๔๒
นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2527) ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึงการเกี่ยวข้อง
ทางด้านจิตใจและอารมณ์ (mental and emotional involvement) ของบุคคลในสถานการณ์กลุ่ม
(group situation) ซึ่งผลของการเกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นเหตุเร้าใจให้กระทำการ (contribution)
ให้บรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่มนั้น กับทั้งทำให้เกิดความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มดังกล่าวด้วย
นอกจากความหมาย ทกี่ ล่าวถงึ แลว้ น้ี นริ ันดร์ จงวุฒเิ วศย์ ยงั ได้สรปุ ความหมายของการมสี ่วนร่วมไวใ้ น
รปู ของสมการวา่
การมสี ่วนร่วม = ความรว่ มมอื ร่วมใจ + การประสานงาน + ความรับผิดชอบ
Participation = cooperation + coordination + responsibility
ความร่วมมือร่วมใจ หมายถึง ความตั้งใจของบุคคลที่จะมาทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคข์ องกลุ่ม
การประสานงาน หมายถึง ห้วงเวลาและลำดับเหตุการณ์ที่มีประสิทธิภาพในการกระทำ
กจิ กรรมหรือการงาน
ความรับผิดชอบ หมายถงึ ความรสู้ ึกผกู พนั ในการกระทำงานและในการทำใหเ้ ชอ่ื ถือไวว้ างใจ
ปรัชญา เวสารัชช์ (2528) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมเป็นการที่ประชาชนได้ใช้ความพยายาม
หรือใช้ทรัพยากรบางอย่างของตน เช่น ความคิด ความรู้ ความสามารถ แรงงาน เงินทุน วัสดุ ใน
กิจกรรมพัฒนานั้น การมีส่วนร่วมจะทำให้ประชาชนหลุดพน้ จากการเป็นผู้รับผลจากการพัฒนาและ
เป็นผู้กระทำให้เกิดกระบวนการพัฒนา ดังนั้นการมสี ่วนร่วมจงึ เป็นได้ทั้งวิธีการซึ่งนำไปสู่การพฒั นา
และเปน็ เปา้ หมายของการพฒั นาดว้ ย
ไพรัตน์ เตชะรินทร์ (2527) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าหมายถึง
กระบวนการทีร่ ัฐบาลทำการส่งเสรมิ ชักนำสนับสนุนและสร้างโอกาสให้ประชาชนในชุมชน ทั้งในรูป
ส่วน บุคคล กลุ่มคน ชมรม สมาคม มูลนิธิและองค์กรอาสาสมัครต่างๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
ดำเนนิ งานเรอื่ งใดเร่อื งหนงึ่ หรือหลายเรอ่ื งรวมกันใหบ้ รรลตุ ามวัตถุประสงค์ และนโยบายการพฒั นาที่
กำหนดไว้
นักวิชาการต่างประเทศได้ให้ความหมายของการมีสว่ นร่วม ดงั น้ี
Arnstein (1969) ให้ความหมายของการมสี ่วนร่วมว่า การมีส่วนรว่ มท่ีมีคณุ ภาพนั้นผู้เข้าไป
ร่วมจะตอ้ งมีอำนาจและการควบคุมอย่างแท้จรงิ ในอนั ทีจ่ ะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้บังเกิดผล
ข้ึนมา มใิ ชเ่ พียงแต่เขา้ ไปมสี ว่ นร่วมเฉยๆ
Daughah (1970) กล่าวถึงความหมายของการมีส่วนร่วม (participation) ว่าเป็นคำที่มี
ความหมายกว้างและใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน นักการศึกษาใช้คำนีใ้ นการอา้ งอิงถึงการมีส่วนร่วมใน
เหตุการณ์ กิจกรรม หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา นักรัฐศาสตร์ใช้คำนี้ในความหมาย
ของการเข้าร่วมกับสถาบันทางการเมืองของชุมชน เช่น การออกเสียงเลือกตั้ง นักสังคมวิทยาใช้ใน
ความหมายของการมีปฏิสัมพนั ธ์กับบุคคลอืน่ ส่วนกลุ่มอื่นๆ ใช้คำนี้ในความหมายของการมีส่วนรว่ ม
ในกระบวนการตดั สินใจ
Reeder (1973) ได้ให้ความหมายการมีส่วนร่วมว่า เป็นการเข้าไปร่วมพบปะสังสรรค์ทาง
สงั คม ซง่ึ รวมทงั้ การมสี ่วนรว่ มของปัจเจกบุคคลและของกล่มุ ดว้ ย
๔๓
Berkley (1975) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ว่า หมายถึง การที่ผู้นำอนุญาตให้ผู้
ตามเขา้ มามีส่วนรว่ มในการตัดสินใจมากทสี่ ุดเทา่ ทจี่ ะมากได้
Whang (1981) ใหค้ วามหมายของการมสี ่วนร่วมว่า หมายถงึ กระบวนการเขา้ ไปดำเนนิ งาน
ของบุคคลหรือของกลุ่มเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของตน หรือเพื่อให้การสนับสนุนทางด้าน
กำลงั งาน หรอื ทรัพยากรต่อสถาบนั หรอื ระบบทคี่ รอบคลุมการดำเนนิ ชวี ติ ของพวกเขา
สหประชาชาติ (United Nation, 1981) ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึงการ
สร้างโอกาสให้สมาชิกทุกคนของชุมชน และสมาชิกในสังคมที่กว้างกว่า สามารถเข้ามามีส่วนร่วม
ช่วยเหลือ และเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนา รวมทั้งมีส่วนได้รับ
ประโยชนจ์ ากผลของการพฒั นาอย่างเท่าเทียมกัน
Okley & Maisden (1987) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างว่า หมายถึง
การมีส่วนชว่ ยเหลือโดยสมัครใจ การให้ประชาชนเก่ียวข้องกบั กระบวนการตดั สนิ ใจและกระบวนการ
ดำเนนิ งานของโครงการ ตลอดจนการรว่ มรับผลประโยชนจ์ ากโครงการ สว่ นความหมายที่ระบุเฉพาะ
เจาะจง หมายถึง การทป่ี ระชาชนมีท้ังสิทธิและหน้าที่ ทจ่ี ะเขา้ มาร่วมแก้ปัญหาของเขา ให้เขาเป็นผู้มี
ความริเริ่มและมุ่งใช้ความพยายาม และความเป็นตัวของตัวเองเข้าดำเนินการและควบคุมทรัพยากร
ตลอดจน ระเบยี บในสถาบันตา่ งๆ เพอื่ แก้ปัญหาเหลา่ นี้ ซึง่ เป็นการแสดงถึงสภาพของการมีส่วนร่วมที่
เนน้ ใหก้ ล่มุ ดำเนินการ และมจี ุดสำคัญทจี่ ะให้การมีสว่ นรว่ มนั้นเป็นการปฏิบตั อิ ย่างแขง็ ขนั มิใช่เป็นไป
อย่างเฉยเมย หรือมีสว่ นรว่ มพอเป็นพิธีเท่านัน้
Gustavo (1992) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมนั้นโดยปกติทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันว่า หมายถึง
การเข้าไปมีหน้าทีห่ รอื มีส่วนรับผดิ ชอบบางส่ิงบางอยา่ ง แต่ตอ่ มาความหมายของการมีส่วนรว่ มมีความ
ชัดเจน ลึกลงไปมากกว่าเพยี งการมีส่วนร่วมรับผดิ ชอบเม่ือการมีส่วนร่วมนี้เช่ือมโยงไปสูก่ ระบวนการ
ในการเข้าไปมีสว่ นรว่ มรับผิดชอบของแต่ละบคุ คลหรอื กระบวนการในการเปลย่ี นแปลงในภาพรวม
2.5.2 รูปแบบการมสี ่วนร่วม
องค์การอนามัยโลก (อ้างถึงในวิทยา ทิพย์ทอง, 2545) ได้เสนอรูปแบบกระบวนการมีส่วนร่วม
ทส่ี มบูรณ์ 4 ข้นั ตอน ไดแ้ ก่
ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา จัดลำดับ
ความสำคัญ ตั้งเปา้ หมาย กำหนดการใช้ทรัพยากร กำหนดวิธตี ดิ ตามประเมินผลและตัดสินใจดว้ ยตนเอง
ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินกิจกรรม ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการและการบริหาร
การใช้ทรพั ยากร มคี วามรับผดิ ชอบในการจัดสรรควบคมุ ทางการเงิน
ขั้นตอนที่ 3 การใชป้ ระโยชน์ ประชาชนตอ้ งมีความสามารถในการนำเอากจิ กรรมมาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ ซึง่ เป็นการเพ่มิ การพ่งึ ตนเองและควบคุมทางสงั คม
ขั้นตอนที่ 4 การได้รับประโยชน์ ประชาชนต้องได้รับประโยชน์ในชุมชนเท่าเทียมกัน ซ่ึง
อาจจะเป็นผลประโยชนส์ ว่ นตัว ประโยชนต์ อ่ สงั คมหรอื ในรูปของวัตถุก็ได้
กรรณิกา ชมดี (2524) ได้สรุปรูปแบบของการมีส่วนร่วมออกเป็น 10 รูปแบบ คือ การมี
ส่วนร่วมประชุม การมีส่วนร่วมในการออกเงิน การมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ การมีส่วนร่วมเป็นผู้นำ
การมสี ่วนร่วมสมั ภาษณ์ การมสี ่วนรว่ มเปน็ ผู้ชักชวน การมสี ่วนร่วมเป็นผู้บรโิ ภค การมีส่วนร่วมเป็นผู้
ริเร่ิมหรือผู้เรมิ่ โครงการ การมีสว่ นรว่ มเปน็ ผู้ใชแ้ รงงาน และการมสี ่วนรว่ มออกวสั ดอุ ปุ กรณ์
๔๔
นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2527) ได้กลา่ ววา่ รปู แบบการมีส่วนรว่ มน้นั จำแนกได้เป็น 2 รปู แบบดงั นี้
รปู แบบท่ี 1 การที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง (direct participation) โดยผ่านองคก์ รจัดตั้ง
ของประชาชน (representative organization)
รปู แบบท่ี 2 การทีป่ ระชาชนมสี ว่ นร่วมโดยออ้ ม (indirect participation)
ไพรัตน์ เตชะรนิ ทร์ (2527) ได้กำหนดรูปแบบการมสี ่วนรว่ มไว้ดังนี้
รปู แบบท่ี 1 มีส่วนรว่ มทำการศึกษา คน้ คว้าปญั หา และสาเหตขุ องปัญหาทเี่ กิดขึ้นของชุมชน
และการศึกษาของชมุ ชน
รูปแบบที่ 2 ร่วมคิดหาและสร้างรูปแบบวิธีการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน หรือ
สรา้ งสรรคส์ ่ิงใหมท่ ่เี ป็นประโยชน์ต่อชมุ ชนหรือสนองความต้องการของชุมชน
รปู แบบท่ี 3 ร่วมวางนโยบาย แผน โครงการ หรือกิจกรรม เพ่อื ขจดั แก้ปัญหาและสนองความ
ต้องการของชุมชน
รูปแบบที่ 4 รว่ มตดั สนิ ใจในการใชท้ รพั ยากรทม่ี ีจำกัดใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อส่วนรวม
รปู แบบที่ 5 ร่วมจดั หรอื ปรับปรงุ ระบบการบรหิ ารงาน พัฒนาใหม้ ีประสิทธภิ าพ
รูปแบบที่ 6 ร่วมลงทุนในกิจกรรม โครงการของชุมชนตามขีดความสามารถของตนเอง และ
หนว่ ยงาน
รปู แบบที่ 7 ร่วมปฏิบตั ิตามนโยบาย แผนงาน โครงการ และกิจกรรมให้บรรลตุ ามเป้าหมายที่
วางไว้
รปู แบบท่ี 8 ร่วมควบคุม ติดตาม ประเมนิ ผล และร่วมบำรุงรักษาโครงการและกจิ กรรม ท่ีได้
ทำไป
สมั ฤทธ์ิ กางเพง็ (2545) ไดเ้ สนอรปู แบบการบริหารแบบมีส่วนรว่ มไว้ 4 รูปแบบ ดังรายละเอียด
ตอ่ ไปนี้
รูปแบบที่ 1 การปรึกษาหารือ (consultative management) เป็นการบริหารแบบเปิด
โอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในรูปของคณะกรรมการ
(committee) เช่น คณะกรรมการโครงการ คณะกรรมการดำเนินงาน คณะกรรมการเฉพาะกิจ หรือ
คณะกรรมการท่ีเรียกชื่ออย่างอืน่ รปู แบบนี้เปน็ การกระจายอำนาจการบริหารและการตัดสินใจให้ผู้มี
ส่วนเกี่ยวข้องกับงาน มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดำเนินการด้วย ระบบการปรึกษาหารือนี้เหมาะ
สำหรับใช้กับผู้บริหารระดับต้นขึ้นไป โดยการมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานหรือ
ประธานโครงการ ประธานคณะกรรมการหรือกรรมการ
รูปแบบที่ 2 กลุ่มคุณภาพ (Q.C. circles) เป็นการบริหารแบบเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงาน ใน
รูปของกลุ่มบุคคล 3–10 คน ที่อยู่หน่วยงานเดียวกัน รูปแบบกลุ่มคุณภาพนี้เหมาะสำหรับใช้กับ
ผู้ปฏิบัตงิ านระดับปฏิบัติ หรอื ระดบั หวั หน้างาน เพราะเปน็ การฝึกฝนและเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมี
โอกาสทำงานรว่ มกนั เพอื่ ค้นหาปัญหา วเิ คราะหป์ ญั หา หาสาเหตขุ องปัญหา ตลอดจนคิดหาแนวทาง
แก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งมีกระบวนการในการบริหารกลุ่มสร้างคุณภาพ 4 ขั้นตอนคือ P (Plan) การ
วางแผน D (Do) การปฏิบัติ C (Check) การตรวจสอบ และ A (Action) การปรับปรุงแก้ไข หรือ
PDCA นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ระบบกลุ่มคุณภาพจะใช้ได้ผลดีก็ต่อเมื่อมีการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิค
กลุ่มคุณภาพและการใช้ กระบวนการกลุ่มใหแ้ ก่ผู้เกีย่ วขอ้ งและที่สำคัญทีส่ ุดคือ ความพึงพอใจในการ
๔๕
ปฏิบัติงานของผู้ร่วมงานต้องอยู่ในเกณฑ์สูง จึงจะสามารถนำระบบกลุ่มคุณภาพนี้มาให้เกิด
ประสทิ ธิภาพสูงสดุ
รูปแบบที่ 3 ระบบขอ้ เสนอแนะ (suggestion system) เปน็ รูปแบบหน่งึ ของการบริหารแบบ
มีส่วนร่วมที่ได้ผลในทางปฏิบัติ โดยมีลักษณะแตกต่างจากข้อเสนอแนะที่มักพบเห็นทั่วๆ ไป
ทีม่ ีลักษณะเปน็ กลอ่ งหรือต้รู ับฟงั ความคดิ เห็นเท่านน้ั กลา่ วคอื รูปแบบนีจ้ ะมแี บบฟอร์มข้อเสนอแนะ
ให้ผู้ปฏิบตั ิงานหรือผู้เก่ียวข้องกรอกตามแบบท่ีกำหนด เช่น ปญั หาที่พบคอื อะไร สาเหตุของปัญหามา
จากอะไรบา้ ง และผลที่คาดว่าจะได้รบั นน้ั เปน็ อย่างไร สำหรบั แบบฟอร์มท่ีกำหนดนีอ้ าจแตกต่างกันไป
ตามความต้องการของแต่ละหน่วยงาน แต่มหี ลักปฏิบัติเดยี วกัน คือ จะต้องมคี ณะกรรมการพิจารณา
ข้อเสนอแนะ มีหน้าที่ในการประเมินข้อเสนอแนะจากแบบฟอร์มต่างๆ นั้นว่าเป็นความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์เพียงใด ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมีมากน้อยแค่ไหนและสมควรดำเนินการตาม
ขอ้ เสนอแนะหรือไม่ แล้วนำมาเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการต่อไป และถ้าข้อเสนอแนะใดมีการ
นำไปปฏิบัติ ควรมีการประชาสัมพันธ์และพิจารณาให้ผลตอบแทนเป็นรางวัลหรือผลตอบแทนอื่นๆ
ตามทหี่ นว่ ยงานกำหนด ซ่งึ รปู แบบนเ้ี หมาะสำหรับใชก้ ับผปู้ ฏิบัติงานหรือผ้เู กยี่ วข้องทุกระดับ อาจจะ
เสนอความคิดเหน็ คนเดยี ว หรือมากกว่าก็ได้ ซ่งึ รปู แบบนี้จะไดผ้ ลดีก็ต่อเมอ่ื มอี งคป์ ระกอบดังนี้
องคป์ ระกอบที่ 1 นโยบาย เป้าหมายขององคก์ ารตอ้ งชัดเจน
องคป์ ระกอบท่ี 2 ความพึงพอใจในการปฏบิ ัตงิ านต้องอย่ใู นระดับสงู
องค์ประกอบที่ 3 การกำหนดผลตอบแทนที่จะให้แก่ผู้เสนอความคิดซึ่งจะต้องสร้าง
ความรสู้ ึกว่าคมุ้ คา่ และมีผลทางจิตใจ ระบบและขน้ั ตอนการพจิ ารณาแลว้ จะตอ้ งรวดเรว็ มีหลักเกณฑ์
ในการพิจารณาแน่นอนชัดเจน ตลอดจนการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอความคิดได้ทราบอย่าง
รวดเรว็ พร้อมเหตผุ ล
องค์ประกอบที่ 4 การประชาสัมพันธ์หรือให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาด้านความคิด
สร้างสรรค์ และการใช้แบบฟอร์มข้อเสนอแนะให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารูปแบบนี้จะ
ชว่ ยให้ ผบู้ ริหารไดค้ วามคิดเหน็ ท่ีหลากหลายในการปฏิบัติหรอื ปรับปรุงงานตามอุปสรรคท่ีสำคัญของ
ระบบ ข้อเสนอแนะ คือ การเขียน เนื่องจากผู้เกี่ยวขอ้ งส่วนใหญ่โดยเฉพาะในชุมชนชนบท มีความรู้
ระดับชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 หรือ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 อาจมปี ัญหาในการเขยี น ดังน้ันวิธแี กท้ ่ีดีกค็ อื
การเปดิ โอกาส ใหผ้ ูเ้ สนอความคิดมานงั่ คุยกันตัวต่อตวั หรือไปหาข้อมูลโดยการสอบถามหรือสัมภาษณ์
โดยตรง
รูปแบบที่ 4 ระบบส่งเสริมให้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ (employee ownership plan)
รูปแบบนี้พบมากในการบริหารกิจการของบริษัท หน่วยงานเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ โดยการส่งเสริม
ให้ผู้ปฏบิ ัติงานทุกระดับมสี ่วนเปน็ เจ้าของกจิ การ ด้วยการลงทนุ ซอ้ื หุน้ ของบริษัท หรือบริษัทอาจจ่าย
โบนสั ส่วนหน่งึ เปน็ ทุนเรอื นหนุ้ ในแต่ละปี จะชว่ ยให้ผปู้ ฏิบตั ิมีความรู้สึกเปน็ เจ้าของกิจการเอง และมี
ความรู้สึกผูกพันในการปฏิบัติงานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นในรูปแบบนี้ผู้บริหารอาจจะนำมา
ประยุกต์โดยการสรา้ งบรรยากาศให้เกิดความรู้สกึ การเปน็ เจ้าของหนว่ ยงานเพื่อใหผ้ มู้ ีสว่ นเกยี่ วข้องทุก
ฝา่ ยพึงพอใจที่จะมสี ว่ นรว่ มใหม้ ากที่สุด
๔๖
2.5.3 ลักษณะการมสี ่วนร่วม
นกั วิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงลกั ษณะของการมีสว่ นร่วมแตกต่างกันไป ดงั น้ี
Huntington and Nelson (1975) ได้กลา่ วถึงลักษณะการมีสว่ นรว่ มไว้ 3 ลกั ษณะคือ
ลักษณะท่ี 1 การมสี ่วนรว่ มโดยดทู ่ีกิจกรรม เช่น การมีส่วนรว่ มในการเลอื กต้ัง
ลักษณะที่ 2 การมีส่วนร่วมโดยพิจารณาจากระดับการบริหาร 3 ระดับคือ ระดับแนวราบ
ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมโดยไม่จริงจัง ระดับแนวดิ่ง เป็นการมีส่วนร่วมกับผู้ที่มีอำนาจมากกว่าผลประโยชน์
และการมสี ว่ นร่วมในการบริหารงานท่เี ก่ียวข้องท้ังแนวดง่ิ และแนวนอน
ลกั ษณะที่ 3 การมสี ่วนรว่ มทม่ี สี ว่ นเกี่ยวข้องกบั การเข้าไปมีอำนาจและควบคุม
Anthony (1978) ได้ระบถุ ึงลักษณะสำคัญของการบรหิ ารแบบมสี ว่ นรว่ ม 3 ประการ ดงั น้ี
ลักษณะที่ 1 ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนในการตัดสินใจ (subordinate involvement) โดย
ผู้ใต้บังคับบัญชา จะต้องเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของตน
และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบด้วยความรอบคอบ มีเหตุผล และคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กร
เป็นหลัก
ลักษณะที่ 2 สิ่งที่ตดั สินใจต้องเป็นเรื่องสำคัญ (involvement in important decisions or
issues) การบริหารแบบมีส่วนร่วมจะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนในการ
ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ โดยความสำคัญดังกล่าวเป็นความสำคัญของทั้งองค์กรและผู้ใต้บังคับบัญชา
การที่ผู้บริหารเลือกเฉพาะเรื่องที่ไม่สำคัญหรือไม่เกี่ยวข้องมาให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วม ไม่ใช่
ลักษณะที่ถูกต้องของการบริหารแบบมีสว่ นร่วม
ลกั ษณะที่ 3 มกี ารแบง่ อำนาจให้แก่ผู้ใต้บงั คับบญั ชา (shared authority) ตามหลักการแล้ว
การแบ่งอำนาจการตัดสินใจของผูบ้ รหิ ารให้แกผ่ ู้ใตบ้ ังคบั บัญชา ไม่ได้ทำให้อำนาจของผู้บริหารลดลง
แต่การแบง่ อำนาจการตดั สินใจไปให้ผู้ใตบ้ ังคับบญั ชา กลบั ทำให้ผใู้ ต้บงั คับบญั ชาเข้ามาร่วมรับผิดชอบ
งานมากขึ้น ถ้าผู้บริหารกลัวการเสียอำนาจส่วนนี้และไม่ยอมแบ่งอำนาจการตัดสินใจไปให้
ผใู้ ตบ้ ังคบั บัญชาการบริหารแบบมสี ว่ นรว่ มก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ อคิน รพีพัฒน์ (2527) ได้ศึกษาขั้นตอนการมีส่วนร่วมจาก
ประสบการณ์ ภาคสนามในประเทศไทยซึ่งสรุปไว้คล้ายคลึงกันว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนมี
4 ลักษณะ คือ การมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุ การมีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนิน
กิจกรรม การมีส่วนร่วมในการ ลงทุนและปฏิบัติตามแผน และการมีส่วนร่วมการกำกับติดตาม
ประเมินผล
ยุวัฒน์ วุฒิเมธี (2534) กล่าวถึง หลักการมีส่วนร่วมว่า หลักความร่วมมือของประชาชนท่ี
สำคญั ยง่ิ คอื การเปิดโอกาสให้ประชาชนไดเ้ ขา้ มามีสว่ นรว่ มในการดำเนินงานอยา่ งจรงิ ใจ ทง้ั น้ีดว้ ยการ
เปิดโอกาสให้มีการศึกษา (education) การร่วมพิจารณา (consensus) และการตกลงใจร่วมกัน
(consent) ในการแก้ปัญหาหรือการวางโครงการต่างๆ การที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเขา้ มีส่วนร่วมก็
เพื่อเป็นการให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ และความเสมอภาคในอันที่จะรับผิดชอบในสังคม ประชาชนจะมี
โอกาสร่วมคิด รว่ มตัดสินใจ รว่ มปฏิบตั ิ และรว่ มรบั ผดิ ชอบ
แสวง รัตนมงคลมาศ (2538) ได้สรุปกระบวนการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอน
ต่างๆ ของกิจกรรมของส่วนรวม ซง่ึ มี 2 ดา้ น คือ
๔๗
ด้านที่ 1 ดา้ นคดิ หรอื กำหนดนโยบาย ซงึ่ มี 3 ระดับ ได้แก่ การมีสว่ นรว่ มเปน็ เพียงผู้ให้ข้อมูล
ข่าวสาร ขอ้ คิดเหน็ การตดั สนิ ใจ และเป็นผู้กำหนดนโยบาย
ดา้ นท่ี 2 ด้านปฏิบัติหรือด้านการดำเนนิ การตามนโยบาย แบ่งเปน็ 3 ระดบั คือ การร่วมกำหนด
เปา้ หมาย การรว่ มดำเนนิ การในกระบวนการจัดการ และการรว่ มหนุนช่วยทรัพยากรการบริหาร
ชูชาติ พ่วงสมจติ ร์ (2540) ไดจ้ ำแนกการมีส่วนรว่ มออกเปน็ 11 มิติ ดงั นี้
มิติท่ี 1 จำแนกตามกจิ กรรมในการมสี ว่ นร่วม
มติ ิที่ 2 จำแนกตามประเภทของกิจกรรมหรือขนั้ ตอนของการมสี ว่ นร่วม
มิติที่ 3 จำแนกตามระดับความสมคั รใจในการเข้าร่วม
มิตทิ ่ี 4 จำแนกตามวิธีของการมีส่วนรว่ ม
มิตทิ ่ี 5 จำแนกตามระดบั ความเขม้ ของการมสี ่วนรว่ ม
มิตทิ ี่ 6 จำแนกตามระดบั ความถข่ี องการมีสว่ นรว่ ม
มติ ทิ ่ี 7 จำแนกตามประสิทธิผลของการมีส่วนร่วม
มิตทิ ี่ 8 จำแนกตามพิสยั ของกิจกรรม
มิติที่ 9 จำแนกตามระดบั ขององค์กร
มติ ิท่ี 10 จำแนกตามประเภทของผู้มีส่วนรว่ ม
มิตทิ ่ี 11 จำแนกตามลักษณะของการวางแผน
ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมมีลักษณะเป็นบันไดการมีส่วนร่วม
(participation ladder) 8 ข้นั คอื
บันไดขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 รวมเรียกว่าเป็นขั้นที่มีส่วนร่วมเทียมหรือไม่มีส่วนร่วม หมายถึง
ประชาชนยงั ไมเ่ ขา้ ไปมีส่วนรว่ มในการตดั สินใจอยา่ งแท้จริง
บันไดข้ันที่ 3-5 รวมเรียกวา่ เป็นการมีสว่ นร่วมระดับพิธีการหรือการมีสว่ นร่วมบางส่วน บาง
เร่อื งเทา่ นนั้ เพราะบางส่วนผ้มู ีอำนาจเต็มสงวนเอาไว้
บันไดขั้นที่ 6-8 รวมเรียกว่าการมีส่วนร่วมระดับอำนาจของประชาชน ซึ่งเป็นระดับ ท่ี
ประชาชนมสี ว่ นร่วมในการตัดสนิ ใจมาก โดยพัฒนาจากขน้ั ท่ี 6,7 จนถึงข้ันท่ี 8 เป็นข้ันท่ีควบคุมโดย
ประชาชน เปน็ การใช้อำนาจตัดสนิ ใจของประชาชนโดยผา่ นตัวแทนหรือประชาชนเปน็ ผ้ใู ช้
2.5.4 ความสำคญั ของการมีส่วนร่วม
นักวิชาการที่กล่าวถึงความสำคัญของการบรหิ ารแบบมีส่วนรว่ มไว้ ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ปราชญา กล้าผจัญ (2545) กล่าวถึง ความสำคัญของการบรหิ ารแบบมีส่วนร่วมว่าเป็นการ
บริหารงานที่ทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างงดงาม กล่าวคือ เป็นการบริหารที่สร้างความพึงพอใจสูงสุด
ให้กับ ประชาชนและผู้บังคับบัญชาไปพร้อมๆ กับการสร้างหลักธรรมาภิบาล (good governance)
และการสร้าง บรรยากาศประชาธิปไตยในการทำงาน
Anthony (1978) ได้สรปุ ประโยชน์ของการบรหิ ารแบบมสี ว่ นร่วมไว้ 8 ประการ ดังน้ี
ประการท่ี 1 ก่อใหเ้ กิดความพร้อมตอ่ การเปลี่ยนแปลงทีจ่ ะเกิดขึน้ โดยปกตแิ ล้วบุคคลย่อมมี
ธรรมชาติที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้ต้องปรับตัวจากสภาพที่เคยชินแต่
การบริหารแบบมีส่วนร่วมทำให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมตัดสินใจและร่วมดำเนินการใน
๔๘
เรือ่ งต่างๆ ดังนน้ั เม่อื หน่วยงานมีความจำเปน็ ต้องเปลี่ยนแปลงบุคลากรในหน่วยงานก็สามารถรับการ
เปล่ยี นแปลงนน้ั ไดด้ กี ว่าหนว่ ยงานท่ไี มไ่ ดบ้ รหิ ารงานในลักษณะนี้
ประการท่ี 2 ทำให้ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งผู้บรหิ ารกับพนักงานและผบู้ ริหารกบั สหภาพแรงงาน
ราบร่ืนขน้ึ เน่ืองจากการบรหิ ารแบบมสี ว่ นร่วมทำใหก้ ลมุ่ ต่างๆ กล้าเปิดเผยความไมพ่ อใจต่างๆ ออกมา
ทำให้ความไมพ่ อใจเหลา่ นั้นไดเ้ ขา้ ส่กู ระบวนการแก้ปัญหา ส่งผลใหเ้ กดิ ความสัมพนั ธ์อันดีในหน่วยงาน
และลดความสูญเสียอนั เนอื่ งมาจากการขาดงาน การนัดหยุดงาน หรือการทำงานไม่เต็มประสทิ ธิภาพ
ประการที่ 3 ทำใหพ้ นกั งานมีความผกู พนั ต่อหนว่ ยงานมากขนึ้ การบรหิ ารแบบมีส่วนร่วมทำ
ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของหน่วยงาน ทำให้พนักงานเกิดความนับถือตนเอง
และรู้ว่าตนเองมีคุณค่าต่อหน่วยงาน ผลงานต่างๆ ของหน่วยงานมาจากความร่วมมือของทุกคนใน
หนว่ ยงานส่งผลใหเ้ กิดความรกั ความผูกพนั ต่อหน่วยงาน
ประการท่ี 4 ทำใหม้ ีความไวว้ างใจตอ่ ฝา่ ยบริหารมากขน้ึ เมอื่ พนักงานไดม้ สี ่วนร่วม ตัดสินใจ
กับฝ่ายบริหาร พนักงานจะเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของฝ่ายบริหารได้ดีขึ้น และการบริหาร
ลักษณะน้กี ็ช่วยใหต้ ่างฝา่ ยต่างมีความเคารพซงึ่ กนั และกนั ดงั นั้นเม่อื มปี ัญหาใดๆ เกิดขน้ึ ต่างฝ่ายก็จะ
มีความรู้สกึ ไวว้ างใจกันมากขึน้ การแกป้ ญั หาก็สามารถดำเนินไปได้อยา่ งตรงไปตรงมา
ประการที่ 5 ทำให้การบริหารพนักงานง่ายขึ้น เนื่องจากการบริหารแบบมีส่วนร่วมทำให้
พนักงานยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มีความผูกพันต่อหน่วยงาน และมีความไว้วางใจต่อ
ฝ่าย บริหารมากขึ้น ส่งผลให้สามารถลดจำนวนฝ่ายบริหารลงได้ เนื่องจากไม่ต้องมีการควบคุมอย่าง
ใกล้ชิด และการได้มีส่วนร่วมก็ช่วยให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ยอมรับในอำนาจ
หน้าที่ของฝ่ายบรหิ ารได้มากข้นึ
ประการที่ 6 ทำให้การตดั สินใจทางการบรหิ ารมีคณุ ภาพดีขึ้น เนื่องจากมหี ลายคน ช่วยกนั คดิ ใน
เรือ่ งเดยี วกนั ทำให้คดิ ได้รอบคอบยิง่ ขน้ึ และการที่มีฝ่ายพนกั งานมาชว่ ยตัดสนิ ใจทำให้ไดข้ ้อมูลมากข้นึ
ประการที่ 7 ทำใหก้ ารติดตอ่ สื่อสารจากเบ้ืองล่างสู่เบื้องบนดีข้ึน โดยปกติในหน่วยงานทั่วไป
มักสื่อสารจากบนลงล่างมากกว่าจากล่างขึ้นบน การบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นช่องทางให้เกิดการ
สอ่ื สารจากล่างข้นึ บนไดด้ ีข้ึน
ประการที่ 8 ทำให้ทีมงานมปี ระสิทธิภาพดีข้นึ การบริหารแบบมีส่วนรว่ มทำให้พนกั งานเข้าใจ
เป้าหมายได้ตรงกันและมีทิศทางการดำเนินงานไปในทางเดียวกัน ทำให้ลดความขัดแย้งในการ
ปฏบิ ตั งิ านส่งผลให้ทีมงานมีประสทิ ธภิ าพดีขึ้น
นกั วชิ าการ 3 ท่านได้แก่ Keith (1981) Gordon, Judith R. (1987) Swansberg (1996)
ไดม้ คี วามคดิ เห็นเกย่ี วกับความสำคัญหรอื ประโยชน์ของการมีสว่ นรว่ มท่ีคล้ายคลงึ กนั แตกต่างกันและ
นอกเหนอื ออกไปดงั น้ี
ส่วนที่คล้ายคลึงกันของนักวิชาการทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ การมีส่วนร่วมทำให้เกิดการยอมรับฟงั
ความคิดเห็นซงึ่ กันและกัน มีความไวว้ างใจกนั สูง เกดิ เจตคตทิ ่ีดตี อ่ การทำงาน และมีความพึงพอใจต่อ
งาน เกิดความร่วมมอื รว่ มใจเป็นทีมงานคุณภาพ มคี วามสมัครสมานสามัคคกี ัน นอกจากน้ันยังช่วยลด
อัตราการขาดงาน เปล่ยี นงาน และการทำงานนอกเวลาลดลง
Davis and Gordon มีความเห็นที่คล้ายคลึงกันว่า การมีส่วนร่วมมีความสำคัญอย่างยิ่งใน
การลดต้นทุนการผลติ ช่วยเพม่ิ ผลผลิตหรือผลงานให้มีคุณภาพสูงขน้ึ เนอื่ งจากผรู้ ่วมงานมีแรงจูงใจใน
๔๙
การทำงาน มคี วามเช่ือม่ันในตนเอง มกี ารตดิ ตอ่ สอื่ สารท่ีอยูบ่ นพน้ื ฐานความเข้าใจกนั ทำให้เกิดความ
ผูกพันตอ่ องคก์ ร
Davis and Swansberg มีความเหน็ ที่ตรงกันว่าการมีสว่ นรว่ มทำให้ทุกฝ่ายท่ีเก่ยี วขอ้ ง มีการ
ยอมรบั การเปล่ียนแปลงได้ความคิดใหม่ๆ ทจี่ ะเกิดประโยชน์ตอ่ การพัฒนางานมากขนึ้
นอกจากนั้น Swansberg ยังมีความเห็นที่แตกต่างว่า การมีส่วนร่วมยังช่วยลดการร้องเรียน
และข้อข้องใจต่างๆลงได้ และ Gordon ยงั มคี วามเหน็ ที่เพมิ่ เติมอีกวา่ การมีส่วนร่วมทำให้ทุกคนเข้าใจ
กฎระเบียบ วัตถุประสงค์ เป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีอิสระในการปฏิบัติงาน สามารถค้นพบ
ความสามารถพิเศษของตน และแสดงใหเ้ หน็ ภาวะผู้นำของผู้บริหารไดอ้ ย่างชัดเจน
ดังนั้นการมีส่วนร่วมจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาที่จะต้องมีความร่วมมือร่วมใจ
ประสานงานและมคี วามรบั ผดิ ชอบในการดำเนนิ การร่วมกนั เพ่อื มงุ่ สเู่ ปา้ หมายที่วางไว้ ดงั น้ันทุกระดับ
ขององคก์ ร โดยเฉพาะภาคประชาชนและท้องถน่ิ การสรา้ งรปู แบบมีสว่ นร่วมที่ตอ้ งกระตุ้นประชาชน
ให้เขา้ มามสี ่วนร่วมมากท่ีสุด
2.6 งานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ ง
การศกึ ษาเรือ่ ง การอนรุ กั ษส์ ืบสานมรดกภมู ิปัญญาร่วมรกั ษาอัตลกั ษณ์กลุ่มชาติพันธ์ุ จังหวัด
ตราด ในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ทาง
วัฒนธรรม การถ่ายทอดและการสืบสาน การอนุรักษ์ฟืน้ ฟู รวมถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม ของ
กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย และการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธ์ุ รวมถึงการต่อยอด
ส่งเสริมเร่ืองการสร้างรายได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑแ์ ละการส่งเสริมการทอ่ งเทย่ี ว โดยส่วนใหญ่เป็น
การศึกษาเชิงพรรณนา ดงั กล่าวตอ่ ไปนี้
เกศสิรินทร์ แพทอง (2546) ได้ทำการวิจัยเรื่องการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ และวิธีการ
ดำรงอัตลักษณ์สำคัญของชาวมอญ อำเภอพระประแดง พบว่า อัตลักษณ์ทั่วไปสามารถแบ่งออกได้
เป็นอัตลักษณ์ทางสังคม และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยสิ่งบ่งชี้ความเป็นมอญและเป็นอัตลักษณ์
สำคัญของชาวมอญพระประแดงคอื ประเพณี ภาษา การแต่งกาย ลกั ษณะนิสยั คอื ชอบทำบุญ ยดึ หลัก
ศาสนาเป็นแกนของชีวติ รักสงบ มีน้ำใจ วิธีการดำรงอัตลกั ษณ์มีทงั้ ลกั ษณะเป็นรูปธรรมและนามธรรม
คือ มีการจัดทำหนังสือ แผ่นพับ การจัดแสดงโชว์ การจัดนิทรรศการ การสร้างแหล่งรวบรวมข้อมูล
การบรรจุในหลักสูตร การรณรงค์ผ่านสือ่ ตา่ งๆ ปลูกฝังโดยการเล่าประวัตใิ ห้ฟังเป็นตวั อย่าง ใช้ความ
เชอื่ ทางพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติสืบทอดสง่ เสรมิ ผลักดนั ให้มีส่วนร่วมในการจัดงาน การขู่ให้กลัวและการ
ลงโทษทางสงั คม ใช้การประชาสมั พนั ธแ์ บบปากต่อปาก เน้นแกนนำในการในการปลุกระดม บคุ คลที่มี
ส่วนสำคัญคือ กลุ่มชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ และพระในชมุ ชน มีการสนับสนุนดา้ นการดำรงรักษาในด้าน
ความรู้ความเข้าใจโดยกลุ่มชาวบ้าน หน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชน ด้านแรงงาน โดยพลังที่สำคัญก็
คือกลุ่มชาวบา้ นและผู้นำชุมชน การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์พบว่า อัตลักษณ์ที่ปรบั เปล่ียนคือ การแตง่
กาย อาหาร ท่ีอยอู่ าศยั พธิ ีกรรมต่างๆ ความเช่อื คา่ นยิ ม การละเล่น ดนตรี ศลิ ปะ อตั ลักษณ์ท่ีเปล่ียน
เกือบหมดคือภาษา ภูมิปัญญาด้านอาชีพ ยารักษาโรคและการนับถือผี แนวโน้มในอนาคตการดำรง
รักษาภาษาคงหมดไป แตด่ ้านอาหารและประเพณยี ังคงสบื ทอดต่อไป อัตลักษณท์ างสังคมยังคงเหนียว
แน่น ด้านสถาบันที่ดำรงรักษาอัตลักษณ์สำคัญพบว่า สถาบันครอบครัว หน่วยงานรัฐ องค์กรการ
ปกครองท้องถิ่นจะมีบทบาทลดลงยิ่งถ้าชาวบ้านต่อต้าน โรงเรียน องค์กรเอกชนจะมีบทบาทและ
๕๐
การสนับสนนุ มากข้นึ ปญั หาและอุปสรรคคือการไม่ประสานงานกัน การขัดแยง้ ระหว่างรฐั กับชาวบ้าน
สภาพแวดล้อมสังคมที่มีความเจริญมากขึ้น ท้ายที่สุดมีความเห็นว่าต่อไปเชื้อชาติมอญคงจะค่อยๆ
หมดลง การดำรงเผ่าพันธุค์ งไม่มี มอญคงกลายเปน็ เพียงตำนาน ทั้งนี้จะคงอยู่ไดน้ านแค่ไหนก็ขึ้นกบั
ชาวมอญในชมุ ชนน้ันๆ วา่ มพี ลงั ในการดำรงรักษาได้มากนอ้ ยเพียงใด
จากงานวิจัยเรื่องนี้ คณะผู้วิจัยใช้เป็นแนวทางในการศึกษาการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่ม
ชาตพิ ันธ์ุวา่ ในกล่มุ ชาติพนั ธใุ์ นพน้ื ทอ่ี ่ืน พวกเขามีวธิ ีการหรอื มีปจั จยั อะไรบา้ งที่พยายามดำรงอัตลักษณ์
ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มตน รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้และแนวโน้มในการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ใน
อนาคต
มงคล พนมมิตร (2551) ได้ทำการวิจัยเรื่องการดำรงอัตลักษณ์ของชุมชนกลุ่มน้อยใน
ภาคเหนือ ได้ศึกษาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอัตลักษณ์โดยเน้นศึกษาถึงกระบวนการในการ
ดำรงอัตลักษณ์ทา่ มกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสงั คม กระแสบริโภควัตถุของระบบทนุ นิยมเสรี
การต่อสูเ้ รื่องท่ีดินทำกนิ การตอ่ สูก้ ับการถูกรุกรานจากทหารชนกล่มุ น้อยชาวพม่า หรือแม้กระทั่งการ
ต่อรองกับอำนาจรัฐที่พยายามเข้ามาครอบงำความคิดของชุมชน พบว่าอัตลักษณ์ในด้านต่างๆ ของ
ชุมชนกลุ่มน้อยบ้านห้วยเฮี๊ยะ จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นเกิดขึ้นและลื่นไหลไปตามสถานการณ์ที่มีการ
เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกอัตลักษณ์มีรากฐานมาจากความคิด
ความเชอ่ื ที่ผูกติดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีและความรู้ภมู ิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่าที่สั่งสมมาตั้งแต่
บรรพบรุ ุษ และชุมชนไดม้ กี ารสรา้ งกระบวนการเรียนรแู้ ละสบื ทอดจากรนุ่ สรู่ ่นุ มาจนถงึ ปัจจุบัน โดยมี
กระบวนการในการดำรงอัตลกั ษณท์ ีป่ ระกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญสามประการคอื ประการ
แรก การมีฐานความคิดที่คำนึงถึงความมั่นคง ความเป็นปึกแผ่นของชุมชนเป็นที่ตั้ง ประการที่สอง
มีกลไกของชุมชนที่ถือเป็นเสาหลักค้ำยันหมู่บ้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทำหน้าที่อย่างเขม้ ข้น และ
ประการที่สาม การมีวิธีการสร้างการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้เห็นถึงคุณค่าของการดำรงรักษา
อัตลักษณ์ของชนเผ่า และได้แนะนำให้ผูท้ ี่สนใจศึกษาในแง่มุมอื่นที่หลากหลายกับชนกลุ่มน้อยตา่ งๆ
ทมี่ อี ยหู่ ลากหลายในประเทศไทย เชน่ การยอมรับวฒั นธรรมจากภายนอก การปรับตัวทางด้านวิถีชีวิต
หรือผลของการแทรกแซงจากหน่วยงานรฐั ธุรกิจและเอกชน ที่มีผลต่อความพยายามดำรงอัตลักษณ์
ของชมุ ชน เป็นต้น
จากงานวิจัยนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะผู้วิจัยใช้เป็นแนวทางในการศึกษาการดำรงอัตลักษณ์
ของกลมุ่ ชาติพนั ธุท์ ่ามกลางกระแสการเปล่ยี นแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองวา่ กล่มุ ชาติพนั ธุ์
นีส้ ามารถดำรงอตั ลักษณ์ของกลุ่มตนไว้ไดอ้ ย่างไร
วิสุทธิ์ ลีลาธรรมสัจจะ และคณะ (2560) ได้ทำการวจิ ัยเรื่อง การศึกษารวบรวมองคค์ วามรู้
อาหารพื้นบ้านเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดเชียงราย:
รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์ โดยศึกษาพื้นที่วิจัยประกอบด้วย 10 กลุ่มชาติพันธุ์ แบ่งพื้นที่
ปฏิบัติงานตามสภาพพื้นที่ตั้งชุมชน ได้แก่ ชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง คือ ชาติพันธุ์ม้ง ลีซู ดาราอ้าง ขมุ
กะเหรี่ยง ปกาเกอะยอ ขณะที่ชาติพันธุ์พื้นที่ราบสูงเป็นชาวไทยอีสานและชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานบน
พื้นที่ราบลุ่ม คือ ไตยอง ไตเซิน ไตหย่า ไตลื้อ ผลการวิจัยพบว่า อาหารชาติพันธุ์กว่า 30 ชนิด
จาก 10 กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นองค์ความรู้ที่มีลักษณะและทักษะเฉพาะที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน เป็นความรู้
ที่มาจากการปฏิบัติ ฝังลึกอยู่ในการกรำ กระบวนการ และกิจวัตรประจำวันต่างๆ ความรับผิดชอบ
๕๑
อุดมคติ คุณค่า และอารมณ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังเป็นความรู้เฉพาะตัวที่เกิดจากประสบการณ์
การศึกษา การสนทนา การฝึกอบรม ความเชอ่ื เจตคติ ของแต่ละบคุ คล เปน็ ความรู้บวกสติปญั ญาและ
ประสบการณ์ อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้หรือพรสวรรค์ต่างๆ ซึ่งสื่อสารหรือถ่ายทอดในรูปของตัวเลข
สูตรหรือลายลักษณ์อกั ษรได้ยาก ถือเป็นความรู้ที่ไม่เป็นทางการ จัดระบบหรือจัดหมวดหมู่ไม่ได้ แต่
สามารถแลกเปลย่ี นเรยี นรู้โดยการนำมาเลา่ ส่กู นั ฟงั และถ่ายทอดแบง่ ปนั ความรซู้ ่ึงกันและกันได้ อีกทัง้
สามารถสังเกตและเรยี นแบบกนั ได้ สามารถพฒั นาเป็นความรทู้ ่กี ่อใหเ้ กดิ ความได้เปรียบในการแข่งขัน
ซึ่งต้องใช้เวลาและตน้ ทุนในการถา่ ยโอนความรู้ เป็นที่ชัดเจนว่าข้อค้นพบถึงแนวโน้มขององค์ความรู้
ด้านอาหารมโี อกาสศูนย์หายและปรับเปลี่ยนไป อันเน่อื งจากการขาดการสืบทอดความรู้ ทักษะท่ีเป็น
ประสบการณเ์ ฉพาะดา้ น อาหารของทัง้ 10 ชาตพิ ันธ์ุ จึงจำเปน็ ต้องจดั การความรู้ใหค้ วามรู้ในตัวคนถู
จกั การ รวบรวม และเผยแพร่ นอกจากนี้ยังมขี ้อค้นพบว่าชนิดของอาหารสว่ นใหญส่ ามารถตัวตนของ
กลุ่มชาตพิ นั ธท์ุ ีส่ อดคลอ้ งกบั สภาพพื้นทใี่ นการตง้ั ถิ่นฐาน อาหารท่ีพบเปน็ อาหารที่สง่ ผลตอ่ สุขภาพ แล
มีแนวโน้มเป็นอาหารเชิงพาณิชย์ที่มีสว่ นตอ่ เศรษฐกิจของชุมชน อาทิ ข้าวใหม่ม้ง ข้าวเหลืองดอกปูด
แจ่วบอง ข้าวแรมฟื้น ซึ่งมีส่วนต่อกระบวนการฟื้นฟูอาหารที่มีองค์ประกอบหลายประการ ได้แก่
สุขภาพ เศรษฐกจิ ความย่ังยืน การถ่ายทอดความรู้เร่ืองอาหารจากรุ่นสู่รนุ่ และพน้ื ท่ที ีต่ อ้ งการจัดการ
ใหม้ มี ูลคา่ เพิ่มหรือลดต้นทนุ ในการซือ้ หาพชื ผัก นอกจากนยี้ งั มคี วามคลา้ ยคลึงกนั คอื พัฒนาการทาง
อาหารจากอาหารฐานวถิ ีชวี ิตและและสภาพพน้ื ที่ชุมชนเปน็ อาหารในงานบุญ งานประเพณีของชุมชน
และมีวิธีการสืบสานส่งต่อกันผ่านการฝึกปฏบิ ัติจากคนรุน่ หนึง่ สู่คนอีกรุ่นหนึ่งที่ปจั จุบันพบว่าสืบสาน
น้อยลง เนื่องจากวัตถุดิบอาหารหรืออาหารบางชนิดสามารถซื้อได้จากตลาด ตลอดจนเยาวชนใน
ชุมชนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในระบบการศึกษาแผนใหม่ที่มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับ
วัฒนธรรมภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ ไม่มากนกั แนวทางในการสบื สานภูมิปัญญาอาหารกลุ่มชาติพันธ์ุ พบว่ามี
แนวทางเช่นเดียวกับการสืบสานภูมิปัญญาอาหารล้านนา เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในท้องถิ่น โดยมี
องค์ประกอบสำคัญ คือ ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา ผู้รับการถ่ายทอด กระบวนการถ่ายทอด และผลการ
ถ่ายทอด โดยมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีครูภูมิปัญญาอาหารชาติพันธุ์และสื่อการเรียนรู้แบบเคลื่อนท่ี
สำหรับจัดกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้เรื่องอาหารชาติพันธ์ให้กับสถานศึกษาในจังหวัดเชียงราย
สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาควรให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาและพัฒนาผู้ผลิตอาหารชาติ
พันธุ์ ให้มีความรู้ความสามารถในการดดั แปลง ประยุกต์ สร้างสรรค์ให้เข้ากบั ยุคสมยั ในปัจจุบัน และ
สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังความเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมไว้
เจา้ ของอัตลักษณอ์ าหารชาตพิ ันธุ์ควรพิจารณาวา่ ส่ิงใดคอื เอกลกั ษณ์ของกาหารชาตพิ นั ธท์ุ ่ีควรรักษาไว้
ส่ิงใดควรปรับเปลย่ี นไปตามยุคสมัย มฉิ ะนนั้ อาจไม่สามารถรกั ษาสิง่ ใดไว้ได้ และควรพฒั นาเปน็ ส่ือเพื่อ
การเรียนร้แู ละเผยแพร่องค์ความรูอ้ าหารชาตพิ นั ธทุ์ คี่ นทว่ั ไปสามารถเข้าถงึ ไดอ้ ยา่ งสะดวกและรวดเร็ว
ตลอดจนการสื่อสาธารณะในงานกิจกรรมระดับจังหวัด สังคมออนไลน์ เช่น Facebook fan page
และ Blog ตา่ งๆ เพื่อเป็นช่องทางการประชาสัมพนั ธ์และถา่ ยทอดภูมิปัญญาแกเ่ ยาวชนและผสู้ นใจ
หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (2564) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
อาหารไทยในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรองชายฝั่งทะเลตะวันออก คณะผู้วิจัยได้คัดเลือกชุมชน
ต้นแบบการท่องเท่ียวเชงิ วัฒนธรรมอาหารไทยของชุมชนสู่ความยงั่ ยนื และการขับเคล่ือนเศรษฐกิจฐานราก
๕๒
ในเขตพฒั นาการทอ่ งเทย่ี วเมอื งรองชายฝั่งทะเลตะวนั ออกดว้ ยความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหาร
ในเมืองชายฝ่ังทะเลภาคตะวันออกจึงไดก้ ำหนดแนวคิดหลัก คือ “พหุวัฒนธรรมต้นกำเนิดอาหารพ้นื
ถิ่นในเมอื งท่าชายฝ่ังทะเลตะวันออก” ซ่ึงจะวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์ขอ้ มลู เพ่อื คัดเลือกชุมชนต้นแบบ
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยของชุมชนด้วยการแบ่งตามชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวชอง ชาวจีน
ชาวญวน ชาวไทยพื้นถิ่น โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ (1) เรื่องราวเชิง
ประวัตศิ าสตร์ และชาติพันธุ์ (2) วถิ ชี วี ิตความเปน็ อยู่ (3) วฒั นธรรมอาหารการกิน (4) สำรับอาหาร
(5) แหล่งท่องเที่ยว/กิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน (6) โอกาสในการพัฒนาเพื่อเปิดเป็นแหล่ง
ทอ่ งเทย่ี วทางดา้ นวัฒนธรรมอาหารของชมุ ชนเพอ่ื นำไปสู่ “การเปิดตลาดใหม”่ ทางด้านการท่องเทย่ี ว
โดยเลือก ชาวชอง วิถีอาหารชาติพันธุ์พื้นเมือง บ้านช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ชาวจีน วิถี
ชุมชนขนมโบราณ ตลาดขนมแปลกริมคลองหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ชาวญวน
ชมุ ชนคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จงั หวัดตราด ชาวไทยพืน้ ถนิ่ วถิ ปี ระมงพน้ื บ้าน ชุมชนทอ่ งเทย่ี วเชิง
อนุรกั ษต์ น้ จากลุม่ น้ำประแสเมอื งแกลง อำเภอแกลง จังหวดั ระยอง ผลการศึกษา พบวา่ ประเด็นการ
สร้างเศรษฐกิจชุมชนบนฐานวัฒนธรรม ผลจากการสำรวจรายได้จากคนในชุมชนบ้านห้วยกระทิง ได้
จำแนกรายได้หลักเป็น 2 ประเภท คือ การทำพืชทางการเกษตร และการเก็บหาของจากป่ามาขาย
สว่ นรายจา่ ยมีทง้ั หมด 12 รายการ ได้แก่ เครอ่ื งสำอาง อุปกรณใ์ นห้องน้ำ อบายมขุ คา่ รักษาพยาบาล
เครื่องมือการประกอบอาชีพ เครื่องนุ่งห่ม การศึกษา ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ที่อยู่อาศัย อาหาร ค่ารถ
และอื่นๆ ประเด็นทุนด้านพื้นที่การเพาะปลูก ชุมชนบ้านห้วยกระทิงแต่เดิมมีการประกอบอาชีพ
เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ต้นทุนในการลงทุนที่สูงมาก โดยพืชที่ปลูก
จำนวนมากได้แก่ ขา้ วโพด และมันสำปะหลัง นอกจากน้ียังจำเป็นตอ้ งใช้สารเคมีด้วย ชุมชนบ้านห้วย
กระทิงจึงริเริ่มทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยการเริ่มปลูกกล้วยซึ่งเป็นพืชที่ดูดซึมน้ำและเก็บน้ำได้ดี
เหมาะแก่การปลกู เพ่ือมารักษาฟ้ืนฟูสภาพพนื้ ดินที่เสียไป อกี ท้ังสามารถเป็นพเ่ี ล้ียงให้กับพืชชนิดอื่นๆ
ที่ปลูกใกล้เคียงได้อีกด้วย ประเด็นการยกระดับเศรษฐกิจชมุ ชนบนฐานวัฒนธรรมสูก่ ารเป็นเศรษฐกิจ
สร้างสรรค์ ชุมชนบ้านห้วยกระทิงได้พฒั นายกระดับผลิตภัณฑ์จากกล้วยอบเป็นกล้วยฉาบ โดยมีกลุ่ม
สตรีเป็นผู้ดูแลเป็นหลักในการทำกล้วยฉาบทรงเครื่อง และทดลองทำ 3 รส ได้แก่ กล้วยฉาบอบเนย
และรสบาบคี ิว กลว้ ยกวน และกล้วยแท่ง ผลสรปุ จากกระบวนการวิเคราะห์และประเมินผลข้อมูลเชิง
เปรียบเทียบผลผลิตจากการฝึกปฏบิ ัติการ ชุมชนได้เลือกกล้วยฉาบอบเนยในการยกระดบั ผลิตภัณฑ์
เนื่องจากเป็นผลผลิตที่ได้รับคะแนนสูงสุด เพราะมีรสชาติหวาน กรอบหอม มัน และนุ่ม ผลการวิจัย
สามารถนำไปสู่การสร้างแนวทางในการพัฒนาบนฐานความรู้บนต้นทุนทางสังคม วัฒนธรรมและ
ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ มทีม่ ีอยู่ มาใช้ขับเคลอ่ื นและแสวงหาแนวทางเพ่ือพัฒนาเป็นรูปแบบ
เศรษฐกิจชุมชนบนฐานวฒั นธรรม รวมทั้งยกระดบั เศรษฐกจิ ชุมชนบนฐานวัฒนธรรมสู่พ้ืนที่การเรียนรู้
รว่ มกับเครอื ข่ายทางสังคม ซึ่งนำไปส่กู ารลดการปลูกพืชเชิงเด่ียวในปัจจุบัน
๕๓
บทท่ี ๓
วิธีดำเนินการวจิ ัย
การศึกษาเรื่องการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธ์ุ
จังหวัดตราดในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารทางวิชาการ แนวความคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ี
เกยี่ วขอ้ งเพื่อใช้ในการกำหนดกรอบแนวคดิ ในการวิจัย รวมถึงการดำเนนิ การตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
๓.๑ วธิ ีทใ่ี ช้ในการวิจัย
๓.๒ กลมุ่ ผ้ใู ห้ข้อมลู หลกั
๓.๓ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
3.4 วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3.5 การตรวจสอบข้อมลู
3.6 การวเิ คราะห์ข้อมลู
3.1 วิธที ี่ใช้ในการวิจยั
การวิจยั น้ีเป็นการศกึ ษาทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ใชร้ ะเบยี บวิจยั เชงิ คุณภาพ โดยเบื้องต้น
ได้ศึกษาข้อมูลจากหนังสือ บทความ เอกสาร วิทยานิพนธ์และงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธ์ุ
หลังจากนั้นคณะผู้วิจัยได้เข้าไปสำรวจ สังเกต และรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ชุมชนที่มีกลุ่ม
ชาตพิ นั ธ์ใุ นจงั หวัดตราดอาศยั อยู่ถึงบรบิ ททว่ั ไปของชุมชน เช่น ประวัตคิ วามเปน็ มาโดยรวมของชุมชน
และหมบู่ า้ น ทำเลท่ตี ัง้ การคมนาคมขนส่งและสภาพถนนหนทาง ลักษณะทางภมู ศิ าสตร์ การปกครอง
ประชากร การศึกษา การประกอบอาชีพ เศรษฐกิจในพ้ืนที่และการใช้ประโยชน์ การสาธารณสขุ และ
ดา้ นความปลอดภัย ศาสนา สภาพสังคม วัฒนธรรมและประเพณี โดยได้ขอ้ มลู จากหน่วยงานราชการ
ในท้องถิ่น ประกอบกับการสังเกตและสอบถามจากเจ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน
ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ในจังหวัดตราดเพอ่ื เปน็ องคป์ ระกอบนำไปสกู่ ารศกึ ษาในส่วนตอ่ ไป
หลงั จากทำการสำรวจข้อมูลเบื้องตน้ แล้ว คณะผูว้ ิจยั นำข้อมูลมาพจิ ารณาเป็นแนวทางในการ
กำหนดแหล่งข้อมลู หลักและรอง สำหรับการเก็บข้อมูลที่เกีย่ วกบั การอนุรักษ์สบื สานมรดกภูมิปัญญา
รว่ มรักษาอัตลกั ษณ์ของกลุ่มชาติพนั ธ์ุ จงั หวัดตราด ดว้ ยการกำหนดข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็น 8 ด้าน
ได้แก่ ดา้ นอาหาร ดา้ นการแตง่ กาย ด้านท่ีอยอู่ าศยั ด้านประเพณี ด้านภาษา ดา้ นอาชีพ ด้านความเช่ือ
และด้านศิลปะพน้ื บ้าน โดยเกบ็ ข้อมลู 6 กลุ่มชาติพันธุ์ ในพ้นื ที่จงั หวดั ตราด ไดแ้ ก่
ชาวจนี พ้นื ทศ่ี ึกษาบริเวณชุมชนรักษ์คลองบางพระ และตลาดเทศบาลเมืองตราด อำเภอเมืองตราด
ชาวแขก พน้ื ทศี่ กึ ษา ตำบลนำ้ เชี่ยว อำเภอแหลมงอบ
ชาวมอญ พ้นื ทศ่ี กึ ษา ตำบลหว้ ยแรง้ อำเภอเมอื งตราด
ชาวเขมรพ้นื ท่ีศึกษา ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่
ชาวชอง พ้ืนที่ศึกษา ตำบลช้างทูน และ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่
ชาวญวน พนื้ ท่ีศึกษา ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด และตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่
เป็นการสืบคน้ ข้อมูลแบบเจาะลึกเพื่อตอบคำถามโดยใชว้ ธิ ีสังเกตการณ์กลุ่มผู้ใหข้ ้อมูล การสัมภาษณ์ทั้งท่ี
เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การสนทนากลุ่ม ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรม และพิธีกรรมต่างๆ
๕๔
หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาแล้ว ได้ทำการจัดหมวดหมู่และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อตอบ
วัตถปุ ระสงค์ให้ได้ครบถว้ นและสมบรู ณ์ทส่ี ดุ ในการนำเสนอผลการศกึ ษาคร้งั น้ี
3.2 กลุ่มผใู้ หข้ ้อมลู หลัก
คณะผู้วิจัยกำหนดประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน
ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ในจังหวัดตราด ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ประชาชน เด็กและเยาวชน
ผนู้ ำทอ้ งถ่ิน ผู้นำท้องที่ และหน่วยงานภาครัฐในพน้ื ทข่ี องกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
3.3 เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการศึกษาครั้งนี้คือ คณะผู้วิจัยโดยมี นางสุวรรณรัตน์ มนัสสนิท
ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดตราด เป็นหัวหน้าโครงการ นอกจากนี้ยังได้ใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วย
ในการศกึ ษาดังต่อไปน้ี
3.3.1 การศึกษาจากแหล่งอ้างอิงต่างๆ เช่น หนังสือ เอกสารต่างๆ บทความ วารสาร และ
งานวิจยั ตา่ งๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ งกับกลุ่มชาติพันธุ์ การอนรุ กั ษม์ รดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม
ทางด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเท่ียวของจงั หวดั ตราด
3.3.2 การสงั เกตแบบมีส่วนรว่ มและไมม่ ีส่วนร่วมโดยจะซักถามผู้รู้ผสมผสานกันไป และทำการ
จดบนั ทกึ ไว้ในสมดุ จดบันทกึ ข้อมลู ภาคสนาม
3.3.3 แนวคำถาม คณะผู้วิจัยได้สร้างคำถามขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์
แล้วนำมาออกแบบเปน็ แบบสมั ภาษณ์ โดยทำเปน็ แบบปลายเปดิ คณะผ้วู ิจยั ทำการตรวจสอบคุณภาพ
ของประเด็นคำถามโดยตรวจสอบความครอบคลุมของคำถาม ตรวจการใช้ภาษา การสื่อความหมาย
และตรวจสอบความสอดคลอ้ งของวัตถุประสงค์ในการศกึ ษา
3.3.4 การสมั ภาษณ์แบบไม่เปน็ ทางการหรือการสัมภาษณ์แบบกงึ่ โครงสร้าง โดยจากแบบ
สัมภาษณ์ทเ่ี ตรียมแนวคำถามไว้กวา้ งๆ ล่วงหน้าและขณะสัมภาษณ์ มกี ารต้งั คำถามข้ึนมาเสริมเพ่ือให้
ได้ข้อมูลตามที่ต้องการจะศกึ ษา ทั้งนีเ้ พ่ือให้กลุ่มชาตพิ นั ธไุ์ ด้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ
คณะผู้วิจัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ บางครั้งสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผสมผสานกันไป ทั้งนี้เพื่อให้
บรรยากาศในการสมั ภาษณ์เปน็ กนั เองมากท่ีสุดและพยายามให้ได้เน้อื หาครอบคลุมในเร่ืองที่จะศึกษา
มากที่สดุ
3.3.5 เครื่องบันทึกเสียง กล้องวีดิโอและกล้องถ่ายภาพ โดยใช้ในกรณีต่างๆ กัน ตามท่ี
คณะผู้วิจัยคิดว่ามีความเหมาะสมกับเหตุการณ์และบรบิ ทต่างๆ ในตอนนั้น และเพื่อให้เหมาะสมกับ
การนำมาใชใ้ นการศึกษาทบทวนขอ้ มลู ทไี่ ดม้ าหรอื เป็นแหลง่ อา้ งอิง
3.4 วธิ ีเก็บรวบรวมขอ้ มลู
การเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาถึงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติ
พนั ธุ์ จังหวัดตราด ไดก้ ำหนดวธิ กี ารและแนวทางในการเกบ็ ขอ้ มูลออกเปน็ 2 ข้ันตอน ดงั น้ี
ขั้นที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารตำรา หนังสือ บทความ ข้อเขียนทางวิชาการ
งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง สอ่ื อิเล็กทรอนิกส์ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ท่มี ีผู้เก็บหรือรวบรวมไว้ก่อนแลว้ ทำให้ไม่
ต้องเสียเวลากบั การเก็บข้อมูลใหม่และสามารถศึกษาย้อนหลังได้ เพื่อสร้างกรอบความคิดในการวิจัย
แนวคิด/ทฤษฎที ี่เกยี่ วขอ้ ง ประวตั คิ วามเป็นมา วฒั นธรรม และอตั ลักษณข์ องกลุม่ ชาตพิ นั ธ์ุ โดยแหล่งข้อมูล
๕๕
ดังกล่าว ได้แก่ สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ วาทกรรมอัตลักษณ์ เป็นต้น วารสารหรือบทความเกี่ยวกับ
วัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิ วารสารมนุษย์ศาสตร์ เป็นต้น งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ของทั้งภาครัฐและ
เอกชนที่เกี่ยวกบั ชาติพนั ธุ์และการดำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ คือ เว็บไซต์ต่างๆ ท่ี
เกีย่ วขอ้ งกบั กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ เชน่ https://www.sac.or.th/databases/ethnicredb/ เป็นต้น
ขั้นที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม เพื่อศึกษาวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์และยังปรากฏ
ในปัจจบุ ัน จงึ กำหนดวิธีการศกึ ษาโดยมรี ายละเอยี ดดังน้ี
1) สรา้ งความสมั พนั ธ์ทีด่ กี บั กลุ่มชาติพันธ์ุ คอื พยายามใหก้ ลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ยุ อมรบั คณะผ้วู จิ ยั โดย
คณะผู้วิจัยยึดหลักการเคารพ จริงใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับกลุม่ ชาติพันธุ์ คณะผู้วิจัยเริ่มจากการ
แนะนำตวั ทำความรู้จกั กบั กล่มุ ผูน้ ำทีเ่ ป็นทางการและไม่เปน็ ทางการ คณะผู้วจิ ยั ไดร้ ับความช่วยเหลือ
จากผูใ้ หญ่บา้ นและชาวบา้ น กล่มุ ชาติพันธุ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวดั ตราดเปน็ อยา่ งดี
2) การกำหนดแหล่งข้อมูลและการคัดเลอื กกลุม่ ผู้ให้ขอ้ มูลหลัก มวี ิธกี ารดังนี้
- การเลือกกลุ่มตัวอย่างหรือผู้ให้ข้อมูลเฉพาะด้าน ได้แก่ การสอบถามบุคคลต่างๆ
เพื่อให้ได้บุคคลที่ถูกกล่าวอ้างถึงมากที่สุด เป็นผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบริบททั่วไปของชุมชน เป็นผู้มี
ความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ เป็นผู้สืบสานหรือผู้ที่มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์
วัฒนธรรมของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
- การเลือกกลุม่ ตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้นำตามธรรมชาติและ
มีวถิ ชี ีวิตท่แี สดงให้เห็นถงึ อัตลักษณท์ างชาติพันธ์ุของจังหวัดตราด ได้แก่ ผอู้ าวโุ ส ผู้นำด้านวัฒนธรรม
และพิธีกรรม ที่ถือเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ และสามารถลำดับเหตกุ ารณ์ หรือสามารถ
บอกประวัติการตั้งถิ่นฐาน ลำดับเครือญาติ การทำหน้าที่ในการถ่ายทอดประเพณี พิธีกรรมที่สำคัญ
ของชมุ ชนให้กบั คนรนุ่ ใหม่ รวมถึงการเปรียบเทยี บเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นในชุมชน
ระหวา่ งอดตี และปัจจุบนั
- กลุ่มย่อยในระดับกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวบ้านที่เป็นชาวจีน ชาวแขก ชาวเขมร
ชาวญวน ชาวชอง ชาวมอญ กล่มุ สตรี กลุม่ เยาวชนคนรนุ่ ใหม่ ซง่ึ ถอื เป็นกล่มุ คนท่ีมีโอกาสไดร้ ับความรู้
ทกั ษะการทำงานจากระบบการศึกษาสมัยใหม่ ท่นี ำไปใช้กับความรู้ภมู ิปญั ญาดง้ั เดมิ ของชุมชน และที่
สำคัญคือเป็นกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ในการสืบทอดความรู้ ภูมิปัญญาของชาติพันธ์ุที่ทำให้กลุ่มชาติพันธ์ุ
ยังคงดำรงอตั ลกั ษณค์ วามเป็นตวั ตนของกลมุ่ ชาตพิ นั ธุข์ องจังหวัดตราดอยูไ่ ด้จนถงึ ปจั จบุ ัน
3) วิธีการเก็บข้อมูล คณะผู้วิจัยได้เข้าไปดำเนินการเก็บข้อมูลในชุมชนด้วยตัวเองตลอด
ระยะเวลาการวิจยั คณะผู้วิจยั ไดใ้ ชว้ ธิ ีการเกบ็ ขอ้ มูลดงั มีรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
- การสังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มชาติพันธ์ุ เช่น การเข้าร่วม
กิจกรรมการเทศน์มหาชาติของชาวมอญ การร่วมกิจกรรมตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญ การเข้าร่วม
กิจกรรมทำบุญในวันตรษุ อีดลิ้ อัฎฮาของกลมุ่ ชาติพนั ธ์แุ ขกหรือชาวมุสลิมในตำบลน้ำเช่ียว อำเภอแหลมงอบ
จงั หวัดตราด เป็นต้น ทำให้คณะผู้วิจยั ได้ข้อมูลเชงิ ประจักษ์ดว้ ยตนเอง การสอบถามแลกเปล่ียนความ
คดิ เห็นกบั ชาวบา้ นทำใหไ้ ดข้ ้อมูลท่ีชัดเจนเพม่ิ มากขึน้ และการสงั เกตแบบมีสว่ นรว่ มโดยสว่ นมากใช้ใน
การสังเกตสภาพทั่วไปของชุมชน เช่น ทำเลที่ตั้ง สภาพพื้นที่ทางกายภาพ สภาพวิถีการดำรงชีวิต
ประจำวัน ลักษณะที่อยู่อาศัย อาชีพ ภาษา การประดิษฐส์ ิง่ ของเครื่องใช้จากภูมิปัญญา การแต่งกาย
ในงานพิธี หรืองานประเพณีต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้คณะผู้วิจัยต้องมีความชัดเจนในกรอบประเด็นของ
๕๖
ข้อมูลทีต่ อ้ งการ และสามารถเชือ่ มโยงขอ้ มูลไปสู่ประเด็นคำถามอ่ืนๆ ได้ด้วย ซ่ึงสามารถทำให้เห็นภาพ
ความเชอื่ มโยงในการดำเนินชีวิตของกลมุ่ ชาติพันธุ์ไดอ้ ย่างองค์รวม และทส่ี ำคญั คอื เป็นการตรวจสอบ
ความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู ไปในขณะเดยี วกัน
- การสัมภาษณ์ โดยผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลในประเด็นสำคัญโดย
แบ่งเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง กลุ่มภูมิปัญญา
ท้องถิ่น ประชาชน เด็กและเยาวชน กลุ่มผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กลุ่มหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ของ
ก ลุ่ ม
ชาติพันธุ์ ทั้งน้ีก็เพื่อเก็บรวบรวมสภาพทั่วๆ ไปของชุมชน เพิ่มเติมจากการสังเกต และเจาะลึกใน
ประเด็นท่เี กยี่ วข้องกบั วัฒนธรรมและการดำรงอตั ลกั ษณ์ของชาติพันธ์ุ จังหวดั ตราด ตามวัตถุประสงค์
ของโครงการ
การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการส่วนมากใช้กับผู้ให้ข้อมูลกลุ่มที่เป็นผู้อาวุโสหรือ
กลมุ่ เยาวชน โดยใช้สมุดบนั ทกึ และเคร่อื งบันทึกเสียงชว่ ยในการเก็บข้อมูลไปดว้ ย วธิ กี ารนี้ผู้สัมภาษณ์
จะปล่อยให้บรรยากาศเป็นไปตามธรรมชาติอย่างง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่ซับซ้อนเป็นทางการ
ไม่เครง่ เครยี ดในลำดับขน้ั ตอนของคำถาม/คำตอบเพ่ือให้ไดว้ ิธีคิด ทัศนคติ และการให้ความหมายของ
บุคคลต่อเหตกุ ารณต์ ่างๆ ที่เกิดขนึ้
การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการส่วนมากใช้กับผู้ให้ข้อมูลที่เป็นผู้นำหรือเจ้าหน้าท่ี
ที่ทำงานเกยี่ วขอ้ งกับกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ หรือทำงานอยใู่ นชุมชนนั้นๆ คณะผวู้ จิ ยั ไดก้ ำหนดประเด็นหัวข้อไว้
ล่วงหน้า โดยทำเป็นแบบฟอร์มและเรียงลำดับหัวข้อประเด็นที่เป็นรูปธรรมไปหานามธรรม เช่น
จำนวนประชากรที่แบง่ เปน็ เพศและช่วงอายุของกลุ่มชาติพนั ธุ์ แล้วตามด้วยประเด็นความคิดเห็นของ
ประชากรเหลา่ นั้นต่อการประกอบประเพณีและพธิ ีกรรมของกลมุ่ ชาติพนั ธุ์ เป็นตน้ ผลท่ีได้จากวิธีการ
นี้ ข้อมลู ทีไ่ ด้จะชดั เจนเป็นระบบและเป็นลดบั ขนั้ ตอน ทำให้ง่ายตอ่ การตรวจสอบและนำมาวเิ คราะห์
การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกในรายละเอียด ก่อนที่คณะผูว้ ิจัยจะทำการสัมภาษณ์ได้มี
การประชุมเตรยี มการ วางแผนไวล้ ่วงหน้า หลังจากที่ทำการสำรวจศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในภาคสนาม
และลงเก็บข้อมูลภาคสนามผ่านไปแล้ว หนึ่งหรือสองครั้ง ได้นำเอาข้อมูลมาศึกษาเปรียบเทียบเพื่อ
ทบทวนและตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นไปตามวัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษาวิจัยในครั้งน้ี
หรือไม่ อย่างไร แล้วรวบรวมประเด็นคำถาม กำหนดกรอบคำถามแบบกว้างๆ ให้ตรงกับกลุ่มผู้ให้
ข้อมูลที่จะไปเก็บข้อมูลในครั้งต่อไปที่สามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และตรงกับขอบเขตที่จะ
ศกึ ษาได้อย่างครอบคลุมมากย่ิงข้นึ ทง้ั นี้ในการพูดคุยแลกเปลย่ี นกับผใู้ หข้ อ้ มลู บางครง้ั ผูใ้ ห้ข้อมลู มกี าร
แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและออกนอกแนวประเด็นคำถามไปบา้ ง แต่ผวู้ จิ ัยกไ็ ม่ได้ขัดจังหวะแต่
จะคอยฟังและวิเคราะห์ตาม การสนทนาไหนที่นอกเหนือจากประเด็นในการศึกษาก็ถือว่าได้เป็น
ความร้เู พมิ่ เติมเกีย่ วกับกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์มากข้ึน ประเด็นไหนท่เี กย่ี วข้องกับการศึกษากจ็ ะพยายามใช้แนว
คำถามทเ่ี ตรยี มไว้ในเรอ่ื งต่างๆ สอดแทรกระหวา่ งการพูดคุยใหค้ รบถว้ นตามแนวคำถามมากท่ีสุด หรือ
มี
การตั้งคำถามเสริมในตอนนั้นเพื่อใหไ้ ด้ข้อมูลทถี่ กู ต้องแมน่ ยำและตรงประเด็นมากทสี่ ดุ
ทั้งนีก้ ารบนั ทึกข้อมูลภาคสนามจะบันทึกข้อมลู ที่ได้จากการสังเกตและสัมภาษณ์จะ
จดบันทึกขณะที่ทำการสังเกตและสัมภาษณ์ แต่ในบางครั้ง บางเนื้อหาจะจดบันทึกภายหลังจากทีไ่ ด้
๕๗
สงั เกตและสัมภาษณ์ เพอ่ื ไม่ให้กระทบกระเทือนผู้ให้สัมภาษณ์ ในบางคร้ังหากมีความจำเปน็ จะต้องจด
บันทกึ ขณะนั้น เนื่องจากขอ้ มูลมีความซบั ซอ้ นยากตอ่ การจำกจ็ ะทำการจดบนั ทกึ ไมใ่ ห้เห็นโจ่งแจ้งและ
จดบนั ทกึ ยอ่ ไว้ และหลังเสรจ็ ส้ินการสมั ภาษณ์แลว้ เม่ือไมม่ ีผถู้ ูกสมั ภาษณ์อยู่จะขยายรายละเอียดทันที
ในกระบวนการสังเกตและการสัมภาษณ์ได้มีการบันทึกข้อมูลลงในสมุดบันทึกข้อมูลภาค สนามและ
แบบสัมภาษณ์ของคณะผู้วิจัย ซึ่งได้จัดเตรียมไว้เป็นหมวดหมู่ของแหล่งข้อมูลในประเด็นคำถามที่มี
การกำหนดไว้ก่อนหน้าโดยบันทึกข้อมูลที่ได้จากทั้งการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมและ
ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ คณะผู้วิจัยได้ใช้เครื่องบันทกึ เสียงกล้องถ่ายภาพและกล้องวิดโี อ ช่วยใน
การเกบ็ รายละเอยี ดข้อมลู เพื่อใช้เป็นส่วนหนึง่ ของการอา้ งอิงในการรวบรวมขอ้ มูลต่อไป หลังจากเก็บ
ข้อมูลแต่ละครั้งผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบข้อมูล หากมีประเดน็ ใดไม่สมบูรณ์หรือไม่ชดั เจนผู้วิจัยก็จะ
เกบ็ เพิ่มเตมิ
3.5 การตรวจสอบขอ้ มลู
ขณะที่คณะผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลไปได้บางส่วนด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วจึงทำการ
ตรวจสอบข้อมูลควบคู่กันไปตลอด การตรวจสอบข้อมูลกระทำเพื่อให้ทราบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นเป็น
ความจริงหรือไม่ มากน้องเพียงใด และเพื่อให้คณะผู้วจิ ัยแน่ใจวา่ ข้อมลู นั้นเปน็ จริงมากทีส่ ุดก่อนทีจ่ ะ
นำเสนอ อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบดูว่าข้อมูลที่ได้มานั้นตอบปัญหาครอบคลุมตามวัตถปุ ระสงค์ของ
การศึกษาเพยี งพอหรือยงั การตรวจสอบข้อมูลทำได้โดยการสงั เกต สมั ภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลหลักท่ีได้
แบ่งกลุ่มดังกลา่ วมาแล้ว เป็นการยืนยันในลักษณะสามเสา้ ว่า ข้อมูลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเดิมที่
คณะผู้วิจัยเก็บมาเป็นระยะๆ หรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ในการตรวจสอบข้อมูล
ผู้วิจัยทำในขณะที่อยู่ในภาคสนามและยังได้ย้อนกลับไปตรวจสอบอีกในระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลในขน้ั
สุดท้าย
3.6 การวิเคราะห์ข้อมลู
คณะผู้วิจยั ไดท้ ำการวเิ คราะห์ขอ้ มูลในเบอ้ื งต้นไปพรอ้ มๆ กับการเกบ็ ข้อมูลตลอดระยะเวลาท่ี
ทำการศกึ ษาวจิ ัยโดยเมือ่ คณะผู้วิจัยเก็บขอ้ มูลส่วนหนง่ึ ส่วนใดและตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็จะ
ทำการวิเคราะหไ์ ปด้วย หวั ขอ้ ของประเด็นศึกษาในเรอื่ งนเี้ ป็นเร่อื งการอนรุ กั ษ์สบื ทอดมรดกภูมิปัญญา
ร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด ภายใต้กระแสสังคมโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่มีการ
ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งส่งผลต่อการสืบสานมรดกภูมิปัญญา และการดำรงรักษา
อัตลกั ษณ์ของกลุ่มชาตพิ ันธใุ์ ห้คงอย่ไู ด้อย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลไดน้ ำเอาข้อมูลมาจัดเป็นหมวดหมู่
ตามวตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั โดยจดั หมวดหมู่ของข้อมลู เปน็ 3 องคป์ ระกอบหลกั คือ 1) ด้านบริบท
ทั่วไปของกลุ่มชาติพันธุ์ ประวัติความเป็นมา ลักษณะที่อยู่อาศัย ด้านความเชื่อและพิธีกรรม
ด้านประเพณี ด้านการแต่งกาย ด้านภาษา ด้านอาชีพ ด้านประเพณี และด้านศิลปะพื้นบ้าน
2) ด้านกระบวนการมีส่วนร่วมในการยืนยันอัตลกั ษณ์ความเป็นชาติพันธ์ุและร่วมรักษา สืบสานไว้ซงึ่
มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ 3) ด้านกระบวนการมีส่วนร่วมในการวางแผนการ
พัฒนาต่อยอด เพื่อสืบทอดถึงชนรุ่นหลังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวของจังหวัดตราด หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลมาสังเคราะห์และอธิบายเชื่อมโยงกัน บางครั้งได้
นำเอาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตีความในปรากฏการณ์ต่างๆ ด้วย เพื่อสร้าง
ขอ้ สรปุ จากข้อมลู และนำเสนอดว้ ยวิธกี ารเขียนบรรยายหรือเชงิ พรรณนา
๕๘
บทที่ 4
ผลการวิจยั
การศึกษาค้นคว้าข้อมูลชาติพันธุ์ในจงั หวัดตราด ในโครงการอนรุ กั ษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา
รว่ มรกั ษาอัตลกั ษณก์ ลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์จังหวัดตราด คณะผวู้ ิจัยได้ดำเนินการกำหนดขอบเขตของการศึกษา
อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ ชาวจีน ชาวแขก
ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง โดยเป็นการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตาม
การกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย
8 ด้าน ได้แก่ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านอาชีพ ด้านความเชื่อ ด้านประเพณี ด้านศิลปะพื้นบ้าน ด้านภาษา
ด้ายการแต่งกาย และด้านอาหารเพื่อนำไปสู่แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธ์ุ
จงั หวัดตราด และแนวทางการพฒั นาต่อยอดมรดกภมู ิปญั ญาของกลุ่มชาติพันธ์ุจงั หวัดตราดเพื่อสร้าง
มลู ค่าเพ่ิมทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเท่ยี ว คณะผจู้ ัดทำจึงขอนำเสนอผลการศกึ ษา ดงั นี้
4.1 อตั ลกั ษณ์ของกลุ่มชาตพิ นั ธุใ์ นจังหวดั ตราด
4.2 แนวทางการสบื สานมรดกภมู ปิ ัญญาของกลุ่มชาตพิ ันธ์ุจงั หวดั ตราด
4.3 แนวทางการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเพื่อสร้าง
มูลคา่ เพิ่มทางเศรษฐกิจ และสง่ เสรมิ การท่องเท่ียว
4.1 อัตลกั ษณข์ องกล่มุ ชาติพนั ธใุ์ นจงั หวัดตราด
จากการศึกษาข้อมูลในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะผู้วิจัยพบว่า แหล่งโบราณคดี
ของชุมชนโบราณแสดงให้เห็นถึงหลักฐานของชนพื้นเมืองในภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่ได้
เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานและหลักแหล่ง กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งในจังหวัดตราดด้วย
ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประชากรในชุมชนยุคโบราณยังไม่ปรากฏสัญชาติและชาติพันธ์ุชัดเจน
จนต่อมาในยุคเขมร (นครวัด นครธม) ได้มีชาวอินเดียและชาวขอมมีความเจริญทางด้านวัฒนธรรม
มากกวา่ ชนพนื้ เมืองเดิม ได้เดินทางเข้ามาในพนื้ ท่แี ละขับไล่คนพ้ืนเมืองไม่ปรากฏสัญชาติออกไป ชาว
อินเดียและชาวมอญได้สร้างเมืองและวัฒนธรรมให้เจริญขึ้นในดินแดนภาคตะวันออก ในสมัยกรุงศรี
อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ อาณาจักรไทยได้ประกาศตนเป็นอิสระจากขอม และได้
กัมพูชาเป็นประเทศในอารักขาอีกด้วย ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วง ที่
ประเทศไทยกำลงั ขยายอิทธพิ ลในดินแดนใกล้เคยี ง ประกอบกบั ประเทศเพ่ือนบ้านมีความไม่สงบ เกิด
การจลาจล ทำให้ประชาชนของประเทศใกลเ้ คียง เชน่ ชนชาติเขมร ลาว มอญ เปน็ ตน้ ไดอ้ พยพเขา้ มา
พึ่งพระบรมโพธสิ มภารในประเทศไทย บางส่วนเข้ามาจากการถกู จับเป็นเชลยศึก บางส่วนอพยพหนี
ภยั สงครามเขา้ มา ประการสำคญั ชนต่างชาตพิ นั ธดุ์ ้งั เดิม หรอื ทเ่ี ขา้ มาอาศัยอยใู่ นประเทศไทยในระยะ
ต่อมา ได้อพยพย้ายภูมิลำเนาจากที่เดมิ ออกไปหาพืน้ ท่ีประกอบอาชีพใหม่กระจายไปตามพื้นที่ตา่ งๆ
โดยในพื้นที่จังหวัดตราดมีชาติพันธุ์ที่สำคัญ คือ ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และ
ชาวชอง โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้
๕๙
4.1.1 ชาวจนี
จังหวัดตราด เป็นเมืองท่าชายทะเล ที่มีชัยภูมิเหมาะแก่การแวะจอดเรือ เพื่อขนถ่ายซ้ือขาย
แลกเปลย่ี นสินค้า เตมิ เสบียงอาหาร น้ำจดื บรเิ วณอ่าวเมืองตราด จึงเปน็ แหล่งท่ตี งั้ ชมุ ชนพอ่ ค้าชาวจีน
ที่เดินทางเข้ามาค้าขาย (วาสิฏฐ์ อิ่มแสงจันทร์ และคณะ,2544) ซึ่งในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช
ไดป้ รากฏขอ้ มูลการค้าในพงศาวดารในสมัยพระเจ้าตาก วา่
“...หลังจากเจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว (เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 ปีกุน
พ.ศ. 2310) ก็ให้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมายังภูมิลำเนาเดิม ครั้นเห็นว่าเมืองจันทบุรี
เรียบร้อยอย่างเดิมแล้ว จึงยกกองทัพเรือลงไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรก็พากนั
เกรงกลัวยอมอ่อนน้อมโดนดีทั่วเมือง และขณะนั้นมีสำเภาจีนมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมือง
ตราดหลายลำ เจ้าตากให้ไปเรียกนายเรอื มาเฝา้ พวกจนี ขัดขืนแลว้ ยงิ เอาข้าหลวง เจา้ ตาก
ทราบกล็ งเรือพระท่นี ่ังคุมเรอื รบลงไปล้อมสำเภาไว้ แลว้ บอกใหพ้ วกจีนมาอ่อนน้อมโดยดี
พวกจีนก็หาฟังไม่ กลับเอาปืนใหญ่น้อยระดมยิงรบกันอยู่ครึ่งวนั เจ้าตากก็ตีได้เรือสำเภาจีน
ทั้งหมด ได้ทรัพยส์ ิ่งของเปน็ กำลังการทัพเป็นอนั มาก เจ้าตากจัดการเมืองตราดเรียบร้อย
แลว้ กก็ ลับข้ึนมาตั้งอยู่ ณ เมอื งจนั ทบรุ ี...”(องค์การค้าครุสภา, 2506. หนา้ 164-165)
จากบันทึกพงศาวดารน้ี สนั นิษฐานได้ว่า คนจนี ทเ่ี ขา้ มาทำการค้า บางส่วนนา่ จะมกี ารย้ายถ่ิน
ฐานมาต้งั รกรากและใช้เมืองตราดเปน็ ถิ่นพำนกั อาศัย ซ่ึงในสมัยรัชกาลท่ี 3 หลงั จากคนจีนอพยพเข้า
มารบั จ้างเป็นแรงงานและเปน็ พ่อค้า ตลอดจนทำสวนทำไรก่ ันตามจังหวัดชายทะเลทางภาคตะวันออก
ไดม้ ีการตั้งหลกั แหลง่ ชาวจีนในทุกๆ เมืองตลอดชายฝั่งทะเลดา้ นอ่าวสยาม ตง้ั แตต่ ราด (ซ่ึงในขณะน้ัน
เรียกกันว่า ทุ่งใหญ่) ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้สุด มาจนถึงไทรบุรี (จี.วิลเลียม สกินเนอร์, 2529)
ก่อให้เกิดชุมชนที่เป็นย่านตลาด ย่านค้าขาย มีการแลกเปลี่ยนสินค้า รวมทั้งการแลกเปลี่ยนทาง
วัฒนธรรมด้วย ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในจังหวัดตราดจึงมักรวมกลุ่มเป็นชุมชนอยู่ตามริม
แม่นำ้ ลำคลอง และแหลง่ ท่ีมที รัพยากรอดุ ม อาทิ แมน่ ำ้ ตราด แม่น้ำเวฬุ และคลองบางพระ เปน็ ต้น
ภาพที่ 1 นางแจ้ ตน้ ตระกลู จนี ทีอ่ พยพเข้ามายงั จังหวดั ตราด
ในอดตี ย่านการค้าท่ีเป็นศนู ย์กลางการค้าที่สำคัญท่ีสุดของตราด คอื ตลาดรมิ คลอง ซึ่งต้ังอยู่
ริมคลองบางพระ เป็นแนวยาวเลียบลำคลอง ตั้งแต่ชุมชนบ้านล่างตลอดแนวคลองไปจรดหัวถนน
มถี นนผา่ นหน้ารา้ นค้าตลอดแนว เรยี กว่าถนนรมิ คลอง (ถนนธนเจริญในปัจจุบนั ) ยา่ นนเี้ ป็นยา่ นท่ีรวม
สินคา้ ทงั้ เคร่อื งอุปโภค บรโิ ภค การผลิตและการบรกิ าร ผลผลิตส่วนใหญใ่ นเมืองตราดถกู ส่งมาขายท่ีน่ี
๖๐
รวมทั้งสินค้าที่มาจากแหล่งอื่นๆ ด้วย สองฝั่งถนน มีร้านค้า ทั้งผ้าแพรพรรณ ร้านขายยาไทย ยาจีน
เครอ่ื งถว้ ยชามจากประเทศจนี ร้านขายขา้ วสาร รา้ นขายของชำ เป็นตน้ (คณะกรรมการอำนวยการจดั
งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2542) จะเห็นได้ว่าย่านการค้าตลาดริมคลอง
กลายเป็นเสมือนศูนย์กลางด้านการค้าโบราณที่น่าจะเป็นแหล่งชุมชนของชาวจีนที่สำคัญในจังหวัด
ตราด เนื่องด้วยสภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ก่อสร้างเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวแบบร้านค้าคนจีน
หลายบ้านจะมีการค้าทางเรือ โดยค้าขายภายในจังหวัดบ้าง และติดต่อค้าขายกับจังหวัดชายทะเล
บรเิ วณอ่าวไทยบา้ ง และมเี รือบรรทุกสินค้าจากที่ตา่ งๆ ซึง่ เข้ามาทางปากแมน่ ำ้ ตราด นอกจากนีย้ ังเปน็
แหล่งชุมชนท่ีหนาแน่น เป็นแหล่งที่ทำการค้าประเภทตัดเยบ็ เส้ือผ้า และขายเส้นก๋วยเตี๋ยว และขนม
รวมทั้งการทำการค้าสินค้าส่งออกประเภท พริกไทย เครื่องเทศ และหัตถกรรมทอผ้า บ้านเรือนส่วน
ใหญถ่ กู สรา้ งให้เป็นย่านทอ่ี ยอู่ าศัยของคหบดี ขา้ ราชการชั้นผูใ้ หญ่ และยังเปน็ แหลง่ ชมุ ชนของคนจีนที่
มฐี านะ พ่อค้า เจา้ ของเรือสำเภา ทมี่ กี ารค้าขายกบั ข้าราชการชาวไทย และยังมีการทำธุรกิจท่ีโดดเด่น
น่นั คอื การให้บริการเรือรบั สง่ ผู้โดยสารขา้ มฟาก ซ่งึ เป็นลกั ษณะของเรอื จ้าง เรอื แจว ซึง่ ส่วนใหญ่เป็น
คนจีนที่อพยพและมารับจ้างใช้แรงงาน ดังนั้น ในบริเวณชุมชนนี้ จึงเป็นแหล่งชุมชนของชาวจีน ผู้ใช้
แรงงานกลุม่ เล็กๆ อาศัยอยู่ ในรปู แบบของยา่ นการค้าทา่ เรอื จ้างริมแมน่ ้ำตราดฝ่ังเดียวกับชุมชนเมอื ง
ขอ้ มลู เบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเน้ือหาของสำนักงานคณะกรรมการ
วัฒนธรรมแหง่ ชาติ 2551 ซง่ึ ประกอบด้วย 8 ดา้ น ของชาติพันธุ์จนี จงั หวัดตราด ไดแ้ ก่
4.1.1.1 ด้านท่ีอยอู่ าศยั
จากการท่ีคนจีนเข้ามาตงั้ ถิ่นฐานในบริเวณชมุ ชนรักษ์คลองบางพระทำใหต้ อ่ มาชุมชน
แหง่ น้คี ่อยๆ พัฒนาลักษณะเปน็ ชมุ ชนการค้า ทัง้ น้เี พราะคนจีนนอกจากจะประกอบอาชีพค้าขายตาม
ความถนัดแล้วยังมีพฤติกรรมทางสังคมในการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่น โดยจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
อยา่ งใกล้ชดิ
“...ชาวจีนรักที่จะอยู่ในสถาพชุมชนที่หนาแน่น สะดวกต่อการติดต่อในด้านธุรกิจการ
ค้าขาย...มากกว่าจะเป็นในลักษณะกระจัดกระจาย หรือแยกกนั อยใู่ นสภาพที่ห่างกนั ...” (สวุ รรณ เครือปาน,
การศึกษาเพื่ออนุรักษ์อาคารที่พักอาศัยบริเวณถนนสุขาภิบาล อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี
(วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาประวตั ศิ าสตร์ สถาปัตยกรรม บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัย
ศิลปากร), 2534. หนา้ 22.)
ทำใหบ้ รเิ วณนกี้ ลายเปน็ ชุมชนย่านตลาดหรือชุมชนเมอื งตามแบบจีนที่ประกอบด้วย
บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ศาสนสถาน และย่านตลาดการค้าที่รวมกลุ่มอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งถือเป็น
พ้นื ฐานของความเป็นเมอื งในปจั จบุ ัน (ศรศี กั ร วัลลโิ ภดม, 2545. หน้า 94)
การเข้ามาตั้งหลักแหล่งของคนจีน ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและ
สงั คม ระหว่างเมอื งและหม่บู า้ นในชนบทอย่างแพรห่ ลาย เพราะคนจีนทเี่ ป็นพวกพ่อคา้
คอื ผูท้ ี่นำสนิ คา้ จากเมอื งไปแลกเปล่ยี นสินค้าทางเกษตรกับสินคา้ ป่าจากชาวบ้านในถ่ิน
ต่างๆ เกิดมีเส้นทางคมนาคมท้ังทางน้ำ ทางบก รวมทั้งตลาด และแหล่งซ้ือขายสนิ คา้
ตามชุมชนของชนบทเปน็ จำนวนมาก ในขณะเดยี วกันคนจีนเหล่าน้ัน บางพวกก็เข้าไป
ตั้งหลกั แหลง่ แต่งงานปะปนกับชาวบา้ น (เร่อื งเดยี วกัน.)
๖๑
สำหรับลักษณะบ้านเรือนของชุมชนชาวจีนในจังหวัดตราดที่เป็นชุมชนการค้า
บรเิ วณชุมชนรักษค์ ลองบางพระนพี้ บวา่ มลี กั ษณะหนั หลังใหก้ ับลำน้ำและหันหน้าเขา้ หากัน โดยมีถนน
เล็กๆ เปน็ ทางเดินคน่ั อยู่ ถนนเส้นน้ีเป็นเส้นทางเช่อื มติดตอ่ กนั ภายในชุมชน โดยบริเวณที่ผู้คนเข้ามา
ตั้งหลักแหล่งเปน็ ท่ีแรกๆ นั้นคือบริเวณที่เป็นถนนหลกั เมืองซกี ตะวันออกในปจั จุบัน ซึ่งจะมีอาคารท่ี
เปน็ ท้ังรา้ นค้าและท่อี ยู่อาศยั ต้งั กระจายอยู่ห่างๆ กนั ไปสองฝ่ังถนน (ต่อมาในสมยั รัชกาลท่ี 3 บรเิ วณนี้
กลายเป็นย่านการค้าใหญ่ขึ้นเรียกว่า “ตลาดใหญ่” และถนนเล็กๆ นั้นก็ถูกเรียกว่าถนนตลาดใหญ่
ซึง่ ในปัจจบุ ันทางเทศบาลไดต้ ั้งชือ่ ใหมว่ ่า “ถนนหลักเมือง” เพราะมีศาลหลักเมืองตั้งอยู่รมิ ถนน)
สว่ นผ้คู นในชมุ ชนรกั ษค์ ลองบางพระเรมิ่ แรกสันนิษฐานวา่ คงประกอบอาชีพค้าเรือใบ
เป็นหลัก ซึ่งพ่อค้าเรือใบเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นคนกลางแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตรจากคนใน
ชุมชนและนอกชมุ ชนกับสินค้าจำพวกเสื้อผ้า เครื่องใช้ และสินค้าฟุ่มเฟือยจากกรุงเทพฯ โดยมีคลอง
บางพระเป็นเส้นทางคมนาคมออกสู่ปากอ่าวไปยังหัวเมืองต่างๆ ตามชายฝั่งทะเลตะวันออกและ
กรุงเทพฯ เพอื่ ค้าขายแลกเปล่ียนสนิ ค้าเหล่าน้ัน
คนจีนทีเ่ ขา้ มาตงั้ ถ่ินฐานและทำการค้าในชมุ ชนรกั ษ์คลองบางพระเหลา่ นี้ ยังแตง่ งาน
กับคนไทยทีต่ ้ังบ้านเรือนอยู่ทั่วไปทัง้ ในชุมชนและนอกชุมชนด้วย ดังปรากฏเรื่องเลา่ ทีข่ นุ เกนิกานนท์
บันทึกไว้ในประวัติจังหวัดตราดของพระบริหารเทพธานีว่า ปู่ทวดของอาของขุนเกณิกานนท์นั้นช่ือ
“เกี๋ยน” เป็นคนจีนแต้จิ๋ว เกิดเมืองซัวเถา เมื่ออายุ 20 ปี ได้เดินทางมาโดยเรือสำเภาเข้ามาค้าขาย
ตามหัวเมืองรายทางตลอดถึงกรุงเทพฯ จากนั้นจึงมาอยู่ที่เมืองตราดและได้สมรสกับหญิงชาวตราด
บ้านแหลมฆ้อ เมือ่ มีบตุ รแลว้ ยังเคยพาบุตร ไปเมอื งจีนด้วยกันคร้ังหน่งึ อีกทงั้ เวลามายงั ได้ชักชวนวงศ์
ญาติมาทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยกนั หลายคน พวกท่มี าน้นั ตา่ งมีบุตรหลานสบื กันมามาก หรือในกรณีของ
คนจีนผู้หนึ่งชื่อ “หยง” เป็นคนจีนฮกเก้ียน ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายอยู่ ในชุมชนรักษ์คลอง
บางพระและไดแ้ ต่งงานกับหญิงชาวตราดชือ่ “อิ่ม” ต่อมามีบุตรหญงิ ชายดว้ ยกันหลายคน ซึ่งหน่งึ ใน
นั้นภายหลังได้เป็นภรรยาของพระยาพิพิธสมบัติ (สุข) เจ้าเมืองคนที่ 4 และได้ให้กำเนิดบุตรสาวซ่ึง
ตอ่ มาได้เป็นเจา้ จอมมารดาจนั ทรใ์ นรัชกาลที่ 4 เปน็ ต้น (หมอ่ มราชวงศศ์ ุภวัตร เกษมศรี, 2510. หน้า 105.)
คนจนี กับคนไทยเหลา่ น้เี มอื่ แตง่ งานมีลูกหลานแลว้ ก็ขยับขยายสร้างบ้านเรอื นเพิ่มข้ึน
ทำให้ชุมชนการค้าบรเิ วณชมุ ชนรักษ์คลองบางพระพัฒนากลายมาเป็นย่านการค้า เนื่องจากท่ีตั้งของ
ชุมชนเป็นจุดที่ชุมชนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้โดยรอบและสามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันได้
โดยสะดวก
4.1.1.2 ด้านอาชีพ
ในสมัยพระยาพิพิธพิไสยสุนทรการ ผู้ว่าราชการเมืองตราดคนที่ 8 เป็นช่วงที่ชุมชน
รักษค์ ลองบางพระเริ่มเติบโตขึ้น มผี ู้คนอพยพเดินทางเข้ามาตัง้ ถนิ่ ฐานกันมากขึ้น ซึ่งสันนษิ ฐานว่าผู้คน
ทอี่ พยพเขา้ มาใหม่นน้ี อกจากจะเขา้ ไปตัง้ บ้านเรือนอยใู่ นตลาดใหญ่และตลาดขวางแล้ว ส่วนหน่ึงคงเข้า
ไปต้งั บ้านเรอื นอยู่รมิ คลองบางพระดว้ ย แต่คงมีเพียงไมก่ ี่หลงั คาเรือน
ทั้งนี้ผู้ที่อพยพเข้ามาส่วนใหญ่มักเป็นคนจีน ซึ่งเมื่ออพยพมาแล้วก็ยึดอาชีพค้าขาย
โดยบางกลุ่มได้ทำอาชีพค้าเรือใบไปมาระหว่างตราด - กรุงเทพฯ มีการนำสินค้าจากเมือง
ตราดประเภทของป่า เช่น หวาย สมุนไพร กระวาน ไม้กระดาน และถ่าน เป็นต้น ไปขายยงั
กรุงเทพฯ และนำสินค้าจากกรุงเทพฯ ประเภทเสื้อผ้า เตาอั้งโล่ โอ่ง กระถาง ธูปเทียน
๖๒
น้ำอ้อย น้ำตาล พริกแห้ง หอม กระเทียม เป็นต้น (สัมภาษณ์ เกียรติชัย โภคพิบูรย์, ชาวไทยเช้อื
สายจนี ตำบลบางพระ, 17 กันยายน 2565) มาขายยังเมืองตราด ซึ่งหลวงสาครคชเขตตไ์ ด้เขียน
ระบไุ ว้ในบันทึกความทรงจำสมัยฝรง่ั เศสยดึ เมอื งตราดว่า สนิ ค้าพ้นื เมืองตราดท่นี ำออกไปขาย
ที่อื่นนั้น เป็นสินค้าจำพวกข้าว แตงโม ปลาเค็มแห้ง และสินค้าป่า เช่น เร่ว รง กระวาน ไม้
หอม และยางไม้ ขณะที่สินค้านำเข้าจากกรุงเทพฯ จะเป็นจำพวกเสื้อผ้า ยาสูบ น้ำอ้อย
น้ำตาล เกลือ และเครือ่ งใชเ้ บด็ เตล็ดต่างๆ (หลวงสาครคชเขตต์ (ป.สาครกิ านนท)์ , 2495. หนา้
295 – 296.)
ภาพท่ี 2 ภาชนะใช้สอยจำพวกเครอ่ื งลายคราม เขยี นสี และเคลือบเขียวไข่กาจากเมืองจีน
เป็นสนิ คา้ นำเข้าอกี ประเภทหนง่ึ (สมบัติของคุณกิมโซะ โรจนเ์ รอื งแสง)
(ถา่ ยโดยนางสาวศศธิ ร โตวินัส เมอ่ื วันที่ 3 สงิ หาคม 2553)
ท้งั น้ีสินค้าส่งออกที่สำคัญอีกชนิดหนงึ่ ของชมุ ชนเมืองตราด คือ พรกิ ไทย ซง่ึ เป็นพืชที่
นิยมปลูกกันมานานอยา่ งกวา้ งขวางไม่นอ้ ยไปกว่าเมอื งจนั ทบุรี พรกิ ไทยนี้คงจะเปน็ สินค้าส่งออกต้ังแต่
สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีหลักฐานการเติบโตของการค้าพริกไทยในมณฑลจันทบุรี เมื่อสมัยรัชกาลที่ 6
ซง่ึ ทำให้สนั นษิ ฐานถึงการคา้ พรกิ ไทยในชมุ ชนรักษ์คลองบางพระไดว้ ่า พรกิ ไทยที่ปลูกในเมืองตราดน้ัน
เป็นสินค้าส่งขายยังต่างเมือง และส่งขายยังต่างประเทศ โดยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยรับซ้ือ
คอื บรรดาพ่อค้าจีนในย่านตลาดใหญ่และตลาดขวางของชุมชนรักษ์คลองบางพระ พ่อค้าเหล่านี้จะให้
ชาวไรผ่ ู้ปลูกพรกิ ไทยกเู้ งินลว่ งหน้าหรือซือ้ เชอ่ื สินค้าตา่ งๆ ลว่ งหนา้ ก่อน เมอ่ื ชาวไร่ได้ผลผลิตพริกไทย
แล้วกต็ ้องนำพริกไทยมาขายใหใ้ นราคาถูก
ส่วนผู้คนในชุมชนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพค้าขายนั้นมักจะทำนาทำสวนกระจายอยู่
ทั่วไปในชุมชน เนื่องจากในขณะนั้นผู้คนยงั ไม่หนาแน่นมาก โดยพื้นทีน่ าส่วนใหญ่จะอยู่ทางทิศเหนือ
และทิศตะวันออกของชุมชน เช่น นาบริเวณตัวตลาดสดเทศบาลเมืองตราดในปัจจุบัน นาบริเวณ
โรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์ นาบริเวณสวนพุทธธรรมวัดไผ่ล้อม นาบริเวณศาลากลางจังหวัดและ
ชมุ สายโทรศพั ท์ สว่ นพ้ืนที่สวนนัน้ จะกระจายอยู่บริเวณทางทศิ เหนือ ทิศตะวนั ออก และตอนกลางของ
ชุมชน เช่น พื้นที่สวนบริเวณอู่จอดรถเยื้องกับศาลาอเนกประสงค์ของชุมชนรักษ์คลองบางพระ (สวน
กลาง) สวนบริเวณตลาดสดเทศบาล และสวนบริเวณศาลากลางจังหวัด เป็นต้น นอกจากนี้ผู้คน
บางส่วนในชมุ ชนกจ็ ะประกอบอาชีพรับราชการ รบั จ้างทว่ั ไป และทอผ้า ดังคำบอกเลา่ ของคุณไกวัลย์
กูลศรีโรจน์ ซ่ึงเกิดในสมัยรัชกาลที่ 7 ว่า ในอดีตบริเวณหน้าบ้านของแต่ละบ้านในย่านร้านตลาดจะ
เปน็ พนื้ ทว่ี ่างตัง้ กไี่ ว้ทอผ้าและผูห้ ญิงเกอื บทกุ บา้ นจะทอผ้าแทบท้งั นนั้ (ศศธิ ร โตวนิ สั , 2554)
๖๓
ภาพท่ี 3 ในอดีตหญงิ สาวในชมุ ชนเมืองตราดแทบทกุ บ้านจะต้องทอผา้ เป็นเพื่อไว้ใช้ในครวั เรอื น
สำหรบั สภาพชุมชนเมืองตราดในช่วงปี พ.ศ. 2475-2499 พบว่าการคา้ ของชุมชน
ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมีพ่อค้าแม่ค้านำของสดมาจำหน่ายที่อาคารตลาดสดริมคลอง
ขณะที่ตลาดใหญ่และตลาดขวางก็ยังคงมีพ่อค้าแม่ค้าเปิดร้านจำหน่ายสินค้าเช่นเดิม ซึ่งจากข้อมูล
เอกสารและข้อมูลคำบอกเล่าของคนในชุมชนทำให้ทราบว่า ตลาดแต่ละแห่งจะมีสินค้าหลากหลาย
ประเภทไวค้ อยจำหนา่ ยให้แกค่ นในชมุ ชนและคนจากทอ้ งท่ตี ำบลอ่ืนๆ แตกตา่ งกันไป ดังน้ี
ตลาดใหญ่ สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่ ได้แก่ สินค้าจำพวกเสื้อผ้าตัดเย็บ ผ้าทอ
อาหาร กาแฟ ขนมจันอับ ยาแผนปัจจุบัน เครื่องใช้เบด็ เตลด็ สุรา ยาดอง น้ำอัดลม อีกทั้งยังมีอาชีพ
บริการด้านต่างๆ เช่น ทำบัดกรีรางน้ำ ทำทอง ซ่อมวิทยุ รวมทั้งเป็นที่ตั้งของบริษัทจังหวัดตราด
ห้องสมุดประชาชน โรงหนัง โรงฝิ่น คลินิกและคิวรถโดยสารไปท่าเรือจ้างและแหลมงอบด้วย
นอกจากนี้ยังมีโรงแรมให้แก่ข้าราชการและผู้ทีเ่ ดินทางมาค้าขายจากท้องที่ไกลๆ ได้เข้าพัก ซึ่งเท่าท่ี
ทราบมีอยู่ดว้ ยกนั 3 โรงแรม คือ โรงแรมบัวผ่องหรือคลินิกหมอบุญมีในปัจจุบัน โรงแรมโกวิทยเ์ ยือ้ ง
กับโรงแรมบัวผ่องและโรงแรมอุดมสุขตรงบริเวณทีเ่ ป็นห้องแถวฝ่ังตะวันตกของจวนเรสิดังกัมปอตใน
ทุกวันนี้ ย่านการค้าตลาดใหญ่ ถนนหลักเมือง เป็นแหล่งชุมชนที่หนาแน่นอีกแห่งหนึ่งทำการค้า
ประเภทตัดเย็บเสื้อผ้า ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ขายก๋วยเตี๋ยวและขนม มีร้านค้าขนาดใหญข่ ายเครื่องเขยี น
แบบเรียนและของใช้ มีรา้ นขายยา ร้านขายของชำขนาดใหญ่ ผู้ทำการค้าแถบนี้มกั เปน็ ประเภทสินค้า
สง่ ออกต่างจงั หวดั เชน่ ค้าพรกิ ไทย เครอื่ งเทศ ยา่ นตลาดใหญน่ ม้ี กี ารทำหัตถกรรมทอผา้ ดว้ ย เช่น ทอ
ผา้ ถงุ ผ้าขาวมา้ ผา้ พันคอ ซง่ึ มคี ุณภาพดแี ละมีฝีมือละเอียด บ้านเรอื นส่วนใหญ่ของย่านการค้านี้เป็น
ยา่ นทีอ่ ยูอ่ าศัยของคหบดี ข้าราชการชน้ั ผใู้ หญ่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ
ในคณะกรรมการอำนวยการจดั งานเฉลิมพระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั , 2542)
ตลาดขวาง สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่ ได้แก่ สินค้าเครื่องเขียน แบบเรียน เสื้อผ้า
เครื่องยาไทยแผนโบราณ ของชำ ของแห้ง ขนมหวาน อีกทั้งยังมีอาชีพบริการด้านต่างๆ เช่น ซ่อม
จกั รยาน ตัดผมชายหญงิ ทำทอง ทำฟนั รวมทัง้ ยงั เป็นที่ตง้ั ของรา้ นสหกรณ์จังหวัดตราด และธนาคาร
ออมสนิ สาขาตราดแหง่ แรกดว้ ย
ย่านการค้าตลาดขวาง ถนนชัยมงคล เป็นตลาดที่มีบริเวณเล็กๆ ความลึกจาก
ถนนหลกั เมอื ง เขา้ มาเพียง ๕00 เมตร กห็ มดเขตย่านการค้า ทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ
ตลอดสองฝงั่ ถนนมีร้านขายเครื่องเขยี นแบบเรยี นขนาดใหญ่ ตงั้ อยู่ตอนกลาง ปัจจุบัน
ทีย่ งั คงดำเนนิ การอยตู่ ามแนวเดิมโดยถูกหลานตระกูลประถมบูรณ์ สบื สานงานต่อมา
คือร้านบรู ณะพาณิชย์ ใกล้กันนั้นมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป มุ้ง ผ้าห่ม
๖๔
ของชำ และของเบ็ดเตล็ดทุกประเภท มีการค้าพริกไทย รับซื้อของป่าประเภทหวาย
ลูกสำรอง เครอ่ื งเทศ มีร้านตัดเยบ็ เสื้อผา้ ชาย ตดั เยบ็ เสื้อผ้าสตรี รา้ นทำเครื่องจันอับ
รา้ นขนม ร้านซ่อมจกั รยาน รา้ นทอง ในยา่ นนีก้ ็เป็นบา้ น ทีอ่ ยูอ่ าศัยของข้าราชการอยู่
สว่ นหนงึ่ เพราะอยู่ใกลศ้ าลากลางจังหวัด (เร่ืองเดยี วกนั , หน้า 90.)
ภาพที่ 4 ย่านตลาดขวาง ปี พ.ศ. 2495 ซา้ ยมอื คือธนาคารออมสินสาขาตราดแหง่ แรก
ตลาดริมคลอง สนิ คา้ ทจี่ ำหนา่ ยมีท้ังของสดและสนิ คา้ อปุ โภคบรโิ ภคครบครัน
“ย่านการค้าตลาดริมคลอง (ถนนธนเจริญ) เป็นย่านการค้าที่สำคัญของจังหวัด
ตราด เปน็ ท่รี วม สนิ ค้าเบด็ เสร็จทกุ ประเภท ทั้งเคร่อื งอุปโภค บรโิ ภค การผลติ และการ
บรกิ าร ผลผลิตทกุ ประเภทในเมืองตราด ถูกส่งมาขายท่ีตลาดน้ี รวมทงั้ สินค้าท่ีมาจาก
แหล่งอื่นดว้ ย รา้ นคา้ เรยี งรายเต็ม ๒ ฟากถนน ขายสงิ่ ของหลากหลาย เปน็ ตน้ วา่ ร้าน
ผ้าแพรพรรณ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านเครื่องอะไหล่ ร้านขายยาไทย
ยาจนี รา้ นขายของชำ ร้านขา้ วสาร อาหารแห้ง โรงขนมปงั เครื่องภาชนะถว้ ยชามจาก
ประเทศจนี รา้ นตเี หลก็ เปน็ กลุ่มใหญ่” (เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ 90.)
ท้งั น้ีพบว่าใน พ.ศ. 2476 อาคารตลาดสดหลังที่ 2 ที่สรา้ งขนึ้ ภายหลังอาคารตลาด
สดของนายอุ่ม คำจิ่ม นั้น เจ้าของได้โอนให้กับสุขาภิบาล ซึ่งทางสุขาภิบาล ได้มอบให้เอกชนรับ
ผูกขาดไปอีกต่อหนึ่ง ครั้นเมื่อสุขาภิบาลเมืองยกฐานะเป็นของเทศบาลเมืองใน พ.ศ. 2478 อาคาร
ตลาดสดหลังท่ี 2 ก็ตกเป็นทรัพย์สินของเทศบาลเมือง ซึ่งทางเทศบาลเมืองก็ยังคงมอบให้เอกชนรบั
ผูกขาดต่อไปอีกเช่นกนั
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอาคารตลาดสด 2 แห่งในตลาดริมคลอง แต่ตลาดสดทั้งสอง
กจ็ ำหนา่ ยสินค้ากนั คนละประเภททำให้ไม่มปี ัญหาแขง่ ขนั เร่ืองการค้าขาย โดยตลาดสดหลงั แรกที่สร้างโดย
นายอุ่มนั้นได้จำหน่ายสินค้าจำพวกผักผลไม้ ข้าวแกง และขนมหวาน เรียกว่า “ตลาดผัก” (โรงจ่ายผัก)
ขณะที่ตลาดของเทศบาลเมืองจำหน่ายของสดจำพวก สัตว์น้ำ เรียกว่า “ตลาดปลา” (โรงจ่ายปลา)
ซึ่งบรรดาพ่อค้าแม่ค้านั้นไม่ได้มีแค่เพียงคนในชุมชน กลุ่มเดียว หากแต่ยังมีพ่อค้าแม่ค้าจากท้องท่ี
ตำบลอื่นๆ ซง่ึ ต้องเดินทางไกลเพ่ือนำสนิ ค้ามาจำหน่ายทต่ี ลาดแหง่ น้ีดว้ ย
นอกจากจะมีพ่อ ค้าแม่ค้านำของสดมาจำหน่ายที่อาคารตลาดสดเพิ่มขึ้ น แ ล้ ว
ขณะเดียวกันยังมีผู้คนเข้ามาต้ังบ้านเรือนในตลาดรมิ คลองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเปิดร้านจำหนา่ ยสินคา้
ประเภทต่างๆ เท่าที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ทีเ่ ดินทางมาจับจ่ายใช้สอยทีอ่ าคารตลาดสดได้
ซึง่ คนที่เขา้ มาตงั้ บ้านเรอื นในตลาดริมคลองนี้ส่วนใหญย่ ังเป็นคนจนี ซึ่งคาดวา่ คงมีทั้งลูกหลานจีนที่ต้ัง
๖๕
ถิ่นฐานอยู่ในชุมชนก่อนแล้วและคนจีนกลุ่มใหม่ที่เพิง่ เดินทางเข้ามาตั้งรกราก เนื่องจากตั้งแต่ปลาย
สมัยรัชกาลที่ 5 มานั้นยังเป็นระยะที่คนจีนอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในเมืองไทยเป็น
ระลอกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งระหว่างปี พ.ศ. 2461 - 2474
และช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2489 - 2493 ที่อัตราการเข้าเมืองไทยของคนจีน
มสี ูงมาก
ภาพท่ี 5 หนังสืออนญุ าตใหเ้ ข้าเมอื งระหว่างปี พ.ศ. 2462 และ พ.ศ. 2480
ที่มา : ถ่ายโดยคณะผวู้ จิ ัย เมือ่ วันที่ 12 กนั ยายน 2565
ทั้งนี้ เมื่อคนจีนเหล่านี้ขยับขยายและเดินทางเข้ามาตั้งบ้านเรือนในตลาดริมคลอง
แล้วก็จะประกอบอาชีพค้าขายแตกต่างกันไปตั้งแต่ขายของเล็กๆ น้อยๆ จนถึงเปิดเป็นร้านขนาดใหญ่
เช่น ขายข้าวสาร ขายเหล้า ขายขนม ขายปาท่องโก๋ ขายไอติมแท่ง ขายก๋วยเตี๋ยว ขายหมู ขายถ่าน
ขายยาแผนโบราณ ตัดเยบ็ เสื้อผ้า ขายเสอ้ื ผ้าสำเร็จรปู ขายวัสดุกอ่ สร้าง ขายเคร่ืองเรือน ขายอุปกรณ์
จับปลา ตีเหล็ก ทำทอง และทำฟัน เป็นต้น ปัจจุบันหลายอาชีพนั้นได้เลิกไปแล้ว แต่บางอาชีพยังมี
ลกู หลานสบื ทอดกิจการต่อมา เชน่ อาชีพขายหมู ตีเหลก็ และขายยาแผนโบราณ ซึ่งจากขอ้ มูลคำบอกเล่าของผู้
ที่สืบทอดอาชีพเหล่าน้ี ทำใหท้ ราบถึงลกั ษณะการประกอบอาชีพทงั้ สามดงั กล่าว ในช่วงนั้น (พ.ศ. 2475 -
2499) ได้ดังน้ี
อาชีพขายเนื้อหมู พบว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพขายหมูล้วนเปน็ คนจีนแต้จิ๋ว ซึ่งหนึ่งใน
นั้นคือ “จีนตั้วเทา้ ” ที่เดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับภรรยาและไดเ้ ข้ามาตั้งรกรากท่ีชุมชนเมอื งตราด
ราวปลายสมยั รัชกาลท่ี 5 โดยมาอาศยั อยู่ในบ้านเช่าตรงบริเวณท่ีเป็นอรู่ ถเยอื้ งกบั ศาลาอเนกประสงค์
ชมุ ชนรกั ษค์ ลองบางพระและทำอาชพี ขายเนือ้ หมู โรงฆา่ สัตวข์ องเทศบาลที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกว่า
“โรงหมู” (บริเวณท่เี ปน็ ศาลาอเนกประสงค์ของชุมชนรกั ษ์คลองบางพระทกุ วันน้ี) โดยจะมคี นท่ีโรงฆ่า
สัตว์รบั จา้ งเชือดให้ แล้วจงึ จะรับเนอื้ หมไู ปจำหน่ายทต่ี ลาดริมคลองอีกตอ่ หน่งึ
อาชพี ตเี หลก็ พบวา่ ในช่วงราวปี พ.ศ. 2490 ยา่ นตลาดรมิ คลองมีผู้ประกอบอาชีพ
ตเี หลก็ ดว้ ยกัน 6 - 7 เจ้า ซึ่งทงั้ หมดลว้ นเปน็ คนจีนที่มาอาศัยเช่าบา้ นคนในตลาดรมิ คลองเปิดเป็นโรง
ตเี หลก็ ในช่อื ยีห่ ้อต่างๆ เชน่ ตรายงิ่ เฮง ตราขวาน ตราเลขหนึ่งไทย (๑) ตราเลขสองไทย (2) และตรา
ตัวหนังสือจีน ซึ่งผู้ตีเหล็กนี้บางส่วนก็เป็นเครือญาติกนั ท่ีเดินทางเขา้ มาตั้งรกรากในชุมชนเมืองตราด
ตง้ั แต่ช่วงหลังสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 เชน่ ตราย่งิ เฮง ตราขวาน และตราตวั หนงั สือจีน ซง่ึ ตราตัวหนังสือ
จีนนั้นเจ้าของก็คือ จีนบักกิม แซ่จัง (แต้จิ๋ว) ที่เดินทางมากรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
พรอ้ มกับน้องชายท่ีเป็นเจ้าของตราขวานคือ จีนเลี่ยงกี ครั้นแต่งงานกบั ชาวจนี ท่ีอยู่บางน้ำเปร้ียวแล้ว
จึงได้ชักชวนกันมาตั้งรกรากอยูท่ ี่เมืองตราดในราวปี พ.ศ. 2490 โดยมาอาศัยเชา่ บ้านอยู่บริเวณขา้ ง
ซอยศาลเจ้าเทพอัคคี (ศาลเจ้าตาเหล) ด้านติดริมถนนธนเจริญในทุกวันน้ี พร้อมกับเปิดเป็นโรงตีเหล็ก
๖๖
ซ่งึ เหลก็ ที่ตีในสมัยนั้น ไดแ้ ก่ มีดขอ 4 ขนาด ขวาน 4 ขนาด ห่วงแอกใช้ไถนา และเครอ่ื งมือตามท่ีลูกค้าส่ัง
โดยจะวางขายทงั้ หน้าร้านและส่งตามร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างและวัสดกุ ารเกษตร คือ ร้านตั้งง่วนเซ้ง
และรา้ นลเี จียหลี ทั้งนจี้ ะตีวันหนงึ่ ได้ 7 - 8 เล่ม โดยทกุ คนในครอบครัวจะชว่ ยกนั ไม่แยกว่าเป็นชาย
หรอื หญงิ สว่ นถา่ นทใ่ี ช้ในการเผาเหล็กนั้นส่วนใหญจ่ ะเป็นไมพ้ ะยอม รกั กะบก และโกงกาง ซ่ึงจะส่ัง
มาจากชาวบา้ นห้วงนำ้ ขาวทจ่ี ะแจวเรอื มาส่งตรงสะพานโค้งขา้ มทางน้ำท่ีแยกเขา้ มาในศาลเจ้าเทพอัคคี
หรือศาลเจา้ ตาเหล (ปัจจบุ นั ไมม่ ีสะพานนแี้ ลว้ ) ในราคากระสอบละ 10 บาท โดยในเวลาตีเหล็กก็จะ
มีผูค้ นซึง่ มาจบั จ่ายใชส้ อยท่ีตลาดใหค้ วามสนใจเดินมาดอู ยเู่ สมอ
“เต่ยี มาจากเมอื งจนี มาอยู่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครง้ั ท่ี 2 แล้วจงึ ย้ายรกราก
มาตั้งอยู่ที่ถนนธนเจริญ ท่ีตีเหล็กเพราะตีมาจากกรุงเทพฯ อาชีพดั้งเดิม สมัยนั้นมี
6 - 7 โรง ก็มียิง่ เฮง กาขวาน กาเลข ๑ กาเลข ๒ เตีย่ ลงุ ต้ังเป็นกาหนงั สือจีน คนจีน
หมดเลย จนี มาจากเมืองจีน กาขวานกเ็ ปน็ น้องชายเตี่ย กายิง่ เฮงกเ็ ปน็ ญาติๆ กนั เกิด
มาก็เห็นมีอยู่ 5 - 6 ร้าน คนเค้ามาซื้อของก็ยงั เทีย่ วมาแวะดู” (สัมภาษณ์ เกียรติชัย
โภคพิบูลย์, ชาวไทยเช้ือสายจีน ตำบลบางพระ, 12 กนั ยายน 2565.)
อาชพี ขายยาแผนโบราณ เปน็ อาชีพเดียวท่ยี ังคงมกี ารประกอบกิจการอยูใ่ นท่ีเดมิ คือ
ในซอยรมิ คลอง ถนนธนเจริญ ร้านขายยาดังกล่าวคือร้านของคุณเติม นิรันตพ์ านิช ซึ่งสืบทอดกิจการ
ต่อมาจากบดิ าคือ นายกมิ ทะ นริ นั ต์พานิช หลานจีนในชมุ ชนเมอื งตราด ซึง่ ไดเ้ ปิดรา้ นขายยาไทยแผน
โบราณอยู่ในซอยริมคลองมาอย่างน้อยแต่ปี พ.ศ. 2476 โดยในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้นก็มีคนจีน
เจ้าอื่นเปิดร้านขายยาแผนโบราณอยูใ่ นตลาดริมคลองนี้ด้วยเชน่ กันอีกประมาณ 4 เจ้า หากแต่อีก 4
รา้ นได้จำหนา่ ยยาจีนแผน โบราณควบค่กู นั ไปด้วย ท้ังนี้ตวั ยาท่ีนำมาจำหน่ายนน้ั ก็จะมีท้ังท่ีซื้อมาจาก
กรุงเทพฯ และจากชาวบ้าน โดยที่มาจากกรงุ เทพฯ จะเปน็ พวกโกฐ เทียน เครื่องหอม เช่น ลูกจันทน์
และจนั ทน์เทศ ขณะท่ีรับซ้ือจากชาวบ้านจะเปน็ พวกขงิ ข่า กระทือ กระชาย ใบไม้ และดอกไม้ เป็นตน้
“บา้ นเน่ียปดิ ประตูไว้เฉยๆ บานตรงกลางไมไ่ ดใ้ สก่ ลอนใส่อะไร เพราะคนบางทีดึกด่ืน
เทย่ี งคนื ตี 3 ตี 4 เช้ามืด เจ็บป่วยไรเนีย่ ก็มาเรยี กแล้ว ในตลาดก็มอี ีก 2 รา้ น แตอ่ ันนน้ั เคา้
คนจีน รู้ภาษาจีน ก็ขายเครื่องยาจีนปนกับเครื่องยาไทย แต่ทีนี้เราไม่รู้ภาษาจีนเลยขายได้
แต่เครื่องยาไทย...ยาน่ีรับจากกรุงเทพฯ และจากชาวบ้าน เค้าจะมาขายของในตลาด เราก็
บอกเค้าว่า ต้องการอะไรเค้ากจ็ ะเอามาให้ ก็พวกหัวขิง ข่า กระทือ กระชาย ใบไม้ ดอกไม้
ส่วน กรุงเทพฯ ก็พวกเครื่องเทศ โกฐ เทียน เครื่องหอม ลูกจันทน์ จันทน์เทศ..คนมาซ้ือ
น้อยลง เพราะว่าหมอแผน โบราณน้อยลง ไม่มีสืบทอด แต่ก็ยังอยู่ได้” (สัมภาษณ์เติม
นริ ันต์พานชิ , ชาวไทยเชอ้ื สายจนี ตำบลบางพระ, 12 กนั ยายน 2565.)
ภาพที่ 6 ร้านขายยาไทยแผนโบราณของคุณเตมิ นริ นั ตพ์ านชิ
๖๗
อาชพี คา้ เรอื ใบ ซง่ึ มาถงึ ในหลังเปล่ยี นแปลงการปกครองนี้ก็ปรากฏว่าเหลืออยู่เพียง
แคไ่ มก่ ีเ่ จ้า เช่น เรอื ของนายปยุ อนิ ผวน นายนิจ นิรันต์พานิช นายเอย้ี ม นายเสง้ นายชุ่ย และนายโฮ้
(สมั ภาษณ์ เกยี รตชิ ยั โภคพบิ ลู ย,์ ชาวไทยเช้ือสายจนี ตำบลบางพระ, 12 กนั ยายน 2565) โดยส่วน
ใหญ่จะเป็นเรือของคนจีนหรือลูกจีนที่มีบ้านอยู่ในย่านตลาดริมคลองเกือบทั้งนั้น ซึ่งเรือที่ใช้จะมีทัง้
ขนาดใหญ่ราว 7 – 8 วา (14 – 16 เมตร) และขนาดย่อมคือราว 6 วา (12 เมตร) กินน้ำลึกราว
2 – 3 เมตร และสว่ นใหญแ่ ต่ละเจา้ กจ็ ะมที ่าจอดเรืออยู่บรเิ วณของตนเองหรอื ในบริเวณที่ว่างซึ่งไม่ไกล
จากตวั ตลาดมากนกั
สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ที่ค้าขายก็จะเป็นประเภทเดียวกับที่เคยซื้อขายกันมาตั้งแต่
สมัยรัชกาลท่ี 5 คอื สนิ ค้าขาออกจะเปน็ พวกของป่า หวาย สมนุ ไพร ถ่าน กระวาน ไม้กระดานและไม้
จากโรงเลื่อย เป็นต้น และสินค้าขาเข้าจะเป็นพวกพริกแห้ง กะเทียม หัวหอม เตาอั้งโล่ โอ่ง กระถาง
ธูป เทียน น้ำอ้อย น้ำตาล เสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ ซึ่งเมื่อเรอื ใบเหล่านี้กลับมาถึง
ชุมชนเมืองตราดแล้วก็จะนำสินค้าขึ้นตรงท่าที่ผู้สูงอายุในชุมชนเรียกว่า “ท่าโรงยา” หรือ “ท่าโรง
เหล้า” (บรเิ วณทีต่ รงกบั ซอยริมคลองในปัจจุบนั ) และเมื่อนำสนิ ค้าขนึ้ เสร็จเรยี บร้อยแล้วก็จะมีพ่อค้า
แม่ค้าในย่านตลาดรมิ คลอง ตลาดใหญ่และตลาดขวางมารับไปจำหน่ายต่อไป โดยบรรดาร้านค้าท่ีมารับ
สินค้านั้นเท่าที่ทราบก็มีร้านของนายมุ่ย เจริญพานิช ในซอยริมคลอง และร้าน “ตั้งกุยเส็ง” ตรงฝั่ง
ตะวนั ตกของศาลาท่ีปัจจบุ นั คนในชมุ ชนเรียกกันว่าศาลาทา่ หลวง ซ่ึงถือกันว่าเปน็ ร้านขายของชำสอง
แห่งที่ใหญ่ที่สดุ ในย่านตลาดริมคลองสมัยนั้น โดยที่ร้านตั้งกุยเส็งยังคงดำเนินกิจการในที่เดิมเรื่อยมา
จนถึงปจั จุบนั
ภาพที่ 7 รา้ นต้งั กุยเสง็ ปจั จบุ นั ยงั คงเปดิ ดำเนนิ กจิ การอยู่ท่เี ดิม แต่ไดเ้ ปลีย่ นช่ือรา้ นเอกธนวัฒน์
พาณิชย์และไดเ้ ปลี่ยนมาจำหน่ายวัตถุดบิ และอปุ กรณใ์ นการทำเบเกอรี่แทน
ภาพที่ 8 ธนบตั รจีนที่ราษฎรชาวจนี นำเขา้ มาเมื่อครัง้ อพยพมาตง้ั ถิน่ ฐานที่ชุมชนรกั ษค์ ลองบางพระ
๖๘
ภาพที่ 9 ตาชัง่ แขวนแบบจนี โบราณ
ภาพที่ 10 ตะกร้าจีนโบราณท่ีชาวจีนใชจ้ ่ายตลาด (ซ้าย) ภาพท่ี 11 ตู้เก็บเงินบนเรือขาหมู 2 ล้ินชกั (ขวา)
4.1.1.3 ดา้ นความเชื่อ
ชาวจนี อพยพรุน่ แรกจะเป็นกลุ่มคนชั้นธรรมดาอพยพเข้ามาตวั เปล่าเส่ือผืนหมอนใบ
ไม่มีความรู้มากนกั ประการแรก ชาวจีนผูอ้ พยพ ได้ยอมรับนบั ถอื ศาสนาพุทธนิกายมหายานที่คุ้นเคย
นำมาจากจีน มาผสมกลมกลืนกับศาสนาพุทธในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้รบั อทิ ธิพล จากศาสนา
เต๋า ศาสนาขงจื้อ และความเชื่อแบบพน้ื เมอื งเดิมมาหลอ่ หลอมเปน็ ความเช่อื ของคนไทยเชื้อสายจีนที่
สำคัญอย่างมีเอกลักษณ์โดดเด่น ชาวจีนยอมรับนับถือพุทธศาสนาทันทีที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ไม่ว่าคนจีนจะถือศาสนาใดมาก่อนหรือไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่มี คนจีนจะรับรูปแบบนับถือของ
พุทธศาสนกิ ชนชาวไทยคอื ไปวัดไทย ใส่บาตรพระ บางคนบวชพระ คนจีนในประเทศไทยได้สรา้ งวัดทาง
พุทธศาสนาในประเทศไทยโดยเฉพาะแบบหนง่ึ ขนึ้ มาตามรากฐานของศาสนาพุทธในเรอ่ื งพระรัตนตรัย
แปลตามตัวอักษรเป็นภาษาจีนคือซันเป่า คนจีนในประเทศไทยได้ยกย่องเจิ้งเหอซึ่งเป็นที่รู้จักกัน
โดยทั่วไปชื่อซันเป่าไทเซียน เจิ้งเหอได้รับการบูชาอย่างเทพเจ้าในประเทศไทยในชื่อ ซันเป่ากง
วัดพุทธซันเป่ามีชื่อเสียงที่สุดอยู่ที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา มีวัดซันเป่าสามวัดคือที่ธนบุรีและ
ฉะเชิงเทราเป็นวัดแบบไทย มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในเป็นที่นับถือทั้งคนไทยและ
คนจีน ซนั เป่ากงเปน็ เทพองค์หน่ึงของชาวจนี การเคารพซนั เป่ากงที่อยู่ในรูปแบบพระไทยทำให้ลูกจีน
ในไทยเปลี่ยนไปเป็นพุทธศาสนาแบบไทยได้ง่าย นอกเหนือไปจากพุทธศาสนานิกายมหายานซึ่งผู้
อพยพชาวจนี ส่วนใหญ่คุน้ เคยมาแล้วกอ่ นออกจากประเทศจนี
ประการทีส่ อง ชาวจีนผอู้ พยพได้นำเอาความเชื่อศาสนาเต๋าเกดิ ในประเทศจีนเข้ามา
ใน ประเทศไทยดว้ ย ศาสนาเต๋านับถอื เล่าจอ้ื (老子-La0 Zi หรอื Lao Tzl) นกั ปราชญท์ ่มี ชี อื่ เสียงชาว
จีนที่สุดท่านหนึ่งของชนชาติจีน เชื่อกันว่าอาศัยอยู่ในช่วง 400 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงของ
๖๙
สงครามปรัชญา และสงครามการเมืองยุคชนุ ชิวเลา่ จือ้ ได้เขยี นตำราอันเปน็ แบบแผนในทาง เตา๋ นั่นคือ
“เต๋าเต็กเก็ง” (Tao TeChing -道德經 ซึ่งเป็นผลงานทางลัทธิเต๋าที่ยังคงตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันน้ี
เล่าจื้อเป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋าประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ ตามหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ พงศาวดารจีนกล่าวถึงเล่าจื้อ ในฐานะที่เป็นผู้แต่งคัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง
ซึ่งเนื้อหาในคัมภีร์นี้มีความสำคัญกับวัฒนธรรมจีนในรุ่นต่อๆ มาอย่างมาก ถือได้ว่าเทียบเท่าได้กับ
ขงจื้อ ศาลเจ้าในภาคตะวันออกนับถือเล่าจื้อ โดยสร้างเป็น ประติมากรรมและจิตรกรรมในหลาย
สถานที่
ศาลเจ้าพ่อหลกั เมืองจังหวดั ตราด ตั้งอยู่บนถนนหลักเมืองใกล้วดั โยธานิมิต ตำบล
วังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นจังหวัดเดียวที่มีอาคารศาลหลักเมืองแบบจีน ไม่มี
อาคารศาลหลักเมืองแบบไทย สันนิษฐานว่า พระเจ้าตากสินมหาราชเปน็ ผูส้ ร้างไว้เมื่อครัง้ มารวบรวมร้ี
พล กอบก้เู อกราชที่ตราด ชาวเมืองตราดได้บรู ณะให้คงสภาพดี และศาลหลักเมอื งน้เี ปน็ ท่เี คารพนบั ถือ
ของชาวจังหวัดตราดเป็นอย่างมากสถาปัตยกรรมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราดสร้างขึ้นใหม่ใน พ.ศ.
2543 รูปทรงคล้ายพระราชวังจีนโบราณหลงั คามี 3 ช่วง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผามีรปู มังกรคู่
อยบู่ นหลังคา ชายคา 2 ชัน้ ส่วนชายคาล่างเป็นรปู หงสท์ ั้ง 4 มมุ ดอู ่อนช้อยงดงาม ภายในศาลเจ้าพ่อ
หลกั เมอื งได้แบ่งพืน้ ท่ีเปน็ 2 สว่ น ชน้ั ในของศาลเจ้าตรงกลางเปน็ แทน่ ท่ีประทบั องค์เจ้าพ่อหลักเมือง
เส่ียอ่ึงกง เคียงข้างด้วยเทพเจ้าอกี 2 องค์ ด้านซ้ายคือเทพเจ้าโชคลาภ ไฉซ่ ิ้งเอ๊ีย ด้านขวาคือเทพเจา้
ปฐพี กำเทียงไต้ตี่ ชนั้ นอกของศาลหลักเมืองเปน็ ท่ปี ระดิษฐานของเสาหลกั เมอื ง 2 หลัก เสาต้นสูงคือ
เสาหลักเมือง เสาตน้ ตำ่ คอื เสาศวิ ลึงค์
ภาพที่ 12 ภาพศาลเจา้ พอ่ หลักเมอื งตราด และเสาหลักเมอื ง เสาศิวลึงค์
4.1.1.4 ดา้ นประเพณี
วันสารทจีน
วันสารทจีน (ภาษาอังกฤษ : Hungry Ghost Festival) คือ วันที่ลูกหลานชาวจีน
จะเซ่นไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เพ่ือแสดงถึงความกตัญญูกตเวที ซ่ึงถือเป็นคุณธรรมข้อสำคัญในคติ
ความเชือ่ ของจนี กำหนดวันสารทจีนจะยึดตามปฏทิ นิ จันทรคติ ตรงกบั วันขนึ้ 15 ค่ำ เดือน 7 ของทุกปี
ในภาษาจีนเรียกวันสารทจีนว่า “จงหยวนเจ๋ีย” (中元节) หรือท่ีมักเรียกกันง่ายๆ
ว่า “กุ่ยเจี๋ย” (鬼节) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “วันผี” โดยเชื่อว่าเป็นวันที่ยมบาลจะเปิดประตู
นรก ให้ดวงวิญญาณได้กลับมาที่โลกมนุษย์ เพื่อรับผลบุญกุศลที่ลูกหลานและญาติพี่น้องทำไปให้
ชาวจีนและผู้ที่มีเชื้อสายชาวจีนก็จะมารวมตัวกันในวันสารทจีน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพ
บุรุษด้วยการเซ่นไหว้อาหารและของคาวหวานต่างๆ สำหรับของไหว้วันสารทจีนก็มีมากมาย เช่น
๗๐
อาหาร ขนม ผลไม้มงคล น้ำชา ฯลฯ เพื่อไหว้เจ้าที่เจ้าทางและบรรพบุรุษ อีกทั้งยังมีการทำทาน
ให้แก่วิญญาณเร่ร่อนอีกด้วย
ตำนานวนั สารทจนี เปน็ เรื่องราวที่เล่าถงึ “ม่เู หลยี น” ชายผเู้ ล่ือมใสในพระพุทธศาสนา
ที่อาศัยอยู่กับมารดาใจบาป ผู้มักมีนิสัยขัดขวางการสร้างบุญกุศลของผู้อื่น จนกระทั่งวันหนึ่ง
มารดาของมู่เหลียนเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวในช่วงวันกินเจ แล้วรู้สึกหมั่นไส้ จึงให้ลูกชายไปเชิญผู้ถือ
ศีลกินเจมาร่วมรับประทานอาหารที่บ้าน โดยออกอุบายว่าขอทำอาหารเล้ียงสักมื้อ ผู้ท่ีถือศีลกินเจ
เมื่อทราบข่าว ก็หลงเชื่อว่ามารดาของมู่เหลียนเลื่อมใสในการสร้างกุศล จึงเดินทางมาตามคำเชิญ
โดยท่ีไม่ทราบว่าอาหารม้ือน้ันใช้น้ำมันหมูในการปรุงอาหาร ต่อมาเม่ือมารดาของมู่เหลียนเสียชีวิต
ก็ตกนรกอเวจีเน่ืองจากทำกรรมหนักไว้ ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ในขณะท่ีทางด้านมู่
เหลียนบำเพ็ญบารมีจนสามารถถอดกายทิพย์ลงไปเยี่ยมมารดาที่นรกภูมิได้ และได้เห็นความ
ทุกขเวทนาของมารดา ก็เกิดความสงสารที่นางไม่สามารถกินอาหารได้ เนื่องจากโดนภูตผีแย่งจน
หมด และเมื่อจะหยิบข้าวเข้าปากก็เกิดไฟเผาปากจนพุพอง ทำให้มู่เหลียนไปบอกยมบาลว่าจะ
ขอรับโทษแทนมารดาเอง แต่แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ทัน พร้อมแสดงธรรม
ว่า “กรรมใด ใครก่อ ก็ย่อมเป็นกรรมของผู้น้ัน” แต่ก็ได้มอบคัมภีร์ที่มีชื่อว่า คัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ไว้
ให้มู่เหลียนใช้ภาวนาเรียกเซียนจากทุกทิศมาช่วยมารดาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน โดย
จะตอ้ งเซน่ ไหว้อาหารใหม้ ารดา และสวดภาวนาคัมภีรน์ ี้ในเดือนท่ีประตูนรกเปิดเท่าน้ัน จากความเชื่อนี้เอง
ทที่ ำให้ชาวจีนถอื ปฏิบัติในการนำอาหารท้ังคาวหวานมาเซน่ ไหว้บรรพบรุ ษุ มาจนถงึ ปัจจุบนั
การเผากระดาษเงินกระดาษทองในวันสารทจีน หรือที่เรียกกันว่า “เผากงเต๊ก” ตาม
ความเชอ่ื ของชาวจนี ถือเป็นอกี หน่ึงธรรมเนียมปฏบิ ัตทิ ่ีแสดงถงึ ความกตัญญตู ่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
กงเต๊ก (功德) ที่คนไทยเรียกกันนั้น เป็นการออกเสียงตามภาษาแต้จิ๋ว โดยคำว่า “กง” (功) แปลว่า ทำ
ส่วนคำว่า “เต๊ก” (德) แปลว่า คุณธรรม หรือกุศล เมื่อมารวมกันก็จะหมายความว่า การกระทำที่มี
คุณธรรม มีบุญกุศล การเผากระดาษกงเต๊ก เป็นหน่ึงในพิธีอุทิศส่วนผลส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณ
บรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าเป็นการส่งเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งของต่างๆ เพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษ
สู่สรวงสวรรค์ และเพื่อใหว้ ญิ ญาณที่อยู่ในอกี ภพภูมอิ ืน่ ได้ใช้สิง่ ของท่ีส่งไปให้ผ่านการเผากงเต๊กน่ันเอง
วนั ไหวส้ ารทจีน ยงั คงเป็นเทศกาลสำคัญของชาวตราดทมี่ ีเช้ือสายจนี ท่ียึดถือปฏิบัติสืบ
ต่อกันมาทุกๆ ปี ซึ่งนอกจากเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษแล้ว ก็ยังถือเป็นวันท่ีบรรดาญาติพ่ี
นอ้ งจะได้กลบั มารวมตวั กนั อกี ครงั้ เพ่ือสานสัมพนั ธ์ในครอบครัวให้แนน่ แฟน้ มากย่งิ ขึน้
ภาพที่ 13 ภาพการเซ่นไหว้อาหารและของคาวหวานต่างๆ ในวันสารทจีนของคนไทยเช้ือสายจีน
จังหวัดตราด
๗๑
เทศกาลตรุษจนี
เทศกาลตรุษจีน หรือ วันตรุษจีน ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าเร่ิมต้นเมื่อไหร่
จากการค้นคว้าของ กิตติธัช นําพิทักษ์ชัยกุล ทายาทรุ่นที่ 3 เจ้าของกิจการปฏิทินน่ำเอี้ยง ซึ่งเป็น
ปฏิทินจีนฉบับภาษาไทยท่ีได้รับความนิยมมากในไทย ได้พบข้อมูลว่าเทศกาลตรุษจีนอาจเริ่มต้นใน
ราชวงศ์โจว 周朝 (1046-256 ปีก่อนคริสตศักราช) เร่ิมใช้คำว่า “Nián (年)” ซ่ึงมีความหมายว่า
“ปี” ในวันข้ึนปีใหม่ของชาวจีน ตรงกับปฏิทินตามจันทรคติจีน ในวันที่ 1 เดือน 1 และชาวจีนเริ่ม
นิยมสักการะเทพเจ้า และบรรพบุรุษ เพ่ือขอพรจากฟ้าดิน ให้พืชผลทางการเกษตรงอกงาม มีกิน มี
ใช้ ตลอดท้ังปี ดังนั้น เทศกาลปีใหม่จีนจึงไม่ตรงกันในแต่ละปี และไม่ตรงกับปฏิทินสากล โดย “วัน
ตรุษจีน” จะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม-กลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซ่ึงเป็นช่วงสิ้นสุดของฤดู
หนาว (大寒 ) และเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ (立春) ที่แสงอาทิตย์มีอิทธิพลสร้างความอบอุ่น บรรเทา
ความหนาวจนส้ินสุดลง และดอกไม้ต่างๆ เริ่มผลิบาน จึงตั้งเป็นวันแรกของฤดูทั้ง 24 ตามปฏิทิน
จันทรคติของจีน สมัยนั้นชาวจีนให้ความสำคัญกับการเพาะปลูก จึงให้ความสำคัญกับปฏิทิน
จันทรคติด้วย เพื่อเตรียมเพาะปลูก เก็บเกี่ยว รวมถึงเตรียมไหว้เทพเจ้าในวันสำคัญตามความเชื่อ
ทางศาสนา
นอกจากการไหว้เจ้าแล้วสิ่งที่นิยมปฏิบัติกันในเทศกาลตรุษจีน คือการเตรียมทำ
ความสะอาดบ้าน ทาสีบ้านใหม่ ตัดผม หาเสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส ประดับโคมไฟสีแดง และตุ้ย
เหลียน (ป้ายคำอวยพรความหมายมงคล) ไว้หน้าบ้าน รวมถึงเตรียมซองอั่งเปาสำหรับมอบให้กับ
เด็กๆ ท่ีมาอวยพรให้ผู้ใหญ่สุขภาพแข็งแรง (สัมภาษณ์ ตถิยา โพธิ์แดง, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบล
บางพระ, 12 กันยายน 2565)
ของไหว้ในเทศกาลตรุษจีน
ของไหว้ตรุษจีน จะประกอบด้วยเนื้อสัตว์ 3 หรือ 5 อย่าง รวมถึงอาหารแห้ง
อาหารเจ ผลไม้ ขนมมงคล และกระดาษเงินกระดาษทองเพื่อจำลองสิ่งมีค่ามอบให้กับบรรพบุรุษ
ไม่นิยมใช้ของไหว้ที่มีสีดำ หรือสีขาว เพราะเป็นสีที่แสดงถึงความโศกเศร้า ส่วนของไหว้ท่ีนิยมต่างๆ
พร้อมความหมาย มีดังนี้
เนื้อสัตว์ 5 อย่าง ท่ีนำมาไหว้ในเทศกาลตรุษจีน
- ไก่ หมายถึง ความสง่างาม ความก้าวหน้า และเกียรติยศ จึงต้องใช้ไก่ทั้งตัว ท่ีสมบูรณ์
- เป็ด หมายถึง ความสามารถที่หลากหลาย
- ปลา หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์
- หมู หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์
- หมึก หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เหลือกิน เหลือใช้
ขนมมงคล สำหรับไหว้ในเทศกาลตรุษจีน
- ถั่วตัด หมายถึง เงิน
- ขนมเข่ง ขนมเทียน หมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์
- ขนมไข่ หมายถึง ความเจริญ
- ขนมถ้วยฟู ขนมสาล่ี หมายถึง ความรุ่งเรือง เฟ่ืองฟู
๗๒
- ซาลาเปา หมั่นโถว หมายถึง การห่อโชค
- ขนมจันอับ หมายถึง ความหวานที่เพ่ิมพูน มีความสุขตลอดไป
อาหารแห้ง และอ่ืนๆ
- บะหมี่เส้นยาวๆ หมายถึง อายุยืนยาว
- เม็ดบัว หมายถึง การมีลูกชายจำนวนมาก
- สาหร่ายทะเลสีดำ หมายถึง ความม่ังค่ังร่ำรวย
- หน่อไม้ หมายถึง การอวยพรให้ผาสุก
คำอวยพรเทศกาลตรุษจีน ความหมายมงคล ในวันตรุษจีน ลูกหลานมักเดินทางไป
เยี่ยมญาติผู้ใหญ่ และมอบคำอวยพรความหมายมงคลทั้งเรื่องสุขภาพและความร่ำรวย แสดงถึง
ความกตัญญู คำอวยพรภาษาจีนมักจะเขียนเป็นกลอน 4 คำ 2 กลอน เมื่อนำมาเขียนเรียงกันจะ
ประกอบด้วยอักษรจีนท้ังหมด 8 ตัว
- ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาฉาย (新正如意 新年发财) แปลว่า คิดหวังสิ่งใดขอให้
สมหวังสมปรารถนาในปีใหม่น้ี มีแต่ความสุขมั่งค่ัง โชคดีร่ำรวยตลอดปี
- ซินเหนียนไคว้เล่อ เซินถีเจี้ยนคัง (新年快乐 )身体健康 ขอให้มีความสุขสมหวัง
สุขภาพแข็งแรงตลอดปี
- ว่านซื่อหรูอี้ ซินเสี่ยงซื่อเฉิง (万事如意 心想事成) ขอให้เรื่องต่างๆ ผ่านไปโดย
อย่างราบร่ืน คิดส่ิงใดก็ขอให้สมดั่งปรารถนา
คำอวยพรนี้นิยมเขียนอยู่ในป้ายมงคลสีแดงประดับบ้านเรือน หรือบนซองอั่งเปา
เพื่อให้ผู้พบเห็นรู้สึกดีต่อกัน เพื่อเป็นการส่งต่อความรักความห่วงใย เพราะบางครอบครัวต้อง
ห่างไกลกันไปทำหน้าที่ของตน และกลับมาเย่ียมเยียนกันในเทศกาลตรุษจีนเป็นครั้งแรกของปี
การมอบ “อั่งเปา” เป็นซองสีแดงเป็นธรรมเนียมท่ีชาวจีนนิยมมอบให้กันในเทศกาล
ตรุษจีน วันแต่งงาน วันขึ้นปีใหม่ และวันขึ้นบ้านใหม่ รวมถึงวันสำคัญต่างๆ การมอบอั่งเปาในวันตรษุ จนี
น้นั นยิ มมอบใหก้ บั เด็กๆ ทกี่ ลา่ วคำอวยพรให้แก่ผู้ใหญ่ เพอ่ื ใหม้ คี วามสุข สขุ ภาพยืนยาว
ในอดตี เรยี กวา่ “แต๊ะเอีย” เพราะเงนิ สมัยก่อนเปน็ รู ต้องรอ้ ยด้วยเชอื กสีแดง ผูกเอาไว้
ที่เอว คำว่า “อ่ังเปา” มีความหมายว่าซองสีแดง ปัจจุบันมักนิยมมอบ ธนบัตร เช็ก ทองคำ จึงต้อง
ใส่ซอง และเงินที่ใส่ซองนั้นจะขึ้นต้นหรือมีเลข 4 หรือ 8 เพราะคล้องเสียงกับตัว “ฟา 发” ที่
แปลว่ารุ่งโรจน์ ร่ำรวย เจริญย่ิงขึ้นไป หลักการให้และรับซองอ่ังเปานั้น ผู้ใหญ่จะเป็นฝ่ายเตรียมเงิน
ใส่ซองสีแดงไว้ให้แก่เด็กๆ และมอบให้กับลูกหลานในครอบครัว แต่หากบุตรหลานมีหน้าท่ีการงาน
แล้ว ก็เปลี่ยนจากผู้รับ เป็นผู้มอบ แล้วเด็กๆ ก็จะเป็นฝ่ายอวยพรเรา เฉกเช่นกับที่ปฏิบัติกันเป็น
ธรรมเนียมสืบมา ส่วนบุตรหลานที่มีรายได้ และต้องการใส่ซองอ่ังเปาเพื่อมอบให้แก่ผู้ใหญ่ ก็ทำได้
เพื่อเป็นการตอบแทนที่เล้ียงและดูแลเรามา ให้เรามีอนาคตที่ดี แสดงความกตัญญูเป็นมงคลเริ่มต้น
ปีใหม่ให้กับตัวเอง
ข้อห้ามในวันตรุษจีน ความเชื่อที่สบื ทอดกนั มา บางครอบครวั ยึดถือเพื่อไม่ใหข้ ัดต่อ
โชคลาภที่จะไดร้ ับในปีใหม่น้ี จะต้องงดกิจกรรมที่มีความหมายไม่ดี เพื่อเช่ือว่าจะส่งผลไปตลอดท้ังปี
แต่ก็เป็นความเช่ือส่วนบุคคลของแต่ละครอบครัว ที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น
๗๓
- ห้ามกวาดบ้าน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดโชคลาภออกไปจากบ้านจนหมด
- ห้ามตัดผม สระผม ห้ามตัดเล็บ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการนำความมั่งคั่งออกไป
- ห้ามใส่เสื้อผ้าสีขาวดำ เพราะเป็นสีแห่งความเศร้าโศก จึงนิยมใส่สีแดง เพราะ
เป็นสีแห่งความสุข และโชคดี
- ห้ามให้ยืมเงิน เพราะจะทำให้เสียทรัพย์ตลอดปี
- ห้ามพูดจาไม่ดี หรือ ห้ามพูดคำหยาบ เพราะจะทำให้ครอบครัวทะเลาะกัน และ
นำพาแต่เร่ืองวุ่นวายมาตลอดทั้งปี
เทศกาลกินเจ
ประเพณกี ารกนิ เจกำหนดเอาวนั ตามจันทรคติ คือเริม่ ตน้ ต้ังแตว่ นั ขึน้ ๑ คำ่ ถงึ ข้ึน ๙ ค่ำ
เดอื น ๙ ตามปฏิทินจนี ทุกๆ ปี รวม ๙ วนั ๙ คืน มจี ดุ เร่ิมตน้ จากประเทศจีน
ประวัติความเป็นมา
เทศกาลเจ เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่า เกิดมาในสมัยท่ี
ชาวจีน ถูกรุกรานโดยชนชาติแมนจู ซึ่งเข้าปกครองประเทศจีน และบังคับให้ชนชาติจีนยอมรับ
วัฒนธรรมของตน อาทิ การไว้ทรงผมเยี่ยงแมนจู คือ โกนศีรษะโล้นทางด้านหน้าและไว้ผมยาวทาง
ด้านหลัง ซึ่งหลายคนคงจะชินตาในภาพยนตร์จีนที่นำมาฉายทางทีวี ในสมัยนั้นมีคนจีนกลุ่มหน่ึง
รวมตัวกันตอ่ ต้านชาวแมนจู โดยใช้หลักทางธรรมเข้ามาร่วมด้วย ชาวจีนกลุ่มนี้นุ่งขาว ห่มขาวและไม่
รับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งมีความเชื่อว่า การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง
ใหก้ ับกลุม่ ของตนจนสามารถต้านทานชาวแมนจไู ด้ คนกลมุ่ น้ีเรยี กตวั เองว่า “หงหี่ ั่วท้วง” ซ่ึงแม้จะได้
ตอ่ สอู้ ย่างอาจหาญ แตท่ ้ายท่สี ุดกไ็ ม่สามารถต้านทานการรุกรานของชาวแมนจูได้ เมอื่ ถงึ วันข้ึน ๑ ค่ำ
เดอื น ๙ ชาวจนี ที่ยงั คงอย่ภู ายใต้การปกครองของชาวแมนจู จึงพากนั ถอื ศลี กินเจ เพอ่ื รำลกึ ถงึ เหลา่ นัก
สู้ “หงหี่ วั่ ท้วง” ทีไ่ ด้ต่อส้พู ลีชพี ในครงั้ นน้ั ความเช่ือถอื อกี กระแสหนึ่งของตำนานการกินเจน้ัน เช่ือกัน
ว่าเป็นการสักการะพระพุทธเจ้า ในอดีต ๗ พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ รวมเป็น ๙
พระองค์ หรอื อีก นัยหน่งึ เรียกวา่ ดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ในพิธีกรรมน้ี สาธชุ นจึงงดเวน้ จากการฆา่ สัตว์ ตัด
ชวี ิต หันมาบำเพญ็ ศีล โดยการต้ังปณิธานในการกนิ เจ งดเว้นอาหารคาว เพ่ือเปน็ การสมาทานศีล ๓ ประการ คือ
- เวน้ จากการเอาชวี ิตของสัตวม์ าบำรงุ ชีวิตของตน
- เว้นจากการเอาชวี ิตของสัตวม์ าเพ่ิมเลอื ดของตน
- เวน้ จากการเอาชีวติ ของสตั ว์มาเพิม่ เน้ือของตน
สำหรบั จงั หวดั ตราดความเชอ่ื เร่อื งการกนิ เจ เป็นไปในแนวทางของการละเวน้ การเอา
ชีวิตของสัตว์ เพื่อเป็นสักการะบูชาแก่พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม อาจเนื่องจากการ
แพรห่ ลายของการละเว้นการกินเน้ือววั ในกลุ่มคนทนี่ บั ถือ “เจา้ แมก่ วนอิม” การกินเจจึงเป็นอีกหนึ่ง
พิธกี รรมเพือ่ สกั การะ
ความมุ่งหมายของประเพณี
ผู้ที่กินเจอาจจะมจี ุดเริ่มตน้ ท่ีแตกตา่ งกันไป แต่จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เปน็
๓ ประเภทดงั น้ี
๗๔
๑) กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลา
หนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจาก
ร่างกายได้ปรบั ระบบไหลเวยี นโลหติ ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถยี รภาพ
๒) กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย
เลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมจี ิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกนิ เลือดเนือ้ ของ
สตั ว์เหล่านัน้ ซง่ึ มเี ลือดเนอื้ จิตใจและทสี่ ำคัญมคี วามรักตัวกลวั ตายเชน่ เดียวกบั คนเรา
๓) กนิ เพ่อื เวน้ กรรม ผูท้ ่ีเข้าใจอย่างลึกซงึ้ ยอ่ มตระหนักวา่ การกินซงึ่ อาศัยการฆ่าเพื่อ
เอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นองเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมอื ฆ่าเองก็ตาม การซื้อจาก
ผู้อืน่ กเ็ หมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไมม่ ีคนฆา่ มาขาย กรรมท่สี ร้างนี้จะติดตามสนองเรา
ในไม่ช้าทำให้สุขภาพรา่ งกายอายขุ ัยของเราสั้นลงเป็นบอ่ เกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เม่อื ผ้หู ยั่งรเู้ รือ่ งกฎแห่ง
กรรมนจี้ ึงหยุดกินหยุดฆา่ หันมารบั ประทานอาหารเจ ซงึ่ ทำใหร้ ่างกายเติบโต ไดเ้ หมือนกัน โดยไม่เห็น
แก่ความอรอ่ ยชว่ งเวลาส้นั ๆ เพยี งแค่อาหารผา่ นลน้ิ เทา่ น้นั
ขน้ั ตอนปฏบิ ัติงานหรอื พิธีกรรม
เมื่อถึงวันที่ชาวจีนเชื่อว่าพระโพธิสัตว์ได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนและดูแลโลกมนุษย์น้ัน
ประชาชนจะแตง่ ตวั ด้วยเสื้อผ้าสีขาว รบั ประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท และผกั ต้องห้าม
อกี ๕ ชนิด คอื กระเทยี ม หอม ก้ยุ ชา่ ย ต้นกระเทียม ใบยาสบู ตอ้ งปฏิบตั ิตนอยใู่ นศีลธรรมอย่างเคร่งครัด
มพี ิธบี ูชาองค์ประธานงานเทศกาลกินเจ และบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อ มกี ารประทับทรงของเทพเจ้าเพ่ือ
แสดงอภินหิ ารไดแ้ ก่ ลยุ ไฟ ปีนบันไดมีด พ่นไฟ ใช้มีดแทงสว่ นต่างๆ ของรา่ งกายเช่น แก้ม แขน ขา ลำตัว
ลิ้น ฯลฯ (สัมภาษณ์ พัชรินทร์ พรรณมณีลักษณ์, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ. 17 กันยายน
2565)
ภาพท่ี 14 ภาพประชาชนชาวไทยเชือ้ สายจนี จังหวดั ตราดนงุ่ ขาวห่มขาวร่วมเทศกาลกินเจ
ภาพที่ 15 ภาพชาวไทยเชอื้ สายจีนจงั หวัดตราดร่วมพิธีเวียนธปู เป็นพทุ ธบชู าซิกไท้หอบูชาฮุดโจ้ว
๗๕
ภาพท่ี 16 ภาพบรรยากาศการกินเจจงั หวดั ตราดและอาหารเจจงั หวดั ตราด
วนั เกิดเจา้ พอ่ หลกั เมอื งหรือ “วนั พลเี มอื ง”
ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี มีงานฉลองที่เรียกว่า “วันงานพลีเมือง” หรือท่ี
ชาวจีนเรียกว่า “วันเซี่ยกงแซยิด” หมายถึง วันเกิดเจ้าพอ่ หลักเมอื ง ที่พิเศษที่สุดในประเทศไทย คือ
เสาหลักเมืองคู่บ้านคู่เมืองตราด เป็นสองเสาคู่ ชาวภาคตะวันออกนิยมมากราบไหว้เสาหลักเมือง
ที่ศาลเจ้าพ่อหลกั เมืองตราด เพราะมีเสาคู่และประวัติความเปน็ มาอันยาวนาน มีการจัดงานฉลอง 3 วนั
2 คืน มีพิธีทำบุญตักบาตรแบบไทย มีการจัดตั้งโรงทาน และมีงานประจำปีศาลปุงเถ้าม่าแบบจีน
มีการแสดงงว้ิ ลิเก และการฉายหนังกลางแปลงตลอดทง้ั คืนเพอ่ื เปน็ การสักการะเจ้าพ่อและการเฉลิม
ฉลองวันเกดิ เจ้าพอ่ หลักเมือง นอกจากนย้ี ังมีการทำบญุ ประเพณีทีศ่ าลเจ้าพ่อหลกั เมอื งตราดปฏิบัติสืบ
ทอดกันมาแต่อดีตคือพิธีทำบุญปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์ เป็นการทำความเคารพและขอขมาแม่น้ำ
ที่ชาวบ้านได้ใช้แหล่งน้ำเป็นแหล่งอาหาร แหล่งดำเนินชีวิต และแหล่งอาชีพ ซึ่งจะทำให้ทำมาหากิน
เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งเป็นการสะเดาะเคราะห์เอาทุกข์โศกโรคภัยและสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายฝากลอยไปกับ
แมน่ ำ้ เหลือคงไวแ้ ตท่ ี่ส่งิ ดใี นชีวิต และมโี ชคลาภ ทัง้ นีเ้ ปน็ การเซน่ ไหว้ผแี ละเจ้ากรรมนายเวรท้ังหลาย
ให้กินอิ่มหนำสำราญ ไม่มารบกวนชาวบ้านอีกด้วย ช่วงก่อนและหลังตรุษจีน 1 เดือน ในอดีตเคยมี
เรื่องน่ามหัศจรรย์ของหลักเมืองตราด ในสมัยที่ตกอยู่ใต้อำนาจฝรั่งเศสนั้น ชาวฝรั่งเศสสังเกตเห็น
ชาวเมอื งตราดพากนั เดินทางมากราบไหว้หลกั เมืองอย่เู ป็นประจำ จงึ คิดให้คนไปถอนเสาหลักเมืองท้ิง
แต่ถอนเท่าไหร่ก็ถอนไม่ขึ้น ขุดเท่าไหร่ก็ขุดไมไ่ ด้ แม้จะดงึ เสาหลักเมืองด้วยแรงช้างสาร ก็ไม่สามารถดึง
ขึ้นมาได้ น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนกั (สัมภาษณ์ สมชาย จันทฑีโร, ประธานกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด,
17 กันยายน 2565)
ภาพที่ 17 ภาพพิธีทำบญุ ตักบาตรแบบไทยในงานวนั พลเี มือง
๗๖
ภาพที่ 18 ภาพการรำลิเกถวายเจ้าพ่อหลกั เมอื งตราด
ภาพท่ี 19 การแสดงงว้ิ ถวายเจ้าพอ่ หลักเมืองตราด
ภาพท่ี 20 ภาพพิธีทำบญุ ปล่อยเรอื สะเดาะเคราะห์
ภาพที่ 21 ภาพพธิ ที ำบญุ ปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์
๗๗
4.1.1.5 ดา้ นศิลปะพนื้ บา้ น
อิทธิพลของศิลปะจีนที่ปรากฏ ในภาพงานจิตรกรรมฝาผนังวิหารไม้ (อุโบสถเก่า)
วัดบุปผาราม วัดบุปผาราม ตงั้ อยหู่ มูท่ ่ี 3 บา้ นปลายคลอง ตำบลวงั กระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด
ที่ตั้งวัดอยู่เนินเขา ห่างจากศาลากลางจังหวัดตราดประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดที่เก่าแก่และสำคญั
ที่สุดของจังหวัดตราด มีหลักฐานทางเอกสารของกรมการศาสนาว่าวัดบุปผาราม ได้ประกาศตั้งเป็นวัด
เมื่อ พ.ศ. 2195 (ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2172 - 2199) และได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมาเม่ือ พ.ศ. 2225 (ตรงกับรชั สมัยของสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2199 - 2225)
(วรรณิภา ณ สงขลา, 2535) การก่อสรา้ งวัดบปุ ผารามมีผู้บนั ทกึ วา่ หลวงเมอื งเปน็ ผสู้ ร้าง และเน่ืองจาก
ในสมัยนั้น บริเวณนี้เคยเป็นเกาะ มีพ่อค้าคนจีนไหหลำ มาจอดเรือและได้ตั้งบ้านเรือนพักอาศัยบน
เกาะนี้ คงจะได้ร่วมกันสร้างวัดนี้ขึ้นมาด้วย จากประวัติการก่อสร้างวัด มีผู้สูงอายุเล่าสืบกันมาว่า
ในขณะทจ่ี ะสร้างวัดข้ึนนัน้ ผ้ทู เ่ี ดนิ ทางมาตรวจพื้นทไี่ ดม้ าถึงเนินเขาแห่งนี้ และได้พจิ ารณาภูมิประเทศ
ซ่ึงเป็นเนินเขาชานเมอื งตราด เหน็ เมอื งตราดอยู่เชิงเขา มีภมู ิทศั นอ์ ันสวยงามและเป็นชยั มงคล ในขณะ
ที่ด่านเหล่านั้นกำลงั ตรวจตราพืน้ ที่ก็ไดก้ ลิน่ หอมของดอกไม้ขจรขจายทั่วไป แต่ไม่พบว่ากลิ่นหอมนนั้
มาจากที่ใด จึงเกิดความศรัทธาเห็นควรสร้างวัดขึ้น ณ ที่นี้ให้สวยงาม และให้ชื่อว่า วัดบุปผาราม
ตามศุภนิมิตรนั้น (นิพันธ์ พุทธิปรางค์, 2524) และเนื่องด้วยวัดบุปผารามเป็นวัดสำคัญในหมู่บ้าน
ปลายคลอง ผ้คู นบางกลุ่มจงึ นิยมเรียกช่อื ว่า วดั ปลายคลอง ตามชอื่ หม่บู ้าน และยงั มีผู้เรียกช่ือวัดน้ีว่า
วัดเนนิ หย่อง ดว้ ยวดั นม้ี ีต้นหยอ่ งมาก วิหารไม้ หรอื อุโบสถเกา่ เปน็ อาคารที่เก่าแก่ท่ีสุดในวัดบุปผาราม
มีหลักฐานว่าสรา้ งก่อน พ.ศ.2313 เพราะมจี ารึกทฐ่ี านชกุ ชีหน้าพระประธานว่า เป็นฐานประดิษฐาน
พระศรีอริยเมตไตรย สร้างโดยแม่ทองดี พ.ศ. 2313 ต่อมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เม่ือ
พ.ศ. 2396 และบูรณะอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระครูคุณสารพิสุทธิ (โห) ในราว พ.ศ. 2452 และคร้ัง
หลังสุดได้รับการบูรณะ ในปีพ.ศ. 2524 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของวิหารไม้ เป็นอาคารทรงโรง
ฐานเปน็ เคร่ืองก่อ ฉาบดินและทาน้ำปูนขาว มรี ปู แบบเป็นฐานปัมทโ์ ค้งออ่ นทรงเรือสำเภา ซึ่งเป็นรูปแบบ
สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย ฝาเปน็ ไม้กระดานเรียงในแนวต้ัง มีขนาด 3 หอ้ ง หันหน้าไปทาง
ทิศตะวนั ออก หลังคามุงกระเบื้องดนิ เผาแบบกระเบอื้ งเกล็ดเต่า (กระเบ้ืองลนิ้ หมา) มีหลังคาประธาน
1 ตบั หลังคาเฉลยี งล้อมรอบ 1 ชนั้ และมหี ลังคาพาไลลาดลงมาทางด้านหน้าและหลังวิหารไม้อีกด้าน
ละ 1 ตับ เครื่องลายองเป็นไม้แกะสลัก หุ้มแผ่นโลหะเรียบทาสีเหลืองที่คอหางหงส์มีอักษรจารึกว่า
“วอก 127” หน้าบันเป็นแผงไม้กระดานเรียบแบบเดียวกับฝาผนัง มีเสานางเรียงทางด้านข้างของ
วิหารไม้ ทั้ง 2 ข้าง ด้านละ 4 ต้น เป็นเสาไม้รูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ส่วนทางด้านหน้าและหลังมีท้าว
แขนขึ้นรับปลายเต้าหลังคาเฉลียงทั้ง 4 มุม มีประตูทางด้านหน้าและหลังวิหารด้านละ 2 ช่อง มี
หน้าตา่ งท่ีฝาผนงั ดา้ นข้างด้านละ 3 ช่อง ซ่ึงอยูท่ างขา้ งของช่องกลาง บรเิ วณเหนือชอ่ งประตูหน้าวหิ าร
ทางข้างขวาพระประธาน มีแผ่นไม้ มีอักษรจารึกแขวนไว้ 1 แผ่น มีข้อความในจารกึ ว่า พระแจ่งกับผู้
ศรทั ธาอืน่ ๆ (บรู ณะ) พ.ศ. 2396 ท่ีแผ่นไม้ และมีจิตรกรรมที่ปลายไมท้ งั้ 2 ข้าง ภายในวิหารไมเ้ ป็นท่ี
ประดิษฐานพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะในสมัย
รัตนโกสินทรต์ อนต้น ฐานชกุ ชพี ระประธานมีลวดลายเขียนสีแดงบนพืน้ ขาว เปน็ ลวดลายกระบวนจีน
ตอ่ มามีการทาปูนขาวทับและมีร่องรอยวา่ มีอักษรจารกึ เป็นอักษรขอมบา้ ง ไทยบ้าง จารลงบนผิวปูนที่
ฉาบทับบนผิวปูนเดมิ ของฐานชุกชีพระประธานไว้บางๆ พื้นวิหารไม้แตเ่ ดิมเป็นพื้นดนิ ซึ่งเป็นลักษณะ
๗๘
พิเศษ ซึง่ พ้ืนอาคารโดยท่ัวไปมักจะเทปูนหรือปกู ระเบื้อง แตอ่ าคารในเขตพุทธาวาสของวัดบุปผาราม
อดีตเป็นอาคารสรา้ งไม่ยกพ้ืน ใช้พื้นดนิ เป็นพื้นอาคารทุกหลงั และหากมี ส่วนที่เป็นอาสนะก็ยกขอบ
ขึ้นและถมดินแน่นปรับผิวให้เรียบร้อย ปัจจุบันได้มีการทำพื้นวิหารใหม่ รวมทั้งอาคารอื่น ๆ ก็ได้รับ
การบูรณะปฏสิ งั ขรณ์และทำพ้ืนใหม่เป็นพื้นปนู แลว้ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2523
รปู แบบและความหมายของภาพสัญลักษณท์ ่ีปรากฏในงานจิตรกรรม ภายในวิหารไม้
วัดบุปผารามนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นด้วยสีฝุ่นบนผิวปูนฉาบที่ขัดเรียบเป็นมัน เป็นผิวปูน
ขาวไม่ผสมทรายและฉาบบางมาก มีภาพจิตรกรรมเขียนทุกด้านของผนัง รวมทั้งลวดลายเพดาน
ลักษณะ เขียนด้วยสีบางเป็นลายกระบวนจีน แทรกภาพวรรณกรรมตา่ งๆ รวมทั้งภาพที่มีความหมาย
เกี่ยวกับความมีสิริมงคล แบบจีน ซึ่งสามารถวิเคราะหร์ ูปแบบและความหมายของสัญลักษณ์ตามคติ
ของจีนได้ดังนี้
ภาพธรรมชาติ
งานจิตรกรรมฝาผนังวัดบุปผารามนี้ มีภาพธรรมชาติอยู่มากมาย ทั้งลายดอกไม้ ต้นไม้
ลายเมฆ ก้อนหิน ซึ่งต่างมีความหมายในแง่ของการเป็นสัญลักษณ์มงคล แต่ที่โดดเด่นและเป็นลวดลายที่
สวยงาม คือบริเวณผนังหุ้มกลอง ด้านหลังพระประธานในทิศตะวันตก เขียนเป็นลายดอกไม้ คล้ายดอก
กหุ ลาบ แทรกด้วยภาพนกจำนวนมาก อย่ใู นกรอบผ้าม่านที่แขวนหอ้ ยลงเป็นผืนเรียบคล้ายฉากอยู่ในกรอบ
สเี่ หลยี่ มขนาดใหญ่ 2 กรอบเต็มผนงั การเขียนภาพลักษณะเช่นนี้ ต่างไปจากงานจิตรกรรมไทย แต่ดูคล้าย
เป็นการจัดฉากด้านหลังพระประธาน ให้เหมือนกับลวดลาย ผ้าม่าน โดยองค์ประกอบหลักของภาพ
จติ รกรรมแสดงให้เห็นถงึ แนวคิดและคตินิยมแบบจีน ภาพเคร่อื งบูชาแบบจีน รวมไปถึงภาพเทพเจ้าของจีน
ลกั ษณะของการประดับผ้าท่ีมีลวดลายเขียนไว้ท่ีขอบฝาผนังและส่วนท่ีต่อลงมาคือชาย ผ้าทำเป็นชายครุย
ผูกประสานกันเป็นรูปตาข่าย มีพู่เป็นดอกไม้ห้อยอย่างงดงามเป็นการประดับฝาผนังตามคติจีน ซ่ึงคติการ
แขวนผ้าประดับเช่นนี้ พบในจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่ง โดยมีลักษณะของผ้าแขวนเป็นริ้วที่ระบายและ
ประดับเปน็ แนวโค้งขึน้ ลงเร่ือยไปตลอดฝาผนงั แต่สำหรบั ท่ีวัดบุปผารามเขยี นแถบผ้าเรยี บ ซ่ึงเป็นลักษณะ
พิเศษที่ไม่พบในที่อื่นๆ เป็นแบบที่หาชมยาก และลักษณะผ้ายังแสดงความวิจิตรเป็นลวดลายผ้าที่ทำข้ึน
อย่างประณีตพิเศษ นอกจากให้ความงดงามแลว้ ยังแสดงให้เห็นความสำคญั ของพระประธาน โดยมีลักษณะ
คล้ายกับฉากหลงั ของโตะ๊ บูชาแบบจีนที่มักมฉี ากหลังเป็นผ้าไหมปักลวดลาย ดา้ นหนา้ จดั วางสง่ิ ศักดิ์สทิ ธ์ิ ท่ี
นบั ถอื หรือรูปเคารพ จึงอาจเป็นลักษณะของการเลียนแบบโดยปรับเปล่ยี นให้เป็นฉากภาพเขียนผนังแทน
และจัดวางเชือ่ มตอ่ ด้านบนในรูปแบบของม่านมีพหู่ ้อย ท้งิ ตวั เป็นแนวยาวเต็มผนงั ด้านหลงั ใช้ลวดลายท่ีมี
ลักษณะใกลเ้ คียงกัน แตม่ นี ้ำหนกั ทีแ่ ตกต่าง เพือ่ ใหด้ ูโดดเด่นและต่อเนื่องเคลื่อนไหวไม่มีที่จบ (สุชาติ เถาทอง
, 2544) ดว้ ยลวดลายธรรมชาติ ตน้ ไม้ ดอกไม้ จึงถือเป็นการแสดงออกถงึ สญั ลักษณ์แทนคำอวยพร (ธวัชชัย
ดลุ ยสุจริต, 2545) ได้แก่ ภาพดอกกุหลาบ ดอกโบตัน๋ ดอกเกก๊ ฮวย ดอกพดุ ตาน ดอกท้อ ดอกบัว กอ้ นหนิ
ภาพท่ี 22 ภาพจิตรกรรมฝาผนงั ด้านหลงั พระประธาน
ลายดอกกุหลาบเคล้าลายนก
ภาพสตั ว์
๗๙
ในจติ รกรรมฝาผนงั วัดบุปผารามน้ี ยังมกี ารเขยี นภาพสัตว์ท่ีเปน็ ภาพสตั ว์มงคล ตาม
คติและความเชื่อ ของจีน มีทั้งที่เป็นลักษณะของการเขียนแทรก และการเขียนที่เน้นให้ความสำคัญ
ได้แก่ ภาพคา้ งคาว มังกร หงส์ ปลามังกร เสือ ปลาเงนิ ปลาทอง กิเลน นก ลงิ
ภาพที่ 23 หงส์คู่และดอกโบต๋ัน (ซ้าย) ภาพที่ 24 ภาพปลามังกรด้านหน้าประตูทศิ เหนอื (ขวา)
ภาพที่ 25 ภาพเสอื และนก
ภาพบุคคล
การเขียนภาพบุคคลในงานจิตรกรรมฝาผนังส่วนมากมักเป็นตัวแทนของเทพเจ้า
สิ่งศักด์ิสิทธิ์ รวมไปถึง ผู้มียศศักด์ิและการเขียนภาพบุคคลที่แสดงออกถึงวิถีชีวิต ผู้คนใน
สภาพแวดล้อมและบางครั้งเป็นการเขียนเพื่อนำเสนอเรื่องราวของวรรณกรรมสอนใจ ซึ่งในงาน
จิตรกรรมฝาผนังวัดบุปผารามก็มีแนวคิดและความเชื่อในการเขียนภาพบุคคลต่างๆ โดยมีรูปแบบ
องค์ประกอบของขนาดและความสำคัญที่แตกต่างกัน ภาพบนผนังทิศตะวันออกด้านบนจะมีภาพ
บุคคลเรียงอยู่ในกรอบตรงกลาง 9 คนและริมซ้ายและขวา อย่างละ 1 คน รวมเป็น 11 คน ซึ่งจาก
รปู แบบการเขียนเปน็ ไปไดว้ ่า น่าจะเป็นเทพเจ้า หรือเซยี น แต่ยังไม่สามารถระบุช้ีชัดได้ว่าจะเป็นเทพ
เจ้าองค์ใด มีผู้สันนิษฐานไว้ว่า เป็นเทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพมงคล และภาพขุน
นาง 8 คน ซึ่งผู้ศึกษาสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพของเซียนทั้ง 8 และถือสิ่งของมงคลทั้ง 8 อย่าง
ซงึ่ จะมคี วามหมายตามสัญลกั ษณม์ งคล ดังน้ี ภาพฮก ลก ซว่ิ ภาพเซยี นท้ังแปด ภาพพระพุทธเจา้ ภาพ
ทหารตฆี ้อง ภาพชาวไทยและชาวจีนแสดงความเคารพสกั การะ
ภาพท่ี 26 ภาพพระพุทธเจา้ (ซา้ ย) ภาพท่ี 27 ภาพชาวไทยและชาวจนี แสดงความสักการะ (ขวา)
๘๐
ภาพท่ี 28 ภาพสตรีจนี ถอื พดั และชายจีนไวผ้ มเปียยาวถอื บ้องยาสบู ถงุ ใสย่ า(ซา้ ย)
ภาพท่ี 29 ภาพสตรจี ีน 2 คน ผกู ผมแบบเดียวกันคนหนง่ึ มีปน่ิ ทำด้วยหยกเป็นรูปเงนิ ตราแบบโบราณ
ระหวา่ งสองคนมีแจกันโบราณตง้ั อยู(่ ขวา)
4.1.1.6 ดา้ นภาษาและวรรณกรรม
ศาลเจ้าชาวไทยเชื้อสายจีนมักจะเขียนภาษาและวรรณกรรมของจีนประเภทต่างๆ
เช่น วรรณกรรมสมัยราชวงศ์หมิง พ.ศ. 1911-2187 วรรณคดีนิยายที่ประสบความสำเร็จสูงสุด
นั้นได้แก่สามก๊ก ซ้องกั๋งไซอิว๋ จินผิงเหมยและห้องสินหรือสถาปนาเทพ วรรณกรรมเรื่อง ความฝันใน
หอแดง-อั่งเล่ามง่ั -บรรยายความสัมพันธ์ในระหว่างชาย 235 คน หญิง 213 คน ทำใหเ้ ห็นชีวิตคนม่ัง
มีในสมัยกษัตริย์เคียงล้งปี พ.ศ. 2280 กษัตริย์เคียงล้งแห่งราชวงศ์เช็งอย่างละเอียด มีเรื่องเกร็ด
ประวัตบิ ณั ฑิตหยูคอ่ นแคะบรรดาผทู้ หี่ ากินโดยใช้ลทั ธหิ ยเู ป็นเครื่องมอื ไดด้ ีเยีย่ มเร่อื งหนึ่ง
สามก๊ก (Romance of the Three Kingdoms ; 三國演義; จีนตัวย่อ : 三国演义) เป็น
วรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เป็นวรรณกรรมเพชรน้ำ
เอกของโลกและมรดกทางปัญญาของปราชญ์ชาวตะวันออกมีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 10 ภาษา
ได้รับการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่งข้ึนประมาณในช่วง คริสต์ศตวรรษท่ี 14 หรือพุทธ
ศตวรรษท่ี 18 ยุคสมัยราชวงศ์หยวน บทประพันธ์โดยหลัว กวั้นจง (羅貫中: LuóGuànzhōng)
แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยคร้ังแรกโดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระ
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อปีพ.ศ. 2345 เป็นแบบสมุดไทย ตีพิมพ์คร้ังแรกโดยโรงพิมพ์ของ
หมอบรัดเลย์ในปี พ.ศ. 2408 และได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งภายใต้ช่ือ “หนังสือสามก๊ก ฉบับราช
บัณฑิตยสภา” โดยโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ในปี พ.ศ. 2471 ปัจจุบันสามก๊กฉบับเจ้าพระยา
พระคลัง(หน) ได้รับการตีพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้งโดยหลายสำนักพิมพ์ถือเป็นวรรณกรรมจีนอิง
ประวัติศาสตร์ เล่มที่ 2 โดยแปลหลงั จากไซ่ฮ่ันและเกา่ แก่ทส่ี ุดในไทย
สามก๊กมีเน้ือหาหลากหลายรสชาติเต็มไปด้วยกลเล่ห์เพทุบาย กลศึกในการรบ การ
ชิงรักหักเหลี่ยม ความเคียดแค้นชิงชัง ความซื่อสัตย์และการให้อภัย มีเน้ือหาและเรื่องราวในทางทีด่ ี
และร้ายปะปนกัน ภาพโดยรวมของสามก๊กกล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊กในปี พ.ศ. 763 - 823
โดยจุดเร่ิมต้นของสามก๊กเร่มิ จากยุคโจรโพกผ้าเหลืองในปี พ.ศ. 726 ทอ่ี อกอาละวาด จนเป็นเหตุให้
บุคคลทั้งสามคือ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุยได้ร่วมสาบานตนเป็นพี่น้อง และร่วมปราบกบฏโจรโพก
ผ้าเหลือง รวมทั้งการแย่งและช่วงชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นของก๊กต่างๆ
อันประกอบด้วย วุยก๊กหรือก๊กเว่ย (魏) จ๊กก๊กหรือก๊กสู่ (蜀) และง่อก๊กหรือก๊กหวู (吳) จนถึงการ
สถาปนาราชวงศ์จิ้นโดยสมุ าเอ๋ยี น รวมระยะเวลาประมาณ 60 ปี นอกจากน้ีสามก๊กยังเป็นหน่ึงในสี่สุด
ยอดวรรณกรรมจนี รว่ มกับไซอิ๋ว ซ้องก๋ัง และความฝนั ในหอแดง นักอ่านหนงั สือจำนวนมากยอย่องสาม
๘๑
ก๊กเป็นบทเรียนตำราพิชัยสงครามภาคปฏิบัติการบริหารและเศรษฐกจิ ชาวไทยเช้ือสายจีนจะกราบ
ไหว้เทพเจ้ากวนอู ตามความเชื่อในลัทธิขงจื้อ นับถอื กวนอูเปน็ เทพเจ้าตามศาสนาเต๋าด้านความกตัญญู
มีประติมากรรมและจิตรกรรมคนสาคัญคนอื่นในวรรณกรรมสามก๊ก เช่น เล่าปี่ เตียวหุย ขงเบ้ง และ
ฮวั ท้อเซยี งซอื หมอหัวโถหรือฮโู ต๋แพทย์ผมู้ ีชื่อเสยี งสมัยสามก๊กประดิษฐานไว้สำหรับให้กราบไหว้บูชาที่
ศาลเจ้าหลายแหง่ ในภาคตะวันออก
คำว่า ล้ง (lóŋ) เป็นคำยืมภาษาจีน ซึ่งออกเสียงตามภาษาจีนแต้จิ๋ว ใน
ภาษาจีนคือ อักษร 廊 (láng) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า ล้ง (lóŋ) ในระดับคำเดี่ยว และคำประสม
ความหมายของคำว่า “ล้ง” (lóŋ) ในบริบทของคำยืมในภาษาไทย พบว่า คำว่า ล้ง (lóŋ) มีการใช้ใน
ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย ความหมายโดยตรงหมายถึง โกดัง และ โรงคัดแยกและ
บรรจผุ ลผลติ ทางการเกษตร ความหมายโดยนัยไดแ้ ก่ คำว่า ลง้ จีน (lóŋcin) หมายถึง นักลงทุนสญั ชาติ
จีนที่ทำหน้าที่รวบรวบผลผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงความหมาย ในลักษณะ
ความหมายย้ายที่ จากวงศัพท์อาคารโกดังมาเป็นวงศัพท์บุคคล หมายถึง นักลงทุนที่รวบรวบผลผลิต
การเกษตร เพื่อการส่งออก และมีการใช้คำว่า “ล้ง” (lóŋ) เชิงอุปลักษณ์การแทนที่ หมายถึง
“พฤตกิ รรมการกวา้ นซ้ือ ผลผลิตการเกษตร”
4.1.1.7 ด้านการแตง่ กาย
การแตง่ กายของชาวจีน นงุ่ กางเกง ซก่ี ี (คล้ายกางเกงขากว๊ ยยาวเยบ็ 4 ตะเขบ็ ) และ
สวมรองเท้าจนี หรือไมก่ ็สวมรองเทา้ แตะ การแตง่ กายทีถ่ อื วา่ สุภาพของชาวจีนคอื การสวมใส่เส้ือคอจีน
หรือคอตั้ง แขนยาว ผ่าหน้า กับกางเกงขายาวและสวมหมวกมีปีกและรองเท้าคัดชู ส่วนชุดอยู่บ้าน
ก็มักจะสวมใส่กางเกงจีนหรือกางเกงผ้าแพรกบั เสอื้ คอกลมแขนสนั้ กระดมุ ผา่ หน้า หรือเรยี กชอ่ื ว่า เสื้อ
กุยเฮง นัน่ เอง (สมั ภาษณ์ ตถยิ า โพธ์ิแดง, ชาวไทยเช้ือสายจีน ตำบลบางพระ, 17 กนั ยายน 2565)
ภาพที่ 30 ภาพการแต่งกายของคนในชมุ ชนรกั ษ์คลองบางพระสมยั รัชกาลท่ี 5 ในภาพคือ คุณปิน่ แซพ่ ัว
บรรพบุรุษของคุณจันทร นราธาวา ซง่ึ เป็นจีนแคะ ที่เขา้ มาตง้ั หลักแหลง่ ในชมุ ชนรักษค์ ลองบางพระ
ภาพท่ี 31 ภาพการแต่งกายของข้าราชการใน
ชุมชนรักษ์คลองบางพระสมัยรัชกาลที่ 5
๘๒
ภาพที่ 32 ภาพการแต่งกายของบุรุษและสตรีในชุมชนรกั ษค์ ลองบางพระรชั กาลท่ี 5 – 6
(ภาพจากคุณเสริมทรัพย์ จินตกานนท์ ราษฎรถนนธนเจริญ ตำบลบางพระ)
4.1.1.8 ด้านอาหาร
อัตลักษณ์ของอาหารแต้จิ๋วคือ สี่มากได้แก่ อาหารทะเลมาก อาหารผักมาก น้ำจิ้ม
มากและของหวานมาก ซึ่งอัตลักษณ์อันโดดเด่นเหล่านี้ได้ปรับตัวผ่านทางวัฒนธรรมเข้ามามีอิทธพิ ล
กับอาหารไทยในปัจจุบัน โดยครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนจะใช้วิธีการขัดเกลาลูกหลานแบบทั้ ง
ทางตรงและทางอ้อม การขัดเกลาแบบทางตรงนั้นผู้ใหญ่จะเล่า อธิบาย สั่งสอนลูกหลานผ่าน
ขนบธรรมเนียม ประเพณีตา่ งๆ หลายเทศกาลของจีนจะมคี วามเกี่ยวข้องกับบรรพบรุ ุษ อาทิ ตรุษจนี
เช็งเมง้ และสารทจนี ซ่ึงเปน็ ประเพณีที่คนไทยเช้ือสายจีนยังคงปฏบิ ัติกันอย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด ชาวจีน
จะให้ความสำคัญในเรื่องของความกตัญญูต่อบรรพบุรษุ เป็นอย่างมาก แบบที่สองจะเป็นการขัดเกลา
แบบทางอ้อม ในช่วงเทศกาลต่างๆ ผู้ใหญ่ในครอบครัวมักจะไม่ได้บอกลูกหลานโดยตรง เกี่ยวกับการ
จัดเตรียมของสำหรับการไหว้ว่าต้องทำอย่างไร ส่วนใหญ่จะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ลูกหลานก็จะจดจำ
และนำไปปฏบิ ัติตาม เมื่อได้รับการขดั เกลาจึงเกดิ เปน็ การปรบั ตัวทางวัฒนธรรม อาหารในด้านตา่ งๆ
ขนมอ๋ี
ขนมอ๋ี มีลกั ษณะคลา้ ยบวั ลอย มีสีขาวและสชี มพูท่สี อื่ ถึงความรกั ความสขุ และความ
โชคดี ร่ำรวย มเี งนิ มีทอง หลายๆ คนอาจจะคนุ้ เคยกับขนมอ๋ีในพิธแี ตง่ งานแบบจีน ที่คบู่ า่ วสาวจะร่วม
ป้อนและรับประทานกัน เพื่อเป็นการผูกใจของทั้งสองและสานสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว
ซ่งึ นอกจากน้ขี นมอ๋ยี งั เปน็ สัญลกั ษณข์ องความกลมเกลียว และเป็นครอบครัวเดยี วกันอีกดว้ ย
ส่วนผสม
- แป้งข้าวเหนยี ว 500 กรมั
- สีผสมอาหารสีชมพู
- นำ้ เปล่า 2 ถ้วยตวงสำหรบั ปัน้ แปง้ และ 5 ถ้วยตวงสำหรับต้ม
- น้ำตาลทรายขาว 200 กรัม
- เกลือปน่ ½ ช้อนชา
- ขงิ แกห่ ั่น 4-5 แว่น
วิธีการทำ
- แบง่ แปง้ ข้าวเหนียวออกเปน็ 2 ถ้วย แลว้ หยดสีผสมอาหารลงในนำ้ เปลา่ 1 ถว้ ย
ตวง คนใหเ้ ขา้ กนั แลว้ เทลงในแปง้ ท่เี ตรียมไว้ สำหรับสีชมพู นวดจนกลายเปน็ เนอ้ื เดยี วกัน และเท
น้ำเปล่า 1 ถว้ ยตวงเทลงในแป้งอกี ถ้วยที่เตรยี มไว้ นวดจนกลายเปน็ เนื้อเดยี วกัน
๘๓
- ปน้ั แป้งเปน็ กอ้ นกลมให้มขี นาดตามความต้องการ ต้มแป้งขนมอี๋แยกอกี เตาหนึ่งจน
สกุ แล้วนำออกมาพกั ไว้
- ต้มนำ้ ใหเ้ ดอื ด ใส่น้ำตาล เกลือ และขิงแก่ลงไป คนใหส้ ว่ นผสมละลาย แลว้ นำลงจากเตา
- ตักแป้งขนมอลี๋ งในน้ำเชอ่ื มทีเ่ ตรียมไว้ จากนน้ั ก็สามารถตักพร้อมรับประทาน
ภาพท่ี 33 ภาพขนมอ๋ี
ขนมบ๊ะจา่ ง
บ๊ะจ่าง เป็นขนมที่ใช้ในเทศกาลตวนอู่ หรือ เทศกาลต่วนหงอ ซึ่งไหว้กันเป็นประจำ
ทุกปี โดยการนบั ตามปฏทิ นิ ทางจนั ทรคติ (วนั ท่ี 5 เดือน 5 หรอื “โหงวเหวย่ โจว่ ”) ซึง่ เทศกาลนี้เป็น
การระลึกถึงวันที่ ชีหยวน ขุนนางผู้รักชาติแห่งแคว้นฉู่ ซึ่งเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ จนเป็นที่รักใคร่ของ
ประชาชน แตถ่ กู กลั่นแกล้งจนทำใหโ้ ดนเนรเทศจากแควน้ ฉู่ ก่อนจะโดนศัตรูยกทัพมายดึ เมอื งไดส้ ำเร็จ
เมื่อเขารจู้ ึงทุกข์ใจ จนตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เม่อื ชาวบ้านทราบข่าว จึงนำเรือออกไปในแม่น้ำ
เพอ่ื จะช่วยชวี ิตเขาแตเ่ ม่ือหาไมพ่ บและกลวั ว่าปลาจะมาแทะร่าง จึงคิดทำขนมข้าวเหนียวห่อใบกะพ้อ
โยนลงไปในแม่นำ้ ให้ปลากนิ แทน จงึ กลายเปน็ ตน้ กำเนิดประเพณีกิน “บ๊ะจา่ ง” และการแขง่ เรือมงั กร นน่ั เอง
ส่วนผสม
- ข้าวเหนยี วดิบ (แชน่ ำ้ ทิง้ ไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง) 1 กิโลกรัม
- เหด็ หอมซอย 1 ถ้วยตวง
- ก้งุ แห้ง 1 ถว้ ยตวง
- ถั่วลิสง ตราไรท่ ิพย์ 1 ถว้ ยตวง
- น้ำมันพืชสำหรบั ผัด 3 ชอ้ นชา
- ซอี วิ๊ ขาว 3 ชอ้ นโตะ๊
- ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโตะ๊
- ซีอิว๊ ดำ 2 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1 ชอ้ นโต๊ะ
- พรกิ ไทยป่น 2 ชอ้ นโต๊ะ
- แปะก๊วยเช่อื ม ½ ถ้วยตวง
- ไข่แดงเคม็ 10 ลกู
- กนุ เชยี งทอด ½ ถว้ ยตวง
- หมสู ันในหมัก (หมักด้วยซอี ๊วิ ขาว นำ้ ตาลทราย และพริกไทย) ½ ถ้วยตวง
อปุ กรณ์
- ใบกะพอ้ (แช่น้ำท้งิ ไว้จนนิ่ม และต้มฆ่าเชอื้ แล้ว)
- เชือกหรือตอกสำหรบั มัด
๘๔
วธิ ีการทำ
- นำ ถ่ัวลิสง ไปล้างน้ำใหส้ ะอาด
- ตั้งกระทะนำเห็ดหอมซอยลงผัดกับน้ำมันจนสง่ กลน่ิ หอม ตามด้วยกุ้งแห้ง และถ่ัวลิสง
ท่ลี ้างสะอาดแล้ว ผัดใหเ้ ข้ากนั แล้วใสข่ า้ วเหนยี วดบิ ท่ีแช่น้ำแลว้ ลงไปผดั
- ปรุงรสด้วย ซอี ิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาลทราย และพรกิ ไทยป่น คลกุ เคลา้ ให้เข้ากนั
- นำใบกะพ้อที่แช่น้ำทิ้งไว้จนนิ่ม และต้มฆ่าเชื้อแล้ว มาซ้อนกัน 2 ใบ แล้วม้วนให้
เป็นทรงกรวย ตักข้าวเหนียวท่ีผัดไว้ใส่ลงไป ตามด้วยวาง แปะก๊วยเชื่อม กุนเชียงทอด หมูสันในหมัก
และไข่แดงเค็ม
- หอ่ ปดิ ให้เป็นทรงสามเหล่ยี ม มัดด้วยเชอื กใหแ้ นน่
- นำใสล่ ังซง้ึ นง่ึ ไฟกลาง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือจนกว่าข้าวเหนยี วจะสุก
- นำไปไหวห้ รอื แกะรบั ประทานไดเ้ ลย
ภาพที่ 34 ภาพขนมบะ๊ จ่างพร้อมรบั ประทาน
ขนมจั้งแบบโบราณ
ดั้งเดิมเป็นขนมพื้นเมืองของประเทศจีน ต่อมาได้แพร่หลายไปในหลายประเทศ
เนือ่ งจากคนจีนสมัยก่อนไดอ้ พยพย้ายเข้าไปตั้งถ่นิ ฐานท่อี ่ืน บา้ งก็ไปทำการค้า บา้ งกไ็ ปทำงาน ดั่งคำกล่าว
เสือ่ ผืนหมอนใบ ทเ่ี ราๆ เคยไดย้ นิ กระท่งั สืบทอดมายังจงั หวัดตราด เสนห่ ์และลักษณะที่ดีของขนมจั้ง คือ
“ตอ้ งใสเหมือนแก้ว ไมม่ ีรสขม และเหนยี วนุม่ ” ขนมจั้ง นิยมทำกนั มากจงั หวดั ตราด เครื่องปรงุ ขนม
ชนิดนี้ประกอบดว้ ยขา้ วเหนียว น้ำ และน้ำด่าง
วธิ กี ารทำ
กีจา่ ง หรอื ขนมจั้ง ในปัจจบุ นั อาจจะมกี ารประยุกต์ปรบั เปลี่ยนสูตรกันบ้างสมัยก่อน
ทำน้ำด่างใช้เอง แล้วจึงค่อยตักน้ำด่างใสๆ มาคลุกพอข้าวเหนียวออกสีเหลือง และเม็ดข้าวนิ่มๆ ก็
พรอ้ มทจี่ ะหอ่ มัดจ้ังแลว้ โดยตกั ขา้ วลงกลางใบไม้ไผ่ ใชม้ อื ห่อเป็นมมุ สามเหลีย่ ม แล้วดึงเชือกปอท่ีติด
กับเสาแคร่มามดั เมือ่ ไดข้ นมจ้งั พวงใหญ่ กน็ ำไปตม้ ในปีบ๊ เตมิ นำ้ พอท่วมประมาณ 4 ช่วั โมง กเ็ ป็นอัน
เสร็จเรยี บรอ้ ย การตม้ นานจะชว่ ยให้ขนมเหนยี วดี
วธิ ีการกนิ
บ๊ะจา่ ง กีจา่ ง ขนมยามเช้ายอดนยิ มของเหลา่ อากง อาม่า ท่ชี อบซอื้ หามากินร่วมกับ
โกปี๊ (กาแฟโบราณท่ีมีน้ำสีดำเข้มและมีรสขม) ซึ่งขนมทั้ง 2 ชนิดนี้ถือเป็นขนมในตระกูลข้าวเหนียว
เหมือนกัน ต่างกันที่ บ๊ะจ่าง อร่อยแบบมีไส้ กีจ่าง เหนียวนุ่มแบบไม่มีไส้ สืบสานตำนานความ
อร่อย นับวันย่ิงหากินยากมาก เพราะด้วยขาดคนทำ เป็นขนมไม่มีไส้ ห่อด้วยใบกะพ้อ เนื้อของกจี ่าง
น้ำดา่ ง จะมสี ีเหลืองใส กินคูก่ ับน้ำตาลทรายแดง ในสมัยก่อนคนท่ีมีลูกหลานมากๆ การทำกจี ่างกินกัน
เป็นเรื่องท่ีดี เพราะทำง่าย ลงทุนต่ำ หรือจนแทบไมต่ ้องซื้ออะไรเลย ความพิเศษของขนมอยู่ตรงท่รี ส
๘๕
สัมผัสเหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอมของใบกะพ้อ ส่วนตัวขนมจั้งเองจะมีรสชาติจืดๆ คล้ายข้าวตม้ วุ้น โดยจะ
นำไปดัดแปลงใส่น้ำแข็ง น้ำเชื่อม แบบข้าวต้มน้ำวุ้นเลยก็ได้ วิธีการกินส่วนมาก มักจะเอามาจิ้มกับ
น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลโตนด น้ำตาลอ้อย หรือราดด้วยน้ำเชื่อม น้ำกะทิ หรือจะใส่ผสมรวมกับ
ลอดช่อง เฉากว๊ ย ก็อรอ่ ยไปอกี แบบ
ภาพที่ 35 ภาพขนมกีจา่ ง หรอื ขนมจั้งโบราณ สูตรชาวตราด
จากการศกึ ษากลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ชาวจนี ในจังหวดั ตราด พบว่า อัตลักษณ์ท่ีหลงเหลืออย่างโดดเด่น
ของชาวจีน เช่น เทศกาลประเพณี ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เอกลักทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม
อาหาร มีความยึดโยงกับเรือ่ งพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อความศรัทธาและสิง่ เหนือธรรมชาติ ส่วน
ในเรื่องของภาษา การแต่งกายและท่ีอยู่อาศัยนัน้ ได้เปล่ียนแปลงไปจากการปรับตัวให้เข้ากับยคุ สมยั
และความสะดวกสบาย เนอ่ื งจากมีความสมั พนั ธ์กันกบั คนนอกกลุ่มชาตพิ ันธุ์
4.1.2 ชาวแขก
“แขก” ในจังหวดั ตราด เปน็ ชาวไทยมุสลิม มาตงั้ หลักแหลง่ ครงั้ แรกอาศยั อยู่ท่ีตำบลน้ำเชี่ยว
อำเภอแหลมงอบ แห่งเดียว โดยถูกกวาดต้อนเข้ามาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมอ่ื ชาวไทยมสุ ลมิ ได้เข้ามาตง้ั ถ่นิ ฐานและมีชีวติ ความเปน็ อยูด่ ีขน้ึ มอี าชีพมน่ั คง จึงได้ชกั ชวนพวกพ้อง
ของตนให้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น และมีการเรียนภาษาเขียนที่ใช้ใน “คัมภีร์อัลกุรอาน”
ของศาสนาอิสลาม มกี ารสร้าง “สเุ หรา่ ” ครั้งแรกท่ีตำบลน้ำเชีย่ ว จงั หวดั ตราดด้วย
จากการสำรวจได้ทราบว่า “กลุ่มชาวไทยมุสลิม” ในจังหวัดตราดมาจากชนชาวเขมรกลุ่มที่นับ
ถือศาสนาอสิ ลาม โดยเรยี กตัวเองว่า “แขกจาม” หรอื “จำปา” พวกมุสลมิ ในเขมรได้อพยพหนกี ารบีบ
บังคับทางด้านศาสนาของฝรั่งเศส ที่ยึดครองเขมรในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยูห่ ัว เพอ่ื เข้ามาอาศัยแผ่นดนิ ไทยภายใต้ร่มโพธสิ มภารของพระมหากษัตรยิ ไ์ ทย ในชว่ งระยะแรก
ชาวไทยมุสลิมได้มาตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนอยู่ตรงบริเวณป่าชายเลน สร้างบ้านเรือนขึ้นอย่างง่ายๆ
หลังจากสร้างที่พักแล้วได้ร่วมกันสร้างสถานที่เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรื อ “สุเหร่า”
ขนึ้ ในพน้ื ทีบ่ รเิ วณใกลเ้ คียง ลกั ษณะการสร้างสุเหรา่ จะใช้ไม้โกงกางมาปกั เขต 4 ทิศ หลังคามุงด้วยใบ
ปรงที่นำมาสานเป็นตับ เหมือนตับจากมุงกันแดดกันฝน (สัมภาษณ์ นราทร ถนอมวงษ์, ชาวมุสลิม
ตำบลนำ้ เชยี่ ว, 10 กรกฎาคม 2565)
ชมุ ชนชาวมุสลิม ทอี่ าศัยในพ้ืนที่บ้านน้ำเช่ียว บรเิ วณริมสองฝง่ั คลองบ้านน้ำเช่ียวปัจจุบันคือ
หมูท่ ี่ 1 และหมทู่ ี่ 3 โดยสว่ นมากมอี าชีพทำประมงเป็นหลัก ระยะแรกจะต้งั บ้านเรือนอยู่ติดริมคลอง
บริเวณ หมทู่ ่ี 1 ตอ่ มามีการขยายชมุ ชน กระจายตวั ไปยงั อีกฝั่งหน่งึ ของคลอง บรเิ วณหมู่ที่ 3 และถัด
เขา้ พืน้ ที่ดา้ นใน ไดแ้ ก่ ชุมชนบ่อนอก ชุมชนในบ้าน ชุมชนท้ายเขา และชุมชนเทศบาลใหม่
ชาวมุสลิมที่บ้านน้ำเชี่ยวนี้ จะได้รับการเรียกขานว่า “แขกน้ำเชี่ยว” เป็นมุสลิมนิกายสุหน่ี
ในเรื่องของการตั้งถิ่นฐานชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยวนี้ พระบริหารเทพธานี กล่าวว่า เป็นแขกชาติญวน
๘๖
และเขมร ซง่ึ ถกู กวาดตอ้ นเข้ามาเมือ่ คราวเกิดสงครามกับญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อมาแล้วได้มาตั้ง
รกรากอย่ทู ีบ่ า้ นน้ำเชีย่ ว ครงั้ ต่อมาจงึ ชกั ชวนพวกพอ้ งให้อพยพเขา้ มาต้ังถ่นิ ฐานมากข้ึน ดังน้ี
“...ชนชาติแขก ใน จังหว ัดตร าดนี้มีชื่อว่าแขกมลายูพว กเดียวก ับ แขก ครัว
ครั้งแรกไดม้ าอยู่ท่ีตำบลนำ้ เช่ียวแห่งเดียวตอ่ มาภายหลงั มีจำนวนมากขึน้ ได้แยกย้ายไป
อยบู่ า้ นยายม่อม ทง้ั สองแหง่ น้อี ยู่ชายทะเลในตำบลแหลมงอบ อำเภอเกาะช้าง ภายหลัง
ได้แยกย้ายไปอยู่บ้านแหลมตาพัน ริมชายทะเลในตำบลอ่าวญวน อำเภอบางพระอีก
แต่นอ้ ยครัว ตน้ ตระกูลของแขกพวกนแ้ี ตเ่ ริ่มเดมิ ทีเช่ือว่าไมไ่ ดอ้ ยู่ทตี่ ำบลน้ำเช่ียว จะมีถิ่น
ฐานอยทู่ ่ใี ดบ้างไม่มีผู้ยนื ยนั แน่นอนได้ สันนษิ ฐานตามเหตกุ ารณ์ประกอบกับชนชาติแขก
ที่มีอยู่คงได้ความว่า แขกพวกนี้ได้ถูกกวาดต้อนครอบครัวเข้ามาในรัชกาลที่ 3 ตอน
สงครามเขมรและญวน ครั้งทัพเรือเจา้ พระยาคลงั และทัพบกเจ้าพระยาดินธรเม่ือไดช้ ยั
ชนะในหวั เมืองต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแลว้ เมือ่ ที่ปะพ่ายแพ้ไปน้นั พลเมอื งได้ถูก
กวาดต้อนส่งเขา้ มาในพระราชอาณาเขตตน้ ละคราว โดยทางทพั เรือเชอื่ ว่าคงถูกแยกย้าย
แบ่งให้มาอยู่ในตำบลน้ำเชี่ยวเอาเลยไปที่กรุงเทพฯ หรือที่หัวเมืองอื่นๆ บ้าง สำหรับใน
จงั หวดั นคี้ งได้อยูใ่ นตำบลนำ้ เช่ียว ตอ่ มาพวกพอ้ งของแขกที่ถกู กวาดตอ้ นแต่ครั้งยังอยู่ใน
เมืองเขมรและญวนทราบว่าทางนี้มีทอี่ ยู่เปน็ สุขและการทำมาหากินเจรญิ ดีจงึ ได้พากันมา
ทำมาหาเล้ียงชีพอยใู่ นจงั หวดั เชน่ โตะ๊ หม่นั เวลานมี้ ีอายุ 75 ปี บิดาเขาเกิดทเี่ มอื งกำปอดดิน
ของญวน กับโต๊ะแช เวลานี้อายุ 73 ปี บิดาเขาเกิดที่เมืองพระตะบองเป็นดินแดนของ
เขมร บิดาเขาทั้งสองคนน้ีได้ตามทำมาหากินอยู่ที่น้ำเชี่ยวมาได้ภรรยาเป็นชาติแขก
ดว้ ยกัน เกดิ บุตรชายไดเ้ ปน็ โตะ๊ ดังกลา่ ว สว่ นปู่ ยา่ ตา ยาย ของโตะ๊ ท้งั สองจำมีถ่นิ ฐานอยู่
ในเมอื งทก่ี ล่าวแลว้ หรือเมืองใดไม่ทราบ ชนชาตแิ ขกในตำบลน้ำเชี่ยวเวลาน้ีเกิดในตำบล
น้ำเชีย่ วโดยมาก แต่อพยพครอบครัวมาจากต่างประเทศ เชน่ มาจากเขมรและมลายู มา
จากจังหวัดอื่นๆในพระราชอาณาจักรก็มีแต่ไม่มาก ถึงเวลาก็ยังมีโยกย้ายไปมาห่างๆ
เหมอื นกัน ไม่เหมอื นจีนเขา้ มาอยใู่ นประเทศสยาม...”
จากข้างต้น จึงสันนิษฐานว่าการกวาดครัวแขกเข้ามาที่ตราดนั้นน่าจะเป็นคราวเดียวกันกับครั้ง
เจ้าพระยาบดินเดชาฯ ได้ให้พระอรรคเนศ พระสุนทรภักดี หลวงนรารณรงค์ หลวงไกรนารายณ์ พระ
ยกกระบัตรเมอื งกำแพงเพชร และพระมหาดไทยเมอื งตากเป็นข้าหลวงหกนาย คุมไพรพ่ ลไทยมีเครื่อง
ศาสตราวุธครบมือกันห้าร้อยคน คุมครัวเขมร และแขกจามกับจีนเขมร 1,242 คน เดินไปส่งยัง
กรุงเทพฯ ดังบันทึกของเจ้าพระยาบดินเดชา ว่า “...ครั้นครัวถึงกรุงเทพฯ แล้วแต่ ณ เดือนเจ็ด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครัวแขกจามเขมรไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ
ที่คลองบางกะปแิ ขวงกรุงเทพฯ (คอื บา้ นแขกครวั รมิ สระปทมุ วนั ทกุ วันน)้ี ...”
ได้มีการอพยพเข้ามาของชาวเขมรอีกระลอกในช่วงของรัชกาลที่ 5 เพื่อหนีการบีบบังคับ
ทางด้านศาสนาของฝรั่งเศสที่ยึดเมืองเขมรในขณะนั้น เพื่อเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยภายใต้ร่มโพธิ
สมภารของพระมหากษัตรยิ ไ์ ทย ซ่ึงมหี ลักฐานคอื ใบเสร็จเงนิ รัชชูปการใช้แทนหนงั สอื เดนิ ทางของนาย
แอน วริ ัญโท ระบุไว้เป็นปี พ.ศ. 2433 ตรงกบั สมยั รัชกาลที่ 5 จากขอ้ มูลข้างต้น และการเก็บข้อมูล
สัมภาษณ์ของคณะผู้จัดทำ เชื่อว่าชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยวดั้งเดิมนั้น มีบรรพบุรุษมาจากเมืองกัมพูชา
ทางเมอื งกำปงจามและกำปอด และเม่อื ประมาณ 30-40 ปกี ่อน มีชาวมุสลิมจากกรงุ เทพฯ ไดย้ ้ายถิน่
๘๗
ฐานเขา้ มาอกี ระลอกหนง่ึ โดยมาจากชุมชนมัสยิดสุวรรณภูมิ (เขตคลองสาน) ทำใหผ้ ู้คนที่อาศัยท่ีบ้าน
น้ำเชี่ยวมจี ำนวนมากขึ้น
ภาพที่ 36 ภาพใบเสรจ็ เงินรัชชปู การใชแ้ ทนหนงั สอื เดนิ ทางของนายแอน วริ ัญโท
ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ 2551 ซึง่ ประกอบดว้ ย 8 ดา้ น ของชาติพนั ธุ์แขก จังหวัดตราด ได้แก่
4.1.2.1 ด้านทอ่ี ยอู่ าศยั
ชมุ ชนชาวมสุ ลิมที่อาศัยบริเวณริมคลองน้ำเชี่ยว สรา้ งบา้ นเรอื นหนั หน้าเข้าหาคลอง
น้ำเชี่ยว มีอาชีพประมงเป็นหลัก โดยอาศัยคลองน้ำเชี่ยวเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ วิถีชีวิตริมน้ำ
ของชาวมุสลิมในชุมชนน้ำเชีย่ วจงึ มเี อกลักษณ์ในเร่ืองของการทำประมงพ้ืนบา้ น อดีตจะใช้เรือในการ
เดินทางไปมาหาสู่กัน แม้ปัจจุบันการทำประมงจะลดลง เนื่องจากลูกหลานหันมาประกอบอาชีพอ่ืน
แลว้ ก็ยงั คงเห็นเรอื จอดอยู่หนา้ บ้านบ้าง ผเู้ ฒ่าบางทา่ นยังพายเรือในลำคลองแทนการใช้รถ หรือเดิน
เท้า ซึ่งในอดีตนั้นจะมีเรือจอดแทบทุกบ้าน โดยชาวมุสลิมนี้เป็นกลุ่มชนชาติที่มาตั้งถิ่นฐานยาวนาน
กว่าสามชั่วอายุคน จะเห็นได้จากแผนผังต้นตระกูลวิรัญโท (สัมภาษณ์ รสรินทร์ วิรัญโท, ชาวมุสลิม
ตำบลน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) ซึ่งการเข้ามาตั้งถ่ินฐานของชาวมุสลิมที่นี่มีหลายช่วง คาดว่า
กลมุ่ แรกๆ เป็นชาวจามท่ีเข้ารีตอิสลามอยู่ในเมืองเขมร คราวเดยี วกบั บ้านครวั ที่อพยพเข้ามาในสมัย
รชั กาลท่ี 3 สมัยทสี่ ยามมสี งครามกับญวณ และได้ทำการกวาดต้อนไพรพ่ ลเข้ามา ซึง่ กลุ่มชาวจามนั้น
เป็นพวกท่มี ีความชำนาญดา้ นการประมง และเดนิ เรือ
ภาพที่ 37 ภาพแผนผังแสดงสายสัมพันธต์ ้นตระกลู วิรญั โท มุสลิมในชมุ ชนน้ำเชย่ี ว
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เห็นได้ว่าการตั้งบ้านเรือนของชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยวนั้น เกิดจาก
สภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมกบั การเลี้ยงชพี ของตน บ้านเรือนจึงสร้างติดริมคลอง และกระจกุ ตวั กัน
๘๘
อยูบ่ ริเวณสองฝง่ั คลอง รวมถึงมัสยดิ ท่ีสร้างอยรู่ มิ น้ำดว้ ย อันแสดงถงึ จดุ ศนู ย์รวมของชุมชนชาวมุสลิม
ซ่ึงอาศัยอย่รู ิมคลองอยา่ งแท้จรงิ
ภาพที่ 38 ภาพแสดงการตั้งบา้ นเรอื นของชมุ ชนชาวมสุ ลมิ บ้านน้ำเช่ียว
4.1.2.2 ดา้ นอาชพี
ชาวมสุ ลมิ ท่บี ้านน้ำเชีย่ วนี้จะสรา้ งบา้ นเรอื นอยู่ติดริมคลองนำ้ เช่ียว และมักยึดอาชีพ
ประมงเป็นส่วนใหญ่ มีการทำประมงในลำคลองน้ำเชี่ยวและออกเรือในอ่าว โดยใช้เครื่องมือพื้นบ้าน
แบบง่ายๆ ในการจับสัตว์น้ำในลำคลองคือการทอดแห รุนเคย แทงปลา วางเบ็ด และจับหอยต่างๆ
เพ่ือเป็นอาหารและจำหน่าย จนมีฉายาว่า “พวกเกาะตลิ่งกิน” แต่ปัจจุบันลดน้อยลงเนื่องจากความ
อุดมสมบรู ณ์ และความสะอาดในลำคลองลดลง การออกเรอื ในทะเลจะใช้เรอื ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง
ซึ่งเป็นการทำประมงพ้นื บ้าน จะทำในรอ่ งน้ำที่อยู่ระหวา่ งแหลมงอบกับเกาะชา้ งซึง่ เรียกว่าร่องช้าง
4.1.2.3 ด้านความเชอื่
ชมุ ชนชาวมุสลิมมมี ัสยดิ เป็นศนู ยก์ ลาง จากคำบอกเล่า
มัสยิดอัลกุบรอ ตั้งอยู่หมูท่ ี่ 1 ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ตั้งอยู่
ริมคลองน้ำเชี่ยว เป็นมัสยิดที่เชื่อว่าเป็นมัสยิดหลังแรกในจังหวัดตราด6 แรกเริ่มเดิมทีสันนิษฐานว่า
สร้างอยา่ งง่าย ทำด้วยหลงั คามุงใบปง ต่อมามีการปรบั ปรงุ สร้างใหม่ ณ สถานท่เี ดมิ ซึง่ จากคำบอกเล่า
และรูปถ่ายเก่า ทำให้ทราบว่ามัสยิดหลังปัจจุบันนี้เป็นหลังที่สร้างครั้งที่ 5 ปัจจุบันได้มีการทำ
แบบจำลองมัสยิดในสมัยต่างๆ ไว้ในห้องที่เก็บรวบรวมประวัติ สิ่งของเครื่องใช้ของคนในชุมชนบ้าน
นำ้ เช่ียวเพ่อื ทจ่ี ะทำเปน็ พพิ ิธภัณฑ์ต่อไป
ภาพที่ 39 ภาพมสั ยิดอลั กุบรอในปัจจุบัน
มสั ยดิ ยันนะตลุ้ การีม
มัสยิดยันนะตุ้ลการีม ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
อยู่บริเวณชุมชนท้ายเขา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2524 โดยยกมาจากมัสยิดอัลกุบรอ เพื่อรองรับชาว
๘๙
มุสลิมที่มีจำนวนมากขึ้น และมีความมั่นคงแข็งแรงกว่ามัสยิดอัลกุบรอ ซึ่งคำว่า “ยันนะตุ้ล” น้ัน
เป็นชื่อของสวรรค์ ส่วน “การีม” มาจากช่ือของผสู้ รา้ งมสั ยดิ น้ี7
ชาวมุสลิมที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านท้ายเขา และที่สะดวกในการเดินทาง จะมา
ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่น่ี (สัมภาษณ์ นราทร ถนอมวงษ์, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10
กรกฎาคม 2565)
ภาพท่ี 40 ภาพมสั ยิดยนั นะตลุ้ การีมในปัจจุบัน
4.1.2.4 ด้านประเพณีและวนั สำคญั
วันและเดือนที่สำคัญทางศาสนา อิสลามกำหนดวันและเดือนโดยการดูดวงจันทร์
ทางจนั ทรคติเปน็ เกณฑ์ วันสำคญั ทางศาสนาอิสลาม
วันอีดิ้ลอฎั ฮา
สิ่งท่คี วรปฏิบตั ใิ นวนั อีด
- อาบนำ้ พรมนำ้ หอม และ ใสเ่ ส้ือผา้ ท่ดี ีและสวยทส่ี ุด
- รับประทานอาหารเล็กนอ้ ย ก่อนออกไปละหมาดอีดลิ้ ฟิตริ
- ให้กล่าวสรรเสรญิ ความเกรียงไกรแห่งอัลลอฮ์
- ใหอ้ อกไปยงั สถานท่ลี ะหมาดทางหนึ่ง และ เดนิ กลบั อกี ทางหน่งึ
- ใหล้ ะหมาดอีดท้งั สองกลางแจง้
- ใหอ้ วยพรและขอโทษซง่ึ กนั และกัน โดย กล่าวว่า “ตะกอ๊ บบะลลั ลอฮุ่ มินนาวะมินกุม”
- ให้มกี ารกิน การด่มื และรนื่ เริงได้ในกรอบ ของศาสนา
วันตัชรกี หรอื ตซั เรค
วันตัชรีกหรือตัซเรค คือวันที่ ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ ของเดือนซุลฮิจยะห์ เป็นช่วงวันที่
๒, ๓ และ ๔ ของอีดิ้ลอฎั ฮา
วนั ข้นึ ศักราชใหมอ่ ิสลาม
การกำหนดปีฮิจเราะห์ศักราช ท่านศาสดามุฮัมมัดได้อพยพไปถึง นครมะดีนะห์ใน
วันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ตรงกับวันที่ ๒๒ กันยายน ค.ศ. ๖๒๒ ขณะเดียวกันก็ได้มีการ
คัดเลือกให้เดือน มฮุ รั รอมเป็นเดือนแรกของศักราช โดยเหตนุ ้ีจึงทำให้ปี ฮจิ เราะห์มมี าก่อนการอพยพ
ของท่านศาสดามุฮัมมดั ทแี่ ท้จริงเปน็ เวลา ๑ เดอื น ๑๒ วนั
วนั อาชรู ออ์
คือวันที่ ๑๐ ของเดือนมุฮัร รอม เป็นวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้ถือศีลอดและ
สง่ เสรมิ ให้มสุ ลิม ปฏบิ ัตติ าม และใหถ้ ือศลี อดในวันที่ ๙ มุฮรั รอม อกี หน่ึงวนั
๙๐
วันเมาลดิ นบี (วันคล้ายวนั เกดิ ของท่านศาสดา มฮุ ัมมัด)
คือวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อ บีอุ้ลเอาวัล ตรงกับวันที่ ๒๐ เมษายน ค.ศ. ๕๗๑
(พ.ศ. ๑๑๑๔) และท่านได้เสียชวี ติ ในวันจันทรท์ ี่ ๑๒ เดือนร่อบอี ุ้ล เอาวัล ฮ.ศ. ๑๑ ตรงกับวันที่ ๑๑
มิถุนายน ค.ศ. ๖๒๓ (พ.ศ. ๑๑๗๖) รวมอายุได้ ๖๓ ปี
วนั เมย๊ี ะราจ
คือวนั ที่ ๒๗ ของเดือนรอ่ ญบั เป็นวนั ทท่ี า่ นศาสดามฮุ ัมมดั ได้เดนิ ทางจากนครมักกะห์
ไปยังมัสยิด อัลอักซอ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศปาเลสไตน์ หลังจาก นั้นได้ขึ้นยังฟ้าชั้นที่เจ็ด เพื่อรับ
โองการการละหมาด ๕ เวลา จากอัลลอฮ์ ซบุ ฮานะฮวู ะตะอาลา
วันอีด้ิลฟติ ริ
ทา่ นศาสดามุฮัมมัดไดส้ ง่ เสรมิ ให้ลา่ ชา้ ในการละหมาดอีด้ลิ ฟิตริ (อีดเล็ก) เพอื่ จะได้มี
เวลาแจกจ่าย ซะกาตฟิตเราะห์ก่อนละหมาด (จ่ายข้าวสารหรือ อาหารพื้นเมืองแก่คนยากจนตามที่
ศาสนากำหนด) ให้ คนยากจน และให้ปฏิบตั ติ นเหมอื นเชน่ การปฏบิ ัตติ น ใหอ้ ีด้ลิ อฎั ฮาทุกประการ
วันจันทรแ์ ละวันพฤหสั บดี
ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “การงานจะถูกนำเสนอ ณ อัลลอฮ์ ในทุกวันจันทร์และ
วันพฤหสั บดี ดงั นัน้ ฉันจงึ ชอบทีจ่ ะใหก้ ารงานของ ฉนั ถูกนำเสนอ โดยทฉ่ี นั ถือศลี อด”
วนั ศกุ ร์
ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “ผู้ใดที่อาบน้ำ ละหมาด โดยเขาอาบน้ำละหมาด
อยา่ งดี แล้วไปละหมาดญุมะอะห์ (วันศุกร)์ และฟังคุฎบะห์ (ธรรมกาถา) โดยสงบนง่ิ เขาจะได้รับการ
อภัยโทษ ระหว่างวันศกุ ร์นั้นและวันศกุ ร์ต่อไป และเพิ่มอีก ๓ วัน และผู้ใดที่ลูบคลำเม็ดหิน (ไม่สนใจ
ฟงั คฎุ บะห)์ แท้จรงิ เขาทำใหผ้ ลบุญในการละหมาด วนั ศุกร์เปน็ โมฆะ”
เดือนในปฏิทนิ อสิ ลามทั้ง ๑๒ เดอื น ไดแ้ ก่ ๑) มุฮรั รอม ๒) ซอฟัร ๓) รอ่ บอี ุลเอาวาล
๔) ร่อบีอุลอาคิร ๕) ญุมาดัลเอาวัล ๖) ญุมาดัลอาคิร ๗) รอญับ ๘) ชะอ์บาน ๙) รอมฎอน ๑๐) เชาวาล
๑๑) ซุลเก๊าะดะห์ ๑๒) ซุลฮิจยะห (สัมภาษณ์ นราทร ถนอมวงษ์, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10
กรกฎาคม 2565)
4.1.2.5 ด้านศลิ ปะพื้นบ้าน
ชาวมุสลิมในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวเป็นกลุ่มคนที่มีภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณีที่มี
อัตลักษณ์ควรค่าแกก่ ารรกั ษา ฟ้นื ฟู และส่งเสริม
ดนตรนี าเสบ การเล่นนาเสบ คือการขบั รอ้ งประกอบจังหวะของชาวมสุ ลิม ใชใ้ นการ
ปรบมือร่วมกับการเคาะจังหวะเป็นหลัก จะเล่นเพื่อการรื่นเริง และในงานต่างๆ เช่น งานแต่งงาน
งานส่วนรวมของมัสยิด เช่น งานเล้ยี งนำ้ ชา งานวันออกบวช เป็นต้น ซงึ่ ในชมุ ชนมุสลมิ บา้ นนำ้ เชีย่ วนั้น
มีการเล่นมาตั้งแต่อดีต โดยเครื่องดนตรีที่ใช้เป็นเครื่องประกอบจังหวะเท่านั้น อดีตใช้กลองรำมะนา
การปรบมือประกอบจังหวะ มีการประยุกต์ใชไ้ หและหนังยางมาขงึ แล้วดึงเพื่อใหเ้ กิดเสยี ง ปัจจุบันใช้
กลองทอม ฉิ่ง ฉาบ แทมมารีน ในส่วนของบทเพลงที่นำมาร้องนั้นเป็นการจำมาจากรุ่นสู่รุ่น เนื้อหา
เพลงจะเป็นคำสอน ซึ่งแปลงมาจากคัมภีร์ทางศาสนาอิสลาม เช่น เพลงมะอับกัลป์ละห์ เนื้อเพลง
เกย่ี วกับการใหอ้ ภัยซงึ่ กนั และกนั
๙๑
ปัจจุบันได้มีการฟื้นฟู และส่งเสริมให้เยาวชนในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวมาเล่นดนตรีนาเสบ
กัน โดยนายประเมิน ภูมิมาโนช เป็นผู้ฝึกสอน และได้รับการสนับสนุนจากชุมชน เช่น โต๊ะอิหม่าม และ
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเทศบาลตำบลน้ำเชี่ยว เพราะเห็นว่าเป็นการอนุรักษ์และเป็นกิจกรรมที่ดี ไม่มี
เรื่องสุรายาเมามาข้องเกี่ยว จะเล่นในงานแต่งงาน เล่นกันเองเพื่อความรื่นเริง และนำมาต้อนรับ
นกั ท่องเท่ยี วด้วย (สมั ภาษณ์ นพดล ภูมิมาโนช, ราษฎรชุมชนบา้ นน้ำเชย่ี ว, 10 กรกฎาคม 2565)
4.1.2.6 ดา้ นภาษา
ภาษาอาหรบั
มุสลิมในจังหวัดตราดเรียนและใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาในการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม
ภาษาอาหรบั เป็นภาษาท่ีใช้ในอัลกุรอาน มุสลมิ ทกุ คนต้องเรยี นอ่านอัลกุรอานภาษาอาหรับเพื่อรักษา
ความหมายดั้งเดิมไว้ไม่ใหผ้ ิดพลาดเพราะการแปล อย่างไรก็ตาม ภาษาอาหรบั คงมกี ารใช้ในกลุม่ ชาว
อาหรับที่นับถือศาสนาคริสต์ ชาวอาหรับดรูซ ชาวยิวมิซราฮี และชาวมันเดียนในอิรัก ชาวมุสลิม
จังหวัดตราดสว่ นใหญส่ ามารถอ่านภาษาอาหรบั ทีเ่ กยี่ วข้องกับศาสนาได้
ภาพท่ี 41 ภาพแสดงการทักทายแบบชาวไทยมุสลิม
การทักทาย
ศาสนาอิสลามได้ประกาศความเป็นตัวตนด้วยการกล่าวคำทักทายในรูปแบบของ
อสิ ลาม เม่อื พบปะพี่นอ้ งมุสลิมหรอื เมอ่ื ลาจากกนั เพราะสิง่ นที้ ำให้หวั ใจของบรรดามุสลิมรวมกันเป็น
หนึ่งเดียว และเป็นการชว่ ยกระชับความสัมพันธ์ระหวา่ งกันใหม้ คี วามเข้มแข็งและแน่นแฟน้ มากยง่ิ ข้นึ
คำทักทาย : อสั ซา ลาม มุ อะ ลัย กุม แปลว่า ขอความสันตสิ ขุ จงมแี ดท่ า่ น
คำตอบรบั : วา ลัย กมุ มสุ ซา ลาม แปลว่า ขอความสันตสิ ขุ จงมแี ดท่ า่ นเชน่ กัน
โดยเมื่อทักทายกันจะใช้มือสัมผสั กันและหากเป็นเด็กที่มีอายุน้อยกว่าจะนำมือที่สัมผัส
กันแล้วมาดมที่จมูกหรือสัมผัสที่หน้าผาก (สัมภาษณ์ รสรินทร์ วิรัญโท, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10
กรกฎาคม 2565)
4.1.2.7 ดา้ นการแต่งกาย
การแตง่ กายของชาวมสุ ลิม ไม่วา่ หญิงหรือชาย ถือเป็นหน่งึ ในบทบัญญัติที่สำคัญของ
ศาสนาอิสลาม ยึดปฏิบัติมาพร้อมกับการถือกำเนิดของศาสนาอิสลามหรือกว่า 1,400 ปีมาแล้ว
การแตง่ กายของมุสลิมตามหลกั การในศาสนาอสิ ลาม มีวตั ถุประสงค์สำคญั คือ การปกปิดสิ่งพงึ ละอาย
ของร่างกาย โดยเฉพาะร่างกายของสตรีมุสลิม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของเรือนร่างเพศหญิง
ดึงดูดความสนใจของบุรุษเพศ อันจะก่อให้เกดิ “ฟิตนะห์” (ความเสียหาย ความไม่ดีไม่งามต่อสังคม)
ศาสนาอิสลามจึงไดว้ างหลกั เกณฑ์ไวเ้ พือ่ ป้องกนั ฟิตนะห์ท่จี ะเกดิ ขึน้