๘๓
- การสารวจเลือกดู (browsing) เป็นการปฏิสัมพันธ์ในลักษณะตรวจสอบดูเอกสารและทาการเลอื ก
เพ่ือหารายการสารสนเทศที่ตนสนใจ หรือเป็นการดูสารสนเทศทั่วไป หรือภาพรวมของรายการตาม
หัวข้อทีเ่ ป็นจดุ ม่งุ หมาย
สรุปการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ เป็นกระบวนการท้ังการคัดเลือกควบคุมโครงสร้าง
สารสนเทศ การจัดหา การจัดเก็บสารสนเทศเพ่ือการเข้าถึงและกระบวนการสาคัญใด ๆ ในการแสวงหา
ทรัพยากรสารสนเทศ ซ่ึงครอบคลุมการค้นหา การดึงสารสนเทศท่ีเข้าเรื่อง เร่ืองใดเรื่องหน่ึงโดยเฉพาะจาก
แหล่งต่าง ๆ ทั้ง แหล่งจัดเก็บภายในและแหล่งภายนอก เพ่ือให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศหรือรายการทรัพยากร
สารสนเทศ ซ่ึงบรรจุเนอ้ื หาตรงตามต้องการ และในการบรกิ ารจะนาส่งให้ผู้ใช้อย่างรวดเร็วทันการณ์ ท้ังนี้การ
จดั เก็บและค้นคืนสารสนเทศเป็นระบบท่จี ดั ทาท้ังด้วยแรงงานคนและด้วยคอมพวิ เตอร์
๘๔
แผนการจัดการเรียนรูม้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 3
ชอื่ หน่วย การสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ สอนคร้ังท่ี 7
ช่ัวโมงรวม 8
จานวนชัว่ โมง 4
5. กิจกรรมการเรยี นการสอน
5.1 การนาเขา้ สู่บทเรียน
5.1.1. ครู เช็คชอื่ และตรวจการแต่งกาย
นกั เรียน ขานชอ่ื และลกุ ใหค้ รตู รวจการแต่งกายทีละคน
5.1.2. ครู ทบทวนกอ่ นเรยี นโดยซักถาม การสืบค้นข้อมูลในความคิดของผูเ้ รียนคอื อะไร
ผสู้ อนตรวจแล้วให้ผเู้ รยี นบนั ทกึ คะแนนที่ได้ไว้ เพ่ือเปรยี บเทียบกับการทดสอบ
หลงั เรียนจบ
นกั เรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามข้อสงสัย
5.2 การเรียนรู้
5.2.1. ครู แนะนารายวิชาและ แจ้งหัวขอ้ ทจี่ ะสอน ตามเนอื้ หาสาระ เร่ือง
การสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ โดยใชส้ ่ือ power point
ตอบคาถาม/ซักถามปัญหา
นกั เรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามปญั หาข้อสงสัย ศึกษาจากสอื่ และเอกสาร
ประกอบการสอน
5.2.2. ครู อธบิ ายเก่ียวกบั ความหมายของคอมพิวเตอร์ การสืบค้นขอ้ มูลสารสนเทศ
เครอื่ งมอื ในการสืบค้นข้อมลู สารสนเทศ ส่วนประกอบของเครื่องมือในการ
สบื ค้นข้อมูลสารสนเทศ การสืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ นต็
โดยใชส้ อ่ื power point เรอื่ ง การสืบค้นข้อมลู สารสนเทศตอบ
คาถาม/ซักถามปัญหา
นักเรยี น จดบนั ทึกยอ่ ตอบคาถาม ปรึกษา/อภปิ รายกบั เพ่ือน
5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรียนโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรยี น และอธิบายบางขอ้ ที่
ผู้เรยี นมีข้อสงสัยจากการจดบนั ทึก
นกั เรียน รว่ มกันอภิปรายหาข้อสรปุ
5.2.4. ครู ให้ทาใบงานการทดลองที่ 4 เรอ่ื ง การสบื คน้ ข้อมลู บนอนิ เทอรเ์ น็ต
ให้คาแนะนา เพ่อื ทดสอบเก่ยี วกับความเข้าใจรายรายบุคคล
นกั เรียน ปฏิบัตแิ บบฝกึ หัดตามใบงาน
5.3 การสรปุ
5.3.1. ครู สุ่มเรียกผู้เรียนออกมาสรุปเนอื้ หาที่ไดเ้ รียนที่จัดทาใบงานการทดลองที่ 4
จนครบคลมุ เนือ้ หาท้งั หมด โดยผู้สอนช่วยให้คาแนะนา และอธบิ ายเพม่ิ เติม
นักเรียน ออกมาอธิบายหนา้ ช้นั เรยี นโดยสรปุ เน้ือหา ซกั ถามปญั หาและจดบนั ทึก
เพิ่มเติม
๘๕
5.3.2. ครู ใหผ้ ู้เรยี นปฏิบตั ติ ามใบงานการทดลองท่ี 4 ให้เสรจ็ สมบูรณ์ และให้ผู้เรียน
ซักถามปัญหาในการเรยี น
นกั เรยี น ซักถามปญั หาและข้อสงสยั ในการปฏิบตั กิ ารทดลอง สรปุ ผลการทดลอง
และสง่ ใบงานใน Google Classroom
5.4 การวัดและประเมินผล
5.4.1. ครู สมุ่ ถามผู้เรียนเก่ียวกับเน้อื หาท่ีเรียน
นักเรียน ตอบคาถามทผี่ ู้สอนถาม
5.4.2. ครู ใหผ้ เู้ รยี นเลน่ เกมสต์ อบคาถามโดยสุม่ คาถามจากเน้อื ท่ีเพ่ือวดั ความเขา้ ใจ
เนือ้ หามากข้ึน ตรวจใบงานการทดลองท่ี 4 และบนั ทึกคะแนน
นกั เรยี น เลน่ เกมสต์ อบคาถาม และแลกเปลี่ยนคาตอบ
6. ส่ือการเรียนร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
6.1 สื่อสิ่งพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรอื่ งคอมพิวเตอรแ์ ละอุปกรณ์โทรคมนาคม
บุญสืบ โพธิ์ศรี, รพีพรรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการจัดการอาชีพ.
พมิ พ์ครงั้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์ศนู ย์สง่ เสริมอาชีวะ
ธรี วฒั น์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการจดั การอาชีพ. กรุงเทพฯ : ซัค
เซส มีเดยี
โอภาส เอยี่ มสิรวิ งศ์. 2556. เครือข่ายคอมพิวเตอร์และการสอื่ สาร. กรงุ เทพฯ : วี.พรนิ้ ท
6.1 ส่ือโสตทัศน์
สือ่ PowerPoint วชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การจัดการอาชีพ หนว่ ยท่ี 1 เรอื่ ง คอมพวิ เตอรแ์ ละ
อปุ กรณ์โทรคมนาคม
7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรยี นวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการจัดการอาชพี หนว่ ยท่ี 3 เร่อื ง การ
สืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ
7.2 ใบงานการทดลองที่ 4 เร่ือง การสบื คน้ ขอ้ มลู บนอนิ เทอร์เน็ต
8. การบูรณาการ/ความสมั พันธ์กบั วิชาอืน่
8.1 สามารถนาความรู้ มาใช้ในการการสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศ
8.2 สามารถนาความรู้ มาใช้ร่วมกบั วิชาการใช้งานด้านคอมพิวเตอร์หรือสารสนเทศ
9. การวดั และประเมินผล
9.1กอ่ นเรยี น
9.1.1.ผเู้ รียนศึกษา คน้ คว้าจากเอกสาร ตารา เก่ียวกับความรู้เกย่ี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือ
การจดั การอาชพี
9.1.2.ผู้เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน
๘๖
9.2ขณะเรียน
9.2.1.การสังเกตพฤติกรรมภายในช้ันเรยี น
9.2.2.ทาแบบฝึกหัดประจาหน่วย
9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ ู้เรียนชว่ ยกันสรุปเนือ้ หา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหนว่ ยที่ 3 เพอื่ วัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
10.บนั ทึกหลงั การสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................
10.2 ผลการเรยี นรู้ของนักเรยี น นกั ศึกษา
........................................................................................................................ .....................................................
............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................ ............................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................
10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................
๘๗
แผนการจดั การเรียนรู้ม่งุ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 4
ช่ือหนว่ ย การประยุกตใ์ ชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู สอนคร้ังที่ 8
ช่วั โมงรวม 4
จานวนช่วั โมง 4
1. สาระสาคัญ
โปรแกรมประยุกต์ หรอื ซอฟต์แวรแ์ อปพลิเคช่ัน (อังกฤษ : application software) ในบางคร้งั เรียก
ย่อว่า แอปพลิเคชั่น คือซอฟต์แวร์ประเภทหน่ึงสาหรับใช้งานสาหรับงานเฉพาะทาง ซึ่งแตกต่างกับซอฟต์แวร์
ประเภทอื่น เช่น ระบบปฏิบัติการ ท่ีใช้สาหรับรับรองการทางานหลายด้าน โดยไม่จาเพาะเจาะจง เพื่อนามา
ติดต้ังในคอมพิวเตอร์ ช่วยเพิ่มความสามารถให้คอมพิวเตอร์สามารถทางานหรือใช้ช่วยงานต่างๆ ได้มากข้ึน
ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทาง เป็นโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบและพัฒนา
สาหรับนาไปใช้งานเฉพาะด้าน หรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตามความต้องการของผู้ใช้ โดยท่ีผู้เขียนคือ
โปรแกรมเมอร์ (programmer) 1)ซอฟต์แวร์ระบบงานด้านบัญชี ได้แก่ ระบบงานบัญชีเจ้าหน้ี บัญชีลูกหนี้
บัญชีสินทรัพย์ถาวรและค่าเส่ือมราคาสะสม บัญชีแยกประเภทท่ัวไป และบัญชีเงินเดือน2)ซอฟต์แวร์
ระบบงานจัดจาหน่าย ได้แก่ ระบบงานรับใบส่ังซื้อสินค้า ระบบงานบริหารสินค้าคงคลังและระบบงานประวตั ิ
การขาย ซอฟต์แวร์สาเร็จ เป็นซอฟต์แวร์ที่มีบริษัทผู้ผลิตได้สร้างข้ึน และวางขายท่ัวไป ผู้ใช้สามารถหาซื้อมา
ประยุกต์ใช้งานทั่วไปได้ ซอฟต์แวร์ประเภทน้ีไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะสาหรับงานใดงานหนึ่ง ผู้ใช้งานจะต้องเป็นผู้
นาไปประยุกต์กับงานของตน 1.ด้านการประมวลคา 2.ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล หรือตารางทางาน 3.ด้าน
การเกบ็ และเลอื กคน้ ข้อมลู เป็นระบบฐานข้อมลู
2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 ความหมายของโปรแกรมสาเร็จรูป
2.2 โปรแกรมประยุกต์
2.3 ลักษณะของซอฟต์แวรป์ ระยกุ ต์
2.4 ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผ้เู รียนบอกความหมายของโปรแกรมสาเรจ็ รูป
3.1.2. ผเู้ รยี นบอกความสาคัญโปรแกรมประยุกตไ์ ด้ถูกตอ้ ง
3.1.3. ผูเ้ รียนอธบิ ายลักษณะของซอฟต์แวรป์ ระยุกต์ไดถ้ ูกตอ้ ง
3.1.4. ผูเ้ รยี นยกตัวอย่างประเภทของซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์ได้
3.2 ดา้ นทักษะ
3.2.1 สามารถบอกความหมายของโปรแกรมสาเรจ็ รปู
3.2.2 สามารถบอกความสาคญั โปรแกรมประยุกต์ได้ถูกต้อง
3.2.3 สามารถอธิบายลักษณะของซอฟต์แวรป์ ระยุกต์ได้ถูกต้อง
๘๘
3.2.4 สามารถยกตัวอย่างประเภทของซอฟต์แวรป์ ระยกุ ต์ได้อยา่ งน้อย 2 อย่าง
3.2.5 สามารถทดลองการใชง้ านโปรแกรมสาเรจ็ รูปไดถ้ กู ตอ้ ง
3.3 คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์
3.3.1 ใฝก่ ารเรียนรู้
3.3.2 ผู้เรียนทางานเป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย
3.3.3 ปฏิบตั งิ านดว้ ยความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ
3.3.4 มีความรบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ท่ี
3.3.5 มีความมงุ่ มั่นในการทางาน
3.3.6 ใช้เวลาอย่างคมุ้ ค่า
3.3.7 มจี ิตสาธารณะ
๘๙
แผนการจดั การเรยี นรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 4
ชื่อหนว่ ย การประยุกตใ์ ชโ้ ปรแกรมสาเร็จรปู สอนครง้ั ท่ี 8
ช่วั โมงรวม 4
จานวนชว่ั โมง 4
4. เน้อื หาสาระการเรยี นรู้
4.1. ความหมายของโปรแกรมสาเรจ็ รปู
โปรแกรม หรือ ซอฟแวร์ หมายถึง ชุดของคาส่ังที่มีการจัดเรียงลาดับได้อย่างถูกต้อง ซ่ึงสามารถทางาน
และได้ผลลพั ธ์ตามท่ีผใู้ ชโ้ ปรแกรมต้องการนอกจากน้ี โปรแกรมจาแนกได้เปน็ 2 ประเภท คือ
1. โปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง (User's Written Program) เป็นโปรแกรมที่ผู้ใช้เขียนส่ังให้คอมพิวเตอร์
ทางานได้ตามความต้องการ หรือ ตรงตามวัตถุประสงค์ และเหมาะสมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ โดยใช้
เทคนิคและความชานาญของผู้เขียนโปรแกรมด้วย ภาษาคอมพิวเตอร์ ที่นิยมใช้ เช่น ภาษาเบสิก
ภาษาซี เป็นต้น
2. โปรแกรมสาเรจ็ รูป (Package Program) เป็นโปรแกรมท่ีมีผู้เขียนได้เขียนไว้เรียบร้อยแล้ว โปรแกรม
สาเร็จรูปจะให้ความสะดวกในการใช้งานมาก โดยที่ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์
มากนัก เพียงแต่เรียนรู้วิธีการใช้งาน ซ่ึงส่วนมากจะมีคาอธิบายการใช้โปรแกรมมาให้ และในขณะ
ทางานกส็ ามารถขอรายละเอยี ดเพิม่ เติมได้ตลอดเวลาในการใช้โปรแกรมสาเร็จรปู
โปรแกรมสาเร็จรูป (Package Software) คอื ซอฟตแ์ วร์ หรือโปรแกรมประยกุ ตท์ ่มี ีผู้จัดทาไว้ เพอื่ ใช้ใน
การทางานประเภทต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้คนอื่น ๆ สามารถนาโปรแกรมไปใช้กับข้อมูลของตนเองได้ แต่จะไม่
สามารถทาการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมภายในได้ ผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องเขียนโปรแกรมเองทั้งหมด ซ่ึง
ประหยัดเวลาและแรงงาน เพียงแต่มาเรียนรู้วิธีใช้เท่าน้ัน บางครั้งจะเรียกซอฟต์แวร์ประเภทน้ีว่า COTS :
Commercial off the Shelf
ซอฟต์แวร์ท่ีสร้างขึ้นเพื่อใช้ในสานักงานท่ัว ๆ ไป สร้างโดยบริษัทที่มีความชานาญใ นด้านน้ัน ๆ
โดยเฉพาะมีการปรับปรุงรุ่น (Version) ของซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอยู่เสมอ โปรแกรมสาเร็จรูป
สามารถแบ่งออกเป็นประเภทตา่ ง ๆ ดังนค้ี ือ
1. โปรแกรมประมวลผลคา ใชส้ าหรบั พมิ พ์เอกสารรายงานหรือสร้างตารางแบบต่าง ๆ
2. โปรแกรมตารางงาน ใชส้ าหรับคานวณ สรา้ งกราฟ และจดั การดา้ นฐานขอ้ มลู
3. โปรแกรมนาเสนอผลงาน ใชใ้ นการนาเสนอผลงานและนาเสนอขอ้ มลู ในรปู แบบสไลด์
4. โปรแกรมจัดการฐานข้อมลู คอื โปรแกรมทท่ี าหนา้ ทีใ่ นการจัดการฐานข้อมลู
5. โปรแกรมเวบ็ เพจ ใช้ในการเขียนเว็บเพจเพอ่ื ใช้งานในเวบ็ ไซตข์ องอนิ เทอรเ์ น็ต
6. โปรแกรมสอื่ สารระยะไกล ใช้ในการติดตอ่ สือ่ สารทางอินเตอรเ์ น็ต
7. โปรแกรมเขียนแบบ ใช้ในการออกแบบและเขยี นแบบด้านตา่ ง ๆ เชน่ ชนิ้ งาน อาคาร
8. โปรแกรมการฟกิ ส์ ใช้ในการสร้างและจัดการรูปภาพในคอมพวิ เตอร์
9. โปรแกรมเพอื่ ความบนั เทงิ ได้แก่ เกมส์ ภาพยนตรแ์ ละเสียงเพลงต่าง ๆ
๙๐
4.2. โปรแกรมประยุกต์
โปรแกรมประยุกต์ คือ โปรแกรมที่มีความสามารถจัดการกับงานเฉพาะด้านโดยตัวโปรแกรมจะ
เหมาะสมและใช้งานได้ดีกับงานเฉพาะน้ัน ๆ เท่านั้น โปรแกรมประยุกต์เหล่านนั้น เช่น โปรแกรมไมโคร
ซอฟเวิร์ด โปรแกมไมโครซอฟตเ์ อกซเ์ ซล โปรแกรมไมโครซอฟตเ์ พาเวอร์พอยต์ โปรแกรมประเภทเกมส์ต่าง
ๆ เป็นต้น
โปรแกรมประยุกต์ หรือ ซอฟต์แวร์แอปพลิเคช่ัน (อังกฤษ : application software) ในบางครั้งเรียก
ย่อว่า แอปพลิเคชั่น คือซอฟต์แวร์ประเภทหน่ึงสาหรบั ใชง้ านสาหรบั งานเฉพาะทาง ซ่ึงแตกต่างกับซอฟตแ์ วร์
ประเภทอื่น เช่น ระบบปฏิบัติการ ที่ใช้สาหรับรับรองการทางานหลายด้าน โดยไม่จาเพาะเจาะจง เพ่ือนามา
ติดต้ังในคอมพิวเตอร์ ช่วยเพ่ิมความสามารถให้คอมพิวเตอร์สามารถทางานหรือใช้ช่วยงานต่างๆ ได้มากข้ึน
โปรแกรมประยุกต์หรือแอพลิเคชัน (Application) เป็นโปรแกรมที่ทางานเฉพาะทาง มีให้เลือก ใช้มากมาย
แล้วแต่โปรแกรมเมอร์หรือผสู้ ร้างโปรแกรมจะสร้างขึ้นมาเพ่ือใช้งานด้านใดโปรแกรมประยุกต์มีทั้งโปรแกรมท่ี
ต้องซ้ือหรือให้ใช้ฟรี (Freeware) หรือเป็นโปรแกรมที่ให้ใช้ ได้เพียงบางส่วน (Shareware) หรืออาจเป็น
โปรแกรมให้ทดลองใช้ภายในระยะเวลาทีก่ าหนด (Trial)ตัวอย่าง รายชอ่ื โปรแกรมประยุกต์ โดยตวั อยา่ งได้แก่
โปรแกรมสาหรบั การใชง้ านอินเทอร์เน็ต เชน่ อินเทอร์เนต็ เอกซโ์ พลเรอร์ , ไฟร์ฟอกซ์
โปรแกรมเล่นเพลง เชน่ วินแอมป์ , วนิ โดวม์ เี ดียเพลเยอร์ , ไอทนู ส์
โปรแกรมสานักงาน เชน่ ไมโครซอฟท์ ออฟฟศิ ไมโครซอฟท์ เอ็กเซล
โปรแกรมอนื่ ๆ เช่น ออโตแคด , ไมโครสเตชนั
4.3. ลกั ษณะของซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ต์
Software (ซอฟต์แวร์) เป็นองค์ประกอบของคอมพวิ เตอร์ทเี่ ราไมส่ ามารถสมั ผสั จบั ต้องได้โดยตรง เปน็
ชุดคาสั่งหรือโปรแกรม (Program) ที่เขียนขึ้นเพ่ือให้คอมพิวเตอร์ทางาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเสมือนตัวเช่ือม
ระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ให้สามารถเข้าใจกันได้ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ1.ซอฟต์แวร์
ระบบ, 2. ซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ต์
1. ซอฟตแ์ วร์ระบบ (System Software หรอื Operating Software : OS)
หมายถึงโปรแกรมที่ทาหน้าท่ีประสานการทางาน ติดต่อการทางาน ระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์
ประยุกต์เพ่ือให้ผู้ใช้สามารถใช้ Software ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทาหน้าท่ีในการจัดการ ระบบ ดูแล
รักษาเครื่อง การแปลภาษาระดับต่าหรือระดับสูงให้เป็นภาษาเคร่ืองเพ่ือให้เคร่ืองอ่านได้เข้าใจ ซอฟต์แวร์
ระบบ แบ่งได้ 4 ชนดิ ดังน้ี
1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System) หมายถึง ชุดโปรแกรมท่ีอยู่ระหว่างฮาร์ดแวร์และ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์มีหน้าท่ีควบคุมการปฏิบัติงานของฮาร์ดแวร์ และสนับสนุนคาส่ังสาหรับ
ควบคุมการทางานของฮาร์ดแวร์ให้กับซอฟต์แวร์ประยุกต์ เช่น Windows XP , DOS , Linux ,
Mac OS X
2. ยูทิลิตี้ (Utility Program) เป็นโปรแกรมที่ทาหน้าท่ีเพ่ิมประสิทธิภาพของเคร่ืองคอมพิวเตอร์
ทาให้เครื่องทางานง่ายข้ึนเร็วข้ึน และการป้องกันการรบกวนโดยโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น
โปรแกรมป้องกันไวรัส , โปรแกรม Defrag เพ่ือจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ใหม่ ทาให้การอ่าน
ข้อมูลเร็วข้ึน , โปรแกรมยกเลิกการติดต้ังโปรแกรม Uninstall Program , โปรแกรมบีบอัดไฟล์
(WinZip-WinRAR)เพ่ือทาให้ไฟล์มขี นาดเลก็ ลง ,โปรแกรมการสารองข้อมลู (Backup Data)
๙๑
3. ดไี วซไ์ ดเวอร์ (Device Driver หรือ Driver) เป็นโปรแกรมท่ีทาหน้าท่ีติดต่อกับคอมพิวเตอร์ใน
ส่วนการรับเข้าและการส่งออก ของแต่ละอุปกรณ์ เช่น เมื่อเราซ้ือกล้องวีดีโอมาใหม่และต้องการ
นาเอาวีดีโอท่ีถ่ายเสร็จ นาไปตัดต่อท่ีคอมพิวเตอร์ ก็ต้องติดต้ังไดเวอร์ หรือโปรแกรมที่ติดมากับ
กล้อง ทาการติดต้ังที่เครื่องคอมพิวเตอร์เพ่ือให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์รู้จักและสามารถรับข้อมูลเข้า
และส่งข้อมูลออกได้ โดยปกติโปรแกรม windows ท่ีเรามีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีไดเวอร์
ตดิ ต้ังมาใหแ้ ลว้ โดยเราไมต่ อ้ งทาการตดิ ต้ังไดเวอรเ์ อง เช่น ไดเวอร์สาหรับเมาส์ ,ไดเวอรค์ ยี บ์ อรด์ ,
ไดเวอร์สาหรับการใช้ USB Port , ไดเวอร์เคร่ืองพิมพ์ แต่ถ้าอุปกรณ์ใดไม่สามารถใช้งานร่วมกับ
เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ก็ต้องหาไดเวอร์มาติดต้ังเพ่ือให้สามารถใช้งานได้ ซ่ึงต้องเป็นไดเวอร์ที่
พัฒนามาของแต่ละบรษิ ัทผูผ้ ลิตอปุ กรณ์
4. ตัวแปลภาษา (Language Translator) คือโปรแกรมที่ทาหน้าที่แปลภาษาระดับต่าหรือ
ระดับสูงเพื่อให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์เข้าใจว่าต้องการให้ทาอะไร เช่น เมื่อโปรแกรมเมอร์ได้เขียน
โปรแกรมเสร็จโดยเขียนในลักษณะภาษาระดับต่า (Assenbly) หรือภาษาระดับสูง (โปรแกรม
ภาษา C) เสร็จก็ต้องมีตัวแปลภาษาเพื่อให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจ เพราะเครื่อง
คอมพวิ เตอร์จะเขา้ ใจเฉพาะตัวเลข 0 กับ ตวั เลข 1 เท่าน้ัน
2.ซอฟตแ์ วร์ประยกุ ต์ เปน็ โปรแกรมที่ใชส้ าหรับทางานต่าง ตามทีต่ อ้ งการ เชน่ การทางานเอกสาร งาน
กราฟิก งานนาเสนอ หรือเป็น Software สาหรับงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมงานทะเบียน โปรแกรมการ
ใหบ้ รกิ ารเวบ็ โปรแกรมงานดา้ นธนาคาร ซอฟตแ์ วร์ประมวลคา ซอฟต์แวร์จดั เก็บภาษี ซอฟตแ์ วรส์ นิ ค้าคงคลัง
ซอฟต์แวร์ตารางทางาน ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล เป็นต้นการทางานใดๆ โดยใช้
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จาเป็นต้องทางานภายใตส้ ภาพแวดล้อมของซอฟต์แวร์ระบบด้วย ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์
ประมวลคาต้องทางานภายใต้ซอฟต์แวร์ระบบปฏบิ ัติการเอม็ เอสดอสหรอื วินโดวส์ เปน็ ตน้
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้รับความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในทุกวงการ ความนิยมส่วนหนึ่งมาจาก ขีด
ความสามารถของซอฟต์แวร์ประยุกต์น้ันๆ เพราะซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกจาหน่าย ต่างพยายามแข่งขันกัน
หลายๆ ด้าน เช่น เรียนรู้และใช้งานได้ง่าย สนับสนุนให้ใช้กับเครื่องพิมพ์ได้ดี มีคู่มือการใช้ซอฟต์แวร์ท่ีอ่าน
เขา้ ใจง่าย ใหว้ ธิ หี รอื ขน้ั ตอนท่อี ธบิ ายไว้อย่างชดั เจน และมีระบบโอนยา้ ยข้อมูลเขา้ ออกกับซอฟต์แวร์อื่นได้ง่าย
ซอฟต์แวร์ประยุกต์มีอยู่มากมาย อาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ คือ ซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทางและซอฟต์แวร์
สาเร็จ
1. ซอฟต์แวร์สาหรับงานเฉพาะด้าน เป็น Software ที่ใช้สาหรับงานเฉพาะด้าน เช่น Software
สาหรับงานธนาคารการฝากถอนเงิน Software สาหรับงานทะเบียนนักเรียน ซอฟต์แวร์คิดภาษี
ซอฟต์แวร์การใหบ้ รกิ ารร้าน Seven ฯลฯ
2. ซอฟต์แวร์สาหรับงานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สาหรับงานท่ัวไป โดยในซอฟต์แวร์ 1 ตัวมี
ความสามารถในการทางานได้หลายอยา่ ง เชน่ ซอฟตแ์ วร์งานด้านเอกสาร (Microsoft Word ) มี
ความสามารถในการสร้างงานเอกสารต่าง ๆ จัดทาเอกสารรายงาน จัดทาแผ่นพับ จัดทา
หนังสอื เวยี น จัดทาส่ือสิง่ พมิ พ์
4.4 ประเภทของซอฟตแ์ วร์ประยกุ ต์
4.3.1 ซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทาง เป็นโปรแกรมที่ได้รบั การออกแบบและพัฒนาสาหรบั นาไปใชง้ านเฉพาะ
ด้าน หรือในสาขาใดสาขาหน่ึงตามความต้องการของผู้ใช้ โดยท่ีผู้เขียนคือโปรแกรมเมอร์
(programmer) ท่ีมีความสามารถในการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ และต้องศึกษาทาความ
๙๒
เข้าใจเข้าใจงานและรายละเอียดของการประยุกต์นั้นเป็น อย่างดี เช่น โปรแกรมช่วยจัดการด้าน
การเงิน โปรแกรมช่วยจัดการบริการลูกค้า ฯลฯ ตามปกติจะไม่ค่อยได้พบเห็นซอฟต์แวร์ประเภทนี้ใน
ท้องตลาดทั่วไป แต่จะซ้ือหาได้จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจาหน่ายในราคาค่อนข้างสูงกว่าซอฟต์แวร์ ท่ีใช้
งานทัว่ ไป
โครงสร้างของซอฟต์แวร์เฉพาะทางมักจะประกอบด้วย ฐานข้อมูลเพ่ือใช้เก็บข้อมูลลูกค้า และ
ระบบหลักของงาน ภายในซอฟตแ์ วรค์ วรจะมสี ว่ นทางานประมวลคาเพ่ือใช้สรา้ งรายงาน ติดตอ่ โตต้ อบ
จดหมาย และการนัดหมายตามกาหนดการ ลักษณะของซอฟต์แวร์เฉพาะทางนี้ มีท้ังรูปแบบที่มี
ผู้ใช้งานคนเดียว หรือผู้ใช้งานได้พร้อมกันหลายคน ในประเทศไทยมีการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทใช้
เฉพาะทางอย่บู ้าง ส่วนใหญจ่ ะเป็นซอฟตแ์ วร์ท่บี รษิ ัทผ้ผู ลติ ต่างประเทศได้ออกแบบมาเพ่ือรองรับ งาน
ด้านธุรกจิ ในที่นไ้ี ดร้ วบรวมจดั ประเภทไว้ดงั นี้
1) ซอฟต์แวร์ระบบงานด้านบัญชี ได้แก่ ระบบงานบัญชีเจ้าหน้ี บัญชีลูกหนี้ บัญชีสินทรัพย์
ถาวรและค่าเสอ่ื มราคาสะสม บญั ชีแยกประเภททว่ั ไป และบัญชเี งินเดอื น
2) ซอฟต์แวร์ระบบงานจัดจาหน่าย ได้แก่ ระบบงานรับใบสั่งซื้อสินค้า ระบบงานบริหารสินค้า
คงคลังและระบบงานประวัตกิ ารขาย
3) ซอฟต์แวร์ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ ระบบงานกาหนดโครงสร้างผลิตภัณฑ์
การวางแผนกาลังการผลติ การคานวณต้นทนุ ของงาน การประเมินผลงานของพนักงาน การ
วางแผนการผลิตหลัก การวางแผนความต้องการวสั ดุ การควบคุมการทางานภายในโรงงาน
การกาหนดเงินทนุ มาตรฐานสินค้าและการกาหนดข้นั ตอนการผลติ
4) ซอฟต์แวร์อ่ืนๆ ได้แก่ ระบบการสร้างรายงาน การบริหารการเงิน การเช่าซ้ือ
อสงั หาริมทรัพย์ และการเช่าซือ้ รถยนต์
4.3.2 ซอฟต์แวร์สาเร็จ เป็นซอฟต์แวร์ท่ีมีบริษัทผ้ผู ลิตได้สรา้ งขึ้น และวางขายท่ัวไป ผู้ใช้สามารถหาซอ้ื
มาประยุกต์ใช้งานทั่วไปได้ ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะสาหรับงานใดงานหน่ึง ผู้ใช้งาน
จะต้องเป็นผู้นาไปประยุกต์กับงานของตน ผู้ใช้อาจต้องมีการสร้างหรือพัฒนาชิ้นงานภายในซอฟต์แวร์
ต่อไปอีก ราคาของซอฟต์แวร์ใช้งานท่ัวไปน้ีจะไม่สูงมากเกินไปซอฟต์แวร์ใช้งานท่ัวไปซึ่งนิยมเรียกว่า
ซอฟต์แวรส์ าเรจ็
แบง่ ออกเปน็ หลายกลมุ่ ตามลักษณะการใช้งานคอื
ดา้ นการประมวลคา
ด้านการวเิ คราะหข์ ้อมูล หรอื ตารางทางาน
ดา้ นการเกบ็ และเลอื กคน้ ขอ้ มูลเป็นระบบฐานขอ้ มูล
ดา้ นกราฟกิ และนาเสนอขอ้ มูล
ดา้ นการตดิ ต่อส่อื สารทางไกล
ดา้ นการพมิ พต์ ัง้ โต๊ะ
ด้านการลงทนุ และจัดการการเงิน
ด้านวทิ ยาศาสตร์และวิศวกรรม
ด้านการจาลอง เกม และการตดั สนิ ใจ
ซอฟแวร์สาเร็จรูปมี 5 กลุ่มใหญ่ ไดแ้ ก่
๙๓
1) ซอฟต์แวร์ประมวลคา (word processing software) เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้สาหรับการพิมพ์
เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสารท่ีพิมพ์ไว้จัดเป็นแฟ้มข้ อมูล
เรียกมาพิมพห์ รือแก้ไขใหม่ได้ การพมิ พ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็มรี ูปแบบตวั อักษรใหเ้ ลือกหลายรูปแบบ เอกสาร
จึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถของซอฟต์แวร์ประมวลคาอีกมากมาย ซอฟต์แวร์
ประมวลคาท่ีนิยมอยใู่ นปจั จุบนั เชน่ วินสเ์ วริ ด์ จฬุ าจารึก โลตัสเอมโิ ปร
2) ซอฟต์แวร์ตารางทางาน (spread sheet software) เป็นซอฟต์แวร์ท่ีช่วยในการคิดคานวณ การ
ทางานของซอฟต์แวร์ตารางทางาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะทางานที่มีกระดาษขนาดใหญ่วางไว้ มีเครื่องมือ
คล้ายปากกา ยางลบ และเครื่องคานวณเตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษมีช่องให้ใส่ตัวเลข ข้อความหรือสูตร
สามารถสั่งให้คานวณตามสูตรหรือเงื่อนไขท่ีกาหนด ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทางานสามารถประยุกต์ใช้งาน
ประมวลผลตวั เลขอ่ืน ๆ ได้กว้างขวาง ซอฟตแ์ วร์ตารางทางานทน่ี ยิ มใช้ เชน่ เอกเซล โลตสั
3) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software) การใช้คอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง
คือการใชเ้ ก็บข้อมูล และจดั การกับข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพวิ เตอร์ จึงจาเปน็ ต้องมีซอฟต์แวร์จัดการข้อมูล การ
รวบรวมข้อมูลหลาย ๆ เรื่องที่เก่ียวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็เรียกว่าฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการ
ฐานข้อมูลจึงหมายถึงซอฟต์แวร์ท่ชี ่วยในการเก็บ การเรียกค้นมาใช้งาน การทารายงาน การสรุปผลจากข้อมลู
ซอฟต์แวร์จัดการฐานขอ้ มูลทีน่ ิยมใช้ เชน่ เอกเซส ดเี บส พาราดอ็ ก ฟอ๊ กเบส
4) ซอฟต์แวร์นาเสนอ (presentation software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สาหรับนาเสนอข้อมูล การ
แสดงผลต้องสามารถดึงดูดความสนใจ ซอฟต์แวร์เหล่าน้ีจึงเป็นซอฟต์แวร์ที่นอกจากสามารถแสดงข้อความใน
ลักษณะที่จะส่ือความหมายได้ง่ายแล้วจะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และรูปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์
นาเสนอ เช่น เพาเวอร์พอยต์ โลตัสฟรแี ลนซ์ ฮาร์วาร์ดกราฟกิ
5)ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (data communication software) ซอฟต์แวร์ส่ือสารข้อมูลนี้หมายถึง
ซอฟต์แวร์ที่จะช่วยให้ไมโครคอมพิวเตอร์ติดต่อส่ือสารกับเคร่ืองคอมพิวเตอร์อื่นในที่ห่างไกล โดยผ่านทาง
สายโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์สื่อสารใช้เช่ือมโยงต่อเข้ากับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทาให้
สามารถใช้บริการอ่ืน ๆ เพิ่มเติมได้ สามารถใช้รับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอนย้ายแฟ้มข้อมูล ใช้
แลกเปล่ียนข้อมูล อ่านข่าวสาร นอกจากนี้ยังใช้ในการเชื่อมเข้าหามินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม เพื่อเรียกใช้
งานจากเครือ่ งเหล่าน้ันได้ ซอฟตแ์ วรส์ ื่อสารขอ้ มลู ทน่ี ยิ มมีมากมายหลายซอฟต์แวร์ เชน่ โปรคอม ครอสทอล์ค
เทลกิ
ในบรรดาซอฟต์แวร์สาเร็จท่ีมีหลายกลุ่มน้ี กลุ่มซอฟต์แวร์ท่ีมีการใช้งานมากและจาเป็นต้องมีประจา
หน่วยงาน มักจะเป็นรายการแรก คือ ด้านการประมวลคา ด้าน ตารางทางาน ด้านระบบฐานข้อมูล และด้าน
กราฟิกซอฟต์แวร์สาเร็จส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์เชิงพาณิชย์ที่ นาเข้าจากต่างประเทศ ยกเว้นเฉพาะ
กลุ่มแรก คือ โปรแกรมประมวลคาท่ีประเทศไทยมีการสร้างและพัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อให้สามารถนามาใช้งาน
ร่วมกบั ภาษาไทย และยังมีการนาซอฟตแ์ วร์เดิมมาดัดแปลงและเพิ่มเติมส่วนที่ใช้งานเป็นภาษาไทย
๙๔
แผนการจดั การเรียนร้มู ่งุ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 4
ช่ือหนว่ ย การประยุกต์ใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู สอนคร้ังท่ี 8
ชว่ั โมงรวม 4
จานวนช่ัวโมง 4
5. กิจกรรมการเรียนการสอน
5.1 การนาเข้าสบู่ ทเรียน
5.1.1. ครู เชค็ ชื่อและตรวจการแตง่ กาย
นักเรยี น ขานชอื่ และลกุ ใหค้ รูตรวจการแต่งกายทีละคน
5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรยี นโดยซกั ถาม เรื่อง การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมสาเร็จรปู
ผ้สู อนตรวจแลว้ ใหผ้ เู้ รยี นบันทกึ คะแนนท่ีได้ไว้เพื่อเปรยี บเทยี บกบั การทดสอบ
หลังเรยี นจบ
นักเรยี น ตอบคาถาม ซักถามข้อสงสัย
5.2 การเรียนรู้
5.2.1. ครู แนะนารายวชิ าและ แจ้งหวั ข้อท่ีจะสอน ตามเนอ้ื หาสาระ เร่ือง
การประยกุ ต์ใช้โปรแกรมสาเรจ็ รูป โดยใช้สือ่ power point ตอบ
คาถาม/ซกั ถามปญั หา
นักเรยี น ตอบคาถาม ซักถามปัญหาข้อสงสยั ศกึ ษาจากสื่อ และเอกสาร
ประกอบการสอน
5.2.2. ครู อธิบายเกีย่ วกับ ความหมายของโปรแกรมสาเร็จรูปโปรแกรมประยุกต์ ลักษณะ
ของซอฟต์แวรป์ ระยุกต์ ประเภทของซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ต์
โดยใชส้ อื่ power point เรอ่ื ง การประยุกต์ใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูป
ตอบคาถาม/ซักถามปญั หา
นกั เรียน จดบนั ทกึ ย่อ ตอบคาถาม ปรึกษา/อภิปรายกบั เพ่ือน
5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรียนโดยถามตอบกันภายในห้องเรยี น และอธบิ ายบางข้อท่ี
ผูเ้ รียนมีข้อสงสยั จากการจดบันทกึ
นักเรยี น รว่ มกันอภิปรายหาขอ้ สรุป
5.2.4. ครู ให้ทาใบงานทดลองท่ี 5 เรื่อง การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมสาเรจ็ รปู
ให้คาแนะนา เพ่อื ทดสอบเกีย่ วกับความเข้าใจรายรายบคุ คล
นักเรยี น ปฏบิ ตั ิแบบฝกึ หัดตามใบงาน
๙๕
5.3 การสรปุ
5.3.1. ครู สุม่ เรยี กผเู้ รียนออกมาสรุปเนือ้ หาที่ไดเ้ รยี นทจี่ ัดทาใบงานการทดลองท่ี 5
จนครบคลมุ เน้อื หาทง้ั หมด โดยผสู้ อนช่วยใหค้ าแนะนา และอธิบายเพิม่ เติม
นักเรยี น ออกมาอธบิ ายหน้าชน้ั เรยี นโดยสรปุ เนือ้ หา ซกั ถามปญั หาและ
จดบนั ทึกเพิ่มเติม
5.3.2. ครู ใหผ้ ู้เรียนปฏิบัติตามใบงานการทดลองท่ี 5ให้เสร็จสมบูรณ์ และใหผ้ ูเ้ รยี น
ซักถามปัญหาในการเรยี น
นกั เรยี น ซักถามปญั หาและข้อสงสยั ในการปฏบิ ัตกิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง
และสง่ ใบงานใน Google Classroom
5.4 การวัดและประเมินผล
5.4.1. ครู สมุ่ ถามผู้เรียนเก่ียวกบั เนอ้ื หาท่ีเรยี น
นักเรียน ตอบคาถามท่ผี ูส้ อนถาม
5.4.2. ครู ใหผ้ เู้ รียนเล่นเกมส์ตอบคาถามโดยสมุ่ คาถามจากเนือ้ ท่ีเพ่ือวัดความเข้าใจ
เนื้อหามากขึ้น ตรวจใบงานการทดลองที่ 5และบันทกึ คะแนน
นกั เรยี น เลน่ เกมสต์ อบคาถาม และแลกเปล่ียนคาตอบ
6. ส่อื การเรยี นรู้/แหล่งการเรยี นรู้
6.1 ส่อื สิ่งพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรื่องคอมพวิ เตอร์และอปุ กรณ์โทรคมนาคม
บญุ สบื โพธศิ์ รี, รพีพรรณ ชาวไร่อ้อย.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การจัดการอาชีพ.
พิมพ์ครั้งท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์ศนู ยส์ ่งเสรมิ อาชวี ะ
ธีรวัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจดั การอาชีพ. กรุงเทพฯ : ซคั
เซส มีเดีย
โอภาส เอ่ยี มสิรวิ งศ.์ 2556. เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์และการสอ่ื สาร. กรงุ เทพฯ : วี.พริ้นท
6.1 สื่อโสตทัศน์
ส่ือ PowerPoint วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ หน่วยท่ี 4 เรื่อง การประยกุ ต์ใช้
โปรแกรมสาเร็จรปู
7. เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชพี หน่วยท่ี 4 เร่ือง การ
ประยกุ ต์ใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูป
7.2 ใบงานการทดลองท่ี 5 เรือ่ งการประยุกต์ใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู
8. การบรู ณาการ/ความสมั พันธ์กบั วชิ าอ่ืน
8.1 สามารถนาความรู้ มาใช้ในการเลือกใช้งานดา้ นการประยุกตใ์ ชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รูป
8.2 สามารถนาความรู้ มาใชร้ ่วมกับวิชาการใช้งานด้านคอมพวิ เตอรห์ รอื สารสนเทศ
๙๖
9. การวัดและประเมินผล
9.1กอ่ นเรียน
9.1.1.ผเู้ รยี นศึกษา ค้นคว้าจากเอกสาร ตารา เก่ียวกับความร้เู กย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อ
การจดั การอาชีพ
9.1.2.ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน
9.2ขณะเรียน
9.2.1.การสงั เกตพฤติกรรมภายในชั้นเรยี น
9.2.2.ทาแบบฝึกหัดประจาหนว่ ย
9.3 หลังเรยี น
9.3.1.ให้ผูเ้ รยี นช่วยกันสรปุ เน้อื หา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลงั เรียน
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหน่วยท่ี 4 เพ่ือวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
10.บนั ทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................
10.2 ผลการเรียนรขู้ องนกั เรยี น นกั ศกึ ษา
........................................................................................................................ .....................................................
............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................ ............................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................
10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................... .................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................
๙๗
แผนการจดั การเรียนรูม้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 5
ชื่อหน่วย การใช้โปรแกรมดา้ นงานเอกสาร สอนคร้งั ท่ี 11
Microsoft Word ชวั่ โมงรวม 8
จานวนชวั่ โมง 4
1. สาระสาคัญ
ความหมายของโปรแกรม Microsoft Wordโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ( Microsoft Word ) ซ่ึงเป็น
โปรแกรมประมวลผลคาแบบพิเศษ ช่วยให้สร้างเอกสารแบบมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด เช่น
เหมาะกับงานด้านการพิมพ์เอกสารทุกชนิด สามารถพิมพ์เอกสารออกมาเป็นชุด ๆ ซ่ึงเอกสารอาจเป็น
จดหมาย บนั ทึกขอ้ ความ รายงาน บทความ ประวตั ยิ ่อ และยงั สามารถตรวจสอบ ความหมายและการใช้คาสั่ง
แถบเครื่องมือ แถบเคร่ืองมือ คือกลุ่มของคาสั่งท่ีใช้บ่อย จัดไว้เป็นชุดๆ ปกติเม่ือเปิดโปรแกรม Microsoft
Word ข้ึนมา โปรแกรมจะแสดงแถบเครือ่ งแถบเคร่ืองมือย่อยให้ผู้ใช้เลือกเครื่องมือต่างๆ ตามความเหมาะสม
กับรูปแบบงานท่ีหาลังใชง้ าน ขั้นตอนการเปิด-ปิด และบันทึกข้อมูลบนโปรแกรม Microsoft Word การพิมพ์
เอกสาร การเลือกขอ้ มลู คัดลอก และเคลอื่ นยา้ ยขอ้ มลู
2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 ความรเู้ บ้อื งต้นเก่ียวกบั โปรแกรม Microsoft Word
2.2 ความหมายและการใช้คาสงั่ แถบเคร่อื งมือ
2.3 ข้นั ตอนการเปิด-ปดิ และบนั ทกึ ข้อมูลบนโปรแกรม Microsoft Word
2.4 การพิมพ์เอกสาร การเลอื กขอ้ มลู คัดลอก และเคลื่อนย้ายข้อมูล
2.5 การแทรกรปู ภาพและอักษรศิลป์
2.6 การจัดการตารางบนเอกสาร
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผ้เู รยี นบอกความสาคญั โปรแกรมโปรแกรม Microsoft Word ไดถ้ ูกต้อง
3.1.2. ผูเ้ รียนบอกความหมายและการใช้คาส่งั แถบเครื่องมอื ได้ถูกต้อง
3.1.3. ผู้เรยี นบอกข้นั ตอนการเปิด-ปิด และบันทึกข้อมลู ได้ถูกต้อง
3.1.4. ผเู้ รยี นพมิ พเ์ อกสาร เลือกขอ้ มลู คัดลอก และเคล่ือนยา้ ยข้อมูลได้ถูกต้อง
3.1.5. ผู้เรียนแทรกรูปภาพและอักษรศลิ ป์ได้ถูกตอ้ ง
3.1.6. ผ้เู รียนอธิบายการจดั การตารางบนเอกสารได้ถูกต้อง
3.2 ดา้ นทกั ษะ
3.2.1 สามารถบอกความสาคัญโปรแกรมโปรแกรม Microsoft Word ได้ถูกต้อง
3.2.2 สามารถบอกบอกความหมายและการใช้คาสง่ั แถบเครือ่ งมือได้ถูกต้อง
3.2.3 สามารถบอกขนั้ ตอนการเปิด-ปดิ และบนั ทึกข้อมูล ได้ถูกต้อง
3.2.4 สามารถพิมพ์เอกสาร เลือกข้อมูล คัดลอก และเคลอื่ นย้ายข้อมลู ได้ถูกต้อง
๙๘
3.2.5 สามารถแทรกรปู ภาพและอักษรศลิ ปไ์ ด้ถกู ต้อง
3.2.6 สามารถอธบิ ายการจดั การตารางบนเอกสารไดถ้ ูกต้อง
3.2.7 สามารถใชง้ านใช้โปรแกรมดา้ นงานเอกสารด้วยMicrosoft Word ได้
3.3 คุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์
3.3.1 ใฝก่ ารเรยี นรู้
3.3.2 ผเู้ รียนทางานเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย
3.3.3 ปฏิบตั งิ านด้วยความซอื่ สัตยส์ ุจรติ
3.3.4 มีความรับผิดชอบต่อหนา้ ที่
3.3.5 มีความมุง่ มั่นในการทางาน
3.3.6 ใชเ้ วลาอยา่ งคุม้ คา่
3.3.7 มจี ิตสาธารณะ
๙๙
แผนการจัดการเรยี นรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 5
ชอื่ หน่วย การใชโ้ ปรแกรมด้านงานเอกสาร สอนครั้งท่ี 11
Microsoft Word
ชวั่ โมงรวม 8
จานวนชวั่ โมง 4
4. เนื้อหาสาระการเรียนรู้
5.1. ความรู้เบื้องตน้ เกีย่ วกบั โปรแกรม Microsoft Word
5.1.1 ความหมายของโปรแกรม Microsoft Word
โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ( Microsoft Word ) ซ่ึงเป็นโปรแกรมประมวลผลคาแบบพิเศษ ช่วยให้
สร้างเอกสารแบบมืออาชีพอย่างมีประสิทธภิ าพและประหยัด เชน่ เหมาะกบั งานดา้ นการพิมพเ์ อกสารทุกชนิด
สามารถพมิ พ์เอกสารออกมาเป็นชดุ ๆ ซึ่งเอกสารอาจเป็นจดหมาย บันทึกข้อความ รายงาน บทความ ประวัติ
ย่อ และยังสามารถตรวจสอบ ทบทวน แก้ไข ปรับปรุงความถูกต้องในการพิมพ์เอกสารได้อย่างง่ายดาย
สามารถตรวจสอบ สะกดคา และหลักไวยากรณ์ เพ่ิมตาราง เพ่ิมกราฟิก ในเอกสารได้อย่างง่ายดาย หรือ
เพ่ิมเติมข้อมูลได้ตลอดเวลา ประโยชน์ของ Microsoft Word สามารถแทรกรูปภาพ กราฟ หรือผังองค์กรลง
ในเอกสารได้ มีระบบอัตโนมัติต่างๆ ที่ช่วยในการทางานสะดวกข้ึน เช่น การตรวจคาสะกด การตรวจสอบ
ไวยากรณ์ การใส่ขอ้ ความอัตโนมตั ิ เป็นต้น
5.1.2 สว่ นประกอบของโปรแกรม Microsoft Word
รปู ท่ี 5.1 แสดงส่วนประกอบของโปรแกรม Microsoft Word
1. ตัวควบคุมหน้าต่างโปรแกรม (Program Window Control) เป็นส่วนของจัดการกับหน้าต่าง
โปรแกรมท่เี ปิดใชง้ านอยู่ เช่น ซ่อนหนา้ ตา่ ง (Minimize) ยอ่ ขนาดหนา้ ตา่ ง (Restore Down) หรือขยายขนาด
หนา้ ตา่ ง (Maximize) และปิดหนา้ ต่างโปรแกรม (Close)
๑๐๐
2. แถบเคร่ืองมือด่วน (Quick Access Toolbar) เป็นส่วนท่ีแสดงคาส่ังของโปรแกรมท่ีใช้งานบ่อยๆ
โดยแสดงในรูปของปมุ่ รปู ภาพหรือไอคอน เช่น ป่มุ สร้าง ปมุ่ เปิด ปุ่มบนั ทกึ ป่มุ พมิ พ์ เป็นตน้
3. ปุม่ เคร่อื งมอื ดว่ นเอง เป็นป่มุ เครอื่ งมือทีส่ ามารถกาหนดเองได้ซ่ึงมชี ุดคาสั่งท่ีเป็นอิสระจากแท็บบน
Ribbon ซึ่งกาลังแสดงอยู่สามารถย้ายปุ่มเคร่ืองมือด่วนจากตาแหน่งท่ีตั้งอันใดอันหน่ึงจาสองตาแหน่งที่ต้ังที่
เปน็ ไปได้รวมทัง้ สามารถเพิ่มปมุ่ ท่ีแทนคาส่ังต่างๆ ลงในแถบเคร่ืองมือด่วนได้
4. แถบช่ือเรื่อง (Title Bar) เป็นส่วนที่แสดงชื่อไฟล์เอกสารที่เปิดใช้อยู่ ถ้าเป็นการเปิดโปรแกรมครั้ง
แรกหรือการสร้างเอกสารใหม่ จะชื่อว่า Document1, Document2, Document3,….และแสดงช่ือของ
โปรแกรม
5. ปุ่มควบคุมหน้าต่างโปรแกรม (Control Menu) เป็นปุ่มจัดการกับต่างโปรแกรมท่ีเปิดใช้งนอยู่
ประกอบด้วยปุ่มซ่อนหน้าต่าง (Minimize) ปุ่มย่อขนาดหน้าต่าง (Restore Down) หรือปุ่มขยายขนาด
หนา้ ตา่ ง (Maximize) และปุ่มปดิ หน้าตา่ งโปรแกรม (Close)
6. แท็บแฟ้ม (File Tab) เป็นส่วนที่แสดงคาส่ังสร้าง เปิด บันทึก แสดงตังอย่างและพิมพ์เอกสารจัก
เตรียมเอกสารสาหรับการกระจาย ส่งสาเนาเอกสารให้กับผู้อื่น กระจายเอกสารไปยังบุคคลอ่ืน สามารถ
กาหนดคา่ พ้ืนฐานตา่ งๆ ของตวั เลอื กของโปรแกรม และปิดโปรแกรม
7. แท็บเมนู (Menu Tab) เป็นส่วนที่แสดงคาส่ังที่เป็นรายการระเอียดที่ต้องเปิดใช้งานประกอบด้วย
ท็บหน้าแรก (Home) แท็บแทรก (Insert) แท็บโครงหน้ากระดาษ (Page Layout) แท็บการอ้างอิง
(References) แท็บการส่งจดหมาย (Mailings) แท็บตรวจทาน (Review) แท็บมุมมอง (View) แท็บส่วน
Acrobat เกิดจากการตดิ ตัง้ โปรแกรม Adobe Acrobat Professional
1) แท็บหน้าแรก (Home) เป็นแท็บเคร่ืองมือที่รวบรวมกลุ่มคาสั่งที่ใช้ในการจัดรูปแบบของ
เอกสารความในเอกสารประกอบดว้ ยคริปบอรด์ แบบอักษรย่อหน้าลักษณะและการแก้ไข
2) แท็บแทรก (Insert) เป็นแท็บเครื่องมือที่รวบรวมกลุ่มคาส่ังท่ีใช้ในการแทรกวัตถุต่างๆ ได้แก่
หนา้ ตาราง ภาพประกอบการเช่ือมโยง หวั กระดาษและทา้ ยกระดาษข้อความและสัญลักษณ์
3) แทบ็ เค้าโครงหน้ากระดาษ (Page Layout) เป็นแท็บเคร่อื งมือท่ีรวบรวมกลุ่มคาสง่ั ท่ีใชใ้ นการ
กาหนด เค้าโครงหน้ากระดาษประกอบดว้ ยชดุ รปู แบบตั้งค่าหน้ากระดาษพ้นื หลงั ของหนา้ ย่อหนา้ และจัดเรียง
4) แท็บการอ้างอิง (References) เป็นแท็บเคร่ืองมือที่รวบรวมกลุ่มคาส่ังที่ใช้ในการสร้างการ
อ้างองิ ได้แก่สารบัญเชงิ อรรถ ขอ้ มลู อา้ งอิงและอา้ งอิงและบรรณานุกรม คาอธบิ ายภาพและดชั นี
5) แท็บการส่งจดหมาย (Maillings) เป็นแท็บเคร่ืองมือที่รวบรวมกลุ่มคาสั่งท่ีใช้ในการสร้าง
จดหมายเวียนและส่วนประกอบต่างๆของจดหมายเวียนประกอบด้วยสร้างเร่ิมจดหมายเวียนเขียนและแทรก
เขตขอ้ มลู แสดงตัวอยา่ งผลลัพธแ์ ละเสร็จส้ิน
6) แท็บตรวจทาน (Review) เป็นแท็บเคร่ืองมือที่รวบรวมกลุ่มคาส่ังท่ีใช้ในการตรวจสอบความ
ถูกต้องของเอกสารและแทรกคาอธิบายหรือข้อคิดเห็น ประกอบด้วยการพิสูจน์อักษร ข้อคิดเห็นการติดตาม
การเปลีย่ นเปรียบเทยี บ และป้องกนั
7) แท็บมุมมอง (View) เป็นแท็บเคร่ืองมือท่ีรวบรวมกลุ่มคาสั่งท่ีใช้ในการแสดงรูปแบบของ
เอกสารและส่วนประกอบต่างๆ ของหน้าต่างโปรแกรม ประกอบด้วยมุมมองเอกสารแสดง/ซ่อนย่อ/ขยาย
หน้าต่าง
๑๐๑
นอกจากน้ียังมแี ท็บแทรกเมนชู นิดหน่ึง ซ่งึ จะไมแ่ สดงผลตลอดเวลาเหมือนกับแท็บเมนูท่ัวไป แต่
เกิดจากการแทรกตาราง รูปภาพ รูปวาด SmartArt หรือแผนภูมิลงในเอกสาร โดยจะแสดงแท็บเมนูเฉพาะ
(Contextual Tab) แถบ Ribbon ซ่ึงจะเปลย่ี นไปตามวัตถุหรือรูปภาพทแ่ี รก
8. ปุ่มย่อ Ribbon เป็นสาหรับย่อ Ribbon ให้เล็กที่สุด แสดงเฉพาะช่ือแท็บบน Ribbon สามารถ
เรยี กใช้แทนปุ่มยอ่ Ribbon นี้โดยการกดแป้นลัด Ctrl+F1
9. ปุ่มตัวช่วย (Word Help) เป็นปุ่มขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับวิธีใช้งานโปรแกรม Microsoft
Word ซงึ่ อาจใช้แปน้ ลัดโดยการกด F1
10. รบิ บอน (Ribbon) เป็นสว่ นท่แี สดงเครือ่ งมอื ตา่ งๆ ซ่ึงจะเปล่ียนตามแท็บเมนู
11. ไม้บรรทัด (Ruler) เป็นส่วนท่ีแสดงมาตราส่วนเช่นเดียวกับไม้บรรทัดท่ัวไปเพื่อบอกระยะของ
ขอ้ ความในเอการมที ง้ั แนวนอนและแนวต้ังใช้ไดท้ ั้งน้ิว เซนตเิ มตร หรือมลิ ลิเมตร เปน็ ตน้
12. ปมุ่ ซอ่ น/แสดงไมบ้ รรทัด เปน็ ป่มุ สาหรบั คลกิ เพื่อซ่อนหรอื แสดงไม้บรรทดั
13. ตาแหน่งพิมพ์ (Cursor) เป็นเคร่ืองหมายท่ีบอกตาแหน่งการพิมพ์งาน ซ่ึงสามารถใช้แป้นพิมพ์ให้
เลือ่ นไปยงั ตาแหนง่ ตา่ งๆ ของเอกสารได้
14. แถบเลือน (Scroll Bar) เป็นส่วนที่ใช้เล่ือนหน้าเอกสารขึ้นหรือลง ประกอบด้วย ปุ่มเลือนข้ึนทีละ
หนึ่งแถว กล่องเลือน (Scroll Box) ปุ่มเลือนลงทีละปุ่มเลือนข้ึนหน่ึงแถว ปุ่มเลื่อนข้ึนทีละหน่ึงหน้าเอกสาร
ปุ่มเลือกทีละหนึ่งแถว ปุ่มเลือกวิธีเรียกดู เป็นกลุ่มเครื่องมือหรือปุ่มท่ีใช้ในการเล่ือนไปยังตาแหน่งต่างๆท่ี
ต้องการโดยรียกดูได้หลายวิธี เช่น ไปท่ีหน้าต้องการ ค้นห้าคาท่ีต้องการ เรียกดูตามการแก้ไข เรียกดูตามหัว
เรื่อง เรียกดูตามกราฟิก เรียกดูตามตาราง เรียนดูเขตข้อมูล เรียกดูตามอ้างอิงท้ายเรื่อง เรียกดูตามเชิงอรรถ
เรยี กดูตามข้อคดิ เห็น เรยี กดตู ามส่วน หรือเรยี กดตู ามหน้า ซ่งึ สามารถเรียกใช้ปุ่มเลือกวธิ ีเรยี กดโู ดยใช้แป้นลัด
Ctrl + Alt + Home
15. แถบสถานะ (Status Bar) เป็นส่วนที่แสดงสถานการณ์ทางานต่าง เช่น กาลังทางานอยู่ที่หน้าใด
จานวนหนา้ เอกสารทัง้ หมด จานวนคาท้งั หมด โหมดภาษา ปมุ่ เปลีย่ นมุมมองเอกสารแลละเปอรเ์ ซน็ ตก์ ารปรับ
ย่อ-ขยายแอกสาร เป็นต้น ในบางภาวการณท์ างานสว่ นนีจ้ ะแสดงคาอธิบายการทางานให้ทราบดว้ ย
5.2. ความหมายและการใชค้ าสัง่ แถบเคร่ืองมอื
แถบเครื่องมือ คือกลุ่มของคาสั่งท่ีใช้บ่อย จัดไว้เป็นชุดๆ ปกติเมื่อเปิดโปรแกรม Microsoft Word
ขึ้นมา โปรแกรมจะแสดงแถบเครื่องแถบเครื่องมือย่อยให้ผู้ใช้เลือกเครื่องมือต่างๆ ตามความเหมาะสมกับ
รูปแบบงานที่หาลังใช้งาน เม่ือนาตัวชี้เมาส์ไปวางบนปุ่มสักครู่ จะปรากฏช่ือน้ันข้ึนมา ถ้าต้องการใช้ปุ่มใดให้
คลกิ ปุ่มน้ัน1 คร้งั แตล่ ะปมุ่ มีหนา้ ทแ่ี ตกต่าง
5.2.1. การบันทึกและเปิดเอกสาร ใน Word คุณต้องบันทึกเอกสารเพื่อให้สามารถออกจาก
โปรแกรมได้โดยไม่สูญเสียงานของคุณ เมื่อคุณบันทึกเอกสาร เอกสารจะถูกเก็บเป็ นแฟ้มบน
คอมพิวเตอร์ของคุณ คุณสามารถเปิดแฟ้ม ทาการเปลี่ยนแปลง และพิมพ์เอกสารน้ันได้ในภายหลัง
เมือ่ ตอ้ งการบันทึกเอกสาร ใหท้ าดงั ต่อไปนี้
1. คลิกปุม่ บนั ทึก ในแถบเครอ่ื งมือดว่ น
2. ระบุตาแหน่งท่ีต้ังท่ีคุณต้องการเก็บเอกสารในกล่อง บันทึกใน คร้ังแรกที่คุณบันทึกเอกสาร
ข้อความบรรทัดแรกในเอกสารจะถูกใส่เป็นช่ือแฟ้มไว้ล่วงหน้าในกล่อง ช่ือแฟ้ม เม่ือต้องการ
เปลย่ี นชื่อแฟ้มใหพ้ ิมพ์ชอ่ื ใหมล่ งในช่อง
3. คลกิ บนั ทึก
๑๐๒
4. เอกสารจะถกู บนั ทกึ เป็นแฟ้ม ชื่อแฟม้ ในแถบชือ่ เร่ืองจะเปล่ยี นตามช่ือแฟม้ ทบ่ี นั ทึก
คุณสามารถเปดิ เอกสาร Word เพอื่ ทางานตอ่ ได้ เม่ือตอ้ งการเปิดเอกสาร ให้ทาดังต่อไปน้ี
1. คลิกป่มุ เรมิ่ แลว้ คลกิ เอกสาร
2. นาทางไปยังตาแหน่งท่ีคุณเก็บแฟ้มไว้ แล้วคลิกท่ีแฟ้มสองครั้ง หน้าจอเร่ิมต้นของ Word จะ
ปรากฏขน้ึ และจะแสดงเอกสาร
5.2.2. การแก้ไขและจัดรูปแบบข้อความ ก่อนท่ีจะสามารถแก้ไขหรือจัดรูปแบบข้อความ คุณต้อง
เลือกขอ้ ความกอ่ น ทาตามขั้นตอนด้านลา่ งน้ีเพื่อเลือกข้อความ
1. วางเคอร์เซอร์ไว้ที่ตาแหน่งเรมิ่ ต้นของข้อความที่คุณต้องการแก้ไขหรอื จัดรูปแบบแล้วกดปมุ่
เมาส์ดา้ นซ้าย
2. ให้ลากเมาส์ไปด้านขวาขณะท่ียังกดปุ่มเมาสด์ ้านซ้ายค้างไว้ (เรียกว่า “การลาก”) เพื่อเลือก
ข้อความ จะมีสีพ้ืนหลงั ปรากฏในตาแหน่งท่ขี ้อความถกู เลือกเพื่อแสดงชว่ งการเลือก
คุณสามารถพบเครอ่ื งมือการจดั รูปแบบเกอื บทงั้ หมดไดด้ ้วยการคลกิ ที่แท็บ หนา้ แรก แล้วเลอื ก
เครื่องมอื จากกล่มุ แบบอักษร
รปู ท่ี 5.2 แสดงส่วนแถบรบิ บอนหน้าแรก
1. นค่ี อื แทบ็ หนา้ แรก
2. นค่ี อื กลุ่ม แบบอักษร บนแทบ็ หนา้ แรก
3. นี่คือปมุ่ ตัวหนา สาหรบั ชอื่ และฟงั ก์ชนั ของปมุ่ ทัง้ หมดในกลุ่ม แบบอักษร ใหด้ ทู ี่ตาราง
ด้านลา่ ง
๑๐๓
รูปที่ 5.3 แสดงรายละเอียดของแถบรบิ บอน
๑๐๔
5.2.3. การใช้ลกั ษณะ ลกั ษณะต่างๆ ทาให้คณุ สามารถจดั รูปแบบองค์ประกอบหลักในเอกสารของ
คณุ เช่น หัวเรอ่ื ง ชือ่ เรื่อง และชอื่ เรื่องรองได้อย่างรวดเรว็ ใหท้ าตามข้นั ตอนด้านล่างนี้เพื่อนาลักษณะ
ไปใช้กบั ขอ้ ความในเอกสารของคุณ
1. เน้นขอ้ ความที่คุณต้องการเปล่ียน
2. บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม ลักษณะ ให้หยุดตัวช้ีไว้ชั่วขณะเหนือลักษณะใดๆ เพ่ือดูการแสดง
ตัวอยา่ งแบบทนั ทใี นเอกสารของคณุ ไดโ้ ดยตรง
3. เม่อื ตอ้ งการใช้ลกั ษณะทเ่ี หมาะสมกับข้อความของคุณทสี่ ุด ใหค้ ลิกทีล่ ักษณะน้ัน
เมื่อคุณนาลักษณะไปใช้กับแต่ละองค์ประกอบเสร็จแล้ว Word 2010 คุณสามารถเปลี่ยนแปลง
รูปลกั ษณ์เอกสารของคณุ ท้ังเอกสารได้ในคราวเดยี ว
1. บนแทบ็ หน้าแรก ในกลมุ่ ลักษณะ ใหค้ ลกิ เปลย่ี นลักษณะ
2. ไปที่ ชุดลักษณะ เพื่อดูชุดลักษณะที่กาหนดไว้ล่วงหน้า หยุดตัวช้ีไว้ชั่วขณะเหนือชุดลักษณะ
ใดๆ เพ่อื ดูการแสดงตัวอย่างแบบทันทีในเอกสารของคุณไดโ้ ดยตรง
3. เม่ือคุณพบลักษณะทค่ี ุณต้องการแล้ว ใหค้ ลกิ ทช่ี ุดลักษณะนัน้
5.2.4. การปรับเปล่ียนระยะห่างบรรทัดในเอกสาร ด้วย Word 2013 คุณสามารถเปล่ียน
ระยะห่างระหวา่ งบรรทดั และยอ่ หน้าในเอกสารของคุณได้อย่างง่ายดาย
1. บนแท็บ หน้าแรก ในกลุ่ม ลกั ษณะ ให้คลิก เปลยี่ นลักษณะ
2. ช้ีไปท่ี ระยะห่างย่อหน้า เพื่อดูลักษณะระยะห่างย่อหน้าต่างๆ ท่ีมีอยู่แล้วภายใน หยุดตัวช้ีไว้
ชั่วขณะเหนือลักษณะระยะห่างย่อหน้าใดๆ เพ่ือดูการแสดงตัวอย่างแบบทันทีในเอกสารของ
คณุ ไดโ้ ดยตรง
3. เมอื่ คุณพบลกั ษณะทคี่ ุณต้องการแลว้ ให้คลิกที่ชดุ ลักษณะนน้ั
5.2.5. การแสดงตวั อยา่ งและการพิมพ์ การแสดงตวั อยา่ งใหเ้ ห็นว่าเค้าโครงเอกสารของคุณจะเป็น
อย่างไรเมอื่ พมิ พอ์ อกมาโดยไม่ตอ้ งพิมพเ์ อกสารจรงิ ๆ น้นั สามารถทาได้อยา่ งสะดวกและง่ายดาย
1. คลกิ แท็บ แฟ้ม
2. คลกิ พิมพ์ เพื่อแสดงตวั อยา่ งเอกสารของคณุ
3. ตรวจทาน การต้ังค่า สาหรบั คณุ สมบัติใดๆ ทีค่ ณุ อาจต้องการเปล่ยี น
4. เมื่อคุณสมบัติของเคร่ืองพิมพ์และเอกสารของคุณปรากฏอย่างที่คุณต้องการแล้ว ให้คลิก
พิมพ์
5.3. ขั้นตอนการเปิด-ปดิ และบนั ทกึ ขอ้ มลู บนโปรแกรม Microsoft Word
5.3.1. ขั้นตอนการเปิดโปรแกรม Microsoft word
1. เลอื กปุม่ start
2. เลอื กProgram
3. เลือก Microsoft office
4. เลอื ก Microsoft word 2013
5.3.2. ข้ันตอนการบนั ทึกขอ้ มูลบนโปรแกรม Microsoft word
1. เลอื กเมนู file
2. เลอื ก save as เพ่ือระบุไดรฟ์ ทตี่ ้องการบันทกึ
3. ในสว่ นของ file name ป้อนชอื่ บันทึกขอ้ มลู
4. เลือก save
๑๐๕
5.3.3. ข้ันตอนการปิดโปรแกรม Microsoft word
1. เลือกเมนู file
2. เลอื กCloseปดิ แฟม้ งาน
3. เลือกเมนู file
4. เลือก Exit ปิดโปรแกรมการใช้งาน
5.4 การพิมพเ์ อกสาร การเลือกข้อมลู คดั ลอก และเคลอ่ื นยา้ ยข้อมลู
1. ขัน้ ตอนการพิมพ์เอกสาร
1. เลอื กแถบเครอ่ื งมือ
2. เลือกข้อความเพ่ือจัดการข้อความ เช่น เลือกขนาดตัวอักษรเลือกรูปตัวอักษรโดยเลือกที่แถบ
เครื่องมือ
3. วางเคอร์เซอร์ ณ ตาแหน่งท่ีต้องการพมิ พ์ขอ้ ความ
4. พิมพข์ ้อความท่ีต้องการ
5. เมือ่ ต้องการพิมพ์บรรทัดถัดไปกดปุ่ม enter
2. ขน้ั ตอนการเลือกขอ้ ความ (แรงเงา)
1. วางเคอร์เซอรห์ นา้ ข้อความ
2. กดปุ่มเมาส์ซ้ายค้างล่างจากข้อความแรกไปจนถึงข้อความสุดท้ายที่ต้องการปรากฏสีดาบน
ขอ้ ความ
3. ขน้ั ตอนการคดั ลอกข้อความ Copy
1. เลอื กข้อความที่ต้องการแรงเงา
2. วางเมาสบ์ นพ้นื ที่ที่เลือกข้อความ
3. คลิกเมาส์ป่มุ ขวาเลือก copy
4. วางเคอร์เซอร์ณตาแหนง่ ท่ีต้องการวางข้อความ
5. คลกิ เมาส์ปมุ่ ขวาเลอื ก paste options
4. ขั้นตอนการตดั ข้อความ
1. เลือกข้อความที่ไม่ต้องการ
2. กดป่มุ delete หรือเลือก cut บนแถบเครอื่ งมือถือกด enter
5. ขน้ั ตอนการเรียกขอ้ ความกลับคนื
1. เลอื ก Undo
6. ข้ันตอนการเคลื่อนไหวข้อความ
1. เรื่องขอ้ ความทต่ี อ้ งการย้าย
2. วางเมาสบ์ นพน้ื ทที่ เ่ี ลือกข้อความ
3. .เลือกเมาส์เพ่อื นา เคอร์เซอร์r แปลว่าเอาขอ้ ความ ณ ตาแหนง่ ทตี่ อ้ งการ
4. การเลอื กขอ้ ความไปยังบรรทดั ถดั ไป
- การวางเคอร์เซอรห์ นา้ ข้อความหรือหน้าบรรทัดท่ตี ้องการ
- กดปุม่ enter
5. การเลอ่ื นไปยงั หน้าถดั ไป
- วางเคอรเ์ ซอร์หลังข้อความสดุ ท้ายของบรรทดั ในหน้าเอกสาร
- กดปุม่ ctrl enter พรอ้ มกัน
๑๐๖
7. การแก้ไขขอ้ ความ
1. การลบขอ้ ความ
- วางเคอรเ์ ซอร์หนา้ ข้อความท่ตี ้องการลบแล้วกดปุ่ม delete หรือ
- วางเคอรเ์ ซอรห์ ลงั ขอ้ ความทต่ี ้องการลบแลว้ กดปุ่ม blackspac
5.5 การแทรกรูปภาพและอักษรศิลป์ อักษรศิลป์เป็นวิธีท่ีรวดเร็วในการทาให้ข้อความโดดเด่นโดยใช้เอฟ
เฟกต์พิเศษ คุณเลือกสไตล์อักษรศิลป์จากแกลเลอรีอักษรศิลป์โดยเรียกใช้จากแท็บ แทรก ซึ่งคุณสามารถ
กาหนดคา่ เองได้
1. คลกิ แทรก > อักษรศลิ ป์ แลว้ เลือกสไตลอ์ ักษรศิลปท์ ่ีคุณต้องการ
รูปท่ี 5.4 แสดงการแทรกรปู ภาพและอกั ษรศลิ ป์ อักษร
ในแกลเลอรีอักษรศลิ ป์ ตัวอักษร A แสดงแทนรปู แบบต่างๆทใ่ี ช้กับข้อความทั้งหมดทีค่ ณุ พมิ พ์
หมายเหต:ุ ไอคอนอกั ษรศลิ ป์จะอยู่ในกลมุ่ ข้อความ และอาจจะปรากฏข้นึ แตกตา่ งกนั ไปตามโปรแกรมที่คณุ
กาลังใชอ้ ยู่และขนาดหน้าจอของคุณ ค้นหาหน่งึ ในไอคอนเหล่าน:้ี
2. ตวั แทนขอ้ ความ "ข้อความของคณุ อยู่ทีน่ ่"ี จะปรากฏขนึ้ โดยเป็นข้อความที่เนน้ ไว้
รปู ที่ 5.5 แสดงการใสข่ ้อความของคุณเองแทนทีต่ ัวแทนข้อความ
เคลด็ ลับ: คุณสามารถป้อนไดท้ ้ังประโยค และแมแ้ ต่ย่อหนา้ ให้เปน็ อักษรศิลป์ (คุณอาจจะต้องเปล่ียน
ขนาดฟอนต์สาหรบั ข้อความท่ียาวกวา่ ) และใน Word คุณสามารถแปลงข้อความท่ีมีอยู่เป็นอกั ษรศลิ ปใ์ น
Word คุณสามารถรวมสัญลักษณเ์ ป็นข้อความอักษรศิลป์ได้ คลกิ ตาแหนง่ ที่ตง้ั สาหรับสัญลักษณ์ และบน
แท็บ แทรก ใหค้ ลกิ สัญลักษณ์ และเลือกสญั ลักษณท์ ่ีคุณต้องการ
๑๐๗
5.5.1กาหนดอักษรศิลป์ด้วยตัวเอง คณุ อาจจะลองใช้สไตล์รปู ร่างเพ่ือเปลีย่ นรูปรา่ งของอกั ษรศิลป์ และ
รู้สกึ สับสนกบั ข้อความที่ไม่มีการเปลีย่ นแปลง ใช้ตัวเลอื กข้อความในกลุ่ม สไตลข์ องอักษรศิลป์ แทน
สไตล์รปู รา่ งและเอฟเฟ็กตจ์ ะมผี ลกบั กลอ่ งและพื้นหลังรอบๆ อักษรศลิ ปข์ องคุณ ไม่ใชข่ อ้ ความอักษร
ศลิ ป์ ดังนน้ั เมอื่ ต้องการเพ่ิมอกั ษรศิลป์ของคุณ เช่น เงา การหมนุ เสน้ โค้ง และสเี ตมิ และสเี คา้ ร่าง
คุณใชต้ ัวเลอื กในกลมุ่ อกั ษรศิลป์ ประกอบดว้ ย สเี ติมขอ้ ความ, เค้ารา่ งข้อความ และ เอฟเฟ็กต์
ขอ้ ความ
รปู ท่ี 5.6 แสดงการเลือกเอฟเฟ็กต์ข้อความ
หมายเหต:ุ คุณอาจจะเหน็ เฉพาะไอคอนสาหรบั สไตล์อักษรศลิ ป์ ท้งั นขี้ ึ้นอยู่กับขนาดหน้าจอของคุณ
5.5.2เปลย่ี นสเี ตมิ และสเี ค้ารา่ งของขอ้ ความอักษรศลิ ป์
1. เลือกข้อความอักษรศิลป์หรือตัวอกั ษรทต่ี ้องการเปลี่ยน
2. แทบ็ รูปแบบเคร่ืองมือการวาด จะปรากฏขน้ึ
3. บนแท็บ รปู แบบเคร่ืองมอื การวาด คลกิ สเี ติมข้อความ หรอื สีเค้าร่าง และเลือกสีทค่ี ุณ
ตอ้ งการ
รูปที่ 5.7 แสดงการเลือกเติมสี
- คลกิ ด้านนอกกล่องข้อความของคุณเพื่อดูเอฟเฟ็กต์
- มีการใชส้ ีเตมิ ข้อความสนี ้าเงินอ่อนและสีเค้ารา่ งสีแดงในตัวอยา่ งนี้
5.5.3สร้างอักษรศลิ ป์เส้นโค้งหรอื แบบวงกลม และเพ่มิ เอฟเฟ็กต์ข้อความอื่นๆ
1. เลือกข้อความอักษรศลิ ปห์ รือตัวอกั ษรที่ต้องการเปล่ียน
2. แทบ็ รปู แบบเคร่ืองมือการวาด จะปรากฏขึ้น
๑๐๘
3. เม่อื ต้องการสรา้ งเอฟเฟก็ ต์เส้นโค้ง บนแท็บ รูปแบบเครอื่ งมือการวาด คลกิ เอฟเฟก็ ต์
ขอ้ ความ >การแปลง และเลอื กหน่งึ ตวั เลือกที่คุณต้องการ
4. สง่ิ สาคัญ: เมนู ข้อความเอฟเฟ็กต์ ไมเ่ หมือนกับเมนู เอฟเฟก็ ต์
รปู รา่ ง ถ้าคณุ ไมเ่ ห็น แปลง ท่ดี า้ นลา่ งของเมนู โปรดตรวจสอบให้แนใ่ จว่า
คุณคลกิ เมนู ข้อความเอฟเฟ็กต์
5. มีการเลอื กใชเ้ อฟเฟก็ ต์การแปลงเส้นโคง้ แรกในตัวอย่างนี้
รูปท่ี 5.8 แสดงการเลือกเอฟเฟ็กต์ข้อความแบบโค้ง
- คลกิ ดา้ นนอกกล่องข้อความของคุณเพื่อดูเอฟเฟ็กต์
- ใชเ้ มนู เอฟเฟ็กต์ข้อความ เพื่อสร้างเอฟเฟ็กต์อน่ื ๆ เช่น เงา การทารีเฟลกชนั เรืองแสง ยกนนู และ
การหมนุ สามมิติ ตัวอย่างน้จี ะแสดงอักษรศิลปท์ ี่มเี อกเฟ็กต์การแปลงเสน้ โคง้ และใชเ้ งา
5.5.4หมนุ หรือพลิกข้อความอักษรศิลป์
- เมอื่ ต้องการหมุนข้อความอกั ษรศลิ ป์ไปท่มี ุมใดๆ ใหเ้ ลือกมุมที่ตอ้ งการ และจากนน้ั ลากตัวจัดการหมนุ
แบบวงกลมที่ดา้ นบนของกล่อง
๑๐๙
รูปท่ี 5.9 แสดงการหมุนหรือพลิกขอ้ ความอกั ษรศิลป์
- เม่อื ต้องการพลิกอกั ษรศลิ ปห์ รือหมนุ เป็น 90 องศา ใหค้ ลิกแท็บ รูปแบบเคร่อื งมือการ
วาด คลกิ หมุน ในกล่มุ จดั เรียง จากนั้นเลือกตวั เลอื ก
รูปที่ 5.10 แสดงการพลกิ อักษรศลิ ป์หรือหมุนเป็น 90 องศา
5.5.5เปลยี่ นฟอนต์ของขอ้ ความอักษรศิลป์
เมอ่ื ต้องการเปลยี่ นขนาดฟอนตห์ รอื สไตล์ข้อความอักษรศลิ ป์ของคณุ
1. เลือกข้อความอักษรศลิ ปห์ รือตัวอกั ษรทีต่ อ้ งการเปลย่ี น
2. บนแท็บ หนา้ แรก ใหเ้ ปล่ียนตัวเลอื กในกลุ่ม ฟอนต์ เช่น สไตลฟ์ อนต์ ขนาดฟอนต์ หรอื ขีดเสน้ ใต้
5.5.6แปลงข้อความทมี่ ีอยเู่ ปน็ อักษรศิลป์ใน Word
1. ในเอกสาร Word ของคุณ ให้เลอื กข้อความเพ่ือแปลงเป็นอักษรศิลป์
2. บนแทบ็ แทรก ให้คลกิ อักษรศิลป์ แลว้ เลือกอักษรศิลป์ท่ีคุณต้องการ
5.6. การจัดการตารางบนเอกสาร
๑๑๐
เม่ือต้องการแทรกตารางพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ให้คลิก แทรก > ตาราง แล้วย้ายเคอร์เซอร์ไปไว้เหนือ
เส้นตารางจนกว่าคุณจะเน้นจานวนของคอลัมน์และแถวตามท่ีคุณต้องการคลิกและตารางปรากฏในเอกสาร
ถ้าคุณจาเป็นต้องทาการปรับปรุง คุณสามารถเพิ่มแถวของตารางและคอลัมน์ลบแถวของตารางและคอลัมน์
หรือผสานเซลล์ตารางเป็นเซลล์เดียวเม่ือคุณคลิกในตาราง เคร่ืองมือตาราง จะปรากฏข้ึนใช้เคร่ืองมือ
ตาราง เพ่ือเลือกสีท่ีแตกต่างกัน สไตล์ตารางเพิ่มเส้นขอบตารางหรือเอาเส้นขอบออกจากตาราง คุณสามารถ
ลองใช้คแู่ ทรกสตู รเพ่ือแสดงผลรวมสาหรบั คอลัมน์หรือแถวของตัวเลขในตารางถา้ คณุ มขี ้อความในเอกสารของ
คณุ ท่จี ะดดู ียิง่ ข้นึ เปน็ ตาราง Word สามารถแปลงขอ้ ความลงในตาราง
5.6.1แทรกตารางขนาดใหญ่หรอื ตารางที่ มีความกวา้ งแบบกาหนดเอง
หมายเหตุ: นาไปใชก้ ับเวอรช์ นั บนเดสก์ทอ็ ปของ Word เท่าน้ัน นาไปใช้กบั Word Online ไมไ่ ด้
สาหรับตารางขนาดใหญแ่ ละสาหรบั การควบคุมคอลมั น์เพ่ิมเตมิ ใหใ้ ช้คาสั่ง แทรกตาราง
รูปที่ 5.11 แสดงการ แทรกตารางขนาดใหญห่ รอื ตารางที่ มีความกว้างแบบกาหนดเอง
ด้วยวธิ ีน้ี คุณสามารถสร้างตารางทม่ี มี ากกว่า 10 คอลัมน์และ 8 แถว รวมถงึ ตง้ั คา่ ลักษณะการทางาน
ของความกว้างของคอลัมนไ์ ด้ด้วย
1. คลิก แทรก > ตาราง > แทรกตาราง
2. กาหนดจานวนคอลัมน์และแถว
รปู ที่ 5.12 แสดงการกาหนดคอลมั น์และแถว
- ในส่วน ลักษณะการทางานแบบปรบั พอดอี ัตโนมัติ คุณมสี ามตวั เลือกในการตงั้ ค่าความกวา้ งของ
คอลมั น์ของคุณ ดงั น้ี
๑๑๑
- ความกวา้ งคอลัมน์คงท่ี คณุ สามารถกาหนดให้ Word ตงั้ ค่าความกวา้ งของคอลัมนโ์ ดย
อตั โนมัตดิ ้วย อัตโนมตั ิ หรือคุณสามารถตง้ั คา่ ความกวา้ งเฉพาะสาหรบั คอลัมน์ทั้งหมดของ
คุณก็ได้
- ปรับพอดีอัตโนมตั ิกับเน้อื หา จะสร้างคอลัมนท์ ่แี คบมากท่ีจะขยายออกไปไดเ้ ม่ือคณุ เพมิ่
เนื้อหา
- ปรับพอดีอัตโนมัติกบั หน้าต่าง จะเปลีย่ นความกวา้ งของตารางทัง้ หมดโดยอัตโนมัติเพ่อื ให้เข้า
กบั ขนาดของเอกสารของคุณ
- ถา้ คุณต้องการใหต้ ารางแตล่ ะตารางทค่ี ุณสร้างมีลักษณะเหมอื นกับตารางที่คณุ กาลงั สร้างอยู่
ให้ทาเคร่ืองหมายที่ จาขนาดสาหรับตารางใหม่
5.6.2 ดีไซนต์ ารางของคุณเอง โดยการวาด
หมายเหต:ุ นาไปใช้กับเวอร์ชนั บนเดสก์ท็อปของ Word เท่านั้น นาไปใช้กบั Word Online ไม่ได้ถา้
คณุ ต้องการการควบคุมรปู ร่างของคอลัมนแ์ ละแถวของตารางของคณุ หรืออ่ืนๆ นอกเหนือจากเส้น
ตารางพ้นื ฐาน เคร่ืองมือ วาดตาราง จะช่วยคุณวาดตารางไดต้ ามท่ีคุณต้องการ คณุ สามารถ
วาดเส้นทแยงมุมและเซลลภ์ ายในเซลลไ์ ด้
1. คลิก แทรก > ตาราง > วาดตาราง ตวั ชจี้ ะเปล่ียนเป็นดนิ สอ
2. ให้วาดสเ่ี หลย่ี มผืนผา้ เพือ่ เป็นเส้นขอบของตาราง จากน้นั ใหว้ าดเส้นสาหรับคอลัมนแ์ ละ
แถวภายในสเี่ หล่ียมผนื ผ้านัน้
3.
4. เมอ่ื ต้องการลบบรรทัดหนง่ึ :
- ใน Word 2013 และ Word 2016: คลิกทแี่ ทบ็ เค้าโครงของเคร่ืองมือตาราง
- ใน Word 2007 และ Word 2010: คลกิ ทแี่ ทบ็ ออกแบบของเครอื่ งมือตาราง
5. คลกิ ยางลบ นั้นแลว้ คลกิ บรรทัดทีค่ ุณต้องการลบ
6.
7. ถา้ คณุ ต้องการแจกจ่ายท้งั หมดของแถวและคอลัมน์เทา่ กนั บนแท็บเค้าโครงของเครื่องมือ
ตาราง ในกลุ่มขนาดเซลล์ คลกิ กระจายแถว หรอื คอลมั น์ที่แจกจา่ ย
๑๑๒
แผนการจัดการเรยี นรู้มุง่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 5
ชอ่ื หน่วย การใชโ้ ปรแกรมด้านงานเอกสาร สอนคร้งั ท่ี 11
Microsoft Word ชั่วโมงรวม 8
จานวนช่วั โมง 4
5. กิจกรรมการเรยี นการสอน
5.1 การนาเข้าส่บู ทเรียน
5.1.1. ครู เชค็ ช่ือและตรวจการแต่งกาย
นักเรยี น ขานชือ่ และลกุ ใหค้ รตู รวจการแต่งกายทลี ะคน
5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรียนโดยซักถาม เร่ืองความรู้เกยี่ วกับ การใชโ้ ปรแกรมด้านงาน
เอกสาร Microsoft Wordผสู้ อนตรวจแล้วใหผ้ เู้ รยี นบันทกึ คะแนนทไี่ ด้ไว้
เพ่ือเปรยี บเทียบกับการทดสอบหลังเรียนจบ
นกั เรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามข้อสงสัย
5.2 การเรียนรู้
5.2.1. ครู แนะนารายวิชาและ แจง้ หวั ข้อท่ีจะสอน ตามเน้ือหาสาระ เรื่อง
การใชโ้ ปรแกรมด้านงานเอกสาร Microsoft Word โดยใช้สือ่ power point
ตอบ คาถาม/ซักถามปัญหา
นักเรยี น ตอบคาถาม ซกั ถามปัญหาข้อสงสัย ศึกษาจากสือ่ และเอกสาร
ประกอบการสอน
5.2.2. ครู อธิบายเก่ียวกับความรเู้ บื้องต้นเกีย่ วกับโปรแกรม Microsoft Word ความหมาย
และการใชค้ าสั่งแถบเคร่ืองมือ ขน้ั ตอนการเปิด-ปิด และบันทึกข้อมูลบน
โปรแกรม Microsoft Word การพมิ พเ์ อกสาร การเลอื กขอ้ มลู คดั ลอก และ
เคลอื่ นย้ายขอ้ มลู การแทรกรปู ภาพและอักษรศลิ ป์ การจดั การตารางบนเอกสาร
โดยใชส้ อื่ power point เรื่อง การใชโ้ ปรแกรมดา้ นงานเอกสาร Microsoft -
Word ตอบ คาถาม/ซักถามปญั หา
นกั เรยี น จดบนั ทกึ ย่อ ตอบคาถาม ปรึกษา/อภปิ รายกับเพ่ือน
5.2.3. ครู ทดสอบผ้เู รยี นโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรยี น และอธิบายบางข้อที่
ผเู้ รยี นมีข้อสงสยั จากการจดบันทกึ
นกั เรียน รว่ มกันอภิปรายหาขอ้ สรุป
5.2.4. ครู ให้ทาใบงานการทดลองที่ 6 เร่ือง การใชโ้ ปรแกรมด้านงานเอกสาร Microsoft
Word ใหค้ าแนะนา เพื่อทดสอบเก่ยี วกับความเขา้ ใจรายรายบุคคล
นักเรยี น ปฏบิ ัติแบบฝึกหดั ตามใบงาน
5.3 การสรุป
5.3.1. ครู สุ่มเรียกผู้เรียนออกมาสรุปเน้ือหาท่ีไดเ้ รียนตามจัดทาใบงานการทดลองที่ 6
จนครบคลุมเนื้อหาทัง้ หมด โดยผูส้ อนช่วยใหค้ าแนะนา และอธบิ ายเพิม่ เติม
นักเรยี น ออกมาอธบิ ายหน้าช้นั เรียนทลี ะกลมุ่ โดยสรุปเน้ือหา ซกั ถามปัญหาและ
๑๑๓
จดบันทึกเพ่ิมเติม
5.3.2. ครู ให้ผู้เรยี นปฏิบตั ิตามใบงานดารทดลองท่ี 6 ให้เสรจ็ สมบรู ณ์ และให้ผเู้ รียน
ซักถามปัญหาในการเรยี น
นักเรยี น ซกั ถามปญั หาและข้อสงสัยในการปฏิบัตกิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง
และสง่ ใบงานใน Google Classroom
5.4 การวัดและประเมินผล
5.4.1. ครู สมุ่ ถามผเู้ รียนเก่ียวกับเนอื้ หาที่เรียน
นกั เรียน ตอบคาถามทผ่ี สู้ อนถาม
5.4.2. ครู ใหผ้ เู้ รียนเลน่ เกมสต์ อบคาถามโดยสมุ่ คาถามจากเน้อื ท่ีเพื่อวดั ความเขา้ ใจ
เน้ือหามากขึ้น ตรวจใบงานการทดลองที่ 6 และบันทึกคะแนน
นักเรียน เลน่ เกมส์ตอบคาถาม และแลกเปล่ียนคาตอบ
6. ส่ือการเรียนร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
6.1 สอ่ื สิ่งพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เร่ืองคอมพิวเตอรแ์ ละอุปกรณ์โทรคมนาคม
บญุ สบื โพธศิ์ รี, รพีพรรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจัดการอาชีพ.
พมิ พ์ครัง้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์ศูนยส์ ง่ เสรมิ อาชวี ะ
ธรี วฒั น์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการจดั การอาชีพ. กรงุ เทพฯ : ซคั
เซส มีเดยี
โอภาส เอย่ี มสริ ิวงศ์. 2556. เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์และการส่ือสาร. กรุงเทพฯ : วี.พริน้ ท
6.1 สอ่ื โสตทัศน์
สื่อ PowerPoint วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ หนว่ ยท่ี 1 เรอ่ื ง คอมพิวเตอรแ์ ละ
อปุ กรณ์โทรคมนาคม
7. เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรยี นวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจัดการอาชพี หนว่ ยท่ี 5 เรอื่ ง การ
ใชโ้ ปรแกรมด้านงานเอกสาร Microsoft Word
7.2 ใบงานการทดลองท่ี 6 เรอื่ ง การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร Microsoft Word
8. การบรู ณาการ/ความสมั พันธ์กับวชิ าอื่น
8.1 สามารถนาความรู้ มาใช้การจัดทางานดา้ นเอกสารโดยใช้ Microsoft Word
8.2 สามารถนาความรู้ มาใชร้ ่วมกับวชิ าการใช้งานดา้ นคอมพวิ เตอร์หรอื สารสนเทศ
9. การวดั และประเมนิ ผล
9.1กอ่ นเรยี น
9.1.1.ผูเ้ รยี นศกึ ษา ค้นคว้าจากเอกสาร ตารา เกย่ี วกับความร้เู ก่ยี วกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ
การจดั การอาชพี
๑๑๔
9.1.2.ผู้เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน
9.2ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤติกรรมภายในชั้นเรียน
9.2.2.ทาแบบฝึกหดั ประจาหน่วย
9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ เู้ รียนชว่ ยกันสรปุ เนื้อหา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลงั เรียน
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหนว่ ยท่ี 5 เพ่ือวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
10.บันทกึ หลงั การสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................
10.2 ผลการเรยี นรู้ของนักเรยี น นักศกึ ษา
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ...............................................
.............................................................................................................................................................................
................................................................................................................ ...........................................................
10.3 แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพการเรียนรู้
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ...............................................
.............................................................................................................................................................................
................................................................................................................ ...........................................................
๑๑๕
แผนการจดั การเรียนรู้มุง่ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 5
ชือ่ หน่วย การใชโ้ ปรแกรมดา้ นงานเอกสาร สอนครั้งท่ี 12
Microsoft Word ชั่วโมงรวม 8
จานวนชั่วโมง 4
1. สาระสาคญั
การเรียงลาดับข้อมูลเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คุณอาจต้องการจัดเรียงรายชื่อ
ตามลาดบั ตัวอกั ษร คอมไพล์ชื่อระดบั สินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์จากสูงสุดมาต่าสุด หรอื เรียงลาดับแถวตามสี
หรือไอคอน การเรียงลาดับข้อมูลจะช่วยให้คุณเห็นภาพและเข้าใจข้อมูลของคุณดีข้ึน จัดการและค้นหาที่คุณ
ต้องการ และในท่ีสุดทาให้การตัดสินใจทาได้อย่างมีประสิทธิภาพข้ึนได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมไมโครซอฟต์
เวิร์ด ซ่ึงเป็นโปรแกรมประมวลผลคาแบบพิเศษ ช่วยให้สร้างเอกสารแบบมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประหยัด เช่น เหมาะกับงานด้านการพิมพ์เอกสารทุกชนิด สามารถพิมพ์เอกสารออกมาเป็นชุด ๆ ซ่ึงเอกสาร
อาจเป็นจดหมาย บันทึกข้อความ รายงาน บทความ ประวัติย่อ และยังสามารถตรวจสอบ ทบทวน แก้ไข
ปรับปรงุ ความถูกต้องในการพมิ พเ์ อกสารไดอ้ ย่างง่ายดาย สามารถตรวจสอบ
2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 การจัดเรยี งลาดับข้อมูลในตารางเอกสาร
2.2 การแทรกเลขหนา้ หวั /ท้ายกระดาษ
2.3 การสรา้ งจดหมายเวยี นและซองจดหมาย
2.4 การพมิ พ์เอกสารออกทางเคร่ืองพิมพ์
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1. ผู้เรยี นบอกการจัดเรียงลาดบั ข้อมลู ในตารางเอกสารได้ถูกต้อง
3.1.2. ผู้เรียนบอกวธิ ีการแทรกเลขหน้า หวั /ท้ายกระดาษได้ถกู ต้อง
3.1.3. ผู้เรยี นอธบิ ายลกั ษณะการสร้างจดหมายเวียนและซองจดหมายได้ถกู ต้อง
3.1.4. ผ้เู รียนจับคู่ลกั ษณะการพมิ พเ์ อกสารออกทางเครื่องพิมพ์ได้ถูกต้อง
3.2 ดา้ นทักษะ
3.2.1 สามารถบอกการจัดเรียงลาดับขอ้ มูลในตารางเอกสารได้ถูกต้อง
3.2.2 สามารถบอกวธิ ีการแทรกเลขหน้า หัว/ทา้ ยกระดาษได้ถูกต้อง
3.2.3 สามารถอธบิ ายลักษณะการสร้างจดหมายเวยี นและซองจดหมายไดถ้ ูกต้อง
3.2.4 สามารถจับคลู่ กั ษณะการพิมพเ์ อกสารออกทางเครื่องพิมพ์ได้ถูกต้อง
3.2.5 สามารถจัดเอกสารและการนาเอกสารมาใชง้ านไดถ้ กู ตอ้ ง
3.3 คณุ ลักษณะที่พึงประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรยี นรู้
๑๑๖
3.3.2 ผูเ้ รยี นทางานเป็นระเบียบเรียบร้อย
3.3.3 ปฏบิ ัตงิ านดว้ ยความซ่ือสัตย์สุจริต
3.3.4 มีความรบั ผิดชอบต่อหน้าที่
3.3.5 มีความมงุ่ มนั่ ในการทางาน
3.3.6 ใชเ้ วลาอย่างคมุ้ ค่า
3.3.7 มจี ิตสาธารณะ
๑๑๗
แผนการจัดการเรยี นรูม้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 5
ชอ่ื หนว่ ย การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร สอนคร้ังท่ี 12
Microsoft Word
ชั่วโมงรวม 8
จานวนชว่ั โมง 4
4. เนือ้ หาสาระการเรยี นรู้
5.7 การจัดเรียงลาดับข้อมลู ในตารางเอกสาร
1. เลือกคอลัมน์ของข้อมูลตัวอักษรและตัวเลขในช่วงของเซลล์ หรือตรวจสอบให้แน่ใจว่าเซลล์ที่ใช้
งานอยู่อยู่ในคอลมั น์ตารางท่ีมีขอ้ มูลตวั อกั ษรและตัวเลข
2. บนแทบ็ ข้อมูล ในกลมุ่ เรยี งลาดับและกรอง ให้เลอื กทาอย่างใดอยา่ งหนึง่ ดงั ต่อไปน้ี
3. เมื่อต้องการเรียงลาดับตัวอกั ษรจากน้อยไปหามาก ให้คลิก (เรยี งลาดับจาก A ถงึ Z)
4. เม่ือต้องการเรยี งลาดบั ตวั อักษรจากมากไปหาน้อย ใหค้ ลกิ (เรียงลาดบั จาก Z ถึง A)
5.7.1เรียงลาดับตัวเลข เลือกคอลมั น์ของข้อมูลตัวเลขในช่วงของเซลล์ หรอื ใหต้ รวจสอบใหแ้ น่ใจว่าเซลล์ท่ี
ใชง้ านอย่อู ยใู่ นคอลัมนต์ ารางทม่ี ีขอ้ มูลตัวเลข
1. บนแทบ็ ข้อมลู ในกลมุ่ เรยี งลาดับและกรอง ให้เลอื กทาอย่างใดอยา่ งหนึง่ ดงั ต่อไปนี้
2. เมอื่ ต้องการเรียงลาดับตวั เลขจากน้อยไปหามาก ให้คลิก (เรยี งลาดับจากน้อยทส่ี ุดไปหามาก
ท่ีสุด)
3. เมื่อต้องการเรยี งลาดับตวั เลขจากมากไปหานอ้ ย ใหค้ ลกิ (เรียงลาดับจากมากทีส่ ุดไปหาน้อย
ทีส่ ดุ )
ปัญหา: ตรวจสอบว่ามีการจัดเก็บตัวเลขท้ังหมดเป็นตัวเลข ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คุณ
คาดไว้ คอลัมนอ์ าจมตี วั เลขที่จัดเก็บเป็นข้อความแทนทีจ่ ะเป็นตวั เลข ตัวอย่างเช่น ค่าลบทนี่ าเข้า
จากระบบบัญชีบางอย่างหรือตัวเลขท่ีป้อนโดยใช้เคร่ืองหมายอัญประกาศเดี่ยว (‘) นาหน้าจะ
ได้รับการจัดเกบ็ เป็นข้อความ สาหรบั ขอ้ มลู เพ่ิมเติม ใหด้ ทู ่ี แกไ้ ขข้อความที่จัดรูปแบบเป็นตัวเลข
โดยการนาการจดั รปู แบบตวั เลขไปใช้
5.7.2เรียงลาดับวนั ท่ีหรอื เวลา
1. เลือกคอลัมน์ของวันท่ีหรือเวลาในช่วงของเซลล์ หรือตรวจสอบให้แน่ใจว่าเซลล์ที่ใช้งานอยู่อยู่ใน
คอลัมนต์ ารางท่ีมีวนั ท่ีหรือเวลา
2. เลือกคอลมั น์ของวันที่หรือเวลาในชว่ งของเซลลห์ รอื ตาราง
3. บนแท็บ ขอ้ มูล ในกล่มุ เรยี งลาดับและกรอง ใหเ้ ลอื กทาอย่างใดอย่างหน่ึงดังตอ่ ไปน้ี
4. เม่ือต้องการเรียงลาดับวันท่ีหรือเวลาจากก่อนไปหลัง ให้คลิก (เรียงลาดับจากเก่าสุดไปหา
ใหม่สดุ )
5. เม่ือต้องการเรียงลาดับวันท่ีหรือเวลาจากหลังไปก่อน ให้คลิก (เรียงลาดับจากใหม่สุดไปหา
เก่าสุด)
6. เม่ือต้องการนาการเรียงลาดับมาใช้ใหม่หลังจากที่คุณเปลี่ยนแปลงข้อมูล ให้คลิกท่ีเซลล์ในช่วง
หรือตาราง จากนัน้ บนแท็บ ข้อมลู ในกลมุ่ เรยี งลาดับและตวั กรอง ให้คลิก นาไปใชใ้ หม่
๑๑๘
ปัญหา: ตรวจสอบว่ามีการจัดเก็บวันท่ีและเวลาเป็นวันท่ีหรือเวลา ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไป
ตามท่ีคุณคาดไว้ คอลัมน์อาจมีวันที่และเวลาที่จัดเก็บเป็นข้อความแทนท่ีจะเป็นวันที่หรือเวลา
เพ่ือให้ Excel เรียงลาดับวันท่ีและเวลาได้อย่างถูกต้อง วันท่ีและเวลาท้ังหมดในคอลัมน์ต้อง
จดั เกบ็ เป็นหมายเลขลาดับเวลาหรือวันท่ี ถ้า Excel ไมส่ ามารถจาคา่ เป็นวนั ที่หรือเวลา วนั ทีห่ รือ
เวลาจะได้รับการจัดเก็บเป็นข้อความ สาหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ แปลงวันที่ท่ีเก็บเป็นข้อความ
ให้เป็นวันท่ี
1.8การแทรกเลขหน้า หวั /ท้ายกระดาษ
5.8.1 เพม่ิ หมายเลขหน้า ใชว้ ธิ ีการนเ้ี พ่อื ใสห่ มายเลขหนา้ ทกุ หน้าหรือยกเวน้ หน้าชอ่ื เร่อื ง (หน้าแรก)
1. บนแท็บ แทรก ให้คลิก หมายเลขหน้า
2. เลือกตาแหน่งในเอกสารที่คุณต้องการแสดงหมายเลขหน้า เช่น ด้านบนของหน้า (หัว
กระดาษ) ด้านล่างของหน้า (ท้ายกระดาษ) ระยะขอบกระดาษ (ด้านข้าง) หรือ ตาแหน่ง
ปจั จุบนั การเลือก ตาแหน่งปัจจบุ ัน จะแทรกหมายเลขหน้าในตาแหน่งทเี่ คอร์เซอร์ของคุณวาง
อยู่ในเอกสาร
3. ในรายการแบบหล่นลง ให้เลือกรปู แบบหมายเลขหนา้
4. เมื่อต้องการกลับไปที่เน้ือความของเอกสาร ให้กด Esc หรือคลิก ปิดหัวกระดาษและท้าย
กระดาษ บนแท็บ ออกแบบ
5. เม่ือต้องการยกเว้นการใส่หมายเลขหน้าในหน้าช่ือเร่ือง ภายใต้ เคร่ืองมือหัวกระดาษและท้าย
กระดาษ บนแทบ็ ออกแบบ ใหต้ รวจสอบว่าเลอื กกล่องกาเคร่อื งหมาย หนา้ แรกต่างกนั แล้ว
5.8.2 เพ่ิมหมายเลขหน้า X จาก Y เช่น หน้า 1 จาก 25 แสดงหมายเลขหน้าปัจจุบันพร้อมจานวนหน้า
ทง้ั หมดในเอกสารของคุณ
1. บนแทบ็ แทรก ให้คลกิ หมายเลขหน้า
2. เลือกตาแหน่งในเอกสารท่ีคุณต้องการแสดงหมายเลขหน้า เช่น ด้านบนของเพจ (หัว
กระดาษ) ด้านล่างของหน้า (ท้ายกระดาษ) หรือ ตาแหน่งปัจจุบัน การเลือก ตาแหน่ง
ปัจจบุ ัน จะแทรกหมายเลขหน้าในตาแหน่งทีเ่ คอรเ์ ซอร์ของคณุ วางอย่ใู นเอกสาร
3. ในรายการแบบหล่นลง ภายใต้ X จาก Y ให้เลือก ตัวเลขแบบตัวหนา 1ตัวเลขแบบตัวหนา
2 หรอื ตวั เลขแบบตวั หนา 3
4. เม่ือต้องการเปลี่ยนสไตล์ลาดับเลข ภายใต้ เครื่องมือหัวกระดาษและท้ายกระดาษ บน
แทบ็ ออกแบบ ใหค้ ลิก หมายเลขหน้า และ จดั รูปแบบหมายเลขหน้า
5. ในรายการ รปู แบบหมายเลขหนา้ ใหเ้ ลอื กสไตล์ท่คี ุณตอ้ งการ แลว้ คลกิ ตกลง
5.8.3 เพ่ิมหมายเลขหน้าคแ่ี ละคู่ใช้วธิ กี ารน้ีเพ่ือวางหมายเลขหน้าค่ีทางขวาของท้ายกระดาษของหน้า และ
วางหมายเลขคไู่ วท้ างซา้ ยของท้ายกระดาษของหนา้
๑๑๙
1. คลกิ หน้าหมายเลขค่ี เชน่ หนา้ แรกของเอกสารท่คี ณุ ต้องการให้มีหมายเลขหนา้
2. บนแทบ็ แทรกให้คลกิ ท้ายกระดาษ
3. ในรปู แบบ ที่มอี ยแู่ ลว้ ภายใน ใหเ้ ลือก แบบเรียบ (หนา้ คี่)
4. ภายใต้แท็บ เครื่องมือหัวกระดาษและท้ายกระดาษ บนแท็บ ออกแบบ ให้เลือกกล่องกา
เครื่องหมาย หน้าคแ่ี ละหนา้ คตู่ า่ งกัน
เมื่อต้องการยกเว้นการใส่หมายเลขหน้าในหน้าช่ือเร่ือง ภายใต้ เครื่องมือหัวกระดาษและท้าย
กระดาษ บนแทบ็ ออกแบบ ให้ตรวจสอบวา่ เลอื กกลอ่ งกาเครือ่ งหมาย หนา้ แรกตา่ งกัน แล้ว
5. ภายใต้ เครื่องมือหัวกระดาษและท้ายกระดาษ บนแท็บ ออกแบบ ให้คลิก ถัดไป เพื่อขยับ
เคอร์เซอรไ์ ปยงั ทา้ ยกระดาษของหน้าหมายเลขคู่
6. ภายใต้ เคร่อื งมือหวั กระดาษและทา้ ยกระดาษ บนแท็บ ออกแบบ ให้คลกิ ทา้ ยกระดาษ
7. ในรูปแบบ ทม่ี ีอย่แู ลว้ ภายใน ใหเ้ ลอื ก แบบเรียบ (หน้าคู่)
5.8.4 เพ่ิมหมายเลขหน้าในส่วนต่างๆ ของเอกสาร บางครั้งเอกสารขนาดใหญ่จาเป็นต้องใช้รูปแบบ
หมายเลขหนา้ ในแตล่ ะส่วนให้แตกตา่ งกนั คณุ อาจไมต่ อ้ งการหมายเลขหน้าในหน้าชื่อเร่ือง (หนา้ แรก) คุณอาจ
ใช้ตัวเลขโรมัน (i., ii., iii) ในหน้าสารบัญ และใช้ตัวเลขอารบิก (1, 2, 3) ในเอกสารหลัก ใช้วิธีการนี้เพ่ือต้ังค่า
รูปแบบการใส่หมายเลขหน้าในเอกสารใหแ้ ตกตา่ งกนั
1. เม่ือต้องการแสดงสัญลักษณ์อักขระทั้งหมดท่ีซ่อนอยู่ในเอกสารของคุณ บนแท็บ หน้าแรก ให้
คลิกสัญลักษณอ์ ักขระท่ซี ่อนอยู่
วธิ นี ้จี ะชว่ ยให้คุณมองเห็นตัวแบง่ ส่วนที่คุณจะเพ่มิ เขา้ ไป
2. เลอ่ื นลงไปด้านลา่ งของหนา้ ชือ่ เรื่องหรือหน้าแรก
3. บนแท็บ เคา้ โครงหนา้ กระดาษ ให้คลกิ ตวั แบง่ และภายใต้ ตวั แบ่งสว่ น ให้คลิก หน้าถัดไป
4. หนา้ ชือ่ เรือ่ งคือ ส่วนที่ 1 และหนา้ ท่เี หลือในเอกสารคือ ส่วนที่ 2
5. เล่ือนลงไปด้านล่างของหน้าแรกของ ส่วนท่ี 2 (สารบัญ) แล้วดับเบิลคลิกเพื่อเปิดท้ายกระดาษ
คณุ จะเหน็ ลิงก์ เหมอื นกับก่อนหนา้ ท่ีคณุ ตอ้ งการยกเลกิ การลิงก์
6. ขณะวางเคอร์เซอร์ไว้ท่ีท้ายกระดาษ ใหค้ ลิก ลิงกไ์ ปก่อนหนา้ ภายใต้ เครื่องมือหวั กระดาษและ
ทา้ ยกระดาษ บนแทบ็ ออกแบบ
วิธนี ้จี ะแบ่งการลงิ ก์ระหว่าง สว่ นที่ 1 (หนา้ ชอ่ื เร่อื ง) กบั ส่วนท่ี 2 (สารบัญ)
7. เลอื่ นลงไปด้านล่างของหน้าสุดทา้ ยของ สว่ นที่ 2 (สารบญั )
8. บนแท็บ เคา้ โครงหน้ากระดาษ ใหค้ ลิก ตัวแบง่ และภายใต้ ตวั แบ่งสว่ น ใหค้ ลกิ หน้าถัดไป
9. ขณะวางเคอรเ์ ซอร์ไว้ท่ที ้ายกระดาษ ใหค้ ลิก ลิงกไ์ ปก่อนหนา้ ภายใต้ เครอื่ งมือหัวกระดาษและ
ทา้ ยกระดาษ บนแทบ็ ออกแบบ
วิธนี ้ีจะแบ่งการลงิ กร์ ะหวา่ ง สว่ นท่ี 2 (สารบัญ) กับ สว่ นท่ี 3 (หน้าท่เี หลอื ในเอกสาร)
10.คลิกที่ใดก็ได้ในสารบัญ และบนแท็บ แทรก ให้คลิก หมายเลขหน้า แล้วคลิก ด้านล่างของ
หน้า จากนัน้ ในรายการแบบหลน่ ลงให้เลอื ก ตัวเลขธรรมดา 2
11.ภายใต้ เคร่ืองมือหัวกระดาษและท้ายกระดาษ บนแท็บ ออกแบบ ให้คลิก หมายเลข
หนา้ และ จัดรูปแบบหมายเลขหน้า
12.ในรายการ รปู แบบหมายเลขหนา้ ให้เลือกรูปแบบตัวเลขโรมันแลว้ คลกิ ตกลง
13.เลอ่ื นลงไปที่ทา้ ยกระดาษของหนา้ แรกของ สว่ นที่ 3 (สว่ นทเี่ หลอื ของเอกสาร)
๑๒๐
14.บนแท็บ แทรก ให้คลิก หมายเลขหน้า แล้วคลิก ด้านล่างของหน้า จากน้ันในรายการแบบหล่น
ลงให้เลอื ก ตวั เลขธรรมดา 2
หมายเหตุ: ถ้าหมายเลขหน้าที่ปรากฏเป็นหมายเลขอ่ืนที่ไม่ใช่ '1' ให้เปล่ียนหมายเลขด้วยวิธี
ตอ่ ไปนี้:
ภายใต้ เคร่ืองมือหัวกระดาษและท้ายกระดาษ บนแท็บ ออกแบบ ให้คลิก หมายเลข
หนา้ และ จดั รปู แบบหมายเลขหน้า
ภายใต้ การใส่หมายเลขหนา้ ในกล่อง เร่มิ ที่ ใหป้ ้อนหมายเลข 1 แลว้ คลิก ตกลง
5.9 การสรา้ งจดหมายเวยี นและซองจอดหมาย
ขน้ั ตอนที่ 1: เรมิ่ จดหมายเวียน ในWord
1. เลอื กไฟล์ >ใหม่ >เอกสารเปลา่
2. บนแท็บการส่งจดหมาย ในกลมุ่ เรมิ่ จดหมายเวียน เลือกเรมิ่ จดหมายเวียน นั้นแล้ว เลอื กชนดิ ของ
การผสานท่ีคุณต้องการเรียกใช้
3. เลือกเลือกผู้รับ >ใชร้ ายการท่ีมอี ยู่
4. เรยี กดสู เปรดชตี ของคณุ Excel น้ันแล้ว เลอื กเปิด
5. ถา้ Word พรอ้ มให้คุณ เลือกSheet1$ >ตกลง
หมายเหต:ุ ตอนนี้ สเปรดชีExcel ถกู เชอ่ื มต่อกบั เอกสารจดหมายเวยี นที่คุณสรา้ งในWord
แกไ้ ขรายชอ่ื ผู้รับของคณุ คณุ สามารถจากดั ผรู้ บั จดหมายของคณุ
1. เลอื ก แก้ไขรายช่ือผู้รับ
2. ในกล่องโต้ตอบผูร้ บั จดหมายเวยี น ล้างกล่องกาเคร่ืองหมายทอ่ี ยู่ถดั จากช่อื ของบุคคลใด ๆ ท่ีคณุ
ไมต่ ้องการรบั สง่ จดหมายของคุณ
หมายเหตุ: คุณยังสามารถเรียงลาดับ หรือกรองรายการเพ่ือทาให้ง่ายต่อการค้นหาชื่อและที่อยู่
สาหรับข้อมูลเพ่ิมเติมเก่ียวกับการเรียงลาดับ และกรองรายการ ดูเรียงลาดับและกรองข้อมูล
สาหรับจดหมายเวียน
ข้ันตอนที่ 2: แทรกเขตข้อมูลผสาน คุณสามารถแทรกเขตข้อมูลจดหมายเวียนอย่าง น้อยหน่ึงที่ดึง
ข้อมูลจากสเปรดชีตของคุณลงในเอกสารของคุณเมื่อต้องการแทรกบล็อกอยู่สาหรับซอง ป้ายช่ือ ข้อความ
อีเมล หรอื ตวั อกั ษร
1. บนแทบ็ การส่งจดหมาย ในกลุ่ม เขตข้อมูลเขยี นและแทรก ใหเ้ ลือก บลอ็ กท่ีอยู่
2. ในกลอ่ งโต้ตอบแทรกช่องท่อี ยู่ เลือกรูปแบบสาหรับช่อื ของผู้รับจะปรากฏบนซองจดหมาย
3. เลอื ก ตกลง
4. เลอื ก ไฟล์ > บนั ทกึ
เม่อื ต้องการแทรกบรรทัดแสดงคาทกั ทายในข้อความอเี มลหรือตัวอักษร
1. บนแท็บการสง่ จดหมาย ในกลุ่มเขยี นและแทรกเขตขอ้ มลู เลือกบรรทัดแสดงคาทกั ทาย
2. ในกล่องโตต้ อบแทรกบรรทดั แสดงคาทักทาย ทาส่ิงตอ่ ไปนี้:
ภายใต้รูปแบบบรรทัดแสดงคาทักทาย เปล่ียนคาทักทายถ้าจาเป็น ด้วยการเลือกคาทักทาย (ค่า
เร่ิมต้นคือเรียน ) รูปแบบสาหรับช่ือผู้รับ และเครื่องหมายวรรคตอนสิ้นสุด (เคร่ืองหมายจุลภาคเป็น
ค่าเร่ิมต้น)และ ภายใต้บรรทัดสาหรับชื่อผู้รับท่ีไม่ถูกต้องแสดงคาทักทาย เลือกตัวเลือกในรายการคา
ขึน้ ต้น
๑๒๑
3. เลอื ก ตกลง
4. เลอื ก ไฟล์ > บนั ทึก
เมือ่ ตอ้ งการแทรกข้อมลู จากสเปรดชตี ของคุณในขอ้ ความอเี มลหรือตวั อักษร
1. บนแท็บการส่งจดหมาย ในกลุ่มเขยี นและแทรกเขตข้อมลู เลอื กแทรกเขตข้อมูลผสาน
2. ในกล่องโต้ตอบแทรกเขตข้อมูลผสาน ภายใต้เขตข้อมูล เลือกชื่อเขตข้อมูล (ช่ือคอลัมน์ในส
เปรดชีตของคุณ), แลว้ เลอื กแทรก
3. ทาซ้าขั้นตอนท่ี 2 ตามต้อง และเลือกปิด เมอื่ เสร็จเรียบรอ้ ยแล้ว
4. เลือก ไฟล์ > บันทกึ
สาหรับข้อมูลเพิ่มเติมเก่ียวกับการเพิ่มเขตข้อมูลจากสเปรดชีตของคุณลงในเอกสารเวียน ดูท่ีแทรกเขต
ข้อมูลจดหมายเวียน และถ้าคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเก่ียวกับตัวเลือกการตั้งค่าข้อความอีเมล ดูจดหมาย
เวยี นอเิ ล็กทรอนกิ สใ์ น Word
ขัน้ ตอนท่ี 3: แสดงตัวอยา่ ง และเสรจ็ สน้ิ การจดหมายเวียน
หลังจากท่ีคุณแทรกเขตข้อมูลผสานคุณต้อง แสดงตัวอย่างผลลัพธ์เพ่ือยืนยันว่า เน้ือหาท่ีไม่เป็นไร แล้ว
คุณกพ็ ร้อมทจ่ี ะทาใหเ้ สร็จสมบรู ณก์ ระบวนการผสาน
1. บนแท็บการสง่ จดหมาย เลือกแสดงตัวอยา่ งผลลพั ธ์
2. เลือกถดั ไป หรอื ป่มุ การระเบียน ก่อนหนา้ เพ่ือย้ายไปตามระเบยี นในแหลง่ ข้อมูลของคุณ
และดวู ่าระเบยี นจะปรากฏในเอกสาร
3. ในกลุม่ เสรจ็ สิ้น เลือกเสร็จสิ้น และผสาน และเลือกพิมพเ์ อกสาร หรือสง่ ข้อความอเี มล
ขัน้ ตอนที่ 4: บนั ทกึ จดหมายเวียนของคุณ
เมื่อคุณบันทึกเอกสารจดหมายเวียน ยังคงเช่ือมต่อกับแหล่งข้อมูลของคุณ คุณสามารถนาเอกสาร
จดหมายเวียนเพอ่ื ส่งจดหมายเป็นกลุม่ ของคุณถดั ไป
เปิดเอกสารจดหมายเวยี น แล้วเลือกใช่ เมือ่ Word พร้อมใหค้ ุณสามารถเก็บการเช่ือมต่อ
5.10 การพิมพ์เอกสารออกทางเคร่อื งพมิ พ์
คุณสามารถดูลกั ษณะเอกสารที่จะพิมพ์ ต้งั คา่ ตัวเลือกการพมิ พ์ รวมทั้งพมิ พไ์ ฟล์ของคณุ ไดท้ ง้ั หมดในท่ีเดยี ว
1. คลกิ แทบ็ ไฟล์ และคลิก พิมพ์
2. ทาดังต่อไปนี้
ภายใต้ พิมพ์ ในกล่อง สาเนา ใหใ้ สจ่ านวนสาเนาทีค่ ุณต้องการพมิ พ์
ภายใต้ เคร่ืองพิมพ์ ตรวจสอบใหแ้ นใ่ จว่าเลอื กเครื่องพิมพ์ทค่ี ุณต้องการแลว้
ภายใต้ การต้งั คา่ การตัง้ คา่ การพิมพ์เร่มิ ต้นสาหรับเครื่องพิมพถ์ ูกเลือกไว้ให้คุณแล้ว ถา้ คุณ
ตอ้ งการเปล่ียนแปลงการต้ังค่า ให้คลกิ การตั้งค่าทีค่ ุณตอ้ งการเปล่ียน แล้วเลือกการต้งั ค่า
ใหมท่ ่ีคุณตอ้ งการ
3. เมื่อปรบั เปลีย่ นการต้ังค่าจนพอใจแล้ว ให้คลิก พิมพ์
๑๒๒
แผนการจดั การเรยี นรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 5
ช่ือหนว่ ย การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร สอนคร้งั ท่ี 12
Microsoft Word ชว่ั โมงรวม 8
จานวนช่ัวโมง 4
5. กิจกรรมการเรยี นการสอน
5.1 การนาเข้าสบู่ ทเรียน
5.1.1. ครู เชค็ ช่ือและตรวจการแตง่ กาย
นกั เรียน ขานชอ่ื และลุกให้ครูตรวจการแต่งกายทีละคน
5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรียนโดยซกั ถาม เร่ืองความรเู้ กย่ี วกับ การใชโ้ ปรแกรมด้านงาน
เอกสาร Microsoft Word ผสู้ อนตรวจแลว้ ใหผ้ เู้ รียนบันทกึ คะแนนท่ีไดไ้ ว้
เพื่อเปรยี บเทียบกับการทดสอบหลังเรยี นจบ
นักเรียน ตอบคาถาม ซักถามข้อสงสยั
5.2 การเรียนรู้
5.2.1. ครู แนะนารายวิชาและ แจง้ หัวข้อทีจ่ ะสอน ตามเนอื้ หาสาระ เร่ือง
การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร Microsoft Word โดยใชส้ ื่อ power point
ตอบ คาถาม/ซกั ถามปัญหา
นกั เรียน ตอบคาถาม ซักถามปัญหาข้อสงสัย ศึกษาจากสอื่ และเอกสาร
ประกอบการสอน
5.2.2. ครู อธิบายเกย่ี วกบั การจัดเรยี งลาดบั ข้อมูลในตารางเอกสาร การแทรกเลขหน้า หัว/
ทา้ ยกระดาษ การสรา้ งจดหมายเวยี นและซองจดหมาย การพิมพเ์ อกสารออก
ทางเคร่ืองพิมพ์ โดยใชส้ ื่อ power point เรอื่ ง การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร
Microsoft Word ตอบ คาถาม/ซักถามปญั หา
นักเรยี น จดบันทกึ ย่อ ตอบคาถาม ปรึกษา/อภิปรายกบั เพ่ือน
5.2.3. ครู ทดสอบผเู้ รยี นโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรยี น และอธบิ ายบางขอ้ ที่
ผ้เู รียนมขี ้อสงสยั จากการจดบันทกึ
นกั เรียน รว่ มกนั อภปิ รายหาข้อสรุป
5.2.4. ครู ให้ทาใบงานการทดลองท่ี 7 เร่อื ง การจดั เอกสารและการนาเอกสารมาใช้งาน
ให้คาแนะนา เพ่ือทดสอบเกยี่ วกับความเข้าใจรายรายบคุ คล
นกั เรียน ปฏิบตั แิ บบฝกึ หดั ตามใบงาน
5.3 การสรุป
5.3.1. ครู สุม่ เรยี กผเู้ รยี นออกมาสรุปเนื้อหาท่ีไดเ้ รียนตามจัดทาใบงานการทดลองที่ 7
จนครบคลุมเนอ้ื หาทงั้ หมด โดยผูส้ อนชว่ ยใหค้ าแนะนา และอธิบายเพม่ิ เติม
นกั เรยี น ออกมาอธิบายหนา้ ชัน้ เรยี นทลี ะกล่มุ โดยสรปุ เน้อื หา ซักถามปญั หาและ
จดบันทึกเพ่ิมเตมิ
5.3.2. ครู ให้ผ้เู รียนปฏิบตั ิตามใบงานดารทดลองท่ี 7 ใหเ้ สร็จสมบรู ณ์ และใหผ้ ้เู รียน
๑๒๓
ซักถามปญั หาในการเรียน
นักเรยี น ซกั ถามปัญหาและข้อสงสยั ในการปฏบิ ัตกิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง
และสง่ ใบงานใน Google Classroom
5.4 การวดั และประเมินผล
5.4.1. ครู สมุ่ ถามผเู้ รยี นเกี่ยวกับเนอื้ หาที่เรียน
นกั เรียน ตอบคาถามทีผ่ ู้สอนถาม
5.4.2. ครู ใหผ้ เู้ รยี นเล่นเกมสต์ อบคาถามโดยส่มุ คาถามจากเนอ้ื ท่ีเพ่ือวดั ความเขา้ ใจ
เนือ้ หามากขึ้น ตรวจใบงานการทดลองท่ี 7 และบันทกึ คะแนน
นักเรยี น เล่นเกมส์ตอบคาถาม และแลกเปลีย่ นคาตอบ
6. สอื่ การเรียนร้/ู แหล่งการเรียนรู้
6.1 ส่อื สิ่งพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรือ่ งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม
บญุ สบื โพธศิ์ รี, รพีพรรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื การจัดการอาชีพ.
พมิ พ์ครัง้ ที่ 1. กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์ศูนย์ส่งเสริมอาชวี ะ
ธีรวัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจัดการอาชีพ. กรุงเทพฯ : ซัค
เซส มเี ดยี
โอภาส เอี่ยมสริ ิวงศ.์ 2556. เครือข่ายคอมพวิ เตอรแ์ ละการสือ่ สาร. กรงุ เทพฯ : ว.ี พริ้นท
6.1 สื่อโสตทศั น์
ส่อื PowerPoint วชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การจัดการอาชีพ หนว่ ยที่ 1 เรือ่ ง คอมพวิ เตอรแ์ ละ
อุปกรณ์โทรคมนาคม
7. เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรยี นวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจัดการอาชพี หน่วยท่ี 5 เรอ่ื ง การ
ใช้โปรแกรมดา้ นงานเอกสาร Microsoft Word
7.2 ใบงานการทดลองท่ี 7 เร่อื ง การจดั เอกสารและการนาเอกสารมาใชง้ าน
8. การบรู ณาการ/ความสมั พนั ธ์กบั วิชาอนื่
8.1 สามารถนาความรู้ มาใชก้ ารจดั ทางานดา้ นเอกสารโดยใช้ Microsoft Word
8.2 สามารถนาความรู้ มาใชร้ ่วมกับวิชาการใช้งานดา้ นคอมพวิ เตอรห์ รอื สารสนเทศ
9. การวัดและประเมนิ ผล
9.1ก่อนเรียน
9.1.1.ผเู้ รยี นศึกษา ค้นคว้าจากเอกสาร ตารา เกยี่ วกับความรู้เก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือ
การจดั การอาชพี
9.1.2.ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน
9.2ขณะเรียน
๑๒๔
9.2.1.การสงั เกตพฤติกรรมภายในช้ันเรียน
9.2.2.ทาแบบฝึกหดั ประจาหน่วย
9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ เู้ รียนช่วยกนั สรุปเนือ้ หา
9.3.2.ทาแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทาแบบทดสอบประจาหนว่ ยที่ 5 เพอ่ื วัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
10.บันทกึ หลงั การสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
...........................................................................................................................................................................
10.2 ผลการเรยี นรู้ของนักเรยี น นักศกึ ษา
........................................................................................................................ .....................................................
............................................................................................................................. ................................................
.................................................................................................................................. ...........................................
................................................................................................................ ............................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................
10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................................................ ...........................................................
๑๒๕
แผนการจดั การเรยี นรมู้ ุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 6
ชอ่ื หนว่ ย การใช้โปรแกรมดา้ นตารางคานวณ สอนคร้ังที่ 13
Microsoft Excel ช่ัวโมงรวม 8
จานวนชวั่ โมง 4
1. สาระสาคัญ
การคานวณและการใช้สูตรฟังก์ชัน การใช้สูตรและฟังก์ชันในการคานวณโปรแกรมตารางคานวณ
(Microsoft Office Excel 2013) มีความสามารถในการวเิ คราะห์ประมวลผล คานวณค่าต่างๆมากมาย โดย
การนา ค่าคงท่ี ตัวเลข ตัวแปร หรือการอ้างอิงเซลล์ที่อยู่ในเซลล์ข้อมูล นามาคานวณเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามท่ี
ตอ้ งการโดยใชส้ ตู รคานวณ ใช้ตัวดาเนินการ หรือ เครอ่ื งหมายคานวณในรปู แบบตา่ งๆ เชน่ บวก ลบ คณู หาร
โปรแกรมตารางคานวณ (Microsoft Office Excel 2013) มีความสามารถในการวิเคราะห์ประมวลผล
คานวณค่าต่างๆมากมาย โดยการนา ค่าคงที่ ตัวเลข ตัวแปร หรือการอ้างอิงเซลล์ที่อยู่ในเซลล์ข้อมูล นามา
คานวณเพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ตามท่ีต้องการโดยใช้สูตรคานวณ ใช้ตัวดาเนินการ หรือ เครื่องหมายคานวณใน
รปู แบบตา่ งๆ เช่น บวก ลบ คณู หาร
2. สมรรถนะประจาหน่วย
2.1 ความรเู้ บอื้ งต้นเก่ียวกบั โปรแกรม Microsoft Excel
2.2 สว่ นประกอบของโปรแกรม Microsoft Excel
2.3 การกาหนดขอบเขตของขอ้ มูล
2.4 การคานวณและการใช้สูตรฟงั ก์ช่ัน
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผู้เรยี นบอกความสาคญั โปรแกรมโปรแกรม Microsoft Excelได้ถูกต้อง
3.1.2. ผเู้ รยี นบอกส่วนประกอบของโปรแกรม Microsoft Excel
3.1.3. ผู้เรียนอธบิ ายการกาหนดขอบเขตของข้อมูลไดถ้ ูกต้อง
3.1.4. ผูเ้ รยี นยกตวั อยา่ งการคานวณและการใช้สูตรฟังกช์ ่นั ได้
3.2 ด้านทักษะ
3.2.1 สามารถความสาคัญโปรแกรมโปรแกรม Microsoft Excelไดถ้ ูกต้อง
3.2.2 สามารถบอกสว่ นประกอบของโปรแกรม Microsoft Excel
3.2.3 สามารถอธิบายการกาหนดขอบเขตของขอ้ มลู ได้ถกู ต้อง
3.2.4 สามารถยกตวั อย่างการคานวณและการใช้สูตรฟงั ก์ชั่น ไดอ้ ยา่ งนอ้ ย 2 ฟงั ก์ชัน่
3.2.5 สามารถใช้โปรแกรมด้านตารางคานวณ Microsoft Excel ได้ถูกตอ้ ง
3.2.6 สามารถปฏิบัติงานเสร็จตามเวลาทกี่ าหนด
๑๒๖
3.3 คุณลักษณะทีพ่ ึงประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรียนรู้
3.3.2 ผเู้ รยี นทางานเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย
3.3.3 ปฏบิ ตั ิงานด้วยความซอื่ สตั ยส์ ุจริต
3.3.4 มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อหน้าท่ี
3.3.5 มีความมุ่งมั่นในการทางาน
3.3.6 ใชเ้ วลาอย่างคมุ้ คา่
3.3.7 มจี ติ สาธารณะ
๑๒๗
แผนการจัดการเรียนรมู้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 6
ชอ่ื หน่วย การใช้โปรแกรมด้านตารางคานวณ สอนครัง้ ที่ 13
Microsoft Excel
ชวั่ โมงรวม 8
จานวนชั่วโมง 4
4. เนื้อหาสาระการเรียนรู้
6.1. ความร้เู บ้ืองต้นเก่ยี วกบั โปรแกรม Microsoft Excel
Microsoft Excel เป็นโปรแกรมประเภท Spreadsheet หรือตารางคานวณอิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงออกแบบ
มาสาหรับบันทึกวิเคราะห์ และแสดงข้อมูลเก่ียวกับตัวเลขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ังในรูปแบบของแผนภาพ
หรือรายงาน ซ่ึงโปรแกรม Microsoft Excel ยังมีความสามารถในการจัดรูปแบบเอกสารได้สวยงาม และ
งา่ ยดายไมแ่ พ้โปรแกรมอน่ื ๆ เลยทีเดียว
การบันทกึ ขอมลู ลงในโปรแกรม Microsoft Excel จะบนั ทกึ ลงในช่องท่ีเรยี กวา่ Cell โดยแต่ละเซลล์ จะ
อยู่ตารางซึ่งประกอบไปด้วย Row (แถว) และ Column (คอลัมน์) ซึ่งตารางในแต่ละตารางเราเรียกว่า
Worksheet และ Worksheet หลายๆ Worksheet รวมกันเราจะเรียกว่า Workbook ซึ่งก็คือไฟล์ของ
โปรแกรม
โปรแกรม Excel ชว่ ยใหเ้ ราคานวณตวั เลขในตารางไดง้ ่าย ๆ ต้ังแตค่ ณติ ศาสตรข์ น้ั พื้นฐานไปจนถึงสูตร
ทางการเงินที่ซับซ้อน และเรายังสามารถใช้ Excel ในการจัดกลุ่มข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สร้างรายงาน และ
สร้างแผนภมู ไิ ด้อีกดว้ ย
6.1.1. คณุ สมบัตขิ องโปรแกรม Excel
โปรแกรม Excel มคี ุณสมบตั ิ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. สร้างและแสดงรายงานของข้อมูล ตัวอักษร และตัวเลข โดยมีความสามารถในการจัดรูปแบบให้
สวยงามน่าอ่าน เช่น การกาหนดสีพ้ืน การใส่แรเงา การกาหนดลักษณะและสีของเส้นตาราง การ
จดั วางตาแหนง่ ของตัวอักษรการกาหนดรูปแบบและสีตัวอกั ษรเป็นตน้
2. อานวยความสะดวกในด้านการคานวณต่าง ๆ เช่น การบวก ลบ คูณ หารตัวเลขและยังมีฟังกช์ ั่นที่
ใช้ในการคานวณอีกมากมาย เช่น การหาผลรวมของตัวเลขจานวนมาก การหาค่าทางสถิติและ
การเงิน การหาผลลพั ธข์ องโจทยท์ างคณิตศาสตร์ เปน็ ตน้
3. สร้างแผนภูมิ (Chart) ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการแสดงและการเปรียบเทียบข้อมูลได้หลาย
รูปแบบ เช่น แผนภูมคิ อลมั น์ (Column Chart หรอื Bar Chart) แผนภูมเิ สน้ (Line Chart) แผนภูมิ
วงกลม (Pie Chart) ฯลฯ
4. มีระบบขอความช่วยเหลือ (Help) ท่ีจะคอยช่วยให้คาแนะนา ช่วยให้ ผู้ใช้สามารถทางานได้อย่าง
สะดวกและรวดเร็ว เช่น หากเกิดปัญหาเก่ียวกับการใช้งานโปรแกรม หรือสงสัยเกี่ยวกับวิธีการใช้
งานแทนท่ีจะต้องเปิดหาในหนังสือคู่มือการใช้งานของโปรแกรมก็สามารถขอความช่วยเหลือจาก
โปรแกรมไดท้ นั ที
5. มคี วามสามารถในการคน้ หาและแทนที่ขอมลู โดยโปรแกรมมคี วามสามารถในการคน้ หาและแทนที่
ขอมลู เพ่ือทาการแก้ไขหรอื ทาการแทนที่ขอ้ มูลไดส้ ะดวกและรวดเร็ว
๑๒๘
6. มีความสามารถในการจัดเรียงลาดับข้อมูล โดยเรียงแบบตามลาดับ จาก A ไป Z หรือจาก 1 ไป
100 และเรยี งยอ้ นกลับจาก Z ไปหา A หรือจาก 100 ไปหา 1
7. มคี วามสามารถในการจัดการขอ้ มลู และฐานข้อมลู ซ่ึงเป็นกลุ่มของข้อมูลข่าวสารทถี่ ูกรวบรวมเขาไว้
ด้วยกันในตารางท่ีอยู่ใน Worksheet ลักษณะของการเก็บข้อมูลเพ่ือใช้เป็นฐานข้อมูลในโปรแกรม
ตารางงานจะเก็บข้อมูลในรูปแบบของตาราง โดยแต่ละแถวของรายการจะเป็นระเบียนหรือเรคอ
รด (Record) และคอลัมนจ์ ะเปน็ ไฟล์ (Field)
6.2. สว่ นประกอบของโปรแกรม Microsoft Excel
ส่วนประกอบของ Microsoft Excel เมือ่ เข้าส่กู ารทางานของ Excel แล้วจะปรากฏหน้าตา่ งการทางาน
ซ่ึงประกอบด้วยส่วนต่าง ๆโปรแกรม Microsoft Excel ส่วนใหญ่นับตั้งแต่เวอร์ชัน 2007 จะมีองค์ประกอบ
และหน้าตาของโปรแกรมท่ีคล้ายกัน โดยใช้ส่วนติดต่อกับผู้ใช้งานในลักษณะแถบริบบอน (Ribbon)และ
ปรับปรุงประสิทธิภพของการจัดเก็บไฟล์สมุดงาน (Workbook) ท่ีสร้างให้มีขนาดเล็กกว่าเดิมโดยเปล่ียน
นามสกุลหรืสวนขยายของไฟล์ จก .xls เป็น .xlsx โดยในที่น้ีจะขอแนะนาโปรแกรม Microsoft Excel ใน
เวอร์ชัน 2013 โดยหลังจากเปิดโปรแกรมขนึ้ มาจะมอี งคป์ ระกอบของโปรแกรมดงั รปู ที่ 1.5 ดังรูป
รปู ที่ 6.1 แสดงส่วนประกอบ Microsoft Excel
จากรูปจะเหน็ วา่ โปรแกรม Microsoft Excel มลี ักษณะเปน็ แผ่นตาราง โดยแตล่ ะชอ่ งเรยี กว่า ชอ่ งเซลล์
(Cell) จะมีช่ือเรียกตามตาแหน่งของคอลัมน์ และ แถว เช่น C3หมายถึงช่องเชลล์ท่ีอยู่ในคอลัมน์ C แถวท่ี 3
เป็นตนั โดยหนา้ จอโปรแกรม จะประกอบดว้ ย
สว่ นต่าง ๆ ดังนี้
1. แถบช่ือโปรแกรม (Title Bar) ใช้แสดงชอ่ื โปรแกรมและไฟล์งาน
2. แถบเครื่องมือดว่ น (Quick Access) เพอ่ื เพ่มิ ความรวดเร็วในการเรยี กใช้งาน
3. แถบรบิ บอนส่งั งาน (Ribbon) เปน็ แถบของกล่มุ คาส่ังต่าง ๆ
4. แผน่ งาน (Worksheet) ซ่ึงสามารถเพิม่ เข้าหรือลบออกได้
5. แถบเล่ือนย่อ-ขยาย (Zoom Slider) ใช้ย่อขยายหนา้ จอการทางาน
6. พื้นทีส่ ร้างงาน (Worksheet Area) มีลกั ษณะเป็นชอ่ งตารางจานวนมาก
7. ชอ่ งเชลล์ปัจจุบนั (Active Cells) หมายถึง ชอ่ งขอ้ มูลทก่ี าลังติดตอ่ ใชง้ านอยู่
8. กลอ่ งซอ่ื ช่องเชลล์ (Cell Box คือ ตัวแสดงตาแหนง่ เชลลท์ ีใ่ ช้งาน (Active Cell)
9. แถบสตู ร (Formula Bar คือ ส่วนทีใ่ ชแ้ สดงการกาหนดสูตรหรอื ฟงั ก็ชันในชอ่ งเชลล์
๑๒๙
6.3. การกาหนดขอบเขตขอ้ มลู
6.3.1 สร้างเวิร์กบุ๊กใหม่ เอกสาร Excel เรียกว่าเวิร์กบุ๊ก แต่ละเวิร์กบุ๊กจะมีเวิร์กชีต ซ่ึงโดยปกติจะ
เรียกวา่ สเปรดชตี คณุ สามารถเพม่ิ เวิรก์ ชีตลงในเวิร์กบ๊กุ ได้มากเท่าที่คุณตอ้ งการ หรือคุณสามารถสร้างเวิร์กบุ๊ก
ใหม่เพอ่ื เก็บข้อมูลของคุณแยกต่างหากก็ได้
1. คลกิ ไฟล์ > ใหม่
2. ภายใต้ ใหม่ ให้คลิกที่ เวริ ์กบ๊กุ เปล่า
6.3.2 เลือกเซลล์แบบเซลล์เดียว การกาหนดขอบเขตของกลุ่มข้อมูลด้วยการป้อนตาแหน่งเซลล์ท่ี
ต้องการ โดยเลือกเซลล์ท่ตี ้องการกาหนดเองสามารถกาหนดได้ 4 แบบยอ่ ยๆ ไดแ้ ก่
1. ขอบเขตข้อมูลเซลลเ์ ดยี ว เช่น A9, B10, C7,
2. ขอบเขตขอ้ มลู เปน็ เซลล์ ซงึ่ อยใู่ นแถวเดียวกัน เชน่ A9:C9,C5:D5,C7:M7
3. ขอบเขตขอ้ มูลเปน็ เซลล์ ซึ่งอยใู่ นคอลมั น์เดยี วกัน เช่นA1:A9,C15:C25
4. ขอบเขตขอ้ มลู เป็นเซลล์ ซึง่ อยใู่ นรปู ของสเี่ หล่ียมมมุ ฉาก เช่น A9:P25,C7:F15,T1:P5
6.3.3 เลือกเซลล์แบบต่อเนื่อง การกาหนดขอบเขตของกลุ่มเซลล์ด้วยการชี้ตาแหน่ง สามารถกาหนด
ได้ 3 แบบย่อยๆได้แก่
1. การกาหนดขอบเขตของกลมุ่ ข้อมลู เพียงกลมุ่ เดยี ว
1) ใช้เมาส์กาหนดขอบเขตขอ้ มลู ดังน้ี
- เลือ่ นตัวช้เี มาสร์ ปู เครอ่ื งหมายบวก ไปยงั เซลลเ์ รม่ิ ตน้ ทตี่ ้องการกาหนดขอบเขตข้อมูล
- กดปุ่มซา้ ยมือ ลากไปยงั เซลลส์ ุดท้ายทตี่ ้องการกาหนดขอบเขตปล่อยเมาส์
2) ใช้แปน้ พมิ พใ์ นการกาหนดเขตข้อมลู ดังนี้
- เลอื่ นตวั ช้เี มาส์ไปยังเซลลท์ ีต่ อ้ งการกาหนด ขอบเขตข้อมูล
- กดปมุ่ Shift คลิกตัวช้เี มาส์ไปยังเซลลส์ ุดทา้ ยที่ตั้งการกาหนดขอบเขตข้อมูล
2. การกาหนดขอบเขตของกลุ่มข้อมูลหลายกล่มุ เลอื กเฉพาะเซลล์ทต่ี อ้ งการ
1) เลอื กเซลล์แรกทต่ี อ้ งการ
2) กดปุ่ม Ctrl ค้างเลือกเฉพาะขอบเขตพน้ื ที่ทต่ี ้องการ
3. การกาหนดขอบเขตของกลมุ่ ข้อมูลของกระดาษทาการ (Worksheet)
1) เลือกท่ีปุ่มสีเทา ท่ีเช่ือมระหว่างช่ือหัวแถวแนวตั้ง (Column Heading) และช่ือหัวแถว
แนวนอน(Row Heading )
2) กดปมุ่ Ctrl + Shift+ spacebar พรอ้ มกัน จะไดข้ อบเขตของข้อมลู ที่กาหนดตามต้องการ
๑๓๐
6.3.4 การป้อนข้อมูล นอกจากจะพิมพ์ป้อนข้อมูลลงในเซลล์โดยตรง ยังมีเทคนิคการป้อนข้อมูล
อัตโนมัติหลายอย่างที่ควรรู้จักและฝึกใชใ้ ห้คลอ่ ง จะช่วยให้การทางานได้งา่ ยและรวดเรว็ ขึ้นมาก ข้อมูลที่ใช้ใน
การทางานบนกระดาษทาการ มีอยดู่ ้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ๆ คอื
1. คงท่ี เป็นข้อมูลคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร เวลา วันท่ี ข้อมูลทาง
ตรรกศาสตร์ หรอื ข้อความท่แี สดงความผิดพลาดต่างๆท่ีอาจเกิดข้นึ ได้
2. สูตรในการคานวณ เป็นขอ้ มูลทเี่ กีย่ วข้องกับการคานวณตา่ งๆเพื่อหาผลลพั ธจ์ ากการคานวณนั้นๆ
ไมว่ ่าจะเปน็ สตู รหรอื ฟังช่ันทางคณิตศาสตร์ สูตรการคานวณท่ีผใู้ ชเ้ ขยี น หรอื กาหนดขึ้นเอง
6.3.5 การกาหนดข้อมลู ลงเซลล์ การกาหนดข้อมูลลงเซลล์เป็นการทางานในช้ันตน้ เรยี กว่า การป้อน
ข้อมูลลงเซลล์เมื่อมีข้อมูลอยู่แล้วและต้องการจะนาข้อมูลที่มีอยู่นั้นป้อนลงเซลล์บนกระดาษทาการของ
โปรแกรม เพ่ือนาข้อมูลที่ป้อนทาการประมวลผลใดๆข้อมูลที่สามารถป้อนลงไปได้ต้องเป็นข้อมูลประเภท
ตวั อกั ษร ขอ้ ความ ตวั เลข สูตร หรอื ฟังกช์ ัน
6.3.6 วธิ ปี ้อนข้อมลู
1. เลอื กเซลล์ทต่ี ้องการปอ้ นขอ้ มูล
2. พิมพข์ ้อมูลลงในเซลล์
3. กดป่มุ Enter
6.3.7 การแก้ไขขอ้ มูล
1. เลอื กเซลลท์ ีต่ ้องการ
2. พิมพข์ ้อมูลท่ตี ้องการหรอื กด F2
3. พิมพ์ข้อมลู ทีต่ ้องการแก้ไข
4. กดป่มุ Enter
6.3.8 การปอ้ นตัวเลข
- จานวนเงิน สามารถป้อน ฿ ไวข้ า้ งหน้าตวั เลขได้ ตัวอยา่ งเชน่ ฿500
- เศษส่วนคละ ให้ไว้ช่องว่างระหว่างเลข จานวนเต็มกับเศษส่วน ตัวอย่าง เช่น ป้อน1 1/2(คือ
1.5 ),2 2/8(คือ 2 1/4 หรอื 2.25)
- เศษส่วนแท้ ต้องป้อนแบบเศษส่วนคละ โดยใส่เลข0 ไว้ข้าง เช่น 1/4 (ถ้าป้อนแค่1/4 จะเป็น
รูปแบบการป้อนวนั ท่ี ข้อมลู ในเซลล์ จะเป็น 1-เมษายน)
6.3.9 การปอ้ นวนั ท่แี ละเวลา วนั เดือน ปี ค.ศ. ถา้ ตอ้ งการผลแสดงผลเปน็ พ.ศ. ใหจ้ ดั รูปแบบเซลล์
เปน็ วนั เดอื นเปน็ ภาษาไทย ซึ่งแปลง วนั เดอื น ปี ค.ศ. ค.ศ.เปน็ พ.ศ. ให้อัตโนมตั ิ ชว่ั โมง นาที ป้อนตัวเลข
โดยใชเ้ ครอ่ื งหมาย : คัน่
6.3.10 การลบ-แทรก แถว คอลัมน์ และลบข้อมูลในเซลล์
1. การลบเซลล์ ทาการเลอื กเซลล์ท่ตี อ้ งการลบ
1) คลิกเมาส์ปุ่มขวาบริเวณตาแหน่งเซลล์ที่เลือกไว้จะปรากฏเมนูลัดขึ้นเลือก "ลบ" เมื่อ
ปรากฏกรอบโต้ตอบให้คลิกเลือกการเลื่อนตาแหน่ง เซลล์ที่ถกู ลบว่าต้องการใหเ้ ลื่อนเซลล์
ไปทางซา้ ย เล่ือนเซลล์ขนึ้ ,ทง้ั แถว,คอลมั น์
2. การลบข้อมลู ในเซลล์ ทาการเลอื กเซลล์หรือกลุม่ เซลลท์ ต่ี อ้ งการลบขอ้ มูลจากน้ัน
1) คลกิ ปมุ่ ขวา เมื่อปรากฏเมนลู ดั ข้นึ เลือก "ลา้ งเนอื้ หา" (Clear Contents) หรอื
2) กดปุ่ม Delete บนแปน้ พมิ พ์
๑๓๑
3. การแทรกเซลล์ ทาการเลอื กตาแหน่งเซลลท์ ี่ตอ้ งการแทรก จากน้ัน เมื่อปรากฏกรอบโตต้ อบให้
เลือกการเล่ือนตาแหน่งท่ีแทรกว่า ต้องการให้เลื่อนเซลล์ไปทางขวาเล่ือนเซลล์ลง,ท้ังแถว,หรือ
ท้งั คอลัมน์
6.3.11 การใช้ผลรวมอัตโนมัติ เพื่อรวมข้อมูลเมื่อคุณได้ใส่ตัวเลขในเวิร์กชีตของคุณ คุณอาจต้องการ
บวกตวั เลขเหลา่ น้ัน วิธที ี่รวดเรว็ ในการทาคือใช้ ผลรวมอัตโนมตั ิ เลือกเซลล์ทีอ่ ยู่ทางด้านขวาหรือด้านล่างของ
ตวั เลขทค่ี ุณตอ้ งการรวม
1. คลกิ หน้าแรก > ผลรวมอัตโนมตั ิ หรอื กดแป้น Alt+=
2. ผลรวมอตั โนมตั ิ บนแทบ็ หนา้ แรก
3. ผลรวมอัตโนมตั จิ ะบวกตัวเลขตา่ งๆ และแสดงผลลพั ธ์ในเซลลท์ ่ีคณุ เลือกไว้
6.3.12 สร้างสูตรอย่างง่าย การบวกตัวเลขเป็นเพียงหน่ึงในส่ิงท่ีคุณสามารถทาได้ แต่ Excel ยัง
สามารถทาการคานวณทางคณิตศาสตร์อ่ืนๆ ได้ด้วย ลองใช้สูตรง่ายๆ บางสูตรเพื่อบวก ลบ คูณหรือหาร
ตัวเลขของคณุ
1. เลอื กเซลล์และพมิ พ์เคร่อื งหมายเทา่ กบั (=) ซ่ึงจะบอกให้ Excel ทราบว่าเซลลน์ ีจ้ ะมีสูตรอยู่
2. พิมพ์ตัวเลขและตัวดาเนินการการคานวณรวมกัน เช่น เครื่องหมายบวก (+) สาหรับการบวก
เครื่องหมายลบ (-) สาหรับการลบ เคร่ืองหมายดอกจัน (*) สาหรับการคูณ หรือเคร่ืองหมายทับ
(/) สาหรับการหาร
3. ตวั อยา่ งเชน่ ใส่ =2+4, =4-2, =2*4 หรอื =4/2
6.3.13 นารูปแบบตัวเลขไปใช้เมือ่ ต้องการแยกความแตกต่างระหว่างชนดิ ตัวเลขท่แี ตกตา่ งกนั ให้เพิ่ม
รปู แบบ เช่น สกลุ เงนิ เปอร์เซ็นต์ หรือวันท่ี
1. เลอื กเซลลท์ ่ีคณุ มตี วั เลขท่ตี ้องการจัดรูปแบบ
2. คลิก หนา้ แรก > ลูกศรถดั จาก ทั่วไป
3. เลือกรปู แบบตัวเลข
ถ้าไม่มรี ูปแบบตวั เลขท่ีต้องการใช้ ให้คลกิ ที่ รูปแบบตัวเลขเพมิ่ เติมเรียนรเู้ พ่มิ เติมเกี่ยวกบั วธิ กี าร
จดั รปู แบบตัวเลข
6.3.14 ใส่ข้อมูลของคุณลงในตาราง วิธีท่ีง่ายในการใช้ความสามารถซ่ึงมีอย่างมากมายของ Excel
คือการวางข้อมูลของคุณลงในตาราง ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถกรอง หรือเรียงลาดับข้อมูลของคุณเพื่อนาไปใช้
ต่อไป
1. เลอื กขอ้ มลู ของคณุ โดยคลิกที่เซลล์แรก แล้วลากไปยังเซลลส์ ุดท้ายในข้อมลู ของคุณ
2. ถา้ จะใชค้ ยี บ์ อร์ด ให้กด SHIFT ค้างไว้ขณะทคี่ ุณกดแปน้ ลูกศรเพ่ือเลือกข้อมลู ของคุณ
3. คลกิ ท่ีปมุ่ การวิเคราะหอ์ ยา่ งรวดเรว็ ที่มุมขวาลา่ งของสงิ่ ทีเ่ ลือก
4. คลิก ตาราง แลว้ ยา้ ยเคอรเ์ ซอร์ของคุณไปที่ ปมุ่ ตาราง เพ่ือใหค้ ณุ สามารถเหน็ ลกั ษณะที่ปรากฏ
ของข้อมลู ของคณุ ได้ ถ้าคณุ ชอบสง่ิ ทีค่ ุณเห็น ใหค้ ลิกท่ปี มุ่ ดังกลา่ ว
5. ขณะนี้คุณสามารถทาสงิ่ ต่างๆ กับข้อมูลของคุณ ไดแ้ ก่ กรองเพอ่ื ดูเฉพาะข้อมลู ทีค่ ุณตอ้ งการ
หรอื เรียงลาดบั เชน่ จากคา่ มากท่ีสดุ ไปหาค่าน้อยท่สี ดุ คลิกท่ีลกู ศร ในสว่ นหัวคอลัมนข์ อง
ตาราง
6. ถ้าจะกรองข้อมูล ใหย้ กเลิกการเลือกกล่อง เลือกท้งั หมด เพื่อลา้ งเคร่ืองหมายท่ีเลอื กทง้ั หมด แลว้
กาเครื่องหมายในกล่องของข้อมลู ทีค่ ุณต้องการให้แสดงในตารางของคุณ
๑๓๒
7. ถ้าจะเรียงลาดบั ข้อมูล ใหค้ ลิก เรยี งลาดับจาก ก ถึง ฮ หรอื เรยี งลาดบั จาก ฮ ถึง ก
6.4 การคานวณและการใชส้ ูตรฟังกช์ ัน
การใช้สูตรและฟังก์ชันในการคานวณโปรแกรมตารางคานวณ (Microsoft Office Excel 2013) มี
ความสามารถในการวิเคราะห์ประมวลผล คานวณค่าต่างๆมากมาย โดยการนา ค่าคงท่ี ตัวเลข ตัวแปร หรือ
การอ้างอิงเซลล์ที่อยู่ในเซลล์ข้อมูล นามาคานวณเพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ตามท่ีต้องการโดยใช้สูตรคานวณ ใช้ตัว
ดาเนินการ หรือ เครอื่ งหมายคานวณในรูปแบบตา่ งๆ เช่น บวก ลบ คณู หาร
6.4.1 โครงสร้าง สญั ลกั ษณ์ และลาดับความสาคัญของเครือ่ งหมายท่ีใชก้ ารคานวณ
1. โครงสรา้ ง
2. การใชส้ ูตรคานวณจะตอ้ งพมิ พ์เครื่องหมายเท่ากับ (=) นาหนา้ เสมอตามดว้ ยตวั แปร และตัว
ดาเนินการ ตัวแปรนี้อาจเป็นค่าคงท่ี ตาแหนง่ เซลล์ หรือฟังก์ชันก็ได้ โดยผลลัพธ์จะอยูบ่ นเซลลใ์ ด
เซลล์ใดเซลล์หน่งึ ที่เลอื กไว้ ยกตัวอย่างเช่น =A1+B1, =C2-D3, =(D3/C2)*( A1+B1),
=(G3-B1)-(F4*G4), =2*3 เป็นตน้ สญั ลักษณ์สัญลักษณ์ทีใ่ ช้เป็นเครื่องหมายในการคานวณมี
ดงั น้ี เคร่อื งหมายทใ่ี ช้ในการคานวณ
รูปท่ี 6.2 แสดงตารางเครอ่ื งหมายการคานวณ
3. ลาดับความสาคัญของเคร่ืองหมายในการคานวณการคานวณน้นั จะมีลาดบั ความสาคญั ของ
เคร่ืองหมายการคานวณตา่ งกัน ซงึ่ โปรแกรมจะคานวณจากลาดับความสาคญั แรกไปยงั ลาดับ
ความสาคัญรองลงมาตามลาดับ แต่ถา้ เคร่ืองหมายคานวณอย่ใู นระดับเดียวกนั โปรแกรมจะ
คานวณจากซา้ ยไปขวา ลาดบั ความสาคญั ของเครอ่ื งหมายในการคานวณ