนั ทกึ คะแนนท่ไี ด้ไว้เพ่ือเปรียบเทียบกับการทดสอบหลังเรียนจบ

นักเรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามข้อสงสัย

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1. ครู แจ้งหัวข้อที่จะสอน ตามเนื้อหาสาระ เรื่องระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยี

สารสนเทศ โดยใชส้ ือ่ power point ตอบคาถาม/ซักถามปัญหา

นกั เรียน ตอบคาถาม ซกั ถามปญั หาข้อสงสัย ศกึ ษาจากสอ่ื และเอกสาร

ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธบิ ายเกยี่ วกบั ระบบเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต การเข้าหวั สาย LAN ( RJ-45 )

แบบตรง มาตรฐาน Bตอบคาถาม/ซักถามปญั หา

นักเรียน จดบนั ทกึ ยอ่ ตอบคาถาม ปรึกษา/อภปิ รายกบั เพ่ือน

5.2.3. ครู ทดสอบผ้เู รยี นโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรียน และอธิบายบางขอ้ ท่ี

ผเู้ รยี นมีข้อสงสยั จากการจดบนั ทกึ

นกั เรยี น รว่ มกนั อภิปรายหาข้อสรุป

5.2.4. ครู ให้ผเู้ รยี นทาใบงานการทดลองที่ 2 เรื่องการเข้าหวั สาย LAN ( RJ-45 ) แบบ

ตรง

มาตรฐาน B เพอื่ ใชเ้ ครอ่ื งมอื ได้อยา่ งถูกต้องเรยี งสีมาตรฐาน B ได้อยา่ งถูกต้อง

หวั LAN แบบตรง ได้อย่างถูกตอ้ ง และปฏบิ ัตงิ านเสร็จตามเวลาท่กี าหนด

นักเรียน ปฏิบัตกิ ารทดลองตามใบงานการทดลองที่ 1

5.2.5. ครู ใหผ้ เู้ รียนสอบการเขา้ หวั สาย LAN ( RJ-45 ) แบบตรง

มาตรฐาน B เพื่อใชเ้ ครื่องมอื ได้อยา่ งถูกต้องเรียงสีมาตรฐาน B ได้อยา่ งถูกตอ้ ง

หัว LAN แบบตรง ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง และปฏิบัตงิ านเสรจ็ ตามเวลาท่ีกาหนด

นกั เรยี น สอบตอ่ รายบคุ คลหน้าช้ันเรียน

5.3 การสรปุ

5.3.1. ครู สุ่มเรยี กผเู้ รียนออกมาสรุปเนื้อหาที่ได้เรยี นทีจ่ ัดทาใบงานการทดลองที่ 2

จนครบคลุมเน้อื หาท้งั หมด โดยผู้สอนช่วยใหค้ าแนะนา และอธิบายเพิม่ เติม

นักเรียน ออกมาอธิบายหน้าช้ันเรยี นทลี ะกลมุ่ โดยสรปุ เนื้อหา ซกั ถามปัญหาและ

๖๔

จดบนั ทึกเพ่ิมเตมิ

5.3.2. ครู ใหผ้ เู้ รยี นปฏิบัติตามใบงานการทดลองท่ี 2 ใหเ้ สรจ็ สมบูรณ์ และใหผ้ เู้ รยี น

ซกั ถามปัญหาในการเรียน

นกั เรยี น ซกั ถามปญั หาและข้อสงสยั ในการปฏิบตั กิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง

และสง่ ใบงานใน Google Classroom

5.4 การวดั และประเมินผล

5.4.1. ครู สมุ่ ถามผู้เรยี นเกี่ยวกับเน้ือหาท่เี รยี น

นกั เรียน ตอบคาถามทีผ่ สู้ อนถาม

5.4.2. ครู ใหผ้ ้เู รยี นทาใบงานการทดลองท่ี 2 ตอบคาถามโดยสมุ่ คาถามจากเนื้อทเ่ี พื่อวัด

ความเขา้ ใจ หลังจากนน้ั ตรวจใบงานการทดลองท่ี 2 และบันทกึ คะแนน

นกั เรยี น ตอบคาถาม และแลกเปล่ียนคาตอบ

6. สื่อการเรียนร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
6.1 ส่ือสิ่งพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เร่อื งคอมพวิ เตอรแ์ ละอุปกรณโ์ ทรคมนาคม
บุญสบื โพธศ์ิ รี, รพีพรรณ ชาวไร่อ้อย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ.

พิมพค์ รงั้ ท่ี 1. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์ศนู ย์ส่งเสริมอาชีวะ

ธีรวฒั น์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการจดั การอาชพี . กรงุ เทพฯ : ซัค

เซส มีเดีย

โอภาส เอ่ียมสริ ิวงศ.์ 2556. เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์และการส่อื สาร. กรุงเทพฯ : วี.พริน้ ท

6.1 สื่อโสตทศั น์
ส่อื PowerPoint วชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การจดั การอาชีพ หนว่ ยท่ี 1 เร่อื ง คอมพิวเตอร์และ

อปุ กรณโ์ ทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรยี นวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ หน่วยท่ี 2 เรือ่ ง

ระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ
7.2 ใบงานทดลองที่ 2 เรอ่ื งระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ

8. การบรู ณาการ/ความสมั พันธ์กับวิชาอนื่
8.1 สามารถนาความรู้ มาใช้การจดั การเก่ยี วกับงานระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ
8.2 สามารถนาความรู้ มาใช้ร่วมกับวชิ าการใช้งานดา้ นการต่อสายแลน

9. การวัดและประเมินผล
9.1ก่อนเรยี น
9.1.1.ผเู้ รยี นศึกษา คน้ ควา้ จากเอกสาร ตารา เกยี่ วกับความรูเ้ กี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือ
การจัดการอาชีพ

๖๕

9.1.2.ผู้เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน
9.2ขณะเรียน

9.2.1.การสังเกตพฤติกรรมภายในช้ันเรยี น
9.2.2.ทาแบบฝกึ หดั ประจาหนว่ ย
9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ ู้เรียนช่วยกนั สรปุ เน้ือหา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลังเรยี น
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหนว่ ยท่ี 2 เพื่อวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

10.บันทกึ หลงั การสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้

............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................

10.2 ผลการเรยี นรู้ของนกั เรยี น นักศกึ ษา
................................................................................................................................................................ .............
...................................................................................................................... .......................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................... .............................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพการเรียนรู้
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
.............................................................................................................................................................................
................................................................................................................ ...........................................................

๖๖

แผนการจดั การเรยี นร้มู งุ่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 3

ช่อื หน่วย การสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ สอนครัง้ ที่ 6
ชัว่ โมงรวม 8

จานวนชวั่ โมง 4

1. สาระสาคัญ
การสืบค้นสารสนเทศจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกระบบในปัจจุบัน ควรมีความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับการ

สืบค้นข้อมูลและฐานข้อมูลก่อน รวมท้ังการสืบค้นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอ่ืน ๆ ได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพเครือ่ งมือ คือ อปุ กรณ์ท่ีใช้ในการคน้ หาหนังสือท่ีมีอย่ใู นห้องสมดุ เพื่อนามาใชป้ ระกอบการเรียนรู้
ได้แก่ คอมพิวเตอร์ การสืบค้น คือ การค้นหาข้อมูลเก่ียวกับหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนว่ามีหนังสือท่ีผู้เรียน
ต้องการหรือไม่ หากมีจะปรากฏอยู่ในหมวดหมู่ใด ข้อมูล คือ สัญญาณท่ีมนุษย์รับรู้และนามาบันทึกในรูป
สัญลักษณ์ เมื่อข้อมูลมีการจัดความหมายหรือเนื้อหา จึงเปล่ียนเป็นระดับสารสนเทศ สารสนเทศ คือ
ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ ท่ีถ่ายทอดและบันทึกไว้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์
โสตทศั นวสั ดุ คอมพิวเตอร์ และคาพูด เป็นต้น เพือ่ นาไปใช้ในการ ตัดสินใจหรือตอบปญั หาตา่ งๆ ได้

2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 การสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ
2.2 เคร่ืองมอื ในการสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศ
2.3 สว่ นประกอบของเครอื่ งมือในการสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศ
2.4 การสืบค้นข้อมลู สารสนเทศจากอินเทอรเ์ น็ต

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1. ผู้เรียนบอกความสาคญั การสืบค้นขอ้ มลู ได้
3.1.2. ผเู้ รยี นบอกอธบิ ายลักษณะเคร่อื งมือในการสืบค้นข้อมลู สารสนเทศได้ถูกต้อง
3.1.3. ผูเ้ รยี นยกตัวอยา่ งสว่ นประกอบของเครอ่ื งมอื ในการสืบค้นข้อมลู สารสนเทศได้
3.1.4. ผู้เรียนบอกอธบิ ายลักษณะการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ นต็ ได้ถูกต้อง

3.2 ดา้ นทักษะ
3.2.1 สามารถบอกความสาคัญการสบื ค้นขอ้ มูลได้
3.2.2 สามารถอธบิ ายลักษณะเครื่องมอื ในการสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศได้ถูกต้อง
3.2.3 สามารถยกตัวอยา่ งสว่ นประกอบของเครื่องมือในการสืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศได้อย่างน้อย 3
อย่าง
3.2.4 สามารถอธิบายลักษณะการสืบค้นข้อมลู สารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ น็ตไดถ้ ูกต้อง
3.2.5 สามารถสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศได้อยา่ งถกู ต้อง

3.3 คณุ ลกั ษณะท่พี ึงประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรยี นรู้

๖๗

3.3.2 ผเู้ รยี นทางานเป็นระเบยี บเรียบร้อย
3.3.3 ปฏิบตั ิงานด้วยความซ่อื สตั ย์สุจริต
3.3.4 มีความรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ท่ี
3.3.5 มคี วามมุ่งมัน่ ในการทางาน
3.3.6 ใช้เวลาอยา่ งคมุ้ คา่
3.3.7 มีจิตสาธารณะ

๖๘

แผนการจัดการเรยี นรูม้ ่งุ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 3

ช่ือหน่วย การสืบค้นขอ้ มูลสารสนเทศ สอนครัง้ ท่ี 6

ชวั่ โมงรวม 8
จานวนชัว่ โมง 4

4. เนื้อหาสาระการเรยี นรู้
3.1 การสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ

การสืบค้นสารสนเทศจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกระบบในปัจจุบัน ควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการ
สืบค้นข้อมูลและฐานข้อมูลก่อน รวมทั้งการสืบค้นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่น ๆ ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ

การสืบค้นสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการในการค้นหาสารสนเทศท่ีต้องการ โดยใช้เครื่องมือสืบค้น
รปู แบบตา่ ง ๆ การสืบค้นสารสนเทศ แบ่งออกเปน็ 2 วิธี คอื

3.1.1. การสืบคน้ สารสนเทศดว้ ยระบบมอื (Manual System) เช่น บตั รรายการ บัตรดรรชนวี ารสาร
3.1.2. การสืบค้นสารสนเทศด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System) เป็นการสืบค้นท่ีสามารถ

กระทาได้โดยผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้แก่ ฐานข้อมูล หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ วารสาร
อิเล็กทรอนกิ ส์ และการสบื ค้นสารสนเทศบนอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ต้น

3.2 เครื่องมือการสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ
เครอ่ื งมอื คือ อุปกรณท์ ีใ่ ชใ้ นการคน้ หาหนงั สือที่มีอยู่ในหอ้ งสมดุ เพอ่ื นามาใชป้ ระกอบการเรยี นรู้ ได้แก่

คอมพิวเตอร์
การสืบค้น คือ การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนวา่ มีหนังสือท่ีผู้เรียนต้องการหรือไม่

หากมจี ะปรากฏอย่ใู นหมวดหม่ใู ด
ข้อมูล คือ สัญญาณที่มนุษย์รับรู้และนามาบันทึกในรูปสัญลักษณ์ เมื่อข้อมูลมีการจัดความหมายหรือ

เนื้อหา จึงเปลย่ี นเป็นระดบั สารสนเทศ
สารสนเทศ คอื ขอ้ เทจ็ จริง เหตกุ ารณ์ ทถ่ี ่ายทอดและบันทกึ ไว้ในรปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ หนงั สอื วารสาร

หนังสือพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ คอมพิวเตอร์ และคาพูด เป็นต้น เพื่อนาไปใช้ในการ ตัดสินใจหรือตอบ ปัญหา
ต่างๆ ได้

3.3 สว่ นประกอบของเครื่องมอื ในการสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ
3.3.1 หน้าจอ คือ อุปกรณ์ส่งออกข้อมูล (Output devices) หรือหน่วยแสดงผลประเภทหน่ึง ของ

คอมพิวเตอร์โดยข้อมูลที่จอภาพแสดงผลนั้น มักจะประกอบด้วยข้อมูลท้ังท่ีเป็นตัวหนังสือ และ
ภาพกราฟกิ
3.3.2 แปน้ พมิ พ์ คอื อุปกรณน์ าเข้าข้อมูล (Input devices) เป็นอุปกรณ์หลักทใ่ี ช้ในการนาข้อมลู ลงใน
เคร่ืองคอมพิวเตอร์ โดยปกติมักจะมีลักษณะเป็นสี่เหล่ียมผืนผ้า หรือใกล้เคียง มีแป้นต่าง ๆ ประมาณ
ร้อยแป้นอยู่บนคีย์บอร์ด (ข้ึนอยู่กับผังแป้นพิมพ์) ซึ่งถอดแบบมาจากเคร่ืองพิมพ์ดีด เพื่อให้การป้อน

๖๙

ข้อมลู ทีเ่ ป็นอกั ขระและตวั เลขทาไดง้ ่ายและสะดวกขึน้ แปน้ พมิ พ์จึงแยกแผงท่เี ป็นแปน้ อักขระกับแป้น
ตวั เลขแยกไวต้ า่ งหาก
3.3.3 เมาส์ คือ อปุ กรณ์นาเข้าขอ้ มลู (Input devices) ท่ใี ช้ในการควบคมุ การใช้งานใน คอมพิวเตอร์ ซึ่ง
ออกแบบ เพื่อให้พอดีกับการใช้งานโดยส่วนโค้งและส่วนเว้าจะโค้งเข้าตามอุ้งมือของผู้ใช้ โดยด้านใต้
ของเมาสจ์ ะมอี ุปกรณ์ ซึ่งตรวจจับการเคลือ่ นไหวของเมาส์ โดยสง่ สญั ญาณไปที่คอมพวิ เตอร์
3.3.4 เคส คือ กล่องสาหรบั บรรจุอปุ กรณ์ท่ีใช้ประมวลผลและหน่วยความจาของคอมพวิ เตอร์ เอาไว้ข้าง
ใน เพื่อประโยชน์ในการยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความม่ันคง กะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ ขณะเดียวกัน ก็
เพื่อความปลอดภัย เช่น ป้องกันไฟดูด ป้องกันอุปกรณ์สูญหาย และการป้องกัน การส่งคล่ืนรบกวน
การทางานของอปุ กรณอ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส์อ่ืน ๆ
3.3.5 ซอฟต์แวร์ (Software) เกี่ยวกับงานของห้องสมุด คือ โปรแกรมสืบค้นสารสนเทศ คู่มือเตรียม
สอบ ลงฐานข้อมูล CDS/ISIS เพ่ือนาข้อมูลสิ่งพิมพ์เหล่านั้นออกบริการ และ อานวยความสะดวก ใน
การค้นหาหนังสือให้กับผู้ใช้ ซ่ึงผู้ใช้สามารถส่งประมวลผลผ่านทางเลือกต่าง ๆ ได้ตามต้องการ จาก
ระบบเมนู

3.4การสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศจากอินเทอรเ์ น็ต
3.4.1. ความหมายของอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ต คือ ระบบเครือข่ายนานาชาติ เกิดจากเครือข่าย

ย่อยๆ มีบริการมากมายสาหรับทุกคนที่ติดต่ออินเทอร์เน็ต สามารถใช้อินเทอร์เน็ตส่งจดหมายคุยกับ
เพ่ือนๆ คัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมจากคอมพิวเตอร์เคร่ืองอ่ืน รวมทั้งค้นหาข้อมูลสารสนเทศ
จากแหล่งข้อมลู ทวั่ โลก
3.4.2. ประโยชน์ของอินเทอรเ์ นต็
3.4.2.1. ทาให้สามารถบริการค้นหาและเข้าถึงข้อมูลโดยผ่าน World Wide Web (WWW) หรือ ที่

เรียกกนั ย่อ ๆ วา่ เวบ็ (Web)
3.4.2.2. สามารถบรกิ ารแลกเปลย่ี นข่าวสารข้อมลู เชน่ จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์ (E-mail / Electronic

mail) การสนทนาทางเครือข่าย (Chat rooms) หรอื ฟอรัม่ (Forum)
3.4.2.3. สามารถใช้บริการการใช้คอมพิวเตอร์ทางไกล เช่น Telnet (สานักงานคณะกรรมการ

การศึกษาแหง่ ชาติ, 2544, หนา้ 5)
3.4.3. คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อนิ เทอร์เน็ต

3.4.3.1. ไม่ใช้อนิ เทอรเ์ นต็ ทางลามกอนาจาร เช่น ดเู ว็บไซตล์ ามก สง่ E-mail
3.4.3.2. ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตในการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น เช่น พยายามเข้าถึงข้อมูลของผู้อ่ืน

โดย ไมไ่ ดร้ ับอนญุ าต
3.4.3.3. ไมใ่ ช้อนิ เทอรเ์ นต็ ทาลายผู้อ่ืน เช่น ปล่อยไวรัส
3.4.3.4. ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตหลอกลวงผู้อ่ืน เช่น การสนทนาผ่านเครือข่ายเพ่ือการหลอกลวง

ผอู้ ื่น
3.4.3.5. ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตในการกระทาการทุจริต เช่น ขโมยข้อมูลเรอื่ งการเงินของธนาคาร

ขายของทผ่ี ิดกฎหมาย
3.4.4. ระเบียบและมารยาทในการใช้หอ้ งสมุดดจิ ติ อล

3.4.4.1 ระเบียบการใชห้ อ้ งสมุดดจิ ติ อล
1) ใชเ้ พือ่ การสบื คน้ ข้อมูลประกอบการเรยี นเทา่ น้นั

๗๐

2) ลงทะเบียนจองการใช้เครอ่ื งก่อนทกุ คร้งั
3) หากไม่มาใช้บรกิ ารตามทีจ่ องจะให้ผู้จองลาดับต่อไปใช้สืบค้นทนั ที
4) ไม่นาแผ่นซีดี มาใชใ้ นห้องสมุดดจิ ิตอล
5) ผู้ทสี่ ืบค้นไม่เปน็ ให้แจง้ เจ้าหน้าที่เพ่ือรับคาแนะนากอ่ นสืบค้น
6) ลา้ งมอื ใหส้ ะอาดและเช็ดให้แหง้ กอ่ นสบื คน้ ทกุ ครง้ั
7) ตอ้ งเสียคา่ บริการในการสงั่ พิมพ์ข้อมลู ทุกครั้งตามท่หี ้องสมุดกาหนด
8) ไมน่ าอาหาร เครื่องดืม่ มารบั ประทานในขณะสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ
3.4.4.2 มารยาทการใชห้ อ้ งสมุดดิจิตอล
1) ไม่ส่งเสียงดงั คยุ กนั ในขณะสืบค้นขอ้ มูล
2) ไม่สืบค้นข้อมูลสารสนเทศนานเกินไปทาใหผ้ ู้อื่นไม่มีโอกาสสืบคน้
3) เกบ็ เมาสแ์ ละแปน้ พมิ พใ์ หเ้ รียบร้อยตามเดมิ
4) เกบ็ เก้าอ้ีใหเ้ รยี บรอ้ ยทกุ คร้งั ที่เลกิ สืบค้นข้อมลู สารสนเทศแล้ว
5) ไมข่ ีดเขียนข้อความใด ๆ ลงบนโต๊ะหรอื เก้าอต้ี ลอดจนอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ใน หอ้ งสมุดดจิ ิตอล

3.5วธิ ีการเข้าถึงและสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศจากเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
3.5.1การเข้าถึง การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธภิ าพ สนองตอบความต้องการของ ผู้สืบค้นหรอื
ผู้เรียน แหล่งข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกสท์ ี่สาคัญ และใหญ่
ท่ีสดุ มีการเปลีย่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลาแทบทกุ วนิ าที
3.5.2กาหนดวัตถุประสงค์ การสืบค้นผู้สืบค้นหรือผู้วิจัยท่ีจะนาข้อมูลสารสนเทศไปใช้ ควรต้ัง
วัตถุประสงค์การสืบค้นท่ีชัดเจน ทาให้สามารถกาหนดขอบเขตของแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่จะ
สืบค้นให้แคบลง กาหนดประเภทของเคร่ืองมือหรือโปรแกรมสาหรับการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ต ท่ี
เรียกว่า Search Engine ให้เหมาะสม กาหนดช่วงเวลาที่ข้อมูลสารสนเทศถูกสร้างข้ึน เช่น ช่วงปีท่ี
ตีพิมพ์ของวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งน้ีเพื่อให้ผลการสืบค้นมีปริมาณไม่มากเกินไป มีความตรง
(Validity) ตามวัตถุประสงค์ และมีความน่าเชื่อถือ (Reliability) มากที่สุดอีกท้ังยังสามารถสืบค้น
ไดผ้ ลในเวลาอนั รวดเร็ว
3.5.3ประเภทของข้อมลู สารสนเทศที่สามารถสืบค้นได้ ข้อมูลสารสนเทศท่ีอยบู่ นอนิ เทอร์เน็ตมีมากมาย
หลายประเภท มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย คือมีทั้งท่ีเป็นข้อความ(Text) ภาพวาด (Painting)
ภาพเขียนหรือภาพลายเส้น (Drawing) ภาพไดอะแกรม(Diagram) ภาพถ่าย (Photograph) เสียง
(Sound) เสียงสังเคราะห์ เช่น เสียงดนตรี (Midi) ภาพยนตร์(Movie) ภาพเคลื่อนไหวอะนิเมชัน
(Animation) จากเทคโนโลยีการสืบค้นที่มีอยู่ในปัจจุบัน การสืบค้นท่ีเร็วที่สุด มีประสิทธิภาพท่ีสุด
และแพรห่ ลายทส่ี ุด คือ การสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศประเภทข้อความ สาหรับการสืบค้นข้อมูลท่ีเป็น
ภาพ (Pattern Recognition) และเสยี ง ยงั มขี อ้ จากดั อยู่มาก ใชเ้ วลานาน และยงั ไมม่ ปี ระสิทธิภาพ
จึงยังไม่มีการสืบค้นข้อมูลประเภทอ่ืนๆ นอกจากประเภทข้อความในการให้บริการการสืบค้นบน
อนิ เทอร์เน็ต
3.5.4การสืบค้นต้องอาศัยอุปกรณ์และความรู้ ก่อนที่ผู้สืบค้นจะสามารถสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทาง
อินเทอร์เน็ตได้ ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ดังต่อไปนี้ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อเข้า
อินเทอร์เน็ตซ่ึงอาจเป็น Modem ในกรณีท่ใี ช้คู่กับสายโทรศัพท์ หรอื แผน่ LAN Card ในกรณีที่ใช้คู่
กับระบบเครือข่ายที่ได้รับการติดตั้งไว้แล้ว ซอฟต์แวร์การส่ือสาร (Communication Software)

๗๑

เช่น Dial-up Networking ในกรณีใช้ Modem หรือมีการติดต้ังNetwork Protocol ท่ีเหมาะสม

กับระบบเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์น้ันติดตั้งอยู่และติดต้ัง Network Adapter ที่เหมาะสม

สาหรับ LAN Card น้ันๆ ต้องสมัครเป็นสมาชิกขององค์การหรือบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

(Internet Service Provider หรือ ISP) เพ่ือเป็นช่องทางออกสูอ่ ินเทอรเ์ นต็ นอกจากอุปกรณ์ตา่ งๆ

ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังต้องมีความรู้และทักษะพ้ืนฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์(Computer

Literacy) ความรู้ภาษาอังกฤษเน่ืองจากขอ้ มูลสารสนเทศสว่ นใหญ่ในอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาอังกฤษ

และยังต้องมีการจดั สรรเวลาให้เหมาะสมอกี ดว้ ย

3.5.5บริการบนอินเทอร์เน็ต บริการบนอินเทอร์เน็ตท่ีสามารถใช้ช่วยในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศมี

มากมายหลายบริการเช่น บริการเครือข่ายใยแมงมุมโลก หรือ Word-Wide-Web(WWW) บริการ

คน้ หาขอ้ มูล Gopher บรกิ ารคน้ หาโปรแกรมใช้งาน Archie นอกจากน้ี อาจใช้บรกิ ารสอบถามผ่าน

ทาง E-mail หรือ Chat กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอื่นๆ หรือสอบถามผ่าน News Group หรือ

Group/Thread Discussion ก็ได้ เมื่อค้นได้แหล่งข้อมูลแล้วอาจ download หรือถ่ายโอนข้อมูลท่ี

สืบค้นได้โดยใช้บริการถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลและโปรแกรม (File Transfer Protocol หรือ FTP)

โดยท่ัวไปในปจั จบุ นั การสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต นยิ มใชโ้ ปรแกรม Web Browsers

เช่น Internet Explorer หรือ Netscape แล้วเรียกใช้บริการ www ประกอบกับการใช้ Search

Engine ซึ่งมีอยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ตในการสืบค้น เมื่อสืบค้นได้แล้ว โปรแกรม Web Browsers

มกั จะมีบรกิ าร Download ได้ทันทโี ดยไม่ตอ้ งอาศยั โปรแกรมอ่นื ๆเข้าช่วย

3.5.6เคร่ืองมือหรือโปรแกรมสาหรับการสืบค้น เครื่องมือหรือโปรแกรมสาหรับการสืบค้น (Search

Engine) มีอยู่มากมายและมีให้บริการอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ใช้บริการการสืบค้นข้อมูลโดยเฉพาะ

การเลือกใช้น้ันข้ึนกับประเภทของข้อมูลสารสนเทศท่ีต้องการสืบค้น Search Engine ต่างๆ จะให้

ข้อมูลท่ีมีความลึกในแง่มุมหรือศาสตร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน ตัวอย่าง Search Engine ท่ีนิยมใช้มีท้ัง

เวบ็ ไซตท์ เี่ ปน็ ของตา่ งประเทศ และของไทยเอง ตัวอยา่ งเว็บไซต์ของตา่ งประเทศ ได้แก่

http://www.yahoo.com http://www.google.com

http://www.infoseek.com http://www.ultraseek.com

http://www.lycos.com http://www.excite.com

http://www.altavista.digital.com http://www.opentext.com

http://www.hotbot.com http://www.webcrawler.co

http://www.dejanews.com http://www.elnet.net

เ ป็ น ต้ น ส า ห รั บ เ ว็ บ ไ ซ ต์ ข อ ง ไ ท ย ไ ด้ แ ก่ http://www.sanook.com

http://www.siamguru.com เป็นตน้

๗๒

แผนการจัดการเรียนรูม้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 3

ชือ่ หนว่ ย การสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ สอนคร้งั ท่ี 6
ชัว่ โมงรวม 8

จานวนชัว่ โมง 4

5. กจิ กรรมการเรียนการสอน

5.1 การนาเข้าสบู่ ทเรียน

5.1.1. ครู เช็คชือ่ และตรวจการแตง่ กาย

นกั เรยี น ขานช่อื และลกุ ใหค้ รตู รวจการแต่งกายทลี ะคน

5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรียนโดยซกั ถาม การสบื คน้ ข้อมูลในความคดิ ของผู้เรียนคืออะไร

ผู้สอนตรวจแล้วให้ผู้เรียนบนั ทกึ คะแนนท่ีได้ไว้ เพ่ือเปรียบเทียบกับการทดสอบ

หลงั เรียนจบ

นักเรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามข้อสงสยั

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1. ครู แนะนารายวชิ าและ แจ้งหัวขอ้ ทจ่ี ะสอน ตามเนอ้ื หาสาระ เรื่อง

การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ โดยใช้สือ่ power point

ตอบคาถาม/ซักถามปญั หา

นักเรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามปญั หาข้อสงสยั ศกึ ษาจากส่อื และเอกสาร

ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธบิ ายเกีย่ วกับความหมายของคอมพวิ เตอร์ การสบื คน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ

เคร่อื งมอื ในการสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ ส่วนประกอบของเคร่ืองมือในการ

สบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศ การสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศจากอนิ เทอร์เนต็

โดยใชส้ อ่ื power point เรือ่ ง การสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศตอบ

คาถาม/ซกั ถามปัญหา

นักเรยี น จดบันทกึ ย่อ ตอบคาถาม ปรกึ ษา/อภิปรายกบั เพ่ือน

5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรียนโดยถามตอบกันภายในห้องเรยี น และอธบิ ายบางขอ้ ที่

ผู้เรยี นมีข้อสงสัยจากการจดบันทึก

นกั เรียน รว่ มกันอภิปรายหาขอ้ สรุป

5.2.4. ครู ใหท้ าใบงานการทดลองท่ี 3 เรอ่ื ง การสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ

ให้คาแนะนา เพอื่ ทดสอบเกี่ยวกับความเข้าใจรายรายบุคคล

นักเรยี น ปฏิบตั แิ บบฝกึ หดั ตามใบงาน

5.3 การสรปุ

5.3.1. ครู สมุ่ เรียกผ้เู รยี นออกมาสรปุ เน้อื หาท่ีไดเ้ รียนท่ีจัดทาใบงานการทดลองที่ 3

จนครบคลุมเนื้อหาท้ังหมด โดยผูส้ อนชว่ ยใหค้ าแนะนา และอธบิ ายเพิม่ เติม

นกั เรียน ออกมาอธบิ ายหนา้ ชนั้ เรียนโดยสรปุ เนอื้ หา ซกั ถามปญั หาและจดบันทกึ

เพมิ่ เตมิ

๗๓

5.3.2. ครู ให้ผเู้ รยี นปฏิบตั ติ ามใบงานการทดลองท่ี 3 ให้เสรจ็ สมบรู ณ์ และให้ผูเ้ รียน

ซกั ถามปัญหาในการเรยี น

นักเรยี น ซกั ถามปัญหาและข้อสงสยั ในการปฏิบัติการทดลอง สรปุ ผลการทดลอง

และส่งใบงานใน Google Classroom

5.4 การวดั และประเมินผล

5.4.1. ครู สุ่มถามผู้เรยี นเกี่ยวกับเน้อื หาท่เี รยี น

นักเรียน ตอบคาถามทผี่ สู้ อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผ้เู รียนเล่นเกมสต์ อบคาถามโดยสุ่มคาถามจากเนอ้ื ที่เพื่อวดั ความเข้าใจ

เน้ือหามากขึ้น ตรวจใบงานการทดลองท่ี 3 และบนั ทกึ คะแนน

นกั เรยี น เลน่ เกมส์ตอบคาถาม และแลกเปลยี่ นคาตอบ

6. ส่อื การเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้
6.1 ส่อื สิ่งพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื งคอมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณโ์ ทรคมนาคม
บุญสืบ โพธิศ์ รี, รพีพรรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การจัดการอาชีพ.

พิมพค์ รัง้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์ศนู ยส์ ง่ เสรมิ อาชีวะ

ธรี วัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจัดการอาชีพ. กรงุ เทพฯ : ซัค

เซส มเี ดีย

โอภาส เอี่ยมสิริวงศ.์ 2556. เครอื ข่ายคอมพิวเตอรแ์ ละการสื่อสาร. กรงุ เทพฯ : ว.ี พร้ินท

6.1 สือ่ โสตทศั น์
สอ่ื PowerPoint วชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การจดั การอาชีพ หนว่ ยที่ 1 เรือ่ ง คอมพิวเตอรแ์ ละ

อปุ กรณ์โทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรยี นวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการจัดการอาชพี หนว่ ยท่ี 3 เรอ่ื ง การ

สืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ
7.2 ใบงานการทดลองที่ 3 เร่ือง การสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ

8. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธ์กบั วชิ าอ่นื
8.1 สามารถนาความรู้ มาใช้ในการการสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ
8.2 สามารถนาความรู้ มาใชร้ ่วมกับวิชาการใช้งานดา้ นคอมพิวเตอรห์ รอื สารสนเทศ

9. การวดั และประเมินผล
9.1ก่อนเรียน
9.1.1.ผ้เู รียนศึกษา ค้นควา้ จากเอกสาร ตารา เก่ียวกบั ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ
การจดั การอาชพี
9.1.2.ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน

๗๔

9.2ขณะเรียน
9.2.1.การสังเกตพฤติกรรมภายในชั้นเรียน
9.2.2.ทาแบบฝึกหัดประจาหน่วย

9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ ู้เรียนชว่ ยกันสรุปเน้ือหา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหน่วยท่ี 3 เพ่อื วัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน

10.บนั ทึกหลงั การสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้

............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรยี นรู้ของนักเรยี น นักศึกษา
........................................................................................................................ .....................................................
............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................ ............................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................

๗๕

แผนการจดั การเรยี นรู้มงุ่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3

ช่ือหน่วย การสบื คน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ สอนคร้ังที่ 7
ชว่ั โมงรวม 8

จานวนช่ัวโมง 4

1. สาระสาคัญ
เทคนิคการสืบค้นข้อมูลเพื่อประหยัดเวลาในการสืบค้น ได้ข้อมูลในปริมาณไม่มากเกินไป และได้ผล

การสืบค้นท่ีตรงตามประสงค์ของผู้สืบค้น สามารถใช้เทคนิคเหล่านี้ ได้แก่เลือก Search Engine ที่เหมาะสม
เลอื กเวบ็ ไซต์ท่ีอยูใ่ กล้และอย่ใู นชว่ งเวลาท่ีเหมาะสม การเลือกใช้คาสาคัญ (Keyword) หรือหัวเร่อื ง(Subject)
ทีต่ รงกับเร่ืองท่ีต้องการ กาหนดขอบเขตของคาค้น โดยใชต้ ัวเชือ่ มบูลนี (Boolean Operators) เช่น AND OR
NOT NEAR BEFORE เป็นต้น หรือการค้นวลี(Phrase Searching) การตัดคา หรือการใช้คาเหมือน
ความสาคัญของการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ ความสาคัญของการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ
เชน่ เปน็ ตวั กลางเช่ือมโยงระหวา่ งผู้ผลิตสารสนเทศและแหล่งทรัพยากรสารสนเทศกับผู้ต้องการใช้สารสนเทศ
ก่อให้เกิดการส่งเสริมในการถ่ายโอนและไหลของสารสนเทศเป็นไปอย่างมีประโยชน์ เป็นต้น การจัดเก็บและ
การค้นคืนสารสนเทศ (Information Storage and Retrieval – ISR) มกี ารกาหนดความหมายไว้หลากหลาย
โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การจัดเก็บสารสนเทศ (Information storage) และการค้นคืนสารสนเทศ
(information retrieval)การจดั เก็บสารสนเทศเปน็ คาทเี่ กดิ ข้ึนควบคูก่ ับสถาบนั บริการสารสนเทศในอดีต

2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 เทคนิคการสบื คน้ ข้อมลู
2.2 ขน้ั ตอนการสบื ค้นข้อมลู
2.3 ความสาคัญของการจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศ
2.4 การจัดเกบ็ และการค้นคนื สารสนเทศ

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผู้เรยี นบอกเทคนิคการสบื คน้ ข้อมูลได้
3.1.2. ผเู้ รียนยกตวั อย่างขั้นตอนการสืบคน้ ขอ้ มลู ได้
3.1.3. ผเู้ รยี นบอกความสาคัญของการจัดเก็บและการค้นคนื สารสนเทศได้
3.1.4. ผเู้ รยี นอธิบายของการจัดเกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศได้ถูกตอ้ ง

3.2 ด้านทกั ษะ
3.2.1 สามารถบอกเทคนคิ การสืบค้นข้อมลู ได้อย่างน้อย 2 วิธี
3.2.2 สามารถยกตวั อย่างข้นั ตอนการสืบคน้ ข้อมูลได้อย่างน้อย 2 ข้ันตอน
3.2.3 สามารถบอกความสาคัญของการจดั เกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศได้
3.2.4 สามารถอธบิ ายของการจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศได้ถกู ต้อง

๗๖

3.2.5 สามารถสืบคน้ ข้อมลู บนอินเทอรเ์ นต็ ตามกาหนดไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

3.3 คุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์
3.3.1 ใฝก่ ารเรียนรู้
3.3.2 ผเู้ รียนทางานเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย
3.3.3 ปฏบิ ัติงานดว้ ยความซ่ือสตั ยส์ ุจริต
3.3.4 มคี วามรับผิดชอบต่อหนา้ ที่
3.3.5 มคี วามมุ่งมั่นในการทางาน
3.3.6 ใชเ้ วลาอยา่ งคุม้ ค่า
3.3.7 มจี ิตสาธารณะ

๗๗

แผนการจดั การเรยี นรูม้ ุง่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3

ชอ่ื หน่วย การสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศ สอนคร้ังท่ี 7

ชวั่ โมงรวม 8
จานวนช่วั โมง 4

4. เนื้อหาสาระการเรยี นรู้
3.6 เทคนิคการสืบค้นขอ้ มูล

เพื่อประหยัดเวลาในการสืบค้น ได้ข้อมูลในปริมาณไม่มากเกินไป และได้ผลการสืบค้นท่ีตรงตาม
ประสงค์ของผสู้ ืบค้น สามารถใชเ้ ทคนิคเหลา่ น้ี ได้แก่

1. เลอื ก Search Engine ท่เี หมาะสม
2. เลอื กเว็บไซต์ทีอ่ ยู่ใกลแ้ ละอยใู่ นชว่ งเวลาทเี่ หมาะสม
3. การเลอื กใช้คาสาคัญ (Keyword) หรือหวั เรื่อง(Subject) ที่ตรงกบั เรอื่ งทต่ี อ้ งการ
4. กาหนดขอบเขตของคาคน้ โดยใช้ตัวเชื่อมบูลีน (Boolean Operators) เช่น AND OR NOT NEAR

BEFORE เป็นต้น หรือการคน้ วลี(Phrase Searching) การตดั คา หรอื การใชค้ าเหมอื น ดงั ต่อไปนี้

 Boolean Operators
- AND หรือ เครื่องหมาย + ใช้เม่ือต้องการให้ค้นเอกสารท่ีมีคาท้ังสองคาปรากฏ เช่นค้นหา

คาว่า Research AND Thailand ข้อมูลท่ีได้จะมีเฉพาะคาว่า Research และ Thailand
อย่ใู นเอกสาร
- OR ใช้เม่ือต้องการค้นหน้าเอกสารที่มีคาใดคาหนึ่งปรากฏ เช่น Research ORThailand
ขอ้ มูลทไี่ ด้จะมีคาใดคาหนึง่ หรือมีทง้ั สองคาปรากฏอยู่ในเอกสาร
- NOT หรือ เคร่ืองหมาย – ใช้เมื่อต้องการตัดคาที่ไม่ต้องการให้ค้นออก (คาหลัง NOTหรือ
เครื่องหมาย -) เช่น Research NOT Thailand ข้อมูลที่ได้จะมีคาว่า Research แต่จะไม่
มคี าว่าThailand อยใู่ นเอกสาร
- NEAR ใชเ้ มื่อตอ้ งการให้คาท่ีกาหนดอยู่ห่างจากกนั ไมเ่ กิน 10 คา ในประโยคเดียวกันหรือ
ใกล้เคียงกัน (อยู่ด้านหน้าหรือหลังก็ได้) เช่น Research NEAR Thailand ข้อมูลท่ีได้จะมี
คาว่าResearch และ Thailand ที่ห่างกันไม่เกิน 10 คา ตัวอย่างเช่น Research on the
Cost of Transportation in Thailand
- BEFORE ใช้เม่ือต้องการกาหนดให้คาแรกปรากฏอยู่ข้างหน้าคาหลังในระยะห่างไม่เกิน8
คา เชน่ Research BEFORE Thailand
- AFTER ใชเ้ ม่ือตอ้ งการกาหนดใหค้ าแรกปรากฏอยู่ข้างหลังคาหลังในระยะห่างไม่เกิน8 คา
เชน่ Research AFTER Thailand
- (parentheses) ใช้เม่ือต้องการกาหนดให้ทาตามคาสั่งภายในวงเล็บก่อนคาส่ังภายนอก
เช่น (Research OR Quantitative) and Thailand

 การค้นวลี ( Phrase searching ) เป็นการใช้เคร่ืองหมายอัญประกาศ (“ ”) เมื่อต้องการ
กาหนดให้ค้นเฉพาะหน้าเอกสารที่มีการเรียงลาดับคาตามท่ีกาหนดเท่านั้น เช่น
“Methodology Research”

๗๘

 การตัดคา (Word stemming / Truncation) เป็นการใช้เคร่ืองหมาย asterisk (*) ตาม
ท้ายคา 3 คาขึ้นไป เพ่อื คน้ หาคาทข่ี ้นึ ตน้ ด้วยตวั อักษรที่กาหนด เชน่ Research*

 คาพ้องความหมาย ( Synonym ) เป็นการใช้คาเหมือนท่ีมคี วามหมายเดียวกนั หรอื ใกล้เคียง
กนั เพือ่ ช่วยใหค้ ้นเร่ืองทค่ี รอบคลมุ เช่น Ocean Sea Marine

 เขตข้อมูลเพ่ือการค้น (Field Searching) เป็นการกาหนดเขตข้อมูลเพ่ือการค้น เช่น ชนิด
ของขอ้ มูล หรือท่อี ยขู่ องข้อมูล เป็นต้นเช่น text: “green tea” url: NASA

 ตัวเล็กตัวใหญ่ถือว่าต่างกัน (Case sensitive) เป็นการใช้ตัวอักษรใหญ่กับตัวเล็กใน
ความหมายทแ่ี ตกต่างกนั เช่นใชต้ วั อักษรใหญข่ น้ึ ตน้ ช่อื เฉพาะ เช่น George W. Bush

 ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) เป็นการสืบค้นจากคาถามที่เปน็ ภาษาธรรมชาติ เช่น
ใช้คาถามภาษาอังกฤษง่ายๆท่ีต้องการให้ Search Engine หาคาตอบให้ เช่น What is
Research

3.6.1 ข้อดีของการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทาง
อเิ ล็กทรอนิกสผ์ ่านทางอนิ เทอรเ์ น็ตมีข้อดีหลักๆดังตอ่ ไปน้ี

1. ขอบเขตของขอ้ มูลสารสนเทศกวา้ งขวางมาก มีความหลากหลาย ไร้พรมแดน
2. ข้อมลู สารสนเทศท่ีสบื ค้นได้มคี วามทันสมัยมาก เน่อื งจากผูส้ ร้างขอ้ มูลสามารถแก้ไขปรบั ปรุงได้ง่าย

และทาได้ตลอดเวลา
3. สะดวกมาก ไมม่ ีข้อจากัดในแง่ของเวลาและสถานท่ี สามารถสบื คน้ เวลาใดก็ได้ทใ่ี ดก็ได้
4. สามารถสืบค้นได้ง่ายและรวดเร็วโดยอาศยั Search Engine
5. การได้มาซึ่งขอ้ มลู ผ่านอินเทอร์เนต็ ใช้เวลาส้ันมาก เม่อื เทียบกับการสง่ เอกสารวิธีอ่นื ๆ
6. การไดม้ าซ่ึงขอ้ มูลน้ัน ประหยดั ทั้งเวลาและทรัพยากร
7. จัดเป็นห้องสมดุ ทใ่ี หญท่ สี่ ดุ ในโลก
8. ข้อมูลสารสนเทศท่ีสืบค้นมามปี ระโยชน์มาก สามารถนาไปจัดหมวดหมู่ ทาฐานข้อมูลบรรณาธิการ

และจัดการต่อได้โดยงา่ ย
9. ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning ) และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต(Life

Long Learning)
3.6.2 ข้อจากดั ของการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอรเ์ น็ต ถึงแมว้ า่ การสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศทาง
อินเทอร์เน็ตจะมีข้อดีอย่างเห็นได้ชัด การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตก็มีข้อจากัดหรือข้อเสียอยู่
บ้าง ดังนี้

1. ข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตมีความครอบคลุมกว้างขวางมาก มีความหลากหลาย ไร้
พรมแดน จึงทาให้ผู้ใช้ท่ีไม่มีทักษะการสืบค้นอาจเกิดปัญหาเนืองจากได้ข้อมูลสารสนเทศที่ไม่ตรง
ตามความตอ้ งการเปน็ จานวนมากทาให้เสียเวลา

2. ข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตถูกปรับปรุงแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ทาให้การอ้างอิงเอกสารทาได้
ลาบาก เพราะการเข้าไปสืบค้นเอกสารอีกครั้งหน่ึงในวันข้างหน้าเอกสารดังกล่าวอาจจะไม่อยู่แล้ว
หรือเน้อื หาข้อความอาจถกู ปรบั เปลี่ยนไปแลว้ ก็ได้

3. ข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตท่ีได้มาจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลที่ได้มา
ด้วยว่ามคี วามน่าเชอื่ ถือมากแคไ่ หน

3.6.3 การประเมินความน่าเช่อื ถอื ของแหลง่ ข้อมูล

๗๙

เพื่อเป็นการตรวจสอบความน่าเช่ือของแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่สืบค้นมาได้ผู้สืบค้นสามารถประเมนิ
ความน่าเชอ่ื ถือของแหลง่ ขอ้ มลู ได้จาก 12 องคป์ ระกอบ ดงั น้ี

1. บอกวัตถปุ ระสงค์ในการสร้างหรือเผยแพร่ขอ้ มูลไว้ในเว็บไซต์
2. การเสนอเนอื้ หาตรงตามวัตถุประสงคใ์ นการสรา้ งหรือเผยแพรข่ ้อมูลของเวบ็ ไซต์
3. เน้ือหาเว็บไซตไ์ มข่ ัดตอ่ กฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม
4. มกี ารระบชุ ่ือผู้เขยี นบทความหรือผู้ใหข้ อ้ มูลบนเวบ็ ไซต์
5. มกี ารใหท้ อ่ี ยู่ (e-mail address) ที่ผู้อ่านสามารถติดตอ่ ผดู้ ูแลเวบ็ ไซต์ได้
6. มกี ารอา้ งอิงหรือระบแุ หลง่ ทีม่ าของข้อมูลของเนื้อหาท่ีปรากฏบนเว็บไซต์
7. สามารถเชอื่ มโยง (link)ไปเวบ็ ไซตอ์ นื่ ทอ่ี า้ งถึงได้
8. มีการระบวุ นั เวลาในการเผยแพรข่ อ้ มลู บนเวบ็ ไซต์
9. มกี ารระบุวนั เวลาในการปรับปรุงข้อมลู ครง้ั ลา่ สดุ
10. .มีชอ่ งทางให้ผอู้ า่ นแสดงความคดิ เห็น
11. มีข้อความเตือนผู้อา่ นให้ใชว้ ิจารณญาณในการตัดสินใจใชข้ ้อมลู ทีป่ รากฏบนเว็บไซต์
12. มีการระบุวา่ เป็นเวบ็ ไซตส์ ่วนตัวหรือระบุแหลง่ ท่ีให้การสนบั สนุนในการสร้างเว็บไซต์

3.7 ขั้นตอนการสืบคน้ ขอ้ มูล
อินเทอรเ์ นต็ เป็นแหล่งรวบรวมขอ้ มูลขนาดใหญ่ซึง่ มขี ้อมูลหลากหลายประเภทและมแี นวโนม้ จะเพิ่มขึ้น

อย่างรวดเร็ว ดังน้ันการค้นหาข้อมูลท่ีต้องการได้อย่างรวดเร็วน้ัน ไม่ใช่เร่ืองง่าย ๆ สาหรับผู้ท่ีไม่คุ้นเคยกับ
แหล่งข้อมูลนี้ นั่นคือ มักประสบปัญหาไม่ทราบว่าข้อมูลที่ต้องการน้ันอยู่ในเว็บไซต์ใด ดังนั้นจึงได้มีเว็บไซต์ที่
ใหบ้ รกิ ารคน้ หาข้อมลู ต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต ทีเ่ รียกว่า เครอ่ื งมือช่วยค้น หรอื เซริ ช์ เอน็ จนิ (Search Engine)

Search Engine หรือ โปรแกรมค้นหาและคือ โปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูล
บนอินเทอรเ์ นต็ โดยครอบคลุมท้ังขอ้ ความ รูปภาพ ภาพเคล่อื นไหว เพลง ซอฟตแ์ วร์ แผนที่ ขอ้ มูลบุคคล กลุ่ม
ข่าว และอื่น ๆ ซ่ึงแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละราย เสิร์ชเอนจินส่วนใหญ่จะค้นหา
ข้อมูลจากคาสาคัญ(คีย์เวิร์ด) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป จากน้ันก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใชน้ ่าจะต้องการ
ขึ้นมา ในปัจจุบัน เสิร์ชเอนจินบางตัว เช่น กูเกิลจะบันทึกประวัติการค้นหาและการเลือกผลลัพธ์ของผู้ใช้ไว้
ดว้ ย และจะนาประวตั ิทบี่ ันทกึ ไว้นัน้ มาชว่ ยกรองผลลพั ธใ์ นการคน้ หาครง้ั ต่อ ๆ ไป
ตัวอย่าง Web Search Engine

1. http://www.google.co.th/
2. http://www.youtube.com/
3. http://dict.longdo.com
3.7.1 การสืบค้นเว็บไซตข์ ้อมูลด้วย Search Engine
ขนั้ ตอนการสบื คน้ เว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
1. ทาการเปิดเว็บไซต์ท่ีให้บริการ http://www.google.co.th/
2. เลือกหวั ข้อท่ีต้องการคน้ ในที่นี้จะเลอื กหวั ข้อ “เวบ็ ”
3. พิมพ์ keyword (ข้อความ) ท่ีตอ้ งการสืบค้นลงในช่อง text box
4. กดทีป่ มุ่ “คน้ หา”
5. ระบบจะทาการคน้ หาเวบ็ ไซต์ท่ตี รงกบั keyword ทตี่ อ้ งการ และแสดงออกมาในรปู แบบ

ของล้ิงค์พร้อมคาอธิบายประกอบ

๘๐

3.7.2 การสืบคน้ รูปภาพดว้ ย Search Engine
ขั้นตอนการสบื ค้นรปู ภาพด้วย Search Engine
1. ทาการเปดิ เว็บไซต์ที่ให้บรกิ าร http://www.google.co.th/
2. เลือกหวั ข้อที่ต้องการคน้ ในที่นี้จะเลือกหัวข้อ “รปู ภาพ”
3. พมิ พ์ keyword (ข้อความ) ท่ีตอ้ งการสบื คน้ ลงในช่อง text box
4. กดทป่ี ุม่ “คน้ หา”
5. ระบบจะทาการคน้ หารูปภาพที่ตรงกบั keyword ทีต่ ้องการ และแสดงรปู ภาพทคี่ น้ หาพบ

3.7.3 การสืบค้นแผนทด่ี ว้ ย Search Engine
ข้ันตอนการสืบค้นแผนที่ด้วย Search Engine
1. ทาการเปดิ เว็บไซตท์ ่ีใหบ้ รกิ าร http://www.google.co.th/
2. เลอื กหัวข้อที่ต้องการคน้ ในที่น้ีจะเลอื กหวั ข้อ “แผนที่”
3. พมิ พ์ keyword (ข้อความ) สถานท่ที ่ตี ้องการสืบคน้ ลงในช่อง text box
4. กดทีป่ ุม่ “คน้ หา Maps”
5. ระบบจะทาการคน้ หาสถานที่ท่ตี ้องการ แลว้ แสดงออกมาในรูปแบบของแผนที่ รวมไป
ถึงล้ิงคข์ ้อมลู เพิม่ เติมเกยี่ วกับสถานที่นัน้ ๆ อีกดว้ ย

3.7.4 การสืบค้นวีดิโอด้วย Search Engine
ข้นั ตอนการสบื ค้นวีดิโอด้วย Search Engine
1. ทาการเปดิ เวบ็ ไซตท์ ี่ใหบ้ รกิ าร http://www.google.co.th/
2. พมิ พ์ keyword (ข้อความ) ที่ตอ้ งการสืบคน้ ลงในชอ่ ง text box
3. กดทีป่ ุ่ม “search”
4. ระบบจะทาการคน้ หาวดี โิ อท่ีตรงกบั keyword ทต่ี ้องการ และแสดงวดี โิ อท่ีคน้ หาพบ

3.7.5 การสืบคน้ คาศัพทด์ ว้ ย Search Engine
ขนั้ ตอนการสบื ค้นคาศพั ทด์ ้วย Search Engine
1. ทาการเปิดเวบ็ ไซต์ท่ีให้บริการ http://dict.longdo.com
2. พิมพ์คาศัพท์ทต่ี ้องการสบื ค้นลงในช่อง text box
3. เลือกบริการ “dictionary”
4. กดท่ีปุม่ “submit”
5. ระบบจะทาการค้นหาคาศพั ท์ท่ีตอ้ งการพร้อมคาแปล

3.8 ความสาคัญของการจัดเกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศ
สงั คมสารสนเทศ (information age) เก่ยี วขอ้ งโดยตรงกับพัฒนาการของเทคโนโลยคี อมพิวเตอร์และ

การส่ือสารในการจัดบริการสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพ จากภาวะการเพ่ิมปริมาณสารสนเทศอย่างรวดเร็ว
ท่วมท้น (information explosion) ซ่ึงเป็นผลของการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาความก้าวหน้าและขยายตัวทาง
การศึกษาในระดับสูง มีสารสนเทศผลิตออกมาหลายสาขาวิชาท้ังสาขาวิชาใหญ่และสาขาวิชาย่อย วิชาการ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากมายหลายรูปแบบ อาทิ ไมโครฟิล์ม ภาพยนตร์ เทป
บันทกึ เสียง วีดิทัศน์ และส่อื คอมพิวเตอร์ ซึง่ ตอ้ งใชเ้ ครื่องมือในการเข้าถึง อา่ นและใชส้ ารสนเทศสารสนเทศท่ี
ผลิตจากแหล่งต่าง ๆ กันประเทศในยุโรป อเมริกา เอเชียใช้ภาษาต่าง ๆ กัน เป็นอุปสรรคแก่ผู้ใช้ สารสนเทศ

๘๑

เร่ืองเดียวกันมีการผลิตซ้าซ้อนหลายรูปแบบ เป็นมลพิษทางสารสนเทศ เหล่าน้ีเป็นปัญหาในการเข้าถึงและ
เข้าใช้สารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศที่ดีมีคุณภาพจาเป็นต้องมีการคัดเลือกดาเนินการ มีการลงทุนเสีย
ค่าใชจ้ า่ ย ซ่งึ เป็นหน้าท่ีของสถาบนั บรกิ ารสารสนเทศ
3.8.1 ความสาคัญของการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศต่อสถาบันบริการสารสนเทศ การจัดเก็บ
และการคน้ คนื สารสนเทศมคี วามสาคัญตอ่ สถาบันบริการสารสนเทศในด้านต่าง ๆ ดังน้ี

1. เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตสารสนเทศและแหล่งทรัพยากรสารสนเทศกับผู้ต้องการใช้
สารสนเทศ

2. ก่อใหเ้ กิดการส่งเสรมิ ในการถ่ายโอนและไหลของสารสนเทศเป็นไปอย่างมีประโยชน์
3. สิทธิภาพระหว่างผู้ต้องการใช้สารสนเทศกับแหล่งทรัพยากรสารสนเทศ และมีบทบาทสาคัญใน

การตอบสนองความต้องการใช้สารสนเทศ
4. เป็นการกลัน่ กรองสารสนเทศในชอ่ งทางถา่ ยโอนสารสนเทศที่เปน็ ทางการ
5. ช่วยคดั เลอื กตรวจสอบทรพั ยากรสารสนเทศเพอื่ ใหผ้ ูใ้ ชไ้ ด้รบั และใช้สารสนเทศทมี่ ีคุณภาพ
6. เป็นงานหลักที่เช่ือมโยงระบบบริการต่าง ๆ และระบบงานของสถาบันบริการสารสนเทศ

สารสนเทศ เช่น ระบบยืมคืนสารสนเทศ ระบบจัดทาสาเนาเอกสารเพ่ือส่งเสริมให้เกิดการใช้
สารสนเทศใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพสูงสดุ
7. ชว่ ยใหผ้ ู้ใชไ้ ดร้ ับสารสนเทศทีถ่ ูกตอ้ ง โดยการค้นคนื ตรงตามความตอ้ งการ
8. ทันต่อเวลา เพ่ือการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบันบริการ
สารสนเทศ
3.8.2 ความสาคญั ของการจัดเก็บและการค้นคนื สารสนเทศต่อผ้ใู ช้ การจดั เกบ็ และการคน้ คนื สารสนเทศ
มีความสาคัญต่อผใู้ ชใ้ นการขจดั ปัญหาตา่ งๆ ในการเขา้ ถงึ สารสนเทศ ระบบทจี่ ดั ทาขนึ้ มงุ่ ชว่ ยสร้างความคิดแก่
ผู้ใช้ในการเข้าถึงงานของผู้เขียน เป็นการสร้างความคิดให้ตรงกับแนวคิดท่ีผู้เขียนได้เสนอไว้ในทรัพยากร
สารสนเทศเพือ่ ประโยชน์ของผ้ใู ช้ ดังน้ี
1. เปิดโอกาสใหผ้ ใู้ ช้เขา้ ถงึ ทรพั ยากรสารสนเทศทกุ ประเภท ท้ังภายในสถาบัน
2. บริการสารสนเทศและแหล่งทรัพยากรท่ัวโลกได้อย่างเสรี ภายใต้ข้อกาหนดของกฎหมายในเรือ่ ง
สทิ ธิของการใชส้ ารสนเทศ
3. ให้ความสาคัญแก่ผู้ใช้ประเภทต่างๆ โดยจัดให้มีวิธีการและเครื่องมืออานวยความสะดวก
เคร่ืองมือการค้นคืนท่ีเหมาะสม เพ่ือให้ผู้ใช้ค้นคืนได้ด้วยตนเองหรือโดยผ่ายผู้ให้บริการ ซึ่งมี
หนา้ ท่ชี ่วยเหลือแนะนาและคน้ คนื สารสนเทศให้แก่ผใู้ ช้
4. มีการพัฒนารูปแบบการดาเนินงานจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ โดยเฉพาะในยุคที่มีความ
เปลย่ี นแปลงดา้ นเทคโนโลยีตา่ งๆ เพื่อให้เกดิ ความรวดเร็วทงั้ วธิ ีการจัดหา จดั เกบ็ และการค้นคืน
สารสนเทศ ทัง้ นีเ้ พื่อเกดิ ประโยชน์ตอ่ ผูใ้ ช้
5. ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศท่ีถูกต้อง ตรงตามความต้องการเพื่อนาไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งใน
ชีวิตประจาวัน ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการปฏิบัติงาน บริหารงาน หรือตอบสนองความสนใจ
ตา่ ง
6. สนับสนนุ ผู้ใช้ให้ สามารถประเมนิ แยกแยะ ทาความเข้าใจ เช่อื มโยงความคิดของสารสนเทศเพ่ือ
การเลอื กสรร ศึกษา แสวงหา ตดิ ตามสารสนเทศได้ด้วยตนเองเปน็ ผเู้ รียนแบบพึง่ ตนเองตลอดไป

๘๒

3.9 การจดั เกบ็ และการคน้ คืนสารสนเทศ
การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ (Information Storage and Retrieval – ISR) มีการกาหนด

ความหมายไวห้ ลากหลาย โดยแบง่ ออกเป็นสองส่วน คอื การจดั เกบ็ สารสนเทศ (Information storage) และ
การคน้ คนื สารสนเทศ (information retrieval)การจดั เกบ็ สารสนเทศเป็นคาที่เกดิ ข้ึนควบคู่กับสถาบันบริการ
สารสนเทศในอดีต มีความหมายครอบคลุมการจัดทาโครงสร้างและควบคุมบรรณานุกรม เป็นการจัดระบบ
โดยวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ จัดหมวดหมู่และทาบัตรรายการ บรรณานุกรม ดรรชนี สาระสังเขป
ควบคุมบรรณานุกรม การค้นคืนสารสนเทศในอดีตเป็นงานบริการช่วยผู้ใช้ค้นหาทรัพยากรสารสนเทศ
(information search) หรอื บอกให้ผใู้ ชร้ แู้ หล่งจัดเก็บสารสนเทศ งานค้นคืนสารสนเทศจงึ เปน็ งานค้นหาและ
ช่วยผู้ใช้ค้น แนะนาและสอนผู้ใช้ อานวยความสะดวกต่างๆ ให้ผู้ใช้ได้รับทรัพยากรสารสนเทศตามความ
ต้องการ

การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในงานบรกิ ารสารสนเทศเม่ือปรมิ าณสารสนเทศเพิ่มมากข้ึนอยา่ งมากมาย
มหาศาล ทาให้ลักษณะงานของสถาบันบรกิ ารสารสนเทศปรับเปล่ยี นไป สถาบันบริการสารสนเทศไมม่ ุ่งจัดเก็บ
ทรัพยากรสารสนเทศมารวบรวมไว้แต่เน้นการคัดเลือกและหาแหล่งเพ่ือการเข้าถึง ใช้คอมพิวเตอร์จัดทา
เคร่ืองมือช่วยค้นคว้าในลักษณะฐานะข้อมูลต่างๆ และใช้ค้นคืนให้บริการ รวมท้ังเช่ือมโยงการค้นไปยังแหล่ง
ต่างๆ ได้ การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ จึงมีความหมายถึง การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศใน
ขอบเขตที่กว้าง คือทั้งก่อนและหลังการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ข้ึนความหมายของการจัดเก็บและการค้นคืน
สารสนเทศในทางทฤษฎีและปฏิบัติดังน้ี การจัดเก็บสารสนเทศ หมายถึง การจัดโครงสร้างและควบคุมทาง
บรรณานุกรมโดยใช้คอมพิวเตอร์ ด้วยวิธีการทารายการและข้อมูลบรรณานุกรมในลักษณะเก็บข้อมูลเข้า
แฟ้มข้อมูล จัดเตรียมแฟ้ม รวมไปถึงการจัดทาสื่อจัดเก็บข้อมูลลักษณะต่าง ๆ และฐานข้อมูลเพ่ือการค้นหา
และคน้ คืนสารสนเทศ

การจัดเกบ็ ซ่ึงรวมทั้งการจัดหา/ได้รับสารสนเทศหรือสามารถระบุทรัพยากรสารสนเทศท่ี อยู่ในแหล่ง
จัดเก็บ โดยใช้ป้ายระบุข้อมูลหรือช่ือเขตข้อมูลหรือแท็ก (tag) คาแทนสาระเพ่ือการค้นคืนทรัพยากร
สารสนเทศ การจัดเก็บทรัพยากรสารสนเทศและการทาป้ายระบุข้อมูลในวิธกี ารท่ีจะใช้ประโยชน์เพ่ือการคน้
คืนสารสนเทศ ท้ังเพ่ือสามารถระบุได้ว่ามีทรัพยากรอะไร จัดเก็บไว้ในแหล่งใดของสถาบัน ทรัพยากรใดเก็บไว้
ในแหล่งเดยี วกันหรือตา่ งแหลง่

การค้นคืนในระบบค้นคืนสารสนเทศ เป็นทั้งการดึงหรือค้นเอกสารย้อมหลังที่จัดเก็บไว้ตามหัวข้อท่ี

ต้องการ (retrospective searching) การค้นตามหัวข้อความสนใจและความต้องการของผู้ใช้จากทรัพยากร

สารสนเทศท่ีเข้ามาใหม่ทุกครั้ง (routing) หรือการค้นให้ผู้ใช้เพ่ือบริการสารสนเทศทันสมัย (current

awareness service) การค้นเอกสารผู้ค้นทาการค้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรงหรือเคร่ืองที่เชื่อมโยงเข้า

ระบบคอมพิวเตอร์ท่ีใช้โปรแกรมจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ รวมท้ังเช่ือมสู่อินเทอร์เน็ต ท้ังนี้เพ่ือการใช้

ประโยชน์ต่าง ๆ ของผ้ใู ช้
- การเข้าถึง (access) เป็นวิธีการท่ีผู้ใช้สามารถค้น ค้นหา ค้นคืน และได้รับสารสนเทศท่ีต้องการ
สารสนเทศที่เข้าถึงเป็นทรัพยากรสารสนเทศที่สถาบันบริการสารสนเทศและแหล่งต่าง ๆ จัดไว้

บรกิ ารผใู้ ช้
- การคน้ หา (searching) เป็นการปอ้ นคาส่ังโดยผู้คน้ เตรียมประโยคคาคน้ ไว้แลว้ และปฏสิ ัมพันธ์กับ

ระบบค้นคนื และพจิ ารณาผลท่ไี ด้รับ ซึ่งเป็นขัน้ ตอนในกระบวนการค้นหา (searching process)


Click to View FlipBook Version