The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สารนิพนธ์ เรื่อง การบูรณาการหลักสูตรพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดย นายอานนท์ พรมเพ็ชร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สารนิพนธ์ เรื่อง การบูรณาการหลักสูตรพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดย นายอานนท์ พรมเพ็ชร

สารนิพนธ์ เรื่อง การบูรณาการหลักสูตรพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดย นายอานนท์ พรมเพ็ชร

35 สื่อข้อความอย่างมีประสิทธิภาพประกอบกับการให้โอกาสคนงานเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเป็น หนทางที่ดีที่สุดที่จะได้มาซึ่งการควบคุมบังคับบัญชาที่มีประสิทธิภาพ ๓. การบริหารแบบประชาธิปไตย พนักงานทำงานได้ผลงานดีมาก ถ้าเขาได้จัดการงานที่เขา รับผิดชอบเอง โดยมีการควบคุมน้อยที่สุดจากผู้บริหาร หลังจากที่ได้มีการปรึกษาร่วมกันแล้วสรุปได้ว่า Mayo เชื่อว่าหากได้นำวิธีการทางมนุษย์สัมพันธ์ไปใช้ให้ถูกต้องแล้ว จะทำให้บรรยากาศในองค์การ อำนวยให้ทุกฝุายเข้ากันได้อย่างดีที่สุด คนงานจะได้รับความพอใจสูงขึ้น และกำลังความสามารถ ทางการผลิตก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ผลการทดลองนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลสำคัญของกลุ่มทางสังคม ภายในองค์การที่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก "ความรู้สึก" (sentiments) ที่เป็น เรื่องราวทางจิตใจของคนงาน และความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคนงานด้วยกัน แนวความคิดที่เป็น ข้อเท็จจริงที่ได้จากการค้นพบสองประการ คือ พฤติกรรมของคนงานมีการปฏิบัติตอบต่อ สภาพแวดล้อมทั้งสองทางด้วยกัน คือ ทั้งต่อสภาพทางกายภาพที่เป็นสภาพแวดล้อมรอบตัว(physical environment) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมของงาน และยังมีการปฏิบัติตอบต่อสภาพแวดล้อมของ เรื่องราวทางจิตวิทยา และสังคมของที่ทำงานด้วย สภาพเหล่านี้ก็คือ อิทธิพลของกลุ่มไม่เป็นทางการ (informal group) การยอมรับในฐานะของตัวบุคคล และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นสมมติฐานอยู่ ๒ ประการ คือ41 ๑. มนุษย์มีความต้องการอยู่ตลอดเวลาตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ความต้องการที่ได้รับการ ตอบสนองแล้ว ก็จะไม่เป็นแรงจูงใจสำหรับพฤติกรรมนั้นอีกต่อไป ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการ ตอบสนองเท่านั้นจึงจะมีอิทธิพลจูงใจต่อไป ๒. ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นจากต่ำไปหาสูงตามลำดับบนความสำคัญ ในเมื่อความต้องการขึ้นต่ำ ได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการขึ้นสูงก็จะตามมา มาสโลว์ได้แบ่ง ลำดับความต้องการของมนุษย์ออกเป็น ๕ ลำดับ ดังนี้ ๑) ความต้องการทางด้านร่างกาย ( Physiological Needs) ความต้องการทางด้าน ร่างกายเป็นความต้องการเบื้องต้นเพื่อความอยู่รอด เช่น ความต้องการในเรื่องอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย เครื่อง นุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการพักผ่อนและความต้องการทางเพศ ฯลฯ ความ ต้องการ ทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนก็ต่อเมื่อ ความต้องการทางด้านร่างกายยังไม่ได้รับ การตอบสนองเลย ในด้านนี้โดยปกติแล้วองค์กรทุกแห่งมักจะตอบสนองความต้องการของแต่ละคน ด้วยวิธีการทางอ้อม คือการจ่ายเงินค่าจ้าง ๒) ความต้องการความปลอดภัยหรือความมั่นคง ( Security or Safety Needs) ถ้า ความต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองตามสมควรแล้ว มนุษย์ก็จะมีความต้องการในขั้น ต่อไปที่สูงขึ้น ความต้องการทางด้านความปลอดภัยหรือความมั่นคงต่าง ๆ ความต้องการทางด้าน ความปลอดภัยจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ ที่เกิด ขึ้นกับร่างกาย ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนความมั่นคงนั้น หมายถึงความต้องการความมั่นคง ในการดำรงชีพ เช่น ความมั่นคงในหน้าที่การงานและสถานะทางสังคม 41 Maslow. A., A theory of human motivation Psychological Review 50, (N.Y.McGraw - Hill 1943), P. 370.


36 ๓) ความต้องการทางด้านสังคม ( Social or Belongingness Needs) ภายหลังจากที่ได้รับ การตอบสนองในสองขั้นดังกล่าวแล้ว ก็จะมีความต้องการสูงขึ้น คือ ความต้องการทางสังคมจะเริ่มเป็น สิ่งจูงใจที่สำคัญต่อพฤติกรรมของคน ความต้องการทางด้านนี้จะเป็นความต้องการเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันและ การได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น และมีความรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทางสังคมเสมอ ๔) ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นในสังคม ( Esteem or Status Needs) ความ ต้องการขั้นต่อมาจะเป็นความต้องการที่ประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ คือ ความมั่นใจในตัวเองในเรื่อง ความสามารถ ความรู้ และความสำคัญในตัวเอง รวมตลอดทั้งความต้องการที่จะมีฐานะเด่นเป็นที่ ยอมรับของบุคคลอื่นหรือต้องการที่จะให้บุคคลอื่นยกย่องสรรเสริญ ในความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน การดำรงตำแหน่งที่สำคัญในองค์กร ๕) ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิต ( Self-actualization or SelfRealization) ลำดับขั้นความต้องการที่สูงสุดของมนุษย์ก็ คือ ความต้องการที่จะประสบ ความสำเร็จในชีวิตตามความนึกคิดหรือความคาดหวังทะเยอทะยานใฝ่ฝัน ที่จะได้รับผลสำเร็จในสิ่ง อันสูงส่งในทัศนะของตน แบบของการบริหาร ๒ แบบ คือ ทฤษฎี X ซึ่งมีลักษณะเป็นเผด็จการ และทฤษฎี Y หรือการมี ส่วนร่วม แต่ละแบบเกี่ยวข้องกับสมมุติฐานที่มีต่อลักษณะของมนุษย์ดังนี้42 ผู้บริหารแบบทฤษฎี X เชื่อว่า ๑. มนุษย์โดยทั่วไปไม่ชอบการทำงานและพยายามหลีกเลี่ยงงาน ๒. เนื่องจากการไม่ชอบทำงานของมนุษย์ มนุษย์จึงถูกควบคุม บังคับ หรือข่มขู่ให้ทำงาน ชอบให้สั่งการและใช้วิธีการลงโทษเพื่อให้ใช้ความพยายามได้เพียงพอ และบรรลุวัตถุประสงค์ของ องค์การ ๓. มนุษย์โดยทั่วไปพอใจกับการชี้แนะสั่งการหรือการถูกบังคับ ต้องการหลีกเลี่ยงความ รับผิดชอบ มีความทะเยอทะยานน้อย และต้องการความมั่นคงมากที่สุด ผู้บริหารตามทฤษฎี X จึง ต้องสร้างแรงจูงใจโดยการข่มขู่ และลงโทษ เพื่อทำให้ลูกน้องใช้ความพยายามให้บรรลุความสำเร็จ ตามเป้าหมายขององค์การ ผู้บริหารแบบทฤษฎี Y มีความเชื่อว่า ๑. การทำงานเป็นการตอบสนองความพอใจ ๒. การข่มขู่ด้วยวิธีการลงโทษไม่ได้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการจูงใจให้คนทำงาน บุคคลที่ผู้ก พันกับการบรรลุถึงความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์การจะมีแรงจูงใจด้วยตนเองและควบคุมตนเอง ๓. ความผู้กพันของบุคคลที่มีต่อเป้าหมายขึ้นอยู่กับรางวัล และผลตอบแทนที่พวกเขา คาดหวังว่าจะได้รับเมื่อเป้าหมายบรรลุถึงความสำเร็จ ๔. ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน เป็นการจูงใจให้บุคคลยอมรับและ แสวงหาความรับผิดชอบ มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน 42 ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของเมคเกรเกอร์, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : www.idis.ru.ac.th, รัฐประศาสน ศาสตร์, [5 ธันวาคม ๒๕64].


37 ทฤษฎี Y เน้นถึงการพัฒนาตนเองของมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นรู้จักตัวเองได้ถูกต้อง รู้จักความสามารถของตนเอง ผู้บริหารควรสร้างแรงจูงใจโดยการสร้างสรรค์สถานการณ์ที่จะท ำให้ สมาชิกมีความรู้สึกรับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในการทำงาน ในการบริหารนั้น มีการนำทฤษฎีเชิงจิตวิทยา มาใช้จำนวนมาก เพราะการบริหารเป็นการทำงานกับ “คน” และทฤษฎีจิตวิทยาก็พูดเรื่อง “คน” การศึกษาทฤษฎีจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการควบคุมกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ การสร้างแรงจูงใจในการ ทำงาน และภาวะผู้นำ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริหาร Donglas Mc Gregor ได้ค้นพบแนวคิด “พฤติกรรมองค์การ” และสรุปว่า กิจกรรมการบริหารจัดการล้วนมีสาเหตุรากฐานมาจากทฤษฎี พฤติกรรมมนุษย์ (human behaviors) ซึ่งเป็นไปตามกรอบทฤษฎี X และทฤษฎี Y คือ ทฤษฎี X (Theory X) คือคนประเภทเกียจคร้าน ในการบริหารจึงควรใช้มาตรการบังคับมี ระเบียบกฎเกณฑ์คอยกำกับ มีการควบคุมการทำงานอย่างใกล้ชิด และมีการลงโทษเป็นหลัก ทฤษฎี Y (Theory Y) คือคนประเภทขยัน ควรมีการกำหนดหน้าที่การงานที่เหมาะสม ท้าทาย ความสามารถ สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเชิงบวก และควรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการบริหารงาน สรุป Donglas Mc Gregor เห็นว่าคนมี ๒ ประเภท และการบริหารคนทั้ง ๒ ประเภท ต้องใช้วิธีการบริหารแตกต่างกัน ทฤษฎีแรงจูงใจของสุขอนามัย (ทฤษฎีปัจจัยที่สอง) ให้เหตุผลว่าเนื่องจากปัจจัยที่ทำให้ เกิดความพึงพอใจที่แตกต่างจากความไม่พอใจเหล่านั้นก่อให้เกิดทั้งสองความรู้สึกที่ไม่เพียงแต่จะถือ ว่าเป็นตรงกันข้ามของอีกคนหนึ่ง ตรงข้ามกับความพึงพอใจของไม่เป็นไม่พอใจแต่ความไม่พอใจไม่ใน ทำนองเดียวกันตรงข้ามของความไม่พอใจที่เป็นความไม่พอใจที่ไม่มี43 ปัจจัยที่มีผลงานทัศนคติ ที่นำไปสู่ความไม่พอใจ ที่นำไปสู่ความพอใจ - นโยบายของบริษัท - การควบคุมดูแล - ความสัมพันธ์ต่อหัวหน้า - เงื่อนไขในการทำงาน - เงินเดือน - ความสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงาน - ความสำเร็จ - ได้รับการยอมรับ - การทำงานของตัวเอง - ความรับผิดชอบ - ความก้าวหน้า - การเจริญเติบโต ผู้บุกเบิกความเข้าใจกระบวนการด้านข้างภายในองค์กรแบบลำดับชั้น (ซึ่งได้รับการ ยอมรับโดยตรงไปยังการก่อตัวขององค์กรในรูปแบบเมทริกซ์ครั้งแรกซึ่งเป็นบริษัทดูปองท์ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐ ความสำคัญของระบบ กระบวนการภายในองค์กรและความคิดของอำนาจความเชี่ยวชาญ จริงๆซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยน Typology ของอำนาจที่พัฒนาขึ้น44 43 สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล, รวมแนวคิด ๔๕ กูรู, ประมวลความคิดของปรมาจารย์ด้านการบริหารจาก อดีตปัจจุบันและอนาคต, บริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), พ.ศ.๒๕๔๗, หน้า ๑๒๗. 44 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๕.


38 สรุปได้ว่า เป็นยุคที่มีความเชื่อว่างานใดๆ จะบรรลุผลสำเร็จได้จะต้องอาศัยคนเป็นหลัก นักบริหารกลุ่มนี้จึงหันมาสนใจศึกษาพัฒนาทฤษฎี วิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ทางด้านสังคมศาสตร์ พฤติกรรมและกลุ่มคนในองค์การ สนใจศึกษาแนวทางประสานงานให้คนเข้ากับสิ่งแวดล้อมของงาน เพื่อหวังผลในด้านความร่วมมือ ความคิด ริเริ่มและการเพิ่มผลผลิต โดยมีพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า "มนุษยสัมพันธ์" จะนำไปสู่ความพอใจและสะท้อนถึงผลของการปฏิบัติงาน ตารางที่ ๒.6 สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานในยุคการจัดการเชิงพฤติกรรมศาสตร์ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล กลุ่มพฤติกรรมของกลุ่มมีอิทธิพลจูงใจและสามารถเปลี่ยน พฤติกรรมของแต่ละบุคคลได้และกลุ่มย่อมมีอำนาจต่อรองกับ ฝ่ายบริหารโดยอาจจะเพิ่มผลผลิตหรือลดผลผลิตก็ได้ สามารถกระทำได้ดังนี้ ๑. การให้รางวัล ๒. การควบคุมบังคับบัญชา ๓. การบริหารแบบประชาธิปไตย Maslow. A ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นสมมติฐานอยู่ ๒ ประการ คือ ๑. มนุษย์มีความต้องการอยู่ตลอดเวลา ๒. ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นจากต่ำ ไปหาสูงตามลำดับบนความสำคัญ แมคเกรเกอร์ แบบของการบริหาร ๒ แบบ คือ ทฤษฎี X ซึ่งมีลักษณะเป็น เผด็จการ และทฤษฎี Y หรือการมีส่วนร่วม สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล ทฤษฎีแรงจูงใจของสุขอนามัย ของเฟรเดอริ เฮอเบิร์ก ให้ เหตุผลว่าเนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจที่แตกต่าง จากความไม่พอใจเหล่านั้นก่อให้เกิดทั้งสองความรู้สึกที่ไม่ เพียงแต่จะถือว่าเป็นตรงกันข้ามของอีกคนหนึ่ง ตรงข้ามกับ ความพึงพอใจของไม่เป็นไม่พอใจแต่ความไม่พอใจไม่ใน ทำนองเดียวกันตรงข้ามของความไม่พอใจที่เป็นความไม่พอใจ ที่ไม่มี สมพงษ์ สุวรรณจิตกุล แมรี เป็นผู้บุกเบิกความเข้าใจกระบวนการด้านข้างภายใน องค์กรแบบลำดับชั้น ๒.2.๓ ทฤษฎีองค์การในยุคสมัยใหม่ จากการทบทวนเอกสารปรากฏว่า มีนักวิชาการและผู้วิจัยได้ศึกษาและอธิบายถึงทฤษฎี องค์การในยุคสมัยใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการไว้หลายท่าน ดังนี้


39 ยุคที่มีความพยายามศึกษา และวิเคราะห์วิจัย มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และค้นคว้าทฤษฎี ใหม่ ๆ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ต่อการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด นักบริหารที่สำคัญของยุคนี้ ได้แก่ แนวความคิดด้านระบบสังคมนี้มีความสัมพันธ์กับแนวคิดด้านมนุษยสัมพันธ์หรือด้าน พฤติกรรมศาสตร์ Chester I. Barnard เป็นบิดาของการจัดการที่ยึดหลักระบบสังคม ลำดับ แนวความคิดของ Barnard ด้านระบบสังคมมีดังนี้45 ๑. มนุษย์แต่ละคนมีขีดจำกัดด้านกายภาพและชีวภาพ ( physical and biological) จึง ทำให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจในการทำงานเป็นกลุ่ม ๒. การดำเนินการร่วมแรงร่วมใจกันทำให้เกิดเป็นระบบความร่วมแรงร่วมใจ (cooperation system) ในการทำงานต่อองค์การเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ๓. ระบบการร่วมแรงร่วมใจ แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ องค์การ (organization) รวมทั้งการ ปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกในระบบและส่วนอื่นๆ ๔. องค์การแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ องค์การที่มีรูปแบบ ( formal organization) คือการ ปฏิสัมพันธ์การทางสังคมด้วยการประสานงานอย่างมีจิตสำนึกและการกำหนดจุดมุ่งหมายร่วมกันเป็น ต้น องค์การได้รูปแบบ (informal organization) ที่เกิดแฝงขึ้นมา ๕. องค์การที่มีรูปแบบประกอบด้วย การติดต่อสื่อสารงานซึ่งกันและกัน ความตั้งใจในการ ทำงานเป็นกลุ่ม จุดมุ่งหมายร่วมกันและจิตสำนึกร่วมกัน ๖. องค์การที่มีรูปแบบแบ่งได้ดังนี้ - ระบบการกำหนดหน้าที่ตามความสามารถของบุคคล - ระบบของประสิทธิผลและประสิทธิภาพที่กระตุ้นให้สมาชิกทำงานเป็นกลุ่ม - ระบบของอำนาจหน้าที่ให้สมาชิกในกลุ่มยอมรับการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร - ระบบการตัดสินใจมีเหตุผล ๗. หน้าที่ของฝ่ายบริหารในองค์การที่มีรูปแบบ ดังนี้ - การธำรงรักษาระบบการติดต่อสื่อสารภายในองค์การ ปลูกฝังความจงรักภักดี ความรับผิดชอบ และรักษาบุคคลที่มีความสามารถให้คงอยู่ในองค์การ เป็นต้น - ให้ความคุ้มครองแก่บุคคลที่ให้บริการพิเศษแก่องค์การ - การกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การที่เด่นชัดคือ การวางแผนองค์การนั่นเอง ๘. หน้าที่ของฝ่ายบริหารจะดำเนินการภายในขอบข่ายของการบริหารและพยายามที่จัด วางตำแหน่งของบุคคลฝ่ายต่างๆ ในองค์การให้มีความสมดุลแห่งอำนาจขึ้นในองค์การ ๙. การดำเนินการจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องการผู้นำที่มีความรับผิดชอบสูง แต่Barnard. ได้ เน้นว่าผู้นำจะต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจ ไม่ใช่ลักษณะของภาวะการเป็นผู้นำ(cooperation, not leadership) โดยเขาเชื่อว่า การร่วมแรงร่วมใจเป็นกระบวนการสร้างสรรค์แต่ภาวะการเป็นผู้นำนั้น จำเป็นต้องใช้อำนาจในการดำเนินการ 45 แนวคิดด้านระบบสังคม, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : www.idis.ru.ac.th, [๔ ธันวาคม ๒๕64].


40 การบริหารหมายถึง ศิลปะในการทำให้สิ่งต่างๆ ได้รับการกระทำจนเป็นผลสำเร็จ โดยที่ ผู้บริหารมักไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่ผู้บริหารเป็นผู้ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติได้ทำงานจนสำเร็จ ตาม จุดมุ่งหมายที่ผู้บริหารตัดสินใจเลือก46 ทฤษฎีความคาดหวังของรูม (Victor H. Vroom) ได้ขยายความโดยเสนอในรูปแบบตัว แบบ (model) ของความคาดหวังในการทำงานที่เรียกว่า VIE Model หรือ VIE Theory ได้สร้าง แบบจำลอง “ตัวแบบผู้นำแบบมีส่วนร่วม” โดยใช้ตัวแบบการตัดสินใจแบบ decision tree แบ่ง รูปแบบการตัดสินใจของผู้นำเป็น ๕ รูปแบบ47 ๑. ผู้นำตัดสินใจเพียงลำพัง ๒. ผู้นำตัดสินใจโดยขอข้อมูล ๓. ผู้นำตัดสินใจโดยการหารือก่อน ๔. ผู้นำตัดสินใจโดยฟังการอภิปรายก่อน ๕. ผู้นำให้กลุ่มตัดสินใจ ตัวแบบทฤษฎีความคาดหวัง Vroom แผนภาพที่ 2.1 ทฤษฎีความคาดหวัง Vroom 46 เติมศักดิ์ ทองอินทร์, ความรู้เบื้องต้นทางการบริหารรัฐกิจ , (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๓. 47 เอกสารประกอบการเรียน, คณะพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๔), หน้า ๓.


41 ทฤษฎีที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำและแบบของผู้นำทางการบริหาร วิลเลียม เจ.เรดดิน (William J. Reddin) เชื่อว่าทฤษฎีนี้ มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีลักษณะความเป็นผู้นำและแบบของผู้นำ อยู่ด้วยกันทั้งนั้นจะต่างกันก็เพียงแต่ว่าแบบของผู้นำแต่ละคนไม่เหมือนกันและลักษณะความเป็นผู้นำ มีมากน้อยต่างกัน บางคนอาจยึดมั่นแบบผู้นำแบบใดแบบหนึ่งตลอดไป แต่บางคนอาจจะเปลี่ยนแบบ ผู้นำไปตามเวลา สถานการณ์ สิ่งแวดล้อมและตำแหน่งหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ แบ่งออกเป็น ๓ มิติ คือ 48 ๑. มิติมุ่งงานหรือกิจสัมพันธ์ (Task Orientation) เป็นพฤติกรรมมุ่งให้ผู้ร่วมงานหรือผู้ ตามปฏิบัติงานอย่างได้ผล โดยผู้นำริเริ่มจัดการและอำนวยการ ๒. มิติมุ่งสัมพันธ์ภาพ หรือ มิตรสัมพันธ์ (Relation Orientation) เป็นพฤติกรรมของผู้นำ ที่แสดงให้เห็นความเห็นอกเห็นใจ ไว้วางใจ และให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน ๓. มิติมุ่งประสิทธิผล (Effectiveness Orientation ) ทฤษฎีนี้ได้รับการค้นคว้าโดยนักจิตวิทยา เพื่อหาหนทางบริหารงานให้ได้ผลมากที่สุดและได้พบว่าหลักสำคัญในการบริหารมีอยู่ ๒ ประการ คือ ๑) มุ่งแต่งาน (Task to be done) ผู้นำแบบนี้จะมุ่งแต่ผลงานเป็นประการสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกในด้านจิตใจ ๒) การบริหารงานโดยให้ความสำคัญในเรื่องมนุษยสัมพันธ์ด้วย (Relationship with other people) ความแตกต่างของผู้นำในการบริหาร ในการให้ความสำคัญต่องานกับการให้ความสำคัญในเรื่องมนุษย์ สัมพันธ์จึงมีมากน้อยต่างกัน บางคนอาจให้ความสำคัญต่องานอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงมนุษ์ยสัมพันธ์ บางคน อาจจะให้ความสำคัญในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์มากจนเกินไปจนทำให้ไม่ค่อยได้ผลงาน สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับตัว บุคคล และตามทฤษฎีของ เรดดินได้แบ่งลักษณะภาวะผู้นำทางการบริหารงานออกเป็น ๔ ลักษณะ 2.1) แบบผู้ผสมผสาน (Integrated) สูงทั้งงานและคนได้อย่างผสมผสาน เป็นผู้ที่ สามารถที่จะอิงอำนาจหน้าที่ของตนไว้กับวัตถุประสงค์ นโยบาย ตลอดจนความมุ่งหมายหรืออุดมคติ ที่มีอยู่เป็นผู้ที่พยายามจะรวบรวมผู้ปฏิบัติงานกับองค์การให้เข้ากัน ต้องการให้ลูกน้องเข้ามาส่วนร่วม ไม่แสดงความแตกต่างในเรื่องอำนาจหน้าที่มากนัก เป็นผู้ที่ชอบการมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน หรือมีการ รับผิดชอบร่วมกัน สนใจในเทคนิคการจูงใจลูกน้อง 2.๒) แบบมิตรสัมพันธ์(Related) เป็นแบบที่เน้นให้ความสำคัญมากในด้านที่ เกี่ยวกับคนแต่เน้นให้ความสำคัญน้อยในด้านที่เกี่ยวกับงาน เชื่อว่าคนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด จะต้องมาก่อนเรื่องงาน จะเน้นในเรื่องการพัฒนาบุคคลเป็นสำคัญ เป็นคนแบบกันเอง เงียบๆ ไม่เป็น ที่สังเกตของใคร ชอบสนทนาวิสาสะ เห็นอกเห็นใจคน ยอมรับเห็นด้วยกับผู้ร่วมงาน มีอัธยาศัยเป็น มิตรชอบสร้างบรรยากาศของความอบอุ่น ปลอดภัย มั่นคงในหน่วยงาน 2.3) แบบผู้แยกตัว (Separated) ผู้นำแบบนี้ไม่เอาทั้งคนและงาน เป็นแบบผู้ที่มี นิสัยระมัดระวัง เป็นผู้ชอบเก็บตัว ไม่ชอบเป็นผู้กว้างขวาง จะให้ความสำคัญในด้านตัวคน และตัวงาน ในระดับต่ำ นักบริหารที่มีลักษณะเช่นนี้จะได้ผลงานน้อย น้อยครั้งที่จะให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ไม่คิดอ่านแบบสร้างสรรค์ ชอบขัดขวางผู้อื่น ชอบขัดแย้งกับผู้อื่นหรือทำให้งานยากขึ้น โดยไม่เข้าเรื่อง มักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ไม่ค่อยร่วมมือกับใคร 48 เอกสารประกอบการเรียน, คณะพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า ๓.


42 2.๔) แบบผู้เสียสละ (Dedicated) เน้นด้านงานสูงมาก ส่วนคนให้ความสำคัญต่ำ จะมี ลักษณะของการมุ่งที่จะเอาอะไรก็จะเอาให้ได้ เป็นคนที่ออกจะกล้าทำ บางครั้งก็ถึงขั้นก้าวร้าวไปบ้างมีความ มั่นใจในตัวเองอยู่มาก ปกติเป็นชอบริเริ่มงาน มักจะกำหนดงานการให้ลูกน้อง งานจะต้องมาก่อนเรื่องอื่นเสมอ ทรรศนะที่มีต่อภาวะผู้นำแบบเผด็จการและประชาธิปไตยจาก ๒ พฤติกรรมออกเป็น ๗ พฤติกรรม คือ ภาวะผู้นำแบบเผด็จการ ได้แก่การใช้อำนาจหน้าที่โดยผู้จัดการ และภาวะผู้นำแบบ ประชาธิปไตย ได้แก่พื้นที่ความอิสระของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยมีพฤติกรรม ได้แก่ ผู้จัดการทำการ ตัดสินใจและประกาศใช้ให้บุคลากรปฏิบัติ ผู้จัดการชักจูงให้บุคลากรเห็นชอบในสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจ ผู้จัดการเสนอความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้บุคลากรซักถาม ผู้จัดการสอบถามความเห็นของบุคลากร ที่มีต่อความคิดของตนผู้จัดการเสนอปัญหาหาข้อแนะนำและทำการตัดสินใจ ผู้จัดการกำหนดกรอบที่ เป็นข้อจำกัดและสอบถามกลุ่มเพื่อปฏิบัติ ผู้จัดการอนุญาตให้กลุ่มทำหน้าที่อย่างอิสระภายใต้กรอบที่ เป็นข้อบังคับ49 การพัฒนา Managerial เพื่อใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้นำ 50 แผนภาพที่ 2.2 Managerial 49 เอกสารประกอบการเรียน, หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า ๕. 50 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔. The Managerial Grid 1,9 9,9 COUNTRY CLUB MANAGEMENT TEAM MANAGEMENT 5,5 ORGANEZATION MANAGEMENT 1,1 9,1 IMPOVERISHED AUTHORITY MENAGEMENT MANAGEMENT HIGH CONCERN FOR PROPLE LOW CONCERN FOR PRODUCTION HIGH


43 ทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ ได้รับการพัฒนาอันเนื่องมาจากการวิจัยอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักบริหารทั้งหลายในการวิเคราะห์ความต้องการของสถานการณ์ ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่ บนพื้นฐานขององค์ประกอบ ๓ ประการ คือ51 ๑. จำนวนปริมาณของคำสั่ง (พฤติกรรมด้านงาน) ที่ผู้นำแสดงออกในแต่ละสถานการณ์ เป็นขั้นตอนพฤติกรรมที่ผู้นำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการสื่อความหมายทางเดียว โดยอธิบายว่า อะไรที่ผู้ ตามจะกระทำ จะทำเมื่อไร ทำที่ไหน และทำอย่างไร เพื่อให้งานในหน้าที่ได้รับผลสำเร็จ ๒. จำนวนปริมาณของการสนับสนุนทางอารมณ์สังคม (พฤติกรรมด้านมนุษยสัมพันธ์) ที่ ผู้นำกำหนดในแต่ละสถานการณ์ เป็นขั้นพฤติกรรมที่ผู้นำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการสื่อความหมายสอง ทาง โดยการให้การสนับสนุนด้านอารมณ์สังคม การให้กำลังใจ การจูงใจ และพฤติกรรมที่เอื้ออำนวย ความสะดวกต่างๆ ๓. ระดับความพร้อม ของผู้ตามหรือกลุ่มที่แสดงออกในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือวัตถุประสงค์ ซึ่งผู้นำพยายามให้ผู้ตามกระทำให้สำเร็จมโนทัศน์นี้ ได้พัฒนาเพื่อช่วยให้ผู้ที่แสดงภาวะผู้นำในการติดต่อประจำวันกับผู้อื่น ให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดย ไม่คำนึงว่าบทบาทของเขาเป็นอย่างไร ช่วยให้ผู้นำมีความเข้าใจเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างสไตล์ ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผล และระดับวุฒิภาวะของผู้ตาม 52 นักวิชาการชาวอเมริกันมีความเห็นว่าการบริหารการพัฒนามีความหมายที่สำคัญ ๒ ประการ คือ การบริหารการพัฒนาหมายถึง การบริหารแผนงานพัฒนา (development programs) ทั้งหลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ขององค์การขนาดใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยของของรัฐบาล เพื่อให้ เป็นไปตามนโยบายและแผนที่กำหนดขึ้นซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนา (developmental objectives) การเสริมสร้างสมรรถนะของการบริหาร53 สรุปได้ว่า เป็นยุคที่มีความพยายามศึกษา และวิเคราะห์วิจัย มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และค้นคว้าทฤษฎีใหม่ ๆ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ต่อการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด 51 ภาวะผู้นำ, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : www.slideshare.net, [5 ธันวาคม ๒๕64]. 52 เอกสารประกอบการเรียน, หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔), หน้า ๒. 53 Fred W. Riggs, “Introduction,” in Fred W. Riggs (ed.), Frontiers of Development Administration (Durham, North Carolina : Duke University Press, 1970), pp. 6-7.


44 ตารางที่ ๒.7 สรุปแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานในยุคสมัยใหม่ นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก เติมศักดิ์ ทองอินทร์ ไซม่อน (Herbert A. Simon) กล่าวว่าการบริหาร หมายถึง ศิลปะในการทำให้สิ่งต่างๆ ได้รับการกระทำ จนเป็นผลสำเร็จ โดยที่ผู้บริหารมักไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่ผู้บริหารเป็นผู้ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติได้ทำงานจน สำเร็จ ตามจุดมุ่งหมายที่ผู้บริหารตัดสินใจเลือก รูม (Victor H. Vroom) ทฤษฎีความคาดหวัง ตัวแบบผู้นำแบบมีส่วนร่วม โดย ใช้ตัวแบบการตัดสินใจแบบ decision tree แบ่ง รูปแบบการตัดสินใจของผู้นำเป็น ๕ รูปแบบ ๑. ผู้นำตัดสินใจเพียงลำพัง ๒. ผู้นำตัดสินใจโดยขอข้อมูล ๓. ผู้นำตัดสินใจโดยการหารือก่อน ๔. ผู้นำตัดสินใจโดยฟังการอภิปรายก่อน ๕. ผู้นำให้กลุ่มตัดสินใจ วิลเลียม เจ.เรดดิน (William J. Reddin) ทฤษฎีที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำและแบบของผู้นำ ทางการบริหาร แบ่งออกเป็น ๓ มิติ คือ แบ่งออกเป็น ๓ มิติ คือ ๑. มิติมุ่งงานหรือกิจสัมพันธ์ ๒. มิติมุ่งสัมพันธ์ภาพ ๓. มิติมุ่งประสิทธิผล โรเบิร์ต ทรรศนะที่มีต่อภาวะผู้นำแบบเผด็จการและ ประชาธิปไตยจาก ๒ พฤติกรรมออกเป็น ๗ พฤติกรรม คือ ผู้จัดการทำการตัดสินใจ ผู้จัดการชักจูงให้บุคลากร เห็นชอบในสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจ ผู้จัดการเสนอความ คิดเห็นและเปิดโอกาสให้บุคลากรซักถาม ผู้จัดการ สอบถามความเห็นของบุคลากรที่มีต่อความคิดของตน ผู้จัดการกำหนดกรอบที่เป็นข้อจำกัดและสอบถามกลุ่ม เพื่อปฏิบัติ ผู้จัดการอนุญาตให้กลุ่มทำหน้าที่อย่าง อิสระภายใต้กรอบที่เป็นข้อบังคับ Fred W. Riggs การบริหารการพัฒนาคือ การบริหารแผนงานพัฒนา ทั้งหลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ขององค์การโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง หน่วยของของรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตาม นโยบายและแผนที่กำหนด


45 ๒.3 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับนักปกครอง ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง จากเอกสารทางวิชาการของ นักวิชาการหลากหลายท่าน จึงได้ประมวลเนื้อหาสาระไว้ดังนี้ ๒.3.๑ ความหมายของการปกครอง จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ “ความหมายของการปกครอง” ผู้วิจัยได้ประมวล เนื้อหาสาระสําคัญไว้โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ปกครอง” หมายถึง ดูแล คุ้มครอง ระวังรักษา54 การปกครอง จึงหมายถึง การจัดทํา กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการตัดสินกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความหมายและการใช้ กฎหมาย ซึ่งทุกคนในสังคมจะต้องยอมรับและปฏิบัติตาม หากมีใครขัดขืนไม่ยอมรับหรือทําการ บางอย่างในลักษณะที่จะนําความเดือดร้อนมาสู่คนอื่น ย่อมจะได้รับโทษทัณฑ์บางประการตามควรแก่ กรณี ทั้งนี้เพื่อการปกป้องมิให้มีใครมาทําความเดือดร้อนวุ่นวายให้เกิดขึ้นแก่สังคม และเพื่อให้เป็น การคุ้มครองคนที่ยอมรับปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือกฎหมายให้ดํารงอยู่ได้อย่างสงบสุข55 คําว่า การปกครอง มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Kybernates ซึ่งแปลว่า ผู้ถือหางเสือ เรือ อันทําให้เกิดการเปรียบเทียบว่า การเมืองการปกครองและโดยเฉพาะ รัฐบาลเป็นเสมือนหางเสือ เรือ และมีวลีที่ว่า “รัฐนาวา” ตามมาให้เห็นอยู่เสมอ56 คําว่า การปกครอง ในภาษาไทย ตรงกับคําในภาษาอังกฤษว่า Governance แปลตรง ๆ ได้ว่า การดูแล การให้ความคุ้มครอง หรือการบริหารนั่นเอง คําว่า การปกครอง เป็นคําที่ใช้ในการ บริหารบ้านเมืองในลักษณะที่มีผู้ปกครอง ผู้มีอํานาจในการปกครองบ้านเมืองสูงสุดจะเรียกกันว่า พ่อ เมือง กรมที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องการปกครองบ้านเมืองให้มีความสุขและมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของ ประชาชนเป็นสําคัญก็ยังคงเรียกว่า กรมการปกครอง และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการบริหารราชการแผ่นดินจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น คณะ ราษฎร์ผู้ยึดอํานาจการปกครองได้ตราพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวขึ้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นธรรมนูญการปกครองฉบับแรกของไทยราชอาณาจักรไทยด้วย57 การปกครอง (Governance) จึงมีความหมายเกี่ยวกับการบริหาร การวางระเบียบกฎเกณฑ์สําหรับสังคม เพื่อให้ สังคมมีความสงบสุข58 54 ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๖๙๓. 55 แสวง อุดมศรี, การปกครองคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย,๒๕๔๙), หน้า ๒. 56 จิรโชค วีระสย และคณะ, รัฐศาสตร์ทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง ,๒๕๔๐), หน้า ๔. 57 สุรพล สุยะพรหม, การเมืองกับการปกครองของไทย, (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาบรรณาคาร ,๒๕๔๗), หน้า ๓-๔. 58 สุขุม นวลสกุล, การเมืองการปกครองไทยตามรัฐธรรมนูญไทยฉบับประชาชน, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๒), หน้า ๑.


46 การปกครองเป็นการวางระเบียบกฎเกณฑ์ให้สมาชิกของสังคมได้อยู่ร่วมกันทําหน้าที่อย่าง ปกติสุข รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการให้การบริการแก่ประชาชน ให้เกิดการอยู่ร่วมกันและ ปฏิบัติตามแนวนโยบายของรัฐอย่างถูกต้อง ตลอดถึงการพยายามสร้างรูปแบบ การปกครองที่จะ กําจัดคนเลว โดยพยายามให้เกิดจิตสํานึกในการอยู่ร่วมกันในสังคมโดย ไม่มีการใช้อํานาจหรือการ ลงโทษมาบังคับให้ทําหรือปฏิบัติตาม59 การปกครอง (Government) ได้แก่ การดูแล การให้ความ คุ้มครองหรือการบริหาร เป็นคําที่ใช้ในการบริหารบ้านเมืองในลักษณะที่มีผู้ปกครอง ผู้มีอํานาจในการ ปกครองบ้านเมืองสูงสุดเรียกกันว่าพ่อเมือง60 สรุปได้ว่า การปกครองเป็นปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความสงบสุข ของการอยู่ร่วมกัน และการวางระเบียบกฎเกณฑ์สําหรับการปกครองในสังคมก็เพื่อดูแล รักษา คุ้มครองคนในสังคมนั้น ส่วนรูปแบบของการปกครองในปัจจุบันมีแตกต่างกันไป หลักการปกครอง ของทฤษฎีหนึ่งจึงไม่อาจนําไปใช้กับทุกสังคมได้จึงแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่าหลักการปกครองเป็น หลักที่เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของสังคม สถานการณ์ความเหมาะสม ตลอดทั้ง ความต้องการของคนในสังคมเป็นเงื่อนไขกําหนด ตารางที่ ๒.8 สรุปความหมายของการปกครอง นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก แสวง อุดมศรี การปกครอง คือ การจัดทํากฎหมาย การบังคับ ใช้กฎหมาย และการตัดสินกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับ การตีความหมายและการใช้กฎหมาย ซึ่งทุกคน ในสังคมจะต้องยอมรับและปฏิบัติตาม หากมีใคร ขัดขืนย่อมได้รับโทษทัณฑ์ 59 คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, การปกครองคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๖. 60 เดโช สวนานนท์, พจนานุกรมศัพท์การเมือง, (กรุงเทพมหานคร: หน้าต่างสู่โลกกว้าง, ๒๕๔๕), หน้า ๒๗-๒๘.


47 ตารางที่ ๒.8 สรุปความหมายของการปกครอง (ต่อ) นักวิชาการหรือนักวิจัย แนวคิดหลัก จิรโชค วีระสย และคณะ การปกครอง มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Kybernates ซึ่งแปลว่า ผู้ถือหางเสือเรือ อันทํา ให้เกิดการเปรียบเทียบว่า การเมืองการปกครอง และโดยเฉพาะ รัฐบาลเป็นเสมือนหางเสือเรือ และมีวลีที่ว่า “รัฐนาวา” สุรพล สุยะพรหม การปกครอง ในภาษาไทย ตรงกับคําใน ภาษาอังกฤษว่า Governance แปลตรง ๆ ได้ว่า การดูแล การให้ความคุ้มครอง หรือการบริหาร สุขุม นวลสกุล การปกครอง (Governance) จึงมีความหมาย เกี่ยวกับการบริหาร การวางระเบียบกฎเกณฑ์ สําหรับสังคม เพื่อให้สังคมมีความสงบสุข คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย การปกครองเป็นการวางระเบียบกฎเกณฑ์ให้ สมาชิกของสังคมได้อยู่ร่วมกันทําหน้าที่อย่าง ปกติสุข รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการ ให้การบริการแก่ประชาชน ให้เกิดการอยู่ร่วมกัน และปฏิบัติตามแนวนโยบายของรัฐอย่างถูกต้อง เดโช สวนานนท์ การปกครอง (Government) ได้แก่ การดูแล การให้ความคุ้มครองหรือการบริหาร เป็นคําที่ใช้ ในการบริหารบ้านเมืองในลักษณะที่มีผู้ปกครอง ผู้มีอํานาจในการปกครองบ้านเมืองสูงสุดเรียก กันว่าพ่อเมือง ๒.3.๒ รูปแบบทั่วไปของการปกครอง จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ “รูปแบบทั่วไปของการปกครอง” ผู้วิจัยได้ประมวล เนื้อหาสาระสําคัญไว้โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ปัจจุบันนี้มีการปกครองอยู่มากมายหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ส่วนใหญ่ให้การยอมรับ มีอยู่ ๒ รูปแบบ คือ รูปแบบการปกครองดั้งเดิมของ อริสโตเติล ซึ่งพิจารณา จำนวนผู้ปกครองและจุดมุ่งหมายในการปกครองเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง และพิจารณาการมีส่วนร่วมใน การใช้อํานาจอธิปไตยของประชาชนเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง เช่น รูปแบบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยและรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ61 61 คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, การปกครองคณะสงฆ์ไทย, หน้า ๖


48 ในการพิจารณารูปแบบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐบาลของประเทศใดว่าเป็นอย่างไร จะต้องดูที่องค์กร หรือส่วนที่เป็นเจ้าของหรือผู้กําหนดอานาจอธิปไตย เพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) ปรมาจารย์ทางทฤษฎีการเมืองชาวกรีกได้เคยวางหลักการพิจารณาไว้เป็นแบบฉบับ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ 1 เปรียบเทียบจำนวนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และจุดมุ่งหมายในการปกครองระหว่าง เพื่อประชาชน และ เพื่อผู้ปกครอง62 จำนวนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ อธิปไตย จุดมุ่งหมายในการปกครอง เพื่อประชาชน เพื่อผู้ปกครอง คนเดียว ราชาธิปไตย Monarchy ทุชนาธิปไตย Tyranny คณะบุคคล อภิชนาธิปไตย Aristocracy คณาธิปไตย Oligarchy ประชาชนทั้งหมด ประชาธิปไตย Democracy ฝูงชน Mob-Rule หลักการของทั้ง ๒ นี้ จากการพิจารณาจํานวนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย และ จุดมุ่งหมายในการใช้อํานาจการปกครองของผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ดังนี้ ๑) การปกครองโดยคนคนเดียว การปกครองโดยคนคนเดียว หมายความว่า อํานาจ อธิปไตยอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว บุคคลคนเดียวนี้อยู่ในฐานะเป็นอธิปัตย์สามารถวางกําหนด กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ตามลําพัง อํานาจสูงสุดในการปกครองเป็นของคน ๆ เดียว แม้ว่าบุคคลนั้นอาจจะ มอบหมายให้องค์กรอื่นทำหน้าที่แทนก็ตาม แต่สิทธิ์ขาดและอํานาจสูงสุดเป็นของบุคคลนั้นอยู่ รูปการ ปกครองที่อํานาจอธิปไตยอยู่ที่คนๆ เดียวนี้ ได้แก่ ราชาธิปไตยและทุชนาธิปไตย (ทรราชย์) ๒) การปกครองโดยคณะบุคคล ถ้าอํานาจอธิปไตยตกอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยหรือคณะ บุคคล หมายความว่า คณะบุคคลหนึ่งเป็นผู้ที่สามารถวาง กําหนด กฎเกณฑ์หรือบริหารประเทศได้ ตามที่กลุ่มของตนปรารถนา ในบางครั้งบุคคลคณะนั้นอาจจะไม่เป็นผู้บริหารเอง อาจมอบหมายให้ บุคคลอื่นทําหน้าที่ แต่บุคคลคณะนั้นยังมีอํานาจและอิทธิพลสามารถควบคุมหรือบงการทิศทาง การ บริหารได้ก็ต้องถือว่าอํานาจอธิปไตยอยู่ในกลุ่มบุคคลคณะนั้น รูปแบบการปกครองก็จะเป็นแบบใด แบบหนึ่งระหว่างอภิชนาธิปไตยกับคณาธิปไตย 3) การปกครองโดยคนทั้งหมดหรือเสียงส่วนใหญ่ รูปแบบการปกครองโดยคนทั้งหมด หรือประชาชนเป็นรากฐานของอํานาจ โดยปกติทั่วไปรู้จักกันดีในนามของประชาธิปไตยซึ่งมี ความหมายว่าประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดจะเป็นผู้ปกครองจะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน นโยบายในการปกครองประเทศจะต้องสอดคล้องกับความต้องการ 62 สุขุม นวลสกุล, การเมืองการปกครองไทยตามรัฐธรรมนูญไทยฉบับประชาชน, ม.ป.ป., หน้า ๒.


49 ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่การที่จะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น จะต้องเป็นการปกครองโดยอาณัติ ของคนส่วนมาก และเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนมาก ตามทัศนะของเพลโต (Plato) มองการปกครองว่าแบ่งออกเป็นรูปแบบใหญ่ๆ โดยใช้ กฎหมายมาเป็นเงื่อนไขสําคัญในการพิจารณา เพราะมองเห็นว่ากฎหมายสามารถสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคงแก่รัฐได้ตลอดจนสามารถป้องกันความเลวร้ายของผู้ปกครองได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ปกครองเป็นผู้ที่ขาดความยุติธรรม ซึ่งกฎหมายจะช่วยเหนี่ยวรั้งผู้ปกครองไม่ให้ใช้อํานาจไป ในทางที่เสื่อมทราม63 รูปแบบการปกครองที่ได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ การปกครองแบบเผด็จการ และการปกครองแบบประชาธิปไตย64 ก. การปกครองแบบเผด็จการ ระบอบเผด็จการ คือ รูปแบบของการปกครองที่มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน การปกครองน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย นอกจากนั้นระบอบเผด็จการยังมีลักษณะอีกหลายประการ เช่น ไม่ ต้องการให้มีฝ่ายค้าน ต้องการให้มีการปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ถือว่าฝ่ายค้านเป็นศัตรูหรือเป็นอุปสรรค ของชาติ ระบอบเผด็จการเน้นหลักประสิทธิภาพ จึงต้องมีกองกําลังเพื่อบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตาม คําสั่งอย่างเต็มที่ ถือว่าการปกครองโดยคนจํานวนมาก เป็นการปกครองที่อ่อนแอ แต่การปกครองโดย คนจํานวนน้อย หรือยิ่งน้อยที่สุด ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น ประชาชนเกิดมาเพื่อรัฐ ไม่ใช่รัฐเกิด มาเพื่อประชาชน ประชาชนเป็นเครื่องมือของรัฐ ประชาชนต้องดําเนินการทุกอย่างตามคําสั่งของรัฐ65 ลัทธิเผด็จการ หมายถึง ลัทธิที่ให้ความสําคัญกับอํานาจรัฐและผู้ปกครองเหนือกว่า เสรีภาพของบุคคล ถือประโยชน์ของรัฐมากกว่าเสรีภาพของบุคคล ถือว่าเกียรติภูมิของประเทศและ อํานาจของชาติเหนือสิทธิเสรีภาพของประชาชน66 รัฐบาลเผด็จการเชื่อว่าการปกครองที่ให้ผลดีนั้น รัฐบาลต้องถูกปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว ซึ่งมีสมาชิกจํานวนน้อย แต่มีระเบียบวินัยดี เคารพนับถือหัวหน้าพรรคอย่างถวายหัว และหัวหน้าพรรคนี้ถือว่าสําคัญที่สุด เป็นผู้มีอํานาจตัดสิน นโยบายของพรรคอย่างเด็ดขาด นโยบายของเขาก็คือนโยบายของรัฐ และจะถูกวิจารณ์ไม่ได้จะมีการ ควบคุมความคิด (Thought Control) อย่างเข้มงวด โดยจะใช้วิธีฝึกอบรมล้างสมองให้เชื่อในลัทธิ (Indoctrination) และการใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ และการใช้ตํารวจลับ ซึ่งบางทีเรียกว่า ตํารวจ ควบคุมความคิดเห็น(Thought Police) รัฐบาลรูปแบบนี้อยู่เหนือเอกชน เอกชนมีชีวิตอยู่เพื่อรัฐ การ เคารพเชื่อฟังคําสั่งบังคับบัญชาซึ่งผ่านมาทางหัวหน้าพรรคคนเดียวนั้น เป็นระเบียบวินัยที่ผู้ใดจะ ละเมิดไม่ได้ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลรูปแบบนี้เอกชนจะต้องเสียสละเพื่อความรุ่งโรจน์ของรัฐ ดังนั้นเพื่อให้ เป็นไปตามความมุ่งหมายดังกล่าว รัฐบาลเผด็จการจึงใช้วิธีการรุนแรงและทารุณโหดร้ายในการ 63 คณาจารย์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, สถาบันและกระบวนการทางการเมืองไทย ฉบับปรับปรุง , พิมพ์ครั้งที่ ๓, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๖), หน้า คํานํา. 64 คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, การปกครองคณะสงฆ์ไทย, ม.ป.ป., หน้า ๘. 65 จรูญ สุภาพ, หลักรัฐศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ม.ป.ป.), หน้า ๓๙๘. 66 วรรณา เจียมศรีพจน์, การเมืองเบื้องต้น, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์ปาเจรา, ๒๕๔๖), หน้า ๒๒๗.


50 ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เพื่อควบคุมคนในรัฐให้อยู่ใต้บังคับบัญชา เหมือนฝูงแกะที่ต้องเดินไปทางที่ผู้ เลี้ยงแกะต้อนให้เดินไป67 ระบอบการเมืองแบบเผด็จการนั้นเป็นรูปแบบของการปกครองแบบหนึ่งที่ผู้นํามีอํานาจ สูงสุดในการปกครองมีอํานาจโดยไม่จํากัด และไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อประชาชน เป็นการ ปกครองที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย และเน้นเรื่องเคารพเชื่อฟังผู้นํามากกว่าการยึดมั่นใน สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การเปลี่ยนรัฐบาลจะกระทําได้โดยการปฏิวัติ รัฐประหาร การทําสงคราม การ ยินยอมมอบอํานาจให้หรือโดยการตายของผู้นําเท่านั้น68 การปกครองแบบเผด็จการ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้ ๑) เผด็จการอํานาจนิยม (Authoritarianism) เป็นการปกครองที่ผู้ปกครองมีความมุ่ง หมายที่จะเข้าควบคุมกิจกรรมทางการเมือง แต่ยังยินยอมให้ประชาชนมีเสรีภาพทางสังคมและ เศรษฐกิจได้จึงสามารถดําเนินชีวิตส่วนตัวได้โดยอิสระ ประเทศที่ใช้ระบบเผด็จการอํานาจนิยม ไม่ ปรารถนาที่จะเข้าควบคุมครอบครัว ศาสนา การศึกษา ชมรมและสมาคมต่างๆ ที่มีลักษณะทางสังคม โดยเฉพาะ แต่ต้องไม่ดําเนินการใดๆ ที่ขัดแย้งนโยบายทางการเมืองของรัฐ69 ลักษณะบางประการ ของเผด็จการอํานาจนิยม คือ อํานาจทั้งหลายทั้งปวงในรัฐ จะต้องอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย หรือคน กลุ่มเดียว เผด็จการอํานาจนิยมจึงมีลักษณะดังต่อไปนี้ ๑.๑) มีการรวมอํานาจ ๑.๒) อํานาจรวมอยู่มือของคนกลุ่มเดียว ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย ๑.๓) กลุ่มที่มีอํานาจจะเป็นรัฐบาล ๑.๔) รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ใด โดยเฉพาะ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน70 ๒) เผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) เป็นการปกครองที่ผู้ปกครองมีความมุ่ง หมายที่จะเข้าควบคุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประชาชนมีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือของ รัฐ เน้นความสําคัญของรัฐอยู่เหนือประชาชน โดยมีอํานาจและสิทธิเด็ดขาด ประชาชนมีหน้าที่ให้ ความร่วมมือกับรัฐ เชื่อฟังรัฐเท่านั้น เผด็จการอํานาจนิยมเบ็ดเสร็จเน้นความสําคัญของผู้นําว่า เป็นผู้ มีความสามารถ มีสติปัญญายอดเยี่ยม ซึ่งประชาชนต้องให้ความเคารพเชื่อฟังและกระทําตามที่ผู้นํา ปรารถนา แม้การใช้อํานาจนั้นจะใช้วิธีการรุนแรง ประชาชนต้องยอมรับว่า เป็นการถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อ เสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐ ระบอบนี้มีหัวใจสําคัญอยู่ที่การควบคุมการกระจายข้อมูลข่าวสารสู่ สาธารณชนโดยรัฐบาล71 ลักษณะบางประการของลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม มีดังนี้ ๒.๑) เป็นการผู้กขาดอํานาจทางการเมือง โดยคนกลุ่มเดียวหรือกลุ่มน้อย ๒.๒) ผู้นําจะมีอํานาจสูงสุดในกลุ่มนั้น ๒.๓) ผู้นํามักจะมีความเห็นเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องฟังประชาชนทั้งสิ้น 67 ประสาร ทองภักดี, หลักการปกครอง, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : นิด้า, ๒๕๔๑), หน้า ๑๐๔. 68 ทินพันธ์ นาคะตะ, รัฐศาสตร์ ทฤษฎีความคิด ปัญหาสําคัญและแนวทางศึกษาวิเคราะห์ทาง การเมือง,พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: สมาคมรัฐประศาสนศาตร์นิด้า, ๒๕๔๑), หน้า ๑๘๙ 69 วรรณา เจียมศรีพจน์, การเมืองเบื้องต้น, ม.ป.ป., หน้า ๒๒๑. 70 จรูญ สุภาพ, หลักรัฐศาสตร์, ม.ป.ป.,หน้า ๓๙๘. 71 วรรณา เจียมศรีพจน์, การเมืองเบื้องต้น, ม.ป.ป., หน้า ๒๒๗.


51 ๒.๔) ผู้นําไม่ได้มาจากประชาชน แต่งตั้งตัวเองขึ้นมาทําการปกครองชาติด้วยกําลัง ๒.๕) ผู้นําแต่ละคนมีความนิยมไม่เหมือนกัน ๒.๖) ผู้นําแต่ละคนมักจะมีความต้องการที่ขัดต่อความต้องการของปวงชน คือ ผู้นํา ต้องการอํานาจ แต่ประชาชนต้องการเสรีภาพ ๒.๗) ผู้นําจะวางแผนเกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชนทั้งปวง ไม่ให้ประชาชนมีเสรีภาพ กําหนดการดํารงชีวิตได้เอง ๒.๘) ระบบเผด็จการ เชื่อว่า ฐานะของรัฐอยู่เหนือชีวิตปวงชน72 หลักการสําคัญของการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) มีดังนี้ - ไม่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองประเทศ - จํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น จํากัดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง - ไม่ยอมรับความเสมอภาคของประชาชน - ถือเจตนารมณ์ของผู้ปกครองประเทศเป็นหลัก ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามผู้นํา - ถือเอาความต้องการของผู้ปกครองประเทศเป็นสําคัญ ไม่ถือเอาเจตนารมณ์และ ความต้องการของประชาชน - ยอมรับการนําและการปกครองโดยผู้ปกครองผู้กขาดอํานาจตลอดไป - ถือหลักการ นโยบาย และเหตุผลที่มีผู้นํากําหนด เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม ที่สุดไม่มีเหตุผลอื่นจะมาโต้แย้งหรือคัดค้าน - ยึดหลักการใช้กําลัง การบังคับ และความรุนแรงเพื่อรักษาอํานาจ - ยึดหลักความมั่นคง ความเข้มแข็ง และความปลอดภัยของชาติ เป็นจุดหมายปลายทาง สําคัญ - ยกย่องอํานาจและความสําคัญของรัฐเหนือเสรีภาพของประชาชน - ใช้หลักการรวมอํานาจ คือ มีการรวมอํานาจไว้ในส่วนกลางของประเทศ คือ ให้ อํานาจอยู่ในมือของผู้นํา หรือกลุ่มผู้นําอย่างเต็มที่ และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเผด็จ การอํานาจนิยมและเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม เผด็จการทั้ง ๒ แบบ มีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้ เผด็จการอํานาจนิยม - รัฐบาลเผด็จการอํานาจนิยมมีจุดมุ่งหมายเข้าควบคุมกิจการทางการเมืองของ บุคคลทั้งหมด - ประชาชนแต่ละคนยังคงมีสิทธิเสรีภาพในทางศาสนา ครอบครัว เศรษฐกิจ สามารถดําเนินชีวิตส่วนตัวโดยอิสระ - ไม่ควบคุมสถาบันและองค์กรทางสังคม - ใช้วิธีการลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาด แต่อยู่ภายใต้ตามนโยบายของรัฐบาล เผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม - รัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมมีจุดมุ่งหมายเข้าควบคุมกิจกรรมทางการเมือง และ ส่วนที่ไม่ใช่การเมืองทั้งหมด ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและอื่นๆ 72 จรูญ สุภาพ, หลักรัฐศาสตร์, ม.ป.ป., หน้า ๔๐๒.


52 - ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพใดๆ เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล - รัฐบาลควบคุมสถาบันและองค์กรต่างๆ และต้องปฏิบัติตามอุดมการณ์ที่รัฐ กําหนดขึ้น - รัฐบาลมีอํานาจใช้วิธีการต่างๆ บังคับประชาชนโดยไม่จํากัด กระบวนการยุติธรรม ไม่ถือเป็นเรื่องสําคัญ ถือความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก สามารถละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของบุคคลได้โดยไม่มีข้อจํากัด และมีวิธีการลงโทษที่รุนแรง73 ข. การปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาธิปไตย ภาษาอังกฤษใช้คําว่า Democracy ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคําภาษากรีก ๒ คํา คือ Demos แปลว่า ประชาชน และ Kratos แปลว่า อํานาจ เมื่อรวมกันเข้าก็มีความหมายว่า อํานาจของประชาชนหรือประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ ฉะนั้นหลักการขั้นมูลฐานของประชาธิปไตยก็ คือ การยอมรับนับถือความสําคัญและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของบุคคล ความเสมอภาค และ เสรีภาพในการดําเนินชีวิต74 การปกครองแบบประชาธิปไตย คือ รูปแบบการปกครองที่ยึดอํานาจ อธิปไตยของปวงชน ไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี(Presidential Democracy) หรือรูปแบบรัฐสภา(Parliamentary Democracy) ถ้าอํานาจสูงสุดในการกําหนดการ ปกครองอยู่ที่ประชาชนแล้ว ก็เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยทั้งสิ้น75 ประชาธิปไตย หมายถึง การปกครองโดยหมู่ชนหรือประชาชน ประชาธิปไตยอาจแยก ออกเป็น ๒ คํา คือ ประชา หมายถึง ประชาชน อํานาจอธิปไตย หมายถึง อํานาจสูงสุดของแผ่นดิน เมื่อรวมกันจึงหมายถึง การปกครองที่อํานาจสูงสุดเป็นของประชาชนหรือมาจากประชาชน ประชาธิปไตยจึงมีความหมายทั้งในรูปแบบและหลักในการปกครองตลอดถึงการดํารงชีวิตร่วมกันของ มนุษย์ในแง่ของการปกครอง มุ่งถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกําหนดนโยบายอันเกี่ยวกับ ประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม ในแง่ของการดํารงชีวิต หมายถึงการยอมรับเสรีภาพ ความสําคัญ และ ประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยมีเหตุผลเป็นเครื่องนําทาง เพื่อความผาสุกร่วมกัน และประชาธิปไตยมีทั้ง ความหมายอย่างแคบและอย่างกว้าง อย่างแคบ หมายถึง ประชาชนมีอํานาจปกครองตนเอง อย่าง กว้าง หมายถึง วิถีชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งมีแบบแผนแห่งพฤติกรรมในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม76 หลักการของประชาธิปไตยตามทัศนะของ เฮนรี เมโย (Henry Mayo) ๔ ประการ ประกอบด้วย การควบคุมผู้วางนโยบายโดยประชาชน ความเสมอภาคทางการเมือง เสรีภาพทาง การเมืองหรือประสิทธิผลในการควบคุมโดยประชาชน และหลักแห่งเสียงข้างมาก77 การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่เจริญอยู่ในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา ว่ามีหลักการสําคัญ ดังนี้ 73 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑-๑๒. 74 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์, พื้นฐานรัฐศาสตร์กับการเมืองในศตวรรษที่ ๒๑, (นครปฐม: ศูนย์ส่งเสริมการ ฝึกอบรมเกษตรกรแห่งชาติ, ๒๕๔๓), หน้า ๕๑. 75 สุขุม นวลสกุล และวิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ, การเมืองและการปกครองไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๑๖, (กรุงเทพมหานคร:สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๙), หน้า ๑๘. 76 จรูญ สุภาพ, หลักรัฐศาสตร์, ม.ป.ป.,หน้า ๑๘. 77 จิรโชค วีระสย และคณะ, รัฐศาสตร์ทั่วไป, ม.ป.ป., หน้า ๒๘๒.


53 หลักการที่ ๑ การยึดถือเหตุผล ประชาธิปไตยถือหลักการที่ว่า ประชาชนทุกคนในรัฐเป็น เจ้าของรัฐเท่าเทียมกัน ย่อมมีสิทธิที่แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์การทํางานของรัฐบาล หรือการ ตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมได้เท่ากัน ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ความคิดเห็นของพวกเขา ก็เป็นสิ่งที่ควรรับฟัง การกระทําดังกล่าวไม่ถือเป็นการขัดแย้งหรือขัดขวาง แต่ถือว่าเป็นการแสวงหา เหตุผลข้อเท็จจริง สรุปเป็นหลักการที่นําไปสู่แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งควรส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วน ร่วมในการแสดงความเห็นได้โดยเสรี หลักการที่ ๒ การเน้นความสําคัญของปัจเจกบุคคล ปัจเจกบุคคลเป็นผู้ที่มีความ สําคัญ ที่สุด ปัจเจกบุคคลเป็นผู้สร้างสังคม สร้างสถาบันทางสังคม รวมกันเข้าเป็นรัฐ เป็นประเทศ ปัจเจก บุคคลจึงควรได้รับการส่งเสริมให้มีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคทั้งทางสังคม การเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ มีคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี เพราะถ้ารัฐใดประชาชนแต่ละคนเป็นคนมีคุณภาพ ก็จะทํา ให้รัฐหรือประเทศนั้นเจริญก้าวหน้าได้ หลักการที่ ๓ การถือรัฐเป็นเครื่องมือของประชาชน รัฐบาลเป็นเครื่องมือของประชาชนใน การทําให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการอยู่ร่วมกันของ ประชาชน คอยอํานวยความสะดวก ประสาน ผลประโยชน์แก้ไขข้ออุปสรรคต่างๆ ให้กับสังคม เป็นผู้รับใช้ประชาชน รัฐเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดําเนิน ต่อไปเพื่อประชาชน ไม่ใช่ประชาชนเป็นอยู่เพื่อรัฐ เพราะรัฐเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นผู้สร้าง รัฐ รัฐจึงเป็นผลผลิตของประชาชน หน้าที่ของรัฐเพียงรักษากฎหมาย ให้ความยุติธรรม รักษาความ สงบเรียบร้อย ป้องกันรักษาอํานาจอธิปไตยทั้งภายใจและภายนอก หลักการที่ ๔ การอาศัยความสมัครใจเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สามารถเลือกดํารงชีวิตตามความ สมัครใจ รัฐจะบีบบังคับให้ประชาชนกระทําหรือห้ามไม่ให้กระทํานอกเหนือหลักแห่งนิติธรรมไม่ได้ หลักการที่ ๕ การยึดถือกฎเหนือกฎหลักการที่ว่านี้ ถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ อธิปไตย ทั้งอํานาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ใช้อํานาจเหล่านี้เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิผลประโยชน์ ของประชาชน หากผู้รับมอบอํานาจไปทําหน้าที่แทนทั้งฝ่ายรัฐบาล สภานิติบังคับบัญชา หรือตุลาการ ปฏิบัติผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของประชาชน ประชาชนก็มีอํานาจที่จะเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ โดยการใช้อํานาจอธิปไตยผ่านการเลือกตั้งซึ่งเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ สภานิติบัญญัติให้หรือยกเลิก เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้ หลักการที่ ๖ เน้นความสําคัญของวิธีการ ประชาธิปไตยให้ความสําคัญของวิธี การในการ ได้มาซึ่งอํานาจ การแสวงหาอํานาจ การใช้อํานาจ การเปลี่ยนแปลงอํานาจา โดยวิธีการตัดสินด้วย เสียงข้างมากเป็นวิธีการบรรลุเป้าหมายโดยสันติวิธี เป็นความต้องการของเจ้าของอํานาจอธิปไตย คือ ประชาชน ซึ่งวิธีนี้ไม่มีการในการปกครองแบบอื่น หลักการที่ ๗ การถือความเห็นพ้องต้องกันเป็นหลักในมนุษยสัมพันธ์ประชาธิปไตยมี หลักการว่าทุกคนในรัฐเป็นเจ้าของรัฐร่วมกัน ไม่มีใครมีสิทธิผู้กขาดในความเป็นเจ้าของอํานาจ อธิปไตยคนเดียว ดังนั้น ทุกคนต้องยอมรับในสัญญาประชาคมที่ใช้เพื่ออยู่ร่วมกัน คือ หลักนิติรัฐ กฎเกณฑ์ที่ตกลงในการอยู่ร่วมกันนี้ เป็นหลักของมนุษยสัมพันธ์ของประชาชนทุกคน ถือเป็นหลัก ปฏิบัติในวิถีชีวิต ในความมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคกัน ซึ่งเป็นการยอมรับของทุกคน เพื่อ ความผาสุกในการอยู่ร่วมกัน


54 หลักการที่ ๘ การถือสมภาพ หรือความเท่าเทียมกันขั้นมูลฐานของมนุษย์ประชาธิปไตย ถือว่า ทุกคนภายในรัฐมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และความเป็นเจ้าของรัฐเท่าเทียมกัน มี เสรีภาพในการปกป้องชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาคในการใช้อํานาจอธิปไตย เท่าเทียมกัน คือ ๑ คน เท่ากับ ๑ เสียง ไม่มีใครจะมีสิทธิเหนือกว่าใคร ไม่ว่าจะร่ำรวย หรือยากจน มี การศึกษาสูง ต่ำ หรือสถานภาพทางสังคมเป็นอย่างไร78 ประชาธิปไตยแบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ ดังนี้ ๑) ประชาธิปไตยแบบโดยตรง ได้แก่ รูปแบบการปกครองที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น การออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย การตัดสินใจ หรือการตัดสินปัญหาโดยประชาชนร่วมกันตัดสิน โดยการลงมติเสียงข้างมาก ๒) ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนหรือโดยอ้อม ได้แก่ รูปแบบการปกครองที่ประชาชนมอบ อํานาจอธิปไตยทั้งอํานาจบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติให้แก่ผู้แทนไปทําหน้าที่ใช้อํานาจดังกล่าวแทน โดยที่ ประชาธิปไตยแบบโดยตรงเหมาะกับประชนชนจํานวนไม่มาก ฐานะความเป็นอยู่ของประชากรไม่ เหลื่อมล้ำกันมาก สังคมมีลักษณะสมานรูป ไม่มีความแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม รูปแบบนี้ เคยมีใช้ปกครองนครรัฐเอเธนส์ส่วนประชาธิปไตยแบบโดยมีผู้แทนหรือโดยอ้อมเป็นรูปแบบที่ใช้กัน อยู่แพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะประชากรมีเป็นจํานวนมากที่จะต้องใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองซับซ้อน ถ้าผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมโดยไม่ใช่แบบผู้แทน จะก่อให้เกิด ปัญหาอุปสรรคเรื่องเวลา สถานที่ การตัดสินปัญหาต่างๆ ล่าช้า ไม่ทันการ จะเห็นได้ว่า รูปแบบ ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ต้องยอมรับในหลักการที่ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย รัฐบาล เป็นของประชาชน โดยประชาชนเป็นผู้เลือกมาทําหน้าที่เพื่อประชาชน ผู้เป็นเจ้ของรัฐ ความ รับผิดชอบของรัฐบาลต้องมีต่อประชาชน ไม่ใช่ประชาชนต้องรับผิดชอบรัฐบาล โดยหลักการของ ประชาธิปไตยนั้น เน้นการมีส่วนร่วมในทางการปกครองของประชาชน ในการควบคุมรัฐบาลรัฐบาล ไม่สามารถผู้กขาดการบริหารเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ไม่อาจกีดกันประชาชนในการมีส่วนร่วม บริหารการปกครอง ประชาชนต้องมีความสํานึกในความเป็นพลเมืองดีของสังคม โดยต่างก็เชื่อมั่นใน ความดีของมนุษย์ทุกคนที่อยู่ร่วมกันในรัฐว่า สามารถปกครองตนเองและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ ยอมรับสมภาพ หรือความเท่าเทียมกันของมนุษย์เน้นวิถีชีวิตของประชาชนที่หลากหลาย แตกต่างกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีสิทธิเสรีภาพทั้งสิทธิในชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ได้รับการคุ้มครองเท่า เทียมกันทางกฎหมาย สิทธิส่วนบุคคล และเสรีภาพในการพูด การแสดงออกด้วยการพิมพ์ โฆษณาการนับถือศาสนา การสมาคมรวมกลุ่ม หลักแห่งความเสมอภาคในโอกาส การปฏิบัติตาม กฎหมายความเสมอภาคทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การเห็นพ้องต้องกันเป็นหลักในมนุษยสัมพันธ์ และหลักแห่งเสียงข้างมาก ซึ่งรูปแบบดังกล่าวนี้ จะมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น การปกครอง รูปแบบอื่นแม้จะอ้างว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าปราศจากหลักการ อุดมการณ์ดังกล่าว แล้ว หาใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่79 78 ประสาร ทองภักดี, หลักการปกครอง, ม.ป.ป., หน้า ๑๑๘-๑๑๙. 79 จิรโชค วีระสย และคณะ, รัฐศาสตร์ทั่วไป, ม.ป.ป., หน้า ๒๖๗-๒๖๘.


55 การปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน สามารถแยกออกได้เป็น ๓ ระบบ ใหญ่ๆด้วยกัน คือ80 ๑) ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ระบบรัฐสภาเป็นการปกครองแบบ ประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าอานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ดังนั้น จึงเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ เลือกตั้งได้เลือกผู้แทนในเขตของตนเข้าไปนั่งในรัฐสภา อันเป็นสภานิติบัญญัติ มีหน้าที่ออกกฎหมาย และเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นหัวหน้ารัฐบาล และพิจารณาเห็นชอบ บุคคลที่จะร่วมรัฐบาล เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศ การปกครองในระบบรัฐสภานี้ถือหลักการว่า รัฐสภาเป็นผู้มีอํานาจสูงสูด (Supremacy of the Parliament) เพราะเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของ ประชาชน ๒) ระบบประธานาธิบดี (Presidential System) ระบบประธานาธิบดี เป็นระบบการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าอํานาจอธิปไตยมาจากประชาชน ประมุขของรัฐกับประมุข ฝ่ายบริหารเป็นคนๆ เดียวกัน และได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนเรียกว่าประธานาธิบดี การ ปกครองในระบบนี้เป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ ( Republic) และแยกอํานาจนิติบัญญัติกับ อํานาจบริหารออกจากกัน (Separation of Powers) นอกจากนั้นผู้ใช้อํานาจทั้งสองฝ่ายยังเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกันอีกด้วย ดังนั้น จึงให้ผู้ใช้อํานาจทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง เพื่อให้มีฐานะเป็นตัวแทนของเจ้าของอํานาจสูงสุดของรัฐโดยเท่าเทียมกันนอกจากนั้น รัฐธรรมนูญ ของระบบการปกครองแบบนี้ยังถือว่าศาลซึ่งเป็นสถาบันอิสระมีฐานะเท่าเทียมกับสถาบันอื่น ๆ อีกด้วย ๓) ระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี (Semi-Presidential or Semi Parliamentary System) การปกครองรูปแบบนี้ ได้เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่มีการปฏิรูปในปีค.ศ. ๑๙๖๒ การ ปกครองระบบนี้รัฐสภาจะไปใช้อํานาจบริหารในขณะเดียวกันไม่ได้ส่วนประธานาธิบดีในระบบนี้มี อํานาจมากกว่าประธานาธิบดีในระบบรัฐสภา เพราะสามารถใช้อํานาจบริหารได้อย่างกว้างขวางแบบ เดียวกันกับระบบประธานาธิบดี และเนื่องจากระบบนี้เป็นระบบกึ่งรัฐสภา ดังนั้น จึงมีตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย แต่นายกรัฐมนตรีมักไม่มีบทบาทสําคัญนัก สรุปได้ว่า รูปแบบการปกครองที่ได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ แบบเผด็จการ และแบบประชาธิปไตย โดยที่การปกครองระบอบเผด็จการก็คือ การปกครองที่รวมศูนย์อํานาจอยู่ที่คนคนเดียว หรือกลุ่มเดียว เป็นการใช้อํานาจที่เด็ดขาดและรุนแรง โดยพลการ ปราศจากการควบคุมหรือเหนี่ยวรั้งจากอํานาจอื่นใด สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจํากัด และควบคุมโดยผู้นําที่มีอํานาจสูงสุด ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งรูปแบบการปกครองที่เกิดจากเผด็จการอํานาจนิยม ประกอบไปด้วย ราชาธิปไตย หรือ อภิชนาธิป ไตยหรือคณาธิปไตย ส่วนการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นรูปแบบการปกครองที่รัฐบาลเป็น ของประชาชน โดยประชาชนคัดเลือกมา เพื่อทําประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งเกิดจากประชาชนไปใช้ สิทธิ์เลือกตั้ง มอบอํานาจบริหาร ตุลากร นิติบัญญัติ ให้ผู้แทนไปใช้ทําทําหน้าที่แทนเฉพาะกิจ เฉพาะ กาล จะเรียกคืนก็ได้วิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัฐมีความเสมอภาค มีสิทธิและเสรีภาพ การ ปกครองโดยกฎหมาย ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันเสมอ ดังนั้น รูปแบบการปกครองซึ่งเป็นที่นิยมใน 80 คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, การปกครองคณะสงฆ์ไทย, ม.ป.ป., หน้า ๑๐-๑๑.


56 โลกปัจจุบัน คือ รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่อํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ทั้งในด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม ตารางที่ ๒.9 สรุปรูปแบบทั่วไปของการปกครอง นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สุขุม นวลสกุล พิจารณาจํานวนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย และ จุดมุ่งหมายในการใช้อํานาจการปกครองของผู้เป็น เจ้าของอํานาจอธิปไตย ดังนี้ ๑) การปกครองโดยคนคนเดียว ๒) การปกครองโดยคณะบุคคล ๓) การปกครองโดยคนทั้งหมดหรือเสียงส่วนใหญ่ คณาจารย์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตามทัศนะของเพลโต (Plato) มองการปกครองว่าแบ่ง ออกเป็นรูปแบบใหญ่ๆ โดยใช้กฎหมายมาเป็นเงื่อนไข สําคัญในการพิจารณา เพราะมองเห็นว่ากฎหมาย สามารถสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงแก่รัฐได้ ตลอดจนสามารถป้องกันความเลวร้ายของผู้ปกครองได้ จรูญ สุภาพ ระบอบเผด็จการ คือ รูปแบบของการปกครองที่มี วัตถุประสงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองน้อย ที่สุด หรือไม่มีเลย ไม่ต้องการให้มีฝ่ายค้าน ต้องการให้มี การปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ถือว่าฝ่ายค้านเป็นศัตรูหรือ เป็นอุปสรรคของชาติ ระบอบเผด็จการเน้นหลัก ประสิทธิภาพ จึงต้องมีกองกําลังเพื่อบังคับให้ประชาชน ปฏิบัติตามคําสั่งอย่างเต็มที่ วรรณา เจียมศรีพจน์ ลัทธิเผด็จการ หมายถึง ลัทธิที่ให้ความสําคัญกับอํานาจ รัฐและผู้ปกครองเหนือกว่าเสรีภาพของบุคคล ถือ ประโยชน์ของรัฐมากกว่าเสรีภาพของบุคคล ถือว่า เกียรติภูมิของประเทศและอํานาจของชาติเหนือสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ประสาร ทองภักดี รัฐบาลเผด็จการจะใช้วิธีการรุนแรงและทารุณโหดร้ายใน การปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เพื่อควบคุมคนในรัฐให้อยู่ ใต้บังคับบัญชา เหมือนฝูงแกะที่ต้องเดินไปทางที่ผู้เลี้ยง แกะต้อนให้ เดินไป ทินพันธ์ นาคะตะ การปกครองแบบเผด็จการ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้๑) เผด็จการอํานาจนิยม 2) เผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม


57 ตารางที่ ๒.9 สรุปรูปแบบทั่วไปของการปกครอง (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ป ร ะ ช า ธ ิ ป ไ ต ย ภ า ษ า อ ั ง ก ฤ ษ ใ ช ้ ค ํ า ว่ า Democracy ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคําภาษากรีก ๒ คํา คือ Demos แปลว่า ประชาชน และ Kratos แปลว่า อํานาจ เมื่อรวมกันเข้าก็มี ความหมายว่า อํานาจของประชาชนหรือ ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ สุขุม นวลสกุล และวิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ, การปกครองแบบประชาธิปไตย คือ รูปแบบการ ปกครองที่ยึดอํานาจอธิปไตยของปวงชน ไม่ว่า จะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี (Presidential Democracy) ห ร ื อ ร ู ป แ บ บ ร ั ฐ ส ภ า (Parliamentary Democracy) ถ้ า อํานาจสูงสุดในการกําหนดการปกครองอยู่ที่ ประชาชนแล้ว ก็เป็นการปกครองแบบ ประชาธิปไตยทั้งสิ้น จรูญ สุภาพ ประชาธิปไตยมีทั้งความหมายอย่างแคบและ อย่างกว้าง อย่างแคบ หมายถึง ประชาชนมี อํานาจปกครองตนเอง อย่างกว้าง หมายถึง วิถี ชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งมีแบบแผนแห่งพฤติกรรม ในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จิรโชค วีระสย และคณะ การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เจริญอยู่ใน ยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา ว่ามีหลักการ สําคัญ ดังนี้หลักการที่ ๑ การยึดถือเหตุผล หลักการที่ ๒ การเน้นความสําคัญของปัจเจก บุคคล หลักการที่ ๓ การถือรัฐเป็นเครื่องมือของ ประชาชน หลักการที่ ๔ การอาศัยความสมัครใจ เป็นใหญ่ หลักการที่ ๕ การยึดถือกฎเหนือกฎ หลักการ หลักการที่ ๖ เน้นความสําคัญของ วิธีการ หลักการที่ ๗ การถือความเห็นพ้อง ต้องกันเป็นหลักในมนุษยสัมพันธ์หลักการที่ ๘ การถือสมภาพ จิรโชค วีระสย และคณะ ประชาธิปไตยแบ่งออกเป็น ๒ รูปแบบ ดังนี้ ๑) ประชาธิปไตยแบบโดยตรง ๒) ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนหรือโดยอ้อม


58 ตารางที่ ๒.9 สรุปรูปแบบทั่วไปของการปกครอง (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย การปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน สามารถแยกออกได้ เป็น ๓ ระบบ ใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ๑) ระบบรัฐสภา ๒) ระบบประธานาธิบดี ๓) ระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี 2.3.3 การปกครองตามหลักการของพระพุทธศาสนา จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ “การปกครองตามหลักการของพระพุทธศาสนา” ผู้วิจัยได้ประมวลเนื้อหาสาระสําคัญไว้โดยมีรายละเอียด ดังนี้ การปกครองตามหลักการแห่งพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า อธิปไตย ๓ ซึ่งหมายถึง ความ เป็นใหญ่ ภาวะที่ถือเอาเป็นใหญ่ (Dominant Influence ; Supremacy) ประกอบด้วย อัตตาธิปไตย ความมีตนเป็นใหญ่, ถือตนเป็นใหญ่, กระทําการด้วยปรารภตนเป็นประมาณ (Supremacy of Self ; Self-Dependence) โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่, ถือโลกเป็นใหญ่, กระทําการด้วยปรารภนิยม ของโลกเป็นประมาณ (Supremacy of the World or Public Opinion) และธัมมาธิปไตย ความมีธรรม เป็นใหญ่, ถือธรรมเป็นใหญ่, กระทําการด้วยปรารภความถูกต้อง เป็นจริง สมควรตามธรรม เป็น ประมาณ (Supremacy of the Dharma or Righteousness)81 มีรายละเอียดเกี่ยวกับ อธิปไตย ๓ ประการ ดังนี้ ก. อัตตาธิปไตย (Supremacy of Self) อัตตาธิปไตย ได้แก่การให้อํานาจไว้กับคนๆ เดียว เช่น มอบให้แก่พระราชา หรือผู้ยิ่งใหญ่คนใด คนหนึ่ง82 คําว่า “อัตตาธิปไตย” หมายถึง ความมีตนเป็นใหญ่ หรือการปรารภตนเองเป็นใหญ่ ซึ่ง สามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ทรรศนะ คือ ๑) ในแง่ของการประพฤติธรรม คําว่า อัตตาธิปไตย นั้นเป็นการปรารภตนเองเป็นใหญ่ โดยปรารภว่าตนจะต้องมีความ วิริยะอุตสาหะเป็นอย่างมากในการประพฤติปฏิบัติธรรม ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาธิปเตตยสูตร ว่า “ภิกษุทั้งหลาย... อัตตาธิปไตย เป็นอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ป่าบ้าง อยู่ตามโคน ต้นไม้บ้าง อยู่ในเรือนว่างบ้าง ย่อมเห็นประจักษ์ว่า เราจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตไม่ใช่เพราะ เหตุแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีหรือ 81 พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒,(กรุงเทพมหานคร: บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๒๘. 82 สุรพล สุยะพรหม, การเมืองกับการปกครองของไทย, ม.ป.ป.,หน้า ๒๕๓.


59 ความไม่มีเช่นนั้น อนึ่ง เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสครอบงํา ชื่อ ว่าทุกข์ครอบงํา มีทุกข์อยู่ตรงหน้า ทําอย่างไร การทําที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ การที่เรา ละกามเช่นใดแล้วจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เราพึ่งแสวงหากามเช่นนั้นหรือกามที่เลวกว่านั้น นั้นไม่สมควรแก่เราเลย ภิกษุนั้นเห็นประจักษ์ว่า ความเพียรที่เริ่มไว้แล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่น แล้วจักไม่เลอะเลือน กายที่สงบแล้วจักไม่กระสับกระส่าย จิตที่ตั้งมั่นแล้วจักมีอารมณ์ที่แน่วแน่ เธอทํา ตนเท่านั้นให้เป็นใหญ่ละอกุศล บําเพ็ญกุศล ละกรรมที่มีโทษ บําเพ็ญกรรมที่ไม่มีโทษ รักษาตนให้ บริสุทธิ์ ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย”83 พระพุทธเจ้าทรงมองอัตตาธิปไตยไปในทางที่ปรารภตนเองในการปฏิบัติเพื่อกําจัดทุกข์ เพื่อความหลุดพ้น กล่าวคือ เพื่ออิสรภาพของตนเอง หาได้มุ่งหวังเพื่อสนองกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ แต่พระองค์มุ่งหวังเพื่อการกําจัดกิเลสร้ายดังกล่าว อันจะนําไปสู่ความดับแห่งทุกข์(นิโรธ) นําไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติ) ๒) ในแง่ของปรัชญาการปกครอง อัตตาธิปไตย ถ้ามองในแง่ของการบริหารการปกครองก็จะหมายถึง การปกครอง ที่ใช้ อํานาจของตนเองเป็นเครื่องตัดสิน กล่าวคือ อํานาจการปกครองทั้งหมด อันได้แก่อํานาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) อํานาจบริหาร (Executive Power) และอํานาจตุลาการ (Judicial Power) ขึ้นอยู่กับบุคคลคนเดียวกัน ส่วนบุคคลอื่นเป็นเพียงผู้รับคําสั่ง หรือรับนโยบายไปปฏิบัติให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของเจ้าของอํานาจเท่านั้น ดังเช่นในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้าก็เคยปกครองใน ระบอบนี้เหมือนกัน ในขณะที่เริ่มประกาศ พระศาสนาใหม่ๆ เพราะอะไรๆ ก็ขึ้นอยู่กับพระองค์เพียงผู้ เดียว เช่น การอุปสมบทแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา แต่พระองค์ก็ทรงใช้ระบบนี้ได้ไม่นาน จากนั้นจึง มอบอํานาจให้สาวกปฏิบัติแทน84 และในประเทศไทยของเราสมัยก่อนนั้น การปกครองก็ใช้ระบบนี้ซึ่ง เป็นแบบระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์85 (Absolute Monarchy) ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบอบเผด็จ การ (Dictatorship) การปกครองระบอบนี้พระราชามีอํานาจสิทธิ์ขาดในการปกครองแผ่นดิน เช่น ใน ระบบกษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นศูนย์รวมอํานาจการปกครอง เป็นต้น ระบบการปกครองนี้มีผลนําไปในทางที่ดีและไม่เช่นเดียวกัน ซึ่งแยกเป็น ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะที่ ๑ นําความผาสุกมาสู่ประชาชน หากพระราชาผู้ปกครองใช้อํานาจที่เป็นธรรม ในการปกครอง เมื่อจะสั่งการอันใดด้วยความเด็ดขาดและเป็นธรรม ผู้รับบัญชาการนั้นก็จะต้องปฏิบัติ โดยเร็ว ผลที่จะตามมาก็จะเป็นผลดีนําความผาสุกร่มเย็นมาสู่ประชาชนภายใต้การปกครองของ พระองค์และก็เป็นการง่ายอีกเหมือนกันที่การปกครองระบอบนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมหาชนเป็น อย่างมากทีเดียว เพราะสามารถสั่งการได้โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากมหาชนหรือคนใกล้ชิดแต่ประการ ใด แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเสียผลประโยชน์ของเขาไปก็ตามที แต่เพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มากแล้ว 83 องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๑-๒๐๒. 84 จํานงค์ทองประเสริฐ, พระพุทธศาสนากับสังคมและการเมือง, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท ต้นอ้อ แกรมมี่ จํากัด, ๒๕๔๒), หน้า ๑๓๕-๑๓๗. 85 ปริชา ช้างขวัญยืน, ทรรศนะทางการเมืองของพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สามัคคี สาสน์จํากัด. ๒๕๔๐), หน้า ๑๔๕.


60 ผู้ปกครองก็ไม่เห็นแก่กลุ่มชนเหล่านั้น ฉะนั้นเมื่อจะสั่งการก็สามารถทําได้โดยลําพังตนเองทันที ผลที่ จะตามมาก็คือประโยชน์สุขของมหาชน นั่นเอง ลักษณะที่ ๒ นําความเดือดร้อนมาสู่ประชาชน เพราะหากพระราชาผู้ปกครองใช้อํานาจที่ ไม่เป็นธรรมหรือปกครองโดยอธรรม ก็จะทําให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนไม่ได้รับความผาสุก จากการปกครองในระบอบนี้ และก็เป็นการง่ายที่ผู้ปกครองจะแสวงหาหรือกอบโกยผลประโยชน์เพื่อ ตนเองหรือบริวารญาติพี่น้องของตนได้ ข. โลกาธิปไตย (Supremacy of the World) โลกาธิปไตย หมายถึง ความมีโลกเป็นใหญ่ หรือปรารภโลก (คนหมู่มาก) เป็นใหญ่86 คํา ว่าโลกาธิปไตย มาจากศัพท์“โลก” สนธิกับ “อธิปไตย” โลก ณ ที่นี้หมายถึงราษฎรหรือสังคม ใน อินเดียโลกสภาหมายถึง สภาประชาชน คือสภาล่าง (ในอินเดียมีสองสภา อีกสภาหนึ่งคือ ราชยสภา หรือสภาสูง) โลกาธิปไตยจึงอาจถือได้ว่าเป็นการปกครองที่ใกล้เคียงกับลัทธิประชาธิปไตย เพราะมี ความหมายว่ายกพลให้พลเมืองเป็นส่วนใหญ่87 ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ทรรศนะ คือ ๑) ในแง่ของการประพฤติธรรม โลกาธิปไตย เป6นการปรารภโลกหรือคนส่วนมากเป็นใหญ่ก็เพื่อจุดมุ่งหมายในการที่จะ บรรลุธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อเห็นคนอื่นเขามีความกระตือรือร้นขวนขวายในการประพฤติธรรมก็ อยากจะเป็นเช่นนั้นบ้าง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาธิปเตตยสูตร ว่า “ภิกษุทั้งหลาย... โลกาธิปไตย เป็นอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าบ้าง อยู่ตาม โคนต้นไม้บาง อยู่ในเรือนว่างบ้าง ย่อมเห็นประจักษ์ว่า “เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่ เพราะเหตุแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช้เพราะเหตุแห่ง ความมีหรือความไมมีเช่นนั้น อนึ่ง เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายา สะครอบงํา ชื่อว่าถูกทุกข์ครอบงํา มีทุกข้อยู่ตรงหน้า ทําอย่างไร การทําที่สุดกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึง ปรากฏ ก็บวชแล้วอย่างนี้พึงคิดเรื่องกาม เรื่องปองร้ายเรื่องเบียดเบียน โลกสันนิวาส (การอยู่ร่วมกัน ของสัตว์โลก) นี้ใหญ่ ก็ในโลกสันนิวาสใหญ่ มีสมณพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ มีตาทิพย์รู้จิตของบุคคลอื่น สมณพราหมณ์เหล่านั้นมองเห็นได้แม่จากที่ไกล แม่อยู่ใกล้ก็ไม่ปรากฏ รู้จิต (ของบุคคลอื่น) แม้ด้วยจิต (ของตน) สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้นพึงรู้จักเราอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดดูกุลบุตรนี้ เพราะ มีศรัทธา เขาจึงออกจาเรือนบวชเป็นบรรพชิต เต็มไปด้วยบาปอกุศลธรรมอยู่ แม้เทวดาผู้มีฤทธิ์ มีตา ทิพย์รู้จิตของบุคคลอื่นก็มีอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมปรากฏจากที่ไกลบ้าง เข้ามาใกล้แล้วกลับมองไม่ เห็นบ้าง ย่อมรู้ด้วยจิตบ้าง เทวดาเหล่านั้นพึงรู้จักเราอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดดูกุลบุตรนี้ เพราะมีศรัทธาเขาจึงออกบวชจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต เต็มไปด้วยบาปอกุศลมูลอยู่ ภิกษุนั้นเห็น ประจักษ์ว่า ความเพียรที่เราเริ่มไว้แล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่นแล้วจักไม่เลอะเลือน กายที่สงบแล้ว จักไม่กระสับกระส่าย จิตที่ตั้งมั่นแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ เธอทําโลกเท่านั้นให้เป็นใหญ่ ละอกุศล บําเพ็ญกุศล ละกรรมที่มีโทษ บําเพ็ญกรรมที่ไม่มีโทษ รักษาตนให้บริสุทธิ์ ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า โลกาธิปไตย”88 86 พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๑๒๘. 87 สุรพล สุยะพรหม, การเมืองกับการปกครองของไทย, ม.ป.ป., หน้า ๒๕๔. 88 องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๒-๒๐๓.


61 ๒) ในแง่ของการปรัชญาการปกครอง โลกาธิปไตยในแง่นี้ปัจจุบันมีใช้ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ถ้าเป็น ประเภทประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) ก็จะให้ประชาชนทั้งประเทศมาประชุมหารือ เกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง ประชาธิปไตยโดยตรงสามารถใช้ได้เฉพาะในประเทศเล็กๆ เช่น นครรัฐ ต่างๆของกรีกโบราณ เป็นต้น และประเภทประชาธิปไตยโดยอ้อม (Indirect Democracy) ซึ่งเป็น ประชาธิปไตยแบบตัวแทน กล่าวคือเมื่อไม่สามารถนําประชาชนมาประชุมแสดงความเห็นพร้อมๆ กัน ได้ทั้งประเทศ ก็ให้ประชาชนเหล่านั้นเลือกตัวแทนของตนเองขึ้นมาทําหน้าที่แทน ตัวแทนเหล่านั้น ออกเสียง (Vote) หรือแสดงความคิดเห็นอย่างไร (Opinion) ก็ถือว่าเป็นความคิดเห็นของบุคคลที่ เลือกตนมา แต่โลกาธิปไตยอาจรวมถึงลัทธิปกครองโดยคณาธิปไตยหรือระบบขุนนาง (Aristocracy) ก็ได้ทํานองระบบสามัคคีธรรมโบราณ เพราะถือว่าชนชั้นปกครองเหล่านั้นเป็นตัวแทนที่ได้รับการ คัดเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ หรือแม้ลัทธิคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมก็ถือว่าเป็น ประชาธิปไตยโดยตรงเหมือนกัน เพราะต่อต้านระบบนายทุน เพื่อให้กลายมาเป็นระบบของคนหมู่มากใน สังคม89 ค. ธรรมาธิปไตย (Supremacy of the Dhamma) ธรรมาธิปไตย หมายถึง ความมีธรรมเป็นใหญ่ หรือปรารภธรรมเป็นใหญ่ สามารถแบ่ง ออกได้เป็น ๒ ทรรศนะ คือ ๑) ในแง่ของการประพฤติธรรม ธรรมาธิปไตย เป็นการปรารภพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในอาธิปเตตย สูตรว่า “ภิกษุทั้งหลาย... ธรรมาธิปไตย เป็นอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าบ้างอยู่ตามโคนไม้ บ้าง อยู่ในเรือนว่างบ้าง ย่อมเห็นประจักษ์ว่า เราออกบวชจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุ แห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เราออกบวชจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะ เหตุแห่งความมี หรือความไม่มีเช่นนั้น อนึ่ง เราถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสครอบงํา ชื่อว่าถูกทุกข์ครอบงํา มีทุกข์อยู่ตรงหน้า ทําอย่างไร การทําที่สุดกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ พระ ธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก ให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ก็เพื่อนพรหมจารีผู้รู้เห็นอยู่ มีอยู่ การที่เรา บวชในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วอย่างนี้พึงเกียจคร้านประมาทอยู่นั้นไม่สมควรแก่ เราเลย ภิกษุนั้นย่อมเห็นประจักษ์ว่า ความเพียรที่เราเริ่มไว้แล้วจักไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่นแล้วจักไม่ เลอะเลือน กายที่สงบแล้วจักไม่กระสับกระส่ายจิตที่ตั้งมั่นแล้ว เธอยกธรรมเท่านั้นให้เป็นใหญ่ ละ อกุศล บําเพ็ญกุศล ละกรรมที่มีโทษ บําเพ็ญกรรมที่ไม่มีโทษ รักษาตนให้บริสุทธิ์ ภิกษุทั้งหลาย นี้ เรียกว่าธรรมาธิปไตย”90 ๒) ในแง่ของปรัชญาการปกครอง ธรรมาธิปไตย หมายถึง การปกครองที่ยึดถือธรรมหรือความถูกต้องเป็นใหญ่ การตัดสินใจ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความถูกต้องเท่านั้น ไม่ได้อิงอาศัยอามิสสินจ้างหรือเกียรติยศ รวมถึงพรรคพวก 89 ปรีชา ช่างขวัญยืน, ปรัชญาแห่งอุดมการณ์ทางการเมือง, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า ๑๒๔. 90 องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๓.


62 ญาติพี่น้องแต่อย่างใดไม่ การปกครองในลักษณะนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะนํามาใช้กับทุกยุคสมัย เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นอมตะเหมือนพระธรรม ดังที่กล่าวว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แม้จะกล่าวอีก สักกี่ครั้งกี่ยุคสมัยก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น อํานาจสูงสุดขึ้นอยู่กับธรรมะคือความถูกต้องโดยไม่คํานึงว่าจะ เป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่หรือคนส่วนน้อยก็ตาม แม้จะเป็นความเห็นของบุคคลคนเดียว ทว่าเป็น ความเห็นที่ชอบธรรมหรือเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ก็ถือเอาตามนั้น การปกครองที่ดีเลิศตามนัยแห่งพุทธศาสนา คือ ธรรมาธิปไตย ได้แก่การยกย่องธรรมะให้ เป็นใหญ่ทั้งในหมู่ผู้นําและประชาชนทั่วไป มีการเทิดทูนผู้มีคุณธรรมให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน การ ปกครองสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชหลังจากที่ทรงยอมรับนับถือพุทธศาสนาแล้ว ถือว่าเป็นแบบ ธรรมาธิปไตยธรรมาธิปไตยยกย่องผู้มีธรรมะ และเป็นการปกครองที่อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมและ จริยธรรม และมุ่งให้ราษฎรยึดธรรมะเป็นเกณฑ์91 ในอธิปไตยทั้ง ๓ นั้น พระพุทธเจ้าทรงยกย่องธรรมาธิปไตยว่าประเสริฐที่สุด โลกาธิปไตย ก็ยังดีกว่าอัตตาธิปไตย ถึงอย่างไรพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตําหนิระบบเผด็จการที่ใช้อัตตาธิปไตย ถ้าเผด็จ การนั้นยึดมั่นในธรรมในความถูกต้อง เป็นธรรม ชอบธรรม มีความรัก ความเมตตา ความ ปรารถนาดี ต่อผู้อยู่ใต้ปกครองต่อประชาชน เหมือนพ่อปกครองลูก (Paternalism) และมิได้ยกย่องว่าระบอบ ประชาธิปไตยหรือโลกาธิปไตยนั้นประเสริฐที่สุด แม้นักปรัชญาเมธีทางการปกครองในยุคปัจจุบัน ก็ เห็นด้วยกับพระพุทธเจ้า โดยกล่าวว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด92 สรุปได้ว่า ทัศนะของพระพุทธศาสนา ระบุถึง อธิปไตย ๓ ประกอบด้วย อัตตาธิปไตย ได้แก่ การให้อํานาจไว้กับคน ๆ เดียว เช่น มอบให้แก่พระราชา หรือผู้ยิ่งใหญ่คนใดคนหนึ่ง โลกาธิปไตยหมายถึง การปกครองที่ใช้อํานาจสูงสุดขึ้นอยู่กับความเห็นของคนส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความ ว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร ก็ถือเอาอย่างนั้น และธรรมาธิปไตย หมายถึง การปกครอง ที่ยึดถือธรรมหรือความถูกต้องเป็นใหญ่ การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับความถูกต่องเท่านั้น ดังกล่าวนี้ เห็นได้ว่า นักปกครองผู่ยิ่งใหญ่ตามคติของพระพุทธศาสนา ต้องมีหน้าที่ประการสําคัญ คือ ธรรมาธิปไตย ซึ่งมีความหมายว่า ยึดธรรมเป็นใหญ่ ได้แก่ ยึดถือความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลและหลักการ กฎ กติกาที่ชอบธรรม เป็นบรรทัดฐาน เคารพธรรม เชิดชูธรรม นิยมธรรม ตั้งตน อยู่ในธรรม ดังนั้น ผู้ปกครองไม่ว่าในระบบใดจึงต้องยึดความถูกต้อง ความยุติธรรมหรือความดีงาม เป็นหลัก เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องโปร่งใส ไม่เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมไม่ว่ากรณีใด อนึ่ง หลักธรรมาธิปไตย มิใช่ระบบการปกครองโดยตรง แต่สามารถนําไป ใช้กับการทํางานทุกระบบได้เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม ฯลฯ ดังนั้น ในแง่ธรรมประยุกต์ก็สามารถนําใช้ในการปกครองได้ 91 สุรพล สุยะพรหม, การเมืองกับการปกครองของไทย, ม.ป.ป., หน้า๒๕๔. 92 วิรัช ถิรพันธุ์เมธี, พุทธปรัชญาการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๒๕.


63 ตารางที่ ๒.10 สรุปการปกครองตามหลักการของพระพุทธศาสนา นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พระพรหมคุณาภรณ์ การปกครองตามหลักการแห่งพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า อธิปไตย ๓ ซึ่งหมายถึง ความเป็นใหญ่ ประกอบด้วย 1) อัตตาธิปไตย (Supremacy of Self) 2) โลกาธิปไตย (Supremacy of the World) 3) ธรรมาธิปไตย (Supremacy of the Dhamma) สุรพล สุยะพรหม อัตตาธิปไตย ได้แก่ การให้อํานาจไว้กับคนๆ เดียว เช่น มอบให้แก่พระราชา หรือผู้ยิ่งใหญ่คน ใดคนหนึ่ง จํานงค์ ทองประเสริฐ อัตตาธิปไตย ถ้ามองในแง่ของการบริหารการ ปกครองก็จะหมายถึง การปกครอง ที่ใช้อํานาจ ของตนเองเป็นเครื่องตัดสิน กล่าวคือ อํานาจการ ปกครองทั้งหมด อันได้แก่ อํานาจนิติบัญญัติและ อํานาจตุลาการ ปรีชา ช่างขวัญยืน ในประเทศไทยของเราสมัยก่อนนั้น การปกครองก็ ใช้ระบบนี้ซึ่งเป็นแบบระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบอบเผด็จการ (Dictatorship) การปกครองระบอบนี้พระราชา มีอํานาจสิทธิ์ขาดในการปกครองแผ่นดิน พระพรหมคุณาภรณ์ โลกาธิปไตย หมายถึง ความมีโลกเป็นใหญ่ หรือ ปรารภโลก (คนหมู่มาก) เป็นใหญ่ สุรพล สุยะพรหม โลกาธิปไตย มาจากศัพท์ “โลก” สนธิกับ “อธิปไตย” โลก ณ ที่นี้หมายถึงราษฎรหรือสังคม ในอินเดียโลกสภาหมายถึง สภาประชาชน คือสภา ล่าง (ในอินเดียมีสองสภา อีกสภาหนึ่งคือ ราชยสภา หรือสภาสูง) ปรีชา ช่างขวัญยืน โลกาธิปไตยในแง่นี้ปัจจุบันมีใช้ในประเทศที่ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ถ้าเป็นประเภท ประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) ก็จะ ให้ประชาชนทั้งประเทศมาประชุมหารือเกี่ยวกับ กิจการบ้านเมือง และประเภทประชาธิปไตยโดย อ้อม (Indirect Democracy) ซึ่งเป็นประชาธิปไตย แบบตัวแทน กล่าวคือเมื่อไม่สามารถนําประชาชน มาประชุมแสดงความเห็นพร้อมๆ กันได้ทั้งประเทศ


64 ตารางที่ ๒.10 สรุปการปกครองตามหลักการของพระพุทธศาสนา (ต่อ) นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก สุรพล สุยะพรหม การปกครองที่ดีเลิศตามนัยแห่งพุทธศาสนา คือ ธรรมาธิปไตย ได้แก่ การยกย่องธรรมะให้เป็น ใหญ่ทั้งในหมู่ผู้นําและประชาชนทั่วไป มีการ เทิดทูนผู้มีคุณธรรมให้เป็นใหญ่ในแผ่นดินและ เป็นการปกครองที่อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมและ จริยธรรม และมุ่งให้ราษฎรยึดธรรมะเป็นเกณฑ์ วิรัช ถิรพันธุ์เมธี ในอธิปไตยทั้ง ๓ นั้น พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง ธรรมาธิปไตยว่าประเสริฐที่สุด โลกาธิปไตยก็ยัง ดีกว่าอัตตาธิปไตย ถึงอย่างไรพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ ตําหนิระบบเผด็จการที่ใช้อัตตาธิปไตย ถ้าเผด็จ การนั้นยึดมั่นในธรรมในความถูกต้อง เป็นธรรม ชอบธรรม มีความรัก ความเมตตา ความ ปรารถนาดีต่อผู้อยู่ใต้ปกครองต่อประชาชน เหมือนพ่อปกครองลูก (Paternalism) และมิได้ ยกย่องว่าระบอบประชาธิปไตยหรือโลกาธิปไตย นั้นประเสริฐที่สุด ๒.3.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับ “ทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง” ผู้วิจัยได้ประมวล เนื้อหาสาระสําคัญไว้โดยมีรายละเอียด ดังนี้ หน้าที่ของทฤษฎีการเมืองการปกครองในปัจจุบันที่สําคัญๆ ควรมีดังนี้ คือ ประการแรก ช่วยรวบรวมความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันโดยทําหน้าที่เป็นกรอบแห่งแนวความคิด ที่ช่วยกําหนด ความหมาย และจัดระเบียบข้อมูล เกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งช่วยให้เกิดความ เข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ ได้ดีขึ้น ประการที่สอง ช่วยจัดลําดับความสําคัญเร่งด่วน เกี่ยวกับเรื่องที่จะทําการศึกษาวิจัยกันต่อไป โดยใช้เป็นเกณฑ์ในการมองปัญหาและตัวแปรต่างๆ ประการที่สาม ช่วยเป็นแนวทางสําหรับการจัดระเบียบ และการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงต่างๆ ในรูปของ คํากล่าวเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ค้นพบกันแล้ว เป็นการประมวลความรู้ต่างๆ ประการที่สี่ ช่วยให้มี แนวความคิดที่ทดสอบได้เกี่ยวกับโลกแห่งความเป็นจริง และประการสุดท้าย ช่วยให้มีกรอบแห่ง แนวความคิด มีเครื่องมือสําหรับการวิเคราะห์รวมทั้งมีตัวแบบสําหรับการมองตัวแปรต่างๆ ในจํานวน ที่จํากัด93 93 ทินพันธุ์นาคะตะ, รัฐศาสตร์ : ทฤษฎี แนวความคิด ปัญหาสําคัญ และแนวทางการศึกษา วิเคราะห์การเมือง, หน้า ๔๑.


65 ทฤษฎีการเมืองการปกครองมีลักษณะชัดเจนและแน่นอนกว่าปรัชญา โดยทั่วไปทฤษฎี การเมืองการปกครองเป็นผลเนื่องมาจากการศึกษาค้นคว้าและพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงที่อาจรับกัน ได้แต่อาจไม่เป็นความจริงแท้สมบูรณ์เหมือนกับวิทยาศาสตร์ดังนี้ ๑) ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (Divine Right Theory) ทฤษฎีนี้มีจุดกําเนิดขึ้นมาจากสภาวะอัน ศักดิ์สิทธิ์ (Divine Origin) คือ เทพยดาหรือผู้อยู่เหนือมนุษย์ทฤษฎีนี้มีสาระอยู่ ๓ หลักการ ได้แก่ ประการที่ ๑ รูปแบบการปกครองได้รับการสถาปนาขึ้นโดยเทวโองการหรือโดย เทวประสงค์ ประการที่ ๒ ผู้ปกครองหรือผู้เป็นประมุข (Head of State) ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้มี สภาวะเหนือมนุษย์คือ โดยพระผู้เป็นเจ้าหรือเทพยดาผู้ทรงฤทธิ์ ประการที่ ๓ ความรับผิดชอบหรือภารกิจที่ผู้นําหรือมุขชนกระทํานั้นขึ้นอยู่กับ อํานาจอันศักดิ์สิทธิ์ ยุคนิยายปรัมปราของกรีก หรือยุคโฮเมอร์ (Homeric Age) ในยุคดังกล่าวคือ ก่อนการ กําเนิดไตรเมธีของกรีกโบราณนั้น บรรดาหัวหน้าของเผ่าชนได้รับการยกย่องว่าสืบเชื้อสายมาจาก เทพยดา ยุคไอยคุปต์ในอียิปต์โบราณ มีความเชื่อว่า กษัตริย์หรือฟาโรห์(Pharaoh) สืบเชื้อสายมา จากเทพเจ้าชื่อ รา (Ra) ทฤษฎีเทวสิทธิ์เข้ามาในอาณาจักรสยามหรือต่อมาเรียกว่าอาณาจักรไทย ตั้งแต่ปลายยุคสุโขทัยประมาณเกินกว่า ๗๕๐ ปีมาแล้ว โดยขอมเป็นผู้นําเข้ามา และขอมก็ได้รับ อิทธิพล คือ ได้รับการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม (Cultural Diffusion) เกี่ยวกับทฤษฎีเทวสิทธิ์จาก อินเดียอีกต่อหนึ่ง สมัยต้นและสมัยกลางสุโขทัยในสมัยต้นและสมัยกลางยุคสุโขทัยผู้นําประเทศมิใช่ดํารง ตําแหน่งเป็นกษัตริย์แต่เป็นพ่อเมือง หรือเป็นพ่อขุน ตัวอย่างได้แก่ พระนามของผู้ปกครองอาณาจักร สุโขทัยลําดับที่สาม คือ พ่อขุนรามคําแหง ในสมัยนั้นไม่มีตําแหน่งเป็นกษัตริย์และยังไม่มีการใช้ราชา ศัพท์แต่ฐานะแห่งความเป็นผู้นําเทียบเท่ากษัตริย์คือ เป็นประมุข ในปลายสมัยสุโขทัยอิทธิพลของ ทฤษฎีเทวสิทธิ์ของศาสนาฮินดูได้แผ่ขยายเข้ามายังประเทศโดยผ่านทางขอม ทฤษฎีเทวสิทธิ์มีอิทธิพล ในสังคมไทยตั้งแต่ปลายสมัยสุโขทัยสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงศรีอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับสังคมไทยยาวนานถึง ๔๑๗ ปีนั้น พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใน ฐานะต่าง ๆ กัน ดังต่อไปนี้ ๑.๑) ทรงเป็นเจ้าชีวิต ทรงมีพระราชอํานาจเหนือชีวิตทุกคนในสังคม ไม่ว่าบุคคลนั้น จะอยู่ในฐานะสูงต่ำอย่างไร กฎหมายกรุงศรีอยุธยาว่าอํานาจสั่งให้ประหารชีวิตคนได้นั้นอยู่ใน พระมหากษัตริย์แต่พระองค์เดียวเท่านั้น บุคคลอื่นจะใช้อํานาจนั้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับพระราชทาน อาญาสิทธิ์ ๑.๒) ทรงอยู่ในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินทั่วพระราชอาณาจักร จะพระราชทานแผ่นดินเป็นเนื้อที่เท่าใด ให้แก่ผู้ใดใช้ทํามาหากินก็ได้หรือจะทรงเรียกคืนเสียเมื่อไรอีกก็ได้ ๑.๓) ทรงอยู่ในฐานะเป็นธรรมราชา ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และใช้พระราช อํานาจปกครองรักษาพระพุทธศาสนาตลอดจนศีลธรรม ทรงตราพระราชกําหนดกฎหมายต่างๆ ให้คน


66 ในสังคมปฏิบัติตามโดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องทรงปฏิบัติตามพระราชกําหนดกฎหมายนั้น ๆ ด้วย พระองค์เอง ๑.๔) ทรงเป็นนักรบอันยิ่งใหญ่ ทรงอยู่ในฐานะจอมทัพไทย เป็นผู้บังคับบัญชาทหาร สูงสุดของประเทศ ทรงเป็นผู้นําทหารในการศึกสงครามทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นการสงครามเพื่อป้องกัน ประเทศหรือในการขยายพระราชอาณาเขต ๑.๕) ทรงเป็นเทวราช เมื่อมีพระบรมราชโองการแล้ว พระบรมราชโองการนั้นถือว่า ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดจะขัดขืนมิได้แม้แต่จะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นในทางใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น94 ๒) ทฤษฎีสัญญาประชาคมหรือลัทธิประชาธิปไตย (Popular Sovereign) ทฤษฎีนี้เชื่อกัน ว่า อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน และมีอิทธิพลแทนที่ทฤษฎีเทว สิทธิ์ (Divine Right Theory) มากขึ้นทุกที แนวความคิดนี้มีรากฐานมาจากความคิดที่ว่า มนุษย์เป็น ผู้สร้างรัฐ โดยที่ประชาชนในสังคมจะมาทําสัญญาประชาคม (Social Contract) เพื่อมอบให้ ผู้ปกครองซึ่งอาจจะเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลคณะใดหนึ่งทําหน้าที่ปกครองประเทศ โดยผู้ปกครองจะทํา หน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการใช้อํานาจตามเจตจํานงของประชาชน หากผู้ปกครองละเมิดเจตจํานงของประชาชนประชาชนจะมีสิทธิถอดถอนผู้ปกครองนั้นได้ทฤษฎี สัญญาประชาคมหรือลัทธิประชาธิปไตยมีข้อสรุป ดังนี้ ๒.๑) รัฐเกิดมาจากมนุษย์ หรือประชาชนที่มีเจตจํานงร่วมกัน โดยรัฐไม่ได้เกิดจาก พระเจ้าหรือการสร้างของผู้นํา หรือบุคคลคนเดียว แต่รัฐมาจากความจํา นงของมนุษย์เพื่ออยู่ร่วมกัน ๒.๒) มนุษย์ที่ร่วมกันทํา สัญญาประชาคม เป็นผลทําให้เกิดรัฐ ด้วยเหตุนี้รัฐจึงเป็น สมบัติของประชาชนทุกคนที่เข้ามาทําสัญญาร่วมกัน ตรงนี้จะสังเกตว่าแตกต่างจากทฤษฎีเทวสิทธิ์ เพราะในทฤษฎีเทวสิทธิ์จะมองว่ามนุษย์เป็นแค่องค์ประกอบไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างรัฐเหมือนใน ทฤษฎีสัญญาประชาคมนี้ ๒.๓) สัญญามีผลผู้กพันกับประชาชนและผู้ปกครอง ด้วยเหตุที่ประชาชนเป็น เจ้าของรัฐนี่เอง ประชาชนจึงร่วมกันเลือกผู้ปกครอง ซึ่งเป็นการสัญญาระหว่างประชาชนและ ผู้ปกครอง ๒.๔) สัญญานี้ทํา ให้เกิดรัฐ และรัฐบาล โดยสัญญาที่ประชาชนทํา นี้ผู้กมัดผู้ปกครอง และมีส่วนทํา ให้เกิดรัฐ และรัฐบาล ๒.๕) รัฐ และรัฐบาลต้องใช้อํานาจอธิปไตยตามเจตจํานงของประชาชนผู้ร่วมทํา สัญญาทั้งนี้หากผู้ปกครองไม่ทําตามเจตจํานงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของรัฐ ประชาชนสามารถปลด ผู้ปกครองออกได้เนื่องจากละเมิดสัญญา อย่างไรก็ตาม ความคิดหรือทรรศนะเกี่ยวกับศัพท์เชิงนามธรรมทางการเมืองการปกครอง เช่น ความยุติธรรม, จุดมุ่งหมายแห่งรัฐ, ผู้ปกครองที่ดี, สิทธิ, ความมั่นคงแห่งรัฐ ฯลฯ ศัพท์เหล่านี้มี ความหมายไปหลายทางตามความเข้าใจหรือการพิจารณาของแต่ละคน ทฤษฎีการเมืองการปกครอง 94 บรรณาธิการ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และพันเอกหญิง นิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, ลักษณะไทย, (กรุงเทพมหานคร: ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน), ๒๕๕๑), หน้า ๒๕.


67 เป็นแนวคิดของการพยายามหาความเกี่ยวโยงระหว่างสังกัปต่าง ๆ ดังกล่าวโดยให้ต้องด้วยเหตุผลและ ความเหมาะสมเท่านั้น95 สรุปได้ว่า ทฤษฎีการปกครองเป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงรูปแบบของรัฐ ซึ่งมี ๒ ทฤษฎี คือ ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (Divine Right Theory) ที่มองผู้ปกครองเสมือนเทพ มีอํานาจ ใครจะล่วงละเมิดมิได้ สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ส่วนอีกทฤษฎีคือ ทฤษฎีสัญญาประชาคมหรือลัทธิประชาธิปไตย (Popular Sovereign) ทฤษฎีนี้มองผู้ปกครองเป็นเพียงตัวแทนของประชาชน รัฐต้องให้อํานาจอธิปไตยตาม เจตจํานงของประชาชนซึ่งเป็นทฤษฎีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ทฤษฎีการเมืองการปกครองช่วยให้แนวคิด การปกครองหรือรัฐศาสตร์มีลักษณะเป็นปึกแผ่น มีกฎเกณฑ์และแน่นอนมากขึ้น ผลจากทฤษฎีการเมือง การปกครองนี้เป็นรากฐานที่สําคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้ลัทธิการเมืองได้ก่อรูปขึ้น และสร้างเสริมให้ลัทธิ การเมืองมีขอบเขตกว้างขวาง ทั้งในด้านสาระเนื้อหา รวมตลอดจนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ลัทธิการเมืองนํามาใช้เป็น ประโยชน์เพื่อกําหนดระบบการเมืองแห่งลัทธิการเมืองนั้น ๆ ข้อคิดจากทฤษฎีการเมืองการปกครองจึงถือ เสมือนเป็นข้อมูลและหลักเกณฑ์สําคัญประการหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างลัทธิการเมืองให้เกิดขึ้นได้ ตารางที่ ๒.11 ทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก ทินพันธุ์ นาคะตะ ทฤษฎีการเมืองการปกครองในปัจจุบันที่สําคัญๆ ควรมีดังนี้ คือ ประการแรกช่วยรวบรวมความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันโดยทําหน้าที่ เป็นกรอบแห่งแนวความคิด ประการที่สอง ช่วยจัดลําดับ ความสําคัญเร่งด่วน เกี่ยวกับเรื่องที่จะทําประการที่สาม ช่วย เป็นแนวทางสําหรับการจัดระเบียบประการที่สี่ ช่วยให้มี แนวความคิดที่ทดสอบได้ประการสุดท้าย ช่วยให้มีกรอบแห่ง แนวความคิด มีเครื่องมือสําหรับการวิเคราะห์ บรรณาธิการ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และพันเอกหญิง นิ ออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในสังคมไทยตั้งแต่ปลายสมัยสุโขทัยสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรี อยุธยา สมัยกรุงศรีอยุธยาความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ กับสังคมไทยยาวนานถึง ๔๑๗ ปีนั้น พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใน ฐานะต่าง ๆ กัน ดังต่อไปนี้1)ทรงเป็นเจ้าชีวิต 2)ทรงอยู่ในฐานะ พระเจ้าแผ่นดิน 3)ทรงอยู่ในฐานะเป็นธรรมราชา 4)ทรงเป็นนักรบ อันยิ่งใหญ่ 5)ทรงเป็นเทวราช สุขุม นวลสกุล และวิศิษฐ์ ทวี เศรษฐ, ความคิดหรือทรรศนะเกี่ยวกับศัพท์เชิงนามธรรมทางการเมือง การปกครองเช่น ความยุติธรรม, จุดมุ่งหมายแห่งรัฐ, ผู้ปกครองที่ ดีฯลฯ ศัพท์เหล่านี้มีความหมายไปหลายทาง ทฤษฎีการเมือง การปกครองเป็นแนวคิดของการหาความเกี่ยวโยงระหว่างสังกัป ต่าง ๆ ดังกล่าวโดยให้ต้องด้วยเหตุผลและความเหมาะสมเท่านั้น 95 สุขุม นวลสกุล และวิศิษฐ์ทวีเศรษฐ, ทฤษฎีการเมืองสมัยโบราณและสมัยกลาง, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๔), หน้า ๒.


68 ๒.4 หลักปาปณิกธรรม การบริหารงานในแต่ละครั้งนั้นผู้บริหารจะต้องมีภาวะผู้นำที่ดีและในปัจจุบันผู้นำ ต้องใช้ หลักธรรมตามพระพุทธศาสนาเพื่อมาใช้ในการเป็นผู้นำในทุติยปาปณิกสูตรว่าด้วยคุณสมบัติของ พ่อค้าสูตรที่ ๒ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ ไม่นานนักก็ถึง ความเป็นผู้ ยิ่งใหญ่ไพบูลย์ในโภคทรัพย์องค์๓ ประการ คือ พ่อค้าในโลกนี้ ๑. มีตาดี๒. มีธุรกิจดี ๓. เพียบพร้อม ด้วยที่พักพิงอาศัย พ่อคาชื่อว่ามีตาดี คือ พ่อค้าในโลกนี้รู้จักสินค้าว่า “สินค้านี้ ซื้อมาเท่านี้ ขายไป อย่างนี้ จักมีมูลค่าประมาณเท่านี้ มีกําไรเท่านี้” พ่อค้าชื่อว่ามีตาดีเป็นอย่างนี้แล พ่อค้าชื่อว่ามีธุรกิจดี คือ พ่อค้าเป็นคนฉลาดซื้อและขายสินค้าได้พ่อค้าชื่อว่ามีธุรกิจดีเป็นอย่างนี้แล”96 ผู้นำที่สามารถ นําพาองค์กรใหประสบความสําเร็จตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ได้นั้น นอกจากจะมีความสามารถแล้ว ยังต้องมีความดี คือ มีธรรมอีกด้วย ตามแนวพระพุทธศาสนาลักษณะของผู้นำที่ดีนั้น ต้องเป็นผู้นำที่มี ธรรมในตนเอง คือ เป็นผู้ที่มีธรรมเป็นเครื่องชี้นําในการปกครองและการบริหาร รัฐ ประเทศ องค์กร หรือหมูคณะ ให้เป็นไปดวยดี ซึ่งหากผู้นำมีแต่ความสามารถ แต่ไม่มีธรรม รัฐ ประเทศ องค์กร หรือ หมู่คณะ ย่อมที่จะประสบกับความเดือดร้อนจากการปกครองหรือการบริหารของผู้นำนั้นผู้นำไม่ จําเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ทําทุกอย่าง เพราะสามารถหาคนอื่น ที่ชํานาญด้านนั้นๆ มาช่วยงานได้จาก ภาวะความเป็นผู้นำดังกล่าว สะท้อนถึงภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทุกระดับ นับว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก เพราะเป็นเรื่องความอยู่รอดและเสถียรภาพขององค์กรและประเทศชาติ โดยรวมด้วย ผู้นำ หรือ ผู้บริหารคือที่มีอํานาจและอิทธิพลสูงสุดขององค์กรความเป็นผู้นำจึงต้องอาศัยความรู้ความสามารถใน การบริหารองค์กรใหประสบความสําเร็จตามเป้าหมาย นอกจากนี้แล้วต้องคํานึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารหรือผู้นำในการบริหารนี้ส่วนมากมักมี แนวคิดทฤษฎีทางทางตะวันตกมาใช้ในการบริหาร แต่ในพระพุทธศาสนามีคําสอนที่พูดถึงเกี่ยวกับลักษณะของผู้นำดังที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปฎกทุติย ปาปณิกสูตรเพื่อให้เข้าใจพระสูตรนี้ ได้มีพระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ท่านได้กล่าวถึง ทุติยปาปณิกสูตร หรือปาปณิกธรรม ๓ ในพจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม ว่า 1) จักขุมา ตาดี 2) วิธูโร จัดเจนธุรกิจ 3) นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นอาศัย97 จากหลักการของพระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ดังกล่าวก็สอดคลองกับสิ่งที่พระธรรมโกศา จารย์(ประยูร ธมมจิตโต) ได้กล่าวถึงคําตรัสองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในทุติยปาปณิก สูตรว่า เกี่ยวกับคุณลักษณะ ๓ ประการของนักบริหารที่จะช่วยให้นักบริหารสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ๑) จักขุมา มีตาดี มีวิสัยทัศน์กว้างยาวไกล การมีตาดี หมายถึง การมีสายตามองเห็นการ พัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวไกลไปข้างหน้าของตัวผู้นำเอง ผู้นำที่ดีจะสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมอง 96 องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๒๐/๑๖๓. 97 พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร (ฉบับประมวลธรรม), (กรุงเทพมหานคร: พิมพที่ บริษัท สหธรรมมิก จํากัด, ๒๕๕๔), หนา ๙๖ – ๙๘.


69 ไม่เห็น เป็นการมองจากตาภายในเทียบได้กับการจินตนาการภาพแห่งอนาคต (Visualization) และ มองเห็นว่าจะพัฒนาไปสู่ ณ จุดแห่งความสําเร็จนั้นได้อย่างไร 2) วิธูโร มีทักษะในการทํางานที่ดีของผู้นํา ประกอบกับการมีความรู้อย่างละเอียดในงาน ได้แก่ ความเชี่ยวชาญในกิจการและหน้าที่การงานของตน หมายถึง ผู้นําที่มีความรู้และความ เชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการทํางานในทุกองค์ประกอบขององค์กร สามารถนําพาองค์กรให้บรรลุ เป้าหมายที่ตั้งร่วมกันไว้ได้ ๓) นิสสยสัมปันโน การมีทักษะการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ดี ทํางานได้กับคนทุกระดับชั้น ผูกมัดใจคนไว้ได้ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่น ได้แก่ การที่ผู้นำในองค์กรสามารถ สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้กับคนทุกระดับชั้น โดยไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่รูสึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ยินดีที่จะให้รับฟัง ร่วมงานเป็นผู้นําใฝ่บริการ (Servant Leadership) มีความโอบอ้อมอารียินดีที่จะ ช่วยเหลือทุกคนที่กําลังเดือดร้อน ในทุติยปาปณิกสูตร คุณสมบัติของพ่อค้ากับของภิกษุ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลายพ่อคาประกอบด้วยองค์๓ ย่อมถึงความใหญ่ความไพบูลย์ในโภคทรัพย์ไม่นานเลยองค์๓ คือ อะไร คือ พ่อค้า เป็นผู้มีดวงตา มีความฉลาด ถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย ก็พ่อค้าเป็นผู้มีดวงตาอย่างไร พ่อค้ารู้ สินค้าว่า สินค้าสิ่งนี้ซื้ออย่างนี้ ขายอย่างนี้ เป็นต้นทุนเท่านี้ กําไรเท่านี้อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย พ่อค้า ชื่อว่า เป็นผู้มีดวงตา พ่อค้าเป็นผู้ฉลาดอย่างไร พ่อค้าเป็นผู้เข้าใจที่จะซื้อและที่จะขายอย่างนี้ พ่อค้า ชื่อว่า ฉลาด พ่อค้าถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัยอย่างไร คฤหบดีทั้งหลายก็ดี บุตรของ คฤหบดีทั้งหลายก็ดี ที่มั่งคั่ง มีทรัพยมาก มีโภคะมาก ย่อมรูจักพ่อค้านั้นอย่างนี้ว่า พ่อค้าผู้เจริญผู้นี้แหละเป็นคนมีดวงตา ด้วยฉลาดด้วย มีกําลังพอที่จะเลี้ยงบุตรภริยาและแถมพกให้เราบ้างตามเวลาอันควร คฤหบดีและบุตร ของคฤหบดีเหล่านั้นย่อมรับรองพ่อค้านั้นด้วยโภคะทั้งหลายว่า สหายพ่อค้า แต่นี้ไปเชิญท่านนําโภคะ ไปเลี้ยงบุตรภริยา และจงแถมพกให้เราบ้างตามเวลาอันควรเถิดอย่างนี้ พ่อค้า ชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยที่ พึ่งอาศัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าประกอบด้วยองค์๓ นี้แล ย่อมถึงความใหญ่ความไพบูลยในโภค ทรัพย์ไม่นานเลย ฉันเดียวกันนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๓ ย่อมถึงความใหญ่ ความไพบูลยในกุศลธรรมทั้งหลายไม่นานเลย ธรรม ๓ คืออะไร คือ ภิกษุเป็นผู้มีดวงตา มีความเพียร และถึงพร้อมด้วยที่พึ่งอาศัย98 ในพระพุทธศาสนามีแนวคิดเกี่ยวกับผู้นํานั้น ซึ่งแนวคิดของการนําและภาวะผู้นําของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอาจพิจารณาได้ว่า ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค๋ทรงเป็นผู้นํา องค์การพระพุทธที่มีทั้งธรรมบารมี และทรงเป็นผู้นําที่ยึดธรรมเป็นหลักในการนําพาสมาชิกใน องค์การ คือ เหล่าพระสาวกไปสู่แนวทางการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อันเป็นเป้าหมายสุดท้ายในทาง พระพุทธศาสนาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่พระพุทธองค์ในฐานะผู้นํา ได้ทรงเลือกใช้หลักในการนําและ ภาวะผู้นำของพระพุทธองค์ในเรื่องราวต่างๆ ตามโอกาส บุคคล สถานที่ และสถานการณ์ที่ 98 องฺ.ติก. (ไทย) ๓๕/๔๕๙/๖๑.


70 หลากหลายลักษณะ ยกตัวอย่างเช่นการเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการทํางาน การมีส่วน ร่วมในการตัดสินใจ การให้ความสําคัญระหว่างคนและงานอย่างเท่าเทียมกัน การสร้างแรงจูงใจการ กระตุ้นให้ดําเนินกิจกรรมในการปฏิบัติอยางเต็มกําลังความรู้ความสามารถ รวมถึงวิธีการในการติดต อสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในองค์การกับสมาชิกภายนอกองค์การ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้กล่าวถึง การเป็นผู้นำที่ดี สรุปได้ดังนี้ ผู้นำที่ดีพึงมีคุณลักษณะที่ดี ๓ ประด้วยกัน ดังที่ พระพุทธองค์ได้สรัสไว้ในทุติย ปาปณิกสูตร คือ จักขุมา เป็นผู้มีปัญญามองการณ์ไกล วิธูโร เป็นผู้รอบ รู้ในการจัดการกิจการงานทุกอย่าง อย่างถูกต้องและนิสยสัมปันโน คือเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี คุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้ย่อมทำให้ ผู้นำสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่วางไว้99 มี นักวิชาการได้ให้ความหมายเกี่ยวกับปาปณิกธรรมไว้ว่า ๑. จักขุมา คือเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมองสภาพเหตุการณ์ออกและจะวางแผน เตรียม รับหรือรุกได้อย่างไร ๒. วิธูโรคือเป็นผู้ชํานาญในงาน รูจักวิธีการไม่บกพร่องในหน้าที่ที่ตนไดรับผิดชอบ ๓. นิสสยสัมปนโน คือเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีและได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น ในพระ สูตรนี้แสดงให้เห็นว่า การเป็นผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาคือมีหู ตาไว้และกว้างไกล สามารถจําแนกบุคคล และเหตุการณ์ออกว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะทําให้ผู้นำมีประสบการณ์มีความ ชํานาญในการปกครอง เขาใจบุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้มีผู้สนับสนุนมาก ขึ้น แต่คุณสมบัติทั้ง 3 ประการนี้ มีระดับความสำคัญมากน้อยต่างกันไปตาม ระดับตำแหน่งหน้าที่ ขององค์กรหรือหน่วยงานว่าเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนหรือมี ความสำคัญเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว ผู้ปกครองรัฐหรือผู้นำประเทศแล้วนับว่าเป็นองค์กรที่ใหญ่ ผู้นำหรือผู้บริหาร จึงต้องมีคุณสมบัติ ครบถ้วน จึงจะสามารถยึดศรัทธาของผู้ใต้บังคับบัญชาไว้ได้ส่งผลให้ลูกน้องหรือผู้สนองงานมีความ เชื่อมั่นนั่นย่อมเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ100 การประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม 3 ในการบริหารงาน คือ การครองตนหรือการบริหาร ตน (จักขุมา) การครองงานหรือบริหารงาน (วิธุโร) การครองคนหรือบริหารคน (นิสยยสัมปันโน) การ ครองตนหรือการบริหารตน (จักขุมา) คือ การรู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง และสามารถควบคุมตนเองได้ เป็นผู้มีสติรอบคอบ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท การครองตนที่ดีนั้น อาจใช้หลักธรรมในการดำรงชีวิต หรือยึดเหนี่ยว ตั้งอยู่ในสัปปุริสธรรม ๗ คือรู้เหตุรู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้จักกาลเทศะ รู้บุคคลและรู้ ชุมชน นอกจากนี้แล้วยังต้องยึดมั่น ในศีล ๕ คือการไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติในสามีภรรยา หรือคนรักของผู้อื่น ไม่พูด เท็จไม่ดื่มสุรา และของมึนเมา และควรนำหลักเบญจธรรม ๕ ได้แก่ เมตตา 99 พระธรรมโกศาจารย (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หนา ๓๘ – ๓๙. 100 พระกฤษฎา สุทฺธิโก (สารนอก), “ภาวะผูนําตามหลักสัปปุริสธรรมของพระราชวชิรเมธี,ดร.(วีระ วรป โ )”, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, (บัณฑิตวิทยาลัย:มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หนา ๖๕.


71 กรุณา การเลี้ยงชีพ ในทางที่ชอบ สำรวมในกาม ไม่ประพฤติผิดในสามีภรรยาคนอื่นหรือคนรักของ ผู้อื่น มีสัจจะ คำตรัสองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในทุติยปาปณิกสูตรว่า เกี่ยวกับ คุณลักษณะ ๓ ประการของนักบริหารที่จะช่วยให้นักบริหารทำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ๑) จักขุมา หมายถึง ปัญญามองการณ์ไกล เช่นถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกิจ ต้องรู้ว่า อนาคตเศรษฐกิจหรือตลาดจะมีแนวโน้มเป็นแบบไหนหรือสามารถคาดการณ์ทิศทางหรืออนาคตใน การดาเนินธุรกิจได้แม่นยำจากการอาศัยกระบวนการคิดที่รอบคอบและมีเหตุผล โดยอาจใช้ ประสบการณ์ในอดีตร่วมในการตัดสินใจและวางแผนด้วย ซึ่งคุณลักษณะข้อแรกนี้ตรงกับ ภาษาอังกฤษคำว่า Conceptual skill คือการชำนาญในการใช้ความคิด หรือ ทักษะทางด้านความคิด ๒) วิธุโร หมายถึง จัดการธุระได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น นักการเงินต้องมีความรู้ และความเชี่ยวชาญทางการเงินสามารถคำนวณอัตราผลตอบแทนต่างๆได้หรือเข้าใจในงบการเงินที่ใช้ ในการประกอบการตัดสินใจได้ในกรณีแพทย์ผ่าตัดสมองก็ต้องมีความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดสมอง เป็นต้น คุณลักษณะที่สองนี้ตรงกับคาภาษาอังกฤษคาว่า Technical skill คือความชำนาญการด้าน เทคนิค หรือ ทักษะทางด้านการปฏิบัติงาน ๓) นิสสยสัมปันโน หมายถึง พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้เพราะเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมี ความสามารถในการติดต่อประสานงานให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด มี ความสามารถในการสื่อสารและประสานงานให้แต่ละฝ่ายในองค์กรดำเนินแนวทางตามกรอบทิศทางที่ องค์กรต้องการบรรลุได้หรือมีความสามารถในการผูกใจคนให้เป็นที่รักของคนโดยสามารถทำให้ พนักงานแต่ละคนปฏิบัติงานตามคำสั่งด้วยความเต็มใจได้เป็นต้น คุณลักษณะที่สามนี้ตรงกับคำ ภาษาอังกฤษคำว่า Human relation skill คือความชำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์ หรือ ทักษะทางด้าน มนุษย์สัมพันธ์โดยคุณลักษณะทั้งสามประการมีความสำคัญมากน้อยแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับระดับ ของนักบริหารถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมคนจานวนมาก คุณลักษณะข้อที่๑ และ ๓ มีความสำคัญมาก ส่วนข้อที่ ๒ มีน้อยเพราะเขาสามารถใช้ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่มีความสามารถเฉพาะด้านได้สำหรับนักบริหารระดับกลาง คุณลักษณะทั้ง ๓ ข้อมีความสำคัญพอๆ กันนั่น คือเขาต้องมีความชำนาญเฉพาะด้านและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานและ ผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะเดียวกันต้องมีปัญญาที่มองภาพกว้างและไกล เพื่อเตรียมตัวสาหรับเป็นนัก บริหารระดับสูง นอกจากนั้นต้องมีความสามารถในการสื่อสาร ประสานงานในการถ่ายทอดนโยบาย และยุทธศาสตร์จากผู้บริหารระดับสูงมาสู่การปฏิบัติในผู้บริหารและพนักงานระดับล่าง และนำผลการ ดาเนินงานที่ได้จากการปฏิบัติงานมาสรุปและนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง 101 สรุปได้ว่า จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของกับทุติปาปณิกสูตรทั้งจากพระไตรปฎกและอรรถ กถารร่วม ทั้งนักวิชาการ สรุปไดว่า หลักทุติยปาปณิกสูตรดังกลาวนี้ ประกอบดวย ๑) จักขุมา คือการ 101 พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีการบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๑๕.


72 มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล ๒) วิธูโร การบริหารจัดการดี ๓) นิสสยสัมปันโน การมีมนุษยสัมพันธมี ความสําคัญต่อองค์กรทุกระดับและถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารและบุคลากรในทุกระดับจะต้อง ตระหนักและใหความสําคัญตอหลักธรรมในทุติยปาปณิกสูตร ตารางที่ ๒.12 สรุปหลักปาปณิกธรรม นักวิชาการหรือแหล่งข้อมูล แนวคิดหลัก พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) พระกฤษฎา สุทฺธิโก พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ทุติยปาปณิกสูตร หรือปาปณิกธรรม ๓ ในพจนานุกรมพุทธ ศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ประกอบด้วย 1. จักขุมา ตาดี 2. วิธูโร จัดเจนธุรกิจ 3. นิสสยสัมปันโน พร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นอาศัย การเป็นผู้นำที่ดี สรุปได้ดังนี้ ผู้นำที่ดีพึงมีคุณลักษณะที่ดี 3 ประการด้วยกันดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในทุติย ปาปณิก สูตร คือ จักขุมา เป็นผู้มีปัญญามองการณ์ไกล วิธูโร เป็นผู้ รอบรู้ในการจัดการกิจการงานทุกอย่าง อย่างถูกต้องและ นิสสยสัมปันโน คือ เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี คุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้ย่อมทำให้ ผู้นำสามารถดำเนินการได้อย่างมี ประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่วางไว้ ความหมายปาปณิกธรรม ๑. จักขุมา คือเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ กว้างไกลมองสภาพเหตุการณ์ออกและจะวางแผน เตรียมรับ หรือรุกได้อย่างไร ๒. วิธูโรคือเป็นผู้ชํานาญในงาน รู้จักวิธีการ ไม่บกพร่องในหนาที่ที่ตนได้รับผิดชอบ ๓. นิสสยสัมปันโน คือเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี และได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น ในพระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่า การเป็นผู้นำนั้นจะต้องเป็นผู้ ประกอบด้วยปัญญาคือมีหู ตาไว้สามารถจําแนกบุคคล และ เหตุการณ์ออกว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะทําให้ผู้นำมีประสบการณ มีความชํานาญในการปกครอง เข าใจบุคคลหรือ ผู้ใต้บังคับบัญชาไดเป็น อย่างดี การประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม 3 ในการบริหารงาน คือ การครองตนหรือการบริหารตน (จักขุมา) การครองงานหรือ บริหารงาน (วิธุโร) การครองคนหรือบริหารคน (นิสยยสัมปัน โน) การครองตนหรือการบริหารตน (จักขุมา)


73 2.5 ข้อมูลบริบทเรื่องวิจัย 2.5.1 ข้อมูลเท่าไป อำเภอเชียงกลาง (คำเมืองออกเสียงว่า เจียงก๋าง) ตามคำบอกเล่าสรุปความว่า เดิมทีเดียว จังหวัดน่านมีที่ตั้งอยู่ที่อำเภอปัวเรียกว่า "วรนคร" และมีเมืองน้อยใหญ่เป็นเมืองบริวาร ทางเหนือของ เมืองปัวมีเมืองเปือ เมืองงอบ และเมืองปอน ซึ่งสมัยนั้นข้าศึกที่มักยกกำลังมาย่ำยีคือ เงี้ยวหรือไทย ใหญ่ หัวเมืองทางเหนือของเมืองปัวก็ได้แตกร่นถอยลงมาอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกอนที่มาบรรจบกับ แม่น้ำน่านเรียกว่า "สบกอน" ในบริเวณที่ตั้งของเมืองที่แตกทัพร่นมาตั้งมั่นอยู่ตรงระหว่างเมืองเชียง กลางในปัจจุบัน เดิมพื้นที่ของอำเภอเชียงกลางอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอทุ่งช้าง โดยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้แยกตำบลเปือ ตำบลเชียงกลาง ตำบล เชียงคาน และตำบลนาไร่หลวง (ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอสองแคว) ออกจากการ ปกครองของอำเภอทุ่งช้าง รวมจัดตั้งเป็น กิ่งอำเภอเชียงกลาง[1] และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ เชียงกลางเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514102 การแบ่งเขตการปกครอง อำเภอเชียงกลางแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 6 ตำบล 60 หมู่บ้าน ได้แก่ ที่ ชื่อตำบล จำนวนหมู่บ้าน จำนวนประชากร 1 เชียงกลาง 13 7,281 2 เปือ 15 6,766 3 เชียงคาน 5 1,667 4 พระธาตุ 10 3,759 5 พญาแก้ว 7 3,321 6 พระพุทธบาท 10 5,046 การปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่อำเภอเชียงกลางประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่ 1. เทศบาลตำบลเชียงกลาง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเชียงกลาง บางส่วนของตำบล เปือ และบางส่วนของตำบลพญาแก้ว 2. เทศบาลตำบลพระพุทธบาทเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงคานและตำบลพระพุทธบาททั้งตำบล 3. องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงกลางพญาแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงกลางและตำบล พญาแก้ว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลเชียงกลาง) 4. องค์การบริหารส่วนตำบลเปือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเปือ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลเชียงกลาง) 102 อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน, [ออนไลน์]http:// th.wikipedia.org/wiki/อำเภอเชียงกลาง /, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 5 ธันวาคม ๒๕64.


74 5. องค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระธาตุทั้งตำบล โครงสร้างส่วนราชการในอำเภอ แผนภาพที่ 2.3 แสดงโครงสร้างส่วนราชการในอำเภอ อำนาจหน้าที่ของอำเภอ ที่ทำการปกครองอำเภอ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการ ปกครอง พ.ศ.2559103 1.ดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรมในเขตพื้นที่อำเภอ 2.ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอำเภอ 3.ดำเนินงานเกี่ยวกับราชการอื่นที่มิใช่ของส่วนราชการใดตามที่ได้รับมอบหมาย 4.ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย แบ่งโครงร้างภายในดังนี้ 1. กลุ่มงานบริหารงานปกครอง 1.1 งานปกครอง มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับ การบริหารงานปกครองท้องที่ การ ดูแลรักษาที่สาธารณะ การก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการ การพัฒนาท้องที่ การบริหารงานบุคคลของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ การดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการหมู่บ้าน การบริหารงานบุคคลของ ข้าราชการและลูกจ้างกรมการปกครอง การสนับสนุนการเลือกตั้ง การส่งเสริมการพัฒนาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม การดำเนินการตาม กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ การดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ การดำเนินการตาม 103 บทบาทหน้าที่ของที่ทำการปกครองอำเภอ, [ออนไลน์]http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER35/ DRAWER017/GENERAL/DATA0000/00000002.HTM /, เข้าถึงข้อมูลวันที่ 5 ธันวาคม ๒๕64.


75 กฎหมายว่าด้วยการพนัน การดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน การขออนุญาตให้มีมหรสพ และการโฆษณาขยายเสียง การดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม งานอื่นที่ ได้รับมอบหมาย 1.2 งานสำนักงานอำเภอเกี่ยวกับ ปฏิบัติงานบริหารทั่วไป งานธุรการ และงานสารบรรณ การจัดทำข้อมูล การบรรยายสรุป และการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของอำเภอ การดำเนินการ เกี่ยวกับงานรับรอง ราชพิธี งานรัฐพิธี งานศาสนพิธี และงาน ประเพณีต่าง ๆ ดำเนินการงานกาชาด งานสังคมสงเคราะห์และงานสาธารณกุศลต่างๆ การปฏิบัติงานเลขานุการนายอำเภอ ประสานการ ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ พัฒนาอำเภอ ให้คำปรึกษาแนะนำ เกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาตำบล หมู่บ้าน การจัดระบบการอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ประชาชน การดำเนินการเกี่ยวกับงานประชุมของอำเภอ การดำเนินงานโครงการอำเภอเคลื่อนที่ การ ดำเนินงานของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่มอบหมายให้อำเภอดำเนินการ แทน การดำเนินงานอื่น ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอ เช่น การดำเนินการตาม อำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามที่ กำหนดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ กฎหมาย ว่าด้วยการรักษา สิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น การดำเนินการอื่นตาม นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เช่น โครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการปรับ ขยายการให้บริการประชาชนของ กระทรวงมหาดไทย โครงการประเทศไทยใสสะอาด การสนับสนุน ส่งเสริมการ กีฬาและนันทนาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการส่งเสริมการท่องเที่ยว และงาน อื่นที่ได้รับมอบหมาย 1.3 งานด้านการเงินและบัญชี ดังนี้ เก็บรักษาดวงตราประจำตำแหน่งนายอำเภอ จัดทำ ระบบการควบคุมการเงินของหน่วยงานย่อย รวบรวมหลักฐานการขอเบิกจ่ายเงินงบประมาณ เงินเดือน เงินสวัสดิการต่าง ๆ ของข้าราชการ รวบรวมหลักฐานการขอเบิกจ่ายเงินตอบแทนเงิน สวัสดิการต่าง ๆ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ สมาชิก อส. ดำเนินการเกี่ยวกับการรับ – ส่ง หรือ นำ ฝากและรายงานเงินรายได้แผ่นดิน รวมทั้งเงินนอกงบประมาณ ดำเนินการเกี่ยวกับการขอกันเงินไว้ เบิกเหลื่อมปี ดำเนินการเกี่ยวกับการขอขยายเวลาเบิกจ่ายเงิน ดำเนินการเกี่ยวกับการเบิกเงิน ฌปค. ของข้าราชการ และเงิน ฌกน. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ควบคุมดูแลรักษาพัสดุ – ครุภัณฑ์ การขอ อนุมัติจำหน่ายครุภัณฑ์ที่ชำรุด การตี ราคาทรัพย์สิน (พัสดุ – ่ครุภัณฑ์) ของที่ทำการปกครองอำเภอ ดำเนินการขออนุมัติจัดซื้อ/จัดจ้าง รวบรวมและจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณ จัดทำทะเบียน ควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหาร ควบคุม เร่งรัด และรายงานผล การใช้จ่ายงบประมาณ การตรวจสอบและจัดทำบัญชีถือจ่ายเงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ การรายงานผลการบริหารงบประมาณ และงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย 1.4 งานอำนวยความเป็นธรรม มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงาน ดังนี้ งานวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองและงานคดีปกครอง การดำเนินการเกี่ยวกับความผิดทางละเมิด คดีแพ่ง คดี ล้มละลายและคดีอาญา การสอบสวนคดีอาญา การอำนวยความเป็นธรรม การแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล


76 ในพื้นที่ งานศูนย์ดำรงธรรม การชันสูตรพลิกศพ การปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานอื่น การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย 2. ฝ่ายทะเบียนและบัตร 2.1 งานทะเบียนทั่วไป ปฏิบัติงานดังนี้ ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล, การอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัว ชื่อรอง การร่วมใช้ชื่อสกุล ดำเนินการเกี่ยวกับการรับคำร้องตรวจสอบ กลั่นกรองการจดทะเบียนตั้ง มูลนิธิ จดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการ มูลนิธิ จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังคับ มูลนิธิ การเลิกมูลนิธิ รวมทั้งการตรวจตราดูแลการดำเนินงานของ มูลนิธิ ดำเนินการ เกี่ยวกับการรับคำร้องตรวจสอบกลั่นกรองจดทะเบียนสมาคม จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ สมาคม การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังคับสมาคม การเลิกสมาคม ดำเนินการเกี่ยวกับการขาย ทอดตลาดและค้าของเก่า ดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนครอบครัว ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียน พินัยกรรม ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเกี่ยวกับนิติกรรม ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดตั้งและ อนุญาตให้ดำเนินการสุสานและฌาปนสถานนอกเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาล และเมืองพัทยา ดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจตราและควบคุมดูแลศาลเจ้า ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนสัตว์ พาหนะ ดำเนินการเกี่ยวกับการทะเบียนเกาะ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคง และงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย 2.2 งานทะเบียนราษฎร ปฏิบัติงานเกี่ยวกับปฏิบัติงานทะเบียนราษฎร ตาม พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการ ปฏิบัติงานทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของสำนักทะเบียนอำเภอ ดำเนินการ เกี่ยวกับการทุจริตทางการทะเบียน ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำทะเบียนประวัติ และบัตรประจำตัว ชนกลุ่มน้อยและ ชาวเขา ดำเนินการรับคำร้อง ตรวจสอบกลั่นกรองและพิจารณาเสนอให้จังหวัด ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดสถานะชนกลุ่มน้อยและชาวเขา ได้แก่ การ พิจารณาให้สัญชาติกับบุตร ชนกลุ่มน้อย และการพิจารณาให้สถานะคนเข้าเมือง โดยชอบด้วยกฎหมายแก่ชนกลุ่มน้อยและ ชาวเขา ดำเนินการเกี่ยวกับการบันทึกและตรวจสอบฐานข้อมูลทางการทะเบียนต่าง ๆ ด้วยระบบ คอมพิวเตอร์ รายงานข้อมูลทางทะเบียน ดูแลรักษาเครื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทางการทะเบียน จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร การเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นและงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย 2.3 งานบัตรประจำตัวประชาชน ปฏิบัติงานดังนี้ ดำเนินการเกี่ยวกับการให้บริการจัดทำ บัตรประจำตัวประชาชน การจัดส่ง บ.ป.1ไปยังสำนักงานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้ง การจัดเก็บ บ.ป. 1 ที่ได้รับคืนจากสำนักงานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน การประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับการทำบัตรครั้งแรกให้แก่ผู้มีอายุครบ 15 ปี และงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย 3. ฝ่ายความมั่นคง โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้ งานกิจการชายแดน งานกิจการผู้ อพยพ งานกิจการชนกลุ่มน้อย งานกิจการศาสนาอิสลาม งานกิจการมวลชน การแก้ไขปัญหาความ เดือดร้อนและความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่ งานกิจการหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง


77 (หมู่บ้าน อพป.) งานกิจการการข่าว งานเกี่ยวกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ งานกิจการ อาสารักษาดินแดน (อส.) งานด้านการสื่อสาร การจัดระเบียบสังคม การป้องกันและปราบปรามยา เสพติด การประสานการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และงานอื่นที่ได้รับมอบหมาย ๒.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพบว่ามีผู้ทำการศึกษาวิจัยไว้ดังนี้ เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำวิถีพุทธในยุคโลกาภิวัตน์ ผลการวิจัย พบว่า ๑. ลักษณะภาวะผู้นำในยุคปัจจุบัน พบว่า ภาวะผู้นำควรมุ่งเป้าหมายในการเป็นผู้นำที่ใช้ หลักไตรสิขาเพื่อก่อให้เกิดความเจริญในศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อมุงสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์รองลงมา คือเป็นผู้นำที่ใช้หลักธรรมาบาล ผู้นำแบบเครือข่าย ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้นำในการมีส่วนร่วม ผู้นำ ที่ขอคำปรึกษา ผู้นำแบบออกคำสั่ง และเป็นผู้นำที่ไม่มีความชัดเจนในการตัดสินใจ ๒. หลักพุทธธรรมในการพัฒนาภาวะผู้นำวิถีพุทธ พบว่า หลักธรรมและหลักปฏิบัติทาง พระพุทธศาสนาที่มีส่วนในการส่งเสริมการพัฒนาภาวะผู้นำในสังคมปัจจุบัน ได้แก่ หลักเบญจศีล 5 หลักเบญจธรรม 5 หลักสัปปุริสธรรม 7 หลักอิทธิบาท 4 หลักสังคหวัตถุ 4 หลักอริยมรรคมีองค์ 8 และหลักสมถวิปัสสนา โดยหลักพุทธธรรมเหล่านี้เป็นคุณธรรมสำหรับพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อก่อให้เกิด ความเจริญในศีลธรรม สมาธิ ปัญญา ๓. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำวิถีพุทธในยุคโลกาภิวัตน์พบว่าการพัฒนาภาวะผู้นำวิถี พุทธในยุคโลกาภิวัตน์ต้องนำหลักพุทธธรรม คือหลักเบญจศีล 5 หลักเบจธรรม 5 หลักสัปปุริสธรรม 7 หลักอิทธิบาท 4 หลักสังคหวัตถุ 4 หลักอริยมรรคมีองค์ 8 และหลักสมถวิปัสสนา ตามตัวแบบ Synthesis Model มาบูรณาการเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำให้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็น กระบวนการพัฒนามนุษย์ทั้งทางกาย วาจา ทางจิตใจ อารมณ์และสติปัญญา โดยมีจุดมุ่งหมายในการ พัฒนาผู้นำให้สามารถบริหารตน บริหารคน บริหารงาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายองค์กรด้วยความมีคุณภาพ และคุณธรรม104 จุฑาทิพย์ สุจริตกุล ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในยุคประเทศไทย ๔.๐ กรณีศึกษา: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต” ผลการวิเคราะห์คุณลักษณะภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายด้านพบว่า ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยเรียงตามลำดับ ดังนี้ ด้านการมีอิทธิพล อย่างมีอุดมการณ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นเชาว์ปัญญา และด้านการคำนึงถึง ปัจเจกชน และพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงฯ กับด้านมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัยมี ความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับสูง ในด้านการกระตุ้นเชาวน์ปัญญา (r=0.70) และมี 104 เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง, “การพัฒนาภาวะผู้นําวิถีพุทธในยุคโลกาภิวัตน์”, วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐ ประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๕๗).


78 ความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับปานกลางกับด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ (r=0.68) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (r=0.62) ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล (r=0.67)105 ปาณิสรา ตรัสศรีได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์” ผลการวิจัยพบว่า ระดับภาวะผู้น ำการ เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับ ความสำคัญค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการคำนึงถึง ความเป็นปัจเจกบุคคล ด้านการกระตุ้นทางปัญญา และด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ตามลำดับ 106 พัชรี ชำนาญศิลป์ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารวิทยาลัย การอาชีพเขตภาคเหนือตอนล่าง ผลการวิจัย พบว่า ๑. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาภาวะผู้นำเชิง พุทธของผู้บริหารวิทยาลัยการอาชีพเขตภาคเหนือตอนล่าง มีจำนวน ๔ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑) องค์ประกอบด้านวิสัยทัศน์ มีจำนวน ๑๐ ตัวแปร ๒) องค์ประกอบด้านความชำนาญมีจำนวน ๑๐ ตัวแปร ๓) องค์ประกอบด้านมนุษยสัมพันธ์ มีจำนวน ๑๐ ตัวแปร ๔) องค์ประกอบด้านคุณธรรม มีจำนวน ๑๐ ตัวแปร ๒. การบูรณาการหลักพุทธธรรมในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหาร วิทยาลัยการอาชีพเขตภาคเหนือตอนล่าง ผู้บริหารต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีการวางแผน มีความรอบคอบ กล้าตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์และกำหนดทิศทาง มีทักษะด้าน เทคโนโลยีใหม่ๆ มีประสบการณ์ มีความขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน ตั้งใจอดทน ให้ความช่วยเหลือ มองโลกในแง่บวก สร้างความสัมพันธ์ มีจิตอาสา ซื่อสัตย์ จริงใจ มีสัจจะ คำมั่นสัญญา มีจิตใจเป็นกลาง กระจายอำนาจ ส่งเสริมการศึกษา นำหลักธรรมมาใช้ มีเหตุและผลรอบคอบ ใส่ใจประเมินผล สร้างศรัทธาความเชื่อมั่น ยึดหลักอิทธิบาท ๔ ๓. การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารวิทยาลัย การอาชีพเขตภาคเหนือตอนล่างประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ๔ องค์ประกอบ คือ ๑) องค์ประกอบด้านวิสัยทัศน์ (จักขุมา)ประกอบด้วย สร้างวิสัยทัศน์ในองค์การ มีความรู้ ความสามารถ มีการวางแผน มีแนวความคิดใหม่ ๆ ๒) องค์ประกอบด้านความชำนาญ (วิธูโร) ประกอบด้วย ความหมั่นเพียรในการฝึกฝน เทคนิคและความถนัด ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ทำงาน ทักษะความชำนาญ มีความตั้งใจอดทน ๓) องค์ประกอบด้านมนุษยสัมพันธ์ (นิสสยสัมป๎นโน ประกอบด้วย ความสุภาพ อ่อนโยน เอาใจใส่กระตือรือร้น มีใจผู้กพันอยู่กับงาน สร้างมิตรภาพ การให้ ความช่วยเหลือผู้อื่น การยกย่องให้เกียรติผู้อื่น ๔) องค์ประกอบด้านคุณธรรม (อิทธิบาท ๔) การใช้ 105 จุฑาทิพย์ สุจริตกุล, “ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในยุค ประเทศไทย ๔.๐ กรณีศึกษา: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดภูเก็ต”, วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๑๐ (ธันวาคม ๒๕๖๒) : ๔๙๓๐-๔๙๔๓. 106 ปาณิสรา ตรัสศรี, “ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตเขา วง จังหวัดกาฬสินธุ์”, ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, ๒๕๕๙).


79 เหตุผลในการตัดสินใจ ความซื่อสัตย์สุจริต สร้างความศรัทธาเชื่อมัน ส่งเสริมมีการศึกษาเพิ่มเติม ใส่ใจ การประเมินผล107 พระมหาสมหมาย สมกิจฺโจ (เสียงดีเพ็ง) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ภาวะผู้นําตามหลักพุทธ ธรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีผลการวิจัย พบว่า ๑. ภาวะผู้นําของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ อยู่ใน ระดับมาก เป็นลําดับแรก รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ด้านการกระตุ้นการใช้ และด้านการคํานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล อยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกัน และพบว่าหลักทุติยปาปณิ กธรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยภาพรวมอยู่ ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ด้านนิสสยสัมปันโน (มีมนุษย์ สัมพันธ์) และด้านวิธูโร (จัดการดี) อยู่ในระดับมากทุกด้าน ๒. หลักทุติยปาปณิกธรรมและภาวะผู้นํา ของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวมมี ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (R = ๙๖๒**) มีระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑108 สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำต้องมีศิลปะหรือความสามารถของบุคคลหนึ่งที่จะกระตุ้นจูงใจ หรือ อิทธิพลต่อบุคคลอื่น ผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติการและ อำนวยการโดยใช้กระบวนการสื่อความหมายการติดต่อซึ่งกันและกัน ให้เกิดมีใจร่วมกับตนดำเนินการ จดกระทั่งบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ การดำเนินการจะเป็นไปในทางดี หรือชั่วก็ได้ ฉะนั้นไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร แม้แต่หัวหน้าโจรแต่ละคนต้องมีภาวะผู้นำได้ทั้งนั้น ตารางที่ ๒.13 สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ นักวิจัย สรุปผลการวิจัย เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง การพัฒนาภาวะผู้นำวิถีพุทธในยุคโลกาภิวัตน์ผลการวิจัย พบว่า ลักษณะภาวะผู้นำในยุคปัจจุบัน พบว่า ภาวะผู้นำควรมุ่ง เป้าหมายในการเป็นผู้นำที่ใช้หลักไตรสิขาเพื่อก่อให้เกิดความ เจริญในศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อมุ่งสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ หลักพุทธธรรมในการพัฒนาภาวะผู้นำวิถีพุทธ พบว่า หลักธรรม และหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาที่มีส่วนในการส่งเสริมการ พัฒนาภาวะผู้นำในสังคมปัจจุบัน ได้แก่ หลักเบญจศีล 5 หลักเบญจธรรม 5 หลักสัปปุริสธรรม 7 หลักอิทธิบาท 4 107 พัชรี ชำนาญศิลป์, “การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงพุทธของผู้บริหารวิทยาลัยการอาชีพเขตภาคเหนือ ตอนล่าง”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์), (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗). 108 พระมหาสมหมาย สมกิจฺโจ (เสียงดีเพ็ง), “ภาวะผู้นําตามหลักพุทธธรรมของผู้บริหารองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี” สารนิพนธ์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๖๔).


80 ตารางที่ ๒.13 สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ (ต่อ) นักวิจัย สรุปผลการวิจัย จุฑาทิพย์ สุจริตกุล ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับ มาก โดยเรียงตามลำดับ ดังนี้ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นเชาว์ ปัญญา และด้านการคำนึงถึงปัจเจกชน ปาณิสรา ตรัสศรี ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ใน ระดับมากทุกด้าน พัชรี ชำนาญศิลป์ ผู้บริหารต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีการวางแผน มีความ รอบคอบ กล้าตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์และ กำหนดทิศทาง มีทักษะด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ มีประสบการณ์ มี ความขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน ตั้งใจอดทน ให้ความช่วยเหลือ มองโลกในแง่บวก สร้างความสัมพันธ์ มีจิตอาสา ซื่อสัตย์ จริงใจ มี สัจจะ คำมั่นสัญญา มีจิตใจเป็นกลาง กระจายอำนาจ ส่งเสริม การศึกษา นำหลักธรรมมาใช้ มีเหตุและผลรอบคอบ ใส่ใจ ประเมินผล สร้างศรัทธาความเชื่อมั่น ยึดหลักอิทธิบาท ๔ พระมหาสมหมาย สมกิจฺโจ (เสียงดีเพ็ง) ภาวะผู้นําของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอดอน เจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ อยู่ใน ระดับมาก เป็นลําดับแรก รองลงมา ได้แก่ ด้านการมีอิทธิพลเชิง อุดมการณ์ด้านการกระตุ้นการใช้ และด้านการคํานึงถึงความ เป็นปัจเจกบุคคล อยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกัน และพบว่าหลัก ทุติยปาปณิกธรรมของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน อําเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ด้าน นิสสยสัมปันโน (มีมนุษย์สัมพันธ์) และด้านวิธูโร (จัดการดี) อยู่ใน ระดับมากทุกด้าน ๒. หลักทุติยปาปณิกธรรมและภาวะผู้นําของ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอําเภอดอนเจดีย์ จังหวัด สุพรรณบุรี โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก


81 2.6.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักปาปณิกธรรม มีนักวิจัยหลายท่านได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรม ไว้ดังนี้ พระณรงค์ วุฑฺฒิเมธีได้วิจัยเรื่อง“การบริหารจัดการตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของ บริษัทเอ็นอีซี อินฟอนเทียร์(ไทย) จํากัด” จากการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการตามหลักทุติย ปาปณิกสูตรของ บริษัท เอ็นอีซี อินฟอนเทียร์(ไทย) จํากัด ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) วิสัยทัศน์ที่คิดขึ้น ขาดการมีส่วนร่วมจากคนรุ่นใหม่ ไม่สามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน เพื่อการทํางานที่มุ่งไปที่ เป้าหมายเดียวกัน ด้านวิธูโร (การจัดการ) ผู้บริหารยังไม่มีการกระจายอํานาจมายังผู้บริหารระดับล่าง ทําให้ภาระงานต่างๆถูกกระจุกตัวที่ผู้บริหารระดับบน หัวหน้างานบางคนยังขาดทักษะ คือ ใช้คน ไม่ตรง กับงาน ส่งผลให้การแบ่งหนาที่ความรับผิดชอบ ไม่ชัดเจนทําให้คนทํางานเกิดความสับสน ด้าน นิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) ผู้บริหารระดับสูงและพนักงานมีปัญหาเรื่องมนุษยสัมพันธ์มีการใช้ อํานาจกดขี่ บริษัทมีคนญี่ปุ่นทํางานด้วย คนไทย (พนักงาน) ไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยด้วยเพราะไม่เก่ง ภาษาอังกฤษ ข้อเสนอแนะ ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ผู้บริหารระดับสูงควรเปิดรับความคิดเห็นของคน รุ่นใหม่ได้เสนอความคิด และกิจกรรม ต่างๆที่สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องผู้บริหารต้องทําความเข้าใจใน ระดับผู้จัดการให้เข้าใจทิศทางและวิสัยทัศน์ขององค์กรจริงๆ ก่อนและการสื่อสารต่อไปยัง ผู้ใต้บังคับบัญชา109 พระปัญญา โชติธมฺโม (แก้วหาวงค์) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ภาวะผู้นําตามหลักปาปณิ กธรรมของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อําเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีผลการวิจัย พบว่า ๑) ระดับภาวะผู้นําของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อําเภอท่ามะกา จังหวัด กาญจนบุรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา และด้านการคํานึงถึงปัจเจก บุคคล อยู่ในระดับมาก ๓.)ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นําของ ผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าปัจจัยเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรมมี ความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นําของผู้บริหารเทศบาล โดยภาพรวม อยู่ในระดับสูง (R=.๘๘๕**) จําแนกตามรายด้านพบว่า ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ อยู่ในระดับสูง (r=.๗๔๓**)ด้านการ สร้างแรงบันดาลใจอยู่ในระดับสูง (r=.๗๘๖**) ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญาอยู่ในระดับสูง (r=.๗๙๗**) ด้านการคํานึงถึงปัจเจกบุคคลอยู่ในระดับสูง (r=.๘๑๙**) ๔) แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นําตามหลัก ปาปณิกธรรมของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อําเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ๑) ด้าน จักขุมา (วิสัยทัศน์) ผู้บริหารควรเข้าใจทิศทางของแผนและวิสัยทัศน์ขององค์กร และเพื่อสื่อสารต่อไป ยังผู้ใต้บังคับบัญชาโดยการทําความเข้าใจหลักการบริหาร ๒) ด้านวิธูโร (ความสามารถด้านการ บริหาร) ผู้บริหารควรปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารให้มีใจเปิดกว้างและต้องมีการบริหารในด้าน ต่างๆ ให้เสมอภาคกันให้กับพนักงาน และสามารถแก่ไขร่วมกับการพัฒนารวมทั้งสร้างแรงจูงใจ และ จริงใจในการปฏิบัติ ๓) ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) ผู้บริหารเป็นบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีก็ 109 พระณรงค์ วฑฺฒิเมธี, “การบริหารจัดการตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของ บริษัท เอ็นอีซี อินฟอน เทียร (ไทย) จํากัด”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิตวิทยาลัย:มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗).


82 จะเป็นบุคคลที่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้ง่ายมีจิตสาธารณะที่เป็นที่รักใคร่ของผู้อื่นใครเห็นใครก็อยากอยู่ ใกล้ ควรเอาใจใส่บุคลากรสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความผู้กพันให้ทุกคนในองค์กร110 พระครูปริยัติกิจจาภิวัฒน์(แก้วจินดา) ได้ทำการวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำ ของผู้บริหารกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ในภาคเหนือ ผลการวิจัยพบว่า ๑. แนวคิดทฤษฎีและหลักพุทธธรรมที่เหมาะสม เพื่อการบูรณาการในการพัฒนาภาวะผู้น ำของ ผู้บริหารกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ คุณลักษณะ ๓ ประการของนักบริหาร ตามหลักพุทธธรรมคือ ๑) จักขุมา หมายถึงมองการไกล เป็นลักษณะของผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ รู้ถึง สถานการณ์ ที่จะเกิดขึ้นและวางแผนงานเตรียมการล่วงหน้า ทั้งการกำหนดเป้าหมายสร้างทีมงาน สร้างมาตรฐานในการทำงาน เป็นลักษณะของผู้นำที่ดี ๒) วิธูโร หมายถึงการจัดการธุระได้อย่างมือ อาชีพ มีความเชี่ยวชาญ รู้จักวางคนให้ถูกกับงาน รู้จักใช้อิทธิพลในการทำงาน สร้างการยอมรับ ทำตนให้เป็นตัวอย่าง ทำงานเป็นทีม สร้างขวัญกำลังใจ มีกติกาและมีมาตรฐานเดียวกันเป็นต้น ๓) นิสสยสัมปันโน สามารถเป็นที่พึ่งพาอาศัยของผู้อื่นได้ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความซื่อตรงสามารถ ทำให้ทุกคนรักองค์กร สนุกกับการทำงาน มีความสามารถในการสื่อสาร และประสานงานให้ทุกฝุาย ทำงานในแนวที่องค์กรต้องการ และทำด้วยความเต็มใจ ภูมิใจ ลักษณะที่สำคัญของผู้นำนั้นจะต้อง สามารถครองตน ครองคน และครองงานได้ กล่าวคือ หลักการครองตนได้แก่ พึ่งพาตนเอง ขยันมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ หลักการครองคน ได้แก่ ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ และเพื่อนร่วมงาน สุดท้ายคือ หลักการครองงาน ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ๒. รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำของ ผู้บริหารกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ๕ รูปแบบ คือ รูปแบบที่ ๑ หลักพุทธธรรม ได้แก่ จักขุมา วิธูโร และนิสสยสัมป๎นโน รูปแบบที่ ๒ ได้แก่ หลักการครองตน ครองคน และครองงาน รูปแบบที่ ๓ หลักภาวะผู้นำ ๕ ประการ คือ คุณลักษณะอำนาจ พฤติกรรม อิทธิพล และสำเร็จ รูปแบบที่ ๔ หลักการบริหารโรงเรียน PDCA ได้แก่ วางแผน ลงมือปฏิบัติ ตรวจสอบ สร้างแนวปฏิบัติที่ดี การจัดการในลักษณะดังกล่าว ต้องครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานที่เป็น องค์ประกอบหลักของงานในโรงเรียน คือ การบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน กิจกรรมใน โรงเรียน และกิจกรรมที่ทำร่วมกับชุมชนด้วยจึงจะเกิดเป็นประสิทธิภาพและประสิทธิผล111 ธงชัย สิงอุดม ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการในเขตปกครอง คณะสงฆ์ภาค ๘ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ ภาค ๘ ตามหลักพุทธธรรม คือ ทุติยปาปณิกสูตร มีดังนี้ เป็นพฤติกรรมของผู้นำที่ควรให้ความสนใจ ในสมาชิก โดยผู้นำที่ให้ความสนใจแก่สมาชิกจะส่งเสริมขวัญกำลังใจให้เกิดกับบุคลากรองค์กรจะ 110 พระปัญญา โชติธมฺโม (แก้วหาวงค์), “ภาวะผู้นําตามหลักปาปณิกธรรมของผู้บริหารเทศบาลเมือง ท่าเรือพระแท่น อําเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี”, วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑). 111 พระครูปริยัติกิจจาภิวัฒน์(แก้วจินดา), รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารกลุ่มโรงเรียนการ กุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ในภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐ ประศาสนศาสตร์ (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘).


83 ประสบความสำเร็จต้องให้ความสนใจในการทำให้เป้าหมายและงานประสบความสำเร็จ โดยการมี กำหนดเป้าหมายมาตรฐานมีการมอบหมายงานรวมทั้งผลักดันให้เกิดความสำเร็จ112 พระราชวชิรเมธี (วีระ วรปญฺโญ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง รูปแบบภาวะผู้นำตามแนว พระพุทธศาสนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย ผลการวิจัยพบว่า ๑) รูปแบบภาวะผู้นำตามแนว พระพุทธศาสนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายละเอียดแต่ละด้าน พบว่า มีระดับคะแนนอยู่ในระดับมากทุกมิติ โดยประเภทที่มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ ผู้นำกำหนดทิศทางที่จะดำเนินงานขององค์กร โดยมีจุดหมาย ปลายทางที่ชัดเจนและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ๒) หลักธรรมที่ส่งเสริมภาวะผู้นำตามแนว พระพุทธศาสนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยได้แก่ หลักทุติยปาปณิกสูตร ประกอบด้วย (๑) จักขุมา (๒) วิธูโร (๓) นิสยสัมป๎นโน ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวนั้น จะนำไปสู่การส่งเสริมรูปแบบ ภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น113 สรุปได้ว่า หลักปาปณิกธรรม 3 เป็นหลักของผู้นำที่ดี ประกอบด้วย 1) จักขุมา หมายถึง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีความรู้ มองสภาพเหตุการณ์ สถานการณ์ และสามารถวางแผนเตรียม รับมือได้ตลอดเวลา 2) วิธูโร หมายถึง เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความสามารถในงานส่วนตนงาน ส่วนรวม รู้จักหลักการและวิธีการ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 3) นิสสยสัมปันโน หมายถึง เป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น สามารถทำงานร่วมกันได้ ประสานงาน ประสานใจ ประสานประโยชน์ได้ดี ตารางที่ ๒.14 สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหลักปาปณิกธรรม นักวิจัย สรุปผลการวิจัย พระณรงค์วุฑฺฒิเมธี การบริหารจัดการตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของบริษัทเอ็นอี ซี อินฟอนเทียร์ (ไทย) จํากัด” จากการศึกษาพบว่า การ บริหารจัดการตามหลักทุติยปาปณิกสูตร 1.ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ขาดการมีส่วนร่วมจากคนรุ่นใหม่ 2.ด้านวิธูโร (การจัดการ) ยังไม่มีการกระจายอํานาจมายังผู้บริหารระดับ ล่าง 3.ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) มีปัญหาเรื่อง มนุษยสัมพันธ์ มีการใช้อํานาจกดขี่ ข้อเสนอแนะผู้บริหาร ระดับสูงควรเปิดรับความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ได้เสนอ ความคิด และกิจกรรม ต่างๆที่สร้างสรรค 112 ธงชัย สิงอุดม, การพัฒนาภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๘. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖) 113 พระราชวชิรเมธี (วีระ วรปญฺโญ), รูปแบบภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๘)


84 ตารางที่ ๒.14 สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหลักปาปณิกธรรม (ต่อ) นักวิจัย สรุปผลการวิจัย ธงชัย สิงอุดม ระดับภาวะผู้นําของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น อําเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการมีอิทธิพล อย่างมีอุดมการณ์ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ด้านการ กระตุ้นให้ใช้ปัญญา และด้านการคํานึงถึงปัจเจกบุคคล อยู่ ในระดับมาก ๓.) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเกี่ยวกับหลัก ปาปณิกธรรมกับภาวะผู้นําของผู้บริหารเทศบาลเมืองท่าเรือ พระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าปัจจัยเกี่ยวกับหลัก ปาปณิกธรรมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นําของ ผู้บริหารเทศบาล โดยภาพรวม อยู่ในระดับสูง ธงชัย สิงอุดม วิจัยเรื่อง การพัฒนาภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการในเขต ปกครองคณะสงฆ์ภาค ๘ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนา ภาวะผู้นำของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๘ ตามหลักพุทธธรรม คือ ทุติยปาปณิกสูตร มีดังนี้ เป็น พฤติกรรมของผู้นำที่ควรให้ความสนใจในสมาชิก โดยผู้นำที่ ให้ความสนใจแก่สมาชิกจะส่งเสริมขวัญกำลังใจให้เกิดกับ บุคลากรองค์กรจะประสบความสำเร็จต้องให้ความสนใจใน การทำให้เป้าหมายและงานประสบความสำเร็จ พระครูปริยัติกิจจาภิวัฒน์ วิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารกลุ่ม โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ในภาคเหนือ ผลการวิจัยพบว่า ๑. แนวคิดทฤษฎีและหลักพุทธธรรมที่เหมาะสม เพื่อการบูร ณาการในการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารกลุ่มโรงเรียน การกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ คุณลักษณะ ๓ ประการของนักบริหารตามหลักพุทธธรรมคือ ๑) จักขุมา หมายถึงมองการไกล ๒) วิธูโร หมายถึงการจัดการธุระได้ อย่างมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ ๓.นิสสยสัมปันโน สามารถ เป็นที่พึ่งพาอาศัยของผู้อื่นได้ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความ ซื่อตรงสามารถทำให้ทุกคนรักองค์กร สนุกกับการทำงาน มี ความสามารถในการสื่อสาร และประสานงานให้ทุกฝ่าย ลักษณะที่สำคัญของผู้นำนั้นจะต้องสามารถครองตน ครอง คน และครองงานได้จึงจะเกิดเป็นประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลสูงสุด


Click to View FlipBook Version