๓๒ สรุปว่า คุณลักษณะและหน้าที่ของผู้นําทั้งหมด ผู้นําต้องมีความคล่องแคล่วว่องไว กระตือรือร้น มีสุขภาพจิตดีมีความอดทน จะทําอะไรมีความเชื่อมั่นในตนเองและสามารถตัดสินใจ ได้ด้วยตนเอง มีความสามารถจูงใจผู้อื่นได้ด้วยรวมทั้งเป็นผู้มีความรับผิดชอบมีความฉลาด มีไหวพริบและเป็นคนทันสมัย เป็นนักวางแผนรวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งหมายและอุดมคติของกลุ่มด้วย ดังนั้นสรุปได้ว่า คุณลักษณะของผู้นําเป็นคุณลักษณะเฉพาะของบุคคลที่มีอยู่ในตน และส่งอิทธิพลต่อความเป็นผู้นําและทําให้คนอื่นๆ ทําตาม คุณลักษณะของผู้นําควรครอบคลุม ทั้งลักษณะทางกายภาพ สติปัญญา อารมณ์ตลอดจนอุปนิสัยที่ดีงามของผู้นําจะก่อให้เกิดความศรัทธา เชื่อมั่นที่จะปฏิบัติตามคําสั่งของผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นําจึงต้องหมั่นพัฒนาตัวตนอยู่เสมอและมองตัวเอง อย่างรอบด้าน รับฟังความคิดเห็นของคนรอบด้าน หากผู้นําขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งหรือกระทําผิด รูปแบบที่ควรจะเป็นอาจส่งผลให้ผู้ตามไม่ทําตามได้ จากความหมายคุณลักษณะและคุณสมบัติของ ผู้นําและผลการศึกษาของนักวิชาการต่างๆ ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ประมวลแนวคิดหลักของคุณลักษณะ และคุณสมบัติของผู้นํา เพื่อใช้อธิบายการประยุกต์หลักปาปณิกธรรม เพื่อพัฒนาภาวะผู้นําของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตําบลไชยวัฒนา อําเภอปัว จังหวัดน่าน โดยมีแนวคิดหลักที่เกี่ยวข้องสามารถสรุปได้ ตามตารางที่ ๒.๔ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ ๒.๔ คุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้นํา นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก กวีวงศ์พุฒ ๑. มีการศึกษาดี ๒. เฉลียวฉลาด เชื่อมั่นในตนเอง ๓. มีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์การและ สังคม ๔. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ๕. มีความรับผิดชอบ ๖. ความสามารถในการปรับตัว ปรับอารมณ์ ๗. มีความสามารถในการตัดสินใจ มีเหตุผล ๘. ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ๙. มีความยุติธรรม ซื่อสัตย์สุจริตใจ ๑๐. มีความสามารถในการจูงใจผู้อื่นได้ดี ๑๑. มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
๓๓ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก กิติตยัคคานนท์ ๑. มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี ๒. ความรู้ดี ๓. มีความรู้เกี่ยวกับงานในหน้าที่และความรู้ ทั่วไป ๔. ท่าทางและบุคลิกดี ๕. มีความคิดเริ่มสร้างสรรค์ ๖. กระตือรือร้น ๗. ความกล้าหาญ เด็ดขาดและไม่โลเล ๘. ต้องมีศิลปะในการทํางาน ๙. มีความอดทน มีสมาธิในการทํางาน ๑๐. มีความสามารถในการสื่อสารที่ดี ๑๑. ยกย่องให้ความไว้วางใจผู้ใต้บังคับบัญชา ๑๒. มีความจงรักภักดีต่อหน่วยงาน ๑. มีบุคลิกภาพที่ดี ๒. มีหลักธรรมาภิบาล ๓. ผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๔. รู้จักหลักปฏิบัติต่อกันด้วยดี ๑. เกศแหลม ๒. ตาดู ๓. หูยาน ๔. นั่งนาน ๕. ไม่ขานตอบ ๖. ยิ้มปลอบประโลมใจ ๗. ตัดสินให้ด้วยความยุติธรรม พระราชญาณวิสิฐ (เสริมชัย ชยมงฺคโล) พระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร ญาณสุนฺทโร) ยงยุทธ เกษสาคร ๑. มุ่งแสวงหาวิธีที่จะทําให้บรรลุวัตถุประสงค์ ๒. การแสดงออกในรูปของพฤติกรรม ๓. ความรับผิดชอบและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ๔. การใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ ตารางที่ 2.4 คุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้น า (ต่อ)
๓๔ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก จุมพล หนิมพานิช ๑. คุณลักษณะทางกาย ๒. ภูมิหลังทางสังคม ๓. สติปัญญา ความรู้ความสามารถ ๔. บุคลิกภาพ ๕. คุณลักษณะที่เกี่ยวกับงาน ๖. คุณลักษณะทางสังคมและการปฏิสัมพันธ์ ๑. ลักษณะเด่นประจําตัวของบุคคลต่างจาก ผู้อื่น ๒. มีอยู่ในตัวผู้นํา ๓. แสดงให้เห็นความดีงาม ๔. หากไม่มีผู้คนอาจไม่ปฏิบัติตาม ๑. กระตือรือร้นและริเริ่มด้วยตนเอง ๒. เริ่มต้นด้วยการรู้เปูาหมายข้างหน้า ๓. ทําสิ่งที่สําคัญที่สุดก่อน ๔. คิดอย่างผู้ชนะทั้งเขาและเรา ๕. พยายามเข้าใจผู้อื่นก่อน ๖. ผนึกกําลังเป็นทีมมากกว่าทําอะไรคนเดียว ๗. พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ๑. ความฉลาดรอบรู้สามารถเห็นเหตุการณ์ได้ เร็วกว่าและสามารถตีความประเด็นของ สถานการณ์ได้ ๒. มีความกระตือรือร้น ๓. สนใจสิ่งภายนอกและอยากเรียนรู้ตลอดเวลา ๔. สามารถนําข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้ ๕. มีความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นอยู่ เสมอ ๖. มีความจําดี ๗. มีความโอบอ้อมอารีเอาใจเขามาใส่ใจเรา ๘. ไว้เนื้อเชื่อใจได้ ๙. มีความสามารถจูงใจให้เห็นตามด้วย ๑๐. ทําตัวเป็นตัวอย่าง ๑๑. มีความสามารถในการสื่อสาร ๑๒. มีความยุติธรรม N.L. Frigon Stephen R. Covey วิรัญญ์บิดรวัฒนาและคณะ ตารางที่ 2.4 คุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้น า (ต่อ)
๓๕ ๒.๒.๓ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับผู้น า “ผู้นํา” เป็นตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่แสดงออกมาอย่างเป็นกระบวนการ มีนักวิชาการ ได้ให้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นํา ไว้ดังนี้ มีนักวิชาการได้ให้แนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาไว้ว่า ผู้นํา คือ บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือได้รับการยกย่องขึ้นเป็นหัวหน้าและเป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากเป็นผู้มีความสามารถในการปกครอง บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหมู่ชน แนวความคิดเกี่ยวกับผู้นําซึ่งได้แบ่งผู้นําไว้ ๒ ประเภท คือ ผู้นําแบบธรรมราชา คือ ผู้นําซึ่งชนทั้งหลายให้ยินดีด้วยทศพิธราชธรรมเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม ลักษณะธรรมราชา มีกล่าวไว้ในจักกวัตติสูตรอย่างชัดเจน คือ ทรงตั้งอยู่ในธรรม ยึดถือธรรมเป็นหลัก ในการปกครองทําให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ผู้นําแบบสมมติเทวราชา คือ ยกอํานาจสิทธิ์ขาด ให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้ดูแลรักษาความสงบ ปราบปรามเหตุการณ์ให้อยู่ในความสงบดําเนินการบริหาร กิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม๔๑ ผู้นําจะเป็นบุคคลที่มีตําแหน่งอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ ซึ่งเรามักจะรับรู้ เกี่ยวกับผู้นําที่ไม่เป็นทางการอยู่เสมอ เนื่องจากบุคคลนั้นมีลักษณะเด่นเป็นที่ยอมรับของสมาชิก ในกลุ่มทําให้สมาชิกแสดงพฤติกรรมที่มีน้ําหนักเป็นเอกภาพ โดยใช้กระบวนการติดต่อสัมพันธ์กัน เพื่อมุ่งบรรลุเปูาหมายของกลุ่ม ๔๒ เป็นบุคคลที่มีความสามารถในการที่จะทําให้องค์การดําเนินไปอย่าง ก้าวหน้าและบรรลุเปูาหมาย การใช้อิทธิพลเหนือทัศนคติและการกระทําของผู้อื่น๔๓ ผู้นํา คือ บุคคล ที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มที่ทําให้การปฏิบัติงานของกลุ่มมีประสิทธิภาพและสามารถทําให้การเปลี่ยนแปลง ของกลุ่มเป็นไปด้วยความราบรื่น๔๔ ซึ่งเป็นผู้มีความแตกต่างจากประชาชนคนอื่น มีข้อยกเว้นพิเศษ ในการแสดงออกทางการเมืองและเป็นผู้ซึ่งผูกขาดการปกครองเอาไว้ในมืออย่างมีประสิทธิภาพ มีความผูกพันในกลุ่มอย่างสูง๔๕ มีการเสนอแนะวิธีการในการที่จะใช้พิสูจน์ว่าใครจะเป็นผู้นําของกลุ่ม ๒ วิธีด้วยกัน คือ โดยการถามสมาชิกภายในกลุ่มว่า สมาชิกภายในกลุ่มเห็นว่าใครเป็นผู้ที่มีอิทธิพล ในการบงการหรือดําเนินการให้แก่กลุ่มมากที่สุด โดยการถามผู้สังเกตการณ์สังเกตและพิจารณา มีความเห็นว่าบุคคลใดในกลุ่มเป็นผู้ที่พยายามใช้อิทธิพลจูงใจเพื่อนรวมงานมากที่สุดหรือดูจากบันทึก ว่าสมาชิกคนใดใช้อิทธิพลจูงใจสมาชิกในกลุ่มได้ผลมากที่สุด ๔๑พระครูสิริจันทนิวิฐ (บุญจันทร์ เขมกาโม), ภาวะผู้น าเชิงพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : นิติการพิมพ์, ๒๕๔๙ ), หน้า ๒๖. ๔๒มัลลิกา ต้นสอน, พฤติกรรมองค์การ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์จํากัด, พ.ศ. ๒๕๔๔), หน้า ๔๗. ๔๓วิภาดา คุปตานนท์, การจัดการและพฤติกรรมองค์การ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ๒๕๔๔), หน้า ๒๓๗. ๔๔Cattell R.B., Human Relations, (New York: Free Press,1951), pp. 161-184. ๔๕Earl J. Frierich, An Introduction to Political Theory, (New York: Harper & Row Publishers,1976), p.96.
๓๖ จากการทบทวนเอกสารของนักวิชาการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับผู้นําสามารถสรุปได้ว่า “ผู้นํา” คือ บุคคลที่สามารถชักจูงให้คนอื่นปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ เนื่องจากคุณลักษณะพิเศษ ของบุคคลนั้นเองให้เป็นผู้ที่มีอิทธิพลและบทบาทเหนือกลุ่มสามารถชักชวนหรือชี้นําให้บุคคลอื่น ช่วยปฏิบัติภาระต่างๆ ให้สําเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์และเปูาหมายที่กําหนดไว้เพราะฉะนั้น“ผู้นํา” คือ บุคคลใดก็ตามที่มีอิทธิพลเหนือคนอื่นในกลุ่มหรือมีบทบาทสําคัญในการนํากลุ่มไปสู่ความสําเร็จ ตามเปูาหมายในการทํางาน ผู้นําอาจเป็นคนๆ เดียวกับผู้บริหารหรือไม่ก็ได้จึงอาจมีผู้นําหลายคน นอกเหนือไปจากผู้บริหารหรือหัวหน้าซึ่งเป็นผู้นําโดยตําแหน่ง จากแนวคิดและทฤษฎีผู้นําและผลการศึกษาของนักวิชาการต่างๆ ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ ประมวลแนวคิดหลักของผู้นําเพื่อใช้อธิบายการประยุกต์หลักปาปณิกธรรมเพื่อพัฒนาภาวะผู้นํา ของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตําบลไชยวัฒนา อําเภอปัว จังหวัดน่าน โดยมีแนวคิดหลักที่เกี่ยวข้อง สามารถสรุปได้ตามตารางที่ ๒.๕ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ ๒.๕ แนวคิดและทฤษฎีผู้นํา นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พรนพ พุกกะพันธุ์ ๑. เป็นผู้ตัดสินใจ มีความสามารถในการ ปกครอง ๒. ใช้อิทธิพลในความสัมพันธ์ที่มีอยู่ใน สถา นกา รณ์ต่ างๆ เ พื่อป ฏิบัติ การ แล ะ อํานวยการ ๓. ใช้กระบวนการติดต่อซึ่งกันและกัน ๑. ผู้นําแบบธรรมราชา คือ ผู้นําซึ่งยังชน ทั้ ง ห ล า ย ใ ห้ ยิ น ดี ด้ ว ย ท ศ พิ ธ ร า ช ธ ร ร ม เป็นพระราชาผู้ทรงธรรม ๒. ผู้นําแบบสมมติเทวราชา คือ ยกอํานาจ สิทธิ์ขาดให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ดูแลรักษาความ สงบ ๑. เป็นบุคคลที่มีตําแหน่งอย่างเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการก็ได้ ๒. รับรู้เกี่ยวกับผู้นําที่ไม่เป็นทางการอยู่เสมอ ๓. มีลักษณะเด่นเป็นที่ย่อมรับของสมาชิก ในกลุ่ม ๔. ทําให้สมาชิกแสดงพฤติกรรมที่มีน้ําหนัก และเป็นเอกภาพ พระครูสิริจันทนิวิฐ (บุญจันทร์เขมกาโม) มัลลิกา ต้นสอน
๓๗ ตารางที่ ๒.๕ แนวคิดและทฤษฎีผู้นํา (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก Earl J. Frierich วิภาดา คุปตานนท์ ๑. ทฤษฎีพันธุกรรม ๒. ทฤษฎีคุณลักษณะผู้นํา ๓. ทฤษฎีผลกระทบระหว่างบุคคลและ สถานการณ์ ๔. ทฤษฎีความสัมพันธ์และความคาดหวัง ๕. ทฤษฎีมนุษนิยม ๑. บุคคลที่มีความสามารถในการที่จะทําให้ องค์การดําเนินไปอย่างก้าวหน้า และบรรลุ เปูาหมาย ๒. ใช้อิทธิพลเหนือทัศนคติและการกระทํา ของผู้อื่น ๒.๓ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้น า ภาวะผู้นําเป็นเรื่องที่นักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสนใจศึกษามาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการศึกษาถึงความมีอํานาจและความสามารถของบุคคลที่สามารถสั่งการการบริหารให้งาน ที่รับผิดชอบประสบความสําเร็จ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าภาวะผู้นําเป็นองค์ประกอบที่สําคัญอย่างยิ่ง ในการบริหารการจัดองค์การทั้งภาครัฐและเอกชนให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายขององค์การ ซึ่งผู้วิจัยได้ค้นคว้ามาเป็นแนวทางในการวิจัย ดังต่อไปนี้ ๒.๓.๑ ความหมายของภาวะผู้น า ภาวะผู้นํา หมายถึง คุณลักษณะส่วนบุคคลที่จะแสดงออกมาเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม ในระหว่างการทํางานหรือกับผู้ร่วมในสถานการณ์เดียวกันในอันที่จะทําให้กิจกรรมของกลุ่มดําเนิน ไปสู่เปูาหมายและความสําเร็จ หากผู้นําไม่ประกอบด้วยคุณธรรมในการดําเนินชีวิตหรือการปกครอง แล้วผู้ตามย่อมจะดําเนินไปตามและประสบกับความยากลําบาก มีนักวิชาการได้กล่าวถึงความหมาย ของภาวะผู้นําไว้หลากหลายทัศนะ ดังนี้ ภาวะผู้นํา คือ การที่ผู้นําใช้อิทธิพลในให้ความสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติการและอํานวยการ ใช้กระบวนการติดต่อเพื่อให้บรรลุ ตามเปูาหมาย๔๖ ผู้นําต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ประกอบด้วยความรู้ดีมีบุคลิกภาพดีมีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ มีการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ มีความกล้าหาญ มีความอดทน มีความเห็นอก เห็นใจ ไม่เห็นแก่ตัว มีความเสียสละ ให้ความไว้วางใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา จงรักภักดีต่อหน่วยงาน ๔๖กวีวงศ์พุฒ, ภาวะผู้น า, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ส่งเสริมวิชาชีพบัญชี, ๒๕๓๙ ), หน้า ๑๗.
๓๘ มีความสัมพันธ์ที่ดี ต่อผู้ใต้บังคับบัญชามีการวางแผนงานวิธีดําเนินงาน๔๗ กระบวนการของการ มีอํานาจอิทธิพลต่อกิจกรรมของบุคคลหรือของกลุ่มเพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กําหนดขึ้น๔๘ เป็นพลัง ชนิดหนึ่งที่สามารถส่งแรงกระทําอันก่อให้เกิดการขับเคลื่อนกลุ่มคนและระบบองค์กรไปสู่การบรรลุ เปูาประสงค์๔๙ผู้นําใช้อิทธิพลหรืออํานาจหน้าที่ในความสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติการและอํานวยการโดยใช้กระบวนการติดต่อซึ่งกันและกัน เพื่อมุ่งให้ บรรลุผลตามเปูาหมายที่ได้กําหนดไว้ ภาวะผู้นํา คือ พฤติกรรมส่วนตัวของบุคคลคนหนึ่งที่จะชักนํา กิจกรรมของกลุ่มให้บรรลุเปูาหมายร่วมกัน หรือเป็นความสัมพันธ์ที่มีอิทธิพลระหว่างผู้นําและผู้ตาม ซึ่งทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายหรือเป็นความสามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่น สามารถครอบคลุมในมิติที่มีอย่างกว้างขวางและหลากหลาย ต้องมีความสามารถในการนํา ผลักดัน และสั่งการให้กิจกรรมทุกอย่างดําเนินไปตามเปูาหมายซึ่งต้องประกอบไปด้วยความกล้าหาญ ความสามารถในการโน้มน้าวจูงใจ๕๐ มีอิทธิพลให้เป็นไปอย่างสัมฤทธิ์ผลเป็นความสามารถในการสร้าง แรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทํางานอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการทํางานอย่างเหมาะสม๕๑ ภาวะผู้นําในเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม มีผู้นําเป็นตัวแทนในการเปลี่ยนแปลง เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นๆ ในกลุ่ม ภาวะผู้นําจึงเกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพลและปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างบุคคลเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการปฏิบัติงานของสมาชิก คนอื่นในกลุ่ม ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมุ่งไปสู่การบรรลุเปูาหมายของกลุ่มด้วย๕๒ กระบวนการ ซึ่งผู้นําจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความคาดหวัง ค่านิยมและความสามารถในการติดต่อพบปะเจรจา ของบุคคลที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเพื่อจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทํางานผู้นําต้องแสดงออก ซึ่งพฤติกรรมที่จะทําให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่าควรสนับสนุนในความสามารถของเขา๕๓ ๔๗กิติตยัคคานนท์, เทคนิคการสร้างภาวะผู้น า, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ เปลวอักษร, ๒๕๔๓), หน้า ๒๒. ๔๘ เทพพนม เมืองแมน และคณะ, พฤติกรรมองค์การ, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนา พานิช, ๒๕๔๐), หน้า ๑๘๔. ๔๙นิตย์ สัมมาพันธ์, ภาวะผู้น า : พลังขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศ, (กรุงเทพมหานคร : สถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ร่วมกับ สํานักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๓๑. ๕๐สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, วิสัยทัศน์ขุนคลัง, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : ผู้จัดการ,๒๕๔๔), หน้า ๗๗. ๕๑สุพานี สฤษฎ์วานิช, พฤติกรรมองค์การสมัยใหม่: แนวคิดและทฤษฎี, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๙), หน้า ๒๖. ๕๒Gibson, J.L., Ivancevich, J.M., & Donnelly, J.H., Organization Behavior Structure Process. 3th ed, (New York : McGraw-Hill, 1997), p.272. ๕๓Rensis Likert, The Human Organization, (New York : McGraw Hill, 1967), p.172.
๓๙ จากการทบทวนเอกสารของนักวิชาการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความหมายของ “ภาวะผู้นํา” ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า เป็นการใช้อิทธิพลของบุคคลหรือของตําแหน่ง โดยการจูงใจ ให้บุคคลหรือกลุ่มคนปฏิบัติตามความคิดเห็น ความต้องการด้วยความเต็มใจ ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อที่จะนําไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มตามที่กําหนดไว้ ภาวะผู้นําจึงเป็นความสามารถ ของผู้นําในการชักจูงหรือโน้มน้าวผู้อื่นให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กําหนดให้อย่างมีความกระตือรือร้น และเป็นการผูกมัดหรือหลอมรวมกลุ่มเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จากแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาและผลการศึกษาของนักวิชาการต่างๆ ผู้วิจัยได้ สังเคราะห์ประมวลแนวคิดหลักของการพัฒนา เพื่อใช้อธิบายการประยุกต์หลักปาปณิกธรรม เพื่อพัฒนาภาวะผู้นําของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตําบลไชยวัฒนา อําเภอปัว จังหวัดน่าน สรุปได้ตาม ตารางที่ ๒.๖ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ ๒.๖ ความหมายของภาวะผู้นํา นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก เทพพนม เมืองแมน นิตย์สัมมาพันธ์ พระครูสิริจันทนิวิฐ (บุญจันทร์เขมกาโม) พระธรรมปิฎก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สุพานีสฤษฎ์วานิช ๑. กระบวนการของการมีอํานาจ ๒. การมีอิทธิพลต่อกิจกรรมของบุคคลหรือกลุ่ม ๑. พลังชนิดหนึ่ง ๒. สามารถส่งแรงกระทํา ๓. ก่อให้เกิดกลุ่มคนและระบบองค์กร ๔. การบรรลุเปูาประสงค์ ๑. การที่ผู้นําใช้อิทธิพลหรืออํานาจหน้าที่ ๒. ความสัมพันธ์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ ต่าง ๆ ๓. ปฏิบัติการและอํานวยการ ๔. กระบวนการติดต่อซึ่งกันและกัน ๕. คุณลักษณะส่วนบุคคลที่จะแสดงออกมา ๖. ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มในการทํางาน ๑. สติปัญญา ความดีงาม ๒. ความรู้ความสามารถของบุคคล ๑. ความกล้าหาญ ๒. การตัดสินใจ ๓. ความสามารถในการนํา ๔. ผลักดันและสั่งการ ๑. ความสามารถที่จะมีอิทธิพลต่อผู้ตาม ๒. ความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น ทํางานอย่างเต็มที่
๔๐ ๒.๓.๒. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้น า ในโลกปัจจุบันที่ภาวการณ์แข่งขันนั้นสูงหากเราเปรียบองค์การเหมือนกับเรือลําหนึ่ง การที่เรือจะแล่นสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัยหรือไม่นั้น มักจะมีองค์ประกอบหลายประการทั้งความสามารถ ของลูกเรือ สภาพทะเล ฯลฯ แต่องค์ประกอบที่สําคัญที่สุดคือกัปตันหรือผู้นําในเรือลํานั้น หากกัปตัน ไม่มีความรู้ความสามารถที่เพียงพอโอกาสที่เรือจะเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัยก็จะมีน้อย แต่หากกัปตัน มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ความชํานาญที่ดีแล้วโอกาสที่เรือจะเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับองค์กรหากมีผู้นําหรือผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ องค์การก็สามารถที่จะแข่งขันกับผู้อื่นได้และประสบความสําเร็จตามเปูาหมายที่วางไว้ ภาวะผู้นํา มีความสําคัญต่อคนหรือผู้ร่วมงานถือเป็นพลังชนิดหนึ่งที่สามารถส่งแรงกระทําอันก่อให้เกิด การขับเคลื่อนกลุ่มคนและระบบองค์กรไปสู่การบรรลุถึงเปูาวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้๕๔ คุณสมบัติ ภาวะผู้นํา เช่น สติปัญญา ความดีงาม ความรู้ความสามารถของบุคคลที่ชักนําให้คนทั้งหลายประสาน กันและพากันไปสู่จุดหมายที่ดีงาม๕๕ “ภาวะผู้นําเชิงพุทธ” ว่าคือ บุคคลซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นหรือได้รับ การยกย่องให้ขึ้นเป็นหัวหน้า มีความสามารถในการบังคับบัญชา สามารถชักนําผู้ใต้บังคับบัญชาหรือ หมู่ชนไปในทางที่ดีหรือชั่วได้๕๖ “ภาวะผู้นํา” เป็นองค์ประกอบที่สําคัญของการบริหารงานภายในองค์กร เพราะองค์กร จะประสบความสําเร็จหรือล้มเหลวในการดําเนินงานนั้น ปัจจัยที่สําคัญที่สุด คือ ถ้าองค์กรใดได้ผู้นํา ที่มีประสิทธิภาพก็จะสามารถสั่งการและใช้อิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานได้ดี ตลอดจน ทํากิจกรรมต่างๆ ในองค์การให้สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีถ้าได้ผู้นําที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่สามารถสั่งการ และใช้อิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามคําสั่งได้ถือเป็นการทําลายขวัญ ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้นําเป็นผลทําให้การปฏิบัติงานด้านต่างๆ ในองค์กรประสบความล้มเหลว๕๗ ๕๔นิตย์สัมมาพันธ์, ภาวะผู้น า, (กรุงเทพมหานคร : อินโนกราฟฟิกส์, ๒๕๔๖), หน้า ๓๑. ๕๕พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ภาวะผู้น า, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท บุ๊คไทม์, ๒๕๔๙ ), หน้า ๔. ๕๖พระครูสิริจันทนิวิฐ (บุญจันทร์ เขมกาโม), ภาวะผู้น าเชิงพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : นิติธรรม การพิมพ์, ๒๕๔๙ ), หน้า ๑๔. ๕๗วิเชียร วิทยอุดม, ภาวะผู้น า, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธีระฟิลม์และไซเท็กซ์, ๒๕๔๘), หน้า ๑.
๔๑ การที่บุคคลหนึ่งหรือผู้นําพยายามใช้กําลังสมอง กําลังกาย กําลังใจ เพื่อจูงใจหรือดลใจ ให้ผู้ตามหรือกลุ่มกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นไปตามความประสงค์ของตนและเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมและการจูงใจดลใจนั้นต้องไม่เป็นการบังคับต้องได้รับความยินยอมจากผู้ตามหรือกลุ่มด้วย๕๘ เป็นกระบวนการอิทธิพลทางสังคมที่บุคคลหนึ่งตั้งใจใช้อิทธิพลต่อผู้อื่น ภาวะผู้นําเป็นกระบวนการ ของการแลกเปลี่ยนของการปฏิสัมพันธ์ที่มีความสลับซับซ้อนและมีพลวัต มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการภาวะผู้นําได้แก่ ผู้นํา ผู้ตาม บริบทสถานการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น๕๙ มีการสรุป ทฤษฎีภาวะผู้นําเอาไว้เป็นหมวดหมู่ ๑๐ หมวด คือ ๑. ภาวะผู้นําในฐานะที่เป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการของกลุ่มภาวะผู้นําเป็นผลลัพธ์ ที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงและกิจกรรมของกลุ่ม ๒. ภาวะผู้นําในฐานะที่เป็นบุคลิกภาพและผลกระทบเป็นการเชื่อมโยงภาพพจน์ ในอันที่ทําให้ปัจเจกบุคคลสามารถจูงใจผู้อื่นให้ทําหน้าที่ได้สอดคล้องกับภาระที่ได้รับมอบหมาย ๓. ภาวะผู้นําในฐานะที่เป็นศิลปะในการชี้นําเป็นการแสดงออกในบริบทประกอบ ของอํานาจหรืออิทธิพลจึงมีความพยายามที่จะให้กลุ่มเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นําต้องการ ๔. ภาวะผู้นําในฐานะที่เป็นการใช้อิทธิพลได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับพฤติกรรมสมาชิก ภายในกลุ่มโดยที่มีความสัมพันธ์เป็นไปในลักษณะตอบสนองต่อกันภายใต้ความสมัครใจ ๕. ภาวะผู้นําในฐานะที่เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล ในขณะที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการอํานวยการเรื่องกิจกรรมกลุ่ม ๖. ภาวะผู้นําในฐานะที่เป็นรูปแบบของการชักชวนภาวะผู้นํายังเป็นการบริหารคน ด้วยการใช้วิธีการจูงใจและมีการสร้างจุดมุ่งหมายร่วมกันโดยไม่ใช้วิธีการบังคับ ๗. ภาวะผู้นําในฐานะที่มีการใช้ความสัมพันธ์ในเชิงอํานาจระหว่างบุคคลกับบุคล เกิดจากการที่บุคคลหนึ่งสามารถใช้อํานาจบังคับบุคคลอื่นให้ลดการต่อต้านเท่าที่จะลดลงได้มากที่สุด ๘. ภาวะผู้นําในฐานะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อจะให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่วางไว้ โดยที่ภาวะผู้นําจะเป็นการกระทําเพื่อให้มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของกลุ่ม ๙. ภาวะผู้นําในฐานะการจําแนกบทบาท โดยรวมบทบาทในกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งนี้ก็ด้วยการอํานวยการเพื่อที่จะให้บรรลุความสําเร็จตามที่ได้ตั้งเปูาหมายเอาไว้ ๕๘สมัย จิตต์หมวด, พฤติกรรมผู้น า, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๗), หน้า ๒๒. ๕๙ สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์, ภาวะผู้น า ทฤษฎีและปฏิบัติ, (เชียงราย : สถาบันราชภัฏเชียงราย. ๒๕๔๕), หน้า ๑๗.
๔๒ ๑๐. ภาวะผู้นําในฐานะของการมีความคิดริเริ่มเป็นผลลัพธ์จากการที่มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ภายใต้ปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม๖๐ ภาวะผู้นําในเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม มีผู้นําเป็นตัวแทนในการเปลี่ยนแปลง เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นๆในกลุ่ม ภาวะผู้นําจึงเกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพลและปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างบุคคลเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของ สมาชิกคนอื่นในกลุ่ม ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมุ่งไปสู่การบรรลุเปูาหมายของกลุ่มด้วย๖๑ ในทฤษฎีของวิลเลียม เจ. เรดดิน (William J. Reddin) มีการกล่าวถึงแบบผู้นํา ๔ แบบ คือ ๑. ผู้นําแบบมุ่งเกณฑ์ ๒. ผู้นําแบบมุ่งงาน ๓. ผู้นําแบบมุ่งสัมพันธ์ ๔. ผู้นําแบบมุ่งประสาน๖๒ เป็นทฤษฎีที่มีแนวคิดในการพิจารณาองค์ประกอบ ๒ อย่าง คือ ให้ความสําคัญกับโครงสร้าง ความสัมพันธ์ของงานและความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น โดยให้ความสําคัญกับโครงสร้างและการรักษา โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล นอกจากนี้ยังคํานึงถึงประสิทธิผลซึ่งเป็นเปูาหมายหลักที่สําคัญ ในการบริหารงาน ๖๓ ทฤษฎีที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นําและแบบของผู้นําทางการบริหาร ทฤษฎีนี้เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีลักษณะความเป็นผู้นําและแบบของผู้นําอยู่ด้วยกันทั้งนั้นจะต่างกันก็เพียงแต่ว่า แบบของผู้นําแต่ละคนไม่เหมือนกันและลักษณะความเป็นผู้นํามีมากน้อยต่างกัน บางคนอาจยึดมั่น แบบผู้นําแบบใดแบบหนึ่งตลอดไป แต่บางคนอาจจะเปลี่ยนแบบผู้นําไปตามเวลา สถานการณ์ สิ่งแวดล้อมและตําแหน่งหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ แบ่งออกเป็น ๓ มิติคือ ๑. มิติมุ่งงานหรือกิจสัมพันธ์ เป็นพฤติกรรมมุ่งให้ผู้ร่วมงานหรือ ผู้ตามปฏิบัติงาน อย่างได้ผล โดยผู้นําริเริ่มจัดการและอํานวยการ ๒. มิติมุ่งสัมพันธ์ภาพ หรือ มิตรสัมพันธ์ เป็นพฤติกรรมของผู้นําที่แสดงให้เห็น ความเห็นอกเห็นใจ ไว้วางใจและให้กําลังใจในการปฏิบัติงาน ๓. มิติมุ่งประสิทธิผล ทฤษฎีนี้ได้รับการค้นคว้าโดยนักจิตวิทยา เพื่อหาหนทางบริหารงานให้ได้ผลมากที่สุด และได้พบว่าหลักสําคัญในการบริหารมีอยู่ ๒ ประการ คือ ๖๐Barbara Kellman, Leadership as a Politiczl Act in Leadership : Multidiscip linary Perspectives, (New Jersey : Prentice Hall, 1984), p.70. ๖๑Gibson, J.L., Ivancevich, J.M., & Donnelly, J.H., Organization Behavior Structure Process. (9th ed), (New York : McGraw-Hill, 1997), p. 272. ๖๒Reddin, William J., The 3 – D Management Style Theory : Theory Paper 2, (Canada : Social Science System, 1970), pp.17-20. ๖๓Ibid, pp.17-20.
๔๓ ๑. มุ่งแต่งาน ผู้นําแบบนี้จะมุ่งแต่ผลงานเป็นประการสําคัญ ไม่คํานึงถึงความรู้สึกในด้าน จิตใจ ๒. การบริหารงาน ให้ความสําคัญในเรื่องมนุษยสัมพันธ์ด้วยความแตกต่างของผู้นํา ในการบริหาร การให้ความสําคัญต่องานกับการให้ความสําคัญในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์จึงมีมากน้อย ต่างกัน บางคนอาจให้ความสําคัญต่องานอย่างเดียวไม่คํานึงถึงมนุษยสัมพันธ์ บางคนให้ความสําคัญ ในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์มากจนเกินไปจนทําให้ไม่ค่อยได้ผลงาน ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและตามทฤษฎี ของเรดดินได้แบ่งลักษณะภาวะผู้นําทางการบริหารงาน แบ่งออกเป็น ๔ ลักษณะ ๑) แบบผู้ผสมผสาน เป็นผู้ที่สามารถอิงอํานาจหน้าที่ของตนไว้กับวัตถุประสงค์ นโยบาย ตลอดจนความมุ่งหมายหรืออุดมคติที่มีอยู่ เป็นผู้ที่พยายามจะรวบรวมผู้ปฏิบัติงาน กับองค์การให้เข้ากันต้องการให้ลูกน้องเข้ามาส่วนร่วม ไม่แสดงความแตกต่างในเรื่องอํานาจหน้าที่ มากนัก ชอบการมีวัตถุประสงค์ร่วมกันหรือมีการรับผิดชอบร่วมกัน สนใจในเทคนิคการจูงใจลูกน้อง ๒) แบบมิตรสัมพันธ์ เป็นแบบที่เน้นให้ความสําคัญในด้านที่เกี่ยวกับคน แต่เน้น ให้ความสําคัญน้อยในด้านที่เกี่ยวกับงาน เชื่อว่าคนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่สุดจะต้องมาก่อน เรื่องงานจะเน้นในเรื่องการพัฒนาบุคคลเป็นสําคัญ เป็นคนแบบกันเอง เงียบๆ ไม่เป็นที่สังเกตของใคร ชอบสนทนา เห็นอกเห็นใจคน ยอมรับเห็นด้วยกับผู้ร่วมงาน มีอัธยาศัยเป็นมิตรชอบสร้างบรรยากาศ ของความอบอุ่น ปลอดภัย มั่นคงในหน่วยงาน ๓) แบบผู้แยกตัว ผู้นําแบบนี้ไม่เอาทั้งคนและงานเป็นแบบผู้ที่มีนิสัยระมัดระวัง เป็นผู้ชอบเก็บตัว ไม่ชอบเป็นผู้กว้างขวางจะให้ความสําคัญในด้านตัวคนและตัวงาน ในระดับต่ํา นักบริหารที่มีลักษณะเช่นนี้จะได้ผลงานน้อย น้อยครั้งที่จะให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็น ประโยชน์ ไม่คิดอ่านแบบสร้างสรรค์ ชอบขัดขวางผู้อื่น ชอบขัดแย้งกับผู้อื่นหรือทําให้งานยากขึ้น โดยไม่เข้าเรื่อง มักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ไม่ค่อยร่วมมือกับใคร ๔) แบบผู้เสียสละ เน้นด้านงานสูงมากส่วนคนให้ความสําคัญต่ํา จะมีลักษณะของ การมุ่งที่จะเอาอะไรก็จะเอาให้ได้กล้าทํา บางครั้งก็ถึงขั้นก้าวร้าว มีความมั่นใจในตัวเองอยู่มากปกติ เป็นผู้ชอบริเริ่มงาน มักจะกําหนดงานการให้ลูกน้อง งานจะต้องมาก่อนเรื่องอื่นเสมอ
๔๔ ในการศึกษาครั้งนี้ได้นําเอาทฤษฎีของวิลเลียม เจ.เรดดิน (William J. Reddin) มาศึกษาโดยมีสาระสําคัญ ดังนี้๖๔ การศึกษาแบบผู้นํานับแต่อดีตที่ผ่านมานั้น เริ่มต้นโดยการพิจารณาค้นหาคุณลักษณะ ของผู้นําที่ดีซึ่งเรียกว่า " คุณลักษณะอันเป็นสากล " (Universal Trait) แต่ก็ไม่ประสบความสําเร็จ ต่อมามหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับผู้นําอย่างจริงจังทําให้เกิดการศึกษา พฤติกรรมผู้นําโดยพิจารณาผู้นําในสองมิติเรียกว่ามิติการงานกับมิติสัมพันธ์ภาพจากผลการศึกษา วิจัยของมหาวิทยาลัยโอไฮโอนี้ฮาลปิน ซึ่งรวมอยู่ในคณะผู้วิจัยคนหนึ่ง ได้ชี้ให้เห็นในรายงานการวิจัย เกี่ยวกับครูใหญ่ในโรงเรียนว่าหัวหน้างานที่พึงประสงค์ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คือ ผู้ที่มุ่งประสงค์สูงทั้งสองด้าน คือ ด้านสัมพันธ์ภาพและการงาน ส่วนหัวหน้างานที่ไม่พึงประสงค์ คือผู้ที่มุ่งประสงค์ทั้งสองด้านต่ํามากโดยนัยนี้จึงดูเหมือนว่าฮาลปินจะเห็นว่าในทฤษฎีนั้นหากหัวหน้างาน มีความมุ่งสัมพันธภาพและมุ่งงานสูงแล้ว ย่อมถือได้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นหัวหน้างานที่ดีที่สุด ในทํานอง เดียวกันนี้เบลคและมูตัน ได้อธิบายไว้ในข่ายการบริหารว่า หัวหน้างานที่ดีก็คือหัวหน้างาน ที่เรียกว่า หัวหน้าแบบทีมงานหรือหัวหน้าที่จัดการบริหารงาน เป็นทีม คือ เน้นทั้งด้านสัมพันธภาพและ ด้านการงาน อย่างไรก็ตามจากการค้นคว้าทดลองเชิงประจักษ์ (Empirical) รวมทั้งการศึกษาวิจัย ของฟิดเลอร์ ซึ่งทําการศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องมากกว่า ๕๐ เรื่องต่างก็ชี้ให้เห็นว่าไม่มีหัวหน้างาน แบบมุ่งสัมพันธภาพก็อาจเป็นหัวหน้างานที่ดีได้ ข้อสําคัญก็คือ เราสามารถนําวิธีการนั้นไปใช้ให้ เหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่และเห็นว่าแบบบริหารแต่ละแบบย่อมไม่อาจที่จะใช้ให้เกิดผลดีได้ ทุกสถานการณ์ แม้ว่าหัวหน้างานสามารถนําเอาแบบการบริหารหรือแบบผู้นําไปใช้ โดยมุ่งเน้น ทั้งด้านสัมพันธภาพและด้านการงาน จากแนวความคิดนี้เองเรดดินจึงได้พัฒนาทฤษฎีที่มีอยู่เดิม นับแต่ทฤษฎีสองมิติของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอการบริหารของเบลคและมูตันประกอบ กับแนวความคิดในเรื่องการบริหารตามสถานการณ์ของฟิดเลอร์กลายเป็นทฤษฎี ๖๔สุรศักดิ์ ชุ่มสลับ, “ผู้นําของผู้บริหารองค์กรธุรกิจตามทฤษฎีของเรดดินกรณีศึกษาองค์กรในเครือ ไบโอไฟล์คอร์ปอเรชั่น จํากัด”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณทิตวิทยาลัย : สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา, ๒๕๔๕).
๔๕ แบบของผู้นําหรือวิธีการของความเป็นผู้นําที่ผู้บริหารแต่ละคนนามาใช้ในการบริหาร องค์กรนั้นย่อมมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในความสาเร็จขององค์กรแบบของผู้นํา มีได้หลากหลายลักษณะสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมและปัจเจกบุคคล โดยผู้บริหารจะแสดงแบบของผู้นาในการบริหารงานแตกต่างกันออกไป แบบของผู้นาสามารถบ่งชี้ ถึงพฤติกรรมของผู้นําได้เป็นอย่างดีและการเลือกใช้แบบของผู้นําที่เหมาะสมจะทําให้ผู้ร่วมงาน ร่วมมือตั้งใจในการทํางาน ตลอดจนนําพาเอาองค์กรไปสู่เปูาหมาย แบบของผู้นาตามทฤษฎี๓ มิติ ของวิลเลียม เจ.เรดดิน (William J.Reddin) คือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบบของผู้นํากับสถานการณ์ ส่วนมิติประสิทธิผลนั้นจะเพิ่มเข้าไปเป็นมิติที่ ๓ ในแบบของผู้นําที่มีอยู่แล้วอยู่ ๒ มิติดังภาพประกอบ ที่ ๒.๑ ภาพประกอบ ๒.๑ แบบของผู้นําตามทฤษฎี๓ มิติ ที่มา : Owens. Robert G, Organizational Behavior in Education, (1991), p.170. ผลงานของ วิลเลียม เจ. เรดดิน (William J. Reddin) มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนา ทฤษฎีภาวะผู้นํา ทฤษฎีที่มีประโยชน์นั้นอยู่บนพื้นฐานที่ว่าภาวะผู้นําแบบต่างๆ นั้นอาจมีประสิทธิผล หรือไม่มีประสิทธิผลก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ นอกจากนี้ยังได้ตั้งชื่อแบบของผู้นําโดยพิจารณา จากการผสมผสานของ ๒ มิติคือ มิติงานและมิติมนุษยสัมพันธ์ไว้๔ แบบ คือ ๑. แบบของผู้นําที่ให้ความสําคัญกับงานและมนุษยสัมพันธ์น้อยมาก เรียกว่า ผู้นําแบบ มุ่งเกณฑ์ ๒. แบบของผู้นําที่ให้ความสําคัญกับความสําเร็จของงานมากกว่ามนุษยสัมพันธ์ เรียกว่า ผู้นําแบบมุ่งงาน มิติมุ่งสัมพันธ์ มิติมุ่งงาน มิติมุ่งประสิทธิผล
๔๖ ๓. แบบของผู้นําที่ให้ความสําคัญกับมนุษยสัมพันธ์มากแต่ให้ความสําคัญกับงานน้อย เรียกว่า ผู้นําแบบมุ่งสัมพันธ์ ๔. แบบของผู้นําที่ให้ความสําคัญทั้งในด้านงานและมนุษยสัมพันธ์สูง เรียกว่า ผู้นําแบบมุ่ง ประสาน ภาพประกอบ ๒.๒ แบบของผู้นําพื้นฐาน๖๕ ที่มา : Owens. Robert G, Organizational Behavior in Education, (1991), p.170. จากภาพประกอบ ๒.๒ การมุ่งงาน หมายถึง การให้ความสําคัญกับโครงสร้าง ความสัมพันธ์ของงาน ส่วนการมุ่งความสัมพันธ์หรือมนุษยสัมพันธ์นั้นจะให้ความสาคัญกับการสร้าง และการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไว้องค์ประกอบทั้ง ๒ นี้จะก่อให้เกิดความเป็นผู้นํา ๔ แบบ สรุปได้ว่า แบบของผู้นําตามลักษณะนิสัยพื้นฐานที่แท้จริงตามธรรมชาติของมนุษย์มี๔ แบบ ดังนี้๖๖ จําแนกของผู้นําตามทฤษฎีของ วิลเลียม เจ.เรดดิน (William J. Reddin) ไว้๔ แบบ ดังต่อไปนี้ ๑. แบบมุ่งเกณฑ์ เป็นผู้นําที่ให้ความสําคัญกับงานและสัมพันธภาพกับผู้ร่วมงานต่ํา เป็นผู้นําที่มีลักษณะปลีกตัว ให้ความสนใจอย่างมากในเรื่องการแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่ออกนอกกรอบ ให้เข้ารูปเข้ารอย ชอบใช้การรายงานมากกว่าการพูดคุย ใช้การสื่อสารน้อยในทุกทาง ให้ความสนใจ อย่างมากในเรื่องของกฎเกณฑ์และกรรมวิธีต่างๆ เป็นนักอนุรักษ์นิยม ยึดกระบวนการและข้อเท็จจริง เจ้าระเบียบ ชอบวางกฎเกณฑ์ต่างๆ ยึดความถูกต้องแน่นอน ไม่ชอบการยืดหยุ่น มีความสุขุม รอบคอบ อดทน มุ่งผลงานต่ํา มุ่งความสัมพันธ์สูง ๖๕Ibid, p.170. ๖๖กิติตยัคคานนท์, เทคนิคการสร้างภาวกิติตยัคคานนท์, เทคนิคการสร้างภาวะผู้น า, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : เชษฐ์การพิมพ์, ๒๕๓๐), หน้า ๔๒ ผู้นําแบบมุ่งสัมพันธ์ ผู้นําแบบมุ่งประสาน ผู้นําแบบมุ่งเกณฑ์ ผู้นําแบบมุ่งงาน มุ่งผลงาน สูง สูง มุ่ง สัมพันธ์ ต่ํา
๔๗ ๒. แบบมุ่งงาน เป็นผู้นําที่ให้ความสําคัญกับงานสูงแต่ให้ความสําคัญในเรื่องสัมพันธ์ภาพ กับผู้ร่วมงานต่ํา ผู้นําประเภทนี้ประเมินค่าของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยการพิจารณผลงานหรือผลผลิต ทางานในรูปของคณะกรรมการ แสดงความกระตือรือร้นในการทางาน และชอบคิดริเริ่ม ชอบการ ประเมิน ชอบการแนะนํา ผู้นําแบบนี้เชื่อว่าการให้รางวัลเป็นสิ่งสําคัญในการสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น และยังเชื่อว่าการลงโทษเป็นมาตรการสําคัญที่จะหยุดยั้งการกระทําที่ไม่สมควร เชื่อมั่น ในตนเองสูง และชอบใช้อํานาจ ๓. แบบมุ่งสัมพันธ์ เป็นผู้นําที่ให้ความสําคัญกับผู้ร่วมงานสูงแต่ให้ความสาคัญกับความ สําเร็จของงานต่ําเน้นมนุษยสัมพันธ์เป็นหลักในการทํางาน ชอบการสนทนา ลักษณะเป็นมิตรกับ ทุกคน เป็นกันเอง เห็นใจคนอื่น ไม่โอ้อวดตนเอง ชอบสร้างบรรยากาศในการทํางานให้มีความรู้สึก มั่นคง พยายามลดความขัดแย้ง ไม่ชอบใช้วิธีการลงโทษ สนับสนุนผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความเจริญ ก้าวหน้าในทุกโอกาสและมีลักษณะเป็นนักประสานงานที่ดี ๔. แบบมุ่งประสาน เป็นแบบผู้นําให้ความสําคัญกับผู้ร่วมงานและงานไปพร้อมกัน เท่าๆ กัน เป็นผู้นําที่ประสานแบบมุ่งงานและแบบมุ่งสัมพันธ์เข้าด้วยกัน ชอบมีส่วนร่วมในการทํางาน มุ่งอนาคตมากกว่าอดีตหรือปัจจุบัน ชอบทํางานเป็นทีม ไม่ห่วงเรื่องอํานาจ กําหนดหน้าที่ของบุคคล จากความมุ่งหมายอุดมคติเปูาหมาย เป็นผู้ประสานความต้องการของแต่ละบุคคลกับเปูาหมายของ องค์กร ใช้วิธีการจูงใจทาให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่าไม่ถูกบีบบังคับ สร้างขวัญกําลังใจแก่ผู้ใต้บังคับ บัญชา เพื่อความมีประสิทธิภาพของงานจัดเป็นผู้นําแบบอุดมคติ ตารางที่ ๒.๗ ความแตกต่างระหว่างแบบของผู้นําทั้ง ๔ แบบ จําแนกแบบของผู้นําตามทฤษฎี ของวิลเลียม เจ.เรดดิน (William J. Reddin)๖๗ ล าดับ พฤติกรรม มุ่งเกณฑ์ มุ่งงาน มุ่งสัมพันธ์ มุ่งประสาน ๑ พฤติกรรมทั่วไป ชอบแก้ไข ให้ถูกต้อง วางอํานาจ ยอมรับผู้อื่น ร่วมมือ ประสานงาน ๒ การสื่อความหมาย เขียน สั่งด้วยวาจา สนทนา ประชุม ๓ ทิศทางของ การติดต่อ ไม่ใคร่ชอบ ติดต่อ ชอบติดต่อ ลงไปหาลูกน้อง ชอบให้ลูกน้อง ติดต่อขึ้นมา ทั้งสองทาง ๔ การคิดคํานึง ถึงเวลา อดีต ปัจจุบัน และเดี๋ยวนี้ ไม่คํานึงถึง อนาคต ๖๗Op.cit., p.170.
๔๘ ล าดับ พฤติกรรม (ต่อ) มุ่งเกณฑ์ มุ่งงาน มุ่งสัมพันธ์ มุ่งประสาน ๕ ความผูกพันกับ... องค์การ ผู้บังคับบัญชา วิชาการ ลูกน้อง เพื่อน ร่วมงาน ๖ การพิจารณา ประเมินลูกน้อง การปฏิบัติ ตามระเบียบ ผลผลิต ของผู้นั้น การมี มนุษยสัมพันธ์ ของผู้นั้น จิตใจในการ ทํางาน เป็นทีม ๗ การพิจารณา ประเมิน ผู้บังคับบัญชาที่... สติปัญญา สมอง อํานาจ ความอบอุ่น ทางใจ การทํางาน เป็นทีม ๘ ปฏิกิริยาที่มีต่อ ความผิดพลาด ควบคุม มากขึ้น ลงโทษ ไม่แยแส เรียนรู้จาก ข้อบกพร่อง ๙ ปฏิกิริยาที่มีต่อ ความขัดแย้ง หลีกเลี่ยง เก็บกด กลบเกลื่อน นํามาใช้ ให้เห็น ประโยชน์ ๑๐ ข้อบกพร่อง ที่สําคัญ เป็นทาสของ กฎระเบียบ สู้หัวชนฝา แสดง ความรู้สึก เกินควร ให้ทุกคน มีส่วนร่วม เสมอ กล่าวโดยสรุป พฤติกรรมผู้นําแบบประสานงาน ได้แก่ การกําหนดอํานาจหน้าที่ ของบุคคลจากความมุ่งหมาย อุดมคติ เปูาหมาย เป็นผู้ประสานความต้องการของแต่ละบุคคล กับเปูาหมายขององค์กร ต้องการมีส่วนร่วม สนใจวิธีการสร้างการจูงใจ ฯลฯ เรดดินเห็นว่าแบบผู้นํา พื้นฐาน ๔ แบบนี้ผู้นําอาจนําไปใช้อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิผลมากหรือเกิดประสิทธิผลน้อย จากแนวความคิดนี้ เรดดินจึงกําหนดให้แบบผู้นําแบบหลักหรือแบบพื้นฐาน แต่ละแบบสามารถ นําไปใช้อย่างเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม โดยเชื่อว่าถ้านําไปใช้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ก็จะบังเกิดประสิทธิผลมาก แต่ถ้านําไปใช้อย่างไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ก็จะไม่เกิดประสิทธิผล หรือได้ประสิทธิผลน้อย จากความเชื่อของนักวิชาการ นักบริหารในเรื่องของการเป็นผู้นําเกิดขึ้น ตามลักษณะแนวความคิดแตกต่างกัน นักวิชาการได้เสนอแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นําและภาวะผู้นํา ดังที่กล่าวมานักวิชาการยังเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นํา โดยพิจารณาจากปัจจัยสําคัญและจุดเน้น ที่แตกต่างกันและทฤษฎีภาวะผู้นําเหล่านี้มีอยู่มากมายในที่นี้จะเสนอเฉพาะทฤษฎีที่เห็นว่ามีประโยชน์ ต่อการวิจัยในครั้งนี้ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นําโดยมีพื้นฐานตั้งอยู่บนสมมติฐานต่างๆ ดังนี้๖๘ ๖๘Hodge & Johnson, Management and Organization Behavior, (New York : John Willey & Sons, 1970), p.255.
๔๙ ๑. ทฤษฎีเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้นํา โดยมีสมมติฐานว่าผู้นําที่ประสบผลสําเร็จจะมีลักษณะ ของบุคลิกภาพที่ดี ๒. ทฤษฎีทางสถานการณ์ โดยมีสมมติฐานว่าบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นํา ที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเกิดจากลักษณะของกลุ่มที่เขาเป็น ผู้นํา ๓. ทฤษฎีการเป็นผู้นํา โดยมีสมมติฐานว่าเครื่องบ่งชี้คุณภาพของผู้นําก็คือคุณภาพ ของผู้ตามซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินคุณค่าของผู้นํา คือ การวิเคราะห์ผู้ตามนั่นเอง ๔. ทฤษฎีของผลรวม ทฤษฎีนี้เกิดจากการนําเอาคําอธิบายของทฤษฎีทั้ง ๓ ข้างต้น มารวมกัน เพื่อจะทําการอธิบายเกี่ยวกับภาวะผู้นํา ภาวะผู้นํา เป็นกระบวนการซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใดมีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือมากกว่า โดยพยายามที่จะทําให้สมาชิก ขององค์การ ประพฤติไปในทิศทางที่จะทําให้องค์การนั้นๆ บรรลุถึงเปูาหมายที่ได้ตั้งเอาไว้๖๙ แนวคิด เกี่ยวกับภาวะผู้นํามีดังนี้๗๐ คือ ๑. Great man Theory ทฤษฎีนี้เชื่อว่า ลักษณะภาวะผู้นํานั้นได้เกิดมาแต่กําเนิด ๒. Environment Theory ทฤษฎีนี้ก็มีความเชื่อในแง่ที่ว่าลักษณะภาวะผู้นํานั้นเกิดจาก สภาพแวดล้อม เวลา สถานที่และโอกาส ๓. Personal Situation Theory ทฤษฎีนี้เชื่อว่าภาวะผู้นํานั้นนอกจากสถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมแล้วยังมีความสามารถเฉพาะตัวเป็นส่วนประกอบด้วย ดังนั้น ผู้นําจึงต้องเป็น บุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถ นอกจากนี้ยังต้องมีเพื่อนร่วมงานที่ดีด้วย ๔. Interaction Expectation Theory ทฤษฎีให้ความสําคัญกับปัจจัย ๓ ประการ คือ การกระทํา การมีปฏิสัมพันธ์และเจตคติ ผู้ที่จะเป็นผู้นําได้นั้นจะต้องมีความสามารถในการกระทํา มีมนุษยสัมพันธ์และมีการควบคุมทางใจที่ดีซึ่งผู้นําจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความคาดหวัง ค่านิยม ความสามารถในการติดต่อพบปะเจรจาของบุคคลที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อก่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการทํางานและผู้นําต้องแสดงออกถึงพฤติกรรมที่จะทําให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่า ควรสนับสนุนในความสามารถของพวกเขา๗๑ ๖๙L.Richardson & Sidney Baldwin, Public Administration : Government in Action, (Ohio : Charles E. Merrill Publishing Co,1976), p.147. ๗๐Ralph M. Stogdill, Personal Factor Associated with Leadership Survey of Lite rature in leadership, (Marryland : Penguin Books, 1967), p.259. ๗๑Rensis Likert, The Human Organization : Its Management and Values, (NewYork : McGraw - Hill, 1967), p. 172.
๕๐ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงอาจสรุปได้ว่า ภาวะผู้นํา หมายถึง ทักษะทางด้านความรู้ความสามารถ ทั้งศาสตร์และศิลป์ของผู้นําในการบังคับบัญชาบุคลากรในองค์กรให้ดําเนินกิจกรรมตามที่องค์กร วางวัตถุประสงค์ไว้จนเกิดผลสําเร็จ โดยปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนความสําเร็จนั้น คือ การที่ผู้นําสามารถ สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรในองค์การรวมพลังกันปฏิบัติงานและรวมถึงการที่มีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น ผู้นําโดยทั่วไปที่จะมีอิทธิพลต่อคนในองค์กร อํานาจของผู้นําที่เก่งและมีวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กร ให้ประสบความสําเร็จ ศิลปะและความสามารถในการนําและจูงใจผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ละคนให้ทํางานด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มและของ องค์การ จากแนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นําและผลการศึกษาของนักวิชาการต่างๆ ผู้วิจัยได้ทําการ สังเคราะห์ประมวลแนวคิดหลักของภาวะผู้นํา เพื่อใช้อธิบายการประยุกต์หลักปาปณิกธรรม เพื่อพัฒนาภาวะผู้นําของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตําบลไชยวัฒนา อําเภอปัว จังหวัดน่าน โดยมีแนวคิด หลักที่เกี่ยวข้องสามารถสรุปได้ตามตารางที่ ๒.๘ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ ๒.๘ แนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นํา นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก วิเชียร วิทยอุดม ๑. มีประสิทธิภาพ ๒. ใช้อิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงาน ๓. ทํากิจกรรมต่างๆในองค์การให้สําเร็จลุล่วง ๑. การใช้กําลังสมอง กําลังกาย กําลังใจ จูงใจหรือ ดลใจให้ผู้ตามหรือกลุ่ม ๒. กระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นไป ตามความประสงค์ของตนและเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ๑. กระบวนการอิทธิพลทางสังคม ๒. การแลกเปลี่ยนของการปฏิสัมพันธ์ที่มีความ สลับซับซ้อนและมีพลวัต ๑. แบบผู้ผสมผสาน ๒. แบบมิตรสัมพันธ์ ๓. แบบผู้แยกตัว ๔. แบบผู้เสียสละ สมัย จิตต์หมวด สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ Reddin, William J.
๕๑ ตารางที่ ๒.๘ แนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นํา (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก Gibson, J.L., Ivancevich, J.M., & Donnelly, J.H. ๑. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม ๒. ตัวแทนในการเปลี่ยนแปลง ๓. เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นๆในกลุ่ม ๔. ภาวะผู้นําจึงเกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพล ๕. ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล ๖. เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลงที่มี ผลกระทบต่อพฤติกรรม ๗. มุ่งไปสู่การบรรลุเปูาหมายของกลุ่มด้วย ๑. เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงและ กิจกรรมของกลุ่ม ๒. บุคลิกภาพและผลกระทบ เป็นการเชื่อมโยง ภาพพจน์ ๓. การแสดงออกในบริบทของอํานาจหรือ อิทธิพล ๔. ใช้อิทธิพลให้เกิดผลกระทบกับพฤติกรรม สมาชิกภายในกลุ่ม ๕. พฤติกรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นพฤติกรรมของ ปัจเจกบุคคล ๖. การบริหารคน ด้วยการใช้วิธีการจูงใจ ๗. ความสัมพันธ์ในเชิงอํานาจระหว่างบุคคลๆ ๘. เครื่องมืออย่างหนึ่งเพื่อที่จะให้บรรลุ จุดมุ่งหมาย ๙. รวมบทบาทต่างๆ ในกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ๑๐. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ภายใต้ปฏิสัมพันธ์ ภายในกลุ่ม Barbara Kellman
๕๒ ตารางที่ ๒.๘ แนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นํา (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สุรศักดิ์ชุ่มสลับ ๑. ความเหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมและปัจเจก บุคคล ๒. แสดงแบบของผู้นําในการบริหารงานแตกต่าง กันออกไป ๓. แบบของผู้นําสามารถบ่งชี้ถึงพฤติกรรมของ ผู้นํา ๔. การเลือกใช้แบบของผู้นําที่เหมาะสมจะทําให้ ผู้ร่วมงานให้ความร่วมมือ ตั้งใจในการทํางาน ๕. นําพาเอาองค์การไปสู่เปูาหมาย ๖ .ป ฏิ สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง แ บ บ ข อ ง ผู้ นํ า กั บ สถานการณ์ ๑. แบบของผู้นําที่ให้ความสาคัญกับงานและ มนุษยสัมพันธ์น้อยมาก เรียกว่า ผู้นําแบบมุ่ง เกณฑ์ ๒. แบบของผู้นําที่ให้ความสาคัญกับความสําเร็จ ของงานมากกว่ามนุษยสัมพันธ์เรียกว่า ผู้นําแบบ มุ่งงาน ๓. แบบของผู้นําที่ให้ความสําคัญกับมนุษยสัมพันธ์ มากแต่ให้ความสําคัญกับงานน้อย เรียกว่าผู้นํา แบบมุ่งสัมพันธ์ ๔. แบบของผู้นําที่ให้ความสําคัญทั้งในด้านงาน และมนุษยสัมพันธ์สูง เรียกว่า ผู้นําแบบมุ่ง ประสาน ๑. ทฤษฎีเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้นํา ๒. ทฤษฎีทางสถานการณ์ ๓. ทฤษฎีการเป็นผู้ตาม ๔. ทฤษฎีของผลรวม ๑. มีมนุษยสัมพันธ์และมีการควบคุมทางใจที่ดี ๒. กระบวนการซึ่งผู้นําจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับ ความคาดหวัง ๓. ค่านิยมและความสามารถในการติดต่อพบปะ เจรจาของบุคคล Owens, Robert G Hodge & Johnson Rensis Likert
๕๓ ตารางที่ ๒.๘ แนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นํา (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก L.Richardson & Sidney Baldwin ๑. บุคคลหนึ่งบุคคลใดมีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความเชื่อ ๒. โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมของ บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือมากกว่า ๓. พยายามที่จะทําให้สมาชิกขององค์การ ประพฤติไปในทิศทางที่จะทําให้องค์การนั้นๆ บรรลุถึงเปูาหมายที่ได้ตั้งเอาไว้ ๑. ลักษณะภาวะผู้นํานั้นได้เกิดมาแต่กําเนิด ๒. ลักษณะภาวะผู้นํานั้นเกิดจาก สภาพแวดล้อม เวลา สถานที่และโอกาส ๓. ภาวะผู้นํานั้นนอกจากสถานการณ์และ สภาวะแวดล้อมแล้ว ยังมีความสามารถ เฉพาะตัวเป็นส่วนประกอบด้วย ๔. การกระทํา การมีปฏิสัมพันธ์และเจตคติ Ralph M. Stogdill ๒.๔ ภาวะผู้น าของก านัน ผู้ใหญ่บ้าน พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๕๒ กําหนดวิธีการเข้าสู่ตําแหน่ง บทบาทอํานาจหน้าที่ และการพ้นจากตําแหน่งของ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ สรุปรายละเอียดได้ดังนี้๗๒ ๑. ที่มาของก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ๑.๑ ที่มาของกํานัน กํานัน มีที่มาจากการที่ให้นายอําเภอเป็นประธานประชุมผู้ใหญ่บ้านในตําบลนั้น เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านในตําบลคัดเลือกผู้ใหญ่บ้าน ๑ คน ขึ้นเป็นกํานัน หากมีผู้สมควรได้รับการคัดเลือก เป็นกํานันมากกว่า ๑ คนให้นายอําเภอจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนน เมื่อผู้ใหญ่บ้านคนใดได้รับ คะแนนสูงสุดให้นายอําเภอคัดเลือกผู้นั้นเป็นกํานัน ในกรณีที่ได้รับคะแนนเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับสลาก ๑.๒ ที่มาของผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านมีที่มาจากการเลือกโดยตรงจากราษฏรในหมู่บ้านนั้น ๆ ตามที่ กฎหมายกําหนด ๗๒“พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๕๒”, ราชกิจจานุเบกษา ๑๒๖, (ธันวาคม ๒๕๕๒): ๑ – ๒.
๕๔ ๒. วาระของก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ๒.๑ วาระของกํานัน กํานันมีวาระการดํารงตําแหน่งจนกว่าจะมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ๒.๒ วาระของผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านมีวาระการดํารงตําแหน่งจนกว่าจะมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์โดยมีอายุ ไม่ต่ํากว่า ๒๕ ปี ในวันรับเลือกจนกว่าจะมีอายุครบหกสิบปี ๓. บทบาทและอ านาจหน้าที่ของก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ๓. ๑ บทบาทและอ านาจหน้าที่ของก านัน กํานัน มีบทบาทและอํานาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่สําคัญดังต่อไปนี้๗๓ ๑) บรรดาการที่จะตรวจตรารักษาความปกติเรียบร้อยในตําบล คือ การที่จะว่า กล่าวราษฎรในตําบลนั้น ให้ประพฤติตามพระราชกําหนดกฎหมายก็ดี หรือการที่จะปูองกันภยันตราย และรักษาความสุขสําราญของราษฎรในตําบลนั้นก็ดีหรือการที่จะรับกิจสุขทุกข์ของราษฎรในตําบล นั้น ขึ้นร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการเมือง กรมการอําเภอ และจะรับข้อราชการมาประกาศแก่ราษฎร ในตําบลนั้นก็ดี หรือที่จะจัดการตามพระราชกําหนด กฎหมาย เช่น การตรวจและนําเก็บภาษีอากร ในตําบลนั้นก็ดี การทั้งนี้อยู่ในหนัาที่ของกํานันผู้เป็นนายตําบล ผู้ใหญ่บ้านทั้งปวงในตําบลนั้น และแพทย์ประจําตําบลจะต้องช่วยกันเอาเป็นธุระจัดการให้เรียบร้อยได้ตามสมควรแก่หน้าที่ ๒) นอกจากอํานาจหน้าที่ที่กล่าวโดยเฉพาะให้เป็นอํานาจหน้าที่ของกํานัน ให้กํานันมีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ใหญ่บ้านด้วย ๓) กํานันมีหน้าที่และอํานาจในการที่เกี่ยวด้วยความอาญาดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ เมื่อทราบข่าวว่า มีการกระทําผิดกฎหมายเกิดขึ้น หรือสงสัยว่าได้ เกิดขึ้นในตําบลของตน ต้องแจ้งความต่อกรมการอําเภอให้ทราบ ข้อ ๒ เมื่อทราบข่าวว่ามีการกระทําผิดกฎหมายเกิดขึ้น หรือสงสัยว่าได้ เกิดขึ้นในตําบลที่ใกล้เคียงต้องแจ้งความต่อกํานันนายตําบลนั้นให้ทราบ ข้อ ๓ เมื่อปรากฎว่า ผู้ใดกําลังกระทําผิดกฎหมายก็ดี หรือมีเหตุควรสงสัย ว่าเป็นผู้ที่ได้กระทําผิดกฎหมายก็ดี ให้จับผู้นั้นไว้ และรีบนําส่งต่อกรมการอําเภอ ข้อ ๔ ถ้ามีหมายหรือมีคําสั่งตามหน้าที่ราชการให้จับผู้ใดในตําบลนั้น เป็นหน้าที่ของกํานันที่จะจับผู้นั้นแล้วรีบส่งต่อกรมการอําเภอตามสมควร ข้อ ๕ เมื่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ออกหมายสั่งให้ค้นหรือให้ยึด กํานันต้อง จัดการให้เป็นไปตามหมาย ข้อ ๖ ถ้ามีผู้มาขออายัดตัวคนหรือสิ่งของก็ดีหรือผู้ต้องโจรกรรม จะทํากฎหมายตราสิน หรือมีผู้จะขอทําชันสูตรบาดแผลก็ดีทั้งนี้ให้กํานันสืบสวนฟังข้อความแล้วรีบ ๗๓ส่วนบริหารงานกํานันผู้ใหญ่บ้าน สํานักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, คู่มือปฏิบัติงานก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจ าปี ๒๕๖๒, หน้า ๔ - ๖.
๕๕ นําตัวผู้ขอและผู้ต้องอายัด และทรัพย์สิ่งของตามที่จะพาไปด้วยนั้นไปยังกรมการอําเภอ ถ้าสิ่งของ อย่างใดจะพาไปไม่ได้ ก็ให้กํานันชันสูตรให้รู้เห็น แล้วนําความไปแจ้งต่อกรมการอําเภอในขณะนั้น ๔) ถ้ากํานันรู้เห็นเหตุทุกข์ร้อนของราษฎร หรือการแปลกประหลาดเกิดขึ้น ในตําบล ต้องรีบรายงานต่อกรมการอําเภอให้ทราบ ๕) ถ้าเกิดจลาจลก็ดี ฆ่ากันตายก็ดี ชิงทรัพย์ก็ดี ปลันทรัพย์ก็ดี ไฟใหม้ก็ดี หรือเหตุร้ายสําคัญอย่างใด ๆ ในตําบลของตน หรือในตําบลที่ใกล้เคียงอันสมควรจะช่วยได้ก็ดี หรือมี ผู้ร้ายแต่ที่อื่นมามั่วสุมในตําบลนั้นก็ดี หรือมีเหตุควรสงสัยว่าลูกบ้านในตําบลนั้น บางคนจะเกี่ยวข้อง เป็นโจรผู้ร้ายก็ดีเป็นหน้าที่ของกํานันจะต้องเรียกผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านในตําบลออกช่วยต่อสู้ติดตาม จับผู้ร้ายหรือติดตามเอาของกลางคืน หรือดับไฟ หรือช่วยอย่างอื่นตามควรแก่การโดยเต็มกําลัง ๖) ให้กํานันดูแลคนเดินทาง ซึ่งไม่มีเหตุควรสงสัยว่าจะเป็นผู้ร้าย ให้ได้มีที่พัก ตามควร ๗) ถ้าผู้เดินทางด้วยราชการจะต้องการคนนําทาง หรือขาดแคลนพาหนะเสบียง อาหารลงในระหว่างทาง และจะร้องขอต่อกํานันให้ช่วยสงเคราะห์ กํานันต้องช่วยจัดหาให้ตามที่ จะทําได้ถ้าหากว่าการที่จะช่วยเหลือนั้นจะต้องออกราคาค่าจ้างเพียงใด ให้กํานันเรียกเอาแก่ ผู้เดินทางนั้น ๘) กํานันต้องร่วมมือและช่วยเหลือนายอําเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแลรักษาและคุ้มครองปูองกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และสิ่งซึ่งเป็น สาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในตําบลนั้น ๙) กํานันต้องรักษาบัญชีสํามะโนครัว และทะเบียนบัญชีของรัฐบาลในตําบลนั้น และคอยแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องกับบัญชีของผู้ใหญ่บ้าน ๑๐) กํานันต้องทําบัญชีสิ่งของ ซึ่งต้องภาษีอากรในแขวงนั้นยื่นต่อกรมการ อําเภอและนําราษฎรไปเสียภาษีอากรตามพระราชบัญญัติภาษีอากร ๑๑) กํานันกระทําการตามหน้าที่จะเรียกผู้ใดมาหารือให้ช่วยก็ได้ ๓.๒ บทบาทและอ านาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านทําหน้าที่ช่วยเหลือนายอําเภอในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นหัวหน้าราษฎร ในหมู่บ้านของตน และมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย๗๔ ๑) อํานวยความเป็นธรรมและดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย ให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน ๒) สร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน รวมทั้งส่งเสริม วัฒนธรมและประเพณีในท้องที่ ๓) ประสานหรืออํานวยความสะตวกแก่ราษฎรในหมู่บ้านในการติดต่อหรือรับ บริการกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗๔ส่วนบริหารงานกํานันผู้ใหญ่บ้าน สํานักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, คู่มือปฏิบัติงานก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจ าปี ๒๕๖๒, หน้า ๖ – ๗.
๕๖ ๔) รับฟังปัญหาและนําความเดือตร้อน ทุกข์สุขและความต้องการที่จําเป็นของ ราษฎรในหมู่บ้าน แจ้งต่อส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขหรือช่วยเหลือ ๕) ให้การสนับสนุน ส่งเสริม และอํานวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ หรือการให้บริการของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๖) ควบคุมดูแลราษฎรในหมู่บ้านให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบ แบแผนของทางราชการ โดยกระทําตนให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรตามที่ทางราชการได้แนะนํา ๗) อบรมหรือชี้แจงให้ราษฎรมีความรู้ความเข้าใจในข้อราชการ กฎหมาย หรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ ในการนี้ สามารถเรียกราษฎรมาประชุมได้ตามสมควร ๘) แจ้งให้ราษฎรให้ความช่วยเหลือในกิจการสาธารณประโยชน์เพื่อบําบัด ปัดปูองภยันตรายสาธารณะอันมีมาโดยฉุกเฉิน รวมตลอดทั้งการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัย ๙) จัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นประจําอย่างน้อย เดือนละครั้ง ๑๐) ปฏิบัติตามคําสั่งของกํานันหรือทางราชการและรายงานเหตุการณ์ที่ไม่ ปกติซึ่งเกิดขึ้นในหมู่บ้านให้กํานันทราบ พร้อมทั้งรายงานต่อนายอําเภอด้วย ๑๑) ปฏิบัติตามภารกิจหรืองานอื่นตามกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของ ทางราชการหรือตามที่กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอําเภอ มอบหมาย นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บ้านยังมีหน้าที่และอํานาจในการที่เกี่ยวด้วยความอาญาตังต่อไปนี้ คือ ข้อ ๑ เมื่อทราบข่าวว่ามีการกระทําผิดกฎหมาย เกิดขึ้นหรือสงสัยว่าได้เกิดขึ้น ในหมู่บ้านของตน ต้องแจ้งความต่อกํานันนายตําบลให้ทราบ ข้อ ๒ เมื่อทราบข่าวว่ามีการกระทําผิดกฎหมายเกิดขึ้น หรือสงสัยว่าได้เกิดขึ้น ในหมู่บ้านที่ไกล้เคียงต้องแจ้งความต่อผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านนั้นให้ทราบ ข้อ ๓ เมื่อตรวจพบของกลางที่ผู้ที่กระทําผิดกฎหมายมีอยู่ก็ดีหรือสิ่งของที่สงสัยว่า ได้มาโดยการกระทําผิดกฎหมาย หรือเป็นสิ่งของสําหรับใช้ในการกระทําผิดกฎหมายก็ดีให้จับสิ่งของ นั้นไว้และรีบนําส่งต่อกํานันนายตําบล ข้อ ๔ เมื่อปรากฏว่าผู้ใดกําลังกระทําผิดกฎหมายก็ดี หรือมีเหตุควรสงสัยว่าเป็นผู้ ที่ได้กระทําผิดกฎหมายก็ดี ให้จับตัวผู้นั้นไว้และรีบนําส่งต่อกํานันนายตําบล ข้อ ๕ ถ้ามีหมายหรือคําสั่งตามหน้าที่ราชการ ให้จับผู้ใดในหมู่บ้านนั้น เป็นหน้าที่ ของผู้ใหญ่บ้านที่จะจับผู้นั้น และรีบส่งต่อกํานัน หรือกรมการอําเภอตามสมควร ข้อ ๖ เมื่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ออกหมายสั่งให้คัน หรือให้ยึด ผู้ใหญ่บ้านต้อง จัดการให้เป็นไปตามหมาย กล่าวโดยสรุปบทบาทอํานาจหน้าที่ของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๕๒ และตามกฎหมายอื่น ๆ ที่สําคัญ มีรายละเอียดดังนี้
๕๗ ๑. ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ๑.๑ อํานาจหน้าที่ในทางปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย ๑.๒ หน้าที่ต้องรายงานต่อทางราชการ เช่น รายงานความเดือดร้อนของราษฎร ให้ทางราชการทราบเพื่อขอความช่วยเหลือ ปฏิบัติตามคําสั่งของทางราชการ ๑.๓ การจัดทําทะเบียน เช่น การปรับปรุงทะเบียนท้องที่ ข้อมูลจํานวนราษฎร ๑.๔ การนําข้อราชการไปประกาศแก่ราษฎร ๑.๕ การฝึกอบรมราษฎรให้รู้จักกระทําการในยามรบ ๑.๖ การบํารุงและส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎร ๑.๗ การจัดหมู่บ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ๑.๘ การอันเกี่ยวกับความอาญา เช่น อํานาจในการจับกุมผู้กระทําผิดกฎหมาย ส่งพนักงานสอบสวนท้องที่ ๒.ตามกฎหมายและระเบียบอื่น ๆ ๒.๑ ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร เช่น ผู้ใหญ่บ้านเป็นนายทะเบียนผู้รับ แจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ และออกหลักฐานให้แก่ประชาชนนําไปยื่นต่อนายทะเบียน ๒.๒ ตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจําตัวประชาชน เช่น เป็นเจ้าพนักงานในการตรวจ บัตรประจําตัวประชาชนเฉพาะด่านตรวจในพื้นที่ ๒.๓ ตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว เช่น ผู้ใหญ่บ้านอาจต้องไปเป็น พยานบุคคลรับรองบุคคลที่ประสงค์จะขอจดทะเบียนสมรส ทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ๒.๔ ตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ เช่น ผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ไปกับเจ้าของหรือ ตัวแทนนําสัตว์ที่ต้องจดทะเบียนรูปพรรณไปจดทะเบียนรูปพรรณ ๒.๕ ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เช่น ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ให้คํารับรองเกี่ยวกับความ ประพฤติและหลักฐานของผู้ขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน ๒.๖ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๙๗ เช่น ต้องนําราษฎรไปแสดง ตนเพื่อคัดเลือกทหาร ๒.๗ ตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ผู้ใหญ่บ้านมีอํานาจหน้าที่จับกุมผู้กระทํา ความผิดหรือจัดการให้เป็นไปตามหมายจับหรือหมายค้น ผู้ใหญ่บ้านและกํานันเป็นเจ้าพนักงาน ฝุายปกครองเมื่อกระทําการตามอํานาจหน้าที่ ผู้ใดดูหมิ่นหรือขัดขวางย่อมมีความผิดต่อเจ้าพนักงาน จะได้รับโทษหนักขึ้นกว่าความผิดต่อบุคคลธรรมดา ความเชื่อถือศรัทธาของราษฎรที่มีต่อกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เกิดจากการสั่งสมผลงาน คุณความดีของนักปกครองท้องที่ในรุ่นก่อน ๆ ได้ทําไว้ ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ควรที่จะได้ยึดถือ แบบอย่างปฏิบัติดังนั้น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน จึงต้องเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นกันเองกับราษฎรอยู่เสมอ
๕๘ ๑. การวางตนให้เหมาะสมกับต าแหน่ง แนวทางการวางตนของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน สามารถศึกษาได้จากประสบการณ์และ แนวคิดทํางานของนักปกครองรุ่นก่อน ๆ ดังนี้๗๕ ๑.๑ พล.ต.ต. อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวไว้ว่านักปกครองต้องมุ่งทําตนให้มี ๓ ภูมิ คือ "ภูมิวุฒิ ภูมิธรรม และภูมิฐาน" ดังนี้ ๑) ภูมิวุฒิ - ใฝุหาความรู้อยู่เสมอป็นต้น ๒) ภูมิธรรม - ตั้งตนอยู่ในศีล ซื่อสัตย์ สุจริต โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อ ๓) ภูมิฐาน - วางตัวสมฐานะ ฐานะสูงขึ้นก็วางตัวให้สูงขึ้น แต่อย่าสูง จนลอย เรียกว่าสูงจนเท้าไม่ติดดิน หรืออย่าทําตัวสูงจนคนเข้าไม่ถึง ขณะเดียวกันก็อย่าทําตัวมอซอ ต่ําเกินไปจนใครๆ เขาดูถูก ๑.๒ นายชะลอ ธรรมศิริ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดและปลัดกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึงหลักการพัฒนาคน สรุปได้ว่า ประกอบด้วย ๒ องค์ประกอบ คือ ๑) ตนเอง ๒) สถานการณ์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ ดังนี้ ๑) ตนเอง ต้องพัฒนาตนเองในเรื่อง (๑) บุคลิกลักษณะ (๒) การแต่งกาย (๓) สุขภาพอนามัย (๔) ความรู้ - โดยการอ่าน การฟัง การถาม การคิด เพื่อให้เกิด "ปัญญา" (๕) ความสามารถ - ความสามารถขึ้นอยู่กับการที่สามารถเอาความรู้ ทั้งหลายที่มีอยู่มาประยุกต์เข้ากับวิธีปฏิบัติ ซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง (๖) ความประพฤติและทัศนคติ - "ประพฤติดี" โดยละความชั่ว กระทํา ความดีสุจริตทั้งกาย วาจา ใจ โอบอ้อมอารีอ่อนหวานไพเราะ "ทัศนคติ" คือ ท่าทีในการทํางาน ความรู้สึกนึกคิดในแนวทางที่ถูกต้อง ที่ชอบที่ควร สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หน้าที่ (๗) ความตั้งใจ - ตั้งใจจริง ไม่ยอมพ่ายแพ้ มุ่งมั่นสู่ความสําเร็จ ๒) สถานการณ์ หมายถึงสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ได้แก่ สถานที่วัสดุ โอกาส เวลา และ บุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยให้การปฏิบัติหน้าที่การงานของเราไปสู่จุดมุ่งหมาย (๑) สถานที่ - จงพัฒนาสถานที่ นําทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ (๒) โอกาสและเวลา - อย่ารอโอกาสแต่จงใช้เวลาให้มีค่า (๓) เหตุการณ์ - ศึกษาเหตุการณ์ สถานการณ์ นํามาใช้ประโยชน์ทุกวิถีทาง ๗๕ส่วนบริหารงานกํานันผู้ใหญ่บ้าน สํานักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, คู่มือปฏิบัติงานก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจ าปี ๒๕๖๒, หน้า ๑๑.
๕๙ ๒. บุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นสิ่งสําคัญยิ่ง ที่จะทําให้บุคคลบรรลุความสําเร็จในการดํารงชีวิต และการทํางานโดยเฉพาะผู้เป็นหัวหน้าคนจําเป็นต้องมีบุคลิกภาพเป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น ซึ่งสามารถปรับปรุงพัฒนาตนเองได้ ดังนี้ ๑) มารยาทและศีลธรรม มารยาทที่ดีงามและความประพฤติที่ถูกต้องศีลธรรม จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้บุคลิกภาพ ใครที่ฝุาฝืนมารยาทย่อมได้รับการตําหนิติเตียน ผู้ที่ไร้ศีลธรรม ทุกคนก็เบือนหน้าหนี ๒) เครื่องแต่งตัว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมิใช่จะมีอิทธิพลเหนือปฏิกริยาของผู้อื่น เท่านั้น หากมีผลถึงสภาวะแห่งจิตใจของผู้สวมใส่ด้วย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเราสามารถปรับปรุง เพื่อเสริมบุคลิกภาพได้ โดยสตรีควรแต่งตัวให้ทันสมัยอยู่เสมอ สําหรับผู้ชาย การแต่งกายที่สะอาด เรียบร้อยสมรูปร่าง มีค่ามากในการทําให้ผู้อื่นต้องใจ ๓) ท่วงที หมายถึงแบบความประพฤติหรือพฤติกรรมที่คนทําอะไรเป็นอาจิณ บุคคล ที่มีพฤติกรรมไม่แน่นอน วันนี้ทําอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้ทําอีกอย่างหนึ่ง ย่อมไม่มีใครไว้วางใจหรือไม่เป็น ที่น่าเชื่อถือ ๔) วาจา ทั้งวาจาและสําเนียงเป็นสิ่งที่แสดงให้เราทราบความคิดตลอดจนอุปนิสัย ของผู้พูด มนุษย์ย่อมควบคุมสําเนียงและน้ําเสียงแห่งวาจาได้ วาจาและสําเนียงอาจจะจูงใจคนได้ใน หลายกรณีหรือทําให้คนหลงใหลได้ บางครั้งสําเนียงแห่งวาจาก็เพียงพอจะทําให้คนมีทีท่าที่เป็น ประโยชน์ต่อเรา กระทรวงมหาดไทยได้เคยออกคําสั่ง ฉบับหนึ่ง เรียกว่า "คําชี้แจงเรื่องจรรยาของ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย" ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๘๕ กล่าวถึงเรื่องบุคลิกภาพของพนักงาน ฝุายปกครองไว้น่าสนใจ ดังนี้๗๖ "กริยาท่าทางนั้นเป็นสิ่งสําคัญมาก เพราะเป็นการแสดงให้ผู้อื่นเขาเห็นว่าเป็นคนมีความรู้ ความสามารถและมีความข้มแข็งปานใด... ถ้ากริยาท่าทางเราเงื่องหงอยเดินหลังงอห่อไหล่มีลักษณะ เป็นคนเจ้าทุกข์อมโรคดังนี้ ถึงแม้เราจะเป็นนักมวยที่เก่งกล้าสามารถผู้ที่จะชกต่อยเราก็คงจะอยาก ลองเข้าชกต่อยดู ซึ่งเราจะชนะก็น่าจะเจ็บตัวบ้าง สู้เรามีท่าทางให้ศัตรูเกรงขามไม่กล้าต่อยไม่ได้ การนั่งซ่อมซ่อก็ดี การเดินหลังงอ หรือท่าทางประหม่าสะทกสะท้านก็ดี เป็นสิ่งซึ่งแสดง ความหวาดเกรงอยู่เสมอ นับเป็นการอ่อนแออยู่ในตัว ท่านผู้ใดเป็นเช่นนี้ ขอให้ฟังแก้ไขเสียเราควร จะเดินผึ่งผายได้ แต่ก็ไม่ควรให้ถึงกับตึงตังเกินควร การวางหน้าเศร้า ปล่อยผมเผ้ารุงรัง ถึงแม้จะมีร่างกายอวบอ้วนแข็งแรง ก็แสดงว่าเป็น คนเจ้าทุกข์อมโรค นับว่ามีลักษณะเป็นคนอ่อนแอเหมือนกัน ต่างกับผู้ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ บางท่านเมื่อพูดกับผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใหญ่กว่า ก็มักจะมีการอ้อมแอ้มเสียงสั่นเป็นการประหม่า สะทกสะท้านอยู่ในตัว แสดงความเกรงกลัวเกินไป.....เป็นการแสดงความอ่อนแอโดยตรง" ๗๖ส่วนบริหารงานกํานันผู้ใหญ่บ้าน สํานักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, คู่มือปฏิบัติงานก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจ าปี ๒๕๖๒, หน้า ๑๓.
๖๐ ๒.๕ หลักปาปณิกธรรม ผู้นําเป็นผู้ที่จะนําพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนและสําเร็จตามเปูาหมาย จึงควรมีคุณสมบัติ อันได้แก่ การมีปัญญามองการณ์ไกล มีกระบวนการคิดที่รอบคอบและมีเหตุผล มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความสามารถในการติดต่อประสานงานให้งานสําเร็จลุล่วง ไปได้ตามกรอบระยะเวลาที่กําหนด หลักปาปณิกธรรมที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคัมภีร์ ทางพุทธศาสนานั้น ได้มีการกล่าวถึงหลักธรรมไว้อย่างน่าสนใจ มีนักวิชาการได้นําหลักธรรมดังกล่าว ไปใช้ ในการบริหารจัดการ...”๗๗ หลักการบริหารนี้ได้ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร ปฐมปัณณาสก์ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “...ผู้ที่จะเป็นนักบริหารจัดการที่ดีนั้นจะต้อง เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์มีการบริหารจัดการที่ดีและมีมนุษยสัมพันธ์ดี...”๗๘ ผู้วิจัยจึงได้ทําการศึกษาและรวบรวมเนื้อหาความหมายเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรม ที่นักวิชาการได้อธิบายขยายความไว้ว่าทรงเป็นคําตรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัส ไว้ว่าหลักปาปณิกธรรมเกี่ยวกับคุณลักษณะ ๓ ประการของนักบริหารที่จะช่วยให้นักบริหารทําสําเร็จ ลุล่วงไปได้ด้วยดีอันประกอบไปด้วย ๑) จักขุมา หมายถึง ปัญญามองการณ์ไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกิจ ต้องรู้ว่าอนาคตเศรษฐกิจหรือตลาดจะมีแนวโน้มเป็นแบบไหนหรือสามารถคาดการณ์ทิศทาง หรืออนาคตในการดําเนินธุรกิจได้แม่นยําจากการอาศัยกระบวนการคิดที่รอบคอบและมีเหตุผล โดยอาจใช้ประสบการณ์ในอดีตร่วมในการตัดสินใจและวางแผนด้วย ๒) วิธูโร หมายถึง จัดการธุระได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความชํานาญการด้าน เทคนิคหรือทักษะด้านการปฏิบัติงาน ๓) นิสสยสัมปันโน หมายถึง พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้เพราะเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความสามารถในการติดต่อประสานงานให้งานสําเร็จลุล่วงไปได้ตามกรอบระยะเวลาที่กําหนด นอกจากนั้นต้องมีความสามารถในการสื่อสารประสานงานในการถ่ายทอดนโยบายและยุทธศาสตร์ จากผู้บริหารระดับสูงมาสู่การปฏิบัติในระดับผู้บริหารและพนักงานระดับล่างและนําผลการดําเนินงาน ที่ได้จากการปฏิบัติงานมาสรุปและนําเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง ๗๙ หลักปาปณิกธรรมเป็นหลักธรรมที่สําคัญของการทํางาน โดยเฉพาะด้านจักขุมาถือว่า เป็นหลักการของนักบริหารที่ทันยุคทันสมัยที่สุด เพราะมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล การมีปัญญา ในการวิเคราะห์อนาคตทําให้นักบริหารนั้นมีโอกาสประสบความสําเร็จ สามารถแข่งขันเพื่อให้อยู่รอด ในธุรกิจได้ ขณะที่วิธูโรหรือการจัดการธุระโดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเปรียบได้กับหลักการ สร้างสมดุลให้กับนักบริหารที่เป็นผู้นําและหลักนิสสยสัมปันโนเป็นความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยหลัก ๓ ข้อควรมีอยู่ภายในของนักบริหารและหากหลอมรวมกันเป็นภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ ในการบริหารธุรกิจกิจการให้ประสบความสําเร็จหรือผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ ๗๗อุทัย หิรัญโต, ทฤษฎีองค์การ, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐-๑๒. ๗๘ องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๒๐/๑๖๓-๑๖๔. ๗๙พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) , พุทธวิธีการบริหาร , (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๔๙ ), หน้า ๑๕.
๖๑ แสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้นํานั้นจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา คือ มีหูตาไวและกว้างไกลจึงจะ สามารถจําแนกบุคคลและเหตุการณ์ออกว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะทําให้ผู้นํามีประสบการณ์และชํานาญ ในการปกครองเข้าใจบุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชาไดเป็นอย่างดีคุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนี้ มีระดับ ความสําคัญมากน้อยต่างกันไปตามระดับองค์กรหรือหน่วยงานว่าเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนหรือ มีความสําคัญเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วผู้ปกครองรัฐหรือผู้นําประเทศแล้วนับว่าเป็นองค์กร ที่ใหญ่ ผู้นําควรจึงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงจะสามารถยึดศรัทธาของผู้ใต้บังคับบัญชาไว้ได้ส่งผลให้ ลูกน้องหรือผู้สนองงานมีความเชื่อมั่นนั่นย่อมเป็นสาเหตุที่จะนําไปสู่เปูาหมายเดียวกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผู้นําจะต้องประกอบด้วยคุณธรรมจะต้องวางตัวในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด 2.๕.1 ความหมายเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรม การบริหารงานในแต่ละครั้งนั้นผู้บริหารที่มีความเป็นผู้นําและต้องมีภาวะผู้นําที่ดี และในปัจจุบันผู้นําต้องใช้หลักธรรมตามพระพุทธศาสนาเพื่อมาใช้ในการเป็นผู้นําในทุติยปาปณิกสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของพ่อค้าสูตรที่ ๒ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าประกอบด้วยองค์๓ ประการไม่นานนัก ก็ถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไพบูลย์ในโภคทรัพย์องค์๓ ประการ คือ พ่อค้าในโลกนี้๑. มีตาดี๒. มีธุรกิจดี ๓. เพียบพร้อมด้วยที่พักพิงอาศัย พ่อค้าชื่อว่ามีตาดีคือ พ่อค้าในโลกนี้รู้จักสินค้าว่า“สินค้านี้ซื้อมา เท่านี้ขายไปอย่างนี้จักมีมูลค่าประมาณเท่านี้มีกําไรเท่านี้” พ่อค้าชื่อว่ามีตาดีเป็นอย่างนี้แล พ่อค้า ชื่อว่ามีธุรกิจดีคือ พ่อค้าเป็นคนฉลาดซื้อและขายสินค้าได้ พ่อค้าชื่อว่ามีธุรกิจดีเป็นอย่างนี้แล” ๘๐ ผู้นําที่สามารถนําพาองค์กรให้ประสบความสําเร็จตามเปูาหมายที่ได้ตั้งไว้ได้นั้นนอกจากจะมี ความสามารถแล้วยังต้องมีความดี คือ มีธรรมอีกด้วยตามแนวพระพุทธศาสนาลักษณะของผู้น า ที่ดีนั้นต้องเป็นผู้น าที่มีธรรมในตนเองคือเป็นผู้ที่มีธรรมเป็นเครื่องชี้น าในการปกครองและการบริหาร รัฐ ประเทศ องค์กร หรือหมู่คณะ ให้เป็นไปด้วยดี ซึ่งหากผู้น ามีแต่ความสามารถ แต่ไม่มีธรรม รัฐ ประเทศ องค์กร หรือหมู่คณะ ย่อมที่จะประสบกับความเดือดร้อนจากการปกครองหรือการ บริหารของผู้น านั้น ผู้น าไม่จ าเป็นต้องรู้ทุกอย่างท าทุกอย่างเพราะสามารถหาคนอื่นที่ช านาญด้านนั้นๆ มาช่วยงานได้ จากภาวะความเป็นผู้น าดังกล่าว สะท้อนถึงภาพลักษณ์ความเป็นผู้น าทุกระดับ นับว่าเป็นเรื่องส าคัญมากเพราะเป็นเรื่องความอยู่รอดและเสถียรภาพขององค์กรและประเทศชาติ โดยรวมด้วย ผู้น า หรือ ผู้บริหารคือที่มีอ านาจและอิทธิพลสูงสุดขององค์กร ความเป็นผู้น าจึงต้อง อาศัยความรู้ความสามารถในการบริหารองค์กรให้ประสบความส าเร็จตาม เป้าหมาย นอกจากนี้แล้ว ต้องค านึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารหรือผู้น าในการบริหารนี้ส่วนมากมักมีแนวคิดทฤษฎีทาง ตะวันตกมาใช้ในการบริหาร แต่ในพระพุทธศาสนามีค าสอนที่พูดถึงเกี่ยวกับลักษณะของผู้น าดัง ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกทุติยปาปณิกสูตร เพื่อให้เข้าใจพระสูตรนี้ได้มีพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านได้กล่าวถึงทุติยปาปณิกสูตรหรือปาปณิกธรรม ๓ ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรมว่า ๘๐ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๒๐/๑๖๓.
๖๒ ๑) จักขุมา ตาดี ๒) วิธูโร จัดเจนธุรกิจ ๓) นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นที่อาศัย๘๑ จากหลักการของพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ดังกล่าวก็สอดคล้องกับสิ่งที่พระธรรม โกศาจารย์ (ประยูร ธมมจิตโต) ได้กล่าวถึงค าตรัสองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในทุติย ปาปณิกสูตรว่า เกี่ยวกับคุณลักษณะ ๓ ประการของนักบริหารที่จะช่วยให้นักบริหารส าเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยดี ๑) จักขุมา มีตาดีมีวิสัยทัศน์กว้างยาวไกล การมีตาดีหมายถึง การมีสายตามองเห็นการ พัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวไกลไปข้างหน้าของตัวผู้น าเอง ผู้น าที่ดีจะสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่น มองไม่เห็น เป็นการมองจากตาภายในเทียบได้กับการจินตนาการภาพแห่งอนาคต (Visualization) และมองเห็นว่าจะพัฒนาไปสู่ ณ จุดแห่งความส าเร็จนั้นได้อย่างไร ๒) วิธูโร มีทักษะในการท างานที่ดีของผู้น า ประกอบกับการมีความรู้อย่างละเอียดในงาน ได้แก่ ความเชี่ยวชาญในกิจการและหน้าที่การงานของตน หมายถึง ผู้น าที่มีความรู้และความ เชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการท างานในทุกองค์ประกอบขององค์กร สามารถน าพาองค์กรให้บรรลุ เป้าหมายที่ตั้งร่วมกันไว้ได้ ๓) นิสสยสัมปันโน การมีทักษะการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ดีท างานได้กับคนทุกระดับชั้น ผูกมัดใจคนไว้ได้ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่น ได้แก่ การที่ผู้น าในองค์กรสามารถสนทนาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นได้กับคนทุกระดับชั้น โดยไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่รู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นยินดีที่จะให้ รับฟัง ร่วมงานเป็นผู้น าใฝ่บริการ (Servant Leadership) มีความโอบอ้อมอารียินดีที่จะช่วยเหลือทุก คนที่ก าลังเดือดร้อน ในทุติยปาปณิกสูตร คุณสมบัติของพ่อค้ากับของภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพ่อค้า ประกอบด้วยองค์ ๓ ย่อมถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ไม่นานเลย องค์ ๓ คืออะไร คือ พ่อค้า เป็นผู้มีดวงตา มีความฉลาด ถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย ก็พ่อค้าเป็นผู้มีดวงตาอย่างไร พ่อค้า รู้สินค้าว่า สินค้าสิ่งนี้ซื้ออย่างนี้ขายอย่างนี้เป็นต้นทุนเท่านี้ก าไรเท่านี้อย่างนี้ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้า ชื่อว่า เป็นผู้มีดวงตา พ่อค้าเป็นผู้ฉลาดอย่างไร พ่อค้าเป็นผู้เข้าใจที่จะซื้อและที่จะขายอย่างนี้พ่อค้า ชื่อว่า ฉลาด พ่อค้าถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัยอย่างไร คฤหบดีทั้งหลายก็ดีบุตรของคฤหบดีทั้งหลายก็ดี ที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ย่อมรู้จักพ่อค้านั้นอย่างนี้ว่า พ่อค้าผู้เจริญผู้นี้แหละเป็นคนมีดวงตา ด้วยฉลาดด้วย มีก าลังพอที่จะเลี้ยงบุตรภริยาและแถมพกให้เราบ้างตามเวลาอันควร คฤหบดีและบุตร ของคฤหบดีเหล่านั้นย่อมรับรองพ่อค้านั้นด้วยโภคะทั้งหลายว่า สหายพ่อค้า แต่นี้ไปเชิญท่านน าโภคะ ไปเลี้ยงบุตรภริยา และจงแถมพกให้เราบ้างตามเวลาอันควรเถิดอย่างนี้พ่อค้า ชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยที่ พึ่งอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าประกอบด้วยองค์๓ นี้แล ย่อมถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภค ทรัพย์ไม่นานเลย ๘๑พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์(ฉบับประมวลธรรม)(กรุงเทพมหานคร: พิมพ์ที่ บริษัท สหธรรมมิก จํากัด, ๒๕๕๔), หน้า ๙๖ – ๙๘.
๖๓ ฉันเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ย่อมถึงความใหญ่ ความไพบูลย์ในกุศลธรรมทั้งหลายไม่นานเลย ธรรม ๓ คืออะไร คือ ภิกษุเป็นผู้มีดวงตา มีความเพียร และถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย๘๒ ในพระพุทธศาสนามีแนวคิดเกี่ยวกับผู้น านั้น ซึ่งแนวคิดของการน า และภาวะผู้น าของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอาจพิจารณาได้ว่า ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้น าองค์การพระพุทธที่มีทั้งธรรมบารมีและทรงเป็นผู้น าที่ยึดธรรมเป็นหลัก ในการน าพาสมาชิกในองค์การ คือ เหล่าพระสาวกไปสู่แนวทางการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อันเป็น เป้าหมายสุดท้ายในทางพระพุทธศาสนาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่พระพุทธองค์ในฐานะผู้น าได้ทรง เลือกใช้หลักในการน าและภาวะผู้น าของพระพุทธองค์ในเรื่องราวต่างๆ ตามโอกาส บุคคล สถานที่ และสถานการณ์ที่หลากหลายลักษณะ ยกตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนนร่วม ในการท างาน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการให้ความส าคัญระหว่างคนและงานอย่างเท่าเทียมกัน การสร้างแรงจูงใจการกระตุ้นให้ด าเนินกิจกรรมในการปฏิบัติอย่างเต็มก าลังความรู้ความสามารถ รวมถึงวิธีการในการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในองค์การกับสมาชิกภายนอกองค์การ พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้กล่าวถึง การเป็นผู้น าที่ดีสรุปได้ดังนี้ผู้น าที่ดี พึงมีคุณลักษณะที่ดี๓ ประการด้วยกัน ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในทุติยปาปณิกสูตร คือ จักขุมา เป็นผู้มีปัญญามองการณ์ไกล วิธูโร เป็นผู้รอบรู้ในการจัดการกิจการงานทุกอย่างอย่างถูกต้อง และนิสสยสัมปันโน คือ เป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีคุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อนี้ย่อมท าให้ ผู้น าสามารถ ด าเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่วางไว้๘๓ มีนักวิชาการได้ให้ความหมายเกี่ยวกับ ปาปณิกธรรมไว้ว่า ๑. จักขุมา คือเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองสภาพเหตุการณ์ออกและจะวางแผน เตรียมรับหรือรุกได้อย่างไร ๒. วิธูโร คือเป็นผู้ช านาญในงาน รู้จักวิธีการไม่บกพร่องในหน้าที่ที่ตนได้รับผิดชอบ ๓. นิสสยสัมปันโน คือเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีและได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น ในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า การเป็นผู้น านั้นจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาคือ มีหู ตาไวและกว้างไกลสามารถจ าแนกบุคคล และเหตุการณ์ออกว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะท าให้ผู้น า มีประสบการณ์มีความช านาญในการปกครอง เข้าใจบุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะท าให้มีผู้สนับสนุนมากขึ้น แต่คุณสมบัติทั้ง ๓ ประการนี้ มีระดับความส าคัญมากน้อยต่างกัน ไปตามระดับต าแหน่งหน้าที่ขององค์กรหรือหน่วยงานว่าเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนหรือมีความส าคัญ เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว ผู้ปกครองรัฐหรือผู้น าประเทศแล้วนับว่าป็นองค์กรที่ใหญ่ ผู้น าหรือ ผู้บริหาร จึงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน จึงจะสามารถยึดศรัทธาของผู้ใต้บังคับบัญชาไว้ได้ส่งผลให้ ลูกน้องหรือผู้สนองงานมีความเชื่อมั่นนั่นย่อมเป็นสาเหตุที่จะน าไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ๘๔ ๘๒ องฺ.ติก. (ไทย) ๓๕/๔๕๙/๖๑. ๘๓พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๓๘ - ๓๙.
๖๔ บุญเสริม บุญเจริญผล ได้กล่าวถึง ทุติยปาปณิกสูตรไว้เช่นกันว่า พ่อค้าที่ดีนั้นต้องมีตาดี๑ มีธุระดี๑ ถึงพร้อมที่บุคคลที่พึงได้๑ คือ หมายถึง ๑. ความสามารถในการคิดต้นทุนและรายได้เป็น ๒. รู้ว่าสินค้าใดจะขายได้และขายได้อย่างไร และ ๓. มีเครดิตดีหากมีครบทั้ง ๓ ประการจะท าให้ พ่อค้ามีโภคทรัพย์มากมายเหลือเฟือ๘๕ ก่อศักดิ์ไชยรัศมีศักดิ์ได้ให้ทัศนะว่า หลักธรรมที่เป็นคุณสมบัติที่ส าคัญสุดของนักบริหาร ที่ดีนั้นจะต้องมีHuman Relation Skill หรือหลักนิสสยสัมปันโน เพราะมนุษยสัมพันธ์ที่ดีจะท าให้คน อยากเข้ามาร่วมงานและท างานให้ หากไม่มีมนุษยสัมพันธ์การบริหารคนก็ไปไม่รอด หลักนิสสยสัมปันโน เป็นหลักการส าคัญที่จ าเป็นและส าคัญมาก ส าหรับนักบริหารคน เพราะถ้ามนุษย์สัมพันธ์ไม่ดีก็ไม่มี ใครอยากมาร่วมงานหรือท างานให้๘๖ สรุป จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทุติปาปณิกสูตรทั้งจากพระไตรปิฎกและ อรรถกถาร่วมทั้งนักวิชาการ สรุปได้ว่า หลักทุติยปาปณิกสูตรดังกล่าวนี้ประกอบด้วย ๑) จักขุมา คือ การมีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล ๒) วิธูโร การบริหารจัดการดี๓) นิสสยสัมปันโน การมีมนุษย์สัมพันธ์ มีความส าคัญต่อองค์กรทุกระดับและถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับจะต้อง ตระหนักและให้ความส าคัญต่อหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตร ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า กํานัน ผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้นําชุมชนเป็นผู้ที่มีบทบาทและหน้าที่ ในการกําหนดนโยบายหรือการวางแผนในการบริหารงานและการจัดการให้ชุมชนมีการพัฒนาขึ้น จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้นําที่ฉลาดในการบริหารงาน จากการศึกษาความหมายเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรม พบว่า ผู้นําต้องฉลาด มองการณ์ไกล มีความคิดที่รอบคอบ ทันต่อเหตุการณ์จึงจะสามารถบริหารคน บริหารงานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ผู้นําต้องยึดเอาหลักธรรมมาใช้ในการทํางานด้วย จากการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยเห็นว่าหลักปาปณิกธรรมมีความสําคัญและตรงกับภาวะผู้นําอย่างแท้จริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรหรือหน่วยงานแต่ละที่จะสามารถนําเอาหลักธรรมนี้ไปประยุกต์ใช้ต่อ หน่วยงานของตนได้มากน้อยเพียงใด และถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับ จะต้องตระหนักและให้ความสําคัญต่อการนําหลักปาปณิกธรรมมาประยุกต์ ใช้ในการทํางาน เพื่อให้บรรลุถึงเปูาหมายได้อย่างแท้จริง จากความหมายและผลการศึกษาของนักวิชาการต่างๆ ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ประมวล ความหมายของหลักปาปณิกธรรม เพื่อใช้อธิบายการประยุกต์หลักปาปณิกธรรมเพื่อพัฒนาภาวะผู้นํา ของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตําบลไชยวัฒนา อําเภอปัว จังหวัดน่าน โดยมีแนวคิดหลักที่เกี่ยวข้อง สามารถสรุปได้ตามตารางที่ ๒.๙ ดังต่อไปนี้ ๘๕อ้างแล้ว, หน้า ๕๙. 88ก่อศักดิ์ไชยรัศมีศักดิ์, CEO โลกตะวันออก ฉบับลีลาบริหารสามมิติ, (กรุงเทพมหานคร: สยาม อินเตอร์บุคส์, ๒๕๔๗).
๖๕ ตารางที่ ๒.๙ หลักปาปณิกธรรม นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) บุญเสริม บุญเจริญผล ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ๑. จักขุมา หมายถึง ปัญญามองการณ์ไกล ๒. วิธูโร หมายถึง จัดการธุระได้มีความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ๓. นิสสยสัมปันโน หมายถึง พึ่งพาอาศัยคน อื่นได้เพราะเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี ๑.จักขุมา ตาดี ๒. วิธูโร จัดเจนธุรกิจ ๓. นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วยแหล่งทุน เป็นที่อาศัย ๑. ความสามารถในการคิดต้นทุนและ รายได้เป็น ๒. รู้ว่าสินค้าใดจะขายได้และขายได้อย่างไร ๓. มีเครดิตดี 1. คุณสมบัติที่ส าคัญสุดของนักบริหารที่ดีนั้น จะต้องมีHuman Relation Skill หรือ หลัก นิสสยสัมปันโน ๒. มนุษยสัมพันธ์ที่ดีจะท าให้คนอยากเข้ามา ร่วมงานและท างานให้ ๓. หลักนิสสยสัมปันโน เป็นหลักการส าคัญ ที่จ าเป็นและส าคัญมาก ส าหรับนักบริหารคน
๖๖ ๒.๖ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๖.๑ สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน ตําบลไชยวัฒนาตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอําเภอปัว ห่างจากตัวอําเภอปัว ประมาณ ๕ กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ ๖๕ กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ ๓๒ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ โดยมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้๘๗ ทิศเหนือ ติดกับอําเภอเชียงกลาง ทิศใต้ ติดกับเทศบาลตําบลปัว ทิศตะวันออก ติดกับตําบลสถาน ทิศตะวันตก ติดกับเทศบาลตําบลปัว ๒.๖.๒ ข้อมูลเขตการปกครอง ตําบลไชยวัฒนาแบ่งเขตการปกครองเป็น ๘ หมู่บ้าน อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การ บริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา จํานวน ๗ หมู่บ้าน และอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตําบลปัว จํานวน ๑ หมู่บ้าน รายละเอียดดังนี้ ตารางที่ ๒.๑๐ แสดงชื่อหมู่บ้าน/เขตการปกครอง ล าดับ ที่ ชื่อหมู่บ้าน/หมู่ที่ เขตปกครองท้องถิ่น หมายเหตุ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ บ้านนางิ้ว หมู่ที่ ๑ บ้านต้นแหลง หมู่ที่ ๒ บ้านท่าควาย หมู่ที่ ๓ บ้านหนาด หมู่ที่ ๔ บ้านห้วยท่าง หมู่ที่ ๕ บ้านเสี้ยว หมู่ที่ ๖ บ้านแดนพนา หมู่ที่ ๗ บ้านห้วยสาวแลว หมู่ที่ ๘ องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา เทศบาลตําบลปัว องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา ๒.๖.๓ ข้อมูลเกี่ยวกับจ านวนประชากร ตําบลไชยวัฒนา มีประชากรทั้งสิ้น จํานวน ๔,๒๐๘ คน แยกเป็นชาย จํานวน ๒,๐๘๒ คน แยกเป็นหญิง ๒,๑๒๖ คน จํานวนหลังคาเรือน ๑,๔๒๒ หลังคาเรือน แยกรายหมู่บ้าน ดังนี้๘๘ ๘๗องค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา, แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐), (น่าน : สํานัก ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลไชยวัฒนา), เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔.
๖๗ ตารางที่ ๒.๑๑ แสดงชื่อหมู่บ้าน/หลังคาเรือน/จํานวนประชากร ล าดับ ที่ ชื่อหมู่บ้าน/หมู่ที่ จ านวน หลังคา เรือน จ านวนประชากร ชาย หญิง รวม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ 8 บ้านนางิ้ว หมู่ที่ 1 บ้านต้นแหลง หมู่ที่ ๒ บ้านท่าควาย หมู่ที่ 3 บ้านหนาด หมู่ที่ 4 บ้านห้วยท่าง หมู่ที่ 5 บ้านเสี้ยว หมู่ที่ 6 บ้านแดนพนา หมู่ที่ 7 บ้านห้วยสาวแลว หมู่ที่ 8 169 237 253 199 175 133 152 104 286 319 392 278 227 198 220 162 264 316 406 302 237 225 245 131 550 635 798 580 464 423 465 293 รวม 1,422 2,082 2,126 4,208 ๒.๖.๔ ความเป็นมาและอ านาจหน้าที่ของก านัน ผู้ใหญ่บ้าน การดําเนินงานภายในท้องถิ่นระดับตําบลและหมู่บ้านของไทยนั้นนับว่ามีความสําคัญ ต่อการปกครองประเทศอย่างยิ่งยวด เพราะหากพิจารณาให้ดีแล้ว ก็คงพอจะเห็นว่ารูปแบบ การปกครองส่วนภูมิภาคดังกล่าวมีเป็นจํานวนนับพันนับหมื่นแห่งทั่วประเทศ บทบาทของผู้ทําหน้าที่ เป็นผู้ปกครองท้องที่ดังกล่าวจึงย่อมมีมากขึ้นตามลําดับ กํานันผู้ใหญ่บ้านจึงเป็นเสมือนแขนขาที่สําคัญ ของกลไกการปกครองในส่วนภูมิภาค ซึ่งมีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ที่มีส่วนความรับผิดชอบโดยตรง การปกครองของไทย นับจากวันเริ่มต้นของการก่อตั้งราชอาณาจักรขึ้นมา ตั้งแต่สมัย สุโขทัย จวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันและสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันก็คือ ระบบการเมือง การปกครองนั่นเอง โดยแต่เดิมตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง การปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้นเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งองค์พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้มีอํานาจสูงสุดในประเทศ เนื่องจากอํานาจการปกครองทั้งหมด จะรวบรวมอยู่ในมือขององค์พระมหากษัตริย์ โดยที่พระราชอํานาจเหล่านี้จะไปยังข้าราชการของ พระองค์ต่อๆ กันไปตามลําดับขั้น แต่บุคลากรที่นับเป็นข้าราชการผู้ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุดคือ กํานันและผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอุตสาหะ ที่จะพยายามรวบรวมหัวเมืองต่างๆ ซึ่งมีเจ้าเมืองต่างๆ ปกครองอยู่เรียกว่า "ระบบกินเมือง" ๘๘สํานักทะเบียนอําเภอปัว, สํานักทะเบียนเทศบาลตําบลปัว, ข้อมูลประชากรต าบลไชยวัฒนาและ ข้อมูลประชากรบ้านต้นแหลง หมู่ที่ ๒ ต าบลไชยวัฒนา, (น่าน : สํานักทะเบียนฯ, เดือน มกราคม ๒๕๖๕).
๖๘ เหมือนเช่นในอดีตนั้น เข้ามารวมอํานาจไว้ที่พระองค์เป็นรูปแบบที่ชัดเจนเป็นรู้ปแบบที่เรียกว่า การรวมอํานาจการปกครองและแสดงให้เห็นว่าเป็นรัฐชาติอย่างชัดเจน ต่อมาพระองค์จึงได้ทรง วางรากฐานการปกครองของประเทศเสียใหม่ โดยที่ทรงจัดให้มีการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นขึ้นเหมือนเช่นชาติตะวันตกอื่นๆ ทั้งนี้ในส่วนการปกครองในระดับย่อยที่สุดนั้น พระองค์ได้ทรงพิจารณาถึงความสําคัญโดยได้จัดแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็นมณฑล เทศาภิบาล เมือง อําเภอ ตําบลและหมู่บ้าน ตามลําดับและโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครอง ระดับหมู่บ้านและตําบลนั้น ก่อนดําเนินการเปลี่ยนแปลงได้มีการทดลองตั้งผู้ใหญ่บ้านและกํานันขึ้น ปกครองหมู่บ้านและตําบลที่อําเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปี๒๔๓๕ ทั้งนี้เพื่อศึกษา ปัญหาและแนวทางปรับปรุงแก้ไข โดยการจัดการปกครองหมู่บ้านและตําบลใหม่มีลักษณะแตกต่าง จากเดิมอยู่หลายประการคือ ให้ราษฎรพิจารณาเลือกผู้ใหญ่บ้านเองแทนการแต่งตั้งโดยเจ้าเมือง ดังแต่ก่อน สําหรับการบังคับบัญชาก็กําหนดให้ผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ในท้องที่การปูองกันการโจรกรรมและผู้ร้าย ได้กําหนดให้มีการตอบแทนบ้าง เช่น สินลดค่าภาษีไม้ไผ่ ค่าเหยียบย่ําที่นาราษฎร เป็นต้น ความมุ่งหมายในการปกครองหมู่บ้านและตําบลดังกล่าวก็เพื่อ ให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งราษฏรเลือกขึ้นมานั้นได้ดูแลดําเนินงานของหมู่บ้านให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เป็นหูเป็นตาแก่ทางราชการที่จะช่วยสอดส่องดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั่วไป ตลอดจนช่วยเร่งรัด เก็บภาษีอากรผลประโยชน์ของแผ่นดินและเมื่อการทดลองดังกล่าวประสบผลออกมาด้วยดีแล้ว จึงได้วางรูปแบบการปกครองระดับหมู่บ้านตําบลให้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นโดยออก "พระราชบัญญัติ ปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖" (๒๔๔๐) ซึ่งนับเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ได้กําหนดการจัดระเบียบตําบล และหมู่บ้าน อีกทั้งยังเป็นการสร้างรู้ปแบบของอํานาจและหน้าที่ของกํานันผู้ใหญ่บ้านให้มีความ ชัดเจนขึ้นด้วย ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงยกเลิกพระราชบัญญัติ ฉบับแรกแล้วทรงตราพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ขึ้นแทนกระทั่งถือเป็นหลักในการ จัดระเบียบการปกครองระดับตําบล หมู่บ้านสืบมาจนปัจจุบัน ทั้งนี้มีสาระสําคัญเกี่ยวกับอํานาจ หน้าที่ของกํานันผู้ใหญ่บ้านอันเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในชนบทนั่นเอง ดังนั้น จึงสะท้อนให้เห็นว่ารากฐานกการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในอดีต นับแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย จนกระทั่งปัจจุบันก็คือ ระบบกํานันผู้ใหญ่บ้านที่เป็นรากฐานของ การสร้างความเป็นไทยประการหนึ่งของกลไกการปกครองประเทศ จากการแบ่งอํานาจจากส่วนกลางให้กับการปกครองส่วนภูมิภาคนั้นนอกจากจังหวัด และอําเภอ ตําบลและหมู่บ้านยังเป็นส่วนที่ย่อยที่สุดของระบบการแบ่งอํานาจ โดยทั้งสองส่วนจะต้อง มีผู้บริหารดังนี้ ๑. หมู่บ้าน เป็นหน่วยงานการปกครองที่เล็กที่สุด มีผู้ใหญ่บ้านซึ่งมาจากการ เลือกของราษฏรในหมู่บ้าน และให้อยู่ในตําแหน่งจนอายุครบ ๖๐ ปี ทั้งนี้ในแต่ละคราวที่ตําแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านว่างลงนายอําเภอจะเป็นผู้ดําเนินการให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านภายใน ๓๐ วัน หลังจาก ที่ตําแหน่งดังกล่าวว่างลง
๖๙ ๒. ตําบล เป็นหน่วยการปกครองที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของหลายๆ หมู่บ้านแล้วจัดตั้งขึ้นเป็นตําบล ตําแหน่งกํานันนั้นต้องมาจากการเลือกของผู้ใหญ่บ้านในเขตตําบลนั้น และให้อยู่ในตําแหน่งจนอายุครบ ๖๐ ปีทั้งนี้ในแต่ละคราวที่ตําแหน่งกํานันว่างลงให้คัดเลือกกํานัน ขึ้นใหม่ภายในกําหนดเวลา ๔๕ วัน นับแต่วันที่นายอําเภอได้ทราบการว่างนั้น จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดข้างต้นในส่วนของการจัดการปกครองระดับตําบล หมู่บ้านนั้น จะเห็นได้ว่าบุคลากรที่มีความสําคัญต่อการปกครองท้องที่มากที่สุดก็คือ กํานันและผู้ใหญ่บ้าน โดยได้มีอํานาจหน้าที่ไว้มากกว่า ๖๐ ฉบับ โดยจะขอกล่าวไว้ในภาคผนวกอํานาจหน้าที่ดังกล่าวนั้น มีผลทําให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นบุคคลที่มีบทบาทสําคัญยิ่งต่อการบริหารราชการแผ่นดินของ ประเทศชาติในทุกระดับทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น โดยสามารถสรุปบทบาทและหน้าที่ของกํานัน ผู้ใหญ่บ้านในฐานะนักปกครองท้องที่ ได้๑๑ ประการ คือ ๑. หัวหน้าของราษฎรและมีหน้าที่รักษาความสงบควบคุม ดูแลลูกบ้านให้ปฏิบัติ หน้าที่ซึ่งจะต้องพึงกระทําตามกฎระเบียบแบบแผนของทางราชการ รวมทั้งกระทําตนให้เป็นตัวอย่าง แก่ราษฎร ทั้งนี้รวมถึงการประนีประนอมข้อพิพาทของราษฎรด้วย ๒. เป็นผู้รายงานต่อทางราชการ เมื่อมีทุกข์ภัยเกิดขึ้นแก่ลูกบ้าน รวมทั้งรู้เห็น เหตุการณ์แปลกประหลาดอันใดเกิดขึ้นในหมู่บ้านของค์น ๓. เป็นผู้นําข้อราชการไปประกาศแก่ราษฏร รวมทั้งทําการอบรมสั่งสอนหรือ ชี้แจง ข้อราชการแก่ราษฎร เช่น ประกาศตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบํารุงท้องที่ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน การรับราชการทหาร การรับมรดกที่ดิน เป็นต้น ๔. เป็นผู้จัดทําบัญชีสํามะโนครัว รวมไปถึงการทะเบียนราษฎร การจดทําบัตร ประจําตัวประชาชน ทะเบียนครอบครัว ทะเบียนอาวุธปืนและทะเบียนตามกฎหมายคณะสงฆ์มัสยิด อิสลาม โบสถ์คริสต์ศาลเจ้า ๕. เป็นผู้ดูแลกิจการสาธารณประโยชน์โดยรวม ทั้งในกรณีเกิดเหตุร้ายสําคัญๆ เช่น เหตุจลาจล ฆ่ากันตาย ตีชิง ปล้นทรัพย์ไฟไหม้การดูแลสาธารณประโยชน์เช่น สาธารณสมบัติ ของแผ่นดิน สุสานและฌาปนสถาน ที่ดินสาธารณประโยชน์ทางหลวง ที่ราชพัสดุรวมทั้งการปูองกัน ภัยฝุายพลเรือนด้วย ๖. ฝึกหัดคนไทยให้รู้จักหน้าที่และการกระทําในเวลารบ ทั้งการดําเนินการตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร การปูองกันภัยฝุายพลเรือน การอาสารักษาดินแดน และกิจการ อาสาสมัคร ๗. การบํารุงและส่งเสริมอาชีพของราษฎร เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายที่ดิน เพื่อการเกษตรกรรม การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน การปฏิรู้ปที่ดิน การจัดรูปที่ดินเพื่อการเกษตร จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ การปุาไม้ปุาสงวนแห่งชาติการสงวนและคุ้มครองสัตว์ปุา การชลประทาน การค้าข้าว การกําหนดราคาสินค้าและปูองกันการผูกขาด การควบคุมมาตรชั่งตวงวัด โรงงานน้ํามัน เชื้อเพลิง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอุตสาหกรรมในครัวเรือน กลุ่มเกษตรกร
๗๐ สหกรณ์ รวมตลอดถึงการเก็บภาษีอากรต่างๆ ทั้งภาษีบํารุงท้องที่ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีปูาย และภาษีประมวลรัษฎากรอีกด้วย ๘. จัดการระวังและปูองกันโรคติดต่อหรือโรคระบาดทั้งในคนและสัตว์ รวมทั้ง การดําเนินงานสาธารณสุขมูลฐานต่าง ๆ ๙. จัดระเบียบในหมู่บ้าน ตําบล ทั้งในด้านรักษาความสะอาดและความเป็น ระเบียบเรียบร้อย การกําจัดผักตบชวา การสาธารณสุข รวมทั้งการวางผังเมืองในระดับตําบล หมู่บ้าน ๑๐. เป็นผู้มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับความอาญา โดยเป็นเจ้าพนักงานฝุายปกครอง ตามประมวลกฎหมายหรือวิธีพิจารณาความอาญา การสืบสวน รวมทั้งช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ผู้ปฏิบัติ ตามกฎหมายหรือตามหมายจับ หมายค้นที่ได้รับคําสั่งให้ปฏิบัติ ๑๑. เป็นประธานคณะกรรมการหมู่บ้าน หรือ กม. ที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๕๑ จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะพบว่าการใช้อํานาจของกํานันผู้ใหญ่บ้านในบางกรณีนั้น เช่น การจับกุมผู้กระทําความผิด การจัดเก็บภาษีการทําทะเบียนต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้อํานาจ ที่ได้รับแบ่งมาจากส่วนกลางมาสู่ส่วนภูมิภาคในฐานะนักปกครองอย่างเต็มที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากพิจารณาให้ดีก็จะเป็นที่ประจักษ์ว่า ทั้งกํานันและผู้ใหญ่บ้านก็ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของการ ปกครองท้องที่ด้วยเช่นกัน ๒.๖.๕ ประมวลจริยธรรมส าหรับก านัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจ าต าบล สารวัตร ก านัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน๘๙ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 76 วรรคสาม บัญญัติ ให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการก าหนดประมวล จริยธรรมส าหรับเจ้าหน้าที ่ของรัฐในหน ่วยงานนั้น ๆ ซึ ่งต้องไม ่ต่ ากว ่ามาตรฐานทางจริยธรรม ดังกล่าว และพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ได้ก าหนดมาตรฐาน ทางจริยธรรม ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อใช้ เป็นหลักส าคัญในการจัดท าประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อาศัยอ านาจตามมาตรา 6 วรรคสาม แห ่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ระเบียบคณะกรรมการ มาตรฐานทางจริยธรรม ว ่าด้วยหลักกณฑ์การจัดท าประมวลจริยธรรม ข้อก าหนดจริยธรรม และกระบวนการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2563 ประกอบกับมติที ่ประชุม คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 มีมติให้กรมการปกครองในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของก านัน ผู้ใหญ ่บ้าน แพทย์ประจ าต าบล สารวัตรก านัน และผู้ช ่วยผู้ใหญ ่บ้าน จัดท าประมวลจริยธรรมส าหรับก านัน ผู้ใหญ ่บ้าน ๘๙“ประมวลจริยธรรมสําหรับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจําตําบล สารวัตรกํานัน และผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน”, ราชกิจจานุเบกษา ๑๓๘, (กรกฎาคม ๒๕๖๔): ๒๐.
๗๑ แพทย์ประจ าต าบล สารวัตรก านันและผู้ช ่วยผู้ใหญ ่บ้าน เพื ่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการประพฤติ ปฏิบัติตน ดังนี้ ข้อ 1 ประมวลจริยธรรมส าหรับก านัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจ าต าบล สารวัตรก านัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ 2 ก านัน ผู้ใหญ ่บ้าน แพทย์ประจ าต าบล สารวัตรก านัน และผู้ช ่วยผู้ใหญ ่บ้าน พึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้ 1. ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกอบด้วย (1) เคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แสดงออกถึงความภูมิใจในชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ เคารพในความแตกต่างของการนับถือศาสนา (๒) ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยมีจิตส านึกความเป็นประชาธิปไตย และด ารงไว้ซึ่งความเป็นกลางทางการเมือง ทั้งในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และระดับท้องที่ (3) สนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนราชการ องค์กรอิสระหรือองค์กร ที่รับผิดชอบในการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามที่กฎหมายก าหนด 2. ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตส านึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ ประกอบด้วย (1) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ตรงไปตรงมาตามกฎหมาย และตาม ท านองคลองธรรม โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และตรวจสอบได้ ไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็น การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงาน ของรัฐได้โดยไม่ต้องร้องขอ (2) มีจิตส านึกที่ดีโดยค านึงถึงประเทศชาติ สังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (3) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ รับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระท า มีความพร้อม รับการตรวจสอบ และพร้อมที่จะแก้ไขเมื่อเกิดข้อบกพร่อง 3. ยึดมั ่นในอ ุดมการณ์นักปกครอง กล้าตัดสินใจและยืนหยัดท าในสิ ่งที ่ถูกต้อง ชอบธรรม ประกอบด้วย (1) ยึดมั ่นในอุดมการณ์นักปกครอง มุ ่งมั ่นบ าบัดทุกข์ บ าร ุงส ุข เพื ่อให้ ประชาชนทุกข์น้อยลง และสุขมากขึ้น ด้วยความจริงใจ เสียสละ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการ ปฏิบัติงาน (2) ยืนหยัดในสิ ่งที ่ถูกต้อง กล้าคัดค้านในสิ ่งที ่ไม ่ถูกต้อง ไม ่ยอมกระท า ในสิ่งที่ไม่เหมาะสม กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ 4. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ ประกอบด้วย (1) แยกเรื่องส่วนตัวออกจากต าแหน่งหน้าที่ และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของ ประเทศชาติ เหนือกว่าประโยชน์สวนตน (2) ละเว้นจากการแสวงประโยชน์ที ่มิชอบโดยอาศัยต าแหน ่งหน้าที่ และไม่กระท าการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม
๗๒ (3) มีจิตสาธารณะ เสียสละ ร ่วมแรงร ่วมใจดูแลรักษาสาธารณสมบัติ เพื่อประโยชน์ของหมู่บ้าน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 5. มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน ประกอบด้วย (1) ปฏิบัติงานโดยค านึงถึงผลสัมฤทธิ์ของงาน อย่างมีวิสัยทัศน์ มีประสิทธิภาพ คุณภาพ รวดเร็วทันต่อเวลาและสถานการณ์ ค านึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร ของประเทศชาติ (2) ปฏิบัติงานเชิงรุกเข้าถึงประชาชนและพื้นที่ โดยศึกษางานที่รับผิดชอบให้ เกิดความเข้าใจช านาญอย่างถ่องแท้ และปฏิบัติงานโดยไม่จ ากัดเวลา สถานที่ และเงื่อนไขอื่นใด (3) ปรับปรุงกระบวนการท างาน วิธีการท างาน และใช้เทคโนโลยีอย ่าง เหมาะสม 6. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติประกอบด้วย (1) เคา รพและให้เกียรติป ระชาชนท ุกคนอย ่างเสมอภาค เป็นธ รรม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยค านึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันของ บุคคล (2) ให้บริการและช่วยเหลือประชาชน ที่มาติดต่อขอรับบริการอย่างเท่าเทียม ด้วยความสุภาพ มีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี 7. ด ารงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ ประกอบด้วย (๑) ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี สร้างความเชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน ปฏิบัติต่อ ประชาชนด้วยความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน (๒) ดําเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ตามหลักคุณธรรม ๔ ประการ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และน้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักศาสนา และวิถีวัฒนธรรมมาใช้ ในการปฏิบัติงานและด าเนินชีวิต (3) มีความเป็นผู้น า และเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม 8. เสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาตนเอง หมู่บ้าน ชุมชน และประชาชน ประกอบด้วย (1) ปรับตัวกับการเปลี ่ยนแปลงของสังคม พัฒนาตนเองอย ่างต ่อเนื ่อง เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล (2) พัฒน าหมู ่บ้าน ช ุมชน แล ะป ระช าชน โดยค านึงถึงพื้น ฐ านท าง ขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิสังคม ภูมิปัญญาในท้องถิ ่น และความสอดคล้องกับปัญหาในแต ่ละ ภูมิภาค เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๗๓ ๒.๗ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาเอกสารตลอดจนแนวคิดทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุน การวิจัย เรื่อง “การประยุกต์หลักปาปณิกธรรมเพื่อพัฒนาภาวะผู้นําของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตําบล ไชยวัฒนา อําเภอปัว จังหวัดน่าน” ตามทัศนะของประชาชน ผู้วิจัยจึงได้ทําการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการวิจัยในครั้งนี้ซึ่งมีรายละเอียดที่จะศึกษา ดังนี้ ๒.๗.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การพัฒนานั้นถือกําเนิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองและรองรับต่อความท้าทายของ ความเปลี่ยนแปลงที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลาซึ่งจําเป็นจะต้องมีการจัดการกับความเปลี่ยนแปลง อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาถือว่าเป็นแนวทางที่มีบทบาทสําคัญต่อการยกระดับขององค์กร ได้มีผู้วิจัยศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ ดังนี้ พระสุริยะศักดิ์ จิตฺตธมฺโม (จันทร์คามณี) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาบุคลากรของ มหาวิทยาลัยจําปาสัก เมืองปากเซ แขวงจําปาสัก ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยจําปาสัก เมืองปากเซ แขวงจําปาสัก ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จําแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ตําแหน่งผู้ปฏิบัติงานและประสบการณ์ทํางาน พบว่า ไม่แตกต่างกัน เมื่อจําแนกตามอายุ พบว่า แตกต่างกัน ในด้านการฝึกอบรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยจําปาสัก เมืองปากเซ แขวงจําปาสัก ประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เรียงลําดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อยคือ ด้านการศึกษาต่อด้าน การฝึกอบรม ด้านหน่วยงานการพัฒนาบุคลากร ด้านการจัดสัมมนาทางวิชาการและด้านการศึกษา ดูงานตามลําดับ๙๐ ไพวัลย์ พรหมนา ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการบริหารงานตามหลักพุทธธรรม ของสถานีตํารวจเพื่อประชาชน” ผลการศึกษาวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันที่แท้จริงในการบริหารงาน ของสถานีตํารวจเพื่อประชาชน พบว่า สภาพทั่วไปของการให้บริการประสบปัญหาด้วยอัตรากําลัง ไม่เพียงพอจึงทําให้การให้บริการไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและ ด้วยบุคลิกภาพที่ไม่พร้อมให้บริการของเจ้าหน้าที่ตํารวจและสภาพแวดล้อมด้วยความไม่พร้อม ทั้งสถานที่และเทคโนโลยีขาดประสิทธิภาพ การบริการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ขาดความ น่าเชื่อถือต่อการเลือกปฏิบัติด้วยความยุติธรรมทางอาญา ทําให้สภาพปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ตามความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตํารวจออกตรวจตราเพื่อความปลอดภัยใน ชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อวิเคราะห์ปัญหาในการบริหารงานของสถานีตํารวจเพื่อประชาชน พบว่า สภาพ สถานีตํารวจที่เก่าและทรุดโทรมสะท้อนให้เห็นว่าขาดการดูแลบํารุงรักษา มีคดีอาชญากรรม ๙๐ พระสุริยะศักดิ์จิตฺตธมฺโม (จันทร์คํามณี), “การพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยจําปาสัก เมืองปากเซ แขวงจําปาสัก ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓).
๗๔ เพราะความอ่อนแอของระบบราชการและระบบการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การแพร่ระบาด ของยาเสพติด การทําร้ายร่างกาย โจรกรรมทรัพย์สินต่างๆ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนไม่ได้รับการบริการที่ดีจากตํารวจ หากสํานักงานตํารวจแห่งชาติยังไม่สามารถบริหาร จัดการทรัพยากรของสถานีตํารวจต่างๆ ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันเช่นในปัจจุบันคงมีแต่ประชาชน ในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้นที่มีสิทธิจะได้รับการบริการที่ดีและมีคุณภาพ แนวทางการพัฒนาการบริหารงาน สถานีตํารวจเพื่อประชาชนตามหลักพุทธธรรม จะได้แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานีตํารวจ เพื่อประชาชน งานด้านบริหารและการบริการประยุกต์ใช้กับหลักสังคหวัตถุการอํานวยความยุติธรรม ทางอาญาประยุกต์ใช้กับอคติ๔ การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประยุกต์ใช้กับหลัก ฆราวาสธรรม การควบคุมและจัดการจราจรประยุกต์ใช้กับหลักสาราณียธรรม และการบริหาร และพัฒนาบุคคลประยุกต์ใช้กับหลักสัปปุริสธรรม ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของสถานีตํารวจเพื่อประชาชน ควรจะมีวิสัยทัศน์การวางแผนแนวทางปฏิบัติตามแผนงานขั้นต่อนและกระบวนการทํางานได้จาก แผนกําหนดทิศทางการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานีตํารวจ๙๑ พระมหาสุภกันต์ สุขุมาโล (พรมดี) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “บทบาทการพัฒนาชุมชนของ องค์การบริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย”ผลการศึกษาวิจัยพบว่า บทบาทการ พัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ประชาชนมีความ คิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลําดับ คือ ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านการพัฒนาการสาธารณสุข ด้านการพัฒนา สังคมและด้านการพัฒนาการเมืองและการบริหารจัดการ เมื่อเปรียบเทียบบทบาทการพัฒนาชุมชน ขององค์การบริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ที่อยู่ และรายได้ต่อปีพบว่า ประชาชนที่มีเพศ อาชีพ รายได้ต่อปี ที่อยู่ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการพัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอ ด่านซ้าย จังหวัดเลย ไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็น ต่อบทบาทการพัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ด้านข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาทการพัฒนา ชุมชนขององค์การบริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พบว่าผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนตําบลควรมีเพิ่มการปรับปรุงถนนลูกรัง สร้างท่อระบายน้ํา ขุดลอกคลองสาธารณะ และคลองธรรมชาติให้เพียงพอ ควรส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน พัฒนากลุ่มสตรีและกลุ่มแม่บ้าน เกษตร ปูองกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ควรเพิ่มการปลูกปุาในชุมชนบํารุงแหล่งน้ําธรรมชาติ และผลการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลผู้ให้ข้อมูลสําคัญเกี่ยวกับบทบาทการพัฒนาชุมชนขององค์การ บริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สรุปได้ว่า บทบาทการพัฒนาชุมชนขององค์การ ๙๑ ไพวัลย์พรหมนา,“การพัฒนาการบริหารงานตามหลักพุทธธรรมของสถานีตํารวจเพื่อประชาชน”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗).
๗๕ บริหารส่วนตําบลจะสามารถสําเร็จได้นั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐบาล ควรให้การสนับสนุนด้านงบประมาณให้เพียงพอต่อการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน๙๒ พระธานี จนฺทิโก (กลอมนอก) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาตนเองตามหลักภาวนา 4 ของเยาวชน ต าบลตาขัน อ าเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง” ผลการวิจัยพบว่า ๑) เยาวชน ต าบลตาขัน อ าเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตนเองตามหลักภาวนา ๔ ภาพรวม มีระดับการพัฒนาตนเอง อยู่ในระดับปานกลาง ๒) เยาวชน ต าบลตาขัน อ าเภอบ้านค่าย จังหวัด ระยอง หลังเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตนเองตามหลักภาวนา ๔ ภาพรวม มีระดับการพัฒนาตนเอง อยู่ในระดับมาก ๓) ผลการเปรียบเทียบระดับการพัฒนาตนเองตามหลักภาวนา ๔ ของเยาวชน ต าบลตาขัน อ าเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตนเองตาม หลักภาวนา ๔ โดยภาพรวมสูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05๙๓ พระสุวรรณารัฐ สิกฺขวินโย (กาน) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพุทธ ธรรม ของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบลนอกเมือง อ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์” ผลการวิจัย พบว่า 1. การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบลนอกเมือง อ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ประชาชนมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ย ( = 3.84) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย ( =3.85) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็น อยู่ในระดับมากทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามล าดับ คือ ด้านสุขภาพมีค่าเฉลี่ย ( =3.90), ด้านสังคมมีค่าเฉลี่ย ( =3.89), ด้านครอบครัว มีค่าเฉลี่ย ( =3.81)และ ด้านอาชีพ มีค่าเฉลี่ย ( =3.79) 3. เปรียบเทียบ ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารองค์การ บริหารส่วนต าบลนอกเมือง อ าเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ตามหลักพุทธธรรมโดยจ าแนกตามปัจจัย ส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ สถานภาพ อายุ และระดับการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็น ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐาน ส่วนประชาชนที่มีรายได้แตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐาน๙๔ ๙๒พระมหาสุภกันต์สุขุมาโล (พรมดี), “บทบาทการพัฒนาชุมชนขององค์การบริหารส่วนตําบลโพนสูง อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิต วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗). ๙๓พระธานี จนฺทิโก (กลอมนอก), “การพัฒนาตนเองตามหลักภาวนา 4 ของเยาวชน ตําบลตาขัน อําเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาและการ แนะแนว, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑). ๙๔พระสุวรรณารัฐ สิกฺขวินโย (กาน), “การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพุทธธรรม ของผู้บริหาร องค์การบริหารส่วนตําบลนอกเมือง อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑).
๗๖ จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ผู้วิจัยสามารถที่จะสรุปได้ว่า การพัฒนา จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานและเป็นแรงผลักดันให้เกิด ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัย ส่วนบุคคลของแต่ละบุคคลด้วย เพราะคนส่วนใหญ่มีภูมิหลังที่มาต่างกัน โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา อาชีพและรายได้ที่มักพบว่าปัจจัยเหล่านี้มักเป็นตัวแปรที่ทําให้เกิดการพัฒนาที่แตกต่างกัน ตารางที่ ๒.๑๒ งานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนา นักวิจัย สรุปผลการวิจัย พระสุริยะศักดิ์ จิตฺตธมฺโม ไพวัลย์ พรหมนา พระมหาสุภกันต์สุขุมาโล พระธานี จนฺทิโก พระสุวรรณารัฐ สิกฺขวินโย การพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยจําปาสัก เมืองปากเซ แขวงจําปาสัก ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลําดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านการศึกษา ด้านการฝึกอบรม ด้านหน่วยงาน การพัฒนาบุคลากร ด้านการจัดสัมมนา ทางวิชาการและด้านการศึกษาดูงานตามลําดับ สภาพทั่วไปของการให้บริการประสบปัญหาด้วยอัตรากําลังไม่เพียงพอ สภาพสถานีตํารวจเก่าและทรุดโทรม ขาดการดูแลบํารุงรักษา มีคดี อาชญากรรม เพราะความอ่อนแอของระบบราชการและระบบการบังคับ ใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การประยุกต์ใช้อคติ ๔ กับการอํานวยความ ยุติธรรมทางอาญา ประชาชนมีความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ประชาชนที่มีเพศ อาชีพ รายได้ต่อปีที่อยู่ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อบทบาทการพัฒนาชุมชนของ องค์การบริหารส่วนตาบลโพนสูง ไม่แตกต่างกัน ส่วนประชาชนที่มีอายุ ระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ผลการเปรียบเทียบระดับการพัฒนาตนเองตามหลักภาวนา ๔ ของ เยาวชน ต าบลตาขัน อ าเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ก่อนและหลังการเข้า ร่วมกิจกรรมการพัฒนาตนเองตามหลักภาวนา ๔ โดยภาพรวมสูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตาม หลักพุทธธรรมของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบลนอกเมือง อ าเภอ เมือง จังหวัดสุรินทร์ตามหลักพุทธธร รมโดยจ าแนกตามปัจจัย ส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ สถานภาพ อายุ และระดับการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐาน ส่วนประชาชน ที่มีรายได้แตกต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 จึงยอมรับสมมติฐาน
๗๗ ๒.๗.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้น า ผู้นํา เป็นบุคคลที่จะมาประสานช่วยให้คนทั้งหลายรวมกัน โดยที่ว่าจะเป็นการอยู่รวมกัน ก็ตามหรือทําการร่วมกันให้พากันไปด้วยดีสู่จุดหมายที่ดีงาม ผู้นํายังเป็นผู้ที่ชักพาให้คนอื่นเคลื่อนไหว หรือกระทําการในทิศทางที่ผู้นํากําหนดเปูาหมายไว้หลายคนมีบทบาทเป็นผู้นํากันอยู่แล้ว จากการศึกษาวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย มีผู้เสนอความคิดเห็นและแนวคิด ที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นํา ไว้ดังนี้ พัชรพร พิพัฒน์พงศกร ได้ศึกษาเรื่อง “ภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษาในอําเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์” การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษาภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ๒) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ โดยจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๓) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในอําเภอเมืองนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์ผลจากการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในอําเภอ เมืองนครสวรรค์จังหวัด นครสวรรค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้านทาน ด้านปิยวาจา ด้านอัตถจริยาและด้านสมานัตตตา พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็น ของบุคลากรต่อภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในอําเภอ เมืองนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์ โดยจําแนกตามสถานภาพส่วนบุคคล พบว่า บุคลากร ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และประสบการณ์ทํางานมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นํา ตามหลักสังคหวัตถุ๔ ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในอําเภอเมืองนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์ ไม่แตกต่างกัน ซึ่งปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในอําเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า ผู้บริหาร โรงเรียนต้องตระหนักถึงความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของบุคคลเป็นหลักใช้วิธีการพูดอย่างมีวาทศิลป์ ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและในการบริหารงานบุคคลควรใช้วิธีการจูงใจบุคลากร ให้ปฏิบัติงานตามที่มอบหมายมากกว่าสั่งการควรใช้วิธีการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่หลากหลาย อย่างสร้างสรรค์การบริหารงานหรือการให้บริการที่รวดเร็วก็เป็นการสร้างความประทับใจ แก่ผู้ร่วมงานและไม่ควรเย่อหยิ่งหรือวางตัวสูงกว่าผู้ใต้บังบัญชามากจนเกินไป และควรสร้างความ สามัคคีในหมู่คณะให้เกิดขึ้น สร้างความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนกับสังคมหรือองค์กรภายนอก เพื่อประสานสัมพันธไมตรีระหว่างโรงเรียนกับชุมชนหรือองค์การให้เกิดขึ้น๙๕ พัฒน์ภูมิ กอบกิตติ์กสานติ์ ได้ศึกษาเรื่อง “ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงในการบริหาร องค์กรของดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” โดยมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการคือ ๑) เพื่อศึกษาแนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้นําภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงการบริหารองค์กรและแนวคิดเกี่ยวกับผู้นําในทาง พระพุทธศาสนา ๒) เพื่อศึกษาภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงในการบริหารองค์กรของ ดร.อาจอง ชุมสาย ๙๕พัชรพร พิพัฒน์พงศกร, “ภาวะผู้นําตามหลักสังคหวัตถุ ๔ ของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ในอําเภอเมืองนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕).
๗๘ ณ อยุธยา และ ๓) เพื่อศึกษาแนวทางการประยุกต์องค์ความรู้เรื่องภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลง การบริหารองค์กรของดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เพื่อใช้กับสังคมไทยในปัจจุบัน ผลของการวิจัย พบว่า การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมประกอบด้วย ๔ ด้านอย่างชัดเจนคือ ๑) พฤติกรรมด้านการ มีอิทธิพลอุดมการณ์ หมายถึง พฤติกรรมผู้นํามีความประพฤติดีงามจนเป็นแบบอย่างให้กับผู้ตาม ได้ประพฤติปฎิบัติตาม ๒) พฤติกรรมด้านการสร้างแรงบันดาลใจ หมายถึง พฤติกรรมของผู้นํา ที่สามารถทําให้ผู้ตามเกิดแรงบันดาลใจที่จะปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ขององค์กร ๓) พฤติกรรมด้านการ กระตุ้นสติปัญญา หมายถึง พฤติกรรมของผู้นํา ที่มีการกระตุ้นผู้ตามเกิดการใช้ความคิด สติปัญญา วิเคราะห์ แยกแยะ นําไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสมทั้งในด้านการทํางานและการดําเนินชีวิต และ ๔) พฤติกรรมด้านการคํานึงถึงปัจเจกบุคคล หมายถึง พฤติกรรมของผู้นํา ที่มีการคํานึงถึง ความสําคัญของบุคคลที่อยู่ร่วมด้วยเป็นรายบุคคล ให้ความสนใจและให้ความช่วยเหลืออันจะทําให้ ผู้ตามมีความรู้สึกว่าตนเป็นคนที่มีคุณค่า พฤติกรรมของภาวะผู้นําทําให้ดร.อาจองประสบความสําเร็จ ในการบริหารโรงเรียนสัตยาไสให้เป็นสถานที่ให้การศึกษาด้านวิชาการและบ่มเพาะมนุษย์ให้มีคุณค่า ๕ ประการอันได้แก่ เป็นคนที่มีความจริง มีความรักควาเมตตา ไม่เบียดเบียน มีความประพฤติชอบ และมีความสงบสุขอันเป็นรากฐานที่ดีในการดําเนินชีวิตอย่างเป็นประโยชน์สุขเพื่อตนเอง และเพื่อสังคม๙๖ พระมหาศักดิ์ชัย อภิชาโต (ลีทหาร) ได้ศึกษาเรื่อง“ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําของ ผู้บริหารกับสมรรถนะหลักของเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัด นนทบุรี” การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นําและสมรรถนะหลักของ ผู้บริหารของเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี๒) เพื่อศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําและสมรรถนะหลักของผู้บริหารในองค์การของเทศบาลเมือง บางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ๓) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและ ข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้นําของผู้บริหารเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรีผลการศึกษาวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของความสัมพันธ์ ระหว่างภาวะผู้นําของผู้บริหารและสมรรถนะหลักของเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ระหว่างสมรรถนะหลักของเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี และภาวะผู้นําของผู้บริหารเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยจัดในระดับค่อนข้างสูงมาก ด้านปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นําของผู้บริหารและสมรรถนะหลักของเทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี สรุปได้ดังนี้ ปัญหาด้านวิสัยทัศน์กล่าวคือยังขาดวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่ ความสําเร็จขององค์กร ด้านความรอบรู้ยังไม่มีความรอบรู้ความเข้าใจในงานขององค์กร ด้านบุคลิกภาพไม่มีการตัดสินใจที่รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ๙๖พัฒน์ภูมิกอบกิตติ์กสานติ์,“ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงในการบริหารองค์กรของดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖).
๗๙ ด้านสร้างบรรยากาศองค์กรไม่มีการสร้างบรรยากาศให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ด้านมุ่งผลสัมฤทธิ์ยังขาดการเอาใจใส่ ด้านบริการที่ดียังไม่บริการที่ตรงตามความต้องการที่แท้จริง ด้านการสร้างสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพยังไม่มีความรู้ในวิชาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านจริยธรรมยังไม่มีการยึดมั่นในหลักการ ด้านความร่วมแรงร่วมใจยังไม่มีการประสานความร่วมมือ ของสมาชิกอย่างเต็มที่ ข้อเสนอแนะผู้บริหารควรกําหนดร่างนโยบายและจัดทําแผนกลยุทธ์ ที่สอดคล้องกับเปูาหมาย มีแนวความคิดที่สร้างสรรค์ทันสมัยและความกระตือรือร้นเอาจริงเอาจัง ในการทํางานควรปรับวิสัยทัศน์ของตนเองในการตัดสินใจ ควรมีการสร้างบรรยากาศการทํางาน ให้บุคลากรรู้สึกมั่นใจในการทํางานจะต้องเพิ่มขีดความสามารถของตนเองควรทุ่มเทความสามารถ ในการทํางานและมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในงาน งดอคติและตัดสินอย่างเป็น ธรรม ควรสนับสนุนและช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ๙๗ พระเสถียร ฐิติสมฺปนฺโน ได้วิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นํากับการบริหารวัด ตามหลักธรรมาภิบาล :กรณีศึกษาวัดในเขตตลิ่งชันกรุงเทพมหานคร” ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับธรรมาภิบาล ในการบริหารวัดในเขตตลิ่งชันกรุงเทพมหานครทั้ง ๖ ด้านได้แก่ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักคุณธรรม ด้านความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วมความรับผิดชอบ และด้านหลักความคุ้มค่า ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านหลัก คุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วม ด้านหลักความรับผิดชอบอยู่ในระดับ ปานกลาง ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทําให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นําในการบริหารวัดในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานครแตกต่างกัน คือ อายุสถานภาพ วุฒิการศึกษาทางโลก วุฒิการศึกษาทางธรรมและ ปัจจัยส่วนบุคคลที่ทําให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นําในการบริหารวัดในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ไม่แตกต่างกัน๙๘ อ าภา ปิยารมณ์ ได้ศึกษาเรื่อง “ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผล ของสถานศึกษาสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออก” จําแนกตาม ประเภทของสถานศึกษารวมทั้งเพื่อศึกษาความสัมพันธ์และตัวแปรด้านภาวะผู้นําที่สามารถร่วมกัน ประสิทธิผลของสถานศึกษากลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ครูสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาคตะวันออกจํานวน ๓๗๕ คน ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาและ ประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออก จําแนกตามประเภทของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออก จําแนกตามประเภทของสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ ๐.๐๕ ประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสํานักงาน ๙๗พระมหาศักดิ์ชัย อภิชาโต (ลีทหาร), “ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําของผู้บริหารกับสมรรถนะ หลักของเทศบาล เมืองบางศรีเมือง ตําบลบางศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖). ๙๘พระเสถียร ฐิติสมฺปนฺโน, “ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นํากับการบริหารวัดตามหลักธรรมาภิบาล : กรณีศึกษาวัดในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒).
๘๐ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกจําแนกตามประเภทของสถานศึกษาแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสําคัญ ภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออกอยู่ในระดับสูง ภาวะผู้นํา การเปลี่ยนแปลงด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการคํานึงถึงความเป็นเอกบุคคล ด้านการกระตุ้น ปัญญาและภาวะผู้นําการแลกเปลี่ยน ด้านการให้รางวัลตามสถานการณ์สามารถพยากรณ์ประสิทธิผล ของสถานศึกษาสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออก๙๙ พระปรัล จนฺทโก(ปรอม) ได้ศึกษาเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์แนวคิดภาวะผู้นําใน พระพุทธศาสนาเถรวาท” คุณลักษณะของผู้นําตามหลักพระพุทธศาสนาภาวะผู้นําตามหลัก พระพุทธศาสนาและการนําแนวคิดภาวะผู้นําตามหลักพระพุทธศาสนาไปใช้ในสถานะต่างๆ ดังนี้ คุณลักษณะผู้นําเบื้องต้น คือ บุคคลที่คนส่วนใหญ่ให้การยอมรับและพอใจ มีวิสัยทัศน์เป็นนักจัดการ ที่ดีมีเครือข่ายที่เอื้อประโยชน์ต่อองค์กรได้ ยึดหลักทศพิธราชธรรมเป็นแนวทางการดําเนินชีวิต โดยส่วนตนและส่วนรวม ภาวะผู้นําตามหลักพระพุทธศาสนาในเบื้องต้นผู้นําจะต้องเป็นผู้นําตนเอง ให้ได้ก่อน พร้อมกันนั้นผู้นําจะต้องมีความเมตตาคือเอาความรักที่บริสุทธิ์เป็นตัวนําในการบริหาร จัดการองค์กรทําหน้าที่ด้วยหลักราชสังคหธรรม คือ ดูแลผู้ตามหรือสมาชิกในองค์กรอย่างรอบด้าน และเสมอภาค ฉลาดในการนําความเจริญก้าวหน้ามาสู่องค์กรพร้อมกับย่อมรับฟังความเห็นจาก ส่วนรวม การนําแนวคิดภาวะผู้นําตามหลักพระพุทธศาสนาไปใช้ในสถานะ คือ ผู้นําครอบครัวต้อง มีวิสัยทัศน์เป็นนักจัดการทรัพยากรและปัญหาในครอบครัวฉลาดหลักแหลมในการนําพาครอบครัว ไปสู่ความมั่นคง มีความอดทนอดกลั้นเป็นหลักในการดํารงชีวิตครอบครัว ทําตัวเป็นกัลยาณมิตร ยึดความถูกต้อง ส่วนผู้นํารัฐ ต้องดํารงตนด้วยทศพิธราชธรรมเป็นที่ตั้ง ใส่ใจดูแลสวัสดิการประชาชน อย่างทั่วถึงตามหลักราชสังคหธรรมและให้การคุ้มครองประชาชนตรวจตราทุกข์สุขอย่างสม่ําเสมอ๑๐๐ ชนกพร เทียมวิไล ได้ศึกษาเรื่อง “ภาวะผู้นําเชิงพุทธสําหรับการบริหารสถานศึกษา” ผลการวิจัย พบว่า หลักพุทธธรรมที่มีความสอดคล้องกับภาวะผู้นําเชิงพุทธและการบริหารสถานศึกษา มีดังนี้ด้านภาวะผู้นําเชิงพุทธประกอบด้วยหลักพุทธธรรมที่มีความสอดคล้องกัน จํานวน ๑ หลักธรรม การบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม ๗ พบว่า สามารถนําหลักธรรม มาประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี เพราะหลักสัปปุริสธรรม เป็นหลักธรรมที่มี ความครอบคลุมและสอดคล้องกับการบริหารสถานศึกษา ทั้งด้านงานวิชาการ ด้านงานบุคคล ด้านงานงบประมาณ ด้านงานทั่วไป และเป็นหลักพุทธธรรมสําหรับคนดีมีความสําคัญต่อการเป็นผู้นํา ที่มีภาวะผู้นําเชิงพุทธ สําหรับแนวทางในการนําหลักสัปปุริสธรรม ๗ มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร สถานศึกษา พบว่า ทางด้านผู้บริหารการสถานศึกษาควรศึกษาหลักสัปปุริสธรรม ๗ ให้เกิดองค์ความรู้ ๙๙อําภา ปิยารมณ์, “การศึกษาภาวะผู้นํากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาคตะวันออก”, วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยบูรพา, ๒๕๕๑). ๑๐๐พระปรัล จนฺทโก (ปรอม), “การศึกษาวิเคราะห์แนวคิดภาวะผู้นําในพระพุทธศาสนาเถรวาท” วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด, ๒๕๕๕).
๘๑ กับตนเองก่อนแล้วนําสัปปุริสธรรม ๗ มาตีความ นําไปเปรียบเทียบกับการบริหารสถานศึกษา แต่ละด้านว่าควรใช้หลักการอย่างไรและที่สําคัญผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นําเชิงพุทธตามหลักสัปปุริสธรรม ๗ และมีประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา มีความรู้ มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเป็นอย่างดี นอกจากต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักสัปปุริสธรรม ๗ แล้ว ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจใน หลักของการบริหารสถานศึกษาด้วย เพื่อการบริหารสถานศึกษาที่จะเป็นไปตามเปูาหมายที่ตั้งไว้ด้วย ความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ๑๐๑ พระครูไพโรจน์ภัทรคุณ (วิโรจน์ ภทฺทปญฺโญ) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ภาวะผู้นําของ เจ้าอาวาสในอําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม” ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของพระภิกษุ ต่อภาวะผู้นําของเจ้าอาวาสในอําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทั้ง ๗ ด้านพบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๘๑ เมื่อจําแนกรายด้านเรียงลําดับค่าเฉลี่ยมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด พบว่า การศึกษาอบรมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓. ๑ รองลงมาคือ ศาสนบุคคล มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๓.๘๕ คุณลักษณะของความเป็นผู้นํา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๘๔ และปัจจัยการบริหารงาน ของเจ้าอาวาส มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๗๘ ศาสนวัตถุ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๗๗ ศาสนพิธีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๗๖ และการบริหารงานบุคคล ค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๓.๗๐ ตามลําดับ ในด้านภาวะผู้นําเมื่อจําแนกตาม สถานสภาพส่วนบุคคลโดยรวมพระภิกษุที่มีอายุ พรรษา การศึกษาทางโลกและการศึกษาทางบาลี ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นําของเจ้าอาวาสไม่แตกต่างกันซึ่งปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ สําหรับพระภิกษุที่มีการศึกษาทางธรรมและตําแหน่งที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นําของ เจ้าอาวาสแตกต่างกันซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ปัญหาส่วนใหญ่ของเจ้าอาวาสแต่ละวัดส่วนใหญ่ ให้ความสําคัญต่อการพัฒนาวัดและชุมชนใกล้เคียงอยู่ในระดับปานกลางและทําแบบเชิงรับอยู่กับที่ อยู่กับวัดเสียเป็นส่วนใหญ่ไม่ขยายขอบเขตการทํางานลงสู่ชุมชนเท่าที่ควรทําให้ขาดการรับทราบ ข้อมูลและปัญหาที่แท้จริง เจ้าอาวาสส่วนใหญ่ไม่มีนโยบายและการวางแผนที่ชัดเจนขาดการท างาน เป็นระบบมีเครือข่ายซึ่งต่างวัดต่างท า และที่ส าคัญคือขาดบุคคลากรที่มีศักยภาพที่จะมาสนองงาน ด้านการพัฒนาแต่ละด้าน๑๐๒ พระณรงค์ วุฑฺฒิเมธี(สังขวิจิตร) ได้ศึกษาเรื่อง “การบริหารจัดการตามหลัก ทุติยปาปณิกสูตรของ บริษัท เอ็นอีซีอินฟอนเทียร์ (ไทย) จํากัด” โดยเลือกบุคลากรจากบริษัท เอ็นอีซีอินฟอนเทียร์ (ไทย) จํากัด ตําบลคลองหนึ่ง อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีผลการวิจัย พบว่า การบริหารจัดการตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของ บริษัท เอ็นอีซีอินฟอนเทียร์ (ไทย) จํากัด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้านตามลําดับ คือ ด้านการจักขุมา ด้านวิธูโร และด้านนิสสยสัมปันโน ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากร ๑๐๑ ชนกพร เทียมวิไล,“ภาวะผู้นําเชิงพุทธสําหรับการบริหารสถานศึกษา”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗). ๑๐๒พระครูไพโรจน์ภัทรคุณ (วิโรจน์ ภทฺทปญฺโญ), “ภาวะผู้นําของเจ้าอาวาสในอําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๔).