The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ 1-2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patsarit3089, 2022-05-25 00:50:02

วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ

วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชีพ 1-2565

76

3.2.2 สามารถยกตัวอย่างขน้ั ตอนการสืบคน้ ข้อมลู ไดอ้ ย่างนอ้ ย 2 ขั้นตอน
3.2.3 สามารถบอกความสำคญั ของการจัดเกบ็ และการค้นคนื สารสนเทศได้
3.2.4 สามารถอธิบายของการจดั เกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศได้ถูกต้อง
3.2.5 สามารถสืบค้นข้อมูลบนอนิ เทอร์เนต็ ตามกำหนดได้อย่างถกู ตอ้ ง

3.3 คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
3.3.1 ใฝก่ ารเรยี นรู้
3.3.2 ผ้เู รยี นทำงานเป็นระเบยี บเรยี บร้อย
3.3.3 ปฏบิ ัติงานดว้ ยความซ่ือสตั ย์สจุ รติ
3.3.4 มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าท่ี
3.3.5 มคี วามมงุ่ ม่ันในการทำงาน
3.3.6 ใช้เวลาอยา่ งคุม้ ค่า
3.3.7 มจี ิตสาธารณะ

77

แผนการจดั การเรยี นรูม้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3

ช่ือหนว่ ย การสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศ สอนครัง้ ที่ 7

ชวั่ โมงรวม 8
จำนวนชวั่ โมง 4

4. เน้ือหาสาระการเรยี นรู้
3.6 เทคนคิ การสบื ค้นขอ้ มูล

เพื่อประหยัดเวลาในการสืบค้น ได้ข้อมูลในปริมาณไม่มากเกินไป และได้ผลการสืบค้นที่ตรงตาม
ประสงค์ของผู้สบื คน้ สามารถใช้เทคนคิ เหลา่ น้ี ไดแ้ ก่

1. เลือก Search Engine ทเ่ี หมาะสม
2. เลือกเวบ็ ไซตท์ ี่อยใู่ กลแ้ ละอยู่ในชว่ งเวลาท่ีเหมาะสม
3. การเลอื กใช้คำสำคัญ (Keyword) หรือหวั เรือ่ ง(Subject) ทตี่ รงกบั เรอ่ื งทีต่ ้องการ
4. กำหนดขอบเขตของคำคน้ โดยใชต้ วั เชื่อมบูลนี (Boolean Operators) เชน่ AND OR NOT NEAR

BEFORE เป็นตน้ หรอื การคน้ วลี(Phrase Searching) การตัดคำ หรือการใชค้ ำเหมือน ดังตอ่ ไปนี้

• Boolean Operators
- AND หรือ เครือ่ งหมาย + ใช้เมือ่ ตอ้ งการให้คน้ เอกสารที่มีคำท้ังสองคำปรากฏ เช่นค้นหา

คำว่า Research AND Thailand ข้อมูลที่ได้จะมีเฉพาะคำว่า Research และ Thailand
อยูใ่ นเอกสาร
- OR ใช้เมื่อต้องการค้นหน้าเอกสารที่มีคำใดคำหนึ่งปรากฏ เช่น Research ORThailand
ขอ้ มูลที่ได้จะมีคำใดคำหนึ่งหรอื มที ง้ั สองคำปรากฏอยใู่ นเอกสาร
- NOT หรอื เคร่อื งหมาย – ใชเ้ มื่อต้องการตัดคำท่ีไม่ตอ้ งการให้ค้นออก (คำหลงั NOTหรือ
เครือ่ งหมาย -) เช่น Research NOT Thailand ขอ้ มูลท่ไี ด้จะมีคำว่า Research แต่จะไม่
มีคำว่าThailand อยู่ในเอกสาร
- NEAR ใช้เมื่อต้องการให้คำทกี่ ำหนดอยูห่ ่างจากกนั ไม่เกิน 10 คำ ในประโยคเดียวกันหรือ
ใกลเ้ คียงกนั (อยูด่ า้ นหน้าหรือหลงั ก็ได้) เชน่ Research NEAR Thailand ข้อมูลที่ได้จะมี
คำว่าResearch และ Thailand ที่ห่างกันไม่เกิน 10 คำ ตัวอย่างเช่น Research on the
Cost of Transportation in Thailand
- BEFORE ใช้เมื่อต้องการกำหนดให้คำแรกปรากฏอยูข่ ้างหน้าคำหลังในระยะห่างไมเ่ กิน8
คำ เชน่ Research BEFORE Thailand
- AFTER ใช้เม่ือตอ้ งการกำหนดให้คำแรกปรากฏอยขู่ ้างหลงั คำหลังในระยะห่างไมเ่ กนิ 8 คำ
เช่น Research AFTER Thailand

78

- (parentheses) ใช้เมื่อต้องการกำหนดให้ทำตามคำสั่งภายในวงเล็บก่อนคำสั่งภายนอก
เช่น (Research OR Quantitative) and Thailand

• การค้นวลี ( Phrase searching ) เป็นการใช้เครื่องหมายอัญประกาศ (“ ”) เมื่อต้องการ
กำหนดให้ค้นเฉพาะหน้าเอกสารที่มีการเรียงลำดับคำตามที่กำหนดเท่านั้น เช่น
“Methodology Research”

• การตัดคำ (Word stemming / Truncation) เป็นการใช้เครื่องหมาย asterisk (*) ตาม
ท้ายคำ 3 คำขึน้ ไป เพือ่ ค้นหาคำท่ีขึ้นต้นด้วยตวั อกั ษรทีก่ ำหนด เช่น Research*

• คำพ้องความหมาย ( Synonym ) เป็นการใชค้ ำเหมือนทม่ี คี วามหมายเดยี วกันหรือใกลเ้ คียง
กนั เพอ่ื ชว่ ยให้ค้นเรื่องท่ีครอบคลมุ เช่น Ocean Sea Marine

• เขตข้อมูลเพื่อการค้น (Field Searching) เป็นการกำหนดเขตข้อมูลเพื่อการค้น เช่น ชนิด
ของขอ้ มลู หรือทีอ่ ยู่ของข้อมลู เปน็ ตน้ เชน่ text: “green tea” url: NASA

• ตัวเล็กตัวใหญ่ถือว่าต่างกัน (Case sensitive) เป็นการใช้ตัวอักษรใหญ่กับตัวเล็กใน
ความหมายท่แี ตกตา่ งกนั เช่นใช้ตัวอกั ษรใหญข่ ้ึนต้นชือ่ เฉพาะ เชน่ George W. Bush

• ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) เป็นการสืบค้นจากคำถามที่เปน็ ภาษาธรรมชาติ เช่น
ใช้คำถามภาษาอังกฤษง่ายๆที่ต้องการให้ Search Engine หาคำตอบให้ เช่น What is
Research

3.6.1 ข้อดีของการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทาง
อเิ ล็กทรอนิกสผ์ ่านทางอนิ เทอรเ์ นต็ มขี ้อดีหลกั ๆดังตอ่ ไปน้ี

1. ขอบเขตของขอ้ มูลสารสนเทศกว้างขวางมาก มีความหลากหลาย ไรพ้ รมแดน
2. ขอ้ มลู สารสนเทศทสี่ ืบค้นไดม้ คี วามทนั สมัยมาก เน่อื งจากผูส้ รา้ งข้อมลู สามารถแก้ไขปรับปรงุ ได้งา่ ย

และทำไดต้ ลอดเวลา
3. สะดวกมาก ไมม่ ขี อ้ จำกดั ในแงข่ องเวลาและสถานท่ี สามารถสบื ค้นเวลาใดกไ็ ด้ท่ีใดก็ได้
4. สามารถสบื คน้ ไดง้ า่ ยและรวดเร็วโดยอาศยั Search Engine
5. การไดม้ าซึง่ ขอ้ มลู ผา่ นอินเทอรเ์ นต็ ใช้เวลาสน้ั มาก เม่ือเทียบกบั การสง่ เอกสารวิธีอื่น ๆ
6. การได้มาซ่งึ ข้อมูลน้นั ประหยดั ท้ังเวลาและทรพั ยากร
7. จดั เปน็ หอ้ งสมดุ ที่ใหญ่ทีส่ ดุ ในโลก
8. ขอ้ มูลสารสนเทศที่สืบค้นมามีประโยชนม์ าก สามารถนำไปจัดหมวดหมู่ ทำฐานข้อมูลบรรณาธิการ

และจัดการตอ่ ได้โดยงา่ ย
9. ส่งเสริมการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง (Self-Directed Learning ) และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต(Life

Long Learning)

79

3.6.2 ข้อจำกดั ของการสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศทางอินเทอร์เนต็ ถึงแมว้ ่าการสืบค้นขอ้ มูลสารสนเทศทาง
อินเทอร์เน็ตจะมีขอ้ ดอี ย่างเหน็ ได้ชัด การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตก็มีขอ้ จำกัดหรือข้อเสียอยู่
บ้าง ดงั นี้

1. ข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตมีความครอบคลุมกว้างขวางมาก มีความหลากหลาย ไร้
พรมแดน จึงทำให้ผู้ใช้ท่ีไม่มีทักษะการสบื ค้นอาจเกิดปัญหาเนืองจากไดข้ ้อมูลสารสนเทศท่ไี ม่ตรง
ตามความต้องการเป็นจำนวนมากทำให้เสียเวลา

2. ข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตถูกปรับปรุงแก้ไขได้อยา่ งรวดเร็ว ทำให้การอ้างอิงเอกสารทำได้
ลำบาก เพราะการเข้าไปสืบคน้ เอกสารอีกคร้งั หนึ่งในวนั ข้างหน้าเอกสารดังกล่าวอาจจะไม่อยู่แล้ว
หรือเนอื้ หาขอ้ ความอาจถูกปรบั เปลย่ี นไปแลว้ กไ็ ด้

3. ข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตที่ได้มาจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลที่ไดม้ า
ดว้ ยว่ามคี วามนา่ เชอื่ ถือมากแค่ไหน

3.6.3 การประเมินความนา่ เช่ือถอื ของแหล่งข้อมลู
เพอ่ื เป็นการตรวจสอบความน่าเชอ่ื ของแหลง่ ข้อมูลสารสนเทศท่ีสบื คน้ มาได้ผู้สืบคน้ สามารถประเมิน

ความน่าเช่ือถอื ของแหลง่ ข้อมลู ได้จาก 12 องคป์ ระกอบ ดงั นี้
1. บอกวตั ถปุ ระสงค์ในการสร้างหรอื เผยแพรข่ อ้ มูลไวใ้ นเวบ็ ไซต์
2. การเสนอเน้อื หาตรงตามวัตถปุ ระสงคใ์ นการสรา้ งหรอื เผยแพร่ขอ้ มลู ของเว็บไซต์
3. เนอ้ื หาเว็บไซต์ไมข่ ัดตอ่ กฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม
4. มกี ารระบุชอื่ ผู้เขยี นบทความหรือผูใ้ ห้ขอ้ มลู บนเวบ็ ไซต์
5. มีการใหท้ ี่อยู่ (e-mail address) ทผ่ี ู้อ่านสามารถติดต่อผดู้ แู ลเว็บไซต์ได้
6. มีการอ้างองิ หรือระบแุ หลง่ ท่มี าของข้อมูลของเนื้อหาที่ปรากฏบนเวบ็ ไซต์
7. สามารถเช่ือมโยง (link)ไปเวบ็ ไซต์อนื่ ที่อ้างถึงได้
8. มีการระบุวนั เวลาในการเผยแพรข่ อ้ มูลบนเว็บไซต์
9. มกี ารระบวุ ันเวลาในการปรับปรุงขอ้ มลู ครัง้ ล่าสุด
10. .มีชอ่ งทางให้ผู้อ่านแสดงความคดิ เห็น
11. มขี ้อความเตือนผอู้ ่านใหใ้ ชว้ จิ ารณญาณในการตัดสินใจใชข้ อ้ มูลที่ปรากฏบนเวบ็ ไซต์
12. มีการระบุวา่ เปน็ เว็บไซตส์ ่วนตัวหรือระบแุ หลง่ ทใ่ี หก้ ารสนับสนุนในการสรา้ งเวบ็ ไซต์

3.7 ข้นั ตอนการสบื ค้นข้อมลู
อนิ เทอรเ์ น็ตเป็นแหล่งรวบรวมขอ้ มลู ขนาดใหญ่ซึ่งมขี ้อมูลหลากหลายประเภทและมีแนวโนม้ จะเพิ่มข้ึน

อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับ
แหลง่ ขอ้ มลู น้ี นัน่ คือ มักประสบปัญหาไม่ทราบว่าข้อมูลที่ต้องการน้ันอยู่ในเว็บไซต์ใด ดังนั้นจึงได้มีเว็บไซต์ท่ี
ให้บรกิ ารค้นหาข้อมลู ต่าง ๆ บนอนิ เทอร์เน็ต ที่เรยี กว่า เครือ่ งมอื ช่วยค้น หรอื เซริ ช์ เอ็นจนิ (Search Engine)

80

Search Engine หรอื โปรแกรมคน้ หาและคอื โปรแกรมท่ชี ่วยในการสืบคน้ หาขอ้ มูล โดยเฉพาะข้อมูล
บนอินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล
กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละราย เสิร์ชเอนจินส่วนใหญ่จะ
ค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญ(คีย์เวิร์ด) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะ
ต้องการขนึ้ มา ในปัจจบุ นั เสริ ช์ เอนจนิ บางตัว เชน่ กเู กิลจะบันทึกประวัตกิ ารค้นหาและการเลือกผลลัพธ์ของ
ผใู้ ชไ้ วด้ ว้ ย และจะนำประวัตทิ ่ีบนั ทกึ ไวน้ ั้น มาชว่ ยกรองผลลพั ธ์ในการค้นหาครั้งตอ่ ๆ ไป
ตวั อย่าง Web Search Engine

1.http://www.google.co.th/
2.http://www.youtube.com/
3.http://dict.longdo.com
3.7.1 การสบื ค้นเวบ็ ไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
ข้นั ตอนการสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine
1.ทำการเปิดเว็บไซตท์ ่ใี หบ้ ริการ http://www.google.co.th/
2.เลอื กหัวขอ้ ทต่ี อ้ งการคน้ ในท่นี จี้ ะเลือกหัวขอ้ “เว็บ”
3.พมิ พ์ keyword (ขอ้ ความ) ที่ตอ้ งการสืบค้นลงในชอ่ ง text box
4.กดท่ีปุ่ม “ค้นหา”
5.ระบบจะทำการค้นหาเว็บไซตท์ ตี่ รงกับ keyword ทต่ี ้องการ และแสดงออกมาในรูปแบบของ

ล้ิงคพ์ รอ้ มคำอธิบายประกอบ
3.7.2 การสืบค้นรูปภาพด้วย Search Engine

ขนั้ ตอนการสบื ค้นรปู ภาพดว้ ย Search Engine
1.ทำการเปิดเวบ็ ไซต์ทีใ่ ห้บรกิ าร http://www.google.co.th/
2.เลือกหัวข้อทตี่ อ้ งการค้น ในที่นี้จะเลือกหวั ข้อ “รปู ภาพ”
3.พิมพ์ keyword (ขอ้ ความ) ทตี่ ้องการสบื คน้ ลงในช่อง text box
4.กดท่ีปุม่ “คน้ หา”
5.ระบบจะทำการค้นหารูปภาพที่ตรงกับ keyword ที่ต้องการ และแสดงรปู ภาพท่ีค้นหาพบ
3.7.3 การสบื คน้ แผนท่ดี ว้ ย Search Engine
ขน้ั ตอนการสบื ค้นแผนทดี่ ้วย Search Engine
1.ทำการเปดิ เวบ็ ไซตท์ ี่ใหบ้ ริการ http://www.google.co.th/
2.เลือกหัวขอ้ ที่ตอ้ งการคน้ ในทนี่ ี้จะเลือกหวั ขอ้ “แผนท”่ี
3.พิมพ์ keyword (ขอ้ ความ) สถานที่ท่ีต้องการสบื ค้นลงในชอ่ ง text box
4.กดท่ีป่มุ “ค้นหา Maps”
5.ระบบจะทำการค้นหาสถานท่ที ตี่ อ้ งการ แลว้ แสดงออกมาในรูปแบบของแผนที่ รวมไปถงึ ล้งิ คข์ อ้ มูล

เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั สถานทน่ี ้นั ๆ อกี ด้วย

81

3.7.4 การสบื คน้ วดี ิโอดว้ ย Search Engine
ข้นั ตอนการสืบค้นวีดโิ อด้วย Search Engine
1.ทำการเปิดเวบ็ ไซตท์ ่ใี หบ้ รกิ าร http://www.google.co.th/
2.พมิ พ์ keyword (ข้อความ) ท่ตี อ้ งการสบื คน้ ลงในชอ่ ง text box
3.กดท่ปี มุ่ “search”
4.ระบบจะทำการคน้ หาวีดิโอท่ีตรงกบั keyword ที่ต้องการ และแสดงวีดิโอทคี่ น้ หาพบ

3.7.5 การสืบคน้ คำศพั ท์ดว้ ย Search Engine
ขัน้ ตอนการสืบคน้ คำศัพท์ดว้ ย Search Engine
1.ทำการเปิดเวบ็ ไซตท์ ใี่ หบ้ รกิ าร http://dict.longdo.com
2.พมิ พค์ ำศพั ทท์ ่ีตอ้ งการสบื คน้ ลงในช่อง text box
3.เลือกบรกิ าร “dictionary”
4.กดทปี่ มุ่ “submit”
5.ระบบจะทำการคน้ หาคำศัพท์ทต่ี ้องการพร้อมคำแปล

3.8 ความสำคัญของการจัดเกบ็ และการคน้ คืนสารสนเทศ
สงั คมสารสนเทศ (information age) เกี่ยวขอ้ งโดยตรงกบั พัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอรแ์ ละ

การสื่อสารในการจัดบริการสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ จากภาวะการเพิ่มปริมาณสารสนเทศอย่างรวดเร็ว
ท่วมท้น (information explosion) ซึ่งเป็นผลของการทุ่มเทวิจัยและพัฒนาความก้าวหน้าและขยายตัว
ทางการศึกษาในระดับสูง มีสารสนเทศผลติ ออกมาหลายสาขาวิชาทั้งสาขาวชิ าใหญแ่ ละสาขาวิชายอ่ ย วชิ าการ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากมายหลายรูปแบบ อาทิ ไมโครฟิล์ม ภาพยนตร์ เทป
บนั ทึกเสียง วดี ิทัศน์ และสื่อคอมพวิ เตอร์ ซึ่งตอ้ งใช้เครือ่ งมือในการเข้าถึง อา่ นและใช้สารสนเทศสารสนเทศที่
ผลติ จากแหลง่ ต่าง ๆ กันประเทศในยุโรป อเมรกิ า เอเชียใช้ภาษาต่าง ๆ กนั เปน็ อปุ สรรคแก่ผู้ใช้ สารสนเทศ
เรื่องเดียวกันมกี ารผลิตซ้ำซ้อนหลายรปู แบบ เป็นมลพิษทางสารสนเทศ เหล่านี้เป็นปัญหาในการเขา้ ถึงและ
เข้าใช้สารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศที่ดีมีคุณภาพจำเป็นต้องมีการคัดเลือกดำเนินการ มีการลงทุนเสีย
ค่าใช้จ่าย ซ่งึ เป็นหนา้ ที่ของสถาบนั บรกิ ารสารสนเทศ
3.8.1 ความสำคญั ของการจัดเก็บและการคน้ คนื สารสนเทศตอ่ สถาบนั บริการสารสนเทศ การจัดเก็บและ
การค้นคืนสารสนเทศมคี วามสำคัญต่อสถาบันบริการสารสนเทศในด้านต่าง ๆ ดงั นี้

1. เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตสารสนเทศและแหล่งทรัพยากรสารสนเทศกับผู้ต้องการใช้
สารสนเทศ

2. ก่อใหเ้ กดิ การสง่ เสริมในการถ่ายโอนและไหลของสารสนเทศเป็นไปอย่างมีประโยชน์
3. สิทธิภาพระหว่างผู้ต้องการใช้สารสนเทศกับแหลง่ ทรัพยากรสารสนเทศ และมีบทบาทสำคัญใน

การตอบสนองความตอ้ งการใช้สารสนเทศ

82

4. เป็นการกลน่ั กรองสารสนเทศในชอ่ งทางถ่ายโอนสารสนเทศท่เี ป็นทางการ
5. ชว่ ยคดั เลอื กตรวจสอบทรพั ยากรสารสนเทศเพ่ือใหผ้ ู้ใช้ไดร้ บั และใช้สารสนเทศทมี่ ีคณุ ภาพ
6. เป็นงานหลักที่เชื่อมโยงระบบบริการต่าง ๆ และระบบงานของสถาบันบริการสารสนเทศ

สารสนเทศ เช่น ระบบยืมคืนสารสนเทศ ระบบจัดทำสำเนาเอกสารเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้
สารสนเทศใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพสงู สดุ
7. ช่วยใหผ้ ้ใู ช้ได้รบั สารสนเทศท่ถี กู ตอ้ ง โดยการคน้ คนื ตรงตามความต้องการ
8. ทันต่อเวลา เพื่อการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ตามนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบันบริการ
สารสนเทศ
3.8.2 ความสำคญั ของการจัดเกบ็ และการคน้ คืนสารสนเทศตอ่ ผูใ้ ช้ การจดั เกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศ
มีความสำคญั ตอ่ ผู้ใช้ในการขจัดปัญหาต่างๆ ในการเข้าถึงสารสนเทศ ระบบท่จี ดั ทำขึ้นมงุ่ ช่วยสร้างความคิดแก่
ผู้ใช้ในการเข้าถึงงานของผู้เขียน เป็นการสร้างความคิดให้ตรงกับแนวคิดที่ผู้เขียนได้เสนอไว้ในทรัพยากร
สารสนเทศเพอ่ื ประโยชนข์ องผใู้ ช้ ดงั นี้
1. เปดิ โอกาสใหผ้ ใู้ ช้เขา้ ถึงทรพั ยากรสารสนเทศทกุ ประเภท ทัง้ ภายในสถาบนั
2. บรกิ ารสารสนเทศและแหล่งทรพั ยากรท่ัวโลกได้อย่างเสรี ภายใตข้ ้อกำหนดของกฎหมายในเร่ือง
สทิ ธขิ องการใช้สารสนเทศ
3. ให้ความสำคัญแก่ผู้ใช้ประเภทต่างๆ โดยจัดให้มีวิธีการและเครื่องมืออำนวยความสะดวก
เครื่องมือการค้นคืนที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้ค้นคืนได้ด้วยตนเองหรือโดยผ่ายผู้ให้บริการ ซึ่งมี
หนา้ ทช่ี ว่ ยเหลือแนะนำและคน้ คืนสารสนเทศให้แก่ผใู้ ช้
4. มีการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ โดยเฉพาะในยุคที่มีความ
เปล่ยี นแปลงดา้ นเทคโนโลยตี ่างๆ เพื่อให้เกดิ ความรวดเร็วทง้ั วธิ ีการจัดหา จดั เก็บ และการค้นคืน
สารสนเทศ ทงั้ นเ้ี พือ่ เกิดประโยชนต์ ่อผู้ใช้
5. ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศที่ถูกต้อง ตรงตามความต้องการเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งใน
ชีวติ ประจำวัน ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการปฏิบัตงิ าน บริหารงาน หรือตอบสนองความสนใจ
ต่าง
6. สนบั สนุนผ้ใู ช้ให้ สามารถประเมนิ แยกแยะ ทำความเขา้ ใจ เช่ือมโยงความคดิ ของสารสนเทศเพื่อ
การเลอื กสรร ศกึ ษา แสวงหา ติดตามสารสนเทศได้ด้วยตนเองเปน็ ผูเ้ รียนแบบพึง่ ตนเองตลอดไป

3.9 การจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศ
การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ (Information Storage and Retrieval – ISR) มีการกำหนด

ความหมายไว้หลากหลาย โดยแบง่ ออกเปน็ สองส่วน คือ การจดั เก็บสารสนเทศ (Information storage) และ
การคน้ คืนสารสนเทศ (information retrieval)การจดั เกบ็ สารสนเทศเปน็ คำท่ีเกิดขึ้นควบคู่กับสถาบันบริการ
สารสนเทศในอดีต มีความหมายครอบคลุมการจัดทำโครงสร้างและควบคุมบรรณานุกรม เป็นการจัดระบบ

83

โดยวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ จัดหมวดหมู่และทำบัตรรายการ บรรณานุกรม ดรรชนี สาระสังเขป
ควบคุมบรรณานุกรม การค้นคืนสารสนเทศในอดีตเป็นงานบริการช่วยผู้ใช้ค้นหาทรัพยากรสารสนเทศ
(information search) หรือ บอกให้ผ้ใู ช้ร้แู หล่งจัดเก็บสารสนเทศ งานคน้ คนื สารสนเทศจงึ เป็นงานคน้ หาและ
ช่วยผู้ใช้ค้น แนะนำและสอนผู้ใช้ อำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ผู้ใช้ได้รับทรัพยากรสารสนเทศตามความ
ต้องการ

การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศในงานบริการสารสนเทศเม่อื ปรมิ าณสารสนเทศเพม่ิ มากขึ้นอยา่ งมากมาย
มหาศาล ทำใหล้ กั ษณะงานของสถาบันบริการสารสนเทศปรบั เปล่ียนไป สถาบนั บริการสารสนเทศไมม่ ่งุ จัดเก็บ
ทรัพยากรสารสนเทศมารวบรวมไว้แต่เน้นการคัดเลือกและหาแหล่งเพื่อการเข้าถึง ใช้คอมพิวเตอร์จัดทำ
เครื่องมือช่วยค้นคว้าในลักษณะฐานะข้อมูลต่างๆ และใช้ค้นคืนใหบ้ ริการ รวมทั้งเชื่อมโยงการคน้ ไปยังแหล่ง
ต่างๆ ได้ การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ จึงมีความหมายถึง การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศใน
ขอบเขตที่กว้าง คือทั้งก่อนและหลังการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ขึ้นความหมายของการจัดเก็บและการค้นคืน
สารสนเทศในทางทฤษฎีและปฏิบัติดังนี้ การจัดเก็บสารสนเทศ หมายถึง การจัดโครงสร้างและควบคุมทาง
บรรณานุกรมโดยใช้คอมพิวเตอร์ ด้วยวิธีการทำรายการและข้อมูลบรรณานุกรมในลักษณะเก็บข้อมูลเข้า
แฟ้มข้อมูล จัดเตรียมแฟ้ม รวมไปถึงการจัดทำสื่อจัดเก็บข้อมูลลักษณะต่าง ๆ และฐานข้อมูลเพื่อการค้นหา
และค้นคืนสารสนเทศ

การจดั เกบ็ ซึ่งรวมทั้งการจดั หา/ไดร้ บั สารสนเทศหรือสามารถระบทุ รพั ยากรสารสนเทศที่ อยู่ในแหล่ง
จัดเก็บ โดยใช้ป้ายระบุข้อมูลหรือชื่อเขตข้อมูลหรือแท็ก (tag) คำแทนสาระเพื่อการค้นคืนทรัพยากร
สารสนเทศ การจดั เกบ็ ทรัพยากรสารสนเทศและการทำป้ายระบุขอ้ มูลในวิธีการท่ีจะใช้ประโยชน์เพื่อการค้น
คนื สารสนเทศ ทง้ั เพ่อื สามารถระบไุ ด้ว่ามีทรพั ยากรอะไร จัดเกบ็ ไว้ในแหล่งใดของสถาบนั ทรัพยากรใดเก็บไว้
ในแหล่งเดียวกนั หรือตา่ งแหลง่

การคน้ คนื ในระบบคน้ คนื สารสนเทศ เป็นทั้งการดงึ หรือคน้ เอกสารย้อมหลงั ทจี่ ัดเก็บไว้ตามหัวข้อที่
ต้องการ (retrospective searching) การค้นตามหัวข้อความสนใจและความตอ้ งการของผูใ้ ช้จากทรัพยากร
สารสนเทศที่เข้ามาใหม่ทุกครั้ง (routing) หรือการค้นให้ผู้ใช้เพื่อบริการสารสนเทศทันสมัย (current
awareness service) การค้นเอกสารผู้ค้นทำการคน้ จากเครือ่ งคอมพวิ เตอร์โดยตรงหรอื เคร่อื งท่ีเชื่อมโยงเข้า
ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ รวมทั้งเชื่อมสู่อินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เพื่อการใช้
ประโยชนต์ า่ ง ๆ ของผใู้ ช้

- การเข้าถึง (access) เป็นวิธีการที่ผู้ใช้สามารถค้น ค้นหา ค้นคืน และได้รับสารสนเทศที่ต้องการ
สารสนเทศที่เข้าถึงเป็นทรัพยากรสารสนเทศที่สถาบันบริการสารสนเทศและแหล่งต่าง ๆ จัดไว้
บริการผูใ้ ช้

- การคน้ หา (searching) เป็นการป้อนคำสง่ั โดยผู้ค้นเตรียมประโยคคำค้นไวแ้ ลว้ และปฏสิ มั พันธ์กับ
ระบบค้นคืนและพิจารณาผลทไ่ี ด้รับ ซึง่ เปน็ ข้นั ตอนในกระบวนการค้นหา (searching process)

84

- การสำรวจเลือกดู (browsing) เป็นการปฏิสมั พันธ์ในลักษณะตรวจสอบดเู อกสารและทำการเลือก
เพื่อหารายการสารสนเทศท่ีตนสนใจ หรือเปน็ การดูสารสนเทศท่วั ไป หรอื ภาพรวมของรายการตาม
หวั ขอ้ ที่เปน็ จุดมุ่งหมาย
สรุปการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ เป็นกระบวนการทั้งการคัดเลือกควบคุมโครงสร้าง

สารสนเทศ การจัดหา การจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการเข้าถึงและกระบวนการสำคัญใด ๆ ในการแสวงหา
ทรัพยากรสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมการค้นหา การดึงสารสนเทศที่เข้าเรื่อง เรื่องใดเรื่องหน่ึงโดยเฉพาะจาก
แหล่งต่าง ๆ ทั้ง แหล่งจัดเก็บภายในและแหล่งภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศหรือรายการทรัพยากร
สารสนเทศ ซึง่ บรรจเุ นื้อหาตรงตามต้องการ และในการบริการจะนำส่งให้ผู้ใช้อย่างรวดเรว็ ทันการณ์ ทง้ั น้ีการ
จดั เกบ็ และคน้ คนื สารสนเทศเป็นระบบท่จี ัดทำทัง้ ดว้ ยแรงงานคนและดว้ ยคอมพวิ เตอร์

85

แผนการจดั การเรยี นรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 3

ช่อื หน่วย การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ สอนครงั้ ที่ 7
ชัว่ โมงรวม 8

จำนวนชั่วโมง 4

5. กจิ กรรมการเรียนการสอน

5.1 การนำเข้าสู่บทเรยี น

5.1.1. ครู เช็คชอ่ื และตรวจการแตง่ กาย

นกั เรียน ขานชอ่ื และลกุ ให้ครตู รวจการแต่งกายทีละคน

5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรยี นโดยซกั ถาม การสืบค้นขอ้ มูลในความคิดของผู้เรียนคอื อะไร

ผู้สอนตรวจแลว้ ให้ผูเ้ รียนบันทึกคะแนนท่ไี ดไ้ ว้ เพอื่ เปรียบเทียบกับการทดสอบ

หลังเรยี นจบ

นกั เรยี น ตอบคำถาม ซักถามข้อสงสยั

5.2 การเรียนรู้

5.2.1. ครู แนะนำรายวชิ าและ แจ้งหวั ข้อทจ่ี ะสอน ตามเน้อื หาสาระ เรอื่ ง

การสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศ โดยใช้ส่อื power point

ตอบคำถาม/ซกั ถามปญั หา

นกั เรยี น ตอบคำถาม ซกั ถามปญั หาข้อสงสยั ศึกษาจากสื่อ และเอกสาร
ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธิบายเกยี่ วกับความหมายของคอมพิวเตอร์ การสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ
เครื่องมอื ในการสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ ส่วนประกอบของเครือ่ งมอื ในการ
สืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศ การสืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ น็ต
โดยใช้สื่อ power point เร่อื ง การสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศตอบ
คำถาม/ซักถามปัญหา

นักเรียน จดบันทึกยอ่ ตอบคำถาม ปรกึ ษา/อภิปรายกบั เพ่ือน
5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรยี นโดยถามตอบกนั ภายในหอ้ งเรียน และอธบิ ายบางขอ้ ที่

ผเู้ รยี นมขี อ้ สงสัยจากการจดบันทึก

นักเรียน รว่ มกันอภิปรายหาขอ้ สรปุ

5.2.4. ครู ให้ทำใบงานการทดลองที่ 4 เรอ่ื ง การสบื ค้นขอ้ มลู บนอนิ เทอร์เน็ต
ให้คำแนะนำ เพอื่ ทดสอบเกีย่ วกบั ความเข้าใจรายรายบุคคล

นกั เรยี น ปฏิบตั แิ บบฝึกหัดตามใบงาน

86

5.3 การสรุป

5.3.1. ครู ส่มุ เรยี กผเู้ รยี นออกมาสรุปเนอื้ หาที่ไดเ้ รยี นทจ่ี ดั ทำใบงานการทดลองท่ี 4

จนครบคลุมเน้อื หาทั้งหมด โดยผู้สอนช่วยให้คำแนะนำ และอธบิ ายเพม่ิ เติม

นักเรยี น ออกมาอธิบายหนา้ ชั้นเรยี นโดยสรปุ เนอ้ื หา ซักถามปัญหาและจดบันทกึ

เพม่ิ เตมิ

5.3.2. ครู ให้ผเู้ รียนปฏิบัติตามใบงานการทดลองที่ 4 ให้เสร็จสมบูรณ์ และให้ผเู้ รียน

ซักถามปัญหาในการเรยี น

นกั เรยี น ซกั ถามปัญหาและขอ้ สงสยั ในการปฏิบตั กิ ารทดลอง สรุปผลการทดลอง

และสง่ ใบงานใน Google Classroom

5.4 การวัดและประเมนิ ผล

5.4.1. ครู สมุ่ ถามผู้เรยี นเก่ียวกบั เน้ือหาท่เี รยี น

นกั เรียน ตอบคำถามที่ผสู้ อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผเู้ รยี นเล่นเกมสต์ อบคำถามโดยสุม่ คำถามจากเนอ้ื ที่เพ่ือวดั ความเขา้ ใจ

เน้อื หามากขนึ้ ตรวจใบงานการทดลองท่ี 4 และบนั ทกึ คะแนน

นกั เรียน เล่นเกมส์ตอบคำถาม และแลกเปลยี่ นคำตอบ

6. สอ่ื การเรยี นรู/้ แหลง่ การเรยี นรู้
6.1 สอ่ื สง่ิ พิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เรือ่ งคอมพวิ เตอรแ์ ละอปุ กรณ์โทรคมนาคม
บุญสืบ โพธ์ศิ รี, รพพี รรณ ชาวไรอ่ ้อย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ.

พิมพ์ครง้ั ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พศ์ ูนยส์ ง่ เสริมอาชีวะ

ธีรวัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจัดการอาชพี . กรงุ เทพฯ : ซคั

เซส มเี ดยี

โอภาส เอย่ี มสริ ิวงศ.์ 2556. เครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์และการส่ือสาร. กรุงเทพฯ : ว.ี พริ้นท

6.1 ส่ือโสตทศั น์
ส่ือ PowerPoint วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ หน่วยท่ี 1 เรอื่ ง คอมพิวเตอร์และ

อุปกรณ์โทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการอาชพี หนว่ ยท่ี 3 เรื่อง การ

สืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ
7.2 ใบงานการทดลองท่ี 4 เร่ือง การสืบค้นข้อมูลบนอนิ เทอรเ์ น็ต

87

8. การบูรณาการ/ความสมั พันธ์กบั วชิ าอื่น
8.1 สามารถนำความรู้ มาใช้ในการการสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ
8.2 สามารถนำความรู้ มาใช้รว่ มกับวชิ าการใช้งานด้านคอมพวิ เตอร์หรอื สารสนเทศ

9. การวดั และประเมินผล
9.1 กอ่ นเรยี น
9.1.1.ผู้เรยี นศึกษา ค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา เกี่ยวกับความรเู้ กี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การ
จัดการอาชพี
9.1.2.ผู้เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
9.2 ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤตกิ รรมภายในชั้นเรียน
9.2.2.ทำแบบฝึกหัดประจำหนว่ ย
9.3 หลังเรียน
9.3.1.ใหผ้ ูเ้ รียนช่วยกนั สรุปเนื้อหา
9.3.2.ทำแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทำแบบทดสอบประจำหนว่ ยที่ 3 เพอื่ วัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน

88

10.บันทึกหลงั การสอน
10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรียนรขู้ องนักเรียน นักศึกษา
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพฒั นาคุณภาพการเรยี นรู้
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

87

แผนการจัดการเรยี นรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 4

ช่อื หน่วย การประยุกต์ใช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู สอนครง้ั ท่ี 8
ชว่ั โมงรวม 4

จำนวนชั่วโมง 4

1. สาระสำคัญ
โปรแกรมประยกุ ต์ หรือ ซอฟตแ์ วรแ์ อปพลเิ คชนั่ (อังกฤษ : application software) ในบางครงั้ เรียก

ยอ่ วา่ แอปพลิเคช่ัน คือซอฟต์แวร์ประเภทหนง่ึ สำหรับใช้งานสำหรับงานเฉพาะทาง ซง่ึ แตกตา่ งกับซอฟต์แวร์
ประเภทอื่น เช่น ระบบปฏิบัติการ ที่ใช้สำหรับรับรองการทำงานหลายด้าน โดยไม่จำเพาะเจาะจง เพื่อนำมา
ติดตั้งในคอมพิวเตอร์ ช่วยเพิ่มความสามารถให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานหรือใช้ช่วยงานต่างๆ ได้มากขึน้
ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทาง เป็นโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบและพัฒนา
สำหรับนำไปใช้งานเฉพาะด้าน หรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตามความต้องการของผู้ใช้ โดยที่ผู้เขียนคือ
โปรแกรมเมอร์ (programmer) 1)ซอฟต์แวร์ระบบงานด้านบัญชี ได้แก่ ระบบงานบัญชีเจ้าหนี้ บัญชีลูกหน้ี
บญั ชสี นิ ทรพั ยถ์ าวรและค่าเสือ่ มราคาสะสม บัญชแี ยกประเภททั่วไป และบัญชีเงินเดือน2)ซอฟตแ์ วรร์ ะบบงาน
จัดจำหน่าย ได้แก่ ระบบงานรับใบสั่งซื้อสินค้า ระบบงานบริหารสินค้าคงคลังและระบบงานประวตั ิการขาย
ซอฟตแ์ วร์สำเรจ็ เป็นซอฟต์แวร์ที่มีบรษิ ัทผ้ผู ลิตไดส้ รา้ งขึน้ และวางขายทั่วไป ผู้ใช้สามารถหาซอ้ื มาประยุกต์ใช้
งานทว่ั ไปได้ ซอฟตแ์ วร์ประเภทนี้ไมไ่ ด้มงุ่ เนน้ เฉพาะสำหรับงานใดงานหน่ึง ผู้ใช้งานจะต้องเปน็ ผ้นู ำไปประยุกต์
กับงานของตน 1.ด้านการประมวลคำ 2.ด้านการวเิ คราะหข์ อ้ มลู หรอื ตารางทำงาน 3.ด้านการเก็บและเลือก
ค้นข้อมูลเปน็ ระบบฐานข้อมูล

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย
2.1 ความหมายของโปรแกรมสำเร็จรูป
2.2 โปรแกรมประยุกต์
2.3 ลักษณะของซอฟต์แวรป์ ระยกุ ต์
2.4 ประเภทของซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1. ผเู้ รยี นบอกความหมายของโปรแกรมสำเรจ็ รูป
3.1.2. ผูเ้ รียนบอกความสำคญั โปรแกรมประยกุ ต์ได้ถูกตอ้ ง
3.1.3. ผ้เู รียนอธิบายลกั ษณะของซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์ไดถ้ ูกต้อง
3.1.4. ผเู้ รียนยกตวั อย่างประเภทของซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ตไ์ ด้

88

3.2 ดา้ นทักษะ
3.2.1 สามารถบอกความหมายของโปรแกรมสำเร็จรปู
3.2.2 สามารถบอกความสำคัญโปรแกรมประยุกตไ์ ดถ้ กู ตอ้ ง
3.2.3 สามารถอธบิ ายลักษณะของซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ต์ไดถ้ กู ตอ้ ง
3.2.4 สามารถยกตวั อย่างประเภทของซอฟตแ์ วร์ประยุกต์ไดอ้ ยา่ งน้อย 2 อย่าง
3.2.5 สามารถทดลองการใชง้ านโปรแกรมสำเร็จรูปไดถ้ ูกต้อง

3.3 คณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์
3.3.1 ใฝ่การเรยี นรู้
3.3.2 ผ้เู รียนทำงานเป็นระเบยี บเรียบร้อย
3.3.3 ปฏิบตั งิ านดว้ ยความซ่ือสตั ย์สจุ ริต
3.3.4 มีความรบั ผิดชอบต่อหน้าท่ี
3.3.5 มีความมงุ่ ม่ันในการทำงาน
3.3.6 ใช้เวลาอย่างคุม้ ค่า
3.3.7 มจี ิตสาธารณะ

89

แผนการจัดการเรยี นรู้มงุ่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 4

ชื่อหนว่ ย การประยุกตใ์ ชโ้ ปรแกรมสำเร็จรปู สอนครั้งท่ี 8

ช่วั โมงรวม 4
จำนวนชัว่ โมง 4

4. เนื้อหาสาระการเรียนรู้
4.1. ความหมายของโปรแกรมสำเร็จรูป

โปรแกรม หรือ ซอฟแวร์ หมายถงึ ชุดของคำส่ังที่มกี ารจัดเรยี งลำดบั ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ซ่งึ สามารถทำงาน
และไดผ้ ลลพั ธต์ ามทีผ่ ใู้ ช้โปรแกรมตอ้ งการนอกจากนี้ โปรแกรมจำแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ

1. โปรแกรมท่ีผูใ้ ช้เขยี นข้นึ เอง (User's Written Program) เปน็ โปรแกรมทผี่ ู้ใช้เขียนส่ังให้คอมพิวเตอร์
ทำงานไดต้ ามความต้องการ หรือ ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ และเหมาะสมด้วยภาษาคอมพวิ เตอร์ โดยใช้
เทคนิคและความชำนาญของผู้เขียนโปรแกรมด้วย ภาษาคอมพิวเตอร์ ที่นิยมใช้ เช่น ภาษาเบสิก
ภาษาซี เป็นต้น

2. โปรแกรมสำเร็จรปู (Package Program) เปน็ โปรแกรมท่ีมผี ูเ้ ขียนได้เขียนไวเ้ รียบร้อยแลว้ โปรแกรม
สำเร็จรูปจะใหค้ วามสะดวกในการใชง้ านมาก โดยที่ผู้ใช้ไมจ่ ำเป็นตอ้ งมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์
มากนัก เพียงแต่เรียนรู้วิธีการใช้งาน ซึ่งส่วนมากจะมีคำอธิบายการใช้โปรแกรมมาให้ และในขณะ
ทำงานก็สามารถขอรายละเอยี ดเพ่ิมเติมไดต้ ลอดเวลาในการใช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู

โปรแกรมสำเรจ็ รูป (Package Software) คอื ซอฟตแ์ วร์ หรือโปรแกรมประยกุ ตท์ ่ีมีผูจ้ ดั ทำไว้ เพอื่ ใช้ใน
การทำงานประเภทต่าง ๆ โดยที่ผู้ใช้คนอื่น ๆ สามารถนำโปรแกรมไปใช้กับข้อมูลของตนเองได้ แต่จะไม่
สามารถทำการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมภายในได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเองทั้งหมด ซ่ึง
ประหยัดเวลาและแรงงาน เพียงแต่มาเรียนรู้วิธีใช้เท่านั้น บางครั้งจะเรียกซอฟต์แวร์ประเภทนี้ว่า COTS :
Commercial off the Shelf

ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในสำนักงานทั่ว ๆ ไป สร้างโดยบริษัทที่มีความชำนาญในด้านนั้น ๆ
โดยเฉพาะมีการปรับปรุงรุ่น (Version) ของซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอยู่เสมอ โปรแกรมสำเร็จรูป
สามารถแบ่งออกเปน็ ประเภทต่าง ๆ ดังนีค้ อื

1. โปรแกรมประมวลผลคำ ใชส้ ำหรบั พมิ พเ์ อกสารรายงานหรือสรา้ งตารางแบบตา่ ง ๆ
2. โปรแกรมตารางงาน ใช้สำหรับคำนวณ สร้างกราฟ และจดั การด้านฐานข้อมูล
3. โปรแกรมนำเสนอผลงาน ใช้ในการนำเสนอผลงานและนำเสนอขอ้ มลู ในรปู แบบสไลด์
4. โปรแกรมจัดการฐานขอ้ มลู คอื โปรแกรมทท่ี ำหน้าท่ีในการจัดการฐานข้อมูล
5. โปรแกรมเว็บเพจ ใชใ้ นการเขียนเวบ็ เพจเพื่อใช้งานในเวบ็ ไซต์ของอนิ เทอรเ์ น็ต
6. โปรแกรมส่อื สารระยะไกล ใช้ในการตดิ ตอ่ สอ่ื สารทางอินเตอร์เนต็
7. โปรแกรมเขียนแบบ ใชใ้ นการออกแบบและเขยี นแบบดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ช้นิ งาน อาคาร

90

8. โปรแกรมการฟกิ ส์ ใชใ้ นการสรา้ งและจัดการรูปภาพในคอมพวิ เตอร์
9. โปรแกรมเพอื่ ความบันเทิง ได้แก่ เกมส์ ภาพยนตรแ์ ละเสียงเพลงต่าง ๆ

4.2. โปรแกรมประยกุ ต์
โปรแกรมประยุกต์ คือ โปรแกรมที่มีความสามารถจัดการกับงานเฉพาะด้านโดยตัวโปรแกรมจะ

เหมาะสมและใช้งานได้ดีกับงานเฉพาะนั้น ๆ เท่านั้น โปรแกรมประยุกต์เหล่านนั้น เช่น โปรแกรมไมโคร
ซอฟเวริ ์ด โปรแกมไมโครซอฟตเ์ อกซเ์ ซล โปรแกรมไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์ โปรแกรมประเภทเกมส์ต่าง
ๆ เป็นต้น

โปรแกรมประยุกต์ หรือ ซอฟตแ์ วร์แอปพลิเคชน่ั (อังกฤษ : application software) ในบางคร้ังเรียก
ย่อว่า แอปพลเิ คชัน่ คือซอฟตแ์ วร์ประเภทหน่ึงสำหรับใช้งานสำหรับงานเฉพาะทาง ซ่ึงแตกตา่ งกบั ซอฟต์แวร์
ประเภทอื่น เช่น ระบบปฏิบัตกิ าร ที่ใช้สำหรับรับรองการทำงานหลายด้าน โดยไม่จำเพาะเจาะจง เพื่อนำมา
ติดตั้งในคอมพิวเตอร์ ช่วยเพิ่มความสามารถให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานหรือใช้ช่วยงานต่างๆ ได้มากขึน้
โปรแกรมประยุกต์หรือแอพลิเคชัน (Application) เป็นโปรแกรมที่ทำงานเฉพาะทาง มีให้เลือก ใช้มากมาย
แล้วแตโ่ ปรแกรมเมอร์หรือผู้สรา้ งโปรแกรมจะสร้างขนึ้ มาเพื่อใชง้ านด้านใดโปรแกรมประยุกต์มีท้ังโปรแกรมท่ี
ต้องซื้อหรือให้ใช้ฟรี (Freeware) หรือเป็นโปรแกรมที่ให้ใช้ ได้เพียงบางส่วน (Shareware) หรืออาจเป็น
โปรแกรมใหท้ ดลองใช้ภายในระยะเวลาทก่ี ำหนด (Trial)ตัวอยา่ ง รายช่ือโปรแกรมประยุกต์ โดยตวั อยา่ งได้แก่

• โปรแกรมสำหรบั การใช้งานอินเทอร์เนต็ เช่น อนิ เทอร์เน็ต เอกซ์โพลเรอร์ , ไฟรฟ์ อกซ์

• โปรแกรมเลน่ เพลง เชน่ วนิ แอมป์ , วนิ โดวม์ เี ดียเพลเยอร์ , ไอทูนส์

• โปรแกรมสำนักงาน เช่น ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ ไมโครซอฟท์ เอก็ เซล

• โปรแกรมอื่น ๆ เชน่ ออโตแคด , ไมโครสเตชนั

4.3. ลกั ษณะของซอฟต์แวร์ประยุกต์
Software (ซอฟต์แวร)์ เปน็ องค์ประกอบของคอมพวิ เตอร์ท่ีเราไมส่ ามารถสัมผัสจับตอ้ งไดโ้ ดยตรง เป็น

ชุดคำสั่งหรือโปรแกรม (Program) ที่เขียนขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเสมือนตัวเชื่อม
ระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ให้สามารถเข้าใจกันได้ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ1.ซอฟต์แวร์
ระบบ, 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์

1. ซอฟต์แวรร์ ะบบ (System Software หรอื Operating Software : OS)
หมายถึงโปรแกรมที่ทำหน้าท่ีประสานการทำงาน ติดต่อการทำงาน ระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์
ประยุกต์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้ Software ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำหน้าที่ในการจัดการ ระบบ ดูแล
รักษาเครื่อง การแปลภาษาระดับต่ำหรือระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อให้เครื่องอ่านได้เข้าใจ ซอฟต์แวร์
ระบบ แบง่ ได้ 4 ชนิด ดงั น้ี

91

1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System) หมายถึง ชุดโปรแกรมที่อยู่ระหว่างฮาร์ดแวร์และ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของฮาร์ดแวร์ และสนับสนุนคำสั่งสำหรับ
ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ให้กับซอฟต์แวร์ประยุกต์ เช่น Windows XP , DOS , Linux ,
Mac OS X

2. ยูทิลิตี้ (Utility Program) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์
ทำให้เครื่องทำงานง่ายขึ้นเร็วขึน้ และการป้องกันการรบกวนโดยโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น
โปรแกรมป้องกันไวรัส , โปรแกรม Defrag เพื่อจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ใหม่ ทำให้การอ่าน
ข้อมูลเร็วขึ้น , โปรแกรมยกเลิกการติดตัง้ โปรแกรม Uninstall Program , โปรแกรมบบี อดั ไฟล์
(WinZip-WinRAR)เพอ่ื ทำให้ไฟลม์ ีขนาดเลก็ ลง ,โปรแกรมการสำรองขอ้ มูล(Backup Data)

3. ดีไวซ์ไดเวอร์ (Device Driver หรอื Driver) เป็นโปรแกรมทที่ ำหนา้ ทต่ี ดิ ตอ่ กบั คอมพิวเตอร์ใน
ส่วนการรับเข้าและการสง่ ออก ของแตล่ ะอุปกรณ์ เช่น เมื่อเราซือ้ กลอ้ งวีดีโอมาใหม่และต้องการ
นำเอาวดี โี อทถ่ี ่ายเสร็จ นำไปตดั ต่อที่คอมพิวเตอร์ กต็ อ้ งตดิ ตัง้ ไดเวอร์ หรอื โปรแกรมที่ติดมากับ
กล้อง ทำการตดิ ตัง้ ท่ีเคร่ืองคอมพวิ เตอร์เพอ่ื ให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์รู้จักและสามารถรับข้อมูลเข้า
และส่งข้อมูลออกได้ โดยปกติโปรแกรม windows ที่เรามีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอรจ์ ะมไี ดเวอร์
ตดิ ตงั้ มาใหแ้ ลว้ โดยเราไม่ตอ้ งทำการติดต้งั ไดเวอรเ์ อง เชน่ ไดเวอร์สำหรบั เมาส์ ,ไดเวอร์คยี ์บอร์ด,
ไดเวอรส์ ำหรบั การใช้ USB Port , ไดเวอร์เครือ่ งพิมพ์ แต่ถ้าอุปกรณ์ใดไมส่ ามารถใช้งานร่วมกับ
เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ก็ต้องหาไดเวอร์มาติดตั้งเพื่อให้สามารถใช้งานได้ ซึ่งต้องเป็นไดเวอร์ท่ี
พฒั นามาของแตล่ ะบรษิ ัทผ้ผู ลติ อปุ กรณ์

4. ตัวแปลภาษา (Language Translator) คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษาระดับต่ำหรือ
ระดับสูงเพื่อใหเ้ ครื่องคอมพวิ เตอร์เข้าใจว่าต้องการให้ทำอะไร เช่น เมื่อโปรแกรมเมอร์ได้เขียน
โปรแกรมเสร็จโดยเขียนในลักษณะภาษาระดับต่ำ (Assenbly) หรือภาษาระดับสูง (โปรแกรม
ภาษา C) เสร็จก็ต้องมีตัวแปลภาษาเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจ เพราะเครื่อง
คอมพวิ เตอร์จะเขา้ ใจเฉพาะตวั เลข 0 กับ ตวั เลข 1 เท่าน้นั

2.ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์ เปน็ โปรแกรมทใี่ ชส้ ำหรับทำงานต่าง ตามทต่ี อ้ งการ เช่น การทำงานเอกสาร งาน
กราฟิก งานนำเสนอ หรือเป็น Software สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมงานทะเบียน โปรแกรมการ
ให้บริการเวบ็ โปรแกรมงานดา้ นธนาคาร ซอฟตแ์ วรป์ ระมวลคำ ซอฟต์แวร์จัดเก็บภาษี ซอฟตแ์ วร์สินค้าคงคลัง
ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล เป็นต้นการทำงานใดๆ โดยใช้
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ จำเป็นตอ้ งทำงานภายใต้สภาพแวดลอ้ มของซอฟตแ์ วรร์ ะบบด้วย ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์
ประมวลคำตอ้ งทำงานภายใตซ้ อฟต์แวรร์ ะบบปฏิบัติการเอ็มเอสดอสหรือวนิ โดวส์ เป็นตน้

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้รบั ความนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายในทุกวงการ ความนิยมส่วนหนึ่งมาจาก ขีด
ความสามารถของซอฟต์แวร์ประยุกต์นั้นๆ เพราะซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกจำหน่าย ต่างพยายามแข่งขันกัน
หลายๆ ด้าน เช่น เรียนรู้และใช้งานได้ง่าย สนับสนุนให้ใช้กับเครื่องพิมพ์ได้ดี มีคู่มือการใช้ซอฟต์แวร์ที่อ่าน
เขา้ ใจง่าย ใหว้ ิธหี รอื ข้นั ตอนทอี่ ธบิ ายไว้อยา่ งชดั เจน และมีระบบโอนย้ายขอ้ มูลเขา้ ออกกับซอฟตแ์ วรอ์ น่ื ได้ง่าย

92

ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกตม์ ีอย่มู ากมาย อาจแบ่งไดเ้ ป็นสองประเภทใหญ่ คือ ซอฟต์แวร์ใชเ้ ฉพาะทางและซอฟต์แวร์
สำเร็จ

1. ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน เป็น Software ที่ใช้สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น Software
สำหรับงานธนาคารการฝากถอนเงนิ Software สำหรบั งานทะเบยี นนักเรยี น ซอฟตแ์ วร์คิดภาษี
ซอฟตแ์ วร์การให้บรกิ ารรา้ น Seven ฯลฯ

2. ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป โดยในซอฟต์แวร์ 1 ตัวมี
ความสามารถในการทำงานไดห้ ลายอยา่ ง เช่น ซอฟต์แวรง์ านดา้ นเอกสาร (Microsoft Word ) มี
ความสามารถในการสร้างงานเอกสารต่าง ๆ จัดทำเอกสารรายงาน จัดทำแผ่นพับ จัดทำ
หนังสือเวยี น จัดทำสอ่ื ส่ิงพิมพ์

4.4 ประเภทของซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์
4.3.1 ซอฟต์แวร์ใช้เฉพาะทาง เป็นโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาสำหรับนำไปใช้งานเฉพาะ

ด้าน หรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตามความต้องการของผู้ใช้ โดยที่ผู้เขียนคือโปรแกรมเมอร์
(programmer) ที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ และต้องศึกษาทำความ
เข้าใจเข้าใจงานและรายละเอียดของการประยุกต์นั้นเป็น อย่างดี เช่น โปรแกรมช่วยจัดการด้าน
การเงนิ โปรแกรมช่วยจัดการบริการลูกค้า ฯลฯ ตามปกติจะไม่ค่อยได้พบเหน็ ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ใน
ท้องตลาดทว่ั ไป แต่จะซ้ือหาได้จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายในราคาค่อนข้างสงู กว่าซอฟต์แวร์ ท่ีใช้
งานท่ัวไป

โครงสร้างของซอฟต์แวร์เฉพาะทางมกั จะประกอบด้วย ฐานข้อมูลเพือ่ ใชเ้ ก็บข้อมูลลูกคา้ และ
ระบบหลกั ของงาน ภายในซอฟตแ์ วร์ควรจะมีส่วนทำงานประมวลคำเพื่อใช้สรา้ งรายงาน ติดต่อโต้ตอบ
จดหมาย และการนัดหมายตามกำหนดการ ลักษณะของซอฟต์แวร์เฉพาะทางนี้ มีทั้งรูปแบบที่มี
ผู้ใช้งานคนเดียว หรือผู้ใช้งานได้พร้อมกันหลายคน ในประเทศไทยมีการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทใช้
เฉพาะทางอยู่บ้าง ส่วนใหญจ่ ะเป็นซอฟตแ์ วรท์ ีบ่ รษิ ทั ผู้ผลิตตา่ งประเทศไดอ้ อกแบบมาเพอ่ื รองรับ งาน
ดา้ นธุรกจิ ในทนี่ ไี้ ดร้ วบรวมจดั ประเภทไว้ดงั นี้

1) ซอฟต์แวร์ระบบงานด้านบัญชี ได้แก่ ระบบงานบัญชีเจ้าหนี้ บัญชีลูกหนี้ บัญชีสินทรัพย์
ถาวรและคา่ เส่อื มราคาสะสม บญั ชีแยกประเภททวั่ ไป และบัญชีเงนิ เดอื น

2) ซอฟตแ์ วร์ระบบงานจัดจำหนา่ ย ไดแ้ ก่ ระบบงานรบั ใบส่ังซอ้ื สนิ ค้า ระบบงานบริหารสินค้า
คงคลังและระบบงานประวตั กิ ารขาย

3) ซอฟต์แวร์ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ ระบบงานกำหนดโครงสร้างผลิตภัณฑ์
การวางแผนกำลงั การผลิต การคำนวณตน้ ทุนของงาน การประเมินผลงานของพนักงาน การ
วางแผนการผลิตหลกั การวางแผนความต้องการวัสดุ การควบคมุ การทำงานภายในโรงงาน
การกำหนดเงนิ ทนุ มาตรฐานสินคา้ และการกำหนดขนั้ ตอนการผลิต

93

4) ซอฟต์แวร์อื่นๆ ได้แก่ ระบบการสร้างรายงาน การบริหารการเงิน การเช่าซื้อ
อสังหาริมทรพั ย์ และการเชา่ ซอ้ื รถยนต์

4.3.2 ซอฟต์แวรส์ ำเร็จ เป็นซอฟต์แวรท์ ี่มีบริษัทผูผ้ ลิตได้สร้างขึ้น และวางขายทัว่ ไป ผู้ใช้สามารถหาซ้ือมา
ประยุกตใ์ ช้งานทัว่ ไปได้ ซอฟตแ์ วร์ประเภทน้ีไม่ได้ม่งุ เนน้ เฉพาะสำหรับงานใดงานหน่งึ ผใู้ ช้งานจะต้อง
เป็นผู้นำไปประยุกต์กับงานของตน ผู้ใช้อาจต้องมีการสรา้ งหรือพัฒนาชิน้ งานภายในซอฟต์แวร์ตอ่ ไป
อีก ราคาของซอฟต์แวร์ใช้งานทั่วไปนี้จะไม่สูงมากเกินไปซอฟต์แวร์ใช้งานทั่วไปซึ่งนิยมเรียกว่า
ซอฟตแ์ วร์สำเร็จ
แบง่ ออกเป็นหลายกลุ่มตามลกั ษณะการใชง้ านคือ
• ด้านการประมวลคำ
• ด้านการวเิ คราะห์ข้อมูล หรอื ตารางทำงาน
• ดา้ นการเกบ็ และเลือกคน้ ข้อมูลเป็นระบบฐานข้อมลู
• ด้านกราฟิก และนำเสนอข้อมูล
• ด้านการติดต่อสือ่ สารทางไกล
• ด้านการพิมพต์ ั้งโต๊ะ
• ดา้ นการลงทุนและจดั การการเงิน
• ดา้ นวิทยาศาสตร์และวศิ วกรรม
• ด้านการจำลอง เกม และการตดั สินใจ

ซอฟแวรส์ ำเรจ็ รูปมี 5 กลุ่มใหญ่ ไดแ้ ก่
1) ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (word processing software) เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้สำหรับการพิมพ์

เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสารที่พิมพ์ไว้จดั เป็นแฟ้มข้อมลู
เรียกมาพมิ พ์หรือแก้ไขใหม่ได้ การพิมพอ์ อกทางเคร่ืองพิมพ์ก็มรี ูปแบบตวั อกั ษรให้เลือกหลายรปู แบบ เอกสาร
จึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถของซอฟต์แวร์ประมวลคำอีกมากมาย ซอฟต์แวร์
ประมวลคำท่ีนิยมอยใู่ นปัจจบุ ัน เช่น วินส์เวิรด์ จฬุ าจารกึ โลตัสเอมิโปร

2) ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (spread sheet software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการคิดคำนวณ การ
ทำงานของซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะทำงานที่มีกระดาษขนาดใหญ่วางไว้ มีเครื่องมอื
คล้ายปากกา ยางลบ และเครื่องคำนวณเตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษมีช่องให้ใส่ตัวเลข ข้อความหรือสูตร
สามารถสั่งให้คำนวณตามสูตรหรือเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทำงานสามารถประยุกต์ใช้งาน
ประมวลผลตัวเลขอ่นื ๆ ได้กวา้ งขวาง ซอฟต์แวรต์ ารางทำงานทีน่ ยิ มใช้ เชน่ เอกเซล โลตัส

3) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software) การใช้คอมพิวเตอร์อย่างหนึ่ง
คอื การใช้เก็บข้อมลู และจดั การกบั ข้อมลู ทจี่ ัดเก็บในคอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นตอ้ งมีซอฟต์แวรจ์ ดั การข้อมูล การ
รวบรวมข้อมูลหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็เรียกว่าฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการ

94

ฐานขอ้ มลู จงึ หมายถงึ ซอฟต์แวร์ท่ีชว่ ยในการเก็บ การเรยี กคน้ มาใชง้ าน การทำรายงาน การสรุปผลจากข้อมูล
ซอฟตแ์ วรจ์ ัดการฐานข้อมูลทนี่ ิยมใช้ เช่น เอกเซส ดีเบส พาราด็อก ฟ๊อกเบส

4) ซอฟต์แวร์นำเสนอ (presentation software) เปน็ ซอฟตแ์ วร์ที่ใชส้ ำหรบั นำเสนอขอ้ มูล การแสดงผล
ต้องสามารถดงึ ดดู ความสนใจ ซอฟตแ์ วรเ์ หลา่ นจ้ี งึ เปน็ ซอฟต์แวร์ทนี่ อกจากสามารถแสดงข้อความในลักษณะที่
จะสื่อความหมายได้ง่ายแล้วจะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และรูปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์นำเสนอ เช่น
เพาเวอร์พอยต์ โลตัสฟรีแลนซ์ ฮาร์วาร์ดกราฟิก

5)ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (data communication software) ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูลนี้หมายถึง
ซอฟต์แวร์ที่จะช่วยให้ไมโครคอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นในที่ห่างไกล โดยผ่านทาง
สายโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์สื่อสารใช้เชื่อมโยงต่อเข้ากับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทำให้
สามารถใช้บริการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ สามารถใช้รับส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอนย้ายแฟ้มข้อมูล ใช้
แลกเปลยี่ นข้อมูล อ่านขา่ วสาร นอกจากนี้ยงั ใช้ในการเชื่อมเข้าหามนิ ิคอมพวิ เตอร์หรือเมนเฟรม เพ่ือเรียกใช้
งานจากเครื่องเหลา่ นัน้ ได้ ซอฟตแ์ วรส์ ือ่ สารข้อมูลทน่ี ิยมมีมากมายหลายซอฟต์แวร์ เช่น โปรคอม ครอสทอล์ค
เทลิก

ในบรรดาซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีหลายกลุ่มนี้ กลุ่มซอฟต์แวร์ที่มีการใช้งานมากและจำเป็นต้องมีประจำ
หน่วยงาน มักจะเป็นรายการแรก คือ ด้านการประมวลคำ ด้าน ตารางทำงาน ดา้ นระบบฐานขอ้ มูล และด้าน
กราฟิกซอฟต์แวร์สำเร็จส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์เชิงพาณิชยท์ ี่ นำเข้าจากต่างประเทศ ยกเว้นเฉพาะ
กลุ่มแรก คอื โปรแกรมประมวลคำท่ีประเทศไทยมีการสร้างและพฒั นาขนึ้ มาเอง เพ่อื ใหส้ ามารถนำมาใช้งาน
ร่วมกับภาษาไทย และยังมกี ารนำซอฟต์แวร์เดิมมาดัดแปลงและเพิ่มเตมิ สว่ นท่ีใช้งานเปน็ ภาษาไทย

95

แผนการจัดการเรยี นรมู้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 4

ชอื่ หนว่ ย การประยุกต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สอนครั้งท่ี 8
ช่วั โมงรวม 4

จำนวนชวั่ โมง 4

5. กิจกรรมการเรียนการสอน

5.1 การนำเขา้ สู่บทเรยี น

5.1.1. ครู เชค็ ชื่อและตรวจการแตง่ กาย

นักเรยี น ขานช่ือและลกุ ให้ครูตรวจการแต่งกายทีละคน

5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรยี นโดยซักถาม เร่อื ง การประยกุ ตใ์ ช้โปรแกรมสำเร็จรูป

ผู้สอนตรวจแลว้ ให้ผู้เรียนบนั ทกึ คะแนนท่ีได้ไวเ้ พื่อเปรียบเทยี บกบั การทดสอบ

หลงั เรยี นจบ

นักเรียน ตอบคำถาม ซกั ถามขอ้ สงสยั

5.2 การเรียนรู้

5.2.1. ครู แนะนำรายวชิ าและ แจ้งหัวขอ้ ท่จี ะสอน ตามเนอ้ื หาสาระ เรื่อง

การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมสำเรจ็ รูป โดยใช้สื่อ power point ตอบ

คำถาม/ซกั ถามปญั หา

นักเรียน ตอบคำถาม ซกั ถามปญั หาข้อสงสยั ศึกษาจากส่ือ และเอกสาร
ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธบิ ายเกี่ยวกบั ความหมายของโปรแกรมสำเรจ็ รูปโปรแกรมประยุกต์ ลักษณะ
ของซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ ประเภทของซอฟตแ์ วร์ประยุกต์
โดยใชส้ อ่ื power point เรือ่ ง การประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรมสำเร็จรูป
ตอบคำถาม/ซกั ถามปัญหา

นกั เรียน จดบนั ทกึ ย่อ ตอบคำถาม ปรึกษา/อภิปรายกบั เพอื่ น
5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรยี นโดยถามตอบกันภายในห้องเรียน และอธิบายบางข้อท่ี

ผ้เู รยี นมีขอ้ สงสัยจากการจดบันทึก

นกั เรยี น รว่ มกันอภปิ รายหาขอ้ สรปุ

5.2.4. ครู ให้ทำใบงานทดลองท่ี 5 เรื่อง การประยกุ ต์ใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู
ให้คำแนะนำ เพ่อื ทดสอบเกีย่ วกับความเข้าใจรายรายบคุ คล

นกั เรยี น ปฏิบตั แิ บบฝึกหดั ตามใบงาน

96

5.3 การสรุป

5.3.1. ครู สมุ่ เรยี กผเู้ รยี นออกมาสรุปเนอ้ื หาท่ีไดเ้ รียนทจ่ี ัดทำใบงานการทดลองท่ี 5

จนครบคลมุ เนอื้ หาทั้งหมด โดยผู้สอนชว่ ยใหค้ ำแนะนำ และอธบิ ายเพิ่มเติม

นักเรียน ออกมาอธิบายหน้าชั้นเรียนโดยสรปุ เนือ้ หา ซกั ถามปัญหาและ

จดบนั ทึกเพิ่มเติม

5.3.2. ครู ให้ผเู้ รยี นปฏิบตั ิตามใบงานการทดลองที่ 5ใหเ้ สร็จสมบรู ณ์ และให้ผเู้ รยี น

ซักถามปัญหาในการเรียน

นกั เรยี น ซกั ถามปญั หาและขอ้ สงสยั ในการปฏิบตั กิ ารทดลอง สรปุ ผลการทดลอง

และสง่ ใบงานใน Google Classroom

5.4 การวัดและประเมนิ ผล

5.4.1. ครู สมุ่ ถามผู้เรยี นเกีย่ วกบั เนอ้ื หาทีเ่ รยี น

นกั เรียน ตอบคำถามที่ผูส้ อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผูเ้ รยี นเล่นเกมสต์ อบคำถามโดยสุ่มคำถามจากเนอื้ ทเ่ี พ่ือวัดความเข้าใจ

เน้ือหามากข้นึ ตรวจใบงานการทดลองท่ี 5และบันทึกคะแนน

นกั เรียน เล่นเกมส์ตอบคำถาม และแลกเปลย่ี นคำตอบ

6. สอ่ื การเรียนรู/้ แหล่งการเรียนรู้
6.1 สือ่ สง่ิ พิมพ์
เอกสารประกอบการสอน เร่ืองคอมพิวเตอร์และอปุ กรณโ์ ทรคมนาคม
บญุ สบื โพธศ์ิ รี, รพพี รรณ ชาวไร่ออ้ ย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจดั การอาชพี .

พมิ พค์ รงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพศ์ ูนยส์ ่งเสรมิ อาชีวะ

ธรี วัฒน์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการจดั การอาชีพ. กรงุ เทพฯ : ซัค

เซส มีเดยี

โอภาส เอี่ยมสิริวงศ.์ 2556. เครือข่ายคอมพวิ เตอรแ์ ละการส่ือสาร. กรงุ เทพฯ : ว.ี พริน้ ท

6.1 สือ่ โสตทัศน์
สื่อ PowerPoint วิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอื่ การจัดการอาชีพ หนว่ ยท่ี 4 เรื่อง การประยกุ ต์ใช้

โปรแกรมสำเรจ็ รูป

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจดั การอาชีพ หนว่ ยท่ี 4 เรอ่ื ง การ

ประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรมสำเร็จรูป
7.2 ใบงานการทดลองที่ 5 เรอ่ื งการประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู

97

8. การบูรณาการ/ความสมั พนั ธก์ ับวิชาอื่น
8.1 สามารถนำความรู้ มาใช้ในการเลอื กใชง้ านด้านการประยกุ ต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
8.2 สามารถนำความรู้ มาใชร้ ว่ มกบั วิชาการใช้งานดา้ นคอมพวิ เตอร์หรือสารสนเทศ

9. การวดั และประเมนิ ผล
9.1 กอ่ นเรยี น
9.1.1.ผเู้ รยี นศึกษา คน้ คว้าจากเอกสาร ตำรา เก่ยี วกบั ความร้เู กีย่ วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การ
จดั การอาชพี
9.1.2.ผูเ้ รียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
9.2 ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤตกิ รรมภายในชั้นเรยี น
9.2.2.ทำแบบฝกึ หัดประจำหนว่ ย
9.3 หลงั เรียน
9.3.1.ใหผ้ ู้เรียนช่วยกนั สรุปเนือ้ หา
9.3.2.ทำแบบทดสอบหลังเรียน
9.3.3.ทำแบบทดสอบประจำหน่วยที่ 4 เพ่อื วัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

98

10.บันทึกหลังการสอน
10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรียนรู้ของนกั เรียน นักศึกษา
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

97

แผนการจัดการเรยี นรมู้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 5

ช่ือหน่วย การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร สอนครั้งท่ี 11
Microsoft Word ช่วั โมงรวม 8

จำนวนช่วั โมง 4

1. สาระสำคญั
ความหมายของโปรแกรม Microsoft Wordโปรแกรมไมโครซอฟตเ์ วิร์ด ( Microsoft Word ) ซ่ึงเป็น

โปรแกรมประมวลผลคำแบบพเิ ศษ ช่วยให้สรา้ งเอกสารแบบมอื อาชีพอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด เช่น
เหมาะกับงานด้านการพิมพ์เอกสารทุกชนิด สามารถพิมพ์เอกสารออกมาเป็นชุด ๆ ซึ่งเอกสารอาจเป็น
จดหมาย บนั ทึกข้อความ รายงาน บทความ ประวัติยอ่ และยังสามารถตรวจสอบ ความหมายและการใช้คำสั่ง
แถบเครื่องมือ แถบเครื่องมือ คือกลุ่มของคำสั่งที่ใช้บ่อย จัดไว้เป็นชุดๆ ปกติเมื่อเปิดโปรแกรม Microsoft
Word ข้นึ มา โปรแกรมจะแสดงแถบเคร่ืองแถบเคร่ืองมือย่อยให้ผู้ใช้เลือกเคร่ืองมือต่างๆ ตามความเหมาะสม
กบั รูปแบบงานทีห่ ำลงั ใชง้ าน ขัน้ ตอนการเปดิ -ปิด และบันทกึ ขอ้ มูลบนโปรแกรม Microsoft Word การพิมพ์
เอกสาร การเลือกขอ้ มลู คดั ลอก และเคล่ือนย้ายข้อมลู

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย
2.1 ความรู้เบ้อื งต้นเก่ยี วกับโปรแกรม Microsoft Word
2.2 ความหมายและการใช้คำส่งั แถบเครื่องมอื
2.3 ข้ันตอนการเปดิ -ปิด และบนั ทกึ ข้อมูลบนโปรแกรม Microsoft Word
2.4 การพิมพเ์ อกสาร การเลือกข้อมลู คัดลอก และเคลอ่ื นยา้ ยขอ้ มูล
2.5 การแทรกรปู ภาพและอักษรศลิ ป์
2.6 การจัดการตารางบนเอกสาร

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผเู้ รยี นบอกความสำคัญโปรแกรมโปรแกรม Microsoft Word ได้ถกู ตอ้ ง
3.1.2. ผู้เรยี นบอกความหมายและการใช้คำสั่งแถบเคร่ืองมอื ได้ถกู ต้อง
3.1.3. ผูเ้ รียนบอกข้ันตอนการเปดิ -ปิด และบันทกึ ข้อมูล ไดถ้ กู ต้อง
3.1.4. ผเู้ รยี นพิมพ์เอกสาร เลือกข้อมูล คัดลอก และเคล่ือนยา้ ยขอ้ มลู ได้ถกู ต้อง
3.1.5. ผเู้ รียนแทรกรปู ภาพและอักษรศลิ ป์ไดถ้ กู ต้อง
3.1.6. ผูเ้ รยี นอธิบายการจดั การตารางบนเอกสารได้ถูกต้อง

98

3.2 ดา้ นทกั ษะ
3.2.1 สามารถบอกความสำคญั โปรแกรมโปรแกรม Microsoft Word ได้ถกู ต้อง
3.2.2 สามารถบอกบอกความหมายและการใช้คำสง่ั แถบเครื่องมือไดถ้ กู ตอ้ ง
3.2.3 สามารถบอกขน้ั ตอนการเปดิ -ปดิ และบนั ทึกขอ้ มูล ได้ถกู ตอ้ ง
3.2.4 สามารถพิมพ์เอกสาร เลือกข้อมูล คัดลอก และเคลอ่ื นยา้ ยข้อมูลได้ถกู ตอ้ ง
3.2.5 สามารถแทรกรปู ภาพและอกั ษรศิลป์ไดถ้ ูกตอ้ ง
3.2.6 สามารถอธบิ ายการจดั การตารางบนเอกสารไดถ้ ูกต้อง
3.2.7 สามารถใชง้ านใชโ้ ปรแกรมดา้ นงานเอกสารดว้ ยMicrosoft Word ได้

3.3 คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์
3.3.1 ใฝก่ ารเรยี นรู้
3.3.2 ผูเ้ รยี นทำงานเปน็ ระเบยี บเรียบร้อย
3.3.3 ปฏิบตั ิงานด้วยความซ่อื สตั ย์สุจริต
3.3.4 มคี วามรับผิดชอบตอ่ หนา้ ที่
3.3.5 มีความมุง่ มน่ั ในการทำงาน
3.3.6 ใชเ้ วลาอยา่ งคุ้มคา่
3.3.7 มีจิตสาธารณะ

99

แผนการจัดการเรยี นร้มู ุ่งเนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 5

ช่ือหน่วย การใชโ้ ปรแกรมดา้ นงานเอกสาร สอนคร้งั ท่ี 11
Microsoft Word
ชั่วโมงรวม 8
จำนวนชั่วโมง 4

4. เนอ้ื หาสาระการเรียนรู้
5.1. ความรู้เบ้อื งตน้ เก่ียวกบั โปรแกรม Microsoft Word

5.1.1 ความหมายของโปรแกรม Microsoft Word
โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ( Microsoft Word ) ซึ่งเป็นโปรแกรมประมวลผลคำแบบพิเศษ ช่วยให้
สร้างเอกสารแบบมอื อาชีพอย่างมปี ระสิทธภิ าพและประหยัด เชน่ เหมาะกับงานดา้ นการพิมพ์เอกสารทุกชนิด
สามารถพมิ พ์เอกสารออกมาเป็นชุด ๆ ซ่ึงเอกสารอาจเปน็ จดหมาย บนั ทึกข้อความ รายงาน บทความ ประวัติ
ย่อ และยังสามารถตรวจสอบ ทบทวน แก้ไข ปรับปรุงความถูกต้องในการพิมพ์เอกสารได้อย่างง่ายดาย
สามารถตรวจสอบ สะกดคำ และหลักไวยากรณ์ เพิ่มตาราง เพิ่มกราฟิก ในเอกสารได้อย่างง่ายดาย หรือ
เพิ่มเติมข้อมูลได้ตลอดเวลา ประโยชน์ของ Microsoft Word สามารถแทรกรูปภาพ กราฟ หรือผังองค์กรลง
ในเอกสารได้ มีระบบอัตโนมัติต่างๆ ที่ช่วยในการทำงานสะดวกขึ้น เช่น การตรวจคำสะกด การตรวจสอบ
ไวยากรณ์ การใส่ข้อความอตั โนมัติ เป็นตน้
5.1.2 สว่ นประกอบของโปรแกรม Microsoft Word

รูปที่ 5.1 แสดงสว่ นประกอบของโปรแกรม Microsoft Word

100

1. ตัวควบคุมหน้าต่างโปรแกรม (Program Window Control) เป็นส่วนของจัดการกับหน้าต่าง
โปรแกรมท่ีเปดิ ใช้งานอยู่ เชน่ ซอ่ นหน้าตา่ ง (Minimize) ย่อขนาดหนา้ ตา่ ง (Restore Down) หรอื ขยายขนาด
หนา้ ต่าง (Maximize) และปดิ หนา้ ตา่ งโปรแกรม (Close)

2. แถบเครื่องมือด่วน (Quick Access Toolbar) เป็นส่วนที่แสดงคำสั่งของโปรแกรมที่ใช้งานบ่อยๆ
โดยแสดงในรูปของป่มุ รปู ภาพหรอื ไอคอน เช่น ปุม่ สรา้ ง ปุ่มเปิด ปมุ่ บนั ทกึ ปมุ่ พมิ พ์ เป็นต้น

3. ปุ่มเครอ่ื งมอื ดว่ นเอง เป็นป่มุ เครื่องมอื ที่สามารถกำหนดเองได้ซ่ึงมีชุดคำสง่ั ท่ีเป็นอิสระจากแท็บบน
Ribbon ซึ่งกำลังแสดงอยู่สามารถยา้ ยปุ่มเครื่องมือด่วนจากตำแหน่งทีต่ ั้งอนั ใดอันหน่ึงจาสองตำแหนง่ ที่ตัง้ ท่ี
เป็นไปไดร้ วมท้งั สามารถเพมิ่ ป่มุ ทแ่ี ทนคำส่ังต่างๆ ลงในแถบเคร่ืองมือดว่ นได้

4. แถบชื่อเร่ือง (Title Bar) เป็นส่วนท่ีแสดงชือ่ ไฟล์เอกสารทีเ่ ปดิ ใช้อยู่ ถ้าเป็นการเปิดโปรแกรมครัง้
แรกหรือการสร้างเอกสารใหม่ จะชื่อว่า Document1, Document2, Document3,….และแสดงชื่อของ
โปรแกรม

5. ปุ่มควบคุมหน้าต่างโปรแกรม (Control Menu) เป็นปุ่มจัดการกับต่างโปรแกรมที่เปิดใช้งนอยู่
ประกอบด้วยปุ่มซ่อนหน้าต่าง (Minimize) ปุ่มย่อขนาดหน้าต่าง (Restore Down) หรือปุ่มขยายขนาด
หน้าตา่ ง (Maximize) และปมุ่ ปิดหน้าตา่ งโปรแกรม (Close)

6. แท็บแฟ้ม (File Tab) เป็นส่วนที่แสดงคำสั่งสร้าง เปิด บันทึก แสดงตังอย่างและพิมพ์เอกสารจกั
เตรียมเอกสารสำหรับการกระจาย ส่งสำเนาเอกสารให้กับผู้อื่น กระจายเอกสารไปยังบุคคลอื่น สามารถ
กำหนดค่าพืน้ ฐานตา่ งๆ ของตวั เลอื กของโปรแกรม และปดิ โปรแกรม

7. แท็บเมนู (Menu Tab) เป็นส่วนที่แสดงคำสั่งที่เปน็ รายการระเอียดที่ต้องเปดิ ใช้งานประกอบดว้ ย
ท็บหน้าแรก (Home) แท็บแทรก (Insert) แท็บโครงหน้ากระดาษ (Page Layout) แท็บการอ้างอิง
(References) แท็บการส่งจดหมาย (Mailings) แท็บตรวจทาน (Review) แท็บมุมมอง (View) แท็บส่วน
Acrobat เกดิ จากการตดิ ตง้ั โปรแกรม Adobe Acrobat Professional

1) แท็บหน้าแรก (Home) เป็นแท็บเครื่องมือที่รวบรวมกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการจัดรูปแบบของ
เอกสารความในเอกสารประกอบด้วยคริปบอรด์ แบบอกั ษรย่อหนา้ ลกั ษณะและการแกไ้ ข

2) แท็บแทรก (Insert) เป็นแท็บเครื่องมือทีร่ วบรวมกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการแทรกวัตถตุ ่างๆ ได้แก่
หนา้ ตาราง ภาพประกอบการเช่อื มโยง หัวกระดาษและท้ายกระดาษข้อความและสญั ลกั ษณ์

3) แท็บเคา้ โครงหนา้ กระดาษ (Page Layout) เปน็ แทบ็ เครื่องมอื ท่รี วบรวมกล่มุ คำสงั่ ท่ีใช้ในการ
กำหนด เคา้ โครงหน้ากระดาษประกอบดว้ ยชดุ รปู แบบตั้งค่าหน้ากระดาษพ้นื หลงั ของหนา้ ยอ่ หนา้ และจัดเรยี ง

4) แท็บการอ้างอิง (References) เป็นแท็บเครื่องมือที่รวบรวมกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการสร้างการ
อ้างอิงไดแ้ กส่ ารบญั เชงิ อรรถ ข้อมูลอา้ งอิงและอา้ งองิ และบรรณานกุ รม คำอธิบายภาพและดชั นี

5) แท็บการส่งจดหมาย (Maillings) เป็นแท็บเครื่องมือที่รวบรวมกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการสร้าง
จดหมายเวียนและส่วนประกอบต่างๆของจดหมายเวยี นประกอบด้วยสร้างเร่ิมจดหมายเวียนเขียนและแทรก
เขตขอ้ มลู แสดงตวั อยา่ งผลลัพธ์และเสร็จสิ้น

101

6) แท็บตรวจทาน (Review) เป็นแท็บเครื่องมอื ที่รวบรวมกลุม่ คำสัง่ ท่ีใช้ในการตรวจสอบความ
ถูกต้องของเอกสารและแทรกคำอธิบายหรือข้อคิดเห็น ประกอบด้วยการพิสูจน์อักษร ข้อคิดเห็นการติดตาม
การเปลย่ี นเปรยี บเทยี บ และปอ้ งกนั

7) แท็บมุมมอง (View) เป็นแท็บเครื่องมือที่รวบรวมกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการแสดงรูปแบบของ
เอกสารและส่วนประกอบต่างๆ ของหน้าต่างโปรแกรม ประกอบด้วยมุมมองเอกสารแสดง/ซ่อนย่อ/ขยาย
หนา้ ตา่ ง

นอกจากน้ยี งั มแี ท็บแทรกเมนูชนิดหนึง่ ซ่ึงจะไม่แสดงผลตลอดเวลาเหมอื นกับแทบ็ เมนทู วั่ ไป แต่
เกิดจากการแทรกตาราง รูปภาพ รูปวาด SmartArt หรือแผนภูมิลงในเอกสาร โดยจะแสดงแท็บเมนูเฉพาะ
(Contextual Tab) แถบ Ribbon ซ่ึงจะเปล่ียนไปตามวัตถหุ รือรูปภาพทแ่ี รก

8. ปุ่มย่อ Ribbon เป็นสำหรับย่อ Ribbon ให้เล็กที่สุด แสดงเฉพาะชื่อแท็บบน Ribbon สามารถ
เรียกใชแ้ ทนปุม่ ย่อ Ribbon นีโ้ ดยการกดแปน้ ลดั Ctrl+F1

9. ปุ่มตัวช่วย (Word Help) เป็นปุ่มขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับวิธีใช้งานโปรแกรม Microsoft
Word ซงึ่ อาจใชแ้ ปน้ ลัดโดยการกด F1

10. รบิ บอน (Ribbon) เป็นส่วนที่แสดงเครอ่ื งมอื ต่างๆ ซึ่งจะเปล่ียนตามแทบ็ เมนู
11. ไม้บรรทัด (Ruler) เป็นส่วนที่แสดงมาตราส่วนเช่นเดียวกับไม้บรรทัดทั่วไปเพื่อบอกระยะของ
ขอ้ ความในเอการมที ้ังแนวนอนและแนวตั้งใช้ได้ทั้งนิ้ว เซนติเมตร หรือมลิ ลเิ มตร เปน็ ตน้
12. ปุม่ ซอ่ น/แสดงไมบ้ รรทดั เปน็ ปุม่ สำหรับคลกิ เพื่อซ่อนหรอื แสดงไม้บรรทัด
13. ตำแหน่งพิมพ์ (Cursor) เป็นเครื่องหมายที่บอกตำแหน่งการพิมพ์งาน ซึ่งสามารถใช้แป้นพิมพ์ให้
เลอ่ื นไปยงั ตำแหน่งต่างๆ ของเอกสารได้
14. แถบเลือน (Scroll Bar) เป็นส่วนทีใ่ ช้เลื่อนหน้าเอกสารข้ึนหรือลง ประกอบด้วย ปุ่มเลือนขึ้นทีละ
หนึ่งแถว กล่องเลือน (Scroll Box) ปุ่มเลือนลงทีละปุ่มเลือนขึ้นหนึ่งแถว ปุ่มเลื่อนขึ้นทีละหนึ่งหน้าเอกสาร
ปุ่มเลือกทีละหนึ่งแถว ปุ่มเลือกวิธีเรียกดู เป็นกลุ่มเครื่องมือหรือปุ่มที่ใช้ในการเลื่อนไปยังตำแหน่งต่างๆที่
ต้องการโดยรยี กดูได้หลายวธิ ี เช่น ไปที่หน้าตอ้ งการ ค้นห้าคำที่ต้องการ เรียกดูตามการแก้ไข เรียกดูตามหัว
เรื่อง เรียกดูตามกราฟิก เรียกดูตามตาราง เรียนดูเขตขอ้ มูล เรียกดูตามอ้างองิ ท้ายเรื่อง เรียกดูตามเชงิ อรรถ
เรียกดตู ามขอ้ คดิ เห็น เรียกดตู ามสว่ น หรือเรยี กดตู ามหนา้ ซง่ึ สามารถเรียกใช้ปุ่มเลอื กวธิ ีเรียกดโู ดยใช้แป้นลัด
Ctrl + Alt + Home
15. แถบสถานะ (Status Bar) เป็นส่วนที่แสดงสถานการณ์ทำงานต่าง เช่น กำลังทำงานอยู่ที่หน้าใด
จำนวนหน้าเอกสารท้งั หมด จำนวนคำทง้ั หมด โหมดภาษา ปมุ่ เปลยี่ นมมุ มองเอกสารแลละเปอร์เซ็นตก์ ารปรับ
ย่อ-ขยายแอกสาร เปน็ ตน้ ในบางภาวการณท์ ำงานส่วนน้ีจะแสดงคำอธิบายการทำงานให้ทราบดว้ ย

102

5.2. ความหมายและการใชค้ ำสัง่ แถบเครอ่ื งมือ
แถบเครื่องมือ คือกลุ่มของคำสั่งที่ใช้บ่อย จัดไว้เป็นชุดๆ ปกติเมื่อเปิดโปรแกรม Microsoft Word

ขึ้นมา โปรแกรมจะแสดงแถบเครื่องแถบเครื่องมือย่อยให้ผู้ใช้เลือกเครื่องมือต่างๆ ตามความเหมาะสมกับ
รูปแบบงานที่หำลังใช้งาน เมื่อนำตัวชี้เมาส์ไปวางบนปุ่มสักครู่ จะปรากฏชื่อนั้นข้ึนมา ถ้าต้องการใช้ปุ่มใดให้
คลิกปุม่ น้นั 1 คร้งั แต่ละปมุ่ มหี นา้ ท่แี ตกตา่ ง
5.2.1. การบันทึกและเปิดเอกสาร ใน Word คุณตอ้ งบันทึกเอกสารเพอื่ ให้สามารถออกจากโปรแกรมได้โดย

ไมส่ ูญเสียงานของคุณ เมือ่ คุณบันทกึ เอกสาร เอกสารจะถูกเก็บเปน็ แฟ้มบนคอมพิวเตอร์ของคุณ คุณ
สามารถเปิดแฟ้ม ทำการเปล่ยี นแปลง และพิมพ์เอกสารนนั้ ได้ในภายหลงั เมอ่ื ตอ้ งการบันทึกเอกสาร
ใหท้ ำดังตอ่ ไปนี้

1. คลกิ ปุ่ม บนั ทึก ในแถบเคร่ืองมือด่วน
2. ระบุตำแหน่งที่ตั้งที่คุณต้องการเก็บเอกสารในกล่อง บันทึกใน ครั้งแรกที่คุณบันทึกเอกสาร

ข้อความบรรทัดแรกในเอกสารจะถูกใส่เป็นชื่อแฟ้มไว้ล่วงหน้าในกล่อง ชื่อแฟ้ม เมื่อต้องการ
เปลยี่ นชอ่ื แฟ้มใหพ้ มิ พช์ อ่ื ใหมล่ งในชอ่ ง
3. คลกิ บนั ทกึ
4. เอกสารจะถกู บนั ทกึ เป็นแฟม้ ช่อื แฟ้มในแถบชื่อเรอื่ งจะเปลย่ี นตามชื่อแฟ้มท่บี นั ทึก
คณุ สามารถเปดิ เอกสาร Word เพอ่ื ทำงานต่อได้ เมื่อตอ้ งการเปิดเอกสาร ให้ทำดงั ต่อไปน้ี
1. คลกิ ปุ่ม เริ่ม แลว้ คลิก เอกสาร
2. นำทางไปยังตำแหน่งท่ีคุณเก็บแฟ้มไว้ แล้วคลกิ ท่ีแฟ้มสองครั้ง หน้าจอเรม่ิ ต้นของ Word จะ
ปรากฏขึ้นและจะแสดงเอกสาร
5.2.2. การแก้ไขและจัดรูปแบบข้อความ ก่อนที่จะสามารถแก้ไขหรือจัดรูปแบบข้อความ คุณต้องเลือก
ขอ้ ความก่อน ทำตามขั้นตอนดา้ นล่างน้เี พื่อเลอื กขอ้ ความ
1. วางเคอร์เซอร์ไวท้ ่ีตำแหน่งเร่ิมตน้ ของข้อความท่ีคุณตอ้ งการแกไ้ ขหรอื จดั รูปแบบแล้วกดปุ่ม

เมาส์ดา้ นซา้ ย
2. ใหล้ ากเมาส์ไปด้านขวาขณะที่ยงั กดปุ่มเมาส์ด้านซา้ ยค้างไว้ (เรยี กวา่ “การลาก”) เพื่อเลือก

ขอ้ ความ จะมีสีพ้ืนหลังปรากฏในตำแหน่งทขี่ ้อความถูกเลือกเพ่ือแสดงชว่ งการเลอื ก
คุณสามารถพบเครือ่ งมอื การจดั รูปแบบเกือบทงั้ หมดได้ดว้ ยการคลกิ ท่ีแท็บ หนา้ แรก แล้วเลอื ก

เครอื่ งมือจากกลุ่ม แบบอกั ษร

103

รปู ท่ี 5.2 แสดงสว่ นแถบริบบอนหนา้ แรก
1. นค่ี ือแทบ็ หน้าแรก
2. น่ีคอื กลุม่ แบบอกั ษร บนแท็บ หน้าแรก
3. นค่ี ือปุ่มตัวหนา สำหรบั ชือ่ และฟงั กช์ นั ของป่มุ ทั้งหมดในกลุ่ม แบบอกั ษร ใหด้ ูทต่ี าราง

ดา้ นลา่ ง

104

รปู ท่ี 5.3 แสดงรายละเอยี ดของแถบริบบอน
5.2.3. การใช้ลกั ษณะ ลกั ษณะต่างๆ ทำให้คุณสามารถจดั รูปแบบองค์ประกอบหลักในเอกสารของคุณ เช่น

หวั เรอื่ ง ช่อื เร่อื ง และชื่อเรอ่ื งรองไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ใหท้ ำตามขัน้ ตอนด้านล่างน้ีเพื่อนำลักษณะไปใช้กับ
ขอ้ ความในเอกสารของคณุ

1. เน้นขอ้ ความท่ีคณุ ตอ้ งการเปลย่ี น
2. บนแท็บ หนา้ แรก ในกลุ่ม ลักษณะ ให้หยุดตวั ชี้ไว้ชั่วขณะเหนอื ลักษณะใดๆ เพ่ือดูการแสดง

ตัวอย่างแบบทนั ทีในเอกสารของคุณได้โดยตรง
3. เมอ่ื ตอ้ งการใช้ลกั ษณะท่ีเหมาะสมกบั ข้อความของคณุ ทส่ี ุด ให้คลกิ ทล่ี กั ษณะนั้น
เมื่อคุณนำลักษณะไปใช้กับแต่ละองค์ประกอบเสร็จแล้ว Word 2010 คุณสามารถเปลี่ยนแปลง
รูปลกั ษณ์เอกสารของคณุ ทง้ั เอกสารไดใ้ นคราวเดียว
1. บนแทบ็ หนา้ แรก ในกลุม่ ลกั ษณะ ให้คลิก เปล่ยี นลักษณะ
2. ไปที่ ชุดลักษณะ เพื่อดูชุดลกั ษณะที่กำหนดไว้ล่วงหนา้ หยุดตัวชี้ไวช้ ั่วขณะเหนือชุดลักษณะ

ใดๆ เพ่ือดูการแสดงตัวอย่างแบบทันทีในเอกสารของคณุ ได้โดยตรง
3. เม่อื คุณพบลักษณะทคี่ ุณตอ้ งการแล้ว ให้คลกิ ทช่ี ดุ ลักษณะนั้น
5.2.4. การปรบั เปลยี่ นระยะหา่ งบรรทดั ในเอกสาร ดว้ ย Word 2013 คุณสามารถเปล่ยี นระยะหา่ งระหว่าง
บรรทดั และย่อหน้าในเอกสารของคณุ ไดอ้ ย่างงา่ ยดาย
1. บนแทบ็ หนา้ แรก ในกล่มุ ลักษณะ ใหค้ ลิก เปล่ียนลักษณะ

105

2. ชี้ไปที่ ระยะห่างยอ่ หนา้ เพอ่ื ดลู ักษณะระยะห่างยอ่ หน้าต่างๆ ทม่ี อี ยู่แล้วภายใน หยุดตัวชี้ไว้
ชั่วขณะเหนอื ลกั ษณะระยะห่างย่อหน้าใดๆ เพื่อดูการแสดงตัวอย่างแบบทนั ทีในเอกสารของ
คณุ ได้โดยตรง

3. เมื่อคุณพบลกั ษณะท่คี ุณตอ้ งการแล้ว ใหค้ ลกิ ที่ชุดลักษณะนน้ั
5.2.5. การแสดงตัวอย่างและการพมิ พ์ การแสดงตัวอย่างใหเ้ ห็นว่าเค้าโครงเอกสารของคุณจะเป็นอย่างไร

เมอ่ื พิมพ์ออกมาโดยไมต่ ้องพิมพเ์ อกสารจรงิ ๆ นัน้ สามารถทำไดอ้ ยา่ งสะดวกและง่ายดาย
1. คลกิ แทบ็ แฟม้
2. คลิก พมิ พ์ เพือ่ แสดงตัวอยา่ งเอกสารของคณุ
3. ตรวจทาน การตงั้ ค่า สำหรับคณุ สมบัตใิ ดๆ ทค่ี ุณอาจตอ้ งการเปล่ียน
4. เมื่อคุณสมบัติของเครื่องพิมพ์และเอกสารของคุณปรากฏอย่างที่คุณต้องการแล้ว ให้คลิก
พมิ พ์

5.3. ขั้นตอนการเปดิ -ปดิ และบันทกึ ขอ้ มลู บนโปรแกรม Microsoft Word
5.3.1. ขน้ั ตอนการเปิดโปรแกรม Microsoft word

1. เลือกปุม่ start
2. เลือกProgram
3. เลือก Microsoft office
4. เลือก Microsoft word 2013
5.3.2. ขน้ั ตอนการบันทกึ ขอ้ มลู บนโปรแกรม Microsoft word
1. เลอื กเมนู file
2. เลือก save as เพื่อระบไุ ดรฟ์ ที่ตอ้ งการบนั ทึก
3. ในส่วนของ file name ป้อนชอ่ื บนั ทกึ ขอ้ มลู
4. เลือก save
5.3.3. ขัน้ ตอนการปดิ โปรแกรม Microsoft word
1. เลอื กเมนู file
2. เลือกCloseปิดแฟม้ งาน
3. เลอื กเมนู file
4. เลอื ก Exit ปิดโปรแกรมการใชง้ าน
5.4 การพิมพเ์ อกสาร การเลือกข้อมูล คัดลอก และเคลือ่ นยา้ ยข้อมลู
1. ขัน้ ตอนการพิมพเ์ อกสาร
1. เลือกแถบเครอ่ื งมอื
2. เลือกข้อความเพื่อจัดการข้อความ เช่น เลือกขนาดตัวอักษรเลือกรูปตัวอักษรโดยเลือกที่แถบ

เครื่องมอื
3. วางเคอร์เซอร์ ณ ตำแหนง่ ท่ตี ้องการพิมพ์ขอ้ ความ

106

4. พมิ พ์ขอ้ ความที่ตอ้ งการ
5. เมอ่ื ตอ้ งการพิมพ์บรรทดั ถัดไปกดปมุ่ enter
2. ขนั้ ตอนการเลือกขอ้ ความ (แรงเงา)
1. วางเคอร์เซอร์หนา้ ข้อความ
2. กดปุ่มเมาส์ซ้ายค้างล่างจากข้อความแรกไปจนถึงข้อความสุดท้ายที่ต้องการปรากฏสีดำบน

ข้อความ
3. ขัน้ ตอนการคัดลอกขอ้ ความ Copy

1. เลอื กข้อความที่ต้องการแรงเงา
2. วางเมาส์บนพ้ืนท่ีทเ่ี ลอื กขอ้ ความ
3. คลิกเมาส์ป่มุ ขวาเลอื ก copy
4. วางเคอรเ์ ซอรณ์ ตำแหนง่ ทตี่ ้องการวางข้อความ
5. คลกิ เมาส์ปมุ่ ขวาเลือก paste options
4. ขั้นตอนการตดั ข้อความ
1. เลอื กขอ้ ความทีไ่ มต่ อ้ งการ
2. กดปมุ่ delete หรือเลือก cut บนแถบเครื่องมือถอื กด enter
5. ขั้นตอนการเรียกข้อความกลบั คืน
1. เลือก Undo
6. ขน้ั ตอนการเคลือ่ นไหวข้อความ
1. เรอ่ื งขอ้ ความท่ีตอ้ งการยา้ ย
2. วางเมาส์บนพื้นท่ที เี่ ลือกข้อความ
3. .เลือกเมาส์เพือ่ นำ เคอร์เซอร์r แปลวา่ เอาขอ้ ความ ณ ตำแหนง่ ที่ตอ้ งการ
4. การเลือกข้อความไปยงั บรรทัดถัดไป

- การวางเคอร์เซอร์หนา้ ขอ้ ความหรือหนา้ บรรทัดทตี่ อ้ งการ
- กดปุ่ม enter
5. การเล่อื นไปยงั หนา้ ถัดไป
- วางเคอร์เซอร์หลังข้อความสุดทา้ ยของบรรทัดในหนา้ เอกสาร
- กดปุ่ม ctrl enter พร้อมกนั
7. การแกไ้ ขขอ้ ความ
1. การลบขอ้ ความ
- วางเคอร์เซอร์หนา้ ข้อความทตี่ ้องการลบแลว้ กดปมุ่ delete หรอื
- วางเคอรเ์ ซอร์หลงั ขอ้ ความท่ีตอ้ งการลบแลว้ กดปุม่ blackspac

107
5.5 การแทรกรูปภาพและอักษรศิลป์ อักษรศิลป์เป็นวิธีที่รวดเร็วในการทำให้ข้อความโดดเด่นโดยใช้เอฟ
เฟกต์พิเศษ คุณเลือกสไตล์อักษรศิลป์จากแกลเลอรีอักษรศิลป์โดยเรียกใช้จากแท็บ แทรก ซึ่งคุณสามารถ
กำหนดค่าเองได้

1. คลกิ แทรก > อักษรศิลป์ แล้วเลือกสไตล์อกั ษรศิลป์ที่คณุ ต้องการ

รปู ที่ 5.4 แสดงการแทรกรปู ภาพและอักษรศลิ ป์ อักษร
ในแกลเลอรอี กั ษรศิลป์ ตัวอักษร A แสดงแทนรูปแบบต่างๆท่ีใชก้ ับข้อความทงั้ หมดที่คณุ พิมพ์
หมายเหต:ุ ไอคอนอักษรศิลปจ์ ะอย่ใู นกลมุ่ ข้อความ และอาจจะปรากฏข้นึ แตกต่างกันไปตามโปรแกรมที่คณุ
กำลงั ใชอ้ ย่แู ละขนาดหน้าจอของคณุ ค้นหาหนึ่งในไอคอนเหล่านี้:

2. ตวั แทนขอ้ ความ "ข้อความของคณุ อยู่ทน่ี ่ี" จะปรากฏขึน้ โดยเปน็ ขอ้ ความท่ีเนน้ ไว้

รปู ที่ 5.5 แสดงการใส่ข้อความของคุณเองแทนท่ีตัวแทนขอ้ ความ
เคล็ดลบั : คุณสามารถป้อนได้ท้ังประโยค และแมแ้ ตย่ อ่ หนา้ ใหเ้ ปน็ อกั ษรศลิ ป์ (คุณอาจจะต้องเปล่ียน
ขนาดฟอนต์สำหรบั ขอ้ ความที่ยาวกว่า) และใน Word คุณสามารถแปลงข้อความทมี่ อี ยเู่ ป็นอักษรศิลป์ใน
Word คณุ สามารถรวมสัญลักษณเ์ ปน็ ขอ้ ความอักษรศลิ ป์ได้ คลิกตำแหน่งทตี่ ้ังสำหรับสัญลกั ษณ์ และบน
แท็บ แทรก ให้คลกิ สัญลกั ษณ์ และเลือกสญั ลกั ษณท์ ค่ี ุณต้องการ
5.5.1 กำหนดอกั ษรศลิ ปด์ ้วยตัวเอง คุณอาจจะลองใช้สไตลร์ ปู รา่ งเพ่ือเปลี่ยนรูปร่างของอกั ษรศลิ ป์ และ
รสู้ กึ สบั สนกบั ขอ้ ความทไี่ มม่ กี ารเปลย่ี นแปลง ใช้ตัวเลอื กข้อความในกลมุ่ สไตล์ของอักษรศิลป์ แทน
สไตล์รูปร่างและเอฟเฟก็ ต์จะมผี ลกับกลอ่ งและพ้นื หลังรอบๆ อกั ษรศิลป์ของคุณ ไม่ใช่ข้อความอกั ษร

108
ศลิ ป์ ดังนั้น เมื่อตอ้ งการเพิ่มอักษรศลิ ป์ของคุณ เชน่ เงา การหมุน เสน้ โค้ง และสเี ตมิ และสเี คา้ รา่ ง
คณุ ใชต้ ัวเลือกในกลมุ่ อกั ษรศลิ ป์ ประกอบดว้ ย สีเตมิ ขอ้ ความ, เค้าร่างข้อความ และ เอฟเฟก็ ต์
ขอ้ ความ

รปู ท่ี 5.6 แสดงการเลือกเอฟเฟก็ ตข์ อ้ ความ
หมายเหต:ุ คณุ อาจจะเหน็ เฉพาะไอคอนสำหรับสไตลอ์ ักษรศลิ ป์ ทงั้ นี้ขน้ึ อยู่กับขนาดหน้าจอของคุณ
5.5.2 เปลยี่ นสเี ตมิ และสีเค้าร่างของข้อความอักษรศลิ ป์

1. เลอื กขอ้ ความอักษรศิลป์หรอื ตัวอักษรทีต่ ้องการเปลีย่ น
2. แทบ็ รูปแบบเคร่ืองมือการวาด จะปรากฏข้ึน
3. บนแทบ็ รปู แบบเคร่อื งมอื การวาด คลิก สีเตมิ ข้อความ หรือ สีเคา้ ร่าง และเลือกสีท่ีคุณ

ต้องการ

รูปท่ี 5.7 แสดงการเลอื กเติมสี
- คลกิ ดา้ นนอกกลอ่ งข้อความของคุณเพ่อื ดเู อฟเฟ็กต์
- มกี ารใชส้ ีเตมิ ขอ้ ความสนี ้ำเงนิ อ่อนและสเี ค้าร่างสีแดงในตวั อย่างน้ี
5.5.3 สร้างอกั ษรศิลปเ์ ส้นโคง้ หรอื แบบวงกลม และเพม่ิ เอฟเฟ็กตข์ อ้ ความอืน่ ๆ
1. เลอื กขอ้ ความอักษรศิลป์หรือตวั อักษรทีต่ อ้ งการเปล่ียน
2. แท็บ รูปแบบเครือ่ งมือการวาด จะปรากฏข้นึ

109

3. เมื่อตอ้ งการสรา้ งเอฟเฟ็กต์เสน้ โคง้ บนแทบ็ รูปแบบเคร่ืองมือการวาด คลกิ เอฟเฟ็กต์

ขอ้ ความ >การแปลง และเลือกหนงึ่ ตัวเลือกที่คุณตอ้ งการ

4. ส่ิงสำคัญ: เมนู ข้อความเอฟเฟ็กต์ ไมเ่ หมอื นกบั เมนู เอฟเฟก็ ต์

รปู รา่ ง ถา้ คุณไมเ่ ห็น แปลง ท่ีดา้ นล่างของเมนู โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่า

คณุ คลิกเมนู ขอ้ ความเอฟเฟก็ ต์

5. มกี ารเลอื กใช้เอฟเฟ็กต์การแปลงเส้นโค้งแรกในตวั อย่างนี้

รปู ท่ี 5.8 แสดงการเลอื กเอฟเฟ็กต์ขอ้ ความแบบโคง้
- คลกิ ดา้ นนอกกล่องข้อความของคุณเพอื่ ดูเอฟเฟก็ ต์
- ใช้เมนู เอฟเฟก็ ตข์ อ้ ความ เพอ่ื สรา้ งเอฟเฟก็ ตอ์ ่นื ๆ เชน่ เงา การทำรีเฟลกชนั เรอื งแสง ยกนนู และ

การหมนุ สามมติ ิ ตวั อยา่ งนีจ้ ะแสดงอักษรศิลป์ทีม่ ีเอกเฟ็กตก์ ารแปลงเส้นโค้งและใช้เงา
5.5.4 หมนุ หรือพลกิ ขอ้ ความอกั ษรศิลป์

- เม่ือตอ้ งการหมุนขอ้ ความอักษรศิลป์ไปทีม่ ุมใดๆ ให้เลอื กมุมทีต่ ้องการ และจากน้นั ลากตวั จัดการหมุน
แบบวงกลมที่ดา้ นบนของกลอ่ ง

110

รูปท่ี 5.9 แสดงการหมนุ หรือพลิกข้อความอักษรศิลป์
- เมื่อต้องการพลกิ อกั ษรศลิ ป์หรอื หมนุ เปน็ 90 องศา ให้คลิกแท็บ รปู แบบเคร่อื งมือการ

วาด คลิก หมนุ ในกลุม่ จัดเรียง จากนนั้ เลือกตัวเลอื ก

รูปที่ 5.10 แสดงการพลิกอกั ษรศิลปห์ รือหมุนเป็น 90 องศา
5.5.5 เปล่ยี นฟอนต์ของข้อความอักษรศิลป์
เมอื่ ตอ้ งการเปลี่ยนขนาดฟอนต์หรอื สไตล์ข้อความอกั ษรศิลป์ของคณุ

1. เลือกขอ้ ความอกั ษรศิลปห์ รอื ตัวอักษรทตี่ อ้ งการเปลี่ยน
2. บนแท็บ หนา้ แรก ให้เปลย่ี นตัวเลือกในกล่มุ ฟอนต์ เชน่ สไตล์ฟอนต์ ขนาดฟอนต์ หรอื ขดี เสน้ ใต้
5.5.6 แปลงขอ้ ความท่ีมอี ย่เู ป็นอกั ษรศลิ ปใ์ น Word
1. ในเอกสาร Word ของคุณ ใหเ้ ลือกขอ้ ความเพือ่ แปลงเป็นอักษรศลิ ป์
2. บนแทบ็ แทรก ให้คลิก อกั ษรศิลป์ แลว้ เลือกอักษรศิลปท์ ี่คุณตอ้ งการ

111

5.6. การจดั การตารางบนเอกสาร
เมื่อต้องการแทรกตารางพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ให้คลิก แทรก > ตาราง แล้วย้ายเคอร์เซอร์ไปไวเ้ หนือ

เส้นตารางจนกว่าคุณจะเน้นจำนวนของคอลัมน์และแถวตามที่คุณต้องการคลิกและตารางปรากฏในเอกสาร
ถ้าคุณจำเป็นต้องทำการปรับปรุง คุณสามารถเพิ่มแถวของตารางและคอลัมน์ลบแถวของตารางและคอลัมน์
หรือผสานเซลล์ตารางเป็นเซลล์เดียวเมื่อคุณคลิกในตาราง เครื่องมือตาราง จะปรากฏขึ้นใช้เครื่องมือ
ตาราง เพื่อเลือกสที ี่แตกต่างกัน สไตล์ตารางเพิม่ เส้นขอบตารางหรือเอาเส้นขอบออกจากตาราง คุณสามารถ
ลองใชค้ ู่แทรกสตู รเพ่อื แสดงผลรวมสำหรบั คอลมั น์หรือแถวของตัวเลขในตารางถ้าคุณมขี ้อความในเอกสารของ
คณุ ทจี่ ะดูดีย่ิงขึน้ เป็นตาราง Word สามารถแปลงข้อความลงในตาราง
5.6.1 แทรกตารางขนาดใหญห่ รอื ตารางท่ี มีความกว้างแบบกำหนดเอง

หมายเหตุ: นำไปใช้กบั เวอรช์ นั บนเดสก์ท็อปของ Word เท่าน้ัน นำไปใช้กบั Word Online ไม่ได้
สำหรับตารางขนาดใหญแ่ ละสำหรบั การควบคุมคอลัมนเ์ พมิ่ เตมิ ให้ใช้คำส่ัง แทรกตาราง

รูปที่ 5.11 แสดงการ แทรกตารางขนาดใหญห่ รือตารางที่ มีความกว้างแบบกำหนดเอง
ดว้ ยวธิ ีนี้ คุณสามารถสร้างตารางท่มี ีมากกวา่ 10 คอลมั น์และ 8 แถว รวมถึงตั้งค่าลกั ษณะการทำงาน
ของความกว้างของคอลมั น์ไดด้ ้วย

1. คลิก แทรก > ตาราง > แทรกตาราง

112

2. กำหนดจำนวนคอลมั น์และแถว

รูปท่ี 5.12 แสดงการกำหนดคอลมั นแ์ ละแถว
- ในส่วน ลักษณะการทำงานแบบปรับพอดีอัตโนมัติ คณุ มีสามตวั เลือกในการต้งั คา่ ความกวา้ งของ

คอลมั นข์ องคุณ ดงั นี้
- ความกวา้ งคอลมั นค์ งที่ คณุ สามารถกำหนดให้ Word ตงั้ ค่าความกว้างของคอลมั น์โดย
อัตโนมตั ดิ ้วย อตั โนมตั ิ หรือคุณสามารถต้งั ค่าความกว้างเฉพาะสำหรับคอลัมน์ทง้ั หมดของ
คณุ กไ็ ด้
- ปรับพอดีอตั โนมัตกิ ับเน้อื หา จะสรา้ งคอลัมนท์ แี่ คบมากที่จะขยายออกไปได้เมอื่ คุณเพิม่
เนอื้ หา
- ปรบั พอดอี ัตโนมตั กิ ับหน้าต่าง จะเปล่ียนความกว้างของตารางทัง้ หมดโดยอัตโนมตั เิ พือ่ ให้เข้า
กบั ขนาดของเอกสารของคณุ
- ถา้ คณุ ต้องการใหต้ ารางแต่ละตารางทีค่ ุณสรา้ งมลี ักษณะเหมอื นกับตารางท่ีคณุ กำลังสร้างอยู่
ให้ทำเครอื่ งหมายท่ี จำขนาดสำหรับตารางใหม่

5.6.2 ดีไซน์ตารางของคุณเอง โดยการวาด

หมายเหต:ุ นำไปใชก้ บั เวอรช์ นั บนเดสก์ทอ็ ปของ Word เท่านน้ั นำไปใช้กบั Word Online ไม่ได้ถ้า

คณุ ต้องการการควบคมุ รูปรา่ งของคอลัมน์และแถวของตารางของคุณหรืออน่ื ๆ นอกเหนือจากเสน้

ตารางพน้ื ฐาน เคร่ืองมอื วาดตาราง จะช่วยคุณวาดตารางไดต้ ามท่ีคุณตอ้ งการ คุณสามารถ

วาดเส้นทแยงมมุ และเซลลภ์ ายในเซลล์ได้

1. คลกิ แทรก > ตาราง > วาดตาราง ตวั ช้ีจะเปล่ียนเป็นดนิ สอ

2. ใหว้ าดสี่เหลยี่ มผนื ผา้ เพ่ือเป็นเสน้ ขอบของตาราง จากน้ัน ใหว้ าดเส้นสำหรับคอลัมนแ์ ละ

แถวภายในสเ่ี หล่ียมผนื ผ้าน้ัน

113

3.
4. เมือ่ ต้องการลบบรรทัดหน่ึง:

- ใน Word 2013 และ Word 2016: คลิกท่ีแทบ็ เค้าโครงของเครือ่ งมือตาราง
- ใน Word 2007 และ Word 2010: คลกิ ทีแ่ ท็บออกแบบของเคร่ืองมือตาราง
5. คลกิ ยางลบ น้ันแลว้ คลกิ บรรทดั ที่คณุ ต้องการลบ
6.
7. ถา้ คุณต้องการแจกจ่ายทัง้ หมดของแถวและคอลัมนเ์ ท่ากนั บนแทบ็ เค้าโครงของเครือ่ งมอื
ตาราง ในกล่มุ ขนาดเซลล์ คลิกกระจายแถว หรือคอลมั นท์ แ่ี จกจ่าย

114

แผนการจัดการเรยี นรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 5

ช่อื หน่วย การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร สอนคร้งั ท่ี 11
Microsoft Word ช่วั โมงรวม 8

จำนวนช่วั โมง 4

5. กจิ กรรมการเรียนการสอน

5.1 การนำเข้าสู่บทเรียน

5.1.1. ครู เช็คชอ่ื และตรวจการแตง่ กาย

นักเรยี น ขานชอื่ และลกุ ให้ครตู รวจการแต่งกายทีละคน

5.1.2. ครู ทบทวนก่อนเรยี นโดยซกั ถาม เรอื่ งความรเู้ ก่ียวกบั การใชโ้ ปรแกรมดา้ นงาน

เอกสาร Microsoft Wordผสู้ อนตรวจแล้วให้ผเู้ รียนบนั ทกึ คะแนนท่ีไดไ้ ว้

เพ่ือเปรียบเทยี บกบั การทดสอบหลังเรยี นจบ

นกั เรยี น ตอบคำถาม ซกั ถามข้อสงสัย

5.2 การเรียนรู้

5.2.1. ครู แนะนำรายวิชาและ แจง้ หวั ข้อท่จี ะสอน ตามเนื้อหาสาระ เรื่อง

การใชโ้ ปรแกรมด้านงานเอกสาร Microsoft Word โดยใชส้ ื่อ power point

ตอบ คำถาม/ซกั ถามปัญหา

นักเรียน ตอบคำถาม ซกั ถามปญั หาขอ้ สงสยั ศกึ ษาจากสอ่ื และเอกสาร
ประกอบการสอน

5.2.2. ครู อธิบายเกีย่ วกบั ความรู้เบื้องตน้ เกี่ยวกบั โปรแกรม Microsoft Word ความหมาย
และการใช้คำสั่งแถบเครอ่ื งมอื ข้ันตอนการเปดิ -ปิด และบนั ทึกข้อมูลบน
โปรแกรม Microsoft Word การพมิ พ์เอกสาร การเลือกขอ้ มลู คดั ลอก และ
เคล่อื นย้ายขอ้ มลู การแทรกรูปภาพและอักษรศิลป์ การจัดการตารางบนเอกสาร
โดยใชส้ อ่ื power point เรอ่ื ง การใช้โปรแกรมด้านงานเอกสาร Microsoft -
Word ตอบ คำถาม/ซักถามปญั หา

นักเรยี น จดบนั ทึกยอ่ ตอบคำถาม ปรกึ ษา/อภิปรายกบั เพือ่ น
5.2.3. ครู ทดสอบผู้เรยี นโดยถามตอบกันภายในหอ้ งเรียน และอธบิ ายบางข้อที่

ผู้เรยี นมขี ้อสงสยั จากการจดบันทึก

นกั เรียน รว่ มกนั อภปิ รายหาข้อสรุป

5.2.4. ครู ให้ทำใบงานการทดลองที่ 6 เรอื่ ง การใช้โปรแกรมดา้ นงานเอกสาร Microsoft
Word ให้คำแนะนำ เพอื่ ทดสอบเกยี่ วกับความเขา้ ใจรายรายบุคคล

115

นกั เรยี น ปฏิบัตแิ บบฝกึ หดั ตามใบงาน

5.3 การสรปุ

5.3.1. ครู สมุ่ เรียกผ้เู รยี นออกมาสรุปเนื้อหาทไ่ี ด้เรยี นตามจดั ทำใบงานการทดลองที่ 6

จนครบคลุมเน้อื หาท้ังหมด โดยผู้สอนชว่ ยให้คำแนะนำ และอธบิ ายเพ่ิมเตมิ

นกั เรียน ออกมาอธบิ ายหนา้ ช้ันเรียนทีละกลมุ่ โดยสรุปเน้อื หา ซักถามปญั หาและ

จดบันทึกเพิม่ เติม

5.3.2. ครู ให้ผูเ้ รียนปฏบิ ัติตามใบงานดารทดลองท่ี 6 ให้เสร็จสมบูรณ์ และใหผ้ ู้เรยี น

ซักถามปัญหาในการเรียน

นกั เรียน ซักถามปญั หาและข้อสงสัยในการปฏบิ ัตกิ ารทดลอง สรปุ ผลการทดลอง

และสง่ ใบงานใน Google Classroom

5.4 การวดั และประเมินผล

5.4.1. ครู สุม่ ถามผู้เรียนเก่ยี วกบั เนอ้ื หาท่ีเรียน

นกั เรียน ตอบคำถามท่ีผ้สู อนถาม

5.4.2. ครู ให้ผู้เรยี นเลน่ เกมส์ตอบคำถามโดยสมุ่ คำถามจากเน้ือท่ีเพอ่ื วดั ความเขา้ ใจ

เน้ือหามากขึน้ ตรวจใบงานการทดลองที่ 6 และบนั ทกึ คะแนน

นักเรยี น เล่นเกมสต์ อบคำถาม และแลกเปลย่ี นคำตอบ

6. สือ่ การเรยี นร/ู้ แหล่งการเรียนรู้
6.1 สื่อส่ิงพมิ พ์
เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื งคอมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณโ์ ทรคมนาคม
บุญสบื โพธิ์ศรี, รพพี รรณ ชาวไรอ่ อ้ ย.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การจดั การอาชพี .

พิมพค์ รงั้ ท่ี 1. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์ศูนยส์ ่งเสริมอาชวี ะ

ธีรวฒั น์ ประกอบผล.2558. เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การจดั การอาชีพ. กรงุ เทพฯ : ซัค

เซส มเี ดยี

โอภาส เอ่ียมสริ วิ งศ.์ 2556. เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์และการสอื่ สาร. กรุงเทพฯ : วี.พรน้ิ ท

6.1 ส่ือโสตทศั น์
สือ่ PowerPoint วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การจัดการอาชีพ หนว่ ยที่ 1 เรอ่ื ง คอมพวิ เตอรแ์ ละ

อุปกรณ์โทรคมนาคม

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)
7.1 ใบความรู้ ประกอบการเรียนวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การจดั การอาชีพ หน่วยท่ี 5 เรอ่ื ง การ

ใชโ้ ปรแกรมดา้ นงานเอกสาร Microsoft Word

116

7.2 ใบงานการทดลองท่ี 6 เร่ือง การใช้โปรแกรมดา้ นงานเอกสาร Microsoft Word

8. การบูรณาการ/ความสมั พันธ์กับวชิ าอื่น
8.1 สามารถนำความรู้ มาใช้การจดั ทำงานดา้ นเอกสารโดยใช้ Microsoft Word
8.2 สามารถนำความรู้ มาใช้ร่วมกบั วิชาการใชง้ านดา้ นคอมพิวเตอรห์ รอื สารสนเทศ

9. การวดั และประเมนิ ผล
9.1 กอ่ นเรียน
9.1.1.ผู้เรียนศกึ ษา คน้ คว้าจากเอกสาร ตำรา เกย่ี วกบั ความรูเ้ กีย่ วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การ
จดั การอาชพี
9.1.2.ผู้เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
9.2 ขณะเรยี น
9.2.1.การสังเกตพฤติกรรมภายในชน้ั เรยี น
9.2.2.ทำแบบฝกึ หัดประจำหนว่ ย
9.3 หลังเรยี น
9.3.1.ให้ผู้เรียนช่วยกันสรุปเนอื้ หา
9.3.2.ทำแบบทดสอบหลังเรยี น
9.3.3.ทำแบบทดสอบประจำหน่วยท่ี 5 เพือ่ วดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

117

10.บนั ทึกหลังการสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้

.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.2 ผลการเรยี นร้ขู องนกั เรียน นกั ศกึ ษา
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

10.3 แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพการเรียนรู้
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................

115

แผนการจดั การเรยี นรู้มุง่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 5

ชอื่ หนว่ ย การใช้โปรแกรมดา้ นงานเอกสาร สอนคร้งั ที่ 12
Microsoft Word ชั่วโมงรวม 8

จำนวนชวั่ โมง 4

1. สาระสำคญั
การเรียงลำดับข้อมูลเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คุณอาจต้องการจัดเรียงรายชื่อ

ตามลำดับตัวอักษร คอมไพล์ชอื่ ระดบั สนิ คา้ คงคลงั ของผลิตภัณฑ์จากสูงสุดมาต่ำสุด หรอื เรียงลำดับแถวตามสี
หรือไอคอน การเรียงลำดับข้อมูลจะช่วยให้คณุ เหน็ ภาพและเข้าใจข้อมลู ของคุณดีขึ้น จัดการและคน้ หาทีค่ ุณ
ต้องการ และในที่สุดทำให้การตัดสินใจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมไมโครซอฟต์
เวิร์ด ซึ่งเป็นโปรแกรมประมวลผลคำแบบพิเศษ ช่วยให้สร้างเอกสารแบบมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประหยัด เช่น เหมาะกับงานด้านการพิมพ์เอกสารทุกชนดิ สามารถพมิ พ์เอกสารออกมาเป็นชดุ ๆ ซึ่งเอกสาร
อาจเป็นจดหมาย บันทึกข้อความ รายงาน บทความ ประวัติย่อ และยังสามารถตรวจสอบ ทบทวน แก้ไข
ปรับปรงุ ความถูกตอ้ งในการพมิ พ์เอกสารได้อย่างงา่ ยดาย สามารถตรวจสอบ

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย
2.1 การจดั เรียงลำดับขอ้ มลู ในตารางเอกสาร
2.2 การแทรกเลขหนา้ หวั /ทา้ ยกระดาษ
2.3 การสรา้ งจดหมายเวยี นและซองจดหมาย
2.4 การพิมพเ์ อกสารออกทางเครอื่ งพมิ พ์

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ด้านความรู้
3.1.1. ผเู้ รยี นบอกการจัดเรียงลำดับข้อมลู ในตารางเอกสารไดถ้ ูกต้อง
3.1.2. ผู้เรยี นบอกวธิ ีการแทรกเลขหนา้ หวั /ท้ายกระดาษได้ถูกตอ้ ง
3.1.3. ผเู้ รยี นอธบิ ายลกั ษณะการสรา้ งจดหมายเวยี นและซองจดหมายไดถ้ กู ตอ้ ง
3.1.4. ผู้เรียนจับคู่ลกั ษณะการพมิ พเ์ อกสารออกทางเครื่องพมิ พ์ไดถ้ ูกต้อง

3.2 ดา้ นทักษะ
3.2.1 สามารถบอกการจัดเรียงลำดบั ข้อมูลในตารางเอกสารไดถ้ กู ต้อง
3.2.2 สามารถบอกวิธีการแทรกเลขหน้า หัว/ทา้ ยกระดาษได้ถูกตอ้ ง
3.2.3 สามารถอธิบายลกั ษณะการสร้างจดหมายเวยี นและซองจดหมายไดถ้ กู ต้อง
3.2.4 สามารถจับคู่ลักษณะการพมิ พ์เอกสารออกทางเครอ่ื งพิมพไ์ ดถ้ กู ตอ้ ง

116

3.2.5 สามารถจัดเอกสารและการนำเอกสารมาใชง้ านได้ถกู ต้อง

3.3 คุณลกั ษณะที่พึงประสงค์
3.3.1 ใฝก่ ารเรียนรู้
3.3.2 ผเู้ รยี นทำงานเปน็ ระเบียบเรียบร้อย
3.3.3 ปฏิบัติงานดว้ ยความซอื่ สตั ย์สจุ รติ
3.3.4 มีความรับผดิ ชอบต่อหน้าท่ี
3.3.5 มีความมุง่ มัน่ ในการทำงาน
3.3.6 ใช้เวลาอยา่ งคมุ้ คา่
3.3.7 มีจิตสาธารณะ

117

แผนการจัดการเรยี นรูม้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 5

ชอ่ื หน่วย การใชโ้ ปรแกรมดา้ นงานเอกสาร สอนครั้งท่ี 12
Microsoft Word
ชว่ั โมงรวม 8
จำนวนชั่วโมง 4

4. เนอื้ หาสาระการเรียนรู้
5.7 การจัดเรยี งลำดบั ข้อมูลในตารางเอกสาร

1. เลือกคอลัมน์ของข้อมูลตัวอกั ษรและตัวเลขในช่วงของเซลล์ หรือตรวจสอบใหแ้ น่ใจวา่ เซลล์ที่ใช้
งานอยู่อยใู่ นคอลัมนต์ ารางที่มีขอ้ มลู ตัวอักษรและตัวเลข

2. บนแท็บ ข้อมลู ในกลุ่ม เรยี งลำดบั และกรอง ใหเ้ ลือกทำอย่างใดอยา่ งหนึ่งดงั ตอ่ ไปนี้

3. เม่อื ต้องการเรยี งลำดับตวั อกั ษรจากนอ้ ยไปหามาก ให้คลกิ (เรียงลำดับจาก A ถงึ Z)

4. เมือ่ ต้องการเรยี งลำดับตวั อักษรจากมากไปหานอ้ ย ให้คลกิ (เรียงลำดบั จาก Z ถึง A)
5.7.1 เรียงลำดับตวั เลข เลือกคอลมั นข์ องข้อมูลตัวเลขในชว่ งของเซลล์ หรอื ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเซลล์ที่

ใชง้ านอยู่อยใู่ นคอลัมน์ตารางทมี่ ีขอ้ มลู ตวั เลข
1. บนแท็บ ข้อมลู ในกลุม่ เรยี งลำดับและกรอง ใหเ้ ลอื กทำอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงดังต่อไปน้ี

2. เม่ือตอ้ งการเรียงลำดบั ตัวเลขจากน้อยไปหามาก ให้คลิก (เรียงลำดบั จากนอ้ ยทีส่ ุดไปหามาก
ทส่ี ุด)

3. เมอื่ ตอ้ งการเรียงลำดับตัวเลขจากมากไปหาน้อย ให้คลิก (เรยี งลำดับจากมากทสี่ ุดไปหาน้อย
ทส่ี ุด)
ปัญหา: ตรวจสอบว่ามีการจัดเก็บตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลข ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามทีค่ ณุ
คาดไว้ คอลมั นอ์ าจมตี วั เลขทีจ่ ัดเกบ็ เปน็ ขอ้ ความแทนทีจ่ ะเปน็ ตวั เลข ตัวอย่างเช่น ค่าลบทีน่ ำเข้า
จากระบบบัญชีบางอย่างหรือตัวเลขที่ป้อนโดยใช้เครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว (‘) นำหน้าจะ
ไดร้ บั การจัดเกบ็ เปน็ ข้อความ สำหรับข้อมูลเพิม่ เติม ให้ดทู ี่ แกไ้ ขข้อความทจี่ ัดรปู แบบเป็นตัวเลข
โดยการนำการจัดรปู แบบตวั เลขไปใช้

5.7.2 เรยี งลำดับวนั ทีห่ รือเวลา
1. เลือกคอลมั นข์ องวนั ที่หรือเวลาในช่วงของเซลล์ หรอื ตรวจสอบใหแ้ น่ใจว่าเซลล์ท่ีใช้งานอยู่อยู่ใน
คอลัมนต์ ารางท่มี ีวนั ที่หรอื เวลา
2. เลือกคอลมั นข์ องวนั ทห่ี รือเวลาในช่วงของเซลล์หรอื ตาราง
3. บนแท็บ ข้อมลู ในกลุ่ม เรยี งลำดับและกรอง ใหเ้ ลอื กทำอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งดังตอ่ ไปนี้

4. เมื่อต้องการเรียงลำดับวันที่หรือเวลาจากก่อนไปหลัง ให้คลิก (เรียงลำดับจากเก่าสุดไปหา
ใหม่สุด)

118

5. เมื่อต้องการเรียงลำดับวันที่หรือเวลาจากหลังไปกอ่ น ให้คลิก (เรียงลำดับจากใหม่สุดไปหา
เกา่ สดุ )

6. เมื่อต้องการนำการเรียงลำดับมาใช้ใหม่หลังจากที่คุณเปลี่ยนแปลงข้อมูล ให้คลิกที่เซลล์ในช่วง
หรือตาราง จากนน้ั บนแท็บ ข้อมูล ในกลมุ่ เรยี งลำดบั และตัวกรอง ให้คลิก นำไปใช้ใหม่
ปัญหา: ตรวจสอบว่ามีการจัดเก็บวันที่และเวลาเป็นวันที่หรือเวลา ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไป
ตามที่คุณคาดไว้ คอลัมน์อาจมีวันที่และเวลาที่จัดเก็บเป็นข้อความแทนที่จะเป็นวันที่หรือเวลา
เพื่อให้ Excel เรียงลำดับวันที่และเวลาได้อย่างถูกต้อง วันที่และเวลาทั้งหมดในคอลัมน์ต้อง
จดั เกบ็ เปน็ หมายเลขลำดับเวลาหรอื วนั ที่ ถ้า Excel ไมส่ ามารถจำค่าเปน็ วันที่หรือเวลา วนั ทีห่ รือ
เวลาจะไดร้ ับการจดั เก็บเปน็ ข้อความ สำหรับข้อมูลเพ่มิ เติม ใหด้ ูท่ี แปลงวันท่ีที่เก็บเป็นข้อความ
ใหเ้ ปน็ วนั ท่ี

1.8 การแทรกเลขหน้า หวั /ท้ายกระดาษ
5.8.1 เพิ่มหมายเลขหน้า ใชว้ ธิ กี ารน้เี พ่ือใส่หมายเลขหนา้ ทุกหนา้ หรือยกเวน้ หน้าชอื่ เรอ่ื ง (หน้าแรก)
1. บนแท็บ แทรก ใหค้ ลิก หมายเลขหน้า
2. เลือกตำแหน่งในเอกสารที่คุณต้องการแสดงหมายเลขหน้า เช่น ด้านบนของหน้า (หัว
กระดาษ) ด้านล่างของหน้า (ท้ายกระดาษ) ระยะขอบกระดาษ (ด้านข้าง) หรือ ตำแหน่ง
ปจั จบุ ัน การเลือก ตำแหนง่ ปัจจุบัน จะแทรกหมายเลขหนา้ ในตำแหน่งที่เคอร์เซอร์ของคุณวาง
อย่ใู นเอกสาร
3. ในรายการแบบหลน่ ลง ใหเ้ ลือกรูปแบบหมายเลขหน้า
4. เมื่อต้องการกลับไปที่เนื้อความของเอกสาร ให้กด Esc หรือคลิก ปิดหัวกระดาษและท้าย
กระดาษ บนแท็บ ออกแบบ
5. เมื่อต้องการยกเว้นการใส่หมายเลขหน้าในหน้าชื่อเร่ือง ภายใต้ เครื่องมือหัวกระดาษและท้าย
กระดาษ บนแท็บ ออกแบบ ใหต้ รวจสอบวา่ เลือกกล่องกาเคร่อื งหมาย หน้าแรกต่างกนั แล้ว

5.8.2 เพิ่มหมายเลขหน้า X จาก Y เช่น หน้า 1 จาก 25 แสดงหมายเลขหน้าปัจจุบันพร้อมจำนวนหน้า
ทงั้ หมดในเอกสารของคณุ

1. บนแท็บ แทรก ให้คลกิ หมายเลขหนา้


Click to View FlipBook Version