การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน BUDDHISM INTEGRATION FOR PROMOTE ADMINISTRATION LEADERSHIP IN CHIANG KLANG DISTRICT OFFICE, NAN PROVINCE นายอานนท์ พรมเพ็ชร สารนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชารัฐศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖6
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน นายอานนท์ พรมเพ็ชร สารนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชารัฐศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖6 (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)
Buddhism Integration for Promote Administration Leadership in Chiang Klang District Office, Nan Province Mr.Anon Promphat A Research Paper Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Public Administration รัฐศาสตร์ Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2023 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก ชื่อสารนิพนธ์ : การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ผู้วิจัย : นายอานนท์ พรมเพ็ชร ปริญญา : รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะกรรมการควบคุมสารนิพนธ์ : ผศ. ดร. ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล, พธ.บ. (รัฐศาสตร์), รป.ม. (นโยบายสาธารณะ), พธ.ด. (รัฐประศาสนศาสตร์) : ผศ. ดร. ธิติวุฒิ หมั่นมี, พธ.บ. (การสอนสังคม), พธ.ม. (ปรัชญา), พธ.ด. (รัฐประศาสนศาสตร์) วันสำเร็จการศึกษา : 16 กรกฎาคม 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้เพื่อ ๑. ระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนัก ปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๒. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๓. แนวทางบูรณาการหลักพุทธ ธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยการวิจัยเป็นแบบผสานวิธีประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่าง ๑๗๒ คน โดยใช้ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิเคราะห์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๙ รูปหรือคน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และวิเคราะห์เนื้อหาเชิง พรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่า การอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้านการ มีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา ด้านการคำนึงถึง ความเป็นปัจเจกบุคคล อยู่ในระดับมากทุกด้าน และการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน
ข ๒. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักหลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิง บวกในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ จึงยอมรับสมมติฐาน ๓. แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอ เชียงกลาง จังหวัดน่าน ได้แก่ ๑) ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีการวางแผน สามารถมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างรอบครอบ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งใหม่ๆ มีเป้าหมายการบริหารที่ชัดเจน มีภูมิรู้ มีภูมิ ธรรม และเปิดรับความคิดของใต้บังคับบัญชาและประชาชนในพื้นที่ ๒) ผู้นำควรมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรคสิ่งใหม่ๆ มีทัศนคติที่ดี จัดการบริหารงานในด้านต่างๆ ด้วยความยุติธรรม มีคุณธรรม จริยธรรม และบูรณาการงานร่วมกันและสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ๓) ผู้นำควรมี มนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนและทุกองค์กรทุกหน่วยงาน สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้ ช่วยเหลือประชาชนซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์กร
ค Research Paper Title: Buddhism Integration for Promote Administration Leadership in Chiang Klang District Office, Nan Province Researcher : Mr. Mr.Anon Promphat Degree : Master of Public Administration Research Paper Supervisory Committee : Asst. Prof. Dr. Theeratas Rojkitjakul, B.A. (Political Science), M.P.A. (Public Policy), Ph.D. (Public Administration) : Asst.Prof. Dr. Thitiwut Munmee, B.A. (Teaching of Social Studies), M.A. (Philosophy) Ph.D. (Public Administration) Date of Graduation : July 16, 2023 Abstract Objectives of this research were: 1. To study the level of Leadership in administration of administrative officials at Chiang Klang District Office, Nan Province. 2. To study the relationship between the Papanikadhamma and Leadership of administration of administrative officials at Chiang Klang District Office, Nan Province. 3. Guidelines for Integrating Buddhist Principles to Promote Leadership in the Administration of Administrators Chiang Klang District Office, Nan Province. The research was a combined method consisting of quantitative research. There was a sample of 172 people using a questionnaire. The statistics used to analyze the data were frequency, percentage, mean, standard deviation. and used for analysis using Pearson correlation coefficient and qualitative research by in-depth interviews with 9 key informants or persons using the interview form and descriptive content analysis. Findings were as follows: 1. Leadership in administration of administrative officers in Chiang Klang District, Nan Province overall was at a high level. When considering each aspect, it was found that they were at a high level in all aspects. 2. The relationship between the Papanikadhamma and Leadership of administration of administrative officials at Chiang Klang District Office, Nan Province. as a
ง whole, had a very high positive relationship with statistical significance at the 0.01 level therefore accepted the hypothesis. 3 . The Integration of Buddhist Principles in the Administration of Administrators Chiang Klang District Office, Nan Province are: accept change towards new things have clear administrative goals, have knowledge, morality, and be open to the ideas of subordinates and people in the area. 2) Leaders should have initiative to create new things. have a good attitude Manage administration in various fields with justice, morality, ethics and integration of work together and building cooperation with network partners in the area. 3) Leaders should have good human relations with everyone and every organization and every department. Able to integrate collaboration to help people, which is the goal of the organization.
จ กิตติกรรมประกาศ สารนิพนธ์ เรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” ฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเพราะได้รับความเมตตา อนุเคราะห์ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือจากบุคคลหลายท่านด้วยกัน ซึ่งผู้วิจัยขอระบุนามไว้เพื่อ แสดงความขอบคุณ ดังนี้ ขอกราบขอบคุณพระเดชพระคุณ พระชยานันทมุนี, รศ.ดร. รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ, รศ.ดร. สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้คำแนะนำ อันเป็นประโยชน์ ในการทำสารนิพนธ์เพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น กราบขอบพระคุณ ผศ. ดร.ธีรทัศน์ โรจน์กิจจากุล ประธานกรรมการควบคุมสารนิพนธ์ ผศ. ดร.ธิติวุฒิ หมั่นมีกรรมการควบคุมสารนิพนธ์ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำแก้ไขข้อบกพร่อง ต่าง ๆ เพื่อให้เนื้อหามีความถูกต้องชัดเจนและสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นจนเสร็จสมบูรณ์ด้วยความเมตตากรุณา และปรารถนาดีตลอดมา กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจัย ทั้ง ๕ ท่าน ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบความถูกต้องและความเรียบร้อยของแบบสอบถาม และ ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลสำคัญทุกท่านที่ให้สัมภาษณ์เชิงลึกในการทำวิจัยครั้งนี้ ให้ลุล่วงสำเร็จไปด้วยดี กราบขอบพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ญาติพี่น้องและผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่มีส่วนช่วย อย่างสูงล้นต่อการศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่ต้นกระทั่งถึงวันนี้ คุณค่าและประโยชน์ที่เกิดจาก สารนิพนธ์นี้ ขอยกคุณความดีนี้เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา กตเวทิตาคุณแก่คุณอาจารย์ มารดา บิดา ครู อาจารย์ ญาติพี่น้อง และกัลยาณมิตร ผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน ทั้งที่ได้เอ่ยนาม และมิได้เอ่ยนามที่มีส่วนต่อ ความสำเร็จของข้าพเจ้าด้วยความรู้สึกขอบพระคุณจากใจ นายอานนท์ พรมเพ็ชร 16 กรกฎาคม 2566
ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญตาราง ฌ สารบัญแผนภาพ ฎ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ฏ บทที่ ๑ บทนำ ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๑ ๑.๒ คำถามการวิจัย ๕ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๕ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๕ ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๖ ๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๗ ๑.๗ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๘ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๙ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ๙ ๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงาน ๒๖ ๒.๓ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับนักปกครอง ๔๕ ๒.๔ หลักปาปณิกธรรม ๖๘ ๒.๕ ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๗๓ ๒.๖ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๗๗ ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๘๕
ช สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย ๘๗ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๘๗ ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๘๘ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๘๘ ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๘๙ ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๙๒ ๓.๒.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๙๒ ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๙๔ ๓.๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๙๔ ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๙๕ ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๙๕ ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๙๖ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๙๗ ๔.๑ ระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๙๗ ๔.๒ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพุทธธรรมเพื่อการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑๐๙ ๔.๓ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑๑๒ ๔.๔ องค์ความรู้ ๑๒๖ ๔.๔.๑ องค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๑๒๖ ๔.๔.๒ องค์ความรู้ที่ได้สังเคราะห์จากการวิจัย ๑๒๙
ซ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ๑๓๒ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๑๓๓ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๑๓๗ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๑๔๑ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๑๔๑ ๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ ๑๔๑ ๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ๑๔๑ บรรณานุกรม ๑๔๒ ภาคผนวก ๑๕๐ ภาคผนวก ก เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ๑๕๑ ภาคผนวก ข หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ ๑๕๘ ภาคผนวก ค ผลการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC ๑๖๔ ภาคผนวก ง หนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บข้อมูล เพื่อตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Try Out) ๑๖๖ ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ๑๖๘ ภาคผนวก ฉ หนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ ๑๗๑ ภาคผนวก ช หนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ ๑๗๓ ภาคผนวก ซ ประมวลภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๑๘๓ ประวัติผู้วิจัย ๑๘๙
ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ๒.๑ สรุปความหมายผู้นำ ๑๒ ๒.๒ สรุปคุณสมบัติของผู้นำ ๑๕ ๒.๓ สรุปลักษณะของผู้นำ ๒๐ ๒.๔ สรุปอำนาจของผู้นำ ๒๕ ๒.๕ สรุปแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานในยุคคลาสสิก ๓๓ ๒.๖ สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานในยุคการจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ๓๘ ๒.๗ สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานในยุคสมัยใหม่ ๔๔ ๒.๘ สรุปความหมายของการปกครอง ๔๖ ๒.๙ สรุปรูปแบบทั่วไปของการปกครอง ๕๖ ๒.๑๐ สรุปการปกครองตามหลักการของพระพุทธศาสนา ๖๓ ๒.๑1 ทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง ๖๗ ๒.๑๒ สรุปหลักปาปณิกธรรม 3 ๗๒ ๒.๑๓ สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ ๗๙ ๒.๑๔ สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหลักปาปณิกธรรม 3 ๘๓ ๔.๑ แสดงจำนวน และค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม ๙๗ ๔.๒ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากร ต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม ๑๐๐ ๔.๓ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อ ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ๑๐๑ ๔.๔ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อ ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ๑๐๒ ๔.๕ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อ ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา ๑๐๓
ญ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า ๔.๖ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อ ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ๑๐๔ ๔.๗ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลักปาปณิกธรรม 3 โดยภาพรวม ๑๐๕ ๔.๘ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อ หลักปาปณิกธรรม 3 ของผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านจักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกล ๑๐๖ ๔.๙ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อ หลักปาปณิกธรรม 3 ของผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านวิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ๑๐๗ ๔.๑๐ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อ หลักปาปณิกธรรม 3 ของผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านนิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มี มนุษยสัมพันธ์อันดี ๑๐๘ ๔.๑๑ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรม 3 กับการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑๐๙ ๔.๑๒ สรุปผลการทดสอบสมมติฐาน ๑๑๒ ๔.๑๓ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ แนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน โดยการประยุกต์ใช้ หลักปาปณิกธรรม 3 ด้าน ๑๑๗ ๔.๑๔ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ เกี่ยวกับ แนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน 4 ด้าน ๑๒๔ ๔.๑๕ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑๒๕
ฎ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หน้า ๒.๑ ทฤษฎีความคาดหวัง Vroom ๔๐ ๒.๒ Managerial ๔๒ ๒.๓ แสดงโครงสร้างส่วนราชการในอำเภอ ๗๔ ๒.๔ แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย ๘๖ ๔.๑ องค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๑๒๗ ๔.๒ องค์ความรู้ที่ได้สังเคราะห์จากการวิจัย ๑๓๐
ฏ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ อักษรย่อในสารนิพนธ์ฉบับนี้ ใช้อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๔ ส่วนคัมภีร์ภาษาไทย ใช้ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย การอ้างอิงพระไตรปิฎก จะระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังอักษรย่อชื่อคัมภีร์ เช่น ที.สี. (บาลี) ๙/๒๗๖/๙๗, ที.สี. (ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ ภาษาบาลี เล่ม ๙ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๗๙ ฉบับจุฬาเตปิฎกํ ๒๕๐๐, ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ภาษาไทย เล่ม ๙ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๙๘ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙ ตามลำดับดังนี้ ๑. คำอธิบายคำย่อในภาษาไทย ก. คำย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา องฺ.จตุกฺก. (บาลี) = สุตฺตนฺตปิฏก องฺคุตฺตรนิกาย จตุกฺกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.จตุกฺก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย)
บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1.1.1 ความเป็นมา ผู้นำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการบริหารงานในองค์การจะประสบความสำเร็จหรือ ล้มเหลวในการดำเนินงานนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ ตัวผู้นำ ผู้นำเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่าง ยิ่งในการนำครอบครัว ชุมชน สังคม หรือประเทศชาติให้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองความร่มเย็นเป็นสุขอัน เป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์ของบุคคลและสังคมทั่วไปเนื่องจกกมนุษย์เป็นสัตว์สังคม สังคมมนุษย์กับ การปกครอง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกัน เพราะธรรมชาติของมนุษย์เป็นที่ยอมรับกันว่า ตั้งแต่เกิดมี ขึ้นบนโลกมนุษย์ก็ได้แสดงสัญชาติญาณของสัตว์สังคมที่ปรารถนาอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นพวก เพื่อช่วย อำนวยประโยชน์แก่กันและปรารถนำความสุขทางใจจากการมีวงสมาคมมากกว่าอยู่ตามลำพังการที่ มนุษย์มีสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันนั้นมีคววมต้องการพื้นฐาน มนุษย์ต้องการแสวงหาปัจจัยสี่ คืออาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม บ้านที่อยู่อำศัยและยารักษาโลกร่วมมือกันแสวงหำจึงมีควำมสะดวกและปลอดภัย จะต้องมีผู้ดูแลคุ้มครองมีผู้แนะนำสั่งสอนและเป็นแบบอย่างให้ดำเนินชีวิต ตลอดจนเมื่ออยู่ร่วมกันใน สังคม ก็ต้องมีผู้นำหรือผู้ปกครอง ที่มีความสำมารถในกำรพัฒนำแก้ไขปัญหาและนำไปสู่จุดหมายที่ดี นั้นได้ ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า ในกำรบริหำรงำนขององค์การนั้นผู้นำ (Leader) เป็นปัจจัยที่ สำคัญยิ่งประการหนึ่ง ต่อความสำเร็จขององค์การนั้นๆ ทั้งนี้เพราะผู้นำ มีภาระหน้าที่และมีความ รับผิดชอบโดยตรง ที่จะต้องทำการวางแผน สั่งการ ดูแลให้บุคลากรขององค์การสำมารถขับเคลื่อน ปฏิบัติงานต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ ปัญหาที่เป็นที่สนใจของนักวิชาการและบุคคลทั่วไปอยู่ตรงที่ ว่า“ ผู้นำ”จะต้องทำอย่างไรหรือมีวิธีการนำอย่างไร จึงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามเกิดความ ผูกพันกับงานแล้ว ทุ่มเทความสามารถและพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จด้วยควาเต็มใจในการ ปฏิบัติงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์การ 1 ภาวะผู้นำหรือความเป็นผู้นำ (Leadership) นั้นเป็นกระบวนการที่ผู้บริหารจะให้มี อิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อื่น ปัจจัยที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งแห่งความสำเร็จของการทำหน้าที่ผู้นำก็คือ การเป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนความต้องการของคน ซึ่งความต้องการเป็นตัวกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการตัดสินใจ ถ้าเปลี่ยนความต้องการของคน ได้ผู้นำที่ดีจะช่วยให้คนพัฒนำความต้องการของตน ทั้งในทางปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลให้มีความ 1 ติน ปร ั ชญพฤทธิ์, ภาวะผ ู ้ นำและการม ี ส ่ วนร ่ วมมน ุ ษย ์ในองค ์ กร, (นนทบ ุ ร ี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๓), หน้า ๘๗.
2 ต้องการที่ถูกต้องดีงาม และให้หมู่ชนมีการประสานความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน2 ฝืนความ ต้องการของคน ทั้งสองฝ่ายก็จะไม่มีความสุขและสิ่งที่ทำก็อยากจะสำเร็จ เพราะในองค์กรหนึ่งๆ ไม่ว่า จะเป็นองค์กรของภาครัฐหรือเอกชนบุคคลสำคัญที่จะทำให้กลไกในระบบการบริหารงานขององค์กร ใดๆ ดำเนินไปสู่จุดหมายที่ดีงามก็คือ “ผู้นำ”ทั้งนี้เนื่องจากผู้นำเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดการ รวมถึงการริเริ่ม การวางแผน การบริการ กำกับการ และดำเนินการปรับปรุง แก้ไขปัญหต่างๆ ให้สัมฤทธิผลตามเป้าหมายขององค์กร ผู้นำจึงเป็นผู้มีอิทธิพลที่สามารถส่งผลกระทบ ต่อความเป็นไปขององค์กรในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านที่เกี่ยวกับการบริหาร 3 และด้านการบริหาร บุคคลดังนั้นในทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องมีผู้นำ ในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ที่เป็นยุคโลกไร้พรมแดนนี้ ในแง่ ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีต่างๆย่อมส่งผลให้ศักยภาพในการแข่งขันขององค์กรสูงขึ้นตามลำดับ ไม่ ว่าจะเป็นในระดับประเทศ ในสถาบันของภาครัฐและเอกชน ความอยู่รอดขององค์กรดังกล่าว ย่อมขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจอย่างถูกต้อง รอบคอบและทันต่อสถานการณ์ของผู้บริหาร ซึ่งก็คือผู้นำขององค์กรนั้นๆ ดังนั้นในทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องมีผู้นำในทุกๆสังคมซึ่งประกอบด้วยสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันศาสนาย่อมต้องมีผู้นำ เพื่อช่วยกำหนดทิศทางช่วยสั่ง การช่วยควบคุมระบบและช่วยประสานให้คนทั้งหลายทำงานร่วมกัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ดีงามที่ได้ วางไว้ร่วมกัน นอกจากนี้ปัญหาเกี่ยวกับผู้นำก็มักเกิดขึ้นใน สังคมปัจจุบันเสมอผู้นำบริหารงานอย่างไม่ มีเอกภาพไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนและ พวกพ้อง และยึดหลักประโยชน์นิยมเป็นใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดสภาพการณ์ของสภาวะ ผู้นำที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นในสังคม กล่าวคือเป็นปัญหาเกี่ยวกับการขาดซึ่งคุณธรรม จริยธรรม อัน เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของการเป็นผู้นำที่ดี จึงทำให้กลไกของการบริหารงานล้มเหลว ซึ่งย่อมมี ผลกระทบต่อความเสื่อมและความเจริญขององค์กรหรือสังคมนั้นๆ และบางครั้งอาจส่งผลทำให้เกิด ความล่มสลำยแห่งองค์กรหรือสังคมนั้นๆ นักบริหารต้องรู้จักความเด่นและความด้อยของตนเอง การรู้ ความเด่นก็เพื่อการทำงานที่เหมาะสมกับความสามารถของตน ตามปกตินักบริหารมักมองเห็นความ ผิดพลาดของลูกน้องได้ง่าย แต่มองข้ามความผิดพลาดของตน4 1.1.2 ความสำคัญของปัญหา ฝ่ายปกครองซึ่งมีบทบาทและเป็นกลไกในการผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ไปสู่การปฏิบัติ มีบทบาทสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยเฉพาะการรักษาความสงบแก้ไข 2 เนตร์พัณณายาวิราช, ภาวะผู้นำและผู้นำเชิงกลยุทธ์, (กรุงเทพมหานคร : เซ็นทรัลเอ็กซ์เพรช, ๒๕๔๖), หน้า ๒๕. 3 บุญทัน ดอกไธสง,. การจัดการองค์กร,. พิมพ์ครั้งที่๘. (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๒๕๕. 4 สิปปนนท์ เกตุทัต,. “วิสัยทัศน์กว้างไกล ปฏิบัติได้ผลจริง.” (ในภาวะผู้นำความสำคัญต่ออนาคต ไทย, ๒๕๔๕), หน้า ๑๒๔.
3 ปัญหาความเดือดร้อนหรือความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้ระงับหรือยุติลง ด้วยความเรียบร้อยและเป็นที่พึงพอใจกับประชาชนในท้องที่ ในการการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับ ประชาชนเป็นภารกิจหลักที่สำคัญของกระทรวงมหาดไทย สำหรับการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคนั้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้จัดระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) ระเบียบบริการส่วนกลาง 2) ระเบียบบริหารส่วนภูมิภาค 3) ระเบียบบริหารส่วนท้องถิ่น สำหรับการบริหารส่วนภูมิภาคได้จัดระเบียบการบริหารราชการ ไว้ 2 ส่วน คือ จังหวัด และอำเภอ สำหรับอำเภอนั้น โดยให้อำเภอเป็นหน่วยบริหารรองจากจังหวัด และได้บัญญัติอำนาจหน้าที่ในเขตอำเภอในการส่งเสริม สนับสนุน และจัดให้มีการบริการร่วมกันของ หน่วยงานของรัฐในลักษณะศูนย์บริการร่วมไกล่เกลี่ยหรือจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม5 มีนายอำเภอเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดา ข้าราชการในอำเภอ และรับผิดชอบการบริหารงานของอำเภอ ซึ่งถ้ามองจากโครงสร้างการบริการงาน ในส่วนภูมิภาคแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าฝ่ายปกครองเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในระดับพื้น ที่มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ การรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์และรับแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย การไกล่เกลี่ยประนีประนอม ข้อพิพาท เป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อลดความขัดแย้งในพื้นที่ อำเภอเป็นองค์กรที่มีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ อำเภอเป็นหน่วยราชการ บริหารส่วนภูมิภาครองจากจังหวัด ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลเหมือนจังหวัด ประกอบขึ้นจากท้องที่ หลายตำบลรวมกันขึ้นเป็นอำเภอ การจัดตั้งอำเภอจะต้องกระทำโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา การตั้ง อำเภอนอกจากจะอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ยังต้อง ดำเนินการให้เป็นไป ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ซึ่งในอำเภอหนึ่งๆ จะมีตำแหน่ง นายอำเภอเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการในอำเภอ และรับผิดชอบในการบริหารราชการ ของอำเภอหนึ่งๆ นอกจากนั้นยังมีอำนาจปกครองบังคับบัญชาและควบคุมการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตท้องที่อำเภอของตนอีกด้วย และในแต่ละอำเภอนอกจากจะมีตำแหน่งนายอำเภอ และปลัดอำเภอแล้ว ยังมีหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอซึ่งกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ส่งไปประจำ ทำงานในหน้าที่ของตน หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอนั้น ปกติให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือ นายอำเภอ และ มีอำนาจปกครอง บังคับบัญชา บรรดา ข้าราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมนั้นในอำเภอนั้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่าตำแหน่งนายอำเภอเป็นผู้บริหารหรือผู้นำที่มีอำนาจ ควบคุมดูแลสูงสุดของอำเภอนั้นๆ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 5 “พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534”, ราชกิจจานุเบกษา 108 (สิงหาคม 2564) : 35.
4 ที่จะสามารถกำหนดทิศทางของอำเภอให้เป็นไปในทางที่พัฒนาขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ ซึ่งในตำแหน่ง นายอำเภอนั้นมีอิทธิพลต่อการโน้มน้าวและชี้นำภาคส่วนต่าง ให้เป็นไปในทิศทางที่กำหนด ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจอยากจะศึกษาว่าจะทำอย่างไร ผู้ที่มารับตำแหน่งนายอำเภอจะเป็นที่รักและชอบของ ประชาชน ส่วนราชการต่างๆ หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะบุคคลคนเดียวนั้น มีอิทธิพลอย่างมากที่จะ ทำให้องค์การประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย หรือนโยบายของรัฐหรือไม่อย่างไร โดยนำมาปรับใช้ กับหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำต่อไป อำนาจหน้าที่ของที่ทำการปกครองอำเภอ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วน ราชการกรมการปกครอง พ.ศ.25596 1. ดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรมในเขตพื้นที่อำเภอ 2. ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอำเภอ 3. ดำเนินงานเกี่ยวกับราชการอื่นที่มิใช่ของส่วนราชการใดตามที่ได้รับมอบหมาย 4. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะศึกษา “การบูรณาการหลัก พุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัด น่าน” ในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามแนวนโยบายของทางราชการโดยให้เป็นไป ตามหลักกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ปฏิบัติงานด้วยความสุจริต มีคุณธรรม จริยธรรม ในการปกครอง เพราะว่าว่านายอำเภอซึ่งเป็นผู้นำของฝ่ายปกครอง จึงมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ เป็นผู้นำ ในภารกิจต่างๆ ของรัฐบาล กระทรวง ทะบวง กรม ในการขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุเป้าหมายอย่างมี ประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะอำเภอจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้บริการที่มีภาวะผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพราะจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้ส่วนราชการภายในอำเภอ ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีเต็ม กำลังความสามารถ ซึ่งจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการ พัฒนาระบบการบริหารจัดการของหน่วยงาน และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานของผู้ร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้เป็นหน่วยงานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขอย่างแท้จริง ตามหน้าที่ที่กฏหมาย กำหนด อันจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และยกระดับการบริหารงานเชิงพื้นที่ ต่อไป 6 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนที่ 6 ก (18 มกราคม 2559), หน้า 31.
5 ๑.๒ คำถามการวิจัย 1.๒.1 ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน อยู่ในระดับใด 1.๒.2 ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นัก ปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร 1.๒.3 พุทธบูรณาการเพื่อการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่า การอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ควรเป็นอย่างไร ๑.๓ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1.๓.1 เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1.๓.2 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1.3.3 เพื่อนำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑.4 ขอบเขตการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการศึกษา เรื่อง การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริม ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ผู้วิจัยได้กำหนด ขอบเขตการวิจัย ดังนี้ ๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้ มีตัวแปรในการวิจัยดังนี้ 1) ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) ได้แก่ 1.1) ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ, อายุ, ระดับ การศึกษา, ตำแหน่ง, รายได้, ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 1.2) หลักพุทธธรรม ได้แก่ หลักปาปณิกธรรม 3 ด้าน7 ประกอบด้วย 1) จักขุมา หมายถึง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล 2) วิธูโร หมายถึง เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 3) นิสสยสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น 7 พระธรรมโกศาจารย (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๓๘ – ๓๙.
6 2) ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนัก ปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยผู้วิจัยสังเคราะห์จากแนวคิดของ แบสและอาโวลิ โอ 4 ด้าน8 คือ 1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการ กระตุ้นให้ใช้ปัญญา 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ๑.๔.๒ ขอบเขตด้านประชากรและผู้ให้ข้อมูลสำคัญ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๒ กลุ่ม ดังนี้ ๑) ประชากร ได้แก่ บุคคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตร กำนัน รวมจำนวน 302 คน9 ๒) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยผู้วิจัยคัดเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ผู้บริการระดับสูงของอำเภอเชียงกลาง ข้าราชการ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ผู้นำท้องที่ในพื้นที่ ๑.๔.๓ ขอบเขตด้านพื้นที่ ผู้วิจัยได้กำหนดพื้นที่ในการทำวิจัย คือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑.๔.๔ ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาวิจัยระหว่างเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 รวม ระยะเวลา 16 เดือน 1.5 สมมติฐานการวิจัย 1.5.1 หลักปาปณิกธรรม มีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1.5.2 จักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1.5.3 วิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1.5.4 นิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดีมีความสัมพันธ์กับภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 8 Bass, B.M. & Avolio, B.J. (Eds.), Improving organizational effectiveness through transformational leadership, (Thousand Oaks, CA: Sage Publications, 1994), pp. 169 – 192. 9 กรอบอัตรากำลังของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน, ที่ทำการปกครองอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน, มิถุนายน 2564.
7 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย การบูรณาการ หมายถึง การผสมผสานทรัพยากรที่มีอยู่ นำมาบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนา หรือ ทำให้ดีขึ้น หลักพุทธรรม หมายถึง หลักปาปณิกธรรม 3 ประกอบด้วย 1. จักขุมา หมายถึง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีความรู้ มองสภาพเหตุการณ์ สถานการณ์ และสามารถวางแผนเตรียมรับมือได้ตลอดเวลา 2. วิธูโร หมายถึง เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความสามารถในงานส่วนตนงานส่วนรวม รู้จักหลักการและวิธีการ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 3. นิสสยสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น สามารถทำงาน ร่วมกันได้ ประสานงาน ประสานใจ ประสานประโยชน์ได้ดี ภาวะผู้นำในการบริหารงาน หมายถึง การส่งเสริมภาวะผู้นำตามตัวแบบของแบสและ อาโวลิโอ 4 ด้าน คือ 1. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์หมายถึง การที่ผู้นำประพฤติตัวเป็นแบบอย่างเป็นที่ ยกย่อง เคารพนับถือ ศรัทธาไว้วางใจ และทำให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกิดความภาคภูมิใจเมื่อได้ร่วมงานกัน 2. ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ หมายถึง การที่ผู้นำประพฤติจูงใจให้เกิดแรงบันดาลใจใน การปฏิบัติงานโดยสร้างแรงจูงใจภายใน การให้ความหมายและท้าทายในเรื่องงาน มีการแสดงออกซึ่ง ความกระตือรือร้น โดยการสร้างเจตคติที่ดีและการคิดแง่บวก 3. ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา หมายถึง การที่ผู้นำมีการกระตุ้นการปฏิบัติงานให้ ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทำให้การปฏิบัติงานมีความต้องการหาแนวทางใหม่ๆ มา แก้ปัญหา ในพื้นที่ เพื่อหาข้อสรุปใหม่ที่ดีกว่าเดิมเพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่และสร้างสรรค์ 4. ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล หมายถึง การที่ผู้นำแสดงให้เห็นในการ จัดการหรือการทำงานโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลมีการเอาใจเขามาใส่ใจเรามีการ ติดต่อสื่อสารแบบสองทางและเป็นรายบุคคลสนใจและเอาใจใส่ผู้ร่วมงานเป็นรายบุคคล ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง หมายถึง เป็นหน่วยการปกครองลำดับรองมาจากจังหวัด จัดตั้งขึ้นโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค ตามกฎหมายว่า ด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีนายอำเภอ เป็นหัวหน้าปกครอง นักปกครอง หมายถึง ตำแหน่งนายอำเภอผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในการบริหารจัดการอำเภอ
8 ๑.7 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1.7.1 ได้รับความรู้เกี่ยวกับระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1.7.2 ได้รับความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1.7.3 ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑.7.๔ ผลที่ได้จากการวิจัยจะสามารถนำไปเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาการส่งเสริม ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่องการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ผู้วิจัยได้นำแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอตามลำดับดังนี้ ๒.1 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ๒.2 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงาน 2.3 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับนักปกครอง ๒.4 หลักปาปณิกธรรม 2.5 ข้อมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ ๒.1.๑ ความหมายผู้นำ ความหมายผู้นํานั้นโดยทั่วไปมักจะหมายถึงบุคคลที่ทําหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานหรือ เป็นผู้บริหาร อย่างไรก็ดีนักการศึกษา นักบริหาร นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวไทยและ ต่างประเทศได้ให้คําจํากัดความหรือความหมายของผู้นําไว้ในหลายลักษณะ ทั้งลักษณะของการเกิด ผู้นํา ผู้นําในแง่ของการมีบทบาท ผู้นําในทางปฏิบัติหรือผู้นําในการใช้อํานาจอิทธิพล ผู้นําในด้านความ รับผิดชอบ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของคําว่าผู้นําผู้วิจัยจะได้นําเสนอ ในส่วนของนักวิชาการในทางพระพุทธศาสนาที่ได้ให้ความหมายของผู้นําไว้ ดังนี้ ผู้นํามีความหมายของพอสรุปได้ ดังนี้1 ผู้นํา คือบุคคลที่มีอํานาจในการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีอิทธิพลเหนือผู้ตาม ผู้นํา คือ ผู้ที่ใช้อิทธิพลหรืออํานาจหน้าที่ในความสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อการปฏิบัติการและอํานวยการโดยใช้กระบวนการติดต่อซึ่งกันและกัน เพื่อให้ บรรลุตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ ผู้นํา คือ ผู้สร้างอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อจะก่อให้เกิดความพยายามในการ ดําเนินงานให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ร่วมกัน ผู้นํา คือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีอํานาจ อิทธิพลเหนือความสามารถจูงใจคนให้ ปฏิบัติตามความคิดเห็น ความต้องการหรือคําสั่งของเขาได้ ผู้นํามีอิทธิพลเหนือการปฏิบัติการหรือ พฤติกรรมของผู้อื่น 1 กวีวงศ์พุฒ, ภาวะผู้นํา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ส่งเสริมวิชาชีพบัญชี, ๒๕๓๙), หน้า ๓๐.
10 ผู้นํา คือ ผู้ที่มีหน้าที่ควบคุม ตรวจตรา ประสานงาน วินิจฉัย สั่งการ โน้มน้าวใจ ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทําหนาท้ ี่ของตนอย่างดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้นํา คือ ผู้ที่ทํางานร่วมกับผู้อื่นโดยเป็นผู้ชักจูงให้ผู้อื่นที่เกี่ยวข้องร่วมแรงร่วมใจ ทํางานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ด้วยความสมัครใจมีความกระตือรือร้นมุ่งให้ได้ผลงานดียิ่ง ภาวะผู้นํา คือ ศิลปะหรือความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จูงใจหรือใช้อิทธิพลต่อบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติการและอํานวยการ โดยใช้ กระบวนการติดต่อซึ่งกันและกันให้ร่วมใจกับตนดําเนินการ จนกระทั่งบรรลุผลสําเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กําหนดไว้2 ผู้นํา หมายถึง บุคคลที่มีบทบาทสําคัญในกลุ่มมีความสามารถในการจัดการหรือการ ประสานการทํางานของสมาชิก ให้สามารถปฏิบัติงานและภารกิจต่างๆ จนประสบความสําเร็จตาม วัตถุประสงค์ของกลุ่ม3 ได้ให้คําจํากัดความว่า ผู้นํา คือ บุคคลผู้มีความสามารถในการบังคับบัญชาผู้อื่น และ ประสานงานให้ผู้อื่นทํากิจการให้บรรลุผลสําเร็จตามวัตถุประสงค์ด้วยความเต็มใจ4 ผู้นํา คือ ลักษณะที่แสดงถึงความสามารถในการนําพา การดําเนินกิจการ การแก้ไข ปรับปรุง และการรักษาขวัญและกําลังใจของกลุ่ม ทําให้กลุ่มบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการให้มากที่สุด5 “ภาวะผู้นํา” คือ ความสัมพันธ์ซึ่งบุคคลหนึ่งหรือผู้มีอิทธิพลให้ผู้อื่นทํางานร่วมกันอย่าง เต็มใจ เพื่อบรรลุเป้าหมายอันเป็นที่ต้องการของผู้นํา ผู้นํา จึงมิใช่มีบทบาทเป็นเพียงผู้ผลักดันเพียง ด้านเดียว แต่เป็นผู้ดึงด้วย โดยแจ้งให้ผู้ตามทราบแนวทางปรารถนาให้ปฏิบัติตามด้วยการปฏิบัติตน เป็นตัวอย่างที่ดี6 ผู้นํา คือ บุคคลซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นมาได้รับการยกย่องขึ้นมาให้เป็นหัวหน้า มีความสามารถใน การปกครอง บังคับบัญชา และอาจชักพาผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหมู่ชนไปในทางดีหรือชั่วได้7 ภาวะผู้นํา หมายถึง กระบวนการ มิใช่บุคคล เป็นกระบวนการของการมีอิทธิพลเหนือกลุ่ม เพื่อการกําหนดเป้าหมายและการบรรลุเป้าหมาย ของกลุ่มผู้นํา ไม่เพียงแต่ยืนอยู่เบื้องหลังกลุ่มที่คอย แต่วางแผนและผลักดันแต่ผู้นําจะต้องยืนอยู่ข้างหน้ากลุ่มและนํากลุ่มปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย8 2 กิติ ตยัคคานนท์, เทคนิคการสร้างภาวะผู้นํา, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : บัตเตอร์ฟลายการ พิมพ์, ๒๕๓๕), หน้า ๒๐. 3 ฉันทนา จันทร์บรรจง, จิตวิทยาการบริหาร, (พิษณุโลก : บุญรอดเปเปอร์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๕๑. 4 Eavid J. Campbell, Organizations and the Business Environment, (Oxford :Butterworth Heineman, 1997), p. 169. 5 เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๗. 6 เถาวัลย์ นันทาภิวัฒน์, หลักการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๒๑), หน้า ๒๐๓. 7 อ้างใน พระครูสิริจันทนิวิฐ, ภาวะผู้นําเชิงพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : นิติธรรมการพิมพ์, ๒๕๔๙), หน้า ๑๖-๑๗. 8 นงลักษณ์ สุทธิวัฒนพันธ์, พัฒนาบุคลิกผู้นําและนักบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สุขภาพ, ๒๕๔๔), หน้า ๒.
11 ผู้นํามีความหมาย ๕ ประการ 9 ดังนี้ ๑) ผู้นํา คือ ผู้ที่มีอิทธิพลในทางที่ถูกต้องต่อการกระทําของผู้อื่น ๒) ผู้นํา คือ ผู้ที่มีอิทธิพลในทางที่ถูกต้องต่อการกระทําของผู้อื่นมากกว่าคนอื่นในกลุ่มที่ ปฏิบัติงานอยู่ ๓) ผู้นํา คือ ผู้ที่ไดร้ับการเลือกตั้งจากกลุ่มเพื่อเป็นหัวหน้า ๔) ผู้นํา คือ ผู้ที่ใช้อิทธิพลในการกําหนดเป้าหมายให้บรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ๕) ผู้นํา คือ ผู้ซึ่งได้รับตําแหน่งในสํานักงานและมีอิทธิพลในตัวสูง ผู้นํา คือ บุคคลที่มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับสถานการณ์ที่กลุ่มยอมรับนับถือ และมอบความไว้วางใจให้นําสมาชิกไปสู่ความสําเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ด้วยความราบรื่น เรียบร้อย10 ผู้นํา (Leader) หมายถึง บุคคลที่ได้รับการยอมรับและยกย่องจากบุคคลอื่น หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้ง หรือได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าในการดําเนินงานต่างๆ ในองค์กรต่างๆ ต้องอาศัยบุคคลที่เป็นผู้นํา และมีความเป็นผู้นําจึงจะทําให้องค์กรดําเนินไปอย่างบรรลุผลสําเร็จตาม วัตถุประสงค์และนําพาหน่วยงานไปสูความเจริญก้าวหน้า11 ให้คําจํากัดความว่า “” ผู้นํา หมายถึง ผู้ที่จะต้องมีอํานาจ (Power) หรือเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น หรือเป็นผู้มี อํานาจการบังคับบัญชาตามกฎหมายระเบียบภายในองค์การเมื่อพูดสิ่งใดผู้อื่นจะเชื่อถือและทําตาม โดยมีอํานาจนั้นจะต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งความชอบธรรมทางด้านกฎหมาย ตําแหน่งหน้าที่ ทางสังคม และฐานบุญบารมีซึ่งในสังคมไทย บารมีเกิดจากการให้ เป็นกระบวนการสะสมกุศลบารมี ทั้งด้าน ทรัพยากร วัตถุ การช่วยเหลือด้านแรงกายและแรงใจ12 อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความจํากัดความว่า “ผู้นําไม่ใช่ผู้ที่จะนําคนอื่น แต่ผู้นําที่ดี คือ ผู้นํา ที่มีคนอื่นอยากเดินตาม”13 สรุปได้ว่า ผู้นำหมายถึงผู้ที่จะต้องมีอํานาจ (Power) หรือเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น หรือ เป็นผู้มีอํานาจการบังคับบัญชาตามกฎหมายระเบียบภายในองค์การเมื่อพูดสิ่งใดผู้อื่นจะเชื่อถือและทํา ตาม โดยมีอํานาจนั้นจะต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งความชอบธรรมทางด้านกฎหมาย ตําแหน่งหน้าที่ ทาง สังคม และฐานบุญบารมีซึ่งในสังคมไทย บารมีเกิดจากการให้ เป็นกระบวนการสะสมกุศลบารมี ทั้ง ด้านทรัพยากร วัตถุ การช่วยเหลือด้านแรงกายและแรงใจ 9 นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์, หลักการบริหารการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : บพิธการพิมพ์, ๒๕๓๔), หน้า ๙๕. 10 น้อย สุปิงคลัด, ภาวะความเป็นผู้นําในงานพัฒนาชุมชน, (มปท, ๒๕๓๗), หน้า ๔. 11 เนตร์พัณณา ยาวิราช, ภาวะผู้นําและผู้นําเชิงกลยุทธ์, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทเซ็นทรัลเอ็กเพรส จํากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑. 12 บรรยงค์ โตจินดา, การบริหารงานบุคคล (การจัดการทรัพยากรมนุษย์), (กรุงเทพมหานคร : รวม สาส์น (๒๕๔๐), ๒๕๔๓), หน้า ๓๖๒. 13 อานันท์ปันยารชุน “ผู้นํา คือผู้ที่คนอื่นอยากเดินตาม,” ใน ผู้นํา, สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และสุทธิ สุทธิลักษณ์ สติตะสิริบรรณาธิการ, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๑), หน้า ๒๔.
12 ตารางที่ ๒.1 สรุปความหมายผู้นำ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก กวี วงศ์พุฒ ผู้นํา คือ ผู้สร้างอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อจะก่อให้เกิด ความพยายามในการดําเนินงานให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ร่วมกัน กิติ ตยัคคานนท์ ผู้นํา คือ ศิลปะหรือความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จูงใจหรือใช้ อิทธิพลต่อบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมงานหรือ ผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ ฉันทนา จันทร์บรรจง ผู้นํา หมายถึง บุคคลที่มีบทบาทสําคัญในกลุ่มมีความสามารถ ในการจัดการหรือการประสานการทํางานของสมาชิก ให้ สามารถปฏิบัติงานและภารกิจต่างๆ จนประสบความสําเร็จ ตามวัตถุประสงค์ Eavid J. Campbell ผู้นํา คือ บุคคลผู้มีความสามารถในการบังคับบัญชาผู้อื่น และ ประสานงานให้ผู้อื่นทํากิจการให้บรรลุผลสําเร็จตามวัตถุประสงค์ ด้วยความเต็มใจ เถาวัลย์ นันทาภิวัฒน์ ภาวะผู้นํา” คือ ความสัมพันธ์ซึ่งบุคคลหนึ่งหรือผู้มีอิทธิพลให้ ผู้อื่นทํางานร่วมกันอย่างเต็มใจ เพื่อบรรลุเป้าหมายอันเป็นที่ ต้องการของผู้นํา พระครูสิริจันทนิวิฐ ผู้นํา คือ บุคคลซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นมาได้รับการยกย่องขึ้นมาให้เป็น หัวหน้า มีความสามารถในการปกครอง บังคับบัญชา และอาจ ชักพาผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหมู่ชนไปในทางดีหรือชั่วได้ นงลักษณ์ สุทธิวัฒนพันธ์ ภาวะผู้นํา หมายถึง กระบวนการ มิใช่บุคคล เป็นกระบวนการ ของการมีอิทธิพลเหนือกลุ่มเพื่อการกําหนดเป้าหมายและการ บรรลุเป้าหมาย ของกลุ่ม นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์ ผู้นํา คือ ผู้ที่มีอิทธิพลในทางที่ถูกต้องต่อการกระทําของผู้อื่น น้อย สุปิงคลัด ผู้นํา คือ บุคคลที่มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับสถานการณ์ ที่กลุ่มยอมรับนับถือ และมอบความไว้วางใจให้นําสมาชิกไปสู่ ความสําเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ด้วยความราบรื่นเรียบร้อย เนตร์พัณณา ยาวิราช ผู้นํา คือ บุคคลที่มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับ สถานการณ์ที่กลุ่มยอมรับนับถือ และมอบความไว้วางใจให้นํา สมาชิกไปสู่ความสําเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ บรรยงค์ โตจินดา ผู้นํา หมายถึง ผู้ที่จะต้องมีอํานาจ (Power) หรือเป็นผู้มีอิทธิพล เหนือผู้อื่น หรือเป็นผู้มีอํานาจการบังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบภายในองค์การ อานันท์ปันยารชุน ผู้นําไม่ใช่ผู้ที่จะนําคนอื่น แต่ผู้นําที่ดี คือ ผู้นําที่มีคนอื่นอยาก เดินตาม
13 2.1.2 คุณสมบัติของผู้นำ ผู้นําเป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ความสามารถและลักษณะต่างๆ ของผู้นําที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นมี นักวิชาการและผู้บริหารหลายท่านกล่าวถึงคุณลักษณะผู้นําที่ดีเอาไว้ได้ดังนี้ คุณสมบัติที่ดีของผู้นําว่ามี๖ ประการ ดังนี้14 ๑) เป็นผู้นําที่มีแรงจูงใจ หมายถึง เป็นผู้ที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะประสบ ความสําเร็จมีพลังอย่างมาก และมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ๒) มีความต้องการที่จะเป็นผู้นํา ชอบที่จะเป็นผู้นํามากกว่าผู้ตาม และจะเป็นผู้ที่มี อิทธิพลเหนือผู้อื่น ๓) มีความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม ๔) เป็นผู้มีความมั่นใจ ซึ่งความมั่นใจจะมีบทบาทสําคัญต่อการตัดสินใจ และทําให้ ผู้ใต้บังคับบัญชามีความเชื่อมั่นในผู้นํา ๕) มีความสามารถในการรับรู้และมีความฉลาด ๖) ต้องเป็นผู้ที่รู้จักองค์การเป็นอย่างดี เพราะจะเป็นข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจที่ ถูกต้องและเหมาะ ผู้นําที่มีคุณสมบัติและทักษะที่ดีได้แก่15 ๑) เป็นผู้ที่มีทักษะของการใช้อิทธิพล (Influence skills) โดยสามารถใช้ความเป็น ผู้นําในการทําให้ผู้ปฏิบัติงานเต็มใจที่จะทํางานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ ๒) เป็นผู้ที่มีทักษะในการมอบหมายงาน (Delegation skills) พร้อมทั้งสามารถทํา ให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายนั้นด้วย ๓) เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่น (Flexibility skills) และสามารถแก้ไขปัญหาที่กําลังเผชิญอยู่ ๔) เป็นผู้มีทักษะในการจูงใจ (Motivational skills) โดยเป็นผู้สนับสนุนและจัดสร้าง สภาพแวดล้อมเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทุ่มเทและอุทิศตนเองให้กับงาน คุณสมบัติของผู้นําที่ดีในมุมมองของผู้ปฏิบัติงาน โดย Franklin Covey Center for Research ได้ทําการสํารวจความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจํานวน ๓๗,๐๐๐ คน ในปีค.ศ. ๑๙๙๗-๑๙๙๘ ผลการศึกษาพบว่าคุณสมบัติของผู้นําที่ดีที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมี๑๑ ประการเรียงตามลําดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่16 14 Gary Dessler, Management : Principles and Practices for Tomorrow’s Leaders, 3thed., (New Jersey : Pearson Education, Inc., 2004), pp.256-258. 15 Luis R. Gomez-Mejia and David B. Balkin, Management, (New York : McGraw-Hill Bookcompany, 2002), p.287. 16 Paul R. Timm and Brent D. Peterson, People at Work : Human Behavior in Organizations, 5th ed., (New York : South-Westem Publishing, 2000), pp. 147-150.
14 ๑) เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสาร (Effectively communicate) รวมถึงมี ความสามารถในการรับฟังด้วย ๒) เป็นผู้ที่มีคุณธรรม (Exhibit Integrity) มีความซื่อสัตย์ (Honesty) และน่า ไว้วางใจ (Trustworthy) ๓) เป็นผู้ที่มีความสนุกสนานกับการทํางานเป็นทีม (Enjoy Team Work) ผู้ปฏิบัติงานต้องการผู้นําที่เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาและสามารถทํางานร่วมกับพวกเขาได้เป็นอย่างดี ๔) เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ (Be Visionary) และบอกกล่าววิสัยทัศน์นั้นต่อผู้ปฏิบัติงานมี ความคิดสร้างสรรค์และทํางานกับผู้ปฏิบัติงานเพื่อจะนําทีมงานไปสู่วิสัยทัศน์นั้น ๕) เป็นผู้ที่กล้าตัดสินใจ (Make Decisions) มีความสามารถในการแก้ปัญหา เป็น นักวางแผน และเป็นผู้มีความสามารถในการจัดระบบการทํางานท่ดี ๖) เป็นผู้ใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงาน (Demonstrate Caring) รวมทั้งมีความ ห่วงใย เห็นอกเห็นใจ และให้การสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานด้วย ๗) เป็นแบบอย่างที่ดีได้ (Be a Model) ซึ่งมีความสําคัญคือจะส่งผลต่อพฤติกรรมของ ผู้ปฏิบัติงาน ๘) เป็นผู้ที่อุทิศตนเองให้กับงาน (Be Dedicated) และทํางานหนักเพื่อให้งานบรรลุ เป้าหมาย ๙) เป็นผู้ที่สามารถจูงใจผู้อื่นได้ (Be a Motivator) ๑๐) เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ (Be Expert) มีความรู้มีความสามารถ และมีความ เฉลียวฉลาด ๑๑) เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ (Be Courageous) และกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง คุณสมบัติของผู้นําที่จะทําให้ประสบความสําเร็จว่ามี๔ ประการ คือ17 ๑) เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล (Creating a Vision) มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ และมีการ ร่วมกําหนดเป้าหมายกับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจะทําให้ผู้ปฏิบัติงานมีความผู้กพันกับเป้าหมายนั้น และจะ พยายามดําเนินการเพื่อให้เป้าหมายนั้นบรรลุผล ๒) เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสาร (Meaning through Communication) ๓) เป็นผู้ที่มอบอํานาจให้กับผู้ปฏิบัติงาน (Empowerment) โดยให้ผู้ปฏิบัติงานมี ส่วนร่วมในการพัฒนาเป้าหมายและนโยบาย ซึ่งเมื่อเป้าหมายนั้นบรรลุผลผู้ปฏิบัติงานก็จะเกิดความ พึงพอใจ รวมทั้งผู้นําให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน และช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานบรรลุ เป้าหมายส่วนบุคคลด้วย 17 Don Hellriegel, John W. Slocom and Richard W. Woodman, Organizational Behavior, 8th ed., (Ohio : South-Western College Publishing, 1998), pp.303-304
15 ๔) เป็นผู้ที่เข้าใจตนเอง (Self-Understanding) โดยรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตนเอง และเป็นผู้ที่ต้องการข้อมูลย้อนกลับของผลการปฏิบัติงาน เพื่อปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้นโดยคุณสมบัติ ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้และสามารถพัฒนาได้กล่าวโดยสรุปคุณสมบัติของผู้นําที่ดีนั้น ควร ประกอบไปด้วยการเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทํางาน และมีทักษะด้านความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล มีความเมตตามองผู้ใต้บังคับบัญชาในแง่ดี มีใจเป็นกลาง มีความยุติธรรม มีหัวใจพระ พรหม มีความเสียสละลดมานะทิฏฐิ มีความเข้มแข็งอดทน และไม่มีอคติ๔ ซึ่งคุณธรรมต่างๆ เหล่านี้ จะทําให้เกิดประสิทธิภาพในการทํางาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์การนั้นๆ สรุปได้ว่า คุณสมบัติของผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีทักษะของการใช้อิทธิพล มีทักษะในการ มอบหมายงาน มีความยืดหยุ่น มีทักษะในการจูงใจ (Motivational skills) และเป็นผู้ที่มอบอํานาจ ให้กับผู้ปฏิบัติงาน (Empowerment) โดยให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาเป้าหมายและ นโยบาย ซึ่งเมื่อเป้าหมายนั้นบรรลุผลผู้ปฏิบัติงานก็จะเกิดความพึงพอใจ รวมทั้งผู้นําให้การสนับสนุน เพื่อพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน และช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคลด้วย ตารางที่ ๒.2 สรุปคุณสมบัติของผู้นำ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก Gary Dessler คุณสมบัติที่ดีของผู้นําว่ามี ๖ ประการ ได้แก่ 1) เป็นผู้นําที่มี แรงจูงใจ 2) มีความต้องการที่จะเป็นผู้นํา 3) มีความซื่อสัตย์ และมีคุณธรรม 4) เป็นผู้มีความมั่นใจ 6) มีความสามารถใน การรับรู้7)ต้องเป็นผู้ที่รู้จักองค์การเป็นอย่างดี Luis R. Gomez-Mejia and David B. Balkin คุณสมบัติและทักษะสําหรับผู้นําที่ดีได้แก่ 1) เป็นผู้ที่มีทักษะ ของการใช้อิทธิพล 2) เป็นผู้ที่มีทักษะในการมอบหมายงาน 3) เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่น 4) เป็นผู้มีทักษะในการจูงใจ Paul R. Timm and Brent D. Peterson, คุณสมบัติของผู้นําที่ดีที่ผู้ปฏิบัติงานต้องมี๑๑ ประการ ได้แก่ 1) เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสาร 2) เป็นผู้ที่มีคุณธรรม 3) เป็นผู้ที่มีความสนุกสนานกับการทํางาน 4) เป็นผู้ที่มี วิสัยทัศน์5) เป็นผู้ที่กล้าตัดสินใจ 6) เป็นผู้ใส่ใจต่อความรู้สึก ของผู้ปฏิบัติงาน 7) เป็นแบบอย่างที่ดี8) เป็นผู้ที่อุทิศตนเอง ให้กับงาน 9) เป็นผู้ที่สามารถจูงใจผู้อื่น 10) เป็นผู้ที่มีความ เชี่ยวชาญ 11) เป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ Don Hellriegel, John W. Slocom and Richard W. Woodman คุณสมบัติของผู้นําที่จะทําให้ประสบความสําเร็จว่ามี๔ ประการ ๑) เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ๒) เป็นผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสาร ๓) เป็นผู้ที่มอบอํานาจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ๔) เป็นผู้ที่เข้าใจตนเอง
16 2.1.3 ลักษณะของผู้นำ นักสังคมวิทยา ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับลักษณะของผู้นําเอาไว้ว่า ลักษณะของผู้นําจะเป็น แบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของสังคมในแต่ละแห่งเป็นตัวกําหนด เพราะผู้นํา คือบุคคลธรรมดาที่ ได้รับการยอมรับจากมติของมหาชน จึงปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ส่วนนักจิตวิทยา ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับลักษณะของผู้นําเอาไว้ว่า ลักษณะของ ผู้นํา ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของสังคม ความแตกต่างของลักษณะสังคมจะเป็นเครื่องกําหนดความ แตกต่างของลักษณะผู้นําแต่ละประเภท เมื่อกล่าวโดยสรุป ลักษณะของผู้นําที่แตกต่างกัน ก็โดยเกณฑ์ ที่แตกต่างกันดังกล่าวเป็นเครื่องกําหนด สําหรับนักวิชาการท่านอื่นๆ ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับลักษณะ ของผู้นําเพิ่มเติมเอาไว้ดังนี้ ลักษณะผู้นํา โดยพิจารณาจากการบริหารงาน โดยแบ่งออกเป็น ๔ แบบ ดังนี้18 ๑) ผู้นําแบบเจ้าระเบียบ ผู้นําแบบนี้มักจะถือระเบียบแบบแผนเป็นสําคัญ ไม่ชอบให้ มีการเปลี่ยนแปลง มีลักษณะคล้ายกับผู้นําแบบ อัตนิยม การสั่งการมักใช้กฎระเบียบเป็นเครื่องมือโดย ยกเหตุผลในระเบียบมาใช้ในการปฏิบัติงานมากกว่า การติดต่อสื่อสาร สั่งงาน มักเป็นไปในทิศทาง เดียวกัน ๒) ผู้นําแบบบงการ เป็นผู้นําที่ชอบใช้อํานาจในการปฏิบัติงานขาดหลักมนุษย์ สัมพันธ์ทํางานแบบสั่งการเพื่อแสดงถึงการมีอํานาจและความสัมพันธ์ในการทํางาน ๓) ผู้นําแบบจูงใจ เป็นผู้นําที่ปฏิบัติงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมพิจารณาแสดงความ คิดเห็นและเป็นการบรรเทาการต่อต้านไปด้วย การติดต่อสั่งงานเป็นแบบสองทิศทาง ๔) ผู้นําแบบร่วมใจ เป็นผู้นํา ที่นิยมการปรึกษาหารือและเสริมสร้างความสัมพันธ์อัน ดีระหว่างผู้บังคับบัญชา ยึดหลักประนีประนอมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในฐานะ ผู้ร่วมงาน อาศัยศิลปะการจูงใจเมื่อประสงค์ให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งให้ความร่วมมือร่วม ใจในการแสดงความคิดเห็นและการปฏิบัติงาน ในหนังสือจริยธรรมกับภาวะผู้นําของมนตรี ธีรธรรมพิพัฒน์ได้ศึกษากําหนดลักษณะของ ผู้นําออกเป็น ๓ แบบ คือ19 ๑) ผู้นําแบบอัตตาธิปไตย โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของผู้นําและการกําหนด นโยบายของผู้นํา ซึ่งผู้นําประเภทนี้จะตัดสินใจเองไม่ให้กลุ่มตัดสินใจ มีลักษณะถือตัวและมีความ ภูมิใจในตัวเอง ๒) ผู้นําแบบประชาธิปไตย เป็นผู้นําที่ให้สมาชิกของกลุ่มมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จะกําหนดนโยบายและลงมือกระทําโดยใช้ความคิดเห็นจากกลุ่ม มีการแบ่งงานกันทําและผู้นําแบบนี้ จะมีการเน้นที่การสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน 18 สมพงษ์ เกษมสิน, การบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๖), หน้า ๓๖๔. 19 มนตรี ธีรธรรมพิพัฒน์, จริยธรรมกับภาวะผู้นํา : ศึกษาทัศนะของนักวิชาการรัฐศาสตร์ใน มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยที่มีต่อผู้นําทางการเมือง, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๐).
17 ๓) ผู้นําแบบเสรีนิยม เป็นผู้นําที่ให้เสรีภาพเต็มที่ ปราศจากการมีส่วนร่วมของตัว ผู้นํา เว้นแต่จะมีการร้องขอให้ผู้นําเข้ามามีส่วนร่วม ผู้นําจะเป็นผู้ให้ข้อแนะนํากิจกรรมของสมาชิกโดย พยายามจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในการปฏิบัติการ ในหนังสือจริยธรรมกับภาวะผู้นําของมนตรี ธีรธรรมพิพัฒน์ได้แบ่งลักษณะผู้นําออกเป็น ๔ ลักษณะ คือ20 ๑) สถานภาพลักษณะเป็นผู้นําเหมือนกับความสําคัญของตําแหน่งของคนๆ นั้น ๒) การยกย่องนับถือ คือ เป็นลักษณะผู้นําที่เป็นที่รวมของความสนใจผู้ที่ได้รับการ ยกย่องนับถือมักจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นําด้วย ๓) ลักษณะด้านพฤติกรรม คือ ผู้ที่แสดงพฤติกรรมในการนํา เนื่องจากการที่มี ตําแหน่งต่างกันพฤติกรรมในการนําจึงต่างกันออกไปด้วย ๔) อิทธิพล คือ ผู้นํามีอิทธิพลเหนือคนอื่นและมีการชักนําคนอื่นให้ปฏิบัติตามทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย ผู้นําที่สําคัญๆ ที่ผู้นําต้องมีดังนี้21 ๑) พลังกายและพลังประสาท ผู้นําต้องมีพลังกายและพลังประสาทที่เข้มแข็งมี กําลังใจกล้าแกร่ง มีความอดทนกว่าคนธรรมดา เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองหรือสังคมขึ้นต้องมี ความมั่นคงและวางเฉยไม่แสดงอาการหรือความรู้สึกอยากได้ออกมา ผู้ที่จะทําเช่นนี้ได้จะต้องมีพลัง กายและพลังประสาทเข้มแข็งจริงๆ และยิ่งไปกว่านั้น การเป็นผู้นําจะต้องทํางานหนักกว่า คนธรรมดา หมายความว่า ผู้นําต้องฉลาดรอบรู้ในการบริหารที่ควรหรือไม่ควรแก่หน้าที่ ไม่ปล่อยงานให้เป็นหน้าที่ ของผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงอย่างเดียว ผู้นําต้องทํางานมากตรากตรํางานเป็นเวลาหลายชั่วโมง มีเวลา พักผ่อนน้อย ถ้าหากพลังกายและพลังประสาทไม่แข็งแรงจริงๆ อาจเกิดความเจ็บป่วยหรือดุลยภาพใน ตนเองบกพร่องไป ๒) รู้จุดมุ่งหมายและแนวทางที่จะพัฒนา คุณสมบัติอีกประการหนึ่งที่ผู้นําจะต้องมี คือ การมีนโยบายหรือแผนปฏิบัติงานที่จะก่อให้เกิดความสําเร็จ ผู้นําจะต้องรู้ว่าเป้าหมายในการ พัฒนานั้นมุ่งหมายไปในแนวทางใด ตนควรจะแสดงบทบาทอย่างไรที่จะทําให้เป้าหมายเหล่านี้บรรลุผล เป้าหมายเหล่านี้จะเป็นจริงได้ถ้าหาก (๑) มีวิธีการที่แน่นอน ชัดเจน เพื่อการบรรลุเป้าหมายนั้น (๒) คนอื่นสามารถเข้าใจหรืออธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจเป้าหมายและวิธีการนั้นๆได้ (๓) คนอื่นๆ มีความเห็นด้วยและเข้าใจวิธีการนั้นๆ (๔) ผู้นำต้องมั่นคงและจริงจังและพยายามทําเป้าหมายนั้นให้เป็นจริงขึ้นมา ๓) ความกระตือรือร้น ผู้นําต้องมีความกระตือรือร้น บากบั่นขวนขวายที่จะทํา เป้าหมายของตนให้สัมฤทธิ์ผลให้ได้ความกระตือรือร้นจะทําให้เขายึดมั่นอยู่กับเป้าหมายและแผนงาน นั้น อันจะช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพลอยกระตือรือร้นในการทํางานไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้การดําเนินการ ตามแผนงานนั้นราบรื่นขึ้น 20 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๒. 21 ณรงค์ สินสวัสดิ์, สังคมกับการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์แพร่วิทยา, ๒๕๒๑), หน้า ๔๘ - ๖๒.
18 ๔) ความเป็นมิตร ผู้นําต้องมีความรักและความเป็นมิตรต่อผู้ใต้บังคับบัญชา มีความ โอบอ้อมอารีเอื้ออาทรต่อความเป็นอยู่ของผู้ร่วมงานและประชาชนเมื่อมีโอกาสก็แสดงความห่วงใยให้ ปรากฏ การรู้จักครอบครัวของบริวารและการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของบริวารและของคนใน ครอบครัวของเขาจะเป็นพลังเสน่ห์ยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างศรัทธาในตัวผู้นําให้แนบแน่นต่อไป ๕) ความน่าเชื่อถือผู้นําจะต้องทําตนให้เป็นคนที่น่าเชื่อถือได้โดยการพูดจริงทําจริง ตามสัญญาประชาคม ไม่เป็นคนเหลาะแหละโลเลหรือท้อแท้จับจด บริวารและคนใกล้ชิดจะได้มีความ มั่นใจว่า พวกเขาสามารถฝากอนาคตและผลประโยชน์ของพวกเขาไว้กับผู้นําได้ ผู้นําจะต้อง ระมัดระวังพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อคุณค่า (Values) หรือมาตรฐานทางศีลธรรมของสังคม ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ๖) ความกล้าในการตัดสินใจ เป็นคุณสมบัติที่สําคัญอีกประการหนึ่งของผู้นํา ปัญหา ที่เผชิญหน้าผู้นําอยู่นั้นเป็นปัญหาสําคัญๆ เกี่ยวกับความเสื่อมถอยหรือความรุ่งเรืองของประเทศชาติ และองค์กรต่างๆ ปัญหาแต่ละปัญหาอาจมีทางออกหลายทาง จะเป็นทางใดดีนั้น ตัวผู้นําจะต้องกล้า ตัดสินใจ ในบางสถานการณ์นั้น ตัวผู้นําอาจจะไม่มีเวลาในการทบทวนครุ่นคิดมากนัก ผู้นําอาจจะต้อง ตัดสินใจทบทวนเลือกทางออกทางใดทางหนึ่งที่แน่นอน ๗) สติปัญญาความรอบรู้ผู้นําควรจะเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รอบรู้เรื่องต่างๆ ได้ดีกว่าคนสามัญท่ัวไป แต่ในบางโอกาสบางสถานการณ์ ผู้ที่ได้รับมติให้เป็นผู้นําอาจมีสติปัญญาไม่ เลอเลิศเหมือนบุคคลธรรมดา แต่การเฉลียวฉลาดรู้ทันปัญหาและอุปสรรคเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผู้นํา จึงควรขวนขวายหาความรู้จากการอ่าน จากการสังเกตการณ์และจากการศึกษาเปรียบเทียบ สถานการณ์ให้มากๆ ความเฉลียวฉลาด หมายถึง ความสามารถที่จะมองเห็นและเข้าใจถึงสาเหตุและ วิธีการแก้ปัญหา นั่นคือมีความสามารถที่จะนําเอาประสบการณ์ในอดีตมาเป็นมรรควิธีในการช่วย ตัดสินใจจนกระทั่งทําให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เชาว์ปัญญาของผู้นําเป็นสิ่งสําคัญ ซึ่งมีส่วนช่วยทําให้ผู้นําดํารงอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบคนอื่นๆ ในหลายๆ ด้าน คือ รู้ทันคนมีความ คล่องแคล่วและมีความเจนจัดหรือมีความชํานาญ สามารถตัดสินปัญหาได้อย่างแยบคายคุณสมบัติที่ ควรมีพร้อมกับสติปัญญาความรอบรู้ ได้แก่การมีจินตนาการ (Imagination) และการมีอารมณ์ดี จินตนาการ คือ มีวิสัยทัศน์ในการวางแผนหรือ มีแนวทาง ในการปฏิบัติไว้ล่วงหน้าเพื่อช่วยเป็น แนวทางในการแก้ปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ ที่สําคัญคือจินตนาการของผู้นํานั้นต้องไม่เป็นความ เพ้อฝัน ส่วนอารมณ์ดีนั้นเปรียบเหมือนน้ํามันหล่อลื่นในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นช่วยไม่ให้เกิดความ ตึงเครียดเนื่องจากความตั้งใจ ในการทํางานมากเกินไป การมีอารมณ์ดีหรือมีอารมณ์ขันในบางครั้ง จะ ทําให้ลูกน้องบริวารเกิดความเป็นกันเอง ไม่ระแวงภัยจนเกินไป อาจทําให้เกิดความรู้สึกร่วมกลม เกลียวสมัครสมานสามัคคีในการบริหารงานขึ้น ๘) ครูที่ดี ผู้นําที่ดีต้องเป็นครูที่ดี เพราะในฐานะผู้นํานั้นต้องสามารถชี้แนวทาง เหตุผลในการปฏิบัติที่ถูกต้องและความจําเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาต่างๆ เมื่อมีปัญหาก็สามารถชี้แจง ให้ผู้ร่วมงานหรือคนใกล้ชิดเข้าใจได้ด้วยคําพูดธรรมดาๆ ถ้าหากลูกน้องทําผิดพลาดแต่เป็น ความ ผิดพลาดที่ไม่รุนแรงนัก หากให้อภัยได้ก็สมควรให้อภัยถ้าให้อภัยไม่ได้ก็สมควรลงโทษตามสมควรแก่ เหตุและจะต้องให้ผู้ที่ถูกลงโทษเข้าใจและรับรู้ความผิดของตน
19 ๙) ศรัทธาและความเชื่อมั่น การทํางานในหน้าที่ของผู้บริหารนั้น จะให้ผลสําเร็จได้ก็ ต่อเมื่อเหล่าผู้นํามีความกระตือรือร้นและกระฉับกระเฉงในการทํางานไม่รู้สึกเหนื่อยหน่าย เฉื่อยชา การที่จะเป็นเช่นนี้ได้ผู้นําต้องรู้สึกว่า งานที่ตนกําลังดําเนินการอยู่นั้นมีหนทางสําเร็จ และมีเป้าหมายที่ เด่นชัด มีอุดมการณ์ที่มั่นคง มีศรัทธาและความเชื่อมั่นในความสําเร็จสูง ผู้นํา จะต้องสร้างความ เชื่อมั่นและศรัทธาในความสําเร็จของงานให้เกิดขึ้นกับลูกน้องหรือประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด ผู้นํา จะต้องทําให้ลูกน้องมีความเข้าใจว่า ความศรัทธาและความเชื่อมั่นในตนเองเป็นบ่อเกิดแห่ง ความสําเร็จของเขา คุณสมบัติของผู้นําความหมายจากคําว่า LEADERSHIP มีดังนี้22 ๑) L = Love คือ มีความรักในหน้าที่ รักผู้ใต้บังคับบัญชา รักความยุติธรรม รัก ความก้าวหน้า ๒) E = Education and Experience คือ มีการศึกษาดีมีประสบการณ์เป็น แบบอย่างได้หรือเป็นได้ทั้งในฐานะผู้นํา และเป็นครูคนอื่น ๓) A = Adaptability คือ มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมได้รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ๔) D = Decisiveness คือ มีความสามารถ ในการพิจารณาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและ ถูกต้อง ๕) E = Enthusiasm คือ มีความกระตือรือร้นตั้งใจทํางานอย่างจริงจังและสามารถ ชักนําให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทํางานอย่างจรงจิ ังได้ด้วย ๖) R = Responsibility คือ มีความรับผิดชอบในส่วนของตนและผู้อื่นที่ได้ทําลงไป ไม่ปัดความรับผิดชอบและรวมถึงความรับผิดชอบที่เกิดจากการสั่งงานที่มีความเสี่ยง (risk) หรือตัดสินใจ อย่างรีบด่วน ๗) S = Sacrifice and Sincerity คือ มีความเสียสละและอุทิศผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อประโยชน์ส่วนรวมด้วยความจริงใจ ๘) H = Harmony คือ มีความนุ่มนวลโอนอ่อนผ่อนปรน ก่อให้เกิดความรักความ สามัคคีและ อาจหมายถึง การถ่อมตัว (Humble) ตามกาลเทศะด้วย ๙) I = Intellectual Capacity คือ มีความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบทันคน ทันเกมและทัน เหตุการณ์ ๑๐) P = Persuasiveness คือ มีความสามารถในการจูงใจคนตามที่กล่าวมานี้ คุณสมบัติต่างๆ ที่ผู้นําพึงมี สามารถสรุปเป็นลักษณะใหญ่ๆได้ ๔ ลักษณะ คือ ๑. ลักษณะทางสติปัญญา คือ มีความรู้ความสามารถ มีเชาว์และไหวพริบสามารถ วินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้อย่างเฉียบแหลมและทันท่วงที ๒. ลักษณะทางอุปนิสัย คือ มีพฤติกรรมทางจริยธรรมอันดีเช่น ความซื่อสัตย์ ความ อ่อนโยน ความมีสัจจะ ความรับผิดชอบและความไม่เห็นแก่ตัว เป็นต้น 22 รัศมี ภิบาลแทน, “คุณลักษณะความเป็นผู้นํา”, วารสารรามคําแหง, (๒๕๓๗), หน้า ๔๐-๔๗.
20 ๓. ลักษณะทางอารมณ์คือ สามารถบังคับหรือควบคุมอารมณ์และบทบาทของการ เป็นผู้นําได้เมื่อควบคุมตัวเองเป็นแบบอย่างที่ดีได้ก็เป็นเหตุให้ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาได้ง่าย ๔. ลักษณะทางร่างกาย คือ มีบุคลิกภาพทางกายดีสุขภาพแข็งแรง มีพลังศักยภาพ ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและภาวะร่างกายที่ดีย่อมแสดงออกซึ่งบุคลิกภาพของการเป็นผู้นําให้ เด่นชัดมากยิ่งขึ้น สรุปได้ว่า ลักษณะของผู้นําจะเป็นแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของสังคมในแต่ละแห่ง เป็นตัวกําหนด เพราะผู้นํา คือบุคคลธรรมดาที่ได้รับการยอมรับจากมติของมหาชน จึงปรับปรุงตนเอง ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตารางที่ ๒.3 สรุปลักษณะของผู้นำ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สมพงษ์ เกษมสิน ลักษณะผู้นําแบ่งออกเป็น ๔ แบบ ดังนี้ ๑) ผู้นําแบบเจ้าระเบียบ ๒) ผู้นําแบบบงการ ๓) ผู้นําแบบจูงใจ ๔) ผู้นําแบบร่วมใจ มนตรี ธีรธรรมพิพัฒน์ ลักษณะของผู้นําออกเป็น ๓ แบบ คือ ๑) ผู้นําแบบอัตตาธิปไตย ๒) ผู้นําแบบประชาธิปไตย ๓) ผู้นําแบบเสรีนิยม ณรงค์ สินสวัสดิ์ ลักษณะของผู้นําที่สําคัญๆ ที่ผู้นําต้องมีดังนี้ ๑) พลังกายและพลังประสาท ๒) รู้จุดมุ่งหมายและแนวทางที่จะพัฒนา ๓) ความกระตือรือร้น ๔) ความเป็นมิตร ๕) ความน่าเชื่อถือ ๖) ความกล้าในการตัดสินใจ ๗) สติปัญญาความรอบรู้ ๘) ครูที่ดี ๙) ศรัทธาและความเชื่อมั่น รัศมี ภิบาลแทน คุณสมบัติของผู้นำตามความหมาย LEADERSHIP ดังนี้ ๑) L = Love คือ มีความรักในหน้าที่ ๒) E = Education and Experience คือ มีการศึกษา ดีมีประสบการณ์ ๓) A = Adaptability คือ มีความสามารถในการปรับตัว
21 ตารางที่ ๒.3 สรุปลักษณะของผู้นำ (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สมพงษ์ เกษมสิน ๑) L = Love คือ มีความรักในหน้าที่ ๒) E = Education and Experience คือ มีการศึกษา ดีมีประสบการณ์ 3) A = Adaptability คือ มีความสามารถในการปรับตัว 4) D = Decisiveness คือ มีความสามารถ 5) E = Enthusiasm คือ มีความกระตือรือร้น 6) R = Responsibility คือ มีความรับผิดชอบ 7) S = Sacrifice and Sincerity คือ มีความเสียสละ และอุทิศผลประโยชน์ส่วนตัว 8) H = Harmony คือ มีความนุ่มนวลโอนอ่อนผ่อนปรน 9) I = Intellectual Capacity คือ มีความเฉลียวฉลาด 10) P = Persuasiveness คือ มีความสามารถในการ จูงใจคน 2.1.4 อำนาจของผู้นำ บุคคลต่างๆ ในสังคมหรือในโลกนี้ย่อมมีอํานาจหรือกําลังที่แตกต่างกันไปตามฐานะ บทบาทหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ผู้นําก็เช่นเดียวกันย่อมมีอํานาจมากบ้างน้อยบ้างตามตําแหน่งที่รับ มอบหมาย ดังนั้น เพื่อความเข้าใจในอํานาจและขอบเขตของอํานาจของผู้นํา ผู้ศึกษาจึงได้รวบรวม แนวความคิดเรื่องนี้จากท่านผู้รู้ทั้งหลายไว้ดังต่อไปนี้ อํานาจหน้าที่ของผู้นํา เป็นผลที่เกิดจากความรับผิดชอบและอํานาจหน้าที่นั้นมีลักษณะ เป็นสิทธิเช่น สิทธิในการวินิจฉัยสั่งการ สิทธิในการบังคับบัญชา และสิทธิในการบริหารงาน เป็นต้น อํานาจที่มีอยู่ในสถาบันทางการบริหารโดยมีรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ธรรมเนียม ประเพณีนิยม ระบุให้ไว้แก่ผู้บังคับบัญชาทุกตําแหน่งที่มีการบังคับบัญชาตามลําดับขั้นของสายบังคับ บัญชาซึ่งเรียกว่าสิทธิในการบังคับบัญชา23 ดังนั้นอํานาจจึงแบ่งได้๓ ประเภท คือ อํานาจตามหลักเหตุผล อํานาจบารมีและอํานาจตามประเพณี ๒.1.4.๑ อํานาจตามหลักเหตุผล โดยทั่วไปแล้วความมีเหตุมีผลนั้น มักจะเป็นการมองความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการ (เหตุ ควบคู่กับกฎหมาย (ผล) ว่า วิธีการนี้จะนําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้หรือไม่ หากว่าความสัมพันธ์ 23 สุวิน สุขสมกิจ, พุทธปรัชญากับการสร้างเสริมภาวะผู้นํา : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้นําระดับกํานัน ผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดกาญจนบุรี, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,๒๕๒๔).
22 ระหว่างวิธีการไปสู่เป้าหมายเป็นไปด้วยดีหมายความว่าความมีเหตุผลซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ มีเหตุ แล้วนําไปสู่ผลที่ต้องการ24 หลักเหตุผลลักษณะของอํานาจ ชนิดนี้คือ25 ๑) อํานาจที่เกิดขึ้น เพราะความเชื่อหรือความรู้สึกว่า อํานาจนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตาม หลักแห่งเหตุผลและระเบียบกฎหมาย คือเป็นไปตามหลักแห่งนิติธรรม ๒) อํานาจที่เกิดจากระบบเหตุผล และระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับและเคารพ ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติมิใช่เกิดจากส่วนตัวบุคคล ดังนั้นการจะใช้อํานาจชนิดนี้จึงต้องอยู่ในกรอบ ขอบเขตของระเบียบปฏิบัตินั้นๆ ๓) อํานาจนี้ได้มาจากการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของหน่วยงานหรือองค์การนั้น เช่น ตําแหน่งต่างๆ ในองค์การหรือหน่วยงาน ซึ่งลดหลั่นกันไปตามสายการบังคับบัญชา เป็นต้น ๔) อํานาจหน้าที่ต่างๆ ย่อมมีการสับเปลี่ยนตัวบุคคลกันได้ตามระเบียบของ หน่วยงานนั้น เช่น ตําแหน่งต่างๆ ในระบบราชการ หรือถ้าเป็นตําแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งก็จะอยู่ ในตําแหน่งตามวาระ เช่น สมาชิกสภาผู้แทนเป็นต้น ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ย่อมมีอํานาจประเภทนี้มากน้อยขึ้นอยู่กับตําแหน่ง ๒.1.4.๒ อํานาจบารมี บารมี ในที่นี้หมายถึง คุณลักษณะหรือบุคลิกที่ผิดจากคนธรรมดาและได้รับการยอมรับว่า เหนือกว่าบุคคลอื่น เป็นบุคคลที่หาได้ยากจึงได้รับการยกย่อง ให้เกียรติให้เป็นผู้นําอํานาจชนิดนี้มี ลักษณะดังนี้ ๑) เป็นอํานาจที่เกิดขึ้นและคงอยู่ด้วยการยอมรับจากผู้อื่น อาจมีการแสดง ความสามารถเป็นพิเศษเพื่อเป็นการพิสูจน์จนคนอื่นยอมรับ เช่น การแสดงฤทธิ์เป็นต้น ๒) เมื่อยอมรับอํานาจชนิดนี้แล้วจะเกิดความรู้สึกขึ้นว่า เป็นหน้าที่ ในการที่จะ ปฏิบัติตามคําสั่งการของผู้มีอํานาจ ๓) ผู้ที่เข้าร่วมเป็นสาวกหรือผู้ติดตาม เข้ามาด้วยความสมัครใจ ในทาง พระพุทธศาสนา เรียกว่า เป็นบริวารยศ คนเหล่านี้จะได้รับมอบภารกิจให้ทํา โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ของผู้นําและจะไม่มีค่าตอบแทนให้จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความสมัครใจ ๔) ผู้นําในอํานาจชนิดนี้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีการตั้งกฎเกณฑ์และเรียกให้ บริวารปฏิบัติภารกิจ แม้ในบางอย่างอาจจะแตกต่างจากขนบธรรมเนียม แบบแผนเดิมก็ตาม ๕) อํานาจชนิดนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ชนิดที่เรียกว่า การปฏิวัติในความคิด เห็นหรือทัศนคติเก่าๆ ผู้นําที่มีอํานาจชนิดนี้จะมีบารมีและดํารงอยู่ได้ด้วยแรงศรัทธาและการกระทํา ตนเป็นที่พึ่งยามยากของผู้อื่น อํานาจชนิดนี้จะมีอยู่ในผู้นําทางศาสนาหรือศาสดาของศาสนาต่างๆ ผู้นําในภาวะวิกฤต หรือ ผู้นําในการกู้ชาติเป็นต้น ๒.1.4.๓ อํานาจตามธรรมเนียมและประเพณี 24 วุฒิชัย จํานง, พฤติกรรมการตัดสินใจ, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๓), หน้า ๑๙. 25 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๓-๙๔.
23 อํานาจชนิดนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อในเรื่องขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ ว่ามีความ ศักดิ์สิทธิ์ในตนเองแล้วผู้นับถือปฏิบัติอยู่ในกรอบของประเพณีนั้นอันเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป ลักษณะของอํานาจนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้ ขนบธรรมเนียม (ประเพณี) หมายถึง สิ่งที่เรายอมรับปฏิบัติตามกันมาจนกลายเป็น ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนปฏิบัติกันโดยทั่วไป จนเกิดเป็นความเคยชิน และ ไม่รู้สึกว่า เป็นภาระหน้าที่และเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมานาน ใช้กันอย่างแพร่หลายการปฏิบัติก็ไม่มีกฎหมาย หรือข้อบังคับใดให้ปฏิบัติ26 อํานาจที่เกิดขึ้นตามธรรมเนียมประเพณีว่าอํานาจชนิดนี้และอยู่ในกรอบของธรรมเนียม ประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไปย่อมจะเป็นผู้ที่มีอํานาจ เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ของหมู่บ้าน จะเป็นที่เคารพเชื่อฟังหรือยําเกรงจากคนในหมู่บ้านนั้นลักษณะของอํานาจชนิดนี้คือ27 ๑) การเชื่อฟังและปฏิบัติตามอํานาจประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความศรัทธาในระดับดั้งเดิม หรือประเพณีซึ่งสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน เช่น การเคารพผู้เฒ่าในหมู่บ้าน การเคารพพระสงฆ์และ ความยําเกรงต่อครูบาอาจารย์เป็นต้น ๒) การเคารพเชื่อฟังอํานาจนี้เป็นผลมาจากการรู้จักมักคุ้นและความจงรักภักดีเป็นส่วนตัว จึง ไม่เรียกผู้นําซ่ึงมีอํานาจนี้ว่าเป็นผู้บังคับบัญชาแต่อาจจะเรียกในลักษณะอื่นเช่น ผู้หลักผู้ใหญ่ เจ้านาย ลูกพี่ เป็นต้น ๓) ผู้นํา ที่มีอํานาจแบบนี้อาจจะมีอํานาจในการสั่งการได้แต่ไม่เป็นลักษณะทางการ เช่น การทําบุญสวดมนต์หรือการสั่งให้ทํางานต่างๆ โดยอาศัยอํานาจอันมาจากความยําเกรงบริวารหรือผู้ติดตามก็ มักจะเป็นกลุ่มญาติกัน มีความสัมพันธ์กันโดยสายเลือด มิฉะนั้นก็จะเป็นผู้ที่เข้ามาเป็นพวกด้วยความสมัครใจ ๔) อํานาจลักษณะนี้มีอยู่มากในสังคมประเทศด้อยพัฒนา หรือ สังคมที่จะกําลัง พัฒนา อํานาจตามขนบธรรมเนียมประเพณีดังกล่าวข้างต้นนี้ได้ใช้ในการกําหนดแบบของผู้นํา อีก ประเภทหนึ่งคือ ผู้นําแบบสัญลักษณ์ซึ่งเป็นผู้นําที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่อยู่ในตําแหน่งที่ควร แก่การเคารพนับถือเช่น ประมุขของประเทศ อํานาจตามขนบธรรมเนียม(ประเพณี) มีที่มา ๕ ประการ คือ28 ๑) อํานาจการได้ผลตอบแทนหรือรางวัล อํานาจชนิดนี้เกิดจากการที่ผู้นําสามารถให้ รางวัลหรือผลประโยชน์แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาให้ความร่วมมือหรือปฏิบัติตามก็จะ ได้รับสิ่งตอบแทนเป็นรางวัลในรูปแบบต่างๆ ๒) อํานาจการบังคับขู่เข็ญ อํานาจชนิดนี้มีพื้นฐานมาจากการสร้างความกลัวเพราะมี อํานาจจะลงโทษบุคคลที่ขัดต่อคําสั่งหรือไม่ให้ความร่วมมือได้ ๓)อํานาจสิทธิหรือตามกฎหมาย อํานาจชนิดนี้เกิดจากสถานะหรือตามตําแหน่งหัวหน้าโดย มีพื้นฐานมาจากกฎหมายหรือระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ และเป็นอํานาจที่มีลักษณะสูงต่ําตามสายการบังคับบัญชา 26 สุพัตรา สุภาพ, สังคมวิทยา, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๕), หน้า ๒๑. 27 ชุบ กาญจนประกร, แบบผู้นํา ภาวะผู้นําเชิงสร้างสรรค์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๐๙), หน้า ๙๕. 28 สุวิน สุขสมกิจ, พุทธปรัชญากับการสร้างเสริมภาวะผู้นํา : ศึกษาเฉพาะกรณีผู้นําระดับกํานัน ผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดกาญจนบุรี, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๔).
24 ๔) อํานาจการอ้างอิงหรือความใกล้ชิด อํานาจชนิดนี้เกิดจากการที่บุคคลสามารถ อ้างอิงถึงผู้มีอํานาจหรือการที่ผู้ใดมีความใกล้ชิดกับผู้มีอํานาจจึงพลอยมีอํานาจไปด้วย นอกจากนี้ก็ อาจเกิดจากการประพฤติที่เลียนแบบบุคคลซึ่งได้รับการยกย่องนับถือ หรือการที่มีนามสกุลเดียวกับผู้ มีอํานาจหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้มีอํานาจ ก็อาจจะพลอยทําให้มีอํานาจไปด้วย ๕) อํานาจเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญ อํานาจชนิดนี้เกิดจากการที่บุคคลมีความรู้ความ ชํานาญเชี่ยวชาญเป็นพิเศษตลอดจนการที่มีประสบการณ์ความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งจนเป็นที่ ยอมรับก็จะเกิดอํานาจนี้ขึ้นได อํานาจอิทธิพลของผู้นําว่า ผู้นําที่มีอํานาจอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นในกลุ่ม ผู้นําท่านใดมี อํานาจมากหรือมีอํานาจน้อยเพียงใด ย่อมสังเกตได้จากพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาที่แสดงออกต่อ ผู้นั้น อํานาจผู้นําแบ่งได้๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ อํานาจหน้าที่และอํานาจบารมี29 ๑) อํานาจหน้าที่ ผู้ที่เข้าสู่ตําแหน่งอย่างเป็นทางการจะมีอํานาจหน้าที่ประจํา ตําแหน่งนั้นๆ กําหนดไว้เป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ข้อบังคับบัญชา ให้สามารถแสดงบทบาทได้เพียงใด เช่น กํานัน นายอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดีรัฐมนตรีก็มีระเบียบมีอํานาจหน้าที่กว้างขวาง เพียงใดทั้งในด้านการตัดสินใจ การบังคับบัญชา การเงินและการให้คุณให้โทษ บุคคลได้รับการแต่งตั้ง ตําแหน่งใดก็จะทําบทบาทของตนได้ภายในหน้าที่การงานที่กําหนดไว้สําหรับตําแหน่งนั้น ครั้นหมด จากตําแหน่งก็หมดจากอํานาจหน้าที่ไปด้วย ๒) อํานาจบารมี เป็นอํานาจที่ไม่เป็นทางการเกิดขึ้นได้กับผู้นําทุกคนถ้าสามารถ สร้างสมบารมีอํานาจบารมีเป็นเรื่องความดีเป็นพระคุณ เป็นผลกระทําของผู้นําที่ก่อให้เกิดความรัก ความศรัทธาจากลูกน้องเป็นอํานาจที่ต้องใช้เวลาในการสร้างสมมานาน อํานาจบารมีสามารถสร้างได้ โดยอาศัยองค์ประกอบต่างๆ ทรัพย์สิน คุณความดีกําลังกายและกําลังใจแหล่งอํานาจที่สําคัญ ๕ ประการ คือ การให้รางวัล การบังคับ กฎหมาย การอ้างอิง ความเชี่ยวชาญ อํานาจของผู้นํานั้นจากการศึกษาได้ความว่า คือสิทธิในการสั่งการ การบริหารงาน หรือ การบังคับบัญชา ให้คุณให้โทษแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถแบ่งประเภทอํานาจผู้นําออกได้๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ อํานาจหน้าที่และอํานาจบารมีโดยที่มาของอํานาจนั้นอาจได้มาแต่กําเนิดหรือ บรรพบุรุษ จากการให้รางวัล และค่าตอบแทนหรือกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้นําในการให้คุณให้โทษแก่ ผู้ใต้บังคับบัญชา จากความเชี่ยวชาญของบุคคล เป็นต้น ความสําคัญของอํานาจคือเป็นเครื่องมือของ ผู้นําในการครองตน ครองคน และครองงาน ให้บรรลุผลสําเร็จ สรุปได้ว่า อำนาจของผู้นำคือผลที่เกิดจากความรับผิดชอบและอํานาจหน้าที่นั้นมีลักษณะเป็นสิทธิ เช่น สิทธิในการวินิจฉัยสั่งการ สิทธิในการบังคับบัญชา และสิทธิในการบริหารงาน เป็นต้น อํานาจที่มีอยู่ใน สถาบันทางการบริหารโดยมีรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ธรรมเนียม ประเพณีนิยม ระบุให้ไว้แก่ ผู้บังคับบัญชาทุกตําแหน่งที่มีการบังคับบัญชาตามลําดับขั้นของสายบังคับบัญชาซึ่งเรียกว่าสิทธิในการบังคับ บัญชาดังนั้นอํานาจจึงแบ่งได้๓ ประเภท คือ อํานาจตามหลักเหตุผล อํานาจบารมีและอํานาจตามประเพณี 29 น้อย สุปิงคลัด, อําน าจ และอิทธิพลของผู้บริหาร, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538957821&Ntype=128, [5 ธันวาคม ๒๕64].
25 ตารางที่ ๒.4 สรุปอำนาจของผู้นำ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สุวิน สุขสมกิจ อํานาจหน้าที่ของผู้นํา เป็นผลที่เกิดจากความรับผิดชอบ และอํานาจหน้าที่นั้นมีลักษณะเป็นสิทธิเช่น สิทธิในการ วินิจฉัยสั่งการ สิทธิในการบังคับบัญชา และสิทธิในการ บริหารงาน เป็นต้น วุฒิชัย จํานง แล้ว ความมีเหตุมีผลนั้น มักจะเป็นการมองความสัมพันธ์ ระหว่างวิธีการ (เหตุควบคู่กับกฎหมาย (ผล) ว่า วิธีการนี้ จะนําไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้หรือไม่ น้อย สุปิงคลัด อํานาจอิทธิพลของผู้นําว่า ผู้นําที่มีอํานาจอิทธิพลเหนือ บุคคลอื่นในกลุ่ม ผู้นําท่านใดมีอํานาจมากหรือมีอํานาจ น้อยเพียงใด ย่อมสังเกตได้จากพฤติกรรมของ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่แสดงออกต่อผู้นั้น อํานาจผู้นําแบ่งได้๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ อํานาจหน้าที่และอํานาจบารมี สุพัตรา สุภาพ ขนบธรรมเนียม (ประเพณี) หมายถึง สิ่งที่เรายอมรับ ปฏิบัติตามกันมาจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนปฏิบัติกันโดยทั่วไป จนเกิดเป็น ความเคยชิน ชุบ กาญจนประกร อำนาจตามธรรมเนียมประเพณี อํานาจชนิดนี้ และอยู่ใน กรอบของธรรมเนียมประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือของ คนทั่วไปย่อมจะเป็นผู้ที่มีอํานาจ เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งเป็น ผู้สูงอายุของหมู่บ้าน จะเป็นที่เคารพเชื่อฟังหรือยําเกรง จากคนในหมู่บ้านนั้น สุวิน สุขสมกิจ อํานาจว่ามีที่มา ๕ ประการ คือ ๑) อํานาจการได้ผลตอบแทนหรือรางวัล ๒) อํานาจการบังคับขู่เข็ญ ๓) อํานาจสิทธิหรือตามกฎหมาย ๔) อํานาจการอ้างอิงหรือความใกล้ชิด ๕) อํานาจเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญ
26 ๒.2 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงาน 2.2.1 ทฤษฎีองค์การยุคคลาสสิก จากการทบทวนเอกสารปรากฏว่า มีนักวิชาการและผู้วิจัยได้ศึกษาและอธิบายถึงทฤษฎี องค์การยุคคลาสสิกเกี่ยวกับการบริหารจัดการไว้หลายท่าน ดังนี้ วิวัฒนาการของทฤษฎีการบริหาร30 ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ( Scientific Management Era) หรือ ยุค Classical Theory (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘) เป็นยุคที่นำเครื่องจักร เครื่องมือทุ่นแรงเข้าไปใช้แทนกำลังคนจนกระทั่งได้เกิดแนวคิดในเรื่อง การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เป็นการบริหารที่มุ่งเน้นการผลิต หรือให้ ความสำคัญต่องานมาก ระบบการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญ ยุคที่ ๑ ยุคดั้งเดิม หรือยุคคลาสสิก (ค.ศ.๑๘๘๗ – ๑๙๔๔) ทฤษฎีและแนวความคิดที่ เกิดขึ้นในช่วงนี้ มุ่งเน้นที่การสร้างหลักการบริหารที่แน่นอนชัดเจนขึ้นมาใช้เป็นแนวทางการบริหาร จัดการงานให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากที่สุด แนวคิดทฤษฎีที่สำคัญได้แก่ การบริหารแยกจาก การเมือง (Politic Administration Dichotomy) การบริหารแยกจากการเมืองเป็นแนวคิดทางการ บริหารที่ถูกนำเสนอขึ้นมาในศตวรรษที่ ๑๙ บุคคลแรกที่ได้เสนอแนวคิดนี้ได้แก่ Woodrow Wilson31 นักทฤษฎีการบริหารสมัยเดิม (The Classical Management Theory) การบริหารแยก ออกจากการเมือง (Politics Administration Dichotomy) การจัดการงานซึ่งไม่ได้ปฏิบัติ โดยอาศัยหลักควบคุมทางวินัย ควรจะได้แยกออกจาก หน้าที่การงานทางวิศวกรรม และเน้นเรื่องความสำคัญของการจัดการว่ามีความสำคัญเท่ากับของงาน วิศวกรรม 32 การเมืองไม่ควรเข้ามาแทรกแซงการบริหาร การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็น การศึกษาในแบบวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาถึงความจริง ปลอดจาก ค่านิยม ของผู้ที่ศึกษา หน้าที่ของ การบริหารก็คือ ประหยัดและประสิทธิภาพ33 บทความเรื่อง The Study of Public Administration มีแนวคิดที่ต้องการแยกการ บริหารของรัฐออกมาจากการเมือง นักทฤษฎีการบริหารสมัยเดิม (The Classical Management Theory) ระบบราชการ (Bureaucracy)34 30 วิวัฒนาการของทฤษฎีการบริหาร, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.agri.cmu.ac.th/, [5 ธันวาคม ๒๕64]. 31 ก า ร บ ร ิ ห า ร ย ุ ค ค ล าส สิ ก , [อ อ น ไ ล น์], แ ห ล ่ งที ่ ม า : http://www.pol.cmu.ac.th/, http://www.agri.cmu.ac.th/, [5 ธันวาคม ๒๕64]. 32 การแบ่งยุคของนักทฤษฎีการบริหาร, [ออนไลน์]http://www.sobkroo.com/http:/, [5 ธันวาคม ๒๕64]. 33 ทฤษฎีดั้งเดิม (๑๘๘๗-๑๙๕๐), [ออนไลน์], แหล่งที่มา : www.idis.ru.ac.th, [5 ธันวาคม ๒๕64]. 34 ทฤษฎีดั้งเดิม (๑๘๘๗-๑๙๕๐), [ออนไลน์], แหล่งที่มา : www.idis.ru.ac.th, [5 ธันวาคม ๒๕64].
27 ทฤษฎีการบริหารโดยมีความเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะหาทางศึกษาถึงศาสตร์ที่เกี่ยวกับการ บริหาร (Administrative) ซึ่งสามารถใช้ได้กับการบริหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร อุตสาหกรรมหรืองานรัฐบาล โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริหาร(Management Functions) ซึ่ง ประกอบด้วยหน้าที่ทาง การบริหาร ๕ ประการ คือ35 ๑. การวางแผน (Planning) หมายถึง ภาระหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องทำการคาดการณ์ ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจ และกำหนดขึ้นเป็นแผนปฏิบัติงานหรือวิถีทางที่ จะปฏิบัติเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางของการทำงานในอนาคต ๒. การจัดองค์การ (Organizing) หมายถึง ภาระหน้าที่ที่ผู้บริหารจำต้องจัดให้มีโครงของ งานต่างๆ และอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องจักร สิ่งของ และตัวคน อยู่ในส่วนประกอบที่เหมาะสม ในอันที่จะช่วยให้งานขององค์การบรรลุผลสำเร็จได้ ๓. การบังคับบัญชาสั่งการ (Commanding) หมายถึง หน้าที่ในการสั่งการงานต่างๆของผู้ อยู่ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะกระทำให้ผลสำเร็จด้วยดี โดยที่ผู้บริหารจะต้องกระทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี จะต้องเข้าใจคนงานของตน จะต้องเข้าใจถึงข้อตกลงในการทำงานของคนงานและองค์การที่มีอยู่ รวมถึงจะต้องมีการติดต่อสื่อสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดทั้งขึ้นและล่อง นอกจากนี้ยังต้องทำ การประเมินโครงสร้างขององค์การและผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนเป็นประจำอีกด้วย หากโครงสร้าง ขององค์การที่เป็นอยู่ไม่เหมาะสมก็จำเป็นต้องปรับปรุงเช่นเดียวกัน ถ้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนใด หย่อนประสิทธิภาพ การไล่ออกเพื่อปรับปรุงกำลังคนที่มีอยู่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นก็เป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ ๔. การประสานงาน (Coordinating) หมายถึง ภาระหน้าที่จะต้องเชื่อมโยงงานของทุก คนให้เข้ากันได้และกำกับให้ไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน ๕. การควบคุม (Controlling) หมายถึง ภาระหน้าที่ในการที่จะต้องกำกับให้สามารถ ประกันได้ว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ทำไปนั้นสามารถเข้ากันได้กับแผนที่ได้วางไว้แล้วฟาโย (Fayol) ได้ กำหนดหลักการในการบริหารจัดการขึ้น ๑๔ ประการเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ของกระบวนการบริหารจัดการ ได้แก่ (๑) การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ฟาโย ได้เสนอว่า คนงานควรจะได้รับ การมอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติมากขึ้น หรือได้รับการกระตุ้นให้มีความรับผิดชอบในผลลัพธ์ของงาน มากขึ้น ซึ่งหลักการนี้จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์การยุคปัจจุบันได้ (๒) อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ (Authority and Responsibility) แวปเบอร์ และฟาโย ได้ให้ความสำคัญของอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ อำนาจหน้าที่แบบเป็นทางการของ แวปเบอร์จะได้มาจากตำแหน่งหน้าที่ของผู้บริหารในสายการบังคับบัญชา ส่วนอำนาจหน้าที่แบบไม่ เป็นทางการจะได้รับจากความชำนาญงานของบุคคล (Expertise) ความรู้ทางด้านเทคนิค (Technical Knowledge) ความมีคุณค่าทางศีลธรรม (Moral Worth) และความสามารถในการนำ (Leading) และสร้างความผู้กพันกับผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดจนเน้นว่าอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบควรอยู่คู่กัน 35 Rice, Alan, Human Resource Management, In a Business Context, 2 edition, (London : Thomson Learning, 2004), p. 110.
28 (๓) การมีผู้บังคับบัญชาคนเดียว (Unity of Command) ฟาโย กล่าวว่าคำสั่งสอง คำสั่ง (Dual Command) อาจก่อให้เกิดปัญหาในการทำงาน เช่น การรายงานจะมีความเกี่ยวข้อง ใน เมื่อผู้ควบคุมสองคนได้ให้คำสั่งกับผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว ทำให้เกิดการสับสนในบาง สถานการณ์ คำสั่งสองคำสั่งนี้ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ผู้บังคับบัญชา และทำให้เกิดการสับสนใน ลำดับขั้นของอำนาจหน้าที่แบบเป็นทางการ (Formal Hierarchy of Authority)การประเมินอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารในระบบผู้บังคับบัญชาสองคนจะเป็นการยาก และผู้บริหารจะ ไม่สนใจในความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา มักจะโกรธและอาจไม่ให้ความร่วมมือในอนาคตถ้า ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เชื่อฟัง (๔) สายการบังคับบัญชาตามอำนาจหน้าที่ (Line of Authority) เป็นสายการบังคับ บัญชาจากผู้บริหารในระดับบนสู่ผู้ปฏิบัติงานในระดับล่างขององค์การ ความสัมพันธ์ของการจำกัด ความยาวของสายการบังคับบัญชา โดยการควบคุมจำนวนของระดับในลำดับขั้นของการบริหาร จัดการจำนวนที่ดีที่สุดในลำดับขั้นการบังคับบัญชา (Hierarchy) คือความยาวของการติดต่อสื่อสาร ระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงานระดับล่าง รวมถึงความล่าช้าในการวางแผน (Planning) และ การจัดการ (Organizing) ซึ่งการจำกัดจำนวนของระดับขั้นการบังคับบัญชาให้น้อยลงจะทำให้ปัญหา ในการติดต่อสื่อสารลดลง และองค์การจะมีการปฏิบัติงานที่รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ภายใน องค์การได้มีการแบ่งแยกแผนกต่างๆ ซึ่งแต่ละแผนกจะมีระดับขั้นการบังคับบัญชาโดยผู้บริหารใน ระดับกลางและระดับต้นของสายการบังคับบัญชาแต่ละแผนกต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้จัดการในระดับ เดียวกันในแผนกอื่นๆ ซึ่งปฏิสัมพันธ์นี้ช่วยในการตัดสินใจให้เร็วขึ้น เนื่องจากผู้บริหารจะรู้จักบุคคล อื่น และรู้วิธีการในการแก้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น สำหรับการทำงานข้ามแผนกหรือการทำงานข้ามสายนั้น เป็นการสร้างทีมงานข้ามสาย ซึ่งสามารถควบคุมโดยผู้นำของแต่ละทีม (๕) การรวมอำนาจ (Centralization) เป็นการรวมอำนาจของการบังคับบัญชาไว้ที่ ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ ซึ่งอำนาจหน้าที่จะไม่ได้รวมไว้ที่ผู้บริหารระดับสูงของสายการบังคับ บัญชา แต่เป็นการกำหนดว่า ควรมีการรวมอำนาจไว้ที่ผู้บริหารระดับสูงเท่าไร อย่างไรและมีการ กระจายอำนาจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและคนงานในระดับล่างอย่างไร สิ่งนี้ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากว่าจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของพนักงานในทุกระดับขององค์การ (๖) การมีเป้าหมายเดียวกัน (Unity of Direction) เป็นการออกแบบหรือกำหนด แผนในการปฏิบัติงานของผู้บริหารและคนงานที่ใช้ทรัพยากรขององค์การ องค์การใดที่ไม่มีการ วางแผนจะทำให้ขาดประสิทธิภาพและขาดประสิทธิผล ซึ่งจะไม่มีการมุ่งไปสู่กิจกรรมของกลุ่มหรือ กิจกรรมของบุคคล แต่การวางแผนจะเริ่มที่ผู้บริหารระดับสูงทำงานเป็นทีมร่วมกับกลยุทธ์ของ องค์การ ซึ่งจะต้องมีการติดต่อกับผู้บริหารในระดับกลางที่มีส่วนในการตัดสินใจว่าจะใช้ทรัพยากรของ องค์การอย่างไร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกลยุทธ์ หลักการในข้อนี้ยึดหลักว่ากิจกรรมของแต่ละ กลุ่มต้องมีจุดหมายและแผนเดียวกัน (๗) หลักความเสมอภาค (Equity) ความเสมอภาคคือ ความเป็นธรรม(Justice) ความยุติธรรม (Impartiality) และความเหมาะสม (Fairness) สำหรับสมาชิกทุกคนภายในองค์การซึ่ง ในปัจจุบันพนักงานมีความต้องการความเสมอภาคมากขึ้นเป็นการจัดการที่ใช้หลักความเท่าเทียมกัน
29 (๘) การออกคำสั่ง (Order) วิธีการจัดการซึ่งอยู่ในตำแหน่งนั้นในการจัดหาเพื่อให้ องค์การได้รับประโยชน์สูงสุด และเป็นการจัดหางานให้แก่พนักงานโดยใช้ผังองค์การ (Organization Chart) เพื่อแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งและหน้าที่ของพนักงานแต่ละคน และเป็นการชี้วัดว่าตำแหน่งของ พนักงานแต่ละคนอาจจะมีการเลื่อนขั้นได้ในอนาคต การวางแผนเกี่ยวกับอาชีพได้รับความสนใจมาก ขึ้นในองค์การยุคปัจจุบัน เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์ถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้การฝึกอบรม (Training) และการพัฒนากำลังแรงงาน (Developing)โดยองค์การจะกำหนดตำแหน่งหน้าที่สำหรับคน ทุกคน และทุกคนจะเข้าใจตำแหน่งหน้าที่ของตน (๙) ความคิดริเริ่ม (Initiative) เป็นความสามารถของบุคคลในการกระทำสิ่ง ต่างๆ โดยปราศจากการสั่งการจากผู้บังคับบัญชา ผู้บริหารจะต้องกระตุ้นให้พนักงานมีความคิดริเริ่มซึ่ง ความคิดริเริ่มนี้นับถือว่าเป็นจุดแข็งขององค์การ เนื่องจากจะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ผู้บริหาร มีความต้องการทักษะ (Skill) และไหวพริบ (Tact) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างองค์การและความ ต้องการของพนักงาน และความสามารถ (Ability) จะทำให้เกิดความสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้วัดผู้บริหาร ระดับสูงในการพัฒนาและการบริหารงาน (๑๐) ความมีระเบียบวินัย (Discipline) เป็นการมุ่งให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง การ เชื่อฟัง (Obedience) อำนาจ (Energy) คำขอร้อง (Application) และลักษณะของการแสดงความ นับถือออกมา สำหรับอำนาจของผู้บังคับบัญชา ความมีระเบียบวินัยเป็นบุคลิกลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ ผู้บริหารหลายๆ คนที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดและทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ ความมีระเบียบวินัยจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายใน องค์การกับคุณสมบัติของผู้นำภายในองค์การ และเป็นความสามารถของผู้บริหารในการที่จะปฏิบัติ ตามอย่างยุติธรรมอีกด้วย (๑๑) ค่าตอบแทน (Remuneration of Personnel) การให้รางวัลประกอบด้วย โบนัสและแผนการแบ่งกำไร เป็นการช่วยกระตุ้นการทำงานของพนักงานได้ การให้หรือการจ่าย ค่าตอบแทนให้แก่พนักงานมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จขององค์การ ระบบรางวัลที่มี ประสิทธิภาพสามารถให้ความยุติธรรมทั้งพนักงานและองค์การ รวมทั้งสามารถกระตุ้นผลผลิตเพิ่ม โดยการให้รางวัล เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักว่าการจ่ายค่าตอบแทนควร ยุติธรรมและตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดทั้งนายจ้างและลูกจ้างเท่าที่จะทำได้ (๑๒) ความมั่นคงในงาน (Stability of Tenure of Personnel) ความมั่นคงในงาน มีความสำคัญต่อการจ้างงานระยะยาว เมื่อพนักงานอยู่ในองค์การซึ่งมีแนวโน้มจะทำงานเป็นทีมเป็น ระยะเวลานาน โดยพยายามพัฒนาทักษะ และปรับปรุงความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรขององค์การ การจ้างงานระยะยาวเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้อธิบายการประสบความสำเร็จของ บริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุน (๑๓) ผลประโยชน์ส่วนตัวมีความสำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ขององค์การ (Subordination of individual interests to the common interest) ผลประโยชน์ขององค์การถือว่า เป็นประโยชน์ของทุกๆคน หรือของทุกกลุ่มในองค์การ ในขณะที่องค์การยังดำเนินกิจการอยู่จะต้องมี การกำหนดผลประโยชน์ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมระหว่างองค์การและสมาชิกภายในองค์การ
30 (๑๔) ความสามัคคี (Sprit de corps) เป็นความรู้สึกร่วมกันของสมาชิกภายใน องค์การที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมาชิกในกลุ่ม ในการออกแบบประยุกต์ของอำนาจหน้าที่ ตามลำดับขั้นภายในองค์การ และสิทธิในการสั่งการ หรือการบริโภค และความร่วมมือกันถือว่าเป็น ส่วนประกอบสำคัญในการที่ทำ ให้องค์การบรรลุผลสำเร็จและมีการพัฒนาความสามัคคีจะสามารถ บรรลุผลสำเร็จได้หากมีการติดต่อกันระหว่างผู้บริหารและคนงาน โดยการติดต่อเพื่อแก้ไขปัญหาใน สถานการณ์ที่สำคัญ เพราะความสามัคคีคือพลัง เมื่อสมาชิกมีความสามัคคีกันสูงก็จะทำให้องค์การมี ความแข็งแกร่งHerbert A. Simon ได้กล่าวว่า การบริหาร หมายถึง ศิลปะในการทำให้สิ่งต่างๆได้รับ การกระทำจนเป็นผลสำเร็จ โดยที่ผู้บริหารมักจะไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่ผู้บริหารเป็นผู้ใช้ศิลปะทำให้ผู้ ปฏิบัติได้ทำงานจนสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ผู้บริหารตัดสินใจเลือกแล้ว และกิจกรรมความร่วมมือของ กลุ่มต้องการประสบความสำเร็จต่อส่วนรวม การบริหารระบบราชการที่เรียกว่า POSDCORB Model มีรายละเอียดดังนี้36 ๑. P - Planning (การวางแผน) เป็นการคาดคะเนเหตุการณ์การต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ซึ่งต้องคำนึงถึงทรัพยากรภายในองค์การ และสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อให้แผนที่กำหนด ขึ้นมีความรอบคอบและสามารถนำไปปฏิบัติได้ ๒. O - Organizing (การจัดองค์การ) เป็นการจัดองค์การที่เป็นส่วนราชการโดยจัดแบ่ง ตามความชำนาญเฉพาะอย่าง ออกเป็นกรม ฝ่าย แผนก จะพิจารณาปริมาณงานคุณภาพงาน ขนาด ของการควบคุม และพิจารณาแบ่งสายงานหลัก และสายงานที่ปรึกษา โดยคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบควบคู่กันไป ๓. S - Staffing (การจัดบุคคลเข้าทำงาน) เป็นการคัดเลือกบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ภายในองค์การ โดยพิจารณาจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอจะทำ ให้งานสำเร็จได้ ๔. D - Directing (การสั่งการหรืออำนวยการ) เป็นการกำกับดูแล สั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชา โดยอาศัยลักษณะความเป็นผู้นำ การจูงใจ ศิลปะการปกครองคน และการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ของ ผู้ใต้บังคับบัญชา ๕. Co - Coordinating (การประสานงาน) เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทุกฝ่าย ทั้งในระดับสูงกว่า ต่ำกว่า และการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กับ ผู้บังคับบัญชา ๖. R -Reporting (การรายงานผลการปฏิบัติงาน) เป็นการนำเสนอผลสัมฤทธิ์ของการ ปฏิบัติงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้บริหารระดับต่างๆ โดยมีการติดต่อสื่อสารแบบเป็นลายลักษณ์อักษร ๗. B - Budgeting (การงบประมาณ) เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการควบคุมการ ปฏิบัติงานโดยใช้วงจรงบประมาณ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ การเตรียมขออนุมัติงบประมาณการเสนอให้ ผู้บังคับบัญชาให้ความเห็นชอบการดำเนินงานตามงบประมาณ การตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณ 36 ลูเธอร์ กูลิค, อ้างใน ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคนอื่นๆ, ทฤษฎีองค์การ : ฉบับมาตรฐาน, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสาร, ๒๕๔๕), หน้า ๘๖.
31 ตามแผนที่เสนอขอไว้ซึ่งกระบวนการที่ผู้นํามีอิทธิพลต่อผู้ร่วมงานหรือผู้ตามนี้จะกระทําโดยผ่าน องค์ประกอบพฤติกรรมเฉพาะ ๔ ประการ หรือที่เรียกว่า “4I’s” (Four I’s) คือ ๑. การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ (Idealized Influence หรือ Charisma Leadership: II หรือ CL) หมายถึง การที่ผู้นําประพฤติตัวเป็นแบบอย่าง หรือเป็นโมเดลสําหรับผู้ตาม ผู้นําจะเป็นที่ ยกย่อง เคารพนับถือ ศรัทธา ไว้วางใจ และทําให้ผู้ตามเกิดความภาคภูมิใจเมื่อร่วมงานกัน ผู้ตามจะ พยายามประพฤติปฏิบัติเหมือนกับผู้นําและต้องการเลียนแบบผู้นําของเขา สิ่งที่ผู้นําต้องปฏิบัติเพื่อ บรรลุถึงคุณลักษณะนี้ คือ ผู้นําจะต้องมีวิสัยทัศน์และสามารถถ่ายทอดไปยังผู้ตาม ผู้นําจะมีความ สม่ําเสมอมากกว่าการเอาแต่อารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ในสถานการณ์วิกฤต ผู้นําเป็นผู้ที่ไว้ใจ ได้ว่าจะทําในสิ่งที่ถูกต้อง ผู้นําจะเป็นผู้ที่มีศีลธรรมและมีจริยธรรมสูง ผู้นําจะหลีกเลี่ยงที่จะใช้อํานาจ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แต่จะประพฤติตนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นและเพื่อประโยชน์ของกลุ่ม ผู้นําจะแสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาด ความมีสมรรถภาพ ความตั้งใจ การเชื่อมั่นในตนเอง ความ แน่วแน่ในอุดมการณ์ ความเชื่อและค่านิยมของเขา ผู้นําจะเสริมความภาคภูมิใจ ความจงรักภักดี และ ความมั่นใจของผู้ตาม และทําให้ผู้ตามมีความเป็นพวกเดียวกันกับผู้นํา โดยอาศัยวิสัยทัศน์และการมี จุดประสงค์ร่วมกัน ผู้นําแสดงความมั่นใจช่วยสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อการบรรลุเป้าหมาย ที่ต้องการ ผู้ตามจะเลียนแบบผู้นําและพฤติกรรมของผู้นําจากการสร้างความมั่นใจในตนเอง ประสิทธิภาพและความเคารพในตนเอง ผู้นําการเปลี่ยนแปลงจึงรักษาอิทธิพลของตนในการบรรลุ เป้าหมายและปฏิบัติภาระหน้าที่ขององค์การ ๒. การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Motivation : IM) หมายถึง การที่ผู้นําจะ ประพฤติในทางที่จูงใจให้เกิดแรงบันดาลใจกับผู้ตาม โดยการสร้างแรงจูงใจภายใน การให้ความหมาย และท้าทายในเรื่องงานของผู้ตาม ผู้นําจะกระตุ้นจิตวิญญาณของทีม (Team spirit) ให้มีชีวิตชีวามี การแสดงออกซึ่งความกระตือรือร้น โดยการสร้างเจตคติที่ดีและการคิดในแง่บวก ผู้นําจะทําให้ผู้ตาม สัมผัสกับภาพที่งดงามของอนาคต ผู้นําจะสร้างและสื่อความหวังที่ผู้นําต้องการอย่างชัดเจน ผู้นําจะ แสดงการอุทิศตัวหรือความผู้กพันต่อเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน ผู้นําจะแสดงความเชื่อมั่นและ แสดงให้เห็นความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ผู้นําจะช่วยให้ผู้ตามมองข้าม ผลประโยชน์ของตนเพื่อวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์การ ผู้นําจะช่วยให้ผู้ตามพัฒนาความผู้กพันของ ตนต่อเป้าหมายระยะยาว และบ่อยครั้งพบว่า การสร้างแรงบันดาลใจนี้ เกิดขึ้นผ่านการคํานึงถึงความ เป็นปัจเจกบุคคลและการกระตุ้นทางปัญญา ช่วยให้ผู้ตามจัดการกับอุปสรรคของตนเองและเสริม ความคิดสร้างสรรค์ ๓. การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual Stimulation : IS) หมายถึง การที่ผู้นํามีการ กระตุ้นผู้ตามให้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหน่วยงาน ทําให้ผู้ตามมีความต้องการหาแนวทาง ใหม่ๆ มาแก่ปัญหาในหน่วยงาน เพื่อหาข้อสรุปใหม่ที่ดีกว่าเดิม เพื่อทําให้เกิดสิ่งใหม่และสร้างสรรค์ โดยผู้นํามีการคิดและการแก่ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีการตั้งสมมุติฐานการ เปลี่ยนกรอบ (Reframing) การมองปัญหา และการเผชิญกับสถานการณ์เก่าๆ ด้วยวิถีทางใหม่ แบบ
32 ใหม่ๆ มีการจูงใจและสนับสนุนความคิดริเริ่มใหม่ๆในการพิจารณาปัญหาและการหาคําตอบของ ปัญหา มีการให้กําลังใจผู้ตามให้พยายามหาทางแก่ปัญหาด้วยวิธีใหม่ๆ ผู้นํามีการกระตุ้นให้ผู้ตาม แสดงความคิดและเหตุผล และไม่วิจารณ์ความคิดของผู้ตาม แม้ว่ามันจะแตกต่างไปจากความคิดของ ผู้นํา ผู้นําทําให้ผู้ตามรู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นโอกาสที่ดีที่จะแก่ปัญหาร่วมกัน โดยผู้นําจะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ตามว่าปัญหาทุกอย่างต้องมีวิธีแก้ไข แม้บางปัญหาจะมีอุปสรรค มากมาย ผู้นําจะพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้ จากความร่วมมือร่วมใจในการ แก้ปัญหาของผู้ร่วมงานทุกคน ผู้ตามจะได้รับการกระตุ้นให้ตั้งคําถามต่อค่านิยมของตนเอง ความเชื่อ และประเพณี การกระตุ้นทางปัญญา เป็นส่วนที่สําคัญของการพัฒนาความสามารถของผู้ตามในการที่ จะตระหนัก เข้าใจ และแก่ไขปัญหาด้วยตนเอง ๔. การคํานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualized Consideration : IC) ผู้นําจะมี ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลในฐานะเป็นผู้นําให้การดูแลเอาใจใส่ผู้ตามเป็นรายบุคคลและทําให้ผู้ตาม รู้สึกมีคุณค่าและมีความสําคัญ ผู้นําจะเป็นโค้ช (Coach) และเป็นที่ปรึกษา (Advisor) ของผู้ตามแต่ละ คน เพื่อการพัฒนาผู้ตามผู้นําจะเอาใจใส่เป็นพิเศษในความต้องการของปัจเจกบุคคล เพื่อความสัมฤทธิ์ ผลและเติบโตของแต่ละคน ผู้นําจะพัฒนาศักยภาพของผู้ตามและเพื่อนร่วมงานให้สูงขึ้นนอกจากนี้ผู้นํา จะมีการปฏิบัติต่อผู้ตามโดยการให้โอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สร้างบรรยากาศของการให้การสนับสนุน คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความจําเป็นและความต้องการ การประพฤติของผู้นําแสดง ให้เห็นว่าเข้าใจและยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น บางคนได้รับกําลังใจมากกว่า บางคนได้รับ อํานาจการตัดสินใจด้วยตนเองมากกว่า บางคนมีมาตรฐานที่เคร่งครัดว่าบางคนมีโครงสร้างงานที่มากกว่า ผู้นํามีการส่งเสริมการสื่อสารสองทาง และมีการจัดการด้วยการเดินดูรอบๆ (Management by walking around) มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ตามเป็นการส่วนตัว ผู้นําสนใจในความกังวลของแต่ละบุคคล เห็นปัจเจก บุคคลเป็นบุคคลทั้งครบ (As a whole person) มากกว่าเป็นพนักงานหรือเป็นเพียงปัจจัยการผลิต ผู้นํา จะมีการฟ้งอย่างมีประสิทธิภาพ มีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) ผู้นําจะมีการมอบหมายงานเพื่อ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้ตาม เปิดโอกาสให้ผู้ตามได้ใช้ความสามารถพิเศษอย่างเต็มที่และเรียนรู้สิ่ง ใหม่ๆที่ท้าทายความสามารถ ผู้นําจะดูแลผู้ตามว่าต้องการคําแนะนํา การสนับสนุนและการช่วยให้ ก้าวหน้าในการทํางานที่รับผิดชอบอยู่หหรือไม่ โดยผู้ตามจะไม่รู้สึกว่าเขากําลังถูกตรวจสอบ37 สรุปได้ว่า ยุคดั้งเดิม หรือยุคคลาสสิก (ค.ศ.๑๘๘๗ – ๑๙๔๔) ทฤษฎีและแนวความคิดที่ เกิดขึ้นในช่วงนี้ มุ่งเน้นที่การสร้างหลักการบริหารที่แน่นอนชัดเจนขึ้นมาใช้เป็นแนวทางการบริหาร จัดการงานให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากที่สุด แนวคิดทฤษฎีที่สำคัญได้แก่ การบริหารแยกจาก การเมือง (Politic Administration Dichotomy) การบริหารแยกจากการเมืองเป็นแนวคิดทางการ บริหารที่ถูกนำเสนอขึ้นมาในศตวรรษที่ ๑๙ บุคคลแรกที่ได้เสนอแนวคิดนี้ได้แก่ Woodrow Wilson 37 Bass, B.M. & Avolio, B.J. (Eds.), Improving organizational effectiveness through transformational leadership, (Thousand Oaks, CA: Sage Publications, 1994), pp. 169 – 192.
33 ตารางที่ ๒.5 สรุปแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานในยุคคลาสสิก นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก เฮนลี่ อาร์ ทาร์ว การจัดการงานซึ่งไม่ได้ปฏิบัติ โดยอาศัยหลักควบคุม ทางวินัย” ควรจะได้แยกออกจากหน้าที่การงานทาง วิศวกรรม และเน้นเรื่องความสำคัญของการจัดการ ว่ามีความสำคัญเท่ากับของงานวิศวกรรม ลีโอนาร์ การเมืองไม่ควรเข้ามาแทรกแซงการบริหาร การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็นการศึกษา ในแบบวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาถึงความจริง ปลอดจาก ค่านิยม ของผู้ที่ศึกษา วูดโลว์ วิวสัน แนวคิดที่ต้องการแยกการบริหารของรัฐออกมาจาก การเมือง นักทฤษฎีการบริหารสมัยเดิม (The Classical Management Theory) ระบบราชการ (Bureaucracy) เฮนรีฟาโย ทฤษฎีการบริหารซึ่งประกอบด้วยหน้าที่ทาง การ บริหาร ๕ ประการ ๑. การวางแผน (Planning) ๒. การจัดองค์การ (Organizing) ๓. การบังคับบัญชาสั่งการ (Commanding) ๔. การประสานงาน (Coordinating) ๕. การควบคุม (Controlling) ลูเธอร์ กูลิค หลักการบริหารระบบราชการที่เรียกว่า POSDCORB Model มีรายละเอียดดังนี้ ๑. P - Planning (การวางแผน) ๒. O - Organizing (การจัดองค์การ) ๓. S - Staffing (การจัดบุคคลเข้าทำงาน) ๔. D - Directing (การสั่งการหรืออำนวยการ) ๕. Co - Coordinating (การประสานงาน) ๖. R - Reporting (การรายงานผล) ๗. B - Budgeting (การงบประมาณ) Bass, B.M. & Avolio การบริหารงานจากแนวคิดของ แบสและอาโวลิโอ 4 ด้าน คือ 1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการกระตุ้นให้ใช้ ปัญญา 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล
34 ๒.2.๒ ทฤษฎีองค์การในยุคการจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์ จากการทบทวนเอกสารปรากฏว่า มีนักวิชาการและผู้วิจัยได้ศึกษาและอธิบายถึงทฤษฎี องค์การในยุคการจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการไว้หลายท่าน ดังนี้ เป็นยุคที่มีความเชื่อว่างานใดๆ จะบรรลุผลสำเร็จได้จะต้องอาศัยคนเป็นหลัก นักบริหาร กลุ่มนี้จึงหันมาสนใจศึกษาพัฒนาทฤษฎี วิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ทางด้านสังคมศาสตร์ พฤติกรรม และกลุ่มคนในองค์การ สนใจศึกษาแนวทางประสานงานให้คนเข้ากับสิ่งแวดล้อมของงาน เพื่อหวังผล ในด้านความร่วมมือ ความคิด ริเริ่มและการเพิ่มผลผลิต โดยมีพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า "มนุษย สัมพันธ์"38 จะนำไปสู่ความพอใจและสะท้อนถึงผลของการปฏิบัติงาน บุคคลสำคัญในยุคนี้ ยุคทฤษฎีการบริหาร39 (The Era of Administrative Theory/ Behavioral Science) หรือ ยุคการบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์สนใจด้านพฤติกรรมของมนุษย์ในองค์การ เน้นความมีมนุษย์ สัมพันธ์ มุ่งสร้างความพึงพอใจในการทางานให้แก่คนงาน ให้ความเป็นอิสระที่จะริเริ่มเพื่อการ สร้างสรรค์ มีสิทธิที่จะเลือกวิธีการทำงาน ผู้บริหารจะเป็นฝ่ายพิจารณาปรับหรือจัดงานให้เหมาะสม หรือเป็นที่พึงพอใจแก่คนงานที่จะทำนั้น เป็นการยึดถือคนเป็นศูนย์กลาง (human-centered) มอง คนเป็นมนุษย์สังคม (social man) มากกว่าการเป็นมนุษย์เศรษฐกิจ (economic man) แนวความคิดเกิดจากการทดลองที่ Hawthorn ใกล้เมือง Chicago U.S.A สรุปได้ ๕ ประการ คือ ปทัสถานสังคม (ข้อตกลงเบื้องต้นในการทำงาน) คนงานที่สามารถปรับตัวเข้ากับ กฎเกณฑ์อย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มคนงานด้วยกัน จะมีความสบายใจและเพิ่มผลผลิต มากกว่า คนงานที่ไม่พยายามปฏิบัติหรือปรับตัวเข้ากับกฏเกณฑ์ที่กลุ่มปฏิบัติกันกฎเกณฑ์เหล่านี้ตกลงกันเองและ ยึดถือกันภายในกลุ่ม และยังผลให้คนงานมีความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพวก กลุ่มพฤติกรรม ของกลุ่มมีอิทธิพลจูงใจและสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของแต่ละบุคคลได้และกลุ่มย่อมมีอำนาจต่อรอง กับฝ่ายบริหารโดยอาจจะเพิ่มผลผลิตหรือลดผลผลิตก็ได้40 ๑. การให้รางวัล และการลงโทษของสังคมในหมู่คนงานด้วยกัน เช่น การให้ความเห็นอก เห็นใจของกลุ่มแต่ละบุคคล การให้ความนับถือและความจงรักภักดีต่อกลุ่ม และแต่ละบุคคลมีอิทธิพล ต่อคนงานมากกว่าการที่ฝ่ายบริหารจะให้รางวัลเป็นตัวเงินต่อคนงานเหล่านี้ ๒. การควบคุมบังคับบัญชา การบังคับบัญชาจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าฝ่ายบริหาร ปรึกษากลุ่มและหัวหน้าของกลุ่มที่ไม่เป็นทางการนี้ ในอันที่ปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายขบวนการ มนุษย์สัมพันธ์ต้องการให้ผู้บังคับบัญชาเป็นคนที่น่ารัก เป็นนักฟังที่ดี เป็นมนุษย์ไม่ใช่เป็นนาย ต้องให้ ข้อคิดแล้วให้คนงานตัดสินใจ อย่าเป็นผู้ตัดสินใจปัญหาเสียเอง ขบวนการมนุษย์สัมพันธ์จึงเชื่อว่าการ 38 แนวความคิดและทฤษฎีการบริหาร, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : www.slideshare.net, [5 ธันวาคม ๒๕64]. 39 การบริหาร หลักการ แนวคิด ทฤษฎี คณะศึกษาศาสตร์, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : www.edu.tsu.ac.th, [5 ธันวาคม ๒๕64]. 40 สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล, รวมแนวคิด ๔๕ กูรู, ประมวลความคิดของปรมาจารย์ด้านการบริหารจาก อดีตปัจจุบันและอนาคต, บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), (พ.ศ.๒๕๔๗), หน้า ๑๙๔.