ก
ข
รายงานการวิจัย
การอนุรกั ษส์ บื สานมรดกภูมปิ ัญญารว่ มรักษาอตั ลกั ษณ์กลุ่มชาตพิ ันธ์ุ
จังหวัดตราด
โดย
สภาวัฒนธรรมจังหวดั ตราด รว่ มกับ สำนกั งานวัฒนธรรมจังหวัดตราด
งานวิจัยนีเ้ ปน็ ส่วนหนง่ึ ของโครงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมปิ ัญญาร่วมรกั ษาอตั ลักษณ์
กลุ่มชาตพิ ันธุ์จังหวัดตราด
โดยเงินงบประมาณกรมสง่ เสริมวัฒนธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565
ค
บทคดั ย่อ
คำสำคัญ: กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ , การอนรุ ักษม์ รดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม, จงั หวดั ตราด
สภาวัฒนธรรมจงั หวัดตราด: การอนุรักษส์ ืบสานมรดกภมู ิปัญญาร่วมรกั ษาอัตลกั ษณก์ ลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
จังหวดั ตราด. 198 หนา้ .
การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ
ชาวเขมร และชาวชองในจังหวัดตราด เป็นการศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม
โดยกำหนดขอบเขตเน้ือหาตามสำนักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ 2551 ซ่งึ ประกอบด้วย 8 ด้าน
ได้แก่ ด้านอาหาร ดา้ นการแตง่ กาย ด้านทีอ่ ยูอ่ าศยั ดา้ นประเพณี ด้านภาษา ด้านอาชีพ ดา้ นความเชอ่ื ด้าน
ศลิ ปะพ้ืนบ้าน เพอ่ื สรา้ งการมีส่วนรว่ มในการวางแผน การตดั สินใจยนื ยันอตั ลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์
และร่วมรักษาไว้ซ่ึงวถิ ชี ีวิตอันเปน็ อัตลกั ษณข์ องกลุ่มชาติพนั ธไ์ุ ว้อย่างแท้จรงิ อนั จะสง่ ผลในการพัฒนา
และต่อยอดมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิม่ ทางเศรษฐกจิ และส่งเสรมิ การท่องเท่ียว
ของจังหวดั ตราด ด้วยวิธกี ารศึกษาวจิ ัยเชิงคุณภาพ โดยการสำรวจ เก็บขอ้ มูลภาคสนาม การสังเกตการณ์
ทำการสนทนากลมุ่ และศกึ ษาเอกสาร
ผลการศึกษาพบว่า ลูกหลานของกลุม่ ชาติพนั ธุ์ตา่ งๆ ในจังหวัดตราดจบการศึกษาท่ี
สูงขึ้นไปเร่อื ย ๆ ทำให้เมอ่ื จบมาก็มีการไปประกอบอาชพี ตามท่ีได้ศกึ ษามา ทำให้ไมม่ เี วลาและโอกาสใน
การสบื สานอาชีพด้งั เดมิ ของบรรพบุรุษ เช่น อาชพี ตเี หล็ก ทอผ้า จกั สาน ขายยาแผนโบราณ ทำประมง
ชายฝั่ง เป็นต้น และด้วยเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้อาชีพที่ต้องพึ่งพาส่ิง
เหล่านี้ลดน้อยถอยลงจนสูญหายไปในที่สุด หรือการแต่งกายในแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์
ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันก็แทบเห็นได้ยาก นอกจากนี้แน้วโน้มในเรื่องของการใช้ภาษาในการพูด และ
การสื่อสารก็เริ่มน้อยลงเนื่องจากการสื่อสารร่วมกับคนไทย หรือการที่ต้องไปทำงานที่อื่นซึ่งต้องใช้
ภาษาไทยกลางเปน็ สว่ นมาก ทำใหพ้ ดู ภาษาของตนน้อยลง สำเนียงการออกเสียงเริ่มเพี้ยนไป นอกจากนี้
จากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิถีชีวิต อาชีพ การทำมาหากินเปลี่ยนแปลงไปด้วย ส่งผล
ถึงประเพณี หรือพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินหายไปด้วย การเข้าวัดทำบุญหรือการ
ประกอบพธิ ีกรรมตามความเช่ือของตน ก็ทำเท่าท่ีความสะดวกจะเอ้ืออำนวย บางครง้ั ดูเหมือนเป็นการจัด
ขึ้นเพ่อื จำลองวถิ ีชีวิตดั้งเดิม เช่น การละเลน่ สะบ้าล้อของชาวมอญที่จะนิยมเลน่ กันช่วงตรุษสงกรานต์
แต่ปจั จุบนั มีเพียงการจัดการแข่งขนั เพอื่ อนุรกั ษก์ ฬี าพน้ื บา้ นจังหวัดตราดเทา่ นั้น แต่ทั้งนี้ การรับทราบ
ข้อมูลด้านความศรทั ธาที่มีต่อบรรพบุรษุ การลงโทษ และความศรัทธาทีม่ ีต่อพระพุทธศาสนา รวมถงึ
เรื่องบาปกรรม และความเชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ยังคงมีส่วนให้กลุ่มชาติพันธ์ุดำรง
อัตลักษณแ์ ละสง่ ต่อมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาของตนไว้ต่อไปได้
ผู้นำชมุ ชนท้ังทเ่ี ป็นทางการและไม่เปน็ ทางการ ต้องให้ความสนใจอยา่ งจริงจังในการช่วยกันสบื ทอด
อัตลักษณ์ต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์เอาไว้ ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ มีการ
พดู คุยกนั และทำงานรว่ มกัน มากกวา่ การสนับสนุนเพยี งแคก่ จิ กรรมประจำปใี นครงั้ หนง่ึ ๆ เทา่ น้ัน หาก
มกี ารสรา้ งศนู ยเ์ รียนร้รู ว่ มกบั การสร้างพพิ ธิ ภัณฑจ์ ะทำใหส้ ามารถนำขอ้ มูลออกมาเผยแพรไ่ ดอ้ ย่างเป็น
รปู ธรรม สรา้ งความภาคภูมใิ นใช้รุ่นลูกหลานในกลุ่มชาติพนั ธน์ุ ้นั ๆ ต่อไป และการสรา้ งมลู ค่าเพิม่ ให้แก่
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพอื่ กระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนก็เปน็ อีกหน่งึ ทางเลอื กท่ีควรส่งเสริมให้
เดก็ เยาวชนได้หนั มาสนใจการสบื สานต่อยอดภูมปิ ัญญากลมุ่ ชาตพิ นั ธขุ์ องตนเองอกี ด้วย
ง
กติ ติกรรมประกาศ
การทำการศึกษาของคณะผู้จัดทำในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงได้เพราะการสนับสนุน ความ
อนเุ คราะหข์ อ้ มลู คำแนะนำ และความรว่ มมือจากบุคคลดังต่อไปนี้
ขอกราบขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์แขก(มสุ ลิม) คุณนราทร ถนอมวงษ์ อิหม่ามประจำ
มัสยิดยันนะตุ้ลการีม และคุณรสรินทร์ วิรัญโท ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ชอง คุณเกษม
มั่นคง นายกองคก์ ารบริหารส่วนตำบลชา้ งทูน และคุณสมชาย เปรื่องเวช ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุม่
ชาติพันธุ์เขมร คุณกิจปภา ประสิทธิเวช นายกเทศมนตรีตำบลหาดเล็ก และคุณทักสิน สำรวน
ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์จีน คุณเกียรติชัย โภคพิบูลย์ และคุณตถิยา โพธิ์แดง
ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ญวน คุณสรุ ศักด์ิ อินทรประเสริฐ นายกองคก์ ารบริหารส่วนตำบลไม้
รดู คุณเตง็ แซอ่ งึ้ และคุณสุวลี คล้ายมี ขอบพระคณุ ผ้แู ทนกลุ่มชาติพนั ธมุ์ อญ คุณนรนิ ทร์ มุกมณี และ
คณุ มนิ คนิ ซู ท่ชี ว่ ยประสานงาน ใหค้ ำแนะนำ ให้ขอ้ มลู เบื้องตน้ และใหค้ วามรว่ มมอื ในการเก็บข้อมูล
ของคณะผู้จดั ทำเป็นอยา่ งดี รวมท้งั ให้ความชว่ ยเหลอื เพ่ิมเตมิ แก่คณะผู้จัดทำในทุกเร่ืองทไี่ ด้ร้องขอ
ขอขอบคณุ หนว่ ยงานทงั้ ภาครัฐและเอกชนต่างๆ อนั ได้แก่ วัดบปุ ผาราม วดั นำ้ เชี่ยว องค์การ
บริหารส่วนตำบลน้ำเชี่ยว ศาลเจ้าพ่อน้ำเชี่ยว องค์การบริหารส่วนตำบลช้างทูน วัดแม่พระรับสาร
จังหวัดตราด ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด มัสยิดยันนะตุ้ลการีม มัสยิดอัลกุบรอ วัดฉางเกลือ เทศบาล
ตำบลหาดเล็ก ในด้านการให้ข้อมูลบริบทของพื้นที่ ประวัติความเป็นมาในการเขา้ มาในจังหวัดตราด
ของกลมุ่ ชาติพนั ธุ์ต่างๆ รวมท้งั ภาพประวตั ศิ าสตรแ์ ละเทศกาลประเพณี เพอื่ ขอ้ มูลการศึกษาวิจัยครงั้ นี้
ท่สี มบูรณ์
จ
สารบัญ หน้า
ข
บทคัดย่อ ค
กิตติกรรมประกาศ จ
สารบัญภาพ
บทที่ 1
4
1 บทนำ 4
1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา 4
1.2 วัตถุประสงค์การวจิ ยั 5
1.3 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ ับ
1.4 ขอบเขตการวิจัย 6
1.5 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 29
32
2 บรบิ ท แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยทเ่ี กีย่ วข้อง 35
2.1 บริบทของจงั หวัดตราด 41
2.2 แนวคิดเกีย่ วกับวฒั นธรรม 49
2.3 แนวคิด ทฤษฎีเกยี่ วกับอตั ลกั ษณ์และอัตลกั ษณท์ างชาตพิ ันธ์ุ
2.4 แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกับการดำรงอตั ลักษณ์และการเปลย่ี นแปลงทางชาติพนั ธ์ุ 53
2.5 แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกบั การมสี ว่ นรว่ ม 54
2.6 งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง 54
54
3 วิธีดำเนนิ การวิจยั 57
3.1 วิธีทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั 57
3.2 กลุ่มผ้ใู ห้ขอ้ มลู หลกั
3.3 เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั 58
3.4 วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 176
3.5 การตรวจสอบข้อมูล 177
3.6 การวิเคราะหข์ อ้ มูล
178
4 ผลการวจิ ยั 180
4.1 อตั ลักษณ์ของกลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ 181
4.2 แนวทางการสืบสานมรดกภมู ปิ ัญญาของกลุม่ ชาติพนั ธุจ์ งั หวดั ตราด 182
4.3 แนวทางการพฒั นาตอ่ ยอดมรดกภูมปิ ญั ญาของกลมุ่ ชาติพนั ธ์ุจงั หวัดตราด 187
เพ่ือสร้างมูลค่าเพิม่ ทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการทอ่ งเทย่ี ว
5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
5.1 สรุป
5.2 อภิปรายผล
5.3 ข้อเสนอแนะ
บรรณานกุ รม
คณะผู้จัดทำ
ฉ
สารบัญภาพ
ภาพที่ หน้า
59
๑ ภาพนางแจ้ ตน้ ตระกูลจีนท่อี พยพมายังจงั หวดั ตราด 62
๒ ภาพภาชนะใชส้ อยจำพวกเคร่อื งลายคราม เขยี นสีและเคลือบเขียวไขก่ า
63
จากเมอื งจีน 64
65
๓ ภาพในอดตี ของหญิงสาวในชมุ ชนเมอื งตราดแทบทกุ บา้ นจะตอ้ งทอผ้าเป็น 66
๔ ภาพย่านตลาดขวางปี พ.ศ. 2435 ซา้ ยมอื คือธนาคารออมสินสาขาตราดแหง่ แรก 67
5 หนงั สอื อนุญาตให้เขา้ เมืองระหว่างปี พ.ศ. 2462 และ พ.ศ. 2480 67
6 รา้ นขายยาไทยแผนโบราณของคณุ เตมิ นิรนั ตพ์ านชิ
7 ภาพร้านตัง้ กุยเส็งรา้ นขายของชำท่ีใหญท่ ส่ี ุดในย่านตลาดริมคลองเม่อื ครั้งอดีต 68
68
ปัจจบุ นั ยังคงเปิดดำเนนิ กิจการอย่ทู ีเ่ ดมิ แตไ่ ด้เปล่ียนชอ่ื รา้ น เป็นเอกธนวฒั น์ 68
ได้เปล่ยี นมาจำหนา่ ยวัตถดุ บิ และอปุ กรณ์ในการทำเบเกอรี่แทน 69
70
8 ภาพธนบตั รจนี ทรี่ าษฎรชาวจีนนำเขา้ มาเมอ่ื ครง้ั อพยพมาตั้งถ่ินฐานทชี่ ุมชน
รักษ์ คลองบางพระ 74
74
9 ภาพตาช่งั แขวนแบบจนี โบราณ
75
10 ภาพตะกร้าจนี โบราณทช่ี าวจีนใชจ้ ่ายตลาด 75
11 ภาพตูเ้ กบ็ เงนิ บนเรอื ขาหมู ๒ ชน้ั 76
76
12 ภาพศาลเจา้ พ่อหลกั เมอื งตราดและศาลหลักเมอื งเสาศวิ ลงึ ค์ 76
13 ภาพการเซ่นไหว้อาหาร และของคาวหวานต่างๆ ในวนั สารทจีนของคนไทย 76
78
เช้ือสายจีนในจังหวัดตราด 79
79
14 ภาพประชาชนชาวไทยเช้อื สายจนี ในจังหวดั ตราด น่งุ ขาวห่มขาวรว่ มเทศกาลกนิ เจ 79
15 ภาพชาวไทยเชอื้ สายจนี ในจงั หวดั ตราดรว่ มพธิ เี วียนธปู เปน็ พทุ ธบชู าซกิ ไทห้ อ 79
79
บชู าฮุดโจ้ว 80
16 ภาพบรรยากาศการกนิ เจอาหารเจของจงั หวัดตราด
17 ภาพพธิ ีทำบญุ ตักบาตรแบบไทยในงานวันพลเี มอื ง
18 ภาพการรำลเิ กถวายเจา้ พอ่ หลกั เมอื งตราด
19 ภาพการแสดงง้ิวถวายเจ้าพ่อหลกั เมอื งตราด
20 ภาพพธิ ที ำบุญปลอ่ ยเรือสะเดาะเคราะห์ (๑)
21 ภาพพิธที ำบญุ ปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์ (๒)
22 ภาพจิตรกรรมฝาผนงั ดา้ นหลงั พระประธานลายดอกกุหลาบ เคล้าลายนก
23 ภาพหงส์คู่และดอกโบตนั๋ (ซา้ ย)
24 ภาพปลามงั กรด้านหนา้ ประตทู ิศเหนอื (ขวา)
25 ภาพเสอื และนก
26 ภาพพระพุทธเจา้ (ซา้ ย)
27 ภาพชาวไทยและชาวจนี แสดงความสักการะ (ขวา)
28 ภาพสตรจี นี ถือพดั และชายจนี ไว้ผมเปียยาวถือบ้องยาสูบ และถุงใสย่ า
ช
สารบัญภาพ หน้า
80
ภาพที่
81
29 ภาพสตรจี ีน ๒ คน ผูกผมแบบเดียวกนั คนหน่งึ มปี ่ินทำด้วยหยกเป็นรปู เงินตรา 81
แบบโบราณระหว่างสองคนมีแจกนั โบราณตั้งอยู่ (ขวา) 82
83
30 ภาพการแต่งกายของคนในชมุ ชนรกั ษ์คลองบางพระ สมัยรชั กาลที่ ๕ 84
84
31 ภาพการแตง่ กายของข้าราชการในชมุ ชนรกั ษค์ ลองบางพระ สมัยรัชกาลที่ ๕ 87
32 ภาพการแต่งกายของบรุ ษุ และสตรีในชมุ ชนรักษค์ ลองบางพระ สมยั รชั กาลท่ี ๕-๖ 87
88
33 ภาพขนมอ๋ี 88
34 ภาพขนมบะ๊ จ่าง 89
35 ภาพขนมกจี ่าง หรือขนมจัง้ โบราณสูตรชาวตราด 91
92
36 ภาพใบเสรจ็ เงนิ รัชชูปการ ใช้แทนหนังสือเดนิ ทางของนายแอน วริ ญั โท 94
37 ภาพแผนผงั แสดงสายสมั พนั ธต์ ้นตระกูลวิรัญโท มสุ ลิมในชุมชนน้ำเชยี่ ว 95
38 ภาพแสดงการตง้ั บ้านเรอื นของชุมชนชาวมุสลิมบ้านนำ้ เช่ียว 97
39 ภาพมัสยดิ อลั กุบรอในปัจจบุ ัน
40 ภาพมัสยดิ ยนั นะตลุ้ การมี ในปจั จบุ นั 97
98
41 ภาพแสดงการทกั ทายแบบชาวไทยมสุ ลิม 101
42 ภาพการแตง่ กายของชาวมุสลิมจังหวดั ตราด 104
105
43 ภาพอาหารมุสลิมข้าวหมกไกใ่ นงานทำบญุ ฉลองวันตรษุ อดี ล้ิ อัฎฮา 109
44 ภาพอาหารมุสลิมซปุ หางวัว/ซุปเน้อื ในสำรับอาหารในงานทำบุญฉลอง 111
112
งานวันตรษุ อีดิ้ลอัฎฮา 113
120
45 ภาพอาหารมัสมัน่ เน้ือ/ปลา ในสำรับอาหารในงานทำบุญฉลอง
งานวันตรษุ อีด้ลิ อัฎฮา 120
46 ภาพอาหารไกต่ ้มเหลอื งหวั ไชโปว๊ งานทำบญุ ฉลองงานวนั ตรุษอดี ลิ้ อฎั ฮา 121
47 ภาพขนมบดินกบั ชามุสลิมในงานทำบญุ ฉลองวันตรุษอดี ลิ้ อัฎฮา
48 ภาพท่ีอย่อู าศยั ย่านชมุ ชนญวนบ้านท่าเรือจ้าง อำเภอเมอื งตราด
49 ภาพวัดคาทอลกิ แม่พระรับสาร บา้ นท่าเรือจ้าง อำเภอเมอื งตราด จังหวัดตราด
50 ภาพบอ่ ญวน ตำบลไม้รดู อำเภอคลองใหญ่ จงั หวัดตราด
51 ภาพบั่นหอย อาหารญวน (เวยี ดนามเหนอื )
52 ภาพอาหารญวนแหนมเนือง
53 ภาพขนมเบ้ืองญวน อาหารชาวญวน
54 ภาพอาหารญวนกุง้ พนั ออ้ ย
55 ภาพการปลอ่ ยโคมขนาดใหญ่เพื่อบชู าเทวดาบนฟา้ และเป็นสัญลักษณ์
การเปดิ งานตกั บาตรนำ้ มันพืชของชาวมอญในจงั หวัดตราด
56 ภาพเรือไมไ้ ผ่และอาหารหวานคาวที่ชาวมอญ นำมาใส่ในเรือเพื่อบูชาเทวดา
ในน้ำ และเปน็ การลอยเรือสะเดาะเคราะห์
57 ภาพหนุม่ สาวชาวมอญ แต่งกายดว้ ยชุดพื้นเมอื งสีสนั สวยงามร่วมงานตักบาตร
นำ้ มนั พชื
ซ
สารบัญภาพ
ภาพที่ หน้า
58 ภาพงานประเพณีตักบาตรน้ำมนั พืชของชาวมอญ จังหวดั ตราด 121
59 ภาพเจดียส์ านสัมพนั ธ์ไทย-มอญ ณ วัดฉางเกลือ ตำบลหว้ ยแร้ง อำเภอเมืองตราด 122
60 ภาพธงประจำชาติมอญ 122
61 ภาพลายผ้านงุ่ ทนี่ ิยมของผหู้ ญงิ ชาวมอญ จังหวดั ตราด (ซา้ ย) 123
62 ภาพลายโสร่ง ท่นี ิยมของผชู้ ายชาวมอญ จังหวัดตราด (ขวา) 123
63 ภาพการแขง่ ขันสะบา้ ทอย จังหวดั ตราด ในกจิ กรรมกฬี าพ้นื บา้ น 125
64 ภาพพยญั ชนะมอญ 35 ตวั 125
65 ภาพการแต่งกายของชายชาวมอญในจังหวัดตราด 125
66 ภาพการแตง่ กายของผ้หู ญิงชาวมอญในจังหวดั ตราด 126
67 ภาพ ขา้ วแช่ชาวมอญ ในจงั หวัดตราด 128
68 ภาพขนมจีนนำ้ ยาหยวกกล้วยแบบชาวมอญ จงั หวัดตราด 129
69 ภาพขนมยะหุ ขนมมงคลชาวมอญ 130
70 ภาพสมุดใบอนญุ าตทำงานของนายสเดงิ จัน 133
71 ภาพศาลาราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาลา้ น จังหวัดตราด 134
72 ภาพภายในศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย 134
73 ภาพบ้านเรอื นทีอ่ ยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเขมร (กมั พชู า) บ้านคลองมะขาม 135
หมูท่ ี่ ๑ ตำบลหาดเลก็ อำเภอคลองใหญ่ จังหวดั ตราด
74 ภาพวถิ ี ชีวิตกลุ่ม ชาตพิ ันธ์ุ ชาวเขมร (กมั พูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ท่ี ๑ ตำบล 135
หาดเลก็ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
75 ภาพอาชพี ของชาวกัมพชู าในพ้ืนที่ตำบลหาดเล็ก 135
76 ภาพอาชพี ทำเล็บดว้ ยมะนาว ชาวกมั พูชาในพน้ื ท่ตี ำบลหาดเลก็ 136
77 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กมั พชู า) บ้านคลองมะขาม จงั หวดั ตราด (๑) 138
78 ภาพความเชือ่ และศรทั ธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม จังหวดั ตราด (๒) 138
79 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กัมพชู า) บ้านคลองมะขาม จงั หวดั ตราด (๓) 138
80 ภาพขบวนแห่ในพธิ แี ต่งงาน (แซนการ์) 141
81 ภาพพิธแี ต่งงานของชาวกัมพูชา (แซนการ์) 142
82 ภาพการแข่งขนั เรอื พาย ตำบลหาดเลก็ อำเภอคลองใหญ่ จงั หวัดตราด 145
83 ภาพการแตง่ กายของชาวเขมร (กัมพชู า) พนื้ ทตี่ ำบลหาดเลก็ ในปัจจบุ ัน 145
84 ภาพอาม็อก 146
85 ภาพเนอื้ ลกลกั 147
86 ภาพขนมบนั ดกุ๊ 148
87 ภาพขนมบนั จ๊ก ซมั ลอรข์ แมร์ 148
88 ภาพสมั ลอรม์ ะจู 149
89 ภาพแม่คา้ ขายปงั บัตเต 149
90 ภาพบญ๊ั แสว่ 150
สารบัญภาพ ฌ
ภาพที่ หน้า
150
91 ภาพตน้ และใบแมงลัก 150
92 ภาพยอดมะพร้าว หวั เปราะ (เปราะหอม/หอมเปรยี ง/หอมแดง) 150
93 ภาพต้นลูกใตใ้ บ 155
156
94 ภาพชาวชองในอดตี 156
95 ภาพแผนทเ่ี ขตตำบลทา่ ก่มุ 156
157
96 ภาพหมูบ่ ้านฆอ้ ภาพ จากดาวเทียม 157
97 ภาพหมู่บ้านสีบวั ทอง ภาพจากดาวเทยี ม 158
98 ภาพหมบู่ ้านดา่ นชมุ พล ภาพจากดาวเทยี ม 158
159
99 ภาพหมบู่ ้านคลองแสง ภาพจากดาวเทยี ม 159
100 ภาพหมู่บา้ นปะเดา ภาพจากดาวเทียม 159
161
101 ภาพแผนที่เขตตำบลนนทรยี ์ 163
102 ภาพหมู่บา้ นมะม่วง ภาพจากดาวเทยี ม 164
103 ภาพแผนทเ่ี ขตตำบลช้างทูน 164
164
104 ภาพหมูบ่ ้านคลองขวาง ภาพจากดาวเทียม 165
105 ภาพมมุ สงู ตำบลช้างทนู 169
170
106 ภาพการขอขมาเทพารกั ษ์ขอเอาเปลอื กตะโกและการแซะเปลือกของตน้ ตะโก 170
107 ภาพการประกอบเรือตะโกของชาวชอง ตำบลช้างทนู 170
108 ภาพชาวบา้ น นำข้าวของตา่ งๆมาใส่ในเรอื ตะโก 171
171
109 ภาพหมอโจ๊ดทำพธิ ีตาราง ลอยเรือตะโก 172
110 ภาพการแต่งงานของชาวชองพิธีเซน่ จำสาย 172
172
111 ภาพยำวุ้นหมาน้อย 173
112 ภาพข้าวเหนยี วมูลห่อใบละปา้ ง 173
113 ภาพการหงุ ข้าวแบบโบราณดว้ ยกระทะ 174
174
114 ภาพเห็ดจมกู ม้า 175
115 ภาพแกงไกก่ ลว้ ยพระ
116 ภาพดอกออบตม้ กนิ คกู่ บั นำ้ พริกระกำ
117 ภาพข้าวส้มอนุ่
118 ภาพแกงมันเทศปลาดุก
119 ภาพขนมป้าย
120 ภาพขนมตุ้มเปล
121 ภาพงานหตั ถกรรมจกั สานจากตน้ คล้มุ
122 ภาพชาซัมเร
123 ภาพการรอ่ นพลอย ของชาวชองบา้ นช้างทูน
124 ภาพภูมปิ ญั ญาสปาสุ่มไกช่ าวชองบ้านช้างทนู
๑
บทท่ี ๑
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญ
จังหวัดตราดมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์
นอกจากประชากรไทยทั่วไปแล้วยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายกระจายอยู่ในอำเภอต่างๆ มีภาษา
วัฒนธรรมและประเพณีที่แตกตา่ งกันไปจากชนกลุม่ ใหญ่ กลุ่มชาติพันธุท์ ี่หลากหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่
ผสมกลมกลืนภายใต้นโยบายบูรณาการของรัฐและมีฐานะเป็นประชากรไทย แต่เป็นกลุ่มเสี่ยงท่ีมี
โอกาสจะได้รับผลกระทบสูงกวา่ คนกลุ่มอื่นจากการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องประสบปัญหาในมิตติ ่างๆ
ทงั้ ความมัน่ คง การเมอื ง เศรษฐกิจ สังคม และสงิ่ แวดล้อม ท่ามกลางสถานการณ์โลกและประเทศที่มี
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นความท้าทายในการดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ
โดยเฉพาะภาวะวิกฤตทางภาษาและวฒั นธรรม แมจ้ ะมีความพยายามอนุรกั ษ์ไวใ้ นระดบั หนึง่ อยา่ งไรก็
ตาม หากมองขา้ มข้อจำกัดต่างๆ แล้วจะพบว่ากลุม่ ชาติพันธ์หุ ลายกลุม่ มีศักยภาพและสามารถปรับตัว
ได้จากกระแสต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา ยังมีอีกหลายชุนชนของแต่ละกลุม่ ชาติพันธุ์ที่สามารถสร้างชุมชน
ใหม้ พี ลังเขม้ แขง็ อกี ทัง้ มีภูมปิ ัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ ควรคา่ แก่การสืบทอดช่ัว
ลูกช่ัวหลาน บางกล่มุ สามารถพฒั นาให้เกดิ การทอ่ งเทย่ี วเชงิ วัฒนธรรมใหผ้ ู้คนภายนอกได้เข้าไปเรียนรู้
วถิ ชี ีวติ ทนี่ า่ สนใจ
ด้วยเหตุที่เมืองตราดเปน็ เมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งในแถบชายฝัง่ ทะเลตะวันออก จึงทำให้มี
ความสัมพันธ์ติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานของคนหลากหลายเชื้อชาติ
นอกจากน้ีสภาพภูมิศาสตร์ของเมอื งตราดยังมภี ูเขาและป่าอันอดุ มสมบรู ณ์จึงทำให้เปน็ ท่ีอยู่ของชาติพันธุ์
ในจังหวดั ตราดได้ดงั น้ี
จนี ชนชาตจิ ีนแต่เดมิ เดินทางมากับเรือสำเภาเพ่อื คา้ ขาย ต่อมาไดอ้ พยพเขา้ มาอยู่เพราะ
เห็นทำเลการทำมาหากินเลี้ยงชีพดีกว่าบ้านเมืองของตัว นอกจากที่มาตามลำพังนี้แล้ว บางกลุ่มถูก
กวาดต้อนมาเป็นคราวๆ เนื่องจากไทยยกกองทัพไปรบกับญวนและเขมร เมื่อสมัยกรุงธนบุรีและ
รัตนโกสินทร์ ชาวจีนส่วนใหญ่ในเมืองตราดน้ีเป็นจีนแต้จิ๋ว (โดยพิจารณาจากภาษาจีนที่กลายมาเปน็
ภาษาถนิ่ จังหวัดตราด)
แขก ชนชาตแิ ขกในจงั หวัดตราดน้ีเปน็ แขกมลายู หรือแขกพวกเดียวกันกบั แขกครัว ครั้ง
แรกไดม้ าอยู่ที่ตำบลนำ้ เช่ียวแหง่ เดยี ว ต่อมาภายหลังมีจำนวนมากขึ้นได้แยกย้ายไปอยู่ที่บ้านยายม่อม
ทั้งสองแห่งนีอ้ ยู่ชายทะเลในตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ ภายหลังได้แยกย้ายไปอยู่บ้านแหลม
ตาพันริมชายทะเลในตำบลอ่าวญวน อำเภอบางพระ อีกแต่น้อยครัวต้นตระกูลของแขกพวกนี้ แต่
แรกเริ่มเดมิ ทีเชอ่ื วา่ ไมไ่ ด้อยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว จะมีถ่นิ ฐานบ้านเมอื งอยู่ที่ใดบ้างไมม่ ีผู้ยืนยันแน่นอน ได้
สันนิษฐานตามเหตุการณ์ประกอบกับชนชาติแขกที่มีอยู่คงได้ความว่า เขาพวกนี้ได้ถูกกวาดต้อน
ครอบครวั เข้ามาในรัชกาลท่ี ๓ ตอนสงครามเขมรและญวน ครงั้ นัน้ เรือเจา้ พระยาพระคลังและทัพบก
เจา้ พระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน)ี เมอ่ื ไดช้ ัยชนะแก่หวั เมอื งต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแล้ว
พลเมอื งได้ถกู กวาดต้อนส่งเขา้ มาในพระราชอาณาเขตสยามทีละคราวโดยทางทัพเรือเชอื่ ว่าคงถกู แยกย้าย
แบ่งให้มาอยู่ในตำบลน้ำเชี่ยวและแบง่ นำส่งไปที่กรุงเทพฯ หรือที่หัวเมืองอื่นๆ บ้าง สำหรับในจังหวัด
๒
ตราดได้อยใู่ นตำบลน้ำเชยี่ ว ต่อมาพวกพอ้ งของแขกที่ถูกกวาดต้อนแต่คร้ังท่อี ยใู่ นเมืองเขมรและญวน
ทราบว่าทางน้มี ีทอี่ ยูเ่ ปน็ สุขและการทำมาหากินเจริญดี จึงได้พากันมาหาเลีย้ งชพี ในจงั หวัดตราด
ญวน ชนชาติญวนนี้แต่เดิมไม่ปรากฏหลักแหล่งอยู่ที่ใด จังหวัดใดบ้าง นอกจากกล่าวถึงใน
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เมื่อองค์เชียงสือหนีจากกรุงเทพฯ มาโดยเรือใบได้มาพำนักท่ี
เกาะกูด นอกจากน้ยี ังมภี มู ินามที่เกยี่ วกบั ญวน สองแห่ง คอื เขาญวนแห่งหนง่ึ และอา่ วญวนอกี แหง่ หนึ่ง
ทเ่ี ขาญวนนัน้ ไดม้ ญี วนอพยพมาจากไหนไม่ทราบมาพักอยู่ท่เี ชงิ เขาวัดเขาญวน (วัดคริ วี ิหาร) ตำบลชำ
ราก หลายสิบครัว เขานีเ้ ดิมช่อื อย่างไรไมป่ รากฏแตเ่ มอ่ื ญวนมาตง้ั บา้ นเรือนแล้วจึงเรียกกนั ว่าเขาญวน
ส่วนที่ตำบลอ่าวญวนนั้นสันนิษฐานว่าเมื่อไทยยกกองทัพไปทำสงครามกับญวนมีชัยชนะมาแล้วได้
กวาดต้อนพลเมืองชาติญวนเข้ามาแล้วเรือที่บรรทุกมาคงจอดทอดสมอจึงเรียกกันว่าอ่าวญวน ส่วน
ญวนในตำบลบางพระ ไดถ้ ูกกวาดตอ้ นมาในคราวท่ีไทยชนะสงครามกบั ญวน มเี จ้าพระยาบดินทรเดชา
(สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพ แล้วได้กวาดต้อนพลเมืองมา ซึ่งรวมถึงชาวญวนด้วยนอกจากนั้นจึงขนไป
จังหวัดจันทบุรี ญวนที่อยู่ในจังหวัดตราดและจันทบุรีนี้เชื่อว่ามีเชื้อสายญวนปอด อย่างไรก็ดีเชื่อว่าใน
จงั หวัดตราดและจันทบรุ ยี ังมตี ระกลู ท่ชี ือ่ วา่ “อานามพงศ”์ ซงึ่ แปลวา่ วงศ์ของชาวอานาม คอื ญวน อีกดว้ ย
มอญ ชนชาติมอญในจังหวัดตราดเป็นกลุม่ ที่เข้ามาพร้อมกบั คนไทยกลุ่มดั้งเดิมที่มาต้ัง
ถิ่นฐานในเมืองตราดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันยังหาหลักฐานบุคคลไม่พบเท่าที่ปรากฏหลักฐานคือ
ภูมนิ าม “บา้ นหนองคอกมอญ” ทต่ี ำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จงั หวัดตราด และคา่ นยิ มเรื่องการ
ปักเสาไม้ยอดเป็นหงส์ไว้หน้าอุโบสถตามวัดในจังหวัดตราด นอกจากน้ีสำเนียงพูดในภาษาถิ่นจังหวดั
ตราดก็คล้ายกับสำเนียงพูดในภาษามอญทั้งการละเล่นท่ีนิยมมากในจังหวัดตราดคือสะบ้าล้อ ก็เป็น
การละเล่นท่ีนยิ มในหมู่ชาวมอญ พบว่าตระกลู เก่าของชาวมอญในจงั หวัดตราดและจันทบุรีคือตระกูล
“รามญั อดุ ม” และ “รามญั วงศ”์
ชอง ชองเปน็ ชนพืน้ เมืองของจังหวัดตราด มีภูมลิ ำเนาอยตู่ ามชายแดนและเชงิ เขา ชอบทำ
มาหากินอยู่ตามป่าเขา เช่น ทำไร่ ทำนาตามเชิงเขา ระหว่างเขา นับถือพระพทุ ธศาสนาควบคู่ไปกับการ
นับถือผี พบว่าชาวชองตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเขาสมิง โดยเฉพาะตำบลเขาสมิงกับตำบลท่าโสม อำเภอ
เมือง อำเภอบ่อไร่ เป็นต้น ชองทอี่ ยู่ใกล้กบั ชนชาตไิ ทยไดด้ ัดแปลงธรรมเนียมและภาษาเป็นไทยไปแล้ว
คำว่า “ชอง” ปรากฏในเอกสารทางราชการของไทยมีชื่อว่า เอกสารกรมราชเลขาธิการ
กระทรวงมหาดไทย รชั กาลที่ 5 (ม.4 เร่ืองท่ี 2 มณฑลจนั ทบรุ ี) รายงานว่าพระยาวิชยาธบิ ดี ผ้วู ่าราชการ
เมืองจันทบุรี แจง้ วา่ มพี วกเงยี้ วพม่า 11 คน มาจากไซ่ง่อน ขึ้นท่ีบอ่ พลอยไพลนิ ดังใจความต่อไปน้ี
“(หนา้ 3)…สืบได้ความว่ามพี วกเง้ียวพม่ารวม 11 คน มาจากไซง่ อ่ นโดยเรือเมล์โด
นยั เมอื่ วันท่ี 26 กรกฎาคม พวกนไี้ ด้แยกกนั อยู่หลายแหง่ วันที่ 29 กรกฎาคม พวกนีพ้ า
กันข้ึนไปบ่อพลอยไพลิน 8 คน ตอ่ มาวนั ท่ี 30 กรกฎาคม ไดข้ น้ึ ไปบอ่ พลอยไพลินอีก 3
คน ในพวกน้ี พระยาวิชยาธิบดีสบื ได้ความว่า คนหนง่ึ เป็นคนชาตพิ ม่า ช่อื มองเคลา้ ปูเดิม
อยู่กบมองจะเรปิ้งย่าที่เมืองจันทบุรี แล้วพากันไปหาเจ้าเมงกุนที่ไซ่ง่อน ไม่ได้ความว่า
พวกน้มี าเพอ่ื เหตใุ ด…”
อกี ฉบบั รายงานว่า
๓
พระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี แจ้งว่ามีพวกลาว 10 คน เที่ยวซุ่มซ่อน
อยตู่ ามดงยายโต้ ดังใจความตอ่ ไปนี้
“…ได้รับรายงานนานวาศ ปลัดอำเภอทุ่งใหญ่ ลงวันที่ 17 เมษายน ร.ศ. 124 ว่ามี
พวกลาวประมาณ 10 คน ถืออาวุธครบมือกัน เท่ยี วซุ่มซ่อนอยตู่ ามดงยายโต้ ปลายเขตร์
แดนแลตำบลทา่ โสม อำเภอทุ่งใหญ…่ ”
พระยาตรัง ไดต้ รวจเขตร์ท้องที่อำเภอท่าหลวง จนถึงพรหมแดนตอ่ เขตร์กับเมืองพระตะบอง
ไดแ้ จ้งถงึ กลมุ่ ชาติพันธ์ุของผู้คนแถบนี้ ดงั น้ี
“…ตำบลซึ่งตอ่ เขตร์แดนกับพระตะบองนน้ั ราษฎรชาวบ้านเป็นพวกเขมร
ทั้งสิ้น ตำบลซึ่งต่อกับเมืองปาจิณ เป็นลาวบ้าง ชองบ้าง เขมรบ้าง ตำบลทับไซน้ัน
เปน็ พวกชองทั้งสนิ้ …”
ตอ่ มานกั ภาษาศาสตร์เพิ่มระดับการรับรู้ดว้ ยคำขยายเพ่ิมเติมทางภาษาว่า “ชองของตราด”
เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่าง “ชองของจนั ทบุรี” ซง่ึ เปน็ กลมุ่ ท่ีในทางภาษาศาสตรไ์ ด้มีกระบวนการใน
การฟื้นฟูภาษาในภาวะวิกฤตไปก่อนหน้าแล้ว และเมื่อวินิจฉัยด้วยเกณฑ์ทางภาษาศาสตร์แล้ว
นักภาษาศาสตร์ได้สร้างชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ “ชองของตราด” เป็น “กะซอง” (Kasong) และส่งเสริม
ความรับรู้ของชาวชอง (ของตราด) เดิม ใหเ้ ปลี่ยนช่อื เรยี กกลมุ่ ตนเอง เพื่อจำแนกใหเ้ ห็นความแตกต่าง
ทางชาตพิ ันธ์ุ ประหนึง่ กำหนดนิยามชอื่ เรยี กทางชาติพันธุข์ นึ้ มา นำพามาซงึ่ การเปล่ยี นแปลงตวั ตนทาง
ชาติพันธุ์นับจากนั้นเป็นต้นมา ตลอดจนความตระหนักต่อสถานภาพและความสำคัญของภาวะของ
ภาษาของตนเอง จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กลไกหนึ่งของการขับเคลื่อนตัวตนทางชาติพันธุ์ของกลุม่ ชาว
กะซองคือข้อค้นพบทางวิชาการ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและยอมรับนิยามชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธ์ุ
ใหม่อย่างชดั เจน
เขมร มีผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกงอาศัยอยู่ ย้อนไปสมัยรัชกาลที่ ๕ เดิม
ประจนั ตคีรเี ขตต(์ เกาะกง) อย่ใู นการปกครองสยาม แต่เม่ือมีการทำ “อนสุ ัญญาระหว่างกรุงสยามกับ
ฝรั่งเศสว่าด้วยอนญุ าตที่ดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง ตามความในสัญญา ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๑๒ เพ่ือ
แลกเมืองจันทบุรีคืนมา แต่ฝรั่งเศสกลับยึดด่านซ้ายและตราดรวมถึงเกาะกงเป็นประ กัน ชนช้ัน
ปกครอง เช่น เจ้าเมือง ข้าราชการ จึงมาซื้อที่ดินบนเกาะกูด เกาะหมาก เกาะช้าง และอำเภอคลอง
ใหญ่ และต้งั รกรากอยมู่ าจนถึงปัจจุบนั และอกี ยุคสมัยหนง่ึ คอื เม่อื เขมรแดงเรืองอำนาจ เกิดการฆ่า
ล้างเผ่าพันธุ์ คนเชื้อสายไทยที่อาศัยอยู่ทีน่ ั่นไม่สามารถอยู่อีกต่อไปได้ จึงหนีเข้ามายังดินแดนไทยใน
พื้นที่จังหวัดตราด บ้างก็เดินข้ามเขาข้ามน้ำมา บางคนก็นัง่ เรอื มาทางทะเล จากปัญหาความไมม่ ่นั คง
ในชีวติ ทรัพยส์ ิน ความอดอยาก คนไทยพลดั ถนิ่ จากเกาะกงพูดภาษาไทยได้ชัดเจนดี แม้จะมีสำเนียง
เหนอ่ ๆ แตก่ ็เหมือนสำเนียงคนตราด แม้กระท่งั คนแก่เช้ือสายไทยในเกาะกงยังพดู ภาษาไทยได้ชัดถ้อย
ชดั คำ ตา่ งกับผู้ท่ไี ม่ใช่คนเชื้อสายไทย สว่ นใหญค่ นไทยพลดั ถ่นิ ท่ีน่ีจะประกอบอาชีพประมง อาศัยอยู่
ริมคลองตา่ งๆ เช่น คลองสน คลองมะขาม คลองไม้รดู อาหารทะเลทนี่ ่ีสดมาก ประเพณีวฒั นธรรมกไ็ ม่
มีอะไรแตกต่างไปจากคนไทยเลย เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ บวช แต่งงาน สงกรานต์ ลอยกระทง
๔
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เห็นว่า จังหวัดตราดมีความหลากหลายของวัฒนธรรมที่เป็นพหุ
วฒั นธรรมที่สามารถอยู่รว่ มกันอย่างสันติสุข และมีวิถวี ัฒนธรรมทีเ่ ช่ือมร้อยเปน็ สายสัมพันธ์ ดำรงอยู่
จวบจนถึงปัจจุบัน สภาวัฒนธรรมจังหวัดตราด ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายในพ้ืนที่จังหวัดตราด มีหน้าท่ี
เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แนวคิดในการดำเนินงานวัฒนธรรม และ
ขบั เคลื่อนงานด้านวฒั นธรรม โดยเช่อื มโยงกนั เปน็ เครือขา่ ยวัฒนธรรมจึงเล็งเหน็ ความสำคญั ของมรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นท่ีจงั หวดั ตราด จึงได้ดำเนินโครงการอนุรักษส์ ืบสาน
มรดกภมู ปิ ญั ญารว่ มรกั ษาอตั ลักษณก์ ลุ่มชาติพนั ธจ์ุ ังหวัดตราด เพือ่ ให้เกดิ ความภาคภมู ิใจในอัตลักษณ์
และตระหนักรถู้ ึงมรดกทางวฒั นธรรมที่ล้ำคา่ ควรแกก่ ารสืบสานและตอ่ ยอดต่อไป
1.2 วัตถุประสงค์การวจิ ยั
1.2.1 เพื่อจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุชาว
จนี ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ภายในพน้ื ท่ีจังหวดั ตราด
1.2.3 เพื่อศึกษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร
และชาวชอง ในวิถีวัฒนธรรมทด่ี งี ามและมรดกทางวัฒนธรรมของกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ในพน้ื ทจี่ ังหวัดตราด
1.2.4 เพื่อพัฒนาและต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน
ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชองของจังหวัดตราด ให้เกิดการความภาคภูมิใจใน
มรดกทางวัฒนธรรม ร่วมกันสืบสานต่อยอด สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจ และส่งเสริม
การท่องเท่ียวของจังหวดั ตราด
1.3 ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ ับ
1.3.1 มีข้อมูลมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน
ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ของจังหวัดตราดและกลุ่มชาติพันธุ์ฯ มีความภาคภูมิใจในมรดกภูมิ
ปัญญาทางวฒั นธรรมของตนเอง
1.3.2 กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชองในพื้นท่ี
จังหวัดตราด ได้มีส่วนร่วมในการวางแผน การตัดสินใจยนื ยันอตั ลักษณ์ ความเป็นชาติพันธุ์ และร่วม
รกั ษาไวซ้ ึง่ วิถชี วี ติ อันเป็นอตั ลกั ษณข์ องชาตพิ นั ธุ์ ไวอ้ ยา่ งแท้จริง
1.3.4 มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราดได้รับการพัฒนาและต่อยอด เพื่อสืบ
ทอดถึงชนรุน่ หลงั สามารถสรา้ งมลู คา่ เพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดต่อไป
1.4 ขอบเขตการวิจยั
การศึกษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดครั้งนี้ กำหนดขอบเขตการศึกษา ๖
ชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ในจังหวัดตราด โดย
ศึกษาข้อมูลเบือ้ งต้นทางด้านวฒั นธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนกั งานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ 2551 ซงึ่ ประกอบดว้ ย 8 ดา้ น ไดแ้ ก่
1.4.1 ด้านอาหาร หมายถึง รสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าทางสังคมและภูมิ
ปัญญาในแต่ละท้องถิน่ ซึ่งสามารถนำมาสง่ เสริมแม่ครัว กุ๊กร้านอาหาร ในการประกอบอาหารพื้นถ่นิ
ในแต่ละพื้นทีใ่ ห้มีรสชาติแบบด้ังเดมิ หรือรสชาติท่ีตรงตามความต้องการของนักท่องเท่ียวทั้งของไทย
และตา่ งประเทศ
๕
1.4.2 ด้านการแต่งกาย หมายถึง เสื้อผ้า เครื่องประดับทีเ่ ปน็ เอกลักษณ์ของกลุ่มชาตพิ นั ธุ์
นั้นๆ ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริม สนับสนุน รณรงค์ให้ผู้คนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แต่ง
กายในรูปแบบของเครอ่ื งแต่งกายประจำทอ้ งถิน่ น้ันๆ
1.4.3 ด้านที่อยู่อาศัย หมายถึง ลักษณะบ้านเรือนสะท้อนเอกลักษณ์โดดเด่นทาง
สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั้นๆ ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริมอนุรกั ษฟ์ ื้นฟูและพัฒนาบา้ น อาคารในพื้นท่นี ัน้ ๆ
ใหร้ ักษาคุณคา่ ทางสถาปตั ยกรรมพื้นถน่ิ
1.4.4 ดา้ นประเพณี หมายถึง การจัดงานบญุ ประเพณี สืบสาน เพือ่ อนุรักษ์ฟ้ืนฟูทอ้ งถ่ินซึ่ง
สามารถนำมาส่งเสรมิ สนับสนุน การจัดงานบุญประเพณใี นเทศกาลสำคัญของชุมชนท้องถ่ิน ที่สะท้อน
ถงึ วถิ ีชวี ิตท่ีงดงามและมีคุณค่าต่อผคู้ นและนักทอ่ งเที่ยว
1.4.5 ด้านภาษา หมายถึง การใชภ้ าษาถนิ่ ในชุมชนเปน็ เสน่ห์และเป็นการสืบสานให้ภาษา
ถิ่นนั้นๆ คงอยู่คู่กับชมุ ชน ซึ่งสามารถนำมารณรงค์การใช้ภาษาถิน่ ในกลุ่มมัคคุเทศก์ อาสาประจำถิ่น
รวมทง้ั การส่งเสรมิ การใช้ภาษาถนิ่ ของกลุ่มผูป้ ระกอบการและผคู้ นในชมุ ชน
1.4.6 ด้านอาชีพ หมายถึง ท้องถิ่นต่างๆ มีความเป็นอยู่และมีอาชีพที่สอดคล้องกับสภาพ
ภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตของท้องถิ่นนั้น ซึ่งสามารถนำมาสง่ เสรมิ การถา่ ยทอดภูมิปัญญาด้านอาชพี ของ
ชุมชนท้องถิ่น เช่น ช่างฝีมือพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง ฯลฯ สามารถพัฒนาต่อยอดอาชีพของท้องถิ่น
ด้วยการพัฒนาผลติ ภัณฑ์ใหม้ คี ุณคา่ และเพ่ิมมลู คา่
1.4.7 ด้านความเชื่อ หมายถึง ความเป็นวถิ ีแห่งความเชื่อและศรัทธาของกลุ่มคนในแตล่ ะ
ท้องถิ่นซึ่งสามารถนำความเชื่อความศรัทธาในพ้ืนที่มานำเสนอในรปู แบบต่างๆ อย่างเป็นระบบ เช่น
การจัดนิทรรศการ จดั งานมหกรรม เพ่อื เปน็ จดุ ดึงดดู ทน่ี ่าสนใจ
1.4.8 ด้านศิลปะพืน้ บ้าน หมายถงึ การแสดงถงึ ภมู ปิ ญั ญาดา้ นศลิ ปะในแต่ละท้องถน่ิ ซงึ่ เป็น
การนำศิลปะพื้นถ่ินที่มเี อกลักษณ์ของชุมชนมาพัฒนาและสร้างสรรค์เพือ่ เพิ่มสุนทรียะและเพิม่ มูลคา่
ได้แก่ ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน งานสถาปตั ยกรรมพืน้ ถิ่น งานหัตถกรรมพื้นถ่ิน
1.5 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
กลุ่มชาติพันธุ์ หมายถึง กลุ่มชนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรษุ เดียวกัน มีภาษาวัฒนธรรม
และขนบธรรมเนยี มประเพณเี ดียวกนั
อตั ลักษณ์ หมายถงึ การบ่งบอกถึงลกั ษณะทีแ่ สดงความเปน็ ตวั ตนของกลุ่มชาติพันธ์ุ ท่ีมีรากฐาน
จากความเช่ือ วถิ ีชวี ิต วฒั นธรรมประเพณี โดยแสดงผา่ นบคุ ลกิ ภาพ ลกั ษณะนสิ ัย อุดมคติ สถานภาพ
พิธีกรรมและพืน้ ฐานทางสงั คมวัฒนธรรมทมี่ คี วามรูส้ กึ ว่าเปน็ พวกเรา
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หมายถึง ความรู้ การแสดงออก การประพฤติปฏิบัติ หรือทักษะ
ทางวัฒนธรรมทแี่ สดงออกผ่านบุคคล เครอ่ื งมือ หรอื วัตถซุ ึง่ บุคคล กล่มุ บุคคล หรือชุมชนยอมรับและ
รู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีการสืบทอดกันมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยอาจมีการ
เปลย่ี นแปลงเพ่อื ตอบสนองตอ่ สภาพแวดล้อมของตน
๖
บทที่ ๒
บริบท แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
การศึกษาการอนรุ ักษ์สืบสานมรดกภมู ิปัญญารว่ มรกั ษาอัตลกั ษณ์กลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ จังหวัดตราด
คณะผู้วิจัยได้อาศัยเเนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกรอบ
แนวคิด เพื่อช่วยให้อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษา
อัตลกั ษณก์ ลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ จังหวดั ตราดน้ี โดยมีแนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ งดังนี้
2.1 สภาพทางภูมิศาสตร์ ภมู ิหลงั ทางประวัตศิ าสตร์ สังคมและวฒั นธรรม
2.2 แนวคิดเกีย่ วกับวฒั นธรรม
2.3 แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกบั กลมุ่ ชาตพิ ันธุ์และความสมั พันธ์ระหวา่ งกล่มุ ชาติพันธุ์
2.4 แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกบั อตั ลกั ษณ์และอัตลกั ษณท์ างชาติพันธ์ุ
2.5 แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกบั การดำรงอัตลกั ษณ์และการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธ์ุ
2.6 แนวคิด ทฤษฎีเกย่ี วกบั การมีสว่ นร่วม
2.7 งานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง
2.1 สภาพทางภูมศิ าสตร์ ภูมิหลงั ทางประวัติศาสตร์ สังคมและวฒั นธรรม
จังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนับแต่สมัยก่อน
ประวัติศาสตร์เป็นต้นมา ดังปรากฏร่องรอยทั้งจากโบราณวัตถุโบราณสถาน และวัฒนธรรมต่างๆ
ตลอดจนสภาพสงั คมทีป่ ระกอบไปด้วยคนหลากเช้อื ชาติ ศาสนา ท่ีมีการอพยพย้ายเข้ามาหลายยุคสมัย
ทัง้ น้ีอาจเนอ่ื งมาจากสภาพภูมิศาสตร์ท่ีหมาะสมและความอดุ มสมบูรณข์ องพืชพันธธุ์ รรมชาติท่อี าจเป็น
ปจั จยั สำคญั อนั ทำใหแ้ ผ่นดนิ ผนื นเ้ี ป็นท่ีต้ังของชุมชนมาหลายยุคสมยั
2.1.1 สภาพภูมศิ าสตร์ของจังหวดั ตราด
ตราด เป็นเมืองสุดท้ายทางทะเลด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ท่ี
ละติจดู ระหวา่ ง ๑๑ - ๑๒ องศาเหนือ และลองติจดู ๑๐๒ องศาตะวันออก ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึง
จงั หวัดตราดประมาณ ๓๑๕ กโิ ลเมตร มีเนื้อทปี่ ระมาณ ๒,๔๖๒.๖ ตารางกิโลเมตร และพื้นท่ีตามเขต
การปกครองทางทะเลประมาณ ๗,๒๕๙.๖ ตารางกิโลเมตร ฝั่งทะเลยาวประมาณ ๑๖๕ กิโลเมตร มี
อาณาเขตตดิ ตอ่ กบั จังหวดั ใกลเ้ คยี งและประเทศเพื่อนบ้านดงั น้ี
ทศิ เหนือ ติดต่อกับอำเภอขลุงจงั หวดั จนั ทบรุ ีและประเทศกัมพชู า
ทิศใต้ ติดตอ่ กบั อา่ วไทยและนา่ นนำ้ ทะเลประเทศกัมพูชา
ทิศตะวันออก ตดิ ต่อกับประเทศกมั พชู ามที วิ เขาบรรทดั เป็นแนวกน้ั เขตแดน
ทิศตะวันตก ตดิ ตอ่ กับอำเภอขลุง จังหวดั จันทบรุ ี
ภูมิประเทศของจังหวัดตราด มอี าณาบรเิ วณท้งั ทเ่ี ปน็ แผน่ ดินและพ้ืนน้ำประกอบด้วยเทือกเขา
สูงอุดมด้วยป่าเบญจพรรณและป่าดิบทางด้านตะวันออก ส่วนบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ทางด้านใต้มีภูมิ
ประเทศสว่ นใหญ่เปน็ ภูเขาสงู เช่นเดียวกับตอนเหนอื เป็นท่ีราบบริเวณภูเขา ตอนกลางจะเป็นที่ราบลุ่ม
น้ำที่อุดมสมบูรณ์แล้วลาดลงเป็นที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล กล่าวได้ว่าลักษณะของภูมิประเทศที่ปรากฏ
๗
เด่นชัด คือ ที่ราบบริเวณลุ่มน้ำ ที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล ที่ราบบริเวณภเู ขาและที่สูงบริเวณภูเขา แต่ละ
บรเิ วณมีความแตกตา่ งกนั จงึ ทำใหว้ ิถีการดำเนนิ ชีวิตของคนแต่ละทอ้ งทมี่ คี วามแตกตา่ งกันไปด้วย
ที่ราบลุ่มบริเวณลุ่มน้ำ ได้แก่พ้ืนที่บริเวณท่ีราบตอนกลางและตะวันออกประกอบด้วยลำนำ้
สำคญั หลายสาย ซึง่ เกิดจากทวิ เขาบรรทัดทางตอนเหนือและตะวนั ออก นอกจากนย้ี งั มพี นื้ ทรี่ าบแคบๆ
ทางด้านตะวันตก มีลำน้ำหลายสายจากภูเขาที่ไม่สูงมากนัก บริเวณที่ราบลุ่มน้ำมีความอุดมสมบูรณ์
จงึ มกี ารทำนากนั มากในบริเวณพืน้ ทีแ่ ถบนี้
ท่ีราบต่ำชายฝงั่ ทะเล ตามบริเวณฝงั่ ทะเลเกือบตลอดแนว เปน็ บริเวณที่รวมเอาตะกอน โคลน
ตมจากแมน่ ำ้ ลำคลองต่างๆ มาทับถมกนั ได้แก่ บริเวณฝง่ั แม่น้ำเวฬุ ตำบลแสนตุ้ง ตำบลท่าโสม อำเภอ
เขาสมิง และบางส่วนของตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบ ซึ่งมลี ำคลองเล็กๆ หลายสายไหลลงสูท่ ะเล
ส่วนบริเวณที่ราบต่ำมีอยู่ทั่วไปทางฝั่งทะเลตะวันตก ตั้งแต่อำเภอเขาสมิง จนถึงอำเภอแหลมงอบ
อำเภอเมืองตราด จนถงึ อำเภอคลองใหญ่ บริเวณทก่ี ั้นไม่ให้นำ้ ทะเลทว่ มถงึ อยู่เสมอมีป่าชายเลนตลอด
แนว ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการทำประมงชายฝั่งและการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง เช่น การเลี้ยง
กุ้งกุลาดำ หอยนางรม และหอยแครง ที่ราบบริเวณภูเขา บริเวณนี้มีพ้ืนที่กว้างขวางมาก เนื่องจากมี
ภูเขากระจายอยู่ในบริเวณต่างๆ ของจังหวัด โดยเฉพาะทางตอนเหนือ ในเขตท้องที่อำเภอบ่อไร่ เป็น
บริเวณที่เคยมีป่าไม้เขยี วชอุ่ม ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น จึงทำให้พื้นที่นี้มคี วามชุ่มชื้นมาก เป็นแหล่ง
ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของจังหวัด ทางตะวันตกเขตท้องที่อำเภอเขาสมิงมีเขาเต้ียๆ สลับอยู่โดยทั่วไป
บริเวณตอนกลางและตอนใต้ในเขตอำเภอเขาสมิงบางส่วนที่ติดต่อกับอำเภอแหลมงอบ มีภูเขาขนาด
ไม่สูงนกั กระจายอยู่ท่ัวไป แต่พ้นื ท่ีปา่ เหลืออยู่น้อยมาก เนอ่ื งจากประชาชนเข้าไปจับจองเพ่ือใช้เป็นที่
ทำกนิ
ทส่ี งู บริเวณภเู ขา ในจงั หวัดตราดมที ี่สงู บรเิ วณภเู ขากว้างขวางมาก อย่ทู างตอนเหนอื แผ่ลงมา
ทางตอนใต้ตลอดแนวพรมแดนจนสดุ เขตทางใต้ของจังหวัดภูเขาเหล่านี้สลบั ซับซ้อนกันอย่างหนาแน่น
มชี ่ือเรียกแตกตา่ งกนั ไปตามบรเิ วณที่ผ่าน แตเ่ ปน็ ท่ีรู้จักกนั ดีในนามทวิ เขาบรรทดั ส่วนทางตะวันตกมี
ภูเขาที่ไม่สูงนักรวมกันอยู่ในบริเวณแคบๆ ซึ่งได้แก่บริเวณตอนกลางของอำเภอแหลมงอบติดต่อกับ
อำเภอเขาสมงิ ภเู ขาเหล่าน้ีในอดีตเปน็ พ้นื ท่ีป่าทึบท่ีอดุ มสมบูรณ์ แต่ในปัจจุบันถูกทำลายเป็นจำนวน
มาก รวมท้งั บรเิ วณทเี่ ป็นไหล่เขา ไดเ้ ปลย่ี นสภาพจากป่าธรรมชาติเปน็ สวนยางพารา สวนผลไม้และไร่
สบั ปะรด อย่างไรกต็ าม พืชเศรษฐกจิ เหล่าน้ีก็มีความสำคญั และสร้างชื่อเสยี งให้กบั ท้องถ่ิน
สำหรับหมู่เกาะช้างมีภูเขาครอบคลุมอยู่เกือบตลอดพ้ืนที่ ได้แก่ เกาะต่างๆ เช่นเกาะกูด หมู่
เกาะช้าง เกาะเหล่านี้มีทีร่ าบเฉพาะชายฝัง่ ทะเลเท่านั้น ภูมิประเทศของเกาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่
สำคัญของจังหวัด หมู่เกาะทะเลในจังหวัดตราดตั้งอยู่ห่างจากฝั่งจึงได้รับผลกระทบจากตะกอนปาก
แม่น้ำบนแผ่นดินน้อยส่งผลให้น้ำทะเลใส เป็นแหล่งป่าต้นน้ำมีน้ำตก พืชพันธ์ุธรรมชาติ และสัตว์ป่าซึ่ง
ยังคงความสมบูรณ์ของระบบนเิ วศอยู่มาก
แมน่ ำ้ ของจงั หวดั ตราดส่วนใหญ่เกิดจากตน้ นำ้ บนทิวเขาบรรทัดตอนเหนือ มีลักษณะคดเค้ียว
ไหลหลอ่ เลี้ยงผืนดนิ ในท่ีต่างๆ แล้วจึงไหลลงสู่อ่าวตราดแม่นำ้ ที่สำคัญในจงั หวัดตราด คือ แม่น้ำตราด
และแม่น้ำเวฬุ
๘
แม่น้ำตราด เป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตราด ยาวประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร มีชื่อเรียก
แตกต่างกนั ไปตามบรเิ วณทไ่ี หลผ่าน ต้นน้ำเกดิ จากทวิ เขาบรรทัดตอนเหนือท่ีสำคญั คือ คลองแอ่งและ
คลองสะตอ จากนัน้ ไหลผา่ นอำเภอบอ่ ไร่ ซงึ่ เปน็ แหลง่ แร่รัตนชาตทิ ี่สำคญั ไหลผา่ นอำเภอเขาสมิง ช่วง
นีเ้ รยี กวา่ คลองเขาสมิงหรือคลองใหญ่ ซ่งึ เป็นเสน้ ทางคมนาคมที่สำคัญในอตีตของผู้คนท่ีต้ังถิ่นฐานอยู่
ตามริมแม่น้ำ แม้ในปัจจุบัน ลำคลองนี้ก็ยังเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการเกษตร เพราะอำเภอเขาสมิงมี
พ้ืนทีเ่ พาะปลูกมากทสี่ ุดในจงั หวัดตราด โดยเฉพาะสวนผลไม้
เมื่อไหลเข้าสู่เขตอำเภอเมืองตราด คลองเขาสมิงได้บรรจบกับคลองห้วยแร้งที่บริเวณปาก
คลองห้วยแร้ง หมู่บ้านจุฬามณี ตำบลห้วยแร้ง ในช่วงนี้เองที่เรียกชื่อว่า แม่น้ำตราด เข้าสู่ชุมชน
“บ้านท่าเรือจ้าง” แม่น้ำตราดเป็นเส้นทางการคมนาคมสำคัญที่ใช้ติดต่อทั้งภายในและภายนอก
ประเทศต้งั แตอ่ ดตี จนถึงปัจจุบัน
แม่นำ้ เวฬุ เป็นแม่นำ้ แบง่ เขตแดนของจังหวัดตราดและจงั หวัดจนั ทบรุ ี ต้นนำ้ อยูใ่ นเขตจังหวัด
จันทบุรี ที่เขาชะอมและเขาสระบาป มีความสำคัญเพราะไหลผา่ นเขตเกษตรกรรมของทั้งสองจงั หวัด
ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดตราดมีความยาวประมาณ ๒0 กิโลเมตร ไหลผ่านบ้านท่าจอด ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง ลงสู่ทะเลบรเิ วณอ่าวบา้ นบางกระดาน อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
คลองตา่ งๆ ในจงั หวัดตราด สว่ นใหญ่มีกำเนิดจากต้นนำ้ บนทิวเขาบรรทัดไหลซอกซอนหล่อ
เล้ียงไร่นาและสวนผลไมใ้ นที่ตา่ งๆ แลว้ ไหลลงแม่น้ำตราด เชน่ คลองลำสะตอนอ้ ย คลองลำสะตอใหญ่
คลองใหญ่ คลองฟิต คลองห้วยแร้ง คลองเหล่านี้เป็นประโยชน์ยิ่งของอำเภอเขาสมิงและอำเภอเมอื ง
ตราด ส่วนคลองนำ้ เชี่ยว เกิดจากเขาวงั ปลาซึ่งอยู่ระหว่างอำเภอแหลมงอบกับอำเภอเมืองตราด ไหล
ผ่านหม่บู ้านนำ้ เช่ยี วลงสทู่ ะเลทางใต้ที่บ้านปากคลอง ตำบลหนองโสน เปน็ แหลง่ ประมงพื้นบ้านและใช้
เปน็ เสน้ ทางออกทะเลเพื่อทำการประมงจนทุกวันน้ี นอกจากนยี้ งั มคี ลองบางพระ มีตน้ น้ำเกิดจากเขา
ระกำถูกปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขาระกำแล้วไหลผ่านตัวเมืองตราดไปรวมกับแม่น้ำตราดที่บ้านด่านเกา่
ไหลลงสู่ทะเลตราด คลองบางพระน้ีเคยมีความสำคญั มากในอดตี เปน็ เส้นทางคมนาคมทางน้ำท่ีสำคัญ
ปัจจุบันก็ยังเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ริมคลองและยังเป็นแหล่งระบายน้ำ
ป้องกนั น้ำท่วมในเขตเทศบาลดว้ ย
2.2.2 ประวัติศาสตร์จงั หวดั ตราด
แผ่นดินจงั หวัดตราดเปน็ ท่ีอาศัยของคนมาหลายยุคสมัย นับเนือ่ งมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
จนถึงปัจจุบนั ดังจะเห็นได้ว่ามีการเปลีย่ นแปลงศูนย์กลางของวฒั นธรรมและศูนย์กลางชุมชนไปตาม
กล่มุ คนที่เข้ามาอย่อู าศยั ในแตล่ ะสมยั ดังจะสามารถแบง่ ยุคประวัติศาสตรข์ องจังหวัดตราดไดด้ งั นี้
2.2.2.1 สมยั กอ่ นประวัติศาสตร์ต่อเน่ืองถงึ ช่วงต้นประวัติศาสตร์
หลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ท่แี สดงถึงการใชพ้ ้ืนท่อี าศัยที่จงั หวัดตราดของมนุษย์ก่อน
ประวัติศาสตร์นั้น ได้แก่ กลองมโหระทึก ที่พบในจังหวัดตราดจำนวน ๓ ใบ คือ ที่บ้านนายเผือด
สมบรู ณ์ บา้ นสามง่าม หมู่ที่ ๔ ตำบลวงั กระแจะ อำเภอเมืองตราด จงั หวดั ตราด พบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔
และพบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ในแห่งเดียวกัน และที่บ้านนายเสมอ อิ่มทะสาร บ้านเลขที่ ๒๕ หมู่ท่ี ๖
ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด จากหลักฐานกลองมโหระทึกทำให้สามารถกำหนด
๙
ยุคสมัยของวัฒนธรรมในช่วงก่อนประวตั ิศาสตร์ของจังหวัดตราดได้ว่ามีอายุอยู่ในระหวา่ งศตวรรษท่ี
๗ - ๖ ก่อนคริสต์ศักราช จนถึงหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๒ (๒๐๐ ปีก่อนพุทธกาล - พุทธศตวรรษที่ ๗)
นอกจากนภ้ี ายในกลองยังพบโบราณวัตถุ อาทิ สิว่ เหลก็ มีดขอ ขวานเหล็กมีบ้อง มีดเหลก็ เศษภาชนะ
ดินเผาที่เผาด้วยคุณหภูมิต่ำ (Earthenware) ชิ้นส่วนภาชนะ ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ ลูกปัดหินคอร์เน
เลียน (Cornelian) ฯลฯ
กลองมโหระทึกทพ่ี บท่ีจงั หวัดตราดนี้ มลี ักษณะเปน็ กลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ 1c
(Heger IC) ซึ่งเป็นกลองแบบท่ีมีอายุเก่าแกท่ ีส่ ุด นับเป็นประดษิ ฐกรรมในวัฒนธรรมดองชอน (Dong
Son) ทีพ่ บในจีนและเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ วัฒนธรรมดงั กลา่ วเป็นวฒั นธรรมในสังคมเกษตรกรรม มี
ความเกี่ยวข้องกบั แม่น้ำที่ราบ จากการตีความลวดลายบนกลองทั้ง ๓ ใบ สันนิษฐานวา่ อาจเกีย่ วขอ้ ง
กับพิธีกรรมการบูชาดวงอาทิตย์ การบูชายัญสัตว์ของพระเจ้า การบันทึกเรื่องการปลูกข้าว และ
เทศกาลแข่งเรือหรอื การประกอบพิธีกรรมทีเ่ ก่ียวกบั น้ำนอกจากนี้ยังพบรอยแกลบขา้ วประทับบนผวิ
กลอง ซง่ึ เปน็ หลกั ฐานยืนยันเกี่ยวกับสภาพสังคมของผใู้ ช้กลองว่าเป็นกล่มุ ชนในสังคมเกษตรกรรม ผล
การศกึ ษากลองมโหระทกึ น้ีทำให้ทราบว่าชมุ ชนโบราณแห่งแรกของจงั หวัดตราดอยู่ท่ีบริเวณตำบลวัง
กระแจะ ในเขตอำเภอเมืองตราด ซึ่งในสมัยนั้นชาวเมอื งมกี ารทำเกษตรกรรม และนบั ถืออำนาจเหนือ
ธรรมชาติอยู่
นอกจากนี้ยังมีการค้นพบโบราณวัตถุที่โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ บ้านอีเร็ม หมู่ที่ ๗
ตำบลประณีต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บริเวณพื้นที่รอบๆ โบราณสถานประมาณ ๕ กิโลเมตร
ชาวบ้านพบวตั ถุโบราณสมัยกอ่ นประวัติศาสตร์ เปน็ เครอื่ งมือเครือ่ งใชป้ ระเภทหินขัด เครือ่ งป้ันดนิ เผา
เคร่อื งบดยาหิน แต่ยงั ไม่มีรายงานการศึกษาทางโบราณคดแี ต่อยา่ งใด
2.2.2.2 สมยั ประวัติศาสตร์
ในสมัยประวตั ิศาสตรข์ องดินแดนแถบเมืองตราดน้ัน ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
เมืองจันทบุรี ซึ่งเป็นเมืองสำคัญเมอื งหนึง่ ในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งวัฒนธรรมในยุคต้นคือราว
พุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๖ นั้น มีพัฒนาการไปในวถิ ีทางเดียวกับวัฒนธรรมเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร
หรืออาณาจักรเจนละ ซึ่งรุ่งเรื่องอยู่ในแถบประเทศกัมพูชาปัจจุบัน ดังปรากฏหลักฐานได้แก่
โบราณสถานและโบราณวัตถุในเขตจังหวดั จนั ทบุรี อันมพี นื้ ที่อยู่ใกลเ้ คยี งกบั เมอื งตราด และอาณาจักร
เขมรโบราณสมัยก่อนเมืองพระนคร หลักฐานทางโบราณคดีที่สามารถกำหนดสมัยของเมืองจันทบุรี
โบราณ อาทิ ทับหลงั แบบถาราบริวตั ทับหลงั แบบน้ีมีอายุอยู่ในราว พ.ศ. ๑๑๕๐ มคี วามใกล้เคียงกับ
ศลิ ปะอนิ เดยี แบบคปุ ตะระหว่าง พ.ศ. ๑๑๐๐ - ๑๑๕๐ เชน่ ทถี่ ำ้ เอลโลราที่ ๖ และที่ ๑๔ ทับหลังแบบ
ไพรเกมง มีอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เสาประดับกรอบประตูแบบสมัยก่อนเมืองพระนคร
ลกั ษณะเป็นเสากลมเหมอื นกบั เสาประดบั กรอบประตูสมัยกอ่ นเมืองพระนครทั่วไป
สิงห์ทวารบาล เป็นสิงห์ศิลปะเขมร สิงห์เหล่านี้จากรูปแบบกล่าวได้ว่า เป็นสิงห์ใน
ศิลปะแบบสมัยนครวัด เทวสตรีสัมฤทธิ์ ขนาดประมาณ ๑๕ เซนติเมตร พิจารณาจากเครื่องแต่งกาย
เป็นรอยต่อระหว่างศิลปะปาปวนนครวัด ทับหลังแบบปาปวน ลักษณะเป็นแผ่นศิลาสสักลวดลาย
พฤกษาแบบทับหลัง ตรงกลางมบี ุคคลอยูใ่ นซุม้ แต่ด้านข้างทำเป็นกรอบคดโค้งคลา้ ยทับหลัง คงเป็น
ช้นิ ส่วนประกอบสถาปัตยกรรม จากลกั ษณะของลวดลายกำหนดไดว้ ่าอยู่ในศิลปะแบบปาปวน
๑๐
เทวรูปพระหริหระ รูปแบบเป็นศิลปะเขมรแบบพนมดา (พ.ศ. ๑๐๘๐-๑๑๕๐) แต่
นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นศิลปะแบบไพรเกมง แผ่นภาพสลักเล่าเรื่อง สลักภาพ
บคุ คล ๕ คน นัง่ อย่บู นแท่นเตย้ี ๆ บุคคลทง้ั ๕ ถือสิง่ ของคล้ายดอกไมอ้ ยใู่ นมือ น่งั อยหู่ น้าอาคารซึ่งอาจ
เปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั ของชนชัน้ สูงหรือศาสนสถาน การแต่งกายของบคุ คลในภาพนุ่งผ้าส้นั จีบเป็นร้วิ ขอบผ้า
ด้านข้างท่ีเอวโค้งสูงขึ้นไปมาก ที่บริเวณหน้าท้องเปิดกว้างแต่เพียงเล็กน้อย ขอบผ้าพับย้อนออกมาท่ี
หน้าท้อง คล้ายคลึงกับการนงุ่ ผ้าของประติมากรรมในศิลปะแบบปาปวน
นอกจากน้ียงั มหี ลกั ฐานที่สำคญั คือ จารึก จารกึ ทีพ่ บบริเวณเมืองเพนียดนั้นมีด้วยกัน
ทั้งหมด ๓ หลัก คอื จารกึ วดั ทองทัว่ จารกึ วัดทองทวั่ เปน็ จารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กล่าวถึง
พระเจา้ อีสานวรมนั ท่ี ๑ (พ.ศ.๑๑๕๘-๑๑๗๘) วา่ ถวายข้าทาสและส่ิงของแก่ศาสนสถาน จารึกเพนียด
พบบริเวณเนินโบราณสถานวัดเพนียดร้าง เป็นจารกึ ทีเ่ ขยี นข้ึนในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ ใช้ภาษา
สันสกฤตและภาษาเขมร ตัวอักษรขอมโบราณจารึกนี้ชำรุดมากมีข้อความเหลือเพียง ๘ บรรทัดใน
ดา้ นหนา้ และดา้ นหลังเหลือเพียง ๕ บรรทดั ข้อความในจารกึ เหมอื นกับศิลาจารึกอีก ๑๑ หลัก พบที่
พระตะบอง เสียมราฐ จำปาศักดิ์ ตะโบงฆมุม บาพนม และ บันทายมาส เนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสนา
ฮินดู จารึกเพนียด หลักท่ี ๕๒ เป็นจารึกที่ค่อนข้างชำรุดมาก จารึกด้วยอักษรขอมโบราณและเป็น
ภาษาขอม อายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑5 เช่นเดียวกับจารึกเพนียดของพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ มี
เนื้อหากระท่อนกระแท่นอ่านไม่ได้ใจความ สำหรับที่จังหวัดตราดนั้น มีการพบอิตถีลึงค์ซึ่งเป็น
วัฒนธรรมฮินดู ศิลปะเขมรที่บ้านหนองใหญ่ ตำบลห้วยแร้ง ในสมัยที่พระยานรเชษฐ์วุฒิไวยจางวาง
เป็นเจา้ เมือง ทา่ นจดั การให้ไปบรรทุกเอามาฝังไวท้ ่ีศาลเจา้ หลกั เมืองเป็นค่กู บั หลักเมือง
นอกจากนี้ในเอกสารจีนโบราณในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. ๑๑๒๗-๑๒๙๙) ตรงกับ
สมยั ก่อนกรงุ สุโขทยั - สมัยกรงุ สุโขทยั กลา่ วถงึ เมืองต้ลี ่าต๋า (Dilada) ไว้ในหนังสอื หลง่ิ ไว่ไตต้ า๋ ซง่ึ เป็น
หนงั สือประเภทตอบปัญหาเกี่ยวกับนอกเมอื ง แต่งโดยโจวช่ีเฟย เปน็ คนสมัยราชวงศ์ซง่ ยุคใต้ บรรพท่ี
๒ อาณาจกั รเจินหลา้ บนั ทึกไวว้ ่า “ใกลๆ้ กับอาณาจกั รเจนิ หล้า มอี าณาจักรกวาหลี่กวั๋ ซีเผิงก๋ัว ซาน
เปอ๋ กั๋ว หมาหลานก๋วั เติงหลิวเหมยก๋ัว และตีล๋ ่าต๋ากั๋ว เจินหล้าเปน็ เมอื งหลวงของอาณาจักรดังกล่าว”
ซงึ่ ตลี้ า่ ต๋า หมายถึง จังหวดั ตราด
จากหลักฐานดงั กล่าวข้างต้น ทำให้เห็นพฒั นาการของเมอื งตราดซงึ่ เปน็ สว่ นหนึ่งของ
เมืองจันทบุรีโบราณในฐานะเมืองประเทศราชของอาณาจักรขอมโบราณ อย่างไรก็ตาม โบราณสถาน
และโบราณวตั ถุตา่ งๆ สะท้อนกระแสอทิ ธพิ ลวัฒนธรรมเขมรซง่ึ ไดเ้ ข้ามามีบทบาทครอบคลุมภูมิภาคน้ี
ในราวประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๑ เรื่อยมาจนถึงปลายสมัยกรุงสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙
ศิลปกรรมของเขมรส่วนใหญ่ทำขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ลัทธิมหายาน มีทั้งสลัก
ดว้ ยศลิ า และหลอ่ ดว้ ยสำรดิ
2.2.2.3 สมยั กรุงศรอี ยธุ ยา
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เมืองตราดยงั คงผนวกอยู่กับเมอื งจันทบุรซี ่ึงเปลี่ยนมา
ขึ้นตรงตอ่ อาณาจักรกรงุ ศรอี ยุธยา สนั นิษฐานว่าทางราชสำนกั อยธุ ยาคงมกี ารกวาดตอ้ นคนไทยมาอยู่
ที่เมืองตราดแห่งน้ี จากหลักฐานทางโบราณคดี คือ พระพุทธรูปสำริดปางมารวชิ ัย ของวัดบุปผาราม
จังหวัดตราด ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๓ ซึ่งน่าจะเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นที่ยัง
ไดร้ ับอิทธพิ ลจากศลิ ปะสโุ ขทยั อยู่ เพราะในสมัยสโุ ขทยั เมืองตราดยงั คงขนึ้ อย่กู บั อาณาจกั รขอมโบราณ
๑๑
หลักฐานพระพุทธรูปดังกล่าวแสดงใหเ้ หน็ วา่ คนไทยเข้ามาอยู่ ณ ดินแดนเมืองตราดแล้ว มีการรับเอา
ศลิ ปะและศาสนาแบบสุโขทยั คือพระพุทธศาสนามาประดษิ ฐานดว้ ย
ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
(พ.ศ.๒๑๓๓ - ๒๑๔๘) ปรากฏหลกั ฐานคือแผนท่ีประวัติสยามของกรมแผนท่ีทหารบก รัชสมัยสมเด็จ
พระนเรศวร ปรากฏช่อื ในแผนทว่ี ่า “บา้ นบางพระ” ซ่งึ ขณะน้ันยงั ไม่ได้ตงั้ เปน็ เมอื งตราด ลว่ งมาในรัช
สมัยของพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๒-๒๑๙๙) ปรากฏหลักฐานว่า หลวงเมืองได้สร้างวัดบุ
ปผารามข้ึน เมอ่ื พ.ศ. ๒๑๙๕ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสมี าเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๕ ตรงกับรัชสมยั ของ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) แสดงให้เห็นถึงแหล่งที่ตั้งของชุมชนเมืองตราดใน
ยุคนี้ที่อยู่บริเวณโดยรอบวัดบุปผาราม คือแถบตำบลวังกระแจะในปัจจุบัน และในรัชสมัยพระเจ้า
ปราสาททองนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายพระธรรมนูญขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๙
ปรากฏช่ือเมืองตราดเป็นคร้งั แรก โดยจัดให้เป็นสว่ นโกษาธิบดี (คลัง) ใชต้ ราบวั แกว้ ขึ้นกับเจ้าพระยา
ธ ร ร มร าชเดโชชาติ แสดง ให้เห็น ถึง ค ว ามสำคัญขอ งฝ่ายร าชสำนัก ต่อ เมือง ตราด
ในฐานะเมืองท่าชายฝ่ังทะเลตะวนั ออก เพอ่ื จัดระเบียบควบคุมและป้องกันศตั รู ทงั้ น้เี พราะเป็นเมืองที่
อย่ไู กลจากราชธานี นอกจากนีย้ ังเพือ่ การรกั ษาผลประโยชนท์ างการค้าและการเก็บภาษีอากรอีกด้วย
เพราะปรากฏหลักฐานวา่ นา่ นน้ำเมืองตราดในอดตี นนั้ เป็นท่าเดนิ เรือสำเภาท่ีสำคญั ดังทกี่ ารสำรวจทาง
โบราณคดีใต้น้ำ พบว่าจังหวัดตราดมีเรือสำเภาจมอยู่ ๒ ลำ คือบริเวณเกาะกระดาดแห่งหนึ่ง และ
บริเวณอ่าวสับปะรดที่เกาะช้างอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอายุราว ๓๐๐ ปี และพบเครื่องถ้วยชามสังคโลก
ศรีสัชนาลยั เคร่ืองถว้ ยชามจีนสมยั จกั รพรรดิหวั่นหลี ดว้ ยเหตุดงั นีจ้ ึงสง่ ผลใหเ้ มืองตราดเป็นเมืองท่าท่ี
สำคัญเมืองหนึ่งในสมยั กรุงศรีอยุธยาด้วย
ในเอกสารจีนโบราณสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.๑๖๔๔-๑๙๑๑) สมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนกลาง - ตน้ รัชกาลท่ี ๖ แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ กลา่ วถึงเมืองตอเหนา (Duonao) ในหนังสือต้าชิงอี
โถ่งจื้อ ซึ่งเป็นหนังสือประเภทปทานกุ รมภูมิศาสตรส์ มัยราชวงศ์ชิง บรรพที่ ๔๒๓ และหนังสือชิงเฉา
หวนุ เส้ยี นทงเขา่ เปน็ หนงั สือประเภทประมวลตำนานโบราณแห่งราชวงศ์ชงิ จัดทำโดยขา้ ราชการแห่ง
ราชวงศ์ชิง บรรพที่ ๒๙๒ บันทึกไว้ว่า ตอเหนา นี้หมายถึง จังหวัดตราด (Trat) ของไทยในปัจจุบัน
นอกจากนี้ในหนงั สือชื่ออีก๋ ่วนเข่า บรรพล่าง, หนงั สือถซู ูเบยี น บรรพที่ ๕๙, หนังสือชอ่ื อีก้ ่วนเข่า เป็น
หนังสือประเภทบทวจิ ัยเรื่องจัดตั้งสำนกั แปลภาษาสี่ชาติ แต่งโดยเจียงฝัน ซึ่งเป็นคนสมัยราชวงศ์ชงิ
บรรพที่ ๒๙7 และหนังสือชิงเฉาหวุนเสี้ยนทงเข่า เป็นหนังสือประเภทประมวลตำนานโบราณแห่ง
ราชวงศ์ชิง บรรพที่ ๒๙7 ยังได้กล่าวถึงภูเขาขุยซาน (Kui Shan) ซึ่งบันทึกไว้ว่า ภูเขาขุยซานนี้อย่ใู น
ประเทศไทย แถบบริเวณอำเภอเขาสมิง จงั หวดั ตราด น่นั เอง
ในด้านการปกครองคณะสงฆ์นั้น ปรากฏในทำเนียบสมณศักดิ์และคณะสงฆ์ครั้ง
กรุงเก่า ฉบับหอสมุดพระวชริ ญาณ ส่วนที่ว่าด้วยตำแหนง่ พระราชาคณะในกรุงนอกกรงุ ครั้งกรงุ เกา่
พบสมณศักดิ์ของพระราชาคณะของเมืองกราด (ตราด) ที่สมณศักดิ์ “พระครูสุธรรมจินดามหามุนี”
(ไม่ปรากฏช่ือวดั ) เป็นคณะหวั เมอื งปากใต้ ขึน้ คณะคามวาสีฝา่ ยขวา มีเจา้ คณะภาคคือ พระครูสังฆรา
ชาเมืองจนั ทบรุ ี มพี ระวันรัต วัดป่าแกว้ (วดั สมณโกฏฐาราม) เปน็ เจ้าคณะ สะท้อนให้เหน็ ว่าเมอื งตราด
ในยคุ น้ันมีวัดตง้ั อยู่เปน็ จำนวนมากจนต้องตัง้ พระราชาคณะปกครอง ในขณะทเ่ี มอื งอ่นื ๆ อกี ๒0 เมอื ง
๑๒
ไม่มพี ระราชาคณะ นอกจากน้ียงั แสดงใหเ้ หน็ ถงึ การให้ความสำคัญกบั ฝ่ายพุทธจักรเมืองตราดของฝ่าย
ราชสำนกั อยุธยาอกี ด้วย
ตอ่ มาชุมชนได้ขยายตวั ออกมา มชี มุ ชนต่างๆ มากข้ึน ดงั เห็นไดจ้ ากการสร้างวัดของ
ราษฎรในสมัยตอ่ มา อาทิ วัดฆ้อ ทีต่ ำบลวงั ตะเคียน อำเภอเขาสมงิ สร้างขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๒๒๒๕ ตรง
กับปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดโพธาราม (คลองขุด) ที่ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง
ตราด สรา้ งขนึ้ เมอ่ื พ.ศ. ๒๒๕๓ ตรงกบั ตน้ รชั กาลสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัวทา้ ยสระ (พ.ศ. ๒๒๕๑- ๒๒๗๕)
วัดท่าพรกิ ท่ตี ำบลทา่ พริก อำเภอเมืองตราด สรา้ งขึ้นเมอื่ พ.ศ. ๒๓๐๕ ราวกลางรชั กาลสมเดจ็ พระเจ้า
เอกทศั น์ (พ.ศ. ๒๓๐๑-๒๓๑0) คอื ๕ ปี กอ่ นเสยี กรุงศรีอยุธยาให้แก่พมา่
2.2.2.4 สมัยกรุงธนบรุ ี
ภายหลังจากที่กองทัพพม่าเข้าล้อมประชิดกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อุทุมพร (ลาผนวชมารักษากรงุ ฯ) ทราบเรื่องราวกรมหม่ืนเทพพพิ ิธ ตกยากอยู่ที่เพชรบุรี จึงโปรดเกลา้ ฯ
ให้ไปอยเู่ มืองจันทบรู เมอ่ื พ.ศ. ๒๓๐๗ ฝา่ ยชาวหัวเมืองตะวันออกตา่ งกเ็ ห็นว่าเชอื้ พระวงศ์ผู้ใหญ่ได้มา
พำนกั ที่เมืองจันทบรู ต่างพากันมาสวามภิ กั ด์ิ สันนิษฐานว่าในคราวนัน้ กรมการเมอื งและชาวเมืองตราด
ก็คงจะเข้ากับกรมหมื่นเทพพิพิธด้วยจำนวนหนึ่ง ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารฉบับ
พระราชหัตถเลขาว่า
....ฝา่ ยเจา้ กรมหมนื่ เทพพพิ ิธซ่ึงไปอยู่ ณ เมอื งจันทบูร
นั้น บรรดาคนชาวหวั เมอื งทง้ั หลายฝ่ายตะวนั ออกชวนกันนบั ถอื
พากันมาสวามิภกั ดิ์พง่ึ บารมีอยู่เปน็ อันมาก กรมหม่นื เทพพพิ ิธ
จงึ พาคนท้งั หลายนั้นเขา้ มาอยู่ ณ เมอื งปราจนี บรุ .ี ..
ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาตกเป็นของพม่าในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้ว พระยากำแพงเพชร
(สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช) ได้รวบรวมไพร่พลตฝี ่าวงล้อมของพม่าออกมาตั้งตวั รวบรวมกำลังอยู่
ทางตะวันออก และตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองจันทบุรี แล้วจึงยกกองทัพมายังเมืองตราด ปรากฏความใน
พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบบั พันจันนุมาศ (เจิม) ว่า
....ครัน้ ณ วันจนั ทร์ จุลศกั ราช ๑๑๒๙ ปกี นุ นพศก
เสด็จพระราชดำเนินทัพโดยสถลมารค กอปรด้วยพลทหาร
ประมาณ ๑,00๐ เศษ เดชะพระบรมโพธสิ มภารฝนตก ๗ วัน
๗ คนื แลว้ ตรัสสัง่ ให้พระพิชยั หลวงราชรินทร์เป็นแมท่ ัพคุม
เรือประมาณ ๕0 ลำเศษ พร้อมด้วยพยหุ โยธาทั้งปวงยกไป
ทัพหลวงเสด็จโดยทางสถลมารคถึงบ้านทงุ่ ใหญ่ แลว้ เสด็จ
เรอื ไปล้อมขา้ ศึกไว้คืนหนึง่
ฝา่ ยวานิชพอ่ คา้ นายสำเภาทงั้ ปวงกย็ ังมิได้ออ่ นนอ้ ม
ครัน้ เพลารุ่งเช้าจงึ ดำรัสสั่งนายทัพนายกองให้ยกเข้าตสี ำเภา
อยู่ประมาณกึ่งวัน ข้าศกึ ลูกค้าชาวสำเภาต้านทานมิได้ก็
อปั ราชัยพ่ายแพท้ พั หลวง ไดท้ รพั ย์สง่ิ ของแลหิรัญสุวรรณวตั
ถาลงั กา-ภรณเ์ ปน็ อันมาก
๑๓
ฝ่ายจีนเจยี มผู้เป็นใหญก่ วา่ ชาวสำเภาทงั้ ปวงยอม
สามิภกั ด์ิ จงึ พาธดิ ามาถวาย ในเวลานนั้ กเ็ สดจ็ กลับมา ณ
เมอื งจนั ทบรู ยับย้ังอยู่ต่อเรือรบได้ 100 เศษ...
บรเิ วณท่พี ระยากำแพงเพชร (สมเดจ็ พระเจ้าตากสิน) เขา้ ลอ้ มวาณิชพ่อค้าสำเภาจีน
นั้นสันนิษฐานวา่ คอื บริเวณท่ีเรยี กว่า “ทา่ ตะเภา” ความเรอ่ื งนีพ้ ระสาธนธนากร (มุ่ย ชพานนท์) และ
เสมียนทอง เจรญิ สขุ กล่าวไวใ้ นทำนองเดยี วกนั ในวรรณกรรมเรอื่ ง “ระยะทางปลูกศรทั ธา” ท่ีแต่งขึ้น
เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๗๘ ความวา่
………… …………
ท่าตะเภาเค้านมี้ ปี ระวตั ิ คร้ังกษัตริย์ทีเ่ ปน็ ผู้กูส้ ยาม
เจ้าตากสินกล้าหาญชาญสงคราม ท้าวเธอตามราวีตีสำเภา
หากำลังต้ังใจเพื่อได้ผล พาณิชชนโฉดข้าปญั ญาเขลา
ต้องรบรับอัปราทา่ ตะเภา จึงไดเ้ อานามนัน้ ใชก้ นั มา
………… …………
คร้ังปฐมดำรงองค์เจ้าตาก ต้องพลดั พรากกรุงยับจวนอบั เฉา
มาเกณฑค์ นจนั ทบ์ ุราทา่ ตะเกา ไดก้ วาดเอาชนผูท้ กุ หมูไ่ ป
เป็นทัพเรือตีขา้ มตามระยะ จนทัพพม่าไม่มอี ย่ทู ีไ่ หน
เมอื งตราดนเ้ี ปน็ ถิน่ ชนิ้ วิไล เหตทุ ไ่ี ด้กำลังไปตัง้ ตน
โดยความงามความดชี นมีอยู่ หวงั เชิดชเู กยี รติประจกั ษ์ตามหลักฐาน
เรือ่ งยอ่ ยยอ่ ยไม่คอ่ ยมที ี่ตำนาน หาหลกั ฐานจริงไมเ่ หน็ ความเปน็ มา
ในเร่อื งนี้ผไู้ ปทพั กับเจ้าตาก ไดล้ ำบากจวนมลายวายสังขาร์
เขา้ รบรานผลาญริปูกพู้ ารา เมื่อกลบั มาเลา่ การลูกหลานฟัง…
นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณไม่ไกลจากท่าตะเภานั้นคือที่บริเวณบ้านแหลมมะขาม
ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ พบปนื ใหญ่โบราณจำนวน ๔ กระบอก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นปืน
ที่เก่ียวเนื่องกับการต่อสู้ในคร้ังนัน้ ด้วย
ส่วนทต่ี ัง้ ทัพของสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ นั้น จากประวัติศาสตรบ์ อกเลา่ กล่าวกันวา่ คือ
บรเิ วณท่ตี ้ังวดั โยธานิมติ ในปัจจุบนั ทงั้ นีเ้ พราะมีหลักฐานปรากฏอยูค่ ือ “ศาลาชุมพล” ทเ่ี ชือ่ กนั ว่าเป็น
ท่ีประทับแรมของพระองค์และตน้ ไทรใหญอ่ ายกุ ว่ารอ้ ยปที เ่ี ป็นท่ีผูกชา้ งทรง
กล่าวกนั วา่ มชี ้างเชือกหนง่ึ ชื่อ “เพชร” มากบั พระองคด์ ว้ ย เมอื่ จดั ราชการเมืองตราด
เรียบร้อยแล้วก็เสด็จกลับโดยทางชลมารคและโปรดให้นำช้างช่ือเพชร ล่องแพตามไปด้วย ส่วนที่
บริเวณวดั สลัก (วัดสลักฆ่าหมู) ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง มีตำนานกล่าวถึงโบราณสถานของวัดคือ
เจดีย์โบราณ ๓ องค์ ว่าเช่ือกันวา่ เจดีย์ ๓ องค์นี้สร้างขึน้ ในสมยั สมเด็จพระเจ้าตากสินซึ่งไดย้ กทัพมา
เพือ่ ยึดเมอื งตราดระหว่างทางแวะพักท่ีบริเวณวัดสลกั โดยไดส้ ร้างโรงเรอื นเพ่ือประกอบพธิ ีพุทธาภิเษก
เครอ่ื งรางของขลังแจกทหารในกองทัพ
หลังจากที่พระยากำแพงเพชรนำทัพเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าและปราบก๊ ก
ต่างๆ สำเรจ็ จนปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแลว้ ปรากฏว่ามที ัพเขมรมาตีเมอื งตราดซ่ึง
๑๔
เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังยกไปตีเมืองเชียงใหม่ แต่ในที่สุดทัพเขมรก็ถูกตีพ่ายไป
ปรากฏความว่า
.....พ.ศ. ๒๓๑๓ เขมรไดย้ กกองทพั มาตเี มอื งทงุ่ ใหญ่
(ตราด) เมืองจนั ทบุรใี นระหวา่ งทส่ี มเดจ็ พระเจ้ากรุงธนบรุ ยี ก
ทพั ไปตเี มืองเชยี งใหม่แต่กองทัพเมืองจันทบรุ ไี ดต้ กี องทพั เขมร
แตกพา่ ยไป....
ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๓๑3 เขมรยกทัพมาตีเมืองตราดอีกคร้ังทางราชสำนักธนบรุ ีได้ส่ง
กองทัพหลวงมาปราบปรามจนสำเรจ็ ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารว่า
....คร้นั ลศุ กั ราช ๑๑๓๓ ปเี ถาะตรีศก สมเดจ์พระ โส
ทัดผเู้ ปนใหญ่ในเมืองเปียม มคี ณุ แก่พระนารายนร์ าชา แต่
ยงั เปนช่ือนกั องค์ตนอย่แู ต่กอ่ น นักองค์ตนยอมเป็นบตุ รเลย้ี ง
ครัน้ นักองคต์ นไดท้ รงราชแล้ว นกั พระโสทดั คดิ โลภเจตนา
เกณฑ์ไพร่พลในแขวงเมืองบนั ทายมาศเมอื งกรงั เปนกองทพั
มาตเี มอื งตราศเมอื งจันทบรุ ี กวาดเอาครวั ไปไดม้ าก พระเจ้า
กรุงธนบุรีไดท้ ราบแล้วจงึ รับสั่งให้เจา้ พระยายมราช เปนแม่
ทบั ไปทางบกตเี มืองปตั บองเขา้ ไปถงึ เมืองโปริสาท ฝ่ายทับเรือ
นน้ั พระเจา้ กรุงธนบุรีเสดจไปเองเอาพระรามราชาไปด้วย
การยกทัพหลวงมาปราบปรามทัพเขมรที่เมืองตราดในครั้งนั้น ชาวบ้านที่บ้านตลุง
ตำบลประณตี อำเภอเขาสมงิ จังหวัดตราด กลา่ ววา่ เมอ่ื คร้งั พระเจ้าตากสินได้ยกทัพไปตีเขมรทางดา้ น
จงั หวดั ตราด และเมือ่ ยกทพั กลับเพือ่ จะไปยังจงั หวดั จนั ทบุรี ระหวา่ งทางได้แวะพักทห่ี มบู่ า้ นนี้ และได้
ฝงั เสาสำหรบั ผกู ช้างซึ่งเรียกว่า “ตลงุ ” ไว้ท่ีน่ี ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บา้ นนวี้ า่ "บา้ นตลงุ " ฝา่ ยในทางพุทธ
จักรนั้นปรากฏหลักฐานว่ามีการต้งั วัดหนองโสน (ปจั จุบนั คอื เรยี กวา่ วัดไทรทอง) ข้ึนท่ีตำบลหนองโสน
อำเภอเมืองตราด ใน พ.ศ. ๒๓๑๔ เช่นเดยี วกัน และในปลายรชั กาล คือ พ.ศ. ๒๓๒๓ ชาวบา้ นก็พรอ้ ม
ใจกันสร้างวดั ช่องลมธาราม (ปัจจุบันคือวัดบางปิดบน) ขึ้นที่ตำบลบางปดิ อำเภอแหลมงอบ ซึ่งทำให้
เห็นการขยายชุมชนออกมาทางดา้ นตะวนั ออกมากขึ้น
2.2.2.5 สมยั รตั นโกสินทร์ (รชั กาลที่ ๑ – รัชกาลท่ี ๔)
เมื่อสมเดจ็ เจ้าพระยามหากษัตรยิ ์ศกึ ทรงปราบดาภิเษกเปน็ ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราช
จกั รวี งศ์และทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเปน็ ราชธานีเม่ือ พ.ศ.๒๕๒๕ แล้ว จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ
ให้จัดราชการแบ่งหัวเมืองขึ้นกลาโหม มหาดไทย และกรมท่า ครั้งนั้นเมืองตราดเป็น ๑ ในหัวเมือง
ทง้ั ๙ ทขี่ ึน้ กบั กรมท่า ดงั ความปรากฏวา่
....ยงั คงเมอื งขึ้นกรมท่าอกี แปดเมือง คือเมอื งนนทบรุ ี
หนงึ่ เมืองสาครบรุ หี น่ึง เมอื งสมทุ รปราการหนึ่ง เมอื ง
ชลบรุ หี นึ่ง เมืองบางลมุงหนงึ่ เมอื งระยองหนง่ึ เมอื ง
จนั ทบรุ หี นงึ่ เมอื งตราศหน่งึ รวมแปดเมอื งแล้วยกเอา
๑๕
เมอื งสมุทสงครามซึง่ ขนึ้ กรมมหาดไทยมาเติมใหก้ รมท่า
เมืองหน่ึงรวมเปนเกา้ เมือง...
จากการจดั ราชการหวั เมืองในข้างต้น จะเหน็ ไดว้ ่าเมอื งตราดได้รบั การจัดแบ่งให้เป็น
“เมือง” อย่างชัดเจนและเป็นทางการ และสนั นษิ ฐานวา่ เจ้าเมืองในขณะนั้นนา่ จะตรงกบั เจา้ เมืองคนท่ี
๑ ท่ชี าวบา้ นเรยี กกนั ว่าเจ้าเมืองแขก เมือ่ ถึงแกก่ รรมแลว้ ทายาทไดส้ บื ตำแหนง่ เป็นเจา้ เมืองคนที่ ๒ ใน
สมัยเจ้าเมืองคนที่ ๑ และ 2 นี้ ปรากฏว่าเจ้าเมอื งมีอำนาจมาก ทั้งข่มเหงกดขีร่ าษฎร พลเมืองที่เปน็
เชื้อแขกมอี ำนาจมากตามเจ้าเมืองด้วย ภายหลังราษฎรฟ้องรอ้ งไปยังกรมท่าทางราชการจึงได้เปลีย่ น
ตระกูลเจา้ เมืองใหม่
ต่อมาในปีเดยี วกบั ที่ตัง้ กรุงเทพมหานครนัน้ เอง องคเ์ ชยี งสอื และครอบครวั ได้หลบหนี
กองทัพขององไกเซินเจ้าเมืองกุยเยินที่ยกมาตีเมืองไซ่ง่อน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่กรุงเทพฯ
ตอ่ มาในปี จ.ศ. ๑๑๔๘ (พ.ศ. ๒๓๒๙) องค์เชียงสอื คิดจะกอบกู้บ้านเมืองคืน คร้ันจะกราบถวายบังคม
ทูลลาออกไปก็เกรงพระราชอาญา ด้วยการศึกพม่ายังรบพุ่งติดพันกันอยู่ จึงเขียนหนังสือกราบถวาย
บังคมลาแลว้ หนอี อกมาพรอ้ มด้วยองญวนอีกหลายคน คร้นั หนมี าแล้วจงึ ปรึกษากันว่าจะไปพักที่ใด อง
ญวนจึงวา่ ใหพ้ ักที่เกาะกดู เมอื งตราด ดงั ความปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า
......ก็บดั น้เี ราไปภักอย่ทู ไี่ หนจะดี องจวงจ่ึงวา่ ถ้าไป
ภกั อยูท่ ่เี กาะกดู เหนจะดกี วา่ ที่เกาะอน่ื จะลงไปอยทู่ ่ีเกาะโดด
ก็ไกลฆ้ ่าศกึ นกั ด้วยเกาะกูดเปนแขวงไทย ฆ่าศึกไมอ่ าจลาด
ตเวนเขา้ ไป นำ้ จืดก็มบี รบิ ูรรณ องเชียงสอื ไดฟ้ งั ดังนัน้ ก็เหน
ดว้ ย....ออกเรอื ใชไ้ บไปพร้อมกันในเวลากลางคนื วันน้นั
ใบไปเจดวันถึงเกาะกูด ๆ น้ันหามผี ูค้ นไม.่ ..
องค์เชยี งสอื พำนักอยู่ที่เกาะกูด ๑ ปี ดว้ ยความทุกข์ยากเพราะเสบียงอาหารหมดจน
ต้องเสวยแตเ่ นือ้ เต่ากับมนั กลอย อย่างไรกต็ ามเม่ือทางกรุงเทพฯ ทรงทราบเรื่อง จึงทรงพระราชทาน
ความชว่ ยเหลอื ดังน้ี
......จึ่งโปรดให้จดั เรอื ตระเวน กบั กระสนุ ดินดำพร้อม
กลี่ ำไมป่ รากด ให้กรมการ เมอื งตราษสง่ ไปใหอ้ งเชยี งสือ
ที่เกาะกูดใหล้ าดตเวนสลัด เม่ือองเชยี งสืออยทู่ เ่ี กาะกูดน้นั
ให้องจวงไปสืบราชการเมืองไซรง่ ่อน.....
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี้พบว่ามีการตั้งวัดมากขึ้น คือ วัดไผ่ล้อม และวัดเนินสูง
พ.ศ. ๒๓๒๕ วัดหนองคันทรง และวัดบางกระดาน พ.ศ. ๒๓๒๙ วัดแหลมศิลา (แหลมหิน) พ.ศ. ๒๓๓0
วัดศรีบัวทอง พ.ศ. ๒๓๔๕ วดั บางปรอื และวดั บางปดิ ล่าง พ.ศ. ๒๓๕๑ วัดหนองกรวด (สวุ รรณมงคล)
พ.ศ. ๒๓๕๑ ซึ่งจะเห็นไดว้ ่ามีการตัง้ วดั ในบริเวณรอบนอกเมืองมากขน้ึ แสดงถึงการขยายชุมชนต่างๆ
และการกระจายประชากรในเมืองตราดในช่วงแรกสถาปนากรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๓) ไม่พบ
เหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารท่ีเก่ียวข้องกบั เมืองตราด คงเป็นเพราะผลสืบเนื่องมาจากการศึกขา้ ง
๑๖
ฝ่ายเขมรนั้นไมร่ นุ แรงมาก สว่ นเหตกุ ารณ์ข้างญวนคือ พระเจา้ เวยี ดนามยาลอง (องเชียงสือ) แม้ว่าจะ
มีเหตุเรื่องแย่งเมืองเขมรไปขึ้นกับญวนก็ไม่รุนแรง เพราะไทยยังติดศึกข้างพม่าอยู่ ต่อเมื่อล่วงเข้า
รัชกาลท่ี ๓ ไทยจึงตีเขมรคืน ส่วนเจ้าเมืองตราดในรัชสมัยนี้สันนิษฐานวา่ อาจคาบเกี่ยวระหว่างช่วง
ปลายของเจ้าเมอื งตราดคนท่ี ๒ คือเจ้าเมอื งแขก กบั เจา้ เมอื งตราดคนที่ ๓ คือ พระพิพิธวัตร
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗ -๒๓๙๔) เจ้า
อนวุ งศ์ แห่งเวียงจนั ทนเ์ ป็นกบฏ ยกกองทพั เข้ามาทางเมอื งนครราชสมี า จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ
ให้จัดทัพไปปราบคร้ังนั้นได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากไปในราชการทัพครั้งนัน้ รวมทั้งไพรพ่ ลจากเมอื ง
ตราดดว้ ย ดงั ความว่า
....ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้พระยาราชนิกลู ๑
พระยารามกำแหง ๑ พระราชวงั เมอื ง ๑ พระยาจันทบรุ ี ๑
คมุ กองทพั เมืองจนั ทบุรี เมืองระยอง เมืองตราด พลหวั เมอื ง
ฝา่ ยทะเลตะวันออกห้าพัน ขน้ึ ไปทางพระตะบองบ้าง ทางเมอื ง
สุรินทรบ์ า้ ง เมืองสงั ขะบา้ ง....
ครั้นปี พ.ศ. ๒๓๙๖ เกิดการจลาจลในเมืองญวน หัวเมืองต่างๆ รวมถึงเมืองตราดจึง
สง่ คนออกไปสบื ขา่ วแลว้ แจ้งเข้ามาทางพระนคร บอกความเป็นไปของเมืองเขมรและเมอื งญวน ดงั น้ี
.....ในปมี ะเสง็ เบญจศก จุลศักราช ๑๑๙๕ ครั้งนนั้
กรมการเมืองพระตะบอง เมอื งนครเสียมราฐ เมืองจนั ทบุรี
เมืองตราด ตา่ งพากันแตง่ ขนุ หมื่นกับไพร่ไปสบื ราชการที่
เมอื งเขมรและเมืองญวนต่างๆ นั้น สืบได้ข้อราชการบ้านเมือง
ญวนมาท้งั สี่เมอื งๆ จึงมใี บบอกกจิ การบ้านเมอื งญวนเข้ามา
กรงุ เทพฯ ขอ้ ความในใบบอกทง้ั สหี่ วั เมืองน้ีตอ้ งกัน ครง้ั น้นั มี
พวกจนี ลูกคา้ ทีอ่ ยู่ ณ เมืองไซ่ง่อนและเมืองล่องโห้ ซ่ึงเปน็ หัว
เมอื งขนึ้ ฝ่ายญวน พวกจนี ในเมอื งท้ังสองตำบลหนขี า้ ศึกท่เี กดิ
จลาจลขน้ึ ในเมอื งไซง่ ่อนหนีเข้าเมืองจนั ทบุรบี ้าง.....
เม่ือความทราบแล้วจงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหเ้ จา้ พระยา (ดิศ บนุ นาค) เป็นแม่ทัพเรือ
กับเจ้าพระยาบดินทรเดซา (สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพบกและแมท่ ัพใหญ่ยกกองทัพไปรบญวน ในครั้งนน้ั
ไดเ้ กณฑไ์ พร่พลเมอื งตราดไปในงานพระราชสงครามนัน้ ดว้ ย
.....โปรดให้เจ้าพระยาพระคลงั (ดศิ ) ซ่งึ ว่าทสี่ มุหพระ-
กลาโหมนัน้ ถอื อาญาสทิ ธิ์เป็นแม่ทพั เรอื คมุ ไพรพ่ ลหม่ืนหา้ พัน
บรรทกุ เรือรบมีช่ือในกรงุ ออกไปเกณฑ์เลกไทยเมืองตราด
เมอื งจนั ทบุรี และเลกหวั เมืองเขมรทีเ่ มอื งกำปอดแลเมอื งเขมร
ปา่ ยางรวมกันอีกห้าพันรวมเปน็ สองหมน่ื ในทัพเรือนน้ั ใหย้ ก
ไปตเี มืองบันทายมาศฝา่ ยญวนใหแ้ ตกจงได.้ ..
๑๗
ทั้งนี้ เจ้าพระยาพระคลัง ในฐานะแม่ทัพเรือได้บัญชาจัดการหน้าที่ในกองทัพให้
เจ้าพระยาพลเทพเป็นแม่ทัพหน้า ให้พระยาราชวังสันเป็นทัพนำหนา้ เจ้าพระยาพลเทพ ส่วนพระยา
ตราดนนั้ เปน็ ปีกซา้ ยปกี ขวาของกองทัพ กระนนั้ ก็ดี เม่ือยกทพั เรือเขา้ ตีปรากฏว่าในระหวา่ งทำศกึ ในลำ
น้ำนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองเหล่านั้นพากันทอดสมอเรือเสียเพราะเห็นเรือญวนขวางกั้นอยู่เต็มลำ
คลอง ทำใหเ้ จ้าพระยาบดนิ ทรเดชาต้องทำการรบทางบกแต่ฝ่ายเดียว เป็นการเสยี หายแก่ราชการทัพ
อยา่ งยิ่ง จงึ มกี ารพิจารณาโทษแมท่ พั นายกองเหลา่ นั้นซ่ึงปรากฏช่ือพระยาตราดในครัง้ นั้นดว้ ยต้องโทษ
ประหารชวี ิตแตภ่ ายหลงั เจ้าพระยาพระคลังขอให้ลดโทษเหลือเพยี งภาคทัณฑเ์ ท่านน้ั
กล่าวกันว่าในครั้งนั้นกองทัพเรือของเจ้าพระยาพระคลังไปช่วยกองทัพบกไม่ทัน
เนื่องจากไม่มีลม จึงตั้งทัพอยู่เพียงเมืองตราดที่ตำบลแหลมหิน และตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลแหลมเค็ด
เจา้ พระยาบดินทรเดชาเหน็ วา่ ในการสงครามครั้งน้ี กองทพั เรอื ไม่ยกมาตามนัด จะเอาผดิ กไ็ ม่ได้เพราะ
ไมม่ ีลม จงึ เขียนใบบอกกราบบังคมทลู ให้ความเหน็ ว่าควรจะใหเ้ จ้าพระยาพระคลงั คมุ กองทพั เรือขัดตา
ทัพอยู่ที่เมืองตราดก่อน เพื่อจะได้เป็นทีเ่ กรงขามของพวกญวน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นไป
ตามน้ันกองทพั เรอื ไทยจงึ เข้าจอดทต่ี ำบลทงุ่ ใหญ่ คอื ตำบลแหลมหินในปจั จุบัน และตง้ั ค่ายอยู่ที่ตำบล
แหลมเคด็ ระหว่างพกั กองทัพอยนู่ น้ั กองทพั เรือไทยไดพ้ รอ้ มใจกันสร้างวดั ขนึ้ มาวดั หนงึ่ ใหช้ อื่ ว่า “วัด
โยธานิมติ ” ทง้ั นีเ้ พอื่ เปน็ เคร่อื งระลกึ ถึงวา่ คร้ังหนง่ึ กองทัพไดเ้ คยนำทหารมาตงั้ ฐานทพั อย่ทู ่นี ้ี อย่างไรก็
ดีคำกล่าวน้ไี มป่ รากฏหลกั ฐานในพระราชพงศาวดาร ปรากฏแต่หลักฐานการสร้างวัดโยธานิมิตหรือวัด
โบสถ์ทีจ่ ังหวัดจนั ทบรุ ี ซ่งึ มชี ือ่ พอ้ งกนั กับวดั นที้ กุ ประการ
อย่างไรก็ตามบรเิ วณวัดโยธานิมิตนค้ี ่อนข้างเปน็ ท่ลี ุ่ม ไมเ่ หมาะกบั การเป็นชัยภมู ิที่ต้ังทัพ
ทั้งยังห่างจากท่าเรือสำเกา จึงสันนิษฐานว่าอาจมีค่ายอีกส่วนหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่วัดลำดวน ที่สร้างในปี
พ.ศ. ๒๓๗๐ ก่อนยกทัพมา ๖ ปี เพราะมีชัยภูมทิ ี่ดี อยู่บนเนินสูงมองเห็นข้าศกึ ได้ในระยะไกล อีกทั้ง
ยังใกลก้ ับท่าเรือโบราณคือบริเวณทา่ ตะเภารวมทั้งพบเจดยี ์ใหญโ่ บราณพร้อมเจดยี ์บริวารแบบยอ่ มุมไม้
สิบสองอีก ๕ องค์ อายุราวสมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ เคยพบอาวุธโบราณและพระยอดธงจำนวนมาก
บรเิ วณนี้รวมทงั้ พบร่องรอยการขดุ สนามเพลาะด้วย
ตอ่ มาเมื่อเจ้าพระยาบดนิ ทรเดชาได้เข้าอยู่ที่เมืองโจดกแล้ว จึงแต่งหนังสือฉบับหน่ึง
มอบให้หมื่นพทิ กั ษน์ ทลี งเรือเร็วมาส่งให้เจา้ พระยาพระคลังที่เมอื งบันทายมาศ ใจความตอนหน่ึงว่า
…..ขอใหท้ ่านแมท่ ัพเรอื ใช้ให้พระยาตราดคมุ พลเมือง
ตราดท้ังสนิ้ ไปต้ังสิวซ่อมแชมเรือรบเกา่ ของเขมรทน่ี ักองจันทร์
สรา้ งขน้ึ ไวต้ กค้างอย่ทู เ่ี มอื งกำปอดและเมอื งกะพงโสมน้ัน มี
อยู่หลายสิบลำ ถา้ จะเลอื กแตท่ พี่ อใชไ้ ด้คงจะไดเ้ รือรบเกือบ
รอ้ ยลำ ถา้ พระยาตราดทำการซ่อมแซมเรือรบเกา่ ของเขมร
เสรจ็ แล้วได้มากนอ้ ยเท่าใดให้คมุ มาส่งไว้ในเมืองบนั ทายมาศ……
ฝ่ายเมืองเขมรคิดตั้งตนเป็นกบฏ พาสมัครพรรคพวกโจรเข้ามาลอบยิงไพร่พลที่คุม
เรือลำเลยี งเสบียงอาหารล้มตายไปเปน็ อนั มาก เจ้าพระยาพระคลงั จงึ มีบญั ชาสง่ั ข้าราชการเมืองตราด
ดังน้ี
๑๘
....ใหพ้ ระปลดั เมอื งตราดบุตรผ้ใู หญพ่ ระยาจนั ทบุรี
และเป็นพ่ชี ายต่างมารดากับหลวงยกระบตั ร คมุ ไพร่พลสาม
รอ้ ยกองหนง่ึ แลว้ ให้เป็นนายทัพบกไปติดตามเรือลำเลยี ง
เสบยี งอาหารท่เี ขมรตีไว้นนั้ คืนมาให้จงได้ ถา้ ไม่ไดเ้ สบยี งคืน
มาก็ให้ตามไปจบั พวกเขมรเหลา่ ร้ายที่เมืองกำปอดใหไ้ ดม้ า
บ้าง ใหพ้ ระปลัดรีบยกไปทางบกกอ่ นโดยเรว็ แลว้ สง่ั ใหห้ ม่ืน
สิทธสิ งคราม นายด่านเมืองตราดคุมไพรพ่ ลสองร้อยคนเป็น
นายทพั บกยกเพิม่ เตมิ ไปตดิ ตามเรือลำเลียงอีกกองหนง่ึ แต่ให้
ไปทางตะวนั ตก ใหย้ กไปรวมกนั กบั พระปลัดท่เี มอื งกำปอด
ข้างเหนอื จะได้ช่วยกันคน้ หาพวกเขมรผรู้ ้ายให้ไดม้ าใหจ้ งได้……
พระปลัดเมืองตราดยกไปถึงลำน้ำแห่งหนงึ่ ชื่อ “กำแพงดำริฉลอง” (ทา่ ช้างข้าม) เป็น
เวลาพลบคำ่ จึงหยุดพักผ่อน พวกเขมรในแขวงเมอื งกำปอดจงึ เข้าลอบโจมตี รุ่งข้นึ พระปลัดเมืองตราด
จงึ รวบรวมไพรพ่ ลทเี่ หลอื เดินทางต่อไปก็ถูกพวกเขมรลอบโจมตอี ีก ทำใหไ้ พร่พลลม้ ตายลงเป็นอันมาก
แต่กองทัพของหมื่นสิทธิสงครามมาพบเข้าจึงช่วยไว้ได้ และรับพระปลัดเมอื งตราดและไพร่พลที่รอด
ตายรวม ๓๕ คนเข้าไว้ ยกทัพเดินทางต่อไป ได้ปะทะกับกำลังเขมรและจับพวกเขมรได้ ๑๔ คน
นอกจากนีห้ มื่นสิทธิสงครามยังแสดงความกล้าหาญในงานพระราชสงครามนี้อีกหลายคร้ัง เจ้าพระยา
พระคลัง แม่ทัพเรือผู้บังคับบัญชาจึงรายงานให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา แม่ทัพใหญ่ทราบ แล้วจึงมี
หนงั สอื ตอบเจา้ พระยาพระคลังใจความว่า
...ให้เจ้าคุณพระคลังตั้งหมน่ื สทิ ธสิ งครามนายดา่ น
เมืองตราด ผู้มคี วามชอบในราชการ ให้เล่อื นข้ึนเปน็ พระปลดั
เมอื งตราด ให้มอบถาดหมากคนโทน้ำทองใหแ้ ก่เขาเปน็ เครอื่ ง
ยศ แล้วให้มใี บบอกไปกรุงเทพฯ ด้วย...
เจ้าพระยาพระคลังจึงตั้งให้หมื่นสิทธิสงคราม เป็นพระปลัดเมืองตราดเมื่อเดือน ๔
แรม ๑ คำ่ พ.ศ. ๒๓๙๖ หม่นื สทิ ธิสงครามน้ีสนั นิษฐานว่าเปน็ คนเดียวกบั หม่ืนคง ชาวตำบลทา่ กุ่ม ต้น
ตระกูล “กุมภะ”
ส่วนพระปลดั เมืองตราดคนเก่านัน้ เจา้ พระยาบดนิ ทรเดชามีบัญชาให้เฆี่ยนหลัง ๖0
ที ที่หน้าค่ายในเมืองโจดก แล้วใหล้ ดฐานานุศักด์ิลงเปน็ หลวงยกกระบัตรเมืองจนั ทบุรี ภายหลังหลวง
ชาติสุริยงคก์ บั หลวงสนุ ทรโกษาคมุ ตัวพระปลัดคนเกา่ ลงเรือกลับไปเมืองบันทายมาศทัง้ เครื่องจำ พอ
เรือถึงกลางทางในลำคลองใหญ่ พระปลัดคนเก่าบอกผู้คุมว่าจะขอส่งทุกข์ที่กราบเรือ ผู้คุมก็ยอมให้
พระปลัดคนเกา่ ออกจากประทนุ เรอื ไปนง่ั ขา้ งท้ายเรอื นั่งส่งทกุ ข์อย่คู รู่หนง่ึ พระปลดั ก็โดดลงไปในน้ำทั้ง
เคร่ืองจองจำก็จมน้ำตายในทนี่ น้ั
ปี ค.ศ. ๑๘๓๘ (พ.ศ. ๒๓๘๑) มงเซญอร์ ปาลเลกัวซ์ มุขนายกมิซซัง เดอ มาเลโลส์
เจ้าคณะเขตประจำประเทศสยาม ชาวฝรั่งเศสไดล้ งเรือเล็กมาสำรวจเมอื งทางชายฝั่งทะเลตะวนั ออก
รวมถึงเมืองตราดด้วยในครั้งนั้นปาลเลกัวซ์เรียกเมืองตราดว่า เมืองทุ่งใหญ่ (Thung-Jai) โดยปาล
เลกวั ซ์บนั ทกึ ไว้
๑๙
......จังหวดั ทงุ่ ใหญ่ อันอยูท่ างทศิ ตะวันออกของจนั ทบรุ ี
นั้น อุดมสมบรู ณ์ไปดว้ ยกระวาน ไม้จันทร์แดง รงเขมร
พรกิ ไทย งาช้าง และผลิตผลอนั มีค่าอ่นื ๆ อีกมาก เมอื ง
ทงุ่ ใหญ่มีพลเมืองอยู่ราว ๔,๐๐๐ คน เป็นคนไทยและคนจีน
ซ่งึ เปน็ พ่อคา้ กนั แทบทง้ั น้ัน พลเมอื งสว่ นน้อยทำการประมง
ท้งั ๆ ทชี่ ายฝัง่ ทะเลมีกุ้งปลาชกุ ชุม ในบริเวณใกล้เคียงกันมี
เกาะอันอดุ มไปด้วยพนั ธไ์ุ ม้ เช่น เกาะชา้ ง ซึ่งกลา่ วกันวา่ มีเสือ
ชมุ นกั มีภเู ขาตั้งเด่นอยูบ่ นเกาะเป็นสถานทพ่ี ักจอดของเรือ
ทงั้ หลายบรรดาที่แวะเข้ามาในย่านน้.ี ..
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๘๔ การศึกฝ่ายญวนยังไม่สิ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
สมเด็จพระเจ้านอ้ งยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอศิ เรศรังสรรค์กับจม่ืนไวยวรนาถเปน็ แม่ทัพเรือไปตีเมืองบัน
ทายมาศ ครงั้ น้นั ทรงรับสง่ั บญั ชาการเกย่ี วกบั กองทพั เมอื งตราด ดังนี้
....ฝ่ายทัพเรอื รับส่งั ให้จมนื่ ไวยวรนารถ จัดนายทพั
นายกองเข้าตีเมอื งบนั ทายมาศ ใหพ้ ระยาอภัยพิพธิ พระราชว
รนิ ทร์ พระเทพสงครามปลดั เมอื งจันทบุรี คมุ ทพั เมอื งจนั ทบุรี
เมืองตราด เมอื งระยอง ๖๐๐ คน...... เข้าตีค่ายญวนที่เขาโกนถม .....
ในปี พ.ศ. ๒๓๘๙ เจา้ พระยาบดินทรเดชาทำหนงั สือบอกให้พระยาไชยวิชติ รักษากรุง
เก่า พระยายมราช พระยาราชมนตรีเขมรถือเข้ามา มีใจความตอนหน่ึงกล่าวถงึ การขอรับพระราชทาน
ขา้ วท่เี มืองจันทบรุ ี และเมอื งตราดสำหรับใช้เป็นเสบยี งในงานพระราชสงครามเมืองญวนครงั้ น้ันด้วย
ผลจากการศึกข้างฝ่ายญวนในรัชกาลที่ ๓ ทำให้มีการกวาดต้อนพลเมืองฝ่ายเขมร
และญวนเข้ามาในไทยรวมถึงเมืองตราดด้วย ดังท่ีพระบริหารเทพธานี กลา่ ววา่
.....ได้สันนษิ ฐานตามเหตุการณป์ ระกอบกับชนชาติแขก
ที่มีอยู่คงไดค้ วามวา่ เขาพวกนีไ้ ดถ้ กู กวาดต้อนครอบครวั เข้า
มาในรัชกาลท่ี ๓ ตอนสงครามเขมรและญวน ครงั้ น้ันเรือ
เจ้าพระยาพระคลงั และทัพบกเจา้ พระยาบดนิ ทรเดชาเมื่อได้
ชัยชนะแกห่ ัวเมอื งต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแล้ว เม่ือท่ี
ปะพา่ ยแพ้ไปน้ัน พลเมอื งไดถ้ ูกกวาดตอ้ นส่งเข้ามาในพระราช
อาณาเขตต้นละคราว โดยทางทพั เรือเช่อื วา่ คงถกู แยกยา้ ย
แบง่ ให้มาอยู่ในตำบลน้ำเช่ียว เอาเลยไปทก่ี รงุ เทพฯ หรือที่
หวั เมอื งอื่นๆ บา้ ง สำหรับในจังหวัดนคี้ งไดอ้ ยใู่ นตำบลน้ำเชี่ยว
ตอ่ มา.....
สันนิษฐานว่าการกวาดครัวแขกมาที่เมืองตราดนั้นน่าจะเป็นคราวเดียวกับที่
เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ให้พระอรรคเนศร พระสุนทรภักดี หลวงนรารณรงค์ หลวงไกรนารายณ์
พระยกกระบัตรเมืองกำแพงเพชร และพระมหาดไทยเมืองตาก เป็นข้าหลวงหกนายคุมไพร่พลไทย
๒๐
มีเครื่องศาสตราวุธครบมอื กันห้ารอ้ ยคน คุมครัวเขมรและแขกจามกับจนี เขมร ๑,๒๔๒ คน เดินไปสง่
ยงั กรงุ เทพฯ ดงั นี้
....คร้นั ครวั ถงึ กรุงเทพฯ แลว้ แต่ ณ เดือนเจ็ด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้
ครัวแขกจามเขมรไปตง้ั บา้ นเรอื นอยู่ ณ ทคี่ ลองบางกะปแิ ขวง
กรุงเทพฯ (คอื ทบ่ี ้านแขกครวั ริมสระปทุมวนั ทุกวันน้ี)
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นี้ สันนิษฐานว่าในราวต้นรัชกาลคงเป็นพระพิพิธวัตรต่อเนือ่ งมา
จนถงึ พระยาพพิ ธิ สมบตั ิ (สขุ ) บดิ าเจ้าจอมมารดาจนั ทร์ จนส้ินรชั กาลดงั ความปรากฏว่า
.....พระยาพิพธิ สมบัตนิ ้พี น้ื เพนั้นมีนิวาสสถานอยู่แถบ
คลองบางกอกนอ้ ย แม้เม่ือกล่าวถงึ เจา้ จอมมารดาจันทร์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว ยงั ทรงไว้ว่าเปน็ เจ้า
จอมมารดาข้าหลวงเดิม ฉะนนั้ ทา่ นพระยาพพิ ธิ สมบตั ิ
(สุข) น้นั จึงนา่ ท่ีจะเป็นชาวกรงุ เทพฯ มาแต่เดมิ ก่อนทจี่ ะไปเป็น
ผู้สำเรจ็ ราชการ อกี ประการหนงึ่ น้ัน ราชทนิ นาม
“พพิ ิธสมบตั ิ” ในทำเนียบก็บ่งวา่ เปน็ ข้าราชการอย่ใู นศาลพระ
คลงั มหาสมบัติ แตก่ รมพระคลังสมยั น้ันรวมอยกู่ บั กรมทา่ ซ่งึ
มีหวั เมืองทางชายทะเลดา้ นตะวนั ออกอยูใ่ นกำกับดแู ลของกรม
พระคลัง ในรชั กาลที่ ๓ จึงนา่ ทจ่ี ะตัง้ ท่านออกไปเปน็ เจ้า
เมือง ขณะทีม่ ีตำแหน่งราชการอยู่ในกรมพระคลงั ครน้ั ถึง
รชั กาลท่ี ๔ ไดเ้ ลื่อนตอ่ มาเป็นพระยาพพิ ิธสมบัติ ซึง่ ยงั ส่อให้
เห็นวา่ แตเ่ ดมิ เปน็ คนของกรมพระคลงั มหาสมบัตนิ ่นั เอง…
สว่ นการต้งั วัดในสมัยรัชกาลที่ ๓ น้ี นอกจากวดั ลำดวนแล้ว ในเขตอำเภอเมืองตราด
ยงั มกี ารต้ังวัดอ่าวใหญ่ ใน พ.ศ. ๒๓๗4 อำเภอบ่อไร่ ตง้ั วัดสว่างอารมณ์ (วัดชา้ งทูน) พ.ศ. ๒๓๙๕ และ
อำเภอเขาสมิงต้ังวัดสลักฆ่าหมู่ (วดั สลัก) พ.ศ. ๒๓๘๐ จะเห็นได้ว่าเร่ิมมีกลุ่มราษฎรมาหักร้างถางพง
ป่าสรา้ งชมุ ชนทางเหนอื ของเมอื งตราดบา้ งแล้ว
ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑)
เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. ๒๓๙๔ หลังจากที่ทรงครองราชย์ไม่ถึง ๑ ปี พระยาพิพิธฤทธิเดชวเิ ศษสงิ
หนาท เจ้าเมืองตราด ได้ส่งน้องสาวต่างมารดาชื่อ “จันทร์” ขึ้นมา ณ กรุงเทพฯ ถวายให้ทำราชการ
ฝ่ายใน ครั้งนั้นทรงพระกรุณาตั้งให้เป็นเจ้าจอมพระสนมเอก พระราชทานพานทองคำและเครื่องใช้
สอยทองคำ หบี ลงยาราชาวดีเปน็ เครื่องยศ นอกจากนย้ี งั ได้พระราชทานเบี้ยหวดั ให้ปีละ ๑๐ ช่ัง เนื่อง
ดว้ ยเปน็ เจา้ จอมข้าหลวงเดิมมา เจา้ จอมมารดาจนั ทร์น้ีประสูตพิ ระราชโอรสและพระราชธิดาถงึ ๔ พระองค์
คือ พระองค์เจ้าทักษิณชานราธิราช บุตรี พระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ ๕ พระองค์เจ้ามัณยาภาธร
พระองคเ์ จา้ ชายสุขสวสั ดิ์ (ต้นราชสกุล สขุ สวัสดิ์) พระองคเ์ จา้ เกษมศรศี ุภโยค (ตน้ ราชสกุล เกษมศรี)
๒๑
ปี พ.ศ. ๒๓๙๘ (จ.ศ. ๑๒๑๔ ณ วันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำ ปีชวด มีท้องตรา
และรบั สัง่ เรือ่ งอากรค่าน้ำ ในคราวนั้นเจา้ พระยาจกั รไี ด้เสนอให้มีการเกบ็ อากรค่าน้ำเหมือนในรัชกาล
ก่อน ท้ังนใี้ ด้ขอให้จีนสีเปน็ นายอากรค่านำ้ ของเมืองตราดดว้ ย ดงั ความปรากฏวา่
....ขอแต่งใหจ้ นี สเี ป็นนายอากรเรียกคา่ น้ำ เมือง
นครนายก เมอื งปราจนี บรุ ี เมืองฉะเชงิ เทรา เมือง
สมทุ รปราการ เมืองชลบรุ ี เมืองบางละมุง เมืองระยอง เมือง
จนั ทบรุ ี เมืองตราด ๙ เมอื ง เปน็ จำนวนเงินอากรข้ึนพระคลงั
มหาสมบตั ิ ๖๙ ชัง่ ขน้ึ พระเจา้ ลกู ยาเธอ พระองคเ์ จ้านพวงศ์
๑๐ ตำลึง รวม ๖๙ ชัง่ ๑๐ ตำลงึ ....
ปี พ.ศ. ๒๓๙๘ (จ.ศ. ๑๒๑๗) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเกาะซง่ึ
เป็นส่วนหนึ่งของเมืองตราดมาก่อนขึ้นเป็นเมืองใหม่คือเกาะกงพระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองปัจ
จันตคีรีเขตร ทั้งนี้เพื่อให้เข้ากันกับชื่อเมืองบางนางรมย์ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อเมืองใหม่ในคราว
เดียวกันนว้ี า่ เมอื งประจวบคีรขี ันธ์
ต่อมาในปี จ.ศ. ๑๒๑๙ (พ.ศ.๒๔0๐) ทรงโปรดให้มปี ระกาศเรือ่ ง การรักษาพระนคร
คราวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ในครั้งนั้นโปรดให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เจ้าพระยายมราช เจ้านายต่างกรม และขุนนางอื่นๆ ตามเสด็จด้วย ดังความ
ปรากฏวา่
.....ณ วนั จนั ทร์ เดือนย่ี แรม ๕ ค่ำ ปมี ะเสง็ นพศก
เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ออกไปทรงประพาสทางทะเล
ต้ังแต่เมืองชลบุรอี อกไปจนถงึ เมืองจนั ทบุรเี มืองตราด พรอ้ ม
ด้วยพระราชวงศานุวงศ์ ข้าทลู ละอองฯ เปน็ อันมาก ทรงประทับ
แรมอยูห่ ลายราตรี เม่ือเสดจ็ ประทบั อยู่เกาะช้างน้ัน พระเจ้า
ลกู เธอพระองคเ์ จ้าทกั ษิณชากับเจ้าจอมมารดา กราบถวาย
บังคมลาขนึ้ ไปเย่ยี มเยยี นพระยาพิพิธฤทธเิ ดช และพระผลภูมิ
ไพศาล กบั ญาตอิ ่ืนๆ ณ เมืองตราดเพลาหน่ึง แล้วก็กลับลง
เรือพระทนี่ ่งั จึงเสด็จพระราชดำเนินกลบั เข้ามา ณ กรงุ เทพฯ……
ในระหวา่ งเสด็จพระราชดำเนินกลับเจ้าจอมมารดาจนั ทรก์ ราบบังคมทูลพระกรุณาว่า
พระยาพิพธิ ฤทธิเดชวเิ ศษสิงหนาท ผ้สู ำเร็จราชการเมืองตราด สั่งความมาให้กราบบังคมทูลพระกรุณา
ว่า พระยาพพิ ิธฤทธเิ ดช จดั ไดห้ ญงิ เป็นหลานในวงศ์สามคนจะพามาถวายตัว ในเวลาเสด็จทรงประทับ
แรมอยนู่ นั้ ไม่ทันเสดจ็ พระราชดำเนินกลับเสยี ก่อน นอกจากน้ีพระยาพพิ ิธฤทธเิ ดชยงั มีใบบอกมายังเจ้า
พนกั งานกรมท่าวา่ อ้ายจนี สลดั มาเที่ยวตเี รือลูกค้าท่แี ขวงเมืองตราดอยู่เนอื งๆ จงึ โปรดเกล้าฯ ให้นาย
ขนั มหาดเลก็ ห้มุ แพรคมุ เรอื พระที่น่งั โผนเผ่นทะเลออกไปลาดตระเวนฟังราชการ จบั อา้ ยจนี สลัด แล
ใหเ้ จ้าจอม เถา้ แกส่ องคนท่ีจะใครไ่ ปเที่ยวทะเลไปด้วยนายขัน คร้ันนายขนั มหาดเล็ก เจา้ จอมเถ้าแก่จะกลับมา
พระยาพิพิธฤทธิเดชมอบหญิงเป็นหลานสามคนให้นำเข้ามาถวายตัวทำราชการสนองพระเดชพระคณุ
๒๒
จึงโปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระราชทานเงนิ ตราคนละ ๑0 ตำลงึ ผ้านุ่งคนละ ๓ สำรับ ผา้ หม่ คนละ ๓ สำรับ ให้ไปหัด
เป็นละครมโหรีแลอยดู่ ว้ ยเจ้าจอมมารดาแลญาติท่ีทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวังเปน็ ปรกติ
การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโดย
เสด็จฯ ด้วย เมื่อทรงเสด็จฯ กลับถึงพระบวรราชวังแล้วจึงทรงพระราชดำรัสเล่าว่า ขณะที่ทรงอยู่ท่ี
เกาะชา้ ง เมืองตราดน้นั มีผู้กราบทลู วา่ ที่เกาะช้างน้มี เี รอื จนี สลดั มาแล่นอยู่ ภายหลังจงึ ทรงโปรดให้จับ
เรือสลัดนั้นจนเกิดการต่อสู้กัน แต่ก็ไม่สามารถจับได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัวทรงทราบแลว้ จงึ ทรงพระกรุณาใหก้ รมการหัวเมอื งต่างๆ ในชายฝ่ังทะเลตะวันออก
รวมทั้งกรมการเมืองตราด คือ พระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิงหนาท ออกติดตามเรือจีนสลัดเหล่าน้ัน
จนถงึ ราว เดือน ๗ พ.ศ. ๒๔๐๑ จงึ ปราบปรามไดส้ ำเร็จ
ในเดือน ๔ ปีเดียวกันนี้เอง (พ.ศ. ๒๔0๐) ผู้สำเร็จราชการเมืองตราดและเมือง
จันทบุรีส่งใบบอกรายงานไปยังกรุงเทพฯ เรื่องขุนนางญวนขอเข้ามาเจรจาเร่ืองญวนขอเป็นไมตรีกับ
ไทย จงึ ทรงพระกรณุ าให้เมอื งจนั ทบรุ ีพามาสง่ ท่ีเมอื งสมุทรปราการ และใหร้ ับรองเหมอื นอย่างรับรอง
ทตู ญวนแต่คร้งั กอ่ น
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔0๑ ปรากฏว่ามีหญิงชาวตราดที่เป็นมารดาของหญิงคนหนึ่งท่ี
ถวายตัวในคราวเสด็จพระราชดำเนินเมืองตราดนั้น เข้ามาทำเรื่องราวถวายฎีกากล่าวโทษพระยา
พิพิธฤทธิเดช กรมการเมืองตราด ว่าบิดามารดาหญิงไม่มีความผิด พระยาพิพิธฤทธเิ ดชให้ไปจบั มาจำ
เร่งรัดเอาบุตรหญิงได้แล้วส่งตัวเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย บิดามารดาไม่ยอมยินดี จะขอบุตรกลับไป จึง
ทรงพระราชดำริว่า
.....บุตรเป็นท่รี กั แห่งบิดามารดา ถ้าพระยาพิพธิ
ฤทธเิ ดชกรมการ ไปเกาะบิดามารดามาจองจำ ลงเอาพัสดุ
เงนิ ทองหรอื ไปฉุดลากบุตรสาวกรมการราษฎรมาเป็นภรรยา
ตวั เอง หรอื นำไปถวายใหเ้ จา้ อ่นื นายอ่ืน โดยพลการขม่ เหง
พระยาพิพธิ ฤทธิเดชกรมการจะมีความผิด ในครง้ั นี้ พระยา
พิพธิ ฤทธเิ ดชจดั เอาหญงิ คนนั้นมา ไมไ่ ดห้ น่วงเหนีย่ วเอาไวใ้ ห้
เนน่ิ ชา้ ส่งเข้ามาถวายนัน้ กม็ ใิ ชผ่ ู้อ่ืน ชำระได้ความเปน็ แน่วา่
ปทู่ วดของหญิงนั้นเป็นลุง คอื พี่ชายของพระยาพิพธิ สมบัติ
(สุข) ซ่งึ เปน็ บิดาของพระยาพพิ ธิ ฤทธเิ ดชเอง เหมอื นขนทราย
เขา้ วดั จะวา่ พระยาพิพธิ ฤทธเิ ดชผดิ น้นั ยังไมค่ วร จึงโปรด
เกล้าให้ถามตัวหญิงนัน้ วา่ จะสมคั รทำราชการอยู่ ณ
กรงุ เทพฯ หรอื จะตามบิดามารดาไป หญิงนนั้ ใหก้ ราบบังคม
ทูลพระกรุณาว่า จะขอ กราบบังคมทูลถวายบงั คมลาไปอยู่
ด้วยบดิ ามารดา จึงโปรดเกล้าใหส้ ่งตวั หญงิ ใหบ้ ดิ ามารดาไป
และเงนิ ตรา ๑๐ ตำลึง ผ้านุง่ ๓ สำรับ ผ้าหม่ ๓ สำรบั
ทพี่ ระราชทานใหห้ ญิงเมื่อแรกมาถึงนัน้ กย็ กพระราชทานให้
เป็นรางวัล ทำขวญั ใหบ้ ดิ ามารดาของหญงิ ที่เกาะครอง
เร่งรัดน้นั แทนเบ้ียปรบั พระยาพิพิธฤทธิเดชไปครัง้ หน่ึงแล้ว
๒๓
ได้ทรงพระกรณุ าดำรสั ถามหญงิ อกี ๒ คน ว่าจะออกไปอยู่
ด้วยบิดามารดาดังนัน้ หรอื จะส่งตวั ให้ไปตามสมคั ร หญงิ
สองคนกราบบงั คมทลู พระกรุณาว่าจะขอทำราชการอยู่
กรงุ เทพฯ จงึ โปรดเกลา้ พระราชทานเงินเบ้ยี หวัด ในปี
มะเมีย สมั ฤทธิศกน้ี คนละ ๑๐ ตำลงึ ...
ครั้น ณ วันพุธ เดือน ๓ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีเดียวกัน มารดาของหญิงอีกคนหนึ่ง เข้าทำ
เรื่องทูลเกล้าถวายกล่าวโทษพระยาพพิ ิธฤทธเิ ดชกรมการ ว่าด้วยบุตรเหมือนอย่างครั้งก่อน ก็ได้ทรง
ตัดสินให้หญิงไปอยู่พร้อมด้วยบิดามารดาเป็นมาแต่หลัง เงิน ๑๐ ตำลึงกับผ้า สำรับนั้น ก็ยก
พระราชทานใหเ้ ป็นเบยี้ ทำขวญั เช่นเดยี วกนั
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ (จ.ศ. ๑๒๓๖) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งหัว
เมอื งตา่ งๆในพระราชอาณาจกั รใหเ้ รยี บร้อย โดยปรากฏชื่อเมืองตราดวา่ ยังคงสังกดั อยู่กบั กรมท่า ดงั น้ี
.....ข้าพระพุทธเจ้า พระราชวรานกุ ูลฯ ขอพระราชทาน
น้อมเกลา้ ถวายคำนบั บังคมทลู กระหมอ่ มทราบฝ่าพระบาท
ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้ขา้ พระพุทธเจ้าวา่ ราชการใน
กรมนานัน้ พระเดชพระคณุ หาท่ีสุดมิได้ แลในขอ้
พระราชบัญญัติของนา มวี ่า เสนาท่ีจะเดินประเมนิ นาหัวเมอื ง
ช้ันใน ช้ันกลาง ช้นั นอกน้นั ข้าพระพทุ ธเจา้ รบั ใส่เกลา้ ฯ จดั
หัวเมืองขึน้ กรมมหาดไทย กรมพระกะลาโหม กรมทา่ เป็นสาม
ชัน้ ดังนี้.....เมืองขนึ้ กรมท่า เมอื งระยอง 1 จนั ทบุรี ๑ เมอื ง
ตราษ ๑ รวม ๓...
ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แปลงราชทินนามข้าราชการเมืองตราดและจัด
ราชการเมืองตราด ซึ่งปรากฏว่าในขณะนั้นเมืองตราดมีตำแหน่งกรมการเมือง ๔ ตำแหน่ง คือ เจ้า
เมอื ง ปลดั เมือง ปลดั จีน (ปลดั เมืองฝ่ายจนี ) และยกกระบัตรเมอื ง สว่ นเมอื งปจั จันตครี เี ขตร (เกาะกง)
มีตำแหน่งกรมการเมือง ๒ ตำแหน่ง เท่านั้นคือ เจ้าเมืองและปลัดเมือง ดังความปรากฏในพระราช
พงศาวดารว่า
......เมืองขึน้ กรมท่า...เมืองตราด พระยาพพิ ธิ สมบัติ
แปลงวา่ พระยาพพิ ธิ ฤทธิเดชวเิ ศษสงิ หนาท แลว้ แปลงว่า
พระยาพิพธิ ภักดีศรสี มบัติ แลว้ แปลงอีกว่า พระยาพิพธิ พิ
ไสย-สนุ ทรการ หลวงราชภักดีศรสี งคราม แปลงว่า พระวร
บาทภักดศี รสี งคราม ปลัด หลวงศรสี งคราม แปลงว่า หลวง
รามฤทธิ-รงค์ ยกกระบัตร ตง้ั ปลดั จนี ขน้ึ ใหมอ่ กี นาย ๑ พระ
ยาปราณีจนี ประชา ปลดั จนี เมืองปจั จันตครี เี ขตเ์ ดมิ หลวงเกาะ
กง ตั้งใหมว่ ่า พระพไิ ชยชลธี หลวงคิรีเนมทิ วีป ปลดั ...
นอกจากน้ยี งั ปรากฏชอื่ เมอื งตราดใน ประกาศพิธีตรศุ รชั กาลที่ ๔ ท่ใี นพระราชสำนกั
ใชป้ ระกาศเทวดาเมอื่ เพลาเช้าแรม ๑๔ ต่ำ ดังปรากฏความตอนหนง่ึ ว่า
๒๔
....ดา้ นบรุ พทศิ ธานี จนั ทบรุ ี นครตราด เกาะกง แกลง
ขลงุ ลมงุ รยองค พนัศนคิ มพารา สาคร สมทุ สงคราม
สมุทปราการ ชล นนทบุรี ตรีรสนครา คณนาไตรโกฏฐาล
ราชอาณาเขตร ฉติงสาธิกจตุสตบเุ รศประเทศรฐั สีมาฯ....
เจา้ เมอื งในรชั สมยั น้ี (พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑) มสี ันนษิ ฐานวา่ มีทา่ น คอื พระยาพิพธิ ฤ
ทธิเดชวิเศษสิงหนาท (พี่ชายเจ้าจอมมารดาจันทร์) พระยาพิพิธพิไสยสุนทรการ (อิน) พระยาพิพิธพิ
ไสยสุนทรการ (เอี่ยม) ส่วนการสร้างวัดในสมัยรัชกาลที่ ๔ นี้พบว่าในเขตอำเภอเมืองตราด ราษฎร
สร้างวดั หนองเสมด็ พ.ศ. ๒๔๐๐ อำเภอเขาสมิง วัดลำภูราย และวัดท่าโสม พ.ศ. ๒๔๐๒ การสร้างวัด
ในสมัยนี้ทำให้เห็นการกระจายตัวออกของราษฎรจากตัวเมืองตราดมากกว่า รัชกาลก่อนๆ จาก
เรื่องราวดังประมวลมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความสำคัญของจังหวัด
ตราด ทั้งในฐานะของเมืองเก่าที่เป็นส่วนหนึ่งของสยามมาแต่โบราณ ฐานะของเมืองท่าค้าสำเภา
ตลอดจนในฐานะของเมืองหน้าด่านของหัวเมืองแถบชายฝง่ั ทะเลตะวนั ออก อันจะเป็นพื้นฐานซ่งึ นำมา
สู่ความเข้าใจประวัติศาสตร์เมอื งตราดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว
2.2.3 สภาพสงั คมและวฒั นธรรม
2.2.3.1 กลุม่ ชาติพันธต์ุ ่างๆ ในจงั หวัดตราด
ด้วยเหตุที่เมืองตราดเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก
จงึ ทำใหม้ ีความสัมพนั ธ์ติดตอ่ ค้าขายกับประเทศต่างๆ รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานของคนหลากหลายเชื้อ
ชาติ นอกจากน้ีสภาพภมู ิศาสตร์ของเมืองตราดยงั มีภูเขาใหญ่และปา่ อนั อดุ มสมบูรณ์จึงทำให้เป็นที่อยู่
ของชนกลมุ่ น้อยต่างๆ ด้วยดังจำแนกกล่มุ ชาตพิ ันธ์ุในจงั หวัดตราดได้ดังนี้
ไทย
ชาติไทยซ่ึงพดู ภาษาไทยมาแตเ่ ดมิ น้นั อาศัยอยู่ในดนิ แดนจงั หวัดมาก่อนและ
มากกว่าชาติอื่นๆ จากหลักฐานวัดโบราณและชื่อบ้านในตำบลต่างๆ เช่น บ้านบางพระ บ้านปลาย
คลอง บา้ นหนองคันทรง เป็นต้น อยา่ งไรกต็ ามถิ่นฐานของต้นตระกูลชาวตราดนน้ั ไมไ่ ด้อยู่ในจังหวัดนี้
แต่มีถิ่นวงศ์ตระกูลอยู่ทางบ้านลาดพลี (ราชบุรี) ชาวบ้านลาดพลีนี้ได้พากันอพยพหนีกองทัพพม่ามา
หลายร้อยครัว จะเป็นสมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยาหรอื กรุงธนบรุ ีระบุไม่ได้แน่ชัด เมื่อพวกตน้ ตระกลู อพยพมาถึง
เมืองตราด ซ่ึงเวลานนั้ เปน็ ป่าอย่แู ต่เป็นตำบลทีม่ ีพลเแนน่ หนากวา่ ทอ่ี นื่ ๆ และมคี นไทยมากกว่าชาติอนื่
จีน
ชนชาติจีนแตเ่ ดมิ เดนิ ทางมากบั เรือสำเภาเพื่อคา้ ขาย ตอ่ มาได้อมาอยู่เพราะ
เห็นทำเลการทำมาหากินเลี้ยงชีพดีกว่าบ้านเมืองของตัว นอกจากที่มาตามลำพังนี้แล้ว บางกลุ่มถูก
กวาดต้อนมาเป็นคราวๆ เนื่องจากไทยยกกองทัพไปรบกับญวนและเขมร เมื่อสมัยกรุงธนบุรี และ
รัตนโกสินทร์ ชาวจีนส่วนใหญ่ในเมืองตราดนี้เปน็ จีนแตจ้ ิ๋ว (โดยพิจารณาจากภาษาจีนที่กลายมาเป็น
ภาษาถ่ินจังหวัดตราด)
แขก
ชนชาติแขกในจังหวัดตราดนี้เป็นแขกมลายูหรือแขกพวกเดียวกันกับแขก
ครัว ครัง้ แรกได้มาอย่ทู ต่ี ำบลน้ำเช่ียวแหง่ เดียว ต่อมาภายหลงั มีจำนวนมากขึน้ ไดแ้ ยกย้ายไปอยู่ที่บ้าน
ยายมอ่ ม ท้ังสองแหง่ นอ้ี ยชู่ ายทะเลในตำบลแหลมงอบ อำเภอเกาะชา้ ง ภายหลงั ไดแ้ ยกย้ายไปอยู่บ้าน
๒๕
แหลมตาพันริมชายทะเลในตำบลอ่าวญวน อำเภอบางพระอีก แต่น้อยครัวต้นตระกูลของแขกพวกน้ี
แต่แรกเร่มิ เดิมทเี ชื่อวา่ ไม่ได้อยู่ในตำบลนำ้ เช่ียว จะมถี ่ินฐานบา้ นเมืองอยู่ที่ใดบ้างไม่มีผู้ยืนยันแน่นอน
ได้สันนิษฐานตามเหตุการณ์ประกอบกับชนชาติแขกที่มีอยู่คงได้ความว่า เขาพวกนี้ได้ถูกกวาดต้อน
ครอบครัวเข้ามาในรัชกาลท่ี ๓ ตอนสงครามเขมรและญวน ครัง้ นน้ั เรอื เจา้ พระยาพระคลังและทัพบก
เจ้าพระยาบดนิ ทรเดชา (สงิ ห์ สิงหเสนี) เมอ่ื ได้ชัยชนะแกห่ วั เมอื งต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแล้ว
พลเมืองไดถ้ ูกกวาดตอ้ นส่งข้ามาในพระราชอาณาเขตสยามทีละคราวโดยทางทัพเรือเชื่อว่าคงถูกแยก
ย้าย แบ่งให้มาอยู่ในตำบลน้ำเชี่ยวและแบ่งนำส่งไปที่กรุงเทพฯ หรือที่หัวเมืองอื่นๆ บ้าง สำหรับใน
จงั หวัดตราดไดอ้ ยูใ่ นตำบลน้ำเชย่ี ว ต่อมาพวกพอ้ งของแขกที่ถูกกวาดตอ้ นแต่ครัง้ ทีย่ งั อยู่ในเมืองเขมร
และญวน ทราบว่าทางน้มี ีท่อี ยู่เปน็ สุขและการทำมาหากินเจริญดี จึงไดพ้ ากันมาหาเล้ียงชีพอยู่ในจงั หวัด
ญวน
ชนชาติญวนนี้แต่เดิมไม่ปรากฏหลักแหล่งอยู่ที่ใด จังหวัดใดบ้าง นอกจาก
กลา่ วถึงในพระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสนิ ทร์วา่ เมื่อองเชยี งสือหนีจากกรุงเทพฯ มาโดยเรือใบได้มา
พักท่ีเกาะกูด อำเภอเกาะชา้ ง นอกจากนีย้ งั มี ภมู ินามท่ีเก่ยี วกบั ญวน สองแหง่ คือเขาญวนแห่งหนึ่งและ
อ่าวญวนอีกแห่งหนึ่ง ที่เขาญวนนั้นได้เคยมีญวนอพยพมาจากไหนไม่ทราบมาพักอยู่ที่เชิงเขาวัดเขา
ญวน (วัดคิรีวิหาร) ตำบลชำราก หลายสิบครัว เขานี้เดิมชื่ออย่างไรไม่ปรากฏแต่เมื่อญวนมาต้ัง
บ้านเรือนแล้วจึงเรียกกันว่าเขาญวน ส่วนที่ตำบลอ่าวญวนนั้นสันนิษฐานว่าเมื่อไทยยกกองทัพไปทำ
สงครามกับญวนมีชัยชนะมาแล้วได้กวาดต้อนพลเมืองชาติญวนเข้ามาแล้ วเรือที่บรรทุกมาคงจอด
ทอดสมอ จึงเรียกกันว่าอ่าวญวน ส่วนญวนในตำบลบางพระ ได้ถูกกวาดต้อนมาในคราวที่ไทยชนะ
สงครามกบั ญวน ทมี่ ีเจา้ พระยาบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสนี) เป็นแมท่ ัพแล้วไดก้ วาดตอ้ นพลเมอื งมาซึ่ง
รวมถึงชาวญวนด้วยนอกจากนัน้ จงึ ขนไปจังหวัดจันทบุรี ญวนท่ีอยู่ในจังหวดั ตราดและจันทบุรีน้ีเชื่อว่า
มีเชื้อสายญวนกำปอด อย่างไรก็ดีพบว่าในจังหวัดตราดและจันทบุรียังมี ตระกูลที่ชื่อว่า
“อานามพงศ์” ซึ่งแปลวา่ วงศ์ของชาวอานาม คอื ญวน อีกดว้ ย
มอญ
ชนชาติมอญในจังหวัดตราดเป็นกลุ่มที่เข้ามาพร้อมกับคนไทยกลุ่มดั้ง เดิม
ที่มาตั้งถิ่นฐานในเมืองตราดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันยังหาหลักฐานบุคคลไม่พบ เท่าที่ปรากฏ
หลักฐานคือ ภูมินาม “บ้านหนองคอกมอญ” ที่ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และ
ค่านิยมเรื่องการปักเสาไมย้ อดเป็นหงส์ไว้หน้าอุโบสถตามวัดในจังหวัดตราด นอกจากนี้สำเนยี งพูดใน
ภาษาถิ่นจังหวัดตราดก็คล้ายกับสำเนยี งพดู ในภาษามอญ ทั้งการละเล่นที่นิยมมากในจังหวดั ตราดคือ
สะบ้าล้อ ก็เป็นการละเล่นที่นิยมในหมู่ชาวมอญ พบว่าตระกูลเก่าของชาวมอญในจังหวัดตราดและ
จันทบรุ คี อื ตระกลู “รามญั อดุ ม” และ “รามญั วงศ์”
กหุ ล่า หรือ ตอ้ งสู้
ชาวกุหล่า หรือต้องสู้ นั้นปรากฏความในพระราชพงศาวดารพม่าว่า เป็น
ชาวกะเหรี่ยงประเภทหนึ่ง มาจากเมืองสะโตงด้านตะวันออกสุดของพม่า ใช้ภาษากะเหรี่ยงผสมกับ
ภาษาพม่า แต่โดยทั่วไปคนไทยเชื่อว่ากุหล่าน่าจะเป็นพวกไทใหญ่และมักจะเห็นชาวกหุ ล่าในฐานะที่
เป็นพอ่ คา่ เรท่ ่มี าซอ้ื ขายสินค้าในประเทศไทย กุหลา่ นีเ้ ข้ามาในจังหวัดตราดเมื่อประมาณสมัยรัชกาลที่
๒ เพราะในสมยั นัน้ มีความต้องการพลอยเพื่อใช้ประดับเครื่องราชูปโภค เคร่ืองราชกกธุ ภัณฑต์ ่างๆ จึง
๒๖
สง่ พวกกุหล่าออกมาสำรวจและขดุ ค้นหาพลอยในท้องท่อี ำเภอเขาสมงิ และอำเภอบ่อไรในปจั จุบัน พวก
กุหล่าจึงอาศัยอยู่ตามแหล่งแร่พลอยต่างๆ เช่น บ้านนาวง อำเภอเขาสมิง บ้านบ่อไร่ และบ้านตากแว้ง
อำเภอบ่อไร่
ชอง
ชองเป็นชนพื้นเมืองของจังหวัดตราด มีภูมิลำเนาอยู่ตามชายแดนและเชิง
เขาชอบทำมาหากินอยู่ตามป่าเขา เช่น ทำไร่ ทำนาตามเชิงเขา ระหว่างเขา นับถือพระพุทธศาสนา
ควบคู่ไปกับการนับถอื ผี พบว่าชาวชองตัง้ ถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเขาสมิง โดยเฉพาะตำบลเขาสมิง ตำบล
ท่าโสม และอำเภอเมืองตราด อำเภอบ่อไร่ เป็นต้น ชองที่อยู่ใกล้กับชนชาติไทย ได้คิดดัดแปลงธรรม
เนียมและภาษาเป็นไทยไปแลว้
ชำเร หรือ สำเร หรือสำเหร่
ชาวสำเรเปน็ กลุม่ ชาติพนั ธ์ทุ ม่ี เี ชื้อสายใกล้ชดิ กบั กลุ่มซอง มรี ูปรา่ งคล้ายพวก
ชอง คือรปู รา่ งเล็ก ผิวคลำ้ ผมหยิก สันนิษฐานจากภาษาท่ีใชพ้ ูด คอื ภาษาสำเร เปน็ ภาษาตระกูลมอญ
- เขมร สาขาเบียร์อิค กลุ่มชาติพันธุ์นี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองตราดมาแต่ดั้งเดิ ม
หรือไม่ หรืออพยพมาจากประเทศกัมพูชา เพราะปรากฏว่าที่บริเวณเขาพนมกระวาน ซึ่งอยู่ทาง
ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชาก็พบว่ามผี ู้พูดภาษาสำเรด้วย จริงคำว่า สำเร นี้เป็นคำที่คนอน่ื
เรียก แต่คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า กุย หรือ โก็ย เขมรเรียกว่า ส่อมแร (สฺแร) ซึ่งแผลงมาจาก แสร ซ่ึง
แปลว่านา อาจหมายถึงไพร่นา ที่จังหวัดตราดพบกลุ่มสำเรที่ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัด
ตราด และเคยพบท่ีบา้ นทุง่ ไก่ดัก ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมอื งตราด จงั หวดั ตราด
กะซอง
กลุ่มกะซองนี้เป็นชนกลุ่มน้อยของจังหวัดตราดที่มีการค้นพบล่าสุดปรากฏ
ในแผนที่ภาษาของชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย จากหลักฐานทางด้านเช่นเดียวกับกลุ่มชอง และ
ภาษาท่ีอยใู่ นตระกูล มอญ - เขมร สาขาเบยี รอ์ ิค เช่นเดยี วกับกลุม่ ชองและสำเร กลุ่มกะซองจึงอาจมี
รูปรา่ งทีค่ ลา้ ยคลึงกันและมีวัฒนธรรมทใี่ กล้เคียงกนั กะชองนส้ี ว่ นมากประกอบอาชพี หาของป่า ทำไร่
และทำสวนยาง พบในเขตอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ปจั จุบนั มชี าวกะซองประมาณ ๕0 คน มพี ูดภาษา
กะซองไดไ้ ม่เกนิ ๑0 คน
2.2.4 ศาสนา
ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดตราดร้อยละ ๙๔.๗ นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นๆ
ที่มผี ้นู ับถอื ไดแ้ ก่ ศาสนาอสิ ลาม ประมาณ ๗,๐๐๐ คนเศษ คิดเป็นรอ้ ยละ ๓.๑ ศาสนาคริสต์ ประมาณ
๔,๘๐๐ คนเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒.๒ ส่วนศาสนสถานที่สำคัญมีวัด ๑๒๓ แห่ง ที่พักสงฆ์ ๓๒ แห่ง
พระภิกษุสงฆ์ ๑,๔๐๖ รปู มัสยดิ ๑๑ แหง่ โบสถ์คริสต์ ๑ แหง่
2.2.5 ประเพณีสิบสองเดือน
เดือน ๕ (ประมาณเดือนเมษายน) ตรงกับประเพณีสงกรานต์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่
ของไทย วัดต่างๆ ในจังหวัดตราดจะทำบุญติดต่อกันหลายวันและกำหนดให้วันหนึ่งเป็นวันทำบุญ
ฉลองทราย วัดที่อยู่ในละแวกเดียวกันจะกำหนดวันฉลองทรายไม่ให้ตรงกัน เพื่อจะได้นิมนต์พระวดั
ใกล้เคียงมาร่วมงานทำบุญฉลองทรายด้วย การทำบุญฉลองทรายนั้นหลังจากทำบุญแล้วชาวบ้านจะ
ชวนกันเล่นสะบ้าล้อ หรือนัดหมายกันอยู่สรงน้ำพระผู้ใหญ่เสร็จแล้วจะชักชวนกนั ไปรดน้ำขอพรจาก
๒๗
ผู้ใหญ่ในครอบครัวตนเองหรอื ผู้เคารพนับถือในหมู่บ้านตอ่ ไปนอกจากนีย้ งั มปี ระเพณีขอทานบอกบญุ
โดยชาวบ้านจะนัดหมายรวมกลุ่มกันไม่จำกัดเพศและจำนวน เดินขอทานไปตามหมู่บ้านของตนเอง
และหมูบ่ า้ นใกล้เคียงเพื่อนำเงนิ ถวายวัด มีการร้องเพลง ใชฉ้ ง่ิ กลอง โทน กรบั ใหจ้ งั หวะ เดอื น ๕ ต่อ
เดือน ๖ มีเทศน์มหาชาติ ซึ่งช่วงนี้เป็นฤดูผลไม้ ชาวบ้านได้นำผลไม้ชนิดต่างๆ มาตกแต่งบริเวณพิธี
สมมติให้เป็นป่าหิมพานต์ ในคืนก่อนวันเทศน์มหาชาติต้องนิมนต์พระมาเทศน์คาถาพัน ใช้เทียน
๑,๐๐๐ เลม่ บชู าคาถาพนั และทำน้ำมัน นำ้ มนต์ วันร่งุ ขึน้ ทำบุญถวายภตั ตาหารแดพ่ ระภิกษุสงฆ์และ
เรมิ่ เทศนก์ ณั ฑ์ที่ ๑ ถึงกัณฑท์ ี่ ๑๓ เม่อื การเทศน์จบลง ผู้ท่อี ยูใ่ นบรเิ วณพธิ ีจะนำผลไมไ้ ปกิน นำนำ้ มนต์
ไปดืม่ ไปทา เพอื่ เป็นสิรมิ งคลแกต่ นเองและครอบครัว
เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ประมาณเดือนพฤษภาคม) วันวิสาขบูชา ตอนเช้า
พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันไปทำบญุ ยังวัดตา่ งๆ ตอนค่ำทุกวัดจัดเวียนเทียนในเดือนนี้ยงั มีการทำบุญ
ถวายสลากภัต เนื่องจากเป็นฤดูผลไม้ แต่ละวัดจะแจกสลากภัตในวันที่มีคนมาทำบุญโดยนิมนต์
พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมารับสลากภัตที่พุทธศาสนิกชนจัดเตรียมถวาย มักเป็นผลไม้ที่หาได้ใน
เรือกสวนไร่นาของตนใส่ภาชนะที่สานจากไม้ไผ่หรืออืน่ ๆ ก็ได้ตามแต่จะสะดวก พร้อมจัดอาหารคาว
หวานไปทำบุญถวายทานด้วย
เดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำ (ประมาณเดือน มิถุนายน) สารทขนมจ้าง ชาวบ้านจะห่อขนม
จา้ งหรอื ขนมตา่ งๆ ไหวบ้ รรพบุรษุ โดยใชข้ า้ วเหนยี วขาวแชก่ บั นำ้ ดา่ งที่ไดจ้ ากขเ้ี ถ้าไม้โกงกางแลว้ นำมา
หอ่ ดว้ ยใบเละ เป็นรปู สามเหลย่ี มมีส่ีมุม มัดเปน็ พวง แลว้ นำไปตม้ ใหส้ กุ จ้ิมน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเช่ือม
รับประทาน ในวันนีช้ มุ ชนท่อี ยูร่ มิ แม่น้ำลำคลองจะมปี ระเพณีการแข่งเรอื ด้วย
เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ประมาณเดือน กรกฎาคม ) วันอาสาฬหบูชา ตอนเช้า
พุทธศาสนกิ ชนจะทำบญุ ตักบาตร ฟงั ธรรม รกั ษาศลี ตอนคำ่ เวียนเทียน ต่อมาเดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ วัน
เข้าพรรษา พุทธศาสนกิ ชนก็จะไปทำบุญตักบาตรเหมอื นเดิม แต่พระสงฆก์ ็จะจำพรรษาอยทู่ ่ีวัดและไม่
ไปคา้ งแรมที่ไหนเลยตลอดระยะเวลา ๓ เดอื น
เดือน ๙ กลางเดือน (ประมาณเดอื น สิงหาคม) เทศกาลสารทจีน คนจีนจะเซน่ ไหว้
บรรพบุรุษ ด้วยขนมมัดไต้ ขนมเทียน ซาแซ โหงวแซ ซิกแซ (ไหว้ด้วยของคาว ๓ อย่าง ๕ อย่าง ๗ อย่าง
เช่น หมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปู ไข่ต้ม หรือ หมึกแห้ง ตามฐานะ ข้าว อาหารหวานคาว คนไทยไปทำบุญที่วดั
เพอ่ื อุทิศสว่ นกุศลใหก้ บั บรรพบรุ ษุ ตามความเชอื่ การเซ่นไหวไ้ ม่ใชอ้ าหารประเภทแกง เพราะมรี สเผด็ ร้อน
เดือน ๑๐ สิ้น (ประมาณเดือนกันยายน) เทศกาลสารทไทย แต่เดิมชาวบ้านจะกวน
กระยาสารทเพือ่ นำไปทำบุญถวายพระตามประเพณีโบราณจะกวนกระยาสารทกนั แทบทุกบ้าน เพ่ือให้
เหลือไว้เก็บ เลี้ยงลูกหลานในครอบครัวได้นานๆ เทศกาลนี้ชาวบ้านมีความเชื่อว่า ยมบาลจะถือศีล
๓ วัน ปลอ่ ยใหเ้ ปรตและวิญญาณทั้งหลาย เป็นอิสระ มีโอกาสไดร้ บั สว่ นบุญส่วนกุศล พุทธศาสนิกชน
พร้อมใจกันไปทำบุญที่วัด และบังสุกุลให้บรรพบรุ ษุ ผูล้ ่วงลบั ไปแล้ว ดังนั้นการกวนกระยาสารทจงึ ได้
สอดแทรกภูมิปัญญา ความเชื่อที่ว่า ต้องใส่ส่วนผสม ๓๒ อย่าง ๑๐๘ อย่าง เช่น ถั่ว งา ข้าว น้ำตาล
พชื ประเภทหัว นานาชนดิ และผลไม้ ซึง่ นอกจากจะอรอ่ ยแล้วยงั มีสรรพคุณในการรักษาโรคภัยท่ีมัก
เป็นในเดือนน้อี ีกด้วย
ปลายเดือน ๑๐ ถงึ เดอื น ๑๑ พธิ ีทำขวัญไหว้แม่โพสพ ในเดือนนีข้ ้าวในนาเริ่มต้ังท้อง
ชาวนา จะทำพิธีไหว้แม่โพสพโดยนำเอาเฉลว ไปมัดไว้กับไม้ระกำที่ปักอยู่ในนา จัดกล้วย อ้อย ส้ม
๒๘
กระยาสารท กระจก หวี น้ำมันใสผ่ ม ขี้ผึ้งทาปาก น้ำอบ น้ำหอม ใส่ชะลอม นำไปวางไว้ใกล้กบั เฉลว
โดยใหผ้ ้หู ญงิ เป็นผ้ทู ำพธิ กี ล่าวเชญิ แมโ่ พสพ
เดอื น ๑๑ ข้นึ ๑๕ ค่ำ (ประมาณ เดอื นตลุ าคม) วันออกพรรษา เปน็ วนั สิน้ สดุ การจำ
พรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน หรือเรียกว่าวนั ปวารณา คือเป็นวันท่ีพระสงฆ์กล่าวคำปวารณา เปิดโอกาส
ใหพ้ ระสงฆด์ ว้ ยกนั ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ พระรปู ใดมีขอ้ ขอ้ งใจเก่ียวกับวินัยสงฆ์ อนญุ าตให้บอกกันได้
พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันไปทำบุญที่วัดตา่ งๆ ถ้าวัดใดจัดให้มีงานตักบาตรเทโว ผู้ที่มาทำบุญจะอยู่
ชว่ ยเตรยี มงานสำหรบั วนั รุ่งขึน้ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าตอ่ พระพุทธศาสนา
เดือน ๑๒ แรม ๑ ค่ำ (ประมาณเดือนตุลาคม) ตรงกับวันตักบาตรต่างๆ จะจัดงาน
ทำบญุ ตกั บาตรหมุนเวียนสับเปลยี่ นกันไป เปน็ การจำลองเหตุการณเ์ ม่ือครงั้ พระพทุ ธเจ้าเสด็จกลับจาก
โปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ เชื่อกันว่าในวันนี้พระพุทธเจ้าต้องการเปิดโลกทั้งสามโลก ได้แก่ สวรรค์
มนุษย์ และนรกใหพ้ ุทธศาสนกิ ชนไดเ้ ห็นเปน็ รูปธรรม ทางวัดจึงจดั ริ้วขบวนอยา่ งสวยงามประกอบด้วย
นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม เทวดา เหล่าเทพบุตรที่ลงมาส่งเสด็จจากสวรรค์และฝูงเปรตที่มาจาก
นรก ฝงู เปรต คอื ชาวบ้านที่สมัครใจช่วยเหลือวัดจะตกแตง่ ร่างกายของตนให้ดูสะดุดตา โดยเขียนตาม
เนื้อตัว หน้าตา หรือนำกระดาษมาทำเป็นหัวสัตว์หรือรูปอื่นๆ ตามต้องการ เพื่อใช้สวมหัว โดยมี
จุดมุ่งหมาย สะท้อนให้เห็นว่า ขณะที่พวกเขาอยู่ในโลกมนุษย์ได้ทำบาปกรรมใดไว้บ้าง เมื่อตายแล้ว
ต้องไปชดใช้กรรมทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพื่อให้คนเกิดความสำนึกที่จะสร้างบุญละเว้นบาป
ปัจจบุ ันการตกั บาตรเทโว นอกจากจะใหค้ ติแงค่ ดิ ดังกล่าวแก่ชาวพุทธแล้วยังมีผลพลอยไดแ้ กว่ ัดอีก คอื
ได้รับเงินทำบุญสำหรับใช้จ่ายบูรณปฏิสังขรณ์วัดอีกด้วย หลังจากออกพรรษาแล้วหลายหมู่บ้านได้
กำหนดวนั ทำบญุ โคนตน้ ไม้ ศาลเจ้า ชายทงุ่ ท่เี คารพในหมู่บา้ น เพอื่ ความเป็นสิรมิ งคล แกต่ นเอง และ
ครอบครัว และการประกอบอาชีพเป็นประจำทุกปี (การทำบุญโคนต้นไม้จะทำ 2 ครั้ง คือช่วงหลัง
ออกพรรษา กับชว่ งหลังสงกรานต์)
เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ประมาณเดือนพฤศจิกายน) วันลอยกระทง การลอยกระทงเป็น
ประเพณี ทีส่ บื ตอ่ กนั มาจากอดีตโดยเชื่อว่า ใชก้ ระทงนำเคร่อื งบูชาไปบูชารอยพระพุทธบาท ณ ริมฝั่ง
แม่น้ำนัมทานที และขอขมาพระแม่คงคาดังนั้นชาวบ้านและวัดต่างๆ ที่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง
จะร่วมกันจัดงานลอยกระทงโดยใช้วัสดุธรรมชาตมิ าประดษิ ฐ์
เดือนอา้ ย (ประมาณเดอื นธันวาคม) วนั ท่ี ๑ ธนั วาคม จะมีงานประเพณี ศาลเจ้าสระ
ด่าง โดยทำบุญเชา้ และเพล ในการประกอบพิธีนี้ จะมกี ารปลอ่ ยเรือเช่นเดียวกับการทำบญุ โคนต้นไม้
เดือนยีต่ อ่ เดือนสาม (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์) เทศกาลตรุษจีนชาวตำบลท่ีมีเชื้อสายจีน
จะเตรียม เคร่ืองเซ่นไหว้ สำหรับไหวเ้ จา้ เจา้ ที่และบรรพบรุ ุษ โดยจดั ดงั นี้ ไหว้เจ้าท่ี ใชข้ นมมดั ไต้ ขนม
เทียน ขนมเข่ง ซาแซ โหงวแซ ซิกแซ ตามฐานะ และผลไม้มงคล ไหว้บรรพบุรุษใช้ข้าว ๔ ถ้วย สำหรับ
อาหารคาวหวาน ขนมมดั ไต้ ขนมเทียน ขนมเข่ง และผลไม้ ตามธรรมเนียมทีป่ ฏบิ ัติสืบกนั มา เพื่อแสดง
ความกตญั ญูกตเวที โดยเช่อื วา่ บรรพบุรษุ จะคุ้มครองให้อยเู่ ย็นเปน็ สขุ ทำมาค้าข้ึน
การทราบประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองตราดอันยาวนานที่แสดงให้เห็นถึง
ความเปน็ “เจา้ ของแผน่ ดนิ ” และการมีปฏิสัมพนั ธ์กับนานาอารยประเทศในฐานะเมืองท่าสำคัญมาก
ว่า ๓๐0 ปีนั้น จะทำให้เข้าใจและเข้าถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาวตราดที่แสดงออกด้วย
ศิลปะ ภาษา ความเชื่อ พิธีกรรม ฯลฯ ความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้ “คนนอก” มองเห็นความสำคัญ
๒๙
ของเมืองตราดท่นี ับเนอื่ งมา ในขณะเดียวกนั ก็จะทำให้ “คนใน” ตระหนกั ร้ถู งึ รากเหงา้ ของตน รวมทั้ง
เกิดสำนึกต่อบรรพบุรุษและบำรุงเลี้ยงความภักดีที่มีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์สืบไป (อภิลักษณ์
เกษมผลกูล, 2553)
2.2 แนวคดิ เกีย่ วกับวัฒนธรรม
วัฒนธรรมไม่ใช่สง่ิ ท่มี นษุ ยท์ ำตามสญั ชาติญาณ แต่คือสง่ิ ทีม่ นษุ ยส์ รา้ งขนึ้ กำหนดขึ้น สามารถ
เอาอย่างกันจึงทำให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ เป็นผลรวมทั้งหมดอันเป็นสิ่งที่แสดงถึง
ความสำเร็จของมนษุ ย์ในการสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและงอกงามในวิถีแหง่
ชีวิตของส่วนรวม เชน่ ภาษา ศิลปะ ดนตรี วรรณคดี สถาปัตยกรรม เป็นตน้ หรอื อาจเป็นการกำหนด
พฤติกรรมและหรือความคิด ตลอดจนวิธีการหรือระบบการทำงาน เช่น วิธีในการดำเนินชีวิตความ
เป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิดที่คนแสดงออกต่อสมาชิกในสังคม การแสดงออกในรูปแบบต่างๆ
ในสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันการยึดถือปฏิบัติในระเบียบประเพณี ความเชื่อความ
ศรัทธา เป็นต้น วัฒนธรรมเป็นผลิตผลส่วนรวมที่มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนแต่ก่อน คือสามารถ
ถ่ายทอดเป็นมรดกแห่งสังคม ซ่ึงสังคมรบั รักษาหรือทำให้เจริญงอกงามตอ่ ไป
วัฒนธรรม คอื ระบบคณุ ค่าทีร่ วบรวมได้มาจากประวัติศาสตร์และเปน็ คุณค่าทงั้ ทางเศรษฐกิจ
การเมืองและแนวคิดทีส่ ัมพันธ์กันเป็นโครงสร้าง มีผลต่อพฤติกรรมของคนในฐานะปจั เจกบุคคลและ
คนในหมู่บ้านในชีวิตจริงทั้งหมด ดังนั้นวัฒนธรรมจึงไม่ใช่สิ่งเก่า เช่น ประเพณีต่างๆ เท่านั้น แต่คือ
บทสรุปของความคดิ และการปฏบิ ตั ิหรือคุณค่าทัง้ หมดท่ีใหแ้ ก่สังคมและสว่ นรวม รวมขนึ้ เปน็ โครงสร้าง
ทั้งการประกอบอาชีพ (เศรษฐกิจ) ด้านอุดมการณ์ ความเชื่อ และด้านอำนาจการตดั สินใจ การเมือง
ทงั้ หมดเกยี่ วโยงกันอยา่ งแยกไม่ออก อันเปน็ ผลจากวิวัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ของชุมชนและสังคม
(อภชิ ัย พนั ธเสน, ๒๕๓๙. หนา้ ๓๑๖-๓๑๙, อา้ งถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หนา้ ๙- ๑๐)
วัฒนธรรมชมุ ชน คอื การดำรงชวี ิตทีด่ ีงาม มีระเบียบกฎเกณฑ์ ศาสนา และประเพณีสืบทอด
กันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคุณค่าที่ดีงามเป็นพื้นฐาน ซึ่งวัฒนธรรมชุมชนถือว่าเป็นภูมิปัญญาหรือ
ศักยภาพของชุมชนที่สามารถต่อต้านจากอิทธพิ ลภายนอกได้ด้วยคุณค่าดั้งเดิม โดยใช้ความเอื้ออาทร
การช่วยเหลือเกื้อกูล การพึ่งพาต่อกัน ความรักใคร่ฉันท์พี่น้อง การแบ่งปันจากผู้ที่มีไปสู่ผู้ไม่มี หรือ
วัฒนธรรมชุมชนคือการผลักดันภายในชุมชนที่สร้างสรรค์พลังคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมที่อยู่
ภายในจิตใจและวัฒนธรรมของประชาชน พื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมดั้งเดิมคือการให้ความสำคญั
กับคน โดยยึดเอาคนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งคนมีฐานะเป็นสิ่งสร้างอันประเสริฐของสิ่งสูงสุด ดังนั้นคนจึง
มีคุณค่ามศี กั ด์ิศรีของความเป็นคน และถา้ จะพิจารณาถึงคนๆ หนง่ึ จะพบวา่ ความสัมพันธ์ระหว่างตัว
มนษุ ย์กับสง่ิ แวดลอ้ มมอี ยู่ ๓ มิติ คือ
๑. ความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นการสร้างสัญลักษณ์แทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็น
ตัวแทนแห่งคุณค่าสูงสุดที่มนุษย์ถือเป็นแบบอย่าง ซึ่งมีคุณและโทษกับมนุษยเ์ พื่อนำไปสู่ความดีงาม
ความปลอดภัย และมีความหวังว่าอำนาจและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะช่วยได้ ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมัก
แสดงออกมาในรูปแบบของพิธีกรรมต่างๆ เพื่อดำรงรักษาสภาวะอำนาจแห่งสิ่งศักดิส์ ิทธ์ิทีไ่ ด้สรา้ งขึน้
ตลอดจนเปน็ การถา่ ยทอดความรใู้ ห้ชนรุ่นตอ่ ไปจนกลายเปน็ ปฏิบัติการที่เชือ่ มโยงกบั อดุ มการณ์ ความ
เชอ่ื ของคนในสังคมนนั้
๓๐
๒. ความสัมพันธ์ระหว่างเพ่ือนมนุษยด์ ้วยกนั เปน็ ความสมั พันธร์ ะหว่างคนกบั คน หรือ
ระบบเครือญาติเดยี วกนั มีความรักกันฉันทพ์ ่ีน้อง มีการช่วยเหลือซ่ึงกันและกนั ไม่ข่มเหงเบียดเบยี น
กัน มีความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นคุณธรรมที่สำคัญที่สุดที่วัฒนธรรม
ดง้ั เดิมปลูกฝงั ให้คนในชมุ ชนยึดถอื เป็นหลัก ซง่ึ อาจจะแสดงออกในรูปของประเพณี เช่น ประเพณีการ
ลงแขก ประเพณีการเคารพผู้อาวุโส การให้อภัยซึ่งกันและกัน การคืนดีกัน ความไม่มีจิตอาฆาตกัน
รวมทั้งการออ่ นน้อมถ่อมตน คุณธรรมดังกล่าวได้รับการฝงั รากลกึ อยู่ในความเปน็ ปึกแผ่นของสถาบัน
ครอบครวั เครือญาติ หมูบ่ า้ น โดยปฏิบตั ิสืบตอ่ กนั มา มกี ารถา่ ยทอดจากคนรนุ่ หนงึ่ ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
จนกลายเป็นธรรมเนยี มประเพณี
๓. ความสัมพันธ์ระหวา่ งคนกับธรรมชาติ เป็นการแสดงถึงศักยภาพในการคิดค้นของ
มนษุ ย์ โดยการเรยี นร้จู ากธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม เพอ่ื นำมาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ ่อการดำรงชีวิตของ
ตนเองและมคี วามสอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ อาทิ เครอ่ื งมอื ในการทำการเกษตร หรือการพ่ึงพาธรรมชาติ
เกี่ยวกับปัจจัย ๔ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งหม่ และยารักษาโรค ภายใต้ปรัชญาการอย่รู ่วมกนั
กับธรรมชาติ ถือเอาความประสานกลมกลืนกับธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ข่มขืนธรรมชาติด้วยความโลภ
ของตน ทง้ั นีเ้ นื่องมาจากความเชือ่ ท่วี า่ สรรพสง่ิ ลว้ นแต่มีเจ้าของ เชน่ ดนิ มพี ระธรณี ควายมีขวัญ เปน็ ต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสามมิตินี้ มีความประสานโยงใยกนั อยา่ งลกึ ซึง้ จากรากฐานความ
เชื่อที่มีต่อสิ่งสูงสดุ จะทำให้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกันโดยเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งสูงสุดเพื่อจะเป็นหน่งึ
เดียวกันกับมนุษย์ด้วยกันและธรรมชาติ ฉะนั้นหากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งสูงสุดแตกสลายไป
ก็จะมีผลสะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ในมิติ อื่น ๆ เช่นกัน (กาญจนา แก้วเทพ, ๒๕๓๐. หน้า ๑๗๗-๑๘๑,
อา้ งถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หนา้ ๑๑-๑๒)
วัฒนธรรมชมุ ชน คอื ระบบคณุ ค่าท่ีมอี ยู่ในชุมชน หรือเปน็ ระบบคุณค่าดั้งเดมิ ของชุมชน ที่มี
ปรากฏให้เห็นอยู่ในหลาย ๆ ชุมชน เชน่ การทำบญุ สืบชะตา การใหค้ วามเคารพผู้อาวโุ ส ความเชื่อใน
การกระทำความดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ชุมชนได้ร่วมสร้างขึ้นและปฏิบัติร่วมกันมาอย่าง
ยาวนาน มีการดำรงอยู่อย่างสอดคล้องในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ในกระบวนการพัฒนาการทาง
วัฒนธรรมของประชาชน ซึ่งนอกจากจะมีส่วนที่ชมุ ชนสร้างขึ้นมาแลว้ ยังมีสว่ นท่ีสร้างจากอำนาจของ
รฐั เพื่อใชค้ รอบงำ และชมุ ชนก็มีความพยายามจะตอ่ ต้าน จึงทำให้มกี ารปรับตัวหรือการผลิตความคิด
อุดมการณ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกที่เข้ามากระทบกับชุมชน
(บุญเทยี น ทองประสาน, ๒๕๓๑. หนา้ ๖๕-๗๒, อา้ งถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หนา้ ๑๐)
การเปรียบเทียบวิธีคิดพื้นฐานของวัฒนธรรมชุมชนกับวัฒนธรรมแบบใหม่ คือ วัฒนธรรม
ชมุ ชนเปน็ การพฒั นาแบบประสานกลมกลนื มกี ารพึง่ พาอาศัยกัน โดยการรวมกลุ่มร่วมมอื มีความเป็น
ปึกแผน่ เปน็ พื้นฐานสำคัญทศ่ี นู ยก์ ลางของวัฒนธรรมคือคนและส่งิ สงู สดุ เน้นความเจริญทางจติ ใจ วัตถุ
เป็นเพียงหนทางเพื่อยกระดับจิตใจ เน้นความสมถะไม่สะสมรู้จักพอ สร้างระบบความร่วมมือร่วมใจ
ภายใต้ระบบวัฒนธรรมและความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจการดำรงชีพ ระบบการอยู่ร่วมกันของคนใน
ชุมชนที่มีความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง การผลิตจะผลิตเพื่อกิน แบ่งปัน ผลิตแต่พอจำเป็น
การปกครองเป็นอิสระมาจากชุมชนเอง ถือความยุติธรรมและสันติสุข ในขณะที่วัฒนธรรมแบบใหม่
จะมีความขัดแย้ง การแข่งขัน การเปน็ ปจั เจก ซึ่งทำใหเ้ กดิ ความแตกแยก ศนู ย์กลางของวัฒนธรรมอยู่
ที่เงินและวัตถมุ ากกว่าจิตใจ เน้นการเจริญเติบโตทางปริมาณไม่ร้จู ักพอ สร้างระบบความโลภ แข่งขัน
๓๑
ชิงดชี งิ เดน่ แบบตวั ใครตัวมนั ทกุ อย่างแบ่งแยกเปน็ สว่ นๆ ถือเงินเป็นตัวตดั สนิ คณุ คา่ เป็นตวั นำชีวิตคน
และชวี ิตสงั คม การปกครองไม่เปน็ อิสระ ถกู กำหนดจากภายนอกถือเอาอำนาจบาตรใหญไ่ ม่เป็นธรรม
แม้ว่าวัฒนธรรมใหม่ (อิทธิพลจากภายนอก) จะเข้าไปสั่นคลอนวัฒนธรรมเดิมของชุมชนและทำให้
ความชือ่ ด้ังเดมิ จางหายไป แต่กไ็ ม่สามารถจะลบล้างคุณค่าของศาสนาและวฒั นธรรมดง้ั เดมิ ของชุมชน
ให้หมดไปได้ เราจงึ เหน็ ไดว้ ่ากระบวนการสบื ทอดความเชอ่ื ดั้งเดิมที่อยใู่ นสำนึกของชาวบ้านจึงยังคงอยู่
ตอ่ เนื่องสบื มา เมื่อได้มีการรื้อฟ้ืนมรดกทางคุณคา่ ศาสนาและวฒั นธรรมข้นึ มาใหม่ (สภาคาทอลิกแห่ง
ประเทศไทย, ๒๕๒๘. หน้า ๖๑-๖๗ อา้ งถึงใน มงคล พนมมติ ร, ๒๕๕๑. หน้า ๑๓-๑๔)
สังคมในปัจจุบันมักเปน็ สังคมขนาดใหญ่ท่มี จี ำนวนสมาชกิ เป็นหลักล้านคน และพลเมอื งในแต่
ละสังคมมักแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มที่แตกต่างกันทำให้กลายเป็นสังคมที่มีความแตกต่ างกันไปในหมู่
สมาชิกของสังคม สังคมดังกล่าวจึงมีวัฒนธรรมใน ๒ ระดับ คือวัฒนธรรมทั่วไปและวัฒนธรรมย่อย
วัฒนธรรมทั่วไปนน้ั หมายถงึ วฒั นธรรมท่เี ป็นหลัก ในการดำเนินชีวิตท่วั ไปของสมาชิกจำนวนมากของ
สังคม เป็นวัฒนธรรมทค่ี นจำนวนมากในสังคมมอี ย่รู ว่ มกัน สว่ นตา่ งๆ ของวัฒนธรรมดงั กลา่ วจะรวมตวั
กันทำให้เกดิ ระเบยี บในสงั คม เชน่ ในสงั คมไทย คนไทยสว่ นใหญ่นบั ถอื พทุ ธศาสนา พูดภาษาไทยกลาง
เข้าเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการจัดโดยรัฐบาลไทย มีระบบการปกครองที่แบ่งเป็นสว่ นกลาง
ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ที่เหมือนกันหมดทั้งประเทศไทย มีคณะรัฐบาลเป็นผู้บริหารงานปกครอง
มีกฎหมายออกมาบังคับใช้กับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนั้นคนไทยส่วนใหญ่มีค่านิยมที่นับถือ
ผู้ใหญ่ เคารพผู้อาวโุ ส เชิดชพู ระมหากษัตริย์ คนไทยสว่ นใหญ่ปฏิบัติตามประเพณีต่างๆ เช่น วันขึ้นปี
ใหม่ วันสงกรานต์ ลอยกระทง งานสำคัญทางศาสนาและงานศพ เป็นต้น ส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรม
ที่กล่าวมาน้ี เป็นวัฒนธรรมทั่วไปในสังคมไทย เพราะคนจำนวนมากในสังคมไทยมีสิง่ เหล่านัน้ รว่ มกัน
อยู่ วัฒนธรรมย่อย หมายถึงส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรมที่ใช้กันในกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น วัฒนธรรม
ย่อยมักเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรมทวั่ ไป และมักเก่ยี วข้องกับวฒั นธรรมทว่ั ไป แต่ในเวลาเดียวกันก็มัก
แตกต่างไปจากวัฒนธรรมทั่วไปด้วย วัฒนธรรมย่อยจะเด่นชัดในสังคมที่มีความแตกต่างกันในหมู่
ประชากร จึงมักไม่มีวัฒนธรรมทั่วไปแต่เพียงประเภทเดียว แต่จะมีแกนกลางที่เป็นวัฒนธรรมทั่วไป
และมีวัฒนธรรมย่อยอยู่จำนวนหนึง่ ในสังคมนั้นด้วย แบบแผนวฒั นธรรมบางอยา่ งมอี ยู่ร่วมกันเฉพาะ
ในกลุ่มคนที่มีสถานภาพทางสังคมบางอย่างเท่านัน้ กลุ่มคนดังกล่าวนอกจากจะปฏบิ ัติตามวัฒนธรรม
ทั่วไปบางอย่างแล้ว ยังปฏิบัติตามวัฒนธรรมย่อยเฉพาะกลุ่มตัวซึ่งมีอัตลักษณ์ของตนเองด้วย
วฒั นธรรมยอ่ ยดังกลา่ วแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ไดห้ ลายประเภทตามสถานภาพทางสงั คมประเภท
ต่างๆ เช่น สถานภาพทางเพศ สถานภาพทางอายุ สถานภาพทางอาชีพ สถานภาพทางชนชั้นหรือ
วรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นต้น แล้วยังมีวัฒนธรรมย่อยอีกหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลาย
อย่าง เช่น ลกั ษณะทางภูมศิ าสตร์ ทำให้เกิดวัฒนธรรมย่อยเชงิ ภูมภิ าคและวัฒนธรรมย่อยของคนเมือง
คนชนบทขน้ึ เป็นต้น สังคมสมยั ใหมใ่ นปัจจบุ ัน มักประกอบไปดว้ ยสมาชิกทมี่ เี ชอื้ ชาติตา่ งๆ กัน ทำให้
เกิดเป็นวัฒนธรรมย่อยเชงิ เช้ือชาตหิ รือชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม ชนกลุ่มน้อยคือ กลุ่มคนท่ีมีวฒั นธรรม
แตกต่างไปจากวัฒนธรรมทั่วไปของสังคม ในสังคมไทยมีชนกลุ่มนี้อยู่มากมาย คนพวกนี้มักมีภาษา
ค่านิยม ความคิด ความเชื่อทางศาสนาประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ แตกต่างไปจากคนไทยทั่วไป
(งามพิศ สัตย์สงวน, 2538. หน้า 30-32) สังคมทุกสังคมจะต้องมีวัฒนธรรม และวัฒนธรรมของแต่
ละสังคมย่อมมีลักษณะเฉพาะท่ีแสดงออกให้ปรากฏจนสามารถใชเ้ ป็นเขตวฒั นธรรมท่ีเป็นเคร่ืองแบ่ง
๓๒
พรมแดนทางวัฒนธรรมได้ วัฒนธรรมแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของคนในแต่ละสังคมว่าแตกตา่ ง
กันอย่างไร ในเรื่องใด เช่น ด้านภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เครื่องมือ
เครื่องใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดถึงการละเล่นพื้นเมือง อันทำให้คนในสังคมเกิดความรัก
ความภาคภูมิใจ และหวงแหนวฒั นธรรมในสังคมของตน แต่ในการรักษาหรือดำรงไว้ซงึ่ วัฒนธรรมเดิม
ควรจะต้องมีการปรับปรุง ผสมผสาน หรือพัฒนาวัฒนธรรมให้เหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย
และกาลเวลา ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งคือการผสมผสานทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็น
รปู แบบหนง่ึ ของการตดิ ต่อระหว่างวัฒนธรรม มันเป็นผลมาจากการท่ีปัจเจกชนหรอื กลุ่มคนกลุ่มต่างๆ
แทนท่ีวัฒนธรรมของตนเองโดยวัฒนธรรมอ่นื ปรากฏการณเ์ ชน่ นเี้ กิดขนึ้ แลว้ และกำลังเกิดข้ึน และจะ
เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย นอกจากการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมแล้ว อาจมีการเปลี่ยนสัญชาติ และ
การกระทำอื่นๆ ที่ทำให้กระบวนการผสมผสานทางวัฒนธรรมเกิดเร็วขึ้นกระบวนการผสมผสานจะ
เกิดขึ้นเหมือนกัน ถึงแม้ว่าปจั จัยที่ชว่ ยเสริมหรือช่วยกีดกัน กระบวนการผสมผสานทางวัฒนธรรมจะ
แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ต่างๆ กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระดับวัฒนธรรมย่อยด้วย
เพราะการติดต่อระหว่างกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ สำหรับในสังคมไทยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่าง
รวดเร็ว เมื่อรัฐบาลเรง่ รัดพัฒนาชนบทและชนกลุ่มนอ้ ยกลุ่มต่างๆ ในอนาคตอตั ราการผสมผสานทาง
วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยคงจะเร็วยิ่งขึ้น และน่าเป็นห่วงว่าอาจไม่มี
วัฒนธรรมของชนกลมุ่ นอ้ ยให้เห็นอกี ต่อไป (งามพิศ สัตย์สงวน, ๒๕๓๘. หน้า ๓๙)
หลังจากวัฒนธรรมที่ต่างกันมาพบกัน สัมผัสกัน และเกิดการหยิบยืมแลกเปลี่ยนกันใช้ใน
ระยะเวลาที่สมำ่ เสมอและยาวนานพอสมควร วัฒนธรรมจะเกิดการผสมผสานกนั ปะปนกัน แต่ก็ยังรู้
ว่าเปน็ วฒั นธรรมของใคร ไมถ่ งึ กบั ปนกันจนแยกไมอ่ อก เมอ่ื ผ้หู ยบิ ยืมวฒั นธรรมผอู้ นื่ กลบั เข้าสู่กลุ่มชน
เดิมของตน วัฒนธรรมเดิมนั้นก็จะดำรงรูปแบบเดิมได้ดีอยู่ บุคคลผู้นั้นก็ยังประพฤติปฏิบัติตาม
วัฒนธรรมเดิมของตนไปตามเดิม แต่เมื่อออกมาพบปะหรอื เผชิญกับคนจากวัฒนธรรมอ่ืนอีกเขาก็จะ
ผสมผสานวัฒนธรรมของเขาเข้ากับวฒั นธรรมใหม่ท่ีมาสัมผัสกันอีก (นิยพรร วรรณศิริ, ๒๕๔๐. หน้า ๖๖)
จากแนวคิดเกี่ยวกบั วัฒนธรรมดังกลา่ ว คณะผู้วิจัยได้ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวัฒนธรรม
ต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ในขณะที่มีการปะทะสังสรรค์กับการ
เปลีย่ นแปลงทางวฒั นธรรม กลุ่มชาติพนั ธอุ์ ่ืนๆ และวฒั นธรรมหลักของประเทศโดยหลีกเลยี่ งไมไ่ ด้ อยู่
ตลอดเวลา ทำให้วัฒนธรรมบางอย่างต้อง ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือมีการหยิบยืม
การผสมผสานทางวัฒนธรรม เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการเมืองเศรษฐกิจและสังคมปจั จุบนั อยา่ งไร
และยังคงมีรูปแบบวิถีชีวิต ประเพณี ความเชือ่ ท้งั ท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรม หรือวัฒนธรรมดั้งเดิม
ของกลุม่ ชาติพันธ์ุ อะไรบา้ ง ที่กล่มุ ชาตพิ นั ธจุ์ ังหวดั ตราด ยังคงยดึ ถือปฏบิ ัติ ให้ความสำคัญและรักษา
เอาไว้ได้ ทำใหม้ กี ารสบื ทอดจากรุ่นสรู่ ุ่นมาจนถึงปจั จุบนั
2.3 แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วกับอตั ลกั ษณแ์ ละอตั ลักษณ์ทางชาติพนั ธ์ุ
อัตลักษณ์ (Identity) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคือ Identias เดิมใช้คำ Idem ซึ่งมี
ความหมายว่าเหมือนกัน (The Same) อย่างไรก็ตามโดยพื้นฐานของภาษาอังกฤษแล้ว อัตลักษณ์มี
ความหมายสองนัยยะด้วยกนั คือความเหมือนและความเป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป นั่นคือ
การตีความหมายเหมือนกันบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ และการเปรียบเทียบกันระหว่างคนหรือ
สิ่งของในสองแง่มุมมอง คือความคล้ายคลึงและความแตกต่าง นอกจากนั้นแล้วเจนกิ้นส์
๓๓
(RichardJenkins) ยังช้ีให้เห็นวา่ อัตลักษณ์ไม่ใช่เป็นส่ิงที่มีอยู่แล้วในตัวของมันเอง หรือกำเนิดขึน้ มา
พร้อมกับคนหรือสิ่งของ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและมีลักษณะของความเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งสอดคล้องกับการให้ความหมายของเบอร์เจอร์และลัคแมน (Peter Berger and Thomas
Luckmann) ท่ีวา่ อัตลักษณถ์ ูกสรา้ งขึ้นโดยกระบวนการทางสงั คม ครั้นเม่อื ตกผลกึ แล้วอาจจะมีความ
ปรับเปลี่ยนหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นหลัก
กล่าวโดยอีกนยั หนึ่งอัตลักษณ์เป็นเรื่องของการเข้าใจและการรับรู้เกี่ยวกับตัวเองอย่างไร และคนอื่น
รับรู้เราอย่างไร โดยมีกระบวนการทางสังคมในการสร้างและสืบทอดอัตลักษณ์ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ
บริบทของความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีต่อคนหรือกลุ่มอื่นๆ ด้วย อัตลักษณ์มีทั้งที่เป็นปัจเจก
(Individual) และอัตลักษณ์ร่วมของกลุ่ม (Collective) ในระดับปัจเจกบุคคลหนึ่งอาจจะมีหลายอัต
ลักษณ์อยู่ในตัว เช่น เพศสภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ ชาติ ช่วงชั้นทางสังคม อาชีพ และศาสนา เป็นต้น
ในขณะทอี่ ัตลักษณร์ ว่ มของกลมุ่ น้ัน ความเปน็ อัตลักษณร์ ว่ มถกู สรา้ งข้นึ บนพ้ืนฐานของความเหมือนกัน
ของสมาชกิ ในกล่มุ อยา่ งไรก็ตามบนพนื้ ฐานของความเหมอื นกันของกลุ่มน้ัน ยอ่ มมคี วามแตกต่างจาก
กลุ่มอื่นมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของกลุ่มตนด้วย ฉะนั้นเมื่อพูดถึงอัตลักษณ์ของ
กลุ่มชาติพันธุ์ จึงเป็นลักษณะอัตลักษณ์ร่วม ของสมาชิกของกลุ่มคนในสังคมเดียวกัน ซึ่งแตกต่าง
ออกไปจากกลุ่มอื่น (ประสิทธ์ ลีปรีชา, ๒๕๔๗. หน้า ๓๒-๓๔) อัตลักษณ์ร่วมก่อให้เกิดความสงบอยู่
รว่ มกนั ของกล่มุ ชน และไม่สามารถแยกออก จากการกระทำหรือละท้ิงสถานภาพของปจั เจกในกลุ่มได้
กลมุ่ ทีม่ ีลกั ษณะร่วมกนั จะต้องมีประเพณีบางอย่างซึง่ เรียกได้ว่าเป็นของกลมุ่ ตนเอง โดยที่สมาชิกของ
กลุ่มไม่จำเป็นต้องรู้จักสมาชิกอื่นๆ ทั้งหมด แต่ต้องรู้ว่าประเพณีอย่างนั้นเป็นประเพณีของกลุ่ม ซึ่ง
ประเพณีเฉพาะของกลุ่มทำให้กลุ่มมีอัตลักษณ์ของตนเองแตกต่างจากกลุ่มอื่น (ศรีศักร วัลลิโกคม,
๒๕๓๒.หน้า ๔๘, อ้างถึงใน เกศสิรินทร์ แพทอง, ๒๕๔๖. หน้า ๒๘) อัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุ
(Etnic dcntig) และกลุ่มชาติพันธ์ุ (Ethnic Group) เป็นทั้งคำและแนวคิดสำคัญที่นักมานุษยวิทยา
ตะวันตก นำมาใช้ในยคุ หลงั สงครามโลกครั้งท่ีสองเปน็ ตน้ มา เพื่อการศึกษากลมุ่ ชนท่มี วี ฒั นธรรม และ
ภาษาเฉพาะทไ่ี ด้สืบทอดกนั มานานหลายช่ัวอายุคน บรบิ ททางการเมืองในช่วงเวลาดังกลา่ วอันเป็นยุค
แหง่ การประกาศเอกราช ไม่ข้นึ ตอ่ ประเทศอาณานิคมตะวันตกของประเทศในทวปี แอฟริกาและเอเชีย
การเกิดข้นึ ของประเทศและรัฐชาติใหม่ตลอดจนขบวนการตอ่ ต้านการลา่ อาณานิคมและการก่อตั้งการ
เหยียดผิวและเชื้อชาติมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการก่อกำเนิดของแนวคิดชาติพันธ์ุ อันเป็นคำที่เข้ามา
แทนคำว่าเชื้อชาติ (Racc) ท่มี ที ่มี าทางความคดิ ว่าความแตกตา่ งระหวา่ งชนชาติถกู กำหนดโดยลักษณะ
ทางชีวกายภาพและพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แนวคิดเรื่องชาติพันธุ์ยังได้เข้ามาแทนที่แนวคิด
เรื่องเผ่า (Tribe) ซึ่งมักเน้นอัตลักษณ์และวัฒนธรรมโดดๆ ที่เฉพาะและแตกต่างของชนเผ่าพื้นเมือง
โดยเช่ือวา่ เกิดจากลักษณะการต้ังถ่นิ ฐานที่ห่างไกลและขาดการปฏิสมั พันธ์กับกลุ่มชนอื่นๆ อัตลักษณ์
ทางชาติพันธุ์เสนอให้มองวัฒนธรรมและการนิยามตนเองในความสัมพันธ์กับกลุ่มชนอื่น โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับรัฐชาติ (ปั่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, บรรณาธิการ, ๒๕๔๖) และเมื่อกล่าวถึง
สิทธิชมุ ชนตามความเชื่อในมิตขิ องระบบคุณค่า จริงๆ แล้วไม่ได้มีนยั เฉพาะทีเ่ ป็นเพยี งความเชื่อดั้งเดิม
เท่านั้น แต่หมายถึงคณุ ค่าท่ีมีการปรับเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตความเชื่อเดิมมาใช้ในสถานการณ์
ใหม่ เพื่อตอบสนองและปรับตัวกับสถานการณ์ใหม่ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ ในการปรับตัวนี้ชุมชนให้
ความสำคัญกับการมองสิทธิชุมชนในมิติของอำนาจมากขึ้นเพราะการที่รู้ว่าชุมชนมีสิทธิอย่างไรน้ัน
๓๔
ขึ้นอยู่กับการสร้างความชอบธรรมของชุมชน ซึ่งถือเป็นความพยายามอย่างหนึง่ ในการจะบอกให้คน
อน่ื รวู้ า่ ชมุ ชนนนั้ เปน็ ใคร และเกย่ี วข้องโดยตรงกับการแสดงอตั ลกั ษณ์ของชมุ ชนซ่งึ เป็นความพยายาม
ท่จี ะกำหนดความสัมพันธข์ องชุมชนกับกลมุ่ ชนอื่นๆ ในสังคม ฉะนน้ั เมอ่ื กลุ่มชนใดก็ตามท่ีรวมกันขึ้น
เป็นชุมชน พวกเขาเหล่านั้นจะพยายามบอกคนอื่นว่ามีตัวตนอยู่อย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า
อตั ลกั ษณค์ ือ พลงั ในการจัดความสัมพนั ธ์ทางสังคมไม่ว่าจะเปน็ การจัดการความสัมพันธภ์ ายในหรือภายนอก
(อานนั ท์ กาญจนพนั ธุ์, ๒๕๔๔. หน้า ๒๔๗ อา้ งถงึ ใน มงคล พนมมติ ร, ๒๕๕๑. หน้า ๑๗)
อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์หมายถึง สิ่งที่ทำให้สมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ รู้สึกร่วมกันว่าเป็น
พวกเดียวกัน และร้สู ึกแตกตา่ งจากกล่มุ ชาตพิ ันธ์ุอื่น ในแงน่ ก้ี ารศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทาง
ชาตพิ นั ธ์ุ จึงหมายถึงการศึกษากระบวนการสร้างความเหมอื นและความต่าง (มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑)
กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ทางสังคมที่สลับซับช้อน
หลากหลาย ไม่หยดุ นง่ิ มาต้งั แตอ่ ดีต สันนษิ ฐานกันว่ากลุม่ ชาตพิ นั ธุ์ต่างๆ ท่ีอาศัยในบริเวณใกลเ้ คียงกัน
ณ ช่วงเวลาเดียวกัน มีการคิดต่อสัมพันธ์ท้ังในเชิงซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจนถึงการรบราฆ่าฟัน
ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ให้เกิดการหยิบยืมและผสมปนเปทางวัฒนธรรมระหว่างกัน ดังนั้นเมื่อกลุ่ม
ชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มต้องการรกั ษาความหนึ่งเดียวหรือความเป็นปกึ แผน่ ในพวกเดียวกัน กระบวนการ
สร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เพื่อสร้างความเหมือนในพวกเราและความแตกต่างในพวกเขาจึงเกิดขึ้น
ในกระบวนการนีม้ ที ัง้ การสร้างขึน้ มาใหม่อย่างสิน้ เชิงและการหยิบยืมบางสว่ นทางวัฒนธรรมคนอื่นมา
ทำให้เป็นของเรา อตั ลักษณท์ ่ถี กู สร้างขน้ึ ในยุคหนึ่งแต่เมอื่ กาลเวลาเปลย่ี นไปอตั ลกั ษณ์อาจใช้ไม่ได้ผล
เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มมีการปรับตัวและหยิบยืมวัฒนธรรมระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อ
อัตลักษณ์เก่ามีพลังน้อยลง อัตลักษณ์ใหม่จึงถูกสร้างขึ้นมาทดแทน อัตลักษณ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
ตายตัวและไม่หยุดนิ่งการสืบทอดและผลผลิตอัตลักษณ์ใหม่จึงเกิดขึ้นได้เสมอภายใต้การเวลาและ
บรบิ ททางสังคมท่ีเปลย่ี นไป (วันดี สันติวุฒเิ มธี, ๒๕๔๕)
ข้อถกเถียงสำคัญในหมู่นักมานุษยวิทยาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จวบจน
คริสตศตวรรษท่ี ๑๙๖๐ ในการใชแ้ นวคิดเรื่องอัตลักษณ์ทางชาติพนั ธ์ุในการอธิบายความแตกต่างของ
สังคมมนุษย์คือจะใช้เกณฑ์อะไร หากไม่ใช่ชีวกายภาพที่มองเห็นได้ มาอธิบายการแบ่งกลุ่มทางชาติ
พันธุ์หรือกลุ่มทางวัฒนธรรม ทฤษฎีภาษาศาสตร์หรือนิรุกติศาสตร์ (Linguistic Theories) ได้กลายเป็น
ศาสตรอ์ ันทรงอทิ ธพิ ลท่ีนักมานุษยวิทยาจำนวนมากใช้ในการจัดกลุม่ ทางชาติพันธุ์และการค้นหาหน่วย
ทางวัฒนธรรม (Cultur-bearing Units) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแนวคิดและวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์
ที่สามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลได้ อย่างไรก็ตามในปลายทศวรรษที่ ๑๙๖๐ เป็นต้นมา
แนวทางของคำถามโดยนกั มานษุ ยวทิ ยาในเรื่องอัตลกั ษณ์ทางชาตพิ นั ธุไ์ ดเ้ ปลีย่ นแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ด้วยอิทธิพลของงานชิ้นคลาสสิคของ เอ็ดมันด์ อาร์ ลีช (Edmund R. Lcach) เรื่อง Political
Systems of Highland Burma ซึ่งได้ทวนกระแสความเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยทาง
วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุท์ ี่มีขอบเขตและตำแหน่งที่ตายตัว ด้วยการเสนอแนวคิดเร่อื ง
การข้ามไปมาระหว่างวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุท์ ี่แปรผันไปตามสถานการณ์ ลีช เชื่อว่า
การค้นหาหน่วยหรอื ขอบเขตทางวฒั นธรรมของกลุ่มชาตพิ ันธุห์ นึง่ ๆ เปน็ ความพยายามที่เสยี เวลาเปล่า
ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งที่ค้นหาดังกล่าวนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา งานของเฟรคริก บาร์ท
(Fredrilk Barth) ใน Ethnic Groups and Boundarices ได้ขยายการอธิบายแนวคิดเรื่องเส้นขอบเขต
๓๕
อนั ยืดหย่นุ ของความเปน็ กลุ่มชาตพิ ันธ์วุ ่า เกดิ จากการที่สมาชิกในกลุ่มนั้นสามารถที่จะเลือกใช้คุณสมบัติ
ทางวัฒนธรรม (Cultural Attribute) อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในการนิยามความเป็นตัวตนของตนเอง
วัฒนธรรมจึงไม่ใช่แบบแผนปฏิบัติ หรือความเชื่ออันเดียว (A Culture) ที่สืบทอดต่อเนื่องกันมาแต่
โบราณ แค่เป็นพหุวัฒนธรรม (Cutures) ที่คนเลือกและปรับเปลี่ยนเพื่อนำมานิยามตนเอง และกลุ่ม
ขอบเขตหรือความเป็นสมาชิกภาพของกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่ขยบั เขย้ือนและเปลี่ยนแปลงไปมาได้
หากอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่เลื่อนไหลและปรับเปลี่ยนไปมาได้ คำถามสำคัญในการศึกษา
อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์อีกอันหนึง่ คือ ด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้สมาชิกในกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุเลอื กคุณสมบัติ
ทางวัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่งในการนิยามความเป็นตัวตนของชาติพันธุ์ ในขณะที่บาร์ท อธิบาย
เหตุผลของการสรา้ งขอบเขตของอัตลักษณ์ทางชาติพนั ธุ์ภายให้อิทธพิ ลของแนวคิดเชงิ โครงสร้างหน้า
ที่ว่า เพื่อการสร้างเครือข่าย ของการแลกเปลี่ยนทางด้านสินค้าและแรงงาน ส่วนนักมานุษยวิทยา
ท่ีได้รับอิทธพิ ลทางความคิดจาก แมก็ เวเบอร์(Max Weber) เช่น คลฟิ ฟอร์ด เกริ ์ตซ์ (Clifiord Geertz)
และชาร์ล คายส์ (Charles Keyes) กลับเห็นว่าพื้นฐานสำคัญของการสร้างความเหมือนและความ
แตกต่างของสมาชกิ ในกลมุ่ ชาติพันธุ์มาจากแนวคดิ เรอ่ื งกำเนิดหรือต้นกำเนิดร่วม (Shared Descent)
ที่คนในกลุ่มเชื่อว่าสืบทอดและปฏิบัติร่วมกันมาจนกลายเป็นที่มาและรากฐานของกลุ่ม (Pimodial
Attachment) ที่มาของกำเนิดร่วมอันเป็นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ อาจมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าถึงทีม่ า
การอพยพ การต้งั ถิน่ ฐานใหม่ ความทรงจำรว่ มถงึ ประวตั ิศาสตร์การถูกกดขจี่ ากกลุ่มชาติพันธอ์ุ ่ืน เพลง
ตำนาน และการละเล่นตา่ งๆ เปน็ ต้น (ป่ินแก้ว เหลอื งอร่ามศรี, บรรณาธิการ ๒๕๔๖)
จากแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เห็นได้ว่าความเป็นกลุ่ม
ชาติพันธุ์ที่ต่างกัน มีลักษณะทางกายภาพ การดำรงชีวิต ภาษา ประเพณีวัฒนธรรมต่างกันเป็น
อัตลักษณ์ร่วมของกลุ่มคนในชาติพันธุ์เดียวกัน แตกต่างออกไปจากกลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้ด้วยทฤษฎีทาง
ชีวกายภาพและแนวความคิดต้นกำเนิดรว่ มท่ีคนในกล่มุ เช่ือว่าสืบทอดและปฏิบตั ิร่วมกันจนกลายเป็น
ท่มี าและรากฐานของกลมุ่ เปน็ พนื้ ฐานทำให้รวู้ า่ ตัวเราเปน็ ใคร เหมือนหรือแตกตา่ งจากกลมุ่ อ่ืนอย่างไร
และคนอื่นรับรู้เราอย่างไร ซึ่งอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ถูกสร้างขึ้น หยิบยืมผสมผสาน ตลอดจน
ปรบั เปลยี่ นเพ่อื ให้เข้ากบั บริบททางนเิ วศ ภมู ิศาสตร์ สงั คม การเมอื ง เศรษฐกิจในแต่ละยคุ สมัย และมี
การสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น คณะผู้วิจัยได้นำแนวความคิดเหล่าน้ีมาใช้ในการศึกษาเพื่อสรา้ งความเข้าใจ
เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของกลุม่ ชาติพันธ์ุในจังหวัดตราดในสถานการณ์ท่ีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาที่ชว่ ย
ให้เข้าใจการดำรงอัตลกั ษณ์ของกลมุ่ ชาติพันธุใ์ นจังหวัดตราด แห่งนี้
2.4 แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกบั การดำรงอัตลักษณแ์ ละการเปล่ียนแปลงทางชาติพนั ธ์ุ
มโนทัศน์ “Ethnicity” แปลว่า “ชาติพันธุ์ธำรง” หรือการศึกษาการธำรงชาติพันธุ์หรือ
จิตสำนึกชาติพันธุ์ ซึ่งมีความหมายแตกต่างไปบ้างตามแต่บรบิ ท อันหมายถึงความเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุ
ความสมั พันธ์ระหวา่ งชาติพนั ธุ์และการศึกษาความสัมพันธ์ทางชาตพิ ันธ์ุ เป็นมโนทัศนท์ ี่เกิดใหม่เม่ือไม่
นานมาน้ี คำนเี้ ริ่มใช้ในปี ค.ศ. ๑๙๕๓ แต่ในทางมานุษยวทิ ยากระแสการศึกษาการธำรงชาติพันธ์ุ เป็น
กระแสสำคัญกระแสหนึ่งในการแสวงหาความรู้ที่เกิดขึ้นล่าช้ากว่านั้นมากคือเกือบถึงทศวรรษ ๑๙๗๐
(ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ, ๒๕๔๗) กระแสความสนใจการศึกษากลุ่มชาติพันธุท์ ี่ได้รับอิทธิพลจากมโน
ทัศนช์ าติพนั ธธุ์ ำรง (Ehnicty) ไดพ้ ฒั นาประเดน็ วิจยั ตา่ งๆ เชอ่ื มโยงซง่ึ กนั และกัน และงานศกึ ษาหน่งึ ๆ
ก็อาจจะครอบคลุมมากกว่าหนึ่งประเด็นได้ ในบทความนี้จะเสนอแนวทางการศึกษาต่างๆ โดยรวม
๓๖
ประเด็นเป็น ๓ ประเด็นหลักๆ คือ กระบวนการและหน้าที่ในการดำรงความแตกต่างทางชาติพันธ์ุ
ความสัมพันธ์ทางชาติพนั ธุ์และการแสดงออกในเรอ่ื งอัตลกั ษณช์ าติพันธ์ใุ นการปฏสิ มั พันธ์ข้ามกลุ่มชาติพันธ์ุ
และการเปล่ยี นแปลงอตั ลักษณช์ าติพันธ์ุ
๑) กระบวนการและหน้าที่ในการดำรงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ในการตั้งคำถามเกี่ยวกบั
กระบวนการและหน้าที่ในการดำรงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ นักสังคมศาสตรไ์ ด้พัฒนาแนวคดิ และ
มโนทัศน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษา เช่น แนวคิดพรมแดนชาติพันธุ์ (Ethnic Boundary)
แนวคดิ ชาตพิ ันธธ์ุ ำรง (Ethnicity) และแนวคิดอัตลกั ษณ์ชาตพิ ันธุ์ (Ethnic Identity)
แนวคิด “พรมแดนชาติพันธุ์” (Ethnic Boundary) แม้ว่านักมานุษยวิทยาหลายท่านเช่น
ลีช และ คายส์ (Charics F.Kcyes) ได้วิพากษ์การใช้มโนทัศน์ “กลุ่มชาติพันธุ์” ที่ใช้มาก่อนทศวรรษ
๑๙๗๐ และมีส่วนทำให้เกิดกระแสความเคลื่อนไหวในเรื่องการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์
ชาติพันธ์ุ แต่ยังไม่ได้พัฒนากระบวนการศึกษาอย่างจริงจัง ผู้ที่นำเสนอแนวทางการศึกษาให้ชัดเจน
มากขึ้น คือ เฟรคคริก บาร์ทช์ เขาชี้ให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า การจะเข้าใจปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ได้
ตอ้ งพิจารณาความคิดและจิตสำนึกของคนในแต่ละกลุ่มว่า ลักษณะใดทางวฒั นธรรมมีความหมายกับ
ความเปน็ กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ของพวกเขา เพราะกลมุ่ ชนต่างๆ อาจจะมแี บบแผนวฒั นธรรมรว่ มกนั บางอยา่ ง
อนั เกดิ จากการปรับตวั กับสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน แต่ตา่ งฝา่ ยกม็ องว่าไม่ใชพ่ วกเดียวกัน ข้อเสนอ
ของบารท์ ซก์ ็คือ ให้เปล่ยี นมุมมองจากการท่ี “กลมุ่ ชาติพันธ์ุ” เปน็ หนว่ ยทม่ี วี ัฒนธรรมร่วมกันมามอง
ในแง่ของการเป็น “รูปแบบการจัดระเบียบสังคมอย่างหนง่ึ ” เมื่อเราหนั มามองในแง่น้ี ประเด็นสำคัญ
ในการพิจารณาก็คือ การที่สมาชิกของกลุ่มเรียกตัวเองหรือถูกเรียก โดยคนอื่นว่าเป็นใครหรือ
เป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ในกระบวนการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และแม้ว่าลักษณะทาง
วัฒนธรรมยังมคี วามสำคัญอยู่ แต่นั่นเฉพาะลักษณะที่เลือกเป็นสัญลักษณ์ของความแตกต่างทางชาติ
พันธุ์ระหว่างกลุ่มชนต่างๆ มิใช่ภาพรวมของวัฒนธรรมทั้งหมด ในแง่นี้ความเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุ
ก็เปรียบเสมือนสถานภาพอื่นๆ ในสังคม เช่น เพศสภาพ ชนชั้น หรือวัยวุฒิ ที่กลายเป็นเครื่องหมาย
ของการปฏิสัมพันธ์ที่จะทำให้ผู้ปฏิสัมพันธ์รู้ว่าควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร และจะใช้มาตรฐานและ
มาตรการใดเปน็ หลักการท่ีถูกต้องและเหมาะสมในการปฏบิ ัติตอ่ กัน หากพิจารณาความคิดของบาร์ทช์
ที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพนั ธุ์ในแนวทางท่ีกลา่ วแล้วนีเ้ ราไมอ่ าจจะมองเหน็ ความเป็นรูปธรรมของกลุ่มชาติ
พันธุ์ใดๆ ได้ เพราะ “กลุ่มชาติพันธ์ุ” เป็นเพียงกลุ่มอ้างอิงตามความคิดของปัจเจกบุคคลที่ใช้จัด
ประเภทตัวเอง หรือกำหนดกลุ่มให้ปัจเจกบุคคลอื่น โดยอาศัยสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมบางประการ
เพราะในความเป็นจริงอาจเป็นไปได้ที่หลายๆ คนถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง อาจจะระบุ
ตัวเองเป็นอีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งได้ ฉะนั้นสิ่งที่มีความสำคัญในการวิจัยจงึ ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธ์ุ แต่เป็น
กระบวนการระบุและแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ (Ethnic Identiy) และเอกลักษณ์ทางชาติพันธ์ุ
(Ethnic Catcgory) ในการปฏิสัมพันธ์ในสถานการณ์ต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนีบ้ าร์ทช์จึงให้ความสำคัญกับ
“พรมแดนชาติพันธุ์” (EthnicBoundary) ซึ่ง “แยกเขาแยกเรา” (Exclusion and Inclusion) โดยอาศัย
ลกั ษณะ ทางวัฒนธรรมเป็นสัญลักษณก์ ำหนดความเป็นกลุม่ ชาติพันธ์ุ ฉะนั้นการที่คนสองคนต่างระบุ
ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แสดงว่าในการปฏิสัมพันธ์คนทั้งสองต่าง “เล่นเกมเดียวกัน” (Playing
the Same Game) แต่หากต่างชาติพันธุ์กนั ก็จะตระหนักว่ามีข้อจำกดั ในการปฏิสัมพันธ์ ต้องระแวง
ระวังกันและกลายเป็นพรมแดนในการปฏิสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าใจความคิดเกี่ยวกับการศึกษาชาติพันธุ์
๓๗
ของบาร์ทช์อย่างเป็นรูปธรรมผู้เขียนจะยกตัวอย่างงานวิจัยเรื่อง “Pathan Identity and Its
Maintenance” ของบาร์ทช์ที่พยายามจะตั้งคำถามเกี่ยวกับพรมแดนชาติพันธุ์ของพวก “ปาทาน”
ซึ่งเป็น ประชากรกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดต่อระหว่าง อัฟกานิสถาน และปากีสถานตะวันตก
และมีจิตสำนึกรว่ มกันว่าเป็นกลุ่มชาตพิ ันธุ์เดียวกัน แต่ในขณะเดียวกนั พวกนี้ก็จะอยู่กระจายตวั และ
ปะปนกนั อยูก่ บั กลุ่มชาติพันธอุ์ ่ืนๆ ซง่ึ ถึงแมว้ ่าจะมีการติดตอ่ กันภายในกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์เดียวกัน แต่ก็อยู่
ต่างถิ่นกันและไม่อาจจะกล่าวได้ว่ามีระบบค่านิยมร่วมกัน เขาพบว่าในชุมชนต่างๆ ของคนที่เรียก
ตัวเองว่าเป็น “ปาทาน” มีลักษณะทางวัฒนธรรมแตกต่างกันออกไปในการปรับตัวตามระบบนิเวศท่ี
แตกต่างกัน เช่น ในพื้นที่ตอนกลางที่ค่อนข้างแห้งแล้ง มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน มีการจัด
ระเบียบสงั คมแบบสบื สายเลอื ดขา้ งพ่อโดยไรผ้ นู้ ำร่วมทีช่ ัดเจน สว่ นในพ้นื ที่ทีอ่ ดุ มสมบูรณม์ ากกว่าซ่ึงมี
ทั้งที่เป็นทุ่งราบและหุบเขา ชาวปาทานจะทำเกษตรแบบใช้พื้นที่ค่อนข้างเข้มข้น (Intensive
Agriculture) ด้วยระบบการชลประทานและมักจะเป็นเจ้าของท่ีดินในหมู่บ้าน มีระบบการเมือง
ในลักษณะที่หลากหลายมากกวา่ คอื มที ั้งทถ่ี ูกปกครองตามระบบกลุ่มสายเลอื ด โดยไม่มีผนู้ ำรว่ มและท่ี
มกี ารรวมกลมุ่ ภายใต้ผ้นู ำอย่างหลวมๆ ภายในขอบเขตของรัฐท่ีคนอาศยั อยู่ สว่ นปาทานที่อยู่ในเมือง
ของรัฐปากีสถานและอัฟกานิสถานจะมีความหลากหลายทางอาชีพด้วยคือ เป็นเจ้าของที่ดิน เป็น
ช่างฝีมือเป็นพ่อค้า หรือแม้แต่เป็นเจ้าหน้าที่ปกครอง ส่วนพวกที่อยู่ทางใต้ส่วนใหญ่เลี้ยงสัตว์แบบ
เร่ร่อนและมีการจัดสังคมเป็นกลุ่มๆ เป็นอิสระจากกัน นอกจากนั้นจะมีบางคนหรือบางครอบครัว
เคลื่อนยา้ ยไปมานอกเขตปาทาน เพื่อทำการค้าหรือรบั จ้างแรงงาน ซึ่งบาร์ทซไ์ ด้ตั้งข้อสังเกตว่าความ
แตกต่างทางวัฒนธรรมดังกล่าวไม่ทำให้ปาทานคิดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกัน แต่กลับถือว่ามี
อตั ลักษณ์ชาตพิ นั ธ์เุ ดียวกันด้วยมาตรการทางวฒั นธรรมสำคญั ท่ีจะใช้เป็นฐานในการอา้ งองิ หรอื วินิจฉัย
ความเปน็ ปาทาน คือการสบื สายเลอื ดขา้ งพอ่ การนบั ถือศาสนาอิสลาม การถอื ประเพณีปาทานซึ่งรวม
การพูดภาษา “Pashto” และสบื ประเพณที ่ใี หค้ ุณคา่ กับความเปน็ ชายชาตรี (Izzat) ใหค้ วามสำคัญกับ
การต้อนรับ รับรองแขกที่มาเยือน โดยแขกก็ต้องเคารพในสิทธิเหนือทรัพย์สินของเจ้าบ้าน และการ
ยึดถือค่านิยมของปาทานที่จะเก็บผู้หญิงไว้ในบ้านไม่ปล่อยให้ออกมาปรากฏในที่สาธารณะ ในทัศนะ
ของบาร์ทช์ ลักษณะวฒั นธรรมดังกลา่ วซึ่งเป็นสญั ลักษณ์ของการเป็นปาทานจะเปน็ พรมแดนชาติพันธ์ุ
ที่แยกปาทานออกจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น และรวมปาทานไว้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน เปรียบเสมือน
เป็นสัญลักษณข์ องความเหมือนสำหรับ “คนใน” ท่เี ป็นปาทาน (ทั้งท่ีมคี วามแตกต่างกันมากมาย) และ
เปน็ เสน้ แบง่ พวกเขาจาก “คนอืน่ ” (ฉววี รรณ ประจวบเหมาะ, 2547. หนา้ 13-18)
แนวคิด “ชาติพันธุ์ธำรง” (Ethnicity) ในบทความ “Introduction: The Lesson of Ethnicity”
ของแอบเนอร์ โคเฮน ไดน้ ำเสนอแนวคิด “Ethnicity” เพอ่ื ใช้ศึกษาปรากฏการณท์ ี่ชนเผ่าหมบู่ า้ น และ
ชุมชนที่เคยโดดเดี่ยวได้กลายมาเป็นส่วนหนึง่ ของรฐั สมัยใหม่ และแปลงโฉมมาเปน็ “การรวมตวั ทาง
ชาติพันธุ์” หรอื กลุม่ ชาติพนั ธ์ุที่มีบรรทัดฐานพฤติกรรมบางอย่างรว่ มกัน เช่น ระบบเครอื ญาติ การแต่งกาย
ประเพณี และพิธีกรรม ซึ่งสมาชิกของแต่ละกลุ่มได้เรียนรู้โดยกระบวนการทางสังคม ทำให้มี
ประสบการณ์และจิตสำนึกทางชาตพิ ันธุ์ และแสดงออกในการปฏิสมั พันธ์กบั กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุอื่นในระบบ
สังคมร่วมกัน โดยที่สมาชิกของแต่ละกลุ่มอาจจะยึดถือบรรทัดฐานพฤติกรรมของกลุ่มในระดับขั้นที่
ต่างกันในระหว่างที่ได้มีการปฏิสัมพันธ์กัน (ภายในกลุ่มเดียวกันหรือกับสมาชิกที่ต่างกลุ่มออกไป)
ในตอนแรกสัญลักษณ์ของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นี้อาจมีลักษณะเป็นจิตวิสัย แต่พัฒนากลายสภาพ
๓๘
เป็นวัตถุวิสยั ในแง่ที่ดำรงอยู่และเปน็ ที่ยอมรับของทั้งคนในกลุ่มและนอกกลุ่ม และเป็นข้อกำหนดใน
เชิงพฤติกรรมสำหรับปัจเจกบุคคลที่ต้องมาเกี่ยวข้องปฏิสัมพันธ์กัน แนวคิดของโคเฮนจะชัดเจนข้ึน
หากได้อ่านกรณีศึกษาของ พาร์ดิน (David Paskin) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองกัมปาลา (อยู่ใน
แอฟริกา) ที่พวก “ลูโอ” (Lu0) ได้ใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น การสืบสายตระกูลข้างเดียว
(Unilineal Descent) และประเพณีการแต่งงานภายในกลุ่มเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์
เชื่อมโยงคนลูโอที่อยู่ตา่ งถ่ินและตา่ งอาชีพ ให้เข้ามาปฏิสัมพันธ์กันเพื่อตัดสินใจร่วมกัน เพราะว่าคน
ลโู อในเมืองกมั ปาลามไิ ด้อยู่รวมกนั เป็นชุมชนทม่ี ีพนื้ ทเ่ี ฉพาะพงึ่ ตนเองได้ทางเศรษฐกจิ หากตอ้ งทำงาน
รับจ้างในหน่วยงานของเอกชนและรัฐบาลและอาศัยอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ นอกจากนี้ยังมี
ความหลากหลายในเรือ่ งอาชพี การศึกษาและรายได้ แต่มารวมกลุ่มเป็นคร้ังเปน็ คราวไดเ้ พื่อต่อสู้กับ
พวกคิคูยูโดยอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์เครือญาติและอุดมการณ์กลุ่มเรื่องการสืบเชื้อสายตระกูล
ข้างเดียว (Uhilincal Desccnt) โดยตอกย้ำว่าเป็นลักษณะสำคัญทางชาติพันธุท์ ี่จำแนกลูโอจากพวก
ดีดูชแนวคิด “อัตลักษณ์ชาติพันธ์ุ” (Ethnic Identity) ฮาโรลด์ ไอแซค (Harold Isaacs) ได้ให้
ความสำคัญกับมโนทัศน์ “Basic Identity” หรือ “Ethnic Identity” ซง่ึ ได้มาโดยกำเนิดจากการเป็น
สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง และเป็นพื้นฐานสำคัญให้มีความรู้สึกผูกพันกับคนอื่น ที่อยู่ใน
กลุ่มเดียวกัน โดยผ่านกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและร่วมพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งสืบทอดอดีตและ
กำหนดสถานการณ์ปัจจุบัน และมีอิทธิพลต่ออัตลักษณ์และชีวิตของบุคคลจากทัศนะของไอแซคมี
ความเป็นไปได้ว่าคนบางคนอาจจะปฏิเสธอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตัวเอง ในการเกี่ยวข้องกับกลุ่ม
ชาติพันธท์ุ ่ีแขง็ แกรง่ กว่า เพราะทำใหร้ ู้สกึ ว่ากลุ่มชาติพนั ธุ์ตนเองต่ำต้อยน่าอบั อาย (ฉววี รรณ ประจวบเหมาะ,
๒๕๔๗. หน้า ๒๑-๒๖)
๒) ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งชาติพันธแ์ุ ละการแสดงอัตลกั ษณ์ชาตพิ นั ธุ์ในกระบวนการปฏิสัมพันธ์
ระหว่างบคุ คลข้ามชาตพิ ันธุ์ การวเิ คราะห์ด้วยมโนทัศน์ “การกลมกลนื ทางวัฒนธรรม”(Assimilation)
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ก่อนได้รับอิทธิพลความคิดในแนวชาติพันธุ์ธำรง
ให้ความสำคญั กบั มโนทัศน์ “การผสมผสานวฒั นธรรม” หรอื “Acculturation” และ “Assimilation”
ซึ่งจะเน้นการผสมผสานและความกลมกลืนทางวฒั นธรรม เทสคแ์ ละเนลสัน (Teske and B. Nelson)
ได้พยายามชี้ให้เห็นว่ามโนทัศน์การผสมผสานทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องการศึกษากระบวนการที่รับ
และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องมีทัศนคติที่ดีต่อกัน และในการ
ผสมผสานวัฒนธรรมนี้ต่างก็อาจจะมีการปรับเปลยี่ นความหมายให้เขา้ กบั วัฒนธรรมเดมิ ของแต่ละกลุ่ม
อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่าการผสมผสานทางวัฒนธรรมอาจเกิดขึ้นในสภาวการณ์ที่ถูกบังคับ
ส่วนมโนทัศน์ “การกลมกลนื ทางวัฒนธรรม” หากใช้ในความหมายของพาร์คและเบอร์เจสส์ (Robert
Park and Emest Burngess) หมายถึง กระบวนการท่ีบุคคลหรือกล่มุ รับความรู้สึก ความทรงจำ และ
ท่าทีของกลุ่มบุคคลอื่น ทำให้ความหมายของ “ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม” แตกต่างไปจาก
“การผสมผสานวัฒนธรรม” ในสองแง่มุมด้วยกันคือ ในกระบวนการที่เรียกว่า “การกลมกลืนทาง
วัฒนธรรม” นี้จำเป็นต้องมีการยอมรับจากกลุ่มที่ไปรับวัฒนธรรมเขามาด้วย และคนหรือกลุ่มที่รับ
วัฒนธรรมคนอื่นมักจะต้องรู้สึกดีกับกลุ่มดังกล่าวนั้นด้วย จากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่ล้ำลึกขึ้น
ทัว่ โลก ซง่ึ สะท้อนจิตสำนกึ ชาตพิ นั ธุ์ หรอื ทำใหเ้ กิดปฏิกริ ยิ าในเรือ่ งจิตสำนึกชาตพิ ันธุ์และรวมพลังเป็น
กล่มุ การเมอื ง บทความของกอรค์ อนในยุคสมัยนิยมศกึ ษาชาติพนั ธ์ธุ ำรงจึงเปลยี่ นแปลงออกไป เพราะ
๓๙
เขาเริ่มให้ความสนใจกับการฟ้ืนฟู และหน้าทีข่ องจติ สำนึกชาติพนั ธุ์และหน้าที่ของมันในการรวมพลัง
กลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งเขาจำแนกอำนาจเป็น ๒ แบบคือ “อำนาจ
แข่งขัน” (Completive Power) และ “อำนาจกดดัน” (Pressure Power) ฉะนั้นกระบวนการ
กลมกลืนทางวัฒนธรรมก็อาจชะงักงันได้เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ที่รู้สึกวา่ อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบจะลุก
ขึ้นมาต่อต้าน และพยายามรักษาความเป็นชาติพันธุ์ไว้เป็นพลังในการต่อสู้การวิเคราะหด์ ้วยแนวคดิ
การรักษาความแตกต่างทางชาติพันธุ์ (Ethnic Distinctiveness) ฮาร์แลนด์ (Gunnar Haaland)
ไดเ้ นน้ ไปอีกทางหนึ่งคอื ถงึ แม้วา่ กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุตา่ งๆ มีความสัมพันธ์ซง่ึ กันและกัน แตย่ ังคงรกั ษาความ
แตกต่างของชาติพันธุ์ได้ โดยที่ระบบเศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนดที่สำคัญในกระบวนการ สร้างความ
แตกตา่ งทางชาติพันธุ์ อยา่ งเช่นในกรณขี องพวกร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ทีเ่ รยี กว่า บกั การา (Baggara) กับกลุ่ม
เฟอร์ (Fur) ที่เปน็ ชาวนา มกี ารตดิ ตอ่ กนั เปน็ รอ้ ยๆ ปี ทั้งยงั นับถือศาสนาเดยี วกันอกี ดว้ ย แตต่ า่ งฝ่ายก็
ถือวา่ ต่างกลุม่ ชาตพิ นั ธก์ุ นั และมวี ถิ ชี ีวติ กันคนละแบบ
การวิเคราะห์ด้วยการผสมผสานแนวคิดต่างๆ หลุยส์ โกลอมบ์ (Louis Golomb) ได้ผนวก
มโนทศั น์ตา่ งๆ เช่น “การกลมกลืนทางวัฒนธรรม” “การปรบั ตัวทางชาตพิ ันธุ์” “พรมแดนชาติพันธ์ุ”
และ “ผู้ฝ่าฝืนทางศีลธรรม” หรือ “Brokers of Morality” ในการมองความสัมพันธ์ของคนไทยใน
หมูบ่ า้ นท่ีอยูใ่ นรัฐของกลนั ตนั กับคน “มลายู” ซงึ่ เป็นคนสว่ นใหญ่ของสังคมท่นี ่ัน เขาต้ังข้อสังเกตว่า
คนไทยในหมบู่ า้ นต่างๆ น้ันได้ถกู กลนื วัฒนธรรมไปบ้าง แต่ไมใ่ ช่ดว้ ยอทิ ธิพลจากการดำเนินการของรัฐ
โดยผา่ นระบบโรงเรียน หรอื นโยบายผสมผสาน กลมกลืน หากเปน็ เพราะว่าได้มีปฏิสมั พันธ์กับชาวนา
มลายูซึง่ อยใู่ กล้เคยี งกัน เพราะชาวนาไทยในกลนั ตันกส็ ามารถพูดภาษามลายูเพ่อื ส่ือสารกับเพื่อนบ้าน
ใกล้เคียงได้ และในบางโอกาสก็ถือว่าเป็น “ชาวนา” ด้วยกัน มีค่านิยมและผลประโยชน์บางอย่าง
รว่ มกัน อาจจะรสู้ ึกตำ่ ตอ้ ยเหมือนๆ กนั วา่ แตกต่างจาก “คนเมือง” อย่างไรกต็ ามชาวนาไทยในกลันตัน
ก็รักษาความแตกต่างทางชาติพันธุ์ไว้อย่างเหนียวแน่นผ่านสถาบันวัฒนธรรมต่างๆ ดั้งเดิมคือทำ
พิธีกรรมต่างๆ ทางพุทธศาสนา การใช้ภาษาไทย การแสดงมโนรา (ซึ่งชาวนามลายูว่าจ้างไปแสดง
ในงานต่างๆ) ความสามารถทางไสยศาสตร์ โดยเฉพาะเร่อื งยาเสน่ห์ การล่าหมปู ่า (ซ่ึงชาวนามลายูไม่ทำ)
บทบาทพระสงฆ์ (ซ่งึ สนองตอบต่อชุมชนจีนบริเวณใกล้เคียง) โกลอมบ์ได้พยายามช้ีให้เห็นว่าหากมอง
ย้อนกลับไปจะพบว่าได้มีการปรบั เปลยี่ นสถาบนั วฒั นธรรมเหล่านี้ อันเปน็ ผลจากการปรับตัวทางชาติ
พันธุ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและการที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น
มลายู และจีน นอกจากนี้การที่คนไทยในกลันตันพัฒนาการถือปฏิบัติที่ไม่กินเนื้อ เป็นการสร้าง
พรมแดนชาติพันธุ์ให้เห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมลายูที่ไม่กินหมู และใน
ขณะเดียวกันก็กลายเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เอื้ออำนวยต่อการฝืนกฎเกณฑ์ศาสนาของชาวมลายูบางคนที่
อยากจะฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ศาสนาอิสลามที่เคร่งครัด โดยอาจจะมาเล่นการพนันหรือดื่มสุราในหมู่บ้าน
ไทยได้ คณะผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่าการศึกษาความสัมพันธ์ของชาติพันธุ์ในยุคสมัยนิยมศึกษาชาติพันธ์ุ
ธำรงจะเรม่ิ แตกต่างไปจากการศกึ ษาชาติพันธุ์สมยั กอ่ นซ่งึ เน้นการศึกษาวฒั นธรรม แม้ว่าความคิดเร่ือง
“กลมกลืนทางวัฒนธรรม” จะยังหลงเหลืออยู่ แต่นักวิชาการเริ่มให้ความสนใจกับการต่อต้านการ
กลมกลืนทางวัฒนธรรม และการตื่นตัวเรื่องจิตสำนึกชาติพันธุ์ การพยายามฟื้นฟูและสร้างสรรค์
วัฒนธรรมที่จะเปน็ เครอ่ื งหมายของความแตกตา่ งทางชาติพันธุ์
๔๐
การศึกษาในแนวปฏิสัมพนั ธ์สัญลกั ษณ์ (Symbolic Interactionism) งานสำคัญที่เป็นที่ร้จู กั
กนั กค็ อื งานของเจอร์รลั ด์ เบอร์แมน (Gerald Berreman) ซ่งึ ศกึ ษาการปฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งกลุ่มต่างๆ
ในเมืองเดห์รา ดัน (Dehra Dun) ของอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองที่มีหลายชาติพันธุ์แค่เบอรแ์ มนไม่ใช้คำวา่
“อัตลกั ษณช์ าตพิ ันธ์ุ” แต่ใช้คำว่า “เอกลกั ษณส์ งั คม” (Social Categories) ซึ่งหากดคู วามหมายของ
เขาแล้วไม่ได้มีความหมายแตกต่างจาก “อัตลักษณ์ชาติพันธ์ุ” เพียงแต่เขายังไม่ได้ใช้ตามสมัยนิยม
คำถามของเขามสี ว่ นรว่ มหรือคล้ายกบั คำถามของพวกที่ศกึ ษาชาติพันธธ์ุ ำรงในสมัยนัน้ คือ
๑. กลมุ่ คนตา่ งๆ ในเมืองดังกลา่ วจดั ตวั เองวา่ เปน็ “เอกลกั ษณส์ งั คม” ใด
๒. คนแต่ละกล่มุ มองว่ากลุ่มตนเองและกลุ่มคนอนื่ มีคุณลกั ษณะอะไร
๓. คนแต่ละกลุ่มจะอาศัยลักษณะสำคัญอะไรเปน็ มาตรการสำคญั ในการระบุ
“เอกลักษณ์สังคม” ของปัจเจกบุคคล และการระบุนั้นแตกต่างตามสถานการณ์หรือไม่
ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (ทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่ม) จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคำถาม 3 คำถาม
ข้างบนอย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือว่า เอกลักษณ์ทางสังคม คุณลักษณะของแต่ละกลุ่ม และการ
จำแนกกลมุ่ มีความสัมพันธเ์ ก่ียวขอ้ งอย่างไรกบั การปฏสิ มั พันธ์ระหว่างบุคคล
เบอรแ์ มนนำขอ้ มลู มาจดั ประเภทเปน็ ๔ ประเภท หรอื เอกลกั ษณส์ งั คมใหญ่ๆ คือ
๑. เอกลักษณส์ ังคมตามกลุม่ ศาสนา (Dharam) เชน่ มสุ ลิมและซิกข์
๒. เอกลกั ษณ์สงั คมตามกล่มุ ภาษาภูมภิ าค เชน่ ปนั จารี และปาฮารี
๓. เอกลักษณ์สังคมตามกลุ่มวรรณะดั้งเดิมของฮินดู เช่น พราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ
จัณฑาล (Shudra)
๔. เอกลกั ษณส์ งั คมตามชนช้ันในเชิงอาชพี และวถิ ีชีวิต เช่น ชาวบ้าน และกรรมกร
เอกลกั ษณ์สงั คมเหล่านมี้ ีความหมายตอ่ ผ้ทู ีร่ ูจ้ ักและมีอทิ ธพิ ลต่อพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์
ของพวกเขาทัง้ ท่มี ีกบั ภายในและภายนอกกลมุ่ ในชีวิตประจำวัน
บุคคลหนึ่งๆ อาจจะมีได้หลายเอกลักษณ์สังคมคือ เป็นปันจานี, มุสลิม, เตลิ (Teli)
(เป็นวรรณะแบบหนึ่ง) และเป็นข้าราชการ และเอกลักษณ์สังคมใดจะโดดเด่นก็ขึ้นอยู่กบั สถานการณ์
แวดล้อม หรือบริบทที่ปฏิสัมพันธ์ ประเด็นสำคัญที่เบอร์แมนได้หยิบยกขึ้นมาก็คือจิตสำนึกในเรื่อง
ความแตกต่างทางเอกลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์เสมอไปอาจจะเป็นในบาง
สถานการณ์เท่านั้น เพราะในบางครั้งบุคคลต่าง ๆเหล่านี้ ได้ลดความแตกต่างลงเพื่อความราบรื่นใน
การปฏิสัมพันธ์ และเนื่องจากบุคคลหน่ึง ๆ มีหลายเอกลักษณ์สังคม ก็จะมีพฤตกิ รรมปฏิสมั พันธ์ตาม
บรบิ ทหรอื สถานการณ์
๓) การเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์ นักวิชาการในสมยั นิยมศึกษาชาติพันธุ์ธำรงมกั จะให้ความ
สนใจนอ้ ยในเรื่องการเปลีย่ นแปลงอัตลกั ษณ์และพรมแดนชาติพันธุ์ เพราะม่งุ เนน้ พรรณนาและอธิบาย
การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์และพรมแดนชาติพันธุ์มากกว่า อย่างไรก็ตามโฮโรวิทช์ก็ไดน้ ำเสนอแนวคิดท่ี
น่าสนใจในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์และพรมแดนชาติพันธุ์ เขาให้ข้อคิดว่ากลุ่มชาติ
พันธต์ุ า่ งๆ มีการเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะขยายใหญ่ข้นึ หรือลดตัวเลก็ ลงเพราะว่าความเป็นสมาชิกของ
กลุ่มชาติพันธุ์เป็นเรื่องของการกำหนดความหมายทางสังคมของปัจเจกบุคคลที่ได้กำหนดอัตลักษณ์
ชาติพันธุ์ตนเอง และที่เป็นที่ยอมรบั ของกลุ่มอืน่ เมื่อมองในระยะยาวกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ อาจเปลี่ยน
พรมแดนชาติพันธุ์ซึ่งมักจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่บางกลุ่มอาจเจตนาท่ีจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
๔๑
อย่างไรก็ตามอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ มีลักษณะถูกกำหนดมากกว่าเป็นไปโดยสมัครใจ เพราะโดยมากจะ
ได้มาโดยกำเนิด แมว้ า่ อาจจะมขี ้อยกเว้นไดบ้ ้าง เชน่ ไดม้ าโดยการแตง่ งาน ฉะนนั้ การเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์
ชาติพนั ธม์ุ กั ใช้เวลานานข้ามช่วั อายุคน และในกระบวนการเปล่ียนแปลงทางชาตพิ นั ธุจ์ ะมีกระบวนการ
ท่เี ก่ียวข้องกันหลายลกั ษณะดว้ ยกนั คอื
๑. การเปลย่ี นแปลงพรมแดนชาตพิ ันธ์ุในระดับกลุม่ (Group Boundaries) เป็นการ
เปลี่ยนแปลงรว่ มของกลุ่มสมาชกิ ในกลุ่มชาติพนั ธุ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการไปรับเอาบรรทดั ฐานของกลุ่ม
ชาติพันธุ์อื่นจนถึงขั้นว่ามาตรการที่กำหนดความเป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์มีความชัดเจนน้อยลง
ทำให้พรมแดนชาตพิ ันธค์ุ ่อนขา้ งกำกวม
๒. การเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของบุคคล มีข้อสังเกตว่ากรณีที่บุคคล
เปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ตามบริบทหรือสถานการณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวใช่ว่าจะ
สามารถเปน็ ไปอย่างรวดเรว็ เพราะวา่ จริงๆแล้ว อัตลักษณ์ชาตพิ ันธกุ์ ่อตัวมาจากการเรยี นรู้
๓. เงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพรมแดนและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ มีเงื่อนไข
หลกั ๑๒ ประการคอื สภาวะของการติดตอ่ กับกลุ่มชาติพนั ธอ์ุ ่ืน ทจ่ี ะถกู มองว่าเหมือนกันหรือต่างกัน
มากน้อยเพียงใด และสภาวะขององค์กรทางการเมืองที่กลุ่มชาติพันธุ์นั้นได้อาศัยอยู่จะเป็นเงื่อนไข
สำคญั (ฉววี รรณ ประจวบเหมาะ, ๒๕๔๗. หน้า ๑๒-๔๐)
จากแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการดำรงอัตลักษณ์ คณะผู้วิจัยใช้แนวคิดพรมแดนทางชาติพันธุ์
ในการวิเคราะห์ ความคิดและจิตสำนึก กระบวนการระบุและแสดงอัตลักษณ์โดย อาศัยลักษณะใด
ทางวัฒนธรรมเปน็ สัญลักษณ์ ให้ความหมายและกำหนดความเปน็ กล่มุ ชาติพันธ์ุของ ชาวจีน ชาวชอง
ชาวญวน ชาวแขก ชาวมอญ และชาวเขมร ในจงั หวดั ตราด ในการปฏิสมั พนั ธห์ รอื เป็นตวั แบง่ แยกพวก
เขาออกจากกลุ่มอืน่ แนวคิดชาตพิ นั ธ์ธุ ำรงและอตั ลกั ษณ์ชาติพนั ธ์ุ ในความสัมพนั ธ์กับรัฐชาติและกลุ่ม
ชาติพันธุ์อื่นๆ คณะผู้วิจัยใช้ในการศึกษาความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด
ซึ่งได้มาโดยกำเนิดจากการเปน็ สมาชิกกลุ่ม มีปฏิสัมพันธท์ างสงั คมและรว่ มพิธีกรรมต่างๆ ซ่ึงสืบทอด
อดีตและกำหนดสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมีอิทธิพลต่ออัตลักษณ์และชีวิตจนทำให้มีบรรทัดฐาน
พฤติกรรมบางอย่างร่วมกัน กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดมีบรรทัดฐานพฤติกรรมของกลุ่มในการ
ปฏิสัมพันธ์ทั้งในและนอกกลุ่มในระดับขั้นใด ในแง่ที่ดำรงอยู่และเป็นท่ียอมรับของทั้งคนในกลุม่ และ
นอกกลุ่ม มีกระบวนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดในการดำรงอัตลักษณ์ ในการสร้างความแตกต่าง
ทางชาตพิ ันธ์อุ ยา่ งไร ในกรณีที่มกี ารผสมผสานหรือการกลมกลนื ทางวฒั นธรรม ระบบเศรษฐกิจ สังคม
และการปกครองมีอิทธิพลในด้านใดบ้าง อย่างไร และจากแนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์
คณะผ้วู ิจัย ใช้เปน็ แนวทางในการสงั เกตแนวโนม้ ของการดำรงอัตลกั ษณข์ องกลุ่มชาตพิ นั ธจ์ุ งั หวัดตราด
ในอนาคต
2.5 แนวคดิ การมีสว่ นร่วม
2.5.1 ความหมายของการมีส่วนรว่ ม
มีนักวิชาการหลายคนที่ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมทั้งนักวิชาการภายในประเทศและ
ตา่ งประเทศ นักวิชาการภายในประเทศ ไดใ้ ห้ความหมายของการมีสว่ นร่วม ดังนี้
กรรณิกา ชมดี (2524) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึง ความร่วมมอื การมี
สว่ นรว่ มในบางสง่ิ บางอย่าง รวมถึงความรับผิดชอบดว้ ย