85 ตารางที่ ๒.14 สรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหลักปาปณิกธรรม (ต่อ) นักวิจัย สรุปผลการวิจัย พระราชวชิรเมธี การวิจัยเรื่อง รูปแบบภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาของ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย ผลการวิจัยพบว่า ๑) รูปแบบ ภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัย สงฆ์ไทย โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยประเภท ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านวิสัยทัศน์ ผู้นำกำหนดทิศทางที่ จะดำเนินงานขององค์กร โดยมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน ๒) หลักธรรมที่ส่งเสริมภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนา ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทยได้แก่ หลักทุติยปาปณิก สูตร ประกอบด้วย (๑) จักขุมา (๒) วิธูโร (๓) นิสยสัมป๎น โน ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวนั้น จะนำไปสู่การส่งเสริมรูปแบบ ภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนาของผู้บริหารมหาวิทยาลัย สงฆ์ไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ๒.7 กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Framework) ประกอบด้วยตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variables) ดังนี้ ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) คือ ๑. ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ, อายุ, ระดับการศึกษา, ตำแหน่ง, รายได้,ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง ๒. หลักพุทธธรรม ได้แก่ หลักปาปณิกธรรม 3 ประกอบด้วย114 1) จักขุมา มีวิสัยทัศน์ 2) วิธูโร มี ความสามารถด้านการบริหาร 3) นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ ตัวแปรตาม (Dependent Variable) คือ ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยผู้วิจัยสังเคราะห์จากแนวคิดของ แบสและอาโวลิโอ 4 ด้าน115 คือ 1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการ กระตุ้นให้ใช้ปัญญา 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 114 พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๓๘ – ๓๙. 115 Bass, B.M. & Avolio, B.J. (Eds.), Improving organizational effectiveness through transformational leadership, (Thousand Oaks, CA: Sage Publications, 1994), pp. 169 – 192.
86 ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม (Independent Variables) (Dependent Variable) แผนภาพที่ 2.4 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบ แบบสอบถาม ๑. เพศ ๒. อายุ ๓. ระดับการศึกษา ๔. ตำแหน่ง 5. รายได้ 6. ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๑. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ๒. ด้านสร้างแรงบันดาลใจ ๓. ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา ๔. ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล หลักปาปณิกธรรม ๑. จักขุมา (มีวิสัยทัศน์) ๒. วิธูโร (มีความสามารถด้านการบริหาร) ๓. นิสสยสัมปันโน (มีมนุษยสัมพันธ์)
บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งผู้วิจัยมีวิธีดำเนินการดังนี้ ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๒.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๓.๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๑ รูปแบบการวิจัย งานวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้การศึกษาวิจัย เชิงสำรวจ (Survey Research) จากการแจกแบบสอบถาม (Questionnaire) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบการสัมภาษณ์เชิงลึก (In depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants)
88 ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๑) ประชากร (Population) ได้แก่ บุคคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตรกำนัน ในอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ระหว่างเดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึง เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 302 คน1 ๒) กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) และวิธีการสุ่มกลุ่ม ตัวอย่าง (Sampling) ซึ่งได้มาจากบุคคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตร กำนัน ในอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน จำนวน ๓๐๒ คน ได้ประชากรจากการสุ่มตัวอย่างจากสูตร ของ ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) 2 จำนวน ๑๗๒ คน ซึ่งใช้ระดับความคลาดเคลื่อนที่ ๐.๐๕ ดังนี้ n = N 1+ N (e) 2 โดย N = จำนวนประชากรทั้งหมด e = ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ n = จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ประชากรทั้งหมด 302 คน เมื่อแทนค่าสูตรจะได้ดังนี้ แทนค่าในสูตร n = 302 1 + 302 (0.05) 2 n = 302 1 + 302 (0.0025) n = 302 1 + 0.76 n = 302 1.76 n = 171.59 n = 172 จำนวนประชากรกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 172 คน 1 กรอบอัตรากำลังของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน, ที่ทำการปกครองอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน, มิถุนายน 2564. 2 Taro Yamane, Statistics : An Introductory Analysis, (Third Edition Newyork : Herper and Row publication, 1973), P.125.
89 วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Sampling) การสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้หลักการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จากบุคคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่ บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่ บ้าน แพทย์ สารวัตรกำนัน ในอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ขั้นตอนการสร้าง แบบสอบถามมีดังนี้ ๑) การสร้างเครื่องมือที่ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ๑. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตำราและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบความคิดในการสร้างแบบสอบถาม ๒. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กำหนดไว้ ๓. ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม ๔. สร้างแบบสอบถามให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือใน การเก็บรวบรวมข้อมูล ๕. นำเสนอร่างแบบสอบถามต่ออาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไข ๖. นำเครื่องมือการวิจัยไปทดลองใช้ (Try out) กับประชาชนที่มีลักษณะคล้ายกับ กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น (Reliability) ๗. นำเครื่องมือที่ได้จากการไปทดลองแจก (Try out) กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างจริง จำนวน ๓๐ ชุด มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น แล้วนำเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ๘. จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับจริง แล้วนำไปแจกกับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ๙. รวบรวมแบบสอบถาม แล้วนำมาวิเคราะห์ ๒) ลักษณะของเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ซึ่งผู้วิจัยได้ พัฒนาขึ้นตามกรอบของการวิจัย เรื่อง การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน แบบสอบถามแบ่งออกเป็น ๔ ตอน ดังนี้
90 ตอนที่ ๑ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม มี ลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ประกอบด้วย จำแนกตาม เพศ, อายุ, ระดับ การศึกษา, ตำแหน่ง รายได้ และระยะเวลาดำรงตำแหน่ง ตอนที่ ๒ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ประกอบด้วยข้อคำถามทั้งหมด ๑๕ ข้อ โดยแยกตามตัวแปร ดั้งนี้ ๑. จักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล จำนวน ๕ ข้อ ๒. วิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จำนวน ๕ ข้อ ๓. นิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี จำนวน ๕ ข้อ ตอนที่ ๓ เป็นแบบสอบถามที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่า การอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ประกอบด้วยข้อคำถามทั้งหมด ๒๐ ข้อ โดยแยกตามตัวแปร ดั้งนี้ ๑. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ จำนวน ๕ ข้อ ๒. ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ จำนวน ๕ ข้อ ๓. ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา จำนวน ๕ ข้อ ๔. ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล จำนวน ๕ ข้อ ตอนที่ ๔ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะแนวทางตามหลัก ปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยที่ทั้งตอนที่ ๒ และตอนที่ ๓ ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามโดยใช้มาตราวัดแบบ Likert Scale3 ซึ่งจะมีข้อคำถามแบบประมาณค่าที่ใช้วัด ๕ ระดับ (Rating Scale) และเกณฑ์การให้ คะแนน ดังนี้ ๕ หมายถึง อยู่ในระดับ มากที่สุด ๔ หมายถึง อยู่ในระดับ มาก ๓ หมายถึง อยู่ในระดับ ปานกลาง ๒ หมายถึง อยู่ในระดับ น้อย ๑ หมายถึง อยู่ในระดับ น้อยที่สุด ๓) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 3 ชุติ ระบอบ และคณะ, ระเบียบวิธีวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต, ๒๕๕๒), หน้า ๑๐๘.
91 ๑. ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ สร้างไว้ ๒. หาความเที่ยงตรง (Validity) โดยการนำแบบสอบถามที่สร้างเสร็จ เสนอประธาน และกรรมการที่ปรึกษาสารนิพนธ์เพื่อขอความเห็นชอบและนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญแล้วนำมาปรับปรุง แก้ไขให้เหมาะสม จำนวน ๕ ท่าน ประกอบด้วย ๒.๑ พระชยานันทมุนี, รศ.ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ๒.๒ ดร.อิทธิโชตน์ โชติกุณฑ์พันธุ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร บัณฑิตวิทยาลัยน่าน มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ ๒.๓ ผศ.ดร.วรปรัชญ์ คำพงษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ ๒.๔ นายพันเลิศ ปราบสงคราม ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) ที่ทำการ ปกครองอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ๒.๕ พ.อ.ดร.พงษ์ศิริ พงษ์อาริยมงคล หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน เพื่อพิจารณาทั้งในด้านเนื้อหาสาระและโครงสร้างของคำถาม ตลอดจนภาษาที่ใช้ และ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม และวัตถุประสงค์ (Item-Objective Congruence Index : IOC)4 โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้ ใช้สูตร IOC IOC คือ ดัชนีความสอดคล้อง R คือ คะแนนพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ เกณฑ์การพิจารณามีดังนี้ +๑ หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๐ หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย -๑ หมายถึง แน่ใจว่าข้อคำถามไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย 4 สมนึก ภัททิยธนิ, การวัดผลการศึกษา, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์, ๒๕๔๙), หน้า ๒๒๐.
92 เกณฑ์การแปลความหมาย ค่าดัชนีความสอดคล้องที่ยอมรับได้ เครื่องมือการวิจัยฉบับนี้ ได้ค่า IOC ระหว่าง ๐.8 – ๑.๐ ซึ่งถือว่าเครื่องมือใช้ได้ ๔) การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้(Try Out) กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน ๓๐ ชุด เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ( Coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach) 5 ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ๐.๙๗๙ ๕) นำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์เพื่อขอ ความเห็นชอบ และจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์เพื่อให้แจกกลุ่มตัวอย่างจริงที่ใช้ในการวิจัย ต่อไป ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการการเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้ ๑) ขอหนังสือจากผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์ นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถึงนายอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถามจากบุคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตรกำนัน ในอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๒) นำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ ไปเก็บข้อมูลกับบุคคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตรกำนัน ในอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ๓) นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทาง สังคมศาสตร์ต่อไป ๓.๒.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทาง สังคมศาสตร์โดยใช้สถิติ ดังนี้ ๑) สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ดังนี้ ๑. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์โดยการหาค่าความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ๒. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อใช้อธิบายถึงข้อมูล 5 สิน พันธุ์พินิจ, เทคนิคการวิจัยทางสังคมศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทจูนพับลิชชิ่งจำกัด, ๒๕๔๗), หน้า ๑๙๑.
93 เกี่ยวกับหลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอ เชียงกลาง จังหวัดน่าน เกณฑ์ที่ใช้แปลผลข้อคำถามที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ ช่วงค่าเฉลี่ย การแปลความหมาย ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๔.๕๑ – ๕.๐๐ กำหนดให้มีระดับการปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ มากที่สุด ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๓.๕๑ – ๔.๕๐ กำหนดให้มีระดับการปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ มาก ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๒.๕๑ – ๓.๕๐ กำหนดให้มีระดับการปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๑.๕๑ – ๒.๕๐ กำหนดให้มีระดับการปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ น้อย ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ ๑.๐๐ – ๑.๕๐ กำหนดให้มีระดับการปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ น้อยที่สุด6 ๒) สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) ได้แก่ วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เพี ย ร์ สั น (Pearson product-moment correlation coefficient) เพื่ อ ศึ ก ษ า ทิ ศ ท า งแ ล ะ ความสัมพันธ์ของตัวแปร ได้แก่การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ โดยทั่วไปนิยมใช้สัญลักษณ์ ( r ) แทนสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของกลุ่มการบอกระดับหรือขนาดของความสัมพันธ์ จะใช้ตัวเลขของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ หาก ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าเข้าใกล้ -๑ หรือ +๑ แสดงถึงการมีความสัมพันธ์กันในระดับสูง แต่หาก มีค่าเข้าใกล้ ๐ แสดงถึง การมีความสัมพันธ์กันในระดับน้อยหรือไม่มีเลย การพิจารณาค่า สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ โดยทั่วไปอาจใช้เกณฑ์ดังนี้7 เกณฑ์การพิจารณาความสัมพันธ์ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน มีดังนี้ ค่า ( r ) ระดับของความสัมพันธ์ ค่าเฉลี่ย ๐.๘๐ – ๑.๐๐ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์สูงมาก ค่าเฉลี่ย ๐.๖๐ – ๐.๗๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง ค่าเฉลี่ย ๐.๔๐ – ๐.๕๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์ปานกลาง ค่าเฉลี่ย ๐.๒๐ – ๐.๓๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์ค่อนข้างน้อย ค่าเฉลี่ย ๐.๐๐ – ๐.๑๙ กำหนดให้หมายถึง มีความสัมพันธ์น้อยมาก เครื่องหมาย ( + , - ) หน้าตัวเลขสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ จะบอกถึงทิศทางของ ความสัมพันธ์ โดยหากว่า 6 ประกอบ กรรณสูตร, สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรงเทพมหานคร : ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐๘. 7 ยุทธพงษ์ กัยวรรณ์, พื้นฐานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สุวีริยาศาสตร์, ๒๕๔๓), หน้า ๑๖๑.
94 r มีเครื่องหมาย + (บวก) หมายถึง ความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน (ตัวแปรหนึ่งมีค่า สูง อีกตัวหนึ่งจะมีค่าสูงไปด้วย) r มีเครื่องหมาย – (ลบ) หมายถึง ความสัมพันธ์กันไปในทิศทางตรงกันข้าม (ตัวแปรหนึ่ง มีค่าสูงตัวแปรอีกตัวหนึ่งจะมีค่าต่ำ) ยกเว้นค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์บางชนิดที่มีลักษณะ ๐ ≤ r ≤ ๑ ซึ่งจะบอกได้เพียง ขนาดหรือระดับของความสัมพันธ์เท่านั้น ไม่สามารถบอกทิศทางของความสัมพันธ์ได้ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามปลายเปิด (Open ended Question) วิเคราะห์ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบทนำเสนอเป็น ความเรียงประกอบตาราง โดยการแจกแจงความถี่ของผู้ตอบคำถามปลายเปิด ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๓.๓.๑ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสัมภาษณ์เชิงลึกประกอบไปด้วย ผู้บริการระดับสูงของอำเภอ เชียงกลาง ข้าราชการ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ผู้นำท้องที่ในพื้นที่ อำเภอเชียงกลาง จำนวน ๙ รูปหรือคน ดังนี้ ลำดับที่ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง/หน่วยงาน กลุ่มที่ ๑ ผู้บริหารระดับสูงของอำเภอเชียงกลาง 1. นายอนุชา แก้วเพ็ชร เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนนายอำเภอเชียงกลาง กลุ่มที่ 2 ข้าราชการ จำนวน 4 คน ลำดับที่ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง/หน่วยงาน 2. นางธัญญภัค แสนพะวัง ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) หัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง 3. นางสาวปวันรัตน์ เหมพิสุทธิ์ ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) 4. นายบรม มณียศ ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) 5. นายปภังกร เทพอินทร์ ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) กลุ่มที่ 3 นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา จำนวน 2 รูป ลำดับที่ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง/หน่วยงาน 6. พระครูศีลนันทโชติ รองเจ้าคณะอำเภอเชียงกลาง 7. พระอธิการสินชัย รตนโชโต เจ้าอาวาสวัดดอนแก้ว
95 กลุ่มที่ 4 ผู้นำท้องที่ในพื้นที่ อำเภอเชียงกลาง จำนวน 2 คน ลำดับที่ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง/หน่วยงาน 8. นายมนัส พลหล้า กำนันตำบลพญาแก้ว อำเภอเชียงกลาง 9. นายภมร รินฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านสอบกอน 2 หมู่ที่ 11 อำเภอเชียงกลาง ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) โดยมีขั้นตอน การสร้างเครื่องมือดังนี้ ๑) ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ๑. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตำราและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบความคิดในการสร้างแบบสัมภาษณ์ ๒. ศึกษาแนวคิด และทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาถึง รายละเอียดต่างๆ เพื่อให้คลอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กำหนดไว้ ๓. ขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสัมภาษณ์ ๔. สร้างแบบสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) เพื่อนำมาวิเคราะห์ ๒) ลักษณะของเครื่องมือ แบบสัมภาษณ์ผู้วิจัยสร้างประเด็นคําถามในการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อการวิจัย เรื่อง การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอ เชียงกลาง จังหวัดน่าน ดังนี้ ตอนที่ ๑ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ ตอนที่ ๒ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำใน การบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ตามขั้นตอน ดังนี้ ๑) ขอหนังสือจากผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษาภาควิชารัฐประศาสนศาสตร มหาบัณฑิต วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถึง ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการให้สัมภาษณ์ ๒) กำหนดวัน เวลา และสถานที่กับผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informant) เพื่อสัมภาษณ์ ตามที่กำหนดไว้
96 ๓) ดำเนินการสัมภาษณ์ตามวัน เวลาและสถานที่ที่กำหนดนัดไว้ จนครบทุกประเด็น โดยขออนุญาตใช้วิธีจดบันทึกและการบันทึกเสียงประกอบการสัมภาษณ์ ๔) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มารวบรวมเพื่อวิเคราะห์โดยวิธีการที่เหมาะสมและ นำเสนอต่อไป ๓.๓.๔ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์โดยใช้วิธีการ ดังนี้ ๑) นำข้อมูลที่ได้จากแบบสัมภาษณ์มาถอดเสียงและบันทึกเป็นข้อความ ๒) นำข้อความจากการสัมภาษณ์และการจดบันทึกมาจำแนกเป็นประเด็นและเรียบเรียง เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ๓) วิเคราะห์คำให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้ เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท (Context) ๔) สังเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัยและนำเสนอต่อไป
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามที่ รวบรวมได้ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 172 ชุด มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปการวิเคราะห์ ข้อมูลทางสังคมศาสตร์และได้นำคำตอบจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถตอบวัตถุประสงค์ทั้ง ๓ ข้อ โดยนำเสนอดังต่อไปนี้ ๔.๑ ระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๔.๒ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่า การอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๔.๓ แนวทางบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนัก ปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๔.4 องค์ความรู้ 4.4.1 องค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ๔.4.2 องค์ความรู้ที่สังเคราะห์จากการวิจัย 4.1 ระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๔.๑.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 172 คน จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน แสดงด้วย ความถี่และร้อยละ มีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ ๔.๑ ดังนี้ ตารางที่ ๔.๑ แสดงจำนวน และค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม (n=172) ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ เพศ ชาย 123 71.51 หญิง 49 28.49 รวม 172 100.00
98 ตารางที่ ๔.๑ แสดงจำนวน และค่าร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม (n=172) ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ อายุ 18-30 ปี 8 4.65 31-45 ปี 56 32.55 46-55 ปี 47 27.33 56 ปีขึ้นไป 61 35.47 รวม 172 100.00 ระดับการศึกษา ประถมศึกษา 13 7.56 มัธยมศึกษา 82 47.67 ปวช. หรือ ปวส. 18 10.47 ปริญญาตรี 49 28.49 สูงกว่าปริญญาตรี 10 5.81 รวม 172 100.00 ตำแหน่ง ข้าราชการ 37 21.51 พนักงานราชการ 5 2.91 ลูกจ้าง 23 13.37 กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้ช่วยฯ/แพทย์/สารวัตรฯ 107 62.21 รวม 172 100.00 รายได้ ต่ำกว่า 15,000 บาท 116 67.44 15,000-20,000 บาท 24 13.95 20,001-25,000 บาท 11 6.41 25,001-30,000 บาท 2 1.15 30,001 ขึ้นไป 19 11.05 รวม 172 100.00 ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง น้อยกว่า 5 ปี 82 47.67 5-9 ปี 42 24.42 10-15 ปี 23 13.37 16-20 ปี 11 6.40 21 ปี ขึ้นไป 14 8.14 รวม 172 100.00
99 จากตารางที่ ๔.๑ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรม เพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ” จำแนกได้ดังนี้ เพศ จากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีจำนวน 123 คน คิดเป็นร้อยละ 71.51 และเพศหญิง มีจำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 28.49 ของผู้ตอบ แบบสอบถาม อายุจากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 56 ปีขึ้นไป จำนวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ 35.47 อายุระหว่าง 31-45 ปีจำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 32.55 อายุ 46- 55 ปีจำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 27.33 และอายุ18-30 ปีจำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 4.65 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระดับการศึกษา จากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษา จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 47.67 ระดับปริญญาตรี จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 28.49 ระดับปวช. หรือ ปวส. จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 10.47 ระดับประถมศึกษา จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 7.56 และระดับสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 5.81 ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม ตำแหน่ง จากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตรกำนัน จำนวน 107 คน คิดเป็นร้อยละ 62.21 ข้าราชการ จำนวน 37 คน คิด เป็นร้อยละ 21.51 ลูกจ้าง จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 13.37 และพนักงานราชการ จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 2.91 ของผู้ตอบแบบสอบถาม รายได้จากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จำนวน 116 คน คิดเป็นร้อยละ 67.44 รายได้ 15,000-20,000 บาท จำนวน 24 คน คิดเป็น ร้อยละ 13.95 รายได้ 30,001 ขึ้นไป จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 11.05 รายได้ 20,001- 25,000 บาท จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 6.41 และรายได้ 25,001-30,000 บาท จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.15 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง จากการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มี ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 47.67 ระยะเวลา 5-9 ปี จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 24.42 ระยะเวลา 10-15 ปี จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 13.37 ระยะเวลา 21 ปีขึ้นไป จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 8.14 และระยะเวลา 16-20 ปี จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 6.40 ของผู้ตอบแบบสอบถาม
100 4.1.2 ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน มีรายละเอียดดังแสดงใน ตารางที่ ๔.๒ ถึง ๔.๑0 ดังนี้ ตารางที่ ๔.2 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม (n=172) ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 4.17 0.52 มาก 2. ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 4.16 0.58 มาก 3. ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา 4.09 0.57 มาก 4. ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 4.17 0.54 มาก ภาพรวม 4.15 0.50 มาก จากตารางที่ 4.2 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของนัก ปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.15, S.D. = 0.50) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน
101 ตารางที่ ๔.3 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพล อย่างมีอุดมการณ์ (n=172) ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ผู้นำเป็นผู้ที่โน้มน้าวจิตใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้เกิดการ ยอมรับเชื่อถือศรัทธา 4.06 0.68 มาก 2. ผู้นำเป็นผู้ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความภาคผู้ใจและ ไว้วางใจในความสามารถ 4.12 0.67 มาก 3. ผู้นำเป็นผู้ที่ยึดถือหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการ บริหารงาน 4.23 0.64 มาก 4. ผู้นำเป็นผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม 4.17 0.68 มาก 5. ผู้นำเป็นผู้ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอำเภอ อย่างจริงจัง 4.25 0.65 มาก ภาพรวม 4.17 0.52 มาก จากตารางที่ 4.3 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (x = 4.17, S.D. = 0.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ
102 ตารางที่ ๔.4 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรง บันดาลใจ (n=172) ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ผู้นำเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดี โดยใช้คำพูดและการกระทำที่ เป็นการให้กำลังใจ 4.18 0.70 มาก 2. ผู้นำเป็นผู้ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจว่าจะสามารถ บริหารงานบรรลุเป้าหมายขององค์กรได้ 4.17 0.68 มาก 3. ผู้นำเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับขวัญและกำลังใจในการ ปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา 4.16 0.69 มาก 4. ผู้นำเป็นผู้ที่ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพของ ผู้ใต้บังคับบัญชา 4.13 0.75 มาก 5. ผู้นำเป็นผู้ที่ยกย่องผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีผลการปฏิบัติงาน ดีเด่น 4.17 0.71 มาก ภาพรวม 4.16 0.58 มาก จากตารางที่ 4.4 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (x = 4.16, S.D. = 0.58) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ
103 ตารางที่ ๔.5 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ ใช้ปัญญา (n=172) ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ผู้นำเป็นผู้ที่กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความริเริ่ม สร้างสรรค์ 4.12 0.67 มาก 2. ผู้นำเป็นผู้ที่กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพัฒนาวิธีการ ทำงานด้วยแนวทางใหม่ๆ 4.05 0.65 มาก 3. ผู้นำเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองของ ผู้ใต้บังคับบัญชา 4.08 0.70 มาก 4. ผู้นำเป็นผู้ที่ส่งเสริมและพัฒนาหน่วยงานให้เป็นองค์การ แห่งการเรียนรู้ 4.13 0.70 มาก 5. ผู้นำเป็นผู้ที่กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความรอบรู้และ ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง 4.10 0.71 มาก ภาพรวม 4.09 0.57 มาก จากตารางที่ 4.5 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (x = 4.09, S.D. = 0.57) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ
104 ตารางที่ ๔.6 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึง ความเป็นปัจเจกบุคคล (n=172) ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ผู้นำเป็นผู้ที่สนใจและเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็น รายบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน 4.12 0.67 มาก 2. ผู้นำเป็นผู้ที่ยอมรับความแตกต่างในความสามารถที่ แตกต่างกันของผู้ใต้บังคับบัญชา 4.10 0.71 มาก 3. ผู้นำเป็นผู้ที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา 4.26 0.65 มาก 4. ผู้นำเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีศักยภาพใน การทำงานมากขึ้น 4.17 0.71 มาก 5. ผู้นำเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็น กันเอง 4.23 0.67 มาก ภาพรวม 4.17 0.54 มาก จากตารางที่ 4.6 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.17, S.D. = 0.54) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมาก ทุกข้อ
105 4.1.3 ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อการบูรณาการหลัก ปาปณิกธรรม 3 ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลักปาปณิกธรรม ประกอบด้วย จักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกล วิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และนิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี มีรายละเอียดดังนี้ ตารางที่ ๔.7 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม (n=172) หลักปาปณิกธรรม ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. จักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล 4.23 0.58 มาก 2. วิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 4.16 0.58 มาก 3. นิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี 4.27 0.54 มาก ภาพรวม 4.22 0.53 มาก จากตารางที่ 4.7 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบูรณาการ หลัก ปาปณิกธรรม 3 ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.22, S.D. = 0.53) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับ มากทุกด้าน
106 ตารางที่ ๔.8 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อหลัก ปาปณิกธรรม 3 ของผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านจักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล (n=172) ด้านจักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ผู้นำมีการกำหนดวิสัยทัศน์ในการบริหารงาน 4.25 0.66 มาก 2. ผู้นำเป็นผู้มีวิสัยทัศน์และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 4.24 0.71 มาก 3. ผู้นำเป็นผู้ที่ยึดหลักการและบริหารงานอย่างเป็นขั้นตอน 4.19 0.71 มาก 4. ผู้นำมีแผนการทำงานที่มาจากการมีส่วนร่วมของทุกคน 4.28 0.68 มาก 5. ผู้นำกำหนดแผนที่มีความโปร่งใสสอดคลองเหมาะสม และพอดี 4.20 0.67 มาก ภาพรวม 4.23 0.58 มาก จากตารางที่ 4.8 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักปาปณิกธรรม ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านจักขุมา การเป็นผู้มี วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.23, S.D. = 0.58) และเมื่อพิจารณาเป็น รายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ
107 ตารางที่ ๔.9 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อหลัก ปาปณิกธรรม 3 ของผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านวิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (n=172) ด้านวิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ผู้นำมีการกำหนด จัดทำนโยบาย หรือโครงการเหมาะสม กับจังหวะและเวลา 4.10 0.66 มาก 2. ผู้นำสามารถจัดลำดับ ความสำคัญของปัญหาก่อนและ หลังได้ดี 4.10 0.71 มาก 3. ผู้นำเป็นผู้ที่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันต่อเหตุการณ์ และเวลา 4.18 0.68 มาก 4. ผู้นำเป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์ กับองค์กรสูงสุด 4.20 0.75 มาก 5. ผู้นำเป็นผู้ที่เข้าใจในกฎระเบียบหรือขั้นตอนในการทำงาน 4.22 0.72 มาก ภาพรวม 4.16 0.58 มาก จากตารางที่ 4.9 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักปาปณิกธรรม ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลางจังหวัดน่าน ด้านวิธูโร การเป็นผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.16, S.D. = 0.58) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ
108 ตารางที่ ๔.10 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อหลัก ปาปณิกธรรม 3 ของผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านนิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี (n=172) ด้านนิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี ระดับการปฏิบัติ S.D. แปลผล 1. ผู้นำมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนและทุกองค์กร 4.36 0.63 มาก 2. ผู้นำให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม ของทุกคนและทุกองค์กร 4.25 0.66 มาก 3. ผู้นำให้โอกาสและสนับสนุน คนที่มีความรู้ความสามารถ ให้ดำรงตำแหน่งที่เหมาะสม 4.22 0.70 มาก 4. ผู้นำเอาใจใส่และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนในองค์กร 4.23 0.67 มาก 5. ผู้นำเป็นผู้ที่เปิดกว้างในการ รับฟังความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะจากผู้ใต้บังคับบัญชา 4.29 0.65 มาก ภาพรวม 4.27 0.54 มาก จากตารางที่ 4.10 พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักปาปณิกธรรม ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลางจังหวัดน่าน ด้านนิสสยสัมปันโน การเป็นผู้ มีมนุษยสัมพันธ์อันดี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.27, S.D. = 0.54) เมื่อพิจารณาเป็นราย ข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ
109 ๔.๒ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน มีรายละเอียดดังแสดงใน ตารางที่ ๔.๑1 ตารางที่ ๔.11 ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน (n=172) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ตัวแปรตาม การส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน โดยภาพรวม 1.ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2.ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3.ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา 4.ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ตัวแปรอิสระ หลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม .821** .789** .756** .767** .661** 1. ด้านจักขุมา .723** .712** .669** .661** .574** 2. ด้านวิธูโร .736** .707** .661** .706** .591** 3. ด้านนิสสยสัมปันโน .822** .771** .771** .762** .670** ** ความสัมพันธ์มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
110 จากตารางที่ ๔.11 พบว่า หลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน มีความสัมพันธ์กันดังนี้ ๑) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน หลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (R=.821**) หลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนัก ปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีความสัมพันธ์ เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.789**) หลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับ ค่อนข้างสูง (r=.756**) หลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับ ค่อนข้างสูง (r=.767**) หลักปาปณิกธรรม โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มีความสัมพันธ์เชิง บวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.661**) 2) ความสัมพันธ์ระหว่างจักขุมา คือ การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล กับการส่งเสริม ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน จักขุมา คือ การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิง บวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.723**) จักขุมา คือ การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.712**) จักขุมา คือ การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มี ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.669**) จักขุมา คือ การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา มี ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.661**)
111 จักขุมา คือ การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจก บุคคล มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (r=.574**) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างวิธูโร คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กับการส่งเสริม ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน วิธูโร คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิง บวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.736**) วิธูโร คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.707**) วิธูโร คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มี ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.661**) วิธูโร คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา มี ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.706**) วิธูโร คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจก บุคคล มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.591**) 4) ความสัมพันธ์ระหว่างนิสสยสัมปันโน คือ การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดีกับการ ส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน นิสสยสัมปันโน คือ การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดีโดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์ เชิงบวกในระดับสูงมาก (r=.822**) นิสสยสัมปันโน คือ การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดีโดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.771**) นิสสยสัมปันโน คือ การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.771**)
112 นิสสยสัมปันโน คือ การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.762**) นิสสยสัมปันโน คือ การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี โดยภาพรวม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงความเป็น ปัจเจกบุคคล มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง (r=.670**) สรุป หลักปาปณิกธรรม กับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่า การอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก (R=.821**) และทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูง ๔.๒.๒ สรุปผลการทดสอบสมมติฐาน ตารางที่ ๔.๑๒ สรุปผลการทดสอบสมมติฐาน สมมติฐาน ตัวแปร อิสระ ตัวแปรตาม ค่า สหสัมพันธ์ ค่า P ระดับ ความสัมพันธ์ ผลการศึกษา ยอมรับ ปฏิเสธ ๑ ๒ ๓ ๔ หลัก ปาปณิก ธรรม ๓ จักขุมา วิธูโร นิสสยสัม ปันโน การบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง .๘๒๑**. ๗๒๓** .๗๓๖** .๘๒๒**. ๐.๐๑ ๐.๐๑ ๐.๐๑ ๐.๐๑ สูงมาก ค่อนข้างสูง ค่อนข้างสูง สูงมาก ✓ ✓ ✓ ✓ ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ ๔.๓ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน จากการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อ ส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ตามกรอบ แนวคิดของ แบสและอาโวลิโอ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์2) ด้าน การสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และการสัมภาษณ์ถึงหลักปาปณิกธรรม ประกอบด้วย 1) จักขุมา มีวิสัยทัศน์ 2) วิธูโร มี
113 ความสามารถด้านการบริหาร 3) นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์จากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว สามารถนำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนา ได้ดังนี้ 1. หลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง 1.1 ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) แนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน โดยการประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ให้คำตอบสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้นำต้องมองการไกลโดยมุ่งความเร็จขององค์กร มีการวางแผนก่อนเริ่มดำเนินการ สามารถมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรอบครอบ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งใหม่ๆ ทันต่อ เหตุการณ์ปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดำเนินการตามเป้าหมายที่องค์กรวาง ไว้ร่วมกัน สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความรับผิดชอบที่ตนเองได้ กระทำลงไปหรือได้สั่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปแล้วเมื่อเกิดความผิดพลาดต้องกล้าที่จะรับผิดชอบ และใน ขณะเดียวกันต้องรีบหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย1 2) ผู้นำควรเปิดรับความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชารุ่นใหม่ ที่ได้เสนอความคิดเห็นและ สร้างกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ได้อย่างต่อเนื่อง ต้องทำความเข้าใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจทิศทาง และวิสัยทัศน์ขององค์กรที่แท้จริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน2 3) การเป็นผู้นำต้องสามารถมองงาน มองปัญหาได้อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทุกด้าน และ สามารถวางแผนเตรียมการรับมือไว้ตลอดเวลา3 4) ผู้นำควรจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองมุมกว้าง ไม่มองมุมแคบ สามารถนำ ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ถูกต้อง เกิดความ เข้าใจตรงกัน รวมถึงสามารถจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามสิ่งที่ต้องการได้ ทั้งนี้ต้องมองเห็นถึง ความสำเร็จขององค์กร นำไปสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ด้วย4 5) นักปกครองควรจะมีภาวะผู้นำในด้านการวางแผนที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม มองภาพ กว้าง และเจาะจงลงไปในละเอียดปลีกย่อย ให้รู้ลึกรู้ละเอียดมากยิ่งขึ้น5 6) ประการแรก ต้องมีภูมิรู้ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับด้านกฎหมาย ด้านการบริหารงาน การ บริหารคน ประการต่อมา ต้องมีภูมิธรรม คือต้องมีคุณธรรมในการบริหารงาน คงไม่มีความเที่ยงธรรม และไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม และประการสุดท้าย ผู้นำต้องเป็นผู้ที่มีตาโต โง่เป็น ตาโตคือรับฟังทุก ปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนโง่เป็นคือเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็ไม่ควรเก็บมาใส่ใจ6 1 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 1 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566. 2 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 2 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 3 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 3 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 4 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 4 วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565. 5 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 5 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 6 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 6 วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566.
114 7) ต้องมีความรู้ในเรื่องของพื้นที่ มองการไกล ว่ามีบริบท มีการบริหารงานอย่างไร มีกี่ หมู่บ้าน หรือการนำภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมกัน ผู้นำต้องกำหนดเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน และทำตามเป้าหมายที่วางไว้จนสำเร็จ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ก้าวตามทันคน และ กระแสโลกาวิวัฒที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำต้องเป็นผู้นำที่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มาเป็นผู้นำ ทำตามหน้าที่ไปวันๆอย่างเดียวจนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง และควรเอาลูกน้องมาเป็นส่วนหนึ่งในการ พัฒนาองค์กรด้วย7 8) ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครองที่ดี จะต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มี ความรู้ มองสภาพเหตุการณ์ สถานการณ์และสามารถวางแผนเตรียมรับมือได้ตลอดเวลา เพื่อให้การ บริหารงานไปสู่ความสำเร็จหรือเป้าหมายที่วางไว้8 9) สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ มีความเสียสละเพื่อส่วนรวมทำงานเป็นทีม ทำงานให้มี ความสุข ทำงานด้วยความเป็นธรรมโปรงใส ตรวจสอบได้9 สรุป ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีการวางแผน สามารถมองอนาคตที่จะ เกิดขึ้นได้อย่างรอบครอบ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งใหม่ๆ มีเป้าหมายการบริหารที่ชัดเจน ดำเนินการตามเป้าหมายที่องค์กรวางไว้ร่วมกัน มีภูมิรู้ มีภูมิธรรม และประการสุดท้าย ผู้นำต้องรับฟัง ทุกปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่นำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็ไม่ควรเก็บมาใส่ใจ และเปิดรับความคิด ของผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนในพื้นที่ 1.2 ด้านวิธูโร (การบริหาร) แนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน โดยการประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม ด้านวิธูโร (การบริหาร) เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ให้คำตอบสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้นำต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรคสิ่งใหม่ๆเสมอ ยอมรับฟังความคิดเห็นของ ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจในงานที่ตนเองกำลังทำอยู่อย่างท่องแท้ เข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้เกิดความคุยเคยกันและงานที่ได้จะออกมาดี พยายามสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น เงิน ขั้นเงินเดือน การพูดให้กำลังใจ เป็นต้น ผู้นำควรมีวุฒิภาวะสูง ไม่ใช้อารมณ์เกิดกว่าข้อเท็จจริงที่ เป็นอยู่ รับผิดชอบและชัดเจนต่อคำพูดของตนเอง10 2) ผู้บริหารควรมีทัศนคติที่ดี ใจกว้าง และจัดการบริหารงานในด้านต่างๆให้เสมอภาคกัน และควรใช้คนให้ถูกกับงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถนัดงานไหนเป็นพิเศษควรส่งเสริมให้เข้าได้ปฏิบัติงาน ด้านนั้นๆ11 7 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 7 วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566. 8 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 8 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 9 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 9 วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566. 10 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 1 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566. 11 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 2 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566.
115 3) ผู้นำควรมีความสามารถในงานทั้งของตนเองและส่วนรวม มีความรับผิดชอบต่องานที่ ได้รับมอบหมาย12 4) ผู้นำในการบริหารต้องมีความรอบรู้ทุกเรื่อง คอยศึกษาหาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ปิดกั้นความรู้ใหม่ๆ ยอมรับฟังความคิดเห็นของเด็กรุ่นใหม่ ไม่เป็นหัวอนุรักษ์นิยมจนเกินไป ผู้นำ ต้องเป็นคนที่มีความตื่นตัว กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา มีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ มุ่งสร้าง แรงจูงใจให้กับผู้ใต้บังคับบัยชาอยู่ตลอดเวลา เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ฝึกอบรม ศึกษาเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ไม่ปิดกั้นหรือครอบงำความคิดของผู้ใต้บังคับบัญญชาจนเกินไป13 5) นักปกครองควรจะมีความรู้รอบด้าน มีคุณธรรม จริยธรรม มีวุฒิภาวะ ทางด้าน อารมณ์โดยใช้หลักพุทธธรรม ควรจะบริหารคน บริหารงานให้ตรงตามความสามารถของแต่ละบุคคล หรือใครถนัดด้านไหนก็ให้ทำงานด้านนั้นๆ14 6) หัวใจของการบริหารคือการใช้พรมวิหาร 4 ในการบริหารงาน คือ 1) เมตตา : ความ ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข 2) กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์3) มุทิตา : ความยินดีเมื่อ ผู้อื่นได้ดี4) อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย ทำใจเป็นกลาง ผู้นำต้องรู้แจ้ง รู้จริง ซึ่งรู้แจ้งก็คือมองปัญหา นั้นทะลุปรุโปร่ง รู้จริงคือลงไปสัมผัสถึงปัญหานั้นๆ หรือลงพื้นที่เพื่อให้เข้าใจบริบทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารงานและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา15 7) ผู้นำต้องเข้าไปมีส่วนร่วนของผู้นำหรือภาคีเครือข่าย การให้ลูกน้องแสดงความคิดเห็น การรับฟังความคิดเห็นในการบริหารงานส่วนรวม เน้นการมีส่วนร่วมเข้าไปคลุกคลีกับลูกน้อง มัดใจ ลูกน้องให้ได้ หรือ การให้เกียรติลูกน้อง ถ้าหากผู้นำคนนั้นถนัดในด้านใดของให้ตนเองดำเนินการใน เรื่องนั้นๆก่อน เช่นด้าน ศาสนา สังคม เศรษฐกิจ ยาเสพติด เด็กและเยาวชนเป็นต้น ในกรบริหารงาน ต้องมีความรู้รอบด้าน รู้เขารู้เราทั้งในเรื่องงานและเรื่องของลูกน้อง ผู้นำต้องเป็นผู้ชัดเจนในการสั่งการ รับผิดชอบต่อข้อสั่งการนั้นๆ ผู้นำต้องมีหลักธรรมคือ พรมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา16 8) การบริหารงานของนักปกครองจะต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความสามารถใน การปฏิบัติงานทั้งส่วนตนและส่วนรวม รู้จักหลักการและวิธีการมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย17 9) ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ รู้หน้าที่ เข้าใจ เข้าถึง สรรหาสิ่งใหม่ๆ มาพัฒนา หน่วยงาน สรรหาแหล่งเรียนรู้ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา18 12 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 3 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 13 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 4 วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565. 14 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 5 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 15 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 6 วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566. 16 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 7 วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566. 17 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 8 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 18 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 9 วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566.
116 สรุป ดานวิธูโร (ความสามารถด้านการบริหาร) ผู้นำต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรคสิ่ง ใหม่ๆ มีทัศนคติที่ดี ใจกว้าง และจัดการบริหารงานในด้านต่างๆ ให้เสมอภาคกัน ผู้นำในการบริหาร ต้องมีความรอบรู้ทุกเรื่อง คอยศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา มีคุณธรรม จริยธรรม มีวุฒิภาวะ ทางด้านอารมณ์โดยใช้หลักพุทธธรรม ลงพื้นที่เพื่อให้เข้าใจบริบทต่างๆ บูรณาการงานร่วมกันและ สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 1.3 ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) แนวทางในการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน โดยการประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ให้คำตอบสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้นำต้องเข้าไปคลุกคลีกับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อที่จะได้รับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริง และรู้นิสัย ใจคอหรือความสามารถของแต่ละคนเพื่อที่จะแจกแจงแต่ละคนให้ถูกกับงาน หรือเพื่อที่จะแก้ไข ปัญหาได้ตรงจุด การติดต่อเกี่ยวข้องกันจะทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมกันซึ่งจะนำไปสู่การทำงาน ที่บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกันหรือองค์กร การเป็นผู้นำต้องวางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่ง รู้จักกาลเทศะว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ รักษามารยาท เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่บ้าอำนาจ จนเกินไป19 2) ผู้บริหารควรมีความเป็นผู้นำให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา มีการปลูกจิตสำนึกในการ ปฏิบัติงานในหน้าที่ หรือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักประโยชน์ของส่วนรวม พูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำงาน สามารทำงานเป็นทีมและนำพาองค์กร ดำเนินการตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้20 3) ผู้นำต้องสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้ สามารถบูรณาการการทำงานเพื่อให้ งานสำเร็จตามเป้าหมายของหน่วยงาน21 4) ผู้นำควรจะมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลา มิใช่มุ่งความสนใจ หรือ ใส่ใจผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงคนๆ เดียวจนเกินไป จะทำให้เกิดการอิจฉากันเกิดขึ้น ผู้นำต้องมีมนุษย สัมพันธ์รู้จักกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกประเภท จะทำให้ผู้นำสามารถเข้าสังคมของผู้ใต้บังคับบัญชาและ เป็นที่รักของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ง่ายขึ้น หากมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีก็จะทำให้องค์กรนำไปสู่ความสำเร็จ ได้22 5) การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีผู้บังคับบัญชาต้องมีความสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา เข้าใจ เข้าถึง สิ่งที่ลูกน้องเป็นอยู่ และประสบปัญหา ไม่ใช่แต่จะใช้งานอย่างเดียวหรือมอบหมายงานแล้วสั่ง ให้ทำให้เสร็จอย่างเดียวต้องลงไปทำความเข้าใจในความรู้สึกของลูกน้องด้วย เอาใจใสเสมือนเป็นคน ในครอบครัวเดียวกัน23 19 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 1 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566. 20 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 2 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 21 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 3 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 22 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 4 วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565. 23 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 5 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566.
117 6) ต้องมีบุคลิกส่วนตัว อย่าใช้อคติส่วนตัว จะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา ต้อง แยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ออกอย่านำมารวมกัน และต้องเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เข้ากับทุกคนได้ง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง ถือตัวจนผู้ใต้บังคับบัญชาเกรงกลัวไม่กล้าเข้าหา ไม่ดุด่าว่า ลูกน้องต่อหน้าผู้อื่น24 7) ผู้นำต้องใช้คำพูดไพเราะหรือปิยะวาจาในการพูดกับลูกน้อง เพราะการพูดเป็นทั้งพระ เดชและพระคุณควบคู่กันไป หรือต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่วางตัวตามตำแหน่งหน้าที่มาก เกินไป จนเกิดความห่างกับลูกน้อง และต้องมีความอดทนในการทำงานไม่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุและ ผลจนทำให้งานเสียหาย และเสียลูกน้องเก่งๆไป25 8) การบริหารงานของนักปกครอง จะต้องเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่นทั้ง ภายในและภายนอกองค์กร สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีการประสานงาน ประสานประโยชน์ ร่วมกัน จะทำให้งานสำเร็จ และเป็นที่น่าพึงพอใจและสามารถแก้ไขปัญหาต่างได้โดยองค์รวม26 9) ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผูกมิตรกับผู้ร่วมงานช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ให้การสนับสนุนใน กิจกรรมที่ร้องขอ27 สรุป ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) ผู้บริหารที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนและ ทุกองค์กรทุกหน่วยงาน สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้ช่วยเหลือประชาชนซึ่งเป็น เป้าหมายขององค์กร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำต้องพูดจาไพเราะหรือปิยะวาจาใน การพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะการพูดเป็นทั้งพระเดชและพระคุณควบคู่กันไป ต้องมีความอดทน และอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกคน ตารางที่ 4.1๓ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ เกี่ยวกับแนวทางใน การส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน โดยการประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม 3 ด้าน ลำดับที่ ข้อมูลการให้สัมภาษณ์ ความถี่ คนที่ 1. ด้านจักขุมา (วิสัยทัศน์) 1. ผู้นำต้องมองการไกล มีการวางแผนอย่างรอบครอบ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งใหม่ๆ 7 1, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 2. เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสนอความคิดเห็น และสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ 1 2 3. สร้างความสามัคคี มีความเสียสละทำงานเป็นทีม 1 9 24 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 6 วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566. 25 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 7 วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566. 26 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 8 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 27 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 9 วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566.
118 ตารางที่ 4.1๓ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ เกี่ยวกับแนวทางใน การส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน โดยการประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม 3 ด้าน (ต่อ) ลำดับที่ ข้อมูลการให้สัมภาษณ์ ความถี่ คนที่ 2. ด้านวิธูโร (การบริหาร) 1. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรคสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ สร้างขวัญ กำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา 5 1, 4, 7, 8, 9 2. มีทัศนคติที่ดี ใจกว้าง ใช้คนให้ถูกกับงาน มีความ รับผิดชอบ 2 2, 3 3. มีคุณธรรม จริยธรรม มีวุฒิภาวะ ทางด้านอารมณ์โดย ใช้หลักพุทธธรรม 2 5, 6 ๓. ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) 1. วางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่ง รับฟังปัญหาอุปสรรคกับ ผู้ใต้บังคับบัญชา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีการแลกเปลี่ยน แนวคิดการทำงาน และใส่ใจผู้ใต้บังคับบัญชา 5 1, 2, 5, 8, 9 2. บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ 2 3, 4 3. ใช้คำพูดไพเราะหรือปิยะวาจาในการพูดกับลูกน้อง แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน 2 6, 7 2. การส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน 2.1 ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ แนวทางส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ให้คำตอบสรุปได้ ดังนี้ 1) ผู้นำต้องเป็นคนที่รู้ตน รู้คน รู้งาน ก็คือต้องรู้จักตนเองให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะรู้จัก ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง และสิ่งสุดท้ายก็คือมีความรู้ ความสามารถ ในอำนาจหน้าที่ของตนเอง เพื่อที่จะเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาปฎิบัติตาม สมควรแก่การยกย่องน่าเคารพนับถือ ไว้วางใจเมื่อได้ร่วมงานกัน28 2) นักปกครองต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นที่น่ายกย่อง เคารพนับถือศรัทธา ไว้วางใจ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงาน ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพยายามที่จะ ปฏิบัติงานเหมือนกับผู้บังคับบัญชาหรือต้องการเลียนแบบผู้บังคับบัญชา29 28 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 1 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566. 29 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 2 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566.
119 3) ผู้นำที่ดีต้องมีคุณค่ากว่าคำสอน ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความ ศรัทธาไว้วางใจอยากร่วมงาน อยากทำงานให้ด้วยความเต็มใจ เต็มที่30 4) ด้วยตำแหน่งของนายอำเภอเป็นระดับผู้บริหารอยู่แล้ว ประกอบกับกฎหมายและ ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องถือได้ว่าเป็นผู้นำสูงสุดของแต่ละอำเภอ ดังนั้นผู้นำควรจะประพฤติตัวเป็น แบบอย่างที่ดี น่ายกย่อง ศรัทธาไว้วางใจ จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความสุขและความภาคภูมิใจ เมื่อได้ร่วมงานด้วย31 5) ผู้นำควรเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่น่าเคารพยกย่องนับถือของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ควร ประพฤติตนตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตนเองสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถเป็นที่ปรึกษาให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เมื่อเกิดปัญหา ไม่หนีปัญหาหรือทิ้งปัญหาให้ลูกน้องรับผิดชอบด้วยตนเองหรือ แก้ไขเอง ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมงานรู้สึกเกิดความภาคภูมิใจเมื่อได้ร่วมงานด้วย32 6) โดยปกติตำแหน่งนายอำเภอจะเป็นที่น่าเชื่อถือ และมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สำหรับใช้ในการบริหารงานอยู่แล้ว และผู้นำต้องมีบุคลิกที่เป็นแบบอย่างให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ แสดงกิริยาวาจาก้าวร้ายเกินไป ต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรมจะทำให้เกิดการยอมรับ ซึ่งความ เชื่อมั่นตรงนี้จะมีอิทธิพลทางด้านจิตใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแน่นอน หากผู้นำไม่เป็นไปตามที่คาม หวังไว้ก็จะขาดความเชื่อมั่นลงไป รวมถึงผู้นำต้องเป็นคนเก่ง มีความรู้ และมีคุณธรรม ถึงจะเป็นที่ ยอมรับต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้อื่น33 7) ผู้นำต้องปฏิบัติตนให้เป็นที่น่ายกย่องเคารพนับถือ เป็นแบบอย่างให้แก่ลูกน้องนับถือ ไว้วางใจ เกิดความศรัทธาเหลื่อมใสอย่างจะเอาเป็นแบบอย่างในการทำงาน เมื่อเกิดความเหลื่อมใส และรักในตัวผู้นำแล้ว ลูกน้องก็อยากจะทำตามหรือประพฤติปฎิบัติเหมือนกับผู้นำโดยที่ไม่ต้องสั่งการ หลายรอบ ลูกน้องจะทำงานด้วยความสมัครใจ รู้สึกเหมือนไม่ถูกบังคับงานก็จะออกมาดีประสบ ผลสำเร็จได้34 8) การมีผู้นำที่ประพฤติปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่ยกย่องเคารพนับถือศรัทธา ไว้วางใจและจะทำให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานกัน มีความมั่นใจเชื่อมั่นที่ จะทำงานนั้นสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ35 9) การเป็นผู้นำต้องมีความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถ ควบคุม อารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม เข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับ มอบหมายทุกครั้งที่มีโอกาสทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีกับสังคมและผู้ร่วมงาน36 30 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 3 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 31 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 4 วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565. 32 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 5 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 33 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 6 วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566. 34 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 7 วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566. 35 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 8 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 36 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 9 วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566.
120 สรุป ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ผู้นำควรใช้อํานาจในการบริหารกําหนดนโยบาย ในการบริหารงานและพัฒนาองค์กร มีความมุ่งมั่นอย่างมีอุดมการณ์ในการบริหารควรยึดถือหลัก คุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานไม่มีอคติในการบริหาร ต้องเป็นคนที่รู้ตน รู้คน รู้งาน ต้อง ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นที่น่ายกย่อง เคารพนับถือศรัทธา มีความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ อารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุม อารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม 2.2 ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ แนวทางส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ให้คำตอบสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้นำต้องกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความรักที่จะปฏิบัติงาน เกิดความท้ายทายสิ่ง ใหม่ๆ การเข้าไปมีส่วนร่วมเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนั้นๆจะทำให้เกิดความเข้าใจกันรักใคร่ซึ่ง กันและกัน ผู้นำควรพูดให้กำลังใจเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำดี ทำสิ่งที่ถูกต้อง และให้กำลังใจ ให้โอกาส เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดไม่ซ้ำเติม ควรมีรางวัลให้เมื่อลูกน้องทำงานเสร็จเพื่อเป็นการให้กำลังใจให้ ลูกน้องอยากปฏิบัติงานและรักใคร่กันมากขึ้น37 2) ผู้บริหารต้องสร้างแรงจูงใจและท้าทายในเรื่องงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องกระตุ้น ปัญญาให้จัดการปัญหาอุปสรรค และเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การให้รางวัลคนที่สามารถ ปฏิบัติงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยการเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น38 3) ผู้นำที่ประพฤติตนดี สามารถจูงใจให้เกิดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงานโดยสร้าง แรงจูงใจจากภายใน และสร้างความคิดเชิงบวก ในการทำงานและการใช้ชีวิตให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้39 4) ผู้นำที่ดีต้องมีแรงจูงใจในงานที่ตนเองทำ พยายามดึงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนเข้ามามี ส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา การทำงานให้มีความหมายและท้าทายในเรื่องงาน มีการแสดงออกซึ่ง ความกระตือรือร้น ส่งมอบคำมั่นสัญญาของตนเองทุกครั้งที่ได้ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ ควรเน้นที่การ ทำงานเป็นทีมเป็นหลัก40 5) การสร้างแรงบันดาลใจสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ทั้งภายในและภายนอก ภายใน คือการพูดให้กำลังใจลูกน้อง การชมเชย การยิ้ม การทักทายที่ดีต่อกัน ส่วนภายนอกคือการให้รางวัล เป็นเงิน สิ่งของ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การมอบเกียรติบัตรยกย่องชมเชยลูกน้อง41 6) ผู้นำที่ดีนั้นต้องเป็นผู้นำที่มีลักษณะดังนี้ ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน คนเสมอกันสนับสนุน และผู้นำต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เช่นให้รางวัลตอบแทนเมื่องานสำเร็จ ให้ขั้นเงินเดือนที่สูงขึ้น มอบของขวัญให้ ทั้งนี้ไม่เฉพาะการให้เป็นทรัพย์สินหรือวัตถุสิ่งของ แต่การพูดให้กำลังใจ หรือ ประกาศเกียรติคุณต่างๆก็ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ เช่นกัน42 37 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 1 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566. 38 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 2 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 39 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 3 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 40 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 4 วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565. 41 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 5 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 42 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 6 วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566.
121 7) ผู้นำต้องนำสร้าง และนำทำ เช่น ผู้นำต้องลงมือทำให้ดูก่อนเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ ลูกน้อง ลูกน้องจะได้ทำตามไม่ใช่แต่สั่งการหรือชี้นิ้วอย่างเดียว ซึ่งการได้ลงมือทำนั้นถือได้ว่าเป็นการ ถอดบทเรียนที่ได้จากการลงมือทำด้วย เพื่อจะนำไปต่อยอดให้เกิดการพัฒนาต่อไป ผู้นำต้องให้ กำลังใจลูกน้องไม่ว่าจะทำผิดหรือทำถูก ต้องพูดให้กำลังใจกันและกันไม่ใช้อารมณ์หรือเรื่องครอบครัว หรือเรื่องส่วนตัว มาปะปนกับงาน คำพูดและการกระทำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้นำต้องควบคุมให้อยู่ ให้ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์43 8) การที่ผู้นำประพฤติปฏิบัติตัวจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาในองค์กรเกิดแรงบันดาลใจใน การปฏิบัติงาน โดยสร้างแรงจูงใจภายใน การให้ความหมายและท้าทายในเรื่องงาน มีการแสดงออกที่ กระตือรือร้น โดยการสร้างเจตคติที่ดี คิดในแง่บวก ให้เกียรติให้โอกาสผู้ใต้บังคับบัญชาจะทำให้งาน สำเร็จ44 9) ให้การสนับสนุนให้กำลังใจ หรือให้รางวัลกับผู้ที่มีผลงาน ช่วยประสานงานให้ทุก หน่วยงาน ถ้ามีการร้องขอ45 สรุป ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ผู้นำควรมีการสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้น ปัญญาให้จัดการกับปัญหาต่างๆ ให้กำลังใจหรือรางวัลเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำดี ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อ สร้างแรงจูงใจในการทำงาน และให้เกียรติให้โอกาส ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพของ ผู้ใต้บังคับบัญชา กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความรักที่จะปฏิบัติงาน กับภารกิจที่มีท้าทายสิ่งใหม่ๆ 2.3 ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา แนวทางส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ให้คำตอบสรุปได้ดังนี้ 1) ผู้นำต้องให้ลูกน้องได้มีโอกาสได้รับการอบรมอยู่สม่ำเสมอตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อ สถานะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้นำควรกระตุ้นให้ลูกน้องตระหนักถึงปัญหาต่างๆที่จะ เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน การให้ลูกน้องตระหนักถึงปัญหาจะทำให้ลูกน้องเกิดความ กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่แปลกใหม่ เป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในสิ่งที่ดีขึ้น และนำไปสู่ เป้าหมายและความสำเร็จร่วมกัน46 2) ผู้นำควรกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆในองค์กร เพื่อหาแนว ทางแก้ไขปัญหา หาข้อสรุปใหม่ที่ดีกว่าเดิม จูงใจสนับสนุนความคิดริเริ่มแบบใหม่ๆ มีการให้กำลังใจ ทำให้รู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย และเป็นโอกาสที่ดีจะได้แก้ไขปัญหาร่วมกัน 47 3) ผู้นำที่สามารถกระตุ้นการปฏิบัติงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นความสำคัญ และตระหนัก ถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทันที48 43 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 7 วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566. 44 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 8 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 45 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 9 วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566. 46 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 1 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566. 47 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 2 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 48 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 3 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566.
122 4) ผู้นำต้องกระตุ้นให้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอำเภอ ผู้นำต้องมีการจูงใจและ สนับสนุนความคิดริเริ่ใหม่ๆ ในการพิจารณาปญหาและการหาคำตอบของปัญหา ผู้นำทำให้ผู้ตามรู้สึก ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นโอกาสที่ดีที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน โดยผู้นำจะสร้างความ เชื่อมั่นให้ผู้ตามว่าปัญหาทุกอย่างต้องมีวิธีแก้ไข แม้บางปัญหาจะมีอุปสรรคมากมาย ผู้นำจะพิสูจน์ให้ เห็นว่าสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้49 5) ผู้บังคับบัญชาควรสร้างทัสนะคติที่ดีในการทำงาน ส่งเสริมให้ลูกน้องได้มีการพัฒนาอยู่ ตลอดเวลา เช่น อบรมให้ความรู้ มีการส่งเสริมให้ใช้ปัญหา ให้ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ในด้านตัวบุคคลและในด้านการทำงาน50 6) ผู้นำควรจะส่งเสริมให้มีการอบรมเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านให้มีความ เชี่ยวชาญและชำนาญมากขึ้น และผู้นำควรจะมีการจัดโครงการเสริมสร้างความรู้เพื่อจะเป็นการ กระตุ้นให้มีความรู้ที่แปลกใหม่ขึ้น สิ่งไหนที่เป็นประเพณีนิยมก็ควรอนุรักษ์ไว้ สิ่งใดที่ใครใช้เทคโนโลยี เข้ามาอำนวยสะดวกให้เกิดความรวดเร็วก็ควรนำมาใช้ ให้เข้ากับสถานะการณ์ในปัจจุบัน51 7) ผู้นำต้องศึกษาหาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และให้ความรู้นั้นๆแก่ลูกน้องด้วย ไม่ว่า จะเป็นการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ เช่นอบรมคุณธรรมจริยธรรม การฝึกกรรมฐาน การอบรม ความรู้กฎหมายใหม่ๆเป็นต้น52 8) การที่ผู้นำมีการกระตุ้นการปฏิบัติงานให้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทำ ให้การปฏิบัติงานมีความต้องการหาแนวทางใหม่ๆมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เพื่อหาข้อสรุปที่ดีกว่าเดิม เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่ และสร้างสรรค์ เพราะปัญหาต่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่อาจจะมีวิธีการแก้ไขปัญหา แตกต่างกัน53 9) มอบหมายงานให้ทำ พร้อมรับเป็นที่ปรึกษาให้ช่วยแนะวิธีการแก้ไขปัญหา ชี้ช่องบอก ทางในทางที่ถูกต้อง54 สรุป ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา ผู้นำควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสนอแนว ทางการปฏิบัติงาน หรือเสนอแนะความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชา รู้สึกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นโอกาสที่ดีที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน จัดทำโครงการเสริมสร้าง ความรู้เพื่อจะเป็นการกระตุ้นให้มีความรู้ใหม่ๆ ให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ส่งเสริมให้มีการอบรม เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านให้มีความเชี่ยวชาญและชำนาญมากขึ้น 2.4 ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล แนวทางส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคล เป็นอย่างไร ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ให้คำตอบสรุปได้ดังนี้ 49 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 4 วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565. 50 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 5 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 51 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 6 วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566. 52 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 7 วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566. 53 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 8 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 54 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 9 วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566.
123 1) ผู้นำต้องดูแลเอาใจใส่ลูกน้องเป็นรายบุคคล เพื่อที่จะได้รู้ถึงบุคลิก นิสัยใจคอของ ลูกน้องแต่ละคนเป็นอย่างไร แล้วดึงศักยภาพด้านบวกมาทำงานให้เกิดความสำเร็จ และการดูแลเอา ใจใส่อย่างใกล้ชิดนี้จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ให้แก่ ผู้บังคับบัญชาโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้นำต้องมองลูกน้องเป็นเหมือนญาติหรือครอบครัวเดียวกันเพื่อ จะทำให้มีความผูกพันธ์กล้าที่จะเปิดใจเปิดอกคุยกันและทำให้องค์กรเกิดความสำเร็จ หรือที่เรียกว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา55 2) ผู้นำควรมีความสัมพันธ์เอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นรายบุคคล ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา รู้สึกว่าตนมีคุณค่าและมีความสำคัญ มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง คือ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถ แสดงความคิดเห็น ยอมรับความคิดเห็นนั้นๆ เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีอำนาจในการทำงานและ ตัดสินใจเพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานให้ดีขึ้น56 3) การที่ผู้นำแสดงให้เห็นในการจัดการหรือการทำงานโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลมีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง57 4) ผู้นำต้องแสดงให้เห็นถึงการจัดระบบ หรือการทำงานโดยคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคลเพราะแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน จึงต้องแจกแจงงานให้เหมาะสมกับตำแหน่งและ ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำควรจะมีการสร้างแรงจูงใจมอบให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ว่า จะเป็นสิ่งของหรือไม่ใช่สิ่งของ เช่น เงิน ทอง ของขวัญ การพูดให้กำลังใจเมื่อผู้อื่นทำดีทำถูกต้องตาม ประสงค์ หรือให้กำลังใจ ให้โอกาสแก่ผู้ที่ทำผิดเป็นต้น58 5) ผู้บังคับบัญชาควรเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ยอมรับการมี ตัวตนของบุคคลอื่น ไม่เห็นลูกน้องเป็นแค่ลูกน้อง หรือทำให้รู้สึกห่างเหินกันเกินไปจะทำให้การทำงาน เกิดความตรึงเครียด ควรคุยกันแบบเป็นกันเอง ไม่ถือยศถือตำแหน่ง แต่ก็บังคับบัญชาให้อยู่ในรูปของ กฎหมาย ระเบียบ ต่างๆ59 6) ทุกคนจะมีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไปและมีความถนัดไม่เหมือนกัน ผู้นำควรจะ บริหารงานบุคคลให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่จะทำ หากจัดสรรคนไม่ตรงกับงานแล้วงานนั้นจะไม่ ประสบผลสำเร็จหรืออาจจะประสบผลสำเร็จแต่ผลงานที่ได้อาจไม่มีคุณภาพ และถ้าหากมี ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิด ก็ควรจะให้โอกาส และให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชาได้พัฒนาตัวเอง60 7) ผู้นำต้องนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน กับองค์กรหรือลูกน้อง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดียิ่ง ผู้นำต้องวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง ถ้า ลูกน้องคนไหนทำงานดีก็ควรให้กำลังใจเช่นการพูดชมเชย ให้การสิ่งของตอบแทน การเพิ่มเงินเดือน เป็นต้น เพื่อเป็นการส่งเสริมคนทำดี แต่หากลูกน้องทำงานไม่สำเร็จ ก็ควรให้โอกาสได้พัฒนาปรับปรุง 55 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 1 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566. 56 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 2 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 57 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 3 วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566. 58 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 4 วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565. 59 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 5 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 60 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 6 วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2566.
124 เปลี่ยนแปลงแก้ไข และพูดให้กำลังใจกัน ไม่ควรผลักภาระให้ลูกน้องคนใดคนหนึ่งจนเกินไป หรือนำ แต่เรื่องดีๆเข้าตนเองเอาเรื่องไม่ดีให้ลูกน้องเป็นต้น61 8) การที่ผู้นำแสดงให้เห็นในการจัดการหรือการทำงานโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลมีการเอาใจเขามาใสใจเรา มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง และเป็นรายบุคคล สนใจและเอาใจใส่ ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นรายบุคคลจะทำให้ผู้ร่วมงานมีคุณค่า และพร้อมที่จะร่วมงานให้งานนั้นสำเร็จ62 9) มอบหมายงานให้ตรงกับบุคคล ที่มีความสามารถแต่ละด้าน คอยติดตามให้ความ ช่วยเหลือชี้แนะกับผู้ที่ไม่รู้63 สรุป ด้านการคํานึงถึงปัจเจกบุคคล ผู้นำควรให้ความเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่า เทียมกัน วางตัวเป็นกลาง มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง ดึงศักยภาพด้านบวกของผู้ใต้บังคับบัญชา มาทำงาน มอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถจนทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความ ภูมิใจจนทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่าตนมีคุณค่าและมีความสำคัญ รวมถึงนำหลักธรรมคำสั่งสอนของ พระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานกับองค์กร เพื่อสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้ บุคลากรเกิดวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร ตารางที่ 4.1๔ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ เกี่ยวกับแนวทางในการ ส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน 4 ด้าน ลำดับที่ ข้อมูลการให้สัมภาษณ์ ความถี่ คนที่ 1. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 1. การบริหารงานไม่มีอคติรู้ตน รู้คน รู้งาน ประพฤติตน เป็นแบบอย่างที่ดีเป็นที่น่ายกย่อง เคารพนับถือศรัทธา และแสดงออกอย่างเหมาะสม 5 2, 3, 5, 7, 8 2. ผู้นำควรใช้อํานาจในการบริหารกําหนดนโยบายและ พัฒนาองค์กร มีความมุ่งมั่นอย่างมีอุดมการณ์ในการ บริหารควรยึดถือหลักคุณธรรมและจริยธรรม 4 1, 4, 6, 9 2. ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 1. สร้างแรงจูงใจ สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นปัญญาให้ จัดการกับปัญหาต่างๆ 7 1, 2, 3, 5, 7, 8, 9 2. ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพของผู้ใต้บังคับบัญชา กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความรักที่จะปฏิบัติงาน กับภารกิจที่มีท้าทายสิ่งใหม่ๆ 2 4, 6, 61 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 7 วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2566. 62 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 8 วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2566. 63 สัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ลำดับที่ 9 วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566.
125 ตารางที่ 4.1๔ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ เกี่ยวกับแนวทางในการ ส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน 4 ด้าน (ต่อ) ลำดับที่ ข้อมูลการให้สัมภาษณ์ ความถี่ คนที่ 3. ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา 1. เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสนอแนวทางการ ปฏิบัติงาน หรือเสนอแนะความคิดเห็นในการแก้ไข ปัญหา 5 1, 2, 4, 3, 9 2. จัดทำโครงการเสริมสร้างความรู้เพื่อจะเป็นการกระตุ้น ให้มีความรู้ใหม่ๆ และเพิ่มพูนความรู้ให้ทันต่อ เหตุการณ์ปัจจุบัน 4 5, 6, 7, 8 4. ด้านการคํานึงถึงปัจเจกบุคคล 1. เอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมกัน วางตัวเป็น กลาง มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง ดึงศักยภาพ ด้านบวกของผู้ใต้บังคับบัญชามาทำงาน 5 1, 2, 3, 5, 8 2. มอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถจนทำให้การ ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ นำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ ในการบริการงานสร้างวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร 4 4, 6, 7, 9 จากผลการวิเคราะห์ผู้วิจัยสามารถสรุปเป็นตารางเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการ หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 4.12 ดังนี้ ตารางที่ ๔.1๕ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ลำดับ แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำ จำนวน 1. ผู้นำควรมีวิสัยทัศน์มองการไกลโดยมุ่งความเร็จขององค์กร มีการวางแผน มีความรอบครอบ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ดำเนินการตามเป้าหมาย สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ มีความรับผิดชอบ และร่วมแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้น 5 2. ผู้นำควรบริหารงานแบบองค์รวม สามารถมองภารกิจ ได้อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทุกด้าน และสามารถวางแผนเตรียมการรับมือไว้ตลอดเวลา 6
126 ตารางที่ ๔.1๕ แนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของ นักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน (ต่อ) ลำดับ แนวทางการส่งเสริมภาวะผู้นำ จำนวน 3. ผู้นำควรเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ รู้ตน รู้คน รู้งาน และรู้จัก ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง 4 4. ผู้นำควรประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่น่ายกย่องเคารพนับถือ ศรัทธาและความไว้วางใจ 5 5. ผู้นำควรมีการสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นปัญญาให้จัดการ กับปัญหาต่างๆ ให้กำลังใจหรือรางวัลเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำดี 5 6. ควรสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และให้เกียรติให้โอกาส ส่งเสริม ความก้าวหน้าในอาชีพของผู้ใต้บังคับบัญชา 4 7. มีการส่งเสริมพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ส่งเสริมให้มี การอบรมเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถเฉพาะด้านให้มีความเชี่ยวชาญ และชำนาญมากขึ้น 3 8. ควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสนอแนวทางหรือเสนอแนะความ คิดเห็นการปฏิบัติงานหรือการแก้ไขปัญหาต่างๆ 4 9. ผู้นำควรให้ความเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมกัน วางตัวเป็น กลาง มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง 6 10. มอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของบุคลากร 3 11. นำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการ บริหารงานกับองค์กรเพื่อสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้บุคลากรเกิด วัฒนธรรมที่ดีในองค์กร 5 ๔.4 องค์ความรู้ 4.4.1 องค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” ผู้วิจัยได้สรุปเป็นองค์ความรู้จาก การวิจัย โดยนำหลักปาปณิกธรรม ประกอบด้วย 1) จักขุมา มีวิสัยทัศน์ 2) วิธูโร มีความสามารถด้าน การบริหาร 3) นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ มาบูรณาการร่วมกันเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการ กระตุ้นให้ใช้ปัญญา 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถสรุปเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับ จากการวิจัย ดังแผนภาพที่ 4.1
127 ภาพที่ 4.1 องค์ความรู้จากการวิจัย สังเคราะห์โดยผู้วิจัย การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ - มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอำเภออย่างจริงจัง - ยึดถือหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการ บริหารงาน - รู้ตน รู้คน รู้งาน เป็นแบบอย่างที่ดีเป็นที่ยกย่อง เคารพนับถือศรัทธา - สามารถควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม 2. ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ - มองโลกในแง่ดี โดยใช้คำพูดและการกระทำที่ เป็นการให้กำลังใจ -ยกย่องผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น - สร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ กระตุ้นปัญญาให้ จัดการกับปัญหาต่างๆ - ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพของใต้บังคับญชา 3. ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา -ส่งเสริมและพัฒนาหน่วยงานให้เป็นองค์การ แห่งการเรียนรู้ - กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความริเริ่ม สร้างสรรค์ - เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสนอแนว ทางการปฏิบัติงานหรือเสนอแนะความคิดเห็น - ส่งเสริมความรู้เพื่อกระตุ้นให้มีความรู้ใหม่ๆ ความสามารถเฉพาะด้านให้มีความเชี่ยวชาญ 4. ด้านการคํานึงถึงปัจเจกบุคคล - ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา - ให้คำปรึกษาผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็น กันเอง - ให้ความเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียม วางตัวเป็นกลาง - มีการติดต่อสื่อสารแบบสองทาง ดึงศักยภาพ ด้านบวกของผู้ใต้บังคับบัญชามาทำงาน หลักปาปณิกธรรม 1. จักขุมา (วิสัยทัศน์) ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีการวางแผน สามารถมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรอบครอบ/ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งใหม่ๆ มีเป้าหมายการบริหารที่ชัดเจน /มีภูมิรู้ มีภูมิธรรม และรับฟังทุกปัญหา เปิดรับความคิดของใต้บังคับบัญชาและประชาชนในพื้นที่ 2. ดานวิธูโร (ความสามารถด้านการบริหาร) ผู้นำต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรคสิ่งใหม่ๆ มีทัศนคติที่ดี ใจกว้าง /จัดการบริหารงานในด้านต่างๆ ด้วยความยุติธรรม/มีความรอบรู้ ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ/ มีคุณธรรม จริยธรรม มีวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์/ ลงพื้นที่และบูรณาการงานร่วมกันและสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 3. ด้านนิสสยสัมปันโน (มนุษยสัมพันธ์) ผู้บริหารที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนและทุกองค์กรทุกหน่วยงาน/ สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้ช่วยเหลือประชาชนซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์กร/ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี กับผู้ใต้บังคับบัญชาพูดจาไพเราะกับผู้ใต้บังคับบัญชา/มีความมีความอดทน และอ่อนน้อมถ่อมตน
128 จากแผนภาพที่ ๔.๑ องค์ความรู้จากการวิจัย “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริม ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” สรุปได้ว่าภาวะ ผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ประกอบด้วย 1) ด้าน การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และนำหลักปาปณิกธรรม มาบูรณการประยุกต์ใช้ในการ ส่งเสริมภาวะผู้นำ ประกอบด้วย 1) จักขุมา มีวิสัยทัศน์ 2) วิธูโร มีความสามารถด้านการบริหาร 3) นิสสยสัมปันโน มีมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละด้านมีข้อค้นพบที่สำคัญ ดังนี้ ภาวะผู้นำในการบริหารงาน ๑. ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ผู้นำควรใช้อํานาจในการบริหารกําหนดนโยบายในการบริหารงานและพัฒนาองค์กร มี ความมุ่งมั่นอย่างมีอุดมการณ์ในการบริหารควรยึดถือหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานไม่ มีอคติในการบริหาร ต้องเป็นคนที่รู้ตน รู้คน รู้งาน ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นที่น่ายกย่อง เคารพนับถือศรัทธา มีความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุม อารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม ๒. ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ ผู้นำควรมีการสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นปัญญาให้จัดการกับปัญหาต่างๆ ให้กำลังใจหรือรางวัลเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาทำดี ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และให้ เกียรติให้โอกาส ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพของผู้ใต้บังคับบัญชา กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิด ความรักที่จะปฏิบัติงาน กับภารกิจที่มีท้าทายสิ่งใหม่ๆ ๓. ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา ผู้นำควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เสนอแนวทางการปฏิบัติงาน หรือเสนอแนะ ความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชา รู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย และเป็นโอกาสที่ดีที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน จัดทำโครงการเสริมสร้างความรู้เพื่อจะเป็นการกระตุ้นให้มี ความรู้ใหม่ๆ ให้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ส่งเสริมให้มีการอบรมเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถเฉพาะ ด้านให้มีความเชี่ยวชาญและชำนาญมากขึ้น ๔. ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ผู้นำควรให้ความเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียมกัน วางตัวเป็นกลาง มีการ ติดต่อสื่อสารแบบสองทาง ดึงศักยภาพด้านบวกของผู้ใต้บังคับบัญชามาทำงาน มอบหมายงานให้ตรง กับความสามารถจนทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความภูมิใจจนทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึก ว่าตนมีคุณค่าและมีความสำคัญ รวมถึงนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ใน การบริหารงานกับองค์กร เพื่อสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้บุคลากรเกิดวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร
129 หลักปาปณิกธรรม ๑. จักขุมา (มีวิสัยทัศน์) ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีการวางแผน สามารถมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรอบครอบ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งใหม่ๆ มีเป้าหมายการบริหารที่ชัดเจน ดำเนินการตามเป้าหมายที่ องค์กรวางไว้ร่วมกัน มีภูมิรู้ มีภูมิธรรม และประการสุดท้าย ผู้นำต้องรับฟังทุกปัญหาของ ผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่นำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องก็ไม่ควรเก็บมาใส่ใจ และเปิดรับความคิดของ ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนในพื้นที่ ๒. วิธูโร (มีความสามารถด้านการบริหาร) ผู้นำต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรคสิ่งใหม่ๆ มีทัศนคติที่ดี ใจกว้าง และจัดการบริหารงาน ในด้านต่างๆ ให้เสมอภาคกัน ผู้นำในการบริหารต้องมีความรอบรู้ทุกเรื่อง คอยศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา มีคุณธรรม จริยธรรม มีวุฒิภาวะ ทางด้านอารมณ์โดยใช้หลักพุทธธรรม ลงพื้นที่เพื่อให้ เข้าใจบริบทต่างๆ บูรณาการงานร่วมกันและสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ๓. นิสสยสัมปันโน (มีมนุษยสัมพันธ์) ผู้บริหารที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนและทุกองค์กรทุกหน่วยงาน สามารถบูรณาการ การทำงานร่วมกันเพื่อให้ช่วยเหลือประชาชนซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์กร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับ ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำต้องพูดจาไพเราะหรือปิยะวาจาในการพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะการพูดเป็น ทั้งพระเดชและพระคุณควบคู่กันไป ต้องมีความอดทน และอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะจากทุกคน ๔.4.2 องค์ความรู้ที่สังเคราะห์จากการวิจัย องค์ความรู้ใหม่จากการสังเคราะห์งานวิจัย เรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อ ส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” ทำให้ ผู้วิจัยสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยครั้งนี้ไปสังเคระห์เป็นความที่สังเคราะห์จากการวิจัยได้ คือ รูปแบบผู้นำแบบบูรณาการ (Integrated Leadership Model) ได้ดังแผนภาพที่ 4.2
130 แผนภาพที่ 4.2 องค์ความรู้ที่สังเคราะห์จากการวิจัย สังเคราะห์โดย นายอานนท์ พรมเพ็ชร จากแผนภาพที่ 4.2 องค์ความรู้งานวิจัย เรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริม ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” ที่ผู้วิจัย สังเคราะห์ได้ คือ รูปแบบผู้นำแบบบูรณาการ (Integrated Leadership Model) ประกอบด้วย 1. Leader of Personal ผู้นำในตนเอง 2. Leader of Subordinations ผู้นำของผู้ใต้บังคับบัญชา 3. Leader of Partners ผู้นำของเครือข่าย โดยมีการบูรณาการใช้หลักปาปณิกธรรมร่วมด้วย โดยมี รายละเอียดดังนี้ 1. Leader of Personal ผู้นำในตนเอง คือ การเข้าใจในบทบาทของตนเองในการ ทำงาน มีวิสัยทัศน์ และพฤติกรรมที่เหมาะสมกับองค์กร มีการกำหนดเป้าหมาย วางแผนการทำงาน การพัฒนาตนเองสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ร่วมงานว่าจะนำพาความสำเร็จมาสู่องค์กร มีความพร้อม ในการเป็นผู้นำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองให้ผู้ใต้บังคับบัญชา และ ผู้ร่วมงาน ให้เกิดการยอมรับและพร้อมที่จะร่วมกันปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ มีการ
131 สร้างขวัญและกำลังใจ สามารถสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้รับความก้าวหน้า ความมั่นคง และเกิดการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาและสังคม 2. Leader of Subordinations ผู้นำของผู้ใต้บังคับบัญชา คือ ผู้นำที่สามารถจูงใจให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้ความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร โดยเปิด โอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดการยอมรับในตัวผู้นำ เป็นผู้นำที่สั่งงานและกระจายงานให้ลูกน้องได้เหมาะสม มีความยุติธรรมในการมอบหมายงาน และมี ศิลปะในการสั่งงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเต็มใจที่จะทำและทำงานนั้นอย่างเต็มที่ สนับสนุนให้ได้รับการ พัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีการสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงาน และรู้จักสร้าง แรงบันดาลใจเพื่อความก้าวหน้าในสายงานของตนเอง 3. Leader of Partners ผู้นำของเครือข่าย คือ นอกจากการเป็นผู้นำขององค์การของ ตนเองแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกปราการ คือ การบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานหรือองค์การต่างๆ ในพื้นที่ การประสานการทำงานในกิจกรรมหรือภารกิจร่วมกัน การตระหนักถึงการทำงานเป็นทีม ในการร่วมมือกันให้เกิดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษา ระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๒. เพื่อศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรมกับการส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ๓. เพื่อนำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อ ส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ซึ่งใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจกลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตรกำนัน ของที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างจากสูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 172 คน จากบุคลากรและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตรกำนัน ของที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จำนวน 302 คน วิเคราะห์ข้อมูลจาก แบบสอบถามโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักปาปณิกธรรม 3 กับการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิธีการสัมภาษณ์ เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และใช้เทคนิคการวิเคราะห์ประกอบบริบท นำเสนอ เป็นความเรียงประกอบตารางแจกแจงความถี่ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่ง มีรายละเอียดดังนี้ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ ๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
133 ๕.๑ สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” สามารถสรุปผลการวิจัย ได้ดังนี้ ๕.๑.๑ ระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน 1. ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีจำนวน 123 คน คิดเป็นร้อยละ 71.51 ด้านอายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 56 ปีขึ้นไป จำนวน 61 คน คิดเป็นร้อยละ 35.47 ด้านระดับการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 47.67 ด้านตำแหน่ง ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วย แพทย์ สารวัตรกำนัน จำนวน 107 คน คิดเป็นร้อยละ 62.21 ด้านรายได้ ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จำนวน 116 คน คิดเป็นร้อยละ 67.44 และด้านระยะเวลา การดำรงตำแหน่ง ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 82 คน คิดเป็นร้อยละ 47.67 ของผู้ตอบแบบสอบถาม 2. ผลการศึกษาระดับภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอ เชียงกลาง จังหวัดน่าน จากการศึกษาภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ประกอบด้วย ภาวะผู้นำในการ บริหารงาน 4 ด้าน และปาปณิกธรรม 3 ด้าน 2.1 ภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง 4 ด้าน พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.15) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และด้านการคำนึงถึงความเป็น ปัจเจกบุคคล (x = 4.17) รองลงมา คือ ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (x = 4.16) ด้านการกระตุ้นให้ ใช้ปัญญา (x = 4.09) ซึ่งอยู่ในระดับมากทุกด้านเรียงตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำใน การบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี อุดมการณ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.17) เมื่อพิจารณาเป็นราย ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้นำเป็นผู้ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอำเภออย่างจริงจัง (x = 4.25) รองลงมา คือ ผู้นำ เป็นผู้ที่ยึดถือหลักคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงาน (x = 4.23) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้นำเป็นผู้ที่โน้มน้าวจิตใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้เกิดการยอมรับเชื่อถือศรัทธา (x = 4.16) ซึ่งทุกข้อ อยู่ในระดับมาก
134 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.16) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้นำเป็น ผู้ที่มองโลกในแง่ดี โดยใช้คำพูดและการกระทำที่เป็นการให้กำลังใจ (x = 4.18) รองลงมา คือ ผู้นำ เป็นผู้ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจว่าจะสามารถบริหารงานบรรลุเป้าหมายขององค์กรได้และผู้นำเป็น ผู้ที่ยกย่องผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น (x = 4.17) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้นำเป็นผู้ที่ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพของผู้ใต้บังคับบัญชา (x = 4.13) ซึ่งทุกข้ออยู่ในระดับมาก 3) ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในการ บริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการกระตุ้นให้ใช้ปัญญา โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.09) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้นำเป็น ผู้ที่ส่งเสริมและพัฒนาหน่วยงานให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้(x = 4.13) รองลงมา คือ ผู้นำเป็นผู้ ที่กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความริเริ่มสร้างสรรค์ (x = 4.12) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้นำเป็นผู้ที่กระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพัฒนาวิธีการทำงานด้วยแนวทางใหม่ๆ (x = 3.60) ซึ่งทุกข้อ อยู่ในระดับมาก 4) ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำ ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านการคำนึงถึงความเป็น ปัจเจกบุคคล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.17) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ย สูงสุด คือ ผู้นำเป็นผู้ที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา (x = 4.26) รองลงมา คือ ผู้นำ เป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเป็นกันเอง (x = 4.23) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้นำเป็นผู้ที่ยอมรับความแตกต่างในความสามารถที่แตกต่างกันของผู้ใต้บังคับบัญชา (x = 4.10) ซึ่งทุกข้ออยู่ในระดับมาก 2. ผลการศึกษาระดับความคิดเห็นต่อหลักปาปณิกธรรม 3 ด้าน พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม 3 ในการบริหารงาน ของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.22) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นิสสยสัมปันโน การเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ อันดี (x = 4.22) รองลงมา คือ จักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล (x = 4.23) และวิธูโร การ เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (x = 4.16) ซึ่งอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามลำดับ และเมื่อพิจารณา เป็นรายข้อของแต่ละด้านพบผลการศึกษา ดังนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านจักขุมา (การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล) พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อ การบูรณาการหลักปาปณิกธรรม 3 ในการบริหารงานของนักปกครอง ที่ว่าการอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ด้านจักขุมา การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x = 4.23) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้นำมีแผนการทำงานที่มาจากการมีส่วนร่วม