The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ 1-2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patsarit3089, 2022-05-25 00:50:02

วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ

วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ 1-2565

34

ข้อเสยี ของเครอื ข่ายแบบวงแหวน
1) หากวงแหวนเกดิ ขาดหรอื เสียหาย จะส่งผลตอ่ ระบบทั้งหมด
2) ยากตอ่ การตรวจสอบ ในกรณีท่ีมโี หนดใดโหนดหนง่ึ เกดิ ขดั ข้อง เนอ่ื งจากต้องตรวจสอบทีละจุด
ว่าเกดิ ขอ้ ขดั ข้องอย่างไร

2.4.3. เครือข่ายแบบบัส (Bus Network) จะมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์บนสายเคเบิล ซึ่งเรียกว่าบัส
คอมพวิ เตอร์เครอื่ งหนึ่งๆ สามารถสง่ ถา่ ยข้อมูลได้เปน็ อิสระ ในการสง่ ข้อมลู น้ันจะมีเพยี งคอมพิวเตอร์
ตัวเดียวเท่านั้นท่ีสามารถส่งข้อมลู ได้ในช่วงเวลาหนึง่ ๆ จากนั้นข้อมูลจะวิง่ ไปตลอดความยาวของสาย
เคเบิล แลว้ คอมพิวเตอร์ปลายทางจะรับข้อมูลทีว่ ิ่งผา่ นมา
ขอ้ ดีของเครอื ข่ายแบบบัส
1) เปน็ โครงสรา้ งท่ไี ม่ซบั ซ้อน และติดตง้ั งา่ ย
2) ง่ายตอ่ การเพ่มิ จำนวนโหนด โดยสามารถเชือ่ มต่อเข้ากบั สายแกนหลักไดท้ ันที
3) ประหยัดสายส่งขอ้ มลู เนือ่ งจากใช้สายแกนหลกั เพียงเส้นเดยี ว
ข้อเสียของเครือขา่ ยแบบบัส
1) หากสายเคเบิลทีเ่ ปน็ สายแกนหลักขาดจะส่งผลให้เครือขา่ ยต้องหยุดชะงกั ในทนั ที
2) กรณรี ะบบเกิดขอ้ ผดิ พลาดใดๆ จะหาข้อผดิ พลาดไดย้ าก
3) ระหว่างโหนดแตล่ ะโหนดจะต้องมีระยะหา่ งตามข้อกำหนด

2.4.4. เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Network) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบ
ต่างๆ หลายๆ แบบเข้าด้วยกัน คือจะมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ย่อยหลายๆ เครือข่ายเพื่อให้เกิด
ประสิทธภิ าพสูงสุดในการทำงานเครอื ขา่ ยบริเวณกวา้ ง ซงึ่ เครือขา่ ยทถ่ี กู เชือ่ มต่ออาจจะอยู่ห่างกันคน
ละจังหวัด หรือ อาจจะอยู่คนละประเทศกเ็ ปน็ ได้
ข้อดขี องเครอื ข่ายแบบผสม
1) สามารถเขา้ ถงึ เครือข่ายท่ีอย่ใู นระยะไกลได้
2) ทำใหก้ ารสอ่ื สารข้อมลู มีประสิทธิภาพ
ขอ้ เสียของเครือขา่ ยแบบผสม
1) ดแู ลระบบยาก และเสยี คา่ ใช้จ่ายในการดแู ลรักษาสงู
2) โครงสร้างมคี วามซบั ซอ้ นมรี ปู แบบไม่แน่นอน

2.5 ประเภทของระบบเครอื ขา่ ย
ระบบเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ แบง่ ตามลกั ษณะการเชือ่ มตอ่ ทางภูมิศาสตร์ หรือระยะทางการเชื่อมต่อ

สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
2.5.1 เครือขา่ ยเฉพาะบริเวณหรือแลน LAN (Local Area Network)คอื การเช่ือมโยงคอมพิวเตอรเ์ ปน็

Network โดยท่คี อมพวิ เตอร์แตล่ ะเคร่ืองอยใู่ นอาณาเขตเดียวกันหรอื ไมไ่ กลกันนกั เช่น ภายในอาคาร
เดียวกันหรอื อาคารที่อยู่ติดกนั โดยใช้สายเคเบ้ิลเปน็ ตัวกลางในการเช่ือมโยง ซึ่งจะเป็นสายเคเบิ้ลที่ใช้

35

ตอ่ LAN โดยเฉพาะ เชน่ อาจจะเป็นสายโคแอกเชยี วหรือสาย UTP เป็นตน้ ระบบ LAN นี้จะเป็นการ
เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของแต่ละแผนกในบริษัท เพื่อให้แต่ละแผนกสามารถทำงานร่วมกันได้อย่าง
สะดวก การทำงานทัว่ ไปของเครือข่ายเฉพาะบรเิ วณ 3 อย่างคือ การใช้ฮารด์ แวร์ร่วมกนั การใช้แหล่ง
สารสนเทศร่วมกนั และการใชโ้ ปรแกรมร่วมกัน

การใช้ฮาร์ดแวรร์ ่วมกัน ช่วยให้คอมพวิ เตอร์ส่วนบุคคลแต่ละเคร่ืองท่ีอยู่ในเครือข่ายสามารถ
เข้าถึงและใช้อุปกรณ์ซึ่งมีราคาแพงเกินกว่าจะสามารถจัดซื้อหรือไม่คุ้มค่าที่จะจัดซื้อให้กับผู้ใช้
คอมพิวเตอร์แต่ละคน เนื่องจากมีการใช้งานเพียงบางโอกาสเท่านั้น เช่น เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วน
บุคคลที่อยู่รว่ มในเครือข่ายแตล่ ะคนต้องการใช้เคร่ืองพิมพ์ชนิดเลเซอรห์ ากใช้เครอื ขา่ ยเฉพาะบริเวณ
จะใช้วิธีจัดซื้อเครื่องพิมพ์เลเซอร์มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่าย เมื่อใดที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วน
บุคคลที่อยู่ในระบบเครือข่ายต้องการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์สามารถขอเข้าไปใช้ในเครือขา่ ยได้ แสดง
เครือขา่ ยเฉพาะบริเวณอย่างง่ายๆ ทปี่ ระกอบคอมพวิ เตอร์สว่ นบคุ คล 4 ชดุ เชือ่ มตอ่ กันด้วยสายตัวนำ
มคี อมพวิ เตอร์ 3 ชดุ ( ชุดที่ 1 ตัง้ อยู่ทฝ่ี ่ายขายและตลาด ชดุ ที่ 2 อยทู่ ่ฝี ่ายบัญชี และชุดที่ 3 อยู่ที่ฝ่าย
บุคคล ) ไวพ้ ร้อมใหใ้ ช้ตลอดเวลา ส่วนคอมพวิ เตอร์ชุดท่ี 4 เรียกวา่ ผใู้ หบ้ รกิ ารหรือเซิร์ฟเวอร์ (Server)
หรอื เรียกว่าหน่วยควบคมุ เครือข่าย (network control unit) เป็นชุดที่เตรยี มไว้เพื่อให้บริการและทำ
หน้าที่ควบคุมดูแลและสนองความต้องการในการติดต่อสื่อสารของคอมพิวเตอร์ชุดต่างๆ ที่มีอยู่ใน
ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ที่เป็นชุดสำหรับให้บริการในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณดังตัวอย่าง มี
การเช่อื มต่อกับเคร่ืองพิมพ์เลเซอร์ ทำใหค้ อมพวิ เตอร์ทุกชุดในระบบเครือข่ายน้สี ามารถใช้เคร่ืองพิมพ์
เลเซอรไ์ ด้

การใชข้ ้อมลู สารสนเทศร่วมกนั ช่วยใหผ้ ใู้ ช้คอมพิวเตอร์ทีเ่ ชอื่ มต่ออยใู่ นระบบเครือข่ายทุกคน
สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องใดๆ ก็ได้ที่อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน ในทาง
ปฏิบัติมักจะมีการใชร้ ่วมกันทั้งอุปกรณ์และข้อมูลสารสนเทศ ตัวอย่างในรูปแสดงให้เห็นว่ามีการเกบ็
บนั ทึกเกย่ี วกับยอดขายประจำวนั ไวใ้ นฮาร์ดดสิ กข์ องคอมพิวเตอร์ท่ีทำหนา้ ทเี่ ป็นไฟลเ์ ซิร์ฟเวอร์ ถ้าผู้ใด
ที่อยใู่ นระบบเครอื ขา่ ยตอ้ งการขอเขา้ ถงึ ข้อมูลชดุ น้ไี ด้ ความสามารถในการบนั ทึกและเขา้ ถึงขอ้ มูลชุดน้ี
ได้ ความสามารถในการบันทึกและเข้าถึงข้อมูลร่วมกันได้นี้ เป็นลักษณะสำคัญของระบบเครือข่าย
เฉพาะบรเิ วณ การใชข้ ้อมูลสารสนเทศรว่ มกนั ส่วนใหญจ่ ะใชว้ ิธีให้บริการไฟล์ หรอื วิธีบริการลูกค้าวิธี
ให้บริการไฟล์ (file-server) จะมีการสง่ ไฟลใ์ หแ้ ก่ผู้ขอทีอ่ ยู่ในเครือข่ายทลี ะไฟลโ์ ดยคอมพิวเตอร์ผ้ขู อ
จะไปประมวลผลข้อมูล ส่วนวิธีบริการลูกค้า (client-server) นั้น คอมพิวเตอร์ที่เป็นผู้ให้บริการจะ
ประมวลผลข้อมูลให้มากที่สดุ เท่าที่จะทำไดก้ ่อนที่จะสง่ ตอ่ ไป วธิ กี ารบรกิ ารลูกค้านี้ จะช่วยลดจำนวน
ขอ้ มูลทต่ี ้องสง่ ต่อไปตามเครอื ขา่ ยได้มาก แตต่ ้องใชค้ อมพวิ เตอร์ทม่ี ปี ระสิทธิภาพสูงเปน็ ผู้ให้บรกิ าร

การใช้โปรแกรมร่วมกันผู้ที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายเฉพาะบริเวณ สามารถใช้โปรแกรมท่ี
ต้องการใช้บ่อย ๆ ร่วมกันได้ เช่น ถ้าผู้ใช้ต้องการใช้โปรแกรมประมวลคำเสมอ ๆ ก็สามารถนำ
โปรแกรมดังกล่าวไปติดตัง้ เข้าในเครือ่ งที่ให้บรกิ าร ผู้ใช้ทุกคนก็จะสามารถเข้าไปทำงานในโปรแกรม
ประมวลคำได้ตามต้องการ ซึ่งนบั วา่ เป็นวธิ ีท่สี ะดวกรวดเรว็ กวา่ การที่จะบนั ทกึ โปรแกรมไว้ในดิสก์และ

36

เตรียมแผ่นสำรองไว้ที่คอมพวิ เตอร์ทุกเคร่อื ง เนือ่ งจากการใชโ้ ปรแกรมร่วมกนั เป็นส่ิงที่ทำกันอยู่เสมอ
ทั้งโปรแกรมที่จัดทำไว้ใช้เองภายในและโปรแกรมที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้า ในปัจจุบัน ผู้ผลิตโปรแกรม
หลายแหง่ ไดข้ ายโปรแกรมสำหรบั ใชใ้ นระบบเครอื ข่าย เม่ือมีผู้ใช้โปรแกรมท่ผี ลิตข้นึ มาเป็นจำนวนมาก
ผู้ผลิตจึงต้องกำหนดเง่ือนไขเรื่องลิขสิทธ์ิในสถานที่ปฏิบัติงาน (Site License) ขึ้น การคิดค่าลิขสิทธิ์
ปกติจะนบั ตามจำนวนเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีมีอยู่ในระบบเครอื ขา่ ย ซึ่งจะถกู กว่าการซื้อโปรแกรมตาม
จำนวนคอมพวิ เตอร์ท่ใี ช้แต่ละเครอื่ ง
2.5.2 เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network : MAN) การเช่ือมต่อ เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์
เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ท่ีมีระยะทางการเชื่อมต่อไกลกว่า ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) แต่
ระยะทางยังคงใกล้กว่าระบบ WAN (Wide Area Network)
2.5.3 เครือข่ายบริเวณกว้างหรือแวน WAN (Wide Area Network)มีขอบเขตเชิงภูมิศาสตร์กว้างขวาง
สามารถผสมผสานชอ่ งทางการส่ือสารต่าง ๆ เช่น การใชส้ ายโทรศัพทไ์ มโครเวฟดาวเทียมเข้าด้วยกัน
ได้ บริษัทที่มีเครือข่ายบริเวณกว้างจะรวมถึง บริษัทที่ให้บริการทางโทรศัพท์ด้วย การยกเลิก
กฎระเบียบด้านโทรศัพท์ช่วยสนับสนุนให้หลายบริษัทสนใจสร้างระบบเครือข่ายบริเวณกว้างของ
ตนเองมากขึ้น หนว่ ยงานท่ีทำงานดา้ นการสอ่ื สาร เช่น เอม็ ซีไอ (MCI) ไดส้ ร้างเครอื ขา่ ยบรเิ วณกว้างข้ึน
เพื่อแข่งขันกับบริษัทที่ทำงานด้านการสื่อสารอื่น ๆ บริษัทรับส่งข่าวสารบางแห่งมีบริการให้เช่าช่อง
ทางการสื่อสารที่เพิ่มการทำงานพิเศษขึ้นกว่าปกติที่เรียกว่า เครือข่ายเพิ่มคุณค่า (Value-Added
Network) เช่นบรษิ ทั ทมิ เนต และบริษัทเทเลเนต มีบรกิ ารการสวทิ ช์กลุ่มขอ้ มูล ซง่ึ จะมกี ารรวมข้อมูล
จากผใู้ ช้หลาย ๆ คนเข้าดว้ ยกนั และสง่ ไปตามช่องทางการสอ่ื สารทมี่ ีความเร็วสงู ขอ้ มูลดังกล่าวจะถูก
แยกและแจกจ่ายไปตามช่องทางการสื่อสารที่มีความเร็วต่ำกว่าที่อยู่ทางด้านของผู้รับข้อมูล การใช้
ช่องทางการสื่อสารความเร็วสูงร่วมกันในลักษณะนีเ้ ป็นวิธกี ารท่ีประหยัดค่าใช้จา่ ยมากกวา่ การทผี่ ้ใู ช้แต่
ละคนจะมีช่องทางการส่ือสารความเร็วสงู ไว้เป็นของตนเอง ปัจจุบันมีการใหบ้ ริการส่งข้อมลู ในระบบ
เครือข่ายส่งข้อมูลดิจิตอลแบบรวมหรือไอเอสดีเอ็น (Integrated Service Digital Network หรือ
ISDN) ไอเอสดีเอ็น เป็นมาตรฐานสากลสำหรบั การส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลของทัง้ เสียงและขอ้ มูล
โดยการส่งคนละช่องทางและใช้ผู้ส่งคนละกลมุ่
การเชอ่ื มโยงระหว่างเครือข่าย

ในกรณีที่ต้องการเชือ่ มโยงเครือข่ายต่างชุดเข้าด้วยกัน สามารถทำไดโ้ ดยการใชป้ ระตูทางออก
และสะพาน ประตทู างออก (gateway) เปน็ การประสมประสานอปุ กรณ์และโปรแกรมเข้าดว้ ยกนั ซึ่ง
ช่วยให้ผู้ใช้ที่อยู่ในเครือข่ายชุดหนึ่งสามารถเข้าไปยังเครือขายชดุ อ่ืนที่แตกตา่ งกันได้ ตัวอย่างเชน่ ใช้
ประตูทางออกในการเชื่อมต่อเครือข่ายเฉพาะบริเวณของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปยังเครื อข่ายของ
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ สะพาน (bridge) เป็นการประสมประสานอุปกรณ์และโปรแกรมทีใ่ ช้ในการ
เชื่อมต่อเครือข่ายที่มีลักษณะคล้ายกัน ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งมีเครือข่ายเฉพาะบริเวณ (LAN) ของ
ฝ่ายการเงินชดุ หนง่ึ และของฝ่ายการตลาดอีกชุดหนึง่ เครอื ขา่ ยท้งั สองชดุ มีลักษณะคล้ายกัน ในกรณีน้ี
อาจใช้สะพานเชื่อมโยงเครือข่ายสองชุดเข้าด้วยกันมีความเหมาะสมกว่าการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์

37

ทั้งหมดเข้าเป็นเครือข่ายชุดใหญ่ชุดเดียว เพราะแต่ละฝ่ายต้องการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำ
ของอกี ฝ่ายหนง่ึ เพยี งบางโอกาสเทา่ นนั้

2.6 อปุ กรณ์ที่ใช้ในระบบเครอื ขา่ ย
2.6.1. โมเด็ม (Modem)โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตัล

เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบน
ช่องสื่อสาร กระบวนการทีโ่ มเดม็ แปลงสญั ญาณดจิ ิตัลให้เป็นสญั ญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชนั
(Modulation) โมเด็มทำหน้าที่ มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอ
นะล็อก ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation)
โมเด็มหน้าที่ ดมี อดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเดม็ ท่ีใชก้ ันอย่างแพร่หลายในปัจจบุ ันมี 2 ประเภทโม
เดก็ ในปจั จบุ ันทำงานเปน็ ท้งั โมเดม็ และ เคร่อื งโทรสาร เราเรยี กวา่ Faxmodem
2.6.2. การ์ดเครอื ข่าย (Network Adapter) หรือ การด์ LANเป็นอุปกรณท์ ำหนา้ ที่ส่ือสารระหว่างเคร่ือง
ต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่น หรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อม ๆ กันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีหอ้
เดียวกัน จะดีกว่าและควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและ
เมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbpsซึ่งจะมีราคา
มากกว่าการด์ แบบ 10 Mbps ไมม่ ากนกั แต่สง่ ขอมูลไดเ้ รว็ กวา่ นอกจากนค้ี ุณควรคำหนึงถึงขวั้ ตอ่ หรือ
คอนเน็กเตอร์ของการด์ ด้วยโดยทัว่ ไปคอน เน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-
45 เป็นตน้ ซง่ึ คอนเนก็ เตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายท่แี ตกต่างกัน
2.6.3.เกตเวย์ (Gateway)เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล
คอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่
เหมอื นกนั สามารถติดต่อสอื่ สารกนั ได้เหมอื นเป็นเครือขา่ ย เดียวกนั
2.6.4.เราท์เตอร์ (Router)เราทเ์ ตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครอื ข่ายท่ีทำหน้าที่เป็นตัวเชอ่ื มโยงให้เครอื ข่าย
ที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ เราท์
เตอรจ์ ะทำงานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็น
มาตรฐานในการสอ่ื สารข้อมลู บนเครือข่ายคอมพวิ เตอร์) ทีต่ ่างกันให้สามารถสอื่ สารกันได้
2.6.5. บริดจ์ (Bridge)บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link
บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับ
ปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ แก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อ
ระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสอง
เครือขา่ ย
2.6.6. รพี ตี เตอร์ (Repeater)รพี ตี เตอร์ เป็นเครอื่ งทบทวนสญั ญาณขอ้ มูลในการสง่ สัญญาณขอ้ มูลในระยะ
ทางไกลๆสำหรับ สัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่เริ่มเบาบางลงเนื่องจาก

38

ระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของ
สญั ญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆเช่นกัน รพี ตี เตอร์จะทำงานอย่ใู นช้ัน Physical
2.6.7. สายสัญญาณเป็นสายสำหรบั เชื่อมตอ่ เครอื่ งคอมพวิ เตอรต์ า่ ง ๆ ในระบบเขา้ ด้วยกนั หากเป็นระบบที่
มีจำนวนเครือ่ งมากกวา่ 2 เครอ่ื งกจ็ ะตอ้ งต่อผ่านฮับอีกทหี น่ึง โดยสายสัญญาณสำหรับเช่ือมต่อเครื่อง
ในระบบเครอื ขา่ ย จะมอี ยู่ 2 ประเภท คือ
2.6.7.1. สาย Coax มีลกั ษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์ สว่ นมากจะเป็นสดี ำสายชนดิ นี้จะใช้

กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200
เมตร สายประเภทนี้จะต้องใชต้ วั T Connector สำหรับเชอื่ มต่อสายสญั ญาณกบั การ์ด LAN
ต่าง ๆ ในระบบ และต้องใช้ตวั Terminator ขนาด50 โอหม์ สำหรับปดิ หวั และทา้ ยของสาย
2.6.7.2. สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เปน็ สายสำหรับการ์ด LAN ท่ีใช้คอนเนก็ เตอรแ์ บบ
RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือก
ประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กนั 2 รุ่น คือ CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมี
ความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการสง่ ข้อมูลที่ 100
Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพ่อื การอพั เกรดในภายหลังจะไดไ้ ม่ต้องเดนิ สายใหม่
ในการใช้งานสายน้ี สาย 1 เสน้ จะตอ้ งใชต้ ัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว เพอื่ เปน็ ตวั
เชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับ
สายโทรศัพท์ ในกรณเี ป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เคร่ืองสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้
แต่ถ้ามากกวา่ 2 เครอื่ ง ก็จำเปน็ ตอ้ งตอ่ ผ่าน
2.6.8. ฮับ (HUB)เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจายสัญญาณไปยังเครื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบ
เครอื ขา่ ยท่มี ี 2 เครอ่ื งกไ็ ม่จำเปน็ ตอ้ งใชฮ้ บั สามารถใชส้ ายสญั ญาณเช่ือมต่อ ถึงกนั ไดโ้ ดยตรง แต่หาก
เปน็ ระบบที่มมี ากกว่า 2 เครื่องจำเปน็ ต้องมีฮับเพ่ือทำหน้าทีเ่ ปน็ ตัวกลาง ในการเลอื กซ้ือฮับควรเลือก
ฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มี
ความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ใน
ระบบ หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนำวา่ ควรเลือกซื้อฮับท่ีสามารถ
ต่อพ่วงได้ เพ่ือรองรบั การขยายตวั ในอนาคต
2.6.9. สวิตช์ (Switch) คือ อุปกรณ์รวมสัญญาณที่มาจากอปุ กรณ์รับ-ส่งหลายสถานีเช่นเดยี วกับฮับ แต่มี

ข้อแตกต่างจากฮับ คือ การฮับ-ส่งข้อมูลจากสถานีหรืออุปกรณ์ตัวหนึ่งจะไม่กระจายไปยังทุกสถานี

เหมือนฮับ ทั้งนี้เพราะสวิตช์จะรับกลุ่มข้อมูลหรือแพ็กเกจมาตรวจสอบก่อน แล้วดูว่าแอดเดรสของ

สถานีหลายทางไปที่ใด สวิตช์จะลดปัญหาการชนกันของข้อมูลเพราะ ไม่ต้องกระจายข้อมูลไปทุก

สถานี และยังมขี ้อดใี นเรือ่ งการป้องกันการดกั จับขอ้ มลู ท่ีกระจายไปในเครอื ข่าย

39

แผนการจัดการเรยี นรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 2

ชอื่ หน่วย ระบบเครอื ขา่ ยและเทคโนโลยี สอนครง้ั ที่ 3
สารสนเทศ
ชว่ั โมงรวม 12
จำนวนชวั่ โมง 4

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอน

5.1 การนำเขา้ สบู่ ทเรียน

5.1.1. ครู เชค็ ช่ือและตรวจการแตง่ กาย

นกั เรียน ขานช่อื และลกุ ใหค้ รูตรวจการแต่งกายทลี ะคน

5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรยี นโดยซกั ถาม เรือ่ งหากเราตอ้ งการสง่ ข้อมลู ทางคอมพิวเตอร์เรา

จะใช้งานอย่างไร ผ้สู อนตรวจแล้วให้ผ้เู รยี นบันทึกคะแนนที่ได้ไว้เพือ่

เปรยี บเทยี บกบั การทดสอบหลงั เรยี นจบ

นกั เรยี น ตอบคำถาม ซักถามขอ้ สงสยั

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1. ครู แจ้งหวั ขอ้ ท่ีจะสอน ตามเน้อื หาสาระ เร่ือง ระบบเครอื ขา่ ยและเทคโนโลยี

สารสนเทศ โดยใช้สอื่ power point ตอบคำถาม/ซักถามปญั หา

นักเรียน ตอบคำถาม ซักถามปญั หาข้อสงสัย ศกึ ษาจากส่ือ และเอกสาร

ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธบิ ายเก่ียวกบั ระบบเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ ความเป็นมาของอินเทอร์เนต็ 2.3.

ความหมายของระบบเครือขา่ ย ลกั ษณะของการเชอื่ มต่อของระบบเครอื ข่าย

คอมพวิ เตอร์ ประเภทของระบบเครอื ขา่ ย อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือขา่ ย

ตอบคำถาม/ซักถามปัญหา

นกั เรียน จดบนั ทึกย่อ ตอบคำถาม ปรกึ ษา/อภิปรายกับเพอ่ื น

5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรยี นโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรยี น และอธบิ ายบางข้อที่

ผ้เู รียนมีข้อสงสยั จากการจดบนั ทึก

นกั เรยี น ร่วมกันอภปิ รายหาขอ้ สรุป

5.2.4. ครู ให้ผู้เรยี นทำแบบฝกึ หดั ท่ี 2 เรอ่ื ง ระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ

เพื่อบอกความสำคญั ระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศได้

นักเรยี น ปฏิบตั กิ ารทดลองตามแบบฝกึ หดั ท่ี 2

40

5.3 การสรปุ

5.3.1. ครู ส่มุ เรียกผูเ้ รยี นออกมาสรุปเนือ้ หาท่ีได้เรยี นตามกลมุ่ ท่ีจดั ทำแบบฝึกหดั ที่ 2

จนครบคลมุ เน้ือหาทง้ั หมด โดยผู้สอนช่วยให้คำแนะนำ และอธบิ ายเพมิ่ เติม

นักเรยี น ออกมาอธบิ ายหน้าชน้ั เรยี นทีละกล่มุ โดยสรุปเนอ้ื หา ซกั ถามปัญหาและ

จดบันทกึ เพิ่มเตมิ

5.3.2. ครู ให้ผู้เรยี นปฏบิ ัติตามแบบฝกึ หัดที่ 2 ให้เสร็จสมบูรณ์ และใหผ้ ู้เรียน

ซักถามปญั หาในการเรยี น

นกั เรยี น ซกั ถามปญั หาและข้อสงสัยในการปฏบิ ัตกิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง

และส่งใบงานใน Google Classroom

5.4 การวดั และประเมนิ ผล

5.4.1. ครู สุ่มถามผู้เรยี นเกี่ยวกับเน้อื หาทีเ่ รียน

นักเรยี น ตอบคำถามท่ีผสู้ อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผเู้ รยี นทำแบบฝกึ หัดที่ 2 ตอบคำถามโดยสมุ่ คำถามจากเนอื้ ทเี่ พอื่ วดั

ความเขา้ ใจ หลงั จากนัน้ ตรวจแบบฝกึ หดั ท่ี 2 และบันทึกคะแนน

นักเรยี น ตอบคำถาม และแลกเปล่ียนคำตอบ

6. ส่อื การเรยี นรู/้ แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอ่ื สิ่งพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรือ่ งคอมพวิ เตอรแ์ ละอปุ กรณโ์ ทรคมนาคม
บุญสบื โพธ์ศิ รี, รพพี รรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การจัดการอาชพี .

พิมพค์ รั้งท่ี 1. กรุงเทพฯ : สานกั พิมพศ์ นู ย์สง่ เสรมิ อาชวี ะ

ธรี วัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การจดั การอาชีพ. กรงุ เทพฯ : ซคั

เซส มเี ดีย

โอภาส เอ่ยี มสิริวงศ์. 2556. เครือข่ายคอมพวิ เตอร์และการสอ่ื สาร. กรุงเทพฯ : วี.พร้ินท

6.1 สือ่ โสตทัศน์
ส่ือ PowerPoint วิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ หน่วยท่ี 2 เร่ือง ระบบเครอื ขา่ ย

และเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชพี หน่วยที่ 2 เร่อื ง ระบบ
เครอื ข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ

7.2 แบบฝึกหดั ท่ี 2 เรอ่ื งระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ

41

8. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ ับวชิ าอื่น
8.1 สามารถนำความรู้ มาใช้การจัดการเก่ียวกับงานระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ
8.2 สามารถนำความรู้ มาใช้ร่วมกับวชิ าการใช้งานด้านการต่อสายแลน

9. การวัดและประเมินผล
9.1 ก่อนเรียน
9.1.1.ผู้เรียนศึกษา คน้ คว้าจากเอกสาร ตำรา เกีย่ วกบั ความร้เู กีย่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การ
จดั การอาชพี
9.1.2.ผ้เู รยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
9.2 ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤตกิ รรมภายในชั้นเรยี น
9.2.2.ทำแบบฝึกหัดประจำหนว่ ย
9.3 หลงั เรียน
9.3.1.ให้ผูเ้ รียนชว่ ยกนั สรปุ เนื้อหา
9.3.2.ทำแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทำแบบทดสอบประจำหน่วยที่ 2 เพื่อวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

42

10.บันทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรยี นรู้ของนักเรียน นักศกึ ษา
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

41

แผนการจัดการเรยี นรูม้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 2

ชอ่ื หนว่ ย ระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยี สอนคร้งั ท่ี 4
สารสนเทศ ชัว่ โมงรวม 12

จำนวนชวั่ โมง 4

1. สาระสำคญั
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้าน

วิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการ โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นเทคโนโลยีด้าน
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและการสื่อสาร ตลอดจนอาศัยความรู้ในกระบวนการ
ดำเนนิ งานสารสนเทศในขนั้ ตอนตา่ งๆ ต้ังแต่การแสวงหา การวเิ คราะหก์ ารจัดเก็บ รวมถงึ การจดั การเผยแพร่
และแลกเปล่ียนสารสนเทศด้วย เพ่ือเพิม่ ประสิทธภิ าพความถกู ตอ้ ง ความแมน่ ยำ และความรวดเรว็ ทนั ต่อการ
นำมาใช้ประโยชน์ได้นั่นเอง ระบบสารสนเทศ (Information System: IS) คือระบบเฉพาะเจาะจงชนิดหนงึ่
กล่าวได้ว่าเปน็ กลุ่มของสว่ นประกอบพ้นื ฐานตา่ ง ๆ ทท่ี ำงานเก่ยี วขอ้ งกันในการจดั เก็บจดั การประมวลผล และ
เผยแพร่แสดงผลขอ้ มูลสารสนเทศและสนบั สนนุ กลไกของผลสะทอ้ นกลบั เพ่อื ให้บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย
2.1 ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
2.2 บทบาทของระบบสารสนเทศ
2.3 ระบบสารสนเทศท่ีใชค้ อมพวิ เตอร์
2.4 การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
2.5 ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1. ผ้เู รียนบอกความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้

3.1.2. ผูเ้ รยี นอธบิ ายบทบาทของระบบสารสนเทศได้ถูกต้อง
3.1.3. ผ้เู รียนบอกสว่ นประกอบของระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์ได้
3.1.4. ผเู้ รียนยกตัวอยา่ งการใชง้ านเทคโนโลยสี ารสนเทศไดอ้ ยา่ งนอ้ ย
3.1.5. ผ้เู รยี นยกตัวอยา่ งผลกระทบดา้ นบวกได้ถกู ต้อง
3.1.6. ผเู้ รียนยกตวั อย่างผลกระทบดา้ นลบได้ถกู ตอ้ ง

42

3.2 ด้านทักษะ
3.2.1 สามารถบอกความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้
3.2.2 สามารถอธิบายบทบาทของระบบสารสนเทศได้ถูกต้อง
3.2.3 สามารถบอกส่วนประกอบของระบบสารสนเทศที่ใชค้ อมพวิ เตอร์ไดอ้ ยา่ งน้อย 2 สว่ น
3.2.4 สามารถยกตวั อยา่ งการใชง้ านเทคโนโลยสี ารสนเทศไดอ้ ยา่ งนอ้ ย 3 ดา้ น
3.2.5 สามารถยกตวั อยา่ งผลกระทบดา้ นบวกไดถ้ กู ตอ้ ง
3.2.6 สามารถยกตัวอย่างผลกระทบดา้ นลบได้ถูกต้อง

3.3 คุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์
3.3.1 ใฝก่ ารเรยี นรู้
3.3.2 ผ้เู รียนทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อย
3.3.3 ปฏบิ ตั งิ านดว้ ยความซอ่ื สัตย์สจุ รติ
3.3.4 มีความรบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ท่ี
3.3.5 มคี วามม่งุ มน่ั ในการทำงาน
3.3.6 ใช้เวลาอยา่ งคมุ้ คา่
3.3.7 มีจิตสาธารณะ

43

แผนการจดั การเรยี นรมู้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 2

ช่อื หนว่ ย ระบบเครอื ขา่ ยและเทคโนโลยี สอนคร้ังท่ี 4
สารสนเทศ
ชว่ั โมงรวม 12
จำนวนช่ัวโมง 4

4. เนอื้ หาสาระการเรียนรู้
2.7 ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การประยุกต์ความรูด้ ้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชนท์ ี่
เก่ียวกบั การผลิต การสร้างวธิ กี ารดำเนนิ และรวมถึงอปุ กรณต์ ่างๆ ท่ไี ม่ได้มีในตามธรรมชาติโลกแห่งเทคโนโลยี
ยุคนี้ ทำใหม้ นษุ ย์ได้รับส่งิ อำนวยความสะดวกจากเทคโนโลยีมาประยุกตใ์ ชก้ ับการดำเนินชวี ติ ประจำวนั ไม่ถว้ น

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ผลลัพธ์ท่ีเกิดจากการประมวลผลข้อมูลดิบ (Raw data) ด้วย
การรวบรวมข้อมลู ดิบจากแหล่งต่างๆ และนำมาผ่านกระบวนการประมวลผล ไม่ว่าจะเปน็ การจัดข้อมูล การ
เรียงลำดับขอ้ มลู การคำนวณและสรปุ ผล จากนัน้ ก็นำมาเสนอในรปู แบบของรายงานที่เหมาะสมตอ่ การใช้งาน
ทก่ี ่อเกดิ ประโยชน์ตอ่ การดำเนินชวี ิตมนุษย์ ในชีวิตประจำวนั ข่าวสาร ความรู้ด้านวชิ าการ และธรุ กจิ

เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้าน
วิทยาศาสตร์มาจัดการสารสนเทศที่ต้องการ โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นเทคโนโลยีด้าน
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและการสื่อสาร ตลอดจนอาศัยความรู้ในกระบวนการ
ดำเนินงานสารสนเทศในขน้ั ตอนต่างๆ ตง้ั แตก่ ารแสวงหา การวเิ คราะห์การจดั เก็บ รวมถงึ การจัดการเผยแพร่
และแลกเปลยี่ นสารสนเทศดว้ ย เพอ่ื เพิม่ ประสิทธภิ าพความถกู ต้อง ความแม่นยำ และความรวดเรว็ ทนั ต่อการ
นำมาใช้ประโยชน์ได้น่ันเอง

2.8. บทบาทของระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information System: IS) คือระบบเฉพาะเจาะจงชนิดหนึ่ง กล่าวได้ว่าเป็น

กลุ่มของส่วนประกอบพื้นฐานต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกันในการจัดเก็บจัดการประมวลผล และเผยแพร่
แสดงผลข้อมูลสารสนเทศและสนับสนุนกลไกของผลสะท้อนกลับ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยทั่วไป
ระบบสารสนเทศประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ๆ 3 สว่ นดว้ ยกัน คอื
2.8.1 ส่วนนำเข้า (Input) คือ การรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลดิบ เช่น การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม

การขอข้อมลู ในระบบสอบถามเบอรโ์ ทรศัพท์ ข้ึนอยกู่ บั สว่ นแสดงผลที่ต้องการส่วนทน่ี ำเข้านี้อาจเป็น
ขบวนการทีท่ ำด้วยตัวเองหรือเปน็ แบบอตั โนมตั ิ
2.8.2 การประมวลผล (Processing) เก่ยี วขอ้ งกบั การเปลย่ี นแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของส่วนแสดงผล
ทมี่ ปี ระโยชน์ เชน่ ระบบคดิ เกรดเฉลย่ี สะสมของนกั เรียน โดยนำเกรดเฉลยี่ ของนกั เรียนในแต่ละเทอม
มาบวกกนั แลว้ หารด้วยจำนวนเทอม จะไดม้ าเปน็ เกรดเฉลีย่ สะสมลา่ สดุ ในปีการศกึ ษาน้นั ๆ

44

2.8.3 ส่วนแสดงผล (Output) เกี่ยวข้องกับการผลิตสารสนเทศที่มีประโยชน์มักจะอยู่ในรูปของเอกสาร
หรือรายงาน เช่น งานทะเบียนเก็บผลการเรียนของนักเรียนแล้วนำมาผ่านการประมวลผลเพื่อสรุป
ออกมาเป็นใบรับรองผลการศกึ ษาของนักเรียนทเ่ี รยี กว่า “ใบ รบ.”

2.9 ระบบสารสนเทศทีใ่ ช้คอมพิวเตอร์
ระบบสารสนเทศทใี่ ชค้ อมพิวเตอรป์ ระกอบด้วยฮารด์ แวร์ (Hardware) ซอฟตแ์ วร์ (Software) ขอ้ มลู

(Data) บุคคล (People) ขบวนการ (Procedure) และการสื่อสารข้อมูล (Telecommunication) ซึ่งถูก
กำหนดข้ึนเพือ่ ทำการรวบรวม จดั เก็บและประมวลผลข้อมลู ใหเ้ ป็นสารสนเทศ
2.9.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการรวบรวม นำเข้า การจัดเก็บการ

ประมวลผลข้อมูลใหเ้ ปน็ สารสนเทศ และแสดงสารสนเทศทีเ่ ป็นผลลพั ธ์ออกมา
2.9.2 ซอฟต์แวร์ (Software) คือ โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ใช้ในการปฏิบัติงานรว่ มกับฮาร์ดแวร์และใช้ใน

การประมวลผลข้อมลู เปน็ สารสนเทศตามทีต่ ้องการ
2.9.3 ขอ้ มลู (Data) คอื ขอ้ มลู และสารสนเทศทถ่ี กู เกบ็ อยใู่ นฐานข้อมลู โดยฐานข้อมลู คอื กลมุ่ ของค่าความ

จริงและสารสนเทศที่มีความเกยี่ วข้องกัน
2.9.4 บคุ คล (People) คือ ผูท้ มี่ สี ่วนเกี่ยวข้องกบั การทำงานและปฏิบัตงิ านร่วมกับสารสนเทศ
2.9.5 ขบวนการ (Procedure) คือ กลุ่มของคำสั่งหรือกฎที่แนะนำวิธีการปฏิบัติงานกับคอมพิวเตอร์ใน

ระบบสารสนเทศ อาจได้แก่ การแนะนำการควบคุมการเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ วิธีการสำรองข้อมูล
สารสนเทศในระบบ และวธิ ีจัดการกับปญั หาท่อี าจเกดิ ขนึ้ ได้ เป็นตน้
2.9.6 การสื่อสารข้อมูล (Telecommunication) การส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดต่อสื่อสาร และ
สามารถเชื่อมระบบคอมพวิ เตอรเ์ ขา้ กบั ระบบเครอื ข่าย (Network) ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพได้

2.10 การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ในปจั จุบันมกี ารนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เกือบทกุ องคก์ รเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ

ผู้บริโภคและตวั ผู้ผลติ เอง การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในแต่ละสาขาวิชาชพี นน้ั จะทำประโยชน์
ได้มากหรือน้อยข้ึนอยู่กับความสามารถในการใช้งานของแต่ละองคก์ รเช่น
2.10.1งานด้านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอนเป็นการใช้เทคโนโลยี

สมัยใหม่ สอนด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย รูปแบบของสื่อที่นำมาใช้ในด้านการเรียนการสอนมีความ
หลากหลายขน้ึ อยกู่ ับความเหมาะสมในการนำมาใช้ ดังตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี
2.10.1.1 คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) การจัดโปรแกรมการ

สอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรูปแบบของสื่อประสม หมายถึงนำเสนอได้ทั้งภาพ เสียง
ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น เหมาะกับการศึกษาด้วยตนเอง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถ
โตต้ อบกับบทเรียนไดต้ ลอด

45

2.10.1.2 การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) เป็นการจัดการเรียนที่เป็นการ
นำเอาสื่อการเรียนการสอนที่เป็นเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนให้เกิดการ
เรยี นรู้สืบค้นข้อมูลและเช่อื มโยงเครอื ขา่ ยทำใหผ้ เู้ รยี นสามารถเรยี นไดท้ กุ สถานท่ีและทุกเวลา

2.10.1.3 อเิ ล็กทรอนิกสบ์ ๊กุ (E-book) หนงั สือหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ผอู้ ่านสามารถอ่านผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอ่ืน ๆ ได้หนังสือหรือเอกสารอิเล็กทรอนกิ ส์มี
ความหมายรวมถึงเนื้อหาที่ถูกดัดแปลง อยู่ในรูปแบบที่สามารถแสดงผลออกมาได้โดย
เครอ่ื งมอื อิเล็กทรอนิกส์

2.10.1.4 วดิ โี อเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถึง การประชุมทางจอภาพระหว่างบุคคลหรือคณะบุคคลท่ีอยู่
ต่างสถานท่ีและห่างไกลกันโดยใช้ส่ือทางด้านมัลติมีเดีย ที่ใหท้ ้ังภาพเคล่ือนไหวภาพน่ิง เสียง
และข้อมูลตัวอักษรในการประชุมเวลาเดียวกัน ในด้านการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนและ
ผู้สอนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ผ่านทางจอภาพ โทรทัศน์และเสียง ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล
สามารถเหน็ ภาพและเสยี งของผสู้ อน สามารถเห็นอากัปกริ ิยาของผสู้ อน

2.10.1.5 ระบบวิดีโอออนดีมานด์ (Video on Demand) สื่อประเภทนีอ้ าศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ความเร็วสูง เป็นระบบที่มีศูนย์กลางการเก็บข้อมูลวีดิทัศน์ไว้จำนวนมาก โดยจัดเก็บในรูป
แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ (Video Server) เมื่อผู้ใช้ต้องการเลือกชมรายการใดก็เลือกได้จาก
ฐานข้อมูลที่ต้องการ ระบบวิดีโอออนดีมานด์เป็นระบบที่นำมาใช้ในเรื่องการเรียนการสอน
ทางไกลได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองต้องการเรียน
หรือสนใจได้

2.10.1.6 การสืบค้นข้อมูล (Search Engine) การค้นหาข้อมูลผ่าน เวิลด์ ไวด์ เว็บ(World Wide
Web : www) ซึ่งมีการเก็บรวบรวมไว้เป็นฐานข้อมูล ในอินเทอร์เน็ต เวิลด์ ไวด์ เว็บ มี
ลักษณะเปน็ แบบมัลติมีเดยี สามารถสรา้ งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ท่ีเก็บได้ทง้ั ภาพ เสียง และ
ตัวอักษร มีระบบการเรียกค้นที่มีประสิทธิภาพโดยใช้โครงสร้างดัชนีแบบลำดับชั้นภูมิ และ
บันทึกร่องรอยของการสืบค้นไว้ ปัจจุบันมักใช้วิธีการสืบค้นข้อมูล เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้
ประกอบในการทำเอกสารรายงานต่าง ๆ ได้อยา่ งสะดวกรวดเร็ว

2.10.1.7 อินเทอร์เน็ต(Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อยและ
เครอื ขา่ ยใหญ่ สลบั ซับซอ้ นมากมายเช่ือมต่อกัน โดยใช้ในการติดตอ่ สอื่ สาร ข้อความ รูปภาพ
เสียงและอ่นื ๆ โดยผ่านระบบเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ที่มีผู้ใชง้ านกระจายกันอยู่ทวั่ โลก ปัจจบุ ัน
ไดม้ กี ารนำระบบอินเทอร์เน็ตเขา้ มาใช้วงการศึกษากันท่ัวโลก ซึ่งมปี ระโยชนใ์ นด้านการเรียน
การสอนเป็นอยา่ งมาก

2.10.2 งานทะเบยี นของสถานศกึ ษา
2.10.2.1 งานรบั มอบตวั ทำหนา้ ทตี่ รวจสอบหลกั ฐานที่นักเรียนมารายงานตัว จากนนั้ ก็จัดเก็บประวัติ
นักเรียน เชน่ ภมู ิลำเนา บิดามารดา ประวัติการศึกษาไวใ้ นแฟม้ เอกสารขอ้ มลู ประวัตนิ ักเรยี น

46

2.10.2.2 งานทะเบียนเรยี นรายวชิ า ทำหน้าท่จี ดั รายวิชาท่ีต้องเรียนให้กบั นักเรียน ในแต่ละภาคเรียน
ทกุ ช้ันปี ตามแผนการเรยี นของแตล่ ะแผนก แล้วจัดเก็บไว้ในแฟม้ ขอ้ มลู ผลการเรยี น

2.10.2.3 งานประมวลผลการเรียน ทำหน้าที่นำผลการเรียนจากครูผู้สอนมาประมวลในแต่ละภาค
เรียน จากนั้นก็จัดเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารข้อมูลผลการเรียน และแจ้งผลการเรียนให้ผู้ท่ี
เกี่ยวข้องทราบ

2.10.2.4 งานตรวจสอบผู้จบการศึกษา ทำหน้าที่ตรวจสอบรายวิชา และผลการเรียนที่นกั เรียนเรียน
ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งจบหลักสูตรจากแฟ้มเอกสารข้อมูลผลการเรียนว่าผ่านเกณฑ์การจบ
หรอื ไม่

2.10.3ห้างสรรพสินคา้ เนื่องจากหา้ งสรรพสินค้าเปน็ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีหลายสาขาที่จัดจำหน่ายอยู่
ทั่วประเทศ มีตัวแทนจำหนา่ ยและพนักงานอยูห่ ลายพันคน ดังนั้นข้อมลู ที่เกี่ยวข้องและการตัดสินใจ
ต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ การใช้เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การใช้
คอมพิวเตอร์จัดเกบ็ ฐานข้อมูลเกี่ยวกบั สินคา้ ต่าง ๆ การใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด การเชื่อมต่อเครือขา่ ย
หา้ งสรรพสินคา้ โดยผ่านการเชอ่ื มต่อแบบออนไลนแ์ ละผ่านดาวเทียม

2.10.4งานสาธารณสุขและการแพทย์
2.10.4.1 ด้านการลงทะเบยี นผ้ปู ว่ ย ต้ังแต่เร่ิมทำบตั ร จา่ ยยา เป็นต้น
2.10.4.2 การสนับสนนุ การรักษาพยาบาล โดยการเช่อื มโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลต่าง ๆ
เขา้ ด้วยกนั สามารถสรา้ งเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปล่ียนขอ้ มลู ผู้ปว่ ย
2.10.4.3 สามารถใหค้ ำปรึกษาทางไกลโดยแพทย์ผเู้ ชี่ยวชาญ เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้แพทย์
สามารถเห็นหน้าหรือท่าทางของผู้ป่วยได้ ช่วยให้ส่งข้อมูลที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพื่อ
ประกอบการพจิ ารณาของแพทยไ์ ด้
2.10.4.4 ให้ความรู้หรือการเรยี นการสอนทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะดาวเทยี มจะช่วย
ให้การเรียนการสอนทางไกลด้านการแพทย์และสาธารณสุขเป็นไปได้มากขึ้นประชาชน
สามารถเรยี นรูพ้ ร้อมกันไดท้ ั่วประเทศและยงั สามารถโตต้ อบหรือซกั ถามได้ดว้ ย
2.10.4.5 การกำหนดนโยบายในการบริหารงาน อาจใชค้ อมพิวเตอร์เป็นตวั เกบ็ ข้อมูลต่าง ๆ ทำใหก้ าร
บริหารเป็นไปไดด้ ้วยความรวดเรว็ ถูกตอ้ งมากยิง่ ขน้ึ
2.10.4.6 งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาการกระจายถิ่นที่อยู่ของนก การกระจายของ
แบคทีเรีย การสร้างอาณาจักรของมด ผึ้ง ชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า การพึ่งพาอาศัยกัน
และกัน ตลอดจนระบบนิเวศวิทยา โดยใชเ้ ครื่องจักรทำงานโดยอัตโนมัติภายใต้โปรแกรม
2.10.4.7 งานด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม การพัฒนาโทรศัพท์มือถือที่ปัจจุบันไม่ได้มีไว้สื่อสาร
เพียงอย่างเดียว การติดตอ่ สื่อสารผ่านดาวเทยี มท้ังภาพและเสียง
2.10.4.8 งานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์
ออกแบบสินค้า และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วยควบคุมกระบวนการผลิต เช่น ควบคุม
อุณหภูมคิ วบคมุ คุณภาพของผลิตภณั ฑ์ ลดแรงงาน โดยใช้คอมพวิ เตอรค์ วบคุมหุ่นยนต์ทำงาน

47

2.10.4.9 ใช้ในสำนักงานภาครัฐและเอกชน การทำบตั รประจำตวั ประชาชน การเกดิ การตาย การเสีย
ภาษีอากร การทำใบอนุญาตขับรถยนต์ การจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ การประมวลผล
คะแนนเลือกตั้งเป็นตน้ งานเหลา่ น้ไี ด้มีการนำระบบสำนักงานอตั โนมัติเข้ามาใช้ เพ่ือทำให้ได้
ขอ้ มลู ขา่ วสารท่ีรวดเร็ว

2.11 ผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งมากมาย ซงึ่ ก่อใหเ้ กิดประโยชน์

ต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาลและเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล
องค์กร หรือสงั คม โดยสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศออกเปน็ 2 ดา้ น คอื
2.11.1. ผลกระทบดา้ นบวก

2.11.1.1. การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้นช่วย
ส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกที่
ควบคุมด้วยคอมพวิ เตอร์ เช่น ลฟิ ต์ เครอ่ื งซักผ้าเครอ่ื งปรับอากาศ วิทยุ โทรทศั น์ มีรายการให้
เลอื กชมได้มากมาย มกี ารแพรก่ ระจายสัญญาณโทรทศั นผ์ า่ นดาวเทยี ม ทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้
ขา่ วสารตา่ ง ๆ จากท่วั ทุกมุมโลกไดอ้ ยา่ งรวดเรว็

2.11.1.2. การเสริมสร้างความเสมอภาคในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีช่วยให้การ
กระจายข่าวสารไปได้ทั่วทุกแห่ง แม้แต่ในถิ่นทุรกันดาร มีการใช้ระบบการเรียนการสอน
ทางไกล ทำให้เป็นการกระจายโอกาสการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล มีการพัฒนาระบบการ
รักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสอ่ื สารทำให้ผ้ปู ว่ ยมีโอกาสได้รบั การรกั ษาอย่างเทา่ เทยี มกัน

2.11.1.3. การเรียนการสอนและส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย ในสถานศึกษามีการนำคอมพิวเตอร์และ
อปุ กรณค์ อมพวิ เตอรม์ าสร้างส่ืออิเล็กทรอนิกส์ประกอบการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังมีการ
พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา เช่น การจัดตารางสอน จัดชั้น
เรียน เทคโนโลยีช่วยให้งานค้นคว้าวิจัยในห้องปฏิบัติการวิจัยต่าง ๆ มีความก้าวหน้ายิ่งข้ึน
คอมพิวเตอร์ช่วยงานคำนวณที่ซับซ้อน เช่น งานสำรวจทางด้านอวกาศ งานพัฒนาคิดค้น
ผลิตภณั ฑแ์ ละสารเคมีต่าง ๆ ทำให้ไดส้ ูตรยารักษาโรคใหม่ ๆ เกดิ ขึ้นมากมาย

2.11.1.4. การรกั ษาส่งิ แวดลอ้ ม ได้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น
การอนุรักษ์ป่าไม้ มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์
อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวบรวมข้อมูล
คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมา
ชว่ ย

2.11.1.5. การรกั ษาความปลอดภัย มกี ารใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการรักษาความม่ันคง และความ
ปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การตรวจสอบสัมภาระในการเดินทาง การ
ตรวจสอบอาวธุ และวัตถรุ ะเบิด

48

2.11.1.6. การผลติ ในอตุ สาหกรรมและการพาณิชยกรรม ในปัจจุบนั ใช้เครื่องจักรทำงานอย่างอัตโนมัติ
สามารถทำงานได้ตลอด 24ชัว่ โมง สินคา้ ท่ีมีคณุ ภาพและปริมาณพอเพียงกับความตอ้ งการของ
ผูบ้ ริโภคมคี วามสะดวกและรวดเร็วขน้ึ

2.11.1.7. การสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนาความคิด เทคโนโลยีสารสนเทศมีแนวโน้มท่ีจะมีบทบาท
มากขึ้นตอ่ ชีวิตประจำวัน งานบางอย่างถ้าให้มนุษย์ทำอาจตอ้ งเสียเวลาคิดคำนวณตลอดชีวติ
แตค่ อมพวิ เตอรส์ ามารถทำงานเสร็จภายในเวลาไมก่ ีว่ ินาที ดังน้นั จึงมีการนำคอมพิวเตอร์ มา
จำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์หาทางศึกษาหรือแก้ไขปัญหา เช่น การควบคุมระบบ
การจราจรการจำลองการเดินเรือ เปน็ ต้น

2.11.1.8. การส่งเสริมประชาธปิ ไตย มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ กระจายข่าวสารใหป้ ระชาชนได้
เห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แม้แต่การเลือกตั้งก็มีการใช้คอมพิวเตอร์รวมผล
คะแนน ใช้สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ตรายงานผลการนับคะแนนที่ทำให้ทราบผลได้
อย่างรวดเร็ว

2.11.2. ผลกระทบดา้ นลบ
2.11.1.1. ทำให้เกิดอาชญากรรม เทคโนโลยีสารสนเทศเปน็ หนทางในการกอ่ อาชญากรรมได้ อาชญากร

อาจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนโจรกรรม มีการลักลอบใชข้ ้อมลู ข่าวสารหรอื เข้าไป
แก้ไขข้อมูล เช่น การแก้ไขระดับคะแนนของนักศึกษา แก้ไขจำนวนเงินในบัตรเติมเงิน
โทรศพั ทเ์ คลือ่ นที่ รวมไปถงึ การใช้คอมพวิ เตอรแ์ ละอนิ เทอร์เนต็ เพื่อล่อลวงผอู้ ืน่ ไปในทางที่ไม่
ดี
2.11.1.2. ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเสือ่ มถอย การใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสาร ทำให้
สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องพบหน้ากัน การใช้งานคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่การเลน่
เกมมีลักษณะการใช้งานเพียงคนเดียว ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นลดลง ทำให้มีความเชื่อว่า
มนษุ ยส์ มั พันธข์ องบคุ คลจะนอ้ ยลง สังคมใหม่จะเป็นสังคมทีไ่ มต่ อ้ งพ่ึงพาอาศัยกนั มาก
2.11.1.3. ทำให้เกดิ ความวิตกกังวล เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความวิตก
กงั วลว่าคอมพวิ เตอร์อาจทำให้เกิดการจา้ งงานน้อยลงมีการนำเอาหนุ่ ยนตม์ าใช้ในงานมากข้ึน
มีระบบการผลติ ทีอ่ ัตโนมตั ิมากขน้ึ ทำให้ผใู้ ช้แรงงานอาจว่างงานมากข้ึนซง่ึ ความคิดเหล่านี้จะ
เกิดกบั บคุ คลบางกลมุ่ เท่านั้น แตถ่ ้าบุคคลเหล่านัน้ สามารถปรบั ตัวเข้ากับเทคโนโลยี หรือมีการ
พัฒนาให้มคี วามรคู้ วามสามารถสูงขึ้นแลว้ ปัญหานจี้ ะไม่เกิดข้ึน

2.11.1.4. ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยในการดำเนนิ งาน การดำเนินงานในปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพาอาศยั
เทคโนโลยีมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดของธุรกิจฝากไว้ในศูนย์ข้อมลู หากเกิดการสูญหาย
ของขอ้ มลู อันเนอื่ งมากจากอุบตั ภิ ยั เช่น ไฟไหม้ นำ้ ท่วม หรอื ถกู ทำลายจากไวรัส คอมพิวเตอร์
จะทำใหไ้ มส่ ามารถนำข้อมูลน้ันมาใช้ได้ นอกจากนี้อาจมีผู้ประสงค์ร้ายเข้าไปขโมยข้อมูลมาใช้
ในทางทไ่ี มด่ ไี ดง้ ่ายข้นึ

49

2.12 ประโยชน์ทีไ่ ด้รับจากระบบเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นระบบเครือข่ายที่โยงใยกันทั่วโลก ซึ่งมีบริการในด้านต่าง ๆ

มากมายไว้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้ ระบบ
เครอื ขา่ ยรปู แบบต่าง ๆ ซง่ึ มีอย่างหลากหลายดังน้ี

2.12.1. ประโยชน์ด้านการอ่าน บนอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการที่ทำให้สามารถทำการอ่านหนังสือ
วารสารและนิตยสาร ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มีบริการทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
ฯลฯ เชน่ ComSaving เปน็ ตน้

2.12.2. ประโยชน์ด้านการค้นคว้าข้อมูล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีบริการสามารถที่จะเข้าไปใช้
บริการคน้ หาข้อมูล ผ่านระบบเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ ได้ สามารถที่จะเข้าไปคน้ หาข้อมูลท่ีสนใจ
ใน World Wide Web หรือ WWW เช่น เข้าไปค้นหาข้อมูล อาจเป็นข้อมูลภาพและเสียง
และอืน่ ๆ อีกมากมาย

2.12.3. ประโยชน์ด้านการประชาสัมพันธ์ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการติดต่อโฆษณา
ประชาสัมพันธ์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ องค์การหรือหน่วยงานต่าง ๆ นิยมสร้าง
เว็บไซต์ (Web Site) บนอินเตอร์เนต็ เพื่อใหบ้ ริการข้อมลู เกี่ยวกับองคก์ ารและบรกิ ารต่าง ๆ
เพอ่ื ใชใ้ นการประชาสัมพนั ธ์ขอ้ มูลของบรษิ ทั

2.12.4. ประโยชน์ด้านการส่งคำอวยพร ในเทศกาลต่าง ๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการสง่
การ์ดอวยพรและขอ้ มูลให้ผ้ใู ช้โทรศัพท์มอื ถือ มีบริการสง่ การ์ดอวยพรอเิ ล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซ่งึ ไมม่ คี า่ ใชจ้ า่ ย หรือ บริการฝากข้อความบรกิ ารสง่ เพลงที่ต้องการส่ง
ให้คนที่ได้รบั ขอ้ มูล

2.12.5. ประโยชนด์ า้ นข้อมูลข่าวสาร บนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ตน้นั มบี ริการอ่านขอ้ มูลข่าวสารต่าง ๆ
ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากมุมต่าง ๆ ได้ทั่วโลกโดยผ่านเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ให้บริการ
ข้อมลู ข่าวสาร เช่น CNN ตลอดจนหนงั สือพิมพต์ า่ ง ๆ ท้งั ในประเทศไทยและต่างประเทศที่มี
บริการขอ้ มลู ขา่ วสารที่รวดเรว็

2.12.6. ประโยชนด์ ้านการสำรองข้อมูลจากอนิ เทอร์เนต็ บนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตนัน้ มกี ารดาวนโ์ หลด
ซอฟตแ์ วร์ตา่ ง ๆ (Software Download) ผา่ นระบบเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ซ่งึ บรษิ ัทผ้ผู ลิตมี
ไว้บริการ เช่น Microsoft ฯลฯ ซึ่งในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีไว้บริการ ผู้ที่ต้องการ
ดาวน์โหลดโปรแกรมเพื่อไปใช้งานสามารถเข้าไปดาวน์โหลดเพื่อท ำการศึกษาหาความรู้ ท่ี
ทันสมยั อยเู่ สมอ

2.12.7. ประโยชน์ด้านการค้นคว้าข้อมลู จากห้องสมุด บนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตมีบรกิ ารคน้ หาข้อมลู
จากห้องสมุด (Explorer Libraries) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึง่ ในบริการเครือข่ายมี
หอ้ งสมุดออนไลน์ตา่ ง ๆ ไวบ้ รกิ ารเพอ่ื ให้ผทู้ ่ีต้องการค้นหาขอ้ มูลและบรกิ ารอ่านหนังสือใหม่ ๆ
ท่ีมใี นหอ้ งสมุดต่าง ๆ

50

2.12.8. ประโยชน์ดา้ นการผ่อนคลาย บนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ตนน้ั มีบริการเลน่ เกม (Play Games)
ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถใช้บริการเกมออนไลน์ เพื่อให้ความบันเทิง
และการฝึกทักษะทางสมอง ซึ่งเกมออนไลน์มีออยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น เกมเพื่อ
การศึกษา ฯลฯ เกมเหล่านี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาสมองของเด็กให้เร็วขึ้น และช่วย
เสริมทักษะความคิดในเรอ่ื งของการแก้ไขปญั หาเฉพาะหน้าไดด้ ว้ ย

2.12.9. ประโยชน์ด้านการซื้อสินค้า บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ
(Shopping) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งจะมีระบบการซื้อขายสินค้าผ่านเครื่อง
คอมพิวเตอร์ โดยผู้ที่ต้องการเข้าไปซื้อสินค้าในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น ทำการเลือก
รายการสินค้าทีม่ ีไว้บริการแล้วทำการสั่งจ่ายโดยใชบ้ ัตรเครดติ ได้ทันที ซึ่งจะทำให้การซือ้ ขาย
สนิ คา้ ไดต้ ลอด 24 ชวั่ โมง

2.12.10.ประโยชน์ด้านความบันเทิง บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีบริการดูโทรทัศน์และฟังเพลง
(Watch TV And Listen Music) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งบนระบบเครือข่าย
อนิ เทอร์เนต็ สามารถดโู ทรทัศน์ ฟังวทิ ยุ หรอื ดูรายการถา่ ยทอดสดของสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ

2.12.11.ประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (Exchange
Message) ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-
Mail กบั ผใู้ ช้บรกิ ารอินเทอร์เนต็ คนอนื่ ๆ ได้ทั่วโลกในเวลาอนั รวดเร็ว

2.12.12.ประโยชนด์ า้ นการสนทนา บนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ นัน้ มีบริการสนทนาออนไลน์ (Chat) ผ่าน
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตรวมทั้งบริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Mail จะได้รับ
ความนยิ มมากในขณะน้ี จะทำใหผ้ ทู้ ใ่ี ช้บรกิ าร Chat สามารถทีจ่ ะพดู คยุ กันได้โดยตรง เหมาะ
สำหรับการตดิ ต่อสอื่ สารท่ีรวดเร็ว

2.12.13.ประโยชน์ด้านการเรียนทางไกล บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีบริการเรียนทางไกลบน
อินเทอร์เนต็ (Distance Learning) ผ่านระบบเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ ซึง่ ปัจจบุ นั มหาวิทยาลัย
ต่าง ๆ ในประเทศ และต่างประเทศมีการใช้หลักสูตรการเรียนการสอนทางไกลผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต ทั้งในระดับประกาศนียบัตร ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยที่
ผู้เรียนไมจ่ ำเป็นต้องเรียนท่ีมหาวิทยาลยั แต่สามารถทำการเรียนผ่านระบบการเรียนการสอน
ทางไกลผา่ นระบบออนไลนเ์ ข้าสอู่ นิ เทอร์เน็ตโดยเข้าเรียนตามวนั และเวลาท่กี ำหนดการเรียนการ
สอน

2.12.14.ประโยชน์ด้านค้นหาที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีบริการค้นหาที่อยู่
และเบอร์โทรศพั ท์ ผา่ นระบบเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต ซึง่ บนอนิ เทอรเ์ นต็ มีเว็บไซต์จำนวนมากท่ี
ให้บริการคน้ หาทีอ่ ยู่ และเบอร์โทรศพั ท์ของบุคคล องคก์ าร บรษิ ัทตา่ ง ๆ เพยี งแค่ป้อนข้อมูล
ของบุคคลทตี่ ้องการคน้ หา เชน่ ชอ่ื และนามสกุล ชอ่ื เมือง ช่อื รฐั และประเทศ ลงในช่องที่
กรอกข้อมูลกส็ ามารถท่ีจะทำการค้นหาได้

51

2.13 การประยุกต์ใชร้ ะบบเครือข่ายในหน่วยงานของรฐั
ผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ระบบเครือข่ายอย่างมาก คือ หน่วยงานของรัฐ ตัวอย่างเช่นกรมสรรพากรเป็นอีก

หน่วยงานหนึ่งที่ใช้ระบบเครือข่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียภาษี ระบบการเสียภาษีแบบใหม่
ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีโดยเฉพาะบรษิ ทั ขนาดใหญ่ เรียกว่าระบบการ
กรอกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic filling) ซึ่งจะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถป้อนข้อมูลการเสียภาษีของ
ตนเองผ่านระบบกรอกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผู้เสียภาษีอาจน่ังอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งข้อมูลที่ป้อนจะ
ส่งผ่านระบบเครือข่ายไปประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากร การทำงานในระบบนี้ช่วย
ประหยัดเวลาในการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้อยา่ งมาก เนื่องจากข้อมูลนัน้ ถกู ป้อนเข้ามาโดยผู้
เสียภาษีเอง จึงอยู่ในรูปแบบอเิ ล็กทรอนิกส์ที่พร้อมสำหรับประมวลผลได้ทันที และยังมีความถูกต้องสูงมาก
ด้วย นอกจากนี้ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรเองก็สามารถนำระบบการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ร่วมกับ
ระบบทำใหก้ ารชำระภาษแี ละการคืนเงินภาษีสว่ นเกนิ ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

52

แผนการจดั การเรยี นรู้มงุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 2

ช่อื หนว่ ย ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี สอนครง้ั ท่ี 4
สารสนเทศ
ชัว่ โมงรวม 12
จำนวนชว่ั โมง 4

5. กิจกรรมการเรียนการสอน

5.1 การนำเขา้ ส่บู ทเรียน

5.1.1. ครู เชค็ ช่อื และตรวจการแต่งกาย

นักเรียน ขานชอื่ และลกุ ให้ครตู รวจการแต่งกายทีละคน

5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรียนโดยซักถาม เรือ่ งเทคโนโลยใี นมาอนาคตมาคนละ 1 อย่าง

หากเราตอ้ งการสง่ ข้อมลู ทางคอมพิวเตอร์เราผ้สู อนตรวจแล้วใหผ้ เู้ รยี นบนั ทกึ

คะแนนที่ไดไ้ ว้เพ่ือเปรยี บเทียบกับการทดสอบหลังเรียนจบ

นักเรียน ตอบคำถาม ซักถามขอ้ สงสัย

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1. ครู แจง้ หัวขอ้ ที่จะสอน ตามเนอื้ หาสาระ เรือ่ ง ระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยี

สารสนเทศ โดยใช้สือ่ power point ตอบคำถาม/ซักถามปัญหา

นกั เรยี น ตอบคำถาม ซกั ถามปญั หาข้อสงสัย ศกึ ษาจากสอื่ และเอกสาร

ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธิบายเก่ยี วกบั ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศบทบาทของระบบ

สารสนเทศ ระบบสารสนเทศท่ีใชค้ อมพวิ เตอร์ การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยี

สารสนเทศและผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ ตอบคำถาม/ซกั ถามปญั หา

นักเรียน จดบนั ทกึ ยอ่ ตอบคำถาม ปรกึ ษา/อภิปรายกับเพื่อน

5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรยี นโดยถามตอบกันภายในหอ้ งเรยี น และอธิบายบางขอ้ ที่

ผเู้ รยี นมีขอ้ สงสยั จากการจดบันทึก

นักเรียน รว่ มกันอภิปรายหาข้อสรปุ

5.2.4. ครู ให้ผ้เู รยี นทำแบบฝกึ หัดท่ี 3 เรอื่ งระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ

เพื่อบอกความสำคัญระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยสี ารสนเทศได้

นกั เรียน ปฏิบัตกิ ารทดลองตามแบบฝกึ หัดที่ 3

53

5.3 การสรุป

5.3.1. ครู ส่มุ เรียกผเู้ รยี นออกมาสรปุ เนอื้ หาที่ได้เรยี นตามกลุม่ ที่จัดทำแบบฝึกหดั ท่ี 3

จนครบคลมุ เนอ้ื หาทั้งหมด โดยผู้สอนชว่ ยให้คำแนะนำ และอธิบายเพิ่มเตมิ

นักเรียน ออกมาอธบิ ายหนา้ ชน้ั เรียนทีละกล่มุ โดยสรปุ เนอ้ื หา ซักถามปญั หาและ

จดบนั ทกึ เพม่ิ เติม

5.3.2. ครู ให้ผู้เรยี นปฏิบตั ิตามแบบฝกึ หดั ที่ 3 ให้เสร็จสมบรู ณ์ และให้ผู้เรยี น

ซักถามปัญหาในการเรยี น

นกั เรยี น ซักถามปัญหาและขอ้ สงสยั ในการปฏิบัตกิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง

และสง่ ใบงานใน Google Classroom

5.4 การวดั และประเมินผล

5.4.1. ครู ส่มุ ถามผเู้ รยี นเกย่ี วกับเนอ้ื หาท่ีเรยี น

นกั เรยี น ตอบคำถามท่ีผสู้ อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผเู้ รียนทำแบบฝึกหัดที่ 3 ตอบคำถามโดยสุ่มคำถามจากเน้อื ที่เพื่อวดั

ความเขา้ ใจ หลงั จากนั้นตรวจแบบฝกึ หดั ที่ 3 และบันทึกคะแนน

นกั เรยี น ตอบคำถาม และแลกเปลี่ยนคำตอบ

6. ส่ือการเรยี นรู้/แหล่งการเรียนรู้
6.1 ส่อื ส่งิ พมิ พ์
เอกสารประกอบการสอน เรอื่ งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม
บุญสืบ โพธ์ศิ รี, รพพี รรณ ชาวไร่ออ้ ย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจัดการอาชพี .

พมิ พ์ครง้ั ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พ์ศนู ย์ส่งเสริมอาชีวะ

ธีรวฒั น์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจดั การอาชพี . กรุงเทพฯ : ซคั

เซส มเี ดีย

โอภาส เอี่ยมสริ ิวงศ์. 2556. เครอื ข่ายคอมพิวเตอรแ์ ละการสอื่ สาร. กรงุ เทพฯ : วี.พริ้นท

6.1 ส่อื โสตทัศน์
สื่อ PowerPoint วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจัดการอาชพี หนว่ ยที่ 1 เรอ่ื ง คอมพวิ เตอรแ์ ละ

อุปกรณโ์ ทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจดั การเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ หนว่ ยที่ 2 เรื่อง ระบบ

เครอื ขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ
7.2 แบบฝกึ หัดที่ 3 เรอื่ งระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ

54

8. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธก์ ับวชิ าอื่น
8.1 สามารถนำความรู้ มาใช้การจัดการเก่ียวกับงานระบบเครอื ขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ
8.2 สามารถนำความรู้ มาใช้ร่วมกับวชิ าการใช้งานด้านการต่อสายแลน

9. การวัดและประเมินผล
9.1 ก่อนเรียน
9.1.1.ผู้เรียนศึกษา คน้ คว้าจากเอกสาร ตำรา เกีย่ วกบั ความรูเ้ กีย่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การ
จดั การอาชพี
9.1.2.ผ้เู รยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
9.2 ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤตกิ รรมภายในชั้นเรยี น
9.2.2.ทำแบบฝึกหัดประจำหนว่ ย
9.3 หลงั เรียน
9.3.1.ให้ผูเ้ รียนชว่ ยกนั สรปุ เนื้อหา
9.3.2.ทำแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทำแบบทดสอบประจำหน่วยที่ 2 เพื่อวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น

55

10.บนั ทึกหลงั การสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรยี นรขู้ องนกั เรียน นักศกึ ษา
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

54

แผนการจัดการเรยี นรมู้ ่งุ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 2

ชอ่ื หน่วย ระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยี สอนครั้งท่ี 5
สารสนเทศ ช่วั โมงรวม 12

จำนวนชัว่ โมง 4

1. สาระสำคัญ
เปน็ สายชนิดที่ได้รับความนยิ มสงู สุดในการนำมาใชง้ านตามห้องปฏิบัติการคอมพวิ เตอร์ทวั่ ไป รวมทั้ง

ตามสำนักงานต่างๆ สายชนิดน้ไี ด้ชื่อมาจากลักษณะองคป์ ระกอบภายในของสาย ท่เี ปน็ สายลวดทองแดงสอง
เส้นนำมาพันเกลยี วเข้าดว้ ยกนั เพื่อทำใหเ้ กดิ เปน็ สนามแม่เหล็ก ซ่งึ ใชเ้ ปน็ เสมือนเกราะสำหรบั ป้องกันสัญญาณ
รบกวนทั่วไปได้ในตวั เอง จำนวนรอบหรือความถี่ ในการพันเกลียว ซึ่งป้องกนั สัญญาณรบกวนได้น้อยลงกใ็ ช้
สายเปลืองนอ้ ยลงเช่นกนั โดยทวั่ ไปแล้วสายชนิดนี้จึงมีคุณสมบัติในการปอ้ งกนั สญั ญาณรบกวนได้ดีกว่าสายที่
ไม่มีการ พันเกลียวเลยบริเวณแกน (Core) ของสายคู่บิดเกลียว สายคู่บิดเกลียว ประกอบด้วยสายทองแดง
จำนวนหนึ่ง หรือหลายคู่สาย ห่อหุ้มสายด้วยฉนวนบางๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลัดวงจร แล้วนำมาพัน
เกลียวเข้าด้วยกันเป็นคู่ ทุกคู่จะถกู หอ่ หมุ้ ฉนวนอีกชัน้ หนึ่งรวมกันเปน็ สายขนาดใหญ่เพยี งสายเดียว

2. สมรรถนะประจำหน่วย
2.1 การเข้าหวั สาย LAN ( RJ 45 ) แบบตรง มาตรฐาน

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1. ผู้เรยี นบอกความสำคัญของการเข้าหวั สาย LAN ( RJ 45 ) แบบตรง มาตรฐาน

3.2 ด้านทกั ษะ
3.2.1 สามารถใช้เครอื่ งมือไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
3.2.2 สามารถเรยี งสมี าตรฐานBไดอ้ ย่างถกู ต้อง
3.2.3 สามารถเขา้ หวั LAN แบบตรง ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3.2.4 สามารถปฏิบตั ิงานเสรจ็ ตามเวลาท่ีกำหนด

3.3 คณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรยี นรู้
3.3.2 ผู้เรียนทำงานเปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย
3.3.3 ปฏบิ ตั งิ านด้วยความซอื่ สตั ย์สุจริต

55

3.3.4 มคี วามรบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ท่ี
3.3.5 มีความมุ่งม่ันในการทำงาน
3.3.6 ใช้เวลาอยา่ งคุ้มคา่
3.3.7 มจี ิตสาธารณะ

56

แผนการจัดการเรยี นรู้มงุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 2

ช่อื หน่วย ระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยี สอนครัง้ ที่ 5
สารสนเทศ
ช่วั โมงรวม 12
จำนวนชั่วโมง 4

4. เนอื้ หาสาระการเรยี นรู้
2.14 สายคู่บดิ เกลยี ว (twisted pair cable)

เป็นสายชนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการนำมาใช้งานตามห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทั่วไป
รวมทั้งตามสำนักงานต่างๆ สายชนิดนี้ได้ชื่อมาจากลักษณะองค์ประกอบภายในของสาย ที่เป็นสาย
ลวดทองแดงสองเส้นนำมาพันเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อทำให้เกิดเป็นสนามแม่เหล็ก ซึ่งใช้เป็นเสมือนเกราะ
สำหรบั ป้องกันสญั ญาณรบกวนทั่วไปได้ในตัวเอง จำนวนรอบหรอื ความถ่ี ในการพันเกลยี ว เชน่ พนั เกลยี ว 10
รอบต่อความยาว 1 ฟุต นั้นมีผลโดยตรงต่อกำลังของสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้น ถ้าจำนวนรอบสูงก็จะทำให้
สนามแม่เหลก็ มีกำลังแรงข้นึ สามารถป้องกัน สัญญาณรบกวนไดด้ ขี ึน้ แต่ก็ทำใหส้ นิ้ เปลืองสายมากข้ึน แต่ถ้า
จำนวนรอบต่ำ ก็จะเกิดสนามแม่เหล็กกำลังออ่ น ซึ่งป้องกันสัญญาณรบกวนไดน้ อ้ ยลงก็ใช้สายเปลืองน้อยลง
เช่นกัน โดยทว่ั ไปแล้วสายชนิดนี้จงึ มคี ณุ สมบตั ใิ นการปอ้ งกนั สญั ญาณรบกวนได้ดกี วา่ สายทีไ่ มม่ ีการ พันเกลียว
เลยบรเิ วณแกน (Core) ของสายคบู่ ดิ เกลียว สายคบู่ ดิ เกลยี ว ประกอบดว้ ยสายทองแดงจำนวนหนึ่ง หรือหลาย
คสู่ าย ห่อหุ้มสายด้วยฉนวนบางๆ เพื่อป้องกนั ไมใ่ หเ้ กดิ การลดั วงจร แล้วนำมาพันเกลียวเข้าดว้ ยกันเปน็ คู่ ทกุ คู่
จะถูกห่อหุ้มฉนวนอีกชัน้ หนง่ึ รวมกันเปน็ สายขนาดใหญ่เพยี งสายเดียว

สายนำสญั ญาณแบบนี้แต่ละคู่สายทเี่ ปน็ สายทองแดงจะถกู พนั บดิ เปน็ เกลยี ว เพอ่ื ลบการรบกวนของ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงภายในสายเดียวกันหรือจากภายนอก ทำให้สามารถส่งข้อมูลด้วย
ความเรว็ สูง สายค่บู ิดเกลยี วสามารถใช้สง่ ขอ้ มูลจำนวนมากเปน็ ระยะทางไกลได้หลายกิโลเมตร เนอ่ื งจากราคา
ไม่แพงมาก ใช้ส่งข้อมูลได้ดี น้ำหนักเบา ง่ายต่อการตดิ ตั้ง จึงนิยมใช้งานอยา่ งกวา้ งขวาง สายคู่บิดเกลียวมี 2
ชนดิ คือ

1. สายคู่บิดเกลียวแบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวน หรือสายยูทีพี (Unshielded Twisted Pair :UTP)
เปน็ สายใช้ในระบบโทรศัพท์ ต่อมาไดม้ ีการรบั ปรงุ คุณสมบตั ิให้ดขี ึ้น จนสามารถใช้กบสัญญาณความถ่ี
สงู ได้ ทำให้ส่งข้อมลู ได้ด้วยความเรว็ สงู ข้ึน
ข้อดขี องสาย UTP

57

- ราคาถกู
- ตดิ ต้ังงา่ ยเน่อื งจากน้ำหนักเบา
- มคี วามยดื หยุน่ และสามารถโค้งงอได้มาก
ขอ้ เสียของสาย UTP
- ไม่เหมาะในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ห่างไกลมาก เพราะสัญญาณที่วิ่งบนสายจะถูก

ลดทอนลงไปตามความยาวของสาย (มคี วามยาวของสายในการเช่อื มตอ่ ไดไ้ ม่เกนิ 100
เมตร)
2. สายคบู่ ิดเกลียวแบบป้องกันสัญญาณรบกวน หรือสายเอสทีพี (Shielded Twisted Pair: STP) เป็น
สายที่หุ้มด้วยตัวกั้นสัญญาณเพ่ือป้องกันการรบกวนได้ดียิ่งขึน้ สายเอสทีพีรองรับความถี่ของการสง่
ข้อมลู สูงกวา่ สายยทู พี ี แตม่ ีราคาแพงกว่า
ขอ้ ดีของสาย STP
- ส่งข้อมลู ด้วยความเรว็ สงู กว่า UTP
- ป้องกันคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า และคล่ืนวิทยุ
ข้อเสียของสาย STP
- มีขนาดใหญ่และไม่ค่อยยดื หย่นุ ในการงอพับสายมากนัก
- ราคาแพงกวา่ สาย UTP
2.15 มาตรฐานสายสญั ญาณ
สมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EIA (Electronics Industries Association) และสมาคม
อุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ TIA (Telecommunication Industries Association) ได้ร่วมกันกำหนด
มาตรฐาน EIA/TIA 568 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการผลิตสาย UTP โดยมาตรฐานนี้ได้แบ่งประเภทของสาย
ออกเป็นหลายประเภทโดยแต่ละประเภทเรียกว่า Category N โดย N คือหมายเลขที่บอกประเภท ส่วน
สถาบันมาตรฐานนานาชาติ (International Organization for Standardization) ได้กำหนดมาตรฐานน้ี
เชน่ กัน โดยจะเรยี กสายแตล่ ะประเภทเปน็ Class A-F
คณุ สมบตั ทิ ่ัวไปของสายแตล่ ะประเภทเปน็ ดังน้ี
1. Category 1 / Class A : เป็นสายทใ่ี ช้ในระบบโทรศพั ท์อย่างเดยี ว โดยสายนไ้ี ม่สามารถใชใ้ นการส่ง
ขอ้ มลู แบบดิจติ อลได้ สายโทรศพั ท์ทใ่ี ชก้ ่อนปี 1983 จะเป็นสายแบบ Cat 1

58

2. Category 2 / Class B : เป็นสายที่รองรับแบนด์วิธได้ถึง 4 MHz ซึ่งทำให้สามารถส่งข้อมูลแบบ
ดจิ ติ อลได้ถึง 4 MHz ซง่ึ จะประกอบดว้ ยสายค่บู ดิ เกลยี วอยู่ 4 คู่

3. Category 3 / Class C : เป็นสายท่สี ามารถส่งขอ้ มลู ไดถ้ ึง 16 Mbps และมีสายค่บู ดิ เกลยี วอยู่ 4 คู่
4. Category 4 : ส่งขอ้ มลู ไดถ้ ึง 20 Mbps และมสี ายค่บู ดิ เกลียวอยู่ 4 คู่
5. Category 5 / Class D : ส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps โดยใช้ 2 คู่สาย และรับส่งข้อมูลได้ถึง 1000

mbpsเมือ่ ใช้ 4 คสู่ าย
6. Category 5 Enhanced (5e) : เช่นเดียวกับ Cat 5 แต่มีคุณภาพของสายท่ีดกี ว่า เพื่อรองรบั การส่ง

ขอ้ มูลแบบฟลู ลด์ ูเพล็กซท์ ่ี 1000 Mbps ซงึ่ ใช4้ คสู่ าย
7. Category 6 / Class E : รองรบั แบนด์วธิ ไดถ้ งึ 250 MHz
8. Category 7 / Class F : รองรบแบนด์วธิ ไดถ้ ึง 600 MHz และกำลงั อย่ใู นระหวา่ งการวิจยั

ปัจจบุ นั ท่นี ยิ มใช้และนำมาใชก้ ันมากที่สุดก็คอื สาย CAT5e และ CAT6 เพราะในประเทศไทยส่วน
ใหญย่ ังคงใช้ SWITCH ทม่ี ีความเรว็ อย่ทู ่ี 10/100/1000 Mbps
2.16 การเขา้ หวั สายแลน RJ45

ในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่มีการใช้งานอย่าง
แพร่หลายคือ สายสัญญาณ UTP ซึ่งเป็นสายสัญญาณทำจากสายทองแดง 8 เส้น พันเป็นคู่ ๆ ได้ 4 คู่อยู่
ภายในฉนวน ซึง่ มีราคาไมแ่ พงแลว้ สามารถติดต้งั เองได้อย่างงา่ ยดาย มี 2 แบบ ดังน้ี

รปู ท่ี 1.1 การเข้าหวั สายแลน RJ45

2.16.1. การเขา้ หัว LAN สำหรับการทำสายไขว้ หรือ แบบครอส(Crossover Cable)
การเข้าหัวฝั่งแรกเป็นแบบ EIA/TIA 568B (สาย Through) และอีกข้างเป็น EIA/TIA 568A (สาย

Cross) การเข้าหัวแบบครอสเหมาะสำหรับการใช้สายต่อเข้ากับอุปกรณ์เดี่ยวกัน เช่น คอมพิวเตอร์ กับ
คอมพวิ เตอร์ Switch กบั Switch หรอื Router กบั Router เปน็ ต้น

59

รูปที่ 1.2 การเขา้ หวั LAN สำหรับทำสายคลอส
2.16.2. การเข้าหวั LAN สำหรับทำสายตรง (Straight-Through Cable)

การเข้าหัวทัง้ สองฝั่งเป็นแบบ TIA/EIA 568B การเข้าหัวแบบตรงเหมาะสมสำหรบั การใช้สาต่อเข้ากับ
อปุ กรณ์ต่างชนิดกนั เช่น คอมพิวเตอร์ กบั Switch เปน็ ต้น

รูปท่ี 1.3 การเข้าหวั ท้ังสองฝ่งั เปน็ แบบ EIA/TIA 568B
การเชื่อมตอ่ อุปกรณ์ Computer และอุปกรณ์เครือข่าย (Hub, Switch และ Router) ด้วยสาย LAN
นั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเราควรจะใช้สายตรงหรือสายครอสในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อะไรกับอปุ กรณอ์ ะไร
ซึ่งมวี ิธจี ำแบบงา่ ยๆ ทีห่ ลายๆ คนใช้อยู่ คอื
• อุปกรณเ์ หมือนกัน ต่อกนั ใช้สาย LAN แบบครอส (Crossover Cable)

60

• อปุ กรณ์ตา่ งกัน ต่อกันใช้สาย LAN แบบตรง (Straight-Through Cable)

รปู ที่ 1.4 การเช่อื มตอ่ อุปกรณ์

2.17 MDI หรือ Medium Dependent Interface : เป็นชนิดของ Ethernet port ซึ่งจะถูกใช้อยู่ บน
Network Interface Card (NIC) หรือที่เราเรียกว่า Card LAN นั่นเอง ซึ่ง Card LAN นี้ก็ถูกเสียบอยู่
Computer อกี ทีนน่ั แหละ นอกจากนแ้ี ล้ว Ethernet port บน Router เองก็เปน็ ชนดิ MDI ด้วยเช่นกัน

MDIX หรือ MDI-X หรือ Medium Dependent Interface Crossover: เป็นชนิดของ Ethernet
port ที่อยู่บน Hub และ Switch ดงั น้ันคำว่า

1. อปุ กรณเ์ หมือนกัน ต่อกนั ใชส้ าย LAN แบบครอส (Crossover Cable)
2. อปุ กรณ์ต่างกัน ต่อกนั ใช้สาย LAN แบบตรง (Straight-Through Cable)
จงึ ควรจะถกู ใช้ในลกั ษณะน้ี
3. MDI ต่อกับ MDI เปน็ ชนิดเดยี วกนั ใช้สายครอส (Crossover cable)
4. MDI-X ตอ่ กบั MDI-X เปน็ ชนดิ เดียวกันใชส้ ายครอส (Crossover cable)
5. MDI ต่อกบั MDI-X เปน็ คนละชนิดกันใช้สายตรง (Straight-Through Cable)
และจาก
6. Port แบบ MDI ประกอบด้วยอปุ กรณ์คอื Router และ Computer
7. Port แบบ MDI-X ประกอบดว้ ยอุปกรณค์ ือ Hub กบั Switch
2.18 ข้อแนะนำในการติดต้ังสาย UTP มีดงั น้ี
1. ไมค่ วรหกั งอสายเนือ่ งจากปอ้ งกนั คลนื่ รบกวนไดไ้ มด่ ีพอ
2. อย่าม้วนสายเป็นขดๆ มากกว่า 10 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของสาย เนื่องจากจะเกิดสัญญาณ

รบกวนกนั เอง และไมค่ วรเดินสาย UTP นอกอาคารเนื่องจากป้องกันไฟสถิตไมไ่ ด้

61

3. ควรตอ่ สาย UTP กับ RJ-45 ให้ถกู ตำแหน่งท่ีมีอย่ทู ้ังหมด 8 เส้น ดังตารางชอ่ งใน RJ-45 สขี องสาย
UTP

4. ในการคลายสายทต่ี เี กลยี วออก กอ่ นทจ่ี ะเข้าหัวสาย RJ-45 ควรจะคลายออกให้น้อยที่สุด
5. ใหใ้ ชส้ ายเสน้ เดยี วกันตลอดการเดนิ ใน 1 จดุ (หา้ มนำสายมาตอ่ กัน)
6. ในการตอ่ ฮบั มากกวา่ 1 ตัว สาย UTP ทใ่ี ช้ต่อเช่อื มระหว่างฮบั จะต้องมคี วามยาวไม่เกิน 100 เมตร

และใน 1 Data Patch จะต้องมีฮับไม่เกิน 4 ตวั
7. ขณะเดนิ สายควรทำเคร่อื งหมายระบุหมายเลขไว้ด้วยทีต่ น้ สายและปลายสาย มฉิ ะนนั้ อาจสลับสาย

กนั ทำใหเ้ กดิ ความผิดพลาดข้นึ ได้
8. อย่าเดินสายใกล้กับแหล่งจ่ายไฟ หรือบริเวณที่มีสัญญาณรบกวน เช่น มอเตอร์ หม้อแปลงไฟ

สายไฟบ้าน เปน็ ตน้ แตห่ ากจำเป็นต้องเขา้ ใกล้สายดังกลา่ ว ให้เดนิ ห่างจากสายสญั ญาณมากกว่า 6
ฟุต
9. เมอ่ื เดินสายสัญญาณเรยี บรอ้ ยแลว้ ควรจะวาดเสน้ ทางการเดนิ สายสญั ญาณเก็บไว้ดว้ ย
2.19 ข้อดีของ LAN
2.19.1 การแชร์หรือการใช้ทรพั ยากรร่วมกัน
1. แชรฮ์ าร์ดแวร์ อปุ กรณ์ฮารด์ แวร์ทีผ่ ้ใู ช้สามารถใช้รว่ มกัน แบง่ ออกเป็น 3 ประเภทหลกั ๆ คอื
2. หน่วยความจำ (Mass Storage Server) ได้แก่ ฮาร์ดสิ ก์ เทปไดรฟ์ และออปติกคัลดิสก์
3. อปุ กรณเ์ อาท์พุท (Output Server) ไดแ้ ก่ เคร่ืองพมิ พ์แบบดอตเมตรกิ ซ์ แบบอิงค์เจ็ต หรือแบบ
เลเซอร์ เครื่องฉายวดิ โี อโปรเจคเตอร์ และจอวิดีโอขนาดใหญ่ เป็นต้น
4. อุปกรณ์การสื่อสาร (Communication Server) ได้แก่ โมเด็ม บริดจ์ เราเตอร์ เกตเวย์ และ
เคร่ืองแฟกซ์ เปน็ ต้น
5. แชร์ซอฟตแ์ วร์ ผใู้ ช้สามารถเรยี กใช้ซอร์ฟแวร์ซ่ึงเครื่อง PC ของตนไมม่ ีซอรฟ์ แวรน์ ตี้ ิดต้ังอยู่ เช่น
เครอ่ื งท่ีใช้อยู่ไม่สามารถใช้โปรแกรมบางโปรแกรมได้ สามารถท่จี ะเรียกใช้โปรแกรมจากเครื่องท่ี
สามารถใช้ไดม้ าทำงานในเครื่อง PC ของตน รวมท้งั ยังสามารถส่งั พิมพ์ทเี่ ครื่องพิมพ์ท่ีเช่ือมต่อใน
เครือขา่ ยได้
6. แชร์ไฟล์ข้อมูล ไฟล์ข้อมูลเพียงไฟล์เดียวที่อยู่ในไฟล์เซิร์พเวอร์ สามารถให้บริการเรียกใช้จากผู้
ใช้ได้ทีละหลายคน เป็นการประหยัดเนื้อทหี่ น่วยความจำในการเก็บรกั ษาไฟล์ขอ้ มูล นอกจากนี้
ผู้ใช้ยงั สามารถติดต่อขอใช้หรอื เรียกดไู ฟล์ข้อมูลจากเครือขา่ ยภายนอก ผา่ นทางเราเตอร์หรือเกต
เวย์ไดอ้ กี ดว้ ย

2.19.2 ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ย

62

1. ประหยัดฮารด์ แวร์ เช่น สามารถใช้เครอ่ื งพมิ พป์ ระสทิ ธิภาพสงู (ราคาแพง) เพยี งเครื่องเดยี วรองรบั
งานพมิ พ์ทตี่ อ้ งการคุณภาพและความรวดเร็วได้ท้ังสำนกั งาน

2. ประหยัดคา่ ซอร์ฟแวร์ เพราะมซี อรฟ์ แวร์อยู่เพยี งก็อบปเ้ี ดยี วก็สามารถเรยี กใชไ้ ดท้ ว่ั กนั
3. สามารถรวมเปน็ เครอื ขา่ ยเดยี วกัน ทำใหล้ ดคา่ ใชจ้ า่ ยในสว่ นของงานทซ่ี ้ำซ้อนได้
4. ประหยัดค่าติดตั้งและค่าดูแลรักษา เพราะระบบใหม่สามารถติดตั้งได้ง่ายและสามารถนำเครื่อง

คอมพวิ เตอรแ์ ละอปุ กรณ์ทม่ี ีอยูเ่ ดิมมาใช้งานไดอ้ กี
2.19.3 สะดวกกับผู้ใชง้ าน

1. ผใู้ ชส้ ามารถเขา้ สูเ่ ครอื ขา่ ยไดง้ ่าย
2. ตัดปัญหาเรื่องไฟล์ข้อมูลหายหรือต้องเตรียมไฟล์ข้อมูลสำรอง เพราะไฟล์เซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าท่ี

สำรองขอ้ มูลแทนให้
3. สะดวกกับผู้ใช้งานจากจุดหนึ่งที่จะเข้าไปใช้ไฟล์ข้อมูลของผู้ใช้งานในอีกจุดหนึ่งซึ่งใช้เก็บสำรอง

ไฟล์ข้อมลู น้ันไว้ในไฟล์เซริ ์ฟเวอร์
4. สามารถส่งข้อความตอบโตก้ นั ระหวา่ งผู้ใชไ้ ด้งา่ ยด้วยไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์
5. ผู้ใช้สามารถเลอื กใช้ฮาร์ดแวรค์ ณุ ภาพดๆี ได้
6. ผ้ใู ชส้ ามารถติดต่อส่ือสารข้อมลู ขอ้ ความ และซอรฟ์ แวร์กับระบบอ่ืนภายนอกเครอื ข่ายได้งา่ ย
7. สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วสูง สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น (ขึ้นอยู่กับชนิดของสายสื่อสารและ

รูปแบบการเชอ่ื มโยงเครือข่ายดว้ ย
2.19.4 ง่ายต่อการควบคุม

1. สิทธิหรือขอบเขตในการเข้าไปใช้งานในเครือข่ายสามารถกำหนดและควบคุมได้จากผู้ที่มีหน้าที่
ควบคุมเครือข่ายเพียงคนเดยี ว

2. ทำให้เคร่อื งคอมพวิ เตอรห์ ลายเครอ่ื งต่างแบบสามารถทำงานรว่ มกันได้
3. ระบบมคี วามเช่ือถอื ไดส้ งู
4. สามารถทำการขยายระบบเพมิ่ จดุ ผใู้ ชใ้ นเครอื ข่ายได้ง่าย
5. เหมาะสมกับระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation หรอื OA)

2.20 ข้อเสยี และข้อจำกัดของ LAN
1. ยังมีระบบอื่นที่ยังสามารถทำงานได้ดีเช่นเดียวกันหรือดีกว่าสำหรับงานในระบบสำนักงาน เช่น
ระบบ online ซง่ึ มีใชก้ นั มาก่อนระบบ LAN ระบบสวติ ชิง่ ดิจติ อล PABX หรอื ต้ชู มุ สายอัตโนมัติใน
อาคารซง่ึ สามารถสอ่ื สารข้อมลู ทั้งเสียงและข้อมลู ได้เชน่ เดียวกับ LAN โดยผ่านทางสายโทรศพั ท์

63

2. ซอรฟ์ แวรท์ ใี่ ชก้ ับระบบ LAN ในปัจจบุ นั ยงั พฒั นาไดไ้ มด่ ีเทียบเท่ากบั ซอร์ฟแวรใ์ นระบบของเครื่อง
มินิคอมพวิ เตอร์หรือเมนเฟรมซึ่งมีมาก่อน และราคาของซอร์ฟแวร์เฉพาะสำหรับระบบ LAN ยังมี
ราคาสูงอยู่

3. ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลยังไม่ดีพอเมื่อเทียบกับระบบในเครื่องมินิคอมพิวเตอร์หรอื
เมนเฟรม

4. เนื่องจากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆมีความหลากหลายอยู่มาก จึงยากต่อการควบคุมให้มี
มาตรฐานการทำงานแบบเดียวกัน และยุ่งยากตอ่ การดแู ลรักษา

5. ระบบฐานข้อมูลเป็นแบบกระจายไปตามจุดผู้ใช้ต่างๆจึงทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ

64

แผนการจัดการเรยี นรูม้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 2

ช่ือหนว่ ย ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี สอนครงั้ ท่ี 5
สารสนเทศ ชว่ั โมงรวม 12

จำนวนชว่ั โมง 4

5. กิจกรรมการเรียนการสอน

5.1 การนำเขา้ สูบ่ ทเรยี น

5.1.1. ครู เชค็ ชื่อและตรวจการแต่งกาย

นักเรียน ขานช่ือและลุกใหค้ รตู รวจการแต่งกายทลี ะคน

ครู ทบทวนกอ่ นเรียนโดยซักถาม เรอ่ื งการเข้าหวั สาย LAN ผู้สอนตรวจแลว้ ให้

ผเู้ รียนบนั ทึกคะแนนท่ไี ดไ้ ว้เพอ่ื เปรียบเทียบกับการทดสอบหลังเรยี นจบ

นกั เรยี น ตอบคำถาม ซกั ถามข้อสงสยั

5.2 การเรียนรู้

5.2.1. ครู แจง้ หวั ข้อทจ่ี ะสอน ตามเน้อื หาสาระ เรอ่ื งระบบเครือข่ายและเทคโนโลยี

สารสนเทศ โดยใช้สือ่ power point ตอบคำถาม/ซกั ถามปัญหา

นักเรียน ตอบคำถาม ซกั ถามปัญหาข้อสงสยั ศกึ ษาจากสื่อ และเอกสาร

ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธบิ ายเกยี่ วกบั ระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต็ การเข้าหวั สาย LAN ( RJ-45 )

แบบตรง มาตรฐาน Bตอบคำถาม/ซักถามปญั หา

นกั เรยี น จดบันทกึ ยอ่ ตอบคำถาม ปรกึ ษา/อภปิ รายกับเพือ่ น

5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรยี นโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรยี น และอธิบายบางข้อท่ี

ผู้เรียนมีข้อสงสัยจากการจดบนั ทึก

นักเรียน ร่วมกันอภิปรายหาข้อสรุป

5.2.4. ครู ให้ผู้เรียนทำใบงานการทดลองท่ี 2 เร่ืองการเข้าหัวสาย LAN ( RJ-45 ) แบบตรง

มาตรฐาน B เพ่ือใชเ้ ครือ่ งมือได้อยา่ งถูกตอ้ งเรียงสมี าตรฐาน B ได้อย่างถูกตอ้ ง

หวั LAN แบบตรง ได้อย่างถูกต้อง และปฏิบัตงิ านเสรจ็ ตามเวลาทีก่ ำหนด

นักเรียน ปฏิบัติการทดลองตามใบงานการทดลองท่ี 1

5.2.5. ครู ให้ผู้เรยี นสอบการเข้าหัวสาย LAN ( RJ-45 ) แบบตรง

มาตรฐาน B เพอื่ ใชเ้ ครอ่ื งมอื ไดอ้ ย่างถกู ต้องเรียงสีมาตรฐาน B ไดอ้ ย่างถกู ต้อง

หัว LAN แบบตรง ได้อยา่ งถูกตอ้ ง และปฏิบตั งิ านเสรจ็ ตามเวลาทก่ี ำหนด

นกั เรยี น สอบตอ่ รายบุคคลหน้าชัน้ เรียน

5.3 การสรุป

65

5.3.1. ครู สมุ่ เรยี กผู้เรยี นออกมาสรุปเน้ือหาทไ่ี ด้เรยี นท่ีจัดทำใบงานการทดลองที่ 2

จนครบคลุมเนื้อหาทง้ั หมด โดยผู้สอนชว่ ยใหค้ ำแนะนำ และอธบิ ายเพ่มิ เติม

นกั เรยี น ออกมาอธบิ ายหนา้ ช้นั เรียนทีละกล่มุ โดยสรปุ เนื้อหา ซกั ถามปญั หาและ

จดบนั ทกึ เพิม่ เติม

5.3.2. ครู ให้ผู้เรียนปฏบิ ัติตามใบงานการทดลองท่ี 2 ให้เสรจ็ สมบรู ณ์ และใหผ้ ้เู รยี น

ซักถามปัญหาในการเรียน

นกั เรียน ซกั ถามปัญหาและขอ้ สงสยั ในการปฏิบัติการทดลอง สรุปผลการทดลอง

และส่งใบงานใน Google Classroom

5.4 การวดั และประเมินผล

5.4.1. ครู สมุ่ ถามผู้เรียนเกีย่ วกับเน้ือหาทเี่ รียน

นกั เรียน ตอบคำถามท่ีผู้สอนถาม

5.4.2. ครู ให้ผู้เรยี นทำใบงานการทดลองท่ี 2 ตอบคำถามโดยสุ่มคำถามจากเนอ้ื ท่เี พื่อวดั

ความเข้าใจ หลงั จากนัน้ ตรวจใบงานการทดลองที่ 2 และบนั ทึกคะแนน

นกั เรยี น ตอบคำถาม และแลกเปลย่ี นคำตอบ

6. ส่อื การเรียนร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สื่อสง่ิ พิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เร่อื งคอมพิวเตอร์และอปุ กรณโ์ ทรคมนาคม
บญุ สบื โพธ์ศิ รี, รพพี รรณ ชาวไรอ่ อ้ ย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจัดการอาชีพ.

พิมพค์ รั้งที่ 1. กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พ์ศูนยส์ ง่ เสรมิ อาชวี ะ

ธีรวัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การจดั การอาชีพ. กรุงเทพฯ : ซคั

เซส มีเดยี

โอภาส เอ่ยี มสิริวงศ์. 2556. เครือขา่ ยคอมพวิ เตอรแ์ ละการสื่อสาร. กรุงเทพฯ : ว.ี พริน้ ท

6.1 สือ่ โสตทศั น์
ส่ือ PowerPoint วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การจัดการอาชีพ หน่วยที่ 1 เรอื่ ง คอมพวิ เตอร์และ

อุปกรณ์โทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การจัดการอาชพี หนว่ ยท่ี 2 เร่อื ง ระบบ

เครอื ขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ
7.2 ใบงานทดลองท่ี 2 เรอ่ื งระบบเครอื ข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศ

66

8. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ ับวชิ าอื่น
8.1 สามารถนำความรู้ มาใช้การจัดการเก่ียวกับงานระบบเครือขา่ ยและเทคโนโลยีสารสนเทศ
8.2 สามารถนำความรู้ มาใช้ร่วมกับวชิ าการใช้งานด้านการต่อสายแลน

9. การวัดและประเมินผล
9.1 ก่อนเรียน
9.1.1.ผู้เรียนศึกษา คน้ คว้าจากเอกสาร ตำรา เกีย่ วกบั ความร้เู กีย่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การ
จดั การอาชพี
9.1.2.ผ้เู รยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
9.2 ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤตกิ รรมภายในชั้นเรยี น
9.2.2.ทำแบบฝึกหัดประจำหนว่ ย
9.3 หลงั เรียน
9.3.1.ให้ผูเ้ รียนชว่ ยกนั สรปุ เนื้อหา
9.3.2.ทำแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทำแบบทดสอบประจำหน่วยที่ 2 เพื่อวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

67

10.บันทึกหลังการสอน
10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรยี นรขู้ องนกั เรียน นักศกึ ษา
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

66

แผนการจดั การเรยี นรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3

ชอื่ หน่วย การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ สอนครั้งท่ี 6
ชวั่ โมงรวม 8

จำนวนชัว่ โมง 4

1. สาระสำคญั
การสืบค้นสารสนเทศจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ทกุ ระบบในปัจจุบัน ควรมีความรูพ้ ื้นฐานเกี่ยวกับการ

สืบค้นข้อมูลและฐานข้อมูลก่อน รวมทั้งการสืบค้นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่น ๆ ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพเคร่ืองมอื คือ อุปกรณ์ทใี่ ชใ้ นการค้นหาหนงั สอื ท่มี อี ยูใ่ นห้องสมุด เพ่ือนำมาใชป้ ระกอบการเรยี นรู้
ได้แก่ คอมพวิ เตอร์ การสืบค้น คือ การค้นหาข้อมูลเกีย่ วกับหนงั สือในห้องสมุดโรงเรียนว่ามีหนังสือที่ผู้เรียน
ต้องการหรือไม่ หากมีจะปรากฏอยู่ในหมวดหมู่ใด ข้อมูล คือ สัญญาณที่มนุษย์รับรู้และนำมาบันทึกในรูป
สัญลักษณ์ เมื่อข้อมูลมีการจัดความหมายหรือเนื้อหา จึงเปลี่ยนเป็นระดับสารสนเทศ สารสนเทศ คือ
ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ ที่ถ่ายทอดและบันทึกไว้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์
โสตทศั นวัสดุ คอมพิวเตอร์ และคำพูด เปน็ ต้น เพอ่ื นำไปใช้ในการ ตดั สนิ ใจหรอื ตอบปญั หาต่างๆ ได้

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย
2.1 การสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศ
2.2 เครื่องมือในการสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ
2.3 ส่วนประกอบของเคร่ืองมือในการสบื คน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
2.4 การสบื ค้นขอ้ มลู สารสนเทศจากอนิ เทอร์เน็ต

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผเู้ รยี นบอกความสำคัญการสบื ค้นข้อมูลได้
3.1.2. ผเู้ รียนบอกอธบิ ายลกั ษณะเคร่ืองมือในการสบื ค้นขอ้ มลู สารสนเทศได้ถูกต้อง
3.1.3. ผู้เรยี นยกตวั อย่างส่วนประกอบของเคร่ืองมอื ในการสบื ค้นขอ้ มลู สารสนเทศได้
3.1.4. ผเู้ รียนบอกอธบิ ายลกั ษณะการสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศจากอินเทอร์เน็ตไดถ้ ูกต้อง

3.2 ดา้ นทักษะ
3.2.1 สามารถบอกความสำคัญการสืบค้นข้อมูลได้
3.2.2 สามารถอธบิ ายลกั ษณะเครอ่ื งมอื ในการสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศได้ถกู ต้อง
3.2.3 สามารถยกตวั อยา่ งส่วนประกอบของเครอ่ื งมอื ในการสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศไดอ้ ยา่ งน้อย 3
อยา่ ง

67

3.2.4 สามารถอธบิ ายลกั ษณะการสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ นต็ ไดถ้ ูกตอ้ ง
3.2.5 สามารถสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศไดอ้ ย่างถูกต้อง
3.3 คณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรียนรู้
3.3.2 ผู้เรยี นทำงานเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
3.3.3 ปฏิบตั ิงานด้วยความซอื่ สัตย์สจุ ริต
3.3.4 มีความรบั ผิดชอบต่อหน้าท่ี
3.3.5 มีความมุง่ มน่ั ในการทำงาน
3.3.6 ใชเ้ วลาอยา่ งคมุ้ ค่า
3.3.7 มีจิตสาธารณะ

68

แผนการจัดการเรยี นร้มู ุ่งเนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 3

ช่อื หน่วย การสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ สอนคร้งั ท่ี 6

ชัว่ โมงรวม 8
จำนวนช่ัวโมง 4

4. เน้ือหาสาระการเรยี นรู้
3.1 การสบื คน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ

การสืบค้นสารสนเทศจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกระบบในปัจจุบัน ควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการ
สืบค้นข้อมูลและฐานข้อมูลก่อน รวมทั้งการสืบค้นข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่น ๆ ได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ

การสืบค้นสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการในการค้นหาสารสนเทศท่ีตอ้ งการ โดยใช้เครือ่ งมือสบื คน้
รปู แบบตา่ ง ๆ การสืบคน้ สารสนเทศ แบ่งออกเปน็ 2 วธิ ี คอื

3.1.1. การสบื ค้นสารสนเทศด้วยระบบมอื (Manual System) เชน่ บัตรรายการ บตั รดรรชนีวารสาร
3.1.2. การสืบค้นสารสนเทศด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System) เป็นการสืบค้นที่สามารถ

กระทำได้โดยผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้แก่ ฐานข้อมูล หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ วารสาร
อเิ ล็กทรอนิกส์ และการสืบคน้ สารสนเทศบนอินเทอรเ์ นต็ เปน็ ตน้

3.2 เคร่ืองมือการสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ
เครื่องมอื คือ อปุ กรณท์ ใี่ ช้ในการคน้ หาหนงั สือท่มี ีอยู่ในหอ้ งสมุด เพอื่ นำมาใชป้ ระกอบการเรียนรู้ ได้แก่

คอมพิวเตอร์
การสบื ค้น คือ การคน้ หาข้อมูลเกย่ี วกับหนงั สอื ในห้องสมดุ โรงเรียนว่ามหี นังสอื ที่ผู้เรียนต้องการหรือไม่

หากมีจะปรากฏอยูใ่ นหมวดหมู่ใด
ข้อมูล คือ สัญญาณที่มนุษย์รับรู้และนำมาบันทึกในรูปสัญลักษณ์ เมื่อข้อมูลมีการจัดความหมายหรือ

เน้อื หา จึงเปลยี่ นเปน็ ระดบั สารสนเทศ
สารสนเทศ คือ ขอ้ เทจ็ จริง เหตุการณ์ ท่ีถ่ายทอดและบันทกึ ไวใ้ นรปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ หนงั สือ วารสาร

หนังสือพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ คอมพิวเตอร์ และคำพูด เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ในการ ตัดสินใจหรือตอบปัญหา
ต่างๆ ได้

3.3 สว่ นประกอบของเครอื่ งมอื ในการสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ
3.3.1 หน้าจอ คือ อุปกรณ์ส่งออกข้อมูล (Output devices) หรือหน่วยแสดงผลประเภทหนึ่ง ของ

คอมพิวเตอร์โดยข้อมูลที่จอภาพแสดงผลนั้น มักจะประกอบด้วยข้อมูลทั้งที่เป็นตัวหนังสือ และ
ภาพกราฟิก

69

3.3.2 แป้นพิมพ์ คือ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล (Input devices) เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำข้อมูลลงใน
เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ โดยปกติมักจะมลี กั ษณะเปน็ สเ่ี หล่ียมผืนผ้า หรอื ใกล้เคยี ง มแี ปน้ ต่าง ๆ ประมาณ
ร้อยแป้นอยู่บนคยี ์บอร์ด (ขึ้นอยู่กับผังแปน้ พิมพ)์ ซึ่งถอดแบบมาจากเครื่องพิมพด์ ีด เพื่อให้การป้อน
ขอ้ มลู ท่ีเป็นอกั ขระและตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขนึ้ แปน้ พิมพ์จงึ แยกแผงที่เป็นแปน้ อักขระกับแป้น
ตัวเลขแยกไวต้ ่างหาก

3.3.3 เมาส์ คือ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล (Input devices) ที่ใช้ในการควบคุมการใช้งานใน คอมพิวเตอร์ ซ่ึง
ออกแบบ เพื่อให้พอดีกบั การใช้งานโดยส่วนโค้งและส่วนเว้าจะโค้งเข้าตามอุ้งมือของผู้ใช้ โดยด้านใต้
ของเมาสจ์ ะมีอปุ กรณ์ ซึ่งตรวจจับการเคลื่อนไหวของเมาส์ โดยส่งสัญญาณไปทีค่ อมพวิ เตอร์

3.3.4 เคส คือ กล่องสำหรับบรรจุอุปกรณ์ที่ใชป้ ระมวลผลและหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ เอาไว้ข้างใน
เพื่อประโยชน์ในการยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความมั่นคง กะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ ขณะเดียวกัน ก็เพอ่ื
ความปลอดภัย เช่น ป้องกันไฟดูด ป้องกันอุปกรณ์สูญหาย และการป้องกนั การส่งคลื่นรบกวน การ
ทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกสอ์ ่นื ๆ

3.3.5 ซอฟต์แวร์ (Software) เกี่ยวกับงานของห้องสมุด คือ โปรแกรมสืบค้นสารสนเทศ คู่มือเตรียมสอบ
ลงฐานข้อมูล CDS/ISIS เพื่อนำข้อมูลสิ่งพิมพ์เหล่านั้นออกบรกิ าร และ อำนวยความสะดวก ในการ
ค้นหาหนังสอื ใหก้ ับผู้ใช้ ซ่งึ ผู้ใชส้ ามารถส่งประมวลผลผ่านทางเลือกต่าง ๆ ไดต้ ามตอ้ งการ จากระบบ
เมนู

3.4 การสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ นต็
3.4.1. ความหมายของอินเทอร์เนต็ อนิ เทอร์เนต็ คอื ระบบเครอื ขา่ ยนานาชาติ เกิดจากเครือข่ายย่อยๆ มี

บริการมากมายสำหรับทุกคนที่ติดต่ออินเทอร์เน็ต สามารถใช้อินเทอร์เน็ตส่งจดหมายคุยกับเพื่อนๆ
คัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น รวมทั้งค้นหาข้อมูลสารสนเทศจาก
แหล่งข้อมูลท่ัวโลก
3.4.2. ประโยชน์ของอินเทอรเ์ นต็
3.4.2.1. ทำให้สามารถบริการค้นหาและเข้าถึงข้อมูลโดยผ่าน World Wide Web (WWW) หรือ ท่ี

เรยี กกันย่อ ๆ ว่า เวบ็ (Web)
3.4.2.2. สามารถบริการแลกเปล่ียนขา่ วสารขอ้ มลู เชน่ จดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์ (E-mail / Electronic

mail) การสนทนาทางเครอื ข่าย (Chat rooms) หรอื ฟอร่ัม (Forum)
3.4.2.3. สามารถใช้บริการการใช้คอมพิวเตอร์ทางไกล เช่น Telnet (สำนักงานคณะกรรมการ

การศกึ ษาแหง่ ชาติ, 2544, หน้า 5)
3.4.3. คณุ ธรรมและจริยธรรมในการใชอ้ ินเทอร์เน็ต

3.4.3.1. ไม่ใชอ้ นิ เทอร์เนต็ ทางลามกอนาจาร เช่น ดเู วบ็ ไซตล์ ามก ส่ง E-mail
3.4.3.2. ไม่ใชอ้ ินเทอรเ์ น็ตในการละเมิดสิทธ์ิของผอู้ ืน่ เชน่ พยายามเข้าถงึ ขอ้ มูลของผู้อ่ืนโดย ไม่ได้

รบั อนุญาต

70

3.4.3.3. ไมใ่ ช้อินเทอรเ์ นต็ ทำลายผอู้ นื่ เชน่ ปลอ่ ยไวรสั
3.4.3.4. ไม่ใช้อินเทอรเ์ นต็ หลอกลวงผอู้ ื่น เช่น การสนทนาผา่ นเครือข่ายเพ่อื การหลอกลวงผ้อู ื่น
3.4.3.5. ไม่ใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ตในการกระทำการทจุ รติ เชน่ ขโมยขอ้ มลู เรื่องการเงนิ ของธนาคาร ขายของ

ทผี่ ิดกฎหมาย
3.4.4. ระเบียบและมารยาทในการใช้หอ้ งสมุดดจิ ติ อล

3.4.4.1 ระเบียบการใชห้ ้องสมดุ ดิจิตอล
1) ใชเ้ พ่อื การสบื ค้นข้อมูลประกอบการเรียนเท่าน้ัน
2) ลงทะเบยี นจองการใชเ้ ครือ่ งกอ่ นทกุ ครัง้
3) หากไมม่ าใช้บรกิ ารตามทจ่ี องจะให้ผูจ้ องลำดับตอ่ ไปใชส้ ืบค้นทนั ที
4) ไม่นำแผ่นซดี ี มาใช้ในหอ้ งสมุดดิจิตอล
5) ผู้ทสี่ ืบคน้ ไมเ่ ป็นใหแ้ จง้ เจ้าหน้าทเี่ พ่อื รบั คำแนะนำก่อนสืบคน้
6) ล้างมือให้สะอาดและเชด็ ให้แห้งกอ่ นสบื คน้ ทกุ คร้ัง
7) ต้องเสียคา่ บรกิ ารในการสง่ั พิมพข์ ้อมูลทุกครงั้ ตามที่ห้องสมุดกำหนด
8) ไม่นำอาหาร เคร่อื งดมื่ มารบั ประทานในขณะสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ

3.4.4.2 มารยาทการใช้ห้องสมุดดิจิตอล
1) ไมส่ ง่ เสียงดงั คุยกนั ในขณะสืบค้นขอ้ มลู
2) ไม่สืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศนานเกนิ ไปทำให้ผู้อืน่ ไม่มีโอกาสสบื ค้น
3) เก็บเมาส์และแป้นพิมพใ์ ห้เรียบรอ้ ยตามเดมิ
4) เกบ็ เกา้ อใ้ี หเ้ รยี บร้อยทุกครงั้ ท่ีเลิกสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศแล้ว
5) ไมข่ ีดเขยี นข้อความใด ๆ ลงบนโต๊ะหรอื เกา้ อีต้ ลอดจนอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ใน ห้องสมดุ ดิจิตอล

3.5 วธิ กี ารเขา้ ถงึ และสบื คน้ ขอ้ มลู สารสนเทศจากเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็
3.5.1 การเข้าถึง การสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพ สนองตอบความตอ้ งการของ ผู้สืบค้นหรือ
ผู้เรยี น แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศบนอนิ เทอร์เน็ตเป็นแหล่งขอ้ มูลทางอิเล็กทรอนกิ ส์ท่ีสำคญั และใหญ่
ท่ีสุดมกี ารเปล่ียนแปลงอย่ตู ลอดเวลาแทบทุกวนิ าที
3.5.2 กำหนดวัตถุประสงค์ การสืบค้นผู้สืบค้นหรือผู้วิจัยที่จะนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ ควรต้ัง
วัตถุประสงค์การสืบค้นที่ชัดเจน ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตของแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่จะ
สืบค้นให้แคบลง กำหนดประเภทของเครือ่ งมือหรือโปรแกรมสำหรบั การสืบค้นทางอินเทอร์เนต็ ท่ี
เรยี กว่า Search Engine ใหเ้ หมาะสม กำหนดช่วงเวลาท่ีข้อมูลสารสนเทศถกู สร้างข้ึน เช่น ช่วงปีที่
ตีพิมพ์ของวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้เพื่อให้ผลการสืบค้นมีปริมาณไม่มากเกินไป มีความตรง
(Validity) ตามวัตถุประสงค์ และมีความน่าเชื่อถือ (Reliability) มากที่สุดอีกทั้งยังสามารถสืบค้น
ได้ผลในเวลาอันรวดเร็ว

71

3.5.3 ประเภทของข้อมูลสารสนเทศทส่ี ามารถสบื คน้ ได้ ขอ้ มลู สารสนเทศท่อี ยู่บนอนิ เทอรเ์ น็ตมีมากมาย
หลายประเภท มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย คือมีทั้งที่เป็นข้อความ(Text) ภาพวาด (Painting)
ภาพเขียนหรือภาพลายเส้น (Drawing) ภาพไดอะแกรม(Diagram) ภาพถ่าย (Photograph) เสียง
(Sound) เสียงสังเคราะห์ เช่น เสียงดนตรี (Midi) ภาพยนตร์(Movie) ภาพเคลื่อนไหวอะนิเมชัน
(Animation) จากเทคโนโลยีการสืบคน้ ทีม่ ีอยู่ในปัจจุบัน การสืบค้นที่เร็วที่สุด มีประสิทธิภาพทีส่ ุด
และแพร่หลายทีส่ ดุ คอื การสืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศประเภทข้อความ สำหรบั การสบื คน้ ขอ้ มูลท่ีเป็น
ภาพ (Pattern Recognition) และเสียง ยงั มีข้อจำกดั อยู่มาก ใช้เวลานาน และยังไมม่ ีประสทิ ธภิ าพ
จึงยังไม่มีการสืบค้นข้อมูลประเภทอื่นๆ นอกจากประเภทข้อความในการให้บริการการสืบค้นบน
อนิ เทอร์เนต็

3.5.4 การสืบค้นต้องอาศัยอุปกรณ์และความรู้ ก่อนที่ผู้สืบค้นจะสามารถสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทาง
อินเทอร์เน็ตได้ ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ดังต่อไปนี้ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อเข้า
อินเทอรเ์ น็ตซึ่งอาจเปน็ Modem ในกรณที ี่ใช้คกู่ บั สายโทรศัพท์ หรือแผ่น LAN Card ในกรณีท่ีใช้คู่
กับระบบเครือข่ายที่ได้รับการติดตั้งไว้แล้ว ซอฟต์แวร์การสื่อสาร (Communication Software)
เช่น Dial-up Networking ในกรณีใช้ Modem หรือมีการติดตั้งNetwork Protocol ที่เหมาะสม
กับระบบเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นติดตั้งอยู่และติดตั้ง Network Adapter ที่เหมาะสม
สำหรับ LAN Card นั้นๆ ต้องสมัครเป็นสมาชิกขององค์การหรือบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(Internet Service Provider หรอื ISP) เพอ่ื เป็นชอ่ งทางออกสูอ่ ินเทอร์เนต็ นอกจากอุปกรณ์ต่างๆ
ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์(Computer
Literacy) ความรูภ้ าษาอังกฤษเน่ืองจากข้อมูลสารสนเทศส่วนใหญใ่ นอนิ เทอร์เนต็ เป็นภาษาอังกฤษ
และยงั ตอ้ งมีการจดั สรรเวลาให้เหมาะสมอีกดว้ ย

3.5.5 บริการบนอินเทอร์เน็ต บริการบนอินเทอร์เน็ตที่สามารถใช้ช่วยในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศมี
มากมายหลายบริการเช่น บริการเครือข่ายใยแมงมุมโลก หรือ Word-Wide-Web(WWW) บริการ
ค้นหาขอ้ มลู Gopher บริการคน้ หาโปรแกรมใชง้ าน Archie นอกจากนี้ อาจใชบ้ ริการสอบถามผ่าน
ทาง E-mail หรือ Chat กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอื่นๆ หรือสอบถามผ่าน News Group หรือ
Group/Thread Discussion กไ็ ด้ เมอื่ ค้นไดแ้ หล่งขอ้ มูลแล้วอาจ download หรือถา่ ยโอนข้อมูลท่ี
สืบค้นได้โดยใช้บริการถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลและโปรแกรม (File Transfer Protocol หรือ FTP)
โดยทว่ั ไปในปจั จุบนั การสืบค้นข้อมลู สารสนเทศทางอนิ เทอรเ์ นต็ นิยมใช้โปรแกรม Web Browsers
เช่น Internet Explorer หรือ Netscape แล้วเรียกใช้บริการ www ประกอบกับการใช้ Search
Engine ซึง่ มอี ยู่มากมายบนอินเทอรเ์ น็ตในการสืบค้น เมอ่ื สบื ค้นไดแ้ ล้ว โปรแกรม Web Browsers
มักจะมบี รกิ าร Download ไดท้ ันทีโดยไม่ตอ้ งอาศยั โปรแกรมอื่นๆเขา้ ช่วย

3.5.6 เครื่องมือหรือโปรแกรมสำหรับการสืบค้น เครื่องมือหรือโปรแกรมสำหรับการสืบค้น (Search
Engine) มีอยู่มากมายและมีให้บริการอยู่ตามเว็บไซตต์ ่างๆ ที่ใช้บริการการสืบค้นข้อมลู โดยเฉพาะ
การเลือกใช้น้ันขึ้นกับประเภทของขอ้ มลู สารสนเทศที่ต้องการสืบค้น Search Engine ต่างๆ จะให้

72

ข้อมูลที่มีความลึกในแง่มุมหรือศาสตร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน ตัวอย่าง Search Engine ที่นิยมใช้มีท้ัง

เว็บไซตท์ ่เี ป็นของต่างประเทศ และของไทยเอง ตวั อยา่ งเว็บไซต์ของตา่ งประเทศ ได้แก่

http://www.yahoo.com http://www.google.com

http://www.infoseek.com http://www.ultraseek.com

http://www.lycos.com http://www.excite.com

http://www.altavista.digital.com http://www.opentext.com

http://www.hotbot.com http://www.webcrawler.co

http://www.dejanews.com http://www.elnet.net

เ ป ็ น ต ้ น ส ำ ห ร ั บ เ ว ็ บ ไ ซ ต ์ ข อ ง ไ ท ย ไ ด ้ แ ก ่ http://www.sanook.com

http://www.siamguru.com เป็นต้น

73

แผนการจัดการเรยี นร้มู งุ่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3

ชื่อหนว่ ย การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ สอนคร้ังท่ี 6
ชั่วโมงรวม 8

จำนวนชวั่ โมง 4

5. กจิ กรรมการเรียนการสอน

5.1 การนำเขา้ ส่บู ทเรยี น

5.1.1. ครู เช็คชอ่ื และตรวจการแต่งกาย

นักเรียน ขานช่ือและลกุ ใหค้ รตู รวจการแต่งกายทลี ะคน

5.1.2. ครู ทบทวนกอ่ นเรียนโดยซักถาม การสบื คน้ ข้อมลู ในความคดิ ของผเู้ รยี นคืออะไร

ผู้สอนตรวจแลว้ ให้ผู้เรยี นบนั ทึกคะแนนท่ไี ด้ไว้ เพือ่ เปรยี บเทยี บกบั การทดสอบ

หลงั เรยี นจบ

นักเรยี น ตอบคำถาม ซักถามขอ้ สงสยั

5.2 การเรียนรู้

5.2.1. ครู แนะนำรายวชิ าและ แจ้งหวั ขอ้ ทจ่ี ะสอน ตามเน้อื หาสาระ เร่ือง

การสบื คน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ โดยใช้สือ่ power point

ตอบคำถาม/ซักถามปญั หา

นกั เรยี น ตอบคำถาม ซักถามปญั หาขอ้ สงสัย ศกึ ษาจากสื่อ และเอกสาร
ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธบิ ายเก่ียวกบั ความหมายของคอมพิวเตอร์ การสืบค้นขอ้ มูลสารสนเทศ
เครอ่ื งมอื ในการสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศ สว่ นประกอบของเครอื่ งมือในการ
สืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ การสืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ น็ต
โดยใช้ส่อื power point เรอื่ ง การสบื ค้นขอ้ มลู สารสนเทศตอบ
คำถาม/ซกั ถามปญั หา

นกั เรยี น จดบันทึกย่อ ตอบคำถาม ปรกึ ษา/อภิปรายกับเพือ่ น
5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรียนโดยถามตอบกนั ภายในห้องเรียน และอธบิ ายบางขอ้ ท่ี

ผู้เรียนมีขอ้ สงสัยจากการจดบนั ทึก

นักเรียน ร่วมกนั อภิปรายหาขอ้ สรุป

5.2.4. ครู ให้ทำใบงานการทดลองที่ 3 เร่อื ง การสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ
ให้คำแนะนำ เพื่อทดสอบเกีย่ วกบั ความเข้าใจรายรายบุคคล

นกั เรียน ปฏิบัติแบบฝกึ หัดตามใบงาน

74

5.3 การสรุป

5.3.1. ครู สมุ่ เรียกผ้เู รียนออกมาสรปุ เน้ือหาทไี่ ด้เรยี นทีจ่ ัดทำใบงานการทดลองท่ี 3

จนครบคลุมเนอ้ื หาทัง้ หมด โดยผู้สอนช่วยให้คำแนะนำ และอธิบายเพิม่ เติม

นักเรยี น ออกมาอธิบายหน้าชัน้ เรยี นโดยสรุปเน้ือหา ซกั ถามปญั หาและจดบนั ทึก

เพิ่มเตมิ

5.3.2. ครู ให้ผ้เู รียนปฏิบัติตามใบงานการทดลองที่ 3 ใหเ้ สรจ็ สมบรู ณ์ และใหผ้ ู้เรยี น

ซกั ถามปัญหาในการเรียน

นกั เรียน ซักถามปญั หาและข้อสงสัยในการปฏิบัติการทดลอง สรุปผลการทดลอง

และส่งใบงานใน Google Classroom

5.4 การวัดและประเมนิ ผล

5.4.1. ครู สมุ่ ถามผู้เรยี นเกี่ยวกับเนอ้ื หาที่เรียน

นกั เรยี น ตอบคำถามที่ผูส้ อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผ้เู รียนเล่นเกมส์ตอบคำถามโดยสมุ่ คำถามจากเน้อื ทเ่ี พือ่ วดั ความเขา้ ใจ

เน้ือหามากข้ึน ตรวจใบงานการทดลองที่ 3 และบนั ทกึ คะแนน

นักเรยี น เลน่ เกมส์ตอบคำถาม และแลกเปลย่ี นคำตอบ

6. สอ่ื การเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอ่ื ส่ิงพิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื งคอมพวิ เตอรแ์ ละอปุ กรณโ์ ทรคมนาคม
บุญสบื โพธ์ศิ รี, รพีพรรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การจดั การอาชีพ.

พิมพ์คร้ังท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พ์ศนู ย์สง่ เสรมิ อาชวี ะ

ธีรวัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจดั การอาชพี . กรงุ เทพฯ : ซัค

เซส มีเดีย

โอภาส เอ่ียมสิริวงศ.์ 2556. เครือข่ายคอมพิวเตอรแ์ ละการสอื่ สาร. กรุงเทพฯ : วี.พรนิ้ ท

6.1 ส่อื โสตทศั น์
สือ่ PowerPoint วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การจัดการอาชพี หน่วยที่ 1 เร่อื ง คอมพวิ เตอรแ์ ละ

อุปกรณ์โทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การจัดการอาชีพ หนว่ ยที่ 3 เรือ่ ง การ

สบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ
7.2 ใบงานการทดลองท่ี 3 เร่อื ง การสืบค้นข้อมลู สารสนเทศ

75

8. การบูรณาการ/ความสมั พันธ์กบั วชิ าอื่น
8.1 สามารถนำความรู้ มาใช้ในการการสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ
8.2 สามารถนำความรู้ มาใช้รว่ มกับวชิ าการใช้งานด้านคอมพวิ เตอร์หรอื สารสนเทศ

9. การวดั และประเมินผล
9.1 กอ่ นเรยี น
9.1.1.ผู้เรยี นศึกษา ค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา เกี่ยวกับความรเู้ กี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การ
จัดการอาชพี
9.1.2.ผู้เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
9.2 ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤตกิ รรมภายในชั้นเรียน
9.2.2.ทำแบบฝึกหัดประจำหนว่ ย
9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ ูเ้ รียนช่วยกนั สรุปเนื้อหา
9.3.2.ทำแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทำแบบทดสอบประจำหนว่ ยที่ 3 เพอื่ วัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน

76

10.บนั ทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรียนร้ขู องนักเรียน นักศกึ ษา
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพการเรยี นรู้
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

75

แผนการจัดการเรยี นรู้มงุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 3

ช่อื หน่วย การสบื คน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ สอนครัง้ ท่ี 7
ชวั่ โมงรวม 8

จำนวนช่ัวโมง 4

1. สาระสำคญั
เทคนิคการสืบค้นข้อมูลเพือ่ ประหยัดเวลาในการสืบค้น ได้ข้อมูลในปริมาณไม่มากเกนิ ไป และได้ผล

การสืบค้นที่ตรงตามประสงค์ของผู้สืบค้น สามารถใช้เทคนิคเหล่านี้ ได้แก่เลือก Search Engine ที่เหมาะสม
เลือกเว็บไซตท์ ี่อย่ใู กลแ้ ละอยู่ในช่วงเวลาท่ีเหมาะสม การเลือกใช้คำสำคัญ (Keyword) หรอื หัวเรื่อง(Subject)
ท่ีตรงกบั เรอื่ งท่ตี อ้ งการ กำหนดขอบเขตของคำค้น โดยใช้ตัวเชือ่ มบูลีน (Boolean Operators) เช่น AND OR
NOT NEAR BEFORE เป็นต้น หรือการค้นวลี(Phrase Searching) การตัดคำ หรือการใช้คำเหมือน
ความสำคัญของการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ ความสำคัญของการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ
เชน่ เป็นตวั กลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตสารสนเทศและแหล่งทรัพยากรสารสนเทศกบั ผู้ต้องการใช้สารสนเทศ
ก่อให้เกิดการส่งเสริมในการถ่ายโอนและไหลของสารสนเทศเป็นไปอยา่ งมปี ระโยชน์ เป็นต้น การจัดเก็บและ
การคน้ คืนสารสนเทศ (Information Storage and Retrieval – ISR) มีการกำหนดความหมายไว้หลากหลาย
โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ การจัดเก็บสารสนเทศ (Information storage) และการค้นคืนสารสนเทศ
(information retrieval)การจดั เก็บสารสนเทศเป็นคำทเ่ี กดิ ขนึ้ ควบคูก่ บั สถาบันบรกิ ารสารสนเทศในอดีต

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย
2.1 เทคนิคการสบื ค้นขอ้ มูล
2.2 ขน้ั ตอนการสบื คน้ ข้อมลู
2.3 ความสำคญั ของการจัดเก็บและการค้นคนื สารสนเทศ
2.4 การจัดเกบ็ และการคน้ คนื สารสนเทศ

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1. ผเู้ รียนบอกเทคนิคการสืบคน้ ข้อมูลได้
3.1.2. ผู้เรียนยกตัวอยา่ งขนั้ ตอนการสบื คน้ ข้อมูลได้
3.1.3. ผเู้ รียนบอกความสำคัญของการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศได้
3.1.4. ผู้เรียนอธิบายของการจดั เก็บและการค้นคนื สารสนเทศไดถ้ ูกต้อง

3.2 ดา้ นทกั ษะ
3.2.1 สามารถบอกเทคนคิ การสืบคน้ ข้อมูลไดอ้ ยา่ งนอ้ ย 2 วธิ ี


Click to View FlipBook Version